นาวิน สัจเดว์ ผู้ก่อตั้งและ CEO บริษัท PowerVault ประเทศไทย จำกัด เผยว่าบริษัทช่วยประเทศไทยลดค่าไฟไปแล้วเกือบ 7,000 ล้านบาทตลอด 10 ปีที่ผ่านมา และตัวเลขนี้ยังเติบโตต่อเนื่องทุกปี เขาชี้ทิศทางใหม่ว่าวันนี้โซลาร์เซลล์ไม่ใช่แค่เครื่องมือลดค่าไฟ แต่คือกลไกเปลี่ยนต้นทุนพลังงานและคาร์บอนให้กลายเป็นกำไรทางธุรกิจ
CBAM มาแล้ว: เมื่อผู้ส่งออกไทยต้องเริ่มนับคาร์บอนให้เป็นต้นทุน
ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรปเริ่มมีผลบังคับใช้จริง โดยสินค้าไทยที่ปล่อยคาร์บอนสูงกว่าสินค้าประเภทเดียวกันที่ผลิตในยุโรป จะต้องเผชิญกำแพงภาษีที่สูงขึ้นทันที ซึ่งถือเป็นเรื่องที่กระทบไทยไม่น้อย เพราะตลาดยุโรปคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 8% ของมูลค่าส่งออกรวมของไทยในช่วงปี 2024-2025 วรุณชี้ว่าการติดตั้งโซลาร์เซลล์ช่วยลดภาษีในส่วนนี้ได้ ประกอบกับสิทธิประโยชน์จาก BOI ที่ให้นำเงินลงทุนไปลดหย่อนภาษีได้ถึง 50%
จากราคา 80 ล้านต่อเมกะวัตต์ สู่ระยะคืนทุนไม่ถึง 3 ปี
เมื่อ 10 ปีก่อน การลงทุนโซลาร์เซลล์ 1 เมกะวัตต์เคยใช้เงินสูงถึง 80 ล้านบาท มีระยะเวลาคืนทุนอยู่ที่ 7-8 ปี แต่วันนี้ต้นทุนลดลงเหลือเพียง 14-17 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ มีระยะคืนทุนลดลงเหลือ 3-4 ปี และหากใช้สิทธิ BOI ร่วมด้วย จะคืนทุนได้ในราว 2 ปีกว่าเท่านั้น ทำให้โซลาร์เซลล์กลายเป็นการลงทุนที่ทุกอุตสาหกรรมสามารถเข้าถึงได้
แบตเตอรี่ไม่ใช่แค่กันไฟดับ แต่คือกลยุทธ์บริหารต้นทุนพลังงาน
ค่าไฟของไทยในระบบ TOU (Time of Use) จะสูงถึง 4.2 บาทต่อหน่วยตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 4 ทุ่ม ก่อนลดลงเหลือ 2.6 บาทหลังจากนั้น ขณะที่โซลาร์เซลล์ผลิตไฟได้ถึงเพียง 6 โมงเย็น ทำให้เกิดช่องว่างที่ต้องพึ่งแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานราคาถูกจากโซลาร์ มาใช้ในช่วงค่าไฟแพง นอกจากนี้แบตเตอรี่ยังช่วยลดผลกระทบจากไฟกระชากตอนเปิดเครื่องจักร ซึ่งภาครัฐก็มีสิทธิประโยชน์สนับสนุนการลงทุนส่วนนี้ด้วยเช่นกัน
“โซลาร์เซลล์กำพร้า” ปัญหาที่ไม่มีใครพูดถึง แต่ PowerVault เห็นเป็นโอกาส
จากข้อมูลที่ PowerVault เก็บมา ใน 10 หลังคาที่ไม่ใช่ลูกค้าของบริษัท เกือบ 7 หลังคาไม่มีการดูแลระบบเลย กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า “โซลาร์เซลล์กำพร้า” เบิร์ดเตือนว่าโซลาร์เซลล์อยู่บนหลังคาได้จริงไม่เกิน 15 ปี และต้องมีการอัปเกรดระบบเป็นระยะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ อย่างพื้นที่ 5,000 ตารางเมตรเดิมที่เคยติดตั้งได้ 1 เมกะวัตต์ ปัจจุบันสามารถอัปเกรดให้ผลิตได้ถึง 2 เมกะวัตต์
ปัจจุบันบริษัทดูแลโรงไฟฟ้าเกือบ 800 แห่งทั่วประเทศ โดยใช้ระบบ AI ตรวจสอบร่วมกับพนักงานเพียง 2 คน และยังพบว่าอุตสาหกรรมที่เปิดทำการ 12 ชั่วโมงอย่างไทวัสดุกว่า 70 สาขา สามารถลดค่าไฟได้ถึง 50% ขณะที่โรงงานที่เปิด 24 ชั่วโมงลดได้เพียง 20% เท่านั้น สะท้อนว่าการออกแบบและดูแลระบบให้เหมาะกับพฤติกรรมการใช้ไฟ สำคัญไม่แพ้การติดตั้งเริ่มต้น