THE STANDARD WEALTH - สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ การเงิน และการลงทุน

×
THE STANDARD HOME ECONOMIC MARKET BUSINESS CRYPTOCURRENCY OPINION WEALTH MANAGEMENT WORK & LEADERSHIP LIFESTYLE & PASSION
ภาพประกอบแสดงกราฟเศรษฐกิจที่ปรับตัวลดลง ท่ามกลางภาพฉากหลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น
EXCLUSIVE CONTENT BY SCB WEALTH

อินโนเวสท์ เอกซ์ หั่น GDP ไทยเหลือ 1.5% รับศึกอิหร่าน-สหรัฐฯ ระอุ คาดน้ำมัน-ค่าระวางเรือพุ่ง ดอลลาร์แข็งค่า

... • 10 มี.ค. 2026

HIGHLIGHTS

  • สัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์อิหร่านบานปลาย! หลังอิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในตะวันออกกลาง กระทบการผลิต LNG ของกาตาร์
  • บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้เส้นทางฮอร์มุซกึ่งปิดในเชิงปฏิบัติ ดันค่าระวางเรือพุ่ง 122% และอาจดันราคาน้ำมันดิบ Brent ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
  • วิกฤตครั้งนี้อาจฉุด GDP ไทยลดลงเหลือ 1.5% ท่ามกลางเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ กนง. และ Fed อาจมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยในระดับสูงนานกว่าคาด
  • ขณะที่ดัชนีเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง หนุนดอลลาร์แข็งค่า กดดันให้ เงินบาท มีโอกาสอ่อนค่าแตะ 34 บาท/ดอลลาร์ในช่วงปลายปี 2569

สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นโลกปรับตัวลดลง หลังเกิดสงครามในอิหร่าน นำโดยสหรัฐฯ และยังมีความไม่แน่นอนสูงหลัง Ayatollah Ali Khamenei ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิต โดยประธานาธิบดี Donald Trump ระบุว่าสงครามไม่มีกรอบเวลาตายตัว และไม่ตัดความเป็นไปได้ในการส่งกำลังภาคพื้นดิน โดยชี้ว่าปฏิบัติการอาจใช้เวลา 4-5 สัปดาห์ หรือยาวนานกว่านั้น

 

ด้านอิหร่านตอบโต้โดยประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นช่องทางเดินเรือขนส่งน้ำมันและ LNG ไปยังภูมิภาคอื่นที่มีสัดส่วนถึง 20% ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นแรง โดย Brent ปรับขึ้นกว่า 20% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา กดดันตลาดหุ้นโลกจากความกังวลเศรษฐกิจโลกที่อาจชะลอตัวกว่าคาด

 

รวมถึงแรงกดดันเงินเฟ้อที่อาจเร่งตัวขึ้นกว่าคาด นำไปสู่ทิศทางของนโยบายการเงินที่เปลี่ยนไปจากเดิม โดยล่าสุดตลาด (CME Fed Watch) ประเมิน FOMC จะลดดอกเบี้ยต่ำกว่า 2 ครั้งในปีนี้

 

ตัวเลขเศรษฐกิจที่ประกาศออกมายังแข็งแกร่ง โดยการจ้างงานภาคเอกชนของสหรัฐฯ (ADP) เพิ่มขึ้น 63,000 ตำแหน่งในเดือน ก.พ. สูงกว่าคาด และเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค. สะท้อนว่าตลาดแรงงานเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น, ดัชนี ISM ภาคบริการของสหรัฐฯ เดือน ก.พ. อยู่ที่ 56.1 สูงกว่าคาดและสูงสุดตั้งแต่กลางปี 2022 ด้านดัชนี ISM ภาคการผลิต อยู่ที่ 52.4 สะท้อนการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 โดยคำสั่งซื้อใหม่และการผลิตยังเติบโตในระดับแข็งแกร่ง

 

ด้านจีนตั้งเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2026 ที่ 4.5-5% ซึ่งเป็นเป้าหมายการเติบโตที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 1991 และถือเป็นการปรับลดครั้งแรกตั้งแต่ปี 2023 สะท้อนความตั้งใจใช้นโยบายการคลังเพื่อหนุนอุปสงค์ในประเทศ

 

ตลาดหุ้น EM ปรับลดลงแรง 5.2% WoW จากแรงกดดันจากสงคราม ส่วนตลาดหุ้นไทยอ่อนตัวในทิศทางเดียวกับภูมิภาค แต่เป็นการปรับลดลงแรงกว่า หลัง YTD ปรับตัวขึ้นแรงกว่าตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเช่นเดียวกับเกาหลีใต้

 

สงคราม ‘ยืดเยื้อ’ ทำน้ำมันพุ่ง ดอลลาร์แข็งค่า

 

การตอบโต้ของอิหร่านขยายตัวเกินกรอบที่คาดการณ์ไว้ หลัง Ayatollah Ali Khamenei ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิต อิหร่านได้โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรน กาตาร์ UAE และอิสราเอล และสนามบินดูไบอินเตอร์เนชันแนล โดรนพุ่งเป้าโจมตีใกล้สถานทูตสหรัฐฯ ในซาอุดีอาราเบีย เข้าสู่ความขัดแย้ง QatarEnergy หยุดการผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ภายหลังเกิดเหตุโจมตีทางทหารต่อโครงการ Ras Laffan ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตหลักของประเทศ

 

บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มองว่า โอกาสที่สงครามจะยืดเยื้อมีมากขึ้น หลังเส้นทางฮอร์มุซกึ่งปิดแล้วเชิงปฏิบัติ แม้ยังไม่มีการปิดอย่างเป็นทางการ ค่าประกันภัยเรือปรับตัวสูงขึ้น ดัชนีค่าระวางบรรทุกน้ำมันปรับขึ้น 122% แล้วในปีนี้ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อ

 

ในสถานการณ์นี้ Brent แตะ 70-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล GDP ไทยลดสู่ 1.5% เงินเฟ้อปรับขึ้นสู่ระดับสูงกว่า 1.0% กนง. ชะลอการลดดอกเบี้ยและอาจคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 1.00% ขณะที่ Fed อาจต้องคงดอกเบี้ยที่ 3.63% ตลอดปี ท่ามกลางเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นทำให้ US Bond yield 10 ปี มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นจากระดับราว 4.1% เป็น 4.4% ในช่วงสิ้นปี ขณะที่ 2 ปี มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นจากระดับราว 3.4% เป็น 3.86% ในช่วงสิ้นปี และค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ทำให้ค่าเงินบาทอาจอ่อนค่าแตะระดับ 34 บาท/ดอลลาร์ในช่วงปลายปี

 

ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้ง ISM PMI และการจ้างงานภาคเอกชน (ADP) ยังคงสะท้อนภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่ง (Solid) ทำให้ Fed ไม่จำเป็นต้องรีบเร่งในการลดดอกเบี้ย ในภาวะปัจจุบัน

 

กลยุทธ์การลงทุนตลาดหุ้นไทย

 

  • หุ้น High Dividend เพื่อสร้างกระแสเงินสดและลดความเสี่ยงให้แก่พอร์ตลงทุนระยะสั้น ได้แก่ SIRI KTB KTC KBANK KKP TISCO BAM AP TLI
  • หุ้นที่คาดว่าจะมีการฟื้นตัวของราคาเร็วเพื่อดักเด้งหุ้นคุณภาพที่ลงแรงเกินเหตุจากวิกฤติในอิหร่าน โดยกำไรได้รับผลกระทบโดยตรงจำกัดจากต้นทุนน้ำมันขึ้น ซึ่งคาดหวังตลาดฟื้นตัวจะมีเม็ดเงินไหลกลับ ได้แก่ GULF DELTA BJC HMPRO OSP CBG SAWAD MTC TIDLOR
  • เปลี่ยนกลุ่มเล่นเพื่อสลับเข้ากลุ่มที่เสียประโยชน์จากต้นทุนน้ำมันขึ้นและเปราะบางจากมีฐานลูกค้าตะวันออกกลาง หากเริ่มมีสัญญาณคลี่คลายในตะวันออกกลาง ได้แก่ GPSC BGRIM AOT MINT CENTEL AWC ERW AAV IVL PTTGC IRPC TOP BH KCE

 

‘ความกลัวที่เกินกว่าเหตุ’ โอกาสหุ้นไทยรอบใหม่

 

“แม้ระยะสั้น SET จะเกิดภาวะ Risk-off จากวิกฤตในตะวันออกกลางที่ดันต้นทุนพลังงานพุ่งสูง และความตื่นเต้นเรื่องเสถียรภาพการเมืองไทยหลังเลือกตั้งได้ถูก Price-in ไปหมดแล้ว แต่เรามองว่า ‘ความกลัวที่เกินกว่าเหตุ’ กำลังสร้างโอกาสลงทุนรอบใหม่ โดยประเมิน SET ที่ 1,320-1,350 จุด เป็นโซนน่าสนใจทยอยสะสมเชิงพื้นฐาน เนื่องจาก 1) 1350 เป็นจุดที่มีแรงซื้อจากต่างชาติเข้ามาจำนวนมากหลังทราบผลเลือกตั้งไทย จึงเป็นจุดที่มีนัยสำคัญทางจิตวิทยา และ 2) หากวิกฤตในตะวันออกกลางไม่ยืดเยื้อเกิน 3 เดือน จะมีผลกระทบจำกัดต่อเศรษฐกิจไทย โดยคาด GDP เติบโตลดจาก 1.7% เป็น 1.5% และ EPS SET ลดจาก 95.7 บาท เป็น 94.1 บาท ซึ่งหากอิง PER 14 เท่าซึ่งเป็นระดับก่อนเงินทุนไหลเข้ารอบใหญ่ จะได้ SET ที่ระดับ 1320 จุด ถือเป็นโซนที่ Downside Risk ต่ำมากในเชิงมูลค่า” บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุไว้ในส่วนหนึ่งของบทวิเคราะห์

 

ปัจจัยต้องติดตามสัปดาห์นี้

 

  • สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง, คาดการณ์ภาวะตลาดน้ำมันโลกจากรายงานประจำเดือนโดย OPEC (11 มี.ค.) และ IEA (12 มี.ค.)
  • การเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกเพื่อเลือกประธานและรองประธานสภา (คาด 12 มี.ค.) จากนั้นกลาง มี.ค. คาดมีประชุมสภาเพื่อโหวตนายกรัฐมนตรี
  • ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญอาทิ เงินเฟ้อของสหรัฐฯ (CPI และ PCE), เงินเฟ้อและ PPI ของจีน

 

หุ้นเด่นประจำสัปดาห์: GULF - วิกฤติตะวันออกกลางกระทบจำกัด

 

แนะนำ กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ หรือ GULF เนื่องจากเหตุผลหลัก ดังนี้

 

  • เป็นผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชั้นนำของไทย ทั้งนี้โครงสร้างรายได้แบ่งเป็น 3 ธุรกิจหลักได้แก่ พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และดิจิทัล โดยธุรกิจผลิตไฟฟ้าจะยังคงเป็นธุรกิจที่สร้างกำไรให้กับบริษัทได้มากที่สุดในอีกหลายปีข้างหน้า ด้วยกำลังผลิตติดตั้งรวม 23,356MW ในปี 2033 เพิ่มจาก 15,167MW ในปี 2023
  • ปี 2026 คาดกำไรปกติโต 15%YoY แรงหนุนจากรับรู้รายได้จากกำลังผลิตใหม่รวม 695MW และค่าความพร้อมจ่ายที่เพิ่มขึ้นจากโรงไฟฟ้า Jackson ในสหรัฐฯ ใน 2H26 รวมถึงรายได้เงินปันผลที่สูงขึ้นจาก KBANK หลังเพิ่มสัดส่วนถือหุ้นเป็น 10% ตั้งแต่ ก.พ. 26 และส่วนแบ่งกำไรจาก ADVANC ที่ยังแข็งแกร่ง
  • ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลงเพราะบริษัทยังจำเป็นต้องจัดหาเงินทุนด้วยการกู้ยืมค่อนข้างสูง ส่วนราคา LNG ที่สูงขึ้นจากวิกฤติในตะวันออกกลางรอบใหม่กระทบกำไรจำกัด เพราะมีสัดส่วนลูกค้า SPP น้อย (ส่วนใหญ่เป็นโรงไฟฟ้า IPP)
  • เราประเมินราคาเป้าหมายอยู่ที่หุ้นละ 73 บาท (อิงวิธี DCF) และคาดมีเงินปันผลจ่ายจากกำไรปี 2026 หุ้นละ 1.59 บาท คิดเป็น Div. Yield ราวปีละ 2.5%

 

ธีมการลงทุนตลาดหุ้นโลก

 

วิกฤตตะวันออกกลางรอบใหม่เกิดขึ้นเมื่อมีปฏิบัติการ Epic Fury ของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่านเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2026 โดยจากสถานการณ์ปัจจุบัน INVX เชื่อว่าสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนและยังประเมินสถานการณ์ไม่ได้ว่าจะรุนแรงไปทางใด ทำให้ INVX แนะ 1) เปลี่ยนจากหุ้น Cyclical ไปสู่ หุ้น Defensive 2) เน้นหุ้นที่มี Valuation ต่ำ 3) ถือหุ้นกลุ่มพลังงานป้องกันความเสี่ยง 4) เก็งกำไร Defense ได้ในระยะสั้น-กลาง

 

  • อิหร่านประกาศสูญเสียผู้นำสูงสุดคาเมเนอี พร้อมกับการสังหารผู้บัญชาการกองกำลังปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติอิหร่านในเวลาเดียวกัน
  • ภาพนี้ส่งผลให้โครงสร้างการบังคับบัญชาของอิหร่านเกิดสุญญากาศอำนาจ อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในหลายประเทศและโครงสร้างพื้นฐานทางพาณิชย์ในภูมิภาค ขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซเข้าสู่ภาวะปิดกั้นเชิงปฏิบัติการโดยพฤตินัย
  • ในขณะที่สหรัฐฯ และพันธมิตรใช้ Tomahawk (ขีปนาวุธร่อนระยะไกล) ในการโจมตีทางยุทธศาสตร์ ฝ่ายป้องกันอย่างอิสราเอลและประเทศรอบอ่าวเปอร์เซียก็ต้องพึ่งพา PAC-3 (Patriot) จาก Lockheed Martin อย่างหนัก
  • ภาพรวม เราเชื่อว่าสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนเนื่องจากอิหร่านยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนขั้วอำนาจและผู้นำสูงสุด ทำให้ระยะถัดไปยังประเมินสถานการณ์ไม่ได้ว่าจะรุนแรงไปทางใด

 

ด้วยภาพนี้ทำให้เชื่อว่า ระยะสั้นตลาดหุ้นยังคงมีความผันผวน โดย INVX มองบวกต่อ 1) Shift Style: เปลี่ยนจากหุ้น Cyclical ไปสู่ หุ้น Defensive ที่ทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย เช่น Telecom (T,VZ) , Healthcare (PFE), Retail (WMT) 2) Focus on Value: เน้นหุ้นที่มี Valuation ต่ำ (P/E ต่ำ, P/BV ต่ำ) และมีกระแสเงินสดแข็งแรง เพื่อลดความเสี่ยงในกรณีที่ตลาดมีการปรับฐานของราคา (CSCO) 3) Energy Hedge: ถือครองหุ้นกลุ่มพลังงานเพื่อป้องกันความเสี่ยง (Hedge) จากภาวะเงินเฟ้อและราคาน้ำมันที่อาจพุ่งสูงขึ้นตามสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ ได้แก่ CVX 4) เก็งกำไรกลุ่ม Defense โดยระยะสั้น เน้นกลุ่มโจมตีและครองอากาศ เช่น Lockheed Martin (LMT) และ Northrop Grumman (NOC) จากบทบาทของการใช้เครื่องบินรบและขีปนาวุธนำวิถีสู้กันในปัจจุบัน ขณะที่ระยะกลางเน้นกลุ่มระบบป้องกันขีปนาวุธ (Missile Defense) เนื่องจากพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซียและอิสราเอลมีความต้องการปกป้องพื้นที่ภายในสูง เช่น RTX (Raytheon) ผู้โดดเด่นในระบบ Patriot และ Iron Dome

 

มุมมองการลงทุนต่อสินทรัพย์ต่างๆ โดย SCB CIO

 

เงินสด / สภาพคล่อง

 

ได้แรงหนุนจากความตึงเครียดภายในตะวันออกกลาง ซึ่งมีการขยายวงของสงคราม โดยอิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในกลุ่มประเทศอาหรับ รวมถึงเลบานอน ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ ประธานาธิบดี Trump คาดว่า ปฏิบัติการนี้อาจใช้เวลา 4-5 สัปดาห์ แต่อาจยืดเยื้อกว่านั้น

 

ตราสารหนี้ / เงินฝากระยะยาว

 

UST Yield มีแนวโน้มลดลงระยะสั้น จากภาวะ Risk-off ทำให้นักลงทุนซื้อ UST ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ด้าน TH Bond Yield ระยะยาว ได้รับแรงกดดันจากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่มาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และแนวโน้มอุปทานพันธบัตรที่เพิ่มขึ้น ขณะที่เรายังมีมุมมองบวกต่อ TH Bond ระยะสั้น-กลาง หลัง กนง. ปรับลดอัตราดอกเบี้ย สู่ระดับ 1.0%

 

U.S. Treasury & IG

 

แนะนำ UST และหุ้นกู้ US IG ตัวสั้น ตามแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ Fed หลังการจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐฯ ล่าสุดอ่อนแอกว่าคาด แม้เงินเฟ้อมีความเสี่ยงที่ยังหนืด จากราคาน้ำมันพุ่งขึ้น หลังมีความขัดแย้งในตะวันออกกลางยกระดับขึ้นก็ตาม ในขณะที่ควรหลีกเลี่ยงตราสารตัวยาว จากความกังวลหนี้ภาครัฐที่สูง

 

High Yield Bond

 

ความเสี่ยงที่ HY credit spread จะเพิ่มขึ้นจากระดับที่ค่อนข้างต่ำยังมีอยู่ หลังการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันล่าสุดอาจทำให้ต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น จนกระทบผลกำไรในบางบริษัท ขณะที่เรามองความแตกต่างของผลตอบแทนระหว่างผู้ออกตราสาร HY ที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งและมีฐานะการเงินอ่อนแอ จะเพิ่มขึ้น

 

สินทรัพย์ผสมกึ่งหนี้กึ่งทุนและ REITs

 

กองทุนสินทรัพย์ผสมช่วยกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตลงทุน โดยลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท ลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดและสถานการณ์ภายนอก อีกทั้ง บริหารจัดการโดยผู้เชี่ยวชาญที่สามารถปรับสัดส่วนการลงทุนได้อย่างยืดหยุ่นตามภาวะเศรษฐกิจและความเสี่ยง

 

Asia REITs

 

REITs ในเอเชียกดดันจาก Bond Yield ที่เพิ่มขึ้นตามความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อจากราคาน้ำมัน รวมถึงความไม่แน่นอนด้านทิศทางดอกเบี้ย แต่เรายังมีมุมมองบวกต่อ Singapore REITs จากต้นทุนกู้ยืมที่ลดลง ส่งผลบวกต่อซื้อสินทรัพย์ใหม่เพิ่มเติมและแนวโน้มการจ่ายปันผลที่เพิ่มขึ้น ด้าน TH REIT ยังมีอัตราปันผลที่ 8% จำกัดการลดลงของตลาด

 

Global Infrastructure

 

โครงสร้างพื้นฐานเป็นอุปสงค์เชิงโครงสร้างระยะยาว โดยการใช้งานด้าน AI ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการด้าน AI Infrastructure สูงขึ้น ซึ่งครอบคลุมถึงโครงข่ายไฟเบอร์ เสาโทรคมนาคม ระบบสาธารณูปโภค และโครงข่ายไฟฟ้า โดยเป็นสินทรัพย์ที่มีกระแสเงินสดที่มั่นคง โครงสร้างรายได้ปรับเพิ่มตามเงินเฟ้อ ช่วยป้องกันความผันผวนของพอร์ต

 

Private Credit *สำหรับนักลงทุน Ultra High Net Worth เท่านั้น

 

Private Asset ช่วยกระจายความเสี่ยงจากสินทรัพย์แบบดั้งเดิม โดย Private Credit ถูกกดดันจากการไถ่ถอนเงิน เนื่องจากความกังวลบนสภาพคล่องและคุณภาพสินเชื่อ โดยแนะนำคัดเลือกลงทุนในโครงสร้างหนี้ระดับอาวุโสที่มีหลักประกัน ด้าน Private Equity ยังได้แรงหนุนจากปริมาณ IPO และ M&A ที่เพิ่มขึ้น หากทิศทางดอกเบี้ยปรับตัวลดลง

 

หุ้นประเทศพัฒนาแล้ว

 

หุ้นสหรัฐฯ ได้อานิสงส์จากความเป็นผู้นำในธีม AI และ EPS ที่เติบโตเป็นวงกว้างขึ้น / หุ้นยุโรปได้แรงหนุนจากแนวนโยบายการคลังสำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและงบกลาโหม ซึ่งช่วยหนุนแนวโน้มผลกำไร / หุ้นญี่ปุ่นได้แรงหนุนจากเสถียรภาพรัฐบาลที่เพิ่มขึ้น การปฏิรูปบรรษัทภิบาล และการอ่อนค่าของเงินเยน

 

หุ้นสหรัฐฯ

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เผชิญความผันผวนระยะสั้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยกระดับความรุนแรงขึ้น แต่ในระยะยาวได้รับแรงหนุนจาก 1) ความเป็นผู้นำที่โดดเด่นในธีม AI ของสหรัฐฯ 2) EPS ของดัชนีฯ ทั้งปีที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดีและเป็นวงกว้างมากขึ้น และ 3) Fed ที่มีแนวโน้มผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติมในปีนี้

 

หุ้นยุโรป

 

ดัชนีหุ้นยุโรปถูกกดดันระยะสั้นจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง เพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ย อย่างไรก็ดี ในระยะยาวได้แรงหนุนจากการใช้นโยบายการคลังสำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและงบกลาโหม โดยเราคาดว่ากำไรของ บจ. จะเติบโตได้ 11%YoY ในปีนี้

 

หุ้นญี่ปุ่น

 

ดัชนีหุ้นญี่ปุ่นเผชิญความผันผวนระยะสั้นจากการพึ่งพานำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางค่อนข้างสูงและแรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น แต่ระยะยาวได้แรงหนุนจาก 1) เสถียรภาพของรัฐบาลที่สูงขึ้นและมาตรการกระตุ้นการคลัง 2) กำไรบจ.เติบโตดี และ 3) การปฏิรูปธรรมาภิบาลหนุน ROE และยกระดับ P/BV ผ่านการซื้อหุ้นคืนและจ่ายปันผล

 

หุ้นประเทศตลาดเกิดใหม่

 

ตลาดหุ้น EM เอเชีย ได้รับแรงกดดันจากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ เนื่องจากประเทศส่วนใหญ่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในระดับสูง อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้น EM เอเชียยังได้ประโยชน์จากการเป็นห่วงโซ่อุปทาน AI เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ทำให้โมเมนตัมกำไรยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ Valuation ลดลงอยู่ในระดับที่น่าสนใจในการลงทุน

 

หุ้นอินเดีย

 

ดัชนีหุ้นอินเดีย ได้แรงหนุนจากข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งช่วยหนุนโมเมนตัม EPS และ GDP ของอินเดีย อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยกระดับขึ้น จนทำให้ราคาน้ำมันยังมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง จะเพิ่มความเสี่ยงต่อดุลบัญชีเดินสะพัด และเงินเฟ้อของอินเดีย เนื่องจากอินเดียเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ

 

หุ้นไทย

 

ดัชนีหุ้นไทย ได้รับผลกระทบจากความกังวลระยะสั้น จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านพลังงาน อย่างไรก็ดี คาดว่าตลาดฯ จะได้แรงหนุนจาก เสถียรภาพทางการเมือง และ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ กำไรบจ.มีแนวโน้มฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป

 

หุ้นจีน All-Share

 

ดัชนีหุ้นจีน มีแนวโน้มได้รับอานิสงส์จาก 1) ความสามารถในการส่งออกของจีนที่ดีขึ้น หลังศาลสูงยกเลิกภาษี IEEPA และ 2) เศรษฐกิจจีนที่มีแนวโน้มโตแบบมีคุณภาพขึ้น หลังแผน 5 ปีล่าสุด เน้นเพิ่มการใช้จ่ายด้านนวัตกรรม อย่างไรก็ตาม การที่จีนพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางสูง อาจทำให้กระทบความมั่นคงด้านพลังงานได้

 

หุ้นเกาหลีใต้

 

ดัชนีหุ้นเกาหลีใต้ กดดันจากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางสูงถึง 72% ของการนำเข้าทั้งหมด ทั้งนี้ เรายังมีมุมมองบวกต่อความต้องการชิปหน่วยความจำที่ยังแข็งแกร่งต่อเนื่อง รวมถึงนโยบายปฏิรูปตลาดทุนที่ส่งผลบวกระยะยาว โดย Valuation อยู่ในระดับที่น่าสนใจ

 

สินค้าโภคภัณฑ์

 

แม้มีแรงกดดันจากการแข็งค่าของดอลลาร์ สรอ. แต่ ราคาทองคำยังได้แรงหนุนจากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย บนความกังวลสถานการณ์ตะวันออกกลาง และแรงหนุนตามปัจจัยเชิงโครงสร้างระยะยาวอย่างการเข้าซื้อของธนาคารกลางต่างๆ เพื่อเพิ่มสัดส่วนในทุนสำรอง ยังคงแนะนำลงทุนในกองทุนทองคำเมื่อราคาอ่อนตัว ไม่ควรไล่ราคา

 

หุ้นกลุ่มธุรกิจพลังงานยั่งยืน

 

หุ้นกลุ่มธุรกิจพลังงานยั่งยืน ได้แรงหนุนจากการลงทุน Data Center โดย Valuation ซื้อขายต่ำกว่ากลุ่ม Tech และมี Dividend Yield สูงกว่า ช่วยรับมือในช่วงที่ตลาดผันผวนได้ดี แนวโน้มกำไรยังเติบโตตามความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ ผลกระทบสถานการณ์ตะวันออกกลาง ตอกย้ำความสำคัญของพลังงานทางเลือก

 

หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์

 

การประกาศผลประกอบการของกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ บ่งชี้ว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และ Data Center ยังคงขยายตัว สนับสนุนภาพการเติบโตอุปสงค์บนห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ทั้งนี้ Consensus คาดว่า กำไรของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ จะเติบโตในอัตราที่เร่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วง 1H2569

 

ทองคำ

 

แม้มีแรงกดดันจากการแข็งค่าของดอลลาร์ สรอ. แต่ ราคาทองคำยังได้แรงหนุนจากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย บนความกังวลสถานการณ์ตะวันออกกลาง และแรงหนุนตามปัจจัยเชิงโครงสร้างระยะยาวอย่างการเข้าซื้อของธนาคารกลางต่างๆ เพื่อเพิ่มสัดส่วนในทุนสำรอง ยังคงแนะนำลงทุนในกองทุนทองคำเมื่อราคาอ่อนตัว ไม่ควรไล่ราคา

 

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลก

 

เรามองว่า กลุ่มเทคโนโลยียังคงเป็น Sector หลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตของกำไรตลาด ซึ่งปัจจุบันในเชิงมูลค่ากลุ่มฯ เริ่มลดความร้อนแรงลง ทำให้ความกังวลในประเด็นภาวะฟองสบู่ลดลง ขณะที่ปัจจุบัน ตลาดพยายามคัดแยกผู้แพ้ ผู้ชนะ ภายในกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งในสภาวะเช่นนี้ เหมาะกับการเน้นกลยุทธ์การลงทุนแบบ Active

 

หุ้นตลาดเกิดใหม่ เอเชีย (ไม่รวมจีน)

 

หุ้นประเทศตลาดเกิดใหม่ (ไม่รวมจีน) ถูกกดดันและผันผวนตามความวุ่นวายในตะวันออกกลาง และราคาน้ำมันในระยะสั้น อย่างไรก็ดี ปัจจัยพื้นฐานยังแข็งแกร่ง โดยกำไรของกลุ่มฯ ยังได้แรงหนุนต่อเนื่อง จากการกระจายตัวของห่วงโซ่อุปทาน โดยประเทศตลาดเกิดใหม่-เอเชีย ยังคงโดดเด่นจากวัฏจักรฮาร์ดแวร์ AI เป็นหลัก

 

ดัชนีหุ้นยุโรปเน้นการเติบโต

 

ระยะสั้น อาจผันผวนจากความกังวลต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น แต่เรามองยังได้แรงหนุนจาก 1) กรอบการคลังที่ยืดหยุ่นขึ้น ซึ่งเร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและกลาโหม หนุนกลุ่ม Industrials อย่างมีนัย และ 2) ร่าง Industrial Accelerator Act ที่สะท้อนการยกระดับความมั่นคงอุตสาหกรรมและผลักดัน Made in Europe

 

ภาพ: GreenOak / Shutterstock

กรุณาเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความ EXCLUSIVE CONTENT ฟรี!

... • 10 มี.ค. 2026




Latest Stories