เบื้องหลังการประชุม IMF ในกรุงเทพฯ โอกาสและบทเรียนเศรษฐกิจไทย

The Secret Sauce: สื่อธุรกิจเพื่อผู้ประกอบการและผู้นำองค์กร

Insights ล่าสุด

Interview: บทสัมภาษณ์ผู้บริหารและผู้ประกอบการ

Expertise Room: กลยุทธ์และเครื่องมือธุรกิจ

Personal Effectiveness: พัฒนาตัวเองและการทำงาน

Books: สรุปหนังสือธุรกิจน่าอ่าน

Editor's Note

ประเทศไทยกลับมาแล้ว เบื้องหลังการประชุม IMF ในกรุงเทพฯ โอกาสและบทเรียนเศรษฐกิจไทย

ประเทศไทยกลับมาแล้ว เบื้องหลังการประชุม IMF ในกรุงเทพฯ โอกาสและบทเรียนเศรษฐกิจไทย

16.10.2026

น่าจะเป็นสัปดาห์ที่กรุงเทพฯ ดื่มกาแฟมากที่สุดสัปดาห์หนึ่ง

 

ห้องประชุม ล็อบบี้โรงแรม และโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยบทสนทนาเรื่องดอกเบี้ย หนี้ ผลตอบแทนพันธบัตร เอไอ เงินเฟ้อ และอนาคตของคนรุ่นใหม่ ผู้บริหารคนหนึ่งบอกผมว่า วันเดียวเขามีนัดประชุมถึงสิบสองครั้ง!

 

ดูเหมือนว่ากาแฟจะเป็นเชื้อเพลิงสำคัญอีกชนิดหนึ่งที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

 

การประชุมประจำปี IMF–World Bank พาบุคคลที่มีอิทธิพลต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกมาอยู่ในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ, Christine Lagarde ประธานธนาคารกลางยุโรป, Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการ IMF, Ajay Banga ประธานกลุ่มธนาคารโลก และ Mathias Cormann เลขาธิการ OECD พร้อมด้วยรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง และผู้นำสถาบันการเงินระดับโลก

 

Richard Quest ผู้ประกาศและผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจของ CNN ก็อยู่ที่นี่ด้วย คนที่เราคุ้นเคยผ่านพาดหัวข่าวกำลังมานั่งจิบกาแฟอยู่ในเมืองของเรา

 

“ประเทศไทยกลับมาแล้ว”

 

นี่คือความหวังที่ผมได้ยินจากข้าราชการและผู้บริหารตลอดสัปดาห์ ผมเข้าใจความรู้สึกนั้น แต่ก็เข้าใจคนที่ถามว่า แล้วเกี่ยวอะไรกับชีวิตฉัน? คนไทยได้อะไร?

 

สำหรับคนที่กำลังผ่อนบ้าน จ่ายค่าเทอม หรือประคองธุรกิจเล็กๆ ให้รอด เรื่องใกล้ตัวที่สุดอาจเป็นเพียงวันไหนปิดถนน วันไหนหยุด

 

ผมเห็นด้วย เราไม่ควรคาดหวังให้ประชาชนร่วมฉลองความสำเร็จ ก่อนที่ความหวังและความเชื่อมั่นนั้นจะเดินทางไปถึงชีวิตเขา แม้กระทั่งผู้ร่วมชุมนุมประท้วง เราก็ควรรับฟังเสียงของพวกเขา

 

ถึงอย่างนั้น สปอตไลท์ก็มีความหมาย การได้มาเห็นธุรกิจและพบคนทำงานด้วยตัวเอง อาจทำให้ประเทศไทยมีตัวตนชัดขึ้นกว่าตัวเลขหนึ่งแถวในรายงานการลงทุน

 

ความสนใจช่วยเปิดประตู แต่ความเชื่อมั่นต้องมีหลักฐานรองรับ

 

ปี 1991 เมื่อไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมนี้ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์แห่งเดียวกัน เศรษฐกิจไทยเติบโตประมาณ 8.6% ประเทศกำลังได้รับการจับตามองว่าจะก้าวขึ้นเป็น “เสือเศรษฐกิจตัวที่ห้าของเอเชีย” ดึงดูดทั้งเงินลงทุนและความเชื่อมั่นต่ออนาคต

 

สามสิบห้าปีผ่านไป IMF คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตเพียง 2.1% ในปี 2026 ส่วนอันดับเครดิตสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวของ S&P จาก A− มาอยู่ที่ BBB+ ซึ่งยังเป็นระดับลงทุนได้ แต่ต่ำกว่าเดิมหนึ่งขั้น

 

เศรษฐกิจที่ใหญ่ขึ้นย่อมไม่สามารถเติบโตเร็วเท่าเดิมได้ตลอดไป แต่การกลับมาที่สถานที่เดิมก็ชวนให้ถามครับว่า เราทำให้ความหวังในวันนั้นเป็นจริงได้มากเพียงใด และจะสร้างแรงส่งให้ประเทศกลับมาได้อย่างไร

 

หนี้ครัวเรือนอยู่ที่ 16.43 ล้านล้านบาท หรือ 85.2% ของ GDP ณ ไตรมาสสองปี 2026 คนเดินดินกินข้าวแกงยังลำบาก ขณะที่ผลิตภาพ ทักษะแรงงาน และความสามารถในการขยับไปสร้างมูลค่าที่สูงขึ้น ยังเป็นโจทย์ท้าทาย

 

รอยยิ้มและการต้อนรับคือจุดแข็งของเรา แต่การเลือกประเทศที่จะไปเที่ยว กับการฝากอนาคตของธุรกิจไว้ในประเทศนั้น ต้องอาศัยความเชื่อมั่นคนละระดับนะครับ

 

การลงทุนระยะยาวต้องการกติกาที่เป็นธรรม นโยบายที่ต่อเนื่อง สถาบันที่พึ่งพาได้ และรัฐบาลที่ทำตามสิ่งที่ประกาศ

 

ไทยยังมีโอกาส เราเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกฮาร์ดแวร์ที่ได้รับประโยชน์จากกระแสลงทุน AI ของโลก เช่นเดียวกับประเทศอย่างเกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ และมาเลเซีย

 

แต่การผลิตสินค้าให้เศรษฐกิจ AI เป็นโอกาสเพียงด้านเดียว

 

ไทยต้องใช้ AI ทำให้เศรษฐกิจของตัวเองมีผลิตภาพสูงขึ้นด้วย ควบคู่กับการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เราต้องยกระดับอุตสาหกรรมที่เป็นจุดแข็งเดิม เช่น อาหาร การท่องเที่ยว และการแพทย์

 

การนำ AI มาใช้ต้องเกิดประโยชน์ที่จับต้องได้ ผู้ผลิตอาหารลดของเสีย ธุรกิจท่องเที่ยวให้บริการได้ดีขึ้น บุคลากรทางการแพทย์ใช้เวลากับงานเอกสารน้อยลง และธุรกิจรายเล็กเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น

 

ความสำเร็จต้องวัดจากผลลัพธ์ ทั้งเวลาที่ประหยัดได้ คุณภาพที่ดีขึ้น มูลค่าที่สร้างเพิ่มขึ้น และใครได้รับประโยชน์

 

คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ต้องเปลี่ยนบทสนทนาในสัปดาห์นี้ให้เป็นคำมั่นที่มีผู้รับผิดชอบ กำหนดเวลา และผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้ อีกหกเดือนหรือหนึ่งปี เราควรตอบได้ว่า การประชุมใดนำไปสู่การลงทุน อุปสรรคใดถูกแก้ และมีคนได้โอกาสเพิ่มขึ้นเท่าไร

 

ผมดีใจที่ได้เห็นกรุงเทพฯ แบบนี้นะครับ และคนที่ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นสมควรได้รับคำขอบคุณอย่างยิ่ง

 

แต่จริงๆ แล้ว ผมกลับคิดว่า คนไทยสมควรได้ยืนบนเวทีโลกเช่นนี้มาตั้งนานแล้วไม่ใช่หรือ? การมีเสียงร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกควรเป็นบทบาทปกติของประเทศเรามานานแล้วใช่หรือไม่?

 

เมื่อแขกกลับบ้าน และกาแฟแก้วสุดท้ายถูกเก็บ งานที่ยากกว่าจะเริ่มต้นขึ้น

 

โลกเริ่มหันกลับมามองไทยแล้ว คนไทยก็ต้องมีสิทธิได้มองเห็นอนาคตของตัวเองที่นี่ด้วยครับ