ESG ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือ ‘กติกาใหม่’ รู้ Baseline หา Hotspot เปลี่ยนข้อบังคับ

The Secret Sauce: สื่อธุรกิจเพื่อผู้ประกอบการและผู้นำองค์กร

Insights ล่าสุด

Interview: บทสัมภาษณ์ผู้บริหารและผู้ประกอบการ

Expertise Room: กลยุทธ์และเครื่องมือธุรกิจ

Personal Effectiveness: พัฒนาตัวเองและการทำงาน

Books: สรุปหนังสือธุรกิจน่าอ่าน

Editor's Note

ESG ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือ ‘กติกาใหม่’  รู้ Baseline หา Hotspot เปลี่ยนข้อบังคับให้เป็นความได้เปรียบ

ESG ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือ ‘กติกาใหม่’ รู้ Baseline หา Hotspot เปลี่ยนข้อบังคับให้เป็นความได้เปรียบ

17.09.2026

เมื่อก่อน ESG อาจถูกมองว่าเป็นเรื่องของบริษัทขนาดใหญ่ ธุรกิจส่งออก หรือกิจกรรมเพื่อสังคมที่เลือกทำหรือไม่ทำก็ได้ แต่วันนี้เงื่อนไขกำลังเปลี่ยนไป เพราะเรื่องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนกำลังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกติกาการทำธุรกิจ ตั้งแต่กฎหมาย พฤติกรรมผู้บริโภค Supply Chain การเข้าถึงตลาด ไปจนถึงการพิจารณาสินเชื่อของสถาบันการเงิน

 

ธมลวรรณ พฤกษ์สถาพร ผู้อำนวยการอาวุโส ESG Solutions ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ชวน SME มองว่า ESG ไม่ใช่เพียงภาระในการทำตามข้อกำหนด แต่เป็นเรื่องที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันและความอยู่รอดระยะยาวของธุรกิจได้ โดยเฉพาะเมื่อแรงกดดันไม่ได้มาจากหน่วยงานรัฐเพียงอย่างเดียว แต่เดินทางมาถึง SME ผ่านลูกค้า คู่ค้า นักลงทุน ธนาคาร และบริษัทขนาดใหญ่ที่ SME เป็น Supplier อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน

 

ESG กำลังเปลี่ยนจาก ‘ความสมัครใจ’ เป็น ‘กติกาที่ธุรกิจต้องเล่นตาม’

 

แรงกดดันด้าน ESG กำลังมาถึงธุรกิจจากหลายทิศทาง ทั้งกฎเกณฑ์ที่เพิ่มขึ้น ผู้บริโภคที่สนใจความยั่งยืนมากขึ้น บริษัทขนาดใหญ่ที่ต้องเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจาก Supplier รวมถึงสถาบันการเงินที่เริ่มนำข้อมูล ESG ของลูกค้ามาใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อ

 

SME ที่เป็น Supplier ให้บริษัทขนาดใหญ่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบก่อน เพราะเมื่อบริษัทใหญ่ต้องรายงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ก็ต้องเก็บข้อมูลจาก Supplier ในห่วงโซ่อุปทานด้วย SME จึงอาจถูกขอให้รายงานการปล่อยคาร์บอน และปรับลดให้สอดคล้องกับเป้าหมายของลูกค้า

 

หาก Supplier ไม่สามารถให้ข้อมูลหรือปรับตัวตามเป้าหมายของลูกค้าได้ ความเสี่ยงจึงไม่ใช่แค่เสียแต้มต่อ แต่ถึงขั้นหลุดออกจาก Supply Chain ได้

 

กฎ ESG ไม่ได้มีเรื่องเดียว ต้องรู้ก่อนว่ากฎไหนกระทบธุรกิจเรา

 

กติกาด้าน ESG สามารถมองได้ตั้งแต่ระดับประเทศ ระดับธุรกิจ ไปจนถึงข้อกำหนดจากต่างประเทศ

 

ในประเทศไทยมีทั้งเป้าหมายด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ รวมถึง ร่าง พ.ร.บ.โลกร้อน (Climate Change Act) ที่อาจทำให้บางเรื่องซึ่งเคยเป็นความสมัครใจกลายเป็นข้อบังคับ เช่น การรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กลไกราคาคาร์บอน หรือมาตรการสำหรับอุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนสูง

 

อีกด้านคือ Thailand Taxonomy ซึ่งใช้จัดประเภทว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่าน หรือยังไม่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม โดยสถานะเหล่านี้อาจเชื่อมโยงกับความสามารถในการเข้าถึงเงินทุนในอนาคต

 

สำหรับธุรกิจที่เชื่อมโยงกับตลาดต่างประเทศ ก็ยังต้องจับตากฎอย่าง EUDR (กฎของสหภาพยุโรปว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า) รวมถึงข้อกำหนดด้านบรรจุภัณฑ์ของสหภาพยุโรป เพราะแม้ SME ไทยจะไม่ได้ถูกกำกับโดยกฎนั้นโดยตรง แต่หากต้องการขายสินค้าเข้าไปในตลาดเหล่านี้ก็ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขอยู่ดี

 

สิ่งสำคัญคือไม่ใช่พยายามจำกฎทุกฉบับ แต่ต้องระบุให้ได้ก่อนว่าธุรกิจของเราอยู่ในอุตสาหกรรมไหน ขายให้ใคร อยู่ใน Supply Chain ของใคร และส่งสินค้าไปประเทศใด เพื่อรู้ว่ากฎชุดไหนกำลังเดินทางมาถึงเรา

 

อย่ารีบทำทุกอย่างให้เขียว หา ‘Hotspot’ ของธุรกิจให้เจอก่อน

 

ข้อจำกัดสำคัญของ SME คือเงิน เวลา และทรัพยากร การพยายามเปลี่ยนทุกอย่างพร้อมกันจึงไม่เพียงใช้เงินสูง แต่อาจไม่ได้สร้างผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพที่สุด

 

ธมลวรรณเสนอให้แต่ละธุรกิจเริ่มจากหา Hotspot ว่าจุดไหนใช้พลังงานหรือสร้างผลกระทบมากที่สุด แล้วลงมือจากตรงนั้น เพราะแต่ละอุตสาหกรรมมีโจทย์ไม่เหมือนกัน

 

ธุรกิจอาคารอาจเริ่มจากติด Solar เปลี่ยนหลอดไฟเป็น LED หรือปรับระบบทำความเย็น โรงงานอาจเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องจักร เปลี่ยนแหล่งพลังงาน หรือนำความร้อนเหลือทิ้งกลับมาใช้ใหม่ ขณะที่ธุรกิจ Logistics อาจพิจารณาเปลี่ยนรถที่ใช้ในธุรกิจจากรถสันดาปเป็น EV

 

ก่อนตั้งเป้าลดคาร์บอน ต้องรู้ Baseline ของตัวเองก่อน

 

หนึ่งในสิ่งที่ SME สามารถเริ่มทำได้ทันทีโดยยังไม่ต้องลงทุนมหาศาล นั่นคือการเก็บข้อมูลพื้นฐานของธุรกิจ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ น้ำมัน และการใช้พลังงาน เพื่อรู้ว่า ณ วันนี้ธุรกิจใช้ทรัพยากรเท่าไร

 

ข้อมูลเหล่านี้คือ Baseline ที่จะทำให้ธุรกิจสามารถกำหนดได้ว่า ในอีก 3 หรือ 5 ปีต้องการลดอะไรลงเท่าไร และแต่ละปีต้องทำกิจกรรมอะไรเพื่อเดินไปถึงเป้าหมายนั้น

 

หากไม่รู้ด้วยซ้ำว่าวันนี้ตัวเองอยู่ตรงไหน การตั้งเป้าหมายด้าน ESG ก็จะกลายเป็นเพียงความตั้งใจที่วัดผลไม่ได้และอาจทำให้ธุรกิจลงทุนผิดจุด

 

การเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว ไม่จำเป็นต้องแบกต้นทุนเพียงลำพัง

 

การลดคาร์บอนหลายอย่างต้องใช้เงินลงทุน โดย UOB มีเครื่องมือทางการเงินหลายรูปแบบรองรับการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจ ซึ่งเลือกใช้ได้ตามวัตถุประสงค์และความพร้อมของแต่ละบริษัท

 

หากต้องการลงทุนในโครงการสีเขียวโดยตรง เช่น ติด Solar หรือเปลี่ยนรถเป็น EV สามารถใช้ Green Financing ได้ แม้ธุรกิจโดยรวมจะยังไม่ได้เป็นธุรกิจสีเขียวทั้งหมด ขณะที่สินเชื่อที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน จะผูกกับเป้าหมายของบริษัท เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในแต่ละปี และหากทำได้ตามเป้าหมายที่ตกลงไว้ ก็จะได้รับส่วนลดอัตราดอกเบี้ยเป็นแรงจูงใจ

 

ส่วนอุตสาหกรรมที่ลดคาร์บอนได้ยาก เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็ก หรือโรงกลั่น ก็มี Transition Finance สำหรับสนับสนุนการค่อยๆ ปรับเทคโนโลยีและกระบวนการให้ปล่อยคาร์บอนน้อยลง ดังนั้นสิ่งสำคัญไม่ใช่เลือกเครื่องมือที่ดู ‘เขียวที่สุด’ แต่คือดูว่าธุรกิจกำลังจะเปลี่ยนอะไร และเลือกเงินทุนให้ตรงกับเป้าหมายนั้น

 

ไม่มีความรู้เรื่อง ESG ก็ไม่จำเป็นต้องเดินคนเดียว

 

อีกหนึ่งปัญหาของ SME คือ ต่อให้รู้ว่าต้องเริ่มทำ ESG ก็อาจไม่รู้ว่าจะวัดอย่างไร ตั้ง Target อย่างไร ใช้เครื่องมืออะไร หรือใครจะเป็นคนตรวจสอบว่าข้อมูลถูกต้อง

 

UOB จึงพัฒนาโครงการ SAGE หรือ Sustainability-Linked Advisory, Grants & Enablers Programme เพื่อรวมผู้เชี่ยวชาญ เครื่องมือ ผู้ตรวจสอบ และ Partner ที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยธุรกิจตลอด Journey ตั้งแต่การให้คำปรึกษา การเก็บและติดตามข้อมูล ไปจนถึงการ Verify และตั้ง Sustainability Performance Target

 

ภายใต้โครงการนี้ SME สามารถเลือกเป้าหมายที่เตรียมไว้ เช่น ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การได้รับมาตรฐาน ISO ที่เกี่ยวข้อง หรือการพัฒนา ESG Rating และเชื่อมต่อกับ Partner ที่ช่วยให้ธุรกิจเดินไปถึงเป้าหมายนั้นได้

 

ลดพลังงานไม่ใช่แค่ลดคาร์บอน แต่ลดต้นทุนของธุรกิจด้วย

 

สำหรับธุรกิจที่ต้องลงทุนด้านพลังงาน UOB มี U-Series ซึ่งแบ่งเป็น U-Solar, U-Energy และ U-Drive เพื่อเชื่อมทั้ง Solution, Partner และ Financing เข้าด้วยกัน

 

  • U-Solar รองรับธุรกิจที่ต้องการติดตั้ง Solar
  • U-Energy เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคารและการเดินไปสู่ Green Certification
  • U-Drive เชื่อมกับการเปลี่ยนผ่านจากรถสันดาปไปสู่ EV ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้นำเข้า Dealer ผู้ใช้รถ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ

 

จุดสำคัญคือการลงทุนด้าน ESG ไม่ควรถูกมองแค่ว่าเป็นต้นทุนในการทำตามกฎ เพราะหลายมาตรการ เช่น ลดการใช้ไฟ เพิ่ม Energy Efficiency หรือเปลี่ยนเทคโนโลยี สามารถลดต้นทุนการดำเนินงานของธุรกิจไปพร้อมกันได้

 

ESG อาจเริ่มจาก ‘ข้อบังคับ’ แต่เปลี่ยนเป็นโอกาสทางธุรกิจได้

 

ธมลวรรณยกตัวอย่างลูกค้าในธุรกิจยางพาราที่ส่งออกไปยุโรป ซึ่งต้องปรับกระบวนการเพื่อให้วัตถุดิบสามารถตรวจสอบย้อนกลับและสอดคล้องกับข้อกำหนด EUDR

 

หลังปรับตัว ธุรกิจไม่ได้เพียงรักษาสถานะการเป็น Supplier ของบริษัทระดับโลกไว้ได้ แต่ยังมียอดขายเพิ่มขึ้น และสินค้าที่สอดคล้องกับข้อกำหนดดังกล่าวยังสามารถสร้าง Premium ได้มากกว่าสินค้าทั่วไป

 

กรณีนี้สะท้อนว่า ESG อาจเริ่มต้นจากแรงกดดันในการปฏิบัติตามกฎ แต่หากธุรกิจมองเห็นโอกาสและปรับตัวได้ก่อน ก็สามารถเปลี่ยน Compliance ให้กลายเป็น Competitive Advantage ได้

 

กติกาเปลี่ยนแล้ว อย่ารอให้กฎมาถึงก่อนค่อยเริ่ม

 

สิ่งแรกที่ SME สามารถกลับไปทำได้ทันทีคือรู้ Baseline ของตัวเอง ศึกษากฎที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม หา Hotspot ที่ควรแก้ก่อน และเริ่มลงมือจากเรื่องเล็กที่เห็นผลได้ เพราะกติกาของโลกกำลังเปลี่ยนไปโดยไม่รอว่าธุรกิจจะพร้อมหรือไม่ และคนที่เริ่มก่อนก็มีโอกาสสร้างความได้เปรียบก่อน ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุน รักษาสถานะใน Supply Chain เข้าถึงตลาดใหม่ หรือเข้าถึงเงินทุนที่เหมาะสมกว่า


EDITOR’S PICK


1

2

3

4

5

6

7