Environment – THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/environment/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 02 Jul 2026 09:15:34 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 โดมความร้อนคืออะไร เกี่ยวอะไรกับวิกฤตโลกร้อน https://thestandard.co/heat-dome-global-warming/ Thu, 02 Jul 2026 09:14:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1226008 ภาพประกอบแสดงปรากฏการณ์โดมความร้อนที่กักเก็บความร้อนไว้เหนือพื้นดิน

หลายพื้นที่ทั่วโลกขณะนี้กำลังประสบกับวิกฤตคลื่นความร้อน […]

The post โดมความร้อนคืออะไร เกี่ยวอะไรกับวิกฤตโลกร้อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงปรากฏการณ์โดมความร้อนที่กักเก็บความร้อนไว้เหนือพื้นดิน

หลายพื้นที่ทั่วโลกขณะนี้กำลังประสบกับวิกฤตคลื่นความร้อนรุนแรง โดยเฉพาะในแถบยุโรปและอเมริกา ซึ่งวิกฤตดังกล่าวเกี่ยวพันกับปรากฏการณ์ ‘โดมความร้อน’ (Heat Dome) ที่มีส่วนทำให้สภาพอากาศยิ่งร้อนจัดและมีอุณหภูมิสูงยิ่งขึ้น

 

 
 

โดมความร้อน คืออะไร เกี่ยวอะไรกับภาวะโลกร้อน

 

‘โดมความร้อน’ (Heat Dome) คือ ระบบความกดอากาศสูงที่ลอยตัวอยู่เหนือพื้นที่หนึ่งๆ และทำหน้าที่ เสมือนฝาปิดที่กักเก็บความร้อนและความชื้นเอาไว้ใกล้กับพื้นดิน

 

ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อมวลอากาศอุ่นไหลขึ้นไปทางทิศเหนือ ทำให้ความกดอากาศเพิ่มสูงขึ้นและกดทับอากาศให้จมตัวลง เมื่ออากาศจมตัวลงก็จะถูกบีบอัดและมีอุณหภูมิสูงขึ้นไปอีก

 

นอกจากนี้ ความร้อนยังทำให้มวลอากาศขยายตัวและดันให้ชั้นบรรยากาศโป่งพองขึ้นด้านบน ระบบความกดอากาศสูงลักษณะนี้จะ ‘สกัดกั้น’ ไม่ให้อากาศเย็นหรือพายุพัดเข้ามาได้ ประกอบกับสภาพอากาศที่ไม่มีเมฆและลมสงบ แสงแดดจึงส่องกระทบพื้นดินได้โดยตรง ทำให้เกิด ‘วงจรสะท้อนกลับของความร้อน’ (Heat Feedback Loop) ที่ส่งผลให้อุณหภูมิพุ่งสูงอย่างต่อเนื่องหลายวัน

 

ภาวะโลกร้อนส่งผลโดยตรงต่อปรากฏการณ์นี้ ทำให้ โดมความร้อนมีความรุนแรงและเกิดขึ้นบ่อยครั้งมากขึ้น นักวิทยาศาสตร์มีมติเห็นพ้องต้องกันว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือวิกฤตโลกร้อนนั้น เป็นผลมาจากการกระทำของมนุษย์ที่เผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล และการตัดไม้ทำลายป่ามาอย่างยาวนาน ซึ่งทำให้ก๊าซที่กักเก็บความร้อนในชั้นบรรยากาศมีความเข้มข้นสูงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้คลื่นความร้อนที่เกิดจากโดมความร้อนมี ความรุนแรงยิ่งขึ้น กินเวลายาวนานขึ้น และเกิดขึ้นถี่กว่าเดิม ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่คาดการณ์ไว้แล้วว่า จะต้องเกิดขึ้นในโลกที่มีอุณหภูมิสูงขึ้น

 

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ดื่มน้ำให้เพียงพอแม้จะยังไม่รู้สึกกระหาย หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายกลางแจ้งในช่วงที่ร้อนจัด สวมเสื้อผ้าโปร่งสบาย และพยายามอยู่ในที่ร่มหรือห้องแอร์ สิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือ ‘ความร้อนสะสมในช่วงกลางคืน’ เนื่องจากอุณหภูมิที่ไม่ลดลงมากนักจะทำให้ร่างกายไม่มีเวลาฟื้นตัวและระบายความร้อน หากพบว่ามีอาการร้อนแต่ไม่มีเหงื่อออก หรือวิงเวียนศีรษะ ควรรีบหาที่พักและดื่มน้ำ หรือพบแพทย์ทันที

 

‘โดมความร้อน’ กับ ‘โอเมก้าบล็อก’ เหมือนหรือต่างกันอย่างไร

 

อีกหนึ่งคำศัพท์เฉพาะที่อาจจะพบเห็นได้บ่อยในช่วงนี้คือคำว่า ‘โอเมก้าบล็อก’ (Omega Block) ซึ่งเป็นชื่อเรียกของ ‘รูปแบบกระแสลม’ ที่มีรูปร่างคล้ายตัวอักษรกรีก ‘โอเมก้า’ (Ω) โดยเกิดจากการที่กระแสลมกรด (Jet Stream) ที่ปกติจะพัดจากตะวันตกไปตะวันออกเกิดการปั่นป่วนและโค้งงออย่างรุนแรงไปทางเหนือและใต้ ส่งผลให้มี ‘หย่อมความกดอากาศสูงที่อบอุ่นถูกขนาบข้างด้วยหย่อมความกดอากาศต่ำที่เย็นกว่าสองลูก’

 

ส่วนกรณีของ ‘โดมความร้อน’ จะเน้นอธิบายถึง ‘ผลลัพธ์ในแนวดิ่ง’ ของหย่อมความกดอากาศสูงที่ทำหน้าที่เป็นฝาครอบกักความร้อนและกดทับอากาศลงสู่พื้นดิน กล่าวคือ แทนที่ความร้อนจากพื้นดินจะลอยระบายขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศด้านบนได้ตามปกติ โดมความร้อนกลับตีวงล้อมและ ‘กดทับอากาศร้อนให้จมลงมาอัดแน่นอยู่ที่พื้นดิน’ พร้อมกับปัดเป่าเมฆออกไปให้หมดเพื่อให้แสงแดดส่องลงมาเติมความร้อนได้โดยตรง ส่งผลให้เกิด ‘วงจรสะท้อนกลับของความร้อน’ ที่ทำให้อุณหภูมิที่พื้นผิวดินพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

เมื่อเกิดปรากฏการณ์โอเมก้าบล็อก กระแสลมที่อ่อนกำลังลงจะทำให้ระบบความกดอากาศ ‘ติดขัดและหยุดนิ่ง’ อยู่กับที่ ซึ่งบริเวณตรงกลางของโอเมก้าบล็อกที่เป็นหย่อมความกดอากาศสูงนั้น จะสร้างสภาวะที่ทำให้เกิด ‘โดมความร้อน’ ขึ้น โดยมักจะกดทับอากาศ ไม่ให้เกิดเมฆ และอบพื้นที่นั้นให้ร้อนระอุเป็นเวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์ ในขณะที่พื้นที่ขนาบข้าง (หย่อมความกดอากาศต่ำ) จะมีอากาศเย็นและฝนตกแทน

 

โดยทั้งสองเป็นปรากฏการณ์ทางอุตุนิยมวิทยา ที่เสมือนกำลังส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนถึง ‘วิกฤตโลกร้อน’ ที่กำลังทวีความรุนแรง และกลายเป็นความท้าทายระดับโลกที่มนุษยชาติจะต้องรับมือและลดความเสี่ยงต่างๆ ที่ตามมาร่วมกัน

 

แฟ้มภาพ: Chandet / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post โดมความร้อนคืออะไร เกี่ยวอะไรกับวิกฤตโลกร้อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชุมชนอ่าวปัตตานี ประกาศ ‘ธรรมนูญชุมชนด้านสภาพภูมิอากาศ’ ฉบับแรกของชายแดนใต้ https://thestandard.co/pattani-bay-climate-charter/ Wed, 01 Jul 2026 02:41:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1225368 ผู้คนรวมตัวกันที่ชายหาดแหลมตาชี จังหวัดปัตตานี เพื่อประกาศธรรมนูญชุมชนด้านสภาพภูมิอากาศ

เมื่อวานนี้ (30 มิถุนายน) ชุมชนในอ่าวปัตตานีเป็นพื้นที่ […]

The post ชุมชนอ่าวปัตตานี ประกาศ ‘ธรรมนูญชุมชนด้านสภาพภูมิอากาศ’ ฉบับแรกของชายแดนใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้คนรวมตัวกันที่ชายหาดแหลมตาชี จังหวัดปัตตานี เพื่อประกาศธรรมนูญชุมชนด้านสภาพภูมิอากาศ

เมื่อวานนี้ (30 มิถุนายน) ชุมชนในอ่าวปัตตานีเป็นพื้นที่แรกในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศที่ประกาศและร่วมลงนาม ‘ธรรมนูญชุมชนด้านสภาพภูมิอากาศ’ หรือ ‘ธรรมนูญชุมชนตำบลแหลมโพธิ์’ เพื่อขับเคลื่อนการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับท้องถิ่น ซึ่งมีศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนในด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากภาคีต่างๆ มูลค่ารวมกว่า 82.5 ล้านบาท (2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

 

ธรรมนูญฉบับนี้ถูกพัฒนาขึ้นโดยชุมชน เพื่อชุมชน ในระยะเวลากว่าสองปี ภายใต้การสนับสนุนจากโครงการ Climate Finance Network (CFN) ของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก สำนักงานการต่างประเทศ เครือจักรภพ และการพัฒนาแห่งสหราชอาณาจักร (Foreign, Commonwealth & Development Office: FCDO)

 

ในโอกาสนี้ หน่วยงานภาคี ได้แก่ UNDP จังหวัดปัตตานี องค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี อำเภอยะหริ่ง องค์การบริหารส่วนตำบลแหลมโพธิ์ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ร่วมลงนามแสดงเจตนารมณ์ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการสร้างวิถีชีวิตที่ยั่งยืน พร้อมเปิดตัวแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับพื้นที่

 

ธรรมนูญชุมชนตำบลแหลมโพธิ์กำหนดแนวทางการดำเนินงานที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนใน 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

 

  • การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและประมง ครอบคลุมการฟื้นฟูแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ การกำกับดูแลการทำประมง และการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งด้วยแนวทางที่อาศัยธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions)
  • สิ่งแวดล้อมและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน และเสริมสร้างความพร้อมในการรับมือความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวโดยชุมชน พร้อมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจผ่านบทบาทการเป็นผู้นำของผู้หญิงและเยาวชน
  • สังคม สุขภาพ และคุณภาพชีวิต ครอบคลุมการส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารสำหรับเด็ก การสร้างชุมชนที่มีสุขภาวะที่ดี การลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และการสร้างพื้นที่สาธารณะที่ปลอดบุหรี่และปลอดยาเสพติด

 

ธรรมนูญฉบับนี้ได้รับการรับรองและประกาศเจตนารมณ์ร่วมจากผู้แทนกว่า 360 คน จากชุมชน หน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคประชาสังคม และองค์กรเพื่อการพัฒนา ที่เข้าร่วมงาน ณ ชายหาดแหลมตาชี จังหวัดปัตตานี

 

ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนพันธกิจของโครงการ Climate Finance Network (CFN) ภายใต้ความร่วมมือระหว่างสหราชอาณาจักรและ UNDP ที่มุ่งเชื่อมโยงการลงทุนจากภาครัฐและภาคเอกชนไปสู่การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ชุมชนเป็นผู้กำหนด และสนับสนุนแนวทางรับมือที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน

 

มาร์ค กูดดิ้ง เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย กล่าวว่า

 

“สหราชอาณาจักรรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้สนับสนุนโครงการ Climate Finance Network (CFN) ของ UNDP ซึ่งช่วยให้เงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศเข้าถึงชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากที่สุด ซึ่ง CFN เป็นส่วนสำคัญของโครงการ CARA ซึ่งเป็นกลไกหลักของสหราชอาณาจักรในการสนับสนุนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ตั้งแต่การเงินด้านสภาพภูมิอากาศ ข้อมูลสภาพอากาศ ไปจนถึงการปรับตัวที่นำโดยชุมชน

 

ธรรมนูญชุมชนตำบลแหลมโพธิ์เป็นตัวอย่างที่ทรงพลังของการที่ชุมชนสามารถกำหนดลำดับความสำคัญและแนวทางแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง ซึ่งเมื่อภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีการพัฒนาร่วมลงทุนในสิ่งที่ชุมชนกำหนด เราจะสามารถสร้างการปรับตัวที่มีประสิทธิภาพ ครอบคลุม และยั่งยืนได้มากยิ่งขึ้น”

 

อ่าวปัตตานีเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ด้วยระบบนิเวศชายฝั่งและทะเล ซึ่งเป็นฐานสำคัญของวิถีชีวิต ความมั่นคงทางอาหาร และมรดกทางวัฒนธรรมของชุมชน อย่างไรก็ตาม พื้นที่แห่งนี้กำลังเผชิญผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทั้งการกัดเซาะชายฝั่ง ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และสภาพอากาศที่แปรปรวน ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและการดำรงชีวิตของประชาชน การลงทุนเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจึงมีความสำคัญไม่เพียงต่อการปกป้องระบบนิเวศและวิถีชีวิต แต่ยังรวมถึงการสร้างความมั่นคงของมนุษย์ และความสมานฉันท์ทางสังคม

 

พาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี กล่าวว่า “การจัดทำธรรมนูญชุมชนตำบลแหลมโพธิ์ถือเป็นก้าวสำคัญของชุมชนชายฝั่งอ่าวปัตตานีในการเสริมสร้างการพึ่งพาตนเองและการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน จังหวัดปัตตานีพร้อมสนับสนุนการบูรณาการกรอบการดำเนินงานของชุมชนฉบับนี้เข้าสู่แผนพัฒนาจังหวัดในระยะต่อไป”

 

ทางด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงค์เทพ สุธีรวุฒิ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและยุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยในการสนับสนุนการพัฒนาที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน ผ่านองค์ความรู้ทางวิชาการและความร่วมมือด้านการจัดการความรู้ เพื่อร่วมผลักดันแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนในมิติเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติ

 

นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า

 

“ธรรมนูญสุขภาพระดับพื้นที่เป็นเครื่องมือเชิงนโยบายที่สะท้อนพลังของการมีส่วนร่วมของชุมชน สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติพร้อมสนับสนุนกระบวนการดังกล่าวในฐานะส่วนหนึ่งของกรอบนโยบายสุขภาพของประเทศไทย”

 

ขณะที่ นีฟ คอลิเออร์-สมิธ ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ประจำประเทศไทย กล่าวแสดงความยินดีกับชุมชนและภาคีทุกฝ่ายว่า “ประสบการณ์จากปัตตานีแสดงให้เห็นว่า การสร้างความสามารถในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเกิดผลสูงสุดเมื่อการลงทุนตอบสนองต่อความต้องการที่ชุมชนเป็นผู้กำหนด โดย Climate Finance Network แสดงให้เห็นว่าภูมิปัญญาท้องถิ่น ภาวะผู้นำของชุมชน และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน สามารถช่วยดึงทรัพยากรไปสู่แนวทางแก้ไขที่เสริมสร้างความเข้มแข็ง ปกป้องวิถีชีวิต และสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืน เราหวังว่าหมุดหมายนี้ในจังหวัดปัตตานีจะเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการขยายผลในพื้นที่อื่นของประเทศไทย”

 

เรื่องราวเบื้องหลังความร่วมมือครั้งนี้ยังได้รับการถ่ายทอดผ่านสารคดีความฝันของม๊ะ (Mother’s Dream) ซึ่งผลิตภายใต้โครงการ CFN โดยเล่าเรื่องของ ‘ก๊ะน๊ะ’ คุณแม่ที่อาศัยอยู่ในอ่าวปัตตานี ถ่ายทอดผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นจริงในระดับชุมชนและผลกระทบต่อผู้หญิง และสะท้อนความมุ่งมั่นของผู้คนในพื้นที่ในการสร้างอนาคตที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นให้กับคนรุ่นต่อไป

 

ขณะที่ประเทศไทยเร่งเดินหน้าสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และเสริมสร้างความสามารถในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การระดมเงินทุนเพื่อบรรลุเป้าหมาย SDGs ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ รายงาน Country Climate and Development Report ของธนาคารโลกประเมินว่า ในช่วง 25 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศประมาณ 219,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในจำนวนนี้ประมาณ 115,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จำเป็นต่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

ความจำเป็นในการลงทุนในเรื่องนี้ยังสะท้อนให้เห็นในหลายภาคส่วน เช่น การศึกษาด้าน Investment and Financial Flows (I&FF) ของ UNDP ประเมินว่า ประเทศไทยต้องการเงินลงทุนเพิ่มเติมประมาณ 13,000-14,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือของโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

ดังนั้น โครงการอย่าง Climate Finance Network (CFN) จึงมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงเงินทุนไปสู่ความต้องการและแนวทางแก้ไขที่ชุมชนกำหนด เพื่อให้การลงทุนสร้างประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อชุมชน ความสามารถในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาที่ยั่งยืน

 

ภาพ: UNDP Thailand

 

The post ชุมชนอ่าวปัตตานี ประกาศ ‘ธรรมนูญชุมชนด้านสภาพภูมิอากาศ’ ฉบับแรกของชายแดนใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลื่นความร้อนรุนแรง อุณหภูมิพุ่งทะลุ 40 องศาฯ กระทบชาวยุโรปกว่า 150 ล้านคน https://thestandard.co/europe-heatwave-health-crisis/ Sun, 28 Jun 2026 05:32:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1224121 ผู้คนในยุโรปกำลังหาวิธีคลายร้อนจากอุณหภูมิที่พุ่งสูง

ทวีปยุโรปกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรงแบบไม่เคยมีมาก […]

The post คลื่นความร้อนรุนแรง อุณหภูมิพุ่งทะลุ 40 องศาฯ กระทบชาวยุโรปกว่า 150 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้คนในยุโรปกำลังหาวิธีคลายร้อนจากอุณหภูมิที่พุ่งสูง

ทวีปยุโรปกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรงแบบไม่เคยมีมาก่อน ส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 150 ล้านคนที่ต้องเผชิญกับอุณหภูมิสูงกว่า 35 องศาเซลเซียส อุณหภูมิพุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ในหลายประเทศ ได้แก่ เยอรมนี 41.5 องศาเซลเซียส, สาธารณรัฐเช็ก 40.8 องศาเซลเซียส, เดนมาร์ก 37 องศาเซลเซียส และสวิตเซอร์แลนด์ 39 องศาเซลเซียส

ดูภาพข่าว ▼ 

ปรากฏการณ์นี้เกิดจากหย่อมความกดอากาศสูงที่เคลื่อนตัวช้า หรือที่เรียกว่า ‘โดมความร้อน’ (Heat Dome) ซึ่งกดทับมวลอากาศให้จมตัวลง บีบอัด และทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ ภายใต้ท้องฟ้าที่ไร้เมฆ

 

โดยนักวิทยาศาสตร์ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change) เป็นสาเหตุหลัก โดยคลื่นความร้อนระดับนี้แทบจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยเมื่อ 50 ปีก่อน นอกจากนี้ยุโรปยังเป็นทวีปที่อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นรวดเร็วที่สุดในโลกอีกด้วย

 

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า สภาพอากาศที่ร้อนจัดทะลุขีดจำกัดนี้ เป็น ‘วิกฤตด้านสุขภาพ’ โดยคลื่นความร้อนนี้เชื่อมโยงกับการเสียชีวิตของผู้คนหลายร้อยคนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เช่น ระบบเฝ้าระวังของสเปนพบผู้เสียชีวิต 327 คนที่อาจเชื่อมโยงกับความร้อน และในฝรั่งเศสมีผู้จมน้ำเสียชีวิตถึง 55 คนจากการหนีร้อนไปว่ายน้ำในจุดที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแล

 

พร้อมทั้งคาดการณ์ว่า อากาศที่ร้อนจัดแตะระดับ 40 องศาเซลเซียสในบางพื้นที่จะยังคงดำเนินต่อไปจนถึงช่วงต้นสัปดาห์หน้า

 

 

ผู้คนในยุโรปกำลังหาวิธีคลายร้อนจากอุณหภูมิที่พุ่งสูง 1ผู้คนในยุโรปกำลังหาวิธีคลายร้อนจากอุณหภูมิที่พุ่งสูง 2ผู้คนในยุโรปกำลังหาวิธีคลายร้อนจากอุณหภูมิที่พุ่งสูง 3ผู้คนในยุโรปกำลังหาวิธีคลายร้อนจากอุณหภูมิที่พุ่งสูง 4ผู้คนในยุโรปกำลังหาวิธีคลายร้อนจากอุณหภูมิที่พุ่งสูง 5

 

อ้างอิง:

 

The post คลื่นความร้อนรุนแรง อุณหภูมิพุ่งทะลุ 40 องศาฯ กระทบชาวยุโรปกว่า 150 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤตคลื่นความร้อน: สภาพอากาศสุดขั้วสู่ความปกติใหม่ของโลก https://thestandard.co/global-heatwave-new-normal/ Fri, 12 Jun 2026 08:52:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1217688 ภาพผู้คนกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนที่รุนแรงในหลายประเทศ

ขณะนี้คลื่นความร้อนกำลังแผ่ปกคลุมหลายประเทศทั่วโลก โดยเ […]

The post วิกฤตคลื่นความร้อน: สภาพอากาศสุดขั้วสู่ความปกติใหม่ของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้คนกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนที่รุนแรงในหลายประเทศ

ขณะนี้คลื่นความร้อนกำลังแผ่ปกคลุมหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในแถบยุโรปและเอเชีย ซึ่งในปีนี้คลื่นความร้อนมาเร็วและรุนแรงกว่าปกติมาก ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดูภาพข่าว ▼ 

สภาพอากาศที่รุนแรงส่งผลให้ประเทศสเปนมีผู้เสียชีวิตจากความร้อนถึง 101 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดสำหรับเดือนพฤษภาคมนับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บสถิติมา นอกจากนี้ในฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักรยังมีรายงานผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำเพิ่มขึ้น เนื่องจากประชาชนต่างพยายามลงน้ำในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคยเพื่อคลายร้อน

 

ข้อมูลสถิติระบุว่า เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาถูกบันทึกว่าเป็นเดือนพฤษภาคมที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับสองของโลก โดยอุณหภูมิอากาศพื้นผิวเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 15.81 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงปี 1991-2020 ถึง 0.55 องศาเซลเซียส

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศของสหภาพยุโรปชี้ว่า เหตุการณ์ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับแนวโน้มระยะยาวที่คลื่นความร้อนจะเกิดบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้น และมาเร็วขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สภาพอากาศสุดขั้วกำลังกลายเป็น ‘ความปกติใหม่’ (The New Normal) ของโลก

 

นอกจากนี้ อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนยังสูงขึ้นผิดปกติ เป็น ‘สัญญาณเตือน’ ของการเข้าสู่ช่วง ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ซึ่งจะยิ่งทำให้สภาพอากาศทั่วโลกทวีความรุนแรงและสุดขั้วมากยิ่งขึ้น

 

 

ภาพผู้คนกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนที่รุนแรงในหลายประเทศ 1ภาพผู้คนกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนที่รุนแรงในหลายประเทศ 2ภาพผู้คนกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนที่รุนแรงในหลายประเทศ 3ภาพผู้คนกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนที่รุนแรงในหลายประเทศ 4ภาพผู้คนกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนที่รุนแรงในหลายประเทศ 5

 

อ้างอิง:

 

The post วิกฤตคลื่นความร้อน: สภาพอากาศสุดขั้วสู่ความปกติใหม่ของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมเอลนีโญครั้งนี้ถึงมีแนวโน้มรุนแรง ควรรับมือและเตรียมความพร้อมอย่างไร https://thestandard.co/el-nino-godzilla-extreme-weather/ Fri, 12 Jun 2026 04:51:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1217492 ภาพจำลองสภาพอากาศร้อนแล้งจากปรากฏการณ์เอลนีโญ

เจ้าหน้าที่องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ […]

The post ทำไมเอลนีโญครั้งนี้ถึงมีแนวโน้มรุนแรง ควรรับมือและเตรียมความพร้อมอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพจำลองสภาพอากาศร้อนแล้งจากปรากฏการณ์เอลนีโญ

เจ้าหน้าที่องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NOAA) ยืนยันเมื่อวานนี้ (11 มิถุนายน) ว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญได้ก่อตัวขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว โดยแหล่งกำเนิดของการก่อตัวอยู่บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนตอนกลางและตอนตะวันออกใกล้กับเส้นศูนย์สูตร

 

 

โดยเกิดจากการที่กระแสลมที่พัดพาน้ำอุ่นไปทางตะวันตกมีกำลังอ่อนลงหรือเปลี่ยนทิศทาง ทำให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในบริเวณดังกล่าวอุ่นขึ้นกว่าระดับปกติ

 

เอลนีโญเป็นตัวเร่งให้เกิด ‘สภาพอากาศสุดขั้ว’ โดยแต่ละพื้นที่จะได้รับผลกระทบต่างกัน เช่น ออสเตรเลีย แอฟริกาตอนใต้และตอนกลาง อินเดีย และบางส่วนของอเมริกาใต้ รวมถึงป่าแอมะซอน มักจะเผชิญกับความแห้งแล้งและคลื่นความร้อน ในทางกลับกันพื้นที่อย่างตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา ตะวันออกกลาง เอเชียกลางตอนใต้ และชายฝั่งตะวันตกของอเมริกาใต้ อาจมีฝนตกหนักและน้ำท่วมขัง

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียกล่าวว่า บางพื้นที่ เช่น ภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกเฉียงเหนือมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับ ‘สภาพอากาศแปรปรวนแบบสุดขั้ว’ (Weather Whiplash) โดยจะเปลี่ยนจากภัยแล้งขั้นรุนแรง ไปเป็นฝนตกหนักในระดับที่เป็นอันตราย

 

ทำไมเอลนีโญครั้งนี้ถึงมีแนวโน้มรุนแรง

 

นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ปรากฏการณ์ครั้งนี้อาจมีความรุนแรงมากที่สุดในรอบศตวรรษ

 

โดยปกติเอลนีโญจะทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นอย่างน้อย 0.5 องศาเซลเซียส แต่ปรากฏการณ์ครั้งนี้ถูกคาดหมายว่าจะเป็น ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ จนได้รับฉายาว่า ‘Godzilla’ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่หาได้ยากและเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ครั้งนับตั้งแต่ปี 1950 โดยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลจะพุ่งสูงขึ้นผิดปกติอย่างน้อย 2 องศาเซลเซียส

 

สำหรับช่วงเวลาที่จะส่งผลกระทบและทวีความรุนแรงนั้น โดยปกติเอลนีโญมักจะก่อตัวขึ้นในช่วงฤดูร้อน และจะไต่ระดับไปสู่จุดสูงสุดในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงหรือต้นฤดูหนาว ก่อนจะค่อยๆ อ่อนกำลังลงในฤดูใบไม้ผลิของปีถัดไป แต่สำหรับเอลนีโญในครั้งนี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์บางส่วนคาดการณ์ว่าอาจขึ้นสู่จุดสูงสุดเร็วกว่าปกติ 1-2 เดือน เนื่องจากพบสัญญาณการก่อตัวที่แข็งแกร่งมากในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

ปรากฏการณ์เอลนีโญมักจะกินระยะเวลาต่อเนื่องยาวนาน 9 ถึง 12 เดือน โดยผู้เชี่ยวชาญเห็นพ้องกันว่าช่วงฤดูกาลปี 2026-2027 อาจเป็นช่วงที่โลกต้องเผชิญกับเอลนีโญที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ และผลกระทบตกค้าง (Lagging Effects) จากความรุนแรงในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงหรือฤดูหนาว อาจเป็นตัวการสำคัญที่ผลักดันให้ปี 2027 กลายเป็น ‘ปีที่ร้อนที่สุด’ เท่าที่เคยมีการบันทึกสถิติโลก

 

ด้านเลขาธิการสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า ปรากฏการณ์นี้คือ ‘สัญญาณเตือนภัยฉุกเฉินด้านภูมิอากาศ’ (Urgent Climate Warning) ยิ่งโลกร้อนขึ้นจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลมากเท่าใด นักวิทยาศาสตร์ก็ยิ่งคาดการณ์ว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น

 

การรับมือและการเตรียมความพร้อม ควรทำอย่างไร

 

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า เครื่องมือที่จำเป็นอย่างยิ่งในโลกที่กำลังร้อนขึ้นคือ การพยากรณ์ปรากฏการณ์เอลนีโญล่วงหน้า การติดตามข้อมูลขั้นสูงและการทำความเข้าใจรูปแบบของเอลนีโญที่ดีขึ้น จะช่วยให้หน่วยงานด้านสภาพอากาศสามารถพยากรณ์และเตรียมความพร้อมให้กับประชาชน รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

โดยประชาชนในแต่ละพื้นที่ควรประเมินความเสี่ยงและเตรียมพร้อมตามลักษณะพื้นที่ที่อยู่อาศัย รวมถึงเตรียมวางแผนด้านค่าใช้จ่ายและอาหารอย่างรัดกุม หากปรากฏการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานอาหารโลก ซึ่งอาจมีส่วนทำให้ปริมาณการผลิตอาหารในหลายประเทศลดลง สินค้าอุปโภคบริโภคบางรายการปรับราคาสูงขึ้น

 

สำหรับพื้นที่ที่หวังพึ่งพาปริมาณฝนจากเอลนีโญ เพื่อฟื้นฟูวิกฤตภัยแล้ง ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า แหล่งน้ำที่แห้งขอดจะไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้ด้วยฤดูฝนเพียงฤดูเดียว นอกจากนี้การที่ฝนจะตกหนักมากพอจนสามารถลบล้างภาวะภัยแล้งได้ทั้งหมดนั้น มักจะตามมาด้วยผลกระทบจากการเกิดน้ำท่วมขัง ความเสียหายทางทรัพย์สิน และความเสี่ยงที่จะสูญเสียชีวิต

 

แม้จะไม่สามารถหยุดเอลนีโญได้ แต่นักวิทยาศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า เอลนีโญมีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้นเมื่อโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจาก การเผาไหม้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ ดังนั้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อลดภาวะโลกร้อน จึงเป็นสิ่งที่อาจมีส่วนช่วยบรรเทาความรุนแรงของสภาพอากาศสุดขั้วในระยะยาวได้ไม่มากก็น้อย

 

แฟ้มภาพ: Andri wahyudi / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ทำไมเอลนีโญครั้งนี้ถึงมีแนวโน้มรุนแรง ควรรับมือและเตรียมความพร้อมอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะกลยุทธ์ 10 ปี ‘SeaChange®’ เมื่อ ‘ความยั่งยืน’ ไม่ใช่แค่ CSR แต่คือตั๋วผ่านทางในตลาดโลกของ ‘ไทยยูเนี่ยน’ https://thestandard.co/thai-union-seachange-sustainability-global-market/ Sun, 07 Jun 2026 06:49:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1215443 พนักงานไทยยูเนี่ยนและอาสาสมัครกำลังเก็บขยะพลาสติกริมชายฝั่ง

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ปัญหาการทำป […]

The post เจาะกลยุทธ์ 10 ปี ‘SeaChange®’ เมื่อ ‘ความยั่งยืน’ ไม่ใช่แค่ CSR แต่คือตั๋วผ่านทางในตลาดโลกของ ‘ไทยยูเนี่ยน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พนักงานไทยยูเนี่ยนและอาสาสมัครกำลังเก็บขยะพลาสติกริมชายฝั่ง

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ปัญหาการทำประมงเกินขนาด และแรงกดดันด้านสวัสดิภาพแรงงานทั่วโลก อุตสาหกรรมอาหารทะเลต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ผู้นำอาหารทะเลระดับโลก ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงการปรับตัวทางธุรกิจอย่างยั่งยืน ผ่านการเดินทางบนเส้นทางของกลยุทธ์ SeaChange® ซึ่งดำเนินมาครบรอบ 10 ปีเต็มในปี 2569 นี้

 

กลยุทธ์ดังกล่าวไม่เพียงแต่สร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่วงการอาหารทะเล แต่ยังถูกดัดแปลงเข้าเป็นแกนหลักในกรอบการดำเนินงานระดับองค์กรเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมาย Healthy Living, Healthy Oceans โดยผลลัพธ์ที่เด่นชัดที่สุดและกลายเป็นโมเดลความสำเร็จคือ โครงการลดขยะพลาสติกและฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเล (Ocean Plastic Reduction & Ecosystem Restoration)

 

ทีมข่าว THE STANDARD WEALTH สรุปเจาะลึกเนื้อหาจากการเข้าร่วมกิจกรรม SeaChange® Day และสัมภาษณ์กับผู้บริหาร ดังนี้

 

เจาะลึก 4 บิ๊กโปรเจกต์ ‘ลดขยะพลาสติกในทะเล’ หมุดหมายสำคัญสู่ปี 2030

 

พรภัสรา เอกกุล ผู้จัดการแผนกอาวุโส ฝ่ายการพัฒนาที่ยั่งยืน บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความคืบหน้าของหนึ่งในพันธกิจ (Commitment) จากทั้งหมด 11 ข้อ ภายใต้กลยุทธ์ SeaChange® 2573 (2030) โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ การลดขยะพลาสติกในท้องทะเล ปากแม่น้ำ และลำคลองให้ได้ 1,500 ตัน ภายในปี 2573 ซึ่งปัจจุบันดำเนินงานมาแล้ว 4 ปี และสามารถเก็บกู้ขยะไปได้แล้วกว่า 512 ตัน หรือคิดเป็น 34% ของเป้าหมายทั้งหมด

 

โดยขับเคลื่อนผ่าน 4 โครงการหลัก คือ

 

  • 1. Ocean Clean Up: พลังอาสาสมัครกู้โลก

 

โครงการที่ไทยยูเนี่ยนริเริ่มขึ้นเองเพื่อระดมพลังจากพนักงาน หน่วยงานท้องถิ่น และพันธมิตรในการจัดกิจกรรมเก็บขยะในวันสำคัญระดับโลก เช่น World Ocean Day และ International Coastal Cleanup Day ซึ่งจัดเป็นประจำปีละ 2 ครั้ง ครอบคลุมพื้นที่ปฏิบัติการมากกว่า 10 แห่ง ทั้งในประเทศไทยและในโรงงานสาขาต่างประเทศ เพื่อรวมยอดขยะพลาสติกกลับเข้าสู่กระบวนการจัดการอย่างถูกวิธี

 

พนักงานไทยยูเนี่ยนและอาสาสมัครกำลังเก็บขยะพลาสติกริมชายฝั่ง 1

 

  • 2. Second Life: ชุบชีวิตขยะชายฝั่งสู่ ‘แฟชั่นรักษ์โลก’ ครบวงจร

 

ความร่วมมือกับพันธมิตรหลักอย่าง Second Life เพื่อลงพื้นที่เก็บกู้ขยะในพื้นที่ภาคใต้ของไทย (กระบี่ และ ตรัง) โดยสร้างแรงจูงใจ (Incentive) และสร้างรายได้ให้แก่คนว่างงานในชุมชนริมชายฝั่งและชุมชนบนเกาะ พร้อมทั้งให้ความรู้ในการคัดแยกขยะที่มีมูลค่า เช่น ขวดพลาสติก (PET) และขวดแก้ว

 

ขยะที่คัดแยกแล้วจะถูกส่งต่อให้กับ วงพาณิชย์กระบี่ ผู้นำด้านการรีไซเคิลเพื่อเข้าสู่กระบวนการบดและแปรรูปเป็นเม็ดพลาสติกและเส้นใย นำมาผลิตเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูปภายใต้แบรนด์ O-Cycle รวมถึงการทำของที่ระลึกอย่างพวงกุญแจ ซึ่งเป็นการสร้าง Circular Economy ที่เห็นผลลัพธ์เป็นรูปธรรมจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ

 

พนักงานไทยยูเนี่ยนและอาสาสมัครกำลังเก็บขยะพลาสติกริมชายฝั่ง 2

 

  • 3. Seven Clean Seas & โครงการ HIPPO: นวัตกรรมดักขยะพลังงานแสงอาทิตย์

 

ไทยยูเนี่ยนร่วมมือกับ Seven Clean Seas ในการติดตั้งเครื่องดักจับขยะอัจฉริยะระบบพลังงานแสงอาทิตย์ที่ชื่อว่า HIPPO บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา ณ วัดจากแดง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อสกัดกั้นขยะพลาสติกและผักตบชวาไม่ให้ไหลลงสู่ก้นทะเล ควบคู่ไปกับการจ้างงานคนในท้องถิ่นเพื่อคัดแยกขยะ โดยขยะพลาสติกบางส่วนจะถูกนำไปส่งต่อให้วัดจากแดง ซึ่งเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการแปรรูปขยะพลาสติกเป็นจีวรพระและวัสดุรีไซเคิลอื่นๆ

 

แม้เป้าหมายตั้งไว้ที่ 100 ตันต่อปี แต่ปัจจุบันพบว่าสถิติขยะพลาสติกในแม่น้ำเจ้าพระยาลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ สะท้อนว่าคนไทยมีจิตสำนึกที่ดีขึ้นและการจัดการขยะต้นทางของภาครัฐมีประสิทธิภาพมากขึ้น นับเป็นสัญญาณที่ดีของประเทศ

 

  • 4. ARRI (Aerial Recon & Recovery Initiative): บูรณาการ AI และโดรน กู้ซาก ‘อวนผี’

 

โครงการนวัตกรรมขั้นสูงที่ทำร่วมกับผู้ก่อตั้งทีม ARRI ในการใช้เทคโนโลยีโดรนบินสำรวจภาพและวิดีโอเหนือน่านน้ำ ก่อนส่งต่อให้ระบบ AI ประมวลผลเพื่อจำแนกและระบุพิกัดของ Ghost Gear หรือ อวนผี (อุปกรณ์ประมงที่ถูกทิ้งร้าง) ที่ติดอยู่ตามแนวโขดหินหรือแนวปะการังใต้น้ำได้อย่างแม่นยำในระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร

 

พนักงานไทยยูเนี่ยนและอาสาสมัครกำลังเก็บขยะพลาสติกริมชายฝั่ง 3พนักงานไทยยูเนี่ยนและอาสาสมัครกำลังเก็บขยะพลาสติกริมชายฝั่ง 4

 

“หลังจากประสบความสำเร็จที่เกาะพะงัน ปีนี้ได้ขยายพื้นที่ไปยังเกาะสมุย โดยเพิ่มเป้าหมายการเก็บกู้จาก 3,000 กิโลกรัม เป็น 7,000 กิโลกรัม ซึ่งอวนผีที่เก็บกู้ได้จะถูกนำไปส่งต่อให้บริษัท E2C เพื่อล้าง บด และแปรรูปเป็น ‘ก้อนอิฐรีไซเคิล’ ซึ่งได้รับการรับรองจากกรมวิทยาศาสตร์ว่ามีความแข็งแรงและยึดเกาะได้ดีกว่าอิฐทั่วไปเนื่องจากมีส่วนผสมของเส้นใยอวน โดยปัจจุบันกำลังเป็นที่ต้องการของภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่เพื่อนำไปใช้ในการก่อสร้างทางเท้าและผนังอาคาร” พรภัสรา กล่าว

 

พนักงานไทยยูเนี่ยนและอาสาสมัครกำลังเก็บขยะพลาสติกริมชายฝั่ง 5

 

ฟื้นฟูระบบนิเวศป่าชายเลนและสร้าง ‘บ้านป่าปะการัง 3D Printing’

 

นอกเหนือจากการลดขยะพลาสติก ไทยยูเนี่ยนยังให้ความสำคัญกับ Ecosystem Restoration หรือการฟื้นฟูระบบนิเวศทั้งบนบกและใต้น้ำ ผ่าน 2 โครงการเด่น:

 

  • โครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อคาร์บอนเครดิต: ร่วมมือกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) บนพื้นที่ 100 ไร่ ในจังหวัดสมุทรสงคราม โดยจัดทำเป็น “แปลงปลูกเสริม” ในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมที่เป็นหลุมเป็นบ่อ ปลูกต้นกล้าไปแล้วกว่า 31,500 ต้น มีอัตราการรอดชีวิตสูงกว่า 80% โดยมีแผนประเมินผลการกักเก็บคาร์บอนเครดิตอย่างเป็นทางการเมื่อครบกำหนด 3 ปี
  • โครงการ Coral Reef Restoration: จับมือร่วมกับ SCG และมูลนิธิ Earth Agenda รวมถึงคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเทคโนโลยี 3D Printing มาใช้ในการขึ้นรูปปูนซีเมนต์เป็น ‘บ้านปะการัง’ วางถังใต้น้ำ ณ เกาะราชาใหญ่ จังหวัดภูเก็ต ไปแล้วกว่า 210 ชิ้น ซึ่งผลการสำรวจพบว่ามีตัวอ่อนปะการังและฝูงปลาเข้ามาอยู่อาศัยและเติบโตในระบบนิเวศจำลองนี้จริง

 

พนักงานไทยยูเนี่ยนและอาสาสมัครกำลังเก็บขยะพลาสติกริมชายฝั่ง 6

 

จะเห็นได้ชัดว่า ความยั่งยืนไม่ใช่แค่ CSR แต่คือ ‘ตั๋วผ่านทาง’ ในตลาดโลก

 

แม้ว่าโครงการด้านความยั่งยืนหลายโครงการจะไม่สามารถคำนวณออกมาเป็นตัวเลขกำไรสุทธิ (ROI) ได้โดยตรง เนื่องจากเป็นการลงทุนเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม แต่ในมุมมองของคู่ค้าระดับสากล ความยั่งยืนกลายเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจ

 

การที่ไทยยูเนี่ยนได้รับการยอมรับในเวทีระดับสากล เช่น การติดอันดับดัชนี DJSI หรือ S&P Global Sustainability Yearbook กลายเป็นเครื่องยืนยันและสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้ารายใหญ่ในยุโรปและอเมริกาเหนือที่ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและแรงงาน (ESG) สูงมาก หากองค์กรไม่มีแผนงานด้านความยั่งยืนที่ชัดเจน ก็จะไม่สามารถเข้าประตูไปเจรจาการค้าในตลาดโลกได้เลย

 

ถอดรหัสแผน De-carbonization มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 3

 

อดัม เบรนนัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนและการสื่อสาร ของไทยยูเนี่ยน เปิดเผยถึงทิศทางและเป้าหมายหลังจากนี้ว่า ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในช่วงครึ่งทางหลังของกลยุทธ์มุ่งสู่ปี 2030 คือ เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (De-carbonization)

 

พนักงานไทยยูเนี่ยนและอาสาสมัครกำลังเก็บขยะพลาสติกริมชายฝั่ง 7

 

โดยไทยยูเนี่ยนตั้งเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก ภายในปี 2030 ดังนี้

 

  • Scope1 และ 2 (จากโรงงานทั่วโลก): ตั้งเป้าลดลง 42%
  • Scope3 (ในห่วงโซ่อุปทาน/ซัพพลายเออร์): เป็นความท้าทายสูงสุดเนื่องจากคิดเป็น 85% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของบริษัท

 

ในส่วนของScope 1 และ 2 ซึ่งเป็นโรงงานภายในเครือของไทยยูเนี่ยนทั่วโลก ปัจจุบันมีความคืบหน้าที่ดีมาก โดยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปได้แล้วถึง 29% จากเป้าหมาย 42% (เทียบกับปีฐาน 2564) ผ่านการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

 

แต่สำหรับ Scope 3 ซึ่งกระจายอยู่ในห่วงโซ่อุปทานและคิดเป็น 85% ของก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของบริษัท ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายที่สุด เนื่องจากอยู่นอกเหนือการควบคุมโดยตรงของบริษัท ไทยยูเนี่ยนจึงเลือกใช้วิธีสร้างความร่วมมือและผลักดันเทคโนโลยีใหม่ๆ ไปยังกลุ่มซัพพลายเออร์ เช่น โครงการกุ้งคาร์บอนต่ำ (Low-carbon Shrimp) ที่เพิ่งเปิดตัวในไทย โดยเข้าไปสนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในการปรับปรุงระบบฟาร์ม ติดตั้งโซลาร์เซลล์ และใช้นวัตกรรมอาหารกุ้งคาร์บอนต่ำ ซึ่งสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการเลี้ยงกุ้งลงได้ถึง 30%

 

สรุปภาพรวมความสำเร็จ 10 ปี กลยุทธ์ SeaChange®

 

ความสำเร็จตลอด 1 ทศวรรษที่ผ่านมาของไทยยูเนี่ยน เกิดจากการผสานนโยบายความยั่งยืนเข้ากับเม็ดเงินลงทุนและโครงสร้างทางการเงินของบริษัท โดยปัจจุบัน 75% ของเงินกู้ระยะยาวของบริษัท ได้ถูกเปลี่ยนเป็นสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับดัชนีชี้วัดความยั่งยืน (Sustainability-Linked Loan) ทำให้ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้เป็นเพียงแค่กิจกรรมเสริม แต่เป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์และกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจที่ไม่มีวันแยกออกจากกันได้อีกต่อไป เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการเติบโตอย่างมั่นคงควบคู่กับท้องทะเลที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง

The post เจาะกลยุทธ์ 10 ปี ‘SeaChange®’ เมื่อ ‘ความยั่งยืน’ ไม่ใช่แค่ CSR แต่คือตั๋วผ่านทางในตลาดโลกของ ‘ไทยยูเนี่ยน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
EV ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่อาจเป็นทางรอดด้านพลังงานของอาเซียน https://thestandard.co/ev-asean-energy-security-fossil-fuel/ Wed, 03 Jun 2026 02:44:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1214109 รถยนต์ไฟฟ้ากำลังชาร์จแบตเตอรี่ที่สถานีชาร์จในบาหลี อินโดนีเซีย

รถยนต์ไฟฟ้ากำลังชาร์จอยู่ที่สถานีชาร์จในบาหลี ประเทศอิน […]

The post EV ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่อาจเป็นทางรอดด้านพลังงานของอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รถยนต์ไฟฟ้ากำลังชาร์จแบตเตอรี่ที่สถานีชาร์จในบาหลี อินโดนีเซีย

รถยนต์ไฟฟ้ากำลังชาร์จอยู่ที่สถานีชาร์จในบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย

 

ท่ามกลางความผันผวนของน้ำมันและก๊าซ อาเซียนจำเป็นต้องมองไกลกว่าการหาแหล่งพลังงานนำเข้าเพิ่ม แต่ต้องเร่งลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยเริ่มจากภาคคมนาคม

 

ความตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซียและความเสี่ยงรอบช่องแคบฮอร์มุซกำลังเตือนโลกอีกครั้งว่า ระบบพลังงานที่พึ่งพาน้ำมันและก๊าซนำเข้ามากเกินไปนั้นเปราะบางเพียงใด เมื่อเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลกเผชิญความไม่แน่นอน ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ก็สามารถผันผวนได้ในทันที

 

สำหรับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คำตอบระยะสั้นอาจหนีไม่พ้นการกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันและก๊าซ เพื่อปกป้องประชาชนจากแรงกระแทกด้านราคา แต่หากภูมิภาคนี้ต้องการสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างแท้จริง ผู้นำอาเซียนจำเป็นต้องมองไกลกว่ามาตรการเฉพาะหน้า

 

โจทย์ใหญ่ไม่ใช่เพียง ‘จะซื้อน้ำมันและก๊าซจากที่ใด’ แต่คือ ‘จะลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ผันผวนได้อย่างไร’

 

หนึ่งในจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดคือภาคคมนาคม โดยเฉพาะการเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า ควบคู่กับการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนและการปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย

 

อาเซียนยังติดอยู่กับโครงสร้างพลังงานแบบเดิม

 

ภาคคมนาคมทางบกเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของความต้องการพลังงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่หลายประเทศยังพึ่งพาน้ำมันนำเข้าเป็นหลัก และใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงสำคัญในระบบพลังงาน

 

ช่องแคบฮอร์มุซมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขนส่งน้ำมันและ LNG ของโลก โดยก๊าซที่ผ่านเส้นทางนี้ส่วนใหญ่ถูกส่งมายังเอเชีย นั่นหมายความว่าหากเกิดความปั่นป่วนในพื้นที่ดังกล่าว ประเทศในเอเชียจะเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

 

ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ภูมิภาคนี้ยังคงพึ่งพารูปแบบพลังงานที่สืบเนื่องมาตั้งแต่ทศวรรษ 1990 ได้แก่ การอุดหนุนราคาน้ำมัน การนำเข้าเชื้อเพลิงสำหรับครัวเรือน และการเพิ่มบทบาทของก๊าซในระบบพลังงาน

 

แต่ปัญหาคือการผลิตน้ำมันและก๊าซในหลายประเทศกำลังลดลง ขณะที่ความต้องการใช้พลังงานยังเพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากร การขยายตัวของเมือง และการเติบโตทางเศรษฐกิจ

 

อินโดนีเซียเคยมีการผลิตน้ำมันสูงสุดในช่วงทศวรรษ 1990 แต่ปัจจุบันต้องนำเข้าน้ำมันในสัดส่วนสูงของความต้องการทั้งหมด ขณะที่ยังต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่ออุดหนุนราคาพลังงานและค่าไฟฟ้า

 

ส่วนประเทศไทยก็เผชิญโจทย์คล้ายกัน การผลิตก๊าซในประเทศลดลงต่อเนื่องจากช่วงกลางทศวรรษ 2010 เป็นต้นมา ขณะที่ระบบไฟฟ้าของไทยยังพึ่งพาก๊าซในสัดส่วนสูง และต้องนำเข้า LNG มากขึ้นเพื่อทดแทนก๊าซในประเทศที่ลดลง

 

นี่ทำให้ประเด็นพลังงานไม่ใช่เรื่องไกลตัวของไทย แต่เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงโดยตรงกับค่าไฟ ต้นทุนธุรกิจ ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม และความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว

 

รถยนต์ไฟฟ้าคือจุดเริ่มต้นของการลดความเสี่ยง

 

หากอาเซียนต้องการอนาคตด้านพลังงานที่มั่นคงกว่าเดิม ภูมิภาคนี้จำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านภาคคมนาคมสู่ระบบไฟฟ้า ไม่ใช่เพียงเพราะรถยนต์ไฟฟ้าช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่เพราะ EV ช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้าได้โดยตรง

 

แน่นอนว่ารถยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่คำตอบที่สมบูรณ์ในตัวเอง หากระบบไฟฟ้ายังผลิตจากก๊าซหรือถ่านหินเป็นหลัก EV ก็ยังไม่ได้สะอาดอย่างเต็มที่ แต่แม้ในระบบไฟฟ้าที่ไม่ได้เป็นพลังงานสะอาดทั้งหมด งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่า รถยนต์ไฟฟ้ายังปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดอายุการใช้งานน้อยกว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน โดยเฉพาะเมื่อไม่มีการปล่อยมลพิษจากท่อไอเสียบนท้องถนน

 

ที่สำคัญกว่านั้น EV เปิดประตูสู่ระบบพลังงานที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม เพราะรถยนต์ที่ใช้น้ำมันต้องพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานน้ำมันโดยตรง แต่รถยนต์ไฟฟ้าสามารถเชื่อมโยงกับพลังงานหมุนเวียน โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ และระบบกักเก็บพลังงานได้ในอนาคต

 

กล่าวอีกอย่างคือ EV ไม่ได้เป็นเพียง ‘รถยนต์อีกประเภทหนึ่ง’ แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพลังงานใหม่

 

BloombergNEF ประเมินว่า การใช้รถยนต์ไฟฟ้าในปี 2025 จะช่วยลดการใช้น้ำมันทั่วโลกได้ราว 2.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้จะคิดเป็นเพียงส่วนเล็กของความต้องการน้ำมันโลกทั้งหมด แต่ก็เป็นสัญญาณสำคัญว่า โลกมีทางเลือกอื่นนอกเหนือจากการพึ่งพาน้ำมัน

 

จีนเป็นตัวอย่างสำคัญ ประเทศจีนเร่งผลักดันรถยนต์ไฟฟ้าส่วนหนึ่งเพื่อลดการนำเข้าน้ำมัน ซึ่งเคยคิดเป็นสัดส่วนสูงของความต้องการพลังงานทั้งหมด กลยุทธ์นี้ไม่เพียงช่วยลดแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานในช่วงที่โลกเผชิญความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์

 

สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเดินตามเส้นทางนี้ต้องอาศัยมากกว่านโยบายสนับสนุนผู้บริโภค รัฐบาลจำเป็นต้องทำงานร่วมกับผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน และภาคพลังงาน เพื่อสร้างระบบนิเวศ EV ที่ครบวงจร ตั้งแต่การผลิต การจ้างงานในประเทศ สถานีชาร์จ ไปจนถึงการบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้า

 

สำหรับไทย ประเด็นนี้ยิ่งสำคัญ เพราะไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์สำคัญของภูมิภาค การเปลี่ยนผ่านสู่ EV จึงไม่ใช่แค่เรื่องพลังงาน แต่เป็นคำถามใหญ่ของยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมไทยด้วย

 

ไทยต้องตอบให้ได้ว่าจะเปลี่ยนผ่านอย่างไรโดยไม่ทิ้งผู้ผลิตชิ้นส่วนเดิม แรงงานเดิม และซัพพลายเชนเดิมไว้ข้างหลัง ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ปล่อยให้ประเทศเสียโอกาสในอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่

 

ก๊าซยังเป็นเชื้อเพลิงเปลี่ยนผ่านที่มั่นคงจริงหรือ

 

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก๊าซธรรมชาติมักถูกนำเสนอว่าเป็น ‘เชื้อเพลิงเปลี่ยนผ่าน’ จากถ่านหินไปสู่พลังงานสะอาด เหตุผลคือก๊าซปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่าถ่านหินเมื่อเผาไหม้

 

แต่ความผันผวนของราคา LNG ในเอเชียกำลังทำให้วาทกรรมนี้ถูกตั้งคำถามมากขึ้น

 

ก๊าซอาจมีบทบาทในช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่การพึ่งพาก๊าซนำเข้ามากเกินไปก็สร้างความเสี่ยงใหม่ โดยเฉพาะสำหรับประเทศที่ต้องนำเข้า LNG จากผู้ผลิตที่อยู่ห่างไกล เพราะต้นทุนขนส่งสูงกว่าและเสี่ยงต่อความผันผวนของตลาดโลกมากกว่า

 

นอกจากนี้การจัดเก็บก๊าซทำได้ยากกว่าน้ำมัน จึงยิ่งเพิ่มความเปราะบางให้กับประเทศที่พึ่งพาการนำเข้า เมื่อเกิดวิกฤตพลังงานในปี 2022 หลังสงครามยูเครน ราคาก๊าซ LNG พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง และเกิดกรณีที่เรือขนส่งก๊าซเปลี่ยนเส้นทางไปยังตลาดที่ให้ราคาสูงกว่า ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาบางแห่งต้องเผชิญความเสี่ยงด้านพลังงานทันที

 

นี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับอาเซียน หากภูมิภาคนี้ลดการพึ่งพาน้ำมัน แต่หันไปพึ่งพา LNG นำเข้าในสัดส่วนสูงแทน ก็อาจเป็นเพียงการย้ายความเปราะบางจากเชื้อเพลิงหนึ่งไปสู่อีกเชื้อเพลิงหนึ่ง

 

ก๊าซยังอาจมีบทบาทในบางอุตสาหกรรม โดยเฉพาะภาคการผลิตที่ยังไม่มีเทคโนโลยีทางเลือกที่พร้อมใช้ในวงกว้าง เช่น อุตสาหกรรมปุ๋ยหรือกระบวนการผลิตบางประเภท แต่บทบาทของก๊าซควรถูกใช้เท่าที่จำเป็น ไม่ใช่ขยายจนกลายเป็นการล็อกอินโครงสร้างพลังงานฟอสซิลระยะยาว

 

จีนเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ แม้จะใช้ก๊าซในระบบพลังงาน แต่จีนยังคุมสัดส่วนก๊าซไว้ในระดับจำกัด พร้อมกับเร่งขยายพลังงานหมุนเวียนอย่างรวดเร็ว ตรรกะสำคัญคือ ลดการพึ่งพาก๊าซนำเข้า และเก็บก๊าซไว้ใช้ในจุดที่จำเป็นจริงๆ

 

คำถามสำคัญคือ รัฐควรใช้งบประมาณเพื่ออนาคตแบบใด

 

รัฐบาลในหลายประเทศมักอ้างว่าการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน โครงข่ายไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐาน EV มีต้นทุนเริ่มต้นสูง แต่ในเวลาเดียวกัน หลายประเทศกลับลงนามในสัญญานำเข้า LNG ระยะยาว หรือใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่ออุดหนุนราคาน้ำมันและพลังงานในช่วงวิกฤต

 

คำถามจึงไม่ใช่ว่าการเปลี่ยนผ่านแพงหรือไม่ แต่คือเรากำลังใช้งบประมาณจำนวนมากไปกับการรักษาระบบเดิม หรือกำลังลงทุนเพื่อสร้างระบบใหม่ที่มั่นคงกว่า

 

มาตรการระยะสั้น เช่น การกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันและก๊าซ หรือการสำรองพลังงานฉุกเฉิน ยังมีความจำเป็นในช่วงวิกฤต แต่การเป็นผู้นำด้านความมั่นคงพลังงานที่แท้จริงต้องอาศัยวิสัยทัศน์ระยะยาว

 

สำหรับไทย โจทย์นี้ควรถูกมองในสามมิติพร้อมกัน

 

มิติแรกคือ ความมั่นคงทางพลังงาน ไทยต้องลดความเสี่ยงจากการนำเข้าน้ำมันและ LNG ที่ผูกกับตลาดโลกและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

 

มิติที่สองคือ ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม หากไทยเปลี่ยนผ่านสู่ EV ช้าเกินไป ฐานการผลิตยานยนต์เดิมอาจเสียความสามารถในการแข่งขัน แต่หากเปลี่ยนเร็วโดยไม่เตรียมแรงงานและซัพพลายเชน ก็อาจกระทบผู้ประกอบการเดิมจำนวนมาก

 

มิติที่สามคือ ความเป็นธรรมของการเปลี่ยนผ่าน นโยบาย EV และพลังงานสะอาดต้องไม่เป็นประโยชน์เฉพาะผู้มีกำลังซื้อสูง แต่ต้องออกแบบให้ประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบการรายย่อย และแรงงานในอุตสาหกรรมเดิมสามารถปรับตัวได้จริง

 

วิกฤตครั้งนี้ควรเป็นจุดเปลี่ยน ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ชั่วคราว

 

วิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 เคยเป็นแรงผลักดันสำคัญให้โลกเริ่มมองหาพลังงานทางเลือก วิกฤตพลังงานในยุคปัจจุบันก็ควรถูกใช้เป็นจุดเปลี่ยนเช่นเดียวกัน

 

อาเซียนไม่ควรรอให้วิกฤตครั้งต่อไปมาถึงก่อนจึงค่อยเร่งเปลี่ยนผ่าน เพราะการสร้างระบบพลังงานใหม่ต้องใช้เวลา ตั้งแต่การลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้า การเพิ่มพลังงานหมุนเวียน การสร้างสถานีชาร์จ ไปจนถึงการปรับอุตสาหกรรมและแรงงาน

 

การลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลจึงไม่ใช่เรื่องของอุดมการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่เป็นยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรม

 

สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และโดยเฉพาะประเทศไทย รถยนต์ไฟฟ้าไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเทรนด์ของตลาดรถยนต์ แต่ควรถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบอนาคตพลังงานของประเทศ

 

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าอาเซียนควรเปลี่ยนผ่านหรือไม่

 

แต่คือจะเปลี่ยนผ่านได้เร็วพอหรือไม่ ก่อนที่วิกฤตพลังงานครั้งต่อไปจะบีบให้เราต้องจ่ายราคาแพงกว่านี้อีกมาก

 

หมายเหตุ: บทความต้นฉบับเผยแพร่เป็นภาษาอังกฤษทางเว็บไซต์ Dialogue Earth และผ่านการปรับให้เข้ากับบริบทไทย

 

แปลและเรียบเรียง: กริสรินทร์ จูงศิริวัฒน์

The post EV ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่อาจเป็นทางรอดด้านพลังงานของอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้เชี่ยวชาญผลักดัน WHO ประกาศให้วิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขโลก https://thestandard.co/who-climate-health-emergency/ Sun, 17 May 2026 08:03:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1208201 ภาพโลกและสัญลักษณ์ WHO สื่อถึงวิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข

กลุ่มผู้เชี่ยวชาญชั้นนำระดับนานาชาติเรียกร้ององค์การอนา […]

The post ผู้เชี่ยวชาญผลักดัน WHO ประกาศให้วิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโลกและสัญลักษณ์ WHO สื่อถึงวิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข

กลุ่มผู้เชี่ยวชาญชั้นนำระดับนานาชาติเรียกร้ององค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้วิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็น ‘ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ’ ชี้การยกระดับการเตือนภัยสูงสุดดังกล่าว จะช่วยกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือระหว่างประเทศ และอาจช่วยรักษาชีวิตผู้คนหลายล้านจากผลกระทบของสภาพอากาศสุดขั้ว

 

 

คณะกรรมาธิการด้านสภาพภูมิอากาศและสุขภาพประจำภาคพื้นยุโรป

 

(Pan-European Commission on Climate and Health) ซึ่งเป็นคณะที่ปรึกษาอิสระจัดตั้งโดย WHO ได้ข้อสรุปว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพในระดับโลก จนถึงขั้นที่ WHO ควรประกาศให้เป็น ‘ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ’ หรือ PHEIC

 

รายงานของคณะกรรมาธิการระบุว่า การแพร่กระจายของโรคติดต่อนำโดยแมลง เช่น โรคไข้เลือดออก และโรคชิคุนกุนยา รวมถึงผลกระทบต่อสุขภาพจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว ปรากฏการณ์โลกร้อน ความไม่มั่นคงทางอาหาร และมลพิษทางอากาศ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้การประกาศภาวะฉุกเฉินนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยรายงานฉบับนี้จะถูกนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรียุโรปในวันอาทิตย์ (17 พ.ค.) ก่อนการประชุมสมัชชาอนามัยโลก (WHA) จะเริ่มขึ้นในวันจันทร์

 

PHEIC ถือเป็นการประกาศเตือนภัยด้านสุขภาพระดับสูงสุด ซึ่งก่อนหน้านี้เคยใช้กับการระบาดของโรคติดต่อ เช่น โควิด และเอ็มพ็อกซ์ (ฝีดาษวานร) แม้ว่าการประกาศภาวะฉุกเฉินเพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถยับยั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ แต่มันจะเป็นกลไกสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดการตอบสนองร่วมกันในระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากต่อการรับมือวิกฤตสุขภาพในปัจจุบัน แต่ที่ผ่านมายังไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

 

คณะกรรมาธิการซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ 11 คน รวมถึงอดีตรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงสิ่งแวดล้อมของหลายประเทศ ระบุว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือข่าวปลอม แต่เป็นภัยคุกคามที่เกิดขึ้นทันทีและต่อเนื่องยาวนาน ต่อทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ อาหาร น้ำ สิ่งแวดล้อม ตลอดจนความมั่นคงทั้งในระดับบุคคล ชุมชน และระดับชาติ”

 

คาทรีน ยาคอปสโตทีร์ อดีตนายกรัฐมนตรีไอซ์แลนด์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ให้สัมภาษณ์กับ Guardian ว่า “วิกฤตสภาพภูมิอากาศอาจไม่ใช่โรคระบาดใหญ่ แต่มันคือภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่คุกคามสุขภาพและการอยู่รอดของมนุษยชาติ หากเราไม่ดำเนินการให้รวดเร็วและครอบคลุมกว่านี้ ผู้คนอีกหลายล้านอาจต้องเสียชีวิตหรือเผชิญกับอาการเจ็บป่วยที่เปลี่ยนชีวิตพวกเขาไปตลอดกาล”

 

ทางด้าน เซอร์ แอนดรูว์ เฮนส์ ศาสตราจารย์ด้านการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข ที่ London School of Hygiene & Tropical Medicine และหัวหน้าที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ของคณะกรรมาธิการชุดนี้ เสริมว่า แม้ WHO ตระหนักดีอยู่แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นภัยคุกคามหลักต่อสุขภาพของผู้คนทั่วโลก แต่สิ่งที่ทางกลุ่มเรียกร้องคือการก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง

 

หยุดอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล

 

นอกจากนี้ รายงานยังเรียกร้องให้รัฐบาลต่าง ๆ ยุติการอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นต้นเหตุโดยตรงของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรถึง 600,000 รายต่อปีเฉพาะในยุโรป โดยพบว่าใน 12 ประเทศยุโรป งบประมาณที่ใช้อุดหนุนฟอสซิลในปี 2023 นั้นสูงกว่า 10% ของงบประมาณสาธารณสุขระดับชาติ และใน 4 ประเทศ งบอุดหนุนส่วนนี้สูงกว่างบประมาณสาธารณสุขทั้งประเทศเสียด้วยซ้ำ

 

รายงานยังผลักดันให้มีมาตรการจัดการกับข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) การนำผลการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพจากสภาพภูมิอากาศในระดับชาติไปใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น และการยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตด้วยเช่นกัน

 

“วิธีที่จะท้าทายความเชื่อแบบผิดๆ และการบิดเบือนข้อมูลเรื่องสภาพภูมิอากาศนั้นง่ายมาก นั่นคือการทำให้มันเป็น ‘เรื่องส่วนตัว’ เพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นที่อื่น เกิดกับคนอื่น หรือจะเกิดขึ้นในอนาคต แต่มันกำลังทำให้อายุขัยของคนในเมืองต่างๆ ของยุโรปสั้นลงในขณะนี้ มันกำลังทำให้โรงพยาบาลเนืองแน่นไปด้วยผู้ป่วย และเป็นตัวการขับเคลื่อนความวิตกกังวล ความเครียด รวมถึงปัญหาสุขภาพจิตอื่นๆ”

 

“เมื่อข้อโต้แย้งด้านสุขภาพและข้อโต้แย้งด้านสภาพภูมิอากาศกลายเป็นเรื่องเดียวกัน เมื่อนั้นมันจะกลายเป็นเรื่องยากมากที่ใครจะคัดค้านได้” ยาคอปสโตทีร์กล่าว

 

นอกจากนี้ รายงานยังเสนอแนะว่าระบบสาธารณสุขของแต่ละประเทศจำเป็นต้องมีความยืดหยุ่นและพร้อมรับมือต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เช่น การออกแบบโรงพยาบาลที่ไม่ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและมีระบบจัดการความร้อนที่มีประสิทธิภาพ

 

รายงานสรุปว่า ภาคสาธารณสุขมีส่วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 5% ของการปล่อยมลพิษทั่วโลก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการปรับตัวเพื่อสร้างความพร้อมรับมือให้มากขึ้น

 

เสียงขานรับ

 

นพ. ฮันส์ คลูเกอ ผู้อำนวยการ WHO ประจำภูมิภาคยุโรป ตอบรับข้อเสนอแนะนี้ โดยกล่าวว่า “ความขัดแย้งในยูเครนและตะวันออกกลางแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนั้นหมายถึงอะไร มันไม่ใช่แค่บิลค่าไฟที่แพงขึ้น แต่หมายถึงระบบสาธารณสุขที่ตึงตัวหรือพังทลาย การหยุดชะงักของแหล่งอาหารและเชื้อเพลิง รวมถึงสังคมที่ต้องอยู่ภายใต้ความกดดัน”

 

“การลงมือแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศในตอนนี้ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่มันคือเหตุผลด้านความมั่นคง สุขภาพ และเศรษฐกิจรวมกัน และมันคือความถูกต้องทางศีลธรรม” ผอ. WHO ยุโรป กล่าว พร้อมกับเสริมว่า การตัดสินใจของรัฐบาลในวันนี้จะเป็นตัวกำหนดภาระโรคภัยไข้เจ็บของเด็กๆ ในอนาคต

 

“ตอนนี้จึงเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่จะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้และปกป้องคนรุ่นหลัง ผมขอให้คำมั่นว่าจะทำให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้รับการปฏิบัติในฐานะภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพอย่างที่มันเป็นจริง ๆ ในทั้ง 53 ประเทศสมาชิก WHO ภูมิภาคยุโรป”

 

ขณะที่ โยฮัน ร็อกสตรอม ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศพอทสดัม (Potsdam Institute for Climate Impact Research) ขานรับรายงานฉบับนี้เช่นกัน

 

“เรากำลังล่วงละเมิดขีดจำกัดของโลกในหลายด้าน และสิ่งนี้ปรากฏให้เห็นเป็นภัยคุกคามด้านสาธารณสุขต่อผู้คนนับล้านทั่วโลกแล้ว สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับโลกนี้คือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เพียงพอแล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศควรถูกประกาศให้เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่นานาชาติต้องให้ความสำคัญร่วมกัน”

 

แฟ้มภาพ: Leolintang / Shutterstock

อ้างอิง:

 

The post ผู้เชี่ยวชาญผลักดัน WHO ประกาศให้วิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ชัชชาติ’ เคาะ 8 แผนจัดการมลพิษ กทม. ลุยยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อมเมืองปี 69 https://thestandard.co/chatchart-bma-pollution-strategy-2026/ Wed, 29 Apr 2026 03:51:05 +0000 https://thestandard.co/chatchart-bma-pollution-strategy-2026/ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. เป็นประธานการประชุมแผนจัดการมลพิษสิ่งแวดล้อม

วานนี้ (28 เมษายน) ที่ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช […]

The post ‘ชัชชาติ’ เคาะ 8 แผนจัดการมลพิษ กทม. ลุยยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อมเมืองปี 69 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. เป็นประธานการประชุมแผนจัดการมลพิษสิ่งแวดล้อม

วานนี้ (28 เมษายน) ที่ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดทำแผนปฏิบัติการสิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานคร นัดแรกของปี 2569 เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ ‘ควบคุม-ลด-ขจัด’ มลพิษให้ครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร

 

ในที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาแผนปฏิบัติการเพื่อจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมระดับจังหวัด รวมถึงแผนเฉพาะกิจสำหรับเขตควบคุมมลพิษ โดยมุ่งเน้นการวางยุทธศาสตร์เพื่อกอบกู้สิ่งแวดล้อมเมืองผ่านกรอบการทำงาน 8 มิติหลัก ประกอบด้วย:

 

  • หลักการและเหตุผล ในการขับเคลื่อนแผนงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์
  • การเชื่อมโยงนโยบาย และประสานแผนยุทธศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  • การจัดการฐานข้อมูลเมือง โดยอัปเดตข้อมูลพื้นฐานของกรุงเทพมหานครให้เป็นปัจจุบัน
  • การเจาะลึกวิกฤต วิเคราะห์สถานการณ์และประเด็นปัญหาที่ประชาชนคนกรุงกำลังเผชิญ
  • การวิเคราะห์ความรุนแรง และประเมินระดับผลกระทบจากมลพิษในแต่ละพื้นที่อย่างละเอียด
  • การจัดลำดับความสำคัญ เพื่อคัดเลือกปัญหาเร่งด่วนที่ต้องได้รับการแก้ไขก่อน-หลัง
  • การกำหนด Roadmap ปี 2571 เพื่อกางแผนงานและโครงการที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้
  • การวางระบบตรวจสอบ ติดตาม และประเมินผลการทำงานจริงสำหรับปีงบประมาณ 2570

 

ขั้นตอนหลังจากนี้ ฝ่ายเลขานุการจะทำการรวบรวมข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะทั้งหมดจากที่ประชุม เพื่อนำไปปรับปรุงแผนให้มีความสมบูรณ์แบบสูงสุด ก่อนนำเสนอต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเพื่อลงนามเห็นชอบ จากนั้นจะดำเนินการส่งร่างแผนดังกล่าวไปยังสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติต่อไป

 

“เรากำลังปรับปรุงแผนให้ครอบคลุมและตอบโจทย์ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และผลักดันให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่และปลอดภัยจากมลพิษอย่างยั่งยืน”ชัชชาติ กล่าวเน้นย้ำถึงเป้าหมายสำคัญของการทำงาน

 

การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในครั้งนี้ ถือเป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญระหว่างภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญ และภาคประชาสังคม โดยมีคณะกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและผู้บริหารด้านความยั่งยืนของ กทม., ดร.พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัดกรุงเทพมหานคร, วรนุช สวยค้าข้าว ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม ตลอดจนผู้แทนจากมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช, ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษอากาศและภูมิอากาศ, สภาลมหายใจกรุงเทพฯ, สำนักงบประมาณ กทม. และสำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล

 

นอกจากนี้ ยังมีผู้แทนจากสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย สำนักอนามัย และสำนักการระบายน้ำ เข้าร่วมประชุมผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อร่วมกันบูรณาการแนวทางแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

The post ‘ชัชชาติ’ เคาะ 8 แผนจัดการมลพิษ กทม. ลุยยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อมเมืองปี 69 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซูเปอร์เอลนีโญคืออะไร ทำไมถึงน่ากังวล https://thestandard.co/super-el-nino-what-worry/ Sat, 25 Apr 2026 08:24:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1201156 ภาพประกอบปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ ที่แสดงถึงความร้อนจัดและภัยแล้ง

‘เอลนีโญ’ (El Niño) เป็นปรากฏการณ์สภาพภูมิอากาศตามธรรมช […]

The post ซูเปอร์เอลนีโญคืออะไร ทำไมถึงน่ากังวล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ ที่แสดงถึงความร้อนจัดและภัยแล้ง

‘เอลนีโญ’ (El Niño) เป็นปรากฏการณ์สภาพภูมิอากาศตามธรรมชาติที่อยู่ในระบบความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้ (El Niño Southern Oscillation หรือ ENSO) โดยปกติแล้วกระแสลมสินค้า (Trade Winds) จะพัดจากตะวันออกไปตะวันตก แต่ในช่วงที่เกิดเอลนีโญ กระแสลมนี้จะ ‘อ่อนกำลังลงหรือเปลี่ยนทิศทาง’ ทำให้กระแสน้ำอุ่นบริเวณผิวน้ำถูกพัดไปทางตะวันออกแทน ส่งผลให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในบริเวณตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน ‘อุ่นขึ้นกว่าปกติ’

 

สำหรับคำว่า ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ (Super El Niño) นั้นถูกนำมาใช้เพื่อเรียก เหตุการณ์ ‘เอลนีโญที่มีความรุนแรงมากเป็นพิเศษ’ โดยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลจะพุ่งสูงขึ้นกว่าระดับปกติมากกว่า 2 องศาเซลเซียส ซึ่งเหตุการณ์ระดับนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ครั้งนับตั้งแต่ปี 1950 และมีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่อุณหภูมิสูงเกิน 2.5 องศาเซลเซียส ในช่วงปลายปี 1997 ถึงต้นปี 1998

 

ปรากฏการณ์เอลนีโญคาดว่าจะก่อตัวขึ้นในช่วงปลายปี 2026 โดยการพยากรณ์ชี้ว่า มีโอกาสถึง 70% ที่เอลนีโญจะเริ่มก่อตัวภายในเดือนมิถุนายนปีนี้ และมีโอกาสสูงถึง 94% ที่สภาวะนี้จะลากยาวไปจนถึงสิ้นปี โดยปกติแล้วปรากฏการณ์จะทวีความรุนแรงจนถึงขีดสุดในช่วงระหว่างเดือนตุลาคมไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ของปีถัดไป ทั้งนี้ศูนย์พยากรณ์ภูมิอากาศของสหรัฐฯ (US Climate Prediction Center) ได้ประเมินว่า มีโอกาส 50% ที่เอลนีโญในรอบนี้จะพัฒนาความรุนแรงไปถึงระดับ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ ในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม 2027

 

ทำไมปรากฏการณ์นี้จึงน่ากังวล

 

ดันอุณหภูมิโลกให้ทะลุขีดจำกัดวิกฤต

 

การเกิดซูเปอร์เอลนีโญร่วมกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากมนุษย์ อาจทำให้อุณหภูมิโลกพุ่งทำลายสถิติ และผลักดันให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นทะลุขีดจำกัด 1.5 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรมได้ชั่วคราว ยิ่งไปกว่านั้นแบบจำลองบางชิ้นยังแสดงให้เห็นว่า อุณหภูมิเฉลี่ยอาจพุ่งทะลุ 2 องศาเซลเซียสได้ ซึ่งแม้จะมีโอกาสเกิดขึ้นไม่มากแต่นั่นก็เพียงพอที่จะผลักดันให้โลกเข้าใกล้ ‘จุดวิกฤต’ (Tipping Points) ที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง

 

กระตุ้นสภาพอากาศสุดขั้วทั่วโลก

 

ยิ่งเอลนีโญมีความรุนแรงมากเท่าใด ก็จะยิ่งเข้าไปกระตุ้นให้เกิดเหตุการณ์สภาพอากาศที่รุนแรงทั่วโลกมากขึ้นเท่านั้น ปรากฏการณ์นี้มักทำให้เกิดภัยแล้งและคลื่นความร้อนในประเทศออสเตรเลีย พื้นที่ทางตอนใต้และตอนกลางของทวีปแอฟริกา ประเทศอินเดีย และบางส่วนของอเมริกาใต้ซึ่งรวมถึงป่าแอมะซอน

 

ในขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา ตะวันออกกลาง รวมถึงเอเชียกลางและเอเชียใต้ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมพายุ โดยจะลดโอกาสการเกิดพายุเฮอร์ริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติก แต่ไป ‘เพิ่มความเสี่ยง’ ที่จะเกิดพายุหมุนเขตร้อนที่ทรงพลังในมหาสมุทรแปซิฟิกแทน ดังเช่น ซูเปอร์เอลนีโญในปี 2015 ที่เคยทำให้เกิดภัยแล้งรุนแรงในเอธิโอเปียและภาวะขาดแคลนน้ำในเปอร์โตริโก รวมถึงเกิดพายุเฮอร์ริเคนรุนแรงในแปซิฟิกมาแล้ว

The post ซูเปอร์เอลนีโญคืออะไร ทำไมถึงน่ากังวล appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลื่นความร้อนโลกพุ่งระดับอันตราย มนุษย์เสี่ยงอยู่ไม่ได้ ‘กรุงเทพฯ’ ติดโผพื้นที่เสี่ยงปี 2024 https://thestandard.co/global-heatwave-human-survival-risk/ Fri, 10 Apr 2026 07:19:53 +0000 https://thestandard.co/global-heatwave-human-survival-risk/ ภาพแสดงผลกระทบจากคลื่นความร้อนในเมืองกรุงเทพฯ ปี 2024

โลกกำลังเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรง มนุษย์เสี่ยงอยู่ไม่รอด […]

The post คลื่นความร้อนโลกพุ่งระดับอันตราย มนุษย์เสี่ยงอยู่ไม่ได้ ‘กรุงเทพฯ’ ติดโผพื้นที่เสี่ยงปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงผลกระทบจากคลื่นความร้อนในเมืองกรุงเทพฯ ปี 2024

โลกกำลังเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรง มนุษย์เสี่ยงอยู่ไม่รอดในสภาพอากาศสุดขั้วจากภาวะโลกรวน โดย ‘กรุงเทพฯ’ ติดโผพื้นที่เสี่ยงในปี 2024 ร่วมกับเมืองเมกกะในซาอุดีอาระเบีย

 

เมื่อวานนี้ (9 เมษายน) The Guardian รายงานอ้างอิงถึงงานวิจัยของ Nature Communications ที่ผ่านการวิเคราะห์คลื่นความร้อนตั้งแต่ปี 2003-2024 ว่า โลกกำลังเผชิญคลื่นความร้อนระดับอันตรายที่มนุษย์ไม่สามารถใช้ชีวิตได้ โดยผ่านการคำนวณอุณหภูมิ ความชื้น และความสามารถของร่างกาย พร้อมกับศึกษาสภาพอากาศในหลายประเทศ

 

ปรากฏว่า ผลการศึกษาครั้งนี้ตั้งคำถามไปยังความเชื่อเดิมทางวิทยาศาสตร์ คือ มนุษย์มีขีดจำกัดในการทนความร้อนชื้นหรืออุณหภูมิกะเปาะเปียก (Wet-bulb Temperature) ได้ที่ 35 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 6 ชั่วโมง โดยพบว่า ระดับอันตรายอาจเกิดขึ้นในอุณหภูมิต่ำกว่านั้น เพราะสภาพอากาศร้อนจัดในปัจจุบันสามารถคร่าชีวิตมนุษย์ได้แล้ว โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งมีความสามารถในการระบายความร้อนลดลง ทำให้ร่างกายไม่สามารถปรับตัวได้ทัน และเสี่ยงต่อภาวะฮีตสโตรกจนถึงเสียชีวิต

 

นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า ในบางพื้นที่ของโลก ได้แก่ เมืองเมกกะในซาอุดีอาระเบีย, กรุงเทพฯ, เมืองฟีนิกซ์ในสหรัฐฯ, เมืองลาร์คานาในปากีสถาน และเมืองเซบีญาในสเปน เผชิญคลื่นความร้อนรุนแรง จนมีช่วงเวลาที่อยู่ในระดับเสี่ยงต่อชีวิตมนุษย์

 

ขณะที่ในบางกรณี เช่น เมืองลาร์คานาในปากีสถานและฟีนิกซ์ในสหรัฐฯ มีช่วงเวลาคลื่นความร้อนพุ่งสูงผิดปกติ แม้บางครั้งจะอยู่ในที่ร่ม ก็ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้

 

ทั้งนี้ เพอร์กินส์-เคิร์กแพทริก ศาสตราจารย์และหัวหน้าทีมวิจัยจาก Australian National University ระบุว่า ผลลัพธ์ดังกล่าวน่าตกใจมาก โดยไม่คาดคิดว่า ภาวะดังกล่าวจะเกิดขึ้นชัดเจนในระดับเมือง พร้อมตั้งคำถามต่อว่า หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปัจจุบัน แล้วโลกในอนาคตที่ร้อนขึ้นอีก 2-3 องศาจะเป็นอย่างไรต่อ

 

อนึ่ง นักวิทยาศาสตร์ยังระบุว่า การที่มนุษย์กำลังเข้าใกล้ขีดจำกัดทางสรีรวิทยาเช่นนี้ ทำให้การลดภาวะโลกร้อนเป็นสิ่งจำเป็น หากมนุษย์ยังต้องการอาศัยอยู่ในพื้นที่ร้อนชื้น เช่น เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และเขตร้อนทั่วโลก

 

ภาพ: ฐานิส สุดโต

อ้างอิง:

 

The post คลื่นความร้อนโลกพุ่งระดับอันตราย มนุษย์เสี่ยงอยู่ไม่ได้ ‘กรุงเทพฯ’ ติดโผพื้นที่เสี่ยงปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ช่องโหว่กฎหมาย ‘ไฟป่า-PM2.5’ วิกฤตซ้ำซากที่มากกว่าปัญหาสิ่งแวดล้อม https://thestandard.co/legal-loophole-forest-fire-pm25-crisis/ Wed, 01 Apr 2026 12:04:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1193752 ภาพไฟป่าและหมอกควัน PM2.5 บดบังทัศนียภาพ สะท้อนวิกฤตสิ่งแวดล้อมจากช่องโหว่กฎหมาย

ทุกปีเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้ง ภาคเหนือของประเทศไทยต้องเผชิญก […]

The post ช่องโหว่กฎหมาย ‘ไฟป่า-PM2.5’ วิกฤตซ้ำซากที่มากกว่าปัญหาสิ่งแวดล้อม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพไฟป่าและหมอกควัน PM2.5 บดบังทัศนียภาพ สะท้อนวิกฤตสิ่งแวดล้อมจากช่องโหว่กฎหมาย

ทุกปีเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้ง ภาคเหนือของประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ที่กลับมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ภาครัฐจะมีมาตรการออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่สถานการณ์กลับไม่คลี่คลายอย่างมีนัยสำคัญ

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงทำไมปัญหายังไม่จบ แต่คือ รัฐมีอำนาจและเครื่องมือเพียงพอแล้วหรือยังในการจัดการวิกฤตนี้

 

กฎหมายมี แต่ใช้ไม่ถึง ‘ประกาศภัยพิบัติฉุกเฉิน’ ยังทำไม่ได้

 

รศ. ดร.สุรศักดิ์ บุญเรือง จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ให้เห็นว่า แม้หลายฝ่ายเรียกร้องให้รัฐบาลหรือผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเขตภัยพิบัติฉุกเฉินเพื่อรับมือไฟป่าและ PM2.5 แต่เมื่อพิจารณากฎหมายที่มีอยู่ กลับพบว่า ‘ทำไม่ได้’

 

ภายใต้ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อำนาจของรัฐถูกจำกัดอยู่เพียงการสั่งห้ามเข้าพื้นที่เสี่ยงภัย แต่ไม่ได้ให้อำนาจประกาศเขตภัยพิบัติฉุกเฉินอย่างชัดเจน อีกทั้งยังขาดรายละเอียดเชิงปฏิบัติ เช่น เกณฑ์ความรุนแรง หรือการแบ่งหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

สถานการณ์นี้ทำให้การบริหารจัดการยังคงกระจัดกระจาย และขาดเอกภาพในการสั่งการ

 

งบประมาณติดล็อก ใช้ได้แค่ ‘เยียวยา’ ไม่ใช่ ‘ป้องกัน’

 

ปัญหาไม่ได้หยุดอยู่ที่อำนาจตามกฎหมาย แต่ยังลุกลามไปถึงการใช้งบประมาณ

 

แม้จะมีระเบียบเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 แต่ระเบียบนี้เปิดช่องให้ใช้เงินได้เฉพาะการช่วยเหลือผู้ประสบภัยเท่านั้น ไม่ครอบคลุมถึงการวางแผนป้องกันหรือการจัดการเชิงรุก

 

ผลลัพธ์คือ รัฐสามารถ ‘เยียวยา’ ได้ แต่ไม่สามารถ ‘ป้องกัน’ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

แผนระดับชาติยังไม่มองไฟป่าเป็น ‘ภัยเฉพาะ’

 

ในระดับนโยบาย แผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2564-2570 ยังไม่ได้จัดให้ไฟป่าและมลพิษทางอากาศเป็นภัยพิบัติเฉพาะ ทั้งที่ในความเป็นจริง ปัญหานี้มีความซับซ้อนและส่งผลกระทบในวงกว้าง

 

แผนดังกล่าวยังคงออกแบบมาเพื่อรับมือภัยแบบดั้งเดิม เช่น น้ำท่วม หรือวาตภัย มากกว่าจะตอบโจทย์วิกฤตสิ่งแวดล้อมยุคใหม่

 

ระยะสั้น ‘ประคอง’ ระยะยาวต้อง ‘ปฏิรูป’

 

ภายใต้ข้อจำกัดทั้งหมด แนวทางในระยะสั้นของรัฐจึงยังคงจำกัดอยู่ที่การประกาศพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัย การเยียวยา และการดำเนินมาตรการตามแผนเดิมของแต่ละหน่วยงาน

 

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว รศ. ดร.สุรศักดิ์ เสนอให้เร่งพิจารณาร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด และปรับปรุงกฎหมายเดิมเพื่อเพิ่มอำนาจให้ฝ่ายบริหารสามารถประกาศเขตภัยพิบัติฉุกเฉินได้

 

ทางออกใหม่ ‘หน่วยงานเฉพาะกิจ’ แก้ปัญหาข้ามหน่วยงาน

 

หนึ่งในข้อเสนอที่น่าสนใจคือ การจัดตั้ง งสำนักงานบูรณาการจัดการไฟป่าและวิกฤตความร้อน’ ผ่านพระราชกฤษฎีกา เพื่อทำหน้าที่เป็นหน่วยงานเฉพาะกิจ

 

หน่วยงานนี้จะมีบทบาทในการบูรณาการการทำงานข้ามหน่วยงาน พร้อมอำนาจในการบริหารงบประมาณและการวางแผนอย่างเป็นระบบ โดยอาจเริ่มนำร่องในภาคเหนือก่อนในรูปแบบ Sandbox

 

นอกจากนี้ ยังช่วยอุดช่องโหว่สำคัญ เช่น การขาดระบบประเมินความเสี่ยง การจัดสรรงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับพื้นที่ และการสื่อสารข้อมูลที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ

 

ข้อจำกัดเชิงพื้นที่ ปัจจัยที่นโยบายต้องเข้าใจ

 

การแก้ปัญหาไฟป่าไม่อาจใช้สูตรเดียวทั่วประเทศ โดยเฉพาะในภาคเหนือที่มีลักษณะเฉพาะ ทั้งป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรังที่สะสมเชื้อเพลิงจำนวนมาก ภูมิประเทศที่ลาดชัน และวิถีชีวิตของชุมชนที่พึ่งพาป่า

 

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้การควบคุมไฟเป็นเรื่องซับซ้อน และจำเป็นต้องออกแบบนโยบายที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่

 

วิกฤตไฟป่าและ PM2.5 ที่เกิดขึ้นซ้ำซาก อาจไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่คือภาพสะท้อนของข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งในด้านกฎหมาย งบประมาณ และการบริหารจัดการ

 

เมื่อรัฐยังไม่มีเครื่องมือที่เหมาะสม การแก้ปัญหาจึงวนอยู่ในวงจรเดิม ดับไฟ เยียวยา และรอให้เกิดใหม่

 

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ‘ปีนี้จะหนักแค่ไหน’ แต่คือ ‘ประเทศไทยจะออกแบบระบบใหม่เพื่อหยุดวงจรนี้ได้หรือไม่’

The post ช่องโหว่กฎหมาย ‘ไฟป่า-PM2.5’ วิกฤตซ้ำซากที่มากกว่าปัญหาสิ่งแวดล้อม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไม่ใช่แค่ Oil Shock แต่เป็น Energy Shock: มอง สงครามตะวันออกกลางลามถึงไทย น้ำมัน ค่าไฟ อาหารจ่อพุ่ง https://thestandard.co/middle-east-war-energy-shock-thailand/ Fri, 20 Mar 2026 02:23:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1189419 ภาพประกอบ วิกฤตพลังงานโลก สงครามตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อไทย

“ไม่ใช่วิกฤตน้ำมัน ไม่ใช่วิกฤตไฟฟ้า ไม่ใช่วิกฤตอาหาร ไม […]

The post ไม่ใช่แค่ Oil Shock แต่เป็น Energy Shock: มอง สงครามตะวันออกกลางลามถึงไทย น้ำมัน ค่าไฟ อาหารจ่อพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบ วิกฤตพลังงานโลก สงครามตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อไทย

“ไม่ใช่วิกฤตน้ำมัน ไม่ใช่วิกฤตไฟฟ้า ไม่ใช่วิกฤตอาหาร ไม่ใช่วิกฤตปิโตรเคมี แต่มันคือหลากวิกฤตที่ผูกรวมอยู่ด้วยกัน แล้วต้องแก้ให้มันสอดคล้องไปด้วยกัน เพราะทุกๆ อย่างมันถูกผูกถึงกันหมด”

 

เหล่านี้คือมุมมองของ ธารา บัวคำศรี อดีตผู้อำนวยการกรีนพีซไทยแลนด์ ถึงสงครามสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล-อิหร่าน ที่กำลังลุกลามทั่วตะวันออกกลาง จนกลายเป็นวิกฤตครั้งใหม่ของโลกจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางพลังงานขนาดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจโลก

 

สำหรับธารา นี่ไม่ใช่แค่วิกฤตน้ำมัน (Oil Shock) แต่คือวิกฤตพลังงาน (Energy Shock) ที่กำลังจะล้มใส่ชีวิตประจำวันของคนไทยในอีกไม่ช้า ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์น้ำมันหมดปั๊ม ค่าไฟที่แพงขึ้นในบ้าน ไปจนถึงต้นทุนปุ๋ยที่ขยับราคาอาหารบนจานข้าว

 

THE STANDARD พาทุกคนสำรวจภาพรวมของวิกฤตในครั้งนี้ว่า เพราะเหตุใดการแก้ปัญหาแบบ ‘แยกส่วน’ อาจไม่ใช่คำตอบ แล้วทำไมประเทศไทยต้องใช้ความกล้าหาญทางการเมืองเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ทางออกที่เหลืออยู่สำหรับประเทศไทยในปี 2026

 

สงครามในตะวันออกกลาง: ไม่ใช่แค่วิกฤตน้ำมัน แต่เป็นวิกฤตพลังงาน

 

ธาราระบุว่า โลกกำลังเผชิญ ‘วิกฤตพลังงานครั้งที่สาม’ ในหน้าประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ถือเป็นผลกระทบจากสงครามสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล-อิหร่าน ที่ลุกลามไปทั่วตะวันออกกลางตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ หรือเส้นทางคอขวดพลังงานของโลก

 

อดีตผู้อำนวยการกรีนพีซไทยแลนด์ขยายความว่า สงครามครั้งนี้ส่งผลกระทบอย่างเป็นวงกว้าง จนควรถูกนิยามว่าเป็น ‘วิกฤตพลังงาน’ (Energy Shock) เพราะแรงสั่นสะเทือนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม แต่กำลังลามไปทั้งระบบพลังงาน ห่วงโซ่อุตสาหกรรม และค่าครองชีพทั่วโลก

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า เวลาพูดถึงวิกฤตในช่องแคบฮอร์มุซ ความสนใจมักพุ่งเป้าไปที่ ‘น้ำมัน’ เป็นหลัก แต่ในความเป็นจริง พื้นที่อ่าวเปอร์เซียและตะวันออกกลาง ไม่ว่าจะเป็นกาตาร์ อิหร่าน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดีอาระเบีย ยังเป็นศูนย์กลางของเชื้อเพลิงและวัตถุดิบสำคัญอีกหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นก๊าซฟอสซิลเหลว (เช่น LNG/LPG) สารตั้งต้นในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ใช้การผลิตปุ๋ย พลาสติก อะลูมิเนียม และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

 

“การที่เราพึ่งพาประเทศในตะวันออกกลางเป็นแหล่งขนส่งวัตถุดิบ มันคือจุดเปราะบางในทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ไทยไม่เคยคิดมาก่อน คือมันเคยมีบทเรียนในอดีต สงครามทำให้ภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นมา 2 ครั้ง แต่ว่าครั้งนี้รุนแรงที่สุด” ธารากล่าว

 

ผ่าโครงสร้างพลังงานไทย รับความเสี่ยงอะไรจากสงครามตะวันออกกลาง?

 

หากจะทำความเข้าใจว่า ไทยกำลังเผชิญวิกฤตพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลางอย่างไร ต้องย้อนกลับมาพิจารณาโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานก่อน โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่

 

  • น้ำมัน – ทรัพยากรที่ใช้ในภาคการขนส่ง ซึ่งเป็นส่วนที่ผู้คนรับรู้ผลกระทบได้ใกล้ตัวที่สุด โดยปัจจุบันไทยมีโรงกลั่นน้ำมันทั้งหมด 7 แห่ง (เอกชน 6 แห่ง ทหารอีก 1 แห่ง) และมีกำลังการกลั่นเพียงพอ แต่ปัญหาสำคัญคือไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบเป็นหลัก
  • พลังงานผลิตไฟฟ้า เช่น ก๊าซฟอสซิลเหลว เชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า โดยไทยมักพึ่งพาด้วยการนำเข้าจากภายนอก ซึ่งสัดส่วนประมาณ 35% มาจากอ่าวไทย, 10% มาจากเมียนมา ขณะที่สัดส่วนที่เหลือนำเข้าจากตะวันออกกลาง และมาจากตลาดสปอต (Spot Market)

 

แม้เราจะเห็นภาพวิกฤตน้ำมันหมดปั๊ม แต่ธาราระบุว่า หากเทียบ 2 โครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานไทย สิ่งที่น่ากังวลมากที่สุดคือพลังงานผลิตไฟฟ้าอย่าง ‘ก๊าซฟอสซิลเหลว’ เพราะแม้ราคาน้ำมันจะสูงขึ้น แต่โดยรวมยังไม่ได้ขาดแคลนอย่างแท้จริง และสามารถหาแหล่งทดแทนได้ในระดับหนึ่ง ต่างจากก๊าซที่มีข้อจำกัดด้านแหล่งผลิตและการขนส่งมากกว่า

 

อดีตผู้อำนวยการกรีนพีซไทยแลนด์ขยายความว่า วิกฤตครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบพลังงานแบบเดิมไปสู่ระบบพึ่งพาไฟฟ้ามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้รถยนต์ไฟฟ้าหรือโครงสร้างเศรษฐกิจที่ใช้ไฟฟ้าเป็นฐาน ซึ่งหมายความว่า ความมั่นคงทางพลังงานในวันนี้ไม่ได้ผูกอยู่กับน้ำมันเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับ ‘เชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้า’ เป็นสำคัญ

 

นั่นหมายความว่า เมื่อก๊าซจากตะวันออกกลางและอ่าวเปอร์เซียไม่สามารถส่งออกได้ตามปกติ หลายประเทศต่างๆ ต้องเข้าสู่ภาวะ ‘แย่งซื้อ’ ในตลาดโลก ส่งผลให้ราคาก๊าซปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

เมื่อราคาก๊าซสูง สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น ทำให้ค่าไฟมีแนวโน้มขยับตาม ธาราย้ำว่า แม้ในระยะสั้นอาจยังไม่เห็นผลทันที แต่ในระยะยาวย่อมหลีกเลี่ยงได้ยาก ถือเป็นความท้าทายของรัฐบาลชุดใหม่ที่ต้องตีโจทย์ให้แตก

 

วิกฤตครั้งนี้ยังส่งผลกระทบไปถึงผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมชนิดอื่น ด้วย เช่น ก๊าซหุงต้ม (LPG) ที่ใช้ในครัวเรือน ซึ่งไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าจากตะวันออกกลางเป็นหลัก ขณะที่การขาดแคลน ‘แนฟทา’ วัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ก็ทำให้โรงงานหลายแห่งต้องปิดตัวลง ดังสถานการณ์ล่าสุดในโรงงานที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง หรือในต่างประเทศอย่างเกาหลีใต้, จีน, ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย

 

การปิดตัวของอุตสาหกรรมปิโตรเคมียังทำให้การผลิตเม็ดพลาสติกลดลงและราคาสูงขึ้น ผลกระทบจึงขยายตัวไปยังอุตสาหกรรมปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์ อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน

 

ไทยควรทำอย่างไรเพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน

 

“ไม่ใช่วิกฤตน้ำมัน ไม่ใช่วิกฤตไฟฟ้า ไม่ใช่วิกฤตอาหาร ไม่ใช่วิกฤตปิโตรเคมี แต่มันคือหลากวิกฤตที่ผูกรวมอยู่ด้วยกัน แล้วต้องแก้ให้มันสอดคล้องไปด้วยกัน เพราะทุกๆ อย่างมันถูกผูกถึงกันหมด”

 

ธารามองว่า วิกฤตครั้งนี้ถือเป็นความท้าทายของรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกุล พร้อมกล่าวเตือนว่า ขณะนี้รัฐยังเน้นให้ความสำคัญกับปัญหาน้ำมันเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจจะเป็นการตีโจทย์ผิดฝาผิดตัวไป แต่ควรมองวิกฤตดังกล่าวเป็นระบบเดียวกัน และลงมือแก้ไขปัญหาดังต่อไปนี้

 

1.รัฐบาลต้องสื่อสารกับสาธารณะอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะในประเด็นที่ละเอียดอ่อนอย่างสถานการณ์น้ำมัน โดยต้องอธิบายให้ชัดว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากอะไรและให้ข้อมูลที่สอดคล้องกันว่า ปริมาณน้ำมันสำรองของประเทศมีให้ใช้ได้กี่วัน

 

ธารามองว่า ที่ผ่านมาเกิดความสับสนของข้อมูล เช่น ปริมาณน้ำมันสำรองที่เปลี่ยนไปมา หรือการสื่อสารที่ไม่ตรงกับสถานการณ์จริงในพื้นที่ ซึ่งได้บั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชน และทำให้ความตื่นตระหนกยิ่งขยายตัว

 

2. ไทยต้องมีเครื่องมือรับมือสถานการณ์ ถือเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาในระยะสั้น เช่น การบริหารคลังสำรองน้ำมัน และการใช้กองทุนน้ำมันเพื่อพยุงราคา แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือความโปร่งใสในการบริหารจัดการ เพราะท้ายที่สุด ภาระต้นทุนจะตกอยู่กับรัฐและประชาชน

 

3. ไทยต้องวางรากฐานโครงสร้างพลังงานใหม่ ถือเป็นการแก้ไขปัญหาระยะยาว โดยเฉพาะภาคการผลิตไฟฟ้าที่พึ่งพาก๊าซในสัดส่วนสูง หรือ ‘กับดักก๊าซ’ หากไม่ปรับโครงสร้าง ก็มีแนวโน้มที่จะเผชิญวิกฤตลักษณะเดิมซ้ำในอนาคต

 

อดีตผู้อำนวยการกรีนพีซไทยแลนด์ย้ำว่า แม้ในสถานการณ์เฉพาะหน้า รัฐอาจเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินหรือการนำเข้าไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว เพื่อพยุงระบบและควบคุมค่าไฟ แต่แนวทางเหล่านี้เป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น และไม่ได้แตะที่ต้นตอของความเปราะบาง

 

ทางออกจึงอยู่ที่การทบทวนแผนพลังงานระยะยาว โดยเฉพาะแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ว่า ไทยจะลดการพึ่งพาก๊าซลงได้อย่างไร และเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนอย่างจริงจัง

 

ขณะที่ธารายังเสนอให้ไทยลงทุนกับระบบโครงข่ายไฟฟ้า หรือ ‘Grid Modernization’ เพื่อรองรับพลังงานกระจายศูนย์ เช่น โซลาร์เซลล์และเทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน ซึ่งมีประโยชน์ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม และลดความเสี่ยงการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า

 

นอกจากนี้ ธารามองว่า ไทยควรเปิดโอกาสให้เกิดระบบพลังงานแบบ ‘กระจายศูนย์’ มากขึ้น เช่น การส่งเสริมโซลาร์เซลล์ในภาคครัวเรือน และเปิดให้ประชาชนสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบได้ หรือ ‘Prosumer’ เพราะหากไทยมีแหล่งผลิตไฟฟ้าหลากหลายและกระจายตัว เมื่อเกิดวิกฤตในจุดใดจุดหนึ่ง ระบบโดยรวมก็ยังสามารถเดินต่อได้

 

“มันคือการตัดสินใจทางการเมือง มันต้องมีความกล้าหาญทางจริยธรรมในการตัดสินใจว่าประเทศไทยจะลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มาจากมุมไหนของโลก ไม่ว่าเราจะซื้อมาจากรัสเซีย ตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย และสหรัฐฯ

 

“คือโลกมันไม่เหมือนเดิม ฉะนั้นภูมิรัฐศาสตร์ที่ผันผวน ทุกจุดสามารถเป็นคอขวดได้ตลอดเวลา เราก็ต้องกลับมาพึ่งพาตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” ธาราทิ้งท้าย

 

แฟ้มภาพ: Amit Dave / Reuters, Greenpeace Thailand

The post ไม่ใช่แค่ Oil Shock แต่เป็น Energy Shock: มอง สงครามตะวันออกกลางลามถึงไทย น้ำมัน ค่าไฟ อาหารจ่อพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สงครามทรัพยากรครั้งใหม่? ทำไม ‘โรงงานผลิตน้ำจืด’ จึงกลายเป็นเป้าหมายโจมตีในตะวันออกกลาง https://thestandard.co/desalination-plants-middle-east-war-water/ Tue, 10 Mar 2026 07:37:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1186194 โรงงานผลิตน้ำจืดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ท่ามกลางวิกฤตน้ำและสงคราม

“น้ำมันสร้างอ่าวเปอร์เซีย น้ำจืดหล่อเลี้ยงภูมิภาคให้คงอ […]

The post สงครามทรัพยากรครั้งใหม่? ทำไม ‘โรงงานผลิตน้ำจืด’ จึงกลายเป็นเป้าหมายโจมตีในตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรงงานผลิตน้ำจืดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ท่ามกลางวิกฤตน้ำและสงคราม

“น้ำมันสร้างอ่าวเปอร์เซีย น้ำจืดหล่อเลี้ยงภูมิภาคให้คงอยู่ แต่สงครามกำลังข่มขู่ทั้งสองอย่าง”

 

เหล่านี้คือนิยามจากสำนักข่าว Associated Press (AP) ที่สะท้อนภาพล่าสุดของ ‘วิกฤตตะวันออกกลาง’ ได้อย่างชัดเจน เมื่อสงครามสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล-อิหร่าน เริ่มขยายเป้าหมายจากสนามรบไปสู่โครงสร้างพื้นฐานที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน หลังมีรายงานการโจมตีโรงงานผลิตน้ำจืดในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย

 

ล่าสุด ทางการบาห์เรนกล่าวหาว่า อิหร่านใช้โดรนโจมตีโรงงานผลิตน้ำจืด ขณะที่ อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านอ้างว่า สหรัฐฯ โจมตีโรงงานผลิตน้ำจืดบนเกาะเคช์ม (Qeshm) อีกทั้งยังมีรายงานความเสียหายในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และคูเวตที่มุ่งเป้าไปยังโรงงานผลิตน้ำจืด นอกเหนือจากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างโรงไฟฟ้าและโรงกลั่นน้ำมัน

 

เหตุใดโรงงานผลิตน้ำจืดจึงกลายเป็นเป้าหมายทางทหาร ทรัพยากรเหล่านี้มีความสำคัญต่อประเทศในตะวันออกกลางมากเพียงใด แล้วการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำจะเปลี่ยนสมดุลของสงครามได้แค่ไหน THE STANDARD สรุปประเด็นสำคัญในบทความนี้

 

โรงงานผลิตน้ำจืดคืออะไร สำคัญอย่างไร ทำไมตะวันออกกลางหลายประเทศต้องมี?

 

โรงงานผลิตน้ำจืด (Desalination Plant) คือโรงงานแยกเกลือออกจากน้ำทะเล ถือเป็นกลไกสำคัญที่เปลี่ยนน้ำทะเลให้กลายเป็นน้ำสะอาด เพื่อการบริโภค การเกษตร และภาคอุตสาหกรรม

 

Al Jazeera ระบุว่า ในตะวันออกกลาง กระบวนการผลิตน้ำจืดมักทำได้ด้วยการกำจัดเกลือ สาหร่าย และสิ่งปนเปื้อนออกจากน้ำทะเล โดยใช้เทคโนโลยี 2 รูปแบบ ได้แก่

 

1. กระบวนการความร้อน (Thermal Desalination) หรือกระบวนการทำให้น้ำทะเลระเหยเป็นไอน้ำ ทิ้งเกลือและสิ่งสกปรก จากนั้นไอน้ำจะควบแน่นกลายเป็นของเหลวหรือน้ำจืดที่ใช้งานได้

 

2. กระบวนการผ่านเมมเบรน (Membrane Desalination) หรือการใช้แผ่นกรองน้ำพิเศษแยกเกลือและของแข็ง โดยวิธีที่ได้รับความนิยมในกลุ่มประเทศอาหรับ คือ การออสโมซิสย้อนกลับ เนื่องจากใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเทคโนโลยีความร้อน

 

สาเหตุที่โรงงานผลิตน้ำจืดมีความสำคัญต่อภูมิภาคตะวันออกกลาง คือ ปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง เนื่องจากภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย มีสภาพอากาศแห้งแล้ง ปริมาณฝนตกไม่สม่ำเสมอ และมีแหล่งน้ำจืดตามธรรมชาติจำกัด ขณะที่น้ำบาดาลก็เริ่มเสื่อมคุณภาพลงจากวิกฤตโลกเดือด

 

กล่าวได้ว่า นอกเหนือจากทรัพยากรน้ำมันที่เปรียบเสมือนขุมทรัพย์สำคัญ น้ำจืดยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาค ทำให้ประเทศในอ่าวอาหรับสร้างสรรค์สิ่งก่อสร้างท่ามกลางข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ได้ ไม่ว่าจะเป็นสนามกอล์ฟ น้ำพุขนาดใหญ่ สวนน้ำ และลานสกีในร่มที่มีหิมะเทียม

 

ปัจจุบันบริเวณชายฝั่งอ่าวเปอร์เซียมีโรงงานผลิตน้ำจืดมากกว่า 400 แห่ง โดย 8 ใน 10 ของโรงงานกลั่นน้ำทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลกตั้งอยู่บนคาบสมุทรอาหรับ ส่วนอีก 2 แห่งตั้งอยู่ในอิสราเอล

 

ทั้งนี้ ซาอุดีอาระเบียเป็นประเทศที่ผลิตน้ำจืดจากการกลั่นมากที่สุดในโลก มีกำลังผลิตและส่งน้ำผ่านท่อ 19.42 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ขณะที่สัดส่วนประเทศที่ใช้น้ำจากโรงงานผลิตน้ำจืดมากที่สุด คือ คูเวต 90%, โอมาน 86%, ซาอุดิอาระเบีย 70% และ UAE 42%

 

ไมเคิล คริสโตเฟอร์ โลว์ (Michael Christopher Low) ผู้อำนวยการศูนย์ตะวันออกกลาง มหาวิทยาลัยยูทาห์ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AP ว่า กลุ่มประเทศเหล่านี้คือ ‘จ้าวแห่งอาณาจักรน้ำทะเล’ หรือกลุ่มประเทศมหาอำนาจที่มีความสามารถผลิตน้ำจืดโดยใช้พลังงานฟอสซิล ถือเป็นความสำเร็จของมนุษยชาติในศตวรรษที่ 20

 

โจมตีโรงงานน้ำจืด กระทบภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างไร?

 

วิกฤตทรัพยากรน้ำจืดในตะวันออกกลางไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นประเด็นที่ถูกจับตามองมาอย่างยาวนาน ตัวอย่างที่เกิดขึ้นในอดีต คือกรณีสงครามอ่าวปี 1990-1991 กองกำลังอิรักเคยทำลายโรงไฟฟ้าและโรงงานผลิตน้ำจืดจำนวนมากในคูเวต ส่งผลให้รัฐบาลต้องแก้ไขปัญหาเร่งด่วนด้วยการนำเข้าน้ำฉุกเฉินจากตุรกีหรือซาอุดีอาระเบีย ขณะที่ใช้เวลาหลายปีในการฟื้นฟูระบบน้ำทั้งหมด

 

ขณะที่เมื่อไม่นานมานี้ กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนเคยโจมตีโรงงานน้ำจืดในซาอุดีอาระเบียปี 2019 และ 2022 แต่ไม่ได้สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

 

ประเด็นความเปราะบางนี้สอดคล้องกับการประเมินของสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (CIA) ในปี 2011 ว่า หากโรงงานผลิตน้ำจืดในกลุ่มประเทศอ่าวหยุดทำงาน จะนำไปสู่วิกฤตระดับชาติขั้นรุนแรง ขณะที่เอกสารทางการทูตสหรัฐฯ ปี 2008 ยังวิเคราะห์ไปไกลถึงขั้นประเมินว่า ซาอุดีอาระเบียต้องอพยพประชากรภายใน 1 สัปดาห์ หากโรงงานผลิตน้ำจืดที่อัลจูเบลหรือโครงข่ายท่อส่งน้ำได้รับความเสียหาย

 

ความเสี่ยงดังกล่าวยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อพิจารณาว่า น้ำจืดในภูมิภาคนี้ถึง 90% มาจากโรงงานผลิตเพียง 56 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นระบบผลิตพลังงานควบคู่กับระบบน้ำ นั่นหมายความว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานจุดเดียวจะทำลายระบบสาธารณูปโภคได้พร้อมกันทั้งโครงข่าย

 

ทั้งนี้ เดวิด มิเชล (David Michel) Senior Fellow จาก Center for Strategic and International Studies (CSIS) วิเคราะห์ผ่านสำนักข่าว AP ว่า การโจมตีทรัพยากรน้ำคือการทำสงครามแบบอสมมาตร กล่าวคือ อิหร่านไม่มีศักยภาพโจมตีสหรัฐฯ หรืออิสราเอลได้ในระดับเดียวกัน แต่สามารถใช้น้ำเป็น ‘ตัวประกัน’ บีบกลุ่มประเทศอาหรับให้กดดันสหรัฐฯ หรืออิสราเอลยุติการโจมตีทางอ้อมได้

 

นอกจากผลกระทบด้านพลังงานแล้ว ผู้เชี่ยวชาญยังชี้ให้วิกฤตด้านมนุษยธรรมจากการโจมตีโรงงานผลิตน้ำจืด โดย ราฮา ฮาคิมดาวาร์ นักอุทกวิทยาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Al Jazeera ว่า ปฏิบัติการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการผลิตอาหารในกลุ่มประเทศอ่าว เนื่องจากการแย่งชิงทรัพยากรน้ำ

 

ต้องเข้าใจก่อนว่า ปกติแล้ว ภาคการผลิตอาหารในตะวันออกกลางจะพึ่งพาน้ำบาดาลเป็นหลัก แต่หากโรงงานผลิตน้ำจืดหลักถูกโจมตีจนใช้งานไม่ได้ รัฐบาลจะไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องดึงน้ำบาดาลที่เคยใช้ทำเกษตรกรรม มาสำรองให้ภาคครัวเรือนดื่มกินเพื่อประทังชีวิตก่อน

 

ผลที่ตามมาคือภาคการเกษตรจะขาดแคลนน้ำอย่างหนัก และซ้ำเติมวิกฤตความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาคให้รุนแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะวิกฤตทางอาหารหลังเส้นทางขนส่งอย่างช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดล้อม

 

ขณะที่ โมฮัมเหม็ด อัลซาเยด (Mohamed Alsayed) นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงน้ำ ขยายความว่า ผลกระทบการโจมตีจะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์เฉพาะของแต่ละรัฐ เช่น ซาอุดีอาระเบียอาจจะมีความยืดหยุ่นในการรับมือสถานการณ์มากกว่า เช่น การมีโรงงานกลั่นน้ำจืดตั้งอยู่ทะเลแดง ขณะที่ UAE สำรองน้ำจืดไว้ล่วงหน้า 45 วันตามแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านน้ำปี 2036

 

อย่างไรก็ตาม อัลซาเยดชี้ว่า ประเทศขนาดเล็กในอ่าวเปอร์เซียมีความเปราะบางมากกว่า โดยเฉพาะกาตาร์, บาห์เรน และคูเวต เนื่องจากประเทศเหล่านี้พึ่งพาโรงงานกลั่นน้ำทะเลสูง และมีอ่างเก็บน้ำจำกัด

 

เช่นเดียวกับสถานการณ์ในอิหร่าน โดย AP ให้ข้อมูลว่า เตหะรานขาดแคลนน้ำ เพราะภัยแล้งรุนแรงต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ห้า ทำให้เคยมีแผน ‘ย้ายเมืองหลวง’ ในปีที่ผ่านมา ขณะที่ประเทศมีโรงงานกลั่นน้ำจืดจำกัด และมักพึ่งพาทรัพยากรน้ำจากธรรมชาติส่วนใหญ่ เช่น แม่น้ำ, อ่างเก็บน้ำ และแหล่งน้ำใต้ดิน

 

อัลซาเยดยังทิ้งท้ายว่า ผลกระทบทางจิตวิทยาของประชาชนร้ายแรงที่สุด เพราะน้ำคือสิ่งที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ เพียงรับรู้ว่ามีความเสี่ยง ก็อาจทำให้เกิดความกลัวและความตระหนกได้ ดังนั้นหลายประเทศในตะวันออกกลางจึงพยายามรับมือสถานการณ์ด้วยความสงบ

 

แฟ้มภาพ: Stanislav71 / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post สงครามทรัพยากรครั้งใหม่? ทำไม ‘โรงงานผลิตน้ำจืด’ จึงกลายเป็นเป้าหมายโจมตีในตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีเดิม แต่ต้องพลิกทั้งระบบ ผู้เชี่ยวชาญ MIT เผยแนวทางรับมือวิกฤตพลังงาน-โลกร้อน https://thestandard.co/mit-energy-climate-systemic-change/ Tue, 27 Jan 2026 08:39:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1170104 ภาพแฟ้มแสดงแนวคิดและเทคโนโลยีเพื่อรับมือวิกฤตพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ย้อนกลับไป 100 ปีที่ผ่านมา โลกเคยเผชิญวิกฤตทรัพยากรครั้ […]

The post ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีเดิม แต่ต้องพลิกทั้งระบบ ผู้เชี่ยวชาญ MIT เผยแนวทางรับมือวิกฤตพลังงาน-โลกร้อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแฟ้มแสดงแนวคิดและเทคโนโลยีเพื่อรับมือวิกฤตพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ย้อนกลับไป 100 ปีที่ผ่านมา โลกเคยเผชิญวิกฤตทรัพยากรครั้งใหญ่จากการขาดแคลนอาหารและปุ๋ย จนเกือบกลายเป็นข้อจำกัดของการอยู่รอดของมนุษยชาติ ทว่านวัตกรรมการผลิตปุ๋ยเคมีได้พาโลกมาสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จนกลายเป็นรากฐานของการเติบโตของประชากรและเศรษฐกิจโลกในศตวรรษที่ 20

 

ในวันนี้โลกกำลังยืนอยู่จุดหัวเลี้ยวหัวต่อคล้ายกับ 1 ศตวรรษก่อน เมื่อความต้องการพลังงานเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากการเติบโตของประชากร ขณะที่ระบบพลังงานเดิมยังผูกติดอยู่กับการปล่อยคาร์บอนในระดับสูง คำถามสำคัญที่ไปไกลกว่าเรื่องโลกจะผลิตพลังงานสะอาดได้มากขึ้นหรือไม่ คือ เราจะแยกการเติบโตทางเศรษฐกิจออกจากการปล่อยคาร์บอนได้อย่างไร

 

ท่ามกลางโจทย์ท้าทายดังกล่าว นักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (Massachusetts Institute of Technology: MIT) เล็งเห็นว่า การแก้วิกฤตสภาพภูมิอากาศไม่อาจอาศัยเทคโนโลยีใดเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยการยกเครื่องระบบพลังงานทั้งโครงสร้าง

 

และนี่คือปาฐกถาพิเศษจาก อีฟลีน หวัง (Evelyn Wang) ศาสตราจารย์วิศวกรรมเครื่องกลระดับแนวหน้า และรองประธานฝ่ายพลังงานและสภาพภูมิอากาศ MIT ณ เวที POWERING SOUTHEAST ASIA THROUGH 2050: BUILDING A SUSTAINABLE AND ENERGY-RESILIENT ASEAN ในวันนี้ (27 มกราคม)

 

จาก ‘Haber–Bosch’ ถึง Climate Project: บทเรียนการแก้วิกฤตทรัพยากรโลก และโจทย์พลังงาน–สภาพภูมิอากาศในศตวรรษที่ 21

 

หวังเปิดปาฐกถาด้วยการหยิบยกเหตุการณ์ในหน้าประวัติศาสตร์ 100 ปีก่อนว่า วิกฤตทรัพยากรไม่ใช่เรื่องใหม่ของมนุษยชาติ โดยเมื่อย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 19 โลกเคยเผชิญวิกฤตอาหารและปุ๋ยอย่างรุนแรง เพราะประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ภาคการเกษตรก็ตอบสนองความต้องการได้ไม่ทัน

 

หลายชาติต้องพึ่งพา ‘ปุ๋ยขี้นก’ ซึ่งอุดมไปด้วยไนเตรตจากแหล่งธรรมชาติ เนื่องจากความต้องการไนโตรเจนในปุ๋ยที่พุ่งสูง แต่ทรัพยากรดังกล่าวมีอยู่อย่างจำกัด เหล่านี้กลายเป็นชนวนความตึงเครียดนานาชาติ ทั้งการยึดครองดินแดนและความขัดแย้งระหว่างประเทศ

 

แม้ ฟริทซ์ ฮาเบอร์ (Fritz Haber) นักเคมีชาวเยอรมันจะหาทางออกจากวิกฤต หลังค้นพบวิธีการสังเคราะห์แอมโมเนียจากไนโตรเจนในอากาศได้สำเร็จในปี 1909 แต่การค้นพบดังกล่าวสามารถผลิตแอมโมเนียได้เพียง 125 มิลลิลิตรต่อชั่วโมง

 

จุดเปลี่ยนที่แท้จริงเกิดขึ้นเมื่อ คาร์ล บ็อช (Carl Bosch) นักเคมีและวิศวกรชาวเยอรมัน พัฒนากระบวนการผลิตแอมโมเนียขนานใหญ่ในระดับอุตสาหกรรมได้สำเร็จ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘Haber–Bosch Process’ ซึ่งได้ปฏิวัติระบบอาหารโลก ทำให้เกิดการผลิตปุ๋ยเคมีในปริมาณมหาศาล จนกลายเป็นฐานสำคัญในการหล่อเลี้ยงประชากรโลกมาจนถึงปัจจุบัน

 

หวังระบุว่า เธอเริ่มต้นด้วยเรื่องราวนี้ เพราะฮาเบอร์และบอชสะท้อนให้เห็นถึงองค์ประกอบสำคัญของการแก้ปัญหาทรัพยากรในระดับโลก นั่นคือความคิดท้าทายกรอบเดิมควบคู่กับความก้าวหน้าที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม ซึ่งเป็นคุณสมบัติเดียวกันกับที่จำเป็นต่อการรับมือกับความท้าทายด้านพลังงาน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน

 

อย่างไรก็ตาม นักวิจัย MIT ย้ำว่า ความสำเร็จดังกล่าวก็มาพร้อมกับผลข้างเคียง เพราะภาวะประชากรโลกเติบโตก็แลกมาด้วยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นต้นตอหลักของวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

หวังมองว่า ในปัจจุบันโลกกำลังเผชิญความท้าทายรูปแบบใหม่ คือการจัดหาพลังงานให้เพียงพอกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการแยกการเติบโตทางพลังงานออกจากการปล่อยคาร์บอน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในระดับโลก

 

ทั้งนี้ ข้อมูลตั้งแต่ปี 1950 ชี้ว่า เชื้อเพลิงฟอสซิลยังคงเป็นแหล่งพลังงานหลักของโลก จากการใช้พลังงานจากถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันที่เพิ่มขึ้นราว 7 เท่า แม้โลกจะหาทางออกด้วยเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน แต่นวัตกรรมดังกล่าวลดการปล่อยคาร์บอนได้บางส่วนและยังมีต้นทุนยังสูงมาก โดยเฉพาะวิธีการดักจับคาร์บอนโดยตรง ที่ทำให้ต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า นับเป็นภาพสะท้อนว่า โลกจำเป็นต้องมีนวัตกรรมเชิงพลิกเกมเพื่อลดต้นทุนและการใช้พลังงานของเทคโนโลยีเหล่านี้

 

นอกจากนี้ วิธีการอื่นๆ อย่างการเร่งขยายแหล่งพลังงานปลอดการปล่อยมลพิษ (Emissions-Free Energy) อาจทำให้โลกต้องเพิ่มการทำงานมากกว่า 5 เท่า ขณะที่การหันไปใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ก็มีข้อจำกัดสำคัญอย่าง ‘ความไม่ต่อเนื่อง’ เนื่องจากโลกต้องการเทคโนโลยีที่มีศักยภาพกักเก็บพลังงานระยะยาว แต่ต้องลงทุนต่ำ 2-3 เท่า อีกทั้งยังต้องสามารถรองรับการกักเก็บพลังงานในระดับหลายร้อยกิกะวัตต์ชั่วโมง

 

อนาคตที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากมนุษย์และการเปลี่ยนวิธีคิดใหม่

 

หวังเน้นย้ำว่า โลกจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีที่เก็บพลังงานได้มากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า เพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน ซึ่งผลิตไฟฟ้าได้ไม่สม่ำเสมอ โดยต้องมีคุณสมบัติสำคัญ คือ พลังงานต้องมีศักยภาพกักเก็บได้อย่างต่ำ 5 เท่า หรือกักเก็บได้นานเป็นฤดูกาล และมีต้นทุนถูกลงกว่าปัจจุบันอย่างน้อย 2–3 เท่า

 

ตัวอย่างของแนวคิดที่กำลังพัฒนา คือ แบตเตอรี่รูปแบบใหม่ แบตเตอรี่ที่เก็บพลังงานในรูปความร้อน หรือการสูบน้ำลงไปเก็บไว้ใต้ดินแล้วนำกลับมาใช้เมื่อจำเป็น ส่วนอีกทางเลือกหนึ่งคือพลังงานนิวเคลียร์ ทว่าที่ผ่านมา โครงการนิวเคลียร์มีต้นทุนสูงและใช้เวลาก่อสร้างยาวนาน ทำให้การลงทุนชะลอตัวลง ความหวังใหม่จึงอยู่ที่เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์รุ่นใหม่แบบโมดูลาร์ที่ออกแบบให้มีขนาดเล็กลง สร้างเร็วขึ้น และใช้เงินลงทุนเริ่มต้นน้อยลง

 

อนึ่ง นักวิจัยจาก MIT ระบุว่า โลกยังมีแหล่งพลังงานใหม่ที่ถูกมองว่า มีศักยภาพสูงในอนาคต เช่น พลังงานความร้อนใต้พิภพขั้นสูง และพลังงานฟิวชันนิวเคลียร์ แต่ก็หมายเหตุไว้ว่า แม้พลังงานเหล่านี้จะถูกมองในฐานะ ‘พลังงานสะอาดระยะยาว’ แต่ยังต้องฝ่าด่านความท้าทายทางวิศวกรรมอีกมาก ตั้งแต่การทำให้ได้พลังงานออกมามากกว่าที่ใช้ ไปจนถึงการพัฒนาวัสดุที่ทนทานต่อเตาปฏิกรณ์

 

ขณะที่ ‘ไฮโดรเจนสีขาว’ ซึ่งเป็นไฮโดรเจนธรรมชาติที่เกิดขึ้นเองใต้ผิวโลก ก็ยังต้องหาคำตอบว่า แหล่งพลังงานนี้อยู่ที่ไหน มีมากเท่าใด จะดึงขึ้นมาใช้ได้อย่างไร และกระทบสิ่งแวดล้อมหรือไม่

 

จากข้อสรุปดังกล่าว หวังย้ำว่า การแก้ปัญหาโลกร้อนไม่ใช่แค่เรื่องเปลี่ยนแหล่งพลังงานเท่านั้น แต่ต้องคิดใหม่ทั้งระบบ ตั้งแต่วิธีแปลงพลังงาน ส่งพลังงาน ไปจนถึงการนำพลังงานไปใช้งาน ขณะที่การลดคาร์บอนยังต้องครอบคลุมถึงระบบการผลิตวัสดุและอาหารของโลก ซึ่งยังพึ่งพาน้ำมันและก๊าซเป็นหลัก

 

ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงไปสู่แนวคิด ‘Climate Project’ หรือการเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากระดับชุมชน โดยเชื่อมโยงกับเรื่องพลังงาน อาหาร น้ำ สุขภาพ และความมั่นคงเข้าด้วยกัน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

 

หวังสรุปว่า บทเรียนจากประวัติศาสตร์ของฮาเบอร์และบอชสอนมนุษยชาติว่า เทคโนโลยีเดิมอาจพาโลกก้าวหน้าได้แค่บางส่วน แต่การแก้ปัญหาใหญ่ต้องอาศัยการเปลี่ยนวิธีคิดครั้งใหม่ เพราะอนาคตที่สะอาด ยั่งยืน และปลอดภัยไม่ใช่สิ่งที่รอให้เกิดขึ้นเอง แต่เป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องร่วมกันลงมือสร้าง

 

“อนาคตไม่ใช่สิ่งที่เรารอคอย แต่เป็นสิ่งที่เราร่วมกันสร้าง หากเราก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน ข้ามสาขา ข้ามภาคส่วน ข้ามยุค เราสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้กับโลก ชุมชนและมนุษยชาติได้” เธอย้ำ

 

แฟ้มภาพ: zhongguo / Getty Images

The post ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีเดิม แต่ต้องพลิกทั้งระบบ ผู้เชี่ยวชาญ MIT เผยแนวทางรับมือวิกฤตพลังงาน-โลกร้อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
“มันคือ KPI ที่ต้องไม่มีคนตาย” ผ่าวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ เมื่อระบบพร้อม แต่ไม่ถูกใช้งาน https://thestandard.co/kpi-no-deaths-south-flood/ Wed, 03 Dec 2025 06:56:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1150989 “มันคือ **KPI** ที่ต้องไม่มีคนตาย” ผ่าวิกฤตน้ำท่วม **ภาคใต้** เมื่อระบบพร้อม แต่ไม่ถูกใช้งาน

“น้ำท่วมคือภัยธรรมชาติ แต่ความสูญเสียคือความล้มเหลวจากก […]

The post “มันคือ KPI ที่ต้องไม่มีคนตาย” ผ่าวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ เมื่อระบบพร้อม แต่ไม่ถูกใช้งาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
“มันคือ **KPI** ที่ต้องไม่มีคนตาย” ผ่าวิกฤตน้ำท่วม **ภาคใต้** เมื่อระบบพร้อม แต่ไม่ถูกใช้งาน

“น้ำท่วมคือภัยธรรมชาติ แต่ความสูญเสียคือความล้มเหลวจากการบริหารจัดการ และความล้มเหลวของระบบ”

 

คือมุมมองสะท้อนของวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ครั้งล่าสุด จาก ผศ.ดร. สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยมีโครงสร้างรับมือภัยพิบัติ ที่มาจากบทเรียนครั้งใหญ่จากอุทกภัยปี 2554 แต่เมื่อถึงเวลาจริง กลไกสำคัญกลับไม่ถูกใช้งานอย่างที่ควรจะเป็น

 

ผลลัพธ์ราคาแพงที่ภาคใต้ต้องเผชิญ ไม่ได้มีเพียงภาพน้ำท่วม แต่เป็นชุดความสูญเสียที่สะท้อนการผิดพลาดเชิงระบบ ตั้งแต่ชีวิตคนไปจนถึงโครงสร้างเมือง เหตุการณ์ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของฝนที่ตกหนัก แต่คือคำถามต่อทัศนคติและความพร้อมของไทยในการปกป้องชีวิตผู้คนในยามวิกฤต 

 

ไทย ‘ทิ้ง’ ภาคใต้ไว้กลางทาง โครงสร้างมีครบ แต่การขับเคลื่อนสะดุด 

 

ผศ.ดร. สิตางศุ์ระบุว่า ประเทศไทยมีโครงสร้างและการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ โดยมีสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2560 ทำหน้าที่เป็น ‘หัวขบวน’ กำกับดูแลประเด็นด้านน้ำ ทั้งในภาวะปกติและวิกฤต ถือเป็นการถอดบทเรียนครั้งสำคัญจากน้ำท่วมปี 2554 ซึ่งไร้ ‘เจ้าภาพ’ ด้านการบริหารจัดการ 

 

นอกจากนี้ ไทยยังมีเครื่องมือทางกฎหมาย อย่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 หรือ ‘พรบ.น้ำ’ ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการกับอุทกภัยในยามวิกฤต ซึ่งกฎหมายดังกล่าวให้อำนาจนายกรัฐมนตรีในการจัดตั้งศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ เพื่อคลี่คลายสถานการณ์และบรรเทาความเสียหายทางน้ำได้

 

สำหรับขั้นตอนการบริหารจัดการ อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์​ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อธิบายว่า ตามปกติแล้ว ต้องมีการประชุมล่วงหน้าภายในกลุ่มอนุกรรมการอำนวยการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งอยู่ภายใต้ สทนช. และประกอบด้วยบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เช่น รองเลขาธิการสทนช., ปลัดกระทรวงคมนาคม, กระทรวงเกษตร, อธิบดีสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ, กรมอุตุนิยมวิทยา, กรมสาธารณะป้องกันภัย (ปภ.)

 

ในการประชุมกลุ่มอนุกรรมการฯ บริหารจัดการน้ำ มักเกิดขึ้นก่อนเข้าสู่ฤดูฝนเพื่อประเมินสถานการณ์ โดยใช้ข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยาเป็นตัวตั้งในการประเมิน เช่น การคาดการณ์ปริมาณน้ำฝน หรือการอัปเดตข้อมูลรายละเอียดทุกเดือน ซึ่งจะนำไปสู่การกำหนดนโยบายร่วมกันในขั้นตอนมา 

 

เมื่อมีการคาดการณ์ว่า ภูมิภาคใดมีแนวโน้มสูงที่จะเกิดภัยพิบัติ ก็จะมีการตั้งศูนย์ส่วนหน้าในพื้นที่นั้น โดยส่วนกลางต้องทำงานร่วมกับมีหน่วยงานระดับท้องถิ่น ขณะที่ระดับจังหวัดก็มีการเตรียมความพร้อม เช่น การซ้อมรับมือภัยพิบัติ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การจัดตั้งศูนย์อพยพ การส่งข้าว-น้ำ และเส้นทางอพยพ  

 

โครงสร้างเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่อย่างใด ซึ่งที่ผ่านมา ได้รับมือสถานการณ์ในภาคอีสานและภาคกลางแล้ว แต่ ผศ.ดร.สิตางศุ์ระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การ ‘ทิ้ง’ ภาคใต้ไว้กลางทาง คือ ไม่มีการตั้งศูนย์ส่วนหน้ารอ และไม่มีการประเมินสถานการณ์ให้

 

“ถ้าอยู่ในสถานการณ์ปกติ พอรู้ว่า เข้าหน้าฝน จังหวัดก็ต้องรู้แล้ว มันเป็นฤดูกาลของ ปภ. ที่ต้องเอาแผนออกมาซักซ้อมก่อนจะเข้าสู่หน้าฝน มีอะไรก็ต้องคลี่ออกมา เช่น ศูนย์อพยพอยู่ตรงไหน แล้วเกิดเหตุขึ้นจะส่งข้าวส่งน้ำอย่างไร เส้นทางอพยพเป็นอย่างไร

 

“หลังตอนเกิดเหตุสึนามิ เราเคยซ้อมกันอย่างแบบแข็งขันมากเลย แต่พอเวลาไป แผนก็คือแผน แล้วก็ยังมีคำถามว่า ตกลงเราได้ซ้อมกันจริงหรือเปล่า” ผศ.ดร.สิตางศุ์ตั้งคำถาม

 

รับมือภัยพิบัติไม่ใช่เรื่องเสี่ยงดวง แต่ต้องตั้ง KPI ที่ไม่มีผู้สูญเสีย

 

“น้ำท่วมคือภัยธรรมชาติ แต่ความสูญเสียคือความล้มเหลวจากการบริหารจัดการ และความล้มเหลวของระบบ”

 

ผศ.ดร.สิตางศุ์อธิบาย การจัดการภัยพิบัติธรรมชาติไม่ใช่เรื่องของการเสี่ยงดวง แม้จะมีกรณีเทียบเคียงกับสถานการณ์ในต่างประเทศ เช่น เหตุน้ำท่วมญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ ซึ่งเธอก็ยอมรับว่า ปัจจัยทางธรรมชาติคือสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ และวิกฤตโลกเดือดก็มีแต่จะเกิดขึ้นถี่และรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

 

แต่สิ่งที่ต้องยอมรับ คือ ความสูญเสียครั้งนี้เกิดจากความล้มเหลวจากการบริหารจัดการและระบบ ซึ่งข้องเกี่ยวกับ ‘ทัศนคติ’ ของประเทศนั้นๆ เช่นในกรณีหลายประเทศ การรับมือสถานการณ์ดังกล่าว เปรียบเสมือนการทำ ‘สงคราม’ และมีการตั้งตัวชี้วัด หรือ KPI ชัดเจนว่า ต้องไม่มีคนตาย และทุกคนต้องรอด ซึ่งเป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่สุดในการจัดการวิกฤต

 

“ทัศนคติของพวกเขา คือ การรับมือภัยพิบัติที่จะทำให้เกิดภาวะวิกฤตกับประเทศ มันคือการทำสงคราม เราต้องเอาชนะ มันคือ KPI ที่ต้องไม่มีคนตาย”

 

“สิ่งที่เราทำคือการ ‘เสี่ยงดวง’ ว่า ภัยพิบัติจะมาทางไหน เพราะการคาดการณ์เราก็แม่นบ้างไม่แม่นบ้าง ซึ่งก็เป็นปัญหาอยู่แล้ว เมื่อมันเกิดขึ้นก็เสี่ยงดวงเอา การเตรียมการก็เตรียมระดับหนึ่ง แต่ที่เหลือคือเสี่ยงดวง คือไปแก้ปัญหาหน้างาน ทั้งๆ ที่เรามีแผนลุ่มน้ำ ปภ.มีแผนรับมือภัยพิบัติระดับจังหวัด”

 

ผศ.ดร.สิตางศุ์อธิบายต่อว่า เมื่อมีเป้าหมาย คือ ทำอย่างไรก็ได้ให้ไม่มีคนตาย สิ่งที่ตามมาคือรัฐจะทำทุกอย่างเพื่อให้ประชาชน ‘ตระหนก’ จนถึงขั้นต้องย้ายออก ซึ่งนี่คือหนึ่งในขั้นตอนการประเมินและเตรียมการสถานการณ์ภายใต้วิกฤตร้ายแรง (Worst Case Scenario) ถึง 4 ข้อ

 

  1. การจัดการคน เช่น การอพยพ การดูแลคนติดค้าง การส่งข้าวส่งน้ำ หรือการช่วยเหลือออกมา

 

  1. การจัดหาข้าวของที่จำเป็นสำหรับการยังชีพ หรือการเตรียมพร้อมในแคมป์อพยพ เช่น อาหาร น้ำ ส้วม ฟูก หรือที่นอน โดยเฉพาะของที่ใช้ได้ต้องเตรียมไว้ก่อน

 

  1. สถานการณ์น้ำ เป็นการจัดการเพื่อคลี่คลายสถานการณ์น้ำ เช่น การเร่งสูบ หรือการคาดการณ์ระยะเวลาที่ธรรมชาติจะคลี่คลายด้วยตนเอง

 

  1. ข้อมูลข่าวสาร หรือการเผยแพร่ข้อมูลที่ชัดเจนและถูกต้องออกไป

 

ผศ.ดร.สิตางศุ์เปรียบเทียบกรณีใกล้เคียงการรับมือภัยพิบัติอย่างมาเลเซีย ที่เผชิญสถานการณ์น้ำท่วมเหมือนกันว่า สิ่งที่เห็นได้ชัด คือ มาเลเซียมีผู้เสียชีวิตน้อยกว่าไทย และสามารถอพยพได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งทุกอย่างเริ่มตั้งแต่ระบบ เช่น การจับสัญญาณฝน และการเตือนภัย 3 วันล่วงหน้า (3 Days Alert) 

 

“ถามว่า ประเทศไทยไม่มีโมเดลแบบนี้หรือ มีสิ ทุกวันนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์อากาศได้ 3-7 วัน เรายังมีฝนเรดาร์ที่คาดการณ์ได้ 3 ชั่วโมงอย่างแม่นยำอีก แต่พอได้ข้อมูลมา เราประเมินสถานการณ์ต่อหรือเปล่า”

 

อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรน้ำมองว่า การที่รัฐปล่อยให้เกิดเหตุน้ำท่วมรอบที่ 2 ในภาคใต้ ถือเป็นเรื่องที่ ‘ให้อภัยไม่ได้’ และขณะนี้ คนในพื้นที่ยังรู้สึกตกใจอยู่ พร้อมกับตั้งคำถามว่า ฝนจะมาอีกหรือไม่ ซึ่งตอนนี้ ผศ.ดร.สิตางศุ์ระบุว่า นี่เป็นเพียง ‘ฝนแรก’ ของภาคใต้เท่านั้น และยังต้องจับตาดูสถานการณ์ในเดือนธันวาคม-มกราคมต่อไป

 

มองสถานการณ์ฟื้นฟูภาคใต้หลังน้ำท่วม รัฐต้องทำอย่างไร

 

“ตอนนี้แค่ขอโทษยังไม่พอ การขอโทษอาจจะคลี่คลายอารมณ์ได้นิดเดียว แต่รัฐบาลต้องรู้ก่อนว่า ตัวเองบกพร่องเรื่องไหน” 

 

ผศ.ดร.สิตางศุ์มองว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องทำต่อไป คือ การรับมือสถานการณ์ในเดือนธันวาคม-มกราคม เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และต้องเอาจริงเอาจังกับการตั้ง KPI ที่ต้องไม่มีผู้เสียชีวิต ขณะที่ต้องหลีกเลี่ยงนำ ‘การเมือง’ มายุ่งเกี่ยวกับประเด็นความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และให้ ‘มืออาชีพ’ ทำงาน

 

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบันที่อยู่ในช่วงฟื้นฟู ผศ.ดร.สิตางศุ์ระบุว่า ต้องครอบคลุมในเรื่องการจัดการคน ทั้งกรณีเสียชีวิต, ติดค้าง หรือเยียวยาชดเชย หรือการจัดการทรัพยากร เช่น สิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต หรือปัญหา ‘ขยะ’ ก็เป็นเรื่องที่รัฐเพิกเฉยไม่ได้ ซึ่งกลุ่มอาสาและภาคประชาสังคมที่นำโดย สมบัติ บุญงามอนงค์ ร่วมกับ ThaiPBS ก็ได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว

 

ขณะเดียวกัน เรื่องการฟื้นฟูจิตใจก็เป็นสิ่งที่เพิกเฉยไม่ได้ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประสบภัย ซึ่งรัฐต้องเตรียมการ และใช้บุคลากรจำนวนมาก

 

ภาพ: KARIT CHAUI-AKSORN

The post “มันคือ KPI ที่ต้องไม่มีคนตาย” ผ่าวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ เมื่อระบบพร้อม แต่ไม่ถูกใช้งาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิชาการคาด โลกเดือด ปี 2100 อาจทำให้น้ำท่วมใหญ่เกิดทุก 2 สัปดาห์ https://thestandard.co/global-boiling-2100-quotes/ Thu, 27 Nov 2025 07:50:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1148468 นักวิชาการคาด โลกเดือด ปี 2100 อาจทำให้ น้ำท่วมใหญ่ เกิดทุก 2 สัปดาห์

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัย […]

The post นักวิชาการคาด โลกเดือด ปี 2100 อาจทำให้น้ำท่วมใหญ่เกิดทุก 2 สัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิชาการคาด โลกเดือด ปี 2100 อาจทำให้ น้ำท่วมใหญ่ เกิดทุก 2 สัปดาห์

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ถึงวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้ของไทย โดยสะท้อนให้เห็นว่า ยิ่งโลกร้อนขึ้น โอกาสเกิด ‘ภัยพิบัติรุนแรง’ จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมเสนอแนะแนวทางให้ทุกฝ่ายเห็นความสำคัญของการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อมให้มากยิ่งขึ้น

 

นักวิชาการคาด โลกเดือด ปี 2100 อาจทำให้ น้ำท่วมใหญ่ เกิดทุก 2 สัปดาห์ 1นักวิชาการคาด โลกเดือด ปี 2100 อาจทำให้ น้ำท่วมใหญ่ เกิดทุก 2 สัปดาห์ 2นักวิชาการคาด โลกเดือด ปี 2100 อาจทำให้ น้ำท่วมใหญ่ เกิดทุก 2 สัปดาห์ 3นักวิชาการคาด โลกเดือด ปี 2100 อาจทำให้ น้ำท่วมใหญ่ เกิดทุก 2 สัปดาห์ 4นักวิชาการคาด โลกเดือด ปี 2100 อาจทำให้ น้ำท่วมใหญ่ เกิดทุก 2 สัปดาห์ 5นักวิชาการคาด โลกเดือด ปี 2100 อาจทำให้ น้ำท่วมใหญ่ เกิดทุก 2 สัปดาห์ 6

The post นักวิชาการคาด โลกเดือด ปี 2100 อาจทำให้น้ำท่วมใหญ่เกิดทุก 2 สัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องโมเดลจัดการน้ำท่วมต่างประเทศ ‘เตรียมพร้อม ป้องกัน รับมือ’ อย่างไร ไม่ให้ภัยพิบัติเลวร้าย https://thestandard.co/international-flood-model-prepare-prevent/ Wed, 26 Nov 2025 08:29:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1147932 ส่อง โมเดลจัดการน้ำท่วมต่างประเทศ ‘เตรียมพร้อม ป้องกัน รับมือ’ อย่างไร ไม่ให้ภัยพิบัติเลวร้าย

น้ำท่วมหรืออุทกภัย ถือเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ส่งผลก […]

The post ส่องโมเดลจัดการน้ำท่วมต่างประเทศ ‘เตรียมพร้อม ป้องกัน รับมือ’ อย่างไร ไม่ให้ภัยพิบัติเลวร้าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่อง โมเดลจัดการน้ำท่วมต่างประเทศ ‘เตรียมพร้อม ป้องกัน รับมือ’ อย่างไร ไม่ให้ภัยพิบัติเลวร้าย

น้ำท่วมหรืออุทกภัย ถือเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ส่งผลกระทบรุนแรงในหลายมิติ ทั้งต่อชีวิตของผู้คน สภาพสังคม และภาวะเศรษฐกิจ และยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นในยุคปัจจุบัน จากผลกระทบภาวะโลกรวน หรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ทำให้เกิดมหาอุทกภัยมากขึ้นในหลายจุดของโลก และล่าสุดคือประเทศไทย ที่กำลังเกิดน้ำท่วมครั้งประวัติการณ์ในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

 

ที่ผ่านมา มีหลายประเทศเผชิญกับภาวะน้ำท่วมบ่อยครั้ง จนทำให้ต้องมีการกำหนดนโยบายหรือแผนบริหารจัดการความเสี่ยงจากน้ำท่วม (Flood Risk Management Plan) ในขณะที่โมเดลจัดการน้ำท่วมแต่ละประเทศก็มีความแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ลักษณะภูมิประเทศ งบประมาณ เทคโนโลยี และโครงสร้างการปกครอง

 

THE STANDARD จะพาไปสำรวจโมเดลการจัดการน้ำท่วมอย่างมีประสิทธิภาพของบางประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบต่ำและเสี่ยงเกิดน้ำท่วมได้ง่าย ตลอดจนอังกฤษ และญี่ปุ่นที่เผชิญกับน้ำท่วมบ่อยครั้ง แต่ด้วยแผนบริหารจัดการที่ดี ทำให้วันนี้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตโดยไม่ต้องหวาดกลัวอันตรายจากภาวะน้ำท่วม

 

The Delta Programme แผนจัดการน้ำท่วมของเนเธอร์แลนด์

 

เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศพื้นที่ราบลุ่มหลายส่วนอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลและแม่น้ำ ทำให้การบริหารจัดการน้ำกลายเป็นภารกิจระดับชาติที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และมีความเชื่อมโยงในหลายมิติ ทั้งด้านวิศวกรรม นโยบาย และการวางผังเมือง

 

สิ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็นเบื้องหลังความสำเร็จในแผนบริหารจัดการความเสี่ยงน้ำท่วมของเนเธอร์แลนด์ คือโครงการที่เรียกว่า The Delta Programme ซึ่งเป็นกรอบนโยบายระดับชาติที่วางแนวทางป้องกันน้ำท่วม รับประกันแหล่งน้ำจืด และเตรียมรับมือและปรับตัวต่อผลกระทบการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในระยะยาว โดยมีแผนล่วงหน้าไปอีกครึ่งศตวรรษข้างหน้า และบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐบาลกลาง ทางการท้องถิ่น องค์กรบริหารจัดการน้ำ และสถาบันวิจัยต่างๆ

 

ที่มาของ The Delta Programme ต้องย้อนไปถึงเหตุภัยพิบัติน้ำท่วมใหญ่ในเนเธอร์แลนด์ ปี 1953 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 1,800 คน และทำให้พื้นที่กว้างใหญ่จมอยู่ใต้น้ำ

 

หลังเหตุการณ์นั้น เนเธอร์แลนด์เริ่มโครงการวิศวกรรมขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า Delta Works เพื่อปิดช่องทะเลและเสริมคันกั้นน้ำ ก่อนที่จะมีการปรับเปลี่ยนมาเป็นกรอบบูรณาการ ในชื่อโครงการ Delta Programme ซึ่งผสมผสานมาตรการบริหารจัดการน้ำ ทั้งทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบนิเวศ และการวางผังเมืองเข้าด้วยกัน

 

The Delta Programme มีภารกิจหลักที่มุ่งเน้นอยู่ 3 ด้าน ได้แก่

 

1.ความปลอดภัยจากน้ำท่วม (Flood safety) โดยเน้นการคงระดับการป้องกันจากทะเลและแม่น้ำ ให้สอดคล้องกับความเสี่ยง เช่น ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นและปริมาณฝนตกหนักที่เพิ่มขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ

 

2.การจัดหาน้ำจืด (Freshwater supply) เน้นการวางแผนสำรองน้ำในช่วงฤดูแล้ง โดยปรับสมดุลการใช้น้ำระหว่างภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และชุมชน เพื่อรับมือกับความแปรปรวนของปริมาณน้ำฝน

 

3.การปรับตัวเชิงพื้นที่ (Spatial adaptation) หรือการวางแผนเชิงพื้นที่ให้มีความยืดหยุ่นและปรับตัวได้ดีต่อภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และความเสียหายที่เกิดจากน้ำท่วม และภัยแล้ง ภายใต้แนวคิด ‘การพัฒนาเมืองที่นำโดยการจัดการน้ำ’ ซึ่งทำให้โครงการก่อสร้าง และการพัฒนาพื้นที่ใหม่ๆ คำนึงถึงความสามารถในการสำรองและระบายน้ำ เช่น การทำพื้นที่กักเก็บชั่วคราว พื้นที่ชุ่มน้ำ และโครงการขยายพื้นที่รับน้ำ

 

The Delta Programme เป็นแผนงานที่มีการจัดทำเป็นรายปี โดยนำเสนอต่อรัฐสภา ควบคู่ไปกับงบประมาณของกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ขณะที่แนวทางดำเนินงาน สามารถปรับเปลี่ยนไปตามข้อมูลวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ และสถานการณ์ความเสี่ยงที่เปลี่ยนไป

 

โดยแผนดำเนินงานและมาตรการที่สำคัญภายใต้โครงการ The Delta Programme อาทิ

 

  • โครงการปรับปรุงและเสริมความแข็งแรงของแนวคันกันน้ำและประตูน้ำ เพื่อรองรับระดับน้ำที่สูงขึ้นในอนาคต

 

  • Room for the River ขยายพื้นที่รับน้ำตามแนวแม่น้ำ โดยการปรับระดับพื้นที่ริมฝั่ง ขุดคูน้ำข้างลำคลอง, สร้างช่องบายพาส, ยก/ย้ายถนนและคันกั้นน้ำบางส่วน เพื่อให้แม่น้ำมีที่ว่างเมื่อระดับน้ำสูงขึ้น โดยผสมผสานการปรับสภาพภูมิทัศน์เข้ากับการป้องกันน้ำในเชิงวิศวกรรม

 

  • โครงสร้างด้านระบบนิเวศและธรรมชาติ โดยใช้พื้นที่ชุ่มน้ำและระบบนิเวศชายฝั่งเป็น ‘บัฟเฟอร์’ หรือพื้นที่กันชนตามธรรมชาติเพื่อชะลอคลื่นและเก็บกักน้ำฝน

 

  • นโยบายเชิงพื้นที่และการวางผังเมือง โดยกำหนดเงื่อนไขและข้อบังคับในการก่อสร้างใหม่ เช่น ระดับพื้นต้องยกสูงขึ้น, มีพื้นที่ซึมซับน้ำ และพื้นที่กักเก็บน้ำในยามฉุกเฉิน

 

ทั้งนี้ เนเธอร์แลนด์ลงทุนหลายพันล้านยูโรต่อปีในโครงการจัดการน้ำ ทั้งในระดับชาติและท้องถิ่น รวมถึงโครงการย่อยอีกหลายร้อยโครงการทั่วประเทศ

 

โดยการลงทุนโครงการเหล่านี้ถือเป็นการรับประกันความมั่นคงพื้นฐานของเศรษฐกิจและสังคม เพราะหากไม่มีระบบป้องกันและจัดการความเสี่ยงน้ำท่วมอย่างเหมาะสม ความเสี่ยงต่อการสูญเสียทั้งทรัพย์สินและชีวิตประชาชนอาจเพิ่มสูงแบบทวีคูณ

 

ยุทธศาสตร์จัดการน้ำท่วมของ UK ในยุคโลกรวน

 

สหราชอาณาจักรเป็นหนึ่งในประเทศที่เผชิญความเสี่ยงจากน้ำท่วมหลากหลายรูปแบบ ทั้งน้ำจากแม่น้ำ น้ำทะเลหนุน ฝนตกหนัก น้ำผิวดิน น้ำใต้ดิน และการกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากผลกระทบการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

 

เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่หลายครั้ง ทั้งในอังกฤษ เวลส์ สกอตแลนด์ และไอร์แลนด์เหนือ ทำให้รัฐบาลสหราชอาณาจักรต้องกำหนดระบบบริหารจัดการแบบบูรณาการ จนเกิดเป็นกรอบยุทธศาสตร์ระดับชาติที่ชื่อว่า ‘การจัดการความเสี่ยงจากน้ำท่วมและการกัดเซาะชายฝั่งแห่งชาติ (Flood and Coastal Erosion Risk Management : FCERM)’ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของระบบจัดการความเสี่ยงน้ำท่วมในปัจจุบัน

 

โดยยุทธศาสตร์นี้อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.การจัดการน้ำท่วมและน้ำปี 2010 (Flood and Water Management Act 2010) ซึ่งมีการปรับปรุงล่าสุดเมื่อปี 2020 เพื่อรองรับผลกระทบจากภาวะโลกรวนที่รุนแรงยิ่งขึ้นในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า

 

สำหรับยุทธศาสตร์ FCERM มีการกำหนดบทบาทของหน่วยงานหลักอย่างชัดเจน โดยสำนักงานสิ่งแวดล้อม (Environment Agency) รับหน้าที่เป็นผู้นำเชิงยุทธศาสตร์ด้านการป้องกันน้ำท่วมและการกัดเซาะชายฝั่งทั่วอังกฤษ มีหน้าที่ประเมินความเสี่ยงระดับประเทศ ออกแบบมาตรฐานความปลอดภัย และจัดการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น คันกันน้ำและประตูน้ำ

 

ขณะที่หน่วยงานท้องถิ่น เช่น Lead Local Flood Authorities (LLFAs), สภาท้องถิ่น บริษัทน้ำ และคณะกรรมการด้านการระบายน้ำ ต่างมีหน้าที่ดูแลระบบระบายน้ำ น้ำผิวดิน น้ำใต้ดิน และทางน้ำขนาดเล็ก รวมถึงการวางผังเมืองที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ซึ่งโครงสร้างการทำงานแบบหลายภาคส่วนเช่นนี้ ทำให้การบริหารจัดการน้ำท่วมของอังกฤษ มีการบูรณาการทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ

 

สำหรับแนวทางปฏิบัติที่สำคัญของยุทธศาสตร์ FCERM ได้แก่

 

  • การใช้แนวทางรับมือตามธรรมชาติ (Nature-based Solutions) เช่น การฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ การสร้างพื้นที่รับน้ำธรรมชาติ การเปิดพื้นที่น้ำท่วมหลากตามฤดูกาล และการออกแบบพื้นที่สีเขียวและพื้นที่น้ำภายในเมือง เพื่อช่วยชะลอน้ำ ลดระดับน้ำสูงสุด และเพิ่มความสามารถในการกักเก็บน้ำในระบบนิเวศตามธรรมชาติ โดยแนวคิดนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการ ‘กันน้ำออก’ มาเป็นการ ‘อยู่กับน้ำอย่างปลอดภัย’

 

  • การวางผังเมืองและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ให้สอดคล้องกับความเสี่ยงด้านน้ำและชายฝั่ง โดยหน่วยงานท้องถิ่นต้องพิจารณาความเสี่ยงด้านน้ำทุกครั้งที่มีการอนุมัติการพัฒนาโครงการก่อสร้างใหม่ๆ โดยเฉพาะในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก

 

  • การเตรียมความพร้อมและการตอบสนองต่อเหตุการณ์ เช่น ระบบเตือนภัยน้ำท่วม, การแจ้งเตือนชายฝั่ง, การรับมือฉุกเฉิน การอพยพ การวางแผนฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมและหน่วยงานท้องถิ่นได้ร่วมกันพัฒนาระบบเตือนภัยน้ำท่วมที่มีความแม่นยำสูงขึ้น โดยใช้ข้อมูลสภาพอากาศ ภาพถ่ายดาวเทียม และแบบจำลองน้ำลุ่มน้ำ ซึ่งช่วยให้ประชาชนและหน่วยบริการฉุกเฉินมีเวลาเตรียมตัวก่อนน้ำท่วม อีกทั้งยังกระตุ้นให้เกิดแผนรับมือน้ำท่วมในระดับครัวเรือนและธุรกิจ ภายใต้ยุทธศาสตร์ใหม่ที่รัฐไม่เพียงต้องป้องกัน แต่ยังต้อง ‘เสริมภูมิคุ้มกัน’ ให้ประชาชนสามารถรับมือและฟื้นตัวได้เร็วเมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม

 

  • การบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานป้องกันน้ำท่วมและระบบน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยหลายพื้นที่ในอังกฤษมีโครงสร้างป้องกันน้ำทะเล แม่น้ำ และชายฝั่งจำนวนมาก การดูแลให้เขื่อน ประตูน้ำ ระบบระบายน้ำทำงานได้ดีจึงเป็นหัวใจของความปลอดภัยในระยะยาว

 

  • ความร่วมมือของหลายภาคส่วน ไม่ใช่เพียงรัฐหรือหน่วยงานเดียว แต่รวมหน่วยงานท้องถิ่น ผู้จัดการน้ำ บริษัทน้ำ ผู้วางผังเมือง เกษตรกร ชุมชน ธุรกิจ และภาคประชาสังคม เพื่อให้การจัดการน้ำเป็นงานร่วม มีการแบ่งบทบาทและรับผิดชอบที่ชัดเจน

 

  • การใช้ข้อมูล วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมเพื่อวางแผนระยะยาว ประเมินความเสี่ยง และออกแบบมาตรการให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

ทั้งนี้ ระหว่างปี 2015-2021 รัฐบาลอังกฤษ ได้ทุ่มงบประมาณราว 2.6 พันล้านปอนด์เพื่อป้องกันน้ำท่วมและกัดเซาะชายฝั่ง ทำให้สามารถช่วยปกป้องบ้านเรือนกว่า 300,000 หลัง

 

ช่วงระหว่างปี 2021-2027 รัฐบาลยังเพิ่มงบประมาณเป็น 5.2 พันล้านปอนด์เพื่อยกระดับโครงการป้องกันน้ำท่วมในระยะยาว โดยตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่ารัฐมองการป้องกันน้ำท่วมเป็น ‘การลงทุนด้านความมั่นคงสาธารณะ’ ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายระยะสั้น เพราะน้ำท่วมหนึ่งครั้งอาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมากกว่างบป้องกันหลายปีรวมกัน

 

แผนรับมือน้ำท่วมญี่ปุ่น กระจายอำนาจ-ร่วมมือบูรณาการ

 

สำหรับแผนรับมือภัยพิบัติของประเทศญี่ปุ่น รวมถึงภัยจากน้ำท่วม จะใช้การตัดสินใจแบบกระจายอำนาจ และเน้นความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน โดยใช้ระบบข้อมูลแบบบูรณาการ และมุ่งเน้นไปที่การป้องกันปัญหา

 

โดยรัฐบาลท้องถิ่นจะบริหารจัดการเหตุฉุกเฉินขนาดเล็ก ในขณะที่รัฐบาลกลางจะบริหารจัดการวิกฤตระดับชาติ ซึ่งทั้งสองประเทศจะทำงานภายใต้กรอบการทำงานเดียวกันเพื่อให้มั่นใจว่าการประสานงานจะราบรื่น

 

ขณะที่ยังมีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัยในการช่วยป้องกันปัญหา ​​เช่น แบบจำลองเมืองเสมือนจริงเพื่อประเมินและคาดการณ์ความเสี่ยง

 

นอกจากนี้ญี่ปุ่นยังมีระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่มีประสิทธิภาพ เช่น J-Alert ซึ่งสามารถแจ้งเตือนประชาชนได้ภายในไม่กี่วินาทีผ่านหลากหลายช่องทาง ตั้งแต่ลำโพง โทรทัศน์ วิทยุ อีเมล และโทรศัพท์มือถือ

 

ซึ่งการเตือนภัยล่วงหน้าที่ครอบคลุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อออกอย่างน้อย 24 ชั่วโมงล่วงหน้า สามารถลดความเสียหายจากภัยพิบัติได้ 30% และเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่ามาตรการเชิงรุกสามารถช่วยชีวิตและลดความสูญเสียให้น้อยที่สุดได้อย่างไร

 

อีกแนวทางที่รัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสำคัญไม่แพ้กัน คือการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ โดยมีการจัดฝึกซ้อมและมีโครงการต่างๆ ในโรงเรียน ที่จะช่วยให้รู้วิธีรับมือกับเหตุฉุกเฉินรวมถึงน้ำท่วม

 

ภาพ: Ana Fernandez/SOPA Images/LightRocket via Getty Images

อ้างอิง:

The post ส่องโมเดลจัดการน้ำท่วมต่างประเทศ ‘เตรียมพร้อม ป้องกัน รับมือ’ อย่างไร ไม่ให้ภัยพิบัติเลวร้าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลสำรวจ UNICEF-NIDA ระบุ โรงเรียนไทยยังขาดความพร้อมรับมือน้ำท่วม-ภัยสภาพภูมิอากาศ https://thestandard.co/unicef-nida-schools-lack-flood-climate/ Wed, 19 Nov 2025 11:46:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1145137 ผลสำรวจ UNICEF-NIDA ระบุ โรงเรียนไทยยังขาดความพร้อมรับมือน้ำท่วม-ภัยสภาพภูมิอากาศ

ท่ามกลางสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมที่ยังคงสร้างผลกระทบ […]

The post ผลสำรวจ UNICEF-NIDA ระบุ โรงเรียนไทยยังขาดความพร้อมรับมือน้ำท่วม-ภัยสภาพภูมิอากาศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลสำรวจ UNICEF-NIDA ระบุ โรงเรียนไทยยังขาดความพร้อมรับมือน้ำท่วม-ภัยสภาพภูมิอากาศ

ท่ามกลางสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมที่ยังคงสร้างผลกระทบต่อหลายจังหวัดทั่วประเทศไทย รายงานสำรวจล่าสุดโดยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ด้วยการสนับสนุนจาก UNICEF พบว่า เกือบทุกโรงเรียนในประเทศไทยต้องเผชิญสภาพอากาศรุนแรงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ขณะที่โรงเรียนจำนวนมากยังขาดการสนับสนุนและทรัพยากรที่จำเป็นในการรับมือและปกป้องความปลอดภัยและการเรียนรู้ของเด็ก

 

การสำรวจ ‘ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความช่วยเหลือที่โรงเรียนต้องการ’ ดำเนินการระหว่างเดือนกรกฎาคม–สิงหาคม 2025 โดยเก็บข้อมูลจากโรงเรียนของรัฐ 329 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงโรงเรียนเฉพาะความพิการ 14 แห่ง ใน 14 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบรุนแรงในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เช่น เชียงราย เชียงใหม่ นครราชสีมา ยะลา และนราธิวาส ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่าโรงเรียนและนักเรียนกำลัง ‘เผชิญความเสี่ยงสูงขึ้น’ ต่อฝนตกหนัก น้ำท่วม พายุ และคลื่นความร้อน ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะโลกรวนที่ทวีความรุนแรงขึ้น

 

ผลการสำรวจพบว่า ‘ทุกโรงเรียน’ เคยประสบสภาพอากาศรุนแรงอย่างน้อยหนึ่งประเภทในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา โดยภัยที่เกิดบ่อยและส่งผลกระทบรุนแรงที่สุด ได้แก่ พายุ ฝนตกหนัก และน้ำท่วม ทั้งนี้โรงเรียน 3 ใน 4 แห่ง (ร้อยละ 75) ระบุว่าสาธารณูปโภคและบริการพื้นฐานได้รับผลกระทบ เช่น ไฟฟ้า น้ำดื่ม ห้องน้ำ สุขอนามัย อาหารปลอดภัย หรือการเดินทางมาโรงเรียน ขณะที่กว่าครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 55) รายงานว่านักเรียนเผชิญปัญหาสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นโรคที่มากับความร้อน โรคที่มียุงเป็นพาหะ หรือโรคที่มากับน้ำ เช่น ไข้เลือดออก ท้องร่วง หรือโรคระบบทางเดินหายใจ นอกจากนี้ เกือบครึ่งหนึ่งของโรงเรียน (ร้อยละ 46) ได้รับความเสียหายต่ออาคารสถานที่

 

ที่น่ากังวลคือ โรงเรียนประมาณครึ่งหนึ่งระบุว่า ไม่เคยได้รับความช่วยเหลือใด ๆ หลังประสบภัยสภาพอากาศรุนแรง ขณะที่โรงเรียนที่เคยได้รับความช่วยเหลือ ส่วนใหญ่ได้รับในรูปแบบข้อมูลหรือการแจ้งเตือนล่วงหน้า (ร้อยละ 41) การอบรมหรือจัดกิจกรรมเตรียมความพร้อม (ร้อยละ 35) และการช่วยเหลือฉุกเฉินด้านอาหาร น้ำดื่ม หรือสิ่งของจำเป็น (ร้อยละ 34)

 

เซเวอรีน เลโอนาร์ดี รองผู้แทนองค์การ UNICEF ประเทศไทย กล่าวว่า “ข้อมูลครั้งนี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิของเด็กในการเข้าถึงการศึกษา และทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราจำเป็นต้องเร่งเสริมความพร้อมให้โรงเรียนมีความรู้ โครงสร้างพื้นฐาน และทรัพยากรที่เหมาะสม เพื่อให้เด็กทุกคนยังคงเรียนได้อย่างปลอดภัย แม้ในยามน้ำท่วมหรือยามที่เกิดคลื่นความร้อน หากเราไม่ลงมือในวันนี้ ผลที่ตามมาคือการสูญเสียการเรียนรู้และศักยภาพของเด็กจำนวนมาก”

 

เมื่อปี 2024 อุทกภัยจากพายุไต้ฝุ่นยางิส่งผลให้นักเรียนกว่า 19,000 คน ในโรงเรียน 555 แห่งในภาคเหนือของไทยไม่สามารถไปโรงเรียนได้ ครูต้องปรับไปใช้การเรียนออนไลน์หรือส่งมอบใบงานถึงบ้านของนักเรียน

 

ผลสำรวจยังพบว่าโรงเรียนส่วนใหญ่รับรู้ถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น โดย 2 ใน 3 ของโรงเรียนคาดว่าจะเผชิญฝนตกหนักและน้ำท่วมรุนแรงมากขึ้น และกว่าครึ่ง (ร้อยละ 54) คาดว่าจะเจอคลื่นความร้อนที่รุนแรงกว่าเดิมในอนาคต โดยผลกระทบต่อสุขภาพและชีวิตของนักเรียน เช่น การเจ็บป่วย การบาดเจ็บ หรือการเสียชีวิต เป็นความกังวลสูงสุดของโรงเรียน

 

ในด้านความพร้อมและขีดความสามารถของโรงเรียนในการรับมือกับสภาพอากาศรุนแรง โรงเรียนกว่าครึ่ง (ร้อยละ 53) ประเมินว่าตนมีความพร้อมอยู่ในระดับ ‘ปานกลาง’ ความต้องการเร่งด่วนที่โรงเรียนระบุ ได้แก่ การอบรมและจัดกิจกรรมให้นักเรียนเรียนรู้เรื่องภาวะโลกรวนและการปรับตัว การอบรมครูเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการปรับตัว และข้อมูลหรือระบบแจ้งเตือนภัยที่ทันเวลาและเชื่อถือได้

 

แม้เกือบทุกโรงเรียนจะสอดแทรกเนื้อหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในการเรียนการสอน แต่ครูกว่าร้อยละ 80 ไม่เคยได้รับการอบรมอย่างเป็นทางการ และต้องพึ่งการเรียนรู้ด้วยตนเอง ขณะที่โรงเรียนเฉพาะความพิการมีความต้องการสูงกว่าโรงเรียนทั่วไป ทั้งด้านการอบรมครู สื่อการเรียนรู้ที่ทันสมัย อุปกรณ์การเรียนการสอนที่เหมาะสม และงบประมาณสนับสนุนด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เผชิญความเสี่ยงสูงจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ โดยดัชนี Global Climate Risk Index ปี 2025 จัดอันดับให้ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 30 ของประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ขณะที่การวิเคราะห์ของ UNICEFในปี 2021 จัดไทยอยู่อันดับที่ 50 จาก 163 ประเทศที่เด็กเผชิญความเสี่ยงสูงสุด นอกจากนี้ รายงาน Over the Tipping Point ปี 2023 ของ UNICEF ระบุว่า เด็กกว่า 10.8 ล้านคนในประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงต่ออุทกภัยและภัยแล้ง

 

“โรงเรียนคือด่านหน้าของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ” เลโอนาร์ดีกล่าวเพิ่มเติม “เราต้องลงทุนอย่างเร่งด่วนเพื่อเสริมความพร้อมให้โรงเรียนทั่วประเทศสามารถรับมือกับสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้น และทำให้มั่นใจว่าเด็กทุกคน รวมถึงเด็กในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากหรือพื้นที่ห่างไกล ได้เรียนรู้อย่างปลอดภัย การเตรียมความพร้อมให้โรงเรียนและระบบการศึกษาไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็นเพื่ออนาคตของเด็กทุกคน”

 

UNICEF กำลังทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และพันธมิตรอื่นๆ เพื่อผลักดัน ‘การศึกษาเพื่อรับมือสภาพภูมิอากาศ’ (Climate Smart Education) ในการให้โรงเรียนทั่วประเทศมีความปลอดภัย ยืดหยุ่น และครอบคลุม เพื่อให้เด็กทุกคนสามารถเรียนรู้อย่างเต็มที่และเติบโตเต็มศักยภาพท่ามกลางสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

ผลสำรวจ UNICEF-NIDA ระบุ โรงเรียนไทยยังขาดความพร้อมรับมือน้ำท่วม-ภัยสภาพภูมิอากาศ 1
ผลสำรวจ UNICEF-NIDA ระบุ โรงเรียนไทยยังขาดความพร้อมรับมือน้ำท่วม-ภัยสภาพภูมิอากาศ 2
ผลสำรวจ UNICEF-NIDA ระบุ โรงเรียนไทยยังขาดความพร้อมรับมือน้ำท่วม-ภัยสภาพภูมิอากาศ 3
ผลสำรวจ UNICEF-NIDA ระบุ โรงเรียนไทยยังขาดความพร้อมรับมือน้ำท่วม-ภัยสภาพภูมิอากาศ 4
ผลสำรวจ UNICEF-NIDA ระบุ โรงเรียนไทยยังขาดความพร้อมรับมือน้ำท่วม-ภัยสภาพภูมิอากาศ 5

 

ภาพ: Anan Chonmahatrakul / UNICEF / 2025

อ้างอิง:

  • UNICEF ประเทศไทย

The post ผลสำรวจ UNICEF-NIDA ระบุ โรงเรียนไทยยังขาดความพร้อมรับมือน้ำท่วม-ภัยสภาพภูมิอากาศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
“พวกเรากินเงินไม่ได้” ชนพื้นเมืองบราซิลบุกประท้วง ปมป่าแอมะซอนถูกรุกราน กลางการประชุม COP30 https://thestandard.co/brazil-indigenous-amazon-protest-cop30/ Wed, 12 Nov 2025 03:37:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1142307 “พวกเรากินเงินไม่ได้” ชนพื้นเมืองบราซิลบุกประท้วง ปมป่าแอมะซอนถูกรุกราน กลางการประชุม COP30

เกิดเหตุปะทะกลางสถานที่จัดการประชุม COP30 ที่ประเทศบราซ […]

The post “พวกเรากินเงินไม่ได้” ชนพื้นเมืองบราซิลบุกประท้วง ปมป่าแอมะซอนถูกรุกราน กลางการประชุม COP30 appeared first on THE STANDARD.

]]>
“พวกเรากินเงินไม่ได้” ชนพื้นเมืองบราซิลบุกประท้วง ปมป่าแอมะซอนถูกรุกราน กลางการประชุม COP30

เกิดเหตุปะทะกลางสถานที่จัดการประชุม COP30 ที่ประเทศบราซิล หลังกลุ่มชนพื้นเมืองออกมาประท้วง และพยายามบุกเข้าไปในที่ประชุม เผยที่ดินทำกินในป่าแอมะซอนถูกรุกราน จากการตัดไม้ทำลายป่า และการขุดเจาะน้ำมัน โดยหวังใช้เวทีครั้งนี้แสดงพลังรักษาสิ่งแวดล้อมเฮือกสุดท้าย

 

วันนี้ (12 พฤศจิกายน) ชนพื้นเมืองชาวบราซิลนับร้อยแห่ประท้วงกลางที่ประชุม COP30 โดยพยายามบุกเข้าไปในสถานที่จัดงาน เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อกรณีที่ดินทำกินในป่าแอมะซอนถูกรุกราน จนเกิดเหตุปะทะกับเจ้าหน้าที่ที่พยายามห้ามปราม

 

ในวิดีโอบนโลกโซเชียลมีเดีย ปรากฏให้เห็นชนพื้นเมืองถือป้ายประท้วงว่า ‘ดินแดนของเราไม่ได้มีไว้ขาย’ ท่ามกลางฝูงชนจำนวนหนึ่งที่ถือป้ายและธงชาติปาเลสไตน์ สวมเสื้อ Juntos (แปลว่า Together) ขณะที่อีกส่วนหนึ่งตะโกนด่าทอรัฐบาลบราซิลว่า “พวกเขาคือรัฐบาล นี่คือวิธีการปกป้องผืนป่าที่ถูกยึดครอง เข้าใจบ้างไหม?”

 

ทั้งนี้ โฆษกสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (U.N. Climate Change) แถลงการณ์ว่า ผู้ชุมนุมพยายามบุกรั้วบริเวณทางเข้าหลักของสถานที่จัดงาน COP30 จนเกิดเหตุปะทะกัน โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยบาดเจ็บเล็กน้อย 2 ราย พร้อมยืนยันว่า ทุกภาคส่วนกำลังสอบสวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น และรักษาความปลอดภัยต่อไป

 

นอกจากนี้ Reuters ยังรายงานว่า มีพยานพบเห็นเจ้าหน้าที่ใช้มือกุมท้องด้วยความเจ็บปวด ขณะที่หน่วยรักษาความปลอดภัย 1 คน ถูกไม้ของชนพื้นเมืองฟาดที่บริเวณศีรษะ จนเลือดไหลบริเวณศีรษะ และมีรอยฟกช้ำบริเวณใต้ตา

 

เหตุประท้วงในการประชุม COP ถือเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก เพราะที่ผ่านมา การประชุมมักจัดในประเทศที่เสรีภาพทางการแสดงออกไม่ได้เปิดกว้าง เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอียิปต์ หากแต่รัฐบาลบราซิลในฐานะเจ้าภาพ COP 30 นำโดยประธานาธิบดี ลูลา ดา​ ซิลวา สนับสนุนตัวแสดงอื่นๆ ในวิกฤตโลกเดือดให้เข้ามามีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะชนพื้นเมือง

 

ทั้งนี้ ชนพื้นเมืองออกมาเปิดเผยว่า พวกเขารู้สึกไม่พอใจกับโครงการพัฒนาที่กำลังเกิดขึ้น พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลส่งเสริมบทบาทอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของชนพื้นเมือง โดย ออกุสติน โอกาญา (Agustin Ocaña) ตัวแทนกลุ่ม Global Youth Coalition ให้สัมภาษณ์ว่า ชนพื้นเมืองรู้สึกไม่พอใจที่รัฐบาลระดมทุนสร้างเมืองเบเล็งใหม่โดยไม่จำเป็น ทั้งที่งบประมาณสามารถใช้จ่ายในด้านการศึกษา สุขภาพ และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งการประท้วงครั้งนี้แสดงถึงความรู้สึกสิ้นหวังของพวกเขา

 

“เรากินเงินไม่ได้ เราต้องการที่ดินทำกินของเรา ให้รอดพ้นจากธุรกิจการเกษตร การสำรวจน้ำมัน การขุดเหมืองผิดกฎหมาย และการลักลอบตัดไม้” กิลมาร์ (Gilmar) หัวหน้ากลุ่มชนพื้นเมืองตูปินัมบา (Tupinamba) ที่อาศัยบริเวณแม่น้ำตาปาฌอส กล่าวกับผู้สื่อข่าว

 

“พวกเรากินเงินไม่ได้” ชนพื้นเมืองบราซิลบุกประท้วง ปมป่าแอมะซอนถูกรุกราน กลางการประชุม COP30 1“พวกเรากินเงินไม่ได้” ชนพื้นเมืองบราซิลบุกประท้วง ปมป่าแอมะซอนถูกรุกราน กลางการประชุม COP30 2“พวกเรากินเงินไม่ได้” ชนพื้นเมืองบราซิลบุกประท้วง ปมป่าแอมะซอนถูกรุกราน กลางการประชุม COP30 3“พวกเรากินเงินไม่ได้” ชนพื้นเมืองบราซิลบุกประท้วง ปมป่าแอมะซอนถูกรุกราน กลางการประชุม COP30 4“พวกเรากินเงินไม่ได้” ชนพื้นเมืองบราซิลบุกประท้วง ปมป่าแอมะซอนถูกรุกราน กลางการประชุม COP30 5“พวกเรากินเงินไม่ได้” ชนพื้นเมืองบราซิลบุกประท้วง ปมป่าแอมะซอนถูกรุกราน กลางการประชุม COP30 6

 

ภาพ: Anderson Coelho / Reuters

 

อ้างอิง:

The post “พวกเรากินเงินไม่ได้” ชนพื้นเมืองบราซิลบุกประท้วง ปมป่าแอมะซอนถูกรุกราน กลางการประชุม COP30 appeared first on THE STANDARD.

]]>