ใครจะคิดว่าอาหารจานง่ายๆอย่าง ‘เส้นหมี่ไก่ฉีก’ จะเดินทางไกลจนกลายมาเป็นธุรกิจที่ขยายสาขาไปถึงต่างประเทศได้ เรื่องนี้เกิดขึ้นกับแบรนด์ Emily’s โดยสองผู้ก่อตั้ง คุณพัท-ธภรัท เวโรจน์ฤดี และ คุณเพ็บ-นัยนชนก ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา ที่เริ่มจากการแก้โจทย์หาพรีออเดอร์เพิ่มรายได้ในวันแรก ปรับแนวคิดมาเป็น Specialist เมนูเดียว และอ่านข้อมูลหลังบ้านจนต่อยอดไปเปิดสาขาในสิงคโปร์สำเร็จ โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การสร้างความคุ้มค่าและมองภาพใหญ่กว่าแค่การขายของ

🟡 Emily’s ทำอย่างไร ให้ธุรกิจโตได้จากเมนูเดียว
แบรนด์ Emily’s เริ่มต้นจากโจทย์เบสิกมากที่คุณพัทและคุณเพ็บต้องเจอ คือทำอย่างไรให้บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้น พวกเขาเอาสูตรอาหารกับอุปกรณ์ในบ้านมาลองทำพายขายก่อน แล้วค่อยขยับมาทำเส้นหมี่ไก่ฉีกเป็นเมนูที่สอง ฟังดูเหมือนจะขัดแย้งกัน แต่การค้นพบครั้งสำคัญคือ ผู้บริโภคยุคนี้ให้ความไว้วางใจกับแบรนด์ที่เป็น Specialist หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมากกว่า
การตัดสินใจยืนหยัดขายเมนูเดียวอยู่นานถึง 4 ปี ไม่เปิดให้ลูกค้าปรับเลือกเส้นหรือระดับความเผ็ดตามใจเหมือนร้านอาหารเส้นทั่วไปไม่ใช่เพราะดื้อ แต่เป็นการตั้งใจส่งมอบรสชาติสูตรครอบครัวให้เป๊ะที่สุด ทั้งคู่ปักธงในใจไว้เลยว่า วันไหนที่คนอยากทานเมนูนี้ ต้องไม่ได้พูดแค่ชื่อเมนู แต่ต้องพูดชื่อแบรนด์ Emily’s ออกมาแทน

🟡 Emily’s กับดราม่าใหญ่ รับมืออย่างไร
ย้อนกลับไปช่วงเริ่มทำพรีออเดอร์ แบรนด์ทำคลิปถ่ายทอดเรื่องราวการคัดสรรวัตถุดิบลงโซเชียล จนมีช่วงหนึ่งที่เปิดรับออเดอร์เมื่อไหร่ก็ขายหมดเกลี้ยงภายใน 5 นาที ทว่าพอแบรนด์เริ่มเป็นกระแส ดราม่าก็ตามมาทันทีเมื่อมีคนตั้งคำถามเรื่องราคาสินค้าที่อาจเข้าข่าย Overpriced
คำถามคือจะทำอย่างไรให้คนรู้สึกว่าเงินที่จ่ายไปนั้นคุ้มค่าจริง?

คำตอบไม่ได้อยู่ที่การสู้ด้วยปาก แต่เป็นการพิสูจน์ผ่าน Customer Experience โจทย์ยากสุดของธุรกิจอาหารคือการทำให้อาหารหมื่นจานรสชาติเหมือนกันหมด แบรนด์เลยแก้ปัญหาด้วยระบบ Delivery-based ออกแบบให้ลูกค้าแกะกล่องทานได้ทันที พกพาสะดวก ทานเสร็จก็ทิ้งกล่องย่อยสลายได้ง่ายๆ เมื่อความสะดวกมาเจอกับรสชาติที่เสถียร ลูกค้าก็พร้อมจะซื้อซ้ำโดยไม่รู้สึกว่าโดนเอาเปรียบ
🟡 อยากโตต่อต้องมีพื้นที่ทดลองจริงไหม
แม้จะชูเมนูเดี่ยวเป็นหลัก แต่ถ้าอยากขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น คุณพัทและคุณเพ็บเลือกสร้าง House of Emily ขึ้นมาเป็นเหมือน R&D Studio พื้นที่นี้เปรียบเสมือนห้องทดลองให้ลูกค้าเข้ามาสัมผัสประสบการณ์จริง และเป็นสนามซ้อมให้แบรนด์ได้ลองทดสอบทั้งเรื่องราคา การบริการ รวมถึงการลองทำเมนูใหม่ๆ


ผลลัพธ์ของการกล้าทดลองทำให้ได้เมนูข้าวเนื้อเค็ม, หมูเค็ม ที่กลายเป็นสินค้าขายดีจนต้องจับมาลงช่องทางหลักถาวร แถมยังต่อยอดไปจับกลุ่มคนรักสุขภาพด้วยเมนูบุกไก่ฉีก คำนวณโปรตีนเน้นๆ ตอบโจทย์สายออกกำลังกาย ควบคู่ไปกับการทำสปอนเซอร์คลาสสุขภาพเพื่อดึงคนกลุ่มใหม่ให้รู้จักแบรนด์มากขึ้น
🟡 เปลี่ยนเมนูไทยให้กลายเป็น Soft Power ได้อย่างไร
จุดพลิกผันสำคัญคือการเปลี่ยน Mindset ของสองผู้ก่อตั้ง จากเดิมที่อยากแข่งให้เป็นที่หนึ่งในไทย เปลี่ยนมาเป็นความฝันอยากเห็นเส้นหมี่ไก่ฉีกกลายเป็นเมนูตัวแทนประเทศไทยในระดับสากล ซึ่งก้าวนี้ไม่ได้ใช้แค่ความรู้สึกเดินหน้า แต่ใช้ Data หลังบ้านนำทาง
แบรนด์พบข้อมูลว่ามีลูกค้าต่างชาติ โดยเฉพาะคนสิงคโปร์ สั่งซื้อทีละ 40-50 กล่อง เมื่อบวกกับการได้รับโอกาสไปลองจัด Pop-up ในงานเทศกาลของสถานทูตไทยติดต่อกัน 2 ปีจนเห็นว่าขายดีจริง จึงกล้าเปิดสาขาที่สิงคโปร์ โดยยอมปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้เข้ากับค่าครองชีพของที่นั่นทันที สิ่งที่น่าประทับใจคือ เรื่องราวนี้ไม่ได้สร้างแค่ยอดขาย แต่ยังบันดาลใจให้คนฟังที่นำไอเดียนี้ไปปรับใช้จนตั้งตัวได้เลยทีเดียว
สรุปวิชา Niche to Global ตามแบบฉบับ Emily’s
🔸 โฟกัสเมนูเดี่ยวให้เชี่ยวชาญเพื่อสร้างภาพจำในฐานะ Specialist
🔸 สร้างความคุ้มค่าด้วยประสบการณ์ที่สะดวกสบายและมาตรฐานที่เสถียร
🔸 มีพื้นที่ R&D Sandbox ไว้ลองผิดลองถูกเพื่อค้นหาโอกาสใหม่
🔸 อ่านข้อมูลหลังบ้านเพื่อมองหาโอกาสขยายตลาดไปต่างประเทศ
บทเรียนจาก Emily’s บอกเราว่า การทำธุรกิจให้ปังอาจไม่ต้องมีสินค้าเต็มหน้าเมนูเสมอไป แค่เลือกทำสิ่งเดียวให้ดีที่สุด ใส่ใจทุกประสบการณ์ของคนกิน แล้วปล่อยให้คุณภาพทำงาน เมื่อไหร่ที่คุณสร้างคุณค่าได้มากพอ วันนั้นสินค้าธรรมดาจากในบ้านก็พร้อมจะเติบโตไปสร้างอิมแพกต์บนเวทีโลกได้เหมือนกัน
