วันอาทิตย์แล้ว แต่บางคนอาจยังรู้สึกเหนื่อยจากทั้งสัปดาห […]
The post You Made It แค่ผ่านวันยากๆ มาได้ ก็เก่งมากแล้วนะ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันอาทิตย์แล้ว แต่บางคนอาจยังรู้สึกเหนื่อยจากทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา
ตื่นสายหน่อย นอนเล่นนานหน่อย
ยังไม่อยากออกไปไหน ก็ไม่เป็นไรนะ
กว่าจะถึงวันนี้ เราอาจเจอหลายเรื่องที่ใช้แรงและความรู้สึกไปไม่น้อย
บางเรื่องผ่านไปแล้ว แต่ยังนึกถึง บางเรื่องก็ยังไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไร
พอมีเวลาว่าง ความเหนื่อยที่เก็บไว้ทั้งสัปดาห์จึงค่อยๆ รู้สึกชัดขึ้น
ถ้าวันนี้ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน อย่าเพิ่งรีบตำหนิตัวเอง
วันหยุดไม่จำเป็นต้องมีแพลนดีๆ หรือกิจกรรมเต็มวันเสมอไป
แค่ได้กินข้าวช้าๆ ดูซีรีส์ เล่นกับแมว หรืองีบสักหน่อย ก็เป็นวันหยุดที่ดีได้
ลองถามตัวเองว่า “วันนี้อยากทำอะไร” แทน “วันนี้ต้องทำอะไรให้เสร็จ”
ถ้ายังคิดไม่ออก ก็ให้เวลาตัวเองได้พักก่อน
เรื่องไหนรอได้ ลองเก็บไว้จัดการเมื่อพร้อม
ถ้าเผลอคิดถึงงานวันจันทร์ ก็ไม่ต้องโกรธตัวเอง
ค่อยๆ กลับมาทำสิ่งตรงหน้า
เรายังมีวันนี้ให้กินของอร่อย คุยกับคนที่คิดถึง
หรืออยู่เงียบๆ ตามใจตัวเอง
แค่ผ่านวันยากๆ มาได้ ก็เก่งมากแล้วนะ
วันอาทิตย์นี้ ขอให้คุณได้พักแบบที่ตัวเองต้องการบ้าง
The post You Made It แค่ผ่านวันยากๆ มาได้ ก็เก่งมากแล้วนะ appeared first on THE STANDARD.
]]>
Mental Matters Fest 2026 ชวนฟังเรื่องราวที่ไม่ค่อยถูกพู […]
The post เรื่องที่ไม่เคยพูด อาจเป็นเรื่องที่ใครหลายคนรู้สึก ชวนไป Mental Matters Fest 2026 appeared first on THE STANDARD.
]]>
บางเรื่องในชีวิตเราอาจไม่ใช่เรื่องที่พูดออกมาได้ง่ายๆ โดยเฉพาะประสบการณ์ที่แตกต่างจากความคาดหวังของสังคม หรือความรู้สึกที่เราไม่รู้จะอธิบายให้ใครฟังอย่างไร SOULSMITH by Empathy Sauce จึงชวนทุกคนมาสำรวจเรื่องราวเหล่านั้นผ่าน Mental Matters Fest 2026: Unspoken Stories เฟสติวัลด้านสุขภาพใจที่อยากเปิดพื้นที่ให้เรื่องราวซึ่งไม่ค่อยถูกพูดถึง ได้มีโอกาสถูกเล่า รับฟัง และทำความเข้าใจ โดยไม่จำเป็นต้องมีคำตอบหรือข้อสรุปที่เหมือนกัน

ความน่าสนใจของปีนี้คือการนำเสนอในรูปแบบ Performances and Conversations ที่ใช้ทั้งการแสดงสด ดนตรี และศิลปะเป็นเครื่องมือชวนสำรวจความรู้สึกและประสบการณ์ชีวิต ผ่านกิจกรรมที่น่าสนใจ เช่น Mental Monologue การแสดงบทพูดเดี่ยวที่ถ่ายทอดเรื่องราวจากประสบการณ์จริง, 1,000 Characters การแสดงเดี่ยวของ เจีย-สฤญรัตน์ โทมัส ที่ชวนสำรวจบาดแผลและความสัมพันธ์ในครอบครัว, อย่า: อยู่ อย่าง อยาก (Growing Apart by Three Therapists) การแสดงที่ตั้งคำถามกับความเชื่อเรื่องชีวิตคู่ การหย่าร้าง และนิยามของความสัมพันธ์ที่ดี

นอกจากนี้ยังมีเวิร์กชอป Music and Charcoal ที่ให้ผู้เข้าร่วมถ่ายทอดความรู้สึกผ่านการวาดภาพด้วยถ่านชาร์โคลประกอบดนตรีสด และ Music & Sculpting ที่ใช้การปั้นร่วมกับเสียงดนตรีเพื่อสำรวจโลกภายในตัวเอง
Mental Matters Fest 2026: Unspoken Stories จัดขึ้นในสองสุดสัปดาห์ ได้แก่ วันที่ 31 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน และ 6-8 พฤศจิกายน 2569 ที่ SOULSMITH by Empathy Sauce ซอยเจริญนคร 5/1 ดูรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่ https://www.eventpop.me/e/171021


The post เรื่องที่ไม่เคยพูด อาจเป็นเรื่องที่ใครหลายคนรู้สึก ชวนไป Mental Matters Fest 2026 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ลองสังเกตดูว่าคำว่า Anti-aging เริ่มหายไปจากบทสนทนาเรื่ […]
The post Merz Aesthetics ดึง Lucy Liu ชูเทรนด์ Skin Longevity ดูแลผิววัย 45-64 ปี appeared first on THE STANDARD.
]]>
ลองสังเกตดูว่าคำว่า Anti-aging เริ่มหายไปจากบทสนทนาเรื่องความงามอย่างเงียบๆ และคำที่เข้ามาแทนคือ Skin Longevity หรือการดูแลให้ผิวแข็งแรงและทำงานได้ดีไปนานๆ คำถามจึงเปลี่ยนจากทำอย่างไรให้ดูเด็กลง เป็นทำอย่างไรให้ผิวอยู่กับเราได้ดีที่สุดในทุกช่วงวัย
ล่าสุด Merz Aesthetics บริษัทเวชศาสตร์ความงามเฉพาะทางระดับโลก หยิบแนวคิดนี้มาขยายเป็นแคมเปญระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในชื่อ Your Time is Now เปิดตัวอย่างเป็นทางการที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ พร้อมแต่งตั้งลูซี่ หลิว (Lucy Liu) นักแสดง โปรดิวเซอร์ ผู้กำกับ และนักรณรงค์ เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ประจำภูมิภาคคนล่าสุด และตั้งใจให้แคมเปญนี้สื่อสารกับผู้หญิงวัย 45-64 ปีโดยตรง ซึ่งมีมากกว่า 240 ล้านคนทั่วเอเชียแปซิฟิก และแบรนด์เรียกกลุ่มนี้ว่า Proudly Becoming ผู้หญิงที่มองหาความงามซึ่งสะท้อนความมั่นใจจากภายใน มากกว่าการวิ่งตามมาตรฐานที่ฝืนธรรมชาติ

ความน่าสนใจอยู่ที่กลุ่มเป้าหมาย แคมเปญนี้พูดกับผู้หญิงวัย 45-64 ปีโดยตรง ซึ่งมีมากกว่า 240 ล้านคนทั่วเอเชียแปซิฟิก และแบรนด์เรียกกลุ่มนี้ว่า Proudly Becoming ผู้หญิงที่มองหาความงามซึ่งสะท้อนความมั่นใจจากภายใน มากกว่าการวิ่งตามมาตรฐานที่ฝืนธรรมชาติ
แนวคิดเบื้องหลังคือ ใบหน้าของเราเปลี่ยนไปตามวัยในหลายชั้นพร้อมกัน ทั้งโครงสร้างใบหน้า ความหนาแน่นของคอลลาเจนใต้ชั้นผิว และการทำงานของกล้ามเนื้อ การแก้ริ้วรอยทีละจุดเมื่อปัญหาปรากฏจึงไม่พออีกต่อไป การดูแลแบบองค์รวมตั้งแต่เนิ่นๆ เปรียบได้กับการตรวจเช็กและเสริมความแข็งแรงให้โครงสร้างผิว เพื่อให้ผิวสดใสและดูดีอย่างเป็นธรรมชาติในระยะยาว

จากนางฟ้าชาร์ลีสู่ศิลปินมากฝีมือ ลูซี่ เล่าว่าช่วงชีวิตนี้คือช่วงที่เธอใช้ชีวิตอย่างตั้งใจมากขึ้น ให้ความสำคัญกับสุขภาพภายในและเป้าหมายชีวิต แทนการคอยเทียบตัวเองกับวันเก่า เธอมองว่าชีวิตมีอิสระขึ้นเมื่อเลิกรั้งตัวเองไว้ในกรอบเดิม แล้วเปิดรับการเปลี่ยนแปลงและภูมิใจกับทุกเวอร์ชันที่กำลังเติบโต มุมมองนี้ตรงกับใจความของแคมเปญ คือการเปลี่ยนแปลงตามวัยเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางชีวิตที่โอบรับได้ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง
“ช่วงชีวิตนี้เป็นช่วงเวลาที่ฉันใช้ชีวิตอย่างมีความตั้งใจมากขึ้น สำหรับฉันมันคือการให้ความสำคัญกับสุขภาพกายใจ และเป้าหมายในชีวิต แทนที่จะคอยเปรียบเทียบตัวเองในอดีต ฉันรู้สึกว่าชีวิตมีอิสระมากขึ้น เมื่อเราเลิกพยายามรั้งตัวเองให้อยู่ในกรอบเดิมๆ แต่เปิดรับการเปลี่ยนแปลง และภูมิใจกับตัวเองในทุกเวอร์ชันที่เรากำลังเติบโตไป”

ในเชิงปฏิบัติ Merz Aesthetics นำเสนอ SkinGivity Solutions กรอบการทำงานบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ที่ช่วยให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญประเมินโครงสร้างผิวที่เปลี่ยนไปตามวัยได้แม่นยำ แล้วออกแบบแผนการดูแลเฉพาะบุคคลร่วมกับผู้รับบริการ หัวใจคือการผสานจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ในพอร์ตโฟลิโอ ได้แก่ Ultherapy PRIME®, Ultherapy PDRN Peptide Radiance Mask, โปรแกรมลดเลือนริ้วรอย, โปรแกรม BELOTERO® และโปรแกรม RADIESSE® ภายใต้การวางแผนการรักษาร่วมกับแพทย์ ครอบคลุมตั้งแต่รูปลักษณ์ภายนอกไปจนถึงการฟื้นฟูโครงสร้างผิวลึกถึงระดับเซลล์

ลอเรนซ์ เซียว (Lawrence Siow) ประธานประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เมิร์ซ เอสเธติกส์ มองว่าแคมเปญ Your Time is Now นี้สะท้อนจุดเปลี่ยนในวิธีคิดของผู้หญิงวัย 45-64 ปี ที่ต้องการการดูแลเฉพาะบุคคลและผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ สอดคล้องกับภาพลักษณ์ความมั่นใจในระยะยาว ซึ่งเมิร์ซ เอสเธติกส์ มุ่งสนับสนุนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการวางแผนและการดูแลผิวที่ออกแบบเฉพาะบุคคลภายใต้แนวคิด Skin Longevity อยู่แล้ว

ขณะที่ดร.ซาแมนธา เคอร์ (Dr. Samantha Kerr) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิทยาศาสตร์ ย้ำว่าเมื่อความเข้าใจเรื่อง Skin Longevity ก้าวหน้าขึ้น แนวทางเวชศาสตร์ความงามก็ต้องก้าวตาม แบรนด์ยังเผยแผนเปิด Research & Development Innovation Center (RDIC) แห่งใหม่ในสิงคโปร์ เพื่อเป็นศูนย์กลางงานวิจัยด้าน Skin Aging และ Skin Longevity อีกด้วย
“เมื่อความเข้าใจด้าน Skin Longevity พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องแนวทางการดูแลด้านเวชศาสตร์ความงามก็ต้องก้าวหน้าตามไปด้วย พอร์ตโฟลิโอของเมิร์ซ เอสเธติกส์ จึงถูกออกแบบมาเพื่อให้แพทย์สามารถจัดการปัญหาผิวได้รอบด้าน ฟื้นบำรุงความแข็งแรงและโครงสร้างผิวให้ยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้ทุกคนดูดีและมั่นใจในทุกการเปลี่ยนแปลงตามช่วงวัย”

มูฟนี้บอกอะไรเราได้ 3 เรื่อง เรื่องแรกคือผู้หญิงวัย 45 ขึ้นไปถูกมองเป็นตัวเอกของเรื่อง ไม่ใช่กลุ่มที่ต้องถูกแก้ไข เรื่องที่สองคือเวชศาสตร์ความงามกำลังขยับจากการขายหัตถการทีละอย่าง ไปสู่การวางแผนระยะยาวที่มีแพทย์เป็นคนออกแบบ เรื่องสุดท้ายคือการเลือก Lucy Liu ผู้หญิงที่ไม่เคยพยายามเป็นใครในอดีต ทำให้สารของแคมเปญน่าเชื่อขึ้นมาก เพราะความงามยุคนี้ไม่ได้วัดกันที่การย้อนเวลา แต่วัดที่เราอยู่กับตัวเองในวันนี้ได้อย่างมั่นใจแค่ไหน
The post Merz Aesthetics ดึง Lucy Liu ชูเทรนด์ Skin Longevity ดูแลผิววัย 45-64 ปี appeared first on THE STANDARD.
]]>
จากความรักในท้องทะเลสู่การร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทราย-สิรณั […]
The post CATHY DOLL x ทราย สก็อต เปิดตัวกันแดด Mineral รักษ์ทะเล appeared first on THE STANDARD.
]]>
จากความรักในท้องทะเลสู่การร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทราย-สิรณัฐ สก็อต จับมือ CATHY DOLL เปิดตัว CATHY DOLL x PSI SCOTT Eco Heart Sunscreen SPF50+ PA++++ กันแดดที่ตั้งโจทย์จากการใช้งานจริงของคนชอบลุยแดดและทำกิจกรรมทางน้ำ พร้อมคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล
ทรายร่วมถ่ายทอดแนวคิด Eco Heart ที่เชื่อมการดูแลตัวเองเข้ากับความใส่ใจธรรมชาติ โดยแบรนด์ระบุว่าผลิตภัณฑ์ใช้สารกันแดดแบบ Mineral 100% อย่าง Non-Nano Zinc Oxide 25% พร้อมคุณสมบัติทนน้ำ 80 นาที และเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่มีพลาสติกรีไซเคิลหลังการบริโภค (PCR) 30%
ภายในงานเปิดตัว Eco Heart Sun Club ยังมีกิจกรรมทดลองการกระจายตัวของกันแดดบนผิวผ่านกล้อง UV Camera และเวิร์กช็อปทำกำไลเปลี่ยนสีตามรังสี UV จากพลาสติกรีไซเคิล เพื่อชวนให้การปกป้องผิวและการใส่ใจสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องใกล้ตัว
สำหรับคำว่า Reef Safe ที่แบรนด์ใช้สื่อสาร ยังไม่ใช่คำรับรองว่ากันแดดจะไม่ส่งผลต่อปะการังทุกกรณี และหลักฐานเรื่องผลกระทบต่อระบบนิเวศยังมีข้อจำกัด การสวมเสื้อป้องกัน UV และไม่สัมผัสปะการังจึงเป็นอีกส่วนของการเที่ยวทะเลอย่างใส่ใจธรรมชาติ
The post CATHY DOLL x ทราย สก็อต เปิดตัวกันแดด Mineral รักษ์ทะเล appeared first on THE STANDARD.
]]>
เรามักจะได้ยินคำเตือนเรื่อง ‘น้ำตาล’ และผลกระทบต่อสุขภา […]
The post 5 เรื่องจริงเกี่ยวกับ ‘น้ำตาล’ ที่คุณอาจไม่เคยรู้ กับนพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ (ว.31042) appeared first on THE STANDARD.
]]>
เรามักจะได้ยินคำเตือนเรื่อง ‘น้ำตาล’ และผลกระทบต่อสุขภาพอยู่เสมอ แต่มิติของน้ำตาลในร่างกายอาจมองแค่การงดของหวานอย่างเดียวไม่พอ เพราะระดับกลูโคสในเลือดสอดคล้องกับพฤติกรรมรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นโภชนาการ ลำดับการกิน การเคลื่อนไหวร่างกาย การนอนหลับ ตลอดจนความเครียดสะสม
Longevity Lab อีพีนี้ ชวนมาทำความเข้าใจ 5 ความจริงเรื่อง ‘น้ำตาล’ จากประสบการณ์ตรงของ นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ (ว.31042) รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา แพทย์ผู้ทดลองติดเครื่อง CGM (Continuous Glucose Monitoring) สแกนค่าน้ำตาลเรียลไทม์กับตัวเองมานานหลายปี เพื่อศึกษาพฤติกรรมร่างกายอย่างลึกซึ้ง และพร้อมมาแชร์ Insight การจัดการน้ำตาลที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

“คนอ้วน คนที่มีภาวะเบาหวานจะมีปัญหาแบบนี้บ่อย และเป็นประจำ คือต้องมีอะไรอยู่ในปากตลอดเวลา ต้องรู้สึกว่าได้เคี้ยว ต้องรู้สึกว่าได้กิน
พอเรากินของพวกนี้เข้ามา โดยเฉพาะของที่ทำให้ระดับน้ำตาลสูงได้เร็ว มันจะถูกดูดซึมเร็ว สังเกตคนออฟฟิศกินชานมไข่มุกตอนบ่ายโมง มันจะเกิดปัญหาตอนประมาณบ่าย 2-3 ‘มึงๆ น้ำตาลกูตก หงุดหงิดๆ’ ซึ่งจริงๆ เราไม่ได้น้ำตาลตก แต่เราแค่ชินกับการที่ต้องมีอะไรเคี้ยว”

“ในบรรดาน้ำสุกี้ทั้งหมด ผมให้หม่าล่า No.1 ของน้ำตาลเลย พอกินหม่าล่าเป็นหลัก ค่าน้ำตาลไม่ได้สวิงไม่ได้ขึ้นแบบ Roller Coaster แต่ขึ้นแบบรถไฟ แต่มันนานกว่าจะลง เพราะมันมีน้ำมัน ไขมันสัตว์ มันวัว พริกเผา ซึ่งก็ตรงกับตำราที่บอกว่าเวลากินพวกนี้ ถ้ามันมีมัน มันจะทำให้กระเพาะดูดซึมช้า บีบตัวไม่ค่อยดี การดูดซึมน้ำตาลก็จะช้าลง แต่น้ำตาลสูงเหมือนเดิม แค่ไม่พุ่งไง แต่ค้างแทน”

“เมื่อก่อนเวลากินข้าวมันไก่ ข้าวเอาไก่โปะใส่จาน ตักน้ำจิ้มใส่ไก่แล้วก็ซัดพร้อมข้าว แตงก็ช่างมันเถอะเดี๋ยวค่อยกินทีหลังแก้เลี่ยน เปลี่ยนใหม่ กินแตงก่อนนิดหนึ่ง แล้วค่อยกินไก่ แล้วค่อยข้าวตามมา ไฟเบอร์ผักกากใยพวกนี้ มันจะเป็นเหมือนตัวคอยรอกระทบคลื่น คลื่นจะมาแรงๆ เหรอ อ๋อ ไม่เป็นไรเดี๋ยวฉันซับให้ก่อนนิดหนึ่ง มันก็จะค่อยๆ ซึม ทำให้ระดับน้ำตาลมันเข้าช้า มีเวลาไปเคลียร์มัน”


“เราบอกคนว่าเวลากินข้าวเสร็จเนี่ยมื้อใหญ่เนี่ยให้ไปเดินออกกำลังกายนะ เพื่อให้น้ำตาลลง ซึ่งขยับตัวอะไรที่มัน Powerful สุด สำหรับผมคือการเดิน เพราะมันใช้กล้ามเนื้อขาแล้วก็กล้ามเนื้อตัวทั้งหมด”


“ระดับน้ำตาลไม่ได้ขึ้นกับการกินอย่างเดียว ออกกำลังกายเยอะน้ำตาลก็ขึ้น นั่งประชุมอยู่ก็ขึ้น หรือนอนน้อยน้ำตาลก็ขึ้น คนที่นอนไม่พอ วันเช้าวันต่อมาฮอร์โมนหิว ฮอร์โมนอิ่มก็คอนโทรลไม่ได้ อินซูลินเซนซิทีฟ น้ำตาลก็มีโอกาสสวิงขึ้น หรือคนที่ทำงานหนักมาก น้ำตาลสูงจากความเครียด (คอร์ติซอล) เพราะฉะนั้นทุกอย่างเล็กน้อย มีผลกับน้ำตาลหมด”
The post 5 เรื่องจริงเกี่ยวกับ ‘น้ำตาล’ ที่คุณอาจไม่เคยรู้ กับนพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ (ว.31042) appeared first on THE STANDARD.
]]>
ทำความรู้จัก Querencia (คิวเร็นเซีย) ความสุขของการมีพื้ […]
The post รู้จัก Querencia (คิวเร็นเซีย) ความสุขของการมีสักที่ที่เราได้เป็นตัวเอง appeared first on THE STANDARD.
]]>
ทำความรู้จัก Querencia (คิวเร็นเซีย) ความสุขของการมีพื้นที่ปลอดภัยที่เราได้เป็นตัวเองอย่างแท้จริง พร้อมวิธีค้นหามุมพักใจเพื่อฟื้นฟูจิตใจจากความเหนื่อยล้า
เคยไหม แค่ได้นั่งลงที่มุมเดิมในสวนสาธารณะที่ชอบไปพักใจ
ก็รู้สึกสงบและสบายใจอย่างบอกไม่ถูก
ไม่ว่าเราจะนั่งเงียบ เหม่อ เหนื่อย หรือยังไม่พร้อมคุยกับใครก็ได้ โดยไม่ต้องฝืนทำตัวให้สดใส
ความรู้สึกนี้ชวนให้นึกถึง Querencia คำภาษาสเปนที่หมายถึงความผูกพันและความอยากกลับไปยังสถานที่คุ้นเคย พจนานุกรมภาษาสเปนของ El Colegio de México อธิบายว่า อาจเป็นที่ที่เราเติบโต มีสิ่งที่เรารัก หรือรู้สึกปลอดภัย จึงนำมาตีความได้ว่าเป็น ‘พื้นที่ที่ใจรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน’
สำหรับบางคน พื้นที่นั้นคือบ้าน แต่สำหรับอีกคนอาจเป็นมุมอ่านหนังสือ ร้านกาแฟที่นั่งแล้วสบายใจ หรือสวนสาธารณะ ความหมายของสถานที่จึงอาจอยู่ที่ว่า เมื่ออยู่ตรงนั้น เรารู้สึกอย่างไร มากกว่าว่ามันสวยแค่ไหน
งานศึกษาของนักจิตวิทยาสิ่งแวดล้อม Kalevi Korpela และคณะ พบว่า นักศึกษาที่เล่าถึงสถานที่โปรดมักกล่าวถึงความผ่อนคลาย การพักจากชีวิตประจำวัน และการได้ทบทวนเรื่องของตัวเอง ผลนี้ชี้ถึงความเชื่อมโยงระหว่างสถานที่โปรดกับการฟื้นความรู้สึก โดยเฉพาะพื้นที่ธรรมชาติ แม้ไม่ได้ศึกษาคำว่า Querencia โดยตรง
ถ้าอยากลองค้นหา Querencia ของตัวเอง เริ่มจากถามว่า ‘ที่ไหนที่เราอยู่แล้วไม่ต้องเกร็ง และไม่ต้องรีบเป็นอะไรให้ใคร?’ ลองเลือกสักมุมที่เข้าถึงได้ง่าย แล้วให้เวลาตัวเองอยู่ตรงนั้น 10-15 นาที จะจิบเครื่องดื่ม อ่านหนังสือ มองต้นไม้ หรือนั่งเฉยๆ ก็ได้ จากนั้นสังเกตว่าใจและร่างกายรู้สึกต่างจากก่อนมาหรือเปล่า การมีสักที่ให้วางความคาดหวังลงชั่วคราวก็เป็นความสุขที่มีความหมายได้นะ
The post รู้จัก Querencia (คิวเร็นเซีย) ความสุขของการมีสักที่ที่เราได้เป็นตัวเอง appeared first on THE STANDARD.
]]>
มีคนบางคนที่เราเจอได้เพียงเดือนละครั้ง บางคนอยู่คนละจัง […]
The post Worth Waiting บางคนพบกันไม่บ่อย แต่ดีพอให้อยากรอ appeared first on THE STANDARD.
]]>
มีคนบางคนที่เราเจอได้เพียงเดือนละครั้ง บางคนอยู่คนละจังหวัด บางคนมีเวลาว่างไม่ตรงกัน กว่าจะนัดกินข้าวได้สักมื้อ ต้องเปิดปฏิทินเทียบกันหลายรอบ แต่เมื่อวันนั้นมาถึง เรากลับคุยกันได้อย่างสบายใจ เล่าเรื่องที่ค้างไว้ หัวเราะกับมุกเดิม และรู้สึกว่าเวลาที่ใช้ด้วยกันมีความหมาย
ความสัมพันธ์แบบนี้อาจเป็นคนรัก เพื่อนสนิท หรือคนในครอบครัวที่โตขึ้นแล้วต้องแยกย้ายไปมีชีวิตของตัวเอง ความคิดถึงมีอยู่จริง เช่นเดียวกับข้อจำกัดที่ทำให้พบกันไม่ได้เท่าที่อยากพบ และหลายครั้งเราก็ต้องอยู่กับสองความรู้สึกพร้อมกัน ทั้งดีใจที่มีเขา และอยากให้มีเวลาด้วยกันมากกว่านี้
คำว่า “ดีพอให้รอ” จึงชวนให้มองทั้งความสุขเวลาได้เจอ และความใส่ใจที่เกิดขึ้นระหว่างวันนัด ความรู้สึกที่ว่าความสัมพันธ์ยังมีที่ให้เรา แม้วันนี้จะยังไม่ได้อยู่ด้วยกัน
ในทางจิตวิทยาความสัมพันธ์ มีแนวคิดที่เรียกว่า Perceived Partner Responsiveness หรือการรับรู้ว่าอีกฝ่ายเข้าใจ เห็นคุณค่า และใส่ใจเรา นักจิตวิทยา Harry Reis และผู้ร่วมงานอธิบายว่า การเปิดเผยความรู้สึกแล้วได้รับการตอบสนองเช่นนี้ เป็นส่วนสำคัญของกระบวนการสร้างความใกล้ชิด
ลองนึกถึงเวลาที่เราเล่าว่าวันนี้เหนื่อยมาก แล้วอีกคนถามต่อว่าเกิดอะไรขึ้น หรือจำได้ว่าเรามีนัดสำคัญและกลับมาถามว่าผลเป็นอย่างไร การรับฟังแบบนี้ทำให้เรารู้ว่าเรื่องของเรามีพื้นที่อยู่ในชีวิตของเขา ตัวอย่างเหล่านี้เป็นวิธีนำแนวคิดเรื่องความใส่ใจมามองผ่านชีวิตประจำวัน
สำหรับคนที่พบกันไม่บ่อย ความใกล้ชิดจึงมีโอกาสเกิดขึ้นในช่วงเวลาธรรมดาด้วย อาจเป็นเสียงสั้นๆ ที่ส่งมาเล่าเรื่องระหว่างกลับบ้าน รูปแมวที่รู้ว่าเราเห็นแล้วจะยิ้ม หรือการกลับมาคุยเรื่องที่ค้างไว้เมื่อมีเวลา ความใส่ใจมีหลายรูปแบบ และแต่ละคู่ก็สามารถคุยกันได้ว่าแบบไหนทำให้ทั้งสองฝ่ายรู้สึกถึงกัน
งานวิจัยของ L. Crystal Jiang และ Jeffrey T. Hancock ที่ตีพิมพ์ใน Journal of Communication ปี 2013 ศึกษาการสื่อสารของคู่รักผ่านการบันทึกประสบการณ์ประจำวัน พบว่าการปรับวิธีเปิดเผยเรื่องของตัวเอง และการมองความสัมพันธ์ในอุดมคติ มีส่วนเกี่ยวข้องกับความใกล้ชิดในคู่รักระยะไกล โดยความสัมพันธ์เหล่านี้แตกต่างกันตามช่องทางการสื่อสารที่ใช้
ผลการศึกษานี้ไม่ได้ยืนยันว่าการอยู่ไกลทำให้รักกันมากขึ้นเสมอ และเป็นงานในคู่รัก จึงไม่ควรนำไปสรุปแทนความสัมพันธ์ทุกประเภท แต่ชวนให้เห็นว่า คนที่อยู่ห่างกันสามารถมีส่วนร่วมสร้างความใกล้ชิดผ่านวิธีที่เขาสื่อสารกันได้ อีกมุมหนึ่งของผลวิจัยคือ การมีเวลาอยู่ด้วยกันจำกัดอาจเปิดพื้นที่ให้เรามองอีกคนผ่านภาพที่คาดหวังไว้ การรู้จักกันจึงควรมีทั้งวันที่น่ารัก วันที่เหนื่อย วันที่เห็นต่าง และวันที่แผนไม่เป็นไปตามใจ เพื่อให้ความคิดถึงยังเชื่อมอยู่กับคนที่มีตัวตนจริงๆ พร้อมข้อดีและข้อจำกัดของเขา
The Gottman Institute เสนอให้คู่รักระยะไกลรักษาการสื่อสารอย่างสม่ำเสมอ และแบ่งปันทั้งเรื่องเล็กในชีวิตประจำวันกับเรื่องสำคัญ เพื่อดูแลความเชื่อมโยงระหว่างกัน เมื่อนำมาปรับใช้ ความสม่ำเสมออาจเป็นจังหวะง่ายๆ ที่ทั้งสองคนตกลงกันและทำได้จริง
เช่น โทรคุยกันสัปดาห์ละครั้ง ส่งข้อความเมื่อถึงบ้าน หรือหาเวลานัดครั้งต่อไปด้วยกัน หากยังยืนยันวันไม่ได้ ก็อาจบอกว่าจะกลับมาเช็กตารางเมื่อไร ข้อตกลงเล็กๆ เหล่านี้ช่วยให้แต่ละคนรู้ว่าจะติดต่อกันอย่างไร และมีอะไรให้ตั้งตารอ
แน่นอนว่าบางสัปดาห์งานอาจหนัก บางนัดอาจต้องเลื่อน สิ่งที่เราสังเกตได้คือ เมื่อแผนเปลี่ยน ทั้งสองคนยังช่วยกันหาทางต่อหรือเปล่า มีการอธิบาย รับฟังความรู้สึก และเสนอเวลาที่เป็นไปได้ไหม การดูแลกันอยู่ในความพยายามเหล่านี้ด้วย
การเข้าใจว่าอีกคนยุ่ง ไม่ได้ทำให้ความอยากพบของเราหายไป เราอาจเคารพหน้าที่ของเขา และยังรู้สึกเหงาในวันที่อยากมีคนกินข้าวด้วยได้ ความรู้สึกสองอย่างนี้อยู่ด้วยกันได้ โดยเราไม่จำเป็นต้องตำหนิตัวเองว่าเรียกร้องมากเกินไป
หากเริ่มรู้สึกว่าเวลาที่มีให้กันน้อยเกินไป ลองพูดจากสิ่งที่เรารู้สึกและสิ่งที่อยากขอ เช่น “ช่วงนี้คิดถึง อยากหาเวลาคุยกันสักครึ่งชั่วโมง เธอสะดวกวันไหน” หรือ “ถ้านัดต้องเลื่อน เราอยากให้ช่วยเลือกวันใหม่ด้วยกัน” ประโยคที่ชัดเจนเปิดโอกาสให้อีกคนเข้าใจ และช่วยกันหาคำตอบที่ทำได้จริง
บทสนทนานี้อาจทำให้พบว่าจังหวะของทั้งสองคนต่างกัน บางคนต้องการพบกันบ่อยกว่าเดิม บางคนมีข้อจำกัดที่เปลี่ยนไม่ได้ในช่วงนี้ เรามีสิทธิ์นำความต้องการของตัวเองมาพิจารณาด้วย ว่ารูปแบบความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่ยังเหมาะกับชีวิตและใจของเราหรือไม่
วันนัดที่รอคอยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และระหว่างนั้นเรายังมีเพื่อนที่อยากพบ งานที่อยากทำ อาหารที่อยากลอง หรือวันหยุดที่อยากใช้ตามใจตัวเอง การมีความสุขกับสิ่งเหล่านี้อยู่ร่วมกับความคิดถึงได้ เราไม่ต้องรู้สึกผิดที่วันนี้สนุก แม้คนสำคัญจะไม่ได้อยู่ด้วย
เมื่อได้พบกัน ก็อาจปล่อยให้วันนั้นเรียบง่ายบ้าง ไม่จำเป็นต้องชดเชยทุกวันที่ห่างกันด้วยแผนแน่นๆ การกินข้าว เดินเล่น หรือฟังกันจนจบประโยค อาจเป็นเวลาที่เราอยากได้มากที่สุดอยู่แล้ว และหากมีเรื่องค้างใจ ก็ยังพูดถึงได้โดยไม่ต้องเก็บไว้เพื่อรักษาบรรยากาศให้สมบูรณ์แบบ
เราจึงค่อยๆ มองเห็นได้ว่า ความสัมพันธ์นี้มีความพยายามจากทั้งสองคนหรือเปล่า เราพูดความต้องการได้ไหม อีกฝ่ายรับฟังและรักษาสิ่งที่ตกลงกันเพียงใด รวมถึงตัวเราเองมีส่วนดูแลเขาอย่างไรบ้าง คำตอบอยู่ในสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ระหว่างทาง
บางคนพบกันไม่บ่อย แต่เมื่อมองกลับไป เราเห็นทั้งความสุขในวันนัดและความใส่ใจในวันที่ห่างกัน เรารู้ว่าอีกฝ่ายกำลังช่วยหาเวลา ช่วยรักษาคำพูด และยังอยากให้เรามีที่อยู่ในชีวิตของเขา การรอจึงมีความหมายจากสิ่งที่ทั้งสองคนทำร่วมกัน และระหว่างที่รอวันได้พบ เราก็ยังใช้ชีวิตของเราได้เต็มที่ เก็บเรื่องเล็กๆ ไว้เล่าให้กันฟัง พอถึงวันนั้น อาจได้พูดประโยคธรรมดาว่า “ดีใจที่ได้เจอ” แล้วรู้สึกว่าคำสั้นๆ นี้ตรงกับใจมากพอแล้ว
The post Worth Waiting บางคนพบกันไม่บ่อย แต่ดีพอให้อยากรอ appeared first on THE STANDARD.
]]>
สกินแคร์ยุคนี้ไม่ได้มุ่งแค่ความชุ่มชื้นพื้นฐาน แต่แตกไล […]
The post NEW IN SKINCARE: อัปเดตสกินแคร์ใหม่ที่คนรักผิวต้องมี appeared first on THE STANDARD.
]]>
สกินแคร์ยุคนี้ไม่ได้มุ่งแค่ความชุ่มชื้นพื้นฐาน แต่แตกไลน์เจาะลึกเฉพาะจุดมากขึ้น ทั้งผิวรอบดวงตา ความหย่อนคล้อย ความกระจ่างใส ไปจนถึงเบสเมกอัพที่บำรุงได้ในตัว THE STANDARD LIFE จึงรวบรวมไอเท็มใหม่ที่น่าสนใจมาฝาก เริ่มจาก

B.A แบรนด์ระดับสูงสุดของ POLA เปิดตัวอายครีมรุ่นที่ 7 พัฒนาจากองค์ความรู้กว่า 10 ปีด้านกล้ามเนื้อรอบดวงตาและประสบการณ์วิจัย 58 ปี มุ่งสร้างความกระชับให้ผิวรอบดวงตาและถุงใต้ตา ด้วย BA Eye Core Extract จากดอกยาร์โรว์และอิมมอร์แตล และเทคโนโลยี 3D Eye-Bandage ที่ทำให้เนื้อครีมแนบสนิทเหมือนหลอมเป็นหนึ่งเดียวกับผิว ไม่เหนอะหนะ พร้อมกลิ่น Floral Woody Accord ใหม่ 26g ราคา 6,200 บาท

ELIXIR เปิดตัวสูตรใหม่ของ Total V Firming Cream ต่อยอดนวัตกรรม Anti-Sagging จากงานวิจัยใหม่ ดูแลปัญหาผิวหย่อนคล้อยตรงจุดมากขึ้น ด้วย V Build CP EX ฟื้นบำรุง Ring Collagen จากภายใน เสริมความแน่นอิ่มฟูทั่วใบหน้า และ COLLAGenerator
สนับสนุนการฟื้นบำรุงคอลลาเจนตามธรรมชาติของผิว เผยผิวอ่อนเยาว์เปล่งปลั่ง 50g ราคา 3,700 บาท

NUXE เปิดตัวเซรั่มเพื่อผิวกระจ่างใส มอบผิวโกลว์อมชมพูทันทีและเติมความชุ่มชื้นให้ผิวอิ่มฟู เนื้อเซรั่มประกายมุกอมชมพูซึมซาบเร็ว สัมผัสแห้งสบาย กลิ่นฟลอรัลผสานลิ้นจี่ ดอกมะลิ และมัสก์ ไม่อุดตันรูขุมขน เหมาะกับทุกโทนสีผิวและทุกสภาพผิว 30 มล.

Clé de Peau Beauté เปิดตัว Skin Beauty Enhancer ไฮบริดเมกอัพเบสในแคมเปญ CANVAS OF RADIANCE เนื้อบางเบา บำรุงล้ำลึกดุจสกินแคร์ พร้อมเทคโนโลยีออปติคัลช่วยกระจายแสงและเบลอรูขุมขน เผยผิวโกลว์อิ่มฟูมีมิติ ใช้ใน 3 สเต็ป Prime, Perfect (Radiant Fluid Foundation) และ Set (Refining Pressed Powder) ที่เคาน์เตอร์ Clé de Peau Beauté ทุกสาขา

WELLAGE แบรนด์สกินแคร์เกาหลีจากความเชี่ยวชาญของ Hugel ผู้นำด้าน Bio-Aesthetics เปิดตัวแอมพูลไฮยาลูโรนิกบริสุทธิ์ 100% ผ่านกระบวนการทำให้บริสุทธิ์ 3 ขั้นตอน ซึมซาบเร็วลึกถึง 30 ชั้นผิว เพิ่มความชุ่มชื้นทั้งผิวชั้นนอกและภายใน ไม่เหนียวเหนอะหนะ ให้ความชุ่มชื้นยาวนาน 100 ชั่วโมง ราคา 615 บาท
The post NEW IN SKINCARE: อัปเดตสกินแคร์ใหม่ที่คนรักผิวต้องมี appeared first on THE STANDARD.
]]>
กลับถึงบ้านหลังวันที่เหนื่อย เราอาจอยากทิ้งกระเป๋าไว้บน […]
The post Tiny Order จัดระเบียบเรื่องเล็กๆ คืนความสงบให้ชีวิตประจำวัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
กลับถึงบ้านหลังวันที่เหนื่อย เราอาจอยากทิ้งกระเป๋าไว้บนเก้าอี้ วางแก้วไว้ข้างคอมพิวเตอร์ แล้วนั่งพักโดยไม่ต้องทำอะไรต่อ แต่พอจะใช้โต๊ะอีกครั้ง กลับต้องขยับของหลายชิ้น หรือเมื่อจะออกจากบ้าน ก็ต้องวนหากุญแจที่จำไม่ได้ว่าวางไว้ตรงไหน เรื่องเล็กๆ เหล่านี้อาจทำให้วันธรรมดารู้สึกยุ่งขึ้นกว่าที่ควรได้เหมือนกันนะ
ลองคิดดูซิว่า บางทีความสงบก็เริ่มได้จากสิ่งใกล้ตัวอย่างการวางของกลับที่เดิม แขวนกระเป๋า เก็บแก้วเข้าครัว หรือพับผ้าห่มหลังตื่นนอน ลองมองสิ่งนี้เป็น Tiny Order หรือการจัดระเบียบเล็กๆ ที่ทำให้พื้นที่ที่เราใช้ทุกวันสะดวกและน่าอยู่ขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องลุกมาจัดบ้านครั้งใหญ่
งานวิจัยของนักจิตวิทยา Darby Saxbe และ Rena Repetti ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2010 ศึกษาคำบรรยายบ้านของผู้ใหญ่ 60 คนจากคู่สามีภรรยาที่ทำงานทั้งคู่ พบว่าในกลุ่มผู้หญิง การบรรยายบ้านด้วยคำที่สะท้อนความรกและงานบ้านที่ยังไม่เสร็จสัมพันธ์กับอารมณ์เศร้าที่เพิ่มขึ้นระหว่างวัน ผลนี้เป็นความสัมพันธ์ในกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็ก ยังไม่ได้ยืนยันว่าการเก็บของจะลดความเครียดโดยตรง แต่ชวนให้เราสังเกตว่าพื้นที่ที่อยู่ทุกวันทำให้เรารู้สึกอย่างไร
สำหรับบางคน โต๊ะที่มีที่ว่างให้วางแก้วกาแฟ หรือกุญแจที่หยิบเจอได้ทันที อาจช่วยให้ใช้ชีวิตง่ายขึ้น และรู้สึกว่ามีเรื่องหนึ่งที่จัดการเสร็จแล้ว ในวันที่งานยังค้าง ข้อความยังรอตอบ และหลายอย่างยังหาข้อสรุปไม่ได้ การทำเรื่องเล็กๆ ตรงหน้าให้เสร็จก็อาจเป็นความพอใจอย่างหนึ่งของวัน
ถ้าอยากลอง เริ่มจากจุดที่ใช้บ่อยและทำได้โดยไม่ฝืนเกินไป เช่น เก็บของบนโต๊ะข้างเตียงก่อนนอน หรือกำหนดที่วางกุญแจใกล้ประตู ครั้งละชิ้น ครั้งละมุมก็พอ เมื่อของมีที่ประจำ การหยิบใช้และเก็บคืนก็สะดวกขึ้น ลองสังเกตว่าการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ นี้ทำให้เช้าวันถัดไปรู้สึกต่างไปหรือเปล่า
และถ้าวันไหนเหนื่อยจนไม่มีแรงเก็บ ก็พักก่อนได้ บ้านที่มีของวางอยู่บ้างไม่ได้บอกว่าเราล้มเหลว การจัดระเบียบควรช่วยให้เราอยู่สบายขึ้น ไม่กลายเป็นอีกงานที่ต้องทำให้สมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะบ้านที่อยู่ร่วมกัน ความเรียบร้อยก็เป็นเรื่องที่ช่วยกันดูแลได้ เราอาจยังจัดการทุกเรื่องในชีวิตไม่ได้ภายในวันนี้ แต่เก็บแก้วหนึ่งใบ วางหนังสือกลับชั้น แล้วมีมุมว่างให้นั่งพักสบายๆ ได้ บางทีแค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับวันนี้
The post Tiny Order จัดระเบียบเรื่องเล็กๆ คืนความสงบให้ชีวิตประจำวัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
หมดยุคของการประโคมสกินแคร์ตามเทรนด์หรือแก้ปัญหาผิวแบบเส […]
The post รู้จัก Hormone Intelligence ไขรหัสสุขภาพและความงามจากภายใน appeared first on THE STANDARD.
]]>
หมดยุคของการประโคมสกินแคร์ตามเทรนด์หรือแก้ปัญหาผิวแบบเสาะหาปลายเหตุ เพราะเทรนด์การดูแลตัวเองในยุค Health Longevity กำลังก้าวข้ามแค่เรื่องภายนอก ไปสู่การไขรหัสภายในด้วย Hormone Intelligence หรือการเข้าใจและบริหารจัดการระบบฮอร์โมนอย่างแม่นยำ ตัวชี้วัดสุขภาพเชิงลึกที่กำลังกลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของวงการ Beauty & Wellness ทั่วโลก
เราอาจคุ้นเคยกับการตรวจสุขภาพประจำปีที่อาจบอกได้เพียงคอเลสเตอรอลหรือระดับน้ำตาล แต่ Hormone Intelligence คือการเจาะลึกถึงสารเคมีบงการร่างกาย โดยเฉพาะฮอร์โมนสำคัญอย่าง Cortisol (ความเครียดที่ย่อยสลายคอลลาเจนและทำลายเกราะป้องกันผิว), Estrogen & Progesterone (ตัวควบคุมความชุ่มชื้นและการเกิดสิวฮอร์โมน), Thyroid (ระบบเผาผลาญและการผลัดเซลล์) และ Melatonin (ฮอร์โมนฟื้นฟูผิวขณะนอนหลับ) การรู้เท่าทันความผันผวนของระดับฮอร์โมนเหล่านี้ช่วยอธิบายปัญหาที่สกินแคร์ราคาแพงก็แก้ไม่ตกได้อย่างตรงจุด
เมื่อนำข้อมูล Hormone Intelligence มาประยุกต์ใช้ การดูแลความงามจึงเปลี่ยนไปสู่ Personalized Beauty ที่ยั่งยืน ทั้งการทำ Cycle-Syncing Skincare หรือการปรับส่วนผสมสกินแคร์ให้เหมาะกับรอบฮอร์โมนในแต่ละสัปดาห์ การเลือกวิตามินเสริมเฉพาะบุคคล ตลอดจนการปรับโภชนาการและการนอนหลับเพื่อรักษาสมดุลต่อมไร้ท่อ ความงามที่แท้จริงในยุคนี้จึงไม่ใช่การพยายามยับยั้งความชราจากภายนอก แต่คือการอ่านภาษาภายในของร่างกายให้ออก เพื่อสร้างความอ่อนเยาว์และสุขภาพดีอย่างยั่งยืนจากภายในสู่ภายนอกนั่นเอง
อ้างอิง
The post รู้จัก Hormone Intelligence ไขรหัสสุขภาพและความงามจากภายใน appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อความร้อนและความชื้นทำให้การใช้ชีวิตเหนอะหนะขึ้น Co […]
The post รู้จัก Cooling Beauty สกินแคร์เย็น ลดอุณหภูมิผิวได้จริงไหม appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อความร้อนและความชื้นทำให้การใช้ชีวิตเหนอะหนะขึ้น Cooling Beauty หรือผลิตภัณฑ์ความงามที่ให้ความเย็นจึงได้รับความสนใจ โดย BeautyMatter รายงานว่า ความต้องการคลายร้อนและจัดการกับเหงื่อกำลังผลักดันให้แบรนด์พัฒนาสูตรและอุปกรณ์ที่ตอบโจทย์นี้มากขึ้น
เทรนด์นี้ครอบคลุมตั้งแต่กันแดด มาสก์หน้า สเปรย์หนังศีรษะ ไปจนถึงแผ่นเช็ดตัว และพบได้หลากหลายในร้าน Olive Young ของเกาหลีใต้ ตัวอย่างคือ Cell Fusion C Aquatica Cooling Sunscreen ที่ชูความเย็นควบคู่กับการปกป้องผิวจากแสงแดด และ Bioré Cooling Body Sheet ซึ่ง Kao ระบุว่าช่วยลดอุณหภูมิพื้นผิวได้ 3 องศาเซลเซียสหลังเช็ดไปกลับสองรอบ ตามเงื่อนไขที่แบรนด์กำหนด
แต่ก็ต้องเข้าใจด้วยนะว่า ความรู้สึกเย็นไม่ได้แปลว่าอุณหภูมิผิวลดลงเสมอไป เพราะเมนทอลกระตุ้นตัวรับความเย็น TRPM8 ให้เกิดความรู้สึกเย็นได้ การเคลมว่าลดอุณหภูมิจึงต้องดูผลทดสอบของผลิตภัณฑ์แต่ละสูตร ขณะเดียวกัน ผู้มีโรซาเซีย (Rosacea) หรือภาวะผิวหน้าแดงง่ายควรหลีกเลี่ยงเมนทอลตามคำแนะนำของ American Academy of Dermatology
Cooling Beauty จึงเป็นเทรนด์ที่น่าจับตาในแง่การทำให้ผลิตภัณฑ์ใช้สบายขึ้นระหว่างวัน โดยคุณค่าของความเย็นยังต้องพิจารณาควบคู่กับสูตรที่เหมาะกับผิวและหลักฐานรองรับ มากกว่าความสดชื่นทันทีที่ทา
The post รู้จัก Cooling Beauty สกินแคร์เย็น ลดอุณหภูมิผิวได้จริงไหม appeared first on THE STANDARD.
]]>
Merz Aesthetics จัดงาน ‘Structural Beauty Symposium by […]
The post ชมภาพงาน Structural Beauty Symposium by RADIESSE® Program – Skin Structure Bio-Regenerator [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.
]]>
Merz Aesthetics จัดงาน ‘Structural Beauty Symposium by RADIESSE Program – Skin Structure Bio-Regenerator’ รวบรวมแพทย์ด้านความงามมาร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เรื่อง Skin Structure Bio-Regenerator พร้อมแขกรับเชิญพิเศษอย่าง ฌอน-ชวนล ไคสิริ ผู้ก่อตั้งและครีเอทีฟไดเรกเตอร์แห่ง POEM มาร่วมถ่ายทอดปรัชญา ‘Structural Beauty’ โดยงานจัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ณ Siam Kempinski Hotel Bangkok

บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญอยู่ที่เซสชัน ‘Structure Defines Beauty’ ซึ่งได้ ฌอน POEM ผู้อยู่เบื้องหลังแบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องเส้นสายของคอร์เซ็ตและซิลูเอตทรงนาฬิกาทรายอันเป็นเอกลักษณ์ มาร่วมนิยาม Structural Beauty หรือ ความงามที่เริ่มจากโครงสร้างผิว

“ไม่ว่าจะเป็นเรือนร่างหรือใบหน้า หัวใจของความงามที่แท้จริงคือโครงสร้างที่ซ่อนอยู่ภายใน”

ฌอนเปิดบทสนทนาด้วยการชี้ให้เห็นว่า โลกของแฟชั่นและการดูแลผิวต่างมีหัวใจสำคัญไม่ต่างกัน นั่นคือ ‘โครงสร้าง’ เพราะในงานออกแบบเสื้อผ้า โครงสร้างเป็นสิ่งที่กำหนดว่าผ้าจะทิ้งตัวอย่างไร เส้นสายจะออกมาในรูปแบบใด และผู้สวมใส่จะรู้สึกอย่างไร อีกทั้งยังเป็นพื้นฐานที่ช่วยสร้างคุณค่าให้กับชิ้นงาน

เมื่อฌอนได้แลกเปลี่ยนมุมมองกับ Merz Aesthetics จึงพบว่า ทั้งสองฝ่ายมีความเชื่อร่วมกันว่า ความงามที่ปรากฏภายนอกล้วนมีพื้นฐานจากโครงสร้างภายในที่ต้องได้รับการใส่ใจเช่นเดียวกัน

POEM และ Merz Aesthetics จึงนำความเชี่ยวชาญของแต่ละฝ่ายมาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวในแคมเปญสุดพิเศษ RADIESSE Program X Sean POEM โดยมีความเชื่อเรื่องโครงสร้างเป็นจุดตั้งต้น พร้อมตั้งเป้าหมายยกระดับบทบาทจากสารกระตุ้นคอลลาเจนของโปรแกรม เรเดียสซ์ (RADIESSE Program) สู่แนวคิด ‘The Only Skin-Structure Bio-Regenerator’ ที่ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูทั้งคอลลาเจนและอีลาสติน ซึ่งเปรียบเสมือนสองเสาหลักของโครงสร้างผิว โดยมีหัวใจสำคัญคือ “RESTORE YOUR SKIN STRUCTURE – ยกพยุงชัด ฟื้นโครงสร้าง คืนแรงเด้งกลับ” เพื่อสื่อถึงการดูแลปัญหาผิวอย่างลึกถึงระดับโครงสร้าง สำหรับแพทย์และทีมคลินิก แนวคิดนี้สามารถนำไปใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการอธิบายให้คนไข้เข้าใจได้ง่ายขึ้นว่า เหตุใดการดูแลความงามจึงควรมองลึกลงไปถึงโครงสร้างผิว

นอกจากนี้ยังมีเซสชันเจาะลึกความรู้เรื่องโครงสร้างผิวและประเด็นอื่นๆ อีกมากมายจากแพทย์ความงามหลายท่าน
ศ.ดร.พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดช (ว.21555)
รศ. พญ. ปุณยพัศฐิช์ ศิริธนบดีกุล (ว.31893)
นพ. สมิทธิ์ อารยะสกุล (ว.28935)
นพ.อภิวัฒน์ มงคลสินธุ์ (ว.26872)
นพ.ธนุพล แสงโชติ (ว.33385)
ที่ทำให้งาน Structural Beauty Symposium
ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านความงามธรรมดาๆ แต่เชื่อมโยงวงการวิทยาศาสตร์เและแฟชั่นเข้าด้วยกัน พร้อมพาผู้ร่วมงานเปลี่ยนมุมมองจากการสนใจเพียงผลลัพธ์ที่มองเห็น ไปสู่การทำความเข้าใจรากฐานของความงามที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง
ผู้สนใจ RADIESSE Program สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่คลินิกความงามทั่วประเทศ หรือ https://www.merzaesthetics.co.th/
The post ชมภาพงาน Structural Beauty Symposium by RADIESSE® Program – Skin Structure Bio-Regenerator [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.
]]>
ช่วงหลังเราเริ่มเห็นคนที่ไม่ได้เป็นเบาหวานหันมาติด CGM […]
The post ติด CGM ทั้งที่ไม่เป็นเบาหวาน เราจะรู้อะไรจากกราฟน้ำตาล? appeared first on THE STANDARD.
]]>
ช่วงหลังเราเริ่มเห็นคนที่ไม่ได้เป็นเบาหวานหันมาติด CGM (Continuous Glucose Monitoring) กันมากขึ้น บ้างอยากรู้ว่าอาหารที่กินทุกวันส่งผลกับระดับน้ำตาลอย่างไร หรือร่างกายตอบสนองต่อน้ำตาลอย่างไร แต่เมื่อมีตัวเลขให้ดูแทบตลอดทั้งวัน คำถามสำคัญคือ เราควรอ่านข้อมูลเหล่านี้อย่างไร และเราควรกังวลทุกครั้งที่กราฟน้ำตาลพุ่งขึ้นหรือเปล่า ?
และเพื่อทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้มากขึ้น THE STANDARD LIFE ได้พูดคุยกับ นพ.วิน ภาคสุข แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์ อนุสาขาอายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซึม โรงพยาบาล MedPark ว่า CGM ทำงานอย่างไร คนทั่วไปที่ไม่ได้เป็นเบาหวานจะได้อะไรจากการติดครั้งนี้ ไปจนถึงข้อจำกัดของข้อมูลที่เราควรรู้ ก่อนจะเริ่มอ่านกราฟน้ำตาลของตัวเอง

นพ.วิน ภาคสุข แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์
ครั้งนี้นอกจากพูดคุยกับคุณหมอแล้ว เรายังได้ทดลองติด CGM ที่โรงพยาบาล MedPark ด้วย โดยงดอาหารมาก่อน ขั้นตอนแรกเริ่มจากการวัดความดัน ชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูง ก่อนเข้าพบแพทย์เพื่อพูดคุยและประเมินเบื้องต้น จากนั้นพยาบาลจะเป็นผู้ติดเซ็นเซอร์ให้ โดยทำความสะอาดบริเวณที่จะติดด้วยแอลกอฮอล์ ก่อนติดตั้งเซ็นเซอร์ขนาดประมาณเหรียญ 2 บาทลงบนต้นแขน ซึ่งตัวเซ็นเซอร์สามารถติดอยู่กับร่างกายและใช้งานต่อเนื่องได้ประมาณ 2 สัปดาห์

หลังติดเรียบร้อย พยาบาลจะสอนวิธีเชื่อมต่อและใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อให้เราสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลในแต่ละวันได้ โดยในเคสของเรา มีนัดกลับมาอีก 1 ครั้งเพื่อ Calibrate เครื่อง ด้วยการเจาะเลือดที่ปลายนิ้ว แล้วนำค่ามาเปรียบเทียบกับเซ็นเซอร์ เพื่อเช็กความเสถียรและช่วยให้การอ่านค่ามีความแม่นยำมากขึ้น ซึ่งคุณหมออธิบายว่า CGM แต่ละยี่ห้อมีวิธีจัดการเรื่อง Calibration ต่างกัน บางรุ่นไม่จำเป็นต้องทำ ขณะที่บางรุ่นสามารถหรือจำเป็นต้องเทียบค่ากับการเจาะปลายนิ้ว
CGM คืออุปกรณ์ติดตามระดับน้ำตาลแบบต่อเนื่อง โดยใช้เซ็นเซอร์ขนาดเล็กติดอยู่กับร่างกาย ต่างจากการตรวจน้ำตาลแบบดั้งเดิมที่ต้องเจาะเลือดหรือเจาะปลายนิ้วเป็นครั้งๆ เพราะ CGM วัดระดับน้ำตาลจาก ของเหลวระหว่างเซลล์ หรือ Interstitial Fluid แล้วส่งข้อมูลเข้าสู่แอปฯ ทำให้เราเห็นการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลต่อเนื่องตลอดวัน ตั้งแต่หลังตื่น กินอาหาร ออกกำลังกาย ไปจนถึงช่วงนอนหลับ

สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่แค่การรู้ว่าตอนนี้น้ำตาลเท่าไร แต่คือการได้เห็นแพทเทิร์น และ เทรนด์ของตัวเอง เช่น หลังอาหารมื้อหนึ่งกราฟเปลี่ยนอย่างไร วันที่ออกกำลังกายต่างจากวันพักหรือไม่ หรือพฤติกรรมบางอย่างที่เราทำเป็นประจำสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลอย่างไร ซึ่งเป็นข้อมูลที่การตรวจเป็นครั้งๆ อาจทำให้เราไม่เห็นภาพต่อเนื่องแบบนี้
แม้ต้นกำเนิดและข้อมูลทางการแพทย์ส่วนใหญ่ของ CGM จะอยู่กับการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน แต่คุณหมอมองว่าคนทั่วไปสามารถใช้ได้ เพียงแต่ต้องเริ่มจากการถามตัวเองก่อนว่า เราติดไปเพื่ออะไร?
หากจุดประสงค์คืออยากเรียนรู้พฤติกรรมและการตอบสนองของร่างกาย CGM ก็สามารถเป็นเครื่องมือหนึ่งได้ แต่หากหวังว่าจะใช้เป็นเครื่องชี้วัดสุขภาพโดยรวม ลดน้ำหนัก หรือเพิ่ม Performance โดยตรง ประโยชน์ของข้อมูลอาจมีข้อจำกัดมากกว่า

สำหรับคนทั่วไป คุณหมอมองว่าไม่จำเป็นต้องติดตลอดเวลา การทดลองเป็นช่วงๆ ราว 2 สัปดาห์ ก็สามารถใช้เป็นช่วงเรียนรู้ได้แล้ว และแทนที่จะใช้ชีวิตเพื่อทำให้กราฟออกมาสวยที่สุด คุณหมอแนะนำให้ทดลองกับพฤติกรรมจริงของเรา เช่น กินอาหารที่กินเป็นประจำ สังเกตวันที่ออกกำลังกาย หรือทดลองเปลี่ยนลำดับการกิน เพื่อดูว่าร่างกายตอบสนองแตกต่างกันอย่างไร
อีกเรื่องที่ CGM ทำให้เห็นได้ชัดคือ ร่างกายของเราไม่ได้ตอบสนองต่ออาหารเหมือนกันทุกคน โดยอาหารที่มีทั้งคาร์โบไฮเดรตและไขมันอาจทำให้รูปแบบของกราฟต่างจากการกินน้ำตาลเพียงอย่างเดียว ขณะที่อาหารบางชนิดที่เราคิดว่าไม่น่ามีผลมาก ก็อาจทำให้ระดับน้ำตาลของเราขึ้นได้
คุณหมออธิบายต่อว่า แต่ละคนมีพื้นฐานและสถานะของร่างกายไม่เหมือนกัน สิ่งที่ใช้ได้กับคนหนึ่ง ‘อาจไม่ได้’ ให้ผลแบบเดียวกันกับอีกคน เราเลยควรใช้ CGM เปรียบเทียบกับตัวเราเอง มากกว่าเทียบกับคนอื่น

คุณหมอกล่าวว่า อย่าคิดว่ากราฟที่ดีจะต้องนิ่ง และทุกครั้งที่น้ำตาลพุ่งคือเรื่องไม่ดี เพราะในความเป็นจริงระดับน้ำตาลสามารถเปลี่ยนแปลงตามกิจกรรมที่ร่างกายกำลังทำอยู่ เช่น การออกกำลังกาย หากเป็น Aerobic Exercise ความเข้มต่ำและทำต่อเนื่อง ระดับน้ำตาลอาจค่อยๆ ลดลงเมื่อร่างกายนำพลังงานไปใช้ และอาจมีผลต่อเนื่องหลังออกกำลังกาย
ขณะที่การออกกำลังที่ใช้ความเข้มสูงหรือมีลักษณะ Anaerobic เช่น Sprint หรือ Resistance Training ระดับน้ำตาลสามารถพุ่งขึ้นในช่วงแรกได้ จากกระบวนการนำพลังงานมาใช้ ดังนั้นการเห็นกราฟขึ้นหรือลงจึงต้องอ่านควบคู่กับบริบทด้วยว่า ตอนนั้นเรากินอะไร หรือกำลังทำอะไรอยู่

สิ่งที่คุณหมอย้ำคือ CGM ไม่ใช่มาตรฐานเดียวกับการตรวจน้ำตาลจากเลือด เพราะเซ็นเซอร์วัดจากของเหลวระหว่างเซลล์ จึงมีทั้ง ค่าคลาดเคลื่อนและ Delay จากระดับน้ำตาลในเลือดจริง คุณหมออธิบายว่าค่าจาก CGM อาจคลาดเคลื่อนประมาณ 9-18% และมีความหน่วงราว 5-15 นาที หรือมากกว่านั้นได้ในช่วงที่ระดับน้ำตาลกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ดังนั้นประโยชน์ของ CGM จึงอยู่ที่การดูภาพรวมมากกว่าตัวเลขจุดเดียว เช่น ระดับน้ำตาลส่วนใหญ่อยู่ในช่วงไหน มีช่วงสูงหรือต่ำมากน้อยเพียงใด และอะไรเกิดขึ้นก่อนที่กราฟจะเปลี่ยน
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่ทำให้ตัวเลขแปรปรวนได้ ตั้งแต่การนอนกดทับเซ็นเซอร์ ไปจนถึงสารบางชนิดที่อาจรบกวนเซ็นเซอร์ในบางยี่ห้อ ดังนั้นหากเห็นค่าผิดปกติหนึ่งครั้ง ก็ยังไม่ควรรีบตีความจากตัวเลขนั้นทันที
ยิ่งมีข้อมูลมาก ไม่ได้แปลว่ายิ่งดีสำหรับทุกคน คุณหมอแนะนำว่า หากเป็นคนที่เห็นตัวเลขแล้วมีแนวโน้มกังวล ต้องคอยเปิดแอปเช็กตลอดเวลา หรือเห็นน้ำตาลขึ้นเล็กน้อยแล้วกลัวว่าจะเกิดโรค การติด CGM อาจสร้างความวิตกมากกว่าประโยชน์ที่ได้รับ แต่สำหรับคนที่มองมันเป็นเครื่องมือชั่วคราวเพื่อเรียนรู้พฤติกรรมของตัวเอง ข้อมูลเหล่านี้สามารถช่วยให้เราเห็นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่ทำกับการตอบสนองของร่างกายได้ชัดขึ้น
เราได้ทดลองติดประมาณ 20 วัน สิ่งที่ได้กลับมาคือข้อมูลและแนวโน้มของสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังเรากินมื้ออาหาร ด้วยความที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน และไม่ได้มีปัญหากับค่าน้ำตาลในเลือด รวมถึงไม่ได้เป็นคนติดขนมหวาน กราฟน้ำตาลของเราจึงไม่ได้ดูน่าตื่นเต้นมาก ส่วนใหญ่ 98-99% อยู่ในเกณฑ์ที่คุณหมอตั้ง จะมีน้ำตาลต่ำกว่าเกณฑ์บ้างแต่ส่วนใหญ่เกิดในช่วงที่นอนหลับ ที่อาจเป็นได้ว่านอนทับแขนด้านที่ติด
ข้อมูลเป็นประโยชน์ที่ได้คือ รู้ว่าอาหารประเภทไหนที่กินแล้ว กราฟน้ำตาลพุ่งสูงมาก เราเจอว่าอาหารอย่าง ข้าวเหนียว ข้าวมันไก่ มะม่วงมัน (ไม่สุกด้วย) หรืออาหารที่มีคาร์บและไขมันสูงในจานเดียวกันจะเล่นงานกับน้ำตาลเราหนักมาก รวมถึงน้ำผึ้งเทียมที่กินไปนิดเดียวน้ำตาลก็พุ่งสูงเกิน 200
ส่วนขนมที่กิน เราเจอว่าการกินเพียง 2-3 คำ ไม่ได้ส่งผลกับกราฟเท่าไรนัก เช่นเดียวกับผลไม้ที่นอกจากมะม่วงแล้วก็ไม่เจอว่ากินอะไรแล้วน้ำตาลพุ่ง ในขณะเดียวกัน การออกกำลังกายก็ส่งผลกับกราฟน้ำตาล เพราะเราออกกำลังกายโซน 2 เบาๆ เพียง 25-30 นาที ก่อนมื้ออาหาร ก็ทำให้ระดับน้ำตาลลดลงอย่างชัดเจน
ดังนั้นถ้าใครอยากติดแนะนำว่าติดแล้วให้ใช้ชีวิตปกติ กินอาหารที่เรากินเป็นประจำ ไม่ต้องพยายามกินคลีน จะได้รู้ว่าอาหารที่เราชอบๆ นั้นจะทำให้น้ำตาลเราขึ้นหรือไม่ เพราะนี่คือสิ่งที่ยั่งยืน มากกว่าการพยายามงด 2 สัปดาห์เพื่อให้กราฟดูสวย
ใครที่สนใจ CGM และอยากรู้ว่าเหมาะกับตัวเองหรือไม่ สามารถเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่ ศูนย์ต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซึม ชั้น 5 โรงพยาบาล MedPark โทร. 02-090-3122 เปิดทุกวัน เวลา 08.00-20.00 น.
The post ติด CGM ทั้งที่ไม่เป็นเบาหวาน เราจะรู้อะไรจากกราฟน้ำตาล? appeared first on THE STANDARD.
]]>
ช่วงนี้สายบิวตี้ที่ไถฟีด TikTok หรือ Instagram บ่อยๆ คง […]
The post รู้จัก 2-in-1 Gua Sha Cream เทรนด์สกินแคร์หัวกัวซาในตัว appeared first on THE STANDARD.
]]>
ช่วงนี้สายบิวตี้ที่ไถฟีด TikTok หรือ Instagram บ่อยๆ คงต้องเคยผ่านตากับนวัตกรรมสกินแคร์รูปแบบใหม่ที่กำลังกลายเป็นไวรัลจากฝั่ง K-Beauty อย่าง 2-in-1 Gua Sha Cream หรือครีมบำรุงผิวที่ออกแบบฝาหลอดให้เป็นหัวกัวซา (Built-In Gua Sha Applicator) ในตัว นวัตกรรมนี้ไม่เพียงแต่สร้างความตื่นเต้นให้วงการความงาม แต่ยังตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบ Smart Beauty ของคนยุคใหม่ได้อย่างตรงจุด LIFE จึงมาชวนคนรักสกินแคร์ไปรู้จักกับ 2-in-1 Gua Sha ให้มากขึ้น พร้อมกับแนะนำแบรนด์เด่นๆ ที่มาแรงในเรื่องนี้
ได้เรื่องความสะดวกขั้นสุด (Convenience)
หมดปัญหาการตามหากัวซาหินหรือลูกกลิ้งแยกต่างหาก สะดวก ไม่ต้องกลัวหาย ไม่ต้องคอยทาครีมแล้วหยิบอุปกรณ์ให้เลอะมือ เพียงแค่บีบเนื้อครีมออกทางหัวกัวซาแล้วนวดลงบนผิวได้ทันที
ผสานพลังบำรุง + นวดกระชับ (Dual Action)
เนื้อครีมสกินแคร์เข้มข้นจะทำหน้าที่เป็นเนื้อสัมผัสหล่อลื่น (Slip) ช่วยให้หัวกัวซาเกลี่ยเรียบลื่นโดยไม่รั้งหรือบาดผิว พร้อมส่งผ่านสารสกัดบำรุงลึกเข้าสู่ชั้นผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
แก้ปัญหา Tech Neck & V-Line
ออกแบบส่วนโค้งมนมารับกับมุมกรอบหน้า ลำคอ และเนินอกโดยเฉพาะ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของระบบน้ำเหลือง (Lymphatic Drainage) ลดอาการบวมน้ำ ลดริ้วรอย รอยพับบริเวณคอจากการก้มมองจอ สมกับเป็นไอเท็มกู้กรอบหน้ายอดฮิต
หากพูดถึงแบรนด์ที่กำลังปังและถูกหยิบมาเปรียบเทียบคู่กันมากที่สุดในโซเชียลตอนนี้ ต้องยกให้ 3 แบรนด์เกาหลีชื่อดัง
1. Anua Collagen Retinol Refining Gua Sha Cream
โดดเด่นด้วยหัวกัวซาดีไซน์ Wide W-Shaped วัสดุระบายความเย็นกว้าง เข้ากับส่วนโค้งของสันขากรรไกร ลำคอ และเนินอกได้แนบสนิท จุดเด่นอยู่ที่สูตรสกินแคร์ซึ่งเป็นการผสานพลัง Retinol Capsules, Collagen และ Peptide มุ่งเน้นการฟื้นฟูผิวให้เรียบเนียน กระชับริ้วรอยพับบริเวณลำคอ (Tech Neck) และช่วยปรับกรอบหน้าให้ดูเรียวกระชับ V-Shape อย่างเป็นธรรมชาติ
2. Medicube PDRN Collagen Gua Sha Neck Wrinkle Cream
มาในหลอดสีชมพูสุดฮิต มาพร้อมหัวกัวซาโค้งมนทรงหยดน้ำที่ออกแบบรับกับแนวกรามและลำคอ จุดเด่นของสูตรอยู่ที่การอัดแน่นด้วยส่วนผสมระดับคลินิกอย่าง PDRN, Collagen และ Volufiline 5% เติมความยืดหยุ่นให้ชั้นผิวลึก ยกระดับผิวคล้อยให้กลับมากระชับแน่น พร้อมลดเลือนริ้วรอยร่องลึก
3. VT COSMETICS V-Mode Gua Sha Cream (Retinal Face Neck Body Massage)
โดดเด่นด้วยหัวกัวซาโลหะดีไซน์ V-MODE Curve ที่โค้งมนแนบสนิท 360 องศา และให้สัมผัสเย็นสบายผิวทันทีที่ใช้ ออกแบบมาเพื่อดูแลทั้งผิวหน้า ลำคอ และเรือนร่าง (เช่น ช่วงไหล่ นวดน่อง หรือต้นขา) จุดเด่น ผสานพลัง Retinal, Collagen, Peptide และ Caffeine เข้าด้วยกันอย่างลงตัว ช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิว ลดเลือนริ้วรอยลึก กระตุ้นการไหลเวียนเพื่อลดอาการบวมน้ำ (Depuffing) ให้กรอบหน้าและสัดส่วนดูคมชัดได้รูปยิ่งขึ้น




The post รู้จัก 2-in-1 Gua Sha Cream เทรนด์สกินแคร์หัวกัวซาในตัว appeared first on THE STANDARD.
]]>
งานรุม นอนน้อย พักไม่พอ และยังต้องรับมือกับความเครียดต่ […]
The post ร่างกายหมดไฟ ผิวก็หมดไฟได้เหมือนกัน! รู้จัก ‘Skin Burnout’ และวิธีดูแลผิวที่กำลังเหนื่อยล้า appeared first on THE STANDARD.
]]>
งานรุม นอนน้อย พักไม่พอ และยังต้องรับมือกับความเครียดต่อเนื่องวนลูปไปทุกวัน เราเชื่อว่าใครหลายคนคงต้องเคยเผชิญกับสถานการณ์แบบนี้จนเกิดภาวะ ‘Burnout’ หรือหมดไฟ แต่ถ้าสังเกตให้ลึกลงไปอีกนิด นอกจากร่างกายที่เหนื่อยไร้เรี่ยวแรงแล้ว ผิวก็เริ่มเปลี่ยนไปด้วย จากที่เคยดูสดใสกลับดูหมอง แห้ง โทรม สีผิวกระดำกระด่าง แต่งหน้าทีไรรองพื้นบ้วนไม่หยุด ทั้งนี้ก็เพราะผิวก็มีภาวะเบิร์นเอาต์ได้เช่นกัน
คำว่า ‘Skin Burnout’ ไม่ใช่ศัพท์ทางการแพทย์แต่อย่างใด แต่เป็นคำที่ใช้อธิบายสภาวะที่ผิวดูเหนื่อยล้าและขาดความสดใส ซึ่งสามารถเกิดขึ้นควบคู่กับช่วงเวลาที่ร่างกายและจิตใจต้องรับความเครียดสะสม
ในวันที่ร่างกายต้องรับมือกับทั้งความเครียด การนอนน้อย มลภาวะ แสงแดด และปัจจัยจากไลฟ์สไตล์ การดูแลผิวจึงอาจไม่ได้จบอยู่แค่การเติมความชุ่มชื้นหรือทำให้ผิวดูกระจ่างใสขึ้น แต่เริ่มขยับไปสู่การทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับผิวในระดับที่ลึกกว่านั้น
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ช่วงหลังวงการสกินแคร์ให้ความสนใจกับนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทำงานและการสื่อสารระหว่างเซลล์มากขึ้น และหนึ่งในนวัตกรรมที่ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ ก็คือ ‘Exosome’
เชื่อว่าหลายคนคงเข้าใจว่า Exosome คือส่วนผสมที่นำมาฉีดผิวด้วยความไฮป์จากวงการ K-Beauty แต่ที่จริงแล้ว Exosome ไม่ใช่ส่วนผสม แต่เป็น ‘Extracellular Vesicle’ หรือถุงหุ้มขนาดเล็กที่เซลล์ปล่อยออกมา
หมอจั๊ด – ดร.นพ.ชลธวัช สุวรรณปิยะศิริ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านตจวิทยา (ผิวหนัง) จากโรงพยาบาล MedPark อธิบายกลไกของ Exosome ให้เข้าใจง่ายว่า Exosome ทำหน้าที่คล้าย ‘ซองจดหมายส่งข้อความ’ ระหว่างเซลล์ เพราะเซลล์ในร่างกายไม่สามารถสื่อสารกันด้วยภาษาพูดได้ จึงต้องอาศัยกลไกในการส่งต่อข้อความจากเซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่ง โดย Exosome ทำหน้าที่เป็นถุงที่บรรจุข้อความเหล่านั้นเอาไว้
“เซลล์นี้จะสั่งให้เซลล์นี้ทำงานได้อย่างไร มันก็ต้องมีตัวนำข้อความ” หมอจั๊ดกล่าว

แม้ว่า Exosome จะได้รับความสนใจมากขึ้น แต่ภาพรวมของหลักฐานทางการแพทย์ในปัจจุบันยังมีข้อจำกัด ทั้งจำนวนการศึกษาในมนุษย์ที่ยังไม่มาก รูปแบบการศึกษาที่แตกต่างกัน ระยะเวลาติดตามที่ค่อนข้างสั้น รวมถึงกระบวนการสกัดและการผลิตที่ยังมีความแตกต่างกัน
ดังนั้น คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่แค่ “Exosome ดีจริงไหม?” แต่เป็น “Exosome มาจากไหน ผลิตอย่างไร และมีหลักฐานรองรับมากแค่ไหน?” โดยเฉพาะเรื่องแหล่งที่มา เพราะ Exosome ที่นำมาศึกษาในปัจจุบันมีทั้งจากมนุษย์ สัตว์ และพืช ซึ่งแต่ละแหล่งก็มีข้อจำกัดแตกต่างกันไป โดยหมอจั๊ดอธิบายถึงข้อจำกัดของ Exosome จากมนุษย์และสัตว์ว่า
“ถ้าเราทำ Exosome จากมนุษย์เนี่ย น่าจะดีที่สุด แต่สิ่งที่สำคัญคือ มันมีกฎเกณฑ์ในงานวิจัยเยอะแยะมากมาย เรื่องของจริยธรรม แล้วที่สำคัญคือ Exosome จากคนหรือสัตว์ มันจะได้ผลิตภัณฑ์น้อย”
ขณะที่ Exosome จากพืชมีข้อได้เปรียบในแง่ของการวิจัยและการผลิตในปริมาณมาก
“Exosome จากพืช อย่างแรกคือ เราสามารถทำการวิจัยและผลิตได้เต็มที่ เพราะมันไม่มีจริยธรรมสำหรับพืช ดังนั้นจะเห็นว่างานวิจัยอันนี้จะได้โปรดักต์ที่ดี ได้ Exosome ที่เยอะ เราสามารถทำได้เต็มที่จากพืช”
ด้วยข้อได้เปรียบดังกล่าว Exosome จากพืชจึงถูกนำมาศึกษาและพัฒนาต่อสำหรับการใช้งานด้านสกินแคร์ อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้แหล่งที่มาจากพืชไม่ได้แปลว่าคุณภาพจะชนะเลิศยืนหนึ่ง ด้วยปัจจัยการควบคุมกระบวนการสกัด การทำให้บริสุทธิ์ การผลิต และการควบคุมคุณภาพ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติสม่ำเสมอ
แล้วองค์ความรู้เรื่อง Exosome ที่กำลังถูกศึกษานี้ ถูกนำมาต่อยอดในโลกของสกินแคร์อย่างไร? หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจคือการนำองค์ความรู้จากด้าน Cell Therapy มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
แนวคิดเรื่องการสื่อสารระหว่างเซลล์นี้ถูกนำมาต่อยอดใน Helena Rubinstein Powercell Skinmunity [EXO] Serum เซรั่มขวดเขียวสูตรใหม่ซึ่งถูกพัฒนาร่วมกับ Dr. Hong แพทย์ผู้ชำนาญด้าน Cell Therapy และเป็นผู้ก่อตั้ง Clinique HUS,HU คลินิกเสริมความงามในกรุงโซล
View this post on Instagram
สิ่งที่น่าสนใจคือเทคโนโลยี [EXO]SAM
ที่ผสาน [EXO]Samphires สารสกัดจาก Samphire พืชที่พบได้บริเวณชายฝั่งฝรั่งเศสเข้ากับส่วนผสมที่ทำงานเสริมกันอย่าง Proteasyl Peptides, Vitamin CG และ Niacinamide

[EXO]Samphires เป็นหัวใจของเทคโนโลยีดังกล่าว ขณะที่ Proteasyl Peptides ถูกนำมาใช้เพื่อช่วยดูแลกระบวนการผลัดเปลี่ยนและโครงสร้างของผิว ด้าน Vitamin CG ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของวิตามินซี มีคุณสมบัติด้าน Antioxidant และช่วยดูแลเรื่องความกระจ่างใส ส่วน Niacinamide ที่เราคุ้นเคยกันดี ทำหน้าที่ช่วยเสริมเกราะป้องกันผิวและดูแลผิวที่มีแนวโน้มแดงง่าย

ท้ายที่สุดแล้ว การดูแลผิวในช่วงที่รู้สึกว่า ‘หมดไฟ’ อาจไม่ได้จบลงที่การพึ่งพาสกินแคร์เพียงอย่างเดียว เพราะผิวที่ดูเหนื่อยอาจเป็นหนึ่งในสัญญาณที่ชวนให้เรากลับมามองภาพใหญ่ว่า ช่วงนี้เรานอนพอหรือยัง กินดีหรือไม่ หรือจัดการกับความเครียดได้มากน้อยแค่ไหน เพราะบางครั้ง สิ่งที่ผิวต้องการอาจไม่ใช่แค่การบำรุง แต่คือการที่เจ้าของผิวได้พักบ้างเหมือนกัน
อ้างอิง:
ภาพ: Courtesy of the Brand
The post ร่างกายหมดไฟ ผิวก็หมดไฟได้เหมือนกัน! รู้จัก ‘Skin Burnout’ และวิธีดูแลผิวที่กำลังเหนื่อยล้า appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อน้ำท่วมเกิดขึ้นแล้ว เราอาจเปลี่ยนสิ่งที่เสียหายไปไ […]
The post ก้าวผ่านวิกฤตน้ำท่วมอย่างมีสติ วิธีจัดการบ้านและเยียวยาใจ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อน้ำท่วมเกิดขึ้นแล้ว เราอาจเปลี่ยนสิ่งที่เสียหายไปไม่ได้ แต่ยังค่อยๆ วางลำดับสิ่งที่ต้องทำ เพื่อพาตัวเองและคนในบ้านผ่านช่วงนี้ไปด้วยกัน
น้ำเข้าบ้าน ของเสียหาย งานสะดุด และยังไม่รู้ว่าจะกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้เมื่อไร ในเวลาแบบนี้ความคิดมักวิ่งไปไกลกว่าสิ่งที่เราจัดการได้ ความกังวลเรื่องเงินอาจเข้ามาพร้อมกับคำถามว่าคืนนี้จะนอนที่ไหน หรือพรุ่งนี้คนในบ้านจะกินอะไร ความกลัวและความเหนื่อยจึงเป็นความรู้สึกที่เข้าใจได้ ไม่ใช่สัญญาณว่าเรารับมือกับปัญหาไม่เก่ง
ลองเริ่มจากแยกสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเป็นสองส่วน ฝนจะหยุดเมื่อไร น้ำจะลดเร็วแค่ไหน และของที่เสียไปแล้ว เป็นเรื่องที่เราอาจควบคุมไม่ได้ในวันนี้ ส่วน ความปลอดภัยของคนในบ้าน การติดต่อขอความช่วยเหลือ และการเตรียมข้อมูลสำหรับวันข้างหน้า คือเรื่องที่ยังพอลงมือทำได้ การแยกแบบนี้ไม่ได้ทำให้ความเสียหายเล็กลง แต่ช่วยให้เราเห็นว่าควรใช้แรงที่เหลืออยู่กับเรื่องไหนก่อน
เมื่อปลอดภัยแล้ว เราอาจเริ่มวางแผนสำหรับวันที่น้ำลด โดยยังไม่ต้องลงมือทำทุกอย่างพร้อมกัน ลองจดว่าอะไรต้องตรวจเป็นลำดับแรก เช่น ความปลอดภัยของบ้าน ระบบไฟฟ้า น้ำใช้ ของที่จำเป็นต่อการทำงาน และพื้นที่ที่ต้องทำความสะอาด อย่ารีบเปิดใช้ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ที่เปียกน้ำก่อนตรวจสอบความปลอดภัย หากทำได้อย่างปลอดภัย ให้ถ่ายภาพความเสียหายทั้งภาพกว้างและรายละเอียด เก็บเอกสารและใบเสร็จไว้ในที่เดียว สิ่งเหล่านี้ช่วยให้การติดต่อประกันหรือแจ้งความเสียหายในภายหลังง่ายขึ้น
เรื่องเงินก็ไม่จำเป็นต้องคิดให้จบในคืนเดียว เริ่มจากดูเงินที่มีอยู่และรายจ่ายจำเป็นในช่วงใกล้ๆ ก่อน ทั้งอาหาร ที่พัก การเดินทาง ยา และค่าใช้จ่ายที่ถึงกำหนด จากนั้นค่อยประเมินค่าซ่อมเมื่อเห็นความเสียหายชัดขึ้น หากรายได้สะดุดหรือคาดว่าจะผ่อนชำระไม่ไหว ให้ติดต่อเจ้าหนี้เพื่ออธิบายสถานการณ์และสอบถามทางเลือกก่อนถึงกำหนดชำระ โดยพิจารณาเงื่อนไขที่ตัวเองจ่ายไหวจริง ธนาคารแห่งประเทศไทยแนะนำให้ผู้ที่เริ่มมีปัญหาชำระหนี้รีบพูดคุยกับเจ้าหนี้เพื่อหาแนวทางร่วมกัน
ในกรุงเทพฯ ผู้ได้รับผลกระทบสามารถแจ้งความเสียหายต่อ สำนักงานเขตในพื้นที่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สำรวจและพิจารณาความช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ รวมถึงตรวจสอบช่องทางยื่นขอเงินเยียวยาผ่าน แอปทางรัฐ ตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง การประกาศพื้นที่ประสบภัยไม่ได้หมายความว่าทุกบ้านจะได้รับเงินโดยอัตโนมัติ จึงควรเก็บภาพความเสียหายและสอบถามขั้นตอนกับหน่วยงานโดยตรง หากมีประกันบ้านหรือรถ ให้ตรวจความคุ้มครองและแจ้งบริษัทประกันด้วย
ระหว่างจัดการเรื่องเหล่านี้ อย่าลืมถามคนในบ้านว่าเขาเป็นอย่างไร บางคนอยากเล่า บางคนยังไม่พร้อมพูด เราอาจไม่ต้องหาคำปลอบที่สมบูรณ์แบบ เพียงบอกกันตามจริงว่า “ตอนนี้มีหลายเรื่องต้องทำ เดี๋ยวเราช่วยกันดูทีละอย่าง” และถามว่าใครอยากให้ช่วยเรื่องไหน หากตัวเราเองเริ่มหมดแรง ก็บอกได้เช่นกัน การขอให้ญาติ เพื่อน หรือเพื่อนบ้านช่วยโทรศัพท์ ซื้อของ หรืออยู่เป็นเพื่อนสักพัก เป็นวิธีแบ่งภาระที่หนักเกินกว่าจะถือไว้คนเดียว
น้ำลดอาจเป็นจุดเริ่มต้นของงานอีกหลายอย่าง ทั้งทำความสะอาด ซ่อมบ้าน และจัดการค่าใช้จ่าย เราไม่จำเป็นต้องรู้คำตอบทั้งหมดในวันนี้ ขอเพียงรู้ว่าเรื่องไหนต้องทำก่อน เรื่องไหนรอได้ และเรื่องไหนควรให้คนอื่นช่วย ก็ถือว่าเริ่มพาชีวิตเดินต่อแล้ว แม้จะเป็นก้าวเล็กๆ ก็ตาม
The post ก้าวผ่านวิกฤตน้ำท่วมอย่างมีสติ วิธีจัดการบ้านและเยียวยาใจ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เคยไหม? เห็นภาพที่เที่ยวสวยๆ แล้วอยากไปเยือนสักครั้ง อา […]
The post รู้จัก Fernweh ความรู้สึกอยากไปเยือนสถานที่สวยๆ ที่ไม่เคยไปมาก่อน appeared first on THE STANDARD.
]]>
เคยไหม? เห็นภาพที่เที่ยวสวยๆ แล้วอยากไปเยือนสักครั้ง อาการนี้เรียกว่า Fernweh ความโหยหาสถานที่ไกลๆ ที่ไม่เคยไปมาก่อน LIFE ชวนผู้อ่านมาทำความเข้าใจความรู้สึกนี้และวิธีฮีลใจไปพร้อมๆ กัน
ภาษาเยอรมันมีคำว่า Fernweh ใช้เรียกความโหยหาสถานที่ไกลๆ ต่างจาก Heimweh ที่หมายถึงความคิดถึงบ้าน คำนี้จึงช่วยอธิบายความรู้สึกแปลกๆ ที่ไม่ได้อยากกลับไปหาสิ่งคุ้นเคย แต่อยากออกไปพบสิ่งที่ยังไม่รู้จัก
ศาสตราจารย์ ดร.ปีเตอร์ วัลช์บูร์เกอร์ (Peter Walschburger) จากภาควิชาจิตวิทยา ที่ Freie Universität Berlin อธิบายว่า Fernweh สัมพันธ์กับความอยากออกไปพบสิ่งใหม่ ความรู้สึกนี้อาจผุดขึ้นเมื่อเราเริ่มเบื่อสิ่งแวดล้อมที่คุ้นเคย และจินตนาการว่าข้างนอกยังมีอะไรให้ลองอีกบ้าง แต่เหตุผลและระดับความรู้สึกของแต่ละคนย่อมต่างกัน
สำหรับคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับตารางเดิมๆ ความอยากไปไกลอาจเป็นเพียงสัญญาณว่าเราอยากเปลี่ยนบรรยากาศสักหน่อย ยังไม่ต้องรีบจองตั๋วก็ได้ ลองจดชื่อสถานที่ที่สะดุดใจ อ่านเรื่องราวของมัน หรือเริ่มจากคาเฟ่ ถนน และย่านที่ไม่เคยแวะในเมืองตัวเอง เพราะบางทีสิ่งที่ใจตามหา อาจเริ่มจากการได้เห็นอะไรใหม่ๆ ใกล้ตัวก็ได้นะ
The post รู้จัก Fernweh ความรู้สึกอยากไปเยือนสถานที่สวยๆ ที่ไม่เคยไปมาก่อน appeared first on THE STANDARD.
]]>
อยากมีใครสักคน ออกไปข้างนอกก็ไม่เจอ แต่จะรอพรหมลิขิตบิน […]
The post ยิ่งปัด ยิ่งเหนื่อย? เมื่อ Dating App ไม่ได้จบที่ ‘ตรงสเปก’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
อยากมีใครสักคน ออกไปข้างนอกก็ไม่เจอ แต่จะรอพรหมลิขิตบินทะลุหน้าต่างบ้านมาก็คงไม่ใช่… ‘Dating App’ หรือแอปพลิเคชันหาคู่จึงกลายเป็นทางเลือกของใครหลายคนในยุคนี้
แต่การจะเจอใครสักคนที่ใช่ผ่านหน้าจอก็เหมือนการลุ้นว่าจะถูกหวยรางวัลที่ 1 สักงวด เพราะยิ่งปัดก็ยิ่งมีตัวเลือกใหม่ให้ตัดสินใจไม่รู้จบ แถมเมื่อเริ่มคุยกันแล้ว ก็ยังต้องคอยเดาอีกว่าเขาจริงจังแค่ไหน ความสัมพันธ์นี้กำลังไปทางไหน หรือเรากำลังคิดไปเองอยู่หรือเปล่า จนบางครั้งเราอาจไม่ได้เหนื่อยแค่กับการ ‘หาใครสักคน’ แต่เหนื่อยกับการ ‘เลือก’ และทำความเข้าใจความสัมพันธ์ไปพร้อมกัน
ลองนึกภาพว่าในหัวของเรามีเช็กลิสต์สำหรับคนรักอยู่ 10-20 ข้อ ทำงานสายนี้ ไลฟ์สไตล์แบบนี้ ต้องสูงเท่านี้ เตี้ยกว่าหนึ่งเซนติเมตรก็ปัดผ่านแบบไม่ต้องคิดเยอะ เพราะเดี๋ยวคนถัดไปก็มา
MeetNLunch เรียกภาวะนี้ว่า ‘Checklist Fatigue’ หรือความเหนื่อยล้าจากการยึดติดกับเช็กลิสต์ เพราะเมื่อคุณสมบัติที่ ‘ต้องมี’ เริ่มยาวกว่าหางว่าว การเดตก็อาจเริ่มคล้ายระบบสแกนกรรมมากกว่าการทำความรู้จักใครสักคน
ผลสำรวจโดย OnePoll สำหรับ Forbes Health ซึ่งสำรวจผู้ใช้แอปหาคู่ 1,000 คนในปี 2567 พบว่า 78% รู้สึกเหนื่อยหน่ายจากการใช้แอปหาคู่ โดยตัวเลขเพิ่มขึ้นเป็น 79% ในกลุ่ม Gen Z และ 80% ในกลุ่มผู้หญิง และ 40% ระบุว่าสาเหตุสำคัญมาจากการไม่สามารถพบความสัมพันธ์ที่ดีและมีความหมายได้
ขณะที่ Lunch Actually Annual Singles Dating Survey 2024 พบว่า 88% ของคนโสดเคยหยุดพักจากการใช้แอปหาคู่ และ 63% ระบุว่า ‘การขาดความสัมพันธ์ที่จริงใจและมีความหมาย’ เป็นสาเหตุหลัก
เมื่อมีตัวเลือกมากมายไม่ได้แปลว่าจะเจอคนที่ใช่ง่ายขึ้น คำถามจึงอาจไม่ใช่แค่ “จะหาคนที่ตรงสเปกได้อย่างไร?” แต่เป็น “จริงๆ แล้วเราต้องการอะไรจากคนที่จะเข้ามาอยู่ในชีวิต?”
ที่จริงการอยากได้แฟนที่การเงินมั่นคงก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะเรื่องเงินเป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญของชีวิตคู่ แต่ปัญหาอาจอยู่ที่การคิดว่า รายได้สูง = เข้ากันได้เรื่องเงิน เพราะสองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน
งานวิจัยของ Jeffrey Dew และ Sonya Britt ซึ่งศึกษาคู่รักมากกว่า 4,500 คู่ พบว่า ความขัดแย้งเรื่องเงินเป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับการหย่าร้าง เพราะแม้คนสองคนจะมีรายได้ดีทั้งคู่ก็ยังมีปัญหาได้ หากมีวิธีคิดเรื่องการออม การใช้จ่าย หรือรูปแบบการใช้ชีวิตต่างกัน
ข้อมูลจากการสำรวจคนโสดในสิงคโปร์ยังพบว่า 93% มองว่าทักษะการบริหารจัดการเงินเป็นคุณสมบัติที่น่าดึงดูดในคู่รัก
ดังนั้น นอกจากคำถามว่า “เขามีรายได้เท่าไหร่?” อาจต้องรู้ด้วยว่า “เขาจัดการกับเงินอย่างไร และวิธีนั้นเข้ากับเราได้หรือเปล่า?”
กระแส ‘Man in Finance’ ที่เคยไวรัลไปทั่วโลก ทำให้ชายหนุ่มในสายการเงินกลายเป็นหนึ่งในภาพฝันของการเดตยุคใหม่ แต่สิ่งที่มักไม่ค่อยอยู่ในเช็กลิสต์คือ “งานนั้นต้องแลกมาด้วยอะไร?”
งานในสายธนาคาร กฎหมาย ที่ปรึกษาธุรกิจ หรือเทคโนโลยีบางตำแหน่ง อาจมาพร้อมชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน ความกดดันสูง การเดินทาง หรือเวลาส่วนตัวที่จำกัด เพราะฉะนั้น การเลือกคบกับคนจากอุตสาหกรรมหนึ่ง อาจไม่ได้หมายถึงการเลือกแค่ ‘คน’ แต่รวมถึงการเลือกวิถีชีวิตที่มากับงานของเขาด้วย
นอกจากถามว่า “เขาทำงานอะไร?” อาจต้องถามต่อว่า “เขามีพื้นที่สำหรับความสัมพันธ์มากแค่ไหน?”
ส่วนสูง อาชีพ รายได้ หรือตำแหน่งงานอาจเป็นสิ่งที่ทำให้เราสนใจใครสักคนตั้งแต่แรกพบ แต่พอคบกันจริง สิ่งที่ต้องเจออาจไม่ใช่เช็กลิสต์ที่ติ๊กครบ แต่เป็นวันที่อีกฝ่ายทำงานจนกลับบ้านดึก วันที่ทะเลาะกันเรื่องเงิน หรือวันที่ชีวิตโยนเรื่องไม่คาดคิดมาให้ชุดใหญ่
ท้ายที่สุด การมีมาตรฐานในการเลือกคู่ไม่ใช่เรื่องผิดแม้แต่น้อย และเป็นเรื่องที่ควรมีด้วยซ้ำ เพียงแต่อาจต้องแยกให้ออกว่า อะไรคือสเปกที่ทำให้เราอยากปัดขวา และอะไรคือสิ่งที่เราต้องอยู่ด้วยจริงๆ เพราะในชีวิตจริง ยังมีเรื่องเงิน เวลา ความขัดแย้ง ไลฟ์สไตล์ ความรับผิดชอบ และความชัดเจนที่ต้องจัดการไปพร้อมกัน
อ้างอิง:
The post ยิ่งปัด ยิ่งเหนื่อย? เมื่อ Dating App ไม่ได้จบที่ ‘ตรงสเปก’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เคยเปิดเสียงฝนตกหรือเสียงพื้นหลังเบาๆ เพื่อช่วยให้หลับก […]
The post การฟังเสียง Pink Noise ช่วยให้นอนหลับลึกขึ้นจริงไหม? appeared first on THE STANDARD.
]]>
เคยเปิดเสียงฝนตกหรือเสียงพื้นหลังเบาๆ เพื่อช่วยให้หลับกันไหม? เสียงที่เรียกว่า Pink Noise คล้ายเสียงเหล่านั้น โดยมีเสียงทุ้มเด่นกว่า White Noise งานวิจัยใหม่ชวนให้มองว่าเสียงชนิดนี้อาจส่งผลต่อสมองขณะหลับได้ หากเปิดในจังหวะที่เหมาะสม
นักวิจัยจาก MIT ทดลองกับอาสาสมัครสุขภาพดี 14 คน โดยวัดคลื่นสมองระหว่างนอนหลับ แล้วปล่อย Pink Noise ครั้งละเพียง 50 มิลลิวินาทีให้ตรงกับจังหวะของคลื่นสมองที่เกี่ยวข้องกับการหลับลึก ผลที่พบคือคลื่นสมองดังกล่าวมีขนาดเพิ่มขึ้น พร้อมกับการไหลของน้ำหล่อเลี้ยงสมองที่เพิ่มขึ้น น้ำหล่อเลี้ยงสมองมีบทบาทในการพาของเสียออกจากสมอง จึงเป็นผลที่นักวิจัยสนใจศึกษาเพิ่มเติม
ถ้าเป็นเสียงที่คุณฟังแล้วสบายใจ ก็เลือกฟังได้ตามความชอบ แต่ผลทดลองนี้ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าการเปิดคลิป Pink Noise ทั่วไปช่วยให้นอนดีขึ้น เพราะเสียงในการทดลองถูกปล่อยเป็นช่วงสั้นๆ และกำหนดเวลาให้ตรงกับคลื่นสมองของแต่ละคน อีกทั้งยังต้องศึกษาต่อว่าการไหลของน้ำหล่อเลี้ยงสมองที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อคุณภาพการนอนหรือสุขภาพในระยะยาวจริงหรือไม่
ถ้าอยากลองฟัง Pink Noise สามารถค้นหาคำว่า Pink Noise for Sleep ใน YouTube, Spotify หรือ Apple Music แล้วเลือกเสียงที่ฟังสบาย เปิดเบาๆ ตามความชอบได้ แต่เสียงในแอปเหล่านี้ ไม่เหมือนเสียงที่ใช้ในงานทดลองนะ เราจึงไม่ฟันธงว่าการเปิดฟังเองจะให้ผลแบบเดียวกันหรือไม่อย่างไร
อ้างอิง:
https://time.com/article/2026/09/21/can-pink-noise-improve-your-sleep/
The post การฟังเสียง Pink Noise ช่วยให้นอนหลับลึกขึ้นจริงไหม? appeared first on THE STANDARD.
]]>
Dior เผยโฉม Dior Prestige La Crème นวัตกรรมย้อนวัยผิว R […]
The post รู้จัก Dior Prestige La Crème นวัตกรรม Reverse Aging ย้อนวัยผิว appeared first on THE STANDARD.
]]>
Dior เผยโฉม Dior Prestige La Crème นวัตกรรมย้อนวัยผิว Reverse Aging ปลดล็อกความอ่อนเยาว์ด้วยพลังกุหลาบกรองวิลล์ นับเป็นการยกระดับวงการบิวตี้อีกครั้งเมื่อ Dior เปิดตัว Dior Prestige La Crème โฉมใหม่ ผู้นำแห่งศาสตร์ Reverse Aging ที่ต่อยอดองค์ความรู้การศึกษาผิวพรรณยาวนานกว่า 50 ปี เพื่อย้อนวัยผิวให้แลดูอ่อนเยาว์เหนือกาลเวลา ผลงานชิ้นนี้ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ของคริสเตียน ดิออร์ ที่มุ่งมอบความงดงามคู่ความสุขแก่ผู้หญิง
เปรียบดั่งแผนที่ชีววิทยาย้อนวัยผิว
Dior Science ร่วมมือกับ ศาสตราจารย์ Vadim Gladyshev และคณะ Reverse Aging Board พัฒนา Dior Skin Longevity Compass
แผนที่ชีววิทยาที่ครอบคลุม 15 กลไกความร่วงโรยผิว เพื่อไขรหัสความอ่อนเยาว์ลึกถึงระดับชีววิทยา
เข้มข้น 3 เท่า จาก Rose de Granville
หัวใจสำคัญที่อยู่ในสกินแคร์ Dior Prestige La Crème คือ Rosapeptide-3
สารสกัดเข้มข้นขึ้น 3 เท่า จากกุหลาบ Rose de Granville ที่เพาะปลูกด้วยระบบเกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู มอบสารบำรุง 22 ชนิด ผสานการสกัด 3 ส่วน (กลีบ ผล และลำต้นใหม่) ร่วมกับเปปไทด์ทรงประสิทธิภาพ 2 ชนิด และ Pro-Penetrating Technology ช่วยเพิ่มการซึมซาบสู่ผิวสูงสุด 47%
ทำงานกับ 42 ตัวบ่งชี้ความอ่อนเยาว์ ครอบคลุม 10 กลไกความร่วงโรย ช่วยลดอายุเชิงชีววิทยาของผิวได้สูงสุดเทียบเท่า 10 ปีThe post รู้จัก Dior Prestige La Crème นวัตกรรม Reverse Aging ย้อนวัยผิว appeared first on THE STANDARD.
]]>