Millennials Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/millennials/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 05 Apr 2026 08:03:38 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘Glion’ สถาบันบริหารธุรกิจบริการระดับโลก ปรับนิยาม Hospitality สู่โลก Luxury ปั้น ‘ผู้นำประสบการณ์’ ป้อนเศรษฐกิจใหม่ เผยสถิติสุดแกร่ง เด็กจบใหม่มีงานทำทันที 98% https://thestandard.co/glion-hospitality-to-luxury/ Sun, 05 Apr 2026 08:03:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1194973 Glion สถาบันบริหารธุรกิจบริการระดับโลก เน้นเส้นทางสู่ Luxury Brand

‘Glion’ (กลิยง) สถาบันการศึกษาด้าน Hospitality ในสวิตเซ […]

The post ‘Glion’ สถาบันบริหารธุรกิจบริการระดับโลก ปรับนิยาม Hospitality สู่โลก Luxury ปั้น ‘ผู้นำประสบการณ์’ ป้อนเศรษฐกิจใหม่ เผยสถิติสุดแกร่ง เด็กจบใหม่มีงานทำทันที 98% appeared first on THE STANDARD.

]]>
Glion สถาบันบริหารธุรกิจบริการระดับโลก เน้นเส้นทางสู่ Luxury Brand

‘Glion’ (กลิยง) สถาบันการศึกษาด้าน Hospitality ในสวิตเซอร์แลนด์เผยภาพใหม่ของ ‘การเรียนบริการ’ ที่ไม่จำกัดแค่โรงแรม แต่ขยายสู่โลก Luxury Brand และ Experience Economy พร้อมชูจุดแข็ง Soft Skills และความหลากหลายทางวัฒนธรรม ดันอัตรามีงานทำหลังจบสูงถึง 98%

 

ภาพจำของการเรียนด้าน Hospitality ที่เคยผูกกับอาชีพโรงแรมกำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ เมื่ออุตสาหกรรม ‘ลักชัวรี’ และ ‘ประสบการณ์’ กลายเป็นแกนกลางของเศรษฐกิจบริการยุคใหม่ สะท้อนผ่านแนวทางการเรียนการสอนของสถาบันชั้นนำในสวิตเซอร์แลนด์ ที่มุ่งสร้าง ‘ผู้นำ’ มากกว่าพนักงานบริการ แต่ปี 2026 อุตสาหกรรมความมั่งคั่งไม่ได้วัดกันที่ตัวผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค Experience Economy อย่างเต็มตัว

 

ข้อมูลจากรายงาน Economic Impact Research (EIR) ปี 2025 ของสภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก (World Travel & Tourism Council หรือ WTTC) ระบุว่า ในปี 2025 อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลกมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดจนสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ (Contribution to GDP) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 11.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็น 10.3% ของ GDP โลก) และมีการจ้างงานผู้คนทั่วโลกกว่า 371 ล้านตำแหน่ง หรือคิดเป็น 1 ใน 10 ของงานทั้งหมดบนโลก

 

ซึ่งอุตสาหกรรมบริการด้านลักซ์ชัวรี (Luxury) มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ราว 1 ใน 4 ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลก หรือประมาณ 2.925 ล้านล้านดอลลาร์

 

สำหรับปี 2026 มีการประเมินว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลกยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ (Gen Z & Millennials) ซึ่งให้ความสำคัญกับ ‘ความรู้สึก’ และ ‘ความเอ็กซ์คลูซีฟ’ มากกว่าปริมาณ จะเป็นดีมานด์ที่ผลักดันการเติบโต

 

นี่คือเหตุผลที่ Glion Institute of Higher Education สถาบันการศึกษาด้าน Hospitality และ Luxury เบอร์ต้นของโลก ต้องเร่งปรับกระบวนทัศน์การปั้นคนเพื่อป้อนเข้าสู่ระบบนิเวศนี้ โดยผู้บริหารย้ำว่า “ในยุคที่ AI ทำงานแทนมนุษย์ได้เกือบทุกอย่าง แต่สิ่งที่ AI ทดแทนไม่ได้คือ ‘ความเห็นอกเห็นใจ’ (Empathy) และ ‘ความถ่อมตัวอย่างมีระดับ’ (Genuine Humility)”

 

จากโรงแรม สู่โลกของ ‘ลักชัวรีและประสบการณ์’

 

Philippe Vignon กรรมการผู้จัดการ สถาบันกลิยง อธิบายว่า การศึกษาด้าน Hospitality ในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงธุรกิจโรงแรม แต่ได้ขยายไปสู่หลากหลายอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ ‘ประสบการณ์ลูกค้า’ ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ลักชัวรี การบิน อสังหาริมทรัพย์ หรือธุรกิจบริการระดับพรีเมียม

 

หัวใจสำคัญของการศึกษาในสถาบันกลิยง จึงเป็นการสร้างบุคลากรที่สามารถออกแบบประสบการณ์เฉพาะบุคคลให้ลูกค้า ซึ่งกลายเป็นความแตกต่างหลักของตลาดลักชัวรีในยุคที่สินค้าเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพออีกต่อไป

 

จุดเด่นสำคัญของการเรียนรูปแบบกลิยง คือ การผสมผสานระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติจริง (Internship) ควบคู่กับการเรียนรู้จากความหลากหลายทางวัฒนธรรม โดยมีนักศึกษามากกว่า 95 สัญชาติ แต่กลิยงจะจัดสรรให้แต่ละสัญชาติมีสัดส่วนในสถาบันไม่เกิน 20% เนื่องจากสถาบันต้องการรักษาจุดเด่นเรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรมและป้องกันไม่ให้มีนักศึกษาจากชาติใดชาติหนึ่งเข้ามามีสัดส่วนมากเกินไปจนครอบงำ (Dominate) วัฒนธรรมอื่นในสถาบัน

 

“การอยู่ร่วมกับผู้คนจากหลากหลายภูมิหลัง ทำให้นักศึกษาพัฒนาทักษะการสื่อสาร การเข้าใจความแตกต่าง และความสามารถในการปรับตัว ซึ่งเป็นทักษะที่องค์กรระดับโลกให้ความสำคัญ” Philippe กล่าว

 

ซึ่งการผสมผสานเช่นนี้มีผลลัพธ์ความสำเร็จที่ชัดเจน สะท้อนผ่านตัวเลขของนักศึกษากว่า 98% มีงานทำทันทีหลังจบ หรือแม้กระทั่งก่อนสำเร็จการศึกษา

 

สำหรับนักศึกษาชาวไทยนั้น ปัจจุบันมีสัดส่วนปรับเปลี่ยนไปตามแต่ละช่วง โดยอยู่ที่ประมาณ 2% และมีสัดส่วนสูงสุดที่เคยทำไว้ในเทอมที่ผ่านมาคือ 7% ซึ่งยังอยู่ในสัดส่วนที่ต่ำกว่าเพดานที่สถาบันกำหนดไว้

 

Glion สถาบันบริหารธุรกิจบริการระดับโลก เน้นเส้นทางสู่ Luxury Brand 1

แคมปัสของกลิยง ตั้งอยู่เหนือทะเลสาบเจนีวา ท่ามกลางทิวทัศน์ของเทือกเขาแอลป์

 

ปั้นศักยภาพรายบุคคล

 

Philippe กล่าวว่า แนวทางการเรียนการสอนถูกออกแบบในลักษณะ ‘Transformative Approach’ ที่มองนักศึกษาแต่ละคนเป็น ‘ศักยภาพเฉพาะตัว’ มากกว่าผู้เรียนตามกรอบมาตรฐาน

 

สถาบันจะช่วยค้นหาจุดแข็งของนักศึกษา แล้วพัฒนาให้สอดคล้องกับหลักสูตรและประสบการณ์จริง ผ่านการฝึกงานในองค์กรระดับโลก ทั้งในสวิตเซอร์แลนด์และต่างประเทศ

 

โมเดลนี้มุ่งสร้างสมดุลระหว่าง ‘ความมั่นใจในตัวเอง’ และ ‘ความอ่อนน้อม’ ซึ่งถือเป็นหัวใจของอุตสาหกรรมบริการระดับลักชัวรี

 

โอกาสในตลาดแรงงานโลก

 

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ เครือข่าย (Network) โดยสถาบันมีความร่วมมือกับบริษัทมากกว่า 1,300 แห่ง และมีศิษย์เก่ากว่า 18,000 คนในกว่า 100 ประเทศ

 

กิจกรรม Career Day ที่มีบริษัทเข้าร่วมกว่า 143 แห่งต่อครั้ง ช่วยให้นักศึกษาเข้าถึงโอกาสงานโดยตรง พร้อมการเตรียมความพร้อมด้านเรซูเม่และการสัมภาษณ์

 

นอกจากนี้ เส้นทางอาชีพหลังจบไม่ได้จำกัดอยู่แค่โรงแรม แต่ครอบคลุมตั้งแต่แบรนด์ลักชัวรี การพัฒนาแบรนด์ ธุรกิจการบิน ไปจนถึงการเป็นผู้ประกอบการ

 

Glion สถาบันบริหารธุรกิจบริการระดับโลก เน้นเส้นทางสู่ Luxury Brand 2

ค่าหลักสูตรการศึกษาของ Glion Institute of Higher Education

 

‘เอเชีย’ ศูนย์กลางใหม่ของอุตสาหกรรมลักชัวรี

 

กรรมการผู้จัดการ สถาบันกลิยง กล่าวอีกว่า แนวโน้มความต้องการเรียนด้าน Hospitality และ Luxury เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเอเชีย ซึ่งเป็นภูมิภาคที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการเติบโตสูง

 

อย่างไรก็ตาม แม้สถาบันจะเห็นการเติบโตของนักศึกษาจากเอเชีย แต่สถาบันกลิยงยังคงรักษาสัดส่วนความหลากหลายทางวัฒนธรรม เพื่อให้การเรียนรู้เกิดจาก ‘ความแตกต่าง’ อย่างแท้จริง

 

โอกาสของไทยในเวทีลักชัวรีโลก

 

Philippe ให้มุมมองเจาะลึกถึงประเทศไทยว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านวัฒนธรรมและหัตถศิลป์ ซึ่งสามารถต่อยอดสู่แบรนด์ลักชัวรีระดับโลกได้ ซึ่งหากไทยมีบุคลากรที่เข้าใจทั้ง ‘มาตรฐานสากล’ และ ‘อัตลักษณ์ท้องถิ่น’ ก็มีศักยภาพในการสร้างแบรนด์จากเอเชียให้เติบโตในตลาดโลกได้

 

“เห็นโอกาสสำคัญในตลาด Service Ecosystem เนื่องจากไทยมีรากฐานด้านหัตถศิลป์ (Artisanship) และวัฒนธรรมการบริการที่แข็งแกร่ง หากสามารถผสมผสาน Luxury Codes เข้ากับเอกลักษณ์ไทยได้ จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้าง Global Brand ที่ส่งออกไปยังตลาดเอเชียและยุโรปได้สำเร็จ” Philippe กล่าว

 

โดยสรุป การศึกษาด้าน Hospitality กำลังเปลี่ยนผ่านจากการผลิตแรงงานบริการ ไปสู่การสร้าง ‘ผู้นำด้านประสบการณ์’ ที่สามารถผสานทักษะ เทคโนโลยี และความเข้าใจมนุษย์เข้าด้วยกัน

 

ท่ามกลางการเติบโตของอุตสาหกรรมลักชัวรี โดยเฉพาะในเอเชีย โมเดลการศึกษาแบบสวิสจึงไม่เพียงตอบโจทย์ตลาดแรงงานโลก แต่ยังสะท้อนโอกาสใหม่ของประเทศอย่างไทย ในการก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นในเวทีลักชัวรีระดับสากล

The post ‘Glion’ สถาบันบริหารธุรกิจบริการระดับโลก ปรับนิยาม Hospitality สู่โลก Luxury ปั้น ‘ผู้นำประสบการณ์’ ป้อนเศรษฐกิจใหม่ เผยสถิติสุดแกร่ง เด็กจบใหม่มีงานทำทันที 98% appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ญดา’ นักแสดงชื่อดัง เปิดตัว YoPPa Yogurt วางหมากราคาเข้าถึงง่าย 49 บาท มั่นใจสู้คู่แข่งในตลาดได้แน่! https://thestandard.co/yada-yoppa-yogurt-launch-49-baht/ Wed, 04 Mar 2026 04:29:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1184026 ภาพปกผลิตภัณฑ์ YoPPa Yogurt โดยมีรูป ‘ญดา’ นริลญา กุลมงคลเพชร ผู้บริหารในวงกลม พร้อมข้อความเปิดตัวแบรนด์และราคา 49 บาท

ท่ามกลางกระแสเครื่องดื่มโยเกิร์ตที่กำลังเติบโตอย่างรวดเ […]

The post ‘ญดา’ นักแสดงชื่อดัง เปิดตัว YoPPa Yogurt วางหมากราคาเข้าถึงง่าย 49 บาท มั่นใจสู้คู่แข่งในตลาดได้แน่! appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปกผลิตภัณฑ์ YoPPa Yogurt โดยมีรูป ‘ญดา’ นริลญา กุลมงคลเพชร ผู้บริหารในวงกลม พร้อมข้อความเปิดตัวแบรนด์และราคา 49 บาท

ท่ามกลางกระแสเครื่องดื่มโยเกิร์ตที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นสมรภูมิใหม่ของตลาดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ที่ทั้งผู้เล่นรายเล็กและแบรนด์ใหญ่ต่างเร่งเข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาด เพื่อดึงดูดผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มองหาเครื่องดื่มทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ

 

หนึ่งในผู้เล่นหน้าใหม่ที่น่าจับตา คือ ญดา–นริลญา กุลมงคลเพชร นักแสดงสาวจากซีรีส์แซฟฟิกของช่อง 3 และ Play Park ที่ตัดสินใจก้าวจากบทบาทในวงการบันเทิงสู่สนามธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) เตรียมเปิดตัวแบรนด์โยเกิร์ต YoPPa Yogurt ภายใต้บริษัท เด็กพุงป่อง จำกัด ซึ่งจะประเดิมเปิดสาขาแรกวันที่ 6 มีนาคมนี้ ในทำเลสยามสแควร์ ซอย 3

 

การผันตัวครั้งนี้ ไม่ได้เกิดจากกระแสหรือโอกาสทางการตลาดเพียงอย่างเดียว แต่มีจุดตั้งต้นจากประสบการณ์ส่วนตัวที่เธอมองว่าจะเป็นการเปลี่ยนวิกฤตสุขภาพให้เป็นโอกาสทางธุรกิจ

 

ญดาเล่าว่า ช่วงปีที่ผ่านมา ตารางงานถ่ายทำละครแน่นเกือบทุกวัน ทำให้เผชิญปัญหาสุขภาพสะสม ทั้งความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอ ส่งผลกระทบต่อระบบย่อยอาหารอย่างชัดเจน ทั้งท้องอืด และระบบขับถ่ายไม่ปกติ จึงเริ่มกลับมาสำรวจตัวเองจริงจัง ทั้งพฤติกรรมการกิน การนอน และการใช้ชีวิต

 

และจากการศึกษาเรื่องโภชนาการและการดูแลลำไส้ พบว่าโยเกิร์ตเป็นหนึ่งในตัวช่วยสำคัญในการปรับสมดุลจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งช่วยลดอาการท้องอืดและทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น ประสบการณ์ตรงนี้ทำให้มองเห็นช่องทางพัฒนาสินค้าในกลุ่มเครื่องดื่มสุขภาพ

 

“ยอมรับว่าตอนแรกแค่ดื่มเพื่อดูแลตัวเอง แต่พอศึกษาตลาดจริงจัง ก็เห็นว่าเทรนด์สุขภาพกำลังมาแรง โดยเฉพาะปลายปีที่ผ่านมา ตลาดโยเกิร์ตดริงก์เริ่มกลับมาเป็นกระแสอีกครั้ง เห็นได้จากการมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาหลายราย และแม้ตลาดจะมีการแข่งขันสูงขึ้น แต่มองว่ายังมีช่องว่าง โดยเฉพาะในมิติของราคา การเข้าถึง และการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้เชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่” ญดา ย้ำ

 

เป็นที่มาของแบรนด์ชื่อ ‘YoPPa Yogurt’ ที่มาจากการเล่นคำพ้องเสียงกับคำว่า Oppa ในภาษาเกาหลี ซึ่งสะท้อนกลิ่นอายวัฒนธรรมป๊อปที่ได้รับความนิยมในกลุ่ม Gen Z และมิลเลนเนียล โดยตั้งใจวางแบรนด์ให้มีภาพลักษณ์ร่วมสมัย สดใส และเข้าถึงง่าย

 

YoPPa Yogurt

 

สำหรับภายในร้านจะมีเมนูประมาณ 15 รายการ ราคาเริ่มต้น 49–129 บาท ครอบคลุมทั้งโยเกิร์ตสมูทตี้ โยเกิร์ตผลไม้ และเมนูที่แตกต่างจากผู้เล่นรายอื่น เช่น ชา–กาแฟโยเกิร์ต ซึ่งผสานวัฒนธรรมการดื่มกาแฟของคนเมืองเข้ากับผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ นอกจากนี้ยังมีแซนด์วิชไข่เฮลตี้เพื่อเพิ่มตัวเลือกอาหารว่าง

 

อีกหนึ่งในจุดที่สร้างความแตกต่าง คือการตั้งราคาเริ่มต้นเพียง 49 บาท ซึ่งถือว่าต่ำกว่าหลายแบรนด์ในตลาด ญดาอธิบายว่า การกำหนดราคาเป็นผลจากการรับฟังเสียงผู้บริโภคในโลกออนไลน์ ที่ตั้งคำถามว่าทำไมโยเกิร์ตหนึ่งแก้วจึงมีราคาค่อนข้างสูง ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว กำลังซื้อของผู้บริโภคก็น้อยลงตามไปด้วย

 

ด้วยเหตุนี้จึงมีการคำนวณต้นทุนทุกอย่างใหม่ ตั้งแต่ค่าวัตถุดิบ ค่าเช่า ค่าพนักงาน ดูว่าถ้าบริหารจัดการ จะสามารถตั้งราคาที่คนเข้าถึงได้หรือไม่ และเมื่อประเมินแล้วว่าทำได้ จึงตัดสินใจเริ่มต้นที่ราคาดังกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า ราคาเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างฐานลูกค้าในช่วงเริ่มต้น โดยเฉพาะทำเลสยามสแควร์ที่มีทราฟฟิกเป็นกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และคนรุ่นใหม่เป็นหลัก

 

เบื้องต้นสาขาแรกใช้งบลงทุนประมาณ 7 ล้านบาท เปิดเป็นร้านในรูปแบบ Grab & Go ตกแต่งสไตล์เกาหลี เน้นความคล่องตัวและการซื้อกลับอย่างรวดเร็ว รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวก

 

ในปี 2569 มีแผนขยายเพิ่มอีก 5 สาขา ทั้งรูปแบบลงทุนเองและแฟรนไชส์ โดยกำหนดค่าแฟรนไชส์แรกเข้า 250,000 บาท และคิดค่า Royalty Fee 2% ของยอดขาย พร้อมสนับสนุนวัตถุดิบบางส่วนจากส่วนกลาง

 

ยอมรับว่ากังวลกับการเปิดแฟรนไชส์ในช่วงที่แบรนด์ยังใหม่ แต่หลังจากมีผู้สนใจติดต่อเข้ามามากกว่า 10 ราย บริษัทจึงเริ่มพัฒนาโมเดลแฟรนไชส์อย่างจริงจัง พร้อมเร่งวางระบบหลังบ้าน ซัพพลายเชน และมาตรฐานควบคุมคุณภาพ เพื่อสร้างการเติบโตระยะยาว

 

“เรายังไม่รีบขยายแบบก้าวกระโดด ที่ผ่านมามีการทำระบบให้แข็งแรง คาดว่าแฟรนไชส์จะเริ่มขายได้ปีนี้ และปีแรกตั้งเป้าไม่เกิน 50 สาขา”

 

ด้านกลยุทธ์การตลาดของ YoPPa Yogurt จะเน้นการสร้างกระแสแบบปากต่อปาก ควบคู่กับการทำงานร่วมกับอินฟลูเอ็นเซอร์ เพื่อขยายการรับรู้สู่ผู้บริโภคในวงกว้าง โดยอาศัยความเข้าใจเชิงลึกต่อพฤติกรรมผู้บริโภคบนแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นสิ่งสำคัญ

 

ประสบการณ์ดังกล่าวต่อยอดมาจากการทำแบรนด์เครื่องประดับออนไลน์ Today I miss u ในช่วงปี 2023–2024 ซึ่งดูแลทุกกระบวนการด้วยตนเอง ตั้งแต่การสร้างสรรค์คอนเทนต์ การวางทิศทางการสื่อสารแบรนด์ ไปจนถึงการปิดการขาย ทำให้ได้เรียนรู้การสร้างตัวตนของแบรนด์ให้ชัดเจน และการสื่อสารกับลูกค้าอย่างตรงจุด ประกอบกับพื้นฐานด้านการเรียนสาขาการสื่อสารการตลาด ยิ่งช่วยเสริมความเข้าใจเชิงกลยุทธ์ในการวางตำแหน่งสินค้าและสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภค

 

นอกจากนี้ ประสบการณ์จากการทำธุรกิจออนไลน์ที่ผ่านมา ไม่เพียงสอนเรื่องการขาย แต่ยังทำให้เข้าใจแก่นของการสร้างแบรนด์และการสื่อสารในโลกดิจิทัล ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะเป็นรากฐานสำคัญในการผลักดันให้ YoPPa เติบโตและสร้างฐานลูกค้าได้อย่างแข็งแรงในระยะยาว

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะยังไม่ประกาศเป้าหมายอย่างเป็นทางการ แต่ ญดา ยอมรับว่า ตั้งความหวังไว้ในใจว่ารายได้ปีแรกจะสามารถแตะระดับ 50 ล้านบาท พร้อมมองภาพระยะยาวในการขยายไปต่างประเทศ ซึ่งเริ่มมีพาร์ทเนอร์ติดต่อเข้ามาแล้ว

 

พร้อมย้ำว่าการเติบโตต้องมาพร้อมความมั่นคง และสิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือทำให้แบรนด์แข็งแรง มีมาตรฐานเดียวกันทุกสาขา และสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าได้ก่อน ถ้าฐานแน่นพอ การขยายในอนาคตก็จะง่ายขึ้น

 

การขยับบทบาทในครั้งนี้ไม่ได้เจอแค่ความท้าทายทางธุรกิจ หากแต่เป็นบทพิสูจน์สำคัญของศักยภาพในการสร้างความแตกต่าง และความสามารถในการนำพาแบรนด์ให้ยืนหยัดได้ท่ามกลางตลาดที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด

The post ‘ญดา’ นักแสดงชื่อดัง เปิดตัว YoPPa Yogurt วางหมากราคาเข้าถึงง่าย 49 บาท มั่นใจสู้คู่แข่งในตลาดได้แน่! appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม eBay ต้องทุ่ม 1,200 ล้านดอลลาร์ ซื้อ Depop ตู้เสื้อผ้าหมื่นล้านของ Gen Z https://thestandard.co/the_secret_sauce/ebay-depop-gen-z-secondhand-market/ Wed, 25 Feb 2026 14:03:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1181740 ภาพดีลการเข้า ซื้อ Depop โดย eBay เพื่อเจาะตลาดแฟชันมือสองและกลุ่ม Gen Z

ฟาสต์แฟชันในปัจจุบันกำลังถูกตั้งคำถามหนักเรื่องความยั่ง […]

The post ทำไม eBay ต้องทุ่ม 1,200 ล้านดอลลาร์ ซื้อ Depop ตู้เสื้อผ้าหมื่นล้านของ Gen Z appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพดีลการเข้า ซื้อ Depop โดย eBay เพื่อเจาะตลาดแฟชันมือสองและกลุ่ม Gen Z

ฟาสต์แฟชันในปัจจุบันกำลังถูกตั้งคำถามหนักเรื่องความยั่งยืน และในวันที่คนรุ่นใหม่มองตู้เสื้อผ้าเป็นทั้งคลังสไตล์และแหล่งเงินทุน ตลาดมือสองจึงไม่ใช่ของทางเลือก แต่เริ่มกลายเป็นกระแสหลัก

 

ดีลมูลค่า 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่ eBay เข้าซื้อ Depop ในต้นปี 2026 เป็นสัญญาณว่าพื้นที่แข่งขันของอีคอมเมิร์ซกำลังเปลี่ยนแกน จากแพลตฟอร์มสู่ ‘วัฒนธรรม’ โดยคาดว่าดีลจะเสร็จสมบูรณ์ภายในไตรมาสที่ 2 ของปี 2026

 

แล้วทำไมแอปขายเสื้อผ้ามือสองหน้าตาคล้ายโซเชียลมีเดีย ถึงมีมูลค่ามหาศาลขนาดนี้

 

🟡 Depop คืออะไร น่าสนใจอย่างไร

 

Depop ก่อตั้งในปี 2011 โดย Simon Beckerman ในศูนย์บ่มเพาะสตาร์ทอัพในอิตาลี จุดเริ่มต้นไม่ได้ตั้งใจจะสร้างเว็บอีคอมเมิร์ซ แต่ต้องการสร้างเครือข่ายให้ผู้อ่านนิตยสารสามารถซื้อของที่ศิลปินสวมใส่ได้โดยตรง

 

ดีเอ็นเอนี้ทำให้แพลตฟอร์มมีหน้าตาคล้ายโซเชียล เน้นภาพถ่ายสวย ฟีดแบบเลื่อนดูต่อเนื่อง จนถูกเรียกว่า ‘Instagram สำหรับการช็อปปิ้ง’ ผู้ใช้ไม่ได้เข้ามาเพียงเพื่อค้นหาสินค้า แต่เข้ามาเพื่อเสพสไตล์ ติดตามร้านโปรด และสร้างตัวตนของตัวเอง

 

ในปี 2021 แพลตฟอร์มนี้เคยถูกเทคโอเวอร์มาแล้วรอบหนึ่งโดยบริษัท Etsy ในมูลค่าสูงถึง 1,625 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ Depop ก็มีการเติบโตที่ค่อนข้างน่าพอใจ ปีงบประมาณ 2025 Depop มียอดขายสินค้ารวมกว่า 1,074.9 ล้านดอลลาร์ รายได้แตะ 187 ล้านดอลลาร์ เติบโต 120% มีผู้ซื้อที่ใช้งานจริง 7 ล้านราย ผู้ขาย 3.2 ล้านราย ฐานผู้ใช้กลุ่มใหญ่อยู่ในสหรัฐอเมริกา

 

และที่น่าสนใจคือ 90% ของผู้ใช้งานอายุต่ำกว่า 26 ปี สิ่งที่มีค่าที่สุดจึงไม่ใช่รายได้ แต่คือฐานผู้ใช้วัยรุ่นระดับโลกที่ยากจะสร้างขึ้นใหม่จากศูนย์

 

🟡 ทำไม eBay ถึงสนใจ Depop

“การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้เป็นโอกาสที่จะพัฒนาหนึ่งในหมวดหมู่สินค้าหลักที่เติบโตเร็วที่สุดของเรา ด้วยแพลตฟอร์มที่เสริมกับธุรกิจที่เรามีอยู่แล้ว และช่วยให้เราเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่อายุน้อยกว่าในตลาดสินค้ามือสองที่กำลังขยายตัว” Jamie Iannone ซีอีโอของ eBay กล่าว

 

60% ของผู้ใช้ eBay อยู่ในช่วงอายุ 35–64 ปี ความท้าทายระยะยาวของแพลตฟอร์มจึงไม่ใช่เรื่องยอดขายวันนี้ แต่คือการเติมเลือดใหม่เข้าสู่ระบบ

 

การสร้างแบรนด์ใหม่เพื่อเจาะ Gen Z ต้องใช้เวลาและความเข้าใจเชิงวัฒนธรรมสูงมาก การซื้อ Depop จึงเป็นทางลัดที่ได้ทั้งผู้ใช้ คอมมูนิตี้ และภาพลักษณ์ในคราวเดียว

 

อีกด้านหนึ่ง ตลาดยุโรปและอังกฤษกำลังแข่งขันรุนแรง โดยเฉพาะจาก Vinted การดึง Depop เข้ามาอยู่ในพอร์ตจึงเป็นทั้งเกมรุกและเกมรับ ป้องกันไม่ให้คู่แข่งผูกขาดความสนใจของวัยรุ่นยุโรป

 

🟡 Gen Z ชอบของมือสองจริงหรือ

 

รายงาน ThredUp Resale Report ปี 2025 คาดการณ์ว่าตลาดเสื้อผ้ามือสองทั่วโลกจะมีมูลค่า 3.67 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2029 และในสหรัฐอเมริกา ตลาดนี้เติบโตเร็วกว่าตลาดเสื้อผ้าทั่วไปถึง 5 เท่า

 

68% ของ Gen Z และ Millennials ซื้อเสื้อผ้ามือสองในปีที่ผ่านมา
56% ของ Gen Z และ Millennials ระบุว่าสินค้ามือสองคือที่แรกที่พวกเขานึกถึงเมื่อจะซื้อเสื้อผ้า
39% ของ Gen Z และ Millennials ขายเสื้อผ้าของตัวเองเพื่อนำเงินไปหมุนเวียน

 

คนรุ่นใหม่นิยามการบริโภคใหม่ พวกเขาไม่ได้เป็นแค่ผู้ซื้อ แต่เป็นทั้งผู้ซื้อและผู้ขายในเวลาเดียวกัน ตู้เสื้อผ้าจึงไม่ใช่ต้นทุนจม แต่เป็นสินทรัพย์หมุนเวียน และสำหรับ eBay ที่ต้องการวางตำแหน่งเป็นผู้นำในตลาดสินค้าหมุนเวียน Depop คือประตูสู่พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่โดยตรง

 

🟡 ทำไม Etsy ยอมขาย Depop ในราคาขาดทุน 1,200 ล้านดอลลาร์

 

Etsy ขายต่อให้ eBay ในราคา 1,200 ล้านดอลลาร์ แปลว่าดีลนี้มีส่วนต่างกว่า 400 ล้านดอลลาร์ นั่นเพราะแม้ Depop จะเติบโตแรงด้านรายได้ แต่ยังมีผลขาดทุนจากการดำเนินงาน และฉุดอัตรากำไรของบริษัทแม่ให้ลดลง 3.50% ในปี 2025

 

Kruti Patel Goyal ซีอีโอของ Etsy กล่าวว่า “การขายกิจการครั้งนี้ทำให้บริษัทสามารถมุ่งเน้นเฉพาะโอกาสที่น่าสนใจที่เรามองเห็นอยู่ตรงหน้า นั่นคือ การขยายตลาด Etsy ในรูปแบบที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ซื้อและผู้ขายของเรา”

 

หมายความว่า Etsy เลือกจะปรับยุทธศาสตร์ ลดการถือครองหลายแบรนด์ และเปลี่ยนสินทรัพย์ที่ยังไม่ทำกำไรให้เป็นกระแสเงินสด เพื่อนำเงิน 1,200 ล้านดอลลาร์ไปเสริมความแข็งแกร่งให้แพลตฟอร์มหลัก เช่น ซื้อหุ้นคืน และลงทุนในระบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อยกระดับประสบการณ์การช็อปปิ้ง

 

ตลาดหุ้นตอบรับทันที The Guardian รายงานว่าหุ้น Etsy ปรับตัวขึ้นถึง 15% หลังประกาศดีล เพราะนักลงทุนเห็นความชัดเจนของทิศทางในเชิงกลยุทธ์ นี่คือการยอมตัดบางส่วนเพื่อรักษาแกนกลาง

 

บทเรียนทางธุรกิจที่เด่นชัดที่สุดที่ถอดรหัสได้จากมหากาพย์ครั้งนี้คือ สำหรับ Etsy นี่คือ ‘วิถีทางแห่งการตัดอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต’ การยอมเฉือนเนื้อตัวเองเพื่อรักษาเสถียรภาพของธุรกิจหลักเอาไว้

 

ส่วนฝั่ง eBay การลงทุนระดับพันล้านในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การซื้อตัวแอปพลิเคชันหรือเทคโนโลยี แต่คือการซื้อ ‘สถานะทางวัฒนธรรม’ และซื้ออนาคตของแพลตฟอร์มผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งต้องรอดูกันว่าจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าหรือไม่

 

The post ทำไม eBay ต้องทุ่ม 1,200 ล้านดอลลาร์ ซื้อ Depop ตู้เสื้อผ้าหมื่นล้านของ Gen Z appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึก ‘Rental Economy’ ทำไมคนรุ่นใหม่เลือก ‘เช่า’ มากกว่า ‘ซื้อ’ และโอกาสทองของธุรกิจยุคใหม่ https://thestandard.co/rental-economy-explained/ Mon, 26 Jan 2026 07:45:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1169589 ภาพประกอบบทความเศรษฐกิจการเช่า (Rental Economy) ที่คนรุ่นใหม่นิยมเช่ามากกว่าซื้อและโอกาสทางธุรกิจ

ในอดีตสำหรับคนรุ่น Baby Boomer, Gen X หรือ Gen Y ความมั […]

The post เจาะลึก ‘Rental Economy’ ทำไมคนรุ่นใหม่เลือก ‘เช่า’ มากกว่า ‘ซื้อ’ และโอกาสทองของธุรกิจยุคใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบบทความเศรษฐกิจการเช่า (Rental Economy) ที่คนรุ่นใหม่นิยมเช่ามากกว่าซื้อและโอกาสทางธุรกิจ

ในอดีตสำหรับคนรุ่น Baby Boomer, Gen X หรือ Gen Y ความมั่นคงในชีวิตมักถูกผูกติดอยู่กับการเป็นเจ้าของทรัพย์สินชิ้นใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือรถยนต์ แต่สำหรับโลกยุคปัจจุบัน ‘การครอบครอง’ อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของความสำเร็จอีกต่อไป เมื่อคนรุ่นใหม่หันมาให้ความสำคัญกับ ‘การเข้าถึง’ มากกว่าการเป็นเจ้าของ ก่อให้เกิดเทรนด์เศรษฐกิจที่น่าจับตามองอย่าง ‘Rental Economy’ หรือ เศรษฐกิจการเช่า ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด

 

ชญานิศ สมสุข นักวิเคราะห์จากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ถึงเบื้องหลังพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป โอกาสทางธุรกิจ และความท้าทายที่ผู้ประกอบการต้องรับมือ

 

ทั้งนี้จาก ‘สัญลักษณ์ความสำเร็จ’ สู่ ‘ความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิต’ หากลองสำรวจดูในปัจจุบัน คำถามที่ว่า ‘ชุดที่ใส่ไปงานแต่งครั้งล่าสุดซื้อหรือเช่า’ หรือ ‘กล้อง Action Camera สำหรับทริปดำน้ำ 3 วัน ซื้อมาเก็บหรือเช่าแค่ช่วงที่ใช้?” คำตอบของคำถามเหล่านี้กำลังเปลี่ยนไป

 

ชญานิศชี้ให้เห็นว่า Mindset ของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Millennials และ Gen Z เปลี่ยนไปจากเดิมที่มองว่าการมีบ้าน มีรถ หรือมีของใช้เยอะๆ คือสัญลักษณ์ของความมั่นคง แต่คนรุ่นใหม่มองว่า การเข้าถึงสำคัญกว่าการเป็นเจ้าของ’ โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลัก 4 ประการ ได้แก่

 

  • ความยืดหยุ่นทางการเงิน (Financial Flexibility) การเช่าช่วยให้เข้าถึงสินค้าคุณภาพสูงได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ในครั้งเดียว เช่น สินค้าหลักหมื่นอาจจ่ายค่าเช่าเพียงหลักพันเพื่อใช้งานชั่วคราว
  • ความสะดวกสบาย (Convenience) หมดกังวลเรื่องการดูแลรักษา การจัดเก็บ หรือการกำจัดซากเมื่อเลิกใช้ โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยในคอนโดมิเนียมที่มีพื้นที่จำกัด,
  • ความทันสมัย (Keep up to date) สินค้าเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงเร็ว การเช่าทำให้ได้ใช้รุ่นล่าสุดเสมอโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการตกรุ่น
  • ความยั่งยืน (Sustainability) การเช่าช่วยยืดอายุการใช้งานสินค้า ลดการผลิตใหม่ และลดขยะ ซึ่งตอบโจทย์เทรนด์รักษ์โลกของคนรุ่นใหม่

 

ตลาดเช่าสินค้าไลฟ์สไตล์โตวันโตคืน ข้อมูลจาก SCB EIC ระบุว่า มูลค่าการเช่าสินค้าไลฟ์สไตล์ของโลกมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยราว 21% ต่อปีในช่วงปี 2022-2026 โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ เครื่องมือช่างและอุปกรณ์ DIY เนื่องจากมีราคาสูงแต่ใช้งานไม่บ่อย รองลงมาคือสินค้ากลุ่มงานอดิเรก วิดีโอเกม และกลุ่มแฟชั่น เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า Accessories ที่มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ราว 22%

 

ภาพประกอบบทความเศรษฐกิจการเช่า (Rental Economy) ที่คนรุ่นใหม่นิยมเช่ามากกว่าซื้อและโอกาสทางธุรกิจ 1

 

สำหรับประเทศไทย ผลสำรวจผู้บริโภคกว่า 2,300 คน พบว่าสินค้าที่คนไทยนิยมเช่ามากที่สุดคือ

 

  • อันดับ 1 สินค้าแฟชั่น หรือมีสัดส่วน 62%
  • อันดับ 2 อุปกรณ์จัดงาน เช่น โต๊ะ เก้าอี้ เครื่องเสียง
  • อันดับ 3 อุปกรณ์กีฬาและสินค้าเทคโนโลยี ที่มีราคาสูง

 

ภาพประกอบบทความเศรษฐกิจการเช่า (Rental Economy) ที่คนรุ่นใหม่นิยมเช่ามากกว่าซื้อและโอกาสทางธุรกิจ 2

 

เหตุผลหลักที่ผู้บริโภคเลือกเช่าคือ ความคุ้มค่าในการใช้เงิน ประหยัดค่าใช้จ่ายในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน และต้องการลดภาระการจัดเก็บและการดูแลรักษา,

 

โมเดลธุรกิจ ‘Subscription’ โอกาสใหม่ที่น่าจับตา เทรนด์ Rental Economy ไม่ใช่เพียงทางเลือกของผู้บริโภค แต่คือ “โอกาสทางธุรกิจ” ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวสู่โมเดล Hybrid คือขายควบคู่กับการให้เช่า หรือใช้โมเดล Subscription หรือ ระบบสมาชิก เพื่อสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอ

 

ชญานิศ ยกตัวอย่างความสำเร็จของ ‘Nuuly’ แพลตฟอร์มเช่าเสื้อผ้าในเครือ Urban Outfitters สหรัฐอเมริกา ที่คิดค่าบริการสมาชิก 98 ดอลลาร์ต่อเดือน แลกกับการเช่าสินค้าได้ 6 ชิ้น ซึ่งประหยัดกว่าค่าใช้จ่ายซื้อเสื้อผ้าเฉลี่ยของคนอเมริกัน โมเดลนี้ทำให้ Nuuly มีรายได้ในปี 2024 มากกว่า 378 ล้านดอลลาร์ มีกำไร 13 ล้านดอลลาร์ และมีสมาชิกกว่า 300,000 คน

 

นอกจากรายได้แล้ว ประโยชน์ที่ธุรกิจจะได้รับคือ การจัดการสต๊อกสินค้า ที่มีประสิทธิภาพ สินค้าตกรุ่นยังสามารถสร้างรายได้ซ้ำๆ และที่สำคัญคือ การเข้าถึงข้อมูลเชิงลึก (Data Insight) ของลูกค้าจากการลงทะเบียนเช่า ซึ่งละเอียดกว่าการขายขาด ทำให้สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าได้แม่นยำยิ่งขึ้น

 

อุปสรรคที่ต้องก้าวข้าม ราคาและความสะอาด แม้แนวโน้มจะสดใส แต่ธุรกิจเช่าก็ยังมีความท้าทาย โดยเฉพาะเรื่อง ‘ราคาเช่า’ ที่ผู้บริโภคมองว่าสูงเกินไปเมื่อเทียบกับราคาซื้อตอนโปรโมชั่น รวมถึงความกังวลเรื่องต้นทุนแฝง และ สุขอนามัย

 

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลระบุว่าผู้ที่เคยใช้บริการเช่าแล้วเกือบ 90% มีแนวโน้มจะเช่าซ้ำ แสดงให้เห็นว่าหากผู้บริโภคได้ลองเปิดใจจะเกิดความพึงพอใจ ขณะที่คนที่ไม่เคยเช่าอีกกว่า 62% ก็สนใจที่จะทดลองเช่าในอนาคต โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเทคโนโลยี

 

ภาพประกอบบทความเศรษฐกิจการเช่า (Rental Economy) ที่คนรุ่นใหม่นิยมเช่ามากกว่าซื้อและโอกาสทางธุรกิจ 3

 

ชญานิศ สรุปทิ้งท้ายว่า Rental Economy ไม่ใช่กระแสชั่วคราว แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านพฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นการเข้าถึงมากกว่าการครอบครองอย่างแท้จริง ซึ่งนำไปสู่สถานการณ์ที่ได้ประโยชน์ทุกฝ่าย (Win-Win Situation)

 

  • ผู้บริโภค ได้ความยืดหยุ่นและความสะดวก
  • ผู้ประกอบการ ได้โอกาสธุรกิจใหม่และข้อมูลลูกค้า
  • สังคม ได้ความยั่งยืนจากการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

 

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเจาะตลาดนี้ กุญแจสำคัญคือการสร้างความโปร่งใสเรื่องราคา รักษามาตรฐานความสะอาด และสร้างความสะดวกสบายในการรับ-ส่งสินค้า เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง

The post เจาะลึก ‘Rental Economy’ ทำไมคนรุ่นใหม่เลือก ‘เช่า’ มากกว่า ‘ซื้อ’ และโอกาสทองของธุรกิจยุคใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Trip.com Group เผย ‘ญี่ปุ่น-เกาหลี-ไทย’ ครองแชมป์ Top 3 จุดหมายที่คนทั่วโลกอยากมาที่สุดปี 2569 ด้าน ‘Entertainment Tourism’ ฮิตใน Gen Z https://thestandard.co/trip-com-group-2026-travel-trends/ Mon, 26 Jan 2026 00:53:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1169312 ภาพกราฟิกแสดงแผนที่โลกพร้อมสัญลักษณ์การท่องเที่ยวและธงชาติญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไทย ลอยเด่นสื่อถึงจุดหมายยอดนิยมในรายงาน Trip.com Group ปี 2569

Trip.com Group ได้เปิดเผยรายงานแนวโน้มการท่องเที่ยวประจ […]

The post Trip.com Group เผย ‘ญี่ปุ่น-เกาหลี-ไทย’ ครองแชมป์ Top 3 จุดหมายที่คนทั่วโลกอยากมาที่สุดปี 2569 ด้าน ‘Entertainment Tourism’ ฮิตใน Gen Z appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงแผนที่โลกพร้อมสัญลักษณ์การท่องเที่ยวและธงชาติญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไทย ลอยเด่นสื่อถึงจุดหมายยอดนิยมในรายงาน Trip.com Group ปี 2569

Trip.com Group ได้เปิดเผยรายงานแนวโน้มการท่องเที่ยวประจำปี 2569 ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่สะท้อนทิศทางของอุตสาหกรรมการเดินทางทั่วโลก โดยรวบรวมข้อมูลจากการจองและพฤติกรรมการค้นหา เพื่อวิเคราะห์ถึงจุดหมายปลายทางยอดนิยมและปัจจัยหลักที่มีผลต่อการตัดสินใจ ผลลัพธ์ที่น่าสนใจคือสามประเทศเอเชียอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และประเทศไทย ครองแชมป์จุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกให้ความสนใจสูงสุด

 

จากฐานข้อมูลการจองในปี 2569 ยืนยันได้ว่า ‘ญี่ปุ่น’ ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำในฐานะจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งของโลกไว้อย่างเหนียวแน่น นอกจากนี้ยังติดอันดับ Top 3 ของประเทศที่นักท่องเที่ยวจากอินโดนีเซีย, มาเลเซีย, สิงคโปร์, เกาหลีใต้ และประเทศไทย เลือกเดินทางไปเยือนมากที่สุด โดยเฉพาะเมืองใหญ่อย่าง ‘โตเกียว’ และ ‘โอซาก้า’ ที่คาดว่าจะติดอันดับ 1 ใน 10 เมืองยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวต่างชาติวางแผนจะไปเยือนในปีนี้

 

นอกจากญี่ปุ่นแล้ว จุดหมายปลายทางอื่นๆ ที่อยู่ในกระแสความนิยมของการเดินทางปี 2569 ได้แก่ จีน ประเทศไทย, สหราชอาณาจักร และเวียดนาม เมื่อวิเคราะห์กลุ่มนักท่องเที่ยวหลักพบว่าเป็นกลุ่ม ‘มิลเลนเนียล’ หรือผู้ที่มีอายุระหว่าง 29-44 ปี ซึ่งมีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของปริมาณการจองทั้งหมด รองลงมาคือกลุ่ม Gen Z อายุ 15-28 ปี ที่เริ่มมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

 

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการกลับมาของ ‘จีน’ ที่กลายเป็นจุดหมายปลายทางมาแรงด้วยอัตราการเติบโตด้านการท่องเที่ยวที่สูงที่สุดในปี 2569 โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งคาดการณ์ว่ายอดการจองตั๋วเครื่องบินจากภูมิภาคนี้จะเติบโตในระดับสามหลักเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย, สิงคโปร์ และประเทศไทย เป็นกลุ่มหลักที่เดินทางเข้าสู่จีนมากที่สุด

 

ในส่วนของเมืองยอดนิยมในจีน เมืองเศรษฐกิจอย่าง เซี่ยงไฮ้, กว่างโจว และเฉิงตู ยังคงได้รับความนิยมสูง ขณะที่เมืองท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์อย่าง ปักกิ่ง, ฮาร์บิน, ฉงชิ่ง, เซินเจิ้น และซีอาน ก็มีแนวโน้มได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการเติบโตของการจองตั๋วเครื่องบินจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ในหลากหลายมิติ

 

กระแสความสนใจในภูมิภาคเอเชียยังขยายตัวไปถึงนักท่องเที่ยวฝั่งยุโรป โดยพบว่า จีน, ญี่ปุ่น, ประเทศไทย และตุรกี กลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมในปี 2569 นักท่องเที่ยวจากสหราชอาณาจักรมีแนวโน้มเดินทางไปจีนจนติดอันดับ Top 10 ของกลุ่มที่เดินทางไปเยือนมากที่สุด ในขณะที่ประเทศไทยและตุรกีสามารถครองใจนักท่องเที่ยวชาวเยอรมันได้เป็นอันดับ 1 และ 2 ตามลำดับ

 

รูปแบบการท่องเที่ยวเพื่อความบันเทิงยังคงเป็นปัจจัยดึงดูดสำคัญ โดย ‘สวนสนุก’ ระดับโลกอย่าง Shanghai Disneyland Resort, Hong Kong Disneyland และ Universal Studios Japan ยังคงเป็นเป้าหมายหลักของนักท่องเที่ยวทั่วเอเชีย นอกจากนี้ สถานที่ท่องเที่ยวตามรอยภาพยนตร์และกิจกรรมบันเทิงรูปแบบต่างๆ ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีนี้

 

กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมป๊อปและศิลปินระดับโลกกลายเป็นจุดหมายใหม่ของการเดินทาง อาทิ สตูดิโอถ่ายทำ Harry Potter หรือคอนเสิร์ต K-pop ของศิลปินอย่าง SEVENTEEN และ TAEMIN รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวจากแฟรนไชส์ดัง เช่น Jurassic World: The Experience ในประเทศไทย และนิทรรศการ EVANGELION Anniversary Exhibition ในกรุงโตเกียว ล้วนอยู่ในแผนการเดินทางของนักท่องเที่ยว

 

ความสนใจในมหรสพและการแสดงระดับโลกก็เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่มาแรง ไม่ว่าจะเป็นละครเวที Aladdin the Musical หรือการแสดง Broadway ในนครนิวยอร์ก รวมถึงความบันเทิงสุดล้ำอย่าง The Sphere ในลาสเวกัส และการแสดงน้ำประกอบแสงสีเสียงอย่าง The House of Dancing Water ในมาเก๊า ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่านักท่องเที่ยวยุคใหม่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ความบันเทิงที่หาชมได้ยาก

 

เทรนด์การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและการผจญภัยกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเยอรมนี ประเทศนิวซีแลนด์และจีนได้รับความสนใจมากขึ้นจากแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม เช่น Milford Sound และ Glowworm Caves ในนิวซีแลนด์ รวมถึง Wulong Karst ในจีน ที่ดึงดูดผู้รักธรรมชาติให้เดินทางไปสัมผัสความยิ่งใหญ่

 

สำหรับนักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติในจีนได้รับความนิยมสูงเป็นพิเศษ เช่น Chimelong Safari Park, ภูเขาสี่ดรุณี (Mount Siguniang), ปี้เผิงโกว (Bipenggou) และอุทยานแห่งชาติหวงหลงในมณฑลเสฉวน สถานที่เหล่านี้ตอบโจทย์นักเดินทางที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติที่สมบูรณ์และความแปลกใหม่ของภูมิประเทศที่แตกต่างจากบ้านเกิด

 

ในฝั่งยุโรป นักท่องเที่ยวยังคงให้ความสำคัญกับแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ สถานที่สำคัญอย่าง พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ในปารีส, มหาวิหารซากราดา ฟามีเลีย ในบาร์เซโลนา และมหาวิหาร Grossmünster ในซูริค ยังคงติดอันดับสถานที่ท่องเที่ยวที่มีการจองสูงสุดในปีนี้ แสดงให้เห็นถึงมนต์เสน่ห์ของสถาปัตยกรรมที่ยังคงดึงดูดผู้คนจากทั่วโลก

 

รูปแบบการเดินทางด้วยรถไฟและเรือสำราญก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในกลุ่มนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม เช่น นักท่องเที่ยวชาวเวียดนามที่ให้ความสนใจกับรถไฟสาย Arashiyama Sagano ในญี่ปุ่นมากขึ้น ในขณะที่เรือสำราญหรูอย่าง Royal Princess Cruise และ Opulence Cruise กลายเป็นตัวเลือกการพักผ่อนที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวเยอรมัน

 

ความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมทำให้นักท่องเที่ยวหันมาให้ความสำคัญกับการเดินทางที่เป็นมิตรต่อโลกมากขึ้น โดยตั้งแต่ Trip.com Group เริ่มแสดงสัญลักษณ์กำกับด้านการลดการปล่อยคาร์บอน ยอดจองรถเช่าไฟฟ้าในนอร์เวย์ ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีนักท่องเที่ยวจากญี่ปุ่น, ไทย, สหรัฐฯ, เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

 

สถิติการเดินทางเมื่อสิ้นปี 2568 พบว่านักท่องเที่ยวทั่วโลกมีการเดินทางไปต่างประเทศเฉลี่ย 2.4 เที่ยวบินต่อคน และใช้เวลาบินเฉลี่ย 4.6 ชั่วโมงต่อเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เป็นกลุ่มที่เดินทางบ่อยที่สุดด้วยค่าเฉลี่ยมากกว่า 3 เที่ยวบินต่อคนต่อปี ขณะที่นักท่องเที่ยวจากยุโรปใช้เวลาเดินทางบนเครื่องบินนานที่สุดเพื่อข้ามทวีปมายังเอเชีย

The post Trip.com Group เผย ‘ญี่ปุ่น-เกาหลี-ไทย’ ครองแชมป์ Top 3 จุดหมายที่คนทั่วโลกอยากมาที่สุดปี 2569 ด้าน ‘Entertainment Tourism’ ฮิตใน Gen Z appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนเริ่ม “ไม่อิน” self-care ที่เป็นคำสวยๆ แต่หันไปหาวิธีที่มีหลักฐานและวัดผลได้ https://thestandard.co/life/shift-measurable-self-care/ Sat, 20 Dec 2025 06:16:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1156479 คนเริ่ม “ไม่อิน” self-care ที่เป็นคำสวยๆ แต่หันไปหาวิธีที่มีหลักฐานและวัดผลได้

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา self-care กลายเป็นคำที่ถูกใช้บ่ […]

The post คนเริ่ม “ไม่อิน” self-care ที่เป็นคำสวยๆ แต่หันไปหาวิธีที่มีหลักฐานและวัดผลได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนเริ่ม “ไม่อิน” self-care ที่เป็นคำสวยๆ แต่หันไปหาวิธีที่มีหลักฐานและวัดผลได้

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา self-care กลายเป็นคำที่ถูกใช้บ่อย จนบางครั้งหลงเหลือเพียงภาพสวยๆ แต่ไม่แน่ใจว่าเปลี่ยนชีวิตเราได้จริงแค่ไหน และนั่นคือเหตุผลที่คนจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามกับการดูแลตัวเองแบบเดิม จากรายงานจาก McKinsey ชี้ว่า คนรุ่น Millennials และ Gen Z กำลังเปลี่ยนมุมมอง wellness จากกิจกรรมเป็นครั้งคราวไปสู่ daily, personalized practice การดูแลตัวเองที่ฝังอยู่ในชีวิตประจำวัน และออกแบบตามร่างกายและจิตใจของแต่ละคนจริงๆ

 

แทนที่จะถามว่า “อะไรฮิต” คนเริ่มถามว่า “อะไรได้ผลกับฉัน”

 

คุณภาพการนอนถูกมองลึกกว่าการนอนนาน ตัวชี้วัดอย่าง HRV (Heart Rate Variability) ถูกใช้เพื่อเข้าใจความเครียดและการฟื้นตัว การออกกำลังกายไม่ได้เน้นแค่เผาผลาญ แต่ดูความแข็งแรงและความยั่งยืนของร่างกาย ผู้บริโภคเริ่มใช้ข้อมูลจากอุปกรณ์ Wearables (เช่น Oura Ring, Apple Watch) เพื่อวัดค่าทางชีวภาพ (Biometrics) มากกว่าการคาดเดา

 

Global Wellness Institute ก็สะท้อนทิศทางเดียวกันว่า เศรษฐกิจ wellness เติบโตต่อเนื่อง โดยหมวด mental wellness ขยายตัวชัดเจน เพราะผู้คนเริ่มมองสุขภาพใจเป็น “ทุนระยะยาว” ไม่ใช่แค่การปลอบใจชั่วคราว การดูแลตัวเองในยุคใหม่จึงไม่ใช่การทำให้รู้สึกดีแค่วันนี้ แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้ชีวิตดีขึ้นจริงในระยะยาว
วัดผลได้ ปรับได้ และไม่ฝืนตัวเอง

 

บางที self-care ที่มีความหมายที่สุด

อาจไม่ใช่สิ่งที่ดูสวยงามที่สุด

แต่คือสิ่งเล็กๆ ที่เราทำซ้ำได้ทุกวัน

และค่อยๆ ทำให้ชีวิตเราแข็งแรงขึ้นทั้งกายและใจ

The post คนเริ่ม “ไม่อิน” self-care ที่เป็นคำสวยๆ แต่หันไปหาวิธีที่มีหลักฐานและวัดผลได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะสบาย? ชาวอเมริกันชี้เฉลี่ย 30 ล้านบาท แต่ Gen Z ขอแค่ 12 ล้านบาท ขณะที่ Boomers ต้องการถึง 34 ล้านบาท https://thestandard.co/how-much-money-to-feel-financially-comfortable/ Tue, 29 Jul 2025 10:43:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1101398 จำนวนเงินที่แต่ละเจนต้องการเพื่อความสบายทางการเงิน

เคยสงสัยหรือไม่ว่าเราต้องมีเงินเก็บเท่าไหร่ถึงจะรู้สึกว […]

The post ต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะสบาย? ชาวอเมริกันชี้เฉลี่ย 30 ล้านบาท แต่ Gen Z ขอแค่ 12 ล้านบาท ขณะที่ Boomers ต้องการถึง 34 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
จำนวนเงินที่แต่ละเจนต้องการเพื่อความสบายทางการเงิน

เคยสงสัยหรือไม่ว่าเราต้องมีเงินเก็บเท่าไหร่ถึงจะรู้สึกว่าชีวิตนี้สบายทางการเงินแล้ว? ผลสำรวจล่าสุดจาก Charles Schwab ได้เผยตัวเลขในใจของชาวอเมริกันว่า โดยเฉลี่ยแล้วพวกเขาต้องการความมั่งคั่งสุทธิ (Net Worth) ถึง 839,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 30.8 ล้านบาท) เพื่อให้รู้สึกว่ามีชีวิตที่สุขสบาย และต้องการถึง 2.3 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 84.4 ล้านบาท) เพื่อที่จะนิยามตัวเองว่าร่ำรวย

 

ตัวเลขความคาดหวังนี้แตกต่างกันไปในแต่ละช่วงวัย โดยคนรุ่น Gen Z มองว่าต้องการเงิน 329,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 12 ล้านบาท) ขณะที่กลุ่ม Millennials ต้องการ 847,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 31.1 ล้านบาท) 

 

ส่วน Gen X ต้องการ 783,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 28.7 ล้านบาท) และกลุ่ม Baby Boomers ต้องการสูงที่สุดถึง 943,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 34.6 ล้านบาท) เพื่อให้รู้สึกสบายใจในบั้นปลายชีวิต

 

แต่ ‘ความจริง’ อันโหดร้ายก็คือ คนส่วนใหญ่ไม่เคยไปถึงจุดนั้น ข้อมูลจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ในปี 2022 แสดงให้เห็นว่า ค่าเฉลี่ยของความมั่งคั่งสุทธิของครอบครัวในช่วงวัยใกล้เกษียณ (65-74 ปี) อยู่ที่เพียง 409,900 ดอลลาร์ (ประมาณ 15 ล้านบาท) ซึ่งไม่ถึงครึ่งหนึ่งของตัวเลขที่พวกเขาใฝ่ฝันไว้ด้วยซ้ำ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินถึงกับกล่าวว่าตัวเลขเหล่านี้ ‘น่าหดหู่’ และเป็นภาพสะท้อนอนาคตที่น่ากังวลของเศรษฐกิจสหรัฐฯ

 

นิยามของคำว่าสบายทางการเงินในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการใช้ชีวิตหรูหรา แต่คือการไม่ต้องกังวลแบบเดือนชนเดือน สามารถรับมือกับเหตุฉุกเฉินได้ และสามารถเก็บออมเพื่อเป้าหมายในอนาคตอย่างการเกษียณได้ 

 

แต่ภาพความเป็นจริงของครัวเรือนอเมริกันส่วนใหญ่กลับสวนทาง โดยนอกจากจะมีรายได้เฉลี่ยราว 80,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 2.9 ล้านบาท) ต่อปีแล้ว พวกเขายังมีหนี้สินจำนวนมาก ทั้งหนี้บ้าน, หนี้การศึกษา, หนี้รถยนต์ และหนี้บัตรเครดิต

 

ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่า สถานะทางการเงินของคนส่วนมากจึงไม่ได้อยู่ในจุดที่สุขสบาย แต่เป็นสภาวะ ‘ความตึงเครียดทางการเงินระดับปานกลางถึงรุนแรง’ เสียมากกว่า และชี้ว่าคนอเมริกันจำนวนมาก ‘ไม่มีความยืดหยุ่นทางการเงินเพียงพอ’ ที่จะรับมือกับเหตุไม่คาดฝันได้ ซึ่งปัญหาใหญ่คือความมั่งคั่งส่วนใหญ่มักจะจมอยู่กับบ้านที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่นำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันไม่ได้

 

ดังนั้น แทนที่จะมองแค่ความมั่งคั่งสุทธิ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ตั้ง ‘เป้าหมาย’ การออมในสินทรัพย์เพื่อการลงทุนที่ชัดเจนตามช่วงวัยและรายได้ ตัวอย่างเช่น คนอายุ 25 ปี ที่มีรายได้เฉลี่ย 55,000 ดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 2 ล้านบาท) ควรมีเงินลงทุนอย่างน้อย 11,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 4 แสนบาท) 

 

หรือคนอายุ 45 ปี ที่มีรายได้ 105,000 ดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 3.8 ล้านบาท) ควรตั้งเป้าหมายมีเงินลงทุนให้ได้ 315,000 ถึง 430,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 11.5 ถึง 15.8 ล้านบาท)

 

สำหรับวัยเกษียณ มีแนวทางยอดนิยมที่เรียกว่ากฎ 4% (4% Rule) ซึ่งหมายถึงการที่เราสามารถถอนเงิน 4% จากพอร์ตการลงทุนออกมาใช้ได้ทุกปีโดยที่เงินต้นไม่หมดไปใน 30 ปี ซึ่งหากต้องการใช้ชีวิตอย่างสบายๆ ด้วยเงิน 50,000 ดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 1.8 ล้านบาท) จะต้องมีเงินออมในพอร์ตลงทุนถึง 1.25 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 45.9 ล้านบาท) เลยทีเดียว

 

ผู้เชี่ยวชาญทางการเงินได้ให้ ‘บทเรียน’ ที่สำคัญจากประสบการณ์ว่า ความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดสองอย่างที่คนส่วนใหญ่มักทำคือ การเริ่มต้นออมช้าเกินไป และ การมีหนี้สินที่มีดอกเบี้ยสูง โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิต ซึ่งเป็นตัวบ่อนทำลายความมั่นคงทางการเงินอย่างร้ายแรงที่สุด

 

ท้ายที่สุดแล้ว คำแนะนำที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังที่สุดคือ ‘เริ่มต้นจากสิ่งที่คุณมี และเริ่มต้นจากจุดที่คุณอยู่’ ไม่จำเป็นต้องแก้ไขทุกอย่างในคราวเดียว แต่การเริ่มติดตามรายจ่าย, ตั้งเป้าหมายเล็กๆ และพยายามชำระหนี้ดอกเบี้ยสูงให้เร็วที่สุด คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุด เพราะยิ่งคุณมีเวลามากเท่าไหร่ โอกาสที่จะไปถึงเป้าหมายทางการเงินในฝันก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.43 บาท ณ วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 

 

ภาพ: oneinchpunch / Shutterstock

อ้างอิง:

The post ต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะสบาย? ชาวอเมริกันชี้เฉลี่ย 30 ล้านบาท แต่ Gen Z ขอแค่ 12 ล้านบาท ขณะที่ Boomers ต้องการถึง 34 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
Klook ปิดรอบระดมทุน 100 ล้านดอลลาร์ เตรียมมัดใจนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่ส่วนใหญ่ให้ค่า ‘ประสบการณ์’ มากกว่า ‘สถานที่’ https://thestandard.co/klook-raises-100-million-usd/ Thu, 13 Feb 2025 05:46:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1041285

Klook แพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับการแพลนทริปท่องเที่ยว ได้ปิ […]

The post Klook ปิดรอบระดมทุน 100 ล้านดอลลาร์ เตรียมมัดใจนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่ส่วนใหญ่ให้ค่า ‘ประสบการณ์’ มากกว่า ‘สถานที่’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

Klook แพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับการแพลนทริปท่องเที่ยว ได้ปิดดีลระดมทุนเพิ่ม 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐในรอบระดมทุนใหม่ที่นำโดย Vitruvian Partners บริษัทการลงทุนหลักทรัพย์นอกตลาด (Private Equity Firm) โดยการปิดดีลครั้งนี้ของ Klook ทำให้ยอดเงินระดมทุนรวมของบริษัททะลุเกิน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐไปแล้ว

 

Bloomberg รายงานว่า Klook ระดมทุนเพิ่มเพื่อมุ่งทำกลยุทธ์จับกลุ่มนักเดินทางรุ่น Millennials และ Gen Z ที่เป็น 2 กลุ่มลูกค้าหลักโดยคิดเป็นประมาณ 70% ของฐานผู้ใช้งานทั้งหมด และคนรุ่นใหม่กลุ่มนี้มีการจองผ่านแอปมือถือมากกว่า 80% นั่นทำให้ Eric Gnock Fah ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานบริษัทมองว่าแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียคือช่องทางสำคัญที่จะเพิ่มโอกาสในการ ‘ปิดดีล’ กับลูกค้ากลุ่มนี้ได้ 

 

“โซเชียลมีเดียกำลังกลายเป็นนิยามใหม่ของการหาข้อมูล ผู้คนค้นหาผ่าน TikTok และ Instagram ฉะนั้นเทรนด์นี้จึงเป็นสิ่งที่เราจะใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุดต่อไป” Eric กล่าวในการสัมภาษณ์กับ Bloomberg

 

ในขณะเดียวกัน รายงาน The Evolving Role of Experiences in Travel ของ McKinsey & Co. ได้เผยอินไซต์การท่องเที่ยวสำหรับคนรุ่นใหม่ว่า นักเดินทางกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับ ‘ประสบการณ์’ ที่เฉพาะเจาะจงกับความชอบของแต่ละบุคคล ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพราะแทนที่จะเลือกจุดหมายปลายทางแล้วค่อยวางแผนว่าจะทำอะไร คนรุ่นใหม่กลับให้ความสำคัญกับกิจกรรมหรือประสบการณ์ที่จะได้รับเป็นอันดับแรก โดยรายงานดังกล่าวประเมินว่าตลาดท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ทั่วโลกอาจมีมูลค่าสูงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

Ethan Lin ผู้ร่วมก่อตั้งอีกคนและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Klook เล่าว่า แม้คน Gen Z จะระวังเรื่องการใช้จ่าย แต่หากพวกเขาเห็นว่าบริการนั้นๆ คุ้มค่า คนกลุ่มนี้ก็ไม่กลัวที่จะใช้เงินซื้อประสบการณ์

 

Klook กล่าวว่าการระดมทุนมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐรอบนี้จะผลักให้ Klook เข้าสู่การเติบโตในช่วงถัดไป 

 

อย่างไรก็ตาม การระดมทุนใหม่ของ Klook ก็ยังไม่เผยให้เห็นสัญญาณที่ชัดเจนในการเข้าจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์ ณ ตอนนี้ แต่มีการคาดการณ์ว่าบริษัทอาจเข้าจดทะเบียนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยตลาดที่เป็นตัวเลือกของการเข้าจดทะเบียนคือตลาดหลักทรัพย์ในสหรัฐฯ หรือฮ่องกง ตามที่ Lin ได้ให้ข้อมูลไว้ 

 

สำหรับประวัติโดยย่อของบริษัท Klook ได้ก่อตั้งขึ้นในปี 2014 และกลายเป็นยูนิคอร์นในปี 2018 จนเริ่มทำกำไรได้ในปี 2023 โดย Klook ดึงดูดผู้เข้าชมแอปมากกว่า 70 ล้านคนต่อเดือนและมีการจองทริปมากกว่า 140 ล้านครั้งไปแล้ว และปัจจุบัน Klook ก็กำลังแข่งกับเว็บไซต์ท่องเที่ยวระดับโลก เช่น Booking.com และ Expedia รวมถึง Trip.com ของจีนและ Yanolja ของเกาหลีใต้

 

อ้างอิง:

The post Klook ปิดรอบระดมทุน 100 ล้านดอลลาร์ เตรียมมัดใจนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่ส่วนใหญ่ให้ค่า ‘ประสบการณ์’ มากกว่า ‘สถานที่’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วาเลนไทน์ปีนี้ Gen Y ใช้จ่ายมากสุด คาดเงินสะพัดสูงสุดในรอบ 6 ปี ส่วน Gen Z เน้นลงทุนกับโซเชียลและให้ของขวัญแพงกว่าคนรุ่น Millennials https://thestandard.co/valentines-day-2025-spending-trends/ Fri, 07 Feb 2025 05:43:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1039185 คู่รักวัยรุ่นเลือกซื้อของขวัญวันวาเลนไทน์ในห้างสรรพสินค้า สะท้อนการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของคนรุ่นใหม่

หอการค้าสำรวจเทศกาลวันวาเลนไทน์ในไทยปีนี้ คาดเงินสะพัดก […]

The post วาเลนไทน์ปีนี้ Gen Y ใช้จ่ายมากสุด คาดเงินสะพัดสูงสุดในรอบ 6 ปี ส่วน Gen Z เน้นลงทุนกับโซเชียลและให้ของขวัญแพงกว่าคนรุ่น Millennials appeared first on THE STANDARD.

]]>
คู่รักวัยรุ่นเลือกซื้อของขวัญวันวาเลนไทน์ในห้างสรรพสินค้า สะท้อนการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของคนรุ่นใหม่

หอการค้าสำรวจเทศกาลวันวาเลนไทน์ในไทยปีนี้ คาดเงินสะพัดกว่า 2,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 7.2% สูงสุดในรอบ 6 ปี เผย Gen Y ใช้จ่ายมากสุด ขณะที่งานวิจัยของ NRF ระบุว่า ค่าใช้จ่ายในวันวาเลนไทน์ทั่วโลกในปี 2025 คาดว่าจะสูงถึง 27,500 ล้านดอลลาร์ ทุบสถิติสูงสุด โดย Gen Z ให้ของขวัญวันวาเลนไทน์แพงกว่าคนรุ่น Millennials

 

ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ผลสำรวจการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนในวันมาฆบูชาและวันวาเลนไทน์ในไทยคาดว่าจะมีเงินสะพัดราว 5,200 ล้านบาท โดยวันมาฆบูชาจะมีเงินสะพัดราว 2,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2.81% ส่วนวันวาเลนไทน์จะมีเงินสะพัดเกือบ 2,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 7.2%

 

ทั้งนี้ ประชาชนยังมองเศรษฐกิจของไทยอยู่ในระหว่างภาวะฟื้นตัว ทำให้การใช้จ่ายยังมีความระมัดระวัง และภาพรวมมาตรการของภาครัฐยังไม่มีผลมากนักและกระตุ้นได้น้อยมาก

 

สำหรับการจับจ่ายใช้สอยในวันมาฆบูชาปีนี้ที่คาดว่าจะอยู่ที่ราว 2,500 ล้านบาทนั้นถือว่าสูงสุดในรอบ 4 ปี แต่ยังไม่สูงกว่าช่วงวันตรุษจีนที่ขยายตัวถึง 4.5% ส่วนหนึ่งมาจากวันมาฆบูชาตรงกับช่วงกลางสัปดาห์ ไม่ได้เป็นวันหยุดต่อเนื่องเหมือนปีก่อน ประกอบกับประชาชนจับจ่ายใช้สอยอย่างระมัดระวัง

 

ส่วนการจับจ่ายวันวาเลนไทน์ปีนี้คึกคักเนื่องจากตรงกับวันศุกร์ จึงเป็นตัวเร่งให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น คาดว่าจะอยู่ที่ 2,699.65 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าสูงสุดในรอบ 6 ปี นับตั้งแต่ปี 2563

 

ทั้งนี้ หากดูค่าเฉลี่ยปีที่มีการใช้จ่ายสูงสุดคือปี 2561-2562 และในปี 2568 ช่วงเทศกาลวาเลนไทน์น่าจะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 2,287.34 บาท

 

ผลสำรวจยังพบ Gen Y ใช้จ่ายมากสุด 2,704 บาทต่อคน ตามด้วย Gen X ใช้จ่าย 2,642 บาทต่อคน และ Gen Z ใช้จ่าย 1,528 บาทต่อคน นับเป็นการจับจ่ายสูงสุดในรอบ 6 ปีที่มีการใช้จ่ายมากสุดเฉลี่ยคนอีกด้วย สะท้อนว่าผู้คนมีการจับจ่ายใช้สอยสูงขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวแบบอ่อนๆ และผู้คนมีความระมัดระวังการใช้จ่ายพอสมควร

 

ส่วนค่าใช้จ่ายเฉพาะซื้อของสำหรับมอบให้คู่รัก หากจำแนกตามเจเนอเรชันพบว่าเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 1,201.54 บาทต่อคน โดย Gen X ซื้อของมากสุดเฉลี่ย 1,663.15 บาทต่อคน รองลงมาเป็น Gen Y ที่ 1,238.09 บาทต่อคน และ Gen Z ที่ 617.95 บาทต่อคน

 

สำหรับธุรกิจที่ได้ประโยชน์ในเทศกาลวาเลนไทน์ 5 อันดับแรก คือร้านขายของขวัญและดอกไม้ ร้านอาหารและคาเฟ่ โรงแรมที่พัก ร้านไวน์และเครื่องดื่ม ช็อกโกแลตและขนมหวาน

 

ขณะที่งานวิจัยของ National Retail Federation (NRF) ซึ่งรวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม พบว่าการใช้จ่ายในวันวาเลนไทน์ทั่วโลกในปี 2025 คาดว่าจะสูงถึง 27,500 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นสถิติสูงสุด

 

โดยพบว่าคนรุ่น Gen Z ให้ของขวัญวันวาเลนไทน์แพงกว่าคนรุ่น Millennials ซึ่งเต็มใจที่จะลงทุนในประสบการณ์และของขวัญที่มีความหมายมากขึ้น และคนโสดใน Gen Z เกือบครึ่งรู้สึกกดดันที่จะต้องวางแผนออกเดตราคาแพง ซึ่งส่งผลให้ต้องใช้จ่ายมากขึ้นเพื่อแลกกับการลงทุนด้านความรู้สึก ประสบการณ์ที่อยากแบ่งปันกันมากกว่าการให้ของขวัญแบบดั้งเดิมผ่านโซเชียลมีเดีย เพราะวันวาเลนไทน์อาจไม่เกี่ยวกับความรักอีกต่อไป แต่เกี่ยวกับการกดไลก์แทน ซึ่งถือเป็นเทรนด์ใหม่ของคน Gen Z

 

ภาพ: Thomas Barwick / Getty Image

อ้างอิง:

The post วาเลนไทน์ปีนี้ Gen Y ใช้จ่ายมากสุด คาดเงินสะพัดสูงสุดในรอบ 6 ปี ส่วน Gen Z เน้นลงทุนกับโซเชียลและให้ของขวัญแพงกว่าคนรุ่น Millennials appeared first on THE STANDARD.

]]>
Gen Z-Millennials ไทยมองอนาคตสดใส 89% แต่สะท้อนปัญหาหนัก ‘งาน-เรียน-บ้าน’ รอคำตอบจากรัฐ https://thestandard.co/thai-gen-z-millennial-future-concerns/ Fri, 27 Dec 2024 02:54:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1024415 Gen Z Millennials

ผลสำรวจล่าสุดจาก Vero Advocacy และ Kadence Internationa […]

The post Gen Z-Millennials ไทยมองอนาคตสดใส 89% แต่สะท้อนปัญหาหนัก ‘งาน-เรียน-บ้าน’ รอคำตอบจากรัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Gen Z Millennials

ผลสำรวจล่าสุดจาก Vero Advocacy และ Kadence International เผยมุมมองน่าสนใจของคนรุ่นใหม่ไทยที่มองอนาคตในแง่บวกถึง 89% โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่ 42% เชื่อว่าชีวิตจะ ‘ดีขึ้นมาก’ และอีก 47% คาดว่าจะ ‘ดีขึ้น’ ซึ่งสูงกว่ากลุ่ม Millennials ที่รวมกันอยู่ที่ 85% แม้จะมองโลกในแง่ดีแต่พวกเขาก็ยังมีความกังวลในหลายประเด็นที่รอการแก้ไข

 

การศึกษาที่สำรวจความคิดเห็นของ Gen Z และ Millennials กว่า 2,700 คนจาก 5 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามจากประเทศไทย 452 คน ชี้ให้เห็นว่า คนรุ่นใหม่ไทยกำลังเผชิญความท้าทายสำคัญ 3 ด้านหลัก ได้แก่ โอกาสในการทำงาน คุณภาพการศึกษา และการเข้าถึงที่อยู่อาศัย

 

โดยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคพบว่า ความหวังในแง่บวกของคนไทยใกล้เคียงกับเวียดนาม (90%) อินโดนีเซีย (87%) มาเลเซีย (85%) และฟิลิปปินส์ (85%) ขณะที่สิงคโปร์มีตัวเลขต่ำที่สุดที่ 74%

 

ด้านการทำงานพบว่า 63% ของ Gen Z และ 69% ของ Millennials มองว่าการจ้างงานเป็นความท้าทายอันดับหนึ่ง สะท้อนให้เห็นถึง ‘ความไม่มั่นคง’ ในอาชีพที่กำลังเผชิญ พวกเขาเรียกร้องให้ภาครัฐเข้ามาสนับสนุนอย่างจริงจัง ทั้งในแง่การให้คำปรึกษาด้านอาชีพ การจัดโครงการจัดหาและย้ายสายงาน รวมถึงการสนับสนุนด้านการประกอบธุรกิจ

 

นอกจากนี้ยังต้องการให้มีการริเริ่มโครงการด้านการศึกษาและการฝึกอบรมที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

ขณะที่ด้านการศึกษา แม้ไทยจะมีนโยบายเรียนฟรีและได้รับงบประมาณมหาศาลถึง 328,000 ล้านบาทในปี 2567 แต่ 69% ของ Gen Z และ 66% ของ Millennials ยังกังวลเรื่องคุณภาพการศึกษา สะท้อนผ่านคะแนนความพึงพอใจเพียง 54%

 

แม้จากรายงานของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) จะระบุว่านโยบายดังกล่าวประสบความสำเร็จในการลดช่องว่างทางการศึกษาระหว่างพื้นที่ชนบทและเมือง แต่คนรุ่นใหม่ยังเสนอให้มีการปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัย ควบคู่กับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับโลกการทำงานยุคใหม่

 

ส่วนประเด็น ‘ที่อยู่อาศัย’ กลายเป็นความท้าทายสำคัญของ ‘เจเนอเรชันเช่า’ โดย 45% ของทั้งสองกลุ่มมองว่าเป็นปัญหาลำดับต้นๆ แม้ว่าจะมีความพึงพอใจต่อนโยบายที่อยู่อาศัยสูงถึง 53% ซึ่งสูงที่สุดในภูมิภาค แต่การขาดแคลนที่อยู่อาศัยในทำเลที่เข้าถึงได้ยังคงเป็นความกังวล ส่งผลให้คนรุ่นใหม่หันมาเลือกเช่าแทนซื้อมากขึ้น จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่เรียกว่า ‘Generation Rent’ ที่มีแนวโน้มขยับแผนการซื้อที่อยู่อาศัยออกไปเรื่อยๆ

 

ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนะให้เร่งผลักดันความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาที่อยู่อาศัย เพื่อลดต้นทุน ยกระดับคุณภาพโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่รอบนอกเมือง และออกแบบมาตรการเงินอุดหนุนที่ตรงกลุ่มเป้าหมายสำหรับครอบครัวผู้มีรายได้น้อย ซึ่งจะช่วยให้ทั้งการซื้อและการเช่าที่อยู่อาศัยเป็นทางเลือกที่เข้าถึงได้มากขึ้น

 

“การจ้างงาน การศึกษา และที่อยู่อาศัย คือความท้าทายเร่งด่วนของคนรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบัน เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นรากฐานสำคัญที่ไม่เพียงแต่สนับสนุนความมั่นคงในชีวิต แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเจริญก้าวหน้าของสังคมโดยรวม” พงศ์ศิริ ภูรินธนโชติ หนึ่งในหุ้นส่วนผู้จัดการของ Vero Advocacy กล่าว

 

ด้าน Ashutosh Awasthi ผู้อำนวยการ Kadence International มองว่า “การศึกษาครั้งนี้เผยให้เห็นถึงความท้าทายสำคัญที่กลุ่ม Gen Z และ Millennials กำลังเผชิญ และสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนต่อการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้าง เพื่อเพิ่มโอกาสและการเข้าถึงบริการต่างๆ ของคนรุ่นใหม่”

 

ขณะที่ ณัฐพร บัวมหะกุล หนึ่งในหุ้นส่วนผู้จัดการของ Vero Advocacy กล่าวว่า “เป็นความรับผิดชอบโดยตรงของรัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายที่จะต้องเข้าใจและตอบสนองต่อความใฝ่ฝันของคนรุ่นใหม่ด้วยการยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาสให้พวกเขาอย่างเต็มที่ เพราะอนาคตของพวกเราทุกคนล้วนขึ้นอยู่กับการเสริมสร้างศักยภาพของคนรุ่นใหม่ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น”

 

ท่ามกลางความท้าทายและอุปสรรคที่รออยู่เบื้องหน้า ‘ความหวัง’ ของคนรุ่นใหม่ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะนำพาสังคมไทยไปสู่การเปลี่ยนแปลง แต่การจะทำให้ความหวังนั้นเป็นจริงได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง

The post Gen Z-Millennials ไทยมองอนาคตสดใส 89% แต่สะท้อนปัญหาหนัก ‘งาน-เรียน-บ้าน’ รอคำตอบจากรัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับคู่ Gen Z กับ Gen X เป็นพี่เลี้ยงในที่ทำงาน ‘สูตรลับ’ รักษาคนรุ่นใหม่ให้อยู่กับองค์กร ทำไมถึงเวิร์กกว่า Millennials ที่วัยใกล้เคียงกัน https://thestandard.co/gen-z-and-gen-x-mentorship-secret-to-retaining-young-talent/ Fri, 13 Dec 2024 06:50:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1019247 Gen Z

อยากรักษาคน Gen Z ให้อยู่กับองค์กรนานๆ ใช่ไหม? คำตอบอาจ […]

The post จับคู่ Gen Z กับ Gen X เป็นพี่เลี้ยงในที่ทำงาน ‘สูตรลับ’ รักษาคนรุ่นใหม่ให้อยู่กับองค์กร ทำไมถึงเวิร์กกว่า Millennials ที่วัยใกล้เคียงกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Gen Z

อยากรักษาคน Gen Z ให้อยู่กับองค์กรนานๆ ใช่ไหม? คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่เงินเดือนสูงหรือสวัสดิการเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การจับคู่พี่เลี้ยงที่ใช่! ซึ่ง Chloe Combi ผู้เชี่ยวชาญด้านคนรุ่นใหม่ ระบุว่าคำตอบนั้นคือ Gen X!

 

จากการสัมภาษณ์คนรุ่นใหม่กว่า 20,000 คน Chloe Combi พบว่า Gen Z แตกต่างจากคนรุ่นก่อนๆ คือต้องการแผนพัฒนาอาชีพที่ชัดเจน รวมถึงการฝึกอบรมทักษะที่บริษัทสนับสนุนตั้งแต่เริ่มทำงาน

 

แรงผลักดันนี้มาจากวัฒนธรรมออนไลน์ที่คนรุ่นใหม่ได้รับอิทธิพลจากอินฟลูเอ็นเซอร์ที่ประสบความสำเร็จนอกระบบ เช่น เทรดเดอร์คริปโต หรือผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพด้านความงาม

 

Chloe Combi กล่าวว่า “ต้องส่งเสริมจิตวิญญาณความเป็นผู้ประกอบการของพวกเขา แต่ก็ต้องทำให้พวกเขามองโลกแห่งความเป็นจริงและตระหนักว่างานและเส้นทางอาชีพแบบดั้งเดิมยังคงมีคุณค่าอย่างมาก”

 

การให้คำปรึกษาช่วยรักษาพนักงานรุ่นใหม่ไว้ในที่ทำงานได้ Chloe Combi กล่าวว่า มักมีแนวโน้มที่จะจับคู่พี่เลี้ยงใกล้เคียงกับอายุ แต่การจับคู่บัณฑิตจบใหม่วัย 21 ปี กับพนักงาน Millennials วัย 30 ต้นๆ นั้นมักจะล้มเหลว

 

สาเหตุมาจากหลายปัจจัย กลุ่ม Millennials มักทุ่มเทให้กับการทำงานอย่างหนักและคุ้นเคยกับวัฒนธรรมการทำงานแบบเร่งรีบ เมื่อต้องเป็นพี่เลี้ยงให้คนรุ่นใหม่ พวกเขาอาจรู้สึกอึดอัดเมื่อเห็น Gen Z พูดถึงเรื่อง ‘การรักษาสมดุลชีวิต’ หรือ ‘การตีกรอบการทำงาน’ รวมถึงการปฏิเสธที่จะทำงานล่วงเวลาหรือรับภาระงานที่มากเกินไป

 

“สิ่งที่ได้ผลมากกว่าก็คือการจับคู่ Gen Z กับ Gen X (วัยกลางคน 40 ปลายๆ – 50 ปลายๆ)” Chloe Combi กล่าว

 

“Gen X มักจะอยู่ในช่วงที่สบายๆ ในอาชีพการงาน พวกเขาอาจจะไม่ถึงจุดสูงสุด แต่ก็จะไม่แข่งขันกับคนรุ่นใหม่ พวกเขาส่วนใหญ่มีลูกวัยรุ่น จึงเข้าใจและมีความอดทนสูง นอกจากนี้ Gen X กับ Gen Z ยังมีมุมมองและค่านิยมหลายอย่างที่คล้ายคลึงกัน ทำให้เข้ากันได้ดีในที่ทำงาน”

 

Chloe Combi เปรียบเทียบว่า “Millennials มักจะทำงานร่วมกับ Baby Boomer (เกิดปี 1964 หรือก่อนหน้า) ซึ่งอาจอยู่ในจุดสูงสุดขององค์กร ได้ดีกว่า”

 

ในยุคที่การรักษาคนเก่งรุ่นใหม่เป็นความท้าทายขององค์กร การเข้าใจธรรมชาติของแต่ละ Generation และจับคู่กับพี่เลี้ยงอย่างเหมาะสม อาจเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยให้ทั้งองค์กรและพนักงานเติบโตไปด้วยกันได้อย่างยั่งยืน เพราะบางครั้งความแตกต่างระหว่างวัยที่ดูเหมือนเป็นอุปสรรค อาจกลับกลายเป็นจุดแข็งที่ช่วยเติมเต็มซึ่งกันและกันได้อย่างลงตัว

 

อ้างอิง:

The post จับคู่ Gen Z กับ Gen X เป็นพี่เลี้ยงในที่ทำงาน ‘สูตรลับ’ รักษาคนรุ่นใหม่ให้อยู่กับองค์กร ทำไมถึงเวิร์กกว่า Millennials ที่วัยใกล้เคียงกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะอินไซต์ผู้บริโภค 2025 จาก ‘Gen Alpha จอมครีเอต’ ถึง ‘บูมเมอร์ติดเทค’ พลิกโฉมตลาดแบบคาดไม่ถึง https://thestandard.co/consumer-insights-2025-gen-alpha-market-trends/ Fri, 13 Dec 2024 05:53:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1019211 ผู้บริโภค 2025

5 เทรนด์พฤติกรรม ผู้บริโภค ที่จะพลิกโฉมการตลาดในปี 2025 […]

The post เจาะอินไซต์ผู้บริโภค 2025 จาก ‘Gen Alpha จอมครีเอต’ ถึง ‘บูมเมอร์ติดเทค’ พลิกโฉมตลาดแบบคาดไม่ถึง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้บริโภค 2025

5 เทรนด์พฤติกรรม ผู้บริโภค ที่จะพลิกโฉมการตลาดในปี 2025 จากบูมเมอร์ผู้หลงใหลเทคโนโลยี สู่ Alpha ผู้กำหนดอนาคตโลก Creative Thailand ภายใต้สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA เปิดอีบุ๊ก เจาะเทรนด์โลก 2025 หรือ Trend 2025: BEYOND IMAGINATION เผยอินไซต์ที่นักการตลาดต้องรู้ก่อนใคร ‘รู้ก่อน ปรับตัวไว ก้าวไกลกว่าใคร’ ในปี 2025

 

Baby Boomer (1946-1964): ฮิปสเตอร์วัยเกษียณ ติดจอ สนใจสุขภาพ

ลืมภาพจำเดิมๆ ของวัยเก๋าไปได้เลย บูมเมอร์ยุคนี้ไฮเทคกว่าที่คิด ใช้สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต คล่องแคล่ว ช้อปปิ้งออนไลน์เป็นว่าเล่น โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มสุขภาพ ความงาม และเทคโนโลยี ตัวอย่างเช่น แอปพลิเคชันติดตามการนอน อุปกรณ์วัดความดัน หรือแม้แต่เทคโนโลยีชะลอวัยสุดล้ำ ที่ช่วยฟื้นฟูเซลล์ในระดับ DNA

 

นอกจากนี้พวกเขายังพร้อมรับประสบการณ์ใหม่ๆ ท่องเที่ยว เดินป่า แคมปิ้ง ไม่ต่างจากวัยรุ่น นักการตลาดจึงต้องปรับตัวครั้งใหญ่ เจาะกลุ่มเป้าหมายวัยเก๋าด้วยคอนเทนต์ออนไลน์เข้าใจง่าย โดนใจ เช่น วิดีโอสั้น มีคำบรรยายขนาดใหญ่ ใช้ภาษาที่เข้าถึงง่าย หลีกเลี่ยงศัพท์แสลงที่ทำให้พวกเขารู้สึกตกยุค

 

Generation X (1965-1980): สนามอารมณ์วัยเก๋า เปย์หนัก ถ้าคุ้มจริง

Gen X ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำทั้งในโลกธุรกิจและการเมือง แต่พวกเขารับมือกับความเปลี่ยนแปลงด้วยความใจเย็น รอบคอบ พร้อมรับฟังและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นเหตุเป็นผล เจนนี้ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความคุ้มค่า และประสบการณ์มากกว่าราคา

 

ดังนั้นสินค้าพรีเมียม บริการสุดเอ็กซ์คลูซีฟ จึงตอบโจทย์พวกเขาได้เป็นอย่างดี นักการตลาดมัดใจลูกค้า Gen X ด้วยโปรแกรมสมาชิก สิทธิพิเศษต่างๆ รวมถึงการสร้างสรรค์แคมเปญปลุกความทรงจำยุค 70-90 เช่น การนำเพลงดังในยุคนั้นมาใช้ หรือการออกแบบบรรจุภัณฑ์สินค้าสไตล์เรโทร รับรองว่าโดนใจวัยเก๋าแน่นอน

 

Millennials (1980-1995): คนเหนื่อย 2025 โหยหาบาลานซ์

Millennials ก้าวเข้าสู่วัย 30 พร้อมกับความกดดันรอบด้าน ทั้งเรื่องงาน การเงิน ครอบครัว ทำให้พวกเขาโหยหาความสมดุลในชีวิต การดูแลสุขภาพทั้งกายและใจ

 

นี่จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ธุรกิจตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ Millennials เช่น ฟิตเนส 24 ชั่วโมง แอปพลิเคชันนัดพบจิตแพทย์ออนไลน์ บริการส่งอาหารคลีน หรือแพ็กเกจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ที่ผสมผสานการพักผ่อน การออกกำลังกาย และการดูแล Mindset เข้าด้วยกัน

 

นอกจากนี้ Millennials ยังให้ความสำคัญกับคุณค่าของแบรนด์ นักการตลาดสร้างแบรนด์ที่สะท้อนตัวตน ใส่ใจสังคม สิ่งแวดล้อม และสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา จริงใจ รับรองว่าชนะใจ Millennials ได้แน่นอน

 

Gen Z (1996-2011): ผู้ปั้นเทรนด์ยุคดิจิทัล

Gen Z เติบโตมากับเทคโนโลยี สร้างสรรค์เทรนด์ใหม่ๆ บนโลกออนไลน์ แต่ในขณะเดียวกันก็ตระหนักถึงผลกระทบของโซเชียลมีเดียและมองหาสมดุลระหว่างโลกออนไลน์และออฟไลน์

 

พวกเขาพร้อมจ่ายเพื่อประสบการณ์ใหม่ๆ เช่น เวิร์กช็อป กิจกรรมในชุมชน หรือคอนเสิร์ต ที่สร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ชม นักการตลาดเข้าถึง Gen Z เลือกใช้อินฟลูเอ็นเซอร์ที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย สร้างสรรค์คอนเทนต์กระตุ้นให้ออกจากบ้าน สัมผัสประสบการณ์จริง

 

นอกจากนี้ Gen Z ยังใส่ใจเรื่องความคุ้มค่า ความยั่งยืน สินค้ามือสอง สินค้ารักษ์โลก และบริการที่ช่วยพัฒนาตัวเอง จึงเป็นที่นิยมในหมู่เจนนี้

 

Gen Alpha (2010-2024): ผู้กำหนดอนาคตโลก

Gen Alpha เกิดและเติบโตในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง พวกเขาคุ้นเคยกับเทคโนโลยี มีความคิดสร้างสรรค์ ใฝ่ฝันอยากเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ยูทูเบอร์ และอินฟลูเอ็นเซอร์

 

นอกจากนี้ Gen Alpha ยังตระหนักถึงปัญหาต่างๆ ของโลก ไม่ว่าจะเป็นภาวะโลกร้อน ความเหลื่อมล้ำ หรือปัญหาสุขภาพจิต

 

พวกเขามองหาธุรกิจ สินค้า และบริการที่ช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ และสร้างโลกให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น นักการตลาดเตรียมพร้อมรับมือกับพลังของ Gen Alpha ที่กำลังจะเติบโตและกำหนดอนาคตของโลก

 

เมื่อโลกเปลี่ยน ทุกธุรกิจต้องพร้อมปรับตัว การเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคแต่ละเจเนอเรชันไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นที่จะกำหนดความอยู่รอดในปี 2025 แบรนด์ที่เข้าใจความแตกต่างและตอบโจทย์ได้ตรงใจจะเป็นผู้ชนะ ส่วนแบรนด์ที่ยังคงยึดติดกับกลยุทธ์เดิมๆ อาจต้องเผชิญกับความท้าทายที่ไม่คาดคิด ถึงเวลาแล้วที่ต้องปรับตัวหรือถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

 

ผู้สนใจเนื้อหาทั้งหมดสามารถดาวน์โหลดได้ฟรีที่ https://www.tcdc.or.th/th/all/service/resource-center/e-book/34560-Trend-2025

The post เจาะอินไซต์ผู้บริโภค 2025 จาก ‘Gen Alpha จอมครีเอต’ ถึง ‘บูมเมอร์ติดเทค’ พลิกโฉมตลาดแบบคาดไม่ถึง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไม่คุ้มเงิน-เครียด-กดดัน! เหตุผลที่ Gen Z และ Millennials ไม่อยากเป็นผู้จัดการ พบ 36% ไม่เอาตำแหน่ง ขอสร้างสมดุลชีวิต https://thestandard.co/gen-z-millennials-manager-roles/ Sun, 21 Jul 2024 05:43:07 +0000 https://thestandard.co/?p=960805

ในอดีตการเติบโตในสายอาชีพหมายถึงการไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่ […]

The post ไม่คุ้มเงิน-เครียด-กดดัน! เหตุผลที่ Gen Z และ Millennials ไม่อยากเป็นผู้จัดการ พบ 36% ไม่เอาตำแหน่ง ขอสร้างสมดุลชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในอดีตการเติบโตในสายอาชีพหมายถึงการไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งผู้จัดการ แต่ปัจจุบันทัศนคติของคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ Gen Z และ Millennials ที่ให้ความสำคัญกับสมดุลชีวิตการทำงานมากกว่าเงินเดือนและอำนาจ ทำให้ตำแหน่งผู้จัดการไม่เป็นที่น่าสนใจอีกต่อไป

 

ผลสำรวจล่าสุดจาก CoderPad พบว่า 36% ของพนักงานด้านเทคโนโลยีไม่ต้องการรับตำแหน่งผู้จัดการ เนื่องจากมองว่าผลตอบแทนที่ได้รับไม่คุ้มค่ากับเวลา ความเครียด และความกดดันที่เพิ่มขึ้น

 

ช่วงการแพร่ระบาดของโควิดผู้จัดการต้องรับมือกับความท้าทายมากมาย ตั้งแต่การปรับตัวให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน การสร้างนโยบายและขั้นตอนการทำงานทางไกล ไปจนถึงการจัดการตารางการทำงานแบบผสมผสาน และการดูแลเรื่องการฉีดวัคซีนให้กับพนักงาน

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

หลังจากนั้นผู้จัดการยังต้องเผชิญกับความผันผวนของตลาดแรงงาน ทั้งการแข่งขันในการสรรหาบุคลากรที่มีความสามารถ การลาออกครั้งใหญ่ (Great Resignation) และการปลดพนักงานจำนวนมากในหลายภาคส่วน

 

ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ตำแหน่งผู้จัดการระดับกลางมักเป็นเป้าหมายในการลดต้นทุน มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของ Meta เคยกล่าวว่าปี 2023 เป็น ‘ปีแห่งประสิทธิภาพ’ โดยเน้นย้ำถึงความไม่มีประสิทธิภาพภายในองค์กรของเขา ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อื่นๆ เช่นกัน

 

นอกจากนี้งานวิจัยจาก MIT Sloan Management Review ยังพบว่าการสนับสนุนที่องค์กรมีต่อผู้จัดการกำลังลดลง ขณะที่ผู้จัดการต้องแบกรับความกดดันและความคาดหวังที่สูงขึ้นจากทั้งผู้บริหารระดับสูงและพนักงาน

 

ความเหนื่อยล้าและความโดดเดี่ยวก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตำแหน่งผู้จัดการไม่น่าดึงดูด ผลสำรวจจาก Future Forum ในปี 2022 เผยให้เห็นว่าผู้จัดการระดับกลางเป็นกลุ่มพนักงานที่เหนื่อยล้ามากที่สุด โดย 45% รู้สึกหมดไฟ นอกจากนี้ผู้จัดการยังต้องเผชิญกับความรู้สึกโดดเดี่ยว เนื่องจากไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมอีกต่อไป

 

อาจกล่าวได้ว่าการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงานและความต้องการของคนรุ่นใหม่กำลังท้าทายความเชื่อเดิมๆ เกี่ยวกับความสำเร็จในหน้าที่การงาน ตำแหน่งผู้จัดการที่เคยเป็นเป้าหมายของใครหลายคนอาจไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกคนอีกต่อไป

 

สำหรับบริษัทต่างๆ การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อการสร้างสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว การสนับสนุนและพัฒนาผู้จัดการอย่างเหมาะสม และการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานทุกระดับจะเป็นกุญแจสำคัญในการดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีความสามารถไว้กับองค์กร

 

อ้างอิง:

The post ไม่คุ้มเงิน-เครียด-กดดัน! เหตุผลที่ Gen Z และ Millennials ไม่อยากเป็นผู้จัดการ พบ 36% ไม่เอาตำแหน่ง ขอสร้างสมดุลชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม Gen X คือว่าที่เศรษฐีหน้าใหม่ผู้มั่งคั่งที่สุดในอีก 10 ปีข้างหน้า https://thestandard.co/gen-x-future-wealthiest-generation/ Sat, 29 Jun 2024 06:49:38 +0000 https://thestandard.co/?p=951578

Gen X อาจเป็นกลุ่มเศรษฐีหน้าใหม่ในอนาคตหรือไม่? เมื่อพว […]

The post ทำไม Gen X คือว่าที่เศรษฐีหน้าใหม่ผู้มั่งคั่งที่สุดในอีก 10 ปีข้างหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>

Gen X อาจเป็นกลุ่มเศรษฐีหน้าใหม่ในอนาคตหรือไม่? เมื่อพวกเขากำลังจะได้รับมรดกตกทอดจากพ่อแม่ที่ร่ำรวยในยุคก่อนไปเต็มๆ ขณะที่ Millennials และ Gen Z ก็อาจได้รับเงินก้อนโตในฐานะหลานแต่น้อยกว่า เรื่องนี้มีผลต่อบริษัทที่ดูแลสินทรัพย์แค่ไหน?

 

รายงานข่าวจาก CNBC ผลการศึกษา Wealth-X ระบุว่า Gen X อาจเป็นผู้รับผลประโยชน์ที่ใหญ่ที่สุดจากมรดกครั้งใหญ่ด้วยมูลค่า 84 ล้านล้านดอลลาร์ในอีก 10 ปีข้างหน้า

 

ขณะที่คนรุ่น Millennials และ Gen Z คาดหวังว่าจะได้รับมรดกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเช่นกัน เพราะถึงเวลาที่กลุ่มเศรษฐี Baby Boomer (คือคนที่เกิดปี 1946-1964 หรือคนที่มีอายุ 56-74 ปี เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2) เตรียมสละทรัพย์สินและส่งมอบมรดกให้ลูกๆ หลานๆ แต่กลุ่ม Gen X ที่เป็นรุ่นลูกมีแนวโน้มจะได้รับโชคลาภก้อนใหญ่ในระยะเวลาอันใกล้นี้มากกว่า

 

Wealth-X ระบุอีกว่า อายุเฉลี่ยของชาวอเมริกาเหนือกำหนดให้สามารถรับมรดกจากพ่อแม่ที่มีมูลค่า 5 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป เป็นกลุ่มคนที่มีอายุมากกว่า 46 ปี

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 


 

โดยอายุเฉลี่ยผู้ที่คาดว่าจะได้รับมรดกจากพ่อแม่ที่มีมูลค่า 30 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป คืออายุ 47.6 ปี (ชาว Gen X อายุระหว่าง 44-59 ปี กลุ่ม Millennials อายุระหว่าง 28-43 ปี)

 

Alliant Credit Union ระบุว่า ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพความมั่งคั่งอันมหาศาลของกลุ่ม Gen X ซึ่งมักถูกมองข้าม เพราะบริษัทบริหารความมั่งคั่งและธนาคารเอกชนต่างให้ความสำคัญกับผู้มีโอกาสเป็นลูกค้าเป็นส่วนใหญ่ในช่วงอายุหนุ่มสาว 20-30 ปี ที่มากกว่าครึ่งหนึ่งของกลุ่ม Millennials คาดหวังว่าจะได้รับมรดกอย่างน้อย 350,000 ดอลลาร์  

 

Wealth-X ยังเผยอีกว่า บริษัทบริหารจัดการความมั่งคั่ง บริษัทที่ดูแลกลุ่มลักชัวรีและบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่มีเป้าหมายเจาะไปที่ลูกค้าที่มีฐานะร่ำรวยรุ่นต่อไปควรเริ่มพิจารณา Gen X ด้วย 

 

“เพราะสื่อต่างๆ มักเจาะไปที่กลุ่มทายาทรุ่น Millennials และ Gen Z แต่ในความเป็นจริงแล้ว Gen X จะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับมรดกจากพ่อแม่ที่ร่ำรวยของพวกเขาในยุคก่อน”  

 

อย่างไรก็ตาม แม้กลุ่ม Millennials และ Gen Z ก็มีแนวโน้มที่จะได้รับเงินก้อนโตในฐานะหลาน แต่จะมีจำนวนที่น้อยกว่า

 

รายงานระบุอีกว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า ทรัพย์สินมรดกจะยิ่งเข้มข้นมากยิ่งขึ้น เนื่องจากกว่า 1.2 ล้านคนเป็นผู้มีทรัพย์สินมูลค่าตั้งแต่ 5 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป และจะส่งต่อความมั่งคั่งรวมกว่า 31 ล้านล้านดอลลาร์

 

กว่า 2 ใน 3 หรือ 64% จะมาจากกลุ่มผู้มีฐานะร่ำรวยเป็นพิเศษ ซึ่งหมายถึงกลุ่มที่มีทรัพย์สินมูลค่า 30 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป และที่เหลือจำนวนนี้  กว่า 20 ล้านล้านดอลลาร์จะถูกส่งต่อให้ 155,000 คน ซึ่งมีความมั่งคั่งระดับสูง 

 

นอกจากนี้ มหาเศรษฐีหรือผู้ที่มีทรัพย์สินมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป จะมีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของเงินทั้งหมด 31 ล้านล้านดอลลาร์  และบรรดามหาเศรษฐีอาจสละเงินจำนวนนี้ไปประมาณ 5 ล้านล้านดอลลาร์ 

 

ดังนั้น อนาคตการรับมรดกของทายาทผู้สืบทอดจะมีลำดับความสำคัญที่แตกต่างกว่าคนรุ่นก่อน ซึ่งผู้จัดการความมั่งคั่ง บรรดาบริษัทหรู และผู้ใจบุญจำเป็นต้องปรับตัวตาม ขณะที่นักลงทุนรุ่นต่อไปที่จะได้รับอิทธิพลทางเทคโนโลยีมากขึ้น และให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ความยุติธรรมทางสังคม และทั่วโลก มากขึ้นกว่าคนยุคก่อนๆ 

 

สำหรับ Generation X หรือ Gen X คือคนที่เกิดในช่วงปี 1965-1979 Gen X นั้นมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า Yuppie หรือ Young Urban Professionals หมายถึงคนที่เกิดมาในยุคมั่งคั่ง ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย เติบโตมากับการพัฒนาของวิดีโอเกม คอมพิวเตอร์ สไตล์เพลงแบบฮิปฮอป และเป็นยุคที่ควบคุมอัตราการเกิดของประชากร เนื่องจากค่านิยมยุค Baby Boomer ส่งผลให้มีเด็กเกิดมากเกินไป ปัญหาตามมาคือเรื่องของทรัพยากรที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อจำนวนประชากร ปัจจุบันคน Gen X เป็นคนวัยทำงาน มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป

 

อ้างอิง: 

The post ทำไม Gen X คือว่าที่เศรษฐีหน้าใหม่ผู้มั่งคั่งที่สุดในอีก 10 ปีข้างหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลสำรวจพบ Gen Z ไทย ห่วงตกงาน-ความเหลื่อมล้ำ ส่วน Millennials กังวลการเมืองไม่มั่นคง แต่แฮปปี้เรื่องสุขภาพจิต https://thestandard.co/thai-gen-z-millennials/ Wed, 19 Jun 2024 06:05:40 +0000 https://thestandard.co/?p=947019

ดีลอยท์ ประเทศไทย เผยผลสำรวจเจาะลึกมุมมองคนรุ่นใหม่ไทย […]

The post ผลสำรวจพบ Gen Z ไทย ห่วงตกงาน-ความเหลื่อมล้ำ ส่วน Millennials กังวลการเมืองไม่มั่นคง แต่แฮปปี้เรื่องสุขภาพจิต appeared first on THE STANDARD.

]]>

ดีลอยท์ ประเทศไทย เผยผลสำรวจเจาะลึกมุมมองคนรุ่นใหม่ไทย Gen Z และ Millennialsl กว่า 300 คน พบว่า ค่าครองชีพยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างความกังวลให้กับคนรุ่นใหม่ โดย 37% ของ Gen Z และ Millennials มองว่าเป็นเรื่องที่น่ากังวลที่สุด อย่างไรก็ตาม Gen Zยังมีความกังวลเรื่องการว่างงาน (36%) และความเหลื่อมล้ำทางรายได้ (21%) เพิ่มเติม ขณะที่ Millennials กังวลเรื่องความไม่มั่นคงทางการเมือง (24%) มากกว่า

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 

 


 

แม้จะมีความกังวลด้านเศรษฐกิจและสังคม แต่คนรุ่นใหม่ไทยก็ยังให้ความสำคัญกับสุขภาพจิต โดย 42% ของ Gen Zและ 60% ของ Millennials รายงานว่า มีความสุขกับสภาพจิตใจโดยรวมและยังรู้สึกเครียดน้อยลงกว่าปีที่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องการเงินและงานที่ดูเหมือนจะเบาลง

 

อย่างไรก็ตาม มุมมองต่ออนาคตทางเศรษฐกิจของคนรุ่นใหม่ไทยยังไม่สดใสเท่าที่ควร โดย Gen Zและ Millennials กว่าครึ่ง มองว่าเศรษฐกิจในอีก 12 เดือนข้างหน้าจะแย่ลงกว่าเดิม 

 

นอกจากนี้คนรุ่นใหม่ยังไม่ค่อยเชื่อมั่นในบทบาทเชิงบวกของภาคธุรกิจต่อสังคม โดย 42% ของ Gen Zและ 45% ของ Millennials เชื่อว่า องค์กรภาคธุรกิจสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ คนรุ่นใหม่ไทยให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก โดย 81% ของ Gen Zและ 92% ของ Millennials กังวลเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างมีนัยสำคัญ 

 

ผลสำรวจพบว่ากว่า 90% ของคนรุ่นใหม่ยังยินดีจ่ายแพงขึ้น เพื่อสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีแนวปฏิบัติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การลดการเดินทางและการเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้า

 

ในเรื่องของการทำงาน คนรุ่นใหม่ไทยให้ความสำคัญกับการมีเป้าหมายในการทำงาน โดย 96% ของ Gen Zและ 99% ของ Millennials มองว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก 

 

อีกทั้งกว่าครึ่งยังเคยปฏิเสธงานที่ไม่ตรงกับจริยธรรมและความเชื่อของตัวเอง และมองหาองค์กรที่ให้ความสำคัญกับ Work Life Balance และโอกาสในการเรียนรู้

 

ถึงแม้จะมีความกังวลและความคาดหวังสูง แต่คนรุ่นใหม่ไทยก็ยังมองโลกในแง่ดี โดยกว่า 70% เชื่อว่า นายจ้างใส่ใจสุขภาพจิตของพนักงานและกล้าที่จะพูดคุยเรื่องความเครียดกับหัวหน้างานได้อย่างเปิดอก ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก

 

ผลสำรวจนี้สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายและความซับซ้อนของคนรุ่นใหม่ไทยที่มีความคิดเป็นของตัวเอง ใส่ใจสิ่งแวดล้อม แคร์สุขภาพจิต และทำงานด้วยแพสชัน ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่องค์กรต่างๆ ควรนำไปปรับใช้ เพื่อดึงดูดและรักษาคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพเหล่านี้

 

ภาพ: Kimberrywood / Shutterstock

The post ผลสำรวจพบ Gen Z ไทย ห่วงตกงาน-ความเหลื่อมล้ำ ส่วน Millennials กังวลการเมืองไม่มั่นคง แต่แฮปปี้เรื่องสุขภาพจิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: วิจัยพบความสุข Gen Z ลด สุขภาพใจย่ำแย่กว่า Millennials ในช่วงวัยเดียวกัน | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-23032024/ Sat, 23 Mar 2024 00:00:32 +0000 https://thestandard.co/?p=914491

งานวิจัยใหม่เผยความกังวลต่อคน Gen Z ในสหรัฐฯ ที่ ‘มีควา […]

The post ชมคลิป: วิจัยพบความสุข Gen Z ลด สุขภาพใจย่ำแย่กว่า Millennials ในช่วงวัยเดียวกัน | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
  • งานวิจัยใหม่เผยความกังวลต่อคน Gen Z ในสหรัฐฯ ที่ ‘มีความสุขกับชีวิต’ น้อยกว่ากลุ่มคน Gen ก่อนๆ ในช่วงอายุเท่ากัน และสภาพจิตใจยังอยู่ในเกณฑ์ ‘ย่ำแย่’ มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: วิจัยพบความสุข Gen Z ลด สุขภาพใจย่ำแย่กว่า Millennials ในช่วงวัยเดียวกัน | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
งานวิจัยพบ ความสุขของ Gen Z ลดลง แถมสุขภาพใจก็ย่ำแย่กว่า Millennials ในช่วงวัยเดียวกัน https://thestandard.co/gen-z-happiness-is-declining/ Sun, 17 Mar 2024 02:26:05 +0000 https://thestandard.co/?p=912079

งานวิจัยใหม่เผยภาพน่าห่วงของ Gen Z ในสหรัฐฯ ที่ ‘มีความ […]

The post งานวิจัยพบ ความสุขของ Gen Z ลดลง แถมสุขภาพใจก็ย่ำแย่กว่า Millennials ในช่วงวัยเดียวกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

งานวิจัยใหม่เผยภาพน่าห่วงของ Gen Z ในสหรัฐฯ ที่ ‘มีความสุขกับชีวิต’ น้อยกว่ากลุ่มคนรุ่นก่อนๆ โดยเฉพาะ Millennials ในตอนที่อายุเท่ากัน แถมสภาพจิตใจยังอยู่ในเกณฑ์ ‘ย่ำแย่’ มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 

ผลการศึกษาโดย Gallup และ Walton Family Foundation ระบุว่า Gen Z (เกิดระหว่างปี 1997-2012) ชาวอเมริกันมีความสุขกับชีวิตเพียง 47% เท่านั้น ซึ่งต่ำสุดเมื่อเทียบกับทุกเจเนอเรชันในปัจจุบัน และน้อยกว่า Millennials เมื่อตอนอายุเท่ากันอย่างมาก

 

นักวิจัยสำรวจกลุ่มตัวอย่างกว่า 3,000 คน ช่วงอายุ 12-26 ปี โดยให้ผู้ตอบประเมินชีวิตในปัจจุบันและอนาคต ใครที่ให้คะแนนดีทั้งสองด้านจัดอยู่ในกลุ่ม ‘มีความสุข’ (Thriving) ผลปรากฏว่า Gen Z วัย 18-26 ปี เพียง 41% ที่อยู่ในกลุ่มนี้ ขณะที่ Millennials ตอนอายุเท่ากัน มีกลุ่ม ‘มีความสุข’ สูงถึง 60%

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 


 

หลายคนตั้งคำถามว่า การแบ่งคนตามช่วงอายุแบบนี้ไม่ยุติธรรมและไม่มีหลักวิทยาศาสตร์รองรับ แถมยังทำให้เกิดภาพเหมารวมด้วย

 

แต่ถึงอย่างนั้นนักวิจัยก็บอกว่า การศึกษาเชิงเจเนอเรชันช่วยชี้ให้เห็นปัญหาของแต่ละช่วงวัย และแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงไปเมื่อเวลาผ่านไป

 

เมื่อเทียบกับคนรุ่นก่อนๆ Gen Z  มีแนวโน้มที่จะเผชิญกับอารมณ์ด้านลบสูงกว่ามาก ทั้งความเครียด วิตกกังวล และความเหงา

 

งานวิจัยนี้ยังพบหลักฐานว่า ปัญหาสุขภาพใจของ Gen Z แตกต่างจากคนรุ่นก่อนที่อายุเท่ากันอย่างชัดเจน ตัวอย่างสำคัญคือ เมื่อให้ประเมินสุขภาพจิตของตัวเองตอนนี้ พบว่า Gen Z วัย 18-26 ปี ตอบว่า ‘ดีมาก’ เพียงแค่ 15% เทียบกับ Millennials เมื่อ 10 ปีที่แล้ว กลุ่มนี้มีมากถึง 52% ที่ให้คำตอบแบบเดียวกัน!

 

ทำไมถึงลดฮวบฮาบขนาดนี้? นักวิจัยมองว่า ภาพรวมของความเสื่อมถอยด้านสุขภาพจิตของทุกเจเนอเรชันตลอด 10 ปีที่ผ่านมาก็มีส่วนทำให้ตัวเลขน่าตกใจ แต่ก็มีอีกหลายปัจจัยแฝงอยู่ด้วย

 

งานวิจัยหลายชิ้นก่อนหน้าก็ส่งสัญญาณถึงปัญหาสุขภาพจิตของ Gen Z มาก่อนแล้ว เช่น งานวิจัยของ CDC (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ) ที่บอกว่า ปัญหาดังกล่าวโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กสาววัยรุ่น นี่เป็นปัญหาที่สำคัญ

 

แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้ทำให้ภาพอนาคตของ Gen Z มืดมนไปหมด เพราะจากการศึกษา คนกลุ่มนี้ราว 3 ใน 4 ยังคงเชื่อว่าพวกเขามีอนาคตข้างหน้าที่สดใสรออยู่ และถึงแม้จะบอกว่าสุขภาพใจไม่โอเค แต่ก็สะท้อน ‘ความกล้า’ ที่จะเผชิญกับปัญหาได้ดีกว่าคนรุ่นก่อนๆ

 

นอกจากสุขภาพจิต การศึกษาก็ชี้ประเด็นอื่นๆ ด้วย

 

  • การเข้าถึงการศึกษาที่ดี: นักเรียน Gen Z ราว 53% เชื่อว่าตัวเองจะมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาในระดับที่ต้องการได้
  • ความปลอดภัยในโรงเรียน: 40% ของนักเรียน Gen Z กังวลมากระดับหนึ่งเกี่ยวกับความรุนแรงที่อาจเกิดจากอาวุธปืนในโรงเรียน
  • เป้าหมายชีวิต: 69% ของ Gen Z บอกว่าเป้าหมายสำคัญของพวกเขาคือการหาเงินให้ ‘เพียงพอต่อการใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบาย’

 

นักวิจัยตั้งใจศึกษา Gen Z แบบต่อเนื่อง เพื่อสร้างข้อมูลเชิงลึกให้กับคนทำงานด้านการวางนโยบายต่างๆ ต่อไป

 

อ้างอิง:

The post งานวิจัยพบ ความสุขของ Gen Z ลดลง แถมสุขภาพใจก็ย่ำแย่กว่า Millennials ในช่วงวัยเดียวกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Millennials และ Gen Z หันมาสนใจสะสมงานศิลปะ ทำให้ตลาดเปลี่ยนไปอย่างไร https://thestandard.co/millennials-gen-z-art-industry-assets-performance-stocks/ Fri, 05 Jan 2024 12:24:05 +0000 https://thestandard.co/?p=884724 Millennials Gen Z งานศิลปะ

แม้ว่าปีที่แล้วจะมีบางช่วงที่ตลาดศิลปะชะลอตัวไปบ้าง แต่ […]

The post Millennials และ Gen Z หันมาสนใจสะสมงานศิลปะ ทำให้ตลาดเปลี่ยนไปอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
Millennials Gen Z งานศิลปะ

แม้ว่าปีที่แล้วจะมีบางช่วงที่ตลาดศิลปะชะลอตัวไปบ้าง แต่ตามรายงาน The Wealth Report ของ Knight Frank ที่เก็บข้อมูลตั้งแต่ช่วงกลางปี 2022-2023 งานศิลปะถือว่ามีดัชนีการเติบโตสูงที่สุดในหมวดหมู่ของสะสมอยู่ที่ 30% ในรอบ 12 เดือน กลายเป็นสินทรัพย์ม้ามืดที่ดึงดูดใจ ยิ่งในช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นยังไม่มีเสถียรภาพ นักลงทุนรุ่นใหม่เริ่มใช้ความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น เพื่อสร้างพอร์ตการลงทุนสู่สินทรัพย์ทางเลือกที่ว่ากันว่าให้ผลตอบแทนดีกว่า S&P 500 โดยเฉพาะในกลุ่ม Millennials และ Gen Z ที่หลั่งไหลเข้าสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว จนได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘แรงผลักดันใหม่’ ในตลาด 

 

The Fine Art Group บริษัทที่ปรึกษาการเงินด้านศิลปะระดับโลก มีอัตราผลตอบแทนของสินทรัพย์อยู่ที่ 14% เมื่อเทียบกับ S&P 500 ซึ่งมีอัตราผลตอบแทนต่อปีที่ 11.88% ในขณะที่การวิจัยของ Artprice.com รายงานว่า ดัชนี Artprice100 ซึ่งติดตามศิลปินที่มีผลงานดีที่สุด 100 อันดับแรกในการประมูล ผลงานศิลปะให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาดหุ้น Wall Street ถึง 2 เท่าในปี 2023 โดยในปี 2022 ยอดขายงานศิลปะทั่วโลกเพิ่มขึ้น 3% เป็นประมาณ 6.78 หมื่นล้านดอลลาร์ 

 

จากรายงานต่างๆ ชี้ให้เห็นว่า ตลาดผลงานศิลปะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและเคยมีตัวอย่างมาแล้ว เช่น หลังวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ในปี 2010 ตลาดมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 44% เป็น 6.46 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในปี 2011 ด้วยแรงสนับสนุนจากนักสะสมจีน ผนวกกับตลาดในสหรัฐฯ ที่ค่อยๆ แข็งแกร่ง 

 

โดยการระบาดครั้งใหญ่ที่เพิ่งผ่านมาได้ปรับเปลี่ยนทิศทางการประมูลศิลปะไปสู่โลกออนไลน์ เปิดให้ผู้ที่อาจไม่เคยก้าวเข้าไปในแกลเลอรีมาก่อนได้ลองเข้าสู่การลงทุนทางศิลปะ โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งของสินค้าที่ Christie’s ขายในไตรมาสแรกของปี 2023 เป็นการซื้อ-ขายทางออนไลน์เพิ่มขึ้นจาก 20% ในปี 2019 

 

ผู้ซื้อรายใหม่เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นชาว Millennials ที่เริ่มสนใจศิลปะผ่านทางศิลปินร่วมสมัย ก่อนที่จะก้าวไปสู่ผลงานเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ยังได้แรงหนุนจากบุคคลที่มีชื่อเสียง ไม่ว่าจะเป็น Robert Pattinson, Oprah Winfrey หรือครอบครัว Kardashian ที่หันมาเป็นนักสะสมงานศิลปะและขับเคลื่อนวัฒนธรรมนี้ผ่านโซเชียลมีเดีย 

 

ปัจจุบันคนในรุ่น Millennials เป็นกลุ่มคนที่ใช้จ่ายในตลาดศิลปะสูงสุดเฉลี่ยอยู่ที่ 228,000 ดอลลาร์ หรือราวๆ 7.8 ล้านบาท และมีถึง 30% ของคนรุ่น Millennials ที่ใช้จ่ายมากกว่า 1 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่คนรุ่น Baby Boomer ใช้จ่ายเกิน 1 ล้านดอลลาร์อยู่ที่ 17 % เท่านั้น 

 

เมื่อลูกค้าเป็นคนรุ่นใหม่ ทิศทางของความสนใจในผลงานศิลปะก็เปลี่ยนทิศไปที่ศิลปะร่วมสมัยที่มีแนวโน้มจะเพิ่มมูลค่าได้เร็วกว่า และเริ่มสนใจผลงานของศิลปินรุ่นใหม่ไปพร้อมๆ กับงานศิลปะจากศิลปินระดับปรมาจารย์ 

 

จากสถิติของบริษัทการประมูลใหญ่ๆ ผลงานของศิลปินที่เกิดหลังปี 1980 ได้รับการประมูลเพิ่มขึ้นอย่างมาก รวมทั้งผลงานของศิลปินหญิงที่เคยทำราคาได้ไม่ดีเท่าศิลปินชายก็ค่อยๆ ได้รับความนิยมมากขึ้น โดยผลงานที่เข้าร่วมการประมูลในปี 2022 ประมาณ 1 ใน 3 เป็นของศิลปินหญิง และหากวัดจากผลงานทำลายสถิติการประมูลในปีนั้นก็เป็นของศิลปินหญิงถึง 40% 

 

และล่าสุดในเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ผลงาน Spider (1996) ของ Louise Bourgeois ขายได้ในราคา 32.8 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นราคาที่สูงที่สุดในการประมูลผลงานของประติมากรหญิง

 

โดยภูมิภาคที่เติบโตขึ้นมากคือตลาดเอเชีย-แปซิฟิก จากเหล่าผู้ประมูลหน้าใหม่ที่ร่ำรวยจากธุรกิจบันเทิง แฟชั่น เกม ฟินเทค และคริปโต รวมถึงการไม่จำกัดความสนใจอยู่ที่ศิลปินจากยุโรปและอเมริกา แต่ขยายขอบเขตไปสู่ศิลปินจากชาติอื่นๆ ทั้งฝั่งเอเชียและแอฟริกา

 

นอกจากนี้นวัตกรรมยังช่วยสร้างแพลตฟอร์มให้ศิลปินมีพื้นที่ขายงานศิลปะ และคนรุ่นใหม่ก็เข้าถึงผลงานได้ง่ายขึ้น อย่างเช่น LiveArt แพลตฟอร์มการซื้อ-ขายและฐานข้อมูลราคาที่บุคคลทั่วไปสามารถซื้อและขายงานศิลปะได้ ทำให้ปัจจุบันไม่จำเป็นต้องเป็นคนร่ำรวยระดับมหาเศรษฐีก็มีสิทธิ์เป็นเจ้าของผลงานศิลปะได้ด้วย

 

อย่างไรก็ตาม การลงทุนในผลงานศิลปะก็เหมือนการลงทุนประเภทอื่นคือ ผลกำไรในอดีตไม่อาจยืนยันกำไรในอนาคต เมื่อผนวกเข้ากับพื้นฐานของการสะสมมักเกิดจากความชื่นชอบส่วนตัว ทำให้หลายครั้งก็พลาดโอกาสการขายในช่วงเวลาที่ราคาขึ้นเพราะตัดใจไม่ได้ ซึ่งแตกต่างจากการบริหารการลงทุนอย่างอื่นที่ไม่ได้ใช้ความรู้สึกส่วนตัวเข้าไปเกี่ยวข้อง

 

ในทางกลับกัน เมื่อการสะสมงานศิลปะไม่ได้เกิดจากความหลงใหล ก็ทำให้นักสะสมขาดแรงบันดาลใจในการหาข้อมูลเกี่ยวกับผลงาน กลายเป็นความเสี่ยงที่จะเป็นเจ้าของผลงานที่ไม่มีคุณค่าเท่าที่หวัง รวมทั้งการหวังเก็งกำไรในระยะสั้นก็อาจทำให้ใจร้อนรีบขาย ทั้งๆ ที่ราคาอาจจะไปได้อีกไกล ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วผลงานที่เกิดขึ้นระหว่างปี 1850-1950 จะต้องใช้เวลาประมาณ 5 ปีจึงจะเห็นผลของการลงทุน แต่ก็ขึ้นอยู่กับแหล่งที่มา การจัดเก็บ ความถูกต้อง หรือแม้แต่ชื่อเสียงเจ้าของเดิมของของชิ้นนั้นด้วย

 

Las Meninas II ของ Simone Leigh (2019) ราคาประมาณ 106.2 ล้านบาท  

 

ผลงานประติมากรรมดินเผาของประติมากรหญิง Simone Leigh สร้างสถิติการประมูลใหม่ของเธอด้วยราคา 3.1 ล้านดอลลาร์ หรือราวๆ 106.2 ล้านบาท สูงกว่าราคาเฉลี่ย 3% โดยผลงานชิ้นนี้ทำขึ้นจากเหล็ก ใบปาล์ม และเครื่องเคลือบดินเผา แสดงถึงความเป็นผู้หญิงผิวดำ อำนาจอธิปไตย และศิลปะของชาวแอฟริกันพลัดถิ่น

 

Night Studio ของ Nicole Eisenman (2009) ราคาประมาณ 82.3 ล้านบาท 

 

 

ผลงานของจิตรกรหญิง Nicole Eisenman ที่ทำราคาได้สูงกว่าราคาประเมินถึง 143% โดยทำลายสถิติผลงานก่อนหน้าคือ Mermaid Catch (1996) ซึ่งขายในปี 2021 ด้วยราคา 1.2 ล้านดอลลาร์ หรือราวๆ 41.1 ล้านบาท 

 

Prophet ของ El Anatsui (2012)  ราคาประมาณ 78.9 ล้านบาท

 

ผลงานของประติมากรชาวกานาที่มักสร้างสรรค์งานศิลปะจากวัสดุที่ใช้ในชีวิตประจำวัน โดย Prophet ทำขึ้นจากฝาขวดอะลูมิเนียมและลวดทองแดง ผลงานชิ้นนี้ทำราคามากกว่าที่ประเมินไว้ถึง 123% สูงกว่าสถิติก่อนหน้าของศิลปินที่ 1.95 ล้านดอลลาร์ หรือราวๆ 66.9 ล้านบาท กับผลงาน New Layout ซึ่งขายไปในปี  2021

 

To the Approach of Beauty its Body is Fungible (2020) ของ Justin Caguiat ราคาประมาณ 27 ล้านบาท

 

 

ผลงานของศิลปินชาวญี่ปุ่นที่เคยมีผลงานขึ้นประมูลเพียง 2 ครั้ง แต่ก็ทำราคาได้อย่างน่าประทับใจ โดย To the Approach of Beauty its Body is Fungible เป็นการผสมผสานศิลปะที่เป็นนามธรรมและสไตล์มืดมนเหมือนความฝัน ผลงานชิ้นนี้ทำราคาได้มากกว่าที่ประมาณการไว้ถึง 350% เลยทีเดียว

 

Ice Queen (2019) ของ Robin F. Williams ราคาประมาณ 14.7 ล้านบาท 

 

 

อีกหนึ่งผลงานของศิลปินหญิงที่มักจะวาดภาพผู้หญิงในสถานการณ์ต่างๆ โดย Ice Queen เป็นผลงานชิ้นแรกของศิลปินที่ทำลายสถิติเดิมของเธอคือภาพ Nude Waiting it Out (2017) ซึ่งขายได้ในราคา 327,600 ดอลลาร์ หรือราวๆ 11.2 ล้านบาท มากกว่าราคาประเมินถึง 87% แต่ Ice Queen ทำได้มากกว่าที่  243%

 

อ้างอิง:

The post Millennials และ Gen Z หันมาสนใจสะสมงานศิลปะ ทำให้ตลาดเปลี่ยนไปอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ต่าง Gen ต่างใจ! รวมความเชื่อเรื่องการเงินที่คนแต่ละ Gen มักเข้าใจผิดเพราะยุคสมัยที่เปลี่ยนไป https://thestandard.co/generation-wealth-believes/ Sat, 07 Oct 2023 03:52:41 +0000 https://thestandard.co/?p=851724 ความเชื่อเรื่องการเงิน

เมื่อเงินเปรียบเสมือนส่วนหนึ่งของชีวิต จังหวะการใช้เงิน […]

The post ต่าง Gen ต่างใจ! รวมความเชื่อเรื่องการเงินที่คนแต่ละ Gen มักเข้าใจผิดเพราะยุคสมัยที่เปลี่ยนไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความเชื่อเรื่องการเงิน

เมื่อเงินเปรียบเสมือนส่วนหนึ่งของชีวิต จังหวะการใช้เงินนั้นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ปัญหาที่หลายคนไม่รู้ตัวคือจังหวะการใช้เงินของเราไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน กล่าวคือหลายคนยังคงแนวคิดเดิมแม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไป เช่น เรารู้ดีว่าเราควรออมเงินเพื่อใช้ในวัยเกษียณ แต่เรากลับรับความเสี่ยงที่ผิดประเภท เมื่อถึงจุดหนึ่งที่แผนการเงินในวัยเด็กของเราไม่สมเหตุสมผล แต่เราก็ยังคงเดินหน้าต่อไป เป็นต้น

 

ที่ปรึกษาทางการเงินกล่าวว่า จังหวะที่ผิดพลาดเพราะยุคสมัยที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะเมื่อคนแต่ละรุ่นจะต้องก้าวเข้าสู่ช่วงใหม่ของชีวิต เช่น Gen Z เกือบครึ่งกำลังเข้าสู่วัยทำงาน คนรุ่น Millennials ที่กำลังสร้างฐานะและครอบครัว Gen X ที่กำลังอยู่จุดสูงสุดของความมั่งคั่ง และกลุ่ม Baby Boomer ที่ทยอยเข้าสู่วัยเกษียณ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เกิดขึ้นในตอนที่อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นกว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ขณะที่ตลาดแรงงานเริ่มซบเซาลง และสภาคองเกรสยังไม่สามารถตัดสินได้ว่าสหรัฐอเมริกาหลุดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้หรือไม่

 

Mark Struthers นักวางแผนการเงินของ Sona Wealth ระบุว่า ปัญหาการวางแผนที่ผิดพลาดมักมาจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป เช่น ในปัจจุบันผู้คนมีอายุยืนขึ้น แต่ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ค่ารักษาพยาบาล และค่าที่อยู่อาศัยกลับเพิ่มขึ้นเร็วกว่าค่าจ้างที่ได้รับ

 

ในบทความนี้จะยกตัวอย่างความเชื่อทางการเงินของคนแต่ละ Generation ว่าความเชื่อดังกล่าวยังใช้ได้อยู่ในปัจจุบันหรือไม่

 

  1. Gen Z: แรงงานรุ่นใหม่ล่าสุด ผู้เติบโตขึ้นในช่วงเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ Gen Z ช่วงแรกๆ จึงให้ความสำคัญกับการออมและการลงทุนตั้งแต่อายุยังน้อยเมื่อเทียบกับคนรุ่นเก่า

 

‘หนี้ทุกรูปแบบเป็นสิ่งไม่ดี’

การรีบเร่งชำระหนี้ก็เป็นกลยุทธ์ที่ดี แต่การจัดการหนี้อย่างแข็งกร้าวเกินไปก็อาจมีข้อเสียที่ไม่คาดคิดได้ เพราะการให้ความสำคัญกับการขจัดหนี้ราคาถูกมากเกินไปอาจทำให้ผู้กู้ยืมไม่สามารถสร้างกองทุนฉุกเฉินหรือบรรลุเป้าหมายทางการเงินที่สำคัญอื่นๆ ได้

 

Douglas Boneparth จาก Bone Fide Wealth ได้แนะนำว่าให้จัดการกับหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า 7% และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีเงินสดสำรองคงเหลือไว้หลายเดือนก่อนที่จะก่อหนี้รูปแบบใหม่ๆ

 

‘ลงทุนในสิ่งที่รู้จัก’

แม้การลงทุนในสิ่งที่รู้จักตามแนวคิดของ Peter Lynch จะเป็นสิ่งที่ดี แต่ปัญหาคือ Gen Z อาจมีความรู้ด้านเทคโนโลยีมากเกินไป แม้ว่าบริษัทอย่าง Apple, Alphabet, Microsoft และ Amazon จะดำเนินธุรกิจมาอย่างยาวนาน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีอยู่เสมอ

 

Karen Ogden หุ้นส่วนของ Envest Asset Management ระบุว่า นักลงทุน Gen Z ควรทำความเข้าใจว่าบริษัทเทคโนโลยีที่มีการเติบโตจะได้รับผลกระทบในทางลบเมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น และแนะนำว่าให้กระจายความเสี่ยงด้วยการซื้อหุ้นหลายประเภท

 

‘ตลาดแรงงานมักแข็งแกร่งอยู่เสมอ’

Gen Z เริ่มเข้าสู่ตลาดแรงงานที่ถูกกักขังมาจากการระบาดใหญ่ ทำให้ตลาดแรงงานแข็งแกร่ง แต่ประสบการณ์ในช่วงแรกๆ เหล่านี้อาจทำให้คนงานอายุน้อยมีทัศนคติเชิงบวกมากเกินไปเกี่ยวกับอำนาจการเจรจาต่อรองของพวกเขา ซึ่งปัญหาคืออะไรที่มักขึ้นมาก็จะลงไปในที่สุด ผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเพื่อต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อได้ส่งผลกระทบต่อนายจ้างแล้ว เห็นได้จากการเลิกจ้างจำนวนมากในภาคเทคโนโลยีและธนาคารในปีนี้ หรือการผลักดันของนายจ้างที่ต้องการให้พนักงานกลับมาทำงานที่ออฟฟิศ

 

Sarah Paulson ประธานบริษัท Valkyrie Financial กล่าวว่า แม้ว่าในปัจจุบันการเปลี่ยนงานหรือการต่อรองค่าจ้างให้สูงขึ้นจะเป็นเรื่องที่ยาก แต่สิ่งที่ทำได้คือหมั่นเรียนรู้และประเมินทักษะใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

 

  1. Millennials: เป็นวัยที่กำลังเจอกับเหตุการณ์สำคัญ เช่น การแต่งงาน การเป็นเจ้าของบ้าน และการมีลูก แต่ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ที่อยู่อาศัย และการดูแลสุขภาพที่สูงขึ้น ทำให้การประหยัดเงินทำได้ยากขึ้นสำหรับชาว Millennials

 

‘หลีกเลี่ยงความเสี่ยงให้ได้มากที่สุด’

นักวิจัยตั้งข้อสังเกตว่า คนรุ่น Millennials ไม่ชอบความเสี่ยงในชีวิตและการลงทุน ซึ่งมักเป็นผลมาจากประสบการณ์ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ แต่การหลีกเลี่ยงความเสี่ยงนั้นยังหมายถึงการมองข้ามโอกาสที่ตามมาด้วย ในช่วงที่ตลาดหุ้นดิ่งลงอย่างรุนแรงเมื่อปีที่แล้ว คนรุ่น Millennials มีแนวโน้มละทิ้งตลาดมากกว่าคนรุ่นอื่นๆ ซึ่งก็เป็นการทิ้งโอกาสหลังจากที่ในปีนี้ตลาดหุ้นเริ่มฟื้นตัว

 

Paulson ระบุว่า คนรุ่น Millennials จำนวนมากสนใจในกองทุนเกษียณที่พวกเขาเชื่อว่าให้ผลตอบแทนอย่างมั่นคง แต่เมื่อ Paulson อธิบายไปว่าท้ายที่สุดแล้วกองทุนเหล่านี้ก็คือเงินสดที่มีประสิทธิภาพรูปแบบหนึ่ง ซึ่งไม่น่าให้ผลตอบแทนที่เพียงพอในยามเกษียณ ก็ทำให้ความคิดของคนรุ่นนี้เปลี่ยนไป และทำให้เชื่อว่ายังสามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงกว่านี้ได้

 

‘อิสระทางการเงินคือเป้าหมายที่สำคัญ’

คนรุ่น Millennials จำนวนมากที่แต่งงาน มีพอร์ตการลงทุนที่แยกออกจากกัน แต่ Ogden มองว่าพอร์ตการลงทุนที่แยกกันอาจทำให้พลาดผลตอบแทนในด้านหนึ่ง หรือรับความเสี่ยงมากเกินไปในอีกด้านหนึ่ง ซึ่งเชื่อว่าแนวคิดนี้เป็นอะไรที่อนุรักษนิยมเกินไป

 

ฉะนั้น Ogden ได้แนะนำให้คู่รักตรวจสอบพอร์ตการลงทุนรวมเป็นประจำทุกปีเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาไม่มีจุดบอด ติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง และตรวจสอบให้แน่ใจว่าพอร์ตการลงทุนไม่ได้ลงทุนแบบเสี่ยงเกินไปหรือระมัดระวังเกินไป

 

‘ไลฟ์สไตล์ควรเป็นเหมือนพ่อแม่แล้ว’

หลายคนที่มีช่วงอายุ 30 ปี หรือ 40 ปี มักมีความเชื่อที่ว่าควรใช้ชีวิตให้เหมือนพ่อแม่ได้แล้ว แต่ปัจจุบันไม่เหมือนอดีตแล้ว คนรุ่น Millennials ต้องจ่ายเงินเฉลี่ย 328,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อซื้อบ้าน เทียบกับเพียง 216,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นราคาที่คนรุ่น Baby Boomer ต้องจ่ายเมื่ออายุใกล้เคียงกัน

 

Boneparth กล่าวว่า “เมื่อคุณทำงานหนักและได้รับเงินมากขึ้น มันเป็นเรื่องปกติที่คุณจะยังคงใช้จ่ายมากขึ้น แต่ก็ให้แน่ใจว่าสัดส่วนการลงทุนจะเพิ่มขึ้นไปพร้อมกับการใช้จ่ายเช่นเดียวกัน”

 

  1. Gen X: คนช่วงวัยกลาง 40 ปี และ 50 ปี จำนวนมากกำลังก้าวเข้าสู่บทบาทการเป็นแซนด์วิช กล่าวคือคนเหล่านี้ต้องดูแลเด็กๆ ไปพร้อมกับพ่อแม่วัยชราด้วย

 

‘พ่อแม่คงไม่อยากให้ใครสอดรู้สอดเห็น’

การสนทนาในเรื่องความไว้วางใจ ทรัพย์สิน หรือความต้องการดูแลระยะยาวของพ่อแม่สูงวัยอาจเป็นเรื่องที่น่าอึดอัดใจ ซึ่งเป็นประเด็นที่ Marguerita Cheng ซีอีโอของ Blue Ocean Global Wealth ถูกคน Gen X นำมาปรึกษาเป็นจำนวนมาก แต่การหลีกเลี่ยงการสนทนาในเรื่องเหล่านี้อาจทำให้อะไรหลายๆ อย่างทำได้ยากขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น พ่อแม่เกิดมีปัญหาสุขภาพโดยที่ไม่รู้ตัว

 

เคล็ดลับประการหนึ่งที่ Cheng แนะนำคือการใช้เหตุการณ์สำคัญในชีวิตเป็นโอกาสในการหารือถึงการวางแผนที่ยากลำบาก เช่น ใช้การเกิดของลูกคนที่สองเป็นแรงผลักดันให้พ่อแม่ประเมินแผนอสังหาอีกครั้ง

 

‘ควรซื้อบ้านสักหลัง’

การเป็นเจ้าของบ้านถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จและความมั่นคง แต่ความล้มเหลวจากเหตุการณ์ เช่น ฟองสบู่ดอทคอม, วิกฤตอสังหาในปี 2008 และการระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้คนกลุ่ม Gen X ออกจากตลาดมากกว่าคนรุ่นก่อนๆ หากใครมีความคิดที่จะซื้อบ้าน การจำนองบ้าน 30 ปีในช่วงอายุ 40 ปีกลางๆ และ 50 ปี นั่นหมายถึงการจ่ายดอกเบี้ยบ้านไปจนถึงช่วงเกษียณอายุแล้ว

 

Struthers เชื่อว่าการเช่าบ้านอาจเป็นตัวเลือกที่ไม่ย่ำแย่เสมอไป หากตัดอารมณ์ความเป็นเจ้าของบ้านแล้ว ค่าเช่าบ้านมักจะมีราคาถูกกว่าดอกเบี้ยบ้าน และก็นำส่วนต่างเหล่านั้นไปลงทุนเพื่อเพิ่มมูลค่าสุทธิของทรัพย์สินได้

 

  1. Baby Boomer: ในฐานะที่เป็นคนกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจหลังสงคราม คนกลุ่มนี้จึงได้เข้าสู่วัยเกษียณอย่างแข็งแกร่งโดยได้รับการสนับสนุนจากเงินบำนาญ เงินออม และประกันสังคม แต่ด้วยอัตราเงินเฟ้อที่ยังสูงอยู่และอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้เกษียณอาจต้องประเมินแผนทางการเงินใหม่บ้าง

 

‘จะต้องจ่ายค่าบ้านให้หมดก่อนเกษียณให้ได้’

เป้าหมายในการกำจัดค่าที่อยู่อาศัยก่อนเลิกทำงานก็เป็นความคิดที่ดี แต่ผู้ที่เน้นย้ำในเป้าหมายนี้มากเกินไปอาจทำให้สูญเสียความได้เปรียบจากวัฏจักรเศรษฐกิจครั้งก่อน อัตราการจำนองบ้านเคยอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์มานานหลายปี โดยมีช่วงหนึ่งที่มีเพียง 2% การใช้เงินสดเพื่อกำจัดหนี้ราคาถูกออกไปโดยสิ้นเชิงอาจทำให้รู้สึกดี แต่หากนำเงินเหล่านั้นไปลงทุนแทนก็อาจได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าในตลาด หรือแม้แต่บัญชีออมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น

 

Cheng เคยให้คำแนะนำแก่ลูกค้าวัยเกษียณอายุที่ต้องการจ่ายเงินค่าบ้านให้หมดไปว่า ลองจ่ายแค่ครึ่งเดียวและนำเงินไปลงทุนบ้าง ผลที่ได้คือลูกค้ามีความพึงพอใจในการชำระหนี้บ้านแม้ในอัตราที่ต่ำลง แต่ก็ยังสร้างผลตอบแทนในตลาดได้มากขึ้น

 

‘แบ่งสัดส่วนการลงทุน โดยใช้เคล็ดลับ 100 – อายุของตนเอง’

เคล็ดลับการจัดสรรสินทรัพย์ที่มีมายาวนานสำหรับคนทั่วไปคือการเอา 100 ลบอายุของตน และลงทุนในเปอร์เซ็นต์ที่ได้ในหุ้น ขณะที่เงินจำนวนอื่นๆ ไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ปลอดภัย เช่น พันธบัตร แต่ปัจจุบันสิ่งต่างๆ เริ่มมีราคาแพงมากขึ้น นักวางแผนหลายคนเชื่อว่าคนรุ่น Baby Boomer อาจต้องการหุ้นในพอร์ตการลงทุนมากกว่าคนรุ่นก่อนๆ

 

โดย Struthers ประมาณการว่า นักลงทุนรุ่น Baby Boomer ควรเพิ่มการลงทุนในหุ้นประมาณ 30% ซึ่งอาจเป็นการเพิ่มจำนวนหุ้นในพอร์ตการลงทุนด้วยก็ได้ และเชื่อว่าจะส่งผลให้รายได้หลังเกษียณสูงขึ้น

 

อ้างอิง:

The post ต่าง Gen ต่างใจ! รวมความเชื่อเรื่องการเงินที่คนแต่ละ Gen มักเข้าใจผิดเพราะยุคสมัยที่เปลี่ยนไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
1 ใน 3 ของชาวมิลเลนเนียลและ Gen Z พร้อม ‘ใช้เงินเพื่อการท่องเที่ยว’ เฉลี่ย 70,000 บาท/ครั้ง แม้มากกว่าเงินเดือนถึง 2 เท่าก็ยอมเปย์ https://thestandard.co/millennials-and-gen-z-admit-travel-fee/ Thu, 07 Sep 2023 12:59:47 +0000 https://thestandard.co/?p=838822 การท่องเที่ยว

อย่างที่รู้กันว่าสำหรับชาวมิลเลนเนียลและ Gen Z แล้ว ‘เร […]

The post 1 ใน 3 ของชาวมิลเลนเนียลและ Gen Z พร้อม ‘ใช้เงินเพื่อการท่องเที่ยว’ เฉลี่ย 70,000 บาท/ครั้ง แม้มากกว่าเงินเดือนถึง 2 เท่าก็ยอมเปย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
การท่องเที่ยว

อย่างที่รู้กันว่าสำหรับชาวมิลเลนเนียลและ Gen Z แล้ว ‘เรื่องเที่ยว’ ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่ยอมน้อยหน้า ซึ่งสิ่งที่สะท้อนได้คือการพร้อมที่จะใช้เงินแม้มากกว่ารายได้ก็ตาม 

 

ผลการสำรวจของ Klook เปิดเผยว่า นักเดินทางพร้อมจ่ายเพื่อการท่องเที่ยว โดย 1 ใน 3 ของนักเดินทางชาวมิลเลนเนียลและ Gen Z เผยว่า พร้อมจ่ายสำหรับการท่องเที่ยวสูงถึง 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ (71,180 บาท) หรือมากกว่า เทียบเป็นมูลค่าที่สูงกว่ารายได้เฉลี่ยต่อเดือนของชาวเอเชียเกือบถึง 2 เท่า โดยรายได้เฉลี่ยของชาวเอเชียอยู่ที่ประมาณ 1,069 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 38,000 บาท

 

ผลสำรวจยังพบด้วยว่า 63% ของนักท่องเที่ยวจองกิจกรรมท่องเที่ยวล่วงหน้าก่อนเดินทาง มากกว่า 90% ของชาวมิลเลนเนียลและ Gen Z ให้ความสำคัญกับประสบการณ์และกิจกรรมท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์และน่าจดจำ 

 

โดย 85% เผยว่ามีความสนใจที่จะใช้จ่ายสำหรับการทำกิจกรรมการท่องเที่ยว เพื่อให้วันหยุดของพวกเขาคุ้มค่าและน่าประทับใจมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากประเทศไทย เวียดนาม จีน และอินเดีย มีความต้องการที่จะใช้จ่ายมากขึ้นสำหรับกิจกรรมธรรมชาติกลางแจ้ง เช่น ทัวร์เกาะ กิจกรรมทางวัฒนธรรม เช่น เยี่ยมชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์ เป็นต้น 

 

สิ่งที่น่าแปลกใจคือ กลุ่ม Gen Z ที่เป็นคนอายุน้อยและเพิ่งเริ่มต้นทำงานได้ไม่นาน พร้อมใช้จ่ายเรื่องการท่องเที่ยวในมูลค่าใกล้เคียงกับกลุ่มมิลเลนเนียล โดย 1 ใน 5 ของ Gen Z เผยว่าเต็มใจใช้จ่ายเงินเกิน 3,000 ดอลลาร์สหรัฐสำหรับการท่องเที่ยว 

 

ในขณะที่ 1 ใน 4 ของกลุ่มมิลเลนเนียลเต็มใจใช้จ่ายเงินมากกว่า 3,000 ดอลลาร์สหรัฐสำหรับการท่องเที่ยว ผลการวิจัยยังเปิดเผยว่า นักเดินทางที่ใช้เงินมากที่สุดในเอเชีย-แปซิฟิกคือคนจีน (58%) และฮ่องกง (39%) โดย 2 ดินแดนนี้ครองตำแหน่งผู้นำที่พร้อมใช้เงินมากกว่า 3,000 ดอลลาร์สหรัฐในการเดินทางครั้งต่อไป 

 

ผลวิจัยเผยว่าชาว Gen Z ใช้โซเชียลมีเดียมากกว่าเสิร์ชเอนจินและบล็อกท่องเที่ยว ในขณะที่นักเดินทางกลุ่มมิลเลนเนียลยังคงใช้เสิร์ชเอนจินเป็นอันดับ 1 (59%) ตามมาติดๆ ด้วยโซเชียลมีเดีย (55%) นอกเหนือไปจากนั้น 9 ใน 10 ของมิลเลนเนียลและ Gen Z เผยว่า พวกเขาตรวจสอบรีวิวจากผู้ใช้งานจริงก่อนจองกิจกรรมการท่องเที่ยว และมีแนวโน้มที่จะเชื่อและต้องการคำแนะนำจากโซเชียลมีเดียเมื่อวางแผนทริปท่องเที่ยว

 

สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยนั้น แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยอดฮิตที่นักท่องเที่ยวชาวไทยใช้ค้นหาและสร้างแรงบันดาลใจเรื่องการท่องเที่ยวได้แก่ Facebook (84%) ตามมาด้วย TikTok (79%) และ Instagram (68%) 

 

ชาวมิลเลนเนียลและ Gen Z เป็นผู้ให้ความสำคัญกับการวางแผนและจัดการทริปท่องเที่ยวของตัวเอง โดยผลวิจัยพบว่า 65% วางแผนการเดินทางวันหยุดของตนอย่างน้อย 2-6 เดือนล่วงหน้า โดยพบว่านักท่องเที่ยวที่ใช้เวลาวางแผนนานที่สุดได้แก่ สิงคโปร์ 74% และออสเตรเลีย 57% ในขณะที่เกือบครึ่งของนักเดินทางจากจีน เวียดนาม และไทย วางแผนท่องเที่ยวล่วงหน้าน้อยกว่า 2 เดือน

 

นอกจากนี้ ผลวิจัยยังบอกว่า ชาวมิลเลนเนียลและ Gen Z มีความสนใจที่จะเดินทางท่องเที่ยวระยะใกล้มากขึ้น โดย 60% บอกว่าสนใจที่จะเที่ยวภายในประเทศของตนเอง และ 30% สนใจที่จะเที่ยวในแถบประเทศเอเชีย-แปซิฟิก โดย 3 จุดหมายปลายทางยอดนิยมที่อยู่ในลิสต์ของพวกเขาได้แก่ ญี่ปุ่น ไทย และสิงคโปร์ จากผลการวิจัยนี้สะท้อนให้เห็นว่านักเดินทางรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับกิจกรรมและประสบการณ์ใหม่ๆ มากกว่าจุดหมายปลายทางนั่นเอง

The post 1 ใน 3 ของชาวมิลเลนเนียลและ Gen Z พร้อม ‘ใช้เงินเพื่อการท่องเที่ยว’ เฉลี่ย 70,000 บาท/ครั้ง แม้มากกว่าเงินเดือนถึง 2 เท่าก็ยอมเปย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>