iOS Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ios/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 13 Aug 2026 11:47:09 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เมื่อทั่วโลก ‘แตะจ่าย’ ประเทศไทยพร้อมแค่ไหนกับ Tap-to-Pay? คุยกับ ธนรัฐ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจแห่งทรูมันนี่ [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/tap-pay-thailand-thanarat-truemoney/ Thu, 13 Aug 2026 11:47:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1240838 ทรู true money

ทุกวันนี้ คนไทยจำนวนมากอาจเดินผ่านจุดที่สามารถใช้โทรศัพ […]

The post เมื่อทั่วโลก ‘แตะจ่าย’ ประเทศไทยพร้อมแค่ไหนกับ Tap-to-Pay? คุยกับ ธนรัฐ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจแห่งทรูมันนี่ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรู true money

ทุกวันนี้ คนไทยจำนวนมากอาจเดินผ่านจุดที่สามารถใช้โทรศัพท์แตะจ่ายได้โดยไม่รู้ตัว เพราะมีเครื่อง EDC Contactless หรือ “เครื่องแตะบัตร” กว่า 900,000 จุดทั่วประเทศ ตั้งแต่ร้านกาแฟ ร้านอาหาร และห้างสรรพสินค้า ไปจนถึงสถานีบริการน้ำมัน

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

ในหลายประเทศ การใช้โทรศัพท์แตะจ่ายที่เครื่องแตะบัตรกลายเป็นเรื่องปกติ เพราะช่วยลดขั้นตอนและทำให้การชำระเงินกลมกลืนไปกับชีวิตประจำวันมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าทิศทางของโลกการชำระเงินกำลังมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน คือการทำให้ทุกการจ่ายง่ายและใช้เวลาน้อยลง

 

ทรูมันนี่มองเห็นโอกาสนี้ จึงพัฒนา “แตะจ่าย ด้วยทรูมันนี่” ให้ผู้บริโภคใช้โทรศัพท์แตะจ่ายได้ทั้งผ่าน BlueTap และเครื่องแตะบัตรตามร้านค้าทั่วไป โดยสำหรับผู้ใช้ Android ที่รองรับ NFC เพียงเปิดแอป แล้วแจ้งร้านว่า “แตะจ่ายที่เครื่องแตะบัตร” ก่อนนำโทรศัพท์ไปแตะเหมือนการใช้บัตร Contactless และสามารถนำประสบการณ์เดียวกันไปใช้ได้กว่า 150 ล้านจุดทั่วโลก

 

THE STANDARD มีโอกาสพูดคุยกับ ธนรัฐ ธุวสุจิเรข ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด หลังการเปิดตัว PaymentTech Strategy และบริการ “แตะจ่าย ด้วยทรูมันนี่” เพื่อมองให้ลึกถึงเป้าหมายของการขับเคลื่อนครั้งนี้ รวมถึงโอกาสในการทำให้ “การแตะจ่าย” กลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่คนไทยคุ้นเคยในชีวิตประจำวัน

 

ในเมื่อ ‘สแกนจ่าย’ ก็สะดวกอยู่แล้ว ทำไมเรายังต้องมี ‘แตะจ่าย’?

 

เมื่อการสแกนจ่ายเป็น Contactless Payment ที่คนไทยคุ้นเคย คำถามคือ เหตุใดจึงต้องมีตัวเลือกอย่าง ‘การแตะจ่าย’ เพิ่มเข้ามา

 

ธนรัฐมองว่า ที่ผ่านมา Digital Payment ช่วยให้ผู้บริโภคชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัลได้สะดวกขึ้น แต่โจทย์ถัดไปคือการทำให้แต่ละการจ่ายง่ายขึ้น ใช้เวลาน้อยลง และเหมาะกับสถานการณ์ที่แตกต่างกัน

 
โทรศัพท์มือถือแตะชำระเงินที่เครื่องรับชำระของทรูมันนี่ แสดงถึงบริการ Tap-to-Pay 1

 

“เราไม่ได้มองว่า Tap-to-Pay จะเข้ามาแทนที่เงินสดหรือการสแกน QR Code แต่เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับ Moment ที่ความรวดเร็วมีความสำคัญ เพราะท้ายที่สุด ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการช่องทางเพิ่มขึ้น แต่ต้องการวิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับแต่ละสถานการณ์” ธนรัฐ อธิบาย

 

ไทยพร้อมแค่ไหนสำหรับการก้าวสู่ Tap-to-Pay

 

ประสบการณ์การชำระเงินรูปแบบใหม่จะพัฒนาไปสู่พฤติกรรมในวงกว้างได้ เมื่อความพร้อมของผู้บริโภค โครงสร้างพื้นฐาน และผู้เกี่ยวข้องในระบบนิเวศเริ่มมาบรรจบกัน ซึ่งธนรัฐมองว่า วันนี้ประเทศไทยมีพื้นฐานสำคัญรองรับอยู่แล้วใน 3 ด้าน

 

  • Consumer Readiness: คนไทยคุ้นเคยกับการใช้โทรศัพท์จัดการเรื่องเงินอยู่แล้ว การนำโทรศัพท์มาแตะจ่ายจึงเป็นการต่อยอดจากพฤติกรรมเดิม ไม่ใช่การเริ่มต้นใหม่จากศูนย์
  • Infrastructure Readiness: ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานด้าน Digital Payment ที่แข็งแรง และมีเครื่อง EDC Contactless หรือเครื่องแตะบัตรกว่า 900,000 จุดทั่วประเทศ
  • Ecosystem Readiness: ผู้ให้บริการทางการเงิน เครือข่ายการชำระเงิน ร้านค้า ผู้พัฒนาเทคโนโลยี และระบบขนส่งเริ่มเชื่อมต่อกันมากขึ้น เพื่อขยายการแตะจ่ายไปสู่สถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน

 

“ประเทศไทยไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ เรามีทั้งผู้บริโภคที่คุ้นเคยกับ Mobile Payment และโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับอยู่แล้ว วันนี้จึงเป็นจังหวะที่พร้อมทำให้การแตะจ่ายเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมากขึ้น” ธนรัฐ กล่าว

 

โทรศัพท์มือถือแตะชำระเงินที่เครื่องรับชำระของทรูมันนี่ แสดงถึงบริการ Tap-to-Pay 2

 

ยกระดับ Contactless Payment ให้เข้าถึงง่ายขึ้น

 

ทรูมันนี่พัฒนา “แตะจ่าย ด้วยทรูมันนี่” ใน 2 รูปแบบ เพื่อรองรับผู้ใช้และสถานการณ์ที่แตกต่างกัน โดยผู้ใช้สามารถนำโทรศัพท์ไปแตะที่จุดรับชำระผ่านแอปทรูมันนี่ที่มีอยู่แล้ว

 

  • BlueTap: รองรับทั้ง iOS และ Android ผู้ใช้สามารถเลือกชำระผ่านแหล่งเงินที่บริการรองรับได้หลากหลาย และแตะจ่ายที่ 7-Eleven รวมถึงร้านค้าที่ร่วมให้บริการ
  • เครื่องแตะบัตร (EDC Contactless): สำหรับผู้ใช้ Android ที่รองรับ NFC เพียงเปิดแอป แล้วแจ้งร้านว่า “แตะจ่ายที่เครื่องแตะบัตร” ก่อนนำโทรศัพท์ไปแตะเหมือนการใช้บัตร Contactless โดยในระยะแรกจะรองรับการชำระผ่านยอดเงินใน Wallet และมีแผนขยายแหล่งเงินและอุปกรณ์ที่รองรับในระยะต่อไป

 

บริการแตะจ่ายที่เครื่องแตะบัตรได้พัฒนาร่วมกับ Alipay+ โดยใช้เทคโนโลยี Mastercard Wallet Pay สามารถใช้ได้กว่า 900,000 จุดทั่วประเทศไทย และกว่า 150 ล้านจุดทั่วโลก ครอบคลุมร้านค้าหลากหลายประเภท อาทิ ร้านอาหาร คาเฟ่ ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และสถานีบริการน้ำมัน รวมถึงร้านค้าชั้นนำ เช่น McDonald’s, Swensen’s และ Sushiro เป็นต้น

 

โทรศัพท์มือถือแตะชำระเงินที่เครื่องรับชำระของทรูมันนี่ แสดงถึงบริการ Tap-to-Pay 3

 

นอกจากนี้ ผู้ใช้ไม่ต้องดาวน์โหลดแอปเพิ่มเติม ไม่มีค่าธรรมเนียมการเปิดใช้บริการหรือค่าธรรมเนียมรายปี และชำระได้ใน 3 ขั้นตอน คือ ปลดล็อก • ยืนยัน • แตะจ่าย ขณะที่ร้านค้าที่มีเครื่อง EDC Contactless อยู่แล้วสามารถรับชำระได้โดยไม่ต้องติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม

 

“โจทย์ของเราไม่ใช่เพียงทำให้ผู้ใช้แตะจ่ายได้ แต่คือการทำให้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนกลายเป็นประสบการณ์ที่เข้าใจง่าย เข้าถึงได้ และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง” ธนรัฐกล่าว

 

โทรศัพท์มือถือแตะชำระเงินที่เครื่องรับชำระของทรูมันนี่ แสดงถึงบริการ Tap-to-Pay 4

 

จากการทดลอง สู่พฤติกรรมใหม่

 

นับตั้งแต่เริ่มเปิดให้บริการ BlueTap มีผู้ใช้งานแตะจ่ายแล้วกว่า 1.5 ล้านคน และเกิดการแตะมากกว่า 5 ล้านครั้ง ตัวเลขดังกล่าวเป็นสัญญาณว่าผู้บริโภคไทยเปิดรับประสบการณ์ใหม่ เมื่อวิธีใช้งานเข้าใจง่ายและเห็นประโยชน์ได้จากการใช้งานจริง

 

สำหรับธนรัฐ การเปิดตัวเทคโนโลยีอาจกระตุ้นให้คนอยากทดลอง แต่การผลักดันให้เกิดการใช้งานในวงกว้างต้องอาศัยทั้งประสบการณ์ที่ดี จุดใช้งานที่ครอบคลุม และ Use Case ที่สัมพันธ์กับชีวิตประจำวัน ขณะที่สิทธิประโยชน์ช่วยสร้างแรงจูงใจให้เริ่มต้น แต่ประสบการณ์ที่ตอบโจทย์คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคกลับมาใช้งานอย่างต่อเนื่อง

 

บทเรียนจาก BlueTap จึงนำไปสู่การขยายประสบการณ์ผ่านเครื่องแตะบัตรตามร้านค้าทั่วไป ซึ่งไม่ได้เพิ่มเพียงจำนวนจุดใช้งาน แต่ยังช่วยให้การแตะจ่ายเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่หลากหลายและใกล้ตัวผู้บริโภคมากขึ้น

 

“เทคโนโลยีต้องง่าย จุดใช้งานต้องครอบคลุม และผู้บริโภคต้องมีเหตุผลมากพอที่จะเริ่มทดลอง แต่สิ่งที่จะทำให้เขากลับมาใช้ต่อไม่ใช่เพียงโปรโมชั่น หากเป็นประสบการณ์ที่ทำให้รู้สึกว่าการแตะจ่ายช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นจริง” ธนรัฐกล่าวเสริม

 

ลองแตะ พร้อมรับความคุ้มค่าที่มากขึ้น

 

โทรศัพท์มือถือแตะชำระเงินที่เครื่องรับชำระของทรูมันนี่ แสดงถึงบริการ Tap-to-Pay 5

 

การสร้างพฤติกรรมใหม่ไม่ได้อาศัยเพียงเทคโนโลยีและจำนวนจุดใช้งานเท่านั้น แต่ผู้บริโภคยังต้องมีเหตุผลมากพอที่จะเริ่มทดลอง สิทธิประโยชน์จึงทำหน้าที่ช่วยลดระยะห่างระหว่างการรู้จัก Tap-to-Pay กับการนำไปใช้จริงในชีวิตประจำวัน

 

“แตะจ่าย ด้วยทรูมันนี่” จึงมาพร้อมสิทธิประโยชน์ “ทรูมันนี่ แตะจ่าย ได้คืน”* ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม–31 ธันวาคม 2569 โดยครอบคลุมการแตะจ่ายทั้งผ่านเครื่องแตะบัตรและ BlueTap

 

สำหรับผู้ใช้ Android ที่แตะจ่ายผ่าน เครื่องแตะบัตร (EDC Contactless) สามารถรับสิทธิประโยชน์จากการใช้จ่ายทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ได้แก่

  • รับเงินคืน 5%* สูงสุด 250 บาทตลอดช่วงแคมเปญ สำหรับการแตะจ่ายในหมวดอาหาร ร้านกาแฟ และเครื่องดื่ม
  • รับเงินคืน 1%* สูงสุด 500 บาทตลอดช่วงแคมเปญ สำหรับการใช้จ่ายในหมวดอื่นๆ เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ต ห้างสรรพสินค้า สถานีบริการน้ำมัน และการใช้จ่ายเป็นสกุลเงินต่างประเทศ เมื่อมียอดแตะจ่ายสะสมครบ 1,000 บาทขึ้นไป
  • ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม ผู้ใช้ที่ตั้งค่าและเริ่มใช้งานแตะจ่าย สามารถใช้ 1 TrueMoney Coin แลกรับเครื่องดื่ม All Café ในวันที่ 1 และ 16 ของเดือน รวมมูลค่าสูงสุด 70 บาทต่อเดือน* รวมถึงใช้ 1 TrueMoney Coin แลกรับส่วนลด 50 บาท สำหรับเมนูลาเต้หรืออเมริกาโนขนาดปกติที่ TrueCoffee

 

ขณะที่ผู้ใช้ทั้ง iOS และ Android ที่แตะจ่ายผ่าน เครื่อง BlueTap สีส้ม ณ ร้านค้าพันธมิตรที่ร่วมรายการ เมื่อมียอดแตะจ่ายสะสมครบ 1,000 บาทขึ้นไป สามารถรับเงินคืน 5%* สูงสุด 250 บาทตลอดช่วงแคมเปญ

 

สิทธิประโยชน์ของทั้งสองรูปแบบมีเป้าหมายเดียวกัน คือชวนให้ผู้บริโภคเริ่มทดลอง สร้างความคุ้นเคย และค้นพบจากการใช้งานจริงว่า “การแตะจ่าย” สามารถเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร

 

จากเครื่องแตะบัตรหน้าร้าน สู่ระบบขนส่ง

 

โทรศัพท์มือถือแตะชำระเงินที่เครื่องรับชำระของทรูมันนี่ แสดงถึงบริการ Tap-to-Pay 6

 

การขยายจุดใช้งานทำให้ “แตะจ่าย ด้วยทรูมันนี่” เข้าไปอยู่ในหลายช่วงเวลาของชีวิต ตั้งแต่ร้านอาหาร คาเฟ่ ห้างสรรพสินค้า และสถานีบริการน้ำมัน ไปจนถึงการใช้จ่ายระหว่างเดินทางต่างประเทศ

 

วันนี้ผู้ใช้ Android ที่รองรับ NFC ยังสามารถใช้โทรศัพท์แตะชำระค่าโดยสารบนรถโดยสาร ขสมก. กว่า 6,000 คัน ผ่านเครื่องแตะบัตรที่พนักงานเก็บค่าโดยสารถือติดตัวอยู่ เพียงแจ้งว่า “แตะจ่ายที่เครื่องแตะบัตร” เช่นเดียวกับการชำระเงินตามร้านค้าทั่วไป

 

อีกหนึ่งก้าวสำคัญจะเกิดขึ้นในไตรมาส 4 ปี 2569 เมื่อทรูมันนี่เตรียมขยายประสบการณ์สู่การใช้โทรศัพท์แตะผ่านประตูโดยสาร MRT นำความสะดวกที่พบเห็นในเมืองชั้นนำทั่วโลกเข้ามาใกล้ชีวิตประจำวันของคนไทยมากขึ้น

 

สำหรับธนรัฐ ระบบขนส่งเป็น Use Case สำคัญ เพราะเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำทุกวัน และมีศักยภาพทำให้ “การแตะจ่าย” เปลี่ยนจากสิ่งที่ผู้บริโภคอยากทดลอง มาเป็นพฤติกรรมที่คุ้นเคย

 

“เมื่อผู้บริโภคใช้พฤติกรรมเดียวกันได้ตั้งแต่ขึ้นรถโดยสาร เดินทางด้วยรถไฟฟ้า ซื้อกาแฟ รับประทานอาหาร ไปจนถึงช้อปปิ้ง Tap-to-Pay ก็จะค่อยๆ เปลี่ยนจากทางเลือกใหม่ มาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน” ธนรัฐกล่าว

 

 

อนาคตของการจ่ายเงินอาจมองเห็นได้น้อยลง แต่เข้าใจผู้ใช้มากขึ้น

 

ธนรัฐมองว่า ความเปลี่ยนแปลงครั้งต่อไปอาจไม่ได้มาในรูปของฟีเจอร์ที่เพิ่มขึ้น แต่คือขั้นตอนต่างๆ ที่ค่อยๆ หายไป การจ่ายเงินจะไร้รอยต่อ เข้าถึงง่าย และเข้าใจบริบทของผู้ใช้มากขึ้น ตั้งแต่การนำเสนอช่องทางการจ่ายที่เหมาะกับแต่ละสถานการณ์ ไปจนถึงสิทธิประโยชน์และบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์แต่ละคน

 

สำหรับทรูมันนี่ Tap-to-Pay จึงไม่ใช่ปลายทาง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของ Payment Experience ที่เชื่อมต่อการจ่ายเงิน ร้านค้า การเดินทาง และสิทธิประโยชน์เข้าด้วยกัน โดยความสำเร็จไม่ได้วัดจากจำนวนธุรกรรมเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการทำให้เรื่องเงินเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตได้อย่างราบรื่นมากขึ้น

 

“สิ่งที่เราอยากเห็นไม่ใช่เพียงจำนวนครั้งของการแตะที่เพิ่มขึ้น แต่คือการที่ผู้บริโภครู้สึกว่าการจัดการเรื่องเงินในแต่ละวันง่ายขึ้น เพราะอนาคตของ Payment Experience ที่ดี อาจเป็นประสบการณ์ที่ผู้ใช้แทบไม่รู้สึกว่ากำลังใช้เทคโนโลยี ทุกอย่างทำงานอยู่เบื้องหลังอย่างเป็นธรรมชาติ โดยผู้ใช้ไม่ต้องคิดถึงขั้นตอนที่ซับซ้อน” ธนรัฐกล่าวทิ้งท้าย

 

เริ่มต้น “แตะจ่าย ด้วยทรูมันนี่”

 

ผู้ที่สนใจทดลองแตะจ่าย สามารถตรวจสอบรายละเอียดสิทธิประโยชน์และเงื่อนไขของ “ทรูมันนี่ แตะจ่าย ได้คืน” ทั้งการแตะผ่านเครื่องแตะบัตรและ BlueTap ได้ที่ https://tmn.app.link/NFCAWARENESSPR

 

*สิทธิประโยชน์และเงื่อนไขของแคมเปญเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด กรุณาศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมผ่านแอปทรูมันนี่หรือช่องทางประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการของทรูมันนี่

 

วิธีตั้งค่าสมาร์ตโฟน Andriod สำหรับใช้แตะจ่าย ด้วยทรูมันนี่ ที่เครื่องแตะบัตร

 


 

 

The post เมื่อทั่วโลก ‘แตะจ่าย’ ประเทศไทยพร้อมแค่ไหนกับ Tap-to-Pay? คุยกับ ธนรัฐ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจแห่งทรูมันนี่ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple ยกเครื่อง Siri ครั้งใหญ่ใน iOS 27 ดึงโมเดล Gemini ของ Google เสริมเขี้ยวเล็บ เปลี่ยนผู้ช่วยเสียงให้เป็น AI สนทนาได้ ท้าชน ChatGPT https://thestandard.co/apple-siri-ios27-gemini-google-ai/ Mon, 08 Jun 2026 14:19:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1216040 ภาพโลโก้ Apple และ Siri พร้อมข้อความเกี่ยวกับการอัปเกรด Siri ด้วย Gemini ของ Google

Apple เตรียมยกเครื่อง Siri ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีผ่ […]

The post Apple ยกเครื่อง Siri ครั้งใหญ่ใน iOS 27 ดึงโมเดล Gemini ของ Google เสริมเขี้ยวเล็บ เปลี่ยนผู้ช่วยเสียงให้เป็น AI สนทนาได้ ท้าชน ChatGPT appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโลโก้ Apple และ Siri พร้อมข้อความเกี่ยวกับการอัปเกรด Siri ด้วย Gemini ของ Google

Apple เตรียมยกเครื่อง Siri ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีผ่านระบบปฏิบัติการ iOS 27 โดยจะเปลี่ยนผู้ช่วยเสียงให้กลายเป็น AI ที่สนทนาโต้ตอบได้เหมือนแชตบอตอย่าง ChatGPT พร้อมดึงโมเดล Gemini ของ Google เข้ามาเสริมความสามารถ

 

 
 

ข้อมูลนี้มาจากรายงานเชิงวิเคราะห์ของ มาร์ก เกอร์แมน นักข่าวสายเทคโนโลยีของ Bloomberg ที่ออกมาคาดการณ์ก่อนงานประชุมนักพัฒนา WWDC 26 ซึ่งจะเปิดฉากขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

 

เกอร์แมนระบุว่า Apple จะเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่เหล่านี้ในงาน WWDC 26 ที่สำนักงานใหญ่เมืองคูเปอร์ติโน รัฐแคลิฟอร์เนีย ก่อนทยอยปล่อยให้ผู้ใช้ทั่วไปในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ iPhone และ Apple Watch รุ่นใหม่วางจำหน่าย

 

Siri โฉมใหม่ ผู้ช่วยที่ทำได้ทุกอย่าง

 

หัวใจของกลยุทธ์ AI ครั้งนี้คือ Siri เวอร์ชันใหม่ภายใต้ชื่อโปรเจกต์ภายในว่า Campo ซึ่งตั้งเป้าเปลี่ยนจากระบบสั่งงานด้วยเสียงธรรมดา ให้กลายเป็นผู้ช่วย AI ที่ทำได้ทุกอย่างและช่วยจัดการงานต่างๆ ตลอดทั้งวันบนทั้ง iPhone, iPad และ Mac

 

ความสามารถใหม่ที่น่าสนใจคือ Siri จะเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ได้ลึกขึ้น ทั้งอีเมล, ปฏิทิน, รายชื่อผู้ติดต่อ และโน้ต ทำให้สั่งงานซับซ้อนได้ เช่น ให้ช่วยร่างอีเมลโดยดึงข้อมูลจากเว็บและอีเมลเก่ามาประกอบ หรือเช็กตารางว่างก่อนนัดหมาย

 

ผู้ใช้ยังสามารถสั่งงานหลายอย่างพร้อมกันในประโยคเดียว เช่น สั่งให้เช็กสภาพอากาศ สร้างนัดในปฏิทิน และส่งข้อความ ได้ในคราวเดียว

 

เกอร์แมนชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดคือ Apple กำลังเปลี่ยน Siri ให้เป็นแชตบอตที่สนทนาโต้ตอบได้จริง เพื่อแข่งกับ ChatGPT ของ OpenAI, Claude ของ Anthropic และ Gemini ของ Google ถือเป็นการกลับลำครั้งสำคัญ หลัง Siri เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2011 แต่เพิ่งจะปรับตัวตามคู่แข่งในตอนนี้

 

นอกจากนี้ Apple ยังเตรียมเปิดตัวแอป Siri แยกต่างหากบน iOS, iPadOS และ macOS เป็นครั้งแรก สำหรับเปิดบทสนทนาและดูแชตเก่าได้ คล้ายกับแอปของ ChatGPT โดยบทสนทนาจะหน้าตาเหมือนการแชตในแอป Messages ซิงก์ข้ามอุปกรณ์ผ่าน iCloud และแนบรูปภาพหรือไฟล์เข้าไปวิเคราะห์ได้

 

พึ่งพา Google คู่แข่งและพันธมิตร ท่ามกลางคำถามเรื่องความเป็นส่วนตัว

 

จุดที่น่าจับตาคือเบื้องหลังการทำงานของ Siri ใหม่ Apple เลือกใช้โมเดล Gemini จาก Google ซึ่งเป็นทั้งคู่แข่งและพันธมิตรมายาวนาน ภายใต้ข้อตกลงมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ โดย Apple ยังนำ Siri เวอร์ชันใหม่ไปวางบนเซิร์ฟเวอร์ของ Google เป็นส่วนใหญ่อีกด้วย

 

เกอร์แมนตั้งข้อสังเกตว่า เนื่องจาก Apple ชูจุดเด่นเรื่องการปกป้องข้อมูลผู้ใช้มาตลอด การพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานของ Google ในลักษณะนี้จึงอาจจุดคำถามเรื่องความเป็นส่วนตัวขึ้นมาได้

 

ขณะเดียวกัน Apple ยังเปิดให้ผู้ใช้สลับไปใช้แชตบอตจากภายนอกได้ด้วย โดยนอกจาก ChatGPT ที่ผนวกไว้แล้ว บริษัทยังทดสอบการเชื่อมต่อกับ Claude และ Gemini เพิ่มเติม

 

ที่สำคัญ Apple ยังเปิดตัวระบบค้นหาเว็บของตัวเองเป็นครั้งแรกผ่าน Siri เพื่อแข่งกับ Perplexity AI ทำให้ Siri ตอบคำถามได้เกือบทุกเรื่องด้วยเครื่องมือของตัวเอง แทนที่จะส่งผู้ใช้ไปยัง Google หรือ ChatGPT

 

ยกเครื่องการแก้ไขภาพและฟีเจอร์ AI อื่นๆ

 

นอกเหนือจาก Siri แล้ว Apple ยังอัปเกรดฟีเจอร์ Visual Intelligence ใน iOS 27 ให้เด่นขึ้น โดยย้ายมาอยู่ในแอปกล้องและเพิ่มความสามารถในการอ่านฉลากโภชนาการและข้อมูลผู้ติดต่อ จากเดิมที่ทำได้แค่จดจำวัตถุอย่างต้นไม้หรือดึงข้อมูลนัดหมาย

 

ด้านการแก้ไขภาพก็ได้รับการยกเครื่องด้วย AI ครั้งใหญ่ ทั้งเครื่องมือ Extend ที่ขยายภาพให้กว้างกว่าเฟรมเดิมได้ เครื่องมือ Reframe ที่ปรับมุมมองของภาพหลังถ่ายไปแล้ว และฟีเจอร์ Enhance ที่ช่วยปรับคุณภาพและสีของภาพให้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังปรับปรุงเครื่องมือ Clean Up ที่เคยถูกผู้ใช้บ่นว่าทำงานได้ไม่ดีอย่างที่โฆษณาไว้

 

ส่วนฟีเจอร์ AI อื่นๆ ที่เพิ่มเข้ามา ได้แก่ Organize Tabs ที่จัดกลุ่มแท็บในเบราว์เซอร์ Safari ตามหัวข้อโดยอัตโนมัติ เช่น ช้อปปิ้ง, ท่องเที่ยว หรือการทำงาน รวมถึงการอัปเกรด Genmoji และ Image Playground ให้สร้างภาพได้สมจริงยิ่งขึ้น และการเพิ่มตัวเลือกสร้างวอลเปเปอร์ด้วย AI

 

Apple ยังเตรียมยกระดับแอป Health ด้วยฟีเจอร์ AI ใหม่ ทั้งการติดตามระดับน้ำตาลในเลือดที่ดีขึ้น และการใช้กล้องตรวจจับการออกกำลังกาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบริการโค้ชสุขภาพที่เคยวางแผนไว้ภายใต้ชื่อ Mulberry แม้เกอร์แมนคาดว่าฟีเจอร์กลุ่มนี้อาจยังไม่มาในเวอร์ชันแรกของ iOS 27

 

นอกจากฟีเจอร์ AI แล้ว iOS 27 ยังมาพร้อมการปรับปรุงการใช้งานทั่วไป ทั้งแอป Wallet ที่เพิ่มฟีเจอร์สร้างบัตรหรือตั๋วดิจิทัลเอง และระบบแบ่งจ่ายบิลที่ให้ผู้ใช้ถ่ายรูปใบเสร็จแล้วแยกรายการส่งให้เพื่อนแต่ละคน

 

Apple ยังปรับปรุงประสิทธิภาพเพื่อยืดอายุแบตเตอรี่ของ iPhone และขัดเกลาดีไซน์ Liquid Glass ที่เปิดตัวในรุ่นก่อนหน้าให้ดูสะอาดตาขึ้น พร้อมเพิ่มวิธีเรียกใช้งานใหม่ด้วยการปัดลงจากกลางจอเพื่อเปิดหน้า Search or Ask สำหรับค้นหาและสั่งงาน AI โดยตรง

 

ที่น่าสนใจสำหรับภูมิภาคนี้คือ Apple ยังพัฒนาฟีเจอร์สำหรับผู้ใช้ในตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะ โดยตั้งเป้าเจาะตลาดอย่างอินเดีย, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย และประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ iOS 27 ยังมีการปรับเปลี่ยนเบื้องหลังเพื่อรองรับหน้าจอของ iPhone รุ่นจอพับได้ (Foldable) ที่จะเปิดตัวในช่วงปลายปีนี้อีกด้วย

 

ทั้งนี้ Apple ระบุภายในว่า Siri ใหม่ยังอยู่ในสถานะ ‘เบตา’ และ ‘พรีวิว’ ซึ่งเวอร์ชั่นสมบูรณ์เต็มรูปแบบจะเปิดตัวปลายปีนี้ พร้อมมีความเป็นไปได้ว่าจะมีระบบรอคิวสำหรับผู้ที่อยากทดลองใช้ฟีเจอร์ใหม่ก่อน เช่นเดียวกับที่เคยทำตอนเปิดตัว Apple Intelligence ในปี 2024

 

ภาพ : photoschmidt / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post Apple ยกเครื่อง Siri ครั้งใหญ่ใน iOS 27 ดึงโมเดล Gemini ของ Google เสริมเขี้ยวเล็บ เปลี่ยนผู้ช่วยเสียงให้เป็น AI สนทนาได้ ท้าชน ChatGPT appeared first on THE STANDARD.

]]>
OpenAI เตรียมเปิดตัว ‘AI Phone’ รุ่นแรก เร็วที่สุดในปี 2027 https://thestandard.co/openai-ai-phone-2027/ Thu, 07 May 2026 02:56:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1204595 ภาพ Sam Altman ซีอีโอ OpenAI และ Jony Ive อดีตหัวหน้าฝ่ายออกแบบ Apple ร่วมกันพัฒนา AI Phone

OpenAI ผู้พัฒนา ChatGPT กำลังพัฒนาอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ AI ช […]

The post OpenAI เตรียมเปิดตัว ‘AI Phone’ รุ่นแรก เร็วที่สุดในปี 2027 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ Sam Altman ซีอีโอ OpenAI และ Jony Ive อดีตหัวหน้าฝ่ายออกแบบ Apple ร่วมกันพัฒนา AI Phone

OpenAI ผู้พัฒนา ChatGPT กำลังพัฒนาอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ AI ชิ้นแรกของค่าย ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเป็น ‘AI Phone’  โดยจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการได้เร็วที่สุดในปี 2027

 

การเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นหมุดหมายสำคัญเชิงกลยุทธ์ของ OpenAI ภายใต้การนำของ Sam Altman โดยมีเป้าหมายเพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดของการเป็นเพียง แอปพลิเคชัน ที่ต้องพึ่งพาระบบปฏิบัติการของผู้อื่น ทั้ง iOS และ Android ไปสู่การสร้าง Ecosystem ฮาร์ดแวร์ AI แบบ Native ของตนเองอย่างสมบูรณ์

 

OpenAI เร่งผลักดัน AI Phone เป็นวาระสำคัญ โดยตั้งเป้าเปิดตัวเร็วที่สุดในปี 2027 เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาด AI บนโทรศัพท์มือถือ ก่อนที่คู่แข่งจะเข้ามาครองตลาดได้อย่างสมบูรณ์ โทรศัพท์มือถือรุ่นนี้จะไม่ใช่เพียงแค่การติดตั้งแอปพลิเคชัน ChatGPT มาล่วงหน้า แต่คาดการณ์ว่าจะเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด (Ground-up design) โดยมี AI เป็นแกนหลักในการสั่งการและประมวลผล แทนที่รูปแบบการใช้งานแอปพลิเคชันแบบเดิมๆ

 

แม้จะยังไม่มีการเปิดเผยรูปลักษณ์และหน้าตาของ AI Phone แต่กระแสข่าวลือที่ว่า Sam Altman ได้หารือกับ Jony Ive อดีตหัวหน้าฝ่ายออกแบบระดับตำนานของ Apple อย่างใกล้ชิด ทำให้วงการเทคโนโลยีต่างจับตามองว่า ‘ฟอร์มแฟกเตอร์’ (Form Factor) ของโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ อาจเป็นการก้าวข้ามกรอบของหน้าจอสี่เหลี่ยมแบบเดิมๆ ไปสู่ดีไซน์ใหม่ที่อาจไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน

 

ภาพ Sam Altman ซีอีโอ OpenAI และ Jony Ive อดีตหัวหน้าฝ่ายออกแบบ Apple ร่วมกันพัฒนา AI Phone 1

Jony Ive & Sam Altman

 

หากอุปกรณ์นี้ประสบความสำเร็จ อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้ใช้งาน จากการใช้โทรศัพท์มือถือที่เน้นหน้าจอสัมผัสและแอปพลิเคชัน สู่การใช้อุปกรณ์ที่สั่งการด้วยเสียงและบริบทผ่าน AI อย่างแท้จริง

 

ภาพ: AI Image Generator

 

อ้างอิง:

 

The post OpenAI เตรียมเปิดตัว ‘AI Phone’ รุ่นแรก เร็วที่สุดในปี 2027 appeared first on THE STANDARD.

]]>
AIS 5G-ADVANCED ทลายขีดจำกัดเครือข่าย ดันสปีดอัปโหลด 2 เท่า ตอบโจทย์สายไลฟ์สดและใช้งาน AI https://thestandard.co/ais-5g-advanced-upload-speed-ai/ Wed, 06 May 2026 12:00:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1204361 ภาพกราฟิก AIS 5G-ADVANCED โชว์ความเร็วอัปโหลด 2 เท่า และเทคโนโลยีเครือข่ายรองรับ AI และไลฟ์สด

พฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทยเปลี่ยนไปอย่างมาก จาก […]

The post AIS 5G-ADVANCED ทลายขีดจำกัดเครือข่าย ดันสปีดอัปโหลด 2 เท่า ตอบโจทย์สายไลฟ์สดและใช้งาน AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิก AIS 5G-ADVANCED โชว์ความเร็วอัปโหลด 2 เท่า และเทคโนโลยีเครือข่ายรองรับ AI และไลฟ์สด

พฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทยเปลี่ยนไปอย่างมาก จากที่เคยเน้นการดาวน์โหลดข้อมูลเพื่อรับชมคอนเทนต์ ตอนนี้ผู้ใช้งานกลายเป็นคนสร้างคอนเทนต์เสียเอง การไลฟ์ขายของหรือส่งภาพให้ระบบ AI ประมวลผล ทำให้ความต้องการใช้อินเทอร์เน็ตฝั่งอัปโหลดพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

AIS จึงต้องปรับตัวรับเทรนด์นี้ นำมาสู่การเปิดตัวเครือข่าย ‘AIS 5G-ADVANCED’ เป็นรายแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา AIS ได้เดินหน้าบริหารจัดการคลื่นความถี่เพื่อรองรับพฤติกรรมลูกค้ามาตลอด การอัปเกรดรอบนี้คือการตอบโจทย์วิถีชีวิตยุคใหม่โดยตรง

 

แก้ปมข้อจำกัดเครือข่าย เร่งสปีดรับส่งข้อมูลเต็มพิกัด

 

อินไซต์การใช้งานจริงพบว่าพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีปริมาณการถ่ายทอดสดและใช้ดาต้าสูงที่สุด สวนทางกับคนกรุงเทพมหานครที่มักใช้เน็ตบ้าน การออกแบบเครือข่ายจึงต้องลงลึกแก้ปัญหาทางเทคนิค โดยเฉพาะคลื่น 5G ย่าน 2600 MHz บนระบบ TDD ที่มีสัดส่วนดาวน์โหลดต่ออัปโหลด 8:2 ตามข้อกำหนดของ กสทช.

 

ทีมวิศวกรแก้โจทย์นี้ด้วยเทคโนโลยี ‘Uplink 2CC’ โดยดึงคลื่นย่าน 700 MHz และ 2100 MHz บนระบบ FDD ซึ่งมีสัดส่วนดาวน์โหลดและอัปโหลดเท่ากันที่ 50:50 เข้ามาทำงานร่วมกัน การผสานคลื่นทั้งสองระบบช่วยดันประสิทธิภาพการอัปโหลดให้พุ่งขึ้นสูงสุด 2 เท่า รองรับการส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ได้ดีขึ้น

 

ฝั่งดาวน์โหลดก็ได้รับการอัปเกรดเช่นกัน เทคโนโลยี ‘Downlink 3CC’ ที่รวมคลื่น 700 MHz, 2100 MHz และ 2600 MHz เข้าด้วยกัน ช่วยเพิ่มความเร็วสูงสุด 1.5 เท่า ปัจจุบันเปิดให้บริการแล้วในพื้นที่สาทรและบางรัก พร้อมแผนขยายสู่พื้นที่สำคัญในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลภายในปี 2569

 

ดึง AI บริหารเครือข่ายอัตโนมัติ ตอบสนองการใช้งานทันที

 

โครงข่ายที่เร็วขึ้นต้องมาพร้อมระบบบริหารจัดการที่ดี มีการอัปเกรดซอฟต์แวร์เครือข่ายทั้งหมดให้เป็นมาตรฐาน 3GPP Release 18 และดึง AI เข้ามาจัดการความหนาแน่นของเครือข่ายแบบอัตโนมัติ เป้าหมายคือการผลักดันสู่โครงข่ายอัตโนมัติระดับ 4 เพื่อให้ระบบวิเคราะห์และปรับตัวรองรับการใช้งานได้เอง

 

วสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าหน่วยธุรกิจงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ AIS ระบุว่า “พันธกิจสำคัญของเราคือการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ การพัฒนาโครงข่ายในวันนี้คือการสร้างขีดความสามารถใหม่ให้ประเทศ และส่งมอบประสบการณ์ดิจิทัลที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในทุกการใช้งาน”

 

บริการ 5G SA Downlink 2CC เปิดให้ใช้งานครอบคลุมกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และตัวเมืองทั่วประเทศแล้ว ส่วนบริการ 5G SA Uplink 2CC ก็พร้อมใช้งานในพื้นที่ตัวเมืองภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยมีแผนขยายให้ครอบคลุมตัวเมืองทั่วประเทศภายในปี 2569

 

สัมผัสประสบการณ์ 5G+ พร้อมสปีดเครือข่ายแห่งอนาคต

 

ความต้องการแบนด์วิดท์ของคนไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากยุค 2G ที่ใช้คลื่นเพียง 17.5 MHz มาสู่ยุค 3G และ 4G ที่ 20 MHz จนถึงยุค 5G ที่ต้องการขั้นต่ำถึง 100 MHz การเตรียมพร้อมด้านคลื่นความถี่จึงเป็นการรองรับความต้องการในปัจจุบันและปูทางสู่เทคโนโลยี 6G ในอนาคต

 

เบื้องหลังความพร้อมของเครือข่ายนี้ ต้องอาศัยการทำงานร่วมกับผู้ผลิตสมาร์ตโฟนและชิปเซตล่วงหน้านานนับปี เพื่อให้มั่นใจว่าฮาร์ดแวร์ของตัวเครื่องจะรองรับเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ปัจจุบันมือถือระบบ Android เกือบทั้งหมดรองรับการใช้งานได้แล้ว

 

ขณะที่ระบบ iOS ก็รองรับการทำงานบนโครงข่ายใหม่ตั้งแต่การอัปเดตซอฟต์แวร์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ผู้บริโภคจึงใช้งานได้ทันทีเมื่ออยู่ในพื้นที่ให้บริการ

 

ลูกค้าที่มีอุปกรณ์รองรับจะเห็นสัญลักษณ์ ‘5G+’ บนหน้าจออัตโนมัติเมื่อดึงข้อมูล สามารถสัมผัสความเร็วเหนือระดับได้ทันทีโดยไม่ต้องตั้งค่าหรือสมัครแพ็กเกจเพิ่ม พร้อมความมั่นใจด้านความปลอดภัยจากบริการแจ้งเตือนเบอร์ต้องสงสัยและสายด่วนบล็อกมิจฉาชีพ เพื่อให้ท่องโลกออนไลน์ได้อย่างสบายใจ

The post AIS 5G-ADVANCED ทลายขีดจำกัดเครือข่าย ดันสปีดอัปโหลด 2 เท่า ตอบโจทย์สายไลฟ์สดและใช้งาน AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ เตือนภัยมัลแวร์ ‘JSceal’ แฝงตัวในระบบ Windows ดูดเงินสูญกว่า 10 ล้านบาท แนะวิธีป้องกันขั้นเด็ดขาด https://thestandard.co/jsceal-malware-windows-fraud-prevention/ Wed, 06 May 2026 05:01:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1204214 ภาพประกอบเตือนภัยมัลแวร์ JSceal แฝงตัวในระบบ Windows พร้อมวิธีป้องกันการดูดเงิน

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เตือนภัยประชาชนให้เ […]

The post ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ เตือนภัยมัลแวร์ ‘JSceal’ แฝงตัวในระบบ Windows ดูดเงินสูญกว่า 10 ล้านบาท แนะวิธีป้องกันขั้นเด็ดขาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบเตือนภัยมัลแวร์ JSceal แฝงตัวในระบบ Windows พร้อมวิธีป้องกันการดูดเงิน

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เตือนภัยประชาชนให้เฝ้าระวังมัลแวร์อันตรายชื่อว่า ‘JSceal’ ซึ่งกำลังแพร่ระบาดและแฝงตัวอยู่ในอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ใช้งานระบบปฏิบัติการ Windows ล่าสุดพบผู้เสียหายแล้วร่วม 10 ราย ที่ถูกแฮกเกอร์ลักลอบขโมยข้อมูลและทำธุรกรรมทางการเงิน ส่งผลให้เกิดความเสียหายรวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท

 

จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบว่ามัลแวร์ JSceal มีความสามารถในการแฝงตัวเข้าสู่อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายได้อย่างแนบเนียน โดยจะทำงานอยู่เบื้องหลังตลอดเวลาและยากต่อการสแกนตรวจจับ มัลแวร์ชนิดนี้ทำงานผ่านระบบที่เรียกว่า C2 Server ซึ่งเอื้อให้แฮกเกอร์สามารถเข้ามาควบคุมและจัดการอุปกรณ์จากระยะไกลได้เสมือนนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายเอง

 

แฮกเกอร์จะทำการดึงข้อมูลสำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรหัสผ่านที่บันทึกไว้ ประวัติการท่องเว็บไซต์ รวมถึงข้อมูลกระเป๋าเงินดิจิทัล (คริปโตเคอร์เรนซี) และส่งกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์ของตนเองอย่างไร้ร่องรอย ทำให้ผู้เสียหายส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าคอมพิวเตอร์ของตนถูกเจาะระบบ จนกระทั่งพบความผิดปกติเมื่อเกิดความสูญเสียทรัพย์สินไปแล้ว

 

สำหรับช่องทางหลักที่มัลแวร์ JSceal ใช้ในการแพร่กระจายเข้าสู่อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ได้แก่:

 

  • การดาวน์โหลดและติดตั้งโปรแกรมที่ไม่ได้รับอนุญาต หรือซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์
  • การเข้าใช้งานเว็บไซต์ที่มีความเสี่ยง หรือการคลิกลิงก์จากโฆษณาที่ไม่น่าเชื่อถือ
  • การใช้งานโปรแกรมหรือไฟล์ที่คัดลอกมาจากอุปกรณ์อื่น ซึ่งอาจมีมัลแวร์แฝงตัวอยู่ก่อนแล้ว

 

จากการสืบสวนเพิ่มเติมพบว่า แฮกเกอร์ไม่ได้หยุดเพียงแค่การขโมยรหัสผ่านในคอมพิวเตอร์ แต่ยังสามารถเข้าถึง รหัส OTP (One Time Password) ที่ส่งผ่านระบบข้อความ (Google Messages) ในโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายได้ด้วย เนื่องจากผู้เสียหายมักมีการเปิดระบบซิงค์ (Sync) ข้อความระหว่างโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ไว้ ช่องโหว่นี้เองที่เปิดทางให้แฮกเกอร์นำรหัส OTP ไปใช้ยืนยันการทำธุรกรรมทางการเงินและโอนเงินออกจากบัญชีได้อย่างสมบูรณ์

 

เพื่อเป็นการตัดวงจรความเสียหายและป้องกันภัยคุกคามดังกล่าว ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) จึงขอแนะนำให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งานอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โดยหลีกเลี่ยงการติดตั้งโปรแกรมจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ ห้ามปิดการทำงานของโปรแกรมป้องกันไวรัส (Antivirus) หมั่นอัปเดตระบบปฏิบัติการให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด ตรวจสอบการอนุญาตเข้าถึงอุปกรณ์ของแอปพลิเคชันต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ และแนะนำให้ใช้โปรแกรมเฉพาะทาง เช่น Malwarebytes ในการสแกนหาและกำจัดภัยคุกคาม

 

เจ้าหน้าที่ขอเน้นย้ำให้ผู้ใช้งานทำการ ปิดการซิงค์ข้อความไปยังอุปกรณ์อื่น เพื่อป้องกันไม่ให้แฮกเกอร์เข้าถึงรหัส OTP ได้ โดยสามารถตั้งค่าได้ดังนี้:

 

สำหรับผู้ใช้ระบบปฏิบัติการ Android (ปิดการซิงค์ข้อความ Google Messages):

 

  • เปิดแอปพลิเคชัน Google Messages
  • กดที่รูปโปรไฟล์บริเวณมุมขวาบน
  • เลือก ‘การตั้งค่า Messages’ (Messages settings)
  • เลือก ‘แชท RCS’ (RCS chats)
  • กดปิดการใช้งาน RCS

 

สำหรับผู้ใช้ระบบปฏิบัติการ iOS (ปิดการ Backup บน iCloud):

 

  • เข้าไปที่เมนู ‘ตั้งค่า’ (Settings)
  • กดที่ชื่อ Apple Account ของผู้ใช้
  • เลือกเมนู ‘iCloud’
  • เลือก ‘iCloud Backup’ และทำการกดปิด

 

ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เน้นย้ำว่า การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในครั้งนี้ ดำเนินการไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ เพื่อสร้างการตระหนักรู้และให้ประชาชนรู้เท่าทันรูปแบบภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่เปลี่ยนแปลงไป

 

อ้างอิง: ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC)

The post ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ เตือนภัยมัลแวร์ ‘JSceal’ แฝงตัวในระบบ Windows ดูดเงินสูญกว่า 10 ล้านบาท แนะวิธีป้องกันขั้นเด็ดขาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
หรือว่าเราอาจจะได้เห็นไอคอนโฉมใหม่ทั้งหมดใน iOS 19 https://thestandard.co/life/will-ios-19-feature-all-new-icons/ Wed, 12 Mar 2025 04:45:50 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1051230

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรอบ 10 ปี   มีข่าวลือว่า […]

The post หรือว่าเราอาจจะได้เห็นไอคอนโฉมใหม่ทั้งหมดใน iOS 19 appeared first on THE STANDARD.

]]>

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรอบ 10 ปี

 

มีข่าวลือว่า Apple วางแผนที่จะปรับปรุงการดีไซน์ใหม่ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในรอบ 10 ปี การเปลี่ยนแปลงงานดีไซน์ครั้งนี้จะส่งผลไปถึงหน้าตาที่เปลี่ยนไปของไอคอนด้วย! ถ้าหากเราย้อนกลับไปไอคอนยุคแรกของ Apple จะเป็นการออกแบบที่เน้นความสมจริง แต่ใน iOS 7 ได้ถูกปรับให้ดูเรียบง่ายมากขึ้น และการออกแบบที่ดูเรียบง่ายนี้ยังถือเป็นรากฐานการออกแบบไอคอนมาจนถึงยุคปัจจุบันอีกด้วย มารอดูกันว่าการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ Apple จะพัฒนาไปในทิศทางไหน 

 

แต่ในครั้งนี้ Apple ตั้งใจจะปรับปรุงเพื่อให้ใช้งานง่ายขึ้น ไม่ซับซ้อน และสอดคล้องกับซอฟต์แวร์ใหม่ในอนาคต คาดว่าการออกแบบใหม่นี้จะได้รับแรงบันดาลใจบางส่วนจาก visionOS ที่อยู่ใน Vision Pro ไม่แน่เราอาจจะได้เห็นไอคอนใหม่นี้ใน iOS 19, iPadOS 19 และ macOS 16

 

อ้างอิง:

The post หรือว่าเราอาจจะได้เห็นไอคอนโฉมใหม่ทั้งหมดใน iOS 19 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทั้งเหนื่อยทั้งง่วง! อีโมจิใหม่ใน iOS 18.4 เตรียมให้กดใช้เร็วๆ นี้ https://thestandard.co/life/new-emojis-ios-18-4/ Thu, 06 Mar 2025 00:21:54 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1049027

นี่แหละอีโมจิที่อยากจะใช้ทุกวัน   ล่าสุด Apple ได้ […]

The post ทั้งเหนื่อยทั้งง่วง! อีโมจิใหม่ใน iOS 18.4 เตรียมให้กดใช้เร็วๆ นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

นี่แหละอีโมจิที่อยากจะใช้ทุกวัน

 

ล่าสุด Apple ได้เพิ่มอีโมจิใหม่มาใน iOS 18.4 เวอร์ชันเบต้า ซึ่งการเพิ่มอีโมจิครั้งนี้ Apple ได้เพิ่มสัญลักษณ์ต่างๆ ที่สื่อความหมายหลากหลายเข้าไป ทั้งรอยนิ้วมือ, ต้นไม้, พลั่ว เป็นต้น แต่ที่เป็นไฮไลต์และน่าจะเป็นอีโมจิประจำของใครหลายคนคงหนีไม่พ้น ‘หน้าเหนื่อย’ ที่ไม่ได้เหนื่อยธรรมดา แต่ยังดูนอนน้อยแถมขอบตาดำมากอีกด้วย ซึ่งใครหลายคนมองว่า ‘นี่แหละความในใจของฉัน’ และอยากจะส่งความรู้สึกนี้ต่อไปอย่างรัวๆ แต่นี่ยังคงเป็นอีโมจิใน iOS เวอร์ชันเบต้า คาดว่า Apple จะเปิดให้อัปเดตใช้งานจริงกันเร็วๆ นี้

 

 

ภาพ: MacThai

อ้างอิง:

The post ทั้งเหนื่อยทั้งง่วง! อีโมจิใหม่ใน iOS 18.4 เตรียมให้กดใช้เร็วๆ นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สาวก iPhone มีลุ้น! นักวิเคราะห์ชี้ Apple อาจเปิดตัวฟีเจอร์ AI ใน iOS 18 แถมสั่งให้ Siri เล่าข่าวให้ฟังได้ ในงาน WWDC24 https://thestandard.co/apple-may-launch-ai-features-in-ios-18/ Sun, 09 Jun 2024 03:37:28 +0000 https://thestandard.co/?p=943012

งาน WWDC24 ใกล้เข้ามาแล้ว ในเวลาเที่ยงคืนวันที่ 11 มิถุ […]

The post สาวก iPhone มีลุ้น! นักวิเคราะห์ชี้ Apple อาจเปิดตัวฟีเจอร์ AI ใน iOS 18 แถมสั่งให้ Siri เล่าข่าวให้ฟังได้ ในงาน WWDC24 appeared first on THE STANDARD.

]]>

งาน WWDC24 ใกล้เข้ามาแล้ว ในเวลาเที่ยงคืนวันที่ 11 มิถุนายน ตามเวลาประเทศไทย จับตาทิศทางของ Tim Cook ซีอีโอของ Apple และสิ่งที่คาดว่าจะเปิดตัวในงาน โดยเฉพาะฟีเจอร์ใหม่ๆ จาก AI 

 

สำนักข่าว CNN รายงานว่า งาน WWDC24 หรือ Worldwide Developers Conference ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-14 มิถุนายน 2024 ภายในงานคาดว่าจะได้เห็นความเคลื่อนไหวสำคัญที่สุดในรอบหลายปี เพราะในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา Apple ต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ รอบด้าน

 

โดยเฉพาะการสูญเสียมูลค่าการตลาดอันดับสองให้กับ NVIDIA ไป ทั้งหมดมาจากแรงกดดันของตลาดจีน และการเจอค่าปรับจากสหภาพยุโรปในประเด็นละเมิดกฎหมายต่อต้านการผูกขาด กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

สิ่งที่นักลงทุนคาดหวังภายในงานคือทิศทางการลงทุน AI ที่ Tim Cook เคยประกาศเอาไว้เมื่อต้นปีว่าจะทุ่มเงินพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ โดยมีเป้าหมายพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์ Apple หลายรายการให้เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI 

 

พร้อมย้ำว่า เรามอง AI เป็นโอกาสสำคัญที่จะสร้างการเติบโตให้กับผลิตภัณฑ์ของเรา และเชื่อว่า Apple มีข้อได้เปรียบที่แตกต่างจากในตลาด

 

นอกจากนี้ ภายในงานอาจเปิดตัว iOS 18, iPadOS 18, watchOS 11, macOS 15, tvOS 18 และ visionOS ที่อาจมาพร้อมฟีเจอร์ใหม่ๆ ของ AI เช่น การเพิ่มคุณสมบัติของ Siri ที่จะผสานกับ OpenAI ทำให้สามารถสั่งให้ Siri ทำงานได้มากขึ้นกว่าเดิม เช่น การเรียกคืนรูปภาพที่ถ่ายเมื่อหลายปีก่อน หรือตอบคำถามเกี่ยวกับสภาพอากาศ ไปจนถึงการรายงานข่าวต่างๆ

 

นักวิเคราะห์บางคนคาดว่า Apple จะเปิดตัวเครื่องมือ AI ในหลายๆ ฟังก์ชัน เช่น Apple Maps, iMovie และ iPhoto จากนี้ AI จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนกลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ Apple มากขึ้น และนี่คือสิ่งที่พวกเราคาดหวัง 

 

ทั้งนี้ ยังมีรายงานว่า Apple อยู่ระหว่างหาโอกาสเข้าไปเป็นพันธมิตรกับ OpenAI และ Google เพื่อขับเคลื่อนเครื่องมือ AI เพื่อกระตุ้นยอดขายของ iPhone ให้เติบโตขึ้นในอีกหลายปีข้างหน้า สะท้อนให้เห็นว่าความเร็วที่โลกกำลังนำ AI มาใช้นั้นเป็นตัวเร่งให้ Apple ต้องเร่งพัฒนาสมาร์ทโฟนที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยให้เร็วที่สุด

 

อีกด้านหนึ่งก็อาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่างๆ หากจับมือกับ OpenAI เพราะตอนนี้ OpenAI ยังเจอปัญหากับการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับแนวทางการทำงาน เห็นได้จากกลุ่มพนักงาน OpenAI ที่ออกมาเรียกร้องให้บริษัทมีความโปร่งใสมากขึ้นเกี่ยวกับความเสี่ยงร้ายแรงของ AI

 

แน่นอนว่าหาก Apple นำ AI มาใช้จะต้องให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย และต้องมีมาตรการป้องกันความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นตามมาได้ 

 

อ้างอิง:

The post สาวก iPhone มีลุ้น! นักวิเคราะห์ชี้ Apple อาจเปิดตัวฟีเจอร์ AI ใน iOS 18 แถมสั่งให้ Siri เล่าข่าวให้ฟังได้ ในงาน WWDC24 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ใช้ iPhone เตรียมเฮ! Apple เร่งเจรจา OpenAI หวังเพิ่มฟีเจอร์ AI ใน iOS 18 ปลายปีนี้ https://thestandard.co/apple-renews-talks-with-openai-iphone-generative-ai-features/ Sun, 28 Apr 2024 06:23:59 +0000 https://thestandard.co/?p=927573 iPhone Apple OpenAI

Apple Inc. บริษัทผู้ผลิต iPhone สัญชาติอเมริกัน ได้เร่ง […]

The post ผู้ใช้ iPhone เตรียมเฮ! Apple เร่งเจรจา OpenAI หวังเพิ่มฟีเจอร์ AI ใน iOS 18 ปลายปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
iPhone Apple OpenAI

Apple Inc. บริษัทผู้ผลิต iPhone สัญชาติอเมริกัน ได้เร่งหารือกับ OpenAI อีกครั้งเกี่ยวกับการปรับใช้ Generative AI ของ OpenAI เพื่อขับเคลื่อนคุณสมบัติหรือฟีเจอร์ใหม่บางอย่างที่จะเปิดตัวในปลายปีนี้

 

Bloomberg รายงานว่า ทั้ง 2 บริษัทตอนนี้ได้เริ่มหารือเกี่ยวกับเงื่อนไขของข้อตกลงที่เป็นไปได้ รวมไปถึงวิธีที่ฟีเจอร์ต่างๆ ของ OpenAI จะรวมเข้ากับระบบปฏิบัติการใหม่ของ Apple ที่กำลังจะออกมาอย่าง iOS 18

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนว่า Apple ไม่ได้นิ่งนอนใจและพยายามเพิ่มฟีเจอร์ AI เข้ามาในระบบปฏิบัติการ หลังจากเมื่อเดือนที่แล้ว Bloomberg รายงานว่า Apple กำลังเจรจาเพื่อขอใบอนุญาตแชตบอต Gemini ของ Google สำหรับฟีเจอร์ใหม่ของ iPhone

 

ในรายงานของ Bloomberg ยังกล่าวว่า ตอนนี้ Apple ยังไม่ได้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าจะใช้พันธมิตรรายใด และอาจบรรลุข้อตกลงกับทั้ง OpenAI และ Alphabet Inc. ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Google 

 

Apple ถือว่าเคลื่อนไหวเกี่ยวกับ Generative AI ได้ค่อนข้างช้ากว่าเมื่อเทียบกับคู่แข่งอื่นๆ อย่าง Microsoft และ Google ซึ่งกำลังสานต่อสิ่งเหล่านี้ให้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่

 

ด้าน ทิม คุก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Apple กล่าวไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่า บริษัทกำลังลงทุน ‘อย่างมีนัยสำคัญ’ ใน Generative AI และจะเปิดเผยเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนการนำเทคโนโลยีไปใช้ในปลายปีนี้

 

อ้างอิง:

The post ผู้ใช้ iPhone เตรียมเฮ! Apple เร่งเจรจา OpenAI หวังเพิ่มฟีเจอร์ AI ใน iOS 18 ปลายปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธุรกิจ SME ต้องระวัง! บูสต์โพสต์ Facebook หรือ Instagram ผ่าน iOS จะต้องจ่ายเพิ่ม 30% แถมหักเงินล่วงหน้าด้วย https://thestandard.co/pay-extra-to-boost-posts-via-ios/ Tue, 20 Feb 2024 03:33:52 +0000 https://thestandard.co/?p=902011

Meta Platforms, Inc. ปล่อยแนวทางใหม่สำหรับธุรกิจขนาดเล็ […]

The post ธุรกิจ SME ต้องระวัง! บูสต์โพสต์ Facebook หรือ Instagram ผ่าน iOS จะต้องจ่ายเพิ่ม 30% แถมหักเงินล่วงหน้าด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>

Meta Platforms, Inc. ปล่อยแนวทางใหม่สำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่ลงโฆษณาบน Facebook และ Instagram โดยมุ่งช่วยให้ธุรกิจต่างๆ หลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียมจาก Apple Inc.

 

โดย Meta แนะนำให้ธุรกิจขนาดเล็กซื้อโฆษณาผ่านเว็บเบราว์เซอร์แทนที่จะซื้อผ่านแอปมือถือ Facebook หรือ Instagram บนระบบ iOS ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้หลีกเลี่ยงค่าคอมมิชชันที่คิดเป็นตัวเลข 30% ของ Apple ที่ Meta ชี้ว่าจะมีผลบังคับใช้ในเดือนนี้

 

นโยบายใหม่ของ Apple กำหนดให้ผู้ลงโฆษณาต้องใช้ฟีเจอร์ In-App Purchase เมื่อใดก็ตามที่มีการชำระเงินเพื่อ ‘บูสต์โพสต์’ บนโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นการเพิ่มการมองเห็นเนื้อหานั้นๆ โดย Apple จะหักค่าใช้จ่ายสูงถึง 30% สำหรับการซื้อในแอปผ่านซอฟต์แวร์ iOS หมายความว่า Meta จะสูญเสียรายได้ส่วนหนึ่งให้กับ Apple

 

การเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้ ซึ่ง Apple ประกาศครั้งแรกในปี 2022 เป็นการเพิ่มความตึงเครียดระหว่างสองยักษ์ใหญ่แห่งวงการเทคที่กลายเป็นคู่แข่งรายสำคัญของ Silicon Valley ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดย Meta กล่าวหา Apple ว่า ‘บ่อนทำลายผู้อื่นในเศรษฐกิจดิจิทัล’ ตัวของ Mark Zuckerberg ผู้เป็นซีอีโอของ Meta เองก็วิพากษ์วิจารณ์ Apple อยู่บ่อยครั้งในการควบคุม App Store มากเกินไป

 

โฆษกของ Apple ชี้แจงว่า บริษัทมีแนวทางที่ชัดเจนและสอดคล้องกันสำหรับนักพัฒนาภายใน App Store ซึ่งใช้กับทุกคน รวมถึงได้ดำเนินการร่วมกับ Meta มานานกว่าหนึ่งปีเพื่อให้โอกาสบริษัทโซเชียลมีเดียรายนี้ปฏิบัติตามการเปลี่ยนแปลงกฎดังกล่าว

 

ด้าน Tim Cook ซีอีโอของของ Apple เป็นอีกคนที่วิพากษ์หลักปฏิบัติด้านความเป็นส่วนตัวของ Meta ซึ่งอาศัยข้อมูลผู้ใช้ในการขายโฆษณา และเคยสร้างความเสียหายให้แก่รายได้ของ Meta มาแล้ว โดยในปี 2021 การปรับแต่งของ iOS ที่จำกัดการเก็บข้อมูลของบุคคลที่สามนำไปสู่การสูญเสียรายได้โฆษณาของ Meta ประมาณ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 3 แสนล้านบาท 

 

Apple ยังได้รับคำวิจารณ์ในวงกว้างเกี่ยวกับนโยบายของบริษัท เช่น Spotify Technology SA และ Epic Games Inc. ผู้ผลิตเกม Fortnite กล่าวว่า กฎของ App Store นั้นไม่เป็นธรรม และเมื่อเร็วๆ นี้ Apple ได้ปรับเปลี่ยนแนวทางในยุโรปเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่ แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นจะนำมาซึ่งเสียงวิจารณ์เพิ่มขึ้นก็ตาม

 

ความขัดแย้งระหว่าง Meta และ Apple มีอย่างต่อเนื่องและยาวนานหลายปี อย่างในปีนี้ Zuckerberg วิพากษ์วิจารณ์แผนของ Apple ที่จะอนุญาตให้เกิด App Store ของบุคคลที่สามบนอุปกรณ์มือถือเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายฉบับใหม่ของยุโรป โดยเขามองว่าข้อเสนอของ Apple นั้นยากเกินไปที่จะให้บริษัทใดให้ความสนใจอย่างจริงจัง

 

นอกจากนี้ Zuckerberg ยังวิจารณ์ชุดแว่นตาพร้อมหูฟัง Vision Pro ของ Apple ว่ามีราคาแพงเกินไปที่ 3,500 ดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่มีแอปให้เลือกใช้จำกัด สวมใส่ไม่สบาย และยังต้องใช้แบตเตอรี่เชื่อมต่อด้วยสาย โดยระบุว่าเทียบแล้วอุปกรณ์ Quest 3 ของ Meta ดีกว่าอย่างมาก

 

นโยบายใหม่ของ Apple จะมีผลบังคับใช้ในสหรัฐอเมริกาก่อน จากนั้นจึงขยายไปยังประเทศอื่นๆ ขณะที่การเปลี่ยนแปลงนี้จะยังกำหนดให้ผู้ลงโฆษณาจ่ายเงินค่าโฆษณาล่วงหน้าเมื่อซื้อผ่านแอป iOS ซึ่ง Meta ให้ข้อมูลว่าจะเป็นการส่งผลกระทบโดยส่วนใหญ่ต่อผู้ลงโฆษณารายย่อยที่อาศัยการ ‘บูสต์โพสต์’ เป็นช่องทางโฆษณาหลัก

 

อ้างอิง:

The post ธุรกิจ SME ต้องระวัง! บูสต์โพสต์ Facebook หรือ Instagram ผ่าน iOS จะต้องจ่ายเพิ่ม 30% แถมหักเงินล่วงหน้าด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จักแอป Journal จาก Apple ตัวช่วยสำหรับคนชอบบันทึก https://thestandard.co/life/apple-journal/ Thu, 14 Dec 2023 06:06:15 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=876649 Journal

สำหรับคนที่เป็นสาวก iPhone ตอนนี้น่าจะรู้กันแล้วว่า App […]

The post รู้จักแอป Journal จาก Apple ตัวช่วยสำหรับคนชอบบันทึก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Journal

สำหรับคนที่เป็นสาวก iPhone ตอนนี้น่าจะรู้กันแล้วว่า Apple กำลังจะอัปเดต iOS ให้เป็นเวอร์ชัน 17.2 ซึ่งเวอร์ชันใหม่นี้ก็มาพร้อมลูกเล่นใหม่ๆ ให้เราได้ลองใช้กันอีกเช่นเคย 

 

หนึ่งในของเล่นใหม่ที่เรามองว่าน่าสนใจคือ แอปพลิเคชัน Journal หรือแอปพลิเคชันบันทึก ที่ช่วยให้เราสามารถบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน เพื่อเอาไว้ทบทวน เตือนใจ และเอ็นจอยกับโมเมนต์ดีๆ นอกเหนือจากการเปิดดูภาพถ่ายหรือคลิปวิดีโอใน Photos 

 

วิธีการใช้งานก็ไม่ยาก เพียงเปิดแอปขึ้นมาก็สามารถสร้าง Journal ใหม่ประจำวันได้เลย ซึ่งเราสามารถพิมพ์ข้อความได้อย่างไม่จำกัด พร้อมแนบภาพถ่าย, เสียงที่อัด, เพลง, หรือโลเคชันของสถานที่นั้นๆ ได้อีกด้วย 

 

นอกจากนี้ตัวแอปเองก็มีส่วนที่เป็น Reflection คอยแนะนำกิจกรรมที่เราทำเป็นประจำ เช่น การออกกำลังกาย เพลงที่ฟังบ่อยๆ หรือกิจกรรมวาระพิเศษ เช่น ภาพจากงานปาร์ตี้เมื่อคืน ให้คุณได้บันทึกไว้ไม่ลืม รวมถึงการรวบรวมภาพโมเมนต์ไฮไลต์จาก Photos ให้คุณบันทึกลง Journal ได้อีกด้วย 

 

และเพื่อไม่ให้เราลืม แอปพลิเคชันนี้ยังสามารถตั้งเวลาเพื่อแจ้งเตือนเราได้อีก ทั้งหมดนี้เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและทำให้การบันทึกง่ายต่อผู้ใช้งานยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการจดบันทึกผ่านโทรศัพท์มือถืออย่าง iPhone        

 

แน่นอนว่า Apple เป็นค่ายที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว ดังนั้นแอป Journal จึงได้รับการป้องกันอย่างแน่นหนาและหลายขั้นตอน เพื่อให้ผู้เป็นเจ้าของเครื่องเท่านั้นที่สามารถเปิดดูแอป Journal ได้ ซึ่งตอนนี้เรายังไม่สามารถแชร์บันทึกในแอป Journal ให้กับคนอื่นๆ และยังมีเฉพาะใน iPhone เท่านั้น ส่วน Device อื่นๆ อย่าง iPad และ MacBook ต้องรอไปก่อน

The post รู้จักแอป Journal จาก Apple ตัวช่วยสำหรับคนชอบบันทึก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple ออกอัปเดต iOS 16.6.1 หลังพบช่องว่างที่ทำให้ ‘สปายแวร์เพกาซัส’ เข้าแฮ็ก iPhone โดยไม่ต้องคลิกลิงก์หรือแอปแปลกๆ https://thestandard.co/ios-16-6-1-iphone-security/ Fri, 08 Sep 2023 11:53:09 +0000 https://thestandard.co/?p=839288 สปายแวร์เพกาซัส

Apple ได้เปิดตัวการอัปเดตชื่อ iOS 16.6.1 แม้ว่าการอัปเด […]

The post Apple ออกอัปเดต iOS 16.6.1 หลังพบช่องว่างที่ทำให้ ‘สปายแวร์เพกาซัส’ เข้าแฮ็ก iPhone โดยไม่ต้องคลิกลิงก์หรือแอปแปลกๆ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สปายแวร์เพกาซัส

Apple ได้เปิดตัวการอัปเดตชื่อ iOS 16.6.1 แม้ว่าการอัปเดตนี้ไม่ได้นำเสนอฟีเจอร์ใหม่ แต่ก็มีบางสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ การอุดช่องว่างด้านความปลอดภัยจาก ‘สปายแวร์เพกาซัส’ ซึ่งมักถูกใช้สำหรับการเจาะข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่รู้ตัว

 

Citizen Lab พบว่า เพกาซัสสามารถเจาะเข้าไปใน iPhone แม้ว่าผู้ใช้ไม่ได้ทำอะไรเลยก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการคลิกลิงก์ที่น่าสงสัย หรือดาวน์โหลดแอปแปลกๆ ทำให้มีการแจ้งไปยัง Apple อย่างรวดเร็ว จนเป็นที่มาของการออกอัปเดตซอฟต์แวร์ดังกล่าว

 

เพกาซัสเป็นซอฟต์แวร์ที่สร้างขึ้นโดยบริษัทชื่อ NSO Group โดยมีลูกค้าเป็นหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งหมายความว่าคนทั่วไปจะไม่สามารถซื้อได้ ด้วยเหตุนี้มีรายงานว่า รัฐบาลบางแห่งใช้สปายแวร์เจาะเข้าถึงสมาร์ทโฟนของประชาชน โดยเฉพาะนักข่าวและผู้ที่ออกมาต่อต้าน

 

ช่วงปลายปีที่แล้ว ในไทยมีนักปกป้องสิทธิมนุษยชน นักวิชาการ และนักกิจกรรมทางการเมืองชาวไทย จำนวน 8 คน ได้ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง NSO Group หลังพบการใช้สปายแวร์เพกาซัสกับโทรศัพท์มือถือของทั้ง 8 คนในช่วงปี 2563-2564

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

สำหรับการฟ้องร้อง ทั้ง 8 คนได้เรียกร้องค่าเสียหายจากการถูกล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัวคนละ 1,000,000 บาท และเรียกค่าเสียหายจากการติดตาม ศึกษา ตรวจสอบการใช้สปายแวร์อีก 500,000 บาท รวมทั้งหมด 8,500,000 บาท

 

อย่างไรก็ตาม การอัปเดตดังกล่าวยังอุดช่องว่างจากการโดนแฮ็กอีก 2 วิธี ดังนั้น สำหรับผู้ใช้ iPhone ทุกคน การอัปเดตอุปกรณ์เป็น iOS 16.6.1 จึงเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งสามารถคลิกไปที่การตั้งค่า จากนั้นเลือกรายการทั่วไป และคลิกอัปเดตซอฟต์แวร์ เพื่อทำให้เป็นระบบปฏิบัติการเวอร์ชันล่าสุด

 

อ้างอิง:

The post Apple ออกอัปเดต iOS 16.6.1 หลังพบช่องว่างที่ทำให้ ‘สปายแวร์เพกาซัส’ เข้าแฮ็ก iPhone โดยไม่ต้องคลิกลิงก์หรือแอปแปลกๆ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Facebook ออกคำแนะนำสำหรับแบรนด์ โดยหวังจะช่วยให้ ‘ประสิทธิภาพโฆษณา’ กลับมาเป็นเหมือนเดิม หลังเผชิญการปิดกั้นข้อมูลผู้ใช้จาก iOS https://thestandard.co/facebook-brand-recommendation/ Fri, 26 Aug 2022 08:57:13 +0000 https://thestandard.co/?p=672401

การที่ Apple ได้ปรับนโยบายความเป็นส่วนตัวสำหรับผู้ใช้ i […]

The post Facebook ออกคำแนะนำสำหรับแบรนด์ โดยหวังจะช่วยให้ ‘ประสิทธิภาพโฆษณา’ กลับมาเป็นเหมือนเดิม หลังเผชิญการปิดกั้นข้อมูลผู้ใช้จาก iOS appeared first on THE STANDARD.

]]>

การที่ Apple ได้ปรับนโยบายความเป็นส่วนตัวสำหรับผู้ใช้ iOS ซึ่งส่งผลกระทบให้ Facebook Ads อาจจะไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำดังเดิม ทำให้บริษัทแม่อย่าง Meta ต้องออกคำแนะนำใหม่สำหรับแบรนด์เพื่อแก้เกม และทำให้ ‘ประสิทธิภาพโฆษณา’ กลับมาเป็นเหมือนเดิม

 

ด้วยการปรับดังกล่าวทำให้ Meta ได้สูญเสียข้อมูลผู้ใช้จำนวนมาก ซึ่งทำให้โฆษณามีประสิทธิภาพน้อยลง แถมยังคาดว่าจะสูญเสียเม็ดเงินจากเรื่องนี้ถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีนี้

 

Meta อธิบายว่า ในปีที่ผ่านมาได้ตระหนักดีว่าเป็นเรื่องยากสำหรับธุรกิจในการปรับแต่ง ทำความเข้าใจ และปรับปรุงประสิทธิภาพของแคมเปญ แต่คู่มือใหม่นี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ พร้อมกับเคารพความเป็นส่วนตัวของลูกค้า

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

Social Media Today สรุปประเด็นสำคัญ 4 ประการจากเนื้อหาทั้งหมด 21 หน้า โดยเรื่องแรก Meta แนะนำให้ผู้โฆษณาใช้ Conversions API ซึ่งช่วยให้แบรนด์ต่างๆ ใช้ข้อมูลการตลาดของตนเอง เพื่อการปรับปรุงการกำหนดเป้าหมายใหม่และการวัดผล

 

Conversions API ช่วยให้ผู้โฆษณาสามารถใช้ข้อมูลลูกค้าของตนในระบบของ Meta โดยตรง ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบของ ATT ต่อการกำหนดเป้าหมายโฆษณา โดย Meta กล่าวว่า ผู้โฆษณาที่ใช้ทั้ง Meta Pixel และ Conversions API ได้เห็นการลดลงของ CPA (Cost Per Action หรือต้นทุนต่อการดำเนินการ) โดยเฉลี่ย 8%

 

ยักษ์โซเชียลมีเดียยังได้แนะนำว่า การเพิ่มประสิทธิภาพแคมเปญสำหรับ Conversions จะสามารถช่วยลดต้นทุนต่อการซื้อ (เมื่อเทียบกับการเพิ่มประสิทธิภาพการคลิกลิงก์) และให้ข้อมูลที่ดีขึ้นเกี่ยวกับการดำเนินการบนเว็บไซต์ อันเป็นตัวบ่งชี้ที่ชัดเจนถึงความสนใจและความเกี่ยวข้องของผู้บริโภคมากกว่าการคลิกโฆษณา

 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง Conversion Optimization ช่วยให้ Meta สามารถรวบรวมข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น โดยพิจารณาจากความเคลื่อนไหวบนแพลตฟอร์ม เนื่องจากไม่สามารถติดตามกิจกรรมผ่านเว็บไซต์ในลักษณะเดียวกันได้ การเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับ Conversion หมายความว่าสามารถใช้ข้อมูลความตั้งใจนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะช่วยปรับปรุงผลลัพธ์ได้

 

Meta ยังแนะนำให้ผู้โฆษณาแสดงตำแหน่งมากกว่า 6 ตำแหน่งขึ้นไป ซึ่งมองว่าจะช่วยเรื่องการรับรู้ถึงแบรนด์มากขึ้น แม้จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นก็ตาม ซึ่งส่วนนี้แบรนด์จำเป็นต้องพิจารณาเอง

 

นอกจากนี้ยังได้แนะนำให้ลดความซับซ้อนของโครงสร้างแคมเปญ และขยายการกำหนดเป้าหมาย กล่าวคือแทนที่จะตั้งค่าหลายแคมเปญ แต่ให้ลดเหลือเพียงแคมเปญเดียวที่มีการเข้าถึงในวงกว้าง

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post Facebook ออกคำแนะนำสำหรับแบรนด์ โดยหวังจะช่วยให้ ‘ประสิทธิภาพโฆษณา’ กลับมาเป็นเหมือนเดิม หลังเผชิญการปิดกั้นข้อมูลผู้ใช้จาก iOS appeared first on THE STANDARD.

]]>
Emojipedia เตรียมเพิ่มอีโมจิหน้าสั่น-สองมือผลัก-หัวใจสีชมพู ในการอัปเดตครั้งหน้าทั้ง Android และ iOS https://thestandard.co/emojipedia-new-emojis/ Sun, 17 Jul 2022 11:45:00 +0000 https://thestandard.co/?p=654902 Emojipedia

เนื่องในวันที่ 17 กรกฎาคม 2565 เป็นวันอีโมจิโลก Emojipe […]

The post Emojipedia เตรียมเพิ่มอีโมจิหน้าสั่น-สองมือผลัก-หัวใจสีชมพู ในการอัปเดตครั้งหน้าทั้ง Android และ iOS appeared first on THE STANDARD.

]]>
Emojipedia

เนื่องในวันที่ 17 กรกฎาคม 2565 เป็นวันอีโมจิโลก Emojipedia เว็บไซต์ที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอีโมจิ ได้ออกมาเผยว่า ในการอัปเดตครั้งล่าสุดที่กำลังจะมาถึงของ Emoji 15.0 คาดว่าจะมีการเพิ่มอีโมจิหน้าสั่น, หัวใจชมพู และอีกหลายรายการสำหรับอุปกรณ์ iOS และ Android

 

การอัปเดต Emoji 15.0 จะเกิดขึ้นในเดือนกันยายน 2565 และถึง Emojipedia จะออกมาเผยว่า มีอีโมจิใดบ้างที่คาดว่าจะเพิ่มมา แต่ทั้งหมดก็เป็นเพียงแบบร่างและสามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอก่อนการอัปเดตจริง สำหรับ Emoji 15.0 มีอีโมจิใหม่น่าสนใจเพิ่มมาหลายแบบ เริ่มตั้งแต่อีโมจิหน้าสั่นที่แสดงถึงการส่ายหน้า ตามมาด้วยรูปหัวใจสีชมพู แม้อันที่จริง Emoji 14.0 จะมีอีโมจิรูปหัวใจอยู่แล้วในสเปกตรัมสี แต่หัวใจสีชมพูธรรมดาแยกต่างหากก็เป็นที่ต้องการมาเสมอมา และที่มีแยกก็เป็นอีโมจิหัวใจสีชมพูมีประกายไฟประดับ 

 

นอกจากหัวใจสีชมพู อีกหนึ่งอีโมจิที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ อีโมจิ Hi5 ในลักษณะของมือผลักด้านข้าง ซึ่งจะมีออกมาในแบบเข้าหากันทั้งสองทิศด้วยโทนสีผิวที่หลากหลาย ส่วนอีโมจิอื่นๆ ที่รวมอยู่ใน Emoji 15.0 ได้แก่ ลา, แมงกะพรุน, ที่หนีบผม, ขิง, ถั่วลันเตา, สัญลักษณ์ขัณฑา และอื่นๆ 

 

Emoji 15.0 จะอัปเดตให้ใช้งานกันในเดือนกันยายนนี้ ทั้งระบบ Android และ iOS รวมทั้งสิ้น 31 ชิ้นงาน ใครอยากดูรายละเอียดอีโมจิหรือข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติมสามารถเข้าไปดูได้ที่ https://blog.emojipedia.org/new-emojis-in-2022-2023

 

ภาพ: Emojipedia

อ้างอิง:

The post Emojipedia เตรียมเพิ่มอีโมจิหน้าสั่น-สองมือผลัก-หัวใจสีชมพู ในการอัปเดตครั้งหน้าทั้ง Android และ iOS appeared first on THE STANDARD.

]]>
MacBook Air M2 มีอะไรใหม่บ้าง? https://thestandard.co/cracked-macbook-air-m2/ Tue, 07 Jun 2022 09:20:23 +0000 https://thestandard.co/?p=639006 MacBook Air M2

ในงาน WWDC 2022 (​​Worldwide Developers Conference 2022 […]

The post MacBook Air M2 มีอะไรใหม่บ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
MacBook Air M2

ในงาน WWDC 2022 (​​Worldwide Developers Conference 2022) ที่เพิ่งผ่านพ้นไป นอกจากการเปิดตัว iOS16 และระบบปฏิบัติการใหม่สำหรับ Mac แล้ว Apple ยังเผยโฉม MacBook Air ให้สาวก Apple ใจสั่น กระเป๋าสตางค์สั่นกันไปหมด 

 

THE STANDARD POP ขอพาคุณมา Cracked ดูว่า MacBook Air M2 นี้มีอะไรใหม่บ้าง

 

จอดีไซน์ใหม่คล้าย iPhone

MacBook Air มาพร้อมกับจอที่กว้างกว่าเดิมในขนาด 13.6 นิ้ว (รุ่นเดิม 13.3 นิ้ว) ความละเอียด 2560×1664 พิกเซล โดยเป็นจอภาพแบบ Liquid Retina และยังมีเทคโนโลยี True Tone จึงพูดได้ว่าเป็น MacBook Air ที่มีจอที่ดีที่สุดตั้งแต่เคยมีมาเลยทีเดียว    

 

CPU ใหม่

ไฮไลต์สำคัญก็คือใช้ CPU ใหม่ล่าสุดอย่าง M2 ที่ทำงานได้เร็วกว่ารุ่นที่ใช้ CPU M1 ถึง 1.4 เท่า (เร็วกว่ารุ่นที่ใช้ CPU Intel 15 เท่า) ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่ามันจะทำงานได้เร็วและประหยัดพลังงานได้ดีกว่าเดิม (แบตเตอรี่ใช้ได้นาน 18 ชั่วโมง) สำหรับใครที่ต้องการใช้งานแบบหนักๆ เช่น ทำงานวิดีโอระดับ 4K และ 8K MacBook Air รุ่นใหม่นี้ก็รองรับ ​GPU แบบ 10-core ด้วย (รุ่นเดิมรองรับสูงสุดแค่ 7-core) ส่วน RAM ก็สามารถขยายได้สูงสุดถึง 24 GB (เดิมสูงสุด 16 GB)  

 

กล้องใหม่

ฟีเจอร์ที่รอคอยกันมานาน ในที่สุดกล้องของ MacBook Air ก็ถูกอัปเกรดให้มีความละเอียดสูงขึ้นเป็น 1080p เสียที ข้อดีก็คือวิดีโอคอลของคุณ ทั้ง FaceTime หรือ Zoom ฯลฯ จะให้ภาพที่คมชัดและสว่างมากกว่ารุ่นก่อนที่เป็นแค่ความละเอียด 720p  

 

ชาร์จไฟแบบ MagSafe

ข้อดีของ MagSafe คือสามารถป้องกันไม่ให้สายไฟหลุดออกมาจากช่องเสียบบนตัวเครื่อง MacBook Air ได้เพราะมีแม่เหล็กทำงานอยู่ แต่ขณะเดียวกันก็สามารถหลุดออกมาได้ทันทีหากมีคนเดินมาสะดุดสายไฟ ทำให้ตัวเครื่องปลอดภัย ไม่ถูกกระชากไปตามสายไฟ 

 

ระบบเสียง 4 ลำโพง

เดิมทีมีลำโพงแค่ 2 ตัวเท่านั้น แต่ MacBook Air โฉมใหม่ถูกอัปเกรดระบบเสียงให้แจ่มกว่าเดิมด้วยลำโพง Subwoofer 2 ตัวและ Tweeter อีก 2 ตัว ซึ่งรองรับระบบเสียง Dolby Atmos เพื่อให้รับชมภาพยนตร์และทีวีซีรีส์ได้อย่างมีอรรถรสมากขึ้น 

 

Trackpad ขนาดใหญ่กว่าเดิม

คีย์บอร์ดเป็น Magic Keyboard ที่มีปุ่มฟังก์ชันที่จะช่วยให้เข้าถึงทางลัดและตัวควบคุมต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมระบบ Touch ID ที่จะช่วยให้ปลดล็อกเครื่องได้ทันที ส่วน Trackpad ก็ถูกขยายให้ใหญ่ขึ้นเพื่อให้คุณใช้งานได้ง่ายมากขึ้น

 

มีหลากหลายสีให้เลือก

คราวนี้ MacBook Air มีให้เลือก 4 สี คือ น้ำเงินมิดไนต์, เทาสเปซเกรย์, เงิน และสตาร์ไลต์ โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 43,900 บาท พร้อมวางจำหน่ายเดือนกรกฎาคมนี้

 

ภาพ: Courtesy of the Brand 

The post MacBook Air M2 มีอะไรใหม่บ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple เปิดตัว iOS 15.4 ที่ปลดล็อกขณะใส่หน้ากากได้แล้ว และมากับ Emoji ใหม่กว่า 123 ตัว https://thestandard.co/apple-ios-15-4-features/ Tue, 15 Mar 2022 08:56:08 +0000 https://thestandard.co/?p=606029 Emoji

สัปดาห์ที่ผ่านมา (8 มีนาคม) Apple เผยโฉมโปรดักต์ใหม่ๆ ป […]

The post Apple เปิดตัว iOS 15.4 ที่ปลดล็อกขณะใส่หน้ากากได้แล้ว และมากับ Emoji ใหม่กว่า 123 ตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Emoji

สัปดาห์ที่ผ่านมา (8 มีนาคม) Apple เผยโฉมโปรดักต์ใหม่ๆ ประจำปีนี้ทั้ง iPad Air, iPhone SE รุ่นใหม่ และสีใหม่ของ iPhone 13 ในงาน Peak Performance ส่วนสัปดาห์นี้ตามมาติดๆ กับ iOS ใหม่ มาพร้อมฟังก์ชันที่ผู้ใช้งานสามารถปลดล็อกเครื่องขณะสวมใส่หน้ากากได้แล้ว (เฉพาะ iPhone 12 ขึ้นไป) พร้อม Emoji อีกเยอะมาก  

 

เซ็ต Emoji ใหม่ในครั้งนี้มีมากถึง 123 ตัว ซึ่ง 11 ตัวเป็น Emoji ใหม่ที่ถูกพัฒนามาจาก Emoji ที่มีอยู่ในแคตตาล็อกเดิม และอีก 112 ตัวเป็นเซ็ต Emoji ใหม่ที่ทาง Apple ได้เพิ่มเข้ามาหลังจากมีการรองรับไว้แล้วใน Emoji 14.0 เมื่อช่วงเดือนกันยายน 2021 ที่ผ่านมานั่นเอง

 

จากทั้งหมดของ Emoji เซ็ตใหม่ครอบคลุมหมวดหมู่ที่หลากหลายและโทนสีผิว มีไฮไลต์ที่น่าสนใจอย่าง Emoji รูป Handshake ที่มาพร้อมกับคอมบิเนชันสีผิวมากมายรวมถึงมือท่าทางต่างๆ ที่มีมากขึ้น ทั้ง การประสานสองมือเป็นรูปหัวใจ ท่าชี้นิ้ว มื้อซ้าย มือขวา คว่ำมือ หงายมือ หรือมินิฮาร์ทก็มีนะ 

 

ส่วน Smiley ก็เช่นกัน มีทั้งใบหน้าหลอมละลาย (Melting Face), ใบหน้าที่กลั้นน้ำตา หรือ Smiley ตะเบ๊ะทำท่าเคารพ ตลอดจนคาแรกเตอร์ Troll, คาแรกเตอร์คนใส่มงกุฎ และคาแรกเตอร์ Pregnant Person ที่มีทั้งเพศหญิงและเพศชาย (Pregnant Men)  


ส่วนหมวดอื่นๆ มีคาแรกเตอร์ที่เพิ่มขึ้นมาอย่าง ถั่ว โหล รังนกที่ว่างเปล่า รังนกที่เต็มไปด้วยไข่ ปะการัง ดอกบัว แก้วเปล่าที่เทน้ำลงพื้น สไลเดอร์ในสนามเด็กเล่น ล้อรถ ลูกบอลดิสโก้ Low Battery ภาพเอกซเรย์ หรือฟองบับเบิล 

 

iOS 15.4 สามารถโหลดใช้ได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ใส่มาสก์ปลดล็อกสะดวกหรือไม่ และ Emoji ใหม่ตอบโจทย์ความต้องการไหม ไปลองโหลดลองใช้กันได้เลย 

 

ภาพ: Courtesy of Apple

อ้างอิง: 

The post Apple เปิดตัว iOS 15.4 ที่ปลดล็อกขณะใส่หน้ากากได้แล้ว และมากับ Emoji ใหม่กว่า 123 ตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
แฟน iPhone เฮ iOS ใหม่ ปลดล็อกเครื่องโดยไม่ต้องถอดหน้ากากได้แล้ว พร้อมอีโมจิใหม่อีกเพียบ https://thestandard.co/iphone-ios-new-emoji/ Fri, 28 Jan 2022 09:06:15 +0000 https://thestandard.co/?p=587848 Emoji

หลังจากที่เพิ่งปล่อย iOS 15.3 มาเมื่อไม่กี่วัน เพราะเบร […]

The post แฟน iPhone เฮ iOS ใหม่ ปลดล็อกเครื่องโดยไม่ต้องถอดหน้ากากได้แล้ว พร้อมอีโมจิใหม่อีกเพียบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Emoji

หลังจากที่เพิ่งปล่อย iOS 15.3 มาเมื่อไม่กี่วัน เพราะเบราว์เซอร์ Safari มีปัญหาเรื่องความปลอดภัยและการล้วงข้อมูลส่วนตัว (ใครที่ยังไม่อัปเดต รีบไปจัดการด่วน) 

 

วันนี้ (28 มกราคม) มีข่าวออกมาอีกแล้วว่า iOS เวอร์ชันหน้าอย่าง 15.4 จะสามารถแก้ปัญหาที่เราเผชิญกันมาเป็นเวลาเกือบ 2 ปีได้แล้ว นั่นคือเราสามารถปลดล็อก iPhone, iPad โดยที่ไม่ต้องถอดหน้ากากออกได้แล้ว โดย Face ID โฉมใหม่จะเน้นการจดจำลักษณะกายภาพรอบดวงตาเป็นหลัก อย่างไรก็ตามทางผู้ใช้จะต้องไปตั้งค่าเองที่ Setting หัวข้อ Face ID & Passcode แล้วเลือก ‘Use Face ID with a mask option’ 

 

นอกจากเรื่องหน้ากากแล้ว Face ID เวอร์ชันใหม่ยังจะช่วยให้เจ้าของ iPhone ที่ใส่แว่นใช้งานง่ายขึ้นด้วย เพราะมันจะถูกปรับปรุงให้สามารถจดจำแว่นตาที่คุณสวมใส่ประจำได้ดีขึ้น (แว่นสายตาธรรมดา ไม่ใช่แว่นกันแดด) 

 

ฟีเจอร์ใหม่อีกอย่างที่ขาดไม่ได้คือ อีโมจิ iOS ใหม่จะมาพร้อมกับสัญลักษณ์อีโมจิอีก 37 อย่าง (สามารถเลือกโทนสีผิวได้ 75 โทน จึงรวมทั้งหมดเป็น 112 อัน) เช่น รูปใบหน้าปลื้มปริ่ม, หน้าละลาย, มินิฮาร์ท, มือทำสัญลักษณ์รูปหัวใจ, รูปกัดริมฝีปากสุดเซ็กซี่, แบตเตอรี่หมด, ดอกบัว, ปะการัง, รูปจับมือ ฯลฯ  

 

iOS ใหม่นี้จะรองรับทั้งผู้ใช้ iPhone, iPad และ Mac แต่ขณะนี้ยังเป็นแค่เวอร์ชันทดลอง (iOS 15.4 Beta 1) Apple ยังไม่ได้ประกาศวันที่จะปล่อยเวอร์ชันเต็มออกมาอย่างเป็นทางการ คาดว่าแฟนๆ ยังคงต้องร้องเพลงรอกันต่อไปอีกสักระยะ 

 

ภาพ: Courtesy of the Brand 

The post แฟน iPhone เฮ iOS ใหม่ ปลดล็อกเครื่องโดยไม่ต้องถอดหน้ากากได้แล้ว พร้อมอีโมจิใหม่อีกเพียบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยินดีกับชาว iOS ในที่สุด Google Maps กำลังจะมี Dark Mode แล้ว https://thestandard.co/dark-mode-google-maps-for-ios/ Wed, 04 Aug 2021 07:02:41 +0000 https://thestandard.co/?p=521296 Google Maps

ในที่สุด Google Maps ก็กำลังจะมี Dark Mode บนระบบ iOS เ […]

The post ยินดีกับชาว iOS ในที่สุด Google Maps กำลังจะมี Dark Mode แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Google Maps

ในที่สุด Google Maps ก็กำลังจะมี Dark Mode บนระบบ iOS เสียที หลังจากที่ Apple เปิดตัว Dark Mode ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบ iOS 13 มาเกือบ 2 ปีแล้ว

 

หากต้องการเปิด Dark Mode เพียงไปที่การตั้งค่า กดเปิดที่ปุ่ม Dark Mode หรือหากต้องการให้ Google Maps สลับไปมาระหว่างโหมดสว่างและโหมดมืดก็สามารถตั้งค่าได้เช่นกัน

 

อดใจรออีกนิดเพราะฟังก์ชันที่ถูกระบุว่าจะช่วยให้เราสามารถพักสายตาหรือประหยัดแบตเตอรี่ได้จะเปิดให้ใช้ในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อจากนี้ โดย Google นั้นไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นในช่วงไหน

 

นอกเหนือจาก Dark Mode หนึ่งในคุณสมบัติใหม่ของ Google Maps ที่มาพร้อมกันในครั้งนี้คือ แชร์ตำแหน่งปัจจุบันจาก iMessage ซึ่งนี่อาจเป็นวิธีที่สะดวกในการบอกเพื่อนหรือครอบครัวว่าเราอยู่ที่ไหน เบื้องต้นตำแหน่งของเราจะถูกแชร์เป็นเวลา 1 ชั่วโมง และสูงสุด 3 วันตามที่เราได้ตั้งค่าไว้

 

อ้างอิง:

The post ยินดีกับชาว iOS ในที่สุด Google Maps กำลังจะมี Dark Mode แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ทำไมแอปฯ Fakespot จึงถูก Apple ถอดออกจาก App Store https://thestandard.co/morning-wealth-19072021-3/ Mon, 19 Jul 2021 05:05:24 +0000 https://thestandard.co/?p=514323 Apple

Apple บริษัทผู้ผลิต iPhone และอุปกรณ์เทคโนโลยีชั้นนำของ […]

The post ชมคลิป: ทำไมแอปฯ Fakespot จึงถูก Apple ถอดออกจาก App Store appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple

Apple บริษัทผู้ผลิต iPhone และอุปกรณ์เทคโนโลยีชั้นนำของสหรัฐฯ ได้เห็นชอบข้อเรียกร้องจาก Amazon อีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ ในการถอดแอปพลิเคชัน Fakespot บนระบบปฏิบัติการ iOS ออกจาก App Store แล้ว รายละเอียดติดตามได้ใน Highlight นี้

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ทำไมแอปฯ Fakespot จึงถูก Apple ถอดออกจาก App Store appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 สิ่งที่คุณควรรู้ก่อนซื้อ AirTag https://thestandard.co/5-things-you-should-know-before-buying-airtag/ Fri, 04 Jun 2021 12:53:53 +0000 https://thestandard.co/?p=496603 AirTag

วางจำหน่ายในเมืองไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับ AirTag อ […]

The post 5 สิ่งที่คุณควรรู้ก่อนซื้อ AirTag appeared first on THE STANDARD.

]]>
AirTag

วางจำหน่ายในเมืองไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับ AirTag อุปกรณ์ขนาดเล็กเพื่อติดตามและค้นหาตำแหน่งของสิ่งของสำคัญ ที่เปิดตัวในราคา 990 บาทสำหรับแพ็ก 1 ชิ้น และ 3,390 บาทสำหรับแพ็ก 4 ชิ้น แน่นอนว่าด้วยราคาที่ไม่สูงจนเกินไปนัก ทำให้ใครหลายคนอยากซื้อหาอุปกรณ์เสริมชิ้นนี้มาลองใช้ก่อนใคร และเหล่านี้คือสิ่งที่คุณควรรู้ก่อนจับจองเป็นเจ้าของ 

 

1. AirTag ทำงานด้วยการใช้ชิป UI ในตัวและบลูทูธ แต่เมื่ออยู่ห่างจากเจ้าของและนอกระยะสัญญาณ มันยังสามารถทำงานผ่านทางเครือข่าย Find My จากอุปกรณ์ Apple ที่มีระบบปฏิบัติการ iOS นับพันล้านเครื่องทั่วโลก ก่อนส่งสัญญาณกลับมายังเจ้าของ AirTag เพื่อบอกให้รู้ว่าฉันอยู่ตรงนี้

 

2. AirTag ใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชัน Find My ใน iPhone, iPad และ iPod Touch ที่มีระบบปฏิบัติการ iOS 14.5 หรือสูงกว่าสำหรับ iPhone (อาทิ iPhone 6s ขึ้นไป หรือ iPhone SE) และ iPadOS 14.5+ สำหรับแท็บเล็ต แต่ถ้าจะใช้งานฟีเจอร์นำทางอย่าง Precision Finding ต้องเป็น iPhone รุ่น 11 และ 12 เท่านั้น และนั่นหมายความว่าสำหรับคนที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android จึงยังไม่สามารถใช้งาน AirTag ตอนนี้ได้

 

AirTag

 

3. ไม่จำเป็นต้องชาร์จแบตฯ เพราะ AirTag ใช้แบตเตอรี่กระดุม CR2032 ที่หาซื้อได้ทั่วไป และสามารถถอดเปลี่ยนได้เองโดยไม่ต้องเข้าช็อป ซึ่งทาง Apple เคลมว่าแบตฯ สามารถใช้ได้นาน 1 ปี

 

4.  ไม่สามารถเอาลงน้ำได้ เพราะ AirTag สามารถกันน้ำและฝุ่นได้เพียงระดับ IP67 หรืออยู่ในน้ำได้ลึกไม่เกินหนึ่งเมตร นาน 30 นาที (พอๆ กับ iPhone SE ที่ออกมาในปี 2020) ดังนั้นจึงไม่เหมาะกับการเอาไปว่ายน้ำหรือดำน้ำด้วย แต่หากน้ำกระเซ็นมาโดนใส่อย่างนี้ปลอดภัย        

 

AirTag

5. AirTag ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อตามติดสัตว์เลี้ยงและบุคคล นี่คือสิ่งทาง Apple เน้นย้ำ เนื่องจากสัตว์เลี้ยงไม่ค่อยอยู่นิ่ง การจะตามติดเราต้องมั่นใจว่าสัตว์เลี้ยงอยู่ในระยะที่มีอุปกรณ์ iOS เครื่องอื่นๆ จึงจะค้นหาได้ (เช่น วิ่งผ่านคนที่กำลังเล่น iPhone) ส่วนการตามติดบุคคล ทาง Apple ได้ออกแบบระบบป้องกันที่รัดกุม ทั้งข้อมูลของผู้เป็นเจ้าของ AirTag และตัวบุคคลที่ถูกติดตาม ทำให้การติดตามโดยไม่ได้รับความยินยอมนั้นเป็นไปได้ยาก เพราะมันจะฟ้องขึ้นมาเลยว่า ‘AirTag Found Moving With You’

 

นั่นแน่ ถูกจับได้แล้วสิ

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง: 

The post 5 สิ่งที่คุณควรรู้ก่อนซื้อ AirTag appeared first on THE STANDARD.

]]>