Environment – THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/environment/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 07 Sep 2026 11:27:52 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 UPOV 1991 เมื่อสิทธิในเมล็ดพันธุ์ปะทะสิทธิชนพื้นเมืองและสิทธิธรรมชาติ https://thestandard.co/upov-1991-seed-indigenous-rights-thailand/ Mon, 07 Sep 2026 11:27:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1251797 ภาพมือที่กำลังถือเมล็ดพันธุ์พืช สื่อถึงสิทธิในเมล็ดพันธุ์และวิถีชีวิตชนพื้นเมือง

การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรปที่กำลัง […]

The post UPOV 1991 เมื่อสิทธิในเมล็ดพันธุ์ปะทะสิทธิชนพื้นเมืองและสิทธิธรรมชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมือที่กำลังถือเมล็ดพันธุ์พืช สื่อถึงสิทธิในเมล็ดพันธุ์และวิถีชีวิตชนพื้นเมือง

การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรปที่กำลังเข้าสู่โค้งสุดท้าย ได้นำข้อตกลง UPOV 1991 กลับมาเป็นประเด็นถกเถียงที่สำคัญอีกครั้ง ด้วยความกังวลว่ากฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่นี้จะเข้ามาจำกัดสิทธิของเกษตรกรในการเข้าถึง เก็บรักษา และแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

บทความโดย ดร.กฤษฎา บุญชัย ผู้ประสานงาน Thai Climate Justice for All (TCJA) หรือเครือข่ายความเป็นธรรมสภาพภูมิอากาศ เสนอให้ประเทศไทยพิจารณาอย่างรอบคอบว่า จะยอมรับพันธกรณีที่อาจเปลี่ยนโครงสร้างระบบนิเวศและสังคม หรือจะสงวนพื้นที่เชิงนโยบายเพื่อปกป้องวิถีชีวิตและความหลากหลายทางชีวภาพ

 

UPOV 1991 เมื่อสิทธิในเมล็ดพันธุ์ปะทะสิทธิชนพื้นเมืองและสิทธิธรรมชาติ

 

ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป หรือ FTA ไทย–EU การเจรจารอบที่ 9 ในเดือนมิถุนายน 2569 สามารถสรุปผลได้แล้ว 15 จาก 24 บท หรือประมาณสองในสามของการเจรจาทั้งหมด และกำลังเข้าสู่การเจรจารอบที่ 10 ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ขณะที่ประเด็นทรัพย์สินทางปัญญายังอยู่ในกลุ่มประเด็นสำคัญที่ต้องเจรจาต่อไป

 

ในช่วงที่การเจรจากำลังเข้าสู่โค้งสุดท้าย ประเด็นการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง

 

ในการหารือระหว่างผู้แทนการค้าไทยกับองค์กรภาคประชาสังคม นักวิชาการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 มีการหยิบยกเรื่องสิทธิเกษตรกรในการเข้าถึงและเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ การขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชพื้นเมือง และความมั่นคงทางอาหารขึ้นมาพิจารณาโดยตรง รัฐบาลเองระบุถึงความจำเป็นในการรักษาพื้นที่เชิงนโยบายเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการค้า การลงทุน และการคุ้มครองคุณภาพชีวิตของประชาชน

 

บริบทดังกล่าวทำให้ UPOV 1991 ซึ่งเป็นมาตรฐานระหว่างประเทศด้านการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่มีความสำคัญต่อการถกเถียงสาธารณะอีกครั้ง ข้อความสุดท้ายของ FTA ไทย–EU ยังอยู่ระหว่างการเจรจา จึงเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยยังสามารถพิจารณาผลกระทบและกำหนดพื้นที่เชิงนโยบายของตนเองได้

 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เครือข่ายเกษตรกร นักวิชาการ และภาคประชาสังคมไทยได้ทำให้สังคมเห็นความสำคัญของสิทธิเกษตรกรในการเก็บ ใช้ แลกเปลี่ยน และพัฒนาเมล็ดพันธุ์ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายพันธุ์พืชกับโครงสร้างอำนาจในระบบเมล็ดพันธุ์และอาหาร การต่อสู้เหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งและยังคงเป็นหัวใจของข้อถกเถียงเรื่อง UPOV 1991

 

ในสังคมที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ เมล็ดพันธุ์ยังมีความหมายอีกชุดหนึ่งซึ่งควรนำเข้ามาพิจารณาควบคู่กัน สำหรับชุมชนจำนวนมาก เมล็ดพันธุ์เชื่อมโยงกับผืนดิน ความทรงจำ ภาษา พิธีกรรม บรรพบุรุษ ระบบความรู้ และความรับผิดชอบต่อคนรุ่นต่อไป

 

เมื่อกฎหมายกำหนดว่าอะไรคือ พันธุ์’ ใครคือ ‘ผู้ปรับปรุงพันธุ์’ ใครเป็น ‘ผู้ทรงสิทธิ’ และกิจกรรมใดต้องได้รับ ‘การอนุญาต’ กฎหมายจึงกำลังจัดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตขึ้นมาชุดหนึ่งด้วย

 

คำถามเกี่ยวกับ UPOV 1991 จึงลึกไปถึงเรื่องที่ว่า กฎหมายแบบใดกำลังเดินเข้าไปอยู่ในโลกความสัมพันธ์แบบใด และเมื่อกฎหมายชุดใหม่มีอำนาจเหนือความสัมพันธ์ที่ผู้คนกับธรรมชาติสร้างร่วมกันมาหลายชั่วอายุคน อะไรจะได้รับการคุ้มครอง อะไรจะถูกทำให้มองไม่เห็น และใครจะมีอำนาจกำหนดความสัมพันธ์กับชีวิตในอนาคต

 

โลกของไล่โว่และเกาะจำ

 

งานศึกษาสิทธิธรรมชาติบนวิถีชาติพันธุ์ร่วมกับชุมชนกะเหรี่ยงโผล่ว ตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี และชุมชนอูรักลาโว้ยบนเกาะจำ จังหวัดกระบี่ เปิดให้เห็นโลกความสัมพันธ์ที่แตกต่างจากวิธีแบ่งธรรมชาติออกเป็นทรัพยากรประเภทต่าง ๆ ตามระบบกฎหมายและการบริหารสมัยใหม่

 

ในโลกของชาวโผล่วไล่โว่ ป่าเป็นภูมิทัศน์ที่มนุษย์ สัตว์ พืช ดิน น้ำ ลม ไฟ และจิตวิญญาณดำรงอยู่ภายในความสัมพันธ์เดียวกัน ความเข้าใจที่ชุมชนถ่ายทอดผ่านแนวคิด ‘เว๊าะก์เถาะตุงเหมี่ยะตา’ วางมนุษย์ไว้เป็นสมาชิกหนึ่งของชุมชนแห่งชีวิต สิทธิในการใช้จึงดำเนินควบคู่กับหน้าที่ในการดูแล การเว้น การเคารพข้อห้าม และการเปิดพื้นที่ให้สิ่งอื่นฟื้นตัว

 

ไร่หมุนเวียนแสดงความสัมพันธ์ดังกล่าวผ่านการปฏิบัติจริง ไฟทำหน้าที่ในช่วงเวลาหนึ่งของวงจรการผลิต ดินได้รับเวลาฟื้นตัว ป่ารุ่นใหม่เกิดขึ้นในพื้นที่พักฟื้น พืชและเมล็ดพันธุ์หลากหลายชนิดเติบโตอยู่ร่วมกัน ขณะที่ความรู้เรื่องฝน ดิน น้ำ พืช สัตว์ และฤดูกาลได้รับการส่งต่อผ่านการทำงานของคนหลายรุ่น

 

ข้าวแต่ละพันธุ์จึงมีประวัติศาสตร์อยู่ภายในภูมิทัศน์ บางพันธุ์เหมาะกับพื้นที่บางลักษณะ บางพันธุ์สัมพันธ์กับอาหารหรือพิธีกรรม การคัดเลือก เก็บรักษา และแบ่งปันเมล็ดทำให้ความหลากหลายเดินทางผ่านฤดูกาลและคนหลายรุ่น เมล็ดข้าวหนึ่งกำมือจึงบรรจุทั้งพันธุกรรมและประวัติศาสตร์ของความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับผืนดินไว้พร้อมกัน

 

โลกของอูรักลาโว้ยบนเกาะจำเปิดความเข้าใจเดียวกันผ่านภูมิทัศน์ทะเล ชีวิตเชื่อมโยงกับคลื่น ลม กระแสน้ำ ดาว หาด หิน หญ้าทะเล สัตว์น้ำ เกาะ บรรพบุรุษ และโลกทางจิตวิญญาณ

 

ความรู้เรื่องทะเลเกิดจากการอ่านความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเหล่านี้ ทั้งทิศทางลม สีของน้ำ การขึ้นลงของน้ำ ฤดูกาลของสัตว์น้ำ และลักษณะของพื้นที่ ชื่อเรียกเกาะ อ่าว หาด หัวแหลม และหินจึงทำหน้าที่เสมือนแผนที่ทางวัฒนธรรมที่บันทึกความทรงจำ การเดินทาง การทำมาหากิน และความสัมพันธ์กับสถานที่

 

เมื่อหญ้าทะเลลดลง สัตว์น้ำเปลี่ยนแปลง หรือพื้นที่ชายฝั่งถูกจำกัด สิ่งที่เปลี่ยนตามไปด้วยคือความรู้เรื่องฤดูกาล ภาษาอาหาร เส้นทางการเดินเรือ และความสามารถของคนรุ่นหนึ่งในการถ่ายทอดโลกที่ตนรู้จักไปยังคนอีกรุ่นหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงทางนิเวศและการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมจึงเกิดขึ้นภายในกระบวนการเดียวกัน

 

ประสบการณ์จากไล่โว่และเกาะจำทำให้ความหมายของ “วิถีชีวิต” ชัดขึ้น วิถีชีวิตคือความสามารถของผู้คนในการดำรง สร้าง และส่งต่อความสัมพันธ์กับโลกที่ตนเป็นส่วนหนึ่ง

 

เมล็ดพันธุ์ในฐานะความสัมพันธ์ที่มีชีวิต

 

เมื่อนำความเข้าใจดังกล่าวกลับมามองเมล็ดพันธุ์ เราจะเห็นสิ่งที่กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญามองเห็นได้ยาก เมล็ดพันธุ์หนึ่งกำมือเชื่อมคนปลูกกับผืนดิน ฤดูกาล ครอบครัว เพื่อนบ้าน ผู้สูงวัย พิธีกรรม อาหาร และคนรุ่นถัดไป

 

การเลือกเมล็ดจากต้นที่เหมาะสมไว้ปลูกต่อเป็นทั้งกระบวนการทางชีววิทยาและกระบวนการใช้ความรู้ การแลกเปลี่ยนเมล็ดระหว่างครัวเรือนเป็นทั้งการกระจายพันธุกรรมและการสร้างความมั่นคงร่วมของชุมชน

 

ความหลากหลายทางชีวภาพจึงดำรงอยู่ผ่านความสัมพันธ์พอ ๆ กับการดำรงอยู่ของสารพันธุกรรม ธนาคารพันธุกรรมสามารถเก็บเมล็ดไว้ในสภาพควบคุม แต่ความหลากหลายที่มีชีวิตต้องอาศัยผู้คนที่ยังปลูก คัดเลือก ทดลอง แลกเปลี่ยน ตั้งชื่อ ปรุงอาหาร ประกอบพิธี และส่งต่อความหมายของพันธุ์เหล่านั้น

 

ประสบการณ์ของ Potato Park ในเทือกเขาแอนดีสของเปรูสะท้อนหลักการเดียวกัน ชุมชนเกชัวรักษามันฝรั่งพื้นเมืองจำนวนมากผ่านระบบที่เชื่อมการเพาะปลูกเข้ากับการตอบแทน ความสมดุล และความสัมพันธ์ระหว่างโลกมนุษย์ โลกธรรมชาติ และโลกศักดิ์สิทธิ์ การส่งคืนมันฝรั่งพื้นเมืองกว่า 400 พันธุ์จากศูนย์มันฝรั่งนานาชาติสู่ชุมชนในปี 2547 จึงช่วยฟื้นทั้งพันธุกรรม ความรู้ และระบบความสัมพันธ์ที่ทำให้พันธุ์เหล่านั้นมีชีวิตอยู่ต่อไป

 

ประสบการณ์เหล่านี้ยังทำให้คำว่า ‘นวัตกรรม’ มีความหมายกว้างขึ้น พันธุ์พื้นบ้านจำนวนมากเป็นผลจากการสังเกต คัดเลือก ทดลอง และแลกเปลี่ยนของผู้คนหลายรุ่นร่วมกับกระบวนการทางนิเวศ พันธุ์หนึ่งจึงอาจไม่มีผู้สร้างคนเดียวและไม่มีช่วงเวลาหนึ่งที่สามารถประกาศได้อย่างง่ายดายว่าเป็นจุดกำเนิด ความรู้ของผู้หญิง ผู้สูงวัย เกษตรกร และผู้ดูแลเมล็ดพันธุ์เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวิวัฒน์ของพืชตลอดเวลา

 

การคุ้มครองเมล็ดพันธุ์ในโลกเช่นนี้จึงหมายถึงการรักษาความสามารถของสังคมและระบบนิเวศในการสร้างความหลากหลายขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่อง

 

UPOV 1991 กับการจัดระเบียบความสัมพันธ์ใหม่

 

UPOV 1991 สร้างระบบสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาพันธุ์ใหม่ สำหรับวัสดุขยายพันธุ์ของพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครอง กิจกรรมสำคัญหลายประเภทต้องได้รับอนุญาตจากผู้ทรงสิทธิ ได้แก่ การผลิตหรือขยายพันธุ์ การเตรียมเพื่อการขยายพันธุ์ การเสนอขาย การจำหน่ายหรือทำตลาด การส่งออก การนำเข้า และการเก็บไว้เพื่อกิจกรรมเหล่านั้น

 

ส่วนการนำผลผลิตที่เกษตรกรได้จากการปลูกพันธุ์คุ้มครองกลับมาใช้เพื่อขยายพันธุ์ในพื้นที่ของตนเองเป็นข้อยกเว้นที่ประเทศสมาชิกอาจกำหนดได้ ภายในขอบเขตอันสมควรและโดยคำนึงถึงประโยชน์อันชอบธรรมของนักปรับปรุงพันธุ์

 

ระบบดังกล่าวมีตรรกะที่ชัดเจน คือการสร้างสิทธิให้ผู้ปรับปรุงพันธุ์สามารถควบคุมการใช้พันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองในขอบเขตที่กฎหมายกำหนด เพื่อสร้างแรงจูงใจต่อการพัฒนาพันธุ์ใหม่ ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การนำระบอบสิทธิชุดหนึ่งเข้าไปอยู่ร่วมกับระบบเมล็ดพันธุ์อีกหลายแบบที่มีตรรกะทางสังคมและนิเวศแตกต่างกัน

 

ระบบเมล็ดพันธุ์ของชุมชนจำนวนมากจัดความสัมพันธ์ผ่านการดูแลร่วม การแบ่งปัน การสืบทอด การตอบแทน และหน้าที่ต่อคนรุ่นต่อไป เมื่อระบอบที่จัดความสัมพันธ์ผ่านผู้ทรงสิทธิและการอนุญาตเข้ามามีสถานะทางกฎหมายเหนือกว่า ความสัมพันธ์เดิมบางประเภทอาจถูกบีบให้ต้องปรับตัวตามนิยามและขอบเขตของกฎหมายใหม่

 

นี่คือปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญของ UPOV 1991 เมื่อมองจากสิทธิชนพื้นเมืองและสิทธิธรรมชาติ เพราะกฎหมายกำลังเข้าไปกำหนดว่าใครมีอำนาจสร้างข้อจำกัดต่อการใช้ชีวิตที่สามารถสืบพันธุ์ได้ และความสัมพันธ์กับชีวิตรูปแบบใดจะได้รับสถานะทางกฎหมายมากกว่ากัน

 

หลักความแตกต่าง ความสม่ำเสมอ และความคงตัวที่ใช้ในระบบคุ้มครองพันธุ์พืชยิ่งทำให้เห็นความแตกต่างของวิธีให้คุณค่าต่อความหลากหลาย พันธุ์พื้นบ้านจำนวนหนึ่งมีความแปรผันภายในสูงและเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องตามการคัดเลือกของเกษตรกร ดิน ฝน โรค และระบบนิเวศ

 

ความแปรผันดังกล่าวมีความสำคัญมากขึ้นในโลกภูมิอากาศผันผวน เพราะช่วยให้ประชากรพืชมีพื้นที่สำหรับตอบสนองต่ออุณหภูมิ ฝน โรค และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง

 

ความสม่ำเสมอเป็นคุณสมบัติที่มีคุณค่าในระบบการปรับปรุงพันธุ์แบบหนึ่ง ขณะที่ความหลากหลายภายในพันธุ์และความสามารถในการเปลี่ยนแปลงมีคุณค่าอย่างสูงในระบบเกษตรอีกแบบหนึ่ง ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อระบบใดระบบหนึ่งมีอำนาจกำหนดมาตรฐานของ “พันธุ์” และ “นวัตกรรม” ให้กลายเป็นมาตรฐานกลางของสังคมทั้งหมด

 

สิทธิชนพื้นเมืองและสิทธิธรรมชาติมาบรรจบกันที่ความสัมพันธ์

 

เมื่อมองจากไล่โว่และเกาะจำ สิทธิชนพื้นเมืองหมายถึงความสามารถของชุมชนในการดำรงและกำหนดความสัมพันธ์กับผืนดิน น้ำ ป่า ทะเล เมล็ดพันธุ์ ความรู้ และโลกทางจิตวิญญาณของตนเอง สิทธิในทรัพยากรจึงสัมพันธ์กับสิทธิในวัฒนธรรม ความรู้ และการกำหนดอนาคต

 

ปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนพื้นเมืองวางหลักสำคัญไว้ในมาตรา 31 โดยรับรองสิทธิของชนพื้นเมืองในการธำรง ควบคุม คุ้มครอง และพัฒนามรดกทางวัฒนธรรม ความรู้ดั้งเดิม และทรัพยากรที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเมล็ดพันธุ์ ยา และความรู้เกี่ยวกับคุณสมบัติของพืชและสัตว์ เมล็ดพันธุ์จึงอยู่ภายในขอบเขตของสิทธิในการกำหนดวิถีชีวิตและอนาคตของชุมชน

 

กรณีโคลอมเบียทำให้หลักการนี้มีรูปธรรมทางกฎหมายอย่างมาก ในปี 2555 ศาลรัฐธรรมนูญโคลอมเบียวินิจฉัยว่ากฎหมายที่ให้ความเห็นชอบต่อ UPOV 1991 ขัดรัฐธรรมนูญ เนื่องจากรัฐไม่ได้ดำเนินการปรึกษาหารือล่วงหน้ากับชุมชนชาติพันธุ์ที่อาจได้รับผลกระทบ คำวินิจฉัยให้ความสำคัญกับผลกระทบที่ระบอบดังกล่าวอาจมีต่อวิถีชีวิต ความรู้ดั้งเดิม และบทบาทของชุมชนในการอนุรักษ์และพัฒนาความหลากหลายทางชีวภาพ

 

กรณีนี้ทำให้เห็นว่าการพิจารณา UPOV สามารถเข้าสู่พื้นที่ของสิทธิชนพื้นเมืองและสิทธิทางวัฒนธรรมได้โดยตรง สิทธิธรรมชาติเปิดอีกด้านหนึ่งของความสัมพันธ์นี้ โลกทัศน์ที่พบในไล่โว่และเกาะจำทำให้การใช้ธรรมชาติสัมพันธ์อยู่กับหน้าที่ การใช้ป่ามาพร้อมช่วงเวลาที่ป่าฟื้น การใช้ไฟสัมพันธ์กับฤดูกาลและพื้นที่ การจับสัตว์น้ำสัมพันธ์กับจังหวะของทะเล และพื้นที่บางแห่งได้รับการเว้นไว้ผ่านข้อห้ามหรือความสัมพันธ์ทางจิตวิญญาณ

 

เมื่อนำหลักสิทธิธรรมชาติมาพิจารณา เมล็ดพันธุ์จึงปรากฏในฐานะชีวิตที่มีความสามารถในการสืบพันธุ์ กลายพันธุ์ แลกเปลี่ยนสารพันธุกรรม ปรับตัว และวิวัฒน์ร่วมกับสภาพแวดล้อม การรักษาความหลากหลายจึงครอบคลุมทั้งพันธุกรรมที่มีอยู่ในปัจจุบันและกระบวนการวิวัฒน์ที่จะสร้างความแตกต่างขึ้นใหม่ในอนาคต

 

สิทธิชนพื้นเมืองและสิทธิธรรมชาติจึงมาบรรจบกันตรงความสัมพันธ์ ด้านหนึ่งคือสิทธิของผู้คนในการดำรงและกำหนดความสัมพันธ์กับโลกที่ตนเป็นส่วนหนึ่ง อีกด้านหนึ่งคือความสามารถของชีวิตและระบบนิเวศในการดำรง ฟื้นตัว สืบพันธุ์ ปรับตัว และวิวัฒน์ ความสัมพันธ์ดังกล่าวทำให้ ‘สิทธิ’ มีความหมายควบคู่กับ ‘หน้าที่’ และทำให้การกำกับชีวิตแตกต่างจากการกำกับทรัพย์สินทั่วไป

 

พัฒนาการของอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพและกรอบความหลากหลายทางชีวภาพโลกคุนหมิง–มอนทรีออลเคลื่อนเข้าหาความเข้าใจเช่นนี้มากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับความรู้ การใช้ทรัพยากรตามจารีต สิทธิในที่ดิน ดินแดน และทรัพยากร ตลอดจนการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น

 

เป้าหมายที่ 21 กำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการเข้าถึงความรู้ดั้งเดิมโดยเชื่อมกับความยินยอมโดยเสรี ล่วงหน้า และมีข้อมูลเพียงพอ ตามถ้อยคำและเงื่อนไขที่กรอบกำหนดและตามกฎหมายของประเทศ

 

ขณะที่เป้าหมายที่ 22 ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอย่างเต็มที่ เท่าเทียม ครอบคลุม และมีประสิทธิผล พร้อมการเคารพวัฒนธรรมและสิทธิในที่ดิน ดินแดน ทรัพยากร และความรู้ดั้งเดิม

 

พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ทำให้บริบททางกฎหมายของประเทศไทยเปลี่ยนไป

 

การมีผลใช้บังคับของ พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ทำให้ประเทศไทยมีฐานกฎหมายภายในประเทศชุดใหม่สำหรับการพิจารณานโยบายที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ กฎหมายวางหลักการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิต ความเสมอภาค ศักดิ์ศรี วัฒนธรรม และการมีส่วนร่วม พร้อมสร้างกลไกในระดับนโยบายและพื้นที่

 

ความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ต่อการพิจารณา UPOV อยู่ที่ความหมายของคำว่า ‘วิถีชีวิต’ ซึ่งมีฐานทางนิเวศรองรับอยู่เสมอ วัฒนธรรมข้าวดำรงอยู่ผ่านพันธุ์ข้าว ผืนดิน น้ำ ความรู้ พิธีกรรม และผู้ปลูก วิถีไร่หมุนเวียนดำรงอยู่ผ่านวงจรพื้นที่ ป่า ไฟ เมล็ดพันธุ์ และระยะเวลาการฟื้นตัว วิถีทะเลดำรงอยู่ผ่านทะเลที่มีชีวิต หญ้าทะเล สัตว์น้ำ ชายหาด เส้นทางเดินเรือ และการถ่ายทอดความรู้ระหว่างรุ่น

 

สิทธิทางวัฒนธรรมจึงมีฐานทางนิเวศรองรับ

 

การคุ้มครองวิถีชีวิตจึงครอบคลุมเงื่อนไขที่ทำให้วัฒนธรรมสามารถสืบทอด ปรับตัว และสร้างตัวเองขึ้นใหม่ ในความหมายนี้ ระบบเมล็ดพันธุ์ของชุมชนเป็นส่วนหนึ่งของฐานทางนิเวศและวัฒนธรรมของวิถีชีวิต การเปลี่ยนแปลงกฎหมายหรือพันธกรณีระหว่างประเทศที่ส่งผลต่อการเก็บ ใช้ แลกเปลี่ยน พัฒนา หรือส่งต่อเมล็ดพันธุ์ จึงควรถูกพิจารณาผ่านผลกระทบต่อวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ด้วย

 

กลไกพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์มีศักยภาพสำคัญในเรื่องนี้ แนวทางที่ได้รับการพัฒนาในประเทศไทยเชื่อมการคุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรมเข้ากับการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างสมดุลและยั่งยืน และให้ความสำคัญกับพื้นที่ทางจิตวิญญาณควบคู่กับพื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน พื้นที่ใช้ประโยชน์ และพื้นที่อนุรักษ์

 

บทเรียนจากไล่โว่ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การคุ้มครองวิถีชีวิตของชาวโผล่วสัมพันธ์กับไร่หมุนเวียน พันธุ์ข้าว ป่า น้ำ ไฟ และระบบความรู้ที่เชื่อมองค์ประกอบเหล่านี้เข้าด้วยกัน ในทางนโยบาย พื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตจึงสามารถพัฒนาให้ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ความหลากหลายทางชีววัฒนธรรม ซึ่งชุมชนมีบทบาทในการดูแลระบบนิเวศ เมล็ดพันธุ์ ระบบอาหาร และความรู้ไปพร้อมกัน ผ่านธนาคารเมล็ดพันธุ์ที่มีชีวิต การปรับปรุงพันธุ์โดยชุมชน พิธีสารชีววัฒนธรรม ระบบข้อมูลที่ชุมชนกำกับการเข้าถึง และกติกาชุมชนเกี่ยวกับทรัพยากรพันธุกรรม

 

แนวคิด ‘พื้นที่ความหลากหลายทางชีววัฒนธรรม’ ในที่นี้เป็นข้อเสนอในการพัฒนานโยบายจากฐานของกฎหมาย มิใช่ชื่อประเภทพื้นที่ที่ตัว พ.ร.บ.บัญญัติไว้โดยตรง

 

การมี พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์จึงทำให้การพิจารณา UPOV 1991 ของประเทศไทยมีบริบททางกฎหมายเปลี่ยนไป การเจรจาการค้าและการกำหนดนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาควรพิจารณาความสอดคล้องกับกฎหมายภายในประเทศที่มุ่งคุ้มครองวิถีชีวิตและความหลากหลายทางวัฒนธรรม เพื่อให้พันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยรับเข้ามาสามารถดำรงอยู่ร่วมกับเจตนารมณ์ของกฎหมายภายในประเทศได้

 

ประเทศไทยควรทบทวน UPOV 1991 ก่อนสร้างพันธกรณีระยะยาว

 

เมื่อพิจารณาร่วมกันทั้งสิทธิเกษตรกร สิทธิชนพื้นเมือง สิทธิธรรมชาติ พันธกรณีด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และ พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ การตัดสินใจของประเทศไทยต่อ UPOV 1991 จึงควรผ่านการทบทวนอย่างรอบด้านก่อนสร้างพันธกรณีระหว่างประเทศที่อาจจำกัดพื้นที่ทางกฎหมายของประเทศในอนาคต

 

รัฐบาลไทยควรทบทวนท่าทีต่อการรับพันธกรณี UPOV 1991 ในการเจรจา FTA ไทย–EU โดยครอบคลุมผลกระทบต่อสิทธิเกษตรกร สิทธิชนพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ ระบบเมล็ดพันธุ์ชุมชน ความหลากหลายทางชีววัฒนธรรม และความสามารถของธรรมชาติในการสืบพันธุ์ ปรับตัว และวิวัฒน์ รวมทั้งตรวจสอบความสอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ กรอบคุนหมิง–มอนทรีออล และกฎหมายคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ของประเทศไทย

 

ประเทศไทยควรพัฒนา การประเมินผลกระทบต่อสิทธิ วิถีชีวิต และความหลากหลายทางชีววัฒนธรรม ก่อนการรับพันธกรณีหรือแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ UPOV 1991 โดยให้ชุมชนที่อาจได้รับผลกระทบมีบทบาทร่วมกำหนดขอบเขตและเกณฑ์การประเมินตั้งแต่ต้น การประเมินควรครอบคลุมระบบการเก็บ ใช้ แลกเปลี่ยน และพัฒนาพันธุ์พื้นบ้าน การหมุนเวียนเมล็ดพันธุ์ระหว่างครอบครัวและชุมชน การถ่ายทอดความรู้ บทบาทของผู้หญิงและผู้สูงวัย ความมั่นคงทางอาหาร ความสามารถในการปรับตัวต่อภูมิอากาศ ตลอดจนผลต่อภาษา พิธีกรรม และความสัมพันธ์กับผืนดิน

 

หัวใจของกระบวนการดังกล่าวอยู่ที่อำนาจของชุมชนในการร่วมกำหนดว่า ‘ผลกระทบ’ หมายถึงอะไร เพราะสิ่งที่ระบบเศรษฐกิจประเมินเป็นต้นทุนหรือผลประโยชน์สามารถปรากฏในชีวิตของชุมชนในรูปของการสูญเสียพันธุ์ การขาดช่วงของความรู้ การเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างรุ่น หรือการอ่อนแรงของกติกาการแบ่งปันที่ดำรงมาหลายชั่วอายุคน

 

พร้อมกันนั้น ประเทศไทยควรสร้างสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจนให้ระบบเมล็ดพันธุ์ชุมชน พัฒนากลไกคุ้มครองความรู้และทรัพยากรพันธุกรรมตามกติกาของชุมชน และเชื่อมระบบเหล่านี้กับการดำเนินงานตาม พ.ร.บ.ชาติพันธุ์และพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิต เพื่อให้สิทธิทางวัฒนธรรมได้รับการคุ้มครองพร้อมกับฐานชีวภาพที่ทำให้วัฒนธรรมนั้นดำรงอยู่

 

หลักการสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ภาระในการแสดงความสอดคล้องควรอยู่กับข้อเสนอที่จะสร้างพันธกรณีใหม่ ก่อนประเทศไทยยอมรับ UPOV 1991 ฝ่ายที่เสนอให้ประเทศรับพันธกรณีดังกล่าวควรแสดงให้เห็นด้วยหลักฐานและมาตรการทางกฎหมายที่ชัดเจนว่า UPOV 1991 สามารถดำรงอยู่ร่วมกับสิทธิเกษตรกร สิทธิของชนพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ ระบบเมล็ดพันธุ์ชุมชน พันธกรณีด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และ พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ได้จริง

 

ตราบใดที่ประเทศไทยยังไม่มีหลักประกันดังกล่าว รัฐบาลควรรักษาพื้นที่เชิงนโยบายของประเทศไว้ และไม่รับพันธกรณี UPOV 1991 ไว้ในความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป

 

ข้อเสนอนี้มุ่งสร้างเงื่อนไขให้การปรับปรุงพันธุ์ นวัตกรรม และความร่วมมือทางการค้าระหว่างประเทศดำเนินไปพร้อมกับการรักษาระบบนวัตกรรมอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งสร้างความหลากหลายของพืชผ่านการดูแลร่วมของผู้คนและธรรมชาติมาหลายชั่วอายุคน

 

เมล็ดพันธุ์หนึ่งกำมือมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าผู้ถือมันอยู่ในวันนี้ ภายในเมล็ดเหล่านั้นมีการคัดเลือกของคนหลายรุ่น ความทรงจำของฤดูกาล การเดินทางระหว่างชุมชน ความรู้ของผู้สูงวัย การทำงานของผู้หญิง การเปลี่ยนแปลงของดินและภูมิอากาศ รวมทั้งความเป็นไปได้ของชีวิตที่ยังมาไม่ถึง เมื่อกฎหมายเข้าไปกำหนดความสัมพันธ์กับเมล็ดพันธุ์ กฎหมายจึงกำลังเข้าไปสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์และอนาคตเหล่านี้ด้วย

 

สิทธิชนพื้นเมืองทำให้เราเห็นสิทธิของผู้คนในการดำรงและกำหนดความสัมพันธ์กับโลกของตนเอง สิทธิธรรมชาติทำให้เราเห็นความสามารถของชีวิตในการดำรง ฟื้นตัว สืบพันธุ์ ปรับตัว และวิวัฒน์ ส่วน พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ทำให้การคุ้มครองวิถีชีวิตมีฐานอยู่ในระบบกฎหมายไทยแล้ว

 

เมื่อนำทั้งสามมาวางร่วมกัน คำถามต่อ UPOV 1991 จึงมีความหมายมากกว่าการเลือกระหว่างสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์กับสิทธิของเกษตรกร หากเป็นคำถามว่า กฎหมายของเราจะจัดความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับชีวิตอย่างไร และจะยอมให้ระบอบสิทธิแบบหนึ่งมีอำนาจเปลี่ยนแปลงโลกของความสัมพันธ์ที่สร้างความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรมมาหลายชั่วอายุคนเพียงใด

 

การตัดสินใจเรื่อง UPOV 1991 จึงเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจว่าเราจะส่งต่อโลกแบบใดไปยังคนรุ่นหลัง โลกที่ความหลากหลายได้รับการเก็บรักษาไว้ในฐานะทรัพยากรพันธุกรรมสำหรับการใช้ประโยชน์ หรือโลกที่ผู้คนยังสามารถปลูก แบ่งปัน เรียนรู้ และสร้างความหลากหลายขึ้นใหม่ร่วมกับธรรมชาติได้

 

สิทธิชนพื้นเมืองและสิทธิธรรมชาติชี้ไปยังโลกที่เมล็ดพันธุ์ยังสามารถเดินทางจากมือหนึ่งสู่อีกมือหนึ่ง จากผืนดินหนึ่งสู่อีกผืนดินหนึ่ง และจากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง พร้อมกับความรู้ ความทรงจำ และความรับผิดชอบที่จะส่งต่อโลกซึ่งยังมีความหลากหลายของชีวิตให้แก่ผู้ที่เกิดมาภายหลังเรา

 

ภาพ: UPOV 1991 สิทธิในเมล็ดพันธุ์

The post UPOV 1991 เมื่อสิทธิในเมล็ดพันธุ์ปะทะสิทธิชนพื้นเมืองและสิทธิธรรมชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
UNICEF จับมือเครือข่ายอากาศสะอาด เปิดตัว ‘BEAT TO BREATHE’ ปลุกพลังแรป ชวนคนไทยลุกขึ้นปกป้องสิทธิเด็กในอากาศสะอาด https://thestandard.co/unicef-clean-air-children-rights-rap/ Mon, 07 Sep 2026 09:55:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1251763 ภาพเด็กและเยาวชนร่วมกิจกรรมแคมเปญ ‘BEAT TO BREATHE’ ของ UNICEF และเครือข่ายอากาศสะอาด

วันนี้ (7 กันยายน) เนื่องในวันอากาศสะอาดสากล (Internati […]

The post UNICEF จับมือเครือข่ายอากาศสะอาด เปิดตัว ‘BEAT TO BREATHE’ ปลุกพลังแรป ชวนคนไทยลุกขึ้นปกป้องสิทธิเด็กในอากาศสะอาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเด็กและเยาวชนร่วมกิจกรรมแคมเปญ ‘BEAT TO BREATHE’ ของ UNICEF และเครือข่ายอากาศสะอาด

วันนี้ (7 กันยายน) เนื่องในวันอากาศสะอาดสากล (International Days of Clean Air and Blue Skies) องค์การUNICEF (UNICEF) ประเทศไทย และเครือข่ายอากาศสะอาด เปิดตัว ‘BEAT TO BREATHE’ (บีท ทู บรีธ) แคมเปญที่หยิบเอาพลังของเพลงแรป ชวนเด็ก เยาวชน และสังคมลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิในอากาศสะอาดให้กับเด็กทุกคน พร้อมสร้างความตระหนักถึงผลกระทบของฝุ่น PM 2.5 ที่มีต่อเด็ก และผลักดันให้เกิดการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ในช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าพิจารณาร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด

 

หัวใจของแคมเปญคือ เพลง ‘ปอดเทส’ (Lung Test) ผลงานของ TangBadVoice หรือ ตะวันวาด วนวิทย์ แรปเปอร์ชาวไทย ซึ่งหยิบ ‘ลมหายใจ’ มาเป็นส่วนหนึ่งของจังหวะและเนื้อเพลงเพื่อเล่าเรื่องฝุ่น PM2.5 ผ่านเรื่องใกล้ตัวที่กระทบชีวิตและสุขภาพของทุกคน โดยเน้นย้ำว่า “ถ้าไม่แก้ตอนนี้ มันก็คงสายไป อากาศเดียวทุกคนใช้ ทุกคนต้องหายใจ”

 

สำหรับ TangBadVoice ฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เขาเติบโตในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเผชิญปัญหา PM2.5 อย่างรุนแรงในช่วงฤดูฝุ่น เขากล่าวว่า “ตั้งแต่เด็ก เราเรียนรู้แค่ที่จะปรับตัวให้อยู่กับปัญหา ทั้งอยู่ในห้องปิดหน้าต่าง เปิดเครื่องฟอกอากาศ หลีกเลี่ยงการออกไปข้างนอก หรือใส่หน้ากากเมื่อต้องออกนอกบ้าน แต่เมื่อได้มาทำเพลง ‘ปอดเทส’ ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ และนั่นทำให้ผมได้รู้ว่า จริง ๆ แล้วอากาศที่ดีเป็นสิ่งที่เราเลือกได้และสร้างได้ เพียงแต่ที่ผ่านมาเราไม่เคยรู้ว่ามีทางเลือกอื่น จนในที่สุด การอยู่กับอากาศที่ไม่ดีต่อสุขภาพก็กลายเป็นเรื่องปกติที่เรายอมรับโดยไม่รู้ตัว”

 

 

แคมเปญ BEAT TO BREATHE ยังชวนเด็กๆ และทุกคนมาร่วมกิจกรรม Beat Test Challenge ลองแรปเพลง ‘ปอดเทส’ และทดสอบการควบคุมลมหายใจของตัวเอง โดยได้แรงบันดาลใจจากแนวคิด Maximum Phonation Time หรือระยะเวลาที่คนเราสามารถเปล่งเสียงต่อเนื่องด้วยลมหายใจเดียว

 

ในประเทศไทย UNICEF ระบุว่า เด็กประมาณ 11 ล้านคน กำลังเผชิญกับฝุ่น PM2.5 ในระดับสูง ซึ่งมากกว่าจำนวนเด็กที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม คลื่นความร้อน หรือภัยแล้ง ในขณะที่ทั่วโลก รายงานสภาวะอากาศโลกฉบับที่ 5 ในปี 2567 ชี้ว่ามลพิษทางอากาศกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับที่สองของการเสียชีวิตของประชากรทั่วโลก โดยได้คร่าชีวิตผู้คนถึง 8.1 ล้านคนในปี 2564 ในจำนวนนี้เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีกว่า 700,000 คน ซึ่งกว่าร้อยละ 90 มีสาเหตุมาจากฝุ่น PM2.5

 

เด็กมีความเปราะบางต่อมลพิษทางอากาศเป็นพิเศษ เนื่องจากปอด ร่างกาย และสมองยังพัฒนาไม่เต็มที่ อีกทั้งยังอาจได้รับมลพิษมากกว่า เพราะหายใจรับอากาศในปริมาณมากกว่าเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัว การได้รับฝุ่น PM2.5 เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ เช่น โรคหอบหืด ปอดอักเสบ และโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรังในเด็ก และยังเชื่อมโยงกับโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคเบาหวาน และมะเร็งปอดในผู้ใหญ่

 

เซเวอรีน เลโอนาร์ดี รักษาการผู้อำนวยการ องค์การ UNICEF ประเทศไทย กล่าวว่า “มลพิษทางอากาศอาจมองไม่เห็น แต่ผลกระทบที่มีต่อเด็กนั้นชัดเจน ทุกลมหายใจที่มีมลพิษจะสะสมผลกระทบไปเรื่อยๆ จากอาการไอในวันนี้ สู่ปัญหาสุขภาพในวันข้างหน้า และสำหรับเด็กจำนวนมากคือการต้องใช้ชีวิตอยู่แต่ในบ้านในวันที่อากาศไม่ดี แคมเปญ BEAT TO BREATHE ต้องการให้เด็กและทุกคนเข้าใจว่าปัญหานี้กระทบชีวิตของพวกเขาอย่างไร ให้พวกเขาได้มีพื้นที่ส่งเสียง และมีส่วนร่วมผลักดันนโยบายที่ทำให้เด็กทุกคนมีอากาศสะอาดหายใจได้จริง เราไม่ควรต้องรอให้เด็กป่วยก่อนจึงจะลงมือแก้ปัญหา”

 

เลโอนาร์ดี กล่าวเสริมว่า ในขณะที่ไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) การยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการมลพิษทางอากาศยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นในระดับนโยบาย

 

รายงาน OECD Economic Surveys: Thailand 2025 ให้ความสำคัญกับปัญหามลพิษทางอากาศ โดยชี้ว่า การยกระดับมาตรฐานการปล่อยมลพิษและการจัดทำกฎหมายอากาศสะอาดจะเป็นพัฒนาการที่สำคัญของไทย พร้อมเสนอให้ไทยเพิ่มความเข้มงวดของกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยมลพิษจากภาคการขนส่ง และดำเนินมาตรการอื่นๆ เพื่อยกระดับคุณภาพอากาศ และเพื่อให้เห็นผลกระทบของฝุ่น PM2.5 ต่อสุขภาพเด็กอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ในเดือนพฤศจิกายนนี้ UNICEF และเครือข่ายอากาศสะอาดจะร่วมกับทีมแพทย์ลงพื้นที่ในโรงเรียนนำร่อง 6 แห่งในกรุงเทพฯ เพื่อพัฒนาให้ครูและเด็กๆ สามารถคัดกรองเด็กที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพ และส่งต่อเพื่อรับการดูแลที่เหมาะสม ข้อมูลจากการคัดกรอง รวมถึงเสียงและประสบการณ์ของเด็ก จะนำไปใช้ผลักดันนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศในระยะยาวต่อไป

 

ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. มีจุดเริ่มต้นสำคัญในปี 2565 เมื่อเครือข่ายอากาศสะอาดริเริ่มเสนอร่างกฎหมายอากาศสะอาดฉบับประชาชนเป็นฉบับแรก ก่อนจะมีร่างกฎหมายอีก 6 ฉบับเสนอโดยพรรคการเมืองและคณะรัฐมนตรี และนำมาพิจารณาร่วมกันเป็นร่างกฎหมายฉบับเดียว หลังผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ร่างกฎหมายดังกล่าวได้รับการแก้ไขเพิ่มเติมโดยวุฒิสภา อย่างไรก็ตาม เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่เห็นชอบกับส่วนที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติม ด้วยคะแนนเสียง 414 ต่อ 2 เสียง และมีมติให้ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันของทั้งสองสภาจำนวน 20 คน เพื่อพิจารณาหาข้อยุติและจัดทำร่างกฎหมายที่ทั้งสองสภาเห็นชอบร่วมกันต่อไป

 

กัญฐณา อภิรภากรณ์ หัวหน้าฝ่ายสื่อสาร เครือข่ายอากาศสะอาด กล่าวว่า “ในแต่ละปี มะเร็งปอดคร่าชีวิตคนไทยกว่าหมื่นคน และสิ่งที่น่าสะเทือนใจคือ เรายังพบผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะลุกลามในกลุ่มคนอายุน้อยและผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่ มลพิษทางอากาศเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคนี้ ฝุ่นพิษ PM2.5 จึงไม่ใช่เพียงหมอกจาง ๆ ที่มาเยือนตามฤดูกาล แต่เป็นวิกฤตสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เพราะมันกระทบต่อสิทธิในการมีชีวิตและมีสุขภาพที่ดีของทุกคนอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะเด็กซึ่งไม่ได้เป็นผู้ก่อปัญหา แต่ต้องแบกรับผลกระทบไปตลอดชีวิต

 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาคประชาชนได้ร่วมกันผลักดันร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด จนเกิดร่างกฎหมายที่เป็นความหวังของสังคม แต่การมีกฎหมายไม่ได้หมายความว่าภารกิจจะสิ้นสุดลง ตรงกันข้าม วันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้จะเป็นจุดเริ่มต้นของงานที่สำคัญยิ่งกว่า นั่นคือ การร่วมกันผลักดันให้กฎหมายถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเกิดผลจริงในทุกพื้นที่ ขณะเดียวกัน สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการสร้างความรู้และความตระหนักเรื่องสิทธิในอากาศสะอาดให้แก่คนทุกระดับ ตั้งแต่การปลูกฝังความเข้าใจให้เด็กในห้องเรียน การเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนได้ส่งเสียงและมีส่วนร่วม ไปจนถึงการสร้างความรับผิดชอบร่วมกันในหมู่ผู้ใหญ่ ชุมชน ภาคธุรกิจ และผู้กำหนดนโยบาย”

 

ภาพ: UNICEF ประเทศไทย

The post UNICEF จับมือเครือข่ายอากาศสะอาด เปิดตัว ‘BEAT TO BREATHE’ ปลุกพลังแรป ชวนคนไทยลุกขึ้นปกป้องสิทธิเด็กในอากาศสะอาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
บทเรียนจากเนปาลสู่น่าน และคำถามต่อการอนุรักษ์ในโลกภูมิอากาศใหม่ https://thestandard.co/nepal-nan-climate-conservation-lessons/ Fri, 28 Aug 2026 11:48:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1247853 ภาพประกอบบทความเกี่ยวกับบทเรียนจากภัยพิบัติในเนปาลและน้ำท่วมที่น่าน พร้อมคำถามต่อการอนุรักษ์ในโลกภูมิอากาศใหม่

วิกฤตภัยพิบัติในเนปาลและน้ำท่วมใหญ่ที่จังหวัดน่าน เป็น […]

The post บทเรียนจากเนปาลสู่น่าน และคำถามต่อการอนุรักษ์ในโลกภูมิอากาศใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบบทความเกี่ยวกับบทเรียนจากภัยพิบัติในเนปาลและน้ำท่วมที่น่าน พร้อมคำถามต่อการอนุรักษ์ในโลกภูมิอากาศใหม่

วิกฤตภัยพิบัติในเนปาลและน้ำท่วมใหญ่ที่จังหวัดน่าน เป็น 2 เหตุการณ์ที่โลกกำลังส่งสัญญาณเตือนว่า ‘สมการป่าไม้’ แบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไปในโลกภูมิอากาศใหม่

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

บทความของ ดร.กฤษฎา บุญชัย ผู้ประสานงาน Thai Climate Justice for All (TCJA) หรือเครือข่ายความเป็นธรรมสภาพภูมิอากาศ เสนอว่า สาเหตุของภัยไม่ได้มาจากเพียงการตัดไม้ทำลายป่า แต่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ โครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศโดยรวม

 

บทเรียนจากเนปาลสู่น่าน และคำถามต่อการอนุรักษ์ในโลกภูมิอากาศใหม่

 

ขณะที่เขียนบทความนี้ เนปาลยังอยู่ท่ามกลางวิกฤตภัยพิบัติครั้งใหญ่ กระแสน้ำ โคลน หิน และตะกอนมหาศาลจากเทือกเขาหิมาลัยได้กวาดลงมาตามระบบแม่น้ำ Lhende Khola, Bhote Koshi และ Trishuli ทำลายหมู่บ้าน ถนน สะพาน โรงไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานหลายแห่ง

 

ข้อมูลวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ระบุว่าพบผู้เสียชีวิตในเนปาลแล้วอย่างน้อย 157 คน และยังมีผู้สูญหายมากกว่า 400 คน การค้นหาและกู้ภัยยังดำเนินอยู่ ตัวเลขความสูญเสียจึงอาจเปลี่ยนแปลงได้อีก

 

การวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมเบื้องต้นชี้ว่า จุดเริ่มต้นของภัยไม่ได้เกิดจากฝนหนักหรือการสูญเสียป่าในบริเวณต้นกำเนิด หากสัมพันธ์กับการพังของมวลน้ำแข็ง หิน และตะกอนจากบริเวณธารน้ำแข็งบนภูเขาสูง ก่อนเคลื่อนตัวลงสู่หุบเขาและพัฒนาเป็นกระแสน้ำและตะกอนที่มีพลังทำลายล้างสูง บางพื้นที่ระดับน้ำเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 9 เมตรภายในครึ่งชั่วโมง

 

แม้สาเหตุโดยตรงของการพังทลายยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่บริบทระยะยาวชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ว่า ระบบธารน้ำแข็งของเทือกเขาหิมาลัยกำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็วภายใต้อุณหภูมิที่สูงขึ้น

 

สำหรับผม เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงข่าวภัยพิบัติจากประเทศห่างไกล เมื่อประมาณยี่สิบปีก่อน ผมเคยเดินทางไปเนปาลเพื่อศึกษาและเรียนรู้เรื่องการจัดการป่าชุมชน ได้เข้าไปพบกลุ่มผู้ใช้ป่า พูดคุยกับชาวบ้าน และเห็นพื้นที่ซึ่งคนในชุมชนร่วมกันกำหนดกติกาการใช้และดูแลป่าด้วยตนเอง

 

สิ่งที่น่าสนใจในเวลานั้นไม่ใช่เพียงต้นไม้ที่กลับมา แต่คือการเปลี่ยนสถานะของชาวบ้านจากผู้ถูกควบคุมการใช้ป่า มาเป็นผู้มีอำนาจและความรับผิดชอบต่อป่าที่ตนพึ่งพา เนปาลจึงกลายเป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของโลกว่า การรักษาป่ากับสิทธิชุมชนไม่จำเป็นต้องเดินสวนทางกัน

 

สองทศวรรษผ่านไป ความสำเร็จนั้นยังมีอยู่ ปัจจุบันเนปาลมีกลุ่มผู้ใช้ป่าชุมชนมากกว่า 22,000 กลุ่ม ดูแลป่าประมาณ 2.3 ล้านเฮกตาร์ หรือประมาณร้อยละ 35 ของพื้นที่ป่าทั้งประเทศ ครอบคลุมราว 3 ล้านครัวเรือน

 

งานศึกษาระยะยาวจำนวนมากยืนยันบทบาทของระบบนี้ต่อการฟื้นตัวของป่า โดยเฉพาะพื้นที่ภูเขาตอนกลาง สิ่งที่ภัยพิบัติครั้งนี้ทำให้ผมต้องกลับมาคิดจึงไม่ใช่ว่า ป่าชุมชนเนปาลล้มเหลวหรือไม่ หากเป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้น ต่อให้เราจัดการป่าได้ดี แต่ภูมิทัศน์ที่ป่านั้นดำรงอยู่กำลังถูกเปลี่ยนจากภูมิอากาศ ถนน เขื่อน พลังงาน และระบบเศรษฐกิจในอีกทิศทางหนึ่ง ความสำเร็จของการรักษาป่าเพียงส่วนหนึ่งจะเพียงพอหรือไม่

 

ป่าเป็นส่วนหนึ่งของลุ่มน้ำ ไม่ใช่คำอธิบายทั้งหมดของลุ่มน้ำ

 

ความเข้าใจว่าป่าเป็นต้นน้ำมีพื้นฐานทางนิเวศวิทยาที่สำคัญ ป่าช่วยรักษาหน้าดิน เพิ่มการซึมของน้ำ ลดการกัดเซาะ ชะลอการไหลบ่า และรักษาเสถียรภาพของระบบนิเวศ ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อความจริงส่วนนี้ถูกทำให้กลายเป็นสมการว่า มีป่ามากย่อมมีน้ำท่วมน้อย หรือเมื่อเกิดน้ำป่าและดินถล่มก็ต้องย้อนกลับไปหาการตัดป่าเป็นสาเหตุอันดับแรก

 

กรณีเนปาลทำให้สมการดังกล่าวใช้ไม่ได้ จุดเริ่มต้นของภัยครั้งนี้อยู่เหนือแนวป่าและมีพลังมากเกินกว่าป่าตอนล่างจะหยุดยั้งได้ สิ่งนี้ไม่ได้ทำให้ป่าหมดความสำคัญ แต่ทำให้เราต้องวางป่าไว้ในตำแหน่งที่ถูกต้อง ป่าเป็นองค์ประกอบหนึ่งของระบบภูเขาและลุ่มน้ำ ซึ่งทำงานร่วมกับธรณีวิทยา ความลาดชัน แม่น้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ การใช้ที่ดิน และภูมิอากาศ

 

ในขณะเดียวกัน ภูมิทัศน์ของเนปาลกำลังถูกเปลี่ยนอย่างรวดเร็วจากโครงสร้างพื้นฐาน เฉพาะเครือข่ายทางหลวงแห่งชาติมีความยาวกว่า 11,000 กิโลเมตร ยังไม่รวมถนนระดับจังหวัดและถนนชนบทจำนวนมากที่เจาะเข้าสู่พื้นที่ภูเขา การตัดไหล่เขาไม่ได้สร้างผลกระทบเพียงพื้นที่ป่าที่หายไปตามแนวถนน แต่สามารถเปลี่ยนฐานของลาดเขา ตัดทางน้ำ รวมการไหลของน้ำไปยังจุดใหม่ และทำให้ดินกับหินไม่เสถียร

 

ไฟฟ้าพลังน้ำเป็นอีกด้านหนึ่งของการเปลี่ยนภูมิทัศน์ รายงานของการไฟฟ้าเนปาลระบุว่า ในปีงบประมาณ 2567 ถึง 2568 มีโครงการผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนเดินเครื่องแล้ว 204 โครงการ กำลังผลิตรวมเกือบ 2,930 เมกะวัตต์ อีก 142 โครงการ มากกว่า 4,300 เมกะวัตต์อยู่ระหว่างก่อสร้าง และอีก 148 โครงการ กว่า 4,200 เมกะวัตต์อยู่ในขั้นพัฒนา เมื่อรวมโครงการที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแล้ว มีถึง 494 โครงการ กำลังผลิตรวมกว่า 11,400 เมกะวัตต์

 

จำนวนเมกะวัตต์บอกเพียงส่วนหนึ่งของเรื่อง เพราะโรงไฟฟ้าพลังน้ำมาพร้อมถนน อุโมงค์ เหมืองหิน พื้นที่ทิ้งวัสดุ สายส่ง และการเปลี่ยนทางน้ำ งานศึกษาปี 2568 พบว่า ผู้เกี่ยวข้องร้อยละ 80 เห็นว่าการรักษาปริมาณน้ำเพื่อระบบนิเวศในโครงการไฟฟ้าพลังน้ำยังไม่เพียงพอ ร้อยละ 72 เห็นผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และร้อยละ 56 เห็นการลดลงของน้ำท้ายน้ำ พร้อมกับปัญหาการติดตาม EIA และการบังคับใช้กฎหมาย ไม่ได้หมายความว่าถนนหรือเขื่อนเป็นสาเหตุของการพังของธารน้ำแข็งครั้งนี้ แต่ทำให้เห็นว่า ภัยจากภูมิอากาศกำลังเคลื่อนผ่านภูมิทัศน์ที่มนุษย์เปลี่ยนโครงสร้างไปแล้วมากเพียงใด

 

ตรงนี้เองที่ตัวเลขพื้นที่ป่าเริ่มไม่เพียงพอ ป่าสามารถเพิ่มขึ้นได้พร้อมกับภูเขาที่เปราะบางขึ้น พื้นที่สีเขียวเพิ่มได้พร้อมกับแม่น้ำที่ถูกตัดความต่อเนื่อง ความสำเร็จในการฟื้นฟูป่าจึงไม่อาจใช้แทนคำว่า ความสมบูรณ์ทางนิเวศของภูมิทัศน์ทั้งหมด

 

ป่าชุมชนก้าวหน้า แต่การพัฒนายังอยู่ภายใต้อำนาจอีกชุดหนึ่ง

 

บทเรียนที่ลึกกว่านั้นอยู่ที่โครงสร้างอำนาจ เนปาลกระจายสิทธิในการจัดการป่าไปสู่ชุมชนอย่างกว้างขวาง แต่ไม่ได้หมายความว่าหลักการเดียวกันจะครอบคลุมการตัดสินใจเรื่องถนน เขื่อน เหมือง หรือโครงสร้างพื้นฐาน ชุมชนสามารถวางแผน ฟื้นฟู ใช้ประโยชน์ และแบ่งผลประโยชน์จากป่าชุมชน

 

แต่เมื่อพื้นที่เดียวกันกลายเป็นที่ตั้งของโครงการพัฒนา การตัดสินใจกลับเข้าสู่กฎหมาย หน่วยงาน และอำนาจอีกชุดหนึ่ง การกระจายอำนาจด้านป่าไม้จึงสามารถดำรงอยู่พร้อมกับการรวมศูนย์อำนาจด้านการพัฒนาได้โดยไม่ขัดแย้งกันในโครงสร้างของรัฐ

 

รายงานปี 2568 ที่ศึกษากรณีโครงการพลังงาน Likhu, Tanahu, Upper Trishuli 1 และ Upper Arun พบปัญหาในการดำเนินหลักการยินยอมโดยเสรี ล่วงหน้า และมีข้อมูลครบถ้วน หรือ FPIC ของชนพื้นเมือง ตั้งแต่การเข้าถึงข้อมูล การปรึกษาหารือ ไปจนถึงการดำเนินโครงการ สิ่งนี้ทำให้คำว่า ‘การมีส่วนร่วม’ ต้องถูกถามใหม่ การได้รับเชิญเข้าประชุมไม่เท่ากับการมีอำนาจตัดสินใจ และสิทธิในการดูแลต้นไม้ก็ไม่เท่ากับสิทธิในการกำหนดว่าภูเขาที่ต้นไม้นั้นตั้งอยู่จะถูกเปลี่ยนไปอย่างไร

 

ขณะเดียวกัน ชุมชนเองก็ไม่ใช่หน่วยที่เป็นเนื้อเดียวกัน ความแตกต่างด้านเพศ ฐานทรัพยากร ชนชั้น และอำนาจต่อรองมีผลต่อการตัดสินใจภายในกลุ่ม งานศึกษาใหม่ยังพบอีกว่า การอพยพแรงงานและการลดการพึ่งพาฟืนหรือของป่า ทำให้คนวัยแรงงานและเยาวชนจำนวนหนึ่งออกจากพื้นที่ การมีส่วนร่วมในการจัดการป่าลดลงในบางแห่ง ทั้งที่สภาพป่ากลับดีขึ้น นี่เป็นความย้อนแย้งที่น่าสนใจ

 

ป่าอาจฟื้นเพราะแรงกดดันจากการใช้ทรัพยากรลดลง แต่ฐานทางสังคมของผู้ดูแลป่ากลับอ่อนลง ในบางพื้นที่ การลดการเก็บฟืนและจัดการชีวมวลยังทำให้เชื้อเพลิงสะสมและเพิ่มความเสี่ยงไฟป่า ขณะที่การฟื้นตัวของสัตว์ป่าสร้างความขัดแย้งกับเกษตรกรเพิ่มขึ้น

 

ความยั่งยืนจึงไม่ใช่ภาวะปลายทางที่เมื่อฟื้นป่าสำเร็จแล้วทุกอย่างจะหยุดนิ่ง หากเป็นความสามารถของสังคมในการปรับความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ เมื่อประชากร เศรษฐกิจ ระบบนิเวศ และภูมิอากาศเปลี่ยนไป

 

จากบทเรียนเนปาลถึงคำถามต่อ Nature Positive

 

เมื่อมองจากภูมิทัศน์จริงของเนปาล กระแส Nature Positive ที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากจากรัฐ ธุรกิจ และสถาบันการเงินทั่วโลกจึงมีคำถามสำคัญที่ต้องพิจารณา เป้าหมายที่จะหยุดและพลิกกลับการสูญเสียธรรมชาติภายในปี 2573 มีความสำคัญ และความพยายามล่าสุดก็พัฒนาไปไกลกว่าการนับพื้นที่สีเขียว โดยเริ่มวัดทั้งความอุดมสมบูรณ์ ความหลากหลาย ความสมบูรณ์ และความยืดหยุ่นของระบบนิเวศ Nature Positive Initiative รายงานว่าในปี 2568 มีบริษัท 29 แห่งทดลองใช้ตัวชี้วัดดังกล่าวในกว่า 50 พื้นที่ของ 23 ประเทศ

 

สิ่งที่เนปาลเตือนเราคือ ต่อให้การวัดแต่ละพื้นที่ดีขึ้น เราก็ยังอาจมองไม่เห็นผลรวมของภูมิทัศน์ ป่าชุมชนอาจมีสภาพดีขึ้น โรงไฟฟ้าแห่งหนึ่งอาจผ่าน EIA บริษัทหนึ่งอาจรายงานผลลัพธ์ด้านธรรมชาติเป็นบวก แต่หากผลสะสมของถนน เขื่อน เมือง และภูมิอากาศกำลังทำให้ความต่อเนื่องของระบบภูเขาและลุ่มน้ำลดลง เราอาจมีโครงการที่ Nature Positive อยู่ท่ามกลางภูมิทัศน์ที่ยังคง Nature Negative จึงต้องแยก Nature Positive ในฐานะเป้าหมายของสังคม ออกจาก Nature Positive ในฐานะบัญชีขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง

 

กรอบความหลากหลายทางชีวภาพโลกคุนหมิง มอนทรีออลเองก็ก้าวไกลกว่าการเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ให้ถึงร้อยละ 30 เป้าหมายที่ 1 กำหนดให้พื้นที่ทั้งหมดอยู่ภายใต้การวางแผนที่บูรณาการความหลากหลายทางชีวภาพและมีส่วนร่วม เป้าหมายที่ 2 ให้ฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรมอย่างน้อยร้อยละ 30 โดยคำนึงถึงความสมบูรณ์และความเชื่อมโยงทางนิเวศ ส่วนเป้าหมายที่ 3 หรือ 30 คูณ 30 กำหนดว่าพื้นที่คุ้มครองและ OECMs ต้องมีความเชื่อมโยง บริหารอย่างเป็นธรรม และเคารพสิทธิของชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น รวมถึงดินแดนดั้งเดิมของพวกเขา หากประเทศไทยนำ 30 คูณ 30 ไปตีความเพียงการขยายพื้นที่อนุรักษ์ โดยไม่ได้เปลี่ยนระบบสิทธิและการจัดการภูมิทัศน์ ก็อาจบรรลุตัวเลขโดยพลาดสาระสำคัญของกรอบโลกเสียเอง

 

เมื่อป่ากลายเป็นบริการและคาร์บอนกลายเป็นสินค้า

 

คำถามเดียวกันควรถูกส่งไปถึงการจ่ายค่าบริการระบบนิเวศ หรือ PES จุดเริ่มต้นของแนวคิดนี้มีเหตุผลสำคัญ ผู้ที่ดูแลต้นน้ำ ป่า และความหลากหลายทางชีวภาพสร้างประโยชน์ให้คนอื่น แต่กลับต้องแบกรับต้นทุนของการอนุรักษ์ การจัดสรรทรัพยากรให้ผู้ดูแลธรรมชาติจึงสามารถเป็นเครื่องมือสร้างความเป็นธรรมได้

 

ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อความสัมพันธ์กับธรรมชาติถูกลดรูปเป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้บริการกับผู้ซื้อบริการ หากผู้สร้างแรงกดดันต่อลุ่มน้ำสามารถจ่ายให้ชุมชนรักษาป่าต้นน้ำ แล้วถือว่าหน้าที่ทางนิเวศของตนสิ้นสุดลง เครื่องมือที่ตั้งใจสนับสนุนผู้ดูแลธรรมชาติอาจกลับกลายเป็นการย้ายความรับผิดชอบจากผู้สร้างปัญหาไปยังผู้รักษาป่า

 

ป่าคาร์บอนและคาร์บอนเครดิตทำให้ข้อจำกัดนี้เห็นชัดขึ้น เพราะป่าถูกแปลงเป็นพื้นที่ ชีวมวล อัตราการเติบโต และตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ตัวเลขเหล่านี้จำเป็นต่อการทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก แต่ไม่ได้บอกว่าป่านั้นมีความหลากหลายทางชีวภาพเพียงใด ระบบน้ำทำงานอย่างไร มีความหมายต่ออาหาร ภาษา ความเชื่อ หรือวิถีชีวิตของคนอย่างไร และจะทนต่อไฟป่า ภัยแล้ง หรือภูมิอากาศที่เปลี่ยนไปได้เพียงใด

 

กรณีเนปาลทำให้ปัญหาเรื่องความถาวรของคาร์บอนยิ่งน่าคิด โลกที่ร้อนขึ้นกำลังเพิ่มความเสี่ยงจากไฟป่า ภัยแล้ง ความไม่เสถียรของภูเขา และการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ คาร์บอนที่ถูกคำนวณว่าจะกักเก็บอยู่ในป่าหลายสิบปีจึงอยู่ภายใต้ความไม่แน่นอนจาก Climate Change ซึ่งเป็นปัญหาเดียวกับที่เครดิตเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้

 

คำถามที่ลึกกว่าประสิทธิภาพของตลาดจึงอยู่ที่วิธีคิดต่อธรรมชาติ Nature Positive, PES และคาร์บอนเครดิตมีความแตกต่างกันและไม่ควรถูกเหมารวมเป็นเรื่องเดียว แต่มีแนวโน้มร่วมกันประการหนึ่ง คือการทำให้ธรรมชาติสามารถวัด เปรียบเทียบ คิดเป็นหน่วย และในบางกรณีสามารถแลกเปลี่ยนหรือชดเชยกันได้

 

ทว่าป่าแห่งหนึ่งไม่ใช่ป่าอีกแห่งหนึ่ง แม่น้ำสายหนึ่งไม่ใช่แม่น้ำอีกสายหนึ่ง และความสัมพันธ์ที่ผู้คนสร้างกับภูเขามาหลายชั่วคนไม่สามารถสร้างทดแทนขึ้นใหม่ในอีกพื้นที่หนึ่งด้วยจำนวนเงินหรือเครดิตที่เท่ากัน

 

เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์จึงควรอยู่ภายใต้หลักความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ สิทธิชุมชน สิทธิของธรรมชาติ และความเป็นธรรมทางสังคมและนิเวศ ไม่ใช่ปล่อยให้เครื่องมือเหล่านั้นย้อนกลับมากำหนดว่า ธรรมชาติส่วนใดมีคุณค่าเพราะสามารถคำนวณราคาได้

 

จากเนปาลกลับมามองน่าน

 

น้ำท่วมใหญ่ที่น่านมีจุดกำเนิดต่างจากเนปาล ฝนหนักและฝนสะสมเป็นตัวจุดชนวนสำคัญ ขณะที่น่านยังมีพื้นที่ป่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของจังหวัด แต่ก็ผ่านการเปลี่ยนพื้นที่ป่าเป็นเกษตรเชิงพาณิชย์อย่างเข้มข้นในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

 

งานศึกษาจากข้อมูลดาวเทียมในช่วงปี 2544 ถึง 2559 พบการสูญเสียป่ามากกว่า 412,000 ไร่ ราวร้อยละ 92 ของพื้นที่ที่สูญเสียถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่เกษตร และพบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญระหว่างราคาข้าวโพดกับการสูญเสียป่า

 

ข้อมูลดังกล่าวไม่ควรนำเรากลับไปสู่คำอธิบายว่า ชาวบ้านปลูกข้าวโพดจึงทำให้น้ำท่วม เพราะเบื้องหลังการตัดสินใจของครัวเรือนคือระบบรับซื้อ บริษัทอาหารสัตว์ ปัจจัยการผลิต สินเชื่อ ถนน นโยบายเกษตร และความไม่มั่นคงของสิทธิในที่ดิน ภูเขาน่านจึงไม่ได้ถูกเปลี่ยนจากการตัดสินใจของเกษตรกรแต่ละครัวเรือนเท่านั้น หากถูกสร้างขึ้นจากความสัมพันธ์ของรัฐ ตลาด และชุมชนที่สะสมมาหลายทศวรรษ ฝนที่ตกลงมาจึงไม่ได้ตกบนธรรมชาติที่ว่างเปล่า แต่ตกลงบนภูมิทัศน์ที่มีประวัติศาสตร์ทางเศรษฐกิจและอำนาจอยู่ภายใน

 

Climate Change ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์นี้รุนแรงขึ้น แต่ไม่ควรถูกใช้เป็นคำอธิบายใหม่ที่กลบปัญหาเดิม ภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนขนาดและความถี่ของภัย ขณะที่การใช้ที่ดิน ถนน ระบบแม่น้ำ เมือง ความยากจน และสิทธิเป็นตัวกำหนดว่าภัยนั้นจะสร้างความเสียหายกับใครและมากเพียงใด

 

นี่เป็นเหตุผลที่กรอบเซนไดว่าด้วยการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติมองภัยผ่านความสัมพันธ์ระหว่าง hazard ความเปราะบาง การเปิดรับภัย และศักยภาพในการรับมือ ไม่ใช่มองภัยธรรมชาติเป็นเหตุเพียงลำพัง

 

สิ่งที่ต้องเปลี่ยนอาจใหญ่กว่านโยบายป่าไม้

 

หากประเทศไทยจะเรียนรู้จากเนปาลอย่างจริงจัง การเพิ่มพื้นที่ป่าชุมชนหรือทำพื้นที่อนุรักษ์ให้ถึงเป้าหมาย 30 คูณ 30 ยังไม่เพียงพอ สิทธิชุมชนต้องขยายจากสิทธิในการใช้และดูแลทรัพยากร ไปสู่สิทธิในการร่วมกำหนดอนาคตของแม่น้ำ ภูเขา และภูมิทัศน์ที่ตนดำรงชีวิตอยู่ การมีส่วนร่วมต้องเกิดตั้งแต่การกำหนดว่าจะพัฒนาหรือไม่และพัฒนาแบบใด ไม่ใช่เริ่มขึ้นเมื่อโครงการถูกตัดสินใจไปแล้ว

 

การจัดการภาครัฐก็ต้องออกจากการแบ่งธรรมชาติตามเขตอำนาจของหน่วยงาน ป่า น้ำ เกษตร ถนน พลังงาน เมือง และภัยพิบัติจำเป็นต้องพบกันในระดับลุ่มน้ำและภูมิทัศน์ การประเมินผลกระทบต้องมองผลสะสมของโครงการหลายประเภทพร้อมกับความเสี่ยงภูมิอากาศ ไม่ใช่ทำ EIA ของเขื่อน ถนน หรือเหมืองแต่ละแห่งราวกับสิ่งเหล่านี้ไม่เคยพบกันในโลกจริง

 

สิทธิของธรรมชาติสามารถเป็นอีกฐานหนึ่งของการเปลี่ยนผ่าน เพราะทำให้เกิดขอบเขตที่ไม่อาจแก้ด้วยการจ่ายเงินชดเชยหรือ offset ได้ทั้งหมด แม่น้ำต้องมีน้ำและพื้นที่เพียงพอที่จะยังดำรงความเป็นแม่น้ำ ป่าต้องรักษาความสัมพันธ์ระหว่างดิน น้ำ พืช สัตว์ และวัฒนธรรมที่ทำให้มันยังเป็นป่า ภูเขาไม่ควรถูกลดเหลือเป็นเพียงพื้นผิวสำหรับวางโครงสร้างพื้นฐาน

 

นี่ทำให้ความเป็นธรรมทางสังคมและความเป็นธรรมทางนิเวศต้องถูกคิดร่วมกัน ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาไม่ควรสามารถผลักความเสี่ยงไปยังชุมชนชายขอบ และมนุษย์ในปัจจุบันก็ไม่ควรสามารถผลักต้นทุนทางนิเวศไปยังสิ่งมีชีวิตอื่นหรือคนรุ่นต่อไปได้โดยไม่มีขอบเขต

 

ยี่สิบปีหลังจากผมเคยเดินทางไปเรียนรู้ป่าชุมชนของเนปาล ประเทศนี้กำลังส่งบทเรียนอีกชุดหนึ่งกลับมาให้เรา ป่าชุมชนยังมีความสำคัญ แต่การดูแลป่าที่ดีเพียงส่วนหนึ่งไม่อาจรับประกันความมั่นคงของภูมิทัศน์ทั้งหมด เราสามารถมีป่ามากขึ้นพร้อมกับภูเขาที่เปราะบางขึ้น มีพลังงานสะอาดพร้อมกับความไม่เป็นธรรมทางนิเวศ หรือมีโครงการที่ประกาศว่า Nature Positive อยู่ท่ามกลางภูมิทัศน์ที่ผลรวมยังคงเป็นลบต่อธรรมชาติได้

 

บทเรียนจากเนปาลสู่น่านจึงไม่ควรพาเรากลับไปหาสมการง่าย ๆ ว่า มีป่าก็ไม่มีน้ำท่วม หรือไม่มีป่าจึงเกิดภัย หากควรพาเราไปไกลกว่านั้น ให้เห็นป่า ภูเขา แม่น้ำ ถนน พลังงาน ตลาด ชุมชน สิ่งมีชีวิต และภูมิอากาศเป็นความสัมพันธ์ชุดเดียวกัน และทำให้การจัดการภัยพิบัติกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนวิธีพัฒนา ไม่ใช่เพียงการรับมือหลังภัยเกิดขึ้น

 

ในโลกที่ภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ความมั่นคงของเราอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามนุษย์สามารถจัดการธรรมชาติได้เก่งเพียงใดอีกต่อไป แต่อยู่ที่ว่า เราจะเรียนรู้ที่จะจัดความสัมพันธ์ของตัวเองกับธรรมชาติใหม่ได้ทันหรือไม่

The post บทเรียนจากเนปาลสู่น่าน และคำถามต่อการอนุรักษ์ในโลกภูมิอากาศใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไม่ใช่แผ่นดินไหว แต่เป็นน้ำแข็งละลาย ทำไมภัยพิบัติชายแดน ‘จีน-เนปาล’ ถึงรุนแรงขนาดนี้? https://thestandard.co/china-nepal-glacier-collapse/ Fri, 28 Aug 2026 05:02:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1247578 ภาพมวลน้ำ โคลน และเศษซากขนาดมหาศาลไหลทะลักลงจากเทือกเขาหิมาลัย ทำลายหมู่บ้านและโครงสร้างพื้นฐานบริเวณชายแดนจีน-เนปาล

เนปาลและจีนกำลังเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งใหญ่ ห […]

The post ไม่ใช่แผ่นดินไหว แต่เป็นน้ำแข็งละลาย ทำไมภัยพิบัติชายแดน ‘จีน-เนปาล’ ถึงรุนแรงขนาดนี้? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมวลน้ำ โคลน และเศษซากขนาดมหาศาลไหลทะลักลงจากเทือกเขาหิมาลัย ทำลายหมู่บ้านและโครงสร้างพื้นฐานบริเวณชายแดนจีน-เนปาล

เนปาลและจีนกำลังเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งใหญ่ หลังปรากฏภาพเหตุการณ์บนโลกโซเชียลเมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา เผยให้เห็นมวลน้ำ โคลน และเศษซากขนาดมหาศาลที่พังถล่มลงจากเทือกเขาหิมาลัย ไหลทะลักลงสู่หุบเขา เข้าทำลายหมู่บ้าน โรงไฟฟ้า ตลอดจนถนนและสะพานบริเวณเขตชายแดนในระยะเวลาอันสั้น

 

 
 

กล่าวได้ว่า ความสูญเสียจากโศกนาฏกรรมครั้งนี้อยู่ในระดับรุนแรง โดยล่าสุด สำนักข่าว Reuters รายงานยอดผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันในเนปาลแล้วอย่างน้อย 389 คน ขณะที่ยังมีผู้สูญหายรวมกันราว 1,000 คนในพื้นที่ของทั้งสองประเทศ

 

นอกเหนือจากความเสียหาย ประเด็นสำคัญที่นักวิทยาศาสตร์พยายามหาคำตอบ คือ อะไรเป็นต้นเหตุของมวลน้ำ โคลน และเศษซากขนาดมหาศาลที่ไหลลงมาจากเทือกเขาหิมาลัย แล้วเหตุใดเหตุการณ์จึงขยายตัวเป็นน้ำท่วมฉับพลันที่สร้างความเสียหายได้ไกลกว่า 100 กิโลเมตร

 

THE STANDARD ชวนทำความเข้าใจกลไกของภัยพิบัติครั้งนี้ ตั้งแต่จุดกำเนิดบนเทือกเขาหิมาลัย ปัจจัยที่ทำให้กระแสน้ำทวีความรุนแรงระหว่างทาง ไปจนถึงคำถามว่า ภาวะโลกเดือดมีส่วนเพิ่มความเสี่ยงต่อเหตุการณ์ลักษณะนี้มากน้อยเพียงใด

 

ไม่ใช่แผ่นดินไหว แต่เป็นน้ำแข็งละลาย

 

วันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ปรากฏคลิปวิดีโอจากพื้นที่ชายแดนเนปาล-จีน โดยหนึ่งในนั้น คือ ภาพจากบริเวณด่านชายแดนกีรง (Gyirong) เผยให้เห็นผู้คนพยายามวิ่งหนีกระแสน้ำ ก่อนที่มวลน้ำ โคลน และเศษซากขนาดมหาศาลจะไหลทะลักลงมาตามหุบเขา พัดผู้คน อาคาร และสะพานไปกับกระแสน้ำอย่างรวดเร็ว

 

ในช่วงแรก ยังไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนว่า มวลน้ำมหาศาลดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะอะไร โดย ชิชีร์ ขนาล (Shisir Khanal) รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศเนปาล ระบุต่อรัฐสภาว่า สาเหตุของน้ำท่วมอาจเกิดจาก ‘แผ่นดินไหว’ หลังเครื่องตรวจวัดสามารถตรวจจับแรงสั่นสะเทือนขนาดราว 5.2 แมกนิจูดบริเวณชายแดน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า แรงสั่นสะเทือนดังกล่าวอาจกระตุ้นให้เกิดดินถล่ม จนนำไปสู่น้ำท่วมฉับพลัน

 

อย่างไรก็ตาม สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (United States Geological Survey: USGS) ออกมาปฏิเสธข้อสันนิษฐานดังกล่าว โดยระบุว่า แรงสั่นสะเทือนที่ตรวจจับได้ไม่ได้เกิดจากแผ่นดินไหวจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก แต่เกิดจากหินและมวลน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่พังถล่มลงมาจากเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งรุนแรงจนก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนเทียบเท่าขนาด 5.2 แมกนิจูด เมื่อเวลา 08.37 น. ตามเวลาท้องถิ่น

 

ทั้งนี้ แดเนียล ชูการ์ (Daniel Shugar) นักธรณีสัณฐานวิทยาและรองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยคัลการี ประเทศแคนาดา ระบุว่า จากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม พบว่า มวลน้ำแข็งขนาดประมาณ 0.2 ตารางกิโลเมตรพังถล่มลงมาจากระดับความสูงราว 5,200 เมตร ก่อนร่วงลงสู่พื้นหุบเขาที่อยู่ต่ำลงไปราว 1,200 เมตร

 

รายงานยังชี้ว่า หิมะจำนวนมากละลายในช่วง 24 ชั่วโมงก่อนเกิดภัยพิบัติ โดยภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นว่า ก่อนหน้านั้น ธารน้ำแข็งบางส่วนยังถูกปกคลุมด้วยหิมะ แต่ในวันถัดมากลับเหลือเพียงพื้นผิวน้ำแข็งเปลือย

 

ขณะที่ กัว จ้าวเฉิง (Guo Zhaocheng) นักธรณีวิทยาของรัฐบาลจีน ระบุว่า กระแสเศษซากจากหิมะและน้ำแข็งถล่มเคลื่อนที่ด้วยความเร็วราว 50 เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และไหลต่อเนื่องเป็นระยะทางมากกว่า 20 กิโลเมตร ทำให้ผู้คนในเส้นทางแทบไม่มีเวลาตอบสนอง

 

ข้อมูลจาก Reuters ยังแสดงให้เห็นว่า กระแสน้ำและเศษซากเคลื่อนตัวต่อเนื่องไปตามระบบแม่น้ำตรีศูลีเป็นระยะทางมากกว่า 100 กิโลเมตร ผ่านพื้นที่อย่างติมูเร ซยาบรูเบซี ฮาคูเบซี เบตราวตี ตรีศูลี และเทวีฆาต ก่อนลงไปถึงพื้นที่ซึ่งมีระดับความสูงต่ำกว่า 500 เมตร

 

โกรัน เอ็กสตรอม (Göran Ekström) นักธรณีฟิสิกส์จากหอสังเกตการณ์โลกลามอนต์-โดเฮอร์ตี มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย อธิบายกับ ABC News ว่า การพังถล่มครั้งนี้ถือเป็นเหตุการณ์ทางธรณีฟิสิกส์ขนาดใหญ่ เนื่องจากมวลหินและน้ำแข็งจำนวนมหาศาลพังลงจากภูเขาและปลดปล่อยพลังงานอย่างรุนแรง

 

เอ็กสตรอมอธิบายว่า เมื่อหินจำนวนมากเคลื่อนตัวลงจากภูเขา พลังงานและความร้อนที่เกิดขึ้นสามารถทำให้น้ำแข็งบางส่วนละลายเป็นน้ำ ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในคำอธิบายว่า เหตุใดจึงมีน้ำปริมาณมหาศาลไหลลงสู่พื้นที่ด้านล่าง ก่อนที่น้ำ น้ำแข็ง และเศษซากจะรวมตัวกันและไหลลงไปตามหุบเขา

 

เขาประเมินว่า ในบางพื้นที่กระแสน้ำอาจสูงถึงประมาณ 40-49 เมตร และเคลื่อนตัวด้วยความเร็วสูงถึงประมาณ 71 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สะท้อนให้เห็นว่า หลังการพังถล่มบนพื้นที่สูง มวลน้ำ น้ำแข็ง และเศษซากสามารถเคลื่อนตัวต่อไปตามหุบเขาและระบบแม่น้ำ ก่อนสร้างความเสียหายต่อพื้นที่ที่อยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุออกไปหลายสิบกิโลเมตร

 

ทำไมภูมิประเทศหิมาลัยซ้ำเติมความรุนแรง?

 

นอกจากต้นกำเนิดของมวลน้ำแล้ว อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภัยพิบัติครั้งนี้รุนแรง คือ ลักษณะภูมิประเทศของเทือกเขาหิมาลัย โดย นีลส์ โฮเวียส (Niels Hovius) หัวหน้าฝ่ายธรณีสัณฐานวิทยาชาวเยอรมัน ศูนย์วิจัยธรณีศาสตร์เฮล์มโฮลทซ์ อธิบายว่า หุบเขาในเทือกเขาหิมาลัยมีลักษณะค่อนข้างแคบ เมื่อเทียบกับภูเขาแห่งอื่นอย่างเทือกเขาแอลป์ ทำให้น้ำ โคลน และเศษซากที่ไหลลงมาจากพื้นที่สูงไม่สามารถกระจายตัวออกด้านข้างได้มากนัก

 

มวลน้ำจึงถูกบีบให้อยู่ภายในช่องเขา ส่งผลให้กระแสน้ำมีทั้งความลึกและความเร็วเพิ่มขึ้น โดยเหตุการณ์ล่าสุดยังเกิดขึ้นท่ามกลางภูมิประเทศที่มีความต่างระดับสูง ทำให้กระแสน้ำเริ่มต้นจากเทือกเขาหิมาลัยที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 5,000 เมตร ก่อนลดระดับลงมากกว่า 4,500 เมตร และเคลื่อนตัวต่อเนื่องไปตามระบบแม่น้ำเป็นระยะทางมากกว่า 100 กิโลเมตร

 

ความเปราะบางยังสัมพันธ์กับรูปแบบการตั้งถิ่นฐานของประชาชน โดยโฮเวียสระบุว่า ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประชาชนจำนวนมากย้ายจากพื้นที่สูงลงมาตั้งถิ่นฐานตามแนวหุบเขาและริมแม่น้ำ ซึ่งในอีกด้านหนึ่ง พื้นที่เหล่านี้ก็เป็นเส้นทางที่กระแสน้ำ โคลน และเศษซากจากภูเขาสามารถไหลผ่านได้โดยตรงเมื่อเกิดภัยพิบัติ

 

อีกข้อจำกัดสำคัญ คือ ระบบเตือนภัยล่วงหน้าของเนปาลที่ยังครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงเพียงส่วนน้อย โดยโฮเวียสประเมินว่า ระบบเตือนภัยในระดับท้องถิ่นอาจครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงเพียงประมาณ 1% เท่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะสามารถแจ้งเตือนได้อย่างทันท่วงที ความเร็วของภัยพิบัติครั้งนี้ก็อาจทำให้ประชาชนในบางพื้นที่มีเวลาเพียงไม่กี่นาทีในการหลบหนี สะท้อนว่า นอกจากข้อจำกัดของระบบเตือนภัยแล้ว ธรรมชาติของน้ำท่วมฉับพลันบนเทือกเขาหิมาลัยเองก็ทำให้การรับมือเป็นเรื่องยาก

 

ภาวะโลกเดือดคือต้นเหตุ?

 

แม้จะพบหลักฐานชัดเจนว่า จุดเริ่มต้นของภัยพิบัติครั้งนี้มาจากการพังถล่มของหินและธารน้ำแข็ง แต่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า ภาวะโลกเดือดเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดการพังถล่มเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม

 

เอ็กสตรอมระบุว่า ภัยพิบัติลักษณะนี้สามารถเกิดขึ้นได้แม้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ก็ไม่ตัดความเป็นไปได้ว่า ภาวะโลกเดือดอาจเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่ทำให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยหรือรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะเมื่ออุณหภูมิที่สูงขึ้นกำลังเร่งการละลายและการถอยร่นของธารน้ำแข็งทั่วโลก

 

ขณะเดียวกัน แอนดรูว์ แมคอินทอช (Andrew Mackintosh) นักธารน้ำแข็งวิทยาจากมหาวิทยาลัยโมนาช ระบุว่า ปัจจุบันยังมีการบันทึกเหตุการณ์ธารน้ำแข็งถล่มขนาดใหญ่ไม่มากพอที่จะยืนยันความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างปรากฏการณ์ดังกล่าวกับภาวะโลกเดือด

 

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์มีความเชื่อมั่นในระดับสูงว่า การถอยร่นของธารน้ำแข็งสัมพันธ์กับภาวะโลกเดือด ขณะที่อุณหภูมิที่สูงขึ้น ยังส่งผลต่อ ‘ชั้นดินเยือกแข็งถาวร’ (Permafrost) บนเทือกเขาสูง ซึ่งทำหน้าที่คล้าย ‘กาว’ ช่วยยึดหินธารน้ำแข็งให้อยู่บนพื้นที่ลาดชัน

 

นั่นหมายความว่า เมื่อชั้นดินเยือกแข็งเหล่านี้เสื่อมสภาพ พื้นที่ลาดชันบางแห่งจึงอาจสูญเสียเสถียรภาพและมีความเสี่ยงต่อการพังถล่มมากขึ้น

 

ส่วน ไซมอน ค็อกซ์ (Simon Cox) หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของโครงการ Mountains to Sea แห่งสถาบันวิทยาศาสตร์โลกนิวซีแลนด์อธิบายว่า ภาวะโลกเดือดกำลังสร้างเงื่อนไขที่ทำให้หินและน้ำแข็งในพื้นที่ภูเขาสูงสูญเสียความมั่นคง

 

เขาระบุว่า ปัจจัยเหล่านี้รวมถึงการลดลงของน้ำแข็งที่ช่วยพยุงพื้นที่ลาดชัน ปริมาณน้ำจากการละลายที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของวงจรการแข็งตัวและละลาย และรูปแบบฝนตก ซึ่งสามารถทำให้ไหล่เขาอ่อนแอลงได้

 

ภาพ: SOCIAL MEDIA/via REUTERS

 

อ้างอิง:

 

The post ไม่ใช่แผ่นดินไหว แต่เป็นน้ำแข็งละลาย ทำไมภัยพิบัติชายแดน ‘จีน-เนปาล’ ถึงรุนแรงขนาดนี้? appeared first on THE STANDARD.

]]>
งานวิจัยชี้ การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ทำให้เอลนีโญรุนแรง คาดเดาได้ยากขึ้น https://thestandard.co/fossil-fuels-supercharge-el-nino/ Fri, 28 Aug 2026 04:06:43 +0000 https://thestandard.co/fossil-fuels-supercharge-el-nino/ ภาพมุมสูงโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจก

เมื่อวานนี้ (27 สิงหาคม) งานวิจัยใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร […]

The post งานวิจัยชี้ การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ทำให้เอลนีโญรุนแรง คาดเดาได้ยากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจก

เมื่อวานนี้ (27 สิงหาคม) งานวิจัยใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science ค้นพบว่า ภาวะโลกร้อนและการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) กำลังส่งผลกระทบและทวีความรุนแรงซึ่งกันและกัน โดยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลโดยฝีมือมนุษย์ ได้กลายเป็นตัวการสำคัญที่เข้าไป ‘ซูเปอร์ชาร์จ’ (Supercharge) หรือเร่งปฏิกิริยาให้เอลนีโญมีความแปรปรวน รุนแรงสุดขั้วและคาดเดาได้ยากมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับในอดีต

 

ในงานวิจัยชิ้นนี้ จากการวิเคราะห์โครงสร้างทางเคมีของซากฟอสซิลปะการังอายุกว่า 1,000 ปีที่หมู่เกาะกาลาปาโกส พบว่า รูปแบบของเอลนีโญเริ่มเปลี่ยนแปลงไป นับตั้งแต่โลกเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วในรอบ 40 ปีที่ผ่านมา โดยมีความผันผวน ‘สูงกว่า’ ยุคก่อนอุตสาหกรรมถึง 37%

 

นอกจากนี้ หลังปรากฏการณ์เอลนีโญในปี 1982 เป็นต้นมา ความรุนแรงของระบบภูมิอากาศนี้ได้พุ่งสูงขึ้นจนไม่มีรูปแบบใดในรอบ 1,000 ปีที่ผ่านมาเทียบเคียงได้

 

การสะสมของความร้อนทั่วโลก ทำให้เกิดเหตุการณ์เอลนีโญที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น ในปี 1998, 2016, 2024 และล่าสุดคือ เหตุการณ์ระดับ ‘ก็อดซิลลา เอลนีโญ’ (Godzilla El Niño) ที่กำลังก่อตัวขึ้น ซึ่งคาดว่า จะเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยเผชิญมาในความทรงจำของมนุษย์

 

ความรุนแรงของเอลนีโญรอบนี้คาดว่า จะผลักดันให้ประชากรโลกกว่า 50 ล้านคน ต้องเผชิญกับภาวะอดอยากรุนแรงก่อนสิ้นปี 2027 เนื่องจากกระทบต่อภาคการเกษตรและการผลิตอาหาร ขณะเดียวกัน สภาพอากาศในแต่ละพื้นที่ของโลกจะแปรปรวนอย่างหนัก โดยพื้นที่ในอเมริกาใต้และตอนใต้ของสหรัฐฯ จะเจอกับฝนตกหนักและน้ำท่วมขัง ส่วนในอินเดียจะมีมรสุมลดลง ขณะที่อินโดนีเซียและออสเตรเลียจะเจอกับภัยแล้งที่รุนแรง

 

ผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัย มองประเด็นนี้อย่างไร

 

จูเลีย โคล นักวิจัยด้านภูมิอากาศจาก University of Michigan ผู้นำการวิจัยในครั้งนี้ เปิดเผยกับ The Guardian ว่า ข้อมูลชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เอลนีโญกับภาวะโลกร้อนส่งผล ‘เสริมความรุนแรงซึ่งกันและกัน’ สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลกระทบที่มีทิศทางแน่นอน โดยเธอเตือนว่า นอกเหนือจากการเตรียมตัวรับมือและปรับตัวแล้ว ประเทศต่างๆ จำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ นั่นคือ “การยุติการพึ่งพาพลังงานและเทคโนโลยีที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลให้เร็วที่สุด”

 

ขณะที่ ซาแมนทา สตีเวนสัน-คาร์ล นักวิทยาศาสตร์จาก University of California, Santa Barbara และผู้ร่วมเขียนงานวิจัย ระบุว่า ข้อค้นพบนี้เป็นเครื่องบ่งชี้อันหนักแน่นว่า สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไปกำลังขยายความรุนแรงของเอลนีโญ ซึ่งหากทฤษฎีนี้เป็นจริง ปรากฏการณ์เอลนีโญขนาดใหญ่มากเช่นที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ ก็อาจกลายเป็น ‘ความปกติใหม่’ หรือ ‘เรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งมากขึ้น’ ในอนาคต

 

ด้าน แอนดรูว์ เดสสเลอร์ นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศจาก Texas A&M University ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานวิจัยชิ้นนี้ มองว่า การศึกษานี้ช่วย ‘ยืนยันความถูกต้อง’ ของแบบจำลองสภาพภูมิอากาศที่เคยคาดการณ์ไว้ พร้อมกับย้ำว่า ความเสียหายส่วนใหญ่ที่เรากำลังจะเผชิญจากเอลนีโญรอบนี้ แท้จริงแล้วควรจัดว่าเป็น ‘ผลพวง’ จากระบบเศรษฐกิจของมนุษย์ที่พึ่งพาและขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงฟอสซิล

 

ท่ามกลางสถานการณ์ที่เลวร้ายลงนี้ ข้อสรุปที่เร่งด่วนที่สุดจากเหล่านักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญคือ นอกเหนือจากการเตรียมตัวรับมือและปรับตัวเฉพาะหน้าแล้ว ทางออกเดียวที่ยั่งยืนคือ การแก้ไขที่ต้นเหตุอย่างจริงจัง ด้วยการเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่ ‘พลังงานหมุนเวียนที่ปลอดภัยต่อสภาพภูมิอากาศ’ และยุติการใช้เทคโนโลยีที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยเร็วที่สุด เพื่อปกป้องประชากรกลุ่มเปราะบางทั่วโลกจากการล่มสลายทางภูมิอากาศที่อาจรุนแรงเกินกว่าจะรับมือได้

 

แฟ้มภาพ: 24Novembers / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post งานวิจัยชี้ การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ทำให้เอลนีโญรุนแรง คาดเดาได้ยากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมถึงชื่อ ‘ก็อดซิลลา เอลนีโญ’ รุนแรงแค่ไหน https://thestandard.co/godzilla-el-nino-extreme-impact/ Tue, 25 Aug 2026 08:03:31 +0000 https://thestandard.co/godzilla-el-nino-extreme-impact/ ภาพประกอบปรากฏการณ์ ‘ก็อดซิลลา เอลนีโญ’ ที่แสดงถึงความรุนแรงของสภาพภูมิอากาศโลก

ท่ามกลางความผันผวนสุดขั้วของภูมิอากาศโลกที่นับวันยิ่งทว […]

The post ทำไมถึงชื่อ ‘ก็อดซิลลา เอลนีโญ’ รุนแรงแค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบปรากฏการณ์ ‘ก็อดซิลลา เอลนีโญ’ ที่แสดงถึงความรุนแรงของสภาพภูมิอากาศโลก

ท่ามกลางความผันผวนสุดขั้วของภูมิอากาศโลกที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงจนยากจะคาดเดา หนึ่งในคำศัพท์กลุ่มหนึ่งที่กำลังถูกกล่าวถึงในหมู่นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศด้วยความกังวลใจ นั่นคือ ‘ก็อดซิลลา เอลนีโญ’ (Godzilla El Niño)

 

 

ชื่อที่ฟังดูเหมือนอสูรกายยักษ์นี้ กำลังทอดเงาอันน่าสะพรึงกลัวข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก และส่งสัญญาณเตือนถึงความโกลาหลครั้งใหญ่ที่กำลังคืบคลานเข้ามา เมื่ออุณหภูมิน้ำทะเลปั่นป่วนจนทำลายทุกสถิติเดิม คลื่นความร้อนแผดเผา ภัยแล้งยาวนาน ตลอดจนอุทกภัยฉับพลันที่จะสะเทือนไปถึงห่วงโซ่อาหารและเศรษฐกิจระดับโลก นี่จึงเป็นเสมือนสัญญาณเตือนภัยขั้นสูงสุดว่า มนุษย์เรากำลังจะต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ภูมิอากาศขั้นสุดขั้วอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ทำไมถึงชื่อ ‘ก็อดซิลลา เอลนีโญ’ และรุนแรงแค่ไหน

 

คำว่า ‘ก็อดซิลลา เอลนีโญ’ รวมถึงคำว่า ‘ซูเปอร์ เอลนีโญ’ (Super El Niño) หรือ ‘เมกะ เอลนีโญ’ (Mega El Niño) ไม่ใช่ชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นทางการ แต่เป็นศัพท์ที่นักพยากรณ์อากาศและผู้เชี่ยวชาญนิยมใช้เรียกปรากฏการณ์เอลนีโญที่มีความรุนแรงระดับสุดขั้วเป็นพิเศษ

 

โดยทั่วไปจะหยิบยกคำนี้มาใช้ เมื่ออุณหภูมิผิวหน้าน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเพิ่มสูงขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยปกติอย่างน้อย 2 องศาเซลเซียสขึ้นไป เพื่อสื่อให้เห็นภาพตรงกันถึงอิทธิพลและขนาดอันทรงพลังมหาศาลดั่งอสูรกาย ‘ก็อดซิลลา’ ที่พร้อมจะพลิกกลับสภาพภูมิอากาศทั่วโลกและสร้างภัยพิบัติครั้งใหญ่ ซึ่งนักวิเคราะห์ชี้ว่า เอลนีโญรอบนี้กำลังทวีความรุนแรง จนอาจเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุดเท่าที่โลกเคยเผชิญมา

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศ คาดการณ์ว่านี่อาจเป็น ‘เอลนีโญที่ทรงพลังที่สุดในรอบกว่า 100 ปี’ หรืออาจรุนแรงที่สุดเท่าที่ประวัติศาสตร์ยุคปัจจุบันเคยบันทึกไว้ในความทรงจำของมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ (Strongest in Living Memory) โดยมีโอกาสสูงถึง 69% ที่จะกลายเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกสถิติมา

 

เบน ริช นักอุตุนิยมวิทยาจาก BBC Weather ชี้ว่า แบบจำลองชี้ว่า อุณหภูมิผิวหน้าน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนตอนกลางและฝั่งตะวันออกจะ ‘สูงกว่าปกติ’ ถึง 3 องศาเซลเซียสหรือมากกว่านั้น ซึ่งใกล้เคียงกับสถิติเอลนีโญครั้งที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์โลกเมื่อปี 1877 ซึ่งปีนั้นอุณหภูมิสูงกว่าปกติประมาณ 3.5 องศาเซลเซียส

 

เนื่องจากความร้อนที่สะสมในมหาสมุทรแปซิฟิกต้องใช้เวลาในการถ่ายโอนเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก ส่งผลให้อิทธิพลของเอลนีโญที่ก่อตัวนี้ จะไปแสดงผลกระทบรุนแรงที่สุด จนทำให้ปี 2027 ทวีความร้อนระอุยิ่งกว่าปี 2026 และมีโอกาสกลายเป็น ‘ปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์’ ทำลายสถิติโลก

 

ขณะที่ ไซมอน คิง นักอุตุนิยมวิทยาจาก BBC Weather ได้อธิบายถึงกลไกที่เกิดขึ้นว่า มหาสมุทรแปซิฟิกเปรียบเสมือน ‘เครื่องแผ่ความร้อน’ (Radiator) ขนาดยักษ์ เมื่อถูกเปิดสวิตช์ขึ้น ความร้อนมหาศาลจะถูกถ่ายโอนจากน้ำเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ และผลักดันให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกพุ่งสูงขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปจะส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้นไปอีกราว 0.2 องศาเซลเซียส โดยแต่ละพื้นที่แต่ละภูมิภาคทั่วโลกจะมีผลกระทบแตกต่างกันไป

 

‘ผลกระทบเชิงลบ’ ที่เกิดขึ้นตามมา มีอะไรบ้าง

 

จัสติน โรว์แลตต์ บรรณาธิการด้านภูมิอากาศของ BBC ระบุว่า เมื่อเกิดเอลนีโญที่มีความรุนแรงขึ้น ทับซ้อนกับภาวะโลกร้อนเดิมที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้นอยู่ก่อนแล้ว วิกฤตการณ์ภูมิอากาศขั้นสุดขั้วนี้ จึงทำหน้าที่เหมือน ‘ตัวขยายสัญญาณความรุนแรง’ (Amplify) ส่งผลให้คลื่นความร้อน ภัยแล้ง พายุฝน และน้ำท่วมฉับพลันในรอบนี้รุนแรงสุดขั้วและสร้างความเสียหายหนักกว่าครั้งก่อนๆ ในอดีตอย่างมาก

 

หลายพื้นที่จะเผชิญวิกฤตภัยแล้งและไฟป่ารุนแรง เช่น ออสเตรเลีย ป่าแอมะซอน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งยังทำให้ลมมรสุมของอินเดียอ่อนกำลังลง ส่งผลให้ปริมาณน้ำฝนลดน้อยลงกว่าปกติ ในทางตรงกันข้าม พื้นที่ชายฝั่งตะวันตกของอเมริกาใต้ เช่น เปรู เอกวาดอร์ รวมถึงตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา จะต้องเผชิญกับฝนตกหนักอย่างหนักหน่วง เสี่ยงต่ออุทกภัยและดินถล่ม

 

เอลนีโญยังทำให้เกิดกระแสลมเฉือนแรง (Wind shear) ในชั้นบรรยากาศ ซึ่งช่วยขัดขวางและลดความรุนแรงของพายุเฮอริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติก แต่จะไปเพิ่มการก่อตัวของพายุในฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกแทน เกิดลมพายุแปรปรวน

 

อุณหภูมิน้ำทะเลที่อุ่นขึ้น ทำให้สารอาหารและประชากรปลาในมหาสมุทรแปซิฟิกลดลงอย่างรวดเร็ว ในอดีตความรุนแรงระดับนี้เคยทำให้ประชากรนกเพนกวินบนหมู่เกาะกาลาปากอสต้องอดอยากและล้มตายเป็นจำนวนมาก จนประชากรลดฮวบลงอย่างวิกฤต ส่งผลกระทบรุนแรงต่อระบบนิเวศและสัตว์ป่า

 

ขณะที่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการค้าโลกนั้น ปัญหาภัยแล้งทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหายหนัก เช่น อินเดียต้องนำเข้าน้ำตาลเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษเนื่องจากขาดแคลนผลผลิต และในอดีตภัยแล้งจากเอลนีโญยังเคยทำให้ราคาช็อกโกแลตแพงขึ้นถึง 15% เพราะผลผลิตโกโก้ในกานาและโกตดิวัวร์ลดลงอย่างมาก และเคยส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของผู้คนกว่า 60 ล้านคนทั่วโลกมาแล้ว

 

นอกจากนี้ยังทำให้การคมนาคมขนส่งในหลายพื้นที่หยุดชะงัก เช่น ภัยแล้งที่เกิดขึ้นในปานามาส่งผลให้ปริมาณน้ำในทะเลสาบที่ใช้ป้อนระบบประตูกั้นน้ำของคลองปานามาลดลงอย่างวิกฤต ทำให้ต้องจำกัดจำนวนเรือบรรทุกสินค้าที่จะผ่านช่องทางขนส่งสำคัญของโลกช่องทางนี้

 

ด้าน เอมิลี เบกเกอร์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยไมอามีและทีมพยากรณ์ของ NOAA ชี้ว่า อย่างน้อยที่สุดการเกิดขึ้นของเอลนีโญส่งอิทธิพลต่อชั้นบรรยากาศโลกในรูปแบบที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์มีโอกาสสูงมาก ที่จะคาดการณ์ล่วงหน้าได้ค่อนข้างแม่นยำว่าจะเกิดผลกระทบสุดขั้วขึ้นที่ไหนบ้าง ความสามารถในการพยากรณ์ที่แม่นยำนี้ ซึ่งอาศัยการตรวจจับผ่านดาวเทียมและทุ่นวิจัยใต้ทะเลลึก จะช่วยสร้างข้อได้เปรียบที่สำคัญให้มนุษย์มีเวลาวางแผนและเตรียมความพร้อมรับมือล่วงหน้าก่อนที่ภัยพิบัติจะเกิดขึ้นจริง

 

คำถามสำคัญหลังจากนี้ จึงอาจไม่ได้อยู่แค่ว่า เราจะรอดพ้นจากอิทธิพลของวิกฤตการณ์ภูมิอากาศขั้นสุดขั้วนี้ไปได้อย่างไร หากแต่อยู่ที่ว่า เราพร้อมแค่ไหนในการปรับตัวและรับมือกับ ‘ความปกติใหม่’ ที่มีแนวโน้มเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม เพราะในท้ายที่สุด ‘ก็อดซิลลา เอลนีโญ’ อาจไม่ใช่เพียงแค่ปรากฏการณ์ชั่วคราว แต่คือสัญญาณเตือนครั้งสำคัญว่า เวลาสำหรับการผัดวันประกันพรุ่งในการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศโลกได้หมดลงแล้ว

 

ภาพ: AI-generated image by Narongkorn Manochanpen / THE STANDARD

 

อ้างอิง:

The post ทำไมถึงชื่อ ‘ก็อดซิลลา เอลนีโญ’ รุนแรงแค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Data Center อังกฤษ อาจปล่อยคาร์บอนเท่าเที่ยวบินลอนดอน-นิวยอร์ก 8.5 พันเที่ยว ใช้ไฟเท่าบ้าน 1 ล้านหลัง https://thestandard.co/uk-data-center-carbon-power/ Sat, 22 Aug 2026 05:58:57 +0000 https://thestandard.co/uk-data-center-carbon-power/ ภาพดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่ใช้พลังงานและปล่อยคาร์บอนจำนวนมาก

จับตาแผนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ชานกรุงลอนดอน ประเทศ […]

The post Data Center อังกฤษ อาจปล่อยคาร์บอนเท่าเที่ยวบินลอนดอน-นิวยอร์ก 8.5 พันเที่ยว ใช้ไฟเท่าบ้าน 1 ล้านหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่ใช้พลังงานและปล่อยคาร์บอนจำนวนมาก

จับตาแผนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ชานกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ หลังเอกสารของโครงการระบุว่า หากเปิดใช้งานเต็มรูปแบบ อาจปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 1.2 ล้านตันต่อปี หรือคิดเป็นตัวเลขเทียบเท่าเที่ยวบินไปกลับลอนดอน-นิวยอร์กเกือบ 8,500 เที่ยว ขณะที่ยังใช้ไฟมากพอๆ กับบ้านในอังกฤษกว่า 1 ล้านหลัง

 

เมื่อวานนี้ (21 สิงหาคม) The Guardian รายงานผลการศึกษาของโครงการ East Havering Data Centre Campus (EHDCC) ที่ตั้งอยู่ North Ockendon ทางตะวันออกของกรุงลอนดอน ถือเป็นหนึ่งในดาต้าเซนเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป โดยใช้พื้นที่ประมาณ 218 เฮกตาร์ เพื่อรองรับเซิร์ฟเวอร์และระบบข้อมูลที่รองรับ AI และบริการคลาวด์ ซึ่งมีมูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 14.7 พันล้านปอนด์

 

ทั้งนี้ เอกสารของโครงการประเมินว่า ตลอดอายุการใช้งานราว 60 ปี ดาต้าเซ็นเตอร์แห่งนี้อาจปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมมากกว่า 72 ล้านตัน หรือคิดเป็นตัวเลขสูงสุดถึง 1.2 ล้านตันต่อปี หากมีเปิดใช้งานเต็มที่

 

ขณะที่ The Guardian ระบุว่า ปริมาณคาร์บอนที่ปล่อยออกมาในแต่ละปี เทียบได้กับเที่ยวบินไปลอนดอน-นิวยอร์กราว 8,480 เที่ยว ส่วน Digital Reef บริษัทผู้พัฒนาโครงการก็ออกมายอมรับว่า ตัวเลขดังกล่าวไม่สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ของอังกฤษในปี 2050 หรือ การจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส

 

อีกประเด็นที่ถูกจับตาคือการใช้ไฟฟ้า โดยบริษัทประเมินว่า แม้ดาต้าเซ็นเตอร์ทำงานเพียงครึ่งหนึ่งของกำลังทั้งหมด ก็อาจใช้ไฟสูงถึง 2.65 พันล้านหน่วยต่อปี เทียบเท่ากับการใช้ไฟของครัวเรือนอังกฤษมากกว่า 1 ล้านหลัง

 

อย่างไรก็ตาม Digital Reef ระบุว่า โครงการมีแผนลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น สร้างพื้นที่ธรรมชาติขนาด 113 เฮกตาร์ โดยนำความร้อนที่เหลือจากดาต้าเซ็นเตอร์กลับมาใช้ประโยชน์ และจัดพื้นที่สำหรับปลูกพืช ขณะที่หน่วยงานท้องถิ่นของ Havering ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนไปแล้วในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนที่ผ่านมา

 

ที่ผ่านมา ชาวบ้านใน North Ockendon ออกมาคัดค้านโครงการดังกล่าว โดยในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีการรวมตัวประท้วง พร้อมก่อตั้งกลุ่ม No to East Havering Data Centre พร้อมขยายเหตุผลว่า พวกเขากังวลถึงผลกระทบต่อพื้นที่เกษตร สัตว์ป่า รวมถึงการใช้น้ำและไฟฟ้าของโครงการ

 

อนึ่ง ประเด็นนี้เกิดขึ้นในช่วงที่อังกฤษกำลังเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI โดยรัฐบาลอังกฤษประกาศให้ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ท่ามกลางการขยายตัวของอุตสาหกรรม AI และบริการคลาวด์ ที่ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

เบื้องต้น รัฐบาลอังกฤษประเมินว่า ในช่วงต้นปี 2025 ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ไฟฟ้าราว 2.5% ของการใช้ไฟทั้งหมดในประเทศ ขณะที่ยังคาดว่า ความต้องการไฟฟ้าจากอุตสาหกรรมนี้อาจเพิ่มขึ้นประมาณ 4 เท่าภายในปี 2030 โดยด้านผู้ดูแลระบบไฟฟ้าของอังกฤษระบุว่า ผู้พัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ยื่นขอเชื่อมต่อไฟฟ้ารวมแล้วถึง 72.8 กิกะวัตต์ภายในปี 2039

 

อ้างอิง:

ภาพ: Digital Reef

The post Data Center อังกฤษ อาจปล่อยคาร์บอนเท่าเที่ยวบินลอนดอน-นิวยอร์ก 8.5 พันเที่ยว ใช้ไฟเท่าบ้าน 1 ล้านหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลองปานามาเตรียมจำกัดเรือสินค้า รับมือเอลนีโญ หลังระดับน้ำลดลง หวั่นกระทบการค้าโลก https://thestandard.co/panama-canal-limit-ships-el-nino/ Fri, 21 Aug 2026 04:13:49 +0000 https://thestandard.co/panama-canal-limit-ships-el-nino/ เรือสินค้าแล่นผ่านคลองปานามาที่ระดับน้ำลดลง

คลองปานามาเตรียมจำกัดจำนวนเรือขนส่งตั้งแต่ต้นเดือนกันยา […]

The post คลองปานามาเตรียมจำกัดเรือสินค้า รับมือเอลนีโญ หลังระดับน้ำลดลง หวั่นกระทบการค้าโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรือสินค้าแล่นผ่านคลองปานามาที่ระดับน้ำลดลง

คลองปานามาเตรียมจำกัดจำนวนเรือขนส่งตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนเป็นต้นไป หลังปริมาณฝนและน้ำในลุ่มน้ำลดลง ท่ามกลางความกังวลว่าเอลนีโญจะยิ่งทำให้สถานการณ์น้ำรุนแรงขึ้น กระทบทั้งการเดินเรือและแหล่งน้ำสำหรับประชาชน

 

เมื่อวานนี้ (20 สิงหาคม) องค์การบริหารคลองปานามาประกาศลดจำนวนเรือที่สามารถเดินทางผ่านคลอง จากปกติราว 40 ลำต่อวัน เหลือ 34 ลำต่อวันตั้งแต่วันที่ 4 กันยายน ก่อนจะลดลงอีกเหลือ 32 ลำต่อวันตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน เพื่อเตรียมรับมือกับภาวะเอลนีโญที่คาดว่าจะกินเวลานานกว่าปกติ

 

มาตรการดังกล่าวถือเป็นการเปลี่ยนแปลงจากท่าทีเดิมในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่เคยเปิดเผยกับ Reuters ว่า ยังไม่มีแผนจำกัดจำนวนเรือผ่านคลองในปีนี้ หลังเริ่มใช้มาตรการประหยัดน้ำมาตั้งแต่ปี 2025

 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์น้ำในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาแย่ลง โดยปริมาณฝนตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคมต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตประมาณ 34% ขณะที่ปริมาณน้ำไหลเข้าสู่ลุ่มน้ำต่ำกว่าระดับปกติถึง 44%

 

นอกจากนี้ ทางการยังเตือนว่า เอลนีโญรอบปี 2026-2027 อาจมีความรุนแรงและยาวนานกว่าปกติ ซึ่งอาจทำให้ปริมาณฝนลดลงต่อเนื่อง และสร้างความเสี่ยงต่อทั้งการดำเนินงานของคลองปานามาและการจัดหาน้ำสำหรับประชาชนในระยะยาว

 

คลองปานามามีความสำคัญต่อการค้าโลก โดยรองรับการค้าทางทะเลประมาณ 5% ของโลก การลดจำนวนเรือที่ผ่านคลองได้ในแต่ละวันจึงอาจทำให้เรือต้องรอคิวนานขึ้น เพิ่มต้นทุนการขนส่ง และสร้างแรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะในช่วงที่เส้นทางเดินเรือสำคัญหลายแห่งทั่วโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอน

 

สถานการณ์ลักษณะเดียวกันเคยเกิดขึ้นในช่วงปี 2023-2024 เมื่อภัยแล้งและเอลนีโญทำให้ระดับน้ำในคลองลดต่ำลง จนทางการต้องจำกัดจำนวนเรือ ไปจนถึงกำหนดให้เรือบางลำบรรทุกสินค้าได้น้อยลง เพื่อให้เรือมีน้ำหนักเบาและสามารถผ่านคลองที่มีระดับน้ำต่ำได้ ส่งผลให้เรือบางส่วนต้องรอคิวนานขึ้น หรือหันไปใช้เส้นทางอื่น กระทบต่อการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ

 

ภาพ: Enea Lebrun / Reuters

 

อ้างอิง:

The post คลองปานามาเตรียมจำกัดเรือสินค้า รับมือเอลนีโญ หลังระดับน้ำลดลง หวั่นกระทบการค้าโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผนึก 3 ความร่วมมือ ฟื้นฟูทะเลเอเชีย-แปซิฟิก https://thestandard.co/three-collaborations-restore-asia-pacific-sea/ Tue, 04 Aug 2026 03:12:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1237818 ภาพผู้เข้าร่วมงาน APPA Forum 2026 หารือแนวทางการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเล

3 โครงการระดับโลกด้านการอนุรักษ์ป่าชายเลน หญ้าทะเล และส […]

The post ผนึก 3 ความร่วมมือ ฟื้นฟูทะเลเอเชีย-แปซิฟิก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้เข้าร่วมงาน APPA Forum 2026 หารือแนวทางการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเล

3 โครงการระดับโลกด้านการอนุรักษ์ป่าชายเลน หญ้าทะเล และสาหร่ายทะเล ร่วมหารือบนเวทีเดียวกันเป็นครั้งแรกในงาน APPA Forum 2026 ที่จังหวัดสงขลา เพื่อผลักดันการฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่งแบบบูรณาการ และเชื่อมโยงเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศกับความมั่นคงทางอาหารและรายได้ของชุมชน

 

 

เวทีเสวนา The Blue Carbon Breakthrough: Securing Ecosystems, Economies, and Communities Across the Asia-Pacific จัดขึ้นภายใต้แนวทาง Ocean Breakthrough Agenda โดยมีผู้แทนจาก Mangrove Breakthrough, Seagrass Breakthrough และ Seaweed Breakthrough รวมถึงนักวิทยาศาสตร์ ผู้กำหนดนโยบาย องค์กรระหว่างประเทศ และภาคธุรกิจเข้าร่วม

 

สาระสำคัญของการหารือคือ การอนุรักษ์ป่าชายเลน หญ้าทะเล และสาหร่ายทะเลไม่ควรถูกแยกออกจากกัน เนื่องจากระบบนิเวศเหล่านี้เชื่อมโยงกับแนวปะการัง สัตว์ทะเล และวิถีชีวิตของชุมชนชายฝั่ง ทั้งยังมีบทบาทในการกักเก็บคาร์บอน ลดผลกระทบจากคลื่นและพายุ รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และสนับสนุนแหล่งอาหารและรายได้ในท้องถิ่น

 

จากการอนุรักษ์สู่เศรษฐกิจสีน้ำเงิน

 

ผู้ร่วมเสวนาเห็นตรงกันว่า การฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลต้องดำเนินควบคู่กับการสร้างเศรษฐกิจสีน้ำเงิน หรือ Blue Economy ที่ไม่มุ่งเฉพาะการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ต้องคำนึงถึงความยั่งยืนของทรัพยากร การกระจายรายได้ และการมีส่วนร่วมของชุมชน

 

แนวคิดดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การประมงอย่างยั่งยืน การเพาะเลี้ยงสาหร่ายทะเล การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ไปจนถึงการพัฒนากลไกทางการเงินเพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูธรรมชาติ

 

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือการเปลี่ยนเป้าหมายระดับนานาชาติให้เป็นนโยบายและโครงการที่เกิดผลจริงในพื้นที่ โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณ ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ สิทธิในการเข้าถึงทรัพยากร และการแบ่งปันผลประโยชน์กับชุมชนชายฝั่ง

 

ผลักดันการคุ้มครองระบบนิเวศสาหร่ายทะเล

 

ภายในงานมีการลงนามในปฏิญญาสนับสนุน Seaweed Breakthrough โดยตัวแทนจากมหาวิทยาลัย องค์กรอนุรักษ์ และเครือข่ายภาคประชาสังคมรวม 28 ราย

 

ปฏิญญาดังกล่าวเรียกร้องให้เพิ่มการคุ้มครองและฟื้นฟูระบบนิเวศสาหร่ายทะเล ซึ่งมีบทบาทต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ความมั่นคงทางอาหาร และการดำรงชีวิตของประชาชนในหลายประเทศ แต่ยังได้รับความสนใจด้านนโยบายและการอนุรักษ์น้อยกว่าป่าชายเลนหรือหญ้าทะเล

 

ข้อมูลที่นำเสนอในเวทีระบุว่า สาหร่ายทะเลเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบนิเวศพืชทะเลทั่วโลก และพื้นที่แหล่งอาศัยอาจมีขนาดใกล้เคียงหรือมากกว่าพื้นที่ป่าฝนแอมะซอน แต่กำลังเผชิญแรงกดดันจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น มลพิษ การพัฒนาชายฝั่ง และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่ไม่ยั่งยืน

 

Seaweed Breakthrough เปิดตัวเบื้องต้นเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 และมีกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 31 หรือ COP31

 

โครงการพัฒนาขึ้นภายใต้ Global Seaweed PROTECT โดยความร่วมมือของ Natural History Museum กรุงลอนดอน, Scottish Association for Marine Science และ University of Malaya พร้อมด้วยหน่วยงานและสถาบันการศึกษาจากประเทศไทย

 

Mangrove Breakthrough, Seagrass Breakthrough และ Seaweed Breakthrough เป็นส่วนหนึ่งของ Ocean Breakthrough Agenda ซึ่งทำงานร่วมกับ UN Climate Change High-Level Champions เพื่อเร่งการคุ้มครองและฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งในระดับโลก

 

โจทย์ต่อไปคือผลลัพธ์ที่วัดได้

 

การที่ทั้ง 3 โครงการเริ่มประสานการทำงานถือเป็นพัฒนาการที่สำคัญ เพราะปัญหาทางทะเลไม่สามารถจัดการเป็นรายระบบนิเวศหรือรายประเทศได้

 

แต่ความร่วมมือจะมีความหมายก็ต่อเมื่อสามารถกำหนดเป้าหมายที่ตรวจสอบได้ เช่น พื้นที่ที่ได้รับการคุ้มครองและฟื้นฟู ปริมาณเงินทุนที่เข้าถึงชุมชน การเปลี่ยนแปลงของความหลากหลายทางชีวภาพ และรายได้ที่เกิดขึ้นโดยไม่สร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อทรัพยากร

 

APPA Forum 2026 จัดโดยคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ Asia Pacific Phycological Association โดยการประชุมในหัวข้อ Blue Carbon ได้รับการออกแบบและประสานงานโดย Agence Française de Développement หรือ AFD

 

[PR NEWS]

The post ผนึก 3 ความร่วมมือ ฟื้นฟูทะเลเอเชีย-แปซิฟิก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมวิกฤตไฟป่าในยุโรป มีแนวโน้มรุนแรงและรับมือได้ยากกว่าปีที่ผ่านๆ มา https://thestandard.co/europe-wildfires-severe-climate/ Tue, 28 Jul 2026 07:53:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1235930 ภาพไฟป่าขนาดใหญ่ในยุโรปที่กำลังลุกไหม้และมีควันหนาทึบ

วันนี้ (28 กรกฎาคม) สถานการณ์ไฟป่าในยุโรป โดยเฉพาะในฝรั […]

The post ทำไมวิกฤตไฟป่าในยุโรป มีแนวโน้มรุนแรงและรับมือได้ยากกว่าปีที่ผ่านๆ มา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพไฟป่าขนาดใหญ่ในยุโรปที่กำลังลุกไหม้และมีควันหนาทึบ

วันนี้ (28 กรกฎาคม) สถานการณ์ไฟป่าในยุโรป โดยเฉพาะในฝรั่งเศสและสเปน กำลังเผชิญกับวิกฤตที่เลวร้ายที่สุดในรอบหลายสิบปี พื้นที่ป่าในสเปนถูกทำลายไปแล้วกว่า 150,000 เฮกตาร์ (ราว 937,500 ไร่) และ 115,000 เฮกตาร์ (ราว 718,750 ไร่) ในฝรั่งเศส ทำให้ประชาชนหลายแสนคนต้องอพยพออกจากพื้นที่

 

สาเหตุที่ทำให้วิกฤตไฟป่าในยุโรปมีแนวโน้มรุนแรงและรับมือได้ยากกว่าปีที่ผ่านๆ มา

 

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและคลื่นความร้อนที่รุนแรง

 

ยุโรปเผชิญกับคลื่นความร้อนที่ทำลายสถิติอย่างต่อเนื่องหลายระลอก ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) โดยอุณหภูมิที่พุ่งสูงถึง 40-42 องศาเซลเซียส ผสมผสานกับความชื้นที่ต่ำและลมแห้ง ทำให้ความเสี่ยงของไฟป่าพุ่งสู่ระดับ ‘รุนแรงที่สุด’

 

ริก แม็กเคร อาจารย์พิเศษจากกลุ่มวิจัยไฟป่า มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ (UNSW) ให้ความเห็นกับ The Guardian ว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของอุณหภูมิที่สูงขึ้นเท่านั้น แต่คือ ‘การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบเต็มขั้น’ (Full-on Climate Change) ซึ่งส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในชั้นบรรยากาศและสภาพอากาศที่พื้นผิวโลก ทำให้ไฟป่าทวีความรุนแรงขึ้น

 

ริก แม็กเคร ยังได้อธิบายถึงความอันตรายของการก่อตัวของ ‘เมฆพายุไฟ’ (Pyrocumulonimbus หรือ PyroCb) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่พายุฝนฟ้าคะนองได้ก่อตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์ภายในกลุ่มควันไฟ ซึ่งส่งผลกระทบต่อชั้นบรรยากาศอย่างมหาศาล โดยเขาย้ำว่า การเกิดเมฆชนิดนี้เป็นการยืนยันว่า ไฟป่าอยู่ในระดับที่อันตรายอย่างยิ่งและเป็นเหตุผลที่สมควรต้องอพยพผู้คน แม็กเครยังสังเกตอีกว่า นี่อาจเป็นครั้งแรกที่ประเทศฝรั่งเศสต้องเผชิญและรับมือกับปรากฏการณ์เมฆพายุไฟนี้

 

การสะสมของ ‘เชื้อเพลิง’ จากความผันผวนของสภาพอากาศ

 

ฤดูหนาวที่ผ่านมามีฝนตกชุกและเปียกชื้นผิดปกติ ทำให้พืชพรรณต่างๆ เจริญเติบโตจำนวนมาก แต่หลังจากนั้นกลับมีปริมาณน้ำฝนที่ต่ำมากตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิเป็นต้นมา ภัยแล้งได้เปลี่ยนพืชพรรณเหล่านี้ให้กลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี

 

เบรนดัน วูด จากหน่วยงานวิเคราะห์ข้อมูลอุตุนิยมวิทยา MetDesk อธิบายกับ The Guardian ถึงปัจจัยสำคัญที่ทำให้วิกฤตไฟป่าครั้งนี้ลุกลามอย่างรวดเร็วว่า เกิดจากฝนที่ตกชุกผิดปกติในฤดูหนาวซึ่งทำให้มีพืชพรรณเติบโตจำนวนมาก และเมื่อเจอกับภัยแล้งที่ตามมาตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ผลิ พืชพรรณเหล่านี้จึงกลายเป็น ‘เชื้อเพลิงชั้นดี’ (Fine Fuels) ที่ติดไฟได้ง่าย นอกจากนี้ ความแห้งแล้งที่ยาวนานยังทำให้เชื้อเพลิงขนาดใหญ่ เช่น พุ่มไม้และรากไม้ นั้นแห้งสนิท ซึ่งจะเผาไหม้ด้วยอุณหภูมิที่สูงกว่า กินเวลานานกว่า และสามารถสร้างเถ้าถ่านที่ปลิวไปไกลกว่าเดิม

 

จากปัจจัยความรุนแรงเหล่านี้ มีส่วนทำให้ทรัพยากรในการดับเพลิงของสหภาพยุโรปกำลังเผชิญกับความตึงเครียดอย่างหนัก โดย ฮัดจา ลาห์บิบ กรรมาธิการสหภาพยุโรปได้ออกมาเตือนว่า สภาพอากาศสุดขั้วกำลังคืบคลานและขยายวงกว้างไปยังฮังการี สโลวาเกีย สาธารณรัฐเช็ก และโปรตุเกส

 

ยิ่งไปกว่านั้น แนวโน้มของวิกฤตนี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลายลงโดยง่าย เนื่องจากความกดอากาศสูงจะทำให้ฝนทิ้งช่วงไปจนถึงปลายสัปดาห์ และเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดคลื่นความร้อนระลอกที่ 4 ซึ่งอาจทำให้ภัยคุกคามจากวิกฤตไฟป่าขนาดใหญ่นี้ลากยาวไปจนถึงเดือนสิงหาคม สอดคล้องกับคำเตือนของ เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ที่ระบุถึงสถานการณ์นี้ว่า “สัปดาห์ข้างหน้าจะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก และพวกเราจะต้องยืนหยัดให้มั่น” เพื่อรับมือกับวิกฤตสภาพอากาศที่กำลังท้าทายยุโรปอยู่ในขณะนี้

 

ภาพ: Florion Goga / Reuters

 

อ้างอิง:

The post ทำไมวิกฤตไฟป่าในยุโรป มีแนวโน้มรุนแรงและรับมือได้ยากกว่าปีที่ผ่านๆ มา appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดมความร้อนคืออะไร เกี่ยวอะไรกับวิกฤตโลกร้อน https://thestandard.co/heat-dome-global-warming/ Thu, 02 Jul 2026 09:14:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1226008 ภาพประกอบแสดงปรากฏการณ์โดมความร้อนที่กักเก็บความร้อนไว้เหนือพื้นดิน

หลายพื้นที่ทั่วโลกขณะนี้กำลังประสบกับวิกฤตคลื่นความร้อน […]

The post โดมความร้อนคืออะไร เกี่ยวอะไรกับวิกฤตโลกร้อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงปรากฏการณ์โดมความร้อนที่กักเก็บความร้อนไว้เหนือพื้นดิน

หลายพื้นที่ทั่วโลกขณะนี้กำลังประสบกับวิกฤตคลื่นความร้อนรุนแรง โดยเฉพาะในแถบยุโรปและอเมริกา ซึ่งวิกฤตดังกล่าวเกี่ยวพันกับปรากฏการณ์ ‘โดมความร้อน’ (Heat Dome) ที่มีส่วนทำให้สภาพอากาศยิ่งร้อนจัดและมีอุณหภูมิสูงยิ่งขึ้น

 

 
 

โดมความร้อน คืออะไร เกี่ยวอะไรกับภาวะโลกร้อน

 

‘โดมความร้อน’ (Heat Dome) คือ ระบบความกดอากาศสูงที่ลอยตัวอยู่เหนือพื้นที่หนึ่งๆ และทำหน้าที่ เสมือนฝาปิดที่กักเก็บความร้อนและความชื้นเอาไว้ใกล้กับพื้นดิน

 

ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อมวลอากาศอุ่นไหลขึ้นไปทางทิศเหนือ ทำให้ความกดอากาศเพิ่มสูงขึ้นและกดทับอากาศให้จมตัวลง เมื่ออากาศจมตัวลงก็จะถูกบีบอัดและมีอุณหภูมิสูงขึ้นไปอีก

 

นอกจากนี้ ความร้อนยังทำให้มวลอากาศขยายตัวและดันให้ชั้นบรรยากาศโป่งพองขึ้นด้านบน ระบบความกดอากาศสูงลักษณะนี้จะ ‘สกัดกั้น’ ไม่ให้อากาศเย็นหรือพายุพัดเข้ามาได้ ประกอบกับสภาพอากาศที่ไม่มีเมฆและลมสงบ แสงแดดจึงส่องกระทบพื้นดินได้โดยตรง ทำให้เกิด ‘วงจรสะท้อนกลับของความร้อน’ (Heat Feedback Loop) ที่ส่งผลให้อุณหภูมิพุ่งสูงอย่างต่อเนื่องหลายวัน

 

ภาวะโลกร้อนส่งผลโดยตรงต่อปรากฏการณ์นี้ ทำให้ โดมความร้อนมีความรุนแรงและเกิดขึ้นบ่อยครั้งมากขึ้น นักวิทยาศาสตร์มีมติเห็นพ้องต้องกันว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือวิกฤตโลกร้อนนั้น เป็นผลมาจากการกระทำของมนุษย์ที่เผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล และการตัดไม้ทำลายป่ามาอย่างยาวนาน ซึ่งทำให้ก๊าซที่กักเก็บความร้อนในชั้นบรรยากาศมีความเข้มข้นสูงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้คลื่นความร้อนที่เกิดจากโดมความร้อนมี ความรุนแรงยิ่งขึ้น กินเวลายาวนานขึ้น และเกิดขึ้นถี่กว่าเดิม ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่คาดการณ์ไว้แล้วว่า จะต้องเกิดขึ้นในโลกที่มีอุณหภูมิสูงขึ้น

 

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ดื่มน้ำให้เพียงพอแม้จะยังไม่รู้สึกกระหาย หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายกลางแจ้งในช่วงที่ร้อนจัด สวมเสื้อผ้าโปร่งสบาย และพยายามอยู่ในที่ร่มหรือห้องแอร์ สิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือ ‘ความร้อนสะสมในช่วงกลางคืน’ เนื่องจากอุณหภูมิที่ไม่ลดลงมากนักจะทำให้ร่างกายไม่มีเวลาฟื้นตัวและระบายความร้อน หากพบว่ามีอาการร้อนแต่ไม่มีเหงื่อออก หรือวิงเวียนศีรษะ ควรรีบหาที่พักและดื่มน้ำ หรือพบแพทย์ทันที

 

‘โดมความร้อน’ กับ ‘โอเมก้าบล็อก’ เหมือนหรือต่างกันอย่างไร

 

อีกหนึ่งคำศัพท์เฉพาะที่อาจจะพบเห็นได้บ่อยในช่วงนี้คือคำว่า ‘โอเมก้าบล็อก’ (Omega Block) ซึ่งเป็นชื่อเรียกของ ‘รูปแบบกระแสลม’ ที่มีรูปร่างคล้ายตัวอักษรกรีก ‘โอเมก้า’ (Ω) โดยเกิดจากการที่กระแสลมกรด (Jet Stream) ที่ปกติจะพัดจากตะวันตกไปตะวันออกเกิดการปั่นป่วนและโค้งงออย่างรุนแรงไปทางเหนือและใต้ ส่งผลให้มี ‘หย่อมความกดอากาศสูงที่อบอุ่นถูกขนาบข้างด้วยหย่อมความกดอากาศต่ำที่เย็นกว่าสองลูก’

 

ส่วนกรณีของ ‘โดมความร้อน’ จะเน้นอธิบายถึง ‘ผลลัพธ์ในแนวดิ่ง’ ของหย่อมความกดอากาศสูงที่ทำหน้าที่เป็นฝาครอบกักความร้อนและกดทับอากาศลงสู่พื้นดิน กล่าวคือ แทนที่ความร้อนจากพื้นดินจะลอยระบายขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศด้านบนได้ตามปกติ โดมความร้อนกลับตีวงล้อมและ ‘กดทับอากาศร้อนให้จมลงมาอัดแน่นอยู่ที่พื้นดิน’ พร้อมกับปัดเป่าเมฆออกไปให้หมดเพื่อให้แสงแดดส่องลงมาเติมความร้อนได้โดยตรง ส่งผลให้เกิด ‘วงจรสะท้อนกลับของความร้อน’ ที่ทำให้อุณหภูมิที่พื้นผิวดินพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

เมื่อเกิดปรากฏการณ์โอเมก้าบล็อก กระแสลมที่อ่อนกำลังลงจะทำให้ระบบความกดอากาศ ‘ติดขัดและหยุดนิ่ง’ อยู่กับที่ ซึ่งบริเวณตรงกลางของโอเมก้าบล็อกที่เป็นหย่อมความกดอากาศสูงนั้น จะสร้างสภาวะที่ทำให้เกิด ‘โดมความร้อน’ ขึ้น โดยมักจะกดทับอากาศ ไม่ให้เกิดเมฆ และอบพื้นที่นั้นให้ร้อนระอุเป็นเวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์ ในขณะที่พื้นที่ขนาบข้าง (หย่อมความกดอากาศต่ำ) จะมีอากาศเย็นและฝนตกแทน

 

โดยทั้งสองเป็นปรากฏการณ์ทางอุตุนิยมวิทยา ที่เสมือนกำลังส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนถึง ‘วิกฤตโลกร้อน’ ที่กำลังทวีความรุนแรง และกลายเป็นความท้าทายระดับโลกที่มนุษยชาติจะต้องรับมือและลดความเสี่ยงต่างๆ ที่ตามมาร่วมกัน

 

แฟ้มภาพ: Chandet / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post โดมความร้อนคืออะไร เกี่ยวอะไรกับวิกฤตโลกร้อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชุมชนอ่าวปัตตานี ประกาศ ‘ธรรมนูญชุมชนด้านสภาพภูมิอากาศ’ ฉบับแรกของชายแดนใต้ https://thestandard.co/pattani-bay-climate-charter/ Wed, 01 Jul 2026 02:41:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1225368 ผู้คนรวมตัวกันที่ชายหาดแหลมตาชี จังหวัดปัตตานี เพื่อประกาศธรรมนูญชุมชนด้านสภาพภูมิอากาศ

เมื่อวานนี้ (30 มิถุนายน) ชุมชนในอ่าวปัตตานีเป็นพื้นที่ […]

The post ชุมชนอ่าวปัตตานี ประกาศ ‘ธรรมนูญชุมชนด้านสภาพภูมิอากาศ’ ฉบับแรกของชายแดนใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้คนรวมตัวกันที่ชายหาดแหลมตาชี จังหวัดปัตตานี เพื่อประกาศธรรมนูญชุมชนด้านสภาพภูมิอากาศ

เมื่อวานนี้ (30 มิถุนายน) ชุมชนในอ่าวปัตตานีเป็นพื้นที่แรกในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศที่ประกาศและร่วมลงนาม ‘ธรรมนูญชุมชนด้านสภาพภูมิอากาศ’ หรือ ‘ธรรมนูญชุมชนตำบลแหลมโพธิ์’ เพื่อขับเคลื่อนการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับท้องถิ่น ซึ่งมีศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนในด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากภาคีต่างๆ มูลค่ารวมกว่า 82.5 ล้านบาท (2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

 

ธรรมนูญฉบับนี้ถูกพัฒนาขึ้นโดยชุมชน เพื่อชุมชน ในระยะเวลากว่าสองปี ภายใต้การสนับสนุนจากโครงการ Climate Finance Network (CFN) ของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก สำนักงานการต่างประเทศ เครือจักรภพ และการพัฒนาแห่งสหราชอาณาจักร (Foreign, Commonwealth & Development Office: FCDO)

 

ในโอกาสนี้ หน่วยงานภาคี ได้แก่ UNDP จังหวัดปัตตานี องค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี อำเภอยะหริ่ง องค์การบริหารส่วนตำบลแหลมโพธิ์ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ร่วมลงนามแสดงเจตนารมณ์ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการสร้างวิถีชีวิตที่ยั่งยืน พร้อมเปิดตัวแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับพื้นที่

 

ธรรมนูญชุมชนตำบลแหลมโพธิ์กำหนดแนวทางการดำเนินงานที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนใน 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

 

  • การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและประมง ครอบคลุมการฟื้นฟูแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ การกำกับดูแลการทำประมง และการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งด้วยแนวทางที่อาศัยธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions)
  • สิ่งแวดล้อมและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน และเสริมสร้างความพร้อมในการรับมือความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวโดยชุมชน พร้อมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจผ่านบทบาทการเป็นผู้นำของผู้หญิงและเยาวชน
  • สังคม สุขภาพ และคุณภาพชีวิต ครอบคลุมการส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารสำหรับเด็ก การสร้างชุมชนที่มีสุขภาวะที่ดี การลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และการสร้างพื้นที่สาธารณะที่ปลอดบุหรี่และปลอดยาเสพติด

 

ธรรมนูญฉบับนี้ได้รับการรับรองและประกาศเจตนารมณ์ร่วมจากผู้แทนกว่า 360 คน จากชุมชน หน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคประชาสังคม และองค์กรเพื่อการพัฒนา ที่เข้าร่วมงาน ณ ชายหาดแหลมตาชี จังหวัดปัตตานี

 

ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนพันธกิจของโครงการ Climate Finance Network (CFN) ภายใต้ความร่วมมือระหว่างสหราชอาณาจักรและ UNDP ที่มุ่งเชื่อมโยงการลงทุนจากภาครัฐและภาคเอกชนไปสู่การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ชุมชนเป็นผู้กำหนด และสนับสนุนแนวทางรับมือที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน

 

มาร์ค กูดดิ้ง เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย กล่าวว่า

 

“สหราชอาณาจักรรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้สนับสนุนโครงการ Climate Finance Network (CFN) ของ UNDP ซึ่งช่วยให้เงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศเข้าถึงชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากที่สุด ซึ่ง CFN เป็นส่วนสำคัญของโครงการ CARA ซึ่งเป็นกลไกหลักของสหราชอาณาจักรในการสนับสนุนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ตั้งแต่การเงินด้านสภาพภูมิอากาศ ข้อมูลสภาพอากาศ ไปจนถึงการปรับตัวที่นำโดยชุมชน

 

ธรรมนูญชุมชนตำบลแหลมโพธิ์เป็นตัวอย่างที่ทรงพลังของการที่ชุมชนสามารถกำหนดลำดับความสำคัญและแนวทางแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง ซึ่งเมื่อภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีการพัฒนาร่วมลงทุนในสิ่งที่ชุมชนกำหนด เราจะสามารถสร้างการปรับตัวที่มีประสิทธิภาพ ครอบคลุม และยั่งยืนได้มากยิ่งขึ้น”

 

อ่าวปัตตานีเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ด้วยระบบนิเวศชายฝั่งและทะเล ซึ่งเป็นฐานสำคัญของวิถีชีวิต ความมั่นคงทางอาหาร และมรดกทางวัฒนธรรมของชุมชน อย่างไรก็ตาม พื้นที่แห่งนี้กำลังเผชิญผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทั้งการกัดเซาะชายฝั่ง ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และสภาพอากาศที่แปรปรวน ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและการดำรงชีวิตของประชาชน การลงทุนเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจึงมีความสำคัญไม่เพียงต่อการปกป้องระบบนิเวศและวิถีชีวิต แต่ยังรวมถึงการสร้างความมั่นคงของมนุษย์ และความสมานฉันท์ทางสังคม

 

พาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี กล่าวว่า “การจัดทำธรรมนูญชุมชนตำบลแหลมโพธิ์ถือเป็นก้าวสำคัญของชุมชนชายฝั่งอ่าวปัตตานีในการเสริมสร้างการพึ่งพาตนเองและการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน จังหวัดปัตตานีพร้อมสนับสนุนการบูรณาการกรอบการดำเนินงานของชุมชนฉบับนี้เข้าสู่แผนพัฒนาจังหวัดในระยะต่อไป”

 

ทางด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงค์เทพ สุธีรวุฒิ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและยุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยในการสนับสนุนการพัฒนาที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน ผ่านองค์ความรู้ทางวิชาการและความร่วมมือด้านการจัดการความรู้ เพื่อร่วมผลักดันแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนในมิติเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติ

 

นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า

 

“ธรรมนูญสุขภาพระดับพื้นที่เป็นเครื่องมือเชิงนโยบายที่สะท้อนพลังของการมีส่วนร่วมของชุมชน สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติพร้อมสนับสนุนกระบวนการดังกล่าวในฐานะส่วนหนึ่งของกรอบนโยบายสุขภาพของประเทศไทย”

 

ขณะที่ นีฟ คอลิเออร์-สมิธ ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ประจำประเทศไทย กล่าวแสดงความยินดีกับชุมชนและภาคีทุกฝ่ายว่า “ประสบการณ์จากปัตตานีแสดงให้เห็นว่า การสร้างความสามารถในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเกิดผลสูงสุดเมื่อการลงทุนตอบสนองต่อความต้องการที่ชุมชนเป็นผู้กำหนด โดย Climate Finance Network แสดงให้เห็นว่าภูมิปัญญาท้องถิ่น ภาวะผู้นำของชุมชน และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน สามารถช่วยดึงทรัพยากรไปสู่แนวทางแก้ไขที่เสริมสร้างความเข้มแข็ง ปกป้องวิถีชีวิต และสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืน เราหวังว่าหมุดหมายนี้ในจังหวัดปัตตานีจะเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการขยายผลในพื้นที่อื่นของประเทศไทย”

 

เรื่องราวเบื้องหลังความร่วมมือครั้งนี้ยังได้รับการถ่ายทอดผ่านสารคดีความฝันของม๊ะ (Mother’s Dream) ซึ่งผลิตภายใต้โครงการ CFN โดยเล่าเรื่องของ ‘ก๊ะน๊ะ’ คุณแม่ที่อาศัยอยู่ในอ่าวปัตตานี ถ่ายทอดผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นจริงในระดับชุมชนและผลกระทบต่อผู้หญิง และสะท้อนความมุ่งมั่นของผู้คนในพื้นที่ในการสร้างอนาคตที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นให้กับคนรุ่นต่อไป

 

ขณะที่ประเทศไทยเร่งเดินหน้าสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และเสริมสร้างความสามารถในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การระดมเงินทุนเพื่อบรรลุเป้าหมาย SDGs ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ รายงาน Country Climate and Development Report ของธนาคารโลกประเมินว่า ในช่วง 25 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศประมาณ 219,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในจำนวนนี้ประมาณ 115,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จำเป็นต่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

ความจำเป็นในการลงทุนในเรื่องนี้ยังสะท้อนให้เห็นในหลายภาคส่วน เช่น การศึกษาด้าน Investment and Financial Flows (I&FF) ของ UNDP ประเมินว่า ประเทศไทยต้องการเงินลงทุนเพิ่มเติมประมาณ 13,000-14,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือของโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

ดังนั้น โครงการอย่าง Climate Finance Network (CFN) จึงมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงเงินทุนไปสู่ความต้องการและแนวทางแก้ไขที่ชุมชนกำหนด เพื่อให้การลงทุนสร้างประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อชุมชน ความสามารถในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาที่ยั่งยืน

 

ภาพ: UNDP Thailand

 

The post ชุมชนอ่าวปัตตานี ประกาศ ‘ธรรมนูญชุมชนด้านสภาพภูมิอากาศ’ ฉบับแรกของชายแดนใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลื่นความร้อนรุนแรง อุณหภูมิพุ่งทะลุ 40 องศาฯ กระทบชาวยุโรปกว่า 150 ล้านคน https://thestandard.co/europe-heatwave-health-crisis/ Sun, 28 Jun 2026 05:32:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1224121 ผู้คนในยุโรปกำลังหาวิธีคลายร้อนจากอุณหภูมิที่พุ่งสูง

ทวีปยุโรปกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรงแบบไม่เคยมีมาก […]

The post คลื่นความร้อนรุนแรง อุณหภูมิพุ่งทะลุ 40 องศาฯ กระทบชาวยุโรปกว่า 150 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้คนในยุโรปกำลังหาวิธีคลายร้อนจากอุณหภูมิที่พุ่งสูง

ทวีปยุโรปกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรงแบบไม่เคยมีมาก่อน ส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 150 ล้านคนที่ต้องเผชิญกับอุณหภูมิสูงกว่า 35 องศาเซลเซียส อุณหภูมิพุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ในหลายประเทศ ได้แก่ เยอรมนี 41.5 องศาเซลเซียส, สาธารณรัฐเช็ก 40.8 องศาเซลเซียส, เดนมาร์ก 37 องศาเซลเซียส และสวิตเซอร์แลนด์ 39 องศาเซลเซียส

ดูภาพข่าว ▼ 

ปรากฏการณ์นี้เกิดจากหย่อมความกดอากาศสูงที่เคลื่อนตัวช้า หรือที่เรียกว่า ‘โดมความร้อน’ (Heat Dome) ซึ่งกดทับมวลอากาศให้จมตัวลง บีบอัด และทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ ภายใต้ท้องฟ้าที่ไร้เมฆ

 

โดยนักวิทยาศาสตร์ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change) เป็นสาเหตุหลัก โดยคลื่นความร้อนระดับนี้แทบจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยเมื่อ 50 ปีก่อน นอกจากนี้ยุโรปยังเป็นทวีปที่อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นรวดเร็วที่สุดในโลกอีกด้วย

 

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า สภาพอากาศที่ร้อนจัดทะลุขีดจำกัดนี้ เป็น ‘วิกฤตด้านสุขภาพ’ โดยคลื่นความร้อนนี้เชื่อมโยงกับการเสียชีวิตของผู้คนหลายร้อยคนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เช่น ระบบเฝ้าระวังของสเปนพบผู้เสียชีวิต 327 คนที่อาจเชื่อมโยงกับความร้อน และในฝรั่งเศสมีผู้จมน้ำเสียชีวิตถึง 55 คนจากการหนีร้อนไปว่ายน้ำในจุดที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแล

 

พร้อมทั้งคาดการณ์ว่า อากาศที่ร้อนจัดแตะระดับ 40 องศาเซลเซียสในบางพื้นที่จะยังคงดำเนินต่อไปจนถึงช่วงต้นสัปดาห์หน้า

 

 

ผู้คนในยุโรปกำลังหาวิธีคลายร้อนจากอุณหภูมิที่พุ่งสูง 1ผู้คนในยุโรปกำลังหาวิธีคลายร้อนจากอุณหภูมิที่พุ่งสูง 2ผู้คนในยุโรปกำลังหาวิธีคลายร้อนจากอุณหภูมิที่พุ่งสูง 3ผู้คนในยุโรปกำลังหาวิธีคลายร้อนจากอุณหภูมิที่พุ่งสูง 4ผู้คนในยุโรปกำลังหาวิธีคลายร้อนจากอุณหภูมิที่พุ่งสูง 5

 

อ้างอิง:

 

The post คลื่นความร้อนรุนแรง อุณหภูมิพุ่งทะลุ 40 องศาฯ กระทบชาวยุโรปกว่า 150 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤตคลื่นความร้อน: สภาพอากาศสุดขั้วสู่ความปกติใหม่ของโลก https://thestandard.co/global-heatwave-new-normal/ Fri, 12 Jun 2026 08:52:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1217688 ภาพผู้คนกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนที่รุนแรงในหลายประเทศ

ขณะนี้คลื่นความร้อนกำลังแผ่ปกคลุมหลายประเทศทั่วโลก โดยเ […]

The post วิกฤตคลื่นความร้อน: สภาพอากาศสุดขั้วสู่ความปกติใหม่ของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้คนกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนที่รุนแรงในหลายประเทศ

ขณะนี้คลื่นความร้อนกำลังแผ่ปกคลุมหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในแถบยุโรปและเอเชีย ซึ่งในปีนี้คลื่นความร้อนมาเร็วและรุนแรงกว่าปกติมาก ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดูภาพข่าว ▼ 

สภาพอากาศที่รุนแรงส่งผลให้ประเทศสเปนมีผู้เสียชีวิตจากความร้อนถึง 101 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดสำหรับเดือนพฤษภาคมนับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บสถิติมา นอกจากนี้ในฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักรยังมีรายงานผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำเพิ่มขึ้น เนื่องจากประชาชนต่างพยายามลงน้ำในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคยเพื่อคลายร้อน

 

ข้อมูลสถิติระบุว่า เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาถูกบันทึกว่าเป็นเดือนพฤษภาคมที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับสองของโลก โดยอุณหภูมิอากาศพื้นผิวเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 15.81 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงปี 1991-2020 ถึง 0.55 องศาเซลเซียส

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศของสหภาพยุโรปชี้ว่า เหตุการณ์ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับแนวโน้มระยะยาวที่คลื่นความร้อนจะเกิดบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้น และมาเร็วขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สภาพอากาศสุดขั้วกำลังกลายเป็น ‘ความปกติใหม่’ (The New Normal) ของโลก

 

นอกจากนี้ อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนยังสูงขึ้นผิดปกติ เป็น ‘สัญญาณเตือน’ ของการเข้าสู่ช่วง ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ซึ่งจะยิ่งทำให้สภาพอากาศทั่วโลกทวีความรุนแรงและสุดขั้วมากยิ่งขึ้น

 

 

ภาพผู้คนกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนที่รุนแรงในหลายประเทศ 1ภาพผู้คนกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนที่รุนแรงในหลายประเทศ 2ภาพผู้คนกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนที่รุนแรงในหลายประเทศ 3ภาพผู้คนกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนที่รุนแรงในหลายประเทศ 4ภาพผู้คนกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนที่รุนแรงในหลายประเทศ 5

 

อ้างอิง:

 

The post วิกฤตคลื่นความร้อน: สภาพอากาศสุดขั้วสู่ความปกติใหม่ของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมเอลนีโญครั้งนี้ถึงมีแนวโน้มรุนแรง ควรรับมือและเตรียมความพร้อมอย่างไร https://thestandard.co/el-nino-godzilla-extreme-weather/ Fri, 12 Jun 2026 04:51:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1217492 ภาพจำลองสภาพอากาศร้อนแล้งจากปรากฏการณ์เอลนีโญ

เจ้าหน้าที่องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ […]

The post ทำไมเอลนีโญครั้งนี้ถึงมีแนวโน้มรุนแรง ควรรับมือและเตรียมความพร้อมอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพจำลองสภาพอากาศร้อนแล้งจากปรากฏการณ์เอลนีโญ

เจ้าหน้าที่องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NOAA) ยืนยันเมื่อวานนี้ (11 มิถุนายน) ว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญได้ก่อตัวขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว โดยแหล่งกำเนิดของการก่อตัวอยู่บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนตอนกลางและตอนตะวันออกใกล้กับเส้นศูนย์สูตร

 

 

โดยเกิดจากการที่กระแสลมที่พัดพาน้ำอุ่นไปทางตะวันตกมีกำลังอ่อนลงหรือเปลี่ยนทิศทาง ทำให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในบริเวณดังกล่าวอุ่นขึ้นกว่าระดับปกติ

 

เอลนีโญเป็นตัวเร่งให้เกิด ‘สภาพอากาศสุดขั้ว’ โดยแต่ละพื้นที่จะได้รับผลกระทบต่างกัน เช่น ออสเตรเลีย แอฟริกาตอนใต้และตอนกลาง อินเดีย และบางส่วนของอเมริกาใต้ รวมถึงป่าแอมะซอน มักจะเผชิญกับความแห้งแล้งและคลื่นความร้อน ในทางกลับกันพื้นที่อย่างตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา ตะวันออกกลาง เอเชียกลางตอนใต้ และชายฝั่งตะวันตกของอเมริกาใต้ อาจมีฝนตกหนักและน้ำท่วมขัง

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียกล่าวว่า บางพื้นที่ เช่น ภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกเฉียงเหนือมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับ ‘สภาพอากาศแปรปรวนแบบสุดขั้ว’ (Weather Whiplash) โดยจะเปลี่ยนจากภัยแล้งขั้นรุนแรง ไปเป็นฝนตกหนักในระดับที่เป็นอันตราย

 

ทำไมเอลนีโญครั้งนี้ถึงมีแนวโน้มรุนแรง

 

นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ปรากฏการณ์ครั้งนี้อาจมีความรุนแรงมากที่สุดในรอบศตวรรษ

 

โดยปกติเอลนีโญจะทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นอย่างน้อย 0.5 องศาเซลเซียส แต่ปรากฏการณ์ครั้งนี้ถูกคาดหมายว่าจะเป็น ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ จนได้รับฉายาว่า ‘Godzilla’ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่หาได้ยากและเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ครั้งนับตั้งแต่ปี 1950 โดยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลจะพุ่งสูงขึ้นผิดปกติอย่างน้อย 2 องศาเซลเซียส

 

สำหรับช่วงเวลาที่จะส่งผลกระทบและทวีความรุนแรงนั้น โดยปกติเอลนีโญมักจะก่อตัวขึ้นในช่วงฤดูร้อน และจะไต่ระดับไปสู่จุดสูงสุดในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงหรือต้นฤดูหนาว ก่อนจะค่อยๆ อ่อนกำลังลงในฤดูใบไม้ผลิของปีถัดไป แต่สำหรับเอลนีโญในครั้งนี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์บางส่วนคาดการณ์ว่าอาจขึ้นสู่จุดสูงสุดเร็วกว่าปกติ 1-2 เดือน เนื่องจากพบสัญญาณการก่อตัวที่แข็งแกร่งมากในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

ปรากฏการณ์เอลนีโญมักจะกินระยะเวลาต่อเนื่องยาวนาน 9 ถึง 12 เดือน โดยผู้เชี่ยวชาญเห็นพ้องกันว่าช่วงฤดูกาลปี 2026-2027 อาจเป็นช่วงที่โลกต้องเผชิญกับเอลนีโญที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ และผลกระทบตกค้าง (Lagging Effects) จากความรุนแรงในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงหรือฤดูหนาว อาจเป็นตัวการสำคัญที่ผลักดันให้ปี 2027 กลายเป็น ‘ปีที่ร้อนที่สุด’ เท่าที่เคยมีการบันทึกสถิติโลก

 

ด้านเลขาธิการสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า ปรากฏการณ์นี้คือ ‘สัญญาณเตือนภัยฉุกเฉินด้านภูมิอากาศ’ (Urgent Climate Warning) ยิ่งโลกร้อนขึ้นจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลมากเท่าใด นักวิทยาศาสตร์ก็ยิ่งคาดการณ์ว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น

 

การรับมือและการเตรียมความพร้อม ควรทำอย่างไร

 

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า เครื่องมือที่จำเป็นอย่างยิ่งในโลกที่กำลังร้อนขึ้นคือ การพยากรณ์ปรากฏการณ์เอลนีโญล่วงหน้า การติดตามข้อมูลขั้นสูงและการทำความเข้าใจรูปแบบของเอลนีโญที่ดีขึ้น จะช่วยให้หน่วยงานด้านสภาพอากาศสามารถพยากรณ์และเตรียมความพร้อมให้กับประชาชน รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

โดยประชาชนในแต่ละพื้นที่ควรประเมินความเสี่ยงและเตรียมพร้อมตามลักษณะพื้นที่ที่อยู่อาศัย รวมถึงเตรียมวางแผนด้านค่าใช้จ่ายและอาหารอย่างรัดกุม หากปรากฏการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานอาหารโลก ซึ่งอาจมีส่วนทำให้ปริมาณการผลิตอาหารในหลายประเทศลดลง สินค้าอุปโภคบริโภคบางรายการปรับราคาสูงขึ้น

 

สำหรับพื้นที่ที่หวังพึ่งพาปริมาณฝนจากเอลนีโญ เพื่อฟื้นฟูวิกฤตภัยแล้ง ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า แหล่งน้ำที่แห้งขอดจะไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้ด้วยฤดูฝนเพียงฤดูเดียว นอกจากนี้การที่ฝนจะตกหนักมากพอจนสามารถลบล้างภาวะภัยแล้งได้ทั้งหมดนั้น มักจะตามมาด้วยผลกระทบจากการเกิดน้ำท่วมขัง ความเสียหายทางทรัพย์สิน และความเสี่ยงที่จะสูญเสียชีวิต

 

แม้จะไม่สามารถหยุดเอลนีโญได้ แต่นักวิทยาศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า เอลนีโญมีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้นเมื่อโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจาก การเผาไหม้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ ดังนั้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อลดภาวะโลกร้อน จึงเป็นสิ่งที่อาจมีส่วนช่วยบรรเทาความรุนแรงของสภาพอากาศสุดขั้วในระยะยาวได้ไม่มากก็น้อย

 

แฟ้มภาพ: Andri wahyudi / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ทำไมเอลนีโญครั้งนี้ถึงมีแนวโน้มรุนแรง ควรรับมือและเตรียมความพร้อมอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะกลยุทธ์ 10 ปี ‘SeaChange®’ เมื่อ ‘ความยั่งยืน’ ไม่ใช่แค่ CSR แต่คือตั๋วผ่านทางในตลาดโลกของ ‘ไทยยูเนี่ยน’ https://thestandard.co/thai-union-seachange-sustainability-global-market/ Sun, 07 Jun 2026 06:49:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1215443 พนักงานไทยยูเนี่ยนและอาสาสมัครกำลังเก็บขยะพลาสติกริมชายฝั่ง

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ปัญหาการทำป […]

The post เจาะกลยุทธ์ 10 ปี ‘SeaChange®’ เมื่อ ‘ความยั่งยืน’ ไม่ใช่แค่ CSR แต่คือตั๋วผ่านทางในตลาดโลกของ ‘ไทยยูเนี่ยน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พนักงานไทยยูเนี่ยนและอาสาสมัครกำลังเก็บขยะพลาสติกริมชายฝั่ง

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ปัญหาการทำประมงเกินขนาด และแรงกดดันด้านสวัสดิภาพแรงงานทั่วโลก อุตสาหกรรมอาหารทะเลต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ผู้นำอาหารทะเลระดับโลก ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงการปรับตัวทางธุรกิจอย่างยั่งยืน ผ่านการเดินทางบนเส้นทางของกลยุทธ์ SeaChange® ซึ่งดำเนินมาครบรอบ 10 ปีเต็มในปี 2569 นี้

 

กลยุทธ์ดังกล่าวไม่เพียงแต่สร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่วงการอาหารทะเล แต่ยังถูกดัดแปลงเข้าเป็นแกนหลักในกรอบการดำเนินงานระดับองค์กรเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมาย Healthy Living, Healthy Oceans โดยผลลัพธ์ที่เด่นชัดที่สุดและกลายเป็นโมเดลความสำเร็จคือ โครงการลดขยะพลาสติกและฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเล (Ocean Plastic Reduction & Ecosystem Restoration)

 

ทีมข่าว THE STANDARD WEALTH สรุปเจาะลึกเนื้อหาจากการเข้าร่วมกิจกรรม SeaChange® Day และสัมภาษณ์กับผู้บริหาร ดังนี้

 

เจาะลึก 4 บิ๊กโปรเจกต์ ‘ลดขยะพลาสติกในทะเล’ หมุดหมายสำคัญสู่ปี 2030

 

พรภัสรา เอกกุล ผู้จัดการแผนกอาวุโส ฝ่ายการพัฒนาที่ยั่งยืน บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความคืบหน้าของหนึ่งในพันธกิจ (Commitment) จากทั้งหมด 11 ข้อ ภายใต้กลยุทธ์ SeaChange® 2573 (2030) โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ การลดขยะพลาสติกในท้องทะเล ปากแม่น้ำ และลำคลองให้ได้ 1,500 ตัน ภายในปี 2573 ซึ่งปัจจุบันดำเนินงานมาแล้ว 4 ปี และสามารถเก็บกู้ขยะไปได้แล้วกว่า 512 ตัน หรือคิดเป็น 34% ของเป้าหมายทั้งหมด

 

โดยขับเคลื่อนผ่าน 4 โครงการหลัก คือ

 

  • 1. Ocean Clean Up: พลังอาสาสมัครกู้โลก

 

โครงการที่ไทยยูเนี่ยนริเริ่มขึ้นเองเพื่อระดมพลังจากพนักงาน หน่วยงานท้องถิ่น และพันธมิตรในการจัดกิจกรรมเก็บขยะในวันสำคัญระดับโลก เช่น World Ocean Day และ International Coastal Cleanup Day ซึ่งจัดเป็นประจำปีละ 2 ครั้ง ครอบคลุมพื้นที่ปฏิบัติการมากกว่า 10 แห่ง ทั้งในประเทศไทยและในโรงงานสาขาต่างประเทศ เพื่อรวมยอดขยะพลาสติกกลับเข้าสู่กระบวนการจัดการอย่างถูกวิธี

 

พนักงานไทยยูเนี่ยนและอาสาสมัครกำลังเก็บขยะพลาสติกริมชายฝั่ง 1

 

  • 2. Second Life: ชุบชีวิตขยะชายฝั่งสู่ ‘แฟชั่นรักษ์โลก’ ครบวงจร

 

ความร่วมมือกับพันธมิตรหลักอย่าง Second Life เพื่อลงพื้นที่เก็บกู้ขยะในพื้นที่ภาคใต้ของไทย (กระบี่ และ ตรัง) โดยสร้างแรงจูงใจ (Incentive) และสร้างรายได้ให้แก่คนว่างงานในชุมชนริมชายฝั่งและชุมชนบนเกาะ พร้อมทั้งให้ความรู้ในการคัดแยกขยะที่มีมูลค่า เช่น ขวดพลาสติก (PET) และขวดแก้ว

 

ขยะที่คัดแยกแล้วจะถูกส่งต่อให้กับ วงพาณิชย์กระบี่ ผู้นำด้านการรีไซเคิลเพื่อเข้าสู่กระบวนการบดและแปรรูปเป็นเม็ดพลาสติกและเส้นใย นำมาผลิตเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูปภายใต้แบรนด์ O-Cycle รวมถึงการทำของที่ระลึกอย่างพวงกุญแจ ซึ่งเป็นการสร้าง Circular Economy ที่เห็นผลลัพธ์เป็นรูปธรรมจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ

 

พนักงานไทยยูเนี่ยนและอาสาสมัครกำลังเก็บขยะพลาสติกริมชายฝั่ง 2

 

  • 3. Seven Clean Seas & โครงการ HIPPO: นวัตกรรมดักขยะพลังงานแสงอาทิตย์

 

ไทยยูเนี่ยนร่วมมือกับ Seven Clean Seas ในการติดตั้งเครื่องดักจับขยะอัจฉริยะระบบพลังงานแสงอาทิตย์ที่ชื่อว่า HIPPO บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา ณ วัดจากแดง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อสกัดกั้นขยะพลาสติกและผักตบชวาไม่ให้ไหลลงสู่ก้นทะเล ควบคู่ไปกับการจ้างงานคนในท้องถิ่นเพื่อคัดแยกขยะ โดยขยะพลาสติกบางส่วนจะถูกนำไปส่งต่อให้วัดจากแดง ซึ่งเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการแปรรูปขยะพลาสติกเป็นจีวรพระและวัสดุรีไซเคิลอื่นๆ

 

แม้เป้าหมายตั้งไว้ที่ 100 ตันต่อปี แต่ปัจจุบันพบว่าสถิติขยะพลาสติกในแม่น้ำเจ้าพระยาลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ สะท้อนว่าคนไทยมีจิตสำนึกที่ดีขึ้นและการจัดการขยะต้นทางของภาครัฐมีประสิทธิภาพมากขึ้น นับเป็นสัญญาณที่ดีของประเทศ

 

  • 4. ARRI (Aerial Recon & Recovery Initiative): บูรณาการ AI และโดรน กู้ซาก ‘อวนผี’

 

โครงการนวัตกรรมขั้นสูงที่ทำร่วมกับผู้ก่อตั้งทีม ARRI ในการใช้เทคโนโลยีโดรนบินสำรวจภาพและวิดีโอเหนือน่านน้ำ ก่อนส่งต่อให้ระบบ AI ประมวลผลเพื่อจำแนกและระบุพิกัดของ Ghost Gear หรือ อวนผี (อุปกรณ์ประมงที่ถูกทิ้งร้าง) ที่ติดอยู่ตามแนวโขดหินหรือแนวปะการังใต้น้ำได้อย่างแม่นยำในระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร

 

พนักงานไทยยูเนี่ยนและอาสาสมัครกำลังเก็บขยะพลาสติกริมชายฝั่ง 3พนักงานไทยยูเนี่ยนและอาสาสมัครกำลังเก็บขยะพลาสติกริมชายฝั่ง 4

 

“หลังจากประสบความสำเร็จที่เกาะพะงัน ปีนี้ได้ขยายพื้นที่ไปยังเกาะสมุย โดยเพิ่มเป้าหมายการเก็บกู้จาก 3,000 กิโลกรัม เป็น 7,000 กิโลกรัม ซึ่งอวนผีที่เก็บกู้ได้จะถูกนำไปส่งต่อให้บริษัท E2C เพื่อล้าง บด และแปรรูปเป็น ‘ก้อนอิฐรีไซเคิล’ ซึ่งได้รับการรับรองจากกรมวิทยาศาสตร์ว่ามีความแข็งแรงและยึดเกาะได้ดีกว่าอิฐทั่วไปเนื่องจากมีส่วนผสมของเส้นใยอวน โดยปัจจุบันกำลังเป็นที่ต้องการของภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่เพื่อนำไปใช้ในการก่อสร้างทางเท้าและผนังอาคาร” พรภัสรา กล่าว

 

พนักงานไทยยูเนี่ยนและอาสาสมัครกำลังเก็บขยะพลาสติกริมชายฝั่ง 5

 

ฟื้นฟูระบบนิเวศป่าชายเลนและสร้าง ‘บ้านป่าปะการัง 3D Printing’

 

นอกเหนือจากการลดขยะพลาสติก ไทยยูเนี่ยนยังให้ความสำคัญกับ Ecosystem Restoration หรือการฟื้นฟูระบบนิเวศทั้งบนบกและใต้น้ำ ผ่าน 2 โครงการเด่น:

 

  • โครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อคาร์บอนเครดิต: ร่วมมือกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) บนพื้นที่ 100 ไร่ ในจังหวัดสมุทรสงคราม โดยจัดทำเป็น “แปลงปลูกเสริม” ในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมที่เป็นหลุมเป็นบ่อ ปลูกต้นกล้าไปแล้วกว่า 31,500 ต้น มีอัตราการรอดชีวิตสูงกว่า 80% โดยมีแผนประเมินผลการกักเก็บคาร์บอนเครดิตอย่างเป็นทางการเมื่อครบกำหนด 3 ปี
  • โครงการ Coral Reef Restoration: จับมือร่วมกับ SCG และมูลนิธิ Earth Agenda รวมถึงคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเทคโนโลยี 3D Printing มาใช้ในการขึ้นรูปปูนซีเมนต์เป็น ‘บ้านปะการัง’ วางถังใต้น้ำ ณ เกาะราชาใหญ่ จังหวัดภูเก็ต ไปแล้วกว่า 210 ชิ้น ซึ่งผลการสำรวจพบว่ามีตัวอ่อนปะการังและฝูงปลาเข้ามาอยู่อาศัยและเติบโตในระบบนิเวศจำลองนี้จริง

 

พนักงานไทยยูเนี่ยนและอาสาสมัครกำลังเก็บขยะพลาสติกริมชายฝั่ง 6

 

จะเห็นได้ชัดว่า ความยั่งยืนไม่ใช่แค่ CSR แต่คือ ‘ตั๋วผ่านทาง’ ในตลาดโลก

 

แม้ว่าโครงการด้านความยั่งยืนหลายโครงการจะไม่สามารถคำนวณออกมาเป็นตัวเลขกำไรสุทธิ (ROI) ได้โดยตรง เนื่องจากเป็นการลงทุนเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม แต่ในมุมมองของคู่ค้าระดับสากล ความยั่งยืนกลายเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจ

 

การที่ไทยยูเนี่ยนได้รับการยอมรับในเวทีระดับสากล เช่น การติดอันดับดัชนี DJSI หรือ S&P Global Sustainability Yearbook กลายเป็นเครื่องยืนยันและสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้ารายใหญ่ในยุโรปและอเมริกาเหนือที่ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและแรงงาน (ESG) สูงมาก หากองค์กรไม่มีแผนงานด้านความยั่งยืนที่ชัดเจน ก็จะไม่สามารถเข้าประตูไปเจรจาการค้าในตลาดโลกได้เลย

 

ถอดรหัสแผน De-carbonization มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 3

 

อดัม เบรนนัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนและการสื่อสาร ของไทยยูเนี่ยน เปิดเผยถึงทิศทางและเป้าหมายหลังจากนี้ว่า ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในช่วงครึ่งทางหลังของกลยุทธ์มุ่งสู่ปี 2030 คือ เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (De-carbonization)

 

พนักงานไทยยูเนี่ยนและอาสาสมัครกำลังเก็บขยะพลาสติกริมชายฝั่ง 7

 

โดยไทยยูเนี่ยนตั้งเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก ภายในปี 2030 ดังนี้

 

  • Scope1 และ 2 (จากโรงงานทั่วโลก): ตั้งเป้าลดลง 42%
  • Scope3 (ในห่วงโซ่อุปทาน/ซัพพลายเออร์): เป็นความท้าทายสูงสุดเนื่องจากคิดเป็น 85% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของบริษัท

 

ในส่วนของScope 1 และ 2 ซึ่งเป็นโรงงานภายในเครือของไทยยูเนี่ยนทั่วโลก ปัจจุบันมีความคืบหน้าที่ดีมาก โดยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปได้แล้วถึง 29% จากเป้าหมาย 42% (เทียบกับปีฐาน 2564) ผ่านการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

 

แต่สำหรับ Scope 3 ซึ่งกระจายอยู่ในห่วงโซ่อุปทานและคิดเป็น 85% ของก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของบริษัท ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายที่สุด เนื่องจากอยู่นอกเหนือการควบคุมโดยตรงของบริษัท ไทยยูเนี่ยนจึงเลือกใช้วิธีสร้างความร่วมมือและผลักดันเทคโนโลยีใหม่ๆ ไปยังกลุ่มซัพพลายเออร์ เช่น โครงการกุ้งคาร์บอนต่ำ (Low-carbon Shrimp) ที่เพิ่งเปิดตัวในไทย โดยเข้าไปสนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในการปรับปรุงระบบฟาร์ม ติดตั้งโซลาร์เซลล์ และใช้นวัตกรรมอาหารกุ้งคาร์บอนต่ำ ซึ่งสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการเลี้ยงกุ้งลงได้ถึง 30%

 

สรุปภาพรวมความสำเร็จ 10 ปี กลยุทธ์ SeaChange®

 

ความสำเร็จตลอด 1 ทศวรรษที่ผ่านมาของไทยยูเนี่ยน เกิดจากการผสานนโยบายความยั่งยืนเข้ากับเม็ดเงินลงทุนและโครงสร้างทางการเงินของบริษัท โดยปัจจุบัน 75% ของเงินกู้ระยะยาวของบริษัท ได้ถูกเปลี่ยนเป็นสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับดัชนีชี้วัดความยั่งยืน (Sustainability-Linked Loan) ทำให้ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้เป็นเพียงแค่กิจกรรมเสริม แต่เป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์และกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจที่ไม่มีวันแยกออกจากกันได้อีกต่อไป เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการเติบโตอย่างมั่นคงควบคู่กับท้องทะเลที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง

The post เจาะกลยุทธ์ 10 ปี ‘SeaChange®’ เมื่อ ‘ความยั่งยืน’ ไม่ใช่แค่ CSR แต่คือตั๋วผ่านทางในตลาดโลกของ ‘ไทยยูเนี่ยน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
EV ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่อาจเป็นทางรอดด้านพลังงานของอาเซียน https://thestandard.co/ev-asean-energy-security-fossil-fuel/ Wed, 03 Jun 2026 02:44:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1214109 รถยนต์ไฟฟ้ากำลังชาร์จแบตเตอรี่ที่สถานีชาร์จในบาหลี อินโดนีเซีย

รถยนต์ไฟฟ้ากำลังชาร์จอยู่ที่สถานีชาร์จในบาหลี ประเทศอิน […]

The post EV ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่อาจเป็นทางรอดด้านพลังงานของอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รถยนต์ไฟฟ้ากำลังชาร์จแบตเตอรี่ที่สถานีชาร์จในบาหลี อินโดนีเซีย

รถยนต์ไฟฟ้ากำลังชาร์จอยู่ที่สถานีชาร์จในบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย

 

ท่ามกลางความผันผวนของน้ำมันและก๊าซ อาเซียนจำเป็นต้องมองไกลกว่าการหาแหล่งพลังงานนำเข้าเพิ่ม แต่ต้องเร่งลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยเริ่มจากภาคคมนาคม

 

ความตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซียและความเสี่ยงรอบช่องแคบฮอร์มุซกำลังเตือนโลกอีกครั้งว่า ระบบพลังงานที่พึ่งพาน้ำมันและก๊าซนำเข้ามากเกินไปนั้นเปราะบางเพียงใด เมื่อเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลกเผชิญความไม่แน่นอน ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ก็สามารถผันผวนได้ในทันที

 

สำหรับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คำตอบระยะสั้นอาจหนีไม่พ้นการกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันและก๊าซ เพื่อปกป้องประชาชนจากแรงกระแทกด้านราคา แต่หากภูมิภาคนี้ต้องการสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างแท้จริง ผู้นำอาเซียนจำเป็นต้องมองไกลกว่ามาตรการเฉพาะหน้า

 

โจทย์ใหญ่ไม่ใช่เพียง ‘จะซื้อน้ำมันและก๊าซจากที่ใด’ แต่คือ ‘จะลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ผันผวนได้อย่างไร’

 

หนึ่งในจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดคือภาคคมนาคม โดยเฉพาะการเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า ควบคู่กับการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนและการปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย

 

อาเซียนยังติดอยู่กับโครงสร้างพลังงานแบบเดิม

 

ภาคคมนาคมทางบกเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของความต้องการพลังงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่หลายประเทศยังพึ่งพาน้ำมันนำเข้าเป็นหลัก และใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงสำคัญในระบบพลังงาน

 

ช่องแคบฮอร์มุซมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขนส่งน้ำมันและ LNG ของโลก โดยก๊าซที่ผ่านเส้นทางนี้ส่วนใหญ่ถูกส่งมายังเอเชีย นั่นหมายความว่าหากเกิดความปั่นป่วนในพื้นที่ดังกล่าว ประเทศในเอเชียจะเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

 

ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ภูมิภาคนี้ยังคงพึ่งพารูปแบบพลังงานที่สืบเนื่องมาตั้งแต่ทศวรรษ 1990 ได้แก่ การอุดหนุนราคาน้ำมัน การนำเข้าเชื้อเพลิงสำหรับครัวเรือน และการเพิ่มบทบาทของก๊าซในระบบพลังงาน

 

แต่ปัญหาคือการผลิตน้ำมันและก๊าซในหลายประเทศกำลังลดลง ขณะที่ความต้องการใช้พลังงานยังเพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากร การขยายตัวของเมือง และการเติบโตทางเศรษฐกิจ

 

อินโดนีเซียเคยมีการผลิตน้ำมันสูงสุดในช่วงทศวรรษ 1990 แต่ปัจจุบันต้องนำเข้าน้ำมันในสัดส่วนสูงของความต้องการทั้งหมด ขณะที่ยังต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่ออุดหนุนราคาพลังงานและค่าไฟฟ้า

 

ส่วนประเทศไทยก็เผชิญโจทย์คล้ายกัน การผลิตก๊าซในประเทศลดลงต่อเนื่องจากช่วงกลางทศวรรษ 2010 เป็นต้นมา ขณะที่ระบบไฟฟ้าของไทยยังพึ่งพาก๊าซในสัดส่วนสูง และต้องนำเข้า LNG มากขึ้นเพื่อทดแทนก๊าซในประเทศที่ลดลง

 

นี่ทำให้ประเด็นพลังงานไม่ใช่เรื่องไกลตัวของไทย แต่เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงโดยตรงกับค่าไฟ ต้นทุนธุรกิจ ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม และความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว

 

รถยนต์ไฟฟ้าคือจุดเริ่มต้นของการลดความเสี่ยง

 

หากอาเซียนต้องการอนาคตด้านพลังงานที่มั่นคงกว่าเดิม ภูมิภาคนี้จำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านภาคคมนาคมสู่ระบบไฟฟ้า ไม่ใช่เพียงเพราะรถยนต์ไฟฟ้าช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่เพราะ EV ช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้าได้โดยตรง

 

แน่นอนว่ารถยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่คำตอบที่สมบูรณ์ในตัวเอง หากระบบไฟฟ้ายังผลิตจากก๊าซหรือถ่านหินเป็นหลัก EV ก็ยังไม่ได้สะอาดอย่างเต็มที่ แต่แม้ในระบบไฟฟ้าที่ไม่ได้เป็นพลังงานสะอาดทั้งหมด งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่า รถยนต์ไฟฟ้ายังปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดอายุการใช้งานน้อยกว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน โดยเฉพาะเมื่อไม่มีการปล่อยมลพิษจากท่อไอเสียบนท้องถนน

 

ที่สำคัญกว่านั้น EV เปิดประตูสู่ระบบพลังงานที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม เพราะรถยนต์ที่ใช้น้ำมันต้องพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานน้ำมันโดยตรง แต่รถยนต์ไฟฟ้าสามารถเชื่อมโยงกับพลังงานหมุนเวียน โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ และระบบกักเก็บพลังงานได้ในอนาคต

 

กล่าวอีกอย่างคือ EV ไม่ได้เป็นเพียง ‘รถยนต์อีกประเภทหนึ่ง’ แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพลังงานใหม่

 

BloombergNEF ประเมินว่า การใช้รถยนต์ไฟฟ้าในปี 2025 จะช่วยลดการใช้น้ำมันทั่วโลกได้ราว 2.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้จะคิดเป็นเพียงส่วนเล็กของความต้องการน้ำมันโลกทั้งหมด แต่ก็เป็นสัญญาณสำคัญว่า โลกมีทางเลือกอื่นนอกเหนือจากการพึ่งพาน้ำมัน

 

จีนเป็นตัวอย่างสำคัญ ประเทศจีนเร่งผลักดันรถยนต์ไฟฟ้าส่วนหนึ่งเพื่อลดการนำเข้าน้ำมัน ซึ่งเคยคิดเป็นสัดส่วนสูงของความต้องการพลังงานทั้งหมด กลยุทธ์นี้ไม่เพียงช่วยลดแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานในช่วงที่โลกเผชิญความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์

 

สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเดินตามเส้นทางนี้ต้องอาศัยมากกว่านโยบายสนับสนุนผู้บริโภค รัฐบาลจำเป็นต้องทำงานร่วมกับผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน และภาคพลังงาน เพื่อสร้างระบบนิเวศ EV ที่ครบวงจร ตั้งแต่การผลิต การจ้างงานในประเทศ สถานีชาร์จ ไปจนถึงการบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้า

 

สำหรับไทย ประเด็นนี้ยิ่งสำคัญ เพราะไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์สำคัญของภูมิภาค การเปลี่ยนผ่านสู่ EV จึงไม่ใช่แค่เรื่องพลังงาน แต่เป็นคำถามใหญ่ของยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมไทยด้วย

 

ไทยต้องตอบให้ได้ว่าจะเปลี่ยนผ่านอย่างไรโดยไม่ทิ้งผู้ผลิตชิ้นส่วนเดิม แรงงานเดิม และซัพพลายเชนเดิมไว้ข้างหลัง ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ปล่อยให้ประเทศเสียโอกาสในอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่

 

ก๊าซยังเป็นเชื้อเพลิงเปลี่ยนผ่านที่มั่นคงจริงหรือ

 

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก๊าซธรรมชาติมักถูกนำเสนอว่าเป็น ‘เชื้อเพลิงเปลี่ยนผ่าน’ จากถ่านหินไปสู่พลังงานสะอาด เหตุผลคือก๊าซปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่าถ่านหินเมื่อเผาไหม้

 

แต่ความผันผวนของราคา LNG ในเอเชียกำลังทำให้วาทกรรมนี้ถูกตั้งคำถามมากขึ้น

 

ก๊าซอาจมีบทบาทในช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่การพึ่งพาก๊าซนำเข้ามากเกินไปก็สร้างความเสี่ยงใหม่ โดยเฉพาะสำหรับประเทศที่ต้องนำเข้า LNG จากผู้ผลิตที่อยู่ห่างไกล เพราะต้นทุนขนส่งสูงกว่าและเสี่ยงต่อความผันผวนของตลาดโลกมากกว่า

 

นอกจากนี้การจัดเก็บก๊าซทำได้ยากกว่าน้ำมัน จึงยิ่งเพิ่มความเปราะบางให้กับประเทศที่พึ่งพาการนำเข้า เมื่อเกิดวิกฤตพลังงานในปี 2022 หลังสงครามยูเครน ราคาก๊าซ LNG พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง และเกิดกรณีที่เรือขนส่งก๊าซเปลี่ยนเส้นทางไปยังตลาดที่ให้ราคาสูงกว่า ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาบางแห่งต้องเผชิญความเสี่ยงด้านพลังงานทันที

 

นี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับอาเซียน หากภูมิภาคนี้ลดการพึ่งพาน้ำมัน แต่หันไปพึ่งพา LNG นำเข้าในสัดส่วนสูงแทน ก็อาจเป็นเพียงการย้ายความเปราะบางจากเชื้อเพลิงหนึ่งไปสู่อีกเชื้อเพลิงหนึ่ง

 

ก๊าซยังอาจมีบทบาทในบางอุตสาหกรรม โดยเฉพาะภาคการผลิตที่ยังไม่มีเทคโนโลยีทางเลือกที่พร้อมใช้ในวงกว้าง เช่น อุตสาหกรรมปุ๋ยหรือกระบวนการผลิตบางประเภท แต่บทบาทของก๊าซควรถูกใช้เท่าที่จำเป็น ไม่ใช่ขยายจนกลายเป็นการล็อกอินโครงสร้างพลังงานฟอสซิลระยะยาว

 

จีนเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ แม้จะใช้ก๊าซในระบบพลังงาน แต่จีนยังคุมสัดส่วนก๊าซไว้ในระดับจำกัด พร้อมกับเร่งขยายพลังงานหมุนเวียนอย่างรวดเร็ว ตรรกะสำคัญคือ ลดการพึ่งพาก๊าซนำเข้า และเก็บก๊าซไว้ใช้ในจุดที่จำเป็นจริงๆ

 

คำถามสำคัญคือ รัฐควรใช้งบประมาณเพื่ออนาคตแบบใด

 

รัฐบาลในหลายประเทศมักอ้างว่าการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน โครงข่ายไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐาน EV มีต้นทุนเริ่มต้นสูง แต่ในเวลาเดียวกัน หลายประเทศกลับลงนามในสัญญานำเข้า LNG ระยะยาว หรือใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่ออุดหนุนราคาน้ำมันและพลังงานในช่วงวิกฤต

 

คำถามจึงไม่ใช่ว่าการเปลี่ยนผ่านแพงหรือไม่ แต่คือเรากำลังใช้งบประมาณจำนวนมากไปกับการรักษาระบบเดิม หรือกำลังลงทุนเพื่อสร้างระบบใหม่ที่มั่นคงกว่า

 

มาตรการระยะสั้น เช่น การกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันและก๊าซ หรือการสำรองพลังงานฉุกเฉิน ยังมีความจำเป็นในช่วงวิกฤต แต่การเป็นผู้นำด้านความมั่นคงพลังงานที่แท้จริงต้องอาศัยวิสัยทัศน์ระยะยาว

 

สำหรับไทย โจทย์นี้ควรถูกมองในสามมิติพร้อมกัน

 

มิติแรกคือ ความมั่นคงทางพลังงาน ไทยต้องลดความเสี่ยงจากการนำเข้าน้ำมันและ LNG ที่ผูกกับตลาดโลกและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

 

มิติที่สองคือ ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม หากไทยเปลี่ยนผ่านสู่ EV ช้าเกินไป ฐานการผลิตยานยนต์เดิมอาจเสียความสามารถในการแข่งขัน แต่หากเปลี่ยนเร็วโดยไม่เตรียมแรงงานและซัพพลายเชน ก็อาจกระทบผู้ประกอบการเดิมจำนวนมาก

 

มิติที่สามคือ ความเป็นธรรมของการเปลี่ยนผ่าน นโยบาย EV และพลังงานสะอาดต้องไม่เป็นประโยชน์เฉพาะผู้มีกำลังซื้อสูง แต่ต้องออกแบบให้ประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบการรายย่อย และแรงงานในอุตสาหกรรมเดิมสามารถปรับตัวได้จริง

 

วิกฤตครั้งนี้ควรเป็นจุดเปลี่ยน ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ชั่วคราว

 

วิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 เคยเป็นแรงผลักดันสำคัญให้โลกเริ่มมองหาพลังงานทางเลือก วิกฤตพลังงานในยุคปัจจุบันก็ควรถูกใช้เป็นจุดเปลี่ยนเช่นเดียวกัน

 

อาเซียนไม่ควรรอให้วิกฤตครั้งต่อไปมาถึงก่อนจึงค่อยเร่งเปลี่ยนผ่าน เพราะการสร้างระบบพลังงานใหม่ต้องใช้เวลา ตั้งแต่การลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้า การเพิ่มพลังงานหมุนเวียน การสร้างสถานีชาร์จ ไปจนถึงการปรับอุตสาหกรรมและแรงงาน

 

การลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลจึงไม่ใช่เรื่องของอุดมการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่เป็นยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรม

 

สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และโดยเฉพาะประเทศไทย รถยนต์ไฟฟ้าไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเทรนด์ของตลาดรถยนต์ แต่ควรถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบอนาคตพลังงานของประเทศ

 

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าอาเซียนควรเปลี่ยนผ่านหรือไม่

 

แต่คือจะเปลี่ยนผ่านได้เร็วพอหรือไม่ ก่อนที่วิกฤตพลังงานครั้งต่อไปจะบีบให้เราต้องจ่ายราคาแพงกว่านี้อีกมาก

 

หมายเหตุ: บทความต้นฉบับเผยแพร่เป็นภาษาอังกฤษทางเว็บไซต์ Dialogue Earth และผ่านการปรับให้เข้ากับบริบทไทย

 

แปลและเรียบเรียง: กริสรินทร์ จูงศิริวัฒน์

The post EV ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่อาจเป็นทางรอดด้านพลังงานของอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้เชี่ยวชาญผลักดัน WHO ประกาศให้วิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขโลก https://thestandard.co/who-climate-health-emergency/ Sun, 17 May 2026 08:03:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1208201 ภาพโลกและสัญลักษณ์ WHO สื่อถึงวิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข

กลุ่มผู้เชี่ยวชาญชั้นนำระดับนานาชาติเรียกร้ององค์การอนา […]

The post ผู้เชี่ยวชาญผลักดัน WHO ประกาศให้วิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโลกและสัญลักษณ์ WHO สื่อถึงวิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข

กลุ่มผู้เชี่ยวชาญชั้นนำระดับนานาชาติเรียกร้ององค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้วิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็น ‘ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ’ ชี้การยกระดับการเตือนภัยสูงสุดดังกล่าว จะช่วยกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือระหว่างประเทศ และอาจช่วยรักษาชีวิตผู้คนหลายล้านจากผลกระทบของสภาพอากาศสุดขั้ว

 

 

คณะกรรมาธิการด้านสภาพภูมิอากาศและสุขภาพประจำภาคพื้นยุโรป

 

(Pan-European Commission on Climate and Health) ซึ่งเป็นคณะที่ปรึกษาอิสระจัดตั้งโดย WHO ได้ข้อสรุปว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพในระดับโลก จนถึงขั้นที่ WHO ควรประกาศให้เป็น ‘ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ’ หรือ PHEIC

 

รายงานของคณะกรรมาธิการระบุว่า การแพร่กระจายของโรคติดต่อนำโดยแมลง เช่น โรคไข้เลือดออก และโรคชิคุนกุนยา รวมถึงผลกระทบต่อสุขภาพจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว ปรากฏการณ์โลกร้อน ความไม่มั่นคงทางอาหาร และมลพิษทางอากาศ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้การประกาศภาวะฉุกเฉินนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยรายงานฉบับนี้จะถูกนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรียุโรปในวันอาทิตย์ (17 พ.ค.) ก่อนการประชุมสมัชชาอนามัยโลก (WHA) จะเริ่มขึ้นในวันจันทร์

 

PHEIC ถือเป็นการประกาศเตือนภัยด้านสุขภาพระดับสูงสุด ซึ่งก่อนหน้านี้เคยใช้กับการระบาดของโรคติดต่อ เช่น โควิด และเอ็มพ็อกซ์ (ฝีดาษวานร) แม้ว่าการประกาศภาวะฉุกเฉินเพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถยับยั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ แต่มันจะเป็นกลไกสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดการตอบสนองร่วมกันในระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากต่อการรับมือวิกฤตสุขภาพในปัจจุบัน แต่ที่ผ่านมายังไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

 

คณะกรรมาธิการซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ 11 คน รวมถึงอดีตรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงสิ่งแวดล้อมของหลายประเทศ ระบุว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือข่าวปลอม แต่เป็นภัยคุกคามที่เกิดขึ้นทันทีและต่อเนื่องยาวนาน ต่อทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ อาหาร น้ำ สิ่งแวดล้อม ตลอดจนความมั่นคงทั้งในระดับบุคคล ชุมชน และระดับชาติ”

 

คาทรีน ยาคอปสโตทีร์ อดีตนายกรัฐมนตรีไอซ์แลนด์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ให้สัมภาษณ์กับ Guardian ว่า “วิกฤตสภาพภูมิอากาศอาจไม่ใช่โรคระบาดใหญ่ แต่มันคือภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่คุกคามสุขภาพและการอยู่รอดของมนุษยชาติ หากเราไม่ดำเนินการให้รวดเร็วและครอบคลุมกว่านี้ ผู้คนอีกหลายล้านอาจต้องเสียชีวิตหรือเผชิญกับอาการเจ็บป่วยที่เปลี่ยนชีวิตพวกเขาไปตลอดกาล”

 

ทางด้าน เซอร์ แอนดรูว์ เฮนส์ ศาสตราจารย์ด้านการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข ที่ London School of Hygiene & Tropical Medicine และหัวหน้าที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ของคณะกรรมาธิการชุดนี้ เสริมว่า แม้ WHO ตระหนักดีอยู่แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นภัยคุกคามหลักต่อสุขภาพของผู้คนทั่วโลก แต่สิ่งที่ทางกลุ่มเรียกร้องคือการก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง

 

หยุดอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล

 

นอกจากนี้ รายงานยังเรียกร้องให้รัฐบาลต่าง ๆ ยุติการอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นต้นเหตุโดยตรงของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรถึง 600,000 รายต่อปีเฉพาะในยุโรป โดยพบว่าใน 12 ประเทศยุโรป งบประมาณที่ใช้อุดหนุนฟอสซิลในปี 2023 นั้นสูงกว่า 10% ของงบประมาณสาธารณสุขระดับชาติ และใน 4 ประเทศ งบอุดหนุนส่วนนี้สูงกว่างบประมาณสาธารณสุขทั้งประเทศเสียด้วยซ้ำ

 

รายงานยังผลักดันให้มีมาตรการจัดการกับข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) การนำผลการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพจากสภาพภูมิอากาศในระดับชาติไปใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น และการยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตด้วยเช่นกัน

 

“วิธีที่จะท้าทายความเชื่อแบบผิดๆ และการบิดเบือนข้อมูลเรื่องสภาพภูมิอากาศนั้นง่ายมาก นั่นคือการทำให้มันเป็น ‘เรื่องส่วนตัว’ เพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นที่อื่น เกิดกับคนอื่น หรือจะเกิดขึ้นในอนาคต แต่มันกำลังทำให้อายุขัยของคนในเมืองต่างๆ ของยุโรปสั้นลงในขณะนี้ มันกำลังทำให้โรงพยาบาลเนืองแน่นไปด้วยผู้ป่วย และเป็นตัวการขับเคลื่อนความวิตกกังวล ความเครียด รวมถึงปัญหาสุขภาพจิตอื่นๆ”

 

“เมื่อข้อโต้แย้งด้านสุขภาพและข้อโต้แย้งด้านสภาพภูมิอากาศกลายเป็นเรื่องเดียวกัน เมื่อนั้นมันจะกลายเป็นเรื่องยากมากที่ใครจะคัดค้านได้” ยาคอปสโตทีร์กล่าว

 

นอกจากนี้ รายงานยังเสนอแนะว่าระบบสาธารณสุขของแต่ละประเทศจำเป็นต้องมีความยืดหยุ่นและพร้อมรับมือต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เช่น การออกแบบโรงพยาบาลที่ไม่ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและมีระบบจัดการความร้อนที่มีประสิทธิภาพ

 

รายงานสรุปว่า ภาคสาธารณสุขมีส่วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 5% ของการปล่อยมลพิษทั่วโลก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการปรับตัวเพื่อสร้างความพร้อมรับมือให้มากขึ้น

 

เสียงขานรับ

 

นพ. ฮันส์ คลูเกอ ผู้อำนวยการ WHO ประจำภูมิภาคยุโรป ตอบรับข้อเสนอแนะนี้ โดยกล่าวว่า “ความขัดแย้งในยูเครนและตะวันออกกลางแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนั้นหมายถึงอะไร มันไม่ใช่แค่บิลค่าไฟที่แพงขึ้น แต่หมายถึงระบบสาธารณสุขที่ตึงตัวหรือพังทลาย การหยุดชะงักของแหล่งอาหารและเชื้อเพลิง รวมถึงสังคมที่ต้องอยู่ภายใต้ความกดดัน”

 

“การลงมือแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศในตอนนี้ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่มันคือเหตุผลด้านความมั่นคง สุขภาพ และเศรษฐกิจรวมกัน และมันคือความถูกต้องทางศีลธรรม” ผอ. WHO ยุโรป กล่าว พร้อมกับเสริมว่า การตัดสินใจของรัฐบาลในวันนี้จะเป็นตัวกำหนดภาระโรคภัยไข้เจ็บของเด็กๆ ในอนาคต

 

“ตอนนี้จึงเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่จะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้และปกป้องคนรุ่นหลัง ผมขอให้คำมั่นว่าจะทำให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้รับการปฏิบัติในฐานะภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพอย่างที่มันเป็นจริง ๆ ในทั้ง 53 ประเทศสมาชิก WHO ภูมิภาคยุโรป”

 

ขณะที่ โยฮัน ร็อกสตรอม ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศพอทสดัม (Potsdam Institute for Climate Impact Research) ขานรับรายงานฉบับนี้เช่นกัน

 

“เรากำลังล่วงละเมิดขีดจำกัดของโลกในหลายด้าน และสิ่งนี้ปรากฏให้เห็นเป็นภัยคุกคามด้านสาธารณสุขต่อผู้คนนับล้านทั่วโลกแล้ว สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับโลกนี้คือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เพียงพอแล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศควรถูกประกาศให้เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่นานาชาติต้องให้ความสำคัญร่วมกัน”

 

แฟ้มภาพ: Leolintang / Shutterstock

อ้างอิง:

 

The post ผู้เชี่ยวชาญผลักดัน WHO ประกาศให้วิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ชัชชาติ’ เคาะ 8 แผนจัดการมลพิษ กทม. ลุยยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อมเมืองปี 69 https://thestandard.co/chatchart-bma-pollution-strategy-2026/ Wed, 29 Apr 2026 03:51:05 +0000 https://thestandard.co/chatchart-bma-pollution-strategy-2026/ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. เป็นประธานการประชุมแผนจัดการมลพิษสิ่งแวดล้อม

วานนี้ (28 เมษายน) ที่ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช […]

The post ‘ชัชชาติ’ เคาะ 8 แผนจัดการมลพิษ กทม. ลุยยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อมเมืองปี 69 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. เป็นประธานการประชุมแผนจัดการมลพิษสิ่งแวดล้อม

วานนี้ (28 เมษายน) ที่ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดทำแผนปฏิบัติการสิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานคร นัดแรกของปี 2569 เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ ‘ควบคุม-ลด-ขจัด’ มลพิษให้ครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร

 

ในที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาแผนปฏิบัติการเพื่อจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมระดับจังหวัด รวมถึงแผนเฉพาะกิจสำหรับเขตควบคุมมลพิษ โดยมุ่งเน้นการวางยุทธศาสตร์เพื่อกอบกู้สิ่งแวดล้อมเมืองผ่านกรอบการทำงาน 8 มิติหลัก ประกอบด้วย:

 

  • หลักการและเหตุผล ในการขับเคลื่อนแผนงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์
  • การเชื่อมโยงนโยบาย และประสานแผนยุทธศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  • การจัดการฐานข้อมูลเมือง โดยอัปเดตข้อมูลพื้นฐานของกรุงเทพมหานครให้เป็นปัจจุบัน
  • การเจาะลึกวิกฤต วิเคราะห์สถานการณ์และประเด็นปัญหาที่ประชาชนคนกรุงกำลังเผชิญ
  • การวิเคราะห์ความรุนแรง และประเมินระดับผลกระทบจากมลพิษในแต่ละพื้นที่อย่างละเอียด
  • การจัดลำดับความสำคัญ เพื่อคัดเลือกปัญหาเร่งด่วนที่ต้องได้รับการแก้ไขก่อน-หลัง
  • การกำหนด Roadmap ปี 2571 เพื่อกางแผนงานและโครงการที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้
  • การวางระบบตรวจสอบ ติดตาม และประเมินผลการทำงานจริงสำหรับปีงบประมาณ 2570

 

ขั้นตอนหลังจากนี้ ฝ่ายเลขานุการจะทำการรวบรวมข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะทั้งหมดจากที่ประชุม เพื่อนำไปปรับปรุงแผนให้มีความสมบูรณ์แบบสูงสุด ก่อนนำเสนอต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเพื่อลงนามเห็นชอบ จากนั้นจะดำเนินการส่งร่างแผนดังกล่าวไปยังสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติต่อไป

 

“เรากำลังปรับปรุงแผนให้ครอบคลุมและตอบโจทย์ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และผลักดันให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่และปลอดภัยจากมลพิษอย่างยั่งยืน”ชัชชาติ กล่าวเน้นย้ำถึงเป้าหมายสำคัญของการทำงาน

 

การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในครั้งนี้ ถือเป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญระหว่างภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญ และภาคประชาสังคม โดยมีคณะกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและผู้บริหารด้านความยั่งยืนของ กทม., ดร.พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัดกรุงเทพมหานคร, วรนุช สวยค้าข้าว ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม ตลอดจนผู้แทนจากมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช, ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษอากาศและภูมิอากาศ, สภาลมหายใจกรุงเทพฯ, สำนักงบประมาณ กทม. และสำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล

 

นอกจากนี้ ยังมีผู้แทนจากสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย สำนักอนามัย และสำนักการระบายน้ำ เข้าร่วมประชุมผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อร่วมกันบูรณาการแนวทางแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

The post ‘ชัชชาติ’ เคาะ 8 แผนจัดการมลพิษ กทม. ลุยยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อมเมืองปี 69 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซูเปอร์เอลนีโญคืออะไร ทำไมถึงน่ากังวล https://thestandard.co/super-el-nino-what-worry/ Sat, 25 Apr 2026 08:24:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1201156 ภาพประกอบปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ ที่แสดงถึงความร้อนจัดและภัยแล้ง

‘เอลนีโญ’ (El Niño) เป็นปรากฏการณ์สภาพภูมิอากาศตามธรรมช […]

The post ซูเปอร์เอลนีโญคืออะไร ทำไมถึงน่ากังวล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ ที่แสดงถึงความร้อนจัดและภัยแล้ง

‘เอลนีโญ’ (El Niño) เป็นปรากฏการณ์สภาพภูมิอากาศตามธรรมชาติที่อยู่ในระบบความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้ (El Niño Southern Oscillation หรือ ENSO) โดยปกติแล้วกระแสลมสินค้า (Trade Winds) จะพัดจากตะวันออกไปตะวันตก แต่ในช่วงที่เกิดเอลนีโญ กระแสลมนี้จะ ‘อ่อนกำลังลงหรือเปลี่ยนทิศทาง’ ทำให้กระแสน้ำอุ่นบริเวณผิวน้ำถูกพัดไปทางตะวันออกแทน ส่งผลให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในบริเวณตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน ‘อุ่นขึ้นกว่าปกติ’

 

สำหรับคำว่า ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ (Super El Niño) นั้นถูกนำมาใช้เพื่อเรียก เหตุการณ์ ‘เอลนีโญที่มีความรุนแรงมากเป็นพิเศษ’ โดยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลจะพุ่งสูงขึ้นกว่าระดับปกติมากกว่า 2 องศาเซลเซียส ซึ่งเหตุการณ์ระดับนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ครั้งนับตั้งแต่ปี 1950 และมีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่อุณหภูมิสูงเกิน 2.5 องศาเซลเซียส ในช่วงปลายปี 1997 ถึงต้นปี 1998

 

ปรากฏการณ์เอลนีโญคาดว่าจะก่อตัวขึ้นในช่วงปลายปี 2026 โดยการพยากรณ์ชี้ว่า มีโอกาสถึง 70% ที่เอลนีโญจะเริ่มก่อตัวภายในเดือนมิถุนายนปีนี้ และมีโอกาสสูงถึง 94% ที่สภาวะนี้จะลากยาวไปจนถึงสิ้นปี โดยปกติแล้วปรากฏการณ์จะทวีความรุนแรงจนถึงขีดสุดในช่วงระหว่างเดือนตุลาคมไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ของปีถัดไป ทั้งนี้ศูนย์พยากรณ์ภูมิอากาศของสหรัฐฯ (US Climate Prediction Center) ได้ประเมินว่า มีโอกาส 50% ที่เอลนีโญในรอบนี้จะพัฒนาความรุนแรงไปถึงระดับ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ ในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม 2027

 

ทำไมปรากฏการณ์นี้จึงน่ากังวล

 

ดันอุณหภูมิโลกให้ทะลุขีดจำกัดวิกฤต

 

การเกิดซูเปอร์เอลนีโญร่วมกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากมนุษย์ อาจทำให้อุณหภูมิโลกพุ่งทำลายสถิติ และผลักดันให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นทะลุขีดจำกัด 1.5 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรมได้ชั่วคราว ยิ่งไปกว่านั้นแบบจำลองบางชิ้นยังแสดงให้เห็นว่า อุณหภูมิเฉลี่ยอาจพุ่งทะลุ 2 องศาเซลเซียสได้ ซึ่งแม้จะมีโอกาสเกิดขึ้นไม่มากแต่นั่นก็เพียงพอที่จะผลักดันให้โลกเข้าใกล้ ‘จุดวิกฤต’ (Tipping Points) ที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง

 

กระตุ้นสภาพอากาศสุดขั้วทั่วโลก

 

ยิ่งเอลนีโญมีความรุนแรงมากเท่าใด ก็จะยิ่งเข้าไปกระตุ้นให้เกิดเหตุการณ์สภาพอากาศที่รุนแรงทั่วโลกมากขึ้นเท่านั้น ปรากฏการณ์นี้มักทำให้เกิดภัยแล้งและคลื่นความร้อนในประเทศออสเตรเลีย พื้นที่ทางตอนใต้และตอนกลางของทวีปแอฟริกา ประเทศอินเดีย และบางส่วนของอเมริกาใต้ซึ่งรวมถึงป่าแอมะซอน

 

ในขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา ตะวันออกกลาง รวมถึงเอเชียกลางและเอเชียใต้ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมพายุ โดยจะลดโอกาสการเกิดพายุเฮอร์ริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติก แต่ไป ‘เพิ่มความเสี่ยง’ ที่จะเกิดพายุหมุนเขตร้อนที่ทรงพลังในมหาสมุทรแปซิฟิกแทน ดังเช่น ซูเปอร์เอลนีโญในปี 2015 ที่เคยทำให้เกิดภัยแล้งรุนแรงในเอธิโอเปียและภาวะขาดแคลนน้ำในเปอร์โตริโก รวมถึงเกิดพายุเฮอร์ริเคนรุนแรงในแปซิฟิกมาแล้ว

The post ซูเปอร์เอลนีโญคืออะไร ทำไมถึงน่ากังวล appeared first on THE STANDARD.

]]>