×

ทำไมหุ้นร่วงหนัก หลัง Anthropic เปิดตัว AI Agent ใหม่ จุดจบของงานซอฟต์แวร์บริการมาถึงแล้วจริงหรือ?

13.02.2026
  • LOADING...
saaspocalypse-anthropic-ai-agent-market-impact

ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 โลกการเงินสะเทือนราวกับเกิดวิกฤตใหญ่ แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะเศรษฐกิจถดถอย ไม่ใช่สงคราม และไม่ใช่ดอกเบี้ยขาขึ้น แต่เกิดจากการเปิดตัว 2 AI Agent จาก Anthropic 

 

เหตุการณ์ที่ถูกเรียกว่า ‘SaaSpocalypse’ หรือวันสิ้นโลกของซอฟต์แวร์บริการ ทำให้มูลค่าตลาดหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีหายไปกว่า 2.85 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในเวลาไม่กี่วัน

 

หุ้นตกเพราะอะไร โมเดลธุรกิจที่เราใช้กันมาทั้งยุคกำลังสั่นคลอนจริงหรือไม่ และโลกการทำงานที่เราคุ้นเคย กำลังเปลี่ยนโครงสร้างไปแล้วหรือเปล่า?

 

Anthropic คือใคร และทำไมตลาดต้องกลัว

 

ถ้าคุณรู้จักแค่ ChatGPT จาก OpenAI หรือ Gemini จาก Google อีกชื่อที่ต้องรู้จักควบคู่กันในวันนี้คือ Anthropic

 

Anthropic คือสตาร์ทอัพ AI จากซานฟรานซิสโก ก่อตั้งในปี 2021 โดย Dario และ Daniela Amodei อดีตผู้บริหารระดับสูงของ OpenAI ที่แยกตัวออกมาด้วยแนวคิดเรื่องความปลอดภัยของ AI พวกเขาพัฒนาแนวทางที่เรียกว่า Constitutional AI หรือการสร้าง AI ที่มี ‘รัฐธรรมนูญ’ คอยกำกับพฤติกรรม จึงพัฒนา ‘Claude’ โมเดล AI สำหรับองค์กร ที่ถูกออกแบบให้คิด วางแผน และทำงานข้ามระบบได้เองอย่างอิสระ ภายใต้กรอบความปลอดภัยที่เข้มงวด

 

บริษัทมีรายได้รวมต่อปีประมาณ $9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2025  ตัวเลขระดับเดียวกับบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ๆ ในตลาด ให้บริการลูกค้าธุรกิจมากกว่า 300,000 รายทั่วโลก โดยลูกค้ารายใหญ่ที่ทำรายได้ต่อปีเกิน $100,000 ดอลลาร์เติบโตขึ้นถึง 7 เท่าในปีที่ผ่านมา

 

ก่อนหน้านี้ Claude เป็นเพียงคู่แข่งของ ChatGPT ในฐานะโมเดลภาษา แต่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 Anthropic เปิดตัวสิ่งที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง นั่นคือ Claude Cowork และ Claude Code

 

Claude Cowork และ Claude Code ต่างจาก AI เดิมอย่างไร

 

AI รุ่นก่อนหน้ามักเป็น Chatbot หรือ Copilot ช่วยตอบคำถาม ช่วยร่างข้อความ หรือแนะนำโค้ด

 

แต่ Claude รุ่นใหม่มีความสามารถที่เรียกว่า Computer Use มัน ‘มองเห็น’ หน้าจอ ควบคุมเมาส์ พิมพ์คีย์บอร์ด เปิดโปรแกรม และทำงานข้ามแอปพลิเคชันได้เหมือนมนุษย์

 

  • Claude Code: ไม่ใช่แค่เขียนโค้ดตามคำสั่ง แต่สามารถเปิด Terminal รันคำสั่ง ตรวจสอบ Error แก้บั๊ก และจัดการ Deployment ได้เอง

 

  • Claude Cowork: ถ้าคุณสั่งว่า “สรุปยอดขายเดือนนี้ ทำกราฟ แล้วส่งอีเมลให้ทีม” ระบบสามารถเปิดไฟล์ ดึงข้อมูล สร้างกราฟ เปิดอีเมล เขียนข้อความ และกดส่ง โดยคุณไม่ต้องแตะเมาส์แม้แต่นิดเดียว

 

นี่คือการก้าวจาก Chatbot ไปสู่ Agentic Workflow หรือ AI ที่วางแผน แตกงานย่อย และลงมือทำจนจบกระบวนการเอง และนี่เองที่ทำให้ตลาดทุนเริ่มตั้งคำถามว่า ถ้า AI ทำงานแทนคนได้จริง โมเดลธุรกิจเดิมจะยังเหมือนเดิมหรือไม่

 

ทำไมหุ้น SaaS และ IT Services ถึงร่วงหนัก

 

การเทขายครั้งนี้ไม่ใช่การแตกของฟองสบู่แบบสุ่ม แต่เป็น Targeted Sell-off หรือการเลือกขายเฉพาะกลุ่ม บริษัทที่ได้รับผลกระทบหนักมีลักษณะร่วมกันคือ รายได้ผูกกับ ‘จำนวนคน’ ของลูกค้า เช่น

 

  • Thomson Reuters (-18%): ธุรกิจหลักคือแพลตฟอร์มข้อมูลกฎหมายและการเงินระดับมืออาชีพ เช่น Westlaw ที่ทนายความใช้ค้นคำพิพากษาและกฎหมาย

เมื่อ Claude มี Legal Plugin ที่สามารถอ่านสัญญา เปรียบเทียบข้อกฎหมาย และสังเคราะห์คำตอบได้โดยตรง ตลาดจึงกังวลว่า บริการค้นข้อมูลราคาแพงอาจไม่จำเป็นเหมือนเดิม

 

  • RELX / LexisNexis (-14%): RELX เป็นเจ้าของ LexisNexis ฐานข้อมูลกฎหมายรายใหญ่ของโลก รายได้มาจากการให้สิทธิ์เข้าถึงคลังข้อมูลเฉพาะทาง

แต่เมื่อ AI Agent สามารถสังเคราะห์คำตอบแทนการค้นหาเอกสาร บทบาทของแพลตฟอร์มค้นหาแบบเดิมจึงถูกตั้งคำถาม

 

  • Salesforce (-14% ในสัปดาห์เดียว): ผู้นำตลาด CRM หรือระบบบริหารลูกค้าสัมพันธ์ ใช้โมเดลคิดค่าบริการแบบ Per-Seat เก็บเงินตามจำนวนผู้ใช้ต่อเดือน

ปัญหาคือ ถ้าองค์กรใช้ AI ทำงานแทนพนักงานขายหรือฝ่ายบริการลูกค้า จำนวนผู้ใช้ลดลง รายได้ก็ลดลงตาม แม้งานจริงอาจเท่าเดิมหรือมากขึ้น โมเดลที่เคยเติบโตตามจำนวน ‘หัวคน’ จึงถูกสั่นคลอนโดยตรง

 

จะเกิดอะไรขึ้นกับแรงงานระดับต้น 

ผลกระทบไม่ได้หยุดแค่ตลาดหุ้น แต่ลึกลงไปถึงโครงสร้างแรงงาน งานที่มีความเสี่ยงสูง คือ งาน Routine ที่มีกฎชัดเจน เช่น Junior Developer, พนักงานป้อนข้อมูล เสมียนกฎหมาย, Customer Service ระดับต้น ฯลฯ AI มีแนวโน้มทำให้เกิดปรากฏการณ์ Hollowing Out of Junior Roles หรืองานระดับต้นหายไปก่อนคำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “AI จะแทนที่ใคร” แต่คือ “งานแบบไหนจะถูกแยกออกจากตำแหน่งงาน”

 

ปรับตัวอย่างไรให้อยู่รอดเมื่อถูก AI Agentic แย่งงาน

 

สิ่งแรกที่เราต้องยอมรับคือ ยุคของการเป็น ‘Operator’ หรือคนที่ลงมือทำเองทุกอย่าง พิมพ์เอง คลิกเองได้จบลงแล้ว เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ ‘Orchestrator’ หรือ ‘วาทยกร’ ผู้ควบคุมวงดนตรีแทน

 

Framework จากงานวิจัยของ Harvard Business School ได้กล่าวถึงการแบ่งวิธีการทำงานร่วมกับ AI ออกเป็น 2 แบบที่น่าสนใจมาก คือ ‘Centaur’ และ ‘Cyborg’

 

  • แบบแรกคือ Centaur (เซนทอร์) สัตว์ในตำนานที่ครึ่งบนเป็นคน ครึ่งล่างเป็นม้า กลยุทธ์นี้คือการ ‘แบ่งงานกันทำ’ (Divide and Conquer) เราต้องแยกให้ออกว่า งานไหนคือ ‘งานแรงงาน’ ให้โยนไปให้ AI Agent หรือส่วนที่เป็นม้าทำ เช่น การค้นหากฎหมาย การเขียนโค้ดพื้นฐาน หรือการย้ายข้อมูล ส่วนงานไหนคือ ‘งานสมอง’ เช่น การวางกลยุทธ์ การตัดสินใจในจุดเสี่ยง มนุษย์หรือส่วนที่เป็นคนต้องเก็บไว้ทำเอง

 

  • แบบที่สองคือ Cyborg (ไซบอร์ก) คือการ ‘ผสานร่าง’ ทำงานไปพร้อมๆ กัน แบบบรรทัดต่อบรรทัด เช่น เวลาเขียนโค้ดหรือร่างสัญญาที่ซับซ้อน เราไม่ได้โยนงานให้ AI ทำจนจบ แต่เราทำไปพร้อมกับมัน ถามความเห็นมัน ให้มันช่วยตบไอเดีย และเราเป็นคนเคาะบรรทัดสุดท้าย วิธีนี้จะทำให้งานมีคุณภาพระดับ Superhuman ที่ลำพังคนเดียวหรือ AI ตัวเดียวทำไม่ได้

 

ถ้าคุณปรับตัวได้ คุณจะไม่ใช่คนที่ถูกแย่งงาน แต่คุณจะเป็นคนทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น 5 เท่า 10 เท่า และเป็นที่ต้องการตัวมากที่สุดในตลาดแรงงานยุคใหม่

 

SaaSpocalypse อาจดูเหมือนวันสิ้นโลกของซอฟต์แวร์บริการ แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันคือสัญญาณเตือนว่าเศรษฐกิจดิจิทัลกำลังเข้าสู่เฟสใหม่

 

โมเดล ‘ขายจำนวนคน’ กำลังถูกท้าทาย ตลาดแรงงานกำลังเปลี่ยนจากการทำงานเชิงปฏิบัติ ไปสู่การกำกับเชิงระบบ มูลค่าทางเศรษฐกิจกำลังเคลื่อนจาก Application Layer ไปสู่ Model และ Orchestration Layer

 

แต่สิ่งที่ AI ยังไม่มี คือวิจารณญาณ ความรับผิดชอบ และความเข้าใจบริบทชีวิตมนุษย์ บทเรียนสำคัญจึงไม่ใช่การกลัวว่า AI จะมาแทนที่ แต่คือการถามตัวเองว่า วันนี้เรายังเป็นแค่ ‘ผู้ลงมือทำ’ หรือกำลังฝึกเป็น ‘ผู้คุมวง’

 

และนั่นอาจเป็นทักษะที่มีค่าที่สุดในยุค Agentic AI

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising