- ยุคใหม่ของเศรษฐกิจญี่ปุ่น ชัยชนะ Supermajority พลิกโฉมญี่ปุ่นจากนโยบายการเงินนำ สู่ ‘Fiscal-led Economy’ เต็มตัว
- รัฐบาลเตรียมอัดฉีดงบประมาณมหาศาลลงในอุตสาหกรรมชิปและกลาโหม ผลกระทบที่นักลงทุนต้องระวังคือ Bond Yield ญี่ปุ่นจะพุ่งสูงขึ้น และบีบให้ BoJ ต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ
- แม้ตลาดแรงงานสหรัฐฯ จะเริ่มนิ่ง แต่กำลังซื้ออาจไม่ลดลงอย่างที่คิด เพราะในช่วง ก.พ. – มี.ค. นี้ ครอบครัวอเมริกันเตรียมรับเงินคืนภาษีจากกฎหมาย OBBBA รวมกว่า 1.5 แสนล้านดอลลาร์ เม็ดเงินก้อนนี้จะเป็นสภาพคล่องสำคัญที่ช่วยต่อลมหายใจเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งปีแรก
- ด้วยแรงหนุนจาก Wealth Effect และเงินคืนภาษี ทำให้ Fed ประเมินว่าอุปสงค์ยังแข็งแกร่งพอที่จะไม่รีบ ‘หั่นดอกเบี้ย’ โดยมีแนวโน้มจะคงดอกเบี้ยระดับสูงไว้จนถึงกลางปี
- หลังเลือกตั้ง หุ้นไทย Outperform ตลาดโลกอย่างโดดเด่น โดยบวกแรงกว่า 14% YTD และหากรัฐบาลใหม่เร่งคลอดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสำเร็จ ดัชนีมีลุ้นทะยานสู่ 1,500 จุดได้ในครึ่งปีแรก
สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นโลกปรับตัวลดลง กลุ่มเทคฯ ยังมีแรงกดดัน AI เข้ามาทดแทนในหลายกลุ่มอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น สัญญาณการเปลี่ยนเข้าสู่หุ้นกลุ่ม value ยังชัดเจน หนุนดัชนี Dow Jones ทำจุดสูงสุดใหม่ระหว่างสัปดาห์ ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือน ม.ค. เพิ่มขึ้น 130,000 ตำแหน่ง สูงกว่าตลาดคาดและเพิ่มขึ้นจาก 48,000 ตำแหน่ง เดือนก่อน อัตราการว่างงานลดลงเป็น 4.3% ต่ำกว่าตลาดคาด และลดลงจาก 4.4% ในเดือนก่อน
ผลการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่น ฝ่ายรัฐบาลนำโดย LDP สามารถคว้าเสียงระดับ Supermajority (≥ 2/3 ของสภาล่าง) ทำให้รัฐบาลสามารถผ่านกฎหมายได้แม้สภาสูงไม่เห็นชอบ (ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 59) และลดความเสี่ยงเชิงนโยบาย (policy execution risk) ลงอย่างมีนัยสำคัญ หนุนตลาดหุ้นญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นแรง
ด้านตลาดหุ้น EM ยังโดดเด่นกว่า DM แม้อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ของจีนในเดือน ม.ค. ชะลอลงเหลือ +0.2%YoY และต่ำกว่าที่ตลาดคาด สาเหตุหลักมาจากราคาสินค้าอาหารและบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวที่อ่อนตัวลง ซึ่งเป็นผลจากเทศกาลตรุษจีนที่มาช้ากว่าปกติ ทำให้การใช้จ่ายตามฤดูกาลเลื่อนไปเดือนถัดไป
ด้าน PBOC ยังคงจุดยืนผ่อนคลายท่ามกลางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ เน้นสนับสนุนการเติบโตและการฟื้นตัวของราคา โดยนโยบายการเงินจะเป็นแบบเจาะจงเป้าหมาย และยืนยันบทบาทหลักของนโยบายการคลังในการพยุงเศรษฐกิจ
ยอดส่งออกของไต้หวันเดือน ม.ค. ทำจุดสูงสุดในรอบ 16 ปี สอดคล้องกับยอดของ TSMC ที่เติบโต 31% YoY สะท้อนอุปสงค์การลงทุนด้าน AI ยังคงแข็งแกร่ง
ผลการเลือกตั้งทั่วไปไทยเบื้องต้น พรรคภูมิใจไทยมีคะแนนนำห่างพรรคอันดับสองอย่างชัดเจน ตอกย้ำเสถียรภาพของรัฐบาลใหม่ หนุนกระแสเงินไหลเข้าต่อหนุน SET Index +7.1% WoW ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent เพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยการเจรจานิวเคลียร์อิหร่าน-สหรัฐ ยังไม่ได้ข้อยุติ
ชัยชนะ Supermajority พลิกโฉมญี่ปุ่นสู่ Fiscal-led Economy
ชัยชนะระดับ Supermajority ทำให้ญี่ปุ่นเข้าสู่ Fiscal-led Economy แบบเต็มตัว โดยชัยชนะนี้เปิดทางให้รัฐบาลเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจเชิงรุกตามแนวคิด Sanaenomics โดยมีแนวโน้มเห็นการใช้จ่ายภาครัฐเพิ่มขึ้นผ่านการสนับสนุนอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ (เช่น semiconductor และ supply chain), มาตรการกระตุ้นค่าจ้างและการบริโภคภายในประเทศ, นโยบายฟื้นฟูภูมิภาค และการเพิ่มงบกลาโหม ในระยะสั้นคาดว่าระยะสั้นจะทำให้ Bond yield ปรับตัวเพิ่มขึ้นและ BoJ อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้น
บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มองว่าตัวเลขการจ้างงานล่าสุดทั้ง Unemployment Rate, Nonfarm payrolls และ ตัวเลขการจ้างงาน ADP ส่งสัญญาณการหยุดชะลอตัวของตลาดแรงงาน ด้านยอดค้าปลีกที่ชะลอลงนั้น มองว่าอาจสะท้อนการเร่งการใช้จ่ายในเดือนก่อนหน้า มากกว่าจะเป็นการอ่อนแรงของอุปสงค์ อีกทั้งคาดว่าจะมีแรงหนุนจากการคืนภาษีในช่วงต้นปี (ก.พ. - มี.ค.) ซึ่งหนุนโดยผลของ OBBBA ที่จะทำให้การ refund เฉลี่ยเพิ่ม 300–1,000 ดอลลาร์ต่อครัวเรือน และผลบวกจากความมั่งคั่งจากตลาดหุ้น (wealth effect) จะช่วยพยุงการใช้จ่ายในปี 2026
ขณะที่ FOMC ยังคงระมัดระวังต่อแรงกดดันเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับ “somewhat elevated” และประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ใกล้ neutral
เรายังคงประเมินว่า Fed ยังไม่มีความจำเป็นต้องเร่งลดอัตราดอกเบี้ย และมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับปัจจุบันต่อไปในการประชุม เดือน มี.ค. โดยทั้งปีเรามองว่า Fed จะมีการลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในช่วงกลางปี
กลยุทธ์การลงทุนตลาดหุ้นไทย
- หุ้น Earnings Play ซึ่งคาดกำไร 4Q25 จะเติบโตเด่นเกิน 10%YoY พื้นฐานธุรกิจมั่นคงและมีโมเมนตัมกำไรที่ดี แนะนำ BGRIM CHG GULF PRM
- หุ้นปันผลคุณภาพดีระยะยาว (กำไรแต่ละปีมั่นคง, ให้ Div. Yield เกิน 5%) แนะนำ AP DIF KTB PTT TISCO และหุ้นปันผลระยะสั้น 6 เดือน (กำไรปี 2025 มั่นคง, ให้ Div. Yield เกิน 5%) แนะนำ BAM KBANK SAT THANI
- Trading Idea: นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และต้องการเก็งกำไร แนะนำ 1) หุ้นที่จะได้ประโยชน์จากนโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทยและราคาหุ้นยังปรับขึ้น YTD น้อยกว่า SET แนะนำ กลุ่มธนาคาร (BBL KTB KBANK) กลุ่มพลังงานสะอาด (GPSC GUNKUL BANPU) กลุ่มค้าปลีก (CPALL BJC TNP) กลุ่มการแพทย์และท่องเที่ยว (BDMS CENTEL ERW) 2) หุ้น Laggard Play เพื่อรับอานิสงส์จากการหมุนกลุ่มเล่นของ Fund Flow แนะนำ CENTEL CPALL HMPRO SAWAD BDMS 3) หุ้นที่คาดได้อานิสงส์จากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง แนะนำ PTTEP PTT TOP SPRC และ 4) หุ้นที่คาดได้อานิสงส์เม็ดเงินไหลเข้าหลัง MSCI Rebalance แนะนำหุ้นที่จะเข้า MSCI Global Small Cap อย่าง CRC IVL JTS ขณะที่ระมัดระวัง CPAXT ที่ออกจาก MSCI Global standard และ HANA JMT M PLANB ที่ออกจาก MSCI Global Small Cap
ลุ้นจัดตั้งรัฐบาล-เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ดันหุ้นไทยสู่ 1,500 จุด
“ช่วงสั้นมอง SET มีโอกาสพักตัวในกรอบ 1,400-1,460 จุด หลังดัชนีปรับขึ้นกว่า 14%YTD รับความชัดเจนทางการเมือง ซึ่งถือว่า Outperform ตลาดหุ้นโลกส่วนใหญ่ อย่างไรก็ดีมอง Valuation SET ยังน่าสนใจ โดยปัจจุบันมี PER 69F ที่ 15 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 16 เท่าของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ซึ่งหากความคาดหวังการเร่งดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่ดึงดูด Fund Flow ไหลเข้าได้ต่อเนื่อง มองมีโอกาส SET จะปรับขึ้นไปบริเวณ 1,500 จุดได้ ขณะที่การทยอยประกาศงบ 4Q68 ของหุ้น Real Sector รวมทั้งความผันผวนจากนโยบายต่างประเทศของ ปธน. ทรัมป์ ต่อภูมิรัฐศาสตร์ (ตะวันออกกลาง-ยุโรป) และสงครามการค้ากับจีน ยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามและมีผลต่อบรรยากาศลงทุน” บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุไว้ในส่วนหนึ่งของบทวิเคราะห์
ปัจจัยต้องติดตามสัปดาห์นี้
- ความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และโฉมหน้า ครม. และรายงานการประชุมนโยบายการเงิน FOMC
- ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ GDP 4Q25 ของไทยและสหรัฐ, Core PCE สหรัฐฯ ธ.ค. 2025
- ตลาดหุ้นจีน (16-20 ก.พ.) และฮ่องกง (17-19 ก.พ.) ปิดทำการเนื่องในเทศกาลตรุษจีน
หุ้นเด่นประจำสัปดาห์: GPSC - โอกาสเติบโตยังสดใสในปี 2026
แนะนำ บมจ. อมตะ คอร์ปอเรชัน หรือ AMATA เนื่องจากเหตุผลหลัก ดังนี้
- เป็นผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมรายใหญ่ในไทย ซึ่งมีลูกค้าจากทั่วทุกมุมโลกกว่า 1,000 ราย โดยมีโครงการนิคมอุตสาหกรรมในไทย 2 แห่ง คือ นิคมฯ อมตะซิตี้ ชลบุรี, ระยอง และในเวียดนาม 1 แห่ง คือ นิคมฯ อมตะซิตี้ เบียนหัว
- แม้ 4Q25 คาดกำไรจะลดลง YoY และ QoQ จากฐานเดิมที่สูง แต่ปี 2025 คาดกำไรสุทธิยังเติบโตได้ดี 21%YoY ขณะที่ปัจจุบัน Backlog ที่มีแข็งแกร่งกว่า 2.1 หมื่นลบ. ซึ่งบริษัทคาดราว 50% จะบันทึกรายได้ในปี 2026 จากการลงทุนของฐานลูกค้าหลักอย่างประเทศจีน ทำให้คาดปี 2026 กำไรสุทธิยังโตต่ออีก 2%YoY
- Valuation น่าสนใจ โดยราคาหุ้น AMATA ซื้อขายที่ PER 2026F ที่ 6.6 เท่า คิดเป็น -1S.D. จาก PER เฉลี่ย 5 ปี ซึ่งมองยังไม่สะท้อนกำไรที่เติบโตต่อเนื่อง อีกทั้งคาดเป็นหนึ่งในหุ้นที่จะได้ประโยชน์จากแผนลงทุนเมกะโปรเจกต์ของรัฐบาลใหม่
- เราประเมินราคาเป้าหมายที่หุ้นละ 23.20 บาท อิงวิธี PER 9.1 เท่า และคาดมีเงินปันผลจ่ายจากกำไรปี 2025 หุ้นละ 0.97 บาท คิดเป็น Div. Yield ราวปีละ 5.6%
ธีมการลงทุนตลาดหุ้นโลก
ภาพรวมงบหุ้นจีนที่ประกาศออกมามีทิศทางผสม สะท้อนภาพอุปสงค์ AI ยังเติบโต แต่ตลาดให้น้ำหนักกับความสามารถในการทำกำไรมากกว่าเดิม โดยกลุ่มฮาร์ดแวร์/ชิป (SMIC, Hua Hong, Lenovo) ยังได้แรงหนุนจากดีมานด์ AI แต่โดยรวมเห็นภาพร่วมกันคือถูกกดดันจากต้นทุน และให้ guidance ที่ระมัดระวัง เรามองเป็นลบระยะสั้นต่อ SMIC, Hua Hong และ NetEase ขณะที่ Lenovo แนะติดตามความสามารถในการส่งผ่านต้นทุน
- กลุ่มเซมิฯจีน SMIC และ Hua Hong ดีมานด์ยังดี แต่ให้ guidance และมาร์จิ้นที่ชะลอตัว SMIC รายได้ 4Q25 โต 13%YoY แต่กำไรสุทธิออกมาต่ำกว่าคาด ขณะที่ gross margin ลดลง และบริษัทมอง 1Q26 รายได้ทรงตัว QoQ พร้อมคงกรอบ GM 18–20% สะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุน/การขยายกำลังการผลิต ด้าน Hua Hong แม้รายได้ 4Q ทำสถิติระดับสูงและ GM ดีขึ้น แต่ guidance รายได้ยังต่ำกว่าคาดตลาด ขณะที่กำไรสุทธิ 4Q ต่ำกว่าคาดเช่นกัน
- กลุ่มฮาร์ดแวร์/AI Infrastructure: Lenovo รายได้เร่งจาก AI แต่ถูกบีบด้วยต้นทุน memory Lenovo รายได้ 3Q25 โต 18%YoY และดีกว่าคาดจากดีมานด์ AI แต่กำไรสุทธิลดลง 21%YoY (สูงกว่าคาด) โดยมีแรงกดดันจากมาร์จิ้นและค่าใช้จ่ายปรับโครงสร้าง ขณะเดียวกันผู้บริหารเตือนแรงกดดันจากภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำ และบริษัทเริ่มขึ้นราคาเพื่อชดเชยต้นทุน
- อินเทอร์เน็ต/เกม: NetEase งบต่ำกว่าคาด มีแนวโน้มถูกปรับประมาณการลง NetEase รายได้และกำไรปรับแล้วออกมาต่ำกว่าคาด และตลาดกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายการตลาดที่เร่งขึ้นจนกดดันมาร์จิ้น ทำให้มีโอกาสเห็นการปรับลดประมาณการกำไรปี 26
มุมมองด้านการลงทุน เราประเมิน 1) กลุ่มเซมิฯจีน SMIC และ Hua Hong ภาพรวมปัจจัยพื้นฐานฟื้นตัวแต่โมเมนตัมระยะสั้นยังชะลอจาก guidance ที่ต่ำกว่าคาด ซึ่งเรามองเป็นลบระยะสั้นในช่วง 1Q26 จนกว่าจะเห็นรายได้–margin กลับมาเร่งตัวอีกครั้ง 2) กลุ่มฮาร์ดแวร์ Lenovo ยังได้ประโยชน์จากความต้องการ AI แต่ต้นทุน Memory ที่สูงขึ้นต้องติดตามความสามารถในการส่งผ่านต้นทุน ซึ่งหากไม่กระทบการเติบโตของรายได้ เรามองเป็นบวกต่อ Lenovo 3) กลุ่มเกม NetEase เรามีมุมมองเป็นลบ หลังแนวโน้มในการทำกำไรมีแรงกดดันจากภาษีและต้นทุน โดยแนะมองผู้แข็งแกร่งกว่า อย่าง Tencent
มุมมองการลงทุนต่อสินทรัพย์ต่างๆ โดย SCB CIO
เงินสด / สภาพคล่อง
ได้แรงหนุนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ แม้ Trump เผยการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน จะยังดำเนินต่อไป รวมทั้งจากความกังวลว่า AI อาจก่อให้เกิดการแข่งขันรุนแรงในกลุ่มเทคฯ จนกระทบกำไร ทั้งนี้ สินทรัพย์สภาพคล่องให้ผลตอบแทนใกล้เคียงดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่ยังสูง แม้อาจลดลง ตามการลดดอกเบี้ยของ Fed
ตราสารหนี้ / เงินฝากระยะยาว
UST Yield ระยะยาว มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากท่าทีแนวนโยบายด้านงบดุลของ Warsh ด้าน TH Bond Yield ระยะยาว ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง เนื่องจากความกังวลบนความเสี่ยงด้านการคลัง จากการดำเนินชุดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่ ขณะที่ Yield ระยะสั้น มีแนวโน้มลดลง ตามการลดดอกเบี้ยของกนง. ที่คาดว่าจะลดอย่างน้อย 1 ครั้งในปีนี้
U.S. Treasury & IG
แนะนำ UST และหุ้นกู้ US IG ตัวสั้น ตามแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ Fed ขณะที่ความเสี่ยงด้านเครดิตของ IG ยังต่ำ แม้มีความกังวลว่า AI อาจทำให้เกิดภาวะชะงักงันในกลุ่มเทคโนโลยี แต่ให้หลีกเลี่ยงตราสารตัวยาว จากความกังวลการขาดดุลการคลังของสหรัฐฯ และท่าทีคุมเข้มนโยบายด้านงบดุลของ Warsh
High Yield Bond
ความเสี่ยงที่ HY credit spread จะเพิ่มขึ้นจากระดับที่ค่อนข้างต่ำยังมีอยู่ แม้ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐฯ เดือน ม.ค. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า และสูงกว่าที่ตลาดคาด แต่เรามองความแตกต่างของผลตอบแทนระหว่างผู้ออกตราสาร HY ที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งและมีฐานะการเงินอ่อนแอ จะเพิ่มขึ้น
สินทรัพย์ผสมกึ่งหนี้กึ่งทุนและ REITs
กองทุนสินทรัพย์ผสมช่วยกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตลงทุน โดยลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท ลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดและสถานการณ์ภายนอก อีกทั้งบริหารจัดการโดยผู้เชี่ยวชาญที่สามารถปรับสัดส่วนการลงทุนได้อย่างยืดหยุ่นตามภาวะเศรษฐกิจและความเสี่ยง
Asia REITs
อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลบวกต่อ REITs ในเอเชีย โดยผลประกอบการ Singapore REITs ใน 4Q2568 สะท้อนอัตราค่าเช่าที่ยังปรับตัวเพิ่มขึ้น รวมถึงผลบวกจากมาตรการกระตุ้นการบริโภคภาคเอกชน ด้าน TH REIT ได้แรงหนุนจากเกณฑ์ใหม่ของ ก.ล.ต. ที่เพิ่มความยืดหยุ่นด้านการกู้ยืม และมีอัตราการจ่ายปันผลที่สูงถึง 8%
Global Infrastructure
โครงสร้างพื้นฐานกำลังก้าวจากสินทรัพย์เชิงรับ (Defensive) สู่บทบาทศูนย์กลางของ Mega Forces ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยี พลังงาน และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นอุปสงค์เชิงโครงสร้างระยะยาว ขณะที่ Valuation ของ Listed Infrastructure ยังไม่สะท้อนปัจจัยพื้นฐานอย่างเต็มที่ โดย EV/EBITDA ซื้อขายต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในระยะยาวที่ 20%
Private Credit *สำหรับนักลงทุน Ultra High Net Worth เท่านั้น
Private Asset ช่วยกระจายความเสี่ยงจากสินทรัพย์แบบดั้งเดิมและให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจและการกระจายความเสี่ยง โดย Private Credit ขยายตัวจากการเป็นแหล่งเงินกู้ทางเลือก และมีบทบาทสำคัญในการจัดหาเงินทุนให้กับโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI โดยเรามีมุมมองบวกต่อ Private Equity จากปริมาณ IPO ที่ฟื้นตัว และ M&A ที่เพิ่มขึ้น
หุ้นประเทศพัฒนาแล้ว
หุ้นสหรัฐฯ ได้อานิสงส์จากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว และ EPS ทั้งปีที่เติบโตเป็นวงกว้างขึ้น / หุ้นยุโรปได้แรงหนุนจาก Valuation ที่ต่ำกว่าของสหรัฐฯ และการฟื้นตัวของกำไรบริษัท รวมถึงโอกาสในการจ่ายปันผลเพิ่มขึ้น / หุ้นญี่ปุ่นได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นการคลัง การปฏิรูปบรรษัทภิบาล และการอ่อนค่าของเงินเยน
หุ้นสหรัฐฯ
ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ได้แรงหนุนจาก 1) GDP ที่มีแนวโน้มเติบโตดี จาก AI ที่หนุนการลงทุนและผลิตภาพ และจากแรงส่งการคลังตาม OBBBA 2) EPS ทั้งปีที่มีแนวโน้มเติบโตเป็นวงกว้างขึ้น และ 3) Fed ที่มีแนวโน้มผ่อนคลายการเงิน แม้ความกังวลแนวโน้มกำไรและกระแสเงินสดของบริษัท AI อาจสร้างความผันผวนระยะสั้น
หุ้นยุโรป
ดัชนีหุ้นยุโรป ได้แรงหนุนจากกระแสเงินทุนที่ Rotate จากหุ้นกลุ่ม Growth มายังหุ้นกลุ่ม Value อย่างตลาดหุ้นยุโรป รวมถึงแนวโน้มผลประกอบการ 4Q2568 ที่ออกมาดีกว่าคาด เช่น กลุ่มธนาคาร ทั้งนี้ เศรษฐกิจยุโรปจะทยอยฟื้นตัวในระยะยาว จากการเร่งลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและกลาโหม รวมถึงข้อตกลงการค้าเสรี ยุโรป-อินเดีย
หุ้นญี่ปุ่น
ดัชนีหุ้นญี่ปุ่น ได้รับแรงหนุนจาก 1) เสถียรภาพของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นหลังเลือกตั้ง 2) การเติบโตของเศรษฐกิจ ที่ได้แรงหนุนจากมาตรการทางการคลัง 3) กำไรตลาดโดยรวมที่เติบโต จากอัตรากำไรที่ดีขึ้น และ การอ่อนค่าของเงินเยน รวมทั้ง 4) การปฏิรูปธรรมาภิบาล ที่ช่วยหนุน ROE และยกระดับ P/BV ผ่านการซื้อหุ้นคืนและการจ่ายปันผล
หุ้นประเทศตลาดเกิดใหม่
ตลาดหุ้น EM เอเชีย ได้แรงหนุนจากการกระจายความเสี่ยงออกจากหุ้นสหรัฐฯ จากความกังวลด้านงบลงทุนของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่กดดันกระแสเงินสดระยะสั้น โดยหุ้นในตลาดเอเชียยังได้ประโยชน์จากการเป็นห่วงโซ่อุปทาน AI เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน นอกจากนี้ คาดว่ากำไรปี 2569 จะ +16%YoY ขณะที่ P/E ยังอยู่ต่ำกว่าตลาด DM
หุ้นอินเดีย
ตลาดหุ้นอินเดีย ได้แรงหนุนจากความเสี่ยงต่อภาคการส่งออกอินเดียที่ลดลง หลังอินเดียบรรลุข้อตกลงการค้ากับ EU และสหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยหนุน EPS หุ้นอินเดีย โดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพาตลาดส่งออกสหรัฐฯ แม้ความเสี่ยงของแรงกดดันเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น อาจชะลอแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ RBI ก็ตาม
หุ้นไทย
ตลาดหุ้นไทยได้แรงหนุนจาก ผลการเลือกตั้ง เร่งให้เกิดการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ และ สร้างความต่อเนื่องนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้กระแสเงินทุนต่างชาติมีแนวโน้มไหลเข้าตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง ด้าน กนง.มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยอยู่ที่ 1.0% ใน 1H2569 ขณะที่ อัตราเงินปันผลที่อยู่ในระดับสูง และกำไรของบจ.ทยอยฟื้นตัวในระยะยาว
หุ้นจีน All-Share
ดัชนีหุ้นจีน มีแนวโน้มได้อานิสงส์จาก 1) นโยบาย anti-involution ที่จะช่วยหนุนกำไร 2) พัฒนาการ AI ของจีน 3) ความหวังการออกมาตรการกระตุ้นจากทางการ ในการประชุม NPC เดือนมี.ค. และ 4) ความเสี่ยงภาคอสังหาฯ ที่ลดลง หลังทางการย้ำความจำเป็นในการส่งเสริมการพัฒนาที่มีคุณภาพสูงในภาคอสังหาฯ
หุ้นเกาหลีใต้
ดัชนีหุ้นเกาหลีใต้ มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากโมเมนตัมกำไรของหุ้นกลุ่มชิปหน่วยความจำที่ราคาขายยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากอุปสงค์ AI ที่แข็งแกร่ง และภาวะอุปทานตึงตัว โดย Trendforce คาดว่าราคา HBM จะเพิ่มขึ้นถึง 80-85%QoQ ใน 1Q2569 ทั้งนี้ ระยะยาวยังได้แรงหนุนจากงบลงทุนเพิ่มเติมของรัฐบาล และนโยบายปฏิรูปตลาดทุน
สินค้าโภคภัณฑ์
ราคาทองคำเผชิญความผันผวนในระยะสั้น ตามข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ, การผันผวนของค่าของเงินดอลลาร์ และพัฒนาการของสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์การเมือง แต่ระยะยาวยังได้แรงหนุนจากอุปสงค์ในฐานะสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และการสะสมทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกที่ยังแข็งแกร่ง
ดัชนีหุ้น Nasdaq 100
แม้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ มีแนวโน้มผันผวน หลังบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ขยายการลงทุนด้าน AI สูงและเร็วกว่าที่ตลาดคาด รวมถึง ความกังวลต่อหุ้นกลุ่ม Software ที่อาจถูก Disrupt จาก AI อย่างไรก็ดี Consensus ยังคาดภาพรวม EPS กลุ่มฯ ใน 4Q2568 ยังมีแนวโน้มขยายตัวโดดเด่นที่ 30%YoY
หุ้นกลุ่ม Health Care
ราคาหุ้นผันผวนตามการประกาศผลประกอบการ และบรรยากาศลงทุนถูกกดดันจากนโยบายภาครัฐ อย่างไรก็ดี แนวโน้มกลุ่มยา และ Biotech ยังคงมีแนวโน้มการเติบโตที่โดดเด่น โดยกลุ่มยา ได้แรงหนุนจากความคืบหน้างานวิจัยยาลดความอ้วนแบบใหม่ ในช่วง 1H2569 ขณะที่กลุ่ม Biotech จะมีการเพิ่มขึ้นของ M&A เป็นปัจจัยหนุนสำคัญ
หุ้นกลุ่มธุรกิจพลังงานยั่งยืน
หุ้นกลุ่มธุรกิจพลังงานยั่งยืน ได้รับอานิสงส์จากกระแส AI และการลงทุน Data Center และในเชิง Valuation ยังคงซื้อขายต่ำกว่ากลุ่ม Tech และมี Dividend Yield สูงกว่า ทำให้ความผันผวนน้อยกว่า ขณะที่แนวโน้มกำไรยังเติบโตตามความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ยังคงเพิ่มขึ้น จากการขยายตัวของ Data Center
หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์
การประกาศผลประกอบการของกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ บ่งชี้ว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และ Data Center ยังคงขยายตัว สนับสนุนภาพการเติบโตอุปสงค์บนห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ทั้งนี้ Consensus คาดว่า กำไรของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ จะเติบโตในอัตราที่เร่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วง 1H2569
ทองคำ
ราคาทองคำเผชิญความผันผวนในระยะสั้น ตามข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ, การผันผวนของค่าเงินดอลลาร์ และพัฒนาการของสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์การเมือง แต่ระยะยาวยังได้แรงหนุนจาก อุปสงค์ในฐานะสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และการสะสมทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกที่ยังแข็งแกร่ง
ภาพ: Tomohiro Ohsumi/Getty Images

Facebook
Google
