‘วราวุธ’ เผยเม็ดพลาสติกในประเทศยังมี แต่สถานการณ์ตะวันอ […]
The post เม็ดพลาสติกไม่ขาด แต่แพงขึ้น! ‘วราวุธ’ เตือนซัพพลายโลกไม่นิ่ง หากหาแหล่งใหม่ ไทยต้องยอมแลกต้นทุนสูง appeared first on THE STANDARD.
]]>
‘วราวุธ’ เผยเม็ดพลาสติกในประเทศยังมี แต่สถานการณ์ตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย เผยหากหาแหล่งใหม่ ต้องแลกราคาที่แพง พร้อมแจงดราม่า ‘กระติกน้ำ’ แค่ทางเลือก ขณะที่ ‘ศุภจี’ รุกปรับทีมและเพิ่มผู้เชี่ยวชาญแก้วิกฤตซ้อนวิกฤต
เมื่อเวลา 14.12 น.ที่ทําเนียบรัฐบาล วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวก่อนเข้าร่วมการประชุมกับศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ถึงแนวทางการช่วยแบ่งเบาภาระของประชาชน ในเรื่องบรรจุภัณฑ์พลาสติก ว่า จากนี้จะ ‘คาดเดาไม่ได้’ ว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางจะพัฒนาไปในทิศทางขึ้นหรือลง
ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย ศุภจี จึงแสดงความเป็นห่วง และได้เชิญมาหารือว่าจะมีทางเลือกให้ผู้บริโภค โดยไม่เพิ่มภาระ เพราะในอนาคตข้างหน้าเม็ดพลาสติกจะมีปัญหาหายากเพิ่มมากขึ้น และมีราคาที่แพงขึ้น
เมื่อถามว่า ขณะนี้สถานการณ์ต้องเฝ้าระวังเพราะผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกจะขาดตลาดใช่หรือไม่ วราวุธ กล่าวว่า ‘ยังมีอยู่’ แต่ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการ ซึ่งตอบไม่ได้ว่าที่เหตุสู้รบ การเจรจากันนั้นจะจบหรือไม่ ฉะนั้น “เราไม่รู้ว่าซัพพลายของเม็ดพลาสติก จะเพิ่มขึ้นหรือลดลง”
เมื่อถามว่า มีการพิจารณาหาจากแหล่งอื่นหรือไม่ วราวุธ กล่าวว่า “วันนี้ต้องเข้าใจก่อนว่าถึงแม้จะหาจากแหล่งทดแทนอื่น ก็จะต้องแลกมาด้วยราคาที่แพงขึ้น”
ทั้งนี้ วราวุธ ยังกล่าวถึงกระแสโซเชียล
ที่วิจารณ์ หลังจากออกมารณรงค์ใช้กระติกน้ําแทนขวดพลาสติก ซึ่งมีประชาชนเข้ามาคอมเมนต์ในเฟซบุ๊กของตน เสนอให้ใช้กระติกน้ำ แต่ก็จะเป็นการเพิ่มภาระให้กับประชาชนอีก ซึ่งตนก็ไม่ได้บังคับ
“ท่ามกลางสถานการณ์หากพัฒนาไปถึงจุดที่บรรจุภัณฑ์มีราคาแพง เรากําลังบอกว่าจริงๆแล้วเรามีทางเลือกแต่อาจจะไม่สะดวกสบาย เหมือนเมื่อก่อน แต่เป็นอีกทางเลือก ว่าถ้าเลือกกระติกน้ำ ก็จะช่วยแบ่งเบาภาระด้านอื่นๆ ไปได้ ฉะนั้น ต้องค่อยเป็นค่อยไป แต่หากเราไม่เริ่มทำ มันก็ไม่เริ่มกันเสียที”
วราวุธ กล่าวอีกว่า ในวันที่ 20 เมษายน 2569 นี้ แต่นายกรัฐมนตรีมีกำหนดมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ในวันเดียวกันนั้น
จึงขอขยับวันมอบนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นในวันที่ 22 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. ที่กระทรวงอุตสาหกรรม
| สงครามสะเทือนซัพพลาย ‘เม็ดพลาสติก’ ขาด แพงขึ้น 50-70% ถุงขยะ ซองขนม เครื่องปรุง 30 มี.ค. 2569 | 18:25 |
| เจาะลึกวิกฤต ‘ปิโตรเคมีช็อก’ ทำไมพลาสติกแพง เสี่ยงขาดแคลน น่ากลัวกว่าน้ำมัน 60 บาท/ลิตร 3 เม.ย. 2569 | 17:06 |
| อินโดรามา เวนเจอร์ส ผู้ผลิตเม็ดพลาสติก PET อันดับ 1 ของโลก ปรับตัวอย่างไรกับเทรนด์สิ่งแวดล้อม 7 ม.ค. 2564 | 20:50 |
| สงคราม (โลก) แย่ง ‘ปุ๋ย‘ ทำไมไทยผลิตเองไม่ได้? เมื่อปุ๋ยคือต้นทุนของทุกอย่าง ในวันที่ไทยพึ่งนำเข้าตะวันออกกลาง 27 มี.ค. 2569 | 13:40 |
ขณะที่ ศุภจี ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงฯ เนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง วันนี้ (16 เม.ย.) โดยย้ำแนวทางการทำงานของกระทรวงพาณิชย์ว่า จะดำเนินนโยบายในทุกมิติทั้ง ‘การแก้ไขปัญหาระยะสั้นควบคู่กับการปรับโครงสร้างเพื่อรองรับระยะยาว’ เพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่เป็น ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’
กรณี ‘ปุ๋ย’ ปัจจุบันยังเป็นสินค้าควบคุม โดยมีทั้งปัญหาราคาและความขาดแคลนจากสถานการณ์โลก ส่งผลให้ต้องเร่งหาแหล่งนำเข้าใหม่จากประเทศอื่น เช่น มาเลเซียและบรูไน
ล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางและเจรจาหาแหล่งนำเข้าปุ๋ยเพิ่มเติม ขณะเดียวกัน ได้จัดทำโครงการ “ธงเขียวพลัส” ช่วยลดต้นทุนเกษตรกร
ส่วนสินค้าปาล์มน้ำมัน กำหนดเป็นสินค้าควบคุม ประเภทที่ต้องขออนุญาตก่อนส่งออก เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการใช้ในประเทศและการส่งออก โดยกำกับการรับซื้ออย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้เกษตรกรถูกเอาเปรียบ
ในด้านการบริหารงาน ได้มีการปรับทีมและเพิ่มผู้เชี่ยวชาญในประเด็นสำคัญ เช่น ราคาสินค้า สินค้าเกษตร และการค้าระหว่างประเทศ พร้อมปรับรูปแบบการทำงานเป็น ‘คลัสเตอร์’ เชื่อมโยงตั้งแต่ภาคการผลิต การแปรรูป ไปจนถึงตลาด
“การดำเนินงานทั้งหมดเป็นการวางทั้งมาตรการระยะสั้นเพื่อพยุงสถานการณ์ และการปรับโครงสร้างในระยะยาว เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก เรากำลังเผชิญกับวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งเศรษฐกิจ พลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์ ต้องปรับตัวให้ทันกับกฎระเบียบโลกใหม่” ศุภจี กล่าว
The post เม็ดพลาสติกไม่ขาด แต่แพงขึ้น! ‘วราวุธ’ เตือนซัพพลายโลกไม่นิ่ง หากหาแหล่งใหม่ ไทยต้องยอมแลกต้นทุนสูง appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (10 เมษายน) วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรว […]
The post วราวุธสั่งตั้งวอร์รูมสางปมพลาสติกแพง วอนคนไทยคัดแยกขยะ-พกกระติกน้ำลดภาระ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (10 เมษายน) วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงมาตรการรับมือสถานการณ์เม็ดพลาสติกที่กำลังสร้างความกังวลให้แก่ภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทาน ทำให้เม็ดพลาสติก ถุงพลาสติก และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องมีราคาสูงขึ้นและเริ่มขาดแคลน
จากการหารือร่วมกับ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปในการเร่งจัดตั้งคณะทำงานบูรณาการระดับกระทรวง ประกอบด้วย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม (โดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ สมอ.) กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (โดยกรมควบคุมมลพิษ) และกระทรวงสาธารณสุข (โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย.)
เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบแหล่งที่มา ปริมาณสต็อกคงเหลือ และโครงสร้างราคาของเม็ดพลาสติกในประเทศเทียบกับตลาดโลก โดยวราวุธเน้นย้ำว่า มาตรการเบื้องต้นยังไม่ใช่การเข้าไปแทรกแซงราคาหรือควบคุมปริมาณ แต่เป็นการสำรวจข้อมูลตลอดต้นน้ำถึงกลางน้ำเพื่อให้ทราบสถานะที่แท้จริง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้แสดงความห่วงใยต่อภาระค่าครองชีพของประชาชนที่อาจสูงขึ้นตามต้นทุนบรรจุภัณฑ์ พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้วัสดุทดแทน โดยได้ยกตัวอย่างการพกพากระติกน้ำส่วนตัว เพื่อลดการพึ่งพาขวดพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ซึ่งแม้จะลดทอนความสะดวกสบายลงบ้าง แต่จะช่วยลดทั้งต้นทุนและภาระด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ ยังได้ชี้ให้เห็นถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างผ่านระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณขยะพลาสติกสูงถึง 2.7 ล้านตัน แต่ถูกนำกลับมารีไซเคิลเพียงร้อยละ 25 เท่านั้น
ดังนั้น หากสามารถสร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชนร่วมกันคัดแยกขยะและทำความสะอาดบรรจุภัณฑ์ก่อนทิ้งอย่างถูกวิธี จะช่วยลดขั้นตอนและต้นทุนการจัดการของโรงงานรีไซเคิลได้มหาศาล ซึ่งกระทรวงฯ ตั้งเป้าจะผลักดันสัดส่วนการรีไซเคิลให้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 30-35 เพื่อนำขยะเหล่านี้มาเป็นวัตถุดิบทดแทนการนำเข้าเม็ดพลาสติกใหม่ที่ผลิตจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
ในตอนท้าย วราวุธ ได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงกำหนดการมอบนโยบายแก่ข้าราชการกระทรวงอุตสาหกรรม จากเดิมที่กำหนดไว้ในเช้าวันจันทร์ที่ 20 เมษายน 2569 โดยขอเลื่อนออกไปเป็นเช้าวันพุธที่ 22 เมษายน 2569 แทน เนื่องจากนายกรัฐมนตรีมีวาระด่วนในการมอบนโยบายเกี่ยวกับกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ในวันและเวลาดังกล่าว
The post วราวุธสั่งตั้งวอร์รูมสางปมพลาสติกแพง วอนคนไทยคัดแยกขยะ-พกกระติกน้ำลดภาระ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา Nike ทยอยเปิดตัวชุดแข่งขันทีมชาต […]
The post Nike Jersey รวมเสื้อแข่งลุยฟุตบอลโลก 2026 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา Nike ทยอยเปิดตัวชุดแข่งขันทีมชาติพันธมิตรสำหรับศึกฟุตบอลโลก 2026 อย่างเป็นทางการ นำโดย ฝรั่งเศส, อังกฤษ และบราซิล ภาย
โดยไฮไลต์สำคัญของคอลเล็กชันนี้คือเทคโนโลยี Aero-FIT ระบบระบายความร้อนขั้นสูง ที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนอากาศได้มากกว่าเดิมกว่า 2 เท่า รองรับการแข่งขันในสภาพอากาศร้อน ขณะที่วัสดุของชุดแข่งขันและชุดซ้อมยังผลิตจากขยะสิ่งทอ 100% ผ่านกระบวนการรีไซเคิลขั้นสูง
มาดูกันว่า ดีไซน์ชุดของแต่ละทีมที่มีคิวลุยบอลโลก 2026 เป็นอย่างไรบ้าง และคุณชอบของทีมไหนมากที่สุด คอมเมนต์บอกกันได้เลย













The post Nike Jersey รวมเสื้อแข่งลุยฟุตบอลโลก 2026 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้าการไปทะเลอาบสายลมแสงแดดพลางสัมผัสเกลียวคลื่นคือกิจกร […]
The post จากโซลสู่กรุงเทพฯ DAZE DAYZ แบรนด์ชุดว่ายน้ำที่ทำจากขวดพลาสติกและแหประมงเก่า appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้าการไปทะเลอาบสายลมแสงแดดพลางสัมผัสเกลียวคลื่นคือกิจกรรมสุดโปรด ตู้เสื้อผ้าที่บ้านของคุณคงจะอัดแน่นไปด้วยบีชแวร์ไม่น้อย และยิ่งถ้าชอบดีไซน์ที่มีความสนุกสวยเก๋แต่ยังคงคอนเซปต์ที่เป็นมิตรต่อโลกด้วยแล้วเราเชื่อว่า DAZE DAYZ ก็อาจเป็นหนึ่งแบรนด์ที่คุณมีติดตู้เรียบร้อย

DAZE DAYZ เป็นรีสอร์ตแวร์ก่อตั้งโดย Haeyoung ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้งแบรนด์ชาวเกาหลีผู้รักและหลงใหลในธรรมชาติและท้องทะเลอย่างยิ่ง เธอจึงตั้งใจให้ DAZE DAYZ เป็นแบรนด์ที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

เริ่มจากการนำไนลอนและโพลีเอสเตอร์ที่ทำจากขวดพลาสติกและแหประมงเก่ารีไซเคิลเป็นชุดว่ายน้ำทุกชิ้น ส่วนแพ็กเกจจิ้งก็ยังใช้วัสดุที่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ โดยออกแบบให้สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้อีกหลายครั้ง

นอกจากนี้ DAZE DAYZ ยังได้ร่วมจัดกิจกรรมเก็บขยะตามชายหาดในหลากหลายแหล่งท่องเที่ยว สร้างสรรค์คอนเทนต์บน NFT เพื่อรวมทุนส่งเสริมองค์กรด้านการทำความสะอาดชายหาด และยังมีแพลนที่จะจัดทำแคมเปญด้านความยั่งยืนที่ประเทศไทยด้วยกิจกรรมรักษ์โลกอีกด้วย

ข่าวดีสำหรับใครที่เป็นสาวก #DAZEDAYZ วันนี้ทางแบรนด์ได้ปักหมุดป๊อปอัพสโตร์แห่งแรกในไทยในคอนเซปต์ ‘Vacation in the City’ บนชั้น 1 EMSPHERE พร้อมคอลเล็กชัน 2024 ที่พร้อมจะทำให้ทริปหน้าของคุณสนุกสดใสยิ่งขึ้น แวะมาเช็กอินกันได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 ตุลาคม 2567

ภาพ: Courtesy of the Brand
The post จากโซลสู่กรุงเทพฯ DAZE DAYZ แบรนด์ชุดว่ายน้ำที่ทำจากขวดพลาสติกและแหประมงเก่า appeared first on THE STANDARD.
]]>
การพัฒนาที่ยั่งยืน คือพัฒนาที่ตัวมนุษย์ มนุษย์เป็นผู้สร […]
The post ‘จีวร วัดจากแดง’ เครื่องนุ่งห่มพระสงฆ์ที่ทำจากขวดพลาสติก appeared first on THE STANDARD.
]]>
การพัฒนาที่ยั่งยืน คือพัฒนาที่ตัวมนุษย์ มนุษย์เป็นผู้สร้างปัญหา ถ้าจัดการขยะอย่างเดียวไม่จัดการมนุษย์ก็คือไม่ยั่งยืน แต่ถ้าบริหารคนให้มีความรู้ มีศรัทธา มีวิธีการ ทำอย่างไรเราจะจัดการขยะได้ นั่นแหละก็คือวิธีการที่ทางวัดได้ทำ
พระมหาประนอม ธมฺมาลงฺกาโร เจ้าอาวาสวัดจากแดง
Eco-Curious หลายตอนที่ผ่านมา เราเห็นขยะหลายประเภทแปลงเป็นของเก๋ ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าผ้าใบที่ทำจากเตียงยางพาราและขวดพลาสติก ชุดเสื้อผ้าและกระเป๋าทำจากฝาขวดน้ำ หรือแม้แต่เฟอร์นิเจอร์ของแต่งบ้านที่แปลงขยะกำพร้าให้กลายสิ่งใหม่ ฯลฯ แต่สำหรับผ้าไตรจีวรของพระสงฆ์ การลุกขึ้นมาจัดการขยะของเจ้าอาวาสวัดจากแดงไม่เพียงแต่ช่วยชุมชนจัดสรรและจัดการขยะ แต่ยังตามมาด้วยชุดผ้าไตรจีวรที่นำขวดพลาสติกมารีไซเคิล ไปสู่พระเครื่องทำจากขวดแก้ว จนถึงศูนย์แยกขยะ ที่ทำให้ชุมชนบางกระเจ้าและชาวบ้านในคุ้ง 6 ตำบล มีงานและรายได้
Eco-Curious ตอนนี้เราจะไปดูศูนย์รีไซเคิลวัดจากแดง ที่เขารับแยกขยะและส่งขวดพลาสติกบางส่วนไปแปลงเป็นจีวรพระ แนวคิดของพระอาจารย์คืออะไร และจีวรพระสงฆ์ที่ทำจากขวดพลาสติกใช้ได้ดีเหมือนผ้าอื่นๆ หรือเปล่า ติดตามได้ใน Eco-Curious EP.9 จีวรพระสงฆ์ที่ทอจากขยะ
ดูรายการเต็มต่อได้ที่ www.instagram.com/reel/C9gpOMpP-AX

จีวร วัดจากแดง เป็นโปรเจกต์รีไซเคิลขยะของวัดจากแดง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ที่มีหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่เป็น ‘พระมหาประนอม ธมฺมาลงฺกาโร’ เจ้าอาวาสวัดจากแดง มีจุดตั้งต้นมาจากความต้องการคัดแยกและจัดการขยะในวัด ที่มักลอยมากับแม่น้ำ โดยพระมหาประนอม ธมฺมาลงฺกาโร ได้มีโอกาสไปดูงานโมเดลการรีไซเคิลขยะ และเห็นว่าขวดพลาสติกสามารถนำไปแปลงเป็นเสื้อผ้าได้ ในเมื่อทำเป็นเสื้อผ้าได้ แล้วทำไมจะทำเป็นผ้าไตรจีวรบ้างไม่ได้
“ในพระไตรปิฎกมีผ้าบังสุกุลจีวร เป็นผ้าเปื้อนฝุ่นเก็บจากกองขยะหรือผ้าห่อศพ หรือผ้าทิ้งๆ ทั่วไปก็ดี นำมาทำความสะอาดแล้วเย็บใหม่เป็นจีวรพระ ถ้าอย่างนั้นเราเอาขวดน้ำมาทำเป็นผ้าบังสุกุลจีวรได้”

การผลิตผ้าบังสุกุลจีวร 1 ผืน ต้องใช้ขวดพลาสติก PET 15 ขวด แต่ถ้าเป็นชุดไตรจีวรจะใช้ทั้งหมด 60 ขวด ตามความยาวผ้าที่ต้องใช้มากขึ้น โดยทางวัดจะคัดเลือกและส่งขวด PET ไป Upcycling ที่โรงงาน แปรรูปให้เส้นใยรีไซเคิล ก่อนนำไปย้อม ถักทอ และเย็บ ตามหลักพุทธให้กลายเป็นเครื่องนุ่งห่ม
นอกจากนำขวดพลาสติกไปรีไซเคิลเป็นผ้าไตรแล้ว ทางวัดยังจัดตั้งศูนย์รีไซเคิลวัดจากแดงให้กลายเป็นศูนย์รีไซเคิลและคัดแยกขยะประจำย่าน ซึ่งมีโครงการมากมายที่เกี่ยวข้องกับขยะ และยังนำขยะอื่นๆ กลับไปรีไซเคิลเป็นข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ ไปจนถึงพระเครื่องด้วย แต่สิ่งที่เราชอบคือความยั่งยืน ที่สุดท้ายแล้วพระอาจารย์ยังสร้างงาน สร้างอาชีพ ชักชวนคนในชุมชนมาดูแลจัดการและทำงานร่วมกัน

สำหรับใครที่อยากรู้รายละเอียดเกี่ยวกับศูนย์รีไซเคิลวัดจากแดง คลิกไปเลยที่ https://watchakdaeng.com
The post ‘จีวร วัดจากแดง’ เครื่องนุ่งห่มพระสงฆ์ที่ทำจากขวดพลาสติก appeared first on THE STANDARD.
]]>
เราแค่ต้องการทำรองเท้าผ้าใบที่ใส่ได้ Everyday Lif […]
The post Maddy Hopper รองเท้าผ้าใบที่ทำจากเตียงนอนและขวดพลาสติก appeared first on THE STANDARD.
]]>
เราแค่ต้องการทำรองเท้าผ้าใบที่ใส่ได้ Everyday Life แบบไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่ไหนๆ จะทำแล้ว เราเลยรู้สึกว่าต้องรับผิดชอบโลกด้วย
ชาญ สิทธิญาวณิชย์, Owner/Marketing of Maddy Hopper
จากความต้องการส่วนตัวที่อยากหารองเท้าผ้าใบดีๆ สักคู่ที่ทุกคนใส่ได้ในทุกๆ วัน ทำให้สองเพื่อนซี้ตั้งแต่ชั้นประถม ‘ป๊อบ-ภาคิน โรจนเวคิน’ และ ‘ชาญ สิทธิญาวณิชย์’ ตัดสินใจเปิดแบรนด์รองเท้าของตัวเองขึ้นมา แต่ไหนๆ จะทำรองเท้าเป็นของตัวเองแล้วก็สมควรทำให้ดี ทำให้ถูก และรับผิดชอบในคราวเดียว
Maddy Hopper จึงกลายเป็นรองเท้าผ้าใบแบรนด์ไทยที่มีรูปร่างธรรมดา แต่มีคอนเซปต์ไม่ธรรมดาอย่าง ‘Everyday sneakers for the planet’ ผ้าทำจากขวดพลาสติกรีไซเคิล พื้นรองเท้าทำจากเศษเหลือของเตียงนอน ไหนจะแพ็กเกจที่ทำจากมันสำปะหลังและข้าวโพด สามารถย่อยสลายได้ภายใน 180 วัน หรือนำไปต่อยอดได้หลายอย่าง
Maddy Hopper มีจุดเริ่มต้นอย่างไร พวกเขาแปลงขยะอะไรมาเป็นรองเท้าบ้าง ติดตามได้ใน Eco-Curious รายการที่จะพาไปซอกแซกดูมุม Sustain ของแบรนด์ต่างๆ ที่จะทำให้โลกของเราน่าอยู่ยิ่งขึ้น กับ EP.6 Maddy Hopper รองเท้าผ้าใบรักษ์โลก ที่ทำจากเตียงนอนและขวดพลาสติก
View this post on Instagram

Maddy Hopper เป็นแบรนด์รองเท้าผ้าใบสัญชาติไทยที่ริเริ่มโดยสองเพื่อนซี้ ‘ป๊อบ-ภาคิน โรจนเวคิน’ และ ‘ชาญ สิทธิญาวณิชย์’ โดยทั้งคู่อยากทำธุรกิจเป็นของตัวเอง และรู้สึกว่าตลาดสนีกเกอร์ในตอนนั้นยังไม่มีรองเท้าผ้าใบที่ตนเองชื่นชอบและสามารถใส่ได้ทุกวันจริงๆ จากบทสนทนาเล็กๆ ก่อเกิดเป็นโปรเจกต์ทดลอง
ทั้งคู่ใช้เวลากว่า 1 ปี ในการก่อร่างธุรกิจ ค้นหาวัสดุ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ จนกลายเป็น Maddy Hopper แบรนด์รองเท้าผ้าใบคอนเซปต์ดี ‘Everyday sneakers for the planet’
รองเท้าของ Maddy Hopper มีหลายรุ่น แต่รุ่นแรกที่เป็นซิกเนเจอร์คือ Polly Collection รองเท้าผ้าใบจากขวดพลาสติกรีไซเคิลคอลเล็กชันแรกของ Maddy Hopper ที่ใช้พื้นรองเท้านุ่ม ผลิตจากเศษยางพารา มีทั้งหมด 4 สี ได้แก่ Sunny Cloud, Sand Beach, Sunny Ocean และ Sand Mountain

ด้วยคอนเซปต์ Everyday sneakers for the planet ทำให้สนีกเกอร์ของ Maddy Hopper ถูกคิดมาแล้วว่าเป็นรองเท้าใช้งานได้จริง และรักษ์โลกด้วย ผ้าใบและเชือกทำจากพลาสติกรีไซเคิลจากขวดน้ำ rPET, พื้นรองเท้าทำจากเศษเตียงนอนยางพารา, บรรจุภัณฑ์เป็นถุงพลาสติกทำมาจากมันสำปะหลังและข้าวโพด ย่อยสลายได้ภายใน 180 วัน ด้านในเป็นถุงกระดาษ และกระดาษลังแบบครึ่ง ที่สามารถนำมาใช้ใหม่ได้ และย่อยสลายได้
ในกระบวนการผลิตรองเท้า 1 คู่ ใช้ขวดพลาสติกประมาณ 2.5 ขวด และนอกจากการนำขยะมาใช้ เราชอบที่รองเท้าทุกคู่เป็นงานคราฟต์ที่ใช้ช่างฝีมือจากชุมชน ทำให้การสร้างแบรนด์หนึ่งแบรนด์ไม่ได้เติบโตไปเพียงคนเดียว แต่ยังให้ชุมชนและช่างฝีมือเติบโตตามไปด้วย

สำหรับใครที่สนใจ Maddy Hopper สามารถไปดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ https://maddyhopper.com และ @maddyhopper.sneakers
ภาพ: ปวรุตม์ งามเอกอุดมพงศ์
The post Maddy Hopper รองเท้าผ้าใบที่ทำจากเตียงนอนและขวดพลาสติก appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในโลกแห่งความงามที่มีการแข่งขันสูง และต่างมุ่งหน้าไปสู่ […]
The post 8 เหตุผลที่ The Body Shop โดดเด่นท่ามกลางจุดยืน Sustainability appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในโลกแห่งความงามที่มีการแข่งขันสูง และต่างมุ่งหน้าไปสู่กระแส Sustainability แบรนด์ The Body Shop คือหนึ่งในแบรนด์ที่โดดเด่นอยู่ในระดับแถวหน้า ด้วยความมุ่งมั่นในการผลิตผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ไม่เพียงดีต่อผิวเท่านั้น แต่ยังตอบสนองต่อความต้องการของโลกและสิ่งแวดล้อม The Body Shop ได้เป็นตัวอย่างของแบรนด์ที่เอาจริงในการรักษาความสมดุลระหว่างความงามกับความยั่งยืน ด้วยการใช้วัตถุดิบที่ยั่งยืนและวิธีการผลิตที่มีจริยธรรม พร้อมๆ กับการกระตุ้นเตือนและสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนที่ห่วงใยสิ่งแวดล้อมและอนาคตของโลก ใครที่อยากรู้ว่าที่ผ่านมา The Body Shop ลงทุนลงแรงและทำอะไรสำเร็จไปบ้าง LIFE ได้คัดสรรมาฝากผู้อ่านแล้ว ดังนี้

The Body Shop ผ่านการรับรอง B Corp เป็นหนึ่งใน 3,000 ธุรกิจทั่วโลกที่มีมาตรฐานทางสังคมและสิ่งแวดล้อมสูงสุดสำหรับคนและโลก


เดินหน้าโครงการรีฟิล โดยนำมาปัดฝุ่นเริ่มต้นใหม่เมื่อปี 2019 เพื่อลดการใช้บรรจุภัณฑ์ โดยมีสถานีรีฟิลในร้านค้าทั่วโลก รณรงค์ให้ผู้คนเปลี่ยนวิธีการคิดเกี่ยวกับพลาสติก

จัดการพลาสติกรีไซเคิล โดยตั้งแต่ปี 2019 มีการรับซื้อพลาสติกรีไซเคิลจากผู้เก็บขยะในอินเดีย จากโครงการ Community Fair Trade ที่ถูกเก็บรวบรวมจากถนนในเบงกาลูรู อินเดีย


การใช้วัสดุรีไซเคิลในบรรจุภัณฑ์อย่างชาญฉลาด โดยมีเป้าหมายให้บรรจุภัณฑ์ทั้งหมดสามารถรีไซเคิลได้ ใช้ซ้ำได้ หรือเป็นวัสดุที่ย่อยสลายได้ ภายในปี 2025

แต่เดิมผลิตภัณฑ์ของ The Body Shop เป็นมังสวิรัติ 100% และวีแกน 60% แต่ล่าสุดเดือนธันวาคมที่ผ่านมา แบรนด์ได้รับการรับรองจาก The Vegan Society ให้เป็นวีแกนทั้งหมด 100% แล้ว

The Body Shop รณรงค์และต่อต้านการทดสอบผลิตภัณฑ์กับสัตว์ตั้งแต่ปี 1989 และกำลังทำงานเพื่อห้ามการทดสอบผลิตภัณฑ์กับสัตว์ทั่วโลก


เดินหน้าความร่วมมือในโปรแกรม Return, Recycle, Repeat ที่จับมือกับ Scan2Recycle เพื่อรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ที่ยากต่อการรีไซเคิลและมีอยู่ในร้านค้าหลายแห่งในหลายประเทศ

เป็นส่วนหนึ่งของการร่างกฎหมาย Well-being of Future Generations ซึ่ง The Body Shop เป็นสมาชิกของกลุ่มที่ปรึกษาสำหรับร่างกฎหมายนี้ โดยมุ่งเน้นการจัดการกับวิกฤตสภาพอากาศ ความยากจน และการระบาดของโรค เพื่อคุ้มครองคนรุ่นต่อไป
ภาพ: Courtesy of The Body Shop
อ้างอิง:
The post 8 เหตุผลที่ The Body Shop โดดเด่นท่ามกลางจุดยืน Sustainability appeared first on THE STANDARD.
]]>
ครั้งแรกที่เราเห็น นท พนายางกูร บนจอทีวีคือสมัยที่เธอหิ […]
The post Passion Calling นท พนายางกูร ผู้หญิงที่เชื่อว่าสามารถเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นได้ด้วยการลงมือทำ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ครั้งแรกที่เราเห็น นท พนายางกูร บนจอทีวีคือสมัยที่เธอหิ้วอูคูเลเล่คู่ใจไปออดิชันในรายการ The Star 7 จากความสดใสน่ารักที่เป็นตัวเอง ผสานกับความสามารถทางดนตรีและการร้องเพลง ทำให้เธอคว้ารองชนะเลิศมาได้ และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นในวงการบันเทิงไทยที่หล่อหลอมประสบการณ์ทั้งดีร้ายให้กับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งได้เติบโตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพ
เมื่อเวลาผ่านไป แพสชันในชีวิตของเธอได้ผ่านไปค้นพบกับสเตจใหม่ๆ ของตัวเองไปเรื่อยๆ และหนึ่งในสิ่งที่เธอได้ค้นเจอนอกเหนือจากความรักด้านดนตรีแล้ว เธอยังค้นพบความรักที่มีให้กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของโลกใบนี้ ทำให้นั่นเป็นที่มาให้ THE STANDARD LIFE ชวน นท พนายางกูร มาพูดคุยถึงแพสชันที่ใหญ่ขึ้นของเธอ และนี่คือ Passion Calling กับ นท พนายางกูร ผู้หญิงที่เชื่อว่าสามารถเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นได้ด้วยการลงมือทำ
ตอนนี้ทำอยู่หลายอย่างมากค่ะ หลักๆ ก็จะมีด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีองค์กรชื่อว่า High On Your Own Supply ซึ่งหลักๆ เราทำอยู่ที่เกาะเต่า ทำกับเด็กๆ ค่ะ ตอนนี้เรามีเด็กที่ทำด้วยประมาณ 30 คน เป็นเด็กท้องถิ่น โดยเราจะสอนน้องๆ เรื่องสิ่งแวดล้อมโดยใช้ศิลปะ อะไรที่มันสนุกๆ เป็นตัวขับเคลื่อน แล้วเราก็จะมีโปรเจกต์สนุกๆ กันเต็มไปหมดเลย อีกด้านหนึ่งจะเป็นทางด้านแบรนด์ นทมีแบรนด์ที่เพิ่งทำชื่อว่า โนเท็ป (Notep Store) ซึ่งเราสร้างแบรนด์นี้มาเพราะว่าอยากจะ Raise Awareness เรื่องการบริโภคให้มีสติมากขึ้น Conscious Consumption นทก็เลยคิดว่าทำยังไงให้สนุกและเข้าถึงได้ง่ายที่สุด เราเลยสร้างมันออกมาเป็นโปรดักต์ต่างๆ ที่เป็น Upcycle, Recycle หรือว่า Natural เพื่อที่จะได้ให้คนเห็นว่าการที่เราใช้โปรดักต์เหล่านี้มันดีต่อตัวเขามากกว่า ดีต่อสังคมและดีต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า
ก่อนหน้านี้อาจจะคุ้นชินกับการที่เห็นนทในทีวี เป็นนักร้อง หรือว่าอาจจะเห็นทำนู่นทำนี่หลายอย่าง แต่ว่าทุกๆ อย่างนั้นหล่อหลอมเรามาเป็นเราในทุกวันนี้ได้ อย่างเมื่อก่อนนทเป็นนักร้องอยู่ใต้สังกัด The Star ตอนนั้นเราเองยังเด็ก ก็รู้สึกว่ายังไม่เต็มที่ เรายังอยากทำอะไรอีกเยอะเลย พอหมดสัญญานทก็เลยทำวงชื่อว่า X0809 กับเพื่อนอีกคนหนึ่ง ทำเองทุกอย่าง โปรดิวซ์เอง คือไม่มีค่ายอะไรเลย และก็ได้ไปทัวร์ในเอเชียหลายๆ ที่เลย สนุกมาก มีความสุขมาก แต่พอถึงจุดหนึ่งเมื่อเราไม่มีค่าย เราทำเองทุกอย่าง เป็นพีอาร์ เป็นมาร์เก็ตติ้ง เป็นโปรดิวเซอร์ เป็น Sound Engineer มันเยอะเกินไปเลยทำให้ Burnout ตอนนั้นเลยเหมือนหยุดทำไปแป๊บหนึ่ง รวมกับเพื่อนร่วมวงไปเรียนต่อด้วย ตอนนั้น Lost เลยรู้สึกว่าเราต้องหาอะไรสักอย่างให้เรากลับมาโอเค

ตอนนั้นเริ่มกลับมาทำงานศิลปะ เพราะว่าจริงๆ แล้ว Art and Music มันเป็น Two Core Value ของเราตั้งแต่เด็ก เราทิ้งมันไปตอนที่เราทำ Music มากๆ เราก็เลยกลับมาหา Art อีกรอบ พอได้ทำเรื่อง Art เราก็อยากจะทำ Topic เกี่ยวกับ Healing เพราะเราต้องการหนึ่งคือฮีลตัวเอง แล้วก็อยากฮีลคนรอบข้างด้วย เลยเริ่มรีเสิร์ชพวก Energy Work ต่างๆ Crystal, Reiki, Sound Healing ตอนนั้นคือไปเรียน Sound Healing ที่เนปาลเลย แล้วก็ไปรีเสิร์ช ไป Spiritual Journey ที่นั่น จนกระทั่งพอถึงจุดหนึ่งที่เราไปจนอิ่มตัวแล้ว
ตอนนั้นเลยรู้สึกว่าเราพร้อมสำหรับอะไรที่มันใหญ่กว่านี้ เลยเริ่มมาทำเรื่องสิ่งแวดล้อม เพราะรู้สึกว่าพอเราเข้าใจตัวเอง เราเข้าใจว่าเราคืออะไร เราจะเข้าใจว่าเราคือธรรมชาติ แล้วทำไมเราถึงต้องดูแลธรรมชาติ เลยรู้สึกว่าเราอยากใช้สื่อ เราอยากใช้เสียงที่เรามีในการสะสมต่างๆ ที่ผ่านมา มาพูดในสิ่งที่มันมีความหมายกว่า แค่พูดเรื่องตัวเอง หรือว่ามาขายของอะไรอย่างนี้ เรารู้สึกว่าเราอยากพูดเรื่องที่มันสำคัญ มันก็คือเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องสมาธิ เรื่อง Wellness อะไรอย่างนี้ค่ะ ก็เลยมาถึงปัจจุบันนี้ได้
โอ้โห เปลี่ยนมากเลยนะ นทว่าเปลี่ยนมากๆ แต่ยังมี Core เดิม คือนทคนนี้ก็ยังเป็นเหมือนนทคนนั้น ตอนนั้น แต่แค่ยังไม่ได้ออกมาขนาดนี้ อาจจะเป็นเพราะว่ายังเด็กอยู่ อาจจะด้วยหน้าที่การงานที่จะต้องเป็นไปตามที่บริษัทต้องการ มันก็เลยยังไม่ได้ออกมาเป็นแบบนี้ 100% แต่นทเชื่อว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันมีเหตุผลของมัน การที่เราสะสมประสบการณ์หรือว่าได้เจอเรื่องต่างๆ มาในการทำงานในวงการ มันก็หล่อหลอมให้เราเข้าใจโลก เข้าใจตัวเอง เข้าใจว่าเราต้องการอะไรและไม่ต้องการอะไรมากขึ้น
นทว่าไม่ใช่ นทว่าแพสชันแรกน่าจะเป็นช่วงที่เริ่มฟอร์มวงแจ๊สที่เชียงใหม่ ตั้งแต่อายุ 13-14 ปีเลย มีวงกับเพื่อนๆ แล้วไปเล่นที่ North Gate ที่เชียงใหม่ นทว่านั่นเป็นแพสชันแรกที่เอาเราออกจาก Comfort Zone เพราะว่าตอนเด็กๆ จะไม่ค่อยกล้าร้องเพลงต่อหน้าคนเยอะๆ เราแค่ชอบร้องเพลงต่อหน้าครอบครัว ต่อหน้าเพื่อนๆ หรือในห้องน้ำ การที่เราได้ไปแสดงใน Public Space ในที่ที่วง Professional เขาได้เล่นกัน ณ ตอนนั้นสำหรับเรามันเป็นการออกนอก Comfort Zone แล้วเป็นแพสชันแรกเลย
ถ้าเกิดว่าให้พูดตามตรงเลยคือช่วงแรกๆ ที่ได้เข้ามาลองชิมลางในการเป็นนักร้องอาชีพ ช่วงนั้นนทถือว่าค่อนข้างยากสำหรับตัวเองมาก เพราะว่าเราโตมาในแบบครอบครัวหรือสังคมที่ค่อนข้างเปิดกว้างให้เราเป็นตัวของตัวเอง ให้เราตัดสินใจทุกๆ อย่างเอง พอเรามาทำงานในค่ายก็เลยทำตามเขา เลยขัดแย้งกับตัวเองข้างใน รู้สึกว่าเป็นตัวเองไม่ได้ 100% แต่ว่าทั้งหมดทั้งมวลเราเข้าใจว่ามันคือ Process มันคือการทำงานกับคนในวงใหญ่ เราไม่สามารถเอาตัวเองเป็นตัวหลักได้ มันยังมีคนอื่นที่ต้องรับผิดชอบหน้าที่นี้ และเราต้องทำกับเขาให้มันออกมาเป็นผลงานที่ค่ายต้องการ

จริงๆ ก็รู้สึกอึดอัดตั้งแต่แรกเลย แต่ว่าเราก็เรียนรู้ที่จะอยู่กับมันได้มากขึ้น แล้วก็เรียนรู้ว่าเราจะออกมายังไง พอสัญญาหมด เราก็ Explore ออกมาเป็นตัวของตัวเอง เป็น X0809 ตอนนั้นก็บ้าคลั่งอยู่ แบบแต่งตัวแปลกๆ ทำเพลงแปลกๆ อะไรประมาณนี้ (หัวเราะ) หลังจาก Burnout จากตอนทำวง X0809 ก็กลับไปอยู่บ้าน เพราะว่ารู้สึกช่วงเวลาที่ผ่านมาเดินทางเยอะมากเลย ไม่ได้มีเวลาอยู่กับครอบครัว รู้สึกว่า It’s time to finally go back home อยู่กับยาย อยู่กับแม่ อยู่กับสุนัข เราก็รู้สึกว่าจริงๆ แล้วความสุขมันแค่นี้เอง
เราเหมือน Reset Value ในชีวิตตัวเองใหม่ค่ะ เมื่อก่อนอาจจะเป็นชื่อเสียง เงินทอง สิ่งต่างๆ ที่เรายังไม่เข้าใจว่ามันคืออะไรแต่อยากได้จัง แต่พอเรามา Set Core Value ของเราใหม่ว่าจริงๆ สิ่งที่มันสำคัญคือครอบครัว คือตัวเอง คือสุขภาพ สุขภาพร่างกาย สุขภาพจิต สิ่งนี้มันสำคัญที่สุดต่างหาก มัน Shift ทุกอย่าง วิธีการมองโลก วิธีการรีแอ็กกับทุกอย่างไปเลย การที่เรามารู้เรื่อง Wellness เรื่อง Meditation อะไรอย่างนี้มันเปลี่ยนทุกอย่างไปหมดเลย
หลังจากที่ทำเรื่อง Art and Wellness นทก็ไปทำเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพราะเรารู้สึกว่า Ready for Something Bigger พอทำเรื่องสิ่งแวดล้อมไปสักพักหนึ่งก็เห็นว่าเทรนด์ในเมืองไทยเรื่องการช้อปปิ้งออนไลน์ การซื้อของ การบริโภคของมันน่ากลัวเหมือนกันนะ ก็เลยรู้สึกว่า How can I be part of this? แต่ว่าทำให้มันสามารถเปลี่ยนไปในมุมมองที่เราอยากให้มันเป็นได้ เราก็เลยรู้สึกว่าโอเค เราสร้างแบรนด์ดีกว่า เราสร้างแบรนด์เราไม่ได้อยากขายของ ไม่ได้อยากหารายได้เพิ่มหรอก อันนั้นเป็นผลพลอยได้ แต่เราอยากที่จะมี Alternative Product อยากที่จะมี Alternative Optionให้กับผู้บริโภคว่าคุณสามารถที่จะดูเก๋ ดูสวย ใช้ของต่างๆ นี้ได้ แต่คุณสามารถ Contribute ให้กับโลก ให้กับสังคม ให้กับชุมชน ให้กับตัวเองได้ด้วยนะ

ชื่อแบรนด์จริงๆ เป็น Artist Name ของนทเอง คือ โนเท็ป (Notep) ก็เป็น Notep Store เป็น Store ของนท โดยจะขายของที่เรารู้สึกว่าอยากแชร์ เราใช้เองแล้วเราชอบ แล้วเราอยากจะแชร์ให้กับทุกคน
จริงๆ ไม่อยากเรียกว่าเป็น Second Job เพราะว่ามันเป็น Third, Fourth, Fifth ทำหลายสิ่งมาก จริงๆ ก็ยังเล่าให้ฟังไม่จบเลยว่าจริงๆ ตอนนี้ทำอะไรอยู่บ้าง คือยังมีอีกหลายๆ ด้านที่ยังไม่แตะ แต่เดี๋ยวค่อยๆ ไปแตะค่ะ อย่าง Notep Store เราจะเน้นแค่การผลิต Upcycling, Recycling หรือ Natural เท่านั้น โดยที่เรามี Motto ว่าเราอยากจะลดขยะและสร้างรายได้ให้กับชุมชนด้วย คือเราอยากให้มัน Sustainable และ Actical ที่สุด
นทว่ามันก็มีความยากนะคะ ด้วยความที่เราทำงานศิลปะ ทำงานแนวอาร์ตมาตลอด เราไม่เคยต้องมาทำงานแนว Business มันก็จะมีเรื่องของ Stock, Inventory, Accounting ที่เราแบบอิหยังวะ (หัวเราะ) แต่ก็มีเพื่อนๆ หรือครอบครัวพอให้คำแนะนำได้อยู่ค่ะ ค่อยๆ เรียนรู้ไป นทเชื่อว่า Slow But Steady Wins The Race
มันเติมเต็มมากเลย เรามีความสุขมากเลยกับการที่ได้ครีเอตโปรดักต์ต่างๆ กางเกง เสื้อ แอ็กเซสซอรี เรามีความสุขที่ได้นำ Release Creativity ของเรามาทำเป็นของที่มันจับต้องได้และใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ได้แชร์น้ำมันที่เราใช้เองจริงๆ อยู่แล้ว และมันดี ไม่เป็นพิษต่อปะการัง ให้กับคนอื่นได้ใช้เหมือนกัน เป็นความสุขที่ดีมาก

เรามี Expectation ที่เราคาดคิดเอาไว้ ที่เป็น Best Outcome ถามว่ามันถึงไหม มันอาจจะไม่ได้ถึงอย่างนั้นแต่ว่ามันดีไปอีกแบบ นทเชื่อมาตลอดอยู่แล้วว่าทุกๆ อย่างที่เกิดขึ้นมันมีเหตุผลของมัน ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ Sold Out ภายใน 10 วันแรกเหมือนที่เราฝันเอาไว้ แต่ว่ามันก็มีทางของมัน แล้วตอนนี้ก็ได้ไปขายตามที่ต่างๆ ที่เราไม่คิดว่าเราจะได้ไปขาย เป็นความฝันมากๆ เป็นแบบ Life Goals Archive
อย่างล่าสุดสต๊อกล็อตสุดท้ายของ ‘บูรณะ’ คอลเล็กชัน จะได้ไปขายที่บาหลี ที่ Potato Head Club in Bali ซึ่งเป็นองค์กรที่นท Look up to มากๆ เพราะว่าเขาทำเรื่อง Sustainability ได้แบบสุดยอดมาก เขาสามารถ Manage Waste ของตัวเองได้ เขาเป็นทั้งบีชคลับ เป็นทั้งโรงแรม เป็นทั้งร้านอาหาร เป็นทั้ง Recording Studio เป็นเยอะแยะมากมาย ซึ่งเขาสามารถ Manage Waste เขาได้ให้ไป Landfill (ฝังกลบ) แค่ 5% เท่านั้น ถ้าเกิดเป็นองค์กรใหญ่ๆ ส่วนมากจะส่ง Waste ไปมากกว่า 50% ซึ่งสิ่งที่เขาทำมันไม่ได้มีแค่ Sustainability แต่มีทั้ง Wellness, Music, Art, Design มันคือทุกๆ อย่างที่เรา Value
Head of Wellness ของเขา DM มาหาว่าอยากร่วมงานด้วย ก็เลยได้ไป Host Meditation Session แล้วก็ไปเวิร์กช็อปทำสร้อยคอ Recycling จากขยะด้วย แล้วก็ได้ไปทำ DJ ล่าสุดก็กลับไป Wellness Retreat ของเขาอีก เลยค่อนข้างสร้าง Relationship ที่ดีกับทีมค่ะ

อย่างอันนี้เป็นสร้อยคอที่ทำมาจากลูกปัดที่มาจากขยะพลาสติกพวกฝาขวดหรือว่าแพ็กเกจจิ้งอาหาร ซึ่งนทจะพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ที่สุด แต่ถ้าเกิดมี นทจะล้างแล้วส่งไปให้ Pasteurizer Plastic และก็ทำออกมาเป็นลูกปัดสีๆ เหล่านี้ สองตัวนี้เป็น Prototype สองตัวแรกค่ะ ซึ่งเราไม่ขาย เราเก็บไว้ใช้เอง ส่วนตัวจี้ ตัว Pendent ทำมาจากเซรามิกที่แตกแล้ว คือเรารู้สึกว่าเราอยากให้คุณค่าของสิ่งที่มันอาจจะเรียกว่าเป็นขยะหรือว่าเป็นสิ่งของเหลือใช้ เราอยากให้มันมีมูลค่า ให้มันมี Value อีกรอบ เราเลยเอามาทำเป็นอะไรอย่างนี้ ใช้ดีไซน์เป็นตัวแก้ปัญหา ทุกชิ้นด้วยความที่เป็น Upcycling Recycling เลยเป็นแบบชิ้นเดียวในโลกเท่านั้น
แล้วนทก็นึกถึงความพิเศษของมันด้วยนะ เพราะมันจะไม่ซ้ำใครเลยค่ะ ออกแบบเอง ทำเองที่ห้อง วันหนึ่งก็ลองมามัดๆ ดูแล้วเวิร์ก สามารถเอาไปทำโมเดลเป็นเวิร์กช็อปได้ด้วย เวลาที่ไปงานต่างๆ เขาก็ชอบให้ทำเวิร์กช็อปอันนี้ค่ะ แล้วคนก็มาจอย คนก็สามารถภูมิใจว่าฉันทำเอง อย่างกางเกงอันนี้เป็นผ้าฝ้ายจากเชียงใหม่แล้วตัวเชือกเราทำกับชุมชนแม่บ้านที่เชียงใหม่แถวๆ บ้าน ให้เขาทำมือเป็นเชือกออกมา และเสื้อก็เป็นการ Upcycling ผ้าเก่า เป็นผ้าของเผ่าม้ง เราอยากอุดหนุนเขา เราเลยไปซื้อเขามา จริงๆ มันเป็นชายกระโปรงเขา เป็นผ้าเก่า แล้วเราก็เอามาทำกับผ้าค้างสต๊อก เป็นผ้าที่เหลือใช้แล้วเหมือนกัน เอามาต่อเป็นเสื้อแบบนี้

บ้านที่เชียงใหม่ของนทอยู่แถวๆ การ์ดหลวง ก็ชอบไปเดิน ไปคุย ขับมอเตอร์ไซค์ไป ไปเดิน ไปคุย มันก็กลายมาเป็นอย่างนี้ค่ะ ทุกอย่างมันก็เป็น Process ของการพบปะ การพูดคุยกับคน แล้วอันนี้เป็น Product ชิ้นแรกค่ะ เป็นน้ำมันที่ใช้เองเลย เวลาไปทะเล จะมีช่วงที่นทไปทะเลหนักๆ คือช่วงโควิด เหมือนอยากหาน้ำมันที่เราใช้เองแล้วไม่เป็นพิษต่อปะการังด้วย เลยเกิดมาเป็นสูตรนี้ พอใช้ไปถึงระดับหนึ่งรู้สึกว่าอยากแชร์จัง เพราะชอบมีคนมาถามว่าทำยังไง เลยอยากแชร์สูตรนี้ เลยออกมาเป็นขวดนี้ค่ะ
มีน้ำมันอยู่ 10 ชนิด เป็นออร์แกนิกหมดเลย ไม่มีสารเคมี ไม่ใช้น้ำหอม เราใช้เอสเซนเชียลออยล์แทน กลิ่นก็จะแบบ Wellness หน่อย เป็นลาเวนเดอร์ ซิตรัส ประมาณนี้ ทาหลังอาบน้ำแล้วนอนสบายมาก ที่สำคัญคือแพ็กเกจจิ้งเป็นขวดแก้ว ฝาเป็นอะลูมิเนียม เราพยายามใช้พลาสติกให้น้อยที่สุด จะมีแค่ตรงหัวจุกหยดนิดหนึ่ง เพื่อให้มันไม่เลอะค่ะ แล้วก็ Add Gimmick เป็นสร้อยหินให้คนสามารถเอาไปเป็นแหวน เป็นแอ็กเซสซอรีต่อได้ สติกเกอร์เป็นกระดาษด้วยไม่ใช่สติกเกอร์พลาสติก
ความรู้สึกที่มีต่อแบรนด์ทุกวันนี้เหมือนมีลูกนะ แต่เป็นลูกที่เรามีความสุขกับการที่เราได้แต่งเติมเขา คือรู้สึกดีใจทุกครั้งที่เราจะได้พัฒนาลายใหม่ โปรดักต์ใหม่ เพราะเรารู้สึกว่าได้เวลาลดขยะในแบบครีเอทีฟกันอีกแล้ว นทจบดีไซน์มา นทรู้สึกว่านทดีใจที่ได้เรียนดีไซน์ เพราะว่ามันเป็นอะไรที่สามารถแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้อย่างสนุกและครีเอทีฟ
นทรู้สึกว่าในยุคปัจจุบันถ้าเราอยากจะสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ในเรื่องที่เข้าใจยากๆ อย่างเรื่องสิ่งแวดล้อมเอง หรือว่าเรื่อง Meditation Wellness มันควรที่จะสื่อสารในทางที่มันสนุกที่สุด เพื่อที่เขาจะได้เปิดใจและอยากจะมาเข้าร่วม ก็เลยรู้สึกว่าเราสนุกกับการที่ได้คิด ได้ครีเอทีฟ แบบ Thinking ว่าโอเคเราจะแก้ปัญหานี้ยังไง เราจะทำให้คนมาสนใจยังไง

ทุกวันนี้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำอยู่ถือว่าเป็นแพสชันของเรา 100% เลย แฮปปี้มากที่ได้ทำในสิ่งนี้ แล้วก็ขอบคุณจักรวาลที่ทำให้มันเป็นการเดินทางที่ค่อนข้างสมูทมากเลยนะ นทว่านทโชคดีมากๆ ที่ได้มาทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ ถึงแม้มันจะมีปัญหา มีสิ่งต่างๆ ที่ต้องผ่าน แต่นทว่ามันค่อนข้างสมูทในระดับหนึ่งในการที่เราสามารถมาทำตรงนี้ได้ แล้วมันสามารถหล่อเลี้ยงทำให้เรายังดูแลตัวเองได้ ดูแลองค์กรต่างๆ ที่เราทำได้ โดยที่ไม่ได้กระเสือกกระสนมากมายเกินไป
มันมีอยู่แล้วค่ะ ในทุกๆ อย่างมันต้องมีโมเมนต์ที่เรารู้สึกเหนื่อย รู้สึกท้อ นทว่ามันเป็น Process มันเป็น Growth เป็น Journey ที่ทุกคนจะต้องก้าวผ่านออกนอก Comfort Zone ตัวเอง เพื่อที่จะพัฒนาเป็นเวอร์ชันที่ดีขึ้นของตัวเองได้ นทว่าตัวเองนี่แหละ ในทุกๆ คน ตัวเองคือสิ่งที่สามารถฮีลตัวเองได้ดีที่สุด เพราะว่าถ้าเราเชื่อมั่นในตัวเองแล้วเราดึงตรงนั้นของตัวเองออกมาได้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไม่ว่าใครจะทำอะไรกับเรา เราก็จะสามารถผ่านพ้นมันไปได้ แค่เราเชื่อมั่นในตัวเอง
นทเชื่อมั่นมากว่าในทุกวันนี้มีแค่ 1 งานไม่พอ อย่างตอนโควิดทำให้เห็นได้ชัดมากเลย คือก่อนโควิดนทเคยงงกับตัวเองนะว่าเราเป็นนกเป็ดน้ำ ทำไมเราทำอะไรได้หลายอย่างจังเลย แต่ว่ามันก็ยังไม่ได้แบบว้าวสักด้าน แต่พอช่วงโควิด ตอนนั้นคือ Thank God มากที่เราทำได้หลายอย่าง เพราะมันทำให้เรากระจายรายได้ มันทำให้เราไม่เดือดร้อนเลย ตอนนั้นคือแบบโชคดีมากๆ คือไม่เดือดร้อนเลยเรื่องการงาน เพราะว่าเราทำได้หลายอย่างมาก ทำให้พอมีงานอันนี้ เราก็ทำได้ อันนั้นเราก็ทำได้ อยู่บ้านเราก็ทำได้ มันเลยทำให้เราขอบคุณที่เราเป็นแบบนี้ แล้วรู้สึกว่าโอเค เราอยากจะผลักดัน อยากจะ Push ให้คนอื่นๆ เห็นความสำคัญของการลองสายใหม่ๆ ด้วย ออกนอก Comfort Zone ตัวเอง ไม่ใช่แค่ทำสิ่งเดียว อย่างเดียว แต่ลองทำในสิ่งอื่นๆ ด้วย เพราะว่าเวลาอะไรเกิดขึ้นเรามีแผนสำรองรองรับ และที่สำคัญที่สุดนทว่ามันสนุกกว่า มันไม่เบื่อ มันสนุกมากเลย

จริงๆ Goal Vision สุดๆ ของเราเลยคืออยากทำเกาะเต่าให้เป็น Model Island ด้วยความที่เป็นเกาะขนาดเล็ก และคนบนเกาะค่อนข้าง Concious เรื่องสิ่งแวดล้อม มันเลยไม่ยากที่จะ Converse อีก 50% ก็มีแพลนที่จะขยายไปยังเกาะอื่นๆ ไหม ตอนนี้ยัง เพราะว่าเราอยากทำให้ตรงนี้ให้ดีที่สุดก่อน แต่มีแพลนที่จะเอาโมเดลนี้ไปพัฒนาเป็นโรงเรียน
ณ ปัจจุบันอันนี้เป็นโปรเจกต์ระยะยาวนะ แต่แอบมาเล่าให้ฟังก่อน คือนทมีเพื่อนสนิททำโรงเรียนอยู่ที่เชียงใหม่ค่ะ แล้วเขามีโรงเรียนอยู่แล้วหลายๆ ที่ แต่เขาอยากสร้างโรงเรียนใหม่ที่มีโมเดลให้มัน Green ที่สุด สอนเด็กๆ ให้รักธรรมชาติ ให้อยู่กับธรรมชาติ แต่ก็ยังมีหลักสูตรที่เป็น IB ยังสามารถที่จะไปต่อยอดได้ แต่นทจะเข้ามาช่วยเป็น Consult ในด้าน Sustainability ว่าจะทำยังไงให้สามารถปลูกฝังเด็กๆ เรื่อง Climate Change ให้มันสนุกที่สุดได้ อันนี้คือการ Spin Off โปรเจกต์ที่เราทำที่เกาะเต่าให้มันไปต่อยอดได้ และที่สำคัญคือมันอยู่ที่เชียงใหม่ ซึ่งเป็นบ้านเกิดเรา ทำให้มันจะ Sustainable มากกว่า เพราะว่านทไม่ต้องเดินทางไปไหน นทสามารถทำงานอยู่ที่บ้านเกิดตัวเองได้ เป็น Begining Process มากๆ แอบมาเล่าให้ฟัง เพราะว่าเป็นโปรเจกต์ที่เราแฮปปี้มาก มันเหมือน Life Goal น่าจะอีกสักพักหนึ่งเลยกว่าจะได้เห็น มันจะต้องค่อยๆ ไป
นทว่าแบบ Don’t just dream just do it หลายๆ คนจะชอบคิดว่าแบบฉันฝันว่าอยากจะให้อย่างนี้ ฉันฝันจะอย่างนั้น คือนทก็ยังฝันอยู่ แต่นทรู้สึกว่าถ้าฝันอย่างเดียวมันก็จะไม่ออกมาเป็นจริง มันจะแค่อยู่ในความฝัน เราต้องลงมือทำเลย ไม่ต้องห่วงว่ามันจะออกมาไม่เป็นตามสิ่งที่คาดไว้ หรือมันจะไม่เป็นเหมือนที่ยังไงก็ตาม
นทรู้สึกว่าถ้าเราไม่ลงมือทำ เราก็จะไม่มีทางรู้เลยว่ามันจะออกมาเป็นยังไงได้ ทุกๆ ความผิดพลาด ทุกๆ ปัญหามันคือ Growth มันคือ Process ให้เราไปเป็น Better Version ของตัวเองได้ เพราะฉะนั้นนทว่าลงมือทำเลย แล้วเราก็เรียนรู้จาก Journey ตรงนั้นไป ไม่ต้องรอให้มันสวยงามเพอร์เฟกต์ที่สุดแล้วค่อยทำ เพราะว่าแล้วเมื่อไรล่ะมันจะเกิดขึ้น?

ในยุคนี้นทว่าอย่างหนึ่งที่ทุกคนสามารถ Keep in mind ได้คือทุกอย่างมันเร็วมาก และมันมีอะไรออกมาเยอะมากๆ ตลอด เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากทำอะไร ทำเลย เพราะถึงแม้มันไม่ดี เดี๋ยวคนก็ลืม แล้วเราก็ใช้ตรงนี้เป็นการเรียนรู้ของเราไป ให้เราได้เติบโต ให้เราได้พัฒนา ทำเลยค่ะ เพราะทุกอย่างตอนนี้มันเร็วมาก ไม่มีใครจำความผิดพลาดของเราได้ตลอดไป อีกอย่างหนึ่งที่อยากให้ Keep in mind ไว้ก็คือว่าทุกอย่างที่เราจะทำ Consequence ของมันเราอยากให้คิดไว้ว่าเราสร้างอะไรให้กับโลกใบนี้บ้าง และเราทิ้งอะไรไว้บ้าง ถ้าเราทิ้งไว้เยอะในแง่สมมติว่าเราทำแบรนด์ แต่เราแบบโอ้โห Waste ออกมาเยอะมากๆ เลย ก็เริ่มไม่ใช่แล้วแหละ เราต้องคิดถึง Consequence ของ Carbon Footprint ของเรา ของ Ecological Footprint ของเราว่าสิ่งที่เราทำมันสร้างตรงนี้เยอะขนาดไหน แล้วถ้ามันเยอะเราจะลดได้ยังไง เราอยากจะทิ้งอะไรไว้บนโลกใบนี้ เราอยากจะทิ้ง Legacy ของเราในแบบไหน ให้ลอง Keep in mind ตรงนี้เอาไว้
สำหรับคนรุ่นใหม่ โลกอยู่ในมือของคุณ อนาคตอยู่ในมือของคุณ คุณจะอยากให้มันเป็นยังไง คุณมีสิทธิ์มีเสียงในการสร้างออกมาให้เป็นไปอย่างงั้นได้ เพราะฉะนั้น Be the Change you want to see in the world หยุดคอมเพลน หยุดบ่น แต่ลงมือทำ แล้วก็ลงมือแก้ปัญหาสิ่งเหล่านั้นให้มันเป็นในทางที่เราต้องการอยากให้มันเป็น
นทเชื่อใน Karma กฎแห่งกรรม หรือทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว นทเชื่อนะ คือจากต่างๆ ที่เราใช้ชีวิตมา เราเห็น เรารู้สึกว่ายิ่งเราทำดี ทุกวันนี้ที่เราทำดีเราไม่ได้หวังอะไร แต่อยากบอกว่าที่เราทำไปมันเห็นผล เพราะฉะนั้นอยากเชิญชวนให้ทุกคนมาทำดี เพราะมันดีจริงๆ ทุกอย่างพอเรา Raise Vibration ของเราให้มันมีแต่สิ่งดีๆ ให้มันมี Positive Energy เราก็จะดึงดูดสิ่งเหล่านั้นเข้ามา งานที่เราได้รับ คนที่เข้ามาในชีวิตเรา ทุกๆ อย่างมันดีมาก พอเรามีแต่สิ่งดีๆ ให้ออกไป แล้วเราก็ได้สิ่งดีๆ กลับมา ความฝันที่เราเคยฝันเอาไว้มันก็เริ่มเป็นจริงมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าเรามีแต่ปล่อยสิ่งดีๆ ออกไป สิ่งดีๆ มันก็เลยถูกดึงดูดกลับมา

สุดท้ายฝาก Notep Store เอาไว้ น่าจะมีโปรดักต์และแคมเปญอะไรสนุกๆ แล้วก็ดีๆ ให้ทุกคนได้ติดตามเรื่อยๆ เลย นทเองมีแผนในหัวเยอะมาก เดี๋ยวรอติดตาม แล้วก็สามารถ Follow กันได้ใน Instagram นะคะ @notep_store หรือว่า https://www.notep.store/ นอกจากนี้จะมีโปรเจกต์ที่เป็น Healing สามารถติดตามได้ใน IG นทเหมือนกัน จะมีอัปเดตเรื่อยๆ นทมีชื่อว่า Heart Activation Selective เราจัดเป็น Ceremony ที่เราเปิดใจของคนให้รับ Opportunity ใหม่ๆ ให้รับสิ่งใหม่ๆ เข้ามาในชีวิต เราใช้ Cacao กับ Sound Healing เป็นตัวรัน นททำกับเพื่อนๆ ที่เชียงใหม่ แต่เราก็ทำมีที่กรุงเทพฯ ด้วย
The post Passion Calling นท พนายางกูร ผู้หญิงที่เชื่อว่าสามารถเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นได้ด้วยการลงมือทำ appeared first on THE STANDARD.
]]>
แม้ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมพลาสติกจะสนับสนุนกระบวนการรีไซเคิ […]
The post วิจัยเผย การรีไซเคิลสร้างไมโครพลาสติกมหาศาล แทนที่จะช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อม appeared first on THE STANDARD.
]]>
แม้ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมพลาสติกจะสนับสนุนกระบวนการรีไซเคิลเนื่องจากเป็นโซลูชันสำคัญที่ช่วยแก้ปัญหาขยะพลาสติกล้นเมือง แต่ผลการวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ลงในวารสารวิชาการ Journal of Hazardous Material Advances อาจทำให้โลกต้องทบทวนอีกครั้ง หลังนักวิทยาศาสตร์เผยว่า กระบวนการรีไซเคิลอาจทำให้มีการปล่อยไมโครพลาสติกจำนวนมากสู่สิ่งแวดล้อม
ทีมนักวิทยาศาสตร์จากนานาชาติเก็บตัวอย่างน้ำเสียจากโรงงานรีไซเคิลที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยในสหราชอาณาจักรโดยไม่เปิดเผยสถานที่ พวกเขาพบว่าไมโครพลาสติกที่ปล่อยออกมากับน้ำคิดเป็นสัดส่วนถึง 13% ของพลาสติกที่ผ่านกระบวนการรีไซเคิล และประมาณการว่าโรงงานแห่งนี้สามารถปล่อยเศษไมโครพลาสติกจิ๋วออกมาสูงสุดถึง 7.5 หมื่นล้านชิ้นต่อน้ำเสีย 1 ลูกบาศก์เมตร
เอรินา บราวน์ (Erina Brown) หัวหน้านักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตรธไคลด์ ในเมืองกลาสโกว์ของสกอตแลนด์ เปิดเผยว่า เธอเองรู้สึกตกใจมากกับผลลัพธ์ที่ออกมา
“มันน่ากลัวเพราะการรีไซเคิลถูกออกแบบมาเพื่อลดปัญหาและปกป้องสิ่งแวดล้อม นี่เป็นปัญหาใหญ่ที่เรากำลังสร้างขึ้น” บราวน์กล่าว
นักวิจัยได้ทดสอบน้ำเสียก่อนและหลังโรงงานติดตั้งระบบกรองน้ำ และพบว่าตัวกรองช่วยลดความเข้มข้นของไมโครพลาสติกจาก 13% เป็น 6% ขณะที่ตัวเลขคาดการณ์ไมโครพลาสติก 7.5 หมื่นล้านชิ้นนั้นเป็นช่วงที่โรงงานติดตั้งระบบกรองน้ำแล้ว โดยอนุภาคของพลาสติกส่วนใหญ่มีขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน หรือขนาดใกล้เคียงกับเส้นผ่านศูนย์กลางของเซลล์เม็ดเลือดแดงของมนุษย์
ผลการวิจัยยังเผยให้เห็นปริมาณไมโครพลาสติกในอากาศรอบๆ โรงงานรีไซเคิลแห่งนี้ซึ่งอยู่ในระดับสูง โดย 61% ของอนุภาคพลาสติกเหล่านี้มีขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอนมีส่วนเชื่อมโยงกับอาการเจ็บป่วยของมนุษย์
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไมโครพลาสติกหรือเศษพลาสติกที่มีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร ได้กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่คุกคามสิ่งแวดล้อม เนื่องจากโลกพบไมโครพลาสติกแทบจะทุกหนแห่ง แม้แต่ในหิมะที่เพิ่งตกลงมาในแอนตาร์กติกา ไปจนถึงส่วนลึกของมหาสมุทร ซึ่งอาจเป็นพิษต่อสัตว์ พืช หรือแม้แต่มนุษย์ ผลการศึกษานี้จึงเป็นอีกหนึ่ง ‘ความจริง’ ที่ทำให้เราทุกคนต้องตระหนัก และลดละเลิกการใช้พลาสติกให้น้อยลงอย่างจริงจัง
ภาพ: d.ee_angelo Via Shutterstock
อ้างอิง:
The post วิจัยเผย การรีไซเคิลสร้างไมโครพลาสติกมหาศาล แทนที่จะช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อม appeared first on THE STANDARD.
]]>
ตอนนี้เราต่างน่าจะได้สัมผัสและรับรู้ถึงผลกระทบของเอลนีโ […]
The post มาจับมือบรรเทาโลกรวน ส่งพลาสติกยืดได้ไปรีไซเคิลกับ ‘วน’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ตอนนี้เราต่างน่าจะได้สัมผัสและรับรู้ถึงผลกระทบของเอลนีโญที่เข้ามาตั้งแต่ต้นปีเพราะอากาศร้อนระอุแทบจะทุกพื้นที่ ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าเป็นฝีมือมนุษย์ที่เป็นตัวเร่งทำให้โลกร้อนและรวนมากขึ้น และจากข้อมูลล่าสุดพบว่า ปลายปีนี้อาจต้องเผชิญกับปรากฏการณ์ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ ที่อุณหภูมิในพื้นที่จะสูงกว่าค่าเฉลี่ย 2 องศาเซลเซียส จากที่ปรากฏการณ์เอลนีโญปกติจะมีอุณหภูมิผิวน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นอย่างน้อย 0.8 องศาเซลเซียสเหนือค่าเฉลี่ยในพื้นที่แถบเส้นศูนย์สูตรกลางมหาสมุทรแปซิฟิก โดยซูเปอร์เอลนีโญครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปี 2016 และครั้งนั้นทำให้อุณหภูมิโลกพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์
แม้ไม่สามารถแก้ไขเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วนได้ แต่เชื่อว่าเริ่มต้นบรรเทาโลกรวนในชีวิตประจำวันได้ทันที นั่นคือเริ่มจากตัวเองที่ ลด-ละ-เลิก การใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง เช่น การใช้ภาชนะอื่นทดแทนพลาสติก พกถุงผ้า ขวดน้ำ รวมถึงเข้าไปมีส่วนในวงจรระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ทุกประเทศกำลังคร่ำเคร่งและผลักดันให้เกิด โดยหวังสร้างและผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อช่วยบรรเทาการเกิดขยะที่ถือเป็นฐานรากของปัญหาโลกร้อน จากระบบเศรษฐกิจแบบเดิมที่เอาทรัพยากรธรรมชาติมาใช้เสร็จแล้วก็ทิ้งไป (Linear Economy) ให้หายไปจากระบบมากที่สุด ขณะที่ Circular Economy ก็สามารถเริ่มต้นจากการแยกขยะเพื่อส่งต่อพลาสติกที่ยืดได้กลับเข้ามาในวงจรของการผลิตพลาสติกเพื่อให้เกิดการใช้ซ้ำ และถ้าไม่รู้จะส่งต่อไปที่ไหน ลองมาทำความรู้จักและส่งต่อพลาสติกยืดได้ให้กับโครงการวน (Won) กัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
‘วน’ (Won) เป็นโครงการแนวคิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ของ บมจ.ทีพีบีไอ (TPBI) ที่มุ่งเน้นใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการของเสียให้ถูกนำกลับไปเป็นทรัพยากรหมุนเวียนอยู่ในระบบ ด้วยกระบวนการนำพลาสติกยืดได้ที่ได้จากการรับขยะพลาสติกจากผู้บริโภคทั่วไป หรือ Post Consumer Recycled (PCR) ที่ส่งมาให้กับทางบริษัทโดยตรง หรือส่งตามจุดรับทั้ง 400 จุดทั่วประเทศ รวมถึงพันธมิตรต่างๆ ที่พร้อมสนับสนุนการแยกพลาสติกที่เหมาะสม มารีไซเคิลด้วยการหลอมละลายใหม่
โดยกระบวนการหลอมแต่ละครั้งจะมีสัดส่วนพลาสติกที่รีไซเคิลเฉลี่ย 80-90% และเมล็ดพลาสติกใหม่เฉลี่ย 10-20% แล้วนำกลับมาใช้ใหม่ผ่านการออกแบบผลิตภัณฑ์รีไซเคิลต่างๆ ทำให้เกิดการใช้พลาสติกหมุนเวียนให้มากที่สุด และเกิดของเสียออกสู่สิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ซึ่งปกติถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง (Single-Used Plastic Bag) จะใช้เวลาย่อยสลายนานหรือมากถึง 450 ปี
เพราะพลาสติกเหมือนกันแต่ยืดไม่เหมือนกัน ดังนั้นทุกครั้งที่ใช้พลาสติก ถ้าไม่นำกลับมาใช้ซ้ำเองก็สามารถทดสอบว่าเป็นพลาสติกที่จะส่งเข้ามาร่วมโครงการได้ด้วยการใช้นิ้วโป้งดันที่พลาสติกดู ถ้าสามารถยืดได้ก็ส่งมาที่โครงการได้ เช่น ถุงหูหิ้ว ถุงช้อปปิ้ง ถุงขนมปัง ถุงน้ำแข็ง ถุงน้ำตาลทราย ถุงผักและผลไม้ ซองไปรษณีย์พลาสติก ถุงซิปล็อก พลาสติกกันกระแทก ซองยา ฟิล์มห่อสินค้า (ทิชชู ผ้าอนามัย และผ้าอ้อมเด็ก) ฟิล์มหุ้มขวดน้ำ และฟิล์มหุ้มกล่องนม โดยพลาสติกที่โครงการรับมาทุก 1 กิโลกรัม จะแปลงเป็นเงิน 5 บาท เพื่อนำเข้ากองทุนไปบริจาคให้กับมูลนิธิเพื่อสิ่งแวดล้อม โดยมีข้อระวังว่าถุงพลาสติกนั้นไม่ควรเลอะ แห้ง สะอาด และไม่มีฉลากหรือสติกเกอร์ติดอยู่ เพราะจะไม่สามารถหลอมรวมกับพลาสติกได้

‘ศักดิ์สิทธิ์ บริสุทธนะกุล’ ประธานเจ้าหน้าที่การตลาด (CMO) ของ TPBI และผู้บริหารโครงการวน บอกว่า โครงการนี้เริ่มต้นกลางปี 2561 เพื่อต่อยอดให้กับบริษัทที่ต้องการทำเรื่องสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบต่อสังคม ให้เชื่อมโยงกับการทำงานของบริษัทที่ผลิตพลาสติกเพื่อบรรจุภัณฑ์ และมีการรับเศษพลาสติกแบบ Post-Industrial Recycled (PIR) หรือการนำพลาสติกที่เหลือจากกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมมารีไซเคิลและผลิตซ้ำจนกลายเป็นถุงใหม่ที่นำกลับมาใช้ได้อีกครั้ง แต่โครงการวนจะรับบริจาคขยะพลาสติกที่ยืดได้จากผู้บริโภคทั่วไป ประกอบกับช่วงนั้นมีกระแสการต่อต้านการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งมาก ที่เริ่มจากในประเทศฝั่งตะวันตกก่อนเริ่มขยายไปประเทศอื่น เพราะเริ่มเห็นผลจากที่สัตว์ทะเลต้องตายเพราะกินพลาสติกเข้าไป
“คิดบนฐานที่ทำได้ทั้ง 2 อย่าง ทั้ง Commercial และ CSR ด้วย เพราะพื้นฐานบริษัทเป็น B2B ที่ไม่สามารถลงโฆษณาให้อย่าง Consumer Product โดยเชื่อว่าถ้าสามารถมี Input หรือปริมาณของขยะพลาสติกที่ถูกประเภทมากพอ ก็สามารถผลิตเป็นผลิตภัณฑ์และขายได้ เพราะที่ต่างประเทศมีการรีไซเคิลมานานแล้ว เนื่องจากมีต้นทุนที่ถูกกว่าการใช้เมล็ดพลาสติกใหม่ที่เกิดจากการใช้ทรัพยากรน้ำมัน และยังต้องอิงกับราคาน้ำมันโลกต่อเนื่อง”
TPBI อยู่ในวงการผลิตและรีไซเคิลพลาสติกมากว่า 40 ปี ทำให้เห็นแนวโน้มกระแสของพฤติกรรมการใช้พลาสติกเปลี่ยนมาตลอด และมองว่า Circular Economy เป็นโอกาสมากกว่าอุปสรรค ภายใต้แนวคิดของบริษัท Think Circular Think Sustainable แต่โจทย์นี้ถือว่ายาก เพราะคิดแล้วมันง่าย แต่สิ่งที่ยากกว่าคือการทำให้ได้อย่างยั่งยืน ทำให้การทำธุรกิจต้องมองยาว และจำเป็นต้องเปลี่ยนแนวทางจากเดิมที่เน้นการทำกำไรและลดต้นทุนการผลิต
“โครงการวนเกิดบนฐานความคิดทั้งเชิงพาณิชย์และการทำ CSR แม้ปัจจุบันโครงการยังไม่สามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง แต่เชื่อว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะเริ่มเห็นทั้งปัจเจกบุคคลและหน่วยงานต่างๆ ตระหนักการแยกขยะและการรีไซเคิลมากขึ้น อีกทั้งวนถือว่าได้ตอบโจทย์ความยั่งยืนของบริษัทที่ปัจจุบันทุกบริษัททุกองค์กรต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม”
ด้วยชื่อและโลโก้โครงการถือว่ามีความชัดเจนมากที่สื่อความถึงการรีไซเคิล แต่เพื่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง จึงเริ่มทดลองดำเนินการจากบุคลากรภายในองค์กร ก่อนค่อยๆ ขยับไปคนรอบตัว ชุมชนใกล้เคียง จนขยายไปสู่ผู้บริโภคทั่วไปที่ตอนแรกต้องใช้ความพยายามมากที่ทำให้ผู้บริโภคต้องตระหนัก เข้าใจ และรับรู้ว่าพลาสติกสามารถบริหารจัดการได้ ซึ่งถ้าทำได้อย่างถูกวิธีก็จะไม่หลุดรอดไปสร้างมลภาวะให้กับโลกใบนี้
หากต้องใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้งก็เริ่มได้ด้วยการแยกขยะ โดยแยกพลาสติกที่ยืดได้ และถ้าพลาสติกนั้นเลอะหรือไม่สะอาดก็ควรทำความสะอาดเพื่อวนกลับมาใหม่ วิธีการคือ แยก-ล้าง-ตาก-แพ็กส่งให้ ‘วน’ แล้วก็จะเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ซึ่งทุก 1 กิโลกรัมของพลาสติกที่ส่งมา บริษัทจะเก็บเข้ากองทุน 5 บาท เพื่อนำไปใช้สมทบทุนให้กับสาธารณกุศลที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม โดยตลอด 5 ปีที่ทำมามีเงินเข้ากองทุนนี้แล้ว 5 แสนบาท
การช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อมไม่ได้ง่ายและต้องใช้พลังใจมาก เพราะย่อมเกิดอุปสรรคระหว่างทางเสมอ ตั้งแต่ต้องพยายามสื่อสารเพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจว่ามีโครงการนี้อยู่ และอธิบายรายละเอียดเพื่อให้เกิดการตระหนักว่า ถ้าแยกขยะได้ แยกประเภทพลาสติกได้ จะช่วยส่งผลบวกอย่างไรต่อกระบวนการรีไซเคิล ที่สำคัญเพราะไม่มีใครสามารถไปบังคับได้ว่าต้องแยกขยะแล้วส่งมาให้ทางโครงการได้ เพราะสิ่งนี้ต้องเกิดจากที่แต่ละคนต้องใจพร้อมและเริ่มต้นแยกขยะด้วยตัวเองก่อน
“ไม่ง่ายเลย แต่ถือว่าพัฒนาการโครงการวนดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนเกิดโควิดมีพลาสติกยืดได้ส่งมา 100 ตัน หรือเท่ากับ 1 แสนกิโลกรัมต่อปี แต่ทุกอย่างดรอปลงเพราะเจอโควิด กว่า 2 ปีที่สถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยเพราะต้องระวังการแพร่เชื้อที่อาจติดมากับพลาสติก ดังนั้น ตอนนี้เหมือนโครงการต้องเริ่มรีเซ็ตใหม่อีกครั้ง แต่ถือว่ามีพัฒนาการที่ดีต่อเนื่อง เพราะมีคนรู้จักโครงการและมีพันธมิตรที่เข้ามาร่วมมือกันแยกขยะแล้วส่งขยะพลาสติกมาให้ รวมทั้งขอให้ทางโครงการไปแนะนำวิธีการคัดแยกเพื่อส่งพลาสติกรีไซเคิล ทั้งเป็นหน่วยงาน นิติบุคคลคอนโดมิเนียม มหาวิทยาลัย บริษัทเอกชน และหน่วยงานรัฐ ส่วนภาคผู้ผลิตสินค้าเชื่อว่าเริ่มมีการรับรู้และอยู่ระหว่างการปรับเพื่อเปลี่ยน ที่จะหันมาใช้พลาสติกประเภทเดียวกันในการออกแบบผลิตภัณฑ์หรือใช้บรรจุหีบห่อ (Mono Material Packaging) ทั้งนี้ เพื่อเอื้ออำนวยในการรีไซเคิลได้สมบูรณ์แบบ”
ต้องยอมรับว่าทางประเทศพัฒนาแล้วโดยเฉพาะฝั่งตะวันตกมีความเข้าใจดีกับเรื่องการแยกขยะและการรีไซเคิล รวมทั้งผู้บริโภคพร้อมสนับสนุนสินค้าที่ผ่านการรีไซเคิลมาแล้ว ซึ่งปกติราคาสินค้าจะสูงกว่าสินค้าทั่วไป 10-25% ประกอบกับกฎหมายเขามีการบังคับชัดเจนว่าต้องตระหนักและร่วมมือกับเรื่องสิ่งแวดล้อม เช่น มีการออกภาษีขวดน้ำ นอกจากนั้น เริ่มเห็นผู้ผลิตสินค้าโกลบอลแบรนด์หลายแห่ง เช่น P&G ประกาศออกมาชัดเจนตั้งแต่ปี 2020 แล้วว่าบรรจุหีบห่อต้องทำด้วยกระดาษหรือพลาสติกที่ผ่านการรีไซเคิลมาแล้ว
ขณะที่กลุ่มประเทศอาเซียนมีเพียง 3 ประเทศคือ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ที่ประกาศว่าจะทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยมีหลักการความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility) หรือ EPR ซึ่งจะเป็นเครื่องมือในการจัดการขยะและส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนได้เป็นอย่างดี
สำหรับประเทศไทยมีหลายหน่วยงานที่เตรียมพร้อมและวางโรดแมปไว้แล้ว รอเพียงแต่กฎหมายหลักที่ต้องมีการประกาศใช้เรื่องนี้ออกมาให้ชัดเจน
ตอนนี้เราต่างกำลังเผชิญความท้าทายกับสถานการณ์โลกรวนเข้ามาทดสอบให้เห็นอยู่เสมอ แม้เราอาจไม่สามารถหยุดให้โลกร้อนได้ แต่เราก็ต่างมีส่วนช่วยบรรเทาทุกอย่างให้รุนแรงช้าลงได้ โดยเริ่มจากที่ตัวเราเอง เช่น การแยกเศษอาหารออกจากขยะทุกอย่าง เพราะปัจจุบันปัญหาเรื่องขยะจากการบริโภคอาหาร (Food Waste) คือปัญหาอันดับ 1 ส่วนพลาสติกคืออันดับ 2 เพราะถ้าเราช่วยกันบริหารจัดการ ก็จะส่งผลให้การใช้พลาสติกวนหรือหมุนเวียนในระบบได้ ซึ่งเท่ากับช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ต้องนำมาผลิตเมล็ดพลาสติกใหม่ ก็น่าจะเป็นการช่วยบรรเทาโลกร้อนได้จากมือเราเอง
บางทีพลาสติกไม่ใช่ผู้ร้ายของการทำให้เกิดโลกร้อนอย่างปัจจุบัน ถึงเวลาแล้วที่ตอนนี้เราทุกคนต้องตอบคำถามตัวเองให้ดีว่า เราเองหรือไม่ที่กลายเป็นผู้ร้ายทำลายโลกใบนี้
The post มาจับมือบรรเทาโลกรวน ส่งพลาสติกยืดได้ไปรีไซเคิลกับ ‘วน’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
แบรนด์สกินแคร์ Olay ร่วมกับ Walmart เปิดตัวกระปุกรีไซเค […]
The post แบรนด์ Olay จะเปิดตัวสกินแคร์ที่เปลี่ยนไปใช้กระปุกรีไซเคิล 100% เป็นครั้งแรก appeared first on THE STANDARD.
]]>
แบรนด์สกินแคร์ Olay ร่วมกับ Walmart เปิดตัวกระปุกรีไซเคิล 100% เป็นครั้งแรก ที่สร้างจากโรงงานของ Walmart เอง ซึ่งบรรจุอยู่ในแพ็กเกจที่ทำมาจากเยื่อกระดาษที่ได้รับการรับรองจาก Forest Stewardship Council เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่ไม่แสวงหาผลกำไร ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย ก่อตั้งขึ้นในปี 2536 ซึ่งส่งเสริมการจัดการป่าไม้ของโลกด้วยความรับผิดชอบผ่านการรับรองไม้ที่กำหนดนโยบายสิ่งแวดล้อมข้ามชาติเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
โดยความร่วมมือระหว่าง Olay และ Walmart ครั้งนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับความงาม ผ่านการลงทุนโดย Olay ที่ต้องการสร้างสรรค์นวัตกรรมให้กับผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพิสูจน์และเชื่อถือได้ด้วยทางเลือกของการใช้งานบรรจุภัณฑ์ที่มีความยั่งยืนมากขึ้น
สำหรับบรรจุภัณฑ์นี้จะใช้บรรจุ Olay Vitamin C + Peptide 24 Face Moisturizer และ Olay Retinol24 + Peptide Night Face Moisturizer ซึ่งเป็นมอยส์เจอไรเซอร์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Olay มีคุณสมบัติมอบผิวสว่างกระจ่างใส สูตรเนื้อบางเบาดุจใยไหม ประกอบด้วยวิตามินซี วิตามินบี 3 และกรดแล็กติก ที่ซึมเข้าสู่ผิวโดยไม่อุดตันรูขุมขน ทำให้ผิวได้รับความชุ่มชื้นทันทีและยาวนานโดยไม่ทิ้งคราบมัน สำหรับผลิตภัณฑ์นี้มีการรีไซเคิลกระปุกใหม่ 100% มีจำหน่ายในร้านค้า Walmart บางแห่งทั่วประเทศ และที่ walmart.com เท่านั้น
ภาพ: Courtesy of Brand
อ้างอิง:
The post แบรนด์ Olay จะเปิดตัวสกินแคร์ที่เปลี่ยนไปใช้กระปุกรีไซเคิล 100% เป็นครั้งแรก appeared first on THE STANDARD.
]]>
‘ตลาดบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน’ กำลังเติบโตอย่างมากอันเกิดจากคว […]
The post ‘เป๊ปซี่’ ประกาศเริ่มใช้ขวดจากพลาสติกรีไซเคิล 100% เจ้าแรกในตลาดน้ำอัดลมไทย คิกออฟเมษายนนี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
‘ตลาดบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน’ กำลังเติบโตอย่างมากอันเกิดจากความต้องการบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และบรรจุภัณฑ์ที่มีอายุการใช้งานยาวนาน ทำให้นี่เป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์ด้านบรรจุภัณฑ์แห่งความยั่งยืน และผู้ผลิตทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก
สำหรับในประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขได้อนุญาตให้สามารถใช้ขวด rPET นำกลับมาใช้เป็นบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มได้อย่างปลอดภัย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
โดย ‘เป๊ปซี่’ กลายเป็นเจ้าแรกในตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลมของไทยที่ได้ประกาศความพร้อมในการใช้ขวดจากพลาสติกรีไซเคิล 100% (ขวด rPET 100%)
“เราจะเริ่มเปิดตัวครั้งแรกด้วยเครื่องดื่มเป๊ปซี่และเป๊ปซี่ไม่มีน้ำตาล ขนาด 550 มิลลิลิตร ในช่วงเดือนเมษายนนี้ ก่อนจะตามมาด้วยผลิตภัณฑ์ในเครือฯ อย่างชาอู่หลงพร้อมดื่มทีพลัส (TEA+) เป็นลำดับถัดไป นอกจากนี้ยังมีการปรับแพ็กเกจจิ้งใหม่เป็นคำว่า ‘เป๊ปซี่ ขวดรีไซเคิล 100% (Pepsi 100% Recycled)’ เพื่อแจ้งผู้บริโภคถึงการเปลี่ยนเป็นขวด rPET อย่างเป็นทางการด้วย” อนวัช สังขะทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว
สำหรับขวด rPET เป็นการผลิตโดย ‘เอ็นวิคโค’ ที่ใช้วัตถุดิบทั้งหมด 100% เป็นพลาสติกใช้แล้วในประเทศไทย มาผลิตโดยใช้เทคโนโลยีการรีไซเคิลที่ทันสมัย ควบคุมการผลิตตลอดกระบวนการโดยห้องปฏิบัติการมาตรฐานยุโรปภายในโรงงานซึ่งผ่านมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล ทั้ง USFDA และ อย. เป็นรายแรกของประเทศไทย
ทั้งนี้ มีข้อมูลที่น่าสนใจว่าจากการสำรวจความคิดเห็นของชาวอเมริกันจำนวน 1,000 คน ของ Business of Sustainability Index ระบุว่า 66% ของผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกาทั้งหมดนิยมใช้บรรจุภัณฑ์ยั่งยืน โดย 80% เป็นกลุ่มผู้บริโภคอายุ 18-34 ปีเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Young Generation) และมีความยินดีที่จะจ่ายเพิ่มเพื่อซื้อผลิตภัณฑ์ยั่งยืน เมื่อเทียบกับคู่แข่งที่มีความยั่งยืนน้อยกว่า
อย่างไรก็ตาม ความต้องการบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนในตลาด โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มน่าจะมีการเติบโตอย่างมากและต่อเนื่องในอนาคต เพื่อให้รองรับกับพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งการซื้ออาหารมาทำที่บ้านและการสั่งอาหารจากร้านอาหาร ซึ่งอิทธิพลดังกล่าวน่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนมีการขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง และขยายไปสู่อุตสาหกรรมอื่นๆ ในวงกว้างต่อไป
การประเดิมใช้ขวดจากพลาสติกรีไซเคิล 100% ได้มีการจัดแคมเปญ ‘สำนึกซ่า กล้าเปลี่ยนเพื่อโลก’ จะเริ่มคิกออฟด้วยการติดตั้งถังขยะดีไซน์พิเศษสำหรับใส่ขวด PET โดยเฉพาะทั่วบริเวณสยามสแควร์ ตั้งแต่สงกรานต์นี้ถึงเดือนธันวาคม 2566
อ้างอิง:
The post ‘เป๊ปซี่’ ประกาศเริ่มใช้ขวดจากพลาสติกรีไซเคิล 100% เจ้าแรกในตลาดน้ำอัดลมไทย คิกออฟเมษายนนี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
แบรนด์ Kiehl’s เปิดตัว Sustainability แคมเปญ Mission Re […]
The post Kiehl’s เปิตตัว Sustainability แคมเปญ Mission Renewal ครั้งแรกของไทย appeared first on THE STANDARD.
]]>
แบรนด์ Kiehl’s เปิดตัว Sustainability แคมเปญ Mission Renewal ครั้งแรกของประเทศไทย โดยสานต่อปณิธานสู่ความยั่งยืนที่เริ่มตั้งแต่การคัดสรรแหล่งที่มาของส่วนผสม การออกแบบและการผลิตที่ลดมลภาวะ รวมถึงสนับสนุนกิจกรรมเพื่อพัฒนาชุมชนและโลกของเรา Kiehl’s มุ่งไปสู่การหมุนเวียนทรัพยากรอย่างยั่งยืน กำหนดเป้าหมายภายในปี 2030 ที่ประกอบด้วยการจัดสรรทรัพยากรอย่างยั่งยืน 100% ของผลิตภัณฑ์ Kiehl’s ต้องผ่านกระบวนการผลิตที่ลดการเกิดของเสีย และสรรหาส่วนผสมจากธรรมชาติที่ได้มาอย่างยั่งยืน สามารถปลูกทดแทน หรือเกิดขึ้นใหม่ได้เองตามธรรมชาติ
การออกแบบเพื่อลดขยะต้นทาง โดย 100% ของขวด กระปุก และบรรจุภัณฑ์ของ Kiehl’s ต้องผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล และถูกนำกลับมาวนใช้ซ้ำในรูปแบบถุงเติม นอกจากนี้ยังสร้างพลังให้ชุมชนทั่วโลกเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมของเราและโลกให้น่าอยู่ขึ้น โดยในปี 2023 Kiehl’s ร่วมมือกับ Qualy แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดีไซน์ของคนไทยเพื่อโลกที่ยั่งยืน นำบรรจุภัณฑ์เปล่าเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลมาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น กระถางต้นไม้ Mission Renewal ใน Gift Set พิเศษ ประมาณ 10 บรรจุภัณฑ์เปล่าของ Kiehl’s = 1 กระถางต้นไม้
เป้าหมายปี 2023 ของแบรนด์จึงมุ่งมั่นให้ทุกคนนำบรรจุภัณฑ์เปล่ามารีไซเคิลจำนวน 35,000 ชิ้น สำหรับผู้ที่นำผลิตภัณฑ์เปล่ามารีไซเคิลกับเรารับไปเลย Kiehl’s Friend & Family 50 คะแนน ไม่รับถุง Shopping Bag รับเพิ่ม 50 คะแนน ตามปณิธานที่เราต้องการตอบแทนสังคมและชุมชน รายได้หลังจากการหักค่าใช้จ่ายเราจะบริจาคให้กับมูลนิธิเด็กโสสะแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เพียงแค่ช้อปสินค้าใดๆ ของ Kiehl’s = บริจาค 10 บาท ให้กับมูลนิธิเด็กโสสะแห่งประเทศไทยฯ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน 2566

ภาพ: Courtesy of Kiehl’s
The post Kiehl’s เปิตตัว Sustainability แคมเปญ Mission Renewal ครั้งแรกของไทย appeared first on THE STANDARD.
]]>
รู้หรือไม่ว่าจากข้อมูลของ Zero Waste Week เปิดเผยว่าในป […]
The post POP TIP: ไอเดียการนำบรรจุภัณฑ์เครื่องสำอางที่ใช้หมดแล้ว มา Reuse ให้เกิดประโยชน์ ช่วยลดโลกร้อน appeared first on THE STANDARD.
]]>
รู้หรือไม่ว่าจากข้อมูลของ Zero Waste Week เปิดเผยว่าในปี 2561 มีการผลิตบรรจุภัณฑ์เครื่องสำอางมากกว่า 120 พันล้านชิ้นทั่วโลก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบรรจุภัณฑ์ที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ ดังนั้นในฐานะที่เราทุกคนเป็นผู้บริโภค จึงสามารถแสดงออกผ่านพฤติกรรมการใช้งานที่มีส่วนช่วยในการรักษาสิ่งแวดล้อมได้ เช่นการ Reuse หรือการนำบรรจุภัณฑ์กลับมาใช้ใหม่ ซึ่งเป็นส่วนเล็กๆ ในชีวิตประจำวันที่เราทุกคนสามารถลดปัญหาจากขยะบรรจุภัณฑ์ของเครื่องสำอางได้อีกทางหนึ่ง ต่อไปนี้เป็นวิธีที่เรานำมาฝากเป็นไอเดียสำหรับการนำบรรจุภัณฑ์เครื่องสำอางที่ใช้หมดแล้ว มาทำความสะอาด และใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ อย่างหลากหลายดังนี้

Pop Tip: ไอเดีย Reuse บรรจุภัณฑ์เครื่องสำอางที่ใช้หมดแล้ว
ภาพ: esteelauder / Instagram
www.instagram.com/p/Cc-5hioglnw/
The post POP TIP: ไอเดียการนำบรรจุภัณฑ์เครื่องสำอางที่ใช้หมดแล้ว มา Reuse ให้เกิดประโยชน์ ช่วยลดโลกร้อน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปีนี้ครบรอบ 100 ปี น้ำหอม N°5 แน่นอนว่า Holiday Collect […]
The post CHANEL จับมือพันธมิตร Pochet Du Courval ออกแบบขวดน้ำหอม N°5 ทำจากแก้วรีไซเคิลครั้งแรก appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปีนี้ครบรอบ 100 ปี น้ำหอม N°5 แน่นอนว่า Holiday Collection ของน้ำหอม CHANEL จะต้องมีรุ่นพิเศษ Limited Edition ออกมาเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองให้กับน้ำหอมที่เป็นตำนานและเป็นเอกลักษณ์ และเป็นไปตามคาด เมื่อแบรนด์ CHANEL เปิดตัว Eau De Parfum N°5 ในเวอร์ชันใหม่ นับว่าเป็นครั้งแรกของ CHANEL ที่ผลิตขวดน้ำหอมที่ทำจากแก้วรีไซเคิล ในขณะที่ยังคงเก็บรักษารูปลักษณ์อันเรียบง่าย เปล่งประกาย และโปร่งใสไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ซึ่งการจะคงไว้ซึ่งจุดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์สุดประณีตให้ออกมาเป็นขวดน้ำหอมที่ทำจากแก้วรีไซเคิลขวดแรกอย่างสมบูรณ์นั้น CHANEL ได้ร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจที่ก่อตั้งมาอย่างยาวนานอย่าง Pochet Du Courval ที่เรียกได้ว่าคือประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิต ซึ่งมีการใช้เทคโนโลยีรีไซเคิลอันเป็นนวัตกรรมเพื่อให้ได้มาซึ่งแก้วคุณภาพสูงตามที่ต้องการ
ในส่วนของกล่องก็ได้รับการออกแบบใหม่เช่นกัน โดยทำจากเยื่อกระดาษที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ให้ความรู้สึกเย้ายวนและโอบรับรูปทรงที่โดดเด่นของขวดอันเป็นตำนานอย่างแนบสนิท และสุดท้าย เลข 5 อันเป็นตัวเลขนำโชคของมาดมัวแซลล์ชาเนล ถูกประทับเป็นสีทองบนฉลากแบบใหม่สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ถือได้ว่าน้ำหอม N°5 ที่ทั้งอาว็องการ์ดและไร้กาลเวลา มีการถูกหยิบยกมาตีความในแง่มุมใหม่ที่คาดไม่ถึงอยู่เสมอ และครั้งนี้ก็เช่นกัน แฟนๆ ของแบรนด์ CHANEL ที่ได้เห็นเสน่ห์ของน้ำหอมกลิ่นโปรดในรูปลักษณ์ที่เรียบง่ายและเปล่งประกาย ด้วยแนวคิดที่ตีความออกมาได้อย่างงดงามในโอกาสฉลองครบรอบ ‘100 ปี แห่งความเลื่องชื่อ’ นั้น น่าจะทำให้หลายคนตกหลุมรักน้ำหอม N°5 ยิ่งกว่าเดิม
The post CHANEL จับมือพันธมิตร Pochet Du Courval ออกแบบขวดน้ำหอม N°5 ทำจากแก้วรีไซเคิลครั้งแรก appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กระป๋องทรงสูงอันเป็นเอกลักษณ์ของ […]
The post Pringles ลบคำสบประมาท ‘ฝันร้าย’ ของผู้รีไซเคิล เปิดทดสอบกระป๋องดีไซน์ใหม่ทำจากกระดาษรีไซเคิล appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กระป๋องทรงสูงอันเป็นเอกลักษณ์ของ Pringles มันฝรั่งทอดรูปทรงพาราโบลาอันเลื่องชื่อ ถูกยกให้เป็น ‘ฝันร้าย’ ของผู้รีไซเคิลในสหราชอาณาจักร เพราะกระป๋องที่ว่านี้เป็นการรวมกันของฟอยล์ กระดาษแข็ง โลหะ และพลาสติก ซึ่งยากต่อการรีไซเคิล ด้วยมีวัสดุหลายชนิดที่เกี่ยวข้อง
ล่าสุด Kellogg’s บริษัทแม่ของ Pringles จึงขอลุกขึ้นมาลบคำสบประมาทดังกล่าวด้วยการเริ่มทดสอบกระป๋องดีไซน์ใหม่ซึ่งใช้เวลาออกแบบนาน 12 เดือน โดย 90% ทำจากกระดาษรีไซเคิล และอีก 10% คือพลาสติก โดยการทดสอบนี้จะมีขึ้นเป็นเวลา 6 สัปดาห์ในร้าน Tesco 3 แห่งในอังกฤษ
“เรากระตือรือร้นที่จะมีส่วนร่วมและลดผลกระทบต่อโลกใบนี้” มิแรนดา พรินส์ รองประธานของ Pringles กล่าว “และแฟนๆ ของ Pringles ก็คาดหวังในตัวเราเช่นกัน ดังนั้นเราจึงทำงานอย่างหนักเพื่อหากระป๋องใหม่ซึ่งสามารถรีไซเคิลได้ ทั้งยังช่วยรักษามันฝรั่งทอดของเราให้สด อร่อย และไม่แตก”
Kellogg’s กล่าวว่าการออกแบบใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายที่จะทำให้บรรจุภัณฑ์ทั้งหมดสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ รีไซเคิล หรือย่อยสลายได้ 100% ภายในสิ้นปี 2025 โดยจะรวบรวมข้อมูลผู้บริโภคและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ใหม่ และหากประสบความสำเร็จอาจจะมีการขยายไปทั่วยุโรป
อย่างไรก็ตาม สมาคมรีไซเคิลซึ่งตั้งอยู่ในสหราชอาณาจักรและเป็นผู้วิพากษ์วิจารณ์กระป๋อง Pringles กล่าวว่าการออกแบบใหม่เป็นสัญญาณที่น่ายินดี แต่ยังมีช่องว่างสำหรับการปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ เพราะฝาพลาสติกที่ยังใช้อยู่อาจเป็นส่วนหนึ่งที่เพิ่มปัญหามลพิษจากพลาสติกหากถูกทิ้งไม่เป็นที่เป็นทาง เช่น ลำธาร และทะเล
พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์
อ้างอิง:
The post Pringles ลบคำสบประมาท ‘ฝันร้าย’ ของผู้รีไซเคิล เปิดทดสอบกระป๋องดีไซน์ใหม่ทำจากกระดาษรีไซเคิล appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (5 มิถุนายน) พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐ […]
The post ประวิตร เปิดโครงการ ‘เปลี่ยนพลาสติกเป็นบุญ’ วันสิ่งแวดล้อมโลก มุ่งอนุรักษ์อย่างยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (5 มิถุนายน) พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้เข้าร่วมงานวันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2563 และเป็นประธานพิธีเปิดโครงการ ‘เปลี่ยนพลาสติกเป็นบุญ’ (เมื่อคุณหมุนเวียน) โดยมีวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) พร้อมผู้บริหารจาก 20 กระทรวง และเครือข่ายภาคเอกชนกลุ่ม พีพีพี พลาสติก และผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาชน รัฐวิสาหกิจ เข้าร่วมโครงการ ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร
พล.อ. ประวิตร ได้กล่าวเปิดโครงการ โดยขอบคุณภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนที่ได้ร่วมมือกัน แสดงพลังขับเคลื่อนการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการจัดการปัญหาเรื่องขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม ซึ่งวันนี้เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลกประจำปี 2563 ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทย ที่ทุกภาคส่วนจะได้ร่วมมือกันแก้ปัญหาขยะพลาสติก ภายใต้โครงการ ‘เปลี่ยนพลาสติกเป็นบุญ (เมื่อคุณหมุนเวียน)’ และคาดการณ์ว่าโครงการนี้จะสามารถลดปริมาณขยะพลาสติก โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์พลาสติกจากการใช้บริการรับ-ส่งอาหาร ซึ่งจะทำให้ประชาชนมีความเข้าใจและเห็นความสำคัญของการแยกขยะ เพื่อนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล นับเป็นการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน สามารถลดปริมาณขยะที่เกิดขึ้นในสังคม และขยะทะเลได้ต่อไป
พล.อ. ประวิตรได้กล่าวเพิ่มเติม ขอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และผู้แทนจากทุกกระทรวง ทุกหน่วยงาน มีการรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้ตระหนักรู้ และเห็นความสำคัญของการแยกขยะพลาสติก ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ขยายผลโครงการให้มีความต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ เป็นรูปธรรม เกิดประโยชน์ อย่างแท้จริง ควบคู่กับการปลูกป่าเพิ่มพื้นที่สีเขียว เพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้กับลูกหลานของคนไทย สังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืนต่อไป
พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์
The post ประวิตร เปิดโครงการ ‘เปลี่ยนพลาสติกเป็นบุญ’ วันสิ่งแวดล้อมโลก มุ่งอนุรักษ์อย่างยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.
]]>
พลาสติกจะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นได้อย่างไร คุณภาพ […]
The post ชมคลิป: Plastic for Planet พลาสติกกู้โลก appeared first on THE STANDARD.
]]>
พลาสติกจะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นได้อย่างไร คุณภาพชีวิตของเราจะดีขึ้นกว่าเดิมจากการใช้วัสดุมหัศจรรย์นี้ได้ขนาดไหน
เรื่องราวนวัตกรรมพลาสติกจาก SCG ในคลิปนี้มีคำตอบให้คุณ
The post ชมคลิป: Plastic for Planet พลาสติกกู้โลก appeared first on THE STANDARD.
]]>