เลิกวิ่งตามยอดวิว แล้วกลับมาดูว่า ‘คนหลังจอเป็นใคร’ บทเรียนจาก 4 Creator ล้านซับ

The Secret Sauce: สื่อธุรกิจเพื่อผู้ประกอบการและผู้นำองค์กร

Insights ล่าสุด

Interview: บทสัมภาษณ์ผู้บริหารและผู้ประกอบการ

Expertise Room: กลยุทธ์และเครื่องมือธุรกิจ

Personal Effectiveness: พัฒนาตัวเองและการทำงาน

Books: สรุปหนังสือธุรกิจน่าอ่าน

Editor's Note

เลิกวิ่งตามยอดวิว  แล้วกลับมาดูว่า ‘คนหลังจอเป็นใคร’  บทเรียนจาก 4 Creator ล้านซับ  เพื่อไปต่อในปี 2027

เลิกวิ่งตามยอดวิว แล้วกลับมาดูว่า ‘คนหลังจอเป็นใคร’ บทเรียนจาก 4 Creator ล้านซับ เพื่อไปต่อในปี 2027

10.09.2026

ในวันที่ใครๆ ก็สามารถเป็น Creator ได้ง่ายขึ้น การมีคนติดตามหลักล้านอาจไม่ใช่คำตอบเดียวของการอยู่รอดอีกต่อไป เพราะโจทย์สำคัญกำลังขยับไปสู่การรักษาความสนใจของคนดู สร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแรง และต่อยอดตัวตนให้มีมูลค่ามากกว่ายอดวิว

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

เวที ‘The Million Creator Club ครีเอเตอร์ล้านซับ สิ่งที่เริ่มทำและเลิกทำ เพื่อไปต่อปี 2027’ ในงาน The Secret Sauce Summit 2026 ชวน Creator ต่างวัยมาเปิดวิธีคิดว่า เมื่อพฤติกรรมคนดู แพลตฟอร์ม และรูปแบบการเสพคอนเทนต์เปลี่ยนไป อะไรคือสิ่งที่ยังควรทำ อะไรที่ถึงเวลาต้องเลิก และทิศทางใหม่แบบไหนที่จะพาธุรกิจ Creator ไปต่อในอีก 2–3 ปีข้างหน้า

 

ร่วมพูดคุยโดย ป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม รองกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส หน่วยงานโชว์บิส บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด (มหาชน), บาส-ภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บาส สน็อคเกิ้ล จำกัด, โอ๊ต-ปราโมทย์ ปาทาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท โคตรคูล จำกัด และ โค้ดดี้-อรรถพล โพธิ์หาญรัตนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กู๊ดเดย์ ออฟฟิสเชียล จำกัด

 

ดำเนินรายการโดย นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และบรรณาธิการบริหาร บริษัท เดอะสแตนดาร์ด จำกัด

 

ป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม: ยอดวิวอาจน้อยลง แต่กลุ่มคนดูที่ใช่อาจมีค่ามากกว่า

 

ป๋าเต็ดยอมรับว่า การทำคอนเทนต์ในวันนี้ยากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะเมื่อจำนวนครีเอเตอร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ชมมีตัวเลือกมากขึ้น ขณะที่เวลาที่แต่ละคนใช้เสพคอนเทนต์ในแต่ละวันยังมีจำกัด

 

สำหรับช่องป๋าเต็ด แม้เขาจะไม่ได้เริ่มต้นทำช่องด้วยเป้าหมายให้เป็นธุรกิจ แต่ก็เห็นความเปลี่ยนแปลงของยอดวิวอย่างชัดเจน จากเดิมที่พอจะคาดการณ์ได้ว่า คอนเทนต์ลักษณะหนึ่งควรทำยอดวิวหรือสร้างรายได้จากแพลตฟอร์มได้ประมาณเท่าไร วันนี้กลับมีทั้งคลิปที่ทำผลงานได้ดีและคลิปที่ยอดตกลงอย่างคาดไม่ถึง

 

ป๋าเต็ดจึงเริ่มกลับไปดูรายละเอียดพื้นฐานมากขึ้น ตั้งแต่การตั้งชื่อคลิป การเลือกแขกรับเชิญ หน้าปก ไปจนถึงพฤติกรรมของผู้ชมในแต่ละแพลตฟอร์ม โดยพบว่า คอนเทนต์ยาวประมาณ 50 นาทีถึง 1 ชั่วโมงของเขามีคนดูบน YouTube มากกว่า ขณะที่ผู้ชมบน Facebook สนใจคลิปไฮไลต์มากกว่า

 

ทีมจึงปรับวิธีทำงานโดยให้ YouTube เป็นพื้นที่สำหรับรายการเต็ม และใช้ Facebook สำหรับคลิปไฮไลต์โดยเฉพาะ แม้รายได้จากคลิปสั้นหรือ Reels จะไม่ได้สูง แต่กลับช่วยขยายกลุ่มผู้ติดตามและสร้างชุมชนของคนที่สนใจเรื่องเดียวกันให้ใหญ่ขึ้น

 

ป๋าเต็ดยกตัวอย่างรายการรีวิวแผ่นเสียง ซึ่งแต่ละตอนอาจมียอดดูเพียงหลักพันถึงหลักหมื่น แต่เมื่อเขาเดินเข้าไปในร้านแผ่นเสียง กลับมีคนเข้ามาพูดถึงรายการ หรือบางร้านนำแผ่นที่เขาเพิ่งแนะนำไปวางบนชั้น พร้อมบอกลูกค้าว่าเป็นแผ่นที่ป๋าเต็ดเพิ่งพูดถึง

 

สำหรับป๋าเต็ด ตัวเลขยอดวิวจึงไม่ควรถูกใช้เป็นตัวชี้วัดเพียงอย่างเดียว เพราะคอนเทนต์ที่เข้าถึงคนจำนวนน้อยกว่า แต่ทำให้ครีเอเตอร์กลายเป็น ‘ตัวเลือกแรกที่คนในกลุ่มนึกถึง’ (Top of Mind) ก็สามารถสร้างคุณค่าทางธุรกิจได้เช่นกัน

 

บาส-ภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์: คอนเทนต์ยาวยังไม่ตาย ถ้าเข้าใจว่าคนดูกำลังดูอยู่ที่ไหน

 

บาสมองว่า การทำคอนเทนต์ในวันนี้ยากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะทุกคนสามารถหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาผลิตได้ทั้งคลิปสั้นและคอนเทนต์ยาว ทำให้การแข่งขันเพื่อแย่งเวลาของผู้ชมสูงขึ้นกว่าเดิม

 

สำหรับ Go Went Go บาสมองว่า ช่องอยู่ในช่วงรักษาระดับมากกว่าการเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่การรักษาระดับเดิมเอาไว้กลับต้องใช้แรงมากขึ้นอย่างชัดเจน เพราะในอดีตครีเอเตอร์อาจรู้สึกว่า เพียงทำคอนเทนต์ในแบบที่ตัวเองถนัด คนที่ติดตามก็พร้อมดู แต่วันนี้คอนเทนต์ทุกชิ้นต้องผ่านกระบวนการคิดมากขึ้น ตั้งแต่การดูสถิติหลังบ้าน ไปจนถึงการพิจารณาว่าเรื่องไหนมีโอกาสดึงความสนใจของคนออกมาจากตัวเลือกอื่นได้

 

หนึ่งในข้อมูลที่เปลี่ยนวิธีคิดของบาส คือสถิติที่พบว่า ผู้ชม YouTube ของ Go Went Go ประมาณ 75–80% รับชมผ่านโทรทัศน์

 

ตัวเลขดังกล่าวทำให้เขาเห็นว่า คอนเทนต์ยาว โดยเฉพาะคอนเทนต์ท่องเที่ยว ไม่ได้แข่งขันอยู่บนหน้าจอมือถือเพียงอย่างเดียว แต่กำลังเข้าไปอยู่บน Smart TV กลางบ้านมากขึ้น ผู้ชมสามารถเอนหลังดูบนจอใหญ่ และในหลายกรณียังเปิดรับชมร่วมกันทั้งครอบครัว

 

บาสจึงมองว่า หนึ่งวิวบน YouTube อาจไม่ได้หมายถึงคนดูเพียงหนึ่งคน ขณะเดียวกัน การที่แบรนด์หรือสินค้าไปปรากฏบนหน้าจอขนาดใหญ่ ก็สามารถสร้างการรับรู้และความรู้สึกที่แตกต่างจากการดูผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือ

 

Go Went Go จึงลงทุนผลิตวิดีโอในระบบ 4K มาหลายปี แม้จะต้องเพิ่มต้นทุนตั้งแต่กล้อง อุปกรณ์บันทึกข้อมูล ไปจนถึงคอมพิวเตอร์สำหรับตัดต่อ แต่เมื่อพฤติกรรมผู้ชมขยับไปสู่หน้าจอขนาดใหญ่มากขึ้น คุณภาพของภาพก็กลายเป็นข้อได้เปรียบสำคัญของคอนเทนต์ท่องเที่ยว

 

สำหรับบาส สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่การเข้าใจว่า ผู้ชมของตัวเองคือใคร ดูคอนเทนต์ผ่านอุปกรณ์อะไร และอยู่ในบริบทแบบไหน เพื่อออกแบบคอนเทนต์ให้ตรงกับพฤติกรรมเหล่านั้น แทนที่จะวิ่งเข้าไปแข่งขันในสนามเดียวกับทุกคน

 

โอ๊ต-ปราโมทย์ ปาทาน: ใช้คลิปสั้นดึงคนกลับมาดูคอนเทนต์ยาว และสร้างกลุ่มคนดูที่พร้อมสนับสนุน

 

โอ๊ตมองว่า คลิปสั้นและคอนเทนต์ยาวไม่จำเป็นต้องแข่งขันกัน เพราะหากวางบทบาทได้ถูกต้อง คอนเทนต์สองรูปแบบนี้สามารถช่วยส่งคนหากันได้

 

ด้วยธรรมชาติของโคตรคูลที่ผลิตรายการวาไรตี้ ทำให้คอนเทนต์ยาวหนึ่งตอนมีวัตถุดิบจำนวนมาก ทั้งมุก เหตุการณ์ หรือช่วงที่สามารถนำไปต่อยอดเป็นมีมได้ ทีมจึงเลือกตัดช่วงเหล่านั้นออกมาเป็นคลิปสั้น แล้วกระจายไปบนแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อให้คนที่ยังไม่เคยดูรายการเต็มได้เห็นบางช่วงที่น่าสนใจ ก่อนตามกลับไปดูคอนเทนต์ฉบับเต็ม

 

โอ๊ตยอมรับว่า รายได้จากยอดวิวของคลิปสั้นมีไม่มากนัก แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือการพาคนใหม่เข้าสู่พื้นที่คอนเทนต์ของโคตรคูล และเมื่อช่องคลิปสั้นเติบโต มีผู้ติดตามและการมีส่วนร่วมมากขึ้น ก็เริ่มมีลูกค้าเข้ามาลงงบโฆษณากับคอนเทนต์สั้นโดยตรง

 

อีกแนวทางหนึ่งคือการสร้างช่องที่มีพนักงานของโคตรคูลเป็นตัวละครหลัก โดยนำเบื้องหลังการออกกอง การทำงาน และชีวิตในออฟฟิศ มาพัฒนาเป็นคอนเทนต์ จนพนักงานบางคนเริ่มมีฐานผู้ติดตามของตัวเอง และช่องดังกล่าวสามารถสร้างรายได้จากลูกค้าที่สนใจเข้ามาลงโฆษณาได้

 

โอ๊ตยังแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งกลับไปให้ทีม เพื่อให้พนักงานมีแรงจูงใจในการสร้างคอนเทนต์และพัฒนาตัวตนของตัวเองมากขึ้น

 

อีกองค์ประกอบที่เขาให้ความสำคัญคือ ‘Community’ หรือชุมชนของผู้ติดตาม โดยโอ๊ตมองว่า โคตรคูลมีฐานคนดูที่เข้าใจภาษา มุก และวิธีสื่อสารแบบเดียวกัน จนความคิดเห็นของผู้ชมกลายเป็นส่วนหนึ่งของความสนุกในรายการ

 

สำหรับโอ๊ต ชุมชนผู้ติดตามที่แข็งแรงจึงไม่จำเป็นต้องมีจำนวนมากที่สุด เพราะคนดูหลักพันที่มีความผูกพันและพร้อมสนับสนุนครีเอเตอร์ อาจสร้างคุณค่าทางธุรกิจได้มากกว่าคนดูหลักล้านที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับช่อง

 

“ต่อให้ยอดวิวเป็นหลักล้าน แต่ยอดขายได้หลักสิบ มันก็ไม่ได้มีความหมายเท่ากับคนดูหลักพัน แต่คนซื้อร้อย”

 

โอ๊ตมองว่า เมื่อครีเอเตอร์มีกลุ่มคนดูที่เข้าใจตัวตนกันดี การพูดถึงสินค้า ขายของ หรือเปิดตัวสิ่งใหม่ก็สามารถทำผ่านภาษาปกติของช่องได้ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนบุคลิกหรือวิธีพูดให้กลายเป็นโฆษณาอีกแบบหนึ่ง

 

โค้ดดี้-อรรถพล โพธิ์หาญรัตนกุล: อย่าถามแค่ว่าจะทำคอนเทนต์อะไร ต้องรู้ด้วยว่า ‘คนหลังจอเป็นใคร’

 

โค้ดดี้มองว่า หนึ่งในกรอบความคิดที่ครีเอเตอร์ควรเลิกยึดติด คือการวัดความสำเร็จจากยอดวิวหลักล้าน เพราะคอนเทนต์บางประเภทไม่จำเป็นต้องเข้าถึงคนจำนวนมาก หากสามารถเข้าถึงคนที่ตรงกับเป้าหมายจริงๆ

 

เขายกตัวอย่างว่า หากมีครีเอเตอร์ทำคอนเทนต์เรื่องโรงเรียนและมีคนดู 10,000 คน แต่ในจำนวนนั้นมีถึง 5,000 คนที่กำลังหาโรงเรียนให้ลูก คนกลุ่มนี้อาจมีคุณค่ามากกว่าการทำยอดวิวหลักล้านที่ไม่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายของคอนเทนต์หรือธุรกิจเลย

 

โค้ดดี้จึงมองว่า เวลาคิดคอนเทนต์ ครีเอเตอร์ไม่ควรถามเพียงว่าจะทำรายการประเภทไหน แต่ต้องตอบให้ได้ก่อนว่า ‘คนหลังจอเป็นใคร’

 

หากผู้ชมกำลังดูคอนเทนต์ท่องเที่ยวผ่าน Smart TV กลางห้องนั่งเล่น รูปแบบของภาพ เสียง ภาษา และอารมณ์ของรายการก็ควรถูกออกแบบให้เหมาะกับการดูในลักษณะนั้น แต่หากผู้ชมเปิดรายการฟังระหว่างขับรถ หรือเปิดดูระหว่างกินข้าวคนเดียว ความต้องการจากคอนเทนต์ก็อาจแตกต่างออกไป

 

โค้ดดี้ยังมองว่า ครีเอเตอร์ต้องคำนึงถึงสภาพอารมณ์ของคนดู สถานการณ์ทางสังคม เศรษฐกิจ หรือแม้แต่ข่าวที่เกิดขึ้นในวันนั้น เพราะปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีผลต่อการตัดสินใจว่า คนจะเลือกใช้เวลาอยู่กับคอนเทนต์ชิ้นหนึ่งหรือเลื่อนผ่านไป

 

วิธีทำงานของ GoodDay จึงเปลี่ยนจากเดิมที่ผลิตชิ้นงานจำนวนมากตามสิ่งที่แต่ละแพลตฟอร์มแนะนำ มาเป็นการทำคอนเทนต์ให้น้อยลง แต่คิดให้มากขึ้นตั้งแต่ต้นว่า งานหนึ่งชิ้นจะสามารถนำไปใช้ต่อในแต่ละแพลตฟอร์มได้อย่างไร

 

การออกแบบรายการจึงต้องคิดทั้งคอนเทนต์ยาวและคลิปสั้นไปพร้อมกัน บางช่วงอาจต้องถ่ายเพิ่มหรือเปิดรายการใหม่อีกครั้ง เพื่อให้สามารถตัดออกมาเป็นคลิปสั้นที่สมบูรณ์ได้ โดยไม่ต้องกลับมาผลิตชิ้นงานใหม่ทั้งหมด

 

โค้ดดี้ให้เหตุผลว่า ทีมงานมีพลังในการผลิตเท่าเดิม แต่เทรนด์ของแพลตฟอร์มและพฤติกรรมผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนเร็วขึ้นเรื่อยๆ หากองค์กรยังทำงานด้วยโครงสร้างที่ใหญ่และพยายามวิ่งตามทุกแพลตฟอร์มพร้อมกัน ก็จะยิ่งปรับตัวได้ยาก

 

สิ่งที่ครีเอเตอร์และองค์กรคอนเทนต์ต้องทำจึงเป็นการสร้างความยืดหยุ่น ผลิตชิ้นงานให้น้อยลงแต่ใช้ประโยชน์จากแต่ละชิ้นให้มากขึ้น และหาวิธีเข้าไปอยู่ในบทสนทนาของผู้ชมให้ถูกแพลตฟอร์ม ถูกเวลา และถูกบริบทของชีวิตคนดู


EDITOR’S PICK


1

2

3

4

5

6

7