Trump 2.0 Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/trump-2-0/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 13 May 2026 13:53:28 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 จีนปูพรมแดงต้อนรับทรัมป์เดินทางถึงปักกิ่ง รองประธานาธิบดีจีนให้การต้อนรับสมเกียรติ https://thestandard.co/trump-china-arrival/ Wed, 13 May 2026 13:45:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1206932 โดนัลด์ ทรัมป์ ก้าวลงจากเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน โดยมีรองประธานาธิบดีหาน เจิ้ง ของจีนให้การต้อนรับบนพรมแดงที่สนามบินปักกิ่ง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ พร้อมคณะผู้ติดตาม […]

The post จีนปูพรมแดงต้อนรับทรัมป์เดินทางถึงปักกิ่ง รองประธานาธิบดีจีนให้การต้อนรับสมเกียรติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ ก้าวลงจากเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน โดยมีรองประธานาธิบดีหาน เจิ้ง ของจีนให้การต้อนรับบนพรมแดงที่สนามบินปักกิ่ง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ พร้อมคณะผู้ติดตาม ซึ่งรวมถึงเอริค ทรัมป์ บุตรชาย และลารา ทรัมป์ ลูกสะใภ้ ตลอดจนซีอีโอบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ อย่าง เจนเซน หวง จาก Nvidia, อีลอน มัสก์ จาก Tesla และทิม คุก จาก Apple เดินทางถึงสนามบินกรุงปักกิ่ง ท่ามกลางการจัดพิธีต้อนรับอย่างสมเกียรติจากรัฐบาลจีน โดยมีการปูพรมแดงและเสียงดนตรีจากวงแตรวง พร้อมด้วยการโบกธงต้อนรับจากเด็กๆ ชาวจีน

 

รองประธานาธิบดี หาน เจิ้ง ของจีนเป็นผู้ให้การต้อนรับและมอบดอกไม้แก่ทรัมป์ ทันทีที่ก้าวลงจากเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน ก่อนที่ทั้งสองจะเดินไปบนพรมแดงด้วยกัน ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นจากเสียงเชียร์ของเด็กๆ ที่ตะโกนเป็นภาษาจีนกลางว่า “ยินดีต้อนรับ” ในขณะที่ทรัมป์ ชูกำปั้นตอบรับ ก่อนจะเดินไปขึ้นขบวนรถและออกไปจากสนามบิน

 

การเยือนครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2017 ที่ทรัมป์เคยไปเยือนจีนในช่วงต้นของการรับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก

 

ขณะที่ทั่วโลกต่างจับตามองการพบหารือกัน ระหว่างทรัมป์กับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ของจีน ที่จะเกิดขึ้นในเช้าวันพรุ่งนี้ (14 พฤษภาคม) และในวันศุกร์ (15 พฤษภาคม) ซึ่งคาดว่าประเด็นสำคัญที่จะถูกหยิบยกขึ้นหารือ รวมถึงเรื่องไต้หวัน สงครามอิหร่าน การค้า และ AI

 

โดนัลด์ ทรัมป์ ก้าวลงจากเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน โดยมีรองประธานาธิบดีหาน เจิ้ง ของจีนให้การต้อนรับบนพรมแดงที่สนามบินปักกิ่ง 1โดนัลด์ ทรัมป์ ก้าวลงจากเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน โดยมีรองประธานาธิบดีหาน เจิ้ง ของจีนให้การต้อนรับบนพรมแดงที่สนามบินปักกิ่ง 2โดนัลด์ ทรัมป์ ก้าวลงจากเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน โดยมีรองประธานาธิบดีหาน เจิ้ง ของจีนให้การต้อนรับบนพรมแดงที่สนามบินปักกิ่ง 3โดนัลด์ ทรัมป์ ก้าวลงจากเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน โดยมีรองประธานาธิบดีหาน เจิ้ง ของจีนให้การต้อนรับบนพรมแดงที่สนามบินปักกิ่ง 4โดนัลด์ ทรัมป์ ก้าวลงจากเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน โดยมีรองประธานาธิบดีหาน เจิ้ง ของจีนให้การต้อนรับบนพรมแดงที่สนามบินปักกิ่ง 5โดนัลด์ ทรัมป์ ก้าวลงจากเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน โดยมีรองประธานาธิบดีหาน เจิ้ง ของจีนให้การต้อนรับบนพรมแดงที่สนามบินปักกิ่ง 6

 

อ้างอิง:

 

ภาพ: REUTERS/Evan Vucci

The post จีนปูพรมแดงต้อนรับทรัมป์เดินทางถึงปักกิ่ง รองประธานาธิบดีจีนให้การต้อนรับสมเกียรติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จาก ‘นิกสัน’ ถึง ‘ทรัมป์ ย้อนประวัติศาสตร์ผู้นำสหรัฐฯ เยือนจีน https://thestandard.co/us-presidents-china-visits-history/ Wed, 13 May 2026 05:31:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1206626 ภาพประธานาธิบดีสหรัฐฯ เยือนจีนในอดีต

การประชุมสุดยอดผู้นำจีน-สหรัฐอเมริกา กำลังจะเปิดฉากขึ้น […]

The post จาก ‘นิกสัน’ ถึง ‘ทรัมป์ ย้อนประวัติศาสตร์ผู้นำสหรัฐฯ เยือนจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประธานาธิบดีสหรัฐฯ เยือนจีนในอดีต

การประชุมสุดยอดผู้นำจีน-สหรัฐอเมริกา กำลังจะเปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 13-15 พฤษภาคมนี้ โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกเดินทางจากกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันที่ 12 พฤษภาคมตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งคาดว่าจะเดินทางถึงกรุงปักกิ่งในช่วงค่ำของวันนี้ (13 พฤษภาคม)

 

การเดินทางครั้งนี้ทำให้ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 8 ในประวัติศาสตร์ที่เยือนแผ่นดินจีนใหญ่ ถือเป็นครั้งที่ 2 นับตั้งแต่การเยือนสมัยแรกในปี 2017 ท่ามกลางวาระการหารือที่คาดว่า จะดุเดือดบนโต๊ะเจรจา สิ่งที่สื่อทั่วโลกต่างให้ความสนใจไม่แพ้กันคือ ‘ภาพการทูตเชิงสัญลักษณ์’

 

ย้อนกลับไปในอดีต ริชาร์ด นิกสัน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรกที่เปิดประตูทางการทูตกับจีน ได้สร้างภาพจำระดับโลกจากการไปเยือน ‘กำแพงเมืองจีน’ มาแล้ว โดยในการประชุมสุดยอดปี 2026 นี้ ทางการจีนก็ได้เปิดเผยกำหนดการสำคัญว่า ทรัมป์และประธานาธิบดี สีจิ้นผิง จะร่วมจิบน้ำชาและเดินชมความงดงามของ ‘หอสักการะฟ้าเทียนถาน’ ถือเป็นการต้อนรับที่แฝงนัยสำคัญทางการทูตอย่างลึกซึ้ง

 

THE STANDARD พาทุกคนย้อนหน้าประวัติศาสตร์ สำรวจรอยเท้าของผู้นำสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ว่า มีใครเคยเดินทางมาเยือนจีนบ้าง และพวกเขาได้ทิ้งภาพจำอะไรไว้บนหน้าประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ของสองมหาอำนาจ

 


 

ภาพประธานาธิบดีสหรัฐฯ เยือนจีนในอดีต 1ภาพประธานาธิบดีสหรัฐฯ เยือนจีนในอดีต 2ภาพประธานาธิบดีสหรัฐฯ เยือนจีนในอดีต 3ภาพประธานาธิบดีสหรัฐฯ เยือนจีนในอดีต 4ภาพประธานาธิบดีสหรัฐฯ เยือนจีนในอดีต 5ภาพประธานาธิบดีสหรัฐฯ เยือนจีนในอดีต 6ภาพประธานาธิบดีสหรัฐฯ เยือนจีนในอดีต 7ภาพประธานาธิบดีสหรัฐฯ เยือนจีนในอดีต 8

 

อ้างอิง:

The post จาก ‘นิกสัน’ ถึง ‘ทรัมป์ ย้อนประวัติศาสตร์ผู้นำสหรัฐฯ เยือนจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ เตรียมคืนเงิน ‘ภาษีทรัมป์’ รอบแรกกลางเดือนพฤษภาคมนี้ ตามมติศาลสูงสุด https://thestandard.co/us-trump-tariffs-refund-may/ Tue, 05 May 2026 03:34:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1203830 ภาพประกอบ โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในข่าวการคืนภาษีนำเข้า

วันนี้ (5 พฤษภาคม) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หน่วยงา […]

The post สหรัฐฯ เตรียมคืนเงิน ‘ภาษีทรัมป์’ รอบแรกกลางเดือนพฤษภาคมนี้ ตามมติศาลสูงสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบ โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในข่าวการคืนภาษีนำเข้า

วันนี้ (5 พฤษภาคม) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หน่วยงานศุลกากรและป้องกันชายแดนของสหรัฐอเมริกา (CBP) อาจเริ่มดำเนินการจ่ายเงินคืน ‘ภาษีทรัมป์’ รอบแรกผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (ACH) ได้ในช่วงวันที่ 11 หรือ 12 พฤษภาคมนี้

 

 
 

การคืนเงินดังกล่าวมีขึ้นหลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีมติ 6-3 ตัดสินเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ว่า การที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใช้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เพื่อเรียกเก็บภาษีนำเข้านั้นเป็นการกระทำที่ ‘เกินขอบเขตอำนาจและผิดกฎหมาย’ ส่งผลให้ต้องมีการคืนเงินภาษีที่เก็บไปมูลค่ารวมสูงถึง 1.66 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

สถานะและอุปสรรคในการคืนเงิน

 

จากรายการนำเข้าที่มีการจ่ายภาษีซึ่งมีข้อพิพาททั้งหมดประมาณ 53 ล้านรายการ ปัจจุบันมีประมาณ 21% ที่ได้รับการยอมรับให้เข้าสู่กระบวนการยกเลิกภาษี และมีรายการนำเข้าประมาณ 1.74 ล้านรายการ หรือราว 3% ที่อยู่ในขั้นตอนการคืนเงินแล้ว

 

ผู้นำเข้าหลายพันรายกำลังประสบปัญหาข้อขัดข้องในการใช้งานพอร์ทัลออนไลน์ใหม่ที่ชื่อว่า CAPE ซึ่งพัฒนาขึ้นมาอย่างเร่งด่วน เพื่อจัดการกับการคืนเงิน โดยพบว่าประมาณ 15% ของรายการที่ผ่านการตรวจสอบเบื้องต้น ‘ถูกปฏิเสธ’ เนื่องจากปัญหาการตรวจสอบข้อมูล เช่น ข้อมูลจัดรูปแบบไม่ถูกต้อง ไฟล์เสียหาย หรือผู้ยื่นเรื่องไม่ใช่ผู้นำเข้าหรือนายหน้าที่มีชื่อระบุไว้

 

ทางด้าน ริชาร์ด อีตัน ผู้พิพากษาที่ดูแลคดีนี้ ยังได้แสดงความกังวลว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ควรส่งเงินคืนโดยอัตโนมัติตามข้อมูลที่มีอยู่ มากกว่าที่จะกำหนดให้ผู้นำเข้าต้องมาดำเนินการยื่นเรื่องขอคืนเงินเอง

 

แม้จะมีข้อผิดพลาดในระบบ แต่การยื่นเรื่องผ่าน CAPE นั้นไม่มีกำหนดเวลาปิดรับ ผู้นำเข้าที่คำร้องถูกปฏิเสธสามารถเข้าไปแก้ไขข้อผิดพลาดและยื่นเรื่องใหม่ได้เสมอ นอกจากนี้ ผู้นำเข้ายังสามารถติดตามรายงานสถานะ เพื่อดูความคืบหน้าในการประมวลผลการคืนเงินของตนเองได้

 

แฟ้มภาพ: Miss.cabul / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post สหรัฐฯ เตรียมคืนเงิน ‘ภาษีทรัมป์’ รอบแรกกลางเดือนพฤษภาคมนี้ ตามมติศาลสูงสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากวิกฤตน้ำมันสู่ ‘สงครามน้ำ’ ทำไมสุเอซสไตล์ทรัมป์ อาจกลืนเศรษฐกิจโลกยาวหลายปี https://thestandard.co/suez-trump-water-war-global-economy/ Fri, 17 Apr 2026 07:56:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1198566 ภาพประกอบลูกโลกกับกราฟแสดงผลกระทบวิกฤตน้ำมันและสงครามน้ำต่อเศรษฐกิจโลก

ราห์มา เชลลานีย์ ศาสตราจารย์ด้านยุทธศาสตร์ ศึกษาประจำศู […]

The post จากวิกฤตน้ำมันสู่ ‘สงครามน้ำ’ ทำไมสุเอซสไตล์ทรัมป์ อาจกลืนเศรษฐกิจโลกยาวหลายปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบลูกโลกกับกราฟแสดงผลกระทบวิกฤตน้ำมันและสงครามน้ำต่อเศรษฐกิจโลก

ราห์มา เชลลานีย์ ศาสตราจารย์ด้านยุทธศาสตร์ ศึกษาประจำศูนย์วิจัยนโยบายอิสระในกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย นักภูมิรัฐศาสตร์ นักเขียนระดับโลก และเป็นนักวิจัยประจำสถาบันโรเบิร์ต บอช ในกรุงเบอร์ลิน ผู้เขียนหนังสือ 9 เล่ม รวมถึง ‘Water: Asia’s New Battleground’ หรือ ‘น้ำ : สมรภูมิใหม่ของเอเชีย’ ซึ่งได้รับรางวัลเบอร์นาร์ด ชวาร์ตซ์ วิเคราะห์ว่า แม้สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน จะกินเวลาเพียง 40 วัน แต่ผลกระทบของมันจะ ‘ยืดเยื้อไปอีกหลายปี’

 

 
 

ข้อตกลงหยุดยิง เมื่อวันที่ 8 เมษายน ทิ้งร่องรอย ‘สงคราม’ ที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจรุนแรงที่สุดในรอบครึ่งศตวรรษ

 

นับตั้งแต่วิกฤตการณ์น้ำมันในทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา ไม่เคยมีความขัดแย้งใดที่ส่งแรงกระแทกต่อการจัดหาพลังงาน ขัดขวางเส้นทางการค้า กดดันระบบอาหาร และทำให้ภาวะการเงินโลกตึงตัวในคราวเดียวกันได้ถึงระดับนี้

 

ความต่างของสงครามครั้งนี้ ไม่ใช่ขนาด หากแต่อยู่ที่ ‘ขอบเขต’ ที่กระทบ ‘เสาหลัก’ หลายด้านของเศรษฐกิจโลกในคราวเดียว และในรูปแบบเหล่านี้ก็ไม่อาจแก้ไขได้ในเร็ววัน

 

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งหวนคืนสู่อำนาจพร้อมคำมั่นจะยุติ ‘สงครามโง่ๆ’ กลับถูกมองว่าสร้างความขัดแย้งที่บั่นทอนตนเองในเชิงยุทธศาสตร์อย่างรุนแรง แม้กองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอลจะสามารถลดทอน ศักยภาพทางทหารของอิหร่านได้

 

แต่สงครามครั้งนี้กลับเผยความจริงอันโหดร้ายว่า ความเหนือกว่าทางกำลังไม่อาจบังคับให้เกิดผลลัพธ์ที่ต้องการได้ เมื่อเผชิญกับคู่ขัดแย้งที่สามารถขยายสนามรบและสร้างความเสียหายเชิงระบบนอกพรมแดน ผลลัพธ์จึงกลายเป็น ‘อำนาจที่ไร้คำตอบ’


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

6 โรงกลั่นน้ำมันไทย อยู่ในมือใครบ้าง? สำรวจเส้นทางน้ำมันแต่ละลิตร ก่อนถึงมือผู้บริโภค 6 โรงกลั่นน้ำมันไทย อยู่ในมือใครบ้าง? สำรวจเส้นทางน้ำมันแต่ละลิตร ก่อนถึงมือผู้บริโภค
25 มี.ค. 2569 | 17:36
รู้จัก ‘South Pars’ ยักษ์ก๊าซโลกใต้ก้น ‘อ่าวเปอร์เซีย’ หลังถูกโจมตี ค่าไฟไทย รู้จัก ‘South Pars’ ยักษ์ก๊าซโลกใต้ก้น ‘อ่าวเปอร์เซีย’ หลังถูกโจมตี ค่าไฟไทย
20 มี.ค. 2569 | 18:50
สงครามสะเทือนซัพพลาย ‘เม็ดพลาสติก’ ขาด แพงขึ้น 50-70% ถุงขยะ ซองขนม เครื่องปรุง สงครามสะเทือนซัพพลาย ‘เม็ดพลาสติก’ ขาด แพงขึ้น 50-70% ถุงขยะ ซองขนม เครื่องปรุง
30 มี.ค. 2569 | 18:25
เปิด 4 เกมใหม่ที่โลกกำลังแย่งชิง ผ่านเลนส์ ‘BOI’ ทำไมไทยคือ ‘เซฟโซน’ เปิด 4 เกมใหม่ที่โลกกำลังแย่งชิง ผ่านเลนส์ ‘BOI’ ทำไมไทยคือ ‘เซฟโซน’
30 มี.ค. 2569 | 14:30

 

ถอดบทเรียนวิกฤตคลองสุเอซ 1956

 

เชลลานีย์ ถอดบทเรียนสถานการณ์ครั้งนี้ ชวนให้เปรียบเทียบกับวิกฤตการณ์คลองสุเอซ ปี 1956 (Suez Crisis) ที่เปิดโปงข้อจำกัดของอำนาจอังกฤษ เป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่แสดงให้เห็นถึงการเสื่อมอำนาจของจักรวรรดิบริเตน (อังกฤษ) ในฐานะมหาอำนาจโลก และการก้าวขึ้นมาของสองมหาอำนาจใหม่คือ สหรัฐอเมริกา และสหภาพโซเวียต ในช่วงยุคสงครามเย็น

 

นำไปสู่คำถามสำคัญที่ว่า วันนี้ทรัมป์กำลังสร้าง ‘วิกฤตสุเอซ’ ในแบบฉบับของสหรัฐฯ เองหรือไม่

 

เพราะหากย้อนจุดเริ่มต้น ความขัดแย้งเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ในฐานะปฏิบัติการทางทหาร ได้ลุกลามอย่างรวดเร็วนำไปสู่การหยุดชะงัก ของอุปทานพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอิหร่านและอ่าวเปอร์เซียได้รับความเสียหาย เส้นทางขนส่งถูกตัดขาด และที่สำคัญช่องแคบฮอร์มุซแทบเป็นอัมพาต

 

ต่างจากวิกฤตในอดีต ครั้งนี้ ‘แทบไม่มีทางเลือกทดแทน’ การผลิตน้ำมันและก๊าซหดตัวลงอย่างมาก

 

ขณะที่เบี้ยประกันภัยการขนส่งในอ่าวเปอร์เซียพุ่งสูงขึ้นกว่า 4 เท่า และแม้หลังการหยุดยิง ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างก็ยังฝังตัวในตลาดพลังงานโลก เมื่อผู้ลงทุนและผู้ขนส่งเชื่อว่าความไม่มั่นคงในภูมิภาคจะไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราวอีกต่อไป

 

โดยสรุป ทรัมป์จึงกลายเป็นผู้นำคนแรกในประวัติศาสตร์ หน้าใหม่ที่ก่อให้เกิดวิกฤตพลังงานโลกจากปฏิบัติการทางทหารโดยตรง

 

‘ชาติเอเชีย’ เจอแรงกระแทกครั้งใหญ่

 

ผลกระทบต่อเอเชีย โดยเฉพาะอินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ถือว่ารุนแรง เนื่องจากประเทศเหล่านี้ รวมถึงจีน พึ่งพาพลังงานจากอ่าวเปอร์เซียอย่างสูง แม้จีนจะเร่งปรับไปใช้ท่อส่งจากรัสเซียและเอเชียกลาง แต่โตเกียว โซล และนิวเดลียังคงเผชิญความเปราะบางเชิงโครงสร้าง โดยไม่มีทางเลือกที่มีประสิทธิภาพทดแทนเส้นทางเดินเรือหลัก

 

ในเมื่อพลังงานเป็นรากฐานของกระบวนการผลิตสมัยใหม่ ผลกระทบจึงลุกลามไปสู่ระบบอาหารโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

“ก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบสำคัญของปุ๋ย ขณะที่น้ำมันจำเป็นต่อการชลประทาน การขนส่ง และเครื่องจักร เมื่อระบบพลังงานสั่นคลอน ระบบอาหารก็สั่นสะเทือนตามไปด้วย”

 

อ่าวเปอร์เซียในฐานะแหล่งผลิตปุ๋ยสำคัญ เช่น ปุ๋ยยูเรียและแอมโมเนีย กำลังเผชิญการหยุดชะงัก ส่งผลให้ราคาปรับสูงขึ้น ในช่วงที่ซีกโลกเหนือกำลังเข้าสู่ฤดูเพาะปลูกปี 2026 การลดการใช้ปุ๋ยจึงแทบหลีกเลี่ยงไม่ได้ และจะกระทบต่อผลผลิตในระยะถัดไป

 

สะเทือนความมั่นคงอาหารโลก

 

เชลลานีย์ วิเคราะห์ อีกว่า แรงกระแทก ‘ล้มเป็นโดมิโน’ ตั้งแต่ภาวะช็อกด้านปัจจัยการผลิต นำไปสู่การขาดแคลนผลผลิต

 

ท้ายที่สุดคือวิกฤตการบริโภคที่สะท้อนผ่านราคาอาหารที่พุ่งสูง ซึ่งนักวิเคราะห์ต่างคาดการณ์ว่า ราคาธัญพืช น้ำมันพืช และเนื้อสัตว์จะปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะข้าวโพด ซึ่งเป็นหัวใจของระบบอาหารสัตว์ทั่วโลก อาจนำไปสู่ ‘ภาวะช็อกด้านโปรตีน’

 

ขณะเดียวกัน นโยบายของรัฐบาลหลายประเทศกลับยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น เชื้อเพลิงชีวภาพจึงเป็นทางเลือกมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูกจากอาหารไปสู่พลังงาน ก่อให้เกิดวงจรย้อนกลับที่ผลักดันราคาอาหารให้สูงขึ้นตาม

 

จากวิกฤตพลังงานสู่ ‘โรงงานผลิตน้ำจืด’

 

สงครามครั้งนี้ ยังเปิดโปงจุดอ่อน ที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง นั่นคือการพึ่งพาโรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลในอ่าวเปอร์เซีย

 

ภาพประกอบลูกโลกกับกราฟแสดงผลกระทบวิกฤตน้ำมันและสงครามน้ำต่อเศรษฐกิจโลก 1

 

หลังการโจมตีโรงงานบน “เกาะเกชม์” (Qeshm) และการตอบโต้ต่อโรงงานในบาห์เรน กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้จุดชนวนวิกฤตน้ำควบคู่พลังงาน

 

เชลลานีย์ มองว่า ยิ่งโรงงานเหล่านี้ใช้พลังงานสูง ยิ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นการถูกทำลาย ทำให้รัฐต้องเบี่ยงทรัพยากรจำนวนมหาศาล เพื่อรักษาความมั่นคงด้านน้ำ

 

แน่นอนว่า ตะวันออกกลางเป็นภูมิภาคที่ขาดแคลนน้ำจืดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ‘น้ำ’ จึงกลายเป็น ‘อาวุธสงคราม’ ไปในที่สุด

 

แม้วิกฤตจะมีลักษณะเป็นสากล แต่ผลกระทบกลับกระจายไม่เท่ากัน โดยจะเห็นว่า ประเทศพัฒนาแล้วเผชิญแรงกดดันผ่านเงินเฟ้อและความตึงเครียดในภาคอุตสาหกรรม แม้ครัวเรือนแบกรับต้นทุนสูงขึ้นและธนาคารกลางชะลอการลดดอกเบี้ย แต่ยังพอมีเงินสำรองรองรับ

 

ตรงกันข้าม ประเทศกำลังพัฒนาในซีกโลกใต้เผชิญแรงกระแทก โดยตรงจากต้นทุนนำเข้าพลังงานที่สูงขึ้น ค่าเงินอ่อน และภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหนี้สกุลดอลลาร์ เงินทุนไหลออกสู่สินทรัพย์ปลอดภัย ยิ่งทำให้สภาพคล่องตึงตัว เกิดวงจรเลวร้ายของต้นทุนสูง ค่าเงินอ่อน และพื้นที่การคลังที่แคบลง ซึ่งในบางกรณีอาจถึงขั้นคุกคามเสถียรภาพ นโยบายการเงินและการคลังของรัฐบาล

 

นอกจากนี้ สถานการณ์ยิ่งเลวร้าย ขึ้นจากการหดตัวของเงินโอนจากแรงงานในอ่าวเปอร์เซีย ครัวเรือนจำนวนมากสูญเสียรายได้ ขณะที่รัฐบาลสูญเสียเงินตราต่างประเทศ กระทบต่อความสามารถในการพยุงเศรษฐกิจ

 

ในระดับโลก ความอันตรายของช่วงเวลานี้ไม่ได้อยู่ที่วิกฤตใดวิกฤตหนึ่ง แต่เป็น ‘การบรรจบกันของหลายวิกฤต’ ระบบพลังงานแตกแยก ระบบอาหารตึงตัว กระแสเงินทุนผันผวน และเส้นทางการค้ากลายเป็นต้นทุนสูงและไม่แน่นอน

 

ช่องแคบฮอร์มุซจากเส้นเลือดใหญ่ของการค้าโลก กำลังกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่นับวันยิ่งแข่งขันเข้มข้น

 

ยุคของพลังงานราคาถูก การขนส่งปลอดภัย และโลกาภิวัตน์ที่ราบรื่น กำลังเคลื่อนสู่ระบบโลกอันแตกแยก ที่มีการเมืองแทรกแซง และผันผวนมากขึ้น แม้การหยุดยิงยังอยู่ แต่การกลับสู่ภาวะเดิมในระยะสั้น ‘แทบเป็นไปไม่ได้’

 

โครงสร้างพื้นฐานพลังงานต้องฟื้นฟูไปอีกหลายปี

 

ที่น่าห่วงคือระบบโครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่เสียหายต้องใช้เวลาฟื้นฟูหลายปี ขณะที่ความเชื่อมั่นต่อเส้นทางขนส่งผ่านอ่าวเปอร์เซียลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ต้นทุนด้านราคา ประกันภัย และยุทธศาสตร์จึงถูก ‘ล็อก’ อยู่ในระบบ

 

ความย้อนแย้งจึงปรากฏชัด สงครามที่มุ่งยืนยันอำนาจของสหรัฐฯ กลับสร้างบาดแผลโลกที่อาจยืดเยื้อไปอีกหลายปี

 

แม้ผู้นำอย่างทรัมป์จะพ้นจากตำแหน่งไปแล้วก็ตาม

 

อีกทั้ง แนวโน้มข้างหน้าชี้ว่า การเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะยังถูกจำกัด ตลาดพลังงานยังคงตึงตัว ระบบอาหารจะเผชิญผลกระทบล่าช้า และความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ จะค่อยๆ เสื่อมถอย

 

เชลลานีย์ สรุปว่า ท้ายที่สุด มรดกตกทอดที่แท้จริงของสงครามครั้งนี้ ไม่ได้กระทบเพียงช่วงเวลา 40 วัน หากแต่เป็น ‘วิกฤตเชิงระบบโลก’ และต้นทุนที่โลกต้องจ่ายนั้น นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ซึ่งจะกระทบไปอีกนานหลายปี

 

ภาพ: Steve Travelguide, Uwe Seidner 

 

อ้างอิง:

 

The post จากวิกฤตน้ำมันสู่ ‘สงครามน้ำ’ ทำไมสุเอซสไตล์ทรัมป์ อาจกลืนเศรษฐกิจโลกยาวหลายปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
โป๊ปเลโอประณาม ‘ทรราช’ ผลาญเงินทำสงคราม ยกระดับความตึงเครียดกับรัฐบาลทรัมป์ https://thestandard.co/pope-leo-condemns-trump-war/ Fri, 17 Apr 2026 05:01:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1198494 สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 และ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องสงคราม

สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ตรัสว่า โลกกำลังถูกรุกรานโ […]

The post โป๊ปเลโอประณาม ‘ทรราช’ ผลาญเงินทำสงคราม ยกระดับความตึงเครียดกับรัฐบาลทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 และ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องสงคราม

สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ตรัสว่า โลกกำลังถูกรุกรานโดย ‘ทรราช’ เพียงไม่กี่คน ที่กำลังทุ่มงบประมาณหลายพันล้านไปกับสงคราม ถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งที่ยืดเยื้อระหว่างพระองค์กับรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์

 

 
 

โป๊ปเลโอตรัสอะไรบ้าง

 

เมื่อคืนนี้ (16 เมษายน) โป๊ปเลโอที่ 14 แสดงจุดยืนวิพากษ์วิจารณ์สงครามอิหร่านอีกครั้งระหว่างการเยือนบาเมนดา เมืองสำคัญในประเทศแคเมอรูน โดยตำหนิผู้นำที่ใช้ภาษาทางศาสนาเป็นข้ออ้างในการทำสงคราม และก่อความรุนแรงต่อประเทศอื่นว่า โลกกำลังถูกรุกรานโดยทรราชไม่กี่คนที่ผลาญเงินมหาศาลทำสงคราม

 

“โลกกำลังถูกทำลายล้างโดยทรราชเพียงไม่กี่คน แต่ก็ยังคงรวมกันอยู่ได้ด้วยพี่น้องร่วมชาติจำนวนมากที่คอยสนับสนุนซึ่งกันและกัน

 

“พวกที่อ้างศาสนาหรืออ้างชื่อพระเจ้ามาบังหน้า เพื่อใช้เป็นเครื่องมือทำสงคราม หาเงิน หรือหาอำนาจทางการเมือง คือพวกที่น่าละอายและกำลังทำให้ศาสนาแปดเปื้อน”

 

โป๊ปเลโอทรงวิจารณ์ยังต่อว่า เงินหลายพันล้านดอลลาร์ยังถูกใช้จ่ายไปกับการฆ่าฟันและทำลายล้าง แต่ทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการเยียวยารักษา การศึกษา และการฟื้นฟูแทบไม่มีเลย

 

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงเรียกร้องให้รัฐบาลแคเมอรูนถอนรากถอนโคนการคอร์รัปชัน ท่ามกลางความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นระหว่างกองกำลังรัฐบาลกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่พูดภาษาอังกฤษ

 

รัฐบาลสหรัฐฯ โต้กลับอย่างไร

 

ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า เขามีสิทธิที่จะไม่เห็นด้วยกับโป๊ป โดยกล่าวอ้างว่า พระสันตะปาปาออกแถลงการณ์ย้ำว่า อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ได้ แต่เขามองว่า เตหะรานไม่มีสิทธิ แต่ก็ยืนยันว่า เขาไม่ได้ทะเลาะกับพระสันตะปาปา พระองค์มีสิทธิตรัสอะไรก็ได้ที่อยากจะตรัส

 

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้โพสต์รูปภาพบนแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อวันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา โดยเป็นภาพตนเองที่สร้างจาก AI กำลังถูกพระเยซูโอบกอด และมีธงชาติสหรัฐฯ เป็นฉากหลัง แต่ก็ลบทิ้งในภายหลัง หลังเกิดกระแสต่อต้านจากกลุ่มผู้สนับสนุน และผู้นับถือศาสนาฝ่ายขวา

 

ขณะที่ในวันที่ 14 เมษายนที่ผ่านมา แวนซ์ออกมาวิพากษ์วิจารณ์โป๊ปเลโอในงาน Turning Point USA ที่มหาวิทยาลัยจอร์เจีย โดยโต้แย้งว่า พระสันตะปาปามักบอกว่า พระเจ้าไม่เคยอยู่ข้างคนที่ถือดาบ แต่โลกมีประเพณีการทำ ‘สงครามที่ชอบธรรม’ (Just War Theory) มายาวนานกว่า 1,000 ปี

 

“พระเจ้าทรงอยู่เคียงข้างชาวอเมริกันที่ไปปลดปล่อยฝรั่งเศสจากพวกนาซีหรือไม่? ผมคิดว่าคำตอบคือ ‘ใช่’ อย่างแน่นอน”

 

แวนซ์ยังย้ำว่า หากประมุขแห่งวาติกันจะแสดงความเห็นเรื่องเทววิทยา คำพูดของพระองค์จำเป็นต้องยึดโยงกับพื้นฐานความเป็นจริง เหมือนกับเขาในฐานะรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ต้องระมัดระวังในการพูดเรื่องนโยบายสาธารณะ แต่ก็ยังแสดงท่าทีประนีประนอมว่า ตนเคารพพระสันตะปาปา แม้จะไม่เห็นด้วยกับการนำเสนอหลักการบางอย่าง แต่ไม่รู้สึกรำคาญใจแต่อย่างใด

 

ภาพ: Guglielmo Mangiapane

 

อ้างอิง:

 

The post โป๊ปเลโอประณาม ‘ทรราช’ ผลาญเงินทำสงคราม ยกระดับความตึงเครียดกับรัฐบาลทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
4 แพร่งที่โลกจะเผชิญ หากทรัมป์เร่งรีบ ‘หาทางลง’ จากสงครามอิหร่าน โดยไม่รับผิดชอบ https://thestandard.co/trump-iran-war-exit-perils/ Thu, 02 Apr 2026 10:15:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1194112 ภาพประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซ้อนทับฉากหลังแสดงถึง 4 ความท้าทายที่โลกจะเผชิญ หากเขาเร่งถอนตัวจากสงคราม อิหร่าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ส่งสัญญาณถอนตัวออก […]

The post 4 แพร่งที่โลกจะเผชิญ หากทรัมป์เร่งรีบ ‘หาทางลง’ จากสงครามอิหร่าน โดยไม่รับผิดชอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซ้อนทับฉากหลังแสดงถึง 4 ความท้าทายที่โลกจะเผชิญ หากเขาเร่งถอนตัวจากสงคราม อิหร่าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ส่งสัญญาณถอนตัวออกจากสงครามอิหร่าน โดยประกาศชัดในการแถลงล่าสุด ว่าใกล้จะบรรลุเป้าหมายของสงคราม และจะถอนตัวฝ่ายเดียวโดยไม่โค่นล้มระบอบการปกครองของอิหร่าน ในขณะที่ข้อตกลงกับเตหะรานเพื่อหยุดยิงหรือยุติสงครามอย่างเป็นรูปธรรมยังไม่เกิดขึ้น

 

 
 

ทรัมป์ อวดอ้างว่า “ส่วนที่ยากที่สุดของสงครามผ่านไปแล้ว” และสหรัฐฯ ได้ทำลายศักยภาพกองทัพและโครงการขีปนาวุธ รวมถึงลดภัยคุกคามจากโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านได้แล้ว ในขณะที่มองโลกในแง่ดีว่าการจบสงครามฝ่ายเดียวนี้ จะช่วยบรรเทาวิกฤตพลังงานและผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลก พร้อมทั้งมั่นใจว่าสหรัฐฯ จะไม่ต้องดำเนินการใดๆ เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่เมื่อความขัดแย้งนี้จบลง ช่องแคบก็จะเปิดเองตามธรรมชาติ

 

อย่างไรก็ตาม อิหร่านยืนยันว่า “จะเป็นฝ่ายเลือกจุดจบของสงคราม” และไม่มีทีท่าว่าจะยอมแพ้จนกว่าสหรัฐฯ จะยอมรับข้อเรียกร้อง โดยรัฐบาลเตหะรานปฏิเสธ “เส้นตาย” และพร้อมที่จะสู้รบต่อไป “อีกอย่างน้อยหกเดือน”

 

และนี่คือ 4 แพร่งของผลลัพธ์ที่โลกจะเผชิญ หากทรัมป์เร่งรีบถอนตัวจากสงครามอย่างเร่งรีบและไร้ความรับผิดชอบ ซึ่งสะท้อนว่า ‘ส่วนที่ยากที่สุดของสงคราม’ นั้นอาจจะยังไม่จบลง

 

1.อิหร่านที่ฮึกเหิมและพร้อมแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์มากกว่าเดิม

 

ภาพประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซ้อนทับฉากหลังแสดงถึง 4 ความท้าทายที่โลกจะเผชิญ หากเขาเร่งถอนตัวจากสงคราม อิหร่าน 1

 

  • ทรัมป์ประกาศว่า “เป้าหมายเดียว” ของเขาในการป้องกันไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์นั้น “ได้บรรลุผลแล้ว” โดยสหรัฐฯ ได้ทิ้งระเบิดโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านหลายแห่ง แต่ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงกว่า 400 กิโลกรัมที่สามารถนำไปใช้ทำระเบิดนิวเคลียร์ได้ยังคงหายไป

 

  • แม้ว่าทรัมป์จะยืนยันว่า ตอนนี้ “ผู้คนที่แตกต่างกันมาก” ซึ่งกำลังปกครองอิหร่าน เป็นผู้ที่ “มีเหตุผลมากกว่า” แต่ผู้เชี่ยวชาญยังเชื่อว่า อิหร่านมีแนวโน้มที่จะสามารถแสวงหาระเบิดนิวเคลียร์ได้มากกว่าช่วงก่อนสงคราม

 

  • โดยอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุด ที่เป็นผุ้ออกฟัตวาห้ามการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ถูกสังหารโดยสหรัฐฯ และอิสราเอลในช่วงเริ่มต้นสงคราม และขณะนี้กลุ่มผู้นำสายแข็งกร้าวในอิหร่าน กำลังเรียกร้องให้มีการนำโครงการนิวเคลียร์มาใช้เป็นอาวุธ โดยอ้างว่าสถานะของอิหร่านในฐานะรัฐที่มีศักยภาพในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ไม่ได้ช่วยยับยั้งการโจมตีที่มีประสิทธิภาพของศัตรู

 

2.อิหร่านยังใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นอาวุธ ป่วนพลังงาน-เศรษฐกิจโลก

 

ภาพประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซ้อนทับฉากหลังแสดงถึง 4 ความท้าทายที่โลกจะเผชิญ หากเขาเร่งถอนตัวจากสงคราม อิหร่าน 2

 

  • การถอนตัวออกจากสงครามอิหร่านก่อนกำหนด จะเท่ากับเป็นการยอมรับความล้มเหลวของสหรัฐฯ ในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ว่าจะด้วยวิธีทางการทูตหรือทางทหาร

 

  • แต่ทรัมป์เชื่อว่า เมื่อความขัดแย้งนี้จบลงช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดเองตามธรรมชาติ เพราะอิหร่านต้องการขายน้ำมัน เนื่องจากเป็นสิ่งเดียวที่สามารถสร้างรายได้เพื่อฟื้นฟูประเทศ และมั่นใจว่าการผลิตและขนส่งน้ำมันในภูมิภาคจะกลับมาดำเนินต่อไป และราคาน้ำมันจะลดลงอย่างรวดเร็ว

 

  • ขณะที่ทรัมป์มองว่า สหรัฐฯ มีการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางค่อนข้างน้อย และการรักษาความปลอดภัยของเส้นทางน้ำผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ควรเป็นหน้าที่ของประเทศผู้นำเข้าน้ำมันผ่านเส้นทางนี้

 

  • อย่างไรก็ตาม หากจะมองว่าชาวอเมริกันไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานอันเนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ก็อาจจะไม่ถูกต้องนัก โดยราคาน้ำมันที่ชาวอเมริกันจ่าย ถูกกำหนดโดย ‘ตลาดโลก’ โดยไม่คำนึงถึงแหล่งที่มา และหากปัญหาการปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้รับการแก้ไข การขาดแคลนอุปทานน้ำมันก็จะยังคงผลักดันราคาน้ำมันในสหรัฐฯ ให้สูงขึ้นเช่นกัน

 

  • นอกจากนี้ การที่สหรัฐฯ ถอนตัวจากสงครามโดยไม่มีข้อตกลงในการเปิดช่องแคบ จะเท่ากับเป็นการมอบชัยชนะให้แก่อิหร่านในการประกาศอำนาจอธิปไตยเหนือเส้นทางน้ำนี้ ซึ่งจะทำให้อิหร่านมีอำนาจต่อรองมหาศาลต่อเศรษฐกิจโลกมากกว่าที่เคยมีมา โดยการที่อิหร่านตรวจสอบเรือต่างๆ ที่แล่นผ่านช่องแคบและการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสูงถึง 2 ล้านดอลลาร์ อาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ ที่สร้างรายได้ใหม่ให้กับรัฐบาลอิหร่าน

 

  • ขณะที่อำนาจควบคุมช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน ก็อาจช่วยให้มีการส่งออกน้ำมันได้มากขึ้นเช่นกัน หากรัฐอ่าวเปอร์เซียอื่นๆ เลือกที่จะขออนุญาตจากเตหะรานเพื่อผ่านช่องแคบ ซึ่งอาจจะช่วยบรรเทาราคาน้ำมันที่สูงขึ้นได้บ้าง แต่จะเป็นการสร้างแบบอย่างที่ไม่มีพื้นฐานในกฎหมายระหว่างประเทศ

 

3.ความมั่นคงในอ่าวเปอร์เซียยังไม่ได้รับการแก้ไข

 

ภาพประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซ้อนทับฉากหลังแสดงถึง 4 ความท้าทายที่โลกจะเผชิญ หากเขาเร่งถอนตัวจากสงคราม อิหร่าน 3

 

  • อิหร่านได้ละเมิดข้อห้าม 2 ประการกับประเทศเพื่อนบ้านอาหรับในอ่าวเปอร์เซียระหว่างสงคราม ประการแรกคือ การโจมตีดินแดนของประเทศอ่าวโดยตรงเป็นครั้งแรก และประการที่สองคือ การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ที่ทำให้ประเทศอ่าวขาดเส้นทางส่งน้ำมันที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดสำคัญที่หล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจของภูมิภาค

 

  • กลุ่มประเทศอ่าวมองว่า ทั้งสองประเด็นนี้เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย และการถอนตัวออกจากสงครามอย่างรวดเร็วของสหรัฐฯ โดยปราศจากการทำข้อตกลงหยุดยิง อาจทำให้พวกเขามีความเสี่ยงต่อการโจมตีซ้ำอีกในอีกหลายปีข้างหน้า นอกจากนี้ยังจะทำให้อิหร่านมีอำนาจต่อรองเหนือประเทศอ่าวอย่างมาก โดยสามารถกำหนดเงื่อนไขในการส่งออกน้ำมันได้ พร้อมทั้งยังคงคุกคามด้วยการโจมตีด้วยขีปนาวุธต่อเมืองต่างๆ หากประเทศอ่าวไม่ปฏิบัติตามความต้องการของอิหร่าน ที่มีท่าทีเป็นปรปักษ์มากขึ้น

 

  • นอกจากนี้ ยังอาจทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับข้อตกลงเกี่ยวกับกับการคุ้มครองจากสหรัฐฯ ที่เชื่อมโยงกับความร่วมมือธุรกิจและการลงทุน โดยเมื่อทรัมป์เยือนกาตาร์ หลังรับตำแหน่งในวาระที่ 2 เขาประกาศว่า “เราจะปกป้องคุณ” ขณะที่ประเทศในอ่าวเปอร์เซียให้คำมั่นว่าจะลงทุนในสหรัฐฯ หลายล้านล้านดอลลาร์ แต่การถอนตัวอย่างเร่งรีบที่ปล่อยให้รัฐอ่าวต้องดิ้นรนเอาตัวรอดด้วยตนเอง อาจถูกมองว่าเป็นการทรยศต่อคำมั่นสัญญานั้น

 

4.อิสราเอลไม่หยุดถล่มอิหร่าน-เลบานอน 

 

ภาพประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซ้อนทับฉากหลังแสดงถึง 4 ความท้าทายที่โลกจะเผชิญ หากเขาเร่งถอนตัวจากสงคราม อิหร่าน 4

 

  • บทเรียนจากกรณีที่อิสราเอลสู้รบกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนและการสู้รบกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซาช่วงหลายปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า อิสราเอลยังคงโจมตีศัตรูเหล่านี้ แม้จะทำข้อตกลงหยุดยิงแล้วก็ตาม โดยใช้ข้ออ้างว่า ฝ่ายศัตรูละเมิดข้อตกลง
  • โดยในการทำสงครามกับอิหร่านครั้งนี้ อิสราเอลส่งสัญญาณตั้งแต่แรก ว่าต้องการโค่นล้มหรือลดทอนอำนาจของระบอบการปกครองในอิหร่านจนถึงที่สุด ซึ่งการถอนตัวของสหรัฐฯ โดยที่ระบอบการปกครองอิหร่านยังคงอยู่ อาจทำให้อิสราเอลมองว่าเป็นภารกิจที่ ‘ยังไม่เสร็จสิ้น’ และต้องเดินหน้าโจมตีอิหร่านต่อไป

 

  • อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้วอชิงตันเคยแสดงให้เห็นแล้วว่าสามารถควบคุมอิสราเอลได้เมื่อต้องการ โดยในช่วงสงครามอิสราเอล-อิหร่าน ในเดือนมิถุนายน 2025 เมื่อทรัมป์ตัดสินใจยุติความขัดแย้ง เขาอ้างว่า ตนเองเป็นผู้บังคับให้อิสราเอลเรียกเครื่องบินรบที่กำลังเดินทางไปโจมตีอิหร่านกลับ

 

  • อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าอิสราเอลจะหยุดโจมตีอิหร่านแล้ว แต่ก็ไม่มีการรับประกันใดๆ ว่าเตหะรานจะหยุดโจมตีตอบโต้อิสราเอล ซึ่งอิหร่านมีแนวโน้มที่จะต้องการการรับประกันว่าจะไม่ถูกโจมตีอีก โดยเป็นสิ่งที่ยากจะเกิดขึ้นได้หากไม่มีการเจรจายุติสงครามอย่างเป็นทางการ

 

  • นอกจากนี้ อิหร่านยังยืนกรานว่าต้องการข้อตกลงหยุดยิงที่ครอบคลุมซึ่งจะรวมถึงการยุติการสู้รบในเลบานอน โดยการถอนกำลังของสหรัฐฯ ไม่น่าจะแก้ปัญหาการโจมตีในเลบานอนได้ ในขณะที่อิสราเอลยังได้เพิ่มความรุนแรงในปฏิบัติการโจมตี และวางแผนที่จะทำลายและยึดครองพื้นที่ตอนใต้ของเลบานอนจนกว่าจะแน่ใจว่า ภัยคุกคามจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์จะหมดสิ้นลง

 

อ้างอิง:

The post 4 แพร่งที่โลกจะเผชิญ หากทรัมป์เร่งรีบ ‘หาทางลง’ จากสงครามอิหร่าน โดยไม่รับผิดชอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจรจา vs บุกต่อ อ่านใจ ‘ทรัมป์’ ใน 5 วันอันตราย จะปิดฉากสงครามอิหร่านได้หรือไม่? https://thestandard.co/trump-iran-war-decision/ Wed, 25 Mar 2026 04:59:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1191055 โดนัลด์ ทรัมป์ กับทางเลือกระหว่างการเจรจาและปฏิบัติการทางทหารเพื่อยุติสงครามอิหร่านใน 5 วันอันตราย

‘ไปต่อหรือพอแค่นี้?’ คือคำถามสำคัญที่โลกมีต่อ โดนัลด์ ท […]

The post เจรจา vs บุกต่อ อ่านใจ ‘ทรัมป์’ ใน 5 วันอันตราย จะปิดฉากสงครามอิหร่านได้หรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ กับทางเลือกระหว่างการเจรจาและปฏิบัติการทางทหารเพื่อยุติสงครามอิหร่านใน 5 วันอันตราย

‘ไปต่อหรือพอแค่นี้?’ คือคำถามสำคัญที่โลกมีต่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เมื่อสงครามอิหร่านกินเวลาเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 พร้อมระดับความตึงเครียดที่พุ่งทะยานสู่จุดเดือดจนกระทบปากท้องนานาชาติอย่าง ‘วิกฤตพลังงานโลก’ (Energy Shock) ครั้งประวัติศาสตร์

 

 
 

ในมือข้างหนึ่ง ทรัมป์เลือกกาง ‘แผนสันติภาพ 15 ข้อ’ บนโต๊ะเจรจา หวังปิดเกมสงครามด้วยเงื่อนไขสุดหิน โดยเฉพาะการยุติโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ขณะที่สัญญาณล่าสุดจากเตหะรานที่เลือกคู่เจรจาอย่าง เจ.ดี.แวนซ์ (J. D. Vance) รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็สะท้อนว่า ‘หน้าต่างทางการทูต’ ยังไม่ปิดตายเสียทีเดียว

 

ทว่าในมืออีกข้าง สหรัฐฯ กำลังเตรียมพร้อมสำหรับ ‘สงครามเต็มรูปแบบ’ เมื่อ New York Times รายงานถึงการเคลื่อนกำลังพลครั้งใหญ่เข้าสู่พื้นที่ยุทธศาสตร์ ซึ่งอาจเปลี่ยนโฉมจากการโจมตีทางอากาศสู่ปฏิบัติการยึดครองพื้นที่หัวใจสำคัญของอิหร่าน

 

THE STANDARD ประเมินสถานการณ์ และสรุปสิ่งที่เรารู้จากทางเลือกของทรัมป์และสหรัฐฯ ต่อสงครามที่กำลังดำเนินในขณะนี้

 
 

ส่องแผนสันติภาพทรัมป์ 15 ข้อ มีอะไรบ้าง?

 

ล่าสุดวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวว่า จะเลื่อนเวลาการโจมตีโรงงานไฟฟ้าอิหร่านออกไปอีก 5 วัน หลังสหรัฐฯ มีความคืบหน้าในการเจรจายุติสงคราม และได้ ‘ของขวัญล้ำค่า’ จากเตหะรานแล้ว ซึ่งคาดว่า เป็นท่าทีผ่อนปรนเปิดช่องแคบฮอร์มุซและทรัพยากรก๊าซธรรมชาติ

 

“เรากำลังเจรจาอยู่ในตอนนี้…มีคนหลายคนกำลังดำเนินการเรื่องนี้” ทรัมป์ระบุว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพูดคุยกับคนที่ใช่ โดยมีโผรายชื่อผู้แทนสหรัฐฯ ที่จะทำหน้าที่เจรจา คือ สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษ, จาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยของทรัมป์, มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และแวนซ์

 

ขณะที่แหล่งข่าวใกล้ชิดผู้นำสหรัฐฯ ยืนยันว่า มีการยื่นข้อเสนอ ‘แผนสันติภาพ 15 ข้อ’ เพื่อยุติความขัดแย้งเป็นที่เรียบร้อย

 

สำหรับรายละเอียดแผนสันติภาพ 15 ข้อ The Times of Israel รายงานเนื้อหา 14 ข้อดังต่อไปนี้

 

1. อิหร่านต้องยุติขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน

 

2. อิหร่านต้องให้คำมั่นว่าจะไม่แสวงหาอาวุธนิวเคลียร์อีก

 

3. จะไม่มีการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมบนดินแดนอิหร่าน

 

4. อิหร่านต้องส่งมอบยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ 60% ราว 450 กิโลกรัม ให้กับทบวงการปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency: IAEA) ภายในกรอบเวลาที่จะตกลงกัน

 

5. อิหร่านต้องรื้อถอนโรงงานนิวเคลียร์ที่นาตันซ์, อิสฟาฮาน และฟอร์โด

 

6. อิหร่านต้องเปิดให้ IAEA เข้าตรวจสอบได้อย่างเต็มรูปแบบ โปร่งใส และต่อเนื่อง

 

7. อิหร่านต้องยุติแนวทางการใช้ ‘เครือข่ายตัวแทน’ (Proxy) ในภูมิภาค

 

8. อิหร่านต้องยุติการสนับสนุนทางการเงิน การสั่งการ และการจัดหาอาวุธให้กลุ่มตัวแทน

 

9. อิหร่านต้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เป็นเส้นทางเดินเรือเสรี

 

10. โครงการขีปนาวุธของอิหร่านต้องถูกจำกัด ทั้งระยะยิงและจำนวน โดยรายละเอียดจะกำหนดภายหลัง

 

11. การใช้ขีปนาวุธของอิหร่านในอนาคตจะจำกัดเฉพาะเพื่อการป้องกันตัวเท่านั้น

 

12. อิหร่านจะได้รับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรจากประชาคมระหว่างประเทศทั้งหมด

 

13. สหรัฐฯ จะช่วยสนับสนุนโครงการนิวเคลียร์เพื่อสันติ เช่น การผลิตไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าบูเชห์ร

 

14. กลไกคว่ำบาตรอัตโนมัติ (Snapback) จะถูกยกเลิกภายใต้ข้อตกลง หากอิหร่านปฏิบัติตามเงื่อนไขทั้งหมด

 

อย่างไรก็ตาม แม้มีการเจรจา แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และอิสราเอลมองว่า สงครามจะยังไม่ยุติภายใน 2-3 สัปดาห์นี้ ขณะที่อิหร่านปฏิเสธว่า ไม่ได้มี ‘การเจรจาโดยตรง’ โดยสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการส่งสารผ่านประเทศตัวกลาง

 
 

จับตา ‘ปากีสถาน’ ตัวกลางเจรจายุติสงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน

 

ทั้งนี้ New York Times รายงานว่า แผนสันติภาพดังกล่าวถูกส่งต่อให้อิหร่านโดยปากีสถาน ซึ่งคาดว่า จะเป็นประเทศตัวกลางในการทำหน้าที่เจรจาระหว่างสหรัฐฯ และเตหะราน หลัง ไซเอ็ด อาซิม มูเนียร์ (Syed Asim Munir) ผู้บัญชาการกองทัพปากีสถานได้กลายเป็นตัวกลางผลักดันให้อิหร่านเข้าสู่วงเจรจาร่วมกับอียิปต์และตุรกี ขณะที่ เซห์บาห์ ชาริฟ (Shehbaz Sharif) นายกรัฐมนตรีปากีสถานประกาศว่า พร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

 

แล้วเหตุใดปากีสถานเป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผลในการเจรจา บทวิเคราะห์ของ Nikkei Asia และ New York Times ให้เหตุผลสรุปรวมกันได้ 4 ข้อ

 

1.ปากีสถานกลัวสงครามลุกลามถึงตัวเอง ทั้งจากพันธมิตรอย่างซาอุดีอาระเบีย และความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนติดอิหร่าน

 

2.ปากีสถานมีประสบการณ์เจรจายุติสงครามในระดับโลก เช่น สหรัฐฯ – ตาลีบันในการถอนทหารออกจากอัฟกานิสถาน หรือสหรัฐฯ เปิดความสัมพันธ์กับจีนในยุค 1970

 

3.ปากีสถานจะได้เพิ่มบทบาทเวทีโลก และได้ผลประโยชน์ครั้งใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับอินเดีย หากเจรจาได้สำเร็จ ทั้งโอกาสเศรษฐกิจอย่างการค้าและทรัพยากรน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซกับอิหร่าน ขณะที่ทรัมป์เคยเสนอเงื่อนไขพิเศษทางการค้า ส่วนสหรัฐฯ เตรียมลงทุนในภาคเหมืองแร่ของปากีสถาน

 

4.ปากีสถานมีสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยนักวิเคราะห์มองว่า ปากีสถานมี ‘ข้อได้เปรียบ’ หลายอย่าง เช่น เคยเสนอทรัมป์เข้าชิงรางวัลโนเบลสันติภาพ เป็นหุ้นส่วนพันธมิตรด้านต่อต้านก่อการร้าย, แร่หายาก, คริปโตเคอร์เรนซี (3Cs) กับสหรัฐฯ

 

ขณะที่ปากีสถานเป็นประเทศมุสลิมที่ไม่ใช่อาหรับ และไม่มีฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศ อีกทั้งยังมีพรมแดนติดอิหร่าน และไม่เคยออกตัวชัดเจนในสงคราม

 
 

ทำไมอิหร่านเสนอให้แวนซ์นั่งโต๊ะเจรจา?

 

ส่วนท่าทีล่าสุดของอิหร่าน มีรายงานจาก CNN ว่า ผู้แทนเตหะรานส่งสัญญาณผ่านช่องทางลับถึงรัฐบาลสหรัฐฯ ว่า ไม่ต้องการเจรจากับวิตคอฟฟ์และคุชเนอร์ แต่ต้องการพูดคุยกับแวนซ์มากกว่า

 

“ภาพที่ถูกมองคือแวนซ์ต้องการปิดฉากความขัดแย้งนี้” แหล่งข่าวรายหนึ่งให้เหตุผล โดยอธิบายว่า แวนซ์คือคนที่ต้องการยุติสงครามมากกว่าทูตพิเศษ 2 ราย หรือแม้แต่รูบิโอ ถือเป็นภาพสะท้อนของอิหร่านที่มองสหรัฐฯ ว่า สงครามจะไม่ยุติ ถ้าเจรจากับผู้แทน 2 รายนี้

 

อย่างไรก็ตาม ภายในตะวันออกกลางยอมรับว่า การให้แวนซ์เข้ามาเจรจาก็มีความเสี่ยงเนื่องจากการยุติสงครามไม่ใช่เรื่องง่าย

 

ที่ผ่านมา สาธารณชนมักตั้งคำถามการหายไปของรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่า เขาไม่ได้อยู่ในห้องสั่งการปฏิบัติการถล่มอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์เหมือนกับรูบิโอ

 

ทั้งนี้ Forbes วิเคราะห์ว่า เขามีความเห็นไม่ตรงกับทรัมป์ และต้องการรักษาอนาคตทางการเมืองของตนเอง ซึ่งทรัมป์ก็ยอมรับเองว่า แวนซ์กระตือรือร้นน้อยกว่าและมีมุมมองต่างออกไปเล็กน้อยต่อสงครามอิหร่าน

 

ขณะที่รายงานหลายแหล่งระบุว่า แวนซ์ ‘กังขา’ ต่อสงคราม และกังวลต่อโอกาสความสำเร็จ ซึ่งที่ผ่านมา เขาวางท่าทีต่อต้านสงครามยืดเยื้อ และไม่ต้องการให้สหรัฐฯ ใช้ทรัพยากรมหาศาลในตะวันออกกลาง

 
 

‘กำลังทหาร’ ไพ่เด็ดสุดท้ายของทรัมป์ ตัวเลือก End Game อิหร่าน

 

วันนี้ (25 มีนาคม) New York Times รายงานว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ สั่งการให้ทหารราว 2,000 นาย จากกองพลทหารพลร่มที่ 82 (82nd Airborne Division) เริ่มเคลื่อนกำลังไปยังตะวันออกกลาง โดยระบุว่า เป็น ‘ทางเลือกทางทหาร’ ให้กับทรัมป์

 

กำลังรบชุดนี้มาจากหน่วย ‘Immediate Response Force’ (IRF) ซึ่งเป็นกองพลขนาดราว 3,000 นาย ที่สามารถเคลื่อนกำลังไปปฏิบัติการได้ทั่วโลกภายใน 18 ชั่วโมง

 

ขณะที่กำลังอื่นๆ ยังรวมถึง พลตรี แบรนดอน อาร์. เทกต์ไมเออร์ (Major General Brandon R. Tegtmeier) ผู้บัญชาการกองพลพร้อมด้วยทีมงานระดับสูง และกำลังระดับกองพัน 2 หน่วย ประกอบด้วยหน่วยละประมาณ 800 นาย ซึ่งแหล่งข่าวยังระบุว่า อาจมีการส่งกำลังเพิ่มเติมในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

 

นอกจากนี้ ​​ยังมีนาวิกโยธินราว 2,300 นายจากหน่วย 31st Marine Expeditionary Unit ซึ่งกำลังเดินทางตะวันออกกลางภายในสัปดาห์นี้ ยังไม่รวมนาวิกโยธินอีกพันนายจาก หน่วย 11th Marine Expeditionary Unit ซึ่งคาดว่า จะเดินทางถึงในกลางเดือนเมษายน

 

ยังไม่แน่ชัดว่า กำลังดังกล่าวมีเป้าหมายแห่งใด แต่คาดว่าระยะโจมตีอาจอยู่ใกล้อิหร่าน โดยเป้าหมายที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ ‘เกาะคาร์ก’ ศูนย์ส่งออกน้ำมันหลักของเตหะรานในอ่าวเปอร์เซีย โดยก่อนหน้านี้ เครื่องบินรบสหรัฐฯ โจมตีพื้นที่มากกว่า 90 เป้าหมาย

 

New York Times วิเคราะห์แนวทางที่เป็นไปได้ คือ สหรัฐฯ จะส่งนาวิกโยธินเข้าไปซ่อมแซมรันเวย์ที่เสียหายก่อน จากนั้นให้กองทัพอากาศส่งยุทโธปกรณ์และกำลังเสริมด้วยเครื่องบิน C-130 จากนั้นให้ 82nd Airborne เข้าไปเสริมกำลัง แต่ก็อาจเสี่ยงอิหร่านถูกโจมตีกลับ

 

ภาพ: Kevin Lamarque / Reuters

 

อ้างอิง:

The post เจรจา vs บุกต่อ อ่านใจ ‘ทรัมป์’ ใน 5 วันอันตราย จะปิดฉากสงครามอิหร่านได้หรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา ‘มาตรา 301’ อาวุธใหม่ทรัมป์เขย่าการค้าโลก SCB EIC แนะภาคธุรกิจไทยเร่งเจรจาขอเว้นภาษี https://thestandard.co/section-301-trump-trade-thailand/ Tue, 24 Mar 2026 01:20:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1190427 โดนัลด์ ทรัมป์ กับมาตรา 301 ที่ส่งผลกระทบต่อการค้าโลกและภาคธุรกิจไทย

สถานการณ์นโยบายด้านภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกาภายใต้การน […]

The post จับตา ‘มาตรา 301’ อาวุธใหม่ทรัมป์เขย่าการค้าโลก SCB EIC แนะภาคธุรกิจไทยเร่งเจรจาขอเว้นภาษี appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ กับมาตรา 301 ที่ส่งผลกระทบต่อการค้าโลกและภาคธุรกิจไทย

สถานการณ์นโยบายด้านภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงเป็นประเด็นร้อนที่ส่งผลกระทบต่อการค้าทั่วโลก แม้ว่าล่าสุดศาลฎีกาสหรัฐฯ จะมีคำตัดสินเบรกการใช้กฎหมายบางฉบับ แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ก็ได้เตรียมเครื่องมือใหม่มารองรับแล้ว ซึ่งรวมถึงการดึง มาตรา 301 กลับมาใช้ไต่สวนประเทศคู่ค้ารวมถึงประเทศไทย

 

 

นนท์ พฤกษ์ศิริ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ระบุว่า จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ศาลสหรัฐฯ ตัดสินว่าการใช้กฎหมาย IEEPA (International Emergency Economic Powers Act) ซึ่งเป็นกฎหมายให้อำนาจประธานาธิบดีในภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจนั้น อาจไม่ครอบคลุมไปถึงอำนาจในการจัดเก็บภาษี

 

เนื่องจากเรื่องภาษีจำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรส คำตัดสินนี้ทำให้รัฐบาลทรัมป์ต้องยกเลิกภาษีที่อาศัยอำนาจตามกฎหมาย IEEPA บางส่วน เช่น Reciprocal Tariff ที่เคยเจรจาไว้ แต่ภาษีที่อาศัยกฎหมายอื่น เช่น ภาษียานยนต์ เหล็ก หรือภาษีที่บังคับใช้มาตั้งแต่ยุคทรัมป์ 1.0 จะยังคงดำเนินต่อไป

 

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทรัมป์ไม่ได้ประหลาดใจกับคำตัดสินนี้และได้เตรียมแผนสำรองไว้แล้ว โดยหันไปงัด “มาตรา 122” ขึ้นมาใช้ทันที กฎหมายนี้ให้อำนาจรัฐบาลอ้างอิงเรื่องวิกฤตการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เพื่อปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากทั่วโลกได้ไม่เกิน 15% เป็นเวลา 150 วัน โดยปัจจุบันสหรัฐฯ เลือกจัดเก็บที่อัตรา 10% ซึ่งมาตรการนี้คาดว่าจะสิ้นสุดลงในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้

 

รู้จัก ‘มาตรา 301’ อาวุธหนักที่เจาะจงรายประเทศ

 

เมื่อมาตรา 122 กำลังจะหมดอายุลงในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม รัฐบาลทรัมป์จึงต้องหาเครื่องมือใหม่เพื่อนำภาษีกลับมาใช้อีกครั้ง ซึ่งเครื่องมือที่ว่านั้นคือ “มาตรา 301”

 

มาตรา 301 เป็นกฎหมายที่มุ่งเน้นจัดการกับ “การค้าที่ไม่เป็นธรรม (Unfair Trade)” ตามมุมมองของสหรัฐฯ โดยสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) จะเป็นผู้จัดทำรายงานชี้เป้าว่าประเทศคู่ค้าใดมีพฤติกรรมเอาเปรียบทางการค้า เช่น การที่รัฐบาลเข้าไปอุดหนุน (Subsidy) จนทำให้ความสามารถในการแข่งขันสูงเกินจริง หรือมีการใช้มาตรการกีดกันทางการค้า

 

ข้อดีที่สำคัญของมาตรา 301 คือสามารถกำหนดอัตราภาษีเพื่อตอบโต้แต่ละประเทศในอัตราที่ไม่เท่ากันได้ ซึ่งจะเข้ามาอุดช่องโหว่ของมาตรา 122 ที่ต้องเก็บภาษีแบบเหมารวมทั่วโลก และตอบโจทย์เป้าหมายการทำ Reciprocal Tariff ของทรัมป์ได้อย่างตรงจุด นอกจากนี้ มาตรา 301 ยังเป็นเครื่องมือที่เคยถูกใช้สำเร็จมาแล้วในยุคทรัมป์ 1.0 โดยไม่มีปัญหาการถูกฟ้องร้องว่าผิดกฎหมาย

 

ไทยเจอหางเลข USTR เล็งสอบสวน Overcapacity

 

ปัจจุบัน USTR ได้เริ่มต้นกระบวนการสอบสวนตามมาตรา 301 แล้ว โดยมี 2 ประเด็นหลักที่ส่งผลกระทบและมีการพาดพิงมาถึงประเทศไทย ได้แก่

 

  • ปัญหาข้อกล่าวหาเรื่อง Excess Capacity (กำลังการผลิตส่วนเกิน): สหรัฐฯ กล่าวหา 16 ประเทศ หรือ 16 กลุ่มเศรษฐกิจว่า มีกำลังการผลิตล้นเกินและระบายสินค้าเหล่านั้นเข้ามาในตลาดสหรัฐฯ ในราคาถูก สำหรับประเทศไทย สหรัฐฯ เพ่งเล็งในจุดที่ว่า ประเทศไทยมีอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ค่อนข้างต่ำมาเป็นเวลานาน แต่กลับมียอดเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ในบางอุตสาหกรรมสูงมาก จึงถูกตีความว่าอาจเข้าข่ายปัญหานี้
  • ปัญหามาตรฐานแรงงาน (Forced Labor): เป็นการสอบสวนภาพรวมที่ครอบคลุมถึง 60 ประเทศคู่ค้า โดยสหรัฐฯ มองว่าประเทศเหล่านี้อาจมีมาตรฐานการดูแลแรงงานในการผลิตที่ต่ำกว่าสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นการเอาเปรียบด้านต้นทุนและทำให้เกิดการค้าที่ไม่เป็นธรรม

 

นอกจาก 2 ประเด็นนี้ USTR ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาและอาจเปิดสอบสวนเพิ่มเติมในอนาคต เช่น ภาษีดิจิทัล และการตั้งมาตรฐานสินค้าบางอย่างที่เป็นการกีดกันไม่ให้สินค้าสหรัฐฯ เข้าไปตีตลาดได้

 

กรอบเวลาสุดท้าทาย และผลกระทบต่อไทย เมื่อย้อนดูสถิติในยุคทรัมป์ 1.0

 

กระบวนการสอบสวนตามมาตรา 301 ที่ใช้กับประเทศจีนนั้น ใช้เวลายาวนานถึง 11 เดือน เนื่องจากเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ต้องมีการเปิดรับฟังความคิดเห็น (Public Hearing) การยื่นเอกสารโต้แย้ง และการขอชี้แจงเพื่อยกเว้นสินค้าบางหมวดหมู่ การที่สหรัฐฯ จะเร่งกระบวนการสอบสวนกลุ่มประเทศ 16 ถึง 60 ประเทศให้ทันช่วงปลายเดือนกรกฎาคมก่อนที่มาตรา 122 จะหมดอายุลง จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก และมีความเป็นไปได้ว่าสหรัฐฯ อาจเลือกเร่งสอบสวน

 

เฉพาะประเทศคู่ค้าที่มองว่ามีความสำคัญเร่งด่วนก่อน

 

สำหรับแนวทางการรับมือของไทย นนท์ พฤกษ์ศิริ ให้มุมมองว่า แม้ปีที่ผ่านมาจะมีกระแสความกังวลเรื่องภาษีอย่างหนัก แต่การส่งออกของไทยไปยังสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังคงขยายตัวได้ดีมาก โดยได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของการลงทุนด้าน AI ในสหรัฐฯ

 

ดังนั้น กลยุทธ์สำคัญของไทยในช่วงที่มีการเปิดสอบสวนตามมาตรา 301 คือ ภาครัฐและเอกชนต้องอาศัยช่องทางในกระบวนการไต่สวนนี้ เข้าไปชี้แจงและดำเนินการขอรับการยกเว้นภาษี (Tariff Exemption) เพื่อสร้างความมั่นใจให้สหรัฐฯ เห็นว่าสินค้าบางประการของไทยยังเป็นฟันเฟืองสำคัญที่สหรัฐฯ ขาดไม่ได้ โดยเฉพาะการรักษาตำแหน่งในซัพพลายเชนอุตสาหกรรม AI ของสหรัฐฯ

 

“สิ่งหนึ่งที่แน่นอนที่สุดคือ ไม่ว่าสหรัฐฯ จะใช้มาตราใด ภาษีของทรัมป์จะยังคงอยู่เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจหลักของรัฐบาลไปจนถึงอย่างน้อยปี 2028 หรืออาจจะนานกว่านั้น ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าคือสิ่งที่ภาคธุรกิจต้องติดตามอย่างใกล้ชิด” นนท์ กล่าวทิ้งท้าย

 

ภาพ: Kaua209 / Shutterstock

The post จับตา ‘มาตรา 301’ อาวุธใหม่ทรัมป์เขย่าการค้าโลก SCB EIC แนะภาคธุรกิจไทยเร่งเจรจาขอเว้นภาษี appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับสัญญาณสหรัฐฯ พิจารณาส่งทหารไปตะวันออกกลาง-ของบทำสงครามเพิ่ม 2 แสนล้าน เตรียมพร้อมสงครามเฟสใหม่? https://thestandard.co/us-troops-middle-east-iran-war/ Thu, 19 Mar 2026 05:47:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1189115 ภาพทหารสหรัฐฯ เตรียมพร้อมปฏิบัติการทางทหารในตะวันออกกลาง เพื่อรับมือสงครามอิหร่าน

สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านที่เปิดฉากข […]

The post จับสัญญาณสหรัฐฯ พิจารณาส่งทหารไปตะวันออกกลาง-ของบทำสงครามเพิ่ม 2 แสนล้าน เตรียมพร้อมสงครามเฟสใหม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพทหารสหรัฐฯ เตรียมพร้อมปฏิบัติการทางทหารในตะวันออกกลาง เพื่อรับมือสงครามอิหร่าน

สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านที่เปิดฉากขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ดำเนินมานานเกือบ 3 สัปดาห์เต็มและอาจส่อเค้ากลายเป็น ‘สงครามพลังงานครั้งใหญ่’ ที่สร้างแรงกระเพื่อมให้กับหลายประเทศทั่วโลก

 

โดยฟากฝั่งของสหรัฐฯ มีสัญญาณสำคัญที่น่าจับตามองอย่างมากในช่วงเวลานี้ ซึ่งอาจเป็นท่าทีที่มีส่วนช่วยยกระดับความรุนแรงให้กับสงครามครั้งนี้ ได้แก่

 

1. การพิจารณา ‘เพิ่มกำลังทหาร’ ในตะวันออกกลาง

 

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณาส่งทหารอเมริกันหลายพันนายไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อเสริมกำลังและขยายปฏิบัติการทางทหารในสงครามกับอิหร่านซึ่งยืดเยื้อมานานหลายสัปดาห์

 

แม้ทรัมป์จะ ‘เคยต่อต้าน’ การทำสงครามในต่างแดน แต่ล่าสุดเขากลับปฏิเสธที่จะตัด ‘ทางเลือก’ ในการส่งทหารราบลงพื้นที่ (Boots on the Ground) ในสมรภูมิอิหร่านออกไป โดยทำเนียบขาวระบุชัดเจนว่า ทรัมป์ ‘เปิดกว้างสำหรับทุกทางเลือก’ และมีการหารือถึงการส่งทหารไปประจำการตามแนวชายฝั่งของอิหร่านอีกด้วย

 

เป้าหมายทางยุทธศาสตร์หลักของสหรัฐฯ ในขณะนี้นั้น สหรัฐฯ กำลังประเมินทางเลือกหลายทาง ได้แก่ การส่งกองกำลังไปรักษาความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ, การส่งทหารราบไปยึดเกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันถึง 90% ของอิหร่าน และการส่งกองกำลังพิเศษเข้าไปควบคุมคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของอิหร่าน ซึ่งเป็นปฏิบัติการที่เสี่ยงและซับซ้อนมาก

 

โดยเฉพาะแผนยึดครองเกาะคาร์ก เพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงทางเศรษฐกิจ สหรัฐฯ ไม่ได้มองแค่การโจมตีทางอากาศ แต่กำลังหารือถึงความเป็นไปได้ในการ ‘เข้าควบคุม’ เกาะคาร์ก ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทางทหารมองว่า ‘เป็นทางเลือกที่ดีกว่าการทำลายทิ้ง’ เนื่องจากเกาะนี้มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของอิหร่านอย่างยิ่งยวด การส่งทหารราบเข้าไปยึดครองพื้นที่นี้ถือเป็นการยกระดับความรุนแรงและมีความเสี่ยงสูงมากที่จะถูกตอบโต้ด้วยโดรนและขีปนาวุธ

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า การใช้ทหารราบถือเป็น ‘ความเสี่ยงทางการเมือง’ อย่างมากสำหรับทรัมป์ เนื่องจากเสียงสนับสนุนในประเทศต่ำ และขัดกับสัญญารณรงค์หาเสียงที่เขาเคยประกาศว่า จะไม่นำสหรัฐฯ ไปพัวพันกับสงครามต่างชาติ นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังต้องเผชิญปัญหาการสูญเสียกำลังรบสำคัญอย่างเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald R. Ford ที่ต้องส่งไปซ่อมบำรุงที่กรีซหลังเกิดเหตุไฟไหม้

 

2. ‘ของบประมาณเพิ่มเติม’ เพื่อทำสงครามกับอิหร่าน

 

เพนตากอนสหรัฐฯ กำลังของบประมาณเพิ่มเติมราว 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.56 ล้านล้านบาท) เพื่อใช้ทำสงครามกับอิหร่าน โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลเปิดเผยกับหนังสือพิมพ์ The Washington Post ว่า จำนวนเงินดังกล่าวจะสูงกว่าต้นทุนปฏิบัติการของรัฐบาลทรัมป์ที่ผ่านมาอย่างมาก โดยงบก้อนนี้จะถูกนำไปใช้เพื่อเพิ่มการผลิตอาวุธสำคัญที่ถูกใช้ไปอย่าง ‘เร่งด่วน’

 

ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เพนตากอนได้เสนอคำของบประมาณในหลายรูปแบบ และ The Washington Post ชี้ว่า ข้อเสนอล่าสุดนี้น่าจะก่อให้เกิดการต่อสู้ทางการเมืองครั้งใหญ่ในสภาคองเกรส เนื่องจากเสียงสนับสนุนจากประชาชนต่อความพยายามดังกล่าวยังคงอยู่ในระดับต่ำ และพรรคเดโมแครตก็เดินหน้าวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง

 

ในขณะที่พรรครีพับลิกันได้ส่งสัญญาณสนับสนุนคำของบประมาณเพิ่มเติมที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่ยังไม่มีข้อผูกมัดในด้านยุทธศาสตร์ทางนิติบัญญัติ หรือพบแนวทางที่ชัดเจนในการรวบรวมเสียงให้ผ่านเกณฑ์ 60 เสียงของวุฒิสภา อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทั้งเพนตากอนและทำเนียบขาวต่างปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเพิ่มเติมต่อหนังสือพิมพ์ฉบับนี้

 

นักวิเคราะห์มองว่า ที่ผ่านมาทรัมป์มักจะโจมตีรัฐบาลโจ ไบเดนเกี่ยวกับจำนวนเงินที่อนุมัติให้เป็นทุนในสงครามยูเครนซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยทรัมป์มักจะพูดเกินจริงหรือโกหกเกี่ยวกับจำนวนเงินที่สหรัฐฯ ใช้ไปเพื่อช่วยยูเครนสกัดกั้นรัสเซีย โดยเสนอตัวเลขประเมินที่สูงเกินจริงอย่างมาก ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนสงครามกับอิหร่านของเขา ‘ดูเล็กน้อยหรือดูถูกกว่า’ ในสายตาพลเมืองอเมริกันเมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน

 

โดยงบประมาณที่สภาคองเกรสอนุมัติให้ความช่วยเหลือยูเครนสะสมตั้งแต่เริ่มต้นสงคราม จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2025 ซึ่งได้รับความเห็นชอบในสมัยไบเดนนั้นอยู่ที่ 1.88 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

แฟ้มภาพ: Hapelinium / Shutterstock

Kevin Lamarque / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post จับสัญญาณสหรัฐฯ พิจารณาส่งทหารไปตะวันออกกลาง-ของบทำสงครามเพิ่ม 2 แสนล้าน เตรียมพร้อมสงครามเฟสใหม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สัญญาณแตกจากภายใน เดิมพันทรัมป์ในสงครามอิหร่านมาถึงจุดเปลี่ยน? https://thestandard.co/kent-resigns-trump-iran-war-gamble/ Wed, 18 Mar 2026 12:58:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1188879 ภาพประกอบแสดง โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นพื้นหลัง โดยมี โจ เคนต์ ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติ ปรากฏอยู่ด้านหน้า

กระแส Make America Great Again หรือ ‘MAGA’ ได้รับการจับ […]

The post สัญญาณแตกจากภายใน เดิมพันทรัมป์ในสงครามอิหร่านมาถึงจุดเปลี่ยน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดง โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นพื้นหลัง โดยมี โจ เคนต์ ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติ ปรากฏอยู่ด้านหน้า

กระแส Make America Great Again หรือ ‘MAGA’ ได้รับการจับตามองอีกครั้ง หลัง โจ เคนต์ ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติ (NCTC) ซึ่งเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและมีอิทธิพลอย่างมากในฐานเสียงของกลุ่ม MAGA ประกาศลาออกเมื่อวันที่ 17 มีนาคม เพื่อประท้วงการทำสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลในอิหร่าน หลังจากดำรงตำแหน่งได้ไม่ถึง 8 เดือน

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีนัยสำคัญอย่างไร ในทางการเมือง ในขณะที่ทรัมป์ทุ่มเดิมพันไปกับสงครามอิหร่านที่นับวันจะถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ

 

โจ เคนต์ คือใคร

 

เคนต์เป็นผู้สนับสนุนที่เหนียวแน่นของโดนัลด์ ทรัมป์ และขบวนการ MAGA มาโดยตลอด เขาเคยทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านการต่อต้านการก่อการร้ายในแคมเปญหาเสียง เพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดี สมัยที่สองของทรัมป์เมื่อปี 2020

 

เขาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในรัฐวอชิงตันถึง 2 ครั้ง ในปี 2022 และ 2024 ในนามพรรครีพับลิกัน ซึ่งแม้จะพ่ายแพ้ให้กับผู้สมัครพรรคเดโมแครตทั้งสองครั้ง แต่เขาได้รับการสนับสนุน (Endorsement) จากทรัมป์โดยตรงในการเลือกตั้งทั้งสองรอบ ก่อนที่เขาจะเข้ามารับตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติ และประกาศลาออกในที่สุด

 

เหตุผลของ ‘การลาออกของเคนต์’ คืออะไร

 

เคนต์ระบุในจดหมายลาออกว่า อิหร่านไม่ได้เป็น ‘ภัยคุกคามที่เร่งด่วน’ ต่อสหรัฐฯ แต่สงครามนี้เกิดขึ้นเพราะแรงกดดันจาก ‘อิสราเอลและกลุ่มล็อบบี้ยิสต์’ ในอเมริกา

 

เคนต์ซึ่งเป็นอดีตทหารผ่านศึกที่สูญเสียภรรยาจากเหตุระเบิดในซีเรีย มองว่าทรัมป์ ‘ละทิ้งคำมั่นสัญญา’ ที่จะกันสหรัฐฯ ออกจาก ‘สงครามที่ไม่สิ้นสุด’ เขากล่าวหาว่า ทรัมป์ถูก ‘เสียงสะท้อน’ ของสื่อและเจ้าหน้าที่อิสราเอลหลอกลวงให้เชื่อว่า อิหร่านเป็นภัยคุกคามที่ต้องรีบจัดการ ซึ่งเขาเปรียบเทียบว่าเป็นกลยุทธ์เดียวกับที่ดึงสหรัฐฯ เข้าสู่สงครามอิรัก

 

ในฐานะอดีตทหารผ่านศึกที่ผ่านการรบมา 11 ครั้ง และสูญเสียภรรยาจากสงคราม เคนต์ยืนยันว่า เขาไม่สามารถสนับสนุนสงครามที่ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้คนอเมริกันและไม่คุ้มค่ากับชีวิตที่ต้องสูญเสียไป

 

จดหมายลาออกของเคนต์พาดพิงและกล่าวโทษอิสราเอล ทำให้เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนักการเมืองหลายคน ซึ่งโจมตีข้อความของเคนต์ว่าเป็นการใช้ทัศนคติที่ ‘ต่อต้านชาวยิว’ (Anti-Semitic) และใช้ข้ออ้างเพื่อหา ‘แพะรับบาป’

 

ปฏิกิริยาของทรัมป์ และทำเนียบขาว เป็นอย่างไร

 

ทรัมป์ปฏิเสธความกังวลของเคนต์ โดยกล่าวว่าเคนต์เป็นคนที่ ‘อ่อนแอในเรื่องความมั่นคง’ และถือเป็นเรื่องดีที่เขาออกไป เพราะคนที่ไม่เชื่อว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามถือว่า ‘เป็นคนไม่ฉลาด’

 

ขณะที่ แคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวตอบโต้ว่า ข้อกล่าวหาของเคนต์นั้นเป็นเรื่อง ‘น่าขันและเป็นตลกร้าย’ พร้อมยืนยันว่า ทรัมป์มีหลักฐานที่หนักแน่นว่า ‘อิหร่านกำลังเตรียมโจมตีสหรัฐฯ ก่อน’

 

ทางด้าน ทัลซี แกบบาร์ด ผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติและอดีตเจ้านายของเคนต์ ได้รักษาระยะห่างจากการลาออกครั้งนี้ โดยออกแถลงการณ์สนับสนุนการตัดสินใจของทรัมป์ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้นำประเทศที่พลเมืองชาวอเมริกันเป็นผู้ลงคะแนนเลือกตั้งมา

 

การลาออกของ โจ เคนต์ สะท้อนนัยสำคัญอย่างไร

 

นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งมองว่า การลาออกของเคนต์ตอกย้ำให้เห็นถึง ‘ความแตกแยก’ ภายในรัฐบาลและฐานเสียงของทรัมป์ในกลุ่ม MAGA แม้การลาออกครั้งนี้ ‘อาจไม่เปลี่ยน’ แผนยุทธศาสตร์ทางทหาร แต่นักวิเคราะห์มองว่าอาจส่งผลกระทบทางการเมืองอย่างหนัก โดยเฉพาะเมื่อการเลือกตั้งมิดเทอม (Midterm Elections) ที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่ถึง 8 เดือนข้างหน้า การที่บุคคลที่มีอิทธิพลสูงในกลุ่ม MAGA ออกมาวิจารณ์ทรัมป์อย่างรุนแรง อาจทำให้ฐานเสียงอนุรักษนิยมบางส่วน ‘เริ่มเสื่อมศรัทธา’ ในตัวประธานาธิบดีได้

 

ขณะที่ ทิม พูล นักจัดรายการพอดแคสต์ฝั่งอนุรักษนิยม เตือนว่า นี่คือสัญญาณของการแตกสลายในขบวนการ MAGA และอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของรัฐบาลทรัมป์ 2.0

 

ผศ.ดร.ประพีร์ อภิชาติสกล อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และอุปนายกสมาคมอเมริกาศึกษาในประเทศไทยให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ว่า อาจารย์มองว่าการลาออกดังกล่าวดู ‘เป็นเรื่องปกติ’ ที่แม้แต่ผู้สนับสนุนตัวยงก็อาจเปลี่ยนจุดยืนได้ เมื่อเห็นผลกระทบจากสงครามที่กำลังจะลุกลามใหญ่โต

 

เหตุการณ์นี้สะท้อนชัดเจนว่า ‘เกิดความแตกแยกและไม่เห็นด้วยขึ้นแล้ว’ ในกลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์ หรือ MAGA โดยบุคคลที่ตัดสินใจลาออกน่าจะเผชิญกับความกดดันอย่างหนัก เพราะใครที่ไม่เห็นด้วยกับทรัมป์ในตอนนี้มักจะถูกบีบให้ออก อย่างไรก็ตาม ก็ยังคงมีกลุ่มคนที่สนับสนุนและมองทรัมป์เป็นฮีโร่อยู่อย่างเหนียวแน่น

 

ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความเป็นไปได้ที่ สงครามกับอิหร่านในครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะแรงกดดันจาก ‘อิสราเอลและกลุ่มล็อบบี้ยิสต์’ ตามการกล่าวอ้างของเคนต์นั้น อาจารย์ประพีร์มองว่า มีความเป็นไปได้ที่กลุ่มสนับสนุนอิสราเอล เช่น AIPAC จะอยู่เบื้องหลังและมีส่วนผลักดันให้เกิดสงคราม เนื่องจากกลุ่มเหล่านี้มีบทบาทในการให้เงินทุนการเมืองและกำหนดทิศทางนโยบายของสหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน แต่อาจารย์ยังไม่ขอฟันธงว่า เหตุผลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจทำสงครามกับอิหร่านในครั้งนี้ของทรัมป์จริงๆ คืออะไร

 

อาจารย์ประพีร์เชื่อว่า สงครามนี้จะส่งผลกระทบต่อความนิยมของทรัมป์อย่างแน่นอน เพราะแฟนคลับจำนวนหนึ่งเริ่มลังเลและผิดหวังที่ทรัมป์มุ่งเน้นยุทธศาสตร์การใช้กำลังทหารรวดเร็วเกินคาด ตามแนวทาง Peace Through Strength แทนที่จะเน้นเรื่องเศรษฐกิจตามที่หาเสียงไว้ ประชาชนอาจเริ่มรู้สึกว่า ผู้นำอย่างทรัมป์กำลังพาสหรัฐฯ ไปติดกับดักสงครามที่ไม่มีวันจบ

 

อาจารย์ยังแสดงความกังวลอย่างมากว่า การที่สหรัฐฯ ใช้กำลังเด็ดหัวผู้นำระดับสูงของประเทศอื่นอย่างต่อเนื่อง อาจกลายเป็น ‘แนวปฏิบัติของรัฐ’ (State Practice) หรือ ‘บรรทัดฐานใหม่’ (New Normal) ในสังคมโลก ซึ่งสะท้อนทิศทางของสหรัฐฯ ที่เน้นการใช้กำลังและโชว์ความแข็งกร้าวมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในสมัยรัฐบาลทรัมป์ 2.0

 

แฟ้มภาพ: Joshua Sukoff / shutterstock

Elizabeth Frantz / File Photo / Reuters

 

อ้างอิง:

 

 

The post สัญญาณแตกจากภายใน เดิมพันทรัมป์ในสงครามอิหร่านมาถึงจุดเปลี่ยน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำรวจท่าทีนานาชาติโดดเดี่ยวทรัมป์ เปิดช่องแคบฮอร์มุซ บททดสอบ ‘ความภักดีของพันธมิตร’ กับ ‘สงครามที่ไม่ได้ก่อ’ https://thestandard.co/trump-hormuz-strait-allies-isolated-war/ Tue, 17 Mar 2026 14:16:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1188566 ภาพ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนอยู่หน้า ช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางวิกฤตความตึงเครียด

ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง กำลังสั่นคลอนตลาดพลังงาน […]

The post สำรวจท่าทีนานาชาติโดดเดี่ยวทรัมป์ เปิดช่องแคบฮอร์มุซ บททดสอบ ‘ความภักดีของพันธมิตร’ กับ ‘สงครามที่ไม่ได้ก่อ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนอยู่หน้า ช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางวิกฤตความตึงเครียด

ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง กำลังสั่นคลอนตลาดพลังงานโลกอย่างหนัก หลังรัฐบาลอิหร่าน ปิดกั้นการเดินเรือส่วนใหญ่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันสายสำคัญของโลก เพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่เริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์

 

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตั้งความหวังที่จะรับมือปัญหาใหญ่ ที่กำลังสร้างความกังวลไปยังหลายประเทศทั่วโลก ด้วยการเรียกร้องให้นานาประเทศเข้ามามีส่วนร่วมรับมือปัญหา ด้วยการเข้าร่วมภารกิจคุ้มกันเรือและเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้ปลอดภัยจากการคุกคามของอิหร่าน

 

อย่างไรก็ตาม ความหวังในตอนนี้ดูจะเป็นไปได้ยาก เมื่อหลายประเทศที่สหรัฐฯ มองว่าเป็นพันธมิตรสำคัญ ณ วันนี้กลับยืนกรานไม่ขอเข้าร่วมใน ‘สงครามที่ไม่ได้ก่อ’

 

แต่การหันหลังให้กับทรัมป์ ท่ามกลางสงครามที่กำลังทวีความตึงเครียด อาจเป็นบททดสอบที่สำคัญ ซึ่งยังไม่แน่ว่าหลังจากนี้จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับชาติพันธมิตรหรือไม่ และหากสหรัฐฯ ไม่สามารถเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้จริง วิกฤตพลังงานจะเลวร้ายไปถึงจุดไหน

 

ยุโรปปัดเข้าร่วม – ทรัมป์ เตือน NATO อนาคต ‘เลวร้าย’

 

หลายประเทศยุโรปปฏิเสธที่จะส่งเรือรบไปยังช่องแคบฮอร์มุซ แม้ว่าทรัมป์จะขู่ว่า NATO จะเผชิญกับ “อนาคตที่เลวร้ายอย่างมาก” หากชาติยุโรปที่เป็นสมาชิกไม่ให้ความช่วยเหลือในการเปิดเส้นทางน้ำสายสำคัญนี้อีกครั้ง

 

เยอรมนีปฏิเสธที่จะเข้าร่วมในการแทรกแซงกิจกรรมทางทหารใดๆ รวมถึงความพยายามในการเปิดช่องแคบ โดยฟรีดริช เมอร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี กล่าว

 

ว่า “ไม่เคยมีการตัดสินใจร่วมกันว่าจะเข้าแทรกแซงหรือไม่”

 

“นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมคำถามที่ว่า เยอรมนีจะช่วยเหลือทางทหารได้อย่างไรจึงไม่เกิดขึ้น เราจะไม่ทำเช่นนั้น”

 

เขากล่าวเสริมว่า “ระบอบอิหร่านนี้ต้องสิ้นสุดลง” แต่ “จากประสบการณ์ทั้งหมดที่ได้รับในช่วงหลายปีและหลายทศวรรษที่ผ่านมา การทิ้งระเบิดเพื่อให้ยอมจำนนนั้น ไม่น่าจะเป็นแนวทางที่ถูกต้อง”

 

บอริส พิสโตริอุส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเยอรมนี กล่าวว่า “นี่ไม่ใช่สงครามของเรา เราไม่ได้เริ่มมัน โดนัลด์ ทรัมป์ คาดหวังอะไรจากเรือรบยุโรปเพียงไม่กี่ลำในช่องแคบฮอร์มุซ ในเมื่อกองทัพเรือสหรัฐฯ อันทรงพลังยังจัดการเองไม่ได้? นี่คือคำถามที่ผมถามตัวเอง”

 

ขณะที่ เคียร์ สตาร์เมอร์ กล่าวว่า สหราชอาณาจักรจะไม่ “ถูกดึงเข้าไปในสงครามที่กว้างขวางกว่านี้” แต่กำลังทำงานเกี่ยวกับ “แผนการที่ใช้ได้จริง”

 

“ท้ายที่สุดแล้ว เราต้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งเพื่อให้มั่นใจถึงเสถียรภาพในตลาดน้ำมัน นั่นไม่ใช่เรื่องง่าย” เขากล่าว โดยไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ของการดำเนินการใดๆ แต่กล่าวว่าต้องได้รับการเห็นชอบจาก “พันธมิตรให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

 

ทั้งนี้ องค์การ NATO เป็นพันธมิตรป้องกันตนเองที่มีข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ในการปฏิบัติการ โดยหลักการพื้นฐานที่สุดของ NATO คือสิ่งที่เรียกว่า “การป้องกันร่วมกัน” ซึ่งหมายความว่า หากประเทศสมาชิก NATO ประเทศใดประเทศหนึ่งถูกโจมตี พันธมิตรจะถือว่าเป็นการโจมตีทุกประเทศใน NATO

 

การป้องกันร่วมกันนี้ ซึ่งอธิบายไว้ในมาตรา 5 ของสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ จะเกิดขึ้นเมื่อประเทศสมาชิกถูก “โจมตีด้วยอาวุธ” และร้องขอการดำเนินการร่วมกันเพื่อตอบโต้

 

คาจา คัลลาส หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป กล่าววานนี้ (16 มีนาคม) ว่า คำขอของทรัมป์นั้น “อยู่นอกเหนือขอบเขตการปฏิบัติการของ NATO”

 

โดยมาตรา 6 ของสนธิสัญญา “กำหนดข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์เกี่ยวกับขอบเขตของพันธกรณีความช่วยเหลือซึ่งกันและกันของ NATO โดยส่วนใหญ่จำกัดไว้เฉพาะพื้นที่มหาสมุทรแอตแลนติกเหนือเหนือเส้นTropic of Cancer ( เส้นละติจูดเหนือสุดของโลก)”

 

ที่ผ่านมา ทรัมป์เผยว่า รัฐบาลวอชิงตันได้ติดต่อไปยัง 7 ประเทศและคาดหวังว่าประเทศเหล่านี้จะยอมเข้าร่วมในแผนรักษาความปลอดภัยให้กับเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

 

“ผมเรียกร้องให้ประเทศเหล่านี้เข้ามาปกป้องดินแดนของตนเอง เพราะมันเป็นดินแดนของพวกเขา มันเป็นสถานที่ที่พวกเขาได้รับพลังงาน” ทรัมป์ กล่าว

 

นอกเหนือจากชาติยุโรป ก่อนหน้านี้ญี่ปุ่นและออสเตรเลีย ก็ปฏิเสธข้อเรียกร้องของทรัมป์ โดยซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวว่า สหรัฐฯ ยังไม่ได้ยื่นคำขอความช่วยเหลืออย่างเป็นทางการ และรัฐบาลโตเกียวกำลังพิจารณาว่าสามารถทำอะไรได้บ้างโดยอิสระ และทำได้ภายใต้กรอบกฎหมาย” แต่ในทางกฎหมายนั้น เรื่องนี้เป็นไปได้ ‘ยากมาก’

 

ส่วน ออสเตรเลีย ยืนยันว่าจะไม่ส่งเรือไปที่ช่องแคบฮอร์มุซ แต่เสนอที่จะช่วยเหลือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ด้วยการจัดหาเครื่องบินเพื่อช่วยในการป้องกันเนื่องจากมีชาวออสเตรเลียจำนวนมากอยู่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

 

แผนสร้างพันธมิตรเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เป็นไปได้จริงหรือไม่?

 

เบรตต์ แมคเกิร์ก (Brett McGurk) อดีตทูตพิเศษในยุครัฐบาลบารัก โอบามาและทรัมป์ สมัยแรก (ระหว่างปี 2014 ถึง 2018) ซึ่งมีบทบาทในการรวบรวมพันธมิตรนานาชาติเกือบ 80 ประเทศเพื่อต่อสู้กับเครือข่ายกลุ่มก่อการร้าย ISIS ชี้ว่าการสร้างพันธมิตรนานาชาติ หรือการรวมเอาประเทศที่มีแนวคิดเดียวกัน เพื่อปฏิบัติการทางทหารร่วมกัน เช่นการเปิดช่องแคบฮอร์มุซนั้น ในทางปฏิบัติแล้ว “พูดง่ายกว่าทำ”

 

เขายกตัวอย่างการสร้างกลุ่มพันธมิตรทางทะเลเพื่อปกป้องเส้นทางเดินเรือผ่านทะเลแดงที่เรียกว่า บาบเอลมันเดบ (ประตูแห่งน้ำตา) ในปี 2023 และ 2024 โดยเส้นทางเดินเรือนี้ถูกปิดหลังกลุ่มกบฎฮูตี ในเยเมน ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ทำการยิงขีปนาวุธและโดรนใส่เรือรบและเรือบรรทุกสินค้า

 

โดยกลุ่มพันธมิตรนี้เติบโตขึ้นจนมีประเทศเข้าร่วมเกือบ 20 ประเทศ นำโดยกองทัพสหรัฐฯ แต่ประเทศอื่นๆ รวมถึงสหราชอาณาจักรและเดนมาร์ก ก็ได้ช่วยในการยิงสกัดขีปนาวุธและโดรน และสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ

 

เป็นไปได้ว่ากลุ่มพันธมิตรทะเลแดงนั้นอาจเป็นแบบอย่างสำหรับการสร้างพันธมิตรเปิดช่องแคบฮอร์มุซในขณะนี้

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต้องมีในการสร้างพันธมิตรทางทหารนั้น มีหลายด้าน ได้แก่

 

1.พื้นฐานทางกฎหมาย

 

การจัดตั้งพันธมิตรทางทหารนั้นแท้จริงแล้วคือการตัดสินใจทางกฎหมายและการเมืองที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศ ส่วนใหญ่ รวมถึงพันธมิตรระยะยาวของสหรัฐฯ ต่างมีกฎหมายและมาตรฐานของตนเอง ที่ต้องผ่านการรับรองให้ได้ก่อนที่จะส่งกำลังทหารไปต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีความเสี่ยงเรื่องการใช้กำลัง

 

สำหรับสหรัฐฯ นั้น จำเป็นต้องใช้ความอดทนและการทำงานร่วมกับรัฐบาลแต่ละประเทศเพื่อช่วยรวบรวมเงื่อนไขทางการทูตและกฎหมายที่จำเป็นเพื่อให้ได้รับการสนับสนุนเข้าร่วม

 

โดยสิ่งนี้มักเริ่มต้นที่สหประชาชาติ ซึ่งกรณีของกลุ่ม ISIS รัฐบาลอิรักได้อ้างมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติเพื่อขอการป้องกันตนเองร่วมกันต่อกลุ่มก่อการร้าย ซึ่งในกรอบกฎหมายระหว่างประเทศนั้นเพียงพอแล้วสำหรับพันธมิตร NATO ส่วนใหญ่ที่จะเข้าไปช่วยเหลือ

 

ในวิกฤตการณ์ ณ ปัจจุบัน รัฐบาลทรัมป์ได้ทำงานอย่างหนักในเรื่องนี้ สัปดาห์ที่แล้ว ประเทศต่างๆ มากถึง 135 ประเทศร่วมลงนามในมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งประณามการโจมตีของอิหร่านในอ่าวเปอร์เซียและเรียกร้องให้ยุติการโจมตีเหล่านั้น โดยมตินี้ยังอ้างถึงสิทธิในการป้องกันตนเองร่วมกันภายใต้มาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติเช่นกัน ซึ่งก็น่าจะเพียงพอต่อเกณฑ์ในทางกฎหมายสำหรับการเข้าร่วมภารกิจทางทหารที่ช่องแคบฮอร์มุซ

 

2.พื้นฐานทางการเมือง

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ซับซ้อนกว่านั้นคือการเมืองภายในประเทศต่างๆ ที่แม้จะผ่านเกณฑ์ทางกฎหมายแล้ว ผู้นำของประเทศนั้นๆ ก็ยังเผชิญกับข้อจำกัดทางการเมืองและต้องการการสนับสนุนภายในประเทศในระดับพื้นฐานก่อนที่จะสามารถส่งกำลังทหารไปร่วมภารกิจในต่างประเทศ

 

ซึ่งนี่คือจุดที่รัฐบาลทรัมป์อาจล้มเหลว

 

อีกประเด็นคือการที่สหรัฐฯ เริ่มสงครามครั้งนี้โดยมีการปรึกษาหารือกับพันธมิตรอย่างจำกัด และตอนนี้กลับพยายามขอความช่วยเหลือหลังจากเริ่มปฏิบัติการโจมตีอิหร่านมาได้ 3 สัปดาห์ ซึ่งเรื่องนี้อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายประเทศปฏิเสธเข้าร่วมในแผนเปิดช่องแคบฮอร์มุซของทรัมป์

 

3. พื้นฐานทางทหาร

 

และแม้ว่าเงื่อนไขทางกฎหมายและการเมืองจะมีครบถ้วน แต่ภารกิจที่ยากจริงๆ คือการกำหนดความต้องการทางทหาร การมอบหมายภารกิจ และกฎการปะทะ ซึ่งเป็นงานที่ละเอียดและใช้เวลานาน นอกจากนี้ยังอาจทำให้กลุ่มพันธมิตรแตกแยกตั้งแต่เริ่มต้น

 

ตัวอย่างเช่น ในกลุ่มพันธมิตรทะเลแดง ฝรั่งเศสไม่พอใจกับความสัมพันธ์ด้านการบังคับบัญชาและเลือกที่จะจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรของตนเองขึ้นมาคู่ขนาน แทนที่จะทำงานโดยตรงภายใต้การบังคับบัญชาของสหรัฐฯ (หรือสหราชอาณาจักร)

 

แน่นอนว่ากลุ่มพันธมิตรช่องแคบฮอร์มุซจะต้องอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของสหรัฐฯ เนื่องจากมีการปฏิบัติการทางทหารอย่างต่อเนื่อง และบางประเทศอาจไม่เห็นด้วยกับข้อกำหนดนี้ ซึ่งกฎการปะทะก็เป็นเรื่องยากที่จะเจรจาระหว่างกองทัพ เช่น เรือพิฆาตของสหราชอาณาจักร จะมีกฎการปะทะที่ได้รับการอนุมัติเพื่อโจมตีฐานยิงขีปนาวุธภายในอิหร่าน หรือแค่ป้องกันเฉพาะขีปนาวุธในอากาศเท่านั้น?

 

โดยคำขอของทรัมป์ที่ให้จีนเข้าร่วมด้วยนั้นยิ่งยากและซับซ้อนกว่า เพราะไม่มีโอกาสที่กองทัพสหรัฐฯ หรือกองทัพพันธมิตรอื่นๆ จะเข้าร่วมในกลุ่มพันธมิตรทางทหารกับจีน และไม่มีโอกาสที่จีนจะวางเรือของตนภายใต้การบังคับบัญชาของสหรัฐฯ

 

ใช้เวลาอย่างน้อยหลายสัปดาห์

 

แมคเกิร์ก ยังชี้ว่าการสร้างพันธมิตรทางทหารนั้นใช้เวลานาน ใช้ทรัพยากรมาก และต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ซึ่งแน่นอนว่าการรวมกลุ่มทางทหารหากเกิดขึ้นจริง อาจส่งผลต่อทิศทางของสงคราม และจะเป็นผลเสียอย่างยิ่งต่ออิหร่านที่อาจจะต้องเผชิญหน้าทั้งกองทัพสหรัฐฯ และกองทัพของนานาชาติในช่องแคบฮอร์มุซ

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สหรัฐฯ กำลังดำเนินการอยู่ในช่วงเวลานี้ เพื่อสร้างเงื่อนไขให้เกิดพันธมิตรทางทหารได้จริง คือการทำลายขีดความสามารถด้านขีปนาวุธ โดรน และกองทัพเรือของอิหร่านที่เหลืออยู่

 

แต่สิ่งที่แน่นอน คือโอกาสที่จะสร้างพันธมิตรทางทหารเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะยังไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ และอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์เพื่อยืนยันว่าแผนเปิดช่องแคบนี้จะเป็นไปได้จริงหรือไม่ แต่หากปราศจากความร่วมมือจากนานาชาติ อิหร่านก็อาจใช้ภูมิศาสตร์ของช่องแคบ เพื่อชิงความได้เปรียบในสถานการณ์สู้รบไว้ได้ ถึงแม้จะพ่ายแพ้ในจุดอื่นๆ ก็ตาม

 

อ้างอิง:

 

The post สำรวจท่าทีนานาชาติโดดเดี่ยวทรัมป์ เปิดช่องแคบฮอร์มุซ บททดสอบ ‘ความภักดีของพันธมิตร’ กับ ‘สงครามที่ไม่ได้ก่อ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ขู่คิวบาอีกครั้ง หวังเปลี่ยนตัวผู้นำคนใหม่? https://thestandard.co/trump-cuba-leader-change/ Tue, 10 Mar 2026 09:59:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1186250 ภาพโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แสดงท่าทีต่อ คิวบา

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ขู่คิวบาอีกค […]

The post ทรัมป์ขู่คิวบาอีกครั้ง หวังเปลี่ยนตัวผู้นำคนใหม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แสดงท่าทีต่อ คิวบา

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ขู่คิวบาอีกครั้งวันนี้ (10 มีนาคม) โดยระบุว่า สหรัฐฯ จะทำการยึดครองหรือเข้าควบคุม ‘แบบฉันมิตร’ (Friendly Takeover) ต่อคิวบา หลังจากที่เคยเข้าไปเปลี่ยนตัวผู้นำเวเนซุเอลาเมื่อช่วงต้นปี 2026

 

ทรัมป์ถือเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรก นับตั้งแต่ยุคสงครามเย็นที่ออกมาพูดอย่างเปิดเผยถึงการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนรัฐบาลในคิวบา แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับการรื้อฟื้นนโยบาย ‘ลัทธิมอนโร’ (Monroe Doctrine) ที่ระบุว่า พื้นที่ซีกโลกตะวันตกควรอยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐฯ แต่เพียงผู้เดียว โดยมี มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เป็นผู้รับผิดชอบจัดการในประเด็นนี้

 

วิกฤตในคิวบา

 

คิวบากำลังเผชิญกับภาวะล่มสลายทางเศรษฐกิจ ขาดแคลนทั้งเงินทุนและพลังงานอย่างหนัก โดยทรัมป์ระบุว่าคิวบา ‘เหลือเพียงแต่ควัน’ (Running on Fumes) วิกฤตพลังงานนี้ทวีความรุนแรงขึ้น ตั้งแต่เดือนมกราคม หลังจากที่กองกำลังสหรัฐฯ นำตัว นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ไปดำเนินคดีในสหรัฐฯ ส่งผลให้การส่งออกน้ำมันจากเวเนซุเอลาซึ่งเป็นแหล่งพลังงานและพันธมิตรหลักของคิวบาต้องหยุดชะงักลง

 

ทำเนียบขาวประเมินว่า รัฐบาลคิวบาพร้อมที่จะเข้าสู่การเจรจากับสหรัฐฯ แล้ว แม้ทางการคิวบาจะปฏิเสธว่า ‘ไม่มีการเจรจาระดับสูงเกิดขึ้น’ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธรายงานจากสื่อที่ระบุว่า อาจมีการ เจรจาอย่างไม่เป็นทางการ ระหว่างเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ กับ ราอูล กิเยร์โม โรดริเกซ กัสโตร หลานชายของ ราอูล กัสโตร อดีตประธานาธิบดีคิวบา

 

เป้าหมายการเปลี่ยนรัฐบาลคิวบานี้ยัง ‘สอดคล้อง’ กับความฝันอันยาวนานของ กลุ่มผู้ลี้ภัยชาวคิวบาซึ่งอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นในเมืองไมอามี รัฐฟลอริดา ที่ต้องการล้มล้างรัฐบาลคิวบามาโดยตลอด ซึ่งก่อตั้งโดย ฟิเดล กัสโตร อดีตผู้นำปฏิวัติ

 

ความเสี่ยงของนโยบายสหรัฐฯ

 

นักวิเคราะห์มองว่า วิกฤตพลังงานคือ ‘อาวุธหลัก’ ของสหรัฐฯ ในขณะนี้ นโยบายของทรัมป์ในปี 2026 เน้นไปที่การ ‘ตัดท่อน้ำเลี้ยง’ ทางพลังงานอย่างเบ็ดเสร็จ โดยเฉพาะการข่มขู่จะเก็บภาษีนำเข้า ต่อประเทศที่ส่งน้ำมันให้คิวบา และการที่สหรัฐฯ เข้าแทรกแซงในเวเนซุเอลาจนทำให้การส่งน้ำมันฟรีให้คิวบายุติลง ส่งผลให้คิวบาเผชิญวิกฤตไฟฟ้าดับทั่วประเทศ และเศรษฐกิจดิ่งลงอย่างรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่การล่มสลายของสหภาพโซเวียต

 

นักวิเคราะห์ยังมองอีกว่า แม้เป้าหมายของทรัมป์คือ การเปลี่ยนรัฐบาลคอมมิวนิสต์ หรือการเปลี่ยนระบอบการปกครอง (Regime Change) แต่อาจเกิดผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงคือ การล่มสลายของโครงสร้างรัฐ ซึ่งคิวบาต่างจากเวเนซุเอลาตรงที่มีระบบรวมศูนย์อำนาจมานานกว่า 60 ปี หากรัฐบาลล่มสลายโดยไม่มีแผนรองรับที่ชัดเจน อาจนำไปสู่ วิกฤตผู้อพยพทะลักเข้าสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นภาระหนักต่อรัฐฟลอริดาและกระทบฐานเสียงของทรัมป์เอง

 

แม้ทรัมป์จะใช้คำว่า อาจเกิดการเข้าควบคุม ‘แบบเป็นมิตร’ ต่อคิวบา โดยเน้นเรื่องดีลและผลประโยชน์ทางธุรกิจ แต่นักวิเคราะห์เชื่อว่า ในความเป็นจริง ‘ความแค้นทางประวัติศาสตร์’ และ ‘ศักดิ์ศรีของกองทัพคิวบา’ อาจทำให้การเปลี่ยนผ่านไม่ราบรื่นอย่างที่คิด และอาจกลายเป็นสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้ออยู่หน้าบ้านของสหรัฐฯ เอง

 

แฟ้มภาพ: Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post ทรัมป์ขู่คิวบาอีกครั้ง หวังเปลี่ยนตัวผู้นำคนใหม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สงครามอิหร่าน! สงครามของทรัมป์และเนทันยาฮู https://thestandard.co/iran-war-trump-and-netanyahu/ Tue, 03 Mar 2026 12:06:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1183929 ภาพประกอบสงครามอิหร่าน ที่เชื่อมโยงกับบทบาทของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ และ นายเบนจามิน เนทันยาฮู

เอาประเทศของพวกคุณคืนมา…   President Donald Trump […]

The post สงครามอิหร่าน! สงครามของทรัมป์และเนทันยาฮู appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบสงครามอิหร่าน ที่เชื่อมโยงกับบทบาทของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ และ นายเบนจามิน เนทันยาฮู

เอาประเทศของพวกคุณคืนมา…

 

President Donald Trump

คำแถลงของผู้นำสหรัฐฯ ถึงประชาชนอิหร่าน

หลังจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลเกิดขึ้น

28 February 2026

 

มี 2 มุมมองในอิหร่านปัจจุบัน พอตกกลางคืน จะมีชาวอิหร่านส่วนหนึ่งลุกขึ้นมาเต้นรำ ฉลอง และร้องไห้ด้วยความดีใจต่อการเสียชีวิตของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี และมีความหวังว่า การเสียชีวิตครั้งนี้จะเป็นจุดจบของการปกครองของพวกนักบวช และการโดดเดี่ยวตัวเองของอิหร่านออกจากตะวันตก แต่ในตอนกลางวัน ก็จะมีฝูงชนอีกส่วนหนึ่งที่ออกมาร้องห่มร้องไห้เสียใจรวมตัวกันอยู่ที่จตุรัสในเตหะรานและอิสฟาฮาน เรียกร้องให้แก้แค้นลงโทษต่อการกระทำที่เกิดขึ้น และคร่ำครวญต่อการสูญเสียผู้นำอันศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขา

 

Patrick Wintour

Diplomatic Editor, The Guardian

1 March 2026

 

ในช่วงของการประท้วงใหญ่บนท้องถนนในอิหร่านในเดือนมกราคม คาเมเนอีถูกย้ายไปยังสถานที่ที่มั่นใจว่ามีความปลอดภัยสำหรับตัวเขา แต่ในวันเสาร์ ( 28 กุมภาพันธ์) เขารู้สึกมั่นใจว่าปลอดภัยแล้ว จึงได้จัดประชุมด้านความมั่นคงขึ้นในคอมปาวด์ของตนเองในเตหะราน

 

CIA ได้ติดตามข้อมูลการประชุมนี้มาล่วงหน้าแล้ว และส่งต่อข้อมูลข่าวกรองให้แก่อิสราเอล [ทำให้ในเวลาต่อมา] เครื่องบินขับไล่อิสราเอลทำการบินราว 2 ชั่วโมง และเปิดการโจมตีคอมปาวด์ดังกล่าวด้วยอาวุธปล่อยระยะไกลจำนวน 30 ลูก

 

Dan Sabbagh

Defense and Security Editor, The Guardian

1 March 2026

 

เรือแม่ของการก่อการร้ายกำลังจมลง กัปตันตายแล้ว [และ] การก่อการร้ายที่สนับสนุนโดยรัฐที่ใหญ่ที่สุดคืออิหร่าน ได้เข้าใกล้การล่มสลาย [เพราะ] ผู้นำของการก่อการร้ายที่สนับสนุนโดยรัฐและทีมวงในของเขาตายไปหมดแล้ว

 

Republican Senator Lindsey Graham

[ผู้นำปีกขวาในการเมืองอเมริกัน]

1 March 2026

 

เป็นเรื่องที่น่ากังวลว่า เรากำลังสูญเสียพันธมิตรไปต่อหน้าต่อตาเรา เริ่มต้นที่เวเนซุเอลาล้มลง ตอนนี้อิสราเอลเผาอิหร่านเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว พรุ่งนี้คิวบาอาจจะกระดิกหางจากไป [และ] เราจะถูกทอดทิ้งไว้อย่างโดดเดี่ยว

 

General Andrey Gurulev

Deputy of the State Duma of the Russian Federation

2 March 2026

 

สิ่งนี้ไม่ใช่สงครามของการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองอย่างที่เรียกกัน แน่นอนว่า ระบอบเปลี่ยนไปแล้ว และโลกก็ดีขึ้นจากการเปลี่ยนเช่นนี้

 

Pete Hegseth

US Defense Secretary

2 March 2026

 

การโจมตีด้วยจรวดเริ่มต้นขึ้นแล้ว จากนี้ไป โลกทั้งใบจะได้ดูอิสราเอลถูกทำลาย

 

Ayatollah Alireza Arafi

รักษาการผู้นำสูงสุดของอิหร่าน

2 March 2026

 


 

นับตั้งแต่สงครามใหญ่ของโลกเกิดที่ยูเครนในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2022 แล้ว เห็นได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของแบบแผนสงคราม ซึ่งก่อนที่สงครามยูเครนจะเกิดขึ้นนั้น นักยุทธศาสตร์ นักการทหารมักจะให้ความสนใจกับ ‘สงครามอสมมาตร’ (Asymptomatic Warfare) ที่มีลักษณะเป็นสงครามภายใน หรือเป็นไปในแบบของ ‘สงครามของตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ’ (Non-State Warfare)

 

สงครามในลักษณะเช่นนี้มีนัยของ ‘สงครามก่อการร้าย’ หรือสงครามก่อความไม่สงบ เช่นที่ปรากฏให้เห็นในยุคหลังสงครามเย็น และหลังเหตุการณ์การโจมตีสหรัฐฯ ในกรณี 9/11 ซึ่งมีลักษณะของสงครามที่ดำเนินการโดยตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ (Non-State Actors) ไม่ใช่สงครามตามแบบปกติที่เราคุ้นเคย อันเป็น ‘สงครามของรัฐและรัฐ’ เป็นคู่สงคราม

 

ดังนั้น เมื่อสงครามชุดใหม่เกิดในปี 2022 แล้ว เห็นได้ชัดว่า สงครามหลังจากนั้น เริ่มหวนกลับสู่ความเป็น ‘สงครามสมมาตร’ ที่มีความหมายของสงครามระหว่างรัฐมากขึ้น และวันนี้ของปี 2026 สงครามระหว่างรัฐในแบบเดิมได้หวนคืนสู่เวทีการเมืองโลกอีกครั้งคือ สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอลและอิหร่าน

 

แน่นอนว่า ในบริบทของสงครามนั้น สงครามอิหร่านครั้งนี้มีความท้าทายอย่างยิ่ง ซึ่งไม่เพียงมีโอกาสที่จะขยายตัวเป็น ‘สงครามใหญ่’ ในภูมิภาคเท่านั้น หากยังมีโอกาสที่จะส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงของโลกอีกด้วย

 

ฉะนั้น บทความนี้จะทดลองสำรวจสภาวะของสงครามนี้อย่างสังเขป พร้อมทั้งพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดกับการเมืองและเศรษฐกิจโลกในระดับมหภาค

 

สงครามปีม้าไฟ

 

จากปฏิบัติการของทรัมป์ที่เวเนซุเอลาในวันที่ 3 มกราคม 2026 แล้ว คำถามที่เกิดตามมาก็คือ ผู้นำสหรัฐฯ จะเปิดปฏิบัติการต่ออิหร่านหรือไม่ …

 

ใครเลยจะคิดว่าวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ จะเป็น ‘วันมหาสงคราม’ อีกวันหนึ่งของประธานาธิบดีทรัมป์ หลังจากเขาเปิดสงครามกับเวเนซุเอลามาแล้วในการฉลองเทศกาลปีใหม่ในวันที่ 3 มกราคม แล้วในที่สุด ผู้นำสหรัฐฯ ก็ตัดสินใจเปิดสงครามกับอิหร่าน ซึ่งว่าที่จริงแล้ว ก็ไม่ผิดคาดเท่าใดนัก เพราะด้วยบุคลิกของทรัมป์ โอกาสที่สหรัฐฯ จะประนีประนอมในการแก้ปัญหานิวเคลียร์ของอิหร่านนั้น ‘น่าจะเป็นไปได้ยาก’

 

นอกจากนี้ ทรัมป์มีท่าทีที่อยากจัดการปัญหานี้ให้จบโดยเร็ว ดังจะเห็นได้จากการประสานการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลในเดือนมิถุนายน 2025 ที่ผ่านมา แต่ปฏิบัติการทางทหารครั้งนั้น ก็ ‘ไม่สามารถ’ ทำให้อิหร่านต้องประกาศยุติโครงการนิวเคลียร์ของตนเองแต่อย่างใด จนในที่สุด ทรัมป์ได้เปิดปฏิบัติการทางทหารซ้ำอีกครั้งดังที่กล่าวแล้ว

 

ดังนั้น ปีนี้ 2026 คงต้องยอมรับว่าเป็น ‘ปีม้าไฟ’ อย่างแท้จริง…บางทีในอีกมุมหนึ่ง อยากจะขอเรียกว่าเป็น ‘ปีม้าสงคราม’ ก็คงไม่ผิดนัก

 

ในทางทหาร สัญญาณสงครามมาชัดเจนก่อนหน้านี้แล้ว เราเห็นการวางกำลังขนาดใหญ่ในภูมิภาค โดยเฉพาะการส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 กองเรือเข้าสู่พื้นที่ และตามมาด้วยการกดดันของทำเนียบขาวให้อิหร่านยุติโครงการนิวเคลียร์ของตน อันนำไปสู่การเจรจาระหว่าง 2 ประเทศ ผลการเจรจาดูจะไม่ถูกใจผู้นำสหรัฐฯ เท่าใดนัก อันทำให้หลายฝ่ายกังวลว่า สหรัฐฯ จะเปิดการโจมตีอิหร่าน

 

จนในที่สุด การโจมตีก็เกิดขึ้นจริง…ไม่ใช่การโจมตีของสหรัฐฯ ฝ่ายเดียว หากเป็นปฏิบัติการร่วมระหว่าง ‘สหรัฐฯ -อิสราเอล’ อันส่งผลให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางมีความซับซ้อนมากขึ้น เพราะเท่ากับมีนัยว่า ปฏิบัติการทางทหารที่เกิดขึ้นกับอิหร่านนั้น เป็นฝีมือของอิสราเอลด้วย อีกทั้งต้องยอมรับว่า ปฏิบัติการนี้ลักษณะของ ‘การสังหารผู้นำ’ เช่นในแบบที่สหรัฐฯ และอิสราเอลใช้ในปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้าย โดยเฉพาะการมุ่งสังหารผู้นำระดับบน หรือถ้าเป็นไปได้ก็จัดการสังหารในระดับสูงสุด

 

ทัศนะเช่นนี้ดูจะเป็นความเชื่อในแบบ ‘สงครามต่อต้านการก่อการร้าย’ ที่มักมีความเชื่อพื้นฐานประการหนึ่งที่สำคัญว่า การสังหารตัวผู้นำ จะทำให้ขบวนการก่อการร้ายนั้น ‘ต้องสิ้นสุด’ หรือล้มลง หรืออย่างน้อยก็หมดประสิทธิภาพลง การตามล่าสังหารตัวผู้นำจึงเป็นหนทางปฏิบัติหนึ่งที่สำคัญของสงครามของฝ่ายรัฐ

 

อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าในปี 2025 ที่ผ่านมา อิสราเอลและสหรัฐฯ ก็เปิดการโจมตีทางอากาศกับอิหร่านมาแล้ว ซึ่งมีผลอย่างมากในการลดทอนศักยภาพทางทหารอิหร่าน ฉะนั้น การโจมตีอิหร่านในปี 2026 จึงเป็นเสมือนการโจมตีเป้าหมายเดิม แต่เป็นเป้าเดิมที่ขาดศักยภาพในการป้องกันตัวเองอย่างมาก อันจะเห็นได้ชัดว่า การรับมือกับการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลในปัจจุบันนั้น เป็นสิ่งที่กองทัพอิหร่านและกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติของอิหร่าน ‘รับมือได้ยากมาก’

 

ถ้าเราเรียกสงครามยูเครนว่า ‘สงครามของปูติน’ แล้ว สงครามอิหร่านทั้งในกรณีของเดือนมิถุนายน 2025 และในวาระปัจจุบัน ก็อยากจะขอเปรียบเปรยสงครามอิหร่านครั้งนี้ว่าเป็น ‘สงครามของทรัมป์และเนทันยาฮู’…ถ้าปูตินขับเคลื่อนสงครามยูเครน ฉันใด ทรัมป์และเนทันยาฮูก็คือ ‘ผู้ขับเคลื่อนสงครามอิหร่าน’ ฉันนั้น

 

สงครามของการเปลี่ยนระบอบการปกครอง

 

น่าสนใจอย่างมากว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลกำหนดเวลาการสังหารอย่างชัดเจน โดยเปิดการโจมตีในเวลาที่ ‘อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี’ ผู้นำสูงสุดของอิหร่านจัดการประชุมกับผู้นำระดับสูงอีก 3 คนคือ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (Ali Shamkhani) ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (Mohammad Pakpour- IRGC) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (Amir Nasirzadeh)

 

การโจมตีครั้งนี้ สามารถสังหารผู้นำสูงสุด พร้อมเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลอิหร่านครั้งใหญ่ได้ในคราวเดียวกัน และเป็นความหวังอย่างมากว่า การเสียชีวิตในครั้งนี้ จะนำไปสู่ ‘การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง’ (Regime Change) ในแบบที่สหรัฐฯเคยทำมาแล้วในอัฟกานิสถาน และอิรัก

 

อีกทั้งปฏิบัติการทางทหารในการเปลี่ยนระบอบการปกครองล่าสุดคือ การบุกจับตัวผู้นำเวเนซุเอลาและภรรยา ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก แต่ก็คงต้องยอมรับว่าการกระทำต่ออิหร่านในครั้งนี้ ‘อาจไม่ง่ายทั้งหมด’ เช่นในแบบของเวเนซุเอลา หรือที่กล่าวในเชิงเปรียบเทียบว่า อิหร่านไม่ใช่เวเนซุเอลา และก็อาจจะไม่จบแบบง่ายๆ เช่นในกรณีเวเนซุเอลา

 

แน่นอนว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดครั้งนี้ จะส่งผลให้ ‘ระบอบศาสนจักร’ เปลี่ยนเป็น ‘ระบอบนิยมตะวันตก’ หรือเกิดระบอบใหม่ที่มีท่าทีไปในนิยมทางตะวันตกมากขึ้น และเป็นระบอบการปกครองที่ไม่ต่อต้านตะวันตก และไม่เป็นศัตรูกับอิสราเอล

 

ในทางปฏิบัติ การจะเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองได้จริง อาจมีนัยถึงการส่งกำลังรบเข้าควบคุมสถานการณ์ในประเทศเป้าหมาย และยังต้องส่งคณะที่ปรึกษาเข้าไปช่วยจัดการในการปกครองประเทศดังกล่าวด้วยการนำเอาแนวคิดทางทฤษฎี ‘การสร้างชาติ’ (Nation Building) มาใช้ ดังที่ปรากฏให้เห็นในกรณีของอิรัก และอัฟกานิสถานมาแล้ว

 

ทั้งยังต้องไม่ลืมบทเรียนในอดีตว่า สหรัฐฯ ส่งกำลังทหารภาคพื้นดินเข้าไปในอิรักนั้น เป็นจำนวนมากกว่า 1 แสนนาย ซึ่งเป็นคำตอบบ่งบอกชัดในเวลาต่อมาว่า แม้จะมีทหารอเมริกันและชาติพันธมิตรตะวันตกเป็นจำนวนมากทั้งในอิรักและอัฟกานิสถาน แต่สุดท้ายก็ ‘ไม่สามารถ’ ควบคุมสงครามการก่อความไม่สงบในประเทศทั้ง 2 ได้จริง และต้องถอนตัวออกมา ไม่ต่างจากเมื่อครั้งที่สหรัฐฯ ต้องถอนตัวออกจากเวียดนามใต้ในปี 1975

 

ในอีกด้านหนึ่งของปัญหา การเปิดสงครามครั้งนี้ก็กลายเป็นปัญหาด้านงบประมาณและพันธะด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ อย่างมาก และทรัมป์เองได้หาเสียงอย่างชัดเจนที่จะไม่ดำเนินนโยบายในทิศทางเช่นนั้นอีก ซึ่งฐานเสียงของเขาในการเมืองอเมริกันก็คิดในทางเช่นนั้น จึงได้เลือกเขาเป็นประธานาธิบดี และถ้าต้องเอากำลังภาคพื้นดินเข้าไปในอิหร่านแล้ว สังคมอเมริกันโดยรวมน่าจะ ‘ไม่ตอบรับ’ กับการกระทำเช่นนี้อย่างแน่นอน ซึ่งในเวลาปัจจุบัน หลายฝ่ายก็ยังเชื่อว่า ผู้นำสหรัฐฯ จะไม่ตัดสินใจเช่นนั้น เพราะจะกลายเป็นปัญหาใหญ่อย่างแน่นอน

 

กรณีเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามตามมาอย่างมากว่า ผลสืบเนื่องจากปฏิบัติการของทรัมป์ในครั้งนี้ จะส่งผลอย่างไรกับ ‘การเลือกตั้งกลางเทอม’ ที่จะเกิดขึ้นในการเมืองอเมริกันในช่วงปลายปีนี้ ทรัมป์จะสร้างกระแสชาตินิยมได้จริงเพียงใดจากการโจมตีต่ออิหร่าน จนกลายเป็นคะแนนเสียงจากคนในสังคมอเมริกันให้แก่พรรครีพับลิกันอีกครั้งในตอนปลายปี…สงครามอิหร่านในบริบทนี้ จึงเป็น ‘เกมเสี่ยง’ ของทรัมป์อย่างแน่นอน แต่ทรัมป์ก็เล่นเกมเสี่ยงในเวทีระหว่างประเทศมาโดยตลอด

 

ความท้าทายของการเปลี่ยนระบอบการปกครอง

 

การสังหารผู้นำสูงสุดอย่างเดียว และหวังว่าจะเกิดปรากฏการณ์ ‘การลุกฮือของมวลชน’ ในแบบอาหรับสปริงในปี 2010-2011 ก็อาจจะไม่ง่ายเช่นนั้น และถ้าเปลี่ยนระบอบได้จริง และถ้าผู้นำคนใหม่ของประเทศมาจากการสนับสนุนของสหรัฐฯ และอิสราเอลแล้ว ผู้นำคนนั้น ก็อาจจะประสบกับแรงต้านภายใน และอาจกลายเป็นปัญหา ‘ความนิยมทางการเมือง’ ได้ในระยะยาว โดยเฉพาะเขาผู้นั้น อาจจะถูกมองจากสังคมภายในว่า เป็น ‘ตัวแทน’ ของฝ่ายตะวันตก

 

แม้ชาวอิหร่านจำนวนมากอาจไม่พอใจกับความเข้มงวดของระบอบเดิม แต่พวกเขาก็อาจไม่ชอบอเมริกาและอิสราเอลด้วย … การเข้ามาแทรกแซงของสหรัฐฯ อาจจะได้รับความพอใจบางส่วนจากฝ่ายต่อต้านระบอบเดิมที่เป็นปีกเสรีนิยม แต่สำหรับคนอีกส่วนที่เป็นสายจารีตนิยม พวกเขาอาจจะรับไม่ได้เลย เพราะปฏิบัติการครั้งนี้มาจากความร่วมมือของอิสราเอลด้วย

 

นอกจากนี้ หากสนับสนุนบุตรชายของพระเจ้าชาห์แห่งอิหร่านให้กลับมาเป็นผู้นำรัฐบาล ก็ไม่ชัดเจนว่า สังคมอิหร่านยุคปัจจุบันจะยอมรับหรือไม่ แต่ทรัมป์ได้กล่าวกับสื่อว่า เขามีคนอยู่ในใจแล้ว…เขามองคนไว้แล้ว

 

ดังนั้น จึงน่าติดตามว่าการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของทรัมป์ในอิหร่านจะเป็นเช่นไร และจะกลายเป็น ‘กับดักทางทหาร’ ให้สหรัฐฯ ต้องเข้ามามีปัญหาเช่นในกรณีของอิรัก และอัฟกานิสถานอีกหรือไม่

 

อีกทั้ง การเปลี่ยนระบอบครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอลแล้ว ก็อาจจะเป็น ‘สินค้าทางการเมือง’ ที่ขายได้ยากในโลกอาหรับ แม้จะมีชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ บางประเทศให้การสนับสนุนอยู่บ้างก็ตาม แต่ก็อาจเผชิญแรงต้านจากโลกมุสลิมโดยรวม

 

นอกจากนี้ การสร้างระบอบการปกครองใหม่ต้องการ ‘ผู้นำที่เก่งและมีประสิทธิภาพ’ เพราะหลังการโค่นระบอบเก่าแล้ว ผู้คนมักจะมีความคาดหวังอย่างมาก เช่น พวกเขาต้องการเห็นประเทศเป็นเสรีนิยมมากขึ้น มีการพัฒนาเศรษฐกิจเสรีมากขึ้น ตลอดรวมถึงความหวังว่า ชีวิตโดยทั่วไปของคนในสังคมจะดีขึ้น หรือคนมีฐานะทางเศรษฐกิจดีขี้น เป็นต้น ดังนั้น ‘โจทย์ผู้นำ’ จึงเป็นปัญหาที่สำคัญมากที่สุดประการหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง และระบอบใหม่จะดำรงอยู่ได้ยากมาก ถ้าปราศจาก ‘ผู้นำที่เก่งและมีประสิทธิภาพ’

 

ดังนั้น เราอาจกล่าวเป็นข้อสังเกตที่สำคัญได้ว่า กระบวนการการสร้างชาติจะไม่ใช่หน้าที่ของกองทัพของชาติมหาอำนาจที่เข้าไปแทรกแซงในการให้กำเนิดระบอบใหม่เท่านั้น หากแต่ผู้ปกครองที่เป็นตัวแทนของคนในท้องถิ่นจะต้องเก่งและมีประสิทธิภาพในการทำหน้าที่ด้วย มิเช่นนั้นแล้ว ความอยู่รอดของระบอบใหม่อาจจะมีปัญหาได้ไม่ยาก

 

ผลกระทบเชิงมหภาคต่อโลก

 

สิ่งที่ต้องติดตามอย่างมากในอีกประการในสงครามที่เกิดขึ้นคือ ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลในการโจมตีอิหร่านนั้น จะส่งผลอย่างมีนัยสำคัญกับเวทีโลกอย่างไร

 

ผลในเวทีโลก

 

1. การโจมตีที่เกิดขึ้นจะกระทบกับเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะภูมิภาคตะวันออกกลางมีสถานะเป็น ‘แหล่งพลังงานของโลก’ และยังเป็นฐานที่สำคัญของเศรษฐกิจโลกอีกด้วย

 

2. สงครามในตะวันออกกลางจะส่งผลต่อราคาพลังงาน ทั้งในกรณีของน้ำมันและแก๊สธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนกลายเป็นสูตรสำเร็จที่คาดได้ว่า สงครามที่สำคัญในภูมิภาคตะวันออกกลางนั้น จะมีผลโดยตรงต่อราคาพลังงานในตลาดโลก และจะส่งผลให้ราคาพลังงานในแต่ละประเทศขยับตัวตามไปด้วย

 

3. ดังที่เห็นชัดเจนในช่วงที่ผ่านมาว่า สงครามทำให้คนจะยิ่งแสวงหาสินทรัพย์ที่ปลอดภัย ซึ่งเท่ากับยิ่งผลักดันให้ราคาทองคำสูงขึ้นไปอีก สงครามอิหร่านครั้งนี้ทำให้ราคาทองคำทั้งในตลาดโลกและในตลาดไทย ขยับราคาตามไปไม่หยุด

 

4. สภาวะเช่นนี้จะกระทบต่อปัญหาค่าครองชีพของผู้คนในประเทศต่างๆ อย่างมาก อันเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงาน ที่จะทำให้ราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน ต้องมีราคาสูงตามไปด้วย

 

5. การขนส่งทางทะเล ไม่ว่าจะเป็นในทะเลแดง หรือในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ จะมีปัญหา และส่งผลให้การขนส่งทางทะเลในบริเวณนี้ มีความเสี่ยง และทำให้ผู้ส่งสินค้าออกอาจต้องจ่ายค่าระวางสินค้าเพิ่มขึ้นด้วย

 

6. การสู้รบทำให้ต้องประกาศปิดน่านฟ้า และการเปลี่ยนเส้นทางการบิน ซึ่งจะส่งผลค่าใช้จ่ายของสายการบินเพิ่มมากขึ้น หรือในภาพรวมทำให้การเดินทางทางอากาศในภูมิภาคตะวันออกกลางมีปัญหามากขึ้น

 

7. การเมืองโลกมีความตึงเครียดเพิ่มมากขึ้น และอาจมีผลที่คาดเดาไม่ได้ในทางการเมืองและความมั่นคงตามมาในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาวะที่เกิดขึ้น จะนำไปสู่การขยายตัวของสงคราม หรือจะทำให้เกิดการยกระดับเป็น ‘สงครามภูมิภาค’ เช่นที่เคยเกิดมาแล้วในปี 1967 และ 1973 หรือไม่

 

8. จีนและรัสเซียจะมีบทบาทอย่างไรในกรณีนี้ เพราะอิหร่านเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดของ 2 มหาอำนาจนั้น ฉะนั้นทั้งจีนและรัสเซียคงไม่สามารถปล่อยให้สหรัฐเข้าแทรกแซงแบบฝ่ายเดียวได้ และคงต้องหาทางปกป้องอิหร่านในทางหนึ่งทางใด เช่นที่จีนให้ความสนับสนุนรัสเซียอยู่เบื้องหลัง โดยไม่ออกหน้าและเปิดเผย ซึ่งจีนก็อาจทำในลักษณะเดียวกันในกรณีของอิหร่าน

 

9. การตอบโต้ทางทหารของอิหร่านจะดำเนินไปแค่ไหน และจะขยายวงการโจมตีออกไปเพียงใด อันจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับประเทศในภูมิภาค รวมถึงการตอบโต้ด้วยการประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะมีผลอย่างมากกับปัญหาเศรษฐกิจและพลังงาน

 

10. ความคาดหวังของทรัมป์ที่ยุติปัญหาอิหร่านให้ได้ภายใน 4-5 สัปดาห์ จะเป็นจริงเพียงใด หรือสงครามอาจจะเดินไปไกลกว่านั้น ซึ่งก็จะยิ่งทำให้โลกในด้านต่างๆ มีความผันผวนมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ผลสืบเนื่องที่สำคัญกับการเมืองภายใน

 

1. ปฏิบัติการเช่นนี้จะทำให้ทรัมป์และพรรครีพับลิกันมีคะแนนเสียงเพิ่มขึ้นในการเลือกตั้งกลางเทอมหรือไม่ คำถามนี้คงต้องติดตามกัน เพราะกลุ่มประชานิยมปีกขวาที่มีแนวคิดในแบบ ‘ลัทธิโดดเดี่ยวนิยม’ (Isolationism) อาจไม่ตอบรับกับนโยบายสงครามอิหร่านของทรัมป์ เช่นที่ฝ่ายเสรีนิยมในสังคมอเมริกัน ก็คงไม่ตอบรับกับนโยบายเช่นนี้อย่างแน่นอน

 

2. ในทำนองเดียวกัน การโจมตีอิหร่านจะเป็นคะแนนเสียงให้แก่นายกฯ เนทันยาฮูในการเมืองอิสราเอลหรือไม่ เพราะเขาเองมีปัญหากับการเมืองภายในอย่างมาก ดังนั้น สงครามอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือของเนทันยาฮูในการปกป้องตัวเองในการเมืองอิสราเอล

 

อนาคตและความท้าทาย

 

สุดท้ายนี้ ไม่มีใครคาดเดาได้ว่า ความขัดแย้งชุดนี้จะคลี่คลายไปอย่างไร และทรัมป์จะดำเนินนโยบายสงครามนี้ไปอีกนานเท่าใด แต่ก็อาจจะพอคาดได้ประการหนึ่งว่า สถานการณ์ไม่น่าจะจบลงอย่างง่ายดายในแบบที่ผู้นำอเมริกันและอิสราเอล ‘ฝัน’ ไว้ …ปัญหาอิหร่านไม่ง่ายแบบเวเนซุเอลาอย่างแน่นอน ซึ่งคงต้องติดตามดูกันต่อไปในอนาคตว่าจะเป็น ‘ฝันค้าง’ ของทรัมป์และเนทันยาฮูหรือไม่

 

ในอีกด้าน ประเทศไทยจะเตรียมตัวรับความผันผวนทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจของโลกอย่างไร…ในสถานการณ์ที่ภูมิรัฐศาสตร์มีความเข้มข้นจากปัญหาในตะวันออกกลางเช่นนี้ ผู้นำไทยควรต้องเอาประเทศออกจากกระแสชาตินิยมในปัญหาไทย-กัมพูชาให้ได้ เพราะอย่างน้อยที่ผ่านมา ผู้นำไทยที่กำลังจะตั้งรัฐบาลใหม่นั้น ก็ได้รับผลพวงจากกระแสชาตินิยมมากพอจนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งแล้ว

 

ฉะนั้น ที่เหลือจากนี้สำหรับรัฐบาลคือ การตั้งหลักประเทศเพื่อรับมือกับ ‘วิกฤตใหญ่’ ของโลกให้ได้ ไม่ใช่การปลุกและยึดโยงอยู่กับกระแสชาตินิยม ที่อาจนำไปสู่ ‘สงครามไทย-กัมพูชา รอบที่ 3’ ได้ ซึ่งก็ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่า อะไรคือ ‘ผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์’ ของสงครามนี้ เว้นแต่หวังว่า สงครามในอนาคตจะเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงกระแส ‘ชาตินิยม-เสนานิยม’ ต่อไปไม่หยุด เพื่อให้บรรดากลุ่มผู้ ‘เสพกระแสสงคราม’ ทั้งในและนอกเครื่องแบบทั้งหลาย คอยค้ำจุนรัฐบาล ทั้งที่โจทย์ในอนาคตของไทยในวันนี้ ใหญ่กว่าปัญหากัมพูชามาก

 

แต่กระแสเช่นนี้ก็ชวนให้รัฐบาลในช่วงที่ผ่านมามีวิสัยทัศน์คับแคบที่หมกมุ่นอยู่กับเรื่องของกัมพูชา จนเป็นเหมือนผู้นำไทย (ทั้งงานด้านต่างประเทศและความมั่นคง) กำลังเข้าไป ‘ติดกับดัก’ อยู่กับชายแดนกัมพูชา…ไม่มีชายแดนพม่า ไม่มีชายแดนใต้ …หรือบางที มีแต่ประเด็นสันปันน้ำ เอ็มโอยู ที่ผู้นำในระดับต่างๆ ของรัฐบาลพูดออกมาแล้ว ก็ผิดประวัติศาสตร์ ผิดข้อเท็จจริงไปเสียอีก (อยากขอให้กรมสนธิสัญญาฯ กระทรวงต่างประเทศ และกรมกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ ช่วยติว ‘ข้อมูล-ข้อเท็จจริง’ เรื่องนี้ ให้ผู้นำรัฐบาล นักการเมือง และผู้นำทหารที่เกี่ยวข้องรับทราบเรื่องเหล่านี้บ้าง)

 

ภาวะเช่นนี้ ชวนให้ต้องคิดต่อไม่ได้ว่า ในท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ของโลกเช่นนี้ รัฐบาลใหม่ที่กรุงเทพฯ จะรับมืออย่างไร…แล้วก็จะเอาประเทศออกจากความขัดแย้งในปัจจุบันได้อย่างไรด้วย เพราะประเทศไทย ‘ติดหล่มกัมพูชา’ มานานพอสมควรแล้ว ช่วยกันหันประเทศไปรับมือกับโลกดีกว่าไหมครับ!

 

แฟ้มภาพ: Shutterstock

The post สงครามอิหร่าน! สงครามของทรัมป์และเนทันยาฮู appeared first on THE STANDARD.

]]>
“ชั่วโมงแห่งอิสรภาพมาถึงแล้ว” อ่านเกมทรัมป์ กระตุ้นชาวอิหร่านลุกฮือโค่นรัฐบาล-เปลี่ยนระบอบ เป็นไปได้หรือไม่? https://thestandard.co/trump-iran-uprising-regime-change/ Mon, 02 Mar 2026 08:39:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1183495 ภาพ โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ และธงชาติอิหร่าน สื่อถึงการกระตุ้นให้ประชาชนลุกฮือโค่นรัฐบาล

“ถึงประชาชนชาวอิหร่านผู้ยิ่งใหญ่ ชั่วโมงแห่งอิสรภาพของพ […]

The post “ชั่วโมงแห่งอิสรภาพมาถึงแล้ว” อ่านเกมทรัมป์ กระตุ้นชาวอิหร่านลุกฮือโค่นรัฐบาล-เปลี่ยนระบอบ เป็นไปได้หรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ และธงชาติอิหร่าน สื่อถึงการกระตุ้นให้ประชาชนลุกฮือโค่นรัฐบาล

“ถึงประชาชนชาวอิหร่านผู้ยิ่งใหญ่ ชั่วโมงแห่งอิสรภาพของพวกท่านมาถึงแล้ว เมื่อเราดำเนินการเสร็จสิ้น จงเข้าควบคุมรัฐบาลของท่าน นี่อาจเป็นโอกาสเดียวของท่านในรอบหลายชั่วอายุคน”

 

คำประกาศของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในคลิปแถลงเปิดปฏิบัติการสู้รบครั้งใหญ่ต่ออิหร่าน เมื่อวันเสาร์ (28 กุมภาพันธ์) ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงเป้าหมายของเขา ที่ต้องการ ‘เปลี่ยนระบอบการปกครอง’ ของอิหร่าน

 

ทรัมป์กล่าวโทษอย่างรุนแรงต่อรัฐบาลและผู้นำเผด็จการของอิหร่านว่า ‘ชั่วร้ายและเป็นภัยคุกคาม’ ต่อสหรัฐฯ และชาวอเมริกัน

 

แต่บททดสอบของเขาในการกำจัดรัฐบาลอิหร่าน ที่ปัจจุบันอยู่ภายใต้ระบอบรัฐศาสนาที่ปกครองด้วยกฎหมายอิสลามอาจไม่ง่ายอย่างที่คิด

 

โดยนักวิเคราะห์มองว่า แม้ชาวอิหร่านจำนวนไม่น้อยจะเกลียดชังอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดที่ครองอำนาจมากว่า 36 ปี แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าหลังจากที่สหรัฐฯ สังหารคาเมเนอี พวกเขาจะ ‘เข้าข้างสหรัฐฯ’

 

และถึงแม้ว่าชาวอิหร่านจะยอมฉวย ‘โอกาสเดียวในรอบหลายชั่วอายุคน’ ลุกฮือขึ้นประท้วงโค่นล้มรัฐบาล แต่การต่อสู้ให้สำเร็จและนำประเทศเปลี่ยนระบอบเข้าสู่ยุคใหม่ ก็อาจจะไม่ง่ายด้วยเหตุผลหลายประการ

 

การโจมตีครั้งใหญ่ อาจไม่ทำให้การลุกฮือสำเร็จ

 

นับตั้งแต่อิหร่านเกิดการปฏิวัติในปี 1979 เปลี่ยนการปกครองจากระบอบกษัตริย์ มาสู่รัฐศาสนาที่ใช้หลักการศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ในการปกครองประเทศ จนถึงปัจจุบันยาวนานกว่า 4 ทศวรรษ สถานการณ์ภายในประเทศยังคงเผชิญภาวะยากลำบาก แม้สาเหตุหลักจะมาจากการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และชาติตะวันตก แต่ประชาชนชาวอิหร่านจำนวนไม่น้อย ก็แสดงออกชัดเจนถึงความเบื่อหน่ายต่อระบอบการปกครองแบบสาธารณรัฐอิสลาม (Islamic Republic) ที่ค่อนข้างเข้มงวดและไร้เสรีภาพ ต่างจากระบอบของชาติมุสลิมอื่นๆ ในยุคสมัยใหม่

 

ช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ชาวอิหร่านได้จัดการประท้วงใหญ่เพื่อต่อต้านรัฐบาลขึ้นหลายครั้ง โดยปกติแล้ว การประท้วงเหล่านี้จะยุติลงก็ต่อเมื่อรัฐบาล ‘ตอบโต้และปราบรามด้วยกำลังอย่างโหดร้าย’

 

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เกิดขึ้นในเดือนธันวาคมและมกราคมที่ผ่านมา ชาวอิหร่านหลายแสนคนใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการประท้วง จนกระทั่งเจ้าหน้าที่กองกำลังความมั่นคงของอิหร่านลั่นไกยิงปืนที่ใช้กระสุนจริง สังหารผู้ประท้วงไปหลายพันคน หรืออาจมากถึง 3 หมื่นคนจากการประเมินของผู้สังเกตการณ์บางคน ซึ่งทำให้การประท้วงไม่อาจสั่นสะเทือนอำนาจของรัฐบาลและผู้นำเผด็จการของอิหร่านได้

 

อย่างไรก็ตาม การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่เกิดขึ้น ทำให้โอกาสที่ชาวอิหร่านสามารถเปลี่ยนแปลงระบอบปรากฎขึ้น ในขณะที่ทรัมป์เดิมพันเกมนี้ ด้วยการกระตุ้นให้ประชาชนอิหร่านลุกฮือขึ้นประท้วงอีกครั้ง เพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่กำลังอ่อนแอลงอย่างมาก

 

แดเนียล บล็อก (Daniel Block) บรรณาธิการอาวุโสของนิตยสาร Foreign Affairs เผยแพร่บทวิเคราะห์ในเว็บไซต์ Politico โดยพูดคุยกับนักวิทยาศาสตร์การเมืองและผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่าน ซึ่งทุกคนต่างก็อยากเห็น ‘พลังประชาชน’ นำมาซึ่งผู้นำใหม่ในเตหะราน แต่พวกเขาก็ตั้งข้อสังเกต ว่าการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่เช่นนี้ อาจไม่ก่อให้เกิดการลุกฮือที่ประสบความสำเร็จได้

 

โดยเหตุผลประการแรก เนื่องจากการโจมตีทางอากาศนั้นมีประวัติที่เลวร้ายในการกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในรัฐใดๆ ก็ตาม

 

และประการที่สอง คืออิหร่านมีหน่วยงานปราบปรามที่ทรงอำนาจและมีประสบการณ์มากมายในการปราบปรามความไม่สงบในหมู่ประชาชน

 

นอกจากนี้ ระบบราชการของอิหร่านมีการคาดการณ์และเตรียมรับมือกับการโจมตีจากสหรัฐฯ มาหลายชั่วอายุคนแล้ว และแม้ว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลจะประสบความสำเร็จในการทำลายหรือลดอำนาจของสาธารณรัฐอิสลาม แต่ชาวอิหร่านที่กำลังเหน็ดเหนื่อยและหวาดกลัวอย่างมากต่อการโจมตีทางอากาศ และมุ่งเน้นการเอาชีวิตรอดเป็นอันดับแรก อาจไม่สนใจออกมาประท้วงบนท้องถนน ในขณะที่ฝ่ายค้านทางการเมืองของอิหร่านในปัจจุบัน ก็อ่อนแอและไร้เอกภาพจนไม่สามารถจุดชนวนนำการประท้วงได้

 

ทั้งนี้ บล็อกยังมองว่า แม้ชาวอิหร่านจำนวนมากจะเต็มใจลุกฮือขึ้นต่อสู้กับระบอบเผด็จการท่ามกลางเงื่อนไขอันยากลำบากจากการสู้รบ แต่ประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ของอิหร่าน จะไม่ตอบรับคำเรียกร้องของทรัมป์

 

“แน่นอนว่าชาวอิหร่านต้องการอนาคตที่ดีกว่าอย่างยิ่ง และพวกเขายินดีที่จะประท้วงภายใต้เงื่อนไขที่ยากลำบากมาก สำหรับระบอบเผด็จการ ประเทศนี้มีระดับการมีส่วนร่วมของพลเมืองสูง ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่ชาวอิหร่านจะประสบความสำเร็จในสิ่งที่ประชากรกลุ่มอื่นทำไม่ได้

 

แต่ประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศจะไม่ตอบรับต่อข้อเรียกร้องของทรัมป์ และแม้ว่าจะตอบรับ พวกเขาก็จะประสบความยากลำบากในการเอาชนะ”

 

เทียบกรณีบุช กระตุ้นชาวอิรักโค่นซัดดัม

 

ในช่วงสงครามอ่าว (Gulf War) ปี 1991 ขณะที่กองทัพอเมริกันกำลังทำลายล้างกองกำลังติดอาวุธของอิรัก ประธานาธิบดีจอร์จ เอช.ดับเบิลยู. บุช ของสหรัฐฯ ได้แถลงผ่านทางโทรทัศน์ระหว่างประเทศ เรียกร้องให้ “ประชาชนชาวอิรักจัดการเรื่องต่างๆ ด้วยตนเอง” และ “บีบให้ซัดดัม ฮุสเซน ผู้นำเผด็จการลงจากอำนาจ”

 

การลุกฮือของประชาชนอิรักไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่หลังสหรัฐฯ หยุดการทิ้งระเบิดโจมตี กลุ่มชาวเคิร์ดและชาวมุสลิมชีอะห์ทั่วประเทศก็ลุกขึ้นต่อต้านรัฐบาลที่ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมนิกายสุหนี่ โดยมีความหวังว่าจะสามารถโค่นล้มระบอบเผด็จการของซัดดัม ที่กำลังย่ำแย่และกองทัพกำลังอ่อนแอได้ในที่สุด

 

อย่างไรก็ตาม ผลที่ออกมาไม่เป็นเช่นนั้น เพราะหลังการประท้วงเริ่มต้นขึ้น กองทัพของซัดดัมได้ส่งเฮลิคอปเตอร์ ปืนใหญ่ และทหารราบเข้าโจมตีพลเมืองของตนเอง จากนั้นได้สังหารชาวอิรักไปกว่า 50,000 คน ภายในเวลาไม่ถึง 5 สัปดาห์ การลุกฮือถูกปราบ และซัดดัมก็ยังคงอยู่ในอำนาจต่อไปอีก 12 ปี

 

กรณีอิรักนั้น กลายเป็นบทเรียนที่สะท้อนว่าการโจมตีทางอากาศเพื่อโค่นล้มรัฐบาลของประเทศหนึ่งนั้นไม่ได้ผล โดยที่ผ่านมามีประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลายคนที่พยายามใช้กำลังทางอากาศเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐบาลประเทศอื่น เช่น ในช่วงสงครามเกาหลี ที่สหรัฐฯ ทำลายโรงไฟฟ้าของเกาหลีเหนือไปถึง 90% โดยหวังว่าจะช่วยโค่นล้มคิม อิลซอง แต่ก็ไม่ได้ผล

 

เช่นเดียวกับกรณีสงครามเวียดนาม รัฐบาลวอชิงตันทำให้เวียดนามเหนือตกอยู่ในความมืดมิดช่วงสงครามเวียดนาม ซึ่งก็ล้มเหลวเช่นกัน และแม้แต่การสั่งทิ้งระเบิดเซอร์เบียในปี 1998 โดยบิล คลินตัน ก็ไม่ทำให้ฝ่ายค้านสามารถขับไล่สโลโบดัน มิโลเซวิช (Slobodan Milosevic) ออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีได้ในขณะนั้น

 

การโจมตีทางอากาศไม่อาจโค่นล้มรัฐบาล

 

โรเบิร์ต เปป (Robert Pape) นักวิทยาศาสตร์การเมืองจากมหาวิทยาลัยชิคาโก ผู้ศึกษาเรื่องอำนาจทางอากาศและการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ตอบคำถามในประเด็นที่ว่า “สิ่งที่วอชิงตันกำลังทำในอิหร่าน เคยประสบความสำเร็จในที่อื่นๆ หรือไม่?”

โดยเปป ให้คำตอบว่า “การทิ้งระเบิดไม่เคยนำไปสู่การที่ประชาชนออกมาบนท้องถนนและโค่นล้มผู้นำของพวกเขา”

 

เปปชี้ว่า มีสองเหตุผลหลักที่ทำให้การโจมตีทางอากาศไม่อาจส่งผลให้เกิดการโค่นล้มรัฐบาล เหตุผลแรก เพราะการทิ้งระเบิดมักกระตุ้นให้ประชาชนหันมาต่อต้านฝ่ายตรงข้ามภายในประเทศ ไม่ว่าพวกเขาจะเกลียดชังผู้นำมากแค่ไหนก็ตาม

 

“แค่การส่งสัญญาณว่าคุณเข้าข้างรัฐที่ทำการโจมตี ก็จะถูกฝ่ายตรงข้ามใช้เป็นข้ออ้างในการแทงข้างหลัง” เขากล่าว

 

เปป ยกตัวอย่างง่ายๆ คือ “ชาวอเมริกันจะมีท่าทีตอบสนองอย่างไร หากอิหร่านสังหารทรัมป์ แล้วสนับสนุนให้ชาวอเมริกันผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตเข้ายึดอำนาจ”

 

“ฝ่ายอนุรักษ์นิยมอาจจินตนาการถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้น หากอิหร่านทำเช่นเดียวกันกับบารัค โอบามา เพียงเพราะคุณไม่ชอบผู้นำประเทศของคุณ ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องการเข้าข้างศัตรูภายนอกที่โค่นล้มพวกเขา”

 

เหตุผลที่สองคือ การทิ้งระเบิดเพียงอย่างเดียวแทบจะไม่สามารถทำลายอำนาจปราบปรามของรัฐบาลได้อย่างสิ้นเชิง โดยการช่วยให้ประชาชนอิหร่านลุกฮือขึ้นโค่นล้มรัฐบาลหรือเปลี่ยนแปลงระบอบได้ จำเป็นที่สหรัฐฯ หรืออิสราเอลจะต้องมีการส่งกองกำลังภาคพื้นดินเข้าไปสนับสนุน

 

ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าสิ่งต่างๆ จะจบลงอย่างไร

 

ทั้งนี้ บล็อกชี้ว่า นอกเหนือจากการลอบสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งเป็นสิ่งที่สหรัฐฯ ไม่เคยทำได้สำเร็จแม้ในสงครามเกาหลี สงครามเวียดนามหรือสงครามอ่าว แต่วอชิงตันยังได้กำจัดรองผู้นำระดับสูงของคาเมเนอีไปหลายคน รวมถึง อาลี ชามคานี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, เสนาธิการทหาร และหัวหน้ากองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม

 

อเล็กซ์ วาตันกา (Alex Vatanka) นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันตะวันออกกลางมองว่า “นี่ยังเป็นเพียงช่วงเริ่มต้น และคลิปการเฉลิมฉลองของชาวอิหร่านต่อการสังหารคาเมเนอี ไม่ใช่หลักฐานว่าการลุกฮือเพื่อโค่นล้มรัฐบาลกำลังจะเกิดขึ้น”

 

โดยความเห็นจากนักวิเคราะห์ด้านอิหร่านหลายคนที่เขาพูดคุย มองว่า “ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าสิ่งต่างๆ จะจบลงอย่างไร” และแทบทุกคน “ยังลังเลที่จะตอบเมื่อถูกถามว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป”

 

แต่สิ่งเดียวที่พวกเขาเห็นพ้องต้องกันคือหลังจากนี้ “ประเทศอิหร่านจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน”

 

โดย ซานัม วาคิล (Sanam Vakil) ผู้อำนวยการโครงการตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือของ Chatham House มองว่า “ รัฐบาลอิหร่าน ณ ปัจจุบัน ถูกทำลายไปมากเกินกว่าที่จะดำเนินต่อไปในรูปแบบเดิมได้”

 

อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่าสถานการณ์ในอิหร่านจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น หรือประชาชนอิหร่านทั่วไปจะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในอนาคต สิ่งที่อาจเป็นไปได้มากกว่านั้น คือสหรัฐฯ และอิสราเอล อาจจะได้ระบุตัวบุคคลที่จะเข้ามารับตำแหน่งผู้นำ ซึ่งอาจมาจากภายในรัฐบาลอิหร่านปัจจุบันที่ยอมให้ความร่วมมือ เหมือนที่เกิดขึ้นในเวเนซุเอลา

 

อ้างอิง :

The post “ชั่วโมงแห่งอิสรภาพมาถึงแล้ว” อ่านเกมทรัมป์ กระตุ้นชาวอิหร่านลุกฮือโค่นรัฐบาล-เปลี่ยนระบอบ เป็นไปได้หรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ ประกาศเปิดปฏิบัติการสู้รบอิหร่านครั้งใหญ่ ขจัดภัยคุกคามเร่งด่วน ย้ำ “ระบอบก่อการร้าย ต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์” https://thestandard.co/trump-iran-war-nuclear-weapons/ Sat, 28 Feb 2026 09:49:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1182796 โดนัลด์ ทรัมป์ ขณะแถลงข่าวประกาศปฏิบัติการสู้รบครั้งใหญ่ต่ออิหร่าน พร้อมชี้ถึงภัยคุกคามจากอาวุธนิวเคลียร์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์คลิปวิดีโอแถลงการณ์ความ […]

The post ทรัมป์ ประกาศเปิดปฏิบัติการสู้รบอิหร่านครั้งใหญ่ ขจัดภัยคุกคามเร่งด่วน ย้ำ “ระบอบก่อการร้าย ต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์” appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ ขณะแถลงข่าวประกาศปฏิบัติการสู้รบครั้งใหญ่ต่ออิหร่าน พร้อมชี้ถึงภัยคุกคามจากอาวุธนิวเคลียร์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์คลิปวิดีโอแถลงการณ์ความยาวกว่า 8 นาที ผ่าน Truth Social ประกาศเริ่มต้นปฏิบัติการสู้รบครั้งใหญ่ในอิหร่าน โดยมีเป้าหมายเพื่อขจัดภัยคุกคามและปกป้องประชาชนอเมริกัน พร้อมชี้ถึงอันตรายจากระบอบเผด็จการของอิหร่าน และกองกำลังติดอาวุธที่อิหร่านสนับสนุน ซึ่งกระทำการก่อการร้ายและสังหารชาวอเมริกันและประชาชนผู้บริสุทธิ์ในหลายประเทศ

 

ทรัมป์ ชี้ว่านโยบายของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในรัฐบาลของเขาคือ “ระบอบก่อการร้าย จะต้องไม่มีวันมีอาวุธนิวเคลียร์” และชี้ว่าอิหร่านปฏิเสธโอกาสละทิ้งความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ จึงทำให้สหรัฐฯ ต้องเปิดฉากปฏิบัติการสู้รบครั้งนี้ ซึ่งเขายืนยันว่าจะทำลายอุตสาหกรรมขีปนาวุธของอิหร่านให้ราบเป็นหน้ากลอง และจะทำลายกองทัพเรือของอิหร่าน และทำให้แน่ใจว่ากลุ่มก่อการร้ายที่เป็นตัวแทนของอิหร่าน จะไม่สามารถทำให้ภูมิภาคหรือโลกไร้เสถียรภาพ หรือโจมตีกองทัพและประชาชนอเมริกันได้อีกต่อไป

 

โดยทรัมป์ ยังประกาศกองทัพและตำรวจอิหร่านให้วางอาวุธหรือเผชิญกับความตาย และเรียกร้องให้ประชาชนอิหร่านออกมาควบคุมรัฐบาล ภายหลังปฏิบัติการโจมตีเสร็จสิ้น โดยชี้ว่าเป็น “โอกาสเดียวในรอบหลายชั่วอายุคน”

 

และนี่คือเนื้อหาทั้งหมดของแถลงการณ์จากทรัมป์

 

“เมื่อไม่นานนี้ กองทัพสหรัฐอเมริกาได้เริ่มปฏิบัติการสู้รบครั้งใหญ่ในอิหร่าน เป้าหมายของเราคือปกป้องประชาชนชาวอเมริกันด้วยการขจัดภัยคุกคามเร่งด่วนจากระบอบการปกครองอิหร่าน กลุ่มที่โหดร้าย แข็งกร้าว และเลวร้ายอย่างยิ่ง กิจกรรมที่เป็นภัยคุกคามของพวกเขาส่งผลอันตรายโดยตรงต่อสหรัฐอเมริกา ต่อทหารของเรา ต่อฐานทัพของเราในต่างประเทศ และต่อพันธมิตรของเราทั่วโลก

 

ตลอด 47 ปีที่ผ่านมา ระบอบการปกครองอิหร่านได้ตะโกนคำขวัญว่า ‘ความตายจงมีแด่อเมริกา’ และดำเนินการรณรงค์นองเลือดและสังหารหมู่อย่างไม่สิ้นสุด โดยมุ่งเป้าไปที่สหรัฐอเมริกา ทหารของเรา และประชาชนผู้บริสุทธิ์ในหลายประเทศ หลายประเทศอย่างยิ่ง

 

หนึ่งในการกระทำแรกๆ ของระบอบนี้คือการสนับสนุนการยึดสถานทูตสหรัฐฯ ในอิหร่าน จับชาวอเมริกันหลายสิบคนเป็นตัวประกันนาน 444 วัน โดยในปี 1983 กลุ่มตัวแทนของอิหร่านได้ก่อเหตุระเบิดค่ายทหารนาวิกโยธิน ในเบรุต คร่าชีวิตทหารอเมริกัน 241 นาย และในปี 2000 พวกเขารู้และอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีเรือ USS Cole ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

 

กองกำลังอิหร่านได้สังหารและทำให้ทหารอเมริกันในอิรักหลายร้อยนายพิการ กลุ่มตัวแทนของระบอบนี้ยังคงเปิดฉากโจมตีกองกำลังอเมริกันที่ประจำการในตะวันออกกลางนับไม่ถ้วนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รวมถึงโจมตีเรือรบและเรือพาณิชย์ของสหรัฐฯ ในเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศ มันคือการก่อการร้ายอย่างมหาศาล และเราจะไม่ทนกับมันอีกต่อไป

 

จากเลบานอนถึงเยเมน และจากซีเรียถึงอิรัก ระบอบนี้ได้จัดหาอาวุธ ฝึกฝน และให้ทุนสนับสนุนกองกำลังติดอาวุธก่อการร้ายที่ทำให้ผืนแผ่นดินชุ่มไปด้วยเลือดและซากศพ และกลุ่มฮามาส ซึ่งเป็นตัวแทนของอิหร่าน คือผู้ที่เปิดฉากการโจมตีอันอำมหิตเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมต่ออิสราเอล สังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์มากกว่า 1,000 คน รวมถึงชาวอเมริกัน 46 คน พร้อมทั้งจับตัวพลเมืองของเรา 12 คนเป็นตัวประกัน มันโหดร้าย เป็นสิ่งที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน

 

อิหร่านคือผู้สนับสนุนการก่อการร้ายระดับรัฐอันดับหนึ่งของโลก และเมื่อไม่นานมานี้ยังได้สังหารประชาชนของตนเองนับหมื่นคนบนท้องถนน ขณะที่พวกเขาออกมาประท้วง

 

นโยบายของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐบาลของผม คือ ระบอบก่อการร้ายนี้จะต้องไม่มีวันมีอาวุธนิวเคลียร์

 

ผมจะพูดอีกครั้ง พวกเขาจะไม่มีวันมีอาวุธนิวเคลียร์ นั่นคือเหตุผลที่ในปฏิบัติการ Midnight Hammer เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว เราได้ทำลายโครงการนิวเคลียร์ของระบอบนี้ที่ฟอร์โดว์ นาทานซ์ และอิสฟาฮานจนราบเป็นหน้ากลอง

 

หลังการโจมตีนั้น เราได้เตือนพวกเขาว่า อย่ากลับมาดำเนินการแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์ที่เป็นอันตรายอีก และเราได้พยายามซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อทำข้อตกลง เราพยายามแล้ว พวกเขาอยากทำข้อตกลง แล้วพวกเขาก็ไม่อยากทำอีก พวกเขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาแค่ต้องการฝึกฝนความชั่วร้าย

 

แต่อิหร่านปฏิเสธ เช่นเดียวกับที่ปฏิเสธมาหลายทศวรรษ พวกเขาปฏิเสธทุกโอกาสที่จะละทิ้งความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ และเราทนไม่ไหวอีกต่อไป

 

แทนที่จะหยุด พวกเขากลับพยายามฟื้นฟูโครงการนิวเคลียร์ และยังคงพัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกล ซึ่งขณะนี้สามารถคุกคามเพื่อนและพันธมิตรที่ดีของเราในยุโรป ทหารของเราที่ประจำการในต่างประเทศ และในไม่ช้าอาจไปถึงแผ่นดินใหญ่ของอเมริกา

 

ลองจินตนาการดูว่าระบอบนี้จะยิ่งฮึกเหิมเพียงใด หากวันหนึ่งพวกเขามีและติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์จริงๆ เพื่อใช้ส่งสารของพวกเขา

 

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ กองทัพสหรัฐฯ กำลังดำเนินปฏิบัติการครั้งใหญ่และต่อเนื่อง เพื่อป้องกันเผด็จการหัวรุนแรงที่ชั่วร้ายอย่างยิ่งนี้จากการคุกคามอเมริกาและผลประโยชน์ด้านความมั่นคงหลักของชาติ เราจะทำลายขีปนาวุธของพวกเขา และทำให้อุตสาหกรรมขีปนาวุธของพวกเขาราบเป็นหน้ากลอง มันจะถูกทำลายอย่างสิ้นเชิงอีกครั้ง

 

เราจะทำลายกองทัพเรือของพวกเขา เราจะทำให้แน่ใจว่ากลุ่มตัวแทนก่อการร้ายของระบอบนี้จะไม่สามารถทำให้ภูมิภาคหรือโลกไร้เสถียรภาพ หรือโจมตีกองกำลังของเราได้อีกต่อไป และจะไม่สามารถใช้ระเบิดแสวงเครื่องหรือระเบิดข้างถนนดังที่เรียกกัน เพื่อทำให้ผู้คนหลายพันหลายหมื่นคนบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิต รวมถึงชาวอเมริกันจำนวนมาก

 

และเราจะทำให้แน่ใจว่าอิหร่านจะไม่ได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ นี่คือข้อความที่เรียบง่ายมาก ‘พวกเขาจะไม่มีวันมีอาวุธนิวเคลียร์’

 

ระบอบนี้จะได้เรียนรู้ในไม่ช้าว่า ‘ไม่มีใครควรท้าทายพลังและแสนยานุภาพของกองทัพสหรัฐอเมริกา’

 

ผมได้สร้างและสร้างใหม่กองทัพของเราในรัฐบาลแรกของผม และไม่มีกองทัพใดในโลกที่ใกล้เคียงกับพลัง ความแข็งแกร่ง หรือความล้ำสมัยของเราเลย

 

ถึงกระนั้นก็ตาม และผมไม่ได้กล่าวคำนี้อย่างไม่คิดไตร่ตรอง รัฐบาลอิหร่านมุ่งหมายที่จะเข่นฆ่า

 

ชีวิตของวีรบุรุษชาวอเมริกันผู้กล้าหาญอาจสูญเสียไป และเราอาจมีผู้บาดเจ็บล้มตาย นั่นมักเกิดขึ้นในสงคราม แต่เราทำสิ่งนี้ไม่ใช่เพื่อปัจจุบัน เราทำเพื่ออนาคต และมันคือภารกิจที่สูงส่ง

 

เราขอภาวนาเพื่อทหารทุกนายที่เสียสละเสี่ยงชีวิต เพื่อให้แน่ใจว่าชาวอเมริกันและลูกหลานของเราจะไม่มีวันถูกคุกคามโดยอิหร่านที่ติดอาวุธนิวเคลียร์

 

เราขอให้พระเจ้าปกป้องวีรบุรุษทุกคนของเราในแนวหน้า และเรามั่นใจว่าด้วยความช่วยเหลือจากพระองค์ ชายและหญิงในกองทัพของเราจะได้รับชัยชนะ เรามีกำลังพลที่ดีที่สุดในโลก และพวกเขาจะได้รับชัยชนะ

 

ถึงสมาชิกกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม กองกำลังติดอาวุธ และเจ้าหน้าที่ตำรวจอิหร่านทั้งหมด ผมขอกล่าวในค่ำคืนนี้ว่า พวกคุณต้องวางอาวุธลง และจะได้รับการคุ้มกันอย่างสมบูรณ์ หรือมิฉะนั้นจะเผชิญกับความตายอย่างแน่นอน ดังนั้นจงวางอาวุธลง คุณจะได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม พร้อมเอกสิทธิ์คุ้มกันเต็มรูปแบบ หรือคุณจะเผชิญกับความตายอย่างแน่นอน

 

ท้ายที่สุด ถึงประชาชนผู้ยิ่งใหญ่และน่าภาคภูมิใจของอิหร่าน ผมขอกล่าวในคืนนี้ว่า ชั่วโมงแห่งอิสรภาพของพวกท่านมาถึงแล้ว จงหลบภัยอยู่ภายในบ้าน อย่าออกจากบ้าน ข้างนอกอันตรายมาก ระเบิดจะตกลงมาทั่วทุกแห่ง เมื่อเราดำเนินการเสร็จสิ้น จงเข้าควบคุมรัฐบาลของท่าน มันจะเป็นของท่านให้ยึดครอง นี่อาจเป็นโอกาสเดียวของท่านในรอบหลายชั่วอายุคน

 

เป็นเวลาหลายปีที่ท่านร้องขอความช่วยเหลือจากอเมริกา แต่ท่านไม่เคยได้รับมัน ไม่มีประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใดเต็มใจทำในสิ่งที่ผมกำลังทำในคืนนี้

 

ตอนนี้ ท่านมีประธานาธิบดีที่กำลังมอบสิ่งที่ท่านต้องการให้แก่ท่าน ดังนั้น เรามาดูกันว่าท่านจะตอบสนองอย่างไร อเมริกาสนับสนุนท่านด้วยพลังอันท่วมท้นและกำลังทำลายล้างอย่างรุนแรง

 

บัดนี้ คือเวลาที่จะยึดกุมชะตากรรมของท่าน และปลดปล่อยอนาคตที่รุ่งเรืองและสง่างามซึ่งอยู่ใกล้แค่เอื้อม นี่คือช่วงเวลาแห่งการลงมือทำ อย่าปล่อยให้มันผ่านไป ขอพระเจ้าทรงอวยพรชายหญิงผู้กล้าหาญในกองทัพสหรัฐอเมริกา ขอพระเจ้าทรงอวยพรสหรัฐอเมริกา และขอพระเจ้าทรงอวยพรทุกท่าน ขอบคุณ”

The post ทรัมป์ ประกาศเปิดปฏิบัติการสู้รบอิหร่านครั้งใหญ่ ขจัดภัยคุกคามเร่งด่วน ย้ำ “ระบอบก่อการร้าย ต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์” appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์พูดอะไรบ้าง? สรุปสิ่งที่เกิดขึ้นใน State of the Union 2026 ปูทางสู้ศึกเลือกตั้งกลางเทอม https://thestandard.co/trump-state-union-2026-midterm/ Wed, 25 Feb 2026 06:24:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1181559 โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวสุนทรพจน์ State of the Union ปี 2026

‘1 ชั่วโมง 47 นาที’ คือความยาวสุนทรพจน์ของผู้นำสหรัฐอเม […]

The post ทรัมป์พูดอะไรบ้าง? สรุปสิ่งที่เกิดขึ้นใน State of the Union 2026 ปูทางสู้ศึกเลือกตั้งกลางเทอม appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวสุนทรพจน์ State of the Union ปี 2026

‘1 ชั่วโมง 47 นาที’ คือความยาวสุนทรพจน์ของผู้นำสหรัฐอเมริกาที่ยาวที่สุดเท่าที่มีการบันทึกไว้ใน American Presidency Project นับตั้งแต่ปี 1964 เป็นต้นมา หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นกล่าว State of the Union ต่อที่ประชุมร่วมของสภาคองเกรสในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ เวลา 21.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

 

ภายใต้ธีม ‘America at 250: Strong, Prosperous and Respected’ เวทีการแถลงนโยบายประจำปีครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการฉลองครบรอบ 250 ปีการก่อตั้งประเทศ หากยังเป็นการกำหนด ‘กรอบการเมือง’ ก่อนศึกเลือกตั้งกลางเทอม 2026 ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองในวาระที่สองของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของทรัมป์ หลังเผชิญวิกฤตคะแนนความนิยมตกต่ำ

 

เกิดอะไรขึ้นในค่ำคืนนี้ ทรัมป์เน้นย้ำประเด็นใดเป็นแกนหลัก แล้วสัญญาณทั้งหมดนี้กำลังบอกอะไรเกี่ยวกับทิศทางการเมืองอเมริกา และผลสะเทือนต่อภูมิรัฐศาสตร์โลกในปีข้างหน้า? THE STANDARD สรุปประเด็นสำคัญที่ต้องรู้จาก State of the Union 2026 ไว้ที่นี่

 

สุนทรพจน์ครั้งนี้คืออะไร ใครเป็นผู้ร่าง?

 

การแถลงนโยบายประจำปี 2026 มาในธีม America at 250: Strong, Prosperous and Respected ฉลองวาระครบรอบ 250 ปีของสหรัฐฯ ถือเป็นหนึ่งในสุนทรพจน์ใหญ่ของทรัมป์ที่ทั่วโลกจับตามองมากที่สุด ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นกระแสต่อต้านการกวาดล้างผู้อพยพ ภาวะชัตดาวน์รัฐบาลบางส่วน ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจากปมอิหร่าน ไปจนถึงการที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ วินิจฉัยคว่ำมาตรการภาษีนำเข้าในสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เนื้อหาสุนทรพจน์ของทรัมป์ร่างโดยผู้ช่วย 2 คนสำคัญที่ทำงานกับเขามานานถึง 2 ทศวรรษ คือ รอสส์ วอร์ธิงตัน (Ross Worthington) หัวหน้าทีมเขียนสุนทรพจน์ และ วินซ์ เฮลีย์ (Vince Haley) ผู้อำนวยการสภานโยบายภายในประเทศ

 

ผู้เข้าร่วมมีใครบ้าง รัฐมนตรีคนไหนทำหน้าที่ Designated Survivor?

 

นอกเหนือจากสมาชิกสภาทั้งสองสภา, เจ.ดี.แวนซ์ รองประธานาธิบดี และครอบครัวของทรัมป์ ผู้เข้าร่วมการแถลงนโยบายครั้งนี้ยังประกอบด้วยแขกพิเศษคนอื่นๆ ได้แก่

 

  • ผู้พิพากษาศาลสูงสุด
  • มาริมาร์ มาร์ติเนซ (Marimar Martinez) หญิงสาวชิคาโกที่ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองยิง 5 นัด 
  • ประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อจากกฎหมายกีดกันคนเข้าเมือง เช่น อาลียา ราห์มาน พลเมืองอเมริกัน ผู้ถูกเจ้าหน้าที่ ICE ใช้ความรุนแรง
  • แคลร์ ไล (Claire Lai) บุตรสาวของ จิมมี ไล
  • เอริกา เคิร์ก ภรรยาของ ชาร์ลี เคิร์ก แอคทิวิสต์ฝ่ายขวาจัด
  • นักกีฬาทีมชาติสหรัฐฯ ไอซ์ฮ็อกกี้ชาย 
  • เหยื่อผู้รอดชีวิตจาก เจฟฟรีย์ เอปสตีน โดยหนึ่งในนั้น คือ สกาย โรเบิร์ตส์ – อแมนดา โรเบิร์ตส์ ครอบครัวของ เวอร์จิเนีย จุฟเฟร 
  • นักบินอวกาศชาวอเมริกันและแคนาดา
  • เดวิด เอลิสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Paramount

 

ขณะที่ผู้ทำหน้าที่ ‘ผู้สืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดี’ (Designated Survivor) ตามธรรมเนียมทางการเมืองอเมริกัน คือ ดัก คอลลินส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการทหารผ่านศึก

สำหรับตำแหน่ง Designated Survivor เป็นการคัดเลือกรัฐมนตรี 1 คน ให้แยกตัวไปอยู่ในสถานที่ปลอดภัยระหว่างที่ประธานาธิบดี รองประธานาธิบดี และผู้นำฝ่ายนิติบัญญัติรวมตัวกันในอาคารรัฐสภา โดยเชื่อว่า หากเกิดเหตุร้ายแรงบางอย่างขึ้น บุคคลนี้จะสามารถดำรงตำแหน่งในฐานะรักษาการประธานาธิบดีได้ทันที

 

ถือป้ายประท้วง ไม่เข้าร่วมฟัง ไปงานอื่น เดโมแครตบอยคอตต์สปีชทรัมป์

 

หนึ่งในความน่าสนใจของ State of the Union ในทุกปี คือ ท่าทีของพรรคการเมืองฝ่ายค้านต่อการแถลงของรัฐบาล โดยในปีนี้ สส. 80 คนของพรรคเดโมแครตประกาศ ‘บอยคอตต์’ ไม่เข้าร่วมฟังสุนทรพจน์ทรัมป์ ขณะที่อีก 30 คนตัดสินใจไปงานคู่ขนาน คือ  People’s State of the Union ที่จัดโดย MeidasTouch และ MoveOn Civic Action

 

ทั้งนี้ ฮาคีม เจฟฟรีย์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในสภาระบุล่วงหน้าว่า พรรคเดโมแครตมีสองทางเลือกคือ เข้าร่วมฟังทรัมป์แบบ ‘สงบนิ่งแต่ต่อต้าน’ และไม่เข้าร่วมเพื่อส่งสารทางการเมือง โดยสามารถจัดกิจกรรมคู่ขนานทั้งในและรอบสภาคองเกรส

 

นอกจากนี้ สส.บางส่วนยังยืนหยัดประท้วงเชิงสัญลักษณ์ในรัฐสภา เช่น สส.หญิงสวมชุดสีขาวเพื่อรำลึกถึงขบวนการสิทธิสตรี ขณะที่บางคนติดเข็มกลัดสีขาว ‘Release the Epstein Files’

 

เช่นเดียวกับ อัล กรีน สส.รัฐเท็กซัส ถือป้าย ‘คนดำไม่ใช่ลิง’ เพื่อประท้วงกรณีทรัมป์โพสต์ข้อความใน Truth Social ล้อเลียน บารัก โอบามา อดีตผู้นำ และมิเชล โอบามา อดีตสตรีหมายเลขหนึ่งว่าเป็นลิง แต่เขาถูกไล่ออกจากสภาตั้งแต่ช่วงต้นของสุนทรพจน์ 

 

อนึ่ง ฮิลฮาน โอมาร์ สส.รัฐมินนิโซตา ตะโกนคำว่า ‘คนโกหก’ ใส่ทรัมป์ หลังกล่าวว่า ชุมชนชาวโซมาเลียในสหรัฐฯ ทำให้ผู้เสียภาษีเสียหายเงิน 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5.9 แสนล้านบาท)

 

1 ชั่วโมง 47 นาที ทรัมป์พูดอะไรบ้างใน State of the Union 2026?

 

  • ประเด็นเศรษฐกิจ

 

ทรัมป์กล่าวเปิด State of the Union 2026 ว่า สหรัฐฯ กลับมาแล้ว ใหญ่กว่า ดีกว่า ร่ำรวยกว่า แข็งแกร่งกว่าที่เคยเป็นมา ถือเป็น ‘ยุคทองของอเมริกา’ พร้อมกล่าวว่า ขณะนี้เงินเฟ้อกำลังดิ่งลง เพื่อชี้ว่า เขากำลังแก้ปัญหาค่าครองชีพของชาวอเมริกัน

 

ทรัมป์ยังระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังเฟื่องฟูอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยอ้างว่า ที่ผ่านมา เขาควบคุมเงินเฟ้อได้ ทำราคาน้ำมันต่ำ ดันตลาดหุ้นทำสถิติสูงสุด ลงนามลดภาษีครั้งใหญ่ ลดราคายา มีการลงทุนจากต่างประเทศมากกว่า 18 ล้านล้านดอลลาร์ทั่วโลก พร้อมย้ำว่า ขณะนี้ชาวอเมริกันมีงานทำมากที่สุดในโลก 

 

สำหรับประเด็นภาษีนำเข้า ทรัมป์ไม่ได้กล่าวโจมตีผู้พิพากษาศาลสูงสุดโดยตรง แต่ใช้คำว่า ‘น่าเสียดาย’ (Unfortunately) กับคำวินิจฉัย และเน้นย้ำว่า รัฐบาลยังมีอำนาจในการเก็บภาษีในช่องทางอื่น ซึ่งจะนำไปสู่มาตรการที่เข้มงวดกว่าเดิม โดยที่สภาคองเกรสไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายเพื่อรองรับมาตรการ พร้อมทั้งยืนยันว่า ภาษีนำเข้ากำลังทำให้ประเทศได้เงินมหาศาล และอาจแทนที่ ‘ภาษีเงินได้’ ในอนาคต ซึ่งอาจช่วยลดภาระทางการเงินของประชาชน 

 

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเน้นเสนอนโยบายเศรษฐกิจ เช่น การหักลดหย่อนดอกเบี้ยกู้ซื้อรถยนต์, การจัดตั้งบัญชี Trump Accounts เพื่อเด็กแรกเกิด ไปจนถึงการให้เงินชาวอเมริกัน 1,000 ดอลลาร์ต่อปี เพื่อช่วยเหลือในโครงการออมเงินเพื่อการเกษียณมากขึ้น แต่ยังไม่มีการระบุรายละเอียดว่า โครงการดังกล่าวจะดำเนินการอย่างไร ใครจะมีสิทธิได้รับ และจำเป็นต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรสหรือไม่

 

ขณะเดียวกัน ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่า ทางการได้บรรลุข้อตกลงกับภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เพื่อให้ศูนย์ข้อมูลรับภาระต้นทุนอย่าง ‘ค่าไฟฟ้า’ จากการพัฒนาโมเดล AI นับเป็นความพยายามของทำเนียบขาวในการรับมือในประเด็นดังกล่าวก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม

 

อนึ่ง Politico มองว่า ในการแถลงครั้งนี้ ทรัมป์อธิบายนโยบายเศรษฐกิจเป็นระบบที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา โดยหวังเป็นจุดขายในการเลือกตั้งสหรัฐฯ มิดเทอม 2026 พร้อมทั้งโจมตีเดโมแครตด้วยการหักล้างข้อโต้แย้งว่า วิกฤตค่าครองชีพเป็นเรื่องหลอกลวง และรัฐบาล โจ ไบเดน เป็นฝ่ายสร้างวิกฤตนี้ขึ้นมาตั้งแต่ยุคก่อน

 

  • ประเด็นความมั่นคงและผู้อพยพ

 

ทรัมป์กล่าวถึงประเด็นคนเข้าเมืองและผู้อพยพ โดยเน้นไปที่ ‘อาชญากร’ และ ‘ความมั่นคงชายแดน’ แต่ไม่แตะปฏิบัติการเนรเทศครั้งผู้อพยพครั้งใหญ่ ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่า เขาเอ่ยคำว่า ‘เนรเทศ’ (Deporting) เพียงครั้งเดียว

 

ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวถึง ดาลิลาห์ โคลแมน (Dalilah Coleman) เด็กหญิงวัย 5 ขวบที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจากผู้อพยพ และลิซเบธ เมดินา (Lizbeth Medina) หญิงที่เสียชีวิตจากการถูกผู้อพยพสังหารในปี 2023 โดยอ้างว่า เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนความจำเป็นของประเทศว่า ทำไมจึงต้องขับไล่อาชญากรข้ามชาติผิดกฎหมายเป็นประวัติการณ์

 

ทรัมป์กล่าวหาว่า เดโมแครตปล่อยให้เกิดการรุกรานทางชายแดน พร้อมทั้งท้าทายให้ สส. อีกฝ่ายลุกขึ้น หากเห็นด้วยว่า หน้าที่แรกของรัฐบาลคือปกป้องพลเมืองอเมริกัน ไม่ใช่ผู้อพยพผิดกฎหมาย ขณะที่ สส.ฟากเดโมแครตนั่งนิ่งไม่ตอบรับอะไร ส่วน สส.รีพับลิกันลุกขึ้นสนับสนุนทรัมป์และปรบมือ

 

“ภายใต้การปกครองของไบเดนและพรรคพวกที่ฉ้อฉลของเขา ทั้งในสภาคองเกรสและที่อื่นๆ สถานการณ์ได้มาถึงจุดแตกหักด้วยแผนการหลอกลวงเรื่องนโยบายเปิดพรมแดนสำหรับทุกคน ผู้คนหลั่งไหลเข้ามานับล้านจากเรือนจำและสถานบำบัดทางจิต มีฆาตกรถึง 11,088 คน” ทรัมป์กล่าว

 

นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ยังประกาศแคมเปญ ‘สงครามต่อต้านการทุจริต’ นำโดยแวนซ์ โดยย้ำว่า งบประมาณจะสมดุล หากประเทศมีการตรวจพบการทุจริต พร้อมยกตัวอย่างว่า ไม่มีกรณีไหนน่าตกตะลึงแบบรัฐมินนิโซตา 

 

ทรัมป์โจมตีว่า ชาวโซมาเลียในรัฐมินนิโซตาปล้นภาษีชาวอเมริกัน 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยเปรียบเปรยว่า เป็น ‘กลุ่มโจรสลัด’ ที่เข้ามาปล้นประชาชนผ่านนโยบายผู้อพยพ ขณะที่กล่าวหาว่า พรรคเดโมแครตทำการทุจริตในรัฐแคลิฟอร์เนีย แมสซาชูเซตส์ และเมน

 

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังให้คำมั่นจัดการเรื่อง ‘การโกงเลือกตั้ง’ โดยกล่าวอ้างว่า พรรคเดโมแครตโกงเลือกตั้งปี 2020 พร้อมทั้งเสนอให้สภาคองเกรสผ่านกฎหมายที่กำหนดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องแสดงบัตรประจำตัวก่อนลงคะแนนเสียง 

 

  • นโยบายต่างประเทศ

 

สำหรับประเด็นการต่างประเทศ ทรัมป์ไม่กล่าวถึงพันธมิตรของสหรัฐฯ แม้แต่ประเทศเดียว ทั้งยุโรป เอเชีย และตะวันออกกลาง โดย New York Times ตั้งข้อสังเกตว่า ทรัมป์พยายามนำเสนอภาพของมหาอำนาจหนึ่งเดียวที่เผชิญกับความท้าทายและศัตรูรอบด้าน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด America First ที่เน้นอธิปไตยและผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เป็นหลัก

 

ผู้นำสหรัฐฯ นำเสนอว่า ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งเป็นเวลา 11 เดือน ตนได้ยุติสงคราม 8 ครั้งทั่วโลก ได้แก่ อาร์เมเนีย-อาเซอร์ไบจาน, คองโก-รวันดา, อิหร่าน-อิสราเอล, อินเดีย-ปากีสถาน, ไทย-กัมพูชา, อิสราเอล-ฮามาส รวมถึงอีก 2 กรณีในการดำรงตำแหน่งสมัยแรก คือ ความขัดแย้งเอธิโอเปีย-อียิปต์ และเซอร์เบีย-โคโซโว

 

“ผมยุติ 8 สงคราม รวมถึงกรณีกัมพูชา-ไทย และปากีสถาน-อินเดีย ไม่งั้นเราคงมีสงครามนิวเคลียร์ไปแล้ว คน 35 ล้านคนบอกว่า นายกรัฐมนตรีปากีสถานอาจจะเสียชีวิตไปแล้ว ถ้าผมไม่ไปแทรกแซง” ทรัมป์ระบุ

 

ทรัมป์ยังส่งสัญญาณแข็งกร้าวถึงอิหร่านว่า สหรัฐฯ จะไม่มีวันให้ผู้สนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายเบอร์หนึ่งของโลกครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ โดยย้ำว่า เตหะรานได้พัฒนาขีปนาวุธที่คุกคามยุโรปและฐานทัพสหรัฐฯ ในต่างประเทศไปแล้ว ขณะนี้กำลังจะสร้างขีปนาวุธที่ยิงถึงสหรัฐฯ ได้

 

ทรัมป์ย้ำว่า ความต้องการของเขาคือการแก้ไขความตึงเครียดกับอิหร่านผ่านวิธีทางการทูต แต่เตหะรานยังไม่ได้ให้คำมั่นว่า จะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์กับสหรัฐฯ

 

ในประเด็นเวเนซุเอลา ผู้นำสหรัฐฯ แนะนำ เอนริเก มาร์เกซ นักการเมืองฝ่ายค้านที่ถูก นิโกลัส มาดูโร อดีตประธานาธิบดีคุมขัง โดยชี้ว่า หลังจากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ รัฐบาลรักษาการเวเนซุเอลาได้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองออกมาหลายราย 

 

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังมอบ ‘เหรียญเกียรติยศแห่งรัฐสภา’ ให้แก่ เอริก สโลเวอร์ Chief Warrant Officer (CWO) ผู้ได้รับบาดเจ็บระหว่างปฏิบัติการควบคุมตัวมาดูโร และกล่าวชื่นชม มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศว่า เป็นผู้ดำรงตำแหน่งที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา

 

รีพับลิกันโล่งใจ ทรัมป์ไม่นอกสคริปต์ แต่ควรถ่ายทอดรายละเอียดมากกว่านี้

 

Politico ระบุว่า ภายในรีพับลิกันและฝ่ายบริหารแสดงท่าทีโล่งอกกับภาพลักษณ์ของทรัมป์ใน State of the Union โดยเฉพาะท่าที การพูดเนื้อหาสาระ และเน้นผลงานลดค่าครองชีพ พร้อมทั้งแสดงวิสัยทัศน์ในอนาคตของสหรัฐฯ

 

แต่บางครั้ง ทรัมป์ก็นอกบท เช่น หันไปโจมตี แนนซี เพโลซี อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่ยังไม่ได้ถ่ายทอดข้อเสนอเชิงรูปธรรมต่อสภาคองเกรสอย่างแน่นอน เช่น วาระในปี 2026 อย่างค่าครองชีพ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยชี้ขาดในการเลือกตั้งมิดเทอม

 

“ข้อเรียกร้องต่อสภาคองเกรส มีน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย” นักการเมืองรายหนึ่งในพรรครีพับลิกันให้สัมภาษณ์ โดยย้ำว่า แม้ทรัมป์จะมีวินัยในการเล่าเรื่องมากขึ้น แต่ก็อยากเห็นรายละเอียดเชิงเศรษฐกิจมากกว่านี้

 

ภาพ: Kenny Holston / The New York Times via Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post ทรัมป์พูดอะไรบ้าง? สรุปสิ่งที่เกิดขึ้นใน State of the Union 2026 ปูทางสู้ศึกเลือกตั้งกลางเทอม appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ-อิหร่าน เตรียมเจรจานิวเคลียร์รอบ 3 ที่เจนีวา หลายฝ่ายจับตา หวั่นเกิดเหตุโจมตีทางทหาร หากดีลล้มเหลว https://thestandard.co/us-iran-nuclear-talks-geneva-fail/ Tue, 24 Feb 2026 03:29:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1181120 ภาพประกอบการเจรจานิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ที่เจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

สหรัฐอเมริกา และอิหร่านเตรียมจัดการเจรจานิวเคลียร์ รอบท […]

The post สหรัฐฯ-อิหร่าน เตรียมเจรจานิวเคลียร์รอบ 3 ที่เจนีวา หลายฝ่ายจับตา หวั่นเกิดเหตุโจมตีทางทหาร หากดีลล้มเหลว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการเจรจานิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ที่เจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

สหรัฐอเมริกา และอิหร่านเตรียมจัดการเจรจานิวเคลียร์ รอบที่ 3 ขึ้นที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในวันพฤหัสบดีนี้ (26 กุมภาพันธ์) โดยมีรัฐมนตรีต่างประเทศโอมานทำหน้าที่เป็นคนกลางในการเจรจา ท่ามกลางความกังวลเรื่องความขัดแย้งทางทหาร หรือเกิดเหตุปะทะกัน หากกข้อตกลงล้มเหลว

 

สหรัฐฯ ได้เพิ่มกำลังทหารในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตือนว่า ‘เรื่องเลวร้ายอย่างมาก’ จะเกิดขึ้นหากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ ซึ่งเขายังเผยว่า กำลังพิจารณาถึงความเป็นไปได้ที่จะใช้การโจมตีทางทหารแบบจำกัดวง เพื่อกดดันอิหร่านอีกช่องทางหนึ่ง นอกจากนี้ สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ ยังระบุว่า ทรัมป์สงสัยว่าทำไมอิหร่านจึงยังไม่ ‘ยอมจำนน’ ภายใต้การกดดันทางการทหารของสหรัฐฯ ในขณะนี้

 

ทางด้าน อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านตอบโต้ว่า ที่อิหร่านไม่ยอมจำนนนั้น ‘เพราะเราคือชาวอิหร่าน’ แต่ยังมองว่า ‘ช่องทางทูต’ ยังเป็นไปได้ โดยอิหร่านเตรียมยื่นข้อเสนอใหม่ ซึ่งรวมถึงการส่งยูเรเนียมที่เสริมสมรรถนะขั้นสูงครึ่งหนึ่งออกไปต่างประเทศและเจือจางส่วนที่เหลือ ทั้งนี้เพื่อแลกกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ และให้สหรัฐฯ ยอมรับสิทธิของอิหร่านในการเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์เพื่อสันติ

 

ประเด็นความขัดแย้งหลักที่ต้องหารือร่วมกัน

 

1.โครงการนิวเคลียร์

 

สหรัฐฯ มองว่าการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของอิหร่าน ซึ่งสูงถึงระดับ 60% เป็นเส้นทางสู่การสร้างระเบิดนิวเคลียร์ และต้องการให้อิหร่านยุติการดำเนินการดังกล่าวบนดินแดนของตน รวมถึงสละสต็อกยูเรเนียมที่มีอยู่ แต่อิหร่านปฏิเสธมาตลอดว่า ไม่ได้สร้างอาวุธนิวเคลียร์

 

2.ขอบเขตการเจรจา

 

สหรัฐฯ ต้องการให้ครอบคลุมถึงโครงการขีปนาวุธและการสนับสนุนกลุ่มตัวแทนติดอาวุธ (Proxies)ในภูมิภาค แต่อิหร่านปฏิเสธอย่างเปิดเผย แม้สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักจะรายงานว่า อิหร่านอาจมีท่าทีผ่อนปรนในประเด็นกลุ่มติดอาวุธที่ไม่ใช่ประเด็น ‘เส้นแดง’ ก็ตาม

 

3. กลไกการคว่ำบาตร

 

ทั้งสองฝ่ายยังมีความเห็น ‘ไม่ตรงกัน’ เรื่องรูปแบบและกลไกในการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน โดยยังตกลงกันไม่ได้ว่า “ใครจะเริ่มก่อน” และจะตรวจสอบได้อย่างไรว่าอีกฝ่ายทำตามสัญญาจริง

 

อิหร่านต้องการให้สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรให้เห็นผลในทางปฏิบัติก่อน (Tangible Economic Interests) ถึงจะเริ่มลดระดับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ขณะที่สหรัฐฯ เน้นความโปร่งใสและการตรวจสอบที่เข้มงวดจาก IAEA ก่อนที่จะมีการผ่อนปรนใดๆ

 

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา (17 ก.พ.) มีการเจรจารอบสองระหว่างผู้แทนระดับสูงของสหรัฐฯ-อิหร่านผ่านตัวกลางอย่างโอมาน แม้อิหร่านจะบอกว่า การเจรจาครั้งที่ผ่านมาเป็นไปอย่าง ‘สร้างสรรค์’ แต่สหรัฐฯ ก็ยังคงเดินหน้าเพิ่มกำลังทหารในตะวันออกกลาง เพื่อกดดันอิหร่านอย่างต่อเนื่อง

 

แฟ้มภาพ: Majid Asgaripour / WANA (West Asia News Agency) / Reuters

 

อ้างอิง:

The post สหรัฐฯ-อิหร่าน เตรียมเจรจานิวเคลียร์รอบ 3 ที่เจนีวา หลายฝ่ายจับตา หวั่นเกิดเหตุโจมตีทางทหาร หากดีลล้มเหลว appeared first on THE STANDARD.

]]>
State of the Union ครั้งแรกของทรัมป์ 2.0 มีอะไรน่าจับตามอง https://thestandard.co/trump-state-union-issues/ Mon, 23 Feb 2026 03:37:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1180874 โดนัลด์ ทรัมป์ ขณะแถลงนโยบายประจำปี (State of the Union) ต่อสภาคองเกรส

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกามีกำหนดจะขึ้นแถล […]

The post State of the Union ครั้งแรกของทรัมป์ 2.0 มีอะไรน่าจับตามอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ ขณะแถลงนโยบายประจำปี (State of the Union) ต่อสภาคองเกรส

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกามีกำหนดจะขึ้นแถลงนโยบายประจำปี (State of the Union) ต่อสภาคองเกรสอย่างเป็นทางการครั้งแรก หลังกลับมารับตำแหน่งสมัยที่สองในคืนวันอังคารนี้ (24 กุมภาพันธ์) ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งจะตรงกับช่วงเช้าวันพุธของประเทศไทย ซึ่งคาดว่าทรัมป์จะใช้เวทีนี้ เป็นเวทีชูความสำเร็จในขวบปีแรกของรัฐบาลทรัมป์ 2.0

 

การแถลงนโยบายประจำปี ได้เปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงการส่งรายงานสั้นๆ ของประธานาธิบดีต่อสภาคองเกรสในยุคเริ่มแรก มาเป็นเวทีถ่ายทอดสดช่วงไพรม์ไทม์ที่มีความตึงเครียดและสะท้อนความแตกแยกทางการเมืองอย่างชัดเจน

 

ในระยะหลัง นอกจากการแถลงนี้มักเต็มไปด้วยการเผชิญหน้าและการประท้วงที่กลายเป็นประเด็นดราม่าทางการเมืองแล้ว เวทีนี้ยังเคยถูกใช้เพื่อประกาศ ‘จุดเปลี่ยนทางนโยบาย’ ที่สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์สหรัฐฯ อีกด้วย

 

วาระสำคัญที่น่าจับตามอง

 

1. การเผชิญหน้าระหว่างทรัมป์และศาลสูงสุดสหรัฐฯ เรื่อง ‘กำแพงภาษี’

 

ถือเป็นไฮไลต์สำคัญที่สุด เนื่องจากเพียง 4 วันก่อนการแถลงนโยบายประจำปี ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีมติ 6-3 ซึ่งรวมถึงผู้พิพากษาที่ทรัมป์แต่งตั้งเอง 2 คน สั่ง ‘ระงับอำนาจ’ ของประธานาธิบดีในการขึ้นภาษีศุลกากรฝ่ายเดียวในภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ โดยชี้ว่าเป็นอำนาจของสภาคองเกรส นี่คือ ‘ความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่’ ต่อนโยบายเศรษฐกิจและเครื่องมือต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทรัมป์โปรดปราน

 

สิ่งที่น่าจับตามองคือ ทรัมป์จะต้องเผชิญหน้ากับเหล่าผู้พิพากษาศาลสูงสุดที่มาร่วมฟังการแถลง และก่อนหน้านี้เขายืนกรานว่าจะหาทางนำมาตรการภาษีกลับมาใช้และอาจผลักดันให้สูงขึ้นกว่าเดิม

 

2. วิกฤตชัตดาวน์และปัญหาผู้อพยพ

 

ขณะนี้หลายหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเผชิญการปิดชัตดาวน์ เนื่องมาจากความขัดแย้งกับพรรคเดโมแครตเรื่องงบประมาณตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งมีชนวนเหตุมาจากการที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางสังหารพลเมืองอเมริกัน 2 คน ท่ามกลางกระแสความไม่พอใจของประชาชนต่อยุทธวิธีการเนรเทศผู้อพยพที่รุนแรง ต้องจับตาดูว่า กระแสความไม่พอใจเหล่านี้จะส่งผลกระทบจนนำไปสู่การปรับเปลี่ยนแนวนโยบายของทรัมป์หรือไม่

 

3. ความตึงเครียดทางทหารกับอิหร่าน

 

สหรัฐฯ กำลังระดมกำลังทหารทั้งเรือบรรทุกเครื่องบิน เครื่องบินขับไล่ และเครื่องบินสอดแนม เพื่อเสริมกำลังรบในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการทางทหารที่อาจเกิดขึ้นในอิหร่าน หากการเจรจาเรื่องยุติโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านไม่ประสบผลสำเร็จ โดยประเด็นนี้มีความสุ่มเสี่ยงทางการเมือง เพราะอาจสร้างความไม่พอใจให้กับฐานเสียงของทรัมป์เองที่ไม่สนับสนุนการแทรกแซงทางทหารในต่างประเทศ แม้ทรัมป์จะเผยว่า การโจมตีที่จะเกิดขึ้นอาจเป็นไปในลักษณะ ‘จำกัดวงโจมตี’ ก็ตาม

 

4. ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

 

แม้ทรัมป์คาดหวังจะนำเสนอตัวเลขเศรษฐกิจเชิงบวก แต่รัฐบาลสหรัฐฯ กลับต้องเผชิญกับข้อเท็จจริงที่ว่าการเติบโตของ GDP ‘ชะลอตัวกว่าที่คาดการณ์ไว้’ และประชาชนชาวอเมริกันจำนวนมากยังคงรู้สึกว่า สภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ‘ไม่ได้เอื้อประโยชน์’ ต่อตนเอง

 

5. การคว่ำบาตรจากพรรคเดโมแครต

 

สมาชิกสภาคองเกรสพรรคเดโมแครตกลุ่มหนึ่งประกาศว่าจะไม่เข้าร่วมฟังการแถลงนโยบายประจำปีครั้งนี้ของทรัมป์ แต่จะออกไปจัดแรลลี่ประท้วงนโยบายของทรัมป์ที่ด้านนอกแทน โดยหลังจากทรัมป์แถลงจบ อบิเกล สแปนเบอร์เกอร์ ผู้ว่าการรัฐเวอร์จิเนียจากพรรคเดโมแครตจะเป็นผู้กล่าวตอบโต้ตามธรรมเนียมทางการเมือง

 

6. ประเด็นอื้อฉาวอื่นๆ ที่กำลังคุกรุ่น

 

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ 2.0 ยังเผชิญกับความโกรธเคืองจากกลุ่มนักเคลื่อนไหว ‘Make America Healthy Again’ ที่ต่อต้านคำสั่งเพิ่มการผลิตสารกำจัดวัชพืช (Glyphosate) ภายในประเทศ รวมถึงคดีอื้อฉาวของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องหาคดีอาชญากรรมทางเพศ ที่ยังคงเป็นกระแสกดดันอย่างต่อเนื่อง และเกี่ยวโยงกับบุคคลสำคัญระดับโลกจำนวนไม่น้อย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีชื่อของทรัมป์รวมอยู่ด้วยเช่นเดียวกัน

 

แฟ้มภาพ: Mandel Ngan / Reuters

 

อ้างอิง:

The post State of the Union ครั้งแรกของทรัมป์ 2.0 มีอะไรน่าจับตามอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมทรัมป์ถึงส่งเรือพยาบาลไปยังเกาะกรีนแลนด์ https://thestandard.co/trump-hospital-ship-greenland-influence/ Sun, 22 Feb 2026 09:05:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1180769 เรือพยาบาล USNS Mercy ที่โดนัลด์ ทรัมป์ ส่งไปกรีนแลนด์

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาประกาศเมื่อวานนี […]

The post ทำไมทรัมป์ถึงส่งเรือพยาบาลไปยังเกาะกรีนแลนด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรือพยาบาล USNS Mercy ที่โดนัลด์ ทรัมป์ ส่งไปกรีนแลนด์

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาประกาศเมื่อวานนี้ (21 กุมภาพันธ์) ว่า เขากำลังส่งเรือโรงพยาบาลไปยัง ‘กรีนแลนด์’ ซึ่งเป็นดินแดนของเดนมาร์กในแถบอาร์กติกที่ทรัมป์พยายามจะขอซื้อมาโดยตลอด แต่ก็ถูกปฏิเสธทุกครั้ง

 

ทรัมป์ส่งเรือพยาบาลไปกรีนแลนด์ เพราะอะไร

 

ทรัมป์โพสต์ผ่านโซเชียลมีเดีย พร้อมรูปภาพประกอบเป็นเรือพยาบาล USNS Mercy โดยระบุว่า เราได้ร่วมมือกับ เจฟฟ์ แลนดรี ผู้ว่าการรัฐลุยเซียนาที่ยอดเยี่ยม เพื่อส่งเรือพยาบาลลำใหญ่ไปยังกรีนแลนด์ พร้อมอ้างว่า เพื่อดูแลผู้ป่วยจำนวนมากที่ไม่ได้รับการรักษาที่นั่น ตอนนี้เรือกำลังเดินทางไปแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม ‘ยังไม่มีความชัดเจน’ ว่าทรัมป์อ้างถึงสถานการณ์ใด ขณะที่สาเหตุที่แท้จริง ‘ก็ยังคงมีความคลุมเครือ’ เนื่องจากทั้งกรีนแลนด์และเดนมาร์กมีระบบรัฐสวัสดิการด้านสุขภาพที่ให้การรักษาฟรีแก่ประชาชนอยู่แล้ว

 

นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งมองว่า การส่งเรือพยาบาลไปยังกรีนแลนด์อาจเป็นส่วนหนึ่งของความพยายาม ‘แสดงอิทธิพลของสหรัฐฯ’ เหนือเกาะกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นประเด็นที่ทรัมป์ให้ความสำคัญอย่างมาก

 

ทรัมป์พยายามผลักดันการเข้าควบคุมหรือครอบครองกรีนแลนด์มาโดยตลอด โดยระบุว่าเกาะแห่งนี้มีความสำคัญต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ นอกจากนี้ เขายังได้แต่งตั้ง เจฟฟ์ แลนดรี ผู้ว่าการรัฐลุยเซียนาที่ร่วมภารกิจส่งเรือพยาบาลครั้งนี้ ให้เป็น ‘ทูตพิเศษประจำกรีนแลนด์’ ด้วย

 

มีรายงานว่าทรัมป์โพสต์ประกาศเรื่องนี้เพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังจากที่กองบัญชาการอาร์กติกร่วมของเดนมาร์กได้ทำการอพยพลูกเรือจากเรือดำน้ำของสหรัฐฯ ในน่านน้ำกรีนแลนด์ ซึ่งต้องการการรักษาทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน แม้จะยังไม่มีการยืนยันชัดเจนว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเชื่อมโยงกับการส่งเรือพยาบาลในครั้งนี้หรือไม่

 

เบื้องต้น ทำเนียบขาว เพนตากอน และกองทัพเรือ ยังไม่มีการยืนยันหรือให้รายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับคำสั่งนี้ ทำให้ถูกมองว่า อาจเป็นการประกาศฝ่ายเดียวของทรัมป์ผ่านโซเชียลมีเดีย ท่ามกลางความกังวลของประชาชนชาวกรีนแลนด์ส่วนใหญ่ที่ไม่ต้องการให้เกาะแห่งนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

 

แฟ้มภาพ: Happy Photography / Shutterstock

อ้างอิง:

The post ทำไมทรัมป์ถึงส่งเรือพยาบาลไปยังเกาะกรีนแลนด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์มีเครื่องมือภาษีอะไรอีกบ้าง จะเกิดอะไรขึ้นต่อหลังศาลสูงตีตกมาตรการภาษีเดิม https://thestandard.co/trump-tax-tools-supreme-court-trade/ Sat, 21 Feb 2026 05:16:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1180564 ภาพ โดนัลด์ ทรัมป์ พูดถึงเครื่องมือภาษีใหม่หลังศาลสูงตีตกมาตรการเดิม

หลังจากที่เมื่อวานนี้ (20 กุมภาพันธ์) ศาลสูงสุดสหรัฐอเม […]

The post ทรัมป์มีเครื่องมือภาษีอะไรอีกบ้าง จะเกิดอะไรขึ้นต่อหลังศาลสูงตีตกมาตรการภาษีเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ โดนัลด์ ทรัมป์ พูดถึงเครื่องมือภาษีใหม่หลังศาลสูงตีตกมาตรการเดิม

หลังจากที่เมื่อวานนี้ (20 กุมภาพันธ์) ศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกา มีมติ 6-3 ตัดสินว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใช้อำนาจเกินขอบเขต โดยอ้างกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ปี 1977 ในการเรียกเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกที่ประกาศไปเมื่อปีที่แล้ว ศาลสูงสหรัฐฯ จีงตีตกมาตรการภาษีดังกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีคำตัดสินของศาลสูงออกมา แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ก็ยังคงยืนยันที่จะใช้ระบบภาษีศุลกากรเป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องธุรกิจอเมริกันและเปิดตลาดใหม่ๆ ของสหรัฐฯ

 

ทางด้าน ผศ.ดร.ประพีร์ อภิชาติสกล อาจารย์ประจำหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ แสดงความเห็นผ่านช่องทางโซเชียลว่า คำตัดสินของศาลสูงสหรัฐฯ เพียงแค่ทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์สูญเสียเครื่องมือหนึ่งไป แต่ยังมี ‘เครื่องมืออื่นๆ อีกหลายตัวเลือก’ ที่ทรัมป์ยังสามารถนำมาใช้เพื่อเพิ่มภาษีได้

 

เครื่องมือเก็บภาษีทรัมป์ มีอะไรอีกบ้าง

 

1. มาตรา 122 กฎหมายการค้า 1974

 

เครื่องมือนี้เป็นเครื่องมือแรกที่ทรัมป์เลือกใช้ทันที หลังจากที่ศาลสูงสหรัฐฯ โหวตคว่ำมาตรการเก็บภาษีนำเข้าเดิมของทรัมป์ โดยกฎหมายฉบับนี้มอบอำนาจให้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สามารถประกาศใช้มาตรการพิเศษเพื่อจำกัดการนำเข้า เมื่อพบปัญหาพื้นฐานเกี่ยวกับการชำระเงินระหว่างประเทศ เช่น ปัญหาขาดดุลการชำระเงินอย่างรุนแรง (Balance of Payments Deficits) หรือ เพื่อป้องกันไม่ให้ค่าเงินดอลลาร์เสื่อมค่าลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

อีกทั้งไม่ได้กำหนดเงื่อนไขว่า การใช้อำนาจของประธานาธิบดีในการสั่งเก็บภาษีศุลกากรนั้น จะต้องผ่านการสืบสวนหรือต้องมีการสรุปข้อเท็จจริงโดยหน่วยงานฝ่ายบริหารก่อน เช่น คณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศ (ITC) หรือกระทรวงพาณิชย์ อีกทั้งยังไม่ได้มอบอำนาจในการตัดสินใจเรื่องภาษีนี้ให้กับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งโดยตรง อย่างเช่น ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR)

 

อย่างไรก็ตาม การใช้อำนาจตามมาตรา 122 นี้ ‘มีข้อจำกัด’ คือ สามารถตั้งกำแพงภาษีนำเข้าเพิ่มเติมได้ สูงสุดไม่เกิน 15% และมีผลบังคับใช้ได้ สูงสุดเพียง 150 วัน โดยทรัมป์ได้ลงนามขึ้นภาษีสินค้า 10% ทั่วโลก ตามอำนาจของมาตรา 122 ตามกฎหมายฉบับนี้ คาดว่ามาตรการขึ้นภาษีชั่วคราวนี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการวันที่ 24 กุมภาพันธ์นี้ ตั้งแต่เวลา 00:01 น. ตามเวลามาตรฐานตะวันออก (EST)

 

2. มาตรา 301 กฎหมายการค้า 1974

 

เครื่องมือนี้อนุญาตให้ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ภายใต้การสั่งการของประธานาธิบดี สามารถตั้งกำแพงภาษีเพื่อตอบโต้ต่างชาติที่ ‘ละเมิดข้อตกลงทางการค้า’ หรือมีนโยบายที่ ‘ไม่เป็นธรรม’, ‘ไร้เหตุผล’ หรือ ‘เลือกปฏิบัติ’ ซึ่งเป็นภาระต่อการค้าของสหรัฐฯ โดยเงื่อนไขคือ USTR ต้องเป็นผู้ดำเนินการสืบสวนและพิจารณา

 

มาตรา 301 นี้ ‘ไม่มีการจำกัดเพดานอัตราภาษีสูงสุด’ แต่จะหมดอายุอัตโนมัติใน 4 ปี และสามารถต่ออายุได้โดยไม่มีขีดจำกัดสูงสุด หากมีคำร้องขอจากอุตสาหกรรมในประเทศ โดย เครื่องมือนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือหลักในการตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศจีน เช่น ภาษีรถยนต์ไฟฟ้า 100%

 

3. มาตรา 232 กฎหมายขยายการค้า 1962

 

เครื่องมือนี้ใช้เพื่อปรับลดหรือเพิ่มภาษีการนำเข้าสินค้า หากพบว่าการนำเข้านั้น ‘คุกคามหรือเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติ’ โดยเงื่อนไขสำคัญคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จะต้องดำเนินการสืบสวนและทำรายงานยืนยันผลก่อนที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะตัดสินใจออกมาตรการได้

 

เครื่องมือนี้ ‘ไม่มีการจำกัดเพดานอัตราภาษีสูงสุด’ และ ‘ไม่มีการจำกัดระยะเวลาบังคับใช้’ โดยในสมัยรัฐบาบลทรัมป์ 1.0 ทรัมป์เคยใช้มาตรานี้ตั้งกำแพงภาษีเหล็ก (25%) อะลูมิเนียม (10-25%) และรถยนต์ รวมถึงชิ้นส่วนรถยนต์มาแล้ว

 

4. มาตรา 338 กฎหมายการค้า 1930

 

เครื่องมือนี้ให้ประธานาธิบดีมีอำนาจสั่งเก็บภาษีสินค้าจากต่างประเทศ หากประธานาธิบดี ‘พบข้อเท็จจริง’ (Find as a Fact) ว่าประเทศนั้นๆ มีการ ‘เลือกปฏิบัติ’ หรือ ‘สร้างข้อจำกัดที่ไม่เป็นธรรม’ ต่อสินค้าและพาณิชยกรรมของสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับประเทศอื่น โดย ‘ไม่จำเป็นต้อง’ รอผลการสืบสวนจากหน่วยงานใดเป็นข้อกำหนดเบื้องต้น แม้คณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศ (ITC) จะมีหน้าที่แจ้งให้ทราบก็ตาม

 

โดยมาตรา 338 นี้ สามารถตั้งกำแพงภาษีได้ สูงสุด 50% ของมูลค่าสินค้า และไม่มีการจำกัดระยะเวลา ซึ่งเป็นอีกหนึ่ง ‘เครื่องมือทางเลือก’ ที่น่าสนใจในการเก็บภาษีนำเข้าของทรัมป์

 

จะเกิดอะไรขึ้นต่อหลังจากนี้

 

หากทรัมป์ต้องการหลีกเลี่ยงกระบวนการสืบสวนที่มักใช้เวลานานจากหน่วยงานรัฐแบบที่ต้องทำในมาตรา 232 หรือ 30 จึงเป็นไปได้สูงที่เขาจะหันมาใช้เครื่องมือทางเลือกที่รวดเร็วกว่า (Alternative Tools) โดยเฉพาะ มาตรา 122 โดยอ้างปัญหาดุลการชำระเงิน หรือ มาตรา 338 โดยอ้างการถูกเลือกปฏิบัติ และอาจรวมถึง กฎหมาย IEEPA ในบางกรณี เนื่องจากกฎหมายเหล่านี้มอบอำนาจให้ประธานาธิบดีดำเนินการได้ทันที

 

ส่วนประเด็นเรื่องการคืนเงินภาษีหรือไม่นั้น ที่ผ่านมารัฐบาลสหรัฐฯ จัดเก็บภาษีส่วนนี้ไปแล้วประมาณ 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ศาลสูงไม่ได้ให้แนวทางว่าต้องคืนเงินหรือไม่ อย่างไร โดยทรัมป์และรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ คาดว่าข้อพิพาทเรื่องการขอคืนเงินนี้จะยืดเยื้อในชั้นศาลไปอีกหลายปี ผู้เชี่ยวชาญมองว่าบริษัทขนาดใหญ่มีโอกาสขอคืนเงินได้มากกว่าบริษัทเล็กที่ขาดแคลนทรัพยากรในการดำเนินการตามขั้นตอน อีกทั้งมาตรการเก็บภาษีทรัมป์หลังจากนี้อาจมีความเข้นข้นยิ่งขึ้นอีก

 

นอกจากนี้ความกังวลเรื่องการใช้อำนาจของประธานาธิบดีที่อาจกว้างเกินไปและไม่ถูกตรวจสอบนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปคือ ความพยายามของสภาคองเกรสในการจำกัดอำนาจเหล่านี้ ซึ่งเป็นการตอบโต้และการตรวจสอบจากสภาคองเกรส (Congressional Check)

 

ปัจจุบันมีการเสนอร่างกฎหมายหลายฉบับ เช่น การบังคับให้กำแพงภาษีที่ประธานาธิบดีประกาศใช้ ต้องหมดอายุภายใน 60 วัน เว้นแต่สภาคองเกรสจะลงมติเห็นชอบ (Joint Resolution of Approval) รวมถึงมีการเสนอแก้ไขกฎหมาย IEEPA ไม่ให้ใช้ตั้งกำแพงภาษีได้อีก หรือแม้กระทั่งการเสนอยกเลิกมาตรา 338 ทิ้งไปเลย นอกจากนี้ยังมีความท้าทายในชั้นศาลที่พยายามตีความว่า การอ้างอำนาจตามกฎหมายเหล่านี้ของทรัมป์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

 

‘ข่าวดี’ หรือ ‘ข่าวร้าย’ ของไทย?

 

วีระพงษ์ ประภา อดีตผู้แทนการค้าไทย แสดงความเห็นผ่านช่องทางโซเชียลว่า มี 3 ข้อที่สำคัญที่ไทยควรคำนึงถึง นั่นคือ

 

1. แม้วันนี้ศาลสูงจะยกเลิกภาษีต่างตอบแทนรายประเทศ 19% ตามกฎหมาย IEEPA แต่ทรัมป์ยังมีเครื่องมืออื่นในมือเพื่อเก็บภาษี ต้องรอดูต่อว่า ไทยจะโดนมากหรือน้อยกว่าเดิม ขึ้นอยู่กับการเจรจา

 

จากการที่ ศาลสูงสหรัฐยกเลิกภาษีต่างตอบแทนที่เก็บรายประเทศตามกฎหมาย IEEPA นั้น ทำให้ทรัมป์โต้ตอบโดยกลับมาเก็บที่ 10% กับทุกประเทศแทน โดยใช้มาตรา 122 ตามกฎหมายการค้า 1974 ตรงนี้ไทยจะได้ประโยชน์ เพราะภาษีลดลงจาก 19% เป็น 10% ซึ่งทรัมป์สามารถเก็บได้ 150 วันเท่านั้น ถ้ารัฐสภาสหรัฐฯ ไม่ให้ไปต่อ ก็เก็บต่อไม่ได้

 

ล่าสุด จึงมีประกาศอีกฉบับออกมาเพิ่มเติมว่า อาจจะใช้มาตรา 301 ของ The Trade Act 1974 ไล่เก็บภาษีต่างตอบแทนกับประเทศต่างๆ แทน หลังจากที่เก็บจากมาตรา 122 ไม่ได้แล้ว มาตรา 301 ให้อำนาจประธานาธิบดีเก็บภาษีกับประเทศที่มีพฤติกรรมค้าขายกับสหรัฐอย่างไม่เป็นธรรม เช่น มีการลอกเลียนลิขสิทธิ์ทางปัญญา หรือบิดเบือนค่าเงิน โดยผู้แทนการค้าสหรัฐฯ จะต้องทำรายงานพฤติกรรมเหล่านี้รายประเทศ ซึ่งตอนนี้เริ่มทำกับจีนและบราซิลแล้ว

 

วีระพงษ์ยังเน้นย้ำว่า ภาษีที่เก็บรายสินค้า ‘ทุกประเทศ อัตราเดียว’ กับสินค้า เช่น ทองแดง อะลูมิเนียม รถยนต์ ยังคงอยู่ เพราะภาษีนี้อ้างอิงกับกฎหมายอีกฉบับ (มาตรา 232 กฎหมายขยายการค้า 1962) และมีโอกาสที่ทรัมป์จะเพิ่มความเข้มข้นของภาษีนี้เพิ่มเติม เช่น เพิ่มอัตราภาษี หรือเพิ่มรายการสินค้าที่โดนภาษี

 

2. คนที่จะได้ภาษีที่เก็บมาแล้วคืนคือ ผู้นำเข้าสหรัฐฯ ‘ไม่ใช่’ ผู้ส่งออกไทย ถ้าผู้ส่งออกไทยจะเรียกร้องเงินคืนบ้าง คงต้องเจรจากับผู้นำเข้า แต่จะต้องรวมกลุ่มต่อรองและจะใช้เวลานาน

 

วีระพงษ์ยกตัวอย่างว่า สมมติ ผู้นำเข้าสหรัฐฯ คือ ‘จอห์น’ ได้ซื้อของจากผู้ส่งออกไทย คือ ‘สมพงษ์’ 100 บาท จอห์นต้องเสียภาษีให้รัฐบาลสหรัฐฯ 19 บาท เมื่อศาลพิพากษาให้ภาษีนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย รัฐบาลสหรัฐฯ จึงต้องคืนเงินภาษี 19 บาทให้จอห์น ไม่ใช่สมพงษ์

 

เพราะฉะนั้น ผู้ส่งออกไทย ‘ยังไม่ได้ประโยชน์โดยตรง’ นอกจากสมพงษ์จะไปเจรจาขอเงินคืนจากจอห์นเอง ตรงนี้ รัฐบาลสามารถรวมกลุ่มผู้ประกอบการและสนับสนุนการเจรจาได้ แต่คงจะใช้เวลานาน เพราะตอนนี้ผู้นำเข้าสหรัฐฯ อย่างจอห์นเอง ก็ยังไม่แน่ว่าเมื่อไหร่จะได้เงินคืน เพราะทรัมป์บอกเลยว่า ‘กระบวนการจะไม่ง่าย’

 

3. การเจรจาภาษีระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ควรทำต่อ แต่โจทย์ของการเจรจาจะเปลี่ยนแปลงไป

 

ในเมื่อทรัมป์ยังมีเครื่องมืออื่นในมือ การเจรจาจึงควรดำเนินต่อไป แต่โจทย์จะไม่ใช่เจรจาเพื่อให้ได้ 19% ตามเดิมแล้ว วีระพงษ์เสนอว่า ด้วยรูปการณ์ปัจจุบัน โจทย์ในการเจรจาของไทยมี 2 ข้อ

 

1. เราควร ‘เน้นเจรจาเพื่อขอยกเว้น’ หรือ ‘ลดภาษีเป็นรายสินค้าไป’ โดยเฉพาะสินค้าที่สำคัญกับการส่งออกไทย เช่น ที่อังกฤษเคยเจรจาขอลดภาษีเหล็กได้ เป็นต้น จะทำให้ต้นทุนการส่งออกลดลง ไทยได้เปรียบประเทศอื่นๆ

 

2. เราต้อง ‘เตรียมสู้กลับ’ กรณีที่ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ รายงานพฤติกรรมการค้าที่ ‘ไม่เป็นธรรม’ ของไทย เพื่อใช้เป็นเหตุผลในการขึ้นภาษีในอนาคต ในส่วนนี้รัฐบาลไทยทำงานเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว แต่เราจะต้องเตรียมเหตุผลเจรจากับสหรัฐให้เข้มแข็งว่า พฤติกรรมการค้าของไทยยุติธรรมอย่างไร หรือจะมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมแก้ไขในส่วนที่ยังเป็นข้อพิพาทอยู่อย่างไร

 

โดยรวมแล้ว วีระพงษ์มองว่า ข่าวดีคือ เราได้ลดภาษีจาก 19% มาเป็น 10% เท่ากันทุกประเทศ แต่นี่เป็น ‘ข่าวดีชั่วคราว’ ยังต้องจับตาดูทรัมป์ว่า จะใช้เครื่องมืออื่นๆ อย่างไร การเจรจาจะมีความสำคัญมาก

 

ภาพ: Kevin Lamarque / Reuters

อ้างอิง:

The post ทรัมป์มีเครื่องมือภาษีอะไรอีกบ้าง จะเกิดอะไรขึ้นต่อหลังศาลสูงตีตกมาตรการภาษีเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>