ค่า GP ลดแล้ว ร้านค้าได้อะไร? เบื้องหลังดีลพาณิชย์

The Secret Sauce: สื่อธุรกิจเพื่อผู้ประกอบการและผู้นำองค์กร

Insights ล่าสุด

Interview: บทสัมภาษณ์ผู้บริหารและผู้ประกอบการ

Expertise Room: กลยุทธ์และเครื่องมือธุรกิจ

Personal Effectiveness: พัฒนาตัวเองและการทำงาน

Books: สรุปหนังสือธุรกิจน่าอ่าน

Editor's Note

ค่า GP ลดแล้ว ร้านค้าได้อะไร? เบื้องหลังดีลพาณิชย์–Shopee–Lazada–TikTok Shop ที่คนซื้อและคนขายควรรู้

ค่า GP ลดแล้ว ร้านค้าได้อะไร? เบื้องหลังดีลพาณิชย์–Shopee–Lazada–TikTok Shop ที่คนซื้อและคนขายควรรู้

30.10.2026

สำหรับคนขายของออนไลน์ เสียงแจ้งเตือนออเดอร์เข้าเป็นเรื่องน่าดีใจ แต่ก่อนจะรู้ว่าวันนี้ขายแล้วเหลือเงินเท่าไร ยังต้องหักทั้งต้นทุนสินค้า ส่วนลด ค่าโฆษณา และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม เมื่อค่าใช้จ่ายเหล่านี้ขยับ การขายได้เท่าเดิมจึงอาจเหลือกำไรน้อยลง นี่เป็นปัญหาที่ผู้ค้าร้องเรียนมาตั้งแต่ต้นปี จนนำไปสู่การเจรจาระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับ Shopee, Lazada และ TikTok Shop จนได้ข้อตกลงลดค่าธรรมเนียมภาคบังคับเป็นเวลา 6 เดือน เริ่มวันที่ 1 ธันวาคม 2569 แล้วผู้ขายจะได้อะไรจากดีลนี้ คนซื้อจะเห็นสินค้าถูกลงด้วยหรือเปล่า?

 

🟡 จากค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น มาถึงข้อตกลงลด GP ได้อย่างไร?

 

กรมการค้าภายในระบุว่าช่วงมกราคม–สิงหาคม 2569 มีการปรับขึ้นค่าธรรมเนียม 3 ครั้ง จนผู้ประกอบการ SMEs ร้องเรียนว่าปรับตัวและบริหารต้นทุนไม่ทัน ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ได้รับข้อร้องเรียนเรื่องการเปลี่ยนหลักเกณฑ์การขายบนแพลตฟอร์มด้วย

 

ภาครัฐจึงเริ่มจากการระงับขึ้นค่าธรรมเนียม เพื่อให้ผู้ค้ามีเวลาปรับตัว ก่อนที่กรมการค้าภายในจะหารือกับสามแพลตฟอร์มต่อ จนตกลงให้ลดค่าธรรมเนียมกลับไปอยู่ในระดับต้นปี เราจะขอไล่เรียงเหตุการณ์ ดังนี้

 

🔸 27 สิงหาคม 2569: เริ่มช่วงระงับการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมตามมาตรการของสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า หรือ กขค. ซึ่งรัฐบาลระบุว่าจะดำเนินไปถึงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2570

 

🔸 28 ตุลาคม 2569: ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลเจรจากับ Shopee, Lazada และ TikTok Shop โดยทั้งสามรายตกลงลดค่าธรรมเนียมภาคบังคับกลับไปใช้อัตรา ณ วันที่ 1 มกราคม 2569

 

🔸 1 พฤศจิกายน 2569: กำหนดเริ่มลงทะเบียนรับสิทธิและแจ้งเตือนผู้ขายผ่านแพลตฟอร์ม ตามรายงานของฐานเศรษฐกิจ ผู้ค้าต้องตรวจคุณสมบัติและการจดทะเบียนก่อนเข้าร่วม

 

🔸 1 ธันวาคม 2569–31 พฤษภาคม 2570: ช่วงใช้อัตราค่าธรรมเนียมที่ลดลงสำหรับผู้ผ่านเกณฑ์ รวมเวลา 6 เดือน

 

ความคืบหน้าจึงขยับจากหยุดขึ้นค่าธรรมเนียม มาสู่การลดอัตราลง ผู้ค้าที่ผ่านเกณฑ์จะมีต้นทุนส่วนนี้ลดลงชั่วคราว ส่วนกติกาหลังครบหกเดือนยังต้องหารือกันต่อ

 

🟡 GP จะลดเท่าไร และเงินส่วนไหนที่ร้านยังต้องจ่าย?

 

ค่าธรรมเนียมหรือ GP ในข้อตกลงนี้ครอบคลุมรายการภาคบังคับที่ร้านต้องจ่ายเพื่อขายสินค้าบนแพลตฟอร์ม เช่น ค่าคอมมิชชัน ค่าบริการโครงสร้างพื้นฐาน และค่าธรรมเนียมธุรกรรม ส่วนค่าโฆษณาหรือบริการโปรโมตที่ร้านเลือกซื้อเพิ่มเติมยังอยู่นอกขอบเขตมาตรการ

 

อัตราที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศมีดังนี้

 

🔸 Shopee: จากช่วง 8.03–19.26% ลดเหลือ 8.03–13.91%

 

🔸 Lazada: จากช่วง 9.00–17.50% ลดเหลือ 7.50–11.60%

 

🔸 TikTok Shop: จากช่วง 13.38–21.94% ลดเหลือ 11.24–17.66%

 

ตัวเลขเหล่านี้เป็นช่วงอัตราที่แตกต่างตามแพลตฟอร์ม ประเภทร้านค้า และหมวดสินค้า ผู้ขายจึงต้องเช็กก่อนว่าร้านของตัวเองได้รับอัตราเท่าไร

 

อีกเรื่องที่คนขายอยากรู้คือ เมื่อลด GP แล้ว จะมีค่าใช้จ่ายรายการอื่นเพิ่มขึ้นมาหรือเปล่า กรุงเทพธุรกิจรายงานว่า ตัวแทนทั้งสามแพลตฟอร์มยืนยันในการแถลงข่าวว่าจะไม่ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมอื่นหลังกลับไปใช้อัตราต้นปีตามมาตรการดังกล่าว ผู้ค้าจึงควรตรวจทั้งอัตราที่ได้รับสิทธิและรายการหักเงินจริงหลังโครงการเริ่ม เพื่อดูว่าต้นทุนรวมลดลงตามที่คาดไว้หรือไม่

 

🟡 ร้านของเราได้สิทธิไหม ต้องเตรียมอะไรบ้าง?

 

เกณฑ์ที่ประกาศแบ่งเป็นบุคคลธรรมดาที่มียอดขายหรือรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี และนิติบุคคลที่มียอดขายหรือรายได้ไม่เกิน 3.5 ล้านบาทต่อปี โดยต้องจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ตามเงื่อนไข ภาครัฐคาดว่าจะช่วยผู้ค้าประมาณ 1.2 ล้านราย และลดภาระค่าธรรมเนียมรวมราว 1,930 ล้านบาทตลอดโครงการ โดยตัวเลขทั้งสองยังเป็นประมาณการ ต้องรอดูจำนวนผู้ผ่านเกณฑ์และผลที่เกิดขึ้นจริง

 

สำหรับคนที่ขายอยู่บนแพลตฟอร์ม สิ่งที่ควรเตรียมมีดังนี้

 

🔸 เช็กทะเบียนให้พร้อม: การมีบัญชีร้านค้าอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ ตามรายงานของฐานเศรษฐกิจ ผู้ค้าต้องมีทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ แล้วกดรับสิทธิหรือยืนยันตัวตนตามขั้นตอนของแพลตฟอร์ม

 

🔸 ติดตามการแจ้งเตือนและรอผลยืนยัน: แพลตฟอร์มจะร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าตรวจข้อมูล โดยข้อมูลจากกรมประชาสัมพันธ์ระบุว่าใช้เวลาประมาณ 10 วันทำการ รายละเอียดปฏิบัติให้ยึดประกาศจากแพลตฟอร์มที่ร้านใช้งาน

 

🔸 จำวันเริ่มสมัครกับวันเริ่มลดให้แยกกัน: กำหนดเริ่มลงทะเบียนคือ 1 พฤศจิกายน ส่วนอัตราที่ลดลงเริ่ม 1 ธันวาคม ข้อมูลที่ตรวจสอบถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2569 ยังไม่พบวันปิดรับสมัครที่ยืนยันได้ จึงยังสรุปไม่ได้ว่าต้องสมัครเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายนเท่านั้น

 

🔸 ลองคำนวณกำไรต่อออร์เดอร์อีกครั้ง: เมื่อรู้ว่าร้านได้อัตราเท่าไร ให้นำมาคิดร่วมกับต้นทุนสินค้า ค่าโฆษณา ส่วนลด และค่าใช้จ่ายอื่น จะได้เห็นว่าเงินที่ประหยัดได้ช่วยร้านมากแค่ไหน ก่อนตัดสินใจนำไปลดราคาหรือทำโปรโมชันเพิ่ม

 

🟡 แล้วคนซื้อจะได้ของถูกลงด้วยหรือเปล่า?

 

ค่าธรรมเนียมที่ลดลงช่วยให้ร้านมีเงินเหลือจากการขายมากขึ้น หากค่าใช้จ่ายอื่นคงเดิม แต่ราคาที่ลูกค้าจ่ายจะลดตามหรือไม่ ยังขึ้นอยู่กับแต่ละร้าน บางร้านอาจทำโปรโมชันเพิ่ม บางร้านอาจใช้ส่วนต่างดูแลต้นทุนที่สูงขึ้นหรือพยุงกำไร จึงต้องรอดูราคาขายและข้อเสนอที่เกิดขึ้นจริงหลังโครงการเริ่ม

 

🟡 ลดหกเดือนพอไหม แล้วหลังจากนั้นร้านค้าจะวางแผนอย่างไร?

 

ฝั่งผู้ประกอบการเริ่มเสนอให้มองไกลกว่าช่วงหกเดือน โดยฐานเศรษฐกิจรายงานวันที่ 30 ตุลาคมว่า อุดมธิปก ไพรเกษตร นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย เสนอให้ขยายเวลาช่วยเหลือเป็น 1 ปี เพื่อให้ร้านค้ามีเวลาวางแผนต้นทุนและบริหารสต๊อก พร้อมเปิดวงหารือระหว่างรัฐ แพลตฟอร์ม และตัวแทนผู้ขาย เพื่อกำหนดแนวทางปรับค่าธรรมเนียมหลังหมดมาตรการ รวมถึงระยะเวลาแจ้งล่วงหน้า ข้อเสนอนี้ยังไม่ได้เปลี่ยนกรอบเวลาของข้อตกลงปัจจุบัน ซึ่งสิ้นสุดวันที่ 31 พฤษภาคม 2570

 

ส่วนอัตราหลังสิ้นสุดมาตรการยังต้องประเมินและหารืออีกครั้ง กระทรวงพาณิชย์จะใช้ช่วงหกเดือนนี้รวบรวมข้อมูลประกอบการพัฒนาร่างกฎหมายเศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล ทั้งเรื่องโครงสร้างค่าธรรมเนียม หลักเกณฑ์การทำธุรกิจ และพฤติกรรมทางการค้า พร้อมมีแนวทางหารือกับแพลตฟอร์มส่งอาหารและเรียกรถต่อ ซึ่งยังต้องรอข้อสรุปแยกจากดีลของสามแพลตฟอร์มครั้งนี้

 

หกเดือนที่ค่าธรรมเนียมลดลงจึงเป็นเวลาที่ร้านค้าจะได้กลับมาทบทวนตัวเลขของตัวเอง ตั้งแต่สินค้าตัวไหนขายแล้วเหลือกำไร ไปจนถึงโปรโมชันไหนคุ้มกับเงินที่จ่าย สำหรับผู้ขาย เริ่มจากเช็กสิทธิให้ชัด แล้วดูว่าทุกออร์เดอร์ที่เพิ่มขึ้น มีเงินเหลือกลับมาช่วยให้ร้านเดินต่อได้เท่าไร



RELATED ARTICLES