LIFE | BODY & MIND – THE STANDARD https://thestandard.co/category/life/life-body-mind/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 08 Jul 2026 13:08:08 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 The Architecture of Balance: คืนสมดุลกาย-ใจท่ามกลางประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า https://thestandard.co/life/architecture-balance-restore-body-mind/ Wed, 08 Jul 2026 13:08:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1228415 ภาพบรรยากาศภายในงาน The Architecture of Balance ณ Neilson Hays Library ที่นำเสนอการคืนสมดุลกายใจ

ท่ามกลางจังหวะชีวิตที่เร่งรีบและเต็มไปด้วยความรับผิดชอบ […]

The post The Architecture of Balance: คืนสมดุลกาย-ใจท่ามกลางประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศภายในงาน The Architecture of Balance ณ Neilson Hays Library ที่นำเสนอการคืนสมดุลกายใจ

ท่ามกลางจังหวะชีวิตที่เร่งรีบและเต็มไปด้วยความรับผิดชอบในทุกวันนี้ บ่อยครั้งที่ร่างกายและจิตใจของเราต้องทำงานหนักจนเสียสมดุล ซึ่งความตั้งใจที่อยากให้ทุกคนได้หันกลับมาดูแลตัวเองนี้เอง คือสิ่งที่ AP และ THE STANDARD LIFE ร่วมกันถ่ายทอดผ่านงาน ‘The Architecture of Balance: The Balance between Strength and Serenity’ ที่เนรมิตพื้นที่เงียบสงบ ท่ามกลางกลิ่นหนังสือและไม้เก่าของห้องสมุด Neilson Hays ที่มีอายุนับร้อยปี ให้กลายเป็นสเปซแห่งการเติมพลังชีวิต คืนความสมดุล และปลุกความสดชื่นอย่างลงตัวตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้ามา

 

ภาพบรรยากาศภายในงาน The Architecture of Balance ณ Neilson Hays Library ที่นำเสนอการคืนสมดุลกายใจ 1ภาพบรรยากาศภายในงาน The Architecture of Balance ณ Neilson Hays Library ที่นำเสนอการคืนสมดุลกายใจ 2

 

ทุกโมเมนต์ที่เกิดขึ้นตลอดทุกเซสชัน สะท้อนภาพความสุขที่แท้จริงของผู้ร่วมงาน ผ่าน 3 ประสบการณ์ที่หลอมรวมความแข็งแกร่งและความสงบไว้ด้วยกันอย่างประณีต 

 

กิจกรรมแรกเปิดฉากด้วยการให้ผู้เข้าร่วมงานเลือกหยิบหนังสือเล่มที่ชอบ ก่อนจะเข้าสู่ BARRE MOVEMENT คลาส Barre Exercise ที่เน้นสร้างความแข็งแกร่งอย่างสง่างาม นำโดย Juju (Juyoung Yoon) ครูพิลาทิสชาวเกาหลีใต้มากประสบการณ์จาก Namu Pilates

 

ภาพบรรยากาศภายในงาน The Architecture of Balance ณ Neilson Hays Library ที่นำเสนอการคืนสมดุลกายใจ 3ภาพบรรยากาศภายในงาน The Architecture of Balance ณ Neilson Hays Library ที่นำเสนอการคืนสมดุลกายใจ 4

 

เริ่มต้นด้วยการพาทุกคนมาทำ Grounding จัดระเบียบโพสเจอร์ขณะยืนและดึงสมาธิให้จดจ่ออยู่กับร่างกาย เคล้าคลอไปกับเสียงดนตรีสุดพิเศษจาก DJ rhunrun ที่ดีไซน์และมิกซ์เพลงขึ้นมาเพื่ออีเวนต์นี้โดยเฉพาะ ในซาวด์แบบ ‘Lofi Neoclassical’ ซึ่งผสมผสานดนตรีคลาสสิกเข้ากับบีตฮิปฮอปฟังสบาย ช่วยขับเน้นให้สถาปัตยกรรมของห้องสมุดดูมีชีวิตชีวาและลงตัวอย่างที่สุด  

 

ภาพบรรยากาศภายในงาน The Architecture of Balance ณ Neilson Hays Library ที่นำเสนอการคืนสมดุลกายใจ 5ภาพบรรยากาศภายในงาน The Architecture of Balance ณ Neilson Hays Library ที่นำเสนอการคืนสมดุลกายใจ 6ภาพบรรยากาศภายในงาน The Architecture of Balance ณ Neilson Hays Library ที่นำเสนอการคืนสมดุลกายใจ 7

 

จากนั้นจึงเข้าสู่การวอร์มอัปเบาๆ เพื่อคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ โดยเน้นปลุกความยืดหยุ่นของกระดูกสันหลังและเปิดช่วงหัวไหล่ เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมรับมูฟเมนต์ถัดไปที่ท้าทายยิ่งขึ้น

 

ภาพบรรยากาศภายในงาน The Architecture of Balance ณ Neilson Hays Library ที่นำเสนอการคืนสมดุลกายใจ 8ภาพบรรยากาศภายในงาน The Architecture of Balance ณ Neilson Hays Library ที่นำเสนอการคืนสมดุลกายใจ 9ภาพบรรยากาศภายในงาน The Architecture of Balance ณ Neilson Hays Library ที่นำเสนอการคืนสมดุลกายใจ 10

 

ขยับเข้าสู่ Elegant Stretch Flow พาร์ตที่พาทุกคนลื่นไหลไปตามจังหวะบีตเพลงที่ค่อยๆ เร่งเร้าขึ้น โดยเซสชันนี้เน้นการยืดเหยียดร่างกายเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น ปลุกความคล่องตัวให้ข้อต่อต่างๆ และฝึกการทรงตัวให้มั่นคง 

 

ภาพบรรยากาศภายในงาน The Architecture of Balance ณ Neilson Hays Library ที่นำเสนอการคืนสมดุลกายใจ 11ภาพบรรยากาศภายในงาน The Architecture of Balance ณ Neilson Hays Library ที่นำเสนอการคืนสมดุลกายใจ 12

 

ทุกท่วงท่าถูกร้อยเรียงอย่างต่อเนื่องและนุ่มนวล ราวกับการร่ายรำที่ผสมผสานศาสตร์ของโยคะ บัลเลต์ และพิลาทิสเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งในขณะที่ร่างกายเคลื่อนไหว สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือการควบคุมจังหวะลมหายใจเข้า-ออกให้สอดรับไปกับมูฟเมนต์ เพื่อสร้างสมาธิและช่วยให้ควบคุมกล้ามเนื้อได้อย่างแม่นยำ 

 

ภาพบรรยากาศภายในงาน The Architecture of Balance ณ Neilson Hays Library ที่นำเสนอการคืนสมดุลกายใจ 13

 

จากท่วงท่าที่ดูลื่นไหลและอ่อนช้อย ก็ได้เวลาขยับเข้าสู่ Lower Body Series ที่ต้องทำงานร่วมกับตัวบาร์ ที่เห็นภายนอกขยับเพียงองศาเล็กๆ ดูเบาสบาย แต่หากสังเกตจากสีหน้าของผู้ร่วมคลาสแล้ว บอกเลยว่าซ่อนความท้าทายไว้อยู่ไม่น้อย

 

ภาพบรรยากาศภายในงาน The Architecture of Balance ณ Neilson Hays Library ที่นำเสนอการคืนสมดุลกายใจ 14ภาพบรรยากาศภายในงาน The Architecture of Balance ณ Neilson Hays Library ที่นำเสนอการคืนสมดุลกายใจ 15ภาพบรรยากาศภายในงาน The Architecture of Balance ณ Neilson Hays Library ที่นำเสนอการคืนสมดุลกายใจ 16

 

เนื่องจากเซสชันนี้ดีไซน์มาเพื่อโฟกัสกล้ามเนื้อช่วงขาและสะโพกโดยตรง ควบคู่ไปกับการเค้นพลังจากกล้ามเนื้อมัดเล็กและแกนกลางลำตัวให้ออกมาทำงานอย่างเต็มที่ ซึ่งนี่คือเอกลักษณ์เฉพาะตัวของการฝึก Barre ที่นอกจากจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งแล้ว ยังเรียกเหงื่อ เบิร์นพลังงาน และทำเอาร่างสั่นสะท้านได้มากกว่าที่คิด 

 

ภาพบรรยากาศภายในงาน The Architecture of Balance ณ Neilson Hays Library ที่นำเสนอการคืนสมดุลกายใจ 17ภาพบรรยากาศภายในงาน The Architecture of Balance ณ Neilson Hays Library ที่นำเสนอการคืนสมดุลกายใจ 18ภาพบรรยากาศภายในงาน The Architecture of Balance ณ Neilson Hays Library ที่นำเสนอการคืนสมดุลกายใจ 19ภาพบรรยากาศภายในงาน The Architecture of Balance ณ Neilson Hays Library ที่นำเสนอการคืนสมดุลกายใจ 20

 

หลังจากผ่านพาร์ต Lower Body ก็ถึงเวลาเฉลยพล็อตทวิสต์ของกิมมิกสนุกๆ จากหนังสือที่ทุกคนเลือกติดมือมาตั้งแต่ตอนเข้างาน เพราะหนังสือเล่มนั้นได้กลายมาเป็นน้ำหนัก (Weight) สำหรับใช้เวิร์กเอาต์จริงใน Upper Body Series และแกนกลางลำตัว 

 

ภาพบรรยากาศภายในงาน The Architecture of Balance ณ Neilson Hays Library ที่นำเสนอการคืนสมดุลกายใจ 21

 

งานนี้ใครที่เผลอเลือกเล่มหนาและหนักมาก็ได้แต่ยิ้มสู้และออกแรงไปพร้อมเสียงหัวเราะ ก่อนที่คลาสจะค่อยๆ คูลดาวน์เพื่อนำทุกคนกลับคืนสู่ความสงบอย่างสมบูรณ์แบบ

 

ภาพบรรยากาศภายในงาน The Architecture of Balance ณ Neilson Hays Library ที่นำเสนอการคืนสมดุลกายใจ 22ภาพบรรยากาศภายในงาน The Architecture of Balance ณ Neilson Hays Library ที่นำเสนอการคืนสมดุลกายใจ 23

 

เมื่อร่างกายเริ่มเข้าสู่สภาวะสมดุลและนิ่งสงบแล้ว ครู Juju ก็พาทุกคนไปผ่อนคลายกันต่อกับ BREATHWORK with Handpan เซสชันที่ชวนมาปรับจังหวะชีวิตให้ช้าลงกว่าที่เคย เริ่มต้นด้วยการวน Essential Oil กลิ่นลาเวนเดอร์ลงบนมือของผู้เข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งกลิ่นนี้มีคุณสมบัติเด่นในการช่วยคลายความวิตกกังวลและลดอัตราการเต้นของหัวใจ พร้อมทั้งให้ทุกคนได้สูดดมเพื่อดึงสมาธิกลับมาอยู่กับตัวเอง

 

ภาพบรรยากาศภายในงาน The Architecture of Balance ณ Neilson Hays Library ที่นำเสนอการคืนสมดุลกายใจ 24

 

จากนั้นจึงเริ่มไกด์ให้ทุกคนนอนหลับตาและฝึกลมหายใจอย่างเป็นระบบ ด้วยเทคนิคการหายใจเข้า 4 วินาที และหายใจออกยาว 6 วินาที เพื่อสร้างความบาลานซ์และเชื่อมโยงการทำงานของหัวใจและสมองเข้าด้วยกัน ท่ามกลางคลื่นเสียงความถี่ต่ำอันอ่อนโยนจาก Handpan โดย Ruk Handpan ที่ถูกจูนเสียงในความถี่ 432 Hz ซึ่งสอดคล้องกับจังหวะของธรรมชาติ จึงช่วยปลดปล่อยความเครียดสะสม ปรับคลื่นสมองให้สงบนิ่ง และช่วยเติมพลังจากภายในสู่ภายนอกได้อย่างนุ่มนวล 

 

ภาพบรรยากาศภายในงาน The Architecture of Balance ณ Neilson Hays Library ที่นำเสนอการคืนสมดุลกายใจ 25

 

ปิดท้ายเซสชันด้วยช่วงเวลาพิเศษที่ปล่อยให้ทุกคนได้นอนพักสายตาสบายๆ สัมผัสกับท่วงทำนองในรูปแบบ Sound Meditation เพื่อดื่มด่ำกับความเงียบสงบภายในใจอย่างเต็มอิ่ม  

 

ภาพบรรยากาศภายในงาน The Architecture of Balance ณ Neilson Hays Library ที่นำเสนอการคืนสมดุลกายใจ 26

 

หลังจากเติมพลังกายและใจผ่านความสงบนิ่งจนเต็มอิ่มแล้ว ความพิเศษของงานยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ เพราะเราได้พาทุกคนเดินทางเข้าสู่พาร์ตสุดท้ายกับช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนและบูสต์ความสดชื่นด้วยชา Cold-Brew สูตรพิเศษจากแบรนด์ระดับโลกอย่าง Mariage Frères ที่คัดสรรและดีไซน์มาให้เลือกดื่มตามมู้ดของผู้เข้าร่วมกิจกรรม 

 

ภาพบรรยากาศภายในงาน The Architecture of Balance ณ Neilson Hays Library ที่นำเสนอการคืนสมดุลกายใจ 27

ภาพบรรยากาศภายในงาน The Architecture of Balance ณ Neilson Hays Library ที่นำเสนอการคืนสมดุลกายใจ 28ภาพบรรยากาศภายในงาน The Architecture of Balance ณ Neilson Hays Library ที่นำเสนอการคืนสมดุลกายใจ 29

 

ไม่ว่าจะเป็นสูตร De-Stress สำหรับผู้ที่ต้องการความผ่อนคลายอย่างลึกล้ำ, Rouge in Love เพื่อเติมพลังและความสดใส หรือ Happy Ending สำหรับผู้ที่อยากปิดท้ายวันด้วยความอบอุ่น ซึ่งความพิเศษคือ งานนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ทาง Mariage Frères ได้นำแก้วดีไซน์พิเศษมาใช้ในการเสิร์ฟแบบ Cold Brew สำหรับอีเวนต์นี้โดยเฉพาะอีกด้วย 

 

ภาพบรรยากาศภายในงาน The Architecture of Balance ณ Neilson Hays Library ที่นำเสนอการคืนสมดุลกายใจ 30

 

ก่อนจะส่งท้ายค่ำคืนอย่างสวยงามด้วยกิจกรรม Q&A Card ที่ชวนทุกคนมาล้อมวงพูดคุย และแลกเปลี่ยนมุมมองชีวิตรวมถึงสุขภาพร่วมกันอย่างเป็นกันเอง ท่ามกลางกลิ่นอายประวัติศาสตร์อันงดงามของห้องสมุด

 

ภาพบรรยากาศภายในงาน The Architecture of Balance ณ Neilson Hays Library ที่นำเสนอการคืนสมดุลกายใจ 31ภาพบรรยากาศภายในงาน The Architecture of Balance ณ Neilson Hays Library ที่นำเสนอการคืนสมดุลกายใจ 32ภาพบรรยากาศภายในงาน The Architecture of Balance ณ Neilson Hays Library ที่นำเสนอการคืนสมดุลกายใจ 33

 

ภาพของความแข็งแกร่งจากการขยับกาย และรอยยิ้มอันสงบจากการผ่อนคลายจิตใจตลอดทั้งกิจกรรม ช่วยให้เราได้กลับมา คอนเน็กต์กับตัวเองและผู้คนในคอมมูนิตี้เดียวกันเพื่อจัดวางสมดุลให้กายและใจได้หยุดพักในจังหวะที่เหมาะสม เพื่อให้เราได้เข้าใจตัวเองมากขึ้น และสามารถดีไซน์ชีวิตดีๆ ในแบบของตัวเอง

 

 

ภาพบรรยากาศภายในงาน The Architecture of Balance ณ Neilson Hays Library ที่นำเสนอการคืนสมดุลกายใจ 34

 

ทั้งหมดคือความตั้งใจจาก THE STANDARD LIFE x AP กับการออกแบบประสบการณ์ที่สะท้อนว่า ‘พื้นที่ที่ดี’ สามารถช่วยให้ผู้คนดูแลตัวเองได้ดีขึ้น รับรู้ความสมดุลของชีวิตได้ชัดขึ้น และสร้างความสัมพันธ์กับคนรอบตัวได้ลึกซึ้งขึ้น​

 

ภาพบรรยากาศภายในงาน The Architecture of Balance ณ Neilson Hays Library ที่นำเสนอการคืนสมดุลกายใจ 35

The post The Architecture of Balance: คืนสมดุลกาย-ใจท่ามกลางประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
SHISEIDO เปิดจักรวาล Ultimune Studio Lisa’s Backstage https://thestandard.co/life/shiseido-ultimune-studio-lisa-verdy-centralworld/ Tue, 07 Jul 2026 06:13:18 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1227672 ภาพ Lisa Global Ambassador ของ SHISEIDO ในงาน Ultimune Studio Lisa's Backstage

SHISEIDO เปิดประสบการณ์ความงามครั้งใหญ่ระดับเอเชียแปซิฟ […]

The post SHISEIDO เปิดจักรวาล Ultimune Studio Lisa’s Backstage appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ Lisa Global Ambassador ของ SHISEIDO ในงาน Ultimune Studio Lisa's Backstage

SHISEIDO เปิดประสบการณ์ความงามครั้งใหญ่ระดับเอเชียแปซิฟิกกับงาน Ultimune Studio Lisa’s Backstage โดยเนรมิตพื้นที่ Immersive Experience ที่พาผู้เข้าชมก้าวเข้าสู่โลกของ Ultimune ผ่านการผสานวิทยาศาสตร์การดูแลผิว ศิลปะ และวัฒนธรรมร่วมสมัย โดยมี Lisa ในฐานะ Global Ambassador เป็นหัวใจสำคัญของการถ่ายทอดแนวคิด พร้อมการร่วมงานกับศิลปินกราฟิกชาวญี่ปุ่น Verdy ผู้สร้างสรรค์คาแรกเตอร์ Vick และผลงาน Girl’s Don’t Cry

ดูภาพข่าว 

ไฮไลต์ของงานคือแนวคิด Fast. Slow. Free. ซึ่งสะท้อนทั้งคุณสมบัติของ Ultimune และปรัชญาการใช้ชีวิต โดย Fast หมายถึงผลลัพธ์ที่สัมผัสได้อย่างรวดเร็ว, Slow คือการดูแลผิวระยะยาวเพื่อรับมือสัญญาณแห่งวัย และ Free คือแนวคิด Freedom From Age ที่เชื่อว่าความงามไม่ควรถูกจำกัดด้วยตัวเลขของอายุ

 

ภายในงานยังมี Installation Interactive หลายโซน ทั้งพื้นที่ที่เล่าเบื้องหลังแรงบันดาลใจของ Lisa, โซน Sound Installation ที่ใช้เสียงและลมหายใจสร้างประสบการณ์ร่วม, พื้นที่นำเสนอวิทยาศาสตร์ของดอกคามีเลีย ส่วนผสมสำคัญของ Ultimune รวมถึงโซน Reflection ที่ชวนผู้เข้าชมค้นหาจังหวะชีวิตของตัวเองผ่านคำว่า Fast, Slow หรือ Free

 

อีกหนึ่งไฮไลต์คือการเปิดตัวคอลแลบอเรชัน Shiseido × Verdy ครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งตีความแนวคิดของแบรนด์ผ่านลายเส้นอันเป็นเอกลักษณ์ของ Verdy พร้อมตั้งคำถามว่า “How Do You Want To Live Your Life?” เพื่อชวนให้ทุกคนทบทวนตัวตนและมองความงามในฐานะการแสดงออกถึงศักยภาพจากภายใน

 

งานจัดขึ้นที่ Centralworld โดยภายในมีทั้งพื้นที่จัดแสดง Immersive Experience การวิเคราะห์สภาพผิวด้วยเทคโนโลยีของ Shiseido รวมถึงโซน Pop-Up Boutique ตั้งแต่วันนี้ถึง 9 กรกฎาคม 2569

 

 

ภาพ Lisa Global Ambassador ของ SHISEIDO ในงาน Ultimune Studio Lisa's Backstage 1ภาพ Lisa Global Ambassador ของ SHISEIDO ในงาน Ultimune Studio Lisa's Backstage 2ภาพ Lisa Global Ambassador ของ SHISEIDO ในงาน Ultimune Studio Lisa's Backstage 3ภาพ Lisa Global Ambassador ของ SHISEIDO ในงาน Ultimune Studio Lisa's Backstage 4ภาพ Lisa Global Ambassador ของ SHISEIDO ในงาน Ultimune Studio Lisa's Backstage 5

The post SHISEIDO เปิดจักรวาล Ultimune Studio Lisa’s Backstage appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิชาใจเบากับ ‘หมอเอิ้น’ กลับมาใช้ใจเป็นที่พึ่งให้ตัวเอง https://thestandard.co/life/dr-earn-self-healing-course-loei/ Tue, 07 Jul 2026 02:37:43 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1227518 ผู้เข้าร่วมหลักสูตรวิชาใจเบากำลังทำกิจกรรมบำบัดในบรรยากาศธรรมชาติที่ Mata Pavilion จังหวัดเลย

“เวลาที่หันไปแล้วอาจไม่เจอใคร   แต่เราจะมี ‘ตัวเอง […]

The post วิชาใจเบากับ ‘หมอเอิ้น’ กลับมาใช้ใจเป็นที่พึ่งให้ตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้เข้าร่วมหลักสูตรวิชาใจเบากำลังทำกิจกรรมบำบัดในบรรยากาศธรรมชาติที่ Mata Pavilion จังหวัดเลย

“เวลาที่หันไปแล้วอาจไม่เจอใคร

 

แต่เราจะมี ‘ตัวเอง’ ที่สามารถเป็นที่พึ่งและที่ปรึกษาให้กับตัวเองได้เสมอ”

 

สิ้นเสียงปลายสายของ หมอเอิ้น-พิยะดา ที่เอ่ยทักทายก่อนออกเดินทาง รู้ตัวอีกทีเราก็พาตัวเองมาอยู่บนเครื่องบิน มุ่งหน้าสู่ Mata Pavilion จังหวัดเลย เพื่อเข้าร่วม “วิชาใจเบา” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

ผู้เข้าร่วมหลักสูตรวิชาใจเบากำลังทำกิจกรรมบำบัดในบรรยากาศธรรมชาติที่ Mata Pavilion จังหวัดเลย 1

 

และเหมือนที่หมอเอิ้นบอกไว้ เหตุผลที่พาเราออกจากเมืองกรุงเทพ “อาจใช้เวลาน้อยกว่าการขับรถจากทองหล่อไปเยาวราชด้วยซ้ำ กึ่งบังคับให้เราหยุดบทบาทที่เราถือ หนักอยู่ เพื่อกลับมาอยู่กับตัวเองจริงๆ แต่ใกล้ แค่ 45 นาทีจากกรุงเทพ และมีองค์ประกอบของธรรมชาติที่ดีและง่าย”

 

ผู้เข้าร่วมหลักสูตรวิชาใจเบากำลังทำกิจกรรมบำบัดในบรรยากาศธรรมชาติที่ Mata Pavilion จังหวัดเลย 2

 

แม้จะนิยามว่าเป็นหลักสูตร Self-Healing Skills ที่ฟังเผินๆ เหมือนการเดินทางมาฝึกฝนจิตใจผ่านกระบวนการทางจิตวิทยาอันจริงจัง แต่วิชาใจเบากลับถูกออกแบบขึ้นภายใต้แนวคิด Transformative Learning ที่ให้ความสำคัญกับการลงมือปฏิบัติก่อน แล้วจึงค่อยกลับมาสะท้อนและตกผลึกการเรียนรู้ร่วมกัน

 

ในวินาทีที่ได้อยู่กับตัวเองเพียงลำพัง

 

ในวินาทีที่รู้จักลมหายใจในฐานะ ‘ตัวละครเอก’

 

และในวินาทีที่ได้นั่งลงเขียน เพื่อมองชีวิตตัวเองจากมุมมองที่ต่างไป…

 

วินาทีนั้นเองที่วิชาใจเบาได้ทำงานกับใจเราเข้าอย่างจัง

 

“การจะเข้าใจตัวเองใช้ความคิดไม่ได้ ใช้ข้อมูลไม่ได้ บางครั้งยิ่งรู้เยอะ ยิ่งรู้สึกแย่ เพราะรู้ไปแล้วทำไม่ได้

 

ประสบการณ์ภายในตัวเราเองคือสิ่งสำคัญ จริงๆ ความรู้ทางจิตวิทยาคุยกับ GPT ก็ได้ แต่ความแตกต่างที่มนุษย์มีคือประสบการณ์”

 

พญ.พิยะดา หาชัยภูมิ หรือ หมอเอิ้น เป็นทั้งจิตแพทย์และนักแต่งเพลงเจ้าของผลงานกว่า 200 เพลงที่ต้องมีสักเพลงเคยผ่านหูคุณมาบ้าง คลาสนี้จึงหยิบเอาเสียงดนตรี เนื้อร้อง และท่วงทำนอง มาผสมผสานเพื่อถ่ายทอด 5R Model (Review – Release – Relaxation – Reset – Reboot) ที่ออกแบบมาให้เราได้สัมผัสใจตัวเองอย่างลงตัวตลอดระยะเวลา 3 วัน 2 คืน

 

ผู้เข้าร่วมหลักสูตรวิชาใจเบากำลังทำกิจกรรมบำบัดในบรรยากาศธรรมชาติที่ Mata Pavilion จังหวัดเลย 3ผู้เข้าร่วมหลักสูตรวิชาใจเบากำลังทำกิจกรรมบำบัดในบรรยากาศธรรมชาติที่ Mata Pavilion จังหวัดเลย 4

 

Reconnect: เริ่มต้นด้วยการพาเรากลับมาเชื่อมโยงกับอารมณ์ความรู้สึก รับรู้และฟังเสียงร่างกายที่กำลังสะท้อนความคุกรุ่นอยู่ภายใน จากนั้นจึงเรียนรู้การกำหนดและรู้ทันลมหายใจ พร้อมทดลองสถานการณ์จริงผ่าน Contrast Therapy พาร่างกายไปปะทะความเย็นจัดของ ICE BATH สลับกับความร้อนอบอวลในกระโจมสมุนไพร

 

Review & Release: ทำความเข้าใจ Self-Awareness เพื่อรับรู้สภาวะทางใจที่เป็นอยู่โดยไม่ตัดสิน ผ่านกระบวนการ Art Therapy พร้อมทบทวนเรื่องหนักใจจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ความคิด ความรู้สึก และปฏิกิริยาทางร่างกาย แล้วสะท้อนมุมมองเหล่านั้นออกมาผ่าน Free Writing

 

ผู้เข้าร่วมหลักสูตรวิชาใจเบากำลังทำกิจกรรมบำบัดในบรรยากาศธรรมชาติที่ Mata Pavilion จังหวัดเลย 5

 

Relaxation: ปลดปล่อยและผ่อนคลาย โดยมีบทเพลงเข้ามาหลอมรวมกับกระบวนการทางจิตวิทยาอย่างลื่นไหล ไร้รอยต่อ ราวกับมี Background Music จากเสียงกีตาร์สดคลออยู่ตลอดคลาส แถมเนื้อหาของเพลงยังช่วยส่งต่ออารมณ์เพื่อนำทางเราเข้าสู่บทเรียนได้อย่างลึกซึ้ง

 

“เราเป็นคนแต่งเพลง ทำความเข้าใจคนแล้วสรุปออกมาเป็นเพลง ทำงานนี้มาเกือบ 30 ปี ซึ่งจริงๆ การเรียนรู้เรื่องจิตใจวิธีการหนึ่งที่มักจะได้ผลที่สุดคือ Storytelling ที่ทำให้เราเห็นภาพชัด เพราะอารมณ์ความคิดเป็นนามธรรม เพลงจะเป็น Storytelling เชิงสุนทรีย์ ที่ทำให้บรรยากาศผ่อนคลาย และทำให้กล้าที่จะเห็นตัวเอง กล้าที่จะเข้าใจเพื่อน”

 

ผู้เข้าร่วมหลักสูตรวิชาใจเบากำลังทำกิจกรรมบำบัดในบรรยากาศธรรมชาติที่ Mata Pavilion จังหวัดเลย 6

 

กระบวนการนำคิดชวนคุยอย่างเป็นกันเองของหมอเอิ้นและทีมงานได้ Reset & Reboot ช่วยให้เราตกผลึก รับรู้ และยอมรับถึง “ความเบา” ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบายผ่านตัวอักษร

 

หากคุณอยากสัมผัสและเข้าใจความรู้สึกนี้ “วิชาใจเบา” กำลังรอต้อนรับคุณอยู่ที่จังหวัดเลย…

 

แต่บอกไว้ก่อนว่า การเดินทางมาที่นี่ คุณอาจไม่ได้กำลังมาเพื่อพบหมอ แต่กำลังเดินทางกลับมาพบ “ตัวเอง” ต่างหาก

 

ภาพ: ศิรชัช เทิงสูงเนิน และ รัฐโรจน์ จิตรพนา

The post วิชาใจเบากับ ‘หมอเอิ้น’ กลับมาใช้ใจเป็นที่พึ่งให้ตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ห้องแดงที่ไม่มี Mr. Grey ก็ทำขาสั่นได้! ลองคลาส HIIT + ASS & ABS ที่ VAULT https://thestandard.co/life/vault-hiit-ass-abs/ Mon, 06 Jul 2026 02:36:03 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1227024 ผู้คนกำลังออกกำลังกายในคลาส HIIT + ASS & ABS ภายในยิม VAULT ที่ตกแต่งด้วยโทนสีแดง

เคยเป็นไหม? โมเมนต์ที่ไปออกกำลังกายแต่เจอบรรยากาศดันไม่ […]

The post ห้องแดงที่ไม่มี Mr. Grey ก็ทำขาสั่นได้! ลองคลาส HIIT + ASS & ABS ที่ VAULT appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้คนกำลังออกกำลังกายในคลาส HIIT + ASS & ABS ภายในยิม VAULT ที่ตกแต่งด้วยโทนสีแดง

เคยเป็นไหม? โมเมนต์ที่ไปออกกำลังกายแต่เจอบรรยากาศดันไม่ส่ง ทำเอาหมดมู้ด หมดแรงจะขยับ แต่ถ้าเราจะบอกว่าในกรุงเทพฯ มียิมใหม่ที่พร้อมจะดึงพลังของคุณออกมาจนหมดแม็กซ์ผ่านบรรยากาศ ‘ห้องแดง’ ที่ชวนให้นึกถึง Red Room ของ Mr.Grey (แต่กิจกรรมข้างในคนละแบบ) ล่ะ…? ที่ที่เรากำลังพูดถึงคือ ‘VAULT’

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

What is it?

 

VAULT เป็นสปอร์ตและโซเชียลคลับใหม่ใจกลางอโศกที่เสิร์ฟบรรยากาศแซ่บที่สุดเท่าที่เราเคยเจอ ผ่านคอนเซปต์ห้องออกกำลังกายสีแดงที่ให้ฟีลเหมือนเข้าคลับมากกว่าเข้ายิม แต่ความเก๋ของที่นี่ไม่ได้มีแค่เรื่องบรรยากาศเท่านั้น

 

อีกหนึ่งไฮไลต์คือจำนวนลู่วิ่งของที่นี่ ปกติแล้วกรุ๊ปคลาสของยิมทั่วไปจะมีลู่วิ่งเพียงไม่กี่ลู่ ทำให้ต้องสลับไปทำสเตชันอื่น แต่ที่ VAULT มีลู่วิ่งมากถึง 10 ลู่ ให้ทุกคนได้เหนื่อยกันอย่างพร้อมเพรียงตั้งแต่วินาทีแรก

 

ผู้คนกำลังออกกำลังกายในคลาส HIIT + ASS & ABS ภายในยิม VAULT ที่ตกแต่งด้วยโทนสีแดง 1

 

ลงจากลู่มา แต่ละสเตชันจะมี Step และดัมเบลปรับน้ำหนักได้เตรียมไว้ครบเซ็ต สังเกตง่ายๆ คือประจำลู่วิ่งเบอร์ไหน ก็ไปประจำ Step เบอร์เดียวกันได้เลย

 

ผู้คนกำลังออกกำลังกายในคลาส HIIT + ASS & ABS ภายในยิม VAULT ที่ตกแต่งด้วยโทนสีแดง 2

 

Try

 

ด้วยความที่เวิร์กเอาต์ของเรามีการวิ่งอย่างจริงจัง เราจึงแนะนำให้ทุกคนสวมใส่รองเท้าวิ่งที่ซัพพอร์ตดีสักคู่ และอย่ามาท้องว่าง ลองหาอะไรเบาๆ รองท้องก่อนสัก 1-2 ชั่วโมง จะช่วยให้วิ่งได้เต็มที่กว่า ที่เหลือก็แค่เตรียมกายใจให้พร้อม

 

สำหรับคลาสที่เรามาประเดิมคือ HIIT+ASS & ABS โดยโค้ชแจง โค้ชสาวที่แค่เจอก็รู้ว่าเอเนอร์จี้ตรงกับ VAULT ทุกประการ

 

ผู้คนกำลังออกกำลังกายในคลาส HIIT + ASS & ABS ภายในยิม VAULT ที่ตกแต่งด้วยโทนสีแดง 3

 

เมื่อทุกคนพร้อม ดนตรีพร้อม โค้ชแจงจึงพาวอร์มอัพร่างกายกันเล็กน้อย ก่อนจะไปประจำลู่วิ่งตามเบอร์ที่ใช่ ที่ชอบ

 

ผู้คนกำลังออกกำลังกายในคลาส HIIT + ASS & ABS ภายในยิม VAULT ที่ตกแต่งด้วยโทนสีแดง 4ผู้คนกำลังออกกำลังกายในคลาส HIIT + ASS & ABS ภายในยิม VAULT ที่ตกแต่งด้วยโทนสีแดง 5

 

ลู่วิ่งของที่นี่มาพร้อมหน้าจอ Touchscreen ที่ตั้งค่า Speed มาตรฐานไว้ให้เลือกทั้ง 3, 6, 9 และ 12 ทำให้ปรับความเร็วได้ง่ายระหว่างคลาส

 

ผู้คนกำลังออกกำลังกายในคลาส HIIT + ASS & ABS ภายในยิม VAULT ที่ตกแต่งด้วยโทนสีแดง 6

 

เริ่มต้นกันเบาๆ ที่ Speed 3 ก่อนจะค่อยๆ ขยับเป็น 6 และ 9 ในอีกไม่กี่นาทีถัดมา สิ่งสำคัญคือมีสติและฟังคำสั่งของโค้ชอยู่ตลอดเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง

 

ผู้คนกำลังออกกำลังกายในคลาส HIIT + ASS & ABS ภายในยิม VAULT ที่ตกแต่งด้วยโทนสีแดง 7

 

ขณะที่เรากำลังวิ่งสับไปตามบีตเพลงพร้อมกับ Heart Rate ที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ โค้ชแจงก็ส่งสัญญาณ Level Up สู่ Speed 12 กับช่วง Sprint สั้นๆ เพียงไม่กี่วินาที แน่นอนว่าใครที่ยังไม่ไหวสามารถลดความเร็วลงได้ ไม่จำเป็นต้องฝืน

 

ผู้คนกำลังออกกำลังกายในคลาส HIIT + ASS & ABS ภายในยิม VAULT ที่ตกแต่งด้วยโทนสีแดง 8

 

หลังจากวิ่งไป (กรี๊ดไป) จนได้ที่ ก็ถึงเวลาลงจากลู่มาประจำสเตชันของตัวเอง โดยโค้ชแจงเตรียมเซ็ตเวิร์กเอาต์เน้นก้นแบบคอมโบไว้รอ ด้วยความที่ทั้งคลาสเป็นมือใหม่ น้ำหนักดัมเบลที่ใช้จึงเริ่มต้นเบาๆ ที่ 4 กิโลกรัม

 

ผู้คนกำลังออกกำลังกายในคลาส HIIT + ASS & ABS ภายในยิม VAULT ที่ตกแต่งด้วยโทนสีแดง 9

 

เริ่มจากการ Pulses Sumo Squat เบิร์นต้นขาด้านในและก้นให้ร้อนไปตามจังหวะ ก่อนจะต่อด้วย Reverse Lunges บน Step ยิ่งลงลึกยิ่งร้าว ช่วยเสริมความแข็งแรงของต้นขาและเพิ่มการทรงตัวไปพร้อมกัน

 

ผู้คนกำลังออกกำลังกายในคลาส HIIT + ASS & ABS ภายในยิม VAULT ที่ตกแต่งด้วยโทนสีแดง 10ผู้คนกำลังออกกำลังกายในคลาส HIIT + ASS & ABS ภายในยิม VAULT ที่ตกแต่งด้วยโทนสีแดง 11

 

ตามมาด้วย B-Stance Romanian Deadlift ท่าที่ช่วยโฟกัสกล้ามเนื้อก้นและหลังต้นขาแบบเน้นๆ พร้อมฝึกการบาลานซ์ของร่างกาย

 

ผู้คนกำลังออกกำลังกายในคลาส HIIT + ASS & ABS ภายในยิม VAULT ที่ตกแต่งด้วยโทนสีแดง 12

 

ก่อนปิดท้ายด้วย Pulses Bulgarian Split Squat ที่เผาทั้งก้น ต้นขา และแกนกลางลำตัว ชนิดที่ขาสั่นตั้งแต่ยังไม่จบเซ็ต

 

ผู้คนกำลังออกกำลังกายในคลาส HIIT + ASS & ABS ภายในยิม VAULT ที่ตกแต่งด้วยโทนสีแดง 13

 

เมื่อจบกับ Strength Training ครึ่งแรกก็วิ่งกลับขึ้นไปบนลู่ต่อ ใช่แล้ว เราต้องวิ่งเหมือนรอบแรกอีกครั้ง แน่ทีเดียวว่าท่า Lower Body ที่เจอมาเมื่อครู่ได้ตัดกำลังการวิ่งอยู่ไม่น้อย

 

ผู้คนกำลังออกกำลังกายในคลาส HIIT + ASS & ABS ภายในยิม VAULT ที่ตกแต่งด้วยโทนสีแดง 14ผู้คนกำลังออกกำลังกายในคลาส HIIT + ASS & ABS ภายในยิม VAULT ที่ตกแต่งด้วยโทนสีแดง 15

 

เมื่อชดใช้กรรมบนลู่เสร็จ ก็ถึงเวลาเกลือกกลิ้งบนภาคพื้นอีกครั้งกับเซ็ตหน้าท้อง เริ่มจาก Incline Shoulder Tap + Knee Touch ช่วยปลุกแกนกลางลำตัวและท้าทายการทรงตัว ก่อนเร่งหัวใจต่อด้วย Double Foot Mat Climbers ที่ได้ทั้งคาร์ดิโอและหน้าท้องไปพร้อมกัน

 

ผู้คนกำลังออกกำลังกายในคลาส HIIT + ASS & ABS ภายในยิม VAULT ที่ตกแต่งด้วยโทนสีแดง 16

 

Leg Lift Toe Touches ท่าที่ขยี้หน้าท้องแบบเน้นๆ ก่อนปิดท้ายด้วย Half Get Up ที่ถือดัมเบลไว้เพียงข้างเดียวแล้วลุกขึ้นคล้ายการทำ Sit-up แต่ต้องอาศัยแรงจากแกนกลางลำตัวและการทรงตัวมากกว่า เป็นท่าปิดคลาส

 

ผู้คนกำลังออกกำลังกายในคลาส HIIT + ASS & ABS ภายในยิม VAULT ที่ตกแต่งด้วยโทนสีแดง 17ผู้คนกำลังออกกำลังกายในคลาส HIIT + ASS & ABS ภายในยิม VAULT ที่ตกแต่งด้วยโทนสีแดง 18

 

Result

 

ถ้าไม่ขาหรอยออกจากคลาส แปลว่ามาไม่ถึง! นี่คือคลาสที่เปิดโอกาสให้คุณพุชตัวเองไปจนสุดลิมิต แต่สิ่งที่ทำให้สนุกไม่แพ้กันคือเพลย์ลิสต์ที่ชวนทั้งวิ่ง ทั้งแดนซ์ และส่งเสียงเชียร์กันตลอดคลาส ยิ่งชวนเพื่อนมาด้วยยิ่งมัน

 

ผู้คนกำลังออกกำลังกายในคลาส HIIT + ASS & ABS ภายในยิม VAULT ที่ตกแต่งด้วยโทนสีแดง 19ผู้คนกำลังออกกำลังกายในคลาส HIIT + ASS & ABS ภายในยิม VAULT ที่ตกแต่งด้วยโทนสีแดง 20

 

ส่วนใครแรงหมดก็ไปฟื้นร่างต่อกับ Sauna และ Ice Bath ได้แบบครบจบในที่เดียว

 

ผู้คนกำลังออกกำลังกายในคลาส HIIT + ASS & ABS ภายในยิม VAULT ที่ตกแต่งด้วยโทนสีแดง 21ผู้คนกำลังออกกำลังกายในคลาส HIIT + ASS & ABS ภายในยิม VAULT ที่ตกแต่งด้วยโทนสีแดง 22

 

Good For

 

ใครที่เบื่อการออกกำลังกายแบบเดิมๆ อยากได้ฟีลเหมือนเข้าคลับมากกว่าเข้ายิม โดยเฉพาะสายวิ่งหรือคนที่ชอบคลาส HIIT น่าจะถูกใจ VAULT เป็นพิเศษ เพราะที่นี่ผสมความเข้มข้นของการออกกำลังกายเข้ากับแสง สี เสียงได้อย่างลงตัว แถมไวบ์ยังเท่และโฟโต้เจนิกทุกมุม

 

ผู้คนกำลังออกกำลังกายในคลาส HIIT + ASS & ABS ภายในยิม VAULT ที่ตกแต่งด้วยโทนสีแดง 23

 

VAULT

 

Open: เวลาเปิด-ปิด ปรับเปลี่ยนตามเวลาคลาส (คลาสแรกเริ่มเวลา 7.00 น. และคลาสสุดท้ายเวลา 18.15 น.)

Address: 160 ซอยสุขุมวิท 16, คลองเตย, กรุงเทพฯ (จอดรถได้ที่โรงแรม Sharma ชั่วโมงละ 50 บาท)

Budget: 900 บาท ต่อคลาส, 2,650 บาท ต่อ 3 คลาส, 4,250 บาท ต่อ 5 คลาส, 6,800 บาท ต่อ 8 คลาส

Instagram: https://www.instagram.com/vault.bkk/

The post ห้องแดงที่ไม่มี Mr. Grey ก็ทำขาสั่นได้! ลองคลาส HIIT + ASS & ABS ที่ VAULT appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก Morning Pages เคล็ดลับยามเช้าของคนทำงานสร้างสรรค์ https://thestandard.co/life/morning-pages-creative-wellness/ Mon, 06 Jul 2026 02:12:46 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1226956 ภาพประกอบแสดงคนกำลังเขียนบันทึกในสมุดด้วยปากกาในตอนเช้า

Morning Pages คือกิจวัตรยามเช้าที่ได้รับความนิยมในหมู่น […]

The post รู้จัก Morning Pages เคล็ดลับยามเช้าของคนทำงานสร้างสรรค์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงคนกำลังเขียนบันทึกในสมุดด้วยปากกาในตอนเช้า

Morning Pages คือกิจวัตรยามเช้าที่ได้รับความนิยมในหมู่นักเขียน ศิลปิน ผู้ประกอบการ และคนทำงานสร้างสรรค์ทั่วโลก แนวคิดนี้มาจากหนังสือ The Artist’s Way ของ Julia Cameron ซึ่งเสนอวิธีง่ายๆ คือ เขียนทุกอย่างที่อยู่ในหัวลงบนกระดาษ 3 หน้า ทันทีหลังตื่นนอน โดยไม่ต้องกังวลเรื่องภาษา ไวยากรณ์ หรือความสวยงามของเนื้อหา จะเขียนอะไรมั่วๆ ก็ยังได้

 

 

สิ่งสำคัญคือ ไม่มีหัวข้อ ไม่มีเป้าหมาย และไม่มีใครต้องอ่าน คุณสามารถเขียนได้ทุกอย่าง ตั้งแต่เรื่องที่ฝันเมื่อคืน ความกังวลเรื่องงาน ความคิดฟุ้งซ่าน สิ่งที่ต้องทำในวันนี้ หรือแม้แต่ประโยคว่า “วันนี้ไม่รู้จะเขียนอะไร” ก็ยังถือว่าเป็น Morning Pages ได้เหมือนกัน

 

ทำไมต้องเขียน 3 หน้า?

 

Julia Cameron อธิบายว่า จำนวน 3 หน้าเป็นระยะที่ยาวพอให้เราผ่านช่วงคิดเยอะ ไปสู่ช่วงที่ความคิดเริ่มไหลอย่างเป็นธรรมชาติ ช่วงแรกเราอาจเขียนแต่เรื่องจุกจิกในชีวิต แต่เมื่อเขียนต่อไป สมองจะเริ่มสงบ และไอเดียหรือความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ลึกๆ จะค่อยๆ ปรากฏออกมา

 

Morning Pages ช่วยอะไร?

 

หลายคนใช้ Morning Pages เป็นการล้างสมองก่อนเริ่มวัน เพราะเมื่อความคิดที่วนเวียนถูกถ่ายออกมาบนกระดาษ สมองก็ไม่ต้องแบกรับข้อมูลเหล่านั้นอีก ทำให้มีพื้นที่สำหรับการคิด วิเคราะห์ และสร้างสรรค์มากขึ้น

 

แม้ Morning Pages จะเป็นแนวคิดของ Julia Cameron แต่มีงานวิจัยด้าน Expressive Writing ของ James W. Pennebaker ที่พบว่า การเขียนความคิดและอารมณ์ออกมาอย่างอิสระ สามารถช่วยลดความเครียด จัดระเบียบความคิด เพิ่มการตระหนักรู้ในตนเอง และส่งผลดีต่อสุขภาวะทางจิตในระยะยาว

 

นักจิตวิทยาหลายคนอธิบายว่า การเขียนลักษณะนี้ยังช่วยลดภาระของ Working Memory หรือพื้นที่เก็บข้อมูลชั่วคราวของสมอง เมื่อไม่ต้องคอยจำหรือวนคิดเรื่องเดิมๆ สมองจึงมีทรัพยากรมากขึ้นสำหรับการแก้ปัญหาและการตัดสินใจ

 

ไม่ใช่ไดอารี และไม่ใช่งานเขียน

 

หลายคนเข้าใจผิดว่า Morning Pages คือการเขียนไดอารี แต่จริงๆ แล้วต่างกัน
ไดอารีมักเป็นการบันทึกเหตุการณ์ในชีวิต ส่วน Morning Pages คือการปล่อยความคิดแบบไม่กรอง ไม่ต้องเรียบเรียง ไม่ต้องเล่าเรื่อง และไม่จำเป็นต้องย้อนกลับมาอ่านอีก จุดประสงค์คือการระบาย ไม่ใช่การเก็บบันทึก

 

วิธีเริ่มสำหรับมือใหม่

 

  • เขียนทันทีหลังตื่นนอน ก่อนเช็กโทรศัพท์หรืออีเมล
  • ใช้กระดาษและปากกา จะช่วยให้จดจ่อมากกว่าการพิมพ์
  • เขียนต่อเนื่องประมาณ 3 หน้า หรือ 15-20 นาที
  • ไม่ย้อนกลับไปแก้ไข ไม่ลบ ไม่ตัดสินตัวเอง
  • เขียนทุกวัน แม้วันนั้นจะรู้สึกว่า “ไม่มีอะไรจะเขียน”

 

ช่วงแรกอาจรู้สึกอึดอัด เพราะสมองยังติดนิสัยการเขียนเพื่อให้คนอื่นอ่าน แต่เมื่อทำต่อเนื่อง หลายคนพบว่าตัวเองเริ่มรู้จักความคิด ความรู้สึก และเสียงภายในของตัวเองมากขึ้น บางเช้า Morning Pages อาจไม่ได้ให้คำตอบของทุกปัญหา แต่การใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเพื่อฟังตัวเอง ก่อนจะฟังเสียงจากโลกภายนอก ก็อาจเป็นหนึ่งในกิจวัตรที่เรียบง่ายที่สุด และทรงพลังที่สุดในการเริ่มต้นวัน

The post รู้จัก Morning Pages เคล็ดลับยามเช้าของคนทำงานสร้างสรรค์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Cortisol Reset Morning วิธีจัดการความเครียดตั้งแต่ตื่นนอน https://thestandard.co/life/cortisol-reset-morning-stress-management/ Sat, 04 Jul 2026 09:32:44 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1226691 หญิงสาวนั่งอยู่บนเตียงในตอนเช้ากำลังยืดตัว

ใครเป็นบ้าง? ลืมตาปุ๊บก็หยิบโทรศัพท์ เช็กอีเมล อ่านข่าว […]

The post Cortisol Reset Morning วิธีจัดการความเครียดตั้งแต่ตื่นนอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
หญิงสาวนั่งอยู่บนเตียงในตอนเช้ากำลังยืดตัว

ใครเป็นบ้าง? ลืมตาปุ๊บก็หยิบโทรศัพท์ เช็กอีเมล อ่านข่าว หรือไถโซเชียลทันที แต่รู้ไหมว่า 30-45 นาทีแรกหลังตื่นนอน คือช่วงที่ร่างกายกำลังหลั่งฮอร์โมน Cortisol ตามธรรมชาติ หรือที่เรียกว่า Cortisol Awakening Response เพื่อปลุกสมองและร่างกายให้พร้อมเริ่มวันใหม่

 

ปัญหาไม่ใช่การมีคอร์ติซอล แต่คือการเติม ‘ความเครียด’ เข้าไปตั้งแต่วินาทีแรก หากสมองได้รับข้อมูลที่ชวนกังวลทันที ระบบประสาทอาจเข้าสู่โหมดตื่นตัวเกินจำเป็น ทำให้รู้สึกเครียด หงุดหงิด หรือหมดพลังได้ง่ายตลอดวัน

 

เรากำลังบอกว่าแนวคิด Cortisol Reset Morning ไม่ได้หมายถึงการลดคอร์ติซอล แต่เราอยากให้มันเป็นการเริ่มต้นเช้าวันใหม่อย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อให้ร่างกายและระบบประสาทค่อยๆ ตื่นอย่างเป็นธรรมชาติ

 

ลองให้ช่วง 30 นาทีแรกเป็นของตัวเอง เริ่มด้วยการเปิดรับแสงแดดยามเช้า ดื่มน้ำอุ่นกำลังดี ฝึกท่ายืดเหยียดร่างกาย หายใจเข้าออกลึกๆ หรือเดินรับลมภายนอกบ้านสักครู่ ซึ่งการทำแบบนี้งานวิจัยพบว่าแสงธรรมชาติในช่วงเช้าช่วยปรับนาฬิกาชีวภาพ ส่งผลดีต่ออารมณ์ การนอน และความตื่นตัวของร่างกายได้เริ่ดสุดๆ

 

ส่วนคนที่ติดกาแฟ หลายผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เว้นประมาณ 60-90 นาทีหลังตื่นนอนก่อนดื่ม เพื่อให้ร่างกายใช้การตื่นตัวตามธรรมชาติได้เต็มที่ แม้หลักฐานยังอยู่ระหว่างการศึกษา แต่หลายคนพบว่าช่วยให้พลังงานคงที่มากขึ้นระหว่างวัน

 

เราอาจควบคุมไม่ได้ว่าวันนี้จะเจออะไร แต่เลือกได้ว่า จะให้สมองเจออะไรเป็นสิ่งแรก

 

อ้างอิง

The post Cortisol Reset Morning วิธีจัดการความเครียดตั้งแต่ตื่นนอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมอเพื่อนชวนเช็ก! 5 พฤติกรรมเคยชินที่ส่งผลต่อสุขภาพลำไส้อย่างคาดไม่ถึง https://thestandard.co/life/gut-health-5-bad-habits/ Sat, 04 Jul 2026 05:49:10 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1226570 พญ.กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี หรือหมอเพื่อน กำลังอธิบายเรื่องสุขภาพลำไส้

เราต่างรู้ดีว่า ไลฟ์สไตล์คนเมืองในทุกวันนี้ เป็นปัจจัยส […]

The post หมอเพื่อนชวนเช็ก! 5 พฤติกรรมเคยชินที่ส่งผลต่อสุขภาพลำไส้อย่างคาดไม่ถึง appeared first on THE STANDARD.

]]>
พญ.กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี หรือหมอเพื่อน กำลังอธิบายเรื่องสุขภาพลำไส้

เราต่างรู้ดีว่า ไลฟ์สไตล์คนเมืองในทุกวันนี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำร้ายสุขภาพลำไส้ของเราอยู่เงียบๆ บ่อยครั้งเราอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องของความเครียดสะสมหรือการพักผ่อนน้อย ทั้งที่ในความเป็นจริง ต้นเหตุอาจมาจากพฤติกรรมแสนจะใกล้ตัวที่หลายคนมองข้ามไป

 

Longevity Lab EP นี้ พญ.กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี (ว. 40965) หรือหมอเพื่อน ผู้อำนวยการศูนย์ Premiere Life Center โรงพยาบาลพญาไท 2 จึงพาทุกคนไปเจาะลึกพฤติกรรมเคยชินที่ส่งผลต่อสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้อย่างคาดไม่ถึง มาดูกันว่า คุณกำลังทำ 5 ข้อนี้อยู่หรือเปล่า

 

พญ.กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี หรือหมอเพื่อน กำลังอธิบายเรื่องสุขภาพลำไส้ 1

 

1. นินทา 1 ชั่วโมง เพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง

 

“หนึ่งชั่วโมงของการที่เรากำลังดิสคัสหรือในเปเปอร์คือเขียนว่าเป็นการนินทา จุลินทรีย์ตัวร้ายที่เป็นสารก่อมะเร็งตัวนี้จะเพิ่มขึ้น 1.5 เท่า”

 

พญ.กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี หรือหมอเพื่อน กำลังอธิบายเรื่องสุขภาพลำไส้ 2

 

2. นั่งเบาะร้อนทำค่า pH ลำไส้เพี้ยนข้ามวัน

 

“ถ้าใช้เป็นโซฟาที่มันเก็บความร้อนไว้เยอะๆ เป็นยางพารา ความร้อนจะเกิน 37 องศา นั่นแปลว่าคุณจะเปลี่ยน pH ที่แถวบริเวณลำไส้และก้นของเราไป 24 ชั่วโมง”

 

พญ.กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี หรือหมอเพื่อน กำลังอธิบายเรื่องสุขภาพลำไส้ 3

 

3. ทะเลาะกับแฟนท็อกซิก 1 ชั่วโมง ลำไส้อักเสบพุ่ง 2 เท่า

 

“การอยู่กับคู่ที่มีความสัมพันธ์ท็อกซิก 1 ชั่วโมงเต็ม จะทำให้สารอักเสบในร่างกายหรือไลโปโพลีแซคเคอไรด์ (LPS) ที่มาจากแบคทีเรีย ส่งมามากขึ้น 2 เท่า

 

นั่นแปลว่าการที่คุณโต้เถียงกันกับคู่คุณไม่ได้ทำให้คุณอารมณ์เสียอย่างเดียวเขาทำลายลำไส้ในระดับโมเลกุลด้วย”

 

พญ.กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี หรือหมอเพื่อน กำลังอธิบายเรื่องสุขภาพลำไส้ 4

 

4. ออกกำลังกายโหดเกิน 90 นาที จุลินทรีย์เพี้ยน

 

“การที่อยู่ในโซน 4 โซน 5 นานเกิน 90 นาที บ่อยจนเกินไป จะทำให้ความหลากหลายของจุลินทรีย์ในลำไส้ลดลง ถ้าจากเปเปอร์ American Journal of Physiology ขอแค่ในหนึ่งครั้งที่เราทำอย่าให้เกิน 90 นาที ก็พอ”

 

5. จ้องหน้าจอเกิน 4 ชั่วโมง ปลุกแบคทีเรียอ้วน

 

“การที่เราต้องมีสายตาจดจ่อกับหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือเกิน 4 ชั่วโมง จะยิ่งทำให้แบคทีเรียที่ทำให้เราอ้วนเพิ่มสัดส่วนมากขึ้น นั่นก็คือ Firmicutes/Bacteroidete จาก 1.8 จะเพิ่มเป็น 3.2”

 

The post หมอเพื่อนชวนเช็ก! 5 พฤติกรรมเคยชินที่ส่งผลต่อสุขภาพลำไส้อย่างคาดไม่ถึง appeared first on THE STANDARD.

]]>
L’Oréal Professionnel จัด Hair Forum Bangkok 2026 ครั้งแรกในไทย https://thestandard.co/life/loreal-professionnel-hair-forum-bangkok/ Fri, 03 Jul 2026 09:18:08 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1226383 ภาพบรรยากาศงาน Hair Forum Bangkok 2026 ที่จัดโดย L’Oréal Professionnel

L’Oréal Professionnel เปิดเวที Hair Forum Bangkok 2026 […]

The post L’Oréal Professionnel จัด Hair Forum Bangkok 2026 ครั้งแรกในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศงาน Hair Forum Bangkok 2026 ที่จัดโดย L’Oréal Professionnel

L’Oréal Professionnel เปิดเวที Hair Forum Bangkok 2026 ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก กับงานระดับนานาชาติที่รวบรวมแฮร์อาร์ติสต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเส้นผม และผู้นำในอุตสาหกรรมความงามจากภูมิภาคเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือ ภายใต้แนวคิด Inspire, Transform and Elevate ณ Pinnacle Hall ศูนย์การค้าไอคอนสยาม

 

ไฮไลต์ของงานคือ Exclusive Hair Show โดย Jeremy Blanc แฮร์อาร์ติสต์ระดับโลก ผู้ถ่ายทอดเทรนด์และเทคนิคการสร้างสรรค์ทรงผมผ่านโชว์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ร่วมกับ อนิพรณ์ เฉลิมบูรณะวงศ์ ที่มาร่วมสร้างสีสันบนรันเวย์

 

ภายในงานยังเปิดโอกาสให้ช่างผมและผู้ประกอบการซาลอนได้อัปเดตองค์ความรู้ด้านการออกแบบทรงผม เทคนิคการทำสี และการต่อยอดธุรกิจ ผ่านเซสชันจากทีม Mastery Academy Thailand รวมถึง Min Kim และ Harriet Stokes พร้อมรับฟังวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมเส้นผมจาก Tiago Carvalho และ Aun Zaidi ผู้บริหารของ L’Oréal Professionnel

 

Hair Forum Bangkok 2026 ถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางของอุตสาหกรรมซาลอนและความงามระดับภูมิภาค พร้อมส่งต่อทั้งแรงบันดาลใจ เทรนด์ใหม่ และองค์ความรู้ที่จะช่วยยกระดับวงการเส้นผมสู่มาตรฐานระดับโลก

The post L’Oréal Professionnel จัด Hair Forum Bangkok 2026 ครั้งแรกในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องเทคนิคเสกผิวโกลวฉ่ำระดับ K-Idol ด้วยเทคนิคจาก MAENG https://thestandard.co/life/maeng-k-idol-glow-skin-techniques/ Thu, 02 Jul 2026 00:58:12 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1225777 เมกอัพอาร์ติสต์ MAENG กำลังสาธิตเทคนิคการแต่งหน้าให้ผิวโกลวฉ่ำ

ในงานเปิดตัวคอลเล็กชันระดับโลก CATHY DOLL x MAENG ในคอน […]

The post ส่องเทคนิคเสกผิวโกลวฉ่ำระดับ K-Idol ด้วยเทคนิคจาก MAENG appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมกอัพอาร์ติสต์ MAENG กำลังสาธิตเทคนิคการแต่งหน้าให้ผิวโกลวฉ่ำ

ในงานเปิดตัวคอลเล็กชันระดับโลก CATHY DOLL x MAENG ในคอนเซปต์ Be Your Own Spotlight เมกอัพอาร์ติสต์ชื่อดังระดับโลก Lee Myung Sun หรือ แมง ผู้อยู่เบื้องหลังลุคผิวสมบูรณ์แบบของโกลบอลไอดอลมากมายโดยเฉพาะสาวๆ วง BLACKPINK ได้ผ่านฝีมือการแต่งหน้าของเธอมาแล้วทั้งนั้น ครั้งนี้แมงได้มาร่วมถ่ายทอดเทคนิค Top Secret ในการเนรมิตผิวโกลวทั้งผิวหน้าและผิวกาย นี่คือบทสรุปเคล็ดลับและปรัชญาการแต่งหน้าจากบทสัมภาษณ์ของแมง ที่คุณสามารถทำตามเพื่อสร้างแสงสปอตไลต์ให้ตัวเองได้ง่ายๆ ในทุกวัน  

 

 
 

เมกอัพอาร์ติสต์ MAENG กำลังสาธิตเทคนิคการแต่งหน้าให้ผิวโกลวฉ่ำ 1

 

 

ความชุ่มชื้น คือหัวใจสำคัญของผิวโกลวออร่า

 


แมงเน้นย้ำว่า ไม่ว่าจะเป็นการแต่งผิวหน้าหรือผิวกาย สิ่งที่สำคัญที่สุดในการดูแลผิวให้ดูโกลวและมีสุขภาพดีคือความชุ่มชื้น ก่อนที่จะเริ่มลงเมกอัพเบสใดๆ การเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวถือเป็นสเต็ปแรกที่ขาดไม่ได้ ผลิตภัณฑ์ในคอลเล็กชันนี้จึงถูกออกแบบมาให้มีความชุ่มชื้นสูง เพื่อรักษาสมดุลของผิว ทำให้ผิวเปล่งประกายและซึมซาบผลิตภัณฑ์ได้ดีเยี่ยม

 

เมกอัพอาร์ติสต์ MAENG กำลังสาธิตเทคนิคการแต่งหน้าให้ผิวโกลวฉ่ำ 2

 

 

เทคนิคเสกผิวกายให้เจิดจรัส (Body Makeup)

 
สำหรับการปรับสีผิวกายให้สว่างใส แมงแนะนำให้เริ่มต้นด้วย Baby Doll Tone Up Lotion ซึ่งสามารถใช้แปรงเกลี่ยเพื่อให้ได้ผิวที่ดูโกลวขั้นสุด หรือจะใช้มือทาก็ทำได้ง่ายดายมาก เพราะตัวโลชั่นเนื้อเบา ซึมไว และไม่เหนอะหนะ จึงเหมาะกับการใช้ในชีวิตประจำวัน (Daily Use)

 

ในวันพิเศษที่ต้องการความโดดเด่น คุณแมงแนะนำให้เลเยอร์ผิวเพิ่มด้วย Glow Pro Body Balm โดยมีเทคนิคคือ ให้เลือกลงเฉพาะจุดไฮไลต์ที่ต้องการให้เล่นแสง เช่น บริเวณหัวไหล่และไหปลาร้า เนื้อบาล์มที่มีอณูชิมเมอร์ละเอียดจะช่วยสะท้อนแสง ทำให้ผิวดูมีมิติ มีออร่าระยิบระยับอย่างเป็นธรรมชาติ และที่สำคัญคือสามารถเสกผิวให้ดูสุขภาพดีได้กับผู้ใช้งานทุกเฉดสีผิว

 

เมกอัพอาร์ติสต์ MAENG กำลังสาธิตเทคนิคการแต่งหน้าให้ผิวโกลวฉ่ำ 3

 

งานผิวหน้าเนียนกริบแต่บางเบาด้วย Cushion

 
สำหรับการเตรียมผิวหน้า คุณแมงเลือกใช้ Skin Like Waterfall Cushion ที่ให้ฟินิชผิวฉ่ำ เรียบเนียน บางเบากลืนไปกับผิว นอกจากนี้ คุณแมงยังมีเทคนิคพิเศษคือ การใช้คุชชันเฉดสีที่เข้มกว่าผิวจริง (เช่น เบอร์ 5) มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างเฉดดิ้งและเก็บกรอบหน้าให้ชัดเจนขึ้น ซึ่งจะดูเป็นธรรมชาติกว่าการใช้คอนทัวร์เนื้อหนักๆ

 

เมกอัพอาร์ติสต์ MAENG กำลังสาธิตเทคนิคการแต่งหน้าให้ผิวโกลวฉ่ำ 4

 

ปรัชญาความงามสไตล์ แมง

 

แต่งหน้าเหมือนการปรุงรส’ แมงเชื่อว่า เมกอัพที่ดีคือผลิตภัณฑ์ที่ช่วยชูความสง่างามและเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เรามีอยู่แล้วให้โดดเด่นขึ้น ไม่ใช่การพยายามปกปิดหรือเปลี่ยนแปลงตัวเองไปเป็นคนอื่น การแต่งหน้าก็เหมือนกับการเติมเครื่องปรุงลงไป 1 ช้อนเพื่อเพิ่มเสน่ห์ให้กับความสวยงามตามธรรมชาติที่คุณมี ดังนั้นเมกอัพสไตล์แมงจึงเน้นผลลัพธ์ที่ดูสุขภาพดี เข้าใจง่าย และดึงความเปล่งประกายในแบบของตัวเองออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

The post ส่องเทคนิคเสกผิวโกลวฉ่ำระดับ K-Idol ด้วยเทคนิคจาก MAENG appeared first on THE STANDARD.

]]>
Baby Mode ใช่คุณไหม เมื่ออยู่ต่อหน้าแฟนก็ทำตัวเหมือนเด็กคนหนึ่ง https://thestandard.co/life/baby-mode-relationships-psychology/ Wed, 01 Jul 2026 11:58:54 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1225688 คู่รักหนุ่มสาวชาวเอเชียกำลังกอดกันอย่างมีความสุข

ใช่คุณไหม? คนที่เป็นผู้นำ ตัดสินใจเก่ง และดูเข้มแข็งนอก […]

The post Baby Mode ใช่คุณไหม เมื่ออยู่ต่อหน้าแฟนก็ทำตัวเหมือนเด็กคนหนึ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
คู่รักหนุ่มสาวชาวเอเชียกำลังกอดกันอย่างมีความสุข

ใช่คุณไหม?
คนที่เป็นผู้นำ ตัดสินใจเก่ง และดูเข้มแข็งนอกบ้าน กลับกลายเป็นคนขี้อ้อน ชอบกอด พูดเสียงน่ารัก หรือทำตัวมุ้งมิ้งเมื่ออยู่กับแฟน พฤติกรรมนี้ถูกเรียกกันบนโซเชียลว่า Baby Mode แม้จะไม่ใช่ศัพท์ทางจิตวิทยาโดยตรง แต่สามารถอธิบายได้ด้วยหลายแนวคิดทางจิตวิทยา

 

หนึ่งในนั้นคือ Attachment Theory ของ John Bowlby ที่อธิบายว่า มนุษย์ต้องการ พื้นที่ปลอดภัย (Secure Base) ในความสัมพันธ์ เมื่อเรารู้สึกว่าคนตรงหน้าพร้อมรับฟังและไม่ตัดสิน เราจะกล้าเผยด้านที่อ่อนโยนและเปราะบางของตัวเองมากขึ้น งานวิจัยด้านความสัมพันธ์ในผู้ใหญ่ก็ชี้ว่า คนที่มี Secure Attachment มักเปิดเผยความรู้สึก ขอความช่วยเหลือ และแสดงความน่ารักกับคนรักได้อย่างเป็นธรรมชาติ

 

นักจิตวิทยายังอธิบายว่าเมื่ออยู่กับคนที่ไว้ใจ ระบบประสาทจะเข้าสู่ภาวะผ่อนคลาย หรือ Co-regulation ทำให้เราไม่จำเป็นต้องคอยรับบทคนเก่งหรือควบคุมทุกอย่างตลอดเวลา จึงดูเหมือนเปลี่ยนเป็นเด็กได้โดยไม่รู้ตัวนั่นเอง

 

อ้างอิง: https://www.mdpi.com/2227-9032/13/23/3105?utm_source=chatgpt.com

The post Baby Mode ใช่คุณไหม เมื่ออยู่ต่อหน้าแฟนก็ทำตัวเหมือนเด็กคนหนึ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จักความสัมพันธ์แบบ Gyeol (คยอล) เคมีของการอยู่ใกล้ๆ คนนี้แล้วรู้สึกสบายใจ https://thestandard.co/life/gyeol-comfort-relationship/ Tue, 30 Jun 2026 09:13:08 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1225180 ภาพคนสองคนนั่งอยู่ด้วยกันอย่างผ่อนคลายและเป็นธรรมชาติ

ทุกวันนี้เวลาเราพูดถึงเคมีระหว่างคนสองคน ภาพแรกที่หลายค […]

The post รู้จักความสัมพันธ์แบบ Gyeol (คยอล) เคมีของการอยู่ใกล้ๆ คนนี้แล้วรู้สึกสบายใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพคนสองคนนั่งอยู่ด้วยกันอย่างผ่อนคลายและเป็นธรรมชาติ

ทุกวันนี้เวลาเราพูดถึงเคมีระหว่างคนสองคน ภาพแรกที่หลายคนนึกถึงมักเป็นความตื่นเต้น ความหวือหวา หรือแรงดึงดูดแบบโรแมนติก แต่ในภาษาเกาหลีมีอีกคำหนึ่งที่กำลังถูกพูดถึงมากขึ้น นั่นคือ คยอล (Gyeol) คำนี้ไม่ได้อธิบายความสัมพันธ์ที่ทำให้หัวใจเต้นแรง แต่เป็นความสัมพันธ์ที่ทำให้หัวใจค่อยๆ สงบลง

 

เมื่อใช้คำว่าคยอลกับคน ความหมายจะขยายไปถึงจังหวะ วิธีคิด บุคลิก และพลังงานที่เป็นธรรมชาติของแต่ละคน ซึ่งจะรับรู้ผ่านพลังงานความสบายใจ เปรียบเหมือนพื้นผิวที่ทำให้แต่ละคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเป็นสิ่งที่สัมผัสได้มากกว่าจะอธิบายเป็นคำพูด เมื่อได้อยู่ใกล้ใครสักคนแล้ว ทุกอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องฝืน ไม่ต้องพยายาม และไม่รู้สึกว่าต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้อีกฝ่ายยอมรับ

 

จึงทำให้ Gyeol แตกต่างจากคำว่าเคมีที่เราคุ้นเคย เพราะมันไม่ได้วัดจากความตื่นเต้นหรือความหวือหวา แต่วัดจากความรู้สึกสบายใจ หลายครั้งคนที่มี Gyeol ตรงกับเราอาจไม่ใช่คนที่ทำให้หัวใจเต้นแรงที่สุด แต่เป็นคนที่ทำให้เราหายใจได้เต็มปอด รู้สึกผ่อนคลาย และเป็นตัวเองได้อย่างสบายใจ

 

แนวคิดนี้ยังสอดคล้องกับงานวิจัยด้านจิตวิทยาความสัมพันธ์ที่พบว่า ความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพไม่ได้เกิดจากแรงดึงดูดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความรู้สึกปลอดภัย ความไว้วางใจ และการเป็นตัวของตัวเองเมื่ออยู่กับอีกฝ่าย นักวิจัยมองว่าสิ่งเหล่านี้คือองค์ประกอบสำคัญของ Chemistry ที่ยั่งยืน มากกว่าความหลงใหลในช่วงแรกของการเริ่มต้นความสัมพันธ์

 

ที่น่าสนใจคือ Gyeol ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความรักแบบคู่รักเท่านั้น แต่ยังใช้กับเพื่อน คนในครอบครัว หรือแม้แต่เพื่อนร่วมงาน บางคนอาจไม่ได้พูดเก่ง ไม่ได้เป็นคนที่สร้างความประทับใจตั้งแต่นาทีแรก แต่เมื่อได้ใช้เวลาร่วมกันกลับรู้สึกว่าบทสนทนาไหลลื่น ความเงียบไม่ชวนอึดอัด อยู่ด้วยแล้วรู้สึกโคตรสบายใจเลย ถ้าคุณเจอคนนั้นแล้วรักษาเขาไว้ดีๆ นะ

 

The post รู้จักความสัมพันธ์แบบ Gyeol (คยอล) เคมีของการอยู่ใกล้ๆ คนนี้แล้วรู้สึกสบายใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หวดลูกไม่ง้อแดดที่ ‘UNFORCED 15’ คลับเทนนิสบนตึกสูงกลางอโศก https://thestandard.co/life/unforced-15-tennis-club-asoke/ Tue, 30 Jun 2026 08:31:15 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1225121 สนามเทนนิสในร่มบนตึกสูงของ UNFORCED 15 พร้อมวิวเมือง

เชื่อว่าภาพจำของใครหลายคนกับการเล่น ‘เทนนิส’ มักจะเริ่ม […]

The post หวดลูกไม่ง้อแดดที่ ‘UNFORCED 15’ คลับเทนนิสบนตึกสูงกลางอโศก appeared first on THE STANDARD.

]]>
สนามเทนนิสในร่มบนตึกสูงของ UNFORCED 15 พร้อมวิวเมือง

เชื่อว่าภาพจำของใครหลายคนกับการเล่น ‘เทนนิส’ มักจะเริ่มด้วยการได้ยินเสียงรองเท้าเสียดสีกับผืนสนามกลางแจ้ง และเหงื่อที่ท่วมตัวตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่ม แต่หากมีสนามเทนนิสอยู่ในร่ม มีแอร์เย็นฉ่ำปะทะหน้าทันทีที่ก้าวเข้ามา แถมยังล้อมด้วยกระจกบานใหญ่ที่เสิร์ฟวิว Skyline อย่างเต็มตาล่ะ?

 

 
 

สนามเทนนิสในร่มบนตึกสูงของ UNFORCED 15 พร้อมวิวเมือง 1

สนามเทนนิสในร่มบนตึกสูงของ UNFORCED 15 พร้อมวิวเมือง 2

 

สนามที่ว่านี้ก็คือ ‘UNFORCED 15’ คลับเทนนิสแนวใหม่ที่ฉีกภาพจำแบบเดิมๆ เปลี่ยนจากการลงสนามกลางแจ้งมาอยู่บนตึกสูงชั้น 31-32 ของอาคารเสริมมิตร ทาวเวอร์ ย่านอโศก โดยที่นี่มีให้เลือกเล่นทั้งคอร์ตเทนนิสมินิสำหรับ Private Coaching และห้องระบบ Tennis Simulator ซึ่งสามารถจับจังหวะและวิเคราะห์ทักษะการตีลูกของเราได้แบบเรียลไทม์

 

ทว่าความน่าสนใจไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะที่นี่ยังเบลนด์ความเป็น Private Club เน้นความเงียบสงบเป็นส่วนตัวสูง เข้ากับแนวคิด Modern Wellness หรือพื้นที่ฟื้นฟูร่างกายและสมองจากความตึงเครียด โดยแบ่งพื้นที่และบริการออกเป็นส่วนๆ ชัดเจน ดังนี้

 

สนามเทนนิสในร่มบนตึกสูงของ UNFORCED 15 พร้อมวิวเมือง 3

สนามเทนนิสในร่มบนตึกสูงของ UNFORCED 15 พร้อมวิวเมือง 4

สนามเทนนิสในร่มบนตึกสูงของ UNFORCED 15 พร้อมวิวเมือง 5

สนามเทนนิสในร่มบนตึกสูงของ UNFORCED 15 พร้อมวิวเมือง 6

 

Rooftop Tennis Simulator Club

 

ห้องซ้อมเทนนิสในร่มที่ใช้ระบบเซนเซอร์และกล้องจับความเร็วสูง คอยคำนวณทิศทาง น้ำหนัก และวิถีของลูกเทนนิสจริงที่เราตีเข้าหาหน้าจอจำลอง เพื่อฉายภาพลูกวิ่งต่อในคอร์ตเสมือนจริงได้อย่างแม่นยำ ทำให้เราสามารถฝึกซ้อม ตีโต้ หรือลงแมตช์แข่งขันได้ พร้อมระบบวิเคราะห์ข้อมูลการตีแบบเรียลไทม์เพื่อช่วยปรับฟอร์มให้ดีขึ้น เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นหัดจับไม้ไปจนถึงระดับมือโปร

 

สนามเทนนิสในร่มบนตึกสูงของ UNFORCED 15 พร้อมวิวเมือง 7

 

Skyline Lounge & Concierge Service

 

ภายในห้อง Simulator มีดีไซน์ที่เป็นพื้นที่พักผ่อนส่วนตัว ซึ่งจะมองเห็นวิวเมืองทุกห้อง พร้อมทั้งมีทีมงานคอยสแตนด์บายอำนวยความสะดวกอยู่ตลอดการใช้งาน

 

สนามเทนนิสในร่มบนตึกสูงของ UNFORCED 15 พร้อมวิวเมือง 8

 

Recovery Spaces

 

พื้นที่ส่วนกลาง ห้องล็อกเกอร์ และห้องอาบน้ำ ที่ออกแบบโดยใช้แสงไฟนุ่มนวลสบายตา ซึ่งจะช่วยลดทอนความเหนื่อยล้าและรีเซ็ตความตึงเครียดได้

 

สนามเทนนิสในร่มบนตึกสูงของ UNFORCED 15 พร้อมวิวเมือง 9

 

ส่วนใครที่เป็นมือใหม่เพิ่งเริ่มเล่นได้ไม่นานก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะที่นี่มีบริการโค้ชสอนเล่นเทนนิส และกลุ่มคลาสสำหรับเด็กและผู้ใหญ่

 

สนามเทนนิสในร่มบนตึกสูงของ UNFORCED 15 พร้อมวิวเมือง 10

สนามเทนนิสในร่มบนตึกสูงของ UNFORCED 15 พร้อมวิวเมือง 11

 

UNFORCED 15 จึงถือเป็นอีกหนึ่งจุดเช็กอินสำหรับคนที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศจากสนามเทนนิสแบบเดิมๆ มาเสียเหงื่อในสเปซแอร์เย็นฉ่ำแทนพร้อมกับชมวิวเมืองสวยๆ และยังตอบโจทย์หน้าฝนในช่วงนี้อีกด้วย 

 

จะชวนแก๊งเพื่อนมาลองกิจกรรมใหม่ๆ หลังเลิกงาน หรือพาน้องๆ หนูๆ มาเอ็นจอยกับกรุ๊ปคลาสในวันหยุดก็ช่วยเติมสีสันให้วันพักผ่อนสนุกและมีชีวิตชีวาขึ้น ที่สำคัญช่วงวันเสาร์และอาทิตย์ทางสนามจะเปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมงอีกด้วย

 

ภาพ: Unforced 15

The post หวดลูกไม่ง้อแดดที่ ‘UNFORCED 15’ คลับเทนนิสบนตึกสูงกลางอโศก appeared first on THE STANDARD.

]]>
On Squad Race ศึกสับขาขึ้น-ลงตึกที่ไม่ได้วัดแค่ความเร็ว https://thestandard.co/life/on-squad-race-urban-challenge/ Mon, 29 Jun 2026 11:49:24 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1224731 นักวิ่งกำลังแข่งขันในงาน On Squad Race บนทางลาดชันภายในอาคารจอดรถ

การวิ่งไม่จำเป็นต้องเป็นกีฬาของคนคนเดียวเสมอไป เมื่อ On […]

The post On Squad Race ศึกสับขาขึ้น-ลงตึกที่ไม่ได้วัดแค่ความเร็ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิ่งกำลังแข่งขันในงาน On Squad Race บนทางลาดชันภายในอาคารจอดรถ

การวิ่งไม่จำเป็นต้องเป็นกีฬาของคนคนเดียวเสมอไป เมื่อ On Squad Race ซีรีส์การแข่งขันระดับโลกจาก On ชวนเหล่านักวิ่งมารวมทีม เปลี่ยนการวิ่งให้กลายเป็น Team Sport ภายใต้แนวคิด Your city. Your squad. Your race.

 

 

นักวิ่งกำลังแข่งขันในงาน On Squad Race บนทางลาดชันภายในอาคารจอดรถ 1

 

กรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในกว่า 20 เมืองทั่วโลกที่ได้เป็นเจ้าภาพการแข่งขัน โดยสนามประเทศไทยจัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา ณ River City Bangkok ในรูปแบบ Mixed Relay 4 คนต่อทีม เพื่อเฟ้นหาผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียวจากทั้งหมด 60 ทีม ไปแข่งขันรอบ Global Final ที่ลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา และทีมที่คว้าตั๋วใบสำคัญไปครองก็คือ ‘Greathuman’

 

นักวิ่งกำลังแข่งขันในงาน On Squad Race บนทางลาดชันภายในอาคารจอดรถ 2นักวิ่งกำลังแข่งขันในงาน On Squad Race บนทางลาดชันภายในอาคารจอดรถ 3

 

The Spiral สนามที่ทำให้การวิ่งไม่เหมือนเดิม

 

สิ่งที่ทำให้ On Squad Race แตกต่างจากงานวิ่งทั่วไป คือสนาม The Spiral ภายในอาคารจอดรถที่พานักวิ่งวิ่งวนผ่านทั้งทางราบ ทางขึ้น และทางลงตลอดการแข่งขัน

 

นักวิ่งกำลังแข่งขันในงาน On Squad Race บนทางลาดชันภายในอาคารจอดรถ 4

 

แน่นอนว่าความเร็วคือปัจจัยสำคัญของการแข่งขัน แต่ในสนาม The Spiral ความเร็วเพียงอย่างเดียวอาจพาไปไม่ถึงเส้นชัย เพราะทุกครั้งที่เร่งสปีด ก็ต้องเตรียมรับมือกับเนินที่ทำให้ Heart Rate พุ่งสูงขึ้น ทางลาดที่ต้องคุมทั้งบาลานซ์ สติ และจังหวะการวิ่ง ลมหายใจที่เริ่มถี่ขึ้น รวมถึงขาที่ค่อยๆ ตึงจากการใช้แรงซ้ำๆ ตลอดเส้นทาง ความท้าทายจึงอยู่ที่การรักษาเพซและบริหารแรงให้สม่ำเสมอตั้งแต่ต้นจนจบ

 

ชนะด้วยแผน ไม่ใช่แค่สปีด

 

เมื่อการแข่งขันอยู่ในรูปแบบผลัด 4 คน ความท้าทายจึงไม่ได้อยู่ที่ฟอร์มของนักวิ่งคนใดคนหนึ่ง แต่คือการวางกลยุทธ์ของทั้งทีม ตั้งแต่การเลือกไม้เปิดไปจนถึงคนที่เหมาะกับการปิดเกม เพราะทุกการตัดสินใจล้วนส่งผลต่อเวลารวมของทีม

 

นักวิ่งกำลังแข่งขันในงาน On Squad Race บนทางลาดชันภายในอาคารจอดรถ 5

 

ท้ายที่สุดแล้ว ชัยชนะไม่ได้ขึ้นอยู่กับศักยภาพของนักวิ่งคนใดคนหนึ่ง แต่คือการผสมผสานความเร็ว ความอึด และแผนการวิ่งของสมาชิกทั้งสี่คนให้ลงตัวที่สุด

 

นักวิ่งกำลังแข่งขันในงาน On Squad Race บนทางลาดชันภายในอาคารจอดรถ 6

 

มากกว่าการแข่งขัน คือพลังของคอมมูนิตี้*

 

ภายในงาน ผู้เข้าร่วมยังได้ทดลองวิ่งด้วย On Cloudmonster 3 รองเท้าวิ่ง Daily Trainer รุ่นล่าสุดของแบรนด์ ซึ่งหลังจากได้ลองบนสนามจริง ต้องยอมรับว่าความรู้สึกต่างจากการลองวิ่งบนพื้นเรียบพอสมควร

 

ตัวรองเท้าให้แรงส่งที่ดี ช่วยให้จังหวะวิ่งต่อเนื่องแม้ต้องสลับทั้งทางราบ ทางชัน และทางลาด ขณะที่การยึดเกาะพื้นก็สร้างความมั่นใจในทุกโค้งและทุกก้าว

 

นักวิ่งกำลังแข่งขันในงาน On Squad Race บนทางลาดชันภายในอาคารจอดรถ 7

 

ก่อนจะปิดท้ายวันด้วยบรรยากาศของ Running Community ที่เต็มไปด้วยเสียงเชียร์ การให้กำลังใจ และทีมเวิร์กตั้งแต่จุดสตาร์ทจนถึงเส้นชัย

 

นักวิ่งกำลังแข่งขันในงาน On Squad Race บนทางลาดชันภายในอาคารจอดรถ 8

 

ใครที่อยากสัมผัสการแข่งขันในรูปแบบนี้ สามารถติดตามข่าวสารของ On Thailand ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของแบรนด์ได้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่น่าจดจำของ On Squad Race อาจไม่ใช่แค่ทีมที่คว้าชัยชนะ แต่คือการได้พบผู้คนที่รักการวิ่งเหมือนกัน และได้เป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ที่พร้อมส่งต่อพลังดีๆ ให้กันในทุกก้าว

 

นักวิ่งกำลังแข่งขันในงาน On Squad Race บนทางลาดชันภายในอาคารจอดรถ 9

 

ภาพ: On

The post On Squad Race ศึกสับขาขึ้น-ลงตึกที่ไม่ได้วัดแค่ความเร็ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
THE SCENT OF NOW: รวมน้ำหอมกลิ่นใหม่ที่ควรอยู่ในลิสต์ Must Have https://thestandard.co/life/new-perfume-must-have-scents/ Mon, 29 Jun 2026 06:14:54 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1224541 ภาพรวมขวดน้ำหอมกลิ่นใหม่หลากหลายแบรนด์ที่แนะนำในบทความ

กลิ่นหอมเป็นเสน่ห์ที่ทรงพลังที่สุดในการเล่าตัวตน อารมณ์ […]

The post THE SCENT OF NOW: รวมน้ำหอมกลิ่นใหม่ที่ควรอยู่ในลิสต์ Must Have appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรวมขวดน้ำหอมกลิ่นใหม่หลากหลายแบรนด์ที่แนะนำในบทความ

กลิ่นหอมเป็นเสน่ห์ที่ทรงพลังที่สุดในการเล่าตัวตน อารมณ์ และสร้างช่วงเวลาที่น่าจดจำของเรา น้ำหอมกลิ่นใหม่ที่กำลังมาแรงในซีซันนี้ต่างมีเรื่องเล่าที่ลึกและมีเลเยอร์กว่าที่คิด THE STANDARD LIFE จึงรวบรวมกลิ่นหอมที่น่าสนใจที่สุดในช่วงนี้มาให้รู้จักกัน

 

 
Maison Crivelli Musc Nurāsana คอลเล็กชัน Olfactory Escapes จาก Maison Crivelli รังสรรค์ร่วมกับนักปรุงน้ำหอม Gaël Montero ในรูปแบบ vegan extrait de parfum ที่ถ่ายทอดความรู้สึกของร่างกายในยามเช้า กลิ่นสดชื่นหอมกลิ่นกุหลาบหรูหรา

Replica Maison Margiela Up at Dawn ถ่ายทอดความเงียบสงบของรุ่งอรุณในสวนอังกฤษ รังสรรค์โดยนักปรุงน้ำหอม Juliette Karagueuzoglou ผ่าน Rose Heart Absolute ที่บางเบาอ่อนโยน เป็นกลิ่นที่ใช้แล้วรู้สึกสวยหวาน

Diptyque Eau des Sens Limited Edition คลาสสิกจาก Diptyque ที่กลับมาในขวด limited edition ลาย mosaic ฝีมือศิลปิน Mathilde Jonquière กลิ่นดอก orange blossom สดชื่นผสาน juniper ที่สะอาดโปร่ง

Burberry Her Parfum และ Burberry Hero Elixir de Parfum คู่กลิ่นหอมจาก Burberry ที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อสะท้อนจิตวิญญาณแห่งความกล้าที่จะเป็นตัวของตัวเอง กลิ่นใหม่มีความเข้มข้นและเซ็กซี่กว่า Her รุ่นคลาสสิก

Valentino Born in Roma Purple Melancholia Donna กลิ่นใหม่ในสไตล์ Chypre Fruity ที่นิยามคำว่า Melancholia ใหม่ทั้งหมด ถ่ายทอดผ่านกลิ่นพลัมเข้มข้นที่ผสานกับความอบอุ่นของ Madagascar Vanilla อย่างลงตัว

 

ภาพรวมขวดน้ำหอมกลิ่นใหม่หลากหลายแบรนด์ที่แนะนำในบทความ 1

 

Maison Crivelli Musc Nurāsana

 
คอลเล็กชัน Olfactory Escapes จาก Maison Crivelli รังสรรค์ร่วมกับนักปรุงน้ำหอม Gaël Montero ในรูปแบบ vegan extrait de parfum ที่ถ่ายทอดความรู้สึกของร่างกายในยามเช้า ผ่าน bergamot สดชื่น ginger CO₂ ที่พุ่งทะยาน หัวใจของ mineral rose และ incense ก่อนทิ้งท้ายด้วย musk ที่มีชีวิต ไม่ใช่ musk แบบ powdery ดั้งเดิม แต่เคลื่อนไหวและเปล่งประกายเหมือนแสงแรกของวัน

 

ภาพรวมขวดน้ำหอมกลิ่นใหม่หลากหลายแบรนด์ที่แนะนำในบทความ 2

 

Replica Maison Margiela Up at Dawn

 

น้ำหอมใหม่ภายใต้ The Eau de Toilette Collection ที่ถ่ายทอดความเงียบสงบของรุ่งอรุณในสวนอังกฤษ รังสรรค์โดยนักปรุงน้ำหอม Juliette Karagueuzoglou ผ่าน Rose Heart Absolute ที่บางเบาอ่อนโยน Pink Pepper ที่เติมประกายสดใหม่ และ Earth Accord ผสาน Patchouli ที่ให้ความลึกอบอุ่นในแบบ Floral Woody

 

ภาพรวมขวดน้ำหอมกลิ่นใหม่หลากหลายแบรนด์ที่แนะนำในบทความ 3

 

Diptyque Eau des Sens Limited Edition

 

รุ่นคลาสสิกจาก Diptyque ที่กลับมาในขวด limited edition ลาย mosaic ฝีมือศิลปิน Mathilde Jonquière กลิ่นดอก orange blossom สดชื่นผสาน juniper ที่สะอาดโปร่ง ฤดูร้อนในรูปแบบของขวดแก้วที่สวยเกินจะวางลง

 

ภาพรวมขวดน้ำหอมกลิ่นใหม่หลากหลายแบรนด์ที่แนะนำในบทความ 4

 

Burberry Her Parfum และ Burberry Hero Elixir de Parfum

 

คู่กลิ่นหอมจาก Burberry ที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อสะท้อนจิตวิญญาณแห่งความกล้าที่จะเป็นตัวของตัวเอง Her Parfum เข้มข้นและเซ็กซี่กว่า Her รุ่นคลาสสิก ขณะที่ Hero Elixir de Parfum ยกระดับความเป็นชายในมิติที่ลึกและลุ่มลึกกว่าเดิม

 

ภาพรวมขวดน้ำหอมกลิ่นใหม่หลากหลายแบรนด์ที่แนะนำในบทความ 5

 

Valentino Born in Roma Purple Melancholia Donna

 

กลิ่นใหม่ในสไตล์ Chypre Fruity ที่นิยามคำว่า Melancholia ใหม่ทั้งหมด ไม่ใช่ความเศร้า แต่คือแหล่งกำเนิดของความคิดสร้างสรรค์และอารมณ์ที่ลึกซึ้ง ผ่านกลิ่นพลัมเข้มข้นที่ผสานกับความอบอุ่นของ Madagascar Vanilla อย่างลงตัว

The post THE SCENT OF NOW: รวมน้ำหอมกลิ่นใหม่ที่ควรอยู่ในลิสต์ Must Have appeared first on THE STANDARD.

]]>
สัมภาษณ์พิเศษ Peter Philips เจาะลึกนิยามความงามยุคไฮบริดของ Dior Beauty https://thestandard.co/life/peter-philips-dior-beauty-hybrid/ Sun, 28 Jun 2026 02:03:26 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1223908 ภาพ Peter Philips ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์และภาพลักษณ์ประจำแผนก Dior Makeup

THE STANDARD LIFE มีโอกาสพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟในการร่วมพ […]

The post สัมภาษณ์พิเศษ Peter Philips เจาะลึกนิยามความงามยุคไฮบริดของ Dior Beauty appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ Peter Philips ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์และภาพลักษณ์ประจำแผนก Dior Makeup

THE STANDARD LIFE มีโอกาสพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟในการร่วมพูดคุยกับ Peter Philips ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์และภาพลักษณ์ประจำแผนก Dior Makeup บุคคลผู้อยู่เบื้องหลังความงามอันสมบูรณ์แบบบนรันเวย์ระดับโลก เพื่อเจาะลึกถึงนวัตกรรมเครื่องสำอางล่าสุดที่ทลายเส้นแบ่งระหว่างการแต่งหน้าและการบำรุงผิว รวมถึงทัศนคติที่มีต่อความงามและทริคส่วนตัวที่เขาไม่เคยเปิดเผยที่ไหน

 

 
 

ภาพ Peter Philips ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์และภาพลักษณ์ประจำแผนก Dior Makeup 1

 

ยุคแห่งผลิตภัณฑ์แบบไฮบริด เมื่อเมกอัพและสกินแคร์หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว

 

Peter Philips อธิบายว่าอนาคตของความงามระดับลักชัวรีคือแนวทางแบบไฮบริด(Hybrid approach) อย่างแท้จริง ตลอดระยะเวลากว่า 12 ปีที่เขาทำงานกับ Dior Beauty แบรนด์ได้ผสานส่วนผสมที่ช่วยบำรุงผิวลงในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นรองพื้น ลิปสติก มาสคาร่า หรือแป้งฝุ่น เพราะในปัจจุบัน ผู้บริโภคต้องการคุณประโยชน์ที่มากกว่าแค่ความสวยงาม แต่ต้องดูแลผิวควบคู่ไปด้วย การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์โดยปราศจากส่วนผสมบำรุงผิวจึงกลายเป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้แล้ว และสิ่งนี้ได้กลายมาเป็นดีเอ็นเอของ Dior Beauty ไปโดยปริยาย

 

ภาพ Peter Philips ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์และภาพลักษณ์ประจำแผนก Dior Makeup 2

 

นวัตกรรมอันโดดเด่นที่เพิ่งเปิดตัว

 

บนโต๊ะสัมภาษณ์ Peter Philips ได้โชว์ให้เราเห็นว่ามีผลิตภัณฑ์ชิ้นเด็ดหลายรายการ ซึ่งประกอบไปด้วย

 

  • ไพรเมอร์ 2 สูตรที่เขาบอกว่ามันคือความสมบูรณ์แบบที่สุดในตอนนี้ ตัวแรกคือ Forever Skin Veil ที่มาในแพ็กเกจจิ้งเงางามสำหรับลุคโกลว มีคุณสมบัติ 4-in-1 ที่เป็นทั้งเซรั่ม ครีมบำรุงปกป้องผิว และไพรเมอร์ในหลอดเดียว พร้อมปกป้องผิวด้วย SPF 50 และอีกสูตรคือ Forever Velvet Veil ในแพ็กเกจจิ้งเนื้อแมตต์ มาพร้อมเนื้อสัมผัสแบบเจลลี่ ช่วยพรางรูขุมขนได้อย่างยอดเยี่ยมและให้ผลลัพธ์แบบแมตต์ที่ไม่ติดแมสก์

 

ภาพ Peter Philips ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์และภาพลักษณ์ประจำแผนก Dior Makeup 3

 

  • แป้งฝุ่นสูตรไร้ทัลคัม (Talc-free Loose Powders) แป้งฝุ่นสูตรใหม่ที่ตอบโจทย์อากาศร้อนชื้นได้เป็นอย่างดี เพราะการไม่มีส่วนผสมของทัลคัมทำให้แป้งไม่กลายเป็นคราบขาว เนื้อแป้งจะผสานเข้ากับผิวและรองพื้นได้อย่างเนียนละเอียด ให้ฟินิชแบบเบลอผิว โดยเฉพาะเฉดสี 05 Crystal Pink ที่ออกแบบมาเพื่อผิวชาวเอเชียโดยเฉพาะ มีส่วนผสมของประกายมุกที่ช่วยเติมความสว่างกระจ่างใสให้ผิวดูโกลวสุขภาพดี

 

ภาพ Peter Philips ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์และภาพลักษณ์ประจำแผนก Dior Makeup 4

 

  • คุชชันเคสดีไซน์ใหม่ที่เห็นแล้วกรี๊ดมาก งานนี้ Dior Beauty เติมเต็มความสนุกด้วยการร่วมงานกับ Jonathan Anderson จากฝั่งแฟชั่น ในการออกแบบเคสคุชชันที่มีลวดลายสดใส น่ารัก และมีสัญลักษณ์รูปโบว์อันเป็นเอกลักษณ์

 

ภาพ Peter Philips ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์และภาพลักษณ์ประจำแผนก Dior Makeup 5

 

บทสนทนาสุดเอ็กซ์คลูซีฟกับ THE STANDARD LIFE

 

หลังจากพาไปชมความตื่นตาตื่นใจของไอเท็มใหม่แล้ว THE STANDARD LIFE ได้ตั้งคำถามเจาะลึกถึงมุมมองส่วนตัวและเคล็ดลับการแต่งหน้าของ Peter Philips มาฝากผู้อ่านด้วย

 

ในกระเป๋าเครื่องสำอางที่ Peter Philips พกเป็นประจำทุกวันมีอะไรบ้าง?

 

“ผมแต่งหน้าเป็นประจำทุกวันเพราะผมมีปัญหาผิวแพ้ง่ายจนเกิดรอยแดงบริเวณจมูกและหน้าผาก จึงจำเป็นต้องปกปิดทุกวัน กิจวัตรของผมเริ่มจากการเตรียมผิวด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์กลุ่ม Dior Prestige (ทั้ง Essence Lotion, White Lotion และ La Micro-Huile) จากนั้นผมจะใช้แมตต์ไพรเมอร์เพื่อช่วยพรางรูขุมขน และตามด้วยรองพื้น Forever Matte Blur (เฉดสี 2N หรือ 2.5N) ใช้วิธีกดแท็บเบาๆ ผมเลือกใช้ตัวนี้เพราะมันไม่ติดเลอะเทอะเป็นเบสที่ดี และผมจะเพิ่มความมีชีวิตชีวาด้วยการฉีด Setting Spray ทริคส่วนตัวของผมคือ ผมจะแบ่งสเปรย์ใส่ในขวดพลาสติกขนาดเล็กๆ พกติดตัวไว้ 4-5 ขวด เพราะมันมีน้ำหนักเบาและสะดวกมากเวลาที่ต้องเดินทางบ่อยๆ”

 

คุณเห็นเทรนด์ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป คุณคิดว่าความงามแบบไหนที่จะไม่มีวันหายไป?

 

“ผมคิดว่าสิ่งที่จะไม่มีวันหายไปคือความปรารถนาที่จะมีผิวที่ดูสุขภาพดี (The quest for healthy looking skin) และการสร้างภาพลวงตาของผิวที่สมบูรณ์แบบครับ ผิวที่สมบูรณ์แบบไม่ได้หมายถึงผิวที่เต่งตึงเสมอไป แต่คือผิวที่ดูสุขภาพดี ผิวเปรียบเสมือนผืนผ้าใบ Canvas ที่เป็นรากฐานของลุคทั้งหมด ต่อให้คุณจะทำตาหรือแต่งหน้าสวยงามอลังการแค่ไหน แต่ถ้าผิวคุณดูไม่ดี ความสนใจของผู้คนก็จะไปตกอยู่ที่จุดบกพร่องที่คุณลืมปกปิดอยู่ดี แต่ในทางกลับกัน เมื่อคุณมีผิวที่ดูสวยงามสุขภาพดีแล้ว การแต่งหน้าในส่วนอื่นๆ ก็จะถูกยกระดับและงดงามขึ้นมาในทันทีได้”

 

คุณมาเยือนไทยอีกครั้งและคงได้สัมผัสอากาศร้อนของที่นี่แล้ว คุณมีเคล็ดลับการแต่งหน้าสำหรับสภาพอากาศร้อนแบบนี้อย่างไรบ้าง?

 

“การมาเมืองไทยไม่ใช่ครั้งแรกของผมครับ ทริปแรกของผมที่มาไทยคือการมาถ่ายแฟชั่นตั้งแต่ช่วงยุค 90s และตอนนั้นผมก็ได้ทำความรู้จักกับความร้อนชื้นของที่นี่เป็นครั้งแรก สำหรับเคล็ดลับในสภาพอากาศที่ทั้งร้อนและชื้น กฎสำคัญที่ใช้ได้เหมือนกันทั่วโลกคือการลงผลิตภัณฑ์เป็นเลเยอร์บางๆ และที่สำคัญที่สุดคือการมีวินัยในการสร้างกิจวัตรการแต่งหน้าของตัวเอง ในตอนแรกมันอาจจะไม่ได้มาง่ายๆ แต่เมื่อคุณลงมือทำจนชิน ค้นพบผลิตภัณฑ์และจังหวะที่ใช่ เมื่อนั้นคุณก็จะจัดการกับการแต่งหน้าในสภาพอากาศแบบนี้ได้อย่างง่ายดายครับ”

 

อะไรในวงการเมกอัพที่ยังคงทำให้คุณรู้สึกตื่นเต้นอยู่เสมอ แม้จะผ่านมาหลายปีแล้ว?

 
“สิ่งที่ยังคงทำให้ผมตื่นเต้นและสนุกอยู่เสมอคือ การได้เห็นวงจรของงานตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงปลายทาง ตั้งแต่การคิดคอนเซปต์ลงบนกระดาษ การทำงานกับห้องทดลองเพื่อพัฒนาสูตร ไปจนถึงการเอาไปใช้จริงบนรันเวย์โชว์ และความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมที่สุดคือการได้เห็นผู้คนทั่วไปบนท้องถนนเดินผ่านไปมาแล้วใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผมเป็นคนสร้างสรรค์ขึ้น นอกจากนี้งานนี้ยังเปิดโอกาสให้ผมได้เดินทางและพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองกับบรรณาธิการความงามจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสเปน ไทย บราซิล หรือนอร์เวย์ ซึ่งบรรณาธิการแต่ละคนจะรู้จักผู้อ่านของตัวเองเป็นอย่างดี ทำให้เกิดคำถามที่แตกต่างและหลากหลาย การได้ตอบสนองความต้องการเหล่านั้นด้วยการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยม คือสิ่งที่หล่อเลี้ยงความรู้สึกและสร้างความพึงพอใจอย่างสูงสุดให้ผมเสมอมา”

The post สัมภาษณ์พิเศษ Peter Philips เจาะลึกนิยามความงามยุคไฮบริดของ Dior Beauty appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ให้พื้นที่กับความเสียใจ’ วิธีใจดีกับตัวเองในวันที่กำลังแตกสลาย https://thestandard.co/life/self-compassion-healing/ Sun, 28 Jun 2026 01:53:34 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1223899 ภาพผู้หญิงกำลังร้องไห้กอดเข่าอยู่ในห้องนอนตอนกลางคืน

ในวันที่เราติดอยู่ในวังวนของคำถามที่ไม่มีคำตอบ วันที่คว […]

The post ‘ให้พื้นที่กับความเสียใจ’ วิธีใจดีกับตัวเองในวันที่กำลังแตกสลาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้หญิงกำลังร้องไห้กอดเข่าอยู่ในห้องนอนตอนกลางคืน

ในวันที่เราติดอยู่ในวังวนของคำถามที่ไม่มีคำตอบ วันที่ความจริงตรงหน้าช่างโหดร้าย และอนาคตก็แขวนอยู่บนความหวังที่ยังมองไม่เห็น ไม่ว่าเราจะพยายามหาทางออกสักกี่ครั้ง โลกก็ดูเหมือนจะปิดประตูใส่เราทุกบาน

 

ยิ่งไปกว่านั้น การจะเอ่ยปากเล่าความทุกข์นี้ให้ใครสักคนฟังก็กลับเป็นเรื่องยากเหลือเกิน ความยากนั้นมักมาในรูปของ ‘ความกลัว’ กลัวว่าจะถูกตัดสิน กลัวว่าจะกลายเป็นภาระของคนอื่น หรือกลัวว่าต่อให้พูดออกไปแล้ว ก็ไม่มีใครเข้าใจอยู่ดี 

 

สุดท้าย เราจึงเลือกเก็บความเจ็บปวดทั้งหมดไว้ข้างใน ปล่อยให้มันก่อตัวเป็นก้อนความทุกข์ที่นับวันยิ่งหนักอึ้ง

 

เราฝืนใช้ชีวิตต่อไปในทุกวัน พยายามทำตัวให้ดูปกติมากที่สุด ยังยิ้ม ยังหัวเราะ ยังพูดคุย ทักทายคนอื่นได้เหมือนเคย ทั้งที่ข้างในกำลังถูกความเจ็บปวดกัดกินจนแทบหายใจไม่ออก เป็นความทรมานที่วนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบไม่มีวันสิ้นสุด

 

หากคุณกำลังติดอยู่ในห้วงอารมณ์แบบนี้ เราอยากให้คุณรู้ว่า… “คุณไม่ได้เผชิญมันอยู่เพียงลำพัง” และการที่คุณรู้สึกเสียใจ เจ็บปวด หรือดิ่งลึกกับบางเรื่องมากกว่าคนอื่นก็ไม่ใช่เรื่องผิดเลย

 

แม้เราจะเติบโตอยู่บนโลกใบเดียวกัน แต่ต้นทุนชีวิต ประสบการณ์ และบาดแผลที่แต่ละคนแบกรับนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง สิ่งที่อาจเป็นเรื่องเล็กสำหรับใครบางคน อาจเป็นเรื่องใหญ่สำหรับอีกคนหนึ่งก็ได้

 

ดังนั้น อย่าตราหน้าตัวเองว่า “คิดมากเกินไป” และไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบว่าความทุกข์ของใครหนักหนากว่าใคร เพราะท้ายที่สุดแล้ว “การรู้สึก…ก็คือการรู้สึก”

 

ความเสียใจของคุณมีคุณค่า และสมควรได้รับความเข้าใจไม่ต่างจากความเสียใจของคนอื่น

 

ให้พื้นที่กับความเสียใจ

 

หลายครั้ง สิ่งที่ทำให้ความทุกข์ดำเนินต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด อาจไม่ใช่เพราะมันใหญ่เกินรับมือ แต่เป็นเพราะเราไม่เคยให้พื้นที่กับมันเลย 

 

เราปล่อยให้ความเจ็บปวดวิ่งวนอยู่ในหัวซ้ำๆ จนค่อยๆ ดูดพลังชีวิตและจิตวิญญาณของเราไปทีละน้อย กระทั่งเริ่มส่งผลต่อสุขภาพ ทั้งความเหนื่อยล้า ความเครียดสะสม และสิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือคุณภาพการนอนที่แย่ลง

 

แน่นอนว่าเราไม่สามารถกดสวิตช์สั่งให้ตัวเองหายเศร้าได้ในทันที แต่สิ่งที่เราทำได้คือสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ความเจ็บปวดนั้นได้ถูกมองเห็น ได้ถูกยอมรับ และได้ถูกวางลงบ้าง  

 

  1. ปลดปล่อยผ่านตัวอักษร (Journaling)

ลองหยิบปากกา หรือแค่เปิดโน้ตในโทรศัพท์มือถือ เขียนทุกอย่างที่อยู่ในใจออกมาโดยไม่ต้องกังวลเรื่องถูกหรือผิด ไม่ต้องเรียบเรียงให้สวยงาม แค่ปล่อยให้ความคิดและความรู้สึกไหลออกมา 

การเขียนคือวิธีที่ทำให้เรามองเห็นความรู้สึกของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา และช่วยให้เราเข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในใจได้ชัดเจนขึ้น

 

  1. เปลี่ยนความเจ็บปวดให้กลายเป็นงานสร้างสรรค์

หลังจากระบายความรู้สึกออกมาแล้ว บางคนอาจค้นพบว่าความเจ็บปวดเหล่านั้นสามารถถูกแปรเปลี่ยนเป็นบางสิ่งได้ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อเพลง ภาพวาด ภาพถ่าย หรือผลงานสร้างสรรค์ในรูปแบบอื่น

สิ่งสำคัญไม่ใช่การสร้างผลงานที่สมบูรณ์แบบ แต่อยู่ที่การเปิดพื้นที่ให้ความรู้สึกภายในได้ถูกถ่ายทอดออกมาในอีกรูปแบบหนึ่ง

ปัจจุบันมีเครื่องมือมากมาย รวมถึง AI ที่ช่วยให้การสร้างสรรค์สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องง่ายขึ้น แม้จะไม่มีพื้นฐานด้านดนตรีหรือศิลปะก็ตาม

เมื่อเราได้ยินเรื่องราวของตัวเองผ่านเสียงเพลง หรือได้เห็นความรู้สึกของตัวเองถูกถ่ายทอดออกมาเป็นภาพ เราอาจเข้าใจหัวใจตัวเองได้ชัดเจนขึ้น และค้นพบความหมายบางอย่างที่ไม่เคยมองเห็นมาก่อน

 

  1. จัดระเบียบความคิด

เมื่อความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ภายในถูกถ่ายทอดออกมาบ้างแล้ว ลองแยกสิ่งที่กำลังเผชิญออกเป็นหมวดหมู่ เช่น

  • สิ่งที่ฉันควบคุมได้ และสิ่งที่ฉันควบคุมไม่ได้
  • สิ่งที่ฉันรู้แน่ชัด และสิ่งที่ฉันกำลังกังวลไปเอง
  • สิ่งที่ฉันคาดหวัง และสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน

วิธีนี้จะช่วยให้สมองค่อยๆ หลุดออกจากวงจรความคิดซ้ำๆ ลดการจมอยู่กับสถานการณ์ที่ยังหาคำตอบไม่ได้ และหันกลับมาโฟกัสกับสิ่งที่เราจัดการได้จริง

 

  1. อนุญาตให้ตัวเองอ่อนแอ

หากอยากร้องไห้ ก็ร้องไห้ออกมา ปล่อยให้น้ำตาไหลได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิด เพราะการร้องไห้ไม่ใช่สัญลักษณ์ของความอ่อนแอ แต่เป็นกลไกธรรมชาติที่ช่วยระบายความอัดอั้นและความเจ็บปวดที่ใจแบกรับไม่ไหว บางครั้ง การยอมรับว่าเราไม่ไหวแล้วอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเยียวยาที่แท้จริง

 

  1. ยื่นมือหาคนที่พร้อมจะรับฟัง

ลองมองหาใครสักคนที่คุณไว้ใจ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน คนในครอบครัว หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เพราะในวันที่เราแบกทุกอย่างไว้คนเดียว เราอาจหลงลืมไปว่า ยังมีคนที่พร้อมจะนั่งอยู่ข้างๆ และรับฟังเราโดยไม่ตัดสิน บางทีการได้พูดออกมาเพียงครั้งเดียวก็ช่วยแบ่งเบาน้ำหนักในใจได้มากกว่าที่คิด

 

สุดท้าย อย่าลืมให้เวลาตัวเองได้หายใจ อย่ากดดันตัวเองให้รีบเข้มแข็ง และไม่จำเป็นต้องเร่งให้ตัวเองหายดีภายในระยะเวลาที่ใครกำหนด

 

เพราะการเยียวยาไม่ใช่การแข่งขัน

 

อย่างน้อยที่สุด การยอมรับว่าตัวเองกำลังเจ็บปวด กำลังอ่อนแอ และต้องการความช่วยเหลือ ก็คือก้าวแรกของการก้าวผ่านเรื่องราวเหล่านั้นอย่างมั่นคงแล้ว

The post ‘ให้พื้นที่กับความเสียใจ’ วิธีใจดีกับตัวเองในวันที่กำลังแตกสลาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
งานวิจัยพบ! Vigorous Exercise แค่วันละ 15-20 นาที ก็อาจช่วยลดความเสี่ยงโรคร้ายได้ https://thestandard.co/life/vigorous-exercise-reduce-disease-risk/ Sat, 27 Jun 2026 02:13:36 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1223521 ภาพประกอบการออกกำลังกายอย่างหนักเพื่อสุขภาพที่ดี

เคยรู้สึกไหม? ยิ่งอายุมากขึ้นร่างกายก็ยิ่งเฟรชน้อยลงตาม […]

The post งานวิจัยพบ! Vigorous Exercise แค่วันละ 15-20 นาที ก็อาจช่วยลดความเสี่ยงโรคร้ายได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการออกกำลังกายอย่างหนักเพื่อสุขภาพที่ดี

เคยรู้สึกไหม? ยิ่งอายุมากขึ้นร่างกายก็ยิ่งเฟรชน้อยลงตามไปด้วย ตื่นนอนก็รู้สึกเพลีย ยิ่งจ้องหน้าจอทั้งวันก็ยิ่งล้า หลายคนอาจจะคิดว่า แค่ใช้ชีวิตให้รอดไปวันๆ ก็เหนื่อยจะแย่ จะเอาเวลาไหนไปออกกำลังกายอีก

 

 
 

แต่รู้ไหมว่าความล้าจากการทำงานและการออกกำลังกายนั้นต่างกัน

 

ล่าสุดมีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ชื่อดังอย่าง ‘European Heart Journal’ โดยวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพของประชากรในอังกฤษ (UK Biobank) ราว 5 แสนคน ยาวนานถึง 9 ปี พบว่า แค่แบ่งเวลามาออกกำลังกายในระดับที่หนักหน่วง (Vigorous Exercise) ให้ได้เพียง 15-20 นาที ต่อวัน 5 วันขึ้นไปต่อสัปดาห์ ก็สามารถลดความเสี่ยงการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุได้ และยังช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคเรื้อรังร้ายแรงได้พร้อมกันถึง 8 โรค ได้แก่

 

  1. โรคภาวะสมองเสื่อม 63%
  2. โรคเบาหวานชนิดที่ 2 60%
  3. โรคไขมันพอกตับ 48%
  4. โรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง 44%
  5. โรคไตเรื้อรัง 41%
  6. โรคการอักเสบจากภูมิคุ้มกัน 39%
  7. โรคหลอดเลือดหัวใจรุนแรง 31%
  8. โรคหัวใจเต้นพลิ้ว 29%

 

แค่ไหนที่เรียกว่าหนักหน่วง?

 

Vigorous Exercise เป็นการออกกำลังกายในระดับที่จะดึงให้อัตราการเต้นของหัวใจและการหายใจพุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งจะมีวิธีการเช็กที่ง่ายที่สุดก็คือการใช้ ‘Talk Test’ หรือทดสอบด้วยการพูด หากคุณไม่สามารถพูดเป็นประโยคได้ จะพูดได้แค่เป็นคำๆ แล้วต้องหยุดพักเพื่อสูดหายใจยาวๆ นั่นคือช่วงที่ร่างกายกำลังอยู่ในโหมด ‘Vigorous Exercise’ แล้ว

 

หรืออีกวิธีก็คือการคุมให้อัตราการเต้นของหัวใจพุ่งไปแตะที่ 77-93% จากอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด

 

วิธีคำนวณหาอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด

 

  • เอาตัวเลข 220 – อายุ
  • นำผลลัพธ์จากข้อแรกคูณด้วย 0.77 เพื่อหาตัวเลขชีพจรของระยะเหนื่อยเริ่มต้น
  • นำผลลัพธ์จากข้อแรกคูณด้วย 0.93 เพื่อหาตัวเลขชีพจรที่เหนื่อยสูงสุด

 

ประเภทของ Vigorous Exercise

 

ประเภทของการออกกำลังกายมีตั้งแต่การวิ่งเร็ว (Running), ว่ายน้ำเร็ว (Lap Swimming), กระโดดเชือก (Jumping Rope), ปั่นจักรยานเร็วระยะไกล (High-Speed Long-Distance Cycling) การต่อยมวยเพื่อสุขภาพ (Fitness Boxing) เครื่องคาร์ดิโอในยิม เช่น Elliptical หรือ Stair-climber รวมไปถึง Circuit Weight Training หรือการออกกำลังกายแบบเวตเทรนนิ่งสลับกับการออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น การวิ่ง เพื่อบีบให้หัวใจเต้นแรงต่อเนื่องเป็นช่วงๆ ซึ่งเป็นหลักการเดียวกันกับ HIIT (High-Intensity Interval Training)

 

นอกจากความฟิตที่ได้แล้วการออกกำลังกายในรูปแบบดังกล่าวยังช่วยแก้ปัญหาความเพลีย ส่งผลให้นอนหลับได้ลึกและสนิทยิ่งขึ้นอีกด้วย

 

ส่วนใครที่เป็นมือใหม่เพิ่งเริ่มต้นออกกำลังกายได้ไม่นาน อย่าเพิ่งใจร้อนหักโหม ลองเริ่มไต่ระดับจากเหนื่อยปานกลางหรือ Zone 2 เพื่อให้กล้ามเนื้อและหัวใจได้ปรับตัว และควรเลี่ยงการออกกำลังกายหนักๆ ก่อนนอนราว 2-3 ชั่วโมงเพื่อเลี่ยงภาวะตื่นตัวซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพการนอนได้

 

อย่างไรก็ตาม สุขภาพของแต่ละบุคคลล้วนมีข้อจำกัดที่แตกต่างกัน หากมีอาการแน่นหน้าอก วูบ หน้ามืด หรือใจสั่นผิดปกติ ให้หยุดแล้วรีบพบแพทย์ในทันที นอกจากนี้ ควรหมั่นตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสุขภาพที่ดี ปลอดภัย และยั่งยืน

 

อ้างอิง:

 

The post งานวิจัยพบ! Vigorous Exercise แค่วันละ 15-20 นาที ก็อาจช่วยลดความเสี่ยงโรคร้ายได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
CALM LOVE รักที่ต้องการคือรักที่อยู่ด้วยแล้วสงบ ไม่ทำให้ใจเหนื่อย https://thestandard.co/life/calm-love-true-love/ Fri, 26 Jun 2026 05:16:57 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1223151 ภาพคู่รักนั่งพักผ่อนอย่างสงบและสบายใจ สื่อถึงความรักที่ไม่ทำให้ใจเหนื่อย

ในปี 1979 นักจิตวิทยาชื่อ Dorothy Tennov ใช้เวลากว่า 10 […]

The post CALM LOVE รักที่ต้องการคือรักที่อยู่ด้วยแล้วสงบ ไม่ทำให้ใจเหนื่อย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพคู่รักนั่งพักผ่อนอย่างสงบและสบายใจ สื่อถึงความรักที่ไม่ทำให้ใจเหนื่อย

ในปี 1979 นักจิตวิทยาชื่อ Dorothy Tennov ใช้เวลากว่า 10 ปีสัมภาษณ์คนหลายร้อยคนเกี่ยวกับเรื่องของความรัก จนค้นพบว่ามีสภาวะหนึ่งที่แตกต่างจากความรักปกติอย่างสิ้นเชิง โดยเธอเรียกมันว่า Limerence (ลิเมอเรนซ์) เป็นภาวะตกหลุมรักใครสักคนอย่างบ้าคลั่ง และสมองก็สร้างภาพจินตนาการเกี่ยวกับคนนั้นขึ้นมาอย่างรุนแรง จนกลายเป็นความหมกมุ่น หรือจะอธิบายว่าเป็นสภาวะที่ระบบประสาทถูกถาโถมด้วยโดพามีนและคอร์ติซอล ร่างกายเข้าสู่โหมด Seeking ตลอดเวลาก็ว่าได้ หัวใจเต้นรัวทุกครั้งที่มีการแจ้งเตือนข้อความจากเขา นอนไม่หลับ เพราะความคิดวนซ้ำ Limerence ขับเคลื่อนตัวเองด้วย Feedback Loop ที่ความวิตกกังวลยิ่งทำให้เราโฟกัสมากขึ้น ยิ่งลงทุนทางอารมณ์มากขึ้น และยิ่งวิตกมากขึ้นอีก สิ่งที่เรารู้สึกว่า “รักมาก” นั้น กลับกลายเป็นแค่ความไม่แน่นอนที่ทำให้ใจเราไม่เคยได้พัก

 

ทางประสาทวิทยา สมองของเรามักสนใจสิ่งที่คาดเดาไม่ได้มากเป็นพิเศษ ยิ่งอีกฝ่ายมีพฤติกรรมที่ไม่แน่นอน เดี๋ยวใกล้ เดี๋ยวห่าง สมองก็ยิ่งวนกลับไปคิดถึงเขาซ้ำๆ นั่นคือเหตุผลที่คนที่เข้าถึงได้ยากทำให้เราหมกมุ่นยิ่งกว่าคนที่เปิดเผยโต้งๆ ว่ารักเราอย่างสม่ำเสมอ และอาจเป็นเหตุผลที่เราถูกหลอกมาตลอดว่าความเจ็บปวดคือหลักฐานของความรักที่ลึกซึ้งจริงจัง ทั้งที่จริงๆ มันเป็นแค่สัญญาณว่าระบบประสาทของเรากำลังทำงานหนักเกินไป

 

Erich Fromm นักปรัชญาและนักจิตวิทยา เคยอธิบายว่า ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดเกี่ยวกับความรัก คือการคิดว่าความรู้สึกตื่นเต้นในช่วงแรกของการตกหลุมรัก คือความรักทั้งหมด ทั้งที่จริงแล้วการตกหลุมรักและการรักใครสักคนเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง เพราะความตื่นเต้นอาจเกิดขึ้นได้ในช่วงเริ่มต้น แต่ความรักที่แท้จริงคือสิ่งที่ต้องค่อยๆ สร้างและดูแลให้เติบโตต่อไป

 

ความรักไม่ได้เกิดขึ้นจากความรู้สึกเพียงอย่างเดียว แต่เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้และฝึกฝน เหมือนการเล่นดนตรี เล่นกีฬา หรือวาดภาพ หลายครั้งเราใช้เวลาตามหาคนที่ใช่มากเกินไป จนลืมถามตัวเองว่า เราพร้อมจะรักใครสักคนอย่างเข้าใจและเติบโตไปด้วยกันแบบถูกทางหรือยัง บางทีเราไม่ได้ขาดความรักหรอกนะ เราแค่ยังไม่เคยรู้จักความรักในรูปแบบที่สงบและสบายใจกว่านี้

 

ถ้าคุณเคยสับสนว่าสิ่งที่กำลังรู้สึกอยู่คือความรัก หรือเป็นเพียงความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยคำถาม ก็ไม่แปลกอะไรเลย เราเติบโตมากับเรื่องเล่าที่ทำให้เชื่อว่า การรักใครสักคนจำเป็นต้องเจ็บ ต้องเหนื่อย และต้องผ่านอุปสรรคมากมาย ถึงจะเรียกว่ารักจริง แต่บางทีความรักที่ดีอาจเรียบง่ายกว่านั้น มันอาจหมายถึงความรักที่ทำให้เราสบายใจและสงบต่างหาก

The post CALM LOVE รักที่ต้องการคือรักที่อยู่ด้วยแล้วสงบ ไม่ทำให้ใจเหนื่อย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ELEMIS ฉลอง Global Wellness Day ด้วยประสบการณ์ Spa Skincare สุดผ่อนคลาย https://thestandard.co/life/elemis-global-wellness-day-skincare/ Wed, 24 Jun 2026 06:06:30 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1222165 ภาพผลิตภัณฑ์ ELEMIS Ultra Smart Collection และบรรยากาศการทำทรีตเมนต์บำรุงผิวหน้า

THE STANDARD LIFE เข้าร่วมสัมผัสประสบการณ์ Wellness สุด […]

The post ELEMIS ฉลอง Global Wellness Day ด้วยประสบการณ์ Spa Skincare สุดผ่อนคลาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผลิตภัณฑ์ ELEMIS Ultra Smart Collection และบรรยากาศการทำทรีตเมนต์บำรุงผิวหน้า

THE STANDARD LIFE เข้าร่วมสัมผัสประสบการณ์ Wellness สุดพิเศษกับแบรนด์ ELEMIS ที่เฉลิมฉลอง Global Wellness Day ด้วยกิจกรรมฮีลกายฮีลใจอย่าง Sound Healing Crystal Bowl ท่ามกลางบรรยากาศผ่อนคลาย และ Facial Treatment โดย Therapist มืออาชีพ พร้อมนำ ELEMIS Ultra Smart Collection มาให้ได้ทำความรู้จักในฐานะไลน์ผลิตภัณฑ์ Pro-Collagen ระดับ Ultra Luxury ที่ออกแบบมาเพื่อจัดการกับสัญญาณอายุจากหลายมิติพร้อมกัน

 

ภาพผลิตภัณฑ์ ELEMIS Ultra Smart Collection และบรรยากาศการทำทรีตเมนต์บำรุงผิวหน้า 1ภาพผลิตภัณฑ์ ELEMIS Ultra Smart Collection และบรรยากาศการทำทรีตเมนต์บำรุงผิวหน้า 2ภาพผลิตภัณฑ์ ELEMIS Ultra Smart Collection และบรรยากาศการทำทรีตเมนต์บำรุงผิวหน้า 3ภาพผลิตภัณฑ์ ELEMIS Ultra Smart Collection และบรรยากาศการทำทรีตเมนต์บำรุงผิวหน้า 4ภาพผลิตภัณฑ์ ELEMIS Ultra Smart Collection และบรรยากาศการทำทรีตเมนต์บำรุงผิวหน้า 5ภาพผลิตภัณฑ์ ELEMIS Ultra Smart Collection และบรรยากาศการทำทรีตเมนต์บำรุงผิวหน้า 6

 

สำหรับผลิตภัณฑ์ไลน์นี้ชูเทคโนโลยี Drone Peptide และสาหร่ายทะเลถึง 12 สายพันธุ์ ทำงานร่วมกันเพื่อเติมความชุ่มชื้น เสริมความกระชับ ลดเลือนริ้วรอย และเพิ่มความกระจ่างใสในขั้นตอนเดียว โดยผลการทดสอบทางคลินิกอิสระปี 2021 ระบุว่าสามารถช่วยปรับปรุงการทำงานของ Skin Barrier ได้ทันทีถึง 45% หลังการใช้ครั้งแรก และช่วยลดเลือนริ้วรอยร่องลึกได้อย่างเห็นได้ชัดภายใน 28 วัน (อ้างอิงจากผู้เข้าร่วมทดสอบ 38 คน) ถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่แฟนตัวยงของแบรนด์ให้ความไว้วางใจตลอดมา สำหรับใครที่อยากลองสัมผัสกับประสบการณ์ดูแลผิวด้วยตัวเองสามารถไปลอง ELEMIS Ultra Smart Collection เคาน์เตอร์ ELEMIS ทุกสาขา

The post ELEMIS ฉลอง Global Wellness Day ด้วยประสบการณ์ Spa Skincare สุดผ่อนคลาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Muscle Health: รักษามวลกล้ามเนื้อ เคล็ดลับชะลอวัยเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืน https://thestandard.co/life/muscle-health-longevity-aging/ Wed, 24 Jun 2026 05:50:27 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1222151 หญิงสาวออกกำลังกายเพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อและสุขภาพที่ดี

ยิ่งรักษามวลกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ยิ่งเป็นหัวใจสำคัญของก […]

The post Muscle Health: รักษามวลกล้ามเนื้อ เคล็ดลับชะลอวัยเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
หญิงสาวออกกำลังกายเพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อและสุขภาพที่ดี

ยิ่งรักษามวลกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ยิ่งเป็นหัวใจสำคัญของการชะลอวัยอย่างยั่งยืนเพราะวงการเวชศาสตร์ชะลอวัยมองว่าการคงไว้ซึ่งมวลกล้ามเนื้อ และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของสุขภาพระยะยาว

 

หากไปถามผู้เชี่ยวชาญด้าน Longevity ในยุคนี้ว่าปัจจัยอะไรสำคัญที่สุดต่อการแก่ชราไปตามวัยอย่างมีคุณภาพ คำตอบจากหมอและผู้เชี่ยวชาญด้าน Longevity อาจไม่ใช่อาหารเสริมราคาแพงหรือเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่คือ การรักษามวลกล้ามเนื้อให้คงอยู่กับเราไปนานที่สุด

 

สถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NIH) อธิบายว่า เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายจะสูญเสียมวลกล้ามเนื้อตามธรรมชาติ หรือที่เรียกว่า Sarcopenia ซึ่งส่งผลต่อความแข็งแรง การทรงตัว ระบบเผาผลาญ และความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน ยิ่งสูญเสียกล้ามเนื้อมาก ความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและคุณภาพชีวิตที่ลดลงก็ยิ่งเพิ่มขึ้น

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยจึงเริ่มมองว่ากล้ามเนื้อไม่ใช่เรื่องของรูปร่างเพียงอย่างเดียว แต่เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของอายุขัยและสุขภาพระยะยาว การเดินให้มากขึ้น ออกกำลังกายแบบใช้แรงต้าน และกินโปรตีนให้เพียงพอ จึงกลายเป็นนิสัยพื้นฐานที่ได้รับการแนะนำอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ แพทย์ด้าน Longevity จำนวนมากจึงมองว่า การรักษามวลกล้ามเนื้อไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อให้ดูฟิตหรือรูปร่างดีเท่านั้น แต่เป็นการรักษา Healthspan หรือช่วงชีวิตที่ยังแข็งแรงและพึ่งพาตัวเองได้ให้นานที่สุด

The post Muscle Health: รักษามวลกล้ามเนื้อ เคล็ดลับชะลอวัยเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>