MQDC Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/mqdc/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 20 Mar 2026 09:53:00 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 MQDC เพิ่มทุน 2,500 ล้านบาท กางแผน 3 ปี เร่งขาย-โอนโครงการ รับงานพัฒนาเมืองทั้งในและต่างประเทศ [PR NEWS] https://thestandard.co/mqdc-capital-2500m-plan-sales/ Thu, 15 Jan 2026 04:30:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1165167 MQDC เพิ่มทุน 2,500 ล้านบาท กางแผน 3 ปี เร่งขาย-โอนโครงการ รับงานพัฒนาเมืองทั้งในและต่างประเทศ [PR NEWS]

MQDC บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรช […]

The post MQDC เพิ่มทุน 2,500 ล้านบาท กางแผน 3 ปี เร่งขาย-โอนโครงการ รับงานพัฒนาเมืองทั้งในและต่างประเทศ [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>
MQDC เพิ่มทุน 2,500 ล้านบาท กางแผน 3 ปี เร่งขาย-โอนโครงการ รับงานพัฒนาเมืองทั้งในและต่างประเทศ [PR NEWS]

MQDC บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กางแผนยุทธศาสตร์ 3 ปี ขยายบทบาทจาก ‘ผู้พัฒนาอสังหาฯ’ สู่การเป็น ‘ผู้สร้างเมือง’ พร้อมประกาศเพิ่มทุน 2,500 ล้านบาท เมื่อ 14 มกราคมที่ผ่านมา ทำให้บริษัทฯ มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วมูลค่าทั้งสิ้นเป็นจำนวน 21,300 ล้านบาท เพื่อใช้ในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จตามแผนงานที่วางไว้ พร้อมวางแผนนำความเชี่ยวชาญในการพัฒนาโครงการที่เน้นความเป็นอยู่ที่ดีด้าน Sustainability Biodiversity และ Longevity Living ให้กับคนทุกเจเนอเรชั่น รุกตลาด City Development ทั่วโลก

 

MQDC เพิ่มทุน 2,500 ล้านบาท กางแผน 3 ปี เร่งขาย-โอนโครงการ รับงานพัฒนาเมืองทั้งในและต่างประเทศ [PR NEWS] 1

 

  • เพิ่มทุน 2,500 ล้านบาท รองรับการก่อสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์

 

วัตถุประสงค์หลักในการเพิ่มทุนครั้งนี้ เพื่อรองรับการก่อสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์ ทั้งโครงการที่พักอาศัยและโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ต่างๆ ให้แล้วเสร็จ ตามแผนธุรกิจระยะ 3 ปี

 

ที่ผ่านมา MQDC ตระหนักถึงความผันผวนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จึงได้ทยอยเพิ่มทุนจดทะเบียน ตั้งแต่ปี 2567 – 2568 เป็นจำนวน 2,844 ล้านบาท

 

ขณะเดียวกันได้มีการชำระคืนหุ้นกู้ในปี 2567 – 2568 เป็นจำนวนรวม 42,498 ล้านบาท และได้มีการออกหุ้นกู้ใหม่จำนวน 20,026 ล้านบาท ซึ่งเป็นแผนกลยุทธการออกหุ้นกู้และการกำหนดระยะเวลาการไถ่ถอน ให้สอดคล้องกับแผนธุรกิจและสภาวะตลาด บริษัทฯ ยังดำเนินการตามแผนกลยุทธในการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้อย่างต่อเนื่องในอนาคต โดยให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับขนาดของธุรกิจ

 

  • เร่งขาย-โอนโครงการแล้วเสร็จ เพิ่มรายได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

3 ปีนับจากนี้ MQDC ตั้งเป้าเร่งโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาให้แล้วเสร็จพร้อมโอน โดยโครงการต่างๆ ได้รับการสนับสนุนสินเชื่อ (Project Finance) จากสถาบันการเงิน เช่น โครงการที่พักอาศัยภายในเดอะ ฟอเรสเทียส์ที่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารไทยพาณิชย์และโครงการมัลเบอร์รี โกรฟ สุขุมวิทที่กำลังดำเนินการสร้างต่อให้แล้วเสร็จ รวมทั้งโครงการคลาวด์ อีเลฟเว่น (Cloud 11) ฮัปแห่งใหม่สำหรับวงการครีเอทีฟที่ได้รับสินเชื่อจากธนาคารกรุงเทพ คาดว่าบริษัทฯ จะสามารถรับรู้รายได้จากโครงการต่าง ๆ ที่แล้วเสร็จในปี 2569

 

สำหรับโครงการที่เปิดตัวไปแล้วและได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างโครงการวิสซ์ดอม คราฟท์ สามย่านที่ได้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากธนาคารทิสโก้จะเดินหน้าพัฒนาโครงการต่อในปี 2569

 

  • รุกตลาด City Development ทั่วโลก

 

แนวทางการเพิ่มรายได้ของ MQDC เป็นการนำความเชี่ยวชาญในการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่รวมถึงการพัฒนาเมืองทั้งในและต่างประเทศ ด้วยการรับงานที่ปรึกษาพัฒนาเมือง City Development ทั้งในและต่างประเทศ โดยเน้นในเรื่องของSustainability Biodiversity และ Longevity Living ซึ่งจะกลายเป็น New S-Curve ที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับบริษัทในอนาคต

 

  • เสริมแกร่งความเชี่ยวชาญด้าน ‘Longevity Living’

 

MQDC ต่อยอดความสำเร็จด้าน Longevity Living จากการทำโครงการ The Aspen Tree ที่อยู่อาศัยของผู้สูงวัยพร้อมทั้งศูนย์สุขภาพและสมอง ที่จับมือกับ Baycrest ผู้นำระดับโลกด้านนวัตกรรมการดูแลผู้สูงวัยและสุขภาพสมองด้วยประสบการณ์มากกว่า 105 ปีจากประเทศแคนาดา ในการสร้างที่อยู่อาศัยพร้อมทั้งศูนย์สุขภาพและสมอง (Health & Brain Center) คลินิคเวชศาสตร์ผู้สูงวัย ศูนย์กายภาพบำบัด ศูนย์บริการดูแลผู้สูงวัยแบบระยะยาวสำหรับผู้ที่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด โดยจะนำงานวิจัยและนวัตกรรมด้านสุขภาพจากต่างประเทศปรับให้เข้ากับบริบทของสังคมไทย พร้อมทั้งเสริมด้าน Lifespan และ Healthspan ควบคู่กันไป

 

  • สร้างรายได้ยั่งยืนด้วย ‘Recurring Income’

 

MQDC ยังวางรากฐานการเงินให้แข็งแกร่งด้วยการขยายธุรกิจ โรงแรม, เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ และอสังหาฯ ให้เช่า เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียน (Recurring Income) ให้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ลดความผันผวนของธุรกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในระยะยาว โดยบริษัทยังคงบริหารจัดการสินทรัพย์และการให้บริการในระดับคุณภาพ เพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย

 

MQDC เพิ่มทุน 2,500 ล้านบาท กางแผน 3 ปี เร่งขาย-โอนโครงการ รับงานพัฒนาเมืองทั้งในและต่างประเทศ [PR NEWS] 2

 

วิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ ประธานกรรมการบริหารร่วมและประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม (Co-Chairman Co- CEO) MQDC กล่าวว่า “การมองเกมยาวของ MQDC เรา พิจารณาจากสภาพเศรษฐกิจและสังคมในช่วง 1-3 ปีจากนี้ มั่นใจว่าแผนการดำเนินงานจะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าและนักลงทุนที่ให้ความไว้วางใจเสมอมา”

The post MQDC เพิ่มทุน 2,500 ล้านบาท กางแผน 3 ปี เร่งขาย-โอนโครงการ รับงานพัฒนาเมืองทั้งในและต่างประเทศ [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>
คุย พอล สิริสันต์ ถึง Cloud11 ฮับแห่งใหม่ของนักสร้างสรรค์ พื้นที่ไลฟ์สไตล์ใหม่ย่านอุดมสุข https://thestandard.co/life/paul-sirisant-and-cloud-11/ Fri, 12 Sep 2025 04:00:21 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1114787

ยุคนี้ความคิดสร้างสรรค์เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่สามารถ […]

The post คุย พอล สิริสันต์ ถึง Cloud11 ฮับแห่งใหม่ของนักสร้างสรรค์ พื้นที่ไลฟ์สไตล์ใหม่ย่านอุดมสุข appeared first on THE STANDARD.

]]>

ยุคนี้ความคิดสร้างสรรค์เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่สามารถสร้างมูลค่าทางธุรกิจ อักทั้งยังขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติ และหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญใหม่ที่กำลังอยู่ในกระแส และได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในตอนนี้ก็คือโปรเจกต์ Cloud11 ที่มุ่งเน้นพัฒนา Creative Economy & Ecosystem เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยุคใหม่ทั้งในเมืองไทยและระดับสากล

 

วันนี้เราได้มีโอกาสนั่งคุยกับ พอล สิริสันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญถึงการก่อร่างสร้างสรรค์ให้โครงการ Cloud11 นี้เป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้น ตลอดจนได้รับรู้ถึงวิสัยทัศน์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยให้เติบโตและก้าวไกลสู่ระดับสากล รวมถึงการวางเป้าหมายเพื่อสร้างให้พื้นที่นี้กลายเป็นฮับแห่ง “Empowering Creator” ที่พร้อมจะขับเคลื่อนศักยภาพเหล่าครีเอเตอร์ให้โลดแล่นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

 

ความแตกต่างระหว่าง Cloud11 กับ Mixed-Use Space อื่นๆ

 

เมืองไทยมีโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบมิกซ์ยูส (Mixed-Use Development) ผุดขึ้นมากมาย ทว่าโครงการส่วนใหญ่มักมุ่งไปที่เป้าหมายทางธุรกิจเป็นหลัก (โดยเฉพาะการเปิดพื้นที่ให้เช่าเพื่อทำการค้า) แต่สำหรับ Cloud11 นี่เป็นการพัฒนาโครงการอสังหาฯ รูปแบบใหม่ที่มุ่งเน้นพัฒนาพื้นที่ให้กลายเป็น Creative Culture Ecosystem อันเป็นศูนย์รวมของนักสร้างสรรค์ในแขนงต่างๆ ไปจนถึงการส่งเสริมธุรกิจตลอดจนอุตสาหกรรมบันเทิงไทยให้ก้าวไกลระดับโลก “คอนเซ็ปต์ของที่นี่เราตั้งไว้ให้เป็น Creative Ecosystem ซึ่งถือว่าเป็นดีเอ็นเอของ Cloud11 เลยครับ เราพยายามสร้างโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่จำเป็นต่างๆ เพื่อรองรับสำหรับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industry) ให้ครบครันที่สุด

 

 

อย่างในต่างประเทศเราก็ได้เห็นโครงการที่ซัปพอร์ตอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่น่าสนใจมากมาย อย่างเช่น Songshan Cultural and Creative Park (SCCP) ในไต้หวัน หรือ M50 Art District ที่เซี่ยงไฮ้ แล้วก็ King’s Cross ในอังกฤษ พื้นที่เหล่านี้รีโนเวตอุตสาหกรรมยุคเก่าให้กลายเป็น Creative & Art District แหล่งสร้างสรรค์ยุคใหม่ที่ไม่ใช่แค่รองรับการสร้างสรรค์ผลงานเท่านั้น แต่ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกอีกมากมายรวมถึงกลายเป็นแหล่งไลฟ์สไตล์ของคนท้องถิ่น เป็นสถานที่ท่องเที่ยว และใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้ด้วย ซึ่งผมมองว่าในเมืองไทยเองก็ยังไม่มีพื้นที่ลักษณะนี้อย่างจริงจัง” คุณพอลกล่าว

 

 

นอกจากนี้หากลงลึกในรายละเอียดสิ่งที่ทำให้ Cloud11 โดดเด่นและแตกต่างจากโครงการมิกซ์ยูสอื่นๆ อย่างมีเอกลักษณ์ก็คือการพัฒนาให้ที่นี่กลายเป็นแหล่งรวมทั้ง Commercial Zone ย่านธุรกิจการค้า, Art District แหล่งเสพไลฟ์สไตล์งานศิลป์หลากหลายรูปแบบ, Entertainment Hub แหล่งรวมความบันเทิงมากมาย, Creative Community ชุมชนผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสร้างสรรค์หลากหลายแขนง, Creative Academy สถาบันให้ความรู้ด้านการสร้างสรรค์ระดับนานาชาติ, ไปจนถึง Public Park สวนสาธารณะพักผ่อนหย่อนใจที่เป็นพื้นที่จัดอีเวนต์ศิลปะและกิจกรรมสร้างสรรค์ในตัว รวมถึงมีโรงแรมที่พักไว้อำนวยความสะดวกให้กับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ตลอดจนรองรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในคราวเดียวกันด้วย

 

รวมพาร์ทเนอร์ร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

 

นอกจากการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไว้รองรับอย่างครบครันสมบูรณ์แบบแล้ว อีกองค์ประกอบสำคัญที่จะมีส่วนช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยให้เข้มแข็ง และก้าวไปได้ไกลยิ่งขึ้นก็คือบรรดาพาร์ทเนอร์ธุรกิจทั้งหลายนั่นเอง ซึ่งคุณพอลเสริมว่าเรื่องพันธมิตรถือเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งของ Cloud11 เช่นกัน โดยโปรเจกต์นี้ได้องค์กรชั้นนำระดับแนวหน้าทั้งไทยและต่างประเทศเข้ามาร่วมขับเคลื่อนกันอย่างแข็งขัน

 

 

“เราได้รับความร่วมมือจากพาร์ทเนอร์ที่ทั้งเชี่ยวชาญและมีชื่อเสียงระดับโลกมากมาย อาทิ ด้านอุตสาหกรรมภาพยนตร์ก็จะมี New York Film Academy, Kantana, Documentary club ส่วนอุตสาหกรรมดนตรีก็จะมี 88rising, 1500 Sound Academy, THEBLACKSEA, SMtrue หรือด้านศิลปะก็จะมี Bangkok Kunsthalle เป็นต้นครับ แล้วก็ยังมีอีกมากมาย เมื่อโครงการเปิดให้บริการจริงๆ แล้วเราคาดว่าจะมีพาร์ทเนอร์สนใจเข้าร่วมอีกเยอะเลยครับ” คุณพอลให้รายละเอียดพร้อมคาดการณ์แนวโน้มในอนาคต

 

อีกแนวคิดน่าสนใจที่จะเป็นหนึ่งในเครื่องมือขับเคลื่อนชุมชนสร้างสรรค์รวมถึงเชื่อมต่อหน่วยสร้างสรรค์ต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน ก็คือระบบการจัดการเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับอุตสาหกรรมนี้

 

“ผมมองว่าบทบาทสำคัญอีกอย่างหนึ่งของเราก็คือการเป็น “สะพาน (Bridge)” เชื่อมต่อกับทุกคน เป็นตัวกลางคอยอำนวยความสะดวกให้ รวมถึงเป็นเบื้องหลังซัปพอร์ตให้สำเร็จ อย่างเช่นเรื่องการเป็น Business Partner กับครีเอเตอร์และบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ต่างๆ ที่อยู่ใน creative industry อย่างที่เราทราบกันดีว่าศิลปินโดยทั่วไปจะเก่งในการสร้างสรรค์ผลงาน แต่มักจะต้องการความช่วยเหลือในการจัดการช่องทางการขาย และการตลาดเป็นพิเศษ ดังนั้นเพื่อให้ศิลปินสามารถสร้างสรรค์ผลงานให้ดีมีคุณภาพ เราจะคอยเป็นหลังบ้านจัดการเรื่องภาคธุรกิจให้ ”

 

อีกเรื่องที่น่าสนใจก็คือการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรองรับอุตสาหกรรมนี้ ซึ่งนอกจากอุปกรณ์ สำหรับ production ที่ทันสมัยระดับโลกแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจก็คือการพัฒนา Application สำหรับรองรับ Creative Ecosystem นี้

 

“เรากำลังพัฒนา App สำหรับรองรับสมาชิกของ Creative Community ด้วยครับ ทั้งในส่วนผู้ประกอบการและศิลปินตลอดจนสมาชิกคนทั่วไป (ที่ต้องได้รับการ verified แล้ว) จะสามารถเข้ามาใช้ App ร่วมกันได้ ตั้งแต่การจอง Venue ภายในโครงการ, การจองตั๋ว (Ticketing), แล้วก็อาจมีในเรื่อง E-commerce ในอนาคตด้วย และมีคอมมิวนิตี้บุคลากรด้านการออกแบบและสร้างสรรค์ รวมถึงพันธมิตรอื่นๆ ที่จะตามมาในอนาคตด้วยครับ” คุณพอลเสริมถึงการเตรียมพร้อมระบบการจัดการไว้รองรับ

 

App ให้สามารถช่วยจองพื้นที่ใช้งานหลากหลายรูปแบบ ในแบบที่ ห้างหรือ มิกซ์ยูสอื่นไม่สามารถทำได้ เช่น จองพื้นที่สำหรับจัดแสดงคอนเสิร์ต ละครเวที พื้นที่ขายสินค้าหรือแฟชั่นของเหล่า ครีเอเตอร์ และพื้นที่แสดงงานศิลปะ พื้นที่โรงหนัง

 

 

ทำไมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยถึงไม่ขยับไปไหน

 

ปัจจุบันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ตลอดจนอุตสาหกรรมบันเทิงในระดับโลกแข่งขันกันอย่างดุเดือดและกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญทางธุรกิจที่ใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในหลายประเทศ ตรงจุดนี้เราเลยชวนคุณพอลแสดงความคิดเห็นถึงมิติภาพรวมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยกันดูบ้าง

 

“เมืองไทยในวันนี้เป็นประเทศผู้นำเรื่องอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ระดับสากล งานศิลปะ ภาพยนตร์ ศิลปิน แอนิเมชั่น มีชื่อเสียงโด่งดังในระดับโลก ซึ่ง segment นี้ ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก เพื่อผลักดันทั้งบุคลากร ให้เก่งขึ้น และมีพื้นที่ในการผลิตงานได้หลากหลายมากขึ้น

 

ผมเชื่อในความแตกต่างและโดดเด่นของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย และในวันนี้เรามีรางวัลระดับโลก มี box office และเสียงตอบรับจากแฟนคลับทั่วทุกมุมโลก เป็นการการันตีว่าอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของเมืองไทยเป็นที่ยอมรับจริง ๆ 

 

สิ่งที่เราต้องการผลักดัน คือ ต้องการให้อุตสาหกรรมนี้ สามารถแข่งขันได้เต็มที่ผ่านการมี facility ที่พร้อมและมี มาตรฐานที่เทียบเท่ากับประเทศอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่พัฒนาแล้ว เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น สหรัฐ เป็นต้น

 

นอกเหนือจากการสร้าง facility ให้แล้ว ผมยังตั้งใจที่จะพัฒนาเรื่องการหารายได้ให้กับศิลปินและทีมผู้สร้าง ที่เรียกว่า direct to fan หมายถึงการหาเงิน ที่ไม่ต้องผ่านตัวกลางหรือมีการใช้ platform ให้น้อยที่สุด เพื่อให้รายได้กลับไปสู่ศิลปินได้มากที่สุด 

 

ผมเชื่อว่าถ้าศิลปินและนักสร้างสรรค์คนไทยสามารถหารายได้ได้มากกว่าเดิม พลังการสร้างสรรค์ของคนไทยจะทวีคูณขึ้น เราจะเห็นงานที่แปลกใหม่กว่าที่ผ่านมา และนี่คือจุดที่ทำให้ธุรกิจสร้างสรรค์ของเมืองไทยไปได้ไกล”

 

 

สังคมแห่งการสร้างสรรค์ของทุกคน

 

ภาพลักษณ์โครงการโดยรวมอาจทำให้หลายคนมองว่า Cloud11 เป็นสถานที่ไกลตัวที่เปิดเพื่อรองรับคนสายงานสร้างสรรค์ตลอดจนผู้ประกอบการธุรกิจด้านอุตสาหกรรมบันเทิงเพียงเท่านั้น ทว่าความเป็นจริงแล้ว อีกมิติของ Cloud11 นั้นก็ต้องการสร้างสรรค์พื้นที่นี้ให้เป็นดั่ง Third Place ที่ครบวงจรสำหรับทุกคนด้วยเช่นกัน “แน่นอนครับว่าส่วนหนึ่งเราเน้นสร้าง Creative Ecosystem ให้กับที่นี่ แต่ขณะเดียวกันฟันเฟืองสำคัญที่จะขับเคลื่อน cloud11bangkok.com และ www.facebook.com/cloud11bangkok กันได้เลย

 

คลิกอ่านเพิ่มเติม 

The post คุย พอล สิริสันต์ ถึง Cloud11 ฮับแห่งใหม่ของนักสร้างสรรค์ พื้นที่ไลฟ์สไตล์ใหม่ย่านอุดมสุข appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: สร้างพื้นที่ความสุขด้วยการมีสุขภาวะที่ดีของทุกช่วงวัยที่ The Forestias | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/the-forestias-4/ Wed, 07 May 2025 13:01:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1072189 the-forestias-4

เคยมีคำกล่าวที่ว่า สุดยอดปรารถนาของมนุษย์ คือการมีความเ […]

The post ชมคลิป: สร้างพื้นที่ความสุขด้วยการมีสุขภาวะที่ดีของทุกช่วงวัยที่ The Forestias | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
the-forestias-4

เคยมีคำกล่าวที่ว่า สุดยอดปรารถนาของมนุษย์ คือการมีความเป็นอยู่และสุขภาพที่ดีอย่างยืนยาว

 

THE STANDARD WEALTH พาคุณมาสำรวจโครงการที่ออกแบบมาเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ของคนในทุกช่วงวัย ไปจนถึงสัตว์และธรรมชาติ ให้อยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืนที่ The Forestias by MQDC

 

The post ชมคลิป: สร้างพื้นที่ความสุขด้วยการมีสุขภาวะที่ดีของทุกช่วงวัยที่ The Forestias | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัปเดตภาพรวม Cloud 11: ก่อสร้างคืบหน้า 80% เพิ่มการลงทุนขยายมูลค่าโครงการอีก 3 พันล้าน พร้อมเจอกันปลายปีนี้! [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/cloud11-construction-80percent/ Wed, 07 May 2025 08:00:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1070667 cloud11-construction-80percent

นับตั้งแต่ MQDC ประกาศเปิดตัวโครงการ ‘Cloud 11’ ไปเมื่อ […]

The post อัปเดตภาพรวม Cloud 11: ก่อสร้างคืบหน้า 80% เพิ่มการลงทุนขยายมูลค่าโครงการอีก 3 พันล้าน พร้อมเจอกันปลายปีนี้! [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
cloud11-construction-80percent

นับตั้งแต่ MQDC ประกาศเปิดตัวโครงการ ‘Cloud 11’ ไปเมื่อต้นปี 2023 จนถึงวันนี้ งานก่อสร้างดำเนินการไปตามแผน คืบหน้าแล้วกว่า 80% ซึ่งทาง MQDC คอนเฟิร์มว่า ปลายปีนี้ Cloud 11 พื้นที่ความคิดสร้างสรรค์สำหรับทุกคนจะพร้อมเปิดบ้านอย่างเป็นทางการ  

 

นอกจากจะอัปเดตความคืบหน้าเรื่องงานก่อสร้าง ยังมีเรื่องการเพิ่มการลงทุน ขยายมูลค่าโครงการอีก 3,000 ล้านบาท และการเปิดตัวพาร์ตเนอร์คนสำคัญอีกมากมายที่ THE STANDARD รู้มา จึงอยากบอกให้ทราบโดยทั่วกัน  

 

อัปเดตภาพรวม Cloud 11

 

‘Cloud 11’ โครงการมิกซ์ยูสที่สร้างขึ้นบนแนวคิด ‘Empowering Creators’ พื้นที่ความคิดสร้างสรรค์สำหรับทุกคน เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมศักยภาพคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ตลอดจนยกระดับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยไปสู่ระดับแนวหน้าของโลก ถือเป็น Theme Project ลำดับที่ 2 ของ MQDC (บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด) ตั้งอยู่บนพื้นที่ 27 ไร่ ติดถนนสุขุมวิท ใกล้ BTS สถานีอุดมสุข และปุณณวิถี  

 

องศา จรรยาประเสริฐ

องศา จรรยาประเสริฐ ผู้อำนวยการโครงการ Cloud 11

 

ขยายมูลค่าโครงการสู่ 43,000 ล้านบาท

 

องศา จรรยาประเสริฐ ผู้อำนวยการโครงการ Cloud 11 เผยว่า จากการลงทุนเพิ่มเติม ทำให้ Cloud 11 ขยายมูลค่าโครงการเพิ่มขึ้นจากเดิม 40,000 ล้านบาท เป็น 43,000 ล้านบาท โดยส่วนแรกเพิ่มการลงทุนในส่วนโครงสร้างพื้นฐานของย่าน (District Infrastructure) เป็นมูลค่าโครงการกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาย่านสุขุมวิทใต้ (South Sukhumvit) ให้กลายเป็น ‘พื้นที่เขตสร้างสรรค์และนวัตกรรม’ (Creative & Innovation District) สำหรับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ และลงทุนอีกส่วนใน Creative Facilities พื้นที่สตูดิโอและอุปกรณ์เทคโนโลยีสำหรับนักสร้างสรรค์ เป็นมูลค่าโครงการกว่า 2,000 ล้านบาท เพื่อสร้างศูนย์กลางอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ครบวงจร โดยการพัฒนาโครงการ Cloud 11 ทั้งหมด บริษัทฯ ได้รับการสนับสนุนสินเชื่อระยะยาว (Project Finance) จากธนาคารกรุงเทพ   

 

‘Cloud 11’ กุญแจสำคัญดัน Creative Ecosystem ไทยสู่ระดับสากล 

 

1.2 Trillion คือมูลค่าการเติบโตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย คิดเป็น 7% ของ GDP เท่ากับว่า ถ้า Creative Ecosystem ของไทยแข็งแกร่งและสมบูรณ์มากขึ้นเท่าไร โอกาสที่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์จะเติบโตแบบก้าวกระโดดก็มีความเป็นไปได้มากเท่านั้น

 

“เป้าหมายของเราคือการสร้าง Creative Ecosystem ที่สมบูรณ์ที่สุด เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการพบปะกันของครีเอเตอร์หรือคนในวงการสร้างสรรค์ ซึ่งจะนำไปสู่การต่อยอดไอเดีย สร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ร่วมกัน ทำให้คอนเทนต์ไทยมีศักยภาพและยกระดับไปสู่ระดับโลกได้” พอล สิริสันต์ กรรมการผู้จัดการโครงการ Cloud 11 กล่าว

 

พอล สิริสันต์

พอล สิริสันต์ กรรมการผู้จัดการโครงการ Cloud 11

 

ด้วยเหตุนี้เอง จึงจัดสรรการลงทุนเพิ่มมูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท ในการสร้าง ‘Creative Facilities’ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่สามารถตอบความต้องการครีเอเตอร์และคนในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ได้ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ เพื่อให้ Cloud 11 เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมครบวงจรที่ครีเอเตอร์สามารถสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างเต็มศักยภาพ

 

ในส่วนต้นน้ำ Cloud 11มีพื้นโซน ‘Academy’ ที่รวบรวมสถาบันการศึกษาบ่มเพาะบุคลากรด้านการสร้างสรรค์คอนเทนต์ พัฒนาความสามารถ และเสริมทักษะวิชาชีพในด้านสร้างสรรค์สู่ความเป็นเลิศ โดยร่วมมือกับสถาบันชั้นนำระดับโลกอย่าง 1500 Sound Academy โดย James Fauntleroy โปรดิวเซอร์ ชาวอเมริกันจาก Hollywood มาเปิดโรงเรียนสำหรับศิลปินและนักดนตรีครั้งแรกในประเทศไทย 

 

อัปเดตภาพรวม Cloud 11

 

ต่อมาในส่วนกลางน้ำ Cloud 11 มีทั้ง ‘Creator Village’ พื้นที่สำนักงานเกรด A+ จำนวน 4 อาคาร พื้นที่รวม 70,000 ตร.. ที่เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ตอบไลฟ์สไตล์คนทำงานสร้างสรรค์ ซึ่งได้ บริษัทยักษ์ใหญ่เกาหลีในเครือ SM Entertainment และ CJ ENM มาเป็นหนึ่งในผู้เช่าที่จะเปิดสำนักงานในไทยที่นี่

 

Cloud 11 ยังลงทุนกับ ‘Creator Studio’ ทั้งสตูดิโอถ่ายภาพ วีดีโอ ไลฟ์สตรีม เพลง พอดแคสต์ และ ‘Production Studio’ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เครื่องมือและอุปกรณ์ครบครัน เพื่อรองรับงานคอนเทนต์ในอนาคตที่จะมีความซับซ้อนและเสมือนจริงมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่ Creative Co-working ที่ครีเอเตอร์เพียงนำคอมพิวเตอร์มาเสียบสาย LAN ก็สามารถตัดต่อคอนเทนต์และเรนเดอร์งานได้สะดวกรวดเร็ว โดยสตูดิโอและเวทียังได้ RIOS บริษัทผู้ออกแบบสตูดิโอชื่อดังหลายแห่งในฮอลีวูด รวมถึง Spotify Content Campus มาเป็นผู้ออกแบบ

 

“เราไม่ได้จำกัดพื้นที่ให้กับองค์กรในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เท่านั้น แต่เปิดโอกาสให้ทุกอุตสาหกรรม เรามองว่าทุกอุตสาหกรรมต้องทำคอนเทนต์ เพราะการตลาดคือการทำคอนเทนต์ เรามีเครดิตให้กับพาร์ตเนอร์ที่เช่าพื้นที่สามารถนำไปใช้เช่าสตูดิโอได้ จะช่วยให้ต้นทุนในการทำคอนเทนต์ของเขาลดลงและสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพมากขึ้น” พอลกล่าว

 

อัปเดตภาพรวม Cloud 11

 

ส่วนปลายน้ำ Cloud 11 มองตัวเองเป็น Performance Stage หรือพื้นที่การแสดงผลงานและต่อยอดทางธุรกิจให้กับครีเอเตอร์ จึงลงทุนเพิ่มเติมในส่วนของ ‘Cloud 11 Hall’ ที่จุคนได้ถึง 2,500 คน และโรงละคร Blackbox Theatre เพื่อเปิดเวทีให้ศิลปินรุ่นใหม่มีพื้นที่ในการแสดงศักยภาพ นอกจากนี้ยังมีโซน Passion Playground พื้นที่ Retail ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยสนับสนุนให้ครีเอเตอร์ต่อยอดและสร้างมูลค่าจากผลงานของตนเอง เปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์ที่ต้องการทำธุรกิจมีหน้าร้าน องค์ประกอบทั้งหมดจะถูกเชื่อมด้วย ‘Cloud 11 Park’ สวนลอยฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ เปิดพื้นที่ให้ทั้งครีเอเตอร์และคนทั่วไปสามารถเข้ามาใช้บริการได้ตลอดเวลา

 

“นอกจากจะเป็นพื้นที่สีเขียวให้คนในย่านเข้ามาใช้งาน เรายังต้องการจะให้พื้นที่ตรงนี้เป็นเวทีหรือแพลตฟอร์มครีเอเตอร์มาแสดงออกได้ไม่จำกัด ใครอยากฉายหนังกลางแปลง เล่นดนตรีเปิดหมวก หรือจัดการแข่งขันกีฬาก็ได้เช่นกัน” พอลกล่าว 

 

ยกระดับย่านสุขุมวิทใต้ให้เป็น Creative & Innovation District

 

นอกจากการออกแบบสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการให้เอื้อต่อการสร้างสรรค์ผลงานและการใช้ชีวิตของครีเอเตอร์ Cloud 11 ยังพัฒนาโครงการโดยยึดมั่นแนวคิด ‘For All Well-being’ ของ MQDC จึงให้ความสำคัญกับการออกแบบโครงการที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ควบคู่กับการพัฒนาและเติบโตไปพร้อมกับชุมชน 

 

จึงเพิ่มการลงทุนกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้กับย่าน ด้วยมูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท เพื่อผลักดันการพัฒนาย่านสุขุมวิทใต้ให้เป็น Creative & Innovation District สำหรับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศไทย โดยได้วางแผนพัฒนาในหลายโครงการ อาทิ การพัฒนาพื้นที่ริมคลอง ปรับปรุงสวนสาธารณะ พัฒนาทางเท้าทั้งบนถนนสุขุมวิทและในซอยย่อย ตลอดจนการร่วมจัดเทศกาลงานสร้างสรรค์  

 

อัปเดตภาพรวม Cloud 11

 

“เรามองตั้งแต่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในย่าน ได้มีการหารือกับทางกรุงเทพมหานคร เพื่อพัฒนาพื้นที่ริมคลองให้มีคุณภาพน้ำที่ดีขึ้นและทางเดินที่ปลอดภัย หรือการเชื่อมต่อภายในย่าน อย่างการทำ Sky Walk หรือการพัฒนาทางเดินเท้า ไม่ว่าจะเป็นริมถนนสุขุมวิทไปจนถึงตรอกซอกซอย ไปจนถึงการพัฒนาอาคารพาณิชย์ ตึกแถว โกดังเก่าที่เคยถูกทิ้งร้าง โดยร่วมมือกับเจ้าของเดิมทำให้มันกลับมามีชีวิตชีวา” องศากล่าว 

 

สำหรับการขับเคลื่อนพัฒนาย่าน Cloud 11 ได้หารือความร่วมมือกับทางสำนักงานส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ (THACCA – Thailand Creative Culture Agency) และ NIA เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่และขับเคลื่อนนโยบายด้านนวัตกรรม อาทิ งาน ‘Collective by Cloud 11’ จัดแสดงผลงานสร้างสรรค์จากครีเอเตอร์กว่า 50 ชีวิต ในโรงงานเก่ายุค 1960 หรือการเป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดงาน Bangkok Design Week ในพื้นที่ South Sukhumvit ต่อเนื่องมา 2 ปี 

 

อัปเดตภาพรวม Cloud 11

 

งานก่อสร้างคืบหน้า 80% พร้อมเปิดปลายปี 2568 

 

หลังเริ่มก่อสร้างเมื่อปี 2023 โดยมี บริษัท นันทวัน จำกัด หรือ ไทยโอบายาชิ เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง และมี Snøhetta สตูดิโอออกแบบชื่อดังระดับโลกสัญชาตินอร์เวย์เป็นที่ปรึกษาด้านการออกแบบทำงานร่วมกับบริษัทออกแบบสถาปัตยกรรมชั้นนำของประเทศไทยอย่าง A49 (บริษัท สถาปนิก 49 จำกัด) ปัจจุบันโครงการก่อสร้างคืบหน้าแล้ว 80% ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินงานการตกแต่งภายใน และจะทยอยส่งมอบพื้นที่ให้ผู้เช่าพื้นที่รีเทลเข้าตกแต่งภายในเดือนมิถุนายน ซึ่งปลายปีนี้พร้อมเปิดให้บริการ 80% ในส่วนของรีเทลและสำนักงาน สำหรับโรงแรม YOTEL Bangkok จะเปิดในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ในขณะที่โรงแรม Sangsan Bangkok (สร้างสรรค์ แบงค็อก) ภายใต้ Tribute Portfolio ในเครือโรงแรมระดับโลก Marriott International คาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2027  

 

อภิสิทธิ์ โรจนประดิษฐ์

อภิสิทธิ์ โรจนประดิษฐ์ ผู้จัดการโครงการและวิศวกรผู้ควบคุมงาน บริษัท นันทวัน จำกัด  (Thai Obayashi)

 

อภิสิทธิ์ โรจนประดิษฐ์ ผู้จัดการโครงการและวิศวกรผู้ควบคุมงาน บริษัท นันทวัน จำกัด (Thai Obayashi) กล่าวว่า “ไทยโอบายาชิ มีจุดเด่นในเรื่องการก่อสร้างที่ใช้มาตรฐานจากประเทศญี่ปุ่น มีการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการก่อสร้างเพื่อความปลอดภัยของอาคาร อาทิ โครงสร้างเหล็กขนาดใหญ่พิเศษ (Box Girders Beam) เพื่อช่วยกระจายน้ำหนักของอาคารไปยังเสาหรือฐานรากได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการใช้เทคนิคการก่อสร้างด้วย Steel Reinforced Concrete (SRC) เป็นการผสมผสานระหว่างโครงสร้างเหล็ก (Steel Structure) และโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก (Reinforced Concrete) เพื่อเพิ่มความแข็งแรง รวมถึงประสิทธิภาพการรับแรงดัดของอาคาร ให้มีความยืดหยุ่น และความปลอดภัยของอาคาร โดยเฉพาะในเรื่องการเคลื่อนตัวของโครงสร้างอาคาร จากผลกระทบจากแผ่นดินไหว ทั้งนี้ หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เราได้ให้วิศวกรเข้าตรวจสอบโครงสร้างอาคาร ไม่พบความเสียหายอันเนื่องมาจากแผ่นดินไหว โครงสร้างอาคารยังคงมีความสมบูรณ์ แข็งแรง ผู้เช่าสามารถมั่นใจในความปลอดภัยของโครงการได้อย่างแน่นอน”

 

‘theCOMMONS Cloud 11’ สวนหลังบ้านสำหรับย่านสุขุมวิทใต้ 

 

พาร์ตเนอร์สำคัญที่ช่วยเติมเต็มระบบนิเวศของการสร้างสรรค์คอนเทนต์ให้กับ Cloud 11  ได้แก่ theCOMMONS (เดอะคอมมอนส์) คอมมูนิตี้ที่ตั้งใจที่จะเป็น ‘สวนหลังบ้านให้กับย่าน’

 

‘theCOMMONS Cloud 11’ (เดอะคอมมอนส์ คลาวด์ อีเลฟเว่น) จึงมาพร้อมคอนเซปต์ ‘South Sukhumvit’s Backyard’ สวนหลังบ้านสำหรับย่านสุขุมวิทใต้ เกิดจากการผสานจุดแข็งในการสร้าง Wholesome Community ของ theCOMMONS มาผนวกเข้ากับแนวคิด Empowering Creators ของโครงการ Cloud 11 

 

วิชรี วิจิตรวาทการ

วิชรี วิจิตรวาทการ ผู้ก่อตั้งบริษัท คินเนสท์ กรุ๊ป และเดอะคอมมอนส์

 

“เราตั้งใจนำแนวคิด Wholesome Community หรือการสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้คน ภายในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น การกินดื่มหรือใช้เวลาอยู่กับครอบครัว อยู่กับสัตว์เลี้ยง พบปะสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อน รวมไปถึงสร้างประสบการณ์ใหม่ผ่าน The Wholesome Clubs คลับที่รวมกิจกรรมใหม่ๆ ให้คนที่มีความสนใจเหมือนกันได้มารวมตัวและทำกิจกรรมร่วมกัน อาทิ Run Club, Book Club หรือ Tai Chi Club ที่ผ่านมาเราจัดเป็นกลุ่มเล็กๆ แต่ด้วยพื้นที่ของ theCOMMONS Cloud 11 จะทำให้เราสามารถขยายการจัดงานให้ใหญ่ขึ้นและมีกิจกรรมในรูปแบบใหม่ๆ ให้ติดตามมากขึ้น” วิชรี วิจิตรวาทการ ผู้ก่อตั้งบริษัท คินเนสท์ กรุ๊ป และเดอะคอมมอนส์ กล่าว

 

บนพื้นที่ 5,420 ตารางเมตร บริเวณชั้น 4 ของโครงการ Cloud 11 ประกอบด้วย 5 โซนสำคัญ ซึ่งจะช่วยเติมเต็มในแง่ของพื้นที่ความคิดสร้างสรรค์ แสดงผลงาน ตลอดจนพื้นที่ของการทำงาน และพักผ่อนหย่อนใจ

 

อัปเดตภาพรวม Cloud 11

 

‘YOTEL Bangkok’ สมาร์ทโฮเทลแห่งอนาคตแห่งแรกในไทย

อีกหนึ่งพาร์ตเนอร์สำคัญ YOTEL (โยเทล) เครือสมาร์ทโฮเทลระดับโลก ที่จะมาเปิดโรงแรมสาขาเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้ชื่อ ‘YOTEL Bangkok’ เตรียมมอบประสบการณ์การพักผ่อนที่แปลกใหม่ภายใต้แนวคิด ‘Heart of Innovation and Technology’ ผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรมล้ำสมัยของ YOTEL 

 

อูแบร์ วิริออท ประธานกรรมการบริหารเครือโรงแรม YOTEL

Brendan Daly​ YOTEL’s Regional General Manager for Asia

 

Brendan Daly ผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคเอเชีย โรงแรม YOTEL เล่าถึงแรงบันดาลใจในการออกแบบ YOTEL ที่ได้จากที่นั่ง First-class ของสายการบิน นำไปสู่การออกแบบห้องพักจำนวน 250 ห้อง ที่พรั่งพร้อมไปด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ อาทิ เตียงนอนที่สามารถปรับขึ้น-ลง ให้เป็นโซฟาเพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอย หุ่นยนต์บริการส่งน้ำดื่มและผ้าเช็ดตัว ไปจนถึงบริการ Self-service Kiosks เช็กอินด้วยตัวเอง

 

yotel

 

นอกจากนี้ยังมีห้องอาหาร บาร์ และ Sky bar รวมถึงฟิตเนสและสระว่ายน้ำ จึงตอบโจทย์ได้อย่างครอบคลุมทั้งครีเอเตอร์และนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติที่จะเข้ามาใช้บริการภายในโครงการ รวมถึงรองรับนักลงทุน และนักธุรกิจที่จะเดินทางมายังย่านนวัตกรรมสุขุมวิทใต้ด้วย 

 

อีกไม่นานเกินรอ ครีเอเตอร์ไทยจะมีพื้นที่และเครื่องมือพร้อมสรรพให้ลับคมไอเดียและสร้างสรรค์ผลงานไปประชันบนเวทีโลกอย่างแน่นอน ขณะเดียวกันประชาชนย่านสุขุมวิทใต้จะได้มีพื้นที่สีเขียวลอยฟ้าขนาดใหญ่ให้ได้ออกมาใช้ชีวิตร่วมกัน รวมไปถึงใครก็ตามที่อยากมาค้นหาแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตและจุดประกายไอเดียสร้างสรรค์ก็สามารถเข้ามาใช้พื้นที่ ‘Cloud 11’ ได้เช่นกัน 

ดูข้อมูลเพิ่มเติมทาง www.cloud11bangkok.com หรือ https://www.facebook.com/cloud11bangkok

The post อัปเดตภาพรวม Cloud 11: ก่อสร้างคืบหน้า 80% เพิ่มการลงทุนขยายมูลค่าโครงการอีก 3 พันล้าน พร้อมเจอกันปลายปีนี้! [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม CPAXT มูลค่าหายไป 6 หมื่นล้านบาทในวันเดียว หลังประกาศลงทุนใน Happitat ของ MQDC https://thestandard.co/wealth-in-depth-cpaxt-lose-60-billion/ Mon, 16 Dec 2024 10:04:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1020112

หุ้นร้อนที่สุดวันนี้ (16 ธันวาคม) คงจะหนีไม่พ้น บมจ.ซีพ […]

The post ทำไม CPAXT มูลค่าหายไป 6 หมื่นล้านบาทในวันเดียว หลังประกาศลงทุนใน Happitat ของ MQDC appeared first on THE STANDARD.

]]>

หุ้นร้อนที่สุดวันนี้ (16 ธันวาคม) คงจะหนีไม่พ้น บมจ.ซีพี แอ็กซ์ตร้า (CPAXT) เจ้าของแบรนด์ Makro และ Lotus’s ที่ราคาหุ้นดิ่งลง 18% จนมูลค่าตามราคาตลาดหายไป 6 หมื่นล้านบาทภายในวันเดียว ราคาหุ้นดิ่งลงจาก 34.75 บาท ไปทำจุดต่ำสุดของวันที่ 28 บาท 

 

ที่มาที่ไปของแรงเทขายในวันนี้มาจากการประกาศการลงทุนของบริษัท ซึ่งจะใช้เงินลงทุน 7.97 พันล้านบาท เพื่อถือหุ้น 95% ร่วมกับ บริษัท เอ็มคิวดีซี ทาวน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่ถือหุ้นอีก 5% ร่วมลงทุนใน บริษัท แฮปปี้แทท แอท เดอะ ฟอเรสเทียส์ จำกัด เพื่อพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบผสมผสาน ภายใต้โครงการชื่อ Happitat

 

ทำไมการประกาศลงทุนดังกล่าวถึงทำให้ราคาหุ้น CPAXT ร่วงลงหนักขนาดนี้?

 

สาเหตุของการเทขายหุ้น CPAXT

 

แหล่งข่าวนักวิเคราะห์เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ราคาหุ้นปรับตัวลง 6-7 บาทในวันนี้ เป็นเชิง Sentiment มากกว่าปัจจัยพื้นฐาน โดยเฉพาะการตีความและตั้งคำถามว่าการลงทุนในครั้งนี้เป็นการเกื้อหนุนกันในกลุ่มหรือไม่ เนื่องจาก MQDC กำลังประสบปัญหากระแสเงินสดตึงตัว

 

ส่วนประเด็นความคุ้มค่าของการลงทุนอาจยังประเมินได้ค่อนข้างยากในเวลานี้ แต่สิ่งที่ต้องยอมรับคือการแข่งขันที่ค่อนข้างรุนแรงในบริเวณนั้น อย่างไรก็ตาม ข้อดีคือหากเทียบกับการลงทุนเพื่อพัฒนาศูนย์การค้าขนาดใหญ่โดยทั่วไปแล้วอาจต้องใช้เวลาประมาณ 4 ปี แต่โครงการนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จในเวลาประมาณ 1.5-2 ปี 

 

แต่ไม่ว่าโครงการนี้จะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด เงินลงทุนเกือบ 1 หมื่นล้านบาท คิดเป็นเพียง 2% ของสินทรัพย์รวมมูลค่า 5 แสนล้านบาท ของ CPAXT ทำให้ผลกระทบต่อกำไรและราคาหุ้นอาจมีเพียงเล็กน้อย 

 

จากการประเมินในเบื้องต้นคาดว่าการลงทุนครั้งนี้จะกระทบต่อกำไรปี 2568 ประมาณ 2% และกระทบต่อกำไรปี 2569 ประมาณ 3.5% รวมทั้งกระทบต่อราคาเหมาะสมประมาณ 0.5-1 บาท 

 

“นี่อาจเป็นเพียงช็อกระยะสั้น ถ้าหุ้นลง 4-5% ก็เข้าใจ แต่การลงขนาด 18% เป็นระดับที่มากเกินไป” 

 

แหล่งข่าวนักวิเคราะห์กล่าวต่อว่า สาเหตุที่ทำให้ราคาหุ้นดิ่งลงแรง ส่วนหนึ่งเพราะความเข้าใจผิดว่าเป็นการนำเงินไปถือหุ้นโครงการ The Forestias by MQDC โดยตรง และอาจต้องรับผลขาดทุนเข้ามา แต่จริงๆ เป็นการลงทุนในบริษัทย่อยและมี MQDC เข้ามาถือหุ้นอีก 5% 

 

อีกส่วนหนึ่งที่เป็นปัญหาคือ คำถามในใจของนักลงทุนที่ว่าการลงทุนครั้งนี้เป็นการเข้าไปช่วยเหลือ MQDC หรือไม่ หากใช่ทำไมต้องเป็น CPAXT ซึ่งเป็นบริษัทในตลาดและมีนักลงทุนหลากหลายร่วมถือหุ้น 

 

“MQDC มีหนี้สินอยู่ราว 7-8 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นหุ้นกู้ หากไม่ช่วยแล้วเกิดปัญหาอาจกระทบทั้งตลาดทุนและตลาดหุ้นกู้ แต่จริงๆ แล้วควรใช้บริษัทนอกตลาดมาช่วยจะดีกว่าหรือไม่” 

 

ด้าน บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่า หลังจาก CPAXT ใช้เงินราว 7.97 พันล้านบาทไปแล้วสำหรับการลงทุนในโครงการที่ก่อสร้างไปราว 80% ของงานก่อสร้างทั้งหมด คาดว่าจะใช้เงินอีกไม่ต่ำกว่า 2-3 พันล้านบาท สำหรับอีก 20% ที่เหลือ หรือคิดเป็นงบลงทุนรวมราว 1-1.1 หมื่นล้านบาท คาดว่าโครงการดังกล่าวจะเปิดให้บริการได้ในอีก 12-18 เดือนนับจากนี้

 

โดยที่เงินลงทุนเริ่มแรก 7.97 พันล้านบาท CPAXT ได้มาจากการกู้ เนื่องจาก CPAXT จะต้องบันทึกภาระดอกเบี้ยจ่ายจากการกู้เพื่อนำเงินมาลงทุนตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2567 ดังนั้น CPAXT จะมีดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้นมาอย่างน้อยประมาณ 303 ล้านบาทต่อปี 

 

อย่างไรก็ตาม รายได้และค่าใช้จ่ายจากโครงการจะยังเข้ามาไม่เต็มที่ในช่วงแรก โดยในกรณีดีสุดรายได้และค่าใช้จ่ายจะเริ่มเข้ามาในไตรมาส 4 ปี 2568 ส่วนในกรณีแย่สุดจะยังไม่มีรายได้เข้ามาเลยในปี 2568 ทำให้ผลกระทบต่อกำไรในปี 2568 ยังไม่มาก เราจึงประเมินว่าโครงการนี้จะกระทบกำไรและราคาเป้าหมายปี 2568 ของ CPAXT ให้ลดลง 2-3% จากประมาณการปัจจุบัน

 

ทำความรู้จักโครงการ Happitat

 

สำหรับ ‘Happitat’ ที่เป็นข่าวในตอนนี้ เป็นส่วนหนึ่งของ The Forestias โครงการที่ถูกระบุว่าเป็นการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มูลค่า 1.25 แสนล้านบาท พื้นที่ 398 ไร่ บนถนนบางนา-ตราด กม.7 

 

ตัวเลขเงินลงทุนนั้นถือว่ามากกว่า One Bangkok ของ เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ที่ใช้เงินลงทุนราว  1.2 แสนล้านบาท บนที่ดินผืนใหญ่ของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์กว่า 108 ไร่ ใจกลางเมือง บนทำเลถนนพระราม 4 โดยมี ปณต สิริวัฒนภักดี เป็นผู้ดูแลโครงการนี้

 

ขณะที่ The Forestias นั้นมีผู้พัฒนาเป็น บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ MQDC ซึ่งมี ทิพพาภรณ์ อริยวรารมย์ เป็นผู้ก่อตั้ง โดยทิพพาภรณ์นั้นเป็นลูกสาวคนสุดท้องของ เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์

 

ตัว Happitat ประกอบไปด้วย 3 อาคาร พื้นที่ใช้สอยรวมกันประมาณ 211,000 ตารางเมตร ซึ่งจะมีทั้งร้านขายอาหารและเครื่องดื่ม ศูนย์การเรียนรู้ ความบันเทิง สถานที่ทำกิจกรรมทางวัฒนธรรมและสังคม มาร์เก็ตต่างๆ และพิพิธภัณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงพื้นที่สำนักงาน

 

Happitat

 

ข้อมูลที่เปิดเผยเมื่อต้นปีนี้ระบุถึงการใช้เม็ดเงินสำหรับ Happitat เฟสแรกกว่า 2 หมื่นล้านบาท โดย Happitat at The Forestias มีความคืบหน้าในการก่อสร้างแล้วเสร็จ 70% รวมทั้ง The Hilltop Offices พื้นที่ออฟฟิศให้เช่าที่ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกัน มีความคืบหน้าในการก่อสร้างแล้วเสร็จ 60% และจะเสร็จสมบูรณ์พร้อมเปิดให้บริการในเดือนกันยายน 2567

 

แต่ที่สุดนั้นก็ไม่ได้เปิดตามที่หวัง เพราะสารพัดปัญหาที่ถาโถมเข้ามา ซึ่งความท้าทายใหญ่ที่สุดคือ ‘เงินทุน’ ที่ต้องแบ่งไปใช้สำหรับส่วนอื่นๆ ใน The Forestias ด้วย แต่ถึงอย่างนั้นที่ผ่านมาตัว Happitat ก็ไม่ได้หยุดก่อสร้าง หากจะเป็นการชะลอซะมากกว่าในบางช่วงเวลา 

 

คาดว่าตัว Happitat อาจต้องใช้เวลา 1-2 ปีต่อจากนี้กว่าที่จะสามารถเปิดอย่างเป็นทางการ แน่นอนว่าการได้ CPAXT เข้ามาจะทำให้ ‘สายป่าน’ ที่มีนั้นยาวขึ้น และแว่วๆ ว่าในส่วนของค้าปลีกอาจมีการปรับคอนเซปต์ใหม่โดยให้ CPAXT ที่เป็นเจ้าของ Makro และ Lotus’s เข้ามาช่วยเพราะเชี่ยวชาญกว่า

 

กระนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายและดูจะ ‘หืดขึ้นคอ’ อยู่ไม่น้อยสำหรับ Happitat กับการจะปั้นให้โซนค้าปลีกนั้น ‘แจ้งเกิด’ เพราะแม้จะมีคนที่พักอาศัยใน The Forestias เข้ามาช่วยหนุนรวมถึงส่วนออฟฟิศแล้ว แต่ก็ไม่อาจการันตีทราฟฟิกได้

 

เพราะตัวออฟฟิศเองก็ต้องเข้าไปแข่งกับออฟฟิศเกรด A ซึ่งผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดไม่นับโครงการที่เปิดมาก่อนแล้ว และ The Hilltop Offices ที่ว่ากันว่าวางราคาเช่าไม่ได้หนีโซนใจกลางเมืองมากนัก แต่ทำเลอาจไม่ได้เดินทางสะดวกเท่า

 

The Hilltop Offices

 

ที่สำคัญโซนค้าปลีกยังต้องเจอกับคู่แข่งที่มีมาก่อนแล้วทั้ง ‘เซ็นทรัล บางนา’ ศูนย์การค้าอายุ 36 ปีของเซ็นทรัลพัฒนาที่วางแผนรีโนเวตครั้งใหญ่ ซึ่งจะเสร็จสิ้นในไตรมาส 1 ปี 2569 โดยใช้เงินหลายพันล้านบาทเช่นกัน

 

ในขณะที่ปลายทางนั้นก็ถูก ‘เมกาบางนา’ ที่วันนี้เป็นของเซ็นทรัลพัฒนาแล้วเช่นกัน ดักลูกค้าไว้อยู่ จากแม็กเน็ตใหญ่อย่าง ‘IKEA’ รวมถึงการขยายโครงการออกไปที่อื่นเรื่อยๆ จึงไม่แปลกที่มีคนมาเดินนับแสนต่อวัน

 

ยังไม่พอ อีกไม่เกิน 3 ปีจากนี้ยังมี ‘Bangkok Mall’ ศูนย์การค้าจาก ‘เดอะมอลล์ กรุ๊ป’ ที่ใช้เงินลงทุนไปกว่า 5 หมื่นล้านบนพื้นที่ 1 ล้านตารางเมตร กับทำเลติดสี่แยกบางนา

 

กลายเป็นคำถามว่า ที่สุดแล้ว Happitat จะหาแม่เหล็กขนาดใหญ่อะไรที่จะดึงดูดให้คนอยากจะมาเดิน ท่ามกลางยักษ์ใหญ่ที่เชี่ยวชาญเรื่องค้าปลีกมากกว่าที่ดักหัวและท้ายแบบนี้ ที่สำคัญคือจะทำให้การลงทุนของ CPAXT ออก ‘หัว’ หรือ ‘ก้อย’

 

แต่ที่แน่ๆ ราคาหุ้นที่แดงเถือกเช่นนี้ก็อาจบอกความนัยของนักลงทุนใน CPAXT ที่ออกอาการ ‘ไม่ค่อยปลื้ม’ สักเท่าไรสำหรับการขยับตัวครั้งนี้ของ CPAXT

 

อ้างอิง:

 

The post ทำไม CPAXT มูลค่าหายไป 6 หมื่นล้านบาทในวันเดียว หลังประกาศลงทุนใน Happitat ของ MQDC appeared first on THE STANDARD.

]]>
Hotel Indigo เตรียมขยายอาณาจักรสู่ The Forestias ในปี 2569 https://thestandard.co/life/hotel-indigo-the-forestias-2569/ Sat, 04 May 2024 04:00:04 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=929477

Hotel Indigo แบรนด์ในฝั่ง Luxury & Lifestyle ของ IH […]

The post Hotel Indigo เตรียมขยายอาณาจักรสู่ The Forestias ในปี 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>

Hotel Indigo แบรนด์ในฝั่ง Luxury & Lifestyle ของ IHG Hotels & Resorts ที่มีโรงแรมเปิดให้บริการแล้วกว่า 153 แห่งทั่วโลก เตรียมเดินหน้าขยายอาณาจักรต่อ โดยล่าสุดทาง IHG ได้จับมือร่วมกับบริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) ในการเปิดตัว Hotel Indigo The Forestias ภายในโครงการมิกซ์ยูส The Forestias บนถนนบางนา-ตราด กม.7 ในพื้นที่กว่า 398 ไร่ โดยประกอบไปด้วยห้องพักจำนวน 274 ห้องเลยทีเดียว

 

 

Hotel Indigo แห่งใหม่นี้มุ่งที่จะมอบประสบการณ์การเข้าพักที่เหนือระดับ ให้แขกผู้เข้าพักได้ดื่มด่ำและใกล้ชิดกับธรรมชาติ ผ่านการออกแบบที่ได้แรงบันดาลใจจากระบบนิเวศป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์โดยรอบ ที่นำธรรมชาติ สัตว์นานาชนิด และแขกผู้เข้าพัก มาอาศัยอยู่รวมกันได้อย่างลงตัว โดยจะเปิดบริการให้พร้อมสัมผัสกับประสบการณ์แห่งการพักผ่อนใหม่ในปี 2569

 

 

ภาพ: Courtesy of the Brand

The post Hotel Indigo เตรียมขยายอาณาจักรสู่ The Forestias ในปี 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา ‘MQDC’ หลังแต่งตั้ง ‘สุทธา เรืองชัยไพบูลย์’ นั่งแท่น CEO ตั้งเป้าสร้างรายได้ 3 หมื่นล้าน พร้อมส่งมอบเมกะโปรเจกต์ The Forestias ภายในปีนี้ [PR NEWS] https://thestandard.co/mqdc-suttha-ruengchaipaiboon/ Tue, 12 Mar 2024 02:00:04 +0000 https://thestandard.co/?p=909257 Suttha Ruengchaipaiboon

บิ๊กมูฟที่น่าจับตาในวงการอสังหาริมทรัพย์ตอนนี้ คือการปร […]

The post จับตา ‘MQDC’ หลังแต่งตั้ง ‘สุทธา เรืองชัยไพบูลย์’ นั่งแท่น CEO ตั้งเป้าสร้างรายได้ 3 หมื่นล้าน พร้อมส่งมอบเมกะโปรเจกต์ The Forestias ภายในปีนี้ [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Suttha Ruengchaipaiboon

บิ๊กมูฟที่น่าจับตาในวงการอสังหาริมทรัพย์ตอนนี้ คือการประกาศแต่งตั้งให้ สุทธา เรืองชัยไพบูลย์ นั่งแท่น CEO แทนที่ วิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ ที่ขยับขึ้นเป็นประธานกรรมการบริษัท และประธานกรรมการบริหาร ของ MQDC (บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด) บริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ ซึ่งถือเป็นการปรับทัพรับเทรนด์อสังหาริมทรัพย์ปี 2567

 

ตั้งเป้าปี 2567 เน้นย้ำการสร้างรายได้และการส่งมอบ The Forestias

 

สุทธา เรืองชัยไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MQDC กางแผนปี 2567 ตั้งเป้ายอดขายและยอดโอนรวม 3 หมื่นล้านบาท โดยมี The Forestias โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยเป็นหลัก ขณะที่โครงการธีมโปรเจกต์อื่นๆ กำลังดำเนินการสร้างอย่างเต็มกำลัง ไม่ว่าจะเป็น โครงการ Cloud 11 คอมมูนิตี้สำหรับครีเอเตอร์ตั้งอยู่ที่ย่านสุขุมวิทใต้ รวมไปถึงคอนโดมิเนียมหรูภายใต้แบรนด์ Whizdom Craftz

 

 

“ปัจจุบันโครงการ The Forestias คืบหน้าไปแล้วกว่า 70% โดยมีคอนโดมิเนียม วิสซ์ดอม เดอะ ฟอร์เรสเทียส์ มายโทเปีย  (Whizdom The Forestias Mytopia) และ วิสซ์ดอม เดอะ ฟอร์เรสเทียส์ เดสทิเนีย (Whizdom The Forestias Destinia) ที่สร้างเสร็จพร้อมโอนและพร้อมเข้าอยู่” 

 

สำหรับโครงการอื่นภายใน The Forestias ที่ใกล้เสร็จสมบูรณ์และคาดว่าจะพร้อมโอนในปีนี้ ได้แก่ มัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ วิลล่า (Mulberry Grove The Forestias Villas) คลัสเตอร์โฮมที่พัฒนาภายใต้คอนเซปต์เพื่อการอยู่อาศัยร่วมกันของครอบครัวใหญ่, วิสซ์ดอม เดอะ ฟอร์เรสเทียส์ เพทโทเปีย (Whizdom The Forestias Petopia) และ มัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ คอนโดมิเนียม (Mulberry Grove The Forestias Condominiums)  

 

 

รวมไปถึง ดิ แอสเพน ทรี เดอะ ฟอเรสเทียส์ (The Aspen Tree The Forestias) ที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับผู้อยู่อาศัยวัย 50+ และ ซิกส์เซนส์ (Six Senses) โครงการที่อยู่อาศัยหรูหราสไตล์รีสอร์ตแห่งแรกของแบรนด์ Six Senses

 

“ปี 2567 จะเน้นการสร้างรายได้ให้กับกลุ่มบริษัท นอกจาก MQDC จะมีจุดแข็งและจุดขายเป็นโครงการภายใต้ Themed Project แล้ว ยังชูนโยบาย ‘30-Year Warranty’ การรับประกัน 30 ปีนี้มอบให้ลูกบ้านทุกคนในทุกโครงการ” 

 

สำหรับมาตรฐานการรับประกันที่อยู่อาศัย 30 ปี ของ MQDC อยู่ภายใต้การดูแลโดยทีม Premium Care by MQDC โดยนำผลวิจัยพฤติกรรมและจิตวิทยาของผู้อยู่อาศัยจาก RISC by MQDC มาใช้เป็นมาตรฐาน (MQDC Standard) ในการพัฒนาโครงการทุกแห่ง เป็นการประสานแนวคิดการอนุรักษ์พลังงาน ความคงทน การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้อยู่อาศัย 

 

สานต่อพันธกิจ เน้นย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน

 

นอกจากการสร้างรายได้และการส่งมอบ The Forestias แล้ว สุทธายังให้ความสำคัญกับการสานต่อพันธกิจหลักของ MQDC ด้านความยั่งยืน ชูความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน หรือ Sustainnovation ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ทุกสรรพสิ่ง หรือ For All Well-Being

 

 

“MQDC เราประกาศเป้าปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นลบในปี 2593 (Nature Positive & Carbon Negative 2050) แม้จะเป็นภารกิจที่ท้าทายแต่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้จริง เพราะเราได้ทำงานร่วมกับทีมงาน ผู้ออกแบบ ที่ปรึกษา และ RISC by MQDC ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นเพื่อวิจัยค้นคว้านวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนโดยเฉพาะ เรามีบทพิสูจน์จากโครงการ The Forestias ที่สามารถลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้จากการลดการใช้พลังงานโดยรวม สามารถจัดการพลังงานด้วยระบบ District Cooling System และใช้พลังงานทดแทนจาก Solar Cells และการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยต้นไม้ เพื่อบรรลุเป้าหมายลดการปลดปล่อย 40,000 ตันต่อปี” สุทธากล่าว 

 

ยิ่งไปกว่านั้น MQDC ร่วมกันค้นคว้าและพัฒนากับสถาบันระดับโลก ในการนำ AI เข้ามาช่วยเสริมศักยภาพและประสิทธิภาพ ทั้งด้านการบริหาร การพัฒนาโครงการ ไปจนถึงการจัดการดูแลสิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการ แน่นอนว่าเราจะได้เห็นความล้ำสมัยนี้ได้จากโครงการนำร่องอย่าง The Forestias

The post จับตา ‘MQDC’ หลังแต่งตั้ง ‘สุทธา เรืองชัยไพบูลย์’ นั่งแท่น CEO ตั้งเป้าสร้างรายได้ 3 หมื่นล้าน พร้อมส่งมอบเมกะโปรเจกต์ The Forestias ภายในปีนี้ [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ค้นหาความเป็นครีเอเตอร์ที่ซ่อนอยู่ในตัวผ่าน ‘Creator Station’ นิทรรศการโชว์ Reels ในแบบของคุณโดย ‘Cloud 11’ ที่งาน Bangkok Design Week 2024 [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/life/creator-station-by-cloud-11/ Fri, 02 Feb 2024 12:00:32 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=895187

เหลือเวลาอีกไม่กี่วันที่คุณจะได้สร้างสรรค์คอนเทนต์ที่มี […]

The post ค้นหาความเป็นครีเอเตอร์ที่ซ่อนอยู่ในตัวผ่าน ‘Creator Station’ นิทรรศการโชว์ Reels ในแบบของคุณโดย ‘Cloud 11’ ที่งาน Bangkok Design Week 2024 [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

เหลือเวลาอีกไม่กี่วันที่คุณจะได้สร้างสรรค์คอนเทนต์ที่มีความพิเศษเฉพาะตัวในรูปแบบ Reels Video ที่ ‘Creator Station’ นิทรรศการที่จัดขึ้นโดย ‘Cloud 11’ ในงาน Bangkok Design Week 2024 ของย่าน South Sukhumvit   

 

 

อย่างที่รู้ว่าปีนี้งาน ‘Bangkok Design Week 2024’ มาในธีม ‘Livable Scape คนยิ่งทำ เมืองยิ่งดี’ นำเสนอกิจกรรมมากกว่า 500 กิจกรรม โดยมี 15 ย่านทั่วกรุงเทพฯ เข้าร่วมสร้างสรรค์ผลงาน แต่ละย่านก็หยิบเอาเอกลักษณ์ ความโดดเด่นประจำย่านมาต่อยอด หนึ่งในนั้นคือย่าน พระโขนง – บางนา ซึ่งขับเคลื่อนโดย ‘ภาคีเซาท์สุขุมวิท’ ที่มีเป้าหมายร่วมกันในการขับเคลื่อนย่าน South Sukhumvit ให้เป็น Creativity Playground เพื่อยกระดับสู่การเป็นย่านนวัตกรรมใหม่ของกรุงเทพ

 

 

การเข้าร่วม Bangkok Design Week 2024 ถือเป็นโปรเจกต์เริ่มต้นในการผลักดันย่าน South Sukhumvit ภายใต้แนวคิด ‘เซาท์สุขุมวิท…ความลงตัวของนวัตกรรมและเสน่ห์ชุมชน’ ที่ผสมผสานความเป็นย่านนวัตกรรม (Innovation Hub) และเสน่ห์ของชุมชน (Local Charm) อย่างลงตัว นำเสนอผ่าน 25 โปรแกรมสร้างสรรค์ ทั้งนิทรรศการ ตลาด เสวนา เวิร์กช็อป และทัวร์ ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม – 4 กุมภาพันธ์ 2567 ตลอดแนวถนนสุขุมวิท ตั้งแต่ BTS สถานีอ่อนนุชจนถึง BTS สถานีบางนา

 

 

‘Cloud 11’ ฮับของคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ซึ่งเป็น Theme Project ลำดับที่ 2 ของ MQDC (บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด) ก็เป็นหนึ่งใน ‘ภาคีเซาท์สุขุมวิท’ ที่ต้องการสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนและผู้คนในย่าน South Sukhumvit อันเป็นย่านที่ตั้งของโครงการ Cloud 11 ด้วยเช่นกัน

 

 

เมื่อนำคอนเซปต์ ‘Livable Scape คนยิ่งทำ เมืองยิ่งดี’ ของ Bangkok Design Week 2024 มาตีความเข้ากับแนวคิด ‘เซาท์สุขุมวิท…ความลงตัวของนวัตกรรมและเสน่ห์ชุมชน’ ของย่าน South Sukhumvit โดยยึดมั่นในพันธกิจ Empowering Creators ของ Cloud 11 ที่อยากเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันและดึงศักยภาพของครีเอเตอร์ เพราะเชื่อว่าทุกคนสามารถหยิบเอาตัวตนและเรื่องราวของตัวเองที่อาจดูธรรมดามาสร้างสรรค์เป็นคอนเทนต์ที่มีความพิเศษเฉพาะตัวได้ จึงเกิดเป็นนิทรรศการ ‘Creator Station’ ภายใต้แนวคิด ‘Everyone is a creator’ ชวนทุกคนมาร่วมค้นหาความเป็นครีเอเตอร์ที่ซ่อนอยู่ในตัว ว่าความพิเศษในความธรรมดานั้นทำให้ ‘คุณเป็นครีเอเตอร์ประเภทไหน’

 

 

‘Creator Station’ จะปลุกความเป็นครีเอเตอร์ในตัวทุกคนให้ออกมาโลดแล่น ผ่านการครีเอตคอนเทนต์รูปแบบ Reels Video ที่ต่างกันใน 3 สเตชัน  

 

 

Reflection Room

ห้องกระจก 8 เหลี่ยม ที่นอกจากจะสะท้อนถึงเลขมงคลในหลากหลายประเทศ ยังสะท้อนตัวตนของครีเอเตอร์ในทุกองศา ด้วยภาพถ่ายจากกล่องมุมสูงจึงได้ภาพแปลกตาหลากหลายมิติ แต่จะแปลก แหวก และโดดเด่นขนาดไหน ขึ้นอยู่กับไอเดียการสร้างสรรค์ของคุณแล้ว 

 

 

LED Paint Station

เพราะไอเดียดีๆ ไม่ควรถูกจำกัดอยู่ในกรอบ ‘สเตชันแห่งอิสระ’ แห่งนี้ ครีเอเตอร์ทุกคนจะไม่ถูกกำหนด บังคับ กะเกณฑ์ หรือตัดสิน แต่จะเป็นพื้นที่ที่ให้ครีเอเตอร์ได้ถ่ายทอดตัวตนผ่านการขีดเขียน วาดลวดลายอะไรลงไปบนภาพด้วยเทคนิค LED Paint ก็ได้ และท้ายที่สุดคุณจะได้ Reels ที่ไม่เหมือนใคร

 

 

Photo Scene Room

สร้างซีนให้แตกต่างกันที่สเตชันมุมกล้องเสย ไม่ง่ายที่จะครีเอตวิดีโอในมุมที่แปลกตาเช่นนี้ ให้ฟีลเหมือนถ่ายแฟชั่นแมกกาซีน ที่สำคัญคุณจะได้เห็นตัวเองในมุมมองแปลกใหม่ และนั่นอาจนำไปสู่การค้นพบไอเดียสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่ต่างไปจากเดิม 

 

 

วิธีเข้าร่วมกิจกรรมในทุกสเตชันก็ง่าย เริ่มจาก

  1. ลงทะเบียนที่จุดลงทะเบียนเพื่อรับ QR Code 
  2. จะเลือกเฉพาะสเตชันที่ชอบก็ได้ หรือจะท้าทายความเจ๋งของตัวเองจัดให้ครบทุกสเตชันยิ่งดี 
  3. โชว์ QR Code ให้สตาฟฟ์ประจำสเตชัน สตาฟฟ์จะช่วยอธิบายวิธีการสร้างวิดีโอในสเตชันนั้นๆ 
  4. แต่ละสเตชันมีเวลา 10-15 วินาที คิดไอเดียโพสท่าไปจากบ้านเลยก็ดีนะ 
  5. เมื่ออัดวิดีโอเสร็จ สตาฟฟ์จะเซฟวิดีโอลงในลิงก์
  6. ดาวน์โหลด Reels ด้วยการคลิกปุ่ม Process จากนั้นคลิก Download ได้เลย

 

 

ยังเหลือเวลาให้ทุกคนได้สร้างสรรค์คอนเทนต์จนถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พาจินตนาการของคุณออกไปโลดแล่นและสร้าง Reels ที่ไม่เหมือนใครที่ ‘Creator Station’ บริเวณทางเชื่อม BTS ชั้น 2 True Digital Park เวลา 11.00-21.00 น.

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของโครงการ Cloud 11 ได้ทาง Facebook Page: Cloud 11 Bangkok

The post ค้นหาความเป็นครีเอเตอร์ที่ซ่อนอยู่ในตัวผ่าน ‘Creator Station’ นิทรรศการโชว์ Reels ในแบบของคุณโดย ‘Cloud 11’ ที่งาน Bangkok Design Week 2024 [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
2 อสังหาใหญ่ย้ำฐานะการเงินแกร่ง เตรียมจ่ายคืนหุ้นกู้ที่ครบกำหนด หวังฟื้นความเชื่อมั่น https://thestandard.co/mqdc-anan-strong-financial-position/ Mon, 15 Jan 2024 09:59:43 +0000 https://thestandard.co/?p=887986

ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ประเด็นร้อนแรงที่ได้รับความสนใจอย […]

The post 2 อสังหาใหญ่ย้ำฐานะการเงินแกร่ง เตรียมจ่ายคืนหุ้นกู้ที่ครบกำหนด หวังฟื้นความเชื่อมั่น appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ประเด็นร้อนแรงที่ได้รับความสนใจอย่างมากก็คือหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระ ซึ่งเป็นความกังวลที่ต่อเนื่องจากมาจากปี 2566 โดยในช่วงต้นปีประเดิมด้วยกรณีของ บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ หรือ ITD ผู้รับเหมาก่อสร้างของไทยที่มีมูลค่างานสูงสุดเป็นอันดับ 1 ซึ่งมี ‘เจ้าสัวเปรมชัย กรรณสูต’ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และยังนั่งเก้าอี้ประธานบริหาร แจ้งขอเลื่อนจ่ายหนี้หุ้นกู้ 2 ปีทั้ง 5 รุ่น วงเงินรวม 1.45 หมื่นล้านบาท แลกกับการจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มอีก 0.25-0.50% โดยจะมีการประชุมผู้ถือหุ้นกู้ทุกชุดในวันที่ 17 มกราคมนี้ เพื่อขอมติผู้ถือหุ้นกู้ให้โหวตรับในเรื่องนี้ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะการผิดนัดชำระหนี้

 

การขอเลื่อนชำระหนี้หุ้นกู้ทำให้ความกังวลลุกลามไปยังภาคส่วนอื่นที่มีความเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นภาคธนาคาร ภาครับเหมาก่อสร้าง ภาคแรงงาน และภาคเอกชนที่เป็นผู้เสนอขายหุ้นกู้ด้วย โดยเฉพาะผู้ประกอบการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งส่วนใหญ่เลือกใช้แหล่งเงินทุน (Source of Fund) ในตลาดตราสารหนี้ 

 

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ 2 รายใหญ่ได้ตอกย้ำถึงฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง ด้วยการประกาศว่าพร้อมจ่ายคืนหุ้นกู้ที่กำลังจะครบกำหนด 

 

MQDC พร้อมจ่ายคืนหุ้นกู้ที่ครบกำหนดในเดือนมกราคมนี้ทั้งก้อน 

 

วิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) ยืนยันว่า บริษัทได้จัดเตรียมเงินสดเพื่อชำระหุ้นกู้ตามกำหนดชำระให้กับผู้ถือหุ้นกู้ ที่จะครบกำหนดในเดือนมกราคม 2567 โดยจะครบกำหนดในวันที่ 22 มกราคม 2567 เป็นจำนวน 4,100 ล้านบาท และวันที่ 29 มกราคม 2567 เป็นจำนวน 5,604 ล้านบาท ไว้เรียบร้อยแล้ว

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 


 

บริษัทขอยืนยันว่า บริษัทยังคงดำเนินกิจการเป็นอย่างดี โดยโครงการที่เป็นโครงการใหญ่และเป็นโครงการแฟลกชิปของ MQDC อย่าง The Forestias นั้น จะเสร็จสิ้นในปี 2567 นี้ และจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ตั้งแต่ต้นปีอย่างต่อเนื่อง

 

อนันดาฯ เตรียมชำระหุ้นกู้คืนตามกำหนด 100% มูลค่า 3,826 ล้านบาท 

 

บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ANAN เรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและผู้ถือหุ้นโดยการชำระคืนหุ้นกู้ตามกำหนด 100% ในวันที่ 15 มกราคม 2567 มูลค่า 3,826 ล้านบาท และพร้อมชำระหุ้นกู้รอบถัดไปตามกำหนดในเดือนกรกฎาคม 2567 มูลค่า 3,231 ล้านบาท

 

ชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ANAN กล่าวว่า ตามที่บริษัทได้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ และบริษัทได้ดำเนินการชำระหุ้นกู้คืนตามกำหนด 100% ให้กับนักลงทุนทุกท่านในวันที่ 15 มกราคม 2567 มูลค่า 3,826 ล้านบาท และพร้อมชำระคืนหุ้นกู้รอบถัดไปตามกำหนดในเดือนกรกฎาคม 2567 มูลค่า 3,231 ล้านบาท

 

ในปีที่ผ่านมาบริษัทได้ดำเนินงานภายใต้จุดยืน URBAN LIVING SOLUTIONS เพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัย ทั้งช่วยในการแก้ปัญหาของคนเมือง พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมืองให้ดีขึ้น โดยสามารถบรรลุเป้าหมายตามแผนงานที่วางไว้ทั้งในเรื่องยอดขาย (Pre-Sales) ที่เติบโตขึ้น 11% หรือ 19,535 ล้านบาท ยอดโอนที่สามารถเติบโตขึ้น 10% หรือ 13,186 ล้านบาท และยอดขายตลาดต่างประเทศ (Inter Market) เติบโตขึ้น 102% หรือ 6,989 ล้านบาท

 

รวมถึงการส่งมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ควบคู่ไปกับการพัฒนามาตรฐานของสินค้าและการบริการหลังการขาย เพื่อตอบโจทย์ความพึงพอใจในการใช้ชีวิตและไลฟ์สไตล์ของคนเมืองให้มากที่สุดตามมาตรฐาน ANANDA SURE

 

สำหรับปี 2567 บริษัทยังคงเดินหน้าลุยตามแผนธุรกิจใหม่ที่วางไว้ ทั้ง New Projects, New Businesses และ New Global Partners และยังคงยึดมั่นที่จะส่งมอบที่อยู่อาศัยที่ดีที่สุดให้กับคนเมือง และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้กับลูกค้าอย่างเต็มที่ เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการและการใช้ชีวิตของคนเมืองทุกคน เตรียมพบกับสิ่งดีๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปีนี้

The post 2 อสังหาใหญ่ย้ำฐานะการเงินแกร่ง เตรียมจ่ายคืนหุ้นกู้ที่ครบกำหนด หวังฟื้นความเชื่อมั่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
MQDC ชู Baycrest ผู้เชี่ยวชาญการดูแลผู้สูงอายุ พาร์ตเนอร์ออกแบบความเป็นอยู่ที่ดีมีความสุขให้โครงการ The Aspen Tree https://thestandard.co/mqdc-baycrest-the-aspen-tree/ Wed, 12 Jul 2023 12:41:36 +0000 https://thestandard.co/?p=815835

นับเป็นมูฟเมนต์ที่น่าสนใจเป็นอย่างมากสำหรับที่อยู่อาศัย […]

The post MQDC ชู Baycrest ผู้เชี่ยวชาญการดูแลผู้สูงอายุ พาร์ตเนอร์ออกแบบความเป็นอยู่ที่ดีมีความสุขให้โครงการ The Aspen Tree appeared first on THE STANDARD.

]]>

นับเป็นมูฟเมนต์ที่น่าสนใจเป็นอย่างมากสำหรับที่อยู่อาศัยในหมวด Well-Being ที่ผู้ประกอบการอสังหาและกลุ่มเฮลท์แคร์เริ่มหันมาให้ความสำคัญมากขึ้น สอดคล้องกับสังคมไทยที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้สู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) เข้าไปทุกที

 

MQDC (บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด) หนึ่งในบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทย ก็เป็นหนึ่งในดีเวลอปเปอร์ที่เล็งเห็นถึงดีมานด์ของสังคมผู้สูงอายุและที่อยู่อาศัยแนว Well-Being เช่นกัน พวกเขาจึงได้พัฒนาโครงการ ‘The Aspen Tree (ดิ แอสเพน ทรี)’ ที่อยู่อาศัยสำหรับคนวัย 50+ ที่มาพร้อมแนวคิดการดูแลตลอดชีวิต หรือ Lifetime Care ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ 398 ไร่ของ The Forestias บนถนนบางนาตราด กม.7 ขึ้นมา

 

 

ความน่าสนใจที่เกิดขึ้นกับ The Aspen Tree คือการที่ MQDC ได้เดินหน้าทุกมิติ ตอกย้ำความร่วมมือกับ Baycrest ในฐานะองค์กรผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผู้สูงวัยที่มีประสบการณ์กว่า 100 ปี และได้รับการยอมรับในระดับโลก โดยได้ทาง Baycrest มาเป็น ‘พาร์ตเนอร์’ ในการร่วมออกแบบโปรแกรมความเป็นอยู่ ไลฟ์สไตล์ และการเทรนนิ่งเจ้าหน้าที่ดูแล เพื่อให้ The Aspen Tree เป็นโครงการที่อยู่อาศัยที่ส่งเสริมให้ผู้อยู่อาศัยได้ใช้ชีวิตในวัย 50+ ได้อย่างมีความสุขตามไลฟ์สไตล์ที่ตัวเองต้องการ โดยปราศจากความกังวลอย่างแท้จริง 

 

ซึ่งสอดคล้องกับความตั้งใจของ The Aspen Tree ที่อยากส่งต่อและมอบบริการและการดูแลที่ครบวงจร ภายใต้แนวคิดดูแลตลอดชีวิต ให้กับผู้อยู่อาศัยทุกคนให้ไร้ซึ่งข้อจำกัดหรือความกังวลตามแนวคิดแบบ Lifetime Care 

 

ดร.วิลเลียม ไรซ์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานผู้อำนวยการ Baycrest (ซ้าย)
และ พัคเฮจูน ประธานผู้อำนวยการโครงการ The Aspen Tree The Forestias (ขวา)

 

พัคเฮจูน ประธานผู้อำนวยการโครงการ The Aspen Tree The Forestias กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า “The Aspen Tree ได้จับมือเป็นพันธมิตรทำงานกับ Baycrest ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผู้สูงวัยระดับโลก ทั้งยังเป็น Global Expert อย่างแท้จริง ซึ่งเรามั่นใจว่า Baycrest คือ One of the Global Leader ทางด้านนี้ อีกทั้งยังมีวิสัยทัศน์และการทำงานที่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันกับ The Aspen Tree ทำให้ผู้อยู่อาศัยมั่นใจได้ว่าการใช้ชีวิตที่นี่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีตามมาตรฐานระดับโลก

 

“สังคมไทยและรวมถึงในเอเชียมีมุมมองเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัยที่เปลี่ยนไป เมื่อพูดถึงที่อยู่อาศัยสำหรับคนวัยเกษียณ คนเริ่มมองเห็นภาพ Happy Living Place ที่จะส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุขสำหรับช่วงวัยที่อิสระและสวยงามได้ ไม่ใช่สถานที่ที่น่าหดหู่อีกต่อไป” พัคเฮจูนกล่าว

 

ทั้งนี้ บทบาทสำคัญของ Baycrest ที่โครงการ The Aspen Tree The Forestias คือ การนำเอาประสบการณ์กว่า 100 ปีในการดูแลผู้สูงอายุของพวกเขามาใช้ในการออกแบบกิจกรรมต่างๆ สำหรับลูกบ้าน โดยจะมีการปรับกิจกรรมต่างๆ ให้เข้ากับบริบทของสังคมไทย ตลอดจนเข้ากับความชื่นชอบและส่งผลดีต่อสุขภาพของแต่ละคนด้วย โดยที่ Baycrest ยังรับหน้าที่ในการออกแบบหลักสูตรอบรมเจ้าหน้าที่ Care Taker ที่จะมาทำหน้าที่ดูแลลูกบ้านอีกด้วย 

 

ด้าน ดร.วิลเลียม ไรซ์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานผู้อำนวยการ Baycrest กล่าวว่า “เป้าหมายสำคัญอย่างหนึ่งของ Baycrest คือ การทำให้เกิด Aging Successfully คือให้คนที่ก้าวเข้าสู่ช่วงอายุที่เรียกว่าสูงวัยยังสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ ใช้ชีวิตอย่างมีความหมายและมีจุดมุ่งหมาย และใช้ชีวิตตามไลฟ์สไตล์ที่ตัวเองชื่นชอบ แทนที่จะอยู่แบบรอวันเจ็บป่วยหรือรอวันรักษาตัว 

 

“เหตุผลหลักที่ Baycrest ตัดสินใจร่วมงานกับ The Aspen Tree เพราะวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกัน มุ่งเน้นสร้างสรรค์สิ่งที่จะส่งผลกระทบในเชิงบวกต่อสังคม ส่งเสริมให้สังคมดีขึ้น และส่งผลดีกับโลก สิ่งที่เราคิดเหมือนกันคือ เราไม่ได้ต้องการแค่ดูแลสังคมในประเทศของเราเอง แต่เราอยากทำสิ่งที่จะเป็นต้นแบบให้ที่อื่นๆ ในโลกได้เห็นว่าที่อยู่อาศัยหรือการใช้ชีวิตของคนสูงวัยสามารถเป็น Happy Living Community ได้ และคนสูงวัยก็สามารถใช้ชีวิตอย่าง Aging Beautifully” 

 

 

สำหรับจุดตัดสำคัญที่ทำให้ The Aspen Tree The Forestias มีความพิเศษและแตกต่างจากโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัยที่อื่นๆ คือ Lifetime Care หรือแนวคิดการดูแลตลอดชีวิต ที่ตัวโครงการให้คำมั่นสัญญาในการดูแลผู้อยู่อาศัยตั้งแต่วันแรกที่เข้าอยู่ 

 

โดย Lifetime Care นั้นจะไม่ใช่รอดูแลเฉพาะแค่ในวันที่เจ็บป่วยเท่านั้น ขณะที่การดูแลและกิจกรรมต่างๆ ที่จัดไว้ให้จะมุ่งเน้นในเชิงป้องกันเป็นสำคัญ และการที่ตัวโครงการตั้งอยู่ในโครงการ The Forestias ซึ่งเป็นชุมชนของผู้คนจากหลากหลายเจเนอเรชัน รวมถึงพื้นที่ไลฟ์สไตล์และกิจกรรมต่างๆ มากมาย ก็ถือเป็นโมเดลคุณภาพที่น่าสนใจและสามารถเป็นต้นแบบที่ดีให้กับที่อื่นๆ ทั่วโลกได้ เนื่องจากการได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนจากช่วงวัยอื่นๆ รวมทั้งการได้อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ถือว่ามีความสำคัญมากและส่งผลดีต่อผู้สูงวัย

 

ตัวอย่างของการดูแลตลอดชีวิตสำหรับคนวัย 50+ เช่น

 

  • การออกแบบที่อยู่อาศัยที่มุ่งเน้นความปลอดภัยในทุกรายละเอียด 
  • บริการอาหารเช้าตามหลักโภชนาการที่เหมาะสมทุกวัน 
  • บริการแม่บ้านทำความสะอาดทุกสัปดาห์ 
  • บริการช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง 
  • การออกแบบกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อสมอง สุขภาพกายและใจ ให้ผู้อยู่อาศัยได้เลือกทำ

 

การออกแบบการใช้ชีวิตประจำวันที่ส่งเสริมให้ผู้อยู่อาศัยได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ทั้งครอบครัวของตัวเอง เพื่อน และผู้คนอื่นๆ จากหลากหลายเจเนอเรชัน ซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพจิตของผู้สูงวัย (ข้อมูลจากการวิจัยพบว่า ผู้สูงวัยไม่ว่าจะเป็นในประเทศฝั่งตะวันตกหรือตะวันออก ส่วนใหญ่ต้องการสังคม ต้องการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย)

The post MQDC ชู Baycrest ผู้เชี่ยวชาญการดูแลผู้สูงอายุ พาร์ตเนอร์ออกแบบความเป็นอยู่ที่ดีมีความสุขให้โครงการ The Aspen Tree appeared first on THE STANDARD.

]]>
MQDC ส่ง ‘ดิ แอสเพน ทรี’ ตอบโจทย์ความต้องการวัย 50+ ด้วยแนวคิดดูแลตลอดชีวิต (Lifetime Care) https://thestandard.co/mqdc-the-aspen-tree/ Thu, 27 Apr 2023 04:19:00 +0000 https://thestandard.co/?p=781707

ผู้คนอายุยืนขึ้น ทำให้ความต้องการที่พักอาศัยที่ตอบโจทย์ […]

The post MQDC ส่ง ‘ดิ แอสเพน ทรี’ ตอบโจทย์ความต้องการวัย 50+ ด้วยแนวคิดดูแลตลอดชีวิต (Lifetime Care) appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผู้คนอายุยืนขึ้น ทำให้ความต้องการที่พักอาศัยที่ตอบโจทย์คนวัย 50+ เพิ่มสูงขึ้นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการที่มาพร้อมการดูแลและการบริการที่ส่งเสริมให้คนวัยนี้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีสุขภาพดี มีอิสระ พึ่งพาตัวเองได้ และปราศจากความกังวล

 

MQDC (บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด) หนึ่งในบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทย พัฒนาโครงการ ดิ แอสเพน ทรี เพื่อตอบโจทย์ความต้องการใหม่ในเรื่องที่อยู่อาศัยสำหรับกลุ่มคนที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปที่กำลังขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคนกลุ่มนี้กำลังมองหาที่พักอาศัยที่เข้าใจความต้องการซึ่งมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวของคนในช่วงวัยนี้

 

‘ดิ แอสเพน ทรี’ เป็นโครงการที่พักอาศัยโครงการแรกของ MQDC ที่มุ่งจับตลาดนี้ โดยโครงการตั้งอยู่ในพื้นที่ 398 ไร่ของโครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง บริเวณกิโลเมตรที่ 7 ถนนบางนา-ตราด โดยจัดได้ว่าเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

 

 

เฮ จูน พาร์ค ประธานผู้อำนวยการโครงการ ดิ แอสเพน ทรี ที่เดอะ ฟอเรสเทียส์ เปิดเผยว่า “คนทุกวันนี้คาดหวังที่จะมีชีวิตหลังเกษียณแบบสบายๆ มีชีวิตอยู่ต่อไปอีกไม่ต่ำกว่า 25 ปี และมีสุขภาพแข็งแรงแม้จะอายุเข้า 80-90 ปีแล้วก็ตาม เราได้เล็งเห็นศักยภาพที่สูงมากในตลาดโครงการที่พักอาศัยเซ็กเมนต์ใหม่นี้ ที่เปิดโอกาสให้คนวัยนี้ที่ยังแข็งแรงอยู่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ มีไลฟ์สไตล์ที่ไม่ต่างไปจากเดิม เพียงแต่ให้มีการบริการที่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด และมีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมเทคโนโลยีที่ทันสมัย รวมทั้งมีกิจกรรมที่จะมาเติมเต็มชีวิตให้สมบูรณ์ทั้งทางกายและทางใจ” 

 

 

เฮ จูน พาร์ค กล่าวต่อไปว่า “ผู้สูงวัยมักจะอาศัยอยู่กับลูกหลานอันเป็นที่รัก แต่เนื่องจากเป็นคนต่างรุ่น ต่างวัยกัน ทำให้มีความต้องการทางด้านไลฟ์สไตล์ที่ไม่เหมือนกัน แบบของบ้านหรือสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่มีอยู่ในบ้านอาจจะไม่สมบูรณ์พร้อมสำหรับการใช้ชีวิตของผู้สูงวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของการดูแลรักษาสุขภาพ แต่ที่พักอาศัยโครงการ ดิ แอสเพน ทรี ได้การออกแบบให้เป็นอาคารที่พักอาศัยแบบคอนโดมิเนียมและสกายวิลล่าระดับเฟิร์สคลาส มีจุดเด่นพิเศษทางด้านดีไซน์ที่ให้ความปลอดภัย และเอื้อต่อการใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัยในวัยนี้มากกว่า อีกทั้งยังมีบริการที่ส่งเสริมการใช้ชีวิตในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบริการด้านการดูแลรักษาสุขภาพของวัยที่ต้องการการเอาใจใส่ดูแลเป็นพิเศษ หรือความต้องการอื่นๆ ในบริเวณบ้าน ไปจนถึงบริการนอกบ้าน อย่างเช่น อำนวยความสะดวกการเดินไปที่ทาวน์เซ็นเตอร์ของเดอะ ฟอเรสเทียส์ หรือเดินเล่นในป่าเนื้อที่ 30 ไร่ เป็นต้น” 

 

ภายใต้แนวคิดการดูแลตลอดชีวิต (Lifetime Care) ของดิ แอสเพน ทรี เพียงจ่ายเงินซื้อบ้านครั้งเดียว คือนอกจากจะได้ที่พักอาศัยแล้ว เจ้าของบ้านยังจะได้รับประกันสุขภาพ ซึ่งครอบคลุมความจำเป็นด้านการรักษาพยาบาลไปจนถึงอายุ 99 ปี รวมทั้งได้รับการดูแลการใช้ชีวิตแบบตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน บริการแม่บ้านทุกสัปดาห์ อาหารเช้า บริการอาหารสำหรับผู้ที่ต้องการการดูแลด้านโภชนาการเป็นพิเศษ หรือสิทธิในการใช้บริการห้องรับประทานอาหารส่วนกลาง และคลับเฮาส์ที่มีโปรแกรมฟิตเนสพิเศษในการบริหารร่างกายและจิตใจอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงกิจกรรมทางสังคม อย่างกลุ่มเรียนศิลปะ และงานฝีมือ เป็นต้น นอกจากนั้น ดิ แอสเพน ทรี ยังมีศูนย์สุขภาพและสมอง (Health & Brain Center) ที่มีบริการทางการแพทย์พิเศษเฉพาะ เพื่อให้บริการหากผู้พักอาศัยของโครงการต้องการ

 

 

“แนวคิดการดูแลตลอดชีวิตหรือ Lifetime Care ของดิ แอสเพน ทรี ช่วยขจัดความวิตกกังวลหลายอย่างที่เป็นปัญหาใหญ่ของวัย 50 ปีขึ้นไป และด้วยบริการที่หลากหลายในโครงการ ทำให้ผู้อยู่อาศัยในวัยนี้สามารถที่จะอยู่อย่างมีความสุข มีความสบายใจไปกับไลฟ์สไตล์ของตนเองได้ แม้ในขณะที่อายุของตนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ต้องพึ่งพาอาศัยญาติพี่น้องหรือเพื่อนพ้องในการดำเนินชีวิตประจำวัน นอกจากนั้นยังช่วยลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเงิน เนื่องจากไม่มีภาระค่าส่วนกลางที่ต้องจ่ายเมื่อเข้าพักอาศัยในโครงการ ซึ่งโดยทั่วไปค่าส่วนกลางอาจจะมีการเรียกเก็บเพิ่มขึ้นแบบคาดเดาไม่ได้ในอนาคต และในขณะเดียวกันผู้อาศัยก็จะหมดกังวลเรื่องการจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพ อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ได้รวมเอาไว้ในราคาที่ซื้อกับโครงการแล้ว” เฮ จูน พาร์ค กล่าว 

 

วิทยา สินทราพรรณทร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดโครงการของ MQDC ได้แสดงความมั่นใจในกระแสตอบรับที่มีต่อแนวคิดการดูแลตลอดชีวิต ทั้งจากกลุ่มลูกค้าคนไทยและลูกค้าต่างชาติ โดยระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยและทั่วโลกกำลังเผชิญกับภาวะการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของประชากรสูงวัย

 

“ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีจำนวนประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้นเร็วที่สุดในโลก โดยจากการศึกษาพบว่าในปี 2528 มีประชากรไทยที่มีอายุมากกว่า 60 ปีเพียงประมาณ 6% ของประชากรทั้งหมด แต่ปัจจุบันสัดส่วนประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่าตัว คือมีผู้สูงวัยอยู่ที่ 20% ของประชากรทั้งหมด 

 

“คนสูงวัยที่เพิ่มขึ้นนี้มีสุขภาพดีกว่าเมื่อก่อน เพราะฉะนั้นเราจะมีคนจำนวนมากขึ้นที่แสวงหาการใช้ชีวิตแบบสบายๆ มีความสุขในช่วงวัย 60 ปีขึ้นไป โดยไม่ต้องการพึ่งพาใคร สามารถใช้ชีวิตอิสระ ได้ทำในสิ่งที่ชอบ ใช้ชีวิตในแบบที่เป็นตัวเอง ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมการใช้ชีวิตอิสระโดยไร้ความกังวล แบบที่ดิ แอสเพน ทรี มอบให้ จึงมีความสำคัญเป็นพิเศษต่อคนรุ่นนี้” วิทยากล่าว

 

วิทยาเปิดเผยว่า MQDC เปิดโอกาสให้สำหรับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่จะได้เข้ามาสัมผัสกับความยอดเยี่ยมของโครงการแนวคิดใหม่ดังกล่าวนี้ โดยตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2566 เป็นต้นไป MQDC นำเสนอแพ็กเกจทดลองอยู่ในโครงการ ดิ แอสเพน ทรี แบบแพ็กเกจระยะเวลา 1 ปี และระยะเวลา 5 ปี โดยขอเชิญชวนผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call Center โทร. 1265 หรือเข้าไปที่เว็บไซต์ https://mqdc.com/aspentree

 

 

แพ็กเกจทดลองอยู่แบบระยะเวลา 1 ปี มีให้เลือกสำหรับห้องพักขนาด 1 ห้องนอน หรือ 2 ห้องนอน โดยพื้นที่ใช้สอยมีขนาดตั้งแต่ 80 กว่าตารางเมตร ไปจนถึง 123 ตารางเมตร พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการใช้ชีวิตและการทำกิจกรรมร่วมกันมากมาย ทุกยูนิตตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ครบ เพื่อให้ลูกค้าที่ประสงค์จะไปทดลองใช้ชีวิตในสไตล์ดิ แอสเพน ทรี ได้พิสูจน์ให้เป็นที่ประจักษ์ด้วยตนเองถึงระดับของความสะดวกสบายและบริการ ส่วนแพ็กเกจทดลองอยู่แบบระยะเวลา 5 ปี มีให้เลือกสำหรับห้องพักขนาด 1 ห้องนอน หรือ 2 ห้องนอนเช่นเดียวกัน แต่มีบริการเพิ่มเรื่องประกันสุขภาพตลอดระยะเวลาที่พักอาศัย

 

ทั้งนี้ MQDC มอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่จองซื้อยูนิตขนาด 2 ห้องนอน ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2566 จะได้รับเครดิตสำหรับซื้อบัตรโดยสารการบินไทยมูลค่า 350,000 บาท พร้อมกับเป็นสมาชิกสะสมไมล์ รอยัล ออร์คิด พลัส ของการบินไทย ระดับโกลด์ 2 ปี เท่านั้นยังไม่พอ ดิ แอสเพน ทรียังมอบความสะดวกสำหรับลูกค้าชาวต่างชาติ จะได้รับบัตรสมาชิกไทยแลนด์ อีลิท การ์ด มูลค่า 1 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกในการขอวีซ่าเพื่อการพำนักในประเทศไทยในระยะยาว นอกจากนั้น ดิ แอสเพน ทรี ยังช่วยให้ลูกค้าต่างชาติสามารถปรับตัวในที่อยู่อาศัยใหม่ในประเทศไทยของตนได้ง่ายขึ้น ด้วยการมอบสิทธิพิเศษเวาเชอร์เพื่อซื้อเฟอร์นิเจอร์ มูลค่า 1 ล้านบาท

 

 

ดิ แอสเพน ทรี ประกอบด้วยที่พักอาศัยจำนวน 290 ยูนิต ซึ่งตั้งอยู่ในโครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ มีขนาดพื้นที่ตั้งแต่ 83 ตารางเมตร ไปจนถึง 253 ตารางเมตร ทุกยูนิตสามารถมองเห็นผืนป่าเดอะ ฟอเรสเทียส์ ขนาด 30 ไร่ได้อย่างสดชื่นเต็มตา

The post MQDC ส่ง ‘ดิ แอสเพน ทรี’ ตอบโจทย์ความต้องการวัย 50+ ด้วยแนวคิดดูแลตลอดชีวิต (Lifetime Care) appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ป่ากลางเมืองมีจริง! อัปเดตความสุขใกล้สมบูรณ์แบบที่ The Forestias by MQDC | THE STANDARD https://thestandard.co/the-forestias-by-mqdc-2/ Thu, 30 Mar 2023 09:00:53 +0000 https://thestandard.co/?p=770731

The Forestias by MQDC โครงการเมืองพร้อมที่อยู่อาศัย บนถ […]

The post ชมคลิป: ป่ากลางเมืองมีจริง! อัปเดตความสุขใกล้สมบูรณ์แบบที่ The Forestias by MQDC | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>

The Forestias by MQDC โครงการเมืองพร้อมที่อยู่อาศัย บนถนนบางนาตราด กม.7 ที่ทุกท่านน่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดีแล้ว วันนี้เราถือโอกาสพาคุณไปอัปเดตความคืบหน้าของโครงการว่าแต่ละส่วนของพวกเขาเป็นอย่างไรกันบ้าง – บอกเลยว่า ป่ากลางเมืองที่ The Forestias นี้มีจริง!

 

โดยเฉพาะ 4 ส่วนหลักที่เราอยากพาไปชมทั้งความสวยงามของทัศนียภาพป่าใหญ่กลางเมือง วิสัยทัศน์ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ธรรมชาติที่สร้างขึ้นใหม่อย่างมีแบบแผน และเทคโนโลยีล้ำสมัยที่จะช่วยให้คุณมีคุณภาพชีวิตที่ดี และเรายังอยากชวนคุณไปค้นหาคำตอบว่า ‘ความสุขที่แท้จริงของคุณคืออะไร?’

 

หากคุณอยากสัมผัสประสบการณ์เช่นนี้ด้วยตัวคุณเอง คุณสามารถเข้าชมโครงการผ่าน Immersive Experience ได้ที่ Forest Pavilion ตั้งแต่เวลา 10.00-18.00 น. ทุกวัน สามารถลงทะเบียนเพื่อนัดหมายเข้าเยี่ยมชมโครงการได้ที่ https://mqdc.com/

The post ชมคลิป: ป่ากลางเมืองมีจริง! อัปเดตความสุขใกล้สมบูรณ์แบบที่ The Forestias by MQDC | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
กางพิมพ์เขียว ‘Cloud 11’ ดูแนวคิดการออกแบบฮับของคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียจาก MQDC [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/cloud-11-mqdc/ Wed, 22 Mar 2023 06:20:43 +0000 https://thestandard.co/?p=763811

ดูเหมือนว่าข่าวการเปิดตัวโครงการ ‘Cloud 11 (คลาวด์ อีเล […]

The post กางพิมพ์เขียว ‘Cloud 11’ ดูแนวคิดการออกแบบฮับของคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียจาก MQDC [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ดูเหมือนว่าข่าวการเปิดตัวโครงการ ‘Cloud 11 (คลาวด์ อีเลฟเว่น)’ ซึ่งเป็น Theme Project ลำดับที่ 2 ของ MQDC หรือ บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทย จะสร้างความตื่นเต้นให้กับคนในหลากหลายวงการ

 

 

ในแวดวงอสังหาเองต่างรู้ดีว่า MQDC เคยสร้างความสำเร็จในธีมโปรเจกต์แรก เดอะ ฟอเรสเทียส์ (The Forestias) โครงการอสังหาริมทรัพย์แบบมิกซ์ยูส ด้วยการกวาดรางวัลระดับโลกกว่า 42 รางวัล นั่นทำให้โครงการ Cloud 11 ถูกจับตาอย่างเลี่ยงไม่ได้  

 

Cloud 11 ยังสร้างแรงสั่นสะเทือนไปถึงวงการครีเอเตอร์ไทย เมื่อ MQDC ประกาศชัดเจนว่าจะปั้น Cloud 11 ให้เป็นฮับของคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองเชื่อมต่อ Ecosystem ของเหล่าคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ผลักดันให้ครีเอเตอร์ไทยเติบโตอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด Empowering Creators

 

 

คีรินทร์ ชูธรรมสถิตย์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ MQDC กล่าวว่า “MQDC ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจรภายใต้แนวคิด ‘For All Well-Being’ ทุกการพัฒนาจึงคำนึงถึงสิ่งต่างๆ ที่อยู่ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้อยู่อาศัย สัตว์ ต้นไม้ และต้องนำเสนอคอนเซปต์ใหม่ๆ เพื่อให้ทันต่อพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ โดยมุ่งสร้างไลฟ์สไตล์แบบ Sustainnovation Living ซึ่งเป็นแนวทางการอยู่อาศัยแห่งอนาคต โดยใช้นวัตกรรมมาขับเคลื่อน จึงเป็นเหตุผลที่ MQDC ให้ความสำคัญกับนวัตกรรม และลงทุนสำหรับการก่อตั้งและพัฒนาศูนย์วิจัยระดับนานาชาติ เพื่อศึกษาหาความต้องการของผู้คน และนำองค์ความรู้มาพัฒนาโครงการ”  

 

องศา จรรยาประเสริฐ ผู้อำนวยการโครงการ Cloud 11 กล่าวเสริมว่า Cloud 11 เป็นมากกว่าโครงการอสังหาริมทรัพย์มิกซ์ยูส แต่เป็นการสร้าง Innovation Clusters ซึ่งจะช่วยยกระดับพื้นที่ฝั่งสุขุมวิทใต้ให้กลายเป็นย่านสร้างสรรค์นวัตกรรมสำหรับคนรุ่นใหม่ของประเทศไทย และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วยเทคโนโลยีอย่างแข็งแกร่ง 

 

 

“คอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทยมีความสามารถ เราจึงต้องการเพิ่มพลังให้ครีเอเตอร์พร้อมยกระดับผ่าน 3 องค์ประกอบ ได้แก่ ‘Content Creation Ecosystem’ ระบบนิเวศเพื่อการสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด เพียบพร้อมด้วยพื้นที่สตูดิโอ เงินทุนสนับสนุน บุคลากร อุปกรณ์ทันสมัย และเป็นแหล่งรวมผู้เล่นหลายด้านตั้งแต่สตาร์ทอัพไทยไปจนถึงบริษัทด้านคอนเทนต์ระดับโลก องค์ประกอบต่อมาคือ ‘Virtual-Physical Bridge’ เทคโนโลยีเชื่อมโลกจริงกับโลกเสมือน Web3 อย่าง Metaverse ควบคู่กับการนำเทคโนโลยี Blockchain มาช่วยเรื่องลิขสิทธิ์ และการแบ่งรายได้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และองค์ประกอบสุดท้ายคือ ‘Inclusive Progress’ ผ่านการจัดโปรแกรมส่งเสริมศักยภาพให้ครีเอเตอร์รุ่นใหม่ ศิลปินที่ไม่ได้อยู่ในกระแสหลัก รวมถึงผู้ประกอบการขนาดเล็ก ให้สามารถเติบโตได้อย่างเสมอภาค นอกจากนี้โครงการยังให้ความสำคัญกับการสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน เป็นเวทีให้ทั้งครีเอเตอร์และผู้คนในชุมชนได้ทำกิจกรรมร่วมกัน รวมไปถึงการสนับสนุนธุรกิจระดับท้องถิ่น”   

 

ซึ่งการจะสร้างฮับของคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย การแบ่งสัดส่วนที่ดิน 27 ไร่ บนพื้นที่ใช้สอย 254,000 ตารางเมตร เพื่อทำให้ Ecosystem สมบูรณ์แบบ และตอบโจทย์ทุกแง่มุมการใช้ชีวิตของครีเอเตอร์อย่างแท้จริง จึงได้ดึงพันธมิตรบริษัทออกแบบสถาปัตยกรรมชั้นนำระดับประเทศอย่าง A49 และ Snøhetta บริษัทสถาปัตยกรรมระดับโลก มาร่วมพัฒนาโปรเจกต์ Cloud 11  

 

 

Snøhetta (สะเนอเฮ็ตต้า) บริษัทสถาปัตยกรรมสัญชาตินอร์เวย์ ที่สร้างผลงานระดับโลกมาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโปรเจกต์เกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด มหาวิทยาลัย ฯลฯ ในหลากหลายประเทศ เช่น Shibuya Upper West Project, Times Square, Lillehammer Art Museum, James B. Hunt Jr. Library Ryerson University, Wolfe Center for the Collaborative Arts เป็นต้น 

 

Mr. Kjetil Thorsen (เคเจติล ทราดาล ธอร์เซ่น) ผู้ก่อตั้ง บริษัท Snøhetta เผยว่า Snøhetta เป็นที่ปรึกษาด้านการออกแบบและวางคอนเซปต์งานออกแบบทั้งหมด หากมองจากมุมสูง Cloud 11 ถูกออกแบบให้เป็น Mixed-use Courtyard Space โดยมีพื้นที่สีเขียวเป็นหัวใจหลักของโครงการ และถูกโอบล้อมด้วย 4 อาคารโดยเชื่อมต่อกันบนฐานอาคาร (Podium) เดียวกัน   

 

 

พื้นที่ใช้สอย 254,000 ตารางเมตร ประกอบไปด้วย 7 องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ Ecosystem สมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็น

 

  • Creative Office & Studio Space พื้นที่สำนักงานและพื้นที่สตูดิโอที่เปิดทำการ 24 ชั่วโมง พร้อมระบบโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงพิเศษสำหรับการทำงานด้านคอนเทนต์ มีระบบทำความเย็นแบบยืดหยุ่น และลิฟต์ส่วนตัวสำหรับศิลปินดารา นอกจากนั้น ตัวอาคารยังตั้งเป้าว่าจะได้รับมาตรฐาน LEED ด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม รวมถึงมาตรฐาน WELL ด้านสุขภาวะและความเป็นอยู่ของผู้ใช้อาคาร และมาตรฐาน WiredScore SmartScore ด้านระบบเทคโนโลยีอัจฉริยะ 
  • Hybrid Retail พื้นที่ขนาด 5 ชั้น ออกแบบให้เป็นศูนย์การค้าที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ และยังเป็นพื้นที่ที่สามารถต่อยอดธุรกิจของกลุ่มครีเอเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจแฟชั่นหรือขายสินค้า ที่มาพร้อมบริการสต๊อกสินค้า แพ็กและส่งสินค้า หรือครีเอเตอร์อาหารที่อยากทำธุรกิจร้านอาหารสามารถมาเริ่มต้นที่ Cloud Kitchen โดยยังไม่ต้องลงทุนหน้าร้าน เปรียบเสมือน Sandbox สำหรับทุกคน นอกจากนี้ยังได้จับมือกับแบรนด์ระดับโลกสร้าง Creator Collaboration โดยการนำผลงานของครีเอเตอร์ไปต่อยอดสินค้าหรือบริการที่มีลักษณะพิเศษ 
  • Lifestyle Hotel โรงแรม 5 ดาวจากเชนโรงแรมระดับโลกที่มาเปิดครั้งแรกในเมืองไทย ตอบโจทย์กลุ่มนักธุรกิจ ผู้บริหารระดับสูง และกลุ่มนักลงทุนที่เข้ามาทำงานย่านสุขุมวิท 
  • Smart Hotel โรงแรม 4 ดาวตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่ สตาร์ทอัพ จากเชนโรงแรมระดับโลกที่มาเปิดเป็นครั้งแรกในเมืองไทยเช่นกัน 
  • Education พื้นที่สำหรับสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัย ศูนย์วิจัย พื้นที่บ่มเพาะ เพื่อสร้างบุคลากรด้านการสร้างสรรค์คอนเทนต์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม
  • Cultural ประกอบไปด้วยฮอลล์จัดงานคอนเสิร์ต การแข่งขันอีสปอร์ต โรงละคร Blackbox Theatre สำหรับครีเอเตอร์และศิลปินรุ่นใหม่ โดยอาคารนี้จะอยู่บนชั้น Ground สามารถเข้าถึงได้ง่าย 
  • Public Space สวนลอยฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดในกรุงเทพมหานคร เป็นพื้นที่สาธารณะที่เปิดให้ครีเอเตอร์ได้มาแสดงศักยภาพ และให้คนในชุมชนได้เข้ามาออกกำลังกาย และพักผ่อนหย่อนใจ

 

“สถาปัตยกรรมไม่ใช่แค่การดีไซน์ แต่คือการลงลึกเพื่อเข้าถึงปัญหา และเปลี่ยนให้กลายเป็นโปรเจกต์ที่สร้างสรรค์ สำหรับผม Cloud 11 เป็นโปรเจกต์ที่เป็นมากกว่าการดีไซน์ แต่สามารถเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตของอนาคตได้ เพราะตอบโจทย์ปัญหาสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม โดยมี Public Space ซึ่งเป็นพื้นที่สีเขียวเป็นจุดเชื่อมต่อ เปิดกว้างให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ทำให้เห็นว่านี่เป็นพื้นที่สำหรับทุกคน และเป็นพื้นที่ที่สามารถเชื่อมต่อผู้คนในสังคม”  

 

 

Mr. Kjetil อธิบายต่อว่า การเชื่อมต่อทุกตึกเข้าด้วยกันบนฐานอาคารเดียวกัน เป็นต้นแบบของการสร้าง Complex Design ที่เป็นหนึ่งเดียว โดยมีพื้นที่สีเขียวตรงกลางเป็นจุดเชื่อมต่อทุกสิ่งเข้าไว้ด้วยกัน 

 

“Cloud 11 เป็นโปรเจกต์ที่มีสวนลอยฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ทุกคนคงรู้อยู่แล้วว่ากรุงเทพฯ มีพื้นที่สีเขียวน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศในเอเชีย แม้ว่าพื้นที่สีเขียวของ Cloud 11 จะไม่ได้ทำให้ตัวเลขเพิ่มสูงขึ้น แต่น่าจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวในเรื่องนี้ และถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เป็นต้นแบบที่ดีสำหรับโครงการต่อไปในอนาคต เพราะการมีพื้นที่สีเขียวสำคัญสำหรับอนาคตของโลกเรามากๆ แน่นอนว่าความยั่งยืนจะเป็นกุญแจ และเป็นสิ่งสำคัญมากๆ สำหรับการใช้ชีวิตในเมือง 

 

เราจะสร้างโปรเจกต์นี้ให้ตอบโจทย์สังคมอย่างไร นี่คือคำถามที่ผมคิดตลอดตอนร่วมพัฒนาและวางคอนเซปต์ตึกนี้ จะเห็นว่าบางพื้นที่ของโครงการเราเว้นว่างไว้เพราะมีต้นไม้ และ MQDC กำชับกับเราว่าห้ามตัดต้นไม้แม้แต่ต้นเดียว นำมาสู่การปรับดีไซน์ใหม่ด้วยการยกตึกและเว้นพื้นที่ตรงนั้นให้ว่าง เกิดเป็นส่วนหย่อมในโครงการอีกจุด นั่นแสดงให้เห็นว่าเราสามารถดีไซน์อาคารเพื่อให้เดินทางร่วมไปกับธรรมชาติที่อยู่รอบตัวได้จริง

 

 

Mr. Kjetil ยังบอกด้วยว่า โปรเจกต์นี้ได้วางแนวทางความยั่งยืนทั้งระยะสั้นและระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอากาศที่จะเข้ามาในตึก การทำความสะอาดคลองที่อยู่ด้านข้างโครงการ พื้นที่ภายในอาคาร และฟังก์ชันต่างๆ ต้องส่งเสริมให้ครีเอเตอร์สร้างสรรค์คอนเทนต์ที่มีคุณภาพ รวมไปถึงพื้นที่สีเขียวที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้ามาใช้ได้ คือการคืนกลับให้กับสังคม

 

ต้องการคืนกลับให้กับสังคม 

“เราไม่ได้มองแค่ดีไซน์สวย แต่มองไปถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสังคม สิ่งแวดล้อม และชุมชน ต้องทำให้มีแนวทางที่ยั่งยืน การออกแบบสถาปัตยกรรมที่ดีที่สุดจะต้องตอบแทนสังคมมากที่สุด อย่างตึกนี้นอกจากจะช่วยสนับสนุนชุมชนโดยรอบให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น เพราะช่วยดึงคนจากพื้นที่อื่นให้เข้ามา นั่นหมายความว่า ธุรกิจ สังคม และผู้คนในย่านนี้จะได้รับผลประโยชน์ทั้งหมด โดยเฉพาะเวลาที่เรามีพื้นที่สีเขียว ทำให้คนมาเชื่อมต่อกันได้ ทำให้เห็นว่าตึกนี้เป็นต้นแบบงานดีไซน์ที่สร้างประโยชน์ให้กับชุมชนและสังคม” 

 

เขายังบอกด้วยว่าโปรเจกต์ดีๆ แบบนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดพาร์ตเนอร์ที่ดีที่มีแนวคิดและเป้าหมายเดียวกันอย่าง MQDC และ A49  

 

 

นิธิศ สถาปิตานนท์ กรรมการบริหาร A49 อธิบายเสริมว่า “A49 ทำหน้าที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับบริบทต่างๆ ของคนในพื้นที่และสิ่งแวดล้อมโดยรอบ รวมถึงข้อจำกัดต่างๆ ให้กับ Snøhetta ซึ่ง Snøhetta จะดูภาพรวม และ A49 ก็ร่วมกันออกแบบ โดยที่เราจะลงรายละเอียดต่างๆ ของโครงการ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบคลอง ที่จอดรถ หรือลงรายละเอียดของแบบ ปรับแบบเพื่อให้เข้ากับบริบทและวัฒนธรรมของคนไทย เพื่อให้ภาพรวมตรงกับความต้องการของ MQDC”   

 

อย่างการดีไซน์ให้ 7 องค์ประกอบภายในโครงการเชื่อมต่อกันได้โดยผู้ใช้งานสามารถเคลื่อนที่หรือใช้งานอาคารจากฟังก์ชันหนึ่งไปอีกฟังก์ชันได้อย่างไร้รอยต่อ นิธิศบอกว่าเป็นไอเดียที่ตอบโจทย์คนทำงานสายครีเอทีฟอย่างมาก หรือการวางตึกแบบ Courtyard เพื่อต้องการให้พื้นที่สาธารณะเปิดโล่ง มองเห็นท้องฟ้า แต่ยังได้ร่มเงาของตึกในแต่ละช่วงเวลามาช่วยบังแดด ทำให้สามารถใช้ Public Space ได้ตลอดทั้งวัน  

 

 

“จะสังเกตเห็นว่าความกว้างของตึกไม่ได้กว้างเกินไป ทำให้แสงธรรมชาติเข้าถึงทุกส่วนของตึกได้ หรือบริเวณทางเข้าที่มีการเจาะช่อง Void (วอยด์) นอกจากจะช่วยให้ทุกห้องมองเห็นวิวได้ไกลขึ้น หากมองจากรถไฟฟ้าหรือคนที่เดินมาจาก Skywalk จะสามารถมองทะลุเข้าไปยังพื้นที่เปิดโล่ง เห็นพื้นที่สีเขียวที่ยาว 400 เมตรได้”  

 

นิธิศบอกว่ามีรายละเอียดอีกมากที่ทำให้ Cloud 11 โดดเด่นกว่าโครงการอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่จอดรถที่คำนวณให้เพียงพอต่อการใช้งานจริง หรือการมี Cloud Kitchen รวมถึงการนำระบบ Automatic มาช่วยส่งสินค้าหรืออาหารภายในโครงการ 

 

เมื่อถามนิธิศว่า Cloud 11 จะเป็นต้นแบบให้กับวงการออกแบบได้หรือไม่ นิธิศบอกว่าโครงการที่จะเป็นต้นแบบได้ไม่ได้วัดแค่การดีไซน์ แต่ต้องเป็นโครงการที่สามารถนำเสนอสิ่งดีๆ ให้กับสังคม 

 

“ผมมองว่าสิ่งที่ MQDC มีคือความกล้าหาญและเสียสละ ที่ยอมใช้พื้นที่ขายมาทำเป็น Public Park ที่ใหญ่ขนาดนี้ ซึ่งยังไม่มีผู้พัฒนาอสังหาเจ้าไหนกล้าทำ รวมถึงโปรแกรมต่างๆ ที่จะมาซัพพอร์ตคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ก็ยังไม่มีใครกล้าทำขนาดนี้” 

 

 

องศา เสริมว่าสิ่งที่ MQDC ทำยังเกิดจากความเชื่อขององค์กรร่วมด้วย “ทุกโครงการเราเริ่มต้นด้วยการรีเสิร์ช ลงไปสำรวจพื้นที่จริงว่าคนในชุมชนขาดอะไร ต้องการพื้นที่แบบไหน แล้วพยายามหาโซลูชั่นที่ตอบโจทย์ได้ เช่น ย่านสุขุมวิทใต้ไม่มีพื้นที่ออกกำลังกายเลย เรามีที่ดิน 27 ไร่ จะทำเป็นพื้นที่ขายทั้งหมดก็ไม่ตอบโจทย์ การสร้างพื้นที่สีเขียวต่างหากที่ช่วยแก้ปัญหาให้กับคนในชุมชม หรือพื้นที่ริมคลองที่ติดกับโครงการยาว 400 เมตร คิดง่ายๆ ถ้าไม่อยากเห็นก็สร้างรั้วปิด แต่เราพูดคุยปรึกษากับสถาปนิกว่า ทำไมเราไม่โอบกอดมันและทำให้เป็นหน้าบ้านของเรา MQDC จึงช่วยปรับปรุงคลอง รักษาต้นไม้ริมคลองไว้และปรับพื้นที่ให้กลายเป็นถนนคนเดิน ให้คนมาทำกิจกรรมร่วมกันและคนในชุมชนก็สามารถค้าขายได้”

 

“Cloud 11 จะทำให้ทุกคนเห็นว่า เราสามารถออกแบบสถาปัตยกรรมให้สวยงามได้ โดยไม่จำเป็นต้องทำลายธรรมชาติ แต่สามารถโอบกอดมัน เป็นหนึ่งเดียวกัน และเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน” Mr. Kjetil ในฐานะที่ปรึกษาและวางคอนเซปต์งานออกแบบกล่าวทิ้งท้าย 

The post กางพิมพ์เขียว ‘Cloud 11’ ดูแนวคิดการออกแบบฮับของคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียจาก MQDC [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก ‘RISC by MQDC’ ศูนย์วิจัยที่มุ่งสร้าง ‘ความเป็นอยู่ที่ดี’ ให้กับทุกชีวิตอย่างยั่งยืนผ่านงานวิจัย 5 ด้าน [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/risc-by-mqdc/ Wed, 01 Mar 2023 07:30:58 +0000 https://thestandard.co/?p=756730

หากมอง ‘โลก’ เป็นบ้านหลังใหญ่ที่รวมสรรพสิ่งเอาไว้ด้วยกั […]

The post รู้จัก ‘RISC by MQDC’ ศูนย์วิจัยที่มุ่งสร้าง ‘ความเป็นอยู่ที่ดี’ ให้กับทุกชีวิตอย่างยั่งยืนผ่านงานวิจัย 5 ด้าน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

หากมอง ‘โลก’ เป็นบ้านหลังใหญ่ที่รวมสรรพสิ่งเอาไว้ด้วยกัน หากหนึ่งในสรรพสิ่งในบ้านเกิดการเปลี่ยนแปลงย่อมส่งผลกระทบต่อสรรพสิ่งอื่นๆ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เช่นเดียวกับโลกใบนี้ สิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรมส่งผลต่อมลพิษทางธรรมชาติ เมื่อคุณภาพน้ำแย่ อากาศเป็นพิษ สุขภาพของคนก็ย่ำแย่ตามไปด้วย ดังนั้นหากจะปรับเปลี่ยนเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับทุกสรรพสิ่งบนโลก จึงต้องมองตั้งแต่ภาพกว้างและลงรายละเอียดไปในมิติต่างๆ ที่มีความเชื่อมโยงกัน

 

 

บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ MQDC เชื่อว่าสรรพสิ่งบนโลกที่ไม่ใช่แค่มนุษย์ แต่หมายรวมถึงทุกชีวิตบนโลก (For All Well-being) สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขอย่างยั่งยืน จึงเป็นที่มาของการก่อตั้ง RISC by MQDC หรือศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (Research & Innovation for Sustainability Center: RISC) ศูนย์ค้นคว้าและพัฒนาที่เน้นนวัตกรรมด้านคุณภาพชีวิตแห่งแรกของเอเชีย มุ่งสร้างความสุข ส่งเสริมความยั่งยืน และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมด้วยวิจัยและนวัตกรรม

 

RISC ทำงานวิจัยลงลึกใน 5 ด้าน ‘RISC’s 5 Research Hubs for Well-being’ ครอบคลุมทุกแกนของความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อทุกชีวิต โดยมีเป้าหมายที่จะบูรณาการงานวิจัยจากหลากหลายศาสตร์ประยุกต์ในการพัฒนาโครงการ พร้อมสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสร้าง ‘ความเป็นอยู่ที่ดี (Well-being)’ ให้กับทุกชีวิตบนโลกทั้งในวันนี้และอนาคต

 

ตลอดกว่า 10 ปีของการค้นคว้า ได้เหล่าบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาในหลากหลายสาขาวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ สถาปนิก วิศวกร ออกแบบ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และนิเวศวิทยา ส่งผลให้งานวิจัยของ RISC มีความหลากหลาย

 

อีกทั้งผลวิจัยที่ได้ยังนำไปประยุกต์ใช้จริงในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ตลอดกระบวนการ ทั้งในระดับอาคาร ระดับชุมชน และระดับเมือง นอกจากนั้นยังนำองค์ความรู้นี้ต่อยอดเปิดพื้นที่ให้กับบุคคลภายนอกที่สนใจด้านการพัฒนาและก่อสร้างอย่างยั่งยืนเข้ามาเรียนรู้ได้

 

 

เรียนรู้และลงลึกกับ ‘RISC’s 5 Hubs Research’ งานวิจัย 5 ด้านที่ช่วยเปลี่ยนโลกไปสู่ความยั่งยืน

 

ด้านที่ 1 ความหลากหลายทางชีวภาพ (Plants & Biodiversity)

 

กลุ่มงานวิจัยที่ศึกษาสัตว์ ต้นไม้ และสิ่งมีชีวิตต่างๆ ให้ส่งเสริมและเกื้อกูลกัน สร้างคุณภาพชีวิตให้กับทุกสิ่งมีชีวิต สร้างระบบนิเวศที่ดีและยั่งยืน รวมถึงดึงศักยภาพของต้นไม้มาสร้างประโยชน์ได้อย่างคาดไม่ถึง

  

งานวิจัยด้านแรกเกิดขึ้นจากโจทย์ที่ว่าทำอย่างไรมนุษย์ สัตว์ ต้นไม้ และสิ่งมีชีวิตต่างๆ จะสามารถอาศัยอยู่ร่วมกันได้และส่งเสริมเกื้อกูลกัน จึงลงลึกไปกับทุกชีวิตเพื่อทำความเข้าใจความหลากหลายทางชีวิตจนเกิดเป็น Biodiversity Standard สำหรับโครงการอสังหาริมทรัพย์แห่งแรกของโลก เพื่อที่จะนำไปประยุกต์ใช้และสร้างระบบนิเวศที่ดีในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ควบคู่ไปกับการรักษาและเสริมสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ พร้อมหาวิธีส่งเสริมศักยภาพของพืชพันธุ์ในด้านต่างๆ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย

 

มีการนำทฤษฎี ‘Miyawaki Method’ ของ ดร.อาคิระ มิยาวากิ มาศึกษาและทดลองปลูกป่า นอกจากนั้นยังมีการนำพืชชนิดต่างๆ มาปลูกภายในอาคาร ผ่านแนวคิดการออกแบบที่เรียกว่า Biophilic Design หรือการนำองค์ประกอบบางส่วนของความเป็นธรรมชาติมาปรับใช้หรือประยุกต์ในงานออกแบบ โดยปัจจุบันถูกนำมาเป็นมาตรฐานในการออกแบบเพื่อสุขภาวะ ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อกำหนดของ WELL Building Standard

 

หรือการวิจัยเรื่องการกำจัดยุงโดยชีววิธี ปราศจากการใช้สารเคมีที่จะส่งผลต่อระบบนิเวศในระยะยาว และมีการใช้ผู้ล่าตามธรรมชาติของยุง เช่น แมลงปอ ปลาชนิดต่างๆ หรือแม้แต่จิ้งจกและตุ๊กแก เข้ามาเป็นผู้ควบคุมจำนวนยุง

 

 

ด้านที่ 2 คุณภาพอากาศ (Air Quality)

 

กลุ่มงานวิจัยที่ศึกษาและพัฒนานวัตกรรมเพื่อส่งเสริมคุณภาพอากาศที่ดีทั้งภายในและภายนอกอาคาร เพื่อผู้อยู่อาศัยในอาคารโดยตรงและส่งเสริมคุณภาพอากาศที่ดียิ่งขึ้น

 

เริ่มตั้งแต่กระบวนการออกแบบให้มีการระบายอากาศที่ดี การเลือกวัสดุที่ปลอดสารพิษ ระบบเครื่องกล ตลอดจนกระบวนการก่อสร้างที่ช่วยควบคุมคุณภาพอากาศให้ดีทั้งภายในและภายนอกอาคาร ตัวอย่างงานวิจัยที่ RISC ได้ลงมือทำ เช่น การจำลองพฤติกรรมการไหลเวียนของลม โดยใช้ CFD Simulation Model มาศึกษาและจำลองการระบายอากาศ ทั้งการไหลเวียนและพฤติกรรมของลม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการไหลของอากาศ ส่งเสริมคุณภาพอากาศที่ดีขึ้น ช่วยลดการสะสมความชื้น ลดการเกิดเชื้อรา ลดแนวโน้มความเจ็บป่วยและการเกิดภูมิแพ้​ รวมถึงการพัฒนามาตรฐานตลอดกระบวนการพัฒนาโครงการ เช่น การกำหนดวัสดุประกอบอาคารที่ไม่ส่งผลต่อสุขภาวะ เช่น Non-Toxic Material, Low VOC Material

 

ด้านนวัตกรรมที่สร้างคุณภาพอากาศที่ดีภายในอาคารก็มีให้เห็นหลากหลาย เช่น Ventilation Door ประตูที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มการระบายอากาศในห้องพักแบบคอนโดที่มีปัญหาลมไหลเข้าออกไม่ได้ จึงคิดค้นพัดลมระบายอากาศขนาดเล็กพร้อมแผ่นกรองชนิดพิเศษที่สามารถกรองฝุ่นละอองขนาด PM2.5 ได้มากกว่า 99.97% สามารถลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในห้องให้อยู่ในระดับมาตรฐานการอยู่อาศัยได้ในระยะเวลา 15 นาที

 

หรือ MQDC Chiller Façade System ระบบ Façade ที่ใช้ประโยชน์จากระบบทำความเย็นด้วยน้ำ โดยวางแนวท่อทำความเย็นตามกรอบอาคาร ช่วยลดอุณหภูมิภายนอกอาคาร สามารถป้องกันรังสีจากดวงอาทิตย์ และนำอากาศเย็นเข้าสู่ภายในอาคาร​ เป็นต้น

 

 

ด้านที่ 3 ศาสตร์แห่งความสุขเชิงวิทยาศาสตร์ (Happiness Science)


กลุ่มงานวิจัยเพื่อศึกษาการสร้างความสุขให้กับมนุษย์ ผ่านการศึกษาพฤติกรรมและจิตวิทยาของคนทุกวัย รวมไปถึงการเรียนรู้สัญญาณสมองจากปัจจัยที่มีความแตกต่างกันในสภาพแวดล้อมรอบตัว ด้วยการเก็บข้อมูลจริงพร้อมทั้งนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยส่งเสริมให้เกิดผลลัพธ์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

 

ตัวอย่างงานวิจัยที่มีผลต่อความรู้สึกเช่น การใช้หลอดไฟที่มีค่าอุณหภูมิแสงต่ำ ทำให้รู้สึกอบอุ่นและเย็นมากขึ้น หรือการใช้หลอดไฟที่ปรับค่า CCT ได้ โดยไล่จากแสงสีโทนส้มเข้มไปยังเหลืองเข้มเหลืองอ่อน ค่อยๆ ลดระดับลง (โทนสีใกล้เคียงพระอาทิตย์ขึ้น) เช่น ก่อนนอนควรปรับอุณหภูมิให้มีค่า CCT ต่ำกว่า 2,700 K เพื่อให้สมองรับรู้ ส่งผลให้ร่างกายผ่อนคลาย ส่วนห้องทำงานการใช้แสง 4,000 K 750 lux จะช่วยให้ประสิทธิภาพในการทำงานดีขึ้น

งานวิจัยเรื่องสีห้องนอน อย่างสีแดงและส้มจะมีผลต่อความอยากอาหาร ในขณะที่สีฟ้าทำให้ความอยากอาหารลดลง ส่วนสีสำหรับห้องนอนที่เหมาะที่สุดคือสีฟ้า ซึ่งจะช่วยสร้างความผ่อนคลายได้ดี

 

การสร้างสภาพแวดล้อมด้วยขนาดห้อง ความสูงของฝ้าเพดาน พื้นที่สีเขียว ล้วนส่งผลต่อการรับรู้ การออกแบบห้องที่มองเห็นพื้นที่สีเขียวในอาคารแนวสูงจะช่วยปรับปรุงสุขภาพจิตให้ดีขึ้น ช่วยลดความเครียด ความดันโลหิต และลดอัตราการเต้นของหัวใจ หรือแม้แต่ความสูงของเพดาน คนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์เหมาะกับฝ้าเพดานสูง ส่วนฝ้าเพดานต่ำเหมาะกับงานที่ต้องการสมาธิและการแก้ไขปัญหา

 

ทุกงานวิจัยจะถูกวัดค่าโดยเครื่องมือที่มีความแม่นยำ เช่น EEG (Electroencephalogram) หรือการตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าสมอง เพื่อศึกษากิจกรรมทางสมองที่จะเกิดขึ้นเมื่อมีตัวกระตุ้น เช่น การตรวจจับความเครียด​, Eye Tracking System ระบบตรวจจับกิจกรรมทางสายตา ที่ใช้ในการศึกษาว่าเวลาเรามองไปในห้องหรือมองภาพใน VR ตาของเราจ้องมองไปที่จุดไหนก่อนตามลำดับ เพื่อดูว่าสิ่งแรกสุดที่เรามองหรือให้ความสนใจคืออะไร หรือ Galvanic Skin Response (GSR) ระบบตรวจจับการตอบสนองของระบบกล้ามเนื้อ เป็นการวัดความต่างศักย์ไฟฟ้าบนผิวหนังของเรา เพื่อดูว่าเวลาที่เราขนลุกหรือตื่นเต้น จะมีค่าความต่างศักย์เป็นอย่างไร และเกิดจากกิจกรรมหรือสิ่งเร้าอะไรบ้าง

 

ปัจจุบัน RISC นำความรู้ด้านประสาทวิทยามาประยุกต์ใช้ในการออกแบบสร้างสภาพแวดล้อมจำลองที่มีตัวแปรแตกต่างกัน มาศึกษาการรับรู้และการทำงานของสมองของอาสาสมัคร โดยมีการวัดจากปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแสง สี วัสดุ วิวทิวทัศน์ ขนาดของพื้นที่ รูปทรง ไปจนถึงการแบ่งสัดส่วนของห้อง เพื่อดูว่าแต่ละตัวแปรมีผลต่อการรับรู้อย่างไร

 

นอกจากนี้ทาง RISC มีความมุ่งมั่นในการจัดตั้ง Rehabilitation Center For All เพื่อนำองค์ความรู้จากการศึกษาและวิจัยมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์แก่บุคคลทุกกลุ่มในสังคมอีกด้วย

 

 

ด้านที่ 4 วัสดุและการใช้ทรัพยากร (Materials & Resources)

 

กลุ่มงานวิจัยที่ศึกษาและวิจัยวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ปลอดภัยต่อผู้ใช้งานอาคาร รวมถึงการใช้วัสดุทดแทนเพื่อลดการใช้ทรัพยากรโลกในรูปแบบต่างๆ และการลดคาร์บอนของโลกด้วยเทคโนโลยีอนาคต

 

โดยมุ่งเน้นการทำงานวิจัยเรื่องวัสดุใน 3 ด้าน ได้แก่

 

  • Testing for MQDC Standard: ทดสอบคุณสมบัติวัสดุ เพื่อทดสอบตามมาตรฐานในด้านต่างๆ ให้เกิดความมั่นใจก่อนนำไปใช้ในโครงการ MQDC เช่น มาตรฐานรับรองการออกแบบโครงการ 30 ปี การทดสอบปริมาณสารระเหย วัสดุดูดซับแรงกระแทก (Shock Absorption) การทดสอบการกันลื่น (Slip Resistance Testing)​
  • Innovation Well-being Material: ศึกษาและวิจัยวัสดุใหม่ๆ เพื่อส่งเสริมการทำงานของ RISC Research Hubs ต่างๆ เช่น Upcycled Materials, Bio-Based Materials, Carbon Negative Materials เป็นต้น
  • Future Trend: ศึกษาเทรนด์ของวัสดุในอนาคตที่ช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมการก่อสร้าง ลดการใช้ทรัพยากร และสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับวงการอุตสาหกรรม​

 

ทั้งนี้ งานวิจัยด้านวัสดุที่ RISC กำลังทดลองและนำไปประยุกต์ใช้งานจริงในโครงการ เช่น การนำขยะมาเพิ่มมูลค่าให้กลายเป็นวัสดุก่อสร้างที่มีประโยชน์มากขึ้น ตามแนวทางการพัฒนา Upcycled Materials อย่างการนำเปลือกไข่มาทำ Solid Surface หรือพรมที่ทำมาจากเส้นใยขวดพลาสติก หรือการนำเศษพลาสติกมาผสมกับยางมะตอยเพื่อทำถนนใช้ในโครงการจริงอย่าง The Forestias และ 101 True Digital Park​

 

Materials & Resources Hub ยังให้ความสำคัญกับวัสดุที่จะเข้ามาช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากภาวะโลกรวน (Climate Change) จึงทำให้เกิดการพัฒนาวัสดุก่อสร้างที่จะสามารถช่วยลดผลกระทบจากการปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศ โดยวัสดุตัวอย่างของ Low Carbon Material หรือวัสดุก่อสร้างที่มีการปล่อย Embodied Carbon สู่ชั้นบรรยากาศน้อย

 

 

ด้านที่ 5 ศาสตร์ความพร้อมรับมือ (Resilience)

 

กลุ่มงานวิจัยที่ศึกษาแนวทางการรับมือกับปัญหาต่างๆ ที่เข้ามาเปลี่ยนเมืองและโลกของเรา ทั้งปัญหามลภาวะทางอากาศ ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ โรคระบาด การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมคน สังคม ตลอดจนภัยพิบัติต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกรวน เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมจนนำไปสู่การพัฒนาเมืองที่ตอบโจทย์ในอนาคต ลดผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

 

ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytic) และวางแผนการสร้างอาคารและเมือง เพื่อรับมือกับทุกสถานการณ์ ทั้งการเตรียมตัวก่อนเกิดเหตุการณ์ การจัดการขณะที่เกิดเหตุการณ์ และการฟื้นฟูภายหลังเหตุการณ์

 

Resilience Hub มีการพัฒนา Resilience Framework เพื่อจำแนกประเภท Shock & Stresses ที่จะเกิดขึ้น ได้แก่ Nature & Environment การรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติในอนาคตจากภาวะโลกรวน, Living & Infrastructure การรับมือกับปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ทั้งการบริการและสาธารณูปโภค ปัญหาการจราจร เหตุเพลิงไหม้ แก๊สรั่ว สารเคมีรั่วไหล ไฟดับ รวมทั้งปัญหาสุขภาพจิต ​และ Society & Economy การรับมือกับปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมและความปลอดภัย การสร้างระบบการศึกษาที่เข้าถึงทุกคน การสร้างโอกาสในการทำงาน การวางระบบ Cyber Security

 

ดังนั้นการพัฒนาพื้นที่โครงการอสังหาริมทรัพย์จึงต้องนำระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic Information System: GIS) มาใช้วิเคราะห์ ซึ่งจะช่วยให้คาดการณ์ได้ว่าพื้นที่ที่เราจะพัฒนามีแนวโน้มความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น นอกจากนั้น GIS ยังสามารถดึงข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมมาวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ของโลก เช่น อุณหภูมิพื้นผิวโลก พื้นที่สีเขียว โดยใช้ระบบตรวจจับอุณหภูมิที่ผิวโลก

 

RISC ได้นำ GIS มาใช้วิเคราะห์เชิงพื้นที่ที่จะพัฒนาโครงการของ MQDC เช่น Site Survey ทำการสำรวจพื้นที่และตรวจวัดตัวแปรต่างๆ โดยวิเคราะห์สภาพภูมิอากาศ ทั้งอุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ ทิศทางและความเร็วลม รวมไปถึงมลพิษทางอากาศและคาร์บอนไดออกไซด์​ หรือ Site Analysis ที่ศึกษาว่าในแต่ละพื้นที่มีตัวแปรและความเสี่ยงในการเกิดภัยพิบัติอย่างไร โดยวิเคราะห์จากระดับน้ำทะเล การเกิดน้ำท่วมซ้ำ อุทกวิทยา ภัยแล้ง และสารเคมีรั่วไหล

 

 

นอกจากนั้นงานวิจัยทั้ง 5 ด้านยังมีแผนขยายขอบเขตงานวิจัยให้ครอบคลุมยิ่งขึ้นในอนาคต เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืนให้กับทุกชีวิต โดยปัจจุบันงานวิจัย 5 ด้านนี้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN Sustainable Development Goals) มากถึง 13 ข้อ จากทั้งหมด 17 เป้าหมาย

 

ผู้ที่สนใจองค์ความรู้งานวิจัย 5 ด้านเพิ่มเติม สามารถดูงานเสวนา ‘RISC Talk 2022’ ย้อนหลังได้ที่ https://bit.ly/3SSXbjo หรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ RISC ได้ที่เว็บไซต์ https://risc.in.th/th/eco-material-library

The post รู้จัก ‘RISC by MQDC’ ศูนย์วิจัยที่มุ่งสร้าง ‘ความเป็นอยู่ที่ดี’ ให้กับทุกชีวิตอย่างยั่งยืนผ่านงานวิจัย 5 ด้าน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
MQDC กระโดดจับเทรนด์ ‘คอนเทนต์ครีเอเตอร์’ ทุ่ม 4 หมื่นล้านพัฒนา ‘Cloud 11’ ศูนย์รวมสำนักงาน-สตูดิโอ เปิด 24 ชั่วโมง ติด BTS อุดมสุข https://thestandard.co/mqdc-cloud-11/ Wed, 22 Feb 2023 13:16:58 +0000 https://thestandard.co/?p=754184 MQDC

วงการคอนเทนต์ครีเอเตอร์มาแรง! MQDC เปิดตัวโครงการ ‘Clou […]

The post MQDC กระโดดจับเทรนด์ ‘คอนเทนต์ครีเอเตอร์’ ทุ่ม 4 หมื่นล้านพัฒนา ‘Cloud 11’ ศูนย์รวมสำนักงาน-สตูดิโอ เปิด 24 ชั่วโมง ติด BTS อุดมสุข appeared first on THE STANDARD.

]]>
MQDC

วงการคอนเทนต์ครีเอเตอร์มาแรง! MQDC เปิดตัวโครงการ ‘Cloud 11’ ย่านสุขุมวิท มีมูลค่า 4 หมื่นล้านบาท ศูนย์รวมรีเทล สำนักงาน สตูดิโอ เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง เจาะกลุ่มลูกค้าครีเอเตอร์ไทย-เทศ พร้อมเปิดให้บริการไตรมาส 4/67 หวังปั้นเป็นฮับคอนเทนต์ครีเอเตอร์ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

 

องศา จรรยาประเสริฐ ผู้อำนวยการโครงการ Cloud 11 ภายใต้บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ MQDC กล่าวว่า ยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจของบริษัทอยู่ภายใต้วิชั่นสำคัญคือ ‘For All Well-being’ มุ่งพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ พร้อมนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาเชื่อมกับความเป็นอยู่ของผู้คน จึงได้ลงทุนสร้างโครงการ Cloud 11 มูลค่ากว่า 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นที่ดินเช่าระยะยาว 34 ปี เพื่อสร้าง Innovation Clusters ในย่านสุขุมวิทใต้ และเป็นโครงการที่ MQDC ถือหุ้นและลงทุน 100%

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

สำหรับ ‘Cloud 11’ อยู่ภายใต้แนวคิด Empowering Creators ตั้งอยู่บนพื้นที่ 27 ไร่ ติดถนนสุขุมวิท ใกล้ BTS สถานีอุดมสุข มีพื้นที่ใช้สอย 254,000 ตารางเมตร ประกอบไปด้วยศูนย์การค้าและสำนักงานเกรดเอ ตอบโจทย์การทำงานวงการครีเอเตอร์ด้วยเวลาเปิดทำการ 24 ชั่วโมง 

 

ตามด้วยสตูดิโอ และมีลิฟต์ส่วนตัวสำหรับศิลปินดาราที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ถัดมาคือฝั่งโรงแรม 2 อาคาร โดยจะเป็นโรงแรมระดับโลกเข้ามาเปิดในไทยเป็นครั้งแรก รวมถึงสถาบันการศึกษาและฮอลล์สำหรับจัดงานคอนเสิร์ต โรงละคร และ E-Sports

 

ผู้อำนวยการโครงการ Cloud 11 กล่าวต่อว่า โครงการนี้เป็นมากกว่าโครงการอสังหาริมทรัพย์มิกซ์ยูส แต่เป็นการนำเสนอโมเดลการสร้าง Innovation Clusters รูปแบบใหม่ทั้งระบบ ช่วยสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่มีความพร้อมด้านพื้นที่สตูดิโอ เงินทุนสนับสนุน และอุปกรณ์ทันสมัย, เทคโนโลยีเชื่อมโลกจริงกับโลกเสมือน Web3 อย่าง Metaverse ควบคู่กับการนำเทคโนโลยี Blockchain มาช่วยเรื่องลิขสิทธิ์และการแบ่งรายได้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

และการจัดโปรแกรมส่งเสริมศักยภาพให้ครีเอเตอร์รุ่นใหม่ ศิลปินที่ไม่ได้อยู่ในกระแสหลัก รวมถึงผู้ประกอบการขนาดเล็ก เพื่อให้สามารถเติบโตในวงการได้มากขึ้น

 

ปัจจุบันโครงการ Cloud 11 เริ่มต้นก่อสร้างปี 2565 โดยบริษัท Thai Obayashi ซึ่งงานเสาเข็มและฐานรากเสร็จ 100% ขณะนี้อยู่ระหว่างก่อสร้างงานโครงสร้างอาคาร คาดว่าจะเปิดให้บริการช่วงไตรมาส 4/67 

 

เบื้องต้นได้เปิดรับจองพื้นที่ศูนย์การค้าและสำนักงาน ส่วนในแง่ของค่าเช่ามีราคาแตกต่างกัน โดยธุรกิจรายเล็กสามารถเช่าเป็นรายเดือนได้ ส่วนผู้เช่ารายใหญ่มีสัญญาระยะ 3 ปีขึ้นไป

 

ทั้งนี้ กลุ่มเป้าหมายหลักเน้นเจาะธุรกิจครีเอเตอร์ 4 กลุ่ม ประกอบด้วย 1. Music & Podcast 2. Film & Animation 3. Art & Design และ 4. Game ระยะแรกจะโฟกัสแค่คนไทยก่อน สเต็ปถัดไปหลังเปิดให้บริการครบวงจร จะเริ่มขยายฐานลูกค้าชาวต่างชาติ โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันอุตสาหกรรมครีเอเตอร์มีแนวโน้มเติบโตอย่างมาก เห็นได้จากจำนวนครีเอเตอร์ไทยที่เพิ่มขึ้นมากกว่าแสนราย แน่นอนว่าเป็นโอกาสของธุรกิจ และคาดว่าอีกประมาณ 1-2 ปีจะสามารถรับรู้รายได้อย่างชัดเจน และเชื่อว่าโครงการ Cloud 11 จะสามารถเชื่อมต่อ Ecosystem ของการสร้างสรรค์คอนเทนต์ เพื่อเป็นฮับของคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

The post MQDC กระโดดจับเทรนด์ ‘คอนเทนต์ครีเอเตอร์’ ทุ่ม 4 หมื่นล้านพัฒนา ‘Cloud 11’ ศูนย์รวมสำนักงาน-สตูดิโอ เปิด 24 ชั่วโมง ติด BTS อุดมสุข appeared first on THE STANDARD.

]]>
MQDC – ซีพี ฟิวเจอร์ – Lotus’s จับมือเข้าซื้อที่ดินเปล่าซอยสุขุมวิท 50 มูลค่า 503.2 ล้านบาท จากประกิต โฮลดิ้งส์ https://thestandard.co/mqdc-2/ Fri, 30 Sep 2022 06:06:26 +0000 https://thestandard.co/?p=689011 MQDC

กลุ่มบริษัทในเครือ CP อันประกอบไปด้วย MQDC – ซีพี […]

The post MQDC – ซีพี ฟิวเจอร์ – Lotus’s จับมือเข้าซื้อที่ดินเปล่าซอยสุขุมวิท 50 มูลค่า 503.2 ล้านบาท จากประกิต โฮลดิ้งส์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
MQDC

กลุ่มบริษัทในเครือ CP อันประกอบไปด้วย MQDC – ซีพี ฟิวเจอร์ – Lotus’s จับมือเข้าซื้อที่ดินเปล่าซอยสุขุมวิท 50 มูลค่า 503.2 ล้านบาทจากประกิต โฮลดิ้งส์

 

บริษัท ประกิต โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PRAKIT รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ได้จำหน่ายที่ดินเปล่าจำนวน 2 แปลง เนื้อที่รวม 1 ไร่ 2 งาน 29 ตารางวา ที่ซอยสุขุมวิท 50 ซอยสุขุมวิท แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร ให้กับ 

 

  1. บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ MQDC
  2. บริษัท ซีพี ฟิวเจอร์ ซิตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด
  3. บริษัท เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด ซึ่งเป็นผู้บริหาร Lotus’s 

 

ในราคาซื้อขายรวม 503,200,000 บาท โดยผู้ซื้อจะชำระค่าที่ดินดังกล่าวเป็นเงินสด โดยแบ่งชำระเป็น 4 งวด ได้แก่

 

  • งวดที่หนึ่ง จำนวน 10,000,000 บาท ในวันที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ภายในวันที่ 30 กันยายน 2565
  • งวดที่สอง จำนวน 20,000,000 บาท ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2565
  • งวดที่สาม จำนวน 100,000,000 บาท ภายในวันที่ 23 ธันวาคม 2565
  • งวดที่สี่ ชำระราคาที่ดินในส่วนที่เหลือ รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 373,200,000 บาท ในวันที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ภายในวันที่ 12 มกราคม 2566

 

โดย ประกิต โฮลดิ้งส์ และผู้ซื้อจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนการโอนกรรมสิทธิ์คนละครึ่ง

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post MQDC – ซีพี ฟิวเจอร์ – Lotus’s จับมือเข้าซื้อที่ดินเปล่าซอยสุขุมวิท 50 มูลค่า 503.2 ล้านบาท จากประกิต โฮลดิ้งส์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดีทีพี โกลบอล รีทส์ แมเนจเม้นท์ รุกเปิดกองทรัสต์ DTPHREIT ลงทุนในโรงแรมดังของ MQDC มูลค่ากองร่วม 4 พันล้าน https://thestandard.co/dtphreit/ Sat, 10 Sep 2022 03:00:43 +0000 https://thestandard.co/?p=678268 DTPHREIT

ดีทีพี โกลบอล รีทส์ แมเนจเม้นท์ รุกเปิดกองทรัสต์ DTPHRE […]

The post ดีทีพี โกลบอล รีทส์ แมเนจเม้นท์ รุกเปิดกองทรัสต์ DTPHREIT ลงทุนในโรงแรมดังของ MQDC มูลค่ากองร่วม 4 พันล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
DTPHREIT

ดีทีพี โกลบอล รีทส์ แมเนจเม้นท์ รุกเปิดกองทรัสต์ DTPHREIT ลงทุนในโรงแรมดังของ MQDC มูลค่ากองร่วม 4 พันล้าน เผย MQDC พร้อมรับซื้อคืนราคาเดิมหลังปิดกอง มั่นใจศักยภาพแข็งแกร่ง

 

บริษัท ดีทีพี โกลบอล รีทส์ แมเนจเม้นท์ จำกัด (DTPRM) บริษัทบริหารกองทรัสต์ในเครือบริษัท ดีทีจีโอ พรอสเพอร์รัส จำกัด (DTP) ประกาศจัดตั้ง ‘กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อธุรกิจโรงแรมและสิทธิการเช่า ดีทีพี ฮอสพิทอลลิตี้ ที่มีข้อตกลงในการซื้อคืน’ (DTPHREIT) มูลค่ากองทรัสต์รวมไม่เกิน 4,107 ล้านบาท พร้อมเข้าลงทุนกิจการโรงแรมศักยภาพสูงของ MQDC (บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด) เผยเป็นกองทรัสต์ REIT Buy-Back ซึ่งเป็นกองทรัสต์ประเภทที่มีข้อตกลงให้เจ้าของเดิมรับซื้อทรัพย์สินคืนในวันสิ้นสุดการลงทุน

 

วนิดา สุขสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีทีพี โกลบอล รีทส์ แมเนจเม้นท์ จำกัด (DTPRM) เปิดเผยว่า กองทรัสต์ DTPHREIT จะเข้าลงทุนในทรัพย์สินประเภทโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ที่มีศักยภาพของ MQDC ดังนี้

 

  1. ลงทุนในสิทธิการเช่าช่วงอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าสังหาริมทรัพย์โครงการโรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพฯ
  2. เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์และงานระบบต่างๆ ในโครงการแมกโนเลียส์ ราชดำริ บูเลอวาร์ด (MRB)
  3. ลงทุนในกรรมสิทธิ์โครงการโรงแรมยู เขาใหญ่ (U Khao Yai)

 

รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 4,107 ล้านบาท

 

โดยกองทรัสต์ DTPHREIT เป็นกองทรัสต์ประเภท REIT Buy-Back ที่มีข้อตกลงในการขายอสังหาริมทรัพย์คืนให้แก่เจ้าของเดิมเมื่อสิ้นสุดปีที่ 3 นับตั้งแต่วันที่กองทรัสต์เข้าลงทุน (Obligation) นอกจากนี้ในระหว่าง 3 ปีที่กองทรัสต์เข้าลงทุน ได้มีข้อตกลงในการให้เจ้าของทรัพย์สินเช่ากลับ เพื่อนำทรัพย์สินหรือโรงแรมไปบริหารจัดการ และจ่ายค่าเช่าให้แก่กองทรัสต์ในอัตราที่แน่นอน โดยได้กำหนดอัตราค่าเช่าทั้ง 2 โครงการไว้ที่ประมาณ 217.49 ล้านบาทต่อปี และมีการวางเงินประกันเท่ากับค่าเช่าที่ต้องชำระให้แก่กองทรัสต์เป็นจำนวน 3 เดือน ซึ่งจะทำให้กองทรัสต์ DTPHREIT มีรายได้ที่มั่นคงแน่นอน

 

“ด้วยรายได้และผลตอบแทนที่แน่นอนสม่ำเสมอจากการให้เจ้าของทรัพย์สินเช่ากลับโดยกำหนดค่าเช่าคงที่ ทำให้กองทรัสต์ DTPHREIT สามารถจ่ายผลตอบแทนให้ผู้ถือหน่วยลงทุนได้ในอัตรา 7% ต่อปี โดยจ่ายในอัตราคงที่ตลอด 3 ปี นอกจากนี้เจ้าของยังตกลงที่จะซื้อทรัพย์สินคืนในราคาที่เท่ากับราคาที่กองทรัสต์เข้าลงทุนในวันที่สิ้นสุดปีที่ 3 นับจากกองทรัสต์เข้าลงทุน ทำให้ผู้ถือหน่วยลงทุนจะได้รับเงินลงทุนคืนเต็มจำนวนเมื่อสิ้นสุดปีที่ 3” วนิดากล่าว

 

ทั้งนี้ กองทรัสต์คาดว่าจะเสนอขายหน่วยลงทุนให้แก่ผู้ลงทุนสถาบันและ/หรือผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ (Ultra-High Net Worth) โดยมี บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) และ บล.ดาโอ (ประเทศไทย) เป็นผู้จัดจำหน่าย และมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย เป็นทรัสตี

 

วิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MQDC ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สิน กล่าวว่า ทรัพย์สินที่ขายให้กองทรัสต์ DTPHREIT ถือเป็นทรัพย์สินที่มีศักยภาพที่สูงมาก ทั้งทำเลที่ตั้งและคุณภาพ และเป็นทรัพย์สินที่มีความสำคัญกับกลุ่มบริษัท โดยวัตถุประสงค์ของการระดมทุนในครั้งนี้เพื่อนำเงินที่ได้มารองรับการลงทุนเพิ่มและนำมาชำระหนี้บางส่วน และเป็นเงินทุนหมุนเวียน

 

“ทั้งนี้ หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิดคลี่คลายลงอย่างมาก หลายประเทศผ่อนคลายมาตรการและเปิดประเทศให้คนเดินทางมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามามากขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ทิศทางธุรกิจโรงแรมกลับมาฟื้นตัวได้รวดเร็วเช่นกัน ซึ่งจะส่งผลให้ความสามารถในการหารายได้และมูลค่าทรัพย์สินฟื้นตัวกลับมาในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างมาก ดังนั้นหลังครบกำหนด 3 ปี บริษัทมีความตั้งใจอย่างยิ่งและมีความพร้อมในการซื้อทรัพย์สินคืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินทรัพย์ที่ขายให้กอง DTPHREIT ขณะนี้มีอัตราการฟื้นตัวรวดเร็วมาก เนื่องจากในช่วงโควิดที่ผ่านมา ทาง MQDC คงอัตราจ้างงานพนักงานโรงแรมทุกแห่งโดยไม่มีการคัดพนักงานออกแม้แต่รายเดียว และมีการดูแลอสังหาริมทรัพย์ให้พร้อมเปิดบริการตลอดเวลา ทำให้สามารถกลับมาดำเนินการตามปกติได้ทันทีที่มีการเปิดประเทศ

 

“จากสถานการณ์ต่างๆ ที่คลี่คลายและมีทิศทางดีขึ้น ทำให้เรามั่นใจว่าการท่องเที่ยวจะกลับมาเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตได้อีกครั้ง และธุรกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ธุรกิจบริการ จะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ของบริษัทที่กองรีทเข้าลงทุนในครั้งนี้ ตั้งอยู่ในทำเลที่โดดเด่น ใกล้แหล่งท่องเที่ยวใจกลางเมือง บริหารโดยทีมงานชื่อดังระดับสากล จะได้รับประโยชน์โดยตรง ซึ่งจะเป็นปัจจัยเอื้อให้กลุ่มบริษัทสามารถบริหารจัดการและดำเนินการตามข้อตกลงกับกองรีทได้เป็นอย่างดี ทั้งการชำระค่าเช่าให้กองรีทและการซื้อคืนทรัพย์สินได้ตามข้อตกลง” วิสิษฐ์กล่าว

 

ภาพ: MQDC

The post ดีทีพี โกลบอล รีทส์ แมเนจเม้นท์ รุกเปิดกองทรัสต์ DTPHREIT ลงทุนในโรงแรมดังของ MQDC มูลค่ากองร่วม 4 พันล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
MQDC คว้ารางวัล Thailand’s Best Managed Companies 2022 ขึ้นแท่นบริษัทที่มีการบริหารจัดการดีที่สุดของประเทศไทยปี 2565 https://thestandard.co/mqdc-thailands-best-managed-companies-2022/ Fri, 09 Sep 2022 08:00:03 +0000 https://thestandard.co/?p=677609 MQDC

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม MQDC (บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ […]

The post MQDC คว้ารางวัล Thailand’s Best Managed Companies 2022 ขึ้นแท่นบริษัทที่มีการบริหารจัดการดีที่สุดของประเทศไทยปี 2565 appeared first on THE STANDARD.

]]>
MQDC

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม MQDC (บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำได้รับรางวัล Thailand’s Best Managed Companies จากดีลอยท์ ประเทศไทย ปี 2565 ตอกย้ำพันธกิจหลักขององค์กร ที่มุ่งมั่นในการริเริ่ม คิดค้น และพัฒนานวัตกรรมเพื่อมอบความสุขและสร้างสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืนให้กับทุกสิ่งบนโลก หรือ Pioneering in Sustainnovation for All Well-Being

 

MQDC

 

วิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MQDC (บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด) กล่าวว่า รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัล Best Managed Companies จากดีลอยท์ ซึ่งเป็นองค์กรที่ปรึกษาทางธุรกิจระดับโลก โดยรางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงวิสัยทัศน์และพันธกิจของ MQDC ที่มีความมุ่งมั่นในการนำองค์กรสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน ด้วยการบริหารจัดการ กำหนดนโยบายการทำงานอย่างมีจริยธรรม และมีการกำกับดูแลกิจการและบริหารทางการเงินที่ดี รางวัลนี้ถือเป็นอีกก้าวที่สำคัญของทีมงานทุกคน

 

“รางวัล Thailand’s Best Managed Companies 2022 สะท้อนถึงความตั้งใจของพวกเราทุกคนในการขับเคลื่อนบริษัทให้เป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน ดังนั้น MQDC จึงมีการตั้งมาตรฐานในการดำเนินงานหรือ MQDC Standard ที่ครอบคลุมทั้งด้านสุขภาพกาย สุขภาพใจ และระบบนิเวศของที่อยู่อาศัยโดยรอบ เพื่อตอบโจทย์การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนอย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังให้การสนับสนุนงานด้านการวิจัยและนวัตกรรม โดยจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาสำหรับคิดค้นและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ที่นำไปสู่ความยั่งยืนของการอยู่อาศัย รวมถึงมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมให้กับสังคม พัฒนาการใช้ชีวิตในด้านต่างๆ และสร้างสรรค์กิจกรรมที่ส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของชุมชนในทุกโครงการของ MQDC” วิสิษฐ์กล่าว

 

MQDC

 

ทั้งนี้ รางวัล Thailand’s Best Managed Companies 2022 จัดโดยบริษัท ดีลอยท์ ประเทศไทย ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำในระดับนานาชาติ ดังนั้นจึงมีกระบวนการคัดเลือกพิจารณาองค์กรที่เข้ารอบและมีขั้นตอนการตัดสินอย่างเข้มงวด โดยมีคณะกรรมการอิสระซึ่งประกอบไปด้วยตัวแทนจากภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษาเป็นผู้ทำหน้าที่ตัดสินตามแนวทางปฏิบัติสากลของการคัดเลือกผู้ได้รับรางวัล Best Managed Companies ของดีลอยท์

 

โดยบริษัทที่เข้าร่วมการคัดเลือกจะต้องผ่านการประเมินทักษะและแนวทางการบริหาร ซึ่งประกอบไปด้วยการวิเคราะห์กลยุทธ์ วิเคราะห์การดำเนินงานทางธุรกิจ ความสามารถและนวัตกรรม วัฒนธรรมองค์กรและพันธสัญญา ตลอดจนการกำกับดูแลภายในองค์กรและการเงินขององค์กร รวมถึงมีการประเมินเปรียบเทียบกับกรอบการประเมินที่ได้มีการใช้กับบริษัทเอกชนที่มีการจัดการที่ดีที่สุดทั่วโลกกว่า 1,200 แห่ง

 

Best Managed Companies เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรม Deloitte Private โดยการพิจารณารางวัลใช้มาตรฐานและกระบวนการตัดสินเดียวกันทั่วโลก รางวัล Best Managed Companies จัดทำขึ้นมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 29 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2536 เริ่มจากประเทศแคนาดา และปัจจุบันรางวัลนี้ได้กลายเป็นรางวัลด้านธุรกิจที่สำคัญรางวัลหนึ่งของโลก

 

ขณะที่ สุภศักดิ์ กฤษณามระ กรรมการผู้จัดการ ดีลอยท์ ประเทศไทย กล่าวว่า การมอบรางวัล Best Managed Companies สะท้อนความสำเร็จของบริษัทเอกชนที่ได้ดำเนินธุรกิจด้วยความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจ ด้วยมาตรฐานการบริหารจัดการระดับสูงด้วยนวัตกรรมและประสิทธิภาพระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรม และได้รับการยอมรับในระดับประเทศและระดับนานาชาติ บริษัทผู้ชนะ Best Managed Companies ประจำปี 2565 เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนในทุกด้านที่กล่าวมา ขอแสดงความยินดีกับบริษัทผู้ชนะทุกบริษัท นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมยินดีและสนับสนุนพันธกิจที่พวกเขาที่มีต่อบุคลากร ลูกค้า และชุมชนอย่างต่อเนื่อง

The post MQDC คว้ารางวัล Thailand’s Best Managed Companies 2022 ขึ้นแท่นบริษัทที่มีการบริหารจัดการดีที่สุดของประเทศไทยปี 2565 appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘The Forestias’ โครงการมิกซ์ยูสยักษ์ใหญ่จาก MQDC เผยยอดขาย ณ สิ้นเดือนมกราคม 2565 ทะลุ 17,200 ล้านบาท https://thestandard.co/the-forestias-from-mqdc-unveiled-sales/ Fri, 25 Feb 2022 09:25:46 +0000 https://thestandard.co/?p=598705 ‘The Forestias’ โครงการมิกซ์ยูสยักษ์ใหญ่จาก MQDC เผยยอดขาย ณ สิ้นเดือนมกราคม 2565 ทะลุ 17,200 ล้านบาท

นับเป็นหนึ่งในโครงการมิกซ์ยูสยักษ์ใหญ่ของไทยที่ถูกจับตา […]

The post ‘The Forestias’ โครงการมิกซ์ยูสยักษ์ใหญ่จาก MQDC เผยยอดขาย ณ สิ้นเดือนมกราคม 2565 ทะลุ 17,200 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘The Forestias’ โครงการมิกซ์ยูสยักษ์ใหญ่จาก MQDC เผยยอดขาย ณ สิ้นเดือนมกราคม 2565 ทะลุ 17,200 ล้านบาท

นับเป็นหนึ่งในโครงการมิกซ์ยูสยักษ์ใหญ่ของไทยที่ถูกจับตามอง สำหรับ The Forestias จากบริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ MQDC ซึ่งล่าสุดได้เผยยอดขาย ณ สิ้นเดือนมกราคม 2565 ทะลุ 17,200 ล้านบาท

 

“โครงการขายไปแล้วกว่า 40% ของจำนวนที่อยู่อาศัยทั้งหมดทุกโครงการใน The Forestias” กิตติพันธุ์ อุยยามะพันธุ์ ผู้อำนวยการโครงการ The Forestias โดย MQDC กล่าว

 

The Forestias เป็นโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มูลค่า 125,000 ล้านบาท พื้นที่ 398 ไร่ บนถนนบางนาตราด กม.7 ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกที่กำลังเติบโต โดยนอกจากยอดขายแล้ว ตัวโครงการยังเผยว่าได้รับคัดเลือกให้ได้รับรางวัลระดับโลกกว่า 42 รางวัลทางด้านคุณภาพและนวัตกรรมอีกด้วย

 

MQDC มี ‘ทิพพาภรณ์ อริยวรารมย์’ เป็นผู้ก่อตั้งและรั้งตำแหน่งประธานกรรมการ โดยทิพพาภรณ์นั้นเป็นลูกสาวคนสุดท้องของ ‘เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์’ 

 

จากการจัดอันดับทำเนียบ 50 มหาเศรษฐีไทยประจำปี 2564 ของนิตยสาร Forbes ‘พี่น้องตระกูลเจียรวนนท์’ แห่งเครือเจริญโภคภัณฑ์ ยังครองตำแหน่งอันดับ 1 ด้วยมูลค่าทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้น 2.9 พันล้านดอลลาร์ เป็น 3.02 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 9.48 แสนล้านบาท

 

นอกจากโครงการอสังหาริมทรัพย์ในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว MQDC ยังได้ประกาศเป็นพันธมิตรรายแรกในโปรเจกต์ Metaverse ที่ชื่อว่า ‘Translucia’ โดยบริษัท ทีแอนด์บี มีเดีย โกลบอล (ประเทศไทย) ซึ่งเฟสแรกเงินลงทุนจะไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท และจะพัฒนาต่อเนื่องจนสร้างมูลค่าอาณาจักรไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท

 

โดย MQDC จะเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายแรกใน Translucia และจะพัฒนาเมืองขึ้นมาในโลกเสมือนแห่งนี้ โดยเตรียมที่จะสร้างหน่วยงานใหม่ขึ้นมาคือ MQDC Metaverse เพื่อรับผิดชอบในการพัฒนาเมืองและโครงการอสังหาริมทรัพย์ในโลกเสมือนแห่งนี้

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post ‘The Forestias’ โครงการมิกซ์ยูสยักษ์ใหญ่จาก MQDC เผยยอดขาย ณ สิ้นเดือนมกราคม 2565 ทะลุ 17,200 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
T&B Media Global ประกาศสร้างโลกเสมือน! MQDC พันธมิตรรายแรก เปิดตัวอภิมหาโปรเจกต์ Metaverse Translucia ลงทุนกว่า 10,000 ล้าน https://thestandard.co/tb-media-global-metaverse-translucia/ Fri, 01 Oct 2021 03:30:51 +0000 https://thestandard.co/?p=542766 T&B Media Global

อภิมหาโปรเจกต์ระดับโลก Metaverse Translucia โลกเสมือนที […]

The post T&B Media Global ประกาศสร้างโลกเสมือน! MQDC พันธมิตรรายแรก เปิดตัวอภิมหาโปรเจกต์ Metaverse Translucia ลงทุนกว่า 10,000 ล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
T&B Media Global

อภิมหาโปรเจกต์ระดับโลก Metaverse Translucia โลกเสมือนที่เต็มไปด้วยจินตนาการ

เทคโนโลยีปัจจุบันมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถขยายศักยภาพของการสร้างจินตนาการไร้ขอบเขตเชื่อมต่อกับโลกปัจจุบันสู่โลกเหมือนจริงทางดิจิทัล กลุ่มธุรกิจต่างๆ มองเห็นโอกาสและศักยภาพในการแข่งขันจากเทคโนโลยี ทำให้หลายบริษัทชั้นนำของโลกกำลังมุ่งสร้างโลกเสมือนจริงของตัวเองขึ้น เพื่อเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญในการเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจของตัวเอง 

 

 

บริษัท ทีแอนด์บี มีเดีย โกลบอล (ประเทศไทย) จำกัด (T&B Media Global) บริษัทเอ็นเตอร์เทนเมนต์รายใหญ่ ที่มีความรู้และความชำนาญด้านการสร้างสรรค์ที่ครอบคลุมหลายด้าน รวมถึงล่าสุดได้นำบริษัทลูกที่พัฒนาด้านเทคโนโลยีเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา (NASDAQ) ประกาศปักธงและทุ่มทุนสร้างอาณาจักรโลกเสมือน (Metaverse) ‘Translucia’ ซึ่งเป็นโลกเสมือนสุดจินตนาการ ขึ้นเป็นรายแรกของไทย โดยเฟสแรกเงินลงทุนจะไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท และจะพัฒนาต่อเนื่องจนสร้างมูลค่าอาณาจักรไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท 

 

ทางบริษัท ทีแอนด์บี มีเดีย โกลบอล (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดตั้งบริษัทลูก คือ บริษัท ทรี รูทส์ เอ็นเตอร์เทนเม้นต์ กรุ๊ป จำกัด (Tree Roots Entertainment Group) และสร้างทีม Venture Builder ภายใต้ชื่อ บริษัท วาซาบิ โกลบอล อินโนเวชั่น เวนเจอร์ส จำกัด (Wasabi Global Innovation Ventures) เพื่อทำหน้าที่พัฒนา Metaverse Translucia

 

 

นับเป็นการเปิดตัวอภิมหาโปรเจกต์ระดับโลก Metaverse Translucia โลกเสมือนที่เต็มไปด้วยจินตนาการ โดย T&B Media Global พร้อมประกาศพันธมิตรรายแรก MQDC Corporation บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่

 

ดร.ชวัลวัฒน์ อริยวรารมย์ 

ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท ทีแอนด์บี มีเดีย โกลบอล (ประเทศไทย) จำกัด

 

ด้าน ดร.ชวัลวัฒน์ อริยวรารมย์ ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท ทีแอนด์บี มีเดีย โกลบอล (ประเทศไทย) จำกัด (T&B Media Global) กล่าวว่า “Metaverse เรียกได้ว่าเป็นเมกะเทรนด์ใหม่ของโลก ซึ่งตอนนี้เราได้เตรียมพร้อมที่จะนำเทรนด์นี้มาใช้ในภาคธุรกิจ รวมถึงการพัฒนาสังคม และผมมั่นใจว่าจะทำให้โลกธุรกิจในอนาคตเปลี่ยนแปลงจากเดิมไปอย่างสิ้นเชิง เหมือนเป็นโลกแห่งเวทมนตร์ที่เนรมิตทุกอย่างให้เป็นจริง ทุกคนจะมีความสุขที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม มีสุขภาพที่ดี มีโอกาสสร้างอาชีพใหม่ มีรายได้พอเพียง ทำให้ครอบครัวมีความสุขอย่างยั่งยืนที่สร้างเองได้ และได้รับความตื่นตาตื่นใจในโลกเสมือนจริงนี้ เราเรียกมันว่า ‘Translucia’ ซึ่งจะเป็นโลกเสมือนที่สร้างจากโลกที่หลายๆ คนฝันให้เกิดขึ้นจริง”

 

 

การเพิ่มมูลค่าธุรกิจด้วยเทคโนโลยี 

‘Translucia’ จะเพิ่มมูลค่าให้กับสังคมและโลกธุรกิจ จะสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญต่อประสบการณ์การใช้ชีวิต จะมีการเชื่อมโยงกันระหว่างโลกจริงและโลกเสมือน (Virtual World) ที่สามารถส่งผลให้เกิดเป็นเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ โดยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงที่หลากหลาย มาผสมผสานกับจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างประสบการณ์ในรูปแบบใหม่ ที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของทุกคน รวมถึงการทำงาน การสร้างสังคม ความบันเทิง และการทำกิจกรรมต่างๆ แบบไร้รอยต่อ โดยอาศัย Metaverse เป็นประตู หรือ Gateway สู่สังคมที่เราตั้งใจพัฒนาให้เป็นสังคมแห่งคุณภาพอย่างยั่งยืน

 

MQDC ขยับไวกับการจับมือพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์บน Metaverse

บริษัทรายใหญ่ MQDC ถือว่าเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แห่งแรกในประเทศไทย ที่พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์บน Metaverse โดยเชื่อมั่นว่า ‘Metaverse’ จะมาขับเคลื่อนและพลิกโฉมธุรกิจในทุกอุตสาหกรรมในทุกวงการอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเมนต์, ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์, ธุรกิจรีเทล หรือแม้กระทั่งธุรกิจเฮลท์แคร์ รวมถึงอุตสาหกรรมและธุรกิจต่างๆ จะสามารถใช้ ‘Metaverse’ เป็นเครื่องมือที่จะสร้างแผนหรือแผนกธุรกิจใหม่ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางการตลาดและสร้างโซลูชันต่างๆ ในทุกมิติ

MQDC จะเป็น Property Developer รายแรกที่จะเข้ามาจับจองพื้นที่ใน Translucia และพัฒนาเมืองขึ้นมาในโลกเสมือนแห่งนี้ โดยเตรียมที่จะสร้างหน่วยงานใหม่ขึ้นมา คือ MQDC Metaverse เพื่อรับผิดชอบในการพัฒนาเมืองและโครงการอสังหาริมทรัพย์เหนือจินตนาการแห่งนี้

 

ทิพพาภรณ์ อริยวรารมย์ 

ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC)

 

ด้าน ทิพพาภรณ์ อริยวรารมย์ ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) กล่าวว่า “MQDC Metaverse จะเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์แห่งแรกของโลกที่จะมีการสร้างและพัฒนาการเชื่อมต่อระหว่างโครงการในโลกจริงและโลกเสมือน สิ่งที่โลกจริงไม่สามารถเกิดได้ จะเกิดขึ้นในโลกเสมือนแห่งนี้ เราตั้งใจที่จะทำให้โลกเสมือนนี้เป็นโลกที่งดงามไปด้วยจินตนาการ เต็มไปด้วยความสุข และเป็นสังคมที่ดี และเรายังสามารถใส่จินตนาการเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับลูกค้าและผู้ใช้บริการ ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของบ้านหรือคอนโดมิเนียมได้ทั้งโลกจริงและโลกเสมือน มีการเชื่อมต่อสิทธิประโยชน์ต่างๆ เข้าด้วยกัน สิ่งนี้จะทำให้เราสามารถสร้างโลกที่เป็น Happiness, Sustainovation และ Well Being ได้อย่างสมบูรณ์แบบ”

The post T&B Media Global ประกาศสร้างโลกเสมือน! MQDC พันธมิตรรายแรก เปิดตัวอภิมหาโปรเจกต์ Metaverse Translucia ลงทุนกว่า 10,000 ล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>