Environment – THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/environment/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 25 Apr 2026 08:24:55 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ซูเปอร์เอลนีโญคืออะไร ทำไมถึงน่ากังวล https://thestandard.co/super-el-nino-what-worry/ Sat, 25 Apr 2026 08:24:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1201156 ภาพประกอบปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ ที่แสดงถึงความร้อนจัดและภัยแล้ง

‘เอลนีโญ’ (El Niño) เป็นปรากฏการณ์สภาพภูมิอากาศตามธรรมช […]

The post ซูเปอร์เอลนีโญคืออะไร ทำไมถึงน่ากังวล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ ที่แสดงถึงความร้อนจัดและภัยแล้ง

‘เอลนีโญ’ (El Niño) เป็นปรากฏการณ์สภาพภูมิอากาศตามธรรมชาติที่อยู่ในระบบความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้ (El Niño Southern Oscillation หรือ ENSO) โดยปกติแล้วกระแสลมสินค้า (Trade Winds) จะพัดจากตะวันออกไปตะวันตก แต่ในช่วงที่เกิดเอลนีโญ กระแสลมนี้จะ ‘อ่อนกำลังลงหรือเปลี่ยนทิศทาง’ ทำให้กระแสน้ำอุ่นบริเวณผิวน้ำถูกพัดไปทางตะวันออกแทน ส่งผลให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในบริเวณตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน ‘อุ่นขึ้นกว่าปกติ’

 

สำหรับคำว่า ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ (Super El Niño) นั้นถูกนำมาใช้เพื่อเรียก เหตุการณ์ ‘เอลนีโญที่มีความรุนแรงมากเป็นพิเศษ’ โดยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลจะพุ่งสูงขึ้นกว่าระดับปกติมากกว่า 2 องศาเซลเซียส ซึ่งเหตุการณ์ระดับนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ครั้งนับตั้งแต่ปี 1950 และมีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่อุณหภูมิสูงเกิน 2.5 องศาเซลเซียส ในช่วงปลายปี 1997 ถึงต้นปี 1998

 

ปรากฏการณ์เอลนีโญคาดว่าจะก่อตัวขึ้นในช่วงปลายปี 2026 โดยการพยากรณ์ชี้ว่า มีโอกาสถึง 70% ที่เอลนีโญจะเริ่มก่อตัวภายในเดือนมิถุนายนปีนี้ และมีโอกาสสูงถึง 94% ที่สภาวะนี้จะลากยาวไปจนถึงสิ้นปี โดยปกติแล้วปรากฏการณ์จะทวีความรุนแรงจนถึงขีดสุดในช่วงระหว่างเดือนตุลาคมไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ของปีถัดไป ทั้งนี้ศูนย์พยากรณ์ภูมิอากาศของสหรัฐฯ (US Climate Prediction Center) ได้ประเมินว่า มีโอกาส 50% ที่เอลนีโญในรอบนี้จะพัฒนาความรุนแรงไปถึงระดับ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ ในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม 2027

 

ทำไมปรากฏการณ์นี้จึงน่ากังวล

 

ดันอุณหภูมิโลกให้ทะลุขีดจำกัดวิกฤต

 

การเกิดซูเปอร์เอลนีโญร่วมกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากมนุษย์ อาจทำให้อุณหภูมิโลกพุ่งทำลายสถิติ และผลักดันให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นทะลุขีดจำกัด 1.5 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรมได้ชั่วคราว ยิ่งไปกว่านั้นแบบจำลองบางชิ้นยังแสดงให้เห็นว่า อุณหภูมิเฉลี่ยอาจพุ่งทะลุ 2 องศาเซลเซียสได้ ซึ่งแม้จะมีโอกาสเกิดขึ้นไม่มากแต่นั่นก็เพียงพอที่จะผลักดันให้โลกเข้าใกล้ ‘จุดวิกฤต’ (Tipping Points) ที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง

 

กระตุ้นสภาพอากาศสุดขั้วทั่วโลก

 

ยิ่งเอลนีโญมีความรุนแรงมากเท่าใด ก็จะยิ่งเข้าไปกระตุ้นให้เกิดเหตุการณ์สภาพอากาศที่รุนแรงทั่วโลกมากขึ้นเท่านั้น ปรากฏการณ์นี้มักทำให้เกิดภัยแล้งและคลื่นความร้อนในประเทศออสเตรเลีย พื้นที่ทางตอนใต้และตอนกลางของทวีปแอฟริกา ประเทศอินเดีย และบางส่วนของอเมริกาใต้ซึ่งรวมถึงป่าแอมะซอน

 

ในขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา ตะวันออกกลาง รวมถึงเอเชียกลางและเอเชียใต้ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมพายุ โดยจะลดโอกาสการเกิดพายุเฮอร์ริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติก แต่ไป ‘เพิ่มความเสี่ยง’ ที่จะเกิดพายุหมุนเขตร้อนที่ทรงพลังในมหาสมุทรแปซิฟิกแทน ดังเช่น ซูเปอร์เอลนีโญในปี 2015 ที่เคยทำให้เกิดภัยแล้งรุนแรงในเอธิโอเปียและภาวะขาดแคลนน้ำในเปอร์โตริโก รวมถึงเกิดพายุเฮอร์ริเคนรุนแรงในแปซิฟิกมาแล้ว

The post ซูเปอร์เอลนีโญคืออะไร ทำไมถึงน่ากังวล appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลื่นความร้อนโลกพุ่งระดับอันตราย มนุษย์เสี่ยงอยู่ไม่ได้ ‘กรุงเทพฯ’ ติดโผพื้นที่เสี่ยงปี 2024 https://thestandard.co/global-heatwave-human-survival-risk/ Fri, 10 Apr 2026 07:19:53 +0000 https://thestandard.co/global-heatwave-human-survival-risk/ ภาพแสดงผลกระทบจากคลื่นความร้อนในเมืองกรุงเทพฯ ปี 2024

โลกกำลังเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรง มนุษย์เสี่ยงอยู่ไม่รอด […]

The post คลื่นความร้อนโลกพุ่งระดับอันตราย มนุษย์เสี่ยงอยู่ไม่ได้ ‘กรุงเทพฯ’ ติดโผพื้นที่เสี่ยงปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงผลกระทบจากคลื่นความร้อนในเมืองกรุงเทพฯ ปี 2024

โลกกำลังเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรง มนุษย์เสี่ยงอยู่ไม่รอดในสภาพอากาศสุดขั้วจากภาวะโลกรวน โดย ‘กรุงเทพฯ’ ติดโผพื้นที่เสี่ยงในปี 2024 ร่วมกับเมืองเมกกะในซาอุดีอาระเบีย

 

เมื่อวานนี้ (9 เมษายน) The Guardian รายงานอ้างอิงถึงงานวิจัยของ Nature Communications ที่ผ่านการวิเคราะห์คลื่นความร้อนตั้งแต่ปี 2003-2024 ว่า โลกกำลังเผชิญคลื่นความร้อนระดับอันตรายที่มนุษย์ไม่สามารถใช้ชีวิตได้ โดยผ่านการคำนวณอุณหภูมิ ความชื้น และความสามารถของร่างกาย พร้อมกับศึกษาสภาพอากาศในหลายประเทศ

 

ปรากฏว่า ผลการศึกษาครั้งนี้ตั้งคำถามไปยังความเชื่อเดิมทางวิทยาศาสตร์ คือ มนุษย์มีขีดจำกัดในการทนความร้อนชื้นหรืออุณหภูมิกะเปาะเปียก (Wet-bulb Temperature) ได้ที่ 35 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 6 ชั่วโมง โดยพบว่า ระดับอันตรายอาจเกิดขึ้นในอุณหภูมิต่ำกว่านั้น เพราะสภาพอากาศร้อนจัดในปัจจุบันสามารถคร่าชีวิตมนุษย์ได้แล้ว โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งมีความสามารถในการระบายความร้อนลดลง ทำให้ร่างกายไม่สามารถปรับตัวได้ทัน และเสี่ยงต่อภาวะฮีตสโตรกจนถึงเสียชีวิต

 

นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า ในบางพื้นที่ของโลก ได้แก่ เมืองเมกกะในซาอุดีอาระเบีย, กรุงเทพฯ, เมืองฟีนิกซ์ในสหรัฐฯ, เมืองลาร์คานาในปากีสถาน และเมืองเซบีญาในสเปน เผชิญคลื่นความร้อนรุนแรง จนมีช่วงเวลาที่อยู่ในระดับเสี่ยงต่อชีวิตมนุษย์

 

ขณะที่ในบางกรณี เช่น เมืองลาร์คานาในปากีสถานและฟีนิกซ์ในสหรัฐฯ มีช่วงเวลาคลื่นความร้อนพุ่งสูงผิดปกติ แม้บางครั้งจะอยู่ในที่ร่ม ก็ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้

 

ทั้งนี้ เพอร์กินส์-เคิร์กแพทริก ศาสตราจารย์และหัวหน้าทีมวิจัยจาก Australian National University ระบุว่า ผลลัพธ์ดังกล่าวน่าตกใจมาก โดยไม่คาดคิดว่า ภาวะดังกล่าวจะเกิดขึ้นชัดเจนในระดับเมือง พร้อมตั้งคำถามต่อว่า หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปัจจุบัน แล้วโลกในอนาคตที่ร้อนขึ้นอีก 2-3 องศาจะเป็นอย่างไรต่อ

 

อนึ่ง นักวิทยาศาสตร์ยังระบุว่า การที่มนุษย์กำลังเข้าใกล้ขีดจำกัดทางสรีรวิทยาเช่นนี้ ทำให้การลดภาวะโลกร้อนเป็นสิ่งจำเป็น หากมนุษย์ยังต้องการอาศัยอยู่ในพื้นที่ร้อนชื้น เช่น เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และเขตร้อนทั่วโลก

 

ภาพ: ฐานิส สุดโต

อ้างอิง:

 

The post คลื่นความร้อนโลกพุ่งระดับอันตราย มนุษย์เสี่ยงอยู่ไม่ได้ ‘กรุงเทพฯ’ ติดโผพื้นที่เสี่ยงปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ช่องโหว่กฎหมาย ‘ไฟป่า-PM2.5’ วิกฤตซ้ำซากที่มากกว่าปัญหาสิ่งแวดล้อม https://thestandard.co/legal-loophole-forest-fire-pm25-crisis/ Wed, 01 Apr 2026 12:04:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1193752 ภาพไฟป่าและหมอกควัน PM2.5 บดบังทัศนียภาพ สะท้อนวิกฤตสิ่งแวดล้อมจากช่องโหว่กฎหมาย

ทุกปีเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้ง ภาคเหนือของประเทศไทยต้องเผชิญก […]

The post ช่องโหว่กฎหมาย ‘ไฟป่า-PM2.5’ วิกฤตซ้ำซากที่มากกว่าปัญหาสิ่งแวดล้อม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพไฟป่าและหมอกควัน PM2.5 บดบังทัศนียภาพ สะท้อนวิกฤตสิ่งแวดล้อมจากช่องโหว่กฎหมาย

ทุกปีเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้ง ภาคเหนือของประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ที่กลับมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ภาครัฐจะมีมาตรการออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่สถานการณ์กลับไม่คลี่คลายอย่างมีนัยสำคัญ

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงทำไมปัญหายังไม่จบ แต่คือ รัฐมีอำนาจและเครื่องมือเพียงพอแล้วหรือยังในการจัดการวิกฤตนี้

 

กฎหมายมี แต่ใช้ไม่ถึง ‘ประกาศภัยพิบัติฉุกเฉิน’ ยังทำไม่ได้

 

รศ. ดร.สุรศักดิ์ บุญเรือง จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ให้เห็นว่า แม้หลายฝ่ายเรียกร้องให้รัฐบาลหรือผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเขตภัยพิบัติฉุกเฉินเพื่อรับมือไฟป่าและ PM2.5 แต่เมื่อพิจารณากฎหมายที่มีอยู่ กลับพบว่า ‘ทำไม่ได้’

 

ภายใต้ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อำนาจของรัฐถูกจำกัดอยู่เพียงการสั่งห้ามเข้าพื้นที่เสี่ยงภัย แต่ไม่ได้ให้อำนาจประกาศเขตภัยพิบัติฉุกเฉินอย่างชัดเจน อีกทั้งยังขาดรายละเอียดเชิงปฏิบัติ เช่น เกณฑ์ความรุนแรง หรือการแบ่งหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

สถานการณ์นี้ทำให้การบริหารจัดการยังคงกระจัดกระจาย และขาดเอกภาพในการสั่งการ

 

งบประมาณติดล็อก ใช้ได้แค่ ‘เยียวยา’ ไม่ใช่ ‘ป้องกัน’

 

ปัญหาไม่ได้หยุดอยู่ที่อำนาจตามกฎหมาย แต่ยังลุกลามไปถึงการใช้งบประมาณ

 

แม้จะมีระเบียบเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 แต่ระเบียบนี้เปิดช่องให้ใช้เงินได้เฉพาะการช่วยเหลือผู้ประสบภัยเท่านั้น ไม่ครอบคลุมถึงการวางแผนป้องกันหรือการจัดการเชิงรุก

 

ผลลัพธ์คือ รัฐสามารถ ‘เยียวยา’ ได้ แต่ไม่สามารถ ‘ป้องกัน’ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

แผนระดับชาติยังไม่มองไฟป่าเป็น ‘ภัยเฉพาะ’

 

ในระดับนโยบาย แผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2564-2570 ยังไม่ได้จัดให้ไฟป่าและมลพิษทางอากาศเป็นภัยพิบัติเฉพาะ ทั้งที่ในความเป็นจริง ปัญหานี้มีความซับซ้อนและส่งผลกระทบในวงกว้าง

 

แผนดังกล่าวยังคงออกแบบมาเพื่อรับมือภัยแบบดั้งเดิม เช่น น้ำท่วม หรือวาตภัย มากกว่าจะตอบโจทย์วิกฤตสิ่งแวดล้อมยุคใหม่

 

ระยะสั้น ‘ประคอง’ ระยะยาวต้อง ‘ปฏิรูป’

 

ภายใต้ข้อจำกัดทั้งหมด แนวทางในระยะสั้นของรัฐจึงยังคงจำกัดอยู่ที่การประกาศพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัย การเยียวยา และการดำเนินมาตรการตามแผนเดิมของแต่ละหน่วยงาน

 

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว รศ. ดร.สุรศักดิ์ เสนอให้เร่งพิจารณาร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด และปรับปรุงกฎหมายเดิมเพื่อเพิ่มอำนาจให้ฝ่ายบริหารสามารถประกาศเขตภัยพิบัติฉุกเฉินได้

 

ทางออกใหม่ ‘หน่วยงานเฉพาะกิจ’ แก้ปัญหาข้ามหน่วยงาน

 

หนึ่งในข้อเสนอที่น่าสนใจคือ การจัดตั้ง งสำนักงานบูรณาการจัดการไฟป่าและวิกฤตความร้อน’ ผ่านพระราชกฤษฎีกา เพื่อทำหน้าที่เป็นหน่วยงานเฉพาะกิจ

 

หน่วยงานนี้จะมีบทบาทในการบูรณาการการทำงานข้ามหน่วยงาน พร้อมอำนาจในการบริหารงบประมาณและการวางแผนอย่างเป็นระบบ โดยอาจเริ่มนำร่องในภาคเหนือก่อนในรูปแบบ Sandbox

 

นอกจากนี้ ยังช่วยอุดช่องโหว่สำคัญ เช่น การขาดระบบประเมินความเสี่ยง การจัดสรรงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับพื้นที่ และการสื่อสารข้อมูลที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ

 

ข้อจำกัดเชิงพื้นที่ ปัจจัยที่นโยบายต้องเข้าใจ

 

การแก้ปัญหาไฟป่าไม่อาจใช้สูตรเดียวทั่วประเทศ โดยเฉพาะในภาคเหนือที่มีลักษณะเฉพาะ ทั้งป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรังที่สะสมเชื้อเพลิงจำนวนมาก ภูมิประเทศที่ลาดชัน และวิถีชีวิตของชุมชนที่พึ่งพาป่า

 

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้การควบคุมไฟเป็นเรื่องซับซ้อน และจำเป็นต้องออกแบบนโยบายที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่

 

วิกฤตไฟป่าและ PM2.5 ที่เกิดขึ้นซ้ำซาก อาจไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่คือภาพสะท้อนของข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งในด้านกฎหมาย งบประมาณ และการบริหารจัดการ

 

เมื่อรัฐยังไม่มีเครื่องมือที่เหมาะสม การแก้ปัญหาจึงวนอยู่ในวงจรเดิม ดับไฟ เยียวยา และรอให้เกิดใหม่

 

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ‘ปีนี้จะหนักแค่ไหน’ แต่คือ ‘ประเทศไทยจะออกแบบระบบใหม่เพื่อหยุดวงจรนี้ได้หรือไม่’

The post ช่องโหว่กฎหมาย ‘ไฟป่า-PM2.5’ วิกฤตซ้ำซากที่มากกว่าปัญหาสิ่งแวดล้อม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไม่ใช่แค่ Oil Shock แต่เป็น Energy Shock: มอง สงครามตะวันออกกลางลามถึงไทย น้ำมัน ค่าไฟ อาหารจ่อพุ่ง https://thestandard.co/middle-east-war-energy-shock-thailand/ Fri, 20 Mar 2026 02:23:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1189419 ภาพประกอบ วิกฤตพลังงานโลก สงครามตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อไทย

“ไม่ใช่วิกฤตน้ำมัน ไม่ใช่วิกฤตไฟฟ้า ไม่ใช่วิกฤตอาหาร ไม […]

The post ไม่ใช่แค่ Oil Shock แต่เป็น Energy Shock: มอง สงครามตะวันออกกลางลามถึงไทย น้ำมัน ค่าไฟ อาหารจ่อพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบ วิกฤตพลังงานโลก สงครามตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อไทย

“ไม่ใช่วิกฤตน้ำมัน ไม่ใช่วิกฤตไฟฟ้า ไม่ใช่วิกฤตอาหาร ไม่ใช่วิกฤตปิโตรเคมี แต่มันคือหลากวิกฤตที่ผูกรวมอยู่ด้วยกัน แล้วต้องแก้ให้มันสอดคล้องไปด้วยกัน เพราะทุกๆ อย่างมันถูกผูกถึงกันหมด”

 

เหล่านี้คือมุมมองของ ธารา บัวคำศรี อดีตผู้อำนวยการกรีนพีซไทยแลนด์ ถึงสงครามสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล-อิหร่าน ที่กำลังลุกลามทั่วตะวันออกกลาง จนกลายเป็นวิกฤตครั้งใหม่ของโลกจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางพลังงานขนาดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจโลก

 

สำหรับธารา นี่ไม่ใช่แค่วิกฤตน้ำมัน (Oil Shock) แต่คือวิกฤตพลังงาน (Energy Shock) ที่กำลังจะล้มใส่ชีวิตประจำวันของคนไทยในอีกไม่ช้า ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์น้ำมันหมดปั๊ม ค่าไฟที่แพงขึ้นในบ้าน ไปจนถึงต้นทุนปุ๋ยที่ขยับราคาอาหารบนจานข้าว

 

THE STANDARD พาทุกคนสำรวจภาพรวมของวิกฤตในครั้งนี้ว่า เพราะเหตุใดการแก้ปัญหาแบบ ‘แยกส่วน’ อาจไม่ใช่คำตอบ แล้วทำไมประเทศไทยต้องใช้ความกล้าหาญทางการเมืองเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ทางออกที่เหลืออยู่สำหรับประเทศไทยในปี 2026

 

สงครามในตะวันออกกลาง: ไม่ใช่แค่วิกฤตน้ำมัน แต่เป็นวิกฤตพลังงาน

 

ธาราระบุว่า โลกกำลังเผชิญ ‘วิกฤตพลังงานครั้งที่สาม’ ในหน้าประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ถือเป็นผลกระทบจากสงครามสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล-อิหร่าน ที่ลุกลามไปทั่วตะวันออกกลางตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ หรือเส้นทางคอขวดพลังงานของโลก

 

อดีตผู้อำนวยการกรีนพีซไทยแลนด์ขยายความว่า สงครามครั้งนี้ส่งผลกระทบอย่างเป็นวงกว้าง จนควรถูกนิยามว่าเป็น ‘วิกฤตพลังงาน’ (Energy Shock) เพราะแรงสั่นสะเทือนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม แต่กำลังลามไปทั้งระบบพลังงาน ห่วงโซ่อุตสาหกรรม และค่าครองชีพทั่วโลก

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า เวลาพูดถึงวิกฤตในช่องแคบฮอร์มุซ ความสนใจมักพุ่งเป้าไปที่ ‘น้ำมัน’ เป็นหลัก แต่ในความเป็นจริง พื้นที่อ่าวเปอร์เซียและตะวันออกกลาง ไม่ว่าจะเป็นกาตาร์ อิหร่าน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดีอาระเบีย ยังเป็นศูนย์กลางของเชื้อเพลิงและวัตถุดิบสำคัญอีกหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นก๊าซฟอสซิลเหลว (เช่น LNG/LPG) สารตั้งต้นในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ใช้การผลิตปุ๋ย พลาสติก อะลูมิเนียม และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

 

“การที่เราพึ่งพาประเทศในตะวันออกกลางเป็นแหล่งขนส่งวัตถุดิบ มันคือจุดเปราะบางในทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ไทยไม่เคยคิดมาก่อน คือมันเคยมีบทเรียนในอดีต สงครามทำให้ภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นมา 2 ครั้ง แต่ว่าครั้งนี้รุนแรงที่สุด” ธารากล่าว

 

ผ่าโครงสร้างพลังงานไทย รับความเสี่ยงอะไรจากสงครามตะวันออกกลาง?

 

หากจะทำความเข้าใจว่า ไทยกำลังเผชิญวิกฤตพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลางอย่างไร ต้องย้อนกลับมาพิจารณาโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานก่อน โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่

 

  • น้ำมัน – ทรัพยากรที่ใช้ในภาคการขนส่ง ซึ่งเป็นส่วนที่ผู้คนรับรู้ผลกระทบได้ใกล้ตัวที่สุด โดยปัจจุบันไทยมีโรงกลั่นน้ำมันทั้งหมด 7 แห่ง (เอกชน 6 แห่ง ทหารอีก 1 แห่ง) และมีกำลังการกลั่นเพียงพอ แต่ปัญหาสำคัญคือไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบเป็นหลัก
  • พลังงานผลิตไฟฟ้า เช่น ก๊าซฟอสซิลเหลว เชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า โดยไทยมักพึ่งพาด้วยการนำเข้าจากภายนอก ซึ่งสัดส่วนประมาณ 35% มาจากอ่าวไทย, 10% มาจากเมียนมา ขณะที่สัดส่วนที่เหลือนำเข้าจากตะวันออกกลาง และมาจากตลาดสปอต (Spot Market)

 

แม้เราจะเห็นภาพวิกฤตน้ำมันหมดปั๊ม แต่ธาราระบุว่า หากเทียบ 2 โครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานไทย สิ่งที่น่ากังวลมากที่สุดคือพลังงานผลิตไฟฟ้าอย่าง ‘ก๊าซฟอสซิลเหลว’ เพราะแม้ราคาน้ำมันจะสูงขึ้น แต่โดยรวมยังไม่ได้ขาดแคลนอย่างแท้จริง และสามารถหาแหล่งทดแทนได้ในระดับหนึ่ง ต่างจากก๊าซที่มีข้อจำกัดด้านแหล่งผลิตและการขนส่งมากกว่า

 

อดีตผู้อำนวยการกรีนพีซไทยแลนด์ขยายความว่า วิกฤตครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบพลังงานแบบเดิมไปสู่ระบบพึ่งพาไฟฟ้ามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้รถยนต์ไฟฟ้าหรือโครงสร้างเศรษฐกิจที่ใช้ไฟฟ้าเป็นฐาน ซึ่งหมายความว่า ความมั่นคงทางพลังงานในวันนี้ไม่ได้ผูกอยู่กับน้ำมันเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับ ‘เชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้า’ เป็นสำคัญ

 

นั่นหมายความว่า เมื่อก๊าซจากตะวันออกกลางและอ่าวเปอร์เซียไม่สามารถส่งออกได้ตามปกติ หลายประเทศต่างๆ ต้องเข้าสู่ภาวะ ‘แย่งซื้อ’ ในตลาดโลก ส่งผลให้ราคาก๊าซปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

เมื่อราคาก๊าซสูง สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น ทำให้ค่าไฟมีแนวโน้มขยับตาม ธาราย้ำว่า แม้ในระยะสั้นอาจยังไม่เห็นผลทันที แต่ในระยะยาวย่อมหลีกเลี่ยงได้ยาก ถือเป็นความท้าทายของรัฐบาลชุดใหม่ที่ต้องตีโจทย์ให้แตก

 

วิกฤตครั้งนี้ยังส่งผลกระทบไปถึงผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมชนิดอื่น ด้วย เช่น ก๊าซหุงต้ม (LPG) ที่ใช้ในครัวเรือน ซึ่งไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าจากตะวันออกกลางเป็นหลัก ขณะที่การขาดแคลน ‘แนฟทา’ วัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ก็ทำให้โรงงานหลายแห่งต้องปิดตัวลง ดังสถานการณ์ล่าสุดในโรงงานที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง หรือในต่างประเทศอย่างเกาหลีใต้, จีน, ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย

 

การปิดตัวของอุตสาหกรรมปิโตรเคมียังทำให้การผลิตเม็ดพลาสติกลดลงและราคาสูงขึ้น ผลกระทบจึงขยายตัวไปยังอุตสาหกรรมปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์ อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน

 

ไทยควรทำอย่างไรเพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน

 

“ไม่ใช่วิกฤตน้ำมัน ไม่ใช่วิกฤตไฟฟ้า ไม่ใช่วิกฤตอาหาร ไม่ใช่วิกฤตปิโตรเคมี แต่มันคือหลากวิกฤตที่ผูกรวมอยู่ด้วยกัน แล้วต้องแก้ให้มันสอดคล้องไปด้วยกัน เพราะทุกๆ อย่างมันถูกผูกถึงกันหมด”

 

ธารามองว่า วิกฤตครั้งนี้ถือเป็นความท้าทายของรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกุล พร้อมกล่าวเตือนว่า ขณะนี้รัฐยังเน้นให้ความสำคัญกับปัญหาน้ำมันเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจจะเป็นการตีโจทย์ผิดฝาผิดตัวไป แต่ควรมองวิกฤตดังกล่าวเป็นระบบเดียวกัน และลงมือแก้ไขปัญหาดังต่อไปนี้

 

1.รัฐบาลต้องสื่อสารกับสาธารณะอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะในประเด็นที่ละเอียดอ่อนอย่างสถานการณ์น้ำมัน โดยต้องอธิบายให้ชัดว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากอะไรและให้ข้อมูลที่สอดคล้องกันว่า ปริมาณน้ำมันสำรองของประเทศมีให้ใช้ได้กี่วัน

 

ธารามองว่า ที่ผ่านมาเกิดความสับสนของข้อมูล เช่น ปริมาณน้ำมันสำรองที่เปลี่ยนไปมา หรือการสื่อสารที่ไม่ตรงกับสถานการณ์จริงในพื้นที่ ซึ่งได้บั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชน และทำให้ความตื่นตระหนกยิ่งขยายตัว

 

2. ไทยต้องมีเครื่องมือรับมือสถานการณ์ ถือเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาในระยะสั้น เช่น การบริหารคลังสำรองน้ำมัน และการใช้กองทุนน้ำมันเพื่อพยุงราคา แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือความโปร่งใสในการบริหารจัดการ เพราะท้ายที่สุด ภาระต้นทุนจะตกอยู่กับรัฐและประชาชน

 

3. ไทยต้องวางรากฐานโครงสร้างพลังงานใหม่ ถือเป็นการแก้ไขปัญหาระยะยาว โดยเฉพาะภาคการผลิตไฟฟ้าที่พึ่งพาก๊าซในสัดส่วนสูง หรือ ‘กับดักก๊าซ’ หากไม่ปรับโครงสร้าง ก็มีแนวโน้มที่จะเผชิญวิกฤตลักษณะเดิมซ้ำในอนาคต

 

อดีตผู้อำนวยการกรีนพีซไทยแลนด์ย้ำว่า แม้ในสถานการณ์เฉพาะหน้า รัฐอาจเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินหรือการนำเข้าไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว เพื่อพยุงระบบและควบคุมค่าไฟ แต่แนวทางเหล่านี้เป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น และไม่ได้แตะที่ต้นตอของความเปราะบาง

 

ทางออกจึงอยู่ที่การทบทวนแผนพลังงานระยะยาว โดยเฉพาะแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ว่า ไทยจะลดการพึ่งพาก๊าซลงได้อย่างไร และเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนอย่างจริงจัง

 

ขณะที่ธารายังเสนอให้ไทยลงทุนกับระบบโครงข่ายไฟฟ้า หรือ ‘Grid Modernization’ เพื่อรองรับพลังงานกระจายศูนย์ เช่น โซลาร์เซลล์และเทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน ซึ่งมีประโยชน์ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม และลดความเสี่ยงการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า

 

นอกจากนี้ ธารามองว่า ไทยควรเปิดโอกาสให้เกิดระบบพลังงานแบบ ‘กระจายศูนย์’ มากขึ้น เช่น การส่งเสริมโซลาร์เซลล์ในภาคครัวเรือน และเปิดให้ประชาชนสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบได้ หรือ ‘Prosumer’ เพราะหากไทยมีแหล่งผลิตไฟฟ้าหลากหลายและกระจายตัว เมื่อเกิดวิกฤตในจุดใดจุดหนึ่ง ระบบโดยรวมก็ยังสามารถเดินต่อได้

 

“มันคือการตัดสินใจทางการเมือง มันต้องมีความกล้าหาญทางจริยธรรมในการตัดสินใจว่าประเทศไทยจะลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มาจากมุมไหนของโลก ไม่ว่าเราจะซื้อมาจากรัสเซีย ตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย และสหรัฐฯ

 

“คือโลกมันไม่เหมือนเดิม ฉะนั้นภูมิรัฐศาสตร์ที่ผันผวน ทุกจุดสามารถเป็นคอขวดได้ตลอดเวลา เราก็ต้องกลับมาพึ่งพาตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” ธาราทิ้งท้าย

 

แฟ้มภาพ: Amit Dave / Reuters, Greenpeace Thailand

The post ไม่ใช่แค่ Oil Shock แต่เป็น Energy Shock: มอง สงครามตะวันออกกลางลามถึงไทย น้ำมัน ค่าไฟ อาหารจ่อพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สงครามทรัพยากรครั้งใหม่? ทำไม ‘โรงงานผลิตน้ำจืด’ จึงกลายเป็นเป้าหมายโจมตีในตะวันออกกลาง https://thestandard.co/desalination-plants-middle-east-war-water/ Tue, 10 Mar 2026 07:37:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1186194 โรงงานผลิตน้ำจืดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ท่ามกลางวิกฤตน้ำและสงคราม

“น้ำมันสร้างอ่าวเปอร์เซีย น้ำจืดหล่อเลี้ยงภูมิภาคให้คงอ […]

The post สงครามทรัพยากรครั้งใหม่? ทำไม ‘โรงงานผลิตน้ำจืด’ จึงกลายเป็นเป้าหมายโจมตีในตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรงงานผลิตน้ำจืดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ท่ามกลางวิกฤตน้ำและสงคราม

“น้ำมันสร้างอ่าวเปอร์เซีย น้ำจืดหล่อเลี้ยงภูมิภาคให้คงอยู่ แต่สงครามกำลังข่มขู่ทั้งสองอย่าง”

 

เหล่านี้คือนิยามจากสำนักข่าว Associated Press (AP) ที่สะท้อนภาพล่าสุดของ ‘วิกฤตตะวันออกกลาง’ ได้อย่างชัดเจน เมื่อสงครามสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล-อิหร่าน เริ่มขยายเป้าหมายจากสนามรบไปสู่โครงสร้างพื้นฐานที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน หลังมีรายงานการโจมตีโรงงานผลิตน้ำจืดในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย

 

ล่าสุด ทางการบาห์เรนกล่าวหาว่า อิหร่านใช้โดรนโจมตีโรงงานผลิตน้ำจืด ขณะที่ อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านอ้างว่า สหรัฐฯ โจมตีโรงงานผลิตน้ำจืดบนเกาะเคช์ม (Qeshm) อีกทั้งยังมีรายงานความเสียหายในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และคูเวตที่มุ่งเป้าไปยังโรงงานผลิตน้ำจืด นอกเหนือจากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างโรงไฟฟ้าและโรงกลั่นน้ำมัน

 

เหตุใดโรงงานผลิตน้ำจืดจึงกลายเป็นเป้าหมายทางทหาร ทรัพยากรเหล่านี้มีความสำคัญต่อประเทศในตะวันออกกลางมากเพียงใด แล้วการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำจะเปลี่ยนสมดุลของสงครามได้แค่ไหน THE STANDARD สรุปประเด็นสำคัญในบทความนี้

 

โรงงานผลิตน้ำจืดคืออะไร สำคัญอย่างไร ทำไมตะวันออกกลางหลายประเทศต้องมี?

 

โรงงานผลิตน้ำจืด (Desalination Plant) คือโรงงานแยกเกลือออกจากน้ำทะเล ถือเป็นกลไกสำคัญที่เปลี่ยนน้ำทะเลให้กลายเป็นน้ำสะอาด เพื่อการบริโภค การเกษตร และภาคอุตสาหกรรม

 

Al Jazeera ระบุว่า ในตะวันออกกลาง กระบวนการผลิตน้ำจืดมักทำได้ด้วยการกำจัดเกลือ สาหร่าย และสิ่งปนเปื้อนออกจากน้ำทะเล โดยใช้เทคโนโลยี 2 รูปแบบ ได้แก่

 

1. กระบวนการความร้อน (Thermal Desalination) หรือกระบวนการทำให้น้ำทะเลระเหยเป็นไอน้ำ ทิ้งเกลือและสิ่งสกปรก จากนั้นไอน้ำจะควบแน่นกลายเป็นของเหลวหรือน้ำจืดที่ใช้งานได้

 

2. กระบวนการผ่านเมมเบรน (Membrane Desalination) หรือการใช้แผ่นกรองน้ำพิเศษแยกเกลือและของแข็ง โดยวิธีที่ได้รับความนิยมในกลุ่มประเทศอาหรับ คือ การออสโมซิสย้อนกลับ เนื่องจากใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเทคโนโลยีความร้อน

 

สาเหตุที่โรงงานผลิตน้ำจืดมีความสำคัญต่อภูมิภาคตะวันออกกลาง คือ ปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง เนื่องจากภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย มีสภาพอากาศแห้งแล้ง ปริมาณฝนตกไม่สม่ำเสมอ และมีแหล่งน้ำจืดตามธรรมชาติจำกัด ขณะที่น้ำบาดาลก็เริ่มเสื่อมคุณภาพลงจากวิกฤตโลกเดือด

 

กล่าวได้ว่า นอกเหนือจากทรัพยากรน้ำมันที่เปรียบเสมือนขุมทรัพย์สำคัญ น้ำจืดยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาค ทำให้ประเทศในอ่าวอาหรับสร้างสรรค์สิ่งก่อสร้างท่ามกลางข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ได้ ไม่ว่าจะเป็นสนามกอล์ฟ น้ำพุขนาดใหญ่ สวนน้ำ และลานสกีในร่มที่มีหิมะเทียม

 

ปัจจุบันบริเวณชายฝั่งอ่าวเปอร์เซียมีโรงงานผลิตน้ำจืดมากกว่า 400 แห่ง โดย 8 ใน 10 ของโรงงานกลั่นน้ำทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลกตั้งอยู่บนคาบสมุทรอาหรับ ส่วนอีก 2 แห่งตั้งอยู่ในอิสราเอล

 

ทั้งนี้ ซาอุดีอาระเบียเป็นประเทศที่ผลิตน้ำจืดจากการกลั่นมากที่สุดในโลก มีกำลังผลิตและส่งน้ำผ่านท่อ 19.42 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ขณะที่สัดส่วนประเทศที่ใช้น้ำจากโรงงานผลิตน้ำจืดมากที่สุด คือ คูเวต 90%, โอมาน 86%, ซาอุดิอาระเบีย 70% และ UAE 42%

 

ไมเคิล คริสโตเฟอร์ โลว์ (Michael Christopher Low) ผู้อำนวยการศูนย์ตะวันออกกลาง มหาวิทยาลัยยูทาห์ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AP ว่า กลุ่มประเทศเหล่านี้คือ ‘จ้าวแห่งอาณาจักรน้ำทะเล’ หรือกลุ่มประเทศมหาอำนาจที่มีความสามารถผลิตน้ำจืดโดยใช้พลังงานฟอสซิล ถือเป็นความสำเร็จของมนุษยชาติในศตวรรษที่ 20

 

โจมตีโรงงานน้ำจืด กระทบภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างไร?

 

วิกฤตทรัพยากรน้ำจืดในตะวันออกกลางไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นประเด็นที่ถูกจับตามองมาอย่างยาวนาน ตัวอย่างที่เกิดขึ้นในอดีต คือกรณีสงครามอ่าวปี 1990-1991 กองกำลังอิรักเคยทำลายโรงไฟฟ้าและโรงงานผลิตน้ำจืดจำนวนมากในคูเวต ส่งผลให้รัฐบาลต้องแก้ไขปัญหาเร่งด่วนด้วยการนำเข้าน้ำฉุกเฉินจากตุรกีหรือซาอุดีอาระเบีย ขณะที่ใช้เวลาหลายปีในการฟื้นฟูระบบน้ำทั้งหมด

 

ขณะที่เมื่อไม่นานมานี้ กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนเคยโจมตีโรงงานน้ำจืดในซาอุดีอาระเบียปี 2019 และ 2022 แต่ไม่ได้สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

 

ประเด็นความเปราะบางนี้สอดคล้องกับการประเมินของสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (CIA) ในปี 2011 ว่า หากโรงงานผลิตน้ำจืดในกลุ่มประเทศอ่าวหยุดทำงาน จะนำไปสู่วิกฤตระดับชาติขั้นรุนแรง ขณะที่เอกสารทางการทูตสหรัฐฯ ปี 2008 ยังวิเคราะห์ไปไกลถึงขั้นประเมินว่า ซาอุดีอาระเบียต้องอพยพประชากรภายใน 1 สัปดาห์ หากโรงงานผลิตน้ำจืดที่อัลจูเบลหรือโครงข่ายท่อส่งน้ำได้รับความเสียหาย

 

ความเสี่ยงดังกล่าวยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อพิจารณาว่า น้ำจืดในภูมิภาคนี้ถึง 90% มาจากโรงงานผลิตเพียง 56 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นระบบผลิตพลังงานควบคู่กับระบบน้ำ นั่นหมายความว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานจุดเดียวจะทำลายระบบสาธารณูปโภคได้พร้อมกันทั้งโครงข่าย

 

ทั้งนี้ เดวิด มิเชล (David Michel) Senior Fellow จาก Center for Strategic and International Studies (CSIS) วิเคราะห์ผ่านสำนักข่าว AP ว่า การโจมตีทรัพยากรน้ำคือการทำสงครามแบบอสมมาตร กล่าวคือ อิหร่านไม่มีศักยภาพโจมตีสหรัฐฯ หรืออิสราเอลได้ในระดับเดียวกัน แต่สามารถใช้น้ำเป็น ‘ตัวประกัน’ บีบกลุ่มประเทศอาหรับให้กดดันสหรัฐฯ หรืออิสราเอลยุติการโจมตีทางอ้อมได้

 

นอกจากผลกระทบด้านพลังงานแล้ว ผู้เชี่ยวชาญยังชี้ให้วิกฤตด้านมนุษยธรรมจากการโจมตีโรงงานผลิตน้ำจืด โดย ราฮา ฮาคิมดาวาร์ นักอุทกวิทยาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Al Jazeera ว่า ปฏิบัติการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการผลิตอาหารในกลุ่มประเทศอ่าว เนื่องจากการแย่งชิงทรัพยากรน้ำ

 

ต้องเข้าใจก่อนว่า ปกติแล้ว ภาคการผลิตอาหารในตะวันออกกลางจะพึ่งพาน้ำบาดาลเป็นหลัก แต่หากโรงงานผลิตน้ำจืดหลักถูกโจมตีจนใช้งานไม่ได้ รัฐบาลจะไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องดึงน้ำบาดาลที่เคยใช้ทำเกษตรกรรม มาสำรองให้ภาคครัวเรือนดื่มกินเพื่อประทังชีวิตก่อน

 

ผลที่ตามมาคือภาคการเกษตรจะขาดแคลนน้ำอย่างหนัก และซ้ำเติมวิกฤตความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาคให้รุนแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะวิกฤตทางอาหารหลังเส้นทางขนส่งอย่างช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดล้อม

 

ขณะที่ โมฮัมเหม็ด อัลซาเยด (Mohamed Alsayed) นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงน้ำ ขยายความว่า ผลกระทบการโจมตีจะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์เฉพาะของแต่ละรัฐ เช่น ซาอุดีอาระเบียอาจจะมีความยืดหยุ่นในการรับมือสถานการณ์มากกว่า เช่น การมีโรงงานกลั่นน้ำจืดตั้งอยู่ทะเลแดง ขณะที่ UAE สำรองน้ำจืดไว้ล่วงหน้า 45 วันตามแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านน้ำปี 2036

 

อย่างไรก็ตาม อัลซาเยดชี้ว่า ประเทศขนาดเล็กในอ่าวเปอร์เซียมีความเปราะบางมากกว่า โดยเฉพาะกาตาร์, บาห์เรน และคูเวต เนื่องจากประเทศเหล่านี้พึ่งพาโรงงานกลั่นน้ำทะเลสูง และมีอ่างเก็บน้ำจำกัด

 

เช่นเดียวกับสถานการณ์ในอิหร่าน โดย AP ให้ข้อมูลว่า เตหะรานขาดแคลนน้ำ เพราะภัยแล้งรุนแรงต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ห้า ทำให้เคยมีแผน ‘ย้ายเมืองหลวง’ ในปีที่ผ่านมา ขณะที่ประเทศมีโรงงานกลั่นน้ำจืดจำกัด และมักพึ่งพาทรัพยากรน้ำจากธรรมชาติส่วนใหญ่ เช่น แม่น้ำ, อ่างเก็บน้ำ และแหล่งน้ำใต้ดิน

 

อัลซาเยดยังทิ้งท้ายว่า ผลกระทบทางจิตวิทยาของประชาชนร้ายแรงที่สุด เพราะน้ำคือสิ่งที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ เพียงรับรู้ว่ามีความเสี่ยง ก็อาจทำให้เกิดความกลัวและความตระหนกได้ ดังนั้นหลายประเทศในตะวันออกกลางจึงพยายามรับมือสถานการณ์ด้วยความสงบ

 

แฟ้มภาพ: Stanislav71 / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post สงครามทรัพยากรครั้งใหม่? ทำไม ‘โรงงานผลิตน้ำจืด’ จึงกลายเป็นเป้าหมายโจมตีในตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีเดิม แต่ต้องพลิกทั้งระบบ ผู้เชี่ยวชาญ MIT เผยแนวทางรับมือวิกฤตพลังงาน-โลกร้อน https://thestandard.co/mit-energy-climate-systemic-change/ Tue, 27 Jan 2026 08:39:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1170104 ภาพแฟ้มแสดงแนวคิดและเทคโนโลยีเพื่อรับมือวิกฤตพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ย้อนกลับไป 100 ปีที่ผ่านมา โลกเคยเผชิญวิกฤตทรัพยากรครั้ […]

The post ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีเดิม แต่ต้องพลิกทั้งระบบ ผู้เชี่ยวชาญ MIT เผยแนวทางรับมือวิกฤตพลังงาน-โลกร้อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแฟ้มแสดงแนวคิดและเทคโนโลยีเพื่อรับมือวิกฤตพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ย้อนกลับไป 100 ปีที่ผ่านมา โลกเคยเผชิญวิกฤตทรัพยากรครั้งใหญ่จากการขาดแคลนอาหารและปุ๋ย จนเกือบกลายเป็นข้อจำกัดของการอยู่รอดของมนุษยชาติ ทว่านวัตกรรมการผลิตปุ๋ยเคมีได้พาโลกมาสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จนกลายเป็นรากฐานของการเติบโตของประชากรและเศรษฐกิจโลกในศตวรรษที่ 20

 

ในวันนี้โลกกำลังยืนอยู่จุดหัวเลี้ยวหัวต่อคล้ายกับ 1 ศตวรรษก่อน เมื่อความต้องการพลังงานเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากการเติบโตของประชากร ขณะที่ระบบพลังงานเดิมยังผูกติดอยู่กับการปล่อยคาร์บอนในระดับสูง คำถามสำคัญที่ไปไกลกว่าเรื่องโลกจะผลิตพลังงานสะอาดได้มากขึ้นหรือไม่ คือ เราจะแยกการเติบโตทางเศรษฐกิจออกจากการปล่อยคาร์บอนได้อย่างไร

 

ท่ามกลางโจทย์ท้าทายดังกล่าว นักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (Massachusetts Institute of Technology: MIT) เล็งเห็นว่า การแก้วิกฤตสภาพภูมิอากาศไม่อาจอาศัยเทคโนโลยีใดเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยการยกเครื่องระบบพลังงานทั้งโครงสร้าง

 

และนี่คือปาฐกถาพิเศษจาก อีฟลีน หวัง (Evelyn Wang) ศาสตราจารย์วิศวกรรมเครื่องกลระดับแนวหน้า และรองประธานฝ่ายพลังงานและสภาพภูมิอากาศ MIT ณ เวที POWERING SOUTHEAST ASIA THROUGH 2050: BUILDING A SUSTAINABLE AND ENERGY-RESILIENT ASEAN ในวันนี้ (27 มกราคม)

 

จาก ‘Haber–Bosch’ ถึง Climate Project: บทเรียนการแก้วิกฤตทรัพยากรโลก และโจทย์พลังงาน–สภาพภูมิอากาศในศตวรรษที่ 21

 

หวังเปิดปาฐกถาด้วยการหยิบยกเหตุการณ์ในหน้าประวัติศาสตร์ 100 ปีก่อนว่า วิกฤตทรัพยากรไม่ใช่เรื่องใหม่ของมนุษยชาติ โดยเมื่อย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 19 โลกเคยเผชิญวิกฤตอาหารและปุ๋ยอย่างรุนแรง เพราะประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ภาคการเกษตรก็ตอบสนองความต้องการได้ไม่ทัน

 

หลายชาติต้องพึ่งพา ‘ปุ๋ยขี้นก’ ซึ่งอุดมไปด้วยไนเตรตจากแหล่งธรรมชาติ เนื่องจากความต้องการไนโตรเจนในปุ๋ยที่พุ่งสูง แต่ทรัพยากรดังกล่าวมีอยู่อย่างจำกัด เหล่านี้กลายเป็นชนวนความตึงเครียดนานาชาติ ทั้งการยึดครองดินแดนและความขัดแย้งระหว่างประเทศ

 

แม้ ฟริทซ์ ฮาเบอร์ (Fritz Haber) นักเคมีชาวเยอรมันจะหาทางออกจากวิกฤต หลังค้นพบวิธีการสังเคราะห์แอมโมเนียจากไนโตรเจนในอากาศได้สำเร็จในปี 1909 แต่การค้นพบดังกล่าวสามารถผลิตแอมโมเนียได้เพียง 125 มิลลิลิตรต่อชั่วโมง

 

จุดเปลี่ยนที่แท้จริงเกิดขึ้นเมื่อ คาร์ล บ็อช (Carl Bosch) นักเคมีและวิศวกรชาวเยอรมัน พัฒนากระบวนการผลิตแอมโมเนียขนานใหญ่ในระดับอุตสาหกรรมได้สำเร็จ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘Haber–Bosch Process’ ซึ่งได้ปฏิวัติระบบอาหารโลก ทำให้เกิดการผลิตปุ๋ยเคมีในปริมาณมหาศาล จนกลายเป็นฐานสำคัญในการหล่อเลี้ยงประชากรโลกมาจนถึงปัจจุบัน

 

หวังระบุว่า เธอเริ่มต้นด้วยเรื่องราวนี้ เพราะฮาเบอร์และบอชสะท้อนให้เห็นถึงองค์ประกอบสำคัญของการแก้ปัญหาทรัพยากรในระดับโลก นั่นคือความคิดท้าทายกรอบเดิมควบคู่กับความก้าวหน้าที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม ซึ่งเป็นคุณสมบัติเดียวกันกับที่จำเป็นต่อการรับมือกับความท้าทายด้านพลังงาน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน

 

อย่างไรก็ตาม นักวิจัย MIT ย้ำว่า ความสำเร็จดังกล่าวก็มาพร้อมกับผลข้างเคียง เพราะภาวะประชากรโลกเติบโตก็แลกมาด้วยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นต้นตอหลักของวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

หวังมองว่า ในปัจจุบันโลกกำลังเผชิญความท้าทายรูปแบบใหม่ คือการจัดหาพลังงานให้เพียงพอกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการแยกการเติบโตทางพลังงานออกจากการปล่อยคาร์บอน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในระดับโลก

 

ทั้งนี้ ข้อมูลตั้งแต่ปี 1950 ชี้ว่า เชื้อเพลิงฟอสซิลยังคงเป็นแหล่งพลังงานหลักของโลก จากการใช้พลังงานจากถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันที่เพิ่มขึ้นราว 7 เท่า แม้โลกจะหาทางออกด้วยเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน แต่นวัตกรรมดังกล่าวลดการปล่อยคาร์บอนได้บางส่วนและยังมีต้นทุนยังสูงมาก โดยเฉพาะวิธีการดักจับคาร์บอนโดยตรง ที่ทำให้ต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า นับเป็นภาพสะท้อนว่า โลกจำเป็นต้องมีนวัตกรรมเชิงพลิกเกมเพื่อลดต้นทุนและการใช้พลังงานของเทคโนโลยีเหล่านี้

 

นอกจากนี้ วิธีการอื่นๆ อย่างการเร่งขยายแหล่งพลังงานปลอดการปล่อยมลพิษ (Emissions-Free Energy) อาจทำให้โลกต้องเพิ่มการทำงานมากกว่า 5 เท่า ขณะที่การหันไปใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ก็มีข้อจำกัดสำคัญอย่าง ‘ความไม่ต่อเนื่อง’ เนื่องจากโลกต้องการเทคโนโลยีที่มีศักยภาพกักเก็บพลังงานระยะยาว แต่ต้องลงทุนต่ำ 2-3 เท่า อีกทั้งยังต้องสามารถรองรับการกักเก็บพลังงานในระดับหลายร้อยกิกะวัตต์ชั่วโมง

 

อนาคตที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากมนุษย์และการเปลี่ยนวิธีคิดใหม่

 

หวังเน้นย้ำว่า โลกจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีที่เก็บพลังงานได้มากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า เพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน ซึ่งผลิตไฟฟ้าได้ไม่สม่ำเสมอ โดยต้องมีคุณสมบัติสำคัญ คือ พลังงานต้องมีศักยภาพกักเก็บได้อย่างต่ำ 5 เท่า หรือกักเก็บได้นานเป็นฤดูกาล และมีต้นทุนถูกลงกว่าปัจจุบันอย่างน้อย 2–3 เท่า

 

ตัวอย่างของแนวคิดที่กำลังพัฒนา คือ แบตเตอรี่รูปแบบใหม่ แบตเตอรี่ที่เก็บพลังงานในรูปความร้อน หรือการสูบน้ำลงไปเก็บไว้ใต้ดินแล้วนำกลับมาใช้เมื่อจำเป็น ส่วนอีกทางเลือกหนึ่งคือพลังงานนิวเคลียร์ ทว่าที่ผ่านมา โครงการนิวเคลียร์มีต้นทุนสูงและใช้เวลาก่อสร้างยาวนาน ทำให้การลงทุนชะลอตัวลง ความหวังใหม่จึงอยู่ที่เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์รุ่นใหม่แบบโมดูลาร์ที่ออกแบบให้มีขนาดเล็กลง สร้างเร็วขึ้น และใช้เงินลงทุนเริ่มต้นน้อยลง

 

อนึ่ง นักวิจัยจาก MIT ระบุว่า โลกยังมีแหล่งพลังงานใหม่ที่ถูกมองว่า มีศักยภาพสูงในอนาคต เช่น พลังงานความร้อนใต้พิภพขั้นสูง และพลังงานฟิวชันนิวเคลียร์ แต่ก็หมายเหตุไว้ว่า แม้พลังงานเหล่านี้จะถูกมองในฐานะ ‘พลังงานสะอาดระยะยาว’ แต่ยังต้องฝ่าด่านความท้าทายทางวิศวกรรมอีกมาก ตั้งแต่การทำให้ได้พลังงานออกมามากกว่าที่ใช้ ไปจนถึงการพัฒนาวัสดุที่ทนทานต่อเตาปฏิกรณ์

 

ขณะที่ ‘ไฮโดรเจนสีขาว’ ซึ่งเป็นไฮโดรเจนธรรมชาติที่เกิดขึ้นเองใต้ผิวโลก ก็ยังต้องหาคำตอบว่า แหล่งพลังงานนี้อยู่ที่ไหน มีมากเท่าใด จะดึงขึ้นมาใช้ได้อย่างไร และกระทบสิ่งแวดล้อมหรือไม่

 

จากข้อสรุปดังกล่าว หวังย้ำว่า การแก้ปัญหาโลกร้อนไม่ใช่แค่เรื่องเปลี่ยนแหล่งพลังงานเท่านั้น แต่ต้องคิดใหม่ทั้งระบบ ตั้งแต่วิธีแปลงพลังงาน ส่งพลังงาน ไปจนถึงการนำพลังงานไปใช้งาน ขณะที่การลดคาร์บอนยังต้องครอบคลุมถึงระบบการผลิตวัสดุและอาหารของโลก ซึ่งยังพึ่งพาน้ำมันและก๊าซเป็นหลัก

 

ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงไปสู่แนวคิด ‘Climate Project’ หรือการเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากระดับชุมชน โดยเชื่อมโยงกับเรื่องพลังงาน อาหาร น้ำ สุขภาพ และความมั่นคงเข้าด้วยกัน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

 

หวังสรุปว่า บทเรียนจากประวัติศาสตร์ของฮาเบอร์และบอชสอนมนุษยชาติว่า เทคโนโลยีเดิมอาจพาโลกก้าวหน้าได้แค่บางส่วน แต่การแก้ปัญหาใหญ่ต้องอาศัยการเปลี่ยนวิธีคิดครั้งใหม่ เพราะอนาคตที่สะอาด ยั่งยืน และปลอดภัยไม่ใช่สิ่งที่รอให้เกิดขึ้นเอง แต่เป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องร่วมกันลงมือสร้าง

 

“อนาคตไม่ใช่สิ่งที่เรารอคอย แต่เป็นสิ่งที่เราร่วมกันสร้าง หากเราก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน ข้ามสาขา ข้ามภาคส่วน ข้ามยุค เราสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้กับโลก ชุมชนและมนุษยชาติได้” เธอย้ำ

 

แฟ้มภาพ: zhongguo / Getty Images

The post ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีเดิม แต่ต้องพลิกทั้งระบบ ผู้เชี่ยวชาญ MIT เผยแนวทางรับมือวิกฤตพลังงาน-โลกร้อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
“มันคือ KPI ที่ต้องไม่มีคนตาย” ผ่าวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ เมื่อระบบพร้อม แต่ไม่ถูกใช้งาน https://thestandard.co/kpi-no-deaths-south-flood/ Wed, 03 Dec 2025 06:56:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1150989 “มันคือ **KPI** ที่ต้องไม่มีคนตาย” ผ่าวิกฤตน้ำท่วม **ภาคใต้** เมื่อระบบพร้อม แต่ไม่ถูกใช้งาน

“น้ำท่วมคือภัยธรรมชาติ แต่ความสูญเสียคือความล้มเหลวจากก […]

The post “มันคือ KPI ที่ต้องไม่มีคนตาย” ผ่าวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ เมื่อระบบพร้อม แต่ไม่ถูกใช้งาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
“มันคือ **KPI** ที่ต้องไม่มีคนตาย” ผ่าวิกฤตน้ำท่วม **ภาคใต้** เมื่อระบบพร้อม แต่ไม่ถูกใช้งาน

“น้ำท่วมคือภัยธรรมชาติ แต่ความสูญเสียคือความล้มเหลวจากการบริหารจัดการ และความล้มเหลวของระบบ”

 

คือมุมมองสะท้อนของวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ครั้งล่าสุด จาก ผศ.ดร. สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยมีโครงสร้างรับมือภัยพิบัติ ที่มาจากบทเรียนครั้งใหญ่จากอุทกภัยปี 2554 แต่เมื่อถึงเวลาจริง กลไกสำคัญกลับไม่ถูกใช้งานอย่างที่ควรจะเป็น

 

ผลลัพธ์ราคาแพงที่ภาคใต้ต้องเผชิญ ไม่ได้มีเพียงภาพน้ำท่วม แต่เป็นชุดความสูญเสียที่สะท้อนการผิดพลาดเชิงระบบ ตั้งแต่ชีวิตคนไปจนถึงโครงสร้างเมือง เหตุการณ์ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของฝนที่ตกหนัก แต่คือคำถามต่อทัศนคติและความพร้อมของไทยในการปกป้องชีวิตผู้คนในยามวิกฤต 

 

ไทย ‘ทิ้ง’ ภาคใต้ไว้กลางทาง โครงสร้างมีครบ แต่การขับเคลื่อนสะดุด 

 

ผศ.ดร. สิตางศุ์ระบุว่า ประเทศไทยมีโครงสร้างและการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ โดยมีสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2560 ทำหน้าที่เป็น ‘หัวขบวน’ กำกับดูแลประเด็นด้านน้ำ ทั้งในภาวะปกติและวิกฤต ถือเป็นการถอดบทเรียนครั้งสำคัญจากน้ำท่วมปี 2554 ซึ่งไร้ ‘เจ้าภาพ’ ด้านการบริหารจัดการ 

 

นอกจากนี้ ไทยยังมีเครื่องมือทางกฎหมาย อย่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 หรือ ‘พรบ.น้ำ’ ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการกับอุทกภัยในยามวิกฤต ซึ่งกฎหมายดังกล่าวให้อำนาจนายกรัฐมนตรีในการจัดตั้งศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ เพื่อคลี่คลายสถานการณ์และบรรเทาความเสียหายทางน้ำได้

 

สำหรับขั้นตอนการบริหารจัดการ อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์​ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อธิบายว่า ตามปกติแล้ว ต้องมีการประชุมล่วงหน้าภายในกลุ่มอนุกรรมการอำนวยการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งอยู่ภายใต้ สทนช. และประกอบด้วยบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เช่น รองเลขาธิการสทนช., ปลัดกระทรวงคมนาคม, กระทรวงเกษตร, อธิบดีสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ, กรมอุตุนิยมวิทยา, กรมสาธารณะป้องกันภัย (ปภ.)

 

ในการประชุมกลุ่มอนุกรรมการฯ บริหารจัดการน้ำ มักเกิดขึ้นก่อนเข้าสู่ฤดูฝนเพื่อประเมินสถานการณ์ โดยใช้ข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยาเป็นตัวตั้งในการประเมิน เช่น การคาดการณ์ปริมาณน้ำฝน หรือการอัปเดตข้อมูลรายละเอียดทุกเดือน ซึ่งจะนำไปสู่การกำหนดนโยบายร่วมกันในขั้นตอนมา 

 

เมื่อมีการคาดการณ์ว่า ภูมิภาคใดมีแนวโน้มสูงที่จะเกิดภัยพิบัติ ก็จะมีการตั้งศูนย์ส่วนหน้าในพื้นที่นั้น โดยส่วนกลางต้องทำงานร่วมกับมีหน่วยงานระดับท้องถิ่น ขณะที่ระดับจังหวัดก็มีการเตรียมความพร้อม เช่น การซ้อมรับมือภัยพิบัติ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การจัดตั้งศูนย์อพยพ การส่งข้าว-น้ำ และเส้นทางอพยพ  

 

โครงสร้างเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่อย่างใด ซึ่งที่ผ่านมา ได้รับมือสถานการณ์ในภาคอีสานและภาคกลางแล้ว แต่ ผศ.ดร.สิตางศุ์ระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การ ‘ทิ้ง’ ภาคใต้ไว้กลางทาง คือ ไม่มีการตั้งศูนย์ส่วนหน้ารอ และไม่มีการประเมินสถานการณ์ให้

 

“ถ้าอยู่ในสถานการณ์ปกติ พอรู้ว่า เข้าหน้าฝน จังหวัดก็ต้องรู้แล้ว มันเป็นฤดูกาลของ ปภ. ที่ต้องเอาแผนออกมาซักซ้อมก่อนจะเข้าสู่หน้าฝน มีอะไรก็ต้องคลี่ออกมา เช่น ศูนย์อพยพอยู่ตรงไหน แล้วเกิดเหตุขึ้นจะส่งข้าวส่งน้ำอย่างไร เส้นทางอพยพเป็นอย่างไร

 

“หลังตอนเกิดเหตุสึนามิ เราเคยซ้อมกันอย่างแบบแข็งขันมากเลย แต่พอเวลาไป แผนก็คือแผน แล้วก็ยังมีคำถามว่า ตกลงเราได้ซ้อมกันจริงหรือเปล่า” ผศ.ดร.สิตางศุ์ตั้งคำถาม

 

รับมือภัยพิบัติไม่ใช่เรื่องเสี่ยงดวง แต่ต้องตั้ง KPI ที่ไม่มีผู้สูญเสีย

 

“น้ำท่วมคือภัยธรรมชาติ แต่ความสูญเสียคือความล้มเหลวจากการบริหารจัดการ และความล้มเหลวของระบบ”

 

ผศ.ดร.สิตางศุ์อธิบาย การจัดการภัยพิบัติธรรมชาติไม่ใช่เรื่องของการเสี่ยงดวง แม้จะมีกรณีเทียบเคียงกับสถานการณ์ในต่างประเทศ เช่น เหตุน้ำท่วมญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ ซึ่งเธอก็ยอมรับว่า ปัจจัยทางธรรมชาติคือสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ และวิกฤตโลกเดือดก็มีแต่จะเกิดขึ้นถี่และรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

 

แต่สิ่งที่ต้องยอมรับ คือ ความสูญเสียครั้งนี้เกิดจากความล้มเหลวจากการบริหารจัดการและระบบ ซึ่งข้องเกี่ยวกับ ‘ทัศนคติ’ ของประเทศนั้นๆ เช่นในกรณีหลายประเทศ การรับมือสถานการณ์ดังกล่าว เปรียบเสมือนการทำ ‘สงคราม’ และมีการตั้งตัวชี้วัด หรือ KPI ชัดเจนว่า ต้องไม่มีคนตาย และทุกคนต้องรอด ซึ่งเป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่สุดในการจัดการวิกฤต

 

“ทัศนคติของพวกเขา คือ การรับมือภัยพิบัติที่จะทำให้เกิดภาวะวิกฤตกับประเทศ มันคือการทำสงคราม เราต้องเอาชนะ มันคือ KPI ที่ต้องไม่มีคนตาย”

 

“สิ่งที่เราทำคือการ ‘เสี่ยงดวง’ ว่า ภัยพิบัติจะมาทางไหน เพราะการคาดการณ์เราก็แม่นบ้างไม่แม่นบ้าง ซึ่งก็เป็นปัญหาอยู่แล้ว เมื่อมันเกิดขึ้นก็เสี่ยงดวงเอา การเตรียมการก็เตรียมระดับหนึ่ง แต่ที่เหลือคือเสี่ยงดวง คือไปแก้ปัญหาหน้างาน ทั้งๆ ที่เรามีแผนลุ่มน้ำ ปภ.มีแผนรับมือภัยพิบัติระดับจังหวัด”

 

ผศ.ดร.สิตางศุ์อธิบายต่อว่า เมื่อมีเป้าหมาย คือ ทำอย่างไรก็ได้ให้ไม่มีคนตาย สิ่งที่ตามมาคือรัฐจะทำทุกอย่างเพื่อให้ประชาชน ‘ตระหนก’ จนถึงขั้นต้องย้ายออก ซึ่งนี่คือหนึ่งในขั้นตอนการประเมินและเตรียมการสถานการณ์ภายใต้วิกฤตร้ายแรง (Worst Case Scenario) ถึง 4 ข้อ

 

  1. การจัดการคน เช่น การอพยพ การดูแลคนติดค้าง การส่งข้าวส่งน้ำ หรือการช่วยเหลือออกมา

 

  1. การจัดหาข้าวของที่จำเป็นสำหรับการยังชีพ หรือการเตรียมพร้อมในแคมป์อพยพ เช่น อาหาร น้ำ ส้วม ฟูก หรือที่นอน โดยเฉพาะของที่ใช้ได้ต้องเตรียมไว้ก่อน

 

  1. สถานการณ์น้ำ เป็นการจัดการเพื่อคลี่คลายสถานการณ์น้ำ เช่น การเร่งสูบ หรือการคาดการณ์ระยะเวลาที่ธรรมชาติจะคลี่คลายด้วยตนเอง

 

  1. ข้อมูลข่าวสาร หรือการเผยแพร่ข้อมูลที่ชัดเจนและถูกต้องออกไป

 

ผศ.ดร.สิตางศุ์เปรียบเทียบกรณีใกล้เคียงการรับมือภัยพิบัติอย่างมาเลเซีย ที่เผชิญสถานการณ์น้ำท่วมเหมือนกันว่า สิ่งที่เห็นได้ชัด คือ มาเลเซียมีผู้เสียชีวิตน้อยกว่าไทย และสามารถอพยพได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งทุกอย่างเริ่มตั้งแต่ระบบ เช่น การจับสัญญาณฝน และการเตือนภัย 3 วันล่วงหน้า (3 Days Alert) 

 

“ถามว่า ประเทศไทยไม่มีโมเดลแบบนี้หรือ มีสิ ทุกวันนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์อากาศได้ 3-7 วัน เรายังมีฝนเรดาร์ที่คาดการณ์ได้ 3 ชั่วโมงอย่างแม่นยำอีก แต่พอได้ข้อมูลมา เราประเมินสถานการณ์ต่อหรือเปล่า”

 

อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรน้ำมองว่า การที่รัฐปล่อยให้เกิดเหตุน้ำท่วมรอบที่ 2 ในภาคใต้ ถือเป็นเรื่องที่ ‘ให้อภัยไม่ได้’ และขณะนี้ คนในพื้นที่ยังรู้สึกตกใจอยู่ พร้อมกับตั้งคำถามว่า ฝนจะมาอีกหรือไม่ ซึ่งตอนนี้ ผศ.ดร.สิตางศุ์ระบุว่า นี่เป็นเพียง ‘ฝนแรก’ ของภาคใต้เท่านั้น และยังต้องจับตาดูสถานการณ์ในเดือนธันวาคม-มกราคมต่อไป

 

มองสถานการณ์ฟื้นฟูภาคใต้หลังน้ำท่วม รัฐต้องทำอย่างไร

 

“ตอนนี้แค่ขอโทษยังไม่พอ การขอโทษอาจจะคลี่คลายอารมณ์ได้นิดเดียว แต่รัฐบาลต้องรู้ก่อนว่า ตัวเองบกพร่องเรื่องไหน” 

 

ผศ.ดร.สิตางศุ์มองว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องทำต่อไป คือ การรับมือสถานการณ์ในเดือนธันวาคม-มกราคม เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และต้องเอาจริงเอาจังกับการตั้ง KPI ที่ต้องไม่มีผู้เสียชีวิต ขณะที่ต้องหลีกเลี่ยงนำ ‘การเมือง’ มายุ่งเกี่ยวกับประเด็นความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และให้ ‘มืออาชีพ’ ทำงาน

 

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบันที่อยู่ในช่วงฟื้นฟู ผศ.ดร.สิตางศุ์ระบุว่า ต้องครอบคลุมในเรื่องการจัดการคน ทั้งกรณีเสียชีวิต, ติดค้าง หรือเยียวยาชดเชย หรือการจัดการทรัพยากร เช่น สิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต หรือปัญหา ‘ขยะ’ ก็เป็นเรื่องที่รัฐเพิกเฉยไม่ได้ ซึ่งกลุ่มอาสาและภาคประชาสังคมที่นำโดย สมบัติ บุญงามอนงค์ ร่วมกับ ThaiPBS ก็ได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว

 

ขณะเดียวกัน เรื่องการฟื้นฟูจิตใจก็เป็นสิ่งที่เพิกเฉยไม่ได้ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประสบภัย ซึ่งรัฐต้องเตรียมการ และใช้บุคลากรจำนวนมาก

 

ภาพ: KARIT CHAUI-AKSORN

The post “มันคือ KPI ที่ต้องไม่มีคนตาย” ผ่าวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ เมื่อระบบพร้อม แต่ไม่ถูกใช้งาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิชาการคาด โลกเดือด ปี 2100 อาจทำให้น้ำท่วมใหญ่เกิดทุก 2 สัปดาห์ https://thestandard.co/global-boiling-2100-quotes/ Thu, 27 Nov 2025 07:50:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1148468 นักวิชาการคาด โลกเดือด ปี 2100 อาจทำให้ น้ำท่วมใหญ่ เกิดทุก 2 สัปดาห์

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัย […]

The post นักวิชาการคาด โลกเดือด ปี 2100 อาจทำให้น้ำท่วมใหญ่เกิดทุก 2 สัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิชาการคาด โลกเดือด ปี 2100 อาจทำให้ น้ำท่วมใหญ่ เกิดทุก 2 สัปดาห์

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ถึงวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้ของไทย โดยสะท้อนให้เห็นว่า ยิ่งโลกร้อนขึ้น โอกาสเกิด ‘ภัยพิบัติรุนแรง’ จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมเสนอแนะแนวทางให้ทุกฝ่ายเห็นความสำคัญของการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อมให้มากยิ่งขึ้น

 

นักวิชาการคาด โลกเดือด ปี 2100 อาจทำให้ น้ำท่วมใหญ่ เกิดทุก 2 สัปดาห์ 1นักวิชาการคาด โลกเดือด ปี 2100 อาจทำให้ น้ำท่วมใหญ่ เกิดทุก 2 สัปดาห์ 2นักวิชาการคาด โลกเดือด ปี 2100 อาจทำให้ น้ำท่วมใหญ่ เกิดทุก 2 สัปดาห์ 3นักวิชาการคาด โลกเดือด ปี 2100 อาจทำให้ น้ำท่วมใหญ่ เกิดทุก 2 สัปดาห์ 4นักวิชาการคาด โลกเดือด ปี 2100 อาจทำให้ น้ำท่วมใหญ่ เกิดทุก 2 สัปดาห์ 5นักวิชาการคาด โลกเดือด ปี 2100 อาจทำให้ น้ำท่วมใหญ่ เกิดทุก 2 สัปดาห์ 6

The post นักวิชาการคาด โลกเดือด ปี 2100 อาจทำให้น้ำท่วมใหญ่เกิดทุก 2 สัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องโมเดลจัดการน้ำท่วมต่างประเทศ ‘เตรียมพร้อม ป้องกัน รับมือ’ อย่างไร ไม่ให้ภัยพิบัติเลวร้าย https://thestandard.co/international-flood-model-prepare-prevent/ Wed, 26 Nov 2025 08:29:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1147932 ส่อง โมเดลจัดการน้ำท่วมต่างประเทศ ‘เตรียมพร้อม ป้องกัน รับมือ’ อย่างไร ไม่ให้ภัยพิบัติเลวร้าย

น้ำท่วมหรืออุทกภัย ถือเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ส่งผลก […]

The post ส่องโมเดลจัดการน้ำท่วมต่างประเทศ ‘เตรียมพร้อม ป้องกัน รับมือ’ อย่างไร ไม่ให้ภัยพิบัติเลวร้าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่อง โมเดลจัดการน้ำท่วมต่างประเทศ ‘เตรียมพร้อม ป้องกัน รับมือ’ อย่างไร ไม่ให้ภัยพิบัติเลวร้าย

น้ำท่วมหรืออุทกภัย ถือเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ส่งผลกระทบรุนแรงในหลายมิติ ทั้งต่อชีวิตของผู้คน สภาพสังคม และภาวะเศรษฐกิจ และยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นในยุคปัจจุบัน จากผลกระทบภาวะโลกรวน หรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ทำให้เกิดมหาอุทกภัยมากขึ้นในหลายจุดของโลก และล่าสุดคือประเทศไทย ที่กำลังเกิดน้ำท่วมครั้งประวัติการณ์ในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

 

ที่ผ่านมา มีหลายประเทศเผชิญกับภาวะน้ำท่วมบ่อยครั้ง จนทำให้ต้องมีการกำหนดนโยบายหรือแผนบริหารจัดการความเสี่ยงจากน้ำท่วม (Flood Risk Management Plan) ในขณะที่โมเดลจัดการน้ำท่วมแต่ละประเทศก็มีความแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ลักษณะภูมิประเทศ งบประมาณ เทคโนโลยี และโครงสร้างการปกครอง

 

THE STANDARD จะพาไปสำรวจโมเดลการจัดการน้ำท่วมอย่างมีประสิทธิภาพของบางประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบต่ำและเสี่ยงเกิดน้ำท่วมได้ง่าย ตลอดจนอังกฤษ และญี่ปุ่นที่เผชิญกับน้ำท่วมบ่อยครั้ง แต่ด้วยแผนบริหารจัดการที่ดี ทำให้วันนี้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตโดยไม่ต้องหวาดกลัวอันตรายจากภาวะน้ำท่วม

 

The Delta Programme แผนจัดการน้ำท่วมของเนเธอร์แลนด์

 

เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศพื้นที่ราบลุ่มหลายส่วนอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลและแม่น้ำ ทำให้การบริหารจัดการน้ำกลายเป็นภารกิจระดับชาติที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และมีความเชื่อมโยงในหลายมิติ ทั้งด้านวิศวกรรม นโยบาย และการวางผังเมือง

 

สิ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็นเบื้องหลังความสำเร็จในแผนบริหารจัดการความเสี่ยงน้ำท่วมของเนเธอร์แลนด์ คือโครงการที่เรียกว่า The Delta Programme ซึ่งเป็นกรอบนโยบายระดับชาติที่วางแนวทางป้องกันน้ำท่วม รับประกันแหล่งน้ำจืด และเตรียมรับมือและปรับตัวต่อผลกระทบการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในระยะยาว โดยมีแผนล่วงหน้าไปอีกครึ่งศตวรรษข้างหน้า และบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐบาลกลาง ทางการท้องถิ่น องค์กรบริหารจัดการน้ำ และสถาบันวิจัยต่างๆ

 

ที่มาของ The Delta Programme ต้องย้อนไปถึงเหตุภัยพิบัติน้ำท่วมใหญ่ในเนเธอร์แลนด์ ปี 1953 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 1,800 คน และทำให้พื้นที่กว้างใหญ่จมอยู่ใต้น้ำ

 

หลังเหตุการณ์นั้น เนเธอร์แลนด์เริ่มโครงการวิศวกรรมขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า Delta Works เพื่อปิดช่องทะเลและเสริมคันกั้นน้ำ ก่อนที่จะมีการปรับเปลี่ยนมาเป็นกรอบบูรณาการ ในชื่อโครงการ Delta Programme ซึ่งผสมผสานมาตรการบริหารจัดการน้ำ ทั้งทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบนิเวศ และการวางผังเมืองเข้าด้วยกัน

 

The Delta Programme มีภารกิจหลักที่มุ่งเน้นอยู่ 3 ด้าน ได้แก่

 

1.ความปลอดภัยจากน้ำท่วม (Flood safety) โดยเน้นการคงระดับการป้องกันจากทะเลและแม่น้ำ ให้สอดคล้องกับความเสี่ยง เช่น ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นและปริมาณฝนตกหนักที่เพิ่มขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ

 

2.การจัดหาน้ำจืด (Freshwater supply) เน้นการวางแผนสำรองน้ำในช่วงฤดูแล้ง โดยปรับสมดุลการใช้น้ำระหว่างภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และชุมชน เพื่อรับมือกับความแปรปรวนของปริมาณน้ำฝน

 

3.การปรับตัวเชิงพื้นที่ (Spatial adaptation) หรือการวางแผนเชิงพื้นที่ให้มีความยืดหยุ่นและปรับตัวได้ดีต่อภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และความเสียหายที่เกิดจากน้ำท่วม และภัยแล้ง ภายใต้แนวคิด ‘การพัฒนาเมืองที่นำโดยการจัดการน้ำ’ ซึ่งทำให้โครงการก่อสร้าง และการพัฒนาพื้นที่ใหม่ๆ คำนึงถึงความสามารถในการสำรองและระบายน้ำ เช่น การทำพื้นที่กักเก็บชั่วคราว พื้นที่ชุ่มน้ำ และโครงการขยายพื้นที่รับน้ำ

 

The Delta Programme เป็นแผนงานที่มีการจัดทำเป็นรายปี โดยนำเสนอต่อรัฐสภา ควบคู่ไปกับงบประมาณของกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ขณะที่แนวทางดำเนินงาน สามารถปรับเปลี่ยนไปตามข้อมูลวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ และสถานการณ์ความเสี่ยงที่เปลี่ยนไป

 

โดยแผนดำเนินงานและมาตรการที่สำคัญภายใต้โครงการ The Delta Programme อาทิ

 

  • โครงการปรับปรุงและเสริมความแข็งแรงของแนวคันกันน้ำและประตูน้ำ เพื่อรองรับระดับน้ำที่สูงขึ้นในอนาคต

 

  • Room for the River ขยายพื้นที่รับน้ำตามแนวแม่น้ำ โดยการปรับระดับพื้นที่ริมฝั่ง ขุดคูน้ำข้างลำคลอง, สร้างช่องบายพาส, ยก/ย้ายถนนและคันกั้นน้ำบางส่วน เพื่อให้แม่น้ำมีที่ว่างเมื่อระดับน้ำสูงขึ้น โดยผสมผสานการปรับสภาพภูมิทัศน์เข้ากับการป้องกันน้ำในเชิงวิศวกรรม

 

  • โครงสร้างด้านระบบนิเวศและธรรมชาติ โดยใช้พื้นที่ชุ่มน้ำและระบบนิเวศชายฝั่งเป็น ‘บัฟเฟอร์’ หรือพื้นที่กันชนตามธรรมชาติเพื่อชะลอคลื่นและเก็บกักน้ำฝน

 

  • นโยบายเชิงพื้นที่และการวางผังเมือง โดยกำหนดเงื่อนไขและข้อบังคับในการก่อสร้างใหม่ เช่น ระดับพื้นต้องยกสูงขึ้น, มีพื้นที่ซึมซับน้ำ และพื้นที่กักเก็บน้ำในยามฉุกเฉิน

 

ทั้งนี้ เนเธอร์แลนด์ลงทุนหลายพันล้านยูโรต่อปีในโครงการจัดการน้ำ ทั้งในระดับชาติและท้องถิ่น รวมถึงโครงการย่อยอีกหลายร้อยโครงการทั่วประเทศ

 

โดยการลงทุนโครงการเหล่านี้ถือเป็นการรับประกันความมั่นคงพื้นฐานของเศรษฐกิจและสังคม เพราะหากไม่มีระบบป้องกันและจัดการความเสี่ยงน้ำท่วมอย่างเหมาะสม ความเสี่ยงต่อการสูญเสียทั้งทรัพย์สินและชีวิตประชาชนอาจเพิ่มสูงแบบทวีคูณ

 

ยุทธศาสตร์จัดการน้ำท่วมของ UK ในยุคโลกรวน

 

สหราชอาณาจักรเป็นหนึ่งในประเทศที่เผชิญความเสี่ยงจากน้ำท่วมหลากหลายรูปแบบ ทั้งน้ำจากแม่น้ำ น้ำทะเลหนุน ฝนตกหนัก น้ำผิวดิน น้ำใต้ดิน และการกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากผลกระทบการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

 

เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่หลายครั้ง ทั้งในอังกฤษ เวลส์ สกอตแลนด์ และไอร์แลนด์เหนือ ทำให้รัฐบาลสหราชอาณาจักรต้องกำหนดระบบบริหารจัดการแบบบูรณาการ จนเกิดเป็นกรอบยุทธศาสตร์ระดับชาติที่ชื่อว่า ‘การจัดการความเสี่ยงจากน้ำท่วมและการกัดเซาะชายฝั่งแห่งชาติ (Flood and Coastal Erosion Risk Management : FCERM)’ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของระบบจัดการความเสี่ยงน้ำท่วมในปัจจุบัน

 

โดยยุทธศาสตร์นี้อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.การจัดการน้ำท่วมและน้ำปี 2010 (Flood and Water Management Act 2010) ซึ่งมีการปรับปรุงล่าสุดเมื่อปี 2020 เพื่อรองรับผลกระทบจากภาวะโลกรวนที่รุนแรงยิ่งขึ้นในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า

 

สำหรับยุทธศาสตร์ FCERM มีการกำหนดบทบาทของหน่วยงานหลักอย่างชัดเจน โดยสำนักงานสิ่งแวดล้อม (Environment Agency) รับหน้าที่เป็นผู้นำเชิงยุทธศาสตร์ด้านการป้องกันน้ำท่วมและการกัดเซาะชายฝั่งทั่วอังกฤษ มีหน้าที่ประเมินความเสี่ยงระดับประเทศ ออกแบบมาตรฐานความปลอดภัย และจัดการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น คันกันน้ำและประตูน้ำ

 

ขณะที่หน่วยงานท้องถิ่น เช่น Lead Local Flood Authorities (LLFAs), สภาท้องถิ่น บริษัทน้ำ และคณะกรรมการด้านการระบายน้ำ ต่างมีหน้าที่ดูแลระบบระบายน้ำ น้ำผิวดิน น้ำใต้ดิน และทางน้ำขนาดเล็ก รวมถึงการวางผังเมืองที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ซึ่งโครงสร้างการทำงานแบบหลายภาคส่วนเช่นนี้ ทำให้การบริหารจัดการน้ำท่วมของอังกฤษ มีการบูรณาการทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ

 

สำหรับแนวทางปฏิบัติที่สำคัญของยุทธศาสตร์ FCERM ได้แก่

 

  • การใช้แนวทางรับมือตามธรรมชาติ (Nature-based Solutions) เช่น การฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ การสร้างพื้นที่รับน้ำธรรมชาติ การเปิดพื้นที่น้ำท่วมหลากตามฤดูกาล และการออกแบบพื้นที่สีเขียวและพื้นที่น้ำภายในเมือง เพื่อช่วยชะลอน้ำ ลดระดับน้ำสูงสุด และเพิ่มความสามารถในการกักเก็บน้ำในระบบนิเวศตามธรรมชาติ โดยแนวคิดนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการ ‘กันน้ำออก’ มาเป็นการ ‘อยู่กับน้ำอย่างปลอดภัย’

 

  • การวางผังเมืองและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ให้สอดคล้องกับความเสี่ยงด้านน้ำและชายฝั่ง โดยหน่วยงานท้องถิ่นต้องพิจารณาความเสี่ยงด้านน้ำทุกครั้งที่มีการอนุมัติการพัฒนาโครงการก่อสร้างใหม่ๆ โดยเฉพาะในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก

 

  • การเตรียมความพร้อมและการตอบสนองต่อเหตุการณ์ เช่น ระบบเตือนภัยน้ำท่วม, การแจ้งเตือนชายฝั่ง, การรับมือฉุกเฉิน การอพยพ การวางแผนฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมและหน่วยงานท้องถิ่นได้ร่วมกันพัฒนาระบบเตือนภัยน้ำท่วมที่มีความแม่นยำสูงขึ้น โดยใช้ข้อมูลสภาพอากาศ ภาพถ่ายดาวเทียม และแบบจำลองน้ำลุ่มน้ำ ซึ่งช่วยให้ประชาชนและหน่วยบริการฉุกเฉินมีเวลาเตรียมตัวก่อนน้ำท่วม อีกทั้งยังกระตุ้นให้เกิดแผนรับมือน้ำท่วมในระดับครัวเรือนและธุรกิจ ภายใต้ยุทธศาสตร์ใหม่ที่รัฐไม่เพียงต้องป้องกัน แต่ยังต้อง ‘เสริมภูมิคุ้มกัน’ ให้ประชาชนสามารถรับมือและฟื้นตัวได้เร็วเมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม

 

  • การบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานป้องกันน้ำท่วมและระบบน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยหลายพื้นที่ในอังกฤษมีโครงสร้างป้องกันน้ำทะเล แม่น้ำ และชายฝั่งจำนวนมาก การดูแลให้เขื่อน ประตูน้ำ ระบบระบายน้ำทำงานได้ดีจึงเป็นหัวใจของความปลอดภัยในระยะยาว

 

  • ความร่วมมือของหลายภาคส่วน ไม่ใช่เพียงรัฐหรือหน่วยงานเดียว แต่รวมหน่วยงานท้องถิ่น ผู้จัดการน้ำ บริษัทน้ำ ผู้วางผังเมือง เกษตรกร ชุมชน ธุรกิจ และภาคประชาสังคม เพื่อให้การจัดการน้ำเป็นงานร่วม มีการแบ่งบทบาทและรับผิดชอบที่ชัดเจน

 

  • การใช้ข้อมูล วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมเพื่อวางแผนระยะยาว ประเมินความเสี่ยง และออกแบบมาตรการให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

ทั้งนี้ ระหว่างปี 2015-2021 รัฐบาลอังกฤษ ได้ทุ่มงบประมาณราว 2.6 พันล้านปอนด์เพื่อป้องกันน้ำท่วมและกัดเซาะชายฝั่ง ทำให้สามารถช่วยปกป้องบ้านเรือนกว่า 300,000 หลัง

 

ช่วงระหว่างปี 2021-2027 รัฐบาลยังเพิ่มงบประมาณเป็น 5.2 พันล้านปอนด์เพื่อยกระดับโครงการป้องกันน้ำท่วมในระยะยาว โดยตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่ารัฐมองการป้องกันน้ำท่วมเป็น ‘การลงทุนด้านความมั่นคงสาธารณะ’ ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายระยะสั้น เพราะน้ำท่วมหนึ่งครั้งอาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมากกว่างบป้องกันหลายปีรวมกัน

 

แผนรับมือน้ำท่วมญี่ปุ่น กระจายอำนาจ-ร่วมมือบูรณาการ

 

สำหรับแผนรับมือภัยพิบัติของประเทศญี่ปุ่น รวมถึงภัยจากน้ำท่วม จะใช้การตัดสินใจแบบกระจายอำนาจ และเน้นความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน โดยใช้ระบบข้อมูลแบบบูรณาการ และมุ่งเน้นไปที่การป้องกันปัญหา

 

โดยรัฐบาลท้องถิ่นจะบริหารจัดการเหตุฉุกเฉินขนาดเล็ก ในขณะที่รัฐบาลกลางจะบริหารจัดการวิกฤตระดับชาติ ซึ่งทั้งสองประเทศจะทำงานภายใต้กรอบการทำงานเดียวกันเพื่อให้มั่นใจว่าการประสานงานจะราบรื่น

 

ขณะที่ยังมีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัยในการช่วยป้องกันปัญหา ​​เช่น แบบจำลองเมืองเสมือนจริงเพื่อประเมินและคาดการณ์ความเสี่ยง

 

นอกจากนี้ญี่ปุ่นยังมีระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่มีประสิทธิภาพ เช่น J-Alert ซึ่งสามารถแจ้งเตือนประชาชนได้ภายในไม่กี่วินาทีผ่านหลากหลายช่องทาง ตั้งแต่ลำโพง โทรทัศน์ วิทยุ อีเมล และโทรศัพท์มือถือ

 

ซึ่งการเตือนภัยล่วงหน้าที่ครอบคลุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อออกอย่างน้อย 24 ชั่วโมงล่วงหน้า สามารถลดความเสียหายจากภัยพิบัติได้ 30% และเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่ามาตรการเชิงรุกสามารถช่วยชีวิตและลดความสูญเสียให้น้อยที่สุดได้อย่างไร

 

อีกแนวทางที่รัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสำคัญไม่แพ้กัน คือการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ โดยมีการจัดฝึกซ้อมและมีโครงการต่างๆ ในโรงเรียน ที่จะช่วยให้รู้วิธีรับมือกับเหตุฉุกเฉินรวมถึงน้ำท่วม

 

ภาพ: Ana Fernandez/SOPA Images/LightRocket via Getty Images

อ้างอิง:

The post ส่องโมเดลจัดการน้ำท่วมต่างประเทศ ‘เตรียมพร้อม ป้องกัน รับมือ’ อย่างไร ไม่ให้ภัยพิบัติเลวร้าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลสำรวจ UNICEF-NIDA ระบุ โรงเรียนไทยยังขาดความพร้อมรับมือน้ำท่วม-ภัยสภาพภูมิอากาศ https://thestandard.co/unicef-nida-schools-lack-flood-climate/ Wed, 19 Nov 2025 11:46:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1145137 ผลสำรวจ UNICEF-NIDA ระบุ โรงเรียนไทยยังขาดความพร้อมรับมือน้ำท่วม-ภัยสภาพภูมิอากาศ

ท่ามกลางสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมที่ยังคงสร้างผลกระทบ […]

The post ผลสำรวจ UNICEF-NIDA ระบุ โรงเรียนไทยยังขาดความพร้อมรับมือน้ำท่วม-ภัยสภาพภูมิอากาศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลสำรวจ UNICEF-NIDA ระบุ โรงเรียนไทยยังขาดความพร้อมรับมือน้ำท่วม-ภัยสภาพภูมิอากาศ

ท่ามกลางสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมที่ยังคงสร้างผลกระทบต่อหลายจังหวัดทั่วประเทศไทย รายงานสำรวจล่าสุดโดยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ด้วยการสนับสนุนจาก UNICEF พบว่า เกือบทุกโรงเรียนในประเทศไทยต้องเผชิญสภาพอากาศรุนแรงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ขณะที่โรงเรียนจำนวนมากยังขาดการสนับสนุนและทรัพยากรที่จำเป็นในการรับมือและปกป้องความปลอดภัยและการเรียนรู้ของเด็ก

 

การสำรวจ ‘ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความช่วยเหลือที่โรงเรียนต้องการ’ ดำเนินการระหว่างเดือนกรกฎาคม–สิงหาคม 2025 โดยเก็บข้อมูลจากโรงเรียนของรัฐ 329 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงโรงเรียนเฉพาะความพิการ 14 แห่ง ใน 14 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบรุนแรงในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เช่น เชียงราย เชียงใหม่ นครราชสีมา ยะลา และนราธิวาส ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่าโรงเรียนและนักเรียนกำลัง ‘เผชิญความเสี่ยงสูงขึ้น’ ต่อฝนตกหนัก น้ำท่วม พายุ และคลื่นความร้อน ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะโลกรวนที่ทวีความรุนแรงขึ้น

 

ผลการสำรวจพบว่า ‘ทุกโรงเรียน’ เคยประสบสภาพอากาศรุนแรงอย่างน้อยหนึ่งประเภทในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา โดยภัยที่เกิดบ่อยและส่งผลกระทบรุนแรงที่สุด ได้แก่ พายุ ฝนตกหนัก และน้ำท่วม ทั้งนี้โรงเรียน 3 ใน 4 แห่ง (ร้อยละ 75) ระบุว่าสาธารณูปโภคและบริการพื้นฐานได้รับผลกระทบ เช่น ไฟฟ้า น้ำดื่ม ห้องน้ำ สุขอนามัย อาหารปลอดภัย หรือการเดินทางมาโรงเรียน ขณะที่กว่าครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 55) รายงานว่านักเรียนเผชิญปัญหาสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นโรคที่มากับความร้อน โรคที่มียุงเป็นพาหะ หรือโรคที่มากับน้ำ เช่น ไข้เลือดออก ท้องร่วง หรือโรคระบบทางเดินหายใจ นอกจากนี้ เกือบครึ่งหนึ่งของโรงเรียน (ร้อยละ 46) ได้รับความเสียหายต่ออาคารสถานที่

 

ที่น่ากังวลคือ โรงเรียนประมาณครึ่งหนึ่งระบุว่า ไม่เคยได้รับความช่วยเหลือใด ๆ หลังประสบภัยสภาพอากาศรุนแรง ขณะที่โรงเรียนที่เคยได้รับความช่วยเหลือ ส่วนใหญ่ได้รับในรูปแบบข้อมูลหรือการแจ้งเตือนล่วงหน้า (ร้อยละ 41) การอบรมหรือจัดกิจกรรมเตรียมความพร้อม (ร้อยละ 35) และการช่วยเหลือฉุกเฉินด้านอาหาร น้ำดื่ม หรือสิ่งของจำเป็น (ร้อยละ 34)

 

เซเวอรีน เลโอนาร์ดี รองผู้แทนองค์การ UNICEF ประเทศไทย กล่าวว่า “ข้อมูลครั้งนี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิของเด็กในการเข้าถึงการศึกษา และทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราจำเป็นต้องเร่งเสริมความพร้อมให้โรงเรียนมีความรู้ โครงสร้างพื้นฐาน และทรัพยากรที่เหมาะสม เพื่อให้เด็กทุกคนยังคงเรียนได้อย่างปลอดภัย แม้ในยามน้ำท่วมหรือยามที่เกิดคลื่นความร้อน หากเราไม่ลงมือในวันนี้ ผลที่ตามมาคือการสูญเสียการเรียนรู้และศักยภาพของเด็กจำนวนมาก”

 

เมื่อปี 2024 อุทกภัยจากพายุไต้ฝุ่นยางิส่งผลให้นักเรียนกว่า 19,000 คน ในโรงเรียน 555 แห่งในภาคเหนือของไทยไม่สามารถไปโรงเรียนได้ ครูต้องปรับไปใช้การเรียนออนไลน์หรือส่งมอบใบงานถึงบ้านของนักเรียน

 

ผลสำรวจยังพบว่าโรงเรียนส่วนใหญ่รับรู้ถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น โดย 2 ใน 3 ของโรงเรียนคาดว่าจะเผชิญฝนตกหนักและน้ำท่วมรุนแรงมากขึ้น และกว่าครึ่ง (ร้อยละ 54) คาดว่าจะเจอคลื่นความร้อนที่รุนแรงกว่าเดิมในอนาคต โดยผลกระทบต่อสุขภาพและชีวิตของนักเรียน เช่น การเจ็บป่วย การบาดเจ็บ หรือการเสียชีวิต เป็นความกังวลสูงสุดของโรงเรียน

 

ในด้านความพร้อมและขีดความสามารถของโรงเรียนในการรับมือกับสภาพอากาศรุนแรง โรงเรียนกว่าครึ่ง (ร้อยละ 53) ประเมินว่าตนมีความพร้อมอยู่ในระดับ ‘ปานกลาง’ ความต้องการเร่งด่วนที่โรงเรียนระบุ ได้แก่ การอบรมและจัดกิจกรรมให้นักเรียนเรียนรู้เรื่องภาวะโลกรวนและการปรับตัว การอบรมครูเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการปรับตัว และข้อมูลหรือระบบแจ้งเตือนภัยที่ทันเวลาและเชื่อถือได้

 

แม้เกือบทุกโรงเรียนจะสอดแทรกเนื้อหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในการเรียนการสอน แต่ครูกว่าร้อยละ 80 ไม่เคยได้รับการอบรมอย่างเป็นทางการ และต้องพึ่งการเรียนรู้ด้วยตนเอง ขณะที่โรงเรียนเฉพาะความพิการมีความต้องการสูงกว่าโรงเรียนทั่วไป ทั้งด้านการอบรมครู สื่อการเรียนรู้ที่ทันสมัย อุปกรณ์การเรียนการสอนที่เหมาะสม และงบประมาณสนับสนุนด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เผชิญความเสี่ยงสูงจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ โดยดัชนี Global Climate Risk Index ปี 2025 จัดอันดับให้ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 30 ของประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ขณะที่การวิเคราะห์ของ UNICEFในปี 2021 จัดไทยอยู่อันดับที่ 50 จาก 163 ประเทศที่เด็กเผชิญความเสี่ยงสูงสุด นอกจากนี้ รายงาน Over the Tipping Point ปี 2023 ของ UNICEF ระบุว่า เด็กกว่า 10.8 ล้านคนในประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงต่ออุทกภัยและภัยแล้ง

 

“โรงเรียนคือด่านหน้าของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ” เลโอนาร์ดีกล่าวเพิ่มเติม “เราต้องลงทุนอย่างเร่งด่วนเพื่อเสริมความพร้อมให้โรงเรียนทั่วประเทศสามารถรับมือกับสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้น และทำให้มั่นใจว่าเด็กทุกคน รวมถึงเด็กในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากหรือพื้นที่ห่างไกล ได้เรียนรู้อย่างปลอดภัย การเตรียมความพร้อมให้โรงเรียนและระบบการศึกษาไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็นเพื่ออนาคตของเด็กทุกคน”

 

UNICEF กำลังทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และพันธมิตรอื่นๆ เพื่อผลักดัน ‘การศึกษาเพื่อรับมือสภาพภูมิอากาศ’ (Climate Smart Education) ในการให้โรงเรียนทั่วประเทศมีความปลอดภัย ยืดหยุ่น และครอบคลุม เพื่อให้เด็กทุกคนสามารถเรียนรู้อย่างเต็มที่และเติบโตเต็มศักยภาพท่ามกลางสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

ผลสำรวจ UNICEF-NIDA ระบุ โรงเรียนไทยยังขาดความพร้อมรับมือน้ำท่วม-ภัยสภาพภูมิอากาศ 1
ผลสำรวจ UNICEF-NIDA ระบุ โรงเรียนไทยยังขาดความพร้อมรับมือน้ำท่วม-ภัยสภาพภูมิอากาศ 2
ผลสำรวจ UNICEF-NIDA ระบุ โรงเรียนไทยยังขาดความพร้อมรับมือน้ำท่วม-ภัยสภาพภูมิอากาศ 3
ผลสำรวจ UNICEF-NIDA ระบุ โรงเรียนไทยยังขาดความพร้อมรับมือน้ำท่วม-ภัยสภาพภูมิอากาศ 4
ผลสำรวจ UNICEF-NIDA ระบุ โรงเรียนไทยยังขาดความพร้อมรับมือน้ำท่วม-ภัยสภาพภูมิอากาศ 5

 

ภาพ: Anan Chonmahatrakul / UNICEF / 2025

อ้างอิง:

  • UNICEF ประเทศไทย

The post ผลสำรวจ UNICEF-NIDA ระบุ โรงเรียนไทยยังขาดความพร้อมรับมือน้ำท่วม-ภัยสภาพภูมิอากาศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
“พวกเรากินเงินไม่ได้” ชนพื้นเมืองบราซิลบุกประท้วง ปมป่าแอมะซอนถูกรุกราน กลางการประชุม COP30 https://thestandard.co/brazil-indigenous-amazon-protest-cop30/ Wed, 12 Nov 2025 03:37:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1142307 “พวกเรากินเงินไม่ได้” ชนพื้นเมืองบราซิลบุกประท้วง ปมป่าแอมะซอนถูกรุกราน กลางการประชุม COP30

เกิดเหตุปะทะกลางสถานที่จัดการประชุม COP30 ที่ประเทศบราซ […]

The post “พวกเรากินเงินไม่ได้” ชนพื้นเมืองบราซิลบุกประท้วง ปมป่าแอมะซอนถูกรุกราน กลางการประชุม COP30 appeared first on THE STANDARD.

]]>
“พวกเรากินเงินไม่ได้” ชนพื้นเมืองบราซิลบุกประท้วง ปมป่าแอมะซอนถูกรุกราน กลางการประชุม COP30

เกิดเหตุปะทะกลางสถานที่จัดการประชุม COP30 ที่ประเทศบราซิล หลังกลุ่มชนพื้นเมืองออกมาประท้วง และพยายามบุกเข้าไปในที่ประชุม เผยที่ดินทำกินในป่าแอมะซอนถูกรุกราน จากการตัดไม้ทำลายป่า และการขุดเจาะน้ำมัน โดยหวังใช้เวทีครั้งนี้แสดงพลังรักษาสิ่งแวดล้อมเฮือกสุดท้าย

 

วันนี้ (12 พฤศจิกายน) ชนพื้นเมืองชาวบราซิลนับร้อยแห่ประท้วงกลางที่ประชุม COP30 โดยพยายามบุกเข้าไปในสถานที่จัดงาน เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อกรณีที่ดินทำกินในป่าแอมะซอนถูกรุกราน จนเกิดเหตุปะทะกับเจ้าหน้าที่ที่พยายามห้ามปราม

 

ในวิดีโอบนโลกโซเชียลมีเดีย ปรากฏให้เห็นชนพื้นเมืองถือป้ายประท้วงว่า ‘ดินแดนของเราไม่ได้มีไว้ขาย’ ท่ามกลางฝูงชนจำนวนหนึ่งที่ถือป้ายและธงชาติปาเลสไตน์ สวมเสื้อ Juntos (แปลว่า Together) ขณะที่อีกส่วนหนึ่งตะโกนด่าทอรัฐบาลบราซิลว่า “พวกเขาคือรัฐบาล นี่คือวิธีการปกป้องผืนป่าที่ถูกยึดครอง เข้าใจบ้างไหม?”

 

ทั้งนี้ โฆษกสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (U.N. Climate Change) แถลงการณ์ว่า ผู้ชุมนุมพยายามบุกรั้วบริเวณทางเข้าหลักของสถานที่จัดงาน COP30 จนเกิดเหตุปะทะกัน โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยบาดเจ็บเล็กน้อย 2 ราย พร้อมยืนยันว่า ทุกภาคส่วนกำลังสอบสวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น และรักษาความปลอดภัยต่อไป

 

นอกจากนี้ Reuters ยังรายงานว่า มีพยานพบเห็นเจ้าหน้าที่ใช้มือกุมท้องด้วยความเจ็บปวด ขณะที่หน่วยรักษาความปลอดภัย 1 คน ถูกไม้ของชนพื้นเมืองฟาดที่บริเวณศีรษะ จนเลือดไหลบริเวณศีรษะ และมีรอยฟกช้ำบริเวณใต้ตา

 

เหตุประท้วงในการประชุม COP ถือเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก เพราะที่ผ่านมา การประชุมมักจัดในประเทศที่เสรีภาพทางการแสดงออกไม่ได้เปิดกว้าง เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอียิปต์ หากแต่รัฐบาลบราซิลในฐานะเจ้าภาพ COP 30 นำโดยประธานาธิบดี ลูลา ดา​ ซิลวา สนับสนุนตัวแสดงอื่นๆ ในวิกฤตโลกเดือดให้เข้ามามีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะชนพื้นเมือง

 

ทั้งนี้ ชนพื้นเมืองออกมาเปิดเผยว่า พวกเขารู้สึกไม่พอใจกับโครงการพัฒนาที่กำลังเกิดขึ้น พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลส่งเสริมบทบาทอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของชนพื้นเมือง โดย ออกุสติน โอกาญา (Agustin Ocaña) ตัวแทนกลุ่ม Global Youth Coalition ให้สัมภาษณ์ว่า ชนพื้นเมืองรู้สึกไม่พอใจที่รัฐบาลระดมทุนสร้างเมืองเบเล็งใหม่โดยไม่จำเป็น ทั้งที่งบประมาณสามารถใช้จ่ายในด้านการศึกษา สุขภาพ และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งการประท้วงครั้งนี้แสดงถึงความรู้สึกสิ้นหวังของพวกเขา

 

“เรากินเงินไม่ได้ เราต้องการที่ดินทำกินของเรา ให้รอดพ้นจากธุรกิจการเกษตร การสำรวจน้ำมัน การขุดเหมืองผิดกฎหมาย และการลักลอบตัดไม้” กิลมาร์ (Gilmar) หัวหน้ากลุ่มชนพื้นเมืองตูปินัมบา (Tupinamba) ที่อาศัยบริเวณแม่น้ำตาปาฌอส กล่าวกับผู้สื่อข่าว

 

“พวกเรากินเงินไม่ได้” ชนพื้นเมืองบราซิลบุกประท้วง ปมป่าแอมะซอนถูกรุกราน กลางการประชุม COP30 1“พวกเรากินเงินไม่ได้” ชนพื้นเมืองบราซิลบุกประท้วง ปมป่าแอมะซอนถูกรุกราน กลางการประชุม COP30 2“พวกเรากินเงินไม่ได้” ชนพื้นเมืองบราซิลบุกประท้วง ปมป่าแอมะซอนถูกรุกราน กลางการประชุม COP30 3“พวกเรากินเงินไม่ได้” ชนพื้นเมืองบราซิลบุกประท้วง ปมป่าแอมะซอนถูกรุกราน กลางการประชุม COP30 4“พวกเรากินเงินไม่ได้” ชนพื้นเมืองบราซิลบุกประท้วง ปมป่าแอมะซอนถูกรุกราน กลางการประชุม COP30 5“พวกเรากินเงินไม่ได้” ชนพื้นเมืองบราซิลบุกประท้วง ปมป่าแอมะซอนถูกรุกราน กลางการประชุม COP30 6

 

ภาพ: Anderson Coelho / Reuters

 

อ้างอิง:

The post “พวกเรากินเงินไม่ได้” ชนพื้นเมืองบราซิลบุกประท้วง ปมป่าแอมะซอนถูกรุกราน กลางการประชุม COP30 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เยาวชนไทยเสนอ 6 ข้อเรียกร้องเร่งด่วน ก่อน COP30 เปิดฉาก หวังผู้นำเร่งดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม https://thestandard.co/six-urgent-climate-demands/ Mon, 10 Nov 2025 10:59:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1141772 เยาวชนไทยเสนอ 6 ข้อเรียกร้องเร่งด่วน ก่อน **COP30** เปิดฉาก หวังผู้นำเร่งดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

ขณะที่ทั่วโลกเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสั […]

The post เยาวชนไทยเสนอ 6 ข้อเรียกร้องเร่งด่วน ก่อน COP30 เปิดฉาก หวังผู้นำเร่งดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เยาวชนไทยเสนอ 6 ข้อเรียกร้องเร่งด่วน ก่อน **COP30** เปิดฉาก หวังผู้นำเร่งดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

ขณะที่ทั่วโลกเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 30 หรือ COP30 ที่จะเปิดฉากขึ้นที่บราซิลในวันนี้ (10 พฤศจิกายน) ตามเวลาท้องถิ่น เด็กและเยาวชนนักเคลื่อนไหวและนักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมกว่า 360 คนทั่วประเทศไทย ได้ร่วมกันส่งเสียงเรียกร้องให้ผู้นำเร่งดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเร่งด่วนและทั่วถึง

 

เสียงของพวกเขารวบรวมจากการประชุมปรึกษาหารือเยาวชน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ ซึ่งจัดขึ้นโดย องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ร่วมกับ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) เมื่อเร็วๆ นี้ โดยผลการหารือสะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตของเด็กและเยาวชนแล้วอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพวกเขาที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานี้ด้วยตนเอง

 

เด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมเป็นตัวแทนจาก 97 เครือข่ายเยาวชนทั่วประเทศ ทั้งกลุ่มนักเรียน เยาวชนชาติพันธุ์ที่ทำงานอนุรักษ์ป่าและธรรมชาติ รวมถึงเยาวชนที่ขับเคลื่อนประเด็นสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย การปรึกษาหารือเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แบ่งปันประสบการณ์ ความกังวล และข้อเสนอแนะต่อการกำหนดนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศ โดยมีจุดร่วมสำคัญคือ เยาวชนต้องการให้เสียงของพวกเขาได้รับการรับฟังและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม

 

ชัยรัตน์ ดิ๊ผอ (อเล็กซ์) อายุ 19 ปี เยาวชนจากกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดเชียงใหม่ หนึ่งในผู้เข้าร่วมการปรึกษาหารือภาคเหนือ และเป็นหนึ่งในตัวแทนเยาวชนไทย 9 คน ที่จะร่วมเดินทางไปกับคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุม COP30 ที่ประเทศบราซิล ระหว่างวันที่ 10-21 พฤศจิกายนนี้ กล่าวว่า “ในชุมชนของผม ความร้อนที่สูงขึ้นและภัยแล้ง ทำให้หลายครอบครัวปลูกพืชได้ยากขึ้นและมีรายได้น้อยลง เมื่อพืชผลเสียหาย เด็กมักเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบ บางคนต้องออกจากโรงเรียน เพื่อช่วยครอบครัว เราอยากให้ผู้นำฟังเรื่องราวของเรา และลงมือปกป้องอนาคตของพวกเรา”

 

ขณะเดียวกัน นันท์นภัส พงศ์วิฑูรย์ เยาวชนวัย 23 ปี ผู้ประสานงานของ GYBN Thailand และ Project Manager ของ Local Conference of Youth (LCOY) Thailand 2025 ซึ่งจะร่วมเดินทางไปประชุม COP30 กับคณะผู้แทนไทย กล่าวว่า LCOY พบว่ากุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นคือ การร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดระหว่างคนต่างรุ่นและหลากหลายภาคส่วน

 

โดยเยาวชนจากทั่วประเทศได้เสนอ ‘6 ข้อเรียกร้องเร่งด่วน’ เพื่อปกป้องสุขภาพ ความเป็นอยู่ และความมั่นคงของทรัพยากรน้ำ โดยมุ่งเน้นไม่ให้มีเด็กคนใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ได้แก่

 

1. ระบบสาธารณสุขที่ตอบสนองต่อความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ เช่น ความร้อนจัด มลพิษ PM2.5 โรคไข้เลือดออก และผลกระทบทางจิตใจจากภัยพิบัติ

 

2. การศึกษาด้านสภาพภูมิอากาศสำหรับนักเรียนทุกคน เพื่อให้เด็กมีทักษะในการรับมือภัยพิบัติ การเกษตรที่ยั่งยืน และการจัดการของเสีย

 

3. เศรษฐกิจที่เป็นธรรมและยั่งยืน โดยผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบ พร้อมเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคอาชีพในท้องถิ่น เช่น เกษตรกรรมและการท่องเที่ยว ให้สามารถรับมือกับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ

 

4. การจัดการภัยพิบัติที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนและครอบคลุมทุกกลุ่ม มีระบบเตือนภัยที่ทั่วถึงและมาตรการอพยพที่คำนึงถึงความปลอดภัยของเด็ก

 

5. ความมั่นคงด้านน้ำสำหรับทุกคน ผ่านการปกป้องลุ่มน้ำ การควบคุมมลพิษ และการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการบริหารจัดการ

 

6. การสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างจริงจัง เช่น การจัดเก็บภาษีพลาสติกระดับประเทศ และสนับสนุนธุรกิจชุมชนที่แปรรูปของเสียให้เกิดมูลค่า

 

เซเวอรีน เลโอนาร์ดี รองผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “เสียงของเยาวชนเหล่านี้คือ การเรียกร้องให้เกิดการดำเนินการในระดับประเทศ เยาวชนได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพวกเขาไม่เพียงกังวลต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่ยังพร้อมจะเป็นผู้นำและร่วมลงมือ ยูนิเซฟจึงขอเรียกร้องให้แนวทางและนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นแผนการปรับตัวแห่งชาติ (NAP) และเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (NDC) สะท้อนความต้องการของเด็กและเยาวชนด้วย ขณะที่เรากำลังก้าวสู่การประชุม COP30 นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศไทยจะได้แสดงภาวะผู้นำ โดยให้ความต้องการและเสียงของเด็กเป็นหัวใจสำคัญของการตัดสินใจด้านสภาพภูมิอากาศ”

 

เยาวชนยังได้เสนอให้มีการจัดตั้ง ‘เครือข่ายเยาวชนด้านสภาพภูมิอากาศระดับภูมิภาค’ ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ รวมถึงการจัดตั้ง ‘กองทุนเยาวชนเพื่อการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศระดับประเทศ’ และการออกนโยบายที่คุ้มครองสิทธิเด็กในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

 

จากผลสำรวจ U-Report ปี 2024 พบว่า แม้กว่าร้อยละ 90 ของเยาวชนไทยต้องการมีส่วนร่วมในประเด็นสภาพภูมิอากาศ แต่มีเพียงร้อยละ 34 ที่ได้รับโอกาสนั้นจริง ข้อมูลนี้สอดคล้องกับรายงาน ‘จากรุ่นสู่รุ่น ในโลกใบเดียวกัน’ (Between Generations, One Planet) ของยูนิเซฟเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่าแม้เยาวชนจะเป็นพลังสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ แต่พวกเขายังมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจน้อยเกินไป

 

เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชนมากขึ้น ยูนิเซฟจึงได้จัดทำ แคมเปญ #CountMeIn 2025 ‘จากเหนือจรดใต้ ทุกเสียงของเด็กมีความหมาย: รับฟัง ลงมือทำ รับมือโลกรวน’ ซึ่งมุ่งส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีบทบาทมากขึ้นในการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ โดยได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมจากทุกภาคส่วนของสังคม นอกจากนี้ ยูนิเซฟยังสนับสนุนให้ชัยรัตน์, นันท์นภัส และตัวแทนเยาวชนไทย ได้นำเสียงและข้อเสนอของพวกเขาไปสู่การประชุม COP30 เพื่อให้มุมมองของเด็กและเยาวชนไทยได้รับการสะท้อนในเวทีเจรจาระดับโลก

 

เลโอนาร์ดีเน้นย้ำว่า การเปิดโอกาสให้เยาวชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ไม่เพียงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน โดยเด็กและเยาวชนคือผู้อยู่แนวหน้าของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ มุมมองและภาวะผู้นำของพวกเขามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างประเทศไทยที่มีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต

 

ภาพ: ยูนิเซฟ ประเทศไทย

 

อ้างอิง:

  • ยูนิเซฟ ประเทศไทย

The post เยาวชนไทยเสนอ 6 ข้อเรียกร้องเร่งด่วน ก่อน COP30 เปิดฉาก หวังผู้นำเร่งดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อโลกทะลุ 1.5 องศา COP30 คือสัญญาณเตือนสุดท้าย ก่อน ‘หายนะ’ ทางภูมิอากาศ https://thestandard.co/cop30-climate-catastrophe-warning/ Mon, 10 Nov 2025 05:59:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1141567 เมื่อโลกทะลุ 1.5 องศา COP30 คือสัญญาณเตือนสุดท้าย ก่อน ‘หายนะ’ ทางภูมิอากาศ

‘หายนะ’ หรือ ‘ทางออก’ คือสถานการณ์เส้นบางๆ ที่อาจเกิดขึ […]

The post เมื่อโลกทะลุ 1.5 องศา COP30 คือสัญญาณเตือนสุดท้าย ก่อน ‘หายนะ’ ทางภูมิอากาศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อโลกทะลุ 1.5 องศา COP30 คือสัญญาณเตือนสุดท้าย ก่อน ‘หายนะ’ ทางภูมิอากาศ

‘หายนะ’ หรือ ‘ทางออก’ คือสถานการณ์เส้นบางๆ ที่อาจเกิดขึ้นในการประชุม COP30 ซึ่งเปิดฉากอย่างเป็นทางการ ณ เมืองเบเล็ง ประเทศบราซิล ตั้งแต่วันที่ 10 – 21 พฤศจิกายน ท่ามกลางความคาดหวังและแรงกดดันจากทั่วโลก หลังมีการเปิดเผยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในช่วงปลายปี 2024 ว่า โลกมีค่าเฉลี่ยอุณหภูมิทะลุ 1.5 องศา ซึ่งเป็นตัวเลขเกินกว่าขีดจำกัดตามที่ ‘ข้อตกลงปารีส’ เคยตั้งไว้

 

THE STANDARD รวบรวมวาระการประชุม ประเด็นที่น่าสนใจ รวมถึงความหวังเฮือกสุดท้ายของโลกในการจัดการวิกฤตโลกเดือดมาสรุปไว้ที่นี่

 

การประชุม COP คืออะไร

 

COP เป็นการประชุมของสมาชิกประเทศในภาคีสนธิอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (U.N. Framework on Climate Change Convention: UNFCCC) โดยมีการลงนามตั้งแต่ปี 1992 เป็นต้นมาว่า ทุกประเทศต้องร่วมกันขับเคลื่อนประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกอย่างแข็งขัน

 

ทั้งนี้ หลักการสำคัญในภาคีสนธิสัญญาที่ยึดถือร่วมกัน คือ ‘Common But Differentiated Responsibilities’ (CBDR) ซึ่งหมายความว่า ทุกประเทศในโลกต้องรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะหากเป็นประเทศพัฒนา ก็ต้องแบกรับความรับผิดชอบมากกว่าประเทศกำลังพัฒนา (เพราะมีส่วนสำคัญในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สร้างความร่ำรวยให้กับตนเอง)

 

อย่างไรก็ดี การประชุม COP ในแต่ละปี ยังมีไฮไลต์สำคัญนอกเหนือจากประเด็นสภาพภูมิอากาศ เช่น ภูมิรัฐศาสตร์หรือการเงินโลก โดยมีผู้เข้าร่วมทั้งผู้นำระดับโลก นักวิทยาศาสตร์ องค์กรที่ไม่ใช่ภาครัฐ ภาคประชาสังคม และตัวแสดงที่เกี่ยวข้องกับวิกฤตครั้งนี้ ซึ่งคาดว่า ปี 2025 จะมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 5 หมื่นคน

 

COP30 มีความสำคัญอย่างไร

 

ชื่อของ COP30 มาจากจำนวนครั้งของการประชุมตั้งแต่ปี 1995 เป็นต้นมา โดยในปี 2025 ประเทศบราซิลได้เป็นเจ้าภาพตามวาระหมุนเวียน ซึ่งใช้เมืองเบเล็งเป็นสถานที่การประชุม โดย อังเดร กอร์เรอา ดู ลาโก (André Corrêa do Lago) ประธาน COP30 ระบุว่า สาเหตุที่ต้องใช้สถานที่นี้ เพราะต้องการให้ผู้นำโลกเผชิญ ‘วิกฤตทางสภาพภูมิอากาศ’ อย่างตรงไปตรงมา

 

เบเล็งคือเมืองที่เผชิญความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อมสูง โดยพื้นที่ 40% ของเมืองตั้งอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ถือเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ยากจนของประเทศ อีกทั้งยังเป็นเมืองปากแม่น้ำแอมะซอน ป่าริมฝนเขตร้อนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทำหน้าที่เป็น ‘ปอดโลก’ ดูดซับมลพิษ แต่กลับเผชิญความเปราะบางสูง จากการถูกทำลายทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศ เช่น การตัดไม้ทำลายป่า การทำเหมือง การทำฟาร์ม และการสกัดเชื้อเพลิงฟอสซิล

 

นอกจากนี้ COP30 ยังมีชื่อเล่นอื่นๆ เช่น the Forest COP หรือ COP of Truth โดยรัฐบาลบราซิลภายใต้ ลูลา ดา ซิลวา ยืนยันว่า การประชุมครั้งนี้จะมีความหลากหลายและเปิดกว้างต่อกลุ่มเปราะบาง เช่น การให้ชนพื้นเมืองเข้ามานั่งร่วมพูดคุย หรือเปิดกว้างให้กลุ่มนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทำการประท้วง หรือแสดงความคิดเห็น ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดหายในการประชุมครั้งก่อนๆ ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอียิปต์ ที่จำกัดเสรีภาพการแสดงออก

 

COP30 มีวาระอะไรน่าจับตามองบ้าง

 

อันที่จริง การประชุม COP30 เกิดขึ้นท่ามกลางคำวินิจฉัยของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice: ICJ) ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศโลกที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ คือ ภัยคุกคามเร่งด่วน โดยการมีสิ่งแวดล้อมที่สะอาด และยั่งยืน เป็น ‘สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน’ ของมนุษยชาติ ซึ่งตอกย้ำมติของสมัชชาใหญ่ (UNGA) ในปี 2022 อันมีผลให้รัฐภาคีในสนธิสัญญาที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน เช่น ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights: UDHR) มีพันธกรณีต้องปฏิบัติตามในเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย

 

การประชุมครั้งนี้จึงเป็นทั้งโอกาสพิเศษ และการผลักดันให้วาระดังกล่าวเกิดขึ้นได้จริง รวมถึงอยู่ในวงกว้างมากขึ้น เช่น การสนับสนุนให้ภาคธุรกิจและสถาบันทางการเงิน ดำเนินมาตรการหรือสร้างกฎระเบียบที่เชื่อมโยงกับคำตัดสินครั้งนี้

 

อย่างไรก็ดี วาระหลักของการประชุม COP30 คือ การหาทางออกจากวิกฤตโลกเดือด โดยในช่วงที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกมีตัวเลขมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียส เกินขีดจำกัดที่กำหนดไว้ตามข้อตกลงปารีส และหากไม่มีการจัดการ อุณหภูมิโลกอาจพุ่งสูง 2.3-2.8 องศาเซลเซียส ซึ่งระบบนิเวศอาจล่มสลาย มนุษย์อาศัยอยู่ไม่ได้ เพราะโลกเผชิญอุทกภัย และความร้อนจัด

 

บราซิลในฐานะเจ้าภาพจึงตั้งใจใช้เวทีการประชุมครั้งนี้ตอกย้ำปัญหา และประกาศว่า การแก้ไขวิกฤตโลกเดือดคือภารกิจร่วมกันของมนุษยชาติ (Collective Task หรือ Mutirão ในภาษาพื้นเมือง) โดยมีแผนงานสืบเนื่อง คือ การระดมทุน 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2035 ซึ่งเป็นโปรเจกต์ต่อเนื่องจาก COP29 เพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา และผลักดัน ‘การเปลี่ยนผ่านอย่างยุติธรรม’ ให้กับโลก

 

นอกจากนี้ การประชุม COP30 ยังเกิดขึ้นในช่วงครบรอบ 10 ปี ที่ข้อตกลงปารีสเกิดขึ้น ซึ่งในสนธิสัญญาระบุให้รัฐภาคีต้องปรับปรุงเนื้อหา ‘กรอบการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด’ (Nationally Determined Contributions: NDCs) ในทุก 5 ปี หรือแผนงานที่ระบุว่า แต่ละประเทศมีเจตนารมณ์ที่จะปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อทำให้อุณหภูมิต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียสได้อย่างไร โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่า ปริมาณก๊าซต้องลดลง 60% ภายในปี 2035

 

อย่างไรก็ดี รัฐบาล 95% ในภาคีไม่ได้ส่งกรอบเนื้อหาภายใต้เงื่อนเวลาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 แม้จะขยายเวลาจนถึงเดือนกันยายนที่ผ่านมา แต่มีเพียง 60 กลุ่มที่ส่งกรอบดังกล่าว

 

มีการคาดการณ์ว่า การประชุมครั้งนี้จะไม่ราบรื่นเหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา เพราะแต่ละประเทศต้องเจรจาต่อรองตามผลประโยชน์แห่งชาติ ซึ่งมักเกิดความขัดแย้ง และหยุดชะงักกลางคัน

 

COP30 ไร้เงาสหรัฐฯ หนึ่งในมหาอำนาจที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลก

 

ตามรายงานในหน้าสื่อ รัฐบาลสหรัฐฯ จะไม่ส่งผู้แทนเข้าร่วมการประชุม COP30 หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดี สหรัฐฯ ประกาศจุดยืนต่อต้านประเด็นการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ พร้อมถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีสอย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม 2026

 

อย่างไรก็ดี บทวิเคราะห์ How the US could shape the COP30 climate summit without even being there ของ CNN เชื่อว่า แม้ทรัมป์จะไม่เดินทางมาเข้าร่วม แต่สหรัฐฯ ก็ยังคงมีอิทธิพลอย่างมากในเวทีการประชุมดังกล่าว โดยเฉพาะการให้โทษกับหลายประเทศที่เข้าร่วมการประชุม หรือยอมรับข้อตกลงเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยการใช้มาตรการกีดกันทางการค้า

 

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า จุดยืนของทรัมป์ที่ไม่ลงรอยกับประเด็นสิ่งแวดล้อม อาจทำให้เป็นอุปสรรคต่อการผลักดันวาระสำคัญในประชุม เช่น การที่สหรัฐฯ สนับสนุนการใช้พลังงานฟอสซิล ได้ลดแรงจูงใจให้ชาติ อื่นๆ ทำตามแผนงานลดก๊าซเรือนกระจกภายในปี 2035

 

ทั้งนี้คาดว่า ดาวเด่นในการประชุม COP30 คือ ประเทศกลุ่มซีกโลกใต้ (Global South), ประเทศหมู่เกาะที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโลกเดือดโดยตรง หรือกลุ่มประเทศมหาอำนาจ G7 และ BASIC โดยเฉพาะจีน แม้ สีจิ้นผิง ผู้นำสูงสุดไม่ได้เดินทางมาเข้าร่วมประชุมด้วยตนเอง แต่ก็พยายามเล่นบทบาทผู้นำสิ่งแวดล้อมอย่างแข็งขันแทนสหรัฐฯ

 

‘ตัดไม้ทำลายป่า ปูทางให้คนรวย’ เสียงวิจารณ์อีกด้านจาก COP30

 

แม้มีการปูทางให้ COP30 เป็นวาระจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมของโลก แต่การประชุมครั้งนี้มีข้อวิจารณ์มากมายที่ตามมา เช่น กรณีรัฐบาลบราซิลสั่งให้มีการทำถนนเพื่อบรรเทาสถานการณ์รถติดจากการประชุม โดยต้องตัดต้นไม้ในป่าอะแมซอนมากกว่า 400 ตารางกิโลเมตร ซึ่งนักเคลื่อนไหวและนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมองว่า เป็นการกระทำที่ขัดต่อวัตถุประสงค์ของการประชุม

 

นอกจากนี้ ยังมีหลายฝ่ายตั้งคำถามถึงศักยภาพของเมืองเบเล็งในการรองรับแขกบ้านแขกเมือง ซึ่งเผชิญกับภาวะขาดแคลนที่อยู่อาศัย และมีค่าครองชีพราคาแพง ทำให้เจ้าของที่และบริษัทเช่าอสังหาริมทรัพย์เก็บค่าที่พักสูงถึงหลักแสน เช่น แฟลตอะพาร์ตเมนต์ 1 ห้อง ราคาเพิ่มขึ้นถึง 15,266 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 4.9 แสนบาท) จากเดิมที่ราคา 158 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 4,902 บาท) ขณะที่มีรายงานว่า เจ้าของที่บางรายไล่ผู้เช่าเดิมออก เพื่อแสวงหากำไรกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

 

ภาพ: Adriano Machado / Reuters

อ้างอิง:

The post เมื่อโลกทะลุ 1.5 องศา COP30 คือสัญญาณเตือนสุดท้าย ก่อน ‘หายนะ’ ทางภูมิอากาศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดีอีและ BDI ดันเชียงใหม่ เมืองต้นแบบอากาศสะอาด ปฏิรูปใช้ Big Data แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ก่อนปูทางใช้ทั้งประเทศ https://thestandard.co/chiang-mai-big-data-pm25-model/ Mon, 20 Oct 2025 11:40:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1133035 COVER - Chiang Mai Big Data PM25 Model

ก่อนหน้านี้เรามักได้ยินหรือพบเห็นชื่อของ ‘เชียงใหม่’ ปร […]

The post ดีอีและ BDI ดันเชียงใหม่ เมืองต้นแบบอากาศสะอาด ปฏิรูปใช้ Big Data แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ก่อนปูทางใช้ทั้งประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
COVER - Chiang Mai Big Data PM25 Model

ก่อนหน้านี้เรามักได้ยินหรือพบเห็นชื่อของ ‘เชียงใหม่’ ปรากฏตามหน้าสื่อในฐานะเมือง / จังหวัดที่ประสบปัญหาด้านฝุ่นพิษ PM2.5 อยู่เป็นประจำ ตัวอย่างกรณีล่าสุดคือ เคสในช่วงเดือนมีนาคม 2568 ที่ผ่านมา ที่พวกเขาติดลำดับ 3 เมืองที่มีปริมาณฝุ่นเกินมาตรฐานของโลกจากการเปิดเผยของ IQAir มาแล้ว

 

แม้ทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะพยายามเร่งแก้ปัญหาดังกล่าว เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน พลเมืองในพื้นที่กันอย่างเต็มกำลัง แต่ถึงอย่างนั้นก็ดี ปัญหาที่เกิดขึ้นก็ยังดูเป็นอุปสรรคคุณภาพความเป็นอยู่ที่ดีที่ไม่สามารถจัดการได้อย่างเด็ดขาด และแก้ไขได้ภายในระยะเวลาชั่วข้ามคืนอยู่ดี

 

จนเมื่อเร็ว ๆ นี้ เราก็ได้เห็นความพยายามจากหน่วยงานรัฐอีกครั้งเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษให้สำเร็จให้ได้ ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้การผลักดันของ สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กับการนำเทคโนโลยีอย่าง Big Data เพื่อมาช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าว

 

Envi Link ต้นแบบแพลตฟอร์มสิ่งแวดของประเทศไทยกับการปฏิรูปทดลองใช้งานจริงกับ ‘เชียงใหม่’

 

สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เปิดตัว ‘Envi Link’ ในฐานะแพลตฟอร์มด้านสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ซึ่งถือเป็นการนำเทคโนโลยี Big Data ผ่านการเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลจากกว่า 30 หน่วยงานทั่วประเทศ รวมมากกว่า 200 ชุดข้อมูล มายกระดับแนวทางการบริหารจัดการปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ให้เกิดประสิทธิภาพและได้ผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง

 

ในระยะแรกนี้ สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่จะนำร่องใช้งาน Envi Link กับจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อทดลองจัดการสิ่งแวดล้อมด้วยข้อมูล และยกระดับคุณภาพอากาศ คุณภาพชีวิต และความยั่งยืนของเมืองในระยะยาว เนื่องจากเชียงใหม่ถือเป็นเมืองที่มีความท้าทายด้านฝุ่นพิษ PM2.5 ของประเทศไทยต่อเนื่องยาวนานหลายปี

 

ศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า การมีระบบข้อมูลที่เชื่อมโยงอย่าง Envi Link เข้ามาช่วยสนับสนุนจะเปรียบเสมือ ‘จุดเปลี่ยนสำคัญของการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในพื้นที่’ เพราะจะช่วยให้เชียงใหม่มีข้อมูลเชิงลึกและแม่นยำมากขึ้นในการประเมินสถานการณ์ วางแผน และออกมาตรการได้อย่างทันท่วงที

 

โดยเฉพาะการใช้ Data Dashboard เพื่อให้ผู้บริหารสามารถติดตามสถานการณ์จริงในแต่ละพื้นที่ได้แบบเรียลไทม์ พร้อมวิเคราะห์แนวโน้มและประเมินผลการดำเนินงานจากหลักฐานในเชิงข้อมูล (data-driven decision) ได้อย่างเป็นระบบ

 

CONTENT-

ศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่

 

“ความร่วมมือระหว่างจังหวัดกับ BDI ในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการนำเทคโนโลยีข้อมูลมาช่วยแก้ปัญหาฝุ่นควัน แต่ยังเป็นต้นแบบของ ‘เมืองอากาศสะอาด’ ที่ภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และภาคประชาชนจะสามารถใช้ข้อมูลเดียวกันในการติดตามสถานการณ์และร่วมกันวางแผนป้องกันปัญหาได้อย่างมีส่วนร่วม ถือเป็นการยกระดับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมเชิงรุก ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลจริงและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน”

 

ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI กล่าวถึงการเปิดตัว Envi Link ในครั้งนี้ว่า “BDI มุ่งมั่นใช้พลังของข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาเป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมในทุกมิติ

 

CONTENT-2

ศาสตราจารย์ ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน)

 

“รวมถึงการจัดการสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นรากฐานของคุณภาพชีวิตและความยั่งยืนของประเทศ การเชื่อมโยงข้อมูลกว่า 200 ชุดผ่านแพลตฟอร์ม Envi Link จะกลายเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างระบบข้อมูลกลางที่เชื่อมโยงหน่วยงานต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ทั้งภาครัฐ นักวิจัย ภาคธุรกิจ และชุมชน เพื่อให้เกิดการตัดสินใจเชิงนโยบายที่แม่นยำและตรงจุด”

 

CONTENT-3

 

ทำไม Envi Link ถึงจะกลายเป็น Game Changer ที่สำคัญของการแก้ไขปัญหาฝุ่นในระยะยาวของประเทศไทย?

 

อย่างที่มีการเปิดเผยไปในก่อนหน้านี้ว่า สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะเชื่อมโยงข้อมูลมากกว่า 200 ชุดเข้าด้วยกันนั้น

 

ข้อมูลที่ว่า หลัก ๆ แล้วจะเป็น Source ข้อมูลต้นกำเนิดของฝุ่นควันที่ครอบคลุมในทุกมิติ ตัวอย่างเช่น

 

  • ปริมาณค่าฝุ่น
  • จุดความร้อนในพื้นที่
  • พื้นที่เผาไหม้
  • การขอใช้ไฟในระบบ Fire-D
  • สถานการณ์ผู้ป่วยจากมลพิษทางอากาศ
  • ข้อมูลจากเซ็นเซอร์ตรวจวัดคุณภาพอากาศของหน่วยงานต่าง ๆ
  • ฯลฯ

 

การ Pool รวมข้อมูลเหล่านี้ผ่าน Envi Link เพื่อจัดทำ Dashboard ในการมอนิเตอร์ปัญหาฝุ่นพิษได้แบบเรียลไทม์จะมีส่วนสำคัญในการช่วยให้ผู้บริหารและหน่วยงานในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลที่อัปเดตและเชื่อมโยงกันได้แบบทันสถานการณ์

 

ซึ่งจะนำไปสู่การบริหารจัดการปัญหาได้อย่างแม่นยำและทันท่วงที และได้รับการผลักดันต่อยอดให้เป็นแพลตฟอร์มฐานข้อมูลกลาง เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ตามความเห็นที่ประชุมคณะทำงานพัฒนาแพลตฟอร์มฐานข้อมูลกลางเพื่อสนับสนุนมาตรการลดมลพิษทางอากาศ (ฝุ่นละออง PM2.5)

 

ในอนาคต สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่มีแผนจะร่วมมือกับกลุ่มนักวิจัยในพื้นที่เพื่อขยายผลการใช้งานแพลตฟอร์ม Envi Link ไปยัง 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ก่อนจะต่อยอดไปสู่การสร้างระบบข้อมูลสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงกันในระดับภูมิภาคและทั้งประเทศเพื่อสนับสนุนการวางนโยบายเชิงพื้นที่ การบริหารจัดการไฟป่า และการลดปริมาณฝุ่น PM2.5 อย่างยั่งยืน

 

ทั้งยังรวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบเศรษฐกิจเพื่อวางนโยบายในการจัดการกับปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นรูปธรรม เช่น การติดตามพื้นที่เผาไหม้ตามชนิดพืชเศรษฐกิจจากภาพถ่ายดาวเทียม การแนะนำพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงในการปรับเปลี่ยนพืชในพื้นที่

 

ซึ่งข้อมูลในส่วนนี้จะมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เพราะจะสามารถนำไปใช้วางแผน กำหนดนโยบายเชิงรุก ควบคุมด้านเศรษฐกิจและการทำการเกษตรอย่างจริงจังเพื่อลดการเผาให้ได้อย่างยั่งยืนนั่นเอง

 

“การดำเนินงานในจังหวัดเชียงใหม่ไม่เพียงเป็นจุดเริ่มต้นของการบูรณาการข้อมูลสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวสำคัญของการขับเคลื่อน Smart Environment ภายใต้นโยบายเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ของรัฐบาล ที่มีมีเป้าหมายเพื่อให้ข้อมูลกลายเป็นเครื่องมือสำคัญออกแบบนโยบาย การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนอย่างยั่งยืนในทุกมิติ” ศาสตราจารย์ ดร.ธีรณี กล่าวทิ้งท้าย

The post ดีอีและ BDI ดันเชียงใหม่ เมืองต้นแบบอากาศสะอาด ปฏิรูปใช้ Big Data แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ก่อนปูทางใช้ทั้งประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รายงานใหม่ UNICEF ชี้ เยาวชนไทยกำลังลุกขึ้นสู้กับโลกรวน แต่ยังไร้สิทธิ์ร่วมตัดสินใจ https://thestandard.co/unicef-report-thai-youth-climate-voice/ Mon, 29 Sep 2025 05:57:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1124233 UNICEF

รายงานฉบับใหม่ของ UNICEF เผยว่า เด็กและเยาวชนไทยกำลังก้ […]

The post รายงานใหม่ UNICEF ชี้ เยาวชนไทยกำลังลุกขึ้นสู้กับโลกรวน แต่ยังไร้สิทธิ์ร่วมตัดสินใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
UNICEF

รายงานฉบับใหม่ของ UNICEF เผยว่า เด็กและเยาวชนไทยกำลังก้าวขึ้นมาเป็นพลังสำคัญในการต่อสู้กับวิกฤตสภาพภูมิอากาศทั้งในระดับประเทศและท้องถิ่น แต่เสียงของพวกเขากลับถูกละเลย ไม่ได้รับการสนับสนุน และบางครั้งยังเผชิญกับการคุกคาม รายงาน ‘จากรุ่นสู่รุ่น ในโลกใบเดียวกัน’ (Between Generations, One Planet) ที่เผยแพร่ล่าสุด ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ UNICEF เปิดตัว แคมเปญ #CountMeIn 2025 จากเหนือจรดใต้ ทุกเสียงของเด็กมีความหมาย: รับฟัง ลงมือทำ รับมือโลกรวน ซึ่งมุ่งส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีบทบาทมากขึ้นในการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ โดยได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมจากทุกภาคส่วนของสังคม

 

รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นจากงานวิจัยเชิงลึกและการรวบรวมความคิดเห็นของเยาวชนจากกว่า 110 องค์กรทั่วประเทศ โดยพบว่า แม้เยาวชนจะมีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวด้านสภาพภูมิอากาศ เช่น การสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน การสร้างการตระหนักรู้ และการผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบาย แต่พวกเขามักถูกกันออกจากกระบวนการตัดสินใจที่สำคัญ เยาวชนจำนวนมากยังขาดพื้นที่ปลอดภัย ทรัพยากรและงบประมาณในการดำเนินกิจกรรม นอกจากนี้ เด็กและเยาวชนจากชุมชนชายขอบหรือพื้นที่ชนบท โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์และเด็กพิการ มักถูกละเลยจากเวทีในระดับประเทศ รายงานยังชี้ว่า เด็กและเยาวชนบางส่วนรู้สึกไม่ปลอดภัยเมื่อออกมาแสดงความคิดเห็น ซึ่งทั้งหมดนี้ตอกย้ำความจำเป็นเร่งด่วนในการคุ้มครองและสร้างโอกาสให้พวกเขามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

 

เซเวอรีน เลโอนาร์ดี รักษาการผู้อำนวยการ องค์การ UNICEF ประเทศไทย กล่าวว่า “เด็กและเยาวชนไม่ได้เป็นเพียงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้วย” 

 

“รายงานและแคมเปญนี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เยาวชนไม่เพียงต้องได้รับการรับฟัง แต่ต้องได้รับการสนับสนุน การคุ้มครอง และการเสริมพลังให้มีส่วนร่วมในการออกแบบแนวทางที่โลกต้องการอย่างเร่งด่วน”

 

ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 30 ของดัชนีความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศโลกปี 2025 ขณะเดียวกัน รายงานของ UNICEF ในปี 2023 ระบุว่า เด็กในประเทศไทยต้องเผชิญกับความเสี่ยงสูงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม โดยภัยแล้ง คลื่นความร้อน และน้ำท่วมส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเด็กยากจนและกลุ่มเปราะบางมากที่สุด

 

แคมเปญ #CountMeIn ปีนี้มาพร้อมแนวคิด “เสียงของเด็ก พลังของเด็ก” โดยชูพลังการขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อมของเด็กและเยาวชนทั่วประเทศตั้งแต่เหนือจรดใต้ ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงการต่อสู้อย่างไม่ลดละที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับชุมชน  เพื่อย้ำว่า ทุกเสียงและการลงมือทำของเด็กและเยาวชนล้วนมีความหมาย

 

ทั้งนี้ แคมเปญ #CountMeIn 2025 จากเหนือจรดใต้ ทุกเสียงของเด็กมีความหมาย: รับฟัง ลงมือทำ รับมือโลกรวน ยังหยิบยกเรื่องราวของตัวแทนเยาวชน 3 คนที่มาร่วมสร้างแรงบันดาลใจ ได้แก่

 

 

สิริกานต์ เส่งหล้า อายุ 18 ปี เยาวชนชาติพันธุ์ม้งจากจังหวัดเชียงใหม่ ผู้เคยประสบเหตุการณ์ดินถล่มครั้งใหญ่ที่ทำให้หมู่บ้านถูกตัดขาดจากอาหาร น้ำ และไฟฟ้านานหลายวัน “เป็นประสบการณ์ที่น่ากลัวที่สุดในชีวิต ทุกครั้งที่ฝนตกหนัก หนูจะเก็บตัวอยู่ในบ้าน กังวลและกลัวว่ามันจะเกิดขึ้นอีก แต่การได้เรียนรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้หนูมีความหวังมากขึ้น  หนูพยายามบอกเล่าความรู้นี้ให้คนในหมู่บ้านเข้าใจว่า เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้เกิดจากเจ้าป่าเจ้าเขาลงโทษ แต่คือปัญหาสภาพอากาศที่เราต้องเตรียมรับมือร่วมกัน”

 

 

ปัณณ์พิตรา ภูธร อายุ 22 ปี หนึ่งในสมาชิกคณะกรรมการที่ปรึกษาเยาวชนของยูนิเซฟจากจังหวัดร้อยเอ็ด ต้องเผชิญทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมที่ทำลายผลผลิตทางการเกษตรของครอบครัวตั้งแต่ยังเด็ก เธอต้องทำงานเพื่อช่วยเหลือครอบครัวและเป็นทุนการศึกษาให้ตนเอง “ทุกคนมีส่วนในการปล่อยคาร์บอน สิ่งสำคัญคือการตระหนักว่าทุกการกระทำของเราส่งผลต่อโลก เราสามารถเลือกที่จะทำสิ่งที่ช่วยหรือทำร้ายโลกก็ได้ โลกไม่ได้ต้องการความสมบูรณ์แบบ แต่ต้องการคนที่พร้อมลงมือทำ และหนูเลือกการใช้ซ้ำ โดยเริ่มจากเรื่องใกล้ตัว เช่น เสื้อผ้า”

 

 

ไครียะห์ ระหมันยะ อายุ 23 ปี หรือที่รู้จักในชื่อ ‘ลูกสาวแห่งทะเล’ เคยเป็นข่าวดังจากการลุกขึ้นคัดค้านการทำลายชายฝั่งบ้านเกิดในจังหวัดสงขลาตั้งแต่วัยรุ่น “เคยมีคนบอกเราว่า ‘จุ้นจ้านน่ะ เป็นเด็กก็ไปตั้งใจเรียนไป’ เราได้แต่ยิ้ม ไม่ได้พูดอะไรกลับไปต่อหน้า แต่พูดกับสาธารณะว่า ‘ถึงจะเป็นเด็ก แต่เราดื่มกินอยู่กับฐานทรัพยากรที่บ้าน หายใจอากาศบริสุทธิ์ เราเลยมีสิทธิที่จะปกป้อง’ มันคือหน้าที่ของทุกคนที่ต้องปกป้องอาหารปลอดภัยและอากาศบริสุทธิ์ โดยไม่ต้องแยกว่าควรเป็นใครทำ”

 

รายงาน จากรุ่นสู่รุ่น ในโลกใบเดียวกันและแคมเปญ #CountMeIn ต่างเรียกร้องให้ภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน ร่วมกันสนับสนุนโครงการที่นำโดยเยาวชน ปกป้องนักปกป้องสิ่งแวดล้อมรุ่นใหม่ และสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัย เปิดกว้าง และมีโครงสร้างชัดเจน เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการกำหนดนโยบายและการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ

 

เลโอนาร์ดี เน้นย้ำว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือ ความท้าทายที่สำคัญที่สุดของยุคเรา…หากเราอยากได้ทางออกที่ยั่งยืน เยาวชนต้องอยู่ในศูนย์กลางของการตัดสินใจ” 

 

ภาพ: Arun Roisri / UNICEF

Patipat Janthong / UNICEF

อ้างอิง: 

  • องค์การ UNICEF ประเทศไทย

 

The post รายงานใหม่ UNICEF ชี้ เยาวชนไทยกำลังลุกขึ้นสู้กับโลกรวน แต่ยังไร้สิทธิ์ร่วมตัดสินใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทย’ ความร่วมมือเพื่อใช้วิทยาศาสตร์ แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในลำปางและภาคเหนือตอนบน https://thestandard.co/pm25-research-north-thailand/ Tue, 08 Jul 2025 00:00:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1093952 พิธีลงนามโครงการมุ่งเป้าอนาคตประเทศไทย ลดปัญหา PM2.5 ภาคเหนือ โดย วช. และตัวแทนจังหวัดลำปาง

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทย […]

The post ‘มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทย’ ความร่วมมือเพื่อใช้วิทยาศาสตร์ แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในลำปางและภาคเหนือตอนบน appeared first on THE STANDARD.

]]>
พิธีลงนามโครงการมุ่งเป้าอนาคตประเทศไทย ลดปัญหา PM2.5 ภาคเหนือ โดย วช. และตัวแทนจังหวัดลำปาง

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ และจัดเสวนาในหัวข้อ ‘มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทย’ ผนึกพลังขับเคลื่อนเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประเด็นประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5 เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2025 ณ โรงแรมทรีธารา จังหวัดลำปาง

 

พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งในภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคสถาบันการศึกษา ได้มีการร่วมมือกันมองปัญหาอย่างมุ่งเป้าไปที่เรื่องสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องอากาศ ที่มีปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 สะสมในอากาศปริมาณมากทุกปี

 

 

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้กล่าวเปิดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว เพื่อประกาศเจตนารมณ์ว่า สำนักงานการวิจัยแห่งชาติกำหนดเป้าหมายหลัก 3 ประการไว้สำหรับโครงการนี้ ได้แก่ การลดจุดความร้อนหรือ Hotspot ให้ไม่เกิน 5,000 จุดต่อปี การลดจำนวนวันที่มีค่าฝุ่น PM2.5 มากเกินมาตรฐานให้ไม่เกิน 50 วันต่อปี และการลดจำนวนผู้ป่วยโรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรังหรือ COPD ให้มีไม่เกิน 1,000 คนต่อปี โดยมุ่งหวังว่าทุกหน่วยงานจะมีการร่วมมือกันเพื่อทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น

 

 

ศิรินทร์พร เดียวตระกูล รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้กล่าวถึงการดำเนินงานภายใต้โครงการว่า แบ่งการแก้ปัญหาออกเป็น 6 มิติ โดยมิติที่ 1 คือเรื่องงานวิจัยเพื่อบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่สำหรับใช้ประกอบการตัดสินใจในการแก้ปัญหาของภาคส่วนต่าง ๆ มิติที่ 2 เป็นเรื่องลดการเผาพื้นที่เกษตรกรรมผ่านงานวิจัยนวัตกรรมเพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม มิติที่ 3 คือเรื่องลดการเผาป่าและการจัดการไฟป่าโดยการร่วมมือกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มิติที่ 4 คือการลดปริมาณไอเสียจากการคมนาคมในพื้นที่เมือง มิติที่ 5 คือการลดฝุ่นข้ามชายแดนด้วยการทำข้อตกลงร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อกำหนดนโยบายร่วมกัน และสุดท้ายมิติที่ 6 เป็นมิติการสื่อสารเชิงรุกด้วยการนำข้อมูลงานวิจัยมาเผยแพร่เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ประชาชน

 

แผนงานดังกล่าว ทางสำนักงานการวิจัยแห่งชาติได้เปิดเผยว่า โครงการนี้เป็นต้นแบบที่เริ่มต้นใน 8 จังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือก่อน ประกอบไปด้วยจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน เชียงราย พะเยา แพร่ และตาก 

 

พิธีลงนามโครงการมุ่งเป้าอนาคตประเทศไทย ลดปัญหา PM2.5 ภาคเหนือ โดย วช. และตัวแทนจังหวัดลำปาง

 

การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ‘มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทย’ ผนึกพลังขับเคลื่อนเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประเด็นประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5 ในครั้งนี้แบ่งออกเป็นการลงนามจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติร่วมกับตัวแทนจากจังหวัดลำปาง และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติร่วมกับตัวแทนจากจังหวัดตาก โดยมีผู้ร่วมลงนามทั้งหมดดังนี้

 

  1. นางสาวศิรินทร์พร เดียวตระกูล รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ
  2. นายกฤษณะ พินิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง 
  3. นายสาธิต มณฑาทิพย์ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดตาก 
  4. นางสาวปิยธิดา ถิระรณรงค์ เจ้าหน้าที่เชี่ยวชาญพิเศษด้านวิเคราะห์นโยบายและแผนงานวิจัยการเกษตร ผู้แทนผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) 
  5. นายพิษณุพล ประสาน รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปาง 
  6. นางจิตรี จิวะสันติการ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดลำปาง 
  7. นางศิริพร ปัญญาเสน ประธานเครือข่ายฟ้าใส ลมหายใจลำปาง 
  8. นายวิเชษฎ ขาวละออ หัวหน้าฝ่ายอำนวยการ ผู้แทนนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดตาก 
  9. นายวิฑูรย์ ภู่ชินาพันธุ์ กรรมการสภาวัฒนธรรมจังหวัดตาก ผู้แทนประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดตาก 
  10. นายอารักษ์ อนุชปรีดา ประธานสภาลมหายใจจังหวัดตาก

 

 

นอกจากในส่วนของพิธีการลงนามบันทึกข้อตกลงและเสวนาแล้ว นักวิจัยและหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องยังมีนิทรรศการจัดแสดงผลงานวิจัยอีกด้วย ทั้งที่เป็นชิ้นงานผลิตภัณฑ์ และที่เป็นข้อมูลสำหรับนำไปวิเคราะห์ต่อ

 

 

อาทิตย์ ประทุมพวง กรรมการผู้จัดการบริษัท Sustain Innotech และนักวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นตัวแทนของทีมวิจัยที่ทำเรื่องการลด PM2.5 โดยการสร้างรายได้จากสินค้านวัตกรรม ที่เกิดจากการแปรรูปชีวมวลข้าวโพด โดยเน้นความยั่งยืนของชุมชนเป็นหลัก จากการเผยแพร่องค์ความรู้วิธีการผลิตสินค้าแปรรูปที่เพิ่มมูลค่า เช่น ปุ๋ยอินทรีย์จากซังข้าวโพด ถ่านไบโอชาร์คุณภาพสูง กรีนซีเมนต์ รวมถึงน้ำส้มควันไม้จากเปลือกหอยที่สามารถกำจัดแมลงและเพิ่มผลผลิตให้ข้าวโพดได้ ซึ่งนอกจากการสอนผลิตสินค้าแปรรูปแล้ว ทางทีมวิจัยก็ได้ช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านธุรกิจ เพื่อเพิ่มแรงกระตุ้นให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยโครงการวิจัยดังกล่าวเริ่มต้นที่จังหวัดน่านและจังหวัดเชียงใหม่เป็นหลัก แต่ในอนาคตก็มีแผนขยายผลโครงการไปยังจังหวัดอื่น ๆ เช่น ลำปางด้วย

 

นอกจากนี้ยังมีผลงานวิจัยจาก ผศ. ดร.จิตรตรา เพียภูเขียว จากภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่วิจัยเรื่องการใช้เห็ดป่าไมคอร์ไรซา เช่น เห็ดเผาะ เพื่อแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควันอย่างยั่งยืน โดยมีแนวคิดตั้งต้นมาจากพฤติกรรมของชาวบ้านที่มักจะเผาใบไม้เพื่อเห็ดจากความเข้าใจว่าการเผาป่าทำให้เกิดเห็ด แม้ว่าในความจริงแล้ว เห็ดเผาะสามารถเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ แต่มักจะถูกใบไม้จากต้นไม้ใหญ่ร่วงหล่นและกลบทับไว้ การเผาจึงไม่ได้ทำให้เกิดเห็ด เพียงแต่มันทำให้หาเห็ดได้ง่ายขึ้น ทีมวิจัยจึงส่งเสริมเกษตรกรให้สามารถปลูกเห็ดได้ด้วยตนเอง โดยการพัฒนาหัวเชื้อเห็ดเผาะด้วยวิธีการปั่นเส้นใยเพื่อเพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการแล้วจึงนำไปแจกจ่าย รวมถึงการพัฒนาหัวเชื้อเห็ดเผาะจากสปอร์เห็ดที่ชาวบ้านสามารถทำตามได้เอง โดยโครงการเริ่มต้นที่ 6 จังหวัดในภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย น่าน พะเยา และลำปาง

 

 

อีกหนึ่งนิทรรศการที่น่าสนใจเป็นงานวิจัยเชิงข้อมูลที่นำทีมโดย รศ. ดร.ธันวดี ศรีธาวิรัตน์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ที่มีการลงพื้นที่ตรวจวัดค่าประมาณสารประกอบต่าง ๆ ในอากาศจากแหล่งกำเนิดมลพิษโดยตรง เช่น โรงงานอุตสาหกรรม การขนส่งทางบก การเผาในที่โล่งและไฟป่า รวมถึงอื่น ๆ แล้วทำการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจเพื่อจัดทำบัญชีการระบายมลพิษทางอากาศในระดับจังหวัด แล้วนำข้อมูลนี้ไปใช้เพื่อประกอบการตัดสินใจแก้ปัญหาระดับจังหวัด โดยพื้นที่เป้าหมายที่ทางทีมวิจัยเลือก ได้แก่ จังหวัดลำปาง พะเยา แพร่ และน่าน

 

วิทยาศาสตร์ งานวิจัย และนวัตกรรม กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหามลพิษในสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและการใช้ชีวิตของประชาชน แม้การลงนามบันทึกข้อตกลง ‘มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทย’ ผนึกพลังขับเคลื่อนเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประเด็นประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5 จะเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น แต่ทางสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ก็ยืนยันว่าจะมีการติดตามผลเป็นระยะ ในช่วงเวลา 3 เดือน 6 เดือน และ 1 ปี จะมีการเยี่ยมเยือนทุกจังหวัดในโครงการเพื่อประเมินผลการดำเนินงาน และช่วยสนับสนุนให้การแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นไปได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ

The post ‘มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทย’ ความร่วมมือเพื่อใช้วิทยาศาสตร์ แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในลำปางและภาคเหนือตอนบน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เชียงใหม่-ลำพูน จับมือร่วมกับ วช. แก้ปัญหาน้ำและปัญหาฝุ่นด้วยงานวิจัย https://thestandard.co/chiangmai-lamphun-research-pm25-water-crisis/ Mon, 07 Jul 2025 08:58:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1093820 พิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือระหว่างเชียงใหม่-ลำพูน และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นพิษและน้ำท่วม

‘เชียงใหม่’ ถือเป็นจังหวัดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 2 […]

The post เชียงใหม่-ลำพูน จับมือร่วมกับ วช. แก้ปัญหาน้ำและปัญหาฝุ่นด้วยงานวิจัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
พิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือระหว่างเชียงใหม่-ลำพูน และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นพิษและน้ำท่วม

‘เชียงใหม่’ ถือเป็นจังหวัดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของประเทศไทย ด้วยขนาดพื้นที่ 20,107.057 ตารางกิโลเมตร และจำนวนประชากรที่อาศัยอยู่เยอะมาก จังหวัดเชียงใหม่จึงเป็นจังหวัดที่ได้รับความนิยมสำหรับการท่องเที่ยวอย่างมาก แต่อุปสรรคที่เชียงใหม่ต้องเผชิญคือ วิกฤตการณ์จากภัยธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำที่ในช่วงหน้าแล้งก็มีความแห้งแล้งอย่างมาก ในช่วงที่น้ำท่วมก็จะเห็นได้ว่าอาจเกิดน้ำท่วมได้หนักหนาสาหัส ดังเช่นที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2024 ที่ผ่านมา รวมถึงปัญหาอากาศที่ไม่สะอาดจากการสะสมของฝุ่นควัน ก็ได้สร้างผลกระทบให้กับสุขภาพของคนในพื้นที่ และกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของจังหวัด

 

ภาคเหนืออีกหลายจังหวัดก็มักจะประสบกับปัญหาทางด้านน้ำและอากาศไม่ต่างกันกับจังหวัดเชียงใหม่ อย่างเช่น ในจังหวัดลำพูน โดย วิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนได้เล่าว่า แม้จังหวัดลำพูนจะไม่ได้เป็นเป้าหมายแรกที่นักท่องเที่ยวเลือกเดินทางมา แต่ก็เป็นจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางต่อเนื่องกันมาจากการเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อภัยธรรมชาติกระทบกับการท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ ย่อมส่งผลกระทบสู่จังหวัดลำพูนด้วย

 

 

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จึงได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ พร้อมเสวนา ‘มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทยเพื่ออากาศสะอาด น้ำมั่นคง’ เพื่อผลักดันประเทศไทยให้ปลอดภัยจาก PM2.5 และน้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ตามยุทธศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2025 ณ โรงแรมเซ็นทารา ริเวอร์ไซด์ เชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

 

บรรยากาศการลงนามแก้ปัญหาน้ำและปัญหาฝุ่นด้วยงานวิจัย

 

เมื่อเดือนมีนาคม 2025 ช่างภาพข่าว THE STANDARD เดินทางไปยังบริเวณรอบอำเภอเมืองเชียงใหม่ เพื่อเก็บภาพบรรยากาศในวันที่จังหวัดเชียงใหม่ติดอันดับ 1 ใน 3 เมืองที่มีมลพิษทางอากาศสูงที่สุดในโลก จากการวัดค่าดัชนีคุณภาพอากาศจากเว็บไซต์ AQI โดยความเข้มข้นของฝุ่น PM2.5 ในหลายอำเภอเกินมาตรฐานเฉลี่ยที่ 100-200 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งผลกระทบต่อประชาชนทุกกลุ่ม และปีนี้ไม่ใช่ปีแรกที่เกิดปัญหาการสะสมของฝุ่นละอองในอากาศ แต่ในปีที่ผ่านๆ มาจังหวัดเชียงใหม่ยังเคยเป็นอันดับ 1 เมืองที่มี ‘คุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลก’ หลายครั้ง

 

 

รวมถึงในปี 2024 ที่ผ่านมา จังหวัดเชียงใหม่ก็ประสบปัญหาน้ำท่วมหนัก โดยในย่านเศรษฐกิจถูกน้ำท่วมหนักมาก ระดับน้ำที่สถานีตรวจวัด P.1 สะพานนวรัฐ ขึ้นถึง 5.28 เมตร นับเป็นระดับน้ำสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ทำลายทุกสถิติน้ำท่วมในตัวเมืองเชียงใหม่ ถือว่ากระทบหนักสุดในรอบ 50 ปี ทำให้จังหวัดเชียงใหม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเยียวยา รวมถึงค่าล้างโคลนมากถึง 1,200 ล้านบาท

 

นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้กล่าวว่า “ผมรู้สึกขอบคุณที่สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. เลือกจังหวัดเชียงใหม่เป็นพื้นที่ดำเนินการในการขับเคลื่อนเป้าหมายตามยุทธศาสตร์วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) ในประเด็น ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM.25 เป้าหมาย 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน เพราะเชียงใหม่จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์” เนื่องจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งในการหาวิธีการแก้ไขปัญหาในเรื่องฝุ่น PM2.5 รวมทั้งยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้การรับมือกับภัยน้ำท่วมและน้ำแล้งได้ดีขึ้นด้วย เป็นการประหยัดงบประมาณแล้วเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการให้มากขึ้น

 

พิธีลงนามข้อตกลงในวันที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมานั้น มีการลงนามข้อตกลงสำหรับทั้ง 2 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูน โดยผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการเซ็นข้อตกลงสำหรับจังหวัดเชียงใหม่ประกอบไปด้วย

 

  1. ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ 
  2. นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ 
  3. อนันต์ เพ็ชรหนู ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ภาค 1 
  4. ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) 
  5. วีรยุทธ ปิ่นแก้ว รองปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ 
  6. ชัชวาล ทองดีเลิศ ประธานสภาลมหายใจจังหวัดเชียงใหม่ 
  7. วัลลภ นามางศ์พรหม รองประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่

 

พิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือระหว่างเชียงใหม่-ลำพูน และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นพิษและน้ำท่วม

 

ส่วนการเซ็นข้อตกลงสำหรับจังหวัดลำพูนประกอบไปด้วย

 

  1. ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ
  2. วิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน 
  3. อนันต์ เพ็ชรหนู ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ภาค 1 
  4. ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) 
  5. วีระเดช ภู่พิสิฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน 
  6. พงษ์เทพ มนัสตรง ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน 
  7. ภาณุพงศ์ ไชยวรรณ์ ประธานสภาลมหายใจจังหวัดลำพูน

 

 

วิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน กล่าวไว้ว่า “พื้นที่การเกษตรของจังหวัดลำพูนมีประมาณ 800,000 ไร่ แต่ได้งบประมาณการไถกลบมาแค่ 300 กว่าไร่เท่านั้น จึงต้องมีการผนึกกำลังขับเคลื่อนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม” เห็นได้ว่า เรื่องการจัดสรรงบประมาณยังคงเป็นปัญหากับการดำเนินการแก้ไขมลพิษทางอากาศ เพราะงบประมาณจากภาครัฐที่ไม่เพียงพอต่อการไถกลบ ทำให้ภาคเอกชนในด้านเกษตรกรรมกลับมาทำการเผาพื้นที่การเกษตรจนเกิดฝุ่นควัน การแก้ปัญหาเพื่อผลักดันให้ภาคเหนือมีอากาศสะอาดสำหรับหายใจ จึงต้องเกิดจากความร่วมมือของหลายฝ่ายในการหาวิธีอื่นในการแก้ปัญหา

 

ส่วนในเรื่องของปัญหาน้ำ รศ. ชูโชค อายุพงศ์ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นในตัวแทนของฝั่งนักวิจัยก็เปิดเผยว่า ความแม่นยำของระบบพยากรณ์น้ำท่วม มีการปรับปรุงไปเรื่อยๆ โดยในส่วนการพยากรณ์นั้นบอกว่าปริมาณน้ำจะมีมากเท่าไหร่ แต่สิ่งสำคัญที่การเตือนภัยทุกจังหวัดขาดคือการบอกความเสี่ยงให้ประชาชนแต่ละพื้นที่ว่าเสี่ยงขนาดไหน และน้ำจะท่วมสูงขนาดไหน เพื่อให้ประชาชนสามารถเตรียมการรับมือ เช่น ยกของขึ้นที่สูง หรือพาผู้ป่วยติดเตียงหนีน้ำท่วมได้ทันท่วงที

 

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า “การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะมุ่งเป้าอนาคตประเทศไทย เพื่ออากาศสะอาดและน้ำมั่นคง โดยใช้เรื่องของวิทยาศาสตร์และงานวิจัย โดยจะมีการกลับเข้ามาทำงานร่วมกันเป็นระยะๆ ในรูปแบบของการติดตาม ทั้งในเชิงนโยบาย และการทำงานร่วมกันกับภาคประชาสังคมอีกหลายส่วน คาดว่าการทำความร่วมมือในครั้งนี้ทำให้เกิดเป้าหมายในการขับเคลื่อนอนาคตประเทศไปได้สำเร็จตามเจตนารมณ์”

 

นิทรรศการส่งเสริมการมุ่งเป้าอนาคตประเทศไทย

 

ภายในบริเวณจัดงานที่ โรงแรมเซ็นทารา ริเวอร์ไซด์ เชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ มีการจัดนิทรรศการจากนักวิจัย และเอกชน ซึ่งมีผลงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาน้ำและปัญหาฝุ่นในพื้นที่ภาคเหนือ ทั้งระดับจังหวัด และระดับชุมชน โดยผลงานต่าง ๆ จะเกี่ยวโยงกับการแก้ไขปัญหาในหลายจังหวัด ไม่ใช่เฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ หรือจังหวัดลำพูน

 

ผศ. ดร.ภูดินันท์ สิงห์คําฟู นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นหนึ่งในผู้จัดแสดงผลงานวิจัยพัฒนาแผนที่และข้อมูลความสูงของพื้นที่ความแม่นยำสูงพิเศษจากภาพถ่ายทางอากาศด้วยอากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรน เพื่อใช้ต่อยอดสำหรับการบริหารจัดการน้ำท่วมในจังหวัดเชียงใหม่ โดยทีมวิจัยกำลังพัฒนาแบบจำลองแผนที่สามมิติของพื้นที่น้ำท่วมในเชียงใหม่ เพื่อแทนที่แบบจำลองจากดาวเทียมที่ไม่สามารถประเมินความสูงได้ เนื่องจากสามารถบอกความสูงได้ละเอียดที่สุดแค่เพียง 1 เมตร โดยปกติแล้ววิธีการวัดความสูงของระดับน้ำเป็นการใช้ Flood Mark ที่เป็นเสาปักริมน้ำ แล้วมีขีดบอกระดับน้ำในระดับเซนติเมตร แต่ข้อมูลความสูงระดับน้ำที่วัดจาก Flood Mark สามารถรู้ได้เฉพาะในพื้นที่ที่มีการปักเท่านั้น อาจครอบคลุมไม่ไกล การวิจัยในโครงการนี้จึงสร้างแบบจำลองใน City Scale ซึ่งทีมวิจัยเริ่มต้นจากการทำแบบจำลอง 150 ตารางกิโลเมตร ในพื้นที่ 21 ตำบลในเชียงใหม่ แล้วจะมีการขยายผลต่อเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในระดับจังหวัดให้ดีมากยิ่งขึ้น

 

 

นพคุณ แก้วสิงห์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ก็มีการนำเสนอผลงานวิจัยที่สนับสนุนการลดค่า PM2.5 โดยการสร้างฐานข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์ตำแหน่งของจุดความร้อน หรือ Hotspot ซึ่งทางทีมวิจัยสามารถหาตำแหน่งได้ด้วยค่าความถูกต้องประมาณ 90% โดยตำแหน่งที่ถูกต้องจะมีประโยชน์กับเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปยับยั้งการเกิดไฟป่า เพื่อไม่ให้เกิดการลุกลาม โดยในฤดูไฟป่าในช่วงต้นปี 2025 มีการทดลองใช้งานวิจัยนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้เจ้าหน้าที่ในการควบคุมไฟป่า ทำให้ Hotspot ในพื้นที่ที่รับผิดชอบลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จนได้รับการชื่นชมจากนานาประเทศ

 

ในภาคเอกชนอย่าง HAZE Free Thailand ก็มีการนำเสนอการทำงานของบริษัท ที่จัดตั้งขึ้นมาด้วยวัตถุประสงค์ว่าต้องการเป็น วิสาหกิจเพื่อสังคมไร้ควัน โดยการขับเคลื่อนวิธีการดำเนินงานของเกษตรกรเพื่อลดการเผาที่ทำให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็กลอยขึ้นสู่อากาศ โดยการทำงานของบริษัทดังกล่าวประกอบไปด้วยโครงการปลูกป่าวนเกษตร เพื่อส่งเสริมการใช้ประโยชน์ที่ดินของเกษตรกรที่ว่างเว้น หรือเคยใช้ในการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ในการปลูกต้นไม้ที่ช่วยลดแก๊สเรือนกระจกแทน โดยโครงการนี้เคยได้รับทุนสนับสนุนจากบริษัท เซ็ท เอสอี จำกัด ที่ร่วมดำเนินงานต้นแบบการปลูกป่าที่จังหวัดน่านและจังหวัดเชียงใหม่

 

อีกส่วนที่น่าสนใจจากงานของ HAZE Free Thailand คือระบบที่ดูแลติดตามการทำงานของเกษตรกรอย่างใกล้ชิด รวมถึงมีการกำกับดูแลปริมาณการใช้ปุ๋ยด้วย ซึ่งสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) เคยเปิดเผยว่า การเผาไม่ใช่สาเหตุหลักเพียงสาเหตุเดียวที่ทำให้เกิดฝุ่น PM2.5 แต่ยังมีผลจากการคมนาคมทั้งทางบกและทางน้ำ รวมถึงการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนที่มากเกินไปจนเกิดสารประกอบไนโตรเจนลอยขึ้นไปทำปฏิกิริยาในอากาศและเกิดฝุ่นได้เช่นกัน การกำกับดูแลกระบวนการทำงานของเกษตรกรจึงเป็นการแก้ปัญหาการเกิดฝุ่นควันได้จากหลายสาเหตุ

 

 

ก้าวต่อไปของงานวิจัย เพื่ออากาศสะอาด-น้ำมั่นคง

 

การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทยเพื่ออากาศสะอาด น้ำมั่นคง” เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการมุ่งเป้าที่การแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในจังหวัดภาคเหนือจากการจับมือกันของหลายภาคส่วน การร่วมมือกันแก้ปัญหาทั้งในด้านของงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การออกนโยบายเชิงสังคม รวมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ให้ดีขึ้น ซึ่งถ้าหากพื้นที่ภาคเหนือสามารถแก้ปัญหาได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ โครงการดังกล่าวจะกลายเป็นต้นแบบให้จังหวัดอื่น ๆ เริ่มทำตาม โดยจากนี้สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จะคอยติดตามการดำเนินงานเพื่อให้ผลลัพธ์ของโครงการออกมาดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

The post เชียงใหม่-ลำพูน จับมือร่วมกับ วช. แก้ปัญหาน้ำและปัญหาฝุ่นด้วยงานวิจัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
มูลนิธิยูนุสร่วมโครงการ GLOBALSEAWEED-PROTECT หนุนความมั่นคงเศรษฐกิจสีน้ำเงินอาเซียน https://thestandard.co/globalseaweed-protect/ Sat, 31 May 2025 06:22:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1080652

มูลนิธิยูนุสมีความภาคภูมิใจในการมีส่วนร่วมในโครงการ GLO […]

The post มูลนิธิยูนุสร่วมโครงการ GLOBALSEAWEED-PROTECT หนุนความมั่นคงเศรษฐกิจสีน้ำเงินอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>

มูลนิธิยูนุสมีความภาคภูมิใจในการมีส่วนร่วมในโครงการ GLOBALSEAWEED-PROTECT ซึ่งเป็นโครงการวิจัยระดับนานาชาติครั้งสำคัญ ที่มุ่งเพิ่มความปลอดภัยและความยั่งยืนของสาหร่ายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยโครงการนี้มีกำหนดระยะเวลาดำเนินงานเป็นเวลา 3 ปี นำโดยศาสตราจารย์ Juliet Brodie จากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ (สหราชอาณาจักร) และได้รับทุนจากสภาวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพและวิทยาศาสตร์ชีวภาพ (BBSRC) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ UK Research and Innovation (UKRI) หน่วยงานด้านการให้ทุนวิจัยของสหราชอาณาจักร

 

โครงการ GLOBALSEAWEED-PROTECT เป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและวิจัยชั้นนำ เช่น สมาคมวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งสกอตแลนด์ (SAMS), มหาวิทยาลัยมาลายา, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยมาตาราม, มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ ดิลิมัน, มหาวิทยาลัยสหประชาชาติ และสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเวียดนาม ร่วมกับโครงการสาหร่ายยั่งยืนของมูลนิธิยูนุส

 

การปลูกสาหร่ายมีบทบาทสำคัญในการดำรงชีพของประชากรกว่าหนึ่งล้านคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โครงการ GLOBALSEAWEED-PROTECT ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญสำหรับชุมชนชายฝั่งเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนประกอบสำคัญของกลยุทธ์ด้านความสามารถในการปรับตัวต่อสภาพอากาศ ความมั่นคงด้านอาหาร และความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลในระดับภูมิภาคอีกด้วย

 

นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นรูปแบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืนที่ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรมหาสมุทร เพื่อการเติบโตอย่างครอบคลุม และการคำนึงถึงอนามัยสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย การเพาะปลูกสาหร่ายมีศักยภาพอย่างมากในการสร้างรายได้ให้กับชุมชนชายฝั่ง สนับสนุนเกษตรกรรายย่อย และการเพิ่มมูลค่าสินค้าอาหาร เกษตรกรรม เครื่องสำอาง และวัสดุชีวภาพ

 

โครงการ GLOBALSEAWEED-PROTECT จะมุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างสุขภาพของสาหร่ายและปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเล ควบคู่ไปกับการพัฒนาสายพันธุ์สาหร่ายที่ปรับตัวต่อสภาพอากาศและทนทานต่อโรค อีกทั้งยังมีเป้าหมายเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้ปลูกสาหร่ายทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยส่งเสริมแนวทางการทำฟาร์มที่ยั่งยืนและปลอดภัยยิ่งขึ้น

 

การมีส่วนร่วมของมูลนิธิยูนุสในโครงการ GLOBALSEAWEED-PROTECT สะท้อนให้เห็นถึงพันธกิจที่กว้างขึ้นในการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม และมีความครอบคลุมทางสังคม ในฐานะส่วนหนึ่งของโครงการริเริ่มนี้ มูลนิธิยูนุสจะนำความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจเพื่อสังคมและการมีส่วนร่วมของชุมชนชายฝั่งมาช่วยสร้างภาคส่วนเศรษฐกิจด้านสาหร่าย ที่มีความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลก และสร้างความเท่าเทียมในภาคส่วนธุรกิจมากขึ้น

 

โครงการ GLOBALSEAWEED-PROTECT เป็นการต่อยอดจากความร่วมมืออันแข็งแกร่งที่มีอยู่แล้วระหว่างพันธมิตรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และนานาชาติ โดยมุ่งเป็นต้นแบบของแนวทางที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ และมีความครอบคลุมในการปกป้องระบบนิเวศทางทะเล โครงการนี้มุ่งเน้นไปที่การสร้างความยั่งยืนในระยะยาวของการเพาะปลูกสาหร่ายทะเล ในฐานะเสาหลักของเศรษฐกิจสีน้ำเงิน โดยมุ่งจัดการกับภัยคุกคาม เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การระบาดของโรค และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ

 

ภาพ: University of Mataram Center for Marine Biorefineries

 

อ้างอิง:

The post มูลนิธิยูนุสร่วมโครงการ GLOBALSEAWEED-PROTECT หนุนความมั่นคงเศรษฐกิจสีน้ำเงินอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
มลพิษทางอากาศคร่าชีวิตเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี กว่า 100 คนต่อวัน ในเอเชีย-แปซิฟิก https://thestandard.co/toxic-air-kills-100-kids-daily/ Thu, 06 Feb 2025 12:04:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1038935

ในขณะที่กรุงเทพฯ กำลังเผชิญกับมลพิษทางอากาศในระดับที่เป […]

The post มลพิษทางอากาศคร่าชีวิตเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี กว่า 100 คนต่อวัน ในเอเชีย-แปซิฟิก appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในขณะที่กรุงเทพฯ กำลังเผชิญกับมลพิษทางอากาศในระดับที่เป็นอันตราย ส่งผลให้โรงเรียนหลายแห่งต้องหยุดและเกิดความกังวลด้านสุขภาพเป็นวงกว้าง การวิเคราะห์ล่าสุดของยูนิเซฟเผยให้เห็นถึงผลกระทบอันเลวร้ายของมลพิษทางอากาศต่อเด็กในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ซึ่งมักรุนแรงขึ้นในหลายพื้นที่โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง หรือตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนเมษายน โดยมีความเชื่อมโยงกับการเสียชีวิตของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี กว่า 100 คนในแต่ละวัน

 

การวิเคราะห์เผยให้เห็นว่าเด็กทุกคนในเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก หรือประมาณ 500 ล้านคน อาศัยอยู่ในประเทศที่มลพิษทางอากาศอยู่ในระดับที่เป็นอันตราย โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งของการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี มีความเชื่อมโยงกับมลพิษทางอากาศในครัวเรือนจากการใช้เชื้อเพลิงแข็งในการหุงต้มและให้ความร้อน 

 

ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก มีเด็ก 325 ล้านคนอาศัยอยู่ในประเทศที่ระดับฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ ฝุ่น PM2.5 เฉลี่ยต่อปีสูงกว่าระดับที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ถึง 5 เท่า และเด็ก 373 ล้านคนอาศัยอยู่ในประเทศที่มีระดับไนโตรเจนไดออกไซด์ในระดับที่เป็นอันตราย นอกจากนี้ เด็กร้อยละ 91 หรือประมาณ 453 ล้านคน อาศัยอยู่ในประเทศที่มลพิษจากโอโซนเกินค่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกกำหนด 

 

ในประเทศที่มีระดับฝุ่น PM2.5 สูงสุด มักเกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เชื้อเพลิงชีวมวล และของเสียทางการเกษตร ซึ่งไม่เพียงก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศเท่านั้น แต่ยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นปัจจัยเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอีกด้วย

 

จูน คูนูกิ ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก กล่าวว่า “ทุกลมหายใจคือชีวิต แต่สำหรับเด็กจำนวนมาก ลมหายใจอาจนำมาซึ่งอันตราย ในช่วงเวลาที่ร่างกายและสมองของเด็กกำลังพัฒนา อากาศที่พวกเขาหายใจเข้าไปกลับเต็มไปด้วยมลพิษในระดับที่เป็นอันตราย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโต ทำลายปอด และบั่นทอนพัฒนาการทางสติปัญญา”

 

เกือบ 1 ใน 4 ของเด็กอายุต่ำกว่าห้าปีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก เสียชีวิตจากสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศ โดยมลพิษทางอากาศสามารถส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพิ่มความเสี่ยงของการคลอดก่อนกำหนดและน้ำหนักแรกเกิดต่ำ เมื่อเติบโตขึ้น เด็กยังมีโอกาสเป็นโรคหอบหืด ปอดถูกทำลาย และมีพัฒนาการล่าช้า  ในขณะเดียวกัน เด็กจากครอบครัวยากจนที่อาศัยอยู่ใกล้โรงงานหรือทางหลวง ซึ่งมีระดับมลพิษสูง ยิ่งเสี่ยงต่ออันตรายนี้มากขึ้น นอกจากนี้ การสัมผัสมลพิษทางอากาศเป็นเวลานานยังเพิ่มโอกาสเกิดโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ และหลอดเลือด ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพและอนาคตของเด็กในระยะยาว

 

มลพิษทางอากาศไม่ได้กระทบต่อสุขภาพของเด็กเท่านั้น แต่ยังเพิ่มภาระให้ระบบสาธารณสุขที่มีภาระหนักอยู่แล้ว เพิ่มค่าใช้จ่าย และส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้และศักยภาพของเด็ก การขาดเรียนเนื่องจากการเจ็บป่วย การพัฒนาสมองที่ไม่เต็มที่ และความเสี่ยงต่อการปิดโรงเรียนล้วนจำกัดศักยภาพของเด็ก ในขณะที่ผู้ปกครองที่ต้องดูแลบุตรที่เจ็บป่วยอาจต้องสูญเสียรายได้ 

 

ผลกระทบทางเศรษฐกิจนั้นรุนแรง โดยธนาคารโลกประมาณการว่าในปี 2019 มลพิษจากฝุ่น PM2.5 ส่งผลให้เกิดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรและความเจ็บป่วย คิดเป็นความเสียหายต่อเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกถึงร้อยละ 9.3 ของ GDP หรือมากกว่า 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ 

 

ยูนิเซฟเรียกร้องให้รัฐบาล ภาคธุรกิจ ภาคสาธารณสุข ผู้ปกครอง และนักการศึกษา ลงมืออย่างเร่งด่วนเพื่อลดผลกระทบของมลพิษทางอากาศต่อเด็กในเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก โดยเฉพาะในด้านต่อไปนี้:

 

  • รัฐบาล ต้องเป็นผู้นำในการเสริมสร้างนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ เปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด และบังคับใช้มาตรฐานคุณภาพอากาศให้สอดคล้องกับองค์การอนามัยโลกเพื่อปกป้องสุขภาพของเด็ก

 

  • ภาคธุรกิจ ควรนำเทคโนโลยีสะอาดมาใช้ ลดการปล่อยมลพิษ และดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงความปลอดภัยและสวัสดิภาพของเด็กเป็นลำดับแรก

 

  • ภาคสาธารณสุข ควรดำเนินมาตรการเพื่อปรับปรุงการตรวจวินิจฉัยและการรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศ พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนการดำเนินงานให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

 

  • ผู้ปกครองและนักการศึกษา มีบทบาทสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้ สนับสนุนให้เกิดสภาพแวดล้อมที่สะอาดขึ้น และส่งเสริมให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา

 

ยูนิเซฟกำลังทำงานร่วมกับรัฐบาล ภาคธุรกิจ ระบบสาธารณสุข และชุมชนทั่วเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก เพื่อปกป้องเด็กจากผลกระทบที่ร้ายแรงของมลพิษทางอากาศ โดยมีโครงการสำคัญดังต่อไปนี้:

 

  • ผลักดันนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างโลกที่สะอาดและยั่งยืนยิ่งขึ้นสำหรับเด็ก

 

  • ดำเนินโครงการลดมลพิษทางอากาศในครัวเรือน เช่น ระบบระบายอากาศแบบปล่องควันและระบบทำความร้อนที่สะอาดขึ้น

 

  • ปรับปรุงการติดตามคุณภาพอากาศและการรายงานผล ด้วยโครงการติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจวัดมลพิษที่มีต้นทุนต่ำ

 

  • เสริมสร้างระบบสาธารณสุข เพื่อรับมือกับโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศ และลงทุนในระบบจัดการขยะทางการแพทย์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

  • ทำงานร่วมกับชุมชนและส่งเสริมบทบาทของเยาวชนในฐานะนักรณรงค์เพื่ออากาศสะอาด โดยช่วยสร้างความตระหนัก ตรวจสอบคุณภาพอากาศ และผลักดันนโยบายที่เข้มแข็งขึ้น

 

คูนูกิเน้นย้ำว่า “การแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศจะช่วยยกระดับสุขภาพ การศึกษา และคุณภาพชีวิตของเด็กอย่างมหาศาล และจะส่งผลดีต่อสังคมและเศรษฐกิจโดยรวม เรามีแนวทางแก้ไขอยู่แล้ว และอนาคตร่วมกันของเราขึ้นอยู่กับการนำแนวทางเหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม”

 

แฟ้มภาพ: UNICEF / UNI715048 / Janthong

อ้างอิง:

  • ยูนิเซฟ ประเทศไทย

The post มลพิษทางอากาศคร่าชีวิตเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี กว่า 100 คนต่อวัน ในเอเชีย-แปซิฟิก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฝุ่นพิษ: ภัยเงียบที่ต้องแก้ให้ตรงจุด https://thestandard.co/pm25-solution-analysis/ Mon, 03 Feb 2025 07:01:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1037590 หมอกควันฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพฯ

ช่วงนี้ไปไหนก็ได้ยินแต่คนบ่นเรื่องฝุ่น PM2.5 บางคนไอ บา […]

The post ฝุ่นพิษ: ภัยเงียบที่ต้องแก้ให้ตรงจุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมอกควันฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพฯ

ช่วงนี้ไปไหนก็ได้ยินแต่คนบ่นเรื่องฝุ่น PM2.5 บางคนไอ บางคนเจ็บคอ บางคนถึงกับเลือดกำเดาไหลเพราะอากาศแห้งและเต็มไปด้วยฝุ่น ยิ่งในกรุงเทพฯ เช้าๆ มองไปข้างหน้าก็เห็นแต่อากาศขมุกขมัว แสบจมูกทุกครั้งที่ต้องออกไปข้างนอก หลายคนเริ่มกังวลว่าต้องใช้ชีวิตอยู่กับสภาพนี้ไปอีกนานแค่ไหน

 

กรมควบคุมมลพิษออกมาเตือนว่า ในช่วงวันที่ 31 มกราคม – 4 กุมภาพันธ์ ฝุ่นยังคงอยู่ในระดับที่ต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ นี่หมายความว่าอีกหลายวันข้างหน้า คนกรุงและอีกหลายจังหวัดต้องเผชิญกับมลพิษที่เลี่ยงไม่ได้

 

มาตรการระยะสั้น: พอไหม?

 

หนึ่งในมาตรการที่รัฐบาลนำมาใช้ คือการให้ประชาชนใช้รถไฟฟ้าและรถเมล์ฟรี 7 วัน (25-31 มกราคม) เพื่อลดจำนวนรถยนต์บนถนน ซึ่งก็ดูเหมือนจะได้ผล เพราะข้อมูลจากกล้องวงจรปิดของกรุงเทพฯ พบว่าการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลลดลงประมาณ 500,000 คัน หรือ 10% จากตัวเลขเฉลี่ย 10 ล้านคันต่อวัน

 

นอกจากนี้ รัฐบาลยังออกมาตรการอื่นๆ เช่น การทำงานจากที่บ้าน (WFH) การควบคุมการเผาชีวมวล และการตรวจจับรถควันดำ แต่คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ มันพอไหม? และที่สำคัญ แก้ตรงจุดหรือเปล่า?

 

นายกฯ มองปัญหาฝุ่นอย่างไร?

 

แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD ที่เวที World Economic Forum 2025 เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ ว่า

“ฝุ่นไม่ใช่เรื่องที่เซอร์ไพรส์ เรารู้ว่ามีปัญหานี้มาตลอด ก่อนมาประชุมที่นี่ก็เรียกกระทรวงที่เกี่ยวข้องมาหารือหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรฯ รวมถึงพูดคุยกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อขอความร่วมมือกันลดฝุ่น

 

“แน่นอนว่า วันที่ฝุ่นเยอะเราไม่สามารถดีดนิ้วให้ฝุ่นหายไปได้ เราเตรียมเท่าที่ทำได้อย่างเต็มที่ เผอิญว่าวันที่เรามาที่นี่ มันเป็นช่วงที่ฝุ่นเยอะพอดี แต่เราก็ต้องสื่อสารให้คนเข้าใจ”

 

ฟังดูแล้วรัฐบาลรับรู้ปัญหา และพยายามหาทางออก แต่มาตรการที่ออกมาอาจจะยังเป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ

 

เสียงจากผู้เชี่ยวชาญ: เรากำลังแก้ผิดจุด?

 

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน TDRI มองว่า มาตรการหลายอย่างที่รัฐบาลทำ ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 จริงๆ

 

“การฉีดละอองน้ำ การขอความร่วมมืองดปิ้งย่าง หรือแม้แต่การลดการสูบบุหรี่ ไม่ได้ผิด แต่มันไม่ใช่คำตอบที่จะแก้ปัญหา PM2.5 ได้จริงๆ เพราะฝุ่นจากกิจกรรมเหล่านี้ไม่ใช่ PM2.5 แต่เป็นฝุ่นอีกประเภท”

 

เขายังชี้ให้เห็นว่า การติดตั้งหอดูดอากาศขนาดใหญ่ หรือการจำกัดรถบรรทุกให้วิ่งเฉพาะวันคู่-วันคี่ อาจมีต้นทุนสูง แต่กลับไม่ได้ช่วยลดฝุ่นพิษจากต้นเหตุหลัก

 

“เราต้องกลับไปดูต้นตอของปัญหาจริงๆ เช่น ควันจากรถยนต์ดีเซลเก่า การเผาในที่โล่ง และมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม ถ้าเราไม่แตะจุดพวกนี้ ฝุ่น PM2.5 ก็ไม่มีวันลดลง”

 

จะแก้ฝุ่นพิษให้ได้ ต้องทำอะไรบ้าง?

 

ดร.สมเกียรติ เสนอแนวทางที่สามารถทำได้จริง ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

 

  • ปรับมาตรฐานน้ำมันและไอเสีย: ยกระดับมาตรฐานน้ำมันให้เป็น Euro 5 หรือ Euro 6 และควบคุมอายุการใช้งานของรถยนต์เก่า
  • ลดการเผาชีวมวล: ส่งเสริมการใช้เครื่องจักรแทนการเผา และให้แรงจูงใจทางการเงิน เช่น คาร์บอนเครดิต
  • จัดการปัญหาข้ามพรมแดน: ฝุ่นบางส่วนมาจากเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา สปป.ลาว กัมพูชา ที่มีการเผาป่าเพื่อเตรียมพื้นที่เกษตร ไทยต้องมีมาตรการร่วมกับอาเซียนเพื่อแก้ปัญหานี้
  • บริหารจัดการซัพพลายเชนพืชเกษตร: ปัจจุบันไทยปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เอง 4-5 ล้านตันต่อปี แต่ต้องใช้ 8-9 ล้านตัน ทำให้ต้องนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน หากไทยลดการปลูกข้าวโพดและนำเข้าแทน อาจช่วยลดปัญหาการเผา

 

ประเทศไทยต้องเดินหน้าไปทางไหน?

 

ขณะที่รัฐบาลยังคงใช้มาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่น การลดค่ารถเมล์ หรือการใช้ฝนหลวง แต่ปัญหาจริงๆ อยู่ที่โครงสร้างและนโยบายระยะยาว

 

ในสิงคโปร์ บริษัทที่ซื้อวัตถุดิบจากต่างประเทศต้องรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อมด้วย ซึ่งหมายความว่า หากบริษัทในไทยต้องการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ก็ต้องพิสูจน์ว่าไม่มีการเผาทำลายป่า นี่เป็นแนวทางที่ไทยควรศึกษา

 

สัปดาห์นี้ อารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ระบุว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาออกมาตรการกำหนดให้ผู้นำเข้าข้าวโพด ต้องแสดงเอกสารยืนยันว่าไม่ใช้การเผา รวมถึงจะประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศเพื่อพูดคุยกับประเทศเพื่อนบ้าน

 

ฝุ่นพิษไม่ใช่แค่ปัญหาฤดูกาล แต่มันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ถ้าเรายังแก้กันแบบปลายเหตุ เราก็จะเจอกับฝุ่น PM2.5 ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

มาตรการชั่วคราวช่วยให้คนหายใจสะดวกขึ้นในช่วงหนึ่ง แต่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนต้องเปลี่ยนวิธีคิด ด้วยการปฏิรูปกฎหมาย ควบคุมมลพิษจากรถยนต์ โรงงาน และการเผาในที่โล่ง รวมถึงร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างจริงจัง

 

ถึงเวลาที่ไทยต้องหันมา ‘ร่วมมือกันแก้ปัญหาให้ตรงจุด’ เพราะฝุ่นพิษไม่ใช่เรื่องที่จะแก้ได้ด้วยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น หากทุกภาคส่วน—รัฐบาล ภาคธุรกิจ และประชาชน—ไม่ร่วมมือกันอย่างจริงจัง เราอาจต้องเผชิญกับผลกระทบที่หนักหน่วงเกินกว่าที่จะรับไหว และฝุ่นพิษอาจกลายเป็น ‘เรื่องปกติ’ ที่กัดกินคุณภาพชีวิตของเราทุกคนไปตลอด

 

ภาพ: ฐานิส สุดโต

The post ฝุ่นพิษ: ภัยเงียบที่ต้องแก้ให้ตรงจุด appeared first on THE STANDARD.

]]>