เสร็จงาน กลับถึงบ้าน แต่พอโทรศัพท์แค่มีแจ้งเตือนเข้าก็สะดุ้งโหยง ยิ่งมีคนโทรมายิ่งไม่อยากรับสาย ทั้งที่อยากพักกลับอดคิดไม่ได้ว่าจะมีงานอะไรตามมาอีก หากเคยรู้สึกเช่นนี้ ช่วงเย็นหรือวันหยุดอาจกลายเป็นเวลาที่ต้องคอยระวังว่างานจะตามมาถึงตัว แม้ปิดคอมพิวเตอร์และออกจากออฟฟิศแล้ว ความกังวลก็ยังทำให้วางเรื่องงานลงได้ยาก สิ่งนี้เรียกว่า ‘Workplace Telepressure’ หมายถึงความหมกมุ่นและแรงผลักดันให้รีบตอบข้อความจากคนในที่ทำงาน เพราะรู้สึกว่าตัวเองยังรับผิดชอบสิ่งต่างๆ ไม่สำเร็จดี
🟡 ทำไมแค่โทรศัพท์ดัง ก็รู้สึกเหมือนต้องกลับไปทำงาน?
Workplace Telepressure หมายถึงความหมกมุ่นและแรงผลักดันให้รีบตอบข้อความจากคนในที่ทำงาน จนใจยังวนอยู่กับการสื่อสารเรื่องงาน แม้เป็นเวลาที่ควรได้พัก อาการเด่นชัดคือรู้สึกว่าต้องพร้อมตอบตลอดเวลา มากกว่าแค่การมีโทรศัพท์หรือได้รับข้อความจำนวนมากเพียงอย่างเดียว
Eurofound ปี 2023 สำรวจพนักงานในสาขาที่มีงานทำทางไกลในเบลเยียม ฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน ผู้ตอบมากกว่า 80% ได้รับการติดต่อเรื่องงานนอกเวลาตามสัญญา ในสัปดาห์ทำงานทั่วไป ส่วนเหตุผลในการตอบกลับ มีผู้ระบุถึง 61% ว่ากลัวผลเสียหากไม่ตอบ เบื้องหลังการหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจึงอาจมีทั้งความรับผิดชอบต่องานและความกังวลว่าการปล่อยให้สายหรือข้อความผ่านไปจะส่งผลอย่างไร
ขณะเดียวกัน ผู้ส่งกับผู้รับอาจเข้าใจความเร่งด่วนต่างกัน งานวิจัยของ Laura Giurge และ Vanessa Bohns ปี 2021 จากการศึกษา 8 ชุด รวม 4,004 คน พบว่า ผู้รับอีเมลงานที่ไม่เร่งด่วนนอกเวลามักคิดว่าผู้ส่งต้องการคำตอบเร็วกว่าที่คาดหวังจริง นักวิจัยเรียกความคลาดเคลื่อนนี้ว่า ‘Email urgency bias’ ซึ่งสัมพันธ์กับความเครียดที่มากขึ้น หากทีมไม่เคยตกลงกันชัดเจนว่าข้อความแบบไหนรอได้ ผู้รับก็ต้องคาดเดาเองว่าตนควรวางโทรศัพท์ลง หรือกลับไปจัดการงานเดี๋ยวนั้น
🟡 เมื่อไม่มีใครตามงาน ทำไมใจก็ยังพักไม่ได้?
การต้องคอยเฝ้ารอข้อความมีต้นทุน แม้ยังไม่ได้ลงมือตอบ งานวิจัย Killing Me Softly ในวารสาร Journal of Management ซึ่งศึกษาคนทำงานในสหรัฐฯ 3 ชุด สนับสนุนว่า ความคาดหวังจากองค์กรให้ติดตามการสื่อสารงานนอกเวลาเป็นตัวสร้างความกังวล และความกังวลที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับสุขภาพและคุณภาพความสัมพันธ์ของพนักงาน รวมถึงผลกระทบต่อคนใกล้ชิดด้วย เวลาที่ใช้ตอบข้อความจึงอาจสะท้อนภาระได้เพียงบางส่วน ขณะที่ความรู้สึกว่าต้องพร้อมรับงานยังเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาควบคู่กัน
ผลกระทบยังเชื่อมโยงไปถึงการฟื้นตัวจากความเหนื่อยล้า งานศึกษาในญี่ปุ่นปี 2021 ติดตามพนักงานบริษัทไอที 58 คนเป็นเวลา 1 เดือน โดยใช้ทั้งแบบประเมินและอุปกรณ์วัดการนอน พบว่าอีเมลงานนอกเวลาที่ถี่ขึ้นสัมพันธ์กับคุณภาพการนอนที่แย่ลง การวางเรื่องงานลงได้ยาก การคิดวน และความเหนื่อยล้าที่ค้างถึงวันถัดไป แม้พนักงานจะมีเวลานอกงานยาวก็ตาม
สำหรับคนที่อยากหยุดคิดเรื่องงาน ความยากจึงอาจอยู่ในช่วงระหว่างข้อความด้วย เช่น กำลังทำกิจกรรมส่วนตัวแต่คอยเหลือบมองโทรศัพท์ หรือตอบเรื่องหนึ่งเสร็จแล้วแต่ยังรอว่าจะมีอะไรตามมาอีก หากต้องคอยเตรียมตัวกลับไปทำงานเช่นนี้ การมีเวลาว่างในตารางก็อาจยังไม่เพียงพอให้รู้สึกว่าได้พัก องค์กรจึงควรมองไปถึงความชัดเจนว่าพนักงานจะวางงานลงได้เมื่อไร และการกลับมาตอบในวันทำงานถัดไปเป็นสิ่งที่ยอมรับได้จริงหรือไม่
🟡 จะทำอย่างไรให้เวลาพัก ปลอดจากความระแวงเรื่องงาน?
การปิดเสียงแจ้งเตือนอาจช่วยลดการรบกวนได้ แต่พนักงานยังต้องรู้ด้วยว่าจะจัดการอย่างไรหากมีเรื่องเร่งด่วน และการไม่ตอบในช่วงพักจะกระทบงานหรือไม่ การคืนเวลาพักจึงต้องอาศัยข้อตกลงที่ทั้งทีมใช้ร่วมกัน Eurofound เสนอว่า นโยบาย Right to disconnect หรือการให้พนักงานตัดการเชื่อมต่อจากงาน ควรมีมาตรการปฏิบัติ การสร้างความเข้าใจ และการจัดการสาเหตุที่ทำให้คนเชื่อมต่อกับงานมากเกินไปควบคู่กัน
🔸 1. กำหนดให้ชัดว่าอะไรด่วน และใครต้องรับผิดชอบ
ตกลงร่วมกันว่าเหตุการณ์แบบใดต้องติดต่อทันที ใช้ช่องทางไหน และใครเป็นผู้รับเรื่อง หากงานจำเป็นต้องมีคนพร้อมรับเหตุนอกเวลา ควรกำหนดผู้รับผิดชอบและช่วงเวลาให้ชัด เพื่อให้คนที่อยู่นอกช่วงนั้นรู้ว่าตนเองพักได้
🔸 2. บอกเวลาที่ต้องการคำตอบ
หากส่งข้อความนอกเวลา ควรระบุว่าต้องการให้ดำเนินการเมื่อไร งานวิจัยเรื่อง Email urgency bias พบว่า การทำให้ความคาดหวังเรื่องเวลาตอบชัดเจนขึ้นช่วยลดความคลาดเคลื่อนระหว่างผู้ส่งกับผู้รับได้ การรู้ว่ารอถึงวันทำงานถัดไปได้ช่วยให้ผู้รับไม่ต้องตีความความเร่งด่วนจากเวลาที่ข้อความเข้ามาเพียงอย่างเดียว
🔸 3. เคารพเวลาพักผ่านวิธีส่งงาน
เรื่องที่รอได้อาจใช้การตั้งเวลาส่งให้ตรงกับเวลาทำงานของผู้รับ รวมถึงตกลงช่วงเวลาที่ไม่ต้องตรวจกลุ่มงาน โดยคำนึงถึงตารางและเขตเวลาของแต่ละคน ความสะดวกในการส่งข้อความของคนหนึ่งควรถูกพิจารณาควบคู่กับช่วงพักของอีกคน
🔸 4. ทำให้คนเชื่อได้ว่าการไม่ตอบทันทีไม่มีบทลงโทษแฝง
หัวหน้าควรปฏิบัติตามข้อตกลงเดียวกัน และหลีกเลี่ยงการใช้ความเร็วในการตอบนอกเวลาเป็นเครื่องตัดสินความทุ่มเท หากยังต้องตามงานกลางคืนหรือวันหยุดบ่อยๆ ควรย้อนดูปริมาณงาน การวางแผน และจำนวนคนรับผิดชอบ เพื่อแก้สาเหตุที่ทำให้งานล้นเข้ามาในเวลาส่วนตัว
คนทำงานควรได้รู้ว่าเมื่อไรตนเองวางโทรศัพท์ลงได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะพลาดงานหรือถูกมองว่าไม่รับผิดชอบ ทีมเริ่มได้จากการตกลงให้ชัดว่างานไหนต้องตอบตอนนี้ และงานไหนรอวันทำงานถัดไปได้ เมื่อข้อตกลงนั้นใช้ได้จริง เวลาหลังเลิกงานและวันหยุดก็มีโอกาสกลับมาเป็นเวลาพักที่ไม่ต้องคอยเฝ้ารองานอีกต่อไป