Harry Kane Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/harry-kane/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 18 Jul 2026 07:15:30 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 จากสนามรบสู่สนามฟุตบอล เมื่ออังกฤษและฝรั่งเศสกลับมาดวลกันบนแผ่นดินอเมริกาอีกครั้ง https://thestandard.co/england-france-america-battlefield-football/ Sat, 18 Jul 2026 07:15:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1232219 ภาพประกอบนักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษและฝรั่งเศสกำลังแข่งขันกัน

หากย้อนเวลากลับไปเมื่อราว 250 ปีก่อน ไม่มีใครคงจินตนากา […]

The post จากสนามรบสู่สนามฟุตบอล เมื่ออังกฤษและฝรั่งเศสกลับมาดวลกันบนแผ่นดินอเมริกาอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบนักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษและฝรั่งเศสกำลังแข่งขันกัน

หากย้อนเวลากลับไปเมื่อราว 250 ปีก่อน ไม่มีใครคงจินตนาการได้ว่า ดินแดนซึ่งกำลังลุกเป็นไฟจากสงครามประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา จะกลายมาเป็นเวทีที่สองมหาอำนาจยุโรปอย่างอังกฤษและฝรั่งเศส ได้กลับมาพบกันอีกครั้งในฐานะคู่แข่งบนสนามฟุตบอลโลก

 

ย้อนกลับไปในปี 1776 อังกฤษคือผู้ปกครองอาณานิคมทั้ง 13 แห่ง ขณะที่ฝรั่งเศสคือศัตรูหมายเลขหนึ่งของจักรวรรดิอังกฤษในเวทีโลก

 

ทั้งสองฝ่ายไม่ได้ต่อสู้กันเพียงเพื่อดินแดน แต่เพื่ออิทธิพลทางการเมือง เศรษฐกิจ และการกำหนดระเบียบโลกในศตวรรษที่ 18

 

วันนี้สงครามเหล่านั้นจบลงนานแล้ว แต่ค่ำคืนนี้บนสนามฮาร์ด ร็อก สเตเดียม เมืองไมอามี ทั้งสองชาติจะกลับมาสู้กันอีกครั้ง เพียงแต่เปลี่ยนอาวุธจากปืนใหญ่เป็นลูกฟุตบอล

 

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นหลังสงครามเจ็ดปี (Seven Years’ War) สิ้นสุดลงในปี 1763 เมื่อสนธิสัญญาปารีสบังคับให้ฝรั่งเศสสูญเสียดินแดนส่วนใหญ่ในทวีปอเมริกาเหนือให้กับอังกฤษ

 

แม้จะยังเป็นมหาอำนาจของยุโรป แต่ความพ่ายแพ้ครั้งนั้นทิ้งบาดแผลทางภูมิรัฐศาสตร์เอาไว้ไม่น้อย ขณะเดียวกัน อังกฤษกลับต้องเผชิญภาระหนี้มหาศาลจากสงคราม

 

ภาระที่เกิดขึ้นนำไปสู่การขึ้นภาษีอาณานิคมในอเมริกา ซึ่งกลายเป็นชนวนสำคัญที่จุดประกายการต่อต้านของชาวอาณานิคม และท้ายที่สุดนำไปสู่การประกาศอิสรภาพในปี 1776

 

สำหรับฝรั่งเศส การลุกฮือของชาวอเมริกันไม่ใช่เพียงข่าวต่างประเทศ แต่เป็นโอกาสสำคัญที่จะลดอำนาจของศัตรูเก่าอย่างอังกฤษ

 

พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ซึ่งเพิ่งขึ้นครองราชย์ได้ไม่นาน พร้อมด้วยชนชั้นนำฝรั่งเศส ต่างจับตามองแนวคิดเสรีนิยมและอุดมการณ์ยุคเรืองปัญญา ที่กำลังก่อตัวในโลกใหม่

 

พวกเขามองว่าสาธารณรัฐอเมริกันอาจเป็นต้นแบบของระบอบการเมืองยุคใหม่ ขณะเดียวกัน หากอังกฤษต้องสูญเสียอาณานิคมที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง ก็ย่อมหมายถึงการเสียสมดุลอำนาจของยุโรปด้วย

 

นั่นทำให้ฝรั่งเศสค่อย ๆ ขยับจากผู้สังเกตการณ์ มาเป็นผู้สนับสนุนอย่างลับ ๆ ก่อนจะประกาศเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการในปี 1778

 

ความช่วยเหลือของฝรั่งเศสไม่ได้มีเพียงเงินทุนหรืออาวุธ เบนจามิน แฟรงคลิน เดินทางไปปารีสเพื่อเจรจาขอความช่วยเหลือ ขณะที่บุคคลสำคัญอย่าง มาร์กีส์ เดอ ลาฟาแยตต์ อาสาเดินทางข้ามมหาสมุทรมาร่วมรบกับกองทัพของจอร์จ วอชิงตัน

 

ต่อมา นายพลโรชองโบ และพลเรือเอกเดอ กราสส์ นำกองกำลังบกและกองเรือฝรั่งเศสเข้าร่วมในยุทธการยอร์กทาวน์ ปี 1781 ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้อังกฤษต้องยอมจำนน

 

ความร่วมมือระหว่างกองทัพอเมริกันกับฝรั่งเศส กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้สหรัฐอเมริกากลายเป็นประเทศเอกราชในที่สุด

 

ท้ายที่สุด สงครามสิ้นสุดลงด้วยสนธิสัญญาปารีส ค.ศ. 1783 ซึ่งอังกฤษยอมรับอย่างเป็นทางการว่าสหรัฐอเมริกาเป็นรัฐเอกราช และกำหนดพรมแดนของประเทศใหม่ไว้อย่างชัดเจน

 

สนธิสัญญาฉบับนี้ไม่ได้เป็นเพียงเอกสารยุติสงคราม แต่ยังเปลี่ยนดุลอำนาจของโลกตะวันตกอย่างสิ้นเชิง อังกฤษสูญเสียอาณานิคมที่สำคัญที่สุด ขณะที่สหรัฐอเมริกาเข้าสู่เวทีการทูตระหว่างประเทศในฐานะชาติใหม่

 

ส่วนฝรั่งเศส แม้จะมีบทบาทสำคัญในการสร้างชัยชนะ แต่ภาระค่าใช้จ่ายจากสงครามก็กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่นำไปสู่การปฏิวัติฝรั่งเศสในอีกไม่กี่ปีต่อมา

 

เวลาผ่านมากว่าสองศตวรรษ สนามรบในอดีตกลายเป็นมหานครทันสมัยของสหรัฐอเมริกา เมืองต่าง ๆ ที่เคยเป็นสมรภูมิอย่างบอสตัน นิวยอร์ก หรือยอร์กทาวน์ กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์

 

ขณะที่ไมอามี เมืองเจ้าภาพเกมชิงอันดับ 3 ฟุตบอลโลก 2026 คือภาพสะท้อนของอเมริกายุคใหม่ ประเทศที่ถือกำเนิดขึ้นจากสงครามซึ่งอังกฤษและฝรั่งเศสเคยอยู่คนละฝั่ง

 

วันนี้ สหรัฐฯ ไม่ใช่ผู้ถูกแย่งชิงอีกต่อไป แต่กลายเป็นเจ้าภาพที่ต้อนรับทั้งสองชาติให้กลับมาสร้างประวัติศาสตร์ร่วมกันอีกครั้ง ผ่านการแข่งขันกีฬาที่คนทั้งโลกจับตามอง

 

แม้จะเป็นเพียงเกมชิงอันดับ 3 แต่ความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศสบนสนามฟุตบอลก็มีประวัติศาสตร์ยาวนานไม่แพ้การเมือง

 

ทั้งสองพบกันมาแล้ว 32 ครั้ง อังกฤษยังเหนือกว่าด้วยชัยชนะ 17 นัด ขณะที่ฝรั่งเศสชนะ 10 นัด และเสมอ 5 นัด อย่างไรก็ตาม ในช่วงสองทศวรรษหลัง ฝรั่งเศสกลับเป็นฝ่ายที่สร้างบาดแผลให้คู่แข่งบ่อยกว่า

 

โดยเฉพาะชัยชนะ 2-1 ในฟุตบอลโลก 2022 ซึ่งเขี่ยอังกฤษตกรอบก่อนรองชนะเลิศ รวมถึงชัยชนะในเกมอุ่นเครื่องหลายครั้ง ความได้เปรียบทางประวัติศาสตร์ของอังกฤษจึงไม่ได้สะท้อนภาพการแข่งขันยุคปัจจุบันอีกต่อไป

 

อย่างไรก็ตาม เกมคืนนี้กลับมีบรรยากาศที่แตกต่างออกไป เพราะไม่มีทีมใดเดินทางมาถึงไมอามีในฐานะผู้ชนะ อังกฤษเพิ่งถูกอาร์เจนตินาแซงชนะ 2-1 ทั้งที่นำอยู่จนถึงช่วงท้ายเกม ส่วนฝรั่งเศสถูกสเปนเล่นงานอย่างหมดรูปในรอบรองชนะเลิศ

 

ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ ถึงกับพูดตรง ๆ ว่า “อังกฤษไม่อยากเล่นเกมนี้ เราเองก็ไม่อยากเล่นเช่นกัน”

 

คำพูดนั้นอาจสะท้อนความรู้สึกของนักเตะทั้งสองฝั่งได้ดีที่สุด เพราะไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ทุกคนต่างรู้ดีว่าพวกเขาควรจะอยู่ที่รัฐนิวเจอร์ซีย์ในวันรุ่งขึ้น เพื่อเล่นนัดชิงชนะเลิศ ไม่ใช่ที่ไมอามีในเกมปลอบใจ

 

ถึงอย่างนั้นนั้น ฟุตบอลก็มีวิธีมอบความหมายให้กับเกมที่หลายคนคิดว่าไร้ความหมายเสมอ

 

สำหรับฝรั่งเศส นี่คือเกมสุดท้ายของ ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ ในฐานะเฮดโค้ชทีมชาติ หลังรับใช้ทัพ ‘ตราไก่’ มานานกว่าทศวรรษ และคว้าแชมป์โลกทั้งในฐานะนักเตะและผู้จัดการทีม

 

ส่วนอังกฤษ นี่คือโอกาสสุดท้ายของ โธมัส ทูเคิล ที่จะพาทีมจบทัวร์นาเมนต์ด้วยชัยชนะ หลังเพิ่งถูกวิจารณ์อย่างหนักจากการถอยเกมรับจนปล่อยให้อาร์เจนตินากลับมาแซงชนะ

 

นอกจากนี้ ยังมีการลุ้นดาวซัลโวของ คีลิยัน เอ็มบัปเป้, แฮร์รี เคน และ จูด เบลลิงแฮม ซึ่งต่างยังมีโอกาสไล่ลิโอเนล เมสซี ในอันดับผู้ทำประตูสูงสุดของทัวร์นาเมนต์

 

บางที ความน่าสนใจที่สุดของเกมนี้อาจไม่ใช่ผลการแข่งขัน แต่คือการเดินทางของประวัติศาสตร์ จากวันที่อังกฤษและฝรั่งเศสใช้อเมริกาเป็นเวทีแย่งชิงอำนาจทางทหาร สู่วันที่ทั้งสองชาติกลับมาแข่งขันกันในประเทศเดียวกัน ด้วยกติกาที่แฟร์ที่สุดในโลกกีฬา

 

หากในศตวรรษที่ 18 การเผชิญหน้าระหว่างทั้งคู่เปลี่ยนแปลงแผนที่การเมืองโลก ในศตวรรษที่ 21 การดวลกันบนสนามฟุตบอลอาจไม่ได้เปลี่ยนแผนที่โลกอีกแล้ว แต่ยังคงสะท้อนให้เห็นว่า ประวัติศาสตร์ไม่เคยหายไปไหน มันเพียงเปลี่ยนรูปแบบของการแข่งขันเท่านั้น

 

เมื่อเสียงนกหวีดเริ่มต้นเกมดังขึ้นในไมอามี คงไม่มีใครนึกถึงปืนคาบศิลา เรือรบ หรือยุทธการยอร์กทาวน์อีกต่อไป แต่หากมองลึกลงไปฟุตบอลโลกนัดนี้คืออีกบทหนึ่งของเรื่องราวที่เริ่มต้นเมื่อกว่า 250 ปีก่อน บนผืนแผ่นดินเดียวกัน

 

เพียงแต่ครั้งนี้ ไม่มีผู้แพ้ที่ต้องสูญเสียดินแดน ไม่มีจักรวรรดิที่ล่มสลาย มีเพียงสองชาติลูกหนังที่ต้องการปิดฉากฟุตบอลโลกด้วยศักดิ์ศรีก่อนหันหลังกลับบ้าน

 

พร้อมทิ้งอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ไว้บนแผ่นดินที่ครั้งหนึ่งเคยเปลี่ยนชะตาของทั้งโลก

 

 

ภาพ: FIFA / Getty Images

อ้างอิง:

 

The post จากสนามรบสู่สนามฟุตบอล เมื่ออังกฤษและฝรั่งเศสกลับมาดวลกันบนแผ่นดินอเมริกาอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบ็คแฮมรับ Legacy Cap ครบ 115 นัด ก่อนอังกฤษ พบ นอร์เวย์ https://thestandard.co/beckham-legacy-cap-england/ Mon, 13 Jul 2026 03:55:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1229932 เดวิด เบ็คแฮม รับมอบ Legacy Cap จากแฮร์รี เคน

เซอร์ เดวิด เบ็คแฮม ตำนานทีมชาติอังกฤษ รับมอบ Legacy Ca […]

The post เบ็คแฮมรับ Legacy Cap ครบ 115 นัด ก่อนอังกฤษ พบ นอร์เวย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เดวิด เบ็คแฮม รับมอบ Legacy Cap จากแฮร์รี เคน

เซอร์ เดวิด เบ็คแฮม ตำนานทีมชาติอังกฤษ รับมอบ Legacy Cap เพื่อเชิดชูผลงานการลงสนามรับใช้ชาติครบ 115 นัด จาก แฮร์รี เคน กัปตันทีมชาติอังกฤษ ระหว่างที่ทัพ “สิงโตคำราม” ใช้ศูนย์ฝึกของ อินเตอร์ ไมอามี เตรียมความพร้อมก่อนเกมฟุตบอลโลก 2026 รอบก่อนรองชนะเลิศ ซึ่งเอาชนะ นอร์เวย์ 2-1

 

เบ็คแฮม ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ้าของร่วมของ อินเตอร์ ไมอามี ให้การต้อนรับ โธมัส ทูเคิ่ล และนักเตะทีมชาติอังกฤษ ก่อนที่ เคน จะมอบ Legacy Cap หมายเลข 1078 ให้ พร้อมยกย่องอดีตกัปตันทีมชาติว่าเป็นแรงบันดาลใจของนักเตะหลายรุ่น

 

เคน กล่าวว่า “คุณคือแบบอย่างของผมและนักเตะอีกหลายคน ทุกครั้งที่สวมเสื้อทีมชาติ คุณแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ความหลงใหล และความเป็นผู้นำ คุณคือหนึ่งในนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอังกฤษ”

 

ด้าน เบ็คแฮม กล่าวขอบคุณพร้อมส่งกำลังใจถึงทีมชุดปัจจุบัน “พวกคุณกำลังทำให้ทุกคนที่บ้านภาคภูมิใจ ทั้งจากผลงานในสนามและนอกสนาม ขอให้เดินหน้าต่อไป”

 

ทั้งนี้ เบ็คแฮม ลงเล่นให้ทีมชาติอังกฤษ 115 นัด ตลอด 13 ปี โดยปัจจุบันมีเพียง ปีเตอร์ ชิลตัน, เวย์น รูนีย์ และ แฮร์รี เคน ที่ลงสนามรับใช้ทีมชาติมากกว่าเขา

 

อ้างอิง

 

ภาพ: Claudio Villa / Getty Images

The post เบ็คแฮมรับ Legacy Cap ครบ 115 นัด ก่อนอังกฤษ พบ นอร์เวย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อีกเพียงก้าวเดียวฟุตบอลจะกลับบ้าน แต่อังกฤษดีพอจะไปถึงตรงนั้นจริงหรือไม่ https://thestandard.co/england-world-cup-semi-final-bellingham/ Sun, 12 Jul 2026 03:15:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1229624 จูด เบลลิงแฮม และ แฮร์รี เคน สองนักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษกำลังทักทายแฟนบอลในสนาม

มีบางช่วงเวลาในฟุตบอลที่ผลการแข่งขันสำคัญกว่าวิธีการ แล […]

The post อีกเพียงก้าวเดียวฟุตบอลจะกลับบ้าน แต่อังกฤษดีพอจะไปถึงตรงนั้นจริงหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จูด เบลลิงแฮม และ แฮร์รี เคน สองนักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษกำลังทักทายแฟนบอลในสนาม

มีบางช่วงเวลาในฟุตบอลที่ผลการแข่งขันสำคัญกว่าวิธีการ และมีบางค่ำคืนที่ชัยชนะไม่ได้เกิดขึ้นจากการเล่นเหนือกว่าคู่แข่งตลอด 90 นาที หากเกิดจากการไม่ยอมแพ้ในวันที่ทีมเล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐานของตัวเอง

 

เกมที่อังกฤษแซงเอาชนะนอร์เวย์ 2-1 หลังต่อเวลาพิเศษในรอบก่อนรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 คือค่ำคืนแบบนั้นอย่างชัดเจน

 

พวกเขาไม่ได้ควบคุมเกมอย่างเบ็ดเสร็จ ไม่ได้สร้างโอกาสเป็นชุด และไม่ได้ทำให้นอร์เวย์ดูเป็นทีมที่อยู่ต่ำกว่าบนเวทีระดับโลก ตรงกันข้าม อังกฤษถูกกดดัน ถูกบังคับให้เปลี่ยนแผนหลายครั้ง และเกือบต้องจ่ายราคาจากความผิดพลาดของตัวเอง

 

แต่สุดท้ายพวกเขายังอยู่ในทัวร์นาเมนต์ และอยู่ห่างจากนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกเพียงชัยชนะเดียว

 

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า อังกฤษผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศได้อย่างไร แต่คือพวกเขาเข้าใกล้การ “พาฟุตบอลกลับบ้าน” มากพอที่จะทำให้คนทั้งประเทศเชื่อได้จริงหรือยัง

 

เพราะหากมองจากระยะทาง อังกฤษเหลืออีกเพียงสองเกมเท่านั้น แต่หากมองจากคุณภาพของคู่แข่งและรายละเอียดของฟอร์มการเล่น เส้นทางที่เหลืออาจยาวกว่านั้นมาก

 

โธมัส ทูเคิล ไม่ได้พยายามปกปิดปัญหาหลังเกม เขายอมรับตรงๆ ว่าอังกฤษสมควรผ่านเข้ารอบจากสภาพจิตใจ ความมุ่งมั่น และความสามารถในการหาทางชนะ แต่ในฐานะโค้ช เขายังไม่พอใจกับสิ่งที่เห็น เพราะทีมของเขาต้องเล่นให้ดีกว่านี้

 

คำพูดนั้นมีความหมายมากกว่าการถ่อมตัวตามมารยาท มันสะท้อนว่าทูเคิลมองเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้ผลการแข่งขัน

 

อังกฤษผ่านด่านนอร์เวย์มาได้ แต่ไม่ได้ควบคุมสถานการณ์อย่างที่ทีมเต็งแชมป์ควรทำ และในหลายช่วง พวกเขาดูเหมือนทีมที่รอให้ผู้เล่นระดับโลกช่วยสร้างคำตอบ มากกว่าจะเป็นทีมที่สร้างคำตอบผ่านระบบของตัวเอง

 

นอร์เวย์เริ่มต้นเกมด้วยการตั้งรับลึก ปิดพื้นที่ตรงกลาง และบังคับให้อังกฤษครองบอลอยู่หน้าบล็อกโดยไม่สามารถเจาะเข้าไปสร้างโอกาสชัดเจนได้ แฮร์รี เคน ต้องถอยต่ำเพื่อสัมผัสบอล นอนี มาดูเอเก ไม่สามารถสร้างความแตกต่างทางริมเส้น

 

ขณะที่การเคลื่อนที่ของกองกลางอังกฤษยังช้าเกินกว่าจะดึงแนวรับคู่แข่งออกจากตำแหน่งได้ เกมดำเนินไปด้วยจังหวะอึดอัดภายใต้อากาศร้อนและความชื้นสูงในไมอามี ก่อนที่ความผิดพลาดเล็กๆ จะค่อยๆ เปิดประตูให้นอร์เวย์กลับเข้าสู่เกม

 

เมื่อ อันเดรียส เชลเดอรุป ยิงหรือเปิดบอลด้วยเท้าซ้ายจากริมกรอบเขตโทษ ก่อนบอลลอยเสียบเสาไกลผ่าน จอร์แดน พิคฟอร์ด เข้าไป อังกฤษไม่ได้แค่ตกเป็นฝ่ายตามหลัง แต่ยังสูญเสียความมั่นคงในเกมไปพร้อมกัน

 

นอร์เวย์เริ่มกล้าเพรสสูงขึ้น เออร์ลิง ฮาลันด์ ได้โอกาสเล่นงานแนวรับ และ มาร์ติน โอเดการ์ด เริ่มสร้างจังหวะในพื้นที่ระหว่างไลน์

 

อังกฤษที่ควรเป็นฝ่ายกำหนดเกมกลับต้องพยายามเอาตัวรอดจากแรงกดดันของคู่แข่ง และหากไม่ได้การอ่านเกมของ จอห์น สโตนส์ ในบางจังหวะ พวกเขาอาจเสียประตูที่สองก่อนจะได้โอกาสกลับมา

 

แล้ว จูด เบลลิงแฮม ก็ปรากฏตัวขึ้น ประตูตีเสมอของเขาก่อนหมดครึ่งแรกอาจดูเหมือนเป็นเพียงการวิ่งสอดขึ้นมาในพื้นที่ว่าง แต่สิ่งที่ทำให้จังหวะนั้นพิเศษคือการอ่านเกม ความเร็วในการตัดสินใจ และความเชื่อมั่นว่าพื้นที่จะเปิดขึ้นก่อนที่คนอื่นจะมองเห็น

 

แอนโธนี กอร์ดอน รับบอลทางซ้ายและจ่ายเข้าด้านใน เบลลิงแฮมเร่งความเร็วผ่านแนวรับนอร์เวย์ ก่อนยิงเรียดสวนทางนายทวารเข้าไปอย่างเด็ดขาด

 

มันเป็นประตูที่เปลี่ยนความรู้สึกของเกม และอาจช่วยอังกฤษจากการต้องเข้าสู่ช่วงพักครึ่งด้วยความตื่นตระหนกมากกว่านี้

 

อย่างไรก็ตาม ประตูตีเสมอไม่ได้ทำให้อังกฤษดีขึ้นทันที ทูเคิลเปลี่ยน เดแคลน ไรซ์ ซึ่งสภาพร่างกายไม่สมบูรณ์ออก พร้อมส่ง บูกาโย ซากา และ เอเบเรชี เอเซ ลงสนาม

 

แต่การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นกลับทำให้โครงสร้างแดนกลางเสียสมดุล เอลเลียต แอนเดอร์สัน ต้องถอยลงมายืนต่ำ ขณะที่เบลลิงแฮมถูกดึงลงมาเล่นในบทบาทหมายเลข 8 ซึ่งลดอิทธิพลของเขาในพื้นที่สุดท้าย

 

นอร์เวย์จึงเป็นฝ่ายครองเกมได้มากกว่าในครึ่งหลัง และเกือบขึ้นนำอีกครั้งจากลูกตั้งเตะ ก่อนประตูของ ทอร์บยอร์น เฮกเกม จะถูกยกเลิกเพราะฮาลันด์ผลักแอนเดอร์สันก่อนบอลถูกเปิดเข้ามา

 

สำหรับอังกฤษ นั่นคือหนึ่งในหลายจังหวะที่โชคยืนอยู่ข้างพวกเขา ประตูของเบลลิงแฮมในครึ่งแรกก็ถูกนอร์เวย์ประท้วงว่าบอลอาจสัมผัสสายเคเบิลของกล้องเหนือสนามก่อนมาถึงเท้าของแอนเดอร์สัน

 

แม้ฟีฟ่ายืนยันจากข้อมูลชิปในลูกบอลว่าไม่มีการสัมผัสเกิดขึ้น ขณะที่จังหวะประตูของนอร์เวย์ในครึ่งหลังก็ถูกริบคืนหลังการตรวจสอบของ VAR

 

ทูเคิลยอมรับเองว่าอังกฤษมีโชคในช่วงเวลาสำคัญ และในฟุตบอลทัวร์นาเมนต์ โชคอาจเป็นส่วนประกอบที่ทีมแชมป์ทุกทีมต้องมี แต่ไม่มีทีมใดสามารถฝากอนาคตไว้กับมันได้ตลอดเส้นทาง

 

เมื่อเกมเข้าสู่ช่วงต่อเวลาพิเศษ อังกฤษกลับมามีจังหวะที่ดีขึ้นอีกครั้ง ซากาเริ่มสร้างอันตรายจากริมเส้น เคนมีโอกาสโหม่งที่ถูก ออร์ยาน นีลันด์ ปัดออกไป

 

และ มอร์แกน โรเจอร์ส ซึ่งถูกส่งลงมาในช่วงท้ายเกมปกติ ช่วยให้ทีมมีพลังในการพาบอลและรักษาการครอบครองมากขึ้น ก่อนที่ลูกยิงของเขาจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของประตูชัย นีลันด์รับบอลกระฉอก และเบลลิงแฮมตอบสนองเร็วกว่าทุกคน พุ่งเข้าซ้ำบอลเข้าไปเป็นประตูที่สองของตัวเองในเกม และประตูที่หกของเขาในฟุตบอลโลกครั้งนี้

 

หากอังกฤษกำลังเดินทางเข้าใกล้แชมป์โลก เบลลิงแฮมก็คือคนที่กำลังลากพวกเขาไปข้างหน้าชัดเจนที่สุด เขาไม่ได้แค่ยิงประตูสำคัญ แต่ยังกลายเป็นศูนย์รวมทางอารมณ์ของทีม เป็นคนที่ดูเหมือนจะเชื่ออยู่เสมอว่าตัวเองสามารถเปลี่ยนเกมได้ ไม่ว่าสถานการณ์จะกดดันเพียงใด

 

ในเกมกับเม็กซิโก เขายิงสองประตูและช่วยทีมเอาตัวรอดหลังเหลือ 10 คน ในเกมนี้เขาทำอีกสองประตูเพื่อพาอังกฤษผ่านนอร์เวย์ และตลอดหกเกม เขาคว้ารางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำแมตช์ไปแล้วถึงสี่ครั้ง

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ เบลลิงแฮมไม่ได้แสดงออกเหมือนผู้เล่นที่ต้องการให้ทุกอย่างหมุนรอบตัวเองอีกต่อไป เขาพูดถึงความเหนื่อยล้า ความเสียสละของเพื่อนร่วมทีม และคุณค่าของการชนะมากกว่าความสำเร็จส่วนบุคคล

 

เขายอมรับว่าอังกฤษไม่ได้เล่นฟุตบอลที่สวยงาม แต่เรียกเกมนี้ว่า ‘มาสเตอร์คลาสในอีกแบบหนึ่ง’ คือมาสเตอร์คลาสด้านการต่อสู้ ความอดทน และการทุ่มทุกอย่างที่มีลงไปในสนาม

 

ภาพดังกล่าวทำให้เบลลิงแฮมไม่ได้เป็นเพียงนักเตะพรสวรรค์สูง แต่กำลังเติบโตเป็นผู้นำที่อังกฤษอาจฝากความหวังไว้ได้อย่างแท้จริง

 

แต่คำถามยังคงอยู่ อังกฤษสามารถเป็นแชมป์โลกด้วยการพึ่งพาความยอดเยี่ยมของผู้เล่นรายบุคคลได้หรือไม่

 

คำตอบคือเป็นไปได้ เพราะฟุตบอลทัวร์นาเมนต์จำนวนมากถูกตัดสินด้วยช่วงเวลาของนักเตะระดับโลก ทีมแชมป์ไม่จำเป็นต้องเล่นดีที่สุดทุกเกม แต่ต้องมีผู้เล่นที่สามารถทำสิ่งพิเศษได้ในวันที่ระบบติดขัด

 

อังกฤษมีเบลลิงแฮมที่กำลังอยู่ในฟอร์มระดับโลก มีเคนที่แม้เงียบในเกมนี้แต่ยิงไปแล้วหกประตู และยังมีซากา, กอร์ดอน, โรเจอร์ส รวมถึงผู้เล่นสำรองอีกหลายคนที่สามารถเปลี่ยนจังหวะการแข่งขันได้ หากมองเฉพาะคุณภาพรายบุคคล อังกฤษไม่ด้อยกว่าทีมใดที่เหลืออยู่

 

อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างระหว่าง “มีโอกาสเป็นแชมป์” กับ “ดีพอจะเป็นแชมป์” อยู่ที่ความสามารถในการทำให้คุณภาพเหล่านั้นทำงานร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ

 

อังกฤษผ่าน ดีอาร์ คองโก ด้วยสองประตูช่วงท้ายของเคน ผ่านเม็กซิโกด้วยการตั้งรับอย่างกล้าหาญหลังเหลือ 10 คน และผ่านนอร์เวย์ด้วยสองประตูจากเบลลิงแฮม นั่นสะท้อนถึงสภาพจิตใจอันยอดเยี่ยม แต่ขณะเดียวกันก็สะท้อนว่าพวกเขายังไม่สามารถสร้างเกมที่ควบคุมได้อย่างต่อเนื่อง

 

ทูเคิลเองดูจะเข้าใจเรื่องนี้ดีที่สุด เขาไม่ได้ฉลองชัยชนะด้วยคำพูดที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ แต่กลับย้ำว่าทีมต้องเล่นให้ดีกว่าเดิม

 

เขายอมรับว่าการเปลี่ยนตัวช่วยอังกฤษได้ และผู้เล่นระดับโลกช่วยพาทีมผ่านช่วงยากลำบาก แต่ในฐานะทีม พวกเขายังห่างจากภาพที่เขาต้องการเห็น

 

การถอดไรซ์ออกทำให้แดนกลางเสียสมดุล การใช้เอเซในบทบาทหมายเลข 10 ไม่ได้สร้างผลกระทบที่คาดหวัง และทูเคิลต้องปรับตำแหน่งผู้เล่นหลายครั้ง ทั้งส่ง รีซ เจมส์ ไปยืนกองกลางก่อนย้ายกลับแบ็กขวา ใช้ เจด สเปนซ์ ทางซ้าย และให้โรเจอร์สลงมาช่วยรักษาบอล

 

ชัยชนะจึงเกิดจากการแก้สถานการณ์เฉพาะหน้า มากกว่าการดำเนินไปตามแผนที่วางไว้ตั้งแต่ต้น แต่บางที นี่อาจเป็นคุณสมบัติของทีมแชมป์เช่นกัน

 

ทีมที่ไปถึงปลายทางไม่จำเป็นต้องเดินด้วยเส้นตรงเสมอไป สิ่งสำคัญคือพวกเขาต้องไม่หยุดเดิน อังกฤษชุดนี้ยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่มีสิ่งที่หลายทีมขาด นั่นคือความเชื่อว่าต่อให้เกมผิดไปจากแผน พวกเขายังสามารถหาหนทางกลับมาได้

 

นักเตะไม่ตื่นตระหนกเมื่อเสียประตู ไม่ยอมแพ้เมื่อร่างกายหมดแรง และไม่เสียศูนย์เมื่อเกมเต็มไปด้วยคำตัดสินที่สร้างความไม่แน่นอน

 

พวกเขาเหลืออีกหนึ่งชัยชนะเพื่อเข้าสู่นัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1966 และเหลืออีกสองชัยชนะเพื่อทำให้เพลง “Football’s Coming Home” ไม่ใช่เพียงบทเพลงแห่งความหวังที่ถูกเปิดซ้ำทุกสองปีอีกต่อไป

 

แต่คู่แข่งในรอบรองชนะเลิศจะเป็นอาร์เจนตินาแชมป์เก่า หรือสวิตเซอร์แลนด์ที่มีระบบแน่นอนและลงโทษความผิดพลาดได้ดี ไม่ว่าพบใคร อังกฤษจะไม่สามารถฝากทุกอย่างไว้กับปาฏิหาริย์จากเบลลิงแฮมหรือเคนได้ตลอดไป

 

เพราะเมื่อการแข่งขันเดินทางมาถึงรอบสี่ทีมสุดท้าย ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจไม่มีโอกาสให้แก้ตัว และโชคที่เคยช่วยไว้ในเกมก่อนอาจเปลี่ยนข้างได้ทุกเมื่อ

 

อังกฤษจึงอยู่ใกล้การพาฟุตบอลกลับบ้านมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ แต่ระยะทางสองเกมสุดท้ายไม่สามารถวัดด้วยจำนวนกิโลเมตรหรือรอบการแข่งขันได้ มันวัดด้วยรายละเอียดเล็กๆ ตั้งแต่ความฟิตของไรซ์ ความสมดุลในแดนกลาง ความสามารถในการควบคุมเกม ไปจนถึงการที่นักเตะคนอื่นจะช่วยแบ่งเบาภาระจากเบลลิงแฮมและเคนได้มากแค่ไหน

 

พวกเขามีดีพอจะเป็นแชมป์หรือไม่ คำตอบในเวลานี้คือ “มีดีพอที่จะเชื่อ” แต่ยังไม่ดีพอที่จะมั่นใจ

 

สิ่งที่แน่นอนคือ อังกฤษชุดนี้ไม่จำเป็นต้องเล่นดีที่สุดเพื่อชนะ และไม่ยอมตายง่ายๆ เมื่อเกมไม่เป็นใจ คุณสมบัติสองอย่างนี้พาพวกเขามาถึงรอบรองชนะเลิศแล้ว

 

หากทูเคิลสามารถเติมคุณภาพการเล่นให้สมกับสภาพจิตใจที่แข็งแกร่ง หากระบบของทีมเริ่มทำงานได้ดีเท่ากับซูเปอร์สตาร์ของพวกเขา และหากเบลลิงแฮมยังคงปรากฏตัวในช่วงเวลาที่ประเทศต้องการเขามากที่สุด

 

บางที ฟุตบอลอาจไม่ได้อยู่ไกลจากบ้านอย่างที่หลายคนเคยคิดอีกต่อไป

 

ภาพ: Martin Rickett – PA Images / Getty Images

อ้างอิง:

 

 

The post อีกเพียงก้าวเดียวฟุตบอลจะกลับบ้าน แต่อังกฤษดีพอจะไปถึงตรงนั้นจริงหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Liam Gallagher พร้อมบินไปร้องเพลง Wonderwall ถ้าอังกฤษเข้ารอบชิงฟุตบอลโลกที่อเมริกา https://thestandard.co/liam-gallagher-wonderwall-england-world-cup/ Wed, 08 Jul 2026 03:50:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1228010 เลียม กัลลาเกอร์ กำลังแสดงคอนเสิร์ตบนเวที

ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าเพลงสุดอมตะของวง Oasis […]

The post Liam Gallagher พร้อมบินไปร้องเพลง Wonderwall ถ้าอังกฤษเข้ารอบชิงฟุตบอลโลกที่อเมริกา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลียม กัลลาเกอร์ กำลังแสดงคอนเสิร์ตบนเวที

ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าเพลงสุดอมตะของวง Oasis จากปี 1995 อย่าง Wonderwall จะกลายเป็นเพลงประจำทีมชาติอังกฤษสำหรับงานฟุตบอลโลกครั้งนี้ เพราะก่อนหน้านี้เหล่านักเตะและแฟนๆ ของทีมฟุตบอลอังกฤษร่วมร้องเพลงนี้ในสนาม หลังจากจบการแข่งขันนัดล่าสุด ซึ่งคลิปวิดีโอการร้องเพลงนี้ก็เป็นไวรัลไปทั่วโลกโซเชียลมีเดียอีกด้วย

 

ดังนั้นฟรอนต์แมนของวงอย่าง Liam Gallagher จึงออกมาพูดคุยกับแฟนๆ เกี่ยวกับเพลงนี้ผ่านแอปพลิเคชัน X พร้อมเผยว่าเขาพร้อมที่จะบินไปสนามกีฬาที่นิวยอร์กและร้องเพลงนี้สดๆ ถ้าหากอังกฤษเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ

 

โดยแฟนเพลงคนหนึ่งเมนชันหาเขาว่า ‘มันจำเป็นมาก’ ที่เขาจะต้องบินไปที่นั่นและร้องเพลง Wonderwall ที่สนาม ก่อนที่ Liam Gallagher จะตอบว่าตัวเขาเองก็คิดจะทำแบบนั้น “เรามารอดูกัน ผมพร้อมแล้ว”

 

ในขณะเดียวกัน ศิลปินผู้เป็นพี่ชายอย่าง Noel Gallagher ก็ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสของเพลงนี้เช่นเดียวกันว่า เขาอยากให้เพลงนี้เป็นเพลงประจำทีมชาติอังกฤษสำหรับฟุตบอลโลกในปี 2026 พร้อมย้ำว่าเพลงนี้เป็นของประชาชน และเขาก็ยังยอมรับว่า เขาแทบไม่อยากเชื่อว่านักเตะรุ่นใหม่อย่าง Jude Bellingham จะรู้จักเนื้อเพลงนี้จริงๆ

 

ไม่เพียงเท่านั้น นักเตะอย่าง Harry Kane ก็ยังพูดถึงโมเมนต์ที่พวกเขาร่วมร้องเพลงนี้ด้วยกันหลังได้รับชัยชนะรอบก่อนหน้านี้ว่ามันเป็นโมเมนต์ที่พวกเขารู้สึกเชื่อมโยงกับแฟนๆ และรู้สึกว่าเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญมากสำหรับทัวร์นาเมนต์ใหญ่เช่นนี้

 

“มันคือความผูกพันทางใจที่เรามีกับแฟนๆ เรารู้ดีว่านี่มีความหมายแค่ไหนกับพวกเขา พวกเขาเองก็รู้ว่ามันมีความหมายอย่างไรกับเรา เรามีความผูกพันแบบนั้นร่วมกัน ณ เวลานี้”

 

 

 

อ้างอิง:

The post Liam Gallagher พร้อมบินไปร้องเพลง Wonderwall ถ้าอังกฤษเข้ารอบชิงฟุตบอลโลกที่อเมริกา appeared first on THE STANDARD.

]]>
อังกฤษ กับบททดสอบที่ยากที่สุดในนรกอัซเตกา กับการเอาตัวรอดแบบ ‘ทีมลุ้นแชมป์’ https://thestandard.co/england-mexico-azteca-survival-world-cup/ Mon, 06 Jul 2026 05:44:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1227137 จูด เบลลิงแฮม นักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษ กำลังฉลองประตูร่วมกับเพื่อนร่วมทีม

หากทีมที่หวังคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกต้องมีบทพิสูจน์สักเกมหนึ […]

The post อังกฤษ กับบททดสอบที่ยากที่สุดในนรกอัซเตกา กับการเอาตัวรอดแบบ ‘ทีมลุ้นแชมป์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จูด เบลลิงแฮม นักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษ กำลังฉลองประตูร่วมกับเพื่อนร่วมทีม

หากทีมที่หวังคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกต้องมีบทพิสูจน์สักเกมหนึ่ง ก่อนจะไปถึงปลายทาง อังกฤษของ โธมัส ทูเคิล อาจเพิ่งผ่านบททดสอบที่หนักที่สุดมาแล้ว

 

ชัยชนะ 3-2 เหนือเจ้าภาพร่วม เม็กซิโก ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ไม่ใช่เกมที่สวยงามที่สุดของอังกฤษ และอาจไม่ใช่เกมที่พวกเขาควบคุมทุกอย่างได้ แต่กลับเป็นเกมที่สะท้อนตัวตนของทีมชุดนี้ได้ชัดเจนที่สุด

 

จากการนำ 2-0 กลายเป็น 2-1 จากนั้นต้องเหลือผู้เล่นเพียง 10 คนตั้งแต่นาทีที่ 54 ก่อนจะยิงหนีเป็น 3-1 ถูกไล่มาอีกครั้งเป็น 3-2 และต้องเล่นร่วม 40 นาทีท่ามกลางเสียงกดดันของแฟนบอลกว่าแปดหมื่นชีวิตในเอสตาดิโอ อัซเตกา

 

สุดท้าย อังกฤษก็เอาตัวรอดได้ และนั่นอาจสำคัญกว่าคำว่าชนะเสียอีก

 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ข้อครหาของทีมชาติอังกฤษในทัวร์นาเมนต์ใหญ่คือ เมื่อเกมไม่เป็นใจ พวกเขามักหาทางกลับมาไม่ได้ แต่ภายใต้การคุมทีมของทูเคิล ภาพนั้นกำลังเปลี่ยนไป

 

อังกฤษไม่ได้ชนะเพราะเล่นเหนือกว่าเม็กซิโกตลอด 90 นาที พวกเขาชนะเพราะรู้ว่าจะต้องเล่นอย่างไรในแต่ละช่วงเวลาของเกม

 

ช่วงแรก อังกฤษ พยายามปรับตัวกับสภาพแวดล้อมของอัซเตกา ทั้งความสูงเหนือระดับน้ำทะเล สภาพอากาศ และพลังของแฟนเจ้าถิ่น พวกเขาไม่ได้เร่งเกม แต่ค่อย ๆ ประคองจังหวะ รอให้ร่างกายปรับตัว ก่อนเริ่มเล่นในแบบที่ตัวเองต้องการ

 

จังหวะได้ประตูแรกคือภาพสะท้อนแนวคิดของทูเคิลอย่างชัดเจน เริ่มจาก จอร์แดน พิคฟอร์ด รับบอลได้ ก่อนรีบปล่อยให้ เดแคลน ไรซ์ ลากทะลุกลางสนามกว่า 60 หลา บอลถูกส่งต่อถึง บูกาโย ซากา ที่เอาชนะตัวประกบทางริมเส้น ก่อนเปิดเข้ากลางให้ จูด เบลลิงแฮม โหม่งเข้าไป จากเกมรับสู่ประตู ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที

 

สองนาทีต่อมา อังกฤษก็ลงโทษความผิดพลาดของเม็กซิโกอีกครั้ง แย่งบอลได้สูง เบลลิงแฮมเล่นชิ่งกับ แฮร์รี เคน ก่อนสอดเข้าไปยิงเป็น 2-0

 

นี่คือฟุตบอลแบบทูเคิล ที่ไม่จำเป็นต้องครองบอลมากที่สุด แต่ต้องเปลี่ยนทุกช่วงเวลาที่ได้เปรียบให้กลายเป็นโอกาสทำประตูให้ได้

 

อย่างไรก็ตาม เกมฟุตบอลโลกไม่เคยง่าย โดยเฉพาะเมื่อคุณเล่นต่อหน้าแฟนบอลเจ้าภาพ เม็กซิโกตีไข่แตกก่อนหมดครึ่งแรกจาก ฮูเลียน กีโญเนส ทำให้โมเมนตัมเปลี่ยนทันที เสียงเชียร์จากทั้งสนามกลับมาอีกครั้ง และอังกฤษเริ่มถูกกดดันอย่างหนัก

 

จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดเกิดขึ้นในนาทีที่ 54 เมื่อ จาร์เรลล์ ควอนซาห์ เข้าสกัด เฆซุส กายาร์โด ด้วยการเปิดปุ่มสูง ผู้ตัดสินได้รับสัญญาณจาก VAR ก่อนเปลี่ยนจากใบเหลืองเป็นใบแดง

 

จากทีมที่กำลังนำอยู่ อังกฤษต้องเล่นมากกว่าครึ่งชั่วโมงด้วยผู้เล่นเพียง 10 คน และตรงนี้เองที่แสดงให้เห็นความแตกต่างของโธมัส ทูเคิล

 

กุนซือบางคนอาจเลือกเปิดเกมแลกต่อ เพราะยังนำอยู่ แต่ทูเคิลเลือกสิ่งที่ตรงกันข้าม เพราะการเปลี่ยนตัวครั้งแรกของเขาคือส่ง จอห์น สโตนส์ ลงสนามเพื่อปรับโครงสร้างเกมรับใหม่ให้ เอซรี คอนซา ขยับไปเล่นแบ็กขวา และลดพื้นที่ระหว่างแนวรับกับแดนกลางให้แคบลง

 

อังกฤษไม่ได้พยายามครองบอลเพื่อหนีเกม พวกเขายอมไม่มีบอล แต่จัดระเบียบเกมรับอย่างสมบูรณ์ ขณะเดียวกัน ทูเคิลยังเหลือ “อาวุธ” สำหรับโต้กลับไว้หนึ่งชิ้น นั่นคือ แอนโธนี กอร์ดอน

 

แทนที่จะให้ทุกคนลงมาตั้งรับหมด เขาปล่อยให้กอร์ดอนยืนสูง คอยวิ่งไล่บอลยาวและกดดันแนวรับเม็กซิโก ซึ่งนั่นทำให้ผลลัพธ์เกิดขึ้นทันที

 

พิคฟอร์ดเปิดบอลยาวขึ้นหน้า เคนเข้าแย่งบอล ก่อนที่กอร์ดอนจะสปีดเข้าไปถึงบอลก่อน ราอูล รานเคล ผู้รักษาประตูเม็กซิโก จนถูกทำฟาวล์เป็นจุดโทษ และเคนรับหน้าที่สังหารไม่พลาด อังกฤษหนีเป็น 3-1

 

นี่คือรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ทำให้เห็นว่า ทูเคิลไม่ได้คิดเพียงเกมรับ แต่คิดถึง “ทางออก” ของทีมในช่วงที่เสียเปรียบด้วย

 

แม้เม็กซิโกจะไล่มาเป็น 3-2 จากจุดโทษของ ราอูล ฮิเมเนซ หลังเคนไปเตะโดน ไบรอัน กูตีเอร์เรซ แต่หลังจากนั้น อังกฤษกลับยิ่งแสดงให้เห็นถึงวินัยทางแท็กติกที่น่าประทับใจ

 

ทูเคิลส่ง แดน เบิร์น ลงมา เพิ่มความสูงในกรอบเขตโทษ พร้อมด้วย เจด สเปนซ์ ทางฝั่งซ้าย ทำให้ระบบถูกเปลี่ยนเป็น 5-3-1 หรือบางช่วงแทบจะเป็น 5-4-0 ในตอนนั้น ทุกคนอยู่หลังบอล แต่ทุกคนก็มีหน้าที่ชัดเจน

 

เม็กซิโกเปิดบอลเข้าเขตโทษถึง 49 ครั้ง แต่แทบไม่สามารถสร้างโอกาสแบบจะแจ้งได้ อังกฤษยอมให้คู่แข่งเปิดจากด้านข้าง เพราะมั่นใจว่าตัวเองจะชนะลูกกลางอากาศ

 

แดน เบิร์น โหม่งสกัดแทบทุกลูก ขณะที่มาร์ก เกฮี และ คอนซา คอยเก็บจังหวะสอง ส่วนสโตนส์ใช้ประสบการณ์คุมไลน์เกมรับ ส่วนพิคฟอร์ดเล่นหนึ่งในเกมที่ดีที่สุดของตัวเองกับทีมชาติ ทั้งการเซฟลูกโหม่งของฮิเมเนซ การออกมาตัดลูกเปิด และการสั่งการแนวรับตลอดทั้งเกม

 

ฟุตบอลอาจมีฮีโร่จากการยิงประตู แต่ค่ำคืนนี้ อังกฤษมีฮีโร่จากการป้องกันประตูไม่แพ้กัน

 

อีกคนที่ต้องกล่าวถึงคือ จูด เบลลิงแฮม สองประตูในครึ่งแรกทำให้เขาได้รับคำชมอยู่แล้ว แต่สิ่งที่สะท้อนความเป็นผู้นำมากกว่าคือจังหวะวิ่งกลับมาสกัดลูกอันตรายหน้าประตูตัวเองก่อนหมดครึ่งแรก

 

เกมนี้ เบลลิงแฮมไม่ได้เป็นเพียงนักเตะที่เก่งที่สุดของอังกฤษ เขาเป็นผู้นำทั้งในเกมรุกและเกมรับ

 

ขณะที่เคน แม้จะเสียจุดโทษจากจังหวะเข้าสกัดผิดเวลา แต่ก็ยังตอบแทนทีมด้วยหนึ่งประตู หนึ่งแอสซิสต์ และการทำงานหนักในฐานะกองหน้าตัวเป้าที่ต้องวิ่งไล่บอลแทบทุกจังหวะ

 

หลังจบเกม ทูเคิลเลือกวิจารณ์การทำหน้าที่ของผู้ตัดสินอย่างรุนแรง โดยมองว่ามาตรฐานการตัดสินยังไม่ดีพอ แม้หลายฝ่ายจะเห็นว่าทั้งใบแดงของควอนซาห์และสองจุดโทษเป็นการตัดสินที่ถูกต้องตามกติกา

 

ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ อังกฤษไม่ปล่อยให้การตัดสินของกรรมการมาเป็นข้ออ้าง พวกเขาปรับตัว และหาวิธีชนะให้ได้ ซึ่งนั่นคือคุณสมบัติของทีมใหญ่

 

ฟุตบอลโลกไม่ได้มีแต่เกมที่คุณเหนือกว่าคู่แข่ง หลายครั้ง ทีมที่จะเป็นแชมป์คือทีมที่รู้วิธีเอาตัวรอดในวันที่ทุกอย่างไม่เป็นใจ

 

อังกฤษเคยถูกตั้งคำถามเรื่องสภาพจิตใจ ความเด็ดขาด และการรับมือกับความกดดันในเกมน็อกเอาต์มาตลอดหลายทศวรรษ

 

แต่ค่ำคืนที่อัซเตกา พวกเขาแสดงให้เห็นสิ่งที่แตกต่างออกไป

 

พวกเขาอดทน พวกเขามีวินัย พวกเขาปรับแท็กติกระหว่างเกมได้อย่างยอดเยี่ยม และเหนือสิ่งอื่นใด พวกเขาเชื่อมั่นในแผนของโค้ชจนวินาทีสุดท้าย

 

รอบก่อนรองชนะเลิศกับนอร์เวย์ และเออร์ลิง เบราต์ ฮาลันด์ จะเป็นบททดสอบที่หนักกว่าเดิม แต่หากเกมกับเม็กซิโกคือเครื่องพิสูจน์อะไรบางอย่าง มันคงเป็นข้อพิสูจน์ว่า อังกฤษของโธมัส ทูเคิล ไม่ได้มีดีแค่คุณภาพนักเตะ

 

แต่พวกเขาเริ่มมีสิ่งที่ทีมแชมป์โลกทุกทีมต้องมี นั่นคือ ความสามารถในการเอาชนะเกมที่ไม่ควรชนะ

 

และบางครั้ง ในฟุตบอลโลก คุณสมบัตินี้อาจสำคัญกว่าการเล่นฟุตบอลที่สวยงามเสียอีก

 

อ้างอิง

 

ภาพ: Buda Mendes / Getty Images

The post อังกฤษ กับบททดสอบที่ยากที่สุดในนรกอัซเตกา กับการเอาตัวรอดแบบ ‘ทีมลุ้นแชมป์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศึกชิงรองเท้าทองคำ ของ 4 ดาวยิงสูงสุดตลอดกาลทีมชาติ https://thestandard.co/golden-boot-world-cup-top-scorers/ Thu, 02 Jul 2026 08:17:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1225968 ภาพนักฟุตบอล ลิโอเนล เมสซี, คีเลียน เอ็มบัปเป้, เออร์ลิง ฮาลันด์ และ แฮร์รี เคน

ศึกชิง ‘รองเท้าทองคำ’ ฟุตบอลโลก 2026 กำลังเข้มข้นเรื่อย […]

The post ศึกชิงรองเท้าทองคำ ของ 4 ดาวยิงสูงสุดตลอดกาลทีมชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนักฟุตบอล ลิโอเนล เมสซี, คีเลียน เอ็มบัปเป้, เออร์ลิง ฮาลันด์ และ แฮร์รี เคน

ศึกชิง ‘รองเท้าทองคำ’ ฟุตบอลโลก 2026 กำลังเข้มข้นเรื่อยๆ และสิ่งที่น่าสนใจคือ 4 อันดับแรกในเวลานี้ ล้วนเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของทีมชาติทั้งสิ้น

 

ลิโอเนล เมสซี, คีเลียน เอ็มบัปเป้, เออร์ลิง ฮาลันด์ และ แฮร์รี เคน ต่างแบกความหวังในการทำประตูให้ชาติของตัวเองมาตลอดหลายปี และวันนี้พวกเขาก็กำลังขับเคี่ยวกันเพื่อคว้ารางวัลดาวซัลโวฟุตบอลโลก 2026

 

หมายเหตุ: ข้อมูล ณ วันที่ 2 กรกฎาคม 2026

 

ภาพนักฟุตบอล ลิโอเนล เมสซี, คีเลียน เอ็มบัปเป้, เออร์ลิง ฮาลันด์ และ แฮร์รี เคน 1ภาพนักฟุตบอล ลิโอเนล เมสซี, คีเลียน เอ็มบัปเป้, เออร์ลิง ฮาลันด์ และ แฮร์รี เคน 2ภาพนักฟุตบอล ลิโอเนล เมสซี, คีเลียน เอ็มบัปเป้, เออร์ลิง ฮาลันด์ และ แฮร์รี เคน 3ภาพนักฟุตบอล ลิโอเนล เมสซี, คีเลียน เอ็มบัปเป้, เออร์ลิง ฮาลันด์ และ แฮร์รี เคน 4ภาพนักฟุตบอล ลิโอเนล เมสซี, คีเลียน เอ็มบัปเป้, เออร์ลิง ฮาลันด์ และ แฮร์รี เคน 5

The post ศึกชิงรองเท้าทองคำ ของ 4 ดาวยิงสูงสุดตลอดกาลทีมชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แฮร์รี เคน กับพักกินน้ำ สองปัจจัยที่พาอังกฤษรอดจากฝันร้าย https://thestandard.co/harry-kane-england-world-cup-survive/ Thu, 02 Jul 2026 04:42:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1225858 แฮร์รี เคน กองหน้าทีมชาติอังกฤษกำลังทำประตูในศึกฟุตบอลโลก

เป็นอีกค่ำคืนของฟุตบอลโลก 2026 ที่ทีมใหญ่ต้องเดินผ่านขอ […]

The post แฮร์รี เคน กับพักกินน้ำ สองปัจจัยที่พาอังกฤษรอดจากฝันร้าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
แฮร์รี เคน กองหน้าทีมชาติอังกฤษกำลังทำประตูในศึกฟุตบอลโลก

เป็นอีกค่ำคืนของฟุตบอลโลก 2026 ที่ทีมใหญ่ต้องเดินผ่านขอบเหว และทีมนั้นคืออังกฤษ ในเกมกับดีอาร์ คองโก ในรอบ 32 ทีมสุดท้าย

 

พวกเขาตกเป็นฝ่ายตามหลังตั้งแต่นาทีที่ 7 เล่นผิดพลาด ขาดความนิ่ง และกำลังเดินเข้าใกล้หนึ่งในความอับอายครั้งใหญ่ที่สุดของทีมชาติ

 

ภาพความพ่ายแพ้ต่อไอซ์แลนด์ในยูโร 2016 ด้วยสกอร์ 1-2 เริ่มย้อนกลับมา แต่สุดท้าย อังกฤษยังไม่ตกรอบ เพราะมีสองสิ่งที่เปลี่ยนเกม หนึ่งคือ แฮร์รี เคน และอีกหนึ่งคือช่วงพักกินน้ำ

 

ก่อนเกม โธมัส ทูเคิล คาดว่าดีอาร์ คองโกจะมาในระบบ 5-3-2 หรือ 5-4-1 แบบไดมอนด์ เล่นเกมรับลึก รอโต้กลับ และใช้บอลยาวโจมตีพื้นที่ด้านหลัง

 

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม ดีอาร์ คองโกมาในระบบ 4-1-4-1 กล้าเล่น กล้าเพรส และใช้บอลเล่นในหลายพื้นที่มากกว่าที่อังกฤษคาด

 

ประตูขึ้นนำของ ไบรอัน ซิเปงกา สะท้อนความสับสนของแนวรับอังกฤษได้ชัดเจน เมื่อ เจด สเปนซ์ ถูกดึงเข้าในเพื่อไล่ตามการวิ่งของ โนอาห์ ซาดิกี จนปล่อยพื้นที่เสาสองให้ซิเปงกายืนโล่งและยิงผ่าน จอร์แดน พิกฟอร์ด เข้าไป

 

ในตอนนั้น อังกฤษไม่ได้แค่เสียประตู แต่เสียความมั่นใจ เกมของพวกเขาช้า ผิดจังหวะ และเต็มไปด้วยความผิดพลาด จนกระทั่งช่วงพักกินน้ำที่เปลี่ยนจังหวะเกม

 

ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ ช่วงพักกินน้ำถูกวิจารณ์มากมาย หลายคนมองว่าเป็นการทำให้เกมเสียจังหวะ หรือกลายเป็นพื้นที่โฆษณามากกว่าความจำเป็นด้านสภาพอากาศ

 

แต่สำหรับอังกฤษในเกมนี้ มันกลายเป็นของขวัญ ก่อนพักกินน้ำครั้งแรก อังกฤษไม่มีทั้งช็อตยิงและสัมผัสบอลในกรอบเขตโทษ หลังจากนั้น พวกเขามี 8 ครั้งในการยิง และ 20 ครั้งในการสัมผัสบอลในเขตโทษก่อนหมดครึ่งแรก

 

ทูเคิลใช้ช่วงเวลาสั้นๆ นั้นรวบรวมผู้เล่นกลับมา จัดระเบียบความคิด และย้ำข้อความเดิม เคาะต่อไป บุกต่อไป เชื่อในสิ่งที่ทำอยู่

 

เขาไม่ได้สั่งให้ทีมเปลี่ยนแผนทั้งหมด แต่สั่งให้ทีมกลับมาเล่นในสิ่งที่ซ้อมมา ด้วยความนิ่งและความเชื่อมั่นมากขึ้น

 

อังกฤษมีโอกาสหลายครั้งก่อนตีเสมอ แต่ ลิโอเนล เอ็มปาซี ผู้รักษาประตูดีอาร์ คองโก เล่นราวกับกำลังมีเกมที่ดีที่สุดในชีวิต ทั้งเซฟลูกโหม่งของ จูด เบลลิงแฮม เซฟลูกยิงของแฮร์รี เคน

 

นอกจากนี้ ยังได้เห็นแนวรับช่วยเคลียร์บอลจากเส้น ยิ่งเวลาผ่านไป อังกฤษยิ่งเหมือนถูกดึงเข้าสู่เกมที่เต็มไปด้วยความกลัว จนกระทั่งนาทีที่ 75

 

แอนโธนี กอร์ดอน ตัวสำรองที่ลงมาเปลี่ยนพลังทางริมเส้น เปิดบอลกลับเข้าไปในพื้นที่อันตราย และเคนก็ทำในสิ่งที่กองหน้าระดับโลกทำเสมอ

 

เขาหาพื้นที่ได้ก่อนกองหลัง โหม่งเต็มศีรษะ และทำให้เกมกลับมาเสมอ 1-1 นี่ไม่ใช่ประตูที่สวยที่สุดของเขา แต่เป็นประตูที่สำคัญที่สุดลูกหนึ่งในเสื้อทีมชาติอังกฤษ

 

หลังตีเสมอ อังกฤษเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก ดีอาร์ คองโกเริ่มหมดแรง ขณะที่อังกฤษเริ่มโจมตีได้ต่อเนื่องขึ้น จากนั้นนาทีที่ 86 เคนก็ทำประตูอีกครั้ง

 

กอร์ดอนจ่ายบอลให้เขาทางฝั่งขวา เคนแตะหนีแนวรับหนึ่งจังหวะ ก่อนซัดด้วยขวาเสียบมุมบนอย่างรุนแรง ไม่มีเวลาให้เอ็มปาซีขยับ ไม่มีเวลาให้ดีอาร์ คองโกป้องกัน นี่คือประตูของกองหน้าที่ไม่ได้แค่ยิงได้ แต่รู้ว่าช่วงเวลาไหนต้องยิง

 

เคนทำไปแล้ว 5 ประตูในฟุตบอลโลกครั้งนี้ และขยับขึ้นไปมี 13 ประตูในฟุตบอลโลกตลอดอาชีพ มากกว่า เปเล่ และขึ้นไปร่วมอันดับ 6 ในทำเนียบดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของทัวร์นาเมนต์

 

สำหรับอังกฤษ เขาคือทุกอย่าง กัปตัน ผู้นำ และคนที่ทำให้ทีมยังมีความหวังเสมอ

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทูเคิลไม่ได้แก้เกมแบบพลิกระบบทั้งหมด เขายังยึดหลักเดิม ใช้ปีกถ่างเกม ให้ตัวรุกค่อยๆ เข้าโจมตีพื้นที่ใน และใช้การเปลี่ยนตัวเพิ่มความสดช่วง 60-70 นาที

 

กอร์ดอนกับ บูกาโย ซากา ลงมาเติมพลังริมเส้น เอเบเรชี เอเซ ลงมาเพิ่มความสร้างสรรค์ เดแคลน ไรซ์ ถูกขยับไปเล่นแบ็กขวาชั่วคราว และกลายเป็นคนมีส่วนในจังหวะนำไปสู่ประตูตีเสมอ

 

อังกฤษอาจไม่ได้เล่นสวย แต่พวกเขาไม่แตกสลายแม้จะต้องทำประตูให้ได้ แต่พวกเขายังคงมีโครงสร้าง ยังมีแผน และยังมี แฮร์รี เคน

 

แม้อังกฤษผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายไปพบเม็กซิโก แต่เกมนี้คงไม่ใช่ชัยชนะที่ทำให้แฟนบอลสบายใจ เพราะพวกเขาทั้งเสียประตูง่าย, เริ่มเกมของตัวเองได้ช้า แถมเปิดพื้นที่ให้คู่แข่งมากเกินไป และต้องพึ่งพาความยอดเยี่ยมของเคนอย่างหนัก

 

แต่ในฟุตบอลโลก บางครั้งสิ่งสำคัญไม่ใช่การเล่นให้สมบูรณ์แบบ แต่คือการอยู่รอด

 

อังกฤษรอดจากค่ำคืนที่อาจกลายเป็นฝันร้าย เพราะช่วงพักกินน้ำช่วยให้พวกเขาได้หายใจ ได้ฟังคำสั่ง และได้กลับมาตั้งหลัก แต่สิ่งที่เปลี่ยนผลการแข่งขันจริงๆ คือ แฮร์รี เคน

 

ในเกมที่อังกฤษเกือบไม่มีคำตอบ เขาคือคำตอบ ในคืนที่แผนเกือบพัง เขาคือคนประคองมันไว้ และในวันที่ฟุตบอลโลกพร้อมลงโทษทุกความผิดพลาด อังกฤษยังมีหนึ่งในกองหน้าที่ดีที่สุดในโลกยืนอยู่ข้างหน้า

 

บางครั้ง แค่นั้นก็เพียงพอให้ทีมหนึ่งยังคงรอดยังรอบต่อไปได้

 

ภาพ: Edmund Wong/Eurasia Sport Images/Getty Images

The post แฮร์รี เคน กับพักกินน้ำ สองปัจจัยที่พาอังกฤษรอดจากฝันร้าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
“Sufferball” แท็กติกของกานา ที่ทำให้ทีมอย่างอังกฤษ ยิงเข้ากรอบแค่ 3 ครั้งตลอดเกม https://thestandard.co/ghana-sufferball-england-tactics/ Wed, 24 Jun 2026 08:33:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1222264 มาร์วิน เซนายา ผู้เล่นกานาเข้าสกัดบอลจาก แอนโธนี กอร์ดอน ผู้เล่นอังกฤษ

อังกฤษ ทำได้แค่เสมอกับ กานา แบบไร้สกอร์ 0-0 ในเกมที่อัง […]

The post “Sufferball” แท็กติกของกานา ที่ทำให้ทีมอย่างอังกฤษ ยิงเข้ากรอบแค่ 3 ครั้งตลอดเกม appeared first on THE STANDARD.

]]>
มาร์วิน เซนายา ผู้เล่นกานาเข้าสกัดบอลจาก แอนโธนี กอร์ดอน ผู้เล่นอังกฤษ

อังกฤษ ทำได้แค่เสมอกับ กานา แบบไร้สกอร์ 0-0 ในเกมที่อังกฤษ พยายามเดินหน้าเกมบุกอย่างหนัก แต่กลับไม่มีประตูเลยตลอดทั้งเกม

 

เกมนี้ยังกลายเป็นเกมนัดแรกของฟุตบอลโลก 2026 ที่ไม่มีการยิงตรงกรอบแม้แต่ครั้งเดียวตลอดช่วงเวลาการแข่งขันในครึ่งแรก

 

แฟนบอลต้องรอถึงนาทีที่ 57 จึงได้เห็นโอกาสยิงที่เปลี่ยนเป็นประตู เมื่อ แอนโธนี กอร์ดอน ได้จังหวะจบสกอร์หลังเล่นชิ่งกับเจด สเปนซ์ ก่อนได้โอกาสสับไก แม้จะเป็นลูกยิงที่ไม่ได้หนักหน่วงนักก็ตาม

 

และเมื่อเกมจบลงด้วยผลเสมอ 0-0 หลายคนคงหันไปตั้งคำถามกับฟอร์มของอังกฤษ ที่ไม่สามารถเอาชนะ กานา ได้ ทั้งที่ชื่อชั้นเหนือกว่ามาก

 

ในฐานะหนึ่งในทีมเต็งแชมป์ฟุตบอลโลก มีผู้จัดการทีมระดับโลก และเต็มไปด้วยนักเตะชื่อดัง หลายฝ่ายคาดหวังว่า “สิงโตคำราม” จะผ่านกานาได้ไม่ยาก

 

โดยเฉพาะเมื่อกานาในปัจจุบันห่างไกลจากยุคทองของพวกเขาเมื่อหลายปีก่อนที่อุดมไปด้วยสตาร์ดัง

 

แต่คำตอบของผลลัพธ์เกมที่ออกมา มันอาจจะมีรายละเอียดมากกว่าแค่อังกฤษเล่นไม่ดี นั่นคือกานา อาจจะเป็นฝ่ายทำให้อังกฤษ เล่นไม่ดีเองก็ได้

 

เพราะในความจริงแล้ว ปัญหาเกมรุกของอังกฤษในนัดนี้ไม่ได้เกิดจากการเล่นที่ย่ำแย่ของตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่มันก็มีส่วนสำคัญมาจากแท็กติกเกมรับอันยอดเยี่ยมของกานา

 

เพราะทาง คาร์ลอส เคยรอซ หัวหน้าโค้ชของกานา ซึ่งเป็นที่รู้จักในยุโรปจากการเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดถึงสองช่วงเวลา แต่ชื่อเสียงที่แท้จริงของเขาถูกสร้างขึ้นจากการคุมทีมชาติในตะวันออกกลางและแอฟริกา ไม่ว่าจะเป็น อียิปต์ อิหร่าน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และโอมาน

 

ผลงานที่ผ่านมาเหล่านั้นทำให้สมาคมฟุตบอลกานาตัดสินใจแต่งตั้งเขาเป็นกุนซือ ก่อนฟุตบอลโลกเพียง 78 วัน เพราะเขามั่นใจในฝีมือของกุนซือรายนี้

 

เคยรอซเป็นผู้ศรัทธาในแนวทางฟุตบอลที่หลายคนเรียกกันติดตลกว่า “Sufferball” หรือฟุตบอลที่ทำให้คู่แข่งต้องทรมาน

 

แนวคิดคือการวางระบบรับลึกและรัดกุมที่สุด ลดพื้นที่เล่นของคู่แข่งให้เหลือน้อยที่สุด และบังคับให้พวกเขาเล่นในพื้นที่ที่ไม่ถนัด

 

กานาแทบไม่ได้ครองบอลในครึ่งแรก โดยจ่ายบอลเพียง 77 ครั้งเท่านั้น แต่พวกเขาไม่ได้ต้องการครองเกมอยู่แล้ว

 

เป้าหมายคือการปิดพื้นที่และทำให้อังกฤษเล่นไม่ออก

 

ช่วงท้ายครึ่งแรก มีจังหวะที่ แฮร์รี เคน กำลังจะได้ยิงในกรอบเขตโทษ แต่ผู้เล่นกานาถึง 3 คน พุ่งเข้ามาขวางทางบอลพร้อมกัน

 

ไม่นานหลังจากนั้น โนนี มาดูเอเก หลุดเข้าเขตโทษได้สำเร็จ มันเป็นโอกาสที่หายาก แต่กลับถูกผู้เล่นกานาถึง 4 คน เข้ารุมปิดพื้นที่จนหมดทางเล่น

 

ทางด้าน มาร์วิน เซนายา แบ็กขวาของกานา ก็รับมือกับแอนโธนี กอร์ดอนได้อย่างยอดเยี่ยมในสถานการณ์ดวลตัวต่อตัว

 

ขณะที่ กิเดียน เมนซาห์ ทำให้ทั้งมาดูเอเกและรีซ เจมส์ ทำได้เพียงเปิดบอลแบบเสี่ยงดวงจากด้านข้าง

 

ต่อคำถามที่ว่า ‘ในเกมนี้อังกฤษเล่นไม่ดี หรือ กานาเล่นได้ยอดเยี่ยม?’ คำตอบอาจเป็นทั้งสองอย่าง แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ กานาไม่ปล่อยให้อังกฤษเล่นในแบบที่ตัวเองต้องการแม้แต่น้อย

 

ภายใต้การคุมทีมของเคยรอซ พวกเขาสร้างกำแพงเกมรับที่แข็งแกร่ง บีบให้อังกฤษขาดพื้นที่สร้างสรรค์เกม และทำให้หนึ่งในทีมเต็งแชมป์ของรายการต้องใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมงกว่าจะหาทางเจาะแนวรับได้สำเร็จ

 

ดังนั้น หากจะถามว่า “ทำไมอังกฤษถึงได้โอกาสยิงน้อย?”

 

คำตอบอาจไม่ใช่เพราะอังกฤษขาดไอเดียในเกมรุกเท่านั้น แต่อาจเป็นเพราะกานาไม่ยอมให้พวกเขามีโอกาสยิงเลยต่างหาก

 

ภาพ: Simon M Bruty / Getty Images

The post “Sufferball” แท็กติกของกานา ที่ทำให้ทีมอย่างอังกฤษ ยิงเข้ากรอบแค่ 3 ครั้งตลอดเกม appeared first on THE STANDARD.

]]>
อังกฤษ กับการเริ่มต้นภารกิจพาฟุตบอลกลับบ้านที่งดงาม แต่ไม่สมบูรณ์แบบ https://thestandard.co/england-croatia-tuchel-kane-bellingham/ Thu, 18 Jun 2026 02:43:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1219850 โธมัส ทูเคิล ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ กำลังพูดคุยกับ จู๊ด เบลลิงแฮม

ชัยชนะของอังกฤษ เหนือโครเอเชีย 4-2 ทำให้ทัพสิงโตคำรามได […]

The post อังกฤษ กับการเริ่มต้นภารกิจพาฟุตบอลกลับบ้านที่งดงาม แต่ไม่สมบูรณ์แบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โธมัส ทูเคิล ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ กำลังพูดคุยกับ จู๊ด เบลลิงแฮม

ชัยชนะของอังกฤษ เหนือโครเอเชีย 4-2 ทำให้ทัพสิงโตคำรามได้ 3 คะแนนสำคัญมาครอง และขึ้นรั้งจ่าฝูงของกลุ่ม L ในเวลาต่อมา หลังจากที่ กานา เอาชนะ ปานามา 1-0 ทำให้อังกฤษ มีผลต่างประตูได้เสียที่ดีกว่า

 

นี่นับเป็นก้าวแรกที่ลุล่วงของอังกฤษ ในภารกิจพาฟุตบอลกลับบ้าน (อีกครั้ง) และรูปเกมที่เกิดขึ้นในนัดนี้ ก็ทำให้แฟนๆ ได้เห็นอะไรหลายอย่าง

 

อันที่จริงแล้ว อังกฤษโชว์ฟอร์มไม่ได้น่าประทับใจมากนักในครึ่งแรก และอันที่จริง เป็นฟอร์มที่เรียกได้ว่าไม่สมศักดิ์ศรีทีมที่ตั้งใจมาในทัวร์นาเมนต์นี้เพื่อลุ้นแชมป์ด้วยซ้ำ

 

ในช่วง 45 นาทีแรก พวกเขาเล่นได้ค่อนข้างแข็งทื่อและไร้จินตนาการ โดย The Guardian ถึงกับเปรียบเปรยว่า ทัพสิงโตคำรามเล่นเหมือน “หุ่นยนต์ที่ทำงานผิดพลาด” และแทบไม่มีรูปแบบการเล่นที่อิสระเลย

 

แม้จะจบครึ่งแรกด้วยสกอร์เสมอ 2-2 แต่ทั้งสองประตูของอังกฤษก็มาจากลูกตั้งเตะของ แฮร์รี่ เคน ทั้งสิ้น โดยลูกแรกเป็นจุดโทษที่ได้ยิงใหม่ และลูกที่สองเป็นการโหม่งทำประตูจากลูกเตะมุมของ เดแคลน ไรซ์

 

ทว่ารูปเกมโดยยังเห็นได้ชัดว่า อังกฤษยังมีอาการประหม่า คิดมากเกินไป และขาดความมั่นใจ โดยมักจะเลือกจ่ายบอลคืนหลังให้ผู้รักษาประตูมากเกินความจำเป็น

 

ขณะที่โครเอเชีย พวกเขาดูจะมั่นใจกว่าเวลาเล่นเกมบุกในครึ่งแรก โดยมาได้ประตูตีเสมอเป็น 1-1 จากจังหวะที่ มาร์ติน บาตูรินา เลี้ยงหลบ จอห์น สโตนส์ แล้วยิงเสียบมุมเข้าไปอย่างสวยงาม

 

และในจังหวะตีเสมอ 2-2 เกิดขึ้นในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ จากความผิดพลาดของแนวรับอังกฤษที่ปล่อยให้ เปตาร์ มูซ่า ว่างและวอลเลย์ทำประตูเข้าไปอย่างเด็ดขาด

 

จุดเปลี่ยนของเกมเกิดขึ้นในช่วงพักครึ่ง ซึ่งต้องยกเครดิตให้กับ โธมัส ทูเคิล ผู้จัดการทีม ที่ช่วยปรับเปลี่ยนพลังงานของทีมได้อย่างยอดเยี่ยม

 

ในช่วงพักครึ่ง ทูเคิลได้กระตุ้นลูกทีมโดยไม่ได้ใช้การตะโกนด่าทอ แต่เป็นการบอกให้ทุกคน “ปลดล็อกตัวเอง ใจเย็นๆ และแสดงให้โลกเห็นว่าพวกเราเป็นทีมแบบไหนได้บ้าง”

 

เขาเน้นย้ำให้นักเตะมีความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว และเล่นในรูปแบบของตัวเองอย่างกล้าได้กล้าเสีย โดยบอกว่ามุมมองที่เขามีต่อทีมจะไม่เปลี่ยนไปไม่ว่าผลการแข่งขันจะออกมาเป็นอย่างไร

 

“ถ้าเราแพ้ เราก็แพ้ แต่เราจะแพ้ในแบบของเราเอง” เคนเปิดเผยคำพูดของ ทูเคิลช่วงพักครึ่งเวลา ในการให้สัมภาษณ์หลังแมตช์

 

คำพูดของทูเคิลสร้างแรงกระเพื่อมภายในทีมอย่างรุนแรงต่อนักเตะทุกคน รวมไปถึง จู๊ด เบลลิงแฮม แนวรุกวัย 22 ปี ที่กลายเป็นตัวแปรสำคัญในครึ่งหลัง

 

เบลลิงแฮมทำประตูที่ 3 ให้กับทีม โดยประตูนี้ไม่ได้มาจากเทคนิคการเลี้ยงบอลที่ซับซ้อน แต่เป็นประตูที่เรียกได้ว่าเลือกจังหวะบุกอย่างถูกต้อง ซึ่งเกิดจากความมุ่งมั่น พลังขับเคลื่อน และความเร็วในการวิ่งฉีกหนีกองหลังโครเอเชียสองคน ก่อนจบสกอร์อย่างเด็ดขาด

 

ประตูของเบลลิงแฮม ทำให้อังกฤษกลับมาครองเกมไว้ได้ทั้งหมดอีกครั้ง เพราะมันช่วยปลดล็อกทีมออกจากความกดดันจากผลเสมอก่อนหน้านี้ออกทั้งหมด

 

หลังจากนั้นรูปเกมของอังกฤษก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง พวกเขากลับมาเล่นด้วยความมีชีวิตชีวา ดุดัน และแสดงให้เห็นว่าพวกเขาอยากจะเล่นฟุตบอลจริงๆ ไม่ใช่เล่นเพราะความกลัว

 

หลังจากนั้นอังกฤษเป็นฝ่ายครองเกมและสร้างโอกาสทำประตูได้อย่างมากมาย แต่โครเอเชียก็เกือบตีเสมอได้ในช่วงท้ายเกม ทว่า จอร์แดน พิคฟอร์ดยังเซฟจังหวะสำคัญเอาไว้ได้

 

แดนกลางของอังกฤษที่ขับเคลื่อนโดย เดแคลน ไรซ์ และ เอลเลียต แอนเดอร์สัน สามารถแย่งชิงการควบคุมเกมมาจาก ลูก้า โมดริช จอมทัพวัย 40 ปีของโครเอเชียได้อย่างเบ็ดเสร็จ ก่อนที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด มาบวกประตูที่ 4 ปิดกล่องให้ทีมคว้าชัยไปได้ในที่สุด

 

โดยเกมนี้แฮร์รี่ เคน กองหน้าจากทีมบาเยิร์น มิวนิค ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นและได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำแมตช์

 

เคนทำได้ 2 ประตูในเกมนี้ เขามีส่วนร่วมกับเกมทั่วทั้งสนาม ทั้งการถอยลงมาช่วยต่อบอลในแดนตัวเองและหาจังหวะจบสกอร์ในกรอบเขตโทษ

 

สถิติของเขาในเกมนี้คือการสัมผัสบอล 35 ครั้ง จ่ายบอลสำคัญ 2 ครั้ง และมีโอกาสยิงถึง 7 ครั้ง (เข้ากรอบ 3 ครั้ง)

 

ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 5 (จากทดเวลาทั้งหมด 6 นาที) แม้ว่าอังกฤษจะนำห่างถึงสองประตู แต่เคนก็ยังคงทุ่มเทอย่างหนัก โดยเขาลงไปช่วยสกัดบอลและใช้หน้าอกบล็อกลูกยิงของ ยอสโก กวาร์ดิโอล ที่บริเวณเสาไกล ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทอย่างที่เขามักจะทำให้เห็นเสมอเมื่อลงเล่นให้กับบาเยิร์น มิวนิค

 

โดยหลังเกม เอียน ไรท์ ตำนานนักเตะอาร์เซนอล ได้ออกมาแสดงทรรศนะว่า หากอังกฤษต้องการจะคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกให้ได้ ทีมจำเป็นต้องพึ่งพาฟอร์มการเล่นของ แฮร์รี่ เคน และ จู๊ด เบลลิงแฮม เป็นหลัก

 

เขาชี้ว่าทั้งสองคนนี้ต้องยกระดับตัวเองขึ้นมาและสร้างผลงานให้ได้ โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับเกมที่ยากขึ้นในรอบต่อๆ ไป

 

ไรท์ยังชื่นชมด้วยว่านี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เขาได้เห็นทีมชาติอังกฤษเล่นเกมรุกได้อย่างดุดันและยอดเยี่ยมมาก ใน

 

ขณะเดียวกัน แฮร์รี่ เคน ก็สามารถทำสถิติยิงประตูในฟุตบอลโลก ได้ 10 ลูก เทียบเท่ากับ แกรี่ ลินิเกอร์ อดีตดาวซัลโวสูงสุดในฟุตบอลโลกของอังกฤษได้สำเร็จในเกมนี้

 

โดยทีมชาติอังกฤษต้องรักษาฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมนี้ไว้ให้ได้ โดยพวกเขามีคิวจะลงแข่งขันในกลุ่ม L นัดที่สองพบกับทีมชาติ กานา ในคืนวันอังคาร และจะพบกับ ปานามา ในวันเสาร์ถัดไป เพื่อลุ้นจบในฐานะแชมป์กลุ่มและผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์

 

อ้างอิง

 

ภาพ: Alex Pantling – FIFA / Getty Images

The post อังกฤษ กับการเริ่มต้นภารกิจพาฟุตบอลกลับบ้านที่งดงาม แต่ไม่สมบูรณ์แบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 นักเตะน่าจับตามองในฟุตบอลโลก 2026 https://thestandard.co/world-cup-2026-players-watch/ Wed, 03 Jun 2026 02:35:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1214104 ภาพปกบทความ 10 นักเตะน่าจับตามองในฟุตบอลโลก 2026

ฟุตบอลโลก 2026 จะเปิดฉากขึ้นในสัปดาห์หน้า และหลายๆ คนก็ […]

The post 10 นักเตะน่าจับตามองในฟุตบอลโลก 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปกบทความ 10 นักเตะน่าจับตามองในฟุตบอลโลก 2026

ฟุตบอลโลก 2026 จะเปิดฉากขึ้นในสัปดาห์หน้า และหลายๆ คนก็คงมีชาติที่ตัวเองอยากจะเชียร์กันอยู่แล้ว แต่สำหรับใครที่ยังไม่รู้จะเชียร์ทีมไหน THE STANDARD SPORT คัดเอานักเตะน่าเชียร์ 10 คน จาก 10 ชาติ มาให้เลือกเชียร์กันในโพสต์นี้แล้ว

 

ภาพปกบทความ 10 นักเตะน่าจับตามองในฟุตบอลโลก 2026 1ภาพปกบทความ 10 นักเตะน่าจับตามองในฟุตบอลโลก 2026 2ภาพปกบทความ 10 นักเตะน่าจับตามองในฟุตบอลโลก 2026 3ภาพปกบทความ 10 นักเตะน่าจับตามองในฟุตบอลโลก 2026 4ภาพปกบทความ 10 นักเตะน่าจับตามองในฟุตบอลโลก 2026 5ภาพปกบทความ 10 นักเตะน่าจับตามองในฟุตบอลโลก 2026 6ภาพปกบทความ 10 นักเตะน่าจับตามองในฟุตบอลโลก 2026 7ภาพปกบทความ 10 นักเตะน่าจับตามองในฟุตบอลโลก 2026 8ภาพปกบทความ 10 นักเตะน่าจับตามองในฟุตบอลโลก 2026 9ภาพปกบทความ 10 นักเตะน่าจับตามองในฟุตบอลโลก 2026 10

The post 10 นักเตะน่าจับตามองในฟุตบอลโลก 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
แวงซองต์ กอมปานีย์ ผู้พิสูจน์ค่าของความพยายามผ่านผลงาน ลูกศิษย์ที่ดีที่สุดของเป๊ป? https://thestandard.co/vincent-kompany-pep-guardiola-bayern/ Mon, 20 Apr 2026 11:13:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1199284 แวงซองต์ กอมปานีย์ กุนซือสโมสรบาเยิร์น มิวนิค ขณะคุมทีมฟุตบอล

นอกเหนือจากความสำเร็จอันยิ่งใหญ่มากมายที่เป๊ป กวาร์ดิโอ […]

The post แวงซองต์ กอมปานีย์ ผู้พิสูจน์ค่าของความพยายามผ่านผลงาน ลูกศิษย์ที่ดีที่สุดของเป๊ป? appeared first on THE STANDARD.

]]>
แวงซองต์ กอมปานีย์ กุนซือสโมสรบาเยิร์น มิวนิค ขณะคุมทีมฟุตบอล

นอกเหนือจากความสำเร็จอันยิ่งใหญ่มากมายที่เป๊ป กวาร์ดิโอลา สามารถทำได้ในฐานะของการเป็นสุดยอดโค้ชแล้ว ก็ยังมีความสำเร็จด้านอื่นที่โลกสมควรยกย่องเช่นกัน

 

นวัตกรรมทางเกมลูกหนังต่างๆที่คิดประดิษฐ์ขึ้น เช่น ฟุตบอลในสไตล์คอนโทรลเกมอย่างสัมบูรณ์ ซึ่งต่อยอดจากฟุตบอลของโยฮัน ครอยฟ์ และแอนเดรีย นิคูเลสคู, การสร้างบทบาทใหม่ของนักเตะอย่าง Inverted full-back และอื่นๆก็ใช่

 

แต่สิ่งที่อาจจะดีงามที่สุดคือการที่ยอดกุนซือชาวคาตาลันหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งอนาคตเอาไว้จำนวนไม่น้อย

 

เหล่าศิษย์ของเป๊ป กวาร์ดิโอลา ซึ่งกลายมาเป็นสุดยอดโค้ชที่ก้าวขึ้นมาเทียบเคียงกับเขามากมายหลายคน อาทิ มิเคล อาร์เตตา, เอ็นโซ มาเรสกา, ชาบี เอร์นานเดซ, ชาบี อลอนโซ, หลุยส์ เอ็นริเก, เอริค เทน ฮาก

 

แต่ในจำนวนนี้คนที่กำลังถูกจับตามองว่าอาจจะมีโอกาสก้าวขึ้นมาแทนที่ได้จริงๆคือ แวงซองต์ กอมปานีย์ ผู้ที่ไม่เพียงพาบาเยิร์น มิวนิคคว้าแชมป์บุนเดสลีกา 2 สมัยติดต่อกัน และมีโอกาสคว้า 3 แชมป์ในฤดูกาลนี้

 

เขายังสร้างทีม ‘เสือใต้’ ให้กลายเป็นหนึ่งในทีมฟุตบอลที่น่าจับตามองมากที่สุดในเวลานี้

 

แวงซองต์ กอมปานีย์ กุนซือสโมสรบาเยิร์น มิวนิค ขณะคุมทีมฟุตบอล 1

 

บาเยิร์น มิวนิค คว้าแชมป์บุนเดสลีกาสมัยที่ 35 และเป็นแชมป์สมัยที่ 13 จาก 14 ฤดูกาลหลังสุดมาครองได้สำเร็จอย่างงดงามหลังการพลิกสถานการณ์ไล่ถล่มสตุ๊ตการ์ตขาดลอย 4-2 ทั้งๆที่ฤดูกาลยังเหลืออีก 4 นัดด้วยกัน

 

ทีมจากแคว้นบาวาเรียยังสร้างสถิติที่น่าขนลุกด้วยการทำไปแล้วถึง 109 ประตู เฉพาะในบุนเดสลีกาฤดูกาลนี้ ซึ่งในประวัติศาสตร์แล้วมีเพียงแค่ 2 ครั้งที่มีทีมที่สามารถทำได้เกินกว่า 100 ประตู

 

ครั้งแรกเกิดขึ้นในฤดูกาล 1971/72 ยุคสมัยของผู้ยิ่งใหญ่อย่าง แกร์ด มุลเลอร์, อูลี เฮอเนสส์ และ ‘แดร์ ไกเซอร์’ ฟรานซ์ เบ็คเคนเบาเออร์

 

อีกครั้งไม่นานมานี้ในฤดูกาล 2019/20 ซึ่งฮันซี ฟลิค เข้ามารับช่วงกอบกู้ทีมต่อจากนิโก โควัช และสามารถเปลี่ยนแปลงบาเยิร์นให้กลายเป็นพยัคฆ์ร้ายจอมกระหายประตูได้อย่างมหัศจรรย์ และกลายเป็นทีมชุดที่ 2 ในประวัติศาสตร์ที่คว้า 3 แชมป์ได้ในฤดูกาลเดียว (บุนเดสลีกา, เดเอฟเบ โพคาล และยูเอฟา แชมเปียนส์ ลีก)

 

แต่ในความรู้สึกของใครหลาย บาเยิร์นในยุคปัจจุบันภายใต้การนำของกอมปานีย์ อาจจะเป็นทีมที่ดีกว่าหรือในอีกความหมายคืออาจจะเป็นทีมที่ดีที่สุดตลอดกาลของสโมสรและบุนเดสลีกาก็ว่าได้

 

ความจริงเราพอมองเห็นสัญญาณบางอย่างว่าบาเยิร์นในฤดูกาลนี้จะแตกต่างจากช่วง 3-4 ฤดูกาลก่อนมาตั้งแต่เกมประเดิมสนามฤดูกาลใหม่ 2025/26 ที่พวกเขาไล่ถล่มแอร์เบ ไลป์ซิกขาดลอยถึง 6-0 แล้ว โดยเฉพาะ 3 ประสานในแนวรุก

 

แฮร์รี เคน ทำแฮตทริกได้ในวันนั้น ขณะที่ไมเคิล โอลิเซ และลุยซ์ ดิอาซ ที่เพิ่งได้ตัวมาจากลิเวอร์พูลก็ช่วยกันทำประตูได้ด้วย

 

3 ประสานชุดนี้กลายเป็นทีเด็ดของบาเยิร์นที่ไม่มีใครหยุดได้ โดยในจำนวน 109 ประตูที่ทำได้ในบุนเดสลีกาฤดูกาลนี้แบ่งเป็นผลงานของ 3 คนนี้ถึง 59 ประตู หรือเกินกว่าครึ่ง และมีเป้าหมายว่าในช่วงที่เหลือก่อนจบฤดูกาลพวกเขาจะยิงให้ได้ถึง 120 ประตู

 

แต่บาเยิร์นของกอมปานีย์ไม่ได้มีดีแค่เรื่องของเกมรุก เกมรับของพวกเขาก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน โดยเสียไปเพียงแค่ 29 ประตูเท่านั้น

 

แม้แต่ในความเห็นของโยชัว คิมมิช คีย์แมนของทีมที่อยู่กับสโมสรมายาวนานก็มีความรู้สึกว่าทีมชุดนี้ไม่ใช่แค่ยอดเยี่ยม

 

มันมีบางอย่างที่ ‘พิเศษ’ กว่านั้น และสิ่งนั้นเกิดขึ้นได้เพราะโค้ชอย่างกอมปานีย์

 

แวงซองต์ กอมปานีย์ กุนซือสโมสรบาเยิร์น มิวนิค ขณะคุมทีมฟุตบอล 2

 

“ตอนที่ผมย้ายมาเมื่อ 10 ปีก่อนเราก็มีกลุ่มนักเตะที่ยอดเยี่ยมมากอยู่แล้ว เรามีนักเตะระดับโลกมากถึง 23-25 คน” คิมมิชบอกเมื่อเดือนพฤศจิกายน

 

“แต่ในตอนนี้ผมมองเห็นการทำงานร่วมกันของทีม ความสุขที่มีร่วมกันและเล่นเพื่อกันและกัน ผมได้เห็นเรานำหลักการเหล่านี้มาใช้ในสนามด้วย ได้เห็นการที่ใครคนนึงยอมวิ่งเพื่อเพื่อนอีกคนนึง สิ่งเหล่านี้มันคือสิ่งที่พิเศษ”

 

คิมมิชบอกอีกว่า “มันไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยนัก มันต่างจากเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ในตอนนั้นเรายังมีอีโก้ในทีมมากกว่านี้”

 

สำหรับสโมสรอย่างบาเยิร์นแล้วคำว่าอีโก้ไม่ใช่คำหยาบคาย ในทางตรงกันข้ามมันคือเรื่องธรรมดาพื้นฐานที่สุดของสโมสรแห่งนี้

 

ด้วยความยิ่งใหญ่และเกรียงไกร ด้วยประวัติศาสตร์และเป้าหมาย ใครก็ตามที่จะได้มาอยู่ที่บาเยิร์น มิวนิค จะต้องเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดเท่านั้น และนั่นทำให้ทุกยุคสมัยพวกเขาจะอุดมไปด้วยกลุ่มนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์ทั้งทีมตั้งแต่หลังยันหน้า

 

เรียกว่าอีโก้รวมกันใหญ่เท่าแกแล็กซี่

 

ในยุคสมัยหนึ่งบาเยิร์นเคยได้รับสมญาว่า ‘เอฟซี ฮอลลีวูด” เกิดปัญหาภายในทีม มีความขัดแย้งไม่ลงรอย และบ่อยครั้งที่เรื่องราวมักจบที่หายนะกับการเริ่มต้นสร้างทีมกันใหม่

 

ดังนั้น ‘เรื่องธรรมดา’ ที่คิมมิชบอกอย่างความกลมเกลียว ความเป็นหนึ่งเดียว ความสามัคคี การเล่นเพื่อคนอื่นซึ่งสำหรับสโมสรฟุตบอลแห่งอื่นอาจจะเป็นเรื่องพื้นฐาน สำหรับบาเยิร์นแล้วมันคือ ‘เรื่องพิเศษ’ ที่ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ

 

มันคือเครดิตที่ควรปรบมือดังๆให้กับโค้ชอย่างกอมปานีย์ที่รวบรวมทีมที่เต็มไปด้วยอีโก้ให้รวมกันได้อย่างน่ามหัศจรรย์

 

เพียงแต่ความจริงกว่าที่บาเยิร์นจะมาถึงจุดนี้ได้ กุนซือชาวเบลเยี่ยมเองก็ลำบากมาไม่น้อยเหมือนกัน

 

แวงซองต์ กอมปานีย์ กุนซือสโมสรบาเยิร์น มิวนิค ขณะคุมทีมฟุตบอล 3

 

ย้อนหลังกลับไปในฤดูกาลที่แล้ว (2024/25) ในวันที่บาเยิร์น ต้องตัดสินใจเลือกโค้ชคนใหม่เพื่อแทนที่ของโธมัส ทูเคิลที่ไปกันต่อไม่ได้กับสโมสร พวกเขาสร้างความประหลาดใจด้วยการเลือกโค้ชมือใหม่ที่มีประสบการณ์น้อยมากอย่างกอมปานีย์มาคุมทัพ

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคิดถึงการที่เบิร์นลีย์ ทีมที่เขาพาขึ้นชั้นมาจากเดอะ แชมเปียนชิพ ต้องกระเด็นตกชั้นภายในฤดูกาลเดียว

 

กุนซือด้อยประสบการณ์จากจากทีมที่ตกชั้นเนี่ยนะ? จากเทิร์ฟ มัวร์สู่อลิอันซ์ อารีนาเนี่ยนะ?

 

แต่บาเยิร์น ยืนยันที่จะกระชากตัวกอมปานีย์มาเป็นนายใหญ่ของพวกเขาโดยจ่ายเงินชดเชยให้กับเบิร์นลีย์ในมูลค่า 10.2 ล้านปอนด์พร้อมกับสัญญา 3 ปีเต็ม ในภารกิจการกอบกู้ทีมที่กำลังตกต่ำที่สุด เสียแชมป์บุนเดสลีกาให้กับไบเออร์ เลเวอร์คูเซน ทีมชุดมหัศจรรย์ภายใต้การนำของชาบี อลอนโซ

 

ขวบปีแรกของกอมปานีย์กับทีมเบอร์หนึ่งของเยอรมันเต็มไปด้วยอุปสรรค ผลงานของบาเยิร์นแม้จะดีขึ้นและดีพอที่จะทวงแชมป์บุนเดสลีกากลับมาได้อีกครั้งแต่ก็เป็นฤดูกาลที่ลุ่มๆดอนๆน่าผิดหวัง เรียกว่าถ้าเป็นการสอบก็ผ่านแบบ ‘คาบเส้น’

 

กอมปานีย์ในฐานะนายใหญ่ยอมเผชิญกับเสียงวิจารณ์หนักหน่วง เต็มไปด้วยเครืองหมายคำถามในความสามารถของเขา

 

แต่โชคดีสำหรับเขาที่บาเยิร์นยังคงไว้ใจให้ทำงานต่อไป โดยที่เจ้าตัวเองก็เลือกที่จะก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองไป

 

ความพยายามไม่เคยทำร้ายใคร สิ่งต่างๆที่กอมปานีย์คิดและถ่ายทอดไว้ (บวกกับความช่วยเหลือจากฝ่ายบริหารในการเลือกนักเตะที่กลบจุดอ่อน เสริมจุดแข็ง) ได้เปลี่ยนบาเยิร์นให้กลายเป็นทีมใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเก่าอย่างมหาศาล

 

กลายเป็น The Best version ในแบบของพวกเขาเอง

 

อย่างที่บอกบาเยิร์น มิวนิคในฤดูกาลนี้ เป็นทีมที่สามารถเปิดเกมรุกบุกได้อย่างสนุกสนาน เร้าใจ เต็มไปด้วยจินตนาการและความสร้างสรรค์ แต่ไม่มีใครเล่นเพื่อตัวเอง ทุกคนเล่นเพื่อกันและกัน

 

วัดกันตามความรู้สึกแล้ว ในเวลานี้พวกเขาเป็นหนึ่งในทีมที่ดีที่สุดของโลก ที่หากจะมีสักทีมที่เทียบเคียงสูสีหน่อยคือปารีส แซงต์-แชร์แมงของหลุยส์ เอ็นริเก ที่จะวัดกันเองในรอบรองชนะเลิศ UCL ที่กำลังจะมาถึงนี้

 

แวงซองต์ กอมปานีย์ กุนซือสโมสรบาเยิร์น มิวนิค ขณะคุมทีมฟุตบอล 4

 

ความสำเร็จของกอมปานีย์อาจจะเป็นสิ่งที่หลายคนประหลาดใจ

 

แต่สำหรับคนที่รู้จักและเห็นกันมาตลอดอย่างเป๊ป กวาร์ดิโอลา ผู้ที่เคยเป็นเจ้านายในช่วง 3 ฤดูกาลสุดท้ายของอดีตนักเตะทีมชาติเบลเยี่ยมในทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี (2016-2019) เขามองออกมาตั้งนานแล้วว่านี่คือว่าที่โค้ชที่จะยิ่งใหญ่ของวงการ

 

“ผมชื่นชมการทำงานของเขา บุคลิกภาพ และความรู้ความเชี่ยวชาญของเขาอย่างที่สุด” เป๊ปเคยกล่าวไว้ในช่วงที่มีข่าวว่าบาเยิร์นสนใจอยากได้ตัวกอมปานีย์ไปทำงาน “มันไม่สำคัญเลยว่าเบิร์นลีย์ของเขาจะตกชั้นไหม ผมอยากให้บาเยิร์นตัดสินใจให้ดีที่สุด”

 

คำพูดของเป๊ปที่เป็นการการันตีให้ด้วยตัวเอง มีส่วนสำคัญอย่างไม่ต้องสงสัยต่อการตัดสินใจของบาเยิร์น โดยคาร์ล-ไฮนซ์ รุมเมนิกเก หนึ่งในผู้บริหารสูงสุดของสโมสรบอกว่า “เป๊ปช่วยเหลือเราอย่างมาก เขามีแต่คำชื่นชมและความเห็นของเขามีความหมายต่อเราอย่างมาก”

 

ครั้งยังเป็นนักเตะกอมปานีย์ เป็นหนึ่งในกองหลังที่ยอดเยี่ยมที่สุด โดยไม่ได้มีเพียงแค่ความแข็งแกร่ง แต่ยังมีวิสัยทัศน์ในการเล่นที่สูงส่ง มีความเข้าใจเกมสูงมาก และมีประสบการณ์ในการร่วมงานกับสุดยอดโค้ชของโลกมาหลายคน

 

โดยที่เจ้านายทุกคนต่างประทับใจกอมปานีย์ไม่ใช่แค่เพียงความสามารถที่โดดเด่น

 

สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากทุกคนคือความเป็น ‘ผู้นำ’ โดยธรรมชาติ และมากกว่านั้นคือความเป็นนักสู้ที่ซ่อนอยู่ใต้บุคลิกที่เงียบขรึม

 

ความเป็นนักสู้นี้เขาได้มาจากสายเลือดของคุณพ่อ ซึ่งไม่ได้เป็นนักสู้ในสนามฟุตบอล แต่เป็นยอดนักสู้ในสนามการเมือง จากการเป็นนักการเมืองที่ต้องลี้ภัยจากคองโกมาตั้งถิ่นฐานใหม่ในเบลเยี่ยม ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาบอกเองว่า “ผมได้เรื่องพวกนี้มาจากพ่อ ประสบการณ์ของพ่อมอบความเข้มแข็งให้กับผม”

 

และนั่นอาจมีส่วนทำให้เขาชอบที่จะเป็น ‘ผู้ให้’ สิ่งดีๆ กลับคืนสู่สังคมด้วย ผ่านงานการกุศลต่างๆ

 

สำหรับวิชาความรู้ที่สั่งสมมา โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ทำงานใกล้ชิดกับเป๊ป มีส่วนอย่างมากในการช่วยกำหนดเส้นทางของกอมปานีย์ เพียงแต่ฟุตบอลในแบบของเขาไม่ได้เป็นฟุตบอลที่ใช้กระดาษลอกลายแล้ววาดตามแบบของเจ้านายเก่าอย่างเดียว

 

กอมปานีย์มีสไตล์ของเขา มีสูตรของเขา มีแนวทางของตัวเองที่ไม่ได้ซ้ำใคร

 

มากกว่านั้นคือเขาเป็น ‘นักเรียน’ ที่ใฝ่รู้ ไม่ใช่แค่เกมในสนาม แต่ครั้งหนึ่งเขาเคยเข้าเรียนหลักสูตร MBA ที่ Manchester Business School และสำเร็จการศึกษาในปี 2017 ด้วย โดยความรู้ที่ได้จากการเรียนครั้งนั้นช่วยทำให้เขาเข้าใจในภาคของการบริหารกิจการสโมสรฟุตบอลมากขึ้น

 

แต่ลึกๆแล้วที่เขายอมไปเรียนนั้น อีกส่วนเป็นเพราะอยากทำให้แม่ – โจเซลีน – ผู้ล่วงลับไปก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นคนผลักดันให้เขาใฝ่รู้ ใฝ่เรียนให้มากที่สุดได้ภาคภูมิใจอยู่บนฟ้า

 

“แม่ย้ำเตือนกับผมเสมอว่าฟุตบอลมันเป็นแค่เรื่องชั่วคราว ถ้าขาผมหักจะทำอย่างไร? ถ้าผมสูญเสียความสามารถในการล่นไปจะทำอย่างไร? แม่ไม่เคยอยากให้ผมยอมแพ้หรือเลิกฝัน แต่ต้องฉลาดและเลือกเดิมพันให้ถูก”

 

“สิ่งที่แม่อยากบอกคือการศึกษาสำคัญ และเมื่อแม่จากไปแล้วมันยิ่งมีความหมายกับผมมากยิ่งขึ้น ผมอยากจะทำให้แม่ภูมิใจ”

 

นี่คือความลับของคนที่คิดและทำตัวแบบคนธรรมดา แต่สิ่งที่ทำออกมากลายเป็นสิ่งที่พิเศษ

 

สำหรับบาเยิร์น มิวนิค ต้องบอกว่าพวกเขาโชคดีไม่ต่างอะไรจากการเปิดกล่องสุ่มได้ตัวซีเคร็ต หรือเปิดการ์ดวันพีซแล้วได้การ์ดมังงะที่หาได้ยากแสนยาก

 

เพราะกอมปานีย์คือหนึ่งในโค้ชที่ไม่ใช่แค่เก่ง แต่เป็นคนดี ที่มีโอกาสจะกลายเป็นหนึ่งในผู้ยิ่งใหญ่ของโลกฟุตบอลในอนาคต

 

โดยเฉพาะในวันที่ครูของเขาอย่างเป๊ปใกล้ที่จะวางมือ นี่คือคนที่ดูจากผลงานและแนวทางแล้ว มีโอกาสจะก้าวขึ้นมาแทนที่ครูได้เลย

 

และเป๊ปน่าจะภูมิใจด้วย

 

อ้างอิง:

The post แวงซองต์ กอมปานีย์ ผู้พิสูจน์ค่าของความพยายามผ่านผลงาน ลูกศิษย์ที่ดีที่สุดของเป๊ป? appeared first on THE STANDARD.

]]>
รวมแข้งดังที่คุณอาจลืมว่า…เคยเล่นให้ทีมนี้ https://thestandard.co/famous-players-forgotten-teams/ Thu, 16 Oct 2025 09:31:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1131507 COVER - Famous Players Forgotten Teams

บางทีเราก็ลืมไปเลยว่า “นักเตะคนนี้” เคยสวมเสื้อทีมนี้มา […]

The post รวมแข้งดังที่คุณอาจลืมว่า…เคยเล่นให้ทีมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
COVER - Famous Players Forgotten Teams

บางทีเราก็ลืมไปเลยว่า “นักเตะคนนี้” เคยสวมเสื้อทีมนี้มาก่อนจริงๆ เหรอ!?

 

เพราะเส้นทางค้าแข้งของพวกเขาเต็มไปด้วยเรื่องราว ทั้งย้ายทีมสั้นๆ แบบชั่วคราว ยืมตัวไม่กี่เดือน หรือแม้แต่ช่วงเวลาที่แฟนบอลแทบไม่ทันจำหน้า

 

จากสตาร์ระดับโลกที่เคยแวะมาเพียงฤดูกาลเดียว ไปจนถึงแข้งดังที่เคยผ่านเสื้อสีที่เราไม่คิดว่าจะเข้ากันได้…

 

นี่คือเหล่านักเตะที่คุณอาจลืมไปแล้วว่า…เคยอยู่กับทีมเหล่านี้

 

แล้วถ้าพูดถึง “แข้งดังที่คุณอาจลืมว่าเคยเล่นให้ทีมนี้” คุณล่ะ…นึกถึงใครเป็นคนแรก? มาคอมเมนต์มาบอกกันหน่อย

 

CONTENT_1 CONTENT_2 CONTENT_3 CONTENT_4 CONTENT_5 CONTENT_6 CONTENT_7 CONTENT_8 CONTENT_9 CONTENT_10 CONTENT_11 CONTENT_12

The post รวมแข้งดังที่คุณอาจลืมว่า…เคยเล่นให้ทีมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไมคอน คาร์โดโซ ลงซ้อมกับทีมชุดใหญ่ของ บาเยิร์น มิวนิค https://thestandard.co/maicon-cardoso-bayern-training/ Fri, 12 Sep 2025 01:25:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1118393 ไมคอน คาร์โดโซ ซ้อมกับทีมชุดใหญ่ บาเยิร์น มิวนิค ดวลกับ แฮร์รี เคน

ไมคอน คาร์โดโซ วัย 17 ปี ลูกชายของ ดักลาส คาร์โดโซ อดีต […]

The post ไมคอน คาร์โดโซ ลงซ้อมกับทีมชุดใหญ่ของ บาเยิร์น มิวนิค appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไมคอน คาร์โดโซ ซ้อมกับทีมชุดใหญ่ บาเยิร์น มิวนิค ดวลกับ แฮร์รี เคน

ไมคอน คาร์โดโซ วัย 17 ปี ลูกชายของ ดักลาส คาร์โดโซ อดีตกองหน้าราชบุรี เอฟซี และอีกหลายสโมสรดังในไทยลีก ลงซ้อมกับทีมชุดใหญ่ของ บาเยิร์น มิวนิค ในสัปดาห์นี้

 

ไมคอน เริ่มต้นฝึกฟุตบอลกับ STB Academy และต่อยอดจนเซ็นสัญญากับ บาเยิร์น มิวนิค เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และล่าสุดได้รับข่าวดีจาก แวงซองต์ กอมปานี ในการเรียกตัวเขามาร่วมกับทีมชุดใหญ่ตลอดทั้งสัปดาห์

 

โดยทาง fcbayernpathway ได้ลงภาพ ไมคอน ใน IG ของพวกเขา ขณะที่ซ้อมกับทีมชุดใหญ่ของ บาเยิร์น ซึ่งหนึ่งในนั้นคือภาพที่ ไมคอน พยายามดวลกับ แฮร์รี เคน ด้วย

 

The post ไมคอน คาร์โดโซ ลงซ้อมกับทีมชุดใหญ่ของ บาเยิร์น มิวนิค appeared first on THE STANDARD.

]]>
KEY SUCCESS: What It Takes https://thestandard.co/what-it-takes/ Sun, 01 Jun 2025 11:00:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1081127

ปารีส แซงต์ แชร์กแมง, ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ และนักฟุตบอลอย่ […]

The post KEY SUCCESS: What It Takes appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปารีส แซงต์ แชร์กแมง, ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ และนักฟุตบอลอย่าง ซนฮึงมิน ไปจนถึง แฮร์รี เคน มีอะไรที่เหมือนกัน? 

 

พวกเขาคือทีมที่ผ่านการถูกมองว่าต้องคำสาปอะไรบางอย่าง ให้ไม่สามารถคว้าแชมป์ได้ แม้ว่าจะเข้าใกล้แค่ไหนก็ตาม 

 

หลังผ่านพ้นเดือนพฤษภาคม ปี 2025 พวกเขาทุกคนต่างก็เอาชนะคำสาปได้ในทางของตัวเอง และได้ทำมันด้วยหลักการบางอย่างที่พวกเขามีเหมือนกันหมด 

 

แต่พวกเขาหลุดพ้นจากคำสาป ต้องใช้หัวใจแบบไหน?”

 

ฟุตบอลไม่ใช่แค่เกมของลูกบอลที่กลิ้งอยู่บนสนามหญ้า แต่มันคือสนามจำลองชีวิต สนามของความฝัน ความกล้า และการต่อสู้กับความกลัวที่มองไม่เห็น

 

หนึ่งในความกลัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกกีฬาก็คือคำสาป ไม่ใช่เพราะมันมีอยู่จริง แต่เพราะทุกคนเชื่อว่ามันมีอยู่จริง

 

ช่วงปี 2024-2025 กลายเป็นปีที่ ‘คำสาป’ หลายสิบปีถูกทำลายลงทีละชิ้น

 

ไม่ใช่เพราะโชคช่วย แต่เพราะความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากภายใน

 

  • เริ่มต้นพวกเขาเปลี่ยนวิธีคิดจนเกิดการเปลี่ยนผลลัพธ์

 

ถ้าคุณจะเปลี่ยนเส้นทางของทีม คุณต้องเริ่มที่ ‘วิธีคิดของคนทั้งทีมก่อน’ 

 

ปารีส แซงต์ แชร์กแมง เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด พวกเขาทุ่มเงินมากว่าสิบปีซื้อนักเตะระดับโลกทุกคนที่ใฝ่ฝันถึง ทั้ง เนย์มาร์-เมสซี-เอ็มบัปเป้ แต่ก็ยังล้มเหลวบนเวทียุโรป

 

มันไม่ใช่เพราะขาดคุณภาพ แต่มันคือการขาด ‘จิตวิญญาณของความเป็นทีม’

 

แต่ปีนี้ หลุยส์ เอ็นริเก้ เข้ามาด้วยแนวคิดที่ต่างออกไป เขาสร้างทีมที่เล่นกันด้วยวินัย ความเข้าใจ และศรัทธาในระบบ 4-3-3 ของเขา 

 

ผลลัพธ์คือแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และยังเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบชิงฯ ด้วยสกอร์ 5-0 

พวกเขาได้แสดงให้เห็นว่า คำสาปไม่ได้พังด้วยฝีเท้า แต่พังด้วยความเปลี่ยนแปลงจากภายในจิตใจของแต่ละคน ต่อยอดไปถึงทีม และไปจนถึงแชมป์

 

  •  ทีมเวิร์กเหนือชื่อเสียง

 

หลายคนคิดว่าการหลุดพ้นจากคำสาปต้องการ ‘นักเตะระดับโลก’ แต่ผลงานในปีนี้พิสูจน์แล้วว่า สิ่งที่สำคัญกว่า คือความสามัคคี 

 

ปารีส แซงต์ แชร์กแมงยุคใหม่ในสายตา คริส ซัตตัน นักวิเคราะห์จาก BBC Radio 5 Live มองว่า

 

“หลุยส์ เอ็นริเก้ เป็นจิกซอว์ชิ้นสุดท้ายของพวกเขา เขาอยู่ในระดับเดียวกับกุนซือชั้นนำของโลกยุโรป 

 

“อายุของทีมชุดนี้ทั้ง เดซีเร่ ดูเอ้, วีตีญา, เจา เนเวส, วิลเลียน ปาโช่ และ อัชราฟ ฮาคิมี ต่างก็มีอนาคตที่น่าจับตามอง

 

“ทีมนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของวิวัฒนาการของพวกเขา สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผมคือ หลักการในการทำงานของพวกเขา ทีมนี้พร้อมที่จะวิ่ง ทุ่มเทอย่างหนัก และนั่นคือเหตุผลที่พวกเขาประสบความสำเร็จ”

 

ทีมที่เล่นเพื่อกันและกันจึงไม่มีคำว่าสาป พวกเขามีแต่คำว่า “เป็นไปได้”

 

  • กล้าเผชิญความเจ็บปวด และเดินหน้าต่อ

 

ทุกทีมที่ประสบความสำเร็จในปีนี้มีบางสิ่งเหมือนกัน พวกเขาเคยล้มเหลว

 

ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ เคยถูกล้อเลียนด้วยภาพตู้เก็บถ้วยแชมป์ที่ว่างเปล่า และห่างแชมป์มาเป็นเวลาหลายปี ว่าเป็นทีมที่ “ไม่มีวันได้แชมป์”

 

แต่การมาของ แอนจ์ ปอสเตโคกลู ไม่ได้เปลี่ยนแค่แท็กติก เขาเปลี่ยน ‘ความกลัว’ ให้เป็น ‘ความกล้า’ และเปลี่ยน ‘ความเคยชินกับความผิดหวัง’ ให้เป็น ‘ความหิวกระหายในการพิสูจน์ตัวเอง’

 

รวมถึงถ้าใครจำภาพหลังเกมนัดชิงยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกรอบชิงปี 2020 ได้ จะเห็นภาพของเนย์มาร์ร้องไห้อย่างหนักในวันที่เขาไม่สามารถพาปารีส แซงต์ แชร์กแมง ปลดล็อกแชมป์ได้ หลังพ่ายให้กับบาเยิร์น มิวนิก ในนัดชิงฯ ไป 0-1

 

ดังนั้นความล้มเหลวในอดีตไม่ใช่ศัตรู หรือสิ่งที่บ่งบอกว่าคุณจะไม่ประสบความสำเร็จในอนาคต แต่คือบันไดที่เราต้องก้าวขึ้นไป และเดินหน้าต่อ 

 

  • 🏆 คำสาปไม่เคยมีอยู่จริง

 

คำว่า ‘คำสาป’ เป็นเพียงสิ่งที่เราสร้างขึ้นเพื่ออธิบายสิ่งที่เรายังไม่เข้าใจ

 

แต่ทุกคำสาปที่ถูกทำลายในฤดูกาลนี้ บอกเราบางอย่างที่สำคัญมาก…

 

การจะหลุดพ้นจากคำสาปได้

ไม่ใช่เพราะคุณโชคดี

แต่เพราะคุณกล้าเผชิญหน้า กล้าเปลี่ยนแปลง และกล้าที่จะอดใจรอวันที่มันจะเป็นของคุณ 

 

และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ต้องมีต่อคำว่าคำสาปคือ มุมมอง 

 

Amy Morin นักจิตบำบัด (Psychotherapist) เคยพูดถึงคนที่มีสภาพจิตใจที่แข็งแกร่งไว้ว่า คนเหล่านี้คือคนที่ ไม่เสียเวลาสงสารตัวเองกับสถานการณ์ที่ต้องเจอ หรือมุมมองที่คนอื่นมีต่อพวกเขา 

 

แต่พวกเขาเลือกที่จะมองเห็นความรับผิดชอบต่อบทบาทที่พวกเขามีในชีวิตของตัวเอง และเข้าใจว่าสถานการณ์ที่เจอไม่ใช่เรื่องที่ง่าย และค่อยหาทางรับมือกับมัน 

 

และที่สำคัญที่สุดคือพวกเขาไม่ปล่อยให้อำนาจที่จะกำหนดชีวิตของตนเองหลุดมือพวกเขาไป ด้วยการบอกตัวเอง หรือฟังคำพูดของคนที่บอกว่า “เราถูกคำสาปไว้ไม่ให้สำเร็จ” ในเป้าหมายที่เราต้องการ

 

หากคุณรู้สึกว่าชีวิตตอนนี้เหมือนกำลังติดอยู่กับคำสาปบางอย่าง

จงจำไว้ว่า…ไม่มีคำสาปไหนที่แข็งแกร่งไปกว่าความเชื่อในตัวเอง

หลุยส์ เอ็นริเก้ เคยให้สัมภาษณ์กับการสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตเขาว่า

“ผมมองว่าตัวเองโชคดีหรือโชคร้ายนะเหรอ? 

“ผมมองว่าตัวเองโชคดี…โชคดีมากๆ” 

พิธีกรสวนมาว่า “แต่ลูกสาวคุณเสียชีวิตด้วยวัยเพียง 9 ขวบนะครับ” 

แต่เอ็นริเกก็ตอบกลับไปว่า “แต่ลูกสาวผมใช้ชีวิตอยู่กับพวกเราตั้ง 9 ปีอย่างงดงามนะ”

“เรามีความทรงจำที่ดีจากเธอ ทั้งวิดีโอ และสิ่งต่างๆ ที่งดงามมากๆ

 “ซาน่ายังอยู่กับเราทุกๆ วัน แม้ว่าเธอจะไม่ได้นั่งอยู่กับเรา แต่เธออยู่กับเราในจิตวิญญาณ

“เพราะทุกครั้งที่เราพูดถึงเธอ เราหัวเราะ และจดจำเรื่องราวของเธอได้ 

“เพราะผมคิดว่าซาน่ายังเห็นเราอยู่

“และผมก็คิดเสมอว่า ผมอยากให้ซาน่าเห็นว่าเราใช้ชีวิตแบบไหน”

The post KEY SUCCESS: What It Takes appeared first on THE STANDARD.

]]>
15 ปีที่รอคอย! แฮร์รี เคน ฉลองแชมป์ลีกครั้งแรกในชีวิตกับบาเยิร์น มิวนิก https://thestandard.co/harry-kane-bayern-munich-league-title/ Sun, 11 May 2025 04:02:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1073195 แฮร์รี เคน

แฮร์รี เคน บอกลาฉายา ‘ดาวยิงไร้แชมป์’ อย่างเป็นทางการ ห […]

The post 15 ปีที่รอคอย! แฮร์รี เคน ฉลองแชมป์ลีกครั้งแรกในชีวิตกับบาเยิร์น มิวนิก appeared first on THE STANDARD.

]]>
แฮร์รี เคน

แฮร์รี เคน บอกลาฉายา ‘ดาวยิงไร้แชมป์’ อย่างเป็นทางการ หลังบาเยิร์น มิวนิก ผงาดคว้าแชมป์บุนเดสลีกา ฤดูกาล 2024/25 ได้สำเร็จ ซึ่งนับเป็นถ้วยแชมป์ทีมระดับเมเจอร์ใบแรกในชีวิตของเขา

 

ก่อนหน้านี้ดาวยิงทีมชาติอังกฤษเคยพลาดหวังในรอบชิงชนะเลิศมาแล้วถึง 6 ครั้ง รวมถึงกับทีมชาติอังกฤษในยูโร 2021 และ 2024 และกับท็อตแนม ฮอตสเปอร์ในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก และคาราบาวคัพ

 

หลังจบเกมที่บาเยิร์นชนะมึนเช่นกลัดบัค 2-0 เคนเปิดใจถึงความรู้สึกว่า “มันเป็นความรู้สึกที่มหัศจรรย์จริงๆ ต้องบอกว่ารอมานานมาก ทุกอย่างคือผลจากการทำงานหนักตลอดทั้งฤดูกาล ผมภูมิใจในทีมของเรา และภูมิใจที่สุดที่ครอบครัวกับลูกๆ ได้มาเห็นความสำเร็จนี้ด้วยกัน มันเป็นช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยม และผมจะขอเก็บไว้เต็มหัวใจ”

 

ทั้งนี้ เคนยังมีลุ้นคว้ารางวัลดาวซัลโวลีกบุนเดสลีกา หลังยิงไปแล้ว 25 ประตูในซีซันนี้ และจะเป็นคีย์สำคัญของบาเยิร์นในการลุย FIFA Club World Cup 2025 ที่สหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายนนี้ด้วย

 

The post 15 ปีที่รอคอย! แฮร์รี เคน ฉลองแชมป์ลีกครั้งแรกในชีวิตกับบาเยิร์น มิวนิก appeared first on THE STANDARD.

]]>
บทเรียนชีวิตจาก ‘แฮร์รี เคน’ นักเตะที่ไม่เคยก้มหัวให้โชคชะตา https://thestandard.co/harry-kane-life-lessons-persistence/ Tue, 06 May 2025 03:00:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1071292 แฮร์รี เคน กองหน้าทีมชาติอังกฤษชูถ้วยแชมป์ลีกครั้งแรกในชีวิตหลังรอคอยมากว่า 15 ปี พร้อมรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจ

ในโลกของฟุตบอลที่มักยกย่องดาวรุ่งและผู้ชนะโดยธรรมชาติ ก […]

The post บทเรียนชีวิตจาก ‘แฮร์รี เคน’ นักเตะที่ไม่เคยก้มหัวให้โชคชะตา appeared first on THE STANDARD.

]]>
แฮร์รี เคน กองหน้าทีมชาติอังกฤษชูถ้วยแชมป์ลีกครั้งแรกในชีวิตหลังรอคอยมากว่า 15 ปี พร้อมรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจ

ในโลกของฟุตบอลที่มักยกย่องดาวรุ่งและผู้ชนะโดยธรรมชาติ กลับมีเรื่องราวพิเศษของนักเตะคนหนึ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ความสำเร็จไม่จำเป็นต้องมาถึงเร็วที่สุดเสมอไป

 

และ แฮร์รี เคน คือภาพสะท้อนของสิ่งนั้น เขาแสดงให้เราเห็นว่าคุณค่าที่แท้จริงอยู่ที่การเดินทาง ไม่ใช่แค่จุดหมาย

 

บางคนเกิดมาเพื่อเป็นผู้ชนะตั้งแต่ก้าวแรก แต่ แฮร์รี เคน คือหนึ่งในคนที่ต้องเดินผ่านเส้นทางที่ยากและลำบาก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่เคยหยุดเดินบนถนนสายนี้ แม้หนทางยังอีกยาวไกล

 

15 ปีบนเส้นทางอาชีพ กว่า 700 เกมที่ลงเล่น ก่อนจะได้สัมผัสแชมป์ลีกครั้งแรกในชีวิต และนี่คือสิ่งที่ทำให้ถ้วยแชมป์ใบแรกของเขามีคุณค่าเกินกว่าจะประเมินได้

 

คำว่า ‘กองหน้าไร้แชมป์’ ที่เคยเป็นตราบาปติดตัว วันนี้กลายเป็นบทเรียนล้ำค่าที่หล่อหลอมให้เขาแข็งแกร่งกว่าที่เคย เคนไม่ใช่นักเตะที่มีถ้วยรางวัลห้อมล้อมตั้งแต่วันแรก แต่เขาคือผู้ไม่ยอมให้ความพ่ายแพ้กลืนกินความปรารถนาในหัวใจ

 

บทเรียนจากชีวิตของเคนตอกย้ำว่า ความสำเร็จไม่ได้วัดจากการเป็น ‘ผู้ชนะเร็วที่สุด’ แต่อยู่ที่การเป็น ‘ผู้ไม่ยอมแพ้ง่ายที่สุด’ ต่างหาก

 

แฮร์รี เคน กองหน้าทีมชาติอังกฤษชูถ้วยแชมป์ลีกครั้งแรกในชีวิตหลังรอคอยมากว่า 15 ปี พร้อมรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจ

The post บทเรียนชีวิตจาก ‘แฮร์รี เคน’ นักเตะที่ไม่เคยก้มหัวให้โชคชะตา appeared first on THE STANDARD.

]]>
แฮร์รี เคน ปิดตำนาน ‘ราชากองหน้าไร้ถ้วย’ สู่แชมป์ลีกแรกที่รอมา 15 ปี https://thestandard.co/harry-kane-finally-a-champion/ Mon, 05 May 2025 05:58:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1071198

“We are the champions, my friends.”   เสียงเพลงคลา […]

The post แฮร์รี เคน ปิดตำนาน ‘ราชากองหน้าไร้ถ้วย’ สู่แชมป์ลีกแรกที่รอมา 15 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

“We are the champions, my friends.”

 

เสียงเพลงคลาสสิกจากวง Queen ดังขึ้นท่ามกลางรอยยิ้มของ แฮร์รี เคน ชายผู้เคยถูกล้อว่าเป็น ‘ราชากองหน้าไร้แชมป์’ 

 

วันนี้ เขายืนอยู่ในจุดที่รอคอยมายาวนานกว่า 15 ปี พร้อมเซลฟี่ตัวเองไว้เป็นหลักฐานของแชมป์ลีกใบแรกในชีวิต หลังลงเล่นฟุตบอลอาชีพมาแล้วกว่า 700 นัด

 

แม้จะถูกยกเป็นหนึ่งในกองหน้าที่ดีที่สุดของโลกมายาวนาน แต่หลายปีที่ผ่านมา ‘เคน’ กลับไม่เคยสัมผัสแชมป์ลีกกับ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ต้นสังกัดเก่าของเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว แม้ตัวเขาจะสร้างสถิติยิงประตูสูงสุดในประวัติศาสตร์สโมสร และกลายเป็นดาวยิงตลอดกาลของทีมชาติอังกฤษ

 

เขาคือเจ้าของสถิติ 213 ประตูในพรีเมียร์ลีก และ 71 ประตูในนามทีมชาติอังกฤษ (ข้อมูล ณ วันที่ 5 พ.ค.2025) แต่กลับต้องเห็นนักเตะร่วมยุครุ่นเดียวกันคว้าแชมป์ไปทีละราย ไม่ว่าจะเป็น เควิน เดอ บรอยน์ หรือ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ 

 

แต่อีกด้านหนึ่งของความสำเร็จนั้น กลับเต็มไปด้วยความว่างเปล่าในตู้รางวัลของเขา

 

การย้ายมาบาเยิร์นในปี 2023 คือการเดิมพันครั้งใหญ่ของทั้งตัวเขาและสโมสร บาเยิร์นลงทุนสูงสุดในประวัติศาสตร์ด้วยเม็ดเงินกว่า 100 ล้านยูโร ดึงเคนมาร่วมทีมด้วยความหวังว่าเขาจะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายในการไล่ล่าแชมป์ยุโรป ส่วนเคนเองก็หวังว่าที่นี่จะเป็นคำตอบของความกระหายถ้วยรางวัล

 

แต่ฤดูกาลแรกกลับไม่เป็นอย่างที่หวัง บาเยิร์นจบฤดูกาล 2023/24 โดยไม่มีถ้วยติดมือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปี 

 

เคนจบฤดูกาลด้วย 44 ประตูจากทุกรายการ แถมต้องรับบทพระรองอีกครั้ง โดยเฉพาะในศึกเดเอฟเบ โพคาล ที่ทีมพ่ายให้กับทีมจากลีกล่าง และในยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ที่ตกรอบก่อนรองชนะเลิศแบบน่าเจ็บใจ

 

จากจุดนั้น…เสียงวิจารณ์เริ่มดังขึ้นอีกครั้ง บางคนบอกว่าเขาคือ “นักเตะผู้ถูกสาป” ที่ต่อให้เก่งแค่ไหนก็ไม่มีวันเป็นแชมป์ และบางคนถึงขั้นเรียกเขาว่า เป็นโชคร้ายของทีม เรียกว่า..ที่ไหนมีเคน ที่นั่นจะไม่มีถ้วย

 

แต่เคนไม่เคยปล่อยให้คำพูดเหล่านั้นมาบั่นทอนใจ.. แม้ต้องชวดหลายแชมป์กับเสือใต้ หรือแม้แต่การพลาดแชมป์ยูโรในรอบชิงฯ หนที่ 2 กับอังกฤษ

 

ในฤดูกาลที่สอง เขากลับมาด้วยหัวใจที่แข็งแกร่งกว่าเดิม เดินหน้าล่าความฝันด้วยแรงศรัทธาที่ไม่เคยสั่นคลอน

 

เขายังคงยิงประตูต่อเนื่อง เป็นผู้นำทั้งในสนามและห้องแต่งตัว และที่สำคัญคือ เขาเรียนรู้ที่จะไม่ยึดติดกับเสียงภายนอกที่กระทบต่อจิตใจอีกต่อไป 

 

“ผมรู้ว่าทุกคนพูดอะไรกัน แต่ผมโฟกัสแค่สิ่งที่ผมควบคุมได้” เคนเคยให้สัมภาษณ์ไว้

 

และสิ่งที่เขาควบคุมได้ก็คือการทุ่มเทเต็มร้อยในทุกนัด ทุกการซ้อม ทุกนาทีในสนาม ซึ่งนั่นคือคุณสมบัติของผู้ชนะอย่างแท้จริง

 

แล้ววันแห่งการปลดล็อกก็มาถึงในฤดูกาล 2024/25 บาเยิร์น มิวนิก คว้าแชมป์บุนเดสลีกาสำเร็จ พร้อมกับที่เคนเป็นตัวเต็งคว้ารางวัลดาวซัลโวประจำฤดูกาล

 

นี่ไม่ใช่แค่ถ้วยรางวัลแรกในลีกของเขา แต่มันคือบทพิสูจน์ว่าความพยายาม ความอดทน และศรัทธาในตัวเองสามารถเอาชนะคำสบประมาทได้ในที่สุด

 

แฮร์รี เคน อาจไม่ใช่ดาวรุ่งที่เฉิดฉายคว้าถ้วยตั้งแต่เริ่มต้น แต่เขาคือแบบอย่างของนักสู้ที่ไม่เคยหยุดเดิน แม้จะล้มกี่ครั้ง โลกจะสบประมาทอีกกี่หน เขาก็ยังเชื่อในเส้นทางของตัวเอง

 

วันนี้ แฮร์รี เคน ได้แชมป์ลีกครั้งแรกในวัย 31 ปี อาจมาช้าไปหน่อย แต่ก็เป็นเรื่องราวที่สวยงามไม่แพ้ใคร

 

เพราะบางครั้ง..คนที่ถูกมองว่า ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่คนที่ไปถึงก่อนใคร

 

แต่คือคนที่ “ไม่เคยหยุดเดิน” แม้เผชิญอุปสรรคมากมายแค่ไหนก็ตาม..

 

อ้างอิง:

The post แฮร์รี เคน ปิดตำนาน ‘ราชากองหน้าไร้ถ้วย’ สู่แชมป์ลีกแรกที่รอมา 15 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 นักเตะยิงประตูมากสุดในปี 2024 https://thestandard.co/top-5-goal-scorers-2024/ Fri, 24 Jan 2025 09:13:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1034040

เมื่อไม่นานมานี้ CIES Football Observatory เปิดเผยรายชื […]

The post 5 นักเตะยิงประตูมากสุดในปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อไม่นานมานี้ CIES Football Observatory เปิดเผยรายชื่อนักเตะที่ทำประตูได้สูงสุดตลอดปี 2024 โดยอันดับ 1 ยังคงเป็น วิกเตอร์ ยอเคอเรส ศูนย์หน้าของสปอร์ติง ลิสบอน ที่ทำได้ 64 ประตู ตรงตามโผของสำนักข่าวกีฬาเจ้าอื่นที่รายงานมาก่อนหน้านี้

 

ส่วนภาพรวมทำเนียบ 5 ดาวยิงสูงสุดตลอดปี 2024 มีดังนี้

 

  • วิกเตอร์ ยอเคอเรส – 64 ประตู
  • เออร์ลิง ฮาลันด์ – 52 ประตู
  • แฮร์รี เคน – 47 ประตู
  • คริสเตียโน โรนัลโด – 44 ประตู
  • อะยุบ อัล คาบี – 43 ประตู

 

 

ภาพประกอบ: กริน วสุรัฐกร

อ้างอิง:

The post 5 นักเตะยิงประตูมากสุดในปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Football Fact of the Year 2024 โลกฟุตบอลเกิดอะไรขึ้นบ้าง…ในปี 2024 https://thestandard.co/football-fact-of-the-year-2024/ Sun, 29 Dec 2024 03:00:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1025148

ในวันที่โลกกำลังโคจรเข้าสู่ปี 2025   หากได้นั่งคิด […]

The post Football Fact of the Year 2024 โลกฟุตบอลเกิดอะไรขึ้นบ้าง…ในปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในวันที่โลกกำลังโคจรเข้าสู่ปี 2025

 

หากได้นั่งคิดทบทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกฟุตบอล (ระดับโลก) ตลอดปี 2024 จะเห็นว่าตลอดปีที่ผ่านมามีเหตุการณ์สำคัญๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่น

 

  • เลเวอร์คูเซนคว้าแชมป์ลีกสมัยแรกแบบไร้พ่าย
  • แมนฯ ซิตี้ แชมป์ลีก 4 สมัยติด…ก่อนเผชิญวิกฤตหนักในปัจจุบัน
  • เมสซียังท็อปฟอร์มกับอาร์เจนตินา
  • โรดรีได้บัลลงดอร์ไปครอง

 

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงโมเมนต์สำคัญบางส่วนเท่านั้น เพราะเหตุการณ์สำคัญๆ ที่น่าสนใจ THE STANDARD SPORT มัดรวมเอาไว้ให้ทุกท่านแล้ว

 

แมนฯ ซิตี้

 

แมนฯ ซิตี้ ทีมแรกของอังกฤษคว้าแชมป์ลีก 4 สมัยติด

 

ย้อนกลับไปช่วงฤดูกาลที่ผ่านมา แมนฯ ซิตี้ ในฐานะแชมป์เก่า ถูกอาร์เซนอลของ มิเกล อาร์เตตา ท้าทายบัลลังก์แชมป์ลีกอย่างหนัก จนกระทั่งถึง MatchDay ที่ 33 ทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ที่ท็อปฟอร์มมาตลอดนับตั้งแต่เดือนมกราคม มาแซงขึ้นจ่าฝูงได้ในที่สุด

 

แม้ต้องไปลุ้นแชมป์ถึงนัดสุดท้ายของฤดูกาล แต่ชัยชนะของแมนฯ ซิตี้ เหนือเวสต์แฮม 3-1 ทำให้พวกเขาได้ชูถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีก และนับเป็นทีมแรกแห่งเกาะอังกฤษที่ได้แชมป์สมัยที่ 4 ติดต่อกัน

 

อย่างไรก็ตาม ถัดจากวันชื่นคืนสุขไม่กี่เดือน… แมนฯ ซิตี้ในทีมงานเดียวกันนี้ กลับไม่สามารถเร่งเครื่องทำผลงานได้ดีเหมือนเก่า หลังจากไร้ชัยชนะเป็นเวลาหลายนัด จนสร้างสถิติที่ไม่น่าจดจำมากมาย ซึ่งยังต้องติดตามต่อไปว่าในระยะยาวนี้ เป๊ปที่เพิ่งสลัดน้ำหมึกต่อสัญญากับทีมไป จะทำทัพเรือใบให้กลับมาแล่นฉิวเหมือนเดิมได้หรือไม่

 


 

ชาบี อลอนโซ

 

ชาบี อลอนโซ เสกให้เลเวอร์คูเซนกลายเป็นแชมป์ไร้พ่าย

 

การกระชากแชมป์มาจากพี่เสือ ‘บาเยิร์น มิวนิก’ หนึ่งในทีมดังที่ครองแชมป์บุนเดสลีกามายาวนานกว่า 11 ฤดูกาลนั้นเป็นเรื่องยากมาก

 

แต่ ชาบี อลอนโซ ทำได้! และไม่ได้ทำแค่การพาไบเออร์ เลเวอร์คูเซน ครองแชมป์ลีก ซึ่งนับเป็นแชมป์สมัยแรกในประวัติศาสตร์สโมสร ชาบียังทำให้ทัพนายห้างขายยาทีมนี้กลายเป็นทีมไร้พ่าย กับผลงานชนะ 28 เสมอ 6 จากทั้งหมด 34 แมตช์ นับว่าสุดยอดมากๆ

 


 

สเปน

 

สเปนกลับมาทวงบัลลังก์เจ้าแห่งยุโรป!

 

ก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์ยูโร 2024 ทีมชาติสเปนในมือของ หลุยส์ เด ลา ฟวนเต้ เป็นม้านอกสายตาของแฟนบอลพอสมควร จนถูกยกให้เป็นตัวเต็งแชมป์ลำดับ 5-6 ตั้งแต่ก่อนการแข่งขันจะเริ่ม

 

แต่เมื่อเกมเริ่ม…และผ่านรอบแบ่งกลุ่มมา สเปนกลับมาอยู่ในความสนใจของแฟนๆ อีกครั้ง จนหลายคนยกให้ทัพกระทิงดุที่โดดเด่นไม่น้อยในทัวร์นาเมนต์นี้ มีโอกาสเป็นแชมป์สูงไม่แพ้ทีมใด

 

จนในที่สุดทีมชาติสเปนหักด่านอังกฤษในเกมรอบชิงฯ 2-1 พร้อมคว้าแชมป์ยูโรไปครองสุดยิ่งใหญ่

 


 

โธมัส ทูเคิล

 

โธมัส ทูเคิล นายใหญ่คนใหม่แห่งทีมชาติอังกฤษ

 

หลังจากพลาดโอกาสพาทีมชาติอังกฤษคว้าแชมป์ยูโรอย่างน่าผิดหวัง ทั้งที่มาถึงนัดชิงฯ ได้ 2 ครั้งติดต่อกัน สำหรับทัพสิงโตคำรามในมือของ แกเร็ธ เซาท์เกต ซึ่งเจ้าตัวเลือกก้าวลงจากตำแหน่งกุนซือในเวลาต่อมา

 

และนับจากนั้นไม่กี่เดือน ทีมชาติอังกฤษได้สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ด้วยการแต่งตั้ง โธมัส ทูเคิล เข้ามารับงานกุนซือคนใหม่ของทีม ทำให้กลายเป็นกุนซือชาวเยอรมนีคนแรกที่จะได้คุมทีมชาติอังกฤษ และเป็นชาวต่างชาติในรอบ 12 ปี ถัดจาก ฟาบิโอ คาเปลโล ที่ได้ขึ้นหลังสิงโตในฐานะกุนซือของทีม

 

โดยภารกิจใหญ่ของทูเคิลกับทัพสิงโตคำราม (เบื้องต้น) คือการพาทีมฝ่าด่านรอบคัดเลือกเพื่อไปเล่นในศึกฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก เป็นเจ้าภาพร่วม

 


 

เอ็มบัปเป

 

สานฝันประธานเป้! ในที่สุดเอ็มบัปเปก็ได้สวมเสื้อราชันชุดขาว

 

เคสนี้เป็นเหตุการณ์ที่น่าสนใจ แต่เกิดขึ้นกับตลาดซื้อขายนักเตะซัมเมอร์ 2024/25 เมื่อ คีเลียน เอ็มบัปเป ดาวยิงทีมชาติฝรั่งเศส ได้ฤกษ์เปิดตัวกับเรอัล มาดริด สุดยิ่งใหญ่ ในสนามซานติอาโกเบร์นาเบว หลังปฏิเสธต่อสัญญากับปารีส แซงต์ แชร์กแมง นั่นทำให้การย้ายทีมครั้งนี้ของเขาเป็นการย้ายแบบไร้ค่าตัว พร้อมเซ็นสัญญายาว 5 ปี (ถึงปี 2029) ฟันค่าเหนื่อย 15 ล้านยูโรต่อปี

 


 

เจอร์เกน คล็อปป์ อำลาลิเวอร์พูล

 

ปิดฉาก 9 ปี เจอร์เกน คล็อปป์ อำลาลิเวอร์พูล เปิดทางสู่ยุคสมัยแห่งความร้อนแรงของ อาร์เน สลอต

 

นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในถิ่นแอนฟิลด์ช่วงปีที่ผ่านมา นั่นคือการอำลาทีมของ เจอร์เกน คล็อปป์ นายใหญ่ชาวเยอรมนีที่ตัดสินใจพักงานจากวงการฟุตบอล หลังคุมทีมหงส์แดงมายาวนานกว่า 9 ปี พาทีมคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก และแชมป์พรีเมียร์ลีกที่สโมสรรอคอยกันมานานกว่า 30 ปี

 

อย่างไรก็ตาม อาร์เน สลอต กุนซือชาวดัตช์วัย 46 ปี ที่ตัดสินใจแยกทางกับเฟเยนูร์ด เพื่อมาเซ็นสัญญารับงานคุมทีมลิเวอร์พูลแบบไม่ได้ถูกคาดหวัง กลับทำผลงานได้อย่างร้อนแรง ชนิดที่กลายเป็นทีมที่ยากต่อการต่อกรในเวลานี้

 

เพราะอาร์เนพาทีมบินสูงด้วยการยึดอันดับ 1 ใน UCL และพรีเมียร์ลีก กับฟอร์มขั้นเทพ ทั้งที่เสริมทัพในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะซัมเมอร์ไม่กี่คนเท่านั้น แต่ขุมกำลังที่เป็นมรดกจากคล็อปป์ อาร์เนสามารถปลูกปั้นและเรียกศักยภาพนักเตะในภาพรวมให้ทำผลงานอย่างยอดเยี่ยม และกลายเป็นทีมเต็งแชมป์พรีเมียร์ลีกในเวลานี้

 


 

ดราม่าบัลลงดอร์

 

ดราม่าบัลลงดอร์ ที่สุดท้ายตกเป็นของโรดรี และวินิได้นักเตะยอดเยี่ยมฟีฟ่าท้ายปี

 

นับเป็นอีกหนึ่งการประกาศผลรางวัลบัลลงดอร์ที่มีดราม่าใหญ่ครั้งหนึ่งเลยก็ว่าได้

 

ท่ามกลางการลุ้นอย่างหนักว่าใครจะได้รางวัลลูกบอลทองคำไปครอง ระหว่าง ‘วินิซิอุส จูเนียร์’ แห่งเรอัล มาดริด และ ‘โรดรี’ จอมทัพผู้เป็นหัวใจของแมนฯ ซิตี้และทีมชาติสเปน

 

ที่สุดท้ายแล้วบัลลงดอร์ปี 2024 ตกเป็นของโรดรี ที่ได้รับผลโหวตเหนือวินิเพียง 41 คะแนนเท่านั้น โดยตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา กองกลางรายนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่พาแมนฯ ซิตี้คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก (สมัยที่ 4 ติดต่อกัน), แชมป์ยูฟ่าซูเปอร์คัพ, แชมป์สโมสรโลก และพาทีมชาติสเปนคว้าแชมป์ยูโร รวมถึงรางวัลส่วนบุคคลอย่างนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์

 

และจากเหตุการณ์นี้พบปมที่ทำให้เห็นเหตุดราม่าตั้งแต่ก่อนงานประกาศรางวัล เพราะฝั่งเรอัล มาดริด ไม่ส่งนักเตะหรือคนของสโมสรเข้าร่วมแม้แต่คนเดียว เหตุเพราะไม่พอใจในเกณฑ์ตัดสิน และมองว่าผู้จัดไม่ให้เกียรติกับทีม เพราะสโมสรมองว่าหากวินิไม่ได้เป็นผู้ชนะ รางวัลนี้ก็ควรจะตกเป็นของ ดานี การ์บาฆาล ที่ประสบความสำเร็จไม่น้อยไปกว่าโรดรี ทั้งในนามสโมสรและทีมชาติสเปน

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้ วินิซิอุส จูเนียร์ เป็นผู้ชนะรางวัลนักฟุตบอลชายยอดเยี่ยมจากเวที The Best FIFA Football Awards 2024 เช่นเดียวกับ คาร์โล อันเชลอตติ กุนซือของเรอัล มาดริด ที่ซิวรางวัลโค้ชยอดเยี่ยมไปครอง

 


 

เทนฮากไป อโมริมมา และวิกฤตทางผลงานที่รอวันแก้ไขของแมนฯ ยูไนเต็ด

 

เทนฮากไป อโมริมมา และวิกฤตทางผลงานที่รอวันแก้ไขของแมนฯ ยูไนเต็ด

 

นับจาก เอริก เทน ฮาก พาทีมโค่นอริร่วมเมืองคว้าแชมป์เอฟคัพ 2023/24 ไปเมื่อกลางปีที่ผ่านมา พร้อมได้สัญญาจาก INEOS และเงินเสริมทัพจำนวนหนึ่งสำหรับคุมทัพต่อในฤดูกาลนี้

 

ผลงานของทัพปีศาจแดงในฤดูกาล 2024/25 กลับไม่สู้ดี แทบจะไม่ได้ขยับตัวออกจากโซนครึ่งล่างของตารางคะแนนพรีเมียร์ลีก จน เทน ฮาก ไปไม่รอด…ถูกปลดพ้นตำแหน่งหลังเกมแพ้เวสต์แฮม 1-2 เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

 

นั่นทำให้ไม่กี่วันต่อมาทีมหันไปเซ็นสัญญากับกุนซือหนุ่มไฟแรงจากแดนฝอยทองอย่าง รูเบน อโมริม ที่กำลังไปได้สวยกับสปอร์ติง ลิสบอน เข้ามาเป็นกุนซือคนใหม่ของทีม ท่ามกลางความคาดหวังของแฟนบอล ไม่ต่างจากฉากที่ซูเปอร์แมนอยู่ท่ามกลางฝูงชนที่รอคอยความหวังแห่งการเปลี่ยนแปลง

 

ทว่า…การเปลี่ยนแปลงทีมที่ดูเหมือนอยู่ในวงล้อมของปัญหาหลายๆ มิติจะยังเป็นงานหินไม่น้อยสำหรับอโมริม กับแผน 3-4-3 ที่หยิบมาใช้แบบไม่เผื่อใจ

 

เพราะหลังผ่านไป 9 นัดพวกเขาทำผลงานชนะ 4 เสมอ 1 แพ้ 4 เกม ยังหาความลงตัวไม่เจอ และทำให้อันดับในลีกจมอยู่ที่ 13 ของตารางในปัจจุบัน

 


 

แฮร์รี เคน ราชาไร้บัลลังก์

 

แฮร์รี เคน ราชาไร้บัลลังก์ ได้ทุกอย่างยกเว้นถ้วยแชมป์ และโคมันเสียสถิติชูถ้วยแชมป์ต่อเนื่อง

 

44 ประตูจาก 45 นัดในทุกรายการ นี่คือผลงานในฤดูกาลแรกของ แฮร์รี เคน กับบาเยิร์น มิวนิก ที่เจ้าตัวมาอยู่กับทีมได้เพียงฤดูกาลแรกเท่านั้น และทำให้เขาได้รางวัลส่วนตัวอย่างรองเท้าทองคำแห่งทวีปยุโรปและดาวซัลโวของบุนเดสลีกา

 

แต่จะด้วยวาสนาหรืออะไรก็ตามที่เล่นตลกกับเขา เพราะผลงานอันยอดเยี่ยมนี้ไม่สามารถทำให้เคนคว้าแชมป์กับทีมได้เลยสักรายการเดียว

 

ขณะเดียวกัน คิงสเลย์ โคมัน แนวรุกของบาเยิร์น มิวนิก เป็นอีกคนที่เสียสถิติกับทีมเมื่อฤดูกาล 2023/24 เพราะนั่นนับเป็นครั้งแรกในอาชีพการค้าแข้งของเจ้าตัวที่เขาไม่สามารถคว้าแชมป์ลีกได้ หลังแชมป์บุนเดสลีกาตกเป็นไบเออร์ เลเวอร์คูเซน

 

โดยก่อนหน้านี้โคมันทำสถิติเป็นนักเตะคนแรกของ 5 ลีกใหญ่ยุโรปที่คว้าแชมป์ลีกได้ทุกปี นับตั้งแต่เล่นฟุตบอลอาชีพครั้งแรกกับปารีส แซงต์ แชร์กแมง เมื่อฤดูกาล 2012/13 ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเขาลงเล่นให้ 3 ทีมดังอย่างปารีส แซงต์ แชร์กแมง, ยูเวนตุส และบาเยิร์น มิวนิก พร้อมกวาดถ้วยแชมป์ลีกต่อเนื่องได้มากถึง 12 ใบ

 


 

เมสซี และ อาร์เจนตินา

 

ลิโอเนล เมสซี ยังไม่แผ่ว พาอาร์เจนตินาป้องกันแชมป์โคปาอเมริกาสุดยิ่งใหญ่

 

แม้จะปล่อยใจ ค้าแข้งแบบชิลๆ กับอินเตอร์ ไมอามี พร้อมด้วยผองเพื่อน (อดีตนักเตะบาร์ซา) ที่ขนทัพไปเล่นในลีกลุงแซม จนช่วยทีมคว้าแชมป์ซัพพอร์เตอร์สชิลด์ (ทีมที่มีอันดับดีที่สุดในช่วงฤดูกาลปกติ)

 

แต่ ลิโอเนล เมสซี ในสีเสื้อทีมชาติอาร์เจนตินา ยังเป็นที่พึ่งของทีมอยู่เสมอแม้อายุจะล่วงเข้าวัย 37 ปี ภายหลังสวมปลอกแขนกัปตันนำทีมป้องกันแชมป์โคปาอเมริกาได้สำเร็จในช่วงกลางปีที่ผ่านมา และนับเป็นแชมป์สมัยที่ 16 ของทัพฟ้าขาว

 

และถึงนาทีนี้เหลือเวลาไม่ถึง 2 ปีเท่านั้น ก่อนฟุตบอลโลก 2026 จะเวียนกลับมาฟาดแข้งอีกครั้ง เมสซีที่ยังคงเล่นกับสโมสรและทีมชาติต่อเนื่องแบบนี้ ทำให้แฟนๆ เริ่มมีใจและคาดหวังว่าจะได้เห็นเขาในฟุตบอลโลกอีกครั้ง แม้เจ้าตัวจะเคยประกาศว่าเล่นครั้งสุดท้ายตอนได้แชมป์โลกที่กาตาร์เมื่อปี 2022 ไปแล้วก็ตาม

The post Football Fact of the Year 2024 โลกฟุตบอลเกิดอะไรขึ้นบ้าง…ในปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
แฮร์รี เคน แฮปปี้ หลังเปิดตัวรูปปั้นขนาดจริงของตัวเอง https://thestandard.co/harry-kane-statue-unveiled/ Tue, 19 Nov 2024 01:13:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1010154 แฮร์รี เคน

รูปปั้นขนาดเท่าตัวจริงของ แฮร์รี เคน ถูกนำมาตั้งจัดแสดง […]

The post แฮร์รี เคน แฮปปี้ หลังเปิดตัวรูปปั้นขนาดจริงของตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
แฮร์รี เคน

รูปปั้นขนาดเท่าตัวจริงของ แฮร์รี เคน ถูกนำมาตั้งจัดแสดงด้านหน้าปีเตอร์ เมย์ สปอร์ต เซ็นเตอร์ ในวอลแธมสโตว์ ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของกรุงลอนดอน

 

โดยกัปตันทีมชาติอังกฤษเดินทางไปร่วมพิธีเปิดตัวรูปปั้นดังกล่าวด้วยความสุขที่แสดงออกผ่านทางสีหน้าอย่างชัดเจน โดยเขาถ่ายรูปเซลฟีกับรูปปั้นของตัวเองพร้อมโพสต์ลงโซเชียลมีเดียด้วย

 

หลังจากนั้นเคนโพสต์ผ่าน X ว่า “มันเป็นช่วงเวลาที่น่าภาคภูมิใจอย่างแท้จริงสำหรับตัวผม การได้กลับไปยังสถานที่ที่ผมได้เริ่มต้นชีวิตการค้าแข้ง และได้เปิดตัวรูปปั้นของตัวเอง

 

“ผมหวังว่ามันจะช่วยเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ทำงานหนักและเชื่อมั่นในตัวเองต่อไป”

 

 

ภาพ: fabriziorom, harrykane / Instagram

The post แฮร์รี เคน แฮปปี้ หลังเปิดตัวรูปปั้นขนาดจริงของตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>