LIFE | BODY & MIND – THE STANDARD https://thestandard.co/category/life/life-body-mind/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 18 Aug 2026 06:36:03 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Emotional Fitness: วิธีออกกำลังใจก่อนพัง ไม่ต้องรอ Burnout https://thestandard.co/life/emotional-fitness-prevent-burnout/ Tue, 18 Aug 2026 06:36:03 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1243203 ภาพประกอบแนวคิด Emotional Fitness การดูแลสุขภาพใจก่อนเกิดภาวะหมดไฟ

เวลาที่เราอยากมีร่างกายที่แข็งแรง เรามักจะเลือกทานอาหาร […]

The post Emotional Fitness: วิธีออกกำลังใจก่อนพัง ไม่ต้องรอ Burnout appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิด Emotional Fitness การดูแลสุขภาพใจก่อนเกิดภาวะหมดไฟ

เวลาที่เราอยากมีร่างกายที่แข็งแรง เรามักจะเลือกทานอาหารดีๆ หรือสมัครสมาชิกยิมเพื่อไปออกกำลังกายตั้งแต่ตอนที่ร่างกายยังปกติ แต่เมื่อพูดถึงสุขภาพจิตใจ   พวกเราหลายคนกลับใช้ชีวิตแบบตั้งรับ คือรอให้จิตใจเหนื่อยล้า พังทลาย หรือเกิดภาวะหมดไฟ (Burnout) อย่างรุนแรงก่อน แล้วค่อยวิ่งวุ่นหาทางซ่อมแซมรักษา

 

 
 

ดร. เอมิลี แอนฮอลต์ (   Dr.Emily Anhalt) นักจิตวิทยาคลินิกผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลจิตใจของกลุ่มคนทำงานในซิลิคอนแวลลีย์ และผู้ร่วมก่อตั้ง Coa (ยิมสุขภาพจิตแห่งแรกของโลก) อยากชวนเรามาเปลี่ยนมุมมองนี้เสียใหม่ เธอชี้ให้เห็นว่าในสังคมเรา มักจะมองว่าคนเราไม่ป่วยจิตเวช ก็ต้องสุขภาพจิตดีเยี่ยมไปเลย ทั้งที่ความจริงแล้ว พวกเราส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่ตรงพื้นที่สีเทาระหว่างสองขั้วนี้เสมอ

 


นั่นคือเหตุผลที่เราต้องหันมาดูแลใจแบบเชิงรุก เปรียบเหมือนการเข้ายิมเพื่อฝึกความแข็งแรงและยืดหยุ่นของจิตใจล่วงหน้า หรือที่เรียกว่า Emotional Fitness


(ความฟิตทางอารมณ์) เพื่อให้ใจเรามีภูมิคุ้มกันความเครียดและแรงกดดันต่างๆ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

 

ความฟิตทางอารมณ์ไม่ใช่พรสวรรค์ แต่เป็นทักษะที่ฝึกได้

 

หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าคนที่รับมือกับความเครียดได้ดีนั้นเป็นเพราะเป็นคนเข้มแข็งแต่เกิด แต่ในทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาแล้ว ความแข็งแกร่งทางอารมณ์เป็นทักษะที่เรียนรู้และฝึกฝนได้ (Trainable Skill) ไม่ต่างจากการสร้างกล้ามเนื้อ

 

ดร. แอนฮอลต์ ได้ทำการศึกษาและสัมภาษณ์นักจิตวิทยาและผู้ประกอบการกว่า 200 คน เพื่อหาคำตอบว่า คนที่มีสุขภาพจิตฟิตเปรี๊ยะมีลักษณะอย่างไร? จนได้ข้อสรุปออกมาเป็น 7 มิติหลักของการออกกำลังใจ (7 Traits of Emotional Fitness) ที่ช่วยพัฒนาสมองและความคิดของเราให้แข็งแกร่งขึ้นได้จริง ดังนี้

 

1. Self-Awareness (รู้เท่าทันใจตัวเอง)

 

นี่คือเสาหลักสำคัญที่สุด คือการหมั่นสะท้อนความคิดและตรวจสอบความรู้สึกของตัวเอง เข้าใจว่าอะไรคือจุดจี๊ด หรือสิ่งกระตุ้นอารมณ์ (Triggers) ของเรา และรู้ตัวว่าความรู้สึกแย่ๆ ที่เรามีต่อผู้อื่น บางครั้งก็เกิดจากเรื่องตกค้างในใจของเราเอง ไม่ใช่เพราะคนอื่นเลย

 

2. Empathy (เข้าใจคนอื่นแบบใจเขาใจเราจริงๆ )

 

การฝึกเอาตัวเองไปยืนในจุดของคนอื่นเพื่อรู้สึกถึงสิ่งที่เขาเผชิญ ดร. แอนฮอลต์ อธิบายความต่างว่า ถ้าเราแค่เข้าใจด้วยสมอง แต่ไม่ได้รู้สึกร่วมไปกับเขาด้วย นั่นเป็นเพียงแค่ความสงสาร (Sympathy) ไม่ใช่ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) และหากเราอยากเข้าใจคนอื่นได้ดีขึ้น เราต้องเริ่มจากการกล้าเผชิญหน้าและยอมรับอารมณ์เศร้าหรือโกรธของตัวเองให้ได้ก่อน

 

3. Mindfulness (การอยู่กับปัจจุบันและกล้าทนต่อความอึดอัดใจ)**

 

การมีสติในที่นี้ คือความสามารถในการนั่งอยู่กับความรู้สึกอึดอัดใจ ไม่ว่าจะในบทสนทนาที่ยากลำบากหรือสถานการณ์ที่กดดัน โดยไม่พยายามวิ่งหนี ละเลย หรือหาทางสะกดกลั้นอารมณ์ลบเหล่านั้นด้วยการกิน แอลกอฮอล์ หรือโหมงานหนัก

 

4. Curiosity (ตั้งคำถามด้วยความอยากรู้ แทนที่จะรีบปกป้องตัวเอง)**

 

เมื่อเจอคนมาติติงหรือให้ฟีดแบ็กที่ฟังดูโหดร้าย สัญชาตญาณเรามักจะรีบแก้ตัวหรือปกป้องตัวเองทันที แต่คนที่มีความฟิตทางใจจะใช้ ความอยากรู้อยากเห็น นำทาง แล้วถามกลับเบาๆ ว่า “ช่วยขยายความตรงนี้ให้ฟังหน่อยได้ไหม?” เพื่อรับฟังข้อมูลและมองปัญหาจากมุมมองอื่นอย่างรอบด้าน

 

5. Playfulness (การมีความขี้เล่นและพร้อมสนุกไปกับเส้นทาง)**

 

การเป็นผู้ใหญ่ไม่ได้แปลว่าต้องเคร่งเครียดตลอดเวลา การฝึกเป็นคนขี้เล่น ความตลก และการพูดคำว่า “Yes, and…” (ตอบรับและต่อยอด) ในชีวิตประจำวันหรือในที่ทำงาน ช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และลดความวิตกกังวลได้เป็นอย่างดี ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยยังพบว่าคนที่เล่นหรือสนุกสนานเป็นประจำจะมีอายุยืนยาวกว่าคนที่ไม่ค่อยเล่นอย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย

 

6. Resilience (การล้มแล้วลุกขึ้นมาเรียนรู้ใหม่)

 

คือความยืดหยุ่นที่ทำให้เราสามารถลุกขึ้นก้าวต่อไปข้างหน้า (Bounce Forward) หลังจากเจอความล้มเหลวหรือข้อผิดพลาด โดยมีความต้องการที่จะเติบโต มากกว่าความกลัวที่จะผิดพลาดหรือโดนวิพากษ์วิจารณ์

 

7. Communication (การสื่อสารความต้องการและขอบเขตอย่างชัดเจน)**

 

ความสามารถในการเรียบเรียงและพูดบอกความต้องการ ความรู้สึก หรือความคาดหวังของตัวเองให้คนรอบข้างเข้าใจอย่างตรงไปตรงมาและเหมาะสม โดยไม่ใช้อารมณ์ก้าวร้าวหรือเงียบประชดประชัน

The post Emotional Fitness: วิธีออกกำลังใจก่อนพัง ไม่ต้องรอ Burnout appeared first on THE STANDARD.

]]>
13 ปี ‘The Clover Clinic’ คลินิกความงามที่ไม่วิ่งตามทุกเทรนด์ และยึดความปลอดภัยเป็นหลัก [Advertorial] https://thestandard.co/life/the-clover-clinic-13-years-patient-trust/ Mon, 17 Aug 2026 09:00:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1241344 พญ.ศรินทิพย์ สุนทรัช ผู้บริหารและแพทย์ประจำ The Clover Clinic

ขนาดผู้บริโภคยังรู้สึกเหนื่อยกับการวิ่งตามหัตถการที่ ‘ต […]

The post 13 ปี ‘The Clover Clinic’ คลินิกความงามที่ไม่วิ่งตามทุกเทรนด์ และยึดความปลอดภัยเป็นหลัก [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
พญ.ศรินทิพย์ สุนทรัช ผู้บริหารและแพทย์ประจำ The Clover Clinic

ขนาดผู้บริโภคยังรู้สึกเหนื่อยกับการวิ่งตามหัตถการที่ ‘ต้องลอง’ และนวัตกรรม ‘ล่าสุด’ ที่ถูกอัปเกรดตลอดเวลา ธุรกิจความงามก็คงไม่ต่างกัน เพราะนอกจากจะต้องคอยตามติดเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ รวมไปถึงเทรนด์ความงามและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไว ล้วนเป็นแรงขับที่เร่งให้ธุรกิจความงามต้องปรับตัวเพื่อช่วงชิงความสนใจของผู้บริโภค

 

 
 

แต่ หมอเจี๊ยบ-พญ.ศรินทิพย์ สุนทรัช ผู้บริหารและแพทย์ประจำ The Clover Clinic กลับเลือกสวนกระแสด้วยการไม่วิ่งตามเทรนด์หากยังไม่มั่นใจถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัย และเลือกออกแบบแนวทางการรักษาโดยนำความต้องการและไลฟ์สไตล์ของคนไข้มาเป็นปัจจัยหลัก

 

เพราะในธุรกิจที่ พญ.ศรินทิพย์มองว่าเป็น Red Ocean ความท้าทายไม่ใช่การเอาชนะคู่แข่ง หากคือการรักษามาตรฐานของตัวเองให้ดี และพัฒนาให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ปล่อยให้ยอดขายหรือเทรนด์ความงามมาบดบังหลักการที่ยึดถือมาตั้งแต่วันแรกที่เริ่มต้นทำธุรกิจ

 

“สิ่งสำคัญคือการทำให้คนไข้ไว้วางใจและกลับมาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อเกิดประสบการณ์ที่ดี การบอกต่อก็จะตามมา ซึ่งสำหรับเรา สิ่งนี้สำคัญกว่าการทำการตลาด” พญ.ศรินทิพย์กล่าว

 

แนวคิดนี้เองที่ทำให้ The Clover Clinic ยืนหยัดเข้าสู่ปีที่ 13 โดยมีความไว้วางใจของคนไข้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

 

พญ.ศรินทิพย์ สุนทรัช ผู้บริหารและแพทย์ประจำ The Clover Clinic 1

 

The Clover Clinic ไม่มีเซลส์ขายคอร์ส

 

The Clover Clinic แตกต่างตั้งแต่การเลือกที่จะ ‘ไม่มีเซลส์ขายคอร์ส’ เพราะต้องการสร้าง Customer Journey ที่ดีให้กับคนไข้

 

“เราไม่มีเซลส์ตั้งแต่วันแรกที่เปิดคลินิก เพราะไม่อยากให้บรรยากาศในคลินิกดูอึดอัด จากประสบการณ์ส่วนตัวก่อนที่จะมาเปิดคลินิก เคยเห็นคนไข้บางคนรู้สึกกดดันที่ต้องใช้คอร์สให้หมดเพราะจ่ายเงินไปแล้ว โดยที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าด้วยซ้ำว่าสิ่งที่ซื้อคืออะไร และเขาจะได้ประโยชน์อะไรจากการทำหัตถการนั้น”

 

พญ.ศรินทิพย์มองว่าการขายคอร์สได้เยอะๆ ยอดขายอาจจะดูสวยหรูในช่วงแรก แต่ไม่มีเซลส์คนไหนที่รับแรงกดดันจากการต้องทำยอดตลอดเวลาได้ สุดท้ายเขาก็ต้องออกจากธุรกิจ ขณะเดียวกัน คนไข้ไม่ได้รับประสบการณ์ที่ดีตั้งแต่ต้น พอคอร์สหมดเขาก็ไป เราก็ต้องเริ่มหาลูกค้าใหม่ วนกลับไปอยู่ในวงจรเดิม โมเดลแบบนี้ยังไงก็ไม่ยั่งยืน

 

โจทย์ของ The Clover Clinic จึงโฟกัสไปที่การสร้างความสมดุลระหว่าง ‘ความต้องการของลูกค้า’ และ ‘การเติบโตของธุรกิจ’ 

 

“เดี๋ยวนี้คนไข้เดินเข้าคลินิกแบบมีความรู้และธงในใจ หน้าที่ของแพทย์คือ อธิบายข้อมูลที่ถูกต้อง บอกข้อแตกต่างของแต่ละหัตถการ เน้นย้ำให้เขาเข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่ทำได้ และสิ่งที่ทำไม่ได้ ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล เพื่อให้คนไข้อยู่กับความจริงไม่ใช่ความคาดหวัง”

 

เลือกสิ่งที่ ‘ไม่ทำ’

 

กับดักที่ทำให้ธุรกิจความงามหลายแห่งต้องอยู่ในสงครามการแข่งขันอย่างไม่มีที่สิ้นสุดคือการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยเทรนด์และโปรโมชัน และพยายามเป็นคลินิกที่ตามให้ทันทุกกระแส แต่นั่นไม่ใช่แนวทางของ The Clover Clinic

 

พญ.ศรินทิพย์บอกว่า นิยามความงามเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ตั้งแต่เทรนด์คางแหลม หน้าวีเชป ปากสายฝอ ก่อนจะมาถึงวันที่คนหันมาให้คุณค่ากับความเป็นธรรมชาติ งานผิวสุขภาพดี และความสวยที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร

 

อย่างไรก็ตาม การรับรู้ความเปลี่ยนแปลงของเทรนด์ไม่ได้หมายความว่าคลินิกต้องทำตามทุกกระแส สำหรับเธอ การยืนอยู่ในจุดที่ชัดเจนและกล้าปฏิเสธสิ่งที่ไม่เหมาะกับคนไข้ คือสิ่งที่ทำให้ธุรกิจเติบโตมาถึงทุกวันนี้

 

“สิ่งสำคัญสำหรับการทำธุรกิจความงาม คือต้องไม่ตามเทรนด์จนลืมไปว่าจุดยืนของเราอยู่ตรงไหน”  เธอยกตัวอย่างว่า หากคนไข้ถือเรฟฯ ทรงหน้าที่อยากได้ แต่เมื่อประเมินแล้วไม่เหมาะกับโครงหน้าของเขาก็ต้องปฏิเสธ

 

“เท่ากับว่าเราต้องเลือกสิ่งที่เราจะไม่ทำ มากกว่าสิ่งที่เราจะทำด้วยซ้ำ” แม้การตัดสินใจเช่นนี้อาจทำให้คลินิกเสียคนไข้บางกลุ่มไป แต่เธอมองว่า ความชัดเจนในแนวทางธุรกิจจะค่อยๆ ดึงดูดคนไข้ที่เชื่อในหลักการเดียวกันเข้ามา

 

การรักษาที่ออกแบบจากไลฟ์สไตล์คนไข้  

 

เมื่อถามถึงเช็กลิสต์ที่ใช้วิเคราะห์ว่าคนไข้แต่ละคนควรหรือไม่ควรทำหัตถการใด พญ.ศรินทิพย์บอกว่า นอกเหนือจากการประเมินโครงหน้า สภาพผิว และความปลอดภัยตามมาตรฐาน แพทย์ของ The Clover Clinic ยังต้องทำความเข้าใจไลฟ์สไตล์และเงื่อนไขการใช้ชีวิตของคนไข้ร่วมด้วย

 

เพราะหัตถการเดียวกันอาจให้ผลลัพธ์และความเหมาะสมที่ต่างกันไปในแต่ละคน การวางแผนจึงต้องเริ่มจากคำถามว่า สิ่งนั้นเหมาะกับเขาจริงหรือไม่ และมีทางเลือกใดที่จะตอบโจทย์ได้ดีกว่า

 

“ไลฟ์สไตล์ของคนไข้สำคัญมาก เพราะมันส่งผลต่อการรักษาและความปลอดภัยของคนไข้ เช่น  เขาอยากจะรักษารูขุมขน แต่ไลฟ์สไตล์เขาต้องโดนแดดเป็นประจำ เช่น ทำงานกลางแจ้ง ก็ต้องตัดกลุ่มที่เป็นเลเซอร์ที่มันจะลอกผิวออกไป หรือช่วงเวลาที่ต้องใช้หน้าก็มีผล เช่น พรุ่งนี้ต้องออกงานสำคัญ ก็ต้องดูว่ามีหัตถการอะไรที่ทำได้บ้าง หรือจะแต่งงาน ก็ต้องมาวางแผนกันว่าควรฉีดโบท็อกซ์เมื่อไร”

 

The Clover Clinic ใส่ใจแม้กระทั่งเวลาให้บริการ เพราะคนไข้แต่ละคนมีตารางชีวิตไม่เหมือนกัน

 

“เรื่องเวลาก็สำคัญ บางสาขาเราเปิดเช้าเพื่อรองรับเจ้าของธุรกิจที่มีเวลาว่างก่อนเข้าออฟฟิศ หรือผู้ปกครองที่มีเวลาหลังส่งลูกไปโรงเรียนจนถึงช่วงบ่ายก่อนต้องไปรับลูก รวมไปถึงระยะห่างของการทำหัตถการแต่ละประเภท ต้องเว้นระยะเท่าไรถึงจะมาทำต่อได้ ถ้าเป็นคนไข้ที่อยู่ต่างประเทศ เราจะวางแผนการรักษาให้ลงตัวกับตารางการเดินทาง”

 

พญ.ศรินทิพย์ สุนทรัช ผู้บริหารและแพทย์ประจำ The Clover Clinic 2

 

ทดลองกับตัวเองก่อนทุกหัตถการ

 

มาตรฐานในการคัดเลือกนวัตกรรม ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ The Clover Clinic ได้รับความไว้วางใจจากคนไข้ พญ.ศรินทิพย์เล่าว่า ทุกเทคโนโลยี ทุกผลิตภัณฑ์ ต้องมีมาตรฐานสากล มีงานวิจัยรองรับ เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อใช้งานจริงแล้ว คนไข้จะได้รับทั้งผลลัพธ์และความปลอดภัย

 

ขั้นต่อมาคือการประเมินประสิทธิภาพจากการใช้งานจริง ด้วยการทดลองกับตัวเองก่อนส่งต่อให้คนไข้เสมอ

 

“เวลาคนไข้ถามว่าหมอทำอะไรบ้าง ก็บอกเลยว่าทำทุกอย่าง เพราะทุกเครื่องที่เข้าคลินิก รวมถึงหัตถการกลุ่มฉีด เราลองกับตัวเองทั้งหมด นอกจากดูเรื่องประสิทธิภาพและความปลอดภัย เรายังดูไปถึงความรู้สึกระหว่างทำและระยะเวลาฟื้นตัวด้วย บางเครื่องบอกว่าไม่เจ็บเลย แต่พอเราทำเองแล้วรู้ว่ามันไม่ใช่ เราก็จะไม่เอาเข้ามา”

 

สำหรับผู้บริโภค พญ.ศรินทิพย์ย้ำว่า นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีที่ ‘ใหม่กว่า’ ไม่ได้หมายความว่าดีกว่าเสมอไป ก่อนตัดสินใจทำหัตถการ ควรตรวจสอบว่าเทคโนโลยีนั้นได้รับการใช้งานในระดับสากลหรือไม่ มีงานวิจัยรองรับเพียงพอหรือเปล่า และทำความเข้าใจผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นให้รอบด้าน

 

“เราอยู่ในยุคที่หาข้อมูลได้ง่าย จึงควรหาข้อมูลให้รอบด้านก่อนตัดสินใจ”

 

มาตรฐานความงามที่เริ่มจากความปลอดภัย

 

ในฐานะ KOL Expert และเทรนเนอร์แพทย์ผู้สอนด้านหัตถการความงามให้กับ Merz Aesthetics ทำให้พญ.ศรินทิพย์ มีโอกาสเข้าถึง ทดลองใช้ และอัปเดตนวัตกรรมและเทคโนโลยีของ Merz อย่างต่อเนื่อง

 

“Merz ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมที่มีงานวิจัยรองรับและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันคุณภาพ รวมถึงความปลอดภัยในทุกๆ ด้าน”

 

เพราะการดูแลคนไข้ต้องไม่จำกัดอยู่แค่ความรู้เรื่องหัตถการ เธอเล่าว่า Merz ลงทุนด้าน Medical Education กับแพทย์และคลินิกพันธมิตร เพื่อสนับสนุนให้ทุกคนนำเสนอการรักษาที่เหมาะสมและปลอดภัย

 

ตัวอย่างหนึ่งที่เธอเห็นว่าสะท้อนการให้ความสำคัญกับความปลอดภัย คือการฝึกอบรมการช่วยชีวิตขั้นสูงและการรับมือเหตุฉุกเฉินในคลินิก แม้โอกาสเกิดเหตุจะน้อย แต่ทีมแพทย์และทีมงานควรมีความพร้อมอยู่เสมอ

 

“ล่าสุดไปเทรนเรื่องการทำ CPR รวมถึงการรับมือสถานการณ์ต่างๆ เช่น คนไข้แพ้ยาชา เป็นลม หรือหากเกิดเหตุฉุกเฉินในคลินิกจะมีขั้นตอนการจัดการอะไรบ้าง คิดว่านี่เป็นข้อดีมาก มันแสดงให้เห็นว่าเขาให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยจริงๆ”

 

ขณะเดียวกัน Merz ยังจัดอบรมพัฒนา Soft Skill ให้กับพนักงานของคลินิกพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องการบริการและการต้อนรับคนไข้

 

“รู้สึกว่าแนวทางการทำงานของ Merz และ The Clover Clinic ไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งการพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่อง ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับคนไข้”

 

ความเชี่ยวชาญ คือการเข้าใจคนไข้

 

หากวัดกันด้วยอายุงาน ประสบการณ์ จำนวนเคส เชื่อว่าความสามารถในการรักษาคนไข้ของ พญ.ศรินทิพย์ ไม่เป็นรองใคร แต่สำหรับเธอ คำว่า “แพทย์ที่ดี” ไม่ได้วัดแค่ทักษะการรักษาหรือผลลัพธ์ของหัตถการเท่านั้น แต่ต้องมีความสามารถในการเข้าใจคนไข้ของตัวเองอย่างลึกซึ้งด้วย

 

“เชื่อว่าคนไข้ทุกคนต้องอยากเจอแพทย์ที่เป็น ‘แพทย์ของเรา’ ไม่ใช่แค่รักษาให้หาย แต่เข้าใจเรา เข้าใจข้อจำกัดและความต้องการจริงๆ เช่น รู้ถึงขั้นว่าเราปวดหลัง นอนหงายไม่ได้ และต้องนั่งทำหัตถการเท่านั้น แพทย์ก็จะออกแบบการรักษาที่เหมาะกับเขาได้”

 

เพราะในมุมของเธอ ความเชี่ยวชาญยังหมายถึงทักษะในการรับฟัง ให้คำปรึกษา และสื่อสารกับคนไข้ เพื่อให้การรักษาตอบโจทย์ทั้งปัญหาและชีวิตจริงของแต่ละคน สิ่งเหล่านี้เป็น Soft Skill ที่แพทย์ทุกคนพึงมี

The post 13 ปี ‘The Clover Clinic’ คลินิกความงามที่ไม่วิ่งตามทุกเทรนด์ และยึดความปลอดภัยเป็นหลัก [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCENT UPDATE รวม 6 น้ำหอมแบรนด์ดังกลิ่นใหม่ล่าสุดที่น่าตกหลุมรัก https://thestandard.co/life/new-luxury-perfume-scents/ Mon, 17 Aug 2026 05:05:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1242733 ภาพรวมน้ำหอมแบรนด์ดัง 6 กลิ่นใหม่ล่าสุด ได้แก่ Dior Paradise, Gucci Flora Gorgeous Orchid Intense, PAÑPURI Care Eau de Parfum, BORNTOSTANDOUT Dirty Rice, Moschino Toy 2 Gummy Yummy และ Solférino Paris 10 L'ÉTÉ Avenue Gabriel

BEAUTY ROUNDUP ครั้งนี้พาทุกคนมาอัปเดตน้ำหอมออกใหม่ที่น […]

The post SCENT UPDATE รวม 6 น้ำหอมแบรนด์ดังกลิ่นใหม่ล่าสุดที่น่าตกหลุมรัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรวมน้ำหอมแบรนด์ดัง 6 กลิ่นใหม่ล่าสุด ได้แก่ Dior Paradise, Gucci Flora Gorgeous Orchid Intense, PAÑPURI Care Eau de Parfum, BORNTOSTANDOUT Dirty Rice, Moschino Toy 2 Gummy Yummy และ Solférino Paris 10 L'ÉTÉ Avenue Gabriel

BEAUTY ROUNDUP ครั้งนี้พาทุกคนมาอัปเดตน้ำหอมออกใหม่ที่น่าจับตามองประจำช่วงนี้กันเลย เริ่มจากไอเท็มเด็ดของ Dior Paradise จาก La Collection Privée น้ำหอมที่ถ่ายทอดความทรงจำแห่ง Château de La Colle Noire ตามด้วย Gucci Flora Gorgeous Orchid Intense กลิ่นกูร์มองด์หวานอบอุ่นที่สาวๆ ไม่ควรพลาด ถัดมาที่แบรนด์สัญชาติไทยอย่าง PAÑPURI ที่เปิดตัว Care Eau de Parfum 10 กลิ่น น้ำหอมบำรุงผิวและเส้นผมที่ใช้ได้ทุกวัน และการมาใหม่ของแบรนด์น้ำหอมเกาหลีใต้สุดแนวอย่าง BORNTOSTANDOUT ที่เราแนะนำกลิ่นขายดีอย่าง Dirty Rice สุดกล้าท้าทายใช้ได้ทั้งชายหญิง และปิดท้ายด้วยความน่ารักของน้ำหอม Moschino Toy 2 Gummy Yummy น้ำหอมคู่หูดูโอสุดขี้เล่นที่บอกเลยว่าแค่แพ็กเกจจิ้งก็น่าเก็บมากๆ และอีกน้ำหอมใหม่ที่เพิ่งแลนดิ้งเข้าไทยสดๆ ร้อนๆ อย่าง Solférino Paris 10 L’ÉTÉ Avenue Gabriel ก็เป็นอีกกลิ่นหอมแนว Floral Woody Musk ที่เหมาะสำหรับทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

 

6 น้ำหอมแบรนด์ดังกลิ่นใหม่

 

 
 

ภาพรวมน้ำหอมแบรนด์ดัง 6 กลิ่นใหม่ล่าสุด ได้แก่ Dior Paradise, Gucci Flora Gorgeous Orchid Intense, PAÑPURI Care Eau de Parfum, BORNTOSTANDOUT Dirty Rice, Moschino Toy 2 Gummy Yummy และ Solférino Paris 10 L'ÉTÉ Avenue Gabriel 1

 

Dior

 

Dior แบรนด์ลักชูรีจากฝรั่งเศสที่โด่งดังด้วยความหรูหราและความเป็นเลิศ เปิดตัว Dior Paradise จาก La Collection Privée น้ำหอมที่รังสรรค์โดย Francis Kurkdjian ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ เพื่อสดุดีแคว้นโพรวองซ์ตอนใต้ ดินแดนอันเป็นที่รักของคริสเตียน ดิออร์ ถ่ายทอดความทรงจำของ Château de La Colle Noire สวนแห่งความฝันที่รายล้อมด้วยทุ่งดอกไม้หอม ดอกมะลิ Grandiflorum ดอกกุหลาบ Centifolia ดอกลาเวนเดอร์ และต้นอัลมอนด์นับร้อยที่ผลิบานในช่วงปลายฤดูหนาว น้ำหอมกลิ่นเปล่งประกายอบอวลด้วยสัมผัสแห่งไม้ เปรียบเสมือนบทสดุดีอันเจิดจรัสแด่ความทรงจำอันอ่อนโยนของสรวงสวรรค์ในวัยเยาว์ของคริสเตียน ดิออร์

 

ภาพรวมน้ำหอมแบรนด์ดัง 6 กลิ่นใหม่ล่าสุด ได้แก่ Dior Paradise, Gucci Flora Gorgeous Orchid Intense, PAÑPURI Care Eau de Parfum, BORNTOSTANDOUT Dirty Rice, Moschino Toy 2 Gummy Yummy และ Solférino Paris 10 L'ÉTÉ Avenue Gabriel 2

 

Gucci

 

Gucci แบรนด์แฟชั่นและน้ำหอมชื่อดังจากอิตาลี เปิดตัว Gucci Flora Gorgeous Orchid Intense น้ำหอมกลิ่นใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจจากเฉดสีทองของขวดและรูปทรงแปดเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ ตกแต่งด้วยดอกไม้เขียวชอุ่มผสานลวดลาย Flora ซิกเนเจอร์ของแบรนด์ น้ำหอมแนวกูร์มองด์โทนอบอุ่นหวานละมุน ผสาน Vanilla Orchid หัวใจหลักดั้งเดิม เคล้ากลิ่นโอโซนของ Salty Ozonic Accord สดชื่น ก่อนหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเบสโน้ตเข้มข้นจาก Dark Cocoa Accord มอบความรู้สึกนุ่มนวลลุ่มลึกราวกับโอบล้อมด้วยกอดอุ่น สะท้อนความแข็งแกร่งภายในและเอกลักษณ์ของผู้สวมใส่

 

ภาพรวมน้ำหอมแบรนด์ดัง 6 กลิ่นใหม่ล่าสุด ได้แก่ Dior Paradise, Gucci Flora Gorgeous Orchid Intense, PAÑPURI Care Eau de Parfum, BORNTOSTANDOUT Dirty Rice, Moschino Toy 2 Gummy Yummy และ Solférino Paris 10 L'ÉTÉ Avenue Gabriel 3

 

PAÑPURI

 

PAÑPURI แบรนด์ไทยที่โด่งดังด้วยน้ำหอมคุณภาพระดับโลก เปิดตัว CARE Eau de Parfum คอลเล็กชันน้ำหอมใหม่ที่พลิกนิยามการส่งผ่านกลิ่นหอมสู่การดูแลผิวพรรณ เส้นผม และความรู้สึกในตัวเอง ถ่ายทอด 10 กลิ่นหอมที่เริ่มต้นจากอารมณ์ ความรู้สึก และความทรงจำ มอบสัมผัสบางเบาโปร่งสบายอ่อนโยน ปราศจากแอลกอฮอล์ แต่ยังคงความหอมได้นาน 6-8 ชั่วโมง แนะนำกลิ่น NO ONE IS WATCHING แนวซิตรัสจาก Lemon และ Neroli ถ่ายทอดความอิสระจากความคาดหวัง ความสงบ และการเป็นตัวของตัวเอง

 

ภาพรวมน้ำหอมแบรนด์ดัง 6 กลิ่นใหม่ล่าสุด ได้แก่ Dior Paradise, Gucci Flora Gorgeous Orchid Intense, PAÑPURI Care Eau de Parfum, BORNTOSTANDOUT Dirty Rice, Moschino Toy 2 Gummy Yummy และ Solférino Paris 10 L'ÉTÉ Avenue Gabriel 4

 

BORNTOSTANDOUT

 

BORNTOSTANDOUT แบรนด์น้ำหอมที่กล้าท้าทายทุกความคุ้นเคย และเปลี่ยนน้ำหอมให้กลายเป็น Statement ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อกลมกลืน แต่เกิดมาเพื่อโดดเด่น แนะนำกลิ่น Dirty Rice น้ำหอมขายดีของแบรนด์ที่มอบเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการน้ำหอมที่สะท้อนตัวตนอย่างชัดเจนและกล้าแตกต่างจากกลิ่นหอมทั่วไปในตลาด

 

ภาพรวมน้ำหอมแบรนด์ดัง 6 กลิ่นใหม่ล่าสุด ได้แก่ Dior Paradise, Gucci Flora Gorgeous Orchid Intense, PAÑPURI Care Eau de Parfum, BORNTOSTANDOUT Dirty Rice, Moschino Toy 2 Gummy Yummy และ Solférino Paris 10 L'ÉTÉ Avenue Gabriel 5

 

Moschino Toy 2 Gummy Yummy

 

Moschino Beauty แบรนด์แฟชั่นและน้ำหอมสุดครีเอทีฟจากอิตาลี เปิดตัวน้ำหอมคู่หูดูโอ Moschino Toy 2 Gummy Yummy ในงานเปิดตัวที่ One Bangkok ประกอบด้วย Toy 2 Gummy EDP กลิ่น Ambery-Addictive-Gourmand เปิดด้วยความสดชื่นของ Italian Bergamot และ Blood Orange ผสานความละมุนของ Hazelnut และ Praline ตัดด้วยกลิ่น Akigalawood ปิดท้ายด้วยความหวานนุ่มลึกของ Vanilla และ Amber และ Toy 2 Yummy EDP กลิ่น Citrus-Fresh เปิดด้วย Italian Mandarin และ Bergamot ตามด้วย Geranium และ Jasmine แฝงมิติ Timut Pepper และ Black Pepper ปิดท้ายด้วย Bulgarian Rose

 

ภาพรวมน้ำหอมแบรนด์ดัง 6 กลิ่นใหม่ล่าสุด ได้แก่ Dior Paradise, Gucci Flora Gorgeous Orchid Intense, PAÑPURI Care Eau de Parfum, BORNTOSTANDOUT Dirty Rice, Moschino Toy 2 Gummy Yummy และ Solférino Paris 10 L'ÉTÉ Avenue Gabriel 6

 

Solférino Paris

 

Solférino Paris เมซงน้ำหอมสัญชาติฝรั่งเศสที่ถ่ายทอดเสน่ห์และความสง่างามของปารีสผ่านกลิ่นหอม โดยแต่ละกลิ่นได้รับการรังสรรค์จากนักปรุงน้ำหอมชั้นนำระดับโลก ได้แรงบันดาลใจจากช่วงเวลาแสนวิเศษ ณ สถานที่พิเศษใจกลางกรุงปารีส โดยกลิ่นที่เราชอบคือ 10 L’ÉTÉ Avenue Gabriel น้ำหอมกลิ่น Floral Woody Musk สำหรับทั้งผู้หญิงและผู้ชาย รังสรรค์โดย Amandine Clerc-Marie ท็อปโน้ตคือกลิ่นกุหลาบ โน้ตกลางคือไอริส มิราเบล และมะลิ ส่วนเบสโน้ตคือหนังกลับและซีดาร์ ได้แรงบันดาลใจจากถนน Avenue Gabriel ที่ทอดยาวจาก Place de la Concorde ผ่านใจกลางสวน Champs-Élysées เต็มไปด้วยต้นไม้ร่มรื่นและความสง่างามอันเงียบสงบ น้ำหอมนี้ผสานความหอมหวานฉ่ำของลูกมิราเบลเข้ากับความหรูหราของหนังกลับได้อย่างลงตัว เสริมด้วยหัวใจฟลอรัลจากไอริสสดใสและมะลิเย้ายวน สะท้อนภาพใบไม้พลิ้วไหวในสายลม เป็นกลิ่นที่บอกเลยว่าเย้ายวนไม่ซ้ำใคร และมีเสน่ห์สุดๆ 

 

The post SCENT UPDATE รวม 6 น้ำหอมแบรนด์ดังกลิ่นใหม่ล่าสุดที่น่าตกหลุมรัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบิร์นเดือด 40°C! เหลาหุ่นสับกับ Sculpted & Glow ที่ SQULPT SOCIAL https://thestandard.co/life/squlpt-social-sculpted-glow-workout/ Mon, 17 Aug 2026 01:00:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1240519 ภาพบรรยากาศในสตูดิโอ SQULPT SOCIAL ห้องสีแดงจัดจ้านสำหรับการออกกำลังกาย Mat Workout ด้วย Infrared Heat Therapy อุณหภูมิ 40 องศา

ภาพจำของการออกกำลังกายสาย Mat Workout ส่วนใหญ่ คงหนีไม่ […]

The post เบิร์นเดือด 40°C! เหลาหุ่นสับกับ Sculpted & Glow ที่ SQULPT SOCIAL appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศในสตูดิโอ SQULPT SOCIAL ห้องสีแดงจัดจ้านสำหรับการออกกำลังกาย Mat Workout ด้วย Infrared Heat Therapy อุณหภูมิ 40 องศา

ภาพจำของการออกกำลังกายสาย Mat Workout ส่วนใหญ่ คงหนีไม่พ้นสตูดิโอโทนสีเอิร์ธโทนสบายตา บรรยากาศนุ่มนวล พร้อมแอร์เย็นฉ่ำ… แต่ไม่ใช่ที่ SQULPT SOCIAL เพราะสตูดิโอน้องใหม่ย่านเย็นอากาศแห่งนี้ ปรับมู้ดการออกกำลังกายแบบเดิมๆ ให้กลายเป็นความเซ็กซี่เร่าร้อน ด้วยการเนรมิตห้องสีแดงสุดจัดจ้านที่ไม่ได้เดือดแค่แสงสี แต่ยังร้อนเดือดฉ่ำด้วย Infrared Heat Therapy สูงถึง 40 องศา

 

Sculpted & Glow ที่ SQULPT SOCIAL

 

 
 

งานนี้เราเลยขอพุ่งตัวไปท้าลองคลาสไฮไลต์อย่าง Sculpted & Glow ดูสักหน่อย ว่าจะ Sweat hard, Sculpt strong, Leave glowing จริงแท้แค่ไหน!

 

ภาพบรรยากาศในสตูดิโอ SQULPT SOCIAL ห้องสีแดงจัดจ้านสำหรับการออกกำลังกาย Mat Workout ด้วย Infrared Heat Therapy อุณหภูมิ 40 องศา 1

 

What is it?

 

เบื้องหลังความเก๋ของ SQULPT SOCIAL ถือกำเนิดขึ้นในปี 2025 โดย พราว-ปรมินทร และยาย่า-มูฮัมหมัด คู่รักสาย EDM ตัวจริงที่เคยใช้ชีวิตอยู่ต่างแดนมานาน กับอินไซต์สุดเรียลที่ว่า “มองไปทางไหนก็เจอแต่คนชวนปาร์ตี้ แต่แทบไม่มีใครชวนออกกำลังกายเลย!” พอย้ายกลับมาไทย ทั้งคู่จึงตัดสินใจเนรมิตสตูดิโอออกกำลังกายขึ้นมาสนองความต้องการของตัวเองเสียเลย

 

ความพิเศษคือผู้ก่อตั้งทั้งสองไม่ได้เป็นแค่เจ้าของ แต่ยังเป็นครูนำคลาสด้วยตัวเอง ด้วยแบ็กกราวด์ที่เป็นทั้ง Personal Trainer และ Pilates Instructor ทั้งคู่จึงลงมือออกแบบคลาสร่วมกัน โดยดึงเอาจุดเด็ดของ 3 ศาสตร์อย่าง Full-body Pilates, Barre Movement และ Strength Training มารวมไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ตอบโจทย์การทำงานของกล้ามเนื้อครบทั้งมัดเล็กและมัดใหญ่ 

 

และด้วยแรงบันดาลใจจากเสน่ห์ของแสงสียามราตรี สเปซของที่นี่จึงถูกสาดด้วยแสงสีแดงสุดจัดจ้าน คลอไปด้วยเพลย์ลิสต์เพลง EDM และ R&B บีตเซ็กซี่เร่าร้อนที่คัดมาอย่างดี 

 

ภาพบรรยากาศในสตูดิโอ SQULPT SOCIAL ห้องสีแดงจัดจ้านสำหรับการออกกำลังกาย Mat Workout ด้วย Infrared Heat Therapy อุณหภูมิ 40 องศา 2

 

สำหรับคลาสไฮไลต์อย่าง Sculpted & Glow (50 นาที) ถือเป็นคลาสสำหรับทุกคนที่เน้นการเคลื่อนไหวแบบ Flow-based Sequences ที่ต่อเนื่องเพื่อเข้าถึงกล้ามเนื้อทุกมัด ผสานท่า Bodyweight Pilates เข้ากับยางยืดและดัมเบลเบาๆ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและความทนทาน โดยมีไฮไลต์คือพลังงานความร้อน Infrared Heat Therapy ตั้งแต่ 37-40 องศา ที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ลดอาการเมื่อยล้า เผาผลาญแคลอรีขั้นสุด และเผยผิวฉ่ำโกลว์เปล่งประกายหลังจบคลาส

 

Try

 

เมื่อก้าวเข้าสู่ตัวห้อง ความอุ่นร้อนจากแสงอินฟราเรดก็ปะทะเข้ามาทันที “โอ้โห… ร้อนจริง!” เสียงอุทานจากชาว LIFE ดังขึ้นพร้อมกับประสบการณ์แปลกใหม่ตรงหน้า ขณะที่ครูพราวคอยแนะนำให้ทุกคนตั้งสติและค่อยๆ ปรับลมหายใจ เพื่อให้ร่างกายคุ้นชินกับอุณหภูมิที่ต้องเผชิญตลอด 50 นาทีข้างหน้า

 

ภาพบรรยากาศในสตูดิโอ SQULPT SOCIAL ห้องสีแดงจัดจ้านสำหรับการออกกำลังกาย Mat Workout ด้วย Infrared Heat Therapy อุณหภูมิ 40 องศา 3

ภาพบรรยากาศในสตูดิโอ SQULPT SOCIAL ห้องสีแดงจัดจ้านสำหรับการออกกำลังกาย Mat Workout ด้วย Infrared Heat Therapy อุณหภูมิ 40 องศา 4

ภาพบรรยากาศในสตูดิโอ SQULPT SOCIAL ห้องสีแดงจัดจ้านสำหรับการออกกำลังกาย Mat Workout ด้วย Infrared Heat Therapy อุณหภูมิ 40 องศา 5

 

คลาสเริ่มต้นด้วยการยืดเหยียดวอร์มอัพเบาๆ ปรับจังหวะร่างกาย ก่อนจะเริ่มปลุกแกนกลางลำตัวด้วยท่า Crunches โดยให้ใช้ต้นขาหนีบบล็อกโยคะไว้ให้แน่น ควบคู่ไปกับการฝึกหายใจเข้า-ออกอย่างเป็นจังหวะ จากห้องที่อุ่นร้อนอยู่แล้ว เมื่อรวมกับอุณหภูมิในร่างกายที่เริ่มไต่ระดับสูงขึ้น เหงื่อเม็ดแรกๆ ก็เริ่มซึมและไหลผุดออกมาอย่างเห็นได้ชัด

 

ภาพบรรยากาศในสตูดิโอ SQULPT SOCIAL ห้องสีแดงจัดจ้านสำหรับการออกกำลังกาย Mat Workout ด้วย Infrared Heat Therapy อุณหภูมิ 40 องศา 6

ภาพบรรยากาศในสตูดิโอ SQULPT SOCIAL ห้องสีแดงจัดจ้านสำหรับการออกกำลังกาย Mat Workout ด้วย Infrared Heat Therapy อุณหภูมิ 40 องศา 7

 

เมื่อหน้าท้องถูกปลุกให้ตื่นแล้ว ครูพราวก็พาอัปดีกรีความชาเลนจ์ขึ้นอีกขั้นด้วยการนำบล็อกโยคะมาเป็นตัวช่วยสร้างแรงต้านโดยการนอนหงายแล้วใช้มือกับเข่าดันบล็อกต้านกันไว้ พร้อมเหยียดขาสลับไปมาอย่างช้าๆ 

 

ภาพบรรยากาศในสตูดิโอ SQULPT SOCIAL ห้องสีแดงจัดจ้านสำหรับการออกกำลังกาย Mat Workout ด้วย Infrared Heat Therapy อุณหภูมิ 40 องศา 8

 

คราวนี้ความม่วนเริ่มไต่ระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อครูพราวเริ่มให้สวม Ankle Weights ถ่วงน้ำหนักไว้ที่ข้อเท้า แล้วพาเข้าสู่ท่าคอมโบอย่าง Donkey Kick ถีบส้นเท้าขึ้นเพื่อเกร็งก้นเต็มๆ ไปพร้อมกับการถือดัมเบลดึงศอกทำ Single-Arm Row ได้โฟกัสทั้งก้น หน้าท้อง และแผ่นหลังไปพร้อมกัน 

 

ภาพบรรยากาศในสตูดิโอ SQULPT SOCIAL ห้องสีแดงจัดจ้านสำหรับการออกกำลังกาย Mat Workout ด้วย Infrared Heat Therapy อุณหภูมิ 40 องศา 11

 

ดัมเบลขนาด 2 กิโลกรัมที่ดูเหมือนจะเบา ในนาทีนี้กลับรู้สึกหนักขึ้นมาทันทีเมื่อครูพราวพาเราเข้าสู่ท่า Reverse Fly กางแขนออกไปด้านข้าง ในขณะที่ขายังต้องยกค้างสู้กับน้ำหนักตรงข้อเท้า และมืออีกข้างต้องยันพื้นเกร็งทรงตัวไว้ เรียกว่าเล่นเอาเหงื่อหยดลงเสื่อเป็นทาง

 

ภาพบรรยากาศในสตูดิโอ SQULPT SOCIAL ห้องสีแดงจัดจ้านสำหรับการออกกำลังกาย Mat Workout ด้วย Infrared Heat Therapy อุณหภูมิ 40 องศา 12

ภาพบรรยากาศในสตูดิโอ SQULPT SOCIAL ห้องสีแดงจัดจ้านสำหรับการออกกำลังกาย Mat Workout ด้วย Infrared Heat Therapy อุณหภูมิ 40 องศา 13

 

ความสนุกของท่าคอมโบยังไม่จบลงง่ายๆ เมื่อท่าต่อไปคือ Plank Thread the Needle ที่เป็นการยันพื้นด้วยมือข้างเดียว แล้วใช้มืออีกข้างถือดัมเบลสอดลอดใต้ลำตัว โดนกล้ามเนื้อหน้าท้องด้านข้าง (Obliques) ไปแบบเต็มๆ เรียกได้ว่าเป็นการเก็บงานกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวได้ครบถ้วนทุกมิติ 

 

ภาพบรรยากาศในสตูดิโอ SQULPT SOCIAL ห้องสีแดงจัดจ้านสำหรับการออกกำลังกาย Mat Workout ด้วย Infrared Heat Therapy อุณหภูมิ 40 องศา 14

 

สะใจกับส่วนบนไปแล้ว ก็ได้เวลาเข้าสู่ช่วง Lower Body ที่เน้นกล้ามเนื้อมัดใหญ่อย่างขาและก้นกันบ้าง แต่จะเรียกว่าเป็นช่วงขาล่างอย่างเดียวก็คงไม่ใช่ เพราะขณะที่เรากำลังย่อ Squat ครูพราวก็ไม่ปล่อยให้มือว่างด้วยการให้เราถือดัมเบลทำ Bicep Curls บริหารกล้ามแขนไปพร้อมๆ กัน ก่อนจะไปบดไหล่กับ Shoulder Press แบบต่อเนื่อง

 

ภาพบรรยากาศในสตูดิโอ SQULPT SOCIAL ห้องสีแดงจัดจ้านสำหรับการออกกำลังกาย Mat Workout ด้วย Infrared Heat Therapy อุณหภูมิ 40 องศา 15

 

ซ้ำด้วยท่า Front Raise ยกดัมเบลไปด้านหน้า และปิดท้ายด้วยซีนสุดทรมานบันเทิงอย่าง Squat Hold ย่อค้างไว้แล้วเกร็งยกดัมเบลต้านไว้แบบนั้น นาทีนี้ร้าวไปทั้งขาและไหล่แค่ไหน ให้ภาพเล่าเรื่อง 

 

ภาพบรรยากาศในสตูดิโอ SQULPT SOCIAL ห้องสีแดงจัดจ้านสำหรับการออกกำลังกาย Mat Workout ด้วย Infrared Heat Therapy อุณหภูมิ 40 องศา 16

ภาพบรรยากาศในสตูดิโอ SQULPT SOCIAL ห้องสีแดงจัดจ้านสำหรับการออกกำลังกาย Mat Workout ด้วย Infrared Heat Therapy อุณหภูมิ 40 องศา 17

 

Result

 

“อยู่บ้านดีๆ ก็ดีอยู่แล้ว… เราพาตัวเองมาทำอะไรที่นี่” เสียงติดตลกจากเพื่อนร่วมคลาสในสภาพที่เหงื่อชุ่มตัวเหมือนเล่นน้ำสงกรานต์มา แต่สิ่งที่ทุกคนสัมผัสได้ตรงกันทันทีที่เดินออกจากคลาสคือความรู้สึกเบาสบายตัว และผิวที่ดูฉ่ำโกลว เรียกว่าเป็น 50 นาทีที่ได้เบิร์นแบบทำถึง 

 

ภาพบรรยากาศในสตูดิโอ SQULPT SOCIAL ห้องสีแดงจัดจ้านสำหรับการออกกำลังกาย Mat Workout ด้วย Infrared Heat Therapy อุณหภูมิ 40 องศา 18

ภาพบรรยากาศในสตูดิโอ SQULPT SOCIAL ห้องสีแดงจัดจ้านสำหรับการออกกำลังกาย Mat Workout ด้วย Infrared Heat Therapy อุณหภูมิ 40 องศา 19

 

Good for

 

คลาส Sculpted & Glow ที่ SQULPT SOCIAL เหมาะมากสำหรับใครที่กำลังมองหาการออกกำลังกายรูปแบบใหม่สไตล์ Low-impact ท่ามกลางบรรยากาศอันร้อนแรง โดยเฉพาะคนที่อยากได้เหงื่อแบบสะใจ ได้บริหารกล้ามเนื้อเน้นๆ ทุกมัดโดยไม่ต้องพึ่งการยกน้ำหนักหนักๆ  

 

สำหรับมือใหม่ที่จะมาลอง แนะนำให้พกขวดน้ำเย็นๆ มาด้วย และคอยฝึกหายใจตลอดคลาส ห้ามเผลอกลั้นเด็ดขาดเพื่อป้องกันอาการหน้ามืดที่อาจเกิดขึ้นได้

 

ภาพบรรยากาศในสตูดิโอ SQULPT SOCIAL ห้องสีแดงจัดจ้านสำหรับการออกกำลังกาย Mat Workout ด้วย Infrared Heat Therapy อุณหภูมิ 40 องศา 20

 

SQULPT SOCIAL

Open: จันทร์-ศุกร์ 8.30-21.00 น., เสาร์-อาทิตย์ 9.00-17.00 น.  

Address: 57, 1 ถนนเย็นอากาศ แขวงช่องนนทรี กรุงเทพฯ 

Budget: 

  • Trial Packages: 1,999 บาท/ 3 เครดิต
  • Group Class: 3,600 บาท/ 5 เครดิต
  • Drop-in: 1,290 บาท   

Website: https://www.squlptsocial.com/ 

Instagram: https://www.instagram.com/squlptsocial/ 

The post เบิร์นเดือด 40°C! เหลาหุ่นสับกับ Sculpted & Glow ที่ SQULPT SOCIAL appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถึงตาใคร ใส่ให้สุด! Team Relay ปลุกเอเนอร์จี้สนาม HYROX วันที่ 3 https://thestandard.co/life/hyrox-team-relay/ Sat, 15 Aug 2026 13:30:10 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1242411 นักกีฬาและคนดังกำลังร่วมแข่งขัน HYROX Team Relay อย่างเข้มข้นและสนุกสนาน

ตั้งแต่ช่วงเย็นของวันที่สามของ BYD HYROX Bangkok 2026 บ […]

The post ถึงตาใคร ใส่ให้สุด! Team Relay ปลุกเอเนอร์จี้สนาม HYROX วันที่ 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักกีฬาและคนดังกำลังร่วมแข่งขัน HYROX Team Relay อย่างเข้มข้นและสนุกสนาน

ตั้งแต่ช่วงเย็นของวันที่สามของ BYD HYROX Bangkok 2026 บอกได้เลยว่าฮอลล์ลุกเป็นไฟ เมื่อการแข่งขันประเภท Team Relay เปิดพื้นที่ให้สมาชิกในทีมผลัดกันลงสนามคนละ 2 สเตชัน สลับกับการวิ่งระยะทาง 1 กิโลเมตร เรียกว่าทั้งนักกีฬาและกองเชียร์ต่างได้ลุ้นกันแบบไม่มีพัก

 

ความสนุกเริ่มต้นด้วยทีม Men’s Relay นำโดย แจ๊ส-ชวนชื่น และ ตั๊ก-บริบูรณ์ ที่งัดพลังจากการฝึกซ้อมมาใช้กันอย่างเต็มที่ ก่อนเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 01:25:53 ชั่วโมง

 

นักกีฬาและคนดังกำลังร่วมแข่งขัน HYROX Team Relay อย่างเข้มข้นและสนุกสนาน 1

นักกีฬาและคนดังกำลังร่วมแข่งขัน HYROX Team Relay อย่างเข้มข้นและสนุกสนาน 2นักกีฬาและคนดังกำลังร่วมแข่งขัน HYROX Team Relay อย่างเข้มข้นและสนุกสนาน 3นักกีฬาและคนดังกำลังร่วมแข่งขัน HYROX Team Relay อย่างเข้มข้นและสนุกสนาน 4นักกีฬาและคนดังกำลังร่วมแข่งขัน HYROX Team Relay อย่างเข้มข้นและสนุกสนาน 5

 

ต่อด้วยทีมของ เกรท-วรินทร ปัญหกาญจน์, โอ๊ต-ปราโมทย์ ปาทาน, นนน-กรภัทร์ เกิดพันธุ์ และเบส-นิธิพันธ์ รุ่งเรืองพันธ์ ที่เรียกเสียงเชียร์จากกองเชียร์ได้อย่างต่อเนื่องตลอดการแข่งขัน และทำเวลาจบที่ 01:32:20 ชั่วโมง

 

นักกีฬาและคนดังกำลังร่วมแข่งขัน HYROX Team Relay อย่างเข้มข้นและสนุกสนาน 6นักกีฬาและคนดังกำลังร่วมแข่งขัน HYROX Team Relay อย่างเข้มข้นและสนุกสนาน 7นักกีฬาและคนดังกำลังร่วมแข่งขัน HYROX Team Relay อย่างเข้มข้นและสนุกสนาน 8นักกีฬาและคนดังกำลังร่วมแข่งขัน HYROX Team Relay อย่างเข้มข้นและสนุกสนาน 9นักกีฬาและคนดังกำลังร่วมแข่งขัน HYROX Team Relay อย่างเข้มข้นและสนุกสนาน 10

 

ขณะที่ฝั่ง Mixed Relay ก็ไม่น้อยหน้า เมื่อ เบ็คกี้-รีเบคก้า อาร์มสตรอง จับคู่กับพี่ชาย ริชาร์ด อาร์มสตรอง ลงสนามพร้อมเรียกเสียงกรี๊ดจากฮอลล์ได้สนั่น ก่อนทำเวลาจบที่ 01:31:25 ชั่วโมง

 

นักกีฬาและคนดังกำลังร่วมแข่งขัน HYROX Team Relay อย่างเข้มข้นและสนุกสนาน 11นักกีฬาและคนดังกำลังร่วมแข่งขัน HYROX Team Relay อย่างเข้มข้นและสนุกสนาน 12นักกีฬาและคนดังกำลังร่วมแข่งขัน HYROX Team Relay อย่างเข้มข้นและสนุกสนาน 13นักกีฬาและคนดังกำลังร่วมแข่งขัน HYROX Team Relay อย่างเข้มข้นและสนุกสนาน 14

 

เรียกว่าเสน่ห์ของ Team Relay ไม่ได้อยู่แค่ความเร็วหรือพละกำลังของสมาชิกแต่ละคน แต่คือการรู้จังหวะของกันและกัน ตั้งแต่การส่งต่อในแต่ละช่วง ไปจนถึงการบริหารแรงให้เหมาะกับหน้าที่ของตัวเอง ทำให้ทุกวินาทีของการแข่งขันเต็มไปด้วยทั้งจังหวะลุ้น การส่งกำลังใจ และโมเมนต์ที่สมาชิกในทีมช่วยกันดันจนถึงเส้นชัย ถือเป็นอีกเรซที่น่าชวนเพื่อนๆ มาสนุกด้วยกันสักครั้ง

The post ถึงตาใคร ใส่ให้สุด! Team Relay ปลุกเอเนอร์จี้สนาม HYROX วันที่ 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>
แอน-เจมส์ คัมแบ็ก! จบเรซ HYROX Mixed Doubles ที่ 1:17:36 ชม. https://thestandard.co/life/ann-james-hyrox-mixed-doubles/ Sat, 15 Aug 2026 04:24:32 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1242242 แอน ทองประสม และ เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข ในการแข่งขัน HYROX Mixed Doubles

เช้าวันเสาร์ของ BYD HYROX Bangkok 2026 ดูจะคึกคักเป็นพิ […]

The post แอน-เจมส์ คัมแบ็ก! จบเรซ HYROX Mixed Doubles ที่ 1:17:36 ชม. appeared first on THE STANDARD.

]]>
แอน ทองประสม และ เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข ในการแข่งขัน HYROX Mixed Doubles

เช้าวันเสาร์ของ BYD HYROX Bangkok 2026 ดูจะคึกคักเป็นพิเศษด้วยคู่ขวัญใจมหาชนอย่าง แอน-แอน ทองประสม และ เจมส์-จิรายุ ตั้งศรีสุข ที่กลับมาปลุกสนามให้เป็นไฟกับ Mixed Doubles การแข่งขันประเภทคู่ชาย-หญิงที่ทั้งสองต้องร่วมกันบริหารแรง วางจังหวะ และช่วยกันพาไปถึงเส้นชัย

 

แอน ทองประสม และ เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข ในการแข่งขัน HYROX Mixed Doubles 1

 

ก่อนเริ่มเรซ เราแอบถามแอนว่าเธอให้คะแนนความพร้อมของตัวเองเท่าไรสำหรับการแข่งขันครั้งนี้ เธอตอบว่า 6.5/10 ด้วยเหตุผลว่านอนน้อยและทำงานหนัก แต่จากสิ่งที่เราเห็น แอนใส่พลังเต็มที่ทุกวินาที เคียงข้างหนุ่มเจมส์ตลอดทุกสเตชัน ท่ามกลางเสียงเชียร์อย่างล้นหลามจากแฟนๆ

 

แอน ทองประสม และ เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข ในการแข่งขัน HYROX Mixed Doubles 2แอน ทองประสม และ เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข ในการแข่งขัน HYROX Mixed Doubles 3แอน ทองประสม และ เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข ในการแข่งขัน HYROX Mixed Doubles 4แอน ทองประสม และ เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข ในการแข่งขัน HYROX Mixed Doubles 5แอน ทองประสม และ เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข ในการแข่งขัน HYROX Mixed Doubles 6

 

ทั้งสองพิชิตเส้นชัยด้วยเวลา 1:17:36 ชม. ก่อนปิดท้ายด้วยโมเมนต์สุดประทับใจ เมื่อหนุ่มเจมส์ได้อุ้ม ‘น้องพบรัก’ กำลังใจสำคัญที่สุดของเขา เรียกว่าเป็นภาพที่ทำให้ความเหนื่อยตลอดทั้งเรซคงหายเป็นปลิดทิ้ง และกลายเป็นอีกหนึ่งเรซที่สร้างความทรงจำดีๆ ให้กับทั้งคู่และแฟนๆ ไปอีกนาน

 

แอน ทองประสม และ เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข ในการแข่งขัน HYROX Mixed Doubles 7แอน ทองประสม และ เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข ในการแข่งขัน HYROX Mixed Doubles 8แอน ทองประสม และ เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข ในการแข่งขัน HYROX Mixed Doubles 9แอน ทองประสม และ เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข ในการแข่งขัน HYROX Mixed Doubles 10

The post แอน-เจมส์ คัมแบ็ก! จบเรซ HYROX Mixed Doubles ที่ 1:17:36 ชม. appeared first on THE STANDARD.

]]>
Lancôme เปิดตัว Absolue Longevity MD ปฏิวัติสกินแคร์ด้วยศาสตร์อายุยืนยาว https://thestandard.co/life/lancome-absolue-longevity-md-skincare/ Fri, 14 Aug 2026 03:15:38 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1241739 ผลิตภัณฑ์ Lancôme Absolue Longevity MD สกินแคร์ที่ใช้ศาสตร์อายุยืนยาว

ชีวิตคนเมืองที่เร่งรีบ นอนดึก เครียดสะสม เจออากาศเป็นพิ […]

The post Lancôme เปิดตัว Absolue Longevity MD ปฏิวัติสกินแคร์ด้วยศาสตร์อายุยืนยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลิตภัณฑ์ Lancôme Absolue Longevity MD สกินแคร์ที่ใช้ศาสตร์อายุยืนยาว

ชีวิตคนเมืองที่เร่งรีบ นอนดึก เครียดสะสม เจออากาศเป็นพิษทุกวัน ล้วนส่งผลต่อผิวมากกว่าที่คิด Lancôme จึงเปิดตัว Absolue Longevity MD นำแนวคิด Longevity Science มาปรับใช้กับสกินแคร์ โดยแยกอายุตามปีปฏิทินที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ออกจากอายุทางชีวภาพของผิวที่มองเห็นได้ ซึ่งดูแลและปรับให้ดีขึ้นได้จริง เบื้องหลังคือความร่วมมือกับ Timeline บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพจากสวิตเซอร์แลนด์ และ NanoEntek สตาร์ทอัพความงามจากเกาหลี พร้อมงานวิจัยตัวบ่งชี้ทางชีวภาพกว่า 267 รายการที่สรุปออกมาเป็น Longevity Wheel

 

หัวใจของคอลเล็กชันนี้คือ Mitopure by Timeline สาร Urolithin-A บริสุทธิ์ 98.5 เปอร์เซ็นต์ เดิมเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่แพทย์แนะนำ ทำงานด้วยการช่วยกำจัดไมโทคอนเดรียที่เสื่อมสภาพในเซลล์ผิว ส่งผลให้ผิวฟื้นตัวและผลัดเซลล์ได้ดีขึ้น นับเป็นการนำสารตัวนี้มาใช้ในสกินแคร์ระดับโลกเป็นครั้งแรก

 

จุดเด่นคือการแบ่งสูตรตามช่วงอายุผิว 3 รูปแบบ ได้แก่ Anticipate สำหรับผิวอายุต่ำกว่า 35 ปี เน้นปกป้องก่อนสัญญาณวัยปรากฏ Intercept สำหรับช่วงอายุ 35 ถึง 55 ปี เน้นกระตุ้นการผลัดเซลล์ และ Reset สำหรับผิวอายุมากกว่า 55 ปี เน้นฟื้นฟูสัญญาณวัยที่ปรากฏชัดแล้ว แต่ละรูทีนออกแบบมาให้ใช้เฉพาะกลุ่ม ไม่แนะนำให้สลับใช้ข้ามรุ่น นอกจากนี้ Lancôme ยังเปิดตัว Cell BioPrint นวัตกรรมบิวตี้เทคร่วมกับ NanoEntek สำหรับวิเคราะห์ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพบนผิว 5 รายการ เพื่อประเมินอายุผิวจริงและแนะนำรูทีนที่เหมาะกับแต่ละคน ถือเป็นการเปลี่ยนมุมมองเรื่องความชรา จากความเสื่อมถอยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สู่กระบวนการที่ดูแลและชะลอได้ด้วยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ นับเป็นอีกก้าวของวงการความงามที่น่าจับตามองทีเดียว

The post Lancôme เปิดตัว Absolue Longevity MD ปฏิวัติสกินแคร์ด้วยศาสตร์อายุยืนยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
BYD HYROX Bangkok คัมแบ็ก! เปิดฉากวันแรกของสนามที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย https://thestandard.co/life/byd-hyrox-bangkok-asia-largest/ Thu, 13 Aug 2026 11:48:25 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1241623 นักกีฬาจำนวนมากกำลังแข่งขันในงาน BYD HYROX Bangkok

หลังจากสร้างปรากฏการณ์ด้วยนักกีฬากว่า 17,500 คนเมื่อเดื […]

The post BYD HYROX Bangkok คัมแบ็ก! เปิดฉากวันแรกของสนามที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักกีฬาจำนวนมากกำลังแข่งขันในงาน BYD HYROX Bangkok

หลังจากสร้างปรากฏการณ์ด้วยนักกีฬากว่า 17,500 คนเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา BYD HYROX Bangkok กลับมาระเบิดความมันอีกครั้ง พร้อมเปิดฉากการแข่งขันวันแรก ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ท่ามกลางนักกีฬาและกองเชียร์ที่หลั่งไหลมาร่วมสัมผัสบรรยากาศอย่างคึกคัก โดยการกลับมาครั้งนี้ยกระดับการแข่งขันสู่รูปแบบ 4 วันเต็ม เป็นครั้งแรก และสร้างสถิติใหม่ด้วยยอดผู้สมัครกว่า 20,000 คน ขึ้นแท่นสนาม HYROX ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย พร้อมอัดแน่นโปรแกรมวันแรกด้วยการแข่งขันถึง 5 ประเภท ได้แก่ Women Doubles, Women Open/ Women Adaptive, Men Doubles, Men Open/ Men Adaptive และ Mixed Doubles ที่ทยอยลงสนามตั้งแต่ช่วงเช้าต่อเนื่องไปจนถึงค่ำ

 

สำหรับเรซในวันแรกก็ทำเอาฮอลล์คึกคักไปด้วยเหล่าคนดังที่มาลงแข่ง ไม่ว่าจะเป็น เฟย-ภัทร เอกแสงกุล และ Gabe Heck, ต้าห์อู๋-พิทยา แซ่ฉั่ว และ ออฟโรด-กันตภณ จินดาทวีผล, คิม-ปัณณธร จิรศาสตร์ และ นิว-สุทธนา ดีเลิศ, ตู่-ภพธร สุนทรญาณกิจ, อาโป-ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์ รวมถึงณเดชน์ คูกิมิยะ ที่กลับมาลงสังเวียนนี้อีกครั้ง

 

นักกีฬาจำนวนมากกำลังแข่งขันในงาน BYD HYROX Bangkok 1นักกีฬาจำนวนมากกำลังแข่งขันในงาน BYD HYROX Bangkok 2นักกีฬาจำนวนมากกำลังแข่งขันในงาน BYD HYROX Bangkok 3นักกีฬาจำนวนมากกำลังแข่งขันในงาน BYD HYROX Bangkok 4นักกีฬาจำนวนมากกำลังแข่งขันในงาน BYD HYROX Bangkok 5

 

ตลอดวันเหล่านักกีฬาต่างลงสนามเพื่อพิสูจน์ทั้งความแข็งแกร่ง ความเร็ว และการบริหารแรง ผ่านรูปแบบการแข่งขันมาตรฐาน HYROX ที่ประกอบด้วยการวิ่งรวม 8 กิโลเมตร สลับกับ 8 สถานี ไม่ว่าจะเป็น SkiErg, Sled Push, Sled Pull, Burpee Broad Jumps, RowErg, Farmers Carry, Sandbag Lunges และ Wall Balls โดยแต่ละประเภทต่างมีความท้าทายและจังหวะการแข่งขันที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การประสานงานของนักกีฬาคู่ ไปจนถึงการต่อสู้กับขีดจำกัดของตัวเองในประเภทเดี่ยว

 

นักกีฬาจำนวนมากกำลังแข่งขันในงาน BYD HYROX Bangkok 6นักกีฬาจำนวนมากกำลังแข่งขันในงาน BYD HYROX Bangkok 7นักกีฬาจำนวนมากกำลังแข่งขันในงาน BYD HYROX Bangkok 8นักกีฬาจำนวนมากกำลังแข่งขันในงาน BYD HYROX Bangkok 9นักกีฬาจำนวนมากกำลังแข่งขันในงาน BYD HYROX Bangkok 10นักกีฬาจำนวนมากกำลังแข่งขันในงาน BYD HYROX Bangkok 11นักกีฬาจำนวนมากกำลังแข่งขันในงาน BYD HYROX Bangkok 12

 

อีกหนึ่งความพิเศษของการแข่งขันครั้งนี้คือการเป็นหนึ่งในสนามคัดเลือกสู่ 2027 PUMA HYROX World Championshipsที่ฮ่องกง ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่การแข่งขันชิงแชมป์โลกของ HYROX จัดขึ้นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทำให้นักกีฬาจำนวนไม่น้อยต่างมุ่งมั่นทำผลงานและทำเวลาให้ดีที่สุด เพื่อคว้าโอกาสไปแข่งขันบนเวทีระดับโลก

 

นักกีฬาจำนวนมากกำลังแข่งขันในงาน BYD HYROX Bangkok 13นักกีฬาจำนวนมากกำลังแข่งขันในงาน BYD HYROX Bangkok 14นักกีฬาจำนวนมากกำลังแข่งขันในงาน BYD HYROX Bangkok 15นักกีฬาจำนวนมากกำลังแข่งขันในงาน BYD HYROX Bangkok 16

 

หลังจบการแข่งขันวันแรก BYD HYROX Bangkok 2026 ยังเหลืออีก 3 วันเต็ม ตั้งแต่วันที่ 14-16 สิงหาคม พร้อมการแข่งขันอีกหลากหลายประเภท และปิดท้ายการแข่งขันด้วย ‘Station 9’ อาฟเตอร์ปาร์ตี้อย่างเป็นทางการ ณ Tribe Sky Beach Club

The post BYD HYROX Bangkok คัมแบ็ก! เปิดฉากวันแรกของสนามที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Celebrate Your Day One บันทึกก้าวแรกบนเส้นทาง HYROX https://thestandard.co/life/hyrox-day-one-journey/ Thu, 13 Aug 2026 05:47:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1241182 นักกีฬาและผู้เข้าร่วมงานฉลอง Day One และบันทึกก้าวแรกบนเส้นทาง HYROX ในงาน Pre-Race Party

ในงาน ‘Pre-Race Party’ Celebrate Your HYROX Commitment […]

The post Celebrate Your Day One บันทึกก้าวแรกบนเส้นทาง HYROX appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักกีฬาและผู้เข้าร่วมงานฉลอง Day One และบันทึกก้าวแรกบนเส้นทาง HYROX ในงาน Pre-Race Party

ในงาน ‘Pre-Race Party’ Celebrate Your HYROX Commitment Brought to you by AP ที่จัดขึ้นโดยความร่วมมือของ THE STANDARD LIFE, CUBIC และ AP บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก พลังงานที่พลุ่งพล่าน และรอยยิ้มของเหล่านักกีฬาและสายสปอร์ตไลฟ์สไตล์ที่มารวมตัวกันเพื่อเติมพลังและฉลองทุกคำมั่นสัญญาของตัวเอง (Commitment) ก่อนจะก้าวเข้าสู่สนามแข่งขันจริง

 

ด้วยความเชื่อมั่นว่า “ชีวิตดีๆ เกิดจากทุกการตัดสินใจเล็กๆ ที่เราเลือกทำและรักษาไว้ในทุกวัน” เช่นเดียวกับการเตรียมตัวสำหรับ HYROX ที่ทุกก้าว ทุกหยาดเหงื่อในการซ้อม และทุกวันที่เราเลือกที่จะไม่ยอมแพ้ ล้วนเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่พาเราเข้าใกล้เป้าหมายขึ้นอีกนิด และเข้าใจตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม

 

และหนึ่งในไฮไลต์ที่น่าประทับใจที่สุดในงานคือบอร์ด CELEBRATE YOUR DAY ONE ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้ถ่ายภาพโพลารอยด์และเขียนบันทึกบอกเล่าถึง “เหตุผลที่ตัดสินใจเริ่มต้น” ลงบนการ์ดที่เราเตรียมไว้ให้ LIFE จึงอยากส่งต่อพลังบวกและแรงบันดาลใจให้ทุกคนได้เห็นถึงความมุ่งมั่นพยายามเหล่านี้ ที่อาจเป็นหนึ่งในแรงกระตุ้นสำหรับใครที่อยากเริ่มต้น My Day One ของตัวเองบ้าง

 

นักกีฬาและผู้เข้าร่วมงานฉลอง Day One และบันทึกก้าวแรกบนเส้นทาง HYROX ในงาน Pre-Race Party 1นักกีฬาและผู้เข้าร่วมงานฉลอง Day One และบันทึกก้าวแรกบนเส้นทาง HYROX ในงาน Pre-Race Party 2นักกีฬาและผู้เข้าร่วมงานฉลอง Day One และบันทึกก้าวแรกบนเส้นทาง HYROX ในงาน Pre-Race Party 3นักกีฬาและผู้เข้าร่วมงานฉลอง Day One และบันทึกก้าวแรกบนเส้นทาง HYROX ในงาน Pre-Race Party 4นักกีฬาและผู้เข้าร่วมงานฉลอง Day One และบันทึกก้าวแรกบนเส้นทาง HYROX ในงาน Pre-Race Party 5นักกีฬาและผู้เข้าร่วมงานฉลอง Day One และบันทึกก้าวแรกบนเส้นทาง HYROX ในงาน Pre-Race Party 6นักกีฬาและผู้เข้าร่วมงานฉลอง Day One และบันทึกก้าวแรกบนเส้นทาง HYROX ในงาน Pre-Race Party 7นักกีฬาและผู้เข้าร่วมงานฉลอง Day One และบันทึกก้าวแรกบนเส้นทาง HYROX ในงาน Pre-Race Party 8นักกีฬาและผู้เข้าร่วมงานฉลอง Day One และบันทึกก้าวแรกบนเส้นทาง HYROX ในงาน Pre-Race Party 9นักกีฬาและผู้เข้าร่วมงานฉลอง Day One และบันทึกก้าวแรกบนเส้นทาง HYROX ในงาน Pre-Race Party 10นักกีฬาและผู้เข้าร่วมงานฉลอง Day One และบันทึกก้าวแรกบนเส้นทาง HYROX ในงาน Pre-Race Party 11นักกีฬาและผู้เข้าร่วมงานฉลอง Day One และบันทึกก้าวแรกบนเส้นทาง HYROX ในงาน Pre-Race Party 12นักกีฬาและผู้เข้าร่วมงานฉลอง Day One และบันทึกก้าวแรกบนเส้นทาง HYROX ในงาน Pre-Race Party 13นักกีฬาและผู้เข้าร่วมงานฉลอง Day One และบันทึกก้าวแรกบนเส้นทาง HYROX ในงาน Pre-Race Party 14นักกีฬาและผู้เข้าร่วมงานฉลอง Day One และบันทึกก้าวแรกบนเส้นทาง HYROX ในงาน Pre-Race Party 15นักกีฬาและผู้เข้าร่วมงานฉลอง Day One และบันทึกก้าวแรกบนเส้นทาง HYROX ในงาน Pre-Race Party 16นักกีฬาและผู้เข้าร่วมงานฉลอง Day One และบันทึกก้าวแรกบนเส้นทาง HYROX ในงาน Pre-Race Party 17นักกีฬาและผู้เข้าร่วมงานฉลอง Day One และบันทึกก้าวแรกบนเส้นทาง HYROX ในงาน Pre-Race Party 18นักกีฬาและผู้เข้าร่วมงานฉลอง Day One และบันทึกก้าวแรกบนเส้นทาง HYROX ในงาน Pre-Race Party 19นักกีฬาและผู้เข้าร่วมงานฉลอง Day One และบันทึกก้าวแรกบนเส้นทาง HYROX ในงาน Pre-Race Party 20นักกีฬาและผู้เข้าร่วมงานฉลอง Day One และบันทึกก้าวแรกบนเส้นทาง HYROX ในงาน Pre-Race Party 21นักกีฬาและผู้เข้าร่วมงานฉลอง Day One และบันทึกก้าวแรกบนเส้นทาง HYROX ในงาน Pre-Race Party 22นักกีฬาและผู้เข้าร่วมงานฉลอง Day One และบันทึกก้าวแรกบนเส้นทาง HYROX ในงาน Pre-Race Party 23นักกีฬาและผู้เข้าร่วมงานฉลอง Day One และบันทึกก้าวแรกบนเส้นทาง HYROX ในงาน Pre-Race Party 24นักกีฬาและผู้เข้าร่วมงานฉลอง Day One และบันทึกก้าวแรกบนเส้นทาง HYROX ในงาน Pre-Race Party 25

The post Celebrate Your Day One บันทึกก้าวแรกบนเส้นทาง HYROX appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จักการเดินแบบ Awe Walk เดินช้าลง เพื่อให้หัวใจเราเบาขึ้น https://thestandard.co/life/awe-walk-slow-observe-heal/ Wed, 12 Aug 2026 07:14:48 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1241189 ผู้หญิงกำลังเดินช้าๆ ในทุ่งหญ้าพร้อมสุนัข สังเกตสิ่งรอบตัว

แนวคิดของ Awe Walk คือการเดินที่ไม่ได้สนใจจำนวนก้าวหรือ […]

The post รู้จักการเดินแบบ Awe Walk เดินช้าลง เพื่อให้หัวใจเราเบาขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้หญิงกำลังเดินช้าๆ ในทุ่งหญ้าพร้อมสุนัข สังเกตสิ่งรอบตัว

แนวคิดของ Awe Walk คือการเดินที่ไม่ได้สนใจจำนวนก้าวหรือระยะทางเป็นหลัก แต่ชวนให้เราตั้งใจสังเกตสิ่งรอบตัว และเปิดโอกาสให้ตัวเองรู้สึกทึ่ง หรือประทับใจกับบางสิ่งตรงหน้า อาจเป็นแสงแดดที่ลอดผ่านต้นไม้ ท้องฟ้ากว้างในช่วงเย็น รูปทรงของก้อนเมฆ เสียงลม หรือรายละเอียดเล็กๆ ในเมืองที่เราเดินผ่านทุกวัน แต่ไม่เคยหยุดมองจริงๆ

 

Awe Walk เริ่มได้รับความสนใจจากงานวิจัยของ University of California, San Francisco ที่ทดลองให้ผู้สูงอายุออกไปเดินพร้อมกับฝึกมองหาสิ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึก awe อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ผลพบว่าคนที่ฝึก Awe Walk มีอารมณ์เชิงบวกเพิ่มขึ้น และรายงานความรู้สึกทุกข์ใจในชีวิตประจำวันลดลง เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ออกไปเดินตามปกติ สิ่งที่น่าสนใจคือ พวกเขาไม่ได้เดินไกลขึ้นหรือออกกำลังกายหนักขึ้น เพียงแค่เปลี่ยนวิธีมองระหว่างทางเท่านั้น

 

ในทางจิตวิทยา ความรู้สึก Awe ยังเชื่อมโยงกับแนวคิดที่เรียกว่า Small Self เป็นช่วงเวลาที่เรารู้สึกว่าตัวเองเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของโลกใบใหญ่ ลองนึกถึงตอนยืนมองทะเลกว้าง เห็นภูเขาอยู่ตรงหน้า หรือเงยขึ้นมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆ ปัญหาที่เคยกินพื้นที่ในหัวไม่ได้หายไปไหน แต่ในช่วงเวลานั้นมันอาจดูเล็กลง และใจของเราก็เหมือนได้พื้นที่กลับคืนมาบ้าง บางทีการเยียวยาใจก็เริ่มง่ายๆ จากการเดินให้ช้าลง เงยหน้าขึ้น แล้วกลับมามองเห็นว่าโลกธรรมดารอบตัวเรายังมีอะไรสวยๆ ให้รู้สึกดีได้อีกเยอะ

The post รู้จักการเดินแบบ Awe Walk เดินช้าลง เพื่อให้หัวใจเราเบาขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เคล็ดลับแต่งหน้าและเลือกแว่นตาวัย 40+ ให้สวยมั่นใจดูเด็กลง https://thestandard.co/life/40plus-beauty-makeup-glasses/ Mon, 10 Aug 2026 06:07:59 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1240261 ภาพผู้หญิงวัย 40+ สวมแว่นตาและแต่งหน้าอย่างสวยงาม

มีโมเมนต์หนึ่งที่คนวัย 40+ หลายคนน่าจะเข้าใจดี เมื่อวัน […]

The post เคล็ดลับแต่งหน้าและเลือกแว่นตาวัย 40+ ให้สวยมั่นใจดูเด็กลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้หญิงวัย 40+ สวมแว่นตาและแต่งหน้าอย่างสวยงาม

มีโมเมนต์หนึ่งที่คนวัย 40+ หลายคนน่าจะเข้าใจดี เมื่อวันหนึ่งตัวหนังสือบนมือถือที่เคยอ่านได้สบายๆ เริ่มดูเบลอ ต้องยืดแขนออกไปอีกนิด เมนูในร้านอาหารต้องขยับออกห่าง หรือแม้แต่ตอนแต่งหน้าที่เคยเขียนอายไลเนอร์และเก็บรายละเอียดได้ง่าย กลับต้องเพ่งมากกว่าเดิม นี่อาจเป็นสัญญาณของ Presbyopia หรือ “สายตายาวตามวัย” การเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติที่มักเริ่มสังเกตได้ในช่วงวัย 40 เป็นต้นไป

 

 
 

แต่การมองใกล้ไม่ชัดขึ้น ไม่ได้หมายความว่าเราต้องยอมแพ้เรื่องความสวยหรือเปลี่ยนสไตล์ให้ดูสูงวัยขึ้น ตรงกันข้าม นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่สนุกในการอัปเดต Beauty Toolkit ใหม่ ตั้งแต่แว่นที่กลายเป็นแฟชั่นไอเท็ม คอนแทคเลนส์สำหรับวันที่อยากโชว์เมกอัพ ไปจนถึงการปรับโต๊ะแต่งหน้าเล็กๆ ให้ตอบโจทย์ดวงตาในวัยนี้มากขึ้น

 

ทำไมพอเข้า 40 แล้ว อยู่ๆ ถึงอ่านตัวหนังสือใกล้ๆ ไม่ชัด?

 

Presbyopia แตกต่างจากสายตายาวทั่วไป เพราะสัมพันธ์กับอายุโดยตรง เมื่อเราอายุมากขึ้น เลนส์ธรรมชาติภายในดวงตาจะค่อยๆ แข็งและยืดหยุ่นน้อยลง จึงเปลี่ยนรูปร่างเพื่อโฟกัสวัตถุที่อยู่ใกล้ได้ไม่ดีเท่าเดิม ผลคือเราอาจเริ่มถือโทรศัพท์ไกลขึ้น ต้องการแสงมากขึ้นเวลาอ่าน หรือรู้สึกล้าตาหลังทำงานใกล้ๆ นานๆ

 

แต่รู้ไหมว่า Presbyopia ไม่ใช่โรค และไม่ได้แปลว่าสุขภาพดวงตากำลังแย่ลงอย่างผิดปกติ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงตามวัย เพียงแต่แทนที่จะทนเพ่งหรือซื้อแว่นอ่านหนังสือสำเร็จรูปมาใช้ทันที การตรวจสายตาก่อนจะช่วยให้รู้ว่าเรามีสายตาสั้น ยาว หรือเอียงร่วมด้วยหรือไม่ และเลือกวิธีแก้ที่เหมาะกับชีวิตจริงได้มากกว่า

 

1. เปลี่ยนแว่นสายตาให้เป็นส่วนหนึ่งของลุคไปเลย

 

วันนี้แว่นอ่านหนังสือไม่จำเป็นต้องมีภาพจำแบบเดิมๆ อีกต่อไป กรอบแว่นสามารถทำหน้าที่ไม่ต่างจากต่างหู กระเป๋า หรือลิปสติกสีโปรดที่ช่วยกำหนดคาแรกเตอร์ของเรา ลองมองหาเฟรมที่เข้ากับโครงหน้าและสไตล์มากกว่าการเลือกเพียงเพราะ “อ่านชัด” เช่น กรอบทรง Cat-Eye ที่ลากสายตาขึ้นด้านบนอาจสร้างความรู้สึกว่าช่วงหางตาดูยกขึ้น กรอบ Oversized ให้ลุคแฟชั่นชัดเจน ขณะที่กรอบโลหะเส้นบางหรือ Rimless เหมาะกับคนที่ต้องการความ Minimal และไม่อยากให้แว่นแย่งความเด่นจากใบหน้า อีกไอเดียคือมีแว่นมากกว่าหนึ่งคู่ เช่น คู่เรียบสำหรับทำงาน และอีกคู่ที่มีสีหรือรูปทรงสนุกขึ้นสำหรับวันแต่งตัว เพราะหลัง 40 แว่นไม่จำเป็นต้องเป็นอุปกรณ์ที่เราพยายามซ่อน แต่สามารถกลายเป็นซิกเนเจอร์ของใบหน้าได้

 

2. Progressive Lens สำหรับชีวิตที่ต้องมองหลายระยะ

 

ปัญหาของวัย 40+ ไม่ได้มีแค่การอ่านหนังสือ เราอาจต้องสลับจากหน้าจอมือถือ ไปจอคอมพิวเตอร์ แล้วเงยหน้าคุยกับคนตรงหน้าอยู่ตลอดวัน การหยิบแว่นเข้าออกจึงอาจไม่สะดวก Progressive Lens เป็นอีกทางเลือก เพราะออกแบบให้เลนส์หนึ่งคู่รองรับการมองหลายระยะ ตั้งแต่ไกล กลาง ไปจนถึงใกล้ โดยไม่มีเส้นแบ่งบนเลนส์แบบแว่น Bifocal รุ่นเก่า นอกจากเรื่องความสะดวกแล้ว ดีไซน์ที่ไม่มีเส้นแบ่งยังทำให้ภาพรวมของแว่นดูร่วมสมัยขึ้นด้วย สำหรับคนที่ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์หลายชั่วโมงต่อวัน ยังมี Office หรือ Occupational Lens ที่เน้นระยะใกล้และระยะกลางโดยเฉพาะ ซึ่งอาจเหมาะกับโต๊ะทำงานมากกว่า Progressive ที่ออกแบบให้ใช้ครอบคลุมทุกระยะ

 

3. ใช้ Contact Lens ในวันที่อยากโชว์ Eye Makeup

 

บางวันแว่นก็ช่วยให้ลุคดูดีขึ้น แต่บางวันเราก็อยากเห็น Eye Makeup แบบเต็มๆ โดยไม่มีกรอบมาบัง นี่คือเหตุผลที่ Multifocal Contact Lens กลายเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับวัย 40+ คอนแทคเลนส์ประเภทนี้ได้รับการออกแบบให้ช่วยการมองหลายระยะ ทำให้หลายคนสามารถมองทั้งไกลและใกล้ได้โดยไม่ต้องหยิบแว่นอ่านหนังสือขึ้นมาตลอดเวลา เหมาะกับวันออกงาน ถ่ายรูป เล่นกีฬา หรือวันที่อยากเปลี่ยนลุคจากแว่นเป็น No-Glasses Look แต่ทั้งนี้ Multifocal Contact Lens ไม่ใช่แบบ One Size Fits All แต่ละคนอาจปรับตัวและให้คุณภาพการมองแตกต่างกัน จึงควรได้รับการตรวจและฟิตเลนส์โดยผู้เชี่ยวชาญแทนการเลือกซื้อจากค่าสายตาเดิมด้วยตัวเอง

 

4. อัปเกรด “โต๊ะแต่งหน้า” ไปพร้อมกับดวงตา

 

หนึ่งในปัญหาที่คนรักเมกอัพเริ่มพบเมื่อมี Presbyopia คือ เราต้องเข้าใกล้กระจกเพื่อเขียนตา แต่ยิ่งเข้าใกล้กลับยิ่งโฟกัสยาก การมีกระจกขยายจึงกลายเป็น Beauty Tool ที่มีประโยชน์มากกว่าที่คิด

 

ลองเลือกกระจกที่มีทั้งด้านปกติและด้านขยายประมาณ 5x สำหรับเก็บรายละเอียด เช่น Eyeliner, Mascara, Brows หรือ Concealer เฉพาะจุด พร้อมแสงที่สว่างสม่ำเสมอและใกล้เคียงแสงธรรมชาติ สิ่งเล็กๆ เหล่านี้อาจทำให้การแต่งหน้าง่ายขึ้นมาก โดยไม่ต้องเพ่งจนปวดตาหรือก้มหน้าเข้าไปชิดกระจกตลอดเวลา

 

และไม่จำเป็นต้องคิดว่า “ยิ่งขยายเยอะยิ่งดี” เพราะกระจกกำลังขยายสูงมากจะมีระยะโฟกัสสั้นและทำให้เห็นรายละเอียดของผิวเกินความจำเป็นจนแต่งหน้าหนักโดยไม่รู้ตัวได้

 

5. ปรับ Eye Makeup ให้ทำงานร่วมกับแว่น

 

ถ้าเลือกใส่แว่นเป็นประจำ ลองเปลี่ยนวิธีคิดจาก “แต่งหน้าอย่างไรไม่ให้แว่นบัง” เป็น “แต่งหน้าอย่างไรให้แว่นกับเมกอัพช่วยกัน” กรอบแว่นที่ชัดอยู่แล้วอาจไม่จำเป็นต้องจับคู่กับ Eye Makeup ที่หนักทุกองค์ประกอบ ลองเลือกจุดเด่นเพียงหนึ่งอย่าง เช่น ขนตาที่ชัดขึ้น Eyeliner บางๆ หรือคิ้วที่ได้รูป แล้วเติมสีบริเวณแก้มและริมฝีปากเพื่อสร้าง Balance ให้ทั้งใบหน้า อีกเรื่องที่หลายคนมองข้ามคือรองพื้นบริเวณสันจมูก เพราะแว่นสามารถทำให้เมกอัพเคลื่อนระหว่างวันได้ การลงผลิตภัณฑ์บางๆ ในจุดที่แป้นแว่นสัมผัสผิว และเซ็ตอย่างพอดี มักใช้งานจริงได้ดีกว่าการพยายามเพิ่มรองพื้นให้หนาขึ้น

 

6. วันที่ไม่อยากใส่แว่น มีทางเลือกมากกว่าเดิม

 

นอกจากแว่นและคอนแทคเลนส์ ปัจจุบันยังมีทางเลือกทางการแพทย์สำหรับ Presbyopia ตั้งแต่การทำ Monovision ซึ่งทำให้ตาข้างหนึ่งเน้นการมองไกลและอีกข้างเน้นการมองใกล้ ไปจนถึงการแก้ไขด้วยเลเซอร์ในผู้ที่เหมาะสม รวมถึง Presbyopia-correcting intraocular lenses ในการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์บางกรณี

 

ในต่างประเทศยังเริ่มมียาหยอดตาตามใบสั่งแพทย์สำหรับ Presbyopia ซึ่งใช้หลักการทำให้รูม่านตาเล็กลงเพื่อเพิ่ม Depth of Focus และช่วยการมองใกล้เป็นเวลาชั่วคราว จึงเป็นเทคโนโลยีที่น่าจับตามอง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะกับทุกคน และไม่ควรซื้อยาหยอดตามาใช้เองโดยไม่ได้รับการประเมินจากจักษุแพทย์

 

สำหรับคนที่สนใจทางเลือกเหล่านี้ คำถามจึงไม่ควรมีเพียงว่า “ทำแล้วไม่ต้องใส่แว่นไหม” แต่ควรคุยกับจักษุแพทย์ถึงคุณภาพการมองทั้งกลางวันและกลางคืน การกะระยะ ไลฟ์สไตล์ และข้อดีข้อจำกัดของแต่ละวิธีด้วย

 

Beauty After 40 คือการปรับ Beauty Toolkit ให้โตไปกับเรา

 

ความสวยหลัง 40 อาจไม่ได้อยู่ที่การพยายามทำทุกอย่างเหมือนตอนอายุ 20 หรือ 30 แต่อยู่ที่การรู้ว่าร่างกายกำลังเปลี่ยนไปอย่างไร แล้วเลือกสิ่งที่ทำให้ชีวิตง่ายและมั่นใจขึ้น สายตายาวตามวัยก็เช่นกัน เราไม่จำเป็นต้องซ่อนแว่นเพราะกลัวว่าจะทำให้ดูแก่ แต่อาจเลือกกรอบสวยๆ จนกลายเป็น Signature Look มี Multifocal Contact Lens ไว้สำหรับวันที่อยากโชว์เมกอัพ หรือเพียงเปลี่ยนกระจกแต่งหน้าและแสงบนโต๊ะเครื่องแป้งให้เหมาะกับสายตาที่เปลี่ยนไป อย่าลืมว่าการ “อัปเกรดความสวย” ในวัย 40+ ไม่ได้หมายถึงการพยายามย้อนเวลากลับไป แต่คือการรู้จักตัวเองในเวอร์ชันปัจจุบันให้ดีขึ้น และเลือก Beauty Tools ที่โตไปพร้อมกับเรา

The post เคล็ดลับแต่งหน้าและเลือกแว่นตาวัย 40+ ให้สวยมั่นใจดูเด็กลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
พีพี-กฤษฏ์ แชร์มุมมอง Skin Longevity และนวัตกรรม Oligio X https://thestandard.co/life/pp-krit-skin-longevity-oligio-x/ Mon, 10 Aug 2026 05:08:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1240234 พีพี-กฤษฏ์ ในงานเปิดตัวนวัตกรรม Oligio X

งานเปิดตัวโปรแกรมยกกระชับผิวใหม่ล่าสุด Oligio X The X-M […]

The post พีพี-กฤษฏ์ แชร์มุมมอง Skin Longevity และนวัตกรรม Oligio X appeared first on THE STANDARD.

]]>
พีพี-กฤษฏ์ ในงานเปิดตัวนวัตกรรม Oligio X

งานเปิดตัวโปรแกรมยกกระชับผิวใหม่ล่าสุด Oligio X The X-MODE ที่จัดโดยวอนเทค เอเชีย ไทยแลนด์ ภายใต้ปรัชญา Skinvestment หรือการลงทุนเพื่อผิวสุขภาพดีในระยะยาวนั้นได้รับความสนใจจากคนรักผิวมากมาย โดยงานนี้ พีพี-กฤษฏ์ มาร่วมงานในฐานะพรีเซนเตอร์คนสำคัญด้วย

 

THE STANDARD LIFE ได้ถาม พีพี-กฤษฏ์ เกี่ยวกับมุมมองการดูแลผิวในระยะยาว (Skin Longevity) ของเขาเป็นอย่างไร พีพีตอบว่า หัวใจสำคัญคือการมีผิวที่กระชับและแข็งแรง ซึ่งเป็นตัวช่วยป้องกันการร่วงโรยของผิวได้ดีที่สุด และชี้ว่าคนยุคนี้ให้ความใส่ใจกับการป้องกันและการเตรียมตัวไว้ก่อนมากขึ้น เพื่อรักษาคุณภาพผิวและสุขภาพที่ดีในระยะยาว พร้อมทั้งฝากแรงบันดาลใจผ่านนิยามความ eXtra ว่าไม่ใช่การพยายามทำให้เยอะกว่าคนอื่น แต่คือการให้เวลากับตัวเองเพิ่มขึ้นอีกนิดในแบบที่ทำแล้วรู้สึกสบายใจและมั่นใจที่สุดโดยไม่ต้องเปรียบเทียบกับใคร

 

ทางด้านนวัตกรรมยกกระชับผิวด้วยคลื่นความถี่วิทยุขั้วเดียว (Monopolar RF) ของ Oligio X ที่เปิดตัวใหม่นั้นโดดเด่นด้วยเทคโนโลยี GX Dual Mode ที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ปัญหาผิวเฉพาะบุคคลได้อย่างแม่นยำโดย

 

  • G Mode ออกแบบมาสำหรับการส่งพลังงานดูแลปัญหาความหย่อนคล้อยและช่วยดูแลคุณภาพผิว
  • X Mode ออกแบบมาเพื่อเสริมความคมชัดของกรอบหน้าให้แลดูมีมิติและดูแลปัญหาความหย่อนคล้อยบริเวณกรอบหน้า
  • ทำงานร่วมกับระบบ Intensive Cooling System ที่ช่วยปกป้องผิวชั้นบนและเพิ่มความสบายระหว่างทำหัตถการ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ได้อย่างลงตัว

The post พีพี-กฤษฏ์ แชร์มุมมอง Skin Longevity และนวัตกรรม Oligio X appeared first on THE STANDARD.

]]>
Yves Rocher เปิดนวัตกรรม 40,000 Micro-Pearls ในเซรั่มใหม่ https://thestandard.co/life/yves-rocher-micro-pearls-serum-radiance/ Sun, 09 Aug 2026 06:40:51 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1240003 ขวดเซรั่ม Yves Rocher Anti-Âge Global The Absolute Radiance Micro-Serum

Yves Rocher เดินหน้าต่อยอดความเชี่ยวชาญด้าน Botanical B […]

The post Yves Rocher เปิดนวัตกรรม 40,000 Micro-Pearls ในเซรั่มใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขวดเซรั่ม Yves Rocher Anti-Âge Global The Absolute Radiance Micro-Serum

Yves Rocher เดินหน้าต่อยอดความเชี่ยวชาญด้าน Botanical Beauty ด้วยการเปิดตัว Anti-Âge Global The Absolute Radiance Micro-Serum เซรั่มบำรุงผิวสูตรใหม่ที่นำศาสตร์จากพืชมาผสานกับนวัตกรรมด้านสกินแคร์ โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ 40,000 Precious Micro-Pearls ในเซรั่มหนึ่งขวด เพื่อดูแลสัญญาณแห่งวัยควบคู่ไปกับการฟื้นผิวให้แลดูเปล่งประกายได้อย่างน่าสนใจ

 

หัวใจสำคัญของสูตรคือ Gold Achillea พืชที่ Yves Rocher นำมาศึกษาและพัฒนาสู่สารสำคัญสำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ Anti-Âge Global โดยใน The Absolute Radiance Micro-Serum แบรนด์ระบุว่าได้ผสานพลังจาก 3 ล้านเซลล์พฤกษศาสตร์ของ Gold Achillea เข้ากับ Micro-Pearls ขนาดเล็ก ซึ่งจะแตกตัวและผสานเข้ากับเนื้อเซรั่มขณะทาลงบนผิว อีกหนึ่งเบื้องหลังทางวิทยาศาสตร์คือ Pro-Radiance7 Technology ที่พัฒนาขึ้นเพื่อดูแล 7 ปัจจัยซึ่งสัมพันธ์กับการมองเห็นความเปล่งประกายของผิว ตั้งแต่จุดด่างดำ ความกระจ่างใส ความโปร่งแสง ความเรียบเนียน การสะท้อนแสง ความสม่ำเสมอของสีผิว ไปจนถึงความสดใสโดยรวม จึงเป็นแนวคิดที่มองคำว่า ‘ผิวโกลว์’ มากกว่าการทำให้ผิวดูสว่างเพียงอย่างเดียว

 

นอกจากเรื่อง Radiance แล้ว เซรั่มยังถูกออกแบบให้ดูแล 10 สัญญาณแห่งวัย ครอบคลุมทั้งริ้วรอย ความยืดหยุ่น ความกระชับ และความสม่ำเสมอของผิวด้วย The Absolute Radiance Micro-Serum จึงสะท้อนอีกทิศทางของ Beauty Science ที่ไม่ได้แยกระหว่าง ‘ธรรมชาติ’ และ ‘วิทยาศาสตร์’ ออกจากกัน แต่ใช้การศึกษาพืชและเทคโนโลยีเครื่องสำอางมาพัฒนาร่วมกัน เพื่อรับมือทั้งสัญญาณแห่งวัยและคุณภาพของแสงที่สะท้อนจากผิว ซึ่งเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญของผิวที่ดูสุขภาพดีและเปล่งประกายมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

The post Yves Rocher เปิดนวัตกรรม 40,000 Micro-Pearls ในเซรั่มใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัส Reverse Aging กับ Dr.Virginie Couturaud ผู้ถ่ายทอดวิทยาศาสตร์ความงามจาก Dior https://thestandard.co/life/dior-reverse-aging-couturaud/ Thu, 06 Aug 2026 08:23:13 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1238921 Dr.Virginie Couturaud ผู้อำนวยการฝ่ายการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ของ Christian Dior

สังเกตเห็นไหมว่าทำไมสกินแคร์ในยุคนี้ถึงไม่ค่อยพูดคำว่า […]

The post ถอดรหัส Reverse Aging กับ Dr.Virginie Couturaud ผู้ถ่ายทอดวิทยาศาสตร์ความงามจาก Dior appeared first on THE STANDARD.

]]>
Dr.Virginie Couturaud ผู้อำนวยการฝ่ายการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ของ Christian Dior

สังเกตเห็นไหมว่าทำไมสกินแคร์ในยุคนี้ถึงไม่ค่อยพูดคำว่า Anti-Aging หรือการต้านริ้วรอยแบบเดิมๆ กันแล้ว แต่กลับมีคำศัพท์ใหม่อย่าง Skin Longevity หรือความยั่งยืนของผิว และ Reverse Aging หรือการย้อนวัยเซลล์ผิวเข้ามาแทนที่ THE STANDARD LIFE จะพาทุกคนไปฟังเรื่องราวเกี่ยวกับศาสตร์การย้อนวัยผิวกับด็อกเตอร์เวอร์จินี คูตูโรด์ (Virginie Couturaud) ผู้อำนวยการฝ่ายการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ของ Christian Dior ที่บินตรงมาเยือนประเทศไทย เพื่อสื่อสารเรื่องราววิทยาศาสตร์แห่งผิวพรรณให้พวกเราฟังแบบเข้าใจง่ายๆ ว่า วิทยาศาสตร์ความงามยุคใหม่นี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การบำรุงผิวชั้นนอกอีกต่อไป แต่เป็นการปฏิวัติระดับเซลล์ เพื่อคืนความสุขและผิวที่อ่อนเยาว์ให้ผู้หญิงอย่างแท้จริง

 

 
 

ความสวยต้องมาพร้อมความสุข นี่คือนิยาม Skin Longevity ในแบบของ Dior

 

วิสัยทัศน์ที่ก้าวล้ำของ Monsieur Christian Dior เคยกล่าวไว้ว่า ปรารถนาจะทำให้ผู้หญิงไม่เพียงแค่สวยขึ้นเท่านั้น แต่ยังมีความสุขมากขึ้นด้วย ซึ่งยังเป็นหัวใจสำคัญจนถึงปัจจุบัน

 

คุณเวอร์จินีเล่าว่า “เมื่อพูดถึง Skin Longevity ทาง Dior ไม่ได้มองแค่การทำให้คนเรามีอายุยืนยาวขึ้นแบบเหี่ยวเฉา แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ Healthspan หรือการมีสุขภาพผิวที่ดีและแข็งแรงอย่างยืนยาว ลองจินตนาการถึงการที่เราอายุเพิ่มขึ้นตามตัวเลขในบัตรประชาชน แต่เซลล์ผิวข้างในยังคงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด หรือ Optimum Level เหมือนตอนที่เรายังเป็นสาวแรกรุ่นอยู่ตลอดเวลา”

 

ลืม Anti-Aging แบบเดิมไปได้เลย เพราะนี่คือยุคของ Reverse Aging

 

แล้วสองคำนี้ต่างกันอย่างไร? คุณเวอร์จินีเล่าว่า “Traditional Anti-Aging หรือการต้านริ้วรอยแบบดั้งเดิม มักเน้นไปที่การดูแลริ้วรอยที่มองเห็นได้ภายนอก เช่น การทาครีมเคลือบผิวให้ดูชุ่มชื้นชั่วคราว แต่ Reverse Aging การย้อนวัยผิว
คือวิทยาศาสตร์ความงามที่แม่นยำสูง หรือ Precision Science เพราะเป็นการพุ่งเป้าไปที่กลไกการทำงานของยีนและโมเลกุลในระดับเซลล์โดยตรง หรือ Cellular Mechanism เพื่อซ่อมแซมกลไกที่เสื่อมถอยให้ย้อนกลับมาทำงานได้ดีเหมือนเดิม เสมือนเป็นการรีไวนด์นาฬิกาชีวิตของเซลล์ผิวนั่นเอง”

 

รู้จักแผนที่ความอ่อนเยาว์ด้วย Your Skin Longevity Compass

 

เพื่อพิสูจน์ว่าการย้อนวัยผิวไม่ใช่เรื่องมโน Dior ได้ร่วมมือกับ ศาสตราจารย์ วาดิม กลาดีเชฟ (Professor Vadim Gladyshev) นักวิจัยด้าน Longevity จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในการพัฒนาเครื่องมือสุดล้ำอย่าง Your Skin Longevity Compass หรือเข็มทิศผิวอายุยืนยาว

 

โดยเข็มทิศนี้จะวัดค่าผิวผ่านตัวชี้วัดทางชีวภาพ 15 ตัว หรือ Biomarkers ซึ่งครอบคลุม 3 หมวดสำคัญ ได้แก่ โครงสร้างผิวหน้า การทำงานของเซลล์ และการสื่อสารระหว่างเซลล์ ตัวชี้วัดเหล่านี้ช่วยให้เห็นกระบวนการเสื่อมชราของผิวอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการอักเสบระดับเซลล์ ความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชันที่เกิดจากแสงแดดและมลภาวะ การลดลงของพลังงานไมโทคอนเดรีย รวมถึงการสะสมของเซลล์ซอมบี้ หรือ Senescence Cells ที่หยุดทำงานแต่ยังคงปล่อยสารทำลายคอลลาเจนของเซลล์รอบข้าง

 

ความน่าสนใจคือ Dior ได้ศึกษาการถอดรหัสยีนในระดับเซลล์เดี่ยวมากกว่า 300,000 เซลล์ และวิเคราะห์การทำงานของยีนกว่า 12,000 ยีน เพื่อค้นหาวิธีย้อนคืนประสิทธิภาพของเซลล์ผิว งานวิจัยชิ้นนี้ผ่านการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิและได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Cosmetic Dermatology ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสามารถช่วยย้อนคืนอายุทางชีวภาพของเซลล์ผิวได้ลึกถึง 10 ปี อ่านมาถึงตรงนี้อนุญาตให้ร้องว้าว! ได้เลย เพราะเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก

 

ชวนบูสต์พลังผิวเด็กขั้นสุดด้วยเซรั่มไอคอนิกจาก Dior Prestige

 

หากอยากสัมผัสนิยามของผิวอ่อนเยาว์เหนือกาลเวลาด้วยตัวเอง ไม่ต้องรอให้ถึงระดับห้องแล็บ เพราะ Dior ได้นำศาสตร์แห่ง Skin Longevity มาถ่ายทอดไว้ในสกินแคร์ชิ้นไอคอนิกอย่าง Dior Prestige La Micro-Huile de Rose Activated Serum

 

เซรั่มขวดหรูนี้ถูกออกแบบมาเพื่อฟื้นบำรุงผิวอย่างล้ำลึก ลดเลือนริ้วรอยทั้งบริเวณใบหน้าและลำคอ โดยมีจุดเด่นสำคัญ ได้แก่ การปรับผิวที่หมองคล้ำให้กลับมาดูสดใส มีชีวิตชีวาอีกครั้ง ด้วยพลังจากกุหลาบ Rose de Granville อัดแน่นด้วยสารอาหารไมโครนิวเทรียนต์เข้มข้นถึง 22 ชนิด จากกุหลาบสายพันธุ์เฉพาะของ Dior ที่เติบโตท่ามกลางหน้าผาริมทะเล โดยในเซรั่มสูตรนี้มีความเข้มข้นของสารบำบัดไมโครสูงขึ้นกว่าสูตรเดิมถึง 6 เท่า นอกจากนี้ยังมีสารสกัดออยล์อุดมด้วยโอเมก้าเข้มข้น 14 เท่า มีสารอาหารบำบัดผิวเข้มข้น และกรดไฮยาลูรอนิกที่ช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นอย่างล้ำลึก รวมถึงมี 10,000 ไมโคร-เพิร์ล สารอาหารและโอเมก้าสำคัญทั้งหมดถูกกักเก็บไว้ภายในอณูเม็ดบีดส์สีชมพูมากกว่าหนึ่งหมื่นอณู ซึ่งจะแตกตัวและซึมซาบเข้าสู่ผิวทันทีที่ทา มอบผลลัพธ์ให้ผิวดูอิ่มเอิบ กระชับ และแลดูอ่อนเยาว์ในทุกมิติ

 

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความงามภายนอก แต่คือการสร้างความมั่นใจและความสุขจากการมีผิวที่แข็งแรง เปล่งประกายความอ่อนเยาว์จากภายในระดับเซลล์ ตามแนวคิดความงามที่ยั่งยืนของ Dior Beauty รู้แบบนี้แล้วเชื่อว่าหลายคนน่าจะอยากลองสัมผัสกับความเซรั่มไอคอนิกอย่าง Dior Prestige La Micro-Huile de Rose Activated Serum กันแล้วแน่นอน สามารถแวะไปทดลองและสัมผัสด้วยประสบการณ์จริงของตัวเองได้แล้วที่บูติก Dior ทุกสาขา

 

The post ถอดรหัส Reverse Aging กับ Dr.Virginie Couturaud ผู้ถ่ายทอดวิทยาศาสตร์ความงามจาก Dior appeared first on THE STANDARD.

]]>
HYROX: เมื่อร่างกายอยากยอมแพ้ แต่ใจสั่งให้ไปต่อ นี่คือบททดสอบ Self-Commitment ที่น่าลอง https://thestandard.co/life/hyrox-commitment-challenge-mind-body/ Thu, 06 Aug 2026 02:08:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1238568 ภาพผู้เข้าแข่งขัน HYROX กำลังมุ่งมั่นออกกำลังกายในสถานีหนึ่ง แสดงถึงการต่อสู้กับขีดจำกัดทางร่างกายและจิตใจ

Hyrox เป็นที่นิยมมากและฮิตมากทั่วโลก เพราะมันไม่ใช่แค่ก […]

The post HYROX: เมื่อร่างกายอยากยอมแพ้ แต่ใจสั่งให้ไปต่อ นี่คือบททดสอบ Self-Commitment ที่น่าลอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้เข้าแข่งขัน HYROX กำลังมุ่งมั่นออกกำลังกายในสถานีหนึ่ง แสดงถึงการต่อสู้กับขีดจำกัดทางร่างกายและจิตใจ

Hyrox เป็นที่นิยมมากและฮิตมากทั่วโลก เพราะมันไม่ใช่แค่การแข่งขันฟิตเนส แต่คือการทดสอบความแกร่งของใจที่ต้องก้าวข้ามขีดจำกัดตัวเองในทุกสเตชัน

 

หากใครเคยเล่น Hyrox จะรู้ดีว่าเวลาที่เราออกแรงจนแทบหมดแรง มักจะมีเสียงในหัวดังขึ้นว่า “พอเถอะ ไปต่อไม่ไหวแล้ว” บางคนอาจคิดว่านั่นคือสัญญาณจากร่างกายที่กำลังฟ้องว่าไม่ไหว แต่ความจริงแล้ว เสียงนั้นอาจเป็นการทำงานของสมองที่กำลังพยายามปกป้องเราไม่ให้ใช้พลังงานมากเกินไปอยู่ก็ได้ จึงเป็นเหตุผลที่หลายคนมองว่า HYROX ไม่ใช่แค่การแข่งขันความฟิต แต่เป็นสนามทดสอบทางจิตวิทยา ที่บังคับให้เราต้องเผชิญหน้ากับขีดจำกัดของตัวเอง และพิสูจน์ว่าเราจะรักษา Self-Commitment ว่า “ฉันต้องทำได้” ได้มากแค่ไหน

และบางทีสิ่งที่ควรค่าแก่การเฉลิมฉลอง อาจไม่ใช่แค่ช่วงเวลาที่วิ่งเข้าเส้นชัย แต่คือทุกการตัดสินใจเล็กๆ ที่พาเรามาถึงวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการตื่นเช้าไปซ้อม วันที่เลือกไม่ยอมแพ้ หรือวันที่ยังรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเองได้

 

ด้วยแนวคิดนี้ THE STANDARD LIFE และ CUBIC จึงชวนทุกคนมาร่วมงาน Pre-Race Party: Celebrate your HYROX Commitment เพื่อกลับมาเฉลิมฉลองให้กับ ‘ตัวเอง’ ก่อนลงสนามจริง เพราะทุก Commitment ที่คุณรักษาไว้ตลอดเส้นทาง ล้วนมีความหมายไม่แพ้ช่วงเวลาที่ก้าวผ่าน Finish Line

 

HYROX คือการแข่งขันฟิตเนสที่เติบโตเร็วที่สุดรายการหนึ่งของโลก ผู้เข้าแข่งขันต้องวิ่งรวมระยะ 8 กิโลเมตร สลับกับ Functional Workout 8 ด่าน ได้แก่ SkiErg, Sled Push, Sled Pull, Burpee Broad Jumps, RowErg, Farmers Carry, Sandbag Lunges และ Wall Balls เพื่อทดสอบทั้งความแข็งแรง ความอึด และความทนทานของร่างกาย สิ่งที่ผู้เข้าแข่งขันส่วนใหญ่พูดตรงกันคือ สิ่งที่ยากที่สุดกลับไม่ใช่กล้ามเนื้อ แต่คือการต่อสู้กับเสียงในหัวของตัวเอง

 

นักจิตวิทยาการกีฬา Josephine Perry ได้อธิบายไว้ในรายการพอดแคสต์ของ Rox Lyfe ว่า “ความรู้สึกที่เราคิดว่าถึงขีดจำกัดแล้ว ไม่ได้หมายความว่าร่างกายใช้ศักยภาพทั้งหมดจริงๆ เสมอไป สมองมักสร้างระยะเผื่อความปลอดภัยขึ้นมา เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายทำงานหนักเกินความจำเป็น นั่นหมายความว่าหลายครั้งสิ่งที่เรารู้สึกว่าเป็นกำแพง อาจเป็นเพียงกลไกป้องกันตัวเองของสมอง มากกว่าจะเป็นขีดจำกัดที่แท้จริงของร่างกาย” การลงแข่ง HYROX จึงเป็นเหมือนการฝึกให้เราเรียนรู้ว่า ยังมีศักยภาพอีกส่วนหนึ่งที่ซ่อนอยู่ และบางครั้งมันจะปรากฏออกมาได้ก็ต่อเมื่อเราเลือกที่จะก้าวต่อไป

 

แน่นอนว่าเมื่อความเหนื่อยสะสม หัวใจเต้นแรง กล้ามเนื้อเริ่มล้า หรือกรดแลคติกทำให้ขาแสบ สมองมักตีความสัญญาณเหล่านี้ว่าเป็นภัยคุกคามและสั่งให้เราหยุดพัก แต่ในทางจิตวิทยามีเทคนิคที่เรียกว่า Cognitive Reappraisal หรือการปรับกรอบความคิดใหม่ ซึ่งนักกีฬาระดับสูงใช้กันอย่างแพร่หลาย แทนที่จะมองว่าความเจ็บคือสัญญาณของความล้มเหลว พวกเขาเลือกตีความว่า นี่คือหลักฐานว่าร่างกายกำลังทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ ความรู้สึกไม่ได้เปลี่ยนไป แต่ความหมายที่เรามอบให้กับมันเปลี่ยน และนั่นก็เพียงพอที่จะทำให้เราผ่านอีกหนึ่งเซ็ต หรือวิ่งต่อไปได้อีกหนึ่งกิโลเมตร

 

นอกจากจะท้าทายร่างกายแล้ว HYROX ยังเป็นการฝึกสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า Voluntary Discomfort หรือการยอมเลือกเผชิญความลำบากด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการฝึกหนัก การวิ่งต่อทั้งที่เหนื่อย หรือการฝืนทำอีกหนึ่งครั้งก่อนหมดเวลา ประสบการณ์เหล่านี้ช่วยให้สมองเรียนรู้ว่า ความไม่สบาย ความเหนื่อย หรือแรงกดดัน ไม่ใช่สิ่งที่ต้องหลีกหนีเสมอไป ในทางสรีรวิทยา การออกกำลังกายแบบเข้มข้นยังช่วยกระตุ้นการหลั่ง BDNF (Brain-Derived Neurotrophic Factor) ซึ่งเป็นโปรตีนสำคัญที่ช่วยสร้างและซ่อมแซมเซลล์สมอง เพิ่มความสามารถในการเรียนรู้ การปรับตัว และการรับมือกับความเครียด เมื่อเผชิญสถานการณ์กดดันบ่อยครั้ง ระบบประสาทจะค่อยๆ เรียนรู้ว่าความรู้สึกนี้รับมือได้ ส่งผลให้เราไม่ตอบสนองต่อความเครียดด้วยการถอยหนีเหมือนเดิม

 

อีกสิ่งหนึ่งที่หลายคนค้นพบหลังผ่านการแข่งขัน HYROX คือ ความมั่นใจที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากคำพูดสร้างแรงบันดาลใจ แต่มาจากความมั่นใจที่ได้จากประสบการณ์จริง ทุกครั้งที่เราอยากยอมแพ้ แต่ยังเลือกทำต่อ ทุกครั้งที่เรารักษาสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเองได้ สมองจะค่อยๆ สะสมหลักฐานว่า “ฉันเป็นคนที่ผ่านเรื่องยากมาได้” หลักฐานเหล่านี้จะกลายเป็นรากฐานของความเชื่อมั่นในตัวเอง ซึ่งแข็งแรงและยั่งยืนกว่ากำลังใจชั่วคราว เพราะมันเกิดจากการลงมือทำจริง

 

เราจึงมองว่า HYROX จึงเป็นมากกว่าการแข่งขันออกกำลังกาย มันคือพื้นที่ที่ทำให้เราได้ฝึกอยู่กับความไม่สบาย ฝึกจัดการเสียงในหัว และฝึกเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองอีกครั้ง เพราะหลายครั้งในชีวิต สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่การวิ่งอีกหนึ่งกิโลเมตรหรือการยกน้ำหนักอีกหนึ่งครั้ง แต่คือการก้าวต่อไปอีกหนึ่งก้าว เมื่อเราผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ เรามักค้นพบความจริงข้อหนึ่งว่า ใจของเรามักยอมแพ้ก่อนที่ร่างกายจะถึงขีดจำกัดจริงๆ เสมอ สิ่งที่ HYROX มอบให้จึงไม่ใช่แค่เหรียญรางวัลหรือสถิติใหม่ แต่คือความเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าจะเป็นความท้าทายในสนามแข่งหรืออุปสรรคในชีวิตจริง เราอาจแข็งแกร่งกว่าที่ตัวเองเคยคิดไว้ก็ได้นะ

 

อ้างอิง

The post HYROX: เมื่อร่างกายอยากยอมแพ้ แต่ใจสั่งให้ไปต่อ นี่คือบททดสอบ Self-Commitment ที่น่าลอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Thunn Thee Clinic’ คลินิกเฉพาะทางผิวหนังที่เชื่อว่า ‘ผลลัพธ์ที่ดี’ ต้องเริ่มจากการวินิจฉัยที่ถูกต้องและรักษาบนพื้นฐานความปลอดภัย [Advertorial] https://thestandard.co/life/thunn-thee-clinic-dermatology/ Wed, 05 Aug 2026 03:00:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1237858 ภาพนายแพทย์ธัญธร นุชนาฏนนท์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์ธีรพงษ์ รัตนนุกรม แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง

“บางคนต้องไปหลายคลินิกเพื่อหาคำตอบให้กับปัญหาผิวของตัวเ […]

The post ‘Thunn Thee Clinic’ คลินิกเฉพาะทางผิวหนังที่เชื่อว่า ‘ผลลัพธ์ที่ดี’ ต้องเริ่มจากการวินิจฉัยที่ถูกต้องและรักษาบนพื้นฐานความปลอดภัย [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนายแพทย์ธัญธร นุชนาฏนนท์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์ธีรพงษ์ รัตนนุกรม แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง

“บางคนต้องไปหลายคลินิกเพื่อหาคำตอบให้กับปัญหาผิวของตัวเอง ที่หนึ่งมีแพทย์เฉพาะทางผิวหนังและดูแลโรคผิวหนังได้ดี แต่อาจไม่มีเครื่องมือด้านความงามที่ตอบโจทย์ ขณะที่อีกที่หนึ่งมีเทคโนโลยีทันสมัยแต่ขาดการวินิจฉัยเชิงลึก”

 

Thunn Thee Clinic 

 

 

หมอเติ้ล-นพ.ธัญธร นุชนาฏนนท์ และ หมอตั้ม-ผศ.นพ.ธีรพงษ์ รัตนนุกรม แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง บอกว่า นี่คือ ‘Pain Point’ ของคนที่มีปัญหาผิวที่ต้องวนลูปกับการรักษาปัญหาไม่จบสิ้น ไหนจะความกังวลว่ายาหรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้เป็นของแท้หรือเปล่า หัตถการที่ทำดำเนินการโดยแพทย์หรือไม่

 

คำถามสำคัญก่อนเดินเข้าคลินิกความงามต่อจากนี้อาจไม่ใช่ ‘นวัตกรรมไหนทำแล้วเห็นผลทันที’ แต่ควรถามว่าสิ่งนี้ ‘ปลอดภัยจริงหรือเปล่า’

 

ภาพนายแพทย์ธัญธร นุชนาฏนนท์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์ธีรพงษ์ รัตนนุกรม แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง 1

 

ทั้งสองท่านบอกว่า คลินิกที่มีทั้งแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง และมีเครื่องมือที่เป็น Gold Standard ในแต่ละเทคโนโลยียังมีไม่เยอะ นั่นคือช่องว่างที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘Thunn Thee Clinic’ (ธัญธีร์คลินิก) คลินิกที่ดูแลโดยแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง วุฒิบัตรตจวิทยา รับรองโดยแพทยสภา

 

“เราอยากเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดูแลและรักษาโดยแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง ด้วยเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ แล้วก็เป็น Gold Standard ในทุกเทคโนโลยี โดยตั้งใจให้ทุกการรักษาอ้างอิงหลักวิชาการ และทุกหัตถการที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือหรือการฉีดดำเนินการโดยแพทย์ในราคาที่สมเหตุสมผล” นพ.ธัญธรกล่าว

 

“หลักในการทำงานของเราคือ แก้ปัญหาตรงจุด ไม่เลี้ยงไข้ ราคาเข้าถึงง่าย” นพ.ธีรพงษ์ บอกว่า นี่คือสิ่งที่คนไข้ทุกคนควรได้รับ

 

“เรื่องไม่เลี้ยงไข้เป็น Pain Point ของคลินิกผิวหนัง แต่ต้องเข้าใจก่อนว่าโรคผิวหนังบางอย่างเป็นโรคเรื้อรัง จึงต้องใช้เวลาในการรักษา และคนไข้ควรเข้าใจธรรมชาติของโรคไปด้วย อย่างสิว บางคนมีสิวอุดตันขนาดเล็ก สิวหัวเปิด หรือสิวหัวปิด ต้องอาศัยการดูแลอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่เราจะพยายามออกแบบการรักษาให้เหมาะกับปัญหาและอยู่ในระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุด”

 

ทำไมต้องใส่ใจกับคำว่า ‘แพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง’

 

คำว่า “แพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง” เป็นคีย์หลักที่ นพ.ธัญธร และ ผศ.นพ.ธีรพงษ์ เน้นย้ำให้คนไข้คำนึงถึงก่อนจะตัดสินใจเลือกคลินิก

 

“จริงๆ คุณหมอทุกท่านที่ดูแลคนไข้ ต่างก็หวังดีกับคนไข้และอยากให้คนไข้ได้รับการรักษาที่ดีที่สุด แต่สำหรับเรื่องผิวหนัง มันมีความละเอียดอ่อนกว่านั้น เพราะผิวหนังไม่ใช่เพียงพื้นผิวที่มองเห็น แต่เป็นอวัยวะที่มีโครงสร้าง การทำงาน และโรคที่ซับซ้อนกว่าที่ตาเปล่าจะบอกได้ การรักษาจึงควรเริ่มจากการวินิจฉัยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นบนผิวคืออะไรกันแน่”

 

ภาพนายแพทย์ธัญธร นุชนาฏนนท์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์ธีรพงษ์ รัตนนุกรม แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง 2

หมอเติ้ล-นพ.ธัญธร นุชนาฏนนท์

 

นพ.ธัญธร อธิบายว่า แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง หลังจากสำเร็จการศึกษาแพทยศาสตร์เป็นเวลา 6 ปี ต้องศึกษาต่อเฉพาะทางด้านโรคผิวหนังโดยตรงอีกอย่างน้อย 4 ปี เพื่อรับวุฒิบัตรสาขาตจวิทยาจากแพทยสภา ซึ่งทีมแพทย์ของ Thunn Thee Clinic หลายท่าน ยังได้ต่อยอดความรู้เชิงลึกในอีกหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็น ตจศัลยศาสตร์ การทำหัตถการผ่าตัดมะเร็งผิวหนัง การรักษาด้วยแสงและเลเซอร์ ตลอดจนหัตถการความงามทางผิวหนัง ทำให้มีความรู้และความสามารถในการรักษา จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำให้คนไข้มั่นใจได้ว่า ทุกปัญหาจะได้รับการแก้ไขอย่างตรงจุดและปลอดภัย

 

การเรียนรู้เชิงลึกไม่ได้หมายถึงการทำหัตถการได้หลากหลายขึ้นเท่านั้น แต่คือความสามารถในการประเมินว่า หัตถการนั้นเหมาะกับคนไข้หรือไม่ เพราะแพทย์ผิวหนังเฉพาะทางจะรู้โครงสร้างและการทำงานของผิวหนังในเชิงลึก ในแต่ละเคสจะรู้ว่าได้ถึงข้อบ่งชี้ในการทำหัตถการ เห็นรอยโรค และแนะนำได้ว่าหัตถการไหนควรหรือไม่ควรทำ”

 

ผศ.นพ.ธีรพงษ์ ยกตัวอย่างคนไข้ที่ตั้งใจจะมาจี้ไฝและจุดดำออกด้วยเลเซอร์ เพราะมองเห็นเป็นเพียงรอยเม็ดสีหรือก้อนเนื้อเล็ก ๆ บนผิว แต่ที่ Thunn Thee Clinic เราจะใช้เครื่อง Dermatoscope หรือกล้องส่องผิวหนัง เพื่อช่วยประเมินรอยโรคก่อนทำเลเซอร์ทุกครั้ง เพื่อดูว่ามีความผิดปกติที่จะเป็นโรคร้ายหรือไม่ แล้วจึงเลือกหัตถการที่เหมาะสมที่สุดกับคนไข้ เพราะถ้าเกิดเป็นกลุ่มรอยโรคของมะเร็งผิวหนัง หากยิงเลเซอร์ไป มันอาจจะบดบังหรืออาจทำให้รอยหายไป แต่เซลล์ที่ผิดปกติยังเหลืออยู่ ในอนาคตมันก็ยากต่อการวินิจฉัย และอาจทำให้เซลล์ที่ผิดปกติลุกลามลงลึกมากขึ้น”

 

“ทุกอย่างต้องอยู่บนบรรทัดฐานของความปลอดภัยและมาตรฐานวิชาชีพ อ้างอิงตามงานวิจัยที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก สิ่งเหล่านี้จะทำให้คนไข้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ ด้วยวิธีการที่ถูกต้องและปลอดภัย” นพ. ธัญธร เน้นย้ำพร้อมทั้งเล่าเคสที่คนไข้ต้องการทำหัตถการยกกระชับแต่กลับพบมะเร็งไทรอยด์

 

“มีเคสหนึ่ง คนไข้ต้องการมายกกระชับบริเวณคอ เพราะรู้สึกว่ากรอบหน้าไม่ชัด เหมือนมีเหนียง เราก็ตรวจร่างกายตามขั้นตอนของเราปกติ ปรากฏว่าบริเวณที่ดูเหมือนไขมันหรือความหย่อนคล้อย มีต่อมน้ำเหลืองโตและพบต่อมไทรอยด์โต จึงแนะนำให้คนไข้ไปตรวจเพิ่มเติม สุดท้ายคนไข้เป็นมะเร็งไทรอยด์แล้วมีต่อมน้ำเหลืองโต เรากลายเป็นหมอคนแรกที่วินิจฉัยคนไข้รายนี้และคนไข้ก็กลับมาขอบคุณที่แนะนำให้ไปตรวจเพิ่มเติม”

 

นพ.ธัญธร บอกว่าทุกวันนี้คนไข้ก็ยังคงกลับมาใช้บริการที่คลินิกเป็นประจำ “เราพยายามจะชี้ให้เห็นว่าการตรวจร่างกายคนไข้อย่างละเอียดในเชิงลึกก่อนทำการรักษามีประโยชน์อย่างมากต่อคนไข้”

 

ภาพนายแพทย์ธัญธร นุชนาฏนนท์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์ธีรพงษ์ รัตนนุกรม แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง 3

หมอตั้ม-ผศ.นพ.ธีรพงษ์ รัตนนุกรม

 

หมอก็มีสิทธิ์ปฏิเสธ ถ้าวินิจฉัยแล้วว่าไม่ปลอดภัย

 

เดี๋ยวนี้คนไข้ไม่น้อยที่เดินเข้ามาคลินิกพร้อมเรฟหน้าที่ต้องการพร้อมหัตถการที่เล็งไว้ นพ.ธีรพงษ์ มองว่านั่นคือสิทธิ์ที่คนไข้พึงมีในการเลือกตั้งเป้าหมายกับรูปลักษณ์ของตัวเอง แต่ด้วยวิชาชีพของแพทย์และจรรยาบรรณ การอธิบายทางเลือกทั้งหมดอย่างตรงไปตรงมาเพื่อให้คนไข้เห็นว่าความเสี่ยงที่เขาจะได้รับคืออะไรก็สำคัญ

 

“ทุกหัตถการควรเริ่มจากคำถามว่า ผลลัพธ์ที่ได้คุ้มกับความเสี่ยงหรือไม่ เพราะหากเลือกทำสิ่งที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนความปลอดภัย เมื่อเกิดผลข้างเคียงขึ้น คนไข้อาจต้องเผชิญกับสิ่งที่หนักกว่าปัญหาตั้งต้น”

 

ที่ Thunn Thee Clinic คนไข้ทุกคนจะได้พูดคุยกับแพทย์ก่อนเสมอ นพ.ธัญธร มองว่า การรู้ข้อดี ข้อจำกัด ความเสี่ยง และผลลัพธ์ที่คาดหวังได้ของแต่ละหัตถการ คือสิทธิพื้นฐานที่คนไข้ควรได้รับก่อนตัดสินใจ

 

คุณหมอทั้งสองเล่าว่า มากกว่า 90% ของคนไข้เลือกมาที่นี่เพราะสบายใจที่ไม่ถูกกดดันให้ซื้อคอร์ส และได้ปรึกษากับคุณหมอก่อนเสมอ

 

“เราตั้งใจที่จะไม่มีเซลส์มาตั้งแต่ต้น เพราะเซลส์ไม่ใช่หมอ การที่คนไข้ได้เจอหมอ ได้พูดคุยกับคุณหมอ และให้หมอวิเคราะห์ผิวหน้าก่อน จึงทำให้การประเมินตรงจุดที่สุด และไม่ต้องอึดอัดกับการยัดเยียดขายคอร์ส”

 

อย่างไรก็ตาม คุณหมอทั้งสองท่านย้ำว่า “เซลส์ที่ดี มีคุณธรรม และมีจรรยาบรรณก็มีเยอะ เราเพียงนำ Pain Point ที่เคยพบในบางที่มาปรับปรุง เพื่อให้คำแนะนำบนความจำเป็นทางการแพทย์เป็นหลัก”

 

สำหรับคนไข้ที่ติดต่อผ่านช่องทางออนไลน์ทุกแพลตฟอร์มจะมีทีมประสานงานข้อมูลเบื้องต้น ก่อนส่งต่อให้แพทย์

 

“การตัดสินใจไม่ควรเกิดจากการที่แพทย์บอกเพียงว่า ทำอย่างนี้ดี ขณะที่คนไข้ไม่ต้องการทำ หรือยังไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ต้องเห็นด้วยทั้งสองฝ่าย คนไข้ยินยอมว่าอยากทำ รู้ว่าผลลัพธ์จะประมาณไหน แล้วตัดสินใจด้วยตัวเอง อันนี้จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดครับ” นพ.ธัญธรกล่าว

 

ภาพนายแพทย์ธัญธร นุชนาฏนนท์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์ธีรพงษ์ รัตนนุกรม แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง 4

 

ออกแบบการรักษาบนพื้นฐานของ ‘งานวิจัย’

 

การให้คำปรึกษาที่นี่จึงไม่ได้จบลงที่การอธิบายว่าเทคโนโลยีไหนให้ผลลัพธ์อะไร แต่เริ่มตั้งแต่การทำความเข้าใจโครงสร้างผิว กลไกการสร้างคอลลาเจน การเปลี่ยนแปลงของผิวตามวัย และช่วงเวลาที่เหมาะสมของแต่ละหัตถการ

 

“คนไข้ทุกคนที่เคยมารักษาจะรู้เลยว่าเหมือนหมอสอนหนังสือ เพราะเราเปิดสไลด์อธิบายตั้งแต่โครงสร้างผิว บอกเหตุผลว่าเราทำหัตถการกลุ่มยกกระชับเพราะอะไร เซลล์ที่สร้างคอลลาเจนทำงานอย่างไร มีจำนวนเท่าไร และเริ่มลดลงตั้งแต่อายุเท่าไร แล้วจึงนำข้อมูลมาเทียบกับเป้าหมายของคนไข้ ว่าหัตถการที่อยากทำเหมาะกับปัญหาและช่วงวัยหรือไม่ รวมถึงปริมาณที่ต้องทำมากหรือน้อยเกินไปหรือเปล่า”

 

ผศ.นพ.ธีรพงษ์ บอกว่าสิ่งสำคัญคือต้อง ‘พิสูจน์ได้’ ด้วยการทำอัลตราซาวนด์วิเคราะห์โครงสร้างใบหน้าของคนไข้ สแกนให้เห็นเลยว่าชั้นไขมันหนาหรือไม่หนาแค่ไหน ชั้นเยื่อหุ้มกล้ามเนื้อที่เหมาะกับการทำกลุ่มยกกระชับ เหมาะสมกับความลึกของเครื่องมือหรือเปล่า

 

“หลักฐานเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือนภาษากลางระหว่างหมอกับคนไข้ ทั้งข้อมูลจากการตรวจร่างกาย ภาพอัลตราซาวนด์ หลักการทางวิทยาศาสตร์ และงานวิจัยที่รองรับ ไม่ใช่คำแนะนำจากความรู้สึกเพียงอย่างเดียว คนไข้จึงมั่นใจได้ว่า สิ่งที่หมอแนะนำ ไม่ว่าจะเพิ่มหรือลด มันอยู่บนพื้นฐานของความเหมาะสม” ผศ.นพ.ธีรพงษ์ กล่าว

 

เครื่องมือที่ดีก็เหมือนพาร์ทเนอร์ที่ดี

 

นอกจากการประเมินและรักษาโดยแพทย์ผิวหนังเฉพาะทาง เครื่องมือที่เป็น ‘Gold Standard’ ก็เป็นคีย์สำคัญที่คุณหมอทั้งสองท่านเน้นย้ำตลอดการสนทนา

 

นพ.ธัญธรเล่าว่า ก่อนนำเครื่องมือเข้ามาใช้ ทีมแพทย์จะพิจารณาทั้งงานวิจัย การรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประวัติการใช้งานจริง และพัฒนาการของเทคโนโลยีในแต่ละรุ่น จากนั้นยังต้องขอเครื่องมาทดลองใช้กับทีมแพทย์ เพื่อประเมินผลลัพธ์ ความรู้สึกระหว่างทำ และความเหมาะสมกับผิวของคนไทยและคนเอเชีย ก่อนตัดสินใจนำมาใช้กับคนไข้จริง

 

“เวลาสนใจเครื่องมือใหม่ บริษัทต้องมาพร้อมงานวิจัย” ผศ.นพ.ธีรพงษ์ บอกว่า หากข้อมูลงานวิจัยผ่าน ขั้นต่อมาคือการฝึกใช้เครื่องมือร่วมกันกับบริษัทเพื่อผสานความรู้ของทีมแพทย์เข้ากับแนวทางการใช้งานของเครื่อง ก่อนนำมาปรับเป็น Protocol ของคลินิกเองที่เหมาะสมกับคนไข้ที่สุด

 

เกณฑ์สำคัญคือ Efficacy และ Safety หรือประสิทธิภาพและความปลอดภัย

 

“เครื่องมือต้องเห็นผลและปลอดภัยไปพร้อมกันครับ บางเครื่องอาจให้ผลลัพธ์ดี แต่มีโอกาสเกิดผลข้างเคียงหรือภาวะแทรกซ้อนสูง แบบนั้นก็ไม่ผ่านมาตรฐานของเรา การเห็นผลจึงไม่ใช่เงื่อนไขเดียวในการคัดเลือก เพราะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมและความปลอดภัยของคนไข้ในระยะยาวด้วย” นพ.ธัญธร กล่าว

 

เครื่องมือที่คลินิกเลือกใช้ส่วนใหญ่จึงเป็นเทคโนโลยีระดับ Gold Standard ที่ได้รับการรับรองจาก US และ Thai FDA รวมไปถึงการเป็นเทคโนโลยีต้นแบบที่ผ่านการใช้งานมาอย่างยาวนาน มีข้อมูลรองรับ และได้รับการพัฒนาต่อเนื่องในแต่ละรุ่น

 

“เราไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นเครื่องมือจากอเมริกาหรือยุโรป หากเทคโนโลยีจากเอเชียมีคุณภาพและมีหลักฐานสนับสนุน เราก็พร้อมเลือกใช้ สิ่งสำคัญคือเป็นเทคโนโลยีที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้ว และมีการพัฒนาต่อเนื่องเพื่อแก้ข้อจำกัดของรุ่นเดิม”

 

เกณฑ์ดังกล่าวถูกนำมาเป็นมาตรฐานการเลือกพาร์ทเนอร์เช่นกัน คุณหมอทั้งสองท่านเชื่อมั่นว่า Merz ก็มีวิสัยทัศน์และมองความปลอดภัยเป็นอันดับแรกเช่นกัน

 

“Merz มีเทคโนโลยีที่มีทั้งข้อมูลรองรับและมีการพัฒนาต่อเนื่อง อย่างเทคโนโลยี Micro-focused Ultrasound with Visualization หรืออัลตราซาวนด์แบบมีภาพแสดงชั้นผิวขณะทำหัตถการ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้แพทย์เห็นโครงสร้างใต้ผิวและวางพลังงานได้ตรงจุดมากขึ้น แม้จะมีการใช้อัลตราซาวนด์ภายนอกช่วยประเมินโครงสร้างผิวได้ แต่การเห็นภาพบนหน้าจอไปพร้อมกับการปล่อยพลังงาน ช่วยให้แพทย์วางตำแหน่งและระดับความลึกได้แม่นยำกว่าในแต่ละครั้ง”

 

ภาพนายแพทย์ธัญธร นุชนาฏนนท์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์ธีรพงษ์ รัตนนุกรม แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง 5

 

เปิดคลินิกในบ้าน เพราะอยากให้คนไข้รู้สึกผ่อนคลาย

 

อีกหนึ่งความตั้งใจแรกเริ่มในการทำคลินิกคือ ‘สถานที่ตั้ง’

 

“เราคิดกันนานว่าจะเปิดที่ไหนดี จะเปิดในห้างฯ หรือในอเวนิว แต่สุดท้ายเราคุยกันว่าอยากให้มันเป็นบ้าน อยากให้คนไข้รู้สึกสบายใจเวลามารับบริการที่นี่ ก็เลยเลือกเปิดที่บ้านของตัวเองครับ” นพ.ธัญธร จึงเลือกรีโนเวทบ้านของตัวเองให้กลายเป็นคลินิกความงาม ด้วยบรรยากาศที่เรียบง่าย อบอุ่น ไม่ต่างจากความตั้งใจในการดูแลคนไข้ของคลินิก

 

แน่นอนว่าการเป็นคลินิกแบบ Standalone มีข้อจำกัดเรื่องความสะดวกและการเข้าถึง เมื่อเทียบกับคลินิกในห้างฯ ที่มีคนเดินผ่านและช่วยสร้างการมองเห็นได้มากกว่า แต่ในอีกด้านหนึ่ง การใช้พื้นที่ของตัวเองช่วยลดต้นทุนและแรงกดดันเรื่องยอดขายลงได้

 

“ข้อดีคือพอเป็นบ้านของเรา ต้นทุนการให้บริการหายไปเยอะ และเราไม่มีความกดดันว่าต้องมาทำยอด ส่วนต่างตรงนี้จึงเอาไปพัฒนาเครื่องมือและการให้บริการคนไข้ได้มากขึ้น” นพ.ธัญธรกล่าว

 

เลือกลงทุนกับความรู้และนวัตกรรมแทนการเปิดสาขาเพิ่ม

 

เมื่อถามถึงแผนการขยายสาขา ทั้งสองท่านเห็นตรงกันที่จะเลือกนำงบประมาณไปลงทุนในเทคโนโลยีใหม่เพื่อดูแลคนไข้ให้ครอบคลุมขึ้นแทนการเปิดสาขาเพิ่ม

 

“สุดท้ายเรารู้สึกว่าการมีสาขาเดียวและดูแลคนไข้ให้ครบองค์รวมโดยที่ยังดูแลมาตรฐานการรักษาได้อย่างทั่วถึง” ผศ.นพ.ธีรพงษ์กล่าว

 

นพ.ธัญธรเสริมว่า การเลือกอยู่สาขาเดียวไม่ได้หมายถึงการหยุดพัฒนา แต่เป็นการรักษาบรรยากาศและรูปแบบการดูแลที่ตั้งใจไว้ พร้อมเพิ่มศักยภาพของคลินิกในสิ่งที่จำเป็น

 

“เราอยากพัฒนาตัวเองในแง่ความรู้ ให้ประโยชน์กับสังคม และยังดูแลคนไข้ได้ดีแบบเดิม ตอนนี้จึงอยากรักษาบรรยากาศของที่นี่ไว้ แต่เพิ่มเติมเรื่องเทคโนโลยีและการบริการมากกว่า”

 

แม้คลินิกความงามจะมีผู้เล่นหน้าใหม่เพิ่มขึ้น แต่ทั้งสองท่านมองว่า ไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้วยจำนวนสาขา เพราะยังมีคนไข้บางกลุ่มที่กำลังมองหาการดูแลที่เฉพาะเจาะจงมากกว่า

 

“เดี๋ยวนี้คนไข้จะหาข้อมูลเลยว่า ที่ไหนมีแพทย์เฉพาะทางและราคาเหมาะสม ซึ่งเราตอบโจทย์ตรงนั้นได้ หลายครั้งคนไข้บอกว่า อยากหาคลินิกแบบ Standalone ที่แพทย์เป็นเจ้าของ ดูแลคลินิกเอง และได้ตรวจรักษากับแพทย์โดยตรง”

 

แม้แนวทางนี้อาจใช้เวลาในการดูแลคนไข้แต่ละรายมากกว่า แต่ก็ตอบโจทย์กลุ่มคนที่ต้องการคำแนะนำจากแพทย์โดยตรง และต้องการการรักษาที่ออกแบบตามปัญหาเฉพาะบุคคล มากกว่าการรับบริการรูปแบบเดียวกันในทุกสาขา

 

ภาพนายแพทย์ธัญธร นุชนาฏนนท์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์ธีรพงษ์ รัตนนุกรม แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง 6

 

เช็กลิสต์ก่อนเลือกคลินิกความงาม

 

ก่อนจบบทสนทนาทั้งสองท่านชวนให้ทุกคนตั้งคำถามกับตัวเองก่อนตัดสินใจเลือกคลินิกว่า เราอยากแก้ปัญหาอะไร และทำไปเพื่ออะไร เพราะเมื่อเป้าหมายชัดเจน ข้อมูลจากโซเชียลมีเดียหรือ AI ก็จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการศึกษาข้อมูล

 

สิ่งที่ควรตรวจสอบก่อนตัดสินใจมี 3 เรื่อง ได้แก่

 

  • สถานพยาบาลถูกต้องหรือไม่ คลินิกต้องได้รับอนุญาตและดำเนินการอย่างถูกต้อง
  • ผู้ทำเป็นแพทย์จริงหรือไม่ ตรวจสอบชื่อ วุฒิการศึกษา และวุฒิบัตรเฉพาะทางได้ผ่านเว็บไซต์แพทยสภา
  • เครื่องมือและผลิตภัณฑ์ได้มาตรฐานหรือไม่ โดยเฉพาะสิ่งที่จะฉีดหรือใส่เข้าสู่ร่างกาย ต้องมั่นใจว่าเป็นของแท้และตรวจสอบแหล่งที่มาได้

 

นพ.ธัญธรเสริมว่า ราคาอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ใช้ประกอบการตัดสินใจได้ แต่ไม่ควรเป็นปัจจัยเดียว โดยเฉพาะเมื่อส่วนต่างของราคาอาจไม่ได้มากนัก หากเทียบกับความเสี่ยงจากผลข้างเคียงหรือปัญหาที่ต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายมากกว่าเดิมในการแก้ไข

 

“อย่าดูแค่ราคา บางครั้งเราดูว่าที่ไหนถูกกว่า แต่ละเลยสิ่งที่สำคัญกว่า ทั้งผู้ให้บริการ เครื่องมือ และมาตรฐานความปลอดภัย ส่วนต่างราคาอาจแค่หลักพัน แต่ถ้าเกิดอันตรายหรือผลข้างเคียงขึ้นมา มันประเมินค่าไม่ได้ เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือตัวเราและชีวิตของเรา”

 

การมีข้อมูลมากพอจะช่วยให้เราตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม เริ่มจากการรู้เท่าทันความต้องการของตัวเอง เลือกข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ และให้ความปลอดภัยมาก่อนผลลัพธ์ที่รวดเร็วเสมอ

The post ‘Thunn Thee Clinic’ คลินิกเฉพาะทางผิวหนังที่เชื่อว่า ‘ผลลัพธ์ที่ดี’ ต้องเริ่มจากการวินิจฉัยที่ถูกต้องและรักษาบนพื้นฐานความปลอดภัย [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึก กฎ 30-30-30 เทรนด์ไวรัลจาก TikTok ช่วยลดน้ำหนักได้จริงไหม? https://thestandard.co/life/30-30-30-rule-tiktok-weight-loss/ Tue, 04 Aug 2026 06:48:13 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1237935 ภาพประกอบแสดงแนวคิดกฎ 30-30-30 สำหรับการลดน้ำหนัก ซึ่งเป็นเทรนด์ไวรัลบน TikTok

หากช่วงนี้คุณเลื่อน TikTok แล้วเจอคลิปที่พูดถึง กฎ 30-3 […]

The post เจาะลึก กฎ 30-30-30 เทรนด์ไวรัลจาก TikTok ช่วยลดน้ำหนักได้จริงไหม? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงแนวคิดกฎ 30-30-30 สำหรับการลดน้ำหนัก ซึ่งเป็นเทรนด์ไวรัลบน TikTok

หากช่วงนี้คุณเลื่อน TikTok แล้วเจอคลิปที่พูดถึง กฎ 30-30-30 ซ้ำแล้วซ้ำเล่า คุณไม่ได้เป็นคนเดียว เพราะนี่คือหนึ่งในเทรนด์สุขภาพที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในปีที่ผ่านมา หลายคนแชร์ว่าทำตามแล้วน้ำหนักลด อิ่มนานขึ้น คุมน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น และรู้สึกสดชื่นตั้งแต่เริ่มต้นวัน

 

 
 

ฟังดูเหมือนเป็น “สูตรลับ” ของการลดน้ำหนัก แต่เมื่อมองผ่านแว่นของวิทยาศาสตร์ คำตอบกลับไม่ง่ายขนาดนั้น

 

กฎ 30-30-30 ไม่ใช่สูตรมหัศจรรย์ และยังไม่มีงานวิจัยที่พิสูจน์ว่าตัวเลขทั้งสามนี้เป็นสูตรที่ดีที่สุดสำหรับการลดน้ำหนักโดยเฉพาะ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ หลักการที่อยู่เบื้องหลังกลับสอดคล้องกับงานวิจัยด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย และสุขภาพเมตาบอลิซึมหลายชิ้น จึงทำให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวนไม่น้อยมองว่า แม้จะไม่ใช่ “สูตรลัด” แต่ก็เป็นกิจวัตรที่น่าสนใจสำหรับคนที่อยากเริ่มดูแลสุขภาพ

 

กฎ 30-30-30 คืออะไร?

 

แม้หลายคนจะรู้จักสูตรนี้ผ่าน TikTok แต่จริงๆ แล้วแนวคิดนี้ถูกพูดถึงมาตั้งแต่ปี 2010 ในหนังสือ The 4-Hour Body ของ Tim Ferriss ก่อนจะกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง เมื่อ Gary Brecka นำแนวคิดนี้มาอธิบายผ่าน TikTok จนมีผู้ชมหลายสิบล้านครั้งทั่วโลก

 

หลักการของ กฎ 30-30-30 มีเพียง 3 ขั้นตอน ได้แก่

 

  1. รับประทานโปรตีนประมาณ 30 กรัม
  2. ภายใน 30 นาทีหลังตื่นนอน
  3. จากนั้นทำคาร์ดิโอความหนักต่ำ (Low-Intensity Steady-State Cardio หรือ LISS) เป็นเวลา 30 นาที

 

หลายคนมักเข้าใจผิดว่า “ภายใน 30 นาที” หมายถึงต้องรีบออกกำลังกายทันทีหลังตื่นนอน แต่ความจริงแล้ว สิ่งที่ควรทำภายใน 30 นาทีแรกคือ เริ่มรับประทานโปรตีน จากนั้นจึงค่อยออกกำลังกายแบบเบาๆ

 

ตัวอย่างเช่น หากคุณตื่นเวลา 7.00 น. อาจรับประทานอาหารเช้าหรือดื่มโปรตีนเชกเวลา 7.20 น. แล้วออกไปเดินเร็วเวลา 7.45 น. ก็ถือว่าอยู่ในหลักการของสูตรนี้

 

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า ตัวเลข 30 นาทีไม่ใช่กฎตายตัว เพราะปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานว่าการรับประทานโปรตีนภายใน 30 นาทีให้ผลดีกว่าการรับประทานภายใน 1-2 ชั่วโมงแรกหลังตื่นนอน สิ่งสำคัญกว่าคือ การได้รับโปรตีนในช่วงเช้าและสร้างกิจวัตรที่ทำได้อย่างต่อเนื่อง

 

ทำไมต้องเป็น “โปรตีน 30 กรัม”?

 

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมต้องเป็น 30 กรัม ไม่ใช่ 10 หรือ 50 กรัม

 

คำตอบคือ ตัวเลขนี้มาจากงานวิจัยด้านโภชนาการที่พบว่า โปรตีนประมาณ 20-40 กรัมต่อมื้อ เป็นช่วงที่ช่วยกระตุ้นการสร้างโปรตีนในกล้ามเนื้อ (Muscle Protein Synthesis) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งช่วยให้อิ่มนาน ลดความอยากอาหารระหว่างวัน และช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อในช่วงลดน้ำหนัก

 

ที่สำคัญ คนส่วนใหญ่มักได้รับโปรตีนน้อยในมื้อเช้า จึงทำให้การเพิ่มโปรตีนในมื้อแรกของวันเป็นเรื่องที่ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการให้ความสำคัญมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

 

สำหรับคนที่คิดว่า “30 กรัมเยอะเกินไป” ความจริงแล้วสามารถจัดได้ไม่ยาก เช่น อกไก่ย่างประมาณ 120-150 กรัม กรีกโยเกิร์ตกับไข่ หรือโปรตีนเชกหนึ่งแก้วร่วมกับอาหารเช้าปกติ โดยไม่จำเป็นต้องมาจากอาหารชนิดเดียว

 

แล้วทำไมต้องเป็นคาร์ดิโอแบบเบา?

 

อีกหนึ่งความเข้าใจผิดคือ หลายคนคิดว่าสูตรนี้ต้องวิ่งหนักหรือออกกำลังกายจนเหนื่อย

 

แต่ความจริงแล้ว กฎ 30-30-30 แนะนำให้ทำ Low-Intensity Steady-State Cardio (LISS) เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยานเบาๆ ว่ายน้ำ หรือเดินบนลู่วิ่ง ด้วยระดับความหนักที่ยังสามารถพูดคุยเป็นประโยคได้

 

เหตุผลคือ การออกกำลังกายในระดับนี้เหมาะกับคนส่วนใหญ่ ทำได้ต่อเนื่องทุกวัน ลดโอกาสบาดเจ็บ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับคนที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน

 

แล้วช่วยลดน้ำหนักได้จริงไหม?

 

คำตอบคือ อาจช่วยได้ แต่ไม่ใช่เพราะตัวเลข 30-30-30

 

หากการกินโปรตีนมื้อเช้าทำให้คุณอิ่มนานขึ้น ลดการกินจุบจิบ และการเดินทุกเช้าช่วยเพิ่มการใช้พลังงาน แน่นอนว่าน้ำหนักมีโอกาสลดลงได้

 

แต่หากตลอดทั้งวันยังรับประทานพลังงานเกินความต้องการ นอนน้อย หรือใช้ชีวิตแบบนั่งติดโต๊ะโดยแทบไม่ขยับตัว สูตรนี้ก็ไม่สามารถชดเชยพฤติกรรมเหล่านั้นได้

 

นี่คือเหตุผลที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า สิ่งที่ทำให้ กฎ 30-30-30 ได้ผล ไม่ใช่ตัวเลขทั้งสาม แต่คือการสร้าง Healthy Habit ที่ทำได้ทุกวัน

 

ใครบ้างที่อาจไม่เหมาะกับสูตรนี้?

 

แม้ กฎ 30-30-30 จะปลอดภัยสำหรับคนส่วนใหญ่ แต่ก็อาจไม่เหมาะกับทุกคน เช่น ผู้ที่มีโรคไตซึ่งต้องจำกัดโปรตีน ผู้ที่ทำ Intermittent Fasting และตั้งใจเลื่อนมื้อแรกไปช่วงสาย หรือผู้ที่ตื่นเช้าแล้วไม่รู้สึกหิว เพราะการฝืนรับประทานทันทีอาจทำให้รู้สึกไม่สบายท้อง

 

หากมีโรคประจำตัวหรือข้อจำกัดด้านโภชนาการ ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อนปรับเปลี่ยนรูปแบบการกิน

 

มากกว่าสูตรลดน้ำหนัก แต่คือการออกแบบ ‘ชั่วโมงแรกของวัน’

 

ในมุมของ Lifestyle Medicine สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของ กฎ 30-30-30 อาจไม่ใช่ตัวเลข 30 ทั้งสาม แต่คือแนวคิดในการออกแบบ หนึ่งชั่วโมงแรกของวัน ให้เป็นช่วงเวลาที่เราหันกลับมาดูแลร่างกาย ก่อนที่ความเร่งรีบของงาน การแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ และตารางชีวิตที่แน่นขนัดจะเข้ามาแทนที่

 

การเริ่มต้นวันด้วยอาหารที่มีคุณภาพ ตามด้วยการเคลื่อนไหวร่างกาย แม้อาจไม่ได้ทำให้น้ำหนักลดลงในทันที แต่สามารถวางรากฐานของพฤติกรรมสุขภาพที่ดี ซึ่งส่งผลต่อทั้งการควบคุมน้ำหนัก สุขภาพเมตาบอลิซึม และสุขภาพในระยะยาว

 

ท้ายที่สุดแล้ว กฎ 30-30-30 อาจไม่ใช่สูตรมหัศจรรย์ที่เปลี่ยนชีวิตภายใน 30 วัน แต่เป็นเครื่องเตือนใจว่า สุขภาพที่ดีไม่ได้เกิดจากการทำสิ่งที่สมบูรณ์แบบเป็นครั้งคราว หากเกิดจากพฤติกรรมเล็กๆ ที่เราทำซ้ำได้ทุกวัน และนั่นต่างหาก คือหลักการที่แท้จริงของการมีสุขภาพดีและอายุยืน

 

อ้างอิง

The post เจาะลึก กฎ 30-30-30 เทรนด์ไวรัลจาก TikTok ช่วยลดน้ำหนักได้จริงไหม? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชวนฝึก Positive Self-Talk ที่เราเกลียดวันจันทร์อาจไม่ใช่งาน แต่คือบทสนทนาในหัวของเราเอง https://thestandard.co/life/positive-self-talk-sunday-scaries/ Mon, 03 Aug 2026 10:20:21 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1237665 ภาพประกอบแสดงผู้หญิงกำลังคิดหรือพูดคุยกับตัวเองในเชิงบวก เพื่อรับมือกับความเครียดในวันจันทร์

“พรุ่งนี้วันจันทร์อีกแล้ว”   แค่ได้ยินประโยคนี้ใจก […]

The post ชวนฝึก Positive Self-Talk ที่เราเกลียดวันจันทร์อาจไม่ใช่งาน แต่คือบทสนทนาในหัวของเราเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงผู้หญิงกำลังคิดหรือพูดคุยกับตัวเองในเชิงบวก เพื่อรับมือกับความเครียดในวันจันทร์

“พรุ่งนี้วันจันทร์อีกแล้ว”

 

แค่ได้ยินประโยคนี้ใจก็เริ่มหนักอึ้งและหมดพลัง เป็นอาการที่หลายคนเรียกว่า Sunday Scaries หรือความกังวลก่อนเริ่มต้นสัปดาห์ใหม่ กลายเป็นความรู้สึกที่พบได้บ่อยในวัยทำงานของคนยุคนี้ จนบางคนเริ่มเครียดตั้งแต่คืนวันอาทิตย์ ทั้งที่เช้าวันจันทร์ยังมาไม่ถึงเลยด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ หลายครั้งสิ่งที่ทำให้เราเหนื่อย ไม่ใช่งานตรงหน้า หากเป็นบทสนทนาในหัวของเราเองต่างหาก ยิ่งถ้าคิดในแง่ลบแทบทุกเรื่อง อารมณ์ของวันนั้นก็มีแนวโน้มจะโฟกัสแต่สิ่งลบๆ โดยไม่รู้ตัว LIFE จึงอยากพาผู้อ่านไปรู้จักกับวิธีฝึก Positive Self-Talk ที่จะช่วยเปลี่ยนมายด์เซ็ตของเราที่มีต่อวันจันทร์ให้ท้าทายและมีความหมายเชิงบวกมากขึ้น

 

เราอาจยังไม่ได้เปิดคอมพิวเตอร์ ยังไม่ได้อ่านอีเมล หรือยังไม่ได้เข้าประชุม แต่สมองกลับเริ่มสร้างสถานการณ์ต่างๆ ล่วงหน้า เช่น
“งานต้องเยอะแน่”
“ประชุมวันนี้คงโดนจวกเละ”
“โปรเจกต์ใหม่สัปดาห์นี้คงเหนื่อยอีกแล้ว”

 

เมื่อความคิดเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำๆ สมองจะตีความว่ากำลังเผชิญภัยคุกคาม ส่งผลให้ร่างกายเริ่มเข้าสู่โหมดตื่นตัว หัวใจเต้นเร็วขึ้น กล้ามเนื้อตึง และระดับความเครียดเพิ่มขึ้น ทั้งที่เหตุการณ์จริงยังไม่เกิดขึ้นเลย นักจิตวิทยาเรียกวิธีรับมือกับวงจรนี้ว่า Positive Self-Talk หรือการพูดคุยกับตัวเองในเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งไม่ได้หมายถึงการหลอกตัวเองว่าทุกอย่างจะดี หรือการมองโลกสวยเกินจริง แต่คือการเปลี่ยนบทสนทนาในหัวให้สมดุล มีเหตุผล และอ่อนโยนกับตัวเองมากขึ้น

 

แนวคิดนี้ได้รับการสนับสนุนจากงานทบทวนวรรณกรรมที่ตีพิมพ์ใน Journal of Sport and Exercise Psychology โดย David Tod และคณะ ซึ่งพบว่า Positive Self-Talk ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เสริมความมั่นใจ และช่วยให้รับมือกับแรงกดดันได้ดีขึ้น เพราะสิ่งที่ส่งผลต่ออารมณ์ของเรา ไม่ใช่เหตุการณ์เพียงอย่างเดียว แต่คือความหมายที่เราตีความให้กับเหตุการณ์นั้น

 

Positive Self-Talk ไม่ใช่การฝืนคิดบวก แต่คือการเปลี่ยนประโยคเดิมให้สะท้อนความจริงมากขึ้น เช่น แทนที่จะบอกตัวเองว่า “งานเยอะมาก ทำไม่ทันแน่” ลองเปลี่ยนเป็น “ฉันจะเริ่มจากงานที่สำคัญที่สุดก่อน แล้วค่อยทำทีละอย่าง”

 

แทนที่จะคิดว่า “ประชุมวันนี้ต้องพลาดแน่” ลองบอกตัวเองว่า “เราเตรียมตัวมาแล้ว และถ้าตอบไม่ได้ ก็สามารถกลับไปหาข้อมูลเพิ่มเติมได้”

 

แทนที่จะพูดว่า “วันจันทร์น่าเบื่อที่สุดของสัปดาห์” ลองเปลี่ยนเป็น “วันนี้เป็นแค่วันแรกของสัปดาห์ ยังมีเวลาค่อยๆ จัดการทุกอย่างให้ลงตัว”

 

หรือแม้แต่ในวันที่รู้สึกหมดพลัง ลองเปลี่ยนจาก “ฉันไม่ไหวแล้ว” เป็น “ตอนนี้ฉันเหนื่อย และฉันจะพักสัก 10 นาที ก่อนกลับมาทำต่อ”

 

แม้จะเป็นเพียงการเปลี่ยนคำพูดไม่กี่ประโยค แต่สิ่งที่เปลี่ยนจริงๆ คือวิธีที่สมองประเมินสถานการณ์ เมื่อสมองรับรู้ว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่ภัยคุกคาม แต่เป็นปัญหาที่สามารถจัดการได้ ระบบประสาทจะค่อยๆ ลดการตอบสนองต่อความเครียด ทำให้เราคิดได้ชัดขึ้น ตัดสินใจได้ดีขึ้น และรับมือกับแรงกดดันได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าเดิม อย่าลืมนะว่าวันจันทร์อาจไม่ได้เป็นวันที่น่าเกลียดอย่างที่เราคิด สิ่งที่ทำให้มันหนัก อาจเป็นบทสนทนาที่เราใช้กับตัวเองมาตลอดต่างหาก การเริ่มต้นสัปดาห์ที่ดี ไม่ได้เริ่มจากงานที่น้อยลง แต่เริ่มจากการพูดกับตัวเองให้ใจดีกว่าเดิม เพราะคนที่เราคุยด้วยบ่อยที่สุดในทุกวัน ก็คือตัวเราเอง

The post ชวนฝึก Positive Self-Talk ที่เราเกลียดวันจันทร์อาจไม่ใช่งาน แต่คือบทสนทนาในหัวของเราเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘VIBE Court’ คอร์ตแบดมินตันและพิกเคิลบอลใหม่ในไวบ์สุดชิล https://thestandard.co/life/vibe-court-new-sports-minburi/ Mon, 03 Aug 2026 01:00:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1236667 คอร์ตแบดมินตันและพิกเคิลบอล VIBE Court ที่มีนบุรี ดีไซน์โมเดิร์น

ถ้าถามว่าปีนี้มีคอร์ตกีฬาแร็กเกตเปิดใหม่กี่แห่ง เราคงนั […]

The post ‘VIBE Court’ คอร์ตแบดมินตันและพิกเคิลบอลใหม่ในไวบ์สุดชิล appeared first on THE STANDARD.

]]>
คอร์ตแบดมินตันและพิกเคิลบอล VIBE Court ที่มีนบุรี ดีไซน์โมเดิร์น

ถ้าถามว่าปีนี้มีคอร์ตกีฬาแร็กเกตเปิดใหม่กี่แห่ง เราคงนับนิ้วกันไม่ถูก แต่ถ้าใครอยากหลบหลีกความเนืองแน่นในตัวเมือง ต้องลองมาเช็กอินที่ ‘VIBE Court’ สนามใหม่ฝั่งมีนบุรี ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์โมเดิร์น ชวนให้อยากหิ้วไม้มาตียาวๆ ได้ตลอดทั้งวัน

 

ที่นี่รองรับกีฬาหลัก 2 ประเภท ได้แก่แบดมินตันและ ‘พิกเคิลบอล’ โดยแบ่งโซนไว้อย่างเป็นสัดส่วนชัดเจน

 

คอร์ตแบดมินตันและพิกเคิลบอล VIBE Court ที่มีนบุรี ดีไซน์โมเดิร์น 1คอร์ตแบดมินตันและพิกเคิลบอล VIBE Court ที่มีนบุรี ดีไซน์โมเดิร์น 2

 

สนามแบดมินตัน (Badminton Courts)

 

โซนนี้มีสนามให้เลือกเล่นกว่า 12 คอร์ต ภายในอาคารออกแบบให้เพดานสูง โปร่ง โล่ง และระบายอากาศได้ดี รองรับทั้งการตีสนุกๆ เพื่อสุขภาพ ไปจนถึงการซ้อมแข่งขันอย่างจริงจัง

 

คอร์ตแบดมินตันและพิกเคิลบอล VIBE Court ที่มีนบุรี ดีไซน์โมเดิร์น 3

 

สนามพิกเคิลบอล (Pickleball Courts)

 

ส่วนโซนพิกเคิลบอลมีทั้งหมด 3 คอร์ต พร้อมพื้นที่นั่งพักข้างสนาม สเกลกำลังพอดี เหมาะกับการชวนแก๊งเพื่อนมาจอยและสลับกันตีได้แบบชิลๆ

 

สำหรับใครที่กำลังมองหาสปอร์ตสเปซแห่งใหม่ VIBE Court ถือเป็นอีกหนึ่งพิกัดที่ตอบโจทย์สายแร็กเกตในย่านมีนบุรี-คลองสามวา ไม่ว่าจะอยากมาหวดลูกขนไก่แบบจัดเต็ม หรือดวลพิกเคิลบอลคลายเครียดหลังเลิกงานก็ครบจบในที่เดียว

 

คอร์ตแบดมินตันและพิกเคิลบอล VIBE Court ที่มีนบุรี ดีไซน์โมเดิร์น 4

The post ‘VIBE Court’ คอร์ตแบดมินตันและพิกเคิลบอลใหม่ในไวบ์สุดชิล appeared first on THE STANDARD.

]]>
Estée Lauder ฉลอง 80 ปี เปิดตัว 4 ไอเท็มใหม่สุดไอคอนิก https://thestandard.co/life/estee-lauder-80th-anniversary-launch/ Sun, 02 Aug 2026 01:25:04 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1237253 ภาพบรรยากาศงานฉลองครบรอบ 80 ปี Estée Lauder พร้อมผลิตภัณฑ์ใหม่

Estée Lauder ฉลองครบรอบ 80 ปีของแบรนด์ผ่านงาน House of […]

The post Estée Lauder ฉลอง 80 ปี เปิดตัว 4 ไอเท็มใหม่สุดไอคอนิก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศงานฉลองครบรอบ 80 ปี Estée Lauder พร้อมผลิตภัณฑ์ใหม่

Estée Lauder ฉลองครบรอบ 80 ปีของแบรนด์ผ่านงาน House of Estée Lauder 80th Anniversary Brand Celebration ตอกย้ำบทบาทการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมความงามระดับโลก ภายใต้แนวคิด Built for Life. Proven Every Day. ที่สะท้อนการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อการใช้งานจริงในทุกไลฟ์สไตล์ พร้อมเปิดตัว 4 ผลิตภัณฑ์ใหม่จาก 3 ไลน์ไอคอนิกของแบรนด์ ได้แก่ Advanced Night Repair, Re-Nutriv และ Double Wear

 

ในงานฉลอง 80 ปีที่จัดขึ้นในประเทศไทย THE STANDARD LIFE ได้ฟังเรื่องราวตลอด 80 ปีของ Estée Lauder ตั้งแต่จุดเริ่มต้นในปี 1946 จนถึงวิสัยทัศน์ด้านนวัตกรรมความงามแห่งอนาคต พร้อมมี อแมนดา-ชาลิสา ออบดัม และ โมเม-นภัสสร บุรณศิริ ร่วมแบ่งปันมุมมองด้านความงามและ Longevity ได้อย่างน่าสนใจ

 

โดยไฮไลต์ของการเปิดตัวครั้งนี้ ได้แก่ Advanced Night Repair Recovery Treatment Essence หรือ “น้ำตบผิวสำลักน้ำ” สูตรใหม่ ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Bio-Exosome และเปปไทด์กว่า 500 ชนิด เพื่อช่วยฟื้นบำรุงและเติมความชุ่มชื้นให้ผิว

 

อีกหนึ่งไอเท็มคือ Re-Nutriv Age Reversal Recovery Creme ครีมบำรุงระดับลักชัวรีที่ต่อยอดงานวิจัย Longevity Science ของแบรนด์กว่า 18 ปี พร้อมเทคโนโลยี SIRTIVITY-LP™ เพื่อฟื้นบำรุงผิวใน 10 มิติแห่งความอ่อนเยาว์

 

ด้าน Re-Nutriv Age Reversal Essence Oil ออยล์บำรุงผิวรุ่นใหม่ ชูจุดเด่นเรื่องการฟื้นบำรุงผิวใน 3 มิติ ทั้งความกระชับ ความชุ่มชื้น และความกระจ่างใส ด้วยส่วนผสม Black Diamond Truffle Extract และเทคโนโลยี SIRTIVITY-LP™

 

และที่พลาดไม่ได้คือ Double Wear SkinFit Cushion คุชชันเนื้อแมตต์เล่นแสง ที่มาพร้อมเทคโนโลยี MicroFlex Mesh™ และส่วนผสม Cica กับ Niacinamide ให้ฟินิชผิวบางเบา ติดทนนาน และเหมาะกับสภาพผิวของผู้หญิงเอเชีย ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดจะทยอยวางจำหน่ายตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงกันยายน 2569 ผ่านเคาน์เตอร์ Estée Lauder และช่องทางออนไลน์อย่างเป็นทางการ

 

Estée Lauder ฉลองครบรอบ 80 ปี โดยตอกย้ำบทบาทการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมความงามระดับโลก ภายใต้แนวคิด Built for Life. Proven Every Day ที่สะท้อนการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อการใช้งานจริงในทุกไลฟ์สไตล์

 

ภาพบรรยากาศงานฉลองครบรอบ 80 ปี Estée Lauder พร้อมผลิตภัณฑ์ใหม่ 1

 

ไฮไลต์ของการเปิดตัวครั้งนี้ ได้แก่ Advanced Night Repair Recovery Treatment Essence หรือ ‘น้ำตบผิวสำลักน้ำ’ สูตรใหม่ ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Bio-Exosome และเปปไทด์กว่า 500 ชนิด เพื่อช่วยฟื้นบำรุงและเติมความชุ่มชื้นให้ผิว

 

ภาพบรรยากาศงานฉลองครบรอบ 80 ปี Estée Lauder พร้อมผลิตภัณฑ์ใหม่ 2

 

ไอเท็มที่น่าจับตาคือ Re-Nutriv Age Reversal Recovery Creme ครีมบำรุงระดับลักชัวรีที่ต่อยอดงานวิจัย Longevity Science ของแบรนด์กว่า 18 ปี เน้นฟื้นบำรุงผิวใน 10 มิติแห่งความอ่อนเยาว์

 

ภาพบรรยากาศงานฉลองครบรอบ 80 ปี Estée Lauder พร้อมผลิตภัณฑ์ใหม่ 3

 

ส่วน Re-Nutriv Age Reversal Essence Oil ออยล์บำรุงผิวรุ่นใหม่ ชูจุดเด่นเรื่องการฟื้นบำรุงผิวใน 3 มิติ ทั้งความกระชับ ความชุ่มชื้น และความกระจ่างใส

 

ที่พลาดไม่ได้คือ Double Wear SkinFit Cushion คุชชันเนื้อแมตต์เล่นแสง ที่มาพร้อมเทคโนโลยี MicroFlex Mesh™ และส่วนผสม Cica กับ Niacinamide ให้ฟินิชผิวบางเบา ติดทนนาน และเหมาะกับสภาพผิวของผู้หญิงเอเชีย 

 

ภาพบรรยากาศงานฉลองครบรอบ 80 ปี Estée Lauder พร้อมผลิตภัณฑ์ใหม่ 4

The post Estée Lauder ฉลอง 80 ปี เปิดตัว 4 ไอเท็มใหม่สุดไอคอนิก appeared first on THE STANDARD.

]]>