บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/บริษัท-ไทยยูเนี่ยน-กรุ๊ป/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 03 Aug 2026 08:15:21 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป’ ปรับเพิ่มเป้ายอดขาย ปี 69 เป็นโต 4-6% หลังประกาศผลงาน Q2/69 มียอดขายโตต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 แต่ลดงบลงทุนปีนี้ลงมาที่ 5,000-5,500 ล้านบาท https://thestandard.co/thai-union-raises-sales-target/ Mon, 03 Aug 2026 08:15:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1237599 ภาพกราฟิกโลโก้ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป พร้อมข้อความระบุการเพิ่มเป้ายอดขายปี 2569 เป็น 4-6%

บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ปรับเพิ่ […]

The post ‘ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป’ ปรับเพิ่มเป้ายอดขาย ปี 69 เป็นโต 4-6% หลังประกาศผลงาน Q2/69 มียอดขายโตต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 แต่ลดงบลงทุนปีนี้ลงมาที่ 5,000-5,500 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกโลโก้ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป พร้อมข้อความระบุการเพิ่มเป้ายอดขายปี 2569 เป็น 4-6%

บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ปรับเพิ่มเป้ายอดขายในปี 2569 ขึ้น รายงานผลประกอบการไตรมาส 2/2569 มียอดขายโตต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 พร้อมทำอัตรากำไรขั้นต้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 21.4% สูงกว่ากรอบเป้าหมายปี 2569 และอยู่ในระดับเดียวกับเป้าหมายปี 2573 ของบริษัท

 

ขณะที่เงินปันผลต่อหุ้นเพิ่มขึ้น 14.3% อยู่ที่ 0.40 บาท นับเป็นการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2565 โดยคิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ระหว่างกาลที่ 3.4% กำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น 3.5% เป็น 0.33 บาทต่อหุ้น อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 1.15 เท่า สะท้อนความแข็งแกร่งทางการเงิน การบริหารเงินทุนอย่างมีวินัย และฐานะทางการเงินที่มั่นคง

 

สำหรับยอดขายในไตรมาส 2/2569 เพิ่มขึ้น 1.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 33,845 ล้านบาท นับเป็นการเติบโตของยอดขายต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 ขณะที่ปริมาณการขายเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 10 สะท้อนความต้องการที่ยังคงแข็งแกร่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป กลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง และกลุ่มผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า

 

ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2569 ตอกย้ำว่ากลยุทธ์ของไทยยูเนี่ยนกำลังสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมให้แก่ผู้ถือหุ้น ทั้งอัตรากำไรขั้นต้นที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์และอยู่ในระดับเดียวกับเป้าหมายปี 2573 ปริมาณการขายที่เติบโตต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 10 รวมถึงเงินปันผลต่อหุ้นที่เพิ่มขึ้นกว่า 14% ซึ่งผลลัพธ์เหล่านี้สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจและความสามารถในการส่งมอบผลการดำเนินงานที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ จะยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนและมีผลกำไร พร้อมสร้างคุณค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว

 

โดยอัตรากำไรขั้นต้นซึ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์นั้น ได้รับแรงหนุนจากโครงสร้างสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่เอื้ออำนวย การดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ และการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย ส่งผลให้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 10.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 7,238 ล้านบาท ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 12.6% เป็น 2,150 ล้านบาท

 

ในไตรมาส 2/2569 กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป (Ambient) ยอดขายเติบโต 1.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 16,853 ล้านบาท และปริมาณการขายเติบโต 4.4% จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นของลูกค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์รับจ้างผลิต (Private Label) สำหรับผลิตภัณฑ์ปลาทูน่าและปลาแซลมอนบรรจุกระป๋อง รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการขายตามฤดูกาลในยุโรป ขณะที่ผลิตภัณฑ์ปลาซาร์ดีนและปลาแมคเคอเรลบรรจุกระป๋องเติบโตจากกระแสความนิยมในตลาด โดยการบริโภคปลาซาร์ดีนทั่วโลกเพิ่มขึ้น 13% และปลาแมคเคอเรลเพิ่มขึ้น 7% ในปี 2568 เนื่องด้วยกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่หันมาใส่ใจสุขภาพและมองหาแหล่งโปรตีนในราคาที่เข้าถึงได้ อัตรากำไรขั้นต้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 23.8% เพิ่มขึ้นจาก 22.0% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง (Frozen) ยอดขายทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 9,995 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของธุรกิจกุ้งแช่แข็ง อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นเป็น 13.5% จากราคาวัตถุดิบกุ้งที่เอื้ออำนวยและการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัยอย่างต่อเนื่อง กลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง (PetCare) ยอดขายเพิ่มขึ้น 2.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน ปริมาณการขายเพิ่มขึ้น 7.8% จากความต้องการที่แข็งแกร่งในตลาดสหรัฐฯ และยุโรป

 

ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นนั้นอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งที่ 29.7% เนื่องด้วยแรงหนุนจากสัดส่วนผลิตภัณฑ์พรีเมียมซึ่งคิดเป็น 52.4% ของยอดขาย และการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานภายใต้โครงการทรานส์ฟอร์เมชัน กลุ่มผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า (Value-added) ยอดขายเพิ่มขึ้น 5.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 2,508 ล้านบาท จากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น 7.4% โดยได้รับแรงหนุนจากธุรกิจบรรจุภัณฑ์ รวมถึงความต้องการในกลุ่มผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าและผลิตภัณฑ์พลอยได้ที่ยังคงแข็งแกร่ง แนวโน้มปี 2569

 

ทั้งนี้ ไทยยูเนี่ยนปรับเพิ่มประมาณการผลการดำเนินงานปี 2569 โดยเพิ่มเป้าหมายการเติบโตของยอดขายเป็น 4-6% จากเดิม 3–4% และอัตรากำไรขั้นต้นเป็น 19.5 – 20.5% จากเดิม 19-20% พร้อมทั้งปรับลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน (CAPEX) ลงมาอยู่ที่ 5,000 – 5,500 ล้านบาท จากเดิม 5,500–6,000 พันล้านบาท

 

ขณะที่บริษัทยังคงเป้าหมายอัตราค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย (SG&A to Sales) ไว้ที่ 13.5–14.5% และคงอัตราการจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 50% การปรับเพิ่มประมาณการครั้งนี้สะท้อนแนวโน้มการดำเนินงานที่แข็งแกร่งขึ้น โดยการเติบโตของยอดขายได้รับแรงหนุนจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปและกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง ขณะที่อัตรากำไรที่ปรับตัวดีขึ้นนั้นได้รับแรงหนุนหลักจากกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปและกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง

 

ทั้งนี้ ประมาณการดังกล่าวใช้อัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงเฉลี่ยที่ 32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงมาเคลื่อนไหวเหนือระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อรายได้จากการส่งออกและการแปลงค่างบการเงินของกิจการในต่างประเทศเป็นสกุลเงินบาท

The post ‘ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป’ ปรับเพิ่มเป้ายอดขาย ปี 69 เป็นโต 4-6% หลังประกาศผลงาน Q2/69 มียอดขายโตต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 แต่ลดงบลงทุนปีนี้ลงมาที่ 5,000-5,500 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะกลยุทธ์ 10 ปี ‘SeaChange®’ เมื่อ ‘ความยั่งยืน’ ไม่ใช่แค่ CSR แต่คือตั๋วผ่านทางในตลาดโลกของ ‘ไทยยูเนี่ยน’ https://thestandard.co/thai-union-seachange-sustainability-global-market/ Sun, 07 Jun 2026 06:49:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1215443 พนักงานไทยยูเนี่ยนและอาสาสมัครกำลังเก็บขยะพลาสติกริมชายฝั่ง

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ปัญหาการทำป […]

The post เจาะกลยุทธ์ 10 ปี ‘SeaChange®’ เมื่อ ‘ความยั่งยืน’ ไม่ใช่แค่ CSR แต่คือตั๋วผ่านทางในตลาดโลกของ ‘ไทยยูเนี่ยน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พนักงานไทยยูเนี่ยนและอาสาสมัครกำลังเก็บขยะพลาสติกริมชายฝั่ง

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ปัญหาการทำประมงเกินขนาด และแรงกดดันด้านสวัสดิภาพแรงงานทั่วโลก อุตสาหกรรมอาหารทะเลต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ผู้นำอาหารทะเลระดับโลก ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงการปรับตัวทางธุรกิจอย่างยั่งยืน ผ่านการเดินทางบนเส้นทางของกลยุทธ์ SeaChange® ซึ่งดำเนินมาครบรอบ 10 ปีเต็มในปี 2569 นี้

 

กลยุทธ์ดังกล่าวไม่เพียงแต่สร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่วงการอาหารทะเล แต่ยังถูกดัดแปลงเข้าเป็นแกนหลักในกรอบการดำเนินงานระดับองค์กรเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมาย Healthy Living, Healthy Oceans โดยผลลัพธ์ที่เด่นชัดที่สุดและกลายเป็นโมเดลความสำเร็จคือ โครงการลดขยะพลาสติกและฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเล (Ocean Plastic Reduction & Ecosystem Restoration)

 

ทีมข่าว THE STANDARD WEALTH สรุปเจาะลึกเนื้อหาจากการเข้าร่วมกิจกรรม SeaChange® Day และสัมภาษณ์กับผู้บริหาร ดังนี้

 

เจาะลึก 4 บิ๊กโปรเจกต์ ‘ลดขยะพลาสติกในทะเล’ หมุดหมายสำคัญสู่ปี 2030

 

พรภัสรา เอกกุล ผู้จัดการแผนกอาวุโส ฝ่ายการพัฒนาที่ยั่งยืน บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความคืบหน้าของหนึ่งในพันธกิจ (Commitment) จากทั้งหมด 11 ข้อ ภายใต้กลยุทธ์ SeaChange® 2573 (2030) โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ การลดขยะพลาสติกในท้องทะเล ปากแม่น้ำ และลำคลองให้ได้ 1,500 ตัน ภายในปี 2573 ซึ่งปัจจุบันดำเนินงานมาแล้ว 4 ปี และสามารถเก็บกู้ขยะไปได้แล้วกว่า 512 ตัน หรือคิดเป็น 34% ของเป้าหมายทั้งหมด

 

โดยขับเคลื่อนผ่าน 4 โครงการหลัก คือ

 

  • 1. Ocean Clean Up: พลังอาสาสมัครกู้โลก

 

โครงการที่ไทยยูเนี่ยนริเริ่มขึ้นเองเพื่อระดมพลังจากพนักงาน หน่วยงานท้องถิ่น และพันธมิตรในการจัดกิจกรรมเก็บขยะในวันสำคัญระดับโลก เช่น World Ocean Day และ International Coastal Cleanup Day ซึ่งจัดเป็นประจำปีละ 2 ครั้ง ครอบคลุมพื้นที่ปฏิบัติการมากกว่า 10 แห่ง ทั้งในประเทศไทยและในโรงงานสาขาต่างประเทศ เพื่อรวมยอดขยะพลาสติกกลับเข้าสู่กระบวนการจัดการอย่างถูกวิธี

 

พนักงานไทยยูเนี่ยนและอาสาสมัครกำลังเก็บขยะพลาสติกริมชายฝั่ง 1

 

  • 2. Second Life: ชุบชีวิตขยะชายฝั่งสู่ ‘แฟชั่นรักษ์โลก’ ครบวงจร

 

ความร่วมมือกับพันธมิตรหลักอย่าง Second Life เพื่อลงพื้นที่เก็บกู้ขยะในพื้นที่ภาคใต้ของไทย (กระบี่ และ ตรัง) โดยสร้างแรงจูงใจ (Incentive) และสร้างรายได้ให้แก่คนว่างงานในชุมชนริมชายฝั่งและชุมชนบนเกาะ พร้อมทั้งให้ความรู้ในการคัดแยกขยะที่มีมูลค่า เช่น ขวดพลาสติก (PET) และขวดแก้ว

 

ขยะที่คัดแยกแล้วจะถูกส่งต่อให้กับ วงพาณิชย์กระบี่ ผู้นำด้านการรีไซเคิลเพื่อเข้าสู่กระบวนการบดและแปรรูปเป็นเม็ดพลาสติกและเส้นใย นำมาผลิตเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูปภายใต้แบรนด์ O-Cycle รวมถึงการทำของที่ระลึกอย่างพวงกุญแจ ซึ่งเป็นการสร้าง Circular Economy ที่เห็นผลลัพธ์เป็นรูปธรรมจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ

 

พนักงานไทยยูเนี่ยนและอาสาสมัครกำลังเก็บขยะพลาสติกริมชายฝั่ง 2

 

  • 3. Seven Clean Seas & โครงการ HIPPO: นวัตกรรมดักขยะพลังงานแสงอาทิตย์

 

ไทยยูเนี่ยนร่วมมือกับ Seven Clean Seas ในการติดตั้งเครื่องดักจับขยะอัจฉริยะระบบพลังงานแสงอาทิตย์ที่ชื่อว่า HIPPO บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา ณ วัดจากแดง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อสกัดกั้นขยะพลาสติกและผักตบชวาไม่ให้ไหลลงสู่ก้นทะเล ควบคู่ไปกับการจ้างงานคนในท้องถิ่นเพื่อคัดแยกขยะ โดยขยะพลาสติกบางส่วนจะถูกนำไปส่งต่อให้วัดจากแดง ซึ่งเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการแปรรูปขยะพลาสติกเป็นจีวรพระและวัสดุรีไซเคิลอื่นๆ

 

แม้เป้าหมายตั้งไว้ที่ 100 ตันต่อปี แต่ปัจจุบันพบว่าสถิติขยะพลาสติกในแม่น้ำเจ้าพระยาลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ สะท้อนว่าคนไทยมีจิตสำนึกที่ดีขึ้นและการจัดการขยะต้นทางของภาครัฐมีประสิทธิภาพมากขึ้น นับเป็นสัญญาณที่ดีของประเทศ

 

  • 4. ARRI (Aerial Recon & Recovery Initiative): บูรณาการ AI และโดรน กู้ซาก ‘อวนผี’

 

โครงการนวัตกรรมขั้นสูงที่ทำร่วมกับผู้ก่อตั้งทีม ARRI ในการใช้เทคโนโลยีโดรนบินสำรวจภาพและวิดีโอเหนือน่านน้ำ ก่อนส่งต่อให้ระบบ AI ประมวลผลเพื่อจำแนกและระบุพิกัดของ Ghost Gear หรือ อวนผี (อุปกรณ์ประมงที่ถูกทิ้งร้าง) ที่ติดอยู่ตามแนวโขดหินหรือแนวปะการังใต้น้ำได้อย่างแม่นยำในระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร

 

พนักงานไทยยูเนี่ยนและอาสาสมัครกำลังเก็บขยะพลาสติกริมชายฝั่ง 3พนักงานไทยยูเนี่ยนและอาสาสมัครกำลังเก็บขยะพลาสติกริมชายฝั่ง 4

 

“หลังจากประสบความสำเร็จที่เกาะพะงัน ปีนี้ได้ขยายพื้นที่ไปยังเกาะสมุย โดยเพิ่มเป้าหมายการเก็บกู้จาก 3,000 กิโลกรัม เป็น 7,000 กิโลกรัม ซึ่งอวนผีที่เก็บกู้ได้จะถูกนำไปส่งต่อให้บริษัท E2C เพื่อล้าง บด และแปรรูปเป็น ‘ก้อนอิฐรีไซเคิล’ ซึ่งได้รับการรับรองจากกรมวิทยาศาสตร์ว่ามีความแข็งแรงและยึดเกาะได้ดีกว่าอิฐทั่วไปเนื่องจากมีส่วนผสมของเส้นใยอวน โดยปัจจุบันกำลังเป็นที่ต้องการของภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่เพื่อนำไปใช้ในการก่อสร้างทางเท้าและผนังอาคาร” พรภัสรา กล่าว

 

พนักงานไทยยูเนี่ยนและอาสาสมัครกำลังเก็บขยะพลาสติกริมชายฝั่ง 5

 

ฟื้นฟูระบบนิเวศป่าชายเลนและสร้าง ‘บ้านป่าปะการัง 3D Printing’

 

นอกเหนือจากการลดขยะพลาสติก ไทยยูเนี่ยนยังให้ความสำคัญกับ Ecosystem Restoration หรือการฟื้นฟูระบบนิเวศทั้งบนบกและใต้น้ำ ผ่าน 2 โครงการเด่น:

 

  • โครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อคาร์บอนเครดิต: ร่วมมือกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) บนพื้นที่ 100 ไร่ ในจังหวัดสมุทรสงคราม โดยจัดทำเป็น “แปลงปลูกเสริม” ในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมที่เป็นหลุมเป็นบ่อ ปลูกต้นกล้าไปแล้วกว่า 31,500 ต้น มีอัตราการรอดชีวิตสูงกว่า 80% โดยมีแผนประเมินผลการกักเก็บคาร์บอนเครดิตอย่างเป็นทางการเมื่อครบกำหนด 3 ปี
  • โครงการ Coral Reef Restoration: จับมือร่วมกับ SCG และมูลนิธิ Earth Agenda รวมถึงคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเทคโนโลยี 3D Printing มาใช้ในการขึ้นรูปปูนซีเมนต์เป็น ‘บ้านปะการัง’ วางถังใต้น้ำ ณ เกาะราชาใหญ่ จังหวัดภูเก็ต ไปแล้วกว่า 210 ชิ้น ซึ่งผลการสำรวจพบว่ามีตัวอ่อนปะการังและฝูงปลาเข้ามาอยู่อาศัยและเติบโตในระบบนิเวศจำลองนี้จริง

 

พนักงานไทยยูเนี่ยนและอาสาสมัครกำลังเก็บขยะพลาสติกริมชายฝั่ง 6

 

จะเห็นได้ชัดว่า ความยั่งยืนไม่ใช่แค่ CSR แต่คือ ‘ตั๋วผ่านทาง’ ในตลาดโลก

 

แม้ว่าโครงการด้านความยั่งยืนหลายโครงการจะไม่สามารถคำนวณออกมาเป็นตัวเลขกำไรสุทธิ (ROI) ได้โดยตรง เนื่องจากเป็นการลงทุนเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม แต่ในมุมมองของคู่ค้าระดับสากล ความยั่งยืนกลายเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจ

 

การที่ไทยยูเนี่ยนได้รับการยอมรับในเวทีระดับสากล เช่น การติดอันดับดัชนี DJSI หรือ S&P Global Sustainability Yearbook กลายเป็นเครื่องยืนยันและสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้ารายใหญ่ในยุโรปและอเมริกาเหนือที่ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและแรงงาน (ESG) สูงมาก หากองค์กรไม่มีแผนงานด้านความยั่งยืนที่ชัดเจน ก็จะไม่สามารถเข้าประตูไปเจรจาการค้าในตลาดโลกได้เลย

 

ถอดรหัสแผน De-carbonization มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 3

 

อดัม เบรนนัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนและการสื่อสาร ของไทยยูเนี่ยน เปิดเผยถึงทิศทางและเป้าหมายหลังจากนี้ว่า ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในช่วงครึ่งทางหลังของกลยุทธ์มุ่งสู่ปี 2030 คือ เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (De-carbonization)

 

พนักงานไทยยูเนี่ยนและอาสาสมัครกำลังเก็บขยะพลาสติกริมชายฝั่ง 7

 

โดยไทยยูเนี่ยนตั้งเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก ภายในปี 2030 ดังนี้

 

  • Scope1 และ 2 (จากโรงงานทั่วโลก): ตั้งเป้าลดลง 42%
  • Scope3 (ในห่วงโซ่อุปทาน/ซัพพลายเออร์): เป็นความท้าทายสูงสุดเนื่องจากคิดเป็น 85% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของบริษัท

 

ในส่วนของScope 1 และ 2 ซึ่งเป็นโรงงานภายในเครือของไทยยูเนี่ยนทั่วโลก ปัจจุบันมีความคืบหน้าที่ดีมาก โดยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปได้แล้วถึง 29% จากเป้าหมาย 42% (เทียบกับปีฐาน 2564) ผ่านการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

 

แต่สำหรับ Scope 3 ซึ่งกระจายอยู่ในห่วงโซ่อุปทานและคิดเป็น 85% ของก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของบริษัท ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายที่สุด เนื่องจากอยู่นอกเหนือการควบคุมโดยตรงของบริษัท ไทยยูเนี่ยนจึงเลือกใช้วิธีสร้างความร่วมมือและผลักดันเทคโนโลยีใหม่ๆ ไปยังกลุ่มซัพพลายเออร์ เช่น โครงการกุ้งคาร์บอนต่ำ (Low-carbon Shrimp) ที่เพิ่งเปิดตัวในไทย โดยเข้าไปสนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในการปรับปรุงระบบฟาร์ม ติดตั้งโซลาร์เซลล์ และใช้นวัตกรรมอาหารกุ้งคาร์บอนต่ำ ซึ่งสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการเลี้ยงกุ้งลงได้ถึง 30%

 

สรุปภาพรวมความสำเร็จ 10 ปี กลยุทธ์ SeaChange®

 

ความสำเร็จตลอด 1 ทศวรรษที่ผ่านมาของไทยยูเนี่ยน เกิดจากการผสานนโยบายความยั่งยืนเข้ากับเม็ดเงินลงทุนและโครงสร้างทางการเงินของบริษัท โดยปัจจุบัน 75% ของเงินกู้ระยะยาวของบริษัท ได้ถูกเปลี่ยนเป็นสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับดัชนีชี้วัดความยั่งยืน (Sustainability-Linked Loan) ทำให้ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้เป็นเพียงแค่กิจกรรมเสริม แต่เป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์และกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจที่ไม่มีวันแยกออกจากกันได้อีกต่อไป เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการเติบโตอย่างมั่นคงควบคู่กับท้องทะเลที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง

The post เจาะกลยุทธ์ 10 ปี ‘SeaChange®’ เมื่อ ‘ความยั่งยืน’ ไม่ใช่แค่ CSR แต่คือตั๋วผ่านทางในตลาดโลกของ ‘ไทยยูเนี่ยน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยยูเนี่ยน และแบรนด์ Mareblu จับมือ LifeGate ลุยโปรเจกต์นำร่องฟื้นฟูหญ้าทะเลในอิตาลี ชูหลักวิทยาศาสตร์กู้ระบบนิเวศทางทะเล รับมือวิกฤตหญ้าทะเลโลกลดลง 7% ต่อปี https://thestandard.co/thai-union-mareblu-seagrass-italy/ Thu, 12 Mar 2026 12:05:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1186944 ภาพโครงการฟื้นฟูหญ้าทะเลในอิตาลี โดยไทยยูเนี่ยนและแบรนด์ Mareblu ร่วมกับ LifeGate เพื่อกู้ระบบนิเวศทางทะเล

เมื่อความมั่นคงทางอาหารทะเลผูกติดกับสุขภาพของท้องทะเล ไ […]

The post ไทยยูเนี่ยน และแบรนด์ Mareblu จับมือ LifeGate ลุยโปรเจกต์นำร่องฟื้นฟูหญ้าทะเลในอิตาลี ชูหลักวิทยาศาสตร์กู้ระบบนิเวศทางทะเล รับมือวิกฤตหญ้าทะเลโลกลดลง 7% ต่อปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโครงการฟื้นฟูหญ้าทะเลในอิตาลี โดยไทยยูเนี่ยนและแบรนด์ Mareblu ร่วมกับ LifeGate เพื่อกู้ระบบนิเวศทางทะเล

เมื่อความมั่นคงทางอาหารทะเลผูกติดกับสุขภาพของท้องทะเล ไทยยูเนี่ยน (TU) ยักษ์ใหญ่รีเทลอาหารทะเลระดับโลก จึงเดินหน้าขยายผลกลยุทธ์ความยั่งยืนสู่ชายฝั่งอิตาลี ผ่านโครงการฟื้นฟูหญ้าทะเลที่มุ่งเน้นผลลัพธ์เชิงประจักษ์ เพื่อสร้าง ‘ปราการธรรมชาติ’ ให้กับห่วงโซ่อุปทานสัตว์น้ำในระยะยาว

 

วิกฤตหญ้าทะเล: เมื่อแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำโลกกำลังหายไป

 

ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับสถานการณ์ทุ่งหญ้าทะเลลดลงอย่างน่ากังวล โดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ประเมินว่าพื้นที่เหล่านี้กำลังหายไปราว 7% ต่อปี ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศ เนื่องจากหญ้าทะเลคือแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำที่สำคัญ ทั้งยังช่วยลดความขุ่นของน้ำและบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

ภายใต้เครือข่าย Water Defenders Alliance แบรนด์ Mareblu ในเครือไทยยูเนี่ยน ได้ร่วมกับองค์กรด้านความยั่งยืนอย่าง LifeGate ลงพื้นที่เขตอนุรักษ์ทางทะเล Miramare ในอ่าว Trieste ประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑลขององค์การยูเนสโก เพื่อนำร่องปลูกหญ้าทะเลสายพันธุ์ Cymodocea nodosa จำนวน 2,300 ต้น บนพื้นที่ 100 ตารางเมตร

 

ความท้าทายและการบริหารจัดการด้วยหลักวิทยาศาสตร์

 

การฟื้นฟูระบบนิเวศใต้ทะเลไม่ได้จบลงเพียงแค่การปลูก แต่ต้องอาศัยการติดตามผลที่แม่นยำ ทีมงานตรวจพบว่าแม้ต้นหญ้าทะเลจะมีอัตราการรอดชีวิตสูง แต่กลับต้องเผชิญกับสัตว์กินพืชที่เข้ามาทำลายใบ จึงมีการติดตั้งกรงป้องกันชั่วคราวเพื่อประคับประคองการหยั่งรากในระยะแรก

 

นอกจากนี้ โครงการยังมุ่งทดสอบนวัตกรรมเพื่อการขยายผลในวงกว้าง (Scalability) เช่น:

 

  • ประเมินศักยภาพการนำหญ้าทะเลที่ซัดขึ้นฝั่งมาหมุนเวียนเป็นวัสดุตั้งต้นในการปลูก
  • การใช้ตัวช่วยปลูกจากวัสดุย่อยสลายได้ทางชีวภาพ
  • การวางแผนติดตามผลอย่างเป็นระบบต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2569

 

วิสัยทัศน์ความยั่งยืน ‘SeaChange® 2030’

 

อดัม เบรนนัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนและการสื่อสารองค์กร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้ย้ำถึงความสำคัญของแนวทางที่วัดผลได้ว่า ทุ่งหญ้าทะเลเป็นระบบนิเวศชายฝั่งที่มีความสำคัญยิ่ง และการฟื้นฟูนั้นจำเป็นต้องอาศัยแนวทางการทำงานที่สามารถปฏิบัติได้จริง และขับเคลื่อนด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ โครงการนำร่องนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราภายใต้กลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® 2030 ในการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลที่สำคัญ

 

การขยับตัวของไทยยูเนี่ยนในครั้งนี้สะท้อนนัยสำคัญต่อภาพลักษณ์และขีดความสามารถการแข่งขันในเวทีโลก:

 

  • Risk Mitigation: การฟื้นฟูแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำเป็นการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนวัตถุดิบในอนาคต
  • Global Standard: การทำงานร่วมกับองค์กรระดับโลกและใช้พื้นที่สงวนของยูเนสโก ยกระดับมาตรฐานการทำ ESG ของธุรกิจไทยสู่สากล
  • Climate Resilience: หญ้าทะเลเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอน (Blue Carbon) ที่ทรงประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลบวกต่อเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศขององค์กร

 

โครงการนี้คือฟันเฟืองหนึ่งในภารกิจการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีความรับผิดชอบ ซึ่งจะไม่เพียงแค่รักษาทรัพยากรธรรมชาติ แต่คือการยืนยันคำมั่นสัญญาของไทยยูเนี่ยนในการส่งต่อความมั่นคงทางอาหารให้กับชุมชนทั่วโลกอย่างแท้จริง

The post ไทยยูเนี่ยน และแบรนด์ Mareblu จับมือ LifeGate ลุยโปรเจกต์นำร่องฟื้นฟูหญ้าทะเลในอิตาลี ชูหลักวิทยาศาสตร์กู้ระบบนิเวศทางทะเล รับมือวิกฤตหญ้าทะเลโลกลดลง 7% ต่อปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ปฯ ปี 68 กวาดยอดขายทะลุ 1.3 แสนล้าน พร้อมประกาศจ่ายปันผล 0.70 บาทต่อหุ้น ปี 69 ตั้งเป้าโต 3-4% https://thestandard.co/thai-union-sales-dividend-2025-outlook/ Fri, 20 Feb 2026 01:41:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1180194 ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป แถลงผลประกอบการปี 2568 และแผนงานปี 2569

บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU รายงานผล […]

The post ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ปฯ ปี 68 กวาดยอดขายทะลุ 1.3 แสนล้าน พร้อมประกาศจ่ายปันผล 0.70 บาทต่อหุ้น ปี 69 ตั้งเป้าโต 3-4% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป แถลงผลประกอบการปี 2568 และแผนงานปี 2569

บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU รายงานผลประกอบการปี 2568 ด้วยยอดขายรวม 132,719 ล้านบาท และปริมาณการขาย 908,436 แสนตัน เพิ่มขึ้น 2.5% จากปีก่อน จากการเติบโตของทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ส่งผลอัตรากำไรขั้นต้นขยายตัวทะลุ 18.9 % สูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

โดยได้รับปัจจัยหนุนจากกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็งที่ดีขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานตามที่ปรับปรุง โดยไม่รวม transformation cost อยู่ที่ 6,998 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าปี 2569 โต 3-4 % คาด GPM แตะ 19-20 %

 

สำหรับผลประกอบการไตรมาส 4/2568 สะท้อนความสามารถในการปรับตัวของธุรกิจ โดยยอดขายเติบโตต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สองอยู่ที่ 0.7% หากไม่นับรวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน ด้วยแรงหนุนจากปริมาณการขายที่เติบโตในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์น้ำและสัตว์บก และกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง

 

ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TU กล่าวว่า ปี 2568 เป็นปีที่บริษัทฯ ต้องเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยภายนอกหลายด้าน ทั้งประเด็นเรื่องภาษีนำเข้า ไปจนถึงแรงกดดันด้านอัตราแลกเปลี่ยน แต่ไทยยูเนี่ยนยังคงรักษาความสามารถในการปรับตัวได้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยอัตรากำไรขั้นต้นที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ กำไรต่อหุ้นที่เติบโต และปริมาณการขายที่ขยายตัวต่อเนื่อง ที่สำคัญ โครงการทรานส์ฟอร์เมชันของเรายังช่วยให้ไทยยูเนี่ยนสามารถทำงานเป็นหนึ่งเดียวกันในฐานะองค์กรระดับโลกที่มีความคล่องตัวสูง บริหารต้นทุนอย่างมีวินัย และรักษาระดับอัตรากำไรได้แม้ต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ความสามารถในการบริหารงานท่ามกลางสภาวะที่ท้าทายเช่นนี้ ยิ่งทำให้เรามั่นใจในความแข็งแกร่งของธุรกิจของเรา และศักยภาพของเราในการรักษาผลการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง

 

ทั้งนี้ กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปมีปริมาณการขายเพิ่มขึ้นในยุโรป สหรัฐฯ แคนาดา และไทย แต่ยอดขายลดลง 1.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากราคาขายเฉลี่ยที่ลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรป ขณะที่กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง ยอดขายเติบโต 3.4% และปริมาณการขายเพิ่มขึ้น 5.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการปรับราคาที่เกี่ยวเนื่องกับภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของธุรกิจอาหารสัตว์น้ำและสัตว์บก โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 14.5% จากราคาขายที่ปรับตัวสูงขึ้นตามภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

 

กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงยอดขายเติบโต 1.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน (หรือคิดเป็น 6.7% ในสกุลเงินดอลลาร์) จากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น 2.8% ด้วยแรงหนุนของคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นจากลูกค้ารายสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐฯ และยุโรป อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวขึ้นเป็น 26.3% จากปีก่อน สูงกว่ากรอบเป้kหมายที่ 23-25% ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สาม กลุ่มผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า (Value-added) มีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ในระดับที่ดีที่ 21.7% แม้ยอดขายจะได้รับผลกระทบจากความต้องการที่ลดลงในสหรัฐฯ

 

นอกจากนี้ บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลครึ่งปีหลังที่ 0.35 บาทต่อหุ้น รวมทั้งปีที่ 0.70 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ 57.7% ตลอดจนการบริหารเงินทุนอย่างมีวินัยช่วยให้ผลตอบแทนต่อหุ้นปรับตัวดีขึ้น โดยกำไรต่อหุ้นเติบโตถึง 7.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อีกทั้งบริษัทยังเดินหน้าโครงการซื้อหุ้นคืนต่อเนื่องอีกด้วย

 

ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ปฯ ปี 68 กวาดยอดขายทะลุ 1.3 แสนล้าน พร้อมประกาศจ่ายปันผล 0.70 บาทต่อหุ้น ปี 69 ตั้งเป้าโต 3-4%

 

การบริหารเงินทุนและโครงการซื้อหุ้นคืน

 

บริษัทได้ดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืนรอบที่ 4 ครบจำนวน 400 ล้านหุ้น เสร็จสิ้นในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 คิดเป็นมูลค่า 4,310 ล้านบาท และได้ดำเนินการลดทุนจดทะเบียนโดยการยกเลิกหุ้นจำนวน 200 ล้านหุ้น ซึ่งมีผลเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 ส่งผลให้ทุนชำระแล้วอยู่ที่ 4,255 ล้านหุ้น ทั้งนี้ ไทยยูเนี่ยนยังคงให้ความสำคัญกับการสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น ควบคู่กับการรักษาความยืดหยุ่นทางการเงินเพื่อรองรับการลงทุนในอนาคต สอดคล้องกับกลยุทธ์การบริหารเงินทุนของบริษัท

 

ปี 69 ตั้งเป้าโต 3-4% จากการขยายตัวในทุกกลุ่มธุรกิจ

 

ในปี 2569 ไทยยูเนี่ยนคาดว่าจะยังคงสร้างการเติบโตของรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้ายอดขายเติบโต 3-4% จากการขยายตัวของยอดขายในทุกกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง พร้อมทั้งยกระดับความสามารถในการทำกำไรให้แข็งแกร่งขึ้น โดยบริษัทประเมินว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะอยู่ในช่วง 19–20% สะท้อนการฟื้นตัวของกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปและกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง

 

นอกจากนี้ ยังได้รับแรงหนุนจากปัจจัยหลายด้าน ทั้งแรงกดดันด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่คาดว่าจะอ่อนตัวลง ประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ดีขึ้น และความก้าวหน้าของโครงการทรานส์ฟอร์เมชันที่บริษัทดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง

 

บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย โดยอัตราค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย (SG&A to Sales) คาดว่าจะอยู่ที่ 13.5 – 14.5% สะท้อนผลกระทบตลอดทั้งปีจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ รวมถึงงบด้านการตลาดที่เพิ่มขึ้นเพื่อสนับสนุนการเติบโตของผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ของบริษัท ในขณะที่โครงการทรานส์ฟอร์เมชันที่ดำเนินการเสร็จสิ้นในช่วงปี 2567- 2568 จะช่วยลดค่าใช้จ่าย SG&A ลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ โครงการ Cost Reset จะช่วยยกระดับวินัยด้านต้นทุนในระยะยาว โดยคาดว่าจะสามารถลดค่าใช้จ่ายรวม 60 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2569

 

ทั้งนี้ เป้าหมายดังกล่าวอาจมีการปรับเปลี่ยนได้ตามสภาพแวดล้อมทางการค้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งไทยยูเนี่ยนจะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงแก่ผู้ถือหุ้น โดยจะยังคงนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่ต่ำกว่า 50%

 

ธีรพงศ์กล่าวเสริมว่า ไทยยูเนี่ยนก้าวเข้าสู่ปี 2569 ด้วยความแข็งแกร่งและความพร้อมที่มากขึ้น โดยนวัตกรรมและความยั่งยืนยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่สร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ของเรา โดยเฉพาะในตลาดกลุ่มพรีเมียมที่ลูกค้าให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องคุณภาพ ความรับผิดชอบต่อสังคม และความร่วมมือในระยะยาว

The post ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ปฯ ปี 68 กวาดยอดขายทะลุ 1.3 แสนล้าน พร้อมประกาศจ่ายปันผล 0.70 บาทต่อหุ้น ปี 69 ตั้งเป้าโต 3-4% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยยูเนี่ยนฯ โชว์กำไรไตรมาส 3 อยู่ที่ 1,304 ล้านบาท รับแรงหนุนธุรกิจอาหารสัตว์–ทะเลแช่แข็ง เดินหน้าปรับโครงสร้างเพิ่มความคล่องตัวองค์กร https://thestandard.co/thai-union-q3-profit-restructure/ Mon, 03 Nov 2025 07:56:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1139117 ไทยยูเนี่ยนฯ โชว์กำไรไตรมาส 3 อยู่ที่ 1,304 ล้านบาท รับแรงหนุนธุรกิจอาหารสัตว์–ทะเลแช่แข็ง เดินหน้าปรับโครงสร้างเพิ่มความคล่องตัวองค์กร

บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU แจ้งตลาด […]

The post ไทยยูเนี่ยนฯ โชว์กำไรไตรมาส 3 อยู่ที่ 1,304 ล้านบาท รับแรงหนุนธุรกิจอาหารสัตว์–ทะเลแช่แข็ง เดินหน้าปรับโครงสร้างเพิ่มความคล่องตัวองค์กร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยยูเนี่ยนฯ โชว์กำไรไตรมาส 3 อยู่ที่ 1,304 ล้านบาท รับแรงหนุนธุรกิจอาหารสัตว์–ทะเลแช่แข็ง เดินหน้าปรับโครงสร้างเพิ่มความคล่องตัวองค์กร

บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2568 มีกำไรสุทธิ 1,304 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.5% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่ลดลง 6.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนความสามารถในการทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอน โดยมียอดขายรวม 34,501 ล้านบาท ได้แรงหนุนหลักจากกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง ขณะที่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกของปีอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 4,127 ล้านบาท

 

ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาสนี้สะท้อนถึงความสามารถในการปรับตัวของบริษัท ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยไทยยูเนี่ยนยังคงเห็นสัญญาณการเติบโต ทั้งในด้านปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นและอัตรากำไรขั้นต้นที่แข็งแกร่งอยู่ที่ 19% ซึ่งสะท้อนว่ากลยุทธ์ของบริษัทกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้อง

 

ในไตรมาส 3 บริษัทมีกำไรขั้นต้น 6,549 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นไตรมาสที่มีกำไรขั้นต้นสูงเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารแช่แข็งยังทำผลงานโดดเด่น โดยมีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการบริหารพอร์ตผลิตภัณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพ และได้รับอานิสงส์จากต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์น้ำที่ปรับลดลง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นโดยรวมอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 18.5–19.5%

 

ขณะเดียวกัน บริษัทเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ Transformation อย่างต่อเนื่อง ภายใต้โปรเจกต์ Sonar และ Tailwind ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันกลยุทธ์สู่เป้าหมายปี 2573 โดยยอมรับว่าค่าใช้จ่ายจากโครงการเหล่านี้ยังมีผลกระทบต่อกำไรในระยะสั้น แต่คาดว่าจะทยอยลดลงตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป

 

ทั้งนี้ ไทยยูเนี่ยนยังอยู่ระหว่างปรับโครงสร้างการบริหารงานเพื่อเพิ่มความคล่องตัวและประสิทธิภาพการจัดการต้นทุนในทุกมิติ ตั้งเป้าลดค่าใช้จ่ายสุทธิรวม 118 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2570

 

ในด้านการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจหลัก บริษัทระบุว่า ยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันไว้ได้ แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว
1. กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป มียอดขายลดลง 3.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยน แม้ปริมาณการขายจะทรงตัว

 

2. กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง มียอดขายเติบโต 5.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน และมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงสุดในรอบ 7 ไตรมาสที่ 13.8% ได้แรงหนุนจากยอดขายในหลายตลาด โดยเฉพาะกลุ่มอาหารสัตว์น้ำที่เติบโตทั้งยอดขายและปริมาณ

 

3. กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง มียอดขายเติบโต 6.2% ในสกุลเงินบาท และ 14.2% ในสกุลเงินดอลลาร์ สหรัฐ เมื่อเทียบกับปีก่อน จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นในตลาดสหรัฐฯ และยุโรป

 

พร้อมย้ำว่า ไทยยูเนี่ยนจะยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เสริมศักยภาพธุรกิจหลัก และต่อยอดพอร์ตแบรนด์ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับบริษัทในระยะยาว ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงผันผวน

The post ไทยยูเนี่ยนฯ โชว์กำไรไตรมาส 3 อยู่ที่ 1,304 ล้านบาท รับแรงหนุนธุรกิจอาหารสัตว์–ทะเลแช่แข็ง เดินหน้าปรับโครงสร้างเพิ่มความคล่องตัวองค์กร appeared first on THE STANDARD.

]]>
มิตซูบิชิยกเลิกซื้อหุ้น ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป หลังมีผู้เสนอขายหุ้นให้ต่ำกว่าเป้าหมาย https://thestandard.co/mitsubishi-cancel-tu-stock-offer/ Mon, 29 Sep 2025 12:03:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1124424 หุ้นไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) หลังมิตซูบิชิยกเลิกข้อเสนอรับซื้อหุ้น

บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ได้แจ้งต […]

The post มิตซูบิชิยกเลิกซื้อหุ้น ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป หลังมีผู้เสนอขายหุ้นให้ต่ำกว่าเป้าหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) หลังมิตซูบิชิยกเลิกข้อเสนอรับซื้อหุ้น

บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในวันนี้ (29 กันยายน) ว่า ข้อเสนอรับซื้อหุ้นของบริษัทฯ เพิ่มเติมโดย มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น ได้ถูกยกเลิกโดยอัตโนมัติแล้ว หลังจากสิ้นสุดระยะเวลารับซื้อ มีผู้ถือหุ้นแสดงความจำนงเสนอขายหุ้นไม่ถึงจำนวนขั้นต่ำที่กำหนดไว้

 

ตามเอกสารข้อเสนอรับซื้อหุ้นได้ระบุเงื่อนไขว่า ข้อเสนอจะถูกยกเลิกโดยอัตโนมัติหากจำนวนหุ้นทั้งหมดที่มีผู้ประสงค์จะเสนอขายมีจำนวนน้อยกว่า 532,273,639 หุ้น ซึ่งคิดเป็น 11.95% (รวมหุ้นซื้อคืน) หรือ 13.81% (ไม่รวมหุ้นซื้อคืน) ของจำนวนหุ้นที่ออกแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ หลังจากสิ้นสุดระยะเวลารับซื้อหุ้นเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 ปรากฏว่ามีจำนวนหุ้นที่เสนอขายไม่เพียงพอตามเกณฑ์ขั้นต่ำดังกล่าว

 

ภายหลังการยกเลิกข้อเสนอในครั้งนี้ มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น จะไม่มีการเข้าซื้อหุ้นใดๆ และจะไม่มีการชำระเงินแก่ผู้ถือหุ้นที่ได้เสนอขายหุ้นเข้ามา โดยผู้ถือหุ้นทุกรายที่ได้เสนอขายหุ้นจะได้รับหุ้นของตนคืนตามขั้นตอนที่กำหนดไว้

 

ทั้งนี้ สัดส่วนการถือหุ้นของมิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น ในไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยยังคงถือหุ้นจำนวน 238,745,120 หุ้น หรือคิดเป็น 5.36% (รวมหุ้นซื้อคืน) ของหุ้นที่ออกแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ

 

ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป ชี้แจงว่า การยกเลิกข้อเสนอรับซื้อหุ้นโดยอัตโนมัตินี้ จะไม่ส่งผลกระทบต่อแผนธุรกิจหรือการดำเนินงานของบริษัทฯ แต่อย่างใด โดยความร่วมมือเชิงกลยุทธ์และทางธุรกิจระหว่างไทยยูเนี่ยนและมิตซูบิชิที่ดำเนินมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2534 จะยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่เปลี่ยนแปลง และมิตซูบิชิยังคงยึดมั่นในความร่วมมือและจะแสวงหาโอกาสในการเติบโตร่วมกันต่อไป

 

อย่างไรก็ดี หลังจากการประกาศข่าวดังกล่าว ราคาหุ้น TU ปรับตัวขึ้น ก่อนจะปิดตลาดที่ 12.90 บาท เพิ่มขึ้น 2.38% จากวันก่อนหน้า

The post มิตซูบิชิยกเลิกซื้อหุ้น ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป หลังมีผู้เสนอขายหุ้นให้ต่ำกว่าเป้าหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘มิตซูบิชิ’ เตรียมทุ่มเงิน 6.6 พันล้านบาท เสนอซื้อหุ้น ‘ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป’ เพิ่มเป็น 20% ที่ราคา 12.5 บาทต่อหุ้น https://thestandard.co/mitsubishi-tu-investment/ Mon, 04 Aug 2025 10:39:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1103459

MITSUBISHI UFJ หนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บมจ.ไทยยูเนี่ยน […]

The post ‘มิตซูบิชิ’ เตรียมทุ่มเงิน 6.6 พันล้านบาท เสนอซื้อหุ้น ‘ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป’ เพิ่มเป็น 20% ที่ราคา 12.5 บาทต่อหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

MITSUBISHI UFJ หนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป หรือ TU เตรียมรับซื้อหุ้นเป็นการทั่วไป (General Offer) เพื่อเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเป็น 20% จากปัจจุบันที่ 6.19% 

 

ปัจจุบัน MITSUBISHI ถือหุ้น TU ในสัดส่วน 6.19% (หากไม่รวมหุ้นซื้อคืนที่บริษัทถืออยู่) หรือสัดส่วน 5.36% (หากรวมหุ้นซื้อคืนที่บริษัทถืออยู่) โดย MITSUBISHI แจ้งว่าจะเสนอซื้อหุ้นเพิ่มอีกราว 532.27 ล้านหุ้น ที่ราคา 12.5 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นมูลค่าราว 6.65 พันล้านบาท

 

ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TU เปิดเผยว่า ดีลนี้น่าจะชัดเจนภายในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ MITSUBISHI ถือเป็นหนึ่งในบริษัทที่แข็งแกร่งในญี่ปุ่น ในฐานะบริษัทอันดับหนึ่งในตลาดทูน่าซาซิมิและตลาดซูชิ และยังเป็นผู้ประกอบการแซลมอนอันดับสองของโลก นอกจากนี้ยังมีธุรกิจร้านสะดวกซื้ออย่าง Lawson รวมทั้งธุรกิจอาหารสัตว์ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับ TU ได้ 

 

สำหรับราคาเสนอซื้อที่ 12.5 บาทต่อหุ้น มาจากราคาซื้อขายเฉลี่ยของ TU ในช่วง 30 วันก่อนหน้านี้ บวกพรีเมียมอีก 20% อย่างไรก็ตาม MITSUBISHI แจ้งว่ายังมีสิทธิในการปรับราคาเสนอซื้อหากมีเหตุการณ์สำคัญ​เกิดขึ้น 

 

ธีรพงศ์กล่าวต่อว่า MITSUBISHI เป็นผู้ถือหุ้น TU มาตั้งแต่ปี 2534 เป็นเวลากว่า 30 ปี และมีตัวแทนเป็นกรรมการ 1 ท่าน อยู่ในบริษัท  

 

ที่ผ่านมา MITSUBISHI มีการลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารทะเลอย่างต่อเนื่อง กระจายไปในหลากหลายประเทศ รวมทั้งในภูมิภาคนี้ อาทิ เวียดนาม และอินโดนีเซีย 

 

“MITSUBISHI เห็นว่าไทยยูเนี่ยนเป็น Strategic Partner ที่สำคัญในอุตสาหกรรมอาหารทะเล และยังมีเครือข่ายทั่วโลกที่พัฒนามาต่อเนื่องกว่า 40 ปี รวมทั้งรับจ้างผลิตให้ MITSUBISHI ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ตั้งแต่ปลายปีก่อน MITSUBISHI มีความจำนงที่ต้องการทำงานอย่างใกล้ชิด และอยากจะลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การจะเกิดเป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้นมากขึ้น จึงต้องเพิ่มระดับการลงทุนเป็น 20%”

 

ธีรพงศ์กล่าวต่อว่า หากสัดส่วนของ MITSUBISHI เพิ่มเป็น 20% จะกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่รายเดียวที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท อย่างไรก็ตาม กลุ่มครอบครัวจันศิริยังคงเป็นกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่สุดที่สัดส่วนราว 30% 

 

“การลงทุนครั้งนี้จะไม่ได้เปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการ และขอยืนยันว่าไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไร คณะผู้บริหารยังคงเหมือนเดิม โดยมีกรรมการจาก MITSUBISHI  เพิ่มเป็น 2 ท่าน ตามสัดส่วนการถือหุ้น” 

 

ซีอีโอ TU หวังรายได้กลับมาเติบโต

 

จากผลประกอบการของ TU ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา รายได้ลดลงจาก 1.56 แสนล้านบาท เมื่อปี 2565 มาเป็น 1.37 แสนล้านบาท ในปี 2566 และเมื่อปีก่อนมีรายได้ 1.39 แสนล้านบาท 

 

ธีรพงศ์กล่าวว่า บริษัทยังมุ่งหวังจะเห็นการเติบโตของธุรกิจ โดยเน้นการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายที่มีร่วมกัน “และต่อให้ไม่มีดีลนี้เกิดขึ้นเราก็มีแผนงานที่อยากจะเห็นรายได้เติบโตต่อเนื่อง ส่วนการชะลอตัวช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเพราะเงินบาทที่แข็งค่า” 

 

ด้านมุมมองต่อเรื่องภาษีการค้ากับสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นเป็น 19% สำหรับการส่งออกไปสหรัฐฯ ธีรพงศ์เชื่อว่าความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยยังเหมือนเดิม เพราะอัตราภาษีไม่ได้สูงกว่าประเทศคู่แข่ง และยังต่ำกว่าอีกหลายประเทศ 

 

“โดยเฉพาะกุ้งแช่แข็ง จะเห็นว่าอินเดีย เวียดนาม และอินโดนีเซีย มีปัจจัยเรื่อง Anti-dumping มาเกี่ยวข้อง ทำให้ภาษีของไทยต่ำสุด ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับธุรกิจของเรา แต่สิ่งที่ต้องตามคือกำลังซื้อในสหรัฐฯ เพราะภาษีจะทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้นไม่มากก็น้อย” 

 

นอกจากนี้ ธีรพงศ์กล่าวถึงมูลค่าของหุ้นของบริษัทและบริษัทอื่นๆ ของไทยที่ต่ำมาก และต่ำที่สุดในภูมิภาค ทำให้กองทุนแต่ละแห่งสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากปัจจัยเรื่องนโยบายภาษีสหรัฐฯ มีความแน่นอนมากขึ้น ทำให้กองทุนต่างๆ อาจจะทบทวนการลงทุนและมีความสนใจมากขึ้น 

 

รายได้และกำไรสุทธิไตรมาส 2/68 ยังหดตัว

 

วันนี้ (4 สิงหาคม) TU รายงานผลประกอบการครึ่งปีแรกของปีนี้ โดยมีรายได้รวม 6.31 หมื่นล้านบาท หดตัว 7.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 2.29 พันล้านบาท หดตัว 3.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน 

 

TU ชี้แจงว่า ยอดขายลดลง 7.8% และกำไรขั้นต้นลดลงเล็กน้อย 0.8% ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนมาอยู่ที่ 19.3% อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 6.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนใหญ่เป็นผลจาก transformation costs และค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมและกิจการร่วมค้าเพิ่มขึ้น 32.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนใหญ่มาจาก Avanti Group ต้นทุนทางการเงินลดลง 7.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

The post ‘มิตซูบิชิ’ เตรียมทุ่มเงิน 6.6 พันล้านบาท เสนอซื้อหุ้น ‘ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป’ เพิ่มเป็น 20% ที่ราคา 12.5 บาทต่อหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ป่วนค้าโลก ขู่รีดภาษีใครบ้างก่อนศาลสั่งเบรก เจ้าตัวไม่ถอย ยื่นอุทธรณ์! ‘ไทยยูเนี่ยน-เดลต้า’ จับตากระทบครึ่งปีหลัง https://thestandard.co/trump-trade-tariff-courts-delta-thai-union/ Thu, 29 May 2025 13:20:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1080125 ทรัมป์ป่วนค้าโลก

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าส […]

The post ทรัมป์ป่วนค้าโลก ขู่รีดภาษีใครบ้างก่อนศาลสั่งเบรก เจ้าตัวไม่ถอย ยื่นอุทธรณ์! ‘ไทยยูเนี่ยน-เดลต้า’ จับตากระทบครึ่งปีหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ป่วนค้าโลก

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าหลายรายการ โดยให้เหตุผลว่าภาษีเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นการผลิตของสหรัฐฯ และจ้างงานคนในประเทศ 

 

ทรัมป์ต้องการลดช่องว่างระหว่างมูลค่าของสินค้าที่สหรัฐฯ ซื้อจากประเทศอื่น และสินค้าที่ขายให้กับประเทศเหล่านั้น และอ้างว่าอเมริกาถูก ‘คนโกง’ และ ‘ปล้นสะดม’ โดยชาวต่างชาติมานาน

 

แต่นับจากคำประกาศก็ทำให้เศรษฐกิจโลกปั่นป่วน และอาจทำให้สินค้าของผู้บริโภคในสหรัฐฯ มีราคาแพงขึ้นเสียเอง

 

มีเพียงสหราชอาณาจักรที่บรรลุข้อตกลงเรื่องภาษีนำเข้า ส่วนประเทศอื่นๆ ก็หวังว่าจะบรรลุข้อตกลงกับทำเนียบขาวได้ในเร็ววัน

 

ทว่าก่อนที่จะครบกำหนดที่ทรัมป์ยืด 90 วัน ล่าสุด วันนี้ (29 พ.ค.) ศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (US Court of International Trade) มีคำตัดสินว่า มาตรการกำแพงภาษีทั่วโลก (Global Tariff) ส่วนใหญ่ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทำนั้นขัดต่อกฎหมาย

 

แม้ผลกระทบโดยตรงของคำตัดสินของศาลยังไม่ชัดเจน แต่ทำเนียบขาวได้ยื่นอุทธรณ์แล้ว

 

กว่า 2 เดือน นับจากวันปลดแอก 2 เม.ย. ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษี ใครบ้างที่โดนหางเลข?

 

สหภาพยุโรป (EU)

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวว่าจะให้ขึ้นภาษี 50% สำหรับสินค้าทั้งหมดจากสหภาพยุโรปที่นำเข้ามายังสหรัฐฯ

 

ในตอนแรกเขาเสนอให้ขึ้นภาษี 20% สำหรับสินค้าส่วนใหญ่ของสหภาพยุโรป แต่ได้ลดลงเหลือ 10% จนถึงวันที่ 8 กรกฎาคม เพื่อให้มีเวลาสำหรับการเจรจา โดยเขียนในโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า “การหารือกับสหภาพยุโรปไม่ได้ผลอะไรเลย!” ดังนั้น ภาษีใหม่จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 มิถุนายน”

 

แต่วันถัดมา ทรัมป์ระบุว่าเพิ่งได้รับแจ้งว่า EU ติดต่อมาเพื่อเร่งกำหนดวัน ซึ่งถือเป็นเรื่องดี และหวังว่าพวกเขาจะยอมเปิดตลาดให้กับสหรัฐอเมริกาในที่สุด เหมือนกับที่เขาเรียกร้องจากจีน ทรัมป์ยังกล่าวอีกว่า EU มีท่าที “ดึงเกม” ในการเจรจากับทำเนียบขาวเรื่องข้อตกลงการค้าอย่างมาก

 

จีน

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา สหรัฐฯ และจีนได้เพิ่มภาษีศุลกากรอย่างตาต่อตาฟันต่อฟัน แต่ปัจจุบันได้บรรลุข้อตกลงในการลดภาษีอย่างมีนัยสำคัญ

 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

 

หลังจากวันที่ 2 เมษายน ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีศุลกากรพื้นฐาน 10% สำหรับสินค้าทั้งหมดที่นำเข้ามายังสหรัฐฯ แต่บางประเทศ รวมถึงจีน ก็ต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงกว่า ในวันนั้นจีนตอบโต้กลับด้วยการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ และการเพิ่มภาษีดังกล่าวส่งผลให้สหรัฐฯ จัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน 145% เมื่อวันที่ 9 เมษายน และจีนจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ บางส่วน 125%

 

อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ และจีนได้ ‘พักรบ’ ภาษีนำเข้าสินค้าทั้งหมด ยกเว้น 10% ในช่วงที่ชะลอออกไป 90 วัน 

 

มาตรการดังกล่าวจะทำให้สหรัฐฯ ลดภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนลงเหลือ 30% ขณะที่จีนลดภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ลงเหลือ 10%

 

แคนาดาและเม็กซิโก

แคนาดาและเม็กซิโกก็ตกเป็นเป้าหมายของทรัมป์มาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เช่นกัน เมื่อเขาประกาศเก็บภาษีนำเข้าจากทั้งสองประเทศ 25% และเก็บภาษีพลังงานของแคนาดา 10% แต่ทรัมป์ก็ ‘กลับลำ’ เลื่อนและยกเว้นภาษีหลายต่อหลายครั้ง กระทั่งแคนาดาจึงประกาศเก็บภาษี 25% สำหรับรถยนต์บางรุ่นที่นำเข้าจากสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 9 เมษายน

 

เหล็กและอะลูมิเนียม

ภาษีนำเข้า 25% สำหรับเหล็กและอะลูมิเนียมทั้งหมดที่เข้าสู่สหรัฐฯ รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ทำจากโลหะเหล่านี้ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 12 มีนาคม

 

รถยนต์

ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน รถยนต์ที่ผลิตในต่างประเทศถูกเรียกเก็บภาษี 25% ซึ่งขยายเวลาให้ครอบคลุมถึงเครื่องยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์อื่นๆ ที่นำเข้ามาตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม

 

สมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์

วันที่ 12 เมษายน มีการประกาศยกเว้นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บางประเภทจากจีนและที่อื่นๆ รวมถึงสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ แต่ในเวลาต่อมาทรัมป์เตือนว่าสัมปทานดังกล่าวอาจหมดลง

 

ส่งผลให้เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ทรัมป์ขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีนำเข้า 25% ‘ขั้นต่ำ’ สำหรับ iPhone ของ Apple ที่ไม่ได้ผลิตในอเมริกา

 

ภาพยนตร์

วันที่ 4 พฤษภาคม ทรัมป์ต้องการเรียกเก็บภาษี 100% สำหรับภาพยนตร์ต่างประเทศ เพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของชาวอเมริกัน

 

ระงับวีซ่านักเรียน

วันที่ 28 พฤษภาคม ทรัมป์ออกคำสั่งไปยังสถานทูตและสถานกงสุลทั่วโลกให้ระงับการรับจองคิวสำหรับการยื่นขอวีซ่าของนักศึกษาต่างชาติเป็นการชั่วคราวอย่างไม่มีกำหนด จนกว่าจะมีการออกระเบียบปฏิบัติสำหรับการตรวจสอบโซเชียลมีเดียของผู้สมัครวีซ่าเรียบร้อยแล้ว

 

คำสั่งดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์ กับวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐฯ อย่าง มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งทรัมป์เชื่อว่าเป็นฝ่ายซ้ายเกินไป 

 

สะเทือนหุ้น เศรษฐกิจโลก!

นับตั้งแต่วันประกาศภาษี เกิดความผันผวนในตลาดหุ้นโลกอย่างมาก ซึ่งบริษัทต่างๆ ขายหุ้นในธุรกิจของตน หลายคนได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงราคาหุ้นในตลาดหุ้น แม้ว่าจะไม่ได้ลงทุนในหุ้นโดยตรงก็ตาม เนื่องจากผลกระทบต่อเงินบำนาญ การจ้างงานและอัตราดอกเบี้ย

 

มูลค่าของดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งโดยปกติถือเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย ก็ลดลงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเช่นกัน

 

ราคาหุ้นตกต่ำลง ส่งผลอย่างไร ทำไมดอลลาร์สหรัฐตกจึงมีความสำคัญ

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจโลกในปี 2025 อันเป็นผลจากภาษีศุลกากรอีกด้วย

 

โดยคาดว่าสหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด และระบุว่าสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยมากขึ้นในปี 2025

 

ขณะที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งครบ 100 วัน กระทรวงพาณิชย์กล่าวว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ หดตัวลงในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2025 หลังจากเติบโตอย่างแข็งแกร่งในไตรมาสก่อนหน้า

 

ท่ามกลางประธานาธิบดียืนกรานว่านโยบายของเขาได้ผล แต่อีกเสียงที่มีอิทธิพลภายในพรรครีพับลิกันของเขาเองได้เข้าร่วมกับพรรคเดโมแครตฝ่ายค้านและผู้นำต่างประเทศในการโจมตีมาตรการดังกล่าว 

 

เพราะราคาสินค้าที่นำเข้าจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากธุรกิจต่างๆ ส่งต่อต้นทุนที่สูงขึ้นบางส่วนหรือทั้งหมด

 

ผู้ผลิต adidas และ Mattel ซึ่งเป็นบริษัทระดับโลกหลายแห่ง ต่างเห็นตรงกันว่าจะเรียกเก็บเงินจากลูกค้าชาวอเมริกันมากขึ้น

 

จนบริษัทบางแห่งอาจตัดสินใจนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศน้อยลง ซึ่งอาจทำให้สินค้าที่มีจำหน่ายมีราคาแพงขึ้น คาดว่าต้นทุนของสินค้าที่ผลิตในสหรัฐฯ โดยใช้ส่วนประกอบนำเข้าจะเพิ่มขึ้นเช่นกัน

 

ภาษีทรัมป์กระทบ ‘ไทยยูเนี่ยน-เดลต้า’ หวั่นกดดันกำไร

แม้ว่าล่าสุด ศาลการค้าสหรัฐได้สั่งห้าม แต่ดูเหมือนรัฐบาลทรัมป์ ‘ไม่ยอม’ และอาจประวิงเวลา เตรียมยื่นอุทธรณ์ต่อ 

 

Nikkei Asia รายงานว่า สำหรับบริษัทเอกชนไทย อย่าง ‘ไทยยูเนี่ยน’ ผู้ผลิตและส่งออกปลาทูน่ากระป๋องรายใหญ่ ได้ปรับลดคาดการณ์รายได้ลง ขณะที่ ‘เดลต้า ประเทศไทย’ ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ก็ห่วงว่าผลกระทบจะเกิดขึ้นหลังเดือนกรกฎาคม

 

โดยไทยยูเนี่ยน ผู้ผลิตแบรนด์ ‘Chicken of the Sea’ ในสหรัฐฯ ได้ปรับลดเป้าการเติบโตของยอดขายทั้งปี จากเดิมที่คาดไว้ 3-4% เหลือเพียง 1-3% 

 

การปรับเปลี่ยนดังกล่าวจะส่งผลให้ยอดขายลดลงมากถึงราว 27 ล้านดอลลาร์ หรือราว 900 ล้านบาท บริษัทระบุว่าจะปรับลดการลงทุนปีนี้ลงมากถึง 2,000 ล้านบาท เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของสภาพคล่องเงินสด

 

ขณะที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน โดย วิคเตอร์ เจิ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ ประเทศไทย กล่าวในการแถลงข้อมูลแก่นักลงทุนว่า นโยบายภาษีสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป

 

“แม้แนวโน้มความต้องการจะยังคงเพิ่มขึ้นต่อไปจนถึงเดือนมิถุนายน จากคำสั่งซื้อช่วงโค้งสุดท้าย ก่อนที่การชะลอเก็บภาษีเพิ่มเติม ที่จะสิ้นสุดลงในเดือนกรกฎาคม หลังจากนั้นหากอัตราภาษีเกิน 15% ลูกค้าจะไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้

 

ภาพ: Demetrius Freeman / The Washington Post via Getty Images

อ้างอิง:

 

The post ทรัมป์ป่วนค้าโลก ขู่รีดภาษีใครบ้างก่อนศาลสั่งเบรก เจ้าตัวไม่ถอย ยื่นอุทธรณ์! ‘ไทยยูเนี่ยน-เดลต้า’ จับตากระทบครึ่งปีหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
8 บิ๊กคอร์ปไทยลุยเจาะตลาดสหรัฐฯ CP ร่วมทุนฟาร์มกุ้งในฟลอริดา ปตท.สผ. ขยายลงทุน LNG ในอะแลสกา https://thestandard.co/thai-big-corp-us-expansion-cp-shrimp-pttep-lng/ Tue, 13 May 2025 12:37:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1073895 ตลาดสหรัฐฯ

หลังจาก พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่ากา […]

The post 8 บิ๊กคอร์ปไทยลุยเจาะตลาดสหรัฐฯ CP ร่วมทุนฟาร์มกุ้งในฟลอริดา ปตท.สผ. ขยายลงทุน LNG ในอะแลสกา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดสหรัฐฯ

หลังจาก พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุในวันนี้ (13 พฤษภาคม) ว่าได้ส่งรายงานไปถึงคลังสหรัฐฯ และส่งรายงานไปที่ USTR โดยยื่นข้อเสนอ 5-6 ข้อ ไปเป็นที่เรียบร้อย เชื่อว่าทางสหรัฐฯ จะตอบรับกลับในเร็วๆ นี้

 

ฟากฝั่งเอกชน โดย ชนินทร์ ชลิสราพงษ์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะเจรจาการค้าของหอการค้าไทย ก็ได้เปิดเผยระหว่างการนำทีมเอกชน ร่วม SelectUSA 2025 ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ว่า ถือเป็นงานที่คึกคักที่สุดในรอบปี ตอกย้ำความเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจไทย-สหรัฐฯ

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

“ปีนี้เห็นโอกาสในการขยายธุรกิจในหลายด้าน โดยเฉพาะ เกษตรและอาหาร ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทย สามารถเชื่อมต่อ Global Supply Chain ได้อย่างมีศักยภาพ และเป็นโอกาสสำคัญที่ภาครัฐจะนำไปต่อยอดสู่ Package ของประเทศไทย ในการเจรจาระดับนโยบายกับสหรัฐฯ”

 

 

ขณะที่ มุมมองจากภาคเอกชนไทย ที่เข้าร่วมงานมีดังนี้

 

  1. CP Group นำเสนอกรณีศึกษาบนเวที Industry Spotlight: Food & Beverage โดย อำพล อสุวพงษ์พัฒนา เผยถึงกลยุทธ์การขยายธุรกิจผ่าน M&A และการร่วมทุนกับพันธมิตรท้องถิ่น เช่น การลงทุนฟาร์มกุ้งในรัฐฟลอริดา เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ เข้าถึงผู้บริโภคได้ตรงจุด และตอบโจทย์ความยั่งยืน พร้อมระบุว่า CP Group จ้างงานชาวอเมริกันแล้วกว่า 2,000 ตำแหน่ง และมีแผนเพิ่มการลงทุนต่อเนื่อง

 

  1. SCG Packaging มองว่าการเจรจาครั้งนี้ช่วยเปิดโอกาสขยายธุรกิจในตลาดสหรัฐฯ ได้ชัดเจนมากขึ้น หลังจากมีการค้าขายกับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง

 

  1. บ้านปู จำกัด (มหาชน) ชี้ว่าความต้องการพลังงานในสหรัฐฯ โดยเฉพาะรัฐเท็กซัสยังคงเติบโตต่อเนื่อง เป็นสัญญาณบวกต่อแผนขยายการลงทุนในธุรกิจพลังงาน

 

  1. ปตท.สผ. และ PTT International Trading USA มองว่าการมาเยือนครั้งนี้ต่อเนื่องจากภารกิจร่วมกับกระทรวงพลังงาน เพื่อขยายความร่วมมือด้านการค้าก๊าซธรรมชาติ โดยเฉพาะในรัฐอะแลสกา

 

  1. EGCO Group เห็นศักยภาพและโอกาสการลงทุนด้านพลังงานในหลายรัฐ พร้อมขยายธุรกิจในอนาคต

 

  1. Chicken of the Sea Frozen Foods (ในเครือ ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)) ซึ่งมีประสบการณ์ในตลาดสหรัฐฯ นานเกือบ 30 ปี มองว่าตลาดนี้ยังคงเป็นตลาดหลักที่สำคัญ พร้อมเดินหน้าเจรจาเพื่อหาทางออกแบบ Win-Win Partnership ในฐานะ Reliable Strategic Partner

 

  1. Indorama Ventures และ 8.Thai Summit America Corporation เข้าร่วมหารือกับพันธมิตรหลากหลายกลุ่มในสหรัฐฯ เพื่อมองหาโอกาสขยายธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ

 

ทั้งนี้ หอการค้าไทย ยังมีประชุมนัดพิเศษกับ World Bank และ US Chamber of Commerce เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองสถานการณ์เศรษฐกิจกัน ซึ่งทำให้ผู้เข้าร่วมเห็นถึงโอกาสและสถานการณ์จริง และในสัปดาห์หน้า ที่ประเทศไทย

 

โดยภาคเอกชน 3 ฝ่าย ประกอบด้วย หอการค้าไทย, AMCHAM (American Chamber of Commerce) ในประเทศไทย และ US Chamber of commerce จะมีจัดงาน Thailand-US Trade & Investment Summit 2025 ระหว่างวันที่ 19-20 พฤษภาคม 2025 นี้ ซึ่งงานนี้เป็นเวทีสำคัญสำหรับนักลงทุน ผู้ประกอบการ และผู้กำหนดนโยบายจากทั้งสองประเทศ เพื่อหารือและสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางบริบทของความท้าทายด้านภาษีศุลกากรและการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก อีกด้วย

 

“หอการค้าไทยยังคงเดินหน้าภารกิจเชิงรุกต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทย-สหรัฐฯ พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมให้ภาคธุรกิจไทย “Ready for Future Transformation” ด้วยการยกระดับทั้ง ทักษะ (Skills) และ เทคโนโลยี (Technology) เพื่อก้าวสู่โลกการค้ายุคใหม่” ชนินทร์กล่าว

 

ภาพ: franckreporter / Getty Images

The post 8 บิ๊กคอร์ปไทยลุยเจาะตลาดสหรัฐฯ CP ร่วมทุนฟาร์มกุ้งในฟลอริดา ปตท.สผ. ขยายลงทุน LNG ในอะแลสกา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยยูเนี่ยน ‘ไม่หวั่น’ เศรษฐกิจผันผวน ไตรมาสแรกกำไร 1.3 พันล้าน อาหารสัตว์เลี้ยงดันรายได้ เผยมีคลังสินค้าพร้อมรับมือภาษีสหรัฐฯ https://thestandard.co/thai-union-q1-profit-2025/ Tue, 13 May 2025 10:02:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1073797 ไทยยูเนี่ยน

บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU รายงานผล […]

The post ไทยยูเนี่ยน ‘ไม่หวั่น’ เศรษฐกิจผันผวน ไตรมาสแรกกำไร 1.3 พันล้าน อาหารสัตว์เลี้ยงดันรายได้ เผยมีคลังสินค้าพร้อมรับมือภาษีสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยยูเนี่ยน

บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU รายงานผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2568 มียอดขาย 29,789 ล้านบาท และมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 18.8% ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดสำหรับการเติบโตในไตรมาสแรก

 

บริษัทมีกำไรสุทธิที่ไม่รวมค่าใช้จ่ายในการทำ Transformation ตามกลยุทธ์ (Strategy 2030) อยู่ที่ 1,317 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 1,019 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนยังคงอยู่ในเกณฑ์ดีที่ 1.0 เท่า

 

ในส่วนของผลประกอบการตามกลุ่มธุรกิจพบว่า กลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงยังคงเติบโตต่อเนื่อง มียอดขาย 4,174 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน และมีอัตรากำไรขั้นต้น 24.5%

 

ส่วนกลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป มียอดขาย 14,762 ล้านบาท ลดลง 14% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากความต้องการสินค้าในตะวันออกกลางปีก่อนหน้าที่สูงกว่าปกติ และการลดลงของยอดขายผลิตภัณฑ์รับจ้างผลิตในยุโรปจากการที่ลูกค้าชะลอการสั่งซื้อเพราะราคาปลาที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นของกลุ่มนี้ยังทำได้ดีที่ 19.4%

 

กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง มียอดขาย 8,441 ล้านบาท ลดลง 12.2% จากปีก่อน เนื่องจากราคากุ้งในสหรัฐอเมริกาที่ปรับตัวสูงขึ้นทำให้ยอดขายกุ้งชะลอตัว แต่บริษัทยังสามารถทำอัตรากำไรขั้นต้นได้ดีขึ้นจาก 11.8% เป็น 12.4% ส่วนกลุ่มธุรกิจสินค้าเพิ่มมูลค่าและอื่นๆ มียอดขาย 2,412 ล้านบาท ลดลง 3.1%

 

ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า “แม้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมจะมีความท้าทาย แต่เรายังคงมุ่งมั่นในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจหลัก ผ่านการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว จนสามารถสร้างผลกำไรที่ดี”

 

ไทยยูเนี่ยนได้เตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงทางภาษีของสหรัฐฯ โดยการสำรองสินค้าทุกประเภทในสหรัฐอเมริกาไว้เพียงพอสำหรับการขาย 4-6 เดือน นอกจากนี้บริษัทยังมีฐานการผลิต 15 แห่ง ใน 13 ประเทศทั่วโลก ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการขึ้นภาษี

The post ไทยยูเนี่ยน ‘ไม่หวั่น’ เศรษฐกิจผันผวน ไตรมาสแรกกำไร 1.3 พันล้าน อาหารสัตว์เลี้ยงดันรายได้ เผยมีคลังสินค้าพร้อมรับมือภาษีสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หอการค้าขนทัพ CP-SCG-ปตท.-ไทยซัมมิท-บ้านปู บุกตลาดสหรัฐฯ ‘ทูตวอชิงตัน’ ย้ำจุดยืนไทย Reliable Business Partner https://thestandard.co/thai-chamber-us-market-expansion-2025/ Mon, 12 May 2025 05:17:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1073374 thai-chamber-us-market-expansion-2025

แม้สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ส่งสัญญาณเริ่มผ่อนค […]

The post หอการค้าขนทัพ CP-SCG-ปตท.-ไทยซัมมิท-บ้านปู บุกตลาดสหรัฐฯ ‘ทูตวอชิงตัน’ ย้ำจุดยืนไทย Reliable Business Partner appeared first on THE STANDARD.

]]>
thai-chamber-us-market-expansion-2025

แม้สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ส่งสัญญาณเริ่มผ่อนคลายลง เมื่อ 2 ประเทศจะเจรจากันที่สวิตเซอร์แลนด์ สำหรับไทย ล่าสุด แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ย้ำว่าการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ยังอยู่ในกรอบ 90 วัน ซึ่งต้องรอช่วงเวลาที่เหมาะสมก่อนชี้แจงประเด็น ขณะเดียวกันภาคเอกชนไทยก็ไม่รอช้า รุกทำงานแบบรัฐ-เอกชน (Public-Private Partnership) ขนทัพบิ๊กคอร์ปบุกตลาดสหรัฐฯ

 

พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยนำทัพภาคเอกชนร่วมงาน SelectUSA 2025 ร่วมกับผู้แทนการค้าไทย โดยมี นลินี ทวีสิน ประธานผู้แทนการค้าไทย ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารภาครัฐ และภาคเอกชนชั้นนำของไทย เข้าร่วมงาน SelectUSA Investment Summit 2025 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-14 พฤษภาคม 2568 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และรัฐแมริแลนด์ สหรัฐอเมริกา

 

ทั้งนี้ ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการทำงานแบบ “รัฐ-เอกชนร่วมขับเคลื่อน” (Public-Private Partnership) โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเปิดประตูสู่โอกาสการค้าและการลงทุนในตลาดสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งสำหรับนักลงทุนรายใหม่และผู้ประกอบการไทยที่มีการลงทุนในสหรัฐฯ อยู่แล้ว

 

สำหรับภาคเอกชนไทยที่เข้าร่วมครั้งนี้ ประกอบด้วยกลุ่มบริษัทชั้นนำ เช่น บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน), บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด, บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) (CPF North America), บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน), บริษัท พีทีที อินเตอร์เนชั่นแนล เทรดดิ้ง ยูเอสเอ จำกัด, บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน), บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยซัมมิท อเมริกา คอร์เปอเรชั่น และบริษัท Chicken of the Sea Frozen Foods ในเครือ ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นต้น 

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

เกษมสิทธิ์ ปฐมศักดิ์ รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธาน ผู้แทน ABAC และ APEC ของภาคเอกชนไทย กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันการลงทุนของไทยในสหรัฐฯ มีมูลค่าสูงกว่า 17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 620,000 ล้านบาท) และมีการจ้างงานชาวอเมริกันประมาณ 12,000 ตำแหน่ง สะท้อนถึงศักยภาพของภาคธุรกิจไทยในการขยายฐานการลงทุนเพิ่มเติมในตลาดสหรัฐฯ เชื่อว่านอกจากผู้ลงทุนรายเดิมของไทยนั้น จะมีรายใหม่เพิ่มเติมอีกแน่นอน 

 

นอกจากนี้ การเข้าร่วมงาน SelectUSA ครั้งนี้ ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสำรวจความร่วมมือกับแต่ละรัฐของสหรัฐฯ เพื่อหาโอกาสใหม่ๆ ในการลงทุน และการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าเกษตร เพื่อสนับสนุนความสมดุลทางการค้าระหว่างสองประเทศ

 

พจน์ย้ำว่า “ตลาดสหรัฐฯ เป็นตลาดยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจไทย และเป็นหนึ่งในตลาดที่นักลงทุนไทยมีศักยภาพในการขยายธุรกิจและสร้างการจ้างงานมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน เราหวังว่า ทั้ง 2 ประเทศจะเร่งให้มีความคืบหน้าในการเจรจาเรื่อง ภาษีศุลกากร (Tariff) ระหว่างไทยและสหรัฐฯ เพื่อสร้างความชัดเจนและเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจระหว่างกันให้ได้ภายในเดือนนี้”

 

ทั้งนี้ เช้าวันนี้ (11 พ.ค.) ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ คณะผู้บริหาร รัฐและเอกชนที่ลงทุนในสหรัฐฯ เข้าร่วมประชุมสำคัญกับท่านเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน สุริยา จินดาวงษ์ และทีมประเทศไทย (Team Thailand) ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

 

โดยระบุว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงลึก ก่อนภารกิจหลักในช่วงบ่ายกับงาน SelectUSA Investment Summit 2025 โดยท่านทูตฯ ได้กล่าวถึงความสำคัญของการที่ภาครัฐและเอกชนไทยผนึกกำลังเข้าร่วมงานครั้งนี้ ซึ่งไม่ใช่เพียง “Investment Summit” แต่ถือเป็นก้าวสำคัญ “Beyond Investment” ในการตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในเวทีเศรษฐกิจโลก

 

“ประเทศไทยคือ Reliable Business Partner เป็นข้อความที่ชัดเจนในการส่งสัญญาณถึงความพร้อมและความน่าเชื่อถือของเศรษฐกิจไทย แม้ในขณะที่หลายประเทศยังมีความกังวลจากความไม่เสถียรของนโยบายเศรษฐกิจโลก”

 

ท่านทูตฯ ยังสะท้อนมุมมองว่า แม้การเจรจาทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยังดู “Unstructured” และยังไม่แสดงท่าทีชัดเจนในประเด็นสำคัญ แต่ประเทศไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือและส่งสัญญาณเชิงบวกในประเด็นที่มีความสำคัญร่วมกัน ทั้งด้าน Energy, Service, Agriculture เพื่อผลักดันให้เกิด Trade Balance และความชัดเจนทางนโยบายในอนาคต

The post หอการค้าขนทัพ CP-SCG-ปตท.-ไทยซัมมิท-บ้านปู บุกตลาดสหรัฐฯ ‘ทูตวอชิงตัน’ ย้ำจุดยืนไทย Reliable Business Partner appeared first on THE STANDARD.

]]>
TFM หันรุกตลาดต่างประเทศ หวังเพิ่มสัดส่วนรายได้ กระจายความเสี่ยงธุรกิจในประเทศ พร้อมตั้งเป้ารายได้รวมแตะ 1 หมื่นล้านบาทภายในปี 2573 https://thestandard.co/tfm-goes-global-strategy-2573/ Tue, 25 Mar 2025 10:37:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1056442

TFM ตั้งเป้าหมายจะรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ที่ระดับ 18-2 […]

The post TFM หันรุกตลาดต่างประเทศ หวังเพิ่มสัดส่วนรายได้ กระจายความเสี่ยงธุรกิจในประเทศ พร้อมตั้งเป้ารายได้รวมแตะ 1 หมื่นล้านบาทภายในปี 2573 appeared first on THE STANDARD.

]]>

TFM ตั้งเป้าหมายจะรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ที่ระดับ 18-20% โดยมีการเติบโตในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ พร้อมทั้งเตรียมจะใช้งบลงทุนในระหว่างปี 2568-2573 ไว้ที่ 300-500 ล้านบาทต่อปี

 

พีระศักดิ์ บุญมีโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM เปิดเผยว่า บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายภายในปี  2573 จะมีรายได้รวมแตะ 10,000 ล้านบาทหรือคิดเป็นการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 11% พร้อมตั้งเป้ารักษาอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ไว้ที่ระดับ 18-20% โดยมีการเติบโตในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ (Segment) โดยเฉพาะอาหารกุ้งและอาหารปลา ที่เป็นผู้นำตลาดอยู่แล้ว รวมถึงขยายสู่อาหารปลาน้ำจืดอื่นๆ โดยปัจจุบันสินค้าที่วางจำหน่ายของบริษัทฯ มีจำนวนประมาณ 275 รายการ (SKU)

 

ส่วนแผนธุรกิจในปี 2568 บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายเติบโต 8-10% จากการเติบโตทั้งในและต่างประเทศ จากในปี 2567 ที่ผ่านมาบริษัทฯ มีรายได้จากการขาย 5,365 ล้านบาท เติบโต 5.6% อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 18.7% และกำไรสุทธิโตขึ้นจากปีก่อน 5 เท่าตัวคิดเป็นกำไรที่ 535 ล้านบาท

 

กระจายความเสี่ยง ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศ

 

บริษัทฯ มีแผนในช่วง 2568-2573 จะขยายรุกตลาดในต่างประเทศมากขึ้นเพื่อกระจายความเสี่ยงของธุรกิจจากในประเทศและเป็นการสร้างโอกาสการเติบโตที่เพิ่มขึ้นซึ่งในปี 2573 ตั้งเป้าหมายสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งในอินโดนีเซียจะมีสัดส่วนรายได้เพิ่มเป็น 18%, ส่วนตลาดต่างประเทศอื่นๆ จะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 11% ขณะที่ประเทศไทยจะมีสัดส่วนลดลงอยู่ที่ประมาณ 71%

 

ขณะที่โครงสร้างของราคาขายสินค้าในตลาดต่างประเทศถือเป็นราคาที่สูงกว่าราคาขายในประเทศไทย ส่งผลให้บริษัทจะยังสามารถรักษา GPM อยู่ที่ 18-20% ได้ตามเป้าหมายของบริษัทฯ ที่ตั้งไว้

 

ทั้งนี้พอร์ตรายได้ปัจจุบันของบริษัทมาจากธุรกิจในประเทศไทยประมาณ 84%, อินโดนีเซียสัดส่วน 12%, ปากีสถานสัดส่วน 1% และประเทศอื่นๆ อีก 3%

 

โดยตลาดต่างประเทศ นับเป็นปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญของบริษัทฯ ในอนาคตและช่วยกระจายความเสี่ยงพอร์ตรายได้ จากจุดเริ่มต้นด้วยการส่งออกสินค้าประเทศศรีลังกา และต่อยอดสู่ประเทศที่มีอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเติบโต ได้แก่ อินเดีย,อินโดนีเซีย, แอฟริกาใต้, กลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง และเริ่มส่งออกสินค้าไปรัฐฮาวาย ของสหรัฐฯ

 

โดยกลยุทธ์ในการขยายธุรกิจในตลาดประเทศจะเน้นการร่วมมือกับคู่ค้าพันธมิตรในต่างประเทศที่มีฐานะที่แข็งแกร่งเพื่อลดความเสี่ยงให้บริษัทฯ เพื่อรุกตลาดใหม่ๆ และขยายตลาดเดิม พร้อมสร้างฐานลูกค้าและโอกาสทางธุรกิจที่แข็งแกร่งขึ้นในตลาดส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ

 

พีระศักดิ์ บุญมีโชติ

ภาพ: พีระศักดิ์ บุญมีโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน)

 

“เราไม่ได้กังวลประเด็นกำแพงภาษีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพราะเราส่งออกสหรัฐฯ ไม่มาก ส่วนการนำเข้าวัตถุดิบจากสหรัฐฯ ก็ค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่จะนำเข้าจากแหล่งอื่นๆ คือ บราซิลกับอาร์เจนตินา ขณะที่วัตถุดิบหลักที่เราใช้ คือ BY-PRODUCT ของปลาทูน่า จึงไม่มีผลกระทบกับบริษัทฯ”

 

ปัจจุบันบริษัทมีโรงงานผลิตอาหารสัตว์จำนวน 4 โรงงานทั่วโลก แบ่งเป็นในประเทศไทยจำนวน 2 โรงงาน, ในอินโดนีเซียจำนวน 1 โรงงาน และปากีสถานอีกจำนวน 1 โรงงาน อีกทั้งมีประเทศคู่ค้าทั่วโลกจำนวน 13 ประเทศ

 

“บริษัทฯ มีการใช้วัตถุดิบในการผลิตสินค้ากลุ่มอาหารสัตว์ที่มาจาก BY-PRODUCT ของปลาทูน่าของบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU สัดส่วนประมาณ 30-40% ของที่ใช้ทั้งหมด ซึ่งเป็นจุดแข็งที่มีความแตกต่างจากคู่แข่ง ถือเป็นบริษัทฯ เดียวที่มีทรัพยากรนี้

 

ดังนั้น จึงมีคาแรกเตอร์ของสินค้าอาหารสัตว์ที่แตกต่างจากคู่แข่งด้วย ส่วนการซื้อวัตถุดิบมีการ Synergy ของทั้งกลุ่มทำให้สามารถได้ทั้งวอลุ่มกับแวลูที่มีต้นทุนที่ถูกลง อีกทั้งจะเลือกขายสินค้าเฉพาะที่ทำกำไร และตัดสินค้าที่ไม่ทำกำไรออกจากพอร์ต”

 

แผน ปี 68-73 ทุ่ม 300-500 ล้านบาท ซื้อเครื่องจักร เพิ่มกำลังผลิต

 

สำหรับแผนลงทุนระหว่างปี 2568-2573 ตั้งลงทุนไว้ประมาณ 300-500 ล้านบาทต่อปี เพื่อใช้ซื้อเครื่องจักร รวมปรับปรุงประสิทธิภาพของโรงงาน เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ มีการใช้เพียงสัดส่วนประมาณ 60% ของกำลังการผลิตรวมทั้งหมด ทั้งนี้เพื่อเป็นปัจจัยสนับสนุนให้รายได้เป็นตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

 

นอกจากนี้ สำหรับตลาดในประเทศ TFM จะรักษาความเป็นผู้นำในกลุ่มอาหารกุ้ง อาหารปลากะพง และอาหารกบ โดยจะมุ่งขยายตลาดในพื้นที่ที่ยังมีโอกาสเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด ด้วยการรักษาคุณภาพสินค้าให้เป็นที่ยอมรับ พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ลูกค้า และสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับเกษตรกร ผ่านบริการและองค์ความรู้เชิงวิชาการ

 

ขณะเดียวกันได้เตรียมขยายสู่ตลาดอาหารปลาน้ำจืดที่มีมูลค่ากว่า 7,000 ล้านบาท ที่มีโอกาสเติบโตได้อีกมาก และตั้งเป้าหมายก้าวเป็นผู้นำตลาดอาหารปลาน้ำจืดในอนาคต

 

นอกจากนี้ ยังเน้นสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจอาหารสัตว์น้ำในประเทศไทย ล่าสุด ได้เปิดตัว 3 แบรนด์ใหม่ เพื่อตอบโจทย์ตลาดเฉพาะกลุ่ม ได้แก่ แบรนด์ขุนศึก เป็นอาหารปลานิลที่โดดเด่นในเรื่องช่วยให้ปลาโตเร็วและมีรูปร่างตรงตามความต้องการของตลาด, แบรนด์กบทอง เป็นอาหารสำหรับกบขนาดใหญ่ ตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรที่เลี้ยงกบเชิงพาณิชย์ และแบรนด์โปรฟีดปลากดคัง เป็นอาหารปลากดคัง ซึ่งกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นโดยเฉพาะในภาคตะวันออกของประเทศไทย

 

แตกพาร์หุ้น TFM เหลือ 1 บาท ช่วยเพิ่มสภาพคล่อง

 

พีระศักดิ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่บริษัทฯ ก่อนหน้าที่ได้มีการแตกพาร์หุ้น TFM จาก 2 บาทต่อหุ้น เหลือ 1 บาทต่อหุ้น เนื่องจากก่อนหน้านี้หุ้นของ TFM มีวอลุ่มสภาพคล่องการซื้อขายที่ต่ำมาก ดังนั้นเชื่อว่าการแตกพาร์ ประกอบกับแผนกลยุทธ์การสร้างการเติบโตของบริษัทฯ ในอนาคต จะสามารถช่วยเพิ่มสภาพคล่องของหุ้น TFM ให้ดีขึ้น ขณะที่สัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float) ปัจจุบันอยู่ที่ 31.70% มองว่าเป็นระดับที่มีความเหมาะสม

 

ปัจจุบัน TFM มี บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับที่ 1 ด้วยสัดส่วน 51%

The post TFM หันรุกตลาดต่างประเทศ หวังเพิ่มสัดส่วนรายได้ กระจายความเสี่ยงธุรกิจในประเทศ พร้อมตั้งเป้ารายได้รวมแตะ 1 หมื่นล้านบาทภายในปี 2573 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผ่ากลยุทธ์ใหม่ ‘ไทยยูเนี่ยน’ กับภารกิจครั้งสำคัญเสริมแกร่งธุรกิจหลัก สร้างคลื่นลูกใหม่ ขยายโอกาสผ่านน่านน้ำใหม่ ดันเป้ายอดขายปี 2573 ทะลุ 2.45 แสนล้านบาท กำไรพุ่ง 2 เท่า [PR NEWS] https://thestandard.co/thai-union-growth-strategy-2030-targets/ Tue, 19 Nov 2024 07:00:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1010278 ไทยยูเนี่ยน

ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี […]

The post ผ่ากลยุทธ์ใหม่ ‘ไทยยูเนี่ยน’ กับภารกิจครั้งสำคัญเสริมแกร่งธุรกิจหลัก สร้างคลื่นลูกใหม่ ขยายโอกาสผ่านน่านน้ำใหม่ ดันเป้ายอดขายปี 2573 ทะลุ 2.45 แสนล้านบาท กำไรพุ่ง 2 เท่า [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยยูเนี่ยน

ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ฉายภาพว่า ปัจจุบันโลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป โดยเฉพาะการต้องเผชิญกับความท้าทาย ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเติบโตของ GDP ทั่วโลกที่ยังชะลอตัว ตลอดจนภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น มีส่วนทำให้กำลังซื้อผู้บริโภคลดลง

 

นอกจากนั้น พฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย ผู้บริโภคหลายคนหันมาใช้จ่ายเพื่อดูแลสุขภาพตัวเองและสัตว์เลี้ยงมากขึ้นกว่าในอดีต สะท้อนให้เห็นว่าทุกความท้าทายที่เกิดขึ้นมีโอกาสให้ธุรกิจต้องคว้าเอาไว้ให้ได้

 

 

แม้สภาพตลาดยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนสูง แต่ก็เริ่มเห็นสัญญาณบวกจากอัตราดอกเบี้ยเริ่มลดลง และเงินเฟ้อเองก็ลดลงเช่นกัน จึงมีแนวโน้มว่าเศรษฐกิจกำลังจะกลับมาฟื้นตัวดีขึ้น ซึ่งหากย้อนไปเมื่อหลายสิบปีก่อนไทยยูเนี่ยนเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะเน้นต่อยอดจากสินค้าเดิมไปสู่สินค้าใหม่และการเข้าซื้อกิจการในต่างประเทศ

 

เปลี่ยนมุมมองการทำธุรกิจรับโลกยุคใหม่

 

แต่วันนี้ต้องบอกว่ามุมมองการทำธุรกิจของไทยยูเนี่ยนเปลี่ยนไปอย่างมาก เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เร็วขึ้น ไทยยูเนี่ยนไม่เคยหยุดนิ่งที่จะพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง นอกจากมุ่งเน้นการเติบโตของรายได้ยังต้องเน้นความสามารถในการทำกำไรให้มากขึ้น

 

 

ทั้งหมดจะช่วยให้องค์กรเดินหน้าไปสู่เป้าหมายสร้างยอดขายให้ได้ 2.45 แสนล้านบาท และทำกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าภายในปี 2573

 

 

“เราพร้อมก้าวสู่การเป็นผู้นำระดับโลกในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและโภชนาการเพื่อสุขภาพจากท้องทะเล ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการมีสุขภาพที่ดีและท้องทะเลที่อุดมสมบูรณ์ขององค์กร” หัวเรือใหญ่ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป ย้ำ

 

แล้วอะไรคือกุญแจช่วยผลักดันให้ไทยยูเนี่ยนสำเร็จได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

 

พอล เฮอร์โฮลซ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์และทรานส์ฟอร์เมชั่น บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวต่อไปว่า ความสำเร็จทั้งหมดจะมาจากแผนงานและกลยุทธ์ที่จะมุ่งสู่ปี 2573 เน้นให้ความสำคัญกับกลุ่มธุรกิจที่เติบโตได้ดี พร้อมเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจเดิม ธุรกิจใหม่ รวมถึงการควบรวมกิจการ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

 

ไทยยูเนี่ยน

 

เมื่อมาดูหัวใจสำคัญของทิศทางการดำเนินธุรกิจแบ่งออกเป็น 3 แกนหลัก เริ่มตั้งแต่

 

 

  1. สร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจหลัก ได้แก่ อาหารทะเลแปรรูป อาหารแช่เย็น และอาหารสัตว์ เพื่อสร้างกระแสเงินสดที่จำเป็นสำหรับการขยายธุรกิจไปสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพการเติบโตใหม่ๆ
  2. สร้างคลื่นลูกใหม่ของการเติบโต มุ่งเน้นกลุ่มธุรกิจที่เติบโตเร็ว เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง อาหารแช่แข็ง อาหารพร้อมรับประทาน และอินกรีเดียนท์ ซึ่งไทยยูเนี่ยนเชื่อว่าจะยังคงขับเคลื่อนการเติบโตของผลกำไรได้อย่างต่อเนื่อง
  3. การเปิดน่านน้ำใหม่ มุ่งเน้นการแสวงหาไอเดียและเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และโปรตีนทางเลือก เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของไทยยูเนี่ยนในอนาคต

 

 

กลยุทธ์ทั้งหมดช่วยวางรากฐานให้องค์กรแข็งแกร่งและเติบโตอย่างยั่งยืน

 

และจะยิ่งแข็งแรงมากขึ้นไปอีกคือบริษัทเตรียมดำเนินงานผ่าน 2 โปรเจกต์ทรานส์ฟอร์เมชันเข้ามาช่วย ซึ่งอยู่ภายใต้กลยุทธ์เพื่อมุ่งสู่ปี 2573

 

ไทยยูเนี่ยน

 

  1. โปรเจกต์โซนาร์ (Project Sonar) ซึ่งเป็นโครงการทรานส์ฟอร์เมชันของกลุ่มบริษัท ที่วางรากฐานในการเติบโตระยะยาวและตั้งเป้าที่จะลดต้นทุนเฉลี่ยต่อปี 2,625 ล้านบาท (75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป

 

 

แน่นอนว่าการจะลดต้นทุนได้ต้องปรับโครงสร้างองค์กรและการพัฒนาบุคลากร มุ่งเน้นลดต้นทุนด้วยการสร้างขีดความสามารถด้านการจัดซื้อและนำดิจิทัลและนวัตกรรมเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ซึ่งสัดส่วนงบประมาณ 40% ของเงินส่วนนี้จะถูกนำกลับมาลงทุนเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและขยายธุรกิจต่อไป

 

  1. โปรเจกต์เทลวินด์ (Project Tailwind) เร่งการเติบโตในกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มกำไรจากการดำเนินงานประมาณ 1,750 ล้านบาท (50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ต่อปี

 

สำหรับธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป

 

หากพูดถึงสิ่งที่น่าสนใจของธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงซึ่งเป็นตลาดที่กำลังสดใส จะนำความเชี่ยวชาญทางธุรกิจและความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อตลาด รู้ลึก รู้จริง ถึงความต้องการของลูกค้า เข้ามาช่วยสร้างการเติบโตควบคู่กับการสร้างขีดความสามารถใหม่ๆ เพิ่มประสิทธิภาพด้านการจัดซื้อและกระบวนการผลิต

 

 

ขณะเดียวกัน โปรเจกต์เทลวินด์จะมุ่งเน้นไปที่การเร่งขับเคลื่อนการเติบโตจากการเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจในปัจจุบันอย่างบริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จะมุ่งสร้างการเติบโตจากการควบรวมกิจการ โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มรายได้ 3 เท่าอยู่ที่ประมาณ 52,500 ล้านบาท (1,500 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ภายในปี 2573

 

สุดท้ายแล้วจะยิ่งเห็นภาพความสำเร็จได้มากขึ้น เมื่อทั้ง 2 โปรเจกต์ดำเนินการควบคู่กันไปและสอดคล้องกัน เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายของกลยุทธ์เพื่อมุ่งสู่ปี 2573 และยังส่งเสริมการรวมแผนงานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในอนาคตได้อีกด้วย

 

ไทยยูเนี่ยน

The post ผ่ากลยุทธ์ใหม่ ‘ไทยยูเนี่ยน’ กับภารกิจครั้งสำคัญเสริมแกร่งธุรกิจหลัก สร้างคลื่นลูกใหม่ ขยายโอกาสผ่านน่านน้ำใหม่ ดันเป้ายอดขายปี 2573 ทะลุ 2.45 แสนล้านบาท กำไรพุ่ง 2 เท่า [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยยูเนี่ยนมองบวก! กางแผนเสริมแกร่งธุรกิจอาหารทะเล-สัตว์เลี้ยง ดันเป้ายอดขายปี 2030 ทะลุ 2.45 แสนล้านบาท กำไรพุ่ง 2 เท่า https://thestandard.co/thai-union-seafood-pet-business/ Tue, 12 Nov 2024 04:13:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1007597 ไทยยูเนี่ยน มองบวก! กางแผนเสริมแกร่งธุรกิจอาหารทะเล-สัตว์เลี้ยง

ตลาดเริ่มมีสัญญาณบวก! ‘ไทยยูเนี่ยน’ กางแผนยุทธศาสตร์เสร […]

The post ไทยยูเนี่ยนมองบวก! กางแผนเสริมแกร่งธุรกิจอาหารทะเล-สัตว์เลี้ยง ดันเป้ายอดขายปี 2030 ทะลุ 2.45 แสนล้านบาท กำไรพุ่ง 2 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยยูเนี่ยน มองบวก! กางแผนเสริมแกร่งธุรกิจอาหารทะเล-สัตว์เลี้ยง

ตลาดเริ่มมีสัญญาณบวก! ‘ไทยยูเนี่ยน’ กางแผนยุทธศาสตร์เสริมแกร่งธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปและอาหารสัตว์เลี้ยงที่กำลังโตแรง พร้อมรอจังหวะหาน่านน้ำใหม่ ดันเป้ายอดขายปี 2030 ทะลุ 245,000 แสนล้านบาท กำไรพุ่ง 2 เท่า

 

ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจุบันโลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และมีความท้าทายด้านความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเติบโตของ GDP ทั่วโลกชะลอตัว รวมถึงภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ทำให้กำลังซื้อผู้บริโภคลดลงและมีพฤติกรรมหันมาใช้จ่ายเพื่อสุขภาพตัวเองและสัตว์เลี้ยงมากขึ้น

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ถึงกระนั้นสภาพตลาดยังมีความไม่แน่นอนสูง แต่ก็เริ่มเห็นสัญญาณบวกจากอัตราดอกเบี้ยเริ่มลดลง ที่ผ่านมาองค์กรเตรียมพร้อมมาแล้ว ซึ่งหากย้อนไปเมื่อหลายสิบปีก่อนไทยยูเนี่ยนเติบโตอย่างเร็ว เพราะเน้นต่อยอดจากสินค้าเดิมไปสู่สินค้าใหม่ รวมถึงเน้นบริหารต้นทุนต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ

 

แต่เมื่อบริบทเปลี่ยนบริษัทจึงต้องเปลี่ยนแปลงในเชิงลึกมากขึ้น และพยายามหาโอกาสสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจหลักควบคู่ไปกับมองหาการควบรวมกิจการเพิ่มแหล่งรายได้ใหม่

 

สำหรับทิศทางการดำเนินงานต่อจากนี้ บริษัทวางกลยุทธ์ปี 2030 มุ่งให้ความสำคัญกับการเสริมแกร่งธุรกิจหลัก ได้แก่ อาหารทะเลแปรรูป อาหารแช่เย็น และอาหารสัตว์เลี้ยง เพื่อสร้างกระแสเงินสดในการขยายธุรกิจไปสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพการเติบโตใหม่ๆ

 

ตามด้วยการสร้างคลื่นลูกใหม่ให้กับกลุ่มธุรกิจที่เติบโตเร็ว โดยเฉพาะอาหารสัตว์เลี้ยง โดยต้องการสร้างเทรนด์ใหม่ๆ และจะเน้นขยายสินค้าพรีเมียม พร้อมขยายไปยังตลาดอินโดนีเซีย

 

ส่วนธุรกิจอาหารแช่แข็ง อาหารพร้อมรับประทาน และวัตถุดิบ ก็จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เข้ามาเติมตลาดต่อเนื่อง ซึ่งไทยยูเนี่ยนเชื่อว่าทุกธุรกิจจะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของผลกำไรได้เป็นอย่างดี

 

พร้อมกันนี้ยังมองหาน่านน้ำธุรกิจใหม่ ซึ่งจะต้องเป็นธุรกิจที่มีภาพลักษณ์ที่ดีและมีผลประกอบการเติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น การลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และโปรตีนทางเลือก โดยภาพรวมการลงทุนทั้งหมดบริษัทได้วางงบประมาณไว้ที่ 5,000 ล้านบาทต่อปี

 

นอกจากนี้ ยังปรับโครงสร้างองค์กรและการพัฒนาบุคลากร มุ่งเน้นลดต้นทุนด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดซื้อเชิงกลยุทธ์ ตลอดจนการยกระดับความสามารถทางดิจิทัล การใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมเข้ามาช่วยในการทำงาน

 

นอกจากนี้ ภายใต้กลยุทธ์ปี 2030 บริษัทมีโปรเจกต์ทรานส์ฟอร์เมชัน ประกอบไปด้วย

 

  1. โปรเจกต์โซนาร์ บริษัทตั้งเป้าที่จะลดต้นทุนเฉลี่ยต่อปีได้ 2,625 ล้านบาท เริ่มตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป โดยประมาณ 40% ของเงินส่วนนี้จะนำกลับมาลงทุน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและขยายธุรกิจต่อไป
  2. โปรเจกต์เทลวินด์ เป็นแผนการทรานส์ฟอร์เมชันของกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยจะเร่งเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจภายใต้บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผ่านการสร้างการเติบโตจากการควบรวมกิจการ พร้อมทำการตลาดให้เข้าใจความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้ได้ลึกที่สุด โดยตั้งเป้าหมายทำรายได้เพิ่มขึ้น 3 เท่า หรือประมาณ 52,500 ล้านบาทภายในปี 2030

 

ทั้งนี้ กลยุทธ์ที่วางไว้จะช่วยให้บริษัทสร้างยอดขายได้ 245,000 ล้านบาท และเพิ่มกำไรเป็น 2 เท่า หรือ 24,500-28,000 ล้านบาทภายในปี 2030 ส่วนไตรมาส 3 มีอัตรากำไรสุทธิที่ 1,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.4% ส่วนใหญ่มาจากความต้องการซื้อที่เพิ่มขึ้นและต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง และประเมินว่าไตรมาส 4 จะรักษาระดับการเติบโตให้ได้ที่ 3-4%

The post ไทยยูเนี่ยนมองบวก! กางแผนเสริมแกร่งธุรกิจอาหารทะเล-สัตว์เลี้ยง ดันเป้ายอดขายปี 2030 ทะลุ 2.45 แสนล้านบาท กำไรพุ่ง 2 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
TU – พรีวิว 2Q67: คาดกำไรปกติเพิ่มขึ้นเล็กน้อย YoY https://thestandard.co/tu-expects-profit-to-increase-slightly-yoy/ Mon, 08 Jul 2024 00:34:27 +0000 https://thestandard.co/?p=954552

เกิดอะไรขึ้น:   พรีวิวผลประกอบการ 2Q67 InnovestX R […]

The post TU – พรีวิว 2Q67: คาดกำไรปกติเพิ่มขึ้นเล็กน้อย YoY appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

พรีวิวผลประกอบการ 2Q67 InnovestX Research คาดว่า บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) จะรายงานกำไรสุทธิที่ 1.1 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 7%YoY แต่ลดลง 4%QoQ หากตัดขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 200 ล้านบาทออกไป กำไรปกติ 2Q67 จะอยู่ที่ 1.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 2%YoY และ 45%QoQ กำไรปกติที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย YoY มาจากยอดขายและอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้น ซึ่งจะมากเกินพอชดเชยอัตราส่วนค่าใช้จ่าย SG&A/ยอดขายและดอกเบี้ยจ่ายที่สูงขึ้น

 

ในขณะที่จะไม่มีการรับรู้ผลการดำเนินงานของ Red Lobster ใน 2Q67 หลังจากบริษัทปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนใน Red Lobster เป็นศูนย์เมื่อสิ้น 4Q66 กำไรปกติที่เพิ่มขึ้นมาก QoQ เป็นผลมาจากยอดขายและอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นจากปัจจัยฤดูกาล TU จะประกาศผลประกอบการวันที่ 7 สิงหาคม 2567

 

รายการที่สำคัญใน 2Q67

 

  1. ยอดขาย คาดว่าจะเติบโต 5%YoY เนื่องจากยอดขายที่ดีขึ้นจากธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปและธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงในสหรัฐฯ และยุโรปหักล้างยอดขายที่ลดลง จากธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งตามกลยุทธ์ปรับลดขนาดธุรกิจที่มีมาร์จิ้นต่ำในธุรกิจเทรดดิ้งล็อบสเตอร์และปลา รวมถึงอุปสงค์ที่อ่อนตัวลงในสหรัฐฯ และมีผลบวกจากการแปลงค่าเงินจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่า

 

  1. อัตรากำไรขั้นต้น จะกว้างขึ้นสู่ 18% (เพิ่มขึ้น 110bps YoY, เพิ่มขึ้น 70bps QoQ) จากอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นในธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง (เพิ่มขึ้น YoY, QoQ) จากปริมาณขายและสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้น ธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป (เพิ่มขึ้น QoQ) จากราคาผลิตภัณฑ์ OEM ที่สูงขึ้นท่ามกลางต้นทุนวัตถุดิบปลาทูน่าที่ลดลง และธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง (เพิ่มขึ้น YoY) จากการปรับลดขนาดธุรกิจที่มีมาร์จิ้นต่ำ

 

  1. อัตราส่วนค่าใช้จ่าย SG&A/ยอดขาย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสู่ 12.7% (เพิ่มขึ้น 100bps YoY, เพิ่มขึ้น 10bps QoQ) จากค่าใช้จ่ายการตลาดที่สูงขึ้น และค่าที่ปรึกษาที่เกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างธุรกิจ

 

  1. ผลกระทบจากการขาดแคลนเรือคอนเทนเนอร์ TU ได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนค่าระวาง เนื่องจากการขนส่งส่วนใหญ่อยู่ภายใต้สัญญา FOB โดยที่มีความล่าช้าเล็กน้อยในการรับรู้ยอดขายซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ระยะเวลาขนส่งใน 2Q67 เพิ่มขึ้น 10 วันจาก 1Q67

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น TU ปรับลง 1.33% สู่ระดับ 14.80 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลง 2.71% สู่ระดับ 1,301.04 จุด

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2567:

 

InnovestX Research คาดว่ากำไร 3Q67 จะเพิ่มขึ้น QoQ จากปัจจัยฤดูกาล และ YoY จากยอดขายที่ดีขึ้นจากธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปและธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง และอัตรากำไรขั้นต้นที่กว้างขึ้น โดยเฉพาะจากธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปจากราคาผลิตภัณฑ์ OEM ที่ดีขึ้น (สัญญาระยะสั้น) ท่ามกลางต้นทุนวัตถุดิบปลาทูน่าที่ลดลง (มีสต็อกอยู่ในมือราว 5 เดือน) และไม่มีผลขาดทุนจาก Red Lobster

 

ราคา Spot ปลาทูน่าท้องแถบเพิ่มขึ้น 11%QoQ สู่ 1,478 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ใน 2Q67 แต่ลดลง 21%YoY สู่ 1,406 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ใน 6M67 (เทียบกับ 1,784 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ในปี 2566) ทั้งนี้ เมื่ออิงกับปัจจัยตามฤดูกาล TU คาดว่าราคา Spot ปลาทูน่าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย MoM ในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม จากการเข้าสู่ช่วงห้ามจับปลาด้วยเครื่องล่อ (FAD) ในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกของปีนี้ จากนั้นจะปรับตัวลดลงเล็กน้อยในช่วงปลายปีนี้

 

เป้าหมายในปี 2567 TU ยังคงเป้ายอดขายเติบโต 3-4% อัตรากำไรขั้นต้นที่ 17-18% (เทียบกับ 17.1% ในปี 2566) และอัตราส่วนค่าใช้จ่าย SG&A/ยอดขายที่ 11-12% ในขณะที่เงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่ามากกว่าสมมติฐานที่ TU วางไว้ก่อนหน้านี้ (36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567TD เทียบกับ 33.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐที่บริษัทตั้งสมมติฐานไว้ก่อนหน้านี้) และแนวโน้มที่จะมีการปรับเป้ายอดขายและอัตรากำไรขั้นต้นสำหรับธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง (ITC) เพิ่มขึ้นหลังจากตัวเลข 1H67 ออกมาแข็งแกร่ง บ่งชี้ถึงความเสี่ยงขาขึ้นต่อเป้าหมายปี 2567 ของ TU

 

สำหรับหุ้นที่ซื้อคืนมาจำนวน 200 ล้านหุ้น (4.2% จากหุ้นทั้งหมด) ใน 1H66 (ที่ต้นทุนเฉลี่ย 14.88 บาทต่อหุ้น) TU ประกาศจำหน่ายหุ้นซื้อคืนดังกล่าวในวันที่ 8-12 กรกฎาคม 2567 หรือลดทุนที่ชำระแล้วโดยการตัดหุ้นที่ซื้อคืนหลังจากวันที่ 12 กรกฎาคม 2567 เช่นเดียวกับที่เคยทำกับหุ้นซื้อคืนในปี 2563

 

แผนการจำหน่ายหุ้นซื้อคืนอาจเป็นปัจจัยกดดันราคาหุ้นในระยะสั้น แต่หลังจากนั้นราคาหุ้นจะปรับตัวเพิ่มขึ้นตามการดำเนินงานที่ดีขึ้นในระยะถัดไป โดยยังคงคำแนะนำ Outperform สำหรับ TU โดยมีราคาเป้าหมายสิ้นปี 2567 ที่ 18 บาทต่อหุ้น อ้างอิง PE 16 เท่า (PE เฉลี่ย 10 ปี)

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ แรงกดดันเงินเฟ้อ และการแข็งค่าของเงินบาท ปัจจัยเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญคือ การบริหารจัดการพลังงาน ของเสีย และน้ำ ผลิตภัณฑ์ที่ยังยืน (E) นโยบายด้านสุขภาพและความปลอดภัย (S)

The post TU – พรีวิว 2Q67: คาดกำไรปกติเพิ่มขึ้นเล็กน้อย YoY appeared first on THE STANDARD.

]]>
TU – ราคาหุ้นปรับตัวลดลงมากเกินไป https://thestandard.co/market-focus-tu-9/ Mon, 01 Apr 2024 10:15:37 +0000 https://thestandard.co/?p=917940 หุ้น TU ไทยยูเนี่ยน

เกิดอะไรขึ้น   InnovestX Research คาดการณ์กำไรสุทธ […]

The post TU – ราคาหุ้นปรับตัวลดลงมากเกินไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น TU ไทยยูเนี่ยน

เกิดอะไรขึ้น

 

InnovestX Research คาดการณ์กำไรสุทธิ 1Q67 ของ บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) ที่ 902 ล้านบาท ลดลง 11%YoY แต่เพิ่มขึ้นจากขาดทุนสุทธิ 1.72 หมื่นล้านบาทใน 4Q66 หากตัดขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 20 ล้านบาทออกไป กำไรปกติ 1Q67 จะอยู่ที่ 922 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15%YoY แต่ลดลง 25%QoQ จากปัจจัยฤดูกาล ปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนให้กำไรปกติเพิ่มขึ้น YoY คือ 

 

  1. ยอดขายที่ดีขึ้น (เพิ่มขึ้น 2%YoY) จากการอ่อนค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ยอดขายผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง (เพิ่มขึ้น 15%YoY) และยอดขายผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป (เพิ่มขึ้นในอัตราเลขตัวเดียวระดับกลาง YoY) ที่เติบโตเพิ่มขึ้นจากปริมาณการขายที่สูงขึ้น ซึ่งมากเกินพอที่จะชดเชยยอดขายผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็งที่ลดลง (ลดลง 10%YoY จากการลดขนาดธุรกิจที่มีมาร์จิ้นต่ำในสหรัฐฯ เริ่มตั้งแต่ 2Q66 และลดลง 5%YoY จากอุปสงค์ที่อ่อนแอลงในสหรัฐฯ)

 

  1. อัตรากำไรขั้นต้นที่กว้างขึ้นสู่ 16.90% (เพิ่มขึ้น 180bps YoY) เนื่องจากมาร์จิ้นที่ดีขึ้นของธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งจากการมีสัดส่วนการขายที่ดีขึ้น จะช่วยชดเชยมาร์จิ้นที่อ่อนแอลงของธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปจากราคาสินค้ารับจ้างผลิต (OEM) ที่อยู่ในระดับต่ำ สอดคล้องกับระดับราคา Spot ปลาทูน่า ท่ามกลางต้นทุนสต็อกปลาทูน่าที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ทั้งนี้ TU จะไม่มีการบันทึกผลการดำเนินงานจาก Red Lobster ใน 1Q67 (เทียบกับกำไร 272 ล้านบาทใน 1Q66 ส่วนแบ่งกำไร 20 ล้านบาท และเครดิตภาษี 252 ล้านบาท) หลังจากบริษัทปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนใน Red Lobster เป็นศูนย์เมื่อสิ้น 4Q66 โดย TU จะประกาศผลประกอบการวันที่ 8 พฤษภาคม

 

ส่วน 2Q67 คาดว่ากำไรปกติจะเติบโต QoQ จากปัจจัยฤดูกาล และ YoY จากธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป (ต้นทุนปลาทูน่าที่แท้จริงลดลงท่ามกลางราคาผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้น) และธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง (สัดส่วนการขายดีขึ้น) ที่ดีขึ้น และไม่มีผลขาดทุนจาก Red Lobster (เทียบกับขาดทุน 55 ล้านบาทใน 2Q66)

 

ด้านโครงการซื้อหุ้นจะช่วยพยุงราคาหุ้นไม่ให้ปรับตัวลดลง คณะกรรมการของ TU มีมติอนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 30 มิถุนายน จำนวนไม่เกิน 200 ล้านหุ้น (4.30% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด) ในวงเงินไม่เกิน 3.6 พันล้านบาท นับถึงปัจจุบันบริษัทซื้อหุ้นคืนมาแล้ว 85.71 ล้านหุ้น (43% ของจำนวนหุ้นที่ตั้งเป้าซื้อคืน) ที่ต้นทุน 1.24 พันล้านบาท คิดเป็นต้นทุนซื้อคืนเฉลี่ย 14.40 บาทต่อหุ้น (ต่ำกว่าราคาหุ้นปัจจุบันอยู่ 1%) โดยบริษัทยังคงเหลือหุ้นอีก 114 ล้านหุ้นที่สามารถซื้อคืน ซึ่งจะช่วยพยุงราคาหุ้นไม่ให้ปรับตัวลดลง

 

กระทบอย่างไร

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น TU ปรับขึ้น 2.84% สู่ระดับ 14.50 บาทต่อหุ้น ขณะที่ SET Index ปรับขึ้น 0.77% สู่ระดับ 1,377.94 จุด 

 

กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ

 

ราคาหุ้น TU ปรับตัวลดลง และ Underperform SET อยู่ 5% ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา โดยซื้อ-ขายที่ P/E ปี 2567 ระดับ 12.7 เท่า (-1S.D. จาก P/E เฉลี่ย 10 ปี) สะท้อนความกังวลของตลาดเกี่ยวกับธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปที่อ่อนแอใน 1Q67 ซึ่งมองว่าตลาดมีความกังวลมากเกินไป เนื่องจาก

 

  1. กำไรปกติ 1Q67 ประเมินได้อยู่ที่ 922 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15%YoY โดยได้แรงหนุนจากยอดขายและมาร์จิ้นที่ดีขึ้น นำโดยธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง แต่ลดลง 25%QoQ จากปัจจัยฤดูกาล 

 

  1. โมเมนตัมกำไร 2Q67 จะแข็งแกร่งขึ้น โดยจะเพิ่มขึ้น QoQ จากปัจจัยฤดูกาล และ YoY นำโดยธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปและธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง และไม่มีผลขาดทุนจาก Red Lobster 

 

  1. โครงการซื้อหุ้นคืนจะช่วยพยุงราคาหุ้นไม่ให้ปรับตัวลดลง 

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนยังคงคำแนะนำ Outperform สำหรับ TU โดยให้ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2567 ที่ 18 บาทต่อหุ้น อ้างอิง P/E 16 เท่า (P/E เฉลี่ย 10 ปี)

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ แรงกดดันเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และการแข็งค่าของเงินบาท ปัจจัยเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญ ได้แก่ การบริหารจัดการพลังงาน ของเสีย และน้ำ ผลิตภัณฑ์ที่ยังยืน (E) นโยบายด้านสุขภาพและความปลอดภัยของลูกค้าและพนักงาน (S)

The post TU – ราคาหุ้นปรับตัวลดลงมากเกินไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป กำไรปี 66 ทรุด 37% เหลือ 4,499 ล้านบาท https://thestandard.co/tu-profit-dropped-37-percents/ Mon, 19 Feb 2024 10:01:10 +0000 https://thestandard.co/?p=901822 ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป

ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป ไตรมาส 4/66 บันทึกด้อยค่า 18,433 ล้าน […]

The post ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป กำไรปี 66 ทรุด 37% เหลือ 4,499 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป

ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป ไตรมาส 4/66 บันทึกด้อยค่า 18,433 ล้านบาท จากแผนถอนการลงทุนในธุรกิจ Red Lobster แต่ยืนยันว่า ไม่มีผลกระทบต่อกระแสเงินสดและความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัทฯ

 

บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป หรือ TU รายงานผลประกอบการปี 2566 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 4,499 ล้านบาท ลดลง 37% ขณะที่อัตราส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 3.3% เทียบกับ 4.6% ในปี 2565 โดยการลดลงของกำไรสุทธิส่วนใหญ่เป็นผลจากการลดลงของกำไรจากการดำเนินงานและรายการที่ไม่ได้มาจากการดำเนินงาน ได้แก่ 

 

  1. ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 236 ล้านบาท มีต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากการปรับตัวขึ้นของอัตราดอกเบี้ยและการลดลงของเครดิตภาษี

 

อย่างไรก็ดี กำไรสุทธิปกติที่อ้างอิงข้างต้นไม่รวมการด้อยค่าที่ไม่ใช่เงินสดครั้งเดียวจากแผนถอนการลงทุนในธุรกิจ Red Lobster โดยบริษัทฯ มีการบันทึกรายการด้อยค่าที่ไม่ใช่เงินสดครั้งเดียวในไตรมาส 4/66 ที่มูลค่า 18,433 ล้านบาท (527 ล้านดอลลาร์) จากแผนถอนการลงทุนส่วนน้อยใน Red Lobster

 

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นกู้อย่างเป็นเอกฉันท์ เรื่อง การขออนุมัติผ่อนผันหลักเกณฑ์การคำนวณอัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยและเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นของไทยยูเนี่ยนฯ ในปี 2566 ตามที่บริษัทฯ เสนอขอให้ไม่นับรวมรายการผลขาดทุนจากการด้อยค่าตามหลักการทางบัญชีจากแผนดังกล่าว เพราะเมื่อพิจารณาตัวเลขการหักรายการผลขาดทุนจากการด้อยค่าตามหลักการทางบัญชีแล้วไม่มีผลกระทบต่อกระแสเงินสด และความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัทฯ ประกอบกับทริสเรทติ้งยังคงอันดับเครดิตและแนวโน้มอันดับเครดิตบริษัทฯ ในระดับ A+

 

สำหรับในปี 2566 มียอดขายอยู่ที่ 136,153 ล้านบาท ลดลง 12.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีอัตราการเติบโตสูงเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากการขนส่งทั่วโลกที่กลับสู่ภาวะปกติทำให้ลูกค้าไม่มีความจำเป็นต้องกักตุนสินค้า 

 

ขณะที่การดำเนินงานไตรมาส 4/66 มียอดขาย 35,529 ล้านบาท ลดลง 10.3% จากยอดขายที่อยู่ในระดับสูงปีก่อน มีสาเหตุหลักจากยอดขายที่ลดลงในธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง, ธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็น และธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปที่มีปริมาณการขายที่ลดลง

 

ส่วนมีกำไรสุทธิไตรมาส 4/66 อยู่ที่ 1,243 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีการฟื้นตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีสาเหตุจากกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 68 ล้านบาท เทียบกับการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 468 ล้านบาทในไตรมาส  4/65 ซึ่งถูกชดเชยบางส่วนด้วยต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น และผลกระทบจาก i-Tail Dilution จำนวน 95 ล้านบาท โดยอัตราส่วนกำไรสุทธิ (NPM) อยู่ที่ 3.5% 

 

นอกจากนี้ไทยยูเนี่ยนฯ ยังได้อนุมัติการจ่ายเงินปันผลครึ่งปีหลังให้แก่ผู้ถือหุ้นที่ราคา 0.24 บาทต่อหุ้น ส่งผลให้ปี 2566 บริษัทฯ จ่ายเงินปันรวม 0.54 บาทต่อหุ้น

 

 

ตั้งเป้ายอดขายปี 67 โต 3-4% พร้อมตั้งงบลงทุน 4-4.5 พันล้านบาท

 

สำหรับเป้าหมายผลการดำเนินงานปี 2567 ตั้งเป้าหมายยอดขายเพิ่มขึ้น 3-4% จากปี 2566 โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 17-18% อีกทั้งตั้งเป้าสัดส่วน SG&A ต่อยอดขายอยู่ที่ 11-12% และตั้งงบลงทุนในปี 2567 ไว้ที่ 4-4.5 พันล้านบาท เพื่อใช้ขยายธุรกิจ

 

ด้าน ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป กล่าวว่า สำหรับผลประกอบการในไตรมาส 4/66 กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งและแช่เยือกแข็งมียอดขายอยู่ที่ 12,525 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 8% ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 14.4% เป็นผลจากกลยุทธ์การบริหารจัดการขนาดองค์กรที่สหรัฐอเมริกาและการบริหารจัดการระบบสินค้าคงคลังที่ดีขึ้น ขณะที่กลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงมีอัตราการเติบโต 22.5% 

 

เนื่องจากการฟื้นตัวของคำสั่งซื้อจากกลุ่มลูกค้าหลักและระดับสินค้าคงคลังที่กลับสู่ภาวะปกติ รวมถึงการนำกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นตลาดเฉพาะกลุ่มประเภทอาหารสัตว์เลี้ยงชนิดเปียกและขนมสำหรับสัตว์เลี้ยง โดยในไตรมาส 4/66 ไทยยูเนี่ยนฯ ยังมีกระแสเงินสดอิสระเป็นบวกมูลค่าถึง 2,842 ล้านบาทมาจากความสามารถในการทำกำไร (EBITDA) ที่แข็งแกร่ง ประกอบกับมีการบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนที่มีประสิทธิภาพ

 

“ปีที่ผ่านมานับเป็นปีแห่งความท้าทายจากการปรับขึ้นของอัตราเงินเฟ้อที่กดดันตลาดที่ไทยยูเนี่ยนฯ ดำเนินธุรกิจอยู่ ซึ่งมีผลต่อเนื่องไปถึงค่าครองชีพและกำลังซื้อของผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมธุรกิจจะยังคงอยู่ในภาวะที่ยากลำบาก แต่ไทยยูเนี่ยนฯ ก็สามารถรับมือและปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้ในไตรมาสสุดท้ายของปียังสามารถทำกำไรได้ดีในทุกกลุ่มธุรกิจ” ธีรพงศ์กล่าว

The post ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป กำไรปี 66 ทรุด 37% เหลือ 4,499 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
TU – ถอนการลงทุนใน Red Lobster https://thestandard.co/tu-withdraw-from-red-lobster/ Thu, 18 Jan 2024 07:45:25 +0000 https://thestandard.co/?p=889253 TU

เกิดอะไรขึ้น:   เมื่อวันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา คณะ […]

The post TU – ถอนการลงทุนใน Red Lobster appeared first on THE STANDARD.

]]>
TU

เกิดอะไรขึ้น:

 

เมื่อวันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา คณะกรรมการของ บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) ได้มีมติประกาศ: 

 

  1. แผนถอนการลงทุนใน Red Lobster (ร้านอาหารในสหรัฐอเมริกา)
  2. โครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อการบริหารทางการเงิน TU เห็นควรถอนการลงทุนใน Red Lobster 

 

ซึ่ง TU ได้เข้าเป็นผู้ถือหุ้นส่วนน้อยและเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ Red Lobster ตั้งแต่ปี 2559 เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบ และค่าแรงที่ปรับตัวสูงขึ้น ก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบต่อบริษัทและธุรกิจ Red Lobster ในระยะถัดไป ซึ่งมีความต้องการใช้เงินสูง ไม่สอดคล้องกับแผนการจัดสรรเงินลงทุนของบริษัท 

 

โดยในระหว่างการศึกษาช่องทางที่เป็นไปได้ในการถอนการลงทุนนี้ TU จะบันทึกรายการด้อยค่าที่ไม่ใช่เงินสดครั้งเดียวจำนวน 1.85 หมื่นล้านบาทใน 4Q66 โครงการซื้อหุ้นคืน TU มีแผนซื้อหุ้นคืนในวงเงินไม่เกิน 3.6 พันล้านบาท จำนวนหุ้นซื้อคืนไม่เกิน 200 ล้านหุ้น (4.3% ของหุ้นทั้งหมด) โดยมีกำหนดระยะเวลาการซื้อหุ้นคืนตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ – 30 มิถุนายน 2567

 

สำหรับผลกระทบต่อผลประกอบการใน 4Q66 จะส่งผลลบ แต่จะส่งผลบวกตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไป ด้วยหลักการบัญชีที่ยึดหลักความระมัดระวังของ TU ในการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนใน Red Lobster ให้กลายเป็นศูนย์ ณ สิ้น 4Q66 TU จึงจะไม่มีการบันทึกผลการดำเนินงาน (ส่วนแบ่งขาดทุน รายได้อื่น และรายได้ / ค่าใช้จ่ายภาษี) และภาระผูกพันที่เกี่ยวข้องจาก Red Lobster ตั้งแต่ 1Q67 เป็นต้นไป 

 

โดยจากการทำธุรกรรมครั้งนี้ แม้ว่า TU จะบันทึกค่าใช้จ่ายด้อยค่าครั้งเดียวจำนวน 1.85 หมื่นล้านบาทใน 4Q66 แต่ InnovestX Research คาดว่ากำไรของ TU จะปรับตัวดีขึ้น ~300 ล้านบาทในปี 2567 เนื่องจากจะไม่มีการบันทึกขาดทุนสุทธิจาก Red Lobster อัตราส่วน Net DE ของ TU จะเพิ่มขึ้นจาก 0.65 เท่า สู่ 0.84 เท่า แต่ยังต่ำกว่า Debt Covenant ที่ 2 เท่า ในขณะที่อัตราส่วน Interest Coverage Ratio ของ TU จะเพิ่มขึ้นเกิน 3 เท่า (สูงกว่า Debt Covenant จากหุ้นกู้ 2 ชุด มูลค่า 6.1 พันล้านบาท) และไม่สามารถจ่ายเงินปันผลปี 2566 ได้ (อ้างอิง Debt Covenant จากหุ้นกู้ 5 ชุด มูลค่า 1.6 หมื่นล้านบาท) 

 

ด้วยข้อจำกัดเหล่านี้และมุมมองของ TU ที่ว่า การบันทึกรายการด้อยค่าที่ไม่ใช่เงินสดจะไม่กระทบต่อสถานะทางการเงินของบริษัท TU จะขออนุมัติยกเว้นเงื่อนไข Debt Covenant จากผู้ถือหุ้นกู้ก่อนประกาศผลประกอบการในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ TU ยังมีวงเงินสินเชื่อที่ยังไม่เบิกใช้จำนวน 2.9 หมื่นล้านบาท (บริษัทประเมินต้นทุนทางการเงินระดับเดียวกับปัจจุบัน) เพื่อใช้รองรับการไถ่ถอนหุ้นกู้ในกรณีที่ผู้ถือหุ้นกู้ไม่อนุมัติ

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น TU ไม่เปลี่ยนแปลง ทรงตัวที่ระดับ 15.00 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลง 0.75% อยู่ที่ระดับ 1,380.65 จุด 

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2567:

 

InnovestX Research ปรับประมาณการผลประกอบการปี 2566 ของ TU ลดลงสู่ขาดทุนสุทธิ 1.38 หมื่นล้านบาท (จากประมาณการเดิมที่คาดว่าจะมีกำไรสุทธิ 4.6 พันล้านบาท) เพื่อสะท้อนค่าใช้จ่ายด้อยค่าจาก Red Lobster จำนวน 1.85 หมื่นล้านบาท ในขณะที่ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2567 เพิ่มขึ้น 12% สู่ 5.7 พันล้านบาท เพื่อสะท้อนว่าไม่มีการบันทึกขาดทุนสุทธิจาก Red Lobster ประมาณปีละ 300 ล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้นที่กว้างขึ้น เนื่องจากราคาปลาทูน่าท้องแถบ (Spot Price) ที่ลดลงใน 4Q66 จะส่งผลทำให้ต้นทุนวัตถุดิบที่แท้จริงของ TU ลดลงใน 1H67 

 

ทั้งนี้ 1Q67 คาดว่ากำไรปกติจะเพิ่มขึ้น YoY จากมาร์จิ้นธุรกิจอาหารทะเลที่ดีขึ้น (ต้นทุนวัตถุดิบปลาทูน่าลดลง) และไม่มีการบันทึกขาดทุนจาก Red Lobster 

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ปรับคำแนะนำ Tactical Call สำหรับ TU ขึ้นจาก ‘NEUTRAL’ สู่ ‘OUTPERFORM’ ด้วยราคาเป้าหมายกลางปี 2567 ที่ปรับใหม่เป็น 17.50 บาทต่อหุ้น (จาก 16 บาท) อ้างอิง P/E 16 เท่า (P/E เฉลี่ย 10 ปี)

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ แรงกดดันเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และการแข็งค่าของเงินบาท 

 

ปัจจัยเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญ ได้แก่ การบริหารจัดการพลังงาน ของเสีย และน้ำ ผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน (E) และนโยบายด้านสุขภาพและความปลอดภัยของลูกค้าและพนักงาน (S)

The post TU – ถอนการลงทุนใน Red Lobster appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยยูเนี่ยนติดอันดับดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ 10 ปีต่อเนื่อง ขึ้นแท่นผู้นำด้านการเปลี่ยนแปลงแห่งทศวรรษ https://thestandard.co/thai-union-dow-jones-sustainability-indices-2023/ Wed, 13 Dec 2023 08:56:24 +0000 https://thestandard.co/?p=876387 ไทยยูเนี่ยน

บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หนึ่งในบริษัทอาห […]

The post ไทยยูเนี่ยนติดอันดับดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ 10 ปีต่อเนื่อง ขึ้นแท่นผู้นำด้านการเปลี่ยนแปลงแห่งทศวรรษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยยูเนี่ยน

บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หนึ่งในบริษัทอาหารทะเลชั้นนำของโลก ได้รับคัดเลือกให้เป็นสมาชิกดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ หรือ Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) 2023 เป็นปีที่ 10 ติดต่อกัน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบอย่างยั่งยืน 

 

ไทยยูเนี่ยนได้รับคัดเลือกให้เป็นสมาชิกดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์เป็นครั้งแรกในปี 2013 จากความสำเร็จต่างๆ และการพัฒนาด้านนวัตกรรมที่ต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความพยายามของบริษัทในการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการอย่างยั่งยืน ส่งผลให้ไทยยูเนี่ยนได้รับคัดเลือกให้เป็นสมาชิกดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา  

 

ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การได้รับการยอมรับและได้รับคัดเลือกให้เป็นสมาชิกดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ต่อเนื่องถึง 10 ปี เป็นการยืนยันถึงความพยายามและความมุ่งมั่นของเราในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ที่ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตอาหารทะเลชั้นนำเท่านั้น แต่หมายถึงการเป็นบริษัทที่มีความรับผิดชอบและมีจรรยาบรรณที่ดี ซึ่งกลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® 2030 คือหัวใจสำคัญในการบรรลุวิสัยทัศน์ของบริษัท ที่ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่ออุตสาหกรรม” 

 

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไทยยูเนี่ยนใช้ DJSI เป็นเกณฑ์มาตรฐานประกอบการปรับปรุงพัฒนาและเพื่อท้าทายตัวเองอย่างต่อเนื่อง มาตรฐานการประเมินอันเข้มงวดของ DJSI เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการวัดผล และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของบริษัทด้านความยั่งยืน เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมและความเป็นเลิศ โดยเฉพาะในด้านการดูแลสิ่งแวดล้อม สังคม และความมุ่งมั่นที่ลงมือทำอย่างจริงจัง ยกตัวอย่างเช่น การที่ไทยยูเนี่ยนได้ริเริ่มการบริหารจัดการการเงินเพื่อการทำงานด้านการอนุรักษ์ท้องทะเล หรือที่เรียกว่า Blue Finance 

 

SeaChange® หรือกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนของไทยยูเนี่ยน เปิดตัวในปี 2016 และปรับปรุงใหม่ในปี 2023 ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งเป้าหมายใหม่จนถึงปี 2030 โดยถือเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจของไทยยูเนี่ยน ซึ่งปลูกฝังเรื่องความยั่งยืนไว้ในทุกแง่มุมของการดำเนินงาน พร้อมทั้งกำหนดเป้าหมายอันมุ่งมั่นผ่านเป้าหมายทั้ง 11 ประการที่เชื่อมโยงถึงกัน 

 

อดัม เบรนนัน ผู้อำนวยการกลุ่ม ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การยอมรับจาก DJSI เป็นแรงบันดาลใจอย่างมากให้กับเราในการทำงานต่อไปในอนาคต เรามุ่งมั่นผลักดันให้อุตสาหกรรมอาหารทะเลของโลกดีขึ้น และเรามั่นใจว่ากลยุทธ์ SeaChange® 2030 จะช่วยทำให้การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นจริง วันนี้บริษัทกับพันธมิตรพร้อมแล้วที่จะช่วยพลิกโฉมทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมอาหารทะเลทั่วโลกหันมาร่วมกันทำให้โลกของเรายั่งยืน เพื่อคนรุ่นต่อไป”

 

เป้าหมายของกลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® 2030 ประกอบด้วย ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 42 เปอร์เซ็นต์ในขอบเขตที่ 1, 2 และ 3 ภายในปี 2030 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2050, การฟื้นฟูระบบนิเวศ โดยไทยยูเนี่ยนจะสนับสนุนงบประมาณ 250 ล้านบาท (มากกว่า 7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อปกป้องและฟื้นฟูระบบนิเวศสำคัญ นอกจากนี้ ยังลดการปล่อยน้ำเสียสู่สิ่งแวดล้อมเป็นศูนย์ ต้องมีกระบวนการผลิตที่เป็นเลิศ ไทยยูเนี่ยนจะปรับปรุงระบบภายในโรงงาน เพื่อลดการปล่อยน้ำเสียเป็นศูนย์ ลดของเสียฝังกลบเป็นศูนย์ และลดการสูญเสียอาหารเป็นศูนย์ ในโรงงานหลัก 5 แห่งทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการทำประมงอย่างรับผิดชอบ โดย 100 เปอร์เซ็นต์ของอาหารทะเลที่จับจากธรรมชาติจะต้องผลิตอย่างมีความรับผิดชอบ และไทยยูเนี่ยนยังคงเดินหน้าสร้างสถานที่ทำงานที่ปลอดภัย มีคุณค่า ยอมรับความแตกต่างและหลากหลาย มีความเท่าเทียม

 

ในแต่ละปี S&P Global Corporate Sustainability Assessment (CSA) จะประเมินการทำงานด้านความยั่งยืนของบริษัทกว่า 10,000 แห่งทั่วโลก โดย CSA ช่วยให้บริษัทต่างๆ เช่น ไทยยูเนี่ยน สามารถวัดผลการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจของอุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม และสังคมที่หลากหลาย ซึ่งเกี่ยวข้องกับนักลงทุนที่เน้นเรื่องความยั่งยืน 

The post ไทยยูเนี่ยนติดอันดับดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ 10 ปีต่อเนื่อง ขึ้นแท่นผู้นำด้านการเปลี่ยนแปลงแห่งทศวรรษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยยูเนี่ยนคว้าอันดับ 1 ดัชนีอาหารทะเลยั่งยืน SSI 3 ปีซ้อน ย้ำความเป็นผู้นำด้านการเปลี่ยนแปลงตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของ UN https://thestandard.co/thai-union-no1-ssi-three-years-in-a-row/ Thu, 19 Oct 2023 01:06:12 +0000 https://thestandard.co/?p=856255 ไทยยูเนี่ยน อาหารทะเล

บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้รับการจัดอันด […]

The post ไทยยูเนี่ยนคว้าอันดับ 1 ดัชนีอาหารทะเลยั่งยืน SSI 3 ปีซ้อน ย้ำความเป็นผู้นำด้านการเปลี่ยนแปลงตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของ UN appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยยูเนี่ยน อาหารทะเล

บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้รับการจัดอันดับในดัชนี Seafood Stewardship Index (SSI) อยู่ในอันดับที่ 1 เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน ในฐานะผู้นำในการผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเชิงบวก และมีการทำงานสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN)

 

โดยดัชนี SSI มีองค์กร World Benchmarking Alliance (WBA) เป็นผู้ประเมินและจัดอันดับจาก 30 บริษัทด้านอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดและทรงอิทธิพลที่สุดในอุตสาหกรรมอาหารทะเล ในแง่ของหลักธรรมาภิบาล กลยุทธ์ ระบบนิเวศ ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับได้ และความรับผิดชอบต่อสังคม

 

WBA กล่าวว่า “ไทยยูเนี่ยนได้รับการจัดอันดับเป็นที่ 1 ในด้านความรับผิดชอบต่อสังคมที่มีความโดดเด่นในอุตสาหกรรม ในความพยายามของบริษัทเพื่อให้มั่นใจได้ว่าเรือประมงที่จัดหาวัตถุดิบให้นั้นมีสภาพการทำงานและความเป็นอยู่ที่ดี และยังคงมีการเฝ้าสังเกตเพื่อให้เป็นไปตามกฎระเบียบข้อบังคับ และมีการแสดงหลักฐานในการพัฒนาปรับปรุงต่างๆ”

 

ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ที่ไทยยูเนี่ยนเรามีวิสัยทัศน์ในการเป็นผู้นำธุรกิจอาหารทะเลที่ได้รับความไว้วางใจที่สุดในโลก ดังนั้นเราจึงตระหนักดีว่าสิ่งที่จะทำให้เราบรรลุวิสัยทัศน์นี้ก็คือเราจะต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น ไม่เพียงแต่ในการผลิตของเราเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการจัดหาวัตถุดิบทั่วโลกทั้งหมดของเรา เราภูมิใจกับผลงานความสำเร็จที่ผ่านมา แต่ก็มองว่ายังมีความท้าทายอีกมากรอเราอยู่ข้างหน้า ไทยยูเนี่ยนยังคงมุ่งมั่นในการทำงานผ่านโครงการและแนวทางต่างๆ ที่จะสร้างผลลัพธ์ที่เกิดประโยชน์แก่ผู้คนและสิ่งแวดล้อมบนโลก”

 

ไทยยูเนี่ยนยังได้รับการจัดอันดับอยู่ในอันดับต้นๆ ด้านความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับได้ ส่วนหนึ่งจากการทำงานอย่างสม่ำเสมอของบริษัทและการเปิดเผยข้อมูลภายใต้โครงการของ Ocean Disclosure ที่ส่งเสริมด้านความโปร่งใสในอุตสาหกรรมอาหารทะเล โดยบริษัทเอกชนที่ประกอบธุรกิจอาหารทะเลสามารถแสดงข้อมูลการจัดหาอาหารทะเลสู่สาธารณชนได้ นอกจากนี้ยังรวมถึงข้อมูลและขั้นตอนการทำงานต่างๆ ของหลักธรรมาภิบาลและกลยุทธ์ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานด้านความยั่งยืนตามกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนของบริษัท รวมทั้งไทยยูเนี่ยนยังทำผลงานได้ดีในการเปิดเผยการทำงานกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และรายงานผลจากการทำงานร่วมกันนั้น

 

ปัจจุบันไทยยูเนี่ยนได้รับการจัดอันดับเป็นที่ 1 ของดัชนี SSI ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกๆ 2 ปี และครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้วนับจากครั้งแรกในปี 2562 และครั้งที่ 2 ในปี 2564 โดยการที่ไทยยูเนี่ยนสามารถคว้าอันดับที่ 1 ได้ในการจัดอันดับดัชนี SSI ในครั้งที่ 3 นี้เป็นการตอกย้ำความสำเร็จของกลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® 2030 ที่ไทยยูเนี่ยนได้ประกาศเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมีการขยายเป้าหมายถึงปี 2573 เพื่อพลิกโฉมอุตสาหกรรมอาหารทะเลโลก

 

อดัม เบรนนัน ผู้อำนวยการกลุ่มด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การที่ไทยยูเนี่ยนได้รับการจัดอันดับในดัชนี SSI ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าการทำงานด้านความยั่งยืนของเราได้ส่งผลบวกต่อธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมอาหารทะเลของโลก ไทยยูเนี่ยนได้คะแนน 47.5 จาก 100 คะแนนเต็ม แสดงให้เห็นว่ายังมีความท้าทายรอเราและอุตสาหกรรมอยู่อีกมาก ไทยยูเนี่ยนมีการตั้งเป้าหมายไว้ว่าการทำงานของเราผ่านกลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® 2030 ที่ได้ขยายขอบเขตการทำงานผ่านพันธกิจ 11 ประการ จะช่วยให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในระดับสากลและยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติถึง 10 ข้ออีกด้วย กลยุทธ์ SeaChange® 2030 ยังมีเป้าหมายใหม่ๆ ในด้านที่ SSI ทำการประเมิน ไม่ว่าจะเป็นระบบนิเวศและความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับได้ ทำให้เรามองเห็นโอกาสที่จะพัฒนาการทำงานของเราต่อไป”

 

นอกจากนี้ดัชนี SSI ยังเป็นการวัดว่าบริษัทอาหารทะเลชั้นนำของโลกได้ทุ่มเทในการจัดการอย่างยั่งยืนให้กับมหาสมุทรและระบบนิเวศชายฝั่งอย่างไร ซึ่งทำให้มั่นใจได้ว่ามาตรการต่างๆ ที่แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมมีการดำเนินการ เพราะบริษัทเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการหล่อเลี้ยงผู้คนหลายพันล้านทั่วโลก ซึ่งทาง SSI ยังระบุว่าทั้ง 30 บริษัทที่ได้รับการประเมินนี้มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อธุรกิจการประมงในโลกและสามารถเร่งให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นได้

 

ในการประเมินนี้ SSI กล่าวว่าไทยยูเนี่ยนยังมีแง่มุมในการทำงานที่สามารถพัฒนาอีกได้ เช่น ในด้านสิ่งแวดล้อมในการลดผลกระทบต่อระบบนิเวศจากการผลิตทั้งหมดได้อย่างไร

 

ทั้งนี้ กลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® 2030 ยังมีเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 42% ในขอบเขตที่ 1, 2 และ 3 ภายในปี 2573 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2593 รวมถึงจัดสรรงบประมาณบริษัทเป็นจำนวน 250 ล้านบาท (มากกว่า 7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในการปกป้องและฟื้นฟูระบบนิเวศที่สำคัญ การเริ่มดำเนินการลดการปล่อยน้ำเสียเป็นศูนย์ ลดของเสียฝังกลบเป็นศูนย์ และลดการสูญเสียอาหารเป็นศูนย์ ในโรงงานหลัก 5 แห่งทั้งในและต่างประเทศ กุ้งเพาะเลี้ยงทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ของเราจะต้องผลิตขึ้นโดยส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน้อยที่สุด ขยายขอบเขตการทำงานในเรื่องอาหารทะเลที่จับจากธรรมชาติจะผลิตอย่างมีความรับผิดชอบ ให้ครอบคลุมสายพันธุ์สัตว์น้ำหลักๆ ของธุรกิจ และสร้างสถานที่ทำงานที่ปลอดภัย มีคุณค่า ยอมรับความแตกต่างและหลากหลาย มีความเท่าเทียม

The post ไทยยูเนี่ยนคว้าอันดับ 1 ดัชนีอาหารทะเลยั่งยืน SSI 3 ปีซ้อน ย้ำความเป็นผู้นำด้านการเปลี่ยนแปลงตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของ UN appeared first on THE STANDARD.

]]>