SEAC Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/seac/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 18 Sep 2024 02:03:37 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 BTS Thailand ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ธุรกิจ นำ 456 Smart Learning แก้ปัญหาเทรนนิ่งที่น่าเบื่อ ใช้ไม่ได้จริง https://thestandard.co/bts-thailand-456-smart-learning/ Wed, 18 Sep 2024 02:03:37 +0000 https://thestandard.co/?p=984756 BTS Thailand

หลังจาก BTS Group AB ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ธุรกิจระดับโลก […]

The post BTS Thailand ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ธุรกิจ นำ 456 Smart Learning แก้ปัญหาเทรนนิ่งที่น่าเบื่อ ใช้ไม่ได้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
BTS Thailand

หลังจาก BTS Group AB ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ธุรกิจระดับโลกสัญชาติสวีเดน เข้าซื้อ ซีแอค (SEAC) ธุรกิจที่ปรึกษาด้านการพัฒนาองค์กร และได้รวม SEAC เข้ากับบริษัท BTS Group ในประเทศไทย และใช้ชื่อว่า BTS Thailand โดยมีเป้าหมายที่มุ่งสร้างการเติบโตให้กับลูกค้าองค์กรไทยมากขึ้น พร้อมมุ่งเป็นผู้นำตลาดพัฒนาบุคลากรและองค์กรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

จอนฟรังโก ดิ ไมรา (Gianfranco Di Maira) Head of BTS Southeast Asia กล่าวว่า หลายองค์กรเริ่มตระหนักถึงความท้าทายในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรของตนเองที่มักใช้การฝึกอบรมด้วยวิธีการแบบเดิมๆ ในรูปแบบท่องจำ ขาดความต่อเนื่อง และขาดการเชื่อมโยงเพื่อนำไปปรับใช้ ทำให้หลายครั้งพนักงานเองก็หมดความสนใจ และบริษัทก็ต้องแบกรับต้นทุนที่ไม่เกิดผลลัพธ์ใดๆ

 

“บริษัททุ่มเวลาและเงินทุนจำนวนมหาศาล เพื่อเฟ้นหากลยุทธ์ใหม่ ปรับปรุงกระบวนการทำงาน หรือพยายามนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ แต่หนึ่งในปัญหาที่ทำให้การขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงของหลายองค์กรไปไม่ถึงเป้า คือ พวกเขามองข้ามการพา ‘คน’ ในองค์กรไปด้วยกัน” ไมรากล่าว

 

จากประสบการณ์ที่ BTS Thailand ได้พูดคุยกับลูกค้า หนึ่งในจุดที่หลายบริษัทมักจะพลาดในการพัฒนาพนักงาน คือ ‘การขาดการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่ถูกสอนกับบริบทของงานที่คนคนนั้นรับผิดชอบ’ ซึ่งช่องว่างดังกล่าวส่งผลให้คนที่แม้ว่าจะมีความรู้ แต่พวกเขาก็เผชิญความท้าทายในการนำสิ่งที่เรียนมาใช้จริงในที่ทำงาน

 

เมื่อโลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วและองค์กรมีความจำเป็นต้องเร่งเครื่องเพื่อเปลี่ยนตามเทรนด์ให้ทัน BTS Thailand นำโซลูชัน Business Simulation การจำลองสถานการณ์ที่ทำให้พนักงานเรียนรู้ผ่านการทำงานจริงและสามารถประเมินผลกระทบได้ทันที มาผสานเข้ากับนวัตกรรมการเรียนรู้และอบรมพนักงานให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดที่เรียกว่า 456 Smart Learning ซึ่งเน้นการออกแบบและส่งมอบประสบการณ์การเรียนรู้ที่เน้นการนำไปใช้ได้จริง ที่เป็นเอกสิทธิ์ของ BTS Thailand

 

“ผู้คนจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดผ่านการลงมือทำ ซึ่งเราเชื่อว่าการจะได้ลงมือทำต้องเกิดจากการจำลองสถานการณ์ให้ใกล้เคียงกับสิ่งที่พนักงานเจอในชีวิตประจำวันมากที่สุด” เจมส์ โรเบิร์ต เอนเกล (James Robert Engel), Chief Learning Architect, BTS Southeast Asia กล่าว

 

นอกจากนี้ อริญญา เถลิงศรี กรรมการผู้จัดการ BTS Thailand มองว่า การรวมกันครั้งนี้ BTS Thailand จะทำให้การออกแบบและพัฒนาเครื่องมือ โซลูชัน และหลักสูตร เพื่อสร้างการเติบโตให้กับบุคลากรและองค์กรทำได้ตรงจุดมากขึ้น ด้วยความเชี่ยวชาญของ SEAC เดิม ที่ทำงานร่วมกับผู้นำและให้บริการกับกลุ่มลูกค้าไทยราว 3 ล้านคนใน 1,500 บริษัท ในขณะที่ BTS Group มีอินไซต์จากลูกค้าทั่วโลก

 

“ที่ผ่านมามีคนไม่กี่คนในองค์กรที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทเพื่อไปเรียนรู้กับที่ปรึกษา แต่ BTS Thailand จะทำให้ผู้บริหารและพนักงานได้เรียนรู้ผ่านการทำงานจริงและเห็นทิศทางเดียวกันมากขึ้น ผ่านเครื่องมือการจำลองสถานการณ์จริง (Business Simulation) เพื่อคนทุกระดับในองค์กรจะมีส่วนร่วมเรียนรู้ตามบริบทของแต่ละคนไปได้พร้อมกัน ตลอดจนสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง”

 

ดีลการเข้าซื้อกิจการ SEAC และรวมเข้ากับ BTS Thailand ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญเชิงกลยุทธ์ เพื่อยกระดับ BTS Group ในประเทศไทย ขยายฐานธุรกิจในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังเติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และปูทางสู่การเติบโตอย่างแข็งแกร่งในอนาคต

The post BTS Thailand ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ธุรกิจ นำ 456 Smart Learning แก้ปัญหาเทรนนิ่งที่น่าเบื่อ ใช้ไม่ได้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
BTS Group เข้าซื้อ SEAC หวังเร่งการเติบโตตลาด ‘พัฒนาทักษะ’ ในประเทศไทย https://thestandard.co/bts-group-acquires-seac-skills-development-market/ Wed, 31 Jul 2024 07:37:03 +0000 https://thestandard.co/?p=965450 BTS Group SEAC

BTS Group AB บริษัทที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์สัญชาติสวีเดน ตก […]

The post BTS Group เข้าซื้อ SEAC หวังเร่งการเติบโตตลาด ‘พัฒนาทักษะ’ ในประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
BTS Group SEAC

BTS Group AB บริษัทที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์สัญชาติสวีเดน ตกลงเข้าซื้อ Seasia Leadavation Center Co., Ltd. (SEAC) บริษัทไทยที่เน้นพัฒนาศักยภาพและการเรียนรู้ในเครือบริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

 

SEAC ก่อตั้งขึ้นในชื่อ APM Group ครั้งแรกในปี 1992 และให้บริการแก่องค์กรกว่า 1,500 แห่ง รวมทั้งผู้นำและผู้เรียนกว่า 3 ล้านคน โดย APM ผนวกรวมกับ AP ในปี 2017 และดำเนินงานภายใต้แบรนด์ SEAC

 

โซลูชันของ SEAC ช่วยลูกค้าให้สามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน สร้างขีดความสามารถที่จำเป็นสำหรับอนาคตได้ พร้อมทั้งผลักดันการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรเพื่อดำเนินกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ในปี 2023 SEAC มีรายได้ประมาณ 232 ล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปีนี้ 

 

ดีลครั้งนี้ระหว่าง BTS Group และ SEAC มีมูลค่า 269 ล้านบาท ซึ่ง BTS Group มองว่าการดำเนินธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ธุรกิจเติบโตเร็วที่สุดของ BTS และประเทศไทยเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่กำลังเติบโต พร้อมด้วยลูกค้าที่มีชื่อเสียงหลายราย อีกทั้งกลุ่มลูกค้าของ SEAC ค่อนข้างแตกต่างจากกลุ่มลูกค้าของ BTS ทำให้การเข้าซื้อกิจการ SEAC ครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างจุดยืนของ BTS ในประเทศไทย

 

หลังจากการรวมกันกับ BTS ทีมของ SEAC จะสามารถเร่งพัฒนาบุคคล การเติบโต และขยายธุรกิจไปสู่ตลาดใหม่ โดย SEAC จะรวมเข้ากับ BTS Thailand ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ BTS Southeast Asia แต่โซลูชัน วิธีการ และแพลตฟอร์มของ SEAC จะถูกนำไปขายและใช้ประโยชน์ทั่วทั้ง BTS Group

 

อ้างอิง:

The post BTS Group เข้าซื้อ SEAC หวังเร่งการเติบโตตลาด ‘พัฒนาทักษะ’ ในประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินเดือนไม่ใช่ทุกอย่าง! SEAC เผย คนเก่งยุคใหม่มองหาองค์กรที่ให้โอกาสเติบโต แนะองค์กรเน้นพัฒนาภาวะผู้นำด้วย https://thestandard.co/modern-talent-looks-for-opportunities-for-growth/ Mon, 17 Jun 2024 08:42:40 +0000 https://thestandard.co/?p=946068

การนำองค์กรไปสู่เป้าหมายจำเป็นต้องอาศัยศักยภาพของ ‘คน’ […]

The post เงินเดือนไม่ใช่ทุกอย่าง! SEAC เผย คนเก่งยุคใหม่มองหาองค์กรที่ให้โอกาสเติบโต แนะองค์กรเน้นพัฒนาภาวะผู้นำด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>

การนำองค์กรไปสู่เป้าหมายจำเป็นต้องอาศัยศักยภาพของ ‘คน’ เป็นส่วนสำคัญ เพื่อให้ทีมสามารถผลิตผลงานที่โดดเด่นและมีค่าสูงสุด ด้วยบริบทของการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากดิจิทัล ทำให้กระบวนการทำงานและแนวคิดการใช้ชีวิตเปลี่ยนไป การเพิ่มเงินเดือนและการเลื่อนตำแหน่งอาจไม่ใช่สิ่งที่คนทำงานยุคนี้ต้องการอีกต่อไป

 

อริญญา เถลิงศรี กรรมการผู้จัดการ และผู้ก่อตั้ง SEAC (ซีแอค) กล่าวว่า จากการพูดคุยกับเจ้าของกิจการและผู้บริหารระดับสูงของหลายองค์กรชั้นนำในประเทศไทยพบว่า พนักงานหลายคนที่มีศักยภาพสูงและมีผลงานโดดเด่นปฏิเสธการขึ้นมา ‘นำ’ แผนกหรือองค์กร เมื่ออีกฝ่ายไม่สมัครใจ การหาผู้สืบทอดตำแหน่ง หรือ Successor ใหม่ จึงกลายเป็นอีกปัญหาที่แก้ไม่ตก เพราะไม่ใช่ใครก็ได้จะขึ้นมาเป็น ‘ผู้นำคน’

 

การที่ผู้นำคนนั้นจะมีครบเครื่องทั้งหมดถือเป็นเรื่องยาก ยิ่งในหลายองค์กรให้คนมาเริ่มฝึกทักษะการเป็นผู้นำ (Leadership Skill) โดยอัดทุกอย่างให้ผู้นำที่ขึ้นมานำองค์กรตอนมีตำแหน่ง จะทำให้องค์กรนั้นมีคนที่อยากเป็น Leader น้อย เพราะไม่ได้รับการฝึกอบรมที่เหมาะสม อาจพูดได้ว่า คนที่น่าสงสารที่สุดในองค์กรคือคนที่ตำแหน่งสูงขึ้น ซึ่งมาพร้อมกับความคาดหวังที่สูงขึ้น ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือการเป็นผู้นำในบทบาท People Leader และเน้นการพัฒนาภาวะผู้นำให้กับคนในทุกระดับขององค์กร หรือ Leadership at All Levels

 

ที่ผ่านมาองค์กรลงทุนสร้างกระบวนการพัฒนาให้กับคนที่กำลังจะขึ้นมาเป็นผู้นำในตำแหน่งต่างๆ น้อยมาก หรือเป็นการลงทุนฝึกอบรมแบบเดิมๆ ที่พัฒนาได้ไม่ตรงจุด แต่กลับคาดหวังผลลัพธ์ทางธุรกิจสูง จึงเป็นสิ่งที่ย้อนแย้งกัน

 

ทั้งนี้ควรเริ่มปรับภาพความเข้าใจ 3 เรื่องนี้ใหม่ เพื่อช่วยให้ผู้นำใหม่สามารถรับบทบาทได้อย่างเต็มที่ และพร้อมพาคนและองค์กรไปสู่เป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

1. ยอมรับว่าผู้นำต้องมีทั้งความรู้ด้านธุรกิจและทักษะการเป็นผู้นำ

 

อนาคตผู้นำจำเป็นต้องมีทั้งความเข้าใจธุรกิจและทักษะการเป็นผู้นำ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญของการเป็นผู้นำ หากขาดความรู้ด้านธุรกิจ องค์กรอาจไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย เพราะไม่รู้ว่าจะต้องทำงานอย่างไรให้ตอบโจทย์ ต่อให้เรียนกระบวนการ Design Thinking หรือ Empathy แล้วยังไม่เข้าใจในธุรกิจ ก็จะเสียเงินและเวลาไปเปล่าๆ ส่วนการที่เข้าใจแค่เรื่องธุรกิจ องค์กรอาจได้คนเก่งงาน แต่ขาด People Skill หากมาอุดช่องว่างเรื่องผู้นำทีหลัง จะเป็นเรื่องยากและอาจมีปัญหาตามมาในอนาคต

 

2. ตั้งเป้าหมายการทำงานให้คนในทุกระดับ

 

องค์กรต้องตั้งเป้าหมายและผลลัพธ์ที่ต้องการให้ชัดเจนสำหรับพนักงานทุกระดับ เพื่อช่วยให้พวกเขาเข้าใจและเห็นภาพรวมของธุรกิจอย่างชัดเจน การพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำต้องเกิดขึ้นในทุกระดับ องค์กรต้องจัดให้มีการเรียนรู้ที่ถูกต้อง ทั้งเรื่องธุรกิจและกลยุทธ์ ควบคู่กับทักษะความเป็นผู้นำ ซึ่งจะทำให้องค์กรประสบผลสำเร็จด้านธุรกิจ เกิด Productivity และคนอยากจะทำงานด้วย

 

3. พิจารณาบริบทและวิธีการทำงานที่สอดคล้องกับคุณค่าหลัก

 

องค์กรต้องพิจารณาสิ่งต่างๆ ตามบริบท และหาวิธีการทำงานที่เหมาะสมกับบริบทและสอดคล้องกับคุณค่าหลัก (Core Value) ขององค์กร เพื่อดูว่าองค์กรอยู่ในระดับไหน และจะต้องคัดเลือกคนแบบไหนมาทำงาน รวมถึงต้องพัฒนาคนในด้านใดเป็นพิเศษให้เข้ากับบริบทขององค์กร

 

เมื่อผู้นำองค์กรสามารถปรับกระบวนการเหล่านี้จนเป็นวัฒนธรรมที่ได้รับการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง การมีพนักงานที่มีความเป็นผู้นำในทุกตำแหน่งจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร และดึงดูดคนเก่งมากมายมาร่วมงานด้วย เพราะพวกเขามองข้ามเรื่องเงินเดือนหรือสวัสดิการ ไปถึงสภาพแวดล้อมการทำงานที่พัฒนาทักษะและความสามารถของพวกเขาทุกวัน

 

การมองใหม่ใน 3 เรื่องนี้จะช่วยให้องค์กรไม่เพียงแค่รักษาคนเก่งได้ แต่ยังสร้างผู้นำในอนาคตที่พร้อมเผชิญกับความท้าทายของโลกธุรกิจสมัยใหม่ได้อย่างมั่นคง

 

ภาพ: BongkarnGraphic / Shutterstock

The post เงินเดือนไม่ใช่ทุกอย่าง! SEAC เผย คนเก่งยุคใหม่มองหาองค์กรที่ให้โอกาสเติบโต แนะองค์กรเน้นพัฒนาภาวะผู้นำด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
แค่เชี่ยวชาญเทคโนโลยีไม่พอ ‘คนเก่ง’ ยุคใหม่ต้องมี Mindset ที่พร้อมเรียนรู้และเปิดรับการเปลี่ยนแปลง https://thestandard.co/tech-expert-and-resilience-mindset/ Fri, 26 Apr 2024 06:49:29 +0000 https://thestandard.co/?p=927048 คนเก่ง

เมื่อพูดถึงทักษะสำคัญของ Talent ยุคใหม่ หลายคนอาจจะให้ค […]

The post แค่เชี่ยวชาญเทคโนโลยีไม่พอ ‘คนเก่ง’ ยุคใหม่ต้องมี Mindset ที่พร้อมเรียนรู้และเปิดรับการเปลี่ยนแปลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนเก่ง

เมื่อพูดถึงทักษะสำคัญของ Talent ยุคใหม่ หลายคนอาจจะให้ความสนใจว่าคนเก่งจำเป็นต้องเชี่ยวชาญเทคโนโลยี และ AI แต่ความเข้าใจนี้ก็ถือว่าถูกต้องในบางส่วน เพราะในความเป็นจริง Talent จำเป็นต้องมีทักษะสำคัญคือ Mindset ที่พร้อมเรียนรู้และเปิดรับการเปลี่ยนแปลง

 

อริญญา เถลิงศรี กรรมการผู้จัดการ และผู้ก่อตั้ง SEAC (ซีแอค) ระบุว่า ประเด็นสำคัญคือโลกยุคปัจจุบันเต็มไปด้วย Disruption องค์กรและบุคลากรจำเป็นต้องปรับตัวอยู่เสมอ AI จึงเป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยให้ทำงานได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่า AI จะเป็นคำตอบของทุกปัญหา ในอนาคตอาจจะมีเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นที่เราไม่สามารถคาดเดาได้ องค์กรที่ประสบความสำเร็จจึงต้องมี ‘Talent’ ที่มี Mindset ที่พร้อมเรียนรู้และเปิดรับการเปลี่ยนแปลง หรือ Resilience

 

โลกนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เทคโนโลยีใหม่ๆ มักเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด ยากที่จะคาดการณ์ล่วงหน้าว่าอะไรจะเป็นเทรนด์ใหม่ ตัวอย่างในอดีต เราเคยคิดว่าแรงงานในภาคอุตสาหกรรมจะถูกทดแทนด้วย Robot แต่เมื่อ AI เข้ามา กลับกลายเป็นกลุ่มพนักงานออฟฟิศ โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำงานเกี่ยวกับภาษาต่างหากที่ถูก AI เข้ามาทดแทน ดังจะเห็นได้จากบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกปรับโครงสร้างเอาพนักงานออกจำนวนมาก

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

อริญญาย้ำว่า ในอดีตหลายคนมักถูกปลูกฝังให้เรียน Coding เพื่อพัฒนาทักษะการพูดและนำเสนอ แต่ยุคสมัยเปลี่ยนไป ‘AI’ เข้ามาพลิกโฉมการพัฒนาทักษะอย่างสิ้นเชิง เพราะเราสามารถให้ AI พูดภาษาเราโดยที่เราไม่จำเป็นต้องเรียนเพิ่ม นอกจากนี้เรายังสอนมันให้รู้จักภาษามนุษย์ เทรนด์จึงพลิกอีก

 

ทั้งนี้ สิ่งที่น่ากังวลใจที่สุดคือการคาดเดาความก้าวหน้าของ AI เพราะเราไม่สามารถคาดเดาได้ว่า AI จะพัฒนาไปในทิศทางใด จะส่งผลกระทบต่อสายงานไหน ตำแหน่งไหน และในระดับใด ความไม่แน่นอนนี้สร้างความท้าทายให้กับองค์กรอย่างมาก

 

คำถามคือองค์กรควรเตรียมตัวอย่างไร?

 

คำตอบอย่างแรกคือการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนการเรียนรู้ ให้พนักงานเรียนรู้ และเปิดโอกาสให้พนักงานพัฒนาทักษะใหม่ๆ สองคือการเน้นทักษะที่ AI ทดแทนไม่ได้ เช่น ทักษะการคิดวิเคราะห์, ทักษะการแก้ปัญหา, ทักษะการสื่อสาร, ทักษะการทำงานเป็นทีม ฯลฯ

 

สามคือการสร้างระบบที่ยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็ว เพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ และสี่คือการติดตามเทรนด์ใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง

 

องค์กรที่มุ่งเน้นสร้าง Talent ที่มี Mindset ที่พร้อมเรียนรู้และเปิดรับการเปลี่ยนแปลง เปรียบเสมือนองค์กรที่มีภูมิคุ้มกัน พร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต

 

ดังนั้นจงอย่าหยุดนิ่ง จงเรียนรู้ ปรับตัว และพัฒนาอยู่เสมอ อนาคตนั้นเต็มไปด้วยโอกาส องค์กรที่สามารถปรับตัว พัฒนาทักษะบุคลากร และ Embrace เทคโนโลยีใหม่ๆ จะเป็นผู้ชนะในเกมนี้

The post แค่เชี่ยวชาญเทคโนโลยีไม่พอ ‘คนเก่ง’ ยุคใหม่ต้องมี Mindset ที่พร้อมเรียนรู้และเปิดรับการเปลี่ยนแปลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
4 เป้าหมายสำคัญขององค์กรที่ ‘ซีอีโอ’ ฝันเห็น อาจสะดุดหากไม่เริ่มรีเฟรมการบริหารดูแล ‘คน’ ปี 2024 https://thestandard.co/4-ceo-goals-human-resource-management/ Sat, 25 Nov 2023 07:23:06 +0000 https://thestandard.co/?p=869690 การบริหารดูแล คน

หากพนักงานคนเก่งที่เป็น Talent และทำผลงานชั้นดีให้กับอง […]

The post 4 เป้าหมายสำคัญขององค์กรที่ ‘ซีอีโอ’ ฝันเห็น อาจสะดุดหากไม่เริ่มรีเฟรมการบริหารดูแล ‘คน’ ปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
การบริหารดูแล คน

หากพนักงานคนเก่งที่เป็น Talent และทำผลงานชั้นดีให้กับองค์กรมาหลายปี เดินเข้ามาบอกคุณว่าไม่สามารถไปต่อกับองค์กรคุณได้แล้ว ก่อนแจ้งเหตุผลด้วยความจริงใจว่าเบื่อหน่ายที่จะต้องรับฟังเสียงด้านลบจากเพื่อนร่วมงานที่ไม่มาพูดต่อหน้า แต่มักจะพูดลับหลัง ทำให้เขาคนนี้ไม่มีโอกาสสื่อสารทำความเข้าใจ อีกทั้งรู้สึกว่าไม่ค่อยลงรอยกับหัวหน้างาน ประชุมทีไรก็ขัดแย้งเถียงกันทุกเม็ด จนเดาเองว่าเส้นทางการเติบโตในหน้าที่การงานของตัวเองน่าจะจบลงแล้ว 

 

งานที่ทำอยู่ก็จำเจ ซ้ำซาก ปัญหามีไว้ให้ขัดแย้ง ไม่ได้มีไว้เพื่อเรียนรู้ร่วมกัน สุดท้ายจดจำได้แค่ประสบการณ์แย่ๆ ในที่ทำงาน เมื่อดูแล้วไม่สามารถเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นได้ จึงเลือกที่จะจบเรื่อง ยื่นซองขาว ไปหาน้ำบ่อหน้าที่อย่างน้อยก็ยังมีเปอร์เซ็นต์ที่จะพบสิ่งที่ใช่มากกว่า เชื่อว่าหนังม้วนนี้คงเล่นวนซ้ำกับองค์กรส่วนใหญ่อย่างแน่นอน คือลาออกเพราะ ‘คน’ ไม่ใช่เพราะงาน 

 

แล้วจะทำอย่างไร เมื่อคนนั้นคือพนักงานที่มีฝีมือ ผลงานโดดเด่น หรือ Talent ที่ทุกองค์กรต่างแสวงหา แต่เมื่อได้ตัวมาแล้วกลับรักษาไว้ไม่ได้ 

 

อริญญา เถลิงศรี กรรมการผู้จัดการ และผู้ก่อตั้ง SEAC เปิดเผยว่า กรณีนี้ซีอีโอ ผู้บริหารองค์กร และฝ่าย HR ฟังแล้วอาจต้องกุมขมับ ไม่รู้ว่าจะต้องรับมือกับปัญหานี้อย่างไร แน่นอนว่าอาจจะเปิดรับสมัครคนเข้ามาทำงานใหม่ได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าคนใหม่จะเหมาะสมและฟิตกับวัฒนธรรมองค์กรหรือไม่ ท่ามกลางสงครามของการแย่งชิง Talent 

 

แม้ปัญหาที่เกิดขึ้นจะไม่กระเทือนจนทำให้องค์กรล้มทันทีทันใด แต่จะพัฒนากลายเป็นปัญหาที่ค่อยๆ กัดกินส่วนที่ดีไปเรื่อยๆ จนพนักงานทุกคนชินชากับการทำงานกินเงินเดือนไปวันๆ ทำไปก็เสมอตัว ไม่ก้าวหน้า ไม่พัฒนาตัวเอง หากคุณปล่อยให้ระบบนิเวศนี้เกิดขึ้น ในวันหนึ่งองค์กรของคุณจะจมอยู่กับความสำเร็จในอดีตและถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพราะคู่แข่งที่ยกระดับการพัฒนาคนในองค์กรวิ่งไปสู่เป้าหมายและผลกำไร แต่คุณยังต้องมาปวดหัวหาทางกวาดบ้านถูบ้านตัวเองจนหมดแรงใจที่จะมีความหวังให้พนักงานตัวเอง Upskills หรือ Reskills ยกระดับการทำงานให้เท่าทันโลกปัจจุบัน 

 

เมื่อ ‘คน’ ไม่ใช่เครื่องจักร ที่จะวางระบบ เขียนคำสั่งทำงานให้เสร็จเป็นจ๊อบๆ ได้ คุณในฐานะผู้บริหารองค์กรจะมีวิธีการแก้ไขปัญหานี้อย่างไร เพราะองค์กรยังต้องรันทุกอย่างด้วยคนอยู่ดี โดยเฉพาะคนเก่งที่แม้จะมีจำนวนน้อย แต่สร้างผลลัพธ์การทำงานได้ในสัดส่วนสูง

 

ตลอดการทำธุรกิจ การเรียนรู้และให้คำปรึกษากับภาคเอกชนมากว่า 30 ปี พบว่า ปัญหาเรื่องการพัฒนาคนคือประเด็นที่ SEAC รับรู้ผ่านลูกค้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลข่าวสารมีอยู่รอบตัว รวมถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากมาย ทำให้ความคิดคนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ที่สำคัญคือคนมีสิ่งที่เรียกว่า ‘Mind’ มีชีวิตจิตใจ สิ่งรอบๆ ตัวบางอย่างจึงมีผลต่อการใช้ชีวิตและการทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อพูดถึงเรื่อง ‘คน’ หรือพนักงาน ผู้ที่เกี่ยวข้องที่สุดที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้คือ ผู้บริหาร เจ้าของกิจการ และท็อป HR ที่ต้องเริ่มเข้าใจปัญหาและปรับเปลี่ยนตัวเองก่อน เพราะต่อให้พนักงานที่รับรู้วิกฤตอยากจะเปลี่ยน แต่หัวยังไม่ขยับ ทุกอย่างก็จะเหมือนเดิม 

 

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าผู้บริหารองค์กรและท็อป HR มีสิ่งที่ทำอยู่แล้ว แต่โลกวันนี้ที่เปลี่ยนแปลงแทบทุกวินาที การใช้เครื่องมือและวิธีการเดิมๆ จะไม่สามารถพาองค์กรไปได้ไกล ดังนั้น ต้องรีเฟรมอยู่เสมอ และตั้งเป้าหมายให้ชัด โดยสรุป 4 เป้าหมายที่ผู้บริหารองค์กรจะทำสำเร็จได้ หากใส่ใจและปรับการบริหารดูแลคนสู่ภาพใหม่ ดังนี้ 

 

ขับเคลื่อนประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรให้ดีขึ้น (Drive Better Organizational Performance)

ทุกองค์กรมีเป้าหมายที่ท้าทายขึ้นทุกปี มี Stretch Goals ที่ต้องทำให้สำเร็จ เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้เกิดเพอร์ฟอร์แมนซ์ที่สูงขึ้น ทั้งเป้าหมายและผลลัพธ์ที่สำคัญ (Objective and Key Result: OKR), ดัชนีชี้วัดความสำเร็จของผลงาน (Key Performance Indicator: KPI) และตัวชี้วัดที่ใช้ในการประเมินถึงประสิทธิภาพของการทำงาน (Metric) ที่ยากขึ้น

 

ในสนามแข่งขันที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป องค์กรที่ยังใช้รูปแบบการบริหารดูแลคน หรือ HR Practice แบบเดิม การขับเคลื่อนเพอร์ฟอร์แมนซ์จะยากขึ้น ดังนั้น การสร้างและรักษาคนเก่ง ระบบการสรรหาและดูแล Gigs เข้ามาทำงานในองค์กร จึงต้องนำกลับมาทบทวนและมองหาแนวทางการปรับเปลี่ยน HR Practice สู่ภาพใหม่ เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายที่ท้าทายขึ้นได้สำเร็จ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับปรุงโครงสร้างในภาพใหญ่ หรือ Reframe การดูแลคนแบบใหม่ให้เข้ากับองค์กร

 

เสริมสร้างการมีส่วนร่วมของพนักงาน และรักษาคนเก่งไว้กับองค์กรได้ดียิ่งขึ้น (Enhance Employee Engagement and Talent Retention)

การสร้างความรู้สึกผูกพันของพนักงานต่อองค์กร และการรักษาคนเก่ง หรือ Talent ให้อยู่กับองค์กร ยังคงท้าทายการทำงานของ HR ในยุคปัจจุบัน และเป็นสิ่งที่ผู้บริหารของทุกองค์กรมิอาจละเลย เพราะแต่ละคนมีความต้องการแตกต่างกัน คนที่ทำงานมานานก็แบบหนึ่ง คนที่เพิ่งมาทำงานก็แบบหนึ่ง รวมถึงความต้องการของคนหลากเจเนอเรชันในที่ทำงาน

 

ผู้บริหาร ผู้นำที่เริ่มปรับบทบาทจาก People Manager ที่ชี้นิ้วสั่งการ เป็น People Leader ที่ชี้ชวนคนในองค์กรไปข้างหน้าพร้อมกัน ทั้งชวนกันคุย ชวนกันคิด ชวนกันทำ และชวนกันใส่พลังลงไป จะสามารถสร้างความรู้สึกผูกพันของพนักงานที่มีต่อองค์กรได้ เพราะมนุษย์มีขึ้นมีลง วันหนึ่งรู้สึกดี วันหนึ่งรู้สึกห่อเหี่ยวไปตามสถานการณ์ การเติมพลังใจ เช่น การพูดคุยอย่างใกล้ชิด การชมเชย การให้คำแนะนำเวลาที่ทำผิดพลาด และการใส่ใจรับฟังไอเดียใหม่ๆ 

 

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่นี่คือการเติมประสบการณ์ในทุกโมเมนต์ให้กับพนักงาน

 

เมื่อจิตใจรู้สึกว่าได้รับการปลอบประโลม รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เผชิญกับงานเพียงลำพัง สายสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงานหรือเจ้านายก็จะค่อยๆ ดีขึ้น และทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น ดังนั้น ผู้บริหารองค์กรและท็อป HR ต้องคอยอัปเดตแนวทางใหม่ๆ ในการพัฒนาประสบการณ์และความเป็นอยู่ของพนักงานทั้งองค์กร ช่วยเติมพลังใจ เติมไฟให้กับคนทำงาน โดยเฉพาะปัจจัยที่จะดึงดูดและรักษาคนเก่งให้คงอยู่กับองค์กรได้ยาวนานที่สุด

 

ส่งเสริมวัฒนธรรมการทำงานเชิงบวก เกิดความหลากหลายและการไม่แบ่งแยกในที่ทำงาน (Foster a Positive and Inclusive Work Culture)

การทำให้คนยังเชื่อในตัวองค์กร ยังคิดว่าตำแหน่งที่ทำอยู่ตอบโจทย์คุณค่าของตัวเอง ยังเชื่อมั่นในเส้นทางการเติบโตในสายอาชีพของตัวเอง ถือเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมให้พนักงานคิดบวกอยู่เสมอ ถ้าองค์กรยังใช้เครื่องมือดูแลบริหารคนแบบเดิมในวันที่โลกการทำงานไม่เหมือนเดิม ก็จะสร้างพลังการทำงานเชิงบวกไม่สำเร็จ เพราะวันนี้โซเชียลมีเดียครองโลกจนเราหนีไปไหนไม่ได้ ข้อมูลข่าวสารที่เข้ามาถึงพนักงานก็มีมากมาย ซึ่งข้อมูลบางอย่างอาจทำให้เสียสมาธิในการทำงาน บ้างได้ยินคนนั้นโพสต์ถึงคนนี้ว่าเป็นคนแบบนั้นแบบนี้ จนเสียความรู้สึกหรือเกิดความระแวงกับเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้า จึงมีโอกาสยากมากๆ ที่จะมีเพียง Positive Culture 

 

อีกทั้งภาระหน้าที่ที่ยากกว่าเดิมทั้งหมดจึงตกอยู่ที่ผู้บริหารองค์กร เจ้าของกิจการ และท็อป HR ที่ต้องคอยรักษาสภาพแวดล้อมที่ดี และจากข้อมูลวิจัยที่ SEAC รวบรวมเกี่ยวกับ Multi-Generational Workforce พบว่า 35% ของพนักงาน 1,000 คนในองค์กร รู้สึกว่าวัฒนธรรมองค์กรและกระบวนการทำงานยังเอื้อต่อคนบางกลุ่ม บางเจเนอเรชัน และ 45% กลับรู้สึกว่าหัวหน้างานมีอคติต่อพนักงานกลุ่ม Gen Y ดังนั้น ผู้บริหารยุคนี้ยังต้องบริหาร Multi-Generational Workforce ที่มีมุมมอง ทัศนคติ และความต้องการที่หลากหลาย ซึ่งนำมาสู่ความเข้าใจผิดในบางครั้งอีกด้วย

 

ขับเคลื่อนธุรกิจโดยใช้เทคโนโลยีและข้อมูล Data Driven (Embrace Technology and Data-Driven Insights)

องค์กรยุคนี้ต้องใช้เครื่องมือใหม่คอยหาแนวทางการทำงานคู่กับเทคโนโลยี เพื่อการทำงานที่รวดเร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งเสริมให้พนักงานใช้ AI มาเป็นเพื่อนคู่คิด ใช้ข้อมูลมหาศาลมาช่วยตัดสินใจในเรื่องซับซ้อน และการพัฒนาให้คนเก่งขึ้นจากเทคโนโลยี องค์กรที่ยังไม่เริ่มใช้เทคโนโลยีและนำข้อมูล Data Driven มาใช้ขับเคลื่อนธุรกิจ องค์กรจะถอยหลังและวิ่งไม่ทัน เพราะยุคนี้คือการทำงานคู่กับ AI 

 

ทั้งนี้ ประเทศไหนหรือองค์กรไหนที่นำ AI มาคู่กับการทำงานในทุกงานจะทำให้องค์กรและประเทศนั้นเกิดผลลัพธ์ที่ดีกว่าการไม่ใช้ AI ทั้งความเร็ว ประสิทธิผล และประสิทธิภาพ โดย SEAC รวบรวม 12 เครื่องมือ AI ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับงาน HR ที่องค์กรสากลชั้นนำใช้ เช่น เครื่องมือช่วยสกรีนคัดกรองคนอย่าง Hiretual และ Ideal เป็นต้น และยังมีเครื่องมือ AI รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ มากมายที่ผู้บริหารระดับสูงและท็อป HR ในองค์กรต้องหมั่นอัปเดตให้เท่าทัน และสรรหาแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทขององค์กรมาปรับใช้อย่างรวดเร็วและให้เกิดประสิทธิผลมากที่สุด

 

สุดท้าย หากจะพาองค์กรพิชิต 4 เป้าหมายสำคัญนี้ได้สำเร็จในปีหน้า ก็คงต้องเริ่มต้นจากผู้บริหารที่ต้องให้ความสำคัญและกลับมาทบทวนว่า กระบวนการบริหารคนที่ทำอยู่จะคือสิ่งที่ ‘ใช่’ และเพียงพอที่จะพาคน พาองค์กรไปข้างหน้าได้ถูกทาง

 

องค์กรที่กำลังมองหาแนวทางและเครื่องมือให้กับผู้บริหารระดับสูง ซีอีโอ เจ้าของกิจการ และท็อป HR นำไปรีเฟรมการบริหารและดูแลคน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายขององค์กรได้สำเร็จ เรียนรู้เพิ่มเติมด้วยตนเองได้ที่ https://bit.ly/46tkp61

The post 4 เป้าหมายสำคัญขององค์กรที่ ‘ซีอีโอ’ ฝันเห็น อาจสะดุดหากไม่เริ่มรีเฟรมการบริหารดูแล ‘คน’ ปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความรู้มากมาย แต่หยิบมาใช้ในชีวิตจริงยากเกิน! SEAC เปิดตัวนวัตกรรม Smart Learning สร้างการเรียนรู้แบบใหม่ที่นำมาใช้ได้จริง https://thestandard.co/seacs-smart-learning/ Fri, 09 Jun 2023 05:34:58 +0000 https://thestandard.co/?p=801107 SEAC’s Smart Learning

ความรู้มากมาย แต่หยิบมาใช้ในชีวิตจริงยากเกิน จากนี้จะไม […]

The post ความรู้มากมาย แต่หยิบมาใช้ในชีวิตจริงยากเกิน! SEAC เปิดตัวนวัตกรรม Smart Learning สร้างการเรียนรู้แบบใหม่ที่นำมาใช้ได้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
SEAC’s Smart Learning

ความรู้มากมาย แต่หยิบมาใช้ในชีวิตจริงยากเกิน จากนี้จะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป เมื่อ SEAC เปิดตัวนวัตกรรม SEAC’s Smart Learning แก้ Pain Point ให้ผู้คนและองค์กรนำการเรียนรู้ไปปรับใช้ได้จริง

 

“บริบทของโลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วจากการเข้ามาของเทคโนโลยี ทำให้การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด โดยเฉพาะการใช้ชีวิตในการทำงานที่ต้องเพิ่มทักษะ Soft Skill อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเห็นการเข้าอบรมหลักสูตรจากผู้เชี่ยวชาญตามสถาบันต่างๆ แต่ด้วยข้อจำกัด ประกอบกับรูปแบบการสอนที่เน้นหลักทฤษฎีนั้น อาจทำให้ผู้เรียนไม่สามารถนำความรู้ไปใช้ได้จริง” อริญญา เถลิงศรี กรรมการผู้จัดการ และผู้ก่อตั้ง SEAC กล่าว

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

จุดกำเนิดให้ SEAC พัฒนานวัตกรรม ‘SEAC’s Smart Learning’ จดสิทธิบัตรเฉพาะของบริษัท เน้นการเรียนรู้ด้วย 4Line Learning, 5Phase Development และ 6 Learning Labs เน้นผลลัพธ์ที่นำไปปรับใช้ได้จริง โดยจะมีพื้นที่และเครื่องมือให้ปฏิบัติจริง

 

สิ่งที่น่าสนใจของโปรแกรมนี้คือจะเป็นการจับทุก Pain Point ของการเรียนรูปแบบเก่ามาปรับใหม่ เน้นให้สนุก เข้าใจง่าย มีส่วนร่วม เรียนได้อย่างต่อเนื่อง และนำไปใช้ได้จริง และยังเปิดโอกาสให้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อนำไปต่อยอดในการทำงานได้

 

โดยที่ผ่านมา SEAC เป็นหนึ่งในองค์กรที่ผลักดันให้เกิดการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงองค์กร จนทำให้ปัจจุบันมีทั้งกลุ่มลูกค้าบุคคลและองค์กร และที่ผ่านมามีผู้เข้าร่วมอบรมกว่า 2 ล้านคน และพบว่าผู้เรียนสามารถนำทักษะออกไปใช้ได้จริงถึง 95%

 

ด้าน เจมส์ เอนเกล Chief Learning Architect, SEAC กล่าวต่อไปว่า หัวใจสำคัญของการเรียนรู้คือ เราให้ความสำคัญกับผลลัพธ์จากการออกแบบประสบการณ์การเรียนโดยยึดผู้เรียนเป็นหลัก พร้อมกับสอนให้เชื่อมโยงเนื้อหาบริบทของแต่ละคน เน้นใช้เทคโนโลยีเชื่อมต่อและฝึกปฏิบัติไปด้วยกัน เชื่อว่าจะตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ต่อเนื่อง

 

ยิ่งไปกว่านั้นจะช่วยผลักดันตลาดธุรกิจด้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและองค์กรของประเทศไทยที่มีมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท ให้มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

และจะสามารถรองรับยุคหลังโควิด หลายๆ องค์กรพยายาม Reskill ให้กับพนักงาน จากงานวิจัยพบว่าผู้เรียนกว่า 75% ไม่ได้รู้สึกว่าการเข้าฝึกอบรมมีประสิทธิภาพจริง และอีกกว่า 88% ไม่สามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในการทำงานได้ ซึ่งถือเป็นจำนวนที่มากหากเทียบกับตัวเลขผู้เข้าเรียนและเม็ดเงินที่ผู้คนได้ใช้จ่ายให้กับอุตสาหกรรมนี้

 

และเป้าหมายใหญ่ที่ SEAC ต้องการไปให้ถึงคือการพยายาม Upskill คนไทยให้ได้มากกว่า 1 ล้านคนภายในปี 2567

The post ความรู้มากมาย แต่หยิบมาใช้ในชีวิตจริงยากเกิน! SEAC เปิดตัวนวัตกรรม Smart Learning สร้างการเรียนรู้แบบใหม่ที่นำมาใช้ได้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
SEAC ย้ำวิสัยทัศน์ Empower Lives Through Learning ตั้งเป้ายกระดับชีวิตคนไทยนับล้านผ่านการเรียนรู้ [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/seac-empower-lives-through-learning/ Wed, 26 Jan 2022 02:00:36 +0000 https://thestandard.co/?p=585971 SEAC

จะเกิดอะไรขึ้นหากทักษะเดิมที่มีกำลังจะไร้ความหมาย และชุ […]

The post SEAC ย้ำวิสัยทัศน์ Empower Lives Through Learning ตั้งเป้ายกระดับชีวิตคนไทยนับล้านผ่านการเรียนรู้ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
SEAC

จะเกิดอะไรขึ้นหากทักษะเดิมที่มีกำลังจะไร้ความหมาย และชุดทักษะใหม่ที่จำเป็นต้องมีในโลกยุคใหม่ก็เพิ่มมากขึ้น

 

ช่วงปีที่ผ่านมา องค์กรมากมายรวมถึงกลุ่มคนที่มองเห็นทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ ให้ความสำคัญกับการ Upskill-Reskill อย่างมาก ส่งผลให้องค์กรที่ดำเนินการเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะต่างๆ ได้รับความนิยมเช่นกัน 

 

SEAC (ซีแอค) หนึ่งในองค์กรที่ยกระดับชีวิตคนไทยผ่านการเรียนรู้ตลอด 30 ปี ช่วยสร้างโอกาสให้กับผู้คนไปแล้วกว่า 1.5 ล้านคน ทั้งภาครัฐและเอกชน ผ่านการเรียนรู้รูปแบบต่างๆ ประกาศเป้าหมายใหญ่ที่จะอัปสกิลคนไทยมากกว่า 1 ล้านคน ภายใน 3 ปี พร้อมกางแผนยุทธศาสตร์ติดอาวุธด้วยชุดทักษะใหม่ให้คน 8 กลุ่ม ภายใต้พันธกิจ EMPOWER LIVES THROUGH LEARNING 

 

ด้วยความเชื่อที่ว่า ‘ด้วยการเรียนรู้ คนจะเลือกใช้ชีวิตได้ดีขึ้น เดินต่อไปได้ไกลขึ้น และมีอนาคตที่สดใสมากขึ้น’ เป้าประสงค์ของการเติมทักษะให้กับคนไทยของซีแอค ใช่เพียงเพื่อสร้างคนที่พร้อมรบในสนามการทำงานเท่านั้น แต่มุ่งหวังให้ทุกคนนำทักษะต่างๆ ไปปรับใช้ในชีวิต เพื่อเติมเต็มทุกเป้าหมายและยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

 

 

อริญญา เถลิงศรี กรรมการผู้จัดการ SEAC ย้ำถึงเจตนารมณ์ของซีแอคที่ต้องการมีส่วนสร้างสังคมดีๆ ให้กับประเทศ โดยเฉพาะช่วงสองปีที่ผ่านมา คนไทยต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ในฐานะองค์กรที่ผลักดันและช่วยเหลือให้เกิดการพัฒนาศักยภาพและเปลี่ยนแปลงองค์กรและคน ตั้งแต่ระดับปฐมภูมิ จนถึงองค์กรชั้นนำขนาดใหญ่ จึงไม่หยุดส่งต่อ ‘โอกาส’ ให้กับผู้คนอีกมากมาย

 

ด้วยวิสัยทัศน์ ความเชี่ยวชาญ นวัตกรรม และเครื่องมือที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้วว่าสร้างผลลัพธ์ได้จริง ตลอดจนผสานการเรียนรู้เข้ากับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เรียกว่า Truly-EdTech เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในหลายมิติ รวมถึงการที่ซีแอคมีพันธมิตรที่เป็นสถาบันการศึกษาชื่อดังระดับโลก กลายเป็นองค์ประกอบชั้นเลิศที่ช่วยเสริมศักยภาพคนไทยในการพัฒนาทุกทักษะที่ต้องการ


การเรียนรู้สามารถ ‘Empower’ ชีวิตผู้คนได้อย่างไร

 

การมอบโอกาสให้กับผู้คนด้วยทักษะการเรียนรู้ จะสามารถยกระดับชีวิตคนไทยได้อย่างไร ซีแอคจึงนำตัวอย่างความสำเร็จมาให้ทุกคนได้เห็นภาพ อาทิ การเข้าไปมีส่วนเสริมทักษะให้กับกลุ่มนักศึกษาพิการกว่า 50 คน ร่วมกับมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม จนสร้าง Growth Mindset ให้พวกเขาเชื่อมั่นในตัวเองและสามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้ จนสามารถก้าวข้ามความท้าทายและความเชื่อเดิมๆ สู่การได้รับโอกาสจ้างงานในตลาดแรงงาน

 

ช่วงปีที่ผ่านมา การเรียนออนไลน์เป็นความท้าทายของผู้สอนไม่ต่างจากผู้เรียน ซีแอคมีโอกาสเข้าไปทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี โดยจัดอบรมทักษะที่จำเป็นให้กับอาจารย์ในมหาวิทยาลัยฯ จนสามารถพลิกโฉมการสอนของอาจารย์ ตั้งแต่การเตรียมการสอน รูปแบบการสอน และวิธีติดตาม วัดผล และเปิดมิติใหม่ให้กับห้องเรียนออนไลน์แบบสอนสดได้ กลายเป็นการเรียนที่สนุกและชวนติดตาม 

 

อีกทั้ง ซีแอคได้นำ Outward Mindset ไปช่วยพัฒนาแนวคิดและองค์ความรู้ให้กับข้าราชการจังหวัดสระบุรีกว่า 50 คน ผ่านโครงการ Hi-Pro Saraburi 4.0 เน้นทักษะการสื่อสารที่นำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างตรงจุด จนนำไปสู่การสร้างโมเดลจังหวัดต้นแบบ 4.0 และคว้ารางวัลคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ 4.0 ประจำปี พ.ศ. 2564 ได้สำเร็จ

 

นอกจากนี้ ซีแอคยังได้มีโอกาสเข้าไปช่วยสร้างมุมมองการทำงานใหม่ให้กับผู้นำบริหารในองค์กรต่างๆ ด้วยแนวคิด Outward Mindset จนสามารถทำให้ผู้บริหารเปลี่ยนมุมจาก ‘ให้ได้งาน…ต้องบี้คน’ สู่ ‘งานกับคน ต้องหมุนไปด้วยกัน’ นำพาความสำเร็จให้หลากหลายองค์กร และยังมีอีกหลายองค์กรชั้นนำที่เปิดโอกาสให้ซีแอคมีส่วนช่วยติดอาวุธทักษะที่จำเป็นในการวางกลยุทธ์ในเกมที่ยังมองไม่เห็นทิศทางที่ชัดเจน รวมถึงการกำหนดรูปแบบการทำงานใหม่ๆ ให้กับคนในองค์กร จนทำให้ทีมสามารถปรับใช้วางแผนกลยุทธ์ได้สำเร็จ

 

 

ทิศทางต่อไปของ SEAC ปี 2565

 

อริญญายังแสดงวิสัยทัศน์พร้อมประกาศเป้าหมายใหม่ ยกระดับศักยภาพคนและองค์กรผ่านการเรียนรู้ และการสร้างอิมแพ็กให้เกิดขึ้นจริง ทั้งในระดับสังคมและระดับประเทศ “ซีแอคพยายามเข้าถึงคนทุกกลุ่มเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ ผ่านการออกแบบหลักสูตร โดยมีเป้าหมายเพิ่มอีก 1 ล้านชีวิต ภายในปี 2025 และให้เกิดอีก 1 แสนเรื่องราวดีๆ จากการเรียนรู้ ทั้งในกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ผู้สูงอายุ อาจารย์ พนักงานภาครัฐ พนักงานเอกชน เจ้าของกิจการ หัวหน้างาน ผู้จัดการ ผู้บริหารงาน ซึ่งการเรียนรู้ต้องสนุก ผ่านการถ่ายทอดจากผู้เชี่ยวชาญไปสู่ผู้เรียน และสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้จากหลักสูตรคุณภาพที่ได้มาตรฐานชั้นนำระดับโลก”

 

 


แต่การขยายผลให้เกิดขึ้นจริง อริญญายังบอกด้วยว่า จำเป็นต้องต่อสู้กับความเชื่อที่ว่า ‘การเรียนรู้เป็นเรื่องน่าเบื่อ’ ซีแอคจึงออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยส่วนผสมการเรียนรู้ที่เหมาะกับคนในยุคนี้ ทำให้ผู้เรียนอยากเรียนและเรียนอย่างต่อเนื่อง โดยมีส่วนผสม 5 องค์ประกอบ คือ

  • Design การออกแบบประสบการณ์และหลักสูตรที่เหมาะสมที่สุดให้กับผู้เรียนและองค์กรธุรกิจบนบริบทของสังคมไทย
  • Technology เทคโนโลยีที่ทำให้การมีส่วนร่วมในหลักสูตรเป็นเรื่องง่าย ทำให้ผู้เรียนสนุก อยากเรียน และเรียนได้อย่างต่อเนื่อง
  • Experienced Trainers ผู้สอนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและรู้วิธีการถ่ายทอดความรู้อย่างมีพลัง
  • Learning Community สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ที่มีคนหลากหลายความเชี่ยวชาญ ต่างอาชีพ ต่างวัย
  • Global Content นำเนื้อหาคุณภาพ หลักสูตรจากสถาบันชั้นนำระดับโลกมาใช้ 

 

 

นอกจากนั้นยังวางแผนจะนำ 5 ประสบการณ์การเรียนรู้และหลักสูตรคุณภาพ ไปช่วยสร้างโอกาสกับคน 8 กลุ่ม นิภัทรา ตั้งพจน์ทวีผล Product Director, YourNextU by SEAC กล่าวว่า “ปัจจุบันรูปแบบการทำธุรกิจและทักษะที่จำเป็นในการทำงานในปัจจุบันเปลี่ยนไปเร็วมาก การใช้ชุดความรู้เดิมและแนวทางการทำงานแบบเดิมอาจไม่ได้ผลเหมือนเดิมอีกต่อไป เรามองเห็นช่องว่างและความท้าทายของการพัฒนาชุดทักษะใหม่ๆ ของคนหลายกลุ่ม ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง”

 

4 กลุ่มที่ต้องรีบ ‘Reskill-Upskill’ ให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลง

 

กลุ่มเยาวชนที่เป็นอนาคตของชาติ (Young Generation Students) การพึ่งพาระบบการศึกษาหลักเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่ทันการณ์ ซีแอคจึงนำ ‘ชุดทักษะวิชาชีวิต’ ที่จำเป็นและไม่มีสอนในรั้วโรงเรียน ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในการใช้ชีวิตและวิธีคิดที่จำเป็น ประกอบไปด้วย Life Skills และ Future Work Skill หลักสูตรจากมหาวิทยาลัยและพันธมิตรชั้นนำจากต่างประเทศ อาทิ ฟินแลนด์ สหรัฐอเมริกา เพื่อสร้างเด็กไทยและประเทศให้พร้อมแข่งขันในโลกอนาคต

 

กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในตลาดแรงงาน (New Generation Workforce) โดยเฉพาะกลุ่มคนที่จบการศึกษาในจังหวะที่โลกประสบปัญหาวิกฤตโควิด-19 เมื่อความรู้ที่ได้เรียนในเชิงวิชาการจากสถาบันการศึกษาไม่พอสำหรับโลกการทำงานในยุคปัจจุบัน ซีแอคจึงเน้นเรื่อง ‘ชุดทักษะจำเป็นในโลกการทำงานสมัยใหม่’ คัดมาแล้วทั้ง Certificate จากต่างประเทศแบบเข้มข้น และ Short-Course เพื่อสร้างโอกาสทางอาชีพ และช่วยผลักดันองค์กรให้เป็น High Performance Organization ในอนาคต

 

กลุ่มเจ้าของกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (Entrepreneurs & SMEs) เป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจและยังเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในช่วงวิกฤตโควิด-19 ซีแอคจะเข้ามามีส่วนช่วยให้เจ้าของธุรกิจขนาดกลางและย่อมสามารถปรับตัวได้เร็ว ลุกได้เร็ว ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคและรูปแบบธุรกิจสมัยใหม่ ด้วยหลักสูตรระดับโลกที่ทำการย่อยมาแล้วให้เข้าใจง่าย สั้น กระชับ และได้มาตรฐานสากลระดับโลก อีกทั้งยังสร้างคอมมูนิตี้เพื่อให้ SMEs มีเวทีในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ มีทักษะการบริหารคนและธุรกิจให้เติบโตแบบก้าวกระโดด

 

กลุ่มคนที่กำลังมองหาการเติบโตในสายอาชีพที่มั่นคง (Career Transitioning Employees) คนวัยทำงานไม่น้อยที่กำลังเตรียมตัวเองให้พร้อมกับบทบาทใหม่ในชีวิต ทั้งอาชีพใหม่หรือการก้าวหน้าในตำแหน่งที่สูงขึ้น เมื่ออิงข้อมูลจาก World Economic Forum คาดการณ์ว่า 2-3 ปีข้างหน้า ทุกสาขาอาชีพจะมีชุดทักษะประมาณ 40% ที่จำเป็นต้องอัปเกรด การอัปสกิลรีสกิลจึงเป็นโจทย์รวมของคนวัยทำงานในปีนี้ ซีแอคจึงนำ ‘ชุดทักษะสำหรับกลุ่มงานสมัยใหม่’ โดยคัดสรรหลักสูตรและร่วมออกแบบกับผู้เชี่ยวชาญและพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ อาทิ SimpliLearn ในการออกแบบทักษะงานที่เหมาะกับโลกการทำงานในยุคนี้ได้อย่างตรงจุด

 

 

 

ด้าน บุญชัย พงศ์รุ่งทรัพย์ Product Director, SEAC อธิบายเพิ่มเติมถึง 4 กลุ่มคนในองค์กรที่ต้องปรับเพื่อเปลี่ยนให้ทันการเปลี่ยนแปลง พร้อมชี้ให้เห็นว่า “ต่อจากนี้ องค์กรทุกขนาดกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงที่มากกว่าการทรานฟอร์มองค์กร แต่จะเป็นการทรานฟอร์มในวิธีคิด ทักษะและรูปแบบการทำงานของบุคลากรทุกระดับในองค์กร เพื่อยกระดับความสุขและประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้น ให้สามารถเดินหน้าสร้างผลลัพธ์แห่งความสำเร็จขององค์กร”

 

4 กลุ่มคนในองค์กรที่ต้องปรับเพื่อเปลี่ยนให้ทันความเปลี่ยนแปลง

  

ผู้นำทุกระดับขององค์กร (Leaders at All Levels) ผลสำรวจเผยว่า 54% ของผู้นำทั่วโลก ใช้รูปแบบเดียวในการนำทีม แม้จะต่างคน ต่างสถานการณ์ และ 50% ของผู้นำ ใช้รูปแบบการนำทีมที่ไม่ตรงกับความต้องการของลูกน้อง ซีแอคจึงสรรหา ‘ชุดพัฒนาภาวะผู้นำ’ สำหรับผู้นำทุกคนที่มีลูกน้อง ซึ่งพิสูจน์มาแล้วกว่า 30 ปี จากสถาบันที่เชี่ยวชาญการพัฒนาภาวะผู้นำระดับโลกอย่าง The Ken Blanchard Companies โดยซีแอคเป็นตัวแทนเจ้าแรกและเจ้าเดียวในประเทศไทย

 

กลุ่มคนที่มีความสามารถและมีความสำคัญขององค์กร (Talent) ปกติแล้วนั้นในหนึ่งองค์กรจะมี Talent เพียง 10-15% แต่กลับสร้างผลลัพธ์ให้กับองค์กรมากถึง 80% เท่ากับว่า หากองค์กรเร่งพัฒนาทักษะได้อย่างตรงจุดและรวดเร็ว จะช่วยให้องค์กรปรับตัวตามกระแสการเปลี่ยนแปลงได้ทัน และผลักดันธุรกิจไทยให้ได้มาตรฐานระดับโลก ซีแอคนำ ‘ชุดพัฒนาทักษะสำหรับ Talent’ ซึ่งได้รับการออกแบบเฉพาะด้วยวิธีการที่หลากหลายตามระดับมาตรฐานสากล 

 

กลุ่มผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในองค์กร (Changemaker) การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วทำให้องค์กรต้องเร่งหานวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไว สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับองค์กรและประเทศ ซีแอคเลือก ‘ชุดหลักสูตรสำหรับการพลิกโฉมองค์กร’ โดยผนึกพันธมิตรกับองค์กรชั้นนำของโลกอย่าง J2N Global ออกแบบทักษะที่ได้ทำการพิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในองค์กรได้จริง ไปจนถึงวิธีคิดของคน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในทุกๆ เรื่อง 

 

ผู้บริหารองค์กรทั้งในส่วนภาครัฐและเอกชน (Top Executives) พายุ Disruption ถาโถมใส่ทุกองค์กร จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริหารระดับสูงต้องหาวิธีตั้งรับด้วยเครื่องมือใหม่ๆ ซีแอคสรรหา ‘หลักสูตรสำหรับผู้บริหารองค์กร’ ผ่านการคัดกรองและออกแบบร่วมกับสถาบันชั้นนำระดับโลก อาทิ Michigan’s Ross School of Business, Stanford Center for Professional Development และ IMD เป็นต้น เพื่อให้ได้มาซึ่งเครื่องมือบริหารองค์กรและบริหารคนที่เฉียบคม เป็นอีกหนึ่งกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน

 

ชุดทักษะที่คนวัยทำงานต้องรู้ในปี 2565 


ส่วนประเด็นที่หลายคนอยากรู้คือ ชุดทักษะที่คนวัยทำงานต้องรู้ในปี 2565 คืออะไร? นิภัทราแบ่งเป็น 2 หมวดหลัก ได้แก่ หมวดทักษะ Digital Skill หรือชุดทักษะที่เกี่ยวข้องกับการทำ Digital Commerce ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Digital Marketing การทำ E-Commerce และ หมวดกลุ่มทักษะ Soft Skills โดยเฉพาะทักษะการแก้ปัญหาในลักษณะ Complex Problem Solving และทักษะการสื่อสารระหว่างบุคคล โดยเน้นไปที่การสื่อสารให้เกิดการมีส่วนร่วมและการเปลี่ยนแปลง สุดท้ายคือทักษะภาวะผู้นำในตัวเอง (Self-Leadership) เพื่อนำตัวเองไปสู่โอกาสใหม่ได้ทันที

 

อริญญายังกล่าวทิ้งท้ายว่า “นอกเหนือจากหลักสูตรมากมายที่มีเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้คนไทยอัปสกิลได้อย่างทั่วถึงแล้ว ซีแอคมีห้องเรียนเสมือนจริงบนออนไลน์ ทำให้ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็สามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้ รวมถึงมีพันธมิตรที่ครอบคลุมหลายจังหวัด ในหลากหลายประเทศ และการมองหาเทคโนโลยีที่หลากหลายเพื่อส่งต่อโอกาสให้กับคนทุกกลุ่ม เพราะเราต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาและยกระดับความรู้ความสามารถคนไทย สร้าง ‘โอกาส’ ให้คนไทยสามารถเลือกใช้ชีวิตได้ดีขึ้น เดินต่อไปได้ไกลขึ้น มีอนาคตที่สดใสและสมบูรณ์แบบมากที่สุด ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหนก็ตาม ภายใต้วิสัยทัศน์ Empower Lives Through Learning”

The post SEAC ย้ำวิสัยทัศน์ Empower Lives Through Learning ตั้งเป้ายกระดับชีวิตคนไทยนับล้านผ่านการเรียนรู้ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
SEAC ชวนผู้นำองค์กร รู้จักหลักคิดแบบ Haier องค์กรที่เชื่อในปรัชญา ‘เหรินตันเหออี’ พลิกจาก ‘ล้าหลัง’ เป็นสร้าง ‘นวัตกรรม’ ได้ไม่รู้จบ [Advertorial] https://thestandard.co/seac-haier-philosophy/ Mon, 22 Mar 2021 03:30:58 +0000 https://thestandard.co/?p=466284 SEAC ชวนผู้นำองค์กร รู้จักหลักคิดแบบ Haier องค์กรที่เชื่อในปรัชญา ‘เหรินตันเหออี’ พลิกจาก ‘ล้าหลัง’ เป็นสร้าง ‘นวัตกรรม’ ได้ไม่รู้จบ

เคยสงสัยไหมว่า วัฒนธรรมหรือรูปแบบโครงสร้างองค์กรแบบไหนท […]

The post SEAC ชวนผู้นำองค์กร รู้จักหลักคิดแบบ Haier องค์กรที่เชื่อในปรัชญา ‘เหรินตันเหออี’ พลิกจาก ‘ล้าหลัง’ เป็นสร้าง ‘นวัตกรรม’ ได้ไม่รู้จบ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
SEAC ชวนผู้นำองค์กร รู้จักหลักคิดแบบ Haier องค์กรที่เชื่อในปรัชญา ‘เหรินตันเหออี’ พลิกจาก ‘ล้าหลัง’ เป็นสร้าง ‘นวัตกรรม’ ได้ไม่รู้จบ

เคยสงสัยไหมว่า วัฒนธรรมหรือรูปแบบโครงสร้างองค์กรแบบไหนที่ถึงเวลาอันควรค่าที่จะต้อง ‘ปรับเปลี่ยน’ ล้างระบบใหม่เสียที เพื่อให้ทันต่อการรับมือความเปลี่ยนแปลงในโลกยุคที่อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้โดยไม่ทันคิด มีจำนวนวินาทีและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเร็วกว่าอัตราการดาวน์โหลดบนอินเทอร์เน็ต 5G?

 

เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมการบรรยายขนาดย่อๆ ที่จัดขึ้นโดย ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน (Southeast Asia Center) หรือ SEAC ในหัวข้อ ‘How to Create a Truly Resilient and Engaged Organization through the Application of Rendanheyi Principles’ หรือที่แปลเป็นไทยว่า

 

‘วิธีการสร้างองค์กรที่ยืดหยุ่นและมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงภายใต้แนวคิดแบบเหรินตันเหออี’ ซึ่งบรรยายโดย แกรี ฮาเมล (Gary Hamel) ผู้เขียนร่วมหนังสือ Humanocracy และผู้ร่วมก่อตั้ง Management Lab

 

และนี่คือบทสรุปจากการบรรยายบางส่วนที่เราได้หยิบยกมาให้ผู้อ่านได้ร่วมทำความรู้จัก และศึกษาไปพร้อมๆ กัน

 

ฮาเมล เริ่มต้นด้วยการเปิดประเด็นว่า ในแง่ขององค์กร บริษัทต่างๆ ที่ต้องการปรับตัวเปลี่ยนแปลงนั้น ถือเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่พวกเขาจะต้องดำเนินการปฏิวัติกระบวนการจัดการ และบริหารงานขององค์กรเสียใหม่โดยลงลึกไปถึงขั้น ‘รากฐานขององค์กร’ ไม่ใช่แค่มาร์จิน เครื่องมือหรือเทคนิคบางอย่างเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมา คนส่วนใหญ่อาจจะไม่มองกระบวนการบริหารจัดการเป็นเรื่องของ ‘เทคโนโลยี’ สักเท่าไร แต่ฮาเมลยืนยันว่า ‘มันคือเรื่องเดียวกัน’

 

“ผมให้คำนิยามคำว่า การบริหารจัดการ (Management) ไว้โดยง่ายว่า เป็นเครื่องมือ ระบบ โครงสร้าง ที่เราใช้ด้วยกัน ไม่สามารถใช้แยกกันได้อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยในแง่ของเทคโนโลยี มันคือสิ่งที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถของมนุษย์ เป็นสิ่งที่ช่วยให้ธนาคารสามารถควบคุมการทำธุรกรรมได้เป็นหลักล้านๆ ธุรกรรม ช่วยให้โรงงานผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพได้”

 

แต่ประเด็นก็คือ ฮาเมลชี้ให้เห็นว่า ตอนนี้ถือเป็นช่วงที่เราหรือผู้ประกอบการจะต้องเริ่มคิดอย่างจริงจังมากกว่าที่ผ่านๆ มาได้แล้วว่า กระบวนการบริหารจัดการขององค์กรของพวกเขาควรจะพัฒนาไปอย่างไร ในทิศทางไหน โดยเฉพาะในช่วงที่โลกหมุนไปอย่างรวดเร็ว ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายที่ถาโถมเข้ามา ความรู้เพิ่มเป็นเท่าตัวในระยะเวลาอันสั้น 

 

ตัวอย่างง่ายๆ เลยที่ฮาเมลยกขึ้นมาคือ ไม่กี่ปีที่แล้ว เรายังเพิ่งทำธุรกรรมกันผ่านการสั่งจ่ายเช็ค เงินสด แต่มาวันนี้ทั้งหมดถูกโยกขึ้นไปบนระบบดิจิทัล อีวอลเล็ตหรือบิตคอยน์ไปแล้ว หรือจากในอดีตที่เราต้องดูทีวีด้วยการมีช่องไม่กี่ช่องให้เลือก แต่กลายเป็นว่าวันนี้เรามีแพลตฟอร์มสตรีมมิงที่สามารถเลือกดูคอนเทนต์ได้เป็นล้านๆ รายการ เป็นต้น

 

เหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทาง ฮาเมล พยายามจะฉายภาพให้เราเห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องดำเนินการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง พื้นฐาน และวิธีการจัดการบริหารขององค์กรให้แตกต่างจากเดิม ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาที่ฮาเมลมีโอกาสได้ทำงาน พูดคุยให้คำปรึกษาร่วมกับองค์กรใหญ่ๆ มากกว่าหลาย 100 แห่งทั่วโลก เขาได้พบกับ ‘ช่องโหว่ขององค์กรเป็นจำนวนมาก’ โดยมีจุดร่วมเดียวกัน นั่นก็คือ บุคลากรในองค์กรขาด 3 ทักษะเหล่านี้

 

  1. Resilient ความยืดหยุ่น
  2. Creative ความคิดสร้างสรรค์
  3. Caring ความสนใจ เป็นห่วงเป็นใยผู้อื่น

 

แต่กลับมี 3 สิ่งเหล่านี้ ประกอบไปด้วย

 

  1. Inertial ความเฉื่อยชา
  2. Incremental ยึดติดกับแนวคิดเดิมๆ
  3. Inhuman ไร้ความสนใจ ไม่แยแส

 

นั่นเป็นเรื่องที่ฮาเมลในฐานะผู้เขียนหนังสือ Humanocracy เชื่อว่า องค์กรเก่าๆ ส่วนใหญ่ในวันนี้ใช้ศักยภาพบุคลากรได้ไม่คุ้มค่าในการผลักดันองค์กรให้เดินไปข้างหน้า เมื่อเทียบกับจำนวนบุคลากรที่พวกเขามีอยู่ในองค์กร สวนทางกับองค์กรบริษัทใหม่ๆ สตาร์ทอัพจากซิลิคอนวัลเลย์ที่มาพร้อมกับโมเดลการทำธุรกิจที่สดใหม่ ทะเยอทะยาน มีขนาดโครงสร้างองค์กรที่คล่องตัว (Lean) มีโครงสร้างองค์กรไม่ซับซ้อน (Flat) เรียบง่าย แต่ขณะเดียวกันก็ทรงพลัง เปิดกว้าง และมีอิสระ

 

(ล่าง) แกรี่ฮาเมล (Gary Hamel) ผู้เขียนร่วมหนังสือ Humanocracy และผู้ร่วมก่อตั้ง Management Lab  

(ล่าง) แกรี่ฮาเมล (Gary Hamel) ผู้เขียนร่วมหนังสือ Humanocracy
และผู้ร่วมก่อตั้ง Management Lab  

 

 

โดยในส่วนขององค์กรใหญ่ๆ นั้น ฮาเมลไม่ได้ลงรายละเอียดแบบลึกเท่าไร เพียงแต่ยกตัวอย่าง ‘พฤติกรรม’ หรือโมเดลบางอย่างที่กลายเป็นอุปสรรคต่อการเติบโต การมีขนาดองค์กรที่เทอะทะ ไม่คล่องตัว นั้นประกอบไปด้วย บุคลากรที่มีหน้าที่รับผิดชอบมากเกินไป อำนาจกระจุกตัวอยู่ที่ศูนย์กลาง กระบวนการต่างๆ ซับซ้อนเกินความจำเป็น กฎเยอะกฎแยะ มีบุคลากรระดับ CxOs หรือรองประธานต่างๆ เต็มไปหมด รวมไปถึงการตัดสินใจทางกฎหมายที่ต้องผ่านการเซ็นรับรองวุ่นวาย ฯลฯ

 

เท่านั้นยังไม่พอ เขายังให้ตัวอย่างของระบบการทำงานแบบ Bureaucracy (กระบวนการที่ซับซ้อน มีขั้นตอนซ้ำซ้อนเต็มไปหมดไล่จากบนลงล่าง) ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉุดรั้งการเติบโต และการทรานส์ฟอร์มองค์กรให้มีประสิทธิภาพนั้น จะประกอบไปด้วยพฤติกรรมเหล่านี้

 

  • บุคลากรระดับหัวหน้า (Big Leaders) แต่งตั้งหัวหน้าย่อยๆ (Little Leaders) งอกเงยออกมาเต็มไปหมด
  • อำนาจตกเป็นของใครคนใดคนหนึ่ง
  • ผู้จัดการสั่งงานและทำแค่ประเมินประสิทธิภาพเท่านั้น
  • บุคลากรในทีมแข่งขันกันเพื่อให้ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง
  • ค่าตอบแทนต่างๆ สัมพันธ์กับอันดับหรือตำแหน่งในองค์กร

 

ดังนั้น สิ่งที่ร่ายยาวเกริ่นมาข้างตั้นทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็น ‘เหตุผล’ สำคัญที่ฮาเมลบอกว่าจะต้องดำเนินการ ‘Hack’ วิธีการบริหารจัดการขององค์กรเสียใหม่ (How to hack management) ให้ยืดหยุ่น พร้อมพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง และถีบทะยานตัวเองให้พร้อมตั้งรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

 

โดยหลักการ ‘Hack‘ ที่ว่า ประกอบด้วย 4M คือ Motivation (แรงจูงใจ), Models (โมเดลการทำงาน), Mindsets (วิธีคิด) และ Migration (การโยกย้าย) ซึ่งแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ยากเหลือเกินในเชิงการปรับใช้จริงกับองค์กร แต่เขาก็ย้ำว่า ‘ไม่ได้หมายความว่าเป็นไปไม่ได้’ 

 

 

กรณีศึกษาองค์กรที่กล้าก้าวข้ามข้อจำกัดและความคร่ำครึของโมเดลแบบ ‘Bureaucracy Orthodox’

ฮาเมลบอกว่า ปัจจุบัน Haier เป็นแบรนด์ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้านำเป็นอันดับหนึ่งของโลกที่ 10.3% แซงหน้าแบรนด์ผู้ผลิตเจ้าอื่นๆ กว่าเท่าตัว โดยสาเหตุที่พวกเขาประสบความสำเร็จได้มากขนาดนี้ ภายใต้บุคลากรในบริษัทที่มีจำนวนมากกว่า 45,000-50,000 คนได้ ก็เพราะการมี ‘โมเดลการบริหารจัดการ’ ที่มีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย

 

1. Microenterprises: การจัดตั้งวิสาหกิจ หน่วยงานขนาดย่อมมากกว่า 4,000 แห่งในองค์กร เพื่อให้พนักงานได้รับรู้ความรู้สึกของการได้ดูแลธุรกิจแต่ละหน่วย ได้คล่องตัวเสมือนหนึ่งเป็นทีมยูนิตย่อยจำนวนมากที่มีอำนาจการบริหาร การตัดสินใจด้วยตัวเอง (ในบางเรื่อง) ไม่ต้องยึดโยงกับโครงสร้างการบริหารองค์กรที่มีหลายขั้นและวุ่นวาย 

 

ซึ่งผลของการปรับกลยุทธ์เช่นนี้ ทำให้ Haier สามารถลีนการจ้างพนักงานในตำแหน่ง ‘ผู้จัดการขนาดกลาง (Middle-Manager)’ ได้มากถึง 12,000 ตำแหน่งเลยทีเดียว โดยที่ทุกหน่วยงานต่างก็มีเป้าหมายเดียวกันนั่นคือ การส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า เพื่อที่พวกเขาจะสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างแข็งแกร่ง มั่นคง ขณะเดียวกันทุกๆ หน่วยงานก็จะต้องทำงานสอดประสานร่วมกันให้ได้อย่างรู้จังหวะ ลงตัวด้วย

 

2. Market Discipline: มีรูปแบบการสื่อสารการตลาดระหว่างแต่ละวิสาหกิจ หรือทีมย่อยในองค์กรที่ลงตัว สมมติว่าต้องการโปรโมตผลิตภัณฑ์ตู้เย็นรุ่นใหม่ ทีมการตลาดก็จะต้องทำงานร่วมกับทีม R&D หรือแม้กระทั่ง HR เพื่อให้งานที่ทำ ตลอดจนถึงสารที่ต้องการจะสื่อถูกส่งไปถึงผู้บริโภค และผู้รับสารอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด นอกจากนี้ ฮาเมลยังบอกอีกด้วยว่า ค่าตอบแทนที่พนักงาน Haier จะได้รับนั้น จะขึ้นอยู่กับระดับความพึงพอใจของลูกค้าที่มีต่อสินค้าและบริการ มากกว่าที่จะเป็นผลลัพธ์ทางการตลาดเหมือนบริษัทอื่นๆ

 

3. Open Innovation: เปิดรับโปรเจกต์ใหม่ๆ และการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เริ่มต้นจากบทสนทนา และการสังเกตการณ์ข้อมูลผลตอบรับที่ผู้ใช้งาน ผู้บริโภคให้ฟีดแบ็กกับพวกเขาบนช่องทางแพลตฟอร์มออนไลน์

 

4. Ownership: สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็งในแง่การทำให้ทุกคนเชื่อว่า พวกเขาล้วนแล้วแต่มีความเป็นเจ้าขององค์กรเหมือนๆ กัน สอดคล้องกับหลักการในข้อแรก โดยที่ทุกคนมีอำนาจในการตัดสินใจอย่างอิสระ ตั้งเป้าหมายกลยุทธ์ในทีมได้เอง หรือแม้แต่การตั้งรางวัลต่างๆ ในเชิงเป้าหมายตามที่ได้วางเอาไว้ 

 

ซึ่งโดยรวม ฮาเมลสรุปไว้ว่า พนักงานทุกคนในองค์กรของ Haier จึงไม่ได้เป็นแค่ ‘พนักงานทั่วๆ ไป’ เพราะค่า Default ของพวกเขาในบริบทการอยู่ในบริษัทแห่งนี้คือ การที่ทุกคนจะสวมบทบาทเป็น ‘ผู้ประกอบการธุรกิจ’ 

 

5. Venturing: กล้าเสี่ยงในการรันโปรเจกต์หรือหน่วยธุรกิจใหม่ๆ ที่น่าสนใจ โดยที่มีรายงานว่า ณ วันนี้ กว่า 20% ของมูลค่าองค์กร Haier ล้วนแล้วแต่มาจากธุรกิจใหม่ที่เกิดขึ้นในองค์กรแทบทั้งสิ้น

 

มีคำกล่าวหนึ่งของ จาง รุ่ยหมิ่น (Zhang Ruimin) ประธานกรรมการบริหารของ Haier ที่สะท้อนให้เห็นถึงการที่บริษัทของเขาให้ความสำคัญกับ ‘บุคลากร’ และการปลูกฝังแนวคิดการเป็นเจ้าของกิจการให้กับแต่ละคนมากแค่ไหน 

 

CEO ของ Haier ได้กล่าวไว้ว่า “เรากระตุ้นให้พนักงานทุกคนของเรามีความเป็น ‘ผู้ประกอบการ’ ในตัวเอง ก็เพราะว่าเราไม่ได้พึ่งพาคนอื่น แต่ทุกคนล้วนแล้วแต่พึ่งพาตัวเองในการบรรลุถึงเป้าหมายต่างๆ ดังนั้นเป้าหมายของเราคือการให้ทุกคนได้เป็น CEO ในตัวของพวกเขาเอง” 

 

SEAC ชวน Haier ส่งมอบหลักสูตรชั้นนำระดับโลกด้านการบริหารจัดการองค์กร ผ่าน ‘IMRC Executive Community’

เมื่อปลายปี 2020 ที่ผ่านมา สถาบันวิจัยผลิตภัณฑ์ของ Haier (Haier Model Research Institute หรือ HMI) ซึ่งเป็นต้นแบบองค์กรที่ยึดหลักปรัชญา ‘เหรินตันเหออี’ ในการบริหารองค์กรจนประสบความสำเร็จทั้งในแง่ธุรกิจ วัดผลด้วยตัวเลขส่วนแบ่งตลาด สามารถในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาได้อย่างต่อเนื่อง ได้ประกาศความร่วมมือกับ SEAC ในการจัดตั้งศูนย์วิจัยการจัดการนวัตกรรมแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (IMRC) เพื่อเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมองค์กร และการเรียนรู้เชิงประยุกต์ของผู้นำและผู้บริหาร สำหรับองค์กรในประเทศไทยและอาเซียนอีกด้วย

 

เจตนารมณ์ในการจัดตั้ง IMRC แห่งนี้โดย Haier และ SEAC ก็คือ ความตั้งใจในการมุ่งยกระดับศักยภาพ และขีดความสามารถการแข่งขันขององค์กรในไทย ผ่านการเปิดช่องทางให้เข้าถึงหลักสูตร องค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ด้านการทรานส์ฟอร์มองค์กรจากเครือข่ายองค์กรและสถาบันชั้นนำต่างๆ ระดับโลก ที่เคยร่วมงานกับสถาบันวิจัยผลิตภัณฑ์ Haier กว่า 64,560 แห่ง

 

จุดเด่นของ IMRC ก็คือ ศูนย์รวมหลักสูตรและองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการนวัตกรรมขององค์กรระดับโลกที่ออกแบบมาเพื่อช่วยทรานส์ฟอร์มองค์กร พร้อมชุดทักษะวิธีคิด และชุดเครื่องมือสำหรับการเรียนรู้ที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้ว

 

การได้เข้าถึงคลังข้อมูลขนาดใหญ่และน่าเชื่อถือของสถาบันวิจัยผลิตภัณฑ์ Haier (HMI) จากประสบการณ์การร่วมงานกับองค์กรต่างๆ ในระดับโลกกว่า 64,560 องค์กร ตลอดจนคลังข้อมูลมหาศาลของ SEAC และโอกาสในการเรียนรู้ปรัชญาการดำเนินธุรกิจ Rendanheyi (เหรินตันเหออี) ของ Haier ซึ่งเป็นหนึ่งในโมเดลการจัดการธุรกิจที่ทั่วโลกให้การยอมรับ และเป็นโมเดลที่กำลังปฏิวัติวงการธุรกิจในศตวรรษที่ 21 

 

อริญญา เถลิงศรี กรรมการผู้จัดการ ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่า “การเติบโตและความสำเร็จของธุรกิจขึ้นอยู่กับ ‘คน’ อันเป็นรากฐานสำคัญของทุกธุรกิจ SEAC จึงมุ่งผลักดันการทรานส์ฟอร์มธุรกิจขององค์กรและธุรกิจไทยให้ก้าวทันโลก ซึ่งการร่วมมือกับสถาบันวิจัยผลิตภัณฑ์ Haier (HMI) ในการเปิดศูนย์วิจัยการจัดการนวัตกรรมแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (IMRC) ให้เป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมองค์กรและการเรียนรู้เชิงประยุกต์ครั้งนี้ 

 

นับเป็นความร่วมมือที่สอดคล้องกับเป้าหมายของเราที่ต้องการยกระดับ และเพิ่มขีดความสามารถของคนไทยและองค์กรไทย ภายใต้พันธกิจ Empower Lives Through Learning ที่เร่งสร้างทักษะที่จำเป็นผ่านการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้ทุกคนตอบทุกเป้าหมายของการใช้ชีวิตอย่างสมบูรณ์แบบ” 

 

ด้าน จาง รุ่ยหมิ่น กล่าวถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า “ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์นี้ เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของสถาบันวิจัยผลิตภัณฑ์ Haier (HMI) และศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน (SEAC) ที่ต้องการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ด้วยแนวคิดและหลักปรัชญาการทรานส์ฟอร์มองค์กรระดับโลกในประเทศไทย”

 

 

โมเดล เหรินตันเหออี คืออะไร? ทำไม Haier ถึงให้ความสำคัญกับแนวคิดนี้ขนาดนั้น?

อธิบายเพิ่มเติม นอกเหนือจากแนวคิดของ Haier ในการปรับตัวเชิงธุรกิจที่ฮาเมลได้สรุปไว้ให้ข้างต้นนั้น อีกหนึ่งแนวคิดที่น่าสนใจก็คือ เหรินตันเหออี (Rendanheyi) ซึ่งมีความหมายถึง ‘การให้ความสำคัญกับคุณค่าของมนุษย์’ จนทำให้พนักงานสามารถผลักดันในการพัฒนาบริษัทให้กลับมามีศักยภาพอีกครั้ง พลิกเกมธุรกิจจนกลายเป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จจนถึงปัจจุบัน

 

ในความหมายภาษาจีน คำว่า เหริน (Ren) หมายถึง พนักงาน คือการเน้นให้ความสำคัญกับพนักงานมาก่อน (Human Value First) พนักงานไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้ปฏิบัติงานหรือรับคำสั่งเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ประกอบการและเป็นพันธมิตรของบริษัทที่ได้รับสิทธิ์ 3 ข้อ ได้แก่ สิทธิ์ตัดสินใจในองค์กร สิทธิ์ด้านทรัพยากรบุคคล และสิทธิ์ใช้ทรัพยากรได้อย่างทั่วถึง และผลักดันให้พนักงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านความถนัดเฉพาะทาง การทำงานร่วมกับทีม และสำคัญที่สุดคือความกล้าที่จะทดลองสิ่งใหม่ และกล้าตัดสินใจ

 

ตัน (Dan) หมายถึง คุณค่า และความต้องการของผู้ใช้งาน โดยพนักงานในองค์กรจะต้องเข้าใจถึงคุณค่าของผลิตภัณฑ์และบริการ รวมทั้งงานที่ได้รับมอบหมาย แทนที่จะเป็นเพียงแค่การรับคำสั่งจากหัวหน้างานเท่านั้น แต่จะต้องเห็นความสำคัญของงานที่กำลังทำอยู่ และส่งผ่านค่านิยมเหล่านี้ระหว่างพนักงานด้วยกันเอง เพื่อส่งต่อคุณค่าเหล่านี้ไปสู่ผู้ใช้สินค้า และมีการเรียนรู้ที่จะรับฟังความต้องการของผู้ใช้อย่างจริงใจ (Lifelong Users Experience)

 

ส่วนคำว่า เหออี (Heyi) หมายถึง การบูรณาการเอาประสิทธิภาพของพนักงานในองค์กรมาตอบสนองและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานอย่างแท้จริง โดยพนักงานทุกคนจะต้องเข้าใจคุณค่าของตนผ่านการสร้างคุณค่าให้กับผู้ใช้งาน สร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้าอยากกลับมาใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทซ้ำๆ (Experience Iteration is King) 

 

ทั้งนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลักการเหรินตันเหออีได้รับการยอมรับและพิสูจน์โดยผู้เชี่ยวชาญและองค์กรชั้นนำระดับโลกแล้วว่า เป็นรูปแบบการจัดการแบบ Disruptive ที่แท้จริงโมเดลแรกของโลก นับตั้งแต่การปฏิรูปอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 โดยช่วยให้ Haier รอดพ้นวิกฤตครั้งนั้นมาได้ และเติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยยอดขายทั่วโลกเติบโตขึ้นเฉลี่ยรวมกว่า 75% จากปีก่อนหน้า (2018) 

 

ซึ่งสำหรับผู้นำผู้บริหารองค์กรหรือหน่วยงานใดๆ ก็ตามที่สนใจจะเข้าร่วมศึกษาหลักสูตรการบริหารด้วยหลักคิดแบบเหรินตันเหออี และเป็นส่วนหนึ่งของ Executive Community ของ IMRC ก็สามารถทำได้โดยลงทะเบียนผ่านลิงก์ http://bit.ly/3lomdHw โดยในการบรรยายครั้งถัดไป Kevin Nolan President และ CEO ของ GE Appliances จะมาพูดคุยแบบเจาะลึกกับการนำหลักคิดนี้ไปใช้บริหารทีมและองค์กรให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด

 

เท่านั้นยังไม่พอ SEAC ยังได้รวบรวมความรู้ หลักคิด และประสบการณ์จากผู้คร่ำหวอดในด้านการทรานส์ฟอร์มธุรกิจมาไว้ให้เข้าถึงได้ใน IMRC หรือ ศูนย์วิจัยการจัดการนวัตกรรมแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้ โดยผู้ที่สนใจสามารถศึกษาเพิ่มเติมด้วยตัวเองได้ผ่าน www.seasiacenter.com หรือติดต่อคุณณัฐวุฒิ เทศผล ที่เบอร์ 081-890-4336 ได้ทันที

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post SEAC ชวนผู้นำองค์กร รู้จักหลักคิดแบบ Haier องค์กรที่เชื่อในปรัชญา ‘เหรินตันเหออี’ พลิกจาก ‘ล้าหลัง’ เป็นสร้าง ‘นวัตกรรม’ ได้ไม่รู้จบ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
SEAC จับมือ มจธ. ฉีกกฎการศึกษา วัยไหน เมื่อไร ที่ไหน ก็เรียนรู้ได้ ยกระดับการศึกษาไทยสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต [Advertorial] https://thestandard.co/seac-x-tu/ Fri, 26 Jun 2020 09:00:04 +0000 https://thestandard.co/?p=374930

นับเป็นก้าวย่างสำคัญอีกครั้งสำหรับระบบการศึกษาของประเทศ […]

The post SEAC จับมือ มจธ. ฉีกกฎการศึกษา วัยไหน เมื่อไร ที่ไหน ก็เรียนรู้ได้ ยกระดับการศึกษาไทยสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>

นับเป็นก้าวย่างสำคัญอีกครั้งสำหรับระบบการศึกษาของประเทศไทย เมื่อมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี หรือ มจธ. ลงนามความร่วมมือกับ SEAC ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน เพื่อพันธกิจส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ของคนไทยทุกเพศวัย มุ่งเป้าผลักดันให้คนไทยแข่งขันด้านทรัพยากรมนุษย์กับทั่วโลกได้อย่างทัดเทียม

 

สำหรับข้อตกลงดังกล่าว เป็นความร่วมมือกันในการพัฒนาหลักสูตรประกาศนียบัตร (Non-Degree) ทั้งในรูปแบบหลักสูตรประกาศนียบัตร (Non-Degree) ระบบอิเล็กทรอนิกส์ (E–Learning) และระบบออนไลน์ (Online Learning) แบบห้องเรียน (Classroom Learning) และรูปแบบอื่นๆ ให้กับกลุ่มเป้าหมายหลัก 3 กลุ่ม ได้แก่ นักศึกษา บุคลากรในภาคธุรกิจ-อุตสาหกรรม และบุคคลทั่วไป โดยมุ่งเน้นการยกระดับและสร้างกำลังคนคุณภาพที่ผสมผสานทั้งทักษะด้าน Hard Skills (ความรู้เชิงเทคนิค) และ Hyper- Relevant Skills (ความรู้และทักษะที่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน) 

 

 

 

คุณอริญญา เถลิงศรี กรรมการผู้จัดการ SEAC ได้แสดงวิสัยทัศน์ให้เห็นความสำคัญของการลงนามความร่วมมือครั้งนี้ว่า นี่คืออีกหนึ่งก้าวความสำเร็จ 

ของการพัฒนาการศึกษาของคนไทยทั้งประเทศ “วันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่ยิ่งใหญ่สำหรับดิฉัน กว่า 28 ปีแล้วที่ SEAC ตั้งโจทย์ว่าอยากทำให้คนไทยเก่งขึ้นจนสามารถเทียบเท่าเวทีโลก และส่วนตัวไม่เชื่อเลยว่าการศึกษาจะต้องอยู่กับเฉพาะวัยนักศึกษาเท่านั้น คำถามคือเราจะสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ที่ดี ได้ทุกที่ ทุกวัย ได้อย่างไร ซึ่ง SEAC ตอบโจทย์นี้ด้วย YourNextU แพลตฟอร์มการเรียนรู้แรกของโลกที่เป็นแบบผสมผสาน (Blended Learning Platform) เพื่อต้องการตอบโจทย์ New Economy นอกเหนือไปจากหลักสูตรหลักที่เราต้องเรียนในสถาบัน ตามที่ World Economic Forum ได้มีการพูดถึง ‘คน’ กับองค์ความรู้เดิมไว้ว่าแค่นี้ไม่เพียงพอแล้ว และทักษะที่จำเป็นนอกเหนือจากทักษะด้าน Hard Skills นั่นคือ Hyper-Relevant Skills ซึ่งรวมไปถึงด้าน Mindset, Communication Skill, Presentation Skill, Agility และทักษะทางด้าน EQ ที่ SEAC เองได้นำมาสอน เพื่อตอบโจทย์ตลาดแรงงานมากกว่า 1,500 หลักสูตร ใน 30 หมวดหมู่ เพื่อต้องการให้คนไทยสามารถก้าวทันความเปลี่ยนแปลงท่ามกลางวิกฤต เพิ่มขีดความสามารถให้ก้าวสู่อันดับต้นของภูมิภาค เพราะการศึกษาคือหัวใจสำคัญในการเพิ่มคุณค่าของมนุษย์ และช่วยตอบโจทย์ทุกเป้าหมายของการใช้ชีวิตอย่างสมบูรณ์แบบ (Empower Living) สิ่งที่ SEAC ต้องการมอบให้ประเทศไทยคือ เราจะไม่ได้จับปลาให้คนไทย แต่เราต้องการสอนคนไทยให้จับปลา หรือตกปลาเป็น และรู้ว่าบ่อปลาอยู่ที่ไหน เพราะเราเชื่อว่าคนไทยจะจับปลาได้ไม่น้อยกว่าประเทศใดในระดับสากล จึงเกิดมาเป็นความร่วมมือในครั้งนี้ค่ะ”

 

 

ด้าน รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ก็ได้แสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ ‘ก้าวสำคัญของมหาวิทยาลัยไทย พัฒนาศักยภาพนักศึกษา สร้างบุคลากรคุณภาพ ยกระดับมาตรฐานนักวิจัย ติดอาวุธให้คนไทยด้วยทักษะจำเป็นต่อตลาดงานในปัจจุบัน’ ไม่ว่าใคร วัยไหน ก็ต้องสามารถเรียนรู้ได้ ต่อยอดจากหลักสูตร ‘ตามใจคุณ’ ที่เราเคยทำมาก่อนหน้านี้ สะดวกกว่านั้นคือ คุณสามารถรับปริญญาตรีสาขาที่สนใจได้เลย โดยไม่ต้องมานั่งเรียน 4-5 ปี ตลอดเวลาเหมือนในอดีต เพียงแต่ต้องผ่านการทดสอบของสถาบัน และ Register เพื่อเป็นการบันทึกข้อมูลเก็บไว้ ก่อนมาดูว่ายังขาดและต้องเพิ่มความรู้เรื่องใดบ้าง ตามข้อกำหนดของ มจธ. ในปริญญาบัตรแต่ละสาขานั้นๆ

 

“มจธ. เชื่อว่านักศึกษาและอาจารย์ต้องมีคุณภาพ หูตากว้างไกล มีเครือข่าย พร้อมทั้งทำวิจัยสร้างองค์ความรู้ใหม่ตลอดเวลา ต้องออกไปบริการด้านสังคม บริการ และอุตสาหกรรม เพื่อต่อยอดในการสร้างผลประโยชน์สูงสุดให้กับประเทศชาติ ปัจจุบันเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปไกลขึ้นมาก ดังนั้นเราต้องมีการบริหารจัดการที่ดี ครั้งนี้คือการร่วมมือกับภาคเอกชน ที่ไม่ใช่แค่ Project Based ทำครั้งเดียวจบ แต่เป็นสร้างพันธมิตรในระยะยาว ตั้งเป้าหมายชัดเจน สู่การขยายฐานการเรียนรู้และพัฒนาคนในประเทศกว่า 30–40 ล้านคน เราจึงมีหลักสูตร ‘ตามใจคุณ’ (Individual Learning) โดยไม่จำเป็นต้องเน้นที่ใบปริญญา และไม่ต้องเป็นนักศึกษาของ มจธ. แต่ให้ผู้เรียนทุกกลุ่มสามารถเอาความรู้มาประยุกต์ใช้กับสถานการณ์รูปแบบใหม่ๆ ได้ไม่จำกัดระยะเวลาในการเรียนรู้ และกลับมาเรียนซ้ำได้ตามต้องการ สามารถสะสมเครดิตในวิชาที่เราทำข้อตกลงกับ SEAC เพื่อรับใบปริญญาได้อีกด้วย มหาวิทยาลัยพร้อมรองรับคนทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กถึงวัยหลังเกษียณ ผู้สนใจ ใฝ่รู้ หรือแม้แต่ผู้ที่ทำงานอยู่แล้วขาดวุฒิ ก็เข้ามา Reskill หรือ Upskill ที่มหาวิทยาลัยได้ เพื่อหาสิ่งที่เหมาะสมกับตนเอง ไม่จำเป็นต้องมาเป็นนักศึกษาแบบเดิมๆ คือ 4-5 ปี ต่อจากนี้ผู้สนใจจะเข้ามาเรียนหลักสูตรที่สนใจ เพื่อให้ได้ทักษะและออกไปทำงาน เมื่อทำงานคิดว่าต้องการทักษะเพิ่มขึ้น ก็กลับมาเรียนเพิ่มได้เรื่อยๆ เป็น Lifetime University คือมหาวิทยาลัยเพื่อให้การเรียนรู้ตลอดชีวิต” รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย กล่าว

 

 

 

นอกจากนั้นในปีแรกจะมีคอร์สนำร่องภายในประเทศ อาทิ การออกแบบคอร์สเพื่อสร้างกลุ่มอาชีพใหม่ป้อนภาคการศึกษา ได้แก่ Online Instructional Designer (นักออกแบบการสอนแบบออนไลน์) Virtual Learning Facilitator (อาจารย์เกื้อหนุนสำหรับการเรียนแบบออนไลน์) และ Data Scientist Facilitator (อาจารย์เกื้อหนุนด้าน Data Science) นอกจากนี้ยังมีแผนการพัฒนาหลักสูตรประกาศนียบัตรด้าน Business Mindset ให้กับบุคลากรสายวิทยาศาสตร์ นักวิจัย ตลอนจนแผนการใช้หลักสูตรออนไลน์สำหรับจัดการเรียนการสอนในห้องเรียนขนาดใหญ่ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการจัดการห้องเรียนภายใต้นโยบาย Social Distancing เป็นต้น

 

การลงนามความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของวงการศึกษาและวงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในหลายๆ มิติ ที่สถาบันการศึกษาของภาครัฐจับมือกับองค์กรด้านการเรียนรู้ภาคเอกชน เพื่อร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างกำลังคนคุณภาพให้กับประเทศไทย ผสานความเข้มแข็งของทั้งสององค์กร ลดปัญหาแรงงานไม่มีคุณภาพ หรือการผลิตคนไม่ตรงกับความต้องการ รวมทั้งปัญหาการว่างงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคมต่อไป

 

สำหรับใครที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ SEAC https://www.facebook.com/seasiacenter/ 

 

 

 

The post SEAC จับมือ มจธ. ฉีกกฎการศึกษา วัยไหน เมื่อไร ที่ไหน ก็เรียนรู้ได้ ยกระดับการศึกษาไทยสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
SEAC ชวน 6 บริษัทใหญ่ เดินหน้ารีสกิลคนผ่านวิกฤตดิสรัปชันไปกับ YourNextU [Advertorial] https://thestandard.co/seac-yournextu-model/ Tue, 03 Sep 2019 06:26:05 +0000 https://thestandard.co/?p=283837 YourNextU

รีสกิลสำคัญอย่างไรในยุคดิสรัปชัน ร่วมหาคำตอบกับ SEAC แล […]

The post SEAC ชวน 6 บริษัทใหญ่ เดินหน้ารีสกิลคนผ่านวิกฤตดิสรัปชันไปกับ YourNextU [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
YourNextU

รีสกิลสำคัญอย่างไรในยุคดิสรัปชัน ร่วมหาคำตอบกับ SEAC และ 6 บริษัทชั้นนำผ่านนวัตกรรมการเรียนรู้ YourNextU

ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ SEAC คือองค์กรที่เชื่อมั่นว่า ‘มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพในการพัฒนาชีวิต และการเรียนรู้สามารถมีได้ตลอดทุกช่วงชีวิต’ โดยที่ผ่านมา SEAC ได้นำเสนอนวัตกรรม และสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ เพื่อตอบรับกับความเปลี่ยนแปลงของโลก รูปแบบการใช้ชีวิต และสไตล์การเรียนรู้ของคนทุกเพศทุกวัย ผ่านโมเดลการเรียนรู้ YourNextU ที่ทลายทุกข้อจำกัดในการเรียนรู้ของทุกคน เพราะผู้เรียนสามารถเลือกทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง ตั้งแต่เวลา สถานที่ วิชาที่อยากเรียน และเรียนได้อย่างไม่จำกัด ในราคาที่จับต้องได้

 

ทั้งนี้ การฝึกฝนและพัฒนาความรู้และทักษะใหม่ๆ ทั้งการ รีสกิล (Re-Skill) และ อัปสกิล (Up-Skill) ก็คือหัวใจสำคัญในการพัฒนาคน เพื่อที่จะอยู่รอดได้ในยุคดิสรัปชัน และเป็นหัวใจหลักของโมเดล YourNextU นี้เช่นกัน ซึ่ง SEAC ได้ชวนผู้บริหารจาก 6 บริษัทชั้นนำจากหลายธุรกิจ มาพูดคุยกันถึงเรื่องของการพัฒนาคนในองค์กรผ่านการรีสกิล เพื่อให้องค์กรสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่ตัวตนใหม่ที่ไม่ใช่การทำงานแบบเดิมๆ ค่านิยมความคิดแบบเดิมๆ โดย THE STANDARD ได้เข้าร่วมฟังการเสวนาครั้งนี้ และได้เก็บข้อมูลดีๆ มาฝากกัน

 

YourNextU

 

งานนี้ อริญญา เถลิงศรี กรรมการผู้จัดการ SEAC ได้ชวนแขกรับเชิญที่เป็นคนสำคัญจากภาคธุรกิจที่น่าสนใจ ทั้งธุรกิจโทรคมนาคม กานติมา เลอเลิศยุติธรรม จาก AIS ธุรกิจการบริการและไลฟ์สไตล์ ยุทธชัย จรณะจิตต์ จากกลุ่มบริษัท อิตัลไทย ธุรกิจสินค้าเกษตร ดร.ศรายุธ แสงจันทร์ จากบริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด ธุรกิจประกันชีวิต ฤทัย สุทธิกุลพานิช จากบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ธุรกิจพลังงาน ภูมิพัฒน์ สินาเจริญ จากบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) และธุรกิจอุปกรณ์ก่อสร้าง อภิรัตน์ หวานชะเอม จากบริษัท เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด โดยร่วมพูดคุยกัน ณ ห้อง The Garage ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน (SEAC) ที่เป็นสถานที่เรียนรู้จริงของผู้เรียน YourNextU

 

YourNextU

 

อยากเรียนอะไรต้องได้เรียน ที่ไหน เมื่อไรก็ได้

กานติมา เลอเลิศยุติธรรม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า ธุรกิจโทรคมนาคมนั้นน่าจะเป็นธุรกิจแรกๆ ที่จะต้องถูกดิสรัป โดยที่ผ่านมาองค์กรต้องมีการทำ Change Management หรือ Transformation อยู่แล้ว ซึ่งวิธีเก่าๆ ในการพัฒนาบุคลากรก็คือการที่ HR ส่งคนไปเข้าคอร์ส จะต้องไปเรียนในห้องเรียน จะต้องมีคำสั่งมาจากข้างบนว่าให้ไปเรียน แต่ไม่ได้มาจากแพสชันของคนที่จะต้องไปเรียนเอง แต่ในยุคนี้ การรีสกิลและอัปสกิลรอไม่ได้ จึงต้องมีระบบที่ดีให้คนสามารถเข้าถึงความรู้ได้ตลอดเวลา ไม่ใช่แค่การเรียนในห้องเรียน ในอดีตการเรียนคือทุกคนต้องมาเรียนในห้องเรียนพร้อมๆ กัน แต่ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เรารู้แล้วว่าความต้องการของแต่ละคนแตกต่างกัน การเรียนรู้และพัฒนาตัวเองของแต่ละคนก็ย่อมแตกต่างกัน ซึ่ง YourNextU นับว่าเป็นเครื่องมือที่เหมาะกับพฤติกรรมการเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่ และ HR ก็สามารถนำข้อมูลมาประกอบการประเมินพนักงานได้ เพราะเราจะรู้ได้ว่าเขาสนใจเรียนรู้แค่ไหน และชอบเรียนอะไรบ้าง แล้วการที่คนไทยมีความสามารถมากขึ้น ประเทศก็จะพัฒนา แต่จะทำอย่างไรให้คนไทยมีศักยภาพ และได้เรียนรู้สิ่งที่แตกต่าง 

 

YourNextU

 

อยากเห็นคนไทยเก่งระดับโลก

ยุทธชัย จรณะจิตต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท อิตัลไทย บอกว่าสิ่งสำคัญคือการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ในองค์กร และทำให้คนในองค์กรยอมรับความจริงก่อนว่าเราต้องปรับตัวเพื่อแข่งขันให้ได้ในยุคดิสรัปชัน ข้อดีของ YourNextU ก็คือเป็นการเรียนที่ทั้งถูกและดี มีคอนเทนต์ที่กว้าง เหมาะกับทุกความสนใจ มีระบบที่ทำให้ผู้เรียนอยากเรียนต่อไปเรื่อยๆ ที่สำคัญคือ เป็น World Class Content ซึ่งยุทธชัยอยากเห็นคนไทยทำงานในระดับสูงเทียบเท่าชาวต่างชาติ อยากให้คนไทยรักการเรียนรู้ มีความอึด ขยัน ในการทำงาน เลิกทัศนคติรักสบาย และ YourNextU ก็น่าจะเป็นทางลัดที่ทำให้คนไทยได้พัฒนาตัวเองได้เร็วที่สุด

 

YourNextU

 

เริ่มต้นเปลี่ยนคนที่วิธีคิด 

ดร.ศรายุธ แสงจันทร์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มงานการเงิน และรักษาการประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มบริหาร บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด ได้ให้มุมมองว่า ภาคเกษตรนั้นต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงมาตลอด ตั้งแต่กระบวนการผลิต แปรรูป จัดจำหน่าย ดังนั้นสิ่งสำคัญที่ต้องมีก็คือ Productivity และ Technology จะเห็นได้ว่าภาคเกษตรก็มีการใช้ระบบ Automation มีการใช้หุ่นยนต์ในการทำงาน การอัปสกิลและรีสกิลคนจึงต้องทำเพื่อให้คนหลายๆ เจเนอเรชันในองค์กรสามารถทำงานร่วมกันได้ ถ้าเราคิดจะทำงานใหญ่ เราต้องดูแลคนให้ได้ก่อน ต้องสร้างเครื่องมือให้เขาพัฒนาตัวเอง และให้เขามีเครื่องมือในการทำงาน เพื่อให้เขาเปลี่ยนทั้ง Mindset และ Skillset เมื่อคนเปลี่ยน องค์กรก็จะเปลี่ยนได้เร็วขึ้น และการที่มิตรผลทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกร ก็สามารถนำทักษะใหม่ๆ ไปถ่ายทอดให้กับกลุ่มเกษตรกร เป็นการช่วยยกระดับมาตรฐานของประเทศไทยขึ้นไปได้อีกทางด้วย

 

YourNextU

 

การทำงานคือการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ฤทัย สุทธิกุลพานิช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ได้เล่าถึงประสบการณ์ของตัวเองที่จะเปลี่ยนสายการทำงานทุก 4-5 ปี ซึ่งหลายคนคิดว่าการเปลี่ยนแปลงพัฒนาตัวเองจะต้องเปลี่ยนสายงานที่ทำเพื่อไปเรียนรู้สิ่งใหม่ แต่อีกมุมหนึ่งองค์กรก็จะสูญเสียบุคลากรที่มีคุณค่าไป ดังนั้น วิธีที่จะทำให้องค์กรรักษาคนเอาไว้ได้ ก็คือการทำให้พนักงานรู้สึกว่าการทำงานคือการได้เรียนรู้ตลอดเวลา อย่างเมืองไทยประกันชีวิตก็จะมีระบบ On the job training มีเมืองไทย Academy และการใช้ YourNextU ก็มีข้อดีเพราะไม่ได้มีแค่การเรียนรู้แบบออนไลน์ ที่สำคัญยังเป็นเครื่องมือที่ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงความรู้ได้ง่าย ทุกที่ ทุกเวลา ตามความต้องการ ถ้าเราสามารถพัฒนาคนได้ หลายๆ คนก็จะเลิกพูดคำว่า ไม่รู้ ทำไม่ได้ ทำไม่เป็น

 

YourNextU

 

เรียนอย่างอิสระและมีความรับผิดชอบ 

ภูมิพัฒน์ สินาเจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) ได้บอกเล่าถึงตัวอย่างการทำงานขององค์กร ว่าความที่เป็นองค์กรใหญ่ การขับเคลื่อนสร้างความเปลี่ยนแปลงจึงไปได้ช้า ความท้าทายที่ต้องเจอก็คือ องค์กรจะไปต่อยังไง จะรีสกิลคนอย่างไร และไปด้วยความเร็วเท่าไร เราไม่สามารถป้อนทุกอย่างให้พนักงานได้ การรีสกิลต้องเริ่มต้นที่ความอยากของพนักงานเอง แรกๆ พนักงานอาจจะไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร แต่พอได้ทดลองเรียน YourNextU แล้ว ก็รู้สึกว่าตัวเองมีอิสระที่จะเรียน นำไปสู่ความรับผิดชอบที่ต้องพัฒนาตัวเอง ไม่เหมือนการเทรนนิ่งแบบเดิมๆ อย่างซีอีโอของบริษัทก็ได้มาเรียนกับ YourNextU เช่นกัน ทำให้ได้มาร่วมกิจกรรม ได้ฟังประสบการณ์ จากนักเรียนคนอื่นๆ ซึ่งแตกต่างจากวิธีการเรียนในอดีตที่เราจ้างครูมาสอน และเรียนกันเฉพาะแค่ในองค์กร ก็จะพูดคุยถกเถียงกันแค่ในเคสการทำงานในองค์กรตัวเอง

 

YourNextU

 

Skill สร้างได้ แต่สิ่งสำคัญก็คือ Wisdom

อภิรัตน์ หวานชะเอม Chief Digital Officer บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด เปรียบเทียบยุคดิสรัปชันว่า เป็นเหมือนการเข้าสู่สงครามครั้งใหม่ พนักงานก็เปรียบเสมือนทหารในกองทัพ ขึ้นอยู่กับผู้นำว่าจะเปลี่ยนทหารใหม่ หรือจะติดอาวุธให้กับทหารเก่า ทั้งนี้ สิ่งที่พนักงานเก่ามีก็คือ Wisdom ขององค์กร เขารู้ทุกอย่างเกี่ยวกับลูกค้า และจริงๆ แล้ว Wisdom นั้น หายากกว่า Skill เพราะสกิลเราฝึกกันได้ เรายกระดับจากสังคมเกษตรเป็นอุตสาหกรรมได้ ตอนนี้เราก็ต้องพัฒนาจากสังคมอุตสากรรมไปสู่สังคมแห่งนวัตกรรมให้ได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ SEAC เองนี่แหละ เพราะ SEAC เป็นองค์กรที่ดิสรัปตัวเอง เป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมว่าเราไปสู่โลกใหม่ด้วยกันได้ ด้วยการทำให้พนักงานมี Entrepreneur Mindset บริหารจัดการตนเองได้ ทั้งเรื่องการทำงานและการเรียนรู้ ทำให้พนักงานมีความหวัง มีความสุขขึ้น ทำให้เขาเห็นอนาคตมากขึ้น 

 

สุดท้ายนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ องค์กรจะต้องเข้าใจก่อนว่า ปัญหาขององค์กรคืออะไร ตอนนี้องค์กรยืนอยู่ที่จุดไหน ความท้าทายใหม่ที่กำลังจะเข้ามามีผลกระทบกับองค์กรในรูปแบบไหนบ้าง องค์กรมีความพร้อมอย่างไรบ้าง เมื่อทราบแล้ว เราจะมีหนทางแก้ปัญหาและเส้นทางใหม่ เพื่อรับมือให้องค์กรสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน ซึ่งนอกจากการปรับองค์กรแล้ว สิ่งที่ไม่สามารถมองข้ามได้คือ การเริ่มลงทุนในการปฏิรูป ‘ทรัพยากรมนุษย์’ หรือ ‘คนในองค์กร’ ให้สามารถก้าวข้ามผ่านเรื่องเดิมๆ ด้วยการใช้กลยุทธ์ ‘รีสกิล’ เพิ่มทักษะการเรียนรู้รูปแบบใหม่ๆ เพื่อให้สามารถอยู่รอดท่ามกลางโลกดิสรัปชัน

 

“เพราะยิ่งเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้นเท่าไร ทรัพยากรมนุษย์ย่อมสั่นคลอนมากขึ้นเท่านั้น ฉะนั้น องค์กรจำเป็นจะต้องตื่นตัวและพร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ตลอดเวลา และต้องรู้จักเรียนรู้ที่จะใช้เทคโนโลยี รวมไปถึงเรียนรู้ที่จะพัฒนาตนเองอย่างไม่หยุดนิ่ง ผ่านการรีสกิลตัวเองเพื่อเป็นประตูเปิดโอกาสในการสร้างความก้าวหน้า ความมั่นคง และเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกที่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใดก็ตาม ดังนั้น SEAC พร้อมที่จะเป็นองค์กรที่มีส่วนช่วยสร้างให้เกิดการตื่นตัวเรื่องการเรียนรู้ ปรับตัว เปลี่ยนแปลง และพัฒนาทั้งในด้านขององค์กร ตลอดจนระดับบุคลากรผ่านโมเดลการเรียนรู้ YourNextU เพื่อสร้างสังคมของการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา เปรียบเสมือนนวัตกรรมและระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ที่ยั่งยืน” อริญญา กล่าวสรุป

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post SEAC ชวน 6 บริษัทใหญ่ เดินหน้ารีสกิลคนผ่านวิกฤตดิสรัปชันไปกับ YourNextU [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
คุยกับ William Malek ว่าด้วยเรื่อง Design Thinking ที่ไม่ต้องตีตั๋วไปเรียนไกลถึง Stanford [Advertorial] https://thestandard.co/william-malek-design-thinking/ https://thestandard.co/william-malek-design-thinking/#respond Tue, 05 Feb 2019 06:30:30 +0000 https://thestandard.co/?p=182528

ถ้าคุณเป็นหนึ่งในหัวหน้างาน ผู้บริหารองค์กร หรือเป็นเจ้ […]

The post คุยกับ William Malek ว่าด้วยเรื่อง Design Thinking ที่ไม่ต้องตีตั๋วไปเรียนไกลถึง Stanford [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ถ้าคุณเป็นหนึ่งในหัวหน้างาน ผู้บริหารองค์กร หรือเป็นเจ้าของธุรกิจเล็กๆ ของตัวเอง เชื่อแน่ว่าคุณต้องเคยได้ยินคำว่า Design Thinking ซึ่งเป็นกระบวนการทางนวัตกรรมที่สอนเราเกี่ยวกับความสร้างสรรค์และการออกแบบเชิงนวัตกรรมที่มาแรงที่สุดแห่งยุค และเป็นที่รู้กันว่าบางส่วนของทฤษฎี Design Thinking เกิดขึ้นจากการค้นพบของศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดที่สร้างผลสำเร็จอย่างมากมายในเรื่องผลิตภัณฑ์ โดยมีหลักฐานเป็นความสำเร็จระดับมหภาคขององค์กรระดับโลกหลายแห่งอย่าง Apple, IBM, Nike, P&G ฯลฯ ที่นำแนวคิด Design Thinking ไปปรับใช้กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และกลยุทธ์ทางธุรกิจ จนสามารถช่วงชิงความได้เปรียบเหนือคู่แข่งในโลกธุรกิจที่มีความผันผวนและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

แบบนี้แปลว่าหากทีมจากองค์กรไทยต้องการเข้าถึงหลักสูตร Design Thinking ก็ต้องลงทุนข้ามน้ำข้ามทะเลไปลงทะเบียนเรียนกันถึงถิ่นสแตนฟอร์ดเพื่อนำความรู้ที่ได้กลับมาพัฒนาบริษัทเลยหรือ

 

ข่าวดีคือคุณไม่ต้องลงทุนเดินทางไกลขนาดนั้น เพราะตอนนี้ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน หรือ SEAC (Southeast Asia Center) ได้นำเข้าหลักสูตร Design Thinking มาเสิร์ฟผู้นำ นักออกแบบ และนักนวัตกรรมสัญชาติไทยโดยเฉพาะ ที่สำคัญคือไม่ได้มาแค่ตัวหลักสูตร แต่ยังมีผู้เชี่ยวชาญตัวจริงเรื่อง Design Thinking อย่าง วิลเลียม มาเหล็ก มาเป็นวิทยากรด้วยตัวเอง

 

อ่านมาถึงตรงนี้คงมี 3 คำถามที่คุณสงสัยว่าอะไรคือ Design Thinking อะไรคือ SEAC ใครคือวิลเลียม มาเหล็ก และ 3 สิ่งนี้มีความสำคัญและมีความสัมพันธ์ต่อกันอย่างไรบ้าง

 

เริ่มกันที่ SEAC (Southeast Asia Center) หรือศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน ถือเป็นองค์กรชั้นนำแห่งอาเซียนที่มาพร้อมวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าให้องค์กรต่างๆ ที่เน้นการสร้างทักษะผู้นำ นวัตกรรม และการเปลี่ยนแปลงมาสู่องค์กรได้อย่างมีประสิทธิผล

 

โดยส่วนประกอบสำคัญคือการนำประสบการณ์การบริหารองค์กรระดับโลกมาสร้างเป็นเนื้อหาที่ดีที่สุดและประยุกต์เข้ากับบริบทของอาเซียน โดยวิทยากรและนักคิดผู้เชี่ยวชาญในประเทศของ SEAC

 

มากไปกว่านั้น SEAC ได้รวบรวมทั้งผู้เชี่ยวชาญ การประเมินผล และกรอบความคิดในการบริหารธุรกิจหลายแขนงจากทั่วโลกมาปรับปรุงคอร์สและโปรแกรมที่ถูกพิสูจน์แล้วว่าได้ยกระดับความสามารถ ทักษะ และความเข้าใจเชิงลึกในการเป็นผู้นำ นักนวัตกรรม และผู้ขับเคลื่อนธุรกิจได้จริงในบริบทขององค์กรและธุรกิจนั้นๆ

 

และด้วยประสบการณ์อย่างยาวนานของ SEAC ในการออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้และการประยุกต์เอาความรู้มาใช้ บริษัทและองค์กรจะสามารถเพิ่มศักยภาพไปจนถึงสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันที่รวดเร็วมากขึ้น และประสบความสำเร็จในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

หนึ่งในนักคิดและวิทยากรแถวหน้าในโลกธุรกิจคนสำคัญก็คือ วิลเลียม มาเหล็ก อดีตซีอีโอและที่ปรึกษาทางธุรกิจ ทั้งยังเป็นอาจารย์ที่มีประสบการณ์ในโลกธุรกิจที่เกี่ยวกับนวัตกรรม Disruptive หรือนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในตลอดประสบการณ์การทำงาน วิลเลียมสั่งสมความชำนาญผ่านชั่วโมงบินในการเป็นวิทยากรที่เน้นไปที่การสอนกลุ่มผู้บริหารระดับสูง โดยเนื้อหาที่วิลเลียมสอนมักจะเกี่ยวกับการวางแผนกลยุทธ์และโครงการที่ซับซ้อนทางด้านนี้มามากกว่า 10,000 ชั่วโมง ทั้งยังเคยเป็นที่ปรึกษาในการดำเนินแผนงานสู่การปฏิบัติจริง เป็นเจ้าของหนังสือที่จัดพิมพ์โดย Harvard Business เกี่ยวกับเรื่องกลยุทธ์และการปฏิบัติ เขาเคยร่วมงานกับผู้บริหารในบริษัทชั้นนำของ Fortune 500 ในสายงานธุรกิจต่างๆ มามากกว่า 45 บริษัท ครอบคลุม 5 ทวีป ใน 12 ประเภทอุตสาหกรรม อาทิ Chevron, IBM, Qualcomm, Cisco ฯลฯ ที่สำคัญคือวิลเลียมเคยดำรงตำแหน่ง Program Director ให้กับหลักสูตร Stanford Advanced Project Management (SAPM) แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด พร้อมทั้งเคยนำหลักสูตร Design Thinking มาใช้สำหรับผู้จัดการโครงการโดยผ่านหลักสูตร SAPM และได้ประยุกต์หลักการความคิดของหลักสูตรนี้ในหลายๆ วิธีที่แตกต่างกันไปใช้กับการทำงานจนประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย

 

 

นอกจากนี้วิลเลียมยังเคยได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน Instructor อันดับต้นๆ ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ผู้รับหน้าที่ถ่ายทอดวิชาในหลายๆ หลักสูตร เช่น Converting Strategy into Action, Mastering the Project Portfolio, Leadership for Strategic Execution ฯลฯ พร้อมๆ กับการเป็นที่ปรึกษาให้กับธุรกิจสตาร์ทอัพหลายต่อหลายแห่ง และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีกับการวางแผนกลยุทธ์ผ่าน Online Marketing Technology & Service เท่ากับว่าไม่ว่าจะเป็นบริษัทเล็กหรือใหญ่แค่ไหน วิลเลียมก็เอาอยู่ด้วยทุกแผนงาน Design Thinking ที่มีในมือตลอดระยะเวลา 18 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นการมาเยือนประเทศไทยครั้งนี้ของเขาจึงเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของเจ้าตัว และเป็นโอกาสอันดีของผู้บริหารองค์กรชาวไทยที่มีโอกาสได้เรียนรู้จากกูรูตัวจริงคนนี้ผ่านหลักสูตร Design Thinking ที่จะมอบความสำเร็จทางธุรกิจเป็นผลลัพธ์ในท้ายที่สุด และหวังว่าคุณจะได้ค้นพบว่าทำไม Design Thinking ถึงได้เป็นอะไรที่คนทั่วโลกประทับใจอย่างมากมาย

 

Design Thinking เป็นองค์ประกอบลับที่หลายๆ องค์กรนิยม เพราะหลายคนเชื่อว่า Design Thinking เป็นกระบวนการนวัตกรรมและความคิดที่สามารถปฏิวัติอุตสาหกรรมหรือธุรกิจได้ เรียกได้ว่าเป็นกระบวนการทางความคิดเชิงวิทยาศาสตร์ของศตวรรษที่ 21 เลยด้วยซ้ำ เพราะสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับกระบวนการแก้ปัญหาต่างๆ ได้ดี โดยเฉพาะถ้าปัญหานั้นเกี่ยวกับเรื่องคน (Human Centric Problem) ดังนั้นผู้ที่นำ Design Thinking มาใช้อย่างแท้จริงจะเริ่มจากการตั้งคำถามที่ถูกต้องได้ตั้งแต่เริ่มต้น หลายๆ ธุรกิจอาจจะไม่มีคำตอบเลย เพราะตั้งคำถามผิด เราจึงต้องแก้วิธีการตั้งคำถามโดยเน้นไปที่ปัญหาจริงๆ ของลูกค้า แล้วจึงพัฒนาต่อยอดให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ดีขึ้น ก่อนที่วิลเลียมจะเล่าต่อถึงการจับคู่สถานการณ์ในบ้านเมืองไทยกับการนำหลักสูตร Design Thinking มาประยุกต์ใช้

 

 

“ยกตัวอย่างเมื่อสิบปีที่แล้ว ความเคลื่อนไหวทางด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของโลกค่อนข้างคงที่ แต่ภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า 55% ของแรงงานไทยอาจจะไม่มีงานทำ เพราะโรงงานส่วนใหญ่จะใช้สมองกลหรือแขนกลในการทำงานเป็นหลัก และ 70% ของเด็กที่จบใหม่จะตกงาน เพราะทักษะที่เรียนในหลักสูตรของมหาวิทยาลัยไม่สามารถนำมาใช้กับการทำงานได้จริง เมื่อเราเจอปัญหาทั้งเด็กจบใหม่และแรงงานที่ไม่มีงานทำก็จะเกิดปัญหาสังคมตามมามากมาย ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการศึกษา อุตสาหกรรม ธุรกิจ ฯลฯ ดังนั้นก็ต้องกลับมาถามประเทศไทยว่ามีแผนจะรับมือกับปัญหา รวมถึงปรับปรุงและรักษาคนเก่งอย่างไร” ซึ่งแน่นอนว่าคำตอบของหลายๆ ปัญหาก็คือการนำกลยุทธ์ต่างๆ ในหลักสูตร Design Thinking มาปรับใช้นั่นเอง แต่การรู้จักเพียงหลักสูตรอาจจะไม่สามารถนำมาใช้ได้โดยตรง คุณต้องทำได้มากกว่านั้น คือต้องหัดที่จะเป็นองค์กรชั้นนำในการประยุกต์นวัตกรรม และที่สำคัญคือการปฏิบัติ เอาความคิดสร้างสรรค์มาใช้ได้จริง และนี่เองคือจุดต่างที่ทำให้หลักสูตร Design Thinking ของ SEAC นำโดยวิทยากรอย่าง วิลเลียม มาเหล็ก จึงแตกต่าง มีเอกลักษณ์ และประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้

 

“ทำไม Design Thinking ของที่นี่ถึงพิเศษกว่าเจ้าอื่น เพราะเรามีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญที่ใช้ Flipped Classroom หรือ ห้องเรียนกลับด้าน ปกติเรามักเห็นอาจารย์เป็นผู้สอนฝ่ายเดียว แต่ที่นี่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เรียนรู้จริงในห้องเรียน โดยวิทยากรจาก Stanford d.school โดยอาจารย์จะคอยตั้งคำถามชวนคิดและมีกิจกรรมให้กับนักเรียนที่เข้าอบรม และมีทั้งวิทยากรที่สอนได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษควบคู่กันไป นอกจากนี้เราไม่ได้สอนแค่ทฤษฎีเชิงวิชาการเท่านั้น แต่เทรนเนอร์แต่ละคนของเราล้วนเป็นผู้ที่มากด้วยประสบการณ์ในหลากหลายวงการที่พร้อมจะแชร์ทั้งความรู้และประสบการณ์ในการทำงานจริงสู่กันฟัง ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบที่ทรงพลังมาก ที่สำคัญคือไม่ได้ยกมาเฉพาะตัวอย่างของต่างชาติเท่านั้น แต่ยังนำเคสที่เกิดขึ้นในเมืองไทยมาแชร์เพื่อให้นำไปประยุกต์ใช้ในบริบทเมืองไทยได้จริงด้วย

 

“ความพิเศษในการคัดสรรวิทยากร Design Thinking ของที่นี่คือต้องรู้ลึกถึง 3 ระดับชั้น เพราะวิทยากรที่มีประสบการณ์และรู้ลึกเนื้อหานั้นถึง 3 ชั้นจะทำให้ผู้เข้าอบรมรู้สึกว่า ว้าว! อาจารย์ไม่ได้เป็นแค่ด็อกเตอร์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นคนที่รู้ลึกและรู้จริง สามารถสอนแบบประยุกต์ให้เข้ากับบริบทของลูกค้าได้ทุกกลุ่ม โดยมีวิธีการตั้งคำถามที่ชวนคิด เมื่อวิทยากรแต่ละคนเป็นเทพของวิชานั้นๆ ผู้มาเรียนจะยิ่งมั่นใจได้เลยว่าคุณจะไม่ได้เป็นเพียงผู้โง่เขลาที่เอาแต่ถือเครื่องมืออย่างแน่นอน

 

“Design Thinking เป็นเรื่องของมุมมอง ทัศนคติ และกระบวนการผสมผสานคู่กันไป เราเริ่มจากขั้นตอนแรกที่ในท้องตลาดไม่มีคือ Deep Dive ซึ่งหากผู้บริหารหรือผู้นำองค์กรไม่เข้าใจกรอบความคิดนี้ รับประกันได้ว่าคุณเสียเงินฟรี ลงทุนเรียนไปก็ไม่เกิดผลประโยชน์กับองค์กรอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะด้วยวัฒนธรรมหรือกลยุทธ์เชิงนวัตกรรม เพราะว่า Design Thinking สอนให้เราทดสอบ และที่สำคัญคือหัดล้มเหลวให้เป็น แต่ไม่ใช่ล้มเหลวเพียงอย่างเดียว ต้องเรียนรู้จากข้อผิดพลาดในความล้มเหลวของตัวเองด้วย เจ็บแล้วจำ ขั้นต่อไปคือลงมือทำให้ดีขึ้นกว่าเดิม”

 

 

สุดท้ายสิ่งสำคัญที่กูรูประจำหลักสูตรอย่าง วิลเลียม มาเหล็ก อยากทิ้งท้ายให้ได้คิดก็คือความรู้ต้องมาคู่กับทัศนคติที่ดี เพราะว่า Design Thinking คือทัศนคติบวกกับมุมมอง เป็นการผสมผสานสองสิ่งนี้เพื่อให้เกิดกระบวนการความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจะเป็นสิ่งจะทำให้ทีมในองค์กรของคุณสร้างนวัตกรรมขึ้นได้

 

เกริ่นคร่าวๆ เพียงเท่านี้ หาก Design Thinking หลักสูตรไม่นิ่งที่สามารถนำไปใช้ขับเคลื่อนองค์กรและวิถีชีวิตที่จะมุ่งไปข้างหน้าในโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา อย่าพลาดโอกาสสำคัญในการเรียนรู้

 

โอกาสพิเศษสุดสำหรับองค์กรที่กำลังมองหาแนวทางในการสร้างนวัตกรรม แต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไร วิลเลียม มาเหล็ก Executive Academic Director แห่ง SEAC พร้อมจัด Exclusive Design Thinking Deep Dive เพื่อบรรยายและร่วมเสวนากับองค์กรที่สนใจ โดยสามารถลงทะเบียนหรืออ่านรายละเอียดหลักสูตรเพิ่มเติมได้ที่ bit.ly/seacdt2 หรือติดต่อคุณปุณณมา โทร. 09 6065 1647

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post คุยกับ William Malek ว่าด้วยเรื่อง Design Thinking ที่ไม่ต้องตีตั๋วไปเรียนไกลถึง Stanford [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/william-malek-design-thinking/feed/ 0
SEAC ทุ่มทุนกว่า 600 ล้านบาท ชวนคนไทยทุกวัยเรียนรู้ตลอดชีวิต ผ่านแพลตฟอร์มใหม่ YourNextU [Advertorial] https://thestandard.co/seac-yournextu/ https://thestandard.co/seac-yournextu/#respond Wed, 26 Dec 2018 02:05:30 +0000 https://thestandard.co/?p=170121

โลกยุคปัจจุบันเข้าสู่ยุค Disruption การเรียนรู้และการทำ […]

The post SEAC ทุ่มทุนกว่า 600 ล้านบาท ชวนคนไทยทุกวัยเรียนรู้ตลอดชีวิต ผ่านแพลตฟอร์มใหม่ YourNextU [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>

โลกยุคปัจจุบันเข้าสู่ยุค Disruption การเรียนรู้และการทำงานในรูปแบบที่คุ้นเคยในช่วงตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมากำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างที่ใครหลายคนอาจจะกำลังสับสน จับต้นชนปลายไม่ถูก แต่สำหรับคนที่พอจะตั้งหลักได้ สิ่งสำคัญที่จะต้องทำคือ การเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง เพราะความสามารถ และทักษะใหม่ๆ สำหรับโลกยุคนี้ คือสิ่งที่จะทำให้คุณสามารถอยู่รอด และไปต่อได้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่วัยทำงาน หรือผู้สูงอายุที่ยังอยากเรียนรู้ก็สามารถเข้าถึงความรู้ใหม่ๆ ได้ เพราะในโลกยุคนี้ความรู้ไม่ได้ถูกจำกัดแค่ในห้องเรียน หรือแค่ในตำราอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ ที่คุณสามารถเลือกหลักสูตร และวิธีการเรียนที่เหมาะกับตัวเองได้

 

 

4Line Learning

คือรูปแบบการเรียนรู้แบบใหม่ ที่คิดค้นและพัฒนาขึ้นโดย SEAC (South East Asia Center) ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน ทั้งหมดประกอบไปด้วยวิธีการเรียนรู้ที่หลากหลาย ที่เหมาะกับการเรียนรู้ของแต่ละคน รวมถึงคอยกระตุ้นให้ผู้ใช้เกิดความอยากเรียนรู้ และนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้จริง แบ่งเป็น

 

1. วิธีการเรียนรู้แบบ Online – เน้นการเรียนรู้ผ่านหลักสูตร ด้วยวิดีโอคลิป หรือ Visual ต่างๆ

2. วิธีการเรียนรู้แบบ Inline – เน้นการเข้าคลาสเพื่ออบรมในหลักสูตรต่างๆ หรือ Subscription โดยคำนึงถึงระยะเวลาการเรียนที่เหมาะสม จัดเป็นคอร์สสั้นๆ ครั้งละไม่เกินครึ่งวัน

3. วิธีการเรียนรู้แบบ Beeline – เน้นการเรียนรู้ในรูปแบบการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ข้อมูล หรือเรื่องราวจากผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน วิทยากร นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จด้านต่างๆ ผู้นำทางความคิด หรือกิจกรรมพิเศษในหลากหลายรูปแบบที่เหมาะสมกับหัวข้อการเรียนรู้แต่ละครั้ง

4. วิธีการเรียนรู้แบบ Frontline – คลังการเรียนรู้ที่สามารถเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา รวมถึงดาวน์โหลดออกมาเก็บไว้ ซึ่งทั้งหมดจะเป็นหลักสูตรที่ได้มาตรฐานโลกจากสถาบันที่มีชื่อเสียง

 

 

YourNextU

คือโมเดลที่ใช้รูปแบบการเรียนรู้ 4Line Learning ซึ่งประกอบไปด้วยหลักสูตร Online กว่า 100 หลักสูตร หลักสูตร Inline กว่า 40 หลักสูตร หลักสูตร Beeline กว่า 40 โปรแกรม และคลังข้อมูล Frontline ที่สามารถดาวน์โหลดได้ไม่จำกัด โดยผู้บริหารและทีมงานของ SEAC ใช้เวลาเตรียมงานกันมากว่า 2 ปี และทุ่มเงินประมาณกว่า 600 ล้านบาท เพื่อทำระบบรองรับการเรียนรู้ของทั้งกลุ่มคนไทย และขยายไปยังประเทศต่างๆ ทั่วอาเซียน โดยแต่ละหลักสูตรที่นำมา จะมีการแปลซับไตเติลเป็นภาษาไทย และภาษาอื่นๆ ในประเทศอาเซียน เช่น เวียดนาม พม่า อินโดนีเซีย

 

ผู้เรียนสามารถ Subscription และจ่ายเพียงคนละ 10,000 บาท ต่อปี แต่สามารถเข้าถึงหลักสูตร ความรู้ต่างๆ ในระดับเวิร์ลคลาส ซึ่งปกติต้องเสียค่าเรียนไม่ต่ำกว่าหลักแสน ที่สำคัญ สำหรับคนที่เรียนจนจบคอร์สและผ่านเกณฑ์ จะได้รับประกาศนียบัตรจากหลักสูตรโดยตรง โดยบริการนี้เหมาะสำหรับผู้ที่อยากพัฒนาตัวเอง ไม่ว่าจะอยู่ในวัยไหน เพราะทาง SEAC จะเลือกหลักสูตรมาให้กับกลุ่มผู้เรียนหลายๆ กลุ่ม ตั้งแต่ 11 ปี ไปจนถึงผู้ใหญ่วัย 65 ปี

 

หลักสูตรที่น่าสนใจมีมากมาย ยกตัวอย่างเช่น Design Thinking: Empathizing to Discover Opportunities, Creative Connection: 7 Creative Problem Solving Strategies, Business Management 4.0, Data Analysis และ Cloud Computing and Web Service

 

 

SEAC: South East Asia Center

อริญญา เถลิงศรี กรรมการผู้จัดการ SEAC เปิดบ้านต้อนรับสื่อมวลชน และเล่าถึงวิสัยทัศน์ขององค์กรที่เธอคิดใหญ่ อยากให้สังคมไทยและอาเซียนตระหนักได้ว่า คนเราสามารถที่จะเรียนรู้ได้เสมอไม่ว่าจะอายุเท่าไร สิ่งที่ SEAC ทำก็คือการสร้างระบบการเรียนรู้ใหม่ของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ที่จะพาผู้เรียนหลุดพ้นจากกรอบการเรียนรู้แบบเดิมที่เน้นการท่องจำ ด้วยประสบการณ์ของ SEAC ที่ใช้เวลากว่า 27 ปีในการศึกษาจนพบว่า ไม่ใช่คนไม่พร้อมที่จะเรียนรู้ แต่เป็นเพราะวิธีการเรียนรู้ที่ไม่เหมาะสม ทำให้ผู้เรียนไม่อยากเรียน หรือเรียนแล้วนำไปใช้งานไม่ได้ จึงเป็นความมุ่งมั่นของ SEAC ที่จะยกระดับระบบการเรียนรู้ของประเทศไทย ให้คนไทยได้เข้าถึงหลักสูตรคุณภาพ ในราคาที่เข้าถึงได้ โดยมี SEAC ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการศึกษาหาทางเลือกในการเรียนรู้ที่เหมาะสมมาให้คนไทย และคนในภูมิภาคอาเซียนกว่า 650 ล้านคน หากผู้คนทั่วอาเซียนสามารถเข้าถึงแพลตฟอร์มนี้ได้ ย่อมเป็นการช่วยภาครัฐในการผลักดันสังคมให้พัฒนาไปสู่ยุค 4.0 ได้มากขึ้น รวมถึงช่วยลดช่องว่างในการเข้าถึงการเรียนรู้ของคนทุกระดับ เพราะไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน หากสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ ก็สามารถเข้าถึงหลักสูตรของ YourNextU ได้เช่นกัน

YourNextU จะเริ่มเปิดให้ผู้เรียนในระดับองค์กรใช้งานได้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 และเปิดให้ผู้เรียนทั่วไปใช้บริการตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2562

 

สามารถเข้าไป Subscription เพื่อรับข่าวสารได้ที่ www.yournextu.com

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post SEAC ทุ่มทุนกว่า 600 ล้านบาท ชวนคนไทยทุกวัยเรียนรู้ตลอดชีวิต ผ่านแพลตฟอร์มใหม่ YourNextU [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/seac-yournextu/feed/ 0
‘ผู้นำยุคใหม่ต้องสร้างนวัตกรรมได้อย่างยั่งยืน’ แนวคิดการพัฒนาธุรกิจไทยให้ก้าวไกลในโลกยุคดิจิทัลของ SEAC [Advertorial] https://thestandard.co/seac/ https://thestandard.co/seac/#respond Wed, 18 Apr 2018 04:28:21 +0000 https://thestandard.co/?p=83349

ในยุคดิจิทัลที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโล […]

The post ‘ผู้นำยุคใหม่ต้องสร้างนวัตกรรมได้อย่างยั่งยืน’ แนวคิดการพัฒนาธุรกิจไทยให้ก้าวไกลในโลกยุคดิจิทัลของ SEAC [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในยุคดิจิทัลที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยีที่วิ่งไม่คอยใคร องค์กรธุรกิจจะอยู่รอดได้ก็ด้วย ‘นวัตกรรม’ ที่จะช่วยยกระดับองค์กรให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่แข่งขันในระดับสากลและยืนหยัดเป็นผู้นำโลกได้ ท่ามกลางกระแส Digital Disruption ที่ถาโถมเข้าใส่ทุกภาคอุตสาหกรรมอย่างไม่ปรานี

 

อาเซียนไม่ต่างจากภูมิภาคอื่นๆ ของโลกที่ต้องปรับตัวจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลง ไทยซึ่งเป็นประเทศหนึ่งในภูมิภาคแห่งนี้ก็เช่นเดียวกัน แน่นอนว่ากัปตันเรือที่จะนำพาลูกเรือฟันฝ่าคลื่นลมมรสุมระลอกแล้วระลอกเล่าคงหนีไม่พ้นผู้นำหรือผู้บริหารขององค์กรธุรกิจต่างๆ

 

ดังนั้นศูนย์ SEAC (South East Asia Center) ซึ่งเป็นศูนย์บ่มเพาะผู้นำและผู้บริหารระดับสูงจึงถือกำเนิดขึ้น เพื่อเป็นแหล่งพัฒนาทักษะในทุกมิติด้วยเป้าหมายที่จะส่งเสริมให้ผู้นำสามารถคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อนำพาองค์กรธุรกิจทั้งในไทยและอาเซียนผงาดขึ้นเป็นองค์กรระดับโลกที่มีศักยภาพในการแข่งขันกับคู่แข่งได้อย่างภาคภูมิ ไม่แพ้อเมริกา ยุโรป และจีน

 

จุดเด่นของ SEAC จึงไม่ใช่แค่เพียงศูนย์เทรนนิงหรือแหล่งเรียนรู้สำหรับผู้นำและผู้บริหารระดับสูงเท่านั้น เพราะที่นี่ยังคำนึงถึงระบบนิเวศที่ครบวงจรและประสบการณ์การเรียนรู้ที่ไม่เหมือนใคร ด้วยคอนเซปต์การออกแบบที่ใส่ใจกับสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ตั้งแต่การวางผังโซนและสเปซต่างๆ การจัดวางโต๊ะเก้าอี้ สื่อ และอุปกรณ์การเรียนรู้ภายในห้องอย่างพิถีพิถัน เพียบพร้อมด้วยทรัพยากรและโปรแกรมการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ผู้นำธุรกิจหรือสตาร์ทอัพในทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรม

 

 

SEAC ยังจับมือเป็นพาร์ตเนอร์ระดับเอกสิทธิ์ (Exclusive Partnership) กับสถาบันการศึกษาและสถาบันฝึกอบรมชั้นนำของโลกหลายแห่ง อาทิ ศูนย์ Stanford Center for Professional Development มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด, สถาบันอาร์บิงเจอร์ (The Arbinger Institute), สถาบันเคน บลานชาร์ด (The Ken Blanchard Companies), สถาบันทิเรี่ยน (Tirian) เป็นต้น เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้บริหารในการพัฒนาทักษะด้วยโปรแกรมระดับมืออาชีพ โดยที่ไม่จำเป็นต้องบินไปอบรมหรือเทรนนิงถึงต่างประเทศอีกต่อไป

 

 

รู้เท่าทันโลกและสร้างนวัตกรรมได้อย่างยั่งยืน คือหัวใจของผู้นำยุคใหม่

“หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร และนำความเปลี่ยนแปลงมาพัฒนาองค์กรให้ประสบความสำเร็จได้ คือผู้นำองค์กรที่มีศักยภาพ รู้เท่าทันสถานการณ์ เห็นเทรนด์ทางธุรกิจ และกล้าที่จะเปลี่ยน” อริญญา เถลิงศรี กรรมการผู้จัดการ SEAC กล่าวในงานเปิดตัวศูนย์บ่มเพาะผู้นำและผู้บริหารระดับสูงเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

 

เพราะโลกธุรกิจที่พัฒนาอย่างรวดเร็วในทุกวันนี้ คู่แข่งจึงไม่จำกัดเฉพาะผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมหรือประเทศเดียวกันอีกต่อไป แต่คู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดอาจมาจากอุตสาหกรรมอื่น หรือจากต่างประเทศ การทำธุรกิจในยุคปัจจุบันจึงไม่สามารถประสบความสำเร็จและอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน หากยังยึดติดกับการทำธุรกิจจากฐานลูกค้ากลุ่มเดิม ตลาดเดิม และด้วยวิธีการแบบเดิมๆ

 

“เราเชื่อมั่นว่าผู้นำและบุคลากรในประเทศไทยและอาเซียนมีความสามารถและเปี่ยมด้วยศักยภาพ แต่อาจยังไม่สามารถนำออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งโปรแกรมต่างๆ ของ SEAC จะเป็นตัวช่วยให้ผู้นำสามารถดึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในด้านต่างๆ ออกมาใช้ในการบริหารองค์กร และเมื่อองค์กรมีความก้าวหน้า เศรษฐกิจก็จะฟื้นตัว ควบคู่ไปกับสังคมและประเทศที่พัฒนารุดหน้า ซึ่งถือเป็นปณิธานสูงสุดของ SEAC”

 

 

“นอกจากนี้ อีกหนึ่งรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรต่างๆ ในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงใบนี้คือ ‘นวัตกรรม’ โดยนอกจาก SEAC จะมุ่งมั่นเป็นศูนย์พัฒนาภาวะผู้นำแล้ว เรายังเน้นบ่มเพาะ ‘ผู้นำที่สามารถสร้างนวัตกรรมได้อย่างยั่งยืน’ และผู้นำที่สามารถสอนให้บุคลากรในองค์กรเกิดความตื่นตัวที่จะสร้างนวัตกรรมได้ด้วยตนเอง” ตัวแทนหญิงแห่ง SEAC กล่าวเสริม

 

“มีทฤษฎีมากมายที่สอนเรื่องการเป็นผู้นำ แต่ยังไม่มีหนังสือตำราและทฤษฎีใดที่สอนเรื่องการเปลี่ยนตัวเองให้เป็นผู้นำที่เท่าทันโลกได้อย่างครอบคลุมเท่า SEAC และด้วยศักยภาพและประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนานจากการเป็นผู้นำด้านการพัฒนาองค์กรและทรัพยากรมนุษย์ของ SEAC จึงทำให้เชื่อมั่นได้ว่า ที่นี่จะสามารถเป็นหัวเรือใหญ่ที่นำพาองค์กรโลดแล่นอย่างสง่างามและมั่นคง ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ” อริญญาทิ้งท้าย

 

เมื่อทุกไอเดียเริ่มต้นบนกระดาษ สู่แนวคิดการออกแบบพื้นที่สุดสร้างสรรค์

นอกจากสื่อการเรียนรู้ที่ทันสมัยและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน SEAC ยังมีเอกลักษณ์โดดเด่นที่การออกแบบภายใน โดยพื้นที่ทั้ง 3 ชั้นของศูนย์ฯ มีการดีไซน์ด้วยคอนเซปต์ ‘Unfolding Paper’ หรือ การคลี่กระดาษ เพราะเราจะเห็นได้ว่านักคิดหรือนักประดิษฐ์ในอดีต หรือแม้แต่ในปัจจุบัน จะเริ่มถ่ายทอดแนวคิดและนวัตกรรมใหม่ๆ ลงบนแผ่นกระดาษก่อน แน่นอนว่าหลายๆ ครั้งไอเดียจากการขีดๆ เขียนๆ หรือลองผิดลองถูกอาจยังใช้ไม่ได้ผล จึงต้องขยำกระดาษทิ้ง แล้วเริ่มเขียนแผ่นใหม่ ทำแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกระทั่งได้ไอเดียบนกระดาษที่สามารถใช้ได้จริงในที่สุด ดั่งความเชื่อที่ว่าคนที่ลงมือทำแล้วผิดพลาดเท่านั้น จึงจะสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองจนประสบความสำเร็จได้

 

SEAC จึงออกแบบผนังและเพดานในแต่ละชั้นเป็นรูปกระดาษที่ค่อยๆ คลี่ออกจากชั้นแรกที่เป็นกระดาษยับยู่ยี่ มีรอยพับและรอยหยักสู่ชั้นสุดท้ายที่เป็นกระดาษแผ่นเรียบ อันบ่งบอกถึงแนวคิดนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ตกผลึกแล้ว

 

 

นอกจากนี้ ห้องเรียน ห้องประชุม ห้องสัมมนา และสเปซต่างๆ ของที่นี่ล้วนถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้และการทำงานร่วมกัน พร้อมจุดประกายพลังความคิดสร้างสรรค์อย่างไร้ขีดจำกัดให้กับผู้นำและผู้บริหาร ด้วยการตกแต่งภายในที่มอบบรรยากาศผ่อนคลาย คำนึงถึงแสงสว่างจากธรรมชาติเพื่อไม่ให้รู้สึกอุดอู้ เพราะ SEAC มีความเชื่อว่าบรรยากาศภายในศูนย์จะสามารถสร้าง Learning Ecosystem (สังคมแห่งการเรียนรู้) และ Learning Experience (ประสบการณ์การเรียนรู้) ให้แก่ผู้เรียน ซึ่งมีความสำคัญต่อการเรียนรู้ไม่น้อยไปกว่าตำราการเรียนการสอนในหลักสูตรที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

 

โดยผู้อยู่เบื้องหลังคอนเซปต์การออกแบบศูนย์แห่งนี้คือคุณเจมส์ เองเกล หนึ่งในทีมผู้บริหารของ SEAC ผู้คร่ำหวอดในวงการเทรนนิงมาอย่างยาวนาน จึงมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าสิ่งใดที่จะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ โดย SEAC ยังได้ The Beaumont Partnership มาร่วมออกแบบตามโจทย์ที่วางไว้ ก่อนจะร่วมรังสรรค์เป็นศูนย์การเรียนรู้อันล้ำสมัย และฉีกทุกข้อจำกัดของการเรียนรู้แบบเดิมๆ

 

อีกหนึ่งไอเดียเก๋ไก๋คือการตั้งชื่อห้องประชุม ห้องเทรนนิง และสเปซต่างๆ ตามชื่อเมืองหลวงของประเทศในอาเซียน ซึ่งสะท้อนความเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียนของ SEAC โดยทุกห้องถูกออกแบบให้เป็นห้องเก็บเสียง พร้อมเทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ได้อย่างไร้รอยต่อ อาทิ LCD Projectors, Digital Signage, Techno-Booths, Group-Work Pods, Video-Conferencing, Flip Charts และ Wi-Fi ที่เข้าถึงได้อย่างครอบคลุม นอกจากนี้ทุกพื้นที่ยังสามารถปรับเปลี่ยนการจัดวางได้ตามความประสงค์เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการใช้งาน สำหรับของตกแต่งภายในยังเสริมด้วยดีไซน์ ‘Coding Innovation Wall’ โดยทุกๆ ห้องจะมีมุมรองรับความคิดและไอเดียใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ผู้เรียนสามารถแปะกระดาษหรือขีดเขียนบนผนัง กำแพง หรือประตู ก็ทำได้ทุกที่ไม่จำกัด

 

 

สำหรับพื้นที่ 3 ชั้นของศูนย์ SEAC แบ่งเป็นโซนต่างๆ ดังนี้

 

ชั้นที่ 1 The Hub: นวัตกรรมเริ่มจากที่นี่

พื้นที่ชั้นแรกเปรียบเสมือน Innovation Hub ซึ่งใช้สำหรับรับรองแขกผู้มาเยือน โดยสามารถนั่งพักผ่อน อ่านหนังสือ พบปะสังสรรค์กับเพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่ทำงานร่วมกัน แลกเปลี่ยนความคิด และระดมสมอง โดยพื้นที่ทั้งชั้นจะเน้นใช้สีโทนร้อน พร้อมตกแต่งให้รู้สึกถึงความอบอุ่น เหมือนอยู่บ้านตัวเองในบรรยากาศที่สบายๆ เพื่อให้ความคิดโลดแล่นและนำไปสู่ผลงานสร้างสรรค์

 

 

ชั้นที่ 2 Center for Innovation and Leadership: จุดบรรจบแห่งนวัตกรรมและภาวะผู้นำ

บนชั้นนี้มีห้อง The Capital ซึ่งเป็นห้องประชุมขนาดใหญ่ สามารถรองรับผู้เรียนได้มากกว่า 180 คน และยังมีพื้นที่สำหรับรับประทานอาหารและของว่าง ด้วยบรรยากาศภายในห้องที่ฉีกกฎเกณฑ์จากห้องเรียนและห้องประชุมทั่วไป เพราะตกแต่งให้มีสีสันขึ้นมาอีกระดับ ให้ความรู้สึกที่ไม่จำเจ เพื่อกระตุ้นให้ผู้นำและผู้บริหารมีความกระหายความรู้และตื่นตัวกับสิ่งรอบข้าง ซึ่งจะช่วยจุดไอเดีย ทำให้กล้าคิด กล้าลงมือทำ และพร้อมที่จะเรียนรู้

 

 

ชั้นที่ 3 Center for Executive Education: แหล่งรวมผู้บริหารระดับหัวกะทิ

เอกลักษณ์ของชั้น 3 คือ ชั้นนี้ถูกเนรมิตขึ้นเพื่อผู้นำและผู้บริหารระดับสูงโดยเฉพาะ ด้วยการตกแต่งโทนสีเข้ม เรียบง่าย เน้นความหรูหราเสมือนโรงแรมระดับ 5 ดาว เพื่อให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของผู้เรียน ส่วนชื่อห้องประชุมย่อยแต่ละห้องบนชั้นนี้จะตั้งตามสกุลเงินของแต่ละประเทศในอาเซียน อาทิ ริงกิต ดอง รูเปีย และอื่นๆ โดยพื้นที่ทั้งชั้นเต็มไปด้วยห้องเรียน ห้องประชุม ห้องสัมมนาขนาดใหญ่ และห้องฟังก์ชันพิเศษสุด คือ ‘ASEAN Amphitheatre’ ซึ่งสร้างเหมือนอัฒจันทร์ที่จุผู้เรียนได้มากถึง 60 คน ภายในห้อมล้อมด้วยจอภาพยนตร์ขนาดยักษ์ 3 จอ สามารถรับส่งสัญญาณภาพและเสียงบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่อกับทุกพื้นที่ไร้ขีดจำกัด

 

 

ในโลกที่ผู้เล่นทุกอุตสาหกรรมขับเคี่ยวกันเพื่อความอยู่รอดท่ามกลางกระแส Digital Disruption และเส้นแบ่งกั้นภาคธุรกิจที่พร่ามัวทุกขณะ ผู้นำและผู้บริหารองค์กรจึงมีความท้าทายมากกว่าครั้งไหนๆ เพราะความอยู่รอดนั้นขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล และการมีสายพานที่คิดค้นนวัตกรรมออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง

 

ด้วยเหตุนี้ การถือกำเนิดขึ้นของศูนย์ SEAC จึงเป็นทางเลือกที่ใช่สำหรับผู้บริหารและผู้นำองค์กรในการเรียนรู้ คิดค้นนวัตกรรม และต่อยอดไอเดียสู่ความสำเร็จ เพื่อยกระดับบริษัทในไทยและอาเซียนให้มีความทัดเทียมหรือเหนือกว่าองค์กรธุรกิจของภูมิภาคอื่นทั่วโลก

The post ‘ผู้นำยุคใหม่ต้องสร้างนวัตกรรมได้อย่างยั่งยืน’ แนวคิดการพัฒนาธุรกิจไทยให้ก้าวไกลในโลกยุคดิจิทัลของ SEAC [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/seac/feed/ 0