ร้อง เล่น เต้นระบำ คือ กิจกรรมที่ ดรีม-อภิชญา พานิชตระก […]
The post Passion Calling: ‘นักแสดง’ แพสชันหนึ่งเดียวที่ทำให้ ‘ดรีม-อภิชญา พานิชตระกูล’ อยากตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตทุกวัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ร้อง เล่น เต้นระบำ คือ กิจกรรมที่ ดรีม-อภิชญา พานิชตระกูล ชอบทำตั้งแต่จำความได้ ภายใต้รอยยิ้มหวานสดใสของนักแสดงและยูทูบเบอร์สาวจากช่อง GoyNattyDream มีเพียงอาชีพเดียวที่เธอฝันอยากเป็นมาตลอดนั่นคือ ‘นักแสดง’
“การแสดงทำให้เราเหมือนหลุดเข้าไปอีกโลกหนึ่ง เรามีชื่อใหม่ มีคาแรกเตอร์ใหม่ และได้เอนจอยกับการค้นหาชีวิตในบทบาทอื่น”
สำหรับดรีมการแสดงเป็นแพสชันที่ขับเคลื่อนชีวิต เป็นความสุขที่ไม่ต้องพยายามมากมาย และเป็นเหมือนจุดหมายให้อยากตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตต่อในทุก ๆ วัน แม้ตอนนี้การเดินตามความฝันอาจยังไม่ถึงจุดหมาย แต่วันนี้เธอมีความสุขที่ได้เป็นคนเลือกทุกอย่างด้วยตัวเอง และยังคงเชื่อมั่นว่าการเลือกของเธอจะพาไปสู่วันที่ได้รับการยอมรับในฐานะ ‘นักแสดง’ อย่างแท้จริง
อะไรคือจุดเปลี่ยนสำคัญของเส้นทางนี้ และพื้นที่แบบไหนที่เติมไฟแห่งแพสชันของเธอให้แน่วแน่ พบคำตอบพร้อมเรื่องราวความฝันของ ดรีม-อภิชญา พานิชตระกูล ใน Passion Calling x GoyNattyDream
“ดรีมเป็นเด็กที่ชอบร้อง เล่น เต้นระบำ ตั้งแต่จำความได้ เราเลือกเรียนเองด้วยนะ พ่อแม่ไม่ได้บังคับ เวลามีงานโรงเรียนก็มักจะได้ขึ้นโชว์ตลอด จนพอเข้ามัธยมมีโอกาสได้เล่นละครเวทีมิวสิคัล ที่ได้ร้องเพลงและแสดงด้วย ตอนนั้นรู้สึกว่ามีความสุขมากจริง ๆ”
การเพอร์ฟอร์มบนเวทีไม่ว่าจะในรูปแบบไหน ล้วนทำให้เด็กหญิงอภิชญาใจเต้นแรง โดยเฉพาะการแสดง เพราะสำหรับเธอมันคือการได้หลุดเข้าไปอีกโลกหนึ่ง โลกที่มอบ magic moment ที่หาไม่ได้จากที่ไหน

จากความชอบในวัยเด็กถูกต่อยอดด้วยการตัดสินใจเรียนต่อคณะนิเทศศาสตร์ ซึ่งเต็มไปด้วยพื้นที่ให้ได้ลองทำอาชีพที่ชอบ
“พอเข้านิเทศจุฬา มีรุ่นพี่ชวนไปแคสต์ สิ่งแรกที่ได้ทำน่าจะเป็นโฆษณา ตอนนั้นไปแคสต์เกือบทุกวัน จากนั้นก็เริ่มมีงานเล็ก ๆ อย่างการเป็น extra ในซีรีส์ แม้จะไม่มีชิ้นไหนที่จริงจังมาก แต่ทั้งหมดเราเห็นชัดว่า เราอยากอยู่ในวงการบันเทิง อยากเป็นนักแสดงที่ได้เล่นบทที่ตัวเองใฝ่ฝัน บทที่ท้าทาย และ intense จริง ๆ”
จากการฝึกฝีมือผ่านโฆษณาและการแสดงในช่วงมหาวิทยาลัย ดรีมยังคงเดินหน้าหาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ จนกระทั่งช่วงโควิด-19 กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่ทำให้เธอได้เข้าใกล้ความฝันอย่างที่สุด ด้วยการสร้างช่อง GoyNattyDream และปล่อยคลิปแรกออกมา
“ช่วงโควิดเราว่างกันหมด เลยหาอะไรสนุก ๆ ทำ ลองอัดรายการ ถ้าหนูรับพี่จะรักปะ แขกรับเชิญคนแรกคือ เก้า-จิรายุ พอลองตัดต่อออกมา เราชอบมาก แต่ก็ยังไม่รู้ว่าคนอื่นจะชอบหรือเปล่า สุดท้ายเรามานั่งคุยกันสามคน แล้วตัดสินใจว่าอยากออนจริง ๆ เลยปล่อยคลิปออกไป”
คลิปแรกนั้นไม่เพียงสร้างความสนุกสนานและเสียงหัวเราะ แต่ยังเปิดประตูบานใหม่ให้กับชีวิต ชื่อของดรีมเริ่มถูกจับตามองมากขึ้น ได้รับการจดจำมากขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือได้มีโอกาสเพอร์ฟอร์มอีกครั้งในเวทีที่ใหญ่ขึ้น

“การทำช่อง GoyNattyDream เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด เพราะมันทำให้คนรู้จักเรามากขึ้น และพาเราไปสู่โอกาสต่าง ๆ หนึ่งในนั้นก็คืองานแสดงสิ่งที่เราอยากทำมาตลอด”
สำหรับดรีม พื้นที่ที่หล่อเลี้ยงความฝันที่แรกคือ ‘ผู้คน’ ในที่นี้คือก้อยและแนตตี้
“ก้อยและแนตตี้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเลย เป็นพื้นที่โยนไอเดีย ทำให้เราได้ลองใช้ชีวิต ฝึกฝีมือในการทำสิ่งต่าง ๆ เป็นทั้งพื้นที่สบายใจ สนุกสนาน และคอยเติมไฟให้กับแพสชันอยู่เสมอ”
อีกพื้นที่หนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ‘ที่อยู่อาศัย’ ซึ่งสำหรับดรีมแล้ว สเปซที่ดีคือพลังงานที่จะกำหนดทั้งจังหวะชีวิตและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อไขว่คว้าความฝันให้สำเร็จ

“ดรีมเชื่อเรื่องเอเนอร์จี้มาก หมอดูเคยบอกว่าดรีมต้องอยู่กับอะไรที่สว่าง ๆ ซึ่งดรีมเห็นด้วยมาก ๆ เราชอบการได้เปิดหน้าต่างแล้วเจอท้องฟ้า มีพื้นที่สีเขียว มีมุมสงบที่เราสามารถแสดงตัวตนออกมาได้ เพราะถ้าเรามีพลังงานดี ๆ รอบตัว มันจะขับเคลื่อนให้ชีวิตแอคทีฟ อยากลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง และเติมกำลังใจให้มีแพสชันทำสิ่งที่เราอยากทำต่อไปได้”
“ดรีมเป็นคนหนึ่งที่เลือกชีวิตดี ๆ ให้ตัวเอง แต่ละก้าวคือการตัดสินใจของเราเอง ตั้งแต่การเลือกเรียนดนตรี เรียนการแสดง การไปแคสต์ การทำช่อง หรือแม้แต่การโพสต์ ทุกช้อยส์คือการตัดสินใจของดรีมที่จะให้ไปถึงฝันทั้งหมด”
เส้นทางตามหาความฝันของเธออาจไม่ได้ก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว แต่คือการเดินอย่างมั่นคงและแน่วแน่ เพราะนี่คือเส้นทางที่เธอ ‘เลือกเอง’ ตั้งแต่แรก และจะยังเลือกเดินต่อไป

ดรีมทิ้งท้ายด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยแพสชันว่า
“ถึงตอนนี้อาจยังไม่ไปถึงฝั่งฝันที่ตั้งใจไว้ แต่เมื่อมองย้อนกลับไปก็รู้ว่าเราเดินมาไกลกว่าที่คิดไว้มากแล้ว และทุกการตัดสินใจที่ผ่านมา คือการเลือกที่ถูกต้องเสมอ คิดว่าการตัดสินใจของดรีมจะทำให้ไปถึงฝันได้สักวัน”
The post Passion Calling: ‘นักแสดง’ แพสชันหนึ่งเดียวที่ทำให้ ‘ดรีม-อภิชญา พานิชตระกูล’ อยากตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตทุกวัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
“แพสชันของเราเปลี่ยนไปได้เสมอ อย่าลืมดูแลสุขภาพกายและใจ […]
The post Passion Calling: ‘หมอเจี๊ยบ ลลนา’ จากวันที่วิ่งตามความฝัน สู่วันที่กลับบ้านมาดูแลใจตัวเอง [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.
]]>
“แพสชันของเราเปลี่ยนไปได้เสมอ อย่าลืมดูแลสุขภาพกายและใจให้ดี เพื่อทำตามแพสชันต่อไป”
นี่คงเป็นประโยคสรุปเรื่องราวความทุ่มเทเพื่อแพสชันของ หมอเจี๊ยบ-ลลนา ก้องธรนินทร์ ได้ดีที่สุด เพราะถ้ารู้จักหมอเจี๊ยบ ในฐานะอดีตนางสาวไทย นักแสดง แพทย์หรือผู้ก่อตั้งมูลนิธิ Let’s be heroes คงเห็นแววตาที่มุ่งมั่นและชัดเจนในความฝันมาตลอด แต่แท้จริงแล้วเบื้องหลังของเส้นทางนี้เต็มไปด้วยการค้นหา และการเปลี่ยนแปลงครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งวันหนึ่งร่างกายประท้วง และบอกกับหมอเจี๊ยบว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องกลับมาดูแลตัวเอง
“ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยอยากเป็นหมอเลย เห็นอาชีพไหนเจ๋งก็ชอบอันนั้น แพสชันที่รุนแรงตอนเด็กก็คือ อยากทำอาชีพอะไรก็ได้ที่มีเงิน จะได้นอนอยู่บ้านเล่นเกม จนกระทั่งเราดัดฟัน แล้วไปถอดรีเทนเนอร์ ค่าพบหมอฟัน 600 บาท ใช้เวลารวดเร็วมากไม่ถึงสองนาที เลยเจอแรงบันดาลใจว่า อยากเป็นหมอฟัน อาชีพนี้แหละที่จะทำให้ฉันได้นอนเล่นเกมอยู่บ้าน”

ไม่รู้ว่าโชคชะตาหรือเปล่า ตอนนั้นคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เปิดให้สอบตรง หมอเจี๊ยบจึงอยากลองเข้าไปทำข้อสอบดู แต่การจะเข้าสอบได้ต้องมีชั่วโมงฝึกงานในโรงพยาบาล นั่นเป็นครั้งแรกที่หมอเจี๊ยบได้สัมผัสบรรยากาศในโรงพยาบาลจริง ๆ
“จากที่ไปฝึกงานในโรงพยาบาล เราเห็นคนไข้มารอเป็นร้อยคน แต่มีหมออยู่คนเดียว ตอนนั้นรู้สึกว่า ถ้าเราเป็นหมอตรงนั้นก็คงดี อาจช่วยอะไรได้บ้าง จากเหตุการณ์นั้นเหตุการณ์เดียว เกิดเป็นแรงบันดาลใจเลยว่าอยากเป็นหมอ และอยากเปิดฟรีคลินิกช่วยเหลือผู้ขาดแคลน”
“ช่วงนั้นมีประกวดนางงาม แล้วแม่ชอบนางงามมาก แม่บอกว่าลองดูตัวอย่างจากดาราสิ เขามีชื่อเสียง เวลาขอสมทบทุนจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือมากขึ้น”
แน่นอนว่าหมอเจี๊ยบไม่เคยคิดจะก้าวขาสู่วงการบันเทิง แต่มองว่าการประกวดนางสาวไทยเป็นโอกาสที่จะทำให้ความฝันเรื่องฟรีคลินิกเกิดได้เร็วขึ้น หลังจากลังเลอยู่นาน เธอก็ตัดสินใจก้าวขึ้นเวที และคว้าตำแหน่งนางสาวไทย ปี 2549 ได้สำเร็จ
เมื่อประตูสู่ความฝันถูกเปิดออกด้วยการเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง หมอเจี๊ยบใช้โอกาสนี้บอกกับสังคมถึงสิ่งที่อยากทำในอนาคต ไม่ว่าจะไปออกรายการไหน เธอพูดถึงความมุ่งมั่นในการเปิดฟรีคลินิกในอนาคตอยู่เสมอ
ผ่านมาสิบกว่าปี หมอเจี๊ยบวางแผนจริงจังเพื่อสร้างฟรีคลินิกให้เกิดขึ้นได้ จึงก่อตั้ง ‘มูลนิธิ Let’s be heroes’ ที่จัดตั้งคลินิกแพทย์เฉพาะทางเคลื่อนที่ โครงการช่วยเหลือสัตว์ และโครงการให้ความรู้ เพื่อส่งต่อโอกาสด้านสุขภาพให้กับทุกคน
“มูลนิธิเคยไปที่อุ้มผาง เจอคนไข้ต้องการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ แต่ไม่มีเงินทุน โชคดีที่เพื่อนหมอหัวใจช่วยประสานงานโรงพยาบาลราชวิถีจนพาคนไข้ผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจได้สำเร็จ วันที่ไปเยี่ยมเขาหลังผ่าตัด เขาบอกว่า ขอบคุณที่ให้ชีวิตใหม่กับเขา เขาสัญญาว่าจะเลี้ยงลูกให้เป็นคนดี แล้วถ้ามีโอกาส อยากจะให้ลูกส่งต่อสิ่งดี ๆ แบบนี้กับคนอื่น”

“เรารู้สึกตื้นตันใจมากเวลาได้ช่วยคน เพราะเราไม่ได้ช่วยแค่เขา แต่ช่วยครอบครัวเขาด้วย เราสามารถทำให้เขาเห็นมุมมองของการให้แบบไม่มีที่สิ้นสุด มันชื่นใจ เป็นเรื่องราวดี ๆ ที่อยากเล่าให้ฟัง”
ดูเหมือนทุกอย่างจะเป็นไปอย่างราบรื่น แต่การใส่สุดพลังเพื่อไล่ล่าความฝัน ที่เติมเต็มความหมายในหัวใจ กลับทำให้ร่างกายเริ่มไม่ไหว
“ยอมรับว่าที่ผ่านมาเราใช้ร่างกายเยอะมาก ทั้งในวงการบันเทิงและวงการหมอ มีวันหนึ่งตื่นมาแล้วร้องไห้ หายใจไม่ออก รู้ว่าทำงานไม่ได้ สุดท้ายไปหาหมอ เพื่อรับยา พอหาสาเหตุก็พบว่า ทุกครั้งที่อดนอนจะเป็นแพนิก”
สัญญาณความเจ็บป่วยจากร่างกายทำให้แพสชันใหม่ของหมอเจี๊ยบชัดเจนยิ่งขึ้น
“เราเห็นว่าความเจ็บป่วยมันใกล้ตัวมากขึ้น แพสชันก็เปลี่ยนไป เงินทองและชื่อเสียงบางครั้งไม่สามารถช่วยอะไรได้ แต่สิ่งที่ช่วยเยียวยาหัวใจของเราได้คือความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัว ตอนนี้แพสชันอันดับหนึ่งก็เลยเปลี่ยนเป็นการใช้เวลากับตัวเอง ครอบครัวและคนที่รักให้ดีที่สุด”
สำหรับหมอเจี๊ยบ สถานที่แรกที่ช่วยชุบชูหัวใจเมื่อเจอกับอุปสรรคอันหนักหน่วงในชีวิต ก็คือ ‘บ้าน’ เพราะเป็นเหมือนเซฟโซน ยิ่งเป็นบ้านที่มี space ที่ตอบโจทย์ ก็ยิ่งทำให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้น

โครงการ Grande Pleno ทวีวัฒนา
“เวลากลับมาบ้านจะเหมือนได้ชาร์จพลัง ยิ่งเมื่อโตขึ้น มีบ้านเป็นของตัวเอง เราสามารถสร้างพื้นที่ที่เติมเต็มชีวิตของเราได้เอง เจี๊ยบชอบห้องนอนมาก ทำทุกกิจกรรมในห้องนอน ทั้งพักผ่อน เล่นเกม แทบจะกินข้าวในห้องนอนเลยด้วยซ้ำ”
ไม่ใช่แค่เซฟโซน แต่บ้านยังทำให้หมอเจี๊ยบได้ทำตามแพสชันบางอย่างในวัยเด็กเช่นเดียวกัน
“ตอนเด็กเราชอบเล่น Harvest moon มาก เกมปลูกผัก ทำฟาร์ม จีบสาว โตขึ้นมาก็ยังมีความคิดอยากทำฟาร์มอยู่ เลยทำมุมสวนไว้ที่บ้าน และยังมีมุมสัตว์เลี้ยงด้วยนะ ก็มาจากแพสชันตอนเด็กนั่นแหละ”

จากวันที่ทำทุกวิถีทางเพื่อไล่ล่าแพสชัน หมอเจี๊ยบทิ้งท้ายบทเรียนในชีวิตไว้ว่า
“นกน้อยควรทำรังแต่พอตัว เวลาเรามีแพสชันจะใช้ชีวิตหนักหน่วงมาก แต่อย่าลืมกลับมาดูแลร่างกายตัวเอง เพราะว่าสิ่งเหล่านี้เมื่อพังแล้วเอาคืนไม่ได้ แต่ถ้าเรายังมีกำลังกาย กำลังใจอยู่ เราสามารถทำตามแพชชันของตัวเองได้เสมอและมีชีวิตดีๆที่เลือกเองได้”
สามารถดูรายละเอียดทาวน์โฮมและบ้านแฝดจาก AP ได้ที่ https://www.apthai.com/th/townhome
The post Passion Calling: ‘หมอเจี๊ยบ ลลนา’ จากวันที่วิ่งตามความฝัน สู่วันที่กลับบ้านมาดูแลใจตัวเอง [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.
]]>
ความสุขจากการดูแลรักษาความเจ็บป่วยและฟื้นฟูสุขภาพของเพื […]
The post หมอแพร-พญ.ธิรดา จิตตการ (ว.30170) แพทย์ความงามผู้เข้าถึงใจคนไข้ดั่งนักจิตเวช appeared first on THE STANDARD.
]]>
ความสุขจากการดูแลรักษาความเจ็บป่วยและฟื้นฟูสุขภาพของเพื่อนมนุษย์คือความทรงจำอันงดงามที่ประทับอยู่ในใจ หมอแพร-พญ.ธิรดา จิตตการ (ว.30170) ตั้งแต่วันแรกที่เธอสวมชุดกาวน์ แต่เมื่อก้าวเข้าสู่เส้นทางใหม่ในฐานะแพทย์ด้านความงามอย่างเต็มตัว เธอได้พบโลกอีกใบที่เปี่ยมด้วยความหมายและความสวยงามไปอีกแบบ

หมอแพรค้นพบว่า การดูแลด้านความงามนั้นเป็นการเดินทางที่ลึกซึ้งและละเอียดอ่อนยิ่งกว่า เป็นการตอบสนองความปรารถนาที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความต้องการที่จะดูดีขึ้น และการทำความเข้าใจความรู้สึก ความคาดหวังของคนไข้แต่ละรายนั้น ก็ไม่ต่างจากการทำงานของแพทย์จิตเวชที่ต้องเข้าถึงเบื้องลึกของจิตใจ เพื่อเติมเต็มสิ่งที่คนไข้มองหา และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การได้ช่วยให้ทุกคนที่เข้ามานั้นสวยและดูดีที่สุดในแบบฉบับของตนเอง เช่นเดียวกับแนวคิดอันเป็นหัวใจของ Romrawin อย่าง ‘For the Better You’
เบื้องหลังรอยยิ้มแห่งความสุขและความมั่นใจบนใบหน้าของคนไข้นั้น หมอแพรต้องเผชิญกับความท้าทายรูปแบบใดบ้าง ค้นพบเรื่องราวและแรงบันดาลใจของเธอได้ใน Passion Calling x Romrawin with Dr.Prae Thirada

หมอแพร: ถ้าการรักษาโรคส่วนใหญ่ เวลาเจอคนไข้ที่ป่วยมาแล้วเราก็ดูแลเขา ทำให้เขาดีขึ้น อาจจะมีข้อคำแนะนำต่างๆ ที่ทำอย่างไรให้โรคมันไม่หนักขึ้น หรือไม่เป็นมากขึ้น แต่สำหรับความงามบางคนไม่ได้มาด้วยการที่มีโรคมาแล้ว เขาจะมาด้วยความที่เขาจะดีกว่าเดิมได้อย่างไร จะสวยกว่าเดิมได้อย่างไร มันก็เป็นสิ่งที่เราก็ต้องค้นหา แล้วก็ต้องคุยกัน เป็นเรื่องของการ Consult ค่อนข้างเยอะมากๆ ว่าเรามีความต้องการตรงกันไหม คนไข้อาจจะอยากสวยแบบหนึ่ง แต่หมอก็มองว่าแบบนี้อาจจะเหมาะกว่า ซึ่งมันก็ต้องเป็นการจูนกันมากกว่า เพราะฉะนั้นการทำงานก็เลยแตกต่างกันค่ะ
หมอแพร: ใช่ เราต้องเข้าใจจิตใจเขาว่าสิ่งที่เขากังวลมันคืออะไร ไม่เหมือนการรักษาโรคเนอะ โรคก็คือป่วยมาแล้ว เรื่องของ Aesthetic เป็นเรื่องที่ได้เรียนรู้อีกในหลายๆ มิติ การทำงานกับคนไข้เนี่ย มันไม่ใช่แค่ว่าเดินมา แล้วเราก็จิ้มๆ กลับบ้าน หรือว่าจ่ายยากลับบ้าน มันเป็นการดูแลระยะยาว
หมอแพร: ใช่ค่ะ มีคนไข้เคยพูดว่า หมอเป็นคนที่ทำให้เขามีความสุขกับการที่เขาดูดีขึ้น เพื่อนรอบข้างชม ทำอะไรมา สวยขึ้นเนอะ หมอเป็นเหมือนหมอจิตเวชคนหนึ่งของพี่เลยอะไรอย่างนี้ เราก็รู้สึกว่า เออ เราไม่ได้เรียนจิตเวชนะ แต่เราก็สามารถทำให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้นในอีกมิติหนึ่งได้

หมอแพร: รู้สึกดีใจนะ รู้สึกว่าต่อให้เราไม่ได้เป็นหมอผ่าตัดหรือปั๊มหัวใจคนไข้ขึ้นมา แต่ว่าเราก็เป็นการดูแลคนไข้ในอีกแบบหนึ่ง ก็มีความภูมิใจในสิ่งที่เราทำอยู่ เราทำให้เขามีความสุข มันคือสิ่งที่สวยงามของโลกใบนี้ เพราะคนที่อยู่ร่วมกัน แล้วช่วยกันให้แต่ละคนมีความสุขได้ มันก็เป็นสิ่งที่ดี
หมอแพร: จริงๆ ก็เป็นเคสนี้แหละ ที่เขาพูดถึงเรื่องจิตเวช เพราะเราก่อนหน้านั้นก็ไม่เคยคิดนะ ว่าเราเป็นหมอที่จะดูแลทางด้านดูแลจิตใจขนาดนั้น คือเราแค่มาแล้วก็ตอบสนองในสิ่งที่เขาต้องการ แต่ว่าสุดท้ายมันกลายเป็นว่า มันอาจจะเติมเต็มอะไรบางอย่างในชีวิตเขาก็ได้ บางคนอาจจะมีปมในใจบางอย่าง ที่รู้สึกว่าอันนี้มันเป็นปัญหาเขามากเลย แต่พอเราแก้ได้มันกลายเป็นว่า เขารู้สึกขอบคุณที่ทำให้เขามาถึงจุดนี้ได้
หมอแพร: มันก็จะมียาก 2 อย่าง ยากอย่างแรกก็คือ ยากจากการเปลี่ยน เปลี่ยนความต้องการจากเดิมที่เขามาด้วยโจทย์ที่ยากมาก เช่น การอยากสวยแบบโมเดลคนหนึ่งในเกาหลีอะไรอย่างนี้ ซึ่งอันนั้นน่ะ ยาก ยากตั้งแต่การ Consult แล้ว ต้องคุยให้รู้เรื่องก่อนว่าหมอไม่สามารถทำได้ อะไรที่หมอทำได้หมอก็จะ Commit ว่าเราทำได้ แต่อะไรที่ทำไม่ได้ เราก็ต้องยอมรับตรงๆ ว่าเราอาจจะทำได้แค่นี้ ซึ่งเขาโอเคไหม
ความต้องการในเรื่องของความสวยเนี่ยมันไม่มีขีดจำกัด สวยของคนไข้กับสวยของหมอก็ไม่เหมือนกัน คนไข้จะชอบถามว่า จะดีขึ้นได้กี่เปอร์เซ็นต์ คำว่าเปอร์เซ็นต์เป็นสิ่งที่ตอบไม่ได้เลย เพราะว่าเปอร์เซ็นต์คนไม่เท่ากัน
อันที่ 2 ก็คือถ้าเป็นคนไข้ที่มีความผิดปกติในการคาดหวังอยู่แล้ว ที่เป็นกลุ่ม Body Dysmorphic มันก็เป็นโรคทางจิตเวชอย่างหนึ่ง ซึ่งอันนี้เราก็ต้องพยายามดูให้ออกว่าเขาเป็นคนกลุ่มนั้นหรือเปล่า ถ้าเป็นคนกลุ่มนี้ แปลว่าเขาจะไม่มีความพอใจในความสวย เราทำให้สวยแหละ คนอื่นมองว่าสวยแหละ แต่ว่าคนไข้อาจจะบอกไม่ ไม่พอใจ ไม่สวย กลุ่มนี้หมอก็จะหลีกเลี่ยง ก็จะแนะนำว่า อาจจะไปหาหมอท่านอื่น หรือว่าลอง Consult หลายๆ ที่ดูก่อน ก็จะปลอดภัยกับทุกๆ ฝ่ายมากกว่า

หมอแพร: ถ้าความสวยในมุมเรา ที่คิดว่าสวยแล้วคือ ภายในเราต้องสวยด้วยทัศนคติในการใช้ชีวิตแต่ละวัน เพราะว่ามิติความสุขในชีวิตมันไม่ใช่แค่ความสวยจากหน้าตา มันรวมทั้งครอบครัว การออกกำลังกาย การที่ได้มีเวลาไปใช้ชีวิต ทำในสิ่งที่เราอยากทำ เราก็จะรู้สึกว่าเรามีความเติมเต็มในชีวิตที่เราเกิดมาหนึ่งชีวิตละ
ส่วนความสวยในรูปแบบภายนอกเนี่ย เราก็เติมเต็มในจุดที่มันพร่องไป ดูแลให้มันไม่ไปเกินอายุเรา แล้วที่สำคัญก็ต้องมีความสุขในทุกๆ วันด้วย
หมอแพร: ใช่ ฉันอยากจะมีปากแบบคนนั้นหรือว่าตาต้องเป็นแบบนั้น แต่บางทีรวมกันมันก็ไม่สวยนะ หรือแม้แต่หน้าแบบสวยมาก แบบอาจจะเหมือนถอดแบบมาจากนางแบบเลย แต่ว่าในใจเรามันไม่มีความสุข บางคนมองก็จะรู้ว่า เรามีความทุกข์อะไรบางอย่าง ต่อให้หน้าสวย แต่ว่าเราไม่อยากคุยด้วยเพราะรู้สึกว่าไม่สดใส
หมอแพร: ก็คงต้องคุยก่อนว่าจุดที่ทำให้เขาเดินมาในคลินิกเนี่ยคืออะไร สมมติร่องนี้มีเป็น 10 ปีแล้ว อะไรที่มันทำให้เขาต้องเดินมาทำ คือเหมือนอาจจะหาแรงจูงใจของเขาก่อน แล้วหาว่าเครื่องมืออะไรที่จะตอบเขาได้
ก็จะมี 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งที่ทำทุกอย่างได้เลย เปิดใจกันหมด จะทำ จะฉีด จะเครื่องอะไรได้หมด กับอีกกลุ่มหนึ่งก็คือยังไม่เคยทำอะไรมาเลย ขอแบบเริ่มต้นเล็กๆ ก่อน หมอก็เข้าใจค่ะ เพราะว่าทุกคนมันไม่ได้เดินมา แล้วก็แบบอยากจะโดนเข็มอะไรอย่างนี้
จริงๆ หมอก็จะคุยกับคนไข้อยู่แล้วว่า สิ่งสำคัญของการที่ดูแลหน้าให้ดีในระยะยาว มันไม่ใช่การฉีดอย่างเดียว เพราะว่ามันคือเหมือนแก้ปัญหาที่ปลายเหตุด้วยซ้ำ แต่ต้นเหตุคือ คุณนอนดีไหม ออกกำลังกายสม่ำเสมอไหม เรื่องของความเครียดพวกนี้ก็มีผล เรื่องของ Aging เกิดจากสิ่งเหล่านั้นส่วนหนึ่งอยู่แล้ว ก็เป็นเรื่อง 6 เสาหลักของ Lifestyle Medicine ในยุคนี้

เพราะฉะนั้นถ้าเขาอยากให้หน้าดูดีขึ้นแล้วระยะยาวไม่เสื่อมโทรมลงเร็ว มิติอื่นเขาก็ดูด้วย แต่ว่าวันนี้หมอจะช่วยมิติที่เราทำได้เลย ผลบางอย่างมันอาจจะเห็นเลย บางอย่างก็อาจจะต้องรอหน่อย และการบำรุงเนี่ย สำคัญมากๆ นะคะในทุกๆ วัน หมอจะมีตัวช่วยในแง่ที่ว่าเรามาทำเป็นครั้งคราว เพราะบางอย่างบำรุงทำไม่ได้ เดี๋ยวนี้ก็มีเครื่องเยอะแยะมากมาย ที่ช่วยยกชั้นลึกด้วย ชั้นตื้นด้วย การเติมเต็มบางอย่าง หรือการกระตุ้นพวกคอลลาเจน อิลาสตินต่างๆ
บางคนก็มาแบบพี่ไม่อยากทำอะไรเยอะ ไม่อยากให้คนเห็นเปลี่ยนอะไรเยอะ แต่อยากแค่ดูดีขึ้น ก็เริ่มจากการทำเครื่องก่อนค่ะ แต่สุดท้ายก็คือครบทุกอย่างที่คลินิกมีแล้วเขาก็แฮปปี้มาก แล้วก็บอกว่า ไม่รู้มาไกลกันได้ขนาดนี้ จากจุดเริ่มต้นคือไม่ได้อยากทำอะไรมาก
ก็สนุกดี รู้สึกมีความสุขกับการที่เราได้เห็นเขาสวยขึ้นในทุกๆ ครั้งที่เจอกัน มันก็เหมือนฮีลใจเราด้วย เพราะเราก็อยากให้เขาดูดี เขาก็มาบอกเราว่า ขอบคุณนะที่เราทำให้เขาดูดีขึ้น ก็มีความสุขไปด้วยกันค่ะ
หมอแพร: หมอเป็นคนชอบบำรุงอยู่แล้ว แต่สิ่งที่บำรุงทำไม่ได้ก็คือหัตถการบางอย่าง เช่น กลุ่มยกกระชับ เราก็ใช้เครื่องอย่างน้อยก็ประมาณ 6-8 เดือนครั้ง หรือหนึ่งปีครั้ง ที่เหลือก็จะเป็นเรื่องของการเติมเต็มบางอย่าง เช่น Hyaluronic Acid หรือว่าเป็นกลุ่ม Biostimulator ที่ช่วยในเรื่องของการกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิว พออายุเยอะขึ้น มันก็ทำให้คอลลาเจนกับอีลาสตินมันเสื่อมตามกาลเวลาอยู่แล้ว เราก็อาจจะใส่กลุ่มพวกนี้เพื่อไปเสริมทำให้ผิวมันแน่นด้วยตัวเองได้บ้าง

หมอแพร: ใช่แล้ว ส่วนใหญ่คนไข้มา Consult ก็คืออยากได้หน้าแบบหมอ เราก็มั่นใจในการตอบเขาได้ว่า เราเป็นอย่างนี้ได้เพราะอะไร เราดูแลอย่างไรมาบ้าง

หมอแพร: แพทย์ด้านความงามเนี่ย มันเป็นอะไรที่เรารู้สึกว่ามีอะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นเรื่องความรู้ การอัปเดตเทคโนโลยี ยาหรือเครื่องมือต่างๆ มันก็ทำให้เราได้พัฒนาความรู้ใหม่ๆ ตลอดเวลา งานประชุมคือเยอะมากจริงๆ เพราะเราจะต้องรู้ว่าแต่ละอย่างมันเหมาะกับใคร แล้วมันมีข้อห้ามอะไรไหม อะไรที่มันปลอดภัย หรือไม่ปลอดภัยกับคนไข้ประเภทไหน แล้วก็ต้องวินิจฉัยคนไข้ให้ถูกต้องในแง่ที่ว่าเราจะใช้อะไรในการรักษาเขา คนนี้ใช้อันนี้ได้ไหม แล้วไปใช้อันนั้นได้ไหม หรือใช้ร่วมกันแล้วมันจะเป็นอย่างไร แล้วมันมีข้อควรระวังในคนไข้แต่ละกลุ่มโรคไหม ซึ่งอันนี้ก็ต้องเป็นสิ่งที่เราก็ต้องเรียนรู้นะคะ

ได้ความรู้จากการพัฒนาไปเรื่อยๆ แล้วก็ได้ในเรื่องการสื่อสาร ทำให้เราได้พัฒนาเรื่องคนมากขึ้น และที่สำคัญก็คือได้ในเรื่องของความสุข เราเห็นผลลัพธ์แล้วคนไข้แฮปปี้
หมอแพร: เราเป็นเราแบบนี้แหละ แต่ว่าเราดูดีขึ้นในทุกๆ วัน ในทุกๆ เดือน ในทุกๆ ปี คนเห็นหน้าเราก็อาจจะทักว่าเจอกันทีไรก็ยังเหมือนเดิมเลยนะ ไม่แก่ลงเลย หรือว่าดูดีขึ้นในทุกๆ ครั้ง แล้วก็ที่สำคัญคือ จากภายในด้วยค่ะ
หมอแพร: ถ้าคนไม่เคยมั่นใจในความสวย อย่างแรกก็คงต้องเดินมาคุยกันก่อนว่า ความไม่มั่นใจของเขามันคือจุดไหน หมออาจจะช่วยปรับแก้แค่บางจุดที่จะทำให้เขาดูดีขึ้น แน่นอนว่าความมั่นใจของแต่ละคนมันไม่พอดี หมอว่าทำตรงนี้แล้วสวย แต่เขาอาจจะรู้สึกว่ามันยังไม่พอ ก็อาจจะต้องค่อยๆ ลองทำดู และแก้กันไปแต่ว่าไม่มีอะไรที่แก้ไม่ได้ ทุกอย่างมันแก้ได้หมด
คนไข้จะถามอย่างนี้เยอะมากว่า หมอเห็นหน้าพี่แล้วหมอคิดว่าพี่ต้องทำอะไร ก็เป็นโจทย์ที่แบบเราจะดีไซน์อย่างไรดีเนอะ ให้มันดูดีขึ้น มันเป็นอาร์ตเหมือนกันนะคะ น่าสนุก แต่ท้าทายเพราะว่าไม่รู้ว่าถูกใจหรือเปล่า

หมอแพร: ปัจจุบันคลินิกความงามก็มีเยอะนะคะ หรือว่าสถาบันต่างๆ มากมาย ที่ดูแลเรื่องความสวยงาม ก็ต้องเลือกสถานที่ที่มีมาตรฐาน ยามีมาตรฐาน คุณหมอเป็นคุณหมอจริงๆ ที่ทำการรักษาให้ เพราะว่าสิ่งเหล่านี้ มันคือความปลอดภัยของตัวคนไข้เอง แล้วก็มีมาตรฐานในการดูแลรักษาหลังจากนั้นให้เหมาะสม

การเข้าวงการไม่ได้แปลว่าคุณต้องเข้ามาฉีดอย่างเดียว แต่มันจะเป็นการชะลออายุผิวของเขา อาจจะเป็นเครื่องมือก่อนก็ได้นะคะ ทำไม่บ่อยก็ได้ ถ้าอายุยังไม่เยอะ เราไม่ต้องทำเยอะ แต่ทำเรื่อยๆ เป็นการ Maintain ก็ต้องบอกว่าเด็กยุคนี้ก็โชคดีที่มีเครื่องมือเยอะ ที่จะตอบสนองทั้งเจ็บมาก เจ็บน้อย หรือเอาไม่เจ็บ ก็แนะนำว่าถ้าอยากจะเข้า ก็ลองเริ่มเข้าดูค่ะ มันไม่มีอะไรน่ากลัว แล้วก็ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเราเป็นคนเลือก หมอมีหน้าที่แค่แนะนำ เหมือนวินิจฉัยให้ แนะทางเลือกในการรักษา แต่คนไข้จะเป็นคนเลือกเองค่ะ

Romrawin Clinic
Open: ตรวจเวลาทำการได้ทางเว็บไซต์ Romrawin Clinic
Address: ตรวจสอบสาขาได้ทางเว็บไซต์ Romrawin Clinic
Tel: 08 0153 9000, 08 0154 9000
Website: https://www.romrawin.com
Instagram: https://www.instagram.com/romrawinclinic
Facebook: https://www.facebook.com/RomrawinClinic
The post หมอแพร-พญ.ธิรดา จิตตการ (ว.30170) แพทย์ความงามผู้เข้าถึงใจคนไข้ดั่งนักจิตเวช appeared first on THE STANDARD.
]]>
‘ชอบศิลปะ’ ความหลงใหลในความสวยงามของงานศิลป์ตั้งแต่เด็ก […]
The post พญ.อรุณี กับความสุขจากการเติมพลังของตัวเอง ด้วยการเติมความสวยแก่คนไข้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
‘ชอบศิลปะ’ ความหลงใหลในความสวยงามของงานศิลป์ตั้งแต่เด็กเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่ทำให้ หมอออย-พญ.อรุณี ทองอัครนิโรจน์ (ว.40692) ได้เป็นแพทย์ประจำ รมย์รวินท์คลินิก และยังเป็นเหมือนเพื่อนของคนไข้ที่คอยให้คำแนะนำและเกร็ดความรู้ด้านความงามจนถึงทุกวันนี้

จากศิลปะบนวัตถุ…สู่ศิลปะบนใบหน้า ความเป็นศิลปินในสายเลือดและประสบการณ์ด้านผิวหนังกว่าทศวรรษ ทำให้หมอออยค้นพบแพสชันด้านการปรับรูปหน้ามากเป็นพิเศษ เพราะมากกว่าความสุขจากการได้ทำในสิ่งที่รักมาตั้งแต่เด็ก คือความสุขจากการได้ดูแลคนไข้ดุจเพื่อน ได้เห็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ ได้ทำให้คนไข้ทุกคนสวยและดูดีในแบบของตัวเองที่สุด เฉกเช่นแนวคิด ‘For the Better You’ โดย Romrawin
มุมมองความงามในแบบฉบับของหมอออยในหัตถการความงามจะช่วยให้คุณสวยในแบบที่เป็นคุณมากแค่ไหน ค้นพบคำตอบได้ใน Passion Calling x Romrawin with Dr.Oil Arunee

หมอออย: ไม่เชิงเลยค่ะ ปกติแล้วคุณแม่สอนให้ดูแลตัวเองตั้งแต่เล็กๆ คุณแม่สอนให้ใช้ครีมกันแดดตั้งแต่ยังเล็กมาก ซึ่งตอนนั้นเรายังไม่รู้เลยว่าทำไมเราจะต้องเลี่ยงแดด แล้วจริงๆ ตอนเด็กเป็นเด็กที่รักศิลปะมากเป็นพิเศษ เรียกว่าไม่ต้องเรียน เหมือนชอบเอง ทำเอง ด้วยการเป็นคนที่ชอบลองอะไรใหม่ๆ ตอนนั้นก็รู้สึกว่าการเรียนหนังสือ ถ้าเราลองตั้งใจดูสักนิด เกรดดีขึ้น คนก็จะชื่นชม เลยทำให้เราเป็นเด็กที่ชอบเรียน ชอบแข่งขันมาช่วงหนึ่ง
ตั้งแต่เรารู้ตัวว่าเราชอบศิลปะ ชอบด้านการเรียน เราก็เลยเอาสองอย่างมาแมตช์ด้วยกัน การเรียนอะไรที่สามารถเอามาใช้ในแง่ของศิลปะตอนนั้นก็คือชีววิทยา ต้องวาดรูป มองเห็นภาพเซลล์ มองเห็นภาพสิ่งแวดล้อม มันเลยทำให้เรารู้สึกว่าเราจะทำอะไรที่มันได้ทั้งความรู้ในสิ่งที่เราจะก้าวไปข้างหน้า แล้วก็เอาศิลปะเข้ามารวบไปด้วยกัน ตอนนั้นก็ไม่เคยคิดเลยค่ะว่าอยากจะเป็นหมอ แต่สุดท้ายสังคมมันพาไป แล้วอันนี้ก็เวิร์กกว่าการไปเรียนวิศวะ เพราะเราไม่ชอบตัวเลขขนาดนั้น

หมอออย: ต้องบอกก่อนว่าปกติแล้วการเรียนหมอมันไม่ใช่ว่าเรียนไปแล้วเราจะรู้ว่าเราจะจบมาเป็นอะไรนะคะ ในระหว่างที่เราเรียนไปทุกๆ ชั้นปี เราก็จะเริ่มค่อยๆ เห็นการเปลี่ยนแปลง คือช่วงประมาณปี 4, ปี 5, ปี 6 ที่จะเริ่มเห็นแล้วว่าหมอแต่ละวอร์ดหรือหมอแต่ละวิชาชีพ เขาทำอะไรบ้าง
ตอนนั้นมีโอกาสได้ไปเรียนแผนกผิวหนัง จะบอกว่าแผนกผิวหนังความรู้สึกเหมือนเราเล่นจับผู้ร้าย มันจะต้องหาทริก หาคำใบ้โดยการไม่ต้องซักถาม มองปุ๊บ เอ๊ะ หน้าตาผื่นแบบนี้ มีลักษณะแบบนี้ มีองค์ประกอบแบบนี้ เรานึกถึงอะไร ตอนนั้นก็เลยรู้สึกว่า โอ้โห คนไหนที่ช่างสังเกต ช่างทาย ช่างเดา แล้วก็มีประสบการณ์มาก่อน มันก็อาจจะเดาถูก แล้วพอเดาถูกก็เฮ้ย เจ๋งอะ
หมอออย: ใช่ เวลาเรามองเห็นโรคผิวหนัง เราจะมองว่ามันไม่น่าดูเลย มันดูน่ารังเกียจ มันดูเป็นแดงๆ ขุยๆ บางทีก็เป็นโรคติดเชื้ออะไรอย่างนี้ แต่ ณ ตอนนั้นที่เราได้เรียนไปเรื่อยๆ เราจะเริ่มรู้สึกว่ามันมีศาสตร์อื่นอีกนะ ในด้านของผิวหนัง คือนอกจากการทำให้คนหายจากโรคบางอย่างที่มันดูไม่สวยงาม มันสามารถทำให้คนดูสวย ดูดีขึ้นได้ด้วย

หมอออย: มีค่ะ เราก็จะต้องมีเรื่องของสิวนะคะ รอยสิว ก็เคยเข้าไปปรึกษาคุณหมอว่าจะรักษาอย่างไรอะไรแบบนี้
หมอออย: เมื่อก่อนเวลาคนเขาจะมาคลินิกต้องแอบๆ กันมา เขาไม่อยากให้ใครรู้ว่าบางทีเราไปทำอะไรมา มันยังดูเป็นสิ่งที่ต้องปกปิด แบบว่าอยากสวย อยากดูดี เป็นธรรมชาติ แต่ไม่อยากให้ใครรู้ว่าฉันต้องผ่านการทำเครื่อง ไปจิ้ม ไปทำอะไรมา
แต่ปัจจุบันคนยอมรับมากขึ้นนะ ถ้าสังเกตโฆษณาเต็มไปหมด บางคนเขาภูมิใจในการที่จะเข้าไปทำคอนเทนต์ในสถานเสริมความงาม รู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่อยากให้คนได้รับรู้ อยากให้คนได้รู้ว่าฉันได้ทำนะ ลองแล้วไปรีวิวซิว่าเป็นอย่างไร คือตอนนี้โลกมันมองกลับกันหมด เราก็เลยรู้สึกว่าเป็นอะไรที่เปิดมากขึ้น แล้วคนก็พร้อมที่จะอยากดูดี ดูสวยมากขึ้นค่ะ
แล้วสมัยนี้คือเทคโนโลยีมันไปไกลมาก เมื่อก่อนคนอาจจะกลัวว่ามันจะต้องเจ็บ ต้องยอมทน ยอมทรมาน เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีต่างๆ มันมีทั้งง่ายและเร็ว รวมทั้งเห็นผลชัด ไม่ต้องพักหน้าเยอะ Lunch Time Beauty ก็มีนะ เหมือนกับพอเบรกกลางวันเราก็แวบไปแป๊บหนึ่ง ทำสวยเสร็จกลับมาทำงานต่อได้แล้ว ใช้ชีวิตง่ายค่ะ

หมอออย: จะบอกว่าไม่เคยคิดว่าจะเป็นหมอผิวหนังตั้งแต่แรก ต้องยอมรับก่อนว่าในประเทศไทยจริงๆ หมอผิวหนังเป็นตำแหน่งที่มันน้อยนะคะ คือทุกคนก็อยากจะมาเป็น
ครั้งแรกที่ก้าวเข้ามาทำงานในคลินิกเสริมความงาม ปกติเราก็ไม่เคยได้คุยกับคนไข้ในรายละเอียดถึงความทุกข์กับสิ่งที่เขาเห็นบนผิว คือเราก็เข้าใจทั่วไปแหละว่า โอเค มีสิว อยากรักษาสิว มีผื่น อยากรักษาผื่น แต่ในบางครั้งคนไข้ที่เข้ามาเขามีปัญหาลึกไปกว่าสิ่งที่เราเห็น อันนั้นเป็นอันหนึ่งที่รู้สึกว่าเคยใช้เวลาคุยกับคนไข้เคสแรกๆ เป็นชั่วโมง แค่คุยกับประเด็นของเขาที่แบบว่า เออ อันนี้มันไม่ใช่แค่สิวกับสิ่งที่มันเกิด มันเกิดจากความเครียด การไม่ได้นอน เพราะมีปัญหากับที่บ้าน ทะเลาะกันมา แล้วก็มีเรื่องค่าใช้จ่ายโน่นนี่นั่น

หนึ่งปัญหาที่เราเห็นมันเป็นที่มาของปัญหานานัปการ บางทีเวลาเราแงะๆ แคะๆ เข้าไป ไม่ต้องรักษาอะไรเลยก็ได้ แค่คุยกับเขา เขาหาย เชื่อไหมเขาสามารถกลับมาใช้รูทีนของเขาที่ดีขึ้นแล้วก็หายได้ คือหลายๆ ครั้งหมอเจอ น้องหลายๆ คนแรกๆ ที่เข้ามาทำก็ไม่มี Budget ในการทำหน้ามากมาย ทุกคนก็มาด้วยความที่เป็นเด็กนักเรียน บางทีมีปัญหาเล็กๆ น้อยๆ พอปรึกษา ถามไปถามมา สิ่งที่เกิดขึ้น อ๋อ มันเกิดจากการใช้รูทีนผิดๆ เช่น การใช้น้ำยาล้างหน้าที่ไม่เหมาะกับผิวเรา หรือว่าการไปทดลองครีมใหม่ แค่บอกให้เขาหยุดแล้วก็กลับมาดูแลเบสิกสกินแค่นั้นเลย
วันนั้นก็คือแทบไม่ได้ทำอะไร นั่งคุยก็ทำให้คนคนหนึ่งกลับมาใช้ชีวิตได้ดีขึ้น นั่นก็คือเป็นความสุขอย่างหนึ่งของการเป็นหมอเหมือนกันค่ะ
หมอออย: ใช่ จริงๆ แล้วคนเรามันมีที่มาของการที่จะเกิดปัญหาหลายอย่าง บางอย่างไม่ต้องไปใช้อุปกรณ์อะไรเลย มันแค่กลับไปจัดการที่ตัวเราเอง อาจต้องการใครสักคนที่คุยแล้วก็รู้สึกว่าตัวเองดีขึ้น ซึ่งนั่นเป็นสิ่งหนึ่งที่จะบอกว่าอาชีพนี้มันให้ได้ มันสามารถที่จะทำให้คนอื่นดีขึ้นได้
หมอออย: แน่นอนค่ะ หมอเชื่อว่าหมอทุกแผนกที่ต้องสัมผัสกับคนจะต้องรู้ว่าอีกคนเขาคิดอย่างไร แล้วเราก็จะหาวิธีการคุย มันเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เลยค่ะ
หมอออย: จริงๆ แล้วในอาชีพหมอมันได้ลองทุกแบบเลยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาโรคผิวหนังทั่วไป ดูแลผิวเบื้องต้น จนถึงการแก้ไขโครงสร้างของผิวหน้า ซึ่งจะบอกว่าอันที่ยากที่สุดก็คืออันนี้ คือการปรับโครงหน้า นอกจากอายุที่เพิ่มขึ้น บางคนมีปัญหาบางอย่างที่เป็นมาตั้งแต่แรกเกิด การที่ปรับเขานิดๆ หน่อยๆ ทำให้เขาดูดี มั่นใจในแบบที่เป็นตัวเขาเอง อันนี้มันส่งเสริมให้เขาดีขึ้น แล้วก็ส่งเสริมให้เรามีความสุขกับฟีดแบ็กที่เขาบอกกลับมาด้วยค่ะ
หมอออย: ใช่ ความมั่นใจมันส่งพลังออกมาเหมือนกัน เคยสังเกตไหม บางคนหน้าตาอาจจะไม่ได้สวยมาก แต่ว่าถ้าเขาได้พูดหรือสื่อสารอะไรออกมา เขาสวยขึ้น บุคลิกเขาหรือหลายๆ อย่างทำให้เขาสวยขึ้น กับบางคนที่เครียด ดูไม่อยากจะพูดอะไร แต่หน้าตาคือสวยมากเลยนะ แต่พอพูดปั๊บหมองเลย มันมีหลายแบบ
เพราะฉะนั้นการที่เราจะ Inside-Out, Outside-In มันเป็นสิ่งที่จำเป็นจริงๆ นอกจากภายนอกกับภายในตรงกัน มันยังทำให้เรารู้สึกว่าคนนี้เป็นคนจริงใจ เราอยากคุยด้วย

หมอออย: จะบอกว่าจริงๆ แล้วความงามสำหรับหมอมันไม่มีนิยามแหละ มันเป็นการมองโลกของแต่ละคนมากกว่า อย่างของหมออาจจะมองว่าแบบนี้คือสวย ของคนอีกคนหนึ่งก็อาจจะมองว่าอีกแบบหนึ่งคือสวย เพราะฉะนั้นความสวยมันคือความพึงพอใจของตัวเราเองหรือว่าของคนอื่นที่มองเรา
ถ้าบางคนไม่ได้แคร์ตัวเอง แคร์ภาพที่คนอื่นมองเรา เราก็จะไปแคร์ว่าความสวยแบบที่เขามองนี่แหละคือความสวยแบบที่ฉันอยากได้ เพราะฉะนั้นความสวยมันก็เลยไม่มีขีดจำกัดหรือว่า Definition ขึ้นอยู่กับความพอใจของตัวเราเอง

หมอออย: เวลาเราหน้าตาดีเขาบอกว่าโลกจะใจดีกับเรา เวลาเราหน้าตาดีเรามีโอกาสหรือมีสิทธิ์ที่จะได้รับเข้าทำงานมากกว่าอีกคน ในคนที่มีความสามารถเหมือนกัน จริงไหมคะ เราสามารถจะทำให้อีกคนเซย์เยสกับเราได้ง่ายมากขึ้น อันนี้ต้องบอกเลยว่าเป็นเรื่องจริงนะ
หมอออย: จะว่าไปมันก็เหมือนไม่แฟร์ แต่อย่าลืมว่าเราสามารถสร้างได้ มันก็แฟร์ได้เหมือนกัน
หมอออย: ส่วนใหญ่มันจะเป็นเคสที่พอเราทำแล้วมันอิมแพ็กต์กับชีวิตเขาเยอะๆ หลายๆ ครั้งก็จะเคยเจอเคสที่แบบว่ามีความพิการบางอย่างแต่กำเนิดที่มันแสดงออกมาให้เห็นบนใบหน้า ทำให้กระดูกหน้าไม่เท่ากัน มีความหน้าเบี้ยวมาก หรือว่าอาจจะมีโรคบางอย่าง อย่างเช่น โรคปากแหว่งเพดานโหว่ ที่อาจซ่อมแล้วแต่มีแผลเป็น ทำให้เวลาพูดหรือยิ้มมันมีปากที่ไม่เท่ากัน
เวลาที่เราได้ทำหรือว่าช่วยเขาให้หน้ามีความ Symmetry มากขึ้น ความ Symmetry มันเป็นส่วนหนึ่งของความสวยแหละ เราแค่ปรับให้มันมาได้ในเรื่องของสัดส่วน ได้โครงหน้าที่เป็นแบบธรรมชาติ แล้วก็ทำให้หน้ามีความ Positive ในแง่ของโทน แล้วก็ทุกๆ อย่าง มันทำให้เราดูเด็กแล้วก็ดูดีขึ้นนะคะ ดูสวยขึ้นแบบนั้นเลย

ตอนที่ทำเสร็จ พอเขาเห็นตัวเอง เชื่อไหมว่าเขายกกระจกขึ้นมาแล้วเขาน้ำตาไหล เราอยากร้องไห้ตามเลย คือเขารู้สึกจริงๆ เขารู้สึกขอบคุณแบบไม่ต้องพูดเลยค่ะ พอเขากลับไปใช้ชีวิต เขาบอกเลยว่ามันทำให้เขาสามารถที่จะกล้าไปคุย ได้โอกาสในเรื่องของงานมากขึ้น แล้วก็รู้สึกว่าเปลี่ยนบุคลิกของตัวเองไปได้เพราะแค่หมอทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ แค่นั้นเอง เราบอกว่าจริงเหรอ มันดีจังเลยเนอะ
หลังจากนั้นมันเลยทำให้เรารู้สึกว่าเราสามารถต่อยอดความคิดนี้ไปได้เรื่อยๆ เรายิ่งทำ ยิ่งให้ เราส่งทั้งพลัง ส่งทั้งความรู้สึกในการทำทุกๆ เคส รู้สึกว่าคนไข้มีความเข้าใจ แล้วเขาก็รู้สึกเห็นด้วย
ทุกครั้งเราก็เลยดูแลคนไข้เหมือนเป็น Journey เราดูแลกันไปเรื่อยๆ เขาเข้ามาบางที นอกจากเรื่องของการดูแลผลลัพธ์บนใบหน้าแล้ว เขาก็ได้มีเพื่อนเพิ่มอีกหนึ่งคน เพื่อนที่จริงใจ เพื่อนที่พร้อมจะดูแลในเรื่องอื่นที่นอกเหนือจากแค่การทำหน้า

หมอออย: นั่นคือสิ่งสำคัญที่สุดค่ะ ยิ่งเราอยู่ในจุดที่เราทำแล้วคนไข้บอกต่อนี่บอกเลยว่าเป็นอะไรที่มีความสุขมากๆ เพราะรู้สึกได้เลยว่ามันต้องทัชเขาระดับหนึ่ง เพราะเราไม่เคยบอกเขาว่าต้องบอกต่อหน่อยนะ เอามาถ่ายรีวิวหน่อยนะ ส่วนใหญ่จะไม่ใช่สไตล์นั้น เพราะว่าเราจะเป็นคนค่อนข้างให้ความมั่นใจกับคนไข้สูงมากเหมือนกัน
คนที่ถูกแนะนำมาส่วนหนึ่งเป็นคนไข้ที่ใหม่มาก แล้วบางทีใหม่ต่อวงการความงามด้วย จะจิ้มอย่างหนึ่ง จะเครื่องอย่างหนึ่ง กลัวไปหมด ไม่กล้าไปหมด ยากที่สุดก็คือการเปิดใจคนไข้ค่ะ เปิดใจเสร็จแล้ว พอเขาเชื่อใจ เริ่มมั่นใจกับเรา แค่ Session แรกๆ ทำเสร็จเห็นผล หลังจากนั้นก็คือเป็นเพื่อนกันไปเลย หมออยากทำอะไรทำ
ส่วนใหญ่เวลาหมอทำงานหนึ่งงานก็จะมองก่อนว่าอะไรคือปัญหาของเขาที่เขากังวลมากที่สุด แล้วเราค่อยมองหาว่าระหว่างทางเราใช้อุปกรณ์หรือใช้อะไรที่จะแก้ไขให้เขาได้บ้าง เพราะฉะนั้นเราก็จะเลือกในสิ่งที่เรียกว่าเหมาะสมที่สุด Budget ต้องได้ด้วย อย่าหนักเกินไป เลือกแค่อย่างถึงสองอย่าง พอเขาเริ่มได้ผลลัพธ์ที่ดีแล้วเริ่มเปิดใจ อันนั้นแหละมันจะทำให้เขาเริ่มก้าวไปสู่จุดถัดไปเรื่อยๆ
เพราะฉะนั้นหมอว่าการแชร์หรือการพูดกับเขาตรงๆ เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดว่าปัญหาเขามีอะไรบ้าง แล้วเริ่มแก้จาก First Priority ที่คนไข้กังวลที่สุด เขาก็จะเริ่มเห็นตัวเองแล้วว่าเราดีขึ้นได้

หมอออย: จริงๆ แล้วมันจะเป็นอารมณ์ที่แวบขึ้นมาตลอดทุกครั้งที่เหนื่อย แต่ความยากก็คือ เมื่อไรก็ตามที่เราต้องเข้าไปนั่งต่อหน้าคนไข้หนึ่งคนที่เข้ามาแล้วเขาคาดหวังสิ่งที่เขาจะได้จากเรา ความเหนื่อยอันนั้นเราต้องยกหายไปเลย แต่มันก็จะถูก Overwhelm มากขึ้นจากสิ่งที่คนไข้เขาตอบกลับเวลาที่เขาได้ผลลัพธ์ที่ดี
ปัจจุบันการทำเรื่องของความสวย นอกจากทำให้เขาดูสวยแล้ว เรายังรู้สึกว่ามันเป็นการเติมพลังตัวเอง เติมใจ เติมเชื้อเพลิง คือเติมกันไปเติมกันมา เหมือนเพื่อนกัน เป็น Journey ของการดูแลคนไข้ที่ดี เป็น Journey ของการเจอเพื่อนใหม่ เป็น Journey ของการมีคอนเน็กชันใหม่ๆ บางทีเราก็ได้เจอคนไข้ที่มีลูก ก็มาคุยแลกเปลี่ยนกัน นี่คือสิ่งที่เราได้นอกเหนือจากการทำงานค่ะ

หมอออย: จริงๆ แล้วเรื่องของการดูแลคนไข้มันก็เป็นหน้าที่เนอะ มันเป็นการงานใช่ไหมคะ แต่เราไม่เคยมองงานว่าเป็นงาน
พอเรามองงานเป็นสิ่งที่เราทำแล้วมีความสุข เราจะเห็นคนไข้ที่จริงๆ แล้วอาจจะเป็นแค่คนที่มารู้จักกันแค่หนึ่งวันแล้วผ่านไป กลายเป็นคนที่จะต้องมีปฏิสัมพันธ์กันไปในระยะยาว เราเห็นพัฒนาการชีวิตเขา เขาเห็นการเติบโตของเรา เห็นตั้งแต่ลูกเรายังไม่เกิด จนตอนนี้ 2 คนแล้ว คนไข้นี่คือยิ่งกว่าเพื่อนนะคะ เราดูแลกันไปทั้งในแง่ของการดูแลผิว แล้วก็ดูแลความรู้สึกของกันและกัน
เพราะฉะนั้นการทำงานในทุกวันมันเป็นการเติมความสุข เรียกว่าการทำหน้าเป็นแค่เสี้ยวเล็กๆ ดีกว่า ชีวิตจริงคือการมาหาความสุขในที่ทำงาน

หมอออย: จริงๆ แล้วมันก็ต้องเกิดมาจากทั้งภายในและภายนอก ต้องบอกก่อนว่าการเป็นหมอหน้าเนี่ย คนไข้เขามองหน้าเราก่อนเป็นสิ่งแรก เขาก็ต้องดูก่อนว่าที่หมอแนะนำไปหมอได้ทำไหม หมอทำได้ไหม แล้วมันเห็นผลลัพธ์จริงบนหน้าหมอด้วยหรือเปล่า
หลายครั้งคนไข้เคยแชร์กับเราว่า บางทีถ้าเกิดเป็นหมอที่เขาไม่โอเค ไม่ใช่ไทป์ของเขา เขาก็โอเค ไม่ไปต่อ แต่ถ้าครั้งที่เขาเจอหมอแล้วขอสักครึ่งหนึ่งของหมอแล้วกัน อันนี้แหละมันเลยสะท้อนว่าสิ่งที่เราทำอยู่มันต้องเกิดกับตัวเราด้วย แล้วมันก็ส่งต่อไปถึงคนไข้เราเหมือนกัน มันต้องเป็นความมั่นใจที่เกิดจากภายในส่งต่อไปถึงเขา

หมอออย: ทุกคนมีความสวยในแบบของตัวเอง ทุกคนมีค่ะ รับรองว่ามี เชื่อสิ แล้วลองมาทำให้สิ่งที่มีอยู่แล้วมันสวยงามมากยิ่งขึ้น ปรับนิดๆ หน่อยๆ หรือว่าอย่างน้อยสิ่งที่ไม่มี สิ่งที่มันไม่ดี สิ่งที่เราต้องแก้ สิ่งที่เป็นจุดด้อย แค่แก้ให้มันดีขึ้น ให้มันดู Harmonize ให้มันดูสมูทไปทั้งหมด มันจะทำให้ภายนอกของเราดูมั่นใจมากยิ่งขึ้น แล้วมันก็จะส่งต่อเข้าไปถึงภายในให้เรามีความมั่นใจในตัวเอง
หมอออย: For the Better You คือการเป็นคุณในรูปแบบที่ดีกว่าเดิม หมอว่ามันไม่ใช่แค่จากภายในที่เรามั่นใจขึ้นอย่างเดียว ภายนอกที่ส่งเสริมก็ทำให้เรามั่นใจขึ้นไปอีก มันก็เลยเป็นเสี้ยวที่สำคัญ เหมือนที่บอกว่า Beauty Privilege เราอยากให้โลกใจดีกับเรา แค่ปรับตัวให้สวยมากยิ่งขึ้นไปอีกนิดหนึ่ง ก็ทำให้เรามั่นใจจากภายในสู่ภายนอกได้เลย

หมอออย: ใช่เลยค่ะ การใจดีกับตัวเองคือการเริ่มต้นหันกลับมารักตัวเองก่อน หันกลับมาเห็นว่าตัวเราก็มีมุม มีความสวย ที่เราอยากจะเสริมให้มันเด่นขึ้นหรือว่าโดดเด่นมากยิ่งขึ้น แล้วเราก็ให้เวลาในการปรับแก้ไข อย่าเพิ่งยอมแพ้นะคะว่าเราไม่สวย เราสวยสิคะ เพราะว่าเราก็มีจุดดีของตัวเราเองเหมือนกัน ขอแค่เสริมให้ถูกต้องแค่นั้นเองค่ะ
หมอออย: ถูกต้องค่ะ เราต้องรักตัวเองให้มาก เรียกว่าให้โอกาส ให้กำลังใจตัวเองก่อน หลังจากนั้นเราก็ลองได้ทำมัน พอทำมันเสร็จ ผลลัพธ์มันเกิดปุ๊บ เราก็จะได้ไม่เสียดายว่าไม่ได้ทำ

Romrawin Clinic
Open: ตรวจเวลาทำการได้ทางเว็บไซต์ Romrawin Clinic
Address: ตรวจสอบสาขาได้ทางเว็บไซต์ Romrawin Clinic
Tel: 08 0153 9000, 08 0154 9000
Website: https://www.romrawin.com
Instagram: https://www.instagram.com/romrawinclinic
Facebook: https://www.facebook.com/RomrawinClinic
The post พญ.อรุณี กับความสุขจากการเติมพลังของตัวเอง ด้วยการเติมความสวยแก่คนไข้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
‘RAVIPA’ เพียงแว่บแรกที่ได้ยินชื่อคุณอาจจะคิดว่านี่คือแ […]
The post RAVIPA บทพิสูจน์แห่งการเสียสละความสนุกวัยเรียนของ สา-ธนิสา วีระศักดิ์ศรี appeared first on THE STANDARD.
]]>
‘RAVIPA’ เพียงแว่บแรกที่ได้ยินชื่อคุณอาจจะคิดว่านี่คือแบรนด์จิวเวลรีสายมู แต่ที่จริงแล้ว RAVIPA คือผลงานศิลปะในรูปแบบเครื่องประดับที่ถูกออกแบบบนแพสชันของผู้หญิงที่ชื่อ สา-ธนิสา วีระศักดิ์ศรี

จากแหวนคู่ Infinity วงแรกอันเป็นสัญลักษณ์ของความรักชั่วนิรันดร์ สู่การขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องจนเป็นที่รู้จักและได้การยอมรับในระดับสากล
ทุกโมเมนต์การเดินทางของเธอกับ RAVIPA ยังคงขับเคลื่อนด้วยความใจฟูในทุกสิ่งที่ทำเสมอ
ทว่าโมเมนต์ที่ทำให้ผู้หญิงคนนี้ใจฟูเกินบรรยายคือนาทีที่ Disney บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ไม่ใช่เพียงผู้รังสรรค์โลกในจินตนาการ แต่เป็นความฝัน ความผูกพัน ความทรงจำอันสวยงามตลอดช่วงชีวิตของใครหลายคน รวมถึงตัวสา ติดต่อเข้ามาชวนเธอร่วมออกแบบเครื่องประดับเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีของแบรนด์

ปัจจุบัน RAVIPA มีสาขามากกว่า 40 แห่งในประเทศไทยและต่างประเทศ รวมถึงเกาหลี ญี่ปุ่น และฮ่องกงที่กำลังจะเปิดใหม่ ไม่ว่า RAVIPA จะออกเดินทางไปไกลแค่ไหน เราเชื่อว่าความหลงใหลและแรงปรารถนาในการรังสรรค์แบรนด์ที่มีความหมายตั้งแต่ Day 1 ของสาก็ยังไม่เคยจืดจาง
ตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษที่ผ่านมา เธอคนนี้ต้องเสียสละอะไรไปบ้าง และอะไรที่ทำให้ RAVIPA ยังคงเดินหน้าอย่างแข็งแกร่งจวบจนนาทีนี้ ร่วมค้นคำตอบไปด้วยกันกับ Passion Calling x Sa-Thanisa Veerasaksri
ตอนนี้นอกจาก RAVIPA ที่เป็นแบรนด์เครื่องประดับแล้ว เพิ่งออกแบรนด์น้องหมามา ชื่อ Hug & Paws ด้วยค่ะ เป็นแบรนด์เครื่องรางน้องหมาด้วย คือสามีชิบะอยู่ที่บ้าน ก็เลยรู้สึกว่านอกจากทำให้คนมาเยอะแล้ว อยากทำให้น้องที่น่ารักมากๆ ที่บ้านเราด้วยอีกคนหนึ่งค่ะ
View this post on Instagram
ใช่แล้ว ก็คือน้องหมาจะได้โชคดีไปด้วย เพราะเราอยู่กับเขาตลอดไม่ได้ ก็เลยรู้สึกว่าต้องมีเครื่องรางไว้กับตัวเขาด้วย ให้คุ้มครอง ป้องกัน ไม่ให้หายไปไหน เราจะได้อุ่นใจว่าเขาสุขภาพแข็งแรงค่ะ แล้วก็ยังมีอีกแบรนด์หนึ่ง เพราะว่าปีนี้เป็นปีที่สากำลังจะแต่งงานแล้ว ดังนั้นก็เลยทำ RAVIPA Bridal ขึ้นมาค่ะ จริงๆ เคยทำมาก่อนหน้าอยู่แล้ว เป็น Custom-made Wedding Rings ค่ะ แล้วก็ตอนนี้คือแพสชันตัวเองหนักมาก เพราะว่ากำลังเข้าช่วงแต่งงาน ก็เลยรู้สึกว่าเราน่าจะทำแหวนแบบคู่ให้กับคู่รักขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งค่ะ
View this post on Instagram
วันนี้ใส่มาด้วย เป็นแหวนวงแรกเลย ถ้าไม่มีวงนี้ คงไม่มี RAVIPA วันนี้เลยค่ะ เป็นแหวนคู่ที่เรียกว่า Meaningful มากๆ เพราะเป็น Infinity เป็นสัญลักษณ์ของการไม่มีที่สิ้นสุดค่ะ ตอนนั้นจำได้เลย สารู้สึกว่าเราเป็นแฟนกัน ทำไมต้องรอถึงแต่งงานนะ เราอยากจับจอง อยากมี Promise Ring กับคนที่เรารักค่ะ ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นของการทำแหวนคู่ แล้วก็เป็นจุดเริ่มต้นของการทำ RAVIPA ด้วย

โห ตอนนั้นตั้งแต่เรียนปี 3 น่าจะ 10 ปีนิดๆ แล้วค่ะ
จุดเริ่มต้นของการทำแบรนด์ RAVIPA จริงๆ ก็คือ เด็กที่มีแพสชันคนหนึ่งที่รู้สึกว่าอยากทำอะไรที่เป็นธุรกิจบ้าง เราก็ยังหาตัวเองไม่เจอ แต่โชคดีว่าพี่ไปเรียน Jewelry Making ที่อเมริกา แล้วก็ไปเรียนดีไซน์ แล้วเขาก็ไปชนะรางวัลมากมาย แล้วเราก็แบบ ทำแบรนด์ตัวเองไหม ทำไมถึงไปออกแบบให้คนอื่น เรากำลังมีแพสชันอยู่ เราก็เลยบอกว่า มาเลย เดี๋ยวดูแลพาร์ตธุรกิจให้ทั้งหมด แล้วเธอออกแบบอย่างเดียว
ไอเดีย Infinity ก็คือไอเดียสาเลย สาก็บอก ออกแบบแหวน Infinity ที่สวยที่สุดมา แล้วเดี๋ยวเราจะมาขายกัน
ด้วยโจทย์ที่เราเคลียร์มาก การออกแบบทุกอย่างเราไม่ได้มีแบบเวอร์ชัน 1 เวอร์ชัน 2 เวอร์ชัน 3 นะคะ อันนี้เป็นเวอร์ชันแรกเวอร์ชันเดียวเลย จริงๆ สำหรับแหวน Infinity นี้ สารู้สึกว่ามันต้องเป็นอะไรที่ใส่ใน Everyday ได้ เชื่อไหมว่ามัน 10 กว่าปีแล้ว แต่ว่าใส่แล้วยังรู้สึกเหมือนครั้งแรกที่ใส่เลย
ดีไซเนอร์ก็ Mission Complete นะคะ ออกแบบอะไรได้ Timeless ขนาดนี้ แล้วก็รู้สึกว่าเป็นอะไรที่ต้องไม่ตะโกน เพราะตอนนั้นเราก็แค่เด็กอายุ 20 มันต้องเป็นอะไรที่ไม่ตะโกน เพชรต้องไม่กระแทกตา ดีไซน์ต้องยังรุ่นใหม่อยู่ แล้วอีกอย่างสาเป็นคนที่ใส่จิวเวลรีทุกวัน ดังนั้นจะสังเกตได้เลยว่าดีไซน์ RAVIPA จะมีความโค้งมนตลอด เพราะสารู้สึกว่าเราไม่อยากให้เกี่ยว ไม่อยากให้เหมือนใส่เสื้อผ้าแล้วขูดขีดโดน อยากให้เป็น Everyday จริงๆ ค่ะ
จำได้ ภาพนั้นมันชัดเจนมากๆ เลย ตอนนั้นอยู่ K Village แล้วก็เป็นโต๊ะที่เขากางให้ เราก็เอาผ้าคลุมไปคลุมปุ๊บ ใส่ชุดนิสิตไปขายของอย่างนี้ค่ะ ตอนนั้นโลโก้แรก RAVIPA เป็นสีดำด้วยนะคะ ไม่ใช่ CI ปัจจุบัน ดำขลับเงิน คิดง่ายๆ เบสิกแค่นั้นเลยค่ะ แล้วก็วางขาย ตอนนั้นเราเริ่มต้นด้วยเงินทุนหมื่นหนึ่ง มันน้อยมาก เพราะว่าสาไม่มีต้นทุนในการผลิต สาก็เลยเปิดพรีออร์เดอร์ทั้งหมดเลย มันก็มีแค่ดิสเพลย์ คนก็ไปลองใส่แล้วเขาชอบมาก ด้วยความที่เรากับพี่เป็นคนออกแบบกันมาเลยคุยกับลูกค้านานมากค่ะ คุยเยอะมากว่าทำไมถึงชอบคะ “โอ๊ย ดีไซน์สวยมาก ไม่เคยเห็น Infinity แบบนี้เลย” มันเป็นพลัง จริงๆ ไม่มีใครบอกเราว่า Market Research มันสำคัญ แต่เราทำโดยไม่รู้ตัว แล้วเราทำเป็นนิสัยเลย
นอกจากต่างหูที่สาเล่าให้ฟัง สร้อยคอก็เป็นโปรดักต์ถัดไป อันนี้ต้องให้เครดิตลูกค้าค่ะ ฟังลูกค้าว่าเขาอยากได้อะไรแล้วเราก็ทำตาม แล้วโมเมนต์ที่ลูกค้าอยากได้ของเรามากๆ ตอนนั้นคนรุมร้านช่วงวาเลนไทน์ ต้องวัดไซส์แหวน มันก็ใช้เวลาระดับหนึ่ง เราก็บอกลูกค้าว่ารอนิดหนึ่งนะคะ คือสาชอบมาก มัน Good Busy คือคนรุมร้านแล้วเราไม่ทัน เหนื่อยมาก ข้าวไม่ต้องกินก็ได้ แต่มันอิ่ม อิ่มใจมาก มัน Fulfilled สุดๆ
ตอนขายของแล้วลูกค้าบอกว่า “น้องๆ เอาเบอร์พี่ไป ร้านโล่งแล้วโทรมานะ” สาแบบ โห ขอบคุณมาก ดีใจมาก มันเป็นอะไรที่แบบ เขาต้องชอบขนาดไหน เขาถึงจะกลับมา เราตอนนั้นพูดถึงว่าขายดีด้วยโปรดักต์เลย ไม่มีคำว่าแบรนด์ มันเลยเป็นกำลังใจให้เราทำคอลเล็กชันต่อๆ ไปออกมา

ถามว่าตอน Day 1 เขาซัพพอร์ตไหม เราแอบทำนิดหนึ่งค่ะ เขาบอกว่าสาเรียนบัญชี จุฬาฯ ซึ่งมันก็ยากมากๆ แล้วคะแนนก็ตัดเคิร์ฟด้วย หมายความว่าถ้าเราไม่เรียนนี่ไปแน่ C, E, D มาแน่ เขาก็ไม่อยากให้เราไปกดดันตัวเอง เพราะว่าเขาก็เห็นภาพเราคืออ่านหนังสือตอนกลางคืน อยู่จุฬาฯ ดึกดื่น ไม่กลับบ้าน นั่งอ่านโต้รุ่ง เขาก็รู้สึกว่าแค่นั้นมันก็ Pain มากแล้วนะ
เหมือนสมัยก่อนเขากลัวลูกเรียนไม่จบ แต่จริงๆ สาไม่ได้เกเรนะ เกรดสาก็โอเค แล้วสาก็บอกเขาว่าอยากได้เกียรตินิยมมากใช่ไหม เดี๋ยวทำให้ได้นะ แต่ขอทำในสิ่งที่ชอบด้วยได้ไหม แล้วก็บอกพ่อว่าจะไม่เสียเรียน พ่อได้ไปงานรับปริญญาลูกแน่ๆ ไม่ต้องห่วง
ถ้าย้อนกลับไป ตอนนั้นสาไม่ได้ไปแฮงเอาต์กับเพื่อนเยอะเท่าที่ควรเลย ไม่ได้ทำอย่างอื่นเลย เวลาเล่นหายไป จริงๆ อันนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่เรา Give Up ในวันนั้น แต่ถ้ามองย้อนกลับไป วันนั้นที่เรา Give Up เวลาเล่น สาว่ามันคุ้มค่ามากๆ ค่ะ
View this post on Instagram
โมเมนต์เรียนไปด้วยทำงานไปด้วยเกิดตั้งแต่ปริญญาตรีและปริญญาโทเลย ปริญญาโทสาไปต่อธรรมศาสตร์แล้วก็เรียนภาคค่ำ แต่ว่าอันนั้นยิ่งยากกว่าเดิมเลย เพราะว่ามันต้องบริหารทั้งงานแล้วก็เรื่องเรียน แต่สิ่งหนึ่งที่สอนสาคือ Time Management Skills เพราะว่าคนเรามี 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่อยู่ที่คุณจะบริหารเวลาอย่างไร
อย่างที่สาบอก สายอมทิ้งเวลาเล่น เวลาเที่ยว เวลาทำอะไรแบบ Entertainment ออกไป สานับครั้งไปดูหนังในโรงหนังได้เลย นับวันไปกินข้าวกับเพื่อนได้เลย มันน้อยมาก ดังนั้นเวลาเรียนสาก็จะตั้งใจเต็มที่ในคลาสเลย เพราะสารู้ว่าออกไปนอกห้องเรียน สาจะทำงานแล้ว สาไม่เอาเรื่องเรียนแล้ว เพราะอย่างนั้นเราจะร่นเวลาการอ่านหนังสือได้มากขึ้น แล้วก็แน่นอน มันต้อง Give Up ชีวิตส่วนตัวออกไปค่ะ
คุณพ่อคุณแม่ก็อายุ 60-70 แล้ว สมมติเราบอกว่า โห ป๊าเห็นไหม ไอจียอดฟอลเป็นแสนเลย เขาไม่เข้าใจ อะไรคือไอจี เฟซบุ๊กคืออะไร แต่สำหรับเขา วันที่เขาเริ่มไม่กังวลมากแล้วคือวันที่เขาเห็นหน้าร้าน เพราะคำว่าหน้าร้านของเขาคือแบบสมัยก่อน มันต้องเห็น Physical มันไม่ใช่ออนไลน์ แล้วตอนที่สาสร้างออฟฟิศ เขายิ่งสบายใจว่าลูกไม่ได้ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ได้ตอบไลน์เอง วิ่งแพ็กของเอง ไปไปรษณีย์เอง ยืนขายเอง เริ่มมีทีมแล้ว เขาก็เลยเริ่มรู้สึกอุ่นใจ
สาไม่เคยเล่าให้เขาฟังเรื่องยอดขายหรืออะไรเลยนะคะ ป๊าเห็นตามข่าวอย่างเดียวเลย เพราะรู้สึกว่าไม่อยากจะบอกเขา กลัวเขากังวล เวลาเขาเห็นตามข่าวแล้วเพื่อน Forward มาให้ด้วย เขาก็ภูมิใจค่ะ
View this post on Instagram
สารู้สึกว่าจิวเวลรีกับผู้หญิงมันเป็นของคู่กัน แล้วก็ชอบแต่งตัวอยู่แล้ว แต่ด้วยความที่เราเป็น Working Woman มากๆ สาเลยใช้เวลาแต่งตัวทุกวันน้อยมาก เพราะสารู้สึกว่าเราเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ไม่อยากจะมาแบบ วันนี้เสื้อนี้ รองเท้านี้ มันเหนื่อยมาก แล้วก็เครื่องประดับอะไรแบบนี้ค่ะ สาเลยรู้สึกว่ามันต้องเป็น Everyday Piece ที่ใส่ได้บ่อยๆ แล้วไม่ต้องคิดเยอะ สมมติวันนี้เราทำกิจกรรมเช้าจรดเย็น เราไม่ต้องเปลี่ยนตลอดทุกชุด แต่มันต้องไปกับเราได้ทุกวัน โดยเฉพาะสร้อยข้อมือ อันนี้เรียกว่า 24/7 เลยดีกว่า ก็คือใส่นอน ใส่อาบน้ำ ใส่ทำอะไรได้ตลอดเวลาเลย สวยด้วย อุ่นใจด้วย ใส่ติดตัวได้ตลอดเวลาค่ะ

เครื่องประดับมันไม่ใช่แค่สวย แต่มันต้องเสริมความมั่นใจ อย่างต่างหูสำหรับสา ชิ้นเล็กๆ ที่หูมันก็สามารถคอมพลีตลุคได้ ก็เลยรู้สึกว่าเครื่องประดับกับผู้หญิงเป็นของคู่กันจริงๆ ค่ะ
เราเริ่มต้นจากแหวนคู่ Infinity โปรดักต์ที่ 2 คือต่างหูเลย เพราะว่ามันคือ Pain Point ของเราเองที่เราอยากได้จิวเวลรีอะไรที่มีความหมายด้วย มินิมัลด้วย มีเพชรเล็กๆ นิดหนึ่ง นอกจากแหวนแล้วเราก็ออกเป็นต่างหู Infinity คอลเล็กชันถัดไปเลย
สาว่าจริงๆ เราเป็นประเทศที่เป็นฐานการผลิตของหลากหลายแบรนด์ระดับโลกเลย ถ้าพูดชื่อแบรนด์ลักชัวรีไปก็คือผลิตในไทยทั้งนั้น แต่ถามว่าสิ่งหนึ่งที่ RAVIPA แตกต่างก็ต้องให้เครดิตพี่นิดหนึ่งว่าเรียน Jewelry Making มา ทำให้งานเรามีความ Craftsmanship สุดๆ
พี่เป็นคนไปนั่งทำให้ช่างดูว่ามันต้องทำอย่างนี้ มันถึงทำได้ Infinity ที่โค้งมนแบบนี้ พอเรามี Knowledge ตรงนี้ เรามี Know-How ทำให้เราสอนเขาทำได้ สาว่าอันนี้ก็เป็นนวัตกรรมเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในตอนที่พัฒนาโปรดักต์ค่ะ ทุกชิ้นเราไม่ใช่งานปั๊ม มันเป็นงาน Craftsmanship ทั้งหมดเลยค่ะ

จาก Day 1 ที่มีแค่ Couple Ring เราก็ต่อยอดเป็นสร้อยคอ ต่างหู แหวน ครบมากๆ แล้วก็รวมไปถึงสร้อยข้อมือที่เป็น Hero Product ของแบรนด์ด้วยค่ะ

สาว่าสิ่งที่ใจฟูแล้วตกใจแทบเป็นลมคือตอนที่ Disney ส่งอีเมลมา สาจำได้ว่าตอนนั้นอยู่ในกองด้วย แล้วอยู่ดีๆ ก็มีอีเมลเด้งว่า Hello from Disney แล้วช่วงนั้นเป็นช่วงโควิด เอ๊ะ เราไม่ได้จอง Disney นะ ทั้งๆ ที่ปกติก่อนโควิดสาบินไปทุกปีเลย ไม่ได้ไปเผลอกดช้อปอะไร แล้วมาจากไหน
คือเขาอยากมาร่วมงานด้วย ตอนนั้นก็ตกใจมากๆ เพราะว่าเหตุการณ์นั้นน่าจะเกิดประมาณไตรมาสแรกของปี แล้วสาเพิ่งให้สัมภาษณ์เมื่อสิ้นปีเองว่าถ้าอยากร่วมงานกับแบรนด์หนึ่ง อยากให้เป็น Disney เพราะยังไม่เคยทำ Collaboration กันเลย
ยังจำโมเมนต์ที่คุยครั้งแรกได้อยู่ เป็น Online Meeting เขากำลังหาแบรนด์ที่จะร่วมฉลอง Disney 100th Anniversary ที่ทำกันทั่วโลก เขาเปิดทีเซอร์ Disney ที่เล่าตั้งแต่คาแรกเตอร์ตัวแรก Mickey Mouse ตามด้วยเพื่อนๆ แล้วสาชอบ Donald Duck มากๆ ได้เห็น Disney Movies มัน Nostalgia มากๆ เพราะเห็นภาพตั้งแต่หนังที่เราดูตอนเด็กจนถึงเรื่องล่าสุดในปัจจุบัน
ดูเสร็จสาจำได้ สาปิดไมค์ สาปิดกล้องนะ เพราะว่าน้ำตาคลอ มันคิดถึงโมเมนต์วัยเด็กของเราด้วย เป็นแบรนด์ที่เราชื่นชมตั้งแต่เด็กๆ เด็กน้อยที่ขี่หลังพ่อ มันอยู่ในความทรงจำ
View this post on Instagram
ตอนนั้นไม่เคยคิดเลย เพราะรู้สึกมันไกลเกินเอื้อม แล้วก็รู้สึกว่าทำไมเขาถึงจะทำกับแบรนด์แบบเรา แบรนด์เด็กๆ ของเรา แต่ว่าถ้าไม่มีพี่คนหนึ่งมาสัมภาษณ์สา พูดชื่อได้ไหมเนี่ย คุณเคน นครินทร์ ถ้าไม่มีคนมาสัมภาษณ์สาแล้วมาถามว่าอยากทำกับแบรนด์ไหน สาก็คงไม่กล้าพูดแบรนด์นี้ออกไป แต่ว่าวันนี้ฝันที่เรามองตั้งแต่เด็ก เราทำได้จริงแล้ว ไป Disney ในฐานะที่ไม่ใช่แค่นักท่องเที่ยว แต่ในฐานะพาร์ตเนอร์ มันอะเมซิงมากๆ
View this post on Instagram
จากวันนั้นที่ได้คุยกับเขาแล้ว ความที่เป็นแบรนด์ที่เราใฝ่ฝันมาตั้งนาน ทำให้สาได้คุยกับเขาว่า ถ้าแค่ซื้อ License สาไม่อยากทำ ตอนนั้นกล้ามากที่พูด กลัวเขาบอก อ๋อ งั้นไม่ต้องทำ แต่สาอยากทำให้ได้จริงๆ อยาก Co-branding กับเขา อยากเอาโลโก้มาอยู่ข้างกันให้ได้ ต้องทำอย่างไรบ้าง เขาก็บอกว่า โห ถ้าแบบนั้นภายในประเทศเราเป็นคนอนุมัติไม่ได้นะ ต้องส่งเรื่องไปทาง Global แล้วในไทยก็ยังไม่เคยมีใครทำได้ที่เป็นดีไซเนอร์แบรนด์
สาก็แบบ เอาแล้ว ทำอย่างไรดีนะ ตอนนั้นเราก็แอบกลัวมากๆ เลยเหมือนกันว่าจะทำได้ไหม จะเสี่ยงหรือเปล่า ไม่ใช่เราไปหยิ่งใส่เขาแล้วเขาไม่ขาย License สาก็บอก โอเค มาลอง Bet ดู ทำให้ดีที่สุดแล้วกัน
มันเหมือนการสะสมแต้มบุญตั้งแต่ Day 1 ที่เราทำทุกอย่างมา ผลงาน พอร์ตโฟลิโอ ตัวดีไซน์เราก็ส่งไป แล้วตอนนั้นลุ้นมากเพราะว่าเรื่องมันไม่ใช่อนุมัติแค่ในภูมิภาคเรา หมายความว่าต้องส่งไปที่ Southeast Asia ส่งไปทาง Asia แล้วก็ไปทาง Global อีก มันหลายขั้นหลายตอน
วันที่เขาอนุมัติ เขามีคีย์เวิร์ดหนึ่งบอกว่า “มันไม่เหมือนใคร” จิวเวลรีมันไม่เหมือนใครที่เขาเคยเห็น ถึงเขาจะมี Jewelry License มาเยอะมากๆ แล้ว แต่ว่า RAVIPA ไม่เหมือนใคร สาว่าคำตอบอันนั้นมันทำให้เราแบบ โปรดักต์ที่เราใส่ใจตั้งแต่ Day 1 ความเป็นดีไซเนอร์แบรนด์ ความที่เราใส่ความหมายทุกอย่างในจิวเวลรี คือแบรนด์ Global ขนาดนั้นเขายอมรับ สาเลยแบบ โห สุดยอดเลย ไม่ได้ชมตัวเองนะ หมายถึงว่าสุดยอดเลยกับแบรนด์ว่าเราทำได้
View this post on Instagram
ทุกคนจะพูดว่าเราทำ Princess แน่ๆ เพราะ RAVIPA คือเจ้าหญิง RAVIPA คือสีชมพู หวานๆ แต่อันแรกที่สาเลือกแน่นอนต้อง Mickey Mouse เพราะสารู้สึกว่ามันคือซิกเนเจอร์ของ Disney
สาภูมิใจเกี่ยวกับสร้อยคออันนี้มาก เพราะว่าเป็น Mickey ที่เอื้อมมือไปจับ Infinity แล้วสาว่ามันเป็น Best Combination ของทั้ง 2 แบรนด์ค่ะ เราตั้งใจให้นำเสนอสิ่งแรกของทั้ง 2 แบรนด์
View this post on Instagram
เราเป็นคนเลือกคาแรกเตอร์เอง แต่ว่าเขาก็จะแนะนำมาบ้าง แต่สุดท้ายแล้วสาก็พูดจริงๆ เนอะ เราทำ Disney ด้วยความรู้สึกตั้งแต่ Day 1 เขาทักมาอย่างไรก็ทำอยู่แล้วร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าเงื่อนไขจะเป็นอย่างไร สาก็เลยรู้สึกว่าครั้งหนึ่งที่เราทำ Disney เราเริ่มจากแพสชัน สาก็ยังไปต่อในแพสชัน

อันแรกนี่แพสชันเยอะมาก เพราะว่า Donald Duck อยู่ในนั้น ไม่ได้บอกว่าคอลเล็กชันอื่นไม่รักนะคะ แต่ว่าไล่ตามความรัก คอลเล็กชันแรกๆ จะมีอินเนอร์แน่นมากๆ Toy Story นี่ชอบมาก แล้วก็ดีใจมากๆ ที่ตอนนั้น แจ็คสัน หวัง ใส่ด้วย คือเรารู้อยู่แล้วว่าเขาชอบ Toy Story แต่ใครจะไปคิดว่าเขาจะได้ใส่ เขามีทั้ง Little Green Men แล้วก็ Buzz Lightyear มี 2 เส้นด้วย ดีใจมากที่พี่แจ็คใส่
View this post on Instagram
สาว่าท้อมันมีทุกวัน หมายถึงว่าสาเสียน้ำตาบ่อยมาก ตั้งแต่วันแรกมันเหนื่อยกว่า มันท้อกว่า สาว่ามันท้อทุกช่วงจริงๆ โดยเฉพาะชาเลนจ์หรือโจทย์มันยากขึ้นทุกวัน สเตจ ณ วันแรกคืออาจจะท้อในแง่ที่เราไม่มีเงินมากในการขยายธุรกิจ โจทย์วันนี้รู้สึกว่าบริหารคนมันยากจัง มันมีโจทย์ขึ้นมาตลอดเวลา แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนปลอบใจตัวเองได้แล้วสอนตัวเองทุกวันนี้ก็คือ การมูฟออน
เราเป็นมนุษย์คนหนึ่ง มันต้องมีอารมณ์ แล้วเราทุกข์ได้ เราสุขได้ แต่อย่าทุกข์นาน คือเราห้ามจมอยู่กับสิ่งที่เราผิดหวัง สิ่งที่เรารู้สึกดาวน์ เพราะสุดท้ายแล้วสาบอกตัวเองว่าจะดาวน์ให้สุดคือแค่วันนั้นนะ แค่คืนนั้นพอ สาขีดเส้นกับตัวเองเลยว่าไม่ข้ามคืน ตื่นมาเป็นวันใหม่ สาบอกตัวเองอย่างนี้ทุกครั้งค่ะ
สาว่าเพราะเจ็บมาเยอะค่ะ คือหมายถึงว่าเคยมีโมเมนต์หนึ่งที่อยู่ในห้องประชุมแล้วมันเสียใจ มันผิดหวังมากๆ แล้วเราก็อยู่ตรงนั้นในฐานะผู้บริหารคนหนึ่งกับทีมที่เยอะๆ น้องที่เยอะๆ แล้วสารู้สึกว่าตรงนั้นน่ะ ทุกคนเฟลกันหมดแล้ว ถ้าเราเฟลไปอีกคน ทีมจะขวัญเสียมากๆ ใจหายกันหมด
ตอนนั้นสาจำได้เลย ขอไปเข้าห้องน้ำแป๊บหนึ่งนะคะ ไปห้องน้ำปุ๊บ ร้องไห้ในห้องน้ำ แต่ร้องเบาๆ เดี๋ยวเขารู้ แบบร้องๆๆๆ เสร็จแล้วก็โอเค ล้างหน้าล้างตาแล้วก็ขึ้นไปประชุมต่อ ครั้งนั้นยังชมตัวเองจนถึงทุกวันนี้เลย เออ มูฟออนเร็วมากเลยจริงๆ
แต่จริงๆ ถามว่าเสียใจเท่ากับน้องๆ ในทีมไหม เสียใจมากๆ ไม่แพ้กันแน่นอน แต่แค่เราเป็นเหมือนแม่ทัพแล้วเราจะเป๋ไปอีกคนไม่ได้ สกิลการมูฟออนเป็นสกิลที่สำคัญมากๆ
สาเรียนจบมา สาไม่ได้ทำงานบริษัทที่ไหนมาก่อน สาไม่รู้เลยว่าหัวหน้าที่ดีคืออะไร แต่สารู้ว่าพี่ที่ดีคืออะไร วันนี้สาภูมิใจกับทีมมากที่เห็นเขาตั้งแต่เพิ่งเรียนจบ มาทำงานกับเราที่แรกแล้วเขาเก่งขึ้นขนาดนี้ ไม่ใช่แค่ปั้นแบรนด์ แล้วการที่ Journey นี้มันเติบโตไปด้วยกัน มันมีค่ามากๆ สาเลยรู้สึกว่าพี่ที่ดีควรสอนน้อง น้องผิดก็ว่า แต่เราก็มูฟออนเหมือนคนที่สายเลือดเดียวกัน ถ้าเขาผิด เราก็ให้อภัย แล้วเราไม่ได้เจ้าคิดเจ้าแค้นค่ะ สาไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้นอยู่แล้ว แล้วสาก็รู้สึกว่าเราให้โอกาสเขา ทุกคน Deserve a second chance สาเชื่อแบบนี้ แต่สาไม่ให้ Third Chance ใครนะ สอนได้ ผิดได้ แต่ไม่ใช่ผิดครั้งที่ 3 ค่ะ
สาว่ามันเป็นจังหวะชีวิตมากกว่า ตอนนั้นก็เลือกแหละว่าจะไปทำงานประจำที่อุตส่าห์เรียนคณะนี้มา เข้าก็ยาก เรียนก็ยาก กว่าจะจบก็ยาก แต่ตอนตัดสินใจก็เร็วมาก สารู้สึกว่าตอนเราทำ RAVIPA โอกาสมันมาเมื่อไรไม่รู้ สาไม่อยากรอว่าวันนี้จะมีคน Knock Door ไหม โอกาสจะเข้ามาหรือเปล่า แต่เมื่อมีคน Knock Door ยื่นโอกาสมาให้ สาทำเลย แล้วตอนนั้นจะแข่งรายการ VOGUE Who’s On Next แล้วก็แข่งในรายการที่มีแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง POEM ตอนนั้นพี่เขาก็มีกว่า 10 สาขาแล้ว แล้วสายังไม่มีสักสาขาหนึ่งเลย
แล้วห้างพารากอนติดต่อมา สยามเซ็นเตอร์ก็ติดต่อมา สาแบบเอาไงดี ถ้าเรา Say No ตอนนี้ แล้วเมื่อไรเขาจะมาอีก สาเลยมองว่า โห ถ้ารอไปอีก 2-3 ปี เขาลืมเราแล้วไหม รายการมันน่าจะมีซีซัน 2 ซีซัน 3 เขาน่าจะลืมแล้ว เพราะเราไปตั้งแต่ซีซันแรกแล้วชนะเป็น Finalist ก็เลยตัดสินใจว่า โอเค โอกาสมันมาแล้ว คว้าไปเถอะ ทั้งๆ ที่เราก็ไม่พร้อม ตอนนั้นรับปริญญาก็ยังไม่ได้รับเลย ไม่คิดแล้ว สมมติทำ RAVIPA ไม่รอด เดี๋ยวค่อยไปสมัครงานแล้วกัน หรือไปเรียนต่อก็ได้ ตอนนี้โอกาสมาแล้ว คว้าไว้ก่อน กลัวโอกาสมันไม่มาอีกครั้งหนึ่งค่ะ

สำหรับสา แพสชันสำคัญมากเลย เพราะว่าเราขับเคลื่อนด้วยแพสชัน คือสาว่าการทำแบรนด์มันเหมือนการวิ่งมาราธอน มันยาวไกล ถ้าเราหมดแรงก่อน จบ ถ้าเรารู้สึกว่าเราไม่ไหวแล้ว เราจะยอมแพ้ มันจบ คือเราไม่รู้เลยว่าจุดสำเร็จมันจะอยู่ตรงไหน บางคนเก่งมากเลยนะคะ ปีหนึ่งก็ประสบความสำเร็จแล้ว บางคน 60 ปีด้วยซ้ำ มันคือวิ่งทางไกล ต้องอดทน
สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราเลิกคือชาเลนจ์ แต่ทำอย่างไรให้มันไม่ยอมแพ้ สาว่าแพสชันคือ Secret Item มันเหมือนพอพลังเราจะหมดแล้วมันมีกล่อง Secret ที่ทำให้เราบูสต์พลังตัวเองขึ้นมาใหม่ แต่ถ้าไม่มีแพสชัน พอมันเฟล เจอชาเลนจ์ มันท้อ มันเลิกง่ายๆ เลย เพราะไม่มีไอเท็มลับนี้ค่ะ
สำหรับสา ไอเท็มลับคือแพสชันที่เรามีความสุขกับการทำ สาว่าสาทำโดยไม่มีความสุขไม่ได้ ทุกวันนี้สาตื่นมา สาอยากทำงาน สาสนุกกับการทำงาน สาสนุกกับการเห็นแบรนด์โตขึ้นเรื่อยๆ ทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน แล้วมันเป็นแพสชันที่ขับเคลื่อนเราถึงทุกวันนี้ ชอบชาเลนจ์ ชอบพัฒนาไปเรื่อยๆ ค่ะ
สาอยากเป็น Tourist Destination ให้ได้จริงๆ อยากเห็นชาวต่างชาติที่มาไทยแล้วรู้สึกว่าต้องมาแบรนด์เรา เพราะว่าจริงๆ แล้วเราไปต่างประเทศ เราไปเสียเงินให้เขาเยอะมากเลยค่ะ แล้วสารู้ว่าโดนตกอย่างนั้นมันเป็นอย่างไร สารู้สึกว่ามันจะน่าภาคภูมิใจมากนะ ถ้าเขาบินมาแล้วเขาต้องมาซื้อของเรา มันจะดีใจแล้วก็ภูมิใจมากๆ แล้วสาคิดว่าเป็นอะไรที่คนไทยทุกคนน่าจะภูมิใจกับแบรนด์เล็กๆ แบบเราด้วย

สิ่งที่ชอบที่สุด สาว่ามันคือการสนุกไปกับทุกวัน สาคิดว่าแบรนด์พอโตขึ้นมันมีชาเลนจ์อะไรให้ทำหลายอย่างมากขึ้น มันค่อนข้างท้าทาย แล้วสาคิดว่าการที่เราทั้งปั้นคน ปั้นแบรนด์ ปั้นทุกอย่างไปด้วยกัน เป็นแบรนด์ไทยแบรนด์แรกในหลายๆ เรื่องไปด้วยกัน มันคือความสำเร็จที่ไม่ใช่แค่ของสาแล้ว สมัยก่อนมันอาจจะเป็นแค่สากับพี่ 2-3 คน แล้วก็น้องในทีมอีก 2-3 คน ตอนนี้มีคนตั้ง 160-170 คนแล้ว มันคือความสำเร็จของเราในฐานะทีม เดินคนเดียวมันเดินได้เร็ว แต่จะเดินทางไกลมันต้องเดินเป็นทีม แล้ววันนี้เราก็ฟอร์มทีมใหญ่ขึ้นมากๆ ก็หวังว่าจะเดินทางไกล ไปให้ไกลถึงต่างประเทศค่ะ
เหนื่อยมามากเนอะ (หัวเราะ) สาอยากบอกว่าภูมิใจมากๆ ค่ะ เราผ่านอะไรกันมาเยอะมาก กว่าจะได้มาถึงทุกวันนี้ เหมือนเรา Learning by doing เจ็บจริง เสียเงินจริง พลาดจริง น้ำตามันเสียไปเท่าไรแล้ว สาอยากจะบอก RAVIPA ว่าเราเหนื่อยกันมาขนาดนี้แล้ว แล้ววันนี้เราปรบมือให้ตัวเองกันหน่อยไหม เพราะว่าเราไปได้ไกลมากจริงๆ แล้วอนาคตเราจะไปได้ไกลขึ้นอีกแน่นอน ถ้าเกิดว่าเรายังสัญญาอะไรกับลูกค้า แล้วเราก็ยังรักษาสัญญาอันนั้น เราก็จะยึดมั่นแล้วก็ทำงานด้วยความตั้งใจ สาเชื่อว่าเราจะเป็นคนที่โชคดีค่ะ

RAVIPA
Website: https://ravipa.com
Facebook: https://www.facebook.com/ravipaofficial
Instagram: https://www.instagram.com/ravipajewelry
The post RAVIPA บทพิสูจน์แห่งการเสียสละความสนุกวัยเรียนของ สา-ธนิสา วีระศักดิ์ศรี appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในบรรดาคนที่ชื่นชอบงานออกแบบภายในในประเทศไทยคงไม่มีใครไ […]
The post AIR VAIR มัณฑนากรผู้ใช้พลังแสงอาทิตย์ขับเคลื่อนแพสชันในการออกแบบ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในบรรดาคนที่ชื่นชอบงานออกแบบภายในในประเทศไทยคงไม่มีใครไม่รู้จัก แอ-เบญญาภา ศิริโสภณ Interior Designer ผู้ก่อตั้ง ‘VAIR’ บริษัทออกแบบ Interior สไตล์ Artistic Luxury ที่โดดเด่นสะดุดตาด้วยส่วนผสมอันลงตัวระหว่างธรรมชาติและศิลปะจนเป็นที่ไว้วางใจของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ระดับแนวหน้าของประเทศ บ้านหรูส่วนตัวหลายหลัง
รวมไปถึงร้านอาหารชื่อดังหลายร้าน จนกวาดรางวัลระดับโลกมามากมาย

ภาพจำของความเป็น AIR ที่มีนามสกุล VAIR ห้อยท้าย คือหญิงสาวสวยเก่งใบหน้าเปื้อนยิ้มผู้ขับเคลื่อนชีวิตด้วยแพสชันแห่งการออกแบบจนประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานอย่างชัดเจน ทว่าสิ่งที่น้อยคนจะรับรู้คือ ‘ความสำเร็จ’ นั้นกลับเป็นดาบสองคมที่ทำร้ายตัวเองจนเธอล้มป่วยในที่สุด
ชีวิตที่ต้องเข้าออกโรงพยาบาลแรมปีโดยที่หาสาเหตุของอาการป่วยไม่ได้ ทำให้มันสมองที่เคยประมวลภาพการออกแบบอย่างเฉียบขาดและฉับไวกลับไม่ฟังก์ชันอีกต่อไป แต่แล้ววันหนึ่งเธอกลับค้นพบทางออกจากวังวนชีวิตที่มืดหม่นด้วยสิ่งอัศจรรย์ใกล้ตัว…‘พลังแสงอาทิตย์’

การออกมายืนรับแสงแดดจากพระอาทิตย์ดวงเดิมเหนือโค้งน้ำหลังบ้านยามเช้าที่เคยยืนดูกับพ่อผู้ล่วงลับเมื่อสิบกว่าปีก่อนได้ค่อยๆ สมานบาดแผลในใจและหล่อหลอมให้แอเป็นแอในเวอร์ชันที่ดีกว่าเดิม แข็งแกร่งกว่าเดิม มีความสุขกับสิ่งต่างๆ รอบตัวง่ายขึ้น
และยังจุดประกายให้เธอริเริ่ม ‘VAIRSOL’ แบรนด์เฟอร์นิเจอร์แต่งบ้านอันเป็นตัวแทนของความอบอุ่นจากแสงพระอาทิตย์ที่เธออยากให้ทุกคนได้สัมผัส

ในวันนี้ไม่ว่าแอจะเผชิญกับอะไร เธอจะยังคงใช้แพสชันของความเป็น Interior Designer ขับเคลื่อนให้ VAIR ก้าวต่อไปในทิศทางที่เชื่อมั่นมาตั้งแต่วันแรก แล้วปล่อยให้ผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์ที่ดีที่สุดเอง

เราเชื่อว่า Passion Calling x AIR VAIR จะสร้างกำลังใจ และแรงบันดาลใจดีๆ แก่ทุกคนที่กำลังเผชิญกับอุปสรรคในชีวิตการทำงานกันอย่างแน่นอน

แอ: จริงๆ เราไม่รู้เลยว่า Interior Designer คืออะไร ตั้งแต่เด็ก แต่เราชอบที่จะแต่งบ้าน จัดบ้าน แล้วก็ในหัวนี่จะคิดอยู่ตลอดเวลาว่าเราจะวางโซฟาไว้ตรงนี้นะ โชคดีมากที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ว่าอะไร คือเราจะเปลี่ยนตู้ ย้ายตู้ซึ่งตู้มันหนักมาก แต่เราก็ให้คนมาช่วย เหมือนคิดในหัวตลอดเวลา คือตั้งแต่จำความได้ก็อยู่กับสิ่งนี้มาตลอดเลยค่ะ

แอ: เหมือนแบบมันชอบเองโดยที่ไม่ได้มีสาเหตุ แต่พอโตขึ้นน่ะค่ะ คุณแม่ก็ชอบพาไปบ้านตัวอย่างสวยๆ พาไปพวกที่ขายเฟอร์นิเจอร์ ขาย Materials วัสดุแบบตกแต่งบ้าน เราก็จะมีความสุขมาก เหมือนเป็นเด็กที่ไปเดินดูชุดครัว กระเบื้อง อยู่กับสิ่งนั้นได้ตั้งแต่เด็กโดยที่ไม่รู้ว่ามันคือการออกแบบตกแต่งภายใน

ตอนเข้ามหาวิทยาลัยก็ยังไม่รู้อยู่ดีค่ะ ตอนเอนทรานซ์เข้าที่สถาปัตย์ ที่จุฬาฯ ก็มาเรียนภาควิชา Industrial Design ซึ่งตอนนั้นเรียนศาสตร์ของศิลปะที่หลากหลายมากๆ เลยค่ะ แต่ว่าวิชาเดียวที่ทำได้ดีแล้วคืออาจารย์ชมคือวิชา Interior เราก็เลยรู้สึกว่า เอ้อ เราน่าจะชอบตรงนี้จริงๆ แล้วตอนนั้นจะมีพวกส่งประกวด ซึ่งเราก็ส่งประกวดทุกอย่างนะคะ ก็ไม่ได้ ยกเว้นออกแบบ Interior ตอนนั้นเราได้รางวัลเป็น Young Interior Designer ค่ะ
แอ: ตอนที่จบมาคือโชคดีมาก เนื่องจากพอร์ตเราจะมีแต่ Interior ทั้งๆ ที่เราจบอีกภาควิชาหนึ่ง ค่อนข้างที่จะมีรางวัลเกี่ยวกับ Interior เยอะมาก เราก็เลยมายื่นกับบริษัทอินเตอร์เนชันแนลที่มีชื่อเสียงมากแล้วก็ได้ทำงานที่แรกที่นั่นเลยค่ะ

แอ: จริงๆ ไม่ได้เป็นคนซีเรียสอะไรกับทั้งการเรียน การทำงานมาก เหมือนเราก็ทำทุกอย่างให้เรามีความสุข ทำงานให้ดีที่สุดเท่าที่เราทำได้ แต่เวลาเข้ามาในที่ทำงานมันก็จะรู้สึกว่าไม่ได้มีใครมานั่งสอนเรา แล้วก็ทุกอย่างจะต้องทำให้ได้ด้วยตัวเอง เพราะว่าในบริษัทก็จะมีแต่คนเก่งๆ
แอ: ตอนที่เข้าไปเราไม่ได้รู้สึกกดดันมากนะคะ แต่ก็จะมีเหตุการณ์ที่เหมือนกับว่า ถ้าเราทำงานนี้ไม่ได้เขาก็จะไม่ให้เราทำงานเลย สุดท้ายเราเลยต้อง Force ตัวเอง ต้องศึกษาเอง ทำให้มันได้ ณ จุดนั้นมันเลยเป็นบทเรียนที่ทำให้เราสามารถที่จะเก่งในเรื่องที่เราทำไม่ได้มาก่อน
แอ: จำได้เลยว่าตอนนั้นไปเอางานเก่าๆ มาเรียนรู้ว่า เออ ทำงานแบบไหนที่มันถูกต้อง ที่มันใช่ แล้วเราก็ศึกษามัน ใช้เวลากับมัน พาร์ตที่ตอนนั้นแอทำไม่ได้คือ พาร์ตเขียนแบบก่อสร้าง ซึ่งมันยากมาก มันไม่ใช่แค่ดีไซน์ แต่มันคืองานช่าง พอเราได้เรียนรู้แบบก่อสร้างของคนอื่น สุดท้ายเราก็สามารถทำได้ ก็รู้สึกดีใจมากที่ตอนนั้นได้รับความกดดันมาอย่างสูงค่ะ

แอ: ตอนนั้นที่เราตัดสินใจลาออกมาก็เพราะเรารู้สึกว่า เราอยู่ที่เดิม เดินวนอยู่ในที่เดิมๆ มาเป็นเวลา 8 ปีแล้ว อยากที่จะออกมาทำอะไรใหม่ๆ ให้มันน่าสนใจมากขึ้น
ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจว่าออกมาแล้วเปิดบริษัทของตัวเอง แต่ว่าพอออกมาก็มีเหมือนมีคนมาให้ออกแบบโปรเจกต์เล็กๆ เราก็รับมา แล้วก็ตั้งใจทำมาก ก็เป็นแบบห้องตัวอย่างที่เล็กมาก เราก็ทำออกมาแล้วเขาก็ค่อนข้างที่จะชอบมากๆ ก็เลยมีงานให้เราเรื่อยๆ ซึ่งเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์หนึ่งค่ะ

แอ: จริงๆ ชื่อ VAIR ไม่ได้มาจากชื่อตัวเองนะ ไม่รู้ทำไมชอบชื่อนี้ เราอยากได้ชื่อที่สั้น คนจำได้ง่าย ซึ่ง VAIR ก็เป็น Interior ในสไตล์ Artistic Luxury มีความธรรมชาติผสมผสานงานศิลปะแล้วก็มีความหรูหราในตัว
อันนี้คิดว่าส่วนหนึ่งน่าจะมาจากตัวเองในวัยเด็กด้วย ที่บ้านของคุณพ่อคืออยู่ติดแม่น้ำแล้วมีสวนผลไม้ คือเราอยู่กับธรรมชาติตลอด เวลาที่เรามองไปเราก็จะเห็นท้องฟ้าหรือว่าน้ำที่มันเป็นคลื่นวง
แล้วก็ในขณะเดียวกันบ้านหลังนั้นคุณแม่ก็ตัดชุดแต่งงานค่ะ คุณแม่เป็นดีไซเนอร์ ซึ่งชุดแต่งงานก็จะมีพวกเม็ดบีดส์ต่างๆ ที่มันเป็นมุก เป็นคริสตัล แล้วเราก็ไปช่วยคุณแม่ร้อย ปักชุดแต่งงาน ก็เลยรู้สึกว่า น่าจะมาจากตัวเราในวัยเด็ก ที่ผสมผสานระหว่างความเป็นธรรมชาติแล้วก็ความหรูหราของพวกงานปักต่างๆ เข้าด้วยกันค่ะ

แอ: ชิ้นโบแดงมีหลายอันที่ชอบค่ะ อย่างเช่น ตัวที่เป็นห้องสะสมนาฬิกาของแบรนด์ Van Cleef & Arpels มูลค่า 400 กว่าล้าน ซึ่งตัวนี้เราพยายามที่จะครีเอตงานศิลปะมากๆ เราเอา Inspiration มาจากป่าหิมพานต์เพราะว่าตัวนาฬิกาเขาเป็นนกที่อยู่คู่กันในบึงน้ำ ตอนที่ปล่อยภาพลงไปในโซเชียลมีเดียทำให้คนรู้จัก VAIR เยอะมาก เราก็รู้สึกประทับใจว่า ผลงานเราเป็นตัวดึงที่ทำให้คนมารู้จักเราด้วยค่ะ

มีออกแบบบ้านที่ได้รับรางวัล Hotel Property Award ที่อังกฤษนะคะ แล้วก็ที่ภูมิใจอีกอันหนึ่งก็คือ เราทำงานให้กับบริษัทอสังหาริมทรัพย์หนึ่งมาเป็นเวลาสิบปี แล้วตอนนี้บริษัทอสังหาริมทรัพย์นั้นมียอดขายอันดับหนึ่งของประเทศ ซึ่งเรารู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งในการที่เราออกแบบล็อบบี้ Facility ให้เขา ก็รู้สึกภูมิใจกับทุกผลงานที่เราทำให้ค่ะ

แล้วก็ที่สุดเลยก็คือ ร้านอาหาร Fuego ที่ได้รับรางวัล Restaurant and Bar Award ที่อังกฤษค่ะ คือตอนที่ได้รางวัล แอรู้สึกว่าเหมือนเราได้ออสการ์เลยค่ะ Restaurant and Bar Design Award เป็นรางวัลที่ค่อนข้างใหญ่มากคือเป็นระดับที่เขาจะมีลิสต์ให้เลยว่าในรอบ 12 ปี มีบริษัทใดในโลกส่งเข้าประกวด
ถ้าไปย้อนดูเราจะเห็นเลยว่าเป็นบริษัทดังๆ ที่มีชื่อเสียง แล้วร้านอาหารที่ได้รางวัลก็จะเป็นร้านอาหารที่มีชื่อเสียงด้วย ซึ่งในรอบสิบปีที่ผ่านมา บริษัทในไทยมีแค่ 3 บริษัทที่ได้นะคะ แล้วหนึ่งในบริษัทนั้นก็คือบริษัท VAIR ค่ะ

แอ: นอกจากรางวัลที่เราได้ เหมือนมันเสพติดอย่างอื่นด้วย เรามีความสุขนะที่เราได้สิ่งดีๆ แบบนี้มาแต่แล้วมันก็กดดันตัวเราว่า เราอยากจะประสบความสำเร็จเรื่อยๆ เราอยากจะได้โปรเจกต์ที่ใหญ่ขึ้นไปอีก อยากจะทำแคมเปญแล้วประสบความสำเร็จทุกอันเหมือนที่เคยทำ มันเหมือนทำให้เราว่ายวนอยู่ในสิ่งนี้ แล้วพอมันไม่ได้ตามที่เราหวัง มันก็จะทำให้เราเสียใจ ทำให้เราป่วย
แอ: ถ้าภายนอก ทุกคนจะคิดว่าแอมีชีวิตดี สวยหรู แต่จริงๆ แล้วมันมีช่วงที่เราแย่ที่สุดในชีวิต คือช่วงที่หมอไม่สามารถบอกได้ว่าเราเป็นโรคอะไร แต่เราตื่นขึ้นมาคือเราคลื่นไส้ เราไม่มีเอเนอร์จี้ เราแบบไม่รู้จะทำอะไรเลย ไปที่โรงพยาบาลเข้าออกเกือบปี โดยที่หมอไม่สามารถที่จะบอกเราว่าเราเป็นโรคอะไร ซึ่งมันเป็นอะไรที่ทรมานมากๆ ค่ะ

ตอนนั้นเราไม่รู้วิธีที่จะรักษามันด้วยซ้ำ ถ้ามียามีอะไรว่าดีเราก็จะกินหมดเลย แต่มันก็ไม่หายค่ะ จนสุดท้ายอะ มีเพื่อนแนะนำว่า ไม่ลองไปตากแสงอาทิตย์ดู ซึ่งเราอะเชื่อทุกอย่างเลย ปรากฏว่าเราออกไปตากแสงอาทิตย์ยามเช้า เป็นเวลาสองอาทิตย์ ก็คืออาการที่เป็นมาเกือบปีค่อยๆ ดีขึ้นค่ะ แล้วก็คือหายไปเลย ภายในหนึ่งเดือน เพราะฉะนั้นสำหรับแอ พระอาทิตย์คือที่สุดจริงๆ สำหรับคนอื่นพระอาทิตย์อาจจะเป็นธรรมชาติหนึ่ง แต่สำหรับแอก็คือเป็นที่สุดแล้ว
วันหนึ่งที่เรากลับไปที่บ้านเก่า แล้วเราก็ไปดูคุ้งน้ำ คือสำหรับแอเป็นคุ้งน้ำที่สวยที่สุดในชีวิตเลย เพราะว่าเป็นคุ้งน้ำที่บ้านที่เราโตมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งความพิเศษของคุ้งน้ำนั้นน่ะ คือพระอาทิตย์จะมีหลายสีมาก คือบางวันก็เป็นสีส้ม บางวันก็เป็นสีชมพู สีม่วง คือแปลกมากเลย เป็นคุ้งน้ำที่สวยจริงๆ แล้วเราดูกับคุณพ่อที่เสียไปแล้ว ตั้งแต่เด็ก มันก็เลยทำให้เรายิ่งที่ผูกพันกับความเป็นธรรมชาติ กับความที่จะอยู่กับแสงพระอาทิตย์

ภาพ: AIR VAIR
แอ: เปลี่ยนค่ะ คือเรารู้สึกว่าความสุขอยู่ใกล้แค่นี้เอง เพราะฉะนั้นการที่เราเป็น Interior Designer นั้นไม่ต้องกดดันตัวเอง การที่เราจะได้รางวัลหรือไม่มันเป็นปลายทาง ต้นทางทุกวันที่เราทำ คือการทำให้ลูกค้าของเราได้ในสิ่งที่ดีที่สุด

โครงการที่แอออกแบบบ้าน คอนโดให้คนน่ะค่ะ มันอาจจะเป็นแค่หนึ่งในพันโปรเจกต์ที่แอทำ แต่มันเป็นบ้านของคนทั้งชีวิต เพราะฉะนั้นแอค่อนข้างที่จะให้ความสำคัญกับการทำบ้าน มันจะไม่ใช่แค่งานหนึ่งงานที่เราทำแล้วเสร็จจบ ไม่ใช่ เพราะคนที่เขามาอยู่ เขาอยู่กับมันทุกวัน
เราเป็น Interior Designer สมัยก่อนเหมือนเราทำตามหน้าที่ เราก็ต้องทำงานที่ดีที่สุดอยู่แล้ว แต่ว่าเราไม่ได้มีความสุขกับสิ่งนั้น เรากลับไปให้ความสำคัญกับความสุขที่มันใหญ่โตต่างๆ แต่พอความคิดเปลี่ยนไป เรารู้สึกว่าแค่การที่เราได้ช่วยลูกค้าในการแก้ปัญหาของเขา หรือว่าสร้างบ้านออกมาแล้วเขาชอบ เขามีความสุข มันเป็นความสุขที่เราควบคุมได้ แค่เราฝึกฝีมือของเรา เราสามารถหาความสุขง่ายๆ กับอาชีพของเราได้ค่ะ

แอ: ใช่ค่ะ คือนอกจากพระอาทิตย์จะมาเปลี่ยนแนวคิดในการใช้ชีวิตของแอ ทำให้แอมีความสุขกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในอาชีพการงาน พระอาทิตย์ก็ยังเป็น Inspiration ที่ทำให้แอทำแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ของตัวเองซึ่งก็คือ ‘VAIRSOL’ VAIR เป็นชื่อบริษัทอยู่แล้ว แล้วก็ SOL แปลว่าพระอาทิตย์ในภาษาสเปนค่ะ คอนเซปต์ในการออกแบบงานทั้งหมดของ VAIRSOL ก็จะมาจากพระอาทิตย์ค่ะ
โดยเราเริ่มจากตัวภาพวาดศิลปะที่เป็น Inspiration จากพระอาทิตย์ แล้วก็กลุ่มดาวต่างๆ ซึ่งตรงนี้เรารู้สึกว่า อยากออกแบบภาพวาด หรือลายที่สามารถที่จะคนเห็นแล้วรู้ว่าเป็นของ VAIR แล้วก็มีความหมายที่ดีของพระอาทิตย์ที่เหมือนสร้างความอบอุ่นในบ้านของเขาได้ ก็จะมีทั้งหมด 3 ลายด้วยกันค่ะ

จากนั้นเราก็เริ่ม Develop เป็นของแต่งบ้านอื่นๆ ตอนนั้นน่ะแอไปร้านร้านหนึ่งที่เป็นร้านวินเทจ อยู่ที่ญี่ปุ่น แล้วก็เหมือนไปเห็นตัวของตกแต่ง พวกกระจก พวงกุญแจ แต่ว่าทำมาจากเม็ดบีดส์ คริสตัล แล้วพอไปเสิร์ชก็เป็นเหมือนกับทำมาจากอินเดีย แล้วเราก็รู้สึกแบบ เอ๊ะ ทำไมเราตกหลุมรักงานนี้จังเลยอะ มันมีความสวย ทำไมเราถึงชอบขนาดนี้ เหมือนมา find out ทีหลังว่า อ๋อ มันเหมือนตัวเม็ดบีดส์ที่เราเล่นตอนปักชุดแต่งงานกับคุณแม่ตอนเด็กๆ
ทีนี้เราก็เลยรู้สึกว่า เราอยากจะเอาสิ่งนี้ เขาเรียกว่าเป็นเทคนิค Embroidery มาใส่ในงานของ VAIRSOL ค่ะ แล้วเราก็เลยไปหาว่าแบบ เอ๊ะ ใครจะทำ Embroidery ให้เราได้บ้าง ก็ไปเจอศิลปินชื่อ แคลร์-พัชราภา กนกวัฒนาวรรณ ซึ่งเราก็ติดต่อเขาไปว่า อยากจะมาร่วมสร้างผลงานด้วยกันไหม แออยากได้งานนี้มาทำในแพตเทิร์นงานของ VAIR นะ แล้วโชคดีมากที่คุณแคลร์เรียนจบปักเข็มฝรั่งเศสจากอังกฤษ คือมันเป็นศาสตร์ที่แบบ โอ้ มันดีมากๆ เลยที่จะมาทำผลงานศิลปะที่สอดคล้องกับแบรนด์ของเรา ก็เลยเป็นผลงานที่เราเอามาปักเก้าอี้ตัวนี้ค่ะ

ส่วนเฟอร์นิเจอร์ของเราก็มีที่ร่วมออกแบบกับ ฮอร์น-กฤษฎา หนูเล็ก ด้วยค่ะ คุณฮอร์นค่อนข้างที่จะเก่งในเรื่องการออกแบบเฟอร์นิเจอร์เพราะว่าได้รางวัลที่เป็นพวก Good Design Award มาจากต่างประเทศ
ตอนนั้นเราไปที่โรงงานไม้ด้วยกันกับทีมงานที่ทำเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมด ไปเจอโรงงานไม้ที่หนึ่ง เจ้าของนี่คือ ป๊อป-ศิรินุช คีตะนิธินันท์ นะคะ แล้วแอก็ไปเห็นว่าแกมี Experiment ทำพวกงานศิลปะต่างๆ จากไม้ เหมือนเขาจะเอาไม้มาแกะสลักเป็นรูปโน้นรูปนี้ แต่ว่าตอนนั้นน่ะมันยังไม่ได้เป็นเฟอร์นิเจอร์ เป็นเหมือนกับงานทดลอง แล้วคุณป๊อปบอกว่าแกชอบที่จะทำตรงนี้ เราก็เลยเกิดไอเดีย งั้นเอาลายพวกนี้มาทำรูปภาพไหม ก็เลยให้คุณป๊อปเอาภาพของ VAIRSOL ไปแกะสลักเป็นไม้ผืนใหญ่ ขนาดค่อนข้างสูงเลย แล้วก็เราก็เอาไปโชว์ในงานเปิดตัวภาพวาดของ VAIRSOL ด้วยที่ Hotel Art Fair ค่ะ

ซึ่งตอนที่ไปโชว์ คนให้ความสนใจกับภาพไม้แกะสลักนี้มาก มีคนชอบเยอะมากเลย ก็เลยกลายเป็นโปรดักต์ตัวต่อมานะคะ เป็นตู้ที่มีหน้าบานที่เอาการแกะสลักไม้ตัวนี้มาค่ะ

เก้าอี้และตู้ถือเป็นการเปิดตัวครั้งแรกในรายการนี้เลย เพราะว่ายังไม่ได้ออกสื่อที่ไหนเลยค่ะ ลายทั้งหมดที่เราทำ ที่เห็นอยู่ทั้งหมดสามลายนี้เป็นลายซิกเนเจอร์ของ VAIR ค่ะ
เราได้พาร์ตเนอร์ของเราที่ทำ Interior ด้วยกัน ชื่อคุณแนน-วิสุตตา ธโนปจัย ซึ่งคุณแนนได้รางวัลเมซงที่ฝรั่งเศสมาสองครั้ง แล้วแกมีพรสวรรค์มากที่จะทำพวกลาย ออกแบบงานกราฟิก ศิลปะ อะไรแบบนี้ ก็ถือว่าเป็นโชคดีที่ได้คนที่แบบเก่งๆ มาร่วมกันทำ VAIRSOL

แอ: การที่เราเป็นนักออกแบบน่ะค่ะ เราโชคดีที่เราได้ครีเอตงานให้กับโลกใบนี้ เพราะฉะนั้นทุกงานที่เราได้รับ ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กหรืองานใหญ่ เราตั้งใจทำ เพราะว่ามันเป็นผลงานที่ออกมาจากเรา พอแอมองย้อนกลับไป 10 20 ปี ผลงานก็คือจะอยู่กับเราตลอดไป ไม่มีใครที่จะเอาไปจากเราได้ เพราะฉะนั้นเราต้องทุ่มเททุกงานให้ออกมาดีที่สุด เพราะว่ามันคือเรื่องราวชีวิตเราเลย
งานแต่ละงานที่เสร็จมันไม่ได้ออกมาแค่วันสองวัน เราใช้เวลานานกว่าจะคิด กว่าจะสร้างมันออกมา ทำให้ดีที่สุด แล้วพอมาร้อยเรียงเป็นเหมือนแกลเลอรีชีวิต เราจะรู้สึกมีความสุข แล้วก็รู้สึกที่จะภูมิใจกับมันค่ะ

VAIR
Address: Ekkamai 1 Alley, Khlong Tan Nuea, Watthana, Bangkok
Tel: 09-1996-5642
Website: https://www.vairdesign.com/
Instagram: https://www.instagram.com/vair.interior/
Facebook: https://www.facebook.com/Vairdesign
The post AIR VAIR มัณฑนากรผู้ใช้พลังแสงอาทิตย์ขับเคลื่อนแพสชันในการออกแบบ appeared first on THE STANDARD.
]]>
“เรียกบุษรา…(หัวเราะ) เรียกพี่เกดก็ได้ค่ะ” ผู้หญิงภาพลั […]
The post Muse by Metinee เซฟโซนที่ ลูกเกด-เมทินี กิ่งโพยม พร้อมโอบรับทุกคน appeared first on THE STANDARD.
]]>
“เรียกบุษรา…(หัวเราะ) เรียกพี่เกดก็ได้ค่ะ” ผู้หญิงภาพลักษณ์สุดแกร่งที่ชื่อ ลูกเกด-เมทินี กิ่งโพยม หยอกเย้ากับเราด้วยสีหน้าและแววตาที่เป็นมิตร

เธอแนะนำตัวเองว่าเธอเป็นอดีตนางงามและนางแบบ แต่ภาพของลูกเกดที่เราเห็นตรงหน้าในวันนี้ก็ยังเป็นนางงามและนางแบบที่สวยสง่าเหมือนเดิม ที่เพิ่มเติมคือภาพจำของความเป็น ‘บุษรา’ บทบาทอันโหดเหี้ยมที่เธอฝากไว้ในซีรีส์กระแสแรงส่งท้ายปีอย่าง ‘ทิชา’


นอกเหนือจากงานแสดง ปัจจุบันเธอยังสวมหมวกคุณแม่ นักธุรกิจ เมนเทอร์ และครูประจำ Muse by Metinee สถาบันสอนบุคลิกภาพที่เธอก่อตั้งขึ้นกับ มาร์ค กิ่งโพยม หนึ่งในน้องชายฝาแฝดของเธอ


หากดูเพียงผิวเผินเราอาจคิดว่า Muse by Metinee เป็นสถาบันสอนเดินแบบเพื่อที่จะปั้นคนไปเป็นดาวในวงการ แต่เมื่อได้พูดคุยกับเธอถึงจุดเริ่มต้นในการสร้างสิ่งนี้ เรากลับเจอคำตอบที่ลึกซึ้งกว่านั้น


ในยุคที่ทุกคนต่างมีสื่อโซเชียลในมือและสามารถใช้มันเป็นเครื่องมือในการสร้างตัวตนได้อย่างอิสระก่อให้เกิดค่านิยมของการวัดคุณภาพชีวิตกันผ่านสิ่งที่เห็น หลายคนรู้สึกด้อยค่าในวันที่เห็นชีวิตคนอื่นช่างดูดี อู้ฟู่ ประสบความสำเร็จไปซะทุกด้าน ในขณะที่ตัวเองดูไม่มีอะไรดีสักอย่าง
บ้างก็ถูกสังคมบูลลี่เรื่องหน้าตา รูปร่าง จนสูญเสียความมั่นใจในชีวิต เกิดเป็นวังวนของความรู้สึกผิดหวังในตัวเองซ้ำๆ

Muse by Metinee จึงไม่ใช่แค่สถาบันปั้นคนที่ก่อตั้งโดยเซเลบริตี้ แต่เป็น ‘เซฟโซน’ เป็นพื้นที่ที่จะช่วยให้คุณได้รู้จักตัวเองในมุมใหม่ เป็นพื้นที่ที่คุณจะได้เป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีขึ้น มีความมั่นใจยิ่งขึ้น และที่สำคัญคือ…มีความสุขกับการได้รักตัวเองมากขึ้น

ประสบการณ์กว่า 32 ปีในเส้นทางบันเทิงของลูกเกด และสัญชาตญาณของความเป็นนางแบบในสายเลือดตั้งแต่เด็กทำให้เธอค้นพบว่า ‘การปั้นคน’ คือแพสชันที่จะอยู่กับเธอไปตลอดชั่วชีวิต และวันนี้เธอก็มีเอเนอร์จี้เกินร้อยที่จะส่งต่อพลังและความมั่นใจแก่ทุกคนเพื่อตอบแทนทุกสิ่งที่เธอเคยได้รับมา

มาดูกันว่าเรื่องราวเบื้องหลังผู้หญิงที่ขึ้นชื่อว่าเป็นตัวแม่สุดสตรองคนนี้จะปลุกพลังกายและพลังใจให้คุณได้มากแค่ไหนใน Passion Calling x Lukkade Metinee
ภาพ: สุพัฒน์ ชิ้นประเสริฐ
The post Muse by Metinee เซฟโซนที่ ลูกเกด-เมทินี กิ่งโพยม พร้อมโอบรับทุกคน appeared first on THE STANDARD.
]]>
จับกีตาร์ครั้งแรก…สายขาดดัง ‘ป๊อก!’ เด็กชายวัยประถมต้นท […]
The post ‘กีตาร์’ แพสชันที่ขับเคลื่อนจิตวิญญาณและตัวตนของ มาย-ภาคภูมิ ร่มไทรทอง appeared first on THE STANDARD.
]]>
จับกีตาร์ครั้งแรก…สายขาดดัง ‘ป๊อก!’ เด็กชายวัยประถมต้นที่หยิบเครื่องดนตรีหน้าตาคลาสสิกของญาติมาลองดีดเล่นด้วยความว่างได้แต่อุทานในใจว่าฉิ*หาย ด้วยความกลัวเลยเอากีตาร์ไปซ่อนแล้วบอกตัวเองว่าขอไม่ข้องเกี่ยวกับสิ่งนี้อีก

3 ปีต่อมา โลกโคจรจนเด็กชายคนนี้เวียนมาเจอกับสิ่งที่เคยวิ่งหนีมาอีกครั้ง “กีตาร์มีแบบนี้ด้วยเหรอ…สวยจัง” ภาพถ่ายเรียบง่ายของกีตาร์สีขาวลาย Playboy ในหนังสือคอร์ดกีตาร์ ไอเท็มสุดฮิตของคอดนตรีในยุคที่โลกยังไม่มีสมาร์ทโฟน ทำให้เขารู้สึกเหมือนต้องมนตร์ ยิ่งดูยิ่งหลงใหล ยิ่งอยากได้ แม้จะยังไม่รู้วิธีเล่นเลยก็ตาม

นับจากวันนั้น กีตาร์กลายเป็นเป้าหมายใหญ่ในชีวิตที่เขาต้องพุ่งชน และเป้าหมายแรกคือการสอบเข้าโรงเรียนมัธยมเพื่อแลกกับรางวัลเป็นกีตาร์ตัวแรก

จากการมีกีตาร์เป็นของตัวเองสู่การแอบแม่ซื้อ การแอบลงคอร์สเรียน และการหมกตัวฝึกฝนวันละหลายชั่วโมง ทั้งหมดได้หล่อหลอมให้เด็กชายในวันวานกลายเป็น มาย-ภาคภูมิ ร่มไทรทอง

นักดนตรีและนักสะสมที่ไม่ว่าโลกจะพัดพาไปในทิศทางใด ‘กีตาร์’ ก็จะยังเป็นแรงขับเคลื่อนจิตวิญญาณและตัวตนของเขาไปจวบจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต

เราเชื่อว่า Passion Calling x Mile-Phakphum Romsaithong
จะเป็นอีกอีพีที่สร้างพลังบวกและแรงบันดาลใจอย่างล้นหลามให้กับคนที่กำลังตามหาแพสชันและเดินตามความฝันอย่างแน่นอน
ขอบคุณสถานที่: Strings Shop
The post ‘กีตาร์’ แพสชันที่ขับเคลื่อนจิตวิญญาณและตัวตนของ มาย-ภาคภูมิ ร่มไทรทอง appeared first on THE STANDARD.
]]>
ดวงตาที่ส่องประกายขณะจ้องมองภาพของเหล่าไอดอลญี่ปุ่นร้อง […]
The post จากไอดอลสู่คนเบื้องหลัง แพสชันใหม่ที่ เฌอปราง อารีย์กุล อยากสานต่อ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ดวงตาที่ส่องประกายขณะจ้องมองภาพของเหล่าไอดอลญี่ปุ่นร้องเล่นเต้นรำในจอได้สร้างพื้นที่แห่งความฝันเล็กๆ ในใจของเด็กสาวธรรมดาคนหนึ่ง “ถ้าสักวันเราได้มีส่วนร่วมกับสิ่งนี้ก็คงดี…” แล้วโอกาสก็นำพาให้ฝันของเธอเป็นจริง เมื่อ AKB48 ไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปที่เธอติดตาม ประกาศรับสมัครสมาชิกรุ่นแรกของวงน้องใหม่ในประเทศไทย

เด็กสาวที่ไม่มั่นใจในความสามารถของตัวเองแม้แต่น้อย แต่มั่นใจกับความรักและความหลงใหลที่มีต่อกลุ่มไอดอลสุดโปรดของเธอเกินร้อย ตัดสินใจคว้าโอกาสนี้ไว้ แล้วทำให้เต็มที่ แม้ไม่รู้ว่าปลายทางจะลงเอยอย่างไร

นับแต่นั้นมา เฌอปราง อารีย์กุล ก็ไม่ได้เป็นเพียงเด็กสาวที่ชื่นชมไอดอลอยู่หน้าจออีกต่อไป แต่เป็น เฌอปราง BNK48 สมาชิกรุ่นแรกของเกิร์ลกรุ๊ปน้องใหม่ที่มาแรงที่สุดในยุคนั้น



เส้นทางสู่การเป็นไอดอลเป็นบทพิสูจน์ให้เฌอปรางเรียนรู้ว่า แม้จุดตั้งต้นจะเป็นศูนย์ แต่เมื่อชั่วโมงการฝึกฝนผนวกกับวินัยและแรงใจแล้ว…อะไรก็เป็นไปได้


ความสามารถที่เฉิดฉายของเธอทำให้เธอได้สวมหมวกกัปตันวงอย่างเต็มภาคภูมิ และยังเปิดโอกาสให้เธอได้เป็นโค้ชรุ่นพี่คอยฝึกฝนน้องๆ รุ่นใหม่ จนปลดล็อกสกิลที่ซ่อนอยู่เรื่อยมา และสิ่งนั้นก็ได้นำพาให้เธอพบพานกับแพสชันใหม่ ซึ่งก็คือ ‘การจัดการและพัฒนาคน’

แม้วันนี้เฌอปรางจะพับเก็บบทบาทของตัวเองในฐานะไอดอลไป แต่เธอยังมีความสุขกับการได้อยู่ใต้ชายคา BNK48 ในบทบาทผู้จัดการวง และผู้อยู่เบื้องหลังทุกความสำเร็จ

เส้นทางชีวิตและตัวตนอีกด้านของหญิงสาวมากความสามารถคนนี้จะสร้างแรงบันดาลใจให้คุณได้มากน้อยแค่ไหน รับชมได้ใน Passion Calling x Cherprang Areekul
The post จากไอดอลสู่คนเบื้องหลัง แพสชันใหม่ที่ เฌอปราง อารีย์กุล อยากสานต่อ appeared first on THE STANDARD.
]]>
‘เด็กมีปัญหา’ ‘หายใจเป็นเธอ’ ‘รักได้รักไปแล้ว’ และอีกหล […]
The post ความสุขสีพาสเทลของ โฟร์-ศกลรัตน์ วรอุไร กับ Morning Glory by Four appeared first on THE STANDARD.
]]>
‘เด็กมีปัญหา’ ‘หายใจเป็นเธอ’ ‘รักได้รักไปแล้ว’ และอีกหลายบทเพลงที่ถ้าเอ่ยมาแล้วยังร้องได้ในวันนี้ แปลว่าภาพของศิลปินสาวใบหน้าสวยเก๋อย่าง โฟร์-ศกลรัตน์ วรอุไร เป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำและการเติบโตของคุณในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

แม้ว่าบทบาทของโฟร์ในฐานะศิลปินดูโอ้ในตำนานจะถูกปิดฉากลง แต่ความมุ่งมั่นในการค้นหาตัวเองยังไม่เคยเลือนหาย การออกเดินทางครั้งใหม่ของโฟร์ในวันนั้นทำให้เธอค้นพบแพสชันใหม่ที่ทำให้หัวใจพองโตกว่าที่เคย ‘Morning Glory by Four’


ร้านดอกไม้โทนพาสเทลแสนหวานที่เกิดขึ้นจากความหลงใหลในเสน่ห์ความสวยงามของดอกไม้ จนก่อตัวเป็นความสุขที่เธออยากสัมผัสไปทุกๆ วัน

ตลอดทศวรรษที่ล่วงเลยมา แพสชันที่เธอมีต่อความสุขสีพาสเทลนี้ยังไม่เคยเปลี่ยน สิ่งที่เปลี่ยนมีเพียง ‘โฟร์’ ในเวอร์ชันที่เติบโตยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับร้านที่วันนี้ย้ายมาปักหลักในพิกัดใหม่ แม้จะกว้างขึ้นแต่ยังอบอุ่นใจเสมอ

จากภาพฝันที่วาดไว้สู่ร้านดอกไม้ที่ครองใจใครต่อใครในวันนี้ โฟร์ได้ก้าวผ่านอะไรมาบ้าง ติดตามรับชมได้ใน Passion Calling x Four-Sakonrut Woraurai
The post ความสุขสีพาสเทลของ โฟร์-ศกลรัตน์ วรอุไร กับ Morning Glory by Four appeared first on THE STANDARD.
]]>
มองดูปฏิทินพลางนับนิ้วบวกลบแล้วอดเซอร์ไพรส์ไม่ได้ เมื่อ […]
The post Passion Calling: ครั้งแรกของ LABUBU Mario ฝันที่เป็นจริงของ มาริโอ้ เมาเร่อ appeared first on THE STANDARD.
]]>
มองดูปฏิทินพลางนับนิ้วบวกลบแล้วอดเซอร์ไพรส์ไม่ได้ เมื่อรู้ว่าบทบาท ‘โต้ง’ นักเรียนหนุ่มหน้าหล่อพราวเสน่ห์จาก รักแห่งสยาม ในวันวานได้ติดตรึงในความทรงจำเรามากว่า 17 ปีแล้ว…
แม้ภาพเด็กหนุ่มคนนั้นอาจจะเจือจางตามกาลเวลาไปบ้าง แต่ตัวตนความเป็น โอ้-มาริโอ้ เมาเร่อ ไม่เคยเลือนหาย

นักแสดงหนุ่มที่จริงใจและจริงจังกับทุกสิ่งที่ทำคนนี้ ยังคงเป็นเครื่องสะท้อนถึงการเติบโตที่ไม่สิ้นสุดในวงการบันเทิงด้วยสารพันบทบาทที่สวม รวมไปถึงแพสชันอันยิ่งใหญ่ของเจ้าตัว กับบทบาท ‘Collector’ นักสะสมของเก่า

ความทรงจำในวันวานและการปลูกฝังถึงคุณค่าของสิ่งของจากคุณพ่อผู้ล่วงลับ เป็นทั้งแรงผลักดันและแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้โอ้ในวันนี้ค้นพบความสุขจากการได้เก็บ ได้ชม ได้ใช้ และได้เล่น

รวมถึงสานฝันการมีของเล่นเป็นของตัวเองกับโปรเจกต์ใหม่ล่าสุด LABUBU Mario ที่เจ้าตัวมีโอกาสได้ออกแบบร่วมกับ Kasing Lung ศิลปินผู้ปลุกจิตวิญญาณให้กับ LABUBU อาร์ตทอยที่กำลังเป็นที่จับตามองในระดับโลก

เส้นทางแห่งการเป็นนักสะสมของเก่าที่มีทั้งความสุขเจือความเหนื่อย ความเศร้าปนเสียงหัวเราะ จะจุดประกายพลังใจให้คุณได้มากแค่ไหน ร่วมรับชมได้ใน Passion Calling x Mario Maurer
ขอบคุณสถานที่: Papaya Studio
The post Passion Calling: ครั้งแรกของ LABUBU Mario ฝันที่เป็นจริงของ มาริโอ้ เมาเร่อ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ก๊อตจิเล่าถึงความรู้สึกเดิมที่เขามีต่อธุรกิจว่าเป็น ‘คน […]
The post Passion Calling: โลกใหม่ของ ก๊อตจิ กับ ยาดมสายมูฯ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ก๊อตจิเล่าถึงความรู้สึกเดิมที่เขามีต่อธุรกิจว่าเป็น ‘คนละโลก’ กับตัวเอง และไม่เคยคิดว่าตัวเองเหมาะสมหรือมีความสนใจในการเป็นผู้ประกอบการ แต่เมื่อเวลาผ่านไปและมีโอกาสได้ทำงานในวงการบันเทิง ทำให้เขาได้ลองทำหลายๆ อย่างจนเริ่มมีความคิดที่ว่า บางทีฉันก็อยากทำแบบนั้น แม้จะรู้สึกย้อนแย้งในตัวเองก็ตาม ก๊อตจิเริ่มก้าวเข้าสู่ธุรกิจจากการจับพลัดจับผลู และพบว่าเมื่อได้ก้าวเข้ามาจริงๆ กลับรู้สึกโอเคกับมัน แสดงให้เห็นว่าการลองทำบางสิ่งที่ไม่คาดคิดอาจนำไปสู่การค้นพบความสามารถหรือความชอบใหม่ๆ ในตัวเรา
“สมัยก่อนรู้สึกว่าไม่ใช่คนที่ชอบทำธุรกิจเลย เอาจริงๆ ถ้าไม่ได้ทำงานวงการบันเทิงคือเป็นชาวบ้านคนหนึ่งเลย เป็นพนักงานประจำออฟฟิศคนหนึ่งที่ตื่นเช้ามาตอกบัตร แล้วตอนเย็นก็เลิกงานกลับบ้าน นั่นแหละชีวิต ก๊อตจิอยากมีแค่นี้ แต่พอได้มาทำงานวงการบันเทิงก็มีโอกาสได้ทำหลายๆ อย่าง แล้วก็จับพลัดจับผลูได้มาทำธุรกิจยาดม FRESHLUCK กับเพื่อนที่มีความเชื่อในเรื่องเดียวกัน”

การเริ่มต้นทำธุรกิจยาดมสายมูเตลูมาจากความสนิทสนมและความเชื่อร่วมกันระหว่างก๊อตจิกับเพื่อนๆ อีกสองคน (หมอดูต๊อกแต๊ก-ณฐอร นพเคราะห์ และ ไปป์-ปรัษฐา สุวรรณานนท์) ที่มีความเชื่อในสายมูเตลู และมักจะพากันไปตระเวนไหว้พระตามวัดต่างๆ อยู่เสมอ จนวันหนึ่งระหว่างการเดินทาง พวกเขาก็ปิ๊งไอเดียในการสร้างแบรนด์ยาดม FRESHLUCK ขึ้นมาโดยบังเอิญ ซึ่งถูกจุดประกายจากทริปการเดินทางไปไหว้พระในภาคอีสานที่ก๊อตจิและเพื่อนๆ ร่วมเดินทางไปด้วยกัน ในทริปนี้ต้องนั่งรถตู้เดินทางไกลไปยัง 9 วัดในภาคอีสาน ซึ่งเป็นการเดินทางที่ทั้งยาวนานและท้าทาย ในขณะที่ทุกคนเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้าและอาจขาดใจ ทุกคนหยิบยาดมขึ้นมาดมพร้อมๆ กัน สร้างความสดชื่นและฟื้นฟูพลังให้กับทุกคนจนมีแรงและไปไหว้พระต่อได้ จากเหตุการณ์นี้ก๊อตจิและเพื่อนๆ ได้รับแรงบันดาลใจว่า ยาดมไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือในการฟื้นฟูพลังในการเดินทางเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพได้

“หลังจากที่เกิดไอเดียขึ้นมา ก็มีการพัฒนามาเรื่อยๆ ไม่ว่าจะพัฒนาสูตรหรือว่าชื่อแบรนด์ รวมถึงเรื่องสีและกลิ่นต่างๆ ใช้เวลาราว 2 ปีกว่าถึงจะได้เปิดตัวยาดมออกมา ในชื่อแบรนด์ FRESHLUCK เราคิดจากไอเดียที่ว่า หนึ่ง ยาดมต้องหอมและสดชื่น วัตถุประสงค์ของการดมยาดมทำให้เรา Fresh ทำให้เราสดชื่น ทำให้มีแรงฮึบแล้วมีแรงที่จะไปต่อ ดังนั้นคำว่า Fresh ก็เลยกระโดดขึ้นมา อีกหนึ่งคำก็คือทำเกี่ยวกับสายมู เลยนึกถึงคำว่า Lucky ที่หมายถึงความโชคดี อย่างน้อยแล้วคุณดมแล้วคุณเจอกับความโชคดีได้ ซึ่งจริงๆ แล้วก๊อตจิคิดว่าโชคดีของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แล้วคำจำกัดความของคำว่าโชคดีก็ไม่เหมือนกัน ส่วนตัวคำว่าโชคดีมันง่ายมากๆ เลยสำหรับเรา สมมติว่าหลงทาง แล้วเราไปถามทางแล้วมีคนบอกทางให้จนสามารถไปถึงเป้าหมายปลายทางในวันนั้นได้ คือเราโชคดีแล้ว
“หลายคนอาจมองหาแต่ความสุขก้อนใหญ่ มองหาโชคก้อนใหญ่ แต่ว่าจริงๆ แล้วในชีวิตประจำวันเรามีโชคเล็กๆ มีความสดชื่นอันเล็กๆ ทำให้เรารู้สึกชุบชูจิตใจได้ ดังนั้นคำว่าโชคดีเราเลยเอามาใส่ในแบรนด์ของเรา มีคำว่าสดชื่น มีคำว่าโชคดี มีคำว่า Fresh มีคำว่า Luck ก็เลยเป็นที่มาของชื่อ FRESHLUCK นั่นเอง”

FRESHLUCK ต้องการให้ผลิตภัณฑ์ไม่เพียงแต่มีประโยชน์ในการใช้งานเท่านั้น แต่ยังต้องมีการออกแบบที่น่าสนใจทั้งในเรื่องของสีและกลิ่นด้วย เพื่อให้ดึงดูดใจผู้ใช้ และทำลายความเชื่อเดิมๆ ที่ว่ายาดมเป็นสิ่งที่เฉพาะกลุ่มคนบางกลุ่มเท่านั้นที่จะใช้ แบรนด์ต้องการให้ยาดมกลายเป็นสินค้าแฟชั่นที่ทุกคนอยากถือ และไม่รู้สึกลำบากใจเมื่อใช้ในที่สาธารณะ มีการเลือกใช้สีมงคลในการออกแบบยาดม โดยเชื่อมโยงกับความเชื่อส่วนบุคคล และความเชื่อโบราณเรื่องสีมงคลที่เสริมดวงในด้านต่างๆ เช่น การงาน, การเงิน, สุขภาพ และความรัก เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ไม่เพียงเสริมดวงให้กับผู้ใช้เท่านั้น แต่ยังสร้างความรู้สึกดีเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์ด้วย
“การเชื่อมโยงระหว่างยาดมกับความเชื่อมูเตลู คือแต่ละคนจะมีบุคลิกภาพที่ต่างกัน เช่น คนเกิดวันจันทร์เป็นคนที่อ่อนไหวง่าย เราก็จะสร้างสรรค์กลิ่นยาดมขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์หรืออุดรูรั่วของบุคลิกภาพของคนวันนั้นๆ เช่น ถ้าคุณเป็นคนมีจิตใจโลเล กลิ่นบางอย่างในยาดมจะช่วยให้ใจรู้สึกสงบนิ่งมากขึ้น หรือว่าคุณเป็นคนที่เต็มไปด้วยพลัง มีพลังในการทำงานมากในแต่ละวัน พูดเร็ว คิดเร็ว ทำเร็ว ก็จะมีกลิ่นที่เมื่อดมเข้าไปจะช่วยทำให้คุณสงบ ทำให้คุณเย็นลง เพื่อจะได้มีสมาธิในการทำงาน แนวคิดในเรื่องของสีก็จะเป็นสีมงคลที่เสริมดวงของคนแต่ละวัน แล้วเรื่องกลิ่นก็จะเป็นกลิ่นที่เสริมบุคลิกภาพของคนที่เกิดในแต่ละวันเช่นกัน”

ก๊อตจิแชร์ความเชื่อส่วนตัวที่ว่าการให้นั้นจะนำพาสิ่งดีๆ กลับมาหาเรา เช่น น้ำใจ, รอยยิ้ม, เงิน, ค่าจ้าง และความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่จากผู้อื่น นอกจากนี้เขายังมีความเชื่อเกี่ยวกับการไหว้พระและเทพ ซึ่งให้ความรู้สึกว่าเป็นที่พึ่งทางจิตใจ ในสังคมที่มีปัญหาเกิดขึ้นได้ทุกวัน การมีที่พึ่งทางจิตใจทำให้ใจสงบ และมีแนวทางในการแก้ปัญหา
ก๊อตจิไม่ได้เน้นการบนบานศาลกล่าวเพื่อขอสิ่งตอบแทนที่ชัดเจนจากเทพ แต่เน้นการไหว้เพื่อขอความสงบและความชอบธรรมในชีวิต เขาเล่าถึงประสบการณ์ในการขอพรโดยใช้วิธีการที่ชัดเจนและเฉพาะเจาะจง เช่น ของานที่ได้เงินดีและไม่หนักมาก นอกจากนี้ยังเชื่อว่าควรให้ก่อนจะได้รับ โดยการถวายบุญและคุณงามความดีที่ได้ทำมา ซึ่งเป็นการสร้างความเมตตาจากเทพนั่นเอง
“เวลาของาน ให้ของานที่ได้เงินนะ บางคนตอนขอก็ สวัสดีค่ะ เทพขา…ของานเยอะๆ นะคะ ได้ดิ เจ้านายให้เป็น 10 งาน ไม่มีเงินเพิ่มสักงานเลย ก็เราขอไม่ครบไง ความเชื่อส่วนตัวก๊อตจิคือต้องขอประมาณว่า เทพขา…ขอให้หนูได้งานที่ได้เงินเยอะๆ ก็คือได้งานที่มันให้เงิน หรือเทพขา…ขอให้หนูทำงานน้อยๆ แต่ได้เงินเยอะๆ นะคะ บอกให้ชัดเจน อันนี้เป็นความเชื่อนะ ย้ำว่าเป็นความเชื่อส่วนบุคคล”
ก๊อตจิมองว่ามี 2 กลุ่ม คือกลุ่มผู้ใช้ยาดมทั่วไป กลุ่มนี้เป็นกลุ่มคนที่มีนิสัยชอบดมยาดมในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว จุดเด่นที่นำมาสู้ตลาดยาดมคือการเน้นย้ำถึงคุณสมบัติของยาดมสมุนไพรที่มีกลิ่นเฉพาะตัว เช่น วานิลลา, เจอราเนียม, ส้มซิตรัส, ไม้สน และลาเวนเดอร์ โดยยาดมแต่ละกลิ่นได้รับการออกแบบมาให้มีความเป็นเอกลักษณ์ และสามารถเปลี่ยนประสบการณ์การดมยาดมให้ผู้ใช้รู้สึกได้ถึงความหอมและความพิเศษที่แตกต่างจากยาดมทั่วไป อีกกลุ่มคือกลุ่มสายมู เป็นกลุ่มเป้าหมายที่เจาะจงไปที่ผู้ที่มีความสนใจในเรื่องของศาสตร์สายมูเตลูและการเสริมดวง ยาดมจึงมีการออกแบบมาให้เกี่ยวข้องกับวันเกิดและสีมงคล เพื่อช่วยเสริมดวงและนำพาโชคลาภในแต่ละวันที่ผู้ใช้ต้องการกำลังใจหรือโชคดี นอกจากนี้ยังมีการสร้างการ์ดเทพประจำวันที่ได้แรงบันดาลใจจากการไปวัด ซึ่งผู้ใช้สามารถพกพาไปกับตัวเพื่อเป็นการเสริมดวงและเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจได้
“ตอนแรกเปิดขายใน LINE Ads ก่อน ปรากฏว่าพอเราประชาสัมพันธ์ไปคนก็เริ่มเห็นแล้ว ตอนนั้นมีคนซื้อวันแรกที่วางขายก็รู้สึกตื่นเต้นเหมือนกันนะ ว่าคนเขาจะอย่างไร คนเขาจะชอบไหม คนเขาจะอยากลองไหม แต่พอลงไปกระแสตอบรับค่อนข้างดี มีคนถามหา แล้วก็มีคนสั่งซื้อมากขึ้นๆ เรื่อยๆ ใจเราก็มาละ ใจเราก็ฟู มันได้จริงๆ สำหรับคอนเซปต์แล้วก็อะไรต่างๆ ที่เราวางกันไว้ว่าอยากให้เป็นแบรนด์ยาดมที่แตกต่าง ก็รู้สึกตื่นเต้น รู้สึกดีใจที่ทุกคนให้การตอบรับเป็นอย่างดี”

“เมื่อไรที่เกิดปัญหา เมื่อไรที่ปวดหัว เมื่อไรที่จุกจิกอะไรต่างๆ ดมยาก่อนอย่างแรก ตั้งสติก่อน จะเอาไงดี ดังนั้นตั้งสติแล้วค่อยๆ แก้ไปในแต่ละอย่าง อย่างที่บอกถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นมา สิ่งที่เราทำได้คือค่อยๆ แก้ไขกันไป สำหรับธุรกิจเราก็ถือว่าเป็นน้องใหม่มากๆ บางเรื่องเราก็ไม่รู้ แต่พอมาทำแบรนด์ตัวเอง มี 100% ก็ใส่ 120% ใส่ทุกอย่าง เรารู้สึกว่ายังมีแรงอยู่ เรารู้สึกว่าอยากทำ ในช่วงแรกๆ ทุกคนแหละ มันน่าจะมีแพสชันซึ่งเราก็เป็นแบบนั้น เราใส่เต็มทุกอย่างเลย งานประจำของก๊อตจิ ปกติถ่ายงานบางทีก็ถ่ายงานเช้า บางทีเริ่ม 4 ทุ่ม 5 ทุ่ม กลับบ้านไปคือแพ็กของแล้วก็ Live ขายของต่อ พูดตรงๆ เราก็ไม่รู้ว่าอนาคตเป็นอย่างไร มันอยู่ในช่วงกอบโกย เราก็ต้องทำต้องลงแรงไป 100% เลย เรื่องของงานประจำก็ยังต้องทำอยู่ เรื่องของงานพิเศษธุรกิจที่เราเพิ่งทำก็ทำกันทุกอย่างเราให้ 100% เลย”
“สมัยนี้หลายๆ คนบอกว่าทำอาชีพเดียวไม่พอ อย่างน้อยต้องทำอาชีพเสริม 1-2 งาน ซึ่งมันเป็นเรื่องจริง ทำงานประจำอาจไม่พอแล้วก็เลยต้องแบ่งเวลาวันเสาร์และวันอาทิตย์ไปทำงานเสริมเพื่อให้อยู่ได้ ในงานประจำของเราอาจตอบสนองได้ว่า อันนี้คือเงินที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นเงินที่เลี้ยงตัวเองได้ แต่ว่าเมื่อไรที่เราต้องการอะไรเพิ่มเติม หรือต้องการอะไรที่มากขึ้น ดังนั้นก็ต้องหาอะไรที่มาเติมเต็มตรงนี้ อาชีพเสริมก็เป็นส่วนหนึ่งที่เข้ามาเติมเต็มได้ เราต้องยอมรับเลยว่าอย่างน้อยเงินมีส่วนช่วยให้เรามีความสุขมากขึ้นไม่มากก็น้อย ดังนั้นเป็นอีกหนึ่งอย่างที่จะมาตอบสนองความต้องการของเราได้ ถ้าเกิดว่าเรามีอาชีพที่หนึ่งและอาชีพที่สองเสริมขึ้นมา”

“สมัยก่อนไม่เคยคิดเลยว่าเราจะทำธุรกิจ เพราะรู้สึกห่างไกลจากชีวิตมาก พอเริ่มต้นทำตั้งแต่แรก เรารู้ว่าความยากลำบากของการทำธุรกิจเป็นอย่างไร เวลาเราไปดูธุรกิจอื่นที่เขาเติบโต ใหญ่โต หรือธุรกิจที่เป็นพันๆ ล้าน ก็มองว่าเขาเก่งจังเลยนะเรื่องการบริหาร เรื่องการทำธุรกิจต่างๆ กว่าจะมาถึงขั้นนี้ได้เหนื่อยมากๆ นะ แล้วคนที่เขาเริ่มต้นจากศูนย์ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะคนที่เริ่มต้นจากศูนย์ไม่มีตัวช่วยอะไรเลย เริ่มต้นไปถึงขั้นนั้นได้เขาเก่งมากๆ มีหนึ่งอย่างที่ทำให้ก๊อตจิรู้สึกเปลี่ยนความคิดไปเลย เราเคยคิดว่าคนทำธุรกิจทำไมต้องมีธุรกิจหลายๆ อย่าง ทำไมเขาอยากมีเงินเยอะๆ เหรอ ตอนแรกเราก็คิดแบบนั้น พอได้มาทำธุรกิจเองก็รู้สึกว่าแค่ทำไปไม่กี่เดือนนะ อยากมีอีก เพราะเหมือนว่าเราได้พัฒนาธุรกิจของเรา”
ก๊อตจิทิ้งท้ายกับเราว่า เธอรู้สึกดีใจกับการตอบรับที่ได้จากการทำตามแพสชันในการสร้างแบรนด์ยาดม FRESHLUCK ทั้งความชื่นชอบและความพึงพอใจจากลูกค้า เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้รู้สึกดีที่สุด โดยเฉพาะรีวิวเกี่ยวกับกลิ่นของยาดมที่เป็นเอกลักษณ์ หอมสดชื่น และไม่รุนแรงจนเกินไป ซึ่งต่างจากยาดมอื่นๆ ที่มีกลิ่นแรงจนตีจมูก และด้านความเชื่อส่วนบุคคลในการดมยาดมเพื่อเสริมดวงก็เป็นส่วนหนึ่งของฟีดแบ็กที่ได้รับ ลูกค้าบางคนเล่าว่าหลังจากดมยาดมแล้วพวกเขาได้งาน ก๊อตจิเน้นย้ำว่าการเสริมดวงด้วยการดมยาดมหรือการมูเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เสริมสร้างความสดชื่น ความสบายใจ แต่ความสำเร็จจะไม่เกิดขึ้นหากไม่มีการทำงานหรือการกระทำใดๆ เพื่อมุ่งมั่นไปให้ถึงเป้าหมายของตนเอง ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการสนับสนุนทางจิตใจเพื่อให้มีพลังและแรงใจในการทำงาน และเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆ ในชีวิตประจำวันของแต่ละคน แต่สุดท้ายเธอก็ยืนยันว่า ทุกคนสามารถค้นพบความโชคดีในทุกวันไปกับ FRESHLUCK ได้แน่นอน
ขอบคุณสถานที่: The Standard Bangkok
The post Passion Calling: โลกใหม่ของ ก๊อตจิ กับ ยาดมสายมูฯ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เชื่อว่าเหตุผลของความปรารถนาที่จะเป็น ‘แม่’ ของผู้หญิงข […]
The post เลี้ยงลูกอย่างไรเมื่อมองอนาคตที่คาดเดาไม่ได้ผ่านเลนส์ของแม่ Influencer แพรว เพชรแพรว appeared first on THE STANDARD.
]]>
เชื่อว่าเหตุผลของความปรารถนาที่จะเป็น ‘แม่’ ของผู้หญิงของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกันออกไป แต่สำหรับ แพรว-เพชรแพรว พรพิพัทวัฒนกุล คือการอยากมอบความสุขให้กับอีกชีวิตใหม่เช่นเดียวกับที่ตนเคยได้รับอย่างอบอุ่น

ทว่าย้อนกลับไปในวันวาน สิ่งที่แพรวหวังกับสิ่งที่เป็นนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ความปรารถนาที่จะเป็นแม่ของเธอต้องแลกมาด้วยความพยายามอย่างหนักกว่า 2 ปี ซึ่งนั่นยิ่งเป็นสิ่งที่ตอกย้ำให้เธอรู้ว่าทุกนาทีที่เธอถูกเรียกว่า ‘แม่’ ในวันนี้เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์เพียงใด

แพสชันของความเป็นแม่เกินร้อยของเธอจุดประกายให้เธอสวมหมวกแม่ Influencer อีกทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้ง ‘PRAEW’ คอมมูนิตี้ที่แบ่งปันประสบการณ์เรื่องราวและเคล็ดลับดีๆ ในการเลี้ยงลูกให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ

S-Mom Club เชื่อว่าแม้อนาคตจะคาดเดาไม่ได้ แต่เราทุกคนเลือกที่จะเป็นแม่ในแบบของตัวเองได้ และพร้อมเผชิญกับทุกความเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วที่จะเกิดขึ้นกับลูกได้ด้วยการเตรียมพร้อมสมองที่ดีให้กับเขาตั้งแต่วันนี้ ทั้งในด้านทักษะและโภชนาการต่างๆ
ในฐานะตัวแทนของคุณแม่ยุคใหม่อย่างชัดเจน แนวคิดและวิธีการเลี้ยงลูกให้รับมือกับอนาคตที่คาดเดาไม่ได้ในแบบของแพรวจะเป็นอย่างไรนั้น ค้นพบคำตอบไปด้วยกันได้ทาง Passion Calling x S-Mom Club with Praew-Phetpraew Phonpiphatwattanakul

จริงๆ เราไม่ได้ตั้งเป้าว่าฉันจะต้องเป็นแม่คนให้ได้อะไรอย่างนี้ค่ะ เพราะรู้สึกว่าก็มาตามช่วงวัย แล้วก็มาตามความต้องการในชีวิตที่มากขึ้น วันหนึ่งเรารู้สึกว่าเราเรียนจบแล้ว เราทำธุรกิจมาในระดับหนึ่งแล้ว แพรวรู้สึกว่าเราก็มีความสุขในครอบครัว การมีพี่น้อง การมีพ่อแม่มันดีนะ เราเลยรู้สึกอยากมอบความสุขนี้ให้กับเด็กคนหนึ่ง…เราก็เรียนรู้โลกมาในระดับหนึ่งแล้ว แต่พอมีลูกก็เป็นอีกบทเรียนหนึ่งที่เราอยากเรียนรู้ไปพร้อมกับเขา

การเป็นแม่คือการพยายามมาก เพราะว่าแพรวมีลูกโดยการทำเทคนิค ICSI (อิ๊กซี่) เพราะฉะนั้นก็จะมีขั้นตอนที่ซับซ้อนกว่าในรูปแบบธรรมชาติค่อนข้างมาก พอเราพยายามค่อนข้างมาก วันที่สำเร็จก็ค่อนข้างที่จะใจฟูมากๆ แต่จริงๆ แล้วก็แค่สเต็ปแรกแค่นั้นเอง จากนั้นคือต้องดูแลเขาตอนท้องแล้วก็คลอดออกมาค่ะ
แพรวรู้สึกว่าวันคลอดเป็นวันที่แม่ทุกคนจะต้องจดจำไปตลอดชีวิตแน่ๆ เพราะว่ามีทั้งความกังวล ความเจ็บ แล้วก็มีทั้งสภาพร่างกายหลายๆ อย่างที่เรารู้สึก…โห มันต้องใช้การฟื้นร่างกายหนักมาก เจ็บแผล และต้องเรียนรู้การให้นม
หลายคนอาจมีนิยามว่าวันคลอด อุ้มลูกมาแล้วก็ยิ้มด้วยกัน หัวเราะ ทุกอย่างมีความสุข แต่จริงๆ ค่อนข้างจะแตกต่าง ทั้งเจ็บแผลแล้วเราก็ไม่ทราบเลยว่าการให้นมครั้งแรกมันต้องเจ็บ เราไม่ทราบเลยว่าการผ่าคลอดเราต้องพลิกตัวตลอดเพื่อไม่ให้แผลยึด เป็นประสบการณ์ที่ต่างจากที่เราคิดมากค่ะ
โมเมนต์ที่ได้ยินเสียงลูกครั้งแรกเนี่ยมัน… (ร้องไห้) แพรวรู้สึกว่าการที่เขาอยู่ในท้องเรา เราก็ต้องรอคอยวันที่จะได้กอด เรารู้สึกว่าอยากเห็นหน้าเขาจังเลย มันเลยเป็นความรู้สึกที่วันนี้มาถึงแล้ว ใช่ค่ะ เหมือนคนที่รักกันแล้วก็อยากเจอหน้ากันมากๆ ความรู้สึกนั้นเลย แต่มันมากกว่าเพราะว่าเรารักเขาตั้งแต่เรายังไม่ได้เจอหน้าเขาเลยค่ะ

ใช่ค่ะ แพรวรู้สึกว่า ณ วันที่เราได้ยินเขา เราลืมทุกอย่างไปหมดเลย ณ ตอนนั้นก็คือเย็บแผล เจ็บแค่ไหนต่างๆ นานา ก็คือทุกอย่างมันหยุด แล้วเสียงของเขาคือคำตอบทุกอย่างเลยในความรู้สึก

คือมีความย้อนแย้งในตัวเองตรงที่ว่า เรารู้สึกว่าเราอยากทำงาน เพราะก่อนหน้าที่เราจะเป็นแม่ก็ชอบทำงานมากๆ แต่พอเป็นแล้วเราก็รู้สึกว่า เอ๊ะ เราต้องทิ้งลูกไปทำงานเหรอ หรือว่าการเลี้ยงลูกเราต้องเลิกทำงาน
เราเลยรู้สึกว่า ฉันจะทำอย่างไรดีนะให้การเลี้ยงลูกหาเงินได้ด้วย การเลี้ยงลูกให้ดีเป็นงานได้ไหม ก็รู้สึกว่า อ๋อ ยุคนี้ถ้ามีแม่อินฟลูเอ็นเซอร์จะดีมากๆ เลยนะ ยิ่งเลี้ยงลูกดียิ่งได้เงิน ยิ่งได้อยู่กับลูกเยอะ ยิ่งมีความสุขที่ได้อยู่ด้วยกัน
แล้วก็เกิดจากประสบการณ์ส่วนตัวด้วยค่ะ ที่แพรวรู้สึกว่าไม่มีโรงเรียนสำหรับการเป็นแม่ รู้สึกว่าอยากมีแม่สักคนที่คอยบอกว่าข้อมูลเป็นอย่างไร เหมือนแม่บอกเล่ากับแม่ เลยรู้สึกว่า โอเค ถ้างั้นเรามาทำคลิปเป็นแม่คุยกับแม่และบอกตามประสบการณ์จริง อะไรทำได้ก็บอกทำได้ อะไรทำไม่ได้ก็บอกไม่ได้ผล เหมือนมาแชร์กัน เหมือนเป็นพื้นที่ที่ถาม-ตอบกัน เหมือนเป็นพื้นที่ป้ายยา พื้นที่ระบาย เหมือนเป็นพื้นที่อวดลูกกันอะไรอย่างนี้ค่ะ

แพรวรู้สึกว่าสิ่งที่ท้าทายของการเป็นแม่ก็คือ การที่เราต้องมีสติกับปัจจุบันมากๆ การเป็นแม่คนเป็นการตัดสินใจที่ค่อนข้างสำคัญ เหมือนคำที่บอกว่า “วันที่คุณเลือกเป็นแม่ คุณได้อนุญาตให้หัวใจคุณออกมาเต้นข้างนอก” ลูกเป็นผลลัพธ์ของอารมณ์ของเรา หรือการกระทำทุกอย่างของเรา เพราะฉะนั้นความท้าทายก็คือ เวลาที่เราเลี้ยงเขาเราต้องมีสติมากๆ แน่นอนทุกคนอยากเป็นแม่ที่ใจเย็น อยากเป็นแม่ที่น่ารัก อยากเป็นแม่ที่เพอร์เฟกต์ แต่ในชีวิตเราต้องรับมือไปตามสถานการณ์ เขาร้องขึ้นมาเราก็ต้องฮึบ มีสติ โอเคนิ่งก่อน แต่ก็ไม่ใช่ทุกครั้งที่เราจะทำได้

การเป็นแม่มาพร้อมวุฒิภาวะที่เราต้องเริ่ม เราต้องเติบโตได้อย่างรวดเร็วเพราะว่ามีเด็กคนหนึ่งที่เราต้องรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นนี่แหละค่ะแพรวรู้สึกว่าคือความท้าทายของคนเป็นแม่
จริงๆ ก็เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ของแต่ละวันค่ะ การแค่ได้นอนจั๊กจี้กันที่เตียง การอ่านหนังสือ หรือการเป่าผมแล้วก็หัวเราะด้วยกัน มันเป็นความสุขที่เรียบง่ายกว่าที่เราคิดนะ

แน่นอนโภชนาการเป็นส่วนสำคัญ กิจกรรมต่างๆ แล้วก็เรื่องการออกกำลังกายอีกส่วนหนึ่ง แต่โภชนาการแม่ๆ ยุคนี้คือเต็มที่มากๆ อะไรที่เราทำได้เราก็อยากทำให้ดีที่สุด เพื่อส่งเสริมให้เขาไปได้ไกลเท่าที่ทำได้ เพราะฉะนั้นก็เน้นวิตามินจัดหนักจัดเต็ม เน้นโปรตีน วิตามินต้องเยอะหน่อย นมก็จะเลือกที่มีสารอาหารเยอะ พลิกอ่านทุกสิ่งอย่าง เป็นสายหาข้อมูลค่ะ

จริงๆ เรื่องอนาคตก็เคยเป็นแม่ที่กังวลบ้าง เพราะว่าเราควบคุมทุกอย่างไม่ได้ เราแทบอยากจะครอบโลกทั้งใบไว้เหมือนเลี้ยงไข่ในหิน แต่จริงๆ เราทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทำได้มากสุดก็คือ “ปล่อยให้เขาเผชิญและแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเองมากที่สุด”
แพรวรู้สึกว่าเวลาที่เด็กมีความยืดหยุ่นตอนเจอสถานการณ์ต่างๆ แล้วเขาพลิกแพลงได้ ทำให้เรารู้สึกว่า โอเค เขาจะเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆ ในอนาคตได้มากขึ้น ไม่อยากให้เขามี Fixed Mindset เพราะฉะนั้นก็จะฝึกให้เขามี Growth Mindset พอเขายืดหยุ่นหรือปรับตัวตามสถานการณ์ได้ เราก็จะรู้สึกกังวลกับอนาคตค่อนข้างน้อยหน่อย

สำหรับแพรว แพรวคิดว่าการพยายามจะควบคุมทุกอย่างให้เพอร์เฟกต์เป็นสิ่งที่ทำให้เราเครียดเกินไป เพราะว่าจริงๆ แล้วอย่าลืมค่ะว่าไม่มีใครเพอร์เฟกต์ เพราะฉะนั้นเราต้องกลับมาถามตัวเองว่า เราเป็นแม่ที่มีความสุขอยู่หรือเปล่า แม่ที่ดีที่สุดของลูก ไม่ใช่แม่ที่เพอร์เฟกต์…แต่เป็นแม่ที่มีความสุข
ใช่ หลายๆ คนอาจนิยามว่าทุกอย่างต้องเพอร์เฟกต์ แต่จริงๆ เราควบคุมสถานการณ์ต่างๆ ไม่ได้ แต่สิ่งที่เราควบคุมได้คือวันนั้นเรารับมือกับมันอย่างไร

ไม่ได้คิดเลยค่ะ เพราะแพรวรู้สึกว่าโลกมันไปไกลและรวดเร็วมากๆ ขึ้นทุกวันๆ เพราะฉะนั้นการที่เราควบคุมทุกอย่างไว้ หรือการที่เราตั้งไว้ว่าเขาต้องเป็นแบบนี้ๆ ทั้งที่โลกมันไปไกลแล้ว แพรวรู้สึกว่าจะทำให้เราเป็นทุกข์

ในอนาคตมีอีกหลายอาชีพที่จะเกิดขึ้นมา แล้วก็จะมีอีกหลายอาชีพที่จะต้องหายไป เพราะฉะนั้นเราจินตนาการไม่ถึงหรอกค่ะว่าตอนที่เขาโตจะเป็นอย่างไรบ้าง ก็แค่ทำทุกวันให้ดีที่สุด แล้วก็เตรียมพร้อมให้เหมาะสำหรับโลกอนาคต และเขาอยากเป็นอะไร เขาอยากทำอะไร เรามีหน้าที่แค่สนับสนุนแค่นั้นเอง
เราต้องเป็นเราในเวอร์ชันที่ดีขึ้นแค่นั้นเอง ไม่จำเป็นต้องเป็นแม่ที่เพอร์เฟกต์ แพรวรู้สึกว่าเราก็แค่ต้องเป็นตัวเอง เป็นแม่ในแบบของเราเหมือนในเพลงของแพรวที่บอกไว้ในประโยคหนึ่งว่า “เป็นแม่เธอที่ดีในแบบฉัน ที่เธอรักที่สุด”

สิ่งที่แพรวรู้สึกว่าอยากจะปลูกฝังให้ลูกมากที่สุด น่าจะเป็นการที่เด็กคนหนึ่งต้องรู้จักคุณค่าของสิ่งต่างๆ ในชีวิต อยากให้เขามีความสุข ชื่นชมกับทุกๆ สิ่งรอบตัวค่ะ ไม่ว่าเขาจะอยู่จุดไหนในชีวิต เพราะว่าถึงแม้เขาจะประสบความสำเร็จ แต่ถ้าเขาไม่รู้จักคุณค่าก็ไม่ได้การันตีเลยว่าเขาจะมีความสุข การที่คนคนหนึ่งรู้จักคุณค่าของสิ่งต่างๆ ในหัวใจค่ะ เขาก็เห็นแง่มุมดีๆ ในชีวิตได้ แพรวว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คนคนหนึ่งมีความสุขได้อย่างแท้จริง

การมีลูกสอนให้เรารู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของความเป็นแม่ ตอนที่เรายังไม่มีลูกเราก็ไม่ได้ซาบซึ้งกับคำว่าแม่ขนาดนั้น แต่พอมีจริงๆ โอ้ ลึกซึ้งเลยว่าการเป็นแม่จะเลี้ยงคนคนหนึ่งมามันใช้พยายาม ใช้ความรักและความอดทนสูงมาก แต่ก่อนเราอาจไม่ใช่ที่พึ่งพิงของใคร แต่วันนี้เราเป็นที่พึ่งพิงของเด็กคนหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราก็จะเติบโต…ก็จะผลักดันให้เรามีวุฒิภาวะขึ้นอย่างรวดเร็วค่ะ แล้วก็มีความรับผิดชอบมากขึ้น

แพรวรู้สึกว่าแม่ๆ หลายคนเกิดความกังวลนะคะ แพรวอยากให้เชื่อในสัญชาตญาณตัวเองด้วย หลายคนก็อาจหาข้อมูลมากมาย วิตกกังวล หรือรู้สึกว่าเราอาจเป็นแม่ที่ไม่ดีพอ เพราะฉะนั้นเราต้องเรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกับลูกค่ะ
บางวันอาจเป็นวันที่แย่บ้าง หรือบางวันอาจเป็นวันที่ดีบ้าง เราก็ต้องอย่าลืมรักตัวเอง แล้วก็บอกว่าไม่เป็นไร เราเป็นแค่มนุษย์คนหนึ่งที่ผิดพลาดได้ เพราะฉะนั้นก็แค่มีวันพรุ่งนี้ให้แก้ตัวใหม่ ไม่มีใครเพอร์เฟกต์ ไม่มีแม่ที่เพอร์เฟกต์ แต่เราสามารถเป็นแม่ที่ดีในเวอร์ชันของเราได้ แล้วก็อย่าลืมมีความสุขในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ทุกๆ วันกับลูกค่ะ

หากคุณแม่มีข้อสงสัยเรื่องพัฒนาการสมองและการเรียนรู้ของลูกเพิ่มเติม สามารถปรึกษาทีมพยาบาล S-Mom Club ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
S-Mom Club
Website: https://www.s-momclub.com/
Facebook: https://www.facebook.com/Smomclub
#THESTANDARDLIFE #TheUrbanGuidetoWellbeing #PassionCallingxSMomClub #MomfromtheFuture #SMomClub #PRAEW #PhetpraewPhonpiphatwattanakul #เลี้ยงลูกยุคใหม่ #เลี้ยงลูกให้ฉลาด #เลี้ยงลูกให้สมองดี #เด็กฉลาด #เทคนิคเลี้ยงลูก #สมองไวสร้างได้
The post เลี้ยงลูกอย่างไรเมื่อมองอนาคตที่คาดเดาไม่ได้ผ่านเลนส์ของแม่ Influencer แพรว เพชรแพรว appeared first on THE STANDARD.
]]>
ความหลงใหลในวิชาที่เรียนตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาแพทย์ภาค […]
The post เปิดมุมมองเลี้ยงลูกให้รับมือกับอนาคตที่คาดเดาไม่ได้สไตล์ หมอแพม พญ.ปุษยบรรพ์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ความหลงใหลในวิชาที่เรียนตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาแพทย์ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ได้ทำให้ แพม-ปุษยบรรพ์ สุวรรณคีรี หรือ หมอแพม มีความตั้งใจมาโดยตลอดว่าวันหนึ่งเธอจะต้องมีครอบครัวและให้กำเนิดสิ่งมหัศจรรย์ที่เรียกว่า ‘เด็ก’ ให้ได้

จากเดิมที่เธอมีเพียงหมวก ‘หมอ’ เธอเชื่อมั่นว่าสายอาชีพและวิชาที่ร่ำเรียนมาอย่างตรากตรำจะทำให้เธอรับมือกับการเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้เติบโตได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ ณ วันที่ได้สวมหมวก ‘แม่’ แบบเต็มตัว เธอได้ตระหนักว่าสิ่งที่คิดมันไม่ใช่สิ่งที่เป็นเลยแม้แต่น้อย จุดนั้นไม่เพียงแต่ทำให้เธอเข้าใจธรรมชาติของเด็กมากขึ้น… แต่มันยังทำให้เธอเข้าใจถึงความเป็นมนุษย์มากขึ้นอีกด้วย เธอจึงเลือกที่จะแบ่งปันประสบการณ์ของเธอผ่านเพจ ‘หมอแพมชวนอ่าน’ คอมมูนิตี้ท่ีตั้งใจมีไว้แบ่งปันวิธีการเลี้ยงลูกเชิงบวก และยังเป็นเหมือนพื้นที่บันทึกการเติบโตของเธอและลูกไปพร้อมๆ กัน

จริงอยู่ที่ใครหลายคนในยุคนี้อาจจะมีความกังวลกับอนาคตที่คาดเดาไม่ได้ และไม่รู้ว่าจะรับมือกับการดูแลสิ่งมหัศจรรย์ที่เรียกว่าลูกอย่างไรให้ดีที่สุด แต่ S-Mom Club เชื่อว่าแม้อนาคตจะคาดเดาไม่ได้ แต่แม่สามารถเตรียมพร้อมเผชิญกับทุกความเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วที่จะเกิดขึ้นกับลูกได้ ด้วยการเตรียมพร้อมสมองที่ดีให้กับเขาตั้งแต่วันนี้ทั้งในด้านทักษะและโภชนาการต่างๆ
ในฐานะที่หมอแพมเป็นทั้งหมอและนักเขียนด้านการเลี้ยงดูลูกโดยตรง มาดูกันว่าหมอแพมจะมีแนวคิดอย่างไรที่จะรับมือกับอนาคตที่ไม่แน่นอนได้อย่างมั่นคงใน Passion Calling x S-Mom Club with Dr.Pussayaban Suwannakeeree

ตอนที่เรียนรู้สึกว่าทำไมเด็กเป็นสิ่งมหัศจรรย์ มันจะมีวิชาหนึ่งเป็นวิชาเรียนแบบ Development หมายถึงว่าเรียนตั้งแต่มนุษย์อยู่ในท้อง เป็นเซลล์แตกไปเรื่อยๆ กลายเป็นแผ่น เป็นแผ่นสามชั้นแล้วม้วนกลายเป็นอวัยวะแล้วมันเจริญเติบโต

ถ้าสมมติเราเรียนชีววิทยาเราตื่นเต้นกับเรื่องทำไมหนอนถึงกลายเป็นผีเสื้อ แท้จริงแล้วมนุษย์มันซับซ้อนกว่านั้นเยอะ… เยอะมาก แล้วก็ตอนผ่านแผนกเด็ก คือเด็กๆ ทุกคน ไม่ว่าจะลูกผู้ดีหรือลูกชาวบ้านธรรมดา เด็กทุกคนคือใสหมด เด็กเกิดมามีพัฒนาการปกติ หลังจากนั้นมันเป็นเรื่องจากเด็กคนนั้นที่นอนอยู่ในโรงพยาบาล จนกระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ถัดจากนั้นมันเป็นเรื่องของการเลี้ยงดู คือพันธุกรรมอาจจะมีส่วนแต่ว่าการเลี้ยงดูก็มีส่วน ก็เลยสนใจ หมอรู้สึกว่าเด็กเป็นสิ่งมหัศจรรย์

มาก
ใช่ค่ะ
ตอนที่หมอมีลูกตอนนั้นอายุตัวเอง 32 ปีแล้วค่ะ เพราะว่าเรียนหมอมันเรียนนานเนอะ ก็คือเรียนแพทย์ 6 ปีค่ะ แล้วก็เรียนเฉพาะทางเป็นกุมารแพทย์ 4 ปี แล้วก็ต่อด้านกุมารแพทย์โรคระบบทางเดินหายใจอีก 2 ปี เป็น 12 ปี คือกว่าจะจบแล้วก็แต่งงาน คือแพลนไว้เลยว่าอยากจะมีลูกค่ะ ตั้งใจอยากมีลูกมากๆ
ก่อนมีลูกกับหลังมีลูกนิยามมันต่างกันเยอะเลยค่ะ ตอนที่เรายังไม่มีลูก เนื่องจากเราเรียนกุมารแพทย์ด้วยเราก็รู้สึกว่าอยู่ที่ OPD มีแม่มารอคิวเพื่อมาขอคำปรึกษาจากเรา เราก็รู้สึกว่ามันก็ต้องทำได้สิ เรามีตำรา มันมีบอกเป๊ะๆ ถ้ามีปัญหาอย่างนี้ต้องแก้อย่างนั้น ถ้ามีปัญหานั้นต้องแก้อย่างนี้
ตอนก่อนที่ตัวเองท้องเราคาดหวังสูงมาก หาข้อมูลอะไรที่ทำให้เด็กเจริญเติบโต ต้องกินสารอาหารอย่างไร ต้องทำอะไร แล้วก็รู้สึกว่าถ้ามีลูกฉันต้องเอาอยู่ แต่ปรากฏว่าพอมีลูกความคิดเปลี่ยน เพราะว่าจริงๆ แล้ว…เด็กไม่ได้เป็นไปตามตำรา คือตำราไม่ได้เขียนถึงลูกเรา ตำราเขียนแค่ค่าเฉลี่ย แต่เด็กแต่ละคนเขามีความยูนีก

หมอก็เลยบอกกับพ่อแม่ทุกคนว่า ตำราเอาไว้เป็นไกด์เหมือนกับเรามี GPS แต่แท้จริงแล้วถ้าเกิดเราจำทางไปบ้านได้ เราก็แวะได้โดยไม่ต้องกลัวจะหลง ความหมายก็คือว่าเด็กเขาก็เกิดมาเพื่อแม่คนนี้แหละ คือถ้าเมื่อไรที่คนเป็นแม่รู้สึกว่าฉันนี่แหละเป็นคนที่ดีที่สุดสำหรับลูก มันก็คือตอนนั้นค่ะ เราจะเป็นแม่ที่ไม่ไขว้เขวไปกับข้อมูลที่มันมากมายมหาศาล เราจะรู้จักหยิบข้อมูลดีๆ หรือว่าสิ่งดีๆ มาเพื่อประยุกต์ใช้กับตัวเอง ก็เลยรู้สึกว่าสิ่งที่คาดหวังก่อนมีลูกกับตอนที่มีลูกแล้วเนี่ยมันคนละเรื่องกันเลย
ตอนหลังมีลูกใหม่ๆ หมอก็มีภาวะซึมเศร้าหลังคลอด เหมือนกับ เอ๊ะ ทำไมมันถึงเครียดไปหมด ทำไมถึงรู้สึกกดดัน แวบหนึ่งรู้สึกว่าที่คิดว่าจะมีความสุข ทำไมไม่มีความสุข…ทำไมมันเศร้าจัง ทำไมมันทุกข์จัง แค่ลูกไม่กินข้าวมันรู้สึกเหมือนจะเป็นจะตาย
พอได้มานั่งตกตะกอนตอนนั้นที่มีปัญหาเยอะๆ ก็ถามตัวเองว่าทำไมเรื่องแค่นี้เราถึงแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะว่าตัวเองเป็นหมอเด็กด้วย แล้วก็ด้วยความที่เราทำงานด้วย ก็เลยใช้ทักษะสกิลในการเป็นหมอเด็กแก้ปัญหา ด้วยการใช้ทักษะในการกดลิ้นเด็กเวลาตรวจร่างกาย เอาช้อนกดเข้าปากลูกค่ะ แล้วลูกก็กลายเป็นแบบกลัวอาหารอยู่พักหนึ่งเลย

ท้ายที่สุดปัญหามันก็หนักไปเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าเอ๊ะ เรามาทางนี้มันผิดแน่เลย ลูกรู้สึกว่าเวลาอาหารเป็นเวลาแห่งความทรมาน แค่เห็นแม่หยิบถ้วยอาหารเขาก็ร้องไห้แล้ว ไม่ว่าอะไรที่มันเป็นสิ่งที่ดี ถ้าเราบังคับ เด็กก็รู้สึกว่าถูกคุกคามอยู่ดี หลังจากนั้นก็คิดใหม่ทำใหม่ สบายๆ ชิลๆ พอปล่อยวางลูกก็กินดีเฉย มันก็เลยเรียนรู้ ไม่ใช่เราแค่คนเดียวหรอกเพราะว่าเพื่อนเราก็บ่น คนข้างๆ เราก็บ่น มีแม่ที่เจอปัญหาแบบนี้เหมือนๆ เราเยอะมาก ก็เลยเปิดเพจด้วยค่ะ อยากจะแบบแชร์ข้อมูลที่เราเจอมาค่ะ
ถ้าสำหรับหมอเองหมอคิดว่าอุปสรรคก็คือตัวเองค่ะ คือเรื่องความรู้เราคงไม่ติด ไม่ได้หมายความว่าคนเป็นแม่ที่เป็นหมอเนี่ยจะฉลาดกว่าคนทั่วไปนะคะ แต่ต้องยอมรับว่าเราเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องได้ง่ายกว่า
แต่ว่าสิ่งที่มันต้องข้ามไปให้ได้ก็คือการควบคุมอารมณ์ตัวเอง เพราะว่าคนเป็นแม่นั้นมันต้องใช้พลังใจสูงมากๆ ยกตัวอย่างคุณแม่ที่เลี้ยงลูก Full Time ทั้งวัน นั่นหมายความว่าเสียสละชีวิตส่วนหนึ่ง ความคุ้นเคยในชีวิตเพื่อมาอยู่กับเด็กคนหนึ่ง แล้วมันต้องมีความหวังเนอะ พอทุ่มเทมากมันก็คาดหวังมาก คุณแม่ส่วนใหญ่ก็จะมีความทุกข์ แล้วก็ไม่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองคุ้นเคยหรือชอบทำ
แต่จริงๆ แล้วหมอมาเรียนรู้ทีหลังว่าการเป็นแม่นั้นมันไม่ต้องเสียสละชีวิตตัวเองนะ เราก็ยังเป็นตัวเราที่มีเด็กคนหนึ่งเข้ามาในชีวิตของเราเพิ่มเติม เรียนรู้ไปด้วยกัน วันแรกที่เรามีลูกก็เป็นวันแรกที่เราเป็นแม่เหมือนกัน แล้วก็ลูกเรียนรู้อย่างไรเราก็เรียนรู้ไปอย่างนั้น หลังๆ หมอก็เลยคิดว่าถ้าจะให้คำแนะนำกับคุณแม่รุ่นใหม่ หมอก็จะบอกว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดของการเป็นแม่ก็คือ เราเป็นแม่ที่พัฒนาได้ วันนี้ผิดพลาดไปแล้วเดี๋ยวก็แก้ใหม่ได้…อย่างนี้ค่ะ

ตอนแรกก็กังวลค่ะ แล้วก็มานั่งคิดว่า อืม เหมือนโลกในยุคปัจจุบันคือมันเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เร็วมากจนกระทั่งว่า… ถ้าให้นึกง่ายๆ สมาร์ทโฟนมันก็เพิ่งจะมีเกิดมาบนโลกใบนี้ แต่ทุกวันนี้ถ้าให้ทุกคนนึกว่าวันนี้ถ้าไม่มีสมาร์ทโฟนเราใช้ชีวิตอย่างไร เราแทบจะนึกไม่ออกแล้วว่าสมัยก่อนที่เราไม่มีมันเราทำอย่างไร
แล้วถัดมาก็ต้องเป็น AI หรือเทคโนโลยีที่มันเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ก็เลยคิดว่าถึงไปทุกข์กับมันก็ไม่ได้อะไรอยู่ดี เพราะว่าหมอคิดว่าหลักๆ คือต้องอยู่กับมันให้ได้ คือโลกมันเปลี่ยนแปลงเร็วผกผัน อย่าว่าแต่ 10 ปี 20 ปีเลยค่ะ หมอว่า 5 ปีเราก็นึกภาพไม่ออกว่าโลกเรามันจะเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน ก็เลยคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดเลยก็คือว่าเราต้องเตรียมพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงค่ะ
ถ้ากับตัวเอง หมอคิดว่าเราต้องเป็นพ่อแม่ที่รู้จัก Unlearn คำว่า Unlearn ในที่นี้หมายความว่าสิ่งที่เรารู้มันอาจจะผิดแล้วก็ได้ในยุคนี้ค่ะ ยกตัวอย่างง่ายๆ ในยุคหนึ่งเกวียนอาจจะเคยเป็นพาหนะที่เร็วที่สุด แต่ยุคนี้นั้นเปลี่ยนไปแล้ว เพราะฉะนั้นความรู้เก่าๆ ที่ไม่ได้ใช้เราก็ Unlearn มันไปบ้าง มันจะได้เบา
แล้วก็ต้องเป็นพ่อแม่ที่รู้จัก Relearn พอเราตัดทิ้งสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป เราก็ต้องรู้จักเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่กำลังจะเข้ามา เหมือนหมอเองทำงานเป็นหมอ เราก็เป็นอาจารย์แพทย์ด้วย เราก็ต้องเข้าใจว่าเด็กยุคใหม่สไตล์การเรียนของเขาเป็นอย่างไร ถ้าเป็นเมื่อก่อนอาจารย์ถามคำถามให้เด็กๆ ตอบ เด็กๆ เขาก็ต้องจำมาตอบหรือว่าเด็กที่จำคำตอบได้ดีในวงสนทนานั้นก็คือคนที่แสดงว่าเขาเตรียมความพร้อมใช่ไหมคะ แต่เด็กทุกวันนี้เขาสามารถไปได้ไกลกว่านั้น
ก็คือว่าความจำเขาสามารถใช้ Search Engine ได้ แต่ว่าเขาต้องมี Critical Thinking การคิดเชิงวิพากษ์ เขาต้องพิจารณาว่าข้อมูลไหนที่ดีที่สุดที่เขาจะเลือกมาใช้เพราะว่าข้อมูลมันเยอะมากๆ อันนี้หมอคิดว่าคนรุ่นหมอต้องเข้าใจว่าสไตล์การเรียนรู้ของเด็กยุคนี้มันเปลี่ยนไป เพราะฉะนั้นเราอาจจะไม่ต้องไปยึดติดกับสิ่งที่ให้น้องจดจำค่ะ

อาชีพของลูกเหรอคะ ไม่มีเลยค่ะ ยุคนี้คืออาชีพใหม่มาเยอะมาก มีอยู่ยุคหนึ่งคุณพ่อคุณแม่เข้ามาในห้องตรวจก็แบบว่านี่ไงป้าหมอใจดีนะ เดี๋ยวต่อไปจะให้เด็กเป็นหมออะไรอย่างนี้ แต่เด็กเดี๋ยวนี้ไม่เอาแล้ว ถ้าถามก็จะบอกว่าอยากเป็น YouTuber อยากเป็น TikToker อันนี้เด็กๆ ตอบนะคะ ก็เลยรู้สึกว่าโลกมันคงเปลี่ยนไปแล้ว สำหรับตัวหมอก็คงไม่ได้กะเกณฑ์ แต่อย่างที่บอกค่ะ คงเลี้ยงดูให้เขามีแนวคิดพื้นฐานบางอย่างที่มันปรับตัวได้แล้วก็เขาจะเลือกอาชีพอะไรก็แล้วแต่ ตามใจเลยค่ะ ครอบครัวเราไม่ได้ยึดว่าควรจะเป็นอาชีพอะไรเพราะรู้สึกว่าอาชีพเกิดใหม่ทุกวัน แล้วทุกอาชีพต้องทำงานหนักหมด มีคุณค่าในตัวเองหมด

แน่นอนค่ะ เพราะหมอไม่สามารถคาดเดาอนาคตได้ แต่หมอรู้ว่าเด็กคนหนึ่งมันมีสิ่งพื้นฐานไม่กี่อย่างหรอก ความยากก็คือว่าเราอาจจะต้องสร้างสายสัมพันธ์แล้วก็ต้องฝึกให้เขาควบคุมตัวเองให้ได้เร็ว เพราะว่าเด็กยุคนี้พอเขาได้มีมือถือ ได้เข้าสู่อินเทอร์เน็ต ข้อมูลหลั่งไหลหาเขาได้แม้แต่ในห้องนอน คือต้องฝึกให้ลูกรู้จักควบคุมตัวเองให้ได้เร็วกว่ายุคพวกเรา
ถ้าหลักๆ เลยหมอคิดว่าสายสัมพันธ์คือสิ่งที่สำคัญที่สุด สายสัมพันธ์ในที่นี้หมายความว่าเราต้องเป็นแม่ที่มีอยู่จริงก่อนค่ะ ตั้งแต่ช่วงปฐมวัย คือเด็กเขาจะเจริญเติบโตจากตัวเขาเองแล้วก็ออกไปข้างนอก
ในช่วงขวบปีแรกเด็กๆ เขาอยากจะรู้ว่าตัวเขาเป็นอย่างไร เด็กๆ มองโลกผ่านพ่อแม่ มองโลกผ่านคนที่เขาใกล้ชิดด้วย พ่อแม่นิยามโลกเป็นอย่างไรเด็กก็เป็นเช่นนั้น พ่อแม่ชอบไปเที่ยว พ่อแม่รักธรรมชาติ ลูกก็จะมองสิ่งนี้เป็นค่านิยมที่มันค่อยๆ ปลูกฝังมาค่ะ
พอช่วง 1 ขวบปีแรกเขารู้ว่าเขามีคนคนหนึ่งที่รักเขามาก การที่มีคนหนึ่งรักเขามากแปลว่าตัวเขามีตัวตน หลังจากนั้นเขาก็เริ่มเรียนรู้สังคมภายนอก ลองให้นึกสภาพเด็กอนุบาลค่ะ เขาก็จะเริ่มรู้สึกว่าเขาอยากจะรู้เรื่องเด็กที่อายุใกล้เคียงกับเขา เขาอยากจะเลียนแบบพ่อแม่ เด็กวัยอนุบาลทุกคนจะเอารองเท้าพ่อแม่มาใส่ จะแอบใช้เครื่องสำอางของแม่ หรือแอ็กว่าทำงานบ้านเพราะว่าเขาอยากเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เพราะเขารู้แล้วว่าเขามีตัวตนจริง

พอถัดจากนั้นคือขึ้นมาวัยประถม เขาก็จะเข้าใจว่าบ้านเป็นแค่สังคมเล็กๆ แล้ว ความคิดเชิงนามธรรมจะมา เขาจะรู้สึกว่า เอ๊ะ สรุปที่ฉันคิดว่าฉันเป็นหนึ่งเดียวในโลกนั้นมันไม่จริง คือเด็กทุกคนอยู่ในบ้านเป็นที่หนึ่ง พอออกมาปุ๊บเนี่ยเขาก็อยากจะเรียนรู้ อยากเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเพื่อน
เราในฐานะที่เป็นแม่ก็เหมือนเป็นหน่วยซัพพอร์ต เราเฝ้าดูอยู่ห่างๆ สำหรับหมออยากให้นึกภาพว่าเราเหมือนเป็นเสื้อผ้าที่พอดีตัวค่ะ คือเสื้อผ้ามันต้องใหญ่ตามตัวเนอะ คับไปก็ไม่ดี หลวมไปก็หลุด หลักการการเลี้ยงลูกหมอคิดว่าพ่อแม่ต้องใหญ่ตามตัวลูก ใหญ่ตามตัวหมายความว่าขอบเขตที่จะให้เขาทำอะไรได้ด้วยตัวเองมันต้องใหญ่ตามตัว อันนี้แหละเป็นสิ่งที่ยาก ยากมากสำหรับพ่อแม่ส่วนใหญ่ค่ะ

หนึ่งก็คือเป็นเด็กที่ปรับตัวได้กับทุกๆ อุปสรรค ทุกๆ ปัญหาค่ะ คือปัญหามีอยู่แล้วแต่ว่าให้เป็นเด็กที่รู้จักปรับตัว อันที่สองก็คืออยากให้เขาอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ง่าย คือจริงๆ ในยุคถัดไปค่ะ ทุกคนก็จะกลัวว่า AI จะมาแย่งงาน แต่จริงๆ แล้วมนุษย์ยังอยากมีความสัมพันธ์กับมนุษย์เสมอ เพราะฉะนั้นมนุษย์ที่มีความเห็นอกเห็นใจคนอื่นก็จะอยู่ได้ง่ายในยุคหน้า
อันที่สามคืออยากจะให้เขามี Critical Thinking ให้เขารู้จักคิด วิเคราะห์ แยกแยะ ว่าความรู้ได้มาสามารถเอาไปใช้ได้อย่างไร มันเป็นเรื่องที่ถูกต้องไหม สุดท้ายก็คงอยากจะให้สุขภาพดี อยากจะให้ลูกเติบโตแข็งแรงค่ะ
เรื่องอาหารเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ ที่หมออยากจะบอกคุณพ่อคุณแม่เพราะว่าต่อให้เราส่งเสริมลูกอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ถ้าเกิดว่าเด็กได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน การกระตุ้นพัฒนาการหรือว่าการเรียนรู้ของเด็กจะได้ไม่เต็มศักยภาพอย่างที่เขาควรเป็น เพราะฉะนั้นเรื่องสารอาหารเป็นเรื่องพื้นฐานในเด็กเล็กค่ะ เราต้องรู้ก่อนว่า 90% ของสมองเด็กเจริญเติบโตภายใน 5 ขวบ เพราะฉะนั้นในช่วงตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 5 ขวบเป็นช่วงเวลาทองของชีวิตมากๆ เลยค่ะ เพราะฉะนั้นสารอาหารในช่วงนี้เรียกว่าสำคัญ ต้องพูดว่าสำคัญระดับโครงสร้างของสมองเลย เพราะว่าสมองเด็กสร้างเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณ ทั้งขนาด ทั้งจุดเชื่อมโยงในช่วงแรกของชีวิต มีการสร้างเซลล์สมองมหาศาล เพราะฉะนั้นถ้าเด็กขาดสารอาหารเขาจะเสียโอกาสในการพัฒนาเยอะเหมือนกันค่ะ

ทีนี้สิ่งที่หมออยากเสริมก็คือเรามักจะได้รับการเรียนรู้มาว่ากินอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่คนไทยไม่เคยพูดว่าสัดส่วนมันต้องเป็นอย่างไร สารอาหารที่สำคัญที่ให้พลังงานมันมี 3 อย่าง โปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต โปรตีนจะเป็นตัวหลักที่เป็นตัวเสริมสร้างเซลล์ร่างกายของเรา ไขมันกับคาร์โบไฮเดรตเป็นแหล่งพลังงาน เพราะฉะนั้นเด็กต้องกินให้ครบส่วน เด็กควรจะได้รับโปรตีนประมาณ 1-2 กรัมต่อน้ำหนักตัวเลย ซึ่งจริงๆ ในคนไทยเรากินโปรตีนน้อย
ยุคนี้โชคดีที่เหมือนกับมีสารอาหารหลายอย่างที่คุณแม่สามารถเลือกซื้อได้ ในนมต่างๆ ก็มีการเสริมสารที่ดีกับการเจริญเติบโตของสมอง กรดไขมันจำเป็น, DHA, Sphingomyelin พวกนี้ช่วยสร้าง Myelin Sheath ซึ่งเป็นปลอกของเส้นใยประสาท ทำให้เส้นใยประสาทวิ่งได้เร็วขึ้น ก็จะช่วยในการส่งเสริมการเรียนรู้ให้เด็กในช่วงนี้ได้เหมือนกันค่ะ
นอกจากสารอาหารหลักที่ให้พลังงานแล้วก็ต้องได้รับสารอาหารที่สำคัญ เช่น ธาตุเหล็ก ซึ่งอันนี้จะได้จากเนื้อสัตว์ ผักใบเขียวอยู่แล้ว แล้วก็พวกวิตามินต่างๆ ค่ะ คำตอบของหมอก็คือนอกจากจะกินครบ 5 หมู่ ก็คือต้องกินให้ถูกสัดส่วนแล้วก็กินให้หลากหลายค่ะ

ปีล่าสุดยอดอัตราเกิดของเราต่ำ คือต่ำมากเลยนะคะ เพราะว่าคนยุคใหม่คิดเยอะขึ้น หมออยากจะแชร์ในมุมตัวเอง หมอพูดมาตลอดว่าการมีลูกทำให้หมอเป็นมนุษย์ที่ดีขึ้น พัฒนาตัวเองมากขึ้นในทุกๆ วัน จริงๆ แล้วเด็กเขาไม่ได้ต้องการเยอะ คือคุณพ่อคุณแม่อาจจะแบบโอ๊ยเรื่องโรงเรียน เรื่องเวลา เรื่องอะไรอย่างนี้ จริงๆ เด็กเขาไม่ได้ต้องการเยอะเพราะว่าเขาเกิดมาเป็นสมาชิกในครอบครัว เราไม่ต้องปรับตัวเข้าหาเด็กหมด เพราะเด็กเขาเองก็มีความต้องการที่จะปรับตัวเข้าหาพ่อแม่เช่นกัน เราไม่จำเป็นต้องทุ่มเทไปจนแบบเราไม่เหลืออะไร เราเติบโตแล้วก็ปรับตัวไปกับเขาได้ ก็อยากจะให้มองการเลี้ยงลูกในแง่ดี คุณแม่ที่มีแล้วเขาก็พบความสุขบางอย่างที่มันก็อธิบายเป็นคำพูดไม่ได้เลย อยากจะให้มองในแง่ดีว่าการมีลูกไม่ใช่เรื่องเลวร้ายค่ะ

จริงๆ ลูกไม่ได้ต้องการแม่ที่สมบูรณ์แบบเลยค่ะ เด็กไม่ได้มีนิยามเลยว่าแม่คนไหนที่สมบูรณ์แบบ เพราะฉะนั้นคุณแม่สามารถเป็นตัวเองได้เลย เราเป็นคนปล่อยมุกเฮฮาก็เป็นให้ลูกเห็น ไม่เป็นไรเลย คำว่าแม่มันไม่จำเป็นต้องดูสูงส่งหรือดูเพอร์เฟกต์ตลอดเวลา คำว่าแม่คือคนที่มีสายสัมพันธ์ที่แข็งแรงกับลูกค่ะ

หากคุณแม่มีข้อสงสัยด้านพัฒนาการสมองและการเรียนรู้ของลูกเพิ่มเติม สามารถปรึกษาทีมพยาบาล S-Mom Club ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
S-Mom Club
Website: https://www.s-momclub.com/
Facebook: https://www.facebook.com/Smomclub
#THESTANDARDLIFE #TheUrbanGuidetoWellbeing #PassionCallingxSMomClub #MomfromtheFuture #SMomClub #PussayabanSuwannakeeree #Pediatric #หมอแพมชวนอ่าน
#เลี้ยงลูกยุคใหม่ #เลี้ยงลูกให้ฉลาด #เลี้ยงลูกให้สมองดี #เด็กฉลาด #เทคนิคเลี้ยงลูก #สมองไวสร้างได้
The post เปิดมุมมองเลี้ยงลูกให้รับมือกับอนาคตที่คาดเดาไม่ได้สไตล์ หมอแพม พญ.ปุษยบรรพ์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
แม้ AI จะทำให้โลกหมุนไว อนาคตดูไม่แน่นอน แต่ เฟื่องลดา- […]
The post เฟื่องลดา สรานี คุณแม่สายเทคจะเลี้ยงลูกอย่างไรในวันที่อนาคตคาดเดาไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
แม้ AI จะทำให้โลกหมุนไว อนาคตดูไม่แน่นอน แต่ เฟื่องลดา-สรานี สงวนเรือง อินฟลูเอ็นเซอร์ผู้คร่ำหวอดในวงการเทคโนโลยี ผู้สวมหมวกแม่อีกใบ ก็เชื่อมั่นว่า การเตรียมความพร้อมที่ดีแก่ลูกตั้งแต่แรกสำหรับเธอ ไม่ใช่การให้ลูกเรียนพิเศษเสริมแต่อย่างใด แต่เป็นการเตรียมสภาพจิตใจ ฝึกคิดแบบบูรณาการ และความเข้าใจในอารมณ์และความรู้สึกของผู้อื่น

เฟื่องยังเชื่อเสมอว่า ‘มนุษย์แม่’ ไม่จำเป็นจะต้องละทิ้งความฝันของตัวเองเพื่อทุ่มเทให้กับลูกเต็มร้อย การเหลือพื้นที่ให้ตัวเองได้ทำในสิ่งที่รัก ได้เติบโตในบทบาทแม่ไปพร้อมกับลูกในทุกๆ วันนี่แหละคือวิธีที่เฮลตี้ที่สุด

จากนางฟ้าไอทีที่ชีวิตไม่เคยหยุดนิ่ง วันนี้เฟื่องลดาได้สวมหมวกใบใหม่ในฐานะแม่ที่ยังคงไม่ละทิ้งความฝันและงานที่ตัวเองรัก เพียงแต่มีหัวใจดวงน้อยที่ค่อยๆ เปลี่ยนเธอให้เป็นเฟื่องลดาในเวอร์ชันที่ดีขึ้นทุกวัน

S-Mom club เชื่อว่า แม้อนาคตจะคาดเดาไม่ได้ แต่เราทุกคนเลือกที่จะเป็นแม่ในแบบของตัวเองได้ และพร้อมเผชิญกับทุกความเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วที่จะเกิดขึ้นกับลูก ด้วยการเตรียมพร้อมสมองที่ดีให้กับเขาตั้งแต่วันนี้ทั้งในด้านทักษะและโภชนาการต่างๆ

มาดูกันว่าเฟื่องลดาจะมีวิธีการบาลานซ์ชีวิตในฐานะคุณแม่ยุคใหม่ได้อย่างไรใน Passion Calling x S-Mom club with Faunglada-Saranee Sanguanruang
เฟื่องลดา: หลักๆ เลยก็เป็นอาชีพแม่ค่ะ แล้วก็เป็น Content Creator และยังรันบริษัทของตัวเองอยู่ด้วยค่ะ
ถ้าเปรียบเทียบการทำงานของเรา เหมือนเราก็ทำงานแต่เด็ก ทำมาหลายๆ อย่าง เฟื่องคิดว่าในการทำงานอาจจะอยู่ระดับปริญญาตรี-ปริญญาโทแล้ว แต่ระดับแม่ตอนนี้ให้คะแนนตัวเองเป็นระดับประถมค่ะ (หัวเราะ)

เฟื่องลดา: ตั้งแต่เด็กเป็นคนชอบเด็ก รู้สึกว่าเด็กช่างสดใสเหลือเกิน น่ารัก แต่ว่าเฟื่องว่าก็คล้ายๆ กับผู้หญิงหลายๆ คนที่อาจจะกลัวเหมือนกันว่า แล้วจังหวะนี่คือลูกของฉันจริงๆ จะดูแลไหวหรือเปล่า เราจะทำเพียงพอไหม แม่ที่ดีที่สุดคืออะไร ก็มีอยู่เหมือนกันในตอนที่ตัดสินใจว่าจะก้าวสู่ความเป็นแม่หรือไม่เป็น
เฟื่องลดา: เฟื่องคิดว่าแม่มีหลากหลายรูปแบบมากๆ แล้วแม่แต่ละคนก็มีความแตกต่างหลากหลายกันไป แต่เฟื่องรู้สึกว่าแม่ที่ดีที่สุดสำหรับเฟื่องคือ แม่ที่อยู่ตรงนั้นเพื่อลูก อนุญาตให้ลูกเป็นอะไรก็ได้ แล้วก็เติบโตไปกับเขาโดยที่ไม่ได้บังคับกะเกณฑ์อะไร

เฟื่องลดา: วันแรกคือ โอเค มาจริงๆ แล้ว เราได้ยินเสียงหัวใจน้องเต้นตอนที่อัลตราซาวด์แล้วน้ำตาไหล รู้สึกว่ามันคือ New Chapter ของเรา เฟื่องรู้สึกว่าจริงๆ แล้วเรื่องของการเลี้ยงดูมนุษย์มันก็เป็นเรื่องที่มีความน่ากลัวอยู่เหมือนกัน ระหว่างทางมันไม่ใช่ว่าฉันมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกวันนี้ก็ยังลองผิดลองถูก ยังหาวิธีเรียนรู้ไปเรื่อยๆ อยู่ เฟื่องก็รู้สึกว่ามันเป็นโมเมนต์ที่เราเริ่มรู้แล้วว่านี่คือชีวิตใหม่ที่เกิดขึ้นมาจากเรา

จริงๆ เฟื่องก็ค่อนข้างเติบโตมาแบบ Soloist ไม่ได้อยู่กับหลานๆ หรือญาติเยอะๆ เราเลยอาจจะไม่ได้รู้เป็นอย่างดีว่าเลี้ยงเด็กอย่างไร ดูแลเด็กอย่างไร แต่เฟื่องรู้สึกว่าไม่มีอะไรยากเกินความพยายามของเราที่จะศึกษาหาความรู้
ตอนนั้นพอเริ่มท้องก็เริ่มไปศึกษาขอคำแนะนำจากรุ่นพี่ หาคลิปในยูทูบดู ซื้อหนังสือที่แนะนำโดยพ่อแม่ อะไรแบบนี้ค่ะ
เฟื่องลดา: มีลูกทำให้เฟื่องช้าลงมาก เหมือนเมื่อก่อนเฟื่องอาจจะสปีดสักคูณห้า เป็นคนเร็วมากๆ เร็วไปบางครั้ง เฟื่องรู้สึกว่าการที่มีเด็กเกิดมาทำให้เฟื่องรู้สึกว่า Pace ที่เราใช้ ณ ปกติมันใช้กับเขาไม่ได้ มันทำให้เราช้าลง เรียนรู้ที่จะใจเย็นขึ้น โฟกัสแบ่งเวลาได้มากขึ้น

เฟื่องลดา: ชอบนะ คือเฟื่องรู้สึกว่ามันอาจจะเป็นเวอร์ชันที่เราไม่ได้คุ้นเคยกับที่เราโตมาสัก 30 ปีก่อนจะมีน้อง แต่ก็ชอบพูดเสมอว่า การมีลูกทำให้เฟื่องรู้สึกว่าเฟื่องเป็นมนุษย์มากขึ้น มนุษย์ที่เข้ากับจังหวะปกติของชีวิตได้ดีขึ้น แล้วก็รู้สึกว่าการที่มีเด็กอยู่ใกล้ตัวเราและเป็นลูกของเรา มันเป็นการสะท้อนให้เราเห็นหัวใจของมนุษย์ได้ดียิ่งขึ้นค่ะ ไม่ว่าจะเป็นหัวใจของเราเองหรือว่าหัวใจของคนอื่นๆ เขาทำให้เข้าใจตัวเองแล้วก็เข้าใจคนอื่นได้มากขึ้นด้วย

เฟื่องลดา: จริงๆ ต้องบอกว่าใจฟูทุกวัน มีแล้วแต่ความน่ารัก ความเตาะแตะของแต่ละวัยเนอะ แต่ว่าถ้าเอาช่วงเร็วๆ นี้คือ มีวันหนึ่งเป็นช่วงที่เฟื่องเหนื่อย เหนื่อยมาก ก็ไปรับเขากลับมาจากโรงเรียน แล้วเฟื่องขอเวลาพัก ขออยู่คนเดียว แต่เขาก็ไม่ยอม คือเฟื่องเหนื่อยจริงๆ ก็ร้องไห้ใส่ลูกเลย “แม่แม่เหนื่อย” แล้วสิ่งที่เขาทำก็คือ เขาก็วิ่งไปหยิบทิชชูแล้วก็มายื่นให้ แล้วก็พยายามเอ็นเตอร์เทน ทำมินิฮาร์ต เราก็รู้สึกว่าตลก ก็ทำให้เรารู้สึกดี เหมือนเขาก็รู้จักวิธีที่จะดูแลเวลาที่อีกฝ่ายหนึ่งที่เป็นมนุษย์เหมือนกันมีอารมณ์ความรู้สึกเศร้า ก็รู้สึกว่าดีเนอะสิ่งมีชีวิตที่มหัศจรรย์

เฟื่องลดา: เฟื่องคิดว่าเฟื่องอยากเตรียมลูกเอาไว้ ให้ลูกรู้ว่ามนุษย์ทุกคนคือมนุษย์ พ่อแม่ไม่ใช่พระเจ้า พ่อแม่เป็นคนคนหนึ่งเช่นเดียวกัน เป็นคนที่มีอารมณ์ความรู้สึก อ่อนแอได้ โกรธได้ เสียใจได้ มีความสุขได้ ไม่ได้ต้องบอกว่าพ่อแม่ถูกทุกอย่าง พ่อแม่เป็นซูเปอร์วูแมน อะไรอย่างนี้

เฟื่องรู้สึกว่า ในยุคเราๆ เราอาจจะโตมากับพ่อแม่ที่ทำแบบนั้นกับเราไม่ได้ แล้วเฟื่องรู้สึกว่าไม่เห็นดีกับใครเลย บางทีพ่อแม่อาจจะเศร้าอยู่ แต่ว่าไปทำขึงขังใส่ลูกเพราะว่าต้องการกลบความอ่อนแอ เฟื่องรู้สึกว่ามันเป็นการทำให้ หนึ่ง เด็กไม่เก็ตว่าพ่อแม่เป็นอะไร สอง ไม่ได้ Develop Bond ให้มันลึกซึ้งกันระหว่างคนสองคนที่จะเข้าใจกันลึกซึ้งมากขึ้น และสาม พอเขาเห็นตัวอย่างว่าพ่อแม่ร้องไห้ไม่ได้ เราร้องไห้ไม่ได้ การอ่อนแอเท่ากับผิด ซึ่งเฟื่องก็รู้สึกว่าไม่ได้ เราต้องรู้ว่าอ่อนแอไม่เป็นไร อ่อนแอคือจุดเริ่มต้นของความเข้มแข็ง นี่คือความคิดของเฟื่องค่ะ
เฟื่องลดา: เฟื่องรู้สึกว่ามันคือคำว่า ‘บาลานซ์’ เพราะว่าระหว่างทางในแต่ละช่วงวัย ถ้าใครมีลูกเราอาจจะพอรู้ดีว่ามันไม่เหมือนกันเลย จริงๆ 3-4 เดือนก็เปลี่ยนอีกแล้ว เหมือนเรากำลังจะเซ็ตให้มันเข้าที่เข้าทาง ให้ทุกอย่างมันอยู่ตามกรอบของมัน แต่มันไม่สามารถทำได้

เฟื่องเคยพยายามแล้วก็ Suffer อยู่มาก เพราะว่าเฟื่องรู้สึกว่า โอเค ในการเป็นแม่ของเรา สำคัญที่สุดเราอยากให้เด็กคนนี้เติบโตมาเป็นเด็กที่รู้สึกไม่ขาด มีความอบอุ่น มีโมเมนต์ที่อยู่กับแม่ของเขาแล้วก็มีโอกาสที่เราได้สังเกตเขาด้วย เผื่อมีอะไรบางอย่างที่เขาทำแล้วมันแปลกๆ ไม่ค่อยถูกที่ถูกทาง เราก็จะได้มีโอกาสสอน

แต่เฟื่องก็ไม่อยากทิ้งความฝันของตัวเองเช่นเดียวกัน เฟื่องรู้สึกว่านี่คือความเชื่อของเฟื่องตั้งแต่วันที่เฟื่องคุยกับสามีว่า โอเค เราจะมีลูกกัน แล้วขอว่า เราจะต้องยังไม่ทิ้งตัวตนของเรานะ เราขอไม่ทิ้งความฝันของเรานะ เพราะเรารู้สึกและเชื่อว่า ผู้หญิงไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นแม่และเมียอย่างเดียว แต่ผู้หญิงควรมีสิทธิ์ที่จะทำในสิ่งที่เป็นตัวของตัวเองได้ด้วย
เฟื่องลดา: เฟื่องนับว่าเป็นแม่ที่มีลูกตอนอายุยังไม่เยอะมากนะคะ แล้วก็เป็นหนึ่งในความตั้งใจของเฟื่องด้วยว่า “เฟื่องอยากเป็นแม่ที่สวย แซ่บ และเก๋าเกมเพียงพอที่จะรู้จักโลกใบนี้ แล้วเป็นเพื่อนสาวไปกับเขาได้จนเขาโต ไม่ว่าในช่วงวัยไหน ตอนอนุบาล ถ้ามีปัญหากับเพื่อนก็เล่าให้เราฟัง พอไปถึงวัยรุ่น เริ่มมีเรื่องความรัก เรื่องอะไรต่างๆ ของโลกที่มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ก็อยากให้เขาไว้ใจเรา อยากให้เรายังสามารถเรียนรู้และเติบโตไปกับโลกใบนี้ได้อย่างเพียงพอ

มายด์เซ็ตเปิดกว้างพอที่จะเป็นคนนั้นที่จะเคียงข้างลูก ไม่ตัดสิน แต่เป็นกระบะทรายนุ่มๆ ให้เขาสามารถล้มได้ ล้มแล้วรู้สึกว่าก็เจ็บนิดหน่อย สากๆ แต่ว่าไม่ได้ล้มคนเดียว ล้มแล้วก็ช่วยกันลุกไปได้เรื่อยๆ อยากโตไปพร้อมลูกค่ะ
เฟื่องลดา: เฟื่องมาจากจุดที่เฟื่องรู้สึกว่าเทคโนโลยีมันช่วยชีวิตคน จนตอนนี้เฟื่องเริ่มรู้สึกว่าเราก็เริ่มเบรกๆ แล้วเหมือนกันว่าเทคโนโลยีที่เราเคยอินมันช่วยชีวิตคนมาเสมอบางทีข้อเสียของมันเริ่มเยอะขึ้น

ถามว่ากังวลไหม ก็คิดว่ากังวล แต่เป็นความกังวลในเลเวลที่ปกติ เพราะว่าเฟื่องค่อนข้างเชื่อมั่นว่า แม้เทคโนโลยีจะหมุนไปแค่ไหนก็ตาม แต่มนุษย์ยังคงมีความเป็นมนุษย์อยู่เสมอ
แล้วสิ่งสำคัญที่เฟื่องคุยกับแฟนหรือว่าหลักการที่เราใช้ในการเลี้ยงลูกเลย เรารู้สึกว่าสิ่งที่เด็กคนหนึ่งต้องพัฒนาแล้วมีมากๆ มันคือตัวตนข้างในของเขาที่มันเป็นความเชื่อมั่นในตนเอง Resilience ต่างๆ ที่เจอปัญหาแล้วรู้สึกว่ารับมือกับมันได้อย่างถูกต้อง มากกว่าการที่จะไปนั่งใส่สกิลต่างๆ เช่น เรียนพิเศษเยอะๆ

เฟื่องลดา: ถ้าจะเตรียมการเด็กตั้งแต่วันนี้ เฟื่องว่ามี 3 อย่าง อย่างแรกก็คือ เรื่องสภาพจิตใจ ที่เขาต้องรู้สึกว่าตัวเองเป็นใครบนโลกใบนี้ เขารู้จักความต้องการของตัวเองเพียงพอ เพื่อทำให้สุดท้ายแล้วเวลามีหลายๆ เรื่องเข้ามา มีทางเลือกเยอะแยะ แล้วเราไม่จำเป็นที่จะต้องไปตามทุกๆ เรื่อง
สองคือ การคิดแบบบูรณาการ ก็เป็นการช่างถาม ช่างสังเกต ตั้งคำถาม เขาจะสังเกตว่า จริงๆ แล้ว AI ถ้าจะใช้มันดีๆ เราต้องรู้จักการป้อนชุดคำถามที่ถูกต้อง ต้องรู้จักการหยิบในแต่ละเรื่องที่เราสนใจแล้วค่อยไปถามเขา มันคือคำว่า ‘Prompt’ Prompt อย่างไรให้ได้คำตอบที่ดี ก็คือต้องเริ่มจากการเห็นภาพกว้าง แล้วรู้จักกระบวนการคิดที่ตั้งคำถามที่ดี อันนี้สำคัญมากๆ

แล้วอันที่สามก็คือ การสัมผัสและรู้จัก Emotion ในหลากหลายรูปแบบ เพราะว่าสุดท้ายแล้วมนุษย์อย่างไรก็เป็นมนุษย์ มี Emotion ที่หลากหลายมากจริงๆ แล้วถ้ามนุษย์ยังต้องทำงานกับมนุษย์ด้วยกัน เฟื่องว่า Core หลักที่จะซื้อใจความเป็น Marketing ความเป็น HR อะไรก็แล้วแต่ เฟื่องคิดว่ามันคือเซนส์ตรงนี้ของมนุษย์ ที่เราจำเป็นจะต้องเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกคนเองและผู้อื่น แล้วต่อยอดไปให้ได้ค่ะ
เฟื่องลดา: อาหารการกินและโภชนาการก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เขามีความพร้อมที่จะเรียนรู้อะไรเพิ่มเติม ศักยภาพของสมองหรือว่าร่างกายที่แข็งแรง จริงๆ เฟื่องไม่ได้เคร่งครัดอะไรมากเท่าไร แต่ว่าจะเน้นหนักๆ ก็คืออย่ากินขนมเยอะ เฟื่องมีทริกแบบนี้ว่า ถ้ากินข้าวหมดจะให้กินขนมได้ เอาไว้ปิดท้ายเป็นรางวัล

หลักๆ คือเน้นไปที่โปรตีน ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเลือกเป็นเนื้อสัตว์ที่เขาชอบ หรือว่าจริงๆ เด็กก็จะกินเนื้อสัตว์ยาก สิ่งที่เฟื่องยัดเลยก็คือนม เพราะว่ามันได้โปรตีน กินได้ความอิ่ม แล้วก็มันเหมือนกับกินข้าวประมาณหนึ่ง แต่ว่าพลัสด้วยนมทุกๆ มื้อ มันก็จะช่วยเพิ่มทั้งความแข็งแรงของมวลกล้ามเนื้อ เพิ่มความสูง แล้วก็เดี๋ยวนี้ก็มีนมที่มีสารอาหารที่ทำให้สมองของเราพัฒนาด้วย ก็คือเอาไว้ให้เขาเป็นพื้นฐานค่ะ
เฟื่องลดา: ‘The World is a Playground.’ รู้สึกว่าเขายังคงต้องมีความสนุกกับการใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ให้ได้ เพราะเฟื่องรู้สึกว่านับวันมันก็ยิ่งมีแต่ความเครียด การแข่งขันสูง ความคาดหวัง นี่คือสิ่งที่เด็กๆ ยุคนี้ต้องเจอ คูณไปมากกว่ายุคพวกเราอีกหลายเท่า
เฟื่องก็เลยรู้สึกว่า สิ่งที่อยากให้ลูกจำไว้ว่าเล่นสนุกแบบไหนตอนเด็ก รู้สึกเอ็นจอยกับโลกแบบไหนตอนเด็ก โตขึ้นก็ต้องไม่ลืมความรู้สึกนี้ ถ้าเรามีพื้นฐานที่เราเตรียมพร้อมแล้ว แต่เราใส่ความสนุกเข้าไป มันจะทำให้หลายๆ อย่างมันดีค่ะ

เฟื่องลดา: บทบาทแม่สอนหลายอย่างเลยค่ะ สิ่งที่ชัดมากก็คือ ทำให้เราช้าลง รับฟังความรู้สึกที่เป็นความรู้สึกที่แท้จริงของมนุษย์ แล้วก็รู้ว่ามันมีสิ่งที่เราคอนโทรลไม่ได้จริงๆ อยู่เยอะ มันจะมีบางช่วงที่เราใช้สมองนำ จนบางทีเราลืมฟังหัวใจของเราเหมือนกันว่า เอ๊ะ จริงๆ หัวใจไม่อยากไป หัวใจอยากนอนตอนนี้ หรือหัวใจอยากไปออนเซน มันก็จะเป็นพาร์ตที่ทำให้พอเราฝึกทำเช่นนี้กับลูก เราก็จะใจดีอ่อนโยนกับตัวเองและคนอื่นเพิ่มขึ้นด้วยค่ะ

เฟื่องลดา: ลูกเกิดมาเพื่อสอนเราเลยค่ะ ลูกเกิดมาเพื่อทำให้เห็น เพราะหลายๆ อย่างที่เฟื่องเจอก็คือพฤติกรรมของลูกหลายๆ พาร์ต แบบ เฮ้ย ทำไมแสดงออกแบบนี้ แต่ทั้งหมดคือฉัน เพราะฉันเคยทำแบบนี้ ถ้าไม่มีลูกมาทำให้เราเห็นเราก็จะไม่รู้ตัว ก็จะค่อยๆ ปรับไปเรื่อยๆ ค่ะ เหมือนเขาเป็นกระจก เขาเกิดมาเพื่อไปกับเรา แล้วทำให้เราเป็นคนที่ดีขึ้น เฟื่องเชื่ออย่างนั้น

เฟื่องลดา: เฟื่องรู้สึกว่าแม่จะแบ่งเป็น 2 แบบ จะมีแม่ที่ “ฉันเกิดมาเพื่อแม่เลย” อันนี้เฟื่องไม่ต้องคุยกับเขาเลย เพราะเฟื่องคิดว่าเขามีมายด์เซ็ตที่พร้อม มีครอบครัว มีอะไรอยู่แล้ว แต่สำหรับหลายๆ คนที่เฟื่องรู้จักก็แล้วกัน เป็นผู้หญิงทำงาน รู้สึก Independent ประมาณหนึ่ง ก็จะกลัวว่ามีลูกดีไหม มีหรือไม่มี คิดวนไปวนมา เฟื่องรู้สึกว่ามันไม่มีคำว่าพร้อมที่สุด มันไม่สามารถรอให้พร้อมก่อน ระหว่างทางมันคือการเรียนรู้

โอเค ทุนทรัพย์พร้อม จิตใจพร้อมประมาณหนึ่ง แล้วถ้าเริ่มมีคำถามว่ามีลูกดีไหม นั่นแปลว่าอยากมี เฟื่องรู้สึกว่าเป็นแม่แล้วไม่ได้จำเป็นจะต้องละทิ้งความฝันของตัวเอง เราควรจะหาคู่ชีวิตที่เขาเข้าใจจุดนี้ของเราด้วย สมัยนี้การสร้างครอบครัวมันก็คือการตกลงกันว่า แน่นอนว่ามันต้องมีคนคอยซัพพอร์ต เดินข้างหน้า แต่การผลัดกันจะโอเคกว่าไหม เราควรจะตั้งเป้าก่อนว่า โอเค ฉันเป็นแม่ แต่ว่าชีวิตที่ยังเป็นฉัน เราจะเป็นใคร แล้วยังคงต้องเผื่อสเปซไว้ตรงนั้น แล้วตรงนี้มันจะเฮลตี้ที่สุดทั้งกับเราและลูกด้วย เพราะเราจะเป็นแม่ที่มีความสุข
เฟื่องลดา: Balance แล้วก็ Boundary ในการขีดขอบเขตบทบาทแม่ บทบาทภรรยา บทบาทตัวของฉันที่ฉันรัก แม่มีได้หลายแบบมาก แต่สำคัญที่สุดแม่ต้องเป็นแม่ที่มีความสุขค่ะ
หากคุณแม่มีข้อสงสัย พัฒนาการสมองและการเรียนรู้ของลูกเพิ่มเติม สามารถปรึกษาทีมพยาบาล S-Mom club ได้ตลอด 24 ชม.ไม่มีค่าใช้จ่าย
S-Mom club
Website: https://www.s-momclub.com/
Facebook: https://www.facebook.com/Smomclub
The post เฟื่องลดา สรานี คุณแม่สายเทคจะเลี้ยงลูกอย่างไรในวันที่อนาคตคาดเดาไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
หากคุณเป็นคนที่ชอบเสพสื่อความงามหรือติดตามเหล่าบิวตี้อิ […]
The post ‘Valichain’ บทพิสูจน์การเติบโตครั้งใหญ่ของ Valentine ในการให้แพสชันเป็นเข็มทิศนำทาง appeared first on THE STANDARD.
]]>
หากคุณเป็นคนที่ชอบเสพสื่อความงามหรือติดตามเหล่าบิวตี้อินฟลูเอ็นเซอร์ในประเทศไทยเป็นทุนเดิม เราเชื่อว่าสาวสวยหน้าคมเก๋อย่าง Valentine หรือ ไทน์-กรกนก วรรณกิจ จะต้องติดท็อปลิสต์บิวตี้อินฟลูเอ็นเซอร์ที่คุณตามแน่นอน ด้วยบุคลิกและสไตล์การนำเสนอคอนเทนต์ที่มีเอกลักษณ์ ตรงไปตรงมา และเข้าใจง่าย
View this post on Instagram
นอกจากแพสชันในเรื่องความงามแล้ว ไทน์ยังเป็นผู้หญิงที่รักในการแต่งตัว ซึ่งสิ่งหนึ่งที่เธอขาดไม่ได้ราวกับอวัยวะชิ้นที่ 33 ไปแล้วก็คือ ‘เครื่องประดับ’ ทว่าเครื่องประดับที่สวยและราคาเข้าถึงง่ายบางครั้งก็อาจแลกมาด้วยอายุขัยที่สั้น ใส่ไม่ทันไรก็ต้องตัดใจทิ้ง นั่นเลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธออยากทำแบรนด์ของตัวเองเพื่อสนองความหลงใหลคลั่งไคล้ในเครื่องประดับ และต้องตอบโจทย์เรื่องความทนทาน ใส่ได้นานโดยไม่ลอก ไม่ดำ ราคาน่ารักเข้าถึงง่าย และนั่นจึงเป็นจุดกำเนิดของ ‘Valichain’ แบรนด์เครื่องประดับกระแสแรงที่ถูกจับจองอย่างรวดเร็ว และหมดสต็อกในทุกครั้งที่เปิดตัวคอลเล็กชันใหม่จวบจนทุกวันนี้

ทว่าการเดินทางของ CEO มือใหม่คนนี้ไม่ได้สวยหรู เพียบพร้อม หรือมีแผนธุรกิจใดๆ ตั้งแต่ต้น เธอลงมือสร้างทุกอย่างจากศูนย์โดยมีเพียงแพสชันเป็นเข็มทิศนำทาง อุปสรรคระหว่างทางเป็นอย่างไร การปั้นธุรกิจในแบบที่ไม่ต้องรอวันพร้อมแลกมาด้วยบทเรียนและความท้าทายรูปแบบใดบ้าง มาร่วมค้นหาคำตอบพร้อมรับแรงบันดาลใจดีๆ ไปด้วยกันได้ใน Passion Calling x Valentine

ตอนนี้เป็น Beauty Influencer และเป็นเจ้าของแบรนด์จิวเวลรี ชื่อว่า Valichain คือตั้งแต่เรียนปี 2 ก็ทำด้านบิวตี้มาตลอดเลย สมัยก่อนก็จะเป็นเพจ Jeban, Pantip เรารีวิวมาตลอดตั้งแต่ช่วงเรียน มีช่วงหนึ่งเรียนจบไปทำสตาร์ทอัพ Beauty Influencer แบบเต็มตัว ตอนนี้ก็น่าจะ 10 ปีแล้ว แล้วเมื่อต้นปี 2020 ก็เริ่มทำแบรนด์จิวเวลรี ชื่อว่า Valichain

หนูว่ามันเริ่มจากความชอบ จริงๆ แล้วสังเกตตัวเองว่าทุกครั้งเวลาที่เราจะแต่งตัวออกไปไหน สิ่งที่ขาดไม่ได้คือจิวเวลรี คือหนูจะต้องประโคมตัวเอง จะใส่เสื้อเชิ้ต ครอปท็อปธรรมดาทั่วไปก็ตามแต่ แต่รู้สึกว่าพอมีจิวเวลรีเข้าไปมันทำให้ Overall Look ของเราดูคอมพลีต เลยชอบจิวเวลรีมากๆ มันเริ่มจากความชอบเลย

พอเราชอบเราก็ซื้อเยอะมาก ซื้อหลายแบรนด์มาก แต่ทีนี้พอเราใส่หลายๆ แบรนด์แล้ว เราค้นพบปัญหาหนึ่งก็คือ มันไม่มีแบรนด์ไหนที่เราซื้อมาในราคาที่น่ารัก จับต้องได้แล้วทนเลย ใส่ไปสักพักแล้วมันก็จะดำ หรือไม่ก็เขียวติดผิว ซึ่งหนูว่ามันเป็นปัญหาที่เราเจอกับจิวเวลรีที่ราคาไม่ได้สูงมาก หรือแม้กระทั่งบางแบรนด์ราคาสูงมากก็ยังลอก ยังดำอยู่
ทีนี้หนูก็เลยแบบ…มันต้องมีวัสดุอะไรสักอย่างที่ใส่ไปแล้วไม่ลอก ไม่ดำ และอยู่กับเราได้นานๆ เวลาที่เราเสียเงินกับอะไรสักอย่าง เราก็อยากให้มันอยู่กับเรานานๆ นี่ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นของการที่อยากจะทำจิวเวลรีแบรนด์เป็นของตัวเอง

ส่วนชื่อ Valichain จริงๆ แล้วมันง่ายมากๆ ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลย Vali ก็มาจากวาเลนไทน์ ชื่อหนูเอง ส่วน Chain ก็สร้อย แล้วก็ต้องพยายามหาชื่อที่มันไม่มีในโลก Valichain มันไม่มีในโลกจริงๆ
ถ้าย้อนกลับไปสิ่งแรกเลยก็คือการหาโรงงานก่อน เพราะรู้ว่าเราอยากจะให้วัสดุของแบรนด์เรามันดีที่สุด มันต้องอยู่ได้นานๆ มันต้องใส่ได้นานๆ หนูก็ทำรีเสิร์ชก่อนเลยว่ามันมีวัสดุประเภทไหนที่จะไม่ลอก ไม่ดำ เราเสียเงินไปแล้วมันต้องอยู่กับเรา แล้วเราก็ไปเจอโรงงานที่ทำได้ มีวัสดุที่เราต้องการ ก็เลยเริ่มจากการพัฒนาสินค้ากันก่อนเลย ซึ่งมันค่อนข้างใช้เวลานานมาก ใครที่อยากจะสร้างแบรนด์ รู้ดีอยู่แล้วว่าการดีลกับโรงงานเป็นเรื่องที่ยากที่สุด กว่าหนูจะเฟ้นหาโรงงานที่ใช่ที่ผลิตได้ในราคาที่ดีจริงๆ ก็ค่อนข้างยาก

จนมาเจอกับโรงงานที่โอเคกับเรา รู้สึกว่าลงล็อกแล้ว ก็เลยเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการผลิต ทีนี้ผลิตตัวอย่างออกมาหนูก็ลองใส่ก่อน แต่ทีนี้มันไม่ใช่แค่หนูคนเดียว เพราะเราต้องการขายให้คนหลายคน เราไม่รู้ว่าคนอื่นจะรู้สึกแบบเดียวกับเราไหม พอเราได้ตัวอย่างมาแล้วก็เริ่มส่งให้เพื่อน ให้พี่น้อง ให้คนรอบข้างใส่ รวมทั้งพี่ๆ อินฟลูเอ็นเซอร์ที่เรารู้จักด้วย แล้วก็ส่งให้เพื่อนที่แพ้ง่ายมากๆ คือแพ้จิวเวลรีหนักมาก ไม่ว่าจะใส่อะไรก็รู้สึกลอก รู้สึกระคายเคือง คือของเราต้องไม่ใช่แค่ใส่แล้วไม่ลอก แต่มันต้องไม่แพ้ด้วย

กระบวนการทดลองมันประมาณ 3-4 เดือนกว่า ก่อนที่เราจะมั่นใจได้ 100% แล้วที่ส่งไปให้คนรอบตัวทุกคนคือไม่มีปัญหาเลย ทุกคนใส่ติดตัวจริงๆ ใส่นอนกันจริงๆ ใส่อาบน้ำ ฉีดน้ำหอมกันเต็มที่เลย สรุปว่ารอด ช่วงเวลาที่เป็นการทดลอง การพัฒนาตัวสินค้า รวมถึงการทำแบรนดิ้งอะไรต่างๆ ด้วยก็ประมาณ 1 ปี ก่อนที่จะ Launch แบรนด์กันจริงๆ ในวันที่ 9 กันยายน 2021
Embed https://www.instagram.com/vvalentines/
ไม่มีเลย คือจริงๆ แล้วตอนที่เริ่มมันเป็นช่วงโควิดพอดี แล้วคือหนูก็รู้ว่าอยากจะทำ Valichain ให้มันเป็น Side Job งานเราตรงนี้ก็คือฟรีแลนซ์ ซึ่งมันก็มีความไม่มั่นคงในตัวอยู่แล้ว เลยอยากเริ่มลองอะไรใหม่ๆ ก็เลยลองพยายามเริ่มทำธุรกิจของตัวเอง แต่ด้วยความที่เราเคยผิดหวังกับสิ่งอื่นๆ สิ่งเก่าๆ มา ก็เลยไม่ได้คิดว่าสิ่งนี้จะเป็นธุรกิจจริงจังขนาดนั้นช่วงแรกเริ่ม แต่ก็พยายามเอาใจใส่ในทุกอย่าง

คือรู้อย่างหนึ่งว่า…การทำธุรกิจมันไม่ใช่ว่าเราจะหวังรวย ถ้าเราคิดแต่ว่าเราจะรวย แต่โปรดักต์เรามันไม่ได้ดีขนาดนั้น มันก็จะเป็นการยากสำหรับหนูนะ คิดแค่นั้นเลยตอนเริ่ม พยายามใส่ใจกับคุณภาพของโปรดักต์ให้ได้มากที่สุด

ถ้าเกิดมองกลับไปนะ ช่วงที่หาโรงงานคือปวดหัวมาก เพราะว่าเฟลมาหลายโรงงานมาก ก็จะมีโรงงานที่ถ้าอยากผลิตต้องใช้เวลา 6 เดือน คือกว่าที่จะเจอนี่ยาก เรื่องโรงงานก็อีกเรื่องหนึ่ง พอเจอโรงงานผลิตแล้วก็การลองอีก การเลือกดีไซน์อีกว่าเราจะ Launch ดีไซน์ออกมา ดีไซน์แรกมันจะต้องเป็นอย่างไร เพราะเราจะต้องดูว่าความ Everyday Look ลูกค้าเราจะชอบใส่แบบไหน ถ้าเราขายเขาจะต้องซื้อและได้ใส่จริงๆ
View this post on Instagram
และใน 1 ปีนั้นจะมีช่วง 6 เดือนหลัง ก็จะเป็นการทำแบรนดิ้ง ซึ่งก็เป็นอีก 1 ท็อปปิกที่อยากจะเล่าให้ฟังเหมือนกัน เพราะหลายๆ คนที่ได้ Valichain ไปหรือว่าสนใจ Valichain ก็เพราะแบรนดิ้งด้วย คือหนูรู้สึกว่าความเป็นจิวเวลรีมันไม่จำเป็นต้องดูลักชัวรีเสมอไป หนูอยากได้ความสนุกในแบรนด์ของหนู ด้วยความที่ Valichain ไม่ใช่แบรนด์ที่แพงเป็นหมื่น มันเป็นราคาที่อยู่ในหลัก 100-1,000 กลางๆ เพราะฉะนั้นเราอยากได้แบรนดิ้งที่มีความเข้าถึงง่าย มีความจับต้องง่าย หนูก็เลยนึกถึงสีสันขึ้นมา ถ้าเกิดใครที่เห็นแพ็กเกจจิ้ง เห็น CI ความเป็น Valichain จะเห็นถึงความชิค มีความคัลเลอร์ฟูล แต่ว่าหนูก็ยังอยากได้ความ Sophisticated ในแบรนด์ไว้ในภาพของสาว Valichain
View this post on Instagram
คือหนูจำได้เลยว่าช่วงทีเซอร์ คือหนู Launch วันที่ 9 ก็เริ่มปล่อยประมาณวันที่ 30 หรือ 1 หนูจำไม่ได้ คือเริ่มก่อนประมาณ 7 วัน ปล่อยไปวันแรกมันก็พีคมาก คือตั้งแต่ที่ส่งให้เพื่อนอินฟลูเอ็นเซอร์ลอง เขาใส่ปุ๊บก็จะโดนถามว่ามันเป็นแบรนด์อะไร ทุกคนก็ช่วยเชียร์ มันก็เหมือนทำให้มีกระแสอยู่แล้ว พอเราเปิดตัวไปว่าเรากำลังมีจิวเวลรีนะ ทุกคนก็เลยรู้ว่ามันคือ Valichain นั่นเอง แล้วก็กลายเป็นว่าทุกคนรอ กระแสฮือแตกมากตอนนั้น แล้วหนูก็คุยกับแฟนว่า เอ๊ะ หรือว่าเราจะสั่งจิวเวลรีเพิ่มเลยไหม เพราะกระแสมันดีมาก แต่แฟนก็ช็อตฟีลมาก บอกว่าเธอขายที่มีอยู่ให้หมดก่อน เขาเชื่อว่าของที่มีอยู่มันน่าจะอีกเดือน มันน่าจะไม่หมด พอถึงวันวางขายจริงๆ คือคนทักเข้ามาประมาณ 600-700 คน
View this post on Instagram
ตอนนั้นมีแอดมินคนเดียวคือหนู ก็เลยต้องโทรหาน้องสาวให้มาช่วย มันก็งงๆ คือหนูไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมาเป็นแม่ค้า และเราก็ไม่ได้เตรียมใจว่าเราต้องรับมือกับมันอย่างไร ก็กลายเป็นว่าขายหมดเลยภายในวันเดียว
น่าจะเป็น Valentine Collection ด้วยความที่ตัวเองเกิดวันวาเลนไทน์ด้วยก็เลยอยากจะทำคอลเล็กชันวาเลนไทน์ให้พิเศษที่สุด เพราะฉะนั้นดีไซน์ของวาเลนไทน์ก็จะเกี่ยวกับความรัก เป็นคอลเล็กชันที่หนูจะเป็นแบบ เมื่อก่อนก็จะเป็นแบบเองทุกคอลเล็กชัน แต่พักหลังรู้สึกว่าอยากได้ความหลากหลายในแบรนด์ด้วย เป็นคอลเล็กชันที่เราภูมิใจมากที่สุด เหมือนเราเข้าไปอยู่ในทุกกระบวนการจริงๆ ไม่ใช่แค่เบื้องหลังอย่างเดียว แต่เป็นเบื้องหน้าไปด้วย
View this post on Instagram
ตอนนี้หนูมองว่า Valichain มันไม่ใช่แค่หนูแล้ว มันเป็นจิวเวลรีสำหรับทุกคน และอยากให้นางแบบที่เลือกมาต้อง Represent หลายๆ คนด้วย อย่าง Pride Collection ก็มีการใช้นายแบบ นางแบบที่หลากหลาย เพื่อนำเสนอความหลากหลายทางด้านสีผิว รูปร่าง คือพยายามทำให้ Valichain เป็นของทุกคนได้จริงๆ ใส่ได้ทุกคน
View this post on Instagram
จริงๆ ช่วงแรกๆ ที่เปิดแบรนด์ หนูรู้สึกว่ามันก็เป็นแม่ค้ามือใหม่ หนูไม่เคยขายของ ไม่เคยขายอะไรมาก่อนเลยที่เป็นจริงเป็นจัง เราไม่รู้จักระบบหลังบ้าน เราไม่รู้สินค้ามีระบบอย่างไร Outbound / Inbound คืออะไร แล้วเราจะทำอย่างไรกับสต็อก ไม่รู้เลย
นอกจากระบบหลังบ้านแล้วก็ยังต้องมาเรียนรู้ระบบอีคอมเมิร์ซออนไลน์ต่างๆ ซึ่งแต่ละแพลตฟอร์มเขาก็มีระบบหลังบ้านที่แตกต่างกันไป ทุกอย่างเป็นเรื่องใหม่หมดเลยสำหรับหนู สำหรับคนที่ไม่เคยขายของมาก่อน ช่วงนั้นก็ค่อนข้างยาก แล้วพอเป็นแบรนด์ใหม่จะเข้าไปคุยกับระบบซัพพอร์ต ก็เหมือนเขาไม่ได้ไว้ใจว่าเราจะขายของได้ขนาดนั้น
View this post on Instagram
นี่ก็เป็นอีกหนึ่งอุปสรรค เพราะว่ามันก็เหมือนออนไลน์เลย พอจะเริ่มทำมันก็มีอุปสรรคที่ต้องเจอ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่หน้าร้าน การดีลกับกฎของห้าง ทำดีไซน์อะไรให้มันเข้ากับกฎของห้างได้ และทำให้มันเฟรนด์ลีกับลูกค้าที่มา
ต้องเรียนรู้การเทรนพนักงานขายด้วยว่าจะทำอย่างไรให้เขาเข้าถึงลูกค้าได้โดยที่ลูกค้าไม่รู้สึกรำคาญ ไม่ฮาร์ดเซลมากเกินไป อย่างของหนูจะบอกเด็กๆ หน้าร้านเลยว่าเราจะไม่ฮาร์ดเซล เพราะว่าเวลาที่เราไปซื้อของ เราก็ไม่ชอบเวลาที่พนักงานมายืนจ้องเรา หรือบอกว่าอันนี้นะคะ อยากได้อันนี้ไหม ก็จะทำให้เรารู้สึกอึดอัด หนูก็เลยกำชับกับน้องๆ ไว้เลยว่าเราไม่ฮาร์ดเซลแบบนั้น
ลูกค้าจะซื้อหรือไม่ซื้อไม่เป็นไร คือเรามีหน้าที่แค่แนะนำลูกค้าเท่านั้น
View this post on Instagram
มันไม่ใช่โมเมนต์แบบว่าเลิกไปเลย แต่เป็นโมเมนต์ที่เบิร์นเอาต์ คือมันก็มีทุกๆ 2-3 เดือนอยู่แล้ว ด้วยความที่ Valichain ขยันมากในเรื่องของการออกคอลเล็กชันใหม่ อันนี้มันก็มีที่มาที่ไป ด้วยความที่เราเป็นแบรนด์แฟชั่นด้วย ทุกเดือนเราต้องมีอะไรออกมาให้ลูกค้ารู้สึกว่าฉันต้องมี ต้องโดนนะ เป็นสีสันให้แบรนด์ และด้วยความที่มันออกมาทุกเดือนเราก็มีช่วงที่ไม่ไหวเหมือนกัน

แต่ถ้าถามว่าทำอย่างไรให้รู้สึกดีขึ้น หนูก็ไม่พยายามหยุดอยู่กับความรู้สึกของการเหนื่อย เช่น ถ้าหนูพูดว่าเหนื่อยหรือยมบ่อยๆ หนูจะรู้สึกแบบนั้นจริงๆ ก็เลยพยายามจะหลีกเลี่ยงการใช้คำพูดว่าเหนื่อยหรือยม แต่สุดท้ายก็พูดอยู่ดีนะ ถ้ามันเหนื่อยมากจริงๆ
หนูสังเกตว่าถ้าหนูพูดว่าเหนื่อยนิดหนึ่งหรือว่ายม มันจะยมจริงๆ แล้วเราก็จะคิดว่าเราเหนื่อยจริงๆ หนูก็เลยพยายามที่จะตัดคำพูดนี้ออกไป ด้วยความที่หนูไม่ได้ทำอย่างเดียว หนูมี vvalentines ด้วย ทุกวันก็คือตื่นมาแล้วเราต้องอัปเดตอะไรบางอย่างลงโซเชียล มันก็เลยเหมือนเป็นความเหนื่อยซ้ำไปซ้ำมา
พักหลังก็จะมีวันที่ไม่อยากทำอะไรเลย มันเหมือนเป็นสิ่งที่คนที่ทำงานกับโซเชียลมีเดียต้องมีอยู่แล้ว ก็คือวันที่เราต้องเบรกไป

Valichain มันก็ไปเรื่อยๆ ของมันแล้ว พอเรากลับไปดูมันเป็นอะไรที่โตมากๆ โตไวแล้วด้วย ถ้าเราเหนื่อยเมื่อไร เราหันกลับไปดูสิ่งที่เราทำ มันก็เป็นความภูมิใจและมันเป็นสิ่งที่ทำให้หนูหยุดไม่ได้อยู่แล้ว คิดแค่นี้เลย ถ้าเหนื่อยก็กลับไปดูแบรนด์ตัวเอง

หนูพยายามจับ Simple Thing แล้วก็ทำให้เรารู้สึกกับเรื่องแฮปปี้เล็กๆ น้อยๆ ดีกว่าที่ฉันจะต้องไม่มีความสุขถ้าฉันไม่ได้ไปพักผ่อน ถ้าอย่างนั้นมันจะไม่มีความสุขเลย คือหนูว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไรถ้ารู้สึกว่าวันนี้ฉันจะเหนื่อยให้สุด จมอยู่กับความเหนื่อยจนกว่าที่ฉันจะได้ไปพักจริงๆ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไรจะได้พัก เราก็เลยทำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ให้มีความสุข เช่น อยู่กับหมาก็แฮปปี้แล้ว
View this post on Instagram
อยากให้ลูกค้าซื้อ Valichain กลับไปแล้วรู้สึกว่าเขาสามารถนำ Valichain ไปใส่แล้วอยู่ในทุกโมเมนต์ของชีวิตเขาได้ อยากให้อยู่ในทุกโมเมนต์ของลูกค้าไปนานๆ

คือจริงๆ แล้วหนูเริ่มจากที่ตัวเองเป็นฟรีแลนซ์ พอมันเป็นฟรีแลนซ์มาแล้ว 10 ปี เราก็รู้สึกว่าเราต้องทำอะไรสักอย่างที่เป็น Passive Income ซึ่งถ้าถามว่ามันสำคัญมากน้อยแค่ไหนสำหรับคนที่อยากมีหลายๆ อาชีพ หนูว่าแล้วแต่เลย ถ้าเรารู้สึกว่าเราอยากลองก็ทำเลยจริงๆ หนูไม่มีความคิดเห็นมากนะในเรื่องที่ทำอันนี้แล้วอยากทำอันอื่นด้วย

มีเพื่อนหลายคนเลยเห็นหนูทำ Valichain แล้วรู้สึกว่าอยากทำธุรกิจนี้บ้าง แต่ว่าก็ยังกลัวอยู่ คิดเยอะ ส่วนมากแล้วหนูจะเจอคนที่คิดเยอะมากๆ กว่าจะเริ่มทำอะไรสักอย่าง หนูอยากจะบอกว่า คิดแล้วก็ทำเลย ถ้าได้แต่คิดอย่างไรมันก็ไม่เกิดอะไรขึ้น การที่ทำเลย ไม่ต้องกลัวว่ามันจะล้มเหลวหรือสำเร็จ สำเร็จเป็นเรื่องดี แต่การล้มเหลวก็เป็นเรื่องดีเหมือนกัน เพราะสุดท้ายเราจะเรียนรู้จากความล้มเหลวนั้นมากกว่าตอนที่สำเร็จด้วยซ้ำ ยิ่งช่วงที่ล้มเหลวจะได้รู้ว่าเราจะไม่ทำสิ่งนี้อีก คือมันเป็นบทเรียน

เรียนรู้ว่าปัญหามีมาทุกวันก็ต้องเรียนรู้ที่จะแก้ไข แล้วก็ Go on with it. Go with the flow. เพราะมันมีปัญหาทุกเดือนจริงๆ แต่ละวัน เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ต้องพยายามไม่ยึดติดกับอะไรแล้วก็แก้ปัญหาในทุกๆ วัน
ถ้าเปรียบเทียบกับวาเลนไทน์ 2 ปีก่อน กับวาเลนไทน์ตอนนี้ไม่เหมือนกันเลย 2 ปีก่อนคือเฮ้วมาก ไปไหนไปกัน พักหลังนี้ก็จะมีความอินโทรเวิร์ตขึ้น แล้วก็ให้เวลากับตัวเองมากขึ้น

แบรนด์จิวเวลรีกันน้ำ 100%
Facebook:
Instagram:
The post ‘Valichain’ บทพิสูจน์การเติบโตครั้งใหญ่ของ Valentine ในการให้แพสชันเป็นเข็มทิศนำทาง appeared first on THE STANDARD.
]]>
ซาบีน่า ไมซิงเกอร์ หรือ ซาบีน่า The Face นางแบบสาวที่แจ […]
The post ซาบีน่า ไมซิงเกอร์ จากนางแบบร่างบางสู่ครูสอนโยคะและชีวิตเอ็กซ์ตรีมที่เต็มไปด้วยความขอบคุณ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ซาบีน่า ไมซิงเกอร์ หรือ ซาบีน่า The Face นางแบบสาวที่แจ้งเกิดจากรายการเรียลิตี้ประกวดนางแบบชื่อดังในวงการยุคหนึ่งจนได้นามสกุลใหม่ต่อท้าย เธอได้โลดแล่นในวงการบันเทิงในฐานะนางแบบหน้าใหม่ไฟแรงที่พร้อมรับมือกับทุกความท้าทาย จนถึงจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในวัยย่างเข้าเลข 3 ที่ทำให้เธอก้าวเข้าสู่วงการสายฟิตอย่างจริงจัง จนมีโอกาสได้มาพบพานกับบทเรียนใหม่ในชีวิตอย่าง ‘โยคะ’

จากการเป็นแค่ผู้หญิงที่ลองเล่นโยคะเหมือนคนทั่วไป รู้ตัวอีกทีเธอก็กลายมาเป็นครูสอนโยคะ อาชีพที่เธอไม่เคยคิดฝันว่าจะได้มาทำ อาชีพที่ทำให้หัวใจของเธอเต็มไปด้วยความรู้สึกขอบคุณ อะไรที่นำพาให้เธอเดินทางมาเจอกับตัวเองในมุมใหม่นี้ได้ มาร่วมค้นหาคำตอบไปด้วยกันกับ Passion Calling x Sabina Meisinger

ซาบีน่า: ตอนนี้กำลังอินกับกีฬา สุขภาพ และความงาม
ปัจจุบันบีเทรนเป็นส่วนใหญ่และเทรนเยอะมาก บีสอนโยคะด้วยที่ Atha Lifestyle อยู่ที่ BTS ทองหล่อ จริงๆ ไม่ได้อยู่ในแพลนหรอก แต่รู้สึกว่ามันเป็นการเรียนรู้อย่างหนึ่ง ทุกครั้งที่ได้ไปสอนเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับร่างกายของทุกคนที่มันไม่เหมือนกัน เราได้จัดท่า เราได้ช่วยเขา มันทำให้เรารู้สึกดีขึ้น ส่วนงานนางแบบก็ยังรับอยู่บ้าง งานละครก็จะขึ้นอยู่กับบท บีชอบรับบทที่ไม่ได้เป็นบทนำ ก็ยังรับงานในวงการอยู่ แต่น้อยลงแล้ว

บีตื่นเต้นที่ก้าวเข้าสู่วัย 30 บีรู้สึกว่ามันเป็นวัยที่ตอนบีเด็กกว่านี้ทุกคนจะมองว่าแก่แล้ว ซึ่งบีรู้สึกว่าสังคมตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว บีรู้สึกว่าบีอยากจะ Prove ให้หลายๆ คนเห็นว่ามันก็ยัง Youthful อยู่ มันเป็นจุดเริ่มต้นของการฉลาดมากขึ้นในประสบการณ์ที่เราเคยทำมา บีรู้สึกว่าวัย 30 จะเป็นช่วงเวลาที่หลายๆ คนได้เรียนรู้ที่สุด เพราะว่าเขาได้เรียนรู้จากข้อผิดพลาดที่ผ่านมาและเขาจะได้เติบโต ไม่แม้แต่กระทั่งรู้สไตล์ของตัวเอง รู้แฟชั่นของตัวเอง รู้สุขภาพของตัวเอง และเรายังเป็นผู้นำในสังคมได้ดีในแบบของเราด้วย
ซาบีน่า: การที่บีเปลี่ยนมาสายกีฬามากขึ้น เพราะรู้สึกว่ามันจะเป็นขั้นตอนต่อไปที่บีจะเติบโตมากกว่านี้ และคนรอบตัวก็ถือเป็นแรงบันดาลใจให้บีก้าวไปในไดเรกชันต่างๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือแฟนคนปัจจุบันของบีคือ อนัน อันวา เขาเป็นนักกีฬาอยู่แล้ว เขาก็เคยอยู่ในวงการเหมือนที่ทุกคนรู้ และเขาออกมาทำกีฬาแล้วมันก็บูม
View this post on Instagram
เราเห็นความสุขที่ออกมาจากตาเขา ออกมาจาก Body Language การมีความสุขของเขามันทำให้เราคิดว่ามันเป็นไปได้ไหม มีกีฬาอื่นๆ ที่เราจะชอบบ้างไหม เราก็เลยคิดว่าคนรอบตัวบีอย่างอนันเขาเป็นต้นเหตุที่ทำให้บีอยากเปลี่ยนมากๆ เพราะว่าอยากมีความสุข
View this post on Instagram
ซาบีน่า: จริงๆ แล้ว Parkour หรือว่า Freerunning มันจะเป็นกีฬาที่เอ็กซ์ตรีมมากๆ ฉะนั้นในทางอนันจะเป็นด้านเอ็กซ์ตรีม บีเป็นคนขี้กลัวนิดหนึ่ง แต่ก็ชอบลองนะ เขาแนะนำ Rock Climbing, Wakeboarding และ Skateboarding
ซึ่งถ้าเป็นบีคนเดิมคงจะไม่มีวันแตะอะไรที่มีล้อหรือว่าบาลานซ์ในความเร็ว เพราะว่าไม่ได้เป็นคนที่อยากเน้นไปทาง Extreme Sport แต่ว่า Extreme Sport มันก็ทำให้เรามีความตื่นเต้น เลือดสูบฉีด มีการท้าทายตัวเองในเรื่องของร่างกายและจิตใจไปอีกแบบหนึ่งเลย จากคนขี้กลัวก็รู้สึกว่ารับสถานการณ์ต่างๆ ได้ดีขึ้น
View this post on Instagram
นอกจากอนันแล้ว บีอยากบอกว่ายังมีหลายๆ คนในชีวิตบีที่เป็นสายสปอร์ต อย่างเช่น พี่อุ้ม พี่เบเบ้ เรารู้สึกว่าเขา Inspire เรามากๆ เลย สเตฟานีที่เคยเป็นดาราเหมือนกัน เขามุ่งตรงด้านฟิตเนส แข็งแรงมาก ปัจจุบันเขาก็เป็นโค้ชให้เราด้วย และมีอีกหลายคนเลยที่บีอยากจะส่งภาพให้ดูว่าเขา Inspire บีอย่างไรบ้าง
ซาบีน่า: อย่างเรื่องไดเอต เรื่องการดูแลตัวเอง เปลี่ยนไปไหม เปลี่ยนไปแน่นอน เพราะว่าการเป็นนางแบบมันจะมีไซส์ มีเกณฑ์ ที่มันกำหนดว่าบีจะต้องเป็นแบบนั้น การกินโน่น นี่ นั่น มันจะเป็นอีกแบบหนึ่ง แต่บีจะไม่พูดว่าโชคดีแล้วกัน แต่ก็โชคดีแหละ เพราะมันเป็น Genetic ที่ว่าเรามีระบบการเผาผลาญที่เร็วมาก
View this post on Instagram
ฉะนั้นเรื่องกินเราไม่ค่อยได้ดูแลตัวเองเท่าไร เพราะยังเด็กอยู่ มันก็ยังปาร์ตี้ เรื่องกินไม่ค่อยดูเท่าไร และเราก็ไม่ได้อ้วนขึ้น แต่พอก้าวสู่ปีที่ 25 เราจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวเอง เราเลยตั้งคำถามกับตัวเองหลายรอบนะว่า “เราจะกลับไปไดเอตเพื่อที่จะเป็นนางแบบต่อไป หรือว่าเราอยากที่จะ Challenge ตัวเองไปอีกก้าวหนึ่งในชีวิต?” มันก็จะเป็นคำถามขึ้นมา แต่มันก็ไม่เกิดขึ้นสักที เพราะว่าเราก็ยังติดอยู่ในคอมฟอร์ตโซน ก็ฉันสบายใจอยู่ตรงนั้นทำไมต้องเปลี่ยน
View this post on Instagram
บีก็เลยคิดว่ามันต้องมีเหตุการณ์ในชีวิตสำหรับหลายๆ คนนะที่จะเปลี่ยนเราได้ ไม่เสียใครในชีวิตไป ก็เป็นอะไรที่ร้ายแรงมากๆ ที่ทำให้เราอยากเปลี่ยน แล้วมันก็เกิดขึ้นกับบีในวงการ
อย่างปีที่บีเป็นมาสเตอร์เมนเทอร์ บีคิดว่าอันนั้นแหละเป็นจุดเปลี่ยนที่ใหญ่ที่สุดของบี ทำให้บีเอาความคิดที่เคยคิดไว้แต่ว่าไม่กล้าลงมือทำ เพราะยังกลัวความเปลี่ยนแปลง แต่พอเจอสถานการณ์ที่โดนคนคอมเมนต์เกลียด โดยคนขู่ฆ่า โดนคนด่าพ่อแม่ มันทำให้เราคิดว่าทุกอย่างที่เราทำมาในวงการ เป็นเด็กที่แสนจะดี ตรงเวลาตลอด มันหายไปเลย พอมันหายไปเสร็จแล้วเหมือนเป็นจุดดิ่ง มันดิ่งลงมากเลย พอดิ่งลงเสร็จมันทำให้บีแบบ “It’s either I die or I live.” มัน Matter of Death มันก็เลยทำให้บีมองไปรอบตัวบีว่าบีมีใครที่รักบีและมีใครที่บีรักเขา เพราะว่าสิ่งนั้นมันทำให้บีรู้สึกว่าโอเค ถ้าคนที่บีรักเขาทำตัวแบบไม่อยากอยู่แล้ว เราจะเจ็บไหม ซึ่งเราก็เจ็บมาก พอมันคิดได้เราก็ไปโรงพยาบาล ปรึกษาจิตแพทย์ว่าเราต้องทำอย่างไรบ้างที่เราจะกลับมาสู่ตัวเอง ถามผู้เชี่ยวชาญทั่วๆ ไป แล้วเราก็เริ่มค้นหาตัวเอง เราได้เลือกแหละว่าเราอยากจะอยู่ต่อ แล้วก็อยากจะดีขึ้น แต่เริ่มอยากเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น ไม่ใช่แค่วงการบันเทิง
View this post on Instagram
ซาบีน่า: ปัจจุบันเราจะเริ่มเห็นแล้วว่านางแบบมีหลายไซส์ได้ แต่ในความเป็นจริงมันก็ยังไซส์ศูนย์กันอยู่เยอะ บีก็เริ่มคิดว่ามันไม่เฮลตี้แล้ว เพราะเวลาผู้หญิงแก่ขึ้นมันน้อยมากที่จะเป็น Genetic แบบผอมๆ ไปตลอดกาล ซึ่งมันเป็น Mentality ที่เราต้องเปลี่ยน แต่ว่าเราก็ยังไม่ได้คิดนะว่าจะต้องเพิ่มน้ำหนัก จนรู้สึกว่าการบาดเจ็บที่มาจากกีฬาเอ็กซ์ตรีมหรือว่าความบาดเจ็บมันเริ่มเข้ามา ฉะนั้นเราก็เริ่มเรียนรู้ การเปลี่ยนแปลงมันคือการเรียนรู้ บีก็เริ่มเรียนรู้ทีละอย่างมากขึ้นว่า ทำท่านี้มันไม่ดีนะ ทำแบบนี้ถ้าเราไม่สร้างกล้ามเนื้อเนี่ยเราก็จะเจ็บนะ มันก็เริ่มทำให้บีคิดว่าฉันต้องสร้างกล้ามเนื้อนะ ไม่อย่างนั้นกีฬาเอ็กซ์ตรีมอย่างพวกปีนเขามันจะมีท่ากระโดดบ้างแล้วแต่เราเลือกปีน มันก็เกิดขึ้นได้ อย่างเช่น เข่าหลุดบ้างอะไรแบบนี้
View this post on Instagram
แต่ก่อนเคยกลัว Bulk นะ แต่มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น มันยากมากกว่าจะไปจุดนั้นได้ เราต้องกินโปรตีน เราต้องกินโน่นกินนี่เยอะมาก บีก็เลยคิดว่าจุดนั้นแหละ จุดที่เริ่มบาดเจ็บ บีต้องการกล้ามเนื้อ มันก็มีนิสัยไม่ดีที่ติดมาจากอดีตว่า คุณไม่ควรหนักไปกว่านี้นะ มันจะแบบนิดหน่อย และเราก็พยายามที่จะเปลี่ยนตรงนั้น แต่คนอย่างสเตฟานี คนอย่างอนัน เขาคอยเตือนเราว่าจุดประสงค์เราคืออะไร
View this post on Instagram
ถ้าจะเปลี่ยนก็ต้องยอมรับตรงนี้ เพราะฉะนั้นเราเริ่มมี Positive Thinking เกี่ยวกับการมีกล้าม การมีลุค Bulky เรารู้สึกว่ามันก็เซ็กซี่ไปอีกแบบหนึ่ง
หลายคนคิดว่าที่บี Shift อยากจะเปลี่ยนเป็นสายสปอร์ตอะไรแบบนี้ เพราะว่าวงการบันเทิง การเป็นนางแบบ การเป็นนักแสดง เป็นข้อเสียเยอะมาก แต่ไม่ค่ะ ของบีมันเป็นสถานการณ์ใหญ่ สถานการณ์เดียวที่ทำให้บีรู้สึกแบบว่ามัน Set Me Back นิดหนึ่ง มันทำให้บีคิดหลายๆ อย่าง
View this post on Instagram
แต่ตั้งแต่เริ่มแรก วงการบันเทิงเขาให้ข้อดีสำหรับบีเยอะนะ บีสามารถช่วยครอบครัวบีได้ บีสามารถที่จะเรียนรู้และได้เป็นหลายๆ อย่าง ได้ค้นหาแนวตัวเอง แต่พอเราอายุมากขึ้นมันก็ Make Sense ที่จะเปลี่ยน มันก็จะมีรุ่นใหม่มา แต่ที่หลายๆ คนได้ยินมาว่าวงการบันเทิงมัน Toxic มันก็มีความ Toxic จริงๆ นะ เรื่องของการพัฒนาความคิดมันแคบนิดหนึ่ง
บีก็เชื่อว่าคนที่เราอยู่ด้วยหรือคนที่เราทำงานด้วยสำคัญมาก จริงๆ มันหายากมากเลยนะคนดีในวงการ คนที่เราจะเชื่อใจได้ คนที่ไม่มาตัดสินเรา ด่าเรา แต่มันก็มีอยู่ในวงการ บีดันโชคดีมากที่เรามีแต่คนดีๆ
ซาบีน่า: จุดเริ่มต้นที่บีสนใจโยคะเกิดขึ้นเมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว บีเป็นคนที่ชอบร่างกายของมนุษย์มาก หมายถึงว่าเวลาคนเต้น โยคะ Flow อะไรแบบนี้ เราเริ่มเห็นในอินเทอร์เน็ตมันเรียกว่า Modern Day Yoga ที่มันเป็นเทรนด์เมื่อ 5-7 ปีที่แล้ว แล้วบีก็รู้สึกหลงใหล ถ่ายแบบด้วยการที่เข้าใจสรีระร่างกายของตัวเอง เป็นคนที่ชอบมาก ก็เลยฝึก Flow นั้น ลองเอามาเต้น ลองเอามา Flow ดู แต่ก็ยังไม่รู้จักว่ามันคืออะไร จนค่อยๆ เรียนรู้ว่านี่เขาเรียกว่าโยคะนะ ยังไม่รู้ประเภทของโยคะตอนนั้น แต่ก็ทำทุกวัน แล้วเราเห็นเรารู้สึกว่าเวลาทำอยู่มันคิดอะไรไม่ได้เลย เพราะถ้าคิดแล้วก็ร่วง มันก็เลยกลายเป็น Ritual
View this post on Instagram
เราก็ทำอยู่อย่างนั้นๆ เราก็เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง อย่างเช่น ฉีกขาไม่เคยลงเลยกลับลงแบบนี้ พอ 3 เดือนเราลองนั่งท่าฉีกขาก็เห็นความเปลี่ยนแปลง ก็เลยรู้สึกว่า โอเค เราควรจะที่จะ Look Into It เราควรที่จะเรียนรู้กับสิ่งนี้มากขึ้น เพราะว่าเราเริ่มทำเป็นประจำแล้ว 6 วันต่อสัปดาห์ แต่ก่อนตอนที่เริ่มใหม่ๆ ก็เลยรู้สึกว่าโอเค Let’s Do It แต่ก็ไม่เคยคิดเรื่องสอนนะ ไม่เคยคิดเลย เคยคิดอย่างเดียวว่าเราจะทำอย่างไรให้ Challenge ตัวเองให้ทำได้ท่าต่อไปๆ
View this post on Instagram
จนบีบาดเจ็บอยู่ช่วงหนึ่งประมาณปีเกือบปีครึ่งเลย เพราะทำเกินตัวเองแล้วตกลงมากระแทกหลัง แล้วไม่เคยมีวันไหนไม่เจ็บเลย กินยาแก้ปวดบ่อยมาก มันก็ดิ่งมากเลยอยู่ช่วงหนึ่ง ช่วงกลางๆ ของการเรียนโยคะ แล้วพอหายแล้วก็มาออกกำลังกายมากขึ้น อย่างเช่น วิดพื้น ทำบอดี้เวต เพื่อที่จะป้องกันตัวเองและหลีกเลี่ยงท่านั้น ทำท่าอื่นๆ ที่มัน Challenge ไปก่อน เราก็รู้สึกว่าเราทำเขาทุกวันแล้วนะ เราควรเรียนรู้ว่าโยคะมาจากไหน โยคะคืออะไร มีกี่ประเภท มันเยอะมากเลย และมันก็ Overwhelm แบบว่ามันเยอะขนาดนี้เลยเหรอ

พอโควิดมามันเริ่มทำให้การแสดงโน่น นี่ นั่น ของเราต้องพักหมดเลย ทีนี้บีก็ไม่สามารถมีข้ออ้างได้แล้วว่าไม่มีเวลา พอมีเวลาก็เลย Look Into It ที่เราทำอยู่มันเรียกว่าโยคะนะ แล้วมีการลิงก์กับศาสนาพุทธมากๆ เลย เราไม่ใช่คนเคร่งหรือมีศาสนาขนาดนั้น แต่ว่าโดนเลี้ยงมากับโรงเรียนไทยที่ว่ามีวิชาพระพุทธศาสนา แล้วก็เริ่มมีความคุ้นชิน มันทำให้เรารู้สึกมี Discipline แบบเคร่งครัดในสิ่งที่เราทำ ตรงต่อเวลา ช่วยเหลือผู้อื่น มันมีมากกว่าแค่ท่าทาง มันคือการหายใจ

คนเมืองส่วนใหญ่บีเชื่อว่าเป็น Anxiety กันเกือบครึ่งหนึ่งเลยนะ Anxiety คืออะไร มันไม่อยู่กับปัจจุบัน ชอบคิดถึงอดีตที่เจ็บปวดแล้วคิดไปถึงอนาคตว่าเดี๋ยวมันก็เกิดขึ้นอีก คือความคิดมันเป็นแบบนี้ตลอดเวลา โยคะมันช่วยในเรื่องการหายใจ พอเราฝึกหายใจถูกที่ จาก 80% ที่เป็น Anxiety มันลดลงมาเหลือ 30-40% มันไม่หายไปหรอก มันเป็นกระบวนการที่เราต้องทำประจำ บีรู้สึกว่าโยคะให้บี และบีก็รู้สึกว่าเหมือนว่าบีเป็นหนี้ของโยคะด้วยซ้ำ เพราะว่าการฝึกฝนของเขาได้ช่วยเราเยอะมาก เราเลยรู้สึกว่ามีคอนเน็กชันกับโยคะ มีความรู้สึกที่เราพึงพอใจกับกีฬานี้ เราพึงพอใจกับการฝึกฝนนี้มากๆ

ซาบีน่า: บีรู้สึกเซอร์ไพรส์มาก บีรู้สึกว่าบีไม่ค่อยให้เครดิตตัวเองมากพอ คิดว่าเราจะดีพอไหม เรา Deserve ที่เขาจะมาให้เราดูแลเขาเหรอ แต่พอได้สอนก็เข้าใจแล้วว่าคือเขาก็มาจากศูนย์จริงๆ เพราะคลาสที่บีสอนจะเน้นไปที่ Beginner ส่วนใหญ่ พอได้สอนพวกเขาบีรู้สึกว่า เฮ้ย มันมีอะไรมากกว่าแค่ร่างกาย คนนี้ตึงตรงนี้ คนนี้เจ็บตรงนี้ คนนี้ควรปรับตรงนี้ คนนั้นควรปรับตรงนั้น อะไรแบบนั้น มันมีสีสันในแบบของมัน มันมีความเปลี่ยนแปลงทุกวัน และมันเป็นประสบการณ์ใหม่

ซาบีน่า: วันแรกในการสอนโยคะบีไม่ค่อยกังวลแบบนั้น บีโชคดีที่ว่าบีเป็น MC มาก่อน บีทำงานการแสดงมาก่อน มันก็เลยมีความกล้าพูดต่อหน้าคนหลายๆ คนโดยที่ไม่รู้สึกตื่นเต้น เราคุยกับครูหลายๆ คน เขาบอกว่าวันแรกของเขามันตื่นเต้นมาก เพราะว่าเขาไม่เคยทำงานวงการมาก่อน เขาไม่เคยต้องมาพูดต่อหน้าคนเยอะๆ นั่นก็จะเป็นสิ่งที่หลายๆ คนต้องข้ามผ่าน
บีจะต้องข้ามผ่านความไม่เชื่อมั่นในตัวเองพอมากกว่า แบบว่าเขาโอเคไหม เขาทำหน้าบึ้งเขาโอเคไหม มันจะมีเสียงเล็กๆ แต่ถามว่าอายไหม รู้สึกตื่นเต้นแบบนั้นไหม ไม่ค่ะ
View this post on Instagram
ซาบีน่า: ที่บีเจอมันน่าจะเป็นเรื่องของคนตัวตึงมากๆ ซึ่งเป็นอุปสรรคที่บีชอบที่สุดนะ เพราะเวลามากรุ๊ปคลาสแล้วจะมีคนหรือสองคนนี่แหละที่เขารู้สึกว่าตามไม่ทัน เพราะเขาตัวตึงมาก ไม่สามารถนั่งขัดสมาธิได้ อุปสรรคคือไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อนในชีวิต
เราก็ต้องหาแหละ มันเป็นเหมือนเกมที่ว่าเราจะทำอย่างไรให้เขารู้สึกว่าเขานั่งแบบนี้ได้ มันเป็นอะไรที่บีก็ต้องเรียนรู้ไปกับเขา หลังคลาสนั้นบีก็ต้องทำ Research นิดหนึ่งว่า ถ้าฉันเจอคนแบบนี้มันมีทางไหนที่จะช่วยพวกเขาได้บ้าง มันเอามาจากตัวเองไม่ได้แล้ว เพราะมัน Out of My Knowledge ก็เลยต้องทำการบ้านแล้วก็กลับมาเจอเขาใหม่

ซาบีน่า: ยังไม่มี แต่ว่าบีก็ยังใหม่อยู่นะ ตรงนี้ก็ไม่ได้เป็นแพลนบี ในหัวบีไม่ได้ค่อยคิด ไม่เคยคิดว่าจะสอนคนนะ แต่ I never say never. แต่ต้องดูกันต่อไปเป็นปีก่อนมันถึงจะรู้ว่าใช่หรือไม่ใช่ ถ้าเราไม่ทำเป็นประจำหรือถ้าเราไม่ลอง เราก็จะไม่รู้ว่าใช่ไหม

ซาบีน่า: อันนี้บีต้องบอกก่อนนะว่าแต่ละสตูดิโอในกรุงเทพฯ มันแตกต่างกันมากเลย แต่ละที่จะเป็นชื่อของโยคะนั้นๆ แต่ที่บีชอบเกี่ยวกับ Atha Lifestyle คือเขาแบ่งเป็นความรู้สึกแทนที่จะเป็นชื่อของโยคะนั้นๆ สำหรับคนที่กังวลที่จะเล่นโยคะ คลาสนี้ก็ชื่อว่า Feel Good, Feel Active, Feel Sweaty เขาจะได้มีเห็นภาพว่าคลาส Feel Good ฉันจะ Feel Good ให้ความรู้สึกที่ไม่ยากเกินไป ฉันทำได้ Feel Sweaty หมายความว่าฉันต้องสั่น
View this post on Instagram
ซาบีน่า: บีคิดว่ามันเป็นทั้งเรื่องดีและไม่ดี เรื่องดีก็คือ เราได้รายได้ 2 ทาง มันจะได้ช่วยเราด้วย อีกข้อหนึ่งก็คือ ประสบการณ์ เราอาจจะฝึกร่างกายของเราให้รับมือกับสถานการณ์ 2 อย่างได้ สามารถ Switch ตัวเองได้ นั่นก็เป็นข้อดีที่แล้วแต่บุคคลจริงๆ
มาที่ข้อเสียก็คือ เราอาจจะเป็นคนยุ่งมากไปเลย หมายถึงงานมันเยอะ มันท่วมหัวเกินไป ทุกอย่างก็จะล้มเป็นโดมิโน อย่างเช่น คนที่เรารักเราไม่มีเวลาให้เขา เราขี้ลืมขึ้นเพราะมันจัดการไม่ได้ มันหลายอย่างเกินไป มันแบบจับปลาสองมือ มันแล้วแต่คนจริงๆ นะ บางคนบีเชื่อว่าทำได้ 3 งานก็มี แต่น้อยมาก เพราะว่ามันยากจริงๆ บางคนเขาทำไม่ได้ ฟังก์ชันไม่ได้ จนไม่มีเวลาไปทำอะไรอย่างอื่น แล้วมันก็เสียเวลาไปเลย

อีกอย่างหนึ่งก็คือ ถ้ามีเป้าหมายมันจะไม่ชัดเจนเวลาเรามี 2 งาน เช่น เวลาเราทำโปรเจกต์ใหญ่แล้วเรามีอันย่อยอยู่ด้วย เราจะเอาเวลาไปโฟกัสอย่างเดียวมันยากมากเลยนะ เวลาเราอยากที่จะสร้างอะไร แล้วยิ่งสร้างจากศูนย์แล้วเราไม่ให้ความสำคัญมันเป็นหลัก ก็จะกลายเป็นล่าช้าไปอีก มันก็เป็นเรื่องสำคัญที่จะเลือก Prioritize ตัวเองว่าเป้าหมายของเราคืออะไร

ซาบีน่า: เรา Grateful มาก เพราะตอนนี้อยู่ในจุดที่ Priority ของเราคือการเรียนรู้และการสร้างจากศูนย์ใหม่ ฉะนั้นยังไม่มีอะไรที่มันใหญ่ มันสามารถที่จะไปเรียนรู้ทำพาร์ตไทม์ที่นี่ แล้วก็เรียนรู้อันนี้เป็นหลัก เทรนตัวเองตรงนี้ มันเป็นโรงเรียนที่ดี เพราะว่าเราได้ประสบการณ์มาอย่างฟรี มันเป็นสิ่งอะเมซิงที่สุดแล้วที่เราได้เรียนและเราได้เงินกลับมา

“Money is not the first thing. You have to earn respect first.” การที่เราจะเริ่มทำอะไรบาง อย่างเงินต้องไม่ใช่สิ่งหลักของเรา เงินจะต้องไม่ใช่สิ่งที่เราแบบว่า พอเข้าพื้นที่หรือคอมมูนิตี้ของเขาแล้วถามว่า “เงินอยู่ไหน?” แบบนั้นมันไม่ค่อยเวิร์กเท่าไร สิ่งที่เราต้องทำคือ เราต้อง Earn Respect ก่อน หมายความว่าเราต้องเข้าไปขุด ทำในสิ่งที่พวกเขาทำมาอยู่แล้ว เข้าใจว่าเขาทำงานกันอย่างไร
เข้าใจว่ามันเหนื่อยขนาดไหนก่อนที่เราจะไปคิดว่าฉันจะทำเงินอย่างไรกับตรงนี้ ถ้าเราชอบมากๆ และเราก็เชื่อว่ามีศักยภาพพอ เรามั่นใจแล้ว คราวนี้ค่อยคิดเรื่องเงิน อันนี้เป็นกฎเลย
ซาบีน่า: โยคะทำให้บีฉลาดขึ้น ทำให้บีใจเย็นลง แล้วก็ทำให้บียืดหยุ่นและสบายตัวมากขึ้น บีรู้สึกว่าสำหรับหลายๆ คนการนั่งสมาธิคือการทำจิตให้สงบ ส่วนของบีคือการเคลื่อนไหวร่างกายและนับลมหายใจ หรือไม่ก็โฟกัสที่ท่านั้นแล้วก็ Flow เหมือนคลื่น มันเป็นจุดพักผ่อนจุดหนึ่งที่ค่อนข้างสวยงาม และบีก็เรียนรู้จากเขาเยอะมาก ไม่รู้จะขอบคุณโยคะยังไง เพราะว่าเขาให้บีได้เยอะมากในราคาที่ถูกมากแทบไม่ต้องจ่ายเลย Thank You Yoga.

Sabina Meisinger
Instagram:
Special Thanks: Curve BKK
Instagram: https://www.instagram.com/curvebkk/
Facebook: https://www.facebook.com/CurveBangkok
The post ซาบีน่า ไมซิงเกอร์ จากนางแบบร่างบางสู่ครูสอนโยคะและชีวิตเอ็กซ์ตรีมที่เต็มไปด้วยความขอบคุณ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เราเชื่อว่าหลายคนรู้จัก ‘เต็งหนึ่ง-คณิศ ปิยะปภากรกูล’ ไ […]
The post เต็งหนึ่ง-คณิศ ปิยะปภากรกูล จากนักร้องบอยแบนด์สู่เชฟขนมหวานระดับมาสเตอร์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เราเชื่อว่าหลายคนรู้จัก ‘เต็งหนึ่ง-คณิศ ปิยะปภากรกูล’ ไม่ว่าจะเริ่มจากในบทบาทอะไรก็แล้วแต่ อาจเป็นนักร้องบอยแบนด์วงแรกที่เคยไปตามกรี๊ดหน้าเวที พระเอกซีรีส์จีน หรือครูสอนทำขนมที่ตอนนี้เรียกว่ากลายเป็นงานหลักของเขาไปแล้ว
แต่ไม่ว่าในบทบาทไหน เราก็เชื่อว่าเต็งหนึ่งทำมันด้วยใจรักจริงๆ วันนี้เราจึงอยากพาทุกคนไปรู้จักเต็งหนึ่งในอีกบทบาทให้มากขึ้น เพราะเราที่ฟังเพลงของเขาคนนี้มาตั้งแต่ยุคโทรขอเพลงผ่านโทรศัพท์ ก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่าเต็งหนึ่งเป็นคนที่ชอบการเรียนมาก เขารักที่จะทดลองไปเรื่อยๆ จนกว่าจะตามหาสิ่งที่ใช่สำหรับตัวเองเจอ

ตอนนี้ผมเป็นเชฟทำขนม เป็นครูสอนทำขนม หลักๆ ก็คือทำธุรกิจของตัวเอง คือสตูดิโอสอนทำขนมชื่อ ‘apriltrees studio’ ผมออกจากวงการแล้วประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ อาจมีเล่นละครบ้างนานๆ ที เพราะปกติมีสอนเกือบทุกวัน โดยเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ วันธรรมดาก็อาจมีคลาสไพรเวตบ้าง เพราะบางคนอยากเรียนตัวต่อตัว หรือนักเรียนต่างชาติก็มี
งานในวงการบันเทิงก็ชอบนะ ทุกวันนี้ก็ยังสนุกกับมัน แต่ว่าเราก็โตขึ้น รู้สึกว่าอยากหางานที่มันเป็นของเราจริงๆ
มันเริ่มจากตอนที่ผมยังเป็นนักแสดง ปกติผมเป็นคนอะเลิร์ต ชอบทำอะไรหลายๆ อย่าง ก็เลยเริ่มคิดว่าจริงๆ แล้วในชีวิตนี้ตัวเองอยากทำอะไร เพราะตอนนั้นอายุ 26-27 ปี เริ่มรู้สึกว่าอยากหางานที่ตัวเองสามารถควบคุมได้มากกว่า
งานในวงการบันเทิงก็ชอบนะ ทุกวันนี้ก็ยังสนุกกับมัน แต่ว่าเราก็โตขึ้น รู้สึกว่าอยากหางานที่มันเป็นของเราจริงๆ ก็เลยค่อยๆ มองหาว่าตัวเองอยากทำอะไร แล้วก็ลองไปเรื่อยๆ จนมาเจอการทำขนม เพราะว่าผมชอบกินขนม แต่หาขนมที่ถูกใจยากมาก ซึ่งสมัยนั้นเริ่มมีเทรนด์ Cafe Hopping ด้วย แต่ทุกร้านมีแพตเทิร์นเดียวกันหมด ก็เลยคิดว่าทำเองดีกว่า เลยตัดสินใจไปเรียน จนตอนนี้ทำขนมยาวมา 6 ปีแล้ว

ภาพ: @apriltrees.studio / Instagram

ภาพ: @apriltrees.studio / Instagram
ผมเคยเรียนเขียนโปรแกรม ตอนเป็นนักร้องก็เรียนร้องเพลง พอเป็นนักแสดงก็เรียนการแสดง ผมเลยรู้สึกว่าการค้นหาตัวเองก็ต้องเรียน ช่วงนั้นเป็นยุคของการทำ Blog ถ้าอยากเป็น Blogger ต้องมีเว็บไซต์ของตัวเอง ผมก็เลยเริ่มเรียนการเขียนโปรแกรม พอไปรีวิวร้านกาแฟจะได้เอามาลง Blog อะไรแบบนี้
ซึ่งตอนเรียนก็เรียนจริงจัง แต่ปวดหัวมาก เพราะเราไม่ชอบอะไรที่ต้องทำความเข้าใจเยอะๆ ก็เลยเลิกไป แล้วมาเรียนถ่ายภาพต่อ ทุกวันนี้ก็ยังเอาทุกสิ่งที่เรียนมาใช้หมด มันไม่ได้หายไปไหน กล้องทุกตัวก็ยังหยิบมาถ่ายภาพอยู่ บางคนบอกพี่เต็งหนึ่งถ่ายรูปสวยจัง มันก็เป็นผลมาจากการที่เราได้เรียนมาบ้าง

ภาพ: @apriltrees.studio / Instagram

ภาพ: @apriltrees.studio / Instagram

ภาพ: @apriltrees.studio / Instagram

ภาพ: @apriltrees.studio / Instagram
ผมเป็นคนชอบคุยกับคน ผมรู้สึกว่าตัวเองสามารถสอนให้คนคนหนึ่งทำขนมเป็นได้ รู้สึกว่าตัวเองเหมาะกับการทำอะไรแบบนี้ ผมไม่ชอบการเปิดร้านมาแต่ไหนแต่ไร เพราะทำธุรกิจไม่เป็น
แต่เราในฐานะผู้เรียนกับผู้สอนมันก็ต่างกันเยอะ ผมไม่มีปัญหากับการเจอคนใหม่ๆ เพราะว่ามันคืออาชีพของผมอยู่แล้ว ผมชอบที่จะได้คุยกับคนเยอะๆ ด้วยซ้ำ ผมจึงสนุกกับการได้สอน ได้บอกคนอื่นในสิ่งที่รู้ ดังนั้นมันก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ต้องปรับตัวมากมาย
ผมเริ่มจากเรียนแบบ 1 วันก่อน พอรู้สึกว่าชอบก็เรียน 3 วัน จนเรียนยาวปีครึ่งเพื่อเป็น Pastry Chef หรือเชฟทำขนมระดับสูง ล่าสุดผมก็เพิ่งกลับมาจากการไปเรียนวิชาอบขนมปัง Boulangerie ที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส ไปเรียนอยู่ประมาณ 4 เดือนกว่าๆ

จริงๆ ก็ยังอยากเรียนอีกนะ เพราะผมรู้สึกว่าขนมก็เหมือนแฟชั่น อาหารก็คือแฟชั่น ผมอยากไปอัปเดตเรื่อยๆ สมมติถ้าเราไม่อัปเดตเลย ทั้งสไตล์และเทคนิคต่างๆ มันก็จะเชย ยิ่งอัปเกรดไปเรื่อยๆ เราก็จะรู้สึกใหม่อยู่ตลอดเวลาด้วย
ผมเริ่มด้วยการนั่งคุย ต้องบอกก่อนว่าจริงๆ มันไม่ได้ง่าย แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะทำไม่ได้ ถ้าชอบก็ต้องค่อยๆ ทำตามสเต็ปไป แล้วพอได้เห็นนักเรียนนำสิ่งที่เราสอนไปต่อยอดได้สำเร็จ มันก็คงเหมือนครูทุกคน ผมรู้สึกว่ามันคือความภูมิใจ มีนักเรียนหลายคนที่ชอบจริงๆ เขามาเรียนกับเราทุกเมนู อาจเอาสูตรไปช่วยที่บ้าน หรือบางคนเรียนกับเราจบแล้วไปเรียนต่อเป็นเชฟจริงๆ ก็มี

ตอนที่ผมเรียนจบเชฟใหม่ๆ มันยังเป็นช่วงคาบเกี่ยวระหว่างการทำงานแสดงละคร แต่ผมเป็นคนทำอะไรแล้วทำจริงจังมากๆ ก็เลยไปสมัครงานเป็นเชฟในโรงแรม เพราะตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกเส้นทางนี้ ก็เริ่มไปสมัครงานเหมือนกับทุกคน แต่ไม่มีที่ไหนรับ เคยไปสัมภาษณ์แล้วเขาก็บอกว่า “ทำไม่ได้หรอกคุณเต็งหนึ่ง งานที่นี่มันหนัก” ผมก็เลยบอกไปว่า “พี่ผมอยากทำ ให้เงินเท่าไรผมก็เอา ผมอยากเป็นเชฟ” อาจด้วยอาชีพเราที่มันดูสวยงาม คนก็เลยติดภาพจำนั้น ก็เลยไม่มีที่ไหนรับ ตอนนั้นร้องไห้เลยนะ ก็เลยลองปรึกษาผู้ใหญ่ที่เคารพ เขาบอกว่าสุดท้ายแล้วการเป็นเชฟจริงๆ มันต้องมีที่ทำงาน มันต้องมีที่โชว์เคส ไม่อย่างนั้นคนจะรู้ได้อย่างไรว่าเราทำอาหารเป็นจริงๆ
ผมก็เลยตัดสินใจเปิดสตูดิโอเป็นของตัวเอง ตั้งใจตั้งแต่วันแรกแล้วว่าอยากเปิดสอน ไม่ได้อยากเปิดร้าน เพราะเป็นคนชอบคุย apriltrees studio ก็เกิดขึ้นมา ณ วันนั้น ซึ่งก็คือที่นี่เลย

สิ่งที่ยากกว่าการมีแพสชันคืออะไรรู้ไหม? มันคือการรักษาแพสชันไว้ให้คงอยู่
ชีวิตของผมขับเคลื่อนด้วยแพสชันจริงๆ ผมทำตามแพสชันตัวเองก่อน เรื่องปากท้องค่อยว่ากันอะไรแบบนี้ แต่ผมเป็นคนเชื่อจริงๆ นะ ถึงแม้ว่ามันจะสุดโต่งไปบ้าง แต่ผมเชื่อว่าถ้าเราทำอะไรจนมันเก่งกว่าคนอื่นได้ เราจะสามารถหารายได้จากมันได้ สมมติว่าเราแค่ทำขนมเป็น แล้วเราก็หยุดอยู่แค่นั้นเหมือนกับหลายๆ คน เราก็จะทำได้แค่นั้น แต่ถ้าเราพัฒนาตัวเองจนเก่งขึ้นไปอีก เราก็จะสามารถมีรายได้จากสิ่งนั้นได้ด้วย
แต่สิ่งที่ยากกว่าการมีแพสชันคืออะไรรู้ไหม? มันคือการรักษาแพสชันไว้ให้คงอยู่ ทุกคนจะต้องมีจังหวะมีไฟในการทำตามแพสชันของตัวเอง แต่ว่าในวันที่ความจริงมันตบหน้าเรา จนเราหมดไฟกับสิ่งนั้น นั่นต่างหากคือสิ่งที่น่ากลัวสำหรับเรา
อย่างช่วงแรกๆ ผมก็มีปัญหาเหมือนกับทุกคน จริงๆ ก็ไม่อยากให้ทุกคนคิดว่าการมีชื่อเสียงจะเป็นประตูเปิดกว้างให้ชีวิตเราง่ายขึ้น จริงๆ มันยากมาก เราต้องดิ้นรน ต้องสู้กับคำดูถูก บางคนคิดว่าดารามาทำแป๊บเดียวเดี๋ยวก็เลิก เดี๋ยวก็เบื่อ แต่ผมก็พิสูจน์ด้วยเวลาแล้วว่า 6 ปีที่ผ่านมา ผมไม่เคยหยุดเลย ผมชอบมันจริงๆ
The post เต็งหนึ่ง-คณิศ ปิยะปภากรกูล จากนักร้องบอยแบนด์สู่เชฟขนมหวานระดับมาสเตอร์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ย้อนไปสมัยเป็นวีเจจ๋า ตอนที่ได้บรรจุเป็นวีเจครั้ […]
The post จ๋า-ณัฐฐาวีรนุช ทองมี ผู้หญิงที่สร้างแบรนด์ VJ ACTIVE จากแนวคิดที่ Strong และ Sexy appeared first on THE STANDARD.
]]>
ตอนที่ได้บรรจุเป็นวีเจครั้งแรกคือปี 4 ตอนนั้นทำงานไปด้วย เป็นเด็กมีไฟ พอทำงานแล้วมีเวลาเหลือก็คิดว่าจะทำอะไรดี ตอนนั้นคิดว่าเราเป็นเด็กสยาม ชอบเดินสยาม ชอบเดินซื้อของ ก็ชวนเพื่อนว่ามาลองขายกันบ้างไหม เพราะเรามีสิ่งที่เราชอบ ซึ่งสไตล์เราค่อนข้างจะชัดเจน ค่อนข้างจะเซอร์ ชอบใส่เสื้อกล้าม กางเกงยีนส์ แล้วเพื่อนเขาเรียนครุอาร์ตก็สามารถทำกราฟิกได้ เลยทำเป็นเสื้อสกรีนวัยรุ่นธรรมดาเลย กางเกงยีนส์ก็ไปหาเลือกผ้าเองที่สำเพ็ง พาหุรัด แล้วไปเดินเสือป่าหาซื้อพวกอะไหล่ต่างๆ ก็ทำเองทุกอย่างเลย รับส่งของ แล้วก็มาเฝ้าหน้าร้าน ตอนนั้นเปิดร้านอยู่ใต้โรงหนังสยาม เป็นร้านที่เล็กมากๆ เล็กมากจริงๆ น่าจะประมาณ 2×6 เมตร ช่วยกันทำสองคน ตอนหลังพองานในวงการเยอะขึ้น เวลาน้อยลง เลยตัดสินใจขายหุ้นคืนให้เพื่อนไป

ช่วงโควิดเป็นช่วงแห่งการปรับตัวของทุกคน ซึ่งจ๋าเองก็อยู่ในโหมดนั้นเหมือนกัน ตอนแรกไม่รู้ว่าทุกอย่างจะไปทางไหน แล้วคนก็กลัวโควิดกันมาก ยิ่งตอนแรกที่สถานการณ์ดูรุนแรงมาก มีคนเสียชีวิต อะไรหลายอย่างมันน่ากลัว เลยอยู่แต่บ้าน ออกไปข้างนอกน้อยมาก อยู่ในบ้านก็ออกกำลัง แล้วด้วยความที่เรามีแพลตฟอร์ม ก่อนหน้านั้นเราทำรายการท่องเที่ยว เราก็มีอะไรให้อัปเรื่อยๆ พอไม่ได้ออกไปไหนก็ไม่มีอะไรให้อัป เรายังอยากจะสื่อสารกับแฟนเพจ ก็ชวนคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ จนเราออกกำลังกายแล้วถ่ายคลิป เหมือนชวนออกกำลังเล่นๆ ซึ่งตอนแรกไม่ได้คิดอะไรค่ะ ปรากฏว่าคนชอบ เป็นช่วงที่คนอยู่บ้านและ Work from Home คนที่ออกกำลังเองก็ออกกำลัง มี Beginner เยอะมาก คราวนี้พอเขามาเจอเราออกกำลังด้วยท่าง่ายๆ เขาก็ชอบ เลยเหมือนว่ามีฐานแฟนใหม่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นแฟนใหม่จริงๆ ด้วย แต่เป็นแฟนเก่าที่มาในเวอร์ชันออกกำลัง เฮ้ย ไม่ได้เที่ยว แต่มาออกกำลังกัน คนให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น

ก่อนจะสร้างแบรนด์ VJ ACTIVE มันเริ่มมาจากมองหาว่ามีโอกาสอะไรที่จะต่อยอดได้บ้าง ก็นึกไปถึงตอนที่เราทำเสื้อผ้าสมัยเรียน เรารู้สึกสนุกกับสิ่งนั้น แล้วอยากจะลองเริ่มดู ไหนๆ เราก็ต้องใส่ชุดออกกำลังอยู่ทุกวัน แล้วปกติเวลาเราไปหาชุดออกกำลังเราก็จะเลือกแบบที่เราชอบ แล้วบางตัวที่เราชอบ คนอื่นก็ชอบด้วยเหมือนกัน เขาถามว่า ตัวนั้นซื้อที่ไหน ตัวนี้ซื้อไหน เราเลยคิดว่าถ้าอย่างนั้นลองทำเองมันก็น่าจะได้หรือเปล่า? แต่ปัญหาช่วงเริ่มต้นของคนทำชุดออกกำลังมันจะยากตรงการผลิต สั่งผลิตขั้นต่ำแต่เริ่มต้นปริมาณเยอะมาก แล้วอีกวิธีคือเราสามารถรับมาจากตลาดต่างประเทศ เช่น ประเทศจีน ผลิตตีแบรนด์โดยเลือกของเข้ามา อย่างนั้นก็ได้ แต่เราอยากออกแบบใหม่และให้มันเป็นอินพุตจากเราเอง เลยพยายามติดต่อที่ที่รับผลิตขั้นต่ำจำนวนไม่เยอะมาก ขั้นต่ำคือต่ำได้ไหม ทุกครั้งที่พูดขั้นต่ำจะสูงหมดเลย ก็เป็นหมื่นนะคะ ขั้นต่ำไม่มีความต่ำ คืออะไร (หัวเราะ)
สมมติเราคิดจะเริ่มแล้วกางเกงหนึ่งตัวเราต้องผลิต 1,000-1,500 ตัว เราก็ร้องไห้เหมือนกัน เลยพยายามลองหาทาง สุดท้ายโชคดี เพราะเจอรุ่นน้องที่เขาทำโรงงานพอดี แล้วปกติเขารับแต่แบรนด์ใหญ่ที่เป็นแบรนด์เมืองนอก ช่วงโควิดเลยกลายเป็นโชคดีของเราตรงที่ว่ากำลังการผลิตเขาพอมี เพราะว่าทุกอย่างชะงัก เขาเลยพอมีเวลามาทำให้เราได้ เลยรับผลิตขั้นต่ำที่จำนวนไม่สูงเท่าไร แล้วก็ช่วยตั้งไข่ให้

VJ ACTIVE จริงๆ คำว่าวีเจ เหมือนถูกประทับไว้ที่หน้าผาก เหมือนเป็นคำนำหน้านาม เขาไม่เรียกนางสาว เขาเรียกวีเจ ไม่ว่าวันนี้วีเจไหนจะหายไป แต่วีเจจ๋ายังเป็นชื่อเดิมอยู่ เพราะว่าชื่อสั้นไงเขาก็เลยเรียกวีเจจ๋า มันเลยกลายเป็นชื่อแบรนด์ อยากให้พอพูดแล้วก็ยังนึกถึงเรา แต่ก็ไม่เราซะทีเดียว ไม่ต้องเป็นวีเจจ๋าอะไรอย่างนี้ ก็เป็นวีเจ แล้วคำว่า Active ก็ตอบโจทย์ของแอ็กทีฟแวร์ เวลาเสิร์ชปั๊บจะได้รู้ว่าเราขายแอ็กทีฟแวร์ ไม่อย่างนั้นก็จะกลายเป็นวีเจอะไร วีเจแล้วยังไงต่อ? ก็คิดแบบนี้ ตัวสโลแกนคือ Strong, Sexy, Determine จ๋าเชื่อว่าผู้หญิงทุกคนมีความเซ็กซี่ มีความแข็งแรง แล้วถ้าเป็นแบรนด์นี้ก็ต้องมีความมุ่งมั่นด้วย

มันเปรียบเหมือนการเดินทางของจ๋าเลยค่ะ ด้วยความที่เราอยากพรีเซนต์ความเป็นแบรนด์ให้ชัดเจนที่สุด เลยต้องทำหลายรอบมากกว่าที่มันจะลงตัว ลองทำโดยเริ่มจากตัวเองก่อน แล้วลองปรับ ลองผ้า ลองแบบ คือทุกอย่างจริงจังมาก พอเสร็จคอลเล็กชันนั้นปุ๊บมันก็จะมีเรื่องให้เรียนรู้ว่าเส้นทางนี้ไม่ได้เรียบง่ายขนาดนั้นนะ พอขายมาได้สักพักหนึ่ง แล้วโควิดเริ่มซา เริ่มกลับสู่ความเป็นปกติ แต่ยังไม่ปกติมากนะ การผลิตเริ่มกลับคืนมา คิวผลิตเขาเริ่มเยอะ เริ่มยาวแล้ว ซึ่งบริษัทเขาที่อยู่ที่ประเทศพม่า ตอนนั้นพม่าเกิดปัญหาภายใน โรงงานเขาก็โดนเผา โดนปิด กลายเป็นว่าการผลิตทุกอย่างที่อยู่ที่โน่นก็มาที่นี่ งานเลยล้น คราวนี้ถ้าเรารอการผลิตอย่างเดียว ที่เดียวก็จะต้องรอหลายเดือน เราเลยต้องไปหา Outsource อื่นอีกว่ามีที่ไหนที่เขารับผลิตได้อีก แล้วขั้นต่ำต้องย้ำว่าต่ำมาก ก็เจอบ้างนะคะ เจอที่เขาผลิตให้รายเล็กบ้าง แต่บางที่เขาตัดเย็บสวย แต่ว่าตามงานไม่ได้ก็มี เบลอใส่ คือหายไป ไลน์ไม่ตอบ ไม่อ่าน ไม่หือ ไม่อือ โทรไปไม่รับ บางทีผลิตแล้วมี Defect เยอะ ก็เจอมาหลากหลายรูปแบบ เรียกว่าเรียนรู้วันต่อวันเลยว่าเราจะแก้ปัญหายังไง เพราะว่าตัวเองเป็นคนที่ให้ใส่ใจเรื่องคุณภาพอย่างมาก ท้ายที่สุดแล้วมันคือหน้าตาของเรา เวลาเขาด่าเขาไม่ด่าคนอื่น เพราะเราเอาตัวเองการันตี เพราะฉะนั้นความผิดพลาดอะไรนิดๆ หน่อยๆ เราก็ไม่อยากให้มันเกิดขึ้น เราอยากควบคุมคุณภาพให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
ต้องมี! จำเป็นมาก เพราะเวลาจะทำชุดออกมา เราคิดทุกอย่างเหมือนเราใส่เอง เราใส่เองแล้วเรารู้สึกยังไง คนที่เขาซื้อไปก็ต้องได้รับความรู้สึกเดียวกัน ถ้าเราเอามาใส่แล้วยังไม่ชอบ เราก็จะปรับอีก ก่อนทำจ๋าไม่ได้คิดมากว่ามันจะเป็นยังไง แค่รู้สึกว่าอยากทำชุดออกกำลัง แล้วเรียนผิดเรียนถูกไปเรื่อยๆ ตามสิ่งที่เจอมากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละวัน ซึ่งก็จะมีปัญหามาให้แก้เรื่อยๆ ค่ะ ถ้าถามว่ามีภาพอะไรที่เราเคยมองไว้ก่อนหน้านี้แล้วมันเป็นอย่างที่เราต้องการไหม น่าจะเป็นคนที่เขาได้ใส่แล้วมาบอกว่า เฮ้ย มันเวิร์ก ถ้าเกิดว่าเขาเอาไปใส่แล้วเขากลับมาบอกเราว่า เฮ้ย พี่ มันอึ๋มจริง เราก็รู้สึกแฮปปี้แล้วนะ ใส่แล้วรู้สึกกระชับมากเลย ใส่แล้วอยากถ่ายรูปที่ยิม เราก็รู้สึกดี เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าเวลาคนไปยิมเขาไปออกกำลัง แต่ถ้าได้รูปสวยมาด้วยก็ถือเป็นโบนัส ถ้าเกิดว่ามีรูปสวยที่สามารถทำให้หุ่นดูดีขึ้นอีกนิดหนึ่งก็ยิ่งเป็นโบนัสแบบดับเบิล เราเลยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้

ตอนแรกคิดการตลาดสนุกสนานมาก เราเป็นคนที่ทำทุกอย่างจริงๆ ตอนที่คิดการตลาดเราบอกไปก่อนว่าจะลงวันไหน แล้วดูฟีดแบ็ก ดูกระแสว่าคนจะชอบไหม มันตื่นเต้นนะ ถ้าเกิดเขาไม่ซื้อจะทำยังไง ถ้าเกิดเขาไม่ชอบ ถ้าเกิดเขารู้สึกว่าซื้อที่อื่นก็ได้ ไม่เห็นจะต่างกันเลย เราจะทำยังไง พอดูฟีดแบ็กแล้วเห็นว่ามีคนรอซื้อเลยทำให้ใจชื้นขึ้นมาบ้าง ตอนขายเซ็ตแรกก็ขายดี เราเลยมีกำลังใจ แล้วโชคดีที่จ๋ามีเพื่อนเยอะ พอเขาเอาไปใส่เลยทำให้คนเห็นเยอะ ช่วยให้ได้รับฟีดแบ็กที่ดีขึ้นอีก เพราะว่าเพื่อนสวยด้วย เพื่อนใส่แล้วก็สวย

ชุดออกกำลังจะมีแฮชแท็กที่ชอบใช้คือ #ionlygetBetter เราอยากจะพัฒนาตัวเอง และมี #Strong #Sexy #Determined ช่วงแรกๆ เลยจะมี #อัปบนลดล่าง คือตัวฟองน้ำที่เลือก เรื่องนี้ซีเรียสมากเลยนะ เราเคยใส่ชุดออกกำลังที่ใส่แล้วรู้สึกว่าทำไมหน้าอกแบนจัง ทั้งที่เราก็ไม่ได้แบนขนาดนั้น แต่เวลาใส่ทำไมมันรัดจนแบนขนาดนั้น เราเลยใส่ใจในเรื่องนี้ มันเป็นเรื่องเล็กที่ไม่เล็ก มันคือความมั่นใจนะ แต่ว่าบางแบรนด์ที่เราเคยใส่ โอ้โห อย่าไปชนใครเลยนะ ฟองน้ำหนามาก แต่มันก็สวยไง เราเลยพยายามหาอะไรที่อยู่ตรงกลาง ฟองน้ำไม่ต้องหนาแต่ว่าดันทรง คือจะโกหกก็ไม่ต้องโกหกเยอะ โกหกแบบยังพอพูดได้อยู่ว่า บ้า เสริมนิดหน่อยเองน่า ซึ่งรายละเอียดจะอยู่ที่คัตติ้ง ทรงบราของเราใช้ฟองน้ำตัวเดียวกันเลย แต่จะใช้วิธีการเย็บโดยเก็บตรงนั้นแล้วดันขึ้นมาตรงนี้ ทำให้มีเนินขึ้นมา ก็จะเป็นเรื่องเล่าของการอัปบนแล้วก็ลดล่าง ส่วนผ้าที่เลือกใช้เราก็ให้ความสำคัญ เราอยากใส่เสื้อผ้าแล้วสวย แต่ก็จะมีชุดออกกำลังบางแบบที่ใส่แล้วรู้สึกว่าไม่สบายขา เราเลยเลือกผ้าที่รัดแน่นหน่อย ใช้เวลาตามหาจนได้ผ้าที่โอเคที่สุด เป็นที่มาของคำว่าอัปบนลดล่าง แล้วหลังจากนั้นก็เริ่มมีการพัฒนา เช่น เย็บยังไงให้ยกก้นขึ้น คือมันไม่ได้ยกขึ้นมาจริงๆ แต่ว่าพรางสายตา ช่วยให้ดูมีทรวดทรงมากขึ้น

ปลื้มมาก ทุกครั้งไม่ว่าเขาจะเป็นใคร เขาจะซื้ออะไรไป จะชิ้นไหน จะซื้อครั้งเดียว จะซื้อหลายครั้งคือปลื้มหมดทุกอย่าง แล้วทุกฟีดแบ็กแม้จะแค่คำว่า ชอบค่ะ คำเดียว แต่แค่คำนี้มันก็เติมเต็มแล้วนะ ถามว่าสำเร็จไหม? ยังไม่ได้วัดว่ามันเป็นความสำเร็จหรือไม่สำเร็จ แต่ว่าเราอยากให้เขาซื้อไปแล้วเขาชอบ หรือว่าซื้อไปแล้วมันช่วยอะไรเขาได้บ้าง แล้วรู้สึกคุ้มค่าที่ซื้อ เราพยายามคิดให้ตอบโจทย์ชีวิตเขา ให้เขาได้ใช้เงินอย่างคุ้มค่า ซื้อไปแล้วใส่ได้ยาวๆ
มีคนหนึ่งค่ะเป็นลูกค้าหลัก ตกใจมากเหมือนกัน เพราะเขาซื้อทุกออร์เดอร์ ทุกแบบ ทุกรุ่น ทุกคอลเล็กชัน ทุกสี เราก็คิดในใจ อย่าหนีไปไหนนะคะ ขอร้อง อยู่ด้วยกันไปยาวๆ เลยลองถามฟีดแบ็กดู แต่ไม่กล้าถามเยอะ ถามแค่ว่าชอบไหม ดีไหมคะ เขาก็ตอบว่าดีค่ะ ลูกค้าหลายคนบอกเราว่า ปกติเขาไม่มีหน้าอกเลย พอได้ลองใส่ชุดออกกำลังของเราแล้วเขารู้สึกมั่นใจขึ้น แต่มีคนหนึ่งที่บอกว่าเขาใส่แล้วรู้สึกมีหน้าอกมากขึ้นแล้วหายไปพักหนึ่ง เราก็คิดว่าเขาไม่กลับมาซื้อแล้วเหรอ ปรากฏว่าเขากลับมา บอกว่าเขาท้องกำลังจะมีน้อง เขาอยากซื้อ แต่ว่าน่าจะต้องเปลี่ยนไซส์แล้ว เราดีใจที่เขายังนึกถึงเรา ยังอยากจะอุดหนุนเราอยู่
ที่เจอก็น่าจะเป็นเรื่องของการผลิต เพราะว่าเราไม่ได้ควบคุมเองได้ แล้วบางครั้งอาจจะเกิดความไม่ต่อเนื่อง บางทีเรากำลังขายสินค้าตัวนี้แล้วมันขาดตอนไป เดี๋ยวนี้อะไรก็มาไวไปไวไงคะ สมมติว่าเขาไม่ได้ซื้อของเรา บางทีเขาอาจจะลืมไปแล้วก็ได้นะ เหมือนช่องยูทูบ พอไม่ได้อัปมันก็หายไปเลย แต่ถ้าเราทำให้เขายังจำได้ อยากจะซื้อกางเกงที่ใส่แล้วมันกระชับก็ยังมีแบรนด์นี้ เขานึกถึงเรา มันก็ยังช่วยได้อยู่ ความต่อเนื่องมีส่วนเยอะมากๆ ในการทำสินค้าออกมาขาย
ถ้าถามว่าเคยอยากเลิกทำไหม? ความรู้สึกอยากเลิกทำยังไม่มี แต่เหนื่อยมากๆ มีเหมือนกันค่ะ เหมือนกับว่า โอ๊ย ซ้ายก็ปัญหา ขวาก็ปัญหา แต่ยังโชคดีในความเป็นตัวเอง เพราะเป็นคนที่มีมายด์เซ็ตว่าถ้ามีปัญหาเดี๋ยวหาทางอื่น มีปัญหาเดี๋ยวหาทางอื่นอยู่อย่างนี้ สุดท้ายสมมติไม่มีทางเลยก็ไม่เป็นไร เพราะว่าเราทำเต็มที่แล้ว

จ๋าเป็นคนชอบเรียนรู้ การเรียนรู้มันไม่ใช่แค่ตำรา เลยเป็นลักษณะนิสัยที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็ก แล้วก็เป็นคนแพ้เป็น ไม่ซีเรียสเวลาที่ทำแล้วไม่ได้ ไม่ได้ก็คือไม่ได้ แต่ว่าไม่ได้เคียดแค้น หรือเครียดที่ทำไมไม่ใช่ฉัน ทำไมฉันทำไม่ได้ ถ้าทำไม่ได้เดี๋ยวทำใหม่ ถ้าไม่ได้เดี๋ยวทำอย่างอื่น มันเป็นมายด์เซ็ตของเรา
คนเราไม่ต้องทำอาชีพเดียว จะทำกี่อาชีพก็ได้ถ้าเราเอาอยู่ คือคุณจะทำ 3 อาชีพ 5 อาชีพ ถ้าคุณเอาอยู่และจริงจัง ไม่ใช่ทำแบบแตะๆ แล้วไม่รับผิดชอบ ทำไปเถอะ จะกี่อาชีพก็ทำไปเลย อาชีพเดียวก็ไม่ผิด แต่ถ้าเรามีความสามารถมากกว่านั้น เรามีเวลาที่เราจัดการได้ ทำหลายอาชีพไว้ก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีให้กับชีวิต เผื่อว่าทางแรกตัน เราจะได้ไม่ต้องรู้สึกว่าชีวิตเราจบสิ้นแล้ว เรายังมีทางที่สองให้เลือกเดิน จะเดินสองทางพร้อมกันก็ได้ถ้าคุณเอาอยู่
เหมือนกับทุกครั้งที่ได้เริ่มทำงานใหม่ อะไรที่มันเป็นสิ่งที่เราริเริ่มขึ้นมา มันเป็นความภูมิใจในตัวเอง มันเป็นประสบการณ์ มันเป็นการเดินทาง มันเป็นสิ่งที่เราสั่งสม และเป็นสิ่งที่ทำให้เราเติบโตขึ้นอีกก้าวหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม แล้วยิ่งเรื่องของอาชีพมันทำให้เราได้มีเส้นทางว่าเราเลือกจะทำสิ่งนี้ได้ เอาไว้ย้อนกลับมามองว่าในชีวิตนี้เราได้ทำอะไรไปบ้าง แล้วเรามีความภูมิใจในตัวเองไหม แล้วความภูมิใจนี้มันสามารถสร้างอะไรให้เราได้บ้าง สร้างรายได้ให้เราได้ สร้างความเป็นผู้ใหญ่ สร้างความรับผิดชอบ สร้างความสามารถอื่นๆ เช่น สื่อสาร อยู่ดีๆ ก็เป็นนักการตลาด อยู่ดีๆ มีทักษะแอดมิน เดี๋ยวนี้ฉันพิมพ์คำเร็วมาก แพ็กของก็เป็นนะ ได้ไปรีเสิร์ชข้อมูล อะไรต่างๆ ที่เราอาจไม่เคยได้ทำ เรียนรู้ว่าการกระจายงานเป็นเรื่องที่ดี แต่ในวันที่กระจายงานไม่ได้ก็ต้องทำเองได้
น่าจะเหมือนกับที่ทุกคนเคยได้ยินมา จ๋าว่ามันเป็นเรื่องเดียวกันที่ได้ยินซ้ำไปซ้ำมา ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว คืออยากทำอะไรทำเลย เพราะว่าถ้ารอก็คือเลื่อน แล้วการเลื่อนคือไม่ได้เริ่ม เพราะฉะนั้นอยากทำทำไปก่อน แต่ก่อนจะทำไม่ใช่ทำแบบสะเปะสะปะ หาข้อมูลก่อน เรียนรู้กับมันก่อน แล้วก็เริ่มทำ แต่ไม่ใช่ว่าหาข้อมูลจนแบบกลัวไปหมด เดี๋ยวรออันนี้ เดี๋ยวเผื่อมีอันนี้ ไม่ได้ทำ เราต้องอยู่ตรงกลาง สะเปะสะปะเกินไปก็อาจเสียเงินฟรี หรือทำเสร็จแล้วเฟลก็จะพาลหมดกำลังใจ เพราะฉะนั้นหาข้อมูลไม่ต้องพร้อมมาก เริ่มทำเลย แล้วก็แก้ไปตามนั้น
เป้าหมายของจ๋าคืออยากให้แบรนด์เติบโต อยากให้อยู่ไปนานๆ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากขยับตลาดออกไปต่างประเทศบ้าง อย่างประเทศใกล้เคียง ประเทศในเอเชีย ในอนาคตถ้าการผลิตของเราแข็งแรงมากขึ้น เราจะทำการตลาดแบบนั้น เราอยากให้เป็นแบบนั้น สำหรับตลาดออนไลน์จ๋ายังต้องเรียนรู้อีกเยอะ เพราะเป็นคนรุ่นเก่า แต่จะไม่หยุดเรียนรู้
The post จ๋า-ณัฐฐาวีรนุช ทองมี ผู้หญิงที่สร้างแบรนด์ VJ ACTIVE จากแนวคิดที่ Strong และ Sexy appeared first on THE STANDARD.
]]>
จากนักแสดงหน้าใหม่ในวงการที่แจ้งเกิดในบทบาท ‘สไปรท์’ พร […]
The post Yawning Pup การเติบโตครั้งใหญ่ของ เก้า สุภัสสรา แบรนด์ที่เกิดจากความรักน้องหมา appeared first on THE STANDARD.
]]>
จากนักแสดงหน้าใหม่ในวงการที่แจ้งเกิดในบทบาท ‘สไปรท์’ พร้อมห้อยนามสกุลฮอร์โมนส์ จนถึงวันนี้ก็เป็นเวลา 10 ปีพอดิบพอดีที่ ‘เก้า-สุภัสสรา ธนชาต’ นักแสดงสาวมากความสามารถได้โลดแล่นในวงการด้วยหมวกหลายใบ ไม่ว่าจะเป็นพรีเซนเตอร์ อินฟลูเอ็นเซอร์ หรือยูทูเบอร์

หากลองไถฟีดดูอินสตาแกรมของเธอก็จะเห็นว่าเธอเป็นผู้หญิงที่รักสัตว์คนหนึ่ง แต่จากการได้มีโอกาสสนทนากับเธอแล้ว เราสัมผัสได้เต็มหัวใจว่า น้องๆ สี่ขาเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เพื่อน…แต่เป็นทุกอย่างในชีวิตของเธอ
View this post on Instagram
ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อความต้องการของทั้งตัวน้องหมาและบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครอง
ประจวบกับจังหวะพักเบรกในช่วงยุคแรกของโควิดที่งานในหลากอุตสาหกรรมทั่วโลกเป็นต้องชะงัก เธอตัดสินใจก้าวออกจากคอมฟอร์ตโซน พร้อมสวมหมวกนักธุรกิจลงมือสร้างแบรนด์สินค้าสำหรับน้องหมาภายใต้ชื่อ ‘Yawning Pup’

จากงานหน้ากล้องสู่การทำงานในโลกอีกใบที่เริ่มทุกอย่างจากศูนย์ ทำให้เก้าได้เผชิญกับความท้าทายหลายรูปแบบและสารพันปัญหาที่ไม่คาดคิด แต่อะไรคือสิ่งที่ผลักดันเธอให้ยังคงเดินหน้าไปต่อ มาค้นพบคำตอบพร้อมพลังบวกดีๆ จากเธอได้ใน Passion Calling x Kao Supassara
เริ่มแรกเลยต้องบอกก่อนว่าเราโตมาในครอบครัวที่ค่อนข้างจะเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเยอะ ไม่ว่าจะเป็นน้องหมา น้องแมว นก ปลา เยอะมาก และสมัยก่อนคือเราเป็นลูกคนเดียวด้วย ตอนเด็กๆ ไม่มีเพื่อน ไม่มีอะไรเลย เราเลยเล่นกับน้องหมา เราเกิดและโตมาก็เห็นน้องหมาแล้ว ก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่เราผูกพัน และเราไม่สามารถที่จะอยู่คนเดียวได้ มันเป็นเพื่อนช่วยคลายเหงา

แล้วช่วงนั้นเป็นช่วงโควิด ช่วงที่โดนบังคับว่าทุกอย่างต้องหยุด ละครต้องหยุดถ่าย อีเวนต์ไม่มี เพราะทุกคนต้อง Social Distancing กันหมด จากที่เราทำงานมาตั้งแต่เด็ก และไม่มีจังหวะที่หยุดพักเลย มันก็เลยว่าง เราก็เริ่มรู้สึกเคว้งๆ ว่า มันเหงาจัง ไม่มีอะไรทำเลย ช่วงนั้นก็เลยรู้สึกว่าเราคิดถึงเรื่องอนาคต เรื่องความมั่นคงในชีวิตมากขึ้น เราก็เลยคิดว่าหาอะไรที่มันเป็นแพสชันที่เราเองก็ใกล้ชิด และเป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้ เราก็นึกถึงน้องหมา เลยเป็นโปรดักต์ที่เกิดขึ้นมา ณ ปัจจุบันนี้

ตอนนั้นคือคิดในใจว่า เราไม่ได้ออกไปข้างนอกบ้าน ก็เลยคิดว่ามันก็จะมีสินค้าบางตัวนะที่เวลาคนต้องการเอาน้องหมาออกจากบ้านเขาใช้อะไรบ้าง คือมันยังไม่ค่อยมีในประเทศไทย ส่วนใหญ่ที่เราเห็นจะเป็นประเทศเพื่อนบ้านหรือว่าต่างประเทศไปเลย เราก็เลยรู้สึกว่ามันก็น่าจะดีนะ ถ้าเราขยายตลาดประเทศไทยที่เกี่ยวกับสินค้าของน้องหมามากขึ้น

ตอนนี้มันก็มีสถานที่ที่เป็น Pet Friendly มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคอนโด หรือสถานที่ Dog Park ต่างๆ เยอะขึ้น ก็เลยรู้สึกว่าคนก็อยากจะเอาน้องหมาไปด้วยทุกที่นะ ไม่ว่าจะเป็นโรงหนัง อย่างตอนนี้ก็มีโรงหนังที่พาน้องหมาไปดูหนังได้แล้วนะ เราเริ่มเปิดกว้างในเรื่องของการเอาน้องหมาหรือเอาเพื่อนคู่ใจไปได้ทุกที่ ก็เลยรู้สึกว่าเราเริ่มทำอะไรแบบนี้ขึ้นมาดีกว่า

พอนึกถึงความเป็น Pet Friendly เราต้องเอาของใส่เข้าไปในรถ หรือเราอาจจะนั่ง Grab แท็กซี่อะไรไป ทุกอย่างมันจะต้อง 1. การเคลื่อนย้าย การห่อหิ้ว การเก็บของอะไรให้เรียบร้อยให้มันเป็นสัดส่วน เพื่อที่จะย้ายของโดยไม่กระจัดกระจายหรือว่าทิ้งระเนระนาด ก็เลยนึกถึงเรื่องของกระเป๋า 2. เราก็เริ่มลองคิดดูว่าจะทำอย่างไรให้เป็นกระเป๋าด้วย และเป็นที่นั่งหรือเบาะให้น้องหมานอนได้สบาย 3. เรื่องของความปลอดภัย อย่างเด็กเขาก็จะมี Car Seat สำหรับเด็ก กับน้องหมาเราก็อยากให้มันเป็นแบบนั้นเหมือนกัน

เราก็เลยลองเสิร์ชในอินเทอร์เน็ตว่ามันมีสินค้าอะไรลักษณะแบบนี้ที่จะตอบโจทย์ลูกค้าได้มากที่สุด และคิดถึงเรื่องของ Pain Point ว่ามีจุดไหนที่คนเขามี แล้วเราขาดอะไรบ้าง ก็เลยเริ่มคิดว่าจะทำอะไรใส่ลงไปในโปรดักต์นั้น ก็เลยกลายมาเป็น Dog Car Seat

ใช่ๆ เป็นผ้าคลุม คือเราคิดถึงเรื่องหมาตัวใหญ่ว่าเขาก็อยากจะออกจากบ้านนะ บางทีคนที่คิดว่าหมาอาจจะเบื่อพื้นที่ในบ้านเราแล้ว อยากจะพาไปทะเล อยากจะพาไปเที่ยวนู่นเที่ยวนี่ ทำอย่างไรให้มันไม่เลอะเปรอะเปื้อนและขนไม่ฟุ้งกระจายประมาณนี้ ก็เลยคิดถึงขึ้นมา

ใช่ เหมือนเราเลี้ยงหมา เราก็รู้ว่าคนที่เลี้ยงหมาต้องการอะไร เราอาจจะไม่ได้มีน้องหมาพันธุ์ใหญ่มาก แต่เราก็นึกถึงว่าเราเลี้ยงคอร์กี้ คอร์กี้เป็นพันธุ์ที่ขนร่วงได้ทุกวันและร่วงเยอะมาก และเป็นหมาที่ลุย ชอบคุ้ยดิน Cover มันก็ตอบโจทย์สำหรับหมาตัวกลางค่อนใหญ่ขึ้นไป

ใช่ มีชามด้วย จริงๆ เป็นแบบชามพับได้ พกพาเป็นตัวเสริมสำหรับคนที่อยากจะซื้อของเรา หรืออาจจะแถมไปเลยสำหรับคนที่ซื้ออันใหญ่ หด ยืด พับได้ เราแค่ใส่อาหารลงไปในชาม น้องหมาก็สามารถกินได้ตลอด หรือว่าจะเทน้ำแบ่งก็ได้ และมันพับเก็บง่าย มันสะดวก
Yawning Pup Store จริงๆ คือมันมาจากอินสตาแกรมของน้องหมาที่เพื่อนเราตั้งขึ้นมา คิดไม่ออกก็เลยเอาชื่อนี้แหละ เพราะมันมาจากน้องหมาตัวแรกที่เราเก็บตังค์และซื้อเอง มาจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง คือไม่ใช่น้องหมาของคุณพ่อ คุณแม่ ที่เราเกิดมาเจอ เป็นน้องหมาที่เราเลี้ยงเอง ก็คือน้องบราวนี่ น้องจะเป็นปอมเมอเรเนียน เป็นน้องหมาที่กินเก่งและขี้ง่วง ขี้เซา ชอบหาว เวลาถ่ายรูปเขาก็จะอ้าปากหาวทุกครั้ง เราก็เลยตั้งชื่ออินสตาแกรมนี้ขึ้นมา Yawning ซึ่งแปลว่าหาว

มี เราว่าเรามีความคิดสร้างสรรค์อะไรเยอะมาก แต่พอทำจริงๆ แล้วมันอาจจะไม่ได้ตามที่เราฝันหรือตามที่วาดสเกตช์เอาไว้ อย่างเช่น ผ้าที่เราอยากได้หรือผ้าแต่ละล็อตไม่เหมือนกัน แต่ละล็อตก็มาไม่เท่ากัน แล้วเราก็ไม่รู้ว่าเราจะกำหนดจำนวนของสินค้าว่ามันออกมาประมาณเท่าไร เพราะเราก็ยังกะเกณฑ์ไม่ได้ว่าเราจะขายได้ไหม เพราะเราก็ยังใหม่มากกับการที่มาทำธุรกิจ เราไม่เคย เราเติบโตมาเป็นนักแสดง เราทำงานในวงการบันเทิงมาตลอด มันใหม่มากสำหรับเรา คือเราต้องลองผิดลองถูกเยอะมากกว่ามันจะออกมาเป็นสินค้าตัวหนึ่งได้

เราก็เลยยังกะจำนวนลูกค้าหรือจำนวนสินค้าที่เราผลิตออกมาแต่ละล็อตไม่ได้ ค่อนข้างลำบาก พอสั่งล็อตใหม่มาก็ผ้าไม่เหมือนเดิม คุณภาพไม่ได้ เท็กซ์เจอร์ไม่ได้ เราก็คิดนะว่าอย่างนี้มันกระทบต่อการใช้งานของลูกค้าไหม หรืออะไหล่ที่มันไม่เหมือนกัน มันกระทบอะไรกับเขาไหม ซิปที่มันไม่ได้มาตรฐานมันทำอย่างไรบ้าง
ใช่ ที่ปวดหัวกว่าคือช่าง (หัวเราะ) ช่างนี่เป็นอะไรที่ติสท์อยู่แล้ว สมมติว่าคนที่ไปจ้างช่างตัดผ้า ขึ้นชื่อว่าช่างศิลปิน ทุกคนจะมีความติสท์ของตนเอง อยากทำก็ทำ ไม่อยากทำก็ไม่ทำ แล้วเราก็ไม่ได้มีโรงงานที่จะบังคับเขาได้ว่า พี่ๆ ต้องทำอันนี้ กำหนดอันนี้ภายในวันนี้นะ เราก็ไปจ้างซัพพลายเออร์อีกทีหนึ่ง มันก็ค่อนข้างค่าใช้จ่ายสูง เร่งกำหนดวันไม่ค่อยได้ด้วย และรวมถึงผ้ากำหนดส่งมาจากต่างประเทศ หรือว่าอะไหล่มันค่อนข้างหายากอยู่ คือมันมีหลายซัพพลายเออร์ เราไม่ได้เกิดมาแล้วมีโรงงานเป็นของตัวเอง หรือซัพพลายเออร์เสื้อผ้าหรือว่าช่างอะไรของตัวเอง คือเราศูนย์จริงๆ

ตอนนั้นเราไม่คิดอะไรเลย เราแค่คิดว่าเราอยากลองทำสิ่งนี้ เรามีเงินก้อนหนึ่งแล้วเราอยากลองทำดู ก็ทำเลย เราไม่ได้คิดว่าเราจะล้มมากขนาดไหน เราโอเค ทำสิ่งที่เราอยากทำ
ใช่ อย่างน้อยแล้วเราได้เรียนรู้ ได้ประสบการณ์ เราได้เห็นปัญหา คือทุกอย่างเราได้ลองทำแล้ว ดีกว่าเรานั่งฝันไปเรื่อยๆ และไม่ได้ลงมือทำอะไร

จริงๆ ของโปรดักต์น้องหมายังไม่เคยมีโมเมนต์ที่อยากเลิกทำ แต่ปัญหาคือเมื่อไรจะมีเวลากลับไปทำต่อมากกว่า เพราะว่างานหลักของเราตรงนี้มันก็ยังเยอะอยู่ ชิ้นงานที่มันเข้ามาในวงการบันเทิงมันยังค่อนข้างเยอะอยู่ เรายังไม่สามารถเจียดเวลาเพื่อที่จะไปทำธุรกิจได้เต็มที่ ไหนจะเป็นเวลาดูแลตัวเองหรือว่าออกกำลังกาย ทำอะไรวันหยุดที่มันมีค่าสำหรับเรามาก

เราไม่สามารถคอนโทรลทั้งสองอย่างได้พร้อมๆ กันอยู่แล้ว อยากให้มันดีอย่างใดอย่างหนึ่ง มันก็ต้องอันเดียว ถ้ามีเวลาเราคงลุยเต็มที่มากๆ เพราะมันมีอะไรหลายอย่างที่เราอยากทำแต่ยังไม่ได้ทำ แล้วมันก็ยังไม่มูฟออนไปสักที
เราว่าน่าจะประมาณ 6 เดือนกว่า กว่าจะออกมาเป็นชิ้นหนึ่ง เพราะว่ามันมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ อะไรที่ทำได้ อะไรที่ทำไม่ได้ กว่าจะหาช่าง หาซัพพลายเออร์ หาโรงงานได้ คือเริ่มจากศูนย์จริงๆ เราไม่มีคอนเน็กชัน ไม่มีอะไรเลยที่เกี่ยวกับโรงงาน เราก็เลยค่อนข้างเปลี่ยนช่างหลายที่ จนมาเจอที่หนึ่งซึ่งมันโอเค คุยง่าย แล้วก็มีความเข้าใจตรงกับเรา

ใช่ๆ เพราะเราก็นั่งคิด นั่งวาดรูปเอง นั่งสเกตช์เองว่าตรงนี้อยากทำอะไร อยากเพิ่มอะไร อยากใส่ดีเทลอะไรตรงไหน
ไม่มี แต่จริงๆ เรามีความฝันตอนเด็กๆ ว่าอยากเข้ามัณฑนศิลป์ เราอยากเข้าแฟชั่นดีไซน์ สมัยก่อนตอนเด็กๆ เราก็ไปเรียนพักหนึ่ง ไปเรียน Art House ไปเรียน Drawing เพื่อที่จะเข้ามหาวิทยาลัย ก็มีอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ไปสุดขนาดนั้น โอเคเราอาจจะมีจินตนาการ แต่ว่ามันคงไม่ได้เป๊ะเท่าพี่ที่เขาเชี่ยวชาญ
ใช่ๆ เราว่ามันก็เป็นเรื่องความชอบของเราส่วนตัว สิ่งที่เราอยากทำและเราไม่ได้ทำในวัยเด็กมากกว่า

ตอนนั้นก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรนะถ้าย้อนกลับไป เพราะว่ารู้สึกว่าวันแรกมันก็ไม่น่าบูม เพราะมันก็ไม่เหมือนการเปิดร้านอาหาร หรือว่าวันแรกที่ต้องทำทุกอย่างให้เรียบร้อย แต่ว่ามันเป็นเรื่องของการจะทำอย่างไรให้กระตุ้นยอดขาย หรือว่าคนจะเห็นร้านเราไหม หรือจะทำอย่างไรให้คนเห็นและลองใช้จริงๆ มากขึ้น

มีหลายคนเลย (แววตาเป็นประกาย) เราดีใจ อย่างพี่ๆ ในวงการหลายคน เวลาเจอตามงานอีเวนต์เขาก็จะเดินเข้ามาบอกว่า พี่ซื้อไปใช้แล้วหมาพี่ชอบมาก หมาพี่ไม่ยอมลุกจากเบาะเลย นางก็จะโชว์รูปมา ให้ดูรูปน้อง มันมีเยอะมากแล้วก็หลายคน คือเราดีใจมาก เราพูดเลยว่ามันไม่ได้ทำรายได้ให้เราเป็นกอบเป็นกำ แต่ว่ามันคือสิ่งที่เราตั้งใจทำแล้วมันออกมามีคนชอบ

ใช่ มันไม่ใช่เป็นเรื่องตัวเงิน คือเราไม่ได้อยากจะ Romanticize นะว่า แบบดูคลิปนี้แล้วจะเป็นแรงบันดาลใจได้อย่างไร ในเมื่อเก้าแกก็มีทุกอย่างอยู่แล้ว เราคิดว่ามันเป็นเรื่องของสภาพจิตใจเราจริงๆ เราดีใจและเราภูมิใจกับสิ่งที่เราทำ
เราว่าแค่เขาได้ใช้ น้องหมาเขาชอบ ใช้จนมันเปื่อย จนเน่า เราดีใจมากแล้ว แสดงว่าเขาได้ใช้จริงๆ ไม่ได้ใช้เพราะตามใคร อยากให้เขาใช้แล้วรู้สึกว่ามันคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปจริงๆ

ก็เป็นที่ปูเบาะเหมือนกัน แต่ว่าเป็นไซส์เล็กลง เดี๋ยวรอดูไปเรื่อยๆ แต่ว่าเป็นอุปกรณ์ Traveling เหมือนเดิม
น้องหมาเปรียบเสมือนพลังงาน เพื่อน พี่ชาย พี่สาว ลูก คือเป็นทุกอย่าง เป็นครอบครัวเราจริงๆ (เก้าตอบพร้อมรอยยิ้มและแววตาที่เต็มไปด้วยความสุข) วันไหนที่เราเหนื่อยหรืออะไรแบบนี้ เดินมาถึงเขาไม่ตัดสินเรา เขาแค่มองหน้าเราและกระดิกหาง อยากชวนเราเล่น อยากอยู่กับเรา แค่นั้นมันพอแล้ว เราว่ามันเป็นพลังงานดีๆ ที่ทำให้เรามีกำลังใจในการทำงานและใช้ชีวิตต่อไป เขาเป็นเซฟโซนมาก

เราดีใจมากเลย ไม่ว่าวันข้างหน้าเราจะต้องปิดแบรนด์หรือว่าต้องทำอะไร เราพูดเผื่อนะ
เราดีใจที่เราได้ลองทำมัน เราดีใจที่เคยมีครั้งหนึ่งที่หลายๆ คนเดินเข้ามาหาเรา แล้วบอกว่าขอบคุณมากที่ทำสิ่งนี้ขึ้นมา เราดีใจมาก และเราก็ดีใจเวลาที่เราได้เจอประสบการณ์ใหม่ๆ

ไม่ว่าจะเรื่องของไม่มีหรืออะไรอย่างนี้ เราได้เรียนรู้กับมัน ได้แก้ปัญหา เราสนุกกับการทำตรงนั้นมาก เราได้เจอสังคมใหม่ๆ ได้เจอเพื่อนเวลาไปออกบูธ เจอสังคมแม่หมา เจอสังคมที่เขารักหมาที่บูธและได้คุยกับเขา เราว่ามันคือโมเมนต์ที่น่าประทับใจและไม่เครียดด้วย
เรารู้สึกว่าจะรู้ได้ไงว่าทำได้หรือไม่ได้ ในเมื่อเรายังไม่ได้ลองทำเลย ถ้าเราได้ลองทำมันแล้ว เราเต็มที่กับมัน เราจะได้รู้ว่าเราทำได้จริงหรือเปล่า แม้ว่ามันจะผิดหวังหรือล้มอะไรก็แล้วแต่

เราว่ามันจะเสียดายโอกาสหรือเสียดายเวลาไปมากกว่านั้น ถ้าเวลาผ่านไปแล้วเราไม่มีแรง เราไม่มีเอเนอร์จี้มากพอที่จะทำตามความฝันของตัวเอง หรือสิ่งที่เราอยากทำในเวลานั้น
เราว่ามันก็เป็นทางเลือกที่ดีแหละ แต่เราไม่รู้ว่าจะมีใครที่สามารถทำได้ทั้งสองอย่างแล้วมันดี เพอร์เฟกต์ไหม มันก็จะมีสิ่งที่เราต้องเรียนรู้กันไป อันนี้อาจจะได้มากกว่า อันนี้อาจจะได้น้อยกว่า แต่สุดท้ายแล้วเราก็จะได้ประสบการณ์จากทั้งสองอย่าง เพราะฉะนั้นมันไม่เสียดายเวลาถ้าเราได้ทำ

เราจะ Enjoy the Moment เราจะทำทุกอย่างให้เต็มที่กับโมเมนต์ที่ต้องเผชิญ ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข เราก็จะเต็มที่กับมัน และจะซึมซับสิ่งเหล่านั้นให้ได้มากที่สุด เราจะได้แฮปปี้กับมัน

สินค้าสำหรับน้องหมา ปัจจุบันมี 3 อย่าง ได้แก่ ผ้าคลุมเบาะรถยนต์ ชามพับ และเบาะนั่งอเนกประสงค์
Instagram: https://www.instagram.com/yawningpup.store/
Facebook: https://www.facebook.com/yawningpup/
The post Yawning Pup การเติบโตครั้งใหญ่ของ เก้า สุภัสสรา แบรนด์ที่เกิดจากความรักน้องหมา appeared first on THE STANDARD.
]]>