มีข้อมูลหนึ่งจาก Explaining Medicals น่าสนใจและน่าลองสำ […]
The post Cold Reset: แค่วางก้อนน้ำแข็งหลังต้นคอ ช่วยให้คลายความวิตกกังวลได้ในเวลาสั้นๆ appeared first on THE STANDARD.
]]>
มีข้อมูลหนึ่งจาก Explaining Medicals น่าสนใจและน่าลองสำหรับคนที่อยากหาวิธีลดความวิตกกังวลแบบเร็วๆ โดยเขาเปิดเผยว่า แค่วางก้อนน้ำแข็งไว้หลังต้นคอ จะช่วยชะลอความเครียดลงได้ในไม่กี่นาที ซึ่งมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจทีเดียว
เนื่องจากบริเวณด้านหลังของลำคอเป็นจุดที่มีปลายประสาทไวต่ออุณหภูมิจำนวนมาก ซึ่งเชื่อมโยงกับสมองผ่านเส้นทางที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการตอบสนองต่อความเครียด เมื่อร่างกายสัมผัสกับความเย็นแบบฉับพลัน สัญญาณนี้สามารถกระตุ้นระบบประสาทพาราซิมพาเทติก ซึ่งเป็นส่วนที่ทำหน้าที่ตรงข้ามกับโหมดตึงเครียด โดยช่วยชะลออัตราการเต้นของหัวใจ และพาร่างกายค่อยๆ กลับเข้าสู่สภาวะที่ผ่อนคลายมากขึ้น โดยทั่วไปสามารถวางก้อนน้ำแข็งหรือของเย็นไว้บริเวณต้นคอประมาณ 30 วินาที ถึง 2 นาที ก็เพียงพอให้ร่างกายเริ่มตอบสนองแล้ว ไม่จำเป็นต้องนานกว่านั้น เพราะสิ่งที่ต้องการคือสัญญาณฉับพลันมากกว่าการแช่เย็นต่อเนื่อง
อีกหนึ่งมิติที่น่าสนใจในการทำสิ่งนี้คือการที่เราได้ดึงความสนใจกลับมาที่ร่างกาย ความเย็นแบบเฉียบพลันสามารถเปลี่ยนโฟกัสจากความคิดที่ฟุ้งหรือวนซ้ำ ไปสู่ความรู้สึกทางกายภาพตรงหน้าได้ชั่วคราว คล้ายกับเทคนิค Grounding ที่ใช้ในงานจิตวิทยา เพื่อช่วยหยุดวงจรของความเครียดนั่นเอง
เราอยากบอกว่าวิธีนี้คงเป็นเพียงการช่วยบรรเทาอาการในระยะสั้น ไม่ใช่แนวทางรักษาสำหรับภาวะวิตกกังวลเรื้อรัง การดูแลสุขภาพใจในระยะยาวยังต้องจัดการความเครียดอย่างเป็นระบบ เช่น นอนให้ดี หมั่นทำจิตบำบัด หรือเข้ารับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเมื่อจำเป็น
The post Cold Reset: แค่วางก้อนน้ำแข็งหลังต้นคอ ช่วยให้คลายความวิตกกังวลได้ในเวลาสั้นๆ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่ที่ต้องแข่งกับเวลา ทำงานหนัก ใช้ […]
The post 5 พฤติกรรมคนเมืองที่ทำลายสมองไม่รู้ตัว โดยหมอเขษม์-นพ.เขษม์ชัย อายุรแพทย์สมองและประสาทวิทยา appeared first on THE STANDARD.
]]>
ไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่ที่ต้องแข่งกับเวลา ทำงานหนัก ใช้ชีวิตติดจอ และพฤติกรรมบางอย่างอาจเป็นตัวเร่งให้สมองเสื่อมก่อนวัยอันควร Longevity Lab อีพีนี้ หมอเขษม์-นพ.เขษม์ชัย เสือวรรณศรี (ว.17114) อายุรแพทย์สมองและประสาทวิทยา จึงจะมาเผยพฤติกรรมสุดอันตรายที่คนเมืองมักทำโดยไม่รู้ตัว พร้อมแนะนำวิธีปรับจูนไลฟ์สไตล์เพื่อกู้คืนสุขภาพสมองให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง

“เราอยากให้สมองอยู่แถวพื้นเลยเนี่ยตอนจะนอน แต่ถ้าเราทำงาน 1-3 ชั่วโมงติดกัน สมองเราไปอยู่บนนี้ (ค้างสูง) พอตกกลางคืนที่เลิกงาน มันลงไม่ทัน เราจะหลับด้วยความเพลียของร่างกาย การนอนก็จะไม่มีคุณภาพ ตื่นมาเลยไม่สดชื่น”

“การออกกำลังกายตอนค่ำมันเป็นการทำให้สมอง Active ด้วย ไม่ใช่ร่างกายอย่างเดียว สมองมันพุ่งขึ้นมาอีกรอบ สวนทางกับร่างกายที่จะต้องนอน ตื่นเช้ามาจะเพลีย เหมือนนอนได้นะแต่ไม่สดชื่น อารมณ์หงุดหงิด คิดอะไรไม่ออก”
“เดี๋ยวนี้ฟีดมันเร็วใช่ไหม เราจะเริ่มไม่มีความอดทนกับอะไรแล้ว การโฟกัสของเรามันดร็อปลง ซึ่งจะมีผลในการทำงานด้วย ยิ่งใช้สกรีนตอนค่ำ Blue Light มันจะยับยั้งเมลาโทนินทำให้วงจรการนอนรวนหรือหลับยากขึ้น”

“เส้นเลือดเรามีเส้นเลือดใหญ่ แล้วก็แยกเป็นซอยแตกแขนงไปเรื่อยๆ ถ้าเรากินน้ำน้อย เลือดมันจะหนืด มันอาจจะผ่านถนนใหญ่ได้ไปถึงซอย แต่ไปติดตรงแยก พอเลือดไปเลี้ยงสมองส่วนปลายได้น้อย ก็จะทำให้เซลล์สมองจุดนั้นมันพังง่าย”
“Brain Reserve คือต้นทุนของสมอง ยิ่งเรียนหนังสือเยอะ ยิ่งเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ตลอดชีวิต มันจะเป็นการเพิ่มส่วนเชื่อมต่อของเซลล์สมอง การที่เราเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา มันเป็นการเพิ่มต้นทุนสมองของเรา”
The post 5 พฤติกรรมคนเมืองที่ทำลายสมองไม่รู้ตัว โดยหมอเขษม์-นพ.เขษม์ชัย อายุรแพทย์สมองและประสาทวิทยา appeared first on THE STANDARD.
]]>
รู้สึกไหมว่าความเศร้าไม่ได้มาจากเรื่องแย่ๆ เสมอไป แต่บา […]
The post The Return Blues รู้สึกเศร้าหลังทริปจบ ไม่ใช่เรื่องแปลก ให้ค่อยๆ ปรับใจเข้าสู่ชีวิตจริง appeared first on THE STANDARD.
]]>
รู้สึกไหมว่าความเศร้าไม่ได้มาจากเรื่องแย่ๆ เสมอไป แต่บางครั้งมันอาจเกิดขึ้นหลังจากช่วงเวลาที่ดีมากๆ ต่างหาก เช่น หลังจากทริปหยุดยาวที่เราได้พัก ได้หายใจ ได้ออกไปใช้ชีวิตแบบที่ชอบและเป็นตัวเองอย่างเต็มที่ พอกลับเข้าสู่ชีวิตจริง กลับมาเจอโต๊ะทำงานตัวเก่า และตารางประชุมทีมที่ถาโถมเข้าใส่ทันทีที่เปิดทำงาน ทุกอย่างเหมือนถูกดึงกลับเข้าสู่โหมดสุดโปรดักทีฟเดิมๆ ตื่นเช้า รถติด มีงานรอ การต้องตอบข้อความและทำหน้าที่อย่างต่อเนื่อง จึงไม่แปลกเลยที่ใจเราจะรู้สึกจ๋อยๆ แบบไม่มีเหตุผลชัดเจน
ความรู้สึกนี้มีชื่อเรียกว่า Post-Vacation Blues และมันไม่ได้แปลว่าเราไม่รักงานหรือชีวิตของตัวเอง แต่เป็นเพราะร่างกายและสมองกำลังปรับตัวจากโหมดพักผ่อนกลับสู่โหมดประสิทธิภาพอีกครั้ง
มีงานวิจัยบางส่วนในด้านจิตวิทยาพฤติกรรมอธิบายว่า ระหว่างที่เราอยู่ในช่วงวันหยุด สมองจะลดระดับความเครียด ฮอร์โมนคอร์ติซอลต่ำลง ขณะที่สารแห่งความสุขอย่างโดปามีนและเซโรโทนินเพิ่มขึ้น เราใช้ชีวิตในจังหวะที่ช้าลง มีอิสระ และไม่ถูกบีบด้วยความคาดหวัง
แต่ทันทีที่เรากลับเข้าสู่ Routine เดิม สมองต้องเร่งเครื่องอย่างรวดเร็ว ความต่างของจังหวะชีวิตนี้เองที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนมีช่องว่างบางอย่างเกิดขึ้นภายใน
สิ่งสำคัญคือ ไม่ต้องรีบดึงตัวเองกลับมาให้ปกติทันที เพราะความรู้สึกแผ่วๆ นี้ ไม่ได้เป็นปัญหา แต่มันคือช่วงเปลี่ยนผ่าน บางครั้งวิธีรับมือที่ดีที่สุด ไม่ใช่การฝืนให้หายเศร้า แต่คือการค่อยๆ พาตัวเองกลับมาอย่างค่อยเป็นค่อยไป แทนที่จะคิดว่าชีวิตกำลังกลับเข้าสู่กรอบเดิม ลองมองว่าทริปที่ผ่านมาได้รีเซ็ตระบบภายในของเราไปแล้วบางส่วน และตอนนี้เราแค่กำลังเรียนรู้วิธีใช้ชีวิตแบบใหม่ ที่มีพื้นที่หายใจมากขึ้น แม้อยู่ในวันทำงานก็ตาม
The post The Return Blues รู้สึกเศร้าหลังทริปจบ ไม่ใช่เรื่องแปลก ให้ค่อยๆ ปรับใจเข้าสู่ชีวิตจริง appeared first on THE STANDARD.
]]>
หากจะพูดถึงผู้หญิงที่เป็นไอคอนเรื่องผิวพรรณที่ดูสุขภาพด […]
The post Prime Skin, Prime Mindset: ความสวยของเกรซ กาญจน์เกล้า ที่ต้องใช้วินัยและการลงทุน appeared first on THE STANDARD.
]]>
หากจะพูดถึงผู้หญิงที่เป็นไอคอนเรื่องผิวพรรณที่ดูสุขภาพดีขั้นสุด แถมยังมีไลฟ์สไตล์ที่เฮลตี้ตั้งแต่หัวจรดเท้า ชื่อของเกรซ-กาญจน์เกล้า ด้วยเศียรเกล้า มักจะลอยขึ้นมาเป็นอันดับแรกๆ เสมอ
หลายคนอาจมองว่าความสวยของเธอเป็นเรื่องที่ดู effortless แต่ในบทสนทนานี้ เกรซทำให้เราเห็นว่าเบื้องหลังความเป๊ะระดับ 300 คะแนนนั้น ไม่ได้มาจากการดื่มน้ำวันละ 8 แก้วแล้วจบไป แต่มันคือวินัยและการลงทุนอย่างมหาศาล
View this post on Instagram
เมื่อถามถึงนิยามความสวยในปัจจุบัน เกรซตอบอย่างตรงไปตรงมาว่าสำหรับเธอ ความสวยคือ ‘การเสียสละ’
“คำว่าเสียสละคือเสียสละเวลา เสียสละเงิน เสียสละอะไรหลายๆ อย่างเพื่อความสวยของตัวเอง เกรซว่า ตอนเราเด็กๆ คำว่าสวยธรรมชาติ ดื่มน้ำ นอนพักผ่อนเพียงพอ มันได้ แต่ถ้าเทียบกับความ Modernization ที่แดดแรงขึ้น PM 2.5 ทุกอย่างที่พร้อมจะทำให้เราอักเสบมากขึ้น ความต้องการแบบเบสิกก็จะได้ผิวแบบเบสิก แต่ถ้าคุณต้องการผิวที่ Prime คุณก็ต้องให้เขาแบบ Prime”
เกรซย้ำว่าเราจะคาดหวังผิวดีเหมือนคนอื่นไม่ได้ ถ้าพื้นฐานเรายังไม่แน่นพอ “หนึ่ง เราล้างหน้ายังไม่สะอาดเลย สอง เรายังเลือกโปรดักต์ที่ไม่เหมาะกับผิวเราเลย สาม เราทำทรีตเมนต์หรือมาสก์หน้าบ่อยมากน้อยแค่ไหน มันเป็นการเสียสละเวลาส่วนตัวบางอย่างเพื่อการดูแลผิวค่ะ”
วันว่างที่สมบูรณ์แบบของเกรซเริ่มที่วินัย เธอเล่าถึงรูทีนสุดเนี้ยบที่ถ้าทำได้ เธอจะให้คะแนนตัวเองถึง 300 คะแนนเต็ม 100
เริ่มจากการตื่นเช้ามาบ้วนปากด้วยน้ำอุ่นผสมเกลือ ดื่มน้ำแร่จากแก้วคอปเปอร์เพื่อเติมแร่ธาตุและพลังงานที่ดี ตามด้วยโซดามินต์เพื่อเพิ่มความเป็นด่างให้ร่างกาย
จากนั้นใช้ความเย็นเข้าช่วย ทั้งการใช้ที่นวดหน้าหรือใช้ลูกประคบเย็นๆ รวมถึงการใช้กัวซาเพื่อดูแลผิวหน้าเพิ่มเติม
หลังจากกลับเข้าบ้านในช่วงค่ำ การมาสก์หน้าอย่างน้อย 2 ตัวคือเรื่องที่ขาดไม่ได้ “ตัวแรกจะเป็นการปลอบประโลม ตัวที่สองคือให้ความชุ่มชื้นและช่วยเรื่องกระชับรูขุมขน”
View this post on Instagram
เกรซทิ้งท้ายถึงมายด์เซ็ตสำหรับคนที่อยากเริ่มดูแลตัวเองว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการเริ่มทำตั้งแต่ตอนที่ยังดูดีอยู่ อย่ารอให้ปัญหาเกิดขึ้นแล้วค่อยตามแก้
“การป้องกันกับการแก้ไขมันต่างกัน ผลลัพธ์ที่ได้ไม่มีทางได้เหมือนเดิม ถ้าคุณอยากได้ผิว Prime คุณก็ต้องให้เขาแบบ Prime ทั้งในแง่ Physical และ Mental”
นอกจากเรื่องร่างกายแล้ว เกรซยังให้ความสำคัญกับ Mental Stress หรือความเครียดทางใจ
“คนเครียดผิวไม่ค่อยดีหรอก เพราะมันจะมีฮอร์โมนที่ทำให้หน้าเราหมองคล้ำ ไม่กระจ่างใส มันต้องควบคู่ไปด้วยกันทั้งภายในและภายนอก”
การเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับทั้งร่างกายและจิตใจ คือหัวใจสำคัญที่ทำให้เกรซ กาญจน์เกล้า ยังคงรักษามาตรฐานความสวยระดับ Prime ไว้ได้อย่างยั่งยืน
View this post on Instagram
The post Prime Skin, Prime Mindset: ความสวยของเกรซ กาญจน์เกล้า ที่ต้องใช้วินัยและการลงทุน appeared first on THE STANDARD.
]]>
BALMAIN HAIR จัด Pop-Up Store พิเศษภายใต้คอนเซปต์ From […]
The post ส่องเทคนิคทำผมทรง Cool Beach Wave และ Wavy Bob สไตล์ BALMAIN HAIR appeared first on THE STANDARD.
]]>
BALMAIN HAIR จัด Pop-Up Store พิเศษภายใต้คอนเซปต์ From Backstage Secrets to Real-life Summer Looks เนรมิตพื้นที่ช้อปปิ้งให้กลายเป็น Backstage Studio ที่ถ่ายทอดความงามแบบ Effortless Luxury สู่ลุคผมใช้จริงในชีวิตประจำวันไฮไลต์ของงานคือกิจกรรม Backstage Reveal Session โดย นาเดีย-เบญจพร คำพับ แฮร์สไตลิสต์ชื่อดังของไทย ที่มาถ่ายทอดเทคนิคและแชร์ Backstage Tips พร้อมเนรมิต 2 ลุคซัมเมอร์ดังนี้
Look 1 Cool Beach Wave
Look 2 Wavy Bob
พบ BALMAIN HAIR Pop-Up Store ได้ที่แผนกบิวตี้ แกลเลอรี เซ็นทรัล ชิดลม, เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า และเซ็นทรัล ภูเก็ต รวมถึงคิง เพาเวอร์ รางน้ำ และสนามบินสุวรรณภูมิ หรือช้อปออนไลน์ได้ที่ kingpower.com และ firster.com
The post ส่องเทคนิคทำผมทรง Cool Beach Wave และ Wavy Bob สไตล์ BALMAIN HAIR appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้าใครเป็นแฟน Le Labo อยู่แล้ว ข่าวนี้อาจทำให้หัวใจละลา […]
The post Le Labo เปิดตัวหนังสือที่อ่านแล้วเหมือนได้เข้าไปนั่งในแล็บ ดมกลิ่น และฟังเรื่องเล่า appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้าใครเป็นแฟน Le Labo อยู่แล้ว ข่าวนี้อาจทำให้หัวใจละลายนิดนึง เพราะล่าสุดแบรนด์เพิ่งฉลองครบรอบ 20 ปี นับตั้งแต่เปิดแล็บแห่งแรกบนถนน Elizabeth ย่าน Nolita ใน New York แบรนด์น้ำหอมนี้เชื่อในศาสตร์ Slow Perfumery และได้ออกหนังสือชื่อ Le Labo: The Essence of Slow Perfumery เขียนโดย Deborah Royer, Global Brand President & Creative Director ของแบรนด์เอง
หนังสือเล่มนี้มีจำนวนหน้าทั้งหมด 551 หน้า ความพิเศษคือไม่ได้เป็นแค่หนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวประวัติแบรนด์เท่านั้น แต่เหมือนพาเราเข้าไปนั่งในแล็บ ดมกลิ่น และฟังเรื่องเล่า โดยมีทั้งบทความส่วนตัว ภาพถ่าย บันทึกความคิด แบ่งออกเป็น 10 บท ที่ครอบคลุมตั้งแต่ปรัชญา wabi-sabi ของญี่ปุ่น ภาษาของกลิ่นหอม ความงามของงานฝีมือ ไปจนถึงคุณค่าของความเชื่องช้าในโลกที่ไม่เคยหยุดเร่ง
Deborah บอกว่าหนังสือเล่มนี้ตั้งใจเว้นช่องว่างไว้ให้ผู้อ่านเข้ามาเติมเต็มด้วยประสบการณ์ของตัวเอง ซึ่งฟังแล้วก็ Le Labo มากๆ เลย สำหรับใครที่ต้องการครอบครองเป็นเจ้าของหนังสือเล่มนี้ เขามีวางจำหน่ายหนังสือ The Essence of Slow Perfumery ที่ร้าน Le Labo สาขาซอยอารีย์






The post Le Labo เปิดตัวหนังสือที่อ่านแล้วเหมือนได้เข้าไปนั่งในแล็บ ดมกลิ่น และฟังเรื่องเล่า appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปีแล้วปีเล่า Pickleball ก็ดูเป็นกีฬาที่ยังคงกระแสแรงอย่ […]
The post เล่น Pickleball ที่ Sterling สเปซกีฬาและเวลเนสแห่งใหม่ใจกลางสุขุมวิท 24 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปีแล้วปีเล่า Pickleball ก็ดูเป็นกีฬาที่ยังคงกระแสแรงอย่างต่อเนื่อง แถมยังมีวิจัยรองรับว่าการขยับร่างกายในคอร์ตแบบนี้มีส่วนช่วยให้อายุยืนขึ้นได้จริง และเมื่อได้ยินว่าคอร์ต Pickleball ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วที่ Sterling ทีม LIFE จึงไม่รอช้า บุกไปสัมผัสด้วยตัวเอง

Sterling คือแลนด์มาร์กของสายกีฬาและสุขภาพแห่งใหม่บนพื้นที่กว่า 9,000 ตารางเมตร ใจกลางสุขุมวิท ซอย 24 ที่นี่รวบรวมกิจกรรมยอดฮิตของคนเมืองเอาไว้ถึง 3 ชั้น ตอบโจทย์ตั้งแต่นักกีฬาสาย Performance ไปจนถึงมือใหม่ที่อยากมาใช้เวลาสนุกๆ กับก๊วนเพื่อน
เพียงก้าวเท้าเข้ามาที่หน้าโครงการ คุณจะสะดุดตากับคอร์ตเทนนิส Outdoor สีสันสดใสที่ชวนให้หยิบไม้มาหวด แต่ถ้าใครสู้แดดเมืองไทยไม่ไหว ทาง Sterling ก็มีคอร์ต Indoor ติดแอร์เย็นฉ่ำเตรียมไว้รองรับเช่นกัน


ตบเท้าเข้ามาชั้นแรกจะเจอกับ Reception พื้นที่ส่วนกลางที่ออกแบบมาเพื่อให้คนคอเดียวกันได้มาพบปะสังสรรค์ และร้านรวงต่างๆ



เริ่มต้นที่ Sterling Super Store แหล่งรวมอุปกรณ์แร็กเกตและรองเท้าสำหรับกีฬาคอร์ตโดยเฉพาะ ซึ่งเราขอย้ำเลยว่ารองเท้าที่ยึดเกาะดีเป็นสิ่งสำคัญมากเพื่อความปลอดภัยในการเคลื่อนไหว


ใครที่อยากบูสต์ความสดชื่น ที่นี่มีคาเฟ่สมูทตี้สุดเฮลตี้จาก Waterfruit ให้แวะเติมพลังหลังเสียเหงื่อ หรือสำหรับชาวคาเฟอีน ในอนาคตก็จะมีร้านกาแฟชื่อดังมาเปิดเพิ่มเติมให้ได้นั่งจิบกันแบบชิลๆ เช่นกัน

สำหรับสายปั้นหุ่น ที่นี่ยังมี Physique 57 บาร์คลาสชื่อดังที่การันตีความร้าวรานหลังจบคลาส หรือหากใครได้ไปแข่ง HYROX ที่เพิ่งผ่านมา น่าจะคุ้นหน้าคุ้นตากับ Form Recovery and Wellness ศูนย์ฟื้นฟูร่างกายสุดฮอตที่ไปเปิดสเตชันดูแลนักกีฬาในงาน จนกลายเป็นหนึ่งในบูธที่ฮอตที่สุด ใครที่ติดใจการฟื้นฟูกล้ามเนื้อแบบเน้นๆ ก็สามารถแวะมาใช้บริการที่นี่ได้


แต่หากอยากฟื้นฟูแบบสบายๆ และเป็นส่วนตัว Sunday Mood ก็พร้อมให้บริการทั้งซาวน่าและ Cold Plunge ให้คุณได้ผ่อนคลายอย่างเต็มที่

หรือแม้แต่จะแวะมาทำสวยที่ร้านทำผมชื่อดังอย่าง Hair House by Rekha Sachdev ก่อนออกไปทำธุระต่อ ที่นี่ก็จัดเตรียมไว้ให้ครบ

กดลิฟต์ขึ้นมาชั้นสองจะเจอกับคอร์ต Pickleball ถึง 6 คอร์ต และยังมีคอร์ต So Squash สำหรับสายสปีดที่รักพลังการหวดลูกแบบสะใจ และที่เซอร์ไพรส์สุดคือที่นี่ยังมี Superbon Training Camp ค่ายมวยของ ‘ซุปเปอร์บอน’ ยอดนักชกไทยระดับโลกอยู่ด้วย ใครที่อยากสัมผัสจิตวิญญาณนักสู้และการเทรนแบบมืออาชีพต้องแวะมาลองด้วยตัวเอง


ปิดท้ายที่ชั้นบนสุด พื้นที่ของ Padel Tennis อีกกีฬายอดฮิตที่เล่นสนุกได้ทุกเพศทุกวัย เมื่อจบเกมแล้ว ไม่ต้องรีบไปไหน เพราะข้างๆ คอร์ตมีโซนบาร์ที่ให้คุณได้นั่งดริงก์ชิลๆ พร้อมชมบรรยากาศการแข่งในสนามไปพร้อมกัน


ครั้งนี้เรายกแก๊งมือใหม่ที่ไม่เคยสัมผัสไม้ Pickleball มาก่อนมาลองสนามจริง ซึ่งความประทับใจเริ่มตั้งแต่ก้าวเข้าคอร์ต เพราะเราได้พบกับ Coach John โค้ชหนุ่มชาวเวียดนาม-แคนาดา ที่พกเอเนอจี้มาแบบล้นเหลือและเฟรนลี่สุดๆ

โค้ชเริ่มปูพื้นฐานให้เราตั้งแต่เบสิก ไม่ว่าจะเป็นการจัดระเบียบร่างกาย ท่วงท่าการยืน วิธีการจับไม้ ไปจนถึงการฝึกเดาะลูกอยู่กับที่เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับหน้าไม้ ก่อนจะขยับไปฝึกกะน้ำหนักในการตีลูกหน้ามือและหลังมือให้ลงในจุดที่ต้องการ



ซึ่งเทคนิคสำคัญที่โค้ชย้ำเสมอคือ “ต้องยั้งแรง” เพราะเสน่ห์ของ Pickleball คือการคอนโทรลน้ำหนักให้เบาและแม่นยำ หากหวดเต็มแรงแบบเทนนิส ลูกจะพุ่งออกนอกคอร์ตทันที



นอกจากนี้เรายังได้เรียนรู้กฎเหล็กอย่าง Two-Bounce Rule ที่ต้องปล่อยให้ลูกกระดอนพื้นฝั่งละครั้งก่อนถึงจะเริ่มบุกได้ รวมถึงการฝึกตีแบบ Volley หรือการโต้ลูกกลางอากาศที่ช่วยเพิ่มดีกรีความตื่นเต้นให้เกม



ความสนุกอีกอย่างคือโค้ชจะจัดแจงให้พวกเราได้เวียนเปลี่ยนคู่ซ้อมกันไปมา ทำให้ทุกคนได้ขยับร่างกายและฝึกทักษะกับเพื่อนร่วมทีมที่หลากหลายอยู่ตลอด

ถึงแม้จะมีจังหวะที่ตีลูกออกบ้างหรือลูกกระดอนไปคอร์ตข้างๆ บ้าง แต่บรรยากาศกลับไม่มีคำว่ากดดันเลยแม้แต่น้อย เพราะ Coach John คอยส่งเสียงเชียร์ ให้กำลังใจ และเดินมา Hi-5 กับพวกเราแทบทุกช็อต พร้อมประโยคติดปาก “ไม่เป็นไรๆ เอาใหม่!” จนทำให้ไวบ์ของการออกกำลังกายครั้งนี้กลายเป็นเรื่องสนุกและผ่อนคลายขึ้นมาทันที

พอเข้าชั่วโมงที่สอง หลังจากเริ่มคุ้นชินกับน้ำหนักไม้และกติกาเบื้องต้น โค้ชก็ปล่อยให้พวกเราลงสนามแข่งกันเองจริงๆ จังหวะนี้แหละที่ความหรรษาบังเกิด เพราะการได้ลองตีโดยไม่ต้องพะวงกติกาจนเกินไป ทำให้เราได้รับอรรถรสความมันไปอีกแบบ แถมยังได้พลังบวกกลับมาแบบเต็มๆ จนลืมความเหนื่อยไปเลย

ผลลัพธ์จากการลองเล่นครั้งแรกคือติดใจกว่าที่คิด! Pickleball เป็นกีฬาที่เบิร์นแคลอรีได้ดีมาก ตีเพลินจนลืมไปว่ากำลังออกกำลังกายอยู่ อีกความสนุกคือการได้เล่นเป็นทีม เป็นการออกกำลังกายที่ได้ Social Interaction แบบเต็มๆ

หลังจากหวดกันไปเต็มที่ 2 ชั่วโมง เราแวะไปฟื้นฟูร่างกายกันต่อที่ Sunday Mood ด้วยการทำ Infrared Sauna เพื่อช่วยคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียดและขับสารพิษผ่านเหงื่อ ก่อนจะปิดท้ายด้วย Cold Plunge หรือการแช่น้ำเย็นจัดเพื่อลดการอักเสบและช่วยให้ร่างกายสดชื่นขึ้นทันตา เป็นการจบเซสชันที่ทำให้กล้ามเนื้อไม่อ่อนล้าจนเกินไป และพร้อมกลับไปลุยงานต่อได้อย่างสดชื่น



Sterling เหมาะสำหรับคนเมืองที่มองหากิจกรรมใหม่ๆ ทำร่วมกับแก๊งเพื่อนหรือครอบครัวในบรรยากาศที่สนุกและเข้าถึงง่าย ด้วยความที่เป็น One-stop destination ใจกลางเมืองที่รวมทั้งสปอร์ตคลับ คาเฟ่ และศูนย์ฟื้นฟูร่างกายไว้ในที่เดียว ทำให้ที่นี่ตอบโจทย์คนที่ต้องการใช้เวลาในวันหยุดอย่างมีคุณภาพ

Open: ทุกวัน 6.30-23.30 น.
Address: 109 ซอยสุขุมวิท 24 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพฯ
Tel: 091 742 6222
Budget:
จันทร์-ศุกร์
เสาร์-อาทิตย์
Website: https://sterlingbkk.com/
Facebook: https://www.facebook.com/sterlingbkk24
Instagram: https://www.instagram.com/sterlingbkk/
#TheStandardLife #TheUrbanGuidetoWellbeing #Sterling #SportAndWellnessDestination #Racquet #Pickleball
The post เล่น Pickleball ที่ Sterling สเปซกีฬาและเวลเนสแห่งใหม่ใจกลางสุขุมวิท 24 appeared first on THE STANDARD.
]]>
การออกกำลังกายแบ่งออกเป็น 5 โซน ตามความเข้มข้นของการทำง […]
The post รู้จักเทรนด์ออกกำลังกาย Zone 2 แค่เบาๆ ก็ได้ผลดีต่อสุขภาพเหมือนกัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
การออกกำลังกายแบ่งออกเป็น 5 โซน ตามความเข้มข้นของการทำงานของหัวใจ Zone 2 คือโซนที่หัวใจทำงานที่ประมาณ 60-70% ของอัตราการเต้นสูงสุด ซึ่งในทางปฏิบัติหมายความว่าเราจะรู้สึกได้ออกแรงอยู่พอสมควร แต่ยังพูดเป็นประโยคยาวๆ ได้โดยไม่หอบ ไม่ต้องฝืนทนแบบ HIIT แต่ก็ไม่ได้สบายเท่ากับการเดินเล่นเฉยๆ ในโซนนี้ ร่างกายจะอยู่ในโหมดที่ใช้ไขมันเป็นพลังงานหลัก กิจกรรมของ Mitochondria อยู่ในระดับสูง และระดับแล็กเทตในเลือดยังต่ำ มันคือจุดที่ร่างกายทำงานพอดี ไม่หนักเกินไปจนพัง ไม่เบาเกินไปจนไร้ประโยชน์
กระแส Zone 2 เริ่มจากโลกนักกีฬาอาชีพ โดยเฉพาะการวิจัยของ Dr. Iñigo San-Millán นักสรีรวิทยาการกีฬาที่ศึกษานักปั่นจักรยานระดับโลก และต่อมาได้รับการขยายผ่านพอดแคสต์สุขภาพและวงการ Longevity จนกลายเป็นกระแสกว้างขึ้นสู่คนทั่วไป
สิ่งที่ทำให้มันน่าดึงดูดคือข้อเสนอที่ฟังดูดีมากๆ เป็นการออกกำลังกายที่มีระดับความเข้มข้นต่ำพอที่จะทำได้ทุกวัน ฟื้นตัวได้เร็ว เหมาะสำหรับการสร้างนิสัยออกกำลังกายที่ยั่งยืน และช่วยจัดการน้ำหนักในระยะยาว นอกจากนี้ยังเชื่อว่าช่วยพัฒนาฐาน VO2 Max ทั้งในแง่ Stroke Volume ของหัวใจ การสร้างเส้นเลือดฝอยเพิ่ม และ Mitochondria ที่แข็งแกร่งขึ้น
นี่คือจุดที่น่าสนใจ เพราะเมื่อไม่นานมานี้ งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร Sports Medicine ปี 2025 ตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่า Zone 2 ดีที่สุดสำหรับคนทั่วไปจริงหรือ?
คำตอบที่ได้ค่อนข้างน่าประหลาดใจ สำหรับการสร้าง Mitochondria นั้น ความเข้มข้นที่สูงกว่า Zone 2 ดูเหมือนจะได้ผลดีกว่าอย่างชัดเจน ยิ่งออกกำลังกายหนักขึ้น ยิ่งได้ Mitochondria มากขึ้น Zone 2 อาจไม่หนักพอที่จะกระตุ้นการสร้าง Mitochondria ได้อย่างมีนัยสำคัญ สำหรับคนที่ยังไม่ได้ออกกำลังกาย Zone 2 สามารถเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่การที่บอกว่ามันเป็นโซนที่ดีที่สุด สำหรับสุขภาพเผาผลาญและ Mitochondria อาจเป็นการพูดเกินจริง แต่ผู้วิจัยก็ยืนยันว่า นี่ไม่ใช่สัญญาณให้เลิกทำ Zone 2 แต่เป็นการตั้งคำถามต่อคำว่าดีที่สุดที่มักถูกใช้อย่างหลวมๆ
ความจริงที่น่าจะใช้ได้จริงกับชีวิตประจำวันคือ ไม่มีโซนเดียวที่ชนะ การออกกำลังกายในโซน 3, 4 และ 5 ที่หนักกว่าก็ช่วยพัฒนาสมรรถภาพได้ในระดับที่สูงขึ้น แต่ก็ต้องการการฟื้นตัวมากกว่า และเสี่ยงบาดเจ็บกว่า
Zone 2 มีที่ทางของมัน โดยเฉพาะเมื่อคุณออกกำลังกายแบบหนักได้เต็มที่แล้ว และต้องการเพิ่มชั่วโมงการเคลื่อนไหวโดยไม่สะสมความเหนื่อยล้า สำหรับคนทั่วไปที่เพิ่งเริ่มต้น หรือมีเวลาจำกัด สิ่งสำคัญกว่าการนับโซนคือการลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอ เพราะ แม้แต่การเพิ่มอัตราการเต้นหัวใจขึ้นจากจุดพักนิดหน่อย ก็นับว่ากำลังดูแลสุขภาพหัวใจอยู่แล้ว
ไม่จำเป็นต้องมีนาฬิการาคาแพง แค่ใช้ Talk Test ถ้าคุณพูดเป็นประโยคได้ยาวๆ โดยไม่หอบ แต่ก็ไม่สบายพอจะร้องเพลง แสดงว่าคุณอยู่ในโซนนั้นพอดีแล้ว ส่วนการเดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ ปั่นจักรยานเบาๆ หรือว่ายน้ำท่าสบายๆ ล้วนเป็นกิจกรรม Zone 2 ที่เข้าถึงง่าย สรุปว่า Zone 2 ไม่ใช่สูตรสำเร็จมหัศจรรย์ แต่ก็ไม่ใช่กระแสที่ควรมองข้าม มันคือหนึ่งในเครื่องมือที่ดีของการออกกำลังกายอย่างยั่งยืน เบา สม่ำเสมอ และทำได้ตลอดชีวิต ซึ่งบางทีนั่นอาจคือนิยามที่ดีที่สุดของสุขภาพที่แท้จริงอยู่แล้ว










The post รู้จักเทรนด์ออกกำลังกาย Zone 2 แค่เบาๆ ก็ได้ผลดีต่อสุขภาพเหมือนกัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
การมีเสน่ห์ที่น่าดึงดูดที่สุด ไม่จำเป็นต้องมาจากการเป็น […]
The post Silent Charisma: 5 วิธีสร้างเสน่ห์ที่ทรงพลังแบบเงียบๆ appeared first on THE STANDARD.
]]>
การมีเสน่ห์ที่น่าดึงดูดที่สุด ไม่จำเป็นต้องมาจากการเป็นจุดสนใจเสมอไป ในทางจิตวิทยา Silent Charisma คือพลังดึงดูดที่ไม่ได้มาจากการป่าวประกาศ แต่มาจากความสงบนิ่งที่ดูมั่นคง และการควบคุมสภาวะอารมณ์ของตัวเองได้ดี แม้ในสถานการณ์ที่วุ่นวายหรือตึงเครียด ความนิ่งนี้เองที่จะสะท้อนวุฒิภาวะ และเพิ่มความน่าค้นหาได้อย่างเป็นธรรมชาติ
หากคุณอยากค่อยๆ พัฒนาเสน่ห์ในแบบที่ดูไม่ต้องพยายาม ลองดู 5 แนวทางนี้ที่จะช่วยเปลี่ยนบุคลิกให้ดูนิ่ง สุขุม และมีพลังในแบบเรียบง่าย
การไม่รีบร้อนตอบโต้ และการเว้นจังหวะหยุดคิดก่อนพูดเพียง 2-3 วินาที นอกจากจะช่วยให้คำพูดดูมีน้ำหนักและผ่านการกลั่นกรองมาอย่างดีแล้ว ยังสะท้อนถึงความมั่นคงภายใน และความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างสุขุม
การรับฟังอย่างตั้งใจ การสบตาอย่างพอดี และการตอบสนองอย่างเหมาะสม จะทำให้คนรอบข้างรู้สึกถึงพื้นที่ปลอดภัย การเป็นผู้ฟังที่ดีจะทำให้คนค่อยๆ เปิดใจ และรู้สึกสบายใจที่จะอยู่ใกล้คุณ
เสน่ห์ที่แท้จริง เริ่มจากการรู้จักปรับตัวให้เข้ากับกาลเทศะโดยไม่เสียจุดยืน วางตัวได้เหมาะสม และให้เกียรติทั้งผู้คนและสถานที่ในทุกบริบท ความน่าเชื่อถือจะค่อยๆ เกิดขึ้น เมื่อคนรอบข้างเห็นว่าคุณรู้ว่าควรอยู่ในบทบาทแบบไหนในแต่ละสถานการณ์
ความฉลาดในการเลือกนำเสนอตัวเองให้ถูกที่ถูกทางนี่แหละ คืออีกหนึ่งพลังเงียบที่ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ให้ดูสง่างามและน่าเชื่อถือได้อย่างเป็นธรรมชาติ
คนที่มี Silent Charisma จะรู้ขอบเขตของตัวเองและผู้อื่นเสมอ การกล้าปฏิเสธสิ่งที่รบกวนพลังงานอย่างสุภาพ และการไม่ก้าวก่ายพื้นที่ของใคร คือการสะท้อนถึงความมั่นคงภายในและการรู้จักคุณค่าของตัวเอง
ความนิ่งที่มีขอบเขตนี้จะค่อยๆ สร้างความสบายใจให้คนรอบข้าง โดยที่คุณไม่ต้องฝืน
นอกจากการวางตัว ‘กลิ่น’ คืออีกหนึ่งภาษาที่สื่อสารตัวตนได้โดยไม่ต้องเอ่ยปาก สำหรับใครที่ต้องการเสริมเสน่ห์แบบนิ่งและลึก การเลือกกลิ่นที่สะอาด นุ่มนวล แต่มีมิติ จะช่วยทิ้งความรู้สึกบางอย่างไว้ให้คนรับรู้โดยไม่ต้องตั้งใจดึงความสนใจ
Meant to Be Seen จาก Nishane เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจด้วย Orris Butter ที่เป็นหัวใจของกลิ่น มอบความละเมียดละไมและความหรูหรา เมื่อความสดชื่นของ Bergamot ผสานกับความอุ่นลุ่มลึกของ Sandalwood กลิ่นจะค่อยๆ พัฒนาเป็น Skin Scent ที่แนบผิว ไม่รบกวนใคร แต่ชวนให้คนที่อยู่ใกล้รู้สึกถึงความตั้งใจในรายละเอียดโดยไม่ต้องเอ่ยอะไรให้มากความ
อ้างอิง:
The post Silent Charisma: 5 วิธีสร้างเสน่ห์ที่ทรงพลังแบบเงียบๆ appeared first on THE STANDARD.
]]>
สงกรานต์ปีนี้จะสวยแบบเมกอัพไม่ละลาย ต้องเริ่มจากการเลือ […]
The post ชี้เป้า Beauty Item ที่น่าใช้ในช่วงสงกรานต์ 2026 appeared first on THE STANDARD.
]]>
สงกรานต์ปีนี้จะสวยแบบเมกอัพไม่ละลาย ต้องเริ่มจากการเลือกไอเท็มให้ถูกต้องก่อน โดยเฉพาะสำหรับคนที่ตั้งใจจะออกไปคลายร้อนกับสนามน้ำอย่างเต็มที่ ต้องยอมรับว่าอากาศช่วงนี้ร้อนไม่ยั้ง แดดแรง เหงื่อออก และน้ำสาดไม่หยุด แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ความสวยจะต้องพังตาม LIFE คัดสรรไอเท็มความงาม Must-Have ที่รับมือได้ทุกสภาพอากาศ ทั้งกันน้ำ กันเหงื่อ และยังดูดีตลอดวันมาฝากแล้ว

กลิ่นหอมติดตัวที่ชวนให้ทุกคนหันจาก OUAI กลิ่น Ibiza ที่ผสมโกโก้ Tonka Bean วานิลลา และรัม เหมือนได้หนีร้อนไปเต้นริมทะเลกลางค่ำคืน อบอุ่นเย้ายวนในแบบที่จำได้ไม่ลืม เหมาะสำหรับสาวที่อยากให้กลิ่นหอมเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกตัวเองแม้ในวันที่ร้อนที่สุดของปี

ครีมกันแดดที่ผิวสาวไทยต้องการที่สุดในวันนี้ ถ้าสงกรานต์จะเล่นน้ำทั้งวัน กันแดดต้องสูตรกันน้ำเท่านั้น Anessa ในตำนานมาในเนื้อน้ำนมบางเบา ปกป้องผิวจากรังสี UV อย่างทรงพลัง พร้อมลดเลือนจุดด่างดำและให้ผิวโกลว์ใสตลอดวัน ยิ่งโดนแดดโดนน้ำ ยิ่งแอ็กทีฟ เรียกได้ว่าเป็นคู่หูสงกรานต์ที่ขาดไม่ได้

คลีนซิ่งบาล์มจากแบรนด์ไทยที่ใช้มะพร้าวจากลุ่มแม่น้ำตาปี จ.สุราษฎร์ธานี สลายเมกอัพ กันแดดกันน้ำ และมลภาวะขั้นสุด เนื้อบาล์มนุ่มละมุนสัมผัสน้ำเปลี่ยนเป็นน้ำนม ล้างออกสะอาดโดยไม่ทำให้ผิวแห้งตึง พร้อมสารอาหาร 18 ชนิดที่บำรุงผิวไปในขั้นตอนเดียว เหมาะกับผิวแพ้ง่ายและผิวที่เหนื่อยล้าจากแดดร้อนตลอดวัน

อายไลเนอร์ที่สาดน้ำมาก็ยังอยู่และคมชัดตลอดวันสงกรานต์ต้องอาศัย Gel Eyeliner กันน้ำแบบนี้เท่านั้น ดีไซน์มาสำหรับ tightline ริมขนตาโดยเฉพาะ ช่วยให้ดวงตาดูคมและโดดเด่นขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เลอะ ไม่ซีด แม้จะโดนน้ำสาดทั้งวัน

แป้งที่ไม่กลัวเหงื่อไม่กลัวความร้อน แป้งอัดแข็งในตำนานที่กลับมาพร้อมสูตรเบลอผิวสูงกว่าที่เคย ผ่านการทดสอบทางคลินิกว่าเบลอผิว +68% อำพรางรูขุมขน +64% เนื้อแป้งบางเบาสัมผัสนุ่มราวแอร์บรัช ติดทนสมบูรณ์แบบตลอดวัน มาพร้อมพัฟขนาดกะทัดรัดที่พกพาทัชอัปได้ทุกที่ ไม่แห้ง ไม่เป็นคราบขาว ไม่วอกลาย แม้ในวันที่ร้อนที่สุด

โทนอัพผิวสวยได้แม้อากาศร้อน เป็นสูตร 3-in-1 ที่เป็นทั้งกันแดด ไพรเมอร์ และมอยส์เจอไรเซอร์ในขั้นตอนเดียว ฉลองยอดขายกว่า 2.5 ล้านชิ้นทั่วโลกด้วยเฉดสีใหม่ Pure Beige ที่ปรับโทนผิวให้สม่ำเสมอ บูสต์คอลลาเจน และให้ผิวโกลว์ใสเป็นธรรมชาติตั้งแต่ทาแรก สำหรับสาวที่อยากสวยแบบสเต็ปน้อยแต่ผลลัพธ์ครบ

กันแดดทินต์จบในขั้นตอนเดียวที่เพิ่งเปิดตัวใหม่สดๆ ร้อนๆ เนื้อทินต์เบาบางที่เบลอผิวทันที คุมมันได้ยาวนาน 12 ชั่วโมง พร้อม Marshmallow Film Technology ฟิล์มบางเบาที่ช่วยลดการเกาะของฝุ่น PM2.5 บนผิว และสารสกัดจากเปลือกแอปเปิลที่บูสต์ผิวให้นุ่มเด้งใน 24 ชั่วโมง ปกป้องครบทั้ง UVA UVB และ Blue Light สำหรับวันที่อยากสวยครบจบในขั้นตอนเดียว
The post ชี้เป้า Beauty Item ที่น่าใช้ในช่วงสงกรานต์ 2026 appeared first on THE STANDARD.
]]>
Play Mode: ทำไมผู้ใหญ่ก็ต้องได้เล่น เพื่อให้ใจไม่ล้าเกิ […]
The post Play Mode ผลวิจัยชี้จิตใจผู้ใหญ่ก็ต้องการความสนุกแบบเด็กๆ appeared first on THE STANDARD.
]]>
Play Mode: ทำไมผู้ใหญ่ก็ต้องได้เล่น เพื่อให้ใจไม่ล้าเกินไป
ตอนเป็นเด็ก เราถูกสอนให้เล่นอย่างเต็มที่ แต่พอโตขึ้น เรากลับถูกสอนให้จริงจังกับชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ จนหลายคนเผลอรู้สึกผิดเมื่อใช้เวลากับเรื่องไร้สาระ หรือทำอะไรที่ไม่ได้สร้างผลลัพธ์ชัดเจนทันที ทั้งที่งานวิจัยระยะหลังเริ่มชี้ตรงกันมากขึ้นว่าการเล่นไม่ใช่เรื่องไร้สาระเสมอไป และไม่ใช่แค่เด็กเท่านั้นที่เล่นสนุกได้ แต่การที่ผู้ใหญ่หันมาเล่นอะไรแบบเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นการต่อเลโก้ เล่นซ่อนหา เล่นบทบาทสมมติ หรือ DIY ล้วนเป็นหนึ่งในพฤติกรรมที่อาจช่วยพยุงสุขภาพใจของผู้ใหญ่ได้จริง ตั้งแต่การลดแรงกดดันภายใน การฟื้นพลังทางอารมณ์ ไปจนถึงการทำให้เรารับมือกับความเครียดได้ยืดหยุ่นขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจคือ วงการวิจัยเริ่มมองการเล่นในผู้ใหญ่จริงจังขึ้นกว่าที่เคย The Journal Of Positive Psychology รวบรวมงานแทรกแซงด้านสุขภาพจิตที่มีผู้ใหญ่เป็นศูนย์กลาง 20 การศึกษา และสรุปว่า Play และ Playfulness สามารถทำหน้าที่ได้หลายแบบมาก ทั้งเป็นส่วนประกอบของการบำบัด เป็นตัวกลางที่ช่วยให้ผลลัพธ์ดีขึ้น เป็นคุณลักษณะที่ช่วยกันแรงกระแทกจากความเครียด หรือแม้แต่เป็นผลลัพธ์ที่ถูกพัฒนาได้เองจากกระบวนการแทรกแซง แม้งานวิจัยยังหลากหลายและยังต้องการหลักฐานเพิ่ม แต่ภาพรวมถือว่าน่า Promising มากสำหรับ Mental Health ในผู้ใหญ่
คำว่า ‘เล่น’ ในวัยผู้ใหญ่เองก็ไม่ได้หมายถึงการวิ่งเล่นแบบเด็กเสมอไป งานศึกษาว่าด้วยประสบการณ์การเล่นของผู้ใหญ่ในปี 2024 พบรูปแบบการเล่นที่เด่นอยู่ 5 แบบ ได้แก่ ความคิดสร้างสรรค์และการผจญภัย ความรู้สึกได้ฟื้นฟูตัวเอง การจดจ่ออย่างลึก การเล่นเพื่อความสนุกล้วนๆ และการเล่นที่โยงกับการฝึกทักษะหรือ Mastery ซึ่งแปลว่า การเล่นของผู้ใหญ่สามารถอยู่ในรูปของการเต้น ทำอาหาร เล่นกีฬา บอร์ดเกม งานคราฟต์ ดนตรี อิมโพรไวส์ ไปจนถึงการคุยหยอกล้ออย่างมีชีวิตชีวากับคนที่เราสบายใจ ไม่จำเป็นต้องดูเป็นเด็ก แต่ต้องมีองค์ประกอบของความเพลิดเพลิน ความสมัครใจ และการหลุดออกจากโหมดประสิทธิภาพชั่วคราว
หนึ่งในเหตุผลที่การเล่นสำคัญกับใจผู้ใหญ่ เพราะมันช่วยให้เราเปลี่ยนวิธีอยู่กับความเครียด ไม่ใช่แค่หนีความเครียด งานวิจัยปี 2024 เรื่อง Playfulness กับการรับมือความเครียดในที่ทำงานพบว่า ผู้ใหญ่ที่มีลักษณะ Playful มากกว่า มักใช้ Coping Strategies ที่เป็นบวกมากกว่า ใช้การรับมือเชิงลบน้อยกว่า และความสัมพันธ์นี้เชื่อมไปถึง Life Satisfaction ด้วย นี่ทำให้การเล่นไม่ใช่เรื่องตรงข้ามกับความรับผิดชอบ แต่เป็นคุณภาพบางอย่างที่ทำให้คนยังรับผิดชอบไหว โดยไม่ต้องแข็งจนเปราะ
งานอีกชิ้นที่ศึกษาผู้ใหญ่สหรัฐฯ 503 คนในบริบทความไม่แน่นอนช่วงโควิดพบว่า คนที่มีความ Playful สูงไม่ได้มองโลกสวยแบบไม่เห็นความจริง พวกเขารับรู้ความเสี่ยงและข้อจำกัดไม่ต่างจากคนอื่น แต่มีแนวโน้มจะมี Resilient Coping สูงกว่า ปรับตัวกับข้อจำกัดได้ดีขึ้น และยังสร้างคุณภาพของประสบการณ์ในชีวิตประจำวันได้มากกว่า ผู้วิจัยจึงอธิบายว่า Playfulness ทำงานเหมือน Color Spotlight มากกว่า Rose-Tinted Glasses คือไม่ได้บิดเบือนความจริง แต่ช่วยให้เรามองเห็นความเป็นไปได้เชิงบวกท่ามกลางความจริงที่ยากอยู่แล้ว
ในผู้ใหญ่วัยกลางคนและวัยสูงอายุ หลักฐานก็ไปในทิศทางคล้ายกันคือ Playfulness มีความสัมพันธ์กับ Life Satisfaction องค์ประกอบด้าน Well-Being แบบ Perma และ Character Strengths ในระดับ Small-To-Medium Effect Sizes โดยเฉพาะมิติที่เรียกว่าความสามารถในการหยอกล้อ เชื่อมโยง และสร้างบรรยากาศที่เบาสบายร่วมกับคนอื่น มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างชัดเจน นี่น่าสนใจมาก เพราะมันทำให้เราเห็นว่า ‘การเล่น’ ไม่ได้มีค่าเฉพาะในฐานะกิจกรรมเดี่ยวๆ แต่ยังเป็นภาษาความสัมพันธ์ที่ช่วยพยุงใจมนุษย์ด้วย
บางทีปัญหาของผู้ใหญ่ยุคนี้อาจไม่ใช่เราไม่มีเวลาพักอย่างเดียว แต่คือเราไม่มีพื้นที่ให้ตัวเอง ‘เล่น’ อีกแล้ว เราอนุญาตให้ตัวเองออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ทำสมาธิเพื่อ Productivity หรือพักผ่อนเพื่อกลับไปทำงานต่อได้ดีขึ้น แต่เราไม่ค่อยอนุญาตให้ตัวเองทำอะไรเพียงเพราะมันสนุก สด และเบาใจ การเล่นจึงค่อยๆ ถูกลดสถานะลงเป็นเรื่องไม่จำเป็น ทั้งที่ในความเป็นจริง มันอาจเป็นหนึ่งในพฤติกรรมพื้นฐานที่ช่วยรีเซ็ตระบบอารมณ์ของเราอย่างเงียบๆ มากที่สุด
อย่าลืมว่า Mental Health ที่ดีไม่ได้เกิดจากการจัดการชีวิตอย่างมีวินัยเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากการที่เรายังมีช่วงเวลาเล็กๆ ให้ตัวเองได้หัวเราะ ได้ลองอะไรใหม่ๆ ได้โง่บ้าง ได้แพ้บ้าง ได้ทำสิ่งที่ไม่ได้มีแต้มต่อในโลกการแข่งขัน และได้กลับไปเป็นมนุษย์ที่ไม่ต้อง Perform ตลอดเวลา ในโลกที่จริงจังกับทุกอย่างมากเกินไป การเล่นอาจไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลย แต่มันอาจเป็นวิธีที่ใจของผู้ใหญ่พยายามเอาตัวรอดอย่างอ่อนโยนที่สุดวิธีหนึ่ง







The post Play Mode ผลวิจัยชี้จิตใจผู้ใหญ่ก็ต้องการความสนุกแบบเด็กๆ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้าพูดถึงน้ำหอม Niche สัญชาติไทยที่กำลังไปไกลในระดับเอเ […]
The post THE O.B.A. พาน้ำหอมไทยบุกเซี่ยงไฮ้กับคอนเซปต์ Second Skin appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้าพูดถึงน้ำหอม Niche สัญชาติไทยที่กำลังไปไกลในระดับเอเชีย ต้องพูดถึง THE O.B.A. เพราะล่าสุดแบรนด์ได้เดินทางสู่นครเซี่ยงไฮ้เพื่อร่วมงาน NOTES Shanghai ณ West Bund Art Center หนึ่งในนิทรรศการศิลปะน้ำหอมนานาชาติที่เฉพาะทางที่สุดในจีน และเป็นพื้นที่รวมตัวของแบรนด์น้ำหอม Niche ชั้นนำจากทั่วโลก
สิ่งที่ THE O.B.A. นำไปบอกเล่าครั้งนี้คือปรัชญาแห่งกลิ่นในคอนเซปต์ Second Skin น้ำหอมไม่ใช่แค่สิ่งที่ฉีดแล้วหอม แต่คือผิวชั้นที่สองที่ช่วยส่งเสริมตัวตนของคนใส่ให้มีชีวิตมากขึ้น โดยนำคอลเล็กชันทั้ง 7 กลิ่นไปจัดแสดงครบ ครอบคลุมตั้งแต่ Skin Scent ที่แนบเนื้อสะอาด ความเซ็กซี่ลึกลับของกลิ่น Leather ไปจนถึงความสงบนิ่งสไตล์มินิมอล
อนพัทย์ ธนากิจปฐมพงศ์ CEO & Co-founder เล่าว่าการมาเยือน NOTES Shanghai ครั้งนี้คือการนำเสนอน้ำหอมไทยในฐานะงานศิลปะ และถ่ายทอดเสน่ห์ผ่านภาษาของกลิ่นที่สื่อสารได้ลึกกว่าคำพูดใดๆ ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์มองตัวเองอย่างจริงจังและมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการก้าวสู่เวทีนานาชาติได้อย่างเต็มภาคภูมิ
The post THE O.B.A. พาน้ำหอมไทยบุกเซี่ยงไฮ้กับคอนเซปต์ Second Skin appeared first on THE STANDARD.
]]>
ความรักในช่วงเริ่มต้นมักเต็มไปด้วยความพยายามที่ดูสวยงาม […]
The post Drained: รักไปไม่รอด ไม่ใช่เพราะไม่รัก แต่เพราะอยู่ด้วยกันแล้วเหนื่อย appeared first on THE STANDARD.
]]>
ความรักในช่วงเริ่มต้นมักเต็มไปด้วยความพยายามที่ดูสวยงาม เราอยากเข้าใจอีกฝ่าย อยากปรับตัว อยากทำให้มันไปต่อได้ดี ตอนแรกเริ่มอะไรๆ ก็ดูน่ารัก น่าสนุก และเราก็ยินดีที่จะปรับเข้าหากันเสมอ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความพยายามแบบเดียวกันนั้นอาจเริ่มเปลี่ยนรูป จาก ‘ความตั้งใจ’ กลายเป็น ‘ความฝืน’ โดยที่เราไม่ทันสังเกต และความรู้สึกเหล่านั้นแหละที่ค่อยๆ บั่นทอนความสุขของคนสองคนให้ห่างไกลออกจากกันเรื่อยๆ
การที่ความรักไปต่อไม่ไหว พบว่าหลายคู่ไม่ได้มีเหตุการณ์ใหญ่โต บางคู่ไม่มีการนอกใจ ไม่มีคำพูดรุนแรง แต่เต็ มไปด้วยความไม่สบายใจเล็กๆ ที่สะสมทุกวัน เช่น ต้องทนกับนิสัยเคยชินของอีกฝ่ายซ้ำๆ แบบไม่มีการแก้ไข ต้องคิดก่อนพูด ต้องเก็บบางความรู้สึกไว้ ต้องพยายามเป็นคนที่อีกฝ่ายสบายใจ แม้จะไม่ใช่ตัวเองทั้งหมด สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ดูเป็นปัญหาในวันเดียว แต่เมื่อมันเกิดขึ้นซ้ำๆ มันค่อยๆ ทำให้ใจล้าโดยไม่รู้ตัว
นักจิตวิทยาเรียกว่า Emotional Exhaustion หรือความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ เป็นหนึ่งในสัญญาณสำคัญที่บอกว่าความสัมพันธ์กำลังไม่สมดุล เราอาจยังรักเขาอยู่ แต่ในขณะเดียวกันก็เริ่มรู้สึกว่า การอยู่ตรงนี้ต้องใช้พลังงานมากเกินไป มากจนบางวันแค่จะคุยกันธรรมดายังรู้สึกเหนื่อย
ความเหนื่อยในความรักไม่ใช่เรื่องผิด และไม่ได้แปลว่าใครคนหนึ่งเป็นคนไม่ดีเสมอไป บางครั้งมันคือความไม่เข้ากันในจังหวะชีวิต วิธีคิด หรือวิธีแสดงความรัก เราอาจต้องการความสบายใจ ในขณะที่อีกฝ่ายแสดงความรักในแบบที่ทำให้เราต้องพยายามมากกว่าที่ควรจะเป็น เราอาจอยากสื่อสารตรงๆ แต่อีกฝ่ายเลือกเงียบ ความต่างเหล่านี้ไม่ได้ผิด แต่ถ้ามันทำให้เราต้องปรับตัวจนหลงลืมตัวเอง นั่นคือจุดที่ความรักเริ่มกลายเป็นภาระ
หลายคนกำลังรู้สึกว่าเรายังรักกันอยู่ แต่ไปต่อแบบนี้ไม่ไหว เพราะมันไม่มีตัวร้าย ไม่มีเหตุผลที่ชัดเจนพอให้ตัดใจ มีแค่ความรู้สึกบางๆ ที่บอกว่า ถ้ายังอยู่ต่อ เราอาจจะค่อยๆ สูญเสียความเป็นตัวเองที่เคยมีชีวิตชีวาและสดใสไปทีละนิด หากพยายามเต็มที่แล้วแต่ไม่เวิร์ก ลองเดินออกมา นี่คือการซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเองมากที่สุด เลือกที่จะไม่ฝืน ไม่ยื้อ และไม่ทำให้ความรักกลายเป็นสิ่งที่ทำร้ายกันโดยไม่ตั้งใจ
ลองคิดดูว่าการจบความสัมพันธ์ที่ยังมีความรักอยู่อาจไม่ได้แย่เสมอไป โอเคมันอาจจะเจ็บปวด แต่อย่างน้อยมันคือการรักษาความรู้สึกดีๆ ที่เคยมีต่อกันไว้ในรูปแบบที่ไม่ทำร้ายกันมากไปกว่านี้ และในวันที่เราย้อนกลับมามอง เราอาจจะเข้าใจว่า ความรักที่ดี คือความรักที่ทำให้เราหายใจได้ลึกขึ้น รู้สึกเป็นตัวเองได้มากขึ้น และไม่ต้องใช้แรงทั้งหมดที่มี แค่เพื่อจะอยู่ในความสัมพันธ์นั้นต่อไป
The post Drained: รักไปไม่รอด ไม่ใช่เพราะไม่รัก แต่เพราะอยู่ด้วยกันแล้วเหนื่อย appeared first on THE STANDARD.
]]>
คุณเดินเข้าคลินิกทันตกรรมครั้งล่าสุดเมื่อไร? ใช่ […]
The post ‘Resmile’ กับภารกิจเปลี่ยน ‘การดูแลฟัน’ ให้กลายเป็น ‘การลงทุนในคุณภาพชีวิต’ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.
]]>
คุณเดินเข้าคลินิกทันตกรรมครั้งล่าสุดเมื่อไร?
ใช่ตอนที่ Google Calendar แจ้งเตือนว่าถึงเวลาขูดหินปูนประจำปี หรือตอนที่เริ่มเสียวฟันเวลากินของเย็นๆ หรือเปล่า
แม้ว่าปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เดินเข้าคลินิกทันตกรรมจะเปลี่ยนไป ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การรักษา แต่หันมาใช้บริการฟอกสีฟันหรือทำหัตถการอื่นๆ เพื่อสร้างความมั่นใจเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับรายงาน Oral Care in Thailand (ฉบับปี 2024-2025) ของ Euromonitor International พบว่าผู้บริโภคชาวไทยมีกำลังซื้อผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลลัพธ์เฉพาะทางเพิ่มมากขึ้น ทั้งเรื่องความสะอาดและการดูแลเชิงป้องกัน
แต่การดูแล ‘สุขภาพช่องปาก’ ก็ยังถูกจัดไว้เป็นความสำคัญลำดับสุดท้ายเมื่อเทียบกับการกิน การออกกำลังกาย การดูแลความงาม
นั่นคือโจทย์สำคัญที่ ‘Resmile’ คลินิกทันตกรรมต้องการขับเคลื่อนวงการทันตกรรมให้เป็นส่วนหนึ่งของ Wellness & Lifestyle พร้อมเปลี่ยนมุมมองจากการรักษาเมื่อเกิดปัญหาให้กลายเป็น ‘การลงทุนกับคุณภาพชีวิตระยะยาว’

โจทย์แรกที่แบรนด์ต้องทำคือ เปลี่ยนแนวทางการสื่อสารเพื่อให้ลูกค้าเข้าใจว่า ทำไมการดูแลสุขภาพช่องปากก่อนที่จะเกิดปัญหาถึงสำคัญ และควรทำให้เป็น Routine Lifestyle
พีรพล บริสุทธิ์สุนทร ผู้ก่อตั้ง Resmile บอกว่าการจัดฟันหรือขูดหินปูนไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่เป็นพื้นฐานของสุขภาพช่องปาก เมื่อฟันเรียงตัวดี ทําความสะอาดง่าย ก็ลดโอกาสที่จะเกิดโรคทางช่องปากในอนาคต
“จริงๆ แล้ว Wellness กับทันตกรรมเป็นเรื่องเดียวกันมาโดยตลอด มันเป็นเรื่องของการใช้ชีวิต ดูแลตัวเอง เราไม่อยากให้คนมาคลินิกทันตกรรมเพราะเกิดปัญหา แต่อยากให้เขามาเพราะเข้าใจว่าการดูแลสุขภาพช่องปากเป็นประจำส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของเขาในระยะยาวยังไง”

ความท้าทายคือจะทำอย่างไรให้การมาคลินิกทันตกรรมเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ และเป็นเรื่องที่ต้องทำสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และความมั่นใจ
“เราเห็นพฤติกรรมของลูกค้าปัจจุบันที่มาฟอกสีฟันก่อนวันงานสำคัญ เช่น งานแต่ง ต้องไปสัมภาษณ์งาน ต้องขึ้นเวที ออกงานสังคม มันสะท้อนว่าพวกเขากำลังให้ความสำคัญกับเรื่องบุคลิกภาพและความมั่นใจ”
แบรนด์จึงวางกรอบ ‘3 Wells’ แนวคิดการให้บริการที่ให้มากกว่า Functional Benefit แต่ต้องมอบ Emotional Benefit
สิ่งที่แบรนด์เน้นย้ำก็คือ การดูแลสุขภาพช่องปากคือ ‘การลงทุนในคุณภาพชีวิตระยะยาว’

เปลี่ยน Mindset อย่างเดียวไม่พอ แบรนด์จึงลุกขึ้นมารีโนเวทคลินิกทั้ง 3 สาขา ลบภาพจำคลินิกทันตกรรมแบบเดิมๆ โดยหยิบแนวคิด Human-Centric Design มาเป็นโจทย์หลักในการออกแบบ คำนึงถึงบริบทของพื้นที่และพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นหลัก พร้อมเลือกบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในแต่ละพื้นที่

โจทย์ต่อมาคือ ทำอย่างไรให้ ‘คลินิกทันตกรรม’ เป็นพื้นที่ดูแลสุขภาพช่องปากและกายใจสำหรับทุกคน
แบรนด์มองเห็นความเชื่อมโยงที่เหมือนกันของกลุ่มลูกค้าที่สนใจเรื่อง Wellness คือ ความต้องการพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นในทุกด้าน จึงทลายกรอบ ‘คลินิกทันตกรรม’ สู่การเป็นพื้นที่ของการดูแลตัวเองในทุกมิติ ด้วยการสร้าง
‘Dental Wellness Community’ ที่เชื่อมโยงผู้คนผ่านกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคลาสโยคะในสวน Sound Healing หรือกิจกรรม Wellness รูปแบบอื่นๆ ที่จะตามมา เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกใกล้ชิดกับคลินิกมากขึ้น
“เราเชื่อว่าเมื่อคนรู้สึกผ่อนคลายและใกล้ชิดกัน ความกังวลในการมาคลินิกก็จะค่อยๆ หายไป”

เพราะ ‘ทันตกรรม’ ไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงในโลกการแพทย์ แต่สามารถเชื่อมต่อกับศิลปะ ความงาม ความยั่งยืน และไลฟ์สไตล์ เพื่อทำให้การดูแลช่องปากเป็นเรื่องใกล้ตัวและเข้าถึงได้มากขึ้น Resmile จึงขับเคลื่อนแนวคิดนี้ผ่านกลยุทธ์ Cross-Industry Collaboration จับมือกับศิลปินและองค์กรต่างๆ เพื่อพาทันตกรรมเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้น
หนึ่งในความร่วมมือที่สะท้อนแนวคิดนี้ได้ชัดเจนที่สุด คือการทำงานร่วมกับศิลปินไทยอย่าง Gongkan และ Nutdao เพื่อออกแบบเคสจัดฟันใสและดิสเพลย์หน้าสาขา

พีรพล บอกว่า ความร่วมมือนี้ไม่เพียงสะท้อนว่าศิลปะกับทันตกรรมเป็นเรื่องเดียวกันได้ ทำให้การดูแลฟันดูเป็นมิตรและใกล้ตัวมากขึ้น แต่ยังช่วยโปรโมตนักวาดภาพประกอบไทยให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง
นอกจากศิลปะและไลฟ์สไตล์ Resmile ยังขยายบทบาทสู่ความรับผิดชอบต่อสังคมผ่านความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ เช่น N15 Technology ที่นำพลาสติกเหลือใช้จากเคสจัดฟัน นำไปแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงทดแทน เพื่อให้ทุกการรักษามีส่วนช่วยดูแลโลกใบนี้ด้วย รวมไปถึงการสนับสนุนองค์กร Operation Smile โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากบริการจะนำไปสนับสนุนโครงการเพื่อช่วยเหลือการผ่าตัดเด็กปากแหว่งเพดานโหว่ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ทำให้ลูกค้าของ Resmile ได้มีส่วนร่วมในการช่วยให้เด็กกลับมายิ้มได้

เมื่อวางบทบาทแบรนด์เป็นผู้ดูแลสุขภาพช่องปากแบบครบวงจรในทุกช่วงเวลาของชีวิต นำไปสู่การพัฒนา Dental Product Line-up เพื่อเชื่อมต่อประสบการณ์จากคลินิกสู่การดูแลตัวเองที่บ้าน ทำให้การดูแลสุขภาพช่องปากเป็นกิจวัตรที่ทำได้ทุกวัน
โจทย์คือเปลี่ยนอุปกรณ์ทันตกรรมให้ดูเหมือนไอเท็มความงาม ผลิตภัณฑ์ของ Resmile จึงถูกออกแบบให้สวยงาม ทันสมัย พกพาง่าย และกลมกลืนกับไลฟ์สไตล์ เพื่อสร้างความรู้สึกเชิงบวก และทำให้ผู้ใช้รู้สึกภูมิใจในการดูแลตัวเอง

โดยยังคงผสมผสาน Functional Benefit เพื่อลดความเสี่ยงปัญหาช่องปาก เช่น แผ่นแปะฟอกฟันขาวหรือเม็ดฟู่ทำความสะอาด เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าการดูแลฟันไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แต่เป็นกิจวัตรที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน
“แผนระยะยาว เราตั้งใจขยายผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมทุกมิติของช่องปาก ตั้งแต่ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ไปจนถึงไอเท็มความงามที่เชื่อมโยงสุขภาพช่องปาก เพื่อให้เราดูแลสุขภาพช่องปากแบบครบวงจร ไม่ว่าจะอยู่ที่คลินิกหรือที่บ้าน”

การดูแลฟันที่ได้ผลที่สุดคือการดูแลอย่างสม่ำเสมอ Resmile จึงมุ่งสร้างพฤติกรรมระยะยาวผ่านระบบ Dental Subscription และโปรแกรม Membership เพื่อทำให้การดูแลฟันกลายเป็นกิจวัตรที่เกิดขึ้นได้จริง โดยไม่ต้องรอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยเข้าคลินิก
ระบบ Subscription ของ Resmile ไม่ได้เป็นเพียงกลยุทธ์ทางธุรกิจ แต่คือเครื่องมือในการสร้าง Health Behavior Change ด้วยระบบตัดบัตรอัตโนมัติ ทำเพื่ออำนวยความสะดวกให้การดูแลฟันกลายเป็นเรื่องง่าย
“ผลลัพธ์คือสุขภาพช่องปากที่ดีขึ้น และค่าใช้จ่ายด้านการรักษาที่ลดลงในระยะยาว”
“เราอยากให้คนจดจำ Resmile ในฐานะผู้นำเปลี่ยนแปลงวงการทันตกรรมที่ผลักดันให้การดูแลสุขภาพช่องปากและการมาคลินิกทันตกรรมเป็นเรื่องเดียวกับการดูแลสุขภาพ” พีรพล กล่าวทิ้งท้าย
อ้างอิง
#TheStandardLife #resmile #dentalwellness
The post ‘Resmile’ กับภารกิจเปลี่ยน ‘การดูแลฟัน’ ให้กลายเป็น ‘การลงทุนในคุณภาพชีวิต’ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.
]]>
หากคุณคือคนทำงานที่ต้องจ้องจอนานจนปวดกระบอกตา เครียดสะส […]
The post รีเซ็ตสมองล้า ล้างพิษทางอารมณ์ด้วย Shiro-Vitality Cranial Ritual โดย Healing Master ระดับเอเชีย appeared first on THE STANDARD.
]]>
หากคุณคือคนทำงานที่ต้องจ้องจอนานจนปวดกระบอกตา เครียดสะสมจนเผลอกดกรามแน่น หรือรู้สึกหัวหนักจนเกิดภาวะ Brain Fog อยู่บ่อยๆ หน้าร้อนนี้เราอยากชวนคุณไปทำความรู้จักกับ Shiro-Vitality Cranial Ritual ทรีตเมนต์ซิกเนเจอร์โดยราจูล (Rajeshwari Nerurkar) ผู้เชี่ยวชาญระดับมาสเตอร์ด้านการบำบัดที่พกพาประสบการณ์กว่า 20 ปี มาจัดโชว์เคสพิเศษ ณ Kempinski The Spa
ความพิเศษของ Shiro-Vitality Cranial Ritual เริ่มต้นด้วยศาสตร์การนวดศีรษะแบบอินเดียโบราณ โดยใช้น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของออกซิเจนและพลังงาน ตั้งแต่ศีรษะจรดแนวกระดูกสันหลัง ช่วยรีเซ็ตระบบประสาทให้เข้าสู่โหมดผ่อนคลายอย่างล้ำลึก

จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการนวด ‘ทุยหนา’ (Tuina) เพื่อ สลายความตึงตื้อ และจุดที่พลังงานติดขัดบริเวณต้นคอ บ่า และไหล่ ช่วยให้เลือดหมุนเวียนไปเลี้ยงสมองได้คล่องตัวขึ้น ลดอาการปวดตึง

ก่อนจะปิดท้ายด้วยไฮไลต์สำคัญอย่างการกดจุด ‘มาร์มะ’ (Marma Points) บริเวณใบหน้าและแนวกราม ซึ่งเป็นจุดสะสมความเครียดและอารมณ์ที่ค้างคาโดยเฉพาะในผู้หญิง การนวดจุดนี้จึงเปรียบเสมือนการปลดล็อกความรู้สึกที่ตกค้าง ให้ความรู้สึกเบาสบายทั้งกายและใจ

นอกจาก Shiro-Vitality Cranial Ritual แล้ว คุณราจูลยังเตรียมศาสตร์บำบัดอื่นๆ ไว้รอให้คุณมาค้นพบคำตอบของสุขภาพดีอย่างยั่งยืน แวะมาสัมผัสประสบการณ์พิเศษนี้ได้ตั้งแต่วันนี้ – 20 เมษายน 2569 เท่านั้น
The post รีเซ็ตสมองล้า ล้างพิษทางอารมณ์ด้วย Shiro-Vitality Cranial Ritual โดย Healing Master ระดับเอเชีย appeared first on THE STANDARD.
]]>
โดนัท-มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล คือผู้หญิงที่ THE STAND […]
The post Stay Balanced กับ โดนัท มนัสนันท์ เมื่อ Wellness คือสิ่งที่เลือกเองได้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
โดนัท-มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล คือผู้หญิงที่ THE STANDARD LIFE สนทนาด้วยแล้วพบว่า เธอมีภาพลักษณ์ที่ดูเงียบสงบจากภายนอก ยิ่งชวนให้อยากรู้ถึงแนวคิดภายในของเธอ ซึ่งได้คำตอบว่าเส้นทางสู่ความสมดุลที่แท้จริงของเธอ เพิ่งจะเริ่มต้นเมื่อไม่นานมานี้ สำหรับใครหลายคนเมื่อนึกถึงโดนัท-มนัสนันท์ อาจนึกถึงภาพผู้หญิงเก่งที่มีลุคนิ่ง สุขุม และดูเหมือนจัดการชีวิตตัวเองได้ดีมาตลอด แต่โดนัทบอกกับเราตรงๆ ว่านั่นไม่ใช่ความจริงทั้งหมด เธอเพิ่งจะเริ่มเข้าใจวิธีดูแลพลังงานตัวเองอย่างจริงจังเมื่อปีที่ผ่านมานี่เอง และการเปลี่ยนแปลงนั้นทำให้เธอมองคำว่า Wellness ในแบบที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง และเรียนรู้ที่จะดูแลตัวเองด้วยวิธีที่ง่ายและตอบโจทย์ตัวเองจริงๆ

สิ่งแรกที่โดนัทอยากล้างภาพให้ชัดคือเรื่องนิยาม เธอรู้สึกว่าคำว่า Wellness ถูกตีกรอบให้กลายเป็นเรื่องของไลฟ์สไตล์ราคาแพงมากเกินไป ทั้งที่จริงๆ แล้วมันเริ่มต้นได้จากการตั้งคำถามง่ายๆ กับตัวเอง
“Wellness มันคือการที่เรามีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งความหมายนี้ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เราสามารถสร้างมันขึ้นมาได้ด้วยการเลือกเอง บางคนอาจจะเลือกกินอาหารที่ดี ออกกำลังกาย หรือดูแลตัวเองในแบบที่ถนัด เพราะตอนนี้คำว่า Wellness มักถูกตีความว่าเป็นเรื่อง Luxury หรือราคาแพง แต่จริงๆ แล้วมันคือสิ่งง่ายๆ ที่เริ่มต้นจากการปรับกรอบความคิดว่า ถ้าเราเลือกจะมี Quality of Life แบบนี้ เราจะทำอะไรให้ตัวเองได้บ้าง”
โดนัทยอมรับตรงๆ พร้อมเสียงหัวเราะว่าตัวเองเป็นคนที่ทำเรื่องนี้ได้แย่มากมาตลอด เธอเคยเป็นคนที่ออกไปทำงาน ใช้พลังงานจนหมด แล้วกลับบ้านมาแบบหมดเกลี้ยง แบตเหลือ 0% โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรเติมอะไรกลับเข้าไป จุดเปลี่ยนของเธอมาจากการเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมเราต้องช้าลง และถ้าต้องรับบทเป็นคนอื่นในกองถ่าย จะแยกชีวิตตัวเองออกจากตัวละครได้อย่างไร เมื่อหาคำตอบเจอ ทุกอย่างก็เริ่มง่ายขึ้น
“เดี๋ยวนี้เวลาไปออกกำลังกาย โดนัทจะเริ่มสังเกตลมหายใจและขีดจำกัดของตัวเอง วันไหนเหนื่อยหรือกินไม่พอ ก็จะเติมส่วนนั้นเข้าไปแทน จากที่เมื่อก่อนไม่เคยสนใจ หรืออย่างตอนขึ้นรถหลังเลิกงาน เมื่อก่อนแค่อยากอยู่เงียบๆ แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าความเงียบอย่างเดียวไม่พอ อาจจะต้องมีเพลงที่ผ่อนคลาย หรือมีเรื่องกลิ่นเข้ามาช่วยรักษาสมดุล”
การดูแลตัวเองของโดนัทจึงไม่ใช่รูทีนตายตัวที่ทำซ้ำทุกวัน แต่คือการ read ร่างกายและจิตใจตัวเองให้เป็นก่อน แล้วค่อยตอบสนองตามที่มันต้องการจริงๆ

หนึ่งในสิ่งที่โดนัทภูมิใจอย่างเงียบๆ คือการที่เธอไม่ยอมให้วิถีชีวิตสุขภาพของตัวเองกลายเป็นภาระให้คนรอบข้างต้องรับ โดยเฉพาะในกองถ่ายที่ทุกคนต้องทำงานด้วยกัน
“เวลาไปกองถ่ายถ้าเรายุ่งยาก คนอื่นก็จะลำบากไปกับเรา ตอนนี้โดนัทเลยจัดการเอง ตอนเช้าก็จะหยิบน้ำผักผลไม้สกัดเย็นที่บ้านทำไว้ใส่กระเป๋าไป เตรียมผักผลไม้ไปเอง พยายามหาอาหารให้ครบ 5 หมู่ และเริ่มวางแผนการกินมากขึ้น พอทำแล้วรู้สึกว่ามันไม่ได้ลำบากอะไร ร่างกายเราแข็งแรงขึ้น จิตใจก็แข็งแรงขึ้นด้วย อาจจะเป็นเพราะวัยด้วยที่ทำให้เราเรียนรู้ว่า การทำงานไม่ใช่ที่สุดของโลกใบนี้ แต่มันคือตัวเราต่างหากที่จะอยู่กับเราตลอดไป”
เมื่อถามถึงวิธีชาร์จพลังงาน โดนัทตอบได้ทันทีว่าคือการนอนให้พอ และการไม่ทำอะไรเลย ไม่ใช่เพราะขี้เกียจ แต่เพราะเธอเรียนรู้แล้วว่าร่างกายและจิตใจต้องการพื้นที่ว่างจริงๆ ในวันที่เหนื่อยมาก เธอจะไม่ฝืนออกกำลังกายหนัก แต่เปลี่ยนมาเล่น Pilates แทน เพราะรู้จักขีดจำกัดของตัวเองดีพอแล้ว
และวิธี Reset ที่เธอหวงแหนที่สุดคือการออกเดินทางแบบไม่มีแพลน ไม่ใช่ทริปเช็กอินร้านอาหาร ไม่ใช่การถ่ายรูปตามรีวิว แต่คือการไปนั่งอยู่เฉยๆ สัมผัสกลิ่น มองผู้คน หรือแค่เหม่อมองฟ้าสักชั่วโมง
“เป็นการไปอยู่เฉยๆ นั่งนิ่งๆ สัมผัสกลิ่น มองผู้คน หรือแค่นั่งเหม่อมองฟ้าสักชั่วโมงเพื่อให้สิ่งที่ได้รับมาทั้งวันมันออกไปจากตัวจริงๆ”
ส่วนหนึ่งของการรักษาสมดุลพลังงานที่โดนัทพูดถึงด้วยน้ำเสียงขำขันแต่จริงจังในเวลาเดียวกัน คือการรู้จักปฏิเสธพลังงานลบที่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นดวงออนไลน์ที่อ่านแล้วรู้สึกแย่ หรือคอมเมนต์เชิงลบที่ผ่านเข้ามาในชีวิตดิจิทัล
“อย่างสมมติเปิดดูดวงออนไลน์แล้วเจอว่าราศีเราดวงไม่ดี โดนัทจะบอกเลยว่า ‘ไม่รับ’ เพราะเราอยากให้ Energy ของเราบาลานซ์ หรือเวลาเจอคอมเมนต์เนกาทีฟ ถ้าอยู่คนเดียวโดนัทจะพูดความรู้สึกนั้นออกมาเลย เหมือนเป็นการระบายออกไป ไม่รับพลังงานที่ไม่ดีเข้ามาข้างใน เพื่อรักษาพลังงานของเราให้ยังสมดุลอยู่ค่ะ รับแต่พลังงานดีๆ เข้ามาในชีวิตก็พอ”
สองคำนั้น “ไม่รับ” ฟังดูเรียบง่าย แต่สำหรับโดนัท มันคือหนึ่งในทักษะที่ยากที่สุดที่เธอฝึกมาได้ และอาจเป็นบทเรียนที่มีค่าที่สุดที่เธออยากส่งต่อให้ใครก็ตามที่กำลังพยายามจะดูแลตัวเองในโลกที่มีสิ่งรบกวนมากเกินพอ
The post Stay Balanced กับ โดนัท มนัสนันท์ เมื่อ Wellness คือสิ่งที่เลือกเองได้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
บ้านคือพื้นที่ที่ควรรู้สึกผูกพันและปลอดภัยต่อความรู้สึก […]
The post ชวนเลือก Home Diffuser & Candle ที่ใช่ สำหรับพลังงานดีๆตามวันเกิดของคุณ appeared first on THE STANDARD.
]]>
บ้านคือพื้นที่ที่ควรรู้สึกผูกพันและปลอดภัยต่อความรู้สึกมากที่สุด และกลิ่นหอมคือหนึ่งในสิ่งที่เปลี่ยนบรรยากาศของบ้านให้อยู่ในมู้ดนั้นได้เร็วที่สุดเช่นกัน แต่เราจะเลือกอย่างไรให้ตรงกับจริตตัวเองจริงๆ งั้นลองมาเริ่มจากวันเกิดดูไหม เพราะในความเชื่อไทยและโหราศาสตร์โบราณ วันที่เราเกิดมานั้นสัมพันธ์กับพลังงาน นิสัย และสิ่งที่เราต้องการเสริม ต่อไปนี้คือ 7 วัน 7 กลิ่น และ 7 แบรนด์ระดับโลก ที่ LIFE คัดมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ ไปสำรวจกันเถอะว่าใช่แนวกลิ่นที่เป็นตัวตนของคุณหรือไม่

คนเกิดวันอาทิตย์อยู่ภายใต้อิทธิพลของดวงอาทิตย์ ดาวแห่งความมั่งคั่ง ความเป็นผู้นำ และพลังงานที่ไม่หยุดนิ่ง พวกเขามักโดดเด่น มีเสน่ห์ดึงดูด และทุ่มเทกับทุกสิ่งที่ทำอย่างเต็มที่
Room Diffuser จาก DIVANA ในชุด Chinese New Year Exclusive ‘Ashva of Wealth’ Limited Edition จึงเหมาะอย่างยิ่ง กลิ่น Sunrise ที่ให้ความรู้สึกเหมือนแสงแรกของวันกำลังเปิดประตูเข้ามาในบ้าน และ Snowdrop ที่สะอาด บริสุทธิ์ ช่วยเติมความสดชื่นให้พลังงานที่พร้อมลุยอยู่เสมอ ที่พิเศษยิ่งกว่าคือความยาวนานสูงสุดถึง 8,888 ชั่วโมง ตัวเลขมงคลแห่งความมั่งคั่งที่สะท้อนพลังชีวิตของคนวันอาทิตย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ และหากกลิ่นจางก่อนครบกำหนด แบรนด์ยินดีเติมใหม่ให้ เพราะพลังงานดีๆ ไม่ควรหยุดพัก

คนเกิดวันจันทร์อยู่กับดวงจันทร์ ดาวแห่งความรู้สึก ความละเอียดอ่อน และจินตนาการที่ไหลลื่น พวกเขามีความเห็นอกเห็นใจสูง รับรู้บรรยากาศรอบข้างได้ดี และมักหลงรักสิ่งสวยงามชั่วคราวเหมือนดอกไม้ที่บานแล้วร่วง
เทียนหอม Fleur de Cerisier จาก DIPTYQUE ในคอลเล็กชัน Limited Edition ประจำฤดูใบไม้ผลิจึงตรงกับจิตใจของคนวันจันทร์อย่างลึกซึ้ง กลิ่น Fruity-Floral ละมุนของดอกซากุระที่ห่อด้วย Soft Musks บอกเล่าความงดงามชั่วคราวที่มีคุณค่าในตัวเอง มาพร้อมฝาเซรามิกพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อชุดนี้โดยเฉพาะ เป็น Poetic Duo สำหรับคนที่เข้าใจดีว่าช่วงเวลาสวยๆ ไม่จำเป็นต้องอยู่นาน แค่ได้อยู่กับมันอย่างเต็มที่ก็พอ

คนเกิดวันอังคารอยู่ภายใต้ดาวอังคาร ดาวแห่งไฟ ความกล้า และแรงขับเคลื่อนภายใน พวกเขามีพลังงานสูง เด็ดขาด passionate และมักมีเสน่ห์ลึกลับที่ดึงดูดคนรอบข้างโดยไม่รู้ตัว
Ambre Nuit Candle จาก DIOR La Collection Privée เป็นกลิ่นที่ถูกสร้างมาเพื่อคนวันอังคารโดยไม่ต้องพูดอีกสักคำ ความอบอุ่นเย้ายวนของ Amber หลอมรวมกับความสูงส่งและลึกลับของกุหลาบดำสีเข้ม กลิ่น Ambery Floral ที่ค่อยๆ คลายตัวในอากาศยามค่ำคืน สร้างบรรยากาศ Nocturnal ที่หรูหราและน่าจับตาในเวลาเดียวกัน เหมาะสำหรับคนที่รู้ว่าบ้านของตัวเองควรมีบุคลิกเป็นของตัวเอง

คนเกิดวันพุธอยู่ภายใต้ดาวพุธ ดาวแห่งสติปัญญา การสื่อสาร และความคิดสร้างสรรค์ พวกเขาปรับตัวเก่ง ใจกว้าง มีไหวพริบ และมักมีพลังงานสดใสที่ทำให้ทุกห้องที่พวกเขาอยู่รู้สึกมีชีวิตขึ้นมา
CULTI MILANO จากอิตาลีถ่ายทอดพลังงานนั้นออกมาเป็นกลิ่น Citrus สดใสที่เปล่งประกายเหมือนแสงแดดยามเช้า ก่อนจะลงลึกสู่ Velvety Embrace อันอบอุ่นที่ซ่อนอยู่ข้างใน La Luce Si Fa Profumo แสงที่กลายเป็นกลิ่นหอม คือนิยามของ Diffuser ตัวนี้ที่ Illuminate พื้นที่ในบ้านได้อย่างมีชั้นเชิงแบบเดียวกับที่คนวันพุธ Illuminate ทุกบทสนทนาที่พวกเขาเข้าไปร่วม

คนเกิดวันพฤหัสบดีอยู่ภายใต้ดาวพฤหัส ดาวแห่งปัญญา โชคลาภ และความสง่างามที่มาจากข้างใน พวกเขามีรสนิยมสูง ชอบของดีมีคุณภาพ และมักให้ความสำคัญกับประสบการณ์มากกว่าสิ่งของ
ไม่มีกลิ่นไหนเหมาะกว่าตำนาน GUERLINADE จาก GUERLAIN ที่ถ่ายทอดผ่านเทียนหอม Tonka Sarrapia กลิ่น almondy tonka bean อันลุ่มลึกที่เสริมด้วย bitter almond essence สะท้อนรสนิยมที่ผ่านการกลั่นกรองมาอย่างยาวนาน เทียนหอมฝีมือจากฝรั่งเศสในกระปุกแก้วทรงเหลี่ยมเจียระไนประดับสัญลักษณ์ผึ้งอันเป็นมรดกของเมซง มอบความหอมละเมียดละไมยาวนานราว 45 ชั่วโมง เพราะคนวันพฤหัสฯ รู้ดีว่าของดีนั้นต้องทิ้งร่องรอยไว้

คนเกิดวันศุกร์อยู่ภายใต้ดาวศุกร์ ดาวแห่งความงาม ความรัก และสุนทรียภาพ พวกเขาสัมผัสได้ถึงความสวยงามในสิ่งเล็กน้อย มีความอ่อนโยน และชอบสร้างบรรยากาศที่ทำให้ทุกคนรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย
Silent Flame จาก PANPURI ในคอลเล็กชัน Quiet Illumination ได้รับแรงบันดาลใจจาก Kōdō ศิลปะการรับรู้กลิ่นธูปหอมของญี่ปุ่นที่เน้นความตั้งใจและความสงบภายใน กลิ่น Tuberose ละมุนที่เคล้ากับ Vetiver อันลุ่มลึก ก่อร่างบรรยากาศสงบ ยามรุ่งสางที่เหมาะกับคนที่รักการดูแลตัวเองและพื้นที่รอบข้างด้วยหัวใจ เพราะความงามที่ลึกที่สุดคือความงามที่เงียบสงบ

คนเกิดวันเสาร์อยู่ภายใต้ดาวเสาร์ ดาวแห่งวินัย ความอดทน และความหนักแน่นมั่นคง พวกเขาเป็นคนมีหลักการ ใจเย็น ชอบความสงบ และมักเป็นหลักให้คนรอบข้างโดยไม่ต้องการคำชื่นชม
THANN Aroma Diffuser กลิ่น Aromatic Wood Collection คือตัวเลือกที่ Ground พลังงานของคนวันเสาร์ได้ดีที่สุด กลิ่นไม้อบอุ่นที่หอมละมุนและกลมกล่อม วางประดับตกแต่งได้ทุกพื้นที่ในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นห้องนอน ห้องนั่งเล่น หรือห้องทำงาน โดยไม่ขัดสายตาหรือดึงความสนใจโดยไม่จำเป็น เหมือนคนวันเสาร์ที่ไม่จำเป็นต้องตะโกนก็รู้ว่าอยู่ตรงนั้น
The post ชวนเลือก Home Diffuser & Candle ที่ใช่ สำหรับพลังงานดีๆตามวันเกิดของคุณ appeared first on THE STANDARD.
]]>
แดดเมืองไทย คำนวณยังไงก็ไม่คุ้มที่จะพาตัวเองออกไปทำกิจก […]
The post เหงื่อไม่ออกแต่ทำไมร่างกายสูญเสียน้ำ? ภัยเงียบของมนุษย์เมืองที่ต้องอยู่ในห้องแอร์ตลอดทั้งวัน [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.
]]>
แดดเมืองไทย คำนวณยังไงก็ไม่คุ้มที่จะพาตัวเองออกไปทำกิจกรรมเอาท์ดอร์ที่อาจเสี่ยงกับอาการวูบเพราะความร้อน หรือภาวะฮีตสโตรกเพียงเสี้ยวนาที
เราจึงเห็นกิจกรรมเอาท์ดอร์มากมายถูกปรับรูปแบบมาเป็นกิจกรรมอินดอร์ อาทิ คลาสปั่นจักรยานในฟิตเนส ปีนผาจำลอง โกคาร์ทในร่ม คาเฟ่ที่ออกแบบให้มีทั้งโซนอินดอร์อินดอร์และเอาท์ดอร์ ไปจนถึงกิจกรรมฮีลใจและเวิร์กชอปนับไม่ถ้วนที่ช่วยให้ไลฟ์สไตล์คนเมืองร้อนยังสนุกได้โดยไม่ต้องเจอแดด

เหมือนจะดีต่อใจ แต่การพาตัวเองไปอยู่ในห้องแอร์เป็นประจำอาจเสี่ยงที่ร่างกายจะสูญเสียน้ำโดยไม่รู้ตัว
ยังมีความเข้าใจผิดที่ว่า ร่างกายจะสูญเสียน้ำตอนทำกิจกรรมที่เสียเหงื่อมากๆ หรืออยู่กลางแดดนานๆ แต่ความเป็นจริงร่างกายสูญเสียน้ำได้จากหลายรูปแบบแม้ไม่ได้ออกกำลังกายหนักหรือเจอแดด เช่น ลมหายใจ ปัสสาวะ อุจจาระ และการระเหยแบบไม่รู้ตัวผ่านผิวหนัง
จุดอันตรายที่หลายคนมองข้ามคือ เวลาอยู่ในห้องแอร์เป็นเวลานานๆ แม้เหงื่อไม่ออก แต่ร่างกายยังสูญเสียน้ำได้จาก ‘การระเหยของน้ำออกจากร่างกายโดยไม่รู้ตัว’ (insensible perspiration) ในรูปแบบของไอระเหย ซึ่งการสูญเสียน้ำลักษณะนี้จะเกิดขึ้นตลอดเวลาแม้จะนั่งนิ่งๆ โดยไม่กระตุ้นความกระหาย

ต้องเข้าใจก่อนว่า ‘เครื่องปรับอากาศ’ ไม่ใช่ผู้ร้าย แต่การอยู่ในห้องแอร์นานเกินไปคือตัวการที่ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำโดยไม่รู้ตัว
เมื่อความชื้นสัมพัทธ์ในห้องต่ำ อากาศจะดึงความชื้นจากผิวหนังและลมหายใจ ส่งผลให้ค่า Osmolality ในเลือดพุ่งสูงขึ้น สมองจะสั่งหลั่งฮอร์โมน ADH เพื่อให้ไตดูดซึมน้ำกลับเข้าสู่กระแสเลือด ส่งผลให้ปากแห้ง คอแห้ง สมองล้า (Brain Fog) และปวดหัว นี้คือสัญญาณเตือนว่าระบบภายในกำลังทำงานหนักเกินพิกัดเพื่อสู้กับอากาศที่แห้งจัด และร่างกายกำลังสูญเสียน้ำอยู่เงียบๆ ทำให้เราไม่รู้สึกกระหายน้ำและอาจส่งผลให้ดื่มน้ำน้อยกว่าที่ควร
งานวิจัยหลายชิ้นระบุว่า การสูญเสียน้ำเพียง 1–2% ก็เพียงพอที่จะทำให้สมาธิลดลง ความจำระยะสั้นแย่ลง และความเครียดเพิ่มสูงขึ้น และกระทบต่อสุขภาพจากการอยู่ในห้องแอร์เป็นเวลานานๆ ที่ได้จากวิจัยจาก Indian Journal of Occupational and Environmental Medicine ที่ศึกษาเกี่ยวกับความเชื่อมโยงด้านสุขภาพของกลุ่มตัวอย่างผู้ใหญ่สุขภาพดีไม่สูบบุหรี่ อายุ 18–45 ปี จำนวน 200 คน และทำงานอยู่ในห้องแอร์ 6–8 ชั่วโมง/วัน มากกว่า 2 ปี พบอาการตาล้า ตาเครียด (48%) ตาแห้งคัน (46%) คอแห้ง (43%) น้ำมูกไหล (40%) จาม (38%) ปวดหัว (27%) และเพลีย (23%)

ถ้าคุณยังจำเป็นต้องทำงานหรือทำกิจกรรมในห้องแอร์เป็นเวลานานๆ นี่คือวิธีที่จะช่วยให้คุณรับมือกับภาวะสูญเสียน้ำได้
การควบคุมความชื้นในอากาศเป็นวิธีตรงที่สุดในการลดการสูญเสียน้ำ เนื่องจากระดับความชื้นสัมพัทธ์ภายในห้องที่เหมาะสมควรอยู่ที่ระหว่าง 30% – 50% แต่อาการแห้งในห้องแอร์มักต่ำกว่า 30% แนะนำให้ใช้เครื่องเพิ่มความชื้น งานวิจัยจาก Aerosol and Air Quality Research ระบุว่า ความชื้น 40–60% เป็นระดับที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสุขภาพมนุษย์
ทุก 2 ชั่วโมง ลุกออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ 10 นาที ไม่ว่าจะยืนจิบกาแฟที่ระเบียง มองวิวเมือง หรือเดินเล่นในสวนใกล้ๆ ผลวิจัยหลายชิ้นพบว่าความชื้นจากอากาศภายนอกจะช่วยเติมน้ำให้ปอดและผิว ลดความเครียด และรีเฟรชสมองให้แหลมคม
อากาศแห้ง ทำให้ประสาทรับความกระหายทำงานช้าลง สมองสั่งให้ร่างกายกระหายน้ำช้ากว่าที่ร่างกายต้องการจริง แม้จะไม่รู้สึกกระหาย แต่ควรจิบน้ำทุกๆ 30 นาที จะช่วยให้ระดับน้ำในร่างกายสม่ำเสมอ ดีกว่าดื่มครั้งละมากๆ แล้วนานๆ ครั้ง โดยเฉพาะเวลาอยู่ในห้องแอร์นานๆ เยื่อเมือกในจมูก ลำคอ และตาแห้งง่ายมาก การจิบน้ำบ่อยๆ ช่วยรักษาความชุ่มชื้นของเยื่อบุทางเดินหายใจ
ต่อให้เราดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสม แต่หากร่างกายขาดสมดุลโซเดียม น้ำเหล่านั้นจะถูกขับออกเป็นปัสสาวะอย่างรวดเร็ว โดยที่เซลล์ยังไม่ทันได้ ‘อิ่มน้ำ’ เนื่องจากโซเดียมเป็นตัวควบคุมว่าน้ำจะอยู่ที่ไหนในร่างกาย เพราะน้ำจะเคลื่อนที่ตามโซเดียมผ่านกระบวนการ Osmosis
ถ้าเราดื่มน้ำที่ไม่มีแร่ธาตุ ค่า Osmolality ในเลือดลดลง เมื่อร่างกายตรวจจับได้ว่าเลือดเจือจางเกิน จะส่งผลฮอร์โมน ADH (Antidiuretic Hormone) ลดการหลั่ง เมื่อนั้นไตจะเร่งขับน้ำส่วนเกินออกทางปัสสาวะ ทำให้น้ำที่ดื่มเข้าไปถูกปล่อยออกจากร่างกายก่อนที่เซลล์จะได้ใช้ประโยชน์
แต่ถ้าเมื่อไรที่ร่างกายมีโซเดียมและแร่ธาตุในสัดส่วนที่เหมาะสม ร่างกายไม่ต้องทำงานหนักเพื่อปรับสมดุล น้ำจะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดได้เร็วกว่าและถูกกักเก็บไว้ในเซลล์ได้นานกว่า
ดังนั้น การเติมน้ำให้ร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับสมดุลของแร่ธาตุและระดับความเข้มข้นของสารละลาย (Osmolarity) ที่เหมาะสมต่อการดูดซึม

‘Suntory Hy! Water Lock
’ น้ำล็อกความชุ่มชื้นที่มีส่วนผสมของวิตามินและแร่ธาตุ ออกแบบมาเพื่อช่วย ‘กักเก็บน้ำ’ ให้อยู่ในร่างกายได้ยาวขึ้น พัฒนาบนแนวคิด ‘Hydration Science’ หรือศาสตร์แห่งการเติมน้ำให้ร่างกาย โดยทีมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ซันโทรี่ ประเทศญี่ปุ่น ได้พัฒนาสูตร Water Lock
โดยปรับสมดุลของโซเดียมในระดับที่พอเหมาะ ช่วยให้ร่างกายดูดซึมน้ำเข้าสู่กระแสเลือดได้รวดเร็วกว่าน้ำเปล่าทั่วไป และปรับระดับ Osmolality ที่เหมาะสม จึงช่วยลดการขับน้ำทิ้ง และกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ในร่างกายได้ยาวนานกว่าเดิม
เสริมด้วยไนอะซิน (วิตามินบี 3) ซึ่งเป็นวิตามินจำเป็นที่ร่างกายต้องการตามปกติ โดยมีส่วนช่วยคงสภาพปกติของเยื่อบุทางเดินอาหารและผิวหนัง ช่วยดูแลปราการความชุ่มชื้นจากภายในสู่ภายนอก และโพแทสเซียม (K) ซึ่งเป็นแร่ธาตุสำคัญที่ช่วยสนับสนุนสมดุลของของเหลวในร่างกายตามหลักวิทยาศาสตร์ด้านการเติมน้ำให้ร่างกาย
มากไปกว่าฟังก์ชันที่ตอบโจทย์พนักงานออฟฟิศที่อาจกำลังสูญเสียน้ำโดยไม่รู้ตัวจากการใช้ชีวิตในห้องปรับอากาศเป็นเวลานาน Suntory Hy! Water Lock
มาพร้อมกับกลิ่นยูซูที่หอมสดชื่นเป็นเอกลักษณ์ รสชาติเบาๆ ดื่มง่าย เหมาะสำหรับจิบระหว่างทำกิจกรรมภายในห้องแอร์ได้ตลอดทั้งวัน
ในเมื่อไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของเรายังต้องพึ่งพาความเย็นจากห้องแอร์เสียเป็นส่วนใหญ่ ก็ควรหาวิธีหรือเครื่องมือที่จะช่วยให้ร่างกายได้รับน้ำอย่างเหมาะสมและดูแลสมดุลน้ำในร่างกายให้มีประสิทธิภาพ ดูแลความสดชื่นให้ร่างกายด้วย
ดูแลความสดชื่นให้ร่างกายด้วย Suntory HY! Water lock ราคา 20 บาท ขนาด 570 มล. วางจำหน่ายแล้วที่ 7-11 ทุกสาขาทั่วประเทศ
อ้างอิง
The post เหงื่อไม่ออกแต่ทำไมร่างกายสูญเสียน้ำ? ภัยเงียบของมนุษย์เมืองที่ต้องอยู่ในห้องแอร์ตลอดทั้งวัน [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้าพูดถึงคนที่ผิวดีระดับตำนานในวงการบิวตี้เอเชีย ชื่อขอ […]
The post รู้จักเคล็ดลับความงาม Fan Beauty Diary ของฟ่าน ปิงปิง appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้าพูดถึงคนที่ผิวดีระดับตำนานในวงการบิวตี้เอเชีย ชื่อของ ฟ่าน ปิงปิง คงติดโผแบบไม่ต้องเถียงกัน นั่นเองคือที่มาของ Fan Beauty Diary แบรนด์สกินแคร์ระดับพรีเมียมจากจีนที่เธอก่อตั้งขึ้นในปี 2018 ด้วยความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเคล็ดลับผิวสวยส่วนตัว ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้หญิงเอเชียใช้ได้จริง
ไอเท็มที่เป็นเคล็ดลับความงามของฟ่าน ปิงปิง มาตลอดคือ Sea Grape Deep Hydrating Water Gel Mask มาสก์วอเตอร์เจลที่ใช้สาหร่ายพวงองุ่นสายพันธุ์ OKINACEA® หรือที่เรียกกันว่า Green Caviar เป็นส่วนผสมหลัก เนื้อสัมผัสเจลเย็นเบา ช่วยคืนความยืดหยุ่นให้ผิวดูฉ่ำวาวในสไตล์ที่สกินแคร์คนเอเชียหลงรัก รวมถึง Sea Grape Skincare Series ครบขั้นตอนที่มาพร้อมทั้งคลีนเซอร์ โทนเนอร์ เซรั่ม โลชั่น ครีมมาสก์ เอสเซนเชียล ออยล์ และอายเซรั่ม
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือแบรนด์มีการพัฒนา Water-Boiled Egg Wash-off Mask ขึ้นมาเฉพาะสำหรับสภาพอากาศร้อนชื้นอย่างบ้านเรา มาสก์ล้างออกที่ทำให้ผิวเนียนกระจ่างราวกับไข่ต้มที่เพิ่งปอกเปลือก ฟังดูน่ากินและน่าใช้พอๆ กัน ส่วน Barrier Boosting Repair Single Use Essence และ Post-Laser Treatment Repair Mask ก็ตอบโจทย์สาวไทยที่เข้าคลินิกบ่อยและต้องการผลิตภัณฑ์ฟื้นฟูผิวหลังทำหัตถการโดยเฉพาะ
แบรนด์ Fan Beauty Diary เปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการแล้วที่ BEAUTRIUM Flagship Store สยามสแควร์ ซอย 7 และสาขา centralwOrld พร้อมขยายอีก 12 สาขาเร็วๆ นี้
The post รู้จักเคล็ดลับความงาม Fan Beauty Diary ของฟ่าน ปิงปิง appeared first on THE STANDARD.
]]>
เราต้องยอมรับว่าในทางชีวภาพ “เราห้ามความแก่ไม่ได้ […]
The post Collagen Banking: เทคนิคกักตุนต้นทุนผิวในวันที่เราห้ามความแก่ไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เราต้องยอมรับว่าในทางชีวภาพ “เราห้ามความแก่ไม่ได้” เพราะคอลลาเจนในผิวจะเริ่มลดลงเฉลี่ยปีละ 1% ตั้งแต่อายุ 25 ปี นี่คือกฎธรรมชาติที่ทำให้โครงสร้างผิวค่อยๆ ยุบตัวและหย่อนคล้อยตามกาลเวลา
ในเมื่อหยุดกระบวนการนี้ไม่ได้ แนวคิด Collagen Banking จึงถูกพูดถึงมากขึ้นในวงการ Longevity Beauty ซึ่งไม่ใช่การฝืนธรรมชาติจนเกินพอดี แต่คือการบริหารจัดการต้นทุนผิวอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การปรับไลฟ์สไตล์ไปจนถึงการพึ่งนวัตกรรมความงาม
ไม่ว่าคุณจะกำลังสนุกกับช่วงวัย 20+ หรือกำลังเผชิญกับความร่วงโรยที่แวะมาทักทายตามกาลเวลา การเริ่มสะสม ‘ต้นทุนผิว’ ตั้งแต่วันนี้คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในระยะยาว ลองมาดูกันว่า 5 แนวทางกักตุนคอลลาเจนที่จะช่วยยืดอายุผิวให้ดูสดใสและอ่อนเยาว์อย่างยั่งยืนมีอะไรบ้าง
ผิวคือกระจกสะท้อนสิ่งที่คุณกินเข้าไปเสมอ ลองหันมาเน้นโปรตีนคุณภาพสูงจาก Real Food ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ ปลา หรือไข่ ควบคู่กับผลไม้ที่ให้วิตามินซีสูง เช่น ฝรั่ง กีวี หรือตระกูลเบอร์รี เพื่อเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์คอลลาเจนตามธรรมชาติ
สิ่งสำคัญคือการเลี่ยงน้ำตาลและอาหารแปรรูปเพื่อป้องกันกระบวนการ Glycation ที่เข้าไปทำลายเส้นใยผิวให้แข็งเปราะและขาดความยืดหยุ่น การเน้นกินดีเป็นทุนเดิมจึงช่วยรักษาความสมบูรณ์ของคอลลาเจนเดิมให้เสื่อมสภาพช้าที่สุด
สังเกตได้ชัดเจนว่า วันไหนที่เรานอนไม่พอ ติดซีรีส์ยันเช้า ผิวหน้าจะดูอิดโรย ใครที่แต่งหน้าก็จะรู้สึกว่าผิวบ้วนรองพื้นเป็นพิเศษ หากปล่อยให้เป็นแบบนี้นานวันเข้า ก็คงไม่ต้องสงสัยว่ามันจะส่งผลเสียต่อคุณภาพผิวในระยะยาวแค่ไหน
ในทางกลับกัน การเข้านอนในช่วง Golden Hours ที่สอดคล้องกับนาฬิกาชีวภาพ (Circadian Rhythm) อย่าง 22.00 – 23.00 น. จะเป็นการเปิดโหมดซ่อมแซมผิวตามกลไกธรรมชาติเพื่อกักตุนคอลลาเจนใหม่ พร้อมรับมือกับคอร์ติซอล (Cortisol) ฮอร์โมนความเครียดที่จะพุ่งสูงขึ้นมาทำลายผิวหากเรานอนดึกเกินไป
ดังนั้นการรักษาคุณภาพการนอนในช่วงเวลาทองนี้ ควบคู่กับการนอนให้ครบ 7-9 ชั่วโมง จึงเป็นการลงทุนกับผิวที่เห็นผลลัพธ์ชัดเจนและคุ้มค่าที่สุดอย่างหนึ่งเลยทีเดียว
การขยับร่างกายไม่ใช่แค่เรื่องของหุ่นเป๊ะ แต่คือการปลุก Mitochondria หรือโรงไฟฟ้าในเซลล์ให้กลับมาแอ็กทีฟและผลิตพลังงานได้มากขึ้น ซึ่งส่งผลให้การสร้างคอลลาเจนทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
เมื่อบวกกับการไหลเวียนเลือดที่ดีขึ้น สารอาหารผิวจึงถูกส่งไปเลี้ยงได้ทั่วถึง ผลลัพธ์ที่ตามมาคือผิวที่ยืดหยุ่น ดูสดใส และช่วยชะลอไม่ให้ระบบการผลิตคอลลาเจนเสื่อมถอยไปตามวัย
รังสียูวีคือปัจจัยภายนอกอันดับหนึ่งที่ทำลายคอลลาเจนได้ลึกและรุนแรงที่สุด การทาครีมกันแดดจึงไม่ใช่แค่เรื่องการป้องกันผิวหมองคล้ำ แต่คือการรักษาโครงสร้างผิวไม่ให้ถูกทำลายก่อนวัยอันควร
เมื่อวินัยพื้นฐานลงตัวแล้ว หัตถการคือตัวช่วยเสริมที่เข้าไปจัดการในเลเวลที่การบำรุงเข้าไม่ถึง สำหรับใครที่กังวลเรื่องเข็มหรือการผ่าตัด XTHERMA (Monopolar RF) นวัตกรรมน้องใหม่จากเกาหลีที่เปิดตัวเมื่อปีที่ผ่านมาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในกลุ่ม Non-invasive ที่ตอบโจทย์การทำ Collagen Banking ได้อย่างตรงจุด

“ใครที่รู้สึกว่าผิวเริ่มย้วยๆ หลวมๆ อยากให้ผิวแน่นกระชับขึ้น หรือบางคนทำเครื่องกลุ่มอัลตราซาวด์มาแล้วแต่ผิวยังไม่แน่นพอ การทำ Monopolar RF ก็จะช่วยให้ผิวหดกระชับและยืดหยุ่นขึ้น”
หมอเกด-พญ. มณสิญา พงษ์ชมพร (ว.37721)
แพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังจาก DermaGlow Clinic Bangkok
ด้วยการส่งความร้อนลึก 40-60 °C ลงไปปลุกเซลล์ชั้นหนังแท้ให้สร้างคอลลาเจนใหม่ ซึ่งสามารถสัมผัสผลลัพธ์ผิวตึงกระชับได้ทันทีประมาณ 20-30% ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ และจะเห็นสภาพผิวที่แน่นฟูขึ้นอย่างชัดเจนต่อเนื่องในช่วง 3-6 เดือน โดยผลลัพธ์สามารถอยู่ได้นานราวหนึ่งปี
สุดท้ายแล้ว Longevity Beauty คือการเข้าใจธรรมชาติแล้วเลือกบริหารจัดการผิวอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่วินัยในการใช้ชีวิตไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีที่ชาญฉลาด ไม่ใช่การฝืนธรรมชาติเพื่อหยุดเวลา แต่คือการลงทุนเพื่อให้ผิวแข็งแรงพอที่จะคงความสดใสอ่อนเยาว์ในเวอร์ชันที่ดีที่สุดของคุณไปได้อีกนาน
อ้างอิง:
The post Collagen Banking: เทคนิคกักตุนต้นทุนผิวในวันที่เราห้ามความแก่ไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.
]]>