NEWSLETTER 2-8 สิงหาคม 2569
ฮั้ว สว.: บททดสอบความชอบธรรม
สวัสดีผู้ติดตาม THE STANDARD ทุกท่าน
ข้อสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภาปี 2567 กลับมาเป็นข่าวใหญ่อีกครั้ง หลัง ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการ iLaw นำเสนอข้อมูลเส้นทางการเงิน และ พริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานวิปฝ่ายค้าน เปิดเวทีร่วมกับพยานหลายราย เพื่อเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งและกรมสอบสวนคดีพิเศษตรวจสอบพฤติการณ์ที่อาจเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งและทุจริตในการเลือก สว.
ประเด็นสำคัญ
เรื่องนี้ไม่ควรถูกลดทอนให้เป็นการเผชิญหน้าระหว่างฝ่ายค้านกับพรรคภูมิใจไทย ระหว่าง ‘ส้ม’ กับ ‘น้ำเงิน’ หรือระหว่างยิ่งชีพ พริษฐ์ กับ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เพราะคำถามที่สำคัญกว่าคือ สถาบันที่มีหน้าที่รักษาความสุจริตของการเลือกตั้งจะตรวจสอบหลักฐานที่อยู่ตรงหน้าอย่างไร และจะทำให้สังคมเชื่อมั่นได้หรือไม่ว่าใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย
กติกาที่สร้างพื้นที่สีเทา
วุฒิสภาชุดปัจจุบันมีสมาชิก 200 คน มาจากการเลือกกันเองของผู้สมัคร 20 กลุ่ม ผ่านสามระดับ ได้แก่ อำเภอ จังหวัด และประเทศ ผู้สมัครจึงเป็นทั้งผู้แข่งขันและผู้ลงคะแนน ขณะที่ประชาชนไม่มีสิทธิเลือกโดยตรง
ระบบเช่นนี้ทำให้การรู้จักกัน การรวมกลุ่ม และการวางยุทธศาสตร์ลงคะแนนเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่การยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าพฤติกรรมทุกประเภทจะชอบด้วยกฎหมาย
เส้นแบ่งสำคัญอยู่ระหว่างการประสานคะแนนตามธรรมชาติของระบบ กับการให้เงิน ทรัพย์สิน การเดินทาง ที่พัก หรือประโยชน์อื่นเพื่อจูงใจให้สมัคร ถอนตัว หรือลงคะแนนให้บุคคลใด รวมถึงการใช้อิทธิพลบังคับหรือควบคุมผู้สมัคร ซึ่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภากำหนดข้อห้ามและบทลงโทษไว้
ความบกพร่องของกติกาอาจอธิบายได้ว่าทำไมการจัดตั้งเครือข่ายจึงเกิดขึ้นง่าย แต่ไม่อาจใช้เป็นข้อยกเว้นให้การซื้อเสียงหรือการครอบงำผู้สมัคร หากพิสูจน์ได้ว่าเกิดขึ้นจริง กลายเป็นเรื่องยอมรับได้
หลักฐานต้องถูกพิจารณาเป็นระบบ
ข้อมูลที่เปิดเผยในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้มีเพียงข้อสังเกตจากรูปแบบคะแนน แต่รวมถึงคำให้การเรื่องการพาผู้สมัครไปพักรวมกัน การแจกหรือแก้ไขโพย การจัดหาตั๋วเครื่องบินและที่พัก การเสนอเงินสด และการให้เซ็นใบลาออกโดยไม่ลงวันที่ ทั้งหมดยังเป็นข้อกล่าวหาซึ่งต้องผ่านการพิสูจน์ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลวินิจฉัยแล้ว
ยิ่งชีพยังเปิดเผยข้อมูลธุรกรรมทางธนาคาร 11 รายการ รวม 34,000 บาท โดยระบุว่า 10 รายการถูกโอนไปยังผู้สมัคร สว. ในพื้นที่เดียวกันก่อนการเลือกระดับจังหวัด ฝ่ายค้านยังนำเสนอเส้นทางการเงินในพื้นที่อื่น และเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบความเชื่อมโยงต่อ
หลักฐานเหล่านี้มีเหตุให้ต้องตรวจสอบอย่างจริงจัง แต่การพบเงินโอนไม่ได้เท่ากับการพบการซื้อเสียงโดยอัตโนมัติ เช่นเดียวกับคำให้การของพยานซึ่งมีรายละเอียดมาก ก็ยังต้องตรวจสอบแรงจูงใจ ความสอดคล้อง และหลักฐานอิสระที่สนับสนุน
กกต. และ DSI จึงต้องตอบคำถามอย่างน้อย 4 ข้อให้ได้
- ธุรกรรมแต่ละรายการมีวัตถุประสงค์อะไร และสัมพันธ์กับช่วงเวลาหรือพฤติการณ์การลงคะแนนอย่างไร
- บุคคลที่ถูกกล่าวหามีบทบาทเพียงผู้โอน ผู้รับ หรือเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างสั่งการที่กว้างกว่า
- คำให้การเรื่องโพย เงินสด ที่พัก และใบลาออกสามารถยืนยันด้วยเอกสาร ข้อมูลการสื่อสาร ภาพจากสถานที่ หรือพยานที่เป็นอิสระต่อกันหรือไม่
- หากมีข้อกล่าวหาลักษณะเดียวกันต่อผู้สมัครหรือเครือข่ายฝ่ายอื่น หน่วยงานรัฐได้ใช้เกณฑ์การสอบสวนและมาตรฐานพยานหลักฐานเดียวกันหรือไม่
การตอบคำถามเหล่านี้สำคัญกว่าการนับว่าฝ่ายใดเปิดหลักฐานได้มากกว่า หรือฝ่ายใดจัดการแถลงข่าวได้ดังกว่า
คำชี้แจงของนายกรัฐมนตรีต้องตรวจสอบได้
อนุทินปฏิเสธว่าตนและพรรคภูมิใจไทยเกี่ยวข้องกับการจัดการเลือก สว. พร้อมระบุว่าได้ชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่แล้ว และพิจารณาใช้สิทธิทางกฎหมายต่อผู้ที่กล่าวหาหรือพาดพิงตน
นายกรัฐมนตรีและผู้ถูกกล่าวหาทุกคนมีสิทธิปฏิเสธข้อกล่าวหา นำเสนอหลักฐาน และปกป้องชื่อเสียงของตน การใช้สิทธิฟ้องร้องจึงไม่ควรถูกสรุปโดยอัตโนมัติว่าเป็นการปิดปากผู้ตรวจสอบ
แต่การดำเนินคดีต่อผู้เปิดข้อมูลก็ไม่สามารถใช้แทนการตอบสาระของข้อกล่าวหาได้ โดยเฉพาะเมื่อผู้ถูกพาดพิงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคการเมือง คำชี้แจงจึงต้องมากกว่าการยืนยันว่า ‘ไม่เกี่ยวข้อง’ แต่ควรประกอบด้วยข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ และหลักประกันว่าหน่วยงานภายใต้ฝ่ายบริหารจะทำงานโดยปราศจากการแทรกแซง
มาตรฐานเดียวกันต้องใช้กับผู้กล่าวหาด้วย ยิ่งชีพ พริษฐ์ และฝ่ายค้านต้องรับผิดชอบต่อความแม่นยำของข้อมูล ไม่กล่าวเกินกว่าหลักฐาน และพร้อมให้ข้อกล่าวหาของตนถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นเช่นกัน บทบาทตรวจสอบไม่ได้ทำให้ผู้ตรวจสอบพ้นจากภาระการพิสูจน์
กกต. ต้องอธิบายความเห็นที่สวนทางกัน
ประเด็นที่ทำให้คดีนี้เป็นบททดสอบสถาบันไม่ได้อยู่เพียงที่จำนวนผู้ถูกกล่าวหา แต่อยู่ที่ความเห็นซึ่งแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญภายในกระบวนการของ กกต.
คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 เคยเสนอให้ดำเนินการกับผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ในจำนวนนี้เป็น สว. 138 คน และบุคคลในเครือข่ายอีก 91 คน แต่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 มีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูล ขณะที่คำวินิจฉัยขั้นสุดท้ายยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของ กกต. ชุดใหญ่ ณ วันที่ 30 กรกฎาคม 2569
ความเห็นต่างในคดีซับซ้อนไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่ กกต. ต้องอธิบายว่าหลักฐานใดทำให้คณะหนึ่งเห็นว่าคดีมีมูล ขณะที่อีกคณะเห็นควรยกคำร้อง ความแตกต่างเกิดจากข้อเท็จจริง การตีความกฎหมาย หรือมาตรฐานในการรับฟังพยานที่ไม่ตรงกัน
กกต. ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยรายละเอียดที่อาจกระทบพยานหรือความเป็นธรรมของคดี แต่ไม่ควรประกาศเพียงผลการลงมติโดยไม่แสดงเหตุผลหลัก เพราะยิ่งคำตัดสินส่งผลต่อที่มาของวุฒิสภาจำนวนมาก ภาระในการอธิบายยิ่งต้องสูงตามไปด้วย
ด้าน DSI มีคดีพิเศษที่ 24/2568 ซึ่งตรวจสอบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการสมคบกันในความผิดฐานอั้งยี่และฟอกเงินจากกระบวนการได้มาซึ่ง สว. หน่วยงานทั้งสองจึงต้องแลกเปลี่ยนพยานหลักฐานโดยไม่ปล่อยให้ความแตกต่างของฐานความผิดหรือเขตอำนาจกลายเป็นช่องให้ต่างฝ่ายต่างรอผลของกันและกัน
ความชอบธรรมต้องมาจากเหตุผล ไม่ใช่อำนาจปิดคดี
ผลสุดท้ายอาจเป็นการดำเนินคดีทั้งหมด บางส่วน หรือยกคำร้อง หากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ ทุกทางเลือกเป็นไปได้ภายใต้กระบวนการยุติธรรม แต่ไม่มีทางเลือกใดจะสร้างความเชื่อมั่นได้ หากสังคมไม่เห็นเหตุผลที่ตรวจสอบได้เบื้องหลังคำตัดสิน
ในระยะยาว ประเทศไทยต้องทบทวนระบบเลือก สว. ซึ่งเปิดให้เครือข่ายที่จัดตั้งได้ดีมีความได้เปรียบ แต่จำกัดการตรวจสอบจากประชาชน แม้รายงานการประเมินของสำนักงาน กกต. เองยังพบว่าผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่ต้องการให้ สว.มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนมากกว่าระบบที่ใช้ในปี 2567
อย่างไรก็ตาม การวิจารณ์กติกาไม่ควรถูกใช้ล่วงหน้าเพื่อสรุปว่าผู้ชนะทุกคนทุจริต และหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ก็ไม่ควรถูกใช้เพื่อปฏิเสธการสอบสวนหลักฐานที่มีน้ำหนัก
คดีนี้จึงไม่ควรจบด้วยชัยชนะของยิ่งชีพ พริษฐ์ อนุทิน หรือกลุ่มการเมืองใด แต่ต้องจบด้วยกระบวนการที่พิสูจน์ได้ว่า หลักฐานได้รับการตรวจสอบอย่างครบถ้วน ผู้ถูกกล่าวหาได้รับความเป็นธรรม และกฎหมายถูกใช้กับทุกฝ่ายโดยไม่เลือกปฏิบัติ
เพราะเมื่อที่มาของวุฒิสภาถูกตั้งคำถาม ความชอบธรรมของการใช้อำนาจของวุฒิสภา ตั้งแต่การออกกฎหมาย ไปจนถึงการให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระ ย่อมถูกตั้งคำถามตามไปด้วย
บททดสอบครั้งนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ กกต. จะส่งฟ้องหรือยกคำร้อง แต่อยู่ที่การตัดสินใจนั้นตั้งอยู่บนหลักฐาน เหตุผล และมาตรฐานที่สังคมเชื่อถือได้หรือไม่
กองบรรณาธิการ THE STANDARD
Editor’s Pick
| เจาะเส้นเงินเลือก สว. เส้นแบ่ง ‘ฮั้ว’ กับ ‘โกง’ 29 ก.ค. 2569 | 15:38 |
| เปิดคำวินิจฉัย กกต. ปี 2567 เคยยกคำร้อง 2 สว. อำนาจเจริญ ขาดคุณสมบัติ 29 ก.ค. 2569 | 13:56 |
| อนุทิน ไม่กังวล รำคาญ-สมเพช ปมฮั้ว สว. รับไปพูลแมนเป็นเรื่องปกติ 27 ก.ค. 2569 | 13:43 |
| อนุทิน เปิดทางศุภชัย เดินหน้าร้อง กกต. เอาผิด สว.ส้ม หากเข้าข่ายฮั้ว 30 ก.ค. 2569 | 10:10 |
| ทวีเสนอ กกต. ยึดหลัก “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” เพียงพอแล้วในการส่งสำนวนคดีฮั้ว สว. ให้ศาลฎีกา 30 ก.ค. 2569 | 15:19 |