DCA Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/dca/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 19 May 2026 06:25:29 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เปิดสาเหตุ ทำไม S&P500 จะไม่ฟองสบู่แตก จนเข้าสู่ Lost decade แม้มูลค่าแพงเกินไปแล้ว https://thestandard.co/s-p500-avoid-lost-decade/ Tue, 19 May 2026 06:25:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1208745 กราฟดัชนี S&P500 แสดงการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นสหรัฐฯ พร้อมแนวคิดเรื่องฟองสบู่และ Lost Decade

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสง […]

The post เปิดสาเหตุ ทำไม S&P500 จะไม่ฟองสบู่แตก จนเข้าสู่ Lost decade แม้มูลค่าแพงเกินไปแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟดัชนี S&P500 แสดงการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นสหรัฐฯ พร้อมแนวคิดเรื่องฟองสบู่และ Lost Decade

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสงครามอิหร่านที่ยืดเยื้อ โดยดัชนี S&P500 ปรับตัวทะลุ 7,500 จุด สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ได้รับแรงหนุนหลักจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในไตรมาสแรก ที่ส่วนใหญ่ออกมาดีเกินคาด โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่ม AI เช่นเดียวกับตัวเลขเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่ง

 

 
 

แม้ล่าสุดดัชนีจะปรับตัวลงมาทดสอบแนวรับสำคัญที่ระดับ 7,400 จุด แต่แรงซื้อมหาศาลในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนว่านักลงทุนได้มองข้ามผลกระทบ สงครามไปเยอะแล้ว และมีมุมมองเชิงบวกว่าตลาดจะเป็นขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อก็ตาม

 

จนนักวิเคราะห์ใน Wall Street หลายสำนักต้องออกมาเตือนว่านี่อาจเป็นสัญญาณเตือน ก่อนตลาดเกิดภาวะ ‘ฟองสบู่แตก’ และมีโอกาสเข้าสู่ช่วง Lost decade ที่ S&P500 ให้ผลตอบแทนต่ำลง เฉลี่ยปีละ 3%-5% เนื่องจาก CAPE Ratio ชี้ว่าตอนนี้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ แพงเกินไป ระดับใกล้เคียงช่วง ‘ฟองสบู่ดอทคอม’ แล้ว

 

อย่างไรก็ตาม เหรียญมี 2 ด้านเสมอ แม้ตอนนี้ตัวชี้วัดทางการเงิน หลายตัวจะบ่งชี้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ แพงเกินไปแล้ว

 

แต่มี Thesis อะไรบ้างที่นักลงทุนอาจมองข้าม ซึ่งเป็นกระจกสะท้อนความจริงอีกด้านว่า S&P500 อาจไม่เกิดภาวะฟองสบู่แตก และยังลงทุนได้ในระยะยาว?

 

S&P 500 แพงเกินไปหรือยัง เสี่ยง Lost decade แค่ไหน?

 

กรรณ์ หทัยศรัทธา, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัยลูกค้ารายย่อย และนักเศรษฐศาสตร์ บริษัทหลักทรัพย์ CGS International ประเทศไทย ให้มุมมองกับ THE STANDARD WEALTH ว่า มีความเป็นไปได้น้อยมากที่ S&P500 จะเข้าสู่ Lost decade ซึมยาว 10 ปี เนื่องจากตอนนี้ Forward P/E ของกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีอยู่ที่ 25 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงฟองสบู่ดอทคอมในปี 2000 ที่อยู่สูงถึงระดับ 50 เท่า

 

ประกอบกับปัจจุบัน สถาบันการเงินในสหรัฐฯ ถูกกำกับด้วยกฎเกณฑ์ที่รัดกุม จึงระมัดระวังในการใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อ Leverage ผลตอบแทนมากขึ้น

 

ดังนั้นความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตการเงินคล้ายปี 2008 จึงมีน้อย

 

เมื่อพิจารณามูลค่าหุ้นสหรัฐฯ ว่าแพงเกินพื้นฐานไปแล้วหรือไม่ CGS ประเมินว่าประมาณการกำไรต่อหุ้น (Forward EPS) ของดัชนี S&P500 จะอยู่ที่ 380 ดอลลาร์ในปี 2027 และขยับขึ้นเป็น 430 ดอลลาร์ ในปี 2028 บนเงื่อนไขที่บริษัทจดทะเบียนสามารถส่งมอบกำไรได้ตามเป้าหมาย เมื่อคำนวณราคาดัชนี โดยให้ค่า PE ที่ 20 เท่า มูลค่าที่เหมาะสมจะอยู่ที่ 7,600-8,400 จุด

 

ดังนั้น แม้ว่าดัชนีจะพุ่งทะลุ 7,500 จุดขึ้นมาทำสถิติสูงสุดใหม่ แต่เมื่อเทียบกับความสามารถการทำกำไรในอนาคตแล้ว ระดับราคานี้ถือว่าเป็นระดับกลาง ไม่ได้แพงเกินไป

 

ความเสี่ยงเดียวที่จะทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลง คือทำกำไรไม่ได้ตามเป้าหมาย แต่ปัจจุบันบริษัทเทคโนโลยียังมีการลงทุนมหาศาลใน AI อีกทั้งบริษัทที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเทคโนโลยี ก็นำ AI มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ทำให้มีโอกาสที่กำไรจะปรับตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้

 

“การที่ไม่มีหุ้น AI อาจจะอันตรายกว่าการไม่มี เพราะเมื่อบริษัททำกำไรได้จริง เราจะตกรถทันที ถ้าใครพลาดไม่ซื้อ S&P500 ตอนราคาอยู่ที่ประมาณช่วง 6,000 ปลายๆ เรามองว่าน่าเสียดาย เพราะ AI อาจจะยิ่งใหญ่กว่าอินเทอร์เน็ตก็ได้”

 

อีกหนึ่งเหตุผลที่บ่งชี้ว่าดัชนี S&P500 จะไม่ปรับตัวลงแรงเหมือนในอดีต เพราะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยกระดับกลายเป็น ‘หุ้นโลก’ ไปแล้ว

 

ปัจจุบันผลประกอบการของ S&P 500 ไม่ได้อิงอยู่กับเศรษฐกิจภายในสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียว แต่รายได้เฉลี่ยของบริษัททั้ง 500 แห่งมาจากต่างประเทศรวมกันมากถึง 30%

 

หากพิจารณาเฉพาะหุ้นกลุ่ม 7 นางฟ้า (Magnificent 7) ที่เปรียบเสมือน โครงสร้างพื้นฐานของโลกยุคใหม่ รายได้กว่าครึ่งหนึ่งของกลุ่มนี้มาจากนอกสหรัฐฯ โครงสร้างรายได้ระดับโลก ทำให้ดัชนีมีความแข็งแกร่งเวลาตลาดย่อตัวลง จึงมักจะมีแรงซื้อกลับเข้ามาเสมอ และทำให้การปรับฐาน (Drawdown) ไม่ลึกและรุนแรงเหมือนในอดีต

 

ทั้งนี้ต้องจับตาความเสี่ยงผลกระทบจากราคาน้ำมัน ที่อาจทรงตัวอยู่ในระดับสูงถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตลอดทั้งไตรมาส อาจทำให้ตลาดปรับลดประมาณการกำไรต่อหุ้นลง ซึ่งจะส่งผลต่อจังหวะเข้าซื้อ

 

อย่างไรก็ตามหากเกิดการปรับลดประมาณการกำไรทั้งตลาด นักลงทุนจะต้องเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน แต่หากกระทบจำกัดอยู่แค่บางกลุ่มอุตสาหกรรม การย่อตัวครั้งนี้จะถือเป็นจังหวะเข้าซื้อที่เหมาะสม

 

ทำไม CAPE RATIO ไม่ใช่ตัวชี้วัดตลาดฟองสบู่แตก

 

CAPE RATIO หรือ Shiller P/E มักถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อประเมินมูลค่าตลาดหุ้น ว่าถูกหรือแพงแค่ไหน เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยระยะยาว โดยมีหลักการคือ นำค่า P/E หรือกำไรเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อ เพื่อลดความผันผวนจากวัฏจักรเศรษฐกิจ ให้สามารถเปรียบเทียบกำไรในช่วงที่เงินเฟ้อสูงกับช่วงที่เงินเฟ้อต่ำบนมาตรฐานเดียวกัน

 

เมื่อค่า CAPE สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตมาก อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า มูลค่าตลาดปัจจุบันแพงเกินไป และมีโอกาสให้ผลตอบแทนที่ ‘ต่ำลง’ ในช่วง 10 ปีข้างหน้า นักลงทุนจึงมักใช้สิ่งนี้เป็นตัวชี้วัด ‘ภาวะฟองสบู่’ ในตลาดหุ้น

 

มทินา วัชรวราทร, CFA, Head of Investment Management Strategy บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย จำกัด (KAsset) กล่าวว่า แม้ปัจจุบันค่า CAPE จะพุ่งสูงถึงระดับ 41 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยประวัติศาสตร์ และใกล้เคียงกับจุดสูงสุดช่วงฟองสบู่ดอทคอมที่ระดับ 42 เท่า แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตลาดหุ้นไม่เคยปรับตัวลงเพียงเพราะมูลค่าตลาดแพงอย่างเดียว

 

เมื่อตลาดมีค่า PE ที่สูง ตลาดอาจจะยังสามารถปรับตัวขึ้นต่อไปได้เรื่อยๆ เป็นเวลา 1-2 ปีโดยไม่เกิดการปรับฐานลงมาเลยก็ได้ ดังนั้นหากนักลงทุนใช้ CAPE Ratio เป็นตัวชี้วัดว่าตลาดหุ้นแพงเกินไปแล้วควรรีบขายหุ้น ก็อาจกลายเป็นการขายที่เร็วเกินไป ทำให้เสียโอกาสทำกำไรในช่วงที่ตลาดยังสามารถวิ่งต่อไปได้

 

ในทางตรงกันข้าม ช่วงฟองสบู่ดอทคอมแม้บริษัทเทคโนโลยีจะมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กำไรบริษัทจดทะเบียนก็ปรับสูงขึ้น แต่สุดท้ายตลาดก็ปรับตัวลงอย่างหนัก กลายเป็นว่าการดูแต่กำไร ทำให้นักลงทุนออกจากตลาดหุ้นไม่ทัน

 

“ตลาดหุ้นไม่เคยปรับตัวลง เพราะ CAPE RATIO หมายความว่า การดู P/E ไม่ใช่ตัวชี้วัดที่ดีที่จะบอกได้ว่าตลาดหุ้นจะปรับตัวลงหรือไม่ โดยระดับ CAPE RATIO อาจปรับสูงขึ้นได้เรื่อยๆ โดยที่ตลาดหุ้นไม่ปรับตัวลงเลยก็ได้ จึงไม่สามารถใช้บอกจังหวะการซื้อขายได้”

 

ทั้งนี้เวลาที่ตลาดหุ้นร่วงหนักถึง 20% มักมีสาเหตุมาจากการปรับขึ้น อัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) หรือเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) เช่น เมื่อราคาน้ำมันสูงจนผู้บริโภคต้องชะลอการใช้จ่าย

 

Index fund น่าลงทุนอยู่ไหม รายย่อยจัดพอร์ตอย่างไร

 

กรรณ์มองว่า การลงทุนในกองทุนดัชนี (Index fund) ยังให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว ทั้งนี้ CGS แนะนำให้จัดพอร์ตเพื่อกระจายความเสี่ยง โดยถือ ‘หุ้น’ ควบคู่ไปกับ ‘เงินสด’ แทนการถือหุ้นควบคู่ไปกับพันธบัตรหรือทองคำ เนื่องจากมองว่าปัจจุบัน ‘ทองคำ’ และ ‘พันธบัตร’ ไม่ใช่สินทรัพย์สำหรับกระจายความเสี่ยงที่ดีอีกต่อไป

 

เพราะในช่วงวิกฤตสงครามที่ผ่านมา ทองคำไม่ได้ช่วยป้องกันความเสี่ยงให้พอร์ตได้จริง ขณะที่พันธบัตรก็มีความเชื่อมโยง (Correlation) กับหุ้นสูงมาก ทำให้เมื่อบอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้นหรือลง ราคาพันธบัตรและหุ้นจึงเคลื่อนไหว ไปในทิศทางเดียวกัน

 

ด้านมทินามองว่า การลงทุนแบบถัวเฉลี่ย (DCA) ในกองทุนดัชนี (Index Fund) เช่น S&P500 ยังคงเป็นกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์และให้ผลตอบแทนที่ดีสำหรับการลงทุนระยะยาว ทั้งนี้ ควรเน้นการเข้าซื้อหรือเพิ่มเงินลงทุนในช่วงที่ตลาดย่อตัว มากกว่าการซื้อในช่วงที่ตลาดเป็นขาขึ้น เพราะการเก็บของในช่วงที่ตลาด ปรับฐานจะช่วยให้ได้ต้นทุนเฉลี่ยในระยะยาวที่ถูกลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

สำหรับการเลือกหุ้นรายตัวเข้าพอร์ต ควรเลือกลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ที่บริษัทมีพื้นฐานแข็งแกร่งและมีกำไรรองรับ เช่น Microsoft ที่จะไม่เจ๊งในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยสามารถทยอยซื้อสะสมไปได้เรื่อยๆ และควรหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้น IPO ใหม่ๆ ที่ยังไม่มีกระแสเงินสด (Cash Flow) รองรับ

 

ภาพ: Rokas Tenys/ Shutterstock

 

The post เปิดสาเหตุ ทำไม S&P500 จะไม่ฟองสบู่แตก จนเข้าสู่ Lost decade แม้มูลค่าแพงเกินไปแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
AI Super Cycle หุ้นเทคฯ โชว์กำไร ‘ของจริง’ ตลาดเข้าสู่โหมด ‘Selective Risk-taking’ https://thestandard.co/ai-super-cycle-tech-stocks-real-profits/ Mon, 11 May 2026 02:06:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1205762 กราฟหุ้นเทคโนโลยี AI แสดงผลกำไรที่แท้จริง ท่ามกลางสภาวะตลาดที่เลือกเข้าลงทุน

ทำไมหุ้นสหรัฐฯ พุ่งทำ All time high อีกแล้ว ทั้งๆ ที่สง […]

The post AI Super Cycle หุ้นเทคฯ โชว์กำไร ‘ของจริง’ ตลาดเข้าสู่โหมด ‘Selective Risk-taking’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟหุ้นเทคโนโลยี AI แสดงผลกำไรที่แท้จริง ท่ามกลางสภาวะตลาดที่เลือกเข้าลงทุน

ทำไมหุ้นสหรัฐฯ พุ่งทำ All time high อีกแล้ว ทั้งๆ ที่สงครามตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย เงินเฟ้อสูง สหรัฐฯ หนี้สาธารณะท่วม ล่าสุดธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ไม่มีเซอร์ไพรส์ด้วย

 

 
 

คงจำกันได้เมื่อเร็วๆ นี้ นักลงทุนระดับโลกอย่าง Warren Buffett ยังออกมายืนยันชัดๆ ว่า ‘ไม่ว่าอย่างไรก็อย่าแทงสวนสหรัฐฯ’ ราวกับเสียงปลุกความเชื่อมั่นผู้กล้ากลับเข้าตลาดครับ

 

วันนี้ มีแต่คำถามเข้ามาถามผมว่า ‘เงินเราควรจะอยู่ตรงไหนดี’ และอยากได้คำแนะนำ ‘วางกลยุทธ์ยังไงไม่ให้พอร์ตพัง’

 

ผมจะมาฉายภาพรวมให้เห็นกันว่า อะไรที่ทำให้ใครๆ ต่างกระโจนเข้าหุ้นสหรัฐฯ แบบไม่กลัวฟองสบู่แตกกันแล้ว? ตอนนี้เงินทุนระดับโลกกำลังไหลไปไหน? และจะคว้าโอกาสอย่างไรเมื่อมาถึง

 

หุ้นสหรัฐฯ บวก 4-6% ฝ่า oil shock-เงินเฟ้อพุ่ง Fed คงดอกเบี้ย

 

ในช่วง 2 เดือนของตลาดหุ้นโลกอย่างสหรัฐฯ ที่ผจญภัยกับสงครามสหรัฐฯ – อิหร่านยิงสู้รบกันหนัก แต่จู่ๆ มีรถไฟ AI ก็พุ่งขึ้นดันตลาดแรลลี่จนถึงวันนี้ ใครที่ถือหุ้นไว้อยู่ โกยกำไรกันเต็มๆ มือ

 

ช่วงแรกที่เริ่มสงครามยิงสู้รบกัน (28 ก.พ.) ตลาดตกใจ น้ำมันพุ่ง หุ้นสหรัฐฯ ร่วงแรงมาก ดัชนี S&P 500 ร่วงต่ำสุดราว -9% เป็นช่วงที่มีการปรับฐาน (Correction) มากกว่า 10% ทั้ง Nasdaq และ Dow Jones จนเข้าสู่ปลายเดือนมีนาคม ตลาดเริ่มชินและย่อยข่าวสงครามกันแล้ว จึงมีแรงซื้อกลับบางช่วง (Rebound)

 

จังหวะที่สหรัฐฯ ประกาศพักรบ (Ceasefire) ต้นเมษายน คือ ฤดูปิดงบไตรมาสแรกกันแล้ว ตลาดพลิกฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว นักลงทุนมองข้ามสงคราม และโฟกัสที่ผลกำไร โดยมีกำไรของกลุ่มหุ้นเทคโนโลยี AI เป็นตัวขับเคลื่อนตลาดขาขึ้น ทั้ง S&P 500 และ Nasdaq เดินหน้าทำ All time high และทำให้ผลตอบแทนปลายเดือนเมษายน เทียบกับเมื่อต้นปี (YtD) S&P 500 บวก 4.2% ส่วน Nasdaq บวก 6.2%

 

ช่วงนี้ตลาดเริ่มแกว่งขาลงบ้าง สะท้อนข่าว Fed ไม่ลดดอกเบี้ย โดยยังให้น้ำหนักต่อเงินเฟ้อสูงมากกว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ แนวโน้มข้างหน้าตลาดจะ Sideway หรือไปต่อ ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดครับ

 

ผลประชุม Fed รอบนี้ เป็นไปตามที่ตลาดก็คาดไว้อยู่แล้ว คือ การคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% ตามตลาดคาด เพราะสัญญาณเงินเฟ้อยังเสี่ยงสูงอยู่ และไม่ส่งสัญญาณชัดเจนเกี่ยวกับการลดดอกเบี้ยในระยะถัดไป ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น

 

ตอนนี้ประเด็นที่ตลาดให้ความสำคัญ คือ Fed ปรับมุมมองเงินเฟ้อขึ้น โดยระบุว่า ‘ยังอยู่ในระดับสูง’ (elevated) จากเดิมที่เคยใช้คำว่า ‘ค่อนข้างสูง’ สะท้อนแรงกดดันด้านราคาที่ยังไม่คลี่คลาย โดยเฉพาะจากราคาพลังงานที่ปรับตัวขึ้น ซึ่งล่าสุด ราคาน้ำมันดิบกลับมาพุ่งขึ้นไปถึง 119.50 ดอลลาร์/บาร์เรลแล้ว แพงที่สุดในรอบ 2 ปี

 

อีกจุดที่น่าสนใจ คือ ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) รอบนี้มีมติคงอัตราดอกเบี้ยฯ ออกมาที่ 8-4 เสียง ถือเป็นระดับความเห็นต่างสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1992 โดยมีกรรมการ 1 รายสนับสนุนการลดดอกเบี้ย ขณะที่อีก 3 รายไม่เห็นด้วยกับแนวโน้มผ่อนคลายนโยบาย สะท้อนความเห็นที่ ‘แตกต่างกันมากขึ้น’ ภายใน Fed

 

แนวโน้มในระยะข้างหน้า ‘Jerome Powell’ ที่กำลังนับถอยหลังประธาน Fed มองว่า ‘ความเสี่ยงเงินเฟ้อยังไม่จบ’ และ Fed ยังต้องระวังอย่างมาก ในการลดดอกเบี้ยหรือผ่อนคลายนโยบาย สถานการณ์เงินเฟ้อระยะสั้น ‘เริ่มกลับมาสูงขึ้น’ ล่าสุด ประเมินเงินเฟ้อ PCE อยู่ที่ประมาณ 3.5% (มี.ค. 2026) ขณะที่สงครามตะวันออกกลาง อาจดันราคาพลังงานเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่อง นโยบายดอกเบี้ยปัจจุบันยังเหมาะสม และยังไม่จำเป็นต้องรีบลดดอกเบี้ย

 

ก่อนหน้านี้ Donald Trump ได้ออกมาเรียกร้องให้ Fed ลดดอกเบี้ยอย่างชัดเจน แต่การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า Fed ยังคงให้น้ำหนักกับความเสี่ยงเงินเฟ้อมากกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ก็ต้องจับตาการเข้ามาของ ‘Kavin Warskh’ ประธานคนใหม่ หลังจาก ‘Powell’ หมดวาระประธาน Fed วันที่ 15 พ.ค. นี้ แต่ยังอยู่ใน Federal Reserve ต่อในตำแหน่งผู้ว่าการ (Governor)

 

สรุป สงครามไม่ได้ทำให้ตลาดหุ้นพัง แต่กลับเกิด ‘deep’ ให้ซื้อ มองข้ามสงคราม โฟกัสกำไรบริษัทจดทะเบียน ตัวขับเคลื่อนตลาดจริงๆ

 

AI New Super Cycle พิสูจน์กำไรของจริง เสาค้ำยันตลาดไปต่อ

 

ข่าวดีอย่างหนึ่งที่พอจะเป็นเสาค้ำยันให้ตลาดได้คือ ผลประกอบการของกลุ่มเทคโนโลยี ส่วนใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามอิหร่านมากนัก

 

ข้อมูลจาก Bloomberg Intelligence คาดการณ์ว่า กำไรของกลุ่มเทคฯ ในไตรมาสแรกจะเติบโตถึง 41% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือว่าโตแรงมาก แต่ก็เป็นมาตรฐานที่สูงเอาเรื่อง ใครพลาดเป้าก็มีโอกาสโดนเทแรงเหมือนกัน

 

กลุ่ม Magnificent 7 (7นางฟ้า) ทะยอยเปิดงบฯ กำไรประจำไตรมาส 1/2026 ออกมากันแล้ว ส่วนใหญ่กำไรยังเติบโตแข็งแกร่งและบางตัวทำดีกว่าตลาดคาดด้วย

 

ตัวหุ้นเด่นๆ เคลื่อนไหวหลังรายงานงบการเงินไตรมาสแรกปีนี้ออกมา อาทิ Alphabet (google) พุ่งขึ้น +7% หลังโชว์กำไรโตกว่า 80%, หุ้น Amazon ปรับขึ้น +2% หลังเปิดกำไรโต 28%

 

ส่วน Meta ปรับตัวลง -7% หลังจากโชว์รายได้โต 31% และกำไรดีกว่าคาด เนื่องจากมีประเด็นการลงทุนเพิ่ม (CAPEX) ที่อาจกดดันอัตรากำไรในอนาคต เช่นเดียวกับ Microsoft เป็นอีกตัวที่ร่วง -2% ทั้งๆ ที่รายได้และกำไรโต แต่มี Apple ที่โตช้ากว่ากลุ่ม ขณะที่ OpenAI บริษัทผู้สร้าง ChatGPT กลับทำผลงานออกมาพลาดเป้า กระทบตัวหุ้นร่วงเต็มๆ

 

ประเด็นสำคัญที่ทำให้หุ้นกลุ่ม 7 นางฟ้า ยังมีโมเมนตัมไปต่อ คือ

 

  • หุ้นบิ๊กเทคฯ ส่วนใหญ่ ทำรายได้โตถึง double digit สะท้อนยอดขาย มีรายได้เข้ามาแล้ว เป็นกำไรโตจากการดำเนินงานจริงๆ และ EPS โตแรง
  • AI เป็น New Super Cycle โดย 4 บริษัทยักษ์ใหญ่ลงทุน AI รวมกันกว่า 650-700 ล้านดอลลาร์ในปีเดียว ตัวที่ทำรายได้โตเร็วสุด คือ Cloud, AI Services, Data Center
  • ตอนนี้ตลาดเริ่มแบ่งเกรด การจัดกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีที่เป็น winner ได้แก่ Google, Microsoft, Amazon กลุ่มที่เสี่ยง ได้แก่ Meta เพราะมีการลงทุน (Capex)สูง อีกกลุ่มที่กลางๆ เช่น Apple และ Tesla

 

ตอนนี้ AI เป็นช่วงของ ‘Monetization Phase’ หรือช่วงพิสูจน์รายได้ หุ้นกลุ่มเทค ยังนำตลาดแต่ความคาดหวังเริ่มละเอียดขึ้น ไม่ใช่แค่ ‘มี AI แล้วราคาขึ้น’

 

AI ไม่ได้เป็นแค่เทรนด์ แต่กำลังกลายเป็น ‘โครงสร้างพื้นฐานใหม่’ หรือเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจโลก AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนแรงงาน วิเคราะห์ข้อมูลได้แม่นยำขึ้น และเร่งการตัดสินใจทางธุรกิจได้เร็วขึ้น สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนโครงสร้างต้นทุนและศักยภาพการเติบโตของธุรกิจที่สร้างรายได้และกำไรอย่างต่อเนื่อง

 

ทุกครั้งที่โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เงินลงทุนมักเคลื่อนไหวก่อนที่ผลลัพธ์จะปรากฏชัดเจน เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในยุคสมัยอินเทอร์เน็ต ยุคสมาร์ทโฟน และยุคคลาวด์ ที่บริษัทซึ่งอยู่ท่ามกลางคลื่นการเปลี่ยนแปลงสามารถสร้างการเติบโตมหาศาลในเวลาไม่นาน วันนี้ AI กำลังอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน

 

เมื่อ AI กลายเป็นเมกะเทรนด์ โลกธุรกิจแทบทุกอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิต การเงิน สุขภาพ การขนส่ง หรือบริการดิจิทัล เงินทุนย่อมเคลื่อนเข้าสู่โอกาสก่อนเสมอ ปลายทางของเงินทุนโลกกำลังไหลเข้าหุ้นธีมเมกะเทรนด์ครับ

 

และหนึ่งในนักลงทุนระดับโลก Ray Dalio จาก Bridgewater เปิดรายงานว่าไตรมาส 4 ปี 2568 ได้เพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้นสหรัฐฯ 21.53% จนตอนนี้ถือหุ้นสหรัฐฯ มากกว่า 88% ของพอร์ตแล้ว โดยเพิ่มน้ำหนักหุ้นเมกะเทรนด์ด้วย

 

เปิดโหมด ‘Selective Risk-taking’ ด้วย 4 กลยุทธ์ ชนะเกมลงทุน

 

โลกกำลังจะเปลี่ยน…เงินเราควรจะอยู่ตรงไหนดี และลงทุนอย่างไรไม่ให้พอร์ตพัง

 

แม้นักลงทุนเริ่มมองข้ามความเสี่ยงสงคราม ปิดโหมด Risk off มาเป็น ‘Selective Risk-taking’ หรือ เลือกลงทุนมากขึ้นเป็นรายสินทรัพย์ ซึ่งก็คือ ความเสี่ยงยังอยู่ แต่ ‘ไม่ได้กดตลาดทั้งระบบ’ เหมือนเดิม

 

ปัจจุบัน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไม่ได้ถูก ค่า P/E อยู่ในระดับสูง ประมาณ 26 เท่า​ แต่ในขณะเดียวกัน เหล่าตัวเลขการเงิน ทั้ง ROE ROA และกำไรสุทธิ ก็อยู่ในระดับดีที่สุดในโลกเช่นกัน ทั้งนี้ ไตรมาสแรก บริษัทในตลาดมากกว่า 88% ที่รายงานงบฯ ทำกำไรได้ดีกว่าคาด และคาดจะมีแนวโน้มกำไรเติบโต ‘ระดับสองหลัก’ ต่อเนื่องหลายไตรมาส

 

 

เท่ากับว่าเมื่อเทียบกับคุณภาพแล้ว หุ้นสหรัฐฯ ‘ราคาสูง’ แต่อาจ ‘ไม่ได้แพง’ ครับ

 

จุดที่ต้องระวัง

 

  • หุ้นสหรัฐฯ ปรับขึ้นมา 3 ปีต่อเนื่อง เชิงสถิติหากตลาดขึ้น 4 ปีติด ปีถัดไปมีโอกาสปรับตัวลงสูงถึง 80%
  • ล่าสุด Bank of America จุดพลุ ‘กระแสฟองสบู่ AI จะแตก’ อีกครั้ง โดยชี้ว่า ‘AI Big Tech’ หรือกลุ่มหุ้นผู้นำ เช่น Nvidia, Microsoft, Amazon, Alphabet และ Meta Platforms มีน้ำหนักในดัชนีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนแตะระดับที่เคยเป็น ‘จุดพีก’ ก่อนฟองสบู่แตกในอดีต เช่น Nifty Fifty ในยุค 1970s, หุ้นญี่ปุ่นยุค 1980s และ Dot-com ปี 2000 ซึ่งล้วนจบลงด้วยการปรับฐานระยะยาว

 

การลงทุนในช่วงนี้จึงไม่ใช่การคาดเดาทิศทางตลาดจากข่าวสาร แต่เป็นการให้ความสำคัญกับตัวเลขเศรษฐกิจพื้นฐานและทิศทางผลประกอบการของบริษัทในตลาดมากกว่า และ ‘จัดพอร์ตให้รอดในทุกสถานการณ์’

 

​กลยุทธ์สำคัญ คือการกระจายความเสี่ยง จัดพอร์ตแบบ Core & Satellite (สัดส่วน 70%-80% กับ 30%-20%)

 

  • มี Core Portfolio หรือพอร์ตหลักที่กระจายความเสี่ยงครอบคลุมทั้งในแง่ของสินทรัพย์ที่หลากหลายและภูมิภาค เช่น กระจายลงทุนหุ้นทั่วโลกร่วมกับตราสารหนี้ เช่น หุ้นสหรัฐฯ หุ้นประเทศพัฒนาแล้ว หุ้นตลาดเกิดใหม่ และ พันธบัตรระยะสั้น
  • การคว้าโอกาสลงทุนเพิ่มกำไรด้วย Satellite Portfolio หรือพอร์ตรอง ที่ลงทุนในกลุ่มที่เน้นโอกาสเติบโตสูงในช่วงนี้ อย่างกลุ่ม AI เทคโนโลยี ราคาขึ้นมาแรงมาก จึงต้องเลือกตัวหุ้น หรือธีมเมกะเทรนด์ต่างๆ ที่มีโอกาสเติบโตสูง เช่น พลังงานสะอาด แบตเตอรี่ ได้แรงหนุนจากวิกฤติพลังงาน โลกต้องการลดการพึ่งพาน้ำมัน เป็นเมกะเทรนด์ระยะยาว
  • ลงทุนสม่ำเสมอ (DCA) ลงทุนต่อเนื่องไม่ต้องจับจังหวะ ช่วยควบคุมอารมณ์และยังเฉลี่ยต้นทุนและสร้างวินัยระยะยาวด้วย
  • Rebalance สม่ำเสมอ ปรับพอร์ตทุก 3-6 เดือน ขายสินทรัพย์ที่เกินสัดส่วน เติมสินทรัพย์ที่ยังมีโอกาส เท่ากับ ‘ล็อกกำไร และเตรียมลงทุนรอบใหม่’ ยึดแผนลงทุนที่ถูกหลักการ

 

ในโลกที่มีความผันผวนสูง เลือกโฟกัส ‘กำไรบริษัท’ มากกว่าข่าว เพราะสงคราม เป็นความผันผวนระยะสั้น แต่การลงทุนเป็นเกมระยะยาว และคนที่สร้างผลตอบแทนได้จริงไม่ใช่คนที่ ‘หนีตลาดได้เก่งที่สุด’

 

แต่คือคนที่ ‘อยู่ในตลาดได้นานพอ และมีวินัยมากพอ’ ต่างหากที่เป็นผู้ชนะในเกมนี้

The post AI Super Cycle หุ้นเทคฯ โชว์กำไร ‘ของจริง’ ตลาดเข้าสู่โหมด ‘Selective Risk-taking’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รีเซ็ตสมดุลโลกลงทุน จัดพอร์ตรับดอกเบี้ยสูงนาน-ตลาด Selective https://thestandard.co/reset-global-investment-portfolio/ Tue, 21 Apr 2026 02:44:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1199442 ภาพคนกำลังจัดพอร์ตลงทุนเพื่อรับมือดอกเบี้ยสูงและตลาด Selective

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมาหลายสั […]

The post รีเซ็ตสมดุลโลกลงทุน จัดพอร์ตรับดอกเบี้ยสูงนาน-ตลาด Selective appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพคนกำลังจัดพอร์ตลงทุนเพื่อรับมือดอกเบี้ยสูงและตลาด Selective

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมาหลายสัปดาห์ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ตลาดการเงินทั่วโลกติดตามอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ภาพของตลาดในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปจากช่วงแรกของวิกฤติอย่างมีนัยสำคัญ

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

เมื่อไม่กี่วันมานี้ตลาดยังอยู่ในภาวะ ‘Risk-off’ เต็มรูปแบบ นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงและเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัย คล้อยหลังเพียงไม่กี่วันตลาดเริ่มปรับเข้าสู่ภาวะ ‘Selective Risk-taking’ หรือการเลือกลงทุนเป็นรายสินทรัพย์มากขึ้น สะท้อนว่าความกังวลยังคงอยู่ แต่ไม่ได้อยู่ในระดับที่กดดันตลาดทั้งระบบเหมือนช่วงเริ่มต้น

 

ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังไม่คลี่คลายทั้งหมด แต่ตลาดการเงินโลกกลับ ปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ (All-time High) สะท้อนว่า นักลงทุนเริ่ม ‘มองผ่านความเสี่ยงระยะสั้น’ ไปยังพื้นฐานเศรษฐกิจและกำไรบริษัท

 

ตลาดหุ้นโลก: ฟื้นตัวแรง ทำจุดสูงสุดใหม่

 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า +12% จากช่วงปลายมีนาคม และทำ All-time high อีกครั้ง ท่ามกลางไอร้อนของสงคราม โดยล่าสุดดัชนี S&P 500 อยู่บริเวณ 7,100 จุด ขณะที่ดัชนี NASDAQ ทะลุ 24,000 จุด

 

โดยภาพรวมแล้วตลาดไม่ได้อยู่ในภาวะ Panic เหมือนก่อน แต่กำลัง ‘price in การฟื้นตัว’ และความหวังว่าสงครามจะไม่ลุกลาม

 

ราคาน้ำมันยังผันผวนในระดับสูง แต่ลดจากจุดพีค

 

ในช่วงแรกของความขัดแย้ง ตลาดเคยกังวลว่าราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นรุนแรงจากความเสี่ยงด้านอุปทาน โดยเฉพาะเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญในตะวันออกกลาง

 

แต่ปัจจุบัน แม้ราคาน้ำมันยังมีความผันผวนตามข่าวสารด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่ยังไม่เข้าสู่ภาวะ Supply Shock รุนแรง ตามที่เคยกังวลใน Worst-case scenario ล่าสุด น้ำมันดิบ Brent เคลื่อนไหวประมาณ $85-100/บาร์เรล จากที่เคยบวกแรงกว่า 40% ช่วงต้นสงคราม แต่ก็เริ่มมีจังหวะปรับลงหลังมีสัญญาณเปิดเส้นทางขนส่งน้ำมัน

 

มีการคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันอาจจะไป Peak ระยะสั้นอยู่แถว 115 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลใน 2Q26 ก่อนทยอยลดลง ยังถือเป็นความเสี่ยง แต่ ‘ไม่ใช่ Oil Shock ระดับวิกฤติ’ แบบที่ตลาดเคยกังวลแน่นอนครับ

 

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันที่อยู่ระดับสูงต่อไปแบบนี้ ผลที่ตามมาคือแรงกดดันเงินเฟ้อจากพลังงานยังมีอยู่ แม้จะไม่ได้เร่งตัวจนเปลี่ยนทิศทางนโยบายการเงินอย่างฉับพลัน เพราะยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ โดยอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (CPI) สหรัฐฯ ล่าสุดอยู่ประมาณ 3.3% YoY เรียกว่าอยู่ในระดับ ‘สูงกว่าก่อนโควิด’ แต่ก็ไม่ได้เร่งขึ้นแบบหลุดกรอบ

 

ดอกเบี้ยยังเป็นตัวแปรหลักของตลาด

 

ประเด็นที่ตลาดให้ความสำคัญมากที่สุดในเวลานี้ คือทิศทางนโยบายของ Federal Reserve หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง และเงินเฟ้อยังอยู่เหนือเป้าหมาย เครื่องมืออย่าง CME FedWatch Tool สะท้อนว่า โอกาสในการปรับลดดอกเบี้ยในระยะสั้นยังมีจำกัด และ Fed มีแนวโน้มใช้แนวทาง ‘Wait & See’ ต่อไป ตลาดเริ่มปรับมุมมองว่า ดอกเบี้ยไม่ใช่แค่สูง แต่ ‘จะสูงนานกว่าที่ตลาดเคยคิด’ (Higher for Longer) อย่างชัดเจน แน่นอนว่าการลดดอกเบี้ยอาจต้องเลื่อนไปปี 2027

 

ตลาดหุ้นโลก: ไม่ใช่ Panic แต่เป็น ‘การคัดเลือก’

 

ในช่วงแรกของสงคราม ตลาดหุ้นทั่วโลกเผชิญแรงขายจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ พลังงาน และความเสี่ยงเศรษฐกิจ แต่ในปัจจุบัน ภาพเริ่มเปลี่ยนไปเป็นตลาดที่มีความแตกต่างสูง (High Dispersion)

 

ตลาดสหรัฐฯ ยังมีแรงหนุนจากกำไรบริษัทและธีมเทคโนโลยี โดยเฉพาะผลประกอบการ บจ. ในไตรมาสแรกที่มีการคาดการณ์ว่าจะโต ~14% YoY และมีการคาดการณ์ EPS ปี 2026 ของ S&P 500 เติบโตประมาณ 12% – 19% ซึ่งความแข็งแกร่งของผลประกอบการ บจ. นี่แหละที่เป็นปัจจัยหลักที่ค้ำยันตลาดให้ ‘ไม่ลงลึก’ แม้มีความเสี่ยง

 

AI ยังเป็นธีมหลัก แต่เริ่มเข้าสู่ช่วง ‘พิสูจน์กำไร’

 

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางตลาดคือธีมเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI แม้ว่าจะมีการตั้งคำถามมากขึ้นว่า การลงทุนด้าน AI จะสามารถสร้างรายได้และกำไรได้จริงในระดับใด เรียกได้ว่าอยู่ในช่วงของ ‘พิสูจน์กำไร (Monetization phase)’ แต่ก็ต้องยอมรับว่า AI ยังเป็น ‘core driver’ ของตลาดต่อไป โดยเฉพาะเมื่อความกังวลสงครามลดลงหุ้นกลุ่ม Tech กลับมานำตลาดอีกครั้ง เห็นได้จาก NASDAQ ทำ All-time high ทะลุระดับ 24,000 จุด ขึ้นไปแตะที่ระดับ 24,026.56 จุด

 

เอเชีย: พื้นที่ใหม่ของเงินทุน

 

ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพัฒนาแล้ว รวมถึงตลาดที่พึ่งพาพลังงานนำเข้าสูง เงินทุนไม่ได้ไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหมด แต่เป็นการ ‘หมุน’ ไปยังภูมิภาคที่มีศักยภาพเติบโตสูงกว่า เราจะเห็นได้ว่าตลาดไม่ได้ ‘ขึ้นหรือลงพร้อมกัน’ อีกต่อไป ช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงที่การเลือกตลาดและเลือกหุ้นมีความสำคัญมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดเอเชียบางประเทศเริ่มได้รับความสนใจจากเงินทุนมากขึ้น มีการย้ายฐานการผลิต การเติบโตของเทคโนโลยี และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

 

ช่วงที่ผ่านมา การปรับตัวลงของตลาดหุ้นสำคัญ ทั้ง S&P 500 และ Nasdaq ขณะที่กำไรของบจ.ยังแข็งแรง อาจเรียกได้ว่า วิกฤติรอบนี้ ตลาดกำลังแจกส่วนลด

 

‘Valuation Disconnection’ ให้นักลงทุนคว้าโอกาส หากคุณเป็นคนนึงที่กล้าซื้อตอนที่คนอื่นกลัว วันนี้คุณน่าจะนั่งยิ้มกริ่มไปแล้ว จริงไหมครับ

 

ตามตำราของคุณปู่ ‘Warren Buffett’ มักบอกว่า “จงโลภเมื่อตลาดกลัว จงกลัวเมื่อตลาดโลภ”

 

สถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนว่า โลกการลงทุนกำลังเข้าสู่ ‘สมดุลใหม่’ กล่าวคือสงครามยังเป็นความเสี่ยง แต่ไม่ใช่ตัวกำหนดทั้งหมด ดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูงและเป็นตัวแปรหลัก ตลาดหุ้นกลับมาอยู่ในช่วง ‘เลือกมากขึ้น ได้มากกว่า’ แต่ในความกล้าของนักลงทุน สิ่งสำคัญสุดก่อนตัดสินใจลงทุนคือ คุณต้องทำการบ้านอย่างหนักเพื่อวิเคราะห์หาหุ้นคุณภาพดี ธุรกิจมีอนาคต และราคาเหมาะสม รวมถึงประเมินความเสี่ยงที่รับได้ และควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือติดต่อทีมงาน Jitta Wealth ก่อนตัดสินใจครับ

 

กลยุทธ์รับมือตลาดผันผวนสูง ‘กระจายลงทุน มีวินัย DCA’

 

เมื่อเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงแบบดั้งเดิม เช่น พันธบัตร ทองคำ หรืออนุพันธ์ ไม่สามารถป้องกันความผันผวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้นักลงทุนหันเข้าสู่โหมด ‘รักษาเงินต้น’ และลดความเสี่ยงในพอร์ต เราอาจจะควบคุมความผันผวนไม่ได้ แต่เราบริหารจัดการพอร์ตให้รับมือความผันผวนนั้นได้ และกลยุทธ์ลงทุน

 

กลยุทธ์แรก กระจายพอร์ต (Asset Allocation) สำคัญที่สุด ใช้หลักการ Core & Satellite เพื่อบาลานซ์โอกาสเติบโตและความเสี่ยงให้พอร์ตโดยรวมเติบโตสู่เป้าหมาย โดยที่ยังสามารถสนุกกับการคว้าโอกาสทำกำไรบนความเสี่ยงที่มากขึ้นได้อย่างอุ่นใจ

 

โดย Core 70-80% ลงทุนกระจายทรัพย์สินที่หลากหลายในทั่วโลก เน้นค่อยๆ เติบโต ผันผวนต่ำลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคง กระจายความเสี่ยงครอบคลุม เช่น Global ETF หรือกองทุนดัชนีทั่วโลก เพื่อเป็น ‘รากฐาน’ ให้เงินโตสม่ำเสมอในระยะยาว

 

ส่วน Satellite (พอร์ตรอง) สัดส่วน 10-25% เน้นโอกาสเติบโตสูง ความเสี่ยงสูงลงทุนในสินทรัพย์ที่คาดหวังผลตอบแทนสูงหรือตามเทรนด์ เช่น หุ้นรายตัว กลุ่มธีม AI พลังงานสะอาด Healthcare เป็นต้น หรือธีมตลาดเกิดใหม่ เพื่อเป็น ‘ตัวช่วยเร่งกำไร’ ให้พอร์ตโตเร็วขึ้น

 

สำหรับคนที่มองหาโอกาสในวิกฤติ แนะนำตลาดหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจากยังเป็นแกนหลักเศรษฐกิจโลก และหุ้นจีนและฮ่องกง ที่ Valuation ถูก ทำให้มีโอกาสกำไรในระยะยาว โดยกระจายลงทุนให้สมดุลรับโลกที่เข้าสู่ ‘2 ขั้วเศรษฐกิจ’ นอกจากนี้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเป็นอีกตลาดที่ปรับลดลงมาต่ำกว่า Valuation โดย P/E อยู่ที่ระดับ 16.34 เท่า ขณะที่ประมาณการกำไรของบริษัทญี่ปุ่นยังคงถูกปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และแข็งแกร่งกว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว

 

กลยุทธ์ที่สอง การลงทุนแบบ DCA ต่อเนื่อง หรือการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เช่น ลงทุนทุกเดือนไม่ว่าตลาดจะขึ้นหรือลง ข้อดีคือ ไม่ต้องจับจังหวะตลาด พอร์ตของคุณได้เฉลี่ยต้นทุนทุกช่วงเวลา และช่วยให้ลงทุนระยะยาวได้จริง

 

กลยุทธ์ที่สาม Rebalance หรือปรับสมดุลพอร์ตทุก 3-6 เดือนให้เหมาะสมเพื่อให้พอร์ตเติบโตไปต่อตามเป้าหมายระยะยาว เพราะเวลาที่ทรัพย์สินใดที่ลงทุนทำกำไรเติบโตเกินสัดส่วนเป้าหมายลงทุน ควรต้องขายส่วนที่เกินออกมา ถือเป็นการเก็บเกี่ยวผลกำไรออกมาและถือเงินสดเพื่อกลับมาลงทุนในทรัพย์สินรอบใหม่ช่วงตลาดขาลงหรือราคาถูก

 

ในอดีต ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ใหญ่ ตลาดมักผันผวนในช่วงแรก ก่อนจะค่อยๆ ปรับตัวตามข้อมูลเศรษฐกิจที่แท้จริง

 

ในระยะยาว สิ่งที่สร้างผลตอบแทนได้จริงมักไม่ใช่การพยายามทำนายตลาด แต่มันคือ การมีแผนการลงทุนที่ดี และอยู่กับตลาดให้นานพอ

 

การลงทุนยุคนี้ไม่ใช่แค่หาผลตอบแทนสูงสุด แต่คือการ ‘กระจายความเสี่ยง และมีวินัย’ เพื่อให้พอร์ตเติบโตได้ในทุกสภาวะตลาด และคุณจะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จครับ

The post รีเซ็ตสมดุลโลกลงทุน จัดพอร์ตรับดอกเบี้ยสูงนาน-ตลาด Selective appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาว Gen Z เกือบ 70% นอนไม่หลับเพราะเรื่องเงิน – ตอบ 10 คำถามการเงินที่จะช่วยให้หลับเต็มอิ่ม https://thestandard.co/gen-z-money-insomnia-tips/ Sun, 05 Apr 2026 11:59:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1195049 ภาพหญิงสาวนอนไม่หลับ แสดงถึงความกังวลจากความเครียดเรื่องเงินของ Gen Z

อยู่ๆ ก็มีเรื่องราวให้นอนไม่หลับ ให้กลับมาคิดวกวนทั้งคื […]

The post ชาว Gen Z เกือบ 70% นอนไม่หลับเพราะเรื่องเงิน – ตอบ 10 คำถามการเงินที่จะช่วยให้หลับเต็มอิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพหญิงสาวนอนไม่หลับ แสดงถึงความกังวลจากความเครียดเรื่องเงินของ Gen Z

อยู่ๆ ก็มีเรื่องราวให้นอนไม่หลับ ให้กลับมาคิดวกวนทั้งคืนวุ่นวาย…

 

ตีหนึ่งแล้วแต่ยังตาสว่าง จ้องเพดานที่ว่างเปล่า ไม่ใช่เพราะตกอยู่ในห้วงรัก แต่กำลังหนักใจว่า ‘พรุ่งนี้จะเอาเงินที่ไหนใช้?’ หรือ ‘ชาตินี้เราจะมีปัญญาซื้อบ้านไหม?’

 

ข่าวดีคือเราไม่ได้เป็นคนเดียวที่นอนไม่หลับ แต่ชาว Gen Z อีกเกือบ 70% ก็นอนไม่หลับเพราะปัญหาเรื่องการเงินเหมือนกัน

 

ทำไมชาวเจน Z ถึงแพนิกเรื่องเงินอย่างหนักจนส่งผลกระทบต่อการนอน แล้วเราจะแก้ปมการเงินนี่ยังไง ให้กลับมานอนหลับสนิททั้งคืนได้อีกครั้ง

 

Gen Z กับการนอนหลับและความกังวลเรื่องเงิน

 

ความเครียดเรื่องเงินของชาว Gen Z ไม่ใช่แค่เรื่องการจัดการเงินไม่เป็น แต่เกิดจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่กดดันขั้นสุด ทั้งค่าครองชีพที่พุ่งทะยาน สวนทางกับรายได้ที่เติบโตไม่ทัน เมื่อความกังวลสะสมจนถึงขีดสุด มันจึงไประเบิดออกในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นเวลาที่สมองควรจะได้พักผ่อน

 

ผลสำรวจล่าสุดจาก Amerisleep ที่ทดสอบจากกลุ่มตัวอย่างชาวอเมริกา 1,002 คน เกี่ยวกับความเครียดเรื่องการเงินที่กระทบต่อการนอนหลับ พบว่ากลุ่ม Gen Z กลุ้มใจเรื่องเงินจนนอนไม่หลับมากที่สุด

 

  • นอนคิดมากเรื่องเงิน: 69% ของ Gen Z ยอมรับว่านอนลืมตาตื่นอยู่บนเตียงเพราะคิดเรื่องเงิน (เป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับคนเจนอื่น)
  • กังวลเรื่องความมั่นคงในหน้าที่การงาน: 47% ของ Gen Z มีปัญหาการนอน เพราะกังวลเรื่องความมั่นคงของงาน (เทียบกับ Millennials 38% และ Gen X 35%)
  • กังวลเรื่องค่าบ้าน/ค่าเช่า: 47% ของ Gen Z เครียดเรื่องค่าที่อยู่อาศัยและค่าเช่าสูงที่สุดในบรรดาทุกเจน
  • เครียดจากข่าวเศรษฐกิจ: 46% ของ Gen Z เกิดความกังวลหลังจากอ่านพาดหัวข่าวเกี่ยวกับเศรษฐกิจ

 

ถ้าสู้ไม่ไหว ก็ขอนอนเปื่อยๆ ปล่อยจอยให้โลกแตกไปเลย

 

เมื่อรู้สึกว่าควบคุมอนาคตไม่ได้ Gen Z หลายคนจึงเลือกใช้กลไกการหนีปัญหา ที่กลายเป็นเทรนด์น่าเป็นห่วง

 

  • ไถโซเชียลมีเดีย: 57% ของ Gen Z เลือกที่จะไถโซเชียลมีเดียเมื่อความคิดเรื่องเงินรบกวนการนอน (เป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในทุกกลุ่มอายุ) ผลคือยิ่งไปเจอข่าวเศรษฐกิจแย่ๆ หรือเห็นภาพชีวิตดี๊ดีของคนอื่น ก็ยิ่งเกิดการเปรียบเทียบและรู้สึกแย่กับตัวเองหนักกว่าเดิม
  • การนอนเปื่อย (Bed Rotting): 37% (มากกว่า 1 ใน 3) ของ Gen Z ใช้พฤติกรรม Bed Rotting หรือการนอนแช่อยู่บนเตียงเป็นเวลานานโดยไม่มีเป้าหมาย เพื่อรับมือกับความเครียดทางการเงิน ซึ่งเป็นเทรนด์เฉพาะตัวที่พบมากในวัยผู้ใหญ่ตอนต้นกลุ่มนี้

 

และเมื่อเจน Z เครียดสะสมไปนานๆ ก็อาจนำไปสู่การใช้จ่ายประชดชีวิตที่ในเมื่อเป้าหมายใหญ่ เช่น ซื้อบ้าน เป็นไปไม่ได้ ก็ขอรูดบัตรซื้อของแบรนด์เนม ดื่มกาแฟแก้วละร้อย หรือจองตั๋วเที่ยวเพื่อซื้อความสุขชั่วคราว แต่สุดท้ายก็ต้องมานั่งกุมขมับตอนบิลบัตรเครดิตมาส่ง กลายเป็นเครียดเรื่องเงินวนลูปไปอีก

 

แต่เชื่อเถอะว่า การวิ่งหนีไม่ได้ช่วยให้เราหลับสบายขึ้น วิธีเดียวที่จะหลุดพ้นจากลูปนรกนี้คือการหันกลับมาเผชิญหน้ากับมัน เพราะเอาเข้าจริง ความกลัวมักจะใหญ่กว่าความจริงเสมอ ทันทีที่เราเลิกหนี กางปัญหาออกมาดู แล้วเริ่มวางแผน ความกังวลในหัวจะลดลงไปเกินครึ่ง

 

และเพื่อไม่ให้เราต้องเริ่มจัดการปัญหาแบบงงๆ ต่อจากนี้คือ 10 ยานอนหลับชั้นดี ที่จะช่วยเคลียร์ความกังวล จัดระเบียบสมอง และตอบทุกคำถามการเงินที่คาใจ เพื่อให้คืนนี้เราหลับได้สนิทขึ้น

 

ตอบ 10 คำถามการเงินที่คาใจ แก้อาการนอนไม่หลับ

 

  • อายุ 25 ควรมีเงินเก็บเท่าไหร่ถึงจะอุ่นใจ?

 

เลิกเปรียบเทียบตัวเองกับคนใน TikTok ที่มีเงินล้านตอนอายุ 20 ได้แล้ว เป้าหมายแรกที่ควรทำเพื่อให้นอนหลับ คือการมี เงินสำรองฉุกเฉิน

 

เริ่มจากเก็บให้พอใช้ 1 เดือนก่อน แล้วค่อยๆ ขยับเป็น 3-6 เดือน และถ้าเป็นไปได้ ในยุคที่โลกไม่แน่นอนแบบนี้ลองชาเลนจ์ตัวเองให้เก็บเงินสำรองได้ถึง 12 เดือน เช่น ค่าใช้จ่ายต่อเดือนเราคือ 10,000 เงินสำรอง 12 เดือน ก็คือ 120,000 บาท ถ้ามีถึงจุดนี้ได้ความเครียดเรื่องเงินที่กดทับเราตลอดเวลาก็จะเบาลง เพราะมีเงินก้อนนี้ไว้เป็นตาข่ายรองรับเวลาตกงานแล้ว

 

  • จะ ‘ลงทุน’ หรือ ‘ใช้หนี้’ ก่อนดี?

 

ทริกง่ายๆ คือให้ดูที่ ความโหดของดอกเบี้ย ถ้าเป็นหนี้ดอกเบี้ยต่ำ (เช่น กยศ. หรือบ้าน) แนะนำให้ ทำคู่กันไป แบ่งเงินจ่ายหนี้และเจียดมาลงทุน การเห็นพอร์ตเติบโตจะช่วยฮีลใจได้ดีกว่าก้มหน้าใช้หนี้อย่างเดียว แต่ถ้าเป็นหนี้บัตรเครดิตหรือหนี้นอกระบบที่ดอกเบี้ยโหดจัด ให้ทุ่มเงินปิดหนี้ก้อนนี้ให้จบก่อนเป็นอันดับแรก เพราะขืนทำคู่กันไป กำไรจากการลงทุนยังไงก็วิ่งตามดอกเบี้ยมหาโหดไม่ทันแน่ๆ

 

  • มีเงินหลักร้อยจะเริ่มลงทุนได้ยังไง?

 

ยุคนี้ไม่ต้องมีเงินก้อนก็รวยขึ้นได้ หัวใจคือ ความสม่ำเสมอ การลงทุนแบบ DCA (Dollar Cost Averaging) ในกองทุนรวมหรือแอปลงทุนต่างๆ เริ่มต้นแค่เดือนละ 500-1,000 บาท พลังของดอกเบี้ยทบต้นจะทำงานแทนเราเอง ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งได้เปรียบ

 

  • กฎ 50/30/20 ยังขลังอยู่ไหม?

 

กฎนี้คือ Needs 50% / Wants 30% / Savings 20% ในยุคที่ค่าเช่าหอพักพุ่งสูง กฎนี้อาจจะตึงไปนิดสำหรับบางคน แนะนำว่า ปรับได้แต่ต้องมีสัดส่วน ถ้า Needs พุ่งไป 60% ก็ต้องลด Wants เหลือ 20% หัวใจสำคัญคือต้องรู้ว่าเงินไหลออกไปทางไหนบ้าง

 

  • Credit Score ต่ำ แก้ยังไง?

 

เครดิตสกอร์คือใบเบิกทางสู่การซื้อบ้านและรถในอนาคต วิธีแก้ง่ายที่สุดแต่วินัยต้องสูงคือ จ่ายให้ตรงเวลา และ อย่าใช้จนเต็มวงเงิน การรักษาประวัติให้สะอาดจะช่วยลดความเครียดเวลาต้องทำธุรกรรมใหญ่ๆ ได้มหาศาล

 

  • หุ้นรายตัว vs กองทุนดัชนี (Index Funds) อันไหนนอนหลับฝันดีกว่า?

 

ถ้าเราไม่ใช่สายเทรดที่อยากจ้องกราฟทั้งวัน กองทุนดัชนี (เช่น S&P 500 หรือ SET50) คือคำตอบที่สะดวกเหมือนกัน เพราะมันคือการซื้อหุ้นชั้นนำหลายร้อยตัวในครั้งเดียว กระจายความเสี่ยงได้ดีกว่า และสถิติระยะยาวมักจะให้ผลตอบแทนที่ชนะเงินเฟ้อเสมอ

 

  • จำเป็นต้องมี ‘ที่ปรึกษาทางการเงิน’ ไหม?

 

ถ้าพอร์ตยังไม่ใหญ่มาก ศึกษาเองผ่าน YouTube หรือใช้ Robo-advisor ก็เพียงพอ แต่ถ้าเริ่มมีทรัพย์สินเยอะ หรืออยากวางแผนภาษีแบบจริงจัง การจ้างผู้เชี่ยวชาญจะช่วยประหยัดเวลาและลดความผิดพลาดได้มาก

 

  • เงินเฟ้อน่ากลัวแค่ไหน แล้วจะสู้ยังไง?

 

เงินเฟ้อคือ ‘โจร’ ที่ขโมยค่าของเงินในบัญชีออมทรัพย์เราไปเงียบๆ วิธีสู้คือต้องเอาเงินไปไว้ในสินทรัพย์ที่ชนะเงินเฟ้อในระยะยาว เช่น หุ้น ทองคำ หรืออสังหาริมทรัพย์ อย่าปล่อยให้เงินนอนแช่จนเน่า เหมือนที่เรานอนเปื่อยบนเตียงเลยนะ

 

  • ต้องรีบเก็บเงินเกษียณตั้งแต่อายุเท่านี้เลยเหรอ?

 

คำตอบคือ ใช่ ยิ่งเริ่มตอนอายุ 20 ต้นๆ เราจะใช้เงินต้นน้อยกว่าการเริ่มตอนอายุ 40 ถึงหลายเท่าตัว ‘เวลา’ คือเพื่อนที่ดีที่สุดของการลงทุน ยิ่งให้เวลามันทำงานนานเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเกษียณได้เร็วเท่านั้น

 

  • จัดการกับความเครียดเรื่องเงินยังไงดี?

 

เวลาหัวถึงหมอนแล้วเครียดเรื่องเงิน ลองโฟกัสแค่ สิ่งที่ควบคุมได้ เลิกแพนิกกับเรื่องที่คุมไม่ได้อย่างเศรษฐกิจ หรือความสำเร็จของคนอื่นในโซเชียล แล้วหันมาจัดการสิ่งเล็กๆ ที่เราทำได้จริงแทน เช่น คุมงบกินข้าวพรุ่งนี้ หรือตั้งหักเงินออมอัตโนมัติ พอสมองรับรู้ว่าเราคุมสถานการณ์ได้ ความกังวลจะลดลง ช่วยให้ปล่อยจอยและหลับสบายขึ้น

 

สุดท้ายแล้ว ยิ่งเครียดเรื่องเงินก็ยิ่งนอนไม่หลับ พอนอนน้อยร่างกายก็พัง สมองเบลอ จนวนลูปกลับมาซ้ำเติมปัญหาการเงินให้แย่ลงไปอีก

 

วิธีตัดวงจรท็อกซิกนี้คือ เลิกหนีความจริง ลองกำหนดเวลาสัก 15-20 นาทีตอนกลางวัน เปิดแอปธนาคารดูตัวเลขจริงๆ และเริ่มจดบันทึกรายจ่าย แล้วลิสต์ปัญหาการเงินและเขียนวิธีแก้ พอหมดเวลาก็พับเก็บไปทำอย่างอื่น เพื่อให้ตอนกลางคืนเราล้มตัวลงนอนได้แบบสบายใจว่า ‘วันนี้ได้จัดการปัญหาไปบ้างแล้ว’ โดยไม่ต้องเก็บไปคิดฟุ้งซ่านต่อ

 

อย่าเพิ่งเอาเป้าหมายใหญ่อย่างซื้อบ้านมาแบกไว้ แค่เริ่มแก้ไปทีละเปลาะ ทำทีละสเตปเหมือนเคลียร์เควสต์ย่อยในเกม วันนี้จดรายจ่าย พรุ่งนี้ลดสั่งชานมไข่มุก เพื่อดึงความรู้สึกว่าเราควบคุมเงินได้กลับมา แค่นี้ก็เก่งมากๆ แล้วในยุคที่เศรษฐกิจสู้กลับเบอร์นี้

 

ขอเป็นกำลังใจให้ชาว Gen Z ทุกคน คืนนี้วางมือถือ หายใจลึกๆ แล้วอนุญาตให้ตัวเองได้พักผ่อนชาร์จแบตจริงๆ จังๆ ซะที พรุ่งนี้ตื่นมาหัวโล่งๆ ค่อยมาเริ่มลุยเกมการเงินกันใหม่

 

ท่องไว้ ทำได้! ทำได้! ทำได้!

 

ภาพ: Pormezz / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post ชาว Gen Z เกือบ 70% นอนไม่หลับเพราะเรื่องเงิน – ตอบ 10 คำถามการเงินที่จะช่วยให้หลับเต็มอิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
พอร์ตแดงเดือดจากพิษสงคราม? เปิดคัมภีร์ 5 Do & Don’t รับมือความผันผวน กู้พอร์ตคืนจากภาวะ Black Swan https://thestandard.co/portfolio-crisis-black-swan-guide/ Tue, 10 Mar 2026 01:28:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1185937 ภาพประกอบสถานการณ์ตลาดหุ้นผันผวน พอร์ตลงทุนติดลบจากผลกระทบสงคราม

เปิดพอร์ตลงทุนดูช่วงนี้ เชื่อว่าหลายคนคงอยากปาโทรศัพท์ท […]

The post พอร์ตแดงเดือดจากพิษสงคราม? เปิดคัมภีร์ 5 Do & Don’t รับมือความผันผวน กู้พอร์ตคืนจากภาวะ Black Swan appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบสถานการณ์ตลาดหุ้นผันผวน พอร์ตลงทุนติดลบจากผลกระทบสงคราม

เปิดพอร์ตลงทุนดูช่วงนี้ เชื่อว่าหลายคนคงอยากปาโทรศัพท์ทิ้งหรือไม่ก็แอบนอยด์แน่ๆ เพราะสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เดือดขึ้นทุกวัน กำลังกดดันให้ตลาดหุ้นกอดคอกันแดงเถือก ไหนจะราคาน้ำมันที่พุ่งปรี๊ด ปลุกความกังวลเรื่องเงินเฟ้อให้กลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง ผลก็คือพอร์ตที่เราปั้นมากับมือร่วงหล่นแบบไม่เกรงใจใคร ไม่ว่าจะเป็นหุ้นไทย หุ้นนอก หรือกองทุนรวม ก็โดนหางเลขกันไปหมดทั้งกระดาน

 

คำถามคือ พอร์ตติดลบยับขนาดนี้ เราต้องเอายังไงต่อ?

 

ต้องทำแบบไหนถึงจะรอด แล้วอะไรที่ถ้าเผลอไปทำจะยิ่งแก้ยิ่งพัง วันนี้มีไกด์ไลน์ 5 Do & Don’t รับมือพอร์ตแดงเดือดมาฝากกัน รับรองว่าจะช่วยให้เราผ่านวิกฤตนี้ไปได้แบบมีสติและพอร์ตไม่พัง

 

ตลาดหุ้นร่วงหนัก จะฟื้นตัวกลับมาได้ไหม?

 

เวลาเกิดสงครามหรือวิกฤตระดับโลก ตลาดมักจะร่วงหนักเพราะสิ่งที่เรียกว่า ‘ความไม่แน่นอน’ เมื่อทิศทางเศรษฐกิจไม่ชัดเจน นักลงทุน สถาบันการเงิน และกองทุนใหญ่ๆ ทั่วโลกจะเกิดความตื่นตระหนก และพากันเทขายสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น เพื่อโยกเงินหนีตายไปหลบภัยในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่าอย่างทองคำหรือพันธบัตรรัฐบาล พอร์ตเราเลยแดงเดือดอย่างที่เห็น

 

แต่ก่อนจะถอดใจยอมแพ้แล้วคิดว่าตลาดหุ้นตายแล้ว ลองดูภาพสถิติจากดัชนี FTSE 100 (หนึ่งในดัชนีชี้วัดตลาดหุ้นระดับโลกที่สำคัญ) ในรอบ 20 กว่าปีที่ผ่านมากันก่อน

 

Screenshot

ที่มา: Source of historical FTSE 100 data: WSJ Markets

 

จากกราฟจะเห็นว่าในช่วงเวลา ‘วิกฤตระดับโลก’ ถึงแม้ตลาดจะร่วงหนัก แต่ในที่สุดแล้วก็ฟื้นกลับมาได้เสมอ:

 

  • ฟองสบู่ดอทคอม (2000-2007) ตลาดร่วงไป -52% แต่ในที่สุดก็ใช้เวลา 4.5 ปีในการค่อยๆ ไต่ระดับฟื้นตัวกลับมา
  • วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ (2007-2013) ตลาดดิ่งไป -48% และใช้เวลาฟื้นตัวกลับมาที่เดิมใน 4.25 ปี
  • วิกฤต Brexit & เอเชีย (2015-2016) ปรับตัวลดลง -22% รอบนี้ตลาดซึมซับข่าวไว ฟื้นตัวในเวลาเพียง 8 เดือน
  • วิกฤตโควิด-19 (2020-2022) ร่วงหนักชั่วข้ามคืน -35% และฟื้นกลับมาได้ในเวลาไม่ถึง 2 ปี (1 ปี 10 เดือน)

 

ข้อสังเกตที่สำคัญจากกราฟนี้คือ ระยะเวลาการฟื้นตัว แม้การลงทุนจะมีความเสี่ยงและไม่มีใครสามารถการันตีอนาคตได้ 100% ว่าตลาดจะกลับมาเมื่อไหร่ แต่สถิติในอดีตสะท้อนให้เห็นว่า ตลาดมักจะมีโอกาสฟื้นตัวกลับมาได้เสมอ หากเราให้เวลามันมากพอ และเพื่อให้พอร์ตของเรายังมีชีวิตรอด ไม่พังไปซะก่อน อยู่ถึงวันที่ตลาดกลับมาพุ่งทะยาน เรามาดูแนวทางเอาตัวรอดกับ 5 Do & Don’t ในช่วงตลาดแดงเดือดกัน

 

5 สิ่งที่ ‘ควรทำ’

 

เมื่อตลาดกำลังเล่นตลกกับจิตใจเรา นี่คือสิ่งที่เราต้องลุกขึ้นมาจัดการแบบมีเหตุผล ไม่ใช่ความตื่นตระหนก

 

Do 1: ตั้งสติและเตรียมเงินสำรองฉุกเฉิน

 

เวลาตลาดร่วงหนัก สิ่งแรกที่ต้องทำไม่ใช่การพุ่งไปกดซื้อหรือกดขาย แต่คือการตั้งสติ จากนั้นให้รีบเช็กกระเป๋าตัวเองก่อนเลยว่ามี ‘เงินสด’ เพียงพอหรือไม่ แนะนำว่าในช่วงสงครามที่เศรษฐกิจเอาแน่เอานอนไม่ได้ เราควรมีเงินสดสำรองไว้อย่างน้อย 3-6 เดือนของค่าใช้จ่ายรายเดือน

 

เพราะถ้าเศรษฐกิจชะงักจนรายได้เราสะดุด หรือบริษัทขอลดโอที การมีเงินสำรองจะเปรียบเสมือนเบาะกันกระแทกที่การันตีว่าเราจะมีข้าวกิน มีเงินจ่ายบิล โดยไม่ต้องถูกสถานการณ์บังคับให้ต้องขายหุ้นหรือกองทุนที่กำลังขาดทุนหนักออกมาเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

 

Do 2: เช็กพื้นฐานสินทรัพย์ วิกฤตนี้กระทบของจริง หรือแค่โดนหางเลข?

 

เวลาตลาดเกิดความตื่นตระหนก หุ้นพื้นฐานดีและหุ้นพื้นฐานแย่จะถูกเทขายจนราคาร่วงลงมาพร้อมกันหมด เราจึงควรกางพอร์ตมาเช็กว่าหุ้นหรือกองทุนที่เราถืออยู่ พื้นฐานมันเปลี่ยนไปเพราะสงครามจริงๆ ไหม? เพื่อแยกให้ออกว่าตัวไหนควร ‘ถือต่อ’ และตัวไหนควร ‘ตัดใจทิ้ง’ จะได้ไม่เผลอขายทิ้งของดีในราคาถูกๆ หรือทนกอดหุ้นที่ธุรกิจพังไปแล้ว

 

เช่น ถ้าถือหุ้นสายการบิน ต้นทุนน้ำมันที่แพงขึ้นย่อมกระทบแน่ๆ แต่ถ้าถือหุ้นโรงพยาบาล พื้นฐานกิจการอาจจะยังแข็งแกร่งเหมือนเดิม แค่ราคาลงตามบรรยากาศความกลัวของตลาดเท่านั้น

 

Do 3: โฟกัสที่เป้าหมายระยะยาว

 

เวลาเจอพายุข่าวร้าย ต้องดึงสติกลับมาและเตือนตัวเองดังๆ ว่า เราคือนักลงทุนที่คาดหวังการเติบโตระยะยาว ไม่ใช่ Day Trader ที่ต้องมานั่งใจสั่นกับราคาหุ้นที่เหวี่ยงขึ้นลงทุกชั่วโมง

 

ถ้าเป้าหมายของเราคือการปั้นพอร์ตซื้อบ้าน หรือเก็บเงินไว้เกษียณในอีก 10-20 ปีข้างหน้า ความผันผวนจากสงครามตอนนี้ก็เป็นแค่ ‘หลุมอากาศชั่วคราว’ เวลาตกหลุมอากาศแรงๆ สิ่งที่เราควรทำคือ ‘รัดเข็มขัดให้แน่น’ ไม่ใช่เปิดประตูเครื่องบินแล้วกระโดดหนี ตราบใดที่ธุรกิจยังไปต่อได้และมีการเติบโตในอนาคต อย่าปล่อยให้ความแพนิกจากพาดหัวข่าวรายวัน มาพังแผนการเงินระยะยาวที่เราอุตส่าห์วางไว้อย่างดี สถิติในอดีตพิสูจน์แล้วว่า สุดท้ายตลาดทุนมักจะฟื้นตัวและทำจุดสูงสุดใหม่ได้เสมอ

 

Do 4: ทบทวนและปรับสมดุลพอร์ต (Rebalance)

 

ตลาดแดงเดือดแบบนี้ เป็นจังหวะดีที่เราจะมาตรวจสุขภาพของพอร์ต ลองเช็กตัวเองดูว่า พอร์ตที่ติดลบอยู่ตอนนี้ มันทำให้เราเครียดจนกินไม่ได้นอนไม่หลับหรือเปล่า? ถ้าคำตอบคือ ‘ใช่’ นั่นแปลว่าแผนการลงทุนเดิมอาจจะซิ่งเกินกว่าระดับความเสี่ยงที่เรารับไหวไปซะแล้ว

 

เมื่อรู้ลิมิตตัวเองแล้ว ก็ถึงเวลาปรับสมดุลพอร์ต ลองดูว่าสัดส่วนสินทรัพย์เราเพี้ยนไปจากแผนเดิมไหม? สินทรัพย์บางอย่างเช่น หุ้นพลังงานอาจจะราคาพุ่งขึ้นในช่วงสงคราม เราสามารถรินขายทำกำไรบางส่วน แล้วเอาเงินสดก้อนนั้นไปโปะซื้อฝั่งสินทรัพย์ที่ราคาตกแต่มูลค่ายังดี เพื่อดึงสัดส่วนความเสี่ยงให้กลับมาอยู่ในจุดที่เหมาะสม

 

Do 5: มองหาโอกาสในการซื้อของดีราคาถูก

 

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยบอกไว้ว่า ‘จงโลภเมื่อคนอื่นกลัว’ แม้เราจะไม่รู้ว่าจุดต่ำสุดอยู่ตรงไหน แต่วิกฤตแบบนี้แหละคือเทศกาล ‘Mid-Year Sale’ ของตลาดหุ้น เมื่อนักลงทุนส่วนใหญ่แพนิกเทขายทุกอย่างแบบไม่ลืมหูลืมตา หุ้นของบริษัทที่แข็งแกร่ง กำไรโตต่อเนื่อง และมีปันผลสม่ำเสมอ มักจะมีราคาถูกลงอย่างไม่สมเหตุสมผล นี่คือจังหวะที่เราจะได้พิจารณาทยอยสะสมของดีเข้าพอร์ตในราคาที่มีส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย (Margin of Safety) ที่สูงขึ้น

 

5 สิ่งที่ ‘ไม่ควรทำ’

 

รู้ข้อควรทำไปแล้ว มาดู ‘ข้อห้าม’ ที่นักลงทุนรายย่อยมักจะเผลอทำพลาดจนพอร์ตพังพินาศในยามที่ตลาดแพนิกกันบ้าง

 

Don’t 1: อย่าตกใจขายล้างพอร์ต (Never Panic Sell)

 

นี่คือกฎเหล็กข้อแรกและข้อที่สำคัญที่สุด การเห็นตัวเลขแดงเถือกติดลบในพอร์ต มันคือ ‘การขาดทุนทางบัญชี’ ตราบใดที่เรายังไม่กดปุ่มขาย เงินเราก็ยังอยู่ครบจำนวนหุ้น แต่ถ้าเราทนความกดดันไม่ไหว เกิดอาการมือลั่นกด ‘ขายล้างพอร์ต’ เมื่อไหร่ ความพังพินาศนั้นจะเปลี่ยนสถานะเป็น ‘การขาดทุนจริง’ ทันที แถมเรายังจะตกรถ พลาดโอกาสตอนที่ตลาดมันเด้งกลับฟื้นตัวด้วย

 

Don’t 2: อย่าพยายามกะเก็งจังหวะตลาด หรือ All-in เพื่อถัวเฉลี่ย

 

ไม่มีใครในโลกนี้จะรู้แน่ชัดว่า สงครามจะจบวันไหน หรือจุดต่ำสุดของตลาดรอบนี้อยู่ตรงไหน การพยายามไปรับมีดที่กำลังหล่น หรือทุ่มเงินก้อนสุดท้ายที่มีแบบ All-in เพื่อหวัง ‘ถัวเฉลี่ย’ ให้ต้นทุนต่ำลงฮวบฮาบ เป็นอะไรที่อันตรายมาก เพราะประโยคคลาสสิกของตลาดในช่วงวิกฤตคือ ‘ลงแล้ว มีลงได้อีก’ การมีวินัยและทยอย ‘แบ่งไม้ซื้อ’ ทีละส่วน จึงรัดกุมกว่าการเทหมดหน้าตัก

 

Don’t 3: อย่าหมกมุ่นกับการเช็กพอร์ตทุกวัน

 

การเปิดแอปดูพอร์ตหุ้นทุกๆ 15 นาที หรือการไถฟีดโซเชียลเพื่อเสพแต่ข่าวร้ายตลอดทั้งวัน ก็ไม่ได้ช่วยให้หุ้นขึ้น แต่จะยิ่งเพิ่มความเครียด ทำลายสุขภาพจิตของเราให้ย่ำแย่ลง และเมื่อเราเครียด เรามักจะตัดสินใจทำเรื่องพลาดๆ ด้วยอารมณ์ชั่ววูบ แนะนำให้ปิดจอ เลิกเปิดพอร์ตดูทุกชั่วโมง แล้วเอาเวลาไปทำกิจกรรมอื่น ปล่อยให้เวลาทำหน้าที่เยียวยาตลาดของมันไป

 

Don’t 4: อย่าทิ้งวินัยการลงทุน (Don’t Stop DCA)

 

สำหรับสายวินัยที่ตั้งใจลงทุนแบบถัวเฉลี่ยเท่าๆ กันทุกเดือน (DCA) ‘อย่าเพิ่งหยุดลงทุนกลางคัน’ หลายคนพอเห็นพอร์ตแดงก็ตกใจ ขอหยุดพักการ DCA ไปก่อนรอดูสถานการณ์ ซึ่งนี่อาจเป็นการทิ้งโอกาสอย่างน่าเสียดาย

 

หลักการของ DCA คือการสะสมหน่วยลงทุน ยิ่งตลาดตก เงินจำนวนเท่าเดิมของเรายิ่งซื้อหุ้นได้ ‘จำนวนเยอะขึ้น’ เช่น เดือนก่อนหุ้นราคา 100 บาท ซื้อได้ 10 หุ้น เดือนนี้หุ้นตกร่วงมาเหลือ 50 บาท เงินเท่าเดิมแต่ซื้อได้ตั้ง 20 หุ้น นี่แหละคือช่วงกอบโกยที่จะช่วยดึงต้นทุนเฉลี่ยของพอร์ตเราให้ต่ำลง เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย พอร์ตเราก็มีโอกาสกลับมาเป็นบวกได้เร็วขึ้น

 

Don’t 5: อย่า Revenge Trade (เทรดเอาคืน)

 

ข้อนี้อันตรายขั้นสุด เมื่อพอร์ตหลักติดลบหนัก หลายคนเกิดอาการฟิวส์ขาด รู้สึกอยาก ‘เอาคืน’ ตลาดให้เร็วที่สุด เลยหันไปเล่นของแรงที่เสี่ยงสูงขึ้น เช่น หันไปเทรดอนุพันธ์ (DW, Futures) หรือหนักสุดคือใช้ Leverage กู้เงินมาร์จินมาเทรด หวังจะฟันกำไรก้อนโตในระยะสั้นเพื่อกลบเกลื่อนรอยขาดทุนเก่า

 

บอกเลยว่าในสถานการณ์ที่ข่าวสงครามพลิกไปพลิกมาทุกชั่วโมง คาดเดาอะไรไม่ได้เลย การเทรดด้วยอารมณ์โกรธแค้นคือทางลัดสู่การถูกบังคับขาย และล้างพอร์ตจนหมดตัวของแท้ ตลาดทุนไม่ใช่คาสิโน อย่าหาทำเด็ดขาด

 

ในโลกของการลงทุน ความสำเร็จไม่ได้วัดกันตอนที่ตลาดเป็นสีเขียว แต่วัดกันที่ว่าใคร ‘ประคองสติ’ ได้ดีที่สุดในวันที่ตลาดแดงเดือด

 

พอร์ตติดลบวันนี้คือ ‘สภาวะชั่วคราว’ แต่การแพนิกเทขายหนีตายก้นเหวคือ ‘การขาดทุนถาวร’ ตลาดทุนไม่เคยปรานีคนตื่นตระหนก แต่จะให้รางวัลคนที่ ‘อดทนและมีวินัย’ เสมอ ปิดจอ พักความเครียด แล้วใช้ 5 Do & Don’t นี้เป็นเกราะคุ้มกันพอร์ต เพื่อรอดพายุลูกนี้ไปดักรอช้อนกำไรในตลาดรอบใหม่ด้วยกัน

 

ภาพ: Roman Samborskyi / Shutterstock

อ้างอิง:

The post พอร์ตแดงเดือดจากพิษสงคราม? เปิดคัมภีร์ 5 Do & Don’t รับมือความผันผวน กู้พอร์ตคืนจากภาวะ Black Swan appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดคู่มือลงทุนฝ่าสมรภูมิ 3 สงครามซ้อน ‘ทรัมป์-น้ำมันพุ่ง-AI Disruption’ https://thestandard.co/investment-guide-three-wars-oil-ai/ Thu, 05 Mar 2026 05:07:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1184506 ภาพกราฟแสดงการลงทุนและปัจจัยเสี่ยงจาก 3 สงคราม ได้แก่ ดอนัลด์ ทรัมป์, ราคาน้ำมันพุ่ง และ AI Disruption

มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นในช่วงรอยต่อของปลายเดือนกุมภาพ […]

The post เปิดคู่มือลงทุนฝ่าสมรภูมิ 3 สงครามซ้อน ‘ทรัมป์-น้ำมันพุ่ง-AI Disruption’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟแสดงการลงทุนและปัจจัยเสี่ยงจาก 3 สงคราม ได้แก่ ดอนัลด์ ทรัมป์, ราคาน้ำมันพุ่ง และ AI Disruption

มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นในช่วงรอยต่อของปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นมีนาคม ความวัวไม่ทันหายความควายก็เข้ามาแทรก กดดันตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนโดยเฉพาะ S&P 500 รอบนี้ที่อาจไม่เหมือนเดิมแล้ว ตราบใดที่นักไล่ล่าอย่าง ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ยังนั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อยู่ โลกไม่มีวันสงบแน่นอนครับ

 

ล่าสุด ‘พ่อใหญ่ทรัมป์’ จุดไฟสงครามในตะวันออกกลางลุกโชนขึ้นมาอย่างรวดเร็วด้วยข้อกล่าวหาว่า อิหร่านพัฒนาขีปนาวุธนิวเคลียร์ โดยผนึกกำลังกับอิสราเอลรุกโจมตีทางอากาศใส่อิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

 

สงครามเกิดเมื่อไร ย่อมกระทบเศรษฐกิจการค้าโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และแน่นอนว่า กดดันตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนโดยเฉพาะ S&P 500 ปีนี้อาจไม่เหมือนเดิมแล้วครับ

 

ในยุคความเสี่ยงสงครามรูปแบบต่างๆ ถูกเชื่อมโยงเข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางตลาดผันผวนสูง เราจะบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างไรดี เพื่อให้รอดและเดินหน้าไปต่อยาวๆ ได้ ผมจะพามาหาคำตอบครับ

 

ปิดช่องแคบฮอร์มุซ น้ำมันพุ่ง กระทบตลาดหุ้น-เงินเฟ้อ-ดอกเบี้ย

 

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางได้ยกระดับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อ ‘อิสราเอล’ เริ่มใช้เลเซอร์สกัดขีปนาวุธอย่าง ‘Iron Beam’ และสามารถสกัดขีปนาวุธของฝั่งอิหร่านได้อย่างแม่นยำ นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เกิดจุดเปลี่ยนของเทคโนโลยีป้องกันประเทศ นี่เป็นสัญญาณโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค ‘สงครามเลเซอร์’ อย่างเต็มตัวแล้ว

 

โลกกำลังวิตกกังวลถึงความยาวนานของสงครามรอบนี้จะจบเร็วหรือยืดเยื้อ ความเสี่ยงที่ประเทศต่างๆ อย่างซาอุดีอาระเบีย อิรัก ดูไบ จะโดดเข้าร่วมวงขยี้อิหร่านหรือไม่อย่างไร และพ่อใหญ่ทรัมป์จะเปิดศึกขยายวงดึงคู่ปรับใหญ่ ‘รัสเซีย-จีน’ เข้ามาร่วมวงไฟสงครามรอบนี้ด้วยหรือไม่

 

เมื่อเวลานี้ ‘อิหร่าน’ ปิดเส้นทางเดินเรือ ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ แล้วถือเป็นการปิดเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดของโลกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และยังเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบที่มีสัดส่วนราว 1 ใน 5 หรือ ราว 20% ของตลาดโลก ย่อมส่งผลกระทบหลายๆ ด้าน

 

ผลกระทบแรกที่เกิดขึ้นและชัดเจนที่สุด คือ ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ตลาดพลังงานโลกมีความอ่อนไหวต่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างมาก ปฏิกิริยาตลาดได้ตอบสนองแล้ว โดยเริ่มบวกราคาความเสี่ยงจากเส้นทางขนส่งนี้ เข้าไปในราคาพลังงานบางส่วนแล้ว ตามการวิเคราะห์ของ Reuters

 

‘Barclays’ คาดราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) อาจปรับขึ้นเข้าใกล้ระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากความตึงเครียดขยายวงกว้าง โดยชี้ว่าการหยุดชะงัก แม้จะเป็นเพียงบางส่วนก็อาจทำให้สมดุลน้ำมันโลกตึงตัวขึ้น

 

ผลกระทบต่อเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ย หากราคาน้ำมันจะปรับสูงขึ้นรวมไปถึงราคาแก๊สที่จะถูกปรับขึ้นตาม กระทบต่อต้นทุนขนส่ง การผลิตไฟฟ้า และอุตสาหกรรมต่างๆ จะสูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเร่งตัว ก่อให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในหลายประเทศ อาจทำให้ธนาคารกลางชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยหรือระมัดระวังการลดดอกเบี้ยมากขึ้นโดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)

 

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ตลาดพลังงานเป็นจุดศูนย์กลางของความเสี่ยง ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางอย่างมาก หากการส่งออกสะดุด จะกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม การผลิต และการขนส่งโดยตรง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกชะลอตัวแม้แต่เศรษฐกิจไทยก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย

 

ผลกระทบต่อตลาดการเงินทั่วโลกอาจเผชิญความผันผวนรุนแรง นักลงทุนมีแนวโน้มเทขายสินทรัพย์เสี่ยง ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจลดลง และอาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในวงกว้าง โดยเฉพาะหากสถานการณ์ยืดเยื้อ โดยในอดีต เวลาที่ราคาน้ำมันสูงขึ้นมักจะกดดันตลาดหุ้นร่วง เนื่องจากต้นทุนของภาคธุรกิจที่เพิ่มขึ้น กระทบต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียน

 

ตลาดเข้าสู่โหมด risk off โยกเงินเข้าสินทรัพย์ที่ปลอดภัย

 

เมื่อราคาพลังงานยังคงเป็นช่องทางสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อระบบการเงินโลกได้รวดเร็วที่สุด และเป็นความเสี่ยงต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากที่สุดด้วย

 

เรามาดูปฏิกิริยาของตลาดสินทรัพย์ต่างๆ ที่กำลังปรับโหมดเข้าสู่ภาวะ risk off (หลีกเลี่ยงความเสี่ยง) หลังความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะทองคำฟิวเจอร์สปรับขึ้นประมาณ 1% สู่ระดับใกล้ 5,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังข่าวการโจมตีตอบโต้ทางทหารรุนแรงขึ้น ขณะที่ตลอดเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งมากกว่า 7% จากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง

 

ตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรฯอายุ 10 ปี ปรับลดลงราว 5-8 bps ลงมาใกล้ระดับประมาณ 3.95-4.00% สะท้อนการโยกเงินเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย ในขณะที่สกุลเงินปลอดภัย อย่างเงินเยนญี่ปุ่นและเงินฟรังก์สวิส ก็แข็งค่าขึ้นในช่วงที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้นเช่นกัน

 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลง โดยดัชนี Dow Jones ร่วงแรง 1.05%, S&P 500 ติดลบ 0.43% และ Nasdaq ลดลง 0.92% ขณะที่ฝั่งเอเชียไหลลง นำโดยฮ่องกง ดัชนี Hang Seng ร่วง 2.5% ญี่ปุ่น Nikkei 225 ราว 1-2% เช่นเดียวกัน VN 30 Index ของเวียดนามปรับตัวลดลงตามตลาดโลก

 

นอกจากนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มมีการหมุนกลุ่มอุตสาหกรรมขึ้นแล้ว โดยหุ้นกลุ่มกลาโหมและอากาศยานของสหรัฐฯ ได้ปรับตัวขึ้น หลังนักลงทุนคาดการณ์ว่าความตึงเครียดอาจนำไปสู่การเพิ่มงบประมาณด้านการทหาร สวนทางกับกลุ่มธุรกิจที่อ่อนไหวต่อราคาพลังงาน เช่น สายการบินและการขนส่ง มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันต้นทุนเพิ่มหากราคาน้ำมันยังทรงตัวในระดับสูง

 

ขณะที่ก่อนหน้าสงครามตะวันออกกลาง บรรยากาศโลกลงทุนก็เกิดความปั่นป่วนกับศึกในประเทศสหรัฐฯ ทั้งเรื่องสงครามภาษี และกระแส AI Disruption จนทำให้เงินเปลี่ยนทิศลงทุนในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา

 

ผมขออัปเดต 2 ประเด็นร้อนของโลกในตอนนี้

 

ความเสี่ยงจากสงครามภาษี ตลอดวาระของทรัมป์ ตอนนี้ได้ปรับโหมดการเก็บภาษีนำเข้าชั่วคราว 15% กับทุกประเทศในช่วงระยะเวลา 150 วัน (ถึงเดือนกรกฎาคม 2569) ซึ่งแต่ละประเทศต้องปรับกระบวนทัพเจรจากับสหรัฐฯ กันวุ่นวายตลอดทั้งปีนี้ ล่าสุดยังขู่ประเทศคู่ค้า ที่พยายาม ‘เล่นเกม’ กับคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ เกี่ยวกับมาตรการภาษี หรือยังคงเอาเปรียบสหรัฐฯ ทางการค้า จะถูกตอบโต้ด้วยอัตราภาษีที่สูงกว่ามาก และอาจรุนแรงกว่าข้อตกลงล่าสุด ฉะนั้น การค้าโลกเผชิญกับความไม่แน่นอนของทรัมป์ต่อไป

 

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ศาลฎีกา (Supreme Court) ตัดสินประธานาธิบดีใช้อำนาจตามกฎหมาย IEEPA ผิด ทำให้การเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ ( Recieprocal Tarriffs) ขัดต่อกฎหมาย และนำมาสู่การขอคืนภาษีนำเข้าฯ จากประเทศต่างๆ ที่สหรัฐฯ เรียกเก็บไปแล้ว แม้ทรัมป์จะยื่นศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ เพื่อขอชะลอกระบวนการคืนภาษีนำเข้า แต่ถูกศาลฯ ปฏิเสธคำร้องของเขา

 

ความเสี่ยงจากกระแส AI Disruption หลัง ‘Anthropic’ เปิดตัว ‘Claude AI’ เป็นโมดูล AI ที่ใช้เทคโนโลยี Claude ทำงานอัตโนมัติ เช่น Claude Code วิเคราะห์โค้ด, Claude Code Security ตรวจสอบความปลอดภัย, Claude Cowork ตรวจสอบเอกสารทางกฎหมาย ซึ่งจะกระทบต่อผู้ให้บริการซอฟต์แวร์แบบเดิม การเข้ามาของ AI จะทำให้คนตกงาน ผลิตภาพ (Productivity) หายไป และสุดท้าย GDP ของแต่ละประเทศจะลดลง

 

โลกกำลังอยู่ในยุค AI ที่เก่งเร็วเกินไป กระแส AI Disruption กำลังทำลายมูลค่าบริษัทเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ทั่วโลก ตลาด ‘คาดการณ์’ ว่า บริษัทเหล่านี้จะเจอกับ AI แซงหน้า ทำให้ตลาดทั่วโลกมีแรงเทขายหุ้นซอฟต์แวร์ออกมาจำนวนมากโดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ มูลค่าหายไป 2 แสนล้านดอลลาร์ ท่ามกลางความกังวล valuation ของหุ้นซอฟต์แวร์จะถูกกดดันในอนาคต

 

คู่มือการลงทุนในภาวะสงครามทับซ้อน

 

ท่ามกลางความเสี่ยงสงครามทับซ้อนผ่านสงครามภูมิรัฐศาสตร์ สงครามภาษีการค้าและสงครามเทคโนโลยี ตลาดตกอยู่ในอารมณ์ ‘ความกลัว’ เงินทุนใหญ่ทั่วโลกขยับย้ายเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) พร้อมกับเน้นกระจายลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลก หรือ Asset alocation ผ่านการจัดพอร์ต Core & Satellite เพราะในโลกการเงิน หากเกิดภาวะ ‘คลุมเครือ’ จะน่ากลัวกว่า ‘ข่าวร้าย’

 

จริงๆ ตั้งแต่ต้นปีก็มีข่าวร้ายจากสหรัฐฯ ยึดครองประเทศเวเนซุเอล่าแล้ว ทำให้นักลงทุนทั่วโลกปรับพอร์ตข้ามภูมิภาคไประดับนึงแล้วครับ เนื่องจากโลกเอือมระอากับพ่อใหญ่ทรัมป์ ประกอบกับความกังวลตลาดสหรัฐฯ จะปรับฐานหลังจากปรับตัวขึ้นมารวมกว่า 60 – 70% ทำ All Time High ในช่วง 3 ปีอย่างต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนขายทำกำไรหุ้นสหรัฐฯ ออกมาบางส่วน โดยเม็ดเงินลงทุนเริ่มไหลออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ Valuation ตึงตัว เข้าสู่ Emerging Markets กว่า 34,000 ล้านดอลลาร์

 

เงินลงทุนโลกเปลี่ยนทิศ โดยคลื่นแรก เงินไหลเข้าฝั่งเอเชียเหนือ โดยเฉพาะญี่ปุ่น ในกลุ่มชิป AI และคลื่นถัดมา ไหลเข้ากลุ่ม Value Play หรือตลาดที่ ‘ราคายังถูก’ ซึ่งตลาดหุ้นไทยก็ได้อานิสงส์จากกระแสนี้ แต่เมื่อเกิดสงครามตะวันออกกลางขึ้น ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงตามๆ กัน

 

ช่วงนี้จะเห็นตลาดแชร์คู่มือลงทุนในภาวะ ‘สงคราม’ กันเพียบครับ หลักการง่ายๆ

 

1. รักษาสภาพคล่อง เตรียมเงินสด เผื่อเงินรอจังหวะให้พอร์ตรอดได้ 3-6 เดือน

 

2. หลบภัยในสินทรัพย์มั่นคง ทองคำ โลหะ และ พันธบัตรรัฐบาล มักเป็นสินทรัพย์ที่เงินทุนไหลเข้าในช่วงสงคราม

 

3. ลดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยง หุ้นมักถูกเทขายยามสงคราม โดยเฉพาะหุ้นที่มีหนี้สูง โฟกัสคุณภาพ เน้นถือหุ้นที่งบดุลแข็งแรง กระแสเงินสดมั่นคง คุณต้องทำการตรวจสุขภาพหุ้นที่ถืออยู่ครับ

 

4. ถือสกุลเงินปลอดภัย ซึ่งในอดีตสกุลดอลลาร์ เยนของญี่ปุ่น หรือฟรังก์สวิส (CHF) ที่มักเป็นสกุลที่ตลาดไว้ใจในภาวะสงคราม

 

5. มีแผนการลงทุนล่วงหน้า นักลงทุนที่ดีต้องเติมความรู้ วิเคราะห์ข่าวสาร พร้อมเตรียมแผนปรับพอร์ตรองรับความผันผวน การทบทวนพอร์ตสม่ำเสมอจะทำให้พอร์ตฝ่าวิกฤติได้ทุกรอบ

 

6. การลงทุน DCA อย่างสม่ำเสมอ เมื่อคุณมีเงินลงทุนที่พร้อมเติม ก็เดินหน้าลงทุนไปตามกำหนดเวลาครับ ไม่ต้องสนว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะการลงทุน DCA อย่างมีวินัย จะทำให้ต้นทุนการลงทุนดีกว่าและผันผวนน้อยกว่าตลาดครับ เพราะตลาดแกว่งจากภาวะสงคราม ไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐานไม่ดี

 

หลายคนถามผมว่า แล้วหุ้นสหรัฐฯ S&P 500 จะไปต่อหรือพอแค่นี้?

 

สถิติในประวัติศาสตร์ 151 ปี S&P 500 ขึ้นมากกว่าลง แม้เราจะตอบไม่ได้ว่าปีไหนจะขึ้นหรือปีไหนจะลง แต่หากคุณถือเกิน 10 ปีขึ้นไป มีโอกาสกำไรแทบจะเป็น 100% ซึ่งก็คือ ยิ่งคุณถือนานก็ยิ่งกำไร

 

ดังนั้นวิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับการลงทุนหุ้นสหรัฐฯ คือการ DCA ตลอดเวลา เพราะสหรัฐฯ ยังคงเป็นประเทศมหาอำนาจที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกเติบโต ซึ่งเราสามารถเกาะการเติบโตนี้ไปด้วยกันได้ ตามที่คุณปู่วอเรนท์ บัฟเฟ่ต์ ย้ำเสมอว่า ‘อย่าแทงสวนอเมริกา’ หมายถึง ยังต้องมีหุ้นอเมริกาติดพอร์ตไว้

 

กลับมาที่การจัดพอร์ต Core & Satellite (สัดส่วนลงทุนปกติ 80:20) ที่ผมแนะนำลูกค้า Jitta Wealth เสมอ โดยพอร์ตหลัก (Core) เน้นกระจายลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลกที่มีความเสี่ยงต่ำและมีผลตอบแทนเข้ามาสม่ำเสมอ หลักๆ จะเป็นพันธบัตรและตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้ว อย่างสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น

 

ผมยกตัวอย่างการจัดพอร์ตหลัก ให้น้ำหนักหุ้นสหรัฐฯ 50% หุ้นประเทศพัฒนาแล้ว 20% หุ้นประเทศกำลังพัฒนา 10% พันธบัตร 20% (เน้นระยะสั้นถึงกลาง เพราะดอกเบี้ยยังผันผวน) หากสินทรัพย์ไหนขึ้นแรงเกินแผนให้ ‘Rebalance’ ขายทำกำไรบางส่วนของสินทรัพย์ตัวนั้นออกมา แล้วโยกไปตลาดที่ยังไม่ขึ้นหรือรอจังหวะลงทุนในช่วงตลาดปรับฐาน

 

พอร์ตรอง (Satellite) ที่เน้นลงทุนช่วงตลาดขาขึ้น ซึ่งในสถานการณ์ตอนนี้ แนะนำลงทุนประเทศที่น่าสนใจกลุ่มตลาดหุ้นเกิดใหม่นำโดย จีน อินเดีย เวียดนาม หรือธีมเมกะเทรนด์ที่น่าสนใจ ได้แก่ Healthcare, Utilities, พลังงานสะอาด และ Battery ซึ่งเป็นกลุ่ม Defensive และ Value ส่วนทองคำยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงสงคราม แต่ช่วงปีนี้จะมีความท้าทายจากราคาที่สูงขึ้นมากแล้ว

 

สำหรับคนที่สนใจลงทุนหุ้นรายประเทศ ผมมี Market Prediction : ตลาดไหนยัง ‘ถูก’ ตลาดไหนเริ่ม ‘แพง’ โดย AI วิเคราะห์หุ้น 50 ตัวที่ดีที่สุดในแต่ละตลาด มาอัพเดตครับ (ข้อมูล ณ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569)

 

  • ไทย โดดเด่นที่สุด หุ้นถูกต่อหุ้นแพง 9 เท่า
  • จีน หุ้นถูกต่อหุ้นแพง 4 เท่า
  • ญี่ปุ่น และเวียดนาม มีหุ้นถูกต่อหุ้นแพงพอๆ กัน คืออยู่ที่ระดับ 2.33 เท่า
  • ฮ่องกง หุ้นถูกต่อหุ้นแพง1.94 เท่า
  • อินเดีย เริ่มสมดุล 1.17 เท่า
  • สหรัฐฯ อยู่ที่ 1 เท่า สะท้อน Valuation ที่ค่อนข้างตึงตัว ขณะที่ PE ประมาณ 26 เท่า ดังนั้นไม่สามารถซื้อแบบหว่านแหได้อีก หากสนใจหุ้นสหรัฐฯ รายตัว สามารถดูได้ใน Jitta.com ครับจะมีข้อมูลวิเคราะห์หุ้นคุณภาพของตลาดต่างๆ ทั่วโลกด้วยครับ

 

ภาพ Market Prediction นี้สะท้อนในเชิงมูลค่า ตลาดเอเชียหลายประเทศยังมี ‘พื้นที่ของโอกาส’ มากกว่าตลาดพัฒนาแล้ว การเลือกตลาดให้เหมาะ สำคัญกว่าตามกระแส

 

สิ่งสำคัญที่สุด เมื่อเงินลงทุนเป็นของคุณ ฉะนั้น คุณต้องทำการบ้านหาความรู้เกี่ยวกับสินทรัพย์ที่สนใจลงทุนเพื่อดูราคาซื้อที่เหมาะสมกับ Valuation ในอนาคตที่จะได้กำไรและเพื่อความรอบคอบควรขอคำแนะนำจากที่ปรึกษาการลงทุนของบริษัทต่างๆ หรือถามผมและทีมงาน Jitta Wealth ก็ยินดีเช่นกันครับ

 

บทสรุปสำคัญ ไม่ใช่การทายว่าตลาดจะขึ้นหรือลงอีกกี่จุด แต่คือการจัดพอร์ตให้เหมาะสมและมีวินัย Rebalance ตามแผน ในโลกที่เงินไหลเร็ว คนที่ชนะระยะยาว คือคนที่มีระบบ ชีวิตคุณจะกินอิ่มนอนหลับสบายใจ พาพอร์ตข้ามผ่านทุกวิกฤติและกลับมาเติบโตได้ต่อเนื่องครับ

 

The post เปิดคู่มือลงทุนฝ่าสมรภูมิ 3 สงครามซ้อน ‘ทรัมป์-น้ำมันพุ่ง-AI Disruption’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถ้าโลกต้องอยู่กับความขัดแย้งต่อไป เปิด 3 กลยุทธ์ ‘ตั้งรับ’ ที่ทุกคนต้องมี! https://thestandard.co/3-defensive-strategies-for-conflict/ Mon, 19 Jan 2026 09:17:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1166786 ถ้าโลกต้องอยู่กับความขัดแย้งต่อไป เปิด 3 กลยุทธ์ ‘ตั้งรับ’ ที่ทุกคนต้องมี

อุณหภูมิโลกเดือดปะทุขึ้นตั้งแต่เปิดต้นศักราชปีม้าไฟ เมื […]

The post ถ้าโลกต้องอยู่กับความขัดแย้งต่อไป เปิด 3 กลยุทธ์ ‘ตั้งรับ’ ที่ทุกคนต้องมี! appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถ้าโลกต้องอยู่กับความขัดแย้งต่อไป เปิด 3 กลยุทธ์ ‘ตั้งรับ’ ที่ทุกคนต้องมี

อุณหภูมิโลกเดือดปะทุขึ้นตั้งแต่เปิดต้นศักราชปีม้าไฟ เมื่อผู้นำสหรัฐฯ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ก่อหวอด ‘สงครามแย่งชิงทรัพยากร’ กับประเทศเพื่อนบ้านด้วยกันเองในทวีปอเมริกา เป็นประเด็นความเสี่ยงใหม่ที่โลกจับตาอย่างใกล้ชิด

 

‘สงครามแย่งชิงทรัพยากร’ กำลังจะถูกเชื่อมโยงผูกไปกับ ‘สงครามภูมิรัฐศาสตร์’ ที่รุนแรงในคู่ขัดแย้งหลายประเทศในหลายปีที่ผ่านมา

 

ปี 2026 เป็นอีกปีที่โลกสุ่มเสี่ยงจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ซึ่งจะเกิดรูปแบบไหน เป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดเดาล่วงหน้าได้ครับ ผลกระทบต่อโลกการลงทุนจะเป็นอย่างไรบ้าง ตลาดหุ้นจะร่วงรุนแรงเหมือนสงครามภาษีในเดือนเมษายน ‘Liberation Day’ ที่เกิดขึ้นในปีที่แล้วหรือไม่

 

คำถามต่างๆ นี้ ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ไม่มีใครคาดเดาล่วงหน้าได้ และไม่มีใครควบคุมได้ครับ เพราะฉะนั้น เราควรจัดการในสิ่งที่ควบคุมได้ คือ การจัดพอร์ตลงทุนให้รอดครับ

 

แต่ก่อนอื่นผมขอพูดถึงกระแสใหญ่ที่เข้มข้นและโลกให้น้ำหนักการเฝ้าระวังในปีนี้ก่อนครับ

 

จับตาจุดเดือดโลกใต้เงา ‘ทรัมป์’ ผู้นำสหรัฐฯ

 

สำนักข่าวสื่อต่างๆ ทั่วโลก จับตา 4 จุดเดือดปี 2026 จะเป็นสงครามจริงหรือเกมมหาอำนาจ?

 

จุดเดือดแรก สหรัฐฯ รุกเกมมหาอำนาจโลก จู่ๆ ต้นปีเกิดข่าวร้ายเมื่อวันที่ 3 มกราคมสหรัฐฯ บุกเวเนซุเอลาและจับกุมผู้นำประเทศ พร้อมกับเข้าปกครองชั่วคราว ยึดอำนาจการขายน้ำมันมาดูแลจัดการเอง ซึ่งจะต้องติดตามต่อไป

 

‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังประกาศจะเข้ายึดอีกหลายๆ ประเทศที่อยู่ใกล้เคียง รวมถึงกรีนแลนด์ซึ่งเป็นเกาะของเดนมาร์ก เนื่องจากเกาะนี้มีแร่ธาตุต่างๆ อยู่จำนวนมาก รวมถึงแร่ธาตุหายาก (แรร์เอิร์ธ) ที่ยังไม่ถูกเปิดเผยออกมา

 

เพราะทรัมป์มองว่า หากสหรัฐฯ ไม่เข้าควบคุม ‘กรีนแลนด์’ เอง อาจจะถูก รัสเซียหรือจีนเข้ามายึดแทนได้

 

ปมร้อนระอุขึ้นไปอีก เมื่อสหรัฐฯ ยึดเรือขนส่งน้ำมันสัญชาติรัสเซียบริเวณกรีนแลนด์

 

จุดเดือดที่สอง สงครามภูมิรัฐศาสตร์ โลกยังไฮไลท์คู่ขัดแย้งอันดับหนึ่ง คือ สงครามอิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งตอนนี้อิสราเอลกำลังขอให้สหรัฐฯ เข้ามาช่วยจัดการกับอิหร่าน หลังจากปีที่แล้ว อิสราเอลกับอิหร่านทำสงครามกันและสหรัฐฯ เข้ามาห้ามทัพ ส่วนปีนี้ ความตึงเครียดของ ‘อิสราเอล-อิหร่าน’ ยังคุกรุ่นมีโอกาสเกิดขึ้นเป็นระยะ และอาจจะทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งอิหร่านมีความแข็งแกร่งทางการทหารโดยเฉพาะขีปนาวุธที่ทำให้สหรัฐฯ ยังไม่กล้าเข้ามาร่วมด้วย จึงต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด และอิหร่านมีพันธมิตรอย่างซีเรีย ฮิซบอลลาห์ และแม้แต่รัสเซียเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

 

สงครามรัสเซีย-ยูเครน:สงครามนี้ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2022 และทวีความรุนแรงขึ้นโดยยังไม่มีทางออกที่ชัดเจน การสนับสนุนจากยุโรปตะวันตกยังคงช่วยเสริมกำลังการต่อต้านของยูเครน ทำให้โลกมีความไม่แน่นอนอยู่ต่อไป

 

จุดเดือดที่สาม ‘ญี่ปุ่น’ ขัดแย้งกับจีน หลังจากนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นแสดงความคิดเห็นเชิงลบต่อจีนเรื่องไต้หวันในปีที่แล้ว เพิ่มความเสี่ยงเกิดการปะทะขึ้นในฝั่งเอเชีย โดยท่าทีของญี่ปุ่นกระชับความสัมพันธ์กับเกาหลีใต้และมีสหรัฐฯ หนุน ขณะที่จีนมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้นำเกาหลีเหนือ นอกจากนี้ยังมีพันธมิตร ‘ประธานาธิบดีรัสเซีย’ จะเห็นว่า ปมโยงใยระหว่างประเทศมหาอำนาจหลายขั้วโลกพร้อมระเบิดเสมอ

 

จุดเดือดที่ 4 สงครามการค้าและสงครามเทคโนโลยี ยังคงเป็นไม้ตายของทรัมป์ที่จะคิดจะออกมาตรการกีดกันการค้าใดๆอีก เป็นเรื่องที่ไม่สามารถคาดเดาล่วงหน้าได้จริงๆ ครับ

 

สงครามเทคโนโลยี: การแข่งขันด้านเทคโนโลยี AI ระหว่างเบอร์ 1 และ 2 ของโลกอย่างสหรัฐฯ และจีน คาดว่าจะดุเดือดขึ้นมาเรื่อยๆ แม้ว่า สหรัฐฯ เลื่อนการเก็บภาษีชิปกับจีนไปถึงกลางปี 2027 โดยปัจจุบันอัตราภาษีอยู่ที่ 0% แต่ทรัมป์ อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็ได้เช่นกัน ซึ่งรัฐบาลจีนมีแผนรับมืออยู่เช่นกัน

 

โลกจับตาหากใครเป็นผู้นำเทคโนโลยี ประเทศนั้น คือ ‘ผู้ชนะสงครามโลกครั้งที่ 3’ และจะได้เป็นผู้นำ New World Order จะได้เข้ามากำหนดกฎระเบียบใหม่ของโลกใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่ยังเชื่อมั่นว่า สหรัฐฯ ยังครองความเป็นเจ้าเทคโนโลยี และทิ้งห่างจากจีนอยู่มาก

 

จาก 3-4 จุดเดือดนี้ อาจนำมาสู่สงครามลูกผสม (Hybrid Warfare) ที่ไม่ได้จำกัดแค่การแข่งขันทางอาวุธหรือสงครามตัวแทน แต่ยังรวมถึงสงครามแข่งขันเป็นเจ้าเทคโนโลยี แย่งชิงกรรมสิทธิ์เข้าถึงทรัพยากรสำคัญโดยเฉพาะแรร์เอิร์ธที่ประเทศต่างๆ ต้องการครอบครองเช่นกัน

 

นักวิเคราะห์ทั่วโลกประเมินว่า หากผนวกความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในยุโรปและเอเชีย สงครามทางไซเบอร์ และความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ และการแข่งขันแย่งชิงทรัพยากรแล้ว เราอาจพบว่าความตึงเครียดระดับโลกเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ความพยายามทางการทูตที่กำลังดำเนินอยู่เพื่อหลีกเลี่ยงสงครามขนาดใหญ่

 

พลวัตทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่า ภัยคุกคามจากความขัดแย้งยังคงสูงอยู่ สำหรับผลกระทบที่จะเกิดตามมา คือ ‘วิกฤติเศรษฐกิจ’ และตลาดหุ้นสินทรัพย์เสี่ยงต่างๆ ที่ปรับตัวลงตามปัจจัยพื้นฐานที่เกิดในเวลานั้นๆ ซึ่งจะต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและตลาดหุ้นกลับมาใหม่ตามวัฏจักร

 

ผมฉายภาพการประเมินความเสี่ยงการเกิดสงครามโลกนี้ อาจจะเกิดหรือไม่เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นครับ จริงๆ แล้วกว่าโลกจะมาถึงจุดทำสงครามนั้น ยังมีเครื่องมือทางการทูตในการเจรจาครับ ที่แน่ๆ สงครามโลกครั้งที่ 3 ไม่ใช่รูปแบบสู้รบทหารแนวหน้า แต่จะเป็นการสู้รบด้วยเศรษฐกิจและข้อมูลครับ

 

การเปิดเกมดุเดือดของทรัมป์ตั้งแต่ต้นปี แต่ด้วยความเป็นนักธุรกิจนักเจรจาต่อรอง และเขามักเลือกจังหวะในการคลี่คลายสถานการณ์ในแบบฉบับให้อเมริกาได้ประโยชน์สูงสุดครับ คล้ายกับบทเรียนสงครามภาษีที่พวกเราเจอกันเมื่อปีที่แล้ว

 

ทุกคนคงจำกันได้ บทเรียนจากสงครามภาษีตอบโต้เมื่อเดือนเมษายน 2025 ‘Liberation Day’ กดดันตลาดหุ้นทั่วโลกแดงเดือด ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงกว่า 30% แต่หลังจากตลาดรับรู้ข่าวร้าย และสถานการณ์คลี่คลาย ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกฟื้นกลับมาอย่างรวดเร็วและปรับตัวขึ้นทำ All Time High ไม่หยุดจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ทั้งนั้น ได้รับแรงส่งจากผลประกอบการของบริษัทในตลาดและอารมณ์ความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก

 

มุมมองของ IMF ชี้ว่า แม้เศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งปีแรกยังคงทรงตัวได้ดี แต่แนวโน้มโดยรวมยังคงเปราะบาง โดยมีความเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตาในปี 2026 ได้แก่ การขยายตัวของเทคโนโลยี AI ที่อาจเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง ปัญหาเชิงโครงสร้างในเศรษฐกิจจีน แรงกดดันทางการคลังของหลายประเทศที่เริ่มสะสม ทิศทางหรือนโยบายเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และความน่าเชื่อถือของสถาบันสำคัญทั่วโลกที่เริ่มถูกตั้งคำถาม รวมถึงนโยบายการเงินที่แต่ละประเทศดำเนินแตกต่างกันไป เช่น สหรัฐฯ ที่คาดปรับลดดอกเบี้ย สวนทางกับญี่ปุ่นที่คาดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย

 

สำหรับปี 2026 ยังคงเป็นปีที่คาดเดาไม่ได้ว่า โลกจะพลิกผันอย่างไร ความไม่แน่นอนที่มากขึ้น จะยิ่งทำให้สินทรัพย์ต่างๆ ผันผวนสูงขึ้น โดยเฉพาะสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง หุ้น ทองคำ บิทคอยน์ ที่จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการลงทุน

 

การเตรียมตัวล่วงหน้าทำการบ้านศึกษาข้อมูลสินทรัพย์ที่สนใจลงทุนให้เข้าใจมากขึ้น และติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดการเงินโลกอย่างใกล้ชิด คือ กุญแจสำคัญที่จะช่วยให้นักลงทุนสามารถรับมือกับความผันผวนและคว้าโอกาสการลงทุนได้อย่างมั่นใจ

 

ผมเป็นคนที่ชอบมองหาโอกาสในวิกฤติครับ ยิ่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตลาดหลักที่นักลงทุนต้องมีติดไว้ในพอร์ต ผมดูสถิติของดัชนี S&P 500 ย้อนหลังช่วงระยะเวลา 150 ปี พบว่า ปีที่ทำผลตอบแทนบวก ‘เกิดขึ้นมากกว่า’ ปีที่ติดลบ โดยปีที่ทำผลตอบแทนเป็นบวกมีสัดส่วน 64% เพราะฉะนั้น หากลงทุนในดัชนีฯ S&P 500 ถือระยะยาว 10 ปี จะมีปีที่ผลตอบแทนบวกมากกว่าลบ

 

ประเด็นที่สอง การทำผลตอบแทนของ S&P 500 ในช่วง 150 ปีย้อนหลัง พบว่า ปีที่ S&P 500 ทำกำไรระดับ 0-10% จะเกิดขึ้นได้ 20% ของจำนวนปีทั้งหมด เมื่อดูอีกด้านคือปีที่ขาดทุน 0 ถึง -10% มีโอกาสเกิด 16% ของจำนวนปีทั้งหมด ซึ่งจำนวนปีที่เป็นบวกและลบไม่ได้ต่างกันมากนัก อยู่ราว 16%-20%

 

ส่วนปีที่ตลาดหุ้นบวกที่ระดับ 10-20% คิดเป็นประมาณ 21%ของปีทั้งหมด แต่ถ้าดูปีที่ตลาดหุ้นติดลบ -10 ถึง -20% คิดเป็น 12%ของปีทั้งหมด หมายความว่า ปีที่ S&P บวก 10-20% มีโอกาสเกิดเป็น ‘สองเท่า’ ของจำนวนปีที่ติดลบครับ

 

ปีที่ตลาดหุ้นกำไร 20-30% คิดเป็นประมาณ 14% ของเวลาทั้งหมด ปีที่ตลาดหุ้นติดลบ 20-30% มีโอกาสเกิดเพียง 4.6% ของเวลาทั้งหมด หมายความว่า คนที่ถือเป็นระยะเวลานานพอจะมีโอกาสกำไร 20% มากถึง 3 เท่าของจำนวนปีที่ติดลบ 20%

 

เพราะฉะนั้น หากเจอช่วงตลาดหุ้นสหรัฐฯ ติดลบ 20% เป็นโอกาสในการลงทุนดัชนี S&P500 ครับ เพราะใน 100 ปี จะมีแค่ 4-5 ปีที่ติดลบเกิน 20%

 

ในเวลาที่ตลาดหุ้นตกแรงๆ ผมมักแนะนำลูกค้าว่า ควรแบ่งไม้ลงทุน คือ หากหุ้นตก 20% แนะใส่เงินไม้แรกราว 20% ของเงินลงทุน ถ้าตกเกิน 30% ให้ใส่ไม้สอง 30% และถ้าตกหนักอีก ให้ใส่ไม้ 3 ผมเชื่อว่าใส่เงินลงทุนแค่ 3 ไม้นี้ เมื่อตลาดฟื้นมาคุณจะมีโอกาสกำไรมากกว่าครับ

 

นอกจากนี้ พบว่า ในอดีตช่วงที่เริ่มต้นสงคราม ตลาดหุ้นจะผันผวนรุนแรงที่สุด แต่หลังจากทำสงครามเริ่มต้น เมื่อสถานการณ์ชัดเจนขึ้น ทุกอย่างก็จะค่อยๆ กลับมาเป็นปกติ และไม่ว่าจะกี่สงครามในอดีต สุดท้ายตลาดหุ้นก็ยังสามารถกลับมาเติบโตได้ เราได้เห็นตลาดหุ้นเวเนซุเอลาเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน หลังผ่านเหตุการณ์ระทึกขวัญ ตลาดหุ้นดีดขึ้นมาแรง 100% ไปแล้วครับ

 

ในช่วงเวลาที่ตลาดเจอวิกฤติใดๆ คนที่ ‘ลงทุนเป็น’ มักจะรอเข้าลงทุนช่วง ‘วิกฤติ’ เพราะคุณสามารถเป็น ‘นักเลือก’ ซื้อของ (หุ้น) ถูกได้ การเลือกหาธุรกิจที่เป็นผู้ชนะในอุตสาหกรรม แต่ราคากลับร่วงเยอะเพราะเจออารมณ์นักลงทุนตกใจเทขายหุ้นออกมา

 

ในจังหวะนี้บางคนที่ลงทุนไม่เป็นก็จะเครียดที่ได้เห็นหุ้นตกหนักๆ และสุดท้าย อดทนไม่ไหวขายออกมาตอนราคาถูก เพราะไหลตามอารมณ์ตลาด ตามกระแสข่าวรายวัน และแย่สุดๆ คือ คุณไม่ทำการบ้านก่อนขายว่า สินทรัพย์ที่ถืออยู่นั้น ยังดีมีคุณภาพอยู่หรือไม่

 

เป็นเรื่องปกติที่ตลาดจะกวาดคนที่อดทนน้อยออกไปครับ และนั่นคือเวลาที่นักเลือกจะได้รับรางวัลของความอดทนนั่นเองครับ

 

‘กระจายเสี่ยง-DCA’ ฝ่าสงครามซับซ้อน

 

ปีนี้ ทุกคนต้องหมั่นทบทวนสุขภาพพอร์ตลงทุนของตัวเองนะครับ เพราะเราไม่สามารถหาคำตอบที่แน่นอนได้ว่า สงครามโลกครั้งที่ 3 ที่เหมือนความกังวลจะซาลงบ้างแล้ว แต่ใครจะรู้ว่าจะเกิดได้หรือไม่ เกิดรูปแบบไหน แม้แต่ตลาดหุ้นไหนจะเกิดฟองสบู่หรือจะแตกเมื่อไหร่ เศรษฐกิจโลกจะชะลอรุนแรงแค่ไหน แต่ละประเทศขยายตัวแบบ K-Shape ล้วนมีแต่สัญญาณความเสี่ยงสูงขึ้นกว่าปีที่แล้ว

 

ผมคงแนะนำง่ายๆ ยึดหลักจัดพอร์ต ‘Core & Satellite’ มุ่งกระจายลงทุนสินทรัพย์ทั่วโลก (Asset Allocation) ไม่ว่าจะลงทุนพันธบัตร หุ้นกู้ หุ้น หรือสินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ ที่สร้างผลตอบแทนให้ในระยะยาว

 

กรอบการลงทุนใน ‘Core’ หรือ ‘พอร์ตหลัก’ มุ่งเน้นลงทุนทรัพย์สินที่เงินต้นมั่นคงปลอดภัยความเสี่ยงต่ำ โดยที่ยังสามารถสร้างผลตอบแทนแม้ไม่สูงมากแต่มีเข้ามาเรื่อยๆ ในระยะยาว ยกตัวอย่างสินทรัพย์ที่ใส่ในพอร์ตนี้จะเป็นพันธบัตรสัดส่วนสูง หุ้นกู้ หุ้นสหรัฐฯ และกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น อาจจะใส่หุ้นกำลังพัฒนาที่เป็นพี่ใหญ่อย่างเช่น จีน ร่วมด้วยก็ได้ เพราะไม่ว่า สหรัฐฯ หรือ จีน ถือว่ายังเป็นเบอร์หนึ่งเบอร์สองของโลก จะทำให้พอร์ตมีผลตอบแทนที่เติบโตเกาะเศรษฐกิจทั้งสองประเทศนี้ในระยะยาวได้ตลอด

 

‘Satellite’ หรือ พอร์ตรอง เน้นลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนสูง อาจเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่หวือหวา ก่อนหน้านี้ ผมจะแนะนำตลาดหุ้นรายประเทศ แต่ปีนี้ มีแนวโน้มอุณหภูมิโลกกำลังอยู่ในจุดเดือดของความขัดแย้งที่สูงขึ้นและกระจายหลายประเทศ ดังนั้น จึงแนะนำให้เลือกลงทุนในธีมอุตสาหกรรม หรือเมกะเทรนด์หลักๆของโลก อาทิ เมกะเทรนด์ AI Healthcare ตอนนี้น้ำหนักของพอร์ตรองที่ลงทุนยังปลอดภัยดีหรือไม่ หากมีกำไรสูงมากๆ ควรทำกำไรและลดสัดส่วนลงมาครับ เพื่อจำกัดความเสี่ยงขาลงในปีนี้

 

การจัดสัดส่วนลงทุนของทั้ง 2 พอร์ตโดยทั่วไปสัดส่วน 80-20% หากใครที่มีพอร์ตรองสูงกว่า 20% ก็ควรทำการบ้านว่ายังไหวหรือไม่ทั้งผลตอบแทนและความเสี่ยง หรือจะ Rebalance เพื่อตุนเงินไว้รอลงทุนช่วงตลาดขาลง

 

อีกการลงทุนแบบถัวเฉลี่ย หรือ DCA ยังเป็น Super Safe ช่วยลดความผันผวนของพอร์ตให้ต่ำกว่าตลาดได้แน่ๆ

 

คนที่จัดพอร์ต Core & Satellite จำเป็นต้องตรวจสุขภาพพอร์ตเป็นประจำ โดยต้องดูว่าสินทรัพย์ที่ลงทุนยังเป็นไปตามแผนและเป้าหมายการลงทุนหรือไม่ หากสัดส่วนของพอร์ตเปลี่ยนแปลงมากเกินไป คุณจะต้อง “Rebalance” สินทรัพย์ที่ขึ้นมากเกินไป การขายทำกำไรเป็นการลดสัดส่วนให้กลับมาสู่ระดับเดิม และนำเงินไปลงทุนในพันธบัตรหรือจะถือเงินสดเพื่อรอโอกาสลงทุนใหม่ การ “Rebalance” จะช่วยรักษาความแข็งแกร่งพอร์ตให้อยู่รอดได้ทุกวิกฤติครับ

 

‘มือใหม่’ ไม่แนะนำเริ่มต้นที่หุ้น เน้นลงทุนปลอดภัย

 

ผมขอพูดถึงนักลงทุนมือใหม่หรือคนที่อยากจะกลับมาลงทุนอีกครั้งในปี 2026 นี้ ผมไม่แนะนำเริ่มต้นลงทุนหุ้นในปีนี้ ซึ่งไม่ใช่เพราะคุณเลือกหุ้นไม่เก่ง แต่จริงๆแล้ว ปัญหาของคนส่วนมากมักอยู่ที่ ‘การรับมือกับความผันผวน’ หรือ ‘ดูแลสภาวะจิตใจอารมณ์ของตัวเอง’ ในการลงทุนมากกว่า

 

โดยหลักการ ถ้าคุณเลือกลงทุนหุ้นรายตัว สิ่งที่คุณต้องเก่งมีสองสามอย่าง คือ

 

1. วิเคราะห์หุ้นให้ถูก 2. เลือกหุ้นหรือบริษัทที่มีนโยบายที่ดีที่ใช่ และ 3. ต้องเข้าใจธุรกิจที่กำลังลงทุนและซื้อหุ้นในราคาที่ไม่แพงเกินไป ธุรกิจที่มีมูลค่าเพิ่มหรือ Margin of Safety (MOS) ซึ่งผู้ลงทุนมือใหม่เข้าใจกันว่าเป็นเรื่องที่ยากที่สุดเพราะต้องอ่านงบการเงิน รายงานประจำปีเพื่อเลือกหุ้นนั้นๆ ให้ได้ดีที่สุด แต่จริงๆ ไม่ใช่เรื่องยากที่สุดครับ เพราะหากคุณมีเวลาอ่าน จะมีความเข้าใจลงทุนที่มากขึ้น

 

แต่สิ่งที่ยากมากกว่า คือ วินัยในการลงทุนและการควบคุมอารมณ์ของตัวเอง เพราะโดยธรรมชาติของตลาดหุ้นอยู่คู่กับความเสี่ยง ความผันผวนอยู่แล้ว ตลาดหุ้นจึงไม่เคยปรานีใครและไม่เคยสนว่า คุณจะคิดถูกหรือผิด โดยเฉพาะช่วงระยะสั้นๆ ดังนั้น ต่อให้คุณคิดถูก แต่เห็นทุกคนขายหุ้น หุ้นก็ร่วง คุณจะเกิด Bias ไหลตามอารมณ์ตลาด ทั้งๆ ที่หุ้นหรือบริษัทที่คุณลงทุนก็ยังมีอนาคตและยังอยู่ได้ในระยะยาว เพียงแต่เจอราคาเหวี่ยงจะเกิดอารมณ์ขึ้นมา ตามมาด้วยตัดสินใจ (ขาย) ทั้งที่ขาดทุน

 

นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ไม่ว่าเราจะตัดสินใจในตอนนั้นได้ถูกต้องแค่ไหน แต่เมื่อเห็นพอร์ตติดลบ หากควบคุมอารมณ์ไม่เป็นหรือทำใจไม่ได้ พอร์ตเป๋หรือพังได้ครับ

 

คุณคงอยากรู้ว่า ควรทำยังไงไม่ให้พอร์ตพัง เพื่อให้เงินลงทุนอยู่ได้นาน และมีพลังสร้างผลตอบแทนทบต้นในระยะยาวได้

 

การจัดพอร์ตที่ดี คือ ต้องสร้างพอร์ตหลัก (Core) ให้มั่นคงก่อน โดยเน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำแต่ยังสามารถสร้างผลตอบแทนทบต้นได้เรื่อยๆ ยาวๆ อาจจะมากบ้างน้อยบ้างก็ไม่เป็นไรครับ พอร์ตหลักจะเป็นพอร์ตที่ไม่จำเป็นต้องเติบโตหวือหวา

 

ลูกค้า Jitta Wealth จะสร้างพอร์ตแรกด้วยการลงทุนใน Global ETF เพราะกระจายลงทุนทั่วโลกทั้งหุ้น พันธบัตรของประเทศหลักๆ ซึ่งพันธบัตรจะเป็นกันชนความเสี่ยงที่สำคัญ ยามที่ตลาดหุ้นสวิงลง ก็ยังมีพันธบัตรคงที่ให้ดอกเบี้ย หากสนใจไส้ในการจัดพอร์ตสามารถสอบถามได้นะครับ ทั้งนี้ น้ำหนักของหุ้น พันธบัตรจะขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงที่รับได้

 

คุณปู่ Warren Buffett บอกเสมอว่า “โลกนี้จะคาดเดาตลาดให้ถูกต้องทุกครั้ง คงเป็นไปไม่ได้”

 

ทางที่ดี เราควรทำสิ่งที่ควบคุมได้ คือ พอร์ตหลักควรลงทุนกระจายความเสี่ยง เช่น ลงทุนตลาดหุ้นทั่วโลกจะดีที่สุด และการมีวินัยการลงทุน ได้แก่ เพิ่มทุน จะด้วยการ DCA หรือ Stay Invest ช่วยให้เราไม่ต้องคาดเดาจังหวะหรือปรับพอร์ตตลอดเวลา

 

“เมื่อไหร่หุ้นตก ก็ขายพันธบัตรไปซื้อหุ้น เมื่อไหร่หุ้นขึ้น ก็ขายหุ้นไปซื้อพันธบัตร” โดยให้น้ำหนักสินทรัพย์ที่ลงทุนอยู่ในสัดส่วนตามเป้าหมายสร้างผลตอบแทนระยะยาวที่วางไว้ และอยู่ในระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมที่รับไหวครับ

 

เพราะฉะนั้น นักลงทุนที่ดี นอกจากมีความรู้ในหลักการลงทุนที่ถูกต้อง ยังต้องรู้ขีดจำกัดของตัวเอง โดยเฉพาะการมีสติและจิตใจที่หนักแน่นจะเป็นเส้นทางลงทุนที่ประสบความสำเร็จตามนักลงทุนชื่อดังของโลก

 

บทสุดท้ายของพอร์ตการลงทุนจะเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจโลก พอร์ตของคุณได้รับประโยชน์จากความผันผวนของตลาดอย่างเต็มที่ เพราะทุกวันนี้มีนักลงทุนอีกมากเมื่อเจอหน้างานเห็นหุ้นลงหนักๆ คนมักจะขาย ตอนหุ้นขึ้นแรงๆ ก็ซื้อเพิ่มทุน ซึ่ง “คุณกำลังโดนตลาดหุ้นวางกับดักหลอกอยู่”

 

ผมมีอีกคาถาให้ท่องไว้ “จงโลภเมื่อคนอื่นกลัว จงกลัวเมื่อคนอื่นโลภ” จะพาคุณหลุดจากอารมณ์ตลาดได้แน่นอน

 

Step ต่อไป การสร้างพอร์ตรอง มือใหม่ที่อยากลงทุนหุ้นหวือหวา จำเป็นต้องมีความรู้และเข้าใจวัฏจักรตลาดอย่างมาก เพราะหากเข้าลงทุนผิดจังหวะจะมีโอกาสขาดทุนอยู่มาก เช่น ซื้อตอนราคาที่ขึ้นสูงมากแล้ว หรือราคาสูงเกินไป (Over Value) ถือเป็นจุดที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดครับ

 

ส่วนตัวผมมีกรอบความคิดที่ใช้ลงทุนมาตลอดและปีนี้ก็ใช้ต่อไป นั่นก็คือ “ในการลงทุนถ้าเสี่ยงแล้วได้ ก็รวยขึ้น แต่ถ้าเสี่ยงแล้วผิดพลาดชีวิตเราต้องไม่กระทบ และชีวิตเรายังเดินไปบนเส้นทางการเงินที่มั่นคงอย่างสม่ำเสมอ”

 

สรุป ถ้าจะต้องลงทุนใหม่ในปีนี้ ผมจะไม่เริ่มต้นลงทุนจากหุ้นรายตัว แต่จะเริ่มจากการลงทุนในระบบที่มั่นใจว่า เงินลงทุนจะอยู่รอดปลอดภัย โดยเฉพาะปีนี้เป็นปีที่เศรษฐกิจ ตลาดหุ้นมีความผันผวนที่สูง เนื่องจากหลายๆ ตลาดทั่วโลก ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาในช่วง 2-3 ปีติดต่อกันแล้ว

 

ที่สำคัญ โลกมีแต่ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศ และความวุ่นวายในแต่ละประเทศ สงครามแย่งทรัพยากรที่ผูกกับสงครามภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนของตัวผู้นำสหรัฐฯ ‘ทรัมป์’

 

ผมจึงย้ำว่า การลงทุนสินทรัพย์ต่างๆ กระจายความเสี่ยงในพอร์ต จะทำให้เราอยู่รอดและเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจโลกแบบนี้ ภายใต้ความเสี่ยงที่รับได้ ทำให้เรากินอิ่มนอนหลับสบายใจครับ ขอให้ทุกท่านดูแลตัวเองและอย่าลืมลงทุนกับความรู้และสุขภาพไปด้วยกันนะครับ

The post ถ้าโลกต้องอยู่กับความขัดแย้งต่อไป เปิด 3 กลยุทธ์ ‘ตั้งรับ’ ที่ทุกคนต้องมี! appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฮั่วเซ่งเฮง เผย 4 ปัจจัยหนุนราคาทองปี 2569 จ่อทำสถิตใหม่ 76,200 บาท แนะ DCA ทุกเดือน วางกลยุทธ์ก่อนเข้าซื้อ ป้องกันความเสี่ยง https://thestandard.co/hua-seng-heng-gold-2026/ Mon, 29 Dec 2025 08:16:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1159724 ฮั่วเซ่งเฮง เผย 4 ปัจจัยหนุนราคาทองปี 2569 จ่อทำสถิตใหม่ 76,200 บาท แนะ DCA ทุกเดือน วางกลยุทธ์ก่อนเข้าซื้อ ป้องกันความเสี่ยง

ฮั่วเซ่งเฮงมองแนวโน้มปี 69 ทองคำยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น แ […]

The post ฮั่วเซ่งเฮง เผย 4 ปัจจัยหนุนราคาทองปี 2569 จ่อทำสถิตใหม่ 76,200 บาท แนะ DCA ทุกเดือน วางกลยุทธ์ก่อนเข้าซื้อ ป้องกันความเสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฮั่วเซ่งเฮง เผย 4 ปัจจัยหนุนราคาทองปี 2569 จ่อทำสถิตใหม่ 76,200 บาท แนะ DCA ทุกเดือน วางกลยุทธ์ก่อนเข้าซื้อ ป้องกันความเสี่ยง

ฮั่วเซ่งเฮงมองแนวโน้มปี 69 ทองคำยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น แม้อาจไม่ร้อนแรงเท่าปีที่ผ่านมา โดยได้รับแรงหนุนเชิงโครงสร้างทั้งด้านนโยบายการเงิน เงินทุนสถาบัน และบทบาทของผู้เล่นรายใหม่ในตลาด

 

ธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทฮั่วเซ่งเฮง เปิดเผยว่า ราคาทองคำในปี 2569 ยังคงมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นปีที่ 4 แต่อาจไม่ได้ปรับตัวขึ้นร้อนแรง มากเหมือนปี 2568 ซึ่งเป็นปีที่ราคาทองคำโลกให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในรอบ 46 ปี โดยราคาทองโลกเมื่อต้นปีอยู่ที่ 2,632 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ก่อนที่จะปรับขึ้นสู่ระดับ 3,000 ดอลลาร์ ในเดือนมีนาคม และเพียง 7 เดือนถัดมา ราคาพุ่งทะลุ 4,000 ดอลลาร์ ในเดือนตุลาคม ก่อนทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ (All-Time High) ในช่วงปลายปีที่ระดับ 4,531 ดอลลาร์ (เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2568) ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 70% ขณะที่ราคาทองคำภายในประเทศสร้างสถิติสูงสุดใหม่ที่ 67,400 บาทต่อบาททองคำ (เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2568) โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 59%

 

“ปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ราคาทองคำในปี 2568 พุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง มาจากความไม่แน่นอนของนโยบาย ‘ทรัมป์ 2.0’ โดยเฉพาะแนวคิด การใช้มาตราการภาษีตอบโต้ ทางการค้าต่อประเทศคู่ค้าหลัก ซึ่งสร้างความกังวลต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก เพิ่มความเสี่ยงของสงครามการค้ารอบใหม่ และทำให้ความผันผวนในตลาดการเงินทั่วโลกสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ภายใต้บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน นักลงทุนจึงหันมาถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเพื่อป้องกันความเสี่ยงทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และนโยบายที่คาดเดาได้ยาก

 

ขณะเดียวกัน ปี 2568 ยังเป็นปีที่เห็นแรงซื้อทองคำขนาดใหญ่จากผู้เล่น แทบทุกกลุ่มในตลาดพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนรายย่อยที่เข้าซื้อเพื่อป้องกันความเสี่ยงและเก็งกำไร เม็ดเงินมหาศาลจากกองทุน ETF ทองคำ หลังจากก่อนหน้านี้เงินไหลออกอย่างต่อเนื่องหลายปี รวมถึงธนาคารกลาง ทั่วโลกที่เร่งเพิ่มสัดส่วนทองคำในทุนสำรอง เพื่อลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ แรงซื้อที่กระจายตัวและมีขนาดใหญ่เช่นนี้ ทำให้โครงสร้างอุปสงค์ทองคำ แข็งแกร่งกว่าทุกช่วงที่ผ่านมา และกลายเป็นแรงหนุนสำคัญที่ผลักดัน ให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรง จนทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์” ธนรัชต์ กล่าว

 

4 ปัจจัยหนุน ราคาทองขึ้นปี 2569

 

1. ประธานเฟดคนใหม่ หนุนดอกเบี้ยขาลง

 

ทรัมป์มีแผนจะประกาศชื่อประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่ในช่วงต้นปี 2569 โดยตัวเต็ง 3 คน ซึ่งอยู่ในรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกรอบสุดท้าย ได้แก่ เควิน แฮสเซตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ, เควิน วอร์ช อดีตผู้ว่าการเฟดสายเหยี่ยว, คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ ผู้ว่าการเฟดปัจจุบัน

 

ทั้งนี้ ตัวเต็งทุกคนล้วนแล้วแต่สนับสนุนนโยบายการลดดอกเบี้ยในเชิงรุก โดยเฉพาะวอลเลอร์ที่เคยส่งสัญญาณชัดเจนว่าควรลดดอกเบี้ยรวมราว 0.50-1.00% ขณะที่เควิน แฮสเซตต์ แม้ถูกมองว่าเป็นเต็งหนึ่ง แต่ก็อาจเผชิญแรงต้าน จากผู้ใกล้ชิดของทรัมป์

 

ไม่ว่าประธานเฟดคนใหม่จะเป็นใครก็ตาม ตลาดคาดว่าแนวนโยบาย การเงินของเฟด ภายใต้ประธานคนใหม่จะมีความผ่อนคลายมากกว่ายุคของ เจอโรม พาวเวล ซึ่งจะครบวาระในเดือนพฤษภาคม 2569 ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ มีแนวโน้มอยู่ในทิศทางขาลงต่อเนื่อง อย่างน้อยในช่วง 1–2 ปีข้างหน้า ขณะที่ธนาคารกลางของประเทศชั้นนำอื่น ๆ ส่วนใหญ่เริ่มยุติวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงแล้ว ยกเว้นธนาคารกลางอังกฤษ ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยมีแนวโน้มแคบลง และเพิ่มแรงกดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ

 

2. เงินทุนไหลเข้ากองทุน ETF ทองคำ

 

ปี 2568 ถือเป็นปีที่กองทุน ETF ทองคำ กลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของทองคำอีกครั้ง หลังจากที่เม็ดเงินไหลออกต่อเนื่องถึง 4 ปี โดยในช่วง 11 เดือนแรกของปี มีเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิสูงถึง 712.6 ตัน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อทองคำในฐานะสินทรัพย์หลักของนักลงทุนสถาบัน และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่หนุนให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง

 

สำหรับปี 2569 คาดว่า กองทุน ETF ทองคำจะยังคงเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาด เนื่องจากผู้จัดการกองทุนระดับโลกหลายรายแนะนำให้มีทองคำเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตการลงทุน ไม่ว่าจะเป็น James Dimon CEO ของ JPMorgan หรือ Mike Wilson CIO ของ Morgan Stanley

 

อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องจับตาความเสี่ยงที่อาจมีเม็ดเงินไหลออกเป็นระยะ จากการขายทำกำไรและการปรับพอร์ต หลังจากราคาทองคำปรับขึ้นมาแรง ซึ่งอาจทำให้ราคาผันผวนในบางช่วง

 

3. กระแสลดการพึ่งพาดอลลาร์ หนุนแรงซื้อจากธนาคารกลาง

 

ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา การที่ธนาคารกลางทั่วโลกเข้าซื้อทองคำมากกว่า 1,000 ตันต่อปี ติดต่อกันถึง 3 ปี ทำให้ความต้องการทองคำจากภาคธนาคารกลาง เพิ่มขึ้นจนมีสัดส่วนราว 1 ใน 4 ของอุปสงค์ทองคำโลก และกลายเป็นแรงขับเคลื่อน สำคัญของราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมา สำหรับปี 2568 แม้แรงซื้ออาจชะลอลงบ้าง โดยในช่วง 11 เดือนแรกมีการเข้าซื้อไปแล้ว 686 ตัน และคาดว่าปริมาณการซื้อ ตลอดทั้งปีอาจอยู่ที่ 850 ตัน ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่สูงมาก และสะท้อนให้เห็นว่า ธนาคารกลางยังคงเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดทองคำ

 

สำหรับแนวโน้มในปี 2569 คาดว่าธนาคารกลางหลายประเทศทั่วโลกจะยังคงเดินหน้าสะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง แม้ราคาจะอยู่ในระดับสูงก็ตาม เช่น

 

  • ธนาคารกลางจีนที่เข้าซื้อทองคำติดต่อกันเป็นเดือนที่ 11
  • ธนาคารกลางโปแลนด์ที่ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนทองคำเป็น 30% ของทุนสำรอง
  • ธนาคารกลางเซอร์เบียมีแผนเพิ่มทองคำอย่างน้อย 100 ตัน ภายในปี 2573 ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ฯลฯ

 

ทั้งนี้ เนื่องจากหลายประเทศแสดงความกังวลต่อการด้อยค่าของสกุลเงินหลัก โดยเฉพาะดอลลาร์ ที่นับวันความน่าเชื่อถือลดน้อยลง จากการที่รัฐบาลสหรัฐฯ แทรกแซงการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในความโปร่งใสของข้อมูลทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการพิมพ์ธนบัตรจำนวนมากเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในระบบการเงิน

 

4. ผู้เล่นรายใหม่จากโลกดิจิทัล เสริมสร้างตลาดทองคำ

 

นอกจากนักลงทุนรายย่อย กองทุน ETF ทองคำ และธนาคารกลางทั่วโลกแล้ว ปีนี้ตลาดทองคำยังได้เห็น “ผู้เล่นรายใหม่” จากฝั่งสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ามามีบทบาทมากขึ้น สะท้อนว่าทองคำไม่ได้เป็นเพียงสินทรัพย์ของโลกการเงินแบบดั้งเดิมเท่านั้น แต่กำลังถูกเชื่อมโยงเข้ากับโลกคริปโท และเงินดิจิทัลอย่างชัดเจน

 

โดยTether ผู้ออกสเตเบิลคอยน์รายใหญ่ของโลกอย่าง USDT และโทเคนทองคำ Tether Gold (XAUt) โดยในช่วงไตรมาส 3 เข้าซื้อทองคำมากถึง 26 ตัน ทำให้ปริมาณทองคำสำรองเพิ่มขึ้นเป็น 116 ตัน กลายเป็นหนึ่งในผู้ถือครองทองคำรายใหญ่ที่สุดนอกกลุ่มธนาคารกลาง และมีขนาดใกล้เคียงกับประเทศขนาดกลางอย่าง เกาหลีใต้ ฮังการี หรือกรีซ การเข้ามาของ Tether จึงช่วยขยายฐานผู้ซื้อทองคำ และเป็นอีกหนึ่งแรงหนุนเชิงโครงสร้างที่ทำให้ตลาดทองคำในรอบนี้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

 

ทั้งนี้ ธนรัชต์ ประเมินว่า “เป้าหมายราคาทองโลกปี 2569 ฮั่วเซ่งเฮงให้ไว้ที่ 4,770-5,200 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ขณะที่ราคาทองภายในประเทศอยู่ที่ระดับ 70,000-76,200 บาทต่อบาททองคำ (คำนวณจากค่าเงินบาทที่ 31.00 บาทต่อดอลลาร์)”

 

กลยุทธ์การลงทุนทองคำ ปี 2569

 

สำหรับแผนการลงทุนระยะยาว ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ต้องมีในพอร์ตการลงทุนเพื่อป้องกันความผันผวนของตลาดและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและการเมือง แนะนำกลยุทธ์ทยอยสะสมแบบถัวเฉลี่ยต้นทุนหรือ DCA (Dollar-Cost Averaging) โดยอาจทยอยสะสมทุกเดือนในจำนวนเงินเท่า ๆ กันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อถัวเฉลี่ยต้นทุน ทั้งเป็นการสร้างวินัยการออมและการลงทุน

 

ส่วนแผนการลงทุนระยะสั้น แม้ว่าปีหน้าราคาทองโลกยังคงเป็นขาขึ้น แต่การไล่ซื้อในช่วงที่ราคาสูง จะทำให้มี ความเสี่ยงสูงตามไปด้วย ดังนั้น หากนักลงทุนวางแผนและกำหนดกลยุทธ์ ตั้งแต่ก่อนเข้าซื้อ พร้อมกับรักษาวินัยการลงทุน จะเป็นการเพิ่มโอกาสในการทำกำไร

 

ภาพ: FOTOKITA/Shutterstock

The post ฮั่วเซ่งเฮง เผย 4 ปัจจัยหนุนราคาทองปี 2569 จ่อทำสถิตใหม่ 76,200 บาท แนะ DCA ทุกเดือน วางกลยุทธ์ก่อนเข้าซื้อ ป้องกันความเสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
จิตตะ เวลธ์ ปักธงช่วยคนไทยหลุดพ้น ‘กับดักกองทุนรวม’ เปิดตัว Omni Fund กองทุนส่วนบุคคลเจ้าแรก ที่ซื้อ-ขาย ปรับพอร์ตกองทุนรวมให้อัตโนมัติ https://thestandard.co/jitta-wealth-omni-fund-automatic/ Tue, 02 Dec 2025 08:36:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1150650 จิตตะ เวลธ์ ปักธงช่วยคนไทยหลุดพ้น ‘กับดักกองทุนรวม’ เปิดตัว **Omni Fund** กองทุนส่วนบุคคลเจ้าแรก ที่ซื้อ-ขาย ปรับพอร์ตกองทุนรวมให้อัตโนมัติ

จิตตะ เวลธ์ ชี้คนไทยติด ‘กับดักกองทุนรวม’ ผลตอบแทนต่ำ-พ […]

The post จิตตะ เวลธ์ ปักธงช่วยคนไทยหลุดพ้น ‘กับดักกองทุนรวม’ เปิดตัว Omni Fund กองทุนส่วนบุคคลเจ้าแรก ที่ซื้อ-ขาย ปรับพอร์ตกองทุนรวมให้อัตโนมัติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จิตตะ เวลธ์ ปักธงช่วยคนไทยหลุดพ้น ‘กับดักกองทุนรวม’ เปิดตัว **Omni Fund** กองทุนส่วนบุคคลเจ้าแรก ที่ซื้อ-ขาย ปรับพอร์ตกองทุนรวมให้อัตโนมัติ

จิตตะ เวลธ์ ชี้คนไทยติด ‘กับดักกองทุนรวม’ ผลตอบแทนต่ำ-พลาดโอกาสสร้างความมั่งคั่ง เปิดตัว Omni Fund กองทุนส่วนบุคคลเจ้าแรกในไทย บริหารพอร์ตกองทุนรวมอัตโนมัติด้วย AI กระจายความเสี่ยงด้วยทฤษฎีระดับโลก MPT ปิดทุกปัญหาการลงทุนกองทุนรวม เปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงการลงทุนทั่วโลกด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 1,000 บาท

 

ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน จิตตะ เวลธ์ จำกัด (บลจ.) สตาร์ตอัปสัญชาติไทยที่มีจำนานกองทุนส่วนบุคคลภายใต้การบริหารมากที่สุดในประเทศ เปิดเผยว่า ปัจจุบันการลงทุนในกองทุนรวมถือเป็นทางเลือกยอดนิยมสำหรับนักลงทุนไทยในการสร้างความมั่งคั่งระยะยาว แต่ในความเป็นจริง กลับพบว่านักลงทุนไทยยังประสบปัญหาการลงทุนที่ผลตอบแทนไม่เป็นไปตามคาดหวัง โดยที่ผ่านมามีงานวิจัยและรายงานของหน่วยงานกำกับตลาดทุนที่บ่งชี้ถึงปัจจัยที่ทำให้คนไทย ‘ไม่ประสบความสำเร็จ’ ในการลงทุนกองทุนรวม มาจากค่าธรรมเนียมที่อยู่ในระดับสูง พฤติกรรมการลงทุนตามอารมณ์ และการเลือกกองทุนโดยไม่สอดคล้องกับแผนการเงินส่วนบุคคล

 

“สิ่งที่นักลงทุนหลายคนมักละเลยคือค่าธรรมเนียมซื้อขายและค่าธรรมเนียมจัดการกองทุนรวม ทำให้ผลตอบแทนที่แท้จริงในระยะยาวออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ ขณะเดียวกันพฤติกรรมการเงิน ของนักลงทุนไทยที่มักมีอคติทางจิตวิทยา นำไปสู่การซื้อกองทุนตามกระแส หรือพยายามจับจังหวะตลาด ทำให้ผลตอบแทนระยะยาวไม่สอดคล้องกับความเสี่ยงที่รับได้ และที่สำคัญคือ นักลงทุนจำนวนมากไม่จัดสัดส่วนสินทรัพย์ (Asset Allocation) ให้สอดคล้องกับเป้าหมายการเงินและความเสี่ยง ทำให้พอร์ตลงทุนที่มีอยู่ให้น้ำหนักกับสินทรัพย์เสี่ยงเกินไปในบางช่วงเวลา ปัจจัยเหล่านี้ถือเป็นกับดักที่ทำให้พอร์ตของนักลงทุนไม่สามารถเติบโตตามแผนที่ตั้งใจไว้”

 

นอกจากนี้ในยุคโลกอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ เราได้เห็นความต้องการออกไปลงทุนต่างประเทศมีมากขึ้น และถือเป็นหนึ่งในอุปสรรคของนักลงทุนไทยที่ยัง ‘ไม่รู้จะลงทุนต่างประเทศอย่างไร เลือกกองทุนไหนดี’ และที่สำคัญ ‘มีเงินไม่มากพอจะสร้างพอร์ตที่หลากหลายเพื่อกระจายความเสี่ยง’

 

ตราวุทธิ์ กล่าวว่า บลจ.จิตตะ เวลธ์ จำกัด เล็งเห็นอุปสรรคที่เกิดขึ้นกับนักลงทุนไทย จึงได้พัฒนา Omni Fund กองทุนส่วนบุคคลเจ้าแรกที่มีระบบลงทุนในกองทุนรวม บริหารจัดการครบทุกขั้นตอน ครบ จบในที่เดียวกัน ทั้งการเลือกกองทุน ซื้อขาย และปรับพอร์ตให้นักลงทุนแบบอัตโนมัติ ด้วยอัลกอริทึมที่ออกแบบมาช่วยจัดพอร์ตลงทุนทั่วโลกตามทฤษฎีการจัดพอร์ตรางวัลโนเบลระดับโลกแบบ Modern Portfolio Theory (MPT) เน้นกระจายการลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ต่างประเทศผ่านกองทุนรวมไทย เพื่อให้พอร์ตเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ แม้ในภาวะเศรษฐกิจผันผวน
แนวคิดการจัดพอร์ตแบบ MPT เป็นทฤษฎีที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้วว่าสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าในระยะยาว หัวใจสำคัญคือการคำนวณและจัดสินทรัพย์ให้อยู่ในจุดที่สามารถสร้างผลตอบแทนสูงสุดภายใต้ความเสี่ยงที่รับได้ (efficient frontier) อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าตลาดจะเป็นขาขึ้นหรือขาลงก็ตาม ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับนักลงทุนทั่วไป โดยเฉพาะในยุคที่ตลาดมีความผันผวนสูงเช่นนี้

 

ตราวุทธิ์ กล่าวว่า Omni Fund ออกแบบมาเพื่อช่วยให้นักลงทุนเข้าถึงการลงทุนทั่วโลกได้ง่ายขึ้นด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 1,000 บาท และเพิ่มทุน (DCA) ครั้งละ 1,000 บาท มีแผนลงทุนให้เลือก ทั้งแผนเติบโต สมดุล หรือ พอเพียง ตามระดับความเสี่ยงและเป้าหมายของแต่ละคน และอีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญของ Omni Fund คือการปรับพอร์ตอัตโนมัติ (Auto Rebalance) ตามหลักการ ช่วยลดความเสี่ยงและรักษาสัดส่วนสินทรัพย์ให้อยู่ในระดับเหมาะสมตลอดเวลา

 

จากการพิสูจน์ผลตอบแทนย้อนหลังของการลงทุน Omni Fund สามารถสร้างผลตอบแทนโดยเฉลี่ยต่อปีที่ 7.85% สำหรับแผนเติบโต และจะทำผลงานได้ดียิ่งขึ้นหากมีการเพิ่มทุนอย่างสม่ำเสมอ (DCA) ตามระบบที่ออกแบบมาเพื่อการลงทุนระยะยาว สร้างโอกาสให้นักลงทุนที่ต้องการมีพอร์ตหลักตามหลักการ Core & Satellite ซึ่งเป็นสูตรหลักของการลงทุนที่ Jitta Wealth แนะนำเพื่อช่วยให้พอร์ตมีเสถียรภาพรับมือกับความผันผวนได้ทุกสถานการณ์

 

“Omni Fund ออกแบบมาเพื่อให้นักลงทุนได้ DCA อย่างมีวินัยเพื่อไปถึงเป้าหมายการเงินและเพื่อให้เป็นพอร์ตหลัก (Core Port) ตามหลัก Core & Satellite ซึ่งจะช่วยให้พอร์ตลงทุนผันผวนน้อย ทนทานต่อทุกวิกฤติ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติเศรษฐกิจ สงครามการค้า สงครามเทคโนโลยี ที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดได้ในยุคนี้”

 

ตราวุทธิ์ กล่าวอีกว่า Omni Fund เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการเริ่มต้นลงทุนในตลาดโลกแต่ยังขาดประสบการณ์ อยากเริ่มต้นลงทุนอย่างมีหลักการ แต่ไม่มีเวลาติดตามตลาดหรือวิเคราะห์กองทุนด้วยตนเอง หรือมีเงินจำนวนน้อยแต่ต้องการผลลัพธ์แบบมืออาชีพ ผู้ที่ต้องการสร้างพอร์ตระยะยาวเพื่อการเกษียณที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ และสามารถ DCA สร้างผลตอบแทนทบต้นเติบโตมั่งคั่งได้

 

“Omni Fund ตอบโจทย์นักลงทุนที่อยากลงทุนต่างประเทศ แต่ลงไม่เป็น ไม่รู้จะลงทุนประเทศไหนดี ไม่มีเวลาติดตามหรือปรับพอร์ตให้เหมาะกับสถานการณ์โลก โดยเฉพาะเมื่อตลาดเกิดความผันผวน ทำให้เสียโอกาสในการสร้างความมั่งคั่งระยะยาว เป็นกับดักการลงทุนที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหมู่นักลงทุนไทย แต่เทคโนโลยีในการบริหารพอร์ตจาก Jitta Wealth จะช่วยให้นักลงทุนเริ่มต้นได้อย่างถูกต้อง ไม่ต้องมีเงินก้อนใหญ่ และไม่ต้องคอยติดตามตลาดทุกวัน แต่สร้างพอร์ตลงทุนแบบมืออาชีพที่สร้างผลตอบแทนตามเป้าหมายที่ต้องการได้”

 

ตราวุทธิ์ ยังย้ำว่า จิตตะ เวลธ์ เชื่อมั่นว่า Omni Fund จะเข้ามาช่วยคนไทยที่ปัจจุบันมีการลงทุนในกองทุนรวมอยู่ราวๆ 1.5-2 ล้านคน ให้สามารถจัดพอร์ตกองทุนรวมได้อย่างถูกต้อง เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนตามเป้าหมายทางการเงินที่วางแผนไว้
สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในกองทุนส่วนบุคคล Omni Fund สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.jittawealth.com หรือปรึกษาผู้แนะนำการลงทุนได้ที่ LINE @JittaWealth

 

ผลตอบแทน การเปรียบเทียบหรือการจัดอันดับการดำเนินงานในอดีต ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน ไม่การันตีผลตอบแทนในอนาคต การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ นโยบายการลงทุน เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และความเสี่ยงอื่นๆ ก่อนตัดสินใจลงทุน

The post จิตตะ เวลธ์ ปักธงช่วยคนไทยหลุดพ้น ‘กับดักกองทุนรวม’ เปิดตัว Omni Fund กองทุนส่วนบุคคลเจ้าแรก ที่ซื้อ-ขาย ปรับพอร์ตกองทุนรวมให้อัตโนมัติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: รวมเคล็ดลับเริ่ม ‘วางแผนเงินล้าน’ ที่ใครๆ ก็ทำตามได้! | NEW GEN INVESTOR MEDLEY#1 https://thestandard.co/new-gen-investor-medley-1/ Sat, 04 Jan 2025 03:00:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1026095 new-gen-investor-medley-1

อยากมีเงินล้าน? ไม่ยากอย่างที่คิด! คลิปนี้จะพาคุณไปวางแ […]

The post ชมคลิป: รวมเคล็ดลับเริ่ม ‘วางแผนเงินล้าน’ ที่ใครๆ ก็ทำตามได้! | NEW GEN INVESTOR MEDLEY#1 appeared first on THE STANDARD.

]]>
new-gen-investor-medley-1

อยากมีเงินล้าน? ไม่ยากอย่างที่คิด! คลิปนี้จะพาคุณไปวางแผนการเงินแบบง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ทำตามได้ พร้อมเผยเคล็ดลับเด็ดๆ ที่จะช่วยให้คุณสร้างวินัยในการออมและลงทุน เปลี่ยนฝันเงินล้านให้เป็นจริงได้ในไม่ช้า รวมถึงการต่อยอดเงินล้านให้เติบโตต่อไปในอนาคต

The post ชมคลิป: รวมเคล็ดลับเริ่ม ‘วางแผนเงินล้าน’ ที่ใครๆ ก็ทำตามได้! | NEW GEN INVESTOR MEDLEY#1 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: สูตร DCA สำหรับมือใหม่ ต้องรู้อะไรบ้างก่อนลงทุน! | NEW GEN INVESTOR (HL) https://thestandard.co/new-gen-investor-ep-17-2/ Sun, 08 Sep 2024 06:00:36 +0000 https://thestandard.co/?p=980417

DCA สูตรสำเร็จสำหรับนักลงทุนมือใหม่! ลดความเสี่ยงจากการ […]

The post ชมคลิป: สูตร DCA สำหรับมือใหม่ ต้องรู้อะไรบ้างก่อนลงทุน! | NEW GEN INVESTOR (HL) appeared first on THE STANDARD.

]]>

DCA สูตรสำเร็จสำหรับนักลงทุนมือใหม่! ลดความเสี่ยงจากการลงทุนก้อนโต ด้วยการทยอยซื้อสินทรัพย์สม่ำเสมอ แต่ก่อนจะเริ่มลงทุนต้องรู้จักความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และวิธีบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายอย่างที่ตั้งใจ

 

รับชมคลิปเต็มได้ที่: สูตร DCA 10 ล้านแบบเป็นไปได้จริง เริ่มต้นแค่หลักพัน! | NEW GEN INVESTOR EP.17

 

ติดตามรายการ NEW GEN INVESTOR ทุกวันเสาร์ เวลา 10.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

The post ชมคลิป: สูตร DCA สำหรับมือใหม่ ต้องรู้อะไรบ้างก่อนลงทุน! | NEW GEN INVESTOR (HL) appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: สูตร DCA 10 ล้านแบบเป็นไปได้จริง เริ่มต้นแค่หลักพัน! | NEW GEN INVESTOR EP.17 https://thestandard.co/new-gen-investor-ep-17/ Sat, 17 Aug 2024 03:13:58 +0000 https://thestandard.co/?p=972180 DCA

มีเงิน 10 ล้านบาท ในกระเป๋า อาจไม่ไกลเกินเอื้อม   […]

The post ชมคลิป: สูตร DCA 10 ล้านแบบเป็นไปได้จริง เริ่มต้นแค่หลักพัน! | NEW GEN INVESTOR EP.17 appeared first on THE STANDARD.

]]>
DCA

มีเงิน 10 ล้านบาท ในกระเป๋า อาจไม่ไกลเกินเอื้อม

 

หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า DCA แต่อาจไม่เคยสนใจจริงๆ ว่าวิธีการนี้จะทำให้เรามีเงินมากขึ้นได้อย่างไร

 

เอพิโสดนี้ เฟิร์น-ศิรัถยา อิศรภักดี อยากชวนลงทุนแบบ DCA อย่างเป็นระบบ พร้อมชี้เป้าแหล่งลงทุนที่จะช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายการเงินที่ตั้งไว้ได้จริง

The post ชมคลิป: สูตร DCA 10 ล้านแบบเป็นไปได้จริง เริ่มต้นแค่หลักพัน! | NEW GEN INVESTOR EP.17 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหุ้นจีน ทางเลือกเพิ่มโอกาสลงทุนระยะยาว https://thestandard.co/chinese-stocks-long-term-investment-opportunities/ Wed, 19 Jun 2024 03:20:27 +0000 https://thestandard.co/?p=946932

เวลานี้ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาคนวัยเกษียณไร้เงินออมที่ […]

The post ตลาดหุ้นจีน ทางเลือกเพิ่มโอกาสลงทุนระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>

เวลานี้ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาคนวัยเกษียณไร้เงินออมที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากคนไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีจำนวนผู้สูงอายุราวๆ 12 ล้านคนแล้ว เดือนหนึ่งรับ 600 บาท ปีหนึ่งราว 7,200 บาท คำนวณคร่าวๆ รัฐบาลใช้งบประมาณสำหรับดูแลเบี้ยชราสูงถึงปีละหลายแสนล้านบาท

 

ในระยะข้างหน้า คนไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าในที่สุดแล้วระบบงบประมาณของไทยอาจไม่มีทางจะรับไหว!!! ที่น่ากังวลยิ่งกว่า ใครที่คิดว่าพอถึงวัยเกษียณแล้วจะมารอหวังน้ำบ่อหน้า คุณอาจเหลือแค่ก้นบ่อหรือน้ำในบ่อเหือดแห้งไปแล้วก็เป็นไปได้ทั้งนั้น

 

จะดีกว่าไหม ‘ถ้าคุณวางแผนทางการเงินเพื่ออนาคตของตัวเอง’ ให้เป็นกองหลักที่อุ่นใจ มั่นคงและมั่งคั่งในอนาคต ส่วนเงินเบี้ยชราที่คาดว่าจะได้จากรัฐบาลก็เป็นกองเสริมที่รอลุ้นกันไป

 

วันนี้ผมจะมาชวนคุยว่า ทำอย่างไรถึงจะปั้นเงินออมที่มีอยู่น้อยๆ ในเวลานี้ ให้สามารถออกดอกผลกำไรเห็นตัวเลขหลักล้านๆ บาทขึ้นไปในชีวิตวัยเกษียณ ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นวิธีทำเงินให้ชนะเงินเฟ้อได้อย่างไร และตอนนี้จะลงทุนมุมไหนของโลกกันดี พร้อมกับอัปเดตข่าวดีจากหุ้นจีนมาฝากด้วยครับ

 

วิธีให้เงิน ‘ทำงาน’ ชนะเงินเฟ้อ พร้อม DCA พาเข้าเส้นชัย

 

​ถ้าผมจะให้คุณจินตนาการถึงการมีเงิน 10 ล้านบาทตอนเกษียณ มันดูเป็นเงินก้อนใหญ่เหมือนกันนะครับ

 

หลายคนบอกไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มต้นอย่างไรดี ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาแค่ไหน หรืออาจคิดว่าเรื่องการลงทุนเป็นเรื่องไกลตัวมากๆ ไปเลย

 

​ทั้งๆ ที่เรื่องการลงทุนเป็นเรื่องใกล้ตัวเรามากๆ

 

ผมเชื่อว่านักลงทุนส่วนใหญ่รู้ดีว่า…‘เงินเฟ้อ’ จะทำให้ ‘เงิน’ เสื่อมมูลค่าลงเมื่อเวลาผ่านไป ​แต่จะทำอย่างไร? ให้ ‘เงิน’ ของเรา ‘ชนะเงินเฟ้อ’ ได้ตลอดเวลา เสี่ยงต่ำ แถมโอนย้ายไปลงทุนได้สะดวกด้วย! เป็นโจทย์ที่เรากำลังคุยกันครับ

 

และที่สำคัญ วิธีนี้คุณต้องลอง! ลงทุน ‘เสี่ยงต่ำ’ ผลตอบแทนปัง! กว่าดอกเบี้ยเงินฝากแน่นอนครับ ด้วยตลาดหุ้นไทยในเวลานี้ที่มองดูไร้ความหวัง ผมหนีไม่พ้นเรื่องของการลงทุนในหุ้นต่างประเทศ และผมอยากให้คนมองหาทางเลือกในการสร้างผลตอบแทนที่กว้างไกลมากขึ้น เพราะเครื่องมือการออมการลงทุนในประเทศไทยทุกวันนี้คาดหวังที่จะสร้างผลตอบแทนได้ยากในระยะยาว

 

คุณอาจจะตั้งคำถามว่า เวลานี้ยังมีหุ้นโลกคุณภาพดีมีอนาคตเติบโตและราคาถูกอยู่มุมไหนให้ลงทุนได้อีกบ้าง?

 

ส่วนตัวผมจะชอบเฟ้นหาของดีลงทุนในช่วงวิกฤตครับ ผมเชื่อว่าที่ไหนมีวิกฤตเกิดขึ้น มักมีโอกาสดีๆ แฝงอยู่ และสิ่งที่ Predictive AI ของ Jitta Wealth ประมวลผลออกมาแล้วว่า ตลาดหุ้นที่น่าลงทุนและมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ดีในอนาคตอยู่ที่จีนและฮ่องกง

 

ของดีรออยู่ หุ้นจีนหั่นราคาลง 50% ลงทุนรับอานิสงส์มาตรการฟื้นอสังหา

 

หลายปีมานี้จีนประสบปัญหาวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์​ และวันนี้เริ่มเข้าสู่จุดจบของวิกฤตแล้วครับ ผมจึงมองตลาดหุ้นจีนเป็นขุมทรัพย์อีกแหล่งที่เชียร์ลูกค้าให้ลงทุนตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว

 

อย่าเพิ่งเบื่อผมนะครับ มาถึงวันนี้ผมก็ยังคงเชียร์หุ้นจีนเหมือนเดิม​ ตอนนั้นหุ้นจีนหั่นราคาลงถูกมากๆ และมาถึงเวลานี้เริ่มเห็นกูรูและนักวิเคราะห์หลายคนหันกลับมาเชียร์หุ้นจีนกันแล้ว ซึ่งลูกค้าที่เชื่อและลงทุนใน Jitta Ranking หุ้นจีนตามที่ผมบอกไปตั้งแต่ต้นปีถึงเวลานี้ ผลตอบแทนขึ้นมา 13.16% นะครับ

 

หุ้นจีนยังมีข่าวดีๆ อีกมาก วันนี้ผมมีมาอัปเดตให้ด้วยครับ หลังจากเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เงินลงทุนจากต่างชาติเริ่มไหลกลับเข้า ‘หุ้นจีน’ จนทำให้ตลาดหุ้นจีนบวกต่อเนื่อง หลังจากที่เกิดกระแสเทขายหุ้นจีนต่อเนื่องกว่า 6 เดือนก่อนหน้า

 

ตลาดหุ้นจีนปีนี้คึกคักมาก ตอกย้ำว่ามาตรการกระตุ้นตลาดหุ้นของจีนเวิร์กครับ การกลับตัวจากจุดต่ำสุดในรอบ 5 ปีนี้ยิ่งทวีความมั่นใจให้นักลงทุนรายย่อย และดันราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้น แต่ก็ยัง ‘ถูก’ อยู่ หากลงทุนตอนนี้ก็ยังทัน

สะท้อนจากดัชนีหุ้นจีน CSI 300 ที่รวมดัชนี SSE และ SZSE ส่งสัญญาณปรับตัว P/E ต้นปีอยู่ที่ 10.7 เท่า แต่ตอนนี้ขยับขึ้นเล็กน้อยที่ 11.4 เท่า แต่ราคาก็ยังถูกอยู่เมื่อเทียบกับปี 2009 ที่ P/E เคยสูงขึ้นไปถึง 29 เท่า!

หรือจะมองดูหุ้นจีนในตลาดหุ้นฮ่องกงผมว่ายังแสนถูก สะท้อนจาก P/E ยังอยู่ที่ระดับ 9.5 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2009 พีคที่สุดที่ P/E 20.5 เท่า ยังลดลงถึง 50%! ถือเป็นโอกาสดีๆ ที่นักลงทุน VI รอคอย

 

และถ้าดูย้อนประวัติศาสตร์ ‘วิกฤตอสังหาริมทรัพย์จีน’ แพตเทิร์นเดิมกำลังกลับมา เมื่อปี 2016 จีนประสบปัญหาอสังหาล้นตลาด ทำให้รัฐบาลจีนพยายามหาทางแก้ไข จนออกมาเป็นมาตรการเงินสนับสนุนกว่า 3 ล้านล้านหยวน

ส่งผลให้ตลาดหุ้นจีนปรับตัวเพิ่มขึ้น ดัชนี CSI 300 +19.69% (ปี 2016-2019) และจำนวนอสังหาที่ล้นตลาดก็ลดลงกว่าครึ่ง! ภายในช่วงเวลาเดียวกัน

 

แพตเทิร์นนี้กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้ง! ​วิกฤตอสังหา ‘China Evergrande’ กำลังคลี่คลาย จากการประชุม Politburo ครั้งล่าสุด จีนออกมาประกาศจำนวนตัวเลขอสังหาที่ล้นตลาดในปัจจุบัน และรัฐบาลประกาศมาตรการช่วยเหลืออีกครั้ง เตรียมออกขายพันธบัตรพิเศษระยะยาวมูลค่า 1 ล้านล้านหยวน หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 4.7 ล้านล้านบาท

 

จีนเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แล้วครับ เพราะเมื่อเทียบกับอดีตแล้ว มีโอกาสสูงมากที่ปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์จะคลี่คลาย และตลาดหุ้นจะปรับบวกเพิ่มขึ้น

จีนเป็นประเทศมหาอำนาจที่มีเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลก รองแค่สหรัฐฯ ขณะที่รัฐบาลจีนชูธงนำประเทศก้าวสู่เทคโนโลยีและเน้นการเติบโตเชิงคุณภาพ ปัจจุบันเสาหลักเศรษฐกิจนอกจากภาคการผลิต ภาคอสังหาริมทรัพย์ ยังมีภาคเทคโนโลยีที่ค้ำจุนการเติบโตในระยะยาว แม้ช่วงที่ผ่านมาระหว่างทางของจีนจะมีวิกฤตในภาคต่างๆ รุมเร้า แต่ภาคธุรกิจจีนก็ไม่ได้หยุดพัฒนา จนวันนี้จีนขึ้นเป็นเจ้าตลาดรถ EV มีบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่หลายแห่งเป็นเจ้าตลาดพลังงานสะอาด

 

ถ้าว่ากันตามเนื้อผ้าแล้ว ตลาดหุ้นจีนในปีนี้ก็คึกคักขึ้นเหมือนฟ้าหลังฝน ยิ่งมีปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเข้ามาแบบนี้ก็เหมือนติดปีกเลยครับ

เจพีมอร์แกนวิเคราะห์ ‘ตลาดหุ้นจีน’ กำลังกลับมาสดใส และเชื่อมั่นว่าภาคอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มฟื้นตัว หลังจากรัฐบาลออกมาตรการฟื้นอสังหาริมทรัพย์

 

โดย เวนดี หลิว หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ตลาดหุ้นเอเชียและจีนจากเจพีมอร์แกน มีความเห็นว่า ตลาดหุ้นจีนถือเป็นตลาดที่มีราคาถูกมากที่สุดในเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยที่จะช่วยดึงดูดแรงซื้อของนักลงทุน เชื่อมั่นว่าตลาดหุ้นจีนในปี 2024 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2023 โดยส่วนหนึ่งได้แรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน

 

นับตั้งแต่ต้นปี 2024 จนถึงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ดัชนี CSI 300 ตลาดหุ้นจีนทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 8 เดือน และนับตั้งแต่ต้นปี 2024 พุ่งขึ้นแล้ว 4.9% ในช่วงเดือนที่ผ่านมา

 

ทั้งนี้ รัฐบาลจีนพยายามที่จะพลิกฟื้นตลาดหุ้นจีนให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ด้วยการใช้มาตรการต่างๆ ที่มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในตลาด รวมทั้งออกคำเตือนว่าจะใช้บทลงโทษกับนักลงทุนที่มีพฤติกรรมปั่นหุ้น

 

บรรดานักวิเคราะห์ของเจพีมอร์แกนแสดงมุมมองบวกดังกล่าวต่อตลาดหุ้นจีน หลังจากที่ อู๋ ชิง ประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของจีน (CSRC) คนใหม่ กล่าวว่า CSRC มีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการปฏิรูปฝั่งอุปทาน (Supply Side Reforms) ในตลาดหุ้นจีน

 

ภายใต้การบริหารของอู๋นั้น CSRC ออกกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้นสำหรับบริษัทที่จะนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นจีน รวมทั้งวางกฎระเบียบที่รัดกุมเกี่ยวกับการถอดหุ้นออกจากตลาด และยังออกคำเตือนถึงบริษัทต่างๆ ที่วางนโยบายอย่างไร้ประสิทธิภาพ

 

ส่วนมุมมองที่มีต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีน เจพีมอร์แกนมีมุมมองเป็นบวกต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ หลังจากรัฐบาลจีนออกมาตรการต่างๆ เพื่อสนับสนุนภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งรวมถึงการสนับสนุนให้รัฐวิสาหกิจเข้าซื้ออสังหาริมทรัพย์ค้างสต็อก และการที่ธนาคารกลางจีนจัดหาเงินจำนวน 3 แสนล้านหยวน หรือประมาณ 1.55 ล้านล้านบาทให้กับบรรดาสถาบันการเงิน เพื่อนำไปปล่อยกู้ให้กับรัฐวิสาหกิจเป็นทุนในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ค้างสต็อก

 

เพราะฉะนั้น หากใครถามว่าจะลงทุนอะไรที่ผลตอบแทนดีในระยะยาว ผมยังจะตอบว่า ‘หุ้นจีน’ ครับ และตอนนี้ยังพอมีโอกาสลงทุนธีมตลาดหุ้นจีน หุ้นเทคโนโลยีจีน และตลาดหุ้นฮ่องกง รอรับอานิสงส์เศรษฐกิจจีนเติบโต ตลาดหุ้นมีสัญญาณพลิกฟื้นกลับมา รอลุ้นพอร์ตโตรับการกลับมาของตลาดหุ้นจีนกันครับ

 

เลือกลงทุนหุ้นจีน เงินน้อย อนาคตไกล

 

มาถึงตรงนี้หลายคนอาจอยากลงทุนหุ้นจีน แต่ยังมีความคิดว่าการออกไปลงทุนหุ้นต่างประเทศเป็นเรื่องยากและต้องใช้เงินจำนวนมาก ปัจจุบันก็มีเครื่องมือและทางเลือกในการลงทุนที่หลากหลายและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ก็สามารถเข้าถึงการลงทุนหุ้นทั่วโลกตัวท็อปๆ กัน แถมอนาคตไกล ผมขอยกตัวอย่าง iShares MSCI China ETF หรือ MCHI ที่ลงทุนหุ้นขนาดใหญ่และขนาดกลางในตลาดทุนจีน รวมทั้งสิ้น 700 กว่าหุ้น หรือประมาณ 85% ของหุ้นทั้งหมดในตลาดจีน ไม่ว่าจะเป็น A-Shares, B-Shares, H-Shares, Red-Chips, P-Chips หรือ US-ADR ซึ่งเป็นหุ้นจีนที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาด Nasdaq ซึ่งเป็น ETF ที่ Jitta Wealth เลือกมาให้นักลงทุนลงทุนผ่าน Thematic หุ้นจีนนั้นตั้งแต่ต้นปี ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นแล้ว 6.93% เงินแค่ 10,000 บาท และ DCA ครั้งละ 1,000 บาท ก็ได้เป็นเจ้าของ Tencent, Alibaba, Xiaomi หรือ Ping An และหุ้นจีนบิ๊กแคปอีกมากมาย

 

การเริ่มต้นลงทุนต่างประเทศทุกวันนี้ ไม่ได้เป็นเรื่องยากอีกต่อไป ที่สำคัญเป็นหนึ่งในทางเลือกที่จะช่วยให้คุณวางแผนการเกษียณได้ง่าย ไม่ต้องเป็นภาระใคร โดยเฉพาะหุ้นจีนที่จะว่าไปแล้ว ​ไทย-จีนก็มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดแนบแน่นมานาน เหมาะสมที่จะเป็นหนึ่งในตัวช่วยในการสร้างผลตอบแทนระยะยาว ให้คนไทยในฐานะคนคุ้นเคยได้ และหากพิจารณาในด้านของการเติบโตในอนาคตแล้ว ยิ่งมั่นใจได้ในระดับหนึ่ง เหมาะสมที่จะให้คุณจัดพอร์ตสร้างความสมดุล แล้วนั่งมองเงินลงทุนให้หมุนไปๆ เชื่อได้ว่าพอร์ตคุณจะโตแล้วโตอีก โตต่อถึงเป้าหมายแน่นอน

 

ยิ่งให้เงินทำงานอย่างมีวินัยการเงินด้วย DCA ทุกเดือน เปรียบเหมือนใส่น้ำมันเครื่อง เร่งพอร์ตเติบโต และช่วยย่นระยะเวลาในการลงทุนได้อีก เพื่อไปถึงเส้นชัยได้ไวขึ้น การปั้นเงินสิบล้านก็แค่เอื้อมแล้ว ถ้าเริ่มลงทุนตั้งแต่วันนี้

The post ตลาดหุ้นจีน ทางเลือกเพิ่มโอกาสลงทุนระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: อยากลงทุนต้องรู้! 4 เคล็ดลับสำหรับนักลงทุนมือใหม่ | NEW GEN INVESTOR (HL) https://thestandard.co/new-gen-investor-ep-1-3/ Sun, 02 Jun 2024 11:00:15 +0000 https://thestandard.co/?p=939710

อย่ามองว่าการลงทุนคือทางเลือก แต่ให้มองว่าการลงทุนคือทา […]

The post ชมคลิป: อยากลงทุนต้องรู้! 4 เคล็ดลับสำหรับนักลงทุนมือใหม่ | NEW GEN INVESTOR (HL) appeared first on THE STANDARD.

]]>

อย่ามองว่าการลงทุนคือทางเลือก แต่ให้มองว่าการลงทุนคือทางรอด!

เฟิร์น ศิรัถยา เผยเคล็ดลับ 4 เช็กลิสต์ก่อนลงทุน

แนวคิดที่จะทำให้ New Gen ทุกคนตั้งต้นการลงทุนได้อย่างถูกทิศถูกทาง

 

รับชมคลิปเต็มๆ ได้ที่: ทำไมวัย 20 คือช่วงที่ดีที่สุดในการลงทุน l NEW GEN INVESTOR EP.1

 

ติดตามรายการ NEW GEN INVESTOR ทุกวันเสาร์ เวลา 10.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

The post ชมคลิป: อยากลงทุนต้องรู้! 4 เคล็ดลับสำหรับนักลงทุนมือใหม่ | NEW GEN INVESTOR (HL) appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตั้งเป้าสร้างวินัยการเงิน เตรียมพร้อมรับปี 67 รับมือกระแสโลกผันผวนมากขึ้น https://thestandard.co/financial-prepare-to-welcome-2024/ Sun, 24 Dec 2023 05:00:37 +0000 https://thestandard.co/?p=880367

อีกไม่กี่วันก็จะเข้าปีใหม่แล้ว…คุณคิดว่าการลงทุนในช่วงท […]

The post ตั้งเป้าสร้างวินัยการเงิน เตรียมพร้อมรับปี 67 รับมือกระแสโลกผันผวนมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

อีกไม่กี่วันก็จะเข้าปีใหม่แล้ว…คุณคิดว่าการลงทุนในช่วงที่ผ่านมาเป็นอย่างไรกันบ้างครับ?

 

หากคุณเป็นนักลงทุนระยะยาว หรือมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะลงทุนระยะยาว บอกได้เลยว่ามันก็ไม่ได้ง่าย…จนหลายๆ ครั้งอยากตะโกนว่า อิหยังวะ!!

 

แต่นี่คือสัจธรรมของชีวิต ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน ยิ่งเส้นทางชีวิตของนักลงทุนยิ่งไม่มีทางที่จะโรยไปด้วยกลีบกุหลาบตลอดทางครับ เพราะระหว่างทางในการลงทุนคุณจะเจอทั้งปัจจัยที่ควบคุมได้และปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ตลอดเวลา

 

ต้องยอมรับว่าในโลกการลงทุนปัจจัยส่วนมากเป็นปัจจัยที่เราควบคุมไม่ค่อยได้ซะมากกว่า เช่น รัฐบาลปรับเปลี่ยนนโยบาย ภาวะสงครามที่เกิดขึ้น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือ Climate Change

 

แต่สิ่งที่เราควบคุมได้ก็คือหลักการลงทุน การมีวินัยในการลงทุน วินัยในการปรับพอร์ต ซึ่งทุกปลายปีสิ่งที่เราควรทำนั่นก็คือการนั่งพิจารณา 2 ปัจจัยเหล่านี้ว่าปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ในปีนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง แล้วสิ่งที่เราควบคุมได้เราทำได้ดีหรือไม่

 

Warren Buffett เคยพูดเอาไว้ว่า เวลาที่เราลงทุนในบริษัทที่ดีอย่าไปโฟกัสที่การขึ้นหรือลงของราคาสินทรัพย์ในระยะสั้นมากนัก แต่ให้ดูที่ ‘มูลค่าของสินทรัพย์’ ที่เราลงทุน ถ้ามูลค่ายังเติบโตขึ้นได้ ราคามันจะลงก็ไม่เป็นอะไร เพราะวันหนึ่งราคาจะขึ้นไปตามมูลค่าเอง

 

ส่วนปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้มักส่งผลกับการลงทุนของเราในระยะสั้นๆ แต่ถ้าหลักการลงทุนของเราดี ปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้จะมีผลน้อยลงไปเรื่อยๆ ในการลงทุนระยะยาว

 

ต้องบอกว่านับวันเราจะเจอกับเรื่องราวที่ควบคุมไม่ได้มากยิ่งขึ้นครับ เพราะเราอยู่ในโลก Digitalization จะยิ่งส่งผลกระทบ Sentiment การลงทุนแบบลมเพลมพัด

 

ผมขอมา Round Up ภาพใหญ่ของเศรษฐกิจโค้งท้ายปีนี้ให้ก่อนนะครับ แล้วจะต่อด้วยกลยุทธ์การรับมือสำหรับการลงทุนในปีมังกร 2567

 

Fed จบรอบการขึ้นดอกเบี้ยส่งท้ายปี

 

ข่าวดีๆ มาแรงส่งท้ายปี 2566 ในเวลานี้ที่โลกจดจ่อรอมานานกันทั้งปี นั่นก็คือการส่งสัญญาณชัดเจนจากธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed ในการประชุมรอบสุดท้ายของปีนี้ (วันที่ 13-14 ธันวาคม 2566) โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) มีมติเอกฉันท์ในการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 5.25-5.50% พร้อมส่งสัญญาณสิ้นสุดวงจรการขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้ว

 

การออกมาประกาศชัดเจนของ Fed จบรอบการขึ้นดอกเบี้ยในโค้งท้ายปีแบบนี้ และยังส่งสัญญาณด้วยว่าปีหน้าจะเห็นการลดดอกเบี้ยถึง 3 ครั้ง ครั้งละ 1.25% รวมๆ ก็ 0.75% โดยคาดว่าจะเห็นการลดดอกเบี้ยเร็วขึ้นในเดือนมีนาคม 2567 จากเดิมที่คาดว่าจะลดดอกเบี้ยเพียง 2 ครั้งในการประชุมเดือนกันยายน 2566 ที่ผ่านมา ภาพนี้สะท้อนความคาดหวังว่า Fed กำลังประคองเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไหลลงแบบ Soft Landing

 

ข่าวบวกแบบนี้หุ้นทั่วโลกก็พุ่งแรงโค้งท้ายปีกันสิครับ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ล่าสุด S&P 500 ก็ทำ New High ส่งท้ายปีไปเรียบร้อยแล้ว

 

ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยปัจจุบัน 5.25-5.50% เป็นระดับสูงสุดในรอบ 22 ปีของสหรัฐฯ และการคงอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้เป็นการคงอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งติดต่อกัน หลังจากที่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องถึง 11 ครั้ง นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2565 ที่ผ่านมา

 

ขณะที่ข้อมูลจากเอกสารข่าวเผยแพร่ของธนาคารกลางสหรัฐฯ ระบุว่า ตัวชี้วัดล่าสุดชี้ให้เห็นว่าการเติบโตของกิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงจากการเติบโตที่แข็งแกร่งในไตรมาสที่ 3 การจ้างงานได้ชะลอลงตั้งแต่ช่วงต้นปี แต่ยังคงแข็งแกร่ง และอัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำ อัตราเงินเฟ้อได้ผ่อนคลายลงในช่วงปีที่ผ่านมา แต่ยังคงสูง

 

ระบบธนาคารของสหรัฐฯ มีเสถียรภาพและมีความสามารถในการรับมือวิกฤตและฟื้นตัว (Resilient) เงื่อนไขทางการเงินและสินเชื่อที่เข้มงวดมากขึ้นสำหรับครัวเรือนและธุรกิจมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และอัตราเงินเฟ้อ ขอบเขตของผลกระทบเหล่านี้ยังคงไม่แน่นอน คณะกรรมการยังคงให้ความสำคัญเป็นอย่างมากกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ

 

คณะกรรมการจะยังคงประเมินข้อมูลที่เข้ามาเพิ่มเติมและผลกระทบของมันที่มีต่อนโยบายการเงินต่อไป ในการพิจารณาขอบเขตของการกำหนดนโยบายเพิ่มเติมใดๆ ที่อาจเหมาะสมเพื่อที่จะนำอัตราเงินเฟ้อให้กลับลงไปอยู่ที่ 2% เมื่อเวลาผ่านไป คณะกรรมการจะพิจารณาถึงความเข้มงวดสะสมของนโยบายการเงิน ความล่าช้าที่นโยบายการเงินส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ และพัฒนาการทางเศรษฐกิจและการเงิน

 

ด้าน Bloomberg ก็รายงานว่า Jerome Powell ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมที่จะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งหากแรงกดดันด้านราคากลับมา เขาชี้ว่าขณะนี้ผู้กำหนดนโยบายกำลังหันมาให้ความสำคัญกับการลดอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังคงลดลงสู่เป้าหมาย 2%

 

Powell เน้นย้ำว่าการคาดการณ์การปรับลดดอกเบี้ยไม่ใช่แผนที่กำหนดไว้ล่วงหน้า แต่ยอมรับว่าในการประชุมสัปดาห์นี้ ผู้กำหนดนโยบายการเงินได้หารือกันถึงคำถามที่ว่าเมื่อใดจึงจะเหมาะสมที่จะเริ่มลดอัตราดอกเบี้ย

 

ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ พุ่งแรง ดัชนีดาวโจนส์พุ่งทำสถิติปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลร่วงลง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม ส่งผลให้ราคาพันธบัตรรัฐบาลรุ่นเก่าในตลาดพุ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน นักลงทุนก็ได้เพิ่มเดิมพันว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกจะเกิดขึ้นในเดือนมีนาคมเกือบจะแน่นอนแล้ว

 

มองข้ามช็อตปีมังกร ‘เศรษฐกิจกับตลาดหุ้นใหญ่’

 

ผมมองว่าตอนนี้ตลาดลดความกังวลในดอกเบี้ยขาขึ้นของ Fed ลงแล้ว แต่ถ้าจะมองข้ามช็อตเศรษฐกิจในปีมังกรก็เชื่อว่าคงไม่ได้สดใสไปกว่าปีนี้ โดยแนวโน้มเศรษฐกิจโลกน่าจะชะลอตัวลงจากปีนี้และสภาพคล่องทั่วโลกน่าจะเกิดภาวะตึงตัวขึ้น ผลจากการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดที่สุดในรอบหลายทศวรรษจะส่งผลกดดันต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน ทั้งภาคบริการและภาคการผลิต ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูงกว่ากรอบเป้าหมายของธนาคารกลางต่างๆ และมีแนวโน้มว่าจะปรับตัวลดลงอย่างช้าๆ ธนาคารกลางต่างๆ ยังต้องเฝ้าระวังและควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ตามเป้าหมาย

 

ถ้าดูจากคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ที่มองว่าเศรษฐกิจของประเทศกลุ่มที่พัฒนาแล้วจะชะลอตัวลงต่อเนื่อง แต่ยังสามารถขยายตัวได้ ส่วนเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังพัฒนา แม้จะมีแนวโน้มชะลอตัวลงบ้างแต่จะยังขยายตัวได้ในอัตราที่สูงกว่าหากเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างไรก็ตาม ADB ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียปีนี้เป็น 4.9% จากเดิม 4.7% ขานรับเศรษฐกิจจีนฟื้นตัว แต่ปีหน้าคง GDP ที่ 4.8%

 

โดยภาพรวมเศรษฐกิจโลกปี 2567 แม้ชะลอตัวแต่มีน้ำหนักไม่มากที่จะเข้าสู่ ‘ภาวะถดถอย’ ที่ทั่วโลกกลัวกัน แต่ก็ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจยังมีหลายๆ ปัจจัยที่มีความไม่แน่นอนสูง รวมถึงเหตุการณ์สงครามที่ยากต่อการคาดการณ์

 

เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีโมเมนตัมที่แผ่วลง แต่ก็ยังมีโอกาสขยายตัวได้จากแรงสนับสนุน ทั้งวัฏจักรการผลิต การย้ายฐานการผลิตกลับสหรัฐฯ (Reshoring) จากภาวะการย้อนกลับของโลกาภิวัตน์ (Deglobalization) และมาตรการกระตุ้นการลงทุน ซึ่งส่งผลให้ผลิตภาพของแรงงานปรับตัวดีขึ้น แต่ก็ยังมีแรงกดดันสภาพคล่องตึงตัวจากมาตรการ QT ที่เข้มข้นขึ้น ฝั่งนโยบายการคลังของสหรัฐฯ กำลังเผชิญปัญหาเพดานหนี้สาธารณะที่สูงมาต่อเนื่องหลายปี โดยยังไม่มีความชัดเจนในการแก้ปัญหา จะเห็นได้จากปีนี้ถูกลดอันดับเครดิตเรตติ้งของประเทศลง​ ที่สำคัญปี 2567 สหรัฐฯ จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าอาจมีการพลิกขั้ว Donald Trump จากพรรครีพับลิกัน อาจจะกลับมาอีกครั้ง ซึ่งเขาอาจทำให้ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ทั้งความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ-จีน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีโอกาสขยายตัวได้ ขณะที่ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน Joe Biden มีท่าทีเจรจาสร้างความสัมพันธ์เป็นมิตรกับจีนมากขึ้น ประเด็นเหล่านี้คงต้องคอยติดตามกันต่อไป

 

เศรษฐกิจจีนยังมีแนวโน้มชะลอตัวทั้งในระยะสั้นและระยะปานกลางจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ปัญหาฟองสบู่แตกของภาคอสังหาริมทรัพย์ กำลังซื้อภายในประเทศที่อ่อนแอ และปัญหาภาคส่งออกที่อ่อนแรง ซึ่งจีนไม่ได้เกินดุลบัญชีเดินสะพัดมากเหมือนในอดีต รัฐบาลจีนเองก็พยายามหามาตรการต่างๆ มาช่วยพยุงเต็มที่ เช่น การปรับลด Loan Prime Rate 2 ครั้งในปีนี้ เพื่อกระตุ้นการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ มีการเพิ่มการขาดดุลจาก 3% เป็น 3.8% ธนาคารกลางจีนยังต้องใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายต่อเนื่อง ซึ่งคาดการณ์ว่า GDP จีนเติบโตระดับต่ำกว่า 5% แต่ในระยะยาวยังมีศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ

 

ญี่ปุ่นที่มีขนาดใหญ่อันดับสามของโลกรองจากสหรัฐฯ และจีน ก็กำลังเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งกดดันให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นต้องปรับท่าทีนโยบายการเงินที่สวนทางสหรัฐฯ โดยธนาคารกลางญี่ปุ่นมีแนวโน้มลดการผ่อนคลายนโยบายการเงินผ่านการยกเลิกมาตรการควบคุมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า และยกเลิกนโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบในช่วงครึ่งหลังของปี และเช่นเดียวกัน รัฐบาลญี่ปุ่นก็กำลังเผชิญกับปัญหาหนี้สาธารณะที่อยู่ระดับสูงกว่า 200% ของ GDP ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นก็เตรียมเสนอมาตรการด้านภาษีนาน 10 ปี เพื่อกระตุ้นการผลิตใหญ่ใน 5 ภาคส่วน ซึ่งรวมถึง EV และเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตได้ต่อเนื่อง

 

ปีหน้าแนวโน้มการลงทุนเป็นอย่างไร กลยุทธ์รับมือให้รอด

 

ถ้าจะพูดถึงว่าเราจะลงทุนอะไรที่ได้ผลตอบแทนเยอะๆ ในมุมมองนักลงทุน VI ก็คือการลงทุนในประเทศที่วิกฤต ซึ่งถูกเทขายจนราคาลดลงมาแล้วแต่มูลค่าจริงยังดีอยู่ สิ่งที่เราลองศึกษาข้อมูลดูก็จะพบว่าผลตอบแทนหลังวิกฤตของ Jitta Ranking จะดีมาก

 

เช่น หลังวิกฤต COVID-19 ผลตอบแทน Jitta Ranking ชนะดัชนีหลักสูงมากๆ เพราะว่าพอเกิดวิกฤตคนเทขายหุ้นเยอะ เพราะฉะนั้นถ้าเราเจอหุ้นดีราคาถูกมันก็จะวิ่งกลับมาได้เร็ว และถ้าถามว่าจะลงทุนประเทศไหนดี ก็ต้องบอกว่าประเทศที่หุ้นตกเยอะขณะที่เศรษฐกิจยังเติบโตได้ดีและราคาหุ้นยังถูก

 

ส่วนตัวผมถ้าดูจากข้อมูลตลาดที่ดีราคาถูกก็คือประเทศจีน เพราะ GDP ยังดีและมีการเติบโตอยู่ จากสถิติที่ผ่านๆ มา ในช่วงเวลา 10 ปี หุ้นจะขึ้น 7 ปี ลง 3 ปี ตลาดหุ้นจีนลงมาแล้ว 3 ปีติด หุ้นจีนปัจจุบันการเติบโตยังมีอยู่และราคาก็ค่อนข้างถูก แต่ถ้าแยกดู แบ่งเป็น 2 ภาค คือภาคธุรกิจ ก็อาจยังไม่ดีตามภาวะเศรษฐกิจจริงๆ แต่ว่าในภาคบริการ ภาคเทคโนโลยี ภาคอุตสาหกรรมใหม่ๆ ธุรกิจดีขึ้น รายได้และกำไรโตขึ้น ซึ่งราคาหุ้นลงทั้งตลาด แต่นี่อาจจะเป็นโอกาสลงทุนที่ดีก็ได้ครับ

 

ถ้าไปดูเพิ่มเติมในหุ้นจีนรายตัวมีหลายตัวที่รายได้และการเติบโตของธุรกิจยังดีอยู่แต่ราคาต่ำลงในรอบหลายปี และปัจจุบันหุ้นจีนบางตัวมีเงินสดอยู่ประมาณ 20% ของ Market Cap แล้ว ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าหุ้นจีนบางตัวตอนนี้ราคาถูกผิดปกติแล้ว

 

แต่หุ้นจีนก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ระดับหนึ่ง เพราะหลายๆ ตัวก็เหมือน ‘ยังลงไม่สุด’ แต่ว่าธุรกิจอาจจะเติบโตขึ้น ซึ่งถ้าใครมีแผนจะลงทุนระยะยาวอยู่แล้วก็อาจจะเริ่มทยอยลงทุนไปเรื่อยๆ ได้แล้ว และยังต้องติดตามคือนักลงทุนต่างประเทศจะกลับไปลงทุนในหุ้นจีนหรือไม่

 

ส่วนอีกประเทศหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือเวียดนาม ปี 2565 ปรับตัวลงมาระดับหนึ่ง และค่อยๆ กลับขึ้นมาในปีนี้ ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจของเวียดนามเติบโตกว่า 5.8% อยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก และกำลังเตรียมพร้อมเป็นตลาดหุ้นเกิดใหม่หรือตลาดหุ้นกำลังพัฒนา แสดงว่ามีโอกาสที่ในอนาคตเงินจะไหลเข้ามาในตลาดหุ้นเยอะขึ้น แต่ก็มีความเสี่ยงที่เป็นประเทศที่เรายังไม่สามารถลงทุนได้เต็มที่ แต่ถ้ามองในภาพรวม การเติบโตต่างๆ ก็ดูสมเหตุสมผล แต่ไม่ได้ดูราคาถูกมากเมื่อเทียบกับหุ้นจีน

 

จริงๆ แล้วผมก็ยังมองว่าหุ้นสหรัฐฯ ก็เป็นอีกตลาดหุ้นที่ยังน่าสนใจ เพราะปีหน้ามีความเป็นไปได้ที่จะขึ้นต่อ โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีเล็กๆ

 

อย่างไรก็ตาม อีกปัจจัยเสี่ยงใหญ่ที่ต้องเฝ้าระวังในปีหน้าคือตลาดการเงินทั่วโลก ‘ผันผวนมากยิ่งขึ้น’ ในปี 2567 จากการเลือกตั้งครั้งใหญ่หลายแห่งทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ, สหภาพยุโรป, อินเดีย, รัสเซีย, อินโดนีเซีย และไต้หวัน ซึ่งอาจทำให้ตลาดกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนในการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจ การเงิน และการค้าระหว่างประเทศในระยะต่อไป

 

สุดท้ายแล้วก็เหมือนที่พูดไปว่า การลงทุนมีทั้งปัจจัยที่เราควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ ซึ่งในปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้เราก็ควรรู้เอาไว้เพื่อจะได้มองความเป็นไปได้ในอนาคตอาจจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เราจะได้วางแผนการลงทุนได้ถูกต้อง หรือหาโอกาสในการลงทุนได้ถูกต้อง

 

จริงๆ แล้วกลยุทธ์การลงทุนที่ง่ายและใช้ได้ตลอดกาลอย่าง DCA เป็นการลงทุนถัวเฉลี่ย ยิ่งเรามีวินัยการลงทุนจะทำให้เงินทำงานไปเรื่อยๆ ในระยะยาวคุณจะเห็นผลตอบแทนเป็นเงินก้อนใหญ่จริงๆ ครับ

 

ผมขอยกตัวอย่างการลงทุนในดัชนี S&P 500 ตั้งแต่ปี 2543-2564 ถ้าเราลงทุนด้วยวิธีซื้อครั้งเดียว 10,000 บาท ระหว่างทางก็มีขึ้นลงบ้าง แต่สุดท้ายถ้าถือมาเรื่อยๆ 20 ปี จะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ +5.66% ต่อปี ซึ่งก็ไม่ได้แย่เมื่อเทียบกับดอกเบี้ยฝากธนาคาร

 

แต่ถ้าลงทุนแบบ DCA เดือนละ 10,000 บาท ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่สูงถึง +9.59% ต่อปีเลยทีเดียว ซึ่งไม่ใช่แค่ผลตอบแทนทบต้นอย่างเดียวเท่านั้น แต่มันเหมือนการสะสมเงินด้วย ลงทุนครั้งเดียว 10,000 บาท เมื่อผ่านไป 20 ปี จะมีเงินอยู่ในพอร์ตประมาณ 30,000 กว่าบาท โดยมีวินัยลงทุน DCA ทุกเดือน นอกจากผลตอบแทนเฉลี่ยจะเยอะขึ้นแล้ว เรายังได้สะสมเงินไปเรื่อยๆ ด้วย ผ่านมา 20 ปี เงินในพอร์ตจะอยู่ที่ 8 ล้านกว่าแล้วสุดท้ายมันจะทบต้นด้วยครับ

 

ข้อดีของการ DCA ไปเรื่อยๆ คือการลดความผันผวนของพอร์ต ซึ่งถ้า DCA ไปเรื่อยๆ สักพักพอร์ตของคุณจะไม่ติดลบแล้ว แต่ก็ต้อง DCA ในสินทรัพย์ที่ดีและโตไปเรื่อยๆ ในอนาคตได้ด้วยนะครับ

 

แม้เราอาจจะควบคุมจังหวะในการลงทุนของเราไม่ได้ เพราะมันเป็นปัจจัยภายนอก แต่สิ่งที่เราควบคุมได้และจะทำให้พอร์ตของเราเติบโตไปได้คือการใส่ปุ๋ย หมั่นเพิ่มเงินต้น DCA ไปเรื่อยๆ ทุกเดือน พอผ่านไป 10-20 ปี คุณจะตกใจกับผลตอบแทนทบต้นของการ DCA ของคุณ

 

นี่คือพลังของการ DCA ครับ ผมหวังว่าบทความนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้คุณตั้งหลัก ‘สร้างวินัยการลงทุน’ รับปีมังกร รวยๆ ปังๆ ฝันเป็นจริงนะครับ

The post ตั้งเป้าสร้างวินัยการเงิน เตรียมพร้อมรับปี 67 รับมือกระแสโลกผันผวนมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: กลยุทธ์การลงทุนหุ้นแบบ DCA และหุ้น Best Pick จาก InnovestX | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-06122023-2/ Wed, 06 Dec 2023 05:00:26 +0000 https://thestandard.co/?p=873833

กลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้นไทยในสภาวะขาดความเชื่อมั่นควรท […]

The post ชมคลิป: กลยุทธ์การลงทุนหุ้นแบบ DCA และหุ้น Best Pick จาก InnovestX | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

กลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้นไทยในสภาวะขาดความเชื่อมั่นควรทำอย่างไร หุ้น Best Pick จากกลยุทธ์การลงทุนแบบ DCA ของ InnovestX เป็นกลุ่มไหนบ้าง พูดคุยกับ สุทธิชัย คุ้มวรชัย ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยการลงทุน บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดอ่านหนังสือชี้ชวนและศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: กลยุทธ์การลงทุนหุ้นแบบ DCA และหุ้น Best Pick จาก InnovestX | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: DCA ทางรอดมนุษย์เงินเดือน ลงทุนน้อย ผลตอบแทนมหาศาล | Stock Hacker Ep.14 https://thestandard.co/stock-hacker-ep-14/ Sat, 14 Oct 2023 07:33:42 +0000 https://thestandard.co/?p=854630

รู้ให้ลึกกับกลยุทธ์ DCA หรือ Dollar Cost Average หนึ่งใ […]

The post ชมคลิป: DCA ทางรอดมนุษย์เงินเดือน ลงทุนน้อย ผลตอบแทนมหาศาล | Stock Hacker Ep.14 appeared first on THE STANDARD.

]]>

รู้ให้ลึกกับกลยุทธ์ DCA หรือ Dollar Cost Average หนึ่งในท่าไม้ตายสายถัวหุ้น ซึ่งยึดหลักแนวคิดที่ว่าไม่ว่าหุ้นจะเป็นขาขึ้นหรือขาลงก็ให้ซื้อถัวอย่างสม่ำเสมอ ผลลัพธ์หลักของการ DCA คือ จะทำให้พอร์ตไม่ติดลบลึกมาก แม้ว่าตลาดหุ้นจะร่วงแรงสุด ในขณะเดียวกันก็จะได้กำไรระดับกลางๆ แม้ว่าตลาดหุ้นจะพุ่งทะยาน

The post ชมคลิป: DCA ทางรอดมนุษย์เงินเดือน ลงทุนน้อย ผลตอบแทนมหาศาล | Stock Hacker Ep.14 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฝ่าคลื่นลมการลงทุนเมกะเทรนด์ ใจต้องแกร่ง มองให้ไกล https://thestandard.co/mega-trend-investment-storm/ Mon, 19 Jun 2023 02:15:11 +0000 https://thestandard.co/?p=805152 การลงทุน

ในที่สุดเราก็ก้าวเข้าสู่กลางปี 2566 กันแล้ว เชื่อว่าเวล […]

The post ฝ่าคลื่นลมการลงทุนเมกะเทรนด์ ใจต้องแกร่ง มองให้ไกล appeared first on THE STANDARD.

]]>
การลงทุน

ในที่สุดเราก็ก้าวเข้าสู่กลางปี 2566 กันแล้ว เชื่อว่าเวลานี้มีแต่คนอยากทิ้งตัวแรงๆ (บนฟูก) แล้วลืมตาขึ้นมาเจอตลาดหุ้นเขียวสดใสบ้าง

 

แต่ในโลกความจริงไม่เป็นอย่างนั้น ไม่มีใครเคยคาดเดาเรื่องต่างๆ ได้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ยิ่งโลกยุคดิจิทัลที่หมุนเร็วมากๆ ความเสี่ยงต่างๆ ก็จะพัดผ่านตามเข้ามาเร็วเช่นเดียวกับโอกาสด้วย

 

และปีนี้เป็นอีกปีที่ทั่วโลกเผชิญกับความผันผวนสูง นักลงทุนโดยเฉพาะผู้จัดการกองทุนต่างเหน็ดเหนื่อย เคร่งเครียดกับการบริหารความเสี่ยงที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน สินทรัพย์ต่างๆ ยังไม่ทันจะฟื้นตัวขึ้นมาได้เต็มที่หลังวิกฤตโควิด ก็ต้องมาต่อด้วยพิษดอกเบี้ยขาขึ้นจากสหรัฐฯ ที่เบนเข็มทิศนโยบายการเงิน ทั้งปรับขึ้นดอกเบี้ยแรง เร็ว และถี่ พร้อมๆ กับการดึงสภาพคล่องกลับ เพื่อสกัดปัญหาเงินเฟ้อพุ่งกระฉูดรอบ 40 ปี และเศรษฐกิจร้อนแรงตั้งแต่ปีที่แล้ว ทำเอาสินทรัพย์ต่างๆ ที่ยังไม่ทันได้ฟื้นตัวดีนักก็ร่วงระเนระนาดไปกันคนละทิศทาง ทั้งสินทรัพย์เสี่ยงต่ำอย่างพันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ กองทุนรวม ไล่เรียงไปจนถึงสินทรัพย์เสี่ยงสูงอย่างหุ้น ที่ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มธีมเมกะเทรนด์ต่างๆ ที่ถูกยกให้เป็นธุรกิจที่เติบโตยาวๆ 10-20 ปีในวัฏจักรโลกอนาคต

 

คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกปลอดภัยเมื่อลงทุนผ่านกองทุนรวม เพราะมีมืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญมีประสบการณ์ในการบริหารเงินลงทุนเข้ามาช่วยดูแลพอร์ตลงทุนให้เรา เราเคยเห็นผลตอบแทนสวยๆ แต่วันนี้ผ่านมาเป็นปี ทำไมผลดำเนินงานกองทุนรวมต่างๆ จำนวนไม่น้อยต้องเจอตัวเลขติดลบไม่ต่างกันกับลงทุนเอง แต่ไม่ว่าคุณจะเจออะไรที่รู้สึกไม่แฮปปี้ โปรดจงรู้ไว้ว่าคุณไม่ได้อยู่คนเดียว คุณมีเพื่อนนักลงทุนทั่วโลกที่ต่างก็ตกอยู่ในภาวะเดียวกับคุณอยู่ทุกวันนี้ จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับการกระจายความเสี่ยงของแต่ละคน

 

มืออาชีพการลงทุนแค่ไหนก็ผลงานร่วงได้ เมื่อเจอปัจจัยโลกรุมเร้า

เชื่อว่านักลงทุนทุกคนไม่ได้ลงทุนเพียงแค่สินทรัพย์เดียวในพอร์ตเท่านั้น คุณจะต้องมีการกระจายความเสี่ยงบ้างแน่นอน แม้แต่ตัวผมเองก็กระจายความเสี่ยงการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ด้วยน้ำหนักที่แตกต่างกันไป และยึดหลักการลงทุนสาย VI มาตลอด ซึ่งแน่นอนว่า VI มีเป้าหมายการลงทุนระยะยาว ซึ่งก็ยอมรับว่าในพอร์ตมีสินทรัพย์บางส่วนที่ติดลบบ้าง บางส่วนก็ยังเป็นบวก และบ้างก็ปริ่มๆ น้ำ แต่สิ่งเหล่านี้เป็นความผันผวนที่ผ่านเข้ามาในระยะสั้น ตามกระแสข่าวต่างๆ ที่มากระทบการลงทุน แต่เดี๋ยวมันก็จะผ่านไป และสินทรัพย์ที่ลงทุนไปก็จะฟื้นตัวกลับมาเร็วและเติบโตต่อไปตามเป้าหมายระยะยาว

 

นี่คือ Mindset ที่ผมยึดมั่นในหลักการลงทุนวิถี VI มาตลอดชีวิตนักลงทุนของผม นอกจากมีผมเป็นเพื่อนแล้ว ยังมีนักลงทุนมืออาชีพระดับโลกอีกจำนวนไม่น้อยที่อยู่ในภาวะเดียวกับพวกเรา และหนึ่งในคนที่โลกโฟกัสทิศทางการลงทุนมาตลอดก็คือ ผู้จัดการกองทุนเทคยักษ์ใหญ่ชื่อดังของโลกอย่าง ‘เคธี วูด’ ซีอีโอหญิงแกร่งของ ARK Investment Management ซึ่งมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารมูลค่าระดับหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เน้นบริหารกองทุนรูปแบบ ‘Active ETF’ เน้นการลงทุนเชิงรุกในเทคโนโลยีและนวัตกรรมเปลี่ยนโลก ได้แก่ AI, Blockchain, DNA Sequencing, Energy Storage หรือ Robotics 

 

แม้บ้างธุรกิจอาจมีขนาดเล็ก ยังไม่ทำกำไรหรือขาดสภาพคล่อง แต่เธอก็เชื่อว่าเทรนด์การลงทุนในเทคโนโลยีมีโอกาสเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากการเปลี่ยนแปลงของ Digital Transformation รอบชีวิตของมนุษย์ เพราะเธอเชื่อว่า ‘นวัตกรรมคือหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของโลกในอนาคต’ นี่คือที่มาที่ทำให้หุ้นเทคฯ บูม และในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเธอสามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่า 100% ทุกกองทุน เป็นกลุ่มกองทุนที่มีความโดดเด่นที่สุดในตลาด จนโลกต้องจับตามองทิศทางการลงทุนของเธอ และเป็นกองทุนใหญ่ที่บริหารพอร์ต Thematic มีกองทุนเมกะเทรนด์ต่างๆ ให้ลงทุนมากมาย 

 

ในปี 2563 ช่วงที่เกิดวิกฤตโควิดที่ก่อให้เกิดกระแส New Normal ชีวิตขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล หลายประเทศอัดฉีดสภาพคล่องเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ นี่คือจุดพีคของธุรกิจเทคโนโลยีที่ได้รับประโยชน์เต็มๆ เม็ดเงินไหลเข้าหาหุ้นเทคฯ จนราคาทำนิวไฮกันอย่างรวดเร็ว เพื่อรับกับผลดำเนินงานที่เติบโตพุ่งแรง กองทุน ARK ที่เติบโตมากับสายนี้แต่แรกจึงวิ่งราวรถไฟเหาะ

 

ตัดภาพมาที่ปี 2564-2565 จีนคุมเข้มธุรกิจเทคโนโลยี ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เริ่มใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัว หุ้นทั่วโลกร่วงระเนระนาดไปตามๆ กัน โดยเฉพาะหุ้นเทคฯ ที่ได้รับผลกระทบหนัก ส่งผลกระทบต่อมูลค่าพอร์ตของกองทุน ARK ร่วงลงหนักตามตลาดไปด้วย 

 

ขอยกตัวอย่างกองทุน ARK ที่คนไทยน่าจะรู้จัก เช่น กองทุน ARK Innovation ETF (ARKK), กองทุน ARK Fintech Innovation ETF (ARKF), กองทุน ARK Genomic Revolution ETF (ARKG), กองทุน ARK Autonomous Technology & Robotics ETF (ARKQ), กองทุน ARK Next Generation Internet ETF (ARKW) และ Nikko AM ARK ซึ่งผลดำเนินงานของกองทุนเหล่านี้ก็ได้รับผลกระทบจากความผันผวนในระยะสั้นที่เกิดจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ แม้ว่าวันนี้จีนจะผ่อนคลายการควบคุมธุรกิจเทคโนโลยี หุ้นเทคฯ ทั่วโลกเริ่มกลับมาพลิกฟื้นกันคึกคัก แต่ก็อาจจะเห็นบางส่วนที่ยังไม่กลับมาเท่าเดิมได้

 

เช่นเดียวกับบรรดาธีมเมกะเทรนด์ ธุรกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีแห่งอนาคตวันนี้ก็ยังไม่ได้พลิกฟื้นกลับมาสดใสเท่าที่ควร เพราะยังมีความไม่แน่นอนของภาพเศรษฐกิจใหญ่อย่างสหรัฐฯ ว่าจะชะลอตัวหรือเกิดภาวะถดถอยในช่วงปลายปีนี้กันแน่ หรือปัจจัยดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่ยังทรงตัวระดับสูง และ Fed ก็ยังไม่ปิดตายประตูการขึ้นดอกเบี้ย จึงกลายเป็นภาพความผันผวนที่ยังเข้ามาวนเวียนในตลาดเป็นระยะๆ นี่คือภาพระยะสั้นที่ยังไม่ชัดเจน และภาพเศรษฐกิจในระยะยาวก็ไม่ชัดเจนตามไปด้วย ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกซบเซาอย่างที่เห็น

 

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้จะเห็นว่า ในเส้นทางของการลงทุนระยะยาวไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงความผันผวนที่เกิดขึ้นระหว่างทางจากปัจจัยแวดล้อมที่เราไม่สามารถควบคุมได้

 

จริงๆ แล้วปี 2565 เป็นปีที่ตลาดหุ้นใหญ่ๆ พลิกเป็นขาลงครั้งแรก หลังจากอยู่ในขาขึ้นติดต่อกันนานกว่า 13 ปี ถือเป็นสถิติตลาดหุ้นขาขึ้นที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์เหมือนกัน

 

แน่นอนว่าอะไรที่เคยพุ่งขึ้นต่อเนื่องนานๆ เมื่อถึงเวลา ‘ลง’ แรงกระแทกก็จะรุนแรง สร้างความเสียหายมากเป็นพิเศษอย่างที่เห็นในปีที่แล้ว และต่อเนื่องมาถึงปีนี้ พอร์ตการลงทุนเสียหายกันถ้วนหน้า อาจจะมากหรือน้อยต่างกันไปตามหลักการลงทุน ผมไม่เถียงว่าใครที่ลงทุนธีมเมกะเทรนด์ หากดูในระยะสั้นก็เสียหายเหมือนกัน แต่หากดูผลตอบแทนระยะยาวผมเองก็ยังใจชื้น เพราะเชื่อมั่นในหลักการลงทุน VI ของผม ที่สำคัญผมขอย้ำนะ หุ้นขึ้นมาติดต่อกันถึง 13 ปี แล้วคุณเพิ่งจะเจอหุ้นลงใน 1-2 ปีนี้เอง

 

ยาบรรเทาใจนักลงทุนระยะยาว 

กระแสการลงทุนใน Thematic ที่เคยฮอตฮิต เวลานี้นักลงทุนมีคำถามค้างคาใจเข้ามามาก ผมเองก็เข้าใจอารมณ์นักลงทุนที่เผชิญสถานการณ์ระยะสั้นกับกระแสขึ้น-ลงเป็นรถไฟเหาะ หากเห็นมูลค่าเงินลงทุนที่ลดลงย่อมมีอารมณ์ความรู้สึกหวั่นไหวบ้าง แต่เราต้องมีจิตใจที่แข็งแกร่ง ยึดหลักการลงทุนระยะยาว และหมั่นหาข้อมูลอยู่เสมอ ซึ่งผมจะพยายามหาคำตอบมาช่วยคลายข้อสงสัยของเพื่อนๆ นักลงทุน

 

ขอเริ่มที่เรื่องของ Mindset การลงทุนเพื่อรับมือตลาดหุ้นผันผวนที่นักลงทุนหลายท่านขอคำแนะนำมา เพื่อให้นักลงทุนมีความเข้าใจธรรมชาติของตลาดและวัฏจักรเศรษฐกิจมากขึ้น ผมขอให้ข้อมูลสถิติย้อนหลังที่ทีมงาน Jitta Wealth ได้รวบรวมมา เราพบว่าในช่วง 94 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2471-2565 ดัชนี S&P 500 มีปีที่ผลตอบแทนเป็นบวกอยู่ที่ 62 ปี และปีที่ผลตอบแทนเป็นลบอยู่ที่ 31 ปี และปีที่ตลาดหุ้นไม่ไปไหนอีก 1 ปี นั่นหมายความว่าถ้าเราลงทุนในรอบเกือบ 100 ปี เราจะเจอช่วงตลาดหุ้นเป็นบวกมากกว่าตลาดหุ้นเป็นลบ

 

สำหรับตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ก่อตั้งตลาดในปี 2518 มีปีที่ผลตอบแทนเป็นบวกอยู่ที่ 27 ปี และผลตอบแทนเป็นลบอยู่ที่ 20 ปี ในขณะที่ช่วง 20 ปีล่าสุดมีปีที่ผลตอบแทนเป็นบวกอยู่ที่ 12 ปี และผลตอบแทนเป็นลบอยู่ที่ 8 ปี

 

จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นสหรัฐฯ (S&P 500) หรือตลาดหุ้นไทย (SET Index) จะมีปีที่ผลตอบแทนเป็นบวกมากกว่าผลตอบแทนเป็นลบ ซึ่งหุ้นเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง ได้รับผลกระทบจากวัฏจักรเศรษฐกิจ ดังนั้น หากเรามีความตั้งใจที่จะลงทุนระยะยาวก็สอดคล้องกับภาวะตลาดที่แท้จริง ระยะเวลาการลงทุนที่ผ่านทั้งช่วงเศรษฐกิจที่แย่และดี ระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการลงทุนในหุ้นจะอยู่ที่ประมาณ 5-7 ปี ข้อมูลสถิตินี้น่าจะทำให้คุณใจชื้น อดทนและรอคอยนะ

 

การลงทุนแบบ Thematic  สร้างความเจ็บปวดให้กับนักลงทุนที่หมั่นดูพอร์ต นั่งมองราคาปรับลงทุกวัน จนไม่กล้าที่จะ DCA เพิ่ม จนเกิดคำถามว่ากลยุทธ์ DCA เหมาะกับการลงทุนใน Thematic หรือไม่ ซึ่งปกติแล้ว DCA เป็นกลยุทธ์ที่จะถัวราคาสินทรัพย์บางอย่างที่ราคาผันผวน แต่ระยะยาวมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น เป็นการถือสินทรัพย์ให้ผ่านทั้งช่วงขาลงและขาขึ้น แต่การปรับพอร์ตเปลี่ยนธีมทุก 3 เดือนที่ผ่านมากลับทำให้เห็นแค่ขาลงของสินทรัพย์ พอถึงจุดหนึ่งก็เปลี่ยนธีม จึงทำให้คุณไม่เคยเห็นจังหวะขาขึ้นของธีมที่เคยถือเลย

 

สำหรับนโยบายการลงทุน ‘Thematic Optimize’ และ ‘Thematic DIY’ ของ Jitta Wealth เป็นการลงทุนผ่านระบบอัลกอริทึมที่จะสรรหาสินทรัพย์คุณภาพดีเข้ามาในพอร์ต เน้นสรรหาธีมที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งในช่วงนั้นๆ จากทั้งหมด 19 ธีม โดยไม่ได้เกี่ยงว่าสินทรัพย์นั้นจะเป็นสินทรัพย์เดิมหรือสินทรัพย์ใหม่ ขอเพียงเป็นสินทรัพย์ที่ดีตรงตามเงื่อนไข ระบบอัลกอริทึมก็สามารถเก็บเอาสินทรัพย์นั้นเข้ามาในพอร์ต บางครั้งมูลค่าสินทรัพย์สุทธิหรือ NAV ก็มีโอกาสปรับลดลง ซึ่งอาจจะมาจากราคาสินทรัพย์ปรับร่วงหรือสินทรัพย์มีพื้นฐานที่เปลี่ยนไป ดังนั้น การลงทุน หรือ DCA ในช่วงที่มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) ปรับร่วงนักลงทุนจะได้หน่วยลงทุนที่มากขึ้น และเมื่ออัลกอริทึมสรรหาสินทรัพย์ที่ดีและราคาสินทรัพย์นั้นปรับเพิ่มขึ้น NAV ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย จำนวนหน่วยที่มากขึ้นจากการ DCA ในช่วงพอร์ตปรับลดลงจะทำให้มูลค่าพอร์ตโดยรวมเพิ่มขึ้นในที่สุด

 

ขณะที่การคำนวณผลตอบแทน Back Test ของ Thematic Optimize จะเป็นการทดสอบผ่านข้อมูลสถิติย้อนหลัง ล่าสุดการทำ Back Test จะเป็นการทดสอบข้อมูลตั้งแต่ปี 2562-2565 ซึ่งรู้กันดีว่าปี 2565 ตลาดหุ้นปรับลดลงทั่วโลก โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีที่ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากที่สหรัฐฯ มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแรง เพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อสูงและชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจ ซึ่งภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นเป็นลบต่อหุ้นเทคโนโลยี จึงทำให้ธีมที่อยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีปรับร่วงสอดคล้องกัน เมื่อเทียบจากช่วงที่เปิดตัวมี Thematic Optimize เราทำ Back Test ด้วยข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 2561-2564 ทำให้ผลตอบแทน Back Test ในปัจจุบันปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

อย่างไรก็ตาม Thematic Optimize ได้ทำการทดสอบผ่าน Back Test อย่างเป็นระบบมาแล้ว สามารถเลือกธีมที่ทำผลตอบแทนได้ชนะรูปแบบอื่นๆ และเมื่อมีธีมใหม่เพิ่มเข้ามาทีมงานจะปรับปรุงระบบอัลกอริทึมให้เรียนรู้ เพื่อคัดเลือกธีมที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นและสามารถเลือกธีมให้ได้ผลตอบแทนในระดับ Percentile สูงๆ เหมือนเช่นในอดีต

 

ลงทุนแบบ Thematic คือการลงทุนระยะยาวที่แท้จริง

ในเรื่องธีมการลงทุนนั้น สำหรับผมธีมเมกะเทรนด์ที่โดดเด่นยังมีหลายธีมที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นธีมพลังงานสะอาด, ธีมลิเธียมและแบตเตอรี่, ธีมเฮลท์แคร์ หรือธีมเทคโนโลยี 

 

แต่ในเวลานี้ก็มีนักลงทุนตั้งคำถามว่า ธีม Metaverse เป็นธีมที่กำลังจะมาถึงจุดจบแล้วหรือไม่ ผมมองว่าการด่วนสรุปแบบนี้อาจจะเร็วเกินไป เพราะหากพิจารณาตามเส้นโค้งของอุตสาหกรรม อุตสาหกรรม Metaverse ยังอยู่ในช่วงตั้งไข่หรือ Innovators เป็นการใช้เฉพาะกลุ่มคนเล็กๆ ถึงแม้ว่าหลายบริษัทจะละทิ้งการลงทุน แต่ยังมีกลุ่มคนที่ยังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่จะเป็นการพัฒนาไปอย่างมั่นคง ไม่ได้พัฒนาอย่างเร่งด่วนเหมือนในอดีต เช่น ข่าวที่ว่า Apple เตรียมเปิดตัวแว่นตา AR/VR เป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่เอาไว้เชื่อมต่อกับโลก Metaverse ในเดือนมิถุนายนนี้

 

‘Henrique’ นักลงทุน Venture Capital ผู้เชี่ยวชาญด้าน Blockchain และ Metaverse ได้วิเคราะห์ว่า อุตสาหกรรม Metaverse แบ่งออกเป็น 4 Stage โดยปัจจุบันเรายังอยู่ใน Stage ที่ 1 ของอุตสาหกรรมเท่านั้น ซึ่งใน Stage นี้เป็นช่วงของการสื่อสารในโลกเสมือนจริงผ่านอุปกรณ์ VR ที่ยังไม่สามารถมอบประสบการณ์ระดับประสาทสัมผัสในหลายๆ ด้านได้

 

ส่วน Stage 2-4 นั้นจะมีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางในโลก Metaverse ให้ผู้ใช้งานได้รับรู้ถึงประสาทสัมผัสทั้งหมดเสมือนจริง จะแยกไม่ออกว่าอะไรคือโลกแห่งความจริงและอะไรคือโลกเสมือน

 

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าใน Stage ที่ 1 นี้รายได้หลักของบริษัทที่อยู่ในธีม Metaverse ไม่ได้มาจากธุรกิจ Metaverse แต่มาจากธุรกิจอื่นที่ไม่ใช่ Metaverse เช่น NVIDIA มีรายได้หลักมาจากการผลิตชิปประมวลผลในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น เกม Data Center และคอมพิวเตอร์ ส่วน Apple รายได้หลักมาจากการขายสินค้าฮาร์ดแวร์ เช่น iPhone, iPad หรือ Mac 

 

หรือแม้กระทั่ง Meta ถึงแม้จะเป็นตัวตั้งตัวตีในการริเริ่มด้าน Metaverse แต่รายได้หลักของ Meta ยังมาจากโฆษณา Facebook ขณะที่ Metaverse เป็นเพียงหน่วยธุรกิจย่อยของ Meta เท่านั้น 

 

อย่างไรก็ตาม หากเรายังเชื่อใน Metaverse เราก็ยังสามารถลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพในการเป็นผู้นำในโลก Metaverse ในอนาคตได้ต่อไป ซึ่งนักลงทุนสามารถวางใจได้ว่า ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดถ้าโลก Metaverse ไม่เกิดขึ้นจริง บริษัทเหล่านี้ก็ยังคงดำเนินกิจการที่เป็นธุรกิจหลัก และเติบโตตามความเชี่ยวชาญของตนเอง

 

ดอกเบี้ยลงแล้วหุ้นจะขึ้นแค่ไหน… ถึงเวลาทางรอดการลงทุนด้วย DCA 

สำหรับมุมมองในระยะข้างหน้า ดอกเบี้ยจะปรับลดลงเมื่อไร และหุ้นจะขึ้นได้หรือไม่ จากข้อมูลของ Franklin Templeton คาดว่า จะเห็นเศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะถดถอยในราวปลายปี 2566 นี้ ซึ่งประเมินว่าดอกเบี้ยน่าจะเริ่มปรับลดลงได้ในปี 2567 ซึ่งในภาวะดอกเบี้ยขาลงจะเป็นบวกต่อตลาดหุ้น และน่าจะได้เห็นหุ้นวิ่งในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า แต่ก็มีข้อสังเกตกันว่า ในช่วงที่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยอาจจะรุนแรงมากกว่าในเรื่องของดอกเบี้ยที่จะปรับลง นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจจาก Franklin Templeton ที่ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ในเวลาที่ดอกเบี้ยลง สินทรัพย์ที่เสี่ยงสุดกลับวิ่งได้น้อยที่สุด 

 

ทุกอย่างต้องใช้เวลา ผมยังอยากย้ำว่า ถ้าคุณยังเชื่อมั่นในเมกะเทรนด์ที่มีอนาคตเติบโตในระยะยาว คุณต้องใจนิ่ง อดทน และมองระยะยาว เพื่อรอดูพอร์ตเติบโตตามเป้าหมาย

 

ใครที่บาดเจ็บอยู่กับการลงทุน ผมอยากให้ทบทวนดูว่า สินทรัพย์ที่คุณลงทุนราคาปรับลดลงเนื่องจากปัจจัยอะไร ผลประกอบการยังดีหรือไม่ และยังมีอนาคตหรือไม่ เช่น ยังเป็นสินค้าและบริการที่คนต้องใช้ต้องกินในชีวิตประจำอย่างไร เป็นต้น หากเห็นแนวโน้มรายได้ของธุรกิจยังเติบโต ยอดขายที่ดีต่อเนื่อง ส่วนต่างกำไรและกำไรที่เกิดขึ้น กระแสเงินสด รวมถึงฐานะการเงินแข็งแกร่ง หากหุ้นของบริษัทเหล่านี้อยู่ในธีมเมกะเทรนด์ที่คุณลงทุนอยู่ ก็ถือว่าหุ้นมีพื้นฐานดีในราคาที่ต่ำลง จากนี้ก็เป็นทางเลือกของคุณว่าจะใส่เงินลงทุนเพิ่มหรือไม่

 

หวังว่าคำตอบเหล่านี้น่าจะพอช่วยคลายสงสัยและบรรเทาจิตใจคุณให้ดีขึ้นมาได้บ้าง

 

สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากเครื่องมือดีๆ เป็นทางรอดในการบริหารพอร์ตไว้สำหรับทุกคน เป็นกลยุทธ์ลงทุนที่เรียบง่ายอย่างลงทุนทันทีเมื่อคุณตั้งสติได้ ‘ถัวเฉลี่ย DCA’ จะสามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนระยะยาวแบบน่าประทับใจ เพราะการมีวินัยการลงทุน คุณเคยซื้อช่วงเวลาไหนในแต่ละปี หรือเป็นรายเดือน หรือเป็นช่วงเวลา 3 เดือน คุณก็ควรทำอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่มีใครสามารถซื้อในช่วงเวลาต่ำสุดและขายในช่วงเวลาสูงสุดได้ แต่หากคุณซื้อถัวเฉลี่ย คุณจะได้ราคาที่ดีกว่าตลอดทั้งปี และเมื่อคุณถึงเป้าหมายการลงทุน คุณจะสามารถขายได้อย่างสบายใจ

 

วิถี DCA จะช่วยให้คุณไม่จำเป็นต้องติดตามข่าวสารตลาดหุ้นทุกวันจนไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่น แต่ก็ไม่ใช่ว่าคุณจะไม่ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวใดๆ ของโลกเลยนะ แม้ว่าจะเป็นการลงทุนระยะยาวก็ตาม แต่อย่างน้อยก็ต้องดูแลพอร์ตด้วยการรู้ว่าเงินของคุณลงทุนอยู่ในสินทรัพย์อะไรบ้าง หมั่นหาข้อมูลด้วยตัวเองหรือจากที่ปรึกษาการลงทุน เพื่อ Roundup สถานการณ์ต่างๆ ว่าจะกระทบต่อเงินลงทุนคุณมากหรือน้อยแค่ไหน จำเป็นต้องปรับพอร์ตหรือไม่

 

การลงทุนระยะยาวไม่ใช่ปล่อยให้พอร์ตนอนนิ่งๆ นานๆ 

The post ฝ่าคลื่นลมการลงทุนเมกะเทรนด์ ใจต้องแกร่ง มองให้ไกล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ลงทุนเงินก้อน vs ลงทุนแบบ DCA | เงินทองของจริง EP.128 | THE STANDARD https://thestandard.co/real-money-real-life-128/ Wed, 04 Jan 2023 03:03:53 +0000 https://thestandard.co/?p=732549

ลงทุนแบบ DCA คืออะไร ระหว่างลงทุนเงินก้อนกับลงทุนแบบ DC […]

The post ชมคลิป: ลงทุนเงินก้อน vs ลงทุนแบบ DCA | เงินทองของจริง EP.128 | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>

ลงทุนแบบ DCA คืออะไร ระหว่างลงทุนเงินก้อนกับลงทุนแบบ DCA แบบไหนดีกว่ากัน วิธีเลือกการลงทุนที่เหมาะสมกับตัวเอง ข้อควรระวังในการลงทุน

 

รายการ ‘เงินทองของจริง’ การเข้าสู่หน้าจอโทรทัศน์ครั้งแรกของ THE STANDARD ทางช่อง 7HD ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.05-09.15 น. หลังรายการสนามข่าว 7 สี ดำเนินรายการโดย โค้ชหนุ่ม-จักรพงษ์ เมษพันธุ์ และ เคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

The post ชมคลิป: ลงทุนเงินก้อน vs ลงทุนแบบ DCA | เงินทองของจริง EP.128 | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
สร้างความมั่งคั่งกับการลงทุนแบบ DCA https://thestandard.co/dca-investment/ Thu, 03 Feb 2022 12:40:14 +0000 https://thestandard.co/?p=590334 DCA

การลงทุนนั้นเป็นดั่งเส้นทางสู่ความมั่งคั่ง การเริ่มต้นด […]

The post สร้างความมั่งคั่งกับการลงทุนแบบ DCA appeared first on THE STANDARD.

]]>
DCA

การลงทุนนั้นเป็นดั่งเส้นทางสู่ความมั่งคั่ง การเริ่มต้นดี ตั้งต้นเร็ว และเป็นไปตามแผนย่อมช่วยให้ถึงเส้นชัยได้ตามที่ตั้งใจไว้เสมอ แต่เรื่องจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป การลงทุนไม่ได้หมายความว่าจะได้กำไรตลอด มันอาจจะเสียหายขาดทุนก็ได้ วิธีง่ายๆ ที่จะทำให้เราลงทุนแบบค่อยเป็นค่อยไปสู่เส้นทางความมั่งคั่งในอีกวิธีหนึ่งคือ การลงทุนแบบถัวเฉลี่ย (Dollar Cost Average หรือ DCA) นั่นเอง

 

หลักการของ Dollar Cost Average เป็นลักษณะการลงทุนแบบถ่วงน้ำหนัก โดยการปรับต้นทุนให้ต่ำลงในช่วงเวลาที่มีความผันผวน ด้วยวิธีการลงทุนจำนวนเท่าๆ กันในแต่ละเดือน หรือในความถี่ตามระยะเวลาที่กำหนด และเมื่อลงทุนแบบ DCA แล้ว จะได้รับหลักทรัพย์จำนวนมากน้อยแตกต่างกันไปตามแต่ละช่วงเวลาที่ได้ลงทุนด้วยเงินจำนวนเดียวกัน ซึ่งจะทำให้ได้ราคาต้นทุนแบบถัวเฉลี่ย จึงมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว เพราะถึงแม้ว่าจะไม่ได้กำไรสูงสุด แต่ก็ไม่มีทางขาดทุนแบบกู่ไม่กลับ ที่สำคัญยังช่วยลดความเสี่ยงของการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนอย่างหลักทรัพย์ประเภทหุ้นสามัญและกองทุนรวมหุ้นได้เป็นอย่างดี

 

ดังนั้น DCA จึงเป็นอีกวิธีการซื้อหุ้นหรือหน่วยลงทุนที่ได้ผลดีมากอีกวิธีหนึ่ง เพราะเป็นลักษณะของการผสมผสานของการออม การลงทุน และการสร้าง Passive Income ผ่านระยะเวลาที่ยาวนานพอที่เราจะลดความเสี่ยงของการลงทุนได้ โดย DCA มีข้อดีหลักๆ ดังนี้

 

  1. กำหนดเงินออมได้ตามที่กำหนด ซึ่งการเริ่มต้นลงทุนที่ดีต้องมีการวางแผนการเงินที่ดี โดยเราสามารถวางแผนเงินออมต่อเดือนได้ว่าจะออมด้วยเงินลงทุนเท่าไร เช่น 10%, 20% หรือ 30% ของรายได้ เป็นต้น
  2. คลายความกังวลต่อราคาตลาด เพราะการลงทุนแบบ DCA จะไม่ได้ให้ความสำคัญต่อราคาขึ้นลงของตลาด จึงไม่จำเป็นต้องจับจังหวะการลงทุน
  3. สร้างความมั่งคั่งในทุกโอกาสและวิกฤต เนื่องจากเป็นการลงทุนในลักษณะเฉลี่ยต้นทุนในทุกจังหวะเวลา จึงสามารถสร้างโอกาส สร้างผลตอบแทนที่ดีได้ในระยะยาว
  4. นำเวลาไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ เพราะเราไม่ต้องคอยเฝ้าดูราคาขึ้นลงรายวัน จึงทำให้มีเวลาไปสร้างความสุขกับกิจกรรมอื่นๆ ได้
  5. มีชีวิตง่ายๆ ในยามเกษียณ จากผลตอบแทนในระยะยาว เราสามารถนำไปใช้ในยามเกษียณได้ โดยสร้างประโยชน์และความสุขให้กับชีวิตในยามเกษียณได้

 

ปัจจุบันวิธีการลงทุนแบบ DCA ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเป็นอย่างมาก เพราะเป็นวิธีการลงทุนที่สะดวก ซึ่งก่อนเริ่มลงทุนเราควรทำความเข้าใจลักษณะการลงทุนแบบ DCA ให้ดี และสำรวจตัวเองดูว่าเราเหมาะกับการลงทุนด้วยวิธีนี้หรือไม่ โดยมีข้อควรรู้สำหรับมือใหม่ที่จะวางแผนการลงทุนแบบ DCA ง่ายๆ คือ ต้องแน่ใจว่าเราสามารถลงทุนได้ต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ต้องกำหนดระยะเวลาการลงทุนที่แน่นอน ต้องกำหนดจำนวนเงินลงทุนเท่าๆ กันทุกงวด ต้องมีใจเข้มแข็ง ไม่หวั่นแม้สภาวะตลาดผันผวน และต้องลงทุนระยะยาว เพื่อรักษาถัวเฉลี่ยต้นทุนและลดความเสี่ยง ตัวอย่างขั้นตอนการลงทุนแบบ DCA ในกองทุนลดหย่อนภาษี เพื่อให้เห็นภาพชัดๆ ดังนี้

 

  • เริ่มจากการเลือกกองทุนที่เหมาะสมกับเรา พร้อมทั้งศึกษาข้อมูล เช่น กองทุนลงทุนในตราสารประเภทใด มีความน่าสนใจมากน้อยเพียงใด
  • วางแผนจำนวนเงินทั้งหมดที่ต้องการใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี โดยจัดสัดส่วนเฉลี่ยการลงทุน เช่น ต้องการใช้สิทธิ์ลดหย่อน RMF และ SSF ประเภทละ 120,000 บาท สามารถแบ่งลงทุนเป็นรายเดือน เดือนละ 10,000 บาท เป็นต้น
  • กำหนดวันทำรายการซื้อในแต่ละเดือน เช่น ทุกวันที่ 10 หรือวันเงินเดือนออก เพื่อจดจำง่ายขึ้น
  • ลงทุนเดือนละครั้งหรือตามความถี่ที่กำหนดไว้แต่แรก โดยไม่ต้องสนใจราคาขึ้นลงของกองทุน
  • ข้อนี้สำคัญที่สุดคือ ต้องมีวินัย อดทน และใจนิ่ง ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

 

การลงทุนแบบ DCA นอกจากไม่จำเป็นว่าจะต้องลงทุนด้วยเงินก้อนใหญ่แล้ว ยังช่วยเฉลี่ยต้นทุนและลดความเสี่ยงจากการเข้าลงทุนผิดจังหวะในช่วงที่ตลาดการลงทุนผันผวน ทั้งยังเป็นตัวช่วยให้เราออมอย่างมีวินัยและสม่ำเสมอ ซึ่งอาจส่งผลให้ได้รับผลตอบแทนที่พอใจได้ในอนาคต โดยการลงทุนในรูปแบบนี้เหมาะกับผู้เริ่มลงทุนที่ยังมีทุนไม่มากนัก ต้องการทยอยลงทุนและต้องการผลตอบแทนมากกว่าการฝากออมทรัพย์ ผู้ที่ประกอบธุรกิจส่วนตัว เนื่องจากไม่มีเวลาติดตามข่าวสารมากนัก รวมถึงมนุษย์เงินเดือน โดยเฉพาะการลงทุนในกองทุน SSF-RMF เพื่อได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีโดยไม่ต้องควักเงินก้อนลดหย่อนภาษีช่วงปลายปี

 

อย่างไรก็ตาม การลงทุนทุกประเภทนั้นมีความเสี่ยงเสมอ ยิ่งเสี่ยงมากยิ่งได้ผลตอบแทนมากอย่างที่เรามักได้ยินคำว่า ‘High Risk High Return’ แต่ความเป็นจริงนั้นในบางครั้งการลงทุนก็อาจเจอ ‘High Risk No Return’ ได้เช่นกัน หรืออาจจะขาดทุนด้วยซ้ำ แต่อย่าได้กังวลใจตราบใดที่เหรียญยังมีสองด้าน การลงทุนก็เช่นกัน ซึ่งนอกจากการลงทุนแบบ DCA ที่จะช่วยกระจายการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยแล้ว การศึกษาข้อมูลก่อนการลงทุน และการลงทุนตามความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของแต่ละบุคคลก็เป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึงด้วย

 

อย่ากลัวที่จะลงทุน เพราะการไม่ลงทุนนับว่าเป็นความเสี่ยงกว่าแน่นอนครับ

The post สร้างความมั่งคั่งกับการลงทุนแบบ DCA appeared first on THE STANDARD.

]]>