หลายครั้งที่เราเหนื่อย ไม่ใช่เพราะชีวิตมีเรื่องใหญ่เกิน […]
The post Nothing Is Urgent การฝึกถามตัวเองก่อนทุกครั้งว่า สิ่งนี้เร่งด่วนจริงๆ ไหม appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลายครั้งที่เราเหนื่อย ไม่ใช่เพราะชีวิตมีเรื่องใหญ่เกินไป
แต่เพราะสมองถูกฝึกให้รู้สึกว่าทุกอย่างต้องรีบ ต้องตามทัน ต้องไว!
ความคาดหวังที่เหมือนมีเวลานับถอยหลังอยู่ตลอด
ทั้งที่ความจริงแล้ว ไม่ใช่ทุกเรื่องจำเป็นต้องรีบตอบ รีบแก้ หรือรีบจัดการในวินาทีนั้นเสมอไปก็ได้นะ
มีคนจำนวนมากใช้ชีวิตอยู่ในโหมดเร่งตัวเองอยู่ตลอดเวลา จนร่างกายเริ่มคิดว่านั่นคือสภาวะปกติ เราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาทันทีที่มีแจ้งเตือน รู้สึกผิดเมื่อหยุดพัก รู้สึกเป็นกังวลเมื่อยังตอบข้อความไม่ครบ หรือแม้แต่รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังตามอะไรบางอย่างไม่ทันอยู่ตลอดเวลา
ในหนังสือขายดีระดับโลก Four Thousand Weeks นักเขียนสาย Productivity รุ่นใหม่อย่าง Oliver Burkeman พูดถึงประโยคหนึ่งที่น่าสนใจมากว่า “Productivity is a trap.” หรือ ‘บางครั้งการพยายามมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้เรารู้สึกรีบมากขึ้น’ เพราะเมื่อเราทำอะไรเร็วขึ้น เรามักไม่ได้พัก แต่กลับสร้างสิ่งที่ต้องทำเพิ่มขึ้นมาอีกเสมอ มนุษย์ยุคนี้มักเข้าใจผิดว่า “ถ้าจัดการเวลาได้ดีพอ วันหนึ่งเราจะเคลียร์ทุกอย่างหมด” ทั้งที่ในความเป็นจริง ชีวิตไม่มีวัน ‘โล่ง’ ขนาดนั้น เพราะความต้องการ งาน ความคาดหวัง และสิ่งที่อยากทำ จะเกิดขึ้นใหม่ตลอดเวลา
สิ่งนี้อาจอธิบายได้ว่าทำไม แม้เทคโนโลยีจะทำให้ชีวิตสะดวกขึ้นกว่าเดิม แต่หลายคนกลับรู้สึกเหนื่อยกว่าเดิมด้วยเช่นกัน เราตอบข้อความเร็วขึ้น ประชุมได้มากขึ้น ทำงานพร้อมกันหลายอย่างขึ้น แต่ระบบประสาทกลับไม่เคยได้ออกจากโหมดตื่นตัวจริงๆ
งานวิจัยเกี่ยวกับ Notification Interruption ยังพบว่า การถูกขัดจังหวะบ่อยๆ จากการแจ้งเตือน สามารถเพิ่มความเครียด ทำให้สมองล้า และลดความสามารถในการโฟกัสได้จริง เพราะทุกครั้งที่มีเสียงแจ้งเตือน ร่างกายจะเกิด Micro Stress Response เล็กๆ เหมือนสมองกำลังถูกเรียกให้ ‘เตรียมพร้อม’ ตลอดเวลา
น่าสนใจว่า หลายครั้งสิ่งที่ทำให้เราเหนื่อย ไม่ใช่ปริมาณงานเพียงอย่างเดียว แต่คือความรู้สึกว่าต้องพร้อมตอบสนองตลอดเวลา การฝึกถามตัวเองว่า “สิ่งนี้ด่วนจริงๆ ไหม?” จึงไม่ใช่แค่คำถามธรรมดา แต่มันคือการดึงตัวเองออกจากโหมดอัตโนมัติ แล้วกลับมามองสถานการณ์ด้วยสติอีกครั้ง
ข้อความนั้นจำเป็นต้องตอบตอนนี้เลยไหม
หรือเรากำลังกลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่พอใจ
งานชิ้นนี้จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบภายในคืนนี้ไหม
หรือเรากำลังกดดันตัวเองจนเกินไป
เรื่องนี้คือปัญหาที่ต้องรีบแก้จริงๆ
หรือเป็นเพียงความไม่สบายใจชั่วคราวที่เดี๋ยวมันก็ผ่านไป
มีอีกประโยคจากหนังสือเล่มเดียวกันที่น่าจดจำมาก คือ “The real measure of any time management technique is whether or not it helps you neglect the right things.” หรือบางที การจัดการเวลาที่ดี อาจไม่ใช่การทำทุกอย่างให้ทัน แต่คือการรู้ว่าอะไรยังไม่จำเป็นต้องทำตอนนี้
หลายครั้ง พอหยุดถามตัวเองแบบนี้ เราจะเริ่มพบว่าชีวิตมีเรื่องที่ด่วนจริงน้อยกว่าที่คิดมาก และความสงบจำนวนมากในชีวิต อาจเริ่มต้นจากการเลิกปฏิบัติกับทุกอย่างเหมือนเป็นเรื่องด่วนไปทั้งหมด
แน่นอนว่าโลกทุกวันนี้ยังเต็มไปด้วยเดดไลน์ ความคาดหวัง และการแข่งขัน แต่การใช้ชีวิตอย่างมีสติ ไม่ได้หมายถึงการหนีความรับผิดชอบ มันคือการรู้ว่าเรื่องไหนควรใช้พลังงาน และเรื่องไหนควรปล่อยให้ช้าลงได้บ้าง
เพราะมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ตื่นตัวตลอด 24 ชั่วโมง
และหัวใจก็ไม่ได้ควรอยู่ในโหมดระวังภัยทั้งวันเช่นกัน บางทีการฮีลใจ อาจไม่ใช่การไปพักไกลๆ หรือเปลี่ยนชีวิตครั้งใหญ่ แต่อาจเริ่มจากประโยคสั้นๆ ที่เราพูดกับตัวเองระหว่างวันว่า “Nothing Is Urgent”
และไม่เป็นไรเลย ถ้าบางเรื่องจะค่อยๆ จัดการ ในจังหวะที่ใจเราไหวจริงๆ
อ้างอิง
The post Nothing Is Urgent การฝึกถามตัวเองก่อนทุกครั้งว่า สิ่งนี้เร่งด่วนจริงๆ ไหม appeared first on THE STANDARD.
]]>
ใครที่รู้สึกว่าช่วงนี้ร่างกายเริ่มพังไปหมด ทั้งสมองล้า […]
The post 5 เทคนิครีเซ็ตสมดุลฮอร์โมนด้วยตัวเองโดย นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ (ว.7820) appeared first on THE STANDARD.
]]>
ใครที่รู้สึกว่าช่วงนี้ร่างกายเริ่มพังไปหมด ทั้งสมองล้า คิดงานไม่ออก นอนเท่าไหร่ก็ไม่สดชื่น ไม่มีแรงออกกำลังกาย แถมน้ำหนักยังขึ้นแบบงงๆ จนเริ่มแยกไม่ออกว่าเรากำลังเผชิญกับภาวะ Burnout หรือร่างกายกำลังรวนกันแน่?
ความจริงแล้วอาการเหล่านี้อาจกำลังเป็นสัญญาณเตือนว่าระบบภายใน โดยเฉพาะ ‘ฮอร์โมน’ กำลังเสียสมดุล
Longevity Lab EP.17 นี้ นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ (ว.7820) สูตินรีแพทย์ผู้ชำนาญการด้านฮอร์โมนและการเจริญพันธุ์ จึงจะมาชวนทุกคนกู้วิกฤตร่างกายผ่าน 5 วิธีปรับจูนไลฟ์สไตล์ด้วยวิธีธรรมชาติ ที่จะช่วยเปลี่ยนคุณให้เป็นคนใหม่ที่สดชื่นกว่าเดิม ตั้งแต่ลืมตาตื่นจนถึงเข้านอน ลองมาดูกันว่าเราจะเริ่มต้น ‘รีเซ็ต’ ระบบภายในของเราได้อย่างไรบ้าง

“ตอนเช้าตื่นมาต้องเห็นแสงแดด เพราะมันจะสร้างสารในสมองที่เรียกว่า ‘เซโรโทนิน’ ซึ่งผมเรียกมันว่าเป็นฮอร์โมนของความสุขสำราญ พอเรามีตัวนี้ดีตอนเช้า พอถึงตอนเย็นแดดหายไป ร่างกายจะเปลี่ยนมันเป็นเมลาโทนินทำให้เราหลับสบาย วงจรฮอร์โมนมันเป็นแบบนี้เอง”

“ถ้าคุณกินแป้งและน้ำตาลหลัง 5 โมงเย็น ร่างกายจะเริ่มหยุดสร้างอินซูลิน ทำให้น้ำตาลที่กินเข้าไปเผาผลาญไม่ทันและเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมจนอ้วนลงพุง แถมยังไปยับยั้งการหลั่ง Growth Hormone ที่จะออกมาซ่อมแซมร่างกายตอนเราหลับด้วย”
“มนุษย์เรามักจำได้แต่เรื่องไม่ดีจนฮอร์โมนเครียดพุ่ง ผมแนะนำให้พกสมุดโน้ตเล่มเล็กๆ ไว้จดเรื่องดีๆ ที่ทำสำเร็จในแต่ละวันก่อนนอน มันคือการทำ Bio-Hacking ย้ำเตือนสมองให้หลั่งโดพามีนหรือความสุขสำเร็จออกมาเองโดยไม่ต้องไปเสียเงินช้อปปิ้งเพื่อหาความสุขฉาบฉวย”

“การพาใจกลับบ้าน คือการสร้างสุขสงบผ่านอุ่นไอรัก เมื่อใจนิ่งร่างกายจะหลั่ง ‘ออกซิโตซิน’ ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยหยุดกระบวนการแก่ชราได้ดีที่สุด เทคนิคง่ายๆ คือการฝึกหายใจเข้า-ออกช้าๆ อย่างมีสติเพื่อปรับร่างกายให้เป็นด่าง เมื่อร่างกายเป็นด่าง แบคทีเรียตัวดีในลำไส้จะส่งสัญญาณความสุขกลับไปที่สมอง ช่วยลดความเครียดและคืนสมดุลให้ฮอร์โมนได้ทั้งระบบ”



“ฮอร์โมนเพศชาย (Androgen) คือพลังงานที่ทำให้เราอยากลุกไปทำงานตอนเช้า ถ้าคุณนั่งนิ่งติดเก้าอี้ ไม่เคลื่อนไหวร่างกาย สมองจะสั่งให้ลดการผลิตฮอร์โมนตัวนี้ลง ทำให้เราเฉื่อยชาและแก่เร็ว การออกกำลังกายที่ใช้กล้ามเนื้อเป็นประจำจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนโดรเจนออกมาเพื่อคืนความฟิตและมีชีวิตชีวาอีกครั้ง”
The post 5 เทคนิครีเซ็ตสมดุลฮอร์โมนด้วยตัวเองโดย นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ (ว.7820) appeared first on THE STANDARD.
]]>
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เหนื่อยหน่ายกับวงการสกินแคร์ที่มักจ […]
The post ถอดรหัส Augustinus Bader วิทยาศาสตร์แห่งการฟื้นฟูผิวกับมิติใหม่ของ The Vitamin C Serum appeared first on THE STANDARD.
]]>
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เหนื่อยหน่ายกับวงการสกินแคร์ที่มักจะเคลมว่าตัวเองเป็น Game Changer หรือผู้พลิกโฉมวงการ คุณไม่ได้รู้สึกไปเองคนเดียว เพราะคุณ Christiane Werron, Executive Director of Global Education & Spa ผู้เชี่ยวชาญด้านสปาและการแพทย์ที่ทำงานในวงการมาหลายสิบปี ก็เคยรู้สึกเบื่อหน่ายจนเกือบจะหันหลังให้อุตสาหกรรมความงามนี้มาแล้ว กระทั่งเมื่อเกือบ 9 ปีก่อน เธอได้พบกับ ศาสตราจารย์ ดร. ออกัสตินัส บาเดอร์ (Augustinus Bader) ที่ประเทศเยอรมนี การพบกันครั้งนั้นได้เปลี่ยนมุมมองของเธอ และจุดประกายให้แบรนด์สกินแคร์ระดับโลกอย่าง Augustinus Bader (AB) ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ
THE STANDARD LIFE จะพาคุณไปเจาะลึกปรัชญาแห่งการฟื้นฟูผิวระดับเซลล์ นวัตกรรมสุดล้ำอย่าง TFC8® และการเปิดตัวไอเท็มใหม่ล่าสุด The Vitamin C Serum ที่จะมาเปลี่ยนนิยามของผิวกระจ่างใสอย่างยั่งยืน

คริสทีน แวร์รอน เล่าว่าความน่าสนใจของ Augustinus Bader คือแบรนด์นี้ไม่ได้เริ่มต้นจากจุดประสงค์ทางการตลาดหรือคอมเมอร์เชียลเลยแม้แต่น้อย แต่มีรากฐานมาจากงานวิจัยด้านสเต็มเซลล์กว่า 30 ปีของศาสตราจารย์บาเดอร์ ผู้คิดค้น
‘เจลสมานแผล’ (Wound Gel) ในปี 2008 เพื่อช่วยรักษาผู้ป่วยที่มีแผลไฟไหม้รุนแรงหรือมีปัญหาด้านการสมานแผล
จุดเริ่มต้นของเธอเริ่มจากการที่ Charles Rosier (CEO) ได้ชวนเธอไปพบกับศาสตราจารย์ ดร.ออกัสตินัส บาเดอร์ ที่ประเทศเยอรมนี หลังจากได้ฟังเรื่องราวงานวิจัยเกี่ยวกับการกระตุ้นให้ร่างกายมนุษย์รักษาตัวเอง (Self-healing) เธอรู้สึกประทับใจในแนวทางใหม่นี้มาก โดยศาสตราจารย์บาเดอร์ค้นพบว่า ร่างกายมนุษย์มีสเต็มเซลล์ที่พร้อมสำหรับการฟื้นฟูตัวเองอยู่แล้ว สิ่งที่ขาดหายไปคือ ‘การเชื่อมโยงและสั่งการ’ เพื่อให้เซลล์เหล่านั้นทำงานได้อย่างถูกต้อง ด้วยวิสัยทัศน์ของ Charles Rosier (CEO) ที่เปรียบเสมือนหยินและหยางคู่กับศาสตราจารย์บาเดอร์ เทคโนโลยีทางการแพทย์นี้จึงถูกนำมาต่อยอดเป็นสกินแคร์ที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาผิวจาก ‘ต้นเหตุ’ ไม่ใช่แค่การรักษาตามอาการ

คริสทีน ได้กล่าวประโยคที่น่าสนใจว่า “คำว่า Anti-aging เป็นเพียงคำโฆษณาทางการตลาด เพราะความแก่เป็นความจริงของโลกที่เราหนีไม่พ้น แบรนด์จึงเลือกโฟกัสที่คำว่า Longevity หรือการยืดอายุความเยาว์วัยและรักษาสุขภาพผิวให้ดีที่สุดตราบเท่าที่จะทำได้ ปัจจุบัน วิทยาศาสตร์ด้าน Epigenetics ชี้ให้เห็นว่า พันธุกรรมที่เราได้รับมาจากครอบครัวมีผลต่อผิวเพียง 7-8% เท่านั้น ส่วนที่เหลือล้วนมาจากไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นสกินแคร์ที่ใช้ อาหารการกิน การออกกำลังกาย หรือแม้แต่สภาวะอารมณ์ความสุขของเราเอง”

หัวใจสำคัญที่ทำให้ Augustinus Bader สร้างปรากฏการณ์ได้ทั่วโลกคือเทคโนโลยีเอกสิทธิ์ที่ชื่อว่า TFC8® (Trigger Factor Complex 8) ซึ่งคุณคริสทีน เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ ว่าเหมือนกับหุ่นยนต์ R2-D2 ในภาพยนตร์ Star Wars หรือ ‘วาทยกร’ ผู้ควบคุมวงออร์เคสตราที่คอยสั่งการเซลล์ผิวให้ทำงานประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบ
TFC8® เกิดจากการผสมผสานกรดอะมิโน วิตามินคุณภาพสูง และเปปไทด์ ที่เปรียบเสมือนสูตรลับเฉพาะ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุดให้เซลล์ผิวสามารถซ่อมแซมตัวเองได้ และวิทยาศาสตร์ไม่เคยหยุดนิ่ง แบรนด์จึงได้พัฒนา Advanced TFC8® ซึ่งเป็นระบบส่งสารอาหารแบบเลียนแบบธรรมชาติ (Biomimicking) ที่ทำงานได้รวดเร็วขึ้น และปรับตัวเข้ากับสภาพผิวที่เปลี่ยนแปลงไป (Adaptive Skincare) ไม่ว่าจะเจอสภาพอากาศหรือมลภาวะแบบใดก็ตาม

นี่เป็นมิติใหม่ของวิตามินซีที่ไม่ระคายเคืองผิว สำหรับการเปิดตัวล่าสุด แบรนด์ได้หยิบยกส่วนผสมยอดฮิตอย่างวิตามินซีมาตีความใหม่ ปัญหาโลกแตกของวิตามินซีทั่วไปคือมักขาดความเสถียร ทำให้ต้องใส่ความเข้มข้นสูง ซึ่งมักตามมาด้วยอาการระคายเคืองต่อผิวได้ง่าย
แต่แนวทางของ Augustinus Bader คือการเลือกใช้อนุพันธ์วิตามินซีที่จับคู่กับโมเลกุลน้ำตาล (Ascorbyl Glucoside) ผสานเข้ากับเทคโนโลยี Advanced TFC8® ทำให้ได้เซรั่มที่มีความเสถียรสูงมาก ไม่จำเป็นต้องใช้ความเข้มข้นสูงจนทำร้ายผิว และรับประกันว่าไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง นอกจากนี้ยังมีส่วนผสมของสารสกัดที่ช่วยเติมออกซิเจนให้เซลล์ผิว และลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน (Melanin Synthesis) มอบผลลัพธ์ผิวกระจ่างใส สีผิวสม่ำเสมอ และปกป้องเซลล์ผิวจากอนุมูลอิสระได้อย่างได้ผล
ประสิทธิภาพที่พิสูจน์ได้จริงจากการศึกษาในกลุ่มผู้ใช้ The Vitamin C Serum จำนวน 109 คน อายุ 18-70 ปี ซึ่งรวมถึงผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายถึง 50% พบว่า 88% สังเกตเห็นจุดด่างดำและความไม่สม่ำเสมอของสีผิวลดลงอย่างเห็นได้ชัดภายใน 4 สัปดาห์ ด้วยเนื้อสัมผัสที่บางเบาเหมือนน้ำแต่ให้ความชุ่มชื้นอย่างเต็มเปี่ยม ซึมซาบได้รวดเร็ว ไม่ทิ้งความมันหรือความหนักบนผิว ทำให้ผิวดูเรียบเนียน นุ่ม และเปล่งประกายตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้

แนะนำให้ใช้ The Vitamin C Serum ในตอนเช้าหลังทำความสะอาดและลงเอสเซนส์ ตามด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ และที่ขาดไม่ได้เลยคือ ครีมกันแดด หากใช้ต่อเนื่อง 28 วัน (ตามรอบวงจรผิว) จะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน
เริ่มต้นการเดินทางเพื่อผิวสวยแบบ #BaderBare ความสำเร็จของไอเท็มระดับตำนานอย่าง The Cream และ The Rich Cream ที่เปิดตัวครั้งแรกเพียง 2 ผลิตภัณฑ์ ได้สร้างปรากฏการณ์จนเกิดแฮชแท็กระดับโลกอย่าง #TheCreamThatWorks และ #BaderBare เทรนด์ที่สาวๆ ทั่วโลกกล้าที่จะโชว์ผิวเปลือยเปล่าสุขภาพดีโดยไม่ต้องพึ่งเมกอัพ
สำหรับผู้ที่เดินทางบ่อยแบบคุณคริสทีน ไอเท็มคู่กายของเธอคือ The Serum, อายครีม (The Rich Eye Cream), โฟมล้างหน้า และไอเท็มใหม่ล่าสุดที่กำลังจะวางขายอย่าง The Skin Infusion ทรีตเมนต์ฟื้นฟูเกราะป้องกันผิวที่ตอบโจทย์คนที่ต้องเจอกับสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่งผ่านการทำหัตถการมา
หากคุณเป็นมือใหม่และอยากเริ่มทดลองใช้ Augustinus Bader ลองถามตัวเองว่า
“คุณอยากให้ผิวของคุณดูและรู้สึกอย่างไร?” แม้คนส่วนใหญ่จะเริ่มจาก The Rich Cream แต่คุณสามารถเริ่มต้นประสบการณ์ TFC8® ได้กับทุกผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นลิปบาล์ม, อายแพตช์, คลีนเซอร์ หรือแม้แต่การนำ Face Oil ไปหยดผสมกับมอยส์เจอไรเซอร์ตัวโปรดที่คุณมีอยู่แล้วบนโต๊ะเครื่องแป้ง เพื่อยกระดับสุขภาพผิวให้แข็งแรงและงดงามจากภายในอย่างยั่งยืนและแท้จริง
The post ถอดรหัส Augustinus Bader วิทยาศาสตร์แห่งการฟื้นฟูผิวกับมิติใหม่ของ The Vitamin C Serum appeared first on THE STANDARD.
]]>
KOSÉ ประเทศไทย เดินหน้ารุกตลาดบิวตี้ไทยครั้งใหม่ จัดงาน […]
The post KOSÉ เปิดตัว SEKKISEI BLUE คอลเล็กชันบำรุงผิวใหม่ที่ถ่ายทอดแนวคิด ผิวพรรณ ร่างกาย และจิตใจ เข้าไว้ด้วยกัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
KOSÉ ประเทศไทย เดินหน้ารุกตลาดบิวตี้ไทยครั้งใหม่ จัดงาน KOSÉ Exclusive Pre-Launch เปิดตัวคอลเล็กชันผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกาย SEKKISEI BLUE The New Aromatic Body Care Collection ที่ออกแบบมาภายใต้คอนเซปต์ Meditation in every breath ถ่ายทอดแนวคิดการเชื่อมโยงผิวพรรณ ร่างกาย และจิตใจ” เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
ภายในงานเนรมิตบรรยากาศให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการปรนนิบัติและปลอบประโลมผิวอย่างแท้จริง โดยมี บลู-พงศ์ทิวัตถ์ ตั้งวันเจริญ Brand Ambassador ของ SEKKISEI Lotion มาร่วมแชร์รูทีนการดูแลผิวหน้าให้โกลวสุขภาพดี พร้อมร่วมพูดคุยถึงช่วงเวลาแห่งการรีชาร์จตัวเองผ่านสัมผัสความชุ่มชื้นและกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์
ไฮไลต์ 3 ไอเท็มใหม่ เพื่อการดูแลผิวและจิตใจ ได้แก่
พบกับกิจกรรมพิเศษเฉพาะภายในงานที่มอบประสบการณ์ความงามแบบองค์รวมที่ชวนให้ผู้ร่วมงานได้ผ่อนคลายทั้งผิวพรรณและจิตใจไปพร้อมกัน ผ่านกิจกรรมเอกซ์คลูซีฟมากมาย (ของสมนาคุณมีจำนวนจำกัด) อาทิ บริการนวดมือ, กิจกรรม DIY Herbal Aromatic Scent Sachet ออกแบบถุงหอมสมุนไพรในสไตล์คุณ และรับส่วนลดสุดพิเศษและของแถมเอกซ์คลูซีฟที่มีให้เฉพาะผู้ร่วมงานนี้เท่านั้น ตั้งแต่วันนี้ถึง 27 พฤษภาคม 2569 ณ บริเวณ Beauty Hall (Main Hall 1) , ชั้น M, Paragon Department Store
The post KOSÉ เปิดตัว SEKKISEI BLUE คอลเล็กชันบำรุงผิวใหม่ที่ถ่ายทอดแนวคิด ผิวพรรณ ร่างกาย และจิตใจ เข้าไว้ด้วยกัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
บางครั้งช่วงเวลาที่เราดูเหมือน ‘ไม่ได้ทำอะไรเลย’ อาจเป็ […]
The post Mind Wandering: ปล่อยให้ความคิดล่องลอยบ้าง สมองได้ประโยชน์มากกว่าที่คิด appeared first on THE STANDARD.
]]>
บางครั้งช่วงเวลาที่เราดูเหมือน ‘ไม่ได้ทำอะไรเลย’
อาจเป็นช่วงที่สมองกำลังทำงานสำคัญที่สุดอยู่ก็ได้
รู้ไหมว่าสมองของมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้โฟกัสอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งตลอดทั้งวัน เพราะแม้ในยามที่เราไม่ได้จดจ่อกับอะไรโดยตรง สมองก็ยังคง Active อยู่ในอีกโหมดหนึ่งที่เรียกว่า Default Mode Network (DMN) หรือระบบเครือข่ายสมองที่ทำงานตอนใจลอย ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อเราปล่อยให้ความคิดล่องลอยและอยู่กับความเงียบชั่วคราว
ในหนังสือ Stolen Focus ของ Johann Hari มีบทหนึ่งที่พูดถึงผลกระทบของโลกยุคดิจิทัลต่อสมาธิ โดยอธิบายว่า มนุษย์เรากำลังสูญเสีย ‘พื้นที่ว่างในหัว’ มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเราแทบไม่ปล่อยให้ตัวเองอยู่กับความนิ่งเงียบอีกต่อไป ทุกวินาทีถูกเติมเต็มด้วยหน้าจอ การแจ้งเตือน หรือคอนเทนต์ใหม่ๆ จนสมองไม่มีโอกาสได้ปล่อยใจลอย (Mind-wandering) อย่างเป็นธรรมชาติ
โดย Hari ได้สะท้อนมุมมองไว้ว่า ไอเดียที่ดีที่สุดและแก้ปัญหาได้ดีที่สุด มักจะเกิดขึ้นเมื่อจิตใจมีอิสระพอที่จะล่องลอยไปอย่างไร้ทิศทาง
แนวคิดนี้สอดคล้องกับหนังสือ The Creative Act: A Way of Being ของ Rick Rubin ที่มองว่า ความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้เกิดจากการบังคับตัวเองให้เค้นไอเดียตลอดเวลา แต่เกิดจากการทำตัวเป็นภาชนะที่ว่างเปล่า เปิดพื้นที่ให้สมองได้สังเกต รับรู้ และเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ อย่างเป็นธรรมชาติ เพราะบางครั้ง ‘ความนิ่ง’ และ ‘ความว่าง’ ก็เป็นส่วนสำคัญที่สุดในกระบวนการสร้างสรรค์เช่นกัน
ลองวางมือถือลงสักพัก แล้วปล่อยให้ใจลอยดูบ้าง เพราะสมองของคุณอาจกำลังเตรียมสร้างสรรค์ไอเดียที่ยิ่งใหญ่อยู่ก็เป็นได้
The post Mind Wandering: ปล่อยให้ความคิดล่องลอยบ้าง สมองได้ประโยชน์มากกว่าที่คิด appeared first on THE STANDARD.
]]>
สุดสัปดาห์หน้า คุณมีแผนทำอะไรแล้วหรือยัง? ถ้ายังไม่มีเร […]
The post Sol Circle: Week of Wellfulness ดึงกายใจสู่ปัจจุบันด้วยรีทรีตเจริญสติหนึ่งเดียวในเขาหลัก appeared first on THE STANDARD.
]]>
สุดสัปดาห์หน้า คุณมีแผนทำอะไรแล้วหรือยัง? ถ้ายังไม่มีเราชวนลงใต้ไปปักหลักที่เขาหลักอีกครั้ง เพื่อไปร่วมงาน ‘Sol Circle: Week of Wellfulness’ เทศกาลเจริญสติหนึ่งเดียวของเขาหลัก ที่รวมเอากิจกรรมเวลเนสแบบองค์รวมมาจัดขึ้นจัดตลอดสัปดาห์ตามธีมในแต่ละครั้ง
สำหรับครั้งนี้เป็นธีมของโยคะและการกลับคืนสู่ปัจจุบันขณะ นำโดย Jonas Westring นักบำบัดโยคะผู้มีประสบการณ์กว่า 40 ปีในสหรัฐอเมริกา เอเชีย และยุโรป การฝึกฝนนี้จะยึดเหนี่ยวร่างกายและจิตใจไว้กับปัจจุบันขณะ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวที่มีอยู่จริง ฝึกควบคุมตนเองผ่านลมหายใจ ความสงบ และการไหลเวียนของปราณ
ตลอดทั้งสัปดาห์ นักพักผ่อนจะได้พบกับคลาสโยคะทั้งหมด 4 แบบ ได้แก่ Yoga Breathing การฝึกหายใจแบบโยคะ ปรับสมดุลระบบประสาทและความกระจ่างของจิตใจ, Yoga Psychology จิตวิทยาโยคะนำเสนอแผนที่ต่างๆ ที่ช่วยให้เราเข้าใจธรรมชาติของเราจากมุมมองของโยคะ, Yoga with Props การฝึกฝนที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคน และ Therapeutic Yoga การฝึกโยคะที่เน้นการจัดระเบร่างกาย ซึ่งจะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้นกับร่างกาย
นอกจากคลาสโยคะที่เป็นไฮไลต์เด่น Sol Circle: Week of Wellfulness ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ให้เข้าร่วมด้วย สำหรับใครที่สนใน งานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 พฤษภาคม – 2 มิถุนายน 2569 ณ Devasom Khao Lak จังหวัดพังงา สามารถซื้อเข้าร่วมคลาสเฉพาะบางเซคชั่น หรือจองห้องพักกับ Devasom Khaolak เพื่อรับสิทธิพิเศษสูงสุด
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ devasomkhaolak › หรือ @devasomkhaolak
The post Sol Circle: Week of Wellfulness ดึงกายใจสู่ปัจจุบันด้วยรีทรีตเจริญสติหนึ่งเดียวในเขาหลัก appeared first on THE STANDARD.
]]>
เคยสงสัยไหมว่าการที่เราทาครีมกันแดด SPF50 ทุกเช้า แต่ผิ […]
The post CAUDALIE: เจาะลึกกันแดดยุคใหม่ที่เซ็กซี่กว่าเดิม ช่วยบล็อก Blue Light และ Infrared Rays ได้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เคยสงสัยไหมว่าการที่เราทาครีมกันแดด SPF50 ทุกเช้า แต่ผิวยังดูหมองและแก่เร็วกว่าที่ควร คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าเราเลือกค่า SPF ที่สูงพอหรือเปล่า แต่อยู่ที่ว่ากันแดดตัวนั้นปกป้องผิวได้ครบทุกภัยคุกคามจริงหรือเปล่าต่างหาก เพราะต้องเปิดหูเปิดตาใหม่ได้แล้วว่าศัตรูของผิวไม่ได้มีแค่ UVA และ UVB อีกต่อไป แต่ยังมีแสงที่มองไม่เห็น ทำร้ายผิวลึกกว่าที่คิดนั่นคือ
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่แบรนด์ Caudalie ออกแบบกันแดดที่เป็นมากกว่ากันแดดอย่าง Protect Invisible High Protection Spray SPF50 ซึ่งเราจะพาผู้อ่านไปรู้จักกับความ Beyond SPF ว่ามันน่าสนใจอย่างไร?
นอกจากรังสี UV ที่ทุกคนรู้จักกันดี ยังมีคลื่นแสงอีกสองชนิดที่ผิวต้องเผชิญทุกวัน ได้แก่ Blue Light หรือแสงสีฟ้าจากหน้าจอและดวงอาทิตย์ที่กระตุ้นการสร้าง Free Radicals ในผิวและเร่งการสลายตัวของคอลลาเจน และ Infrared Rays หรือรังสีความร้อนที่แทรกซึมลึกกว่า UV โดยที่เราไม่รู้สึกได้เลย ทั้งสองตัวนี้เป็นสาเหตุที่ผิวดูแก่ก่อนวัยโดยที่เจ้าของผิวยังงงอยู่ว่าเกิดอะไรขึ้น
Caudalie แบรนด์สกินแคร์สัญชาติฝรั่งเศสที่ขึ้นชื่อเรื่องส่วนผสมจากองุ่น เพิ่งเปิดตัว Protect Invisible High Protection Spray SPF50 ภายใต้คอลเล็กชันกันแดดเจเนอเรชันใหม่ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่การบล็อกรังสี แต่ทำงานเหมือนสกินแคร์ไปพร้อมกันด้วย
หัวใจของผลิตภัณฑ์นี้คือเทคโนโลยีที่ชื่อว่า CollagenSkinProtect
ซึ่งเป็น antioxidant complex จากน้ำมันเมล็ดองุ่นเข้มข้น ที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องคอลลาเจนจากทุกภัยคุกคามพร้อมกัน ทั้งบล็อก Blue Light ได้ 100% และปกป้องจาก Infrared Rays ได้ 98% ควบคู่ไปกับการป้องกัน UVA/UVB ในระดับสูงสุด PA++++
นอกจากประสิทธิภาพแล้ว สิ่งที่ทำให้คอลเล็กชันนี้น่าสนใจคือการที่มันออกแบบมาสำหรับทุกคนในครอบครัว สูตรที่ผ่านการทดสอบสำหรับผิวแพ้ง่าย ผิวเด็ก และทารก บวกกับ Texture ที่เบาและกลืนหายไปกับผิวโดยไม่ทิ้งคราบขาว พร้อมกลิ่นหอมของดอกไม้สีขาวในน้ำมะพร้าวที่ปราศจากสารก่อภูมิแพ้ ทำให้การทากันแดดทุกเช้ากลายเป็นเรื่องที่รู้สึกดีขึ้นมาก
ถ้ากำลังจะเปลี่ยนกันแดด มี 4 สิ่งที่ควรเช็กให้ครบในปี 2026 นี้ ได้แก่ ค่า PA++++ ไม่ใช่แค่ SPF สูง, Antioxidant ที่อยู่ในสูตรเพื่อ Neutralize ความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว, การปกป้อง Blue Light สำหรับคนที่ใช้ชีวิตใกล้หน้าจอ และ Formulation ที่ปลอดภัยสำหรับผิวแพ้ง่าย เพราะกันแดดที่ดีในยุคนี้ไม่ได้แค่ป้องกัน แต่ต้องดูแลผิวไปพร้อมกันด้วย


The post CAUDALIE: เจาะลึกกันแดดยุคใหม่ที่เซ็กซี่กว่าเดิม ช่วยบล็อก Blue Light และ Infrared Rays ได้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในช่วงสัปดาห์ที่เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส กำลังคึกคักไป […]
The post Alo Voyage บุกเมืองคานส์ เปิดตัวเวลเนสคลับบนเรือซูเปอร์ยอร์ช appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในช่วงสัปดาห์ที่เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส กำลังคึกคักไปด้วยผู้คนในงาน Cannes Film Festival 2026 แบรนด์เสื้อผ้าออกกำลังกายอย่าง Alo ก็ได้เลือกจังหวะเวลานี้ในการจัดกิจกรรมป๊อปอัพและเวลเนสคลับ เพื่อสร้างความเคลื่อนไหวครั้งใหม่ในฝั่งยุโรป
หลังจากที่ก่อนหน้านี้ แบรนด์เพิ่งขยับตัวครั้งใหญ่ด้วยการเปิด Alo Wellness Club แห่งใหม่ใจกลางกรุงลอนดอน ซึ่งเป็นคลับที่ต้องได้รับเชิญเท่านั้น เป็นแห่งที่ 3 ของโลกต่อจากลอสแอนเจลิสและนิวยอร์ก เพื่อสร้างคอมมูนิตี้สำหรับสายเวลเนสระดับในฝั่งยุโรป ล่าสุดพวกเขาก็มีอีกหนึ่งไลน์โปรเจกต์ที่น่าจับตามองไม่แพ้กันและถูกดีไซน์มาเพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตคนยุคนี้ นั่นคือ Alo Voyage
View this post on Instagram
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยแบรนด์ได้เปิดตัวสาขาใหม่พร้อมกันถึง 2 แห่งในเมืองตากอากาศชื่อดังอย่าง แซ็ง-โทรเป และ คานส์ ควบคู่ไปกับการจัดกิจกรรมป๊อปอัพและเวลเนสคลับรูปแบบใหม่ที่เปลี่ยนพื้นที่ริมชายหาดและท้องทะเลให้กลายเป็นสเปซดูแลตัวเอง
คือเรือซูเปอร์ยอชต์ความยาว 72 เมตร ที่ถูกเนรมิตให้เป็นพื้นที่สำหรับเวลเนสคลับกลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีการจัดเซสชันที่ค่อนข้างหลากหลาย ตั้งแต่คลาสพิลาทิส โยคะ นวดเดรนน้ำเหลือง Sound Healing จัดกระดูก ไปจนถึงการดูแลทางเลือกอย่างการดริปวิตามิน โดยมีกำหนดการที่จะล่องจากเมืองคานส์ต่อไปยังงาน Monaco Grand Prix ในเดือนมิถุนายนด้วยเช่นกัน


นอกจากนี้ยังมีการจัดป๊อปอัพบีชคลับบนท่าเรือของ Hôtel Martinez ตั้งแต่วันนี้ยาวไปจนถึงวันที่ 14 มิถุนายน 2569 ได้เข้าเนรมิตสะพานท่าเรือของ Hôtel Martinez โรงแรมหรูริมหาดเมืองคานส์ ให้กลายเป็นบีชคลับในโทนสีซิกเนเจอร์ จัดวางเตียงผ้าใบและร่มชายหาดดีไซน์พิเศษ พร้อมเปิดบาร์น้ำผลไม้สกัดเย็น และมีคลาสโยคะกับเซสชัน Sound Healing ให้บริการ
เราเห็นว่าการขยับตัวของ Alo ในรอบนี้สะท้อนให้เห็นวิธีคิดของแบรนด์ยุคใหม่ที่พยายามผันตัวจากแบรนด์แฟชั่นไปสู่การเป็น Lifestyle Platform มากขึ้นเรื่อยๆ การไม่เลือกเปิดร้านขายของแบบทั่วไป แต่เลือกที่จะเปลี่ยนพื้นที่ตากอากาศและเรือยอชต์ให้กลายเป็นพื้นที่สำหรับเวลเนส แสดงให้เห็นว่าแบรนด์พยายามเข้าไปนั่งอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันของผู้คนระดับพรีเมียม และน่าจะเป็นการอุ่นเครื่องสเตปสำคัญ ก่อนที่แบรนด์มีแผนจะเปิดตัว Flagship Store ขนาดใหญ่กว่า 2,000 ตารางเมตร บนถนนช็องเซลิเซ (Champs-Élysées) ที่ปารีสในอนาคตอย่างแน่นอน
ภาพ: Alo / Hôtel Martinez
The post Alo Voyage บุกเมืองคานส์ เปิดตัวเวลเนสคลับบนเรือซูเปอร์ยอร์ช appeared first on THE STANDARD.
]]>
หัวใจสำคัญของการดูแลผิวในยุคนี้ ต้องเปลี่ยนมุมมอ […]
The post เจาะเทรนด์ ‘ดูแลงานผิวแบบ 360 องศา’ กับ หมอแพร-แพรมาลา American Board 1 ใน 5 ของไทยจาก Meko International Hospital appeared first on THE STANDARD.
]]>
หัวใจสำคัญของการดูแลผิวในยุคนี้ ต้องเปลี่ยนมุมมองจาก ‘การซ่อมจุดที่เสีย’ มาเป็นการ ‘สร้างรากฐานที่แข็งแรง’ จากเดิมที่เคยมองปัญหาผิวเฉพาะจุด เช่น มีสิวก็รักษาสิว ผิวหมองคล้ำก็ทำเลเซอร์ แต่นั่นเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะ ผิวคืออวัยวะที่มีโครงสร้างที่ซับซ้อน ต้องมองลึกไปตั้งแต่ชั้นโครงสร้างที่มีคอลลาเจนและอีลาสติน ชั้นไขมัน ส่วนเติมเต็มที่ทำให้หน้าดูละมุนและมีมิติ จนถึง Skin Barrier หรือปราการผิวที่แข็งแรงเพื่อล็อกความชุ่มชื้น หากดูแลไม่ครบวงจรผลลัพธ์ที่ได้จะไม่ยั่งยืน
THE STANDARD ได้มีโอกาสเข้าร่วมงาน ‘AA Signature: Art of Beauty, Art of Allergan’ ที่จัดโดย แอลเลอร์แกน เอสเธติกส์ เพื่อสื่อสารแนวคิดความงามแบบองค์รวมของโปรแกรม AA Signature สู่ผู้บริโภค นอกจากจะได้เห็นแนวคิดการดูแลความงามเฉพาะบุคคล (Personalized Beauty) รวมที่สุดของนวัตกรรมทางการแพทย์และศิลปะการออกแบบใบหน้าเข้าด้วยกัน เพื่อผลลัพธ์ที่ดูดีในแบบที่เป็นตัวเอง ภายใต้คอนเซปต์ ‘ความงามที่คุณเลือกได้’ ยังมีโอกาสพูดคุยกับ หมอแพร-ผศ.ผญ. แพรมาลา ฉายาวิจิตรศิลป์ ว.49938 แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและเวชศาสตร์ความงาม ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Managing Director และ Chief Medical Officer ที่ Meko Clinic และ Meko International Hospital เกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างการดูแลผิวทั่วไปกับการ ‘ดูแลงานผิวแบบ 360 องศา’ ไปจนถึงอัปเดตนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับการดูแลผิวแบบองค์รวมให้สวยจากภายในสู่ภายนอกอย่างยั่งยืน

ผศ.พญ. แพรมาลา ฉายาวิจิตรศิลป์ ว.49938
เทรนด์ ‘ดูแลงานผิวแบบ 360 องศา’ ที่มุ่งเน้นการดูแลความงามบนใบหน้าแบบองค์รวม (Holistic Approach) กลายเป็นเทรนด์ความงามล่าสุดที่ถูกพูดถึงอย่างมาก
หมอแพรอธิบายว่า ใบหน้าคือโครงสร้างสามมิติที่มีความสัมพันธ์กัน ทั้งโครงกระดูก ชั้นไขมัน และคุณภาพผิว การออกแบบความงามจึงเปรียบเสมือนงานศิลปะชั้นสูง (Facial Art) ที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์แบบ 360องศา เพื่อดึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละบุคคลออกมาให้โดดเด่นที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร
“โจทย์ที่หมอได้รับบ่อยที่สุดคือ ทำยังไงก็ได้ให้ดูเด็กขึ้น สวยขึ้น แต่ต้องดูไม่ออกว่าไปทำอะไรมา คำว่า 360 องศา จึงเป็นการดูแลแบบองค์รวม โดยเราจะประเมินทั้งใบหน้าว่ามีส่วนไหนที่ปรับแล้วจะช่วยเสริมให้เขาสวยขึ้นได้บ้าง แล้วจึงเลือกใช้หัตถการแต่ละตัวมาผสมผสานกัน เพราะลำพังแค่เติมฟิลเลอร์อย่างเดียวอาจไม่สามารถตอบโจทย์ได้ครบทุกมิติ เราจึงต้องเสริมด้วยงานผิวจำพวก สกินบูสเตอร์ หรือ โบทูลินั่ม ท็อกซิน เข้ามาช่วยควบคู่กัน ทั้งหมดนี้คือการรวมทุกเทคนิคเข้าด้วยกันเพื่อให้สวยครบทุกองศา และให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติที่สุด”
แนวคิดการดูแลงานผิวแบบ 360 องศา จึงเป็นการทำงานประสานกันของ 3 แกนหลัก ได้แก่ Structure, Surface และ System
“การจะดูแลผิวให้สมบูรณ์แบบ ต้องดูแลแบบองค์รวมให้ครอบคลุมทั้ง 3 แกน เพราะความสวยมาจากภายในด้วย อย่าง Structure หรือโครงสร้างผิว เมื่อเราอายุเพิ่มขึ้น สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่แค่ริ้วรอย แต่คือโครงสร้างภายใน ทั้งมวลกระดูกที่เริ่มฝ่อตัว กล้ามเนื้อที่หย่อนยานลง การดูแลในส่วนนี้จะเป็นการสร้างความแข็งแรงให้กับโครงสร้างคอลลาเจน แน่นกระชับ ในขณะที่ Surface มิติของงานผิวชั้นบน คือสิ่งที่เรามองเห็นได้ทันที ทั้งความเรียบเนียน โทนสีผิวที่สม่ำเสมอ และความละเอียดของรูขุมขน ซึ่งเป็นด่านสำคัญที่สะท้อนถึงสุขภาพผิวที่ดี สุดท้ายคือเรื่องของ System ระบบภายในร่างกาย ทั้งการนอนหลับ โภชนาการ สมดุลฮอร์โมน และความเครียด เพราะทุกระบบทำงานสัมพันธ์กัน”
หมอแพรเน้นย้ำว่าแพทย์ทุกคนต้องมีจริยธรรมความงาม (Aesthetics Ethics) เป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจด้วย เพราะมีคนไข้บางกลุ่มที่มีภาวะ Body Dysmorphic Disorder หรือเสพติดการทำศัลยกรรม ต้องการเติมแต่งไม่จบสิ้น
“เราต้องวินิจฉัยให้ขาดว่าสิ่งที่คนไข้ต้องการคือการปรับ Appearance หรือจริงๆ แค่ต้องการเติมเต็มทางจิตใจ บางเคสต้องปฏิเสธ เพราะเราต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของคนไข้ก่อน”

ปัจจุบันนวัตกรรมทางการแพทย์และศิลปะการออกแบบใบหน้าเพื่อผลลัพธ์ที่ดูดีในแบบที่เป็นตัวเองมีให้เลือกมากมาย แต่ถ้าเป็นเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะช่วยยกระดับการดูแลผิวแบบ 360 องศา หมอแพรบอกว่าผลิตภัณฑ์หลักที่ใช้ในการปรับโครงสร้างใบหน้าคือ ‘สารเติมเต็ม’
“ปัจจุบันมีเทรนด์ AA Signature ซึ่งเป็นแนวทางการรักษาที่ออกแบบมาเพื่อคนไข้แต่ละรายโดยเฉพาะ โดยใช้ศาสตร์การวิเคราะห์ใบหน้าแบบองค์รวมและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ในแต่ละมิติร่วมกัน อย่างผลิตภัณฑ์ของ แอลเลอร์แกน เอสเธติกส์ (Allergan Aesthetics) ทั้ง สารลดเลือนริ้วรอย สารเติมความชุ่มชื้นให้ผิว สารเสริมคอลลาเจนใต้ชั้นผิว และสารเติมเต็มบริเวณที่พร่องของใบหน้า เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของคนไข้ได้อย่างตรงจุด”
และแน่นอนว่าจะต้องผสานเข้ากับเทคนิคและโปรแกรมเฉพาะของแต่ละคลินิกด้วยเช่นกัน ซึ่งนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ Meko Clinic คือ การฟื้นฟูผิวให้แน่นเฟิร์มจากภายในด้วยการกระตุ้นคอลลาเจนผ่าน CaHA ผสานกับความชุ่มชื้นจาก Biomimetic HA และการลดเลือนริ้วรอย เพื่อผิวที่เปล่งประกายในทุกสภาพแสง เป็นนวัตกรรมที่จะช่วยดูแลงานผิวทุกองศา ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างใบหน้าชั้นลึกเพื่อจัดการความหย่อนคล้อย โดยใช้สารเติมเต็มกลุ่ม HA ชนิด Cross-linked ร่วมกับนวัตกรรมยกกระชับ เพื่อสร้างมิติใบหน้าที่สมส่วนและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
“นวัตกรรมของ แอลเลอร์แกน เอสเธติกส์ ครอบคลุมทุกมิติ เริ่มตั้งแต่ตัวที่เป็น Gold Standard อย่าง โบทูลินั่ม ท็อกซิน ที่ล่าสุดเพิ่งได้รับ FDA Approved ในการฉีดบริเวณลำคอเพื่อยกกระชับให้กรอบหน้าชัดและคอดูเรียบตึงไปพร้อมกัน ในส่วนของสารเติมเต็ม อย่าง Juvéderm Voluma ซึ่งเป็นไฮยาลูโรนิกแอซิด (HA) ที่โดดเด่นเรื่องการยึดเกาะ เหมาะสำหรับฉีดเพื่อยกกระชับและปรับรูปหน้าให้ดูสมส่วน ส่วนใครที่มีปัญหาผิวขาดน้ำหรือมีริ้วรอยเล็กๆ โดยเฉพาะใต้ตา Skinvive จะเป็นตัวช่วยสำคัญ เพราะถูกออกแบบมาเพื่อกระจายตัวในชั้นผิวตื้นๆ ดึงดูดและกักเก็บน้ำ ทำให้ผิวยืดหยุ่นขึ้น ที่น่าสนใจคือ HArmonyCa เป็นการผสานระหว่าง HA และ Calcium Hydroxyapatite (CaHA) ซึ่งทำหน้าที่เป็น Biostimulator ในขณะที่สารเติมเต็มทั่วไปเน้นการเพิ่มวอลลุ่ม แต่ HArmonyCa จะเข้าไป ‘ปลุกเซลล์ผิวที่ขี้เกียจ’ ให้กลับมาสร้างคอลลาเจนด้วยตัวเอง ผลลัพธ์ที่ได้คือผิวที่แน่นขึ้น กระชับขึ้น และปรับรูปหน้าให้ดูละมุน”
“แต่ถ้าพูดถึงเทคโนโลยีเกี่ยวกับรูปร่าง CoolSculpting เป็นตัวท็อปในกลุ่ม Non-invasive หรือเทคโนโลยี Cryolipolysis สลายไขมันด้วยความเย็นโดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น ไม่มีแผลหลังทำ ใช้เวลาเพียง 35 นาทีต่อครั้ง”

สำหรับการผสมผสานหลายเทคนิคในเคสเดียว มีความเสี่ยงหรือเรื่องที่น่ากังวลหรือไม่นั้น หมอแพรให้คำตอบว่า การทำ Combine Therapy หรือที่ในทางการแพทย์เรียกว่า Multi-modality นั้นปลอดภัยหากแพทย์ประเมินอย่างถูกต้อง เพราะการดูแลผิวแบบ 360 องศา ไม่ได้แปลว่าต้องทำทุกอย่างพร้อมกัน แต่คือการจัดลำดับความสำคัญ เช่น เราอาจจะเริ่มจากงานผิวเพื่อปรับรากฐานก่อน แล้วค่อยขยับไปที่งานฉีดในกลุ่ม Biostimulator
“เพราะโครงสร้างใบหน้าของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ปัญหาผิวที่มีก็ต่างกัน การเลือกใช้เทคนิคอะไร ปริมาณเท่าไหร่ หรือทำบริเวณไหน จึงเป็นงานคราฟต์ที่ออกแบบมาเพื่อบุคคลนั้นโดยเฉพาะ ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์เพื่อดึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละบุคคลออกมาให้โดดเด่นที่สุด”
สิ่งสำคัญที่สุดคือการเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน เครื่องมือผ่านการรับรอง และปรึกษาแพทย์ที่มีประสบการณ์ เพื่อให้มั่นใจว่าความสวยที่ได้รับจะมาพร้อมกับความปลอดภัยในทุกองศา การเลือกคลินิกที่มีมาตรฐาน เครื่องมือผ่านการรับรอง และแพทย์มีประสบการณ์ คือปัจจัยสำคัญที่สุด
“Meko International Hospital เราเน้นการดูแลแบบ Total Solutions เรามีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางครบทุกแขนง ตั้งแต่หมอผิวหนัง ศัลยแพทย์ตกแต่ง ไปจนถึงจักษุแพทย์เฉพาะทาง ซึ่งการมีทีมแพทย์ที่ครบวงจรแบบนี้ ทำให้เราสามารถดูแลคนไข้ได้แบบองค์รวมและตรงจุดจริงๆ เช่น หากคนไข้กังวลเรื่องตาตก หมอผิวหนังประเมินแล้วว่าหัตถการแบบไม่ผ่าตัดอาจไม่ตอบโจทย์ ก็สามารถส่งต่อให้กับจักษุแพทย์เพื่อร่วมกันวางแผนการรักษา”
“สำคัญที่สุดคือเราให้ความสำคัญกับเรื่อง Safety & Standards มาเป็นอันดับหนึ่ง ในฐานะโรงพยาบาล เรามีมาตรฐานการดูแลที่สูงและเข้มงวด หมอทุกคนมีความตั้งใจเดียวกันคือการมอบความสวยที่ปลอดภัย เราจึงเน้นการออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล หรือ Tailor-made Treatment เพราะเราเชื่อว่าคนไข้แต่ละคนมีความงามในแบบฉบับของตัวเองที่ไม่เหมือนใคร หน้าที่ของเราคือการดึงจุดเด่นเหล่านั้นออกมาภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด”

ล่าสุด Meko International Hospital คว้ารางวัล Prestige Honor Awards จาก Allergan Aesthetics ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านความงามที่มุ่งมั่นให้บริการด้วยจริยธรรมและความชำนาญเพื่อผลลัพธ์ที่แลดูเป็นธรรมชาติและปลอดภัย

หมอแพรบอกว่า ‘ป้องกัน’ ย่อมดีกว่า ‘รักษา’ “ปกติพอเราเข้าสู่วัย 25 ปี ร่างกายจะเริ่มสูญเสียคอลลาเจนไปเฉลี่ยปีละ 1% ไม่ต้องรอให้ผิวหย่อนคล้อยจนเห็นชัดแล้วค่อยมาแก้ เราสามารถเริ่มดูแลเชิงป้องกันได้เลยตั้งแต่อายุ 20 ต้นๆ เช่น ดูแลด้วยการทำสกินบูสเตอร์เพื่อชะลอความหย่อนคล้อยในระยะยาว”
“สิ่งสำคัญคือ ไม่จำเป็นต้องทำตามเทรนด์ แต่ควรให้แพทย์ช่วยประเมินว่าปัญหาของเราคืออะไร และเทคโนโลยีไหนที่ตอบโจทย์เราที่สุด เราควรมี Mindset ที่ดีกับตัวเองก่อน ตั้งคำถามว่าเป้าหมายของเราคืออะไร อยากดูดีในเวอร์ชันไหน เพื่อให้เราดูแลตัวเองได้อย่างตรงจุด เพราะความสวยที่แท้จริงต้องเริ่มจากการรักและเข้าใจตัวเองก่อน”
The post เจาะเทรนด์ ‘ดูแลงานผิวแบบ 360 องศา’ กับ หมอแพร-แพรมาลา American Board 1 ใน 5 ของไทยจาก Meko International Hospital appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้าพูดถึงการออกกำลังกายที่เข้าถึงง่ายที่สุดในโลก คงไม่ม […]
The post STEP CHECK: 10 ความผิดพลาดในการเดินที่หลายคนทำโดยไม่รู้ตัว appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้าพูดถึงการออกกำลังกายที่เข้าถึงง่ายที่สุดในโลก คงไม่มีอะไรสู้ ‘การเดิน’ ได้ ไม่ต้องใส่ชุดกีฬา ไม่ต้องสมัครสมาชิกยิม แค่ออกเดินก็พอ แต่นักกายภาพบำบัดและผู้เชี่ยวชาญด้านชีวกลศาสตร์หลายคนบอกตรงกันว่า วิธีที่เราเดินนั้น ส่งผลต่อประสิทธิภาพของร่างกายมากกว่าที่คิด ทั้งท่าทาง ความเร็ว ก้าวเดิน รวมถึงรองเท้าที่สวม ล้วนเป็นตัวกำหนดว่าเราจะได้ประโยชน์จากการเดินมากแค่ไหน และมีงานวิจัยจาก Journal of the American College of Cardiology ที่ศึกษากลุ่มตัวอย่างกว่า 110,000 คน พบว่าการเดินวันละประมาณ 8,700 ก้าว ช่วยลดความเสี่ยงการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุได้ถึง 60% เมื่อเทียบกับคนที่เดินเพียง 2,000 ก้าว เหตุผลดีขนาดนี้ ก็น่าจะเดินให้ถูกวิธีกันหน่อยแล้ว ลองมาเช็กดูว่าตอนนี้คุณทำผิดพลาดข้อไหนอยู่บ้าง
หลายคนมองว่าการเดินเป็นแค่กิจกรรมยามว่าง ไม่ได้จัดเป็นการออกกำลังกายแบบจริงจังเหมือนวิ่งหรือขี่จักรยาน Dr. David Sabgir นักหัวใจวิทยาและผู้ก่อตั้งองค์กร Walk with a Doc บอกว่านี่คือความเข้าใจผิดที่พบบ่อยมากในคนไข้ของเขา ความจริงคือการเดินมีประโยชน์ต่อสุขภาพเทียบเท่ากับการวิ่ง ขี่จักรยาน หรือว่ายน้ำ เพียงแต่ใช้เวลานานกว่าเล็กน้อย สิ่งสำคัญที่สุดคือความสม่ำเสมอ แม้จะเดินแค่วันละ 3-4 นาทีในตอนแรก ก็ยังดีกว่าไม่ทำเลย เพราะร่างกายจะค่อยๆ พัฒนาขึ้นเอง
การเดินเล็กๆ น้อยๆ แบบผ่อนคลายนั้นไม่ได้ไร้ประโยชน์ แต่ความเร็วในการเดินบอกได้มากกว่านั้น Milica McDowell นักกายภาพบำบัดและผู้เขียนหนังสือ Walk ระบุว่าความเร็วในการเดินถูกเรียกว่า สัญญาณชีพที่หก ซึ่งควรได้รับความสนใจจากบุคลากรทางการแพทย์ในระดับเดียวกับอัตราการเต้นของหัวใจหรืออุณหภูมิร่างกาย งานวิจัยยังพบอีกว่าการเดินช้าผิดปกติมีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงในการเกิดภาวะสมองเสื่อม บางครั้งนานก่อนที่อาการอื่นๆ จะปรากฏขึ้น
ลองทดสอบตัวเองง่ายๆ โดยนับก้าวในเวลา 15 วินาที แล้วคูณ 4 ถ้าได้ประมาณ 80 ก้าวต่อนาที ถือว่าช้า ค่าเฉลี่ยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 100 ก้าวต่อนาที ส่วนช่วงที่ร่างกายเริ่มเผาผลาญไขมันและระบบหัวใจเริ่มทำงานหนักขึ้นจริงๆ คือประมาณ 120-130 ก้าวต่อนาที ลองนึกภาพเดินในสนามบินแบบมีจุดหมายชัดเจน แต่ยังไม่ถึงขั้นวิ่ง เคล็ดลับง่ายคือแกว่งแขนให้มากขึ้น เพราะแขนทำหน้าที่เหมือนผู้นำจังหวะ ยิ่งแกว่งเร็วและกว้าง ขาก็ยิ่งตามทัน
ใครที่เคยแกะ Playlist หรือสลับแอปไปมาขณะเดิน ลองหยุดดูก่อน เพราะนอกจากเสี่ยงชนสิ่งกีดขวาง การก้มหน้ามองหน้าจอยังทำลายท่าทางการเดิน ก่อให้เกิดอาการปวดคอ ปวดหลัง และปวดสะโพกในระยะยาว ยิ่งไปกว่านั้น สมองก็พลาดโอกาสพักผ่อนที่การเดินแบบ mindful มอบให้ วิธีที่ดีที่สุดคือเสียบหูฟัง วางโทรศัพท์ไว้ในกระเป๋า แล้วปล่อยให้สายตามองไปข้างหน้า
สังเกตตัวเองหน่อยว่าเวลาเดิน ไหล่และหัวนำหน้าลำตัวหรือเปล่า รูปแบบนี้พบได้บ่อยมาก และ Katy Bowman นักชีวกลศาสตร์และผู้เขียนหนังสือ Rethink Your Position บอกว่าต้นเหตุคือเก้าอี้ การนั่งนานๆ ทำให้สะโพกตึง หลังส่วนบนโค้งงอ และเมื่อลุกขึ้นยืนร่างกายก็ยังจำรูปร่างนั้นอยู่ราวกับสีย้อมที่ยังไม่หมด
การเดินโดยก้มตัวไปข้างหน้าทำให้น้ำหนักตกลงที่ปลายเท้า กล้ามเนื้อทำงานน้อยลง และสมดุลแย่ลง วิธีรีเซตที่ง่ายที่สุดคือยืนชิดกำแพง ให้ก้นและไหล่แตะผิวกำแพง สัมผัสว่าการยืนตรงจริงๆ รู้สึกอย่างไร แล้วเริ่มเดินจากท่านั้น
คนส่วนใหญ่เดินโดยการปล่อยร่างกายล้มไปข้างหน้าแล้วรับตัวเองด้วยขาอีกข้าง ไม่ใช่การผลักดันตัวเองไปข้างหน้า Bowman เปรียบการเดินที่ถูกต้องเหมือนการพายเรือ หัวใจคือการผลักฝีพายไปด้านหลังเพื่อให้เรือเดินหน้า เช่นเดียวกัน เมื่อเท้าเหยียบพื้น กล้ามเนื้อก้นต้องหดตัวเพื่อผลักตัวไปข้างหน้า
เธอสรุปสั้นๆ ว่า ทิ้งการก้าวเดินไว้ข้างหลังคุณ ผลที่ได้คือลดแรงกระแทกที่ข้อเข่า ลดอาการปวดหลังส่วนล่าง และฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่สุดในร่างกายให้ทำงานอย่างที่มันควรทำ
ลองสังเกตคนรอบข้างตอนเดินเล่น บางคนจะเห็นคนชอบเอามือกอดไว้ที่หลัง ซึ่งดูสบายแต่จริงๆ แล้วอันตราย เพราะหากสูญเสียการทรงตัวหรือสะดุด มือที่ล็อกไว้ด้านหลังจะตอบสนองไม่ทัน นอกจากนั้นยังทำให้ไหล่ม้วนเข้าและเปลี่ยนท่าเดินทั้งหมด ส่วนการปล่อยแขนห้อยนิ่งไม่แกว่งก็ไม่ดีเช่นกัน เพราะแขนช่วยประสานการเคลื่อนไหวของลำตัวและขา ให้แกว่งแขนให้กว้างและเร็วกว่าที่รู้สึกสบายอยู่เล็กน้อย แล้วปล่อยให้ขาตาม
เสียงเท้าลากพื้นขณะเดินเป็นสัญญาณที่บอกว่ามีบางอย่างไม่ทำงานอย่างที่ควร การเดินที่ดีนั้นเท้าจะเคลื่อนผ่านขั้นตอน ส้นเท้าแตะพื้น ฝ่าเท้าลง กลิ้งไปข้างหน้า แล้วปลายเท้าออก แต่เมื่อลำดับนี้หายไปเหลือแค่การลากหรือกระแทกแบบเดียว ความเสี่ยงสะดุดล้มก็เพิ่มขึ้น และข้อต่อก็รับแรงกระแทกมากขึ้นด้วย ข่าวดีคือปัญหานี้แก้ได้ด้วยการออกกำลังกายเสริมสร้างความแข็งแรงของสะโพกและเพิ่มความยืดหยุ่นของข้อเท้า
ขนาดรองเท้าไม่ได้หยุดเปลี่ยนเมื่อหยุดโต มีงานวิจัยปี 2018 พบว่ากว่า 60% ของผู้ใหญ่ใส่รองเท้าผิดขนาด และขนาดก็ไม่ได้มาตรฐานเดียวกันระหว่างแบรนด์ เช่น Nike เบอร์ 10 อาจเท่ากับ Adidas เบอร์ 10.5 ควรวัดขนาดเท้าใหม่ปีละครั้ง
สิ่งที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงคือรองเท้าที่นุ่มและมีส้นสูงมากเกินไปอาจทำให้กล้ามเนื้อเท้าอ่อนแอลงในระยะยาว เพราะรองเท้าทำงานแทนเท้าแทบทั้งหมด McDowell แนะนำรองเท้าที่มีช่องนิ้วเท้ากว้าง ส้นสูงต่าง จากพื้นน้อย และมีเบาะรองไม่หนาเกินไป เพื่อให้กล้ามเนื้อเท้าได้ทำงานตามธรรมชาติ
ฟังดูแปลก แต่ความแข็งแรงของนิ้วหัวแม่เท้าเป็นหนึ่งในตัวพยากรณ์ที่ดีที่สุดว่าเราจะหกล้มบ่อยแค่ไหนเมื่ออายุมากขึ้น งานวิจัยพบว่าความสามารถในการกดนิ้วหัวแม่เท้าลงพื้นมีความเชื่อมโยงกับการทรงตัวและความเสี่ยงในการล้ม นอกจากนี้นิ้วหัวแม่เท้ายังรับผิดชอบการผลักดันในก้าวสุดท้ายของทุกก้าวที่เดิน
ทดสอบง่ายๆ ที่ทำได้ที่บ้าน ลองนั่งเท้าเปล่า แล้วยกเฉพาะนิ้วหัวแม่เท้าขณะที่นิ้วอื่นแนบพื้น จากนั้นสลับ กดนิ้วหัวแม่เท้าลงแล้วยกนิ้วอื่นขึ้น McDowell เรียกท่านี้ว่า toe yoga บอกว่าคนส่วนใหญ่ทำไม่ได้ในครั้งแรก แต่แค่ฝึกสัปดาห์เดียวก็เริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงได้แล้ว
เส้นทางประจำนั้นมีเสน่ห์ของมัน แต่การเดินซ้ำเส้นทางเดิมในความเร็วเดิมบนพื้นเรียบตลอดเวลา ทำให้ร่างกายได้ฝึกการเคลื่อนไหวเพียงแบบเดียวเท่านั้น Bowman แนะนำให้เปลี่ยนพื้นผิว ลองเดินบนหญ้าหรือดินที่ไม่เรียบเพื่อฝึกการทรงตัว เพิ่มช่วงเดินเร็วสลับเดินปกติ หาทางขึ้นลงบันไดหรือเนินเขา หรือแม้แค่เดินวนเส้นทางเดิมย้อนทิศก็ยังได้ นอกจากร่างกายจะได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น สมองยังชอบความแปลกใหม่ด้วย ซึ่งช่วยให้มีแรงจูงใจในการเดินต่อไปได้ในระยะยาว
การเดินที่ดีไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แต่ก็ไม่ใช่แค่การออกเดินโดยไม่สนใจอะไร ลองเริ่มจากการปรับจุดเล็กๆ ทีละอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการแกว่งแขน ยกเท้าให้พ้นพื้น หรือเปลี่ยนเส้นทางใหม่ก้าวเดินที่ดีขึ้นนิดเดียวก็ส่งผลดีต่อสุขภาพได้มากกว่าที่คิด
The post STEP CHECK: 10 ความผิดพลาดในการเดินที่หลายคนทำโดยไม่รู้ตัว appeared first on THE STANDARD.
]]>
มีบางคำบนโลกที่แค่ได้อ่าน ก็เหมือนมีบางอย่างในใจค่อยๆ ช […]
The post รู้จัก Meraki แนวคิดที่ชวนให้ทำบางสิ่งด้วยหัวใจทั้งหมดของเรา appeared first on THE STANDARD.
]]>
มีบางคำบนโลกที่แค่ได้อ่าน ก็เหมือนมีบางอย่างในใจค่อยๆ ช้าลง
Meraki (เมรากี) คือหนึ่งในนั้น คำนี้มาจากภาษากรีก และไม่มีคำแปลตรงตัวแบบสมบูรณ์ในภาษาอังกฤษหรือภาษาไทย แต่ความหมายโดยรวมคือ การทำบางสิ่งด้วยหัวใจทั้งหมดของเรา การใส่จิตวิญญาณ ความรัก ความตั้งใจ และตัวตนบางส่วนลงไปในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่
ไม่ว่าจะเป็นการทำอาหาร วาดรูป เขียนหนังสือ ปลูกดอกไม้ ชงมัทฉะ หรือแม้แต่การคุยกับใครสักคนอย่างตั้งใจ
Meraki จึงไม่ใช่แค่ ‘ทำได้ดี’ แต่คือการ ‘ใส่ตัวเองลงไป’ ในสิ่งนั้นจริงๆ
จริงอยู่ที่แต่ก่อน เรามักถูกสอนให้วัดคุณค่าจากผลลัพธ์ความรวดเร็ว หรือ Productivity จนบางทีเราหลงลืมไปว่า มนุษย์ไม่ได้ต้องการแค่การทำงานให้เสร็จ แต่ต้องการความรู้สึกว่า สิ่งที่ทำมีบางส่วนของหัวใจเราอยู่ในนั้นด้วย
น่าสนใจว่าแนวคิดนี้เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะกับคนที่รู้สึกว่าตัวเองเริ่มเหนื่อยกับการใช้ชีวิตแบบอัตโนมัติ เหนื่อยกับการต้องคิด ต้องสร้างอะไรบางอย่างตลอดเวลา แต่กลับไม่รู้สึกอินกับสิ่งที่ตัวเองทำจริงๆ Meraki จึงกลายเป็นเหมือนการเตือนเบาๆ ว่า บางครั้งคุณค่าของชีวิต อาจไม่ได้อยู่ที่การทำให้มากขึ้น แต่อยู่ที่การ ‘อยู่กับสิ่งนั้นมากขึ้น’
เราอาจสัมผัส Meraki ได้ในเช้าธรรมดาที่ได้ชงกาแฟให้ตัวเองแบบไม่เร่งรีบ เราอาจค้นพบความสุขนั้นกับการเขียนบันทึกสิ่งดีๆ ด้วยความตั้งใจ เราอาจค้นพบในอาหารจานธรรมดาที่มีคนทำให้ด้วยความใส่ใจ หรือแม้แต่ในงานบางชิ้นที่เราใช้เวลานานกว่าปกติ เพราะอยากให้มันออกมาดีจริงๆ ไม่ใช่แค่ทำส่งๆ ให้มันเสร็จๆ ไป
และบางที สิ่งที่ทำให้บางคนดูมีเสน่ห์ ไม่ได้เป็นเพราะเขาสมบูรณ์แบบกว่าใคร แต่อาจเป็นเพราะเรารู้สึกได้ว่า เขาใช้ชีวิตด้วยหัวใจจริงๆ ดังนั้นแนวคิด Meraki ไม่ได้บอกให้เราต้องเก่งที่สุด หรือสร้างอะไรยิ่งใหญ่ที่สุด แต่มันกำลังชวนให้เรากลับมา
‘รู้สึก’ กับสิ่งที่กำลังทำอีกครั้ง อย่าลืมว่าสิ่งที่มีค่าที่สุดในโลกนี้ อาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกทำอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด แต่คือสิ่งที่ถูกทำด้วยหัวใจทั้งหมดของใครบางคน
The post รู้จัก Meraki แนวคิดที่ชวนให้ทำบางสิ่งด้วยหัวใจทั้งหมดของเรา appeared first on THE STANDARD.
]]>
หากพูดถึง ‘ครีเอทีน’ (Creatine) หลายคนอาจยังนึกถึงอาหาร […]
The post นอกจากบูสต์พลัง เพิ่มกล้ามเนื้อ ‘Creatine’ ช่วยบำรุงสมองได้จริงหรือ? appeared first on THE STANDARD.
]]>
หากพูดถึง ‘ครีเอทีน’ (Creatine) หลายคนอาจยังนึกถึงอาหารเสริมของสายเวตหรือคนที่จริงจังกับการเพิ่ม Performance ในการออกกำลังกาย แต่ในช่วงหลัง ชื่อของมันกลับเริ่มถูกพูดถึงในบริบทใหม่มากขึ้น ตั้งแต่เรื่องภาวะสมองล้าไปจนถึงการดูแลสมรรถภาพร่างกายเมื่ออายุมากขึ้น จนทำให้งานวิจัยเกี่ยวกับครีเอทีนเริ่มขยายออกไปไกลกว่าเรื่องกล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียว
ปกติแล้วร่างกายสามารถสร้างครีเอทีนได้เองบางส่วน และได้รับเพิ่มเติมจากอาหารบางชนิด เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ ปลาแซลมอน หรือทูน่า แต่ปริมาณที่นิยมใช้ในงานวิจัยด้านการออกกำลังกายมักอยู่ที่ประมาณ 3-5 กรัมต่อวัน ซึ่งอาจได้รับค่อนข้างยากจากอาหารเพียงอย่างเดียวในชีวิตประจำวัน
โดยเฉลี่ยแล้ว เนื้อแดงและปลาบางชนิดอาจให้ครีเอทีนราว 3-5 กรัมต่อ 1 กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับชนิดอาหารและวิธีปรุง ซึ่งแน่นอนว่าการจะกินให้ถึงระดับดังกล่าวต่อวันคงไม่ใช่เรื่องง่าย ทำให้อาหารเสริมครีเอทีนกลายเป็นทางเลือกที่สะดวกกว่าในการใช้ชีวิตจริง โดยปัจจุบัน Creatine Monohydrate ยังคงเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากมีงานวิจัยด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยรองรับค่อนข้างชัดเจน
เหตุผลที่นักวิทยาศาสตร์เริ่มสนใจเรื่องสมองมากขึ้น เป็นเพราะสมองถือเป็นหนึ่งในอวัยวะที่ใช้พลังงานสูงที่สุดของร่างกาย ในขณะที่กล้ามเนื้อใช้ครีเอทีนเพื่อช่วยรองรับการออกแรงหนัก สมองเองก็ต้องใช้พลังงานจำนวนมากสำหรับการประมวลผล ความจำ และการทำงานด้านความคิดเช่นกัน
กลไกนี้เองที่ทำให้เริ่มมีการศึกษาว่า ครีเอทีนอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการพลังงานของสมอง โดยเฉพาะในช่วงที่ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือเกิดภาวะสมองล้าจากการทำงานหนัก
สิ่งที่มีข้อมูลรองรับชัดเจนที่สุดในปัจจุบัน ยังเป็นเรื่องการเพิ่ม Performance ในการออกแรงความเข้มข้นสูง รวมถึงการดูแลมวลกล้ามเนื้อเมื่อใช้ควบคู่กับการออกกำลังกายแบบแรงต้าน โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ
ส่วนประเด็นด้านสมอง แม้งานวิจัยช่วงหลังจะเริ่มให้ผลลัพธ์ที่น่าสนใจมากขึ้น แต่งานรีวิวล่าสุดจากทีมวิจัยของ Manchester Metropolitan University และ Maastricht University ในปี 2026 ระบุว่า “หลักฐานในปัจจุบันยังมีจำนวนไม่มาก และผลลัพธ์ยังไม่สอดคล้องกันเพียงพอที่จะสรุปได้ชัดเจนในคนทั่วไปที่สุขภาพดี”
อย่างไรก็ตาม บางการศึกษาพบว่า กลุ่มที่มีระดับครีเอทีนต่ำอยู่เดิม เช่น ชาวมังสวิรัติ อาจตอบสนองต่อการเสริมได้ชัดกว่าในบางกรณี
สุดท้ายแล้ว แม้ครีเอทีนจะมีความปลอดภัยค่อนข้างสูงในคนสุขภาพดีเมื่อใช้ในปริมาณที่เหมาะสม แต่สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคไต หรือกำลังใช้ยาบางชนิด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มใช้เสมอ
อ้างอิง:
The post นอกจากบูสต์พลัง เพิ่มกล้ามเนื้อ ‘Creatine’ ช่วยบำรุงสมองได้จริงหรือ? appeared first on THE STANDARD.
]]>
เช้าของคนเมืองจำนวนมาก มักเริ่มต้นด้วยเสียงนาฬิกาปลุก บ […]
The post Slow Morning: เช้าที่ไม่รีบ คือการลงทุนที่คุ้มที่สุดของวัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
เช้าของคนเมืองจำนวนมาก มักเริ่มต้นด้วยเสียงนาฬิกาปลุก บางคนเช็กมือถือทันทีที่ลืมตา และมาพร้อมความรู้สึกเหมือนกำลังตามอะไรบางอย่างไม่ทัน ทั้งที่วันยังไม่เริ่มด้วยซ้ำ เรารีบตอบข้อความ รีบดื่มกาแฟ รีบออกจากบ้าน และใช้ช่วงเวลาหลังตื่นนอนเหมือนเป็นสนามแข่งเล็กๆ ที่เกิดขึ้นทุกวันโดยไม่รู้ตัว
แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวคิดเรื่อง ‘Slow Morning’ เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงานเมืองใหญ่ที่เริ่มรู้สึกว่า การเริ่มต้นวันแบบเร่งรีบอาจกำลังดึงพลังงานชีวิตออกไปมากกว่าที่คิด
Slow Morning ไม่ได้หมายถึงการตื่นสาย หรือใช้ชีวิตแบบไม่ทำอะไรเลย แต่มันคือการให้เวลากับตัวเองในช่วงเช้าอย่างตั้งใจ ก่อนที่โลกภายนอกจะเริ่มเรียกร้องอะไรจากเรา เป็นเช้าที่ไม่จำเป็นต้อง Productive ทันที และไม่ต้องเริ่มต้นด้วยความเครียดโดยอัตโนมัติ
มีงานวิจัยจำนวนหนึ่งพบว่า ช่วงเวลาหลังตื่นนอนมีผลต่อระดับความเครียด สมาธิ และการควบคุมอารมณ์ตลอดทั้งวัน เพราะร่างกายกำลังค่อยๆ เปลี่ยนผ่านจากโหมดพักผ่อนเข้าสู่โหมดตื่นตัว หากเราเริ่มต้นวันด้วยความเร่งรีบ สมองอาจเข้าสู่ภาวะ alert หรือโหมดระวังภัยเร็วเกินไป ทำให้รู้สึกเหนื่อยง่าย หงุดหงิดง่าย หรือรู้สึกเหมือนวันทั้งวันถูกเร่งโดยไม่จำเป็น
ตรงกันข้าม การให้เวลากับตัวเองอย่างช้าๆ แม้เพียง 20-30 นาที อาจช่วยให้ระบบประสาทค่อยๆ ปรับตัวได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปิดม่านรับแสงแดดอ่อนๆ การชงกาแฟเอง การยืดเส้นเบาๆ เปิดเพลงคลอ อ่านหนังสือไม่กี่หน้า หรือแม้แต่การนั่งเงียบๆ โดยไม่จับมือถือทันที สิ่งเล็กๆ เหล่านี้อาจดูธรรมดา แต่สำหรับสมองและร่างกาย มันคือสัญญาณว่า “วันนี้เราไม่ได้กำลังเอาชีวิตรอด แต่กำลังใช้ชีวิตอยู่จริงๆ”
เอาจริงๆ หลายคนอาจมองว่าการใช้เวลาแบบนี้คือความฟุ่มเฟือยของคนมีเวลา แต่จริงๆ แล้ว Slow Morning อาจเป็นหนึ่งในการลงทุนที่คุ้มที่สุดก็ได้นะ เพราะมันไม่ใช่แค่การซื้อความสงบชั่วคราว แต่คือการซื้อคุณภาพของพลังงานที่เราจะใช้ทั้งวันเลยล่ะ
แน่นอนว่าเราอาจยังต้องทำงานหนัก ยังมีเดดไลน์ ยังมีประชุม และยังต้องรับมือกับโลกที่หมุนเร็วเหมือนเดิม แต่เช้าที่ไม่รีบสามารถเปลี่ยนวิธีที่เราอยู่กับวันนั้นได้อย่างมาก บางครั้งความแตกต่างระหว่างวันที่เหนื่อยจนหมดแรง กับวันที่เหนื่อยแต่ยังรู้สึกโอเค อาจเริ่มต้นจาก 30 นาทีแรกหลังลืมตาก็ได้ ลองปรับมายด์เซ็ตและนิสัยตัวเองใหม่ ลองตื่นเช้ามาแล้วไม่รีบวิ่งตามโลกทันที อาจกลายเป็นหนึ่งในรูปแบบของ self-care ที่เรียบง่าย แต่ทรงพลังที่สุดอย่างหนึ่งในยุคนี้
The post Slow Morning: เช้าที่ไม่รีบ คือการลงทุนที่คุ้มที่สุดของวัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
บอกเลยว่าน่ารักน่าใช้มาก เมื่อ BIRKENSTOCK บุกวงการบิวต […]
The post BIRKENSTOCK เปิดตัวยาทาเล็บสูตร Plant-Based ให้คุณแมตช์สีเข้ากับแซนดัลคู่โปรด appeared first on THE STANDARD.
]]>
บอกเลยว่าน่ารักน่าใช้มาก เมื่อ BIRKENSTOCK บุกวงการบิวตี้ครั้งแรกด้วยการเปิดตัวยาทาเล็บ Plant-Based ที่ออกแบบมาคู่กับแซนดัลคู่โปรด ภายใต้ไลน์ CARE ESSENTIALS ซึ่งถือเป็นสีสันในหมวด Color Cosmetics ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ โดยคอลเล็กชันนี้ไม่ได้เป็นแค่ความงามที่เพิ่มเข้ามาเท่านั้น แต่สะท้อนปรัชญาของ BIRKENSTOCK ที่เชื่อว่าเท้าคือฮีโร่ตัวจริงของทุกการเคลื่อนไหว
ยาทาเล็บในคอลเล็กชันประกอบด้วย 5 เฉดสีที่ออกแบบมาให้สาวๆ ได้เลือกแมตช์กับแซนดัลทั้งรุ่น Seasonal และ Classic ได้แก่ Eggshell, Light Rose, Crocus, Surf Green และ Red ทั้งหมดมาพร้อมฟินิชเงาระดับ High-Gloss จะ Mix & Match แบบ Monochromatic หรือเล่น Contrast กับ Outfit ก็ได้ทั้งนั้น ด้านฟอร์มูลามีส่วนผสมจากธรรมชาติสูงถึง 77% โดยแทนที่ส่วนผสมจากปิโตรเคมีด้วยวัตถุดิบ Plant-Based จากข้าวโพด หัวบีท และอ้อย และเป็นสูตร 23-Free หมายความว่าปลอดจากส่วนผสมที่อาจเป็นอันตราย 23 ชนิด ครบจบในขวดเดียว
นอกจากยาทาเล็บ 5 เฉด คอลเล็กชันยังมี Top & Base Coat และ Nail Polish Remover ที่ผสม Sweet Almond Oil เพื่อบำรุงเล็บในขณะเดียวกัน ส่วนแพ็กเกจจิ้งเป็นขวดแก้ว Recyclable 100% ทรงสูงเรียว พร้อมฝาลายซี่โครง สไตล์ Minimalist สอดคล้องกับ Aesthetic ของแบรนด์ ราคาเริ่มต้นที่ 14 ยูโร สำหรับยาทาเล็บและ Top & Base Coat วางจำหน่ายแล้วทาง birkenstock.com ส่วนในไทยอาจจะยังน้า
The post BIRKENSTOCK เปิดตัวยาทาเล็บสูตร Plant-Based ให้คุณแมตช์สีเข้ากับแซนดัลคู่โปรด appeared first on THE STANDARD.
]]>
Chloé เปิดตัวคอลเล็กชัน Atelier des Fleurs The Mediterr […]
The post Chloé เปิดตัวน้ำหอม 4 กลิ่นใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียน appeared first on THE STANDARD.
]]>
Chloé เปิดตัวคอลเล็กชัน Atelier des Fleurs The Mediterranean Essences ถ่ายทอดกลิ่นอายเมดิเตอร์เรเนียนในแบบที่ใกล้ชิดกว่าภาพโปสการ์ด เหมือนกลิ่นทรายอุ่นใต้ฝ่าเท้า เสียงใบสนกรอบแกรบ และอากาศที่มีแสงแดดผสมอยู่ทุกอนุภาค
คอลเล็กชันประกอบด้วย 4 กลิ่นใหม่ Sable Lavande โดย Quentin Bisch ตีความลาเวนเดอร์ใหม่ให้อบอุ่นและนุ่มละมุน ผสม fig accord และ ambrofix ราวกับนอนบนทรายที่คลายความร้อนในยามสนธยา Vert Soleil ก็โดย Quentin Bisch นำ lentisque พืชชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียนมาถ่ายทอดในด้านเขียวสดและซ่าบซ่า เสริมด้วย green mandarin และ musk ให้กลิ่นสดใสแต่มีความลึก Plage du Figuier โดย Ane Ayo ดึงแรงบันดาลใจจาก Ramatuelle บ้านพักของ Gaby Aghion ผู้ก่อตั้ง Chloé กลิ่นมะเดื่อบานเป็นผลไม้เสริมด้วยดอกส้ม หวานเนื้อแน่นแต่พอดี และ Sous les Pins โดย Quentin Bisch ถ่ายทอดกลิ่นเกาะ Porquerolles ด้วยเทคนิคสกัดจากธรรมชาติจริง ได้ทั้งสน ยูคาลิปตัส และเรซิน เหมือนเดินอยู่ใต้ร่มสนแบบที่ไม่มีน้ำหอมกลิ่นไหนเคยทำได้มาก่อน ในไทยมีวางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ Chloé Parfums Store ทุกสาขา
ภาพ: Chloé
The post Chloé เปิดตัวน้ำหอม 4 กลิ่นใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียน appeared first on THE STANDARD.
]]>
มีคนจำนวนมากที่พูดกับคนอื่นอย่างอ่อนโยนเสมอ รับฟังเก่ง […]
The post SELF-COMPASSION: หยุดเป็นคนที่โหดร้ายที่สุดในชีวิตตัวเอง appeared first on THE STANDARD.
]]>
มีคนจำนวนมากที่พูดกับคนอื่นอย่างอ่อนโยนเสมอ รับฟังเก่ง ปลอบใจเก่ง เข้าใจความเหนื่อยของทุกคนรอบตัว แต่พอถึงเวลาหันกลับมามองตัวเอง กลับใช้คำพูดที่แข็งและใจร้ายที่สุดกับตัวเองโดยไม่รู้ตัว
เราปลอบเพื่อนได้เวลาพลาดงาน แต่ด่าตัวเองเวลาทำผิดนิดเดียว
เราเข้าใจว่าคนอื่นเหนื่อย แต่รู้สึกว่าตัวเองไม่เอาไหน ถ้าจะขอพักบ้าง
เราให้อภัยคนอื่นได้ แต่จำวันที่ตัวเองเคยผิดพลาดไว้ซ้ำๆ เหมือนลงโทษตัวเองไม่จบ
ความใจดีที่เรามอบให้โลกรอบตัว
กลับเกิดขึ้นบนพื้นฐานของการกดตัวเองไว้ตลอดเวลา จนลืมไปว่า ‘ตัวเราเอง’
ก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งเหมือนกัน และก็ควรได้รับความอ่อนโยนแบบเดียวกันนั้นด้วย
สิ่งที่น่าเศร้าคือ หลายคนเติบโตมากับความเชื่อว่า การใจดีกับตัวเองคือความอ่อนแอ หรือการพักคือความขี้เกียจ เราถูกสอนให้พยายามให้มากขึ้น
อดทนให้มากขึ้น วิ่งให้เร็วขึ้น จนบางทีเรากลายเป็นคนที่คอยกดดันตัวเองตลอดเวลา แม้ในวันที่เหนื่อยมากแล้วก็ตาม
แต่ในความจริงแล้ว คนที่ดูแลตัวเองเป็น ไม่ได้กลายเป็นคนเห็นแก่ตัวเสมอไป ตรงกันข้าม คนที่มี self-compassion หรือความเมตตาต่อตัวเอง มักมีสุขภาพใจที่มั่นคงกว่า ฟื้นตัวจากความผิดหวังได้ดีกว่า และไม่จำเป็นต้องใช้ความสมบูรณ์แบบมาพิสูจน์คุณค่าของตัวเองตลอดเวลา
การใจดีกับตัวเองไม่ใช่การปล่อยผ่านทุกอย่าง
แต่มันคือการพูดกับตัวเองเหมือนที่เราพูดกับคนที่เรารัก
อาจไม่ต้องเก่งทุกวันก็ได้ อาจเหนื่อยได้ ผิดหวังได้ พักได้
และอาจไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ เพื่อจะรู้สึกว่าตัวเองมีค่าพอ
บางทีความสัมพันธ์ที่สำคัญที่สุดในชีวิต อาจไม่ใช่ความสัมพันธ์กับใครเลย
แต่คือวิธีที่เราปฏิบัติกับตัวเอง ในวันที่ไม่มีใครเห็นต่างหาก
The post SELF-COMPASSION: หยุดเป็นคนที่โหดร้ายที่สุดในชีวิตตัวเอง appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลายคนเชื่อว่าผมบาง ผมร่วง คือกรรมพันธุ์ที่แก้ไขอะไรไม่ […]
The post HAIR FACTS: คุยเรื่อง Supplement ผิวและเส้นผม กับหมอเอิง-พญ.อังศ์วรา ธีระตันติกานนท์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลายคนเชื่อว่าผมบาง ผมร่วง คือกรรมพันธุ์ที่แก้ไขอะไรไม่ได้ แต่ พญ.อังศ์วรา ธีระตันติกานนท์ หรือหมอเอิง ผู้ก่อตั้ง SOLVEGROUP แบรนด์ Functional Supplement สัญชาติไทย มองเรื่องนี้ต่างออกไป เธอเริ่มต้นธุรกิจจากปัญหาของตัวเอง เมื่อเผชิญภาวะผมร่วงจากความเครียดในช่วงที่ผ่านมา แล้วพบว่าในตลาดขณะนั้นยังขาด Supplement ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ร่างกายแบบเป็นระบบอย่างแท้จริง และนอกจากนั้นเธอยังมองว่า Gap ไม่ใช่ว่าในตลาดไม่มีสินค้า แต่ผู้บริโภคมักยังสับสนว่าตัวไหนจำเป็น ตัวไหนเหมาะกับตัวเอง และควรดูอะไรนอกจากคำโฆษณา วันนี้หมอเอิงมาแชร์ข้อเท็จจริงกับ LIFE ว่าเส้นผมและหนังศีรษะต้องการอะไรจากภายใน และสารอาหารไหนมีหลักฐานจริง ไหนแค่กระแสกันแน่?

“เริ่มจากตัวเองค่ะ เอิงมีความเชื่อมาตลอดว่าเราไม่ควรรอจนป่วยก่อนค่อยดูแลตัวเอง และเชื่อเรื่องการเสริมให้แข็งแรงดีกว่าพังหรือเสื่อมแล้วค่อยมารักษา จุดที่ทำให้เอิงสนใจ Functional Supplement คือย้อนกลับไปเมื่อ 9 ปีที่แล้ว เอิงผมร่วงเยอะมากจากความเครียด ตอนนั้นก็พยายามหาวิตามินที่จะช่วยเสริม ไปดูในท้องตลาดจะมีแค่วิตามินเดี่ยวๆ เช่น Zinc Biotin เลยคิดว่าน่าจะมี Supplement ที่รวมเอาทั้งวิตามิน แร่ธาตุและสารสกัดหลายๆ ตัว ที่ทำงานเสริมกัน ช่วยดูแลเรื่องสุขภาพแต่ละด้าน เลยเป็นที่มาของ SOLVEGROUP ที่เราเรียกตัวเองว่า Functional Supplement คือการรวมเอาวิตามินแร่ธาตุและสารสกัดหลายชนิดที่มีส่วนผสมที่เสริมฤทธิ์กัน มีโดสที่เหมาะสม ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์การทำงานของร่างกายแบบเป็นระบบตามหลักทางวิทยาศาสตร์ค่ะ”

“ต้องย้อนกลับไปตอนเริ่มบริษัทเมื่อเจ็ดปีที่แล้วตอนนั้นในตลาดอาหารเสริมและวิตามินส่วนใหญ่ยังคงเป็นแค่วิตามินเดี่ยว ที่เน้นเรื่องโดส หรือปริมาณที่ใส่ แต่ตอนนั้นยังไม่มี Functional Supplement ที่นอกจากเรื่องชนิดของวิตามินและสารที่ใช้ รวมถึงปริมาณที่ใส่ เรายังดูเรื่องกลไกของร่างกาย การทำงานร่วมกันของส่วนผสมที่ออกฤทธิ์เสริมกัน เพื่อตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพอย่างตรงจุด และนอกจากนั้นเอิงมองว่า Gap ไม่ใช่ว่าในตลาดไม่มีสินค้า แต่ผู้บริโภคมักยังสับสนว่าตัวไหนจำเป็น ตัวไหนเหมาะกับตัวเอง และควรดูอะไรนอกจากคำโฆษณา สิ่งที่อยากเข้ามาทำคือทำให้ Supplement เข้าใจง่ายขึ้น และมีมาตรฐานมากขึ้น ตั้งแต่การเลือกสารสำคัญ การดูงานวิจัย การออกแบบสูตรให้มี Synergistic Effect หรือออกฤทธิ์เสริมกัน เราให้ความสำคัญกับความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ ผ่านคอนเทนต์ที่เข้าใจง่าย การสื่อสารแบบไม่ทำให้ผู้บริโภคคาดหวังเกินจริง ให้มองว่า Supplement เป็นตัวเสริมไม่ใช่ทางลัด เพื่อให้ผู้บริโภค สามารถดูแลสุขภาพตัวเองได้อย่างถูกต้องด้วย เพราะ Supplement ที่ดีไม่ควรแทนอาหาร ยา หรือการรักษา แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่ทำควบคู่กับ Lifestyle ที่ดี”

“Omega-3 ออกแบบจากแนวคิดว่า ผู้หญิงยุคนี้มี Silent Stress หรือความเครียดแฝงในร่างกายค่อนข้างเยอะ ทั้งจากการทำงานหนัก นอนน้อย อาหารที่ทานไม่สมดุล ทำให้เกิดการอักเสบระดับต่ำที่เราอาจไม่รู้ตัว ซึ่งการอักเสบเล็กน้อยเหล่านี้เรียกว่า Chronic Inflammation เป็นสาเหตุที่ร่างกายเกิดความเสื่อม Omega-3 โดยเฉพาะ EPA และ DHA มีบทบาทที่ถูกศึกษาในเรื่อง กระบวนการอักเสบในร่างกาย ดูแลการทำงานของหัวใจ หลอดเลือด ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Preventive Health คือไม่ใช่รอให้มีปัญหาแล้วค่อยดูแล แต่ดูแลพื้นฐานของร่างกายตั้งแต่เนิ่นๆ สิ่งที่เราโฟกัสคือผู้หญิงวัยทำงาน 30+ ถึง 40+ ที่เริ่มรู้สึกว่าเหนื่อยง่าย เครียดง่าย พักผ่อนไม่เต็มที่ หรือเริ่มอยากดูแลสุขภาพตั้งแต่เนิ่นๆ”

“จริงๆ แล้วผู้หญิงยุคนี้ดูแลตัวเองดีขึ้นมากๆ นะคะ แต่ถ้าจะให้เสริมเรื่องการดูแลตัวเองมีหลักการที่จะทำให้การดูแลตัวเองดีขึ้นคือ ยิ่งเวลาเราอายุมากขึ้น ไม่ควรดูแลเป็นจุดๆ ค่ะ แต่ควรดูแลแบบองค์รวม ดูแลเป็นระบบควบคู่กัน ยกตัวอย่าง เรื่องผิว ถ้าเราอายุ 40 เราอาจจะไม่ได้ดูแลแค่เรื่องรอยดำ สีผิว ไม่สม่ำเสมอ หรือริ้วรอย และความหย่อนคล้อย แต่ควรดูแลควบคู่กันทุกสาเหตุ เป็นเพราะว่าพอเราอายุมากขึ้นความเสื่อม ขึ้นทุกชั้นผิว ดังนั้นเราควรจะดูแลควบคู่กันไปทั้งระบบ และการดูแลตัวเองเมื่ออายุมากขึ้นไม่ควรจะเน้นแค่ภายนอกอย่างเดียว ควรดูแลตัวเองจากภายในด้วย เช่น อยากผิวดี การนอนมีผล ควรนอนที่ดีให้มีคุณภาพ เน้นอาหารที่มีโปรตีนหลากหลายทานโปรตีนให้เพียงพอ ลดอาหารที่มีน้ำตาลสูง ทานไฟเบอร์จากผักหลายสี เพื่อเราจะได้สารต้านอนุมูลอิสระที่หลากหลายค่ะ”
“ถ้าพูดแบบ Evidence-Based เอิงมองว่า Collagen Peptides เป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีงานวิจัยค่อนข้างเยอะในเรื่อง Skin Hydration, และ Skin Elasticity คือเรื่องความชุ่มชื้นและยืดหยุ่นของผิว โดยมี Systematic Review และ Meta-Analysis ที่พบว่าการรับประทาน Hydrolyzed Collagen ช่วยเรื่องความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น ได้ โดยหลายงานใช้ระยะเวลาประมาณ 8-12 สัปดาห์
แต่เอิงจะไม่พูดว่า Collagen คือคำตอบเดียวของผิว เพราะผิวเกี่ยวข้องกับหลายระบบ เช่น Oxidative Stress, Barrier Function, Collagen Synthesis, UV Exposure และการนอน ดังนั้นในสูตรที่ดี เรามักมองหลายมิติ เช่น Collagen, Vitamin C, Ceramide, Antioxidant เช่น Pycnogenol ที่ดูแลเรื่องเม็ดสีรวมถึง Astaxanthin ที่ดูแลเรื่อง Skin Aging, Moisture และ Elasticity หรือเรื่องริ้วรอย สำหรับ Vitamin C มีบทบาทสำคัญต่อการสร้าง Collagen และ Antioxidant Function ในผิว ส่วน Ceramide มีงานวิจัยด้าน Skin Hydration หรือความชุ่มชื้นของผิว และ Skin Barrier ค่ะ”

“สามตัวนี้ทำงานคนละหน้าที่ค่ะ Collagen Peptides คือวัตถุดิบเชิงโครงสร้าง เป็น Peptide/ Amino Acid ที่เกี่ยวข้องกับผิว ความยืดหยุ่น และความชุ่มชื้น โดยงานวิจัยในคนมักประเมินผลที่ 8-12 สัปดาห์ Vitamin C เป็น Cofactor ในการสร้าง Collagen และเป็น Antioxidant ดังนั้นไม่ได้ทำหน้าที่เหมือน Collagen แต่ช่วยสนับสนุนกระบวนการสร้างและปกป้องโครงสร้างผิว Biotin เป็นวิตามินบีที่เกี่ยวกับ Metabolism และมักถูกพูดถึงเรื่องผม เล็บ แต่หลักฐานเรื่องการเสริม Biotin ในคนทั่วไปที่ไม่ได้ขาด อาจจะไม่ได้ช่วยเรื่องผมร่วง ผมบาง แต่ทำให้ผมแข็งแรง กินร่วมกันได้ในคนทั่วไปค่ะ แต่ควรระวัง Biotin เพราะอาจรบกวนผลตรวจเลือดบางชนิด โดยเฉพาะ Thyroid Hormone และ Cardiac Marker จึงควรแจ้งแพทย์หรือหยุดก่อนตรวจตามคำแนะนำของแพทย์”
“จริงๆ แล้วผิวและผมเป็นเหมือน กระจกสะท้อนสุขภาพภายในค่ะ เพราะร่างกายจะเอาสารอาหารไปใช้กับอวัยวะสำคัญก่อน ถ้าร่างกายได้รับสารอาหารไม่พอ สิ่งที่เริ่มเปลี่ยนบ่อย ๆ ก็คือผิว ผม และเล็บ เช่น
แต่สิ่งสำคัญคือ อาการเหล่านี้ไม่ได้แปลว่า ขาดวิตามินแน่นอนเสมอไป เพราะผมร่วงหรือผิวแย่อาจเกิดจากความเครียด การนอน ฮอร์โมน ไทรอยด์ การลดน้ำหนักเร็ว หรือโรคบางอย่างได้เหมือนกัน ดังนั้นถ้ามีอาการชัดหรือเป็นต่อเนื่อง ควรหาสาเหตุร่วมด้วยค่ะ”

“ถ้าพูดตามหลักวิทยาศาสตร์ ผิวไม่ได้เปลี่ยนในไม่กี่วันค่ะ เพราะร่างกายต้องใช้เวลาในการ เปลี่ยนแปลงจากภายใน ก่อนที่เราจะเริ่มเห็นผลจากภายนอก โดยทั่วไป วงจรการผลัดเซลล์ผิวของผู้ใหญ่จะนานกว่าเด็กๆด้วย อยู่ประมาณ 28-40 วัน และจะช้าลงตามอายุ ความเครียด การนอน และ UV Exposure ดังนั้น Supplement ที่เกี่ยวข้องกับผิวจึงมักต้องใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 8-12 สัปดาห์ ถึงจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง
อย่าง Collagen Peptides หลายงานวิจัยในคนเริ่มประเมินผลที่ประมาณ 8-12 สัปดาห์ และพบการเปลี่ยนแปลงเรื่อง Skin Hydration, Elasticity และ Wrinkle Appearance ในบางกลุ่ม นอกจาก Collagen จริง ๆ ยังมี Nutrient และ Antioxidant หลายตัวที่มีข้อมูลเกี่ยวข้องกับผิว เช่น
สิ่งสำคัญคือ Supplement ไม่ได้ทำงานแยกจาก lifestyle ค่ะ เพราะถ้ายังนอนน้อย เครียดสูง เจอ UV เยอะ สูบบุหรี่ หรือได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ ผลลัพธ์ก็อาจไม่ชัด แม้จะเลือก Supplement ที่ดีแล้วก็ตาม ดังนั้นเอิงมองว่า Supplement เป็นตัวช่วยสนับสนุนการทำงานของผิวจากภายใน ทึ่ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนผิวแบบรวดเร็วหรือทันทีค่ะ และควรควบคู่กับการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์หรือการใช้ชีวิตควบคู่ไปด้วยค่ะ”
“เอิงยึดอยู่ 6 เรื่อง ที่ถือว่าเป็นพื้นฐานแต่สำคัญมากค่ะดังนี้
The post HAIR FACTS: คุยเรื่อง Supplement ผิวและเส้นผม กับหมอเอิง-พญ.อังศ์วรา ธีระตันติกานนท์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
มีใครเคยเซฟเรฟ ‘ทรงจมูก’ ที่อยากทำไว้เพียบ แต่พอถึงเวลา […]
The post ‘My Emma Nose’ แพลตฟอร์มที่ชวนคุณมาเทสต์จมูกให้ถูกจริตด้วย AI + AR ก่อนตัดสินใจทำจริง [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.
]]>
มีใครเคยเซฟเรฟ ‘ทรงจมูก’ ที่อยากทำไว้เพียบ แต่พอถึงเวลาต้องเลือกจริง ๆ ลังเลไหม? เราอาจมีทรงที่ชอบอยู่ในใจ มีรีวิวที่ดูแล้วรู้สึกว่าแบบนี้แหละที่อยากได้
แต่เมื่อคิดต่อว่าทรงนั้นจะมาอยู่บนหน้าของตัวเองจริง ๆ ก็เกิดไม่มั่นใจขึ้นมา
เพราะจมูกไม่ใช่แค่จุดหนึ่งบนใบหน้า แต่เป็นองค์ประกอบที่เปลี่ยนภาพรวมของทั้งหน้าได้อย่างชัดเจน ทรงที่ดูสวยบนใบหน้าคนหนึ่ง อาจไม่ได้ให้ความรู้สึกเดียวกันเมื่อมาอยู่บนใบหน้าเรา
และนี่คือจุดเริ่มต้นของ My Emma Nose แพลตฟอร์มจาก EMMA Clinic ภายใต้ความร่วมมือกับ adapter digital ที่ได้นำเทคโนโลยี AI + AR เข้ามาช่วยวิเคราะห์ใบหน้าและจำลองทรงจมูก เพื่อเปลี่ยนการเลือกทรงจากภาพในหัว ให้กลายเป็น ‘ภาพที่เห็นบนใบหน้าจริง’ ก่อนตัดสินใจทำศัลยกรรมจมูก
ถ้ามัวแต่จินตนาการ หลายครั้งเราก็ยังไม่มั่นใจอยู่ดี EMMA Clinic จึงร่วมกับ adapter digital พัฒนา My Emma Nose แพลตฟอร์ม AI + AR ที่ช่วยวิเคราะห์สัดส่วนเครื่องหน้า โครงหน้า และความสมดุลโดยรวม ก่อนแนะนำทรงจมูกที่มีแนวโน้มจะเข้ากับใบหน้าของแต่ละคนมากที่สุดตามหลักการ Golden Ratio (อัตราส่วนทองคำที่บอกความเป๊ะของใบหน้า)
สิ่งที่น่าสนใจคือ My Emma Nose ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าใจใบหน้าของตัวเองมากขึ้น เห็นภาพความเป็นไปได้เบื้องต้น และมี Reference ที่ชัดขึ้นก่อนนำไปพูดคุยหรือปรึกษากับแพทย์
ขั้นตอนการใช้งาน My Emma Nose เริ่มจากการสแกนใบหน้าผ่านสมาร์ทโฟน ทั้งมุมหน้าตรงและมุมด้านข้าง เพื่อวิเคราะห์โครงหน้า สัดส่วน และจุดเด่นของแต่ละคน
หลังจากนั้นระบบจะประมวลผล Facial Harmony และความบาลานซ์ของใบหน้า โดยอ้างอิงหลัก Golden Ratio อย่างครอบคลุม ตั้งแต่สันจมูก แกนจมูก ปีกจมูก มุมปลายจมูก ไปจนถึงองค์ประกอบเครื่องหน้าโดยรวม
ผลลัพธ์ที่ได้คือคำแนะนำ ‘ทรงจมูกที่ใช่’ ซึ่งไม่ได้บอกแค่ว่าควรเลือกทรงไหน แต่ยังอธิบายด้วยว่าทรงนั้นช่วยเสริมอะไรให้กับใบหน้า เช่น ทำให้หน้าดูโดดเด่นขึ้น มีมิติขึ้น หรือลุคโดยรวมดูสดใสและบาลานซ์กว่าเดิม จากนั้นระบบจะพาไปสู่ AR Preview เพื่อให้เราเห็นใบหน้าปัจจุบันของตัวเองพร้อมทรงจมูกที่ระบบแนะนำ เหมือนได้ลองมีจมูกทรงนั้นจริง ๆ ก่อนตัดสินใจทำศัลยกรรม

สิ่งที่ชอบมากอีกอย่างของ My Emma Nose คือ แม้ระบบจะมีทรงที่แนะนำ แต่สุดท้ายผู้ใช้งานยังเป็นคนเลือกเองได้ว่า ทรงไหนทำให้รู้สึกมั่นใจที่สุด ชอบตัวเองในลุคไหนมากที่สุด หรือทรงไหนดูเข้ากับบุคลิกของเราที่สุด โดยสามารถลองทรงจมูกผ่านใบหน้าจริงแบบ AR ได้ โดยมีให้เลือกทั้งหมด 6 แบบ ทั้ง สันคมชัด มั่นสู้กล้อง, สันเรียวเล็ก สเปกเธอ, สันละมุน สุดเนียนนี, หวานหรู ลูกคุณหนู, หยดน้ำชัด จัดหวานซอฟต์ และ โด่ง ซอฟต์หวาน
หลังจากลองแล้ว ยังสามารถถ่ายรูปหรือวิดีโอเก็บไว้ดูซ้ำ เปรียบเทียบ หรือใช้เป็น Reference สำหรับปรึกษาแพทย์ต่อได้
แน่นอนว่า การตัดสินใจทำศัลยกรรมยังต้องอาศัยการประเมินจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอยู่ดี เพราะผลลัพธ์จริงขึ้นอยู่กับโครงสร้างจมูกเดิม เนื้อจมูก เทคนิคการผ่าตัด และความเหมาะสมของแต่ละบุคคล แต่การได้เห็นภาพพรีวิวเบื้องต้นของผลลัพธ์ก่อน ก็มีส่วนช่วยให้ความกังวลบางส่วนค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความมั่นใจ
และนี่คือสิ่งที่ EMMA Clinic และ adapter digital มองเห็นและหยิบมาพัฒนาเป็น My Emma Nose แพลตฟอร์มที่ช่วยให้การเลือกทรงจมูกไม่ต้องอาศัยแค่ภาพในหัวหรือ Reference จากใบหน้าคนอื่นอีกต่อไป
แต่เริ่มจากการทำความเข้าใจใบหน้าของตัวเองมากขึ้น
ใครที่กำลังลังเลว่าทรงจมูกแบบไหนจะเข้ากับตัวเอง ลองสแกนและค้นหา ‘ทรงจมูกที่ใช่’ ได้แล้ววันนี้ที่ Emma Clinic ›
The post ‘My Emma Nose’ แพลตฟอร์มที่ชวนคุณมาเทสต์จมูกให้ถูกจริตด้วย AI + AR ก่อนตัดสินใจทำจริง [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.
]]>
JOMO ทำไมบางทีการพลาดบางอย่างถึงดีต่อใจกว่า มีคื […]
The post รู้จัก JOMO การยอมพลาดอะไรไปบ้าง แล้วเริ่มเลือกชีวิตของตัวเอง appeared first on THE STANDARD.
]]>
มีคืนไหนบ้างที่คุณปฏิเสธการออกไปข้างนอก แล้วนอนอยู่บ้านเฉยๆ โดยไม่รู้สึกผิด ถ้ามี นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าคุณกำลังค้นพบ JOMO หรือ Joy of Missing Out โดยไม่รู้ตัว
JOMO เป็นคำที่ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2026 (ซึ่งเป็นทิศทางตรงข้ามกับ FOMO) มันคือการเลือกอย่างตั้งใจที่จะไม่อยู่ในทุกที่ ปล่อยให้ตัวเองไม่ต้องอัปเดตทุกอย่าง ไม่ต้องไปทุกงาน ไม่ต้องตามทุกเทรนด์ และที่สำคัญกว่านั้นคือทำได้โดยไม่มีความรู้สึกผิดติดมาด้วย
นักจิตวิทยาและนักปรัชญาชาวเดนมาร์ก Svend Brinkmann ได้นำแนวคิด JOMO เข้าสู่โลกวิชาการ ด้วยข้อโต้แย้งต่อแรงกดดันทางวัฒนธรรมที่บอกให้เราต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะในความเป็นจริง ยิ่งเรามีตัวเลือกมาก สมองยิ่งเหนื่อย รวมถึง Barry Schwartz นักจิตวิทยาที่ศึกษาเรื่องนี้โดยตรงก็เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า The Paradox Of Choice ยิ่งมีให้เลือกมาก ยิ่งตัดสินใจยาก และยิ่งไม่พอใจในสิ่งที่เลือกไป เพราะสมองไม่หยุดสงสัยว่าทางอื่นจะดีกว่าไหม
คราวนี้มาลองหาข้อมูลในทางประสาทวิทยา พบว่าสมองของเราต้องการช่วงเวลาพักเพื่อจัดระเบียบความทรงจำ ประมวลผลประสบการณ์ และรักษาการทำงานของสมองให้ดี โดย Default Mode Network ซึ่งทำงานตอนที่เราไม่ได้โฟกัสกับอะไรข้างนอก มีบทบาทสำคัญในการสะท้อนตัวเอง จินตนาการ และการฟื้นฟูอารมณ์ พูดง่ายๆ คือช่วงเวลาที่เราหยุดนิ่ง ไม่ได้เลื่อนหน้าจอ ไม่ได้ตอบอะไรใคร ไม่ได้อยู่ในงานปาร์ตี้ คือช่วงเวลาที่สมองกำลังทำงานที่สำคัญที่สุดอยู่เงียบๆ
หลายคนอาจสับสนว่า JOMO คือการเก็บตัวหรือถอยออกจากโลก แต่จริงๆ แล้วมันต่างกัน FOMO ถามว่า ฉันกำลังพลาดอะไรอยู่ ขณะที่ JOMO ถามว่า ฉันได้อะไรจากการอยู่ตรงนี้ มันคือการเปลี่ยนจากการบริโภคชีวิตแบบ Passive ตามที่ฟีดพาไป สู่การออกแบบชีวิตด้วยตัวเองอย่างตั้งใจ
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน PubMed พบว่า JOMO ช่วยลดการติดโซเชียลมีเดียได้จริง และส่งผลให้เกิดความสมดุลที่ดีขึ้นระหว่างชีวิตออนไลน์และออฟไลน์ ขณะที่งานศึกษาจาก Washington State University ยังพบเพิ่มอีกว่า คนที่มีระดับ JOMO สูงรายงานว่าใช้โซเชียลมีเดียน้อยลง มีความนับถือตัวเองมากขึ้น และมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น ทั้งความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าลดลง บางครั้งมันช่วยให้คนแสวงหาความหมายที่ลึกกว่าในชีวิต แทนที่จะรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่พลาดไป
ไม่ต้องเริ่มจากการ detox โทรศัพท์ทั้งสัปดาห์หรือเลิกโซเชียลทันที แค่ลองถามตัวเองก่อนตอบรับทุกนัด ทุก invite ทุกการ scroll ว่าฉันอยากทำสิ่งนี้จริงๆ ไหม หรือแค่กลัวว่าจะพลาด ถ้าคำตอบคือข้อหลัง นั่นคือสัญญาณที่ FOMO กำลังตัดสินใจแทนคุณอยู่ บางทีคืนที่ดีที่สุดในชีวิตอาจไม่ใช่คืนที่เราไปอยู่ทุกที่ แต่เป็นคืนที่เราเลือกอยู่เฉยๆ ในที่ที่ใจสงบ และรู้สึกว่านั่นก็เพียงพอแล้วนะ
The post รู้จัก JOMO การยอมพลาดอะไรไปบ้าง แล้วเริ่มเลือกชีวิตของตัวเอง appeared first on THE STANDARD.
]]>
หัวใจของการใช้ชีวิตไม่ได้อยู่ที่ว่าเราใช้มันอย่างไร แต่ […]
The post VATANIKA เปิดตัว ‘Equilibrium’ นิยามใหม่ของความลักชัวรีและ Well-being appeared first on THE STANDARD.
]]>
หัวใจของการใช้ชีวิตไม่ได้อยู่ที่ว่าเราใช้มันอย่างไร แต่คือเราใส่คุณภาพและความสุขลงไปในทุกช่วงเวลาได้มากแค่ไหน เพื่อให้ทั้งเวลาและความสุขของเรายืนยาวออกไป และได้แบ่งปันสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตกับคนที่เรารัก และรักเรา
วทานิกา ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา ผู้ก่อตั้ง VATANIKA
หากพูดถึงชื่อ VATANIKA เชื่อว่าสิ่งแรกที่ทุกคนนึกถึงคือแบรนด์ดีไซเนอร์ไทยที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจและสไตล์อันเฉียบคม ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเราได้เห็น แพร-วทานิกา ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา สร้างแรงบันดาลใจผ่านรันเวย์แฟชั่นและรายการ Online Reality Series ที่ได้รับความนิยมไปทั่วประเทศ ซึ่งไม่ใช่แค่การโชว์งานดีไซน์ แต่คือการนำไลฟ์สไตล์ที่มีรสนิยมเข้ามาใกล้ชิดผู้คนมากขึ้น
ล่าสุด VATANIKA กำลังขยับไปอีกขั้น ด้วยการก้าวข้ามขอบเขตของแฟชั่นสู่การเป็น Experience Architect ในโปรเจกต์ที่มีชื่อว่า ‘Equilibrium’ ซึ่งเป็นการนิยามมุมมองใหม่ของการใช้ชีวิตในยุคปัจจุบันให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
ตลอดเวลาที่ผ่านมาแบรนด์พิสูจน์ให้เห็นว่าสไตล์ที่แท้จริงไม่เคยแยกออกจากคุณภาพของการใช้ชีวิต และโปรเจกต์ Equilibrium คือบทพิสูจน์นั้น โดยเปลี่ยนจากการออกแบบเสื้อผ้า มาเป็นการออกแบบประสบการณ์ที่ช่วยสร้างสมดุลระหว่างการ ‘Live Fully’ (ใช้ชีวิตเต็มที่) และ ‘Live Well’ (ดูแลตัวเองอย่างดี) ให้เกิดขึ้นจริง โดยโปรเจกต์นี้เริ่มต้นจากความเชื่อง่ายๆ แต่ทรงพลังว่าคุณภาพชีวิตไม่ได้วัดกันที่ตัวเลข แต่คือความรู้สึกข้างใน
View this post on Instagram
ความน่าตื่นเต้นครั้งแรกจะเริ่มต้นขึ้นที่ ภูเก็ต ในเดือพฤษภาคม 2569 นี้ กับทริปส่วนตัวสุดเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะแขกทีได้รับเชิญเท่านั้น ซึ่งในทริปนี้ได้รับการสนับสนุนโดย Reignwood Group ที่จะพาทุกคนออกไปสัมผัสประสบการณ์ Equilibrium กันบนเรือยอชต์สุดหรู
หลายคนอาจจะติดภาพว่า การขึ้นเรือยอร์ชจะต้องหมายถึงปาร์ตี้สุดเหวี่ยงเพียงอย่างเดียว แต่สำหรับเธอเลือกที่จะตีความใหม่เพื่อพิสูจน์ว่า เราสามารถสนุกกับชีวิตอย่างเต็มที่ไปพร้อมๆ กับการดูแลร่างกายได้ ยิ่งไปกว่านั้น
ทริปนี้ยังได้ Layan Life by Anantara Layan Phuket Resort เข้ามาช่วยออกแบบประสบการณ์สุขภาพแบบเฉพาะบุคคลให้กับแขกแต่ละท่าน เพื่อให้มั่นใจว่าสมดุลที่แต่ละคนได้รับนั้นเหมาะสมและทรงพลังที่สุด นี่คือการผสมผสานระหว่างความลักชัวรีและ Well-being ที่จะสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับไลฟ์สไตล์ยุคปัจจุบัน และนี่คือการนำเสนอประสบการณ์ที่สามารถสัมผัสได้จริงว่าสมดุลที่แท้จริงนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร ใครที่อยากติดตามรายละเอียดและแรงบันดาลใจได้ทางช่องทางโซเชียลมีเดียของ VATANIKA
ภาพ: VATANIKA
The post VATANIKA เปิดตัว ‘Equilibrium’ นิยามใหม่ของความลักชัวรีและ Well-being appeared first on THE STANDARD.
]]>