สำหรับคนขายของออนไลน์ เสียงแจ้งเตือนออเดอร์เข้าเป็นเรื่องน่าดีใจ แต่ก่อนจะรู้ว่าวันนี้ขายแล้วเหลือเงินเท่าไร ยังต้องหักทั้งต้นทุนสินค้า ส่วนลด ค่าโฆษณา และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม เมื่อค่าใช้จ่ายเหล่านี้ขยับ การขายได้เท่าเดิมจึงอาจเหลือกำไรน้อยลง นี่เป็นปัญหาที่ผู้ค้าร้องเรียนมาตั้งแต่ต้นปี จนนำไปสู่การเจรจาระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับ Shopee, Lazada และ TikTok Shop จนได้ข้อตกลงลดค่าธรรมเนียมภาคบังคับเป็นเวลา 6 เดือน เริ่มวันที่ 1 ธันวาคม 2569 แล้วผู้ขายจะได้อะไรจากดีลนี้ คนซื้อจะเห็นสินค้าถูกลงด้วยหรือเปล่า?
🟡 จากค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น มาถึงข้อตกลงลด GP ได้อย่างไร?
กรมการค้าภายในระบุว่าช่วงมกราคม–สิงหาคม 2569 มีการปรับขึ้นค่าธรรมเนียม 3 ครั้ง จนผู้ประกอบการ SMEs ร้องเรียนว่าปรับตัวและบริหารต้นทุนไม่ทัน ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ได้รับข้อร้องเรียนเรื่องการเปลี่ยนหลักเกณฑ์การขายบนแพลตฟอร์มด้วย
ภาครัฐจึงเริ่มจากการระงับขึ้นค่าธรรมเนียม เพื่อให้ผู้ค้ามีเวลาปรับตัว ก่อนที่กรมการค้าภายในจะหารือกับสามแพลตฟอร์มต่อ จนตกลงให้ลดค่าธรรมเนียมกลับไปอยู่ในระดับต้นปี เราจะขอไล่เรียงเหตุการณ์ ดังนี้
🔸 27 สิงหาคม 2569: เริ่มช่วงระงับการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมตามมาตรการของสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า หรือ กขค. ซึ่งรัฐบาลระบุว่าจะดำเนินไปถึงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2570
🔸 28 ตุลาคม 2569: ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลเจรจากับ Shopee, Lazada และ TikTok Shop โดยทั้งสามรายตกลงลดค่าธรรมเนียมภาคบังคับกลับไปใช้อัตรา ณ วันที่ 1 มกราคม 2569
🔸 1 พฤศจิกายน 2569: กำหนดเริ่มลงทะเบียนรับสิทธิและแจ้งเตือนผู้ขายผ่านแพลตฟอร์ม ตามรายงานของฐานเศรษฐกิจ ผู้ค้าต้องตรวจคุณสมบัติและการจดทะเบียนก่อนเข้าร่วม
🔸 1 ธันวาคม 2569–31 พฤษภาคม 2570: ช่วงใช้อัตราค่าธรรมเนียมที่ลดลงสำหรับผู้ผ่านเกณฑ์ รวมเวลา 6 เดือน
ความคืบหน้าจึงขยับจากหยุดขึ้นค่าธรรมเนียม มาสู่การลดอัตราลง ผู้ค้าที่ผ่านเกณฑ์จะมีต้นทุนส่วนนี้ลดลงชั่วคราว ส่วนกติกาหลังครบหกเดือนยังต้องหารือกันต่อ
🟡 GP จะลดเท่าไร และเงินส่วนไหนที่ร้านยังต้องจ่าย?
ค่าธรรมเนียมหรือ GP ในข้อตกลงนี้ครอบคลุมรายการภาคบังคับที่ร้านต้องจ่ายเพื่อขายสินค้าบนแพลตฟอร์ม เช่น ค่าคอมมิชชัน ค่าบริการโครงสร้างพื้นฐาน และค่าธรรมเนียมธุรกรรม ส่วนค่าโฆษณาหรือบริการโปรโมตที่ร้านเลือกซื้อเพิ่มเติมยังอยู่นอกขอบเขตมาตรการ
อัตราที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศมีดังนี้
🔸 Shopee: จากช่วง 8.03–19.26% ลดเหลือ 8.03–13.91%
🔸 Lazada: จากช่วง 9.00–17.50% ลดเหลือ 7.50–11.60%
🔸 TikTok Shop: จากช่วง 13.38–21.94% ลดเหลือ 11.24–17.66%
ตัวเลขเหล่านี้เป็นช่วงอัตราที่แตกต่างตามแพลตฟอร์ม ประเภทร้านค้า และหมวดสินค้า ผู้ขายจึงต้องเช็กก่อนว่าร้านของตัวเองได้รับอัตราเท่าไร
อีกเรื่องที่คนขายอยากรู้คือ เมื่อลด GP แล้ว จะมีค่าใช้จ่ายรายการอื่นเพิ่มขึ้นมาหรือเปล่า กรุงเทพธุรกิจรายงานว่า ตัวแทนทั้งสามแพลตฟอร์มยืนยันในการแถลงข่าวว่าจะไม่ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมอื่นหลังกลับไปใช้อัตราต้นปีตามมาตรการดังกล่าว ผู้ค้าจึงควรตรวจทั้งอัตราที่ได้รับสิทธิและรายการหักเงินจริงหลังโครงการเริ่ม เพื่อดูว่าต้นทุนรวมลดลงตามที่คาดไว้หรือไม่
🟡 ร้านของเราได้สิทธิไหม ต้องเตรียมอะไรบ้าง?
เกณฑ์ที่ประกาศแบ่งเป็นบุคคลธรรมดาที่มียอดขายหรือรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี และนิติบุคคลที่มียอดขายหรือรายได้ไม่เกิน 3.5 ล้านบาทต่อปี โดยต้องจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ตามเงื่อนไข ภาครัฐคาดว่าจะช่วยผู้ค้าประมาณ 1.2 ล้านราย และลดภาระค่าธรรมเนียมรวมราว 1,930 ล้านบาทตลอดโครงการ โดยตัวเลขทั้งสองยังเป็นประมาณการ ต้องรอดูจำนวนผู้ผ่านเกณฑ์และผลที่เกิดขึ้นจริง
สำหรับคนที่ขายอยู่บนแพลตฟอร์ม สิ่งที่ควรเตรียมมีดังนี้
🔸 เช็กทะเบียนให้พร้อม: การมีบัญชีร้านค้าอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ ตามรายงานของฐานเศรษฐกิจ ผู้ค้าต้องมีทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ แล้วกดรับสิทธิหรือยืนยันตัวตนตามขั้นตอนของแพลตฟอร์ม
🔸 ติดตามการแจ้งเตือนและรอผลยืนยัน: แพลตฟอร์มจะร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าตรวจข้อมูล โดยข้อมูลจากกรมประชาสัมพันธ์ระบุว่าใช้เวลาประมาณ 10 วันทำการ รายละเอียดปฏิบัติให้ยึดประกาศจากแพลตฟอร์มที่ร้านใช้งาน
🔸 จำวันเริ่มสมัครกับวันเริ่มลดให้แยกกัน: กำหนดเริ่มลงทะเบียนคือ 1 พฤศจิกายน ส่วนอัตราที่ลดลงเริ่ม 1 ธันวาคม ข้อมูลที่ตรวจสอบถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2569 ยังไม่พบวันปิดรับสมัครที่ยืนยันได้ จึงยังสรุปไม่ได้ว่าต้องสมัครเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายนเท่านั้น
🔸 ลองคำนวณกำไรต่อออร์เดอร์อีกครั้ง: เมื่อรู้ว่าร้านได้อัตราเท่าไร ให้นำมาคิดร่วมกับต้นทุนสินค้า ค่าโฆษณา ส่วนลด และค่าใช้จ่ายอื่น จะได้เห็นว่าเงินที่ประหยัดได้ช่วยร้านมากแค่ไหน ก่อนตัดสินใจนำไปลดราคาหรือทำโปรโมชันเพิ่ม
🟡 แล้วคนซื้อจะได้ของถูกลงด้วยหรือเปล่า?
ค่าธรรมเนียมที่ลดลงช่วยให้ร้านมีเงินเหลือจากการขายมากขึ้น หากค่าใช้จ่ายอื่นคงเดิม แต่ราคาที่ลูกค้าจ่ายจะลดตามหรือไม่ ยังขึ้นอยู่กับแต่ละร้าน บางร้านอาจทำโปรโมชันเพิ่ม บางร้านอาจใช้ส่วนต่างดูแลต้นทุนที่สูงขึ้นหรือพยุงกำไร จึงต้องรอดูราคาขายและข้อเสนอที่เกิดขึ้นจริงหลังโครงการเริ่ม
🟡 ลดหกเดือนพอไหม แล้วหลังจากนั้นร้านค้าจะวางแผนอย่างไร?
ฝั่งผู้ประกอบการเริ่มเสนอให้มองไกลกว่าช่วงหกเดือน โดยฐานเศรษฐกิจรายงานวันที่ 30 ตุลาคมว่า อุดมธิปก ไพรเกษตร นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย เสนอให้ขยายเวลาช่วยเหลือเป็น 1 ปี เพื่อให้ร้านค้ามีเวลาวางแผนต้นทุนและบริหารสต๊อก พร้อมเปิดวงหารือระหว่างรัฐ แพลตฟอร์ม และตัวแทนผู้ขาย เพื่อกำหนดแนวทางปรับค่าธรรมเนียมหลังหมดมาตรการ รวมถึงระยะเวลาแจ้งล่วงหน้า ข้อเสนอนี้ยังไม่ได้เปลี่ยนกรอบเวลาของข้อตกลงปัจจุบัน ซึ่งสิ้นสุดวันที่ 31 พฤษภาคม 2570
ส่วนอัตราหลังสิ้นสุดมาตรการยังต้องประเมินและหารืออีกครั้ง กระทรวงพาณิชย์จะใช้ช่วงหกเดือนนี้รวบรวมข้อมูลประกอบการพัฒนาร่างกฎหมายเศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล ทั้งเรื่องโครงสร้างค่าธรรมเนียม หลักเกณฑ์การทำธุรกิจ และพฤติกรรมทางการค้า พร้อมมีแนวทางหารือกับแพลตฟอร์มส่งอาหารและเรียกรถต่อ ซึ่งยังต้องรอข้อสรุปแยกจากดีลของสามแพลตฟอร์มครั้งนี้
หกเดือนที่ค่าธรรมเนียมลดลงจึงเป็นเวลาที่ร้านค้าจะได้กลับมาทบทวนตัวเลขของตัวเอง ตั้งแต่สินค้าตัวไหนขายแล้วเหลือกำไร ไปจนถึงโปรโมชันไหนคุ้มกับเงินที่จ่าย สำหรับผู้ขาย เริ่มจากเช็กสิทธิให้ชัด แล้วดูว่าทุกออร์เดอร์ที่เพิ่มขึ้น มีเงินเหลือกลับมาช่วยให้ร้านเดินต่อได้เท่าไร