จาก Paint Point เล็กๆ สู่ ‘ชุดนอนโนบรา’ สองร้อยล้าน Sliptosleep ทำได้อย่างไร?

The Secret Sauce: สื่อธุรกิจเพื่อผู้ประกอบการและผู้นำองค์กร

Insights ล่าสุด

Interview: บทสัมภาษณ์ผู้บริหารและผู้ประกอบการ

Expertise Room: กลยุทธ์และเครื่องมือธุรกิจ

Personal Effectiveness: พัฒนาตัวเองและการทำงาน

Books: สรุปหนังสือธุรกิจน่าอ่าน

Editor's Note

จาก Paint Point เล็กๆ สู่ ‘ชุดนอนโนบรา’ สองร้อยล้าน Sliptosleep ทำได้อย่างไร?

จาก Paint Point เล็กๆ สู่ ‘ชุดนอนโนบรา’ สองร้อยล้าน Sliptosleep ทำได้อย่างไร?

10.09.2026

จาก Paint Point เล็กๆ สู่ ‘ชุดนอนโนบรา’ สองร้อยล้าน Sliptosleep ทำได้อย่างไร?

 

 
 

Sliptosleep แบรนด์ชุดนอนสัญชาติไทยที่เริ่มจากความตั้งใจปั้นนิยาม ‘ชุดนอนโนบรา’ ให้เป็นที่รู้จัก จนวันนี้กลายเป็นแบรนด์ชุดนอน Top of Mind ของผู้หญิง ธุรกิจเติบโตแตะ 200 ล้านบาท และเตรียมก้าวสู่ 300 ล้านบาทในปีนี้

 

เบื้องหลังการเติบโตนี้คืออะไร? อมลานันท์ สังสิทธิวงศ์ กรรมการบริษัท สลิป ทู สลีป จำกัด และวรรณิต บุญเจริญทวีสุข ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท สลิป ทู สลีป จำกัด ร่วมถอด 4 วิธีคิดบนเวที Young Entrepreneur Stage

 

เปลี่ยน Pain Point ให้กลายเป็น Need

 

ในวันที่หลายคนคิดว่าใส่อะไรก็นอนได้ Sliptosleep เลือกหยิบ Pain Point เล็กๆ ของผู้หญิงมาสร้างเป็นจุดขาย ผ่านนิยาม ‘ชุดนอนโนบรา’ และดีไซน์กระเป๋าผ้า 3 ชั้นที่ช่วยให้สวมใส่ได้อย่างมั่นใจ โดยหัวใจสำคัญคือ Core Value ‘3 สบาย’ ได้แก่ สบายตา จากสีและลายที่เหมาะกับการพักผ่อน สบายกาย ด้วยเส้นใยธรรมชาติ 100% และสบายใจ ด้วยดีไซน์ที่ตอบโจทย์ผู้หญิง เมื่อ Pain Point ถูกสื่อสารออกมาอย่างชัดเจน ชุดนอนจึงเปลี่ยนจากสินค้าที่มีหรือไม่มีก็ได้ เป็นสินค้าที่ผู้หญิงรู้สึกว่าอยากมี

 

คิดใหญ่ตั้งแต่ธุรกิจยังเล็ก

 

แม้จะเริ่มต้นจากธุรกิจหลักหมื่น แต่เป้าหมายของ Sliptosleep ชัดเจนตั้งแต่วันแรก นั่นคือไม่ได้อยากหยุดแค่ตลาดไทย แต่อยากไปไกลทั่วโลก จึงเลือกเปิดขายช่องทางออนไลน์ก่อน แล้วทดลองเปิด Pop-up โดยเลือกสยามพารากอนเป็นสาขาแรก เพราะเป็นโลเคชันที่มีโอกาสเข้าถึงลูกค้าต่างชาติได้ เมื่อกระแสตอบรับดีจึงเดินหน้าขยายแบรนด์แบบออฟไลน์สู่ห้างที่คนต่างชาติชอบ ไม่ว่าจะเป็น เซ็นทรัลเวิลด์ เทอร์มินอล 21 อโศก และอื่นๆ

 

ฟังเสียงลูกค้าเป็น Data ต่อยอดธุรกิจ

 

อีกหนึ่งเคล็ดลับของ Sliptosleep คือการเปลี่ยนหน้าร้านให้เป็นพื้นที่เก็บ Data โดยเทรนพนักงานให้พูดคุยและสังเกตพฤติกรรมของลูกค้า ตั้งแต่สี เนื้อผ้า ไปจนถึงลวดลายที่แต่ละคนชื่นชอบ ก่อนนำข้อมูลเหล่านี้กลับมาพัฒนาสินค้า จนแบรนด์สามารถออกแบบชุดนอนให้เหมาะกับความต้องการของลูกค้าในแต่ละประเทศได้อย่างเฉพาะเจาะจง

 

อย่าให้คำว่า ‘ชุดนอน’ จำกัดการเติบโต

 

แม้จะเติบโตมาจากชุดนอน แต่เป้าหมาย 500 ล้านบาทในปีหน้าทำให้แบรนด์มองว่า การขยายสาขาและรุกตลาดต่างประเทศเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่พอ จึงเตรียมต่อยอดสู่สินค้าใหม่ในกลุ่ม Wellness และ Lifestyle โดยยังรักษาแก่นสำคัญอย่างคำว่า ‘สบาย’ เอาไว้ โจทย์ต่อไปจึงไม่ใช่เพียงการขายชุดนอนให้ได้มากขึ้น แต่คือการนำความเข้าใจเรื่องความสบายไปต่อยอดเป็นสินค้าและโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ

 

สุดท้าย ทั้งสองท่านมีความเห็นตรงกันว่า การทำธุรกิจต้องไม่ลืมความสนุกและกล้าเชื่อใน Gut Feeling ของตัวเอง เพราะบางครั้งสัญชาตญาณอาจพาธุรกิจไปพบโอกาสใหม่ๆ และเติบโตได้ไกลกว่าที่คิด


EDITOR’S PICK


1

2

3

4

5

6

7