ประกันวินาศภัย Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ประกันวินาศภัย/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 03 Dec 2025 06:40:13 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 คปภ. ออก 4 คำสั่งนายทะเบียน ผ่อนผันเงื่อนไขกรมธรรม์ ยืดเวลาจ่ายเบี้ยฯ 180 วัน พร้อมงดตรวจสุขภาพ ลดดอกเบี้ย ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม https://thestandard.co/oic-extends-premiums-flood-victims/ Wed, 03 Dec 2025 06:40:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1150981 คปภ. ออก 4 คำสั่งนายทะเบียน ผ่อนผันเงื่อนไขกรมธรรม์ ยืดเวลาจ่ายเบี้ยฯ 180 วัน พร้อมงดตรวจสุขภาพ ลดดอกเบี้ย ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม

สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกัน […]

The post คปภ. ออก 4 คำสั่งนายทะเบียน ผ่อนผันเงื่อนไขกรมธรรม์ ยืดเวลาจ่ายเบี้ยฯ 180 วัน พร้อมงดตรวจสุขภาพ ลดดอกเบี้ย ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม appeared first on THE STANDARD.

]]>
คปภ. ออก 4 คำสั่งนายทะเบียน ผ่อนผันเงื่อนไขกรมธรรม์ ยืดเวลาจ่ายเบี้ยฯ 180 วัน พร้อมงดตรวจสุขภาพ ลดดอกเบี้ย ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม

สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เร่งออกมาตรการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้เอาประกันภัยที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 คปภ. ได้เชิญสมาคมและบริษัทประกันเข้าร่วมหารือเพื่อออกมาตรการเร่งด่วน โดยมีสาระสำคัญคือ การออกคำสั่งนายทะเบียนจำนวน 4 ฉบับ เพื่อผ่อนผันเงื่อนไขกรมธรรม์ทั้งประกันชีวิตและประกันวินาศภัย รวมถึงกำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้มีความยืดหยุ่นและรวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อให้ผู้เอาประกันภัยยังคงได้รับความคุ้มครองอย่างต่อเนื่องและช่วยลดภาระทางการเงินในช่วงวิกฤต

 

เน้น ‘ผ่อนผัน ยืดเวลา และเพิ่มความคุ้มครอง’

 

อาภากร ปานเลิศ รองเลขาธิการ ด้านกำกับธุรกิจประกันภัย เปิดเผยว่า คำสั่งนายทะเบียนที่ออกมาในครั้งนี้ มีผลให้บริษัทประกันสามารถดำเนินการช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยที่อยู่ในเขตพื้นที่ประสบภัยตามรายงานสถานการณ์สาธารณภัยของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทยได้ทันที โดยครอบคลุมทั้งการผ่อนผันการชำระเบี้ย และการจ่ายค่าสินไหมทดแทน ดังนี้

 

1. การช่วยเหลือด้านประกันวินาศภัย (รถยนต์, อัคคีภัย และอื่น ๆ)

  • ผ่อนผันการเก็บเบี้ยฯ รถยนต์: บริษัทสามารถผ่อนผันการเก็บและรับเบี้ยประกันภัยรถยนต์ทุกประเภท (ยกเว้นกลุ่ม 1 และ 2) ได้นานถึง 180 วัน นับแต่วันที่สัญญาประกันภัยมีผลคุ้มครอง

 

  • ขยายเวลาชำระเบี้ยฯ ทั่วไป: ขยายระยะเวลาการเก็บเบี้ยประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัยออกไปได้ 90 วัน นับแต่วันแรกที่บริษัทต้องเก็บเบี้ยประกันภัย

 

  • งดตรวจสุขภาพสำหรับกรมธรรม์สุขภาพที่ขาดอายุ: กรณีที่กรมธรรม์ประกันภัยสุขภาพหรือโรคร้ายแรงสิ้นผลบังคับเนื่องจากขาดการชำระเบี้ย บริษัทจะ งดการตรวจสุขภาพ ในการขอต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัย

 

  • เพิ่มเพดานสินไหมภัยน้ำท่วม:
  • ประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัย: พิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนภายใต้ความคุ้มครองภัยธรรมชาติ จำนวน 20,000 บาท

 

  • กรณีซื้อความคุ้มครองภัยน้ำท่วมเพิ่ม: พิจารณาจ่ายค่าสินไหมเพิ่มอีก 10,000 บาท (รวมสูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท แต่ไม่เกินวงเงินความคุ้มครอง)

 

  • ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน (IAR): กรณีซื้อความคุ้มครองภัยน้ำท่วมเพิ่ม ให้พิจารณาจ่ายค่าสินไหม 30,000 บาท แต่ไม่เกินจำนวนเงินความคุ้มครองตามกรมธรรม์

 

2. การช่วยเหลือด้านประกันชีวิต

  • ขยายระยะเวลาผ่อนผันการชำระเบี้ยฯ: กรณีที่ครบกำหนดระยะเวลาผ่อนผันเดิมแล้ว บริษัทจะขยายระยะเวลาออกไปอีก 60 วัน

 

  • งดตรวจสุขภาพและยกเว้น/ปรับลดดอกเบี้ย 6 เดือน: มาตรการนี้ใช้ในกรณีที่กรมธรรม์สิ้นผลบังคับจากการขาดชำระเบี้ยฯ หรือมีการกู้ยืมเงินตามกรมธรรม์ฯ อัตโนมัติ หากผู้เอาประกันภัยขอกลับคืนสู่สถานะเดิม บริษัทจะ งดการตรวจสุขภาพ และ ยกเว้นหรือปรับลดดอกเบี้ย ที่เกิดขึ้นเป็นเวลาไม่เกิน 6 เดือน

 

  • ผ่อนผันการชำระเบี้ยรายงวดโดยไม่คิดดอกเบี้ย: สำหรับผู้เอาประกันภัยที่มีการชำระเบี้ยประกันภัยรายงวดที่น้อยกว่าหนึ่งปี บริษัทผ่อนผันให้ชำระเบี้ยในแต่ละงวดโดย ไม่คิดดอกเบี้ย เป็นเวลาไม่เกิน 6 เดือน

 

คปภ. เน้นย้ำว่า มาตรการเหล่านี้เป็นการสะท้อนความห่วงใยต่อประชาชนและสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจประกันภัย โดยจะเร่งติดตามบริษัทประกันชีวิตบางแห่งที่อาจต้องดำเนินการแก้ไขระบบให้รองรับมาตรการนี้ และยืนยันว่าภาคธุรกิจประกันภัยพร้อมอยู่เคียงข้างประชาชนในการเยียวยา การจ่ายค่าสินไหมทดแทน และการฟื้นฟูสู่ภาวะปกติอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

 

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดต่อ สายด่วน คปภ. 1186 เพื่อขอรับคำแนะนำและความช่วยเหลือด้านประกันภัย หรือตรวจสอบข้อมูลกรมธรรม์ประกันภัยผ่านช่องทาง ไลน์ @OICconnect ได้

The post คปภ. ออก 4 คำสั่งนายทะเบียน ผ่อนผันเงื่อนไขกรมธรรม์ ยืดเวลาจ่ายเบี้ยฯ 180 วัน พร้อมงดตรวจสุขภาพ ลดดอกเบี้ย ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองธุรกิจประกันวินาศภัยปี 66 มีแนวโน้มฟื้นตัว จับตากรมธรรม์ ‘เจอ จ่าย จบ’ ยังค้างจ่ายอีกกว่า 5 หมื่นล้านบาท https://thestandard.co/non-life-insurance-business-in-2023/ Tue, 04 Apr 2023 15:16:20 +0000 https://thestandard.co/?p=772994 ธุรกิจ ประกัน วินาศภัย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเผยคาดการณ์ภาพรวมการเติบโตของธุรกิจปร […]

The post ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองธุรกิจประกันวินาศภัยปี 66 มีแนวโน้มฟื้นตัว จับตากรมธรรม์ ‘เจอ จ่าย จบ’ ยังค้างจ่ายอีกกว่า 5 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธุรกิจ ประกัน วินาศภัย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเผยคาดการณ์ภาพรวมการเติบโตของธุรกิจประกันวินาศภัยในปี 2566 โดยประเมินว่าเบี้ยประกันภัยรับตรงในปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นด้วยปัจจัยสนับสนุนหลักจากการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ประกอบกับการแข่งขันด้านราคาลดลง ทั้งจากจำนวนบริษัทประกันลดลง และต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนการเอาประกันภัยต่อที่สูงขึ้น โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าเบี้ยรับรวมของธุรกิจประกันวินาศภัยในปี 2566 จะเติบโตได้ต่อเนื่องที่ 4-5% 

 

สำหรับเบี้ยรับที่เป็นตัวนำในการสนับสนุนการเติบโตของภาพรวมธุรกิจประกันวินาศภัยในปีนี้จะมาจากการรับประกันภัยรถเป็นหลัก โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าเบี้ยรับตรงจากการรับประกันภัยรถในปีนี้จะขยายตัวจากปีก่อนที่ 6.8-7.5% ตามผลบวกด้านยอดขายรถยนต์ใหม่ การท่องเที่ยว และการขนส่ง 

 

นอกจากนี้ยังมีผลของอัตราเบี้ยประกันที่เพิ่มขึ้นตามการแข่งขันที่ลดลง ต้นทุนการรับประกันที่สูงขึ้นตามอัตราการทำประกันภัยต่อ รวมถึงประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้าที่มีอัตราเบี้ยประกันเฉลี่ยสูงกว่ารถยนต์ทั่วไปในประเภทเดียวกันประมาณ 20% ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลสะท้อนจากตลาดที่ยังไม่สมบูรณ์ ทั้งในมุมปริมาณรถยนต์ไฟฟ้าที่ยังอยู่ในหลักหมื่นคัน (เทียบกับจำนวนการทำประกันภัยรถภาคสมัครใจที่มีกว่า 11 ล้านคันต่อปี) และข้อมูลสถิติการเคลมสินไหมยังไม่ชัดเจน รวมทั้งมีประเด็นเรื่องความเสียหายของแบตเตอรี่จากอุบัติเหตุทั่วไปที่อาจถึงขั้นคืนทุน ประกอบกับจำนวนผู้ให้บริการที่ยังมีน้อย 

 

อย่างไรก็ดี ในช่วงปลายปีนี้คงมีความชัดเจนในเรื่องอัตราเบี้ยประกันและเงื่อนไขเฉพาะของการรับประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้า ประกอบกับปริมาณรถยนต์ไฟฟ้าที่ออกสู่ตลาดและผู้ให้บริการประกันที่เพิ่มขึ้น น่าจะทำให้อัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้ามีความเหมาะสมและสามารถสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าได้ดีขึ้น

 

ด้านแรงดึงรั้งภาพรวมธุรกิจในปีนี้มองว่าจะมาจากการรับประกันภัยทางทะเลและขนส่งที่รับผลกระทบจากทิศทางการส่งออกที่ชะลอลงตามภาวะเศรษฐกิจโลกและปัจจัยด้านฐานที่สูง การประกันภัยสุขภาพที่บริษัทประกันต้องใช้ความรอบคอบในการรับประกันเพิ่มขึ้น เนื่องจากสัญญาสุขภาพมาตรฐานใหม่มีเงื่อนไขไม่ให้ยกเลิกการต่ออายุกรมธรรม์ของลูกค้า ท่ามกลางความเสี่ยงที่สูงขึ้นทั้งจากวัย โรคภัย และค่าบริการทางสาธารณสุข  

 

จับตากรมธรรม์ ‘เจอ จ่าย จบ’ ค้างจ่ายกว่า 5 หมื่นล้านบาท

ขณะเดียวกันผลกระทบที่เกิดจากการรับประกันภัยโควิดในช่วงปี 2563-2565 ซึ่งมีค่าสินไหมทดแทนสูงเป็นอันดับ 2 ที่ประมาณ 1.5 แสนล้านบาท รองจากเหตุมหาอุทกภัยในปี 2554 ที่มีค่าสินไหมกว่า 4 แสนล้านบาท อันเป็นอีกบทเรียนสำคัญที่กระตุ้นเตือนภาคธุรกิจประกันภัยและหน่วยงานผู้กำกับดูแลให้ตระหนักถึงความเสี่ยงจากการแข่งขันเพื่อช่วงชิงช่องว่างทางการตลาด ในการออกผลิตภัณฑ์ประกันภัยใหม่ๆ ที่ไม่มีฐานข้อมูลสถิติรองรับเพียงพอ โดยเฉพาะในกลุ่มบริษัทขนาดเล็กที่มีขนาดทุนและสินทรัพย์ต่ำ ซึ่งแบบประกันโควิดประเภทเจอ จ่าย จบ เป็นภาพสะท้อนการดำเนินงานที่ก่อความเสี่ยงเชิงระบบ รวมทั้งบ่งชี้ให้เห็นจุดเปราะบางของการรับประกันภัยและการกำกับดูแล 

 

อัตราการเคลมสินไหมจากการรับประกันภัยโควิดที่สูงกว่าเบี้ยประกันภัยรับไม่น้อยกว่า 5 เท่าตัว ทำให้บริษัทประกันภัยปิดตัวลง 4 แห่ง และอยู่ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการ 1 แห่ง ขณะที่กองทุนประกันวินาศภัยซึ่งมีเงินกองทุนสะสม ณ สิ้นปี 2564 จำนวน 6,178 ล้านบาท ต้องตกอยู่ในสถานะหนี้สินมากกว่าสินทรัพย์ เนื่องจากยังติดค้างการชำระบัญชีแก่เจ้าหนี้ตามสัญญาประกันภัย ณ สิ้นปี 2565 อีกกว่า 6.7 แสนคำขอ คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 5.45 หมื่นล้านบาท 

 

ขณะที่รายรับหลักของกองทุนที่มาจากเงินนำส่งของบริษัทประกันภัยต่อปีมีจำนวนเพียงหลักพันล้านบาท (อัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนประกันวินาศภัยตามกฎหมายกำหนดไว้ไม่เกิน 0.5% ของเบี้ยประกันภัยรับ) ดังนั้นกองทุนประกันวินาศภัยคงต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยในการฟื้นตัว เพื่อรักษาความสามารถเสมือนเป็นหลักประกันหรือกันชนให้แก่ภาคประกันวินาศภัยและผู้เอาประกันภัย 

 

สำหรับอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนของบริษัทประกันวินาศภัยทั้งระบบในช่วงปี 2563-2565 จากฐานข้อมูลสมาคมประกันวินาศภัยไทย ณ 26 ธันวาคม 2565 พบว่ายังคงรักษาระดับค่าเฉลี่ยไว้ได้ที่ระดับประมาณ 440% อย่างไรก็ดี จากบทเรียนของการรับประกันโควิดสะท้อนว่าไม่อาจพึ่งพิงระดับเงินกองทุนที่สูงได้โดยลำพัง แต่จำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมการเปิดรับความเสี่ยงอย่างรัดกุม โดยสถานะเงินกองทุนของบริษัทสามารถพลิกกลับจากระดับเงินกองทุนสูงกว่า 400% เป็นติดลบ 400% ได้ภายในปีเดียว

 

โดยสรุปศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า แนวโน้มธุรกิจประกันวินาศภัยมีโอกาสขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องในมิติด้านเบี้ยประกันภัย ด้วยปัจจัยสนับสนุนจากความเข้าใจและความตื่นตัวระดับปัจเจกบุคคลที่เห็นความสำคัญของการทำประกันภัยเพื่อบรรเทาความเสี่ยง ขณะที่ความสามารถในการเป็นหลักประกันที่ดีที่เชื่อถือได้ของบริษัทประกันภัยควรเป็นประเด็นที่นำเสนอเพื่อสร้างการตระหนักรู้มากขึ้น เพื่อลดผลกระทบจากการแข่งขันด้านราคาลง ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ควบคู่กับความมั่นคงของบริษัท 

 

ขณะเดียวกันยังต้องติดตามบทบาทของผู้กำกับดูแลภาคธุรกิจประกันภัย ในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดหาแหล่งเงินทุนและเงินกู้ยืมให้แก่กองทุนประกันวินาศภัย เพื่อให้สามารถจ่ายเงินสินไหมให้แก่ผู้เอาประกันภัยโควิดแทนบริษัทประกันภัยที่ล้มละลายและปิดกิจการไป นอกจากนี้ยังต้องติดตามกรอบมาตรการที่เกี่ยวข้องในการให้ความเห็นชอบแบบประกันภัยใหม่ๆ ให้อยู่ภายใต้การประเมินความเสี่ยงที่รอบคอบและคำนึงถึงความสามารถในการรับประกันภัยของแต่ละบริษัท ทั้งนี้ เพื่อเป็นการวางรากฐานที่มั่นคงในระยะยาว และร่วมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการรับประกันภัย อันเป็นประโยชน์ร่วมกันทั้งต่อผู้เอาประกันและความยั่งยืนของบริษัทประกันภัย


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

The post ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองธุรกิจประกันวินาศภัยปี 66 มีแนวโน้มฟื้นตัว จับตากรมธรรม์ ‘เจอ จ่าย จบ’ ยังค้างจ่ายอีกกว่า 5 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดบทเรียนความสำเร็จและส่องแนวโน้มธุรกิจประกันภัยในปี 2565 กับเอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัยที่ฝ่าวิกฤตโควิด-19 ได้อย่างสวยงาม https://thestandard.co/msig-success-lesson-and-potential-2022/ Tue, 26 Apr 2022 08:30:25 +0000 https://thestandard.co/?p=619975 เอ็ม เอส ไอ จี

ด้วยผลกระทบจากการแพร่ระบาดของวิกฤตโควิด-19 ที่ยาวนานมาก […]

The post ถอดบทเรียนความสำเร็จและส่องแนวโน้มธุรกิจประกันภัยในปี 2565 กับเอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัยที่ฝ่าวิกฤตโควิด-19 ได้อย่างสวยงาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอ็ม เอส ไอ จี

ด้วยผลกระทบจากการแพร่ระบาดของวิกฤตโควิด-19 ที่ยาวนานมากว่า 2 ปี และยังคงดำเนินอยู่ต่อไป แทบทุกธุรกิจต่างได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า เช่นเดียวกับธุรกิจประกันวินาศภัย ที่บางบริษัทต้องเผชิญกับมรสุมความมั่นคงขาดสภาพคล่อง บางบริษัทประสบปัญหาสูญเสียความมั่นใจจากผู้บริโภค และบางบริษัทโชคร้ายถึงขั้นเดินทางมาถึงจุดสิ้นสุดของการดำเนินกิจการ เป็นที่น่าสนใจและน่าจับตามองว่า ในอนาคตข้างหน้าบรรดาผู้ประกอบการธุรกิจประกันวินาศภัยจะเดินหน้าต่ออย่างไร

 

THE STANDARD จึงได้พูดคุยถึงประเด็นดังกล่าวกับ ‘รัฐพล กิติศักดิ์ไชยกุล’ กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทประกันวินาศภัยที่สามารถฝ่าวิกฤตโควิด-19 มาได้อย่างสวยงาม ถึงบทเรียนและแนวโน้มของธุรกิจประกันภัย แต่ก่อนที่จะไปถึงตรงนั้น เราลองมาพิจารณาภาพรวมของธุรกิจประกันภัย ณ ขณะนี้ กันดูก่อนดีกว่า 

 

‘รัฐพล กิติศักดิ์ไชยกุล’ 

กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย)

 

ปี 2564: ประกันวินาศภัยขาดทุนจากการรับประกันภัยทั้งระบบ -8,253 ล้านบาท

 

เพื่อให้เราเข้าใจถึงภาพรวมของธุรกิจประกันวินาศภัย ณ ขณะนี้กันได้ดียิ่งขึ้น กรรมการผู้อำนวยการของ MSIG ได้ฉายภาพให้ฟังว่า ปัจจุบันบริษัทประกันวินาศภัยมีมากถึง 52 บริษัท แบ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่ (เบี้ยประกันภัยมากกว่า 5,000 ล้านบาท) จำนวน 15 บริษัท มีส่วนแบ่งทางการตลาดรวมกันราว 78.2 เปอร์เซ็นต์ ส่วนบริษัทขนาดกลาง (เบี้ยประกันภัยระหว่าง 1,000-5,000 ล้านบาท) อีก 17 บริษัท มีส่วนแบ่งการตลาดราว 18.6 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือเป็นบริษัทขนาดเล็ก (เบี้ยประกันภัยน้อยกว่า 1,000 ล้านบาท) มีส่วนแบ่งการตลาดรวมกัน 3 เปอร์เซ็นต์ โดยในปี 2564 มีเบี้ยประกันภัยรวมทั้งสิ้น 262,746 ล้านบาท เติบโตราว 4 เปอร์เซ็นต์ แต่ทั้งระบบขาดทุนจากการรับประกันภัย (Underwriting Results) -8,253 ล้านบาท เทียบจากช่วงปี 2563 ที่มีกำไรจากการรับประกันภัย 8,062 ล้านบาท หรือลดลงกว่า 202 เปอร์เซ็นต์ 

 

ในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา บริษัทประกันต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์กันพอสมควร บริษัทไหนที่ขายประกันโควิด-19 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘เจอ จ่าย จบ’ ก็จะจ่ายเคลมแบบมากมายเป็นร้อยล้านพันล้าน เรียกได้ว่าได้รับผลกระทบอย่างมากทั้งด้านการเงินและชื่อเสียง

 

ตามที่เป็นข่าวนั้นมีประมาณกว่า 10 บริษัทที่รับประกันภัยโควิด-19 รวมถึงแบบ ‘เจอ จ่าย จบ’ ที่ได้รับผลกระทบ หากในขณะเดียวกันก็มีบริษัทประกันกลุ่มที่เลือกตัดสินใจที่จะไม่ขายประกันโควิด-19 มาตั้งแต่แรก จะมีสถานะการเงินที่ค่อนข้างแข็งแกร่งขึ้น เหมือนเป็นต้นทุนให้ทะยานเติบโตในปี 2565 และจากการล็อกดาวน์ในปี 2564 ก็ทำให้หลายบริษัทประกันได้รับอานิสงส์ในเชิงบวก เพราะอัตราค่าสินไหมทดแทนลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมธรรม์รถยนต์ที่จำนวนอุบัติเหตุลดลงอย่างมาก ซึ่ง MSIG นั้นก็จัดอยู่ในบริษัทประกันกลุ่มหลังนี้ 

 

‘เจอ จ่าย จบ’: วิบากกรรมของประกันวินาศภัย 

 

เมื่อพูดถึงสาเหตุที่ทำให้สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบกับธุรกิจประกันภัยเป็นวงกว้าง ก็คงหนีไม่พ้นประกันชนิด ‘เจอ จ่าย จบ’ ซึ่งหากย้อนกลับไปในปี 2563 จะเห็นว่าการติดเชื้อในไทยยังไม่รุนแรง ทำให้บริษัทประกันภัยต่างออกแบบประกันโควิด-19 ครอบคลุมแบบครบวงจร อีกทั้งยังเพิ่มคุ้มครองการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 มีทั้งราคาเริ่มต้นหลักร้อยไปถึงหลักพันบาท บริษัทที่รับประกันภัยล้วนทำเบี้ยประกันจำนวนมาก โดยในปี 2563 มีกรมธรรม์โควิด-19 ทั้งสิ้น 7.6 ล้านกรมธรรม์ มีเบี้ยประกันภัยรวม 4,167 ล้านบาท และมีค่าสินไหมทดแทนรวมกันต่ำกว่า 100 ล้านบาท หรืออัตรา Loss Ratio โดยรวมไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ เมื่อถึงปี 2564 สถานการณ์การแพร่ระบาดระลอกที่ 3 ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เริ่มมีสถิติการติดเชื้อเพิ่มขึ้น ทำให้คนไทยตื่นตัวหันมาทำประกันภัยโควิด-19 เพิ่มขึ้น โดยรูปแบบประกันที่นิยมจะคุ้มครองแบบ ‘เจอ จ่าย จบ’ หรือจ่ายค่าเคลมทันทีเมื่อพบติดเชื้อ รองลงมาเป็นการคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล ค่าชดเชยเมื่อรักษาตัว และคุ้มครองเมื่ออาการโคม่า จากการขายแบบ ‘เจอ จ่าย จบ’ ทำให้หลายบริษัทเริ่มจะแบกรับค่าเคลมต่อไปไม่ไหวและขาดทุนหนักเป็นประวัติการณ์ จนบางบริษัทต้องปิดตัวลง และมีบางบริษัทที่ออกมาขอให้ลูกค้า ‘เปลี่ยน’ ประกันแบบ ‘เจอ จ่าย จบ’ เป็นประกันภัยในรูปแบบอื่นๆ แทน ในปี 2564 มีกรมธรรม์โควิด-19 ทั้งสิ้น 12 ล้านกรมธรรม์ มีเบี้ยประกันภัยรวม 6,174 ล้านบาท และมีค่าสินไหมทดแทนราว 40,000 ล้านบาท

 

ฝ่าวิกฤตโควิด-19 ด้วยการตัดสินใจที่ถูกต้อง

 

“ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา ก็ต้องยอมรับครับว่า MSIG เราเองก็ได้รับผลกระทบอยู่บ้างเหมือนกัน โดยเฉพาะประกันภัยการเดินทาง จากเดิมที่เคยมีเบี้ยประกันสูงถึง 350 ล้านบาทต่อปี ก็ลดลงเหลือเพียงแค่ 50 ล้านต่อปี เพราะทุกคนไม่สามารถเดินทางข้ามประเทศได้ถึง 2 ปีแล้ว แต่ในเรื่องประกันโควิด-19 เราไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงกับบริษัท เนื่องจากบริษัทเลือกที่จะไม่รับประกันโควิด-19 ตั้งแต่แรก และบริษัทแม่ของเราที่ประเทศญี่ปุ่นและสำนักงานภูมิภาคที่ประเทศสิงคโปร์เองก็มีนโยบายที่ชัดเจนในการไม่รับประกันภัยที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 เนื่องจากเรามองว่าเป็นภัยอุบัติใหม่ ซึ่งยังไม่มีข้อมูลสถิติเพียงพอต่อการรับประกันภัย อาจทำให้เกิดการคิดเบี้ยประกัน หรือการประเมินค่าสินไหมทดแทนผิดพลาดได้ จนอาจได้ไม่คุ้มเสีย”

 

ด้วยความที่ MSIG มีบริษัทแม่คือ เอ็มเอส แอนด์ เอดี อินชัวรันซ์ กรุ๊ป (MS&AD Insurance Group) เป็นกลุ่มบริษัทประกันภัยใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นและอาเซียน ซึ่งมีระบบ Risk Management อันแข็งแกร่ง ทั้งยังมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลความเสี่ยงระหว่างกันในภูมิภาค จึงทำให้มีการระแวดระวัง จนการตัดสินใจที่ถูกต้องในวันนั้นส่งผลให้ MSIG ติดอยู่ในอันดับที่ 21 ของอุตสาหกรรมประกันภัยในปี 2564 มีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 1.5 เปอร์เซ็นต์ แม้ปีที่ผ่านมาจะถือเป็นปีที่ท้าทายมากๆ แต่ก็นับเป็นปีที่ MSIG มีผลประกอบการดีที่สุดในรอบ 10 ปีเลยทีเดียว ผู้บริหารหนุ่มแห่ง MSIG (ประเทศไทย) ยังเปิดเผยถึงตัวเลขผลประกอบการอันเป็นความสำเร็จในปีที่ผ่านมา ซึ่งนอกจากจะแสดงให้เห็นถึงการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของสถานะทางการเงินของบริษัทในปัจจุบันอีกด้วย 

 

“ในปี 2564 เรามีเบี้ยประกันภัย 4,105 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 12.8 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเติบโตมาจากงานรับประกันภัยรถยนต์ และประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลเข้ามาแทนประกันเดินทางต่างประเทศที่ชะงักไปเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลก และเรามีกำไรจากการรับประกัน 240 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 33 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากส่วนหนึ่งเราได้รับประโยชน์เชิงบวกจากมาตรการล็อกดาวน์ ทำให้อัตราเคลมลดลง ควบคุมอัตราสินไหมได้ดีขึ้น โดยรวมสถานะการเงินของ MSIG จึงยังเข้มแข็งดีมากๆ ครับ” รัฐพลกล่าวอย่างภาคภูมิใจ

 

บทเรียนสำคัญยามฝ่าวิกฤต และคำแนะนำสำหรับผู้บริโภค 

 

“ความสามารถในการบริหารความเสี่ยงคือสิ่งสำคัญ” 

 

สถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ผู้บริโภคเริ่มเกิดความไม่มั่นใจในเรื่องของการประกันวินาศภัย เพราะหลายบริษัทบ้างก็ประสบปัญหาเคลมประกัน ขาดสภาพคล่อง และบางบริษัทถึงกับต้องปิดตัว THE STANDARD อดถามผู้บริหารหนุ่มผู้นำพา MSIG จนฝ่าวิกฤตได้อย่างสวยงามไม่ได้ว่า “บทเรียนสำคัญจากมรสุมที่ผ่านมาคืออะไร และมีคำแนะนำอย่างไรให้กับผู้บริโภคบ้าง” เขาให้คำตอบกับเราว่า

 

“ประกันภัยมีความจำเป็นอย่างมากในการกระจายความเสี่ยง ผู้เอาประกันภัยต้องพิจารณาองค์ประกอบหลายๆ อย่าง ไม่เฉพาะแค่เบี้ยประกันภัยอย่างเดียว ต้องดูความคุ้มครองว่าเป็นไปตามที่ต้องการหรือไม่ สถานะทางการเงินของผู้รับประกันภัยเป็นอย่างไร ความเชี่ยวชาญในการรับประกันภัย และที่สำคัญคือบริการหลังการขายด้วย 

 

“บริษัทประกันภัยเองต้องมีการบริหารการจัดการกระจายความเสี่ยงที่เรียกว่า Reinsurance หรือการประกันภัยต่อ ผมขอยกตัวอย่างย้อนกลับไปในปี 2547 ซึ่งทาง MSIG ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิที่ไม่มีใครคาดคิด บริษัทมีการบริหารจัดการเป็นอย่างดี (Risk Management) มีการจัดซื้อประกันภัยต่อ ทำให้เราได้รับผลกระทบน้อย และต่อมาบริษัทได้จัดซื้อประกันภัยต่อเพิ่มขึ้นอย่างมาก เมื่อเราต้องเผชิญวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ตอนนั้น MSIG มีลูกค้าต้องการเคลมประกันจำนวนถึงกว่า 13,000 ล้านบาท เชื่อหรือไม่ครับว่าในครั้งนั้น MSIG กลับได้รับผลกระทบน้อยมาก เพราะเราสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงโดยการจัดทำประกันต่อที่ครอบคลุม รองรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นไว้ การเข้าใจในธุรกิจประกันวินาศภัยอย่างถ่องแท้ รู้จักประเมินความน่าจะเป็นจากตัวเลขสถิติต่างๆ นั้นเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน มันจะช่วยทำให้เรารับประกันภัยอย่างมีเหตุผล และอยู่ได้นาน ไม่ใช่รับประกันแค่สร้างยอดขาย

 

“สุดท้ายแล้ว ต้องอย่าลืมว่า ลูกค้าซื้อประกันภัย ก็เป็นการจัดการบริหารความเสี่ยงอย่างหนึ่งของลูกค้า แต่บริษัทประกันภัยก็ต้องบริหารจัดการความเสี่ยงของตัวเองด้วยเช่นกัน ดังนั้นสำหรับผู้บริโภคที่หากคิดจะซื้อประกัน น่าจะต้องพิจารณาปัจจัยหลายๆ อย่างประกอบกัน ดังที่กล่าวมาในเบื้องต้น”

 


 

ถอดรหัส: จุดแข็งที่สร้างความต่าง นำมาซึ่งความสำเร็จของ MSIG 

 

    • เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) หรือ MSIG ถือเป็นบริษัทลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น ซึ่งมีบริษัทแม่คือ เอ็มเอส แอนด์ เอดี อินชัวรันซ์ กรุ๊ป (MS&AD Insurance Group) เป็นกลุ่มบริษัทประกันภัยที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นและอาเซียน มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้ภายในกลุ่มยังมีการถ่ายทอดความรู้ Know How หลายอย่าง เช่น หลักการรับประกันภัย การบริหารจัดการความเสี่ยง ทำให้ได้เรียนรู้จากการแชร์ Best Practice จาก MSIG ในประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะจาก MSIG Asia ซึ่งมีสมาชิกมากกว่า 10 ประเทศ
    • มีนโยบายการรับประกันภัยที่เข้มแข็ง ทั้งยังมีทีมบริหารจัดการความเสี่ยงที่เข้มข้น ซึ่งจะอัปเดตทุกๆ 3 เดือน โดยเฉพาะความเสี่ยงใหม่ๆ ที่สำคัญ เช่น Cyber Risk ซึ่งเป็นความเสี่ยงหนึ่งที่ต้องมอนิเตอร์อย่างใกล้ชิด
  • บริการหลังการขายที่เป็นเสมือนเพื่อนแท้ ไม่เพียงแต่ได้รับกรมธรรม์จากการจ่ายเบี้ย MSIG พยายามที่จะเข้าอกเข้าใจผู้บริโภค บริการหลังการขายของ MSIG เรียกได้ว่าเป็นบริการ 24/7 ที่ ‘ครบ’ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าประกันภัยรถยนต์ ประกันภัยบ้านที่อยู่อาศัย ประกันภัยเดินทาง ประกันภัยอุบัติเหตุ
  • บริการพร้อมและครอบคลุม MSIG ยังมีโรงพยาบาลในเครือทั่วประเทศกว่า 260 แห่ง อู่และศูนย์ซ่อมทั่วประเทศ 1,320 แห่ง และพนักงานสำรวจอุบัติเหตุรถยนต์ทั่วประเทศกว่า 300 คน
  • การเข้าถึงของลูกค้า ทั้งการซื้อประกันภัยและบริการหลังการขาย เช่น เคลมแบบออนไลน์จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

 


 

Key Success: กุญแจดอกสำคัญในการสร้างการเติบโต

 

“เรามีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของผู้คนในยุค New Normal” 

 

เมื่อกล่าวถึงกลยุทธ์ที่เป็นกุญแจสำคัญต่อการประสบความสำเร็จซึ่งได้สร้างการเจริญเติบโตให้กับ MSIG ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) สรุปให้ฟังว่าโดยหลักๆ แล้ว MSIG ยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องต่างๆ ดังต่อไปนี้ 

 

  • Customer Experience เป็นสิ่งที่ให้ความสำคัญเป็นหลัก รวมถึงการให้บริการหลังการขาย ทั้งการเคลม การดูแล ฯลฯ เพื่อให้ลูกค้าเกิดประสบการณ์ที่ดีและรู้สึกประทับใจ ลูกค้าจะเกิดความมั่นใจที่จะซื้อประกันภัยและต่ออายุ เกิดการบอกต่อ ทั้งนี้ MSIG ให้ความสำคัญต่อการทำสำรวจความพึงพอใจของลูกค้าต่อองค์กรตลอดทั้งปี โดยผลการสำรวจความพึงพอใจหรือ Net Promoter Score นั้นออกมาเป็นที่น่าพอใจ โดยมีตัวเลข อาทิ NPS สินไหมทดแทนรถยนต์: พนักงานสำรวจอุบัติเหตุรถยนต์ 63%, อู่ซ่อมรถยนต์ 54% 

NPS สินไหมทดแทนประกันภัยอุบัติเหตุ 68%

*หมายเหตุ: เกณฑ์มาตรฐาน NPS ในธุรกิจประกันภัยรถยนต์ของสหรัฐอเมริกา = 41%

(โดยอ้างอิงจากข้อมูลผลสำรวจปี 2021 ของ NICE Satmetrix ผู้ร่วมพัฒนาเครื่องมือชี้วัด Net Promoter®)

  • เบี้ยประกันภัยต้องเหมาะสม ไม่ถูกมากจนเกินไปจนบริษัทไม่สามารถทำผลกำไรและไม่สามารถยืนในระยะยาวของธุรกิจประกันภัยได้ และยังรวมถึงการโฟกัสการเติบโตในกลุ่มที่บริษัทสามารถสร้างผลกำไรได้บ้าง 
  • สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ตลอดเวลา ให้กับคู่ค้าและลูกค้า ทั้งผลิตภัณฑ์และบริการ 
  • ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมองค์กร ปรับวัฒนธรรมองค์กรให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้เข้ากับยุคสมัย New Normal เป็นที่ทำงานที่พนักงานอยากทำงานร่วมกัน ไปสู่จุดหมายเดียวกัน ที่สำคัญคือให้โอกาสเติบโตไปพร้อมๆ กัน

 

ปรับเปลี่ยนอย่างไรให้ทันกับยุคดิจิทัลและ New Normal

 

“แน่นอนว่าการทำตลาดแนวใหม่ และการซื้อประกันภัยออนไลน์ย่อมมีความจำเป็นอย่างยิ่งในยุค New Normal ครับ สำหรับในปีนี้ MSIG เราวางแผนจะมีพันธมิตรคู่ค้าออนไลน์มากขึ้น เพื่อให้สามารถเข้าถึงสินค้าและบริการได้ง่ายขึ้น เช่น เราจับมือกับนิด้า โบรกเกอร์ และ Popcoin สร้างการตลาดแบบใหม่ที่สามารถซื้อประกันภัย แล้วได้เหรียญ Utility Token ของ Popcoin ที่มี Ecosystem โดดเด่นในด้านสื่อและกิจกรรมบันเทิงต่างๆ เช่น หากซื้อประกันภัยรถยนต์ ประกันภัยบ้าน ประกันภัยเดินทาง หรือประกันภัยโรคมะเร็ง ผ่าน www.jaadhai.com ก็จะได้รับเหรียญสูงสุดถึง 5,000 Popcoins และลูกค้าสามารถเอาไปแลก (Redeem) สินค้าในแพลตฟอร์มของ Popcoin ได้ 

 

“นอกจากนี้เรายังมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการผู้คนยุค New Normal เช่น ประกันภัยรถยนต์แบบใช้น้อย จ่ายน้อย หรือประกันภัยรถยนต์รูปแบบใหม่ที่คิดค่าเบี้ยตามพฤติกรรมการขับจริง เหมาะสำหรับคนปัจจุบันซึ่งทำงานที่บ้านกันมากขึ้นและใช้รถน้อยลง 

 

“ทั้งนี้ยังจะมีการใช้ Big Data Analytics เพื่อวางแผนการขายและการตลาด ที่สำคัญอีกอย่าง คือ มีการเชื่อม API (Application Programming Interface) กับคู่ค้ามากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อดำเนินธุรกิจให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และขายให้ถูกกลุ่มลูกค้ามากขึ้น นอกจากนี้การพัฒนาการบริการต้องให้ดีและง่ายขึ้นด้วยเทคโนโลยี ซึ่งเป็นจุดขายอีกอันที่บริษัทอยากพัฒนาให้ปรับเปลี่ยนไปตามความต้องการ เช่น เกิดเจ็บป่วยในต่างประเทศ ก็ไม่จำเป็นต้องโทรศัพท์เสียเงินจากต่างแดนเข้ามาที่ศูนย์บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน MSIG Assist เพียงแค่กด Free WiFi Calling ผ่านแอปพลิเคชัน MSIG SpeeDi ก็ได้เลย ทั้งประหยัดเงินและไม่ต้องจำเบอร์ให้ยุ่งยาก สามารถซื้อสินค้าของ MSIG ผ่านแอปพลิเคชัน LINE ได้ ฯลฯ 

 

“ด้านการทำงานในองค์กร พนักงานของ MSIG ก็ได้มีการปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปในยุค New Normal โดยสามารถทำงานที่ไหนก็ได้ ไม่จำกัดแต่เฉพาะในออฟฟิศ เพื่อความยืดหยุ่นในการทำงาน เช่น พนักงาน Call Center ที่ผ่านมาทำงานที่บ้าน 80-90 เปอรเซ็นต์ ไม่กระทบการให้บริการของบริษัทแต่อย่างใดครับ”

 

ประกันภัยดิจิทัลที่มีนวัตกรรม มุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง

 

ดังที่กล่าวมาแล้วว่า MSIG ให้ความใส่ใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตแบบ New Normal ที่ผ่านมาเมื่อปลายปี 2563 MSIG ได้ร่วมมือกับ AIS นำเสนอนวัตกรรมประกันภัยรถยนต์ยุคใหม่อย่าง ‘ประกันขับดี’ ซึ่งเป็นแผนประกันภัยรถยนต์ที่มีความสมเหตุสมผล จ่ายเมื่อขับ หากไม่ได้ขับก็ไม่ต้องจ่าย คิดค่าเบี้ยประกันตามพฤติกรรมการใช้งานของผู้ขับขี่รถยนต์จริงๆ  

 

ประกันขับดีเป็นประกันรถยนต์ที่คำนวณเบี้ยประกันภัยจากตัวแปรต่างๆ ที่ทันสมัยที่สุด โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลจากอุปกรณ์ MSIG Car Informatics หรือ OBD II (On-Board Diagnostic) เป็นอุปกรณ์ขนาดเล็กใช้ติดรถ สามารถเก็บค่าตัวแปรและค่าพฤติกรรมการขับรถในเชิงลึกและละเอียด นับเป็นการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในยุค New Normal ได้อย่างน่าชื่นชม 

 

ประกันขับดี ยังได้สร้างความภาคภูมิใจให้กับ MSIG โดยได้รับรางวัลเกียรติยศระดับอินเตอร์ ตอกย้ำความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่มีนวัตกรรมสร้างสรรค์ดีเด่นประจำปี 2564 จากนิตยสาร Global Business Outlook 2021 ประเภทประกันภัยดิจิทัลที่มีนวัตกรรม และมุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Most Innovative Customer Centric Digital Insurance Product) 

 

ปี 2565 นี้ MSIG ยังคงมุ่งมั่นในเรื่องประกันรถยนต์แบบ Usage Base Insurance หรือประกันภัยรถยนต์ที่คิดค่าเบี้ยตามพฤติกรรมตามการขับขี่จริง โดยใช้อุปกรณ์ IoT มาเก็บค่าพฤติกรรม แต่เป็นแบบประกันรถยนต์แบบ Pre-paid หากใช้จนหมดแพ็กเกจกิโลเมตรหรือชั่วโมงสามารถซื้อเพิ่มเติมได้ ซึ่งต่างจากประกันขับดีที่เป็นแบบ Post-paid โดยลูกค้าสามารถเลือกซื้อตามการใช้งาน ดังนี้ 

 

  1. แบบตามไมล์ (กม.) เหมาะกับคนที่ขับในพื้นที่รถติด คนที่อยู่ในเมือง หรือคนที่บ้านอยู่ใกล้ที่ทำงาน
  2. แบบตามระยะเวลา (ชม.) เหมาะกับคนที่ขับในพื้นที่ต่างจังหวัด เส้นทางไป-กลับต่อวันใช้ความเร็วได้ ไม่ค่อยเจอรถติด
  3. แบบประกันรูปแบบผสม (กม. และ ชม.) 

 

ทั้งนี้นวัตกรรมประกันรถยนต์แบบ Usage Based Insurance ดังกล่าวของ MSIG จะคลอดออกมาให้เราได้เห็นกันในช่วงครึ่งปีหลัง 2565 ที่กำลังจะถึงนี้ 

 

ธุรกิจประกันวินาศภัยในปี 2565 อะไรที่กำลังรออยู่เบื้องหน้า 

 

 “แนวโน้มข้างหน้าคือ บริษัทประกันภัยส่วนใหญ่จะหันมาสู้กันด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยดำเนินธุรกิจมากขึ้น”

 

“ผมคิดว่าปี 2565 จะยังเป็นปีที่แต่ละบริษัทจะแข่งขันกันอย่างดุเดือดเหมือนเดิม แต่บริษัทประกันภัยส่วนใหญ่จะหันมาสู้กันด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยดำเนินธุรกิจกันมากขึ้น จะมีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และบริการที่เป็นประโยชน์ต่อลูกค้ามากขึ้น รวมถึงสร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการประกันภัย พัฒนาระบบต่างๆ ให้ตัวแทน เพื่อให้ทำธุรกรรมต่างๆ กับบริษัทได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

 

เป้าหมายและความท้าทาย: ก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านดิจิทัลในธุรกิจประกันวินาศภัย

 

ผมคิดว่าสิ่งที่ท้าทายคือการปรับตัวที่รวดเร็ว โดยนำดิจิทัลเทคโนโลยีมาใช้ในธุรกิจให้มากขึ้น ตอนนี้เราพยายามเชื่อมต่อกับพาร์ตเนอร์ผ่าน API หลายรายมาก อีกอย่างคือการพัฒนาบริการที่ไม่หยุดนิ่ง หมายถึงทั้งการบริการต่อผู้เอาประกันภัย และการบริการต่อคู่ค้า เราพยายามทำให้ตัวแทน นายหน้าสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างคล่องตัว โดยสร้างระบบที่ตัวแทนสามารถทำงานได้เอง คำนวณเบี้ยประกันภัย ทำใบเสนอราคาได้ สามารถทำจ่ายเบี้ยประกันให้บริษัทได้เอง และภายในอนาคตอันใกล้นี้ ตัวแทนยังสามารถที่จะคำนวณเบี้ยประกันภัย ทำใบเสนอราคา และแจ้งการออกกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ผ่าน LINE OA ซึ่งใกล้จะเสร็จแล้ว และในส่วนของลูกค้าเรากำลังพัฒนาเรื่อง Claims Tracking ที่ลูกค้าสามารถตรวจสอบสถานะเคลมของตัวเองได้อย่างง่ายๆ ว่าแต่ละรายอยู่ที่ขั้นตอนไหน ผ่านแอปพลิเคชัน MSIG SpeeDi เป็นต้น และรูปแบบการตลาดใหม่ๆ มากขึ้นเรื่อยๆ

 

ในส่วนของเป้าหมายต้องบอกว่า MSIG เรามีเป้าหมายที่ชัดเจนมากๆ ที่จะเป็น ‘ผู้นำด้านดิจิทัลในธุรกิจประกันวินาศภัย’ ให้ได้ ภายในปี 2566 ครับ คือหลังจากที่เราใช้เวลา 4 ปี ในการรุกตลาดออนไลน์ประกันภัยเดินทาง จนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ได้สำเร็จในปี 2562 ถัดจากนี้ MSIG เราต้องการจะขึ้นเป็นผู้นำอันดับ 1 ในประกัน UBI (Usage Based Insurance) หรือประกันภัยที่คิดเบี้ยตามพฤติกรรมการใช้จริงของผู้เอาประกันภัย โดยในเฟสแรก เราจะเริ่มที่ประกันภัยรถยนต์ก่อน แล้วจึงขยับเข้าสู่ผลิตภัณฑ์อื่นๆ” 

 

ผู้บริโภคอย่างเราๆ คงต้องคอยติดตามดูกันต่อไปว่า MSIG จะมีสินค้าหรือบริการอะไรเพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านดิจิทัลในธุรกิจประกันวินาศภัย และจะโดนใจตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ในยุค New Normal ขนาดไหน 

The post ถอดบทเรียนความสำเร็จและส่องแนวโน้มธุรกิจประกันภัยในปี 2565 กับเอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัยที่ฝ่าวิกฤตโควิด-19 ได้อย่างสวยงาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขายส่งประกันชีวิตกับ ‘ธุรกิจประกันชีวิตต่อ’ ในประเทศไทย https://thestandard.co/wholesale-life-insurance-and-reinsurance-business/ Tue, 01 Mar 2022 10:39:37 +0000 https://thestandard.co/?p=600549 ธุรกิจประกันชีวิตต่อ

โดยปกติธุรกิจประกันชีวิตและธุรกิจประกันชีวิตต่อจะมีการเ […]

The post ขายส่งประกันชีวิตกับ ‘ธุรกิจประกันชีวิตต่อ’ ในประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธุรกิจประกันชีวิตต่อ

โดยปกติธุรกิจประกันชีวิตและธุรกิจประกันชีวิตต่อจะมีการเติบโตไปในทิศทางเดียวกัน แต่ในระยะหลังมานี้ ‘ธุรกิจประกันชีวิตต่อ’ ในไทยกลับมียอดขายเติบโตสูงกว่าบริษัทประกันชีวิตและกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง บทความนี้จะมาอธิบายถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงวิเคราะห์โอกาสที่ธุรกิจประกันชีวิตต่อของไทยจะกลายเป็นเสือติดปีกที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศได้ในอนาคต

 

ธุรกิจประกันชีวิตต่อ (Life Reinsurer) นั้นจะมีลูกค้ามาจากบริษัทประกันชีวิต และธุรกิจประกันวินาศภัยต่อ (Non-Life Reinsurer) จะมีลูกค้าที่มาจากบริษัทประกันวินาศภัย ซึ่งทั้ง 2 ประเภทนั้น มีลักษณะการบริหารและอยู่ภายในกรอบของกฎหมายที่ไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศไทยจะเห็นว่า THRE ถือหุ้น THREL เพียงแค่ 10% และตั้งอยู่ในสถานที่คนละแห่ง มีผู้บริหารคนละชุด และมีความอิสระออกจากกันอย่างสิ้นเชิง 

 


 

บทความที่เกี่ยวข้อง

 


 

ปกติแล้ว บริษัทประกันชีวิตในประเทศไทยจะรับความเสี่ยงทุนประกันชีวิตเอาไว้ ไม่เกิน 1-4 ล้านบาทต่อกรมธรรม์ ดังนั้นส่วนเกินของทุนประกันชีวิตที่เหลือนั้นจะต้องส่งให้กับบริษัทประกันชีวิตต่อออกไปทั้งหมด ซึ่งบริษัทประกันชีวิตต่อในไทยเองก็จะมีพันธมิตรในต่างประเทศที่แบ่งรับในสัดส่วนที่ตัวเองรับไหว บริษัทประกันชีวิตต่อยิ่งมีเงินทุนหนาขึ้นก็จะได้เปรียบมากขึ้น

 

ซึ่งในช่วงนี้จะเห็นว่าธุรกิจที่จะได้รับอานิสงส์จากวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นอย่างชัดเจนนั้นจะเป็นธุรกิจประเภทที่รับเงินมาก่อนและต้นทุนเกิดขึ้นทีหลัง (เอาเงินมาหมุนก่อน) เช่น บริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันชีวิตต่อ บริษัทประกันวินาศภัย และบริษัทประกันวินาศภัยต่อ เพราะหนึ่งในผลกำไรของบริษัทประกันภัยก็คือผลตอบแทนจากการลงทุนนั่นเอง 

 

นอกจากบริษัทประกันชีวิตจะได้รับอานิสงส์ไปแล้ว บริษัทประกันภัยชีวิตต่อก็ได้รับอานิสงส์ด้วยเช่นกัน เพราะถ้าบริษัทประกันชีวิตมีการเติบโตที่ดี (จากการที่มีเงินสำรองลดลง) มีกำลังซื้อที่สูงขึ้น ก็จะทำให้บริษัทประกันชีวิตมีผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตที่หลากหลายและน่าดึงดูดมากยิ่งขึ้น และประกันชีวิตทุกตัวก็จำเป็นจะต้องมีประกันภัยต่อเป็นเงาตามตัวเพื่อบริหารความเสี่ยงให้เหมาะสม

 

ทิศทางของบริษัทประกันชีวิตต่อในจังหวะนี้นั้นจึงอยู่ที่การ Scaling ให้ใหญ่ขึ้น เหมือนฝนที่กำลังจะตกลงมา เพียงแค่ขยายตุ่มรับน้ำให้ใหญ่ขึ้นก็จะเป็นโอกาสในการตักตวงกำไรในอนาคต ดังจะเห็นได้ว่าบริษัทประกันชีวิตต่อในระยะหลังนี้มียอดขายเติบโตสูงกว่าบริษัทประกันชีวิตด้วยซ้ำ เนื่องจากธุรกิจประกันชีวิตต่อในไทยยังมีขนาดที่ไม่ใหญ่มาก และกำลังขยายตัวเป็น Growth Company เพื่อรองรับธุรกิจให้กับบริษัทประกันชีวิตได้กำไรเติบโตอย่างต่อเนื่อง

 

และนอกจากผลตอบแทนจากการลงทุนที่จะเพิ่มขึ้นแล้ว หนึ่งในเครื่องยนต์บูสเตอร์ในการทำกำไรของบริษัทประกันชีวิตต่อที่มีมาตั้งแต่ในอดีตก็คือ ประกันสินเชื่อ (จ่ายทุนประกันชีวิตเพื่อชดใช้หนี้คงค้างที่เหลืออยู่ เวลาที่ลูกหนี้เกิดเสียชีวิต) โดยเฉพาะพวก SMEs Loan ที่ผูกกับสภาพเศรษฐกิจที่ทางสถาบันการเงินเตรียมปล่อยกู้สินเชื่อ Booster นี้จึงมีข้อเสียอยู่ที่การต้องรอให้การปล่อยกู้นั้นกลับมาเหมือนเมื่อก่อน แต่ข้อดีจะอยู่ที่ Profit Margin สูง เพราะเป็นแพ็กเกจที่ต้องซื้อพร้อมกับการยื่นขอกู้เงินไปทำธุรกิจ

 

ส่วนประกันสุขภาพก็เริ่มเข้ามามีบทบาทสำหรับธุรกิจประกันชีวิตต่อมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และกลายเป็นเครื่องยนต์ตัวใหม่ที่เพิ่มเติมเข้ามาในช่วง 2-3 ปีที่แล้ว จนมีตลาดที่ใหญ่และกว้างขึ้น เพื่อทดแทนการประกันสินเชื่อ (ประกันชีวิตที่ขายพร้อมการปล่อยกู้สินเชื่อ) ที่ลดลงในช่วงโควิดที่ผ่านมา การประกันชีวิตต่อทางด้านประกันสุขภาพจึงเป็นตลาดที่เติบโตเร็วและมีความน่าสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะช่วงหลังยุคโควิดที่ทุกคนเริ่มมองหาประกันสุขภาพกันมากขึ้น และคาดว่าจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง 

 

การกำกับดูแลด้านการบริหารความเสี่ยงผ่านประกันภัยต่อก็มีความสำคัญมากยิ่งขึ้นเรื่อยมา โดยเฉพาะต่อจากนี้ บริษัทประกันชีวิตจะมีความต้องการซื้อประกันชีวิตต่อเพื่อบริหารความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น เช่น บริษัทประกันชีวิตต้องยื่นแผนการบริหารความเสี่ยงโดยใช้เครื่องมือประกันชีวิตต่อ และอาจต้องทดสอบภาวะวิกฤต (Stress Test) ให้เหมาะสม อีกทั้งประกันชีวิตต่อจะถูกบรรจุในวาระของการอนุมัติออกแบบประกันชีวิตทุกตัว (ซึ่งปัจจุบันก็ทำกันอยู่แล้วเป็นส่วนใหญ่) 

 

นอกจากนี้ ธุรกิจประกันชีวิตต่อ ในประเทศไทยนั้นยังมีพื้นที่ให้สามารถขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐในการเอื้ออำนวยความสะดวกให้บริษัทประกันชีวิตในประเทศไทย ได้เข้าถึงประกันชีวิตต่อในประเทศมากกว่าไปส่งประกันชีวิตต่อออกนอกประเทศมากจนเกินไป ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ภาครัฐในแต่ละประเทศมุ่งส่งเสริมธุรกิจประกันชีวิตต่อในประเทศของตัวเองให้แข็งแกร่งมากขึ้น 

 

ยกตัวอย่างเช่น ปัจจุบันนี้ บริษัทประกันชีวิตที่ซื้อประกันชีวิตต่อกับบริษัทในประเทศจะถือเงินดำรงกองทุนความเสี่ยงขั้นต่ำได้ในเรตต่ำกว่าไปซื้อกับบริษัทต่างชาติ และหากขอความช่วยเหลือจากภาครัฐให้ส่งเสริมศักยภาพของบริษัทประกันชีวิตต่อในประเทศสามารถให้รับงานประกันชีวิตต่อจากต่างประเทศได้มากยิ่งขึ้นก็จะเป็นเรื่องที่ดีมาก

 

สุดท้ายนี้ ตามธรรมชาติของ ‘ธุรกิจประกันชีวิตต่อ’ จะมีสิ่งที่น่าสนใจอยู่คือ การที่บริษัทประกันชีวิตต่อสามารถที่จะวิ่งขายงานในต่างประเทศได้อย่างอิสระมากกว่าบริษัทประกันชีวิต เหมือนที่บริษัทประกันชีวิตต่อต่างประเทศเคยบุกเข้ามาในตลาดไทยตั้งแต่ในอดีต และมันอาจจะถึงเวลาแล้วที่บริษัทประกันชีวิตต่อสัญชาติไทยจะได้ผงาดเข้าไปแข่งขันสู่เวทีโลกที่ต้องมองหาธุรกิจในต่างประเทศบ้าง ซึ่งสัญญาณอันดีคงอยู่ที่บริษัทประกันชีวิตต่อเริ่มเข้าไปทำสัญญาเจรจาขายประกันภัยต่อกัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา และกำลังบุกตลาดเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และไต้หวันเพิ่มเติมในช่วงนี้ เป็นต้น

 

สรุปว่า ธุรกิจประกันชีวิตต่อ (Life Reinsurer) จะกลับมาดี โดยแหล่งเครื่องยนต์ทำกำไรของธุรกิจประกันชีวิตต่อก็จะมีผลตอบแทนจากการลงทุน เบี้ยประกันชีวิตต่อจากแบบประกันต่างๆ ของบริษัทประกันชีวิต เบี้ยประกันชีวิตต่อจากประกันสุขภาพที่สร้างฐานขึ้นมาในช่วงที่ผ่านมา และเบี้ยประกันสินเชื่อที่คอยการกลับมาของการปล่อยกู้สินเชื่อที่อั้นมานาน เป็นต้น และยิ่งถ้าธุรกิจนี้ไปขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐมากขึ้นก็จะยิ่งกลายเป็นเสือติดปีกที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศได้เหมือนที่บริษัทประกันชีวิตต่อในต่างประเทศเป็นกัน 

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ขายส่งประกันชีวิตกับ ‘ธุรกิจประกันชีวิตต่อ’ ในประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘อาคเนย์ประกันภัย’ แจงยื่นขอเลิกกิจการเป็นทางออกที่ดีที่สุดเพื่อให้ทุกคนได้เงินคืน ย้ำปัจจุบันยังให้ความคุ้มครองทุกกรมธรรม์ตามปกติ https://thestandard.co/southeast-insurance-business-termination/ Thu, 27 Jan 2022 09:27:32 +0000 https://thestandard.co/?p=587383 อาคเนย์ประกันภัย

บริษัท อาคเนย์ประกันภัย ออกแถลงการณ์ชี้แจงผ่านสื่อมวลชน […]

The post ‘อาคเนย์ประกันภัย’ แจงยื่นขอเลิกกิจการเป็นทางออกที่ดีที่สุดเพื่อให้ทุกคนได้เงินคืน ย้ำปัจจุบันยังให้ความคุ้มครองทุกกรมธรรม์ตามปกติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาคเนย์ประกันภัย

บริษัท อาคเนย์ประกันภัย ออกแถลงการณ์ชี้แจงผ่านสื่อมวลชนว่า ปัจจุบันบริษัทฯ ยังดำเนินธุรกิจและให้บริการรวมถึงความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยตามปกติ และขณะนี้บริษัทฯ มีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมายอยู่ถึง 170% และยังมีสภาพคล่องเพียงพอที่จะจ่ายค่าสินไหมให้กับลูกค้าและคู่ค้าทุกราย 

 

ทั้งนี้ การดำเนินการใช้สิทธิขอเลิกประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยโดยสมัครใจ และส่งคืนใบอนุญาตประกอบธุรกิจต่อนายทะเบียน (คปภ.) เป็นไปเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดในการลดผลกระทบสำหรับลูกค้าผู้เอาประกันทุกประเภทและผู้เกี่ยวข้องของบริษัทฯ ให้ได้รับเงินคืนทุกราย ซึ่งลูกค้าทุกกรมธรรม์จะได้รับการคุ้มครองและดูแลตามสิทธิ์อย่างถูกต้อง รวมถึงการดูแลพนักงาน คู่ค้า และพันธมิตรทางธุรกิจทุกราย

 

โดยบริษัทฯ ขอยืนยันว่า “การตัดสินใจครั้งนี้ น่าจะเป็นการหาทางออกที่ดีที่สุด คือการยอมเลิกกิจการเพื่อให้ทุกคนได้เงินคืน” ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้มีการแก้ปัญหาในกรณีกรมธรรม์ประกันภัยโควิด-19 แบบเจอจ่ายจบ ผ่านหลายช่องทางที่เกี่ยวข้อง แต่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือเท่าที่จำเป็นต่อการดำรงธุรกิจให้คงอยู่ได้โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่การแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส COVID-19 ในประเทศไทยทวีความรุนแรงขึ้น

 

สำหรับการขอเลิกกิจการในขณะนี้ยังอยู่ระหว่างเตรียมเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะกรรมการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ในวันที่ 28 มกราคม 2565

 

ทั้งนี้ บริษัทขอยืนยันว่าจะทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังในสถานการณ์ที่ยากลำบากขณะนี้ เพื่อร่วมหาทางออกที่จะทำให้ทั้งลูกค้า คู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจ และพนักงาน ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

The post ‘อาคเนย์ประกันภัย’ แจงยื่นขอเลิกกิจการเป็นทางออกที่ดีที่สุดเพื่อให้ทุกคนได้เงินคืน ย้ำปัจจุบันยังให้ความคุ้มครองทุกกรมธรรม์ตามปกติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คปภ. ระบุชัด ’อาคเนย์ประกันภัย’ ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เลิกกิจการ ย้ำทุกกรมธรรม์ยังได้รับการคุ้มครอง วอนอย่าตื่นตระหนก https://thestandard.co/oic-clearly-stated-southeast-insurance-not-allowed-to-liquidate-business/ Thu, 27 Jan 2022 00:22:51 +0000 https://thestandard.co/?p=587133 อาคเนย์ประกันภัย

คปภ. เผย อาคเนย์ประกันภัยยังไม่ได้รับอนุญาตให้เลิกกิจกา […]

The post คปภ. ระบุชัด ’อาคเนย์ประกันภัย’ ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เลิกกิจการ ย้ำทุกกรมธรรม์ยังได้รับการคุ้มครอง วอนอย่าตื่นตระหนก appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาคเนย์ประกันภัย

คปภ. เผย อาคเนย์ประกันภัยยังไม่ได้รับอนุญาตให้เลิกกิจการ ย้ำทุกกรมธรรม์ยังได้รับความคุ้มครอง ระบุบริษัทอยู่ระหว่างยื่นคำขออนุญาตเลิกประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยเพื่อให้บอร์ด คปภ. พิจารณา โดยจะต้องดำเนินการเพื่อพิทักษ์ประโยชน์ของประชาชนผู้เอาประกันภัย

 

ตามที่ปรากฏข่าวผ่านสื่อมวลชน กรณีที่ บมจ.เครือไทย โฮลดิ้งส์ (TGH) มีหนังสือแจ้งมติที่ประชุมคณะกรรมการของบริษัทเกี่ยวกับการเลิกประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยของ บมจ.อาคเนย์ประกันภัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2565 นั้น

 

สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ขอเรียนชี้แจงว่า ตามมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 กำหนดให้กรณีที่บริษัทประกันวินาศภัยใดประสงค์จะเลิกประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย ให้ยื่นคำขออนุญาตต่อคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คณะกรรมการ คปภ.) เพื่อพิทักษ์ประโยชน์ของผู้เอาประกันภัย ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย หรือผู้มีส่วนได้เสีย

 

โดยคณะกรรมการมีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และระยะเวลา ให้บริษัทต้องปฏิบัติให้แล้วเสร็จก่อนที่คณะกรรมการจะอนุญาตให้เลิกกิจการ อย่างน้อยดังต่อไปนี้

 

1. วิธีจัดการหรือการโอนภาระผูกพันตามกรมธรรม์ประกันภัยที่ยังมีผลผูกพันอยู่

 

2. วิธีการบอกกล่าวให้ผู้เอาประกันภัย ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย และผู้มีส่วนได้เสียทราบ และใช้สิทธิตามกฎหมาย

 

3. การโอนหรือการขอรับเงินสำรองที่บริษัทวางไว้กับนายทะเบียน

 

4. การจัดการทรัพย์สินและหนี้สิน ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับกิจการประกันวินาศภัยและการลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัท

 

5. ระยะเวลาของการดำเนินการตาม 1., 2., 3., และ 4.

 

ในกรณีที่คณะกรรมการอนุญาตให้เลิกประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย และบริษัทประสงค์จะเลิกบริษัท การเลิกบริษัทให้มีผลนับแต่วันที่ได้รับอนุญาตให้เลิกประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยและให้มีการชำระบัญชี

 

แม้อาคเนย์ประกันภัยได้ยื่นคำขอเลิกประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยต่อคณะกรรมการ คปภ. ผ่านสำนักงาน คปภ. แล้ว แต่คณะกรรมการ คปภ. ยังไม่ได้อนุญาต ในการนี้สำนักงาน คปภ. ได้ตั้งคณะทำงานพิจารณารายละเอียดต่างๆ เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายก่อนเสนอต่อคณะกรรมการ คปภ. พิจารณาต่อไป

 

สำหรับกองทุนประกันวินาศภัยได้ถูกจัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ที่เกิดจากการเอาประกันภัย ในกรณีบริษัทถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย และเพื่อพัฒนาธุรกิจประกันวินาศภัยให้มีความมั่นคงและเสถียรภาพเท่านั้น ตามมาตรา 79 แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2558 ซึ่งกฎหมายไม่ได้กำหนดภารกิจของกองทุนฯ ให้ครอบคลุมถึงกรณีบริษัทประกันภัยขอเลิกประกอบธุรกิจเอง

 

ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก โดยยืนยันว่าตอนนี้อาคเนย์ประกันภัยยังไม่สามารถปิดหรือหยุดประกอบกิจการได้ จนกว่าจะได้รับอนุญาตให้เลิกกิจการจากคณะกรรมการ คปภ. โดยสำนักงาน คปภ. ได้ตั้งทีมงานประกอบด้วยเจ้าหน้าที่สายกำกับธุรกิจและการลงทุน สายตรวจสอบ สายวิเคราะห์ธุรกิจประกันภัย สายกฎหมายและคดี และสายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดแล้ว เพื่อเป็นการพิทักษ์ประโยชน์ของผู้เอาประกันภัย ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย และผู้มีส่วนได้เสีย

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post คปภ. ระบุชัด ’อาคเนย์ประกันภัย’ ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เลิกกิจการ ย้ำทุกกรมธรรม์ยังได้รับการคุ้มครอง วอนอย่าตื่นตระหนก appeared first on THE STANDARD.

]]>
แนวโน้มของธุรกิจประกันในปี 2565 https://thestandard.co/now-and-next-2022-insurance-business/ Wed, 29 Dec 2021 14:15:12 +0000 https://thestandard.co/?p=577593 insurance business

เศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มฟื้นตัวได้ดีขึ้นในปี 2565 น่าจะส […]

The post แนวโน้มของธุรกิจประกันในปี 2565 appeared first on THE STANDARD.

]]>
insurance business

เศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มฟื้นตัวได้ดีขึ้นในปี 2565 น่าจะส่งผลบวกต่ออุตสาหกรรมประกันภัยให้ยังเติบโตได้ต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี การปรับตัวและรูปแบบผลิตภัณฑ์ให้เท่าทันกับพฤติกรรมผู้บริโภครวมถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ก็ยังเป็นโจทย์สำคัญที่บริษัทประกันทุกแห่งต้องแข่งขันกันเพื่อรักษาฐานลูกค้า บทความนี้จะพาทุกท่านไปรู้จักกับเทรนด์สำคัญที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจประกันไทยในปีใหม่นี้

 

ขึ้นชื่อว่าประกัน ก็เป็นเรื่องของความคุ้มครองจากความเสี่ยงภัยต่างๆ ที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นชีวิตเรา ร่างกายเรา ทรัพย์สินสมบัติของเรา ซึ่งหลักๆ แล้วก็จะคุ้มครองได้ในส่วนของความสูญเสียทางการเงินได้เท่านั้น (คงไปคุ้มครองสภาพจิตใจหรือเรื่องอื่นๆ ไม่ได้อยู่ดี) 

 

แต่ถึงแม้ว่าจะคุ้มครองได้แค่ความสูญเสียทางด้านการเงินจากเหตุการณ์ร้ายๆ ที่จะเกิดขึ้น ก็คงจะเพียงพอที่จะทำให้คนเราอุ่นใจและสบายใจขึ้นมาในระดับหนึ่ง และนั่นก็ทำให้สินค้าประกันภัยสามารถขายได้อยู่เรื่อยมาไม่ว่าเราจะอยู่ในเศรษฐกิจขาขึ้นหรือขาลง 

 

เวลานี้…เรามีบริษัทประกันชีวิตเพียง 22 บริษัท เบี้ยรวมกว่า 600,000 ล้านบาท และประกันวินาศภัยมี 54 บริษัท เบี้ยรวมเพียง 260,000 ล้านบาท

 

แต่ถ้าเราจะวิเคราะห์เจาะลึกถึงแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจประภัยในปี พ.ศ. 2565 แล้ว เราก็คงต้องแยกการวิเคราะห์ออกมาเป็น 2 หมวด คือ หมวดประกันชีวิต (ชีวิตและสุขภาพ) และหมวดประกันวินาศภัย (สุขภาพและทรัพย์สิน) ออกจากกัน

 

เริ่มจากมุมของประกันชีวิตก่อน จะเห็นว่าธุรกิจประกันชีวิตจะได้อานิสงส์จากดอกเบี้ยขาขึ้นที่แฝงเข้ามาอยู่ในรูปแบบของอัตราเงินเฟ้อ แต่ต้องระวังอย่าไปติดกับดักที่ไปมองแต่การขึ้นของดอกเบี้ยระยะสั้น เพราะประกันชีวิตเป็นการลงทุนในระยะยาว และต้องใช้ดอกเบี้ยระยะยาว (เช่น อ้างอิงกับพันธบัตรที่มีระยะเวลาครบกำหนดเกิน 10-15 ปี เป็นต้น) ในการวิเคราะห์กันครับ

 

ในมุมกลับกัน ถึงแม้ว่าดอกเบี้ยจะอยู่ในขาขึ้น แต่ก็อยู่ในช่วงที่ต่ำเมื่อเทียบกับ 5-10 ปีที่แล้วอยู่ดี จึงทำให้แบบประกันที่จะเอาออกมาขายในปีหน้านั้นไม่สามารถให้อยู่ในรูปแบบการันตีเงินคืนทั้งหมดได้ ไม่อย่างนั้นแล้วจะต้องเก็บเบี้ยที่แพงมาก (เพราะลงทุนได้ดอกเบี้ยการันตีที่ต่ำมาก) 

 

บริษัทประกันชีวิตจึงจำเป็นต้องปลดล็อกศักยภาพในการลงทุน และหันให้ผู้บริโภคเลือกการลงทุนไปที่สินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ เช่น หุ้น เป็นต้น จึงทำให้แบบประกันยูนิตลิงก์มีคุณค่าและน่าจับตามองกันมากขึ้น โดยในปีหน้าเราคงจะเห็นบริษัทประกันชีวิตพัฒนาแบบประกันเหล่านี้ออกมาสู่ตลาดเป็นจำนวนมากเช่นกัน

 

เราจะเห็นว่าในปีที่ผ่านมา เนื่องจากกระแสความเป็นห่วงสุขภาพตัวเอง เลยทำให้ธุรกิจประกันชีวิตได้กำไรจากประกันสุขภาพกันมาก ทั้งยอดขายและต้นทุนที่ต่ำลง (เนื่องจากคนที่เจ็บป่วยทั่วไป ถ้าไม่จำเป็นก็ยังไม่กล้าเข้าโรงพยาบาลไปเท่าไรนัก) และเราก็จะได้เห็นกระแสนี้ต่อไปอีกในปี พ.ศ. 2565 เช่นกัน ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยที่จะเห็นบริษัทประกันชีวิตจะเน้นขายประกันสุขภาพกันมากขึ้น

 

insurance business

 

วกกลับมาดูทางฝั่งประกันวินาศภัยกันบ้าง เราจะเห็นบริษัทประกันวินาศภัยปรับเปลี่ยนกลยุทธ์กันพอสมควร ซึ่งกลุ่มที่ตัดสินใจเลือกที่จะไม่ขายประกันโควิดมาตั้งแต่ต้นนั้นจะมีสถานะการเงินที่แข็งแกร่งขึ้นและพร้อมทะยานเติบโตขึ้น 

 

โดยเราจะได้เห็นปรากฏการณ์ย้ายค่ายเกิดขึ้นในปีหน้า ทั้งในมุมของลูกค้า พนักงาน และตัวแทนฝ่ายขาย/โบรกเกอร์ ที่จะมีการเปลี่ยนค่ายจากสถานการณ์การจัดการประกันโควิดที่ผ่านมา เพราะบางบริษัทก็ล้มหายตายจากไป และบางบริษัทก็สร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกฝ่ายได้ไม่ดีพอ เป็นต้น 

 

นอกจากนี้ ในขณะนี้บริษัทประกันวินาศภัยมีจำนวนมากถึง 54 บริษัท แบ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่ จำนวน 15 บริษัท โดยมีส่วนแบ่งการตลาด 3 ใน 4 (หรือ 75%) เข้าไปแล้ว ส่วนบริษัทขนาดกลาง 18 บริษัท มีส่วนแบ่งการตลาดไม่ถึง 20% ในขณะที่บริษัทขนาดเล็ก 23 บริษัท มีส่วนแบ่งการตลาดรวมกันไม่ถึง 3% เสียด้วยซ้ำ 

 

ทำให้บริษัทเล็กเสียเปรียบในการแข่งขันมาก ทำให้ทางออกที่จะไปแข่งกับบริษัทใหญ่ได้คือการควบรวบกิจการ เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น

.

แนวโน้มอีกอย่างหนึ่งที่จะเห็นได้ชัดในปีหน้าคือ บริษัทประกันจะมีการใช้ Data Science หรือข้อมูลมาวิเคราะห์ เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายสำหรับการประกันรถยนต์กันมากขึ้น 

 

เนื่องจากสถานการณ์ของประกันรถยนต์ในประเทศไทยนั้นมีการแข่งขันกันสูงมากจนแทบจะไม่มีกำไรเลย การหันมาใช้ข้อมูลเชิงลึกมากขึ้นเท่านั้นที่จะเป็นการสร้างกำไรให้กับสินค้าประเภทนี้ได้ โดยต้องเจาะกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจนและลึกขึ้นและข้อมูลต้องแน่นพอ 

 

ธุรกิจประกันวินาศภัยจะกลายเป็นธุรกิจสงครามข้อมูลกันมากขึ้น ใครที่ชนะสงครามข้อมูลได้ก็จะเป็นฝ่ายที่ทำกำไรได้ไป 

 

#นักคณิตศาสตร์ประกันภัย #พิเชฐเจียรมณีทวีสิน #tommypichet

The post แนวโน้มของธุรกิจประกันในปี 2565 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ด่วน! คลังสั่งเพิกถอนใบอนุญาต ‘เอเชียประกันภัย’ ให้กองทุนประกันวินาศภัยเข้ารับช่วงจ่ายสินไหมผู้เอาประกันแทน https://thestandard.co/mof-canceled-asia-insurance-license/ Fri, 15 Oct 2021 11:39:58 +0000 https://thestandard.co/?p=548761 เอเชียประกันภัย

สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมกา […]

The post ด่วน! คลังสั่งเพิกถอนใบอนุญาต ‘เอเชียประกันภัย’ ให้กองทุนประกันวินาศภัยเข้ารับช่วงจ่ายสินไหมผู้เอาประกันแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอเชียประกันภัย

สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มีคำสั่งให้เพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย บริษัท เอเชียประกันภัย 1950 จำกัด (มหาชน) โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไป เนื่องจากบริษัทมีหนี้สินเกินกว่าทรัพย์สิน มีฐานะการเงินไม่มั่นคง ไม่สามารถดำรงเงินกองทุนให้ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด มีการกระทำที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ไม่สามารถแก้ไขปัญหาสำคัญของบริษัทได้ภายในระยะเวลาที่สมควร ประวิงการจ่ายค่าสินไหมทดแทน และไม่มีความสามารถและความพร้อมที่จะรับประกันภัยและประกอบธุรกิจประกันภัยได้ต่อไป

 

ทั้งนี้ สำนักงาน คปภ. ได้แต่งตั้งให้ ‘กองทุนประกันวินาศภัย’ เป็นผู้ชำระบัญชีและเข้าจ่ายสินไหมแทนหลังจากนี้ พร้อมกันนี้ยังมีความร่วมมือกับบริษัทประกันวินาศภัย 13 บริษัท ที่จะเข้ามารับโอนกรมธรรม์ทุกประเภทที่ยังไม่หมดอายุ และดำเนินการต่างๆ ต่อไป เช่น การรับคืนเบี้ยประกันภัยโควิดตามมูลค่าที่เหลือหรือรับเป็นส่วนลด เพิ่มอีก 10% ของกรมธรรม์ใหม่แต่ไม่เกิน 500 บาท และบริษัททิพยประกันภัย ให้นำเบี้ยเหล่านั้นมาซื้อประกันภัยโควิด โคม่า รวมถึงการตั้งศูนย์ให้คำแนะนำต่างๆ ด้วย 

 

สุทธิพลกล่าวว่า การเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยในครั้งนี้ เป็นเหตุสืบเนื่องจากการปรากฏหลักฐานว่า บริษัท เอเชียประกันภัย 1950 มีฐานะการเงินไม่มั่นคงจากการดำรงเงินกองทุนไม่ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน สภาพคล่องไม่เพียงพอต่อการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน จ่ายค่าสินไหมทดแทนล่าช้า และเสนอขายกรมธรรม์ไม่เป็นไปตามแบบและข้อความที่ได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียน ซึ่งอาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เอาประกันภัยหรือประชาชน 

 

โดยเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา คปภ. ได้ออกคำสั่งให้บริษัทหยุดรับประกันวินาศภัยเป็นการชั่วคราวและได้เข้าควบคุมธุรกรรมการเงิน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าระหว่างที่มีคำสั่งให้บริษัทหยุดรับประกันวินาศภัยเป็นการชั่วคราวและอยู่ระหว่างการแก้ไขปัญหาตามคำสั่งฯ จะไม่มีการโยกย้ายทรัพย์สิน หรือมีการกระทำใดๆ ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้เอาประกันภัยและประชาชน และต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 22 ตุลาคม 2564

 

อย่างไรก็ดี เมื่อให้ระยะเวลาบริษัทแก้ไขฐานะการเงินและการดำเนินการตามคำสั่งนายทะเบียนแล้ว ได้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า บริษัทมีหนี้สินเกินกว่าทรัพย์สิน ทำให้ไม่สามารถจ่ายค่าสินไหมทดแทนได้ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และยังคงมีจำนวนค่าสินไหมทดแทนคงค้างจำนวนมาก ซึ่งบริษัทไม่สามารถแก้ไขปัญหาการจัดการสินไหมทดแทนได้ 

 

นอกจากนี้ยังมีการเลิกจ้างพนักงานจำนวนมาก ทำให้บริษัทไม่มีความพร้อมและความสามารถในการประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยได้ อีกทั้งบริษัทมีการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายหลายประการ คปภ. จึงมีมติให้เสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณามีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยของ บริษัท เอเชียประกันภัย 1950 จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา

 

ทั้งนี้ เลขาธิการ คปภ. ยืนยันว่า การเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยของ บริษัท เอเชียประกันภัย 1950 จำกัด (มหาชน) เป็นปัญหาฐานะการเงินและการจัดการภายในของบริษัท จึงไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเงินหรือสภาพคล่องของบริษัทประกันวินาศภัยอื่นหรือธุรกิจประกันภัยในภาพรวม 

 

“ที่ผ่านมาสำนักงาน คปภ. สามารถเร่งรัดการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยที่ได้รับผลกระทบแล้วกว่า 13,000 ราย เป็นเงินกว่า 800 ล้านบาท แต่ทรัพย์สินของบริษัทก็ยังไม่เพียงพอที่จะดูแลค่าเคลมที่ทยอยเข้ามาเรื่อยๆ ได้ และบริษัทไม่สามารถแก้ไขปัญหาฐานะการเงินได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเพิกถอนใบอนุญาตเพื่อให้กองทุนประกันวินาศภัยเข้ามาดูแล โดยใช้เงินกองทุนฯ เยียวยาผู้เอาประกันภัย” สุทธิพลกล่าว

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post ด่วน! คลังสั่งเพิกถอนใบอนุญาต ‘เอเชียประกันภัย’ ให้กองทุนประกันวินาศภัยเข้ารับช่วงจ่ายสินไหมผู้เอาประกันแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
คปภ. ส่งทีมเจ้าหน้าที่คุมเข้ม ‘เอเชียประกันภัย’ ดูแลการจ่ายเงิน-เร่งเคลมให้ลูกค้า หลังพบฐานะการเงินไม่มั่นคง https://thestandard.co/controlling-payments-expediting-claims-to-customers-asia-insurance/ Tue, 28 Sep 2021 03:11:47 +0000 https://thestandard.co/?p=541356 เอเชียประกันภัย

สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมก […]

The post คปภ. ส่งทีมเจ้าหน้าที่คุมเข้ม ‘เอเชียประกันภัย’ ดูแลการจ่ายเงิน-เร่งเคลมให้ลูกค้า หลังพบฐานะการเงินไม่มั่นคง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอเชียประกันภัย

สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ตามที่บอร์ด คปภ. ได้มีมติเห็นชอบให้บริษัท เอเชียประกันภัย 1950 หยุดรับประกันวินาศภัยเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 2564 เป็นต้นไป ล่าสุด คปภ. ได้มอบหมายให้ ชัยยุทธ มังศรี ผู้ช่วยเลขาธิการสายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ และ ดร.อายุศรี คำบรรลือ ผู้ช่วยเลขาธิการสายตรวจสอบ นำคณะพนักงานเจ้าหน้าที่เข้าไปประจำ ณ ที่ทำการบริษัท เพื่อควบคุมและให้ความเห็นชอบการจ่ายเงิน เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ประกาศนายทะเบียนกำหนด 

 

ทั้งนี้ การเข้าควบคุมการจ่ายเงินของบริษัทดังกล่าวเป็นไปตามมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งกำหนดให้ในกรณีที่บริษัทถูกสั่งหยุดรับประกันภัยวินาศภัยเป็นการชั่วคราว ห้ามมิให้กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของบริษัท สั่งจ่ายเงินของบริษัท หรือทำการเคลื่อนย้าย หรือจำหน่ายทรัพย์สินของบริษัท เว้นแต่เป็นการจ่ายเงินเดือนหรือค่าจ้างแก่พนักงานหรือลูกจ้างของบริษัทตามปกติ หรือเป็นการจ่ายเงินตามที่ได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนประกาศกำหนด ทั้งนี้ ประกาศนายทะเบียนดังกล่าวได้กำหนดการจ่ายเงินโดยความเห็นชอบของนายทะเบียนหรือผู้ได้รับมอบหมายจากนายทะเบียนในกรณีดังนี้

 

  1. การจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัย ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย ฯลฯ
  2. การจ่ายเงินคืนค่าเบี้ยประกันภัยแก่ผู้เอาประกันภัย
  3. การจ่ายค่าสาธารณูปโภค เช่น ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า เป็นต้น
  4. การจ่ายค่าสื่อสาร เช่น ค่าไปรษณีย์ ค่าโทรศัพท์ ค่าโทรสาร อินเทอร์เน็ต เป็นต้น
  5. การจ่ายค่าภาษี ค่าอากร หรือค่าภาษีอากร ตามที่กฎหมายกำหนด
  6. การจ่ายเงินตามคำสั่งศาล เช่น ค่าสินไหมทดแทน ค่าปรับ ค่าธรรมเนียม เป็นต้น
  7. การจ่ายค่าธรรมเนียม ค่าปรับ เงินจ่ายหรือเงินสมทบตามที่กฎหมายกำหนด
  8. การจ่ายเงินหรือค่าใช้จ่ายอื่นตามความจำเป็น เพื่อเร่งรัดติดตามหรือเรียกคืนหนี้สินค้างจ่ายของบริษัท

 

โดยการเบิกจ่ายเงินในกรณีที่จำเป็นนอกเหนือจากนี้ ต้องได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียน และต้องมีเหตุผลความจำเป็นพร้อมเอกสารหลักฐานที่ชัดเจน 

 

นอกจากนี้ คปภ. ยังได้จัดทำแผนการบริหารจัดการการจ่ายค่าสินไหมทดแทนที่ค้างจ่ายของบริษัท โดยให้บริษัทแยกประเภทตามแบบกรมธรรม์และพิจารณาจากลำดับการยื่นเรื่องเข้ามา หากพบว่ารายใดมีเอกสารครบถ้วนก็จะเร่งดำเนินการอนุมัติการจ่ายและแจ้งให้บริษัทจ่ายค่าสินไหมทดแทนโดยเร็ว เบื้องต้นเคลมที่ใช้เวลาในการตรวจสอบเอกสารไม่มากจะเป็นประเภทเจอ จ่าย จบ ส่วนเรื่องที่เอกสารไม่ครบถ้วนจะเร่งให้บริษัทประสานผู้เอาประกันภัยเพื่อนำส่งเอกสารเพิ่มเติมโดยเร็ว

 

“การออกประกาศดังกล่าวเป็นการรองรับและมอบอำนาจให้พนักงานเจ้าหน้าที่ เข้าไปประจำ ณ ที่ทำการบริษัท เพื่อดำเนินการควบคุมการเบิกจ่ายเงินตามที่จำเป็น และเร่งเคลียร์ค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เอาประกันภัยและเจ้าหนี้ตามสัญญาประกันภัยเป็นอันดับแรก ดังนั้นทรัพย์สินของบริษัทที่มีอยู่จะมีการบริหารจัดการเพื่อดูแลคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนอย่างเต็มที่ จึงขอให้ประชาชนไม่ต้องวิตกกังวล ทั้งนี้ หากประชาชนมีข้อสงสัยหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม ติดต่อสายด่วน คปภ. 1186 หรือเว็บไซต์ oic.or.th” สุทธิพลกล่าว

The post คปภ. ส่งทีมเจ้าหน้าที่คุมเข้ม ‘เอเชียประกันภัย’ ดูแลการจ่ายเงิน-เร่งเคลมให้ลูกค้า หลังพบฐานะการเงินไม่มั่นคง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาคมประกันวินาศภัยแนะวิธีเคลมค่าเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้โรงงานหมิงตี้ เคมีคอล https://thestandard.co/fire-incident-king-kaew-factory-9/ Tue, 06 Jul 2021 12:28:35 +0000 https://thestandard.co/?p=509152 สมาคมประกันวินาศภัย

อานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า ตาม […]

The post สมาคมประกันวินาศภัยแนะวิธีเคลมค่าเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้โรงงานหมิงตี้ เคมีคอล appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาคมประกันวินาศภัย

อานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า ตามที่ได้เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้และการระเบิดอย่างรุนแรงที่โรงงานบริษัท หมิงตี้ เคมีคอล จำกัด ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ที่อยู่อาศัยและทรัพย์สินของประชาชนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงเป็นจำนวนมาก สมาคมประกันวินาศภัยไทยขอแนะนำแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ได้รับความเสียหายดังต่อไปนี้

 

  1. กรณีที่ได้รับความเสียหายต่อชีวิตและการบาดเจ็บต่อร่างกาย ให้ดำเนินการและจัดเตรียมเอกสารเบื้องต้นดังต่อไปนี้
  • ไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและตรวจรักษา
  • ขอใบรับรองแพทย์และใบเสร็จรับเงินค่ารักษาพยาบาล
  • ในกรณีเสียชีวิต ให้เตรียมใบมรณบัตรที่ระบุสาเหตุการเสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเอกสารแสดงการเป็นทายาทตามกฎหมาย

 

  1. กรณีที่เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน เช่น รถยนต์ อาคาร บ้านพักอาศัย ให้ดำเนินการและจัดเตรียมเอกสารเบื้องต้นดังต่อไปนี้
  • ถ่ายภาพของทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหายโดยละเอียด เพื่อให้เห็นความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด
  • จัดทำรายการความเสียหายของทรัพย์สินทั้งหมด
  • ให้ช่างหรือผู้รับเหมาประเมินราคาค่าเสียหายของทรัพย์สินที่เกิดขึ้นทั้งหมด
  • หากมีการจ่ายเงินค่าซ่อมแซมหรือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายให้เก็บใบเสร็จรับเงินไว้ให้ครบถ้วน
  • เตรียมเอกสารที่แสดงความเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย

 

  1. กรณีมีประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลหรือประกันภัยสุขภาพ หรือรถยนต์ของท่านทำประกันภัยประเภท 1 ไว้ หรือบ้าน/อาคารของท่านทำประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัย ประกันอัคคีภัย (กรณีมีความคุ้มครองภัยระเบิด) ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน (Industrial All Risks) ไว้ ให้แจ้งเหตุแก่บริษัทประกันวินาศภัยที่ท่านได้ทำประกันภัยไว้

 

  1. หากท่านไม่ได้ทำประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลหรือประกันภัยสุขภาพ หรือทรัพย์สินของท่านไม่ได้ทำประกันภัยไว้ ให้รอผลการสอบสวนของพนักงานสอบสวนว่าสาเหตุของการเกิดไฟไหม้ในครั้งนี้เกิดจากการกระทำหรือความประมาทของผู้ใด เพื่อจะได้ดำเนินการเรียกร้องความเสียหายจากผู้รับผิดชอบต่อไป

 

ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ สามารถตรวจสอบที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ติดต่อของบริษัทประกันวินาศภัยได้ที่เว็บไซต์ www.tgia.org

 

พิสูจน์อักษร: นัฐฐา สอนกลิ่น

The post สมาคมประกันวินาศภัยแนะวิธีเคลมค่าเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้โรงงานหมิงตี้ เคมีคอล appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เครือไทย โฮลดิ้งส์’ เริ่มขยับ ล่าสุดเข้าถือหุ้นธุรกิจประกันชีวิตและประกันวินาศภัยเพิ่มเป็น 100% โดยซื้อจากบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ https://thestandard.co/tgh-owned-life-insurance-and-non-life-insurance-business/ Fri, 02 Jul 2021 07:01:29 +0000 https://thestandard.co/?p=507623 ฐากร ปิยะพันธ์

ฐากร ปิยะพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เครือไทย โฮล […]

The post ‘เครือไทย โฮลดิ้งส์’ เริ่มขยับ ล่าสุดเข้าถือหุ้นธุรกิจประกันชีวิตและประกันวินาศภัยเพิ่มเป็น 100% โดยซื้อจากบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฐากร ปิยะพันธ์

ฐากร ปิยะพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เครือไทย โฮลดิ้งส์ หรือ TGH แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 บริษัท แคปปิตอล เซอร์วิส โฮลดิ้ง จำกัด หรือ CSH ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ TGH ถือหุ้น 100% ได้เข้าซื้อหุ้นสามัญในสัดส่วน 68.79% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดในบริษัท มีบริษัท อินโนเวชั่น เซอร์วิส จำกัด หรือ MEIS ซึ่งเป็นบริษัทร่วม (เดิมชื่อ บริษัท บิ๊กซี เซอร์วิสเซส จำกัด) จากบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งภายหลังทำรายการข้างต้น CSH ได้เข้าถือหุ้น 100% ใน MEIS จึงส่งผลให้ MEIS เปลี่ยนสถานะจากบริษัทร่วม ที่บริษัทถือหุ้น  31.21% เป็นบริษัทย่อยของบริษัทที่ถือหุ้น 100%

 

โดย MEIS ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการสนับสนุนให้บริการธุรกิจประกันชีวิตและประกันวินาศภัย ซึ่งภายหลังทำรายการดังกล่าว บริษัทยังไม่มีนโยบายที่จะเปลี่ยนแปลงการดำเนินธุรกิจของ MEIS แต่อย่างใด

 

ทั้งนี้ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งผู้ขายเข้าข่ายเป็นบุคคลที่เกี่ยวโยงกันของบริษัท อย่างไรก็ตาม รายการซื้อขายหุ้นของ MEIS ดังกล่าวมีขนาดรายการไม่เกิน 0.03% ของสินทรัพย์มีตัวตนสุทธิของบริษัท และเมื่อคำนวณขนาดรายการรวมกับรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์อื่นย้อนหลัง 6 เดือน และคำนวณขนาดรายการตามหลักเกณฑ์ในการทำรายการที่เกี่ยวโยงกันแล้ว ถือเป็นรายการขนาดเล็ก บริษัทจึงไม่มีหน้าที่ต้องดำเนินการตามประกาศที่เกี่ยวข้องกับรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์และรายการที่เกี่ยวโยงกันแต่อย่างใด

 

ขณะที่ บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ หรือ BJC แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ว่า บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ได้จำหน่ายหุ้นสามัญบริษัท บิ๊กซี เซอร์วิสเซส จำกัด (BCS) ให้กับบริษัท แคปปิตอล เซอร์วิส โฮลดิ้ง จำกัด (CSH) ซึ่ง CSH เป็นบริษัทร่วมทุนที่บิ๊กซีฯ เข้าร่วมลงทุนในธุรกิจประกันวินาศภัยและประกันชีวิตโดยการร่วมทุนภายใต้สัญญาร่วมลงทุน

 

โดยบิ๊กซีฯ จะเสนอจำหน่ายหุ้นสามัญทั้งหมดที่ถืออยู่ใน บริษัท บิ๊กซี เซอร์วิสเซส จำกัด จำนวนทั้งสิ้น 10,801,656 หุ้น หรือคิดเป็น 68.80% ของหุ้นที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ BCS รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1 บาท ให้แก่ CSH ซึ่งผลจากจำหน่ายไปหุ้นสามัญใน BCS จำนวนดังกล่าว ทำให้ BCS พ้นจากการเป็นบริษัทย่อยของบริษัท

 

ทั้งนี้ TGH ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ที่ประกอบธุรกิจประกันชีวิต ธุรกิจประกันภัย และธุรกิจการเงิน (ลีสซิ่งและสินเชื่อองค์กร) โดยมีบริษัท อาคเนย์ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) (SELIC) ประกอบธุรกิจประกันชีวิต เป็นบริษัทย่อยที่ประกอบธุรกิจหลักซึ่งก่อให้เกิดกำไรหลัก

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post ‘เครือไทย โฮลดิ้งส์’ เริ่มขยับ ล่าสุดเข้าถือหุ้นธุรกิจประกันชีวิตและประกันวินาศภัยเพิ่มเป็น 100% โดยซื้อจากบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โฉมหน้า Top 10 ประกันวินาศภัยไทย ใครคือเจ้าตลาด? https://thestandard.co/top-10-non-life-insurance/ Wed, 26 Jun 2019 12:52:17 +0000 https://thestandard.co/?p=265771

วิริยะประกันภัย ยังครองสัดส่วนบริษัทประกันภัยที่มีเบี้ย […]

The post โฉมหน้า Top 10 ประกันวินาศภัยไทย ใครคือเจ้าตลาด? appeared first on THE STANDARD.

]]>

วิริยะประกันภัย ยังครองสัดส่วนบริษัทประกันภัยที่มีเบี้ยประกันภัยรับรวมสูงที่สุดของประเทศ ด้วยความแข็งแกร่งของแบรนด์ประกันรถยนต์ที่สร้างมาอย่างต่อเนื่องและพนักงานที่ให้บริการกระจายทุกจุดทั่วประเทศ ทิ้งห่างอยู่แข่งอย่าง ทิพยประกันภัย ที่มีจุดเด่นเรื่องประกันเบ็ดเตล็ดไปถึงเท่าตัว ขณะที่ กรุงเทพประกันภัย ก็ยังคงพยายามอย่างหนักในการชิงพื้นที่ในใจของลูกค้ามาให้ได้ ดูเหมือนเกมธุรกิจประกันวินาศภัยจะพลิกได้ยากกว่าประกันชีวิตพอสมควร

 

 

ภาพประกอบ: Thiencharas W.

The post โฉมหน้า Top 10 ประกันวินาศภัยไทย ใครคือเจ้าตลาด? appeared first on THE STANDARD.

]]>