สิงห์ คอร์ปอเรชั่น Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/สิงห์-คอร์ปอเรชั่น/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 29 Jun 2024 03:30:29 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สิงห์ ต่อสัญญา เซาเบอร์ ในศึก F1 ถึงปี 2025 https://thestandard.co/singha-sauber-f1-extension-2025/ Sat, 29 Jun 2024 03:30:29 +0000 https://thestandard.co/?p=951487 สิงห์ เซาเบอร์ F1 2025

สิงห์ คอร์เปอเรชั่น บรรลุข้อตกลงต่อสัญญา 2 ปีกับ เซาเบอ […]

The post สิงห์ ต่อสัญญา เซาเบอร์ ในศึก F1 ถึงปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สิงห์ เซาเบอร์ F1 2025

สิงห์ คอร์เปอเรชั่น บรรลุข้อตกลงต่อสัญญา 2 ปีกับ เซาเบอร์ ทีมผู้ผลิตรถแข่งสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ในศึกฟอร์มูลาวัน ออกไปจนจบฤดูกาล 2025

 

โดยทาง วรวุฒิ ภิรมย์ภักดี กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด ตอบรับคำเชิญของคณะผู้บริหารและนักแข่งทีมเซาเบอร์ เพื่อเดินทางไปร่วมการแข่งขัน F1 รายการสแปนิชกรังด์ปรีซ์ ณ เซอร์กิตเดอบาร์เซโลนา-กาตาลุญญา ประเทศสเปน เมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา

 

วรวุฒิเปิดเผยหลังบรรลุข้อตกลงต่อสัญญาสนับสนุนทีมเซาเบอร์ว่า “การแข่งรถฟอร์มูลาวันถือเป็นหนึ่งในกีฬาที่เป็นที่รู้จักและมีจำนวนผู้ติดตามชมมากที่สุดในโลก และสิงห์ในฐานะที่เป็นองค์กรไทย มีผลิตภัณฑ์เป็นที่รู้จักและวางจำหน่ายทั่วโลก เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทีม F1 ระดับโลกตั้งแต่ปี 2010 จะเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างทีมแข่งระดับโลกกับแฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทย เพื่อจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนไทยเข้าถึงการแข่งขันรถฟอร์มูลาวันได้มากยิ่งขึ้น”

 

ด้าน อเลสซานโดร อลันนี บราวี ผู้อำนวยการของทีมสเทก F1 คิก เซาเบอร์ กล่าวว่า “การต่อสัญญากับสิงห์ คอร์เปอเรชั่น เป็นเรื่องน่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง เป็นการตัดสินใจที่ไม่ได้มองเพียงแค่ความสำเร็จผิวเผิน แต่มาจากความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดเข้มแข็ง เต็มเปี่ยมไปด้วยมิตรภาพและความเป็นครอบครัวเดียวกัน”

 

สำหรับทีมเซาเบอร์ เป็นทีม F1 เก่าแก่ที่ก่อตั้งในปี 1993 ปัจจุบันยังมี วัลท์เทอรี บอททาส ยอดนักขับชาวฟินแลนด์ และ โจวกวนยู นักขับ F1 คนแรกในประวัติศาสตร์ของจีน เป็น 2 นักขับตัวจริง

The post สิงห์ ต่อสัญญา เซาเบอร์ ในศึก F1 ถึงปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สิงห์สนับสนุน มิ้งค์ สระบุรี สอยคิวหญิงมือ 1 ของโลก ลุยสนุกเกอร์อาชีพ 2024/25 https://thestandard.co/singha-supports-mink-saraburi/ Wed, 26 Jun 2024 11:58:23 +0000 https://thestandard.co/?p=950155

สิงห์ คอร์เปอเรชั่น ประกาศสนับสนุน ณัชชารัตน์ วงศ์หฤทัย […]

The post สิงห์สนับสนุน มิ้งค์ สระบุรี สอยคิวหญิงมือ 1 ของโลก ลุยสนุกเกอร์อาชีพ 2024/25 appeared first on THE STANDARD.

]]>

สิงห์ คอร์เปอเรชั่น ประกาศสนับสนุน ณัชชารัตน์ วงศ์หฤทัย หรือ มิ้งค์ สระบุรี นักสนุกเกอร์หญิงมืออันดับ 1 ของโลก ลุยสนุกเกอร์อาชีพฤดูกาล 2024/25 หลังทำผลงานยอดเยี่ยมคว้าแชมป์ Belgian Women’s Open และรองแชมป์สนุกเกอร์หญิงโลกที่ประเทศจีน

 

โดย ภูริต ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด เผยว่า “สิงห์เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจของมิ้งค์ในการไม่หยุดพัฒนาตัวเอง จนกลายเป็นมือ 1 ของโลก และยังมีเป้าหมายไปแข่งขันสนุกเกอร์อาชีพระดับโลกในหลายรายการ การสนับสนุนครั้งนี้เชื่อว่าจะเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ที่สนใจกีฬาสนุกเกอร์ สร้างนักกีฬาไทยให้อยู่ในระดับโลกต่อไป”

 

ขณะที่ มิ้งค์ สระบุรี กล่าวว่า “ต้องขอบคุณสิงห์ คอร์เปอเรชั่น ที่เข้ามาสนับสนุนสานฝันของหนูในการเล่นสนุกเกอร์อาชีพในฤดูกาลหน้า หนูตั้งเป้าหมายกลับมาทวงแชมป์โลกหญิงกลับคืนมาอีกครั้ง และจะพัฒนาอันดับโลกให้สูงขึ้นในทุกๆ ปีค่ะ”

 

สำหรับ มิ้งค์ สระบุรี ปัจจุบันอายุ 25 ปี เข้าแข่งขันทั้งรายการสนุกเกอร์อาชีพหญิงระดับโลกหลายรายการที่ต้องขับเคี่ยวกับนักสนุกเกอร์ชายมือดังมากมาย โดยอันดับโลกในปัจจุบันรั้งมือ 1 ของโลกฝ่ายหญิง และอันดับ 121 ของโลก เมื่อรวมกับฝ่ายชาย (เคยอยู่สูงสุดมือ 95 ของโลก เดือนมิถุนายน 2023)

 

ทั้งนี้ มิ้งค์ สระบุรี เริ่มต้นเล่นสนุกเกอร์ตั้งแต่วัยเด็ก โดยคุณแม่ของเธอทำงานอยู่ที่โต๊ะสนุกเกอร์ของ ‘บิ๊ก สระบุรี’ (อรรถสิทธิ์ มหิทธิ) อดีตนักสนุกเกอร์ดีกรีแชมป์สมัครเล่นโลกเมื่อปี 2007 ทำให้มิ้งค์ได้เรียนรู้วิชาสอยคิวจาก ‘บิ๊ก สระบุรี’ จนเริ่มเข้าแข่งขันในนาม ‘มิ้งค์ สระบุรี’ พร้อมมุ่งมั่นเดินหน้าในฐานะนักสนุกเกอร์อาชีพ จนสร้างชื่อเสียงมาจนถึงปัจจุบัน

 

โดยปี 2022 นับเป็นปีที่น่าประทับใจของมิ้งค์ ซึ่งเธอสามารถคว้าแชมป์โลกหญิงได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของนักสนุกเกอร์ไทย นอกจากนี้เธอยังคว้าแชมป์โลกในประเภทคู่ผสมในรายการ ‘World Mixed Doubles’ ที่ประเทศอังกฤษ ในปีเดียวกัน ร่วมกับ นีล โรเบิร์ตสัน ยอดนักสอยคิวดีกรีอดีตแชมป์โลก 2010 ชาวออสเตรเลีย นับเป็นรางวัลใหญ่ที่สุดในอาชีพของเธอจนถึงปัจจุบัน

The post สิงห์สนับสนุน มิ้งค์ สระบุรี สอยคิวหญิงมือ 1 ของโลก ลุยสนุกเกอร์อาชีพ 2024/25 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปิดฉาก 3 ปี ‘U BEER’ สิงห์ยกเลิกผลิต-ทำตลาดแล้ว https://thestandard.co/ended-for-3-years-u-beer-singha/ Mon, 09 Nov 2020 00:30:17 +0000 https://thestandard.co/?p=418616 ปิดฉาก 3 ปี ‘U BEER’ สิงห์ยกเลิกผลิต-ทำตลาดแล้ว

28 พฤศจิกายน 2559 ‘บุญรอดบริวเวอรี่’ ซึ่งในเวลานั้นเป็น […]

The post ปิดฉาก 3 ปี ‘U BEER’ สิงห์ยกเลิกผลิต-ทำตลาดแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปิดฉาก 3 ปี ‘U BEER’ สิงห์ยกเลิกผลิต-ทำตลาดแล้ว

28 พฤศจิกายน 2559 ‘บุญรอดบริวเวอรี่’ ซึ่งในเวลานั้นเป็นเจ้าของเบียร์ 2 แบรนด์ในตลาดคือสิงห์และลีโอ และถือเป็นเบอร์ 1 ในตลาดเบียร์มูลค่าแสนล้าน ได้ตัดสินใจออกเบียร์ใหม่ภายใต้พอร์ตคือ ‘U BEER’ โดยเป้าหมายเพื่อเข้ามาแก้เกม ‘ช้าง’ คู่ปรับรายสำคัญที่มีการปรับพอร์ตใหม่ จนสามารถขยับเข้ามาหายใจรดต้นคอชิงส่วนแบ่งไปได้ 10%

 

อ้างอิงคำพูดที่ ฉัตรชัย วิรัตน์โยสินทร์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ให้สัมภาษณ์ไว้กับ กรุงเทพธุรกิจ และ Brandage ระบุว่า สินค้าใหม่นี้เป็นคำสั่งโดยตรงของ สันติ ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด หลังจากพบว่าการปรับกลยุทธ์ของคู่แข่งมีผลต่อบริษัทพอสมควร

 

สิ่งที่พบคือ แม้บุญรอดจะสามารถดึงฐานลูกค้า 35 ปีขึ้นไปกลับมาด้วยการเดินเกมสารพันวิธีของลีโอ แต่ปรากฏว่ากลุ่มอายุ 21-25 ปีกลับคืนมาน้อย ดังนั้นเบียร์ตัวใหม่นี้จึงมีเป้าหมายสำหรับเจาะกลุ่ม ‘คนรุ่นใหม่’ โดยเฉพาะ 

 

เพื่อฉีกเกมหนีคู่แข่ง เกมการตลาดของ U BEER ไม่ได้ใช้กระบวนท่าปกติ โดยหันไปทุ่มงบกับการทำตลาดในโลกออนไลน์ด้วยสารพันแคมเปญ ซึ่งเป็นสื่อหลักที่คนรุ่นใหม่เสพกัน และเปลี่ยนวิธีกระจายสินค้าจากที่มักจะเป็นเอเจนต์ โมเดิร์นเทรด ก็หันมาเริ่มในกลุ่มร้านอาหาร ผับ บาร์ ก่อน จนในที่สุดกระแสก็ถูกจุดติดขึ้นมา 

 

ฉัตรชัยให้สัมภาษณ์ว่า เป้าหมายของการขายในปี 2560 ได้ทะลุเป้าตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม และหลังจาก 5 เดือนก็สามารถชิงส่วนแบ่งตลาดกลับมาถึง 3%

 

แม้ในช่วงแรกจะประสบความสำเร็จด้วยดี แต่ล่าสุด ภูริต ภิรมย์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “ได้ยกเลิกผลิต U BEER แล้วตั้งแต่เดือนที่แล้ว (ตุลาคม)”

 

ภูริตไม่ได้ให้รายละเอียดมากนักถึงเหตุผลที่ยกเลิก U BEER โดยบอกแต่เพียงว่าสินค้าในพอร์ตจะให้เวลา 2-3 ปีในการเติบโต หากไม่ประสบความสำเร็จ หรืออีกนัยหนึ่งคือไม่สามารถทำกำไรให้กับบริษัท ก็จำเป็นต้องถอดออกไปเพื่อบริษัทจะได้ทุ่มกำลังไปที่แบรนด์อื่นๆ ที่ยังเป็นเทรนด์ เมื่อถามว่าในอนาคตจะมีความเป็นไปได้ไหมที่ U BEER จะถูกปลุกขึ้นมาทำตลาดอีกครั้ง แต่ภูริตก็ไม่ได้ตอบในประเด็นนี้

 

ปัจจุบันภายใต้พอร์ตเบียร์และแอลกอฮอล์ที่บุญรอดบริวเวอรี่ทำตลาดอยู่ ประกอบไปด้วย สิงห์, ลีโอ, มายเบียร์, สโนวี่ ไวเซ่น, คาร์ลสเบิร์ก, โคโรน่า, อาซาฮี, Est 33 Kopper, Kronenbourg และ จินโร ซึ่งเป็นแบรนด์โซจูจากเกาหลีใต้ นอกจากนี้บุญรอดยังได้เข้าไปถือหุ้นใน ‘ชาละวัน’ คราฟต์เบียร์สัญชาติไทย ซึ่งล่าสุดได้ผลิตและจัดจำหน่ายให้ด้วย 

 

เชื่อว่าสาเหตุหลักที่ทำให้บุญรอดต้องยกเลิก U BEER ออกจากพอร์ต เป็นเพราะปีนี้ตลาดเบียร์มูลค่าราว 2 แสนล้านบาท และคิดเป็นปริมาณที่ 1,500 ล้านลิตรได้รับผลกระทบหลักๆ อยู่ 2 ส่วนคือ การระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้เกิดคำสั่งห้ามขายแอลกอฮอล์ 1 เดือนในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งปกติแล้วเป็น ‘ฤดูขาย’ ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

 

อีกทั้งเมื่อไม่มีนักท่องเที่ยวเข้ามา ทำให้ตลาดเบียร์หดตัวลงประมาณ 15-20% ด้วยกัน ขณะเดียวกันคำสั่งซื้อห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทางออนไลน์ก็กระทบกับบุญรอดเช่นเดียวกัน เพราะก่อนหน้านั้นได้พยายามปั้น Singha Online ให้เกิดจนยอดขายจากเดือนละ 10-30 ล้านบาทขยับขึ้นมาเป็น 100 ล้านบาท เมื่อมีคำสั่งนี้ออกมา รายได้จากเบียร์ซึ่งถือเป็นยอดขายหลักจึงหายไปเหลือ 0

 

อย่างไรก็ตาม ปีนี้ถือว่าภายใต้พอร์ตของบุญรอดบริวเวอรี่ยังคึกคักเป็นอย่างมาก เพราะมีการออกสินค้าใหม่ไปแล้วถึง 3 ตัวได้แก่ เบียร์สิงห์ รีเสิร์ฟ, สิงห์ เลมอนโซดา และ เพอร์ร่า วิตามิน วอเตอร์ พร้อมกับแง้มว่าภายใน 2 สัปดาห์ต่อจากนี้จะมีการออกสินค้าใหม่อีก 1 ชนิด โดยทิศทางนั้นจะเน้นไปในสินค้ากลุ่มสุขภาพ ซึ่งถือเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงในหมู่ผู้บริโภค

 

นอกเหนือจากการออกสินค้าใหม่แล้ว ในช่วงที่ผ่านมาบุญรอดได้จบดีลเข้าไปถือหุ้นในบริษัทอีก 2 ดีล และยังมีดีลที่กำลังคุยๆ กันอยู่อีก 7-8 ดีล ธุรกิจที่บุญรอดสนใจมีทั้งแพลตฟอร์มด้านการท่องเที่ยว ขนส่ง และยังมีธุรกิจที่เป็นอาหารด้วย โดยไม่ขอเปิดเผยงบประมาณที่วางไว้สำหรับการลงทุนในส่วนนี้

 

“หลักๆ เราจะเข้าไปถือหุ้น 20-40% มากกว่าที่จะเข้าซื้อบริษัท โดยจะเข้าไปเป็นพี่เลี้ยงให้ธุรกิจเติบโต สำหรับการเข้าไปถือหุ้นในบริษัทไหนนั้นเราจะประเมินว่าต้องมี P/E ไม่เกิน 7-10 เท่า ต้องคืนทุนภายใน 5-7 ปี และต้องเป็นบริษัทที่มีอยู่แล้วตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ หากเป็นธุรกิจที่ขายสินค้าจะต้องมีโรงงานเป็นของตัวเอง”

 

ภูริตมองว่า ผลกระทบจากโควิด-19 จะอยู่ไปอีก 2 ปี ดังนั้นในช่วงเวลานี้บริษัทจึงต้องปรับตัว หาอะไรใหม่ๆ เข้ามาในตลาด ทั้งนี้ในปีที่ผ่านมาบุญรอดมีรายได้ 1.2 แสนล้านบาท ส่วนปีนี้เนื่องจากมีผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 จึงยังไม่ได้ประเมินว่าจะเติบโตหรือติดลบเท่าไร

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า 

อ้างอิง:

The post ปิดฉาก 3 ปี ‘U BEER’ สิงห์ยกเลิกผลิต-ทำตลาดแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
จานใบไม้เปลี่ยนโลก https://thestandard.co/leaf-plate-change-the-world/ Wed, 19 Feb 2020 12:22:11 +0000 https://thestandard.co/?p=332819

ติดตามเรื่องราวการเดินทางของ #จานกาบหมาก เศษใบไม้ที่เคย […]

The post จานใบไม้เปลี่ยนโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>

ติดตามเรื่องราวการเดินทางของ #จานกาบหมาก เศษใบไม้ที่เคยไร้มูลค่าจากหมู่บ้านสะนำ จังหวัดอุทัยธานี

สินค้าคุณภาพที่เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้านที่ใส่ใจในทุกๆ ขั้นตอนการผลิต จนทำให้ สิงห์ คอร์ปอเรชั่น เลือกใช้เป็นภาชนะใส่อาหารที่งาน ‘Shine เมืองสิงห์’ ช่วงส่งท้ายปีที่ผ่านมา

The post จานใบไม้เปลี่ยนโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 เหตุการณ์ ‘ธุรกิจเปลี่ยนมือ’ เรียกเสียงฮือฮาประจำปี 2019 https://thestandard.co/now-next-2020-business-takeover/ Thu, 26 Dec 2019 12:43:06 +0000 https://thestandard.co/?p=315942 เทคโอเวอร์ธุรกิจ

ท่ามกลางพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ภาวะเ […]

The post 7 เหตุการณ์ ‘ธุรกิจเปลี่ยนมือ’ เรียกเสียงฮือฮาประจำปี 2019 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทคโอเวอร์ธุรกิจ

ท่ามกลางพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน กำลังซื้อที่อ่อนแรงลง ล้วนเป็นความท้าทายที่ ‘ธุรกิจ’ ต้องเผชิญมากขึ้นทุกวัน การฝ่าคลื่นมรสุมไปด้วยตัวคนเดียว อาจไม่ใช่หนทางที่ดีที่สุด เพื่อให้ธุรกิจ ‘อยู่รอด’ ได้ บางครั้งจึงต้อง ‘เปลี่ยนมือ’ กันบ้าง

 

THE STANDARD รวบรวม 7 เหตุการณ์ ‘ธุรกิจเปลี่ยนมือ’ ที่ปรากฏในปี 2562 ซึ่งล้วนแล้วแต่เรียกเสียงฮือฮาให้เกิดขึ้นในเมืองไทย โดยเฉพาะในช่วงปลายปี ‘ธุรกิจอาหาร’ ต่างเปลี่ยนมือกันเป็นว่าเล่น

 

เมื่อเจ้าสัวเจริญ อยากขายกาแฟ Starbucks 

 

เทคโอเวอร์ธุรกิจ

 

เริ่มด้วยหนึ่งในดีลใหญ่ช่วงครึ่งปีแรก เมื่อ Starbucks ตัดสินใจปิดฉากเส้นทางธุรกิจที่ปั้นเองกับมือกว่า 20 ปี โดยขายสิทธิ์บริหารร้านกาแฟเงือกเขียวทั้งหมด 372 สาขา (ณ วันที่ 23 พฤษภาคม) ให้กับ Coffee Concepts Thailand ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนกับ Maxim’s Caterers Limited จากฮ่องกง และ F&N Retail Connection Co., Ltd. ในเครือบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี 

 

เชื่อว่าดีลยักษ์นี้มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท เพราะลำพัง ‘บริษัท คอฟฟี่ คอนเซ็ปต์ (ประเทศไทย) จำกัด’ ซึ่งจัดตั้งขึ้นมาเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2562 ก็มีทุนจดทะเบียน 10,000 ล้านบาท เข้าไปแล้ว เผลอๆ การซื้อในครั้งนี้อาจต้องจ่ายเงินสูงถึง 15,000-16,000 ล้านบาทด้วยซ้ำ 

 

ตัว Maxim’s Caterers Limited นั้นเรียกได้ว่า มีสายสัมพันธ์อันแนบแน่นกับ Starbucks เป็นอย่างดี เพราะได้รับสิทธิ์การบริหารร้านปี 2543 หรือ 20 ปีมาแล้ว นับตั้งแต่เปิด Starbucks สาขาแรกบนเกาะฮ่องกง ก่อนที่จะขยายออกไปใน กัมพูชา มาเก๊า สิงคโปร์ และเวียดนาม รวมๆ แล้วกว่า 400 สาขา

 

การเข้าซื้อในครั้งนี้นับเป็นการต่อจิ๊กซอว์ให้กับอาณาจักรธุรกิจในเมืองไทยของเจ้าสัวเจริญ ภายหลังข่าวออกมา F&N ได้ร่อนจดหมายชี้แจงว่า การเข้าซื้อดังกล่าวเป็นกลยุทธ์ล่าสุดของ F&N ในการสร้างการเติบโตให้ธุรกิจในประเทศไทย ที่ F&N ได้ทำธุรกิจมากว่า 20 ปี ซึ่งมีพอร์ตสินค้าหลากหลายทั้ง ทีพอท ตราหมี และคาร์เนชั่น เป็นตราสินค้ากลุ่มนมข้นหวาน นมสเตอริไลซ์ และนมข้นจืด ตัว Starbucks เองก็ใช้สินค้าของ F&N อยู่แล้วด้วย

 

จะว่าไป ก็ไม่แปลกที่ยักษ์ใหญ่จะกระโดดเข้ามาสู่สงครามกาแฟในครั้งนี้ เพราะ ตลาดกาแฟนอกบ้านมีมูลค่าสูงถึง 38,000 ล้านบาท เติบโต 8% มากกว่าภาพรวมที่เติบโตราว 4% เท่านั้น ที่สำคัญอัตราการใช้บริการของคนไทยเฉลี่ย 300 แก้วต่อคนต่อปี ถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับญี่ปุ่น 400-500 แก้วต่อคนต่อปี หรือในยุโรปเฉลี่ย 600 แก้วต่อคนต่อปี ที่ผ่านมาผู้บริโภครู้จักกาแฟมากขึ้น ไม่ต้อง Educate ตลาดอีกแล้ว อีกทั้งวัยที่เริ่มกินกาแฟก็มีแนวโน้มน้อยลง ขณะนี้อยู่ที่ 18 ปี

 

ขณะเดียวกันการซื้อ Starbucks เข้ามาก็ดันรายได้และกำไรเติบโตได้ทันที ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุ ปี 2561 บริษัท สตาร์บัคส์ คอฟฟี่ (ประเทศไทย) จำกัด มีรายได้ 7,675,842,134 บาท กำไร 1,078,334,302 บาท ซึ่งเป็นปีแรกที่กำไรแตะหลัก ‘พันล้าน’ ทั้งหมดนี้มาจากพลังที่แข็งเกร่งของแบรนด์เงือกเขียว

 

TMB ควบรวม ธนชาต พลิก ‘ธนาคารขนาดกลาง’ ขึ้นเป็น ‘ธนาคารขนาดใหญ่’

 

เทคโอเวอร์ธุรกิจ

 

ดีลนี้ไม่อาจเรียกได้เต็มๆ ว่าเป็น ‘ธุรกิจเปลี่ยนมือ’ ได้ก็จริง แต่ไม่พูดถึงเลยคงเป็นไปไม่ได้ สำหรับกรณีที่ธนาคารทหารไทย หรือ TMB และธนาคารธนชาต ได้ตัดสินใจควบรวมกิจการเข้าด้วยกัน

 

ตัวแทนผู้บริหารธนาคารทั้งสองแห่งระบุว่า การควบรวมกิจการของ TMB และธนชาต ซึ่งเดิมทีเป็น ‘ธนาคารขนาดกลาง’ จะทำให้เกิดธนาคารแห่งใหม่ที่มีขนาดใหญ่ และแข็งแกร่งกว่าเดิมเกือบเท่าตัว ส่งผลให้มีทรัพย์สินรวมกันกว่า 2 ล้านล้านบาท พร้อมฐานลูกค้ารวมกันราว 10 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นกลุ่มลูกค้าที่ทับซ้อนกันระหว่างธนาคารทั้งสองแห่งไม่ถึงสัดส่วน 10%

 

ประโยชน์ของการควบรวมกันครั้งนี้จะช่วยให้ธนาคารแห่งใหม่สามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจ และขยายตลาดได้มากขึ้น ช่วยให้เกิดผลตอบแทนที่สูงกว่าเดิม นำจุดแข็งของผลิตภัณฑ์สินเชื่อรายย่อย และรถยนต์ของธนชาตมารวมเข้ากับนวัตกรรมดิจิทัล และผลิตภัณฑ์เงินฝากที่ถือเป็นจุดแข็งของ TMB เพื่อให้สามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่หลากหลาย ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกัน ซึ่งถือเป็นการสร้างประโยชน์กับ Stakeholders ทุกฝ่าย และเติบโตอย่างยั่งยืน

 

ฝ่ายบริหารระบุว่า ในระหว่างนี้คงไม่สามารถปลดพนักงานได้ แต่จะมีการปรับสกิลและเพิ่มทักษะให้กับพนักงานเพิ่มเติม ขณะที่หลังควบรวมกิจการกันแล้ว ธนาคารทั้งสองแห่งก็ยังจำเป็นจะต้องใช้บุคลากรจำนวนมากเช่นเดิม เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของฐานลูกค้าที่ใหญ่ขึ้น ดังนั้นคงไม่มีการปลดพนักงาน ซึ่งหลังรวมกิจการกันจะโอนย้ายบุคลากรของธนชาตไปอยู่กับธนาคารแห่งใหม่ ส่วนสาขาธนาคารเดิมที่อยู่ในตำแหน่งใกล้กันอาจจะต้องพิจารณาคงไว้ให้เหลือเพียงสาขาเดียว โดยทั้งคู่มีจำนวนสาขาล่าสุดรวมกันที่ประมาณ 900 แห่ง และมีจำนวนบุคลากรรวมกันกว่า 19,000 คน

 

คาดว่าดีลประวัติศาสตร์ดังกล่าวจะแล้วเสร็จในปี 2564 เนื่องจากขั้นตอนการดำเนินการต่างๆ ค่อนข้างมีความซับซ้อน และต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการพอสมควร หลังเสร็จสิ้นทุกอย่างจะมีการเปลี่ยนชื่อใหม่ แต่ปัจจุบันยังไม่แน่นอนว่าจะใช้ชื่ออะไรกันแน่

 

SCB ขาย SCB Life ให้ FWD ดีลขายธุรกิจประกันชีวิตใหญ่สุดในอาเซียน

 

เทคโอเวอร์ธุรกิจ

 

เรียกว่าพลิกบทบาทจากเจ้าของมาเป็นตัวแทนขาย หลังจากที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ขายธุรกิจประกันชีวิตทั้งหมดในบริษัท ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ SCB Life ให้กลุ่มเอฟดับบลิวดี (FWD Group Financial Services Pte. Ltd.) ทุนยักษ์ใหญ่จากฮ่องกงด้วยมูลค่า 9.27 หมื่นล้านบาท นับเป็นดีลขายธุรกิจประกันชีวิตใหญ่สุดในอาเซียน

 

อาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB กล่าวในวันแถลงข่าวว่า SCB ยังคงอยู่ในธุรกิจประกันชีวิตต่อไป เพียงแต่เปลี่ยนบทบาทจากเจ้าของมาเป็นตัวแทนขาย ซึ่งต่อไปจะนำจุดแข็งที่มีมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตให้ตรงใจลูกค้ามากขึ้น

 

ดีลนี้จบลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 27 กันยายนที่ผ่านมา โดย SCB แจ้งว่า ได้รับเงินจากการขายหุ้นเป็นจำนวนทั้งสิ้น 92,700 ล้านบาท ซึ่งจะก่อให้เกิดกำไรจากธุรกรรมการขาย (หลังหักภาษี) จำนวน 11,000 ล้านบาท โดยผลของกำไรจะถูกบันทึกในรอบบัญชีไตรมาส 3 ปี 2562

 

นอกจากนี้ธนาคารยังจะทยอยรับเงินจำนวน 17,700 ล้านบาท เป็นรายได้ตลอด 15 ปี สำหรับการขายผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตตลอดช่วงระยะเวลาความร่วมมือในการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตผ่านธนาคาร โดยกลุ่ม FWD มีแผนที่จะเปลี่ยนชื่อและรีแบรนด์บริษัทไทยพาณิชย์ประกันชีวิตภายใต้การอนุมัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

 

MK ซื้อ ‘แหลมเจริญซีฟู้ด’ เมื่อร้านสุกี้อยากขายอาหารทะเลบ้าง!

 

เทคโอเวอร์ธุรกิจ

 

เย็นวันที่ 6 กันยายน 2019 มีดีลใหญ่เกิดขึ้น เมื่อ MK แบรนด์สุกี้คุ้นหู แจงต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่าได้ใช้เงิน 2,060 ล้านบาทเข้าซื้อหุ้นของ ‘แหลมเจริญซีฟู้ด’ โดยหลังจากนี้จะเข้าเป็นหุ้นใหญ่ด้วยสัดส่วน 65% ว่ากันว่านี่ถือเป็นดีลซื้อกิจการร้านอาหารเป็นครั้งแรกของ MK หลังจากเข้า IPO ไปเมื่อ 6 ปีก่อน พร้อมเงินทุนหลักหลายพันล้านบาท

 

MK แจ้งว่าเป้าหมายของการซื้อก็เพื่อ ‘ขยายธุรกิจร้านอาหาร’ คาดว่าดีลนี้จะแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม ปี 2562 หลังทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย เมื่อได้ ‘แหลมเจริญซีฟู้ด’ เข้ามาอยู่ในพอร์ตจะมีขนาดเท่ากับ 12.2% ของสินทรัพย์รวมของบริษัทฯ และเมื่อนับรวมขนาดรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์ที่เกิดขึ้นในระหว่าง 6 เดือนก่อนวันที่เข้าทำรายการนี้ ขนาดของรายการนี้จะเท่ากับสัดส่วน 13.5%

 

แต่สำหรับเหตุผลที่แท้จริงนั้น ฤทธิ์ ธีระโกเมน ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และยังเป็นผู้ก่อตั้ง MK เล่าว่า ที่ผ่านมา MK หาหนทางเติบโตมาโดยตลอด ซึ่งรวมไปถึงการเข้าไปร่วมลงทุน จนได้มีโอกาสคุยกับแหลมเจริญซีฟู้ดเมื่อ 1 ปีก่อน ซึ่งพบว่ามีวัฒนธรรมและนิสัยใจคอที่เข้ากันได้ อีกทั้งระบบของบริษัทสามารถรองรับ 26 สาขาที่มีอยู่ได้สบาย สามารถขยายสาขาได้อีกเยอะ จึงตัดสินใจร่วมลงทุน 

 

เทคโอเวอร์ธุรกิจ

 ‘ฤทธิ์ ธีระโกเมน’ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

 

แม้จะไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกได้ เพราะดีลคาดว่าจะเสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการภายในเดือนธันวาคม แต่ฤทธิ์บอกกลยุทธ์ธุรกิจคร่าวๆ ซึ่งจะเข้าไปช่วยทำให้แหลมเจริญซีฟู้ดแข็งแรงขึ้น โดยจะเข้าไปซินเนอร์จี้ในทุกด้านทั้ง การเทรนนิ่งพนักงาน การตลาด รวมถึงระบบโลจิสติกส์ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายสำหรับการทำร้านอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารทะเล  

 

ด้วยประสบการณ์สร้างแบรนด์ MK มากว่า 30 ปี ทำให้ MK มีความรู้และประสบการณ์ แบรนด์ไม่สามารถสร้างได้ในวันเดียว มีกลไกทำให้เกิด ไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แต่ที่ผ่านมาแหลมเจริญซีฟู้ดสร้างแบรนด์แบบธรรมชาติ หลังจากนี้ MK จะเข้าไปช่วยเร่งโต โดยใช้ดิจิทัลเข้ามาช่วยทั้งหมด จะทำได้เร็วขนาดไหนก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของทีมงาน

 

“ซีฟู้ดเป็นอาหารที่คนไทยกินอยู่แล้ว เห็นได้จากมีร้านอยู่เต็มไปหมด แต่ความน่าสนใจของแหลมเจริญซีฟู้ด คือเป็นร้านที่มีเครือข่าย ซึ่ง MK คิดอยู่แล้วว่าเหมาะกันมาก และไม่เข้ามาแย่งลูกค้ากัน ที่สำคัญนี่เป็นอาหารของคนไทย ซึ่งสามารถนำไปต่างประเทศแล้วบอกว่าไทยซีฟู้ดได้”

 

ขณะเดียวกัน ผู้ก่อตั้ง MK ระบุว่า จะทำทุกรูปแบบเพื่อให้ธุรกิจเติบโตเฉลี่ยปีละ 3-5% เป็นอย่างน้อย ต่อไปจะมีแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาเยอะขึ้น ทั้งการซื้อแฟรนไชส์ เข้าลงทุนกิจการร้านอาหารทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนการสร้างแบรนด์ใหม่

 

โดยหลักๆ แล้ว MK จะจับลูกค้าระดับกลาง และจะยังไม่ลงไปเล่นใน ‘สตรีทฟู้ด’ ด้วยการเชนร้านอาหารสิ่งที่ต้องระวังคือ ความปลอดภัยของอาหาร ซึ่งหากตั้งราคาไม่สูงพอ ธุรกิจจะไม่มีกำไรมากพอที่จะทำให้ความปลอดภัยดีขึ้น ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องยากมากที่จะคงคุณภาพดีๆ ในราคาที่เหมาะสมได้ 

 

สิงห์ ฮุบ ซานตา เฟ่ มีอะไรมากกว่าแค่ ‘จับคู่เบียร์กับสเต๊ก’

 

เทคโอเวอร์ธุรกิจ

 

‘ธุรกิจอาหาร’ ถือเป็นธุรกิจที่ยักษ์ใหญ่หลายๆ รายของไทยกำลังต้องการเจาะเข้ามาสร้างอาณาจักร ด้วยอาหารเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องกินทุกวัน ดังนั้นแม้การแข่งขันจะสูง แต่โอกาสก็มีมากไปด้วย เช่นเดียวกับ ‘บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด’ หรือ ‘สิงห์’ ที่เรารู้จักกันดี ก็เป็นอีกรายที่กำลังปั้นธุรกิจนี้อย่างจริงจัง

 

‘อาหาร’ เป็นขาธุรกิจที่ 6 ต่อจาก 1. ธุรกิจเบียร์ โซดา และน้ำดื่ม 2. กลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์บางกอกกล๊าส 3. ธุรกิจระดับภูมิภาค (รีจินัล) ภายใต้ สิงห์ เอเชีย โฮลดิ้ง 4. อสังหาริมทรัพย์ โดยสิงห์ เอสเตท 5. ธุรกิจซัพพลายเชน ภายใต้บุญรอด ซัพพลายเชน ซึ่งสิงห์กำลังให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดยอยู่ภายใต้ ‘ฟู้ด แฟคเตอร์’ ซึ่งมี ปิติ ภิรมย์ภักดี ที่มีแพสชัน ความรัก และความหลงใหลในอาหารเป็นผู้ดูแล

 

ก่อนหน้านี้ปิติเคยให้สัมภาษณ์ในงาน THAIFEX ที่ผ่านมาว่า เตรียมงบลงทุนกว่า 5,000-8,000 ล้านบาท สำหรับขยายธุรกิจ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ ภายใน 3 ปี จะต้องมีรายได้หลักแตะ 5,000 ล้านบาท อีกทั้งยังวางเป้าหมายที่ต้องการรายได้ 10,000 ล้านบาท และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่อไป

 

เทคโอเวอร์ธุรกิจ

(คนกลาง) ปิติ ภิรมย์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด บริษัทลูกในเครือกลุ่มบุญรอดบริวเวอรี่

 

แม้ปิติจะเคยบอกว่า การเข้าซื้อกิจการไม่ใช่เป้าหมายหลักในการขยายธุรกิจอาหาร เพราะ ‘ฟู้ด แฟคเตอร์’ มีร้านอาหารหลากหลาย ทั้งร้าน EST.33, ร้าน Farm Design และร้านอาหารญี่ปุ่น Kitaohji อยู่ในพอร์ตอยู่แล้ว แต่ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ได้ตัดสินใจทุ่ม 1,500 ล้านบาท เข้าเป็นเจ้าของแบรนด์สเต๊กยอดนิยม ‘ซานตา เฟ่’ ที่มีสาขาในประเทศไทยมากกว่า 117 แห่ง

 

ดีลนี้สะท้อนนัยเชิงกลยุทธ์ธุรกิจที่สำคัญไว้มากมาย ที่ไม่ใช่แค่การจับเบียร์มาคู่กับสเต๊กเท่านั้น สาเหตุที่ทำให้ฟู้ด แฟคเตอร์ ตัดสินใจทุ่มเงินเข้าซื้อกิจการของเคที เรสทัวรองท์ เป็นเพราะว่ามีทั้งโนว์ฮาว และแบรนด์ร้านสเต๊กที่ครอบคลุมกว่า 117 แห่ง (57% เป็นของเคทีเอง อีก 43% เป็นแฟรนไชส์) รวมถึงร้านอาหารอีสาน ซึ่งทั้งสองเป็นธุรกิจที่ไม่ได้มีอยู่ในพอร์ตธุรกิจเดิมของฟู้ด แฟคเตอร์ เลย 

 

ที่สำคัญ ‘สเต๊ก’ ยังเป็นหมวดหมู่อาหารที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคคนไทยมากๆ ซึ่งคู่แข่งรายใหญ่ๆ ในตลาด ณ วันนี้ก็มีแค่ประมาณ 2-3 รายเท่านั้น รวมถึงยังมีโอกาสปูพรมขยายธุรกิจไปยังประเทศอื่นๆ ในอาเซียนอีกด้วย หลังประเดิมที่กัมพูชาไปแล้ว 

 

แต่ใจความใหญ่ที่สุดคือการที่สามารถ Synergy ภายในบริษัท และการทำธุรกิจแบบต้นน้ำยันปลายน้ำแบบครบวงจรด้วยแบรนด์ในเครือของบริษัททั้งหมด อย่างเช่น ตอนนี้ร้านสเต๊กซานตา เฟ่ บางแห่งเริ่มนำซอส Todd เข้าไปเสิร์ฟในบางเมนูเรียบร้อยแล้ว

 

Minor ซื้อ BonChon ถึงเวลาขาย ‘ไก่ทอด’ กับเขาบ้างแล้ว!

 

เทคโอเวอร์ธุรกิจ

 

ถัดจาก 2 ดีลใหญ่ในวงการอาหารไม่นานมากนัก ดีลที่ 3 ก็เกิดขึ้น คราวนี้เป็นคิวของ ‘ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล’ ให้ ‘เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จํากัด (มหาชน)’ เข้าซื้อหุ้น 100% ในบริษัท ชิคเก้น ไทม์ จํากัด ซึ่งเป็นเจ้าของ และดําเนินกิจการร้านอาหาร BonChon ในประเทศไทย โดยใช้งบลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท

 

เหตุที่ดีลนี้น่าสนใจ เพราะที่ผ่านมาถึง ‘ไมเนอร์’ จะมีร้านอาหารภายใต้พอร์ตของ ‘ไมเนอร์ ฟู้ด’ กว่า 2,200 สาขา กระจายตัวใน 26 ประเทศ ภายใต้แบรนด์ที่คุ้นหูคุ้นตา เช่น The Pizza Company, The Coffee Club, Riverside, Benihana, Thai Express, Swensen’s, Sizzler, Dairy Queen, Burger King ฯลฯ 

 

แต่ไมเนอร์ไม่เคยมีร้านที่มี ‘เมนูไก่ทอด’ อย่างจริงจังแม้แต่ร้านเดียว นี่จึงเป็นครั้งแรกที่ไมเนอร์กระโดดเข้าสู่ ‘สงครามไก่ทอด’ อย่างเป็นทางการ 

 

ผู้บริหารไมเนอร์ให้เหตุผลกับ THE STANDARD ว่า ไก่ถือเป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่คนไทยให้ความนิยมมากที่สุด และตลาดไก่ยังมีศักยภาพในการเติบโตอีกมาก ข้อมูลจาก Euromonitor ระบุว่า ช่วง 10 ปี ตั้งแต่ปี 2551-2561 ‘ตลาดไก่’ เติบโตถึง 229% จากมูลค่า 7,000 ล้านบาท เป็น 24,000 ล้านบาท เติบโตมากกว่าตลาดอื่นๆ ที่ไมเนอร์ทำธุรกิจอยู่ทั้งสิ้น

 

ไมเนอร์ประเมินว่า BonChon สามารถขยายสาขาเป็น 150-200 สาขาในอนาคตได้สบายๆ ตัวเลขนี้เมื่อเทียบกับร้านอื่นๆ ที่อยู่ในพอร์ต โดยที่ปัจจุบันมีจำนวนสาขาเพียง 44 สาขา ไม่รวมอีก 2 สาขาที่กำลังจะเปิดภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งจะเป็นของไมเนอร์ทั้งหมด

 

 

ที่สำคัญการเข้าซื้อทำให้ไมเนอร์มีรายได้และกำไรจาก BonChon ทันที อีกเหตุผลคือต้องการให้ BonChon เข้ามาต่อจิ๊กซอว์ ‘ธุรกิจเดลิเวอรี’ ซึ่งไมเนอร์กำลังบุกหนัก อย่างสังเกตได้ ยอดขายเดลิเวอรีของ BonChon เติบโตเป็นอย่างมาก หากสาขาไหนที่ให้บริการส่งถึงบ้านก็อาจถึงขั้นทำให้ยอดขายของร้านอาหารที่อยู่ใกล้เคียงกันลดลงไปเลยก็มี

 

แต่อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของไมเนอร์ในขณะนี้คือ ต้องการเจรจากับผู้ได้รับสิทธิ์ Master Franchise เพื่อขอสิทธิ์ในการขยาย BonChon ไปทั่วประเทศ หากการเจรจาเป็นไปตามที่ไมเนอร์คาดหวัง ‘สงครามไก่ทอด’ ในเมืองไทยต้องร้อนระอุขึ้นอีกแน่นอน

 

ธนาคารกรุงเทพเข้าซื้อธนาคารเพอร์มาตา ในอินโดนีเซีย มูลค่า 9 หมื่นล้าน

 

ธนาคารกรุงเทพ

 

ดีลใหญ่สุดท้ายที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ และไม่พูดถึงไม่ได้ คือการที่ธนาคารกรุงเทพทำสัญญาซื้อขายหุ้น โดยมีเงื่อนไขกับธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด) และพีที แอสทร่า อินเตอร์เนชั่นแนล ทีบีเค (แอสทร่า) เพื่อถือหุ้นในธนาคารพีที เพอร์มาตา ทีบีเค (เพอร์มาตา) ในอินโดนีเซีย คิดเป็นสัดส่วน 89.12% มูลค่าราว 2,674 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 81,017 ล้านบาท คาดว่าจะทำธุรกรรมเสร็จสิ้นในปี 2563 หลังจากนั้นจะทำเรื่องซื้อหุ้นส่วนที่เหลืออีก 10.88%

 

ทั้งนี้ตั้งเป้าหมายจะถือหุ้นในธนาคารเพอร์มาตาทั้ง 100% โดยประเมินมูลค่าเบื้องต้น 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 90,909 ล้านบาท โดยการซื้อขายหุ้นทั้งหมดจะใช้เงินทุนภายในของธนาคาร ซึ่งเพียงพอกับการซื้อหุ้นธนาคารเพอร์มาตาทั้ง 100% โดยไม่เพิ่มเงินทุนจากผู้ถือหุ้น ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นดีลการซื้อหุ้นธนาคารในต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุด

 

“การซื้อหุ้นธนาคารเพอร์มาตาในอินโดนีเซียครั้งนี้เป็นกลยุทธ์การเติบโตของธนาคารกรุงเทพ ที่จะขยายการเติบโตของธุรกิจในต่างประเทศ ซึ่งเศรษฐกิจและปริมาณประชากรของประเทศอินโดนีเซียเติบโตอย่างมาก รวมถึงเทรนด์การขยายตัวของสังคมเมืองค่อนข้างสูง ขณะเดียวกันธุรกิจของเพอร์มาตาอยู่ในช่วงขาขึ้น กำไรดี เงินสำรองดี เมื่อทั้งสองธนาคารรวมกัน เราจะสามารถเพิ่มการเติบโตได้ต่อเนื่อง” ชาญศักดิ์ เฟื่องฟู กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวบนเวทีแถลงข่าวเมื่อวันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นหมายข่าวด่วนที่ส่งเที่ยงและแถลงเย็นเลยทีเดียว

 

ชาญศักดิ์ กล่าวต่อว่า จุดแข็งของธนาคารกรุงเทพคือธุรกิจองค์กร (มีสัดส่วน 40% ของธุรกิจทั้งหมด) ขณะที่จุดแข็งของธนาคารเพอร์มาตามีฐานลูกค้าทั้งรายย่อย เอสเอ็มอี และธุรกิจองค์กรรวม 3.5 ล้านราย มีสาขา 332 แห่ง จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซีย และมีใบอนุญาตเป็นธนาคารท้องถิ่น รวมถึงมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ซึ่งจะเพิ่มทั้งเครือข่าย ทำให้การขยายธุรกิจระหว่างกัน และการเติบโตดียิ่งขึ้น

 

นอกจากนี้ ทางธนาคารกรุงเทพยังมองว่าการซื้อธนาคารเพอร์มาตาจะเสริมโอกาสการขยายกิจการในทั้งสองประเทศ (ไทยและอินโดนีเซีย) ขณะเดียวกันเมื่อเศรษฐกิจไทย GDP ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าจะเติบโตแบบทรงๆ การขยายธุรกิจไปยังอินโดนีเซียที่เศรษฐกิจเติบโตกว่าไทย ดังนั้นเมื่อรวมทั้งสองธนาคารเข้าด้วยกันจะเป็นโอกาสการขยายธุรกิจมากขึ้นไปด้วย 

 

จับตาดีลใหญ่ ‘Tesco Lotus’ จะขายกิจการในไทย

 

Tesco Lotus

 

อย่างไรก็ตาม มีอีกหนึ่งดีลขายกิจการที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด คือการที่ ‘Tesco’ ยักษ์ค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดของแดนผู้ดี ออกมายอมรับว่า อาจพิจารณาขายกิจการในไทยและมาเลเซีย

 

ขณะนี้การตรวจสอบอยู่ในช่วงเริ่มต้น และไม่ได้ให้รายละเอียดของกระบวนการขาย รวมถึงยังไม่มีการตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของ Tesco ไทยหรือมาเลเซีย และไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะมีการทำธุรกรรมใดๆ เกิดขึ้น

 

มีการประเมินกันว่า หากดีลนี้เกิดขึ้นจริงต้องใช้เงิน 2-2.75 แสนล้านในการเข้าซื้อ ซึ่งนับๆ ดูแล้วมีไม่กี่รายที่พอจะเข้าซื้อได้

 

อย่างไรก็ตาม นี่ถือเป็นอีกหนึ่งดีลยักษ์ที่ส่งสัญญาณให้เห็นแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าปี 2563 ที่กำลังจะมาถึงนี้ เราจะได้เจอเหตุการณ์ ‘ธุรกิจเปลี่ยนมือ’ ที่เรียกเสียงฮือฮากันอีกกี่ครั้งกันแน่! 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

The post 7 เหตุการณ์ ‘ธุรกิจเปลี่ยนมือ’ เรียกเสียงฮือฮาประจำปี 2019 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำความรู้จักกับ Marine Biologist นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล ผู้รักษาระบบนิเวศเกาะมัลดีฟส์ [Advertorial] https://thestandard.co/singha-corporation-marine-biologist/ Thu, 26 Dec 2019 12:02:32 +0000 https://thestandard.co/?p=315911 วิทยาศาสตร์ทางทะเล

อาลาดีน ปากบารา คือนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลที่มีความหลงใหล […]

The post ทำความรู้จักกับ Marine Biologist นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล ผู้รักษาระบบนิเวศเกาะมัลดีฟส์ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิทยาศาสตร์ทางทะเล

อาลาดีน ปากบารา คือนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลที่มีความหลงใหลและใส่ใจต่อสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลมาตั้งแต่เด็ก ปัจจุบันเขาเป็นที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเลในโครงการ CROSSROADS ที่มัลดีฟส์ โดยดูแลตั้งแต่การก่อสร้างไปจนถึงการฟื้นฟูระบบนิเวศ ความพิเศษคือเขาไม่ได้ลงมือทำด้วยตัวคนเดียว แต่ยังชวนทีมก่อสร้างและคนมัลดีฟส์ให้ช่วยกันด้วย หนึ่งในคนคุณภาพ มาตรฐานสิงห์

The post ทำความรู้จักกับ Marine Biologist นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล ผู้รักษาระบบนิเวศเกาะมัลดีฟส์ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
มองดีล สิงห์ ฮุบ ซานตา เฟ่ ที่มากกว่าแค่ ‘จับคู่เบียร์กับสเต๊ก’ https://thestandard.co/singha-corporation-santa-fe-deal/ Tue, 29 Oct 2019 13:25:46 +0000 https://thestandard.co/?p=299214 Singha Corporation Santa Fe deal

ถ้ายังจำกันได้ กลางเดือนที่ผ่านมาเว็บไซต์ข่าวต่างประเทศ […]

The post มองดีล สิงห์ ฮุบ ซานตา เฟ่ ที่มากกว่าแค่ ‘จับคู่เบียร์กับสเต๊ก’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Singha Corporation Santa Fe deal

ถ้ายังจำกันได้ กลางเดือนที่ผ่านมาเว็บไซต์ข่าวต่างประเทศได้พากันนำเสนอข่าวกรณี สิงห์ คอร์ปอเรชั่น เข้าซื้อหุ้นล็อตใหญ่ของ บริษัท เคที เรสทัวรองท์ จำกัด กันอึกทึกครึกโครม เพราะนี่คือการเปลี่ยนมือเจ้าของคนใหม่ของแบรนด์สเต๊กยอดนิยม ‘ซานตา เฟ่’ ที่มีสาขาในประเทศไทยมากกว่า 117 แห่ง

 

ที่สำคัญมันยังสะท้อนนัยเชิงกลยุทธ์ธุรกิจที่สำคัญไว้มากมาย ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่แค่การจับเบียร์มาคู่กับสเต๊ก

 

THE STANDARD สรุปประเด็นที่น่าสนใจจากดีลมูลค่า 1,500 ล้านบาทมาให้คุณได้ทำความเข้าใจอีกครั้งว่าที่มาที่ไปของมันเกิดขึ้นได้อย่างไร และเพราะอะไร

 

Singha Corporation Santa Fe deal

 

เปิดเบื้องหลังดีลที่กินเวลากว่า 9 เดือนเต็ม กับแคนดิเดตพาร์ตเนอร์ 50 บริษัท

จากคำบอกเล่าของ ปิติ ภิรมย์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด บริษัทลูกในเครือกลุ่มบุญรอดบริวเวอรี่ พบว่าดีลที่เกิดขึ้นมีการพูดคุยเจรจามาตั้งแต่ช่วง 9 เดือนที่แล้ว 

 

มูลค่าของดีลนี้เบ็ดเสร็จแล้วตกอยู่ที่ประมาณ 1,500 ล้านบาท เพื่อเปิดทางให้ฟู้ด แฟคเตอร์ได้เข้าเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 88% ของเคที เรสทัวรองท์ และการได้ร้านซานตา เฟ่ รวมถึงแบรนด์ร้านส้มตำ อาหารอีสาน ‘เหม็ง นัวนัว’ (7 สาขา) เข้ามาเสริมแกร่งพอร์ตธุรกิจ

 

ขณะที่กลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมยังคงถือหุ้นในสัดส่วนกว่า 12% ของบริษัทอยู่ และยังมีอำนาจบริหารธุรกิจในเครือต่อไปอีก 3 ปี เนื่องจากปิติให้เหตุผลว่าภาพรวมธุรกิจเดิมของบริษัทก็ยังอยู่ในทิศทางที่ดี

 

จริงๆ แล้วก่อนหน้านี้ปิติบอกว่า กลุ่มบุญรอดฯ มีความต้องการจะต่อจิ๊กซอว์พอร์ตธุรกิจอาหารมานานแล้ว แต่ช่วงที่ผ่านมาการเข้าไปคุยในนาม ‘บุญรอดฯ’ มักจะถูกอีกฝั่งบอกปัดที่จะคุยด้วย เพราะมองว่าปลายทางจะต้องลงเอยด้วยการเทกโอเวอร์เป็นส่วนใหญ่ พวกเขาจึงต้องสปินออฟตัวเองออกมาเป็นบริษัทลูก ฟู้ด แฟคเตอร์ แล้วบริหารงานแยกเพื่อความคล่องตัว โดยที่บุญรอดฯ ยังคงให้การสนับสนุนในเชิงงบลงทุน

 

ส่วน สุรชัย ชาญอนุเดช ซีอีโอของทางเคทีบอกว่า ก่อนหน้านี้ในช่วงกระบวนการพูดคุย ตนได้ใช้ PWC มาเป็นตัวแทนจัดหาพาร์ตเนอร์ให้ ซึ่งมีมากถึง 50 ราย ในจำนวนนี้เป็นบริษัทไทยและต่างประเทศอย่างละครึ่ง ก่อนจะ Recruit จนเหลือเพียง 7 บริษัทและได้มาพบกับฟู้ด แฟคเตอร์ในที่สุด 

 

สาเหตุเพราะ ‘เคมีตรงกันและราคาเหมาะสม’ นอกจากนี้ฟู้ด แฟคเตอร์ยังมีโครงสร้างขั้นพื้นฐานที่แข็งแกร่งและสมบูรณ์รอบด้าน ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้บริษัทได้เติบโตอย่างยั่งยืน

 

Singha Corporation Santa Fe deal

 

ทำไม ฟู้ด แฟคเตอร์ จึงเดินเกมธุรกิจอาหารด้วยซานตา เฟ่

ภาพจำของบุญรอดฯ ที่ผูกติดอยู่ในอุตสาหกรรมไทยมายาวนาน คือการเป็นผู้เล่นที่คร่ำหวอดในธุรกิจเบียร์ น้ำ โซดามากว่า 86 ปี แต่จริงๆ แล้วใครๆ ต่างก็รู้ดีว่าการทำธุรกิจเดิมเป็นเวลานานๆ โดยที่ไม่ปรับตัวก็อาจจะเผชิญหน้าและถูกท้าทายกับความเสี่ยงได้สักวัน

 

ที่ผ่านมาบุญรอดฯ จึงตัดสินใจปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ เพื่อหาโอกาสขยายธุรกิจใหม่ ประกอบด้วย 6 เสาหลักที่จะขับเคลื่อนการสร้างการเติบโตขององค์กร

 

  1. ธุรกิจเบียร์ โซดา และน้ำดื่ม 
  2. ธุรกิจบรรจุภัณฑ์บางกอกกล๊าส 
  3. ธุรกิจระดับภูมิภาค (รีจินัล) ภายใต้สิงห์ เอเชีย โฮลดิ้ง 
  4. ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยสิงห์ เอสเตท 
  5. ธุรกิจซัพพลายเชน ภายใต้บุญรอดซัพพลายเชน  
  6. ธุรกิจอาหาร โดยฟู้ด แฟคเตอร์ 

 

โดยเฉพาะธุรกิจอาหารฟู้ด แฟคเตอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักที่บุญรอดฯ​ กำลังให้ความสำคัญมากขึ้น และช่วงที่ผ่านมาก็ได้ Restructure องค์กรนำทุกธุรกิจด้านอาหารที่กระจัดกระจายมานานกว่า 10 ปีมารวมอยู่ในฟู้ด แฟคเตอร์ เพื่อให้ทิศทางในการบริหารและการดำเนินงานมุ่งไปในทางเดียวกัน โดยมีการแบ่งกลุ่มธุรกิจออกเป็น 3 ส่วนย่อยคือ กลุ่มการผลิตและผลิตภัณฑ์, กลุ่มเครือข่ายธุรกิจอาหารและกลุ่มร้านอาหาร

 

ซึ่งแบรนด์ที่อยู่ในมือของฟู้ด แฟคเตอร์ก่อนหน้านี้ประกอบด้วย Farm Design, ร้านอาหารญี่ปุ่น Kitaohji และ EST.33

 

สาเหตุที่ทำให้ฟู้ด แฟคเตอร์ตัดสินใจทุ่มเงินกว่า 1,500 ล้านบาทเข้าซื้อกิจการของเคที เรสทัวรองท์ เป็นเพราะว่าเคทีมีทั้งโนว์ฮาวและแบรนด์ร้านสเต๊กที่ครอบคลุมกว่า 117 แห่ง (57% เป็นของเคทีเอง อีก 43% เป็นแฟรนไชส์) รวมถึงร้านอาหารอีสาน ซึ่งทั้งสองเป็นธุรกิจที่ไม่ได้มีอยู่ในพอร์ตธุรกิจเดิมของฟู้ด แฟคเตอร์เลย 

 

ที่สำคัญ ‘สเต๊ก’ ยังเป็นหมวดหมู่อาหารที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคคนไทยมากๆ ซึ่งคู่แข่งรายใหญ่ๆ ในตลาด ณ วันนี้ก็มีแค่ประมาณ 2-3 รายเท่านั้น รวมถึงยังมีโอกาสปูพรมขยายธุรกิจไปยังประเทศอื่นๆ ในอาเซียนอีกด้วย หลังประเดิมที่กัมพูชาไปแล้ว

 

Singha Corporation Santa Fe deal

 

ผลประกอบการในช่วง 3 ปีหลังสุดของบริษัท เคที เรสทัวรองท์ จำกัด

 

  • 2559: รายได้สุทธิ 1,076 ล้านบาท (+15.85%) กำไรสุทธิ 29,138,427 บาท (+3.01%)
  • 2560: รายได้สุทธิ 1,147 ล้านบาท (+6.61%) กำไรสุทธิ 48,858,844 บาท (+67.67%)
  • 2561: รายได้สุทธิ 1,158 ล้านบาท (+0.95%) กำไรสุทธิ 46,425,699 บาท (-4.97%)

 

เหตุผลถัดมาคือ เมื่อมองจากผลประกอบการในช่วง 3 ปีหลังสุดของเคทีก็จะพบว่าพวกเขาน่าจะเข้ามาเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยผลักให้ฟู้ด แฟคเตอร์เดินหน้าหารายได้กว่า 4,000 ล้านบาทภายใน 3 ปีตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ได้ไม่ยาก

 

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ ยังเน้นย้ำถึงการ Synergy ภายในบริษัท และการทำธุรกิจแบบต้นน้ำยันปลายน้ำแบบครบวงจรด้วยแบรนด์ในเครือของบริษัททั้งหมด 

 

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดๆ คือ ธุรกิจการผลิตอาหาร (ต้นน้ำ)​, ธุรกิจเครือข่ายอาหาร (กลางน้ำ) ที่ประกอบด้วยซอส Todd และสาหร่ายมาชิตะ และร้านอาหาร (ปลายน้ำ) โดยทุกธุรกิจจะต้องทำงานร่วมกันให้ได้แบบ Complete Loop เช่น เมื่อผลิตอาหารรูปแบบต่างๆ ได้แล้วก็จะต้องสามารถกระจายผ่านเน็ตเวิร์ก รวมถึงวางตามร้านอาหารในเครือของฟู้ด แฟคเตอร์ ซึ่งเปรียบเสมือนโชว์รูมผลิตภัณฑ์ชั้นยอดของบริษัท

 

อย่างตอนนี้ที่เริ่มเห็นแล้วคือการที่ร้านสเต๊กซานตา เฟ่บางแห่งเริ่มนำซอส Todd เข้าไปเสิร์ฟในบางเมนู บางสาขา โดยจะทำในรูปแบบพิเศษ ปล่อยออกมาเป็น Seasoning เท่านั้น

 

ส่วนในอนาคต ฟู้ด แฟคเตอร์ยังตั้งเป้าจะผลิตสินค้าที่อยู่ในระดับ ‘Champion Products’ เทียบเท่าซอส Todd และสาหร่ายมาชิตะให้ได้มากกว่า 25 รายการภายใน 5 ปี โดยปัจจุบันพวกเขายังเหลือเงินลงทุนเพิ่มเติมอีกมากกว่า 3,000 ล้านบาท (จากก้อนใหญ่ 5,000 ล้านบาท)

 

อย่างไรก็ดี ปิติแย้มเป็นนัยว่า ฟู้ด แฟคเตอร์ยังสามารถของบลงทุนเพิ่มเติมจากทางบอร์ดบริหารบริษัทแม่ได้อีก หากมีโปรเจกต์หรือดีลอื่นๆ ที่น่าสนใจเกิดขึ้นในช่วงเวลาต่อจากนี้ เช่นเดียวกับการเดินตามโรดแมปสร้างนิคมอุตสาหกรรมอาหาร ‘Food Valley’ ที่อ่างทองภายใน 5 ปี

 

Singha Corporation Santa Fe deal

 

การเข้ามาอยู่ใน ฟู้ด แฟคเตอร์ จะทำให้ภาพของ ซานตา เฟ่ เปลี่ยนไปอย่างไร

หลักๆ เลยคือซานตา เฟ่ และเหม็ง นัวนัว ซึ่งเป็นร้านอาหารในเครือของฟู้ด แฟคเตอร์จะมีกำลังขยายการเติบโตที่แข็งแกร่งขึ้น โดยสุรชัยมองว่าการเข้าร่วมกับบริษัทลูกของบุญรอดฯ ในครั้งนี้จะช่วยให้แผนธุรกิจต่างๆ ทำได้เร็วและ Aggresive กว่าเก่าหลายเท่าตัว

 

ภาพของการทำงานแบบ Synergy ในพาร์ตธุรกิจการผลิตอาหารก็จะชัดเจนขึ้น ความหมายคือ ทางซานตา เฟ่ และเหม็ง นัวนัว ก็สามารถทำงานร่วมกับโรงงานผลิตอาหารในเครือฟู้ด แฟคเตอร์ได้ 

 

ที่สำคัญฝั่งฟู้ด แฟคเตอร์ยังมี Food Innovation Center ซึ่งเป็นศูนย์นวัตกรรมวิจัยและพัฒนาสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่จะเข้ามาเติมเต็มความต้องการของเคทีในการพัฒนาเมนูอาหารใหม่ๆ ออกมาได้อย่างต่อเนื่อง

 

อย่างตอนนี้ก็มีการเปิดเผยแล้วว่าภายในปี 2563 ที่จะถึงนี้ เราน่าจะได้ลิ้มรสความอร่อยของเมนูสเต๊กเนื้อสังเคราะห์ Plant-based จากร้านซานตา เฟ่ 

 

แล้วในอนาคตต่อจากนี้เชื่อว่าเราน่าจะได้เห็น ‘บิ๊กดีล’ ในลักษณะที่เกิดขึ้นกับเคทีจากฟู้ด แฟคเตอร์ทยอยออกมาต่อเนื่องแน่นอน ซึ่งน่าจะส่งผลให้ภาพรวมการแข่งขันในสังเวียนอาหารประเทศไทยดุเดือดและขับเคี่ยวกันร้อนแรงชนิดที่ห้ามกะพริบตาเลยก็ว่าได้

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post มองดีล สิงห์ ฮุบ ซานตา เฟ่ ที่มากกว่าแค่ ‘จับคู่เบียร์กับสเต๊ก’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สิงห์ทุ่ม 1,520 ล้านบาท ซื้อซานตา เฟ่ ต่อจิ๊กซอว์ธุรกิจร้านอาหาร https://thestandard.co/singha-corporation-santa-fe-steak-deal/ Tue, 15 Oct 2019 01:42:07 +0000 https://thestandard.co/?p=295350 Santa Fe' Steak

AVCJ และ Dealstreetasia ได้ออกมารายงานว่า สิงห์ คอร์ปอเ […]

The post สิงห์ทุ่ม 1,520 ล้านบาท ซื้อซานตา เฟ่ ต่อจิ๊กซอว์ธุรกิจร้านอาหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
Santa Fe' Steak

AVCJ และ Dealstreetasia ได้ออกมารายงานว่า สิงห์ คอร์ปอเรชั่น หนึ่งในยักษ์ใหญ่ธุรกิจของไทย ได้ทุ่มเงินกว่า 50 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1,520 ล้านบาท เข้าถือหุ้น 90% ของซานตา เฟ่ เชนร้านสเต๊กยักษ์ใหญ่ของเมืองไทย จากผู้ถือหุ้นเดิม Lakeshore Capital ซึ่งรับผลตอบแทนไปเหนาะๆ 2.75 เท่า หลังจากลงทุนครั้งแรกในปี 2558

 

ซานตา เฟ่ ซึ่งมีราว 100 กว่าสาขา นับเป็นคู่แข่งรายสำคัญของซิซซ์เล่อร์ เชนร้านอาหารที่อยู่ภายใต้ไมเนอร์ ฟู้ด ที่มีอยู่ 56 สาขา ซึ่งขับเคี่ยวกันมาในตลาดเชนสเต๊กมูลค่าราว 6,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันซิซซ์เล่อร์เป็นเจ้าตลาดอยู่ 

 

เชื่อว่า การซื้อซานตา เฟ่ในครั้งนี้ จะเข้ามาเป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์ธุรกิจร้านอาหารของ Food Factors ธุรกิจอาหารที่ถูกนับเป็นเสาหลักที่ 6 ของกลุ่มธุรกิจ และมี ปิติ ภิรมย์ภักดี เป็นผู้ดูแลอยู่ ปัจจุบันร้านอาหารที่อยู่ในพอร์ตเช่น ร้าน Est.33, ร้าน Farm Design และร้านอาหารญี่ปุ่น Kitaohji

 

ก่อนหน้านี้ปิติเคยให้สัมภาษณ์ในงาน THAIFEX ที่ผ่านมาว่า เตรียมงบลงทุนกว่า 5,000-8,000 ล้านบาท สำหรับขยายธุรกิจ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ ภายใน 3 ปี จะต้องมีรายได้หลักแตะ 5,000 ล้านบาท อีกทั้งยังวางเป้าหมายที่ต้องการรายได้ 10,000 ล้านบาท และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่อไป

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

The post สิงห์ทุ่ม 1,520 ล้านบาท ซื้อซานตา เฟ่ ต่อจิ๊กซอว์ธุรกิจร้านอาหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>