เบื้องหลัง Agoda ปั้นกรุงเทพฯ เป็น Global Tech Hub ใหญ่สุดในโลก

The Secret Sauce: สื่อธุรกิจเพื่อผู้ประกอบการและผู้นำองค์กร

Insights ล่าสุด

Interview: บทสัมภาษณ์ผู้บริหารและผู้ประกอบการ

Expertise Room: กลยุทธ์และเครื่องมือธุรกิจ

Personal Effectiveness: พัฒนาตัวเองและการทำงาน

Books: สรุปหนังสือธุรกิจน่าอ่าน

Editor's Note

เบื้องหลัง Agoda ปั้นกรุงเทพฯ เป็น Global Tech Hub ใหญ่สุดในโลก

เบื้องหลัง Agoda ปั้นกรุงเทพฯ เป็น Global Tech Hub ใหญ่สุดในโลก

14.10.2026

จะเป็นอย่างไร หากเวลาเราไถแอปหารีสอร์ตริมทะเลช่วงวันหยุด หรือเลื่อนดูดีลตั๋วเครื่องบิน ระบบประมวลผลที่อยู่เบื้องหลังไม่ได้ส่งตรงมาจาก Silicon Valley แต่ถูกสร้างขึ้นใจกลางกรุงเทพมหานครนี่เอง นี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น เมื่อ Agoda วางให้ไทยเป็นฐานทัพด้านเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวบรวมคนทำงานสาย Tech กว่า 4,500 ชีวิตมาพัฒนาระบบ AI และซอฟต์แวร์เพื่อรันตลาดระดับโลกในกรุงเทพฯ

 

🟡 ทำไมไทยถึงสำคัญกับโปรดักต์ระดับโลก?

 

เวลาพูดถึงบริษัทข้ามชาติ เรามักติดภาพว่าออฟฟิศในไทยมีหน้าที่รับโปรดักต์มาทำตลาด หรือคอยตอบปัญหาลูกค้าในประเทศ บทบาทของ Agoda ในไทยกลับฉีกกรอบนั้นไปเลย ออฟฟิศแห่งใหม่ที่ One Bangkok กลายเป็นบ้านของพนักงานกว่า 4,500 คน ในขณะที่พนักงานทั่วโลกมีจำนวนรวม 8,000 คน

 

ที่น่าสนใจคือพวกเขาไม่ได้ทำงานเอกสารทั่วไป กรุงเทพฯ รับหน้าที่เป็นศูนย์กลางการพัฒนาเทคโนโลยีหลักขององค์กร การมีหัวกะทิจากกว่า 80 สัญชาติมานั่งระดมสมองร่วมกับคนไทย ทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดตัดของไอเดียใหม่ๆ ที่พร้อมส่งออกไปเสิร์ฟผู้ใช้งานในหลากหลายประเทศ

 

🟡 พนักงานกว่า 4,500 คน กำลังทำอะไร?

 

จากข้อมูลของ BOI และข้อมูลที่ Agoda เคยเปิดเผยเกี่ยวกับสำนักงานในกรุงเทพฯ ทีมงานในไทยไม่ได้มีเพียงสายปฏิบัติการหรือดูแลตลาดในประเทศ แต่ครอบคลุมตั้งแต่งาน Software Development, Data Science, AI, Product Management, Business Intelligence ไปจนถึงงานด้านธุรกิจและปฏิบัติการระดับภูมิภาค

 

BOI ยังระบุด้วยว่าไทยเป็นหนึ่งในฐานสำคัญของ Agoda สำหรับการพัฒนาซอฟต์แวร์ อัลกอริทึม AI และ Data Science โดยผลงานที่พัฒนาจากทีมในไทยถูกนำไปใช้กับแพลตฟอร์มในตลาดทั่วโลก นั่นหมายความว่า บทบาทของสำนักงานกรุงเทพฯ มีส่วนกับการพัฒนาเทคโนโลยีและโปรดักต์ที่ถูกนำไปใช้งานในระดับโลก

 

🟡 โอกาสนี้จะตกถึงมือคนไทยจริงไหม?

 

เวลาเห็นบริษัทข้ามชาติมาตั้งฐานใหญ่ในบ้านเรา สิ่งที่หลายคนมักตั้งข้อสังเกตคือ “แล้วคนไทยได้อะไร?” สำหรับกรณีนี้ การตั้งศูนย์กลางเทคโนโลยีไม่ได้จบแค่การเช่าพื้นที่ออฟฟิศใจกลางเมือง แต่มันคือการเปิดประตูให้บุคลากรในบ้านเราได้เข้าไปคลุกคลีกับโปรเจกต์สเกลโลก

 

การมีฮับขนาดใหญ่อยู่ใกล้ตัวช่วยทลายกำแพงเรื่องโอกาสไปได้มาก แทนที่จะต้องดิ้นรนขอวีซ่าไปหาประสบการณ์ไกลถึงต่างประเทศ คนทำงานในไทยสามารถเดินเข้าออฟฟิศไปปะทะไอเดียกับโจทย์ธุรกิจระดับโลกได้เลย ซึ่งการทำงานในสภาพแวดล้อมแบบนี้สร้างข้อได้เปรียบหลายอย่าง

 

🔸 เกิดการถ่ายทอดวิชาความรู้: การได้นั่งทำงานร่วมกับหัวกะทิจาก 80 สัญชาติทุกวัน คือทางลัดที่ช่วยอัปสกิลคนทำงานในไทยให้เก่งขึ้นผ่านการลงมือทำจริง

 

🔸 สร้างมาตรฐานอาชีพสาย Tech: ไม่ใช่แค่การดูแลระบบหลังบ้านทั่วไป แต่คนไทยมีโอกาสจับงานระดับโครงสร้าง ทั้ง AI, Data Science และ Product Management ที่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานนับล้าน

 

🔸 ยกระดับตลาดแรงงานในระยะยาว: เมื่อมีคนไทยที่เก่งระดับโลกเพิ่มขึ้น ทักษะและประสบการณ์เหล่านี้จะหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ ไม่ว่าพวกเขาจะเติบโตในองค์กรเดิม ย้ายไปช่วยบริษัทไทย หรือออกไปสร้างธุรกิจของตัวเอง

 

🟡 ก้าวต่อไปที่ไทยต้องลุยต่อ

 

เรื่องราวของ Agoda ช่วยยืนยันศักยภาพของคนทำงานในไทยได้เป็นอย่างดี การจะดันให้เมืองของเรากลายเป็นฮับเทคโนโลยีของภูมิภาคแบบเต็มตัว เรายังต้องพัฒนาปัจจัยแวดล้อมให้แข็งแกร่งขึ้น ระบบการศึกษาต้องเร่งปั้นบุคลากรสาย Tech ออกมาป้อนตลาดให้ทัน นโยบายดึงตัวคนเก่งต้องเฉียบคมพอที่จะไปแข่งกับประเทศเพื่อนบ้าน

 

เราต้องสร้างบรรยากาศที่เอื้อให้บริษัทข้ามชาติรายอื่นๆ กล้านำเม็ดเงินและทีมวิจัยเข้ามาตั้งฐานในบ้านเราเพิ่มขึ้น ประเทศที่จะชนะในการดึงดูดการลงทุนยุคใหม่ คือเมืองที่รวบรวมคนเก่งมาอยู่ด้วยกันได้ แล้วเปลี่ยนองค์ความรู้เหล่านั้นให้กลายเป็นโปรดักต์ระดับโลก

 

การแข่งขันทางธุรกิจรอบนี้เปลี่ยนผ่านจากการสร้างโรงงานผลิตสินค้า ไปสู่การลงทุนกับมันสมองมนุษย์และทรัพย์สินทางปัญญา ถ้าไทยขยายผลจากความสำเร็จตรงนี้ได้ โอกาสที่เราจะขยับตัวสู่เมืองแห่งเทคโนโลยีก็อยู่แค่เอื้อม

 

*ภาพประกอบจาก IG: lifeatagoda