วันนี้ (24 กุมภาพันธ์) ศาลพิพากษาในรัฐนอร์ทดาโกตา จะเริ […]
The post ยักษ์น้ำมันฟ้องปิดปาก Greenpeace เสี่ยงล้ม การต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมกำลังพ่ายแพ้? appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (24 กุมภาพันธ์) ศาลพิพากษาในรัฐนอร์ทดาโกตา จะเริ่มต้นการพิจารณาคดีที่บริษัท Energy Transfer ผู้พัฒนาท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ในรัฐเท็กซัส ของสหรัฐฯ ยื่นฟ้อง Greenpeace USA และ Greenpeace International เป็นเงิน 300 ล้านดอลลาร์ จากกรณีการเข้าไปมีส่วนร่วมในการประท้วงต่อต้านโครงการก่อสร้างท่อส่งน้ำมัน Dakota Access Pipeline (Dapl) ในรัฐนอร์ทดาโกตา ระหว่างปี 2016 และ 2017
การประท้วงนำโดยชนเผ่าซูแห่งสแตนดิงร็อก (Standing Rock Sioux) ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองอินเดียนแดงที่ควบคุมเขตสงวนสแตนดิงร็อก โดยร่วมกับชนเผ่าซูอื่นๆ ในการรณรงค์ประท้วง และได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มชนพื้นเมืองอีกจำนวนมาก
ขณะที่ Greenpeace เป็นหนึ่งใน NGO หลายสิบกลุ่มที่สนับสนุนการต่อต้านท่อส่งน้ำมันดังกล่าว แต่สาเหตุที่ตกเป็นเป้าฟ้องร้อง เนื่องจาก Energy Transfer ระบุข้อกล่าวหาในเอกสารที่ยื่นต่อศาลว่า กลุ่มผู้ประท้วงหลายพันคนถูก ‘ยุยง’ ให้มาชุมนุมประท้วงด้วย ‘แคมเปญข้อมูลเท็จ’ ของ Greenpeace
การต่อสู้คดีนี้ถือเป็นตัวอย่างของการใช้กฎหมายฟ้องปิดปาก (SLAPP) ซึ่งลากยาวมานานหลายปี โดยคำตัดสินที่ออกมา หาก Greenpeace เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ จะกระทบต่อการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมของ Greenpeace ทั่วโลก กรณีร้ายแรงคือ Greenpeace USA อาจถึงขั้นต้องยุบหรือยกเลิกการปฏิบัติงานในสหรัฐฯ ที่มีมายาวนานกว่า 50 ปี
ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการ กรีนพีซ ประเทศไทย (Greenpeace Thailand) ให้สัมภาษณ์ THE STANDARD ชี้ความสำคัญของคดีนี้ ในเชิงสัญลักษณ์ เทียบได้กับการต่อสู้ระหว่างนักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อม กับผู้ประกอบธุรกิจในอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล และการต่อสู้เพื่อเสรีภาพในการแสดงออก ตลอดจนการต่อสู้ของกลุ่มชนพื้นเมืองที่ต้องการปกป้อง ‘บ้าน’ ของตนเองจาก ‘ภัยคุกคาม’ ที่มาจากภาคอุตสาหกรรม
สำหรับท่อส่งน้ำมัน Dakota Access ที่เป็นชนวนการฟ้องร้อง เป็นโครงการขนาดใหญ่มูลค่ากว่า 3,800 ล้านดอลลาร์ ของบริษัท Energy Transfer Partners LP (ชื่อเดิมของ Energy Transfer ในขณะนั้น) ที่เริ่มประกาศตั้งแต่ปี 2014 ก่อนจะลงมือก่อสร้างในเดือนมิถุนายน 2016 โดยมีการวางท่อส่งน้ำมันระยะทางกว่า 1,886 กิโลเมตร ซึ่งสามารถขนส่งน้ำมันดิบจากแหล่งน้ำมันในรัฐนอร์ทดาโกตา ไปยังคลังน้ำมันในเมืองปาโตกา รัฐอิลลินอยส์ ซึ่งในระหว่างเส้นทางจะต้องมีการวางท่อส่งน้ำมันพาดผ่านใต้ทะเลสาบ อันเป็นแหล่งน้ำดื่มหลักของชนเผ่าซูแห่งสแตนดิงร็อก
ในปี 2016 ก่อนที่การก่อสร้างจะแล้วเสร็จ ทางชนเผ่าเริ่มแสดงความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่ท่อส่งน้ำมันอาจก่อผลกระทบกับแหล่งน้ำของพวกเขา และเริ่มโต้แย้งว่าโครงการวางท่อส่งน้ำมันดังกล่าว ละเมิดเงื่อนไขสนธิสัญญาระหว่างชนเผ่าซูกับรัฐบาลสหรัฐฯ
ขณะที่สมาชิกของชนเผ่าทำการตั้งแคมป์ประท้วงใกล้กับจุดวางท่อข้ามทะเลสาบ ตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายน 2016 ต่อเนื่องจนถึงเดือนกันยายน 2017 โดยกิจกรรมการชุมนุม มีทั้งการสวดมนต์ และการให้กลุ่มเยาวชนจากชนเผ่าวิ่งผลัดระยะทาง 804 กิโลเมตรเพื่อส่งจดหมายต่อต้านไปยังรัฐบาลสหรัฐฯ นอกจากนี้ทางชนเผ่ายังได้ยื่นฟ้องเพื่อขัดขวางการอนุมัติโครงการวางท่อส่งน้ำมันดังกล่าวด้วย
การประท้วงของชนเผ่าซูแห่งสแตนดิงร็อก กลายเป็นการเคลื่อนไหวที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในเวลาไม่นาน ตัวแทนจากชุมชนพื้นเมืองอื่นๆ ตลอดจนนักเคลื่อนไหว และองค์กรภาคประชาสังคมหลายหมื่นคนได้เดินทางไปยังสแตนดิงร็อก และมีผู้คนจากทั่วโลกเข้าร่วมแคมเปญออนไลน์เพื่อเรียกร้องให้ยับยั้งโครงการวางท่อส่งน้ำมัน
การประท้วงส่วนใหญ่นั้นไม่มีความรุนแรง แต่ก็มีช่วงที่เกิดเหตุการณ์ตึงเครียดขึ้น โดยมีรายงานกลุ่มบุคคลบุกเข้าไปทำลายหรือสร้างความเสียหายให้กับอุปกรณ์ก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐานของท่อส่งน้ำมันบางส่วน
ขณะที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ Energy Transfer จ้างมา ตอบสนองการประท้วงด้วยการจับกุมผู้ชุมนุมจำนวนมาก มีการสลายการประท้วง ด้วยการใช้สุนัข สเปรย์พริกไทย หรือแม้แต่ใช้เครื่องฉีดน้ำใส่ผู้ชุมนุมในสภาพอากาศที่หนาวเย็นจัด ซึ่งส่งผลให้ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการใช้กำลังเกินกว่าเหตุ
อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุด โครงการก็สามารถเดินหน้าต่อไปได้ และเปิดใช้งานท่อส่งน้ำมันในเดือนสิงหาคม 2017 ซึ่งไม่นานหลังจากนั้น ทาง Energy Transfer ได้ยื่นฟ้อง Greenpeace USA และ Greenpeace International ต่อศาลรัฐบาลกลาง โดยอ้างว่า Greenpeace เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการประท้วง และเรียกค่าเสียหาย 300 ล้านดอลลาร์
ข้อโต้แย้งหลักของ Energy Transfer ในการฟ้องร้อง คือ Greenpeace ไม่ใช่ชนเผ่าพื้นเมือง หรือไม่ใช่ชนพื้นเมืองผู้พิทักษ์สายน้ำ แต่เป็นองค์กรที่อยู่เบื้องหลังการประท้วง และชี้ว่าชนเผ่าซูแห่งสแตนดิงร็อกที่ออกมาชุมนุมนั้น เป็นกลุ่มคนยากไร้ที่ถูก ‘แสวงหาผลประโยชน์’ จากกลุ่มบุคคลภายนอก
คดีนี้สร้างความประหลาดใจให้กับหลายคนที่ติดตามสถานการณ์ เนื่องจาก Greenpeace เป็นหนึ่งในหลายร้อยองค์กรที่สนับสนุนการประท้วง อีกทั้งไม่ได้มีบทบาทที่โดดเด่นหรือเป็นผู้นำการประท้วง
ในเดือนกุมภาพันธ์ 2019 ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีคำพิพากษายกฟ้อง แต่ทาง Energy Transfer ยื่นฟ้องคดีใหม่ต่อศาลในรัฐนอร์ทดาโกตาทันที โดยระบุในคำฟ้องว่า กลุ่มคนที่ออกมาประท้วงนับพันคนไม่ได้ออกมาประท้วงเพราะเห็นด้วยกับจุดยืนในการรณรงค์ แต่ถูก ‘ปลุกปั่น’ ผ่านการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง
ขณะที่ Greenpeace ชี้แจงว่า หลังจากมีการจัดตั้งแคมป์ประท้วง ทาง Greenpeace ได้รับคำร้องขอจากชุมชนของชนเผ่าพื้นเมือง เพื่อช่วยในการฝึกอบรมนักกิจกรรมของกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองเกี่ยวกับการรณรงค์อย่างสันติวิธี ซึ่งทาง Greenpeace USA ตอบรับคำขอด้วยการติดต่อกลุ่มที่ทำงานด้านการรณรงค์สิทธิชนเผ่าพื้นเมือง (Indigenous Peoples Power Project: IP3) เพื่อเข้าไปเสริมทักษะและให้ความรู้ในการรณรงค์อย่างสันติ และเพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้ชนเผ่าพื้นเมืองรู้จักสิทธิมนุษยชน เพื่อการส่งเสริมความรู้ในการสื่อสารเรียกร้องความเป็นธรรม โดยที่ Greenpeace ไม่ได้ชี้นำให้เกิดการประท้วงในเขตสงวนสแตนดิงร็อกโดยตรง
หนึ่งในสิ่งที่ Greenpeace มีความกังวลต่อผลการตัดสินคดี คืออิทธิพลของ Energy Transfer และสายสัมพันธ์ที่มีต่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก
โดยเอกสารเปิดเผยข้อมูลการเงินของทรัมป์ แสดงให้เห็นว่าเขาเคยถือในหุ้นบริษัท Energy Transfer Partners และบริษัท Phillips 66 ที่มีหุ้น 25% ในโครงการท่อส่งน้ำมัน Dakota Access
นอกจากนี้ซีอีโอของบริษัทคือ เคลซี วอร์เรน (Kelcy Warren) ยังเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนที่บริจาคเงินกว่า 1 แสนดอลลาร์ในแคมเปญหาเสียงเลือกตั้งของทรัมป์
ขณะที่ทรัมป์ มีจุดยืนชัดเจนมาตลอดในการคัดค้านข้อจำกัดต่างๆ ในการพัฒนาอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล
โดยในช่วงต้นของการเข้าดำรงตำแหน่งในสมัยแรก เขาเป็นผู้ลงนามอนุมัติการก่อสร้างท่อส่งน้ำมัน Dakota Access ก่อนที่การก่อสร้างจะแล้วเสร็จและเปิดใช้งานในเดือนมิถุนายน 2017
สำหรับการต่อสู้คดีที่ผ่านมาดำเนินไปอย่างล่าช้า ก่อนจะมีการพิจารณาคดีในวันนี้ หลังจากผ่านมา 6 ปี
คดีนี้กลายเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ของการฟ้องร้องเชิงกลยุทธ์ต่อต้านการมีส่วนร่วมของสาธารณะ (Strategic Lawsuit Against Public Participation: SLAPP) หรือที่เรียกว่าการฟ้องปิดปาก ซึ่งเป็นกรณีที่บริษัทหรือบุคคลที่มีอำนาจ ใช้ประโยชน์จากต้นทุนที่สูง ตลอดจนขั้นตอนการดำเนินคดีที่มีความล่าช้า และก่อให้เกิดความเครียดทางจิตใจ เพื่อปิดปากผู้ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์หรือต่อต้าน
เคิร์ก เฮอร์เบิร์ตสัน ทนายความในนิวยอร์กและผู้อำนวยการฝ่ายสนับสนุนและรณรงค์ของ EarthRights International ประจำสหรัฐฯ มองว่าคดีที่เกิดขึ้น เป็นอีกตัวอย่างของ “การนำระบบกฎหมายมาใช้เป็นอาวุธโดยคนร่ำรวยและมีอำนาจ เพื่อปิดปากผู้วิพากษ์วิจารณ์ ด้วยการลากพวกเขาเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีที่ยาวนาน ตึงเครียด และมีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งการชนะคดีแทบจะไม่มีความสำคัญเลย”
เขามองว่า การประท้วงที่เกิดขึ้นไม่ใช่กิจกรรมของ Greenpeace USA ซึ่งไม่ได้มีการควบคุมว่าผู้คนที่มาร่วมชุมนุมจะทำอะไร และไม่มีอะไรในเอกสารที่ยื่นต่อศาล ที่แสดงให้เห็นว่า Energy Transfer ได้รับความเสียหายจริงๆ เนื่องมาจากการกระทำของกรีนพีซ
“คดีนี้ให้ความรู้สึกเหมือนการล่าถ้วยรางวัลและความพยายามปิดกั้นเสรีภาพในการพูด มากกว่าความพยายามโดยสุจริตใจในการหาทางแก้ไขความเสียหาย”
ทั้งนี้ กลุ่มบุคคลมากกว่า 330,000 คนและองค์กรมากกว่า 430 แห่ง รวมถึง Amnesty International สหพันธ์ครูอเมริกัน (American Federation of Teachers) และเครือข่ายสิ่งแวดล้อมชนพื้นเมือง (Indigenous Environmental Network) ได้ลงนามในจดหมายเปิดผนึกเพื่อประณามคดีนี้ ว่าไม่มีมูลความจริง และเป็นความพยายามที่จะเขียนประวัติศาสตร์ใหม่ โดยอ้างว่า Greenpeace เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวที่นำโดยชนพื้นเมือง
ขณะที่ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการ กรีนพีซ ประเทศไทย (Greenpeace Thailand) ให้ความเห็นต่อการฟ้องคดีดังกล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการต่อสู้ระหว่างอุตสาหกรรมฟอสซิลที่มีอิทธิพล กับภาคประชาชนที่พยายามต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิ่งแวดล้อมที่ดี
“ที่ Energy Transfer พยายามจ้องเล่นงาน Greenpeace แทนที่จะไปฟ้องร้องกลุ่มอินเดียนแดงเผ่าซูแห่งสแตนดิงร็อก หรือกลุ่ม NGO อื่นๆ จะทำให้เห็นว่า หากคดีนี้ Energy Transfer ชนะ ก็จะเท่ากับเป็นความพ่ายแพ้ของกระบวนการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมในสหรัฐฯ และเป็นความพ่ายแพ้ของเสรีภาพในการแสดงออก อีกทั้งยังเป็นความพ่ายแพ้ของผู้ที่จะลุกขึ้นมาปกป้องบ้านของตัวเองจากภัยคุกคามที่มาจากภาคอุตสาหกรรม ที่มีอิทธิพลทั้งในทางเศรษฐกิจและการเมือง” ธารากล่าว
ธารา เผยว่าสิ่งที่จะตามมา หาก Greenpeace พ่ายแพ้ในคดีนี้ คืองบประมาณของเครือข่าย Greenpeace ทั่วโลกที่จะลดลงอย่างมาก โดยเงินสำรองที่เก็บเอาไว้ดำเนินงาน อาจจะต้องหมดลงและทำให้การปฏิบัติงานด้านสิ่งแวดล้อมของ Greenpeace ต้องลดขนาดลง แม้จะไม่ถึงกับล้มละลาย
อย่างไรก็ตาม เขามองว่าแม้ Energy Transfer จะชนะ ก็ไม่ได้หมายความว่า Greenpeace จะไม่สามารถดำเนินงานต่อไปได้ โดยเขายืนยันว่า Greenpeace จำเป็นต้องยืนหยัดต่อสู้กับการฟ้องปิดปาก
ขณะที่ Greenpeace เองก็ต่อสู้กลับด้วยการใช้ประโยชน์จากกฎหมายใหม่ของสหภาพยุโรป คือกฎหมายต่อต้านการฟ้องปิดปาก (Anti-SLAPP Directive) โดย Greenpeace International ได้ยื่นฟ้องต่อศาลในเนเธอร์แลนด์เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการฟ้องร้องต่อเนื่องกันของ Energy Transfer
“เราพยายามที่จะใช้กลไกที่มีอยู่ เพื่อที่จะยืนหยัดให้เรามีเสรีภาพในการแสดงออก ทั้งในเรื่องของความคิดเห็น และสิทธิในการเรียกร้องที่ไม่ได้ก่อความเดือดร้อนหรือผลกระทบให้ใคร ซึ่งเป็นสิทธิที่กำหนดไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติ” ธารากล่าว
อย่างไรก็ตาม ทางด้าน Energy Transfer เผยแพร่แถลงการณ์ในเว็บไซต์ของบริษัทเมื่อเดือนกรกฎาคม 2024 ระบุว่า การยื่นฟ้องของ Greenpeace International ต่อศาลในเนเธอร์แลนด์นั้นไม่มีมูลความจริง เนื่องจากเหตุผลหลัก 2 ประการ คือ
ภาพ: Greenpeace
อ้างอิง:
The post ยักษ์น้ำมันฟ้องปิดปาก Greenpeace เสี่ยงล้ม การต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมกำลังพ่ายแพ้? appeared first on THE STANDARD.
]]>
คุยกับ ‘เฮตตี กีแนน’ หนึ่งในกัปตันหญิงเพียงไม่กี่คนของโ […]
The post ชมคลิป: โลกเดือด ธารน้ำแข็งละลาย เกาะจมน้ำ สายไปไหม? ที่จะช่วยโลก | GLOBAL FOCUS EP.95 appeared first on THE STANDARD.
]]>
คุยกับ ‘เฮตตี กีแนน’ หนึ่งในกัปตันหญิงเพียงไม่กี่คนของโลกที่เลือกจะใช้ความสามารถในการเดินเรือเพื่อรณรงค์แก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงทำงานกับผู้คนและชุมชนทั่วโลกผ่านการแล่นเรือ ‘Rainbow Warrior’ เรือพิทักษ์โลกของกรีนพีซ
กัปตันเรือหญิงคนนี้ยังถ่ายทอดมุมมองและบอกเล่าประสบการณ์การทำงานกับกรีนพีซในช่วงระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา พร้อมส่งต่อข้อคิดและแรงบันดาลใจในการ ‘เริ่มต้นลงมือทำ’ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกและปกป้องสิ่งแวดล้อมของโลกใบนี้ร่วมกัน
The post ชมคลิป: โลกเดือด ธารน้ำแข็งละลาย เกาะจมน้ำ สายไปไหม? ที่จะช่วยโลก | GLOBAL FOCUS EP.95 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ทีมข่าว THE STANDARD อ้างอิงข้อมูลจากการศึกษาสถิติเว็บไ […]
The post ‘แก้ฝุ่นจิ๋วด้วยงบจิ๋ว’ ปี 2565 คนกรุงเทพฯ ได้สัมผัสอากาศดีแค่ 49 วัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ทีมข่าว THE STANDARD อ้างอิงข้อมูลจากการศึกษาสถิติเว็บไซต์ The World Air Quality Index Project และค่าระดับคุณภาพอากาศของค่า PM2.5 จากข้อเสนอของ Greenpeace ของ Rocket Media Lab พบว่า ในปี 2565 ที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครมีคุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์สีเขียว (คุณภาพอากาศดี) ไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพ ทุกคนสามารถประกอบกิจกรรมได้ตามปกติ จำนวน 49 วัน คิดเป็น 13.42% ของทั้งปี
เกณฑ์สีเหลือง (คุณภาพอากาศปานกลาง) อาจมีผลกระทบต่อคนที่มีสัมผัสไวต่อมลพิษและอาจต้องพิจารณาจำกัดกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องสัมผัสกับมลพิษทางอากาศ 261 วัน หรือคิดเป็น 71.51% ของทั้งปี
เกณฑ์สีส้ม (คุณภาพอากาศที่มีผลกระทบต่อสุขภาพต่อกลุ่มที่มีสัมผัสไวต่อมลพิษ) เด็ก ผู้สูงอายุ และบุคคลทั่วไป รวมถึงผู้ที่เป็นโรคหัวใจและโรคปอด ต้องจำกัดการทำกิจกรรมและการออกกำลังกาย มีจำนวน 52 วัน หรือคิดเป็น 14.25% ของทั้งปี
และเกณฑ์สีแดง (คุณภาพอากาศที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ) มี 3 วัน หรือคิดเป็น 0.82% ของทั้งปี
ในปี 2565 พบว่า เดือนที่กรุงเทพฯ อากาศแย่มากที่สุดคือเดือนเมษายน อากาศอยู่ในเกณฑ์มีผลกระทบต่อสุขภาพ 3 วัน, อากาศดี 2 วัน, อากาศปานกลาง 19 วัน และอากาศที่มีผลต่อสุขภาพต่อกลุ่มที่มีสัมผัสไวต่อมลพิษ 6 วัน
อุปมา ‘ฝุ่น PM2.5 ปริมาณ 22 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร’ เท่ากับ ‘บุหรี่ 1 มวน’ อ้างอิงงานของ ริชาร์ด เอ. มุลเลอร์ นักวิจัยชาวอเมริกันจากสถาบันวิจัยสภาพอากาศ Berkeley Earth มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ได้คำนวณเปรียบเทียบปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 ปริมาณ 22 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เทียบได้กับการสูบบุหรี่ 1 มวน
ปี 2565 คนกรุงเทพฯ ได้รับฝุ่นละออง PM2.5 เท่ากับบุหรี่ 1,224.77 มวน เดือนเมษายนที่คุณภาพอากาศแย่ที่สุด ฝุ่น PM2.5 ปริมาณเท่าการสูบบุหรี่จำนวน 127.77 มวนเฉลี่ยวันละ 4.26 มวน
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่มีส่วนดูแลแก้ปัญหาในพื้นที่อย่างกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 จำนวน 78,979,446,500 บาท แบ่งไว้แก้ปัญหาเรื่องฝุ่น PM2.5 ภายใต้การทำงานของสำนักสิ่งแวดล้อม จำนวน 6,845,454,756 บาท คิดเป็น 8.67%
โดยสำนักสิ่งแวดล้อมมีรายการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยตรง 2 รายการ รวม 58,726,956 คิดเป็น 0.74% คือโครงการจ้างเหมาเอกชนเดินระบบและซ่อมบำรุงเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศและระบบข้อมูลคุณภาพอากาศ 58,647,556 บาท และค่าใช้จ่ายในการเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมและลดฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนจากรถราชการในสังกัด กทม. 79,400 บาท
สำหรับโครงการการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 อื่นๆ ที่ไม่ใช้งบประมาณในการดำเนินการ เช่น
‘แผนระดับชาติ’ ในการจัดการ ‘ฝุ่นระดับจิ๋ว’ย้อนกลับไปวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้การแก้ไขปัญหามลภาวะด้านฝุ่นละอองเป็น ‘วาระแห่งชาติ’ มีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ พ.ศ. 2562-2567
เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2566 ที่ประชุม ครม. เห็นชอบแผนเฉพาะกิจเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง ปี 2566 โดยเป็นการถอดบทเรียนการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง จากปี 2565 นำมาปรับปรุงและยกระดับความเข้มงวดมาตรการต่างๆ เป็น 7 แนวทาง ภายใต้กรอบ ‘สื่อสารเชิงรุก ยกระดับปฏิบัติการ สร้างการมีส่วนร่วม’ ประกอบด้วย
อ้างอิง:
The post ‘แก้ฝุ่นจิ๋วด้วยงบจิ๋ว’ ปี 2565 คนกรุงเทพฯ ได้สัมผัสอากาศดีแค่ 49 วัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ฝรั่งเศสประกาศเมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา เกี่ยวกับ […]
The post ‘ฝรั่งเศส’ กลายเป็นประเทศแรกในยุโรปที่ห้ามโฆษณาผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงฟอสซิล appeared first on THE STANDARD.
]]>
ฝรั่งเศสประกาศเมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา เกี่ยวกับกฎหมายใหม่ที่ห้ามโฆษณาผลิตภัณฑ์พลังงานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับ ‘เชื้อเพลิงฟอสซิล’ เช่น ผลิตภัณฑ์น้ำมัน พลังงานจากการเผาไหม้ของเหมืองถ่านหิน และคาร์บอนที่มีไฮโดรเจน
ปัจจุบันการโฆษณาผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงฟอสซิลยังดำเนินไปตามปกติ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวจะถูกนำมาใช้ในเดือนมิถุนายน ปี 2023 โดยมีบทลงโทษรวมถึงค่าปรับตั้งแต่ 20,000-100,000 ยูโร สำหรับผู้ที่ฝ่าฝืน
กฎหมายฉบับใหม่มีขึ้นหลังจากนักรณรงค์ รวมถึงกรีนพีซ (Greenpeace) เรียกร้องให้สหภาพยุโรปห้ามโฆษณาเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยเปรียบเทียบกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจำกัดอุตสาหกรรมยาสูบ
ในขณะเดียวกัน นักวิจารณ์กรีนพีซกล่าวว่า กฎหมายดังกล่าวไม่เพียงพอ เพราะยังคงอนุญาตให้โฆษณาก๊าซธรรมชาติและสถานการณ์ที่ลดหย่อนโทษบางอย่าง ในทางกลับกัน ซูเปอร์มาร์เก็ตกล่าวว่า กฎหมายดังกล่าวเข้มงวดมากเกินไป พวกเขาไม่สามารถแจ้งเตือนผู้บริโภคในกรณีที่ราคาพลังงานตกต่ำได้
แม้ฝรั่งเศสจะเป็นประเทศแรกในยุโรปที่มีกฎหมายไม่ให้โฆษณาผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ก็มีการออกกฎระเบียบที่คล้ายกันใน ‘อัมสเตอร์ดัม’ เมื่อปีที่แล้ว
เมืองหลวงของเนเธอร์แลนด์กลายเป็นเมืองแรกในโลกที่ห้ามโฆษณาจากบริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิลและจากอุตสาหกรรมการบิน ซึ่งแปลว่ายานพาหนะที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น รถยนต์ที่ใช้น้ำมันและเที่ยวบิน ไม่สามารถโฆษณาในสถานีรถไฟใต้ดินอัมสเตอร์ดัมหรือบริเวณใจกลางเมืองได้อีกต่อไป
ในที่สุดการตัดสินใจยกเลิกโฆษณาเชื้อเพลิงฟอสซิลออกจากเมืองก็เกิดขึ้น หลังเกิดขบวนการมวลชนในเมืองหลวงที่นำโดยโครงการ Reclame Fossielvrij (Fossil Free Advertising) ซึ่งในอนาคตจะมีประเทศไหนยกกฎหมายนี้มาใช้หรือไม่ ก็ต้องติดตามชมกันต่อไป
อ้างอิง:
The post ‘ฝรั่งเศส’ กลายเป็นประเทศแรกในยุโรปที่ห้ามโฆษณาผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงฟอสซิล appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (26 กรกฎาคม) ที่ห้องนพรัตน์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหา […]
The post กทม. ร่วมหารือกรีนพีซ แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม PM2.5-ขยะ ย้ำต้องร่วมมือภาคีเครือข่ายแก้ตั้งแต่ต้นทาง เห็นผลรูปธรรมสิ้นปีนี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (26 กรกฎาคม) ที่ห้องนพรัตน์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) พร้อมด้วย พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม. ผู้บริหารสำนักสิ่งแวดล้อม ประชุมหารือแนวทางความร่วมมือในการลดฝุ่น PM2.5 รวมถึงการดำเนินการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) กับผู้แทนกรีนพีซ (Greenpeace) นำโดย สมบัติ เหสกุล
ชัชชาติกล่าวภายหลังการประชุมว่า มีจุดมุ่งหมายร่วมกันที่จะทำอย่างไรให้สภาพสิ่งแวดล้อมใน กทม. ดีขึ้น แบ่งเป็น 2 ประเด็นหลักคือ เรื่องฝุ่น PM2.5 กรีนพีซเน้นเรื่องการปรับมาตรฐานให้เข้มข้นตามองค์การอนามัยโลก (WHO) หาพื้นที่ Sandbox ที่จะทำต้นแบบการจำกัดเรื่องฝุ่น PM2.5 ซึ่งสอดคล้องกับ 16 แผนปฏิบัติการของ กทม. ที่เริ่มเดินหน้าการตรวจฝุ่น ควันพิษ การติดตั้งเครื่องวัดฝุ่นเพิ่ม ออกมาตรการเข้มข้นกับสถานประกอบการต่างๆ
ส่วนประเด็นที่ 2 การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดด้วยการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาอาจเริ่มจากหน่วยงาน กทม. ก่อน เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล ศาลาว่าการ กทม. หรือสวนสาธารณะ ซึ่งมีอยู่ในแนวคิดอยู่แล้วแต่จะดูเรื่องการลงทุน ความคุ้มทุน ปัจจุบันมีหลายรูปแบบ เช่น การลงทุนร่วมกับเอกชน แต่คงไม่ได้หยุดแค่ Solar Rooftop ยังพูดถึงเรื่องพาหนะไฟฟ้า (EV) เพื่อลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากรถยนต์ด้วย
ชัชชาติกล่าวต่ออีกว่า การประชุมครั้งนี้ยังได้พูดถึงเรื่องการกำจัดขยะ หลายอย่างคิดตรงกัน การกำจัดขยะต้นทุนสูงมาก หัวใจหลักคือการลดต้นทุนในการกำจัดขยะ ถ้าลดตั้งแต่ต้นทางได้ทั้งกระบวนการก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีหลายมิติในการจัดการ เป็นแนวทางในการหาเครือข่ายขยายตัวขึ้นการทำงานจะเป็นรูปธรรมขึ้น
“สิ่งแวดล้อม กทม. ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องร่วมมือกับภาคีเครือข่าย มีหลายจุดเริ่มต้นแล้ว มีการพบกับกระทรวงพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างกระทรวงทรัพยากรฯ กับปลัด กทม. ต้องให้มีผลเป็นรูปธรรมในสิ้นปีนี้ มีการไปดูการจัดการขยะของมูลนิธิกระจกเงา พบกรีนพีซ ลงไปดูการกำจัดขยะจริงๆ ในพื้นที่” ชัชชาติกล่าว
ชัชชาติกล่าวต่อไปว่า ต้องมีการทำแผนระยะยาวซึ่งต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้วันที่ PM2.5 ยังไม่วิกฤต เพราะถ้าถึงฤดูกาลก็จะหนักขึ้น สิ่งที่จะนำร่องเป็นรูปธรรมและทำร่วมกับกรีนพีซได้ก่อนคือเรือง Sandbox และ Solar Rooftop ดูความเป็นไปได้ว่า กทม. จะลดค่าไฟโดยใช้โซลาร์เซลล์ได้มากน้อยแค่ไหน หาอันที่เป็นรูปธรรม สิ่งที่แต่ละคนมีความเชี่ยวชาญ หลายอย่างสามารถเริ่มได้เลย
ด้านสมบัติกล่าวว่า เมื่อพูดถึงขยะคนจะคิดถึงการกำจัดขยะ ตอนนี้งบประมาณในการจัดการขยะของ กทม. จริงๆ อยู่ที่ 1 หมื่นกว่าล้านบาท ไม่ใช่ 7-8 พันล้านบาท กทม. จัดเก็บรายได้ได้ 1 หมื่นกว่าล้านบาท เงินของ กทม. มีจำกัด หากเอามาจัดการขยะอย่างเดียวคงไม่พอ วันนี้ กทม. เก็บค่าธรรมเนียมจัดการขยะได้ต่ำมากเพียง 500-800 ล้านบาท ทำอย่างไรจะลดต้นทุนการจัดการขยะแล้วสร้างระบบการจัดการขยะจากทุกภาคส่วน ต้องมีแพลตฟอร์มสตาร์ทอัพระดับเขตที่เป็นเส้นเลือดฝอยจริงๆ ยกระดับคนทำงานในพื้นที่อย่างซาเล้งให้เป็นเส้นเลือดฝอยที่สำคัญของ กทม. ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการจัดการขยะได้มากขึ้น
ขณะที่พรพรหมกล่าวว่า นอกเหนือจากการเสนอของกรีนพีซในเรื่อง PM2.5 แล้ว กทม. ได้เสนอ 16 แผนปฏิบัติการ เช่น นักสืบฝุ่นในการหาต้นตอฝุ่น พื้นที่ปลอดฝุ่น การติดเซ็นเซอร์ตรวจวัดค่าฝุ่นเพิ่ม รวมถึงการทำอย่างไรกับรถควันดำเข้ามาในพื้นที่โดยเฉพาะรถบรรทุก ซึ่ง กทม. เองมีมาตรการดูตั้งแต่ต้นทาง ให้ไซต์ก่อสร้างพิจารณา กรีนพีซช่วยแชร์ข้อมูลการตรวจวัดฝุ่นจากสถานีตรวจวัดฝุ่นของ กทม. ที่มีอยู่ 70 แห่ง ส่งเสริมให้ประชาชนรับรู้มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงปลายปี
The post กทม. ร่วมหารือกรีนพีซ แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม PM2.5-ขยะ ย้ำต้องร่วมมือภาคีเครือข่ายแก้ตั้งแต่ต้นทาง เห็นผลรูปธรรมสิ้นปีนี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (27 เมษายน) องค์กรเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมอย่าง […]
The post Greenpeace เผย มีน้ำมันจากรัสเซียเกือบ 2 ล้านบาร์เรลนำเข้าสู่สหราชอาณาจักร นับตั้งแต่สงครามรุกรานยูเครนเปิดฉาก appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (27 เมษายน) องค์กรเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมอย่าง Greenpeace เผยว่า มีน้ำมันจากรัสเซียเกือบ 2 ล้านบาร์เรลนำเข้าสู่สหราชอาณาจักร นับตั้งแต่สงครามรุกรานยูเครนเปิดฉากราว 2 เดือนก่อน ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่า 276 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.5 พันล้านบาท) ท่ามกลางการประกาศจุดยืนคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจรัสเซียของหลายประเทศในประชาคมโลก เพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงที่จะนำไปใช้ส่งเสริมกิจการทหารและด้านความมั่นคง
โดยสหราชอาณาจักรเป็นหนึ่งในประเทศที่ประกาศจุดยืนร่วมคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อรัสเซีย พร้อมประกาศห้ามเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติรัสเซียและติดรัสเซียเข้าเขตน่านน้ำของสหราชอาณาจักร แต่อย่างไรก็ตาม เชื้อเพลิงฟอสซิลจากรัสเซียยังคงสามารถผ่านเข้ามายังประเทศสหราชอาณาจักรได้ ผ่านช่องทางเรือที่ไม่ได้มีสัญชาติรัสเซียและติดธงประเทศอื่นเอาไว้
ทางด้านรัฐบาลสหราชอาณาจักรชี้แจงว่า ระยะเวลาการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียจะยุติภายใต้สิ้นปีนี้ หลังจากนั้นจะยุติการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวจากรัสเซียโดยเร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ พร้อมทั้งชี้ว่า สหราชอาณาจักรไม่ได้มีปัญหาเรื่องจัดซื้อจัดหาเชื้อเพลิง ไม่ได้พึ่งพิงการนำเข้าพลังงานจากรัสเซียเหมือนหลายประเทศในยุโรป
ขณะที่ จอร์เจีย วิทเทเกอร์ ผู้ติดตามประเด็นด้านน้ำมันและก๊าซประจำ Greenpeace ระบุว่า แม้จำนวนผู้เสียชีวิตจากไฟแห่งสงครามจะเพิ่มสูงขึ้น แต่รัฐบาลสหราชอาณาจักรก็ยังประวิงเวลาให้ตัวเองถึงสิ้นปีนี้ ก่อนที่จะยกเลิกการนำเข้าเชื้อเพลิงจากรัสเซียในที่สุด
วิทเทเกอร์มองว่ามาตรการคว่ำบาตรจะใช้ไม่ได้ผลจนกว่ามันจะได้ปรับใช้ ได้รับการนำไปปฏิบัติ การนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียอีก 8 เดือนนับจากนี้นานเกินไป สิ่งที่ประชาคมโลกควรจะรีบลงมือทำคือ แบนการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลจากรัสเซียทั้งหมดในทันที เพื่อกดดันให้กองทัพรัสเซียยุติการก่อสงครามโดยเร็ว
ภาพ: Hannah McKay / Reuters
อ้างอิง:
The post Greenpeace เผย มีน้ำมันจากรัสเซียเกือบ 2 ล้านบาร์เรลนำเข้าสู่สหราชอาณาจักร นับตั้งแต่สงครามรุกรานยูเครนเปิดฉาก appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (22 มีนาคม) ผู้แทนมูลนิธิเพื่อสันติภาพเขียว (Gre […]
The post กรีนพีซและเครือข่าย รวมตัวฟ้องผู้มีส่วนกับการแก้ปัญหามลพิษฝุ่น PM2.5 ชี้ดำเนินงานช้า ทำประชาชนประสบปัญหาสุขภาพ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (22 มีนาคม) ผู้แทนมูลนิธิเพื่อสันติภาพเขียว (Greenpeace Thailand), มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW), มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH), สภาลมหายใจเชียงใหม่, สภาลมหายใจภาคเหนือ, นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ประธานชมรมแพทย์ และ นันทิชา โอเจริญชัย นักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมและผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Climate Strike Thailand ซึ่งเป็นเครือข่ายภาคประชาสังคมและประชาชนที่ติดตามและผลักดันรณรงค์การแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศมาอย่างต่อเนื่อง ได้เดินทางมายังอาคารศาลปกครอง เพื่อยื่นฟ้องคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.), วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ต่อศาลปกครองกลาง
โดยตัวแทนระบุว่า ผู้ที่มีหน้าที่ในการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศได้ละเลยต่อหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศฝุ่นละออง PM2.5 ตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน ล่าช้าเกินสมควร ส่งผลให้พื้นที่ กทม. และพื้นที่ภาคเหนือมีค่าฝุ่นละออง PM2.5 สูงกว่ามาตรฐาน และทำให้ประชาชนต้องประสบปัญหาสุขภาพอย่างรุนแรงมายาวนาน
นอกจากนี้กรีนพีซและเครือข่ายทั้ง 7 ราย ได้ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ กก.วล. ออกประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เรื่อง กำหนดมาตรฐานฝุ่นละออง PM2.5 ในบรรยากาศทั่วไป ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล คือ ค่าเฉลี่ยราย 24 ชั่วโมงของฝุ่นละออง PM2.5 อยู่ที่ 37 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ยรายปีของฝุ่นละออง PM2.5 อยู่ที่ 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และให้ กก.วล. กับวราวุธ ออกประกาศค่ามาตรฐานควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียประเภทฝุ่นละออง PM2.5 จากโรงงานอุตสาหกรรมและกิจการประเภทอื่นๆ ที่เป็นแหล่งกำเนิดฝุ่นละออง PM2.5 ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 ให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล
รวมทั้งให้สุริยะออกประกาศกำหนดค่าปริมาณของสารเจือปนในอากาศที่ระบายอยู่ในสิ่งแวดล้อมให้มีค่าปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 ไม่เกินกว่ามาตรฐานที่กำหนด และเทียบเท่ามาตรฐานสากล พร้อมกับออกประกาศกำหนดประเภทสารมลพิษหรือสารเคมีที่โรงงานต้องจัดทำรายงานข้อมูล ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 27 (พ.ศ. 2563) ออกตามความในพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 โดยมีการรายงานฝุ่นละออง PM2.5 อยู่ในบัญชีมลพิษและสารเคมีเป้าหมาย และจัดทำทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ รวมถึงมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนภาคประชาสังคมสามารถมีส่วนร่วมตรวจสอบ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมได้
ด้าน อัลลิยา เหมือนอบ ผู้ประสานงานรณรงค์เพื่อการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า การแก้ปัญหา PM2.5 ให้ได้ผลนั้น ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงอุตสาหกรรม มีหน้าที่ต้องกำหนดมาตรฐานควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิด เพราะการป้องกันไม่ให้ปลดปล่อยมลพิษจากแหล่งกำเนิดย่อมจัดการง่ายและใช้ต้นทุนที่ต่ำกว่า
ขณะที่การจัดการที่ปลายเหตุ นับเป็นอีกวิธีที่ช่วยป้องกันผลกระทบต่อประชาชนทุกคนได้มีประสิทธิภาพ แต่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะหน่วยงานผู้รับผิดชอบหลักในการแก้ปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง ตามมติที่คณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2562 กลับดำเนินการล่าช้าและไม่เป็นไปตามแผน
ด้าน สุรชัย ตรงงาม เลขาธิการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กล่าวเสริมว่า เมื่อความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ยังดำรงอยู่ สิ่งนี้จึงไปกระทบต่อสิทธิในการดำรงชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีของประชาชน ซึ่งการลุกขึ้นมาตรวจสอบอำนาจรัฐให้ปฏิบัติตามหน้าที่ครั้งนี้จึงเป็นภารกิจของประชาชนทุกคน และการฟ้องร้องคดีนี้มุ่งหวังให้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเปลี่ยนแปลงในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายรับรองและคุ้มครองไว้
The post กรีนพีซและเครือข่าย รวมตัวฟ้องผู้มีส่วนกับการแก้ปัญหามลพิษฝุ่น PM2.5 ชี้ดำเนินงานช้า ทำประชาชนประสบปัญหาสุขภาพ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (4 มีนาคม) การรุกรานยูเครนโดยกองทัพของ วลาดิเมีย […]
The post กรีนพีซวิเคราะห์หายนะภัยจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาปอริซเซียในยูเครน ชี้ทางออกเดียวคือ ยุติสงครามทันที appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (4 มีนาคม) การรุกรานยูเครนโดยกองทัพของ วลาดิเมียร์ ปูติน ก่อให้เกิดภัยคุกคามทางนิวเคลียร์อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เชิงพาณิชย์ 15 เครื่อง รวมถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปของยูเครนนั้น เสี่ยงต่อการเกิดหายนะ ซึ่งอาจทำให้ภูมิภาคอันกว้างใหญ่ของทวีปยุโรป รวมถึงรัสเซีย ไม่อาจอยู่อาศัยได้นับทศวรรษ จากการวิเคราะห์ล่าสุดของกรีนพีซ [1]
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาปอริซเซีย ผลิตไฟฟ้า 19% ให้แก่ยูเครนในปี 2563 และเป็นพื้นที่ที่มีกองทหารและยุทโธปกรณ์ของรัสเซียอยู่ในรัศมีไม่กี่กิโลเมตร [2] ประกอบด้วยเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดใหญ่ 6 เครื่อง และบ่อน้ำหล่อเย็น 6 แห่ง ที่หล่อเย็นเชื้อเพลิงนิวเคลียร์กัมมันตภาพรังสีสูงหลายร้อยตัน ปัจจุบันมีเตาปฏิกรณ์ที่ทำงาน 3 เครื่อง และอีก 3 เครื่องหยุดทำงานนับตั้งแต่เริ่มสงคราม
งานวิจัยที่รวบรวมโดยผู้เชี่ยวชาญของกรีนพีซสากลสรุปว่า ความปลอดภัยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาปอริซเซียถูกคุกคามอย่างรุนแรงจากสงคราม ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด หากมีการระเบิดที่ทำลายอาคารเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์และระบบหล่อเย็นเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ สารกัมมันตภาพรังสีจากทั้งแกนเตาปฏิกรณ์และและบ่อน้ำหล่อเย็นที่เก็บแท่งเชื้อเพลิงที่ใช้แล้วจะรั่วไหลออกสู่ชั้นบรรยากาศ และสร้างหายนะที่เลวร้ายยิ่งกว่าภัยพิบัตินิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิจิที่เกิดขึ้นในปี 2554 กระทบพื้นที่หลายร้อยกิโลเมตรจากจุดที่ตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และอาจมีรังสีปนเปื้อนได้นานถึงหลายทศวรรษ แม้ว่าจะไม่มีความเสียหายโดยตรงต่อโรงไฟฟ้า แต่เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ต้องพึ่งพาทั้งไฟฟ้า ากโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อหล่อเย็นเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่ใช้แล้ว ความพร้อมของช่างเทคนิคและบุคลากรด้านนิวเคลียร์ และการเข้าถึงอุปกรณ์และการขนส่ง
Jan Vande Putte ผู้ร่วมทำการวิเคราะห์ความเสี่ยงจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ [3] กล่าวว่า
“ความน่ากลัวอีกอย่างหนึ่งที่นอกเหนือจากสิ่งที่เกิดขึ้นในยูเครนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาก็คือความเสี่ยงด้านนิวเคลียร์ นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เกิดสงครามขึ้นในประเทศที่มีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์หลายเครื่อง และเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่ใช้แล้วและมีกัมมันตภาพรังสีสูงหลายพันตัน สงครามในทางตอนใต้ของยูเครนรอบๆ เมืองซาปอริซเซีย ทำให้ผู้คนมีความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุร้ายแรง ตราบใดที่สงครามนี้ยังคงดำเนินต่อไป ภัยคุกคามทางทหารต่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของยูเครนจะยังคงอยู่ นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งในบรรดาเหตุผลมากมายที่ปูตินจะต้องยุติการทำสงครามในทันที”
นับตั้งแต่เริ่มสงครามในยูเครน กรีนพีซสากลได้เฝ้าติดตามการทำงานของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในยูเครนอย่างใกล้ชิด วันนี้กรีนพีซสากลได้ตีพิมพ์บทวิเคราะห์ทางเทคนิคเกี่ยวกับความเสี่ยงที่สำคัญบางประการของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาปอริซเซีย ทางตอนใต้ของยูเครน
อุบัติเหตุจากการทิ้งระเบิดและการตั้งใจโจมตีของรัสเซียอาจทำให้เกิดหายนะครั้งใหญ่กว่าหายนะภัยนิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิจิในปี 2554 เนื่องจากความเปราะบางของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อยู่ที่ความซับซ้อนของระบบ และการใช้ระยะเวลานานในการดึงระบบของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กลับสู่โหมดระดับความปลอดภัย การยุติสงครามจึงเป็นทางออกเดียวที่จะลดความเสี่ยงเหล่านั้น
กรีนพีซขอแสดงความนับถืออย่างสุดซึ้ง และขอบคุณต่อคนงานและเจ้าหน้าที่ทุกคนที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในยูเครน รวมทั้งเชอร์โนบิลที่ทำงานภายใต้สภาวะสุดขีดเพื่อรักษาเสถียรภาพของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ [4] พวกเขาไม่เพียงแต่ปกป้องความปลอดภัยของยูเครน แต่ยังรวมถึงส่วนใหญ่ของยุโรปด้วย
คณะกรรมการของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ได้จัดการประชุมฉุกเฉินในวันพุธที่ 2 มีนาคม เพื่อหารือเกี่ยวกับวิกฤตการณ์นิวเคลียร์ในยูเครน [5]
[1] “ความเปราะบางของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในช่วงความขัดแย้งทางทหาร Lessons from Fukushima Daiichi Focus on Zaporizhzhia, Ukraine”, Jan Vande Putte (ที่ปรึกษาการป้องกันรังสีและผู้รณรงค์ด้านนิวเคลียร์, กรีนพีซเอเชียตะวันออก และกรีนพีซเบลเยียม) และ Shaun Burnie (ผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์อาวุโส, กรีนพีซ เอเชียตะวันออก) https://www.greenpeace.org/international/nuclear-power-plant-vulnerability-during-military-conflict-ukraine-technical-briefing/ – ข้อค้นพบหลักอยู่ด้านล่าง
[2] รายงานท้องถิ่นเมื่อวันที่ 2 มีนาคม ชี้ให้เห็นว่าพลเรือนหลายพันคนใน Enerhodar เมืองหลักที่เป็นที่ตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาปอริซเซียกำลังพยายามสกัดกั้นการรุกของกองทัพรัสเซียไปยังโรงไฟฟ้าดังกล่าว วิดีโอจากนายกเทศมนตรีเมือง: https://twitter.com/ignis_fatum/status/1498939204948144128?s=21
[3] Jan Vande Putte เป็นที่ปรึกษาด้านการป้องกันรังสี และนักรณรงค์ด้านนิวเคลียร์ที่กรีนพีซเอเชียตะวันออก และกรีนพีซเบลเยียม
[4] Chornobyl เป็นการสะกดภาษายูเครนของ Chernobyl
[5] IAEA ได้รับแจ้งจากรัฐบาลรัสเซียเมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2565 ว่ากองกำลังทหารของรัสเซียเข้าควบคุมอาณาเขตรอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาปอริซเซีย – https://www.iaea.org/newscenter/pressreleases/update-6-iaea -อธิบดี-ทั่วไป-ถ้อยแถลงสถานการณ์ในยูเครน
ภาพ: Joe Klamar / AFP
The post กรีนพีซวิเคราะห์หายนะภัยจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาปอริซเซียในยูเครน ชี้ทางออกเดียวคือ ยุติสงครามทันที appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (22 มิถุนายน) นักกิจกรรมและอาสาสมัครกรีนพีซถือบอ […]
The post กรีนพีซยื่น 400,000 รายชื่อ เปิดปราศรัยผ่าน ‘ครม.ทิพย์’ เรียกร้องรัฐบาลยุติเข้าร่วมความตกลง CPTPP appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (22 มิถุนายน) นักกิจกรรมและอาสาสมัครกรีนพีซถือบอลลูนเส้นผ่านศูนย์กลาง 3 เมตร ที่มีรายชื่อของประชาชนกว่า 400,000 คน ที่ร่วมลงชื่อรณรงค์ออนไลน์ #NoCPTPP ไปยังหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจยุติการเข้าร่วมความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP)
กรีนพีซ ประเทศไทย ได้ยื่นจดหมายเปิดผนึกพร้อมข้อเรียกร้องที่ชัดเจนจากประชาชนต่อรัฐบาลในระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้ โดยนายกรัฐมนตรีต้องยุติการเข้าร่วม CPTPP เพื่อปกป้องสิทธิของเกษตรกร สิทธิของผู้บริโภค ความมั่นคงทางอาหารและความหลากหลายทางชีวภาพของไทย ตลอดจนการเข้าถึงยา การสาธารณสุข และระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศ
ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการกรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องยกเลิกการเข้าร่วม CPTPP อย่างถาวรในทันที เพราะได้ไม่คุ้มเสีย คนไทยต้องแบกต้นทุนสูง ความตกลง CPTPP เป็นเพียงแผนยุทธศาสตร์ที่ขยายอำนาจของบรรษัทอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่แลกกับการล่มสลายของวิถีชีวิตที่ยั่งยืนของชุมชนในประเทศไทย
หลังจากสหรัฐอเมริกาถอนตัวออกจาก Trans Pacific Partnership (TPP) ในปี 2560 มีการรีแบรนด์ TPP ภายใต้ชื่อ CPTPP โดยรัฐภาคีที่เหลืออีก 11 ประเทศ (TPP-11) และเจรจากันใหม่นานกว่าหนึ่งปี ขณะนี้มีเพียง 6 ประเทศเท่านั้นที่ให้สัตยาบัน ในที่สุดความตกลง CPTPP มีผลบังคับใช้ในเดือนธันวาคม 2561 รัฐบาลไทยมีความมุ่งมั่นที่จะเข้าร่วมความตกลงนี้ แต่วิกฤตแห่งความชอบธรรมของการบริหารงานซึ่งขยายเพิ่มมากขึ้นจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ทำให้เกิดคำถามว่า ผู้นำของไทยจะแลกผลกระทบอย่างมากและกว้างขวางที่จะตกอยู่กับประชาชนเพียงเพื่อเข้าร่วมความตกลงทางการค้านี้หรือ
แม้รัฐบาลไทยตระหนักถึงเสียงต่อต้านของประชาชนในเรื่องนี้ ในเดือนมิถุนายน 2563 กระทรวงพาณิชย์ได้ถอดถอนข้อเสนอการเข้าร่วมความตกลง CPTPP ให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลังจากมีความเคลื่อนไหวของสาธารณชน อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 หลังจากที่มีข่าวแพร่กระจายผ่านช่องทางออนไลน์ว่าข้อเสนอเข้าร่วม CPTPP ถูกนำกลับมาพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ปฏิกิริยาตอบกลับและเสียงคัดค้านจากภาคประชาชนยิ่งมีมากขึ้น ในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง แฮชแท็ก #NoCPTPP มีผู้แชร์ออกไปมากกว่า 1 ล้าน และมีประชาชนร่วมลงชื่อคัดค้านผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ของ Greenpeace Thailand และ Change.org รวมกันกว่า 400,000 รายชื่อ
กรีนพีซ ประเทศไทย ทำงานรณรงค์ #NoCPTPP ในปี 2563 โดยหยิบยกประเด็นความมั่นคงทางอาหาร-การเก็บและแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ไม่ใช่อาชญากรรม ข้อมูลโดยมูลนิธิชีววิถี (BioThai) ระบุว่า การเข้าร่วมเป็นภาคี CPTPP คือการยอมรับข้อตกลงที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาหลายฉบับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอนุสัญญาระหว่างประเทศเพื่อการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ หรือ UPOV 1991 ซึ่งเป็นอนุสัญญาที่เอื้อผลประโยชน์ให้กับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร
ด้าน รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านอาหารและเกษตรกรรมเชิงนิเวศ กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า “เมล็ดพันธุ์คือทรัพยากรธรรมชาติไม่ควรเป็นทรัพย์สินของบริษัท และการยอมรับ CPTPP คือการยอมให้อาหารของเราถูกยึดกุมโดยบริษัทอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่เพียงหยิบมือ”
พิสูจน์อักษร: นัฐฐา สอนกลิ่น
The post กรีนพีซยื่น 400,000 รายชื่อ เปิดปราศรัยผ่าน ‘ครม.ทิพย์’ เรียกร้องรัฐบาลยุติเข้าร่วมความตกลง CPTPP appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (17 กุมภาพันธ์) กรีนพีซ ประเทศไทย ออกแถลงการณ์ระ […]
The post กรีนพีซย้ำ รัฐต้องแก้ปัญหาขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน ติงนำขยะไปเผาเป็นพลังงาน เพิ่มก๊าซเรือนกระจก appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (17 กุมภาพันธ์) กรีนพีซ ประเทศไทย ออกแถลงการณ์ระบุว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะพลาสติก ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2563-2565) โดยมี 2 เป้าหมาย คือ เป้าหมายที่ 1 ให้ลดและเลิกใช้พลาสติกใช้แล้วทิ้ง 4 ชนิด คือ ถุงพลาสติกหูหิ้ว ความหนาน้อยกว่า 36 ไมครอน กล่องโฟมบรรจุอาหาร ไม่รวมถึงโฟมที่ใช้กันกระแทกในภาคอุตสาหกรรม แก้วพลาสติกความหนาน้อยกว่า 100 ไมครอน และหลอดพลาสติก ซึ่งมีข้อยกเว้นสำหรับการใช้ในกรณีจำเป็น ได้แก่ การใช้ในเด็ก คนชรา และผู้ป่วย เป็นต้น
และเป้าหมายที่ 2 การนำพลาสติกเป้าหมายกลับไปใช้ประโยชน์เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของพลาสติกเป้าหมายภายใน พ.ศ. 2565
พิชามญชุ์ รักรอด หัวหน้าโครงการยุติมลพิษพลาสติก กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า มติ ครม. นี้ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเป้าหมายที่อยู่ในโรดแมปการจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2563-2573 ซึ่ง ครม. มีมติเห็นชอบในเดือนเมษายน 2563 ไปแล้ว จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษระบุว่า จากการดำเนินการในช่วงปีที่ผ่านมา สามารถลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วในตลาดสด ห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อได้ประมาณ 1,524 ล้านใบ หรือประมาณ 4,385 ตัน ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี อย่างไรก็ตาม ภายใต้แผนปฏิบัติการระยะที่ 1 ซึ่งพิจารณาถึงผู้ผลิตมีส่วนร่วมในการจัดการขยะพลาสติกโดยใช้แนวทาง Responsible Consumption and Production นั้นสามารถทำให้ชัดเจนขึ้นโดยประยุกต์หลักการการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต ให้เป็นกรอบกฎหมายที่มีผลบังคับใช้
พิชามญชุ์กล่าวต่อไปว่า ตามแผนโรดแมป การจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2563-2573 ในทุกระยะ ก็ยังมีข้อกังวลต่างๆ เกี่ยวกับมาตรการในการจัดการมลพิษพลาสติก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความจำเป็นในการทบทวนแนวคิดและนิยามของเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่อยู่บนฐานของการนำเอาขยะพลาสติกไปเผาเป็นพลังงาน
โดยมาตรการภายใต้แผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะพลาสติก ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2563-2565) คือส่งเสริมให้มีการนำขยะพลาสติกมาผลิตเชื้อเพลิงขยะ (Refuse Derived Fuel: RDF) ระบุเพียงว่า จะสามารถลดปริมาณขยะพลาสติกที่ต้องนำไปกำจัดได้ 0.78 ล้านตันต่อปี และการคัดแยกและนำขยะพลาสติกกลับมาใช้ใหม่จะสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเทียบเท่าคาร์บอนไดออกไซด์ 1.2 ล้านตัน แต่ไม่ได้คำนึงถึงการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาขยะพลาสติกเลยแม้แต่น้อย ซึ่งหากนำขยะพลาสติก 0.78 ล้านตันไปเผา จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 22.83 ล้านตัน
พิชามญชุ์ย้ำว่า รัฐบาลต้องผลักดันให้มีกรอบกฎหมายว่าด้วยการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต ซึ่งทำให้บริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำหน่ายเร็ว (Fast Moving Consumer Goods) มีแนวทางและแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนในการขยายความรับผิดชอบของตนไปยังช่วงต่างๆ ของวงจรชีวิตของบรรจุภัณฑ์ เป็นแนวทางให้ผู้ผลิตคำนึงถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบ, กระจายสินค้า, การรับคืน, การเก็บรวบรวม การใช้ซ้ำ การนำกลับมาใช้ใหม่ และการบำบัด
“ทั้งนี้ ภาครัฐต้องขับเคลื่อนการแก้ปัญหาขยะพลาสติก โดยมุ่งเน้นไปที่การลด (Reduce) ใช้ซ้ำ (Reuse) และการเติม (Refill) และหยุดสนับสนุนวัฒนธรรมการใช้แล้วทิ้ง อันเป็นหนทางในการแก้ไขวิกฤตมลพิษพลาสติกอย่างยั่งยืน” พิชามญชุ์กล่าวในที่สุด
พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล
The post กรีนพีซย้ำ รัฐต้องแก้ปัญหาขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน ติงนำขยะไปเผาเป็นพลังงาน เพิ่มก๊าซเรือนกระจก appeared first on THE STANDARD.
]]>
องค์กรกรีนพีซเปิดเผยรายงานเตือนว่าการปล่อยน้ำปนเปื้อนปร […]
The post กรีนพีซเตือน น้ำปนเปื้อนที่ปล่อยจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะอาจมีสารกัมมันตรังสีที่เปลี่ยนแปลงดีเอ็นเอมนุษย์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
องค์กรกรีนพีซเปิดเผยรายงานเตือนว่าการปล่อยน้ำปนเปื้อนปริมาณ 1.23 ล้านเมตริกตันจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิจิลงสู่ทะเลในเร็วๆ นี้ อาจส่งผลให้เกิดความเสียหายร้ายแรงที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อดีเอ็นเอของมนุษย์
รายงานดังกล่าวระบุว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะที่เคยประสบเหตุกัมมันตภาพรังสีรั่วไหลในปี 2011 ยังมีระดับสารกัมมันตรังสี ไอโซโทป คาร์บอน-14 และนิวไคลด์กัมมันตรังสีในระดับอันตราย ซึ่งคาดว่าการปล่อยน้ำปนเปื้อนจากโรงไฟฟ้าแห่งนี้ลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิกจะส่งผลกระทบร้ายแรงในระยะยาวต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนหลายแห่ง
สำหรับน้ำปนเปื้อนดังกล่าวถูกใช้เพื่อหล่อเย็นแกนกลางเชื้อเพลิงของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งบริษัท TEPCO ผู้ดูแลโรงไฟฟ้าแห่งนี้ ใช้วิธีสูบน้ำเข้าไปในเตาปฏิกรณ์ และน้ำที่ใช้แล้วจะถูกเก็บไว้ในคลังของโรงไฟฟ้า
แต่ระยะเวลาที่ผ่านมานานกว่า 9 ปีทำให้พื้นที่กักเก็บน้ำปนเปื้อนดังกล่าวมีไม่เพียงพอ ส่งผลให้รัฐบาลญี่ปุ่นต้องตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อน้ำปนเปื้อนเหล่านี้
หลายหน่วยงานรวมถึงกระทรวงสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่นชี้ว่าทางออกเดียวของปัญหานี้คือการปล่อยน้ำปนเปื้อนลงสู่ทะเล แม้จะเผชิญกระแสคัดค้านจากนักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมและตัวแทนจากอุตสาหกรรมประมง
ขณะเดียวกัน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (23 ตุลาคม) รัฐบาลญี่ปุ่นได้เลื่อนการตัดสินใจในการดำเนินการต่อน้ำปนเปื้นดังกล่าว ซึ่ง ฮิโรชิ คาจิยามะ รัฐมนตรีอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น กล่าวว่ารัฐบาลจำเป็นต้องตัดสินใจในการรับมือกับน้ำปนเปื้อนที่ถูกปล่อยออกมามากขึ้นทุกวัน
พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์
อ้างอิง:
The post กรีนพีซเตือน น้ำปนเปื้อนที่ปล่อยจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะอาจมีสารกัมมันตรังสีที่เปลี่ยนแปลงดีเอ็นเอมนุษย์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
(2 พฤศจิกายน) นักกิจกรรมกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ […]
The post กรีนพีซแขวนบิลบอร์ดกลางกรุงเทพฯ ถึงผู้นำอาเซียน เรียกร้องแก้ปัญหาฝุ่นและมลพิษพลาสติก appeared first on THE STANDARD.
]]>
(2 พฤศจิกายน) นักกิจกรรมกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แขวนป้ายผ้าบนบิลบอร์ดด้วยข้อความ “นักการเมืองเอาแต่พูด ผู้นำลงมือแก้ปัญหาฝุ่นและมลพิษพลาสติก” ในวันแรกของการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 ที่จัดขึ้นที่กรุงเทพฯ
กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรียกร้องให้ผู้นำอาเซียนที่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 ลงมือแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศจากหมอกข้ามพรมแดนและมลพิษพลาสติกในภูมิภาคนี้โดยด่วน

ภาพ: บารมี เต็มบุญเกียรติ / กรีนพีซ
พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์
The post กรีนพีซแขวนบิลบอร์ดกลางกรุงเทพฯ ถึงผู้นำอาเซียน เรียกร้องแก้ปัญหาฝุ่นและมลพิษพลาสติก appeared first on THE STANDARD.
]]>
กรีนพีซประเทศไทยได้ทำการเปิดเผยรายงานการตรวจสอบแบรนด์สิ […]
The post ส่องสถานการณ์ขยะพลาสติกในปัจจุบัน มาจากแบรนด์ไหนมากที่สุด โดยกรีนพีซ appeared first on THE STANDARD.
]]>
กรีนพีซประเทศไทยได้ทำการเปิดเผยรายงานการตรวจสอบแบรนด์สินค้าจากขยะพลาสติก (Brand Audit) ประจำปี 2562 ซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้จากการเก็บขยะใน 2 พื้นที่ ประกอบด้วย ดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ และแหลมสนอ่อน จังหวัดสงขลา
THE STANDARD ได้นำข้อมูลจากทางกรีนพีซ มาเรียบเรียงให้เห็นว่า ขยะพลาสติกจากแบรนด์ใดเยอะที่สุด และรูปแบบพลาสติกที่พบมากที่สุดคืออะไร

ภาพ: วรพรรณ จำปาไชยศรี
พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์
The post ส่องสถานการณ์ขยะพลาสติกในปัจจุบัน มาจากแบรนด์ไหนมากที่สุด โดยกรีนพีซ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (29 ตุลาคม) กรีนพีซ ประเทศไทย เปิดเผยผลรายงานตรว […]
The post กรีนพีซเผย พบ ‘ขยะพลาสติก’ จากแบรนด์ ‘ซีพี’ และ ‘โคคา-โคลา’ มากสุด เสนอ 4 ข้อเรียกร้องถึงองค์กรธุรกิจ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (29 ตุลาคม) กรีนพีซ ประเทศไทย เปิดเผยผลรายงานตรวจสอบแบรนด์สินค้าจากขยะพลาสติก (Brand Audit) ที่เก็บได้จากบริเวณดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่และแหลมสนอ่อน จังหวัดสงขลา เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา พร้อมระบุว่า แบรนด์ในประเทศ 5 อันดับแรกที่พบจำนวนขยะพลาสติกมากที่สุด
1. เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP)
2. โอสถสภา
3. กลุ่มธุรกิจ TCP
4. เสริมสุข
5. สิงห์ คอร์เปอเรชั่น
ขณะที่จำนวนขยะที่พบมากที่สุดจากแบรนด์ต่างประเทศ 5 อันดับแรก ประกอบด้วย
1. โคคา-โคลา
2. เนสท์เล่
3. อายิโนะโมะโต๊ะ
4. มอนเดลีซ
5. ยูนิลีเวอร์
อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบแบรนด์ในครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ร่วมกันของเครือข่ายองค์กรภาคประชาชนทั่วโลกในนาม Break Free From Plastic ที่เกิดขึ้น 484 พื้นที่ ใน 51 ประเทศทั่วโลก เพื่อนำขยะพลาสติกมาตรวจสอบแบรนด์สินค้าที่พึ่งพาพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง โดยผลจากการตรวจสอบแบบรวมทั่วโลกพบ โคคา-โคลา, เนสท์เล่ และเป๊บซี่โค เป็นแบรนด์ต่างชาติ 3 อันดับแรกที่เจอมากที่สุด ในการตรวจสอบแบรนด์จากหลายร้อยพื้นที่ทั่วโลก
ขณะที่ พิชามญชุ์ รักรอด หัวหน้าโครงการการรณรงค์ยุติมลพิษพลาสติก กรีนพีซ ประเทศไทย ระบุว่า “เรามีหลักฐานมากขึ้นจากผลการตรวจสอบแบรนด์จากขยะพลาสติกว่า บริษัทผู้ผลิตสินค้าจำเป็นต้องลงมือทำอย่างเร่งด่วน เพื่อกู้วิกฤตมลพิษพลาสติกที่ก่อขึ้น การที่บริษัทต่างๆ ยังพึ่งพาบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้แล้วทิ้ง ก็หมายถึงปริมาณขยะพลาสติกที่เพิ่มมากขึ้นในสิ่งแวดล้อม ดังนั้น บริษัทผู้ผลิตสินค้าต้องหยุดการผลิตพลาสติกใช้แล้วทิ้ง และหาทางออกที่สร้างสรรค์ ซึ่งเน้นระบบทางเลือกในการจัดส่งและกระจายสินค้าที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ”
นอกจากนี้ทางองค์กรกรีนพีซได้ตั้งข้อเรียกร้องให้บริษัทต่างๆ โดยเฉพาะภาคการผลิตสินค้า Fast Moving Consumer Goods (FMCG) ลดการพึ่งพาบรรจุภัณฑ์พลาสติก และให้ความสำคัญกับแนวทางปฏิบัติ 4 ข้อ ดังต่อไปนี้
1. เปิดเผยข้อมูล ‘รอยเท้าพลาสติก (Plastic Footprint)’ ซึ่งหมายถึงปริมาณพลาสติกที่บริษัทใช้ในห่วงโซ่อุปทานของผลิตภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์ และการขนส่งภายในช่วงเวลา 12 เดือนที่มีการระบุไว้ โดยประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้
2. มีความมุ่งมั่นที่จะลดพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง โดยการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนในแต่ละปี
3. ขจัดพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งที่เป็นปัญหาและไม่จำเป็นให้มากที่สุดภายในปี 2562
4. ลงทุนกับระบบนำกลับมาใช้ซ้ำและระบบกระจายสินค้าแบบใหม่
พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล
The post กรีนพีซเผย พบ ‘ขยะพลาสติก’ จากแบรนด์ ‘ซีพี’ และ ‘โคคา-โคลา’ มากสุด เสนอ 4 ข้อเรียกร้องถึงองค์กรธุรกิจ appeared first on THE STANDARD.
]]>
กรีนพีซ เอเชียตะวันออก เผยผลการสุ่มตัวอย่างและตรวจสอบเก […]
The post ลดเค็มดีไหม กรีนพีซเผยผลสำรวจเกลือทั่วโลก พบกว่า 90% ปนเปื้อนไมโครพลาสติก appeared first on THE STANDARD.
]]>
กรีนพีซ เอเชียตะวันออก เผยผลการสุ่มตัวอย่างและตรวจสอบเกลือสมุทรยี่ห้อต่างๆ จากทั่วโลกที่ทำร่วมกับศาสตราจารย์คิมซึงคยู จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติอินชอน เกาหลีใต้ พบว่า 90% ของตัวอย่างมีการปนเปื้อนพลาสติกขนาดจิ๋ว หรือ ไมโครพลาสติก นอกจากนี้ยังพบว่าเกลือจากแหล่งกำเนิดในเอเชียมีปริมาณไมโครพลาสติกสูงสุด
การศึกษาดังกล่าวถูกตีพิมพ์ในวารสารทางวิทยาศาสตร์ Environmental Science & Technology ที่มีการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ โดยได้วิเคราะห์เกลือยี่ห้อต่างๆ จากทั่วโลกจำนวน 39 ชิ้น เผยให้เห็นว่ามีการปนเปื้อนพลาสติกสูงสุดในเกลือทะเล ตามด้วยเกลือจากทะเลสาบ และเกลือหิน เป็นตัวชี้วัดระดับมลพิษพลาสติกในพื้นที่ที่เป็นแหล่งกำเนิดเกลือ โดยมีเกลือตัวอย่างเพียง 3 ชิ้นเท่านั้นที่ไม่มีปนเปื้อนไมโครพลาสติก
“การศึกษาล่าสุดพบพลาสติกในอาหารทะเล สัตว์ป่า น้ำประปา และตอนนี้พบในเกลือ มันชัดเจนว่าเราไม่มีทางหนีจากวิกฤตพลาสติกได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันยังคงรั่วไหลลงสู่แหล่งน้ำและมหาสมุทรของเรา” คิมมีคยอง ผู้ประสานงานรณรงค์ของกรีนพีซเอเชียตะวันออกกล่าว “เราต้องหยุดมลพิษพลาสติกที่แหล่งกำเนิด เพื่อสุขอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมของเรา มันสำคัญมากที่ภาคธุรกิจจะลดการพึ่งพาพลาสติกใช้แล้วทิ้งอย่างทันทีทันใด”
การศึกษาชิ้นนี้เป็นงานชิ้นแรกที่ศึกษาระดับการปนเปื้อนเชิงภูมิศาสตร์ในเกลือสมุทร และความเกี่ยวพันกันระหว่างการปลดปล่อยพลาสติกสู่สิ่งแวดล้อมและระดับมลพิษพลาสติก การศึกษานี้เน้นย้ำว่าเอเชียเป็นจุดอันตรายระดับโลกเรื่องมลพิษพลาสติก หมายความว่า ระบบนิเวศบริเวณชายฝั่งทะเลในเอเชีย และสุขภาพของผู้คนที่อยู่อาศัยบริเวณนั้นจะมีความเสี่ยงมากขึ้น อันเนื่องมาจากมลพิษไมโครพลาสติกในทะเลที่รุนแรง นักวิจัยพบว่า ตัวอย่างเกลือสมุทรจากประเทศอินโดนีเซียชิ้นหนึ่งมีปริมาณไมโครพลาสติกสูงสุด ซึ่งอินโดนีเซียถูกมองว่าเป็นผู้ทิ้งพลาสติกลงสู่มหาสมุทรมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก
การวิจัยระบุว่า หากมีการบริโภคเกลือ 10 กรัมต่อวัน โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้บริโภควัยผู้ใหญ่จะรับไมโครพลาสติกเข้าสู่ร่างกายประมาณ 2,000 ชิ้นต่อปีผ่านเกลือเพียงอย่างเดียว แม้จะลดเกลือที่ปนเปื้อนสูง เช่น เกลือตัวอย่างจากประเทศอินโดนีเซียที่พบในการศึกษานี้ ผู้บริโภควัยผู้ใหญ่ทั่วไปจะยังคงบริโภคไมโครพลาสติกนับร้อยชิ้นต่อปี
“การทดลองหลายชิ้นระบุว่า การบริโภคไมโครพลาสติกผ่านผลิตภัณฑ์จากทะเลของมนุษย์มีความเกี่ยวพันอย่างยิ่งกับการทิ้งพลาสติกลงสู่ทะเลในพื้นที่ดังกล่าว” ศาสตราจารย์ซึงคยู ผู้เขียนงานวิจัยชิ้นนี้กล่าว “เพื่อจำกัดการรับไมโครพลาสติกเข้าสู่ร่างกาย ต้องมีมาตรการเชิงป้องกัน เช่น การควบคุมการทิ้งพลาสติกที่จัดการไม่ถูกต้อง และที่สำคัญยิ่งกว่าคือการลดขยะพลาสติก” เขากล่าวเพิ่มเติม
เมื่อต้นเดือน กรีนพีซร่วมกับเครือข่ายรณรงค์ยกเลิกการใช้พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Break Free From Plastic Coalition) ตีพิมพ์รายงานระบุว่า โคคา-โคลา, เป๊ปซี่โค และเนสท์เล่ เป็นกลุ่มบริษัทที่เป็นเจ้าบรรจุภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียวทิ้งที่พบบ่อยที่สุดที่ก่อมลพิษให้กับมหาสมุทรและแม่น้ำลำคลองทั่วโลก
พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า
The post ลดเค็มดีไหม กรีนพีซเผยผลสำรวจเกลือทั่วโลก พบกว่า 90% ปนเปื้อนไมโครพลาสติก appeared first on THE STANDARD.
]]>
จาซินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีหญิงแห่งนิวซีแลนด์ ประกา […]
The post นิวซีแลนด์เอาจริง งดให้สัมปทานสำรวจแหล่งน้ำมันเพิ่ม มุ่งเป็นประเทศปลอดคาร์บอนอย่างสมบูรณ์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
จาซินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีหญิงแห่งนิวซีแลนด์ ประกาศว่ารัฐบาลจะไม่ให้สัมปทานแก่บริษัทน้ำมันเข้ามาสำรวจหาแหล่งปิโตรเลียมนอกชายฝั่งประเทศนิวซีแลนด์เพิ่มอีกต่อไป เพื่อให้เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์สู่การเป็นประเทศปลอดคาร์บอนอย่างสมบูรณ์ในอนาคต และแก้ปัญหาโลกร้อนอย่างยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม มาตรการใหม่ของรัฐบาลจะไม่มีผลกับบริษัทที่ได้รับสิทธิ์สำรวจแหล่งน้ำมันดิบก่อนหน้านี้จำนวน 22 ราย โดยบางรายยังเหลือระยะเวลาสัมปทานอีกหลายสิบปี ครอบคลุมพื้นที่สำรวจทรัพยากรประมาณ 1 แสนตารางกิโลเมตร
นายกฯ อาร์เดิร์นกล่าวว่า “การเปลี่ยนไปสู่ประชาคมที่ปลอดก๊าซคาร์บอนจะต้องเริ่มต้นในสักวันหนึ่ง ถ้าเราไม่ตัดสินใจในวันนี้ก็อาจต้องใช้เวลาอีก 30 ปีหรือนานกว่านั้นกว่าที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ ปัจจุบันเรามีความเสี่ยงที่จะดำเนินการช้าไป และอาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันในสังคมและประเทศของเราในวันข้างหน้า”
นโยบายใหม่ของนิวซีแลนด์ได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลามจากกลุ่มอนุรักษนิยมและกลุ่มรักษ์โลกในประเทศ โดยกลุ่มกรีนพีซ นิวซีแลนด์ ระบุว่าการตัดสินใจของรัฐบาลครั้งนี้ถือเป็นช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ของนิวซีแลนด์ และเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่สำหรับภูมิอากาศของเราและประชาชน
อาร์เดิร์น วัย 37 ปี ชนะการเลือกตั้งได้เป็นนายกฯ นิวซีแลนด์ที่อายุน้อยที่สุดในรอบกว่า 1 ศตวรรษเมื่อปีที่แล้ว โดยพรรคแรงงานของเธอชูนโยบายแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และให้คำมั่นว่าจะนำพาประเทศสู่เป้าหมายการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน 100% ภายในปี 2035 ส่วนเป้าหมายระยะยาวคือการทำให้นิวซีแลนด์เป็นประเทศที่ไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนภายในปี 2050
อ้างอิง:
The post นิวซีแลนด์เอาจริง งดให้สัมปทานสำรวจแหล่งน้ำมันเพิ่ม มุ่งเป็นประเทศปลอดคาร์บอนอย่างสมบูรณ์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ข้อมูลจากกรีนพีซระบุว่าประชากรกว่า 80% ที่อยู่อาศัยในเม […]
The post จะอยู่กันอย่างไรในเมืองเปื้อนฝุ่น? appeared first on THE STANDARD.
]]>
ข้อมูลจากกรีนพีซระบุว่าประชากรกว่า 80% ที่อยู่อาศัยในเมืองใหญ่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับระดับคุณภาพมลพิษทางอากาศที่เกินมาตรฐาน ซึ่งแนะนำโดยองค์การอนามัยโลก ด้วยสาเหตุการคมนาคมขนส่งโดยเฉพาะไอเสียจากยานพาหนะที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงต่างๆ ยิ่งคุณภาพของอากาศในเมืองแย่ลง คนเมืองยิ่งเสี่ยงต่อโรคทางสุขภาพต่างๆ อย่างเมื่อไม่นานที่ผ่านมากรุงเทพฯ ก็เพิ่งถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกมลพิษ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าวันดีคืนดีจะกลับมาอีกเมื่อไร นอกจากนี้ยังมีหัวเมืองตามต่างจังหวัดที่กำลังเจริญเติบโต คนเมืองควรจะรู้อะไร และควรจะตั้งรับอย่างไร
PM 2.5 ฝุ่นพิษที่เป็นภัยคุกคามสุขภาพของคนไทย
รายงานดัชนีเรื่องคุณภาพอากาศของกรีนพีซที่เพิ่งเผยแพร่ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ ได้กล่าวถึง ‘PM 2.5’ หรือ ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (หมายถึงฝุ่นที่เล็กกว่า 1 ใน 25 ส่วนของเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผมมนุษย์) ซึ่งเป็นหนึ่งในฝุ่นของฝุ่นหลายๆ ชนิดที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพของคนเรา ฝุ่นชนิดนี้อันตรายกว่าฝุ่นชนิดอื่นที่มีขนาดใหญ่กว่า เพราะด้วยขนาดเล็กจิ๋วจึงสามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ถุงลมในปอดและกระแสเลือดโดยตรง เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเรื้อรังหลายอย่าง PM 2.5 แบ่งเป็นฝุ่นที่เกิดจากแหล่งกำเนิดโดยตรง และจากการรวมตัวของก๊าซและมลพิษอื่นๆ ในบรรยากาศ โดยเฉพาะซัลเฟอร์ไดออกไซด์และออกไซด์ของไนโตรเจน PM 2.5 ยังเป็นมลพิษข้ามพรมแดน และปนเปื้อนอยู่ในบรรยากาศได้นาน เป็นฝุ่นอันตรายไม่ว่าจะมีองค์ประกอบใดๆ เช่น ปรอท แคดเมียม อาร์เซนิก หรือโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) องค์การอนามัยโลก (WHO) จึงกำหนดให้ PM 2.5 จัดอยู่ในกลุ่มที่ 1 ของสารก่อมะเร็ง ในปี พ.ศ. 2556
PM 2.5 มาจากไหน?
คำตอบคือจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ โดยหลักๆ มาจากสาเหตุ 5 ประการดังนี้ 1.การคมนาคมขนส่ง 2. การผลิตไฟฟ้า 3. อุตสาหกรรมการผลิต 4. ที่อยู่อาศัย/ธุรกิจการค้า 5. การเผาในที่โล่ง
ใครที่ได้รับผลกระทบบ้าง?
แน่นอนว่าทุกคนที่อยู่อาศัยและใช้ชีวิตอยู่ในเมือง ซึ่งต้องหายใจสูดอากาศเข้าไปในร่างกาย แต่องค์กรอนามัยโลกยังระบุอีกว่า เมื่อเมืองเต็มไปด้วยอากาศพิษ ผู้ที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดย่อมหนีไม่พ้น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีฐานะยากจน ซึ่งต้องใช้ชีวิตอยู่ตามท้องถนน
ผลกระทบด้านสุขภาพจากมลพิษทางอากาศ
จากการศึกษาโดย The Institute for Health Metrics and Evaluation (IHME), University of Washington สนับสนุนโดยธนาคารโลกพบว่า มลพิษทางอากาศเป็นปัจจัยร่วมที่เป็นสาเหตุของโรคต่างๆ เนื่องจากมีส่วนประกอบของสารเคมีหลายชนิด ทั้งที่เป็นสารระคายเคืองไปจนถึงสารก่อมะเร็ง จึงเป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรค ได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหลอดเลือดในสมอง โรคหัวใจขาดเลือด โรคมะเร็งปอด และโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจส่วนล่าง สำหรับก๊าซโอโซนเป็นสารระคายเคืองปอด ทำให้ปอดติดเชื้อง่าย จึงเป็นปัจจัยร่วมอันก่อให้เกิดโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
จะอยู่กันอย่างไรในเมืองอากาศมีพิษ
เมืองที่น่าอยู่ปลอดจากมลพิษทางอากาศคือเมืองที่มีระบบขนส่งมวลชนที่ดี มีประสิทธิภาพ ใช้พลังงานสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน แต่ก็อย่างที่เราทราบกันว่าเมืองใหญ่ในประเทศนี้โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ไม่ได้เติบโตไปในทิศทางเช่นนั้น แม้เราจะเรียกร้องหาพื้นที่สีเขียว แต่นโยบายรัฐกลับไม่เอื้อ และทุนนิยมก็ทำให้เรากลับมีห้างให้ซื้อของมากขึ้นเรื่อยๆ แถมระบบขนส่งมวลชนก็ยังไม่น่าจะแก้ไขปัญหาได้ในเร็วๆ นี้
เมื่อไม่นานที่กรุงเทพฯ ก็เพิ่งถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกมลพิษ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าวันดีคืนดีจะกลับมาอีกเมื่อไร ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่เฉพาะวันที่มีหมอกหรอกที่มีมลพิษทางอากาศ แต่เราต้องอยู่กับควันพิษกันทุกเมื่อเชื่อวัน ในกรณีนี้ THE STANDARD จึงได้พูดคุยกับคุณหมอ นายแพทย์อภิรักษ์ ปาลวัฒน์วิไชย ผู้อำนวยการแพทย์ โรงพยาบาลพญาไท 2 (สนามเป้า) แพทย์เฉพาะทาง โรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ, อนุสาขาเวชบำบัดวิกฤต ถึงผลกระทบและข้อควรปฏิบัติในการใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเปื้อนฝุ่น

Q: ฝุ่นและควัน อากาศมีพิษจะส่งผลกระทบต่อร่างกายของคนเราอย่างไรบ้าง
การจะเกิดอันตรายต้องอาศัยหลายปัจจัย คือ 1. ต้องสูดอากาศพิษเข้าไปเป็นปริมาณมาก และ 2. สะสมอยู่นานพอสมควร ซึ่งที่ผ่านมาในเขตกรุงเทพฯ ของเราเวลาอากาศนิ่งไม่มีลมพัดก็จะเกิดการตกค้างของฝุ่นควันพิษ แต่ก็เป็นระยะเวลาไม่นานนัก ซึ่งก็อาจส่งผลกับคนบางกลุ่ม เช่น คนที่เป็นโรคภูมิแพ้ คนที่เป็นหอบหืด ก็อาจจะทำให้มีอาการไอได้ถ้าสูดฝุ่นควันเข้าไปมาก และกลุ่มคนที่เป็นโรคประจำตัวอยู่เดิม เช่น โรคหัวใจ โรคถุงลมโป่งพอง หอบหืด ล้วนถูกสิ่งที่เป็นภูมิแพ้ (ฝุ่น ควัน) กระตุ้นเข้าไปก็อาจจะทำให้เหนื่อย แล้วอาจจะกระตุ้นให้โรคที่มีอยู่เดิมมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น
Q: คนเมืองจะป้องกันสุขภาพได้อย่างไร ในเมื่อยังต้องอยู่อาศัยในเมือง
นอกจากการป้องกันโดยแก้ไขที่ต้นตอซึ่งปล่อยควันแล้ว การป้องกันตัวเราเองก็มีส่วนสำคัญ โดยในช่วงที่มีฝุ่นควันเราก็ควรหลีกเลี่ยงในบริเวณที่มีฝุ่นควันเยอะ เช่น บริเวณที่มีการจราจรหนาแน่น งดหลีกเลี่ยงกิจกรรมออกกำลังกาย หรืออะไรที่จะทำให้ต้องหายใจเยอะๆ ในบริเวณที่มีฝุ่นควันมาก การสวมใส่หน้ากากอนามัยก็พอจะช่วยกรองฝุ่นขนาดใหญ่ๆ ได้ แต่ฝุ่นเล็กๆ ก็สามารถเข้าไปในปอดได้อยู่ดี แต่ก็ถือว่าช่วยได้ในระดับหนึ่ง ยังดีกว่าไม่ใส่อะไรป้องกันเอาไว้เลย แต่เราก็พบว่ามีหลายคนซึ่งยังไม่รู้วิธีใส่หน้ากากอนามัยที่ถูกต้องครับ
ในกลุ่มคนที่เป็นภูมิแพ้ โรคหัวใจ โรคถุงลมโป่งพอง หอบหืด หรือแพ้อากาศ พบว่าในบริเวณที่มีกลุ่มควันเยอะมากเกินปกติจะกระตุ้นให้โรคเดิมรุนแรงขึ้น จึงต้องระวังเป็นพิเศษกว่าคนอื่น แนะนำว่าอย่าออกไปในที่ที่มีกลุ่มควันเยอะ หรือถ้าจำเป็นต้องเดินทางไปข้างนอกก็ควรเดินทางให้สั้นที่สุด
Q: การใส่หน้ากากอนามัยอย่างถูกต้องเป็นอย่างไร
หน้ากากอนามัยมีหลายชนิด แบบที่ปิดหน้าไม่ให้อากาศเข้าข้างๆ ได้เลยนั้นดีกว่า แต่ข้อเสียคือเมื่อใช้ในชีวิตประจำวัน หรือกิจกรรมต่างๆ ก็จะเหนื่อย เพราะทำให้หายใจลำบาก คนทั่วไปส่วนใหญ่จึงมักจะใช้หน้ากากผ้าหรือหน้ากากกระดาษ ซึ่งสามารถหาซื้อได้ทั่วไป สังเกตวิธีการใส่ที่ถูกต้องได้อย่างง่ายๆ คือ เวลาหายใจ ลมส่วนใหญ่จะผ่านตัวกรองก่อนถึงจมูกเรา ดังนั้นจึงต้องใส่ให้ปิดทั้งข้างบนและข้างล่าง เมื่อเราหายใจเมื่อไรลมออกไม่ได้ผ่านกระดาษหรือตัวกรองออกมาด้านข้างหรือเหนือจมูกขึ้นไปก็แสดงว่ามีรู อากาศข้างนอกจึงผ่านเข้าไปไม่ผ่านตัวกรอง ซึ่งก็จะไม่ช่วยในการกรอง ดังนั้นจึงต้องใส่ให้ปิดทั้งข้างบนและข้างล่าง และปรับหน้ากากให้เข้ากับใบหน้า อากาศส่วนใหญ่ต้องผ่านทางหน้ากากเท่านั้น และต้องไม่ใช้ซ้ำข้ามวัน
Q: คนที่เป็นโรคภูมิแพ้ หรือโรคประจำตัวต้องมีวิธีการดูแลตัวเองเป็นพิเศษอย่างไร
ในกลุ่มคนที่เป็นภูมิแพ้ โรคหัวใจ โรคถุงลมโป่งพอง หอบหืด หรือแพ้อากาศ พบว่าในบริเวณที่มีกลุ่มควันเยอะมากเกินปกติจะกระตุ้นให้โรคเดิมรุนแรงขึ้น จึงต้องระวังเป็นพิเศษกว่าคนอื่น แนะนำว่าอย่าออกไปในที่ที่มีกลุ่มควันเยอะ หรือถ้าจำเป็นต้องเดินทางไปข้างนอกก็ควรเดินทางให้สั้นที่สุด แล้วเวลาที่ออกไปนอกอาคารก็ต้องใช้แรงให้น้อยที่สุด เพราะถ้าเราต้องหายใจเยอะก็จะนำฝุ่นควันเข้าไปในร่างกายเยอะเช่นกัน ถ้าติดตามข่าวแล้วรู้ว่าวันไหนหรือที่ไหนมีกลุ่มควันเยอะก็ควรจะหลีกเลี่ยง
Q: จะสังเกตได้อย่างไรว่าเราสูดฝุ่นควันเข้าไปมากจนต้องมาพบแพทย์
ในคนที่ถูกฝุ่นควันเยอะ โดยเฉพาะคนที่เป็นภูมิแพ้อยู่แล้ว หลังออกจากพื้นที่ซึ่งมีฝุ่นควันก็อาจจะมีอาการไอเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งก็จะหายไปในที่สุด แต่คนกลุ่มที่เป็นโรคหัวใจ ถุงลมโป่งพอง หอบหืด ถ้ามีอาการหอบเหนื่อยขึ้นมาหลังออกมาจากสถานที่ที่มีฝุ่นควันแล้ว และพักสักระยะอาการก็ยังไม่ดีขึ้นก็ควรมาพบแพทย์ เพราะในบางคนอาการอาจจะแย่ลง
คนทั่วไปถ้ามีอาการไอหลังออกจากพื้นที่ที่มีฝุ่นควันแล้วค่อยๆ ลดลงภายใน 24 ชั่วโมงก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าไอเป็นวันๆ ก็ควรไปพบแพทย์ คนเป็นหอบหืดถ้ามีอาการหอบเหนื่อยใช้ยารักษาประจำตัวเดิม (ยาพ่น) แล้วยังไม่ดีขึ้นก็ควรจะไปพบแพทย์ ส่วนคนไข้กลุ่มหัวใจถ้ายังมีอาการเจ็บหน้าอก หายใจหอบ และถ้าทานยาประจำตัวแล้วยังไม่ดีขึ้นก็ควรไปพบแพทย์ทันที ไม่ควรรอให้ถึง 24 ชั่วโมง
Q: ถ้าในอนาคตมีกรณีหมอกควันพิษเกิดขึ้นอีก และกินระยะเวลานานกว่านี้จะมีผลอย่างไร
ก็ต้องมีฝุ่นควันในระดับสูงนานๆ เป็นวันหรือเป็นสัปดาห์ ซึ่งก็จะส่งผลเสียต่อสุขภาพ ทำให้มีผู้ป่วยที่ต้องไปโรงพยาบาลเยอะขึ้น แต่เราก็ต้องเข้าใจว่า คนกรุงเราก็เจอกับภาวะอากาศเช่นนี้เป็นระยะๆ อยู่แล้ว อย่างในช่วงอากาศอบอ้าวไม่มีลมพัดผ่าน ซึ่งก็เป็นครั้งคราว ดังนั้นจึงไม่ต้องตกใจมาก ขอให้ทราบกันว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ในชีวิตประจำวันหากหลีกเลี่ยงได้ก็จะดีครับ
ก็ได้แต่หวังว่าการเติบโตของเมืองใหญ่ จะเป็นไปในทิศทางที่ดีและยั่งยืน ชาวเมืองจะได้ไม่ต้องหายใจเอามลพิษทางอากาศเข้าไปจนเจ็บป่วย ทั้งสุขภาพกายและใจของประชาชนชาวเมืองคงดีมีความสุขขึ้น
The post จะอยู่กันอย่างไรในเมืองเปื้อนฝุ่น? appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลายวันมานี้ หลายคนคงพอสังเกตเห็นได้ว่าในท้องฟ้าของเราน […]
The post PM2.5 ฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศ กับวิกฤตสุขภาพที่คนไทยจะต้องแลก appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลายวันมานี้ หลายคนคงพอสังเกตเห็นได้ว่าในท้องฟ้าของเรานั้นปกคลุมไปด้วยหมอกจางๆ โดยหารู้ไม่ว่าที่ตาเรามองเห็นนั้นกลับไม่ใช่หมอก หากแต่คือฝุ่นควันที่มีมากจนเกินค่ามาตรฐาน ดังที่กรมควบคุมมลพิษได้ออกมากล่าวว่า หมอกหนาทึบที่เรามองเห็นนั้นเกิดจากค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่เกินมาตรฐาน

วันนี้ THE STANDARD จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับฝุ่นละอองขนาดเล็กที่มีชื่อว่า PM2.5 ตัวการที่สร้างหมอกควันปกคลุมไปทั่วท้องฟ้าของกรุงเทพฯ

PM2.5 ฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ขนจมูกไม่สามารถกรองได้
PM2.5 คือฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน อาจเทียบอย่างง่ายว่ามีขนาดประมาณ 1 ใน 25 ของเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผมมนุษย์ เล็กขนาดที่ขนจมูกของมนุษย์นั้นไม่สามารถกรองได้ ทำให้ฝุ่นละอองชนิดนี้สามารถแพร่กระจายเข้าสู่ทางเดินหายใจ กระแสเลือด และแทรกซึมสู่กระบวนการทำงานในอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคเรื้อรัง

โดยที่ PM2.5 เกิดขึ้นได้จาก 2 ปัจจัยหลักคือ
1. แหล่งกำเนิดโดยตรง ได้แก่
2. การรวมตัวของก๊าซอื่นๆ ในบรรยากาศ โดยเฉพาะซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) รวมทั้งมีสารปรอท (Hg), แคดเมียม (Cd), อาร์เซนิก (As) หรือโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) ที่ล้วนแล้วแต่เป็นสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกายของมนุษย์

ด้วยองค์ประกอบของสารพิษเหล่านี้ ทำให้องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดให้ PM2.5 จัดอยู่ในกลุ่มที่ 1 ของสารก่อมะเร็ง ตั้งแต่ปี 2556 อีกทั้งยังเป็นสาเหตุให้ 1 ใน 8 ของประชากรโลกเสียชีวิตก่อนวัยอันควร สอดรับกับรายงานของธนาคารโลก (World Bank) ที่ระบุว่า ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากมลพิษในอากาศเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรมากถึง 50,000 ราย ซึ่งการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรนี้ส่งผลกระทบไปถึงระบบเศรษฐกิจ รวมไปถึงค่าใช้จ่ายที่รัฐจะต้องสูญเสียเกี่ยวเนื่องกับการรักษาพยาบาลผู้ป่วยจากมลภาวะทางอากาศนี้อีกด้วย


ค่าดัชนีคุณภาพอากาศของกรุงเทพฯ จาก The World Air Quality Index องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักถึงปัญหามลภาวะในอากาศ
สามารถติดตามค่าดัชนีคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ได้ที่ aqicn.org/city/bangkok
ค่า PM2.5 ตามกำหนดองค์การอนามัยโลก
ในปี 2548 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกคำแนะนำเพิ่มเติมในการกำหนดค่าเป้าหมายของค่ามาตรฐานเฉลี่ย 1 ปี แบ่งเป็น 4 ระดับ ได้แก่ 35, 25, 15 และ 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขึ้นอยู่กับระดับการพัฒนาของประเทศ โดยค่าเฉลี่ยรายปีและค่าเฉลี่ยใน 24 ชั่วโมงขององค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ที่ 10 และ 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตามลำดับ
แต่ไทยได้มีการกำหนดค่าไว้สูงกว่าค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก โดยมีค่าเฉลี่ยรายปีและค่าเฉลี่ยใน 24 ชั่วโมงไว้ที่ 25 และ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตามข้อสรุปขององค์การสหประชาชาติ (UN) ที่ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา ทำให้เป็นประเทศที่ได้รับสิทธิพิเศษที่จะสามารถปล่อยมลพิษทางอากาศได้มากกว่าหลายประเทศ

กรีนพีซ ได้รายงานค่าฝุ่นละอองจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษทั้งหมด 61 แห่งใน 29 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่ามีจำนวนสถานีที่ตรวจวัดและรายงานค่า PM2.5 อยู่เพียง 25 สถานีใน 18 จังหวัด พบค่า PM2.5 สูงสุดอยู่ที่จังหวัดสระบุรี (หน้าพระลาน) ซึ่งเป็นเขตอุตสาหกรรม จำนวน 36 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และรองลงมาคือกรุงเทพฯ (ธนบุรี) จำนวน 31 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งพบว่ามาจากการคมนาคมสัญจร
โดยในจำนวนสถานีทั้งหมดที่รายงานมา พบว่ามีหนึ่งสถานีในกรุงเทพฯ (เคหะชุมชนดินแดง) ที่ไม่พบค่า PM2.5 เนื่องจากเครื่องมือขัดข้อง

หลังจากนั้น กรีนพีซได้นำค่า PM2.5 เข้าไปวัดร่วมกับผลดัชนีคุณภาพอากาศจากกรมควบคุมมลพิษ พบว่าผลดัชนีคุณภาพอากาศย้อนหลัง 3 ปี คือปี 2558-2560 นั้นมีมลพิษเกินค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลกและค่ามาตรฐานของประเทศไทย เป็นช่วงเวลา 3 ปีซ้อนที่พบว่าค่ามาตรฐานมลพิษในอากาศของประเทศไทยยังคงแย่เหมือนเดิม
ไม่ใช่เพียงแค่ในกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่กำลังจะต้องเผชิญกับปัญหามลภาวะครั้งใหม่ เพราะการขยายฐานอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะภาคใต้ที่จะกลายเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือแม้กระทั่งแผนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยที่ยังไม่เคยได้มีการกล่าวถึงการจัดการกับตัวการของปัญหาสุขภาพอย่าง PM2.5 ที่กำลังจะเพิ่มขึ้นไปตามการพัฒนาของเมือง สวนทางกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) ซึ่งเป็นหนึ่งหมุดหมายในร่างยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) ที่ระบุไว้ว่าประเทศไทยจะต้องดำเนินการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมตามที่ลงนามรองรับวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน 2030 ขององค์การสหประชาชาติ

ดังนั้นปัญหามลภาวะจาก PM2.5 จึงเป็นสิ่งที่ควรจัดการควบคู่ไปกับแผนพัฒนายุทธศาสตร์ชาติ เพื่อพัฒนาคุณภาพอากาศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
โดยมีตัวอย่างจากหลายประเทศที่ประสบผลสำเร็จในการควบคุมมลพิษในอากาศ ซึ่งเริ่มแรกมีการกำหนดค่าการปล่อย PM2.5 ไว้ใกล้เคียงกับไทย แต่ปัจจุบันประเทศเหล่านี้ได้ดำเนินเรื่องนี้ในเชิงนโยบายเพื่อคุ้มครองสุขภาพพลเมืองในประเทศ เช่น สิงคโปร์, ญี่ปุ่น, อเมริกา ที่ปัจจุบันมีค่า PM2.5 อยู่ที่ 12, 14 และ 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ใกล้เคียงกับค่าเป้าหมายขององค์การอนามัยโลก และเอาจริงเอาจังในการคุ้มครองประชาชนด้วยจัดการแก้ไขปัญหาระบบขนส่งสาธารณะเพื่อสนับสนุนให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะเป็นทางเลือกหลัก ตลอดจนควบคุมการปล่อยสารพิษของโรงงานอุตสาหกรรม สาเหตุของปัญหามลภาวะอย่างจริงจัง
ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเริ่มต้นรับรู้ในเรื่องของ PM2.5 อยู่นี้ องค์การอนามัยโลกและนานาชาติก็ก้าวไปอีกขั้นด้วยการหันไปจับตามองและถกกันในเรื่องของฝุ่นที่มีขนาดเล็กระดับนาโน (Environmental Nano-pollutants: ENP) และหาวิธีการรับมือเพื่อคุ้มครองประชาชนอย่างจริงจัง จากมลภาวะที่กำลังก่อตัวเป็นหมอกควันขึ้นไปเกาะตัวบนชั้นโอโซน แล้วย้อนกลับลงมาเพื่อสร้างผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์โดยตรง
อาจต้องมาดูกันว่าอากาศหมอกควันที่แผ่คลุมท้องฟ้าอยู่ในขณะนี้จะได้รับการแก้ไขอย่างไร เพราะนี่ไม่ใช่เพียงปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นในช่วงรอยต่อของฤดูกาลเท่านั้น หากแต่เกิดขึ้นจากการสะสมของสารพิษที่มากขึ้นทุกขณะโดยขาดการรับมืออย่างจริงจัง
ถึงเวลาแล้วที่เราต้องหันมาถกกันอย่างจริงจังว่า ทำอย่างไรเราจึงจะมีอากาศที่ดีได้ใช้หายใจตามสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์
ภาพประกอบ: Karin Foxx
อ้างอิง:
The post PM2.5 ฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศ กับวิกฤตสุขภาพที่คนไทยจะต้องแลก appeared first on THE STANDARD.
]]>
รวบรวมกิจกรรมควรค่าแก่การลุกจากที่นั่ง ออกไปซุกซนนอกบ้า […]
The post THE STANDARD Calendar: กิน ดื่ม เที่ยว กิจกรรมน่าทำระหว่างวันที่ 27 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2561 appeared first on THE STANDARD.
]]>
รวบรวมกิจกรรมควรค่าแก่การลุกจากที่นั่ง ออกไปซุกซนนอกบ้าน ทำอะไรเพลินๆ ใหม่ๆ กันประจำวันที่ 27 มกราคม ถึง 2 กุมภาพันธ์ 2561

21
What: จากการนับวันตามทฤษฎีของ ดร.แมคเวล มอลท์ ที่กล่าวไว้ว่า การกระทำจะตกผลึกกลายเป็นนิสัยได้ ต้องต่อเนื่องอย่างน้อย 21 วัน ศิลปิน ‘Siri’ หรือ กวาง-สิรินาฏ สายประสาท จึงนำงานวาดภาพที่เธอชอบมารวมกับการจดบันทึกที่เธอถนัดในนิทรรศการนี้ งานยังจัดให้มีขึ้น 21 วันด้วย ซึ่งเป็น 21 วันที่เธอจะเขียนบันทึกเรื่องราวในโลกของความจริงที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ลงบนสมุดบันทึกเล่มพิเศษ และวาดรูปให้ทุกคนที่มาชมนิทรรศการ แลกกับการที่คุณต้องเขียนบันทึกร่วมกับเธอ
When: 25 มกราคม ถึง 11 กุมภาพันธ์ 2561
Where: 10ml. Cafe Gallery ซอยวิภาวดี 16/6 ถนนวิภาวดี จอมพล จตุจักร กรุงเทพฯ
Why: ไปร่วมพิสูจน์ทฤษฎีนี้กันไหม เผื่อได้หอบหิ้วแรงบันดาลใจดีๆ กลับบ้านไปฝึก 21 วันกันบ้าง
How: www.facebook.com/events/320572528438728
Stop: BTS หมอชิต

Made by Legacy is Back
What: งาน ‘Made By Legacy’ ครั้งที่ 9 กลับมาอีกครั้ง โดยย้ายสถานที่จัดปีนี้ไปอิงริมน้ำเจ้าพระยา รวมร้านค้ากว่า 200 ร้านรวงมาออกร้านที่มีตั้งแต่ของวินเทจ เครื่องประดับ ของแฮนด์เมด เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน
When: 26-28 มกราคม 2561 เวลา 15.00-00.00 น.
Where: โกดังเสริมสุข 721 เจริญนคร กรุงธนบุรี กรุงเทพฯ
Why: เริ่มต้นปีใหม่ มาเดินทอดน่องริมน้ำหาของตกแต่งบ้านใหม่ลุคใหม่กันเถอะ!
How: ค่าเข้า 100 บาทต่อคน ตลอดวัน (ฟรีสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี) www.facebook.com/events/144022346312464
Stop: BTS สถานีสะพานตากสิน (นั่งเรือข้ามฟากไปที่ท่าเรือเป๊ปซี่ ตรงข้ามท่าเรือสาทร)

German Movie Fest
What: สถาบันเกอเธ่ ประเทศไทย ร่วมมือกับสถานทูตสวิตเซอร์แลนด์และสถานทูตออสเตรียประจำประเทศไทย จัดเทศกาล ‘Open Air Kino 2018’ หรือเทศกาลภาพยนตร์ภาษาเยอรมันกลางแจ้ง จัดแสดงภาพยนตร์ภาษาเยอรมันที่มีคำบรรยายภาษาอังกฤษประกอบแบบเต็มๆ ตา
When: ทุกวันอังคาร เวลา 19.30 น. ตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม ถึง 27 กุมภาพันธ์ 2561
Where: สถาบันเกอเธ่ ประเทศไทย ซอยสาทร 1 กรุงเทพฯ
Why: ควงแขนคู่เดตเปลี่ยนบรรยากาศไปชมหนังกลางแปลงกันบ้าง คงโรแมนติกดีแท้
How: ไม่เสียค่าเข้าชม และสามารถดูตารางฉายได้ที่ www.goethe.de/ins/th/th/ver.cfm?fuseaction=events.detail&event_id=21135333
Stop: MRT สถานีลุมพินี

Not So Wasted
What: สายรักษ์โลกขอเชิญทางนี้! หนึ่งวันเต็มๆ กับการนำความยั่งยืนมาสู่งานดีไซน์เพื่อพัฒนาสังคมอันเป็นส่วนหนึ่งของงาน Bangkok Design Week 2018 โดยร่วมกับ Thai-SOS และก๊วน Bangkok Soap Opera จัดกิจกรรมสนุกๆ เกี่ยวกับการลดการสร้างขยะและการอยู่อย่างยั่งยืน
When: 27 มกราคม 2561
Where: The Commons ซอยทองหล่อ สุขุมวิท 55 กรุงเทพฯ
Why: ตื่นไปดื่มกาแฟดีๆ ที่ The Commons แล้วอย่าลืมแวะไปแจมงานนี้ด้วยเพื่อโลกของเราจะได้สวยขึ้นกันอีกนิดไหมล่ะ
How: www.facebook.com/events/1971567903106522
Stop: BTS สถานีทองหล่อ

Dust in the Wind
What: “อากาศที่เราหายใจอันตรายแค่ไหน และระดับไหนถึงเรียกว่ามลพิษที่คุกคามต่อสุขภาพ” นี่คือคำถามที่ไม่ไกลตัวอีกต่อไป Greenpeace ตั้งคำถามนี้ผ่านแรงบันดาลใจในงานศิลปะ ‘Right to Clean Air – The Art Exhibition ขออากาศดีคืนมา’ โดยนำเสนอนิทรรศการศิลปะจัดวางและภาพถ่ายนำเสนอภัยที่มาจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก ฝีมือของศิลปิน เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล ชายผู้จับฝุ่นมาเป็นผลงานศิลปะที่จะนำมลพิษทางอากาศที่เรามองข้ามมาทำให้กลายเป็นงานศิลปะที่แฝงด้วยความเศร้า แต่สวยงาม
When: วันนี้ถึง 28 มกราคม 2561
Where: หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ถนนพระราม 1 กรุงเทพฯ
Why: มารู้จักกับ ‘ฝุ่น’ ที่อยู่รอบตัวเราให้ชัดกว่าที่ตาเห็นกันเถอะ
How: โทร. 0 2214 6630
Stop: BTS สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ

Chinatown Fun
What: ชาวกรุงในซอยนานาชวนเพื่อนๆ ในชุมชนเปิดบ้านที่มีทั้งแกลเลอรี พื้นที่ทำงานศิลปะ ออฟฟิศสถาปนิก ร้านกาแฟ ร้านดอกไม้ และพื้นที่สังสรรค์ บนถนนสายสั้นที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรมกลางสถาปัตยกรรมเก่าใจกลางกรุง ‘Chinatown Fair’ เป็นส่วนหนึ่งของงาน Bangkok Design Week 2018
When: 28 มกราคม 2561 เวลา 16.00-00.00 น.
Where: ซอยนานา เยาวราช ป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ
Why: เพราะเมืองเก่ายังคงรวยไปด้วยเสน่ห์เสมอ
How: www.facebook.com/events/1970107756569430
Stop: MRT สถานีหัวลำโพง
ชมกิจกรรมน่าสนใจอื่นๆ ในงาน Bangkok Design Week

Block Party #1
What: เทศกาลออกแบบยังลามไปถึงอาหารการกินอย่างยั่งยืน เหล่าเชฟจาก 4 ร้านอาหารย่านเจริญกรุงอย่าง 80/20bkk, Tropic City, JUA และ 100 Mahaseth เลยรวมตัวกันจัดงาน Pop Up Dinner Party เป็นปาร์ตี้ประจำซอยเพื่อสนับสนุนชุมชน และกระจายรายได้ไปยังกิจการร้านค้าอื่นๆ และเลือกใช้สินค้าและวัตถุดิบที่จะสร้างผลประโยชน์และเกิดการพึ่งพากันในชุมชนขึ้น
เราจึงคิดกิจกรรม Pop Up Dinner Party กลางซอยเจริญกรุง 28 โดยให้ทั้ง 4 ร้านออกแบบอาหารและเครื่องดื่มจากผลิตภัณฑ์และของเหลือ (Waste) ที่มีอยู่ในชุมชน ซึ่งนอกจากความสนุกสนานและความอร่อยแล้ว เราอยากเป็นตัวแทนถ่ายทอดและส่งต่อความคิด ด้วยกิจกรรมที่สร้างสรรค์และช่วยพัฒนาชุมชน สร้างความยั่งยืนไปด้วยในขณะเดียวกัน
When: 28 มกราคม 2561 เวลา 18.00-23.00 น.
Where: ซอยเจริญกรุง 28 แขวงสี่พระยา เขตบางรัก กรุงเทพฯ
Why: ทั้ง 4 ร้านจะออกแบบอาหารและเครื่องดื่มจากผลิตภัณฑ์และของเหลือที่มีอยู่ในชุมชน ซึ่งนอกจากความสนุกสนานและความอร่อยแล้วยังได้ช่วยพัฒนาชุมชนผ่านการสร้างความยั่งยืนไปด้วย ส่วนจะอร่อยหรือน่าสนใจอย่างไร ต้องไปหาคำตอบกันเอง
How: www.facebook.com/events/178232196264922
Stop: ท่าเรือสี่พระยา

The XX Is Here
What: The XX วงอินดี้ป๊อปจากอังกฤษสมาชิกประกอบไปด้วยโรมี แมดลีย์ ครอฟท์ (Romy Madley Croft), โอลิเวอร์ ซิม (Oliver Sim) และเจมี สมิธ (Jamie Smith) ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเปิดคอนเสิร์ตในเมืองไทยหลังจากคว้ารางวัลอย่าง Mercury Music Prize มาครองได้สำเร็จ และนี่เป็นการทัวร์เอเชียครั้งที่ใหญ่ที่สุดของวง
When: 29 มกราคม 2561
Where: ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี
Why: เพราะทันทีที่นักวิจารณ์เพลงได้ฟังเพลงของพวกเขา คำชมก็หลั่งไหลออกมาไม่หยุด และพวกเขานี่แหละที่ทำยอดขายได้อย่างมหาศาลในสาขาดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ และล่าสุดอัลบั้ม I See You ก็ขายหมดเกลี้ยงไปเรียบร้อยแล้ว
How: สำรองบัตรได้ที่ www.ticketmelon.com บัตรราคา 2,800 บาท
Stop: ตรวจสอบการเดินทางได้จาก thestandard.co/lifestyle-living-travel-bangkok-event-music-festival
The post THE STANDARD Calendar: กิน ดื่ม เที่ยว กิจกรรมน่าทำระหว่างวันที่ 27 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2561 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปลุกความสนุกและแรงบันดาลใจคืนกลับมาทุกสุดสัปดาห์ วันที่ […]
The post THE STANDARD Calendar: กิน ดื่ม เที่ยว กิจกรรมน่าทำระหว่างวันที่ 20-26 มกราคม 2561 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปลุกความสนุกและแรงบันดาลใจคืนกลับมาทุกสุดสัปดาห์ วันที่ 20-26 มกราคมนี้มีอะไรน่าดูน่าชมบ้าง เราหาคำตอบมาให้

Good Vibrations
What: ไนต์คลับของมนุษย์ทองหล่ออย่าง Beam ฉลองครบรอบ 2 ปีด้วยไลน์อัพศิลปินดีๆ แน่นเอี้ยดไม่ให้พักหูตลอดเดือน วันที่ 20 มกราคมนี้พบกับ Stanton Warriors คู่ดูโอจากอังกฤษที่ โดมินิก บัตเลอร์ และมาร์ค ยาร์ดลีย์ จะนำดนตรี Breakbeat, UK Garage และ Electronic ที่เขาชวนคอดนตรีลุกขึ้นมาเต้นไม่หยุดมาแล้วที่เทศกาลดนตรีทั่วโลกทั้ง Coachella, Glastonbury, Burning Man และ Ultra มาเล่นให้ฟัง
When: 20 มกราคม 2561
Where: Beam 72 Courtyard ทองหล่อ ซอยสุขุมวิท 55 กรุงเทพฯ
Why: ไม่บ่อยที่จะมีวงดีๆ ไม่แมสมาเล่นบ้านเรา ใครท่ีคิดถึงกลิ่นอาย UK Garage ยุค True Steppers จางๆ อย่าได้พลาด
How: ค่าเข้า 500 บาท ฟรีเครื่องดื่ม 1 แก้ว โทร 0 2392 7750
Stop: BTS สถานีทองหล่อ

German Movie Fest
What: สถาบันเกอเธ่ ประเทศไทย ร่วมมือกับสถานทูตสวิตเซอร์แลนด์ และสถานทูตออสเตรียประจำประเทศไทย จัดเทศกาล ‘Open Air Kino 2018’ หรือเทศกาลภาพยนตร์ภาษาเยอรมันกลางแจ้ง จัดแสดงภาพยนตร์ภาษาเยอรมันที่มีคำบรรยายภาษาอังกฤษประกอบแบบเต็มๆ ตา
When: ทุกวันอังคาร เวลา 19.30 น. ตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม ถึง 27 กุมภาพันธ์ 2561
Where: สถาบันเกอเธ่ ประเทศไทย ซอยสาทร 1 กรุงเทพฯ
Why: ควงแขนคู่เดตเปลี่ยนบรรยากาศไปชมหนังกลางแปลงกันบ้าง คงโรแมนติกดีแท้
How: ไม่เสียค่าเข้าชม และสามารถดูตารางฉายได้ที่ www.goethe.de/ins/th/th/ver.cfm?fuseaction=events.detail&event_id=21135333
Stop: MRT สถานีลุมพินี

Edgy Bangkok
What: ‘เทศกาลบางกอกแหวกแนว 2018’ หรือ ‘Bangkok Edge Festival 2018’ กลับมาอีกครั้ง ชวนทำให้สุดสัปดาห์ของคุณเต็มไปด้วยสาระและความบันเทิง มีทั้งกิจกรรมเสวนา เวิร์กช็อปจากวิทยากรทั้งไทยและเทศ เช่น นักเขียนคนดัง, บรรณาธิการวารสารสยามสมาคม และนักวิจัยอิสระอย่าง คริส เบเกอร์, นักประวัติศาสตร์การทหาร จูเลียน ทอมป์สัน, นักสื่อสารมวชลน คริสติน่า แลมบ์, นักรณรงค์ มารินา มหาธีร์, นักเขียนนวนิยาย ลอว์เรนซ์ ออสบอร์น และวีรพร นิติประภา
When: 20-21 มกราคม 2561
Where: มิวเซียมสยาม, จักรพงษ์วิลล่า และโรงเรียนราชินี กรุงเทพฯ
Why: นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสาธิต เปิดตัวหนังสือ งานออกร้านอาหารเครื่องดื่ม สินค้าศิลปะและงานฝีมือ แถมยังมีฟรีคอนเสิร์ตแจ่มๆ ทั้ง 2 คืนด้วยกันจากศิลปิน Hugo, Chanudom, Yellow Fang, Rasmee Isan Soul, Yena และวงสิบล้อด้วยนะ
How: บัตร ChillPass ราคาใบละ 300 บาท สำหรับ 2 วัน พร้อมเครื่องดื่มฟรี 1 แก้ว และบัตร Chill+House ราคา 500 บาท สำหรับเข้าชมตำหนัก ซื้อบัตรได้ที่ [email protected]
Stop: BTS สถานีสะพานตากสิน แล้วต่อเรือไปท่าราชินี หรือท่าเตียน

Dust in the Wind
What: “อากาศที่เราหายใจอันตรายแค่ไหน และระดับไหนถึงเรียกว่ามลพิษที่คุกคามต่อสุขภาพ” นี่คือคำถามที่ไม่ไกลตัวอีกต่อไป Greenpeace ตั้งคำถามนี้ผ่านแรงบันดาลใจในงานศิลปะ ‘Right to Clean Air – The Art Exhibition ขออากาศดีคืนมา’ โดยนำเสนอนิทรรศการศิลปะจัดวางและภาพถ่ายนำเสนอภัยที่มาจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก ฝีมือของศิลปิน เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล ชายผู้จับฝุ่นมาเป็นผลงานศิลปะที่จะนำมลพิษทางอากาศที่เรามองข้ามมาทำให้กลายเป็นงานศิลปะที่แฝงด้วยความเศร้า แต่สวยงาม
When: วันนี้ถึง 28 มกราคม 2561
Where: หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ถนนพระราม 1 กรุงเทพฯ
Why: มารู้จักกับ ‘ฝุ่น’ ที่อยู่รอบตัวเราให้ชัดกว่าที่ตาเห็นกันเถอะ
How: โทร 0 2214 6630
Stop: BTS สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ

Eat Well, Travel Often
What: ใครว่าวันหยุดจบลงแล้วกันล่ะ มาเตรียมแผนเที่ยวครั้งต่อไปกันได้ที่งานแสดงสินค้าและบริการในธุรกิจท่องเที่ยว โดยมีทั้งกิจกรรมและโปรโมชันสุดพิเศษจากผู้ประกอบการโรงแรม รีสอร์ต บริษัทนำเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งสินค้าเพื่อการท่องเที่ยวในราคาน่าสนอีกเพียบได้ที่งานนี้
When: วันนี้ถึง 21 มกราคม 2561
Where: ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ
Why: หยิบลิสต์สถานที่ที่คุณอยากไปเช็กอินมาให้พร้อม แล้วพาตัวมาที่งานนี้ เพราะเผลอๆ อาจมีดีลดีๆ ที่คุณไม่อยากพลาดก็ได้
How: www.facebook.com/events/508762986183513
Stop: MRT ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

That Idol in a Box
What: ชมการแสดง ‘Darling Agenda: That Idol In A Box’ โดยโทรา คิม ศิลปิน นักแสดง นักดนตรี และผู้สร้างภาพยนตร์และศิลปะสัญชาติเกาหลีที่เติบโตในนิวยอร์ก เธอจะนำเสนอเรื่องราวของทหารผ่านศึกที่ติดอยู่ในวังวนของกล้องสลับลาย (Kaleidoscope) ผ่านการเต้น การเล่าเรื่อง และเสียงประกอบ
When: 21 มกราคม 2561 การแสดงเริ่มเวลา 16.30 น.
Where: Cho Why ซอยนานา 17 ป้อมปราบศัตรูพ่าย เยาวราช กรุงเทพฯ
Why: คิมเคยมีผลงานแสดงในภาพยนตร์และซีรีส์มาแล้วมากมาย และเคยร่วมงานกับ เจมส์ แฟรนโก, วิลเลม ดาโฟ ฯลฯ มาแล้วด้วยนะ
How: www.facebook.com/events/759999204197368
Stop: MRT สถานีหัวลำโพง

Go Green
What: ‘Whispering Land’ งานของคนรักต้นไม้ที่จัดโดย Little Tree Market เพื่อฉลองครบรอบปีที่ 10 ซึ่งจัดเป็นตลาดนัดที่ชวนคนทั่วไปให้ตื่นเช้ามาเดินดูดอกไม้ พาเด็กๆ มาวิ่งเล่นกับผีเสื้อและแมลงปอในสวนกันเพลินๆ ชมต้นไม้ที่พร้อมให้เลือกสรรกลับบ้านได้จากพ่อค้าแม่ค้า และยังมีกิจกรรมในสวนมากมายระหว่างวันด้วย
When: 21 มกราคม 2561 เวลา 7.30-18.30 น.
Where: Little Tree Garden สามพราน จังหวัดนครปฐม
Why: กำลังมองหาสถานที่สีเขียวไปพักผ่อนหย่อนใจอยู่หรือเปล่า ปีนี้งานยังจัดในสวนดอกไม้ริมน้ำอีกด้วยนะ
How: www.facebook.com/events/1987962938088578
Stop: ขับรถ เรียกแท็กซี่ หรือแอปพลิเคชันสะดวกที่สุด

Taste of Italy
What: เชฟเกตาโน พาลุมโบ ชวนเพื่อนเชฟติดดาวจากอิตาลี บ้านเกิดของเขามาปรุงอาหารแดนมักกะโรนีอร่อยๆ ให้ชาวกรุงได้ชิมกันอีกแล้ว ครั้งนี้เป็นเชฟแอนเดรีย คานนาลิเร จากร้าน Cielo ร้านอาหารมิชลินสตาร์หนึ่งดาวจากเมืองออสตูนี โดยนำเสนอเป็น ‘Four Hands’ เซตอาหาร 3-5 คอร์ส เช่น คาร์ปาชิโอปลาหางเหลือง เสิร์ฟกับเมลอน ดอกกะหล่ำ และเลมอน หรือซุปซีฟู้ดในสไตล์แคว้นปูเลีย (Puglia)
When: 24-28 มกราคม 2561
Where: ห้องอาหาร Rossini’s โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท, เอ ลักซ์ชัวรี่ คอลเล็คชั่น โฮเทล ถนนสุขุมวิท กรุงเทพฯ
Why: ร้านอาหาร Cielo เป็นร้านอาหารอิตาเลียนที่ขึ้นชื่อเรื่องการสืบทอดมรดกด้านอาหารอันอุดมสมบูรณ์ของอิตาลีได้อย่างดีเยี่ยม เชฟเดินทางไกลมาให้ลองชิมถึงที่แล้ว ไม่ควรพลาด
How: อาหาร 3 คอร์ส พร้อมกับโพรเซ็กโก 1 แก้ว ราคา 2,350++ บาท, อาหาร 4 คอร์ส พร้อมกับไวน์ 2 แก้ว ราคา 2,950++ บาท และอาหาร 5 คอร์ส กับไวน์ 3 แก้ว ราคา 3,200++ บาท หรือเมนูอาหาร 5 คอร์ส แพริ่งกับไวน์ 5 แก้ว ราคา 3,500++ บาท สำรองที่นั่งโทร 0 2649 8364
Stop: BTS สถานีอโศก หรือ MRT สถานีสุขุมวิท

Make America Juicy Again
What: เบื่อเครื่องดื่มรสเดิมๆ แล้วหรือยัง เราชวนไปจิบรสเบียร์แปลกใหม่ที่งาน ‘Heretic’ ที่นำเครื่องดื่มจากบริวเวอรี Heretic Make America Juicy Again มาให้ลองชิมเบียร์สไตล์นิวอิงแลนด์ ไอพีเอ และเบียร์ที่ไม่เคยเห็นในประเทศไทยถึง 7 ตัวด้วยกัน
When: 26 มกราคม 2561 เวลา 17.00-2.00 น.
Where: Hair of the Dog พร้อมพงษ์ สุขุมวิท 33/1 กรุงเทพฯ
Why: ใครที่เรียกตัวเองว่า ‘สายเบียร์’ ที่อยากเปลี่ยนรสชาติการดื่มใหม่ๆ อย่าได้พลาด
How: www.facebook.com/events/395187507584680
Stop: BTS สถานีพร้อมพงษ์

Made by Legacy is Back
What: งาน ‘Made By Legacy’ ครั้งที่ 9 กลับมาอีกครั้ง โดยย้ายสถานที่จัดปีนี้ไปอิงริมน้ำเจ้าพระยา รวมร้านค้ากว่า 200 ร้านรวงมาออกร้านที่มีตั้งแต่ของวินเทจ เครื่องประดับ ของแฮนด์เมด เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน
When: 26-28 มกราคม 2561 เวลา 15.00-00.00 น.
Where: โกดังเสริมสุข 721 เจริญนคร กรุงธนบุรี กรุงเทพฯ
Why: เริ่มต้นปีใหม่ มาเดินทอดน่องริมน้ำหาของตกแต่งเพื่อแต่งบ้านใหม่ลุคใหม่กันเถอะ!
How: ค่าเข้า 100 บาทต่อคน ตลอดวัน (ฟรีสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี) www.facebook.com/events/144022346312464
Stop: BTS สถานีสะพานตากสิน (นั่งเรือข้ามฟากไปที่ท่าเรือเป๊ปซี่ ตรงข้ามท่าเรือสาทร)
The post THE STANDARD Calendar: กิน ดื่ม เที่ยว กิจกรรมน่าทำระหว่างวันที่ 20-26 มกราคม 2561 appeared first on THE STANDARD.
]]>