ETF Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/etf/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 23 Mar 2026 09:56:34 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 แห่ขายทองคำทั่วโลก! ราคาร่วงหลุด 65,000 บาท ต่ำสุดรอบ 3 เดือน ทำไมสถานะ Safe Haven หยุดทำงาน https://thestandard.co/gold-price-drops-safe-haven-status/ Mon, 23 Mar 2026 09:50:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1190342 ทองคำแท่งสีทองวางอยู่บนพื้นหลังสีดำ มีข้อความระบุราคาทองคำ 64,400 บาท ต่ำสุดรอบ 3 เดือน และคำถามเกี่ยวกับสถานะ Safe Haven

ตลาดโลหะมีค่าทั่วโลกกำลังเผชิญกับแรงเทขายอย่างหนัก โดยร […]

The post แห่ขายทองคำทั่วโลก! ราคาร่วงหลุด 65,000 บาท ต่ำสุดรอบ 3 เดือน ทำไมสถานะ Safe Haven หยุดทำงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทองคำแท่งสีทองวางอยู่บนพื้นหลังสีดำ มีข้อความระบุราคาทองคำ 64,400 บาท ต่ำสุดรอบ 3 เดือน และคำถามเกี่ยวกับสถานะ Safe Haven

ตลาดโลหะมีค่าทั่วโลกกำลังเผชิญกับแรงเทขายอย่างหนัก โดยราคาทองคำ โลหะเงิน และแพลทินัม ร่วงลงอย่างรุนแรง ท่ามกลางความขัดแย้งในอิหร่านที่ยังคงดำเนินอยู่ ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนกำลังเทขายสินทรัพย์ที่เคยถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) เพื่อระดมเงินสดและชดเชยผลขาดทุนจากสินทรัพย์อื่นๆ

 

ราคาทองคำในประเทศไทยร่วงลงแตะระดับต่ำสุดที่ 64,400 บาทต่อบาททองคำ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบประมาณ 3 เดือน โดยปรับตัวลดลงตามทิศทางราคาทองคำโลกที่ร่วงลงแตะ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ถือเป็นจุดต่ำสุดในรอบ 4 เดือน

 

ราคาทองคำสปอต (Spot gold) ทรุดตัวลงถึง 8.8% มาอยู่ใกล้ระดับ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นการลบภาพการปรับตัวขึ้นของปีนี้ไปจนหมด

 

ก่อนหน้านี้ในช่วงปลายเดือนมกราคม ราคาทองคำโลกเคยพุ่งขึ้นไปทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5,594.92 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำในไทยเคยทำจุดสูงสุดที่ 81,950 บาท

 

นอกจากทองคำแล้ว ราคาแร่เงินสปอต (Spot silver) ก็ดิ่งลง 8.3% มาอยู่ที่ 62.24 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดของปีนี้ และลดลงเกือบครึ่งหนึ่งจากระดับ 117 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงที่สงครามในอิหร่านเริ่มต้นขึ้น

 

การเทขายยังลุกลามไปยังโลหะมีค่าอื่นๆ โดยสัญญาแพลทินัมล่วงหน้าร่วงลง 10.6% แตะ 1,760.90 ดอลลาร์ และพัลลาเดียมลดลง 6.7% แตะ 1,347.50 ดอลลาร์

 

ทำไมสินทรัพย์ปลอดภัยถึงถูกเทขาย?

 

แม้ทองคำจะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่สถานการณ์ปัจจุบันกลับกดดันให้ราคาปรับลดลงจากหลายปัจจัย นักลงทุนที่เป็นกลุ่ม Smart Money น่าจะรู้อยู่ก่อนแล้วว่าสงครามมีโอกาสจะปะทุขึ้น ทำให้ราคาทองคำขึ้นไปรับข่าว เมื่อไม่มีแรงซื้อใหม่เข้ามา ทำให้นักลงทุนจำนวนมากเลือกเทขายออกมา

 

อีกเหตุผลคือ นักลงทุนเลือกขายสินทรัพย์ที่มีกำไรเพื่อนำเงินไปโปะผลขาดทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ที่ปรับตัวลง

 

“ราคาทองคำที่ขึ้นมากว่า 5,000 ดอลลาร์ ทำให้สูญเสียเสน่ห์ในฐานะ Safe Haven โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ ซึ่งถูกมองว่าเป็น Safe Haven เหมือนกัน แต่ทองคำอยู่ในโซนที่สูง ขณะที่เงินดอลลาร์อยู่ในโซนต่ำ” ภาดลกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ภาดลมองว่าในระยะสั้นมีโอกาสจะเห็นราคาทองคำฟื้นตัวกลับมาได้ หลังจากลดลงมาต่ำกว่า 4,500 ดอลลาร์ หากสงครามยังคงยืดเยื้อต่อไป แต่ขณะเดียวกันหากสงครามคลายตัว ทองคำจะยิ่งสูญเสียปัจจัยหนุน ทำให้อาจเห็นราคาทองคำซึมลงต่อได้

 

ด้าน Johan Jooste ซีอีโอของ Pangaea Wealth AG ระบุว่า ทองคำกำลังเผชิญกับ “ปัญหาสภาพคล่อง” โดยการเทขายอย่างรวดเร็วเกิดจากความจำเป็นของนักลงทุนที่ต้องการระดมเงินสด ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของ ความกังวลด้านเงินเฟ้อและดอกเบี้ย

 

สงครามในตะวันออกกลางทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและกระตุ้นการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และธนาคารกลางอื่นๆ อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แนวโน้มดอกเบี้ยที่สูงขึ้นนี้ทำให้นักลงทุนหันไปสนใจพันธบัตรรัฐบาลมากกว่าโลหะมีค่าที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย

 

ขณะที่ดัชนี Bloomberg Dollar Spot Index ซึ่งเป็นมาตรวัดสกุลเงินดอลลาร์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.3% ซึ่ง David Wilson ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์ของ BNP Paribas SA ชี้ว่า ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008, 2020 และ 2022 ทองคำก็เคยร่วงลงในระยะแรกเนื่องจากนักลงทุนเทขายสินทรัพย์เพื่อถือครองเงินดอลลาร์

 

จากความผันผวนนี้ การถือครองทองคำในกองทุน ETF พลิกกลับมาเป็นยอดเงินไหลออกสุทธิราว 11 ตันตั้งแต่ต้นปี ขณะที่สถานะคงค้าง (Open interest) ของสัญญาทองคำล่วงหน้าบนตลาด Comex ดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2018 สะท้อนถึงการล้างสถานะเก็งกำไร

 

ภาพ: Mathieukor / GettyImages

 

อ้างอิง:

 

The post แห่ขายทองคำทั่วโลก! ราคาร่วงหลุด 65,000 บาท ต่ำสุดรอบ 3 เดือน ทำไมสถานะ Safe Haven หยุดทำงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bitcoin จะร่วงไปถึงจุดไหน อะไรคือสาเหตุ? คริปโตมายด์มองแนวรับ 55,800 ดอลลาร์ https://thestandard.co/bitcoin-drop-reasons-cryptomind-support/ Thu, 12 Feb 2026 08:49:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1177830 ภาพกราฟแสดงราคา Bitcoin ร่วงลงและแนวรับที่สำคัญ

ราคาบิตคอยน์ปรับตัวลงอย่างรุนแรงช่วงวันที่ 5 – 6 […]

The post Bitcoin จะร่วงไปถึงจุดไหน อะไรคือสาเหตุ? คริปโตมายด์มองแนวรับ 55,800 ดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟแสดงราคา Bitcoin ร่วงลงและแนวรับที่สำคัญ

ราคาบิตคอยน์ปรับตัวลงอย่างรุนแรงช่วงวันที่ 5 – 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จนแตะระดับ 60,000 ดอลลาร์ สร้างความตื่นตระหนกให้กับนักลงทุนทั่วโลก

 

การร่วงลงอย่างหนักเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ส่งผลให้เกิดการขาดทุนที่รับรู้แล้ว (Realized Loss) ของบัญชีที่ลงทุนใน Bitcoin ครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ คิดเป็นมูลค่า 3.2 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 1 แสนล้านบาท

 

การขาดทุนดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงขาลงของตลาดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ข้อมูลจาก Glassnode ระบุว่า การขาดทุนที่รับรู้แล้วแบบปรับปรุงตามเอนทิตี (Entity-Adjusted Realized Loss) แตะระดับ 3.2 พันล้านดอลลาร์ โดยตัวชี้วัดนี้จะติดตามเฉพาะมูลค่าดอลลาร์สหรัฐของเหรียญที่ถูกเคลื่อนย้ายเพื่อขายในราคาที่ต่ำกว่าราคาต้นทุนที่ได้มา โดยกรองการโอนภายในระหว่างเอนทิตีเดียวกันออกไป

 

การขาดทุนรวมกันครั้งนี้รุนแรงกว่าช่วงที่บิตคอยน์ร่วงลงอย่างหนักเมื่อปี 2022 คิดเป็นมูลค่าการขาดทุน 2.7 พันล้านดอลลาร์ ที่บันทึกไว้ในช่วงการล่มสลายของ LUNA

 

ข้อมูลจากแพลตฟอร์ม Checkonchain ระบุว่า “การเทขาย Bitcoin เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เข้าข่ายเหตุการณ์ Capitulation ตามตำรา มันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยปริมาณการซื้อขายที่หนาแน่น และเป็นการขายขาดทุนจริงจากกลุ่มผู้ถือครองที่มีความเชื่อมั่นต่ำที่สุด”

 

คริปโตมายด์มองแนวรับ 55,800 ดอลลาร์ ต้นทุนเฉลี่ยบิตคอยน์ทั้งตลาด

 

สัญชัย ปอปลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และผู้ร่วมก่อตั้ง (Co-founder) บริษัท คริปโตมายด์ แอดไวเซอรี่ จำกัด ระบุผ่านบัญชี X ส่วนตัวว่า “คำถามคือ อะไรที่ทำให้ Bitcoin ร่วงได้ขนาดนี้ ? นี่เราอยู่ในตลาดหมีแล้วหรือ ? และมันจะร่วงลงไปถึงตรงไหน?”

 

1. 10/10 Liquidation Event

 

เหตุการณ์วันที่ 10 ตุลาคม นักลงทุนทั่วโลกถูกล้างพอร์ตรวมกันมากถึง 20,000 ล้านดอลลาร์ นี่คือตัวเลขทางการ ความเป็นจริงอาจสูงกว่านี้มาก เท่ากับว่ารายย่อยจำนวนมากที่เพิ่งเข้ามาในตลาดหายไปพร้อมกัน สภาพคล่องในตลาดก็หายตามไปด้วย

 

สิ่งที่น่ากังวลกว่านั้นคือ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลัง Bitcoin ทำสถิติสูงสุดใหม่ได้เพียง 6 วัน นี่คือบทเรียนที่สำคัญที่สุดของตลาดคริปโต ความโลภมักมากับความกลัว เมื่อตลาดขึ้นสูงมากๆ ทุกคนก็จะเริ่มใช้ leverage สูง คิดว่าจะทำกำไรได้เร็ว แต่พอตลาดกลับตัว leverage เหล่านั้นก็กลายเป็นมีดสองคม

 

2. Fed Policy & Kevin Warsh

 

ถึงแม้เฟดจะเลิกทำ QT และเริ่มทำ Reserve Management Purchases ที่ก็เป็นเหมือน QE กลายๆ แต่จากการประชุม FOMC ล่าสุด เฟดเริ่มมองว่าความเสี่ยงในตลาดแรงงานลดลงมาเท่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อแล้ว

 

ผลที่ตามมาคือ เฟดตัดสินใจคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.50-3.75% ต่อไป ทีนี้ถ้าเราไปดู Reserve Balance ของธนาคารกลางสหรัฐฯ จะเห็นได้ว่าตอนนี้ลดลงมาเหลือต่ำกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ ถึงแม้จะทำการขยายงบดุลมา 3 สัปดาห์ติดต่อกันแล้ว

 

นอกจากนี้ Kevin Warsh ที่ได้รับการเสนอชื่อมาเป็นประธานเฟดคนใหม่ที่จะรับตำแหน่งต่อจาก Jerome Powell ในเดือนพฤษภาคมนี้ เคยแสดงความคิดเห็นว่า เฟดมีขนาดงบดุลที่ใหญ่เกินไป ทำให้ตลาดเกิดความกังวลว่า ถ้า Warsh ได้เข้ามาเป็นประธานเฟดจริง จะยิ่งทำให้งบดุลน้อยลงไปอีก

 

แล้วทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับบิตคอยน์ เพราะช่วงที่ผ่านมาบิตคอยน์มีการเคลื่อนไหวสอดคล้องตามขนาดของงบดุล เมื่อเฟดพิมพ์เงินบิตคอยน์ก็ขึ้น เมื่อเฟดลดงบดุล บิตคอยน์ก็ลง

 

3. หมดยุคเงินถูกจากญี่ปุ่น

 

ญี่ปุ่นเคยเป็นแหล่งเงินถูกของโลกมายาวนาน ด้วยดอกเบี้ยที่ต่ำมากๆ นักลงทุนทั่วโลกจึงกู้เงินเยนไปเล่น leverage ในตลาดต่างๆ หรือที่เราเรียกกันว่า Yen Carry Trade

 

แต่ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ญี่ปุ่นเริ่มเปลี่ยนทิศทาง ทั้งประกาศเพิ่มการใช้จ่ายของรัฐบาล, กระตุ้นการลงทุนในประเทศ และมีแผนที่จะลดภาษี ญี่ปุ่นกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคที่ใช้เงินมากขึ้น ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นเลยพุ่งสูง และเงินเยนก็แข็งค่าขึ้น

 

นักลงทุนจำนวนมากที่ทำ Yen Carry Trade ด้วย Leverage สูง ต่างก็ถูกเรียกให้เพิ่มหลักประกัน หรือ Margin Call จึงต้องขายสินทรัพย์ออกมา รวมถึงบิตคอยน์ด้วย สภาพคล่องในระบบที่จากเดิมก็น้อยอยู่แล้วยิ่งน้อยลงไปอีก

 

4. สถาบัน Risk-off

 

จากปัจจัยข้างต้นได้ส่งผลให้นักลงทุนระดับสถาบัน และ ETFs ได้ทำการลดความเสี่ยงลง หรือ Risk-Off ซึ่งตรงนี้นอกจากจะทำให้แรงซื้อที่ค่อยผลักดันตลาดหายไป ยังทำให้เกิดแรงขายจำนวนมหาศาลกดดันใส่โครงสร้างของบิตคอยน์อีกด้วย

 

5. แล้ว Bitcoin จะลงได้ถึงตรงไหน?

 

ข้อมูลจาก Cryptomind Advisory ตอนนี้มีก้อนแนวรับในระยะสั้นรออยู่ที่ 66,900 – 70,600 ดอลลาร์ แต่ต้องระวังบริเวณ 70,000 – 80,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นจุดที่นักลงทุนหน้าใหม่เข้าซื้อในช่วงที่ผ่านมา และถ้า 66,900 รับไม่อยู่ ก็ยังมีแนวรับสุดท้ายคือ Realized Price หรือต้นทุนเฉลี่ยของบิตคอยน์ทั้งหมดในตลาดที่ 55,800 ดอลลาร์

 

ณ จุด Realized Price ก็ควรจะเป็น Bottom ของตลาดหมีที่เราอยู่กันมาสักพักแล้ว และเป็นจุดที่นักลงทุนระยะยาวมีแนวโน้มที่จะเริ่มกลับมาเข้าซื้ออีกครั้ง

 

แต่ราคาบริเวณ Realized Price ก็ไม่ใช่จุดที่ลงไปแล้วจะเด้งขึ้นมาทันทีนะครับ

 

ในอดีตบิตคอยน์จะวนเวียนอยู่แถวนั้นอยู่สักพัก สร้างฐานราคา ก่อนที่จะเด้งกลับขึ้นมา

 

Binance TH เชื่อบิตคอยน์ไม่ได้เข้าสู่ขาลงถาวร

 

ดร.กร พูนศิริวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์และผู้อำนวยการโครงการ BINANCE TH Academy, ไบแนนซ์ ทีเอช บาย กัลฟ์ ไบแนนซ์ (BINANCE TH) เปิดเผยว่า หากพิจารณาอย่างเป็นระบบ การปรับฐานครั้งนี้อาจไม่ได้สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของบิตคอยน์ แต่เป็นผลจากความกลัวและความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงินในระดับมหภาคมากกว่า

 

คำถามสำคัญคือ ตลาดกำลังกลัวอะไรกันแน่ คำตอบไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขเศรษฐกิจระยะสั้น แต่เป็น ‘ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงิน’ หรือ policy uncertainty โดยเฉพาะกระแสข่าวเกี่ยวกับการเปลี่ยนตัวประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ซึ่งตลาดเริ่ม price-in ความเป็นไปได้ที่ประธานเฟดคนใหม่อาจมีท่าทีคุมเข้มนโยบายการเงินมากกว่าที่คาด

 

หนึ่งในชื่อที่ถูกพูดถึงมากคือ Kevin Warsh ซึ่งถูกมองว่าเป็นบุคคลที่มีจุดยืนชัดเจนในการต่อสู้กับเงินเฟ้อ ไม่สนับสนุนนโยบายการเงินผ่อนคลาย (QE) และไม่เป็นมิตรกับสินทรัพย์เสี่ยงในระยะสั้น

 

ความกลัวนี้ทำให้นักลงทุนสถาบันจำนวนมากเลือกลดความเสี่ยงล่วงหน้า โดยขายสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง เช่น หุ้นเทคโนโลยีและคริปโต แล้วโยกเงินไปยังพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและสินทรัพย์ปลอดภัยอื่นๆ นี่ไม่ใช่การหนีตาย แต่เป็นการปรับพอร์ตตามความเสี่ยง ในช่วงที่ทิศทางนโยบายยังไม่ชัดเจน

 

อีกปัจจัยหนึ่งที่ซ้ำเติมตลาดคือการปรับมูลค่าของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ในช่วงปี 2025 หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี, AI และอวกาศ ได้รับการประเมินมูลค่าล่วงหน้าจากความคาดหวังรายได้ในอีก 2–3 ปีข้างหน้า เมื่อแนวโน้มนโยบายเปลี่ยน มูลค่าเหล่านี้จึงถูกปรับลดลงมา

 

อย่างไรก็ตาม หากมองในเชิงโครงสร้าง เหตุการณ์ครั้งนี้แตกต่างอย่างชัดเจนจากวิกฤตในอดีตอย่างการล่มสลายของ FTX หรือ LUNA รอบนี้ไม่มีการล่มสลายของระบบ ไม่มีปัญหาสภาพคล่องไปทั้งระบบ และไม่มีกรณีการนำเงินลูกค้าไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ สภาพคล่องโลกยังอยู่ในระบบ โดยการถอดสภาพคล่อง (QT) ของ Fed ได้หยุดไปตั้งแต่ปีที่แล้ว และปริมาณเงิน M2 ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 

ในเชิงพื้นฐาน บิตคอยน์ยังไม่ได้เปลี่ยนไป Network ยังคงทำงานตามปกติ กองทุน ETF ยังคงถือครองบิตคอยน์ และบริษัทอย่าง MicroStrategy ยังไม่มีภาระหนี้ที่ต้องชำระในระยะสั้น ความเสี่ยงที่ตลาดกำลังกังวลจึงเป็น ‘ความกลัวล่วงหน้า’ มากกว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจริง

 

สุดท้าย การที่ราคาบิตคอยน์ปรับตัวลงมาแรงและรวดเร็ว ไม่ได้แปลว่าตลาดเข้าสู่ขาลงถาวร แต่สะท้อนถึงช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนที่นักลงทุนต้องการความชัดเจนด้านนโยบายมากขึ้น เมื่อใดที่ narrative เรื่อง Fed และทิศทางนโยบายการเงินเริ่มนิ่ง ตลาดมีโอกาสฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว สำหรับนักลงทุนระยะยาว การปรับฐานครั้งนี้อาจไม่ใช่สัญญาณจุดจบของบิตคอยน์ แต่เป็นบททดสอบของวินัยและมุมมองในช่วงที่ความกลัวครอบงำตลาดมากกว่า

 

ภาพ: Thomas Fuller/NurPhoto via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post Bitcoin จะร่วงไปถึงจุดไหน อะไรคือสาเหตุ? คริปโตมายด์มองแนวรับ 55,800 ดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกราคาทองคำ-แร่เงิน ผันผวนหนัก กังวลกระแสข่าวตั้งประธานเฟดคนใหม่ แล้ว ‘ทองคำ’ จะได้ไปต่อหรือไม่ https://thestandard.co/gold-silver-fed-outlook/ Tue, 03 Feb 2026 09:47:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1173233 กราฟแสดงความผันผวนของราคาทองคำและแร่เงินในตลาดโลก

เมื่อก้าวเข้าสู่เดือนที่สองของปีนี้ เริ่มความผันผวนเริ่ […]

The post เจาะลึกราคาทองคำ-แร่เงิน ผันผวนหนัก กังวลกระแสข่าวตั้งประธานเฟดคนใหม่ แล้ว ‘ทองคำ’ จะได้ไปต่อหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแสดงความผันผวนของราคาทองคำและแร่เงินในตลาดโลก

เมื่อก้าวเข้าสู่เดือนที่สองของปีนี้ เริ่มความผันผวนเริ่มกลับมาเยือนตลาดอีกครั้ง โดยเฉพาะแรงเทขายทำกำไรระยะสั้นที่กดดันราคาทองคำและแร่เงินให้ร่วงลงแรงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา นักลงทุนต้องรับมืออย่างไร

 

ดร.รัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ Head of Investment Strategy & Head of Trading Product Specialist บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า ในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา สินทรัพย์อย่างทองคำจะปรับตัวลงแรงเกือบ 10% และแร่เงิน ร่วงลงกว่า 30% แต่หากพิจารณาภาพรวม สภาพคล่อง (Liquidity) ในตลาดการเงินโลกยังไม่ได้หายไปไหน สะท้อนจากการดีดตัวกลับของตลาดหุ้นเอเชียและราคาทองคำที่เริ่มฟื้นตัว

 

โดยสาเหตุหลักของการย่อตัว มาจากกระแสข่าวการตั้งประธานเฟดคนใหม่ คือ Kevin Warsh ซึ่งตลาดกังวลว่าจะทำให้นโยบายการเงินไม่ผ่อนคลายเท่าที่ควร แต่ในมุมมองของ InnovestX มองว่านี่เป็นเพียงการย่อยข่าว ของตลาด และการพักฐานครั้งนี้ถือเป็น Healthy Correction หรือการปรับฐานเพื่อไปต่อ ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนระยะกลางถึงยาวในการทยอยสะสม

 

ชี้ ‘ทองคำ’ มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

 

สำหรับทองคำ ดร.รัฐศรัณย์ มองว่าโครงสร้างราคาได้เปลี่ยนไปแล้ว (Structural Change) โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญ 3 ประการ ดังนี้

 

  • ธนาคารกลางทั่วโลก หันมาซื้อทองคำเพิ่มขึ้นเพื่อลดการพึ่งพาดอลลาร์ โดยประเมินว่าจะมีการซื้อเฉลี่ยสูงถึง 800 ตันในปีนี้
  • ภาคเอกชน เข้ามาสะสมผ่านกองทุน ETF มากขึ้น
  • นโยบายดอลลาร์อ่อน ของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งจะเป็นแรงส่งให้ราคาทองคำปรับขึ้นได้ต่อ

 

ประเมินเป้าหมาย ‘ทองคำ’ สิ้นปี 69 ลุ้น 5,700 ดอลลาร์

 

โดย Base Case ประเมินราคาเป้าหมายทองคำสิ้นปีไว้ที่ 4,975 ดอลลาร์/ออนซ์ และหากสถานการณ์เป็นใจ (Best Case) อาจไปได้ถึง 5,700 ดอลลาร์/ออนซ์ ดังนั้นการย่อตัวลงมาจึงเป็นจังหวะที่ดีในการเข้าสะสม โดยแนะนำให้มีทองคำติดพอร์ตไว้ประมาณ 5-10%

 

สำหรับคำแนะนำการลงทุน โดยสามารถลงทุนผ่าน กองทุนรวม เช่น กองทุน UOBSGH ซึ่งมีความได้เปรียบกว่าการซื้อทองคำแท่ง ในแง่ของสภาพคล่อง ไม่ต้องเสียค่ากำเหน็จ ค่าเก็บรักษา และที่สำคัญคือได้รับยกเว้นภาษีจากกำไรส่วนต่างราคา (Capital Gain Tax) ซึ่งต่างจากการถือครองทองคำแท่งที่ตามกฎหมายต้องนำมาคำนวณภาษี

 

หุ้นโลก เฟ้นหาโอกาสใน ‘Late Cycle Rally’

 

ในฝั่งของตลาดหุ้น ดร.รัฐศรัณย์ นิยามสภาวะตลาดปัจจุบันว่าเป็น Rate Cycle Rally หรือช่วงกลางถึงปลายรอบวัฏจักรเศรษฐกิจ ตลาดขับเคลื่อนด้วยผลกำไรบริษัทจดทะเบียน (Earnings Driven) มากกว่าเพียงแค่การขยายตัวของ Valuation กลยุทธ์สำคัญคือ Stay Selective โดยมองหาตลาดที่มี Valuation ไม่ตึงตัวและมีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้

 

  • หุ้นสหรัฐฯ ขนาดเล็ก (US Small Cap) แนะนำกองทุน SCB R2000(A) เนื่องจากหุ้นกลุ่มนี้มีรายได้หลักจากภายในประเทศ (Domestic Consumption) ซึ่งได้ประโยชน์จากนโยบาย America First ของทรัมป์ และโครงสร้างหนี้ส่วนใหญ่เป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) หากเฟดลดดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีหลัง กลุ่มนี้จะมีต้นทุนทางการเงินลดลงและกำไรเพิ่มขึ้นชัดเจนกว่าหุ้นใหญ่
  • หุ้นอินเดีย แนะนำกองทุน K-INDX ล่าสุดมีข่าวดีจากการเจรจาลดภาษีกับสหรัฐฯ จาก 25% เหลือ 18% และยังเป็นตลาดที่ช่วยกระจายความเสี่ยงจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี (Tech Bubble) ได้ดี
  • หุ้นจีน: แนะนำกองทุน K-CHINA-T10+ โดยจับตาช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ที่จะมีการประกาศแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 15 ซึ่งคาดว่าจะเน้นสนับสนุนกลุ่ม Hardcore Technology เช่น EV, Battery, Robotics และ Semiconductor

 

แนะนำจัดพอร์ต Core & Satellite Strategy

 

ท่ามกลางความผันผวนในปีนี้ ดร.รัฐศรัณย์ แนะนำให้นักลงทุนจัดพอร์ตแบบผสมผสาน ดังนี้

 

  • Core Port (พอร์ตหลัก) เน้นถือยาวในสินทรัพย์คุณภาพ เช่น หุ้นโลกและทองคำ เพื่อรอรับผลตอบแทนจากการลดดอกเบี้ยของเฟดที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 1-2 ครั้งในช่วงครึ่งปีหลัง
  • Satellite Port (พอร์ตเสริม) ใช้สำหรับจับจังหวะทำกำไร (Tactical Trading) เมื่อตลาดปรับตัวขึ้นแรงให้ทยอยขายทำกำไรบ้าง เพื่อรอจังหวะเข้าซื้อเมื่อตลาดย่อตัวแบบ Healthy Correction

 

โดยสรุป ทั้งทองคำและหุ้นโลกยังมี Upside แต่โอกาสอยู่ที่การ เลือก (Selective) และ จับจังหวะ การย่อตัวเพื่อสะสมสินทรัพย์ที่โครงสร้างพื้นฐานยังแข็งแกร่ง ในขณะที่กระจายความเสี่ยงออกจากตลาดที่ Valuation เริ่มตึงตัว

 

ภาพ: Volodymyr TVERDOKHLIB/Shutterstock

The post เจาะลึกราคาทองคำ-แร่เงิน ผันผวนหนัก กังวลกระแสข่าวตั้งประธานเฟดคนใหม่ แล้ว ‘ทองคำ’ จะได้ไปต่อหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องมุมมองกระจายการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ปี 2569 https://thestandard.co/diversify-real-estate-investment-2026/ Tue, 03 Feb 2026 01:59:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1172872 ภาพประกอบการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ผ่านกองทุนรวม, REIT และ ETF แสดงถึงทางเลือกการกระจายความเสี่ยง

เมื่อการลงทุนในทรัพย์สินทางเลือก ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ […]

The post ส่องมุมมองกระจายการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ปี 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ผ่านกองทุนรวม, REIT และ ETF แสดงถึงทางเลือกการกระจายความเสี่ยง

เมื่อการลงทุนในทรัพย์สินทางเลือก ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ และ / หรือ สินค้าโภคภัณฑ์ เป็นแนวทางที่ได้รับคำแนะนำในการวางแผนการลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน แต่เมื่อบางธุรกิจได้รับผลกระทบ เช่น มีการย้ายฐานการผลิต หรือมี Supply ใหม่เข้ามาแข่งขันจำนวนมาก หรือภาวะความไม่แน่นอนทางการเมืองการทหารที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดหุ้นและตลาดเงินในประเทศ

 

โอกาสนี้ ขอแนะนำทางเลือกของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ที่ไม่จำเป็นต้องซื้อที่ดิน หรืออาคารโดยตรง หรือลงทุนเฉพาะในธุรกิจเดียวอีกต่อไป นักลงทุนสามารถเข้าถึงผลตอบแทนจากอสังหาริมทรัพย์ผ่านผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ได้แก่ กองทุนรวมที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ หรือ ETF (Exchange-Traded Fund) ที่ลงทุนตามสัดส่วนในกลุ่มดัชนีอ้างอิง กองทุนรวมที่ลงทุนในทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) และหรือ หุ้นอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งแต่ละรูปแบบมีวัตถุประสงค์ ความเสี่ยง และความเหมาะสมกับนักลงทุนแตกต่างกัน

 

เปรียบเทียบ REIT , REIT ETF และ กองทุนรวมที่ลงทุนใน REITและหุ้นอสังหาริมทรัพย์

 

REIT เป็นการลงทุนโดยตรงในกองทรัสต์ที่ถือครองหรือสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ เช่น อาคารสำนักงาน หรือโรงแรม จุดเด่น คือสร้างรายได้สม่ำเสมอจากค่าเช่าและเงินปันผล แต่การกระจายความเสี่ยงค่อนข้างต่ำถึงปานกลาง เพราะขึ้นอยู่กับทรัพย์สินของแต่ละกอง REIT ต้องซื้อผ่านโบรกเกอร์ในตลาดหลักทรัพย์ และมีสภาพคล่องน้อยถึงปานกลาง โดยมีค่าธรรมเนียมค่าซื้อขายตามโบรกเกอร์กำหนด ทั้งนี้ผลตอบแทนที่คาดหวังจะเป็นเงินปันผลพร้อมโอกาสกำไรจากราคาหน่วย แต่ก็ยังมีความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของทรัพย์สิน ดอกเบี้ย และเศรษฐกิจ เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการรายได้ประจำและมีเวลาติดตามพอร์ตเอง

 

REIT ETF เป็นการลงทุนในกองทุน ETF ที่รวบรวม REIT หลายกองตามดัชนีอ้างอิง ช่วยกระจายความเสี่ยงได้มาก เพราะลงทุนใน REIT หลายกองพร้อมๆ กันทั้งตลาด จุดเด่น คือ REIT ETF มีสภาพคล่องสูง สามารถซื้อขายระหว่างวันได้เหมือนหุ้น และมักเริ่มต้นด้วยเงินไม่สูงมาก สำหรับค่าธรรมเนียมมีทั้งค่าซื้อขาย และค่าใช้จ่ายของกอง ETF โดยผลตอบแทนมีความใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของดัชนี REIT ที่อ้างอิง แต่จะมีความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดและ Tracking Error เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการกระจายความเสี่ยงและไม่ต้องการเลือกกองทุนเอง

 

กองทุนรวมที่ลงทุนใน REIT และ/หรือ หุ้นอสังหาริมทรัพย์ เป็นการลงทุนผ่านผู้จัดการกองทุนที่คัดเลือก REIT และหุ้นอสังหาริมทรัพย์ เพื่อสร้างผลตอบแทนรวมทั้งรายได้และการเติบโต การกระจายความเสี่ยงการลงทุนอยู่ในระดับปานกลางถึงสูงขึ้นกับนโยบายกองทุน สามารถเริ่มลงทุนด้วยเงินจำนวนน้อย ซื้อผ่านธนาคาร บริษัทจัดการกองทุน หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ กองทุนมีสภาพคล่องปานกลางเนื่องจากซื้อขายตามรอบ NAV ส่วนผลตอบแทนจะขึ้นอยู่กับฝีมือผู้จัดการกองทุนและนโยบายการลงทุน ซึ่งจะมีความเสี่ยงหลักจากการบริหารกองทุนและสภาวะตลาด และค่าธรรมเนียมการบริหารมีอัตราที่สูงกว่า ETF โดยเหมาะสำหรับนักลงทุนเริ่มต้น หรือผู้ที่ไม่ต้องการบริหารพอร์ตเอง

 

เมื่อพิจารณาข้อมูลเปรียบเทียบข้างต้น พบว่า ETF ที่ลงทุนใน REIT และกองทุนรวมที่ลงทุน REIT และหุ้นอสังหาริมทรัพย์ มีการกระจายความเสี่ยงได้ดีกว่าการลงทุนใน REIT ตัวเดียวหรือธุรกิจเดียว โดยที่ความเสี่ยงของ ETF จะเคลื่อนไหวตามภาพรวมของดัชนีธุรกิจที่ใช้อ้างอิง และราคาในตลาดหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขาย ในขณะที่กองทุนรวมที่ลงทุน REITฯ มีความแตกต่างตรงที่มีการใช้ดุลพินิจของผู้จัดการกองทุนในการเลือกลงทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง ที่อาจทำให้ผลตอบแทนและความเสี่ยงแตกต่างจาก ETF ได้ รวมถึงกองทุนรวมจะมีความคล่องตัวน้อยกว่า เนื่องจากไม่สามารถซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์

 

ในปัจจุบันยังไม่พบ REIT ETF ที่ลงทุนอ้างอิงดัชนี PF&REIT ของประเทศไทย แต่มี REIT ETF ที่ลงทุนอ้างอิงดัชนีกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ในประเทศอื่น อาทิ iShares Global REIT ETF (REET) ซื้อขายในตลาดหุ้น NYSE / สหรัฐฯ เป็น Global ETF ที่ลงทุนใน REIT ทั่วโลก หรือ Vanguard Real Estate ETF (VNQ) ซื้อขายในตลาดหุ้น NYSE / สหรัฐฯลงทุนใน REIT ในสหรัฐอเมริกา หรือ iShares Core Japan REIT ETF (1476.T) ซื้อขายใน Tokyo Stock Exchange ลงทุนใน REIT ทั่วประเทศญี่ปุ่น ผู้ลงทุนที่สนใจลงทุน REIT ETF สามารถสอบถามบริษัทโบรกเกอร์ เพื่อขอรับคำแนะนำ ขณะที่กองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นอสังหาริมทรัพย์ และ /หรือ REIT ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศมีจัดตั้งแล้วหลายกองทุนที่บริหารโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนต่างๆ

 

ภาพ: designer491/Getty Images

The post ส่องมุมมองกระจายการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ปี 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด ‘แผนมรดก’ Warren Buffett แผนลงทุนที่ดีที่สุดที่เขาทิ้งไว้ให้ภรรยา https://thestandard.co/buffett-investment-plan-wife/ Wed, 19 Nov 2025 06:59:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1144992

หนึ่งในคำแนะนำที่โด่งดังที่สุดของ Warren Buffett นักลงท […]

The post เปิด ‘แผนมรดก’ Warren Buffett แผนลงทุนที่ดีที่สุดที่เขาทิ้งไว้ให้ภรรยา appeared first on THE STANDARD.

]]>

หนึ่งในคำแนะนำที่โด่งดังที่สุดของ Warren Buffett นักลงทุนระดับตำนาน ไม่ใช่กลยุทธ์การเลือกหุ้นที่ซับซ้อน แต่เป็นการวางแผนอย่างเรียบง่ายจนน่าประหลาดใจ ที่เขาจัดการไว้ให้ภรรยาของเขา

 

Warren Buffett ระบุไว้ชัดเจนว่า หากเขาจากไป เงินมรดกส่วนใหญ่ที่ภรรยาของเขาจะได้รับ 90% ให้นำไปลงทุนในกองทุนดัชนี S&P 500 ที่มีต้นทุนต่ำ และอีก 10% ให้ถือไว้ในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้น

 

คำถามคือ ทำไมชายผู้สร้างความมั่งคั่งมหาศาลจากการเลือกหุ้นด้วยตัวเอง ถึงบอกให้คนที่เขารักที่สุด ‘ไม่ต้องเลือกหุ้น’ เลย

 

กลยุทธ์ 90/10 คืออะไร?

 

Warren Buffett ได้อธิบายกลยุทธ์นี้ไว้อย่างเป็นทางการในจดหมายถึงผู้ถือหุ้น Berkshire Hathaway ในปี 2013 ใจความสำคัญคือ

 

คำแนะนำสำหรับกองทรัสต์ที่ดูแลเงินให้ภรรยาหลังจากเขาจากไป

 

  • ใส่เงิน 10% ในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้น
  • และอีก 90% ในกองทุนดัชนี S&P 500 ที่มีค่าธรรมเนียมต่ำมาก (Buffett แนะนำของ Vanguard)

 

Warren Buffett เชื่อว่าผลลัพธ์ที่ได้จากนโยบายนี้ในระยะยาว จะเหนือกว่าผลลัพธ์ที่นักลงทุนส่วนใหญ่ได้รับ ซึ่งจ้างผู้จัดการกองทุนที่คิดค่าธรรมเนียมสูง

 

นี่คือแก่นแท้ของกลยุทธ์ 90/10 ที่เน้นความเรียบง่ายและเชื่อมั่นในตลาดโดยรวม

 

ทำไม Warren Buffett ถึงสนับสนุน Index Fund?

 

สำหรับนักลงทุนทั่วไป รวมถึงภรรยาของเขา Warren Buffett เชื่อว่าการพยายามเอาชนะตลาด เป็นเกมที่คนส่วนใหญ่มีแต่จะแพ้ และนี่คือ 4 เหตุผลหลักว่าทำไมเขาถึงเลือกกองทุนดัชนี S&P 500

 

1. ตลาดจะชนะในระยะยาว

 

Warren Buffett เชื่อมั่นว่า ‘ระบบทุนนิยม’ ของสหรัฐอเมริกาและของโลก ในระยะยาวจะเติบโตเสมอ การซื้อ Index Fund (กองทุนดัชนี) มันคือการ ‘ซื้อทั้งตลาด’

 

และ S&P 500 คือดัชนีที่ติดตามบริษัทที่ใหญ่ที่สุด 500 แห่งในสหรัฐอเมริกา การลงทุนในกองทุนดัชนี S&P 500 ก็เปรียบเหมือนการเดิมพันกับความสำเร็จของเศรษฐกิจอเมริกาในระยะยาว และจากข้อมูลในหลายทศวรรษที่ผ่านมา ดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนระยะยาวที่เชื่อถือได้ โดยเฉลี่ยประมาณ 10% ต่อปีก่อนเกิดภาวะเงินเฟ้อ

 

2. แม้แต่มืออาชีพก็ยังแพ้ตลาด

 

ในฐานะนักลงทุนที่เลือกหุ้นเอง Warren Buffett รู้ดีว่าการหาผู้จัดการกองทุนที่เก่งกาจและสามารถเอาชนะตลาดได้ต่อเนื่องระยะยาวนั้น ‘ยากมาก’ สถิติมากมายยืนยันว่า กองทุนแอคทีฟ (Active Funds) ส่วนใหญ่ทำผลงานได้แย่กว่าดัชนีในระยะยาว

 

เขาถึงกับเคยเดิมพัน 1 ล้านดอลลาร์ แข่งกับผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ (Hedge Funds) เป็นเวลา 10 ปี (2008-2017) โดยเดิมพันว่ากองทุนดัชนี S&P 500 ที่เรียบง่าย จะชนะกลุ่มกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่คัดมาอย่างดี

 

ผลลัพธ์คือ ผ่านไป 10 ปี กองทุนดัชนี S&P 500 ชนะขาดลอย ทำผลตอบแทนเฉลี่ย 7.1% ต่อปี ขณะที่กองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ถูกบริหารโดยผู้เชี่ยวชาญ ทำได้เพียง 2.2% ต่อปี นี่คือหลักฐานว่า แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญที่เก่งที่สุด (และคิดค่าธรรมเนียมแพงที่สุด) ส่วนใหญ่ก็ยังแพ้ให้กับตลาด

 

3. ค่าธรรมเนียม คือตัวกินผลตอบแทน

 

นี่คือเหตุผลที่ทรงพลังที่สุด กองทุนดัชนีแบบ Passive มีเป้าหมายเพียงแค่ลอกเลียนผลตอบแทนของดัชนี ทำให้มีต้นทุนการบริหารจัดการที่ต่ำมาก ค่าธรรมเนียมจึงถูกแสนถูก

 

ในทางกลับกัน กองทุนแอคทีฟมีทีมผู้จัดการและนักวิเคราะห์ที่ต้องจ่ายเงินเดือนสูง ทำให้พวกเขาต้องเก็บ ‘ค่าธรรมเนียมการจัดการ’ (Management Fee) ที่แพงกว่ามาก ค่าธรรมเนียมที่ดูเหมือนเล็กน้อย เช่น 1% หรือ 2% ต่อปี จะถูกหักออกจากผลตอบแทนของเราทุกปี ในระยะยาว พลังของดอกเบี้ยทบต้นจะทำให้ค่าธรรมเนียมส่วนต่างนี้กัดกินผลตอบแทนของเราไปอย่างมหาศาล

 

4. อารมณ์คือศัตรูตัวฉกาจ

 

ตลาดหุ้นมีความผันผวน การพยายามเลือกหุ้นเองหรือจับจังหวะตลาดมักจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดเพราะ ความกลัว (Fear) และ ความโลภ (Greed) นักลงทุนมักจะขายหุ้นเมื่อตลาดตกต่ำ (กลัว) และซื้อเมื่อตลาดขึ้นไปสูงแล้ว (โลภ)

 

การลงทุนในกองทุนดัชนีแบบเรียบง่ายช่วยขจัดอารมณ์เหล่านี้ออกไป หน้าที่ของเรามีเพียงแค่ ‘ซื้อและถือ’ (อย่างมีวินัย โดยไม่ต้องกังวลว่าหุ้นตัวไหนจะขึ้นหรือลงในวันนี้

 

ข้อดีของ Passive Index Fund

 

  • ค่าธรรมเนียมต่ำ: แม้ว่ามีค่าธรรมเนียมที่ต่างกันเล็กน้อย แต่ด้วยพลังของการทบต้นจะทำให้ผลตอบแทนแตกต่างกันอย่างมากในระยะยาว
  • การกระจายความเสี่ยงที่ดีเยี่ยม: การซื้อกองทุน S&P 500 หนึ่งหน่วย ก็เหมือนกับการได้เป็นเจ้าของบริษัทชั้นนำ 500 แห่งทันที ช่วยลดความเสี่ยงจากการที่บริษัทใดบริษัทหนึ่งล้มเหลว
  • เข้าใจง่ายและประหยัดเวลา: ไม่ต้องเสียเวลาวิเคราะห์หุ้นรายตัว ไม่ต้องติดตามข่าวตลอดเวลา เหมาะสำหรับคนที่ไม่มีเวลาหรือความเชี่ยวชาญ
  • ลดความเครียด: การลงทุนแบบ ‘ตั้งค่าแล้วลืม’ ช่วยลดความเครียดจากการเฝ้าดูพอร์ตการลงทุนทุกวัน

 

นักลงทุนทั่วไปลงทุน Index Fund ตาม Warren Buffett ได้อย่างไร?

 

Index Fund ที่ Warren Buffett ก็คือ กองทุนรวม (Mutual Fund) หรือ ETF (Exchange Traded Fund) ที่มีนโยบายลงทุนโดยพยายามสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง (เช่น S&P 500) มากที่สุด ผู้จัดการกองทุนไม่ได้พยายามเลือกหุ้นที่จะชนะตลาด แต่แค่ ‘ซื้อหุ้นทั้งหมด’ ตามสัดส่วนที่มีอยู่ในดัชนี

 

และถึงแม้เราไม่สามารถซื้อ ดัชนี S&P 500 ได้โดยตรง แต่เราสามารถซื้อกองทุนที่ไปลงทุนในดัชนี S&P 500 ได้ง่ายๆ ผ่านหลายช่องทาง

 

  • กองทุนรวมไทย: บลจ. (บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน) หลายแห่งในไทย เช่น กสิกร (K-Asset), ไทยพาณิชย์ (SCBAM), กรุงศรี (KSAM) มีกองทุนรวมที่เรียกว่า Feeder Fund ที่ระดมเงินจากนักลงทุนไทยไปซื้อกองทุน S&P 500 ขนาดใหญ่ในต่างประเทศอีกที (เช่น กองทุนของ Vanguard หรือ iShares)
  • DR (Depositary Receipt): ปัจจุบัน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีตราสารที่เรียกว่า DR ให้นักลงทุนซื้อขายได้เหมือนหุ้น ซึ่ง DR บางตัวจะอ้างอิงกับ ETF ของ S&P 500 ในต่างประเทศ ทำให้นักลงทุนไทยสามารถซื้อขายได้สะดวกผ่านแอปเทรดหุ้นทั่วไป
  • ลงทุนผ่านแอปพลิเคชัน/โบรกเกอร์ที่ลงทุนในต่างประเทศได้: ปัจจุบันมีแอปพลิเคชันและโบรกเกอร์หลายเจ้า (เช่น Dime!, StashAway, หรือโบรกเกอร์ที่ให้บริการเปิดพอร์ตลงทุนต่างประเทศ) ที่อนุญาตให้คนไทยนำเงินบาทไปซื้อ ETF ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้โดยตรง

 

การลงทุนแบบ Index Fund เหมาะกับใคร?

 

เหมาะสำหรับ:

 

  • นักลงทุนมือใหม่ ที่ยังไม่มีความรู้หรือประสบการณ์ในการเลือกหุ้น
  • นักลงทุนส่วนใหญ่ ตามคำพูดของ Buffett คือคนทั่วไปที่ตระหนักว่าตัวเองไม่มีเวลา, ความเชี่ยวชาญ, หรือความต้องการที่จะวิเคราะห์การลงทุนอย่างลึกซึ้ง
  • นักลงทุนระยะยาว ผู้ที่ต้องการออมเงินเพื่อเป้าหมายระยะไกล (เช่น เกษียณ) และเชื่อมั่นในการเติบโตของตลาดในระยะ 10, 20, หรือ 30 ปี
  • คนที่ต้องการความเรียบง่าย และไม่ต้องการเสียเวลาหรือความเครียดไปกับการจัดการพอร์ต

 

อาจไม่เหมาะสำหรับ:

 

  • นักลงทุนที่ต้องการรวยเร็ว กลยุทธ์นี้คือการรวยช้าๆ อย่างมั่นคง ไม่ใช่การเก็งกำไร
  • ผู้ที่ทนความผันผวนไม่ได้เลย แม้จะกระจายความเสี่ยงแล้ว แต่การถือหุ้น 90% ตามสูตร Buffett ก็ยังหมายความว่าพอร์ตของเราจะแกว่งตัวรุนแรงตามภาวะตลาด
  • ผู้ที่เชื่อว่าตัวเองเอาชนะตลาดได้ ซึ่ง Buffett เตือนว่ามีน้อยคนมากที่ทำได้จริงในระยะยาว

 

Warren Buffett ไม่ได้บอกว่า การเลือกหุ้นรายตัวหรือการลงทุนแบบ Active เป็นกลยุทธ์ที่ล้มเหลว ตัวเขาเองคือข้อพิสูจน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของความสำเร็จนั้น แต่เขากำลังส่งสารถึงคนธรรมดาอย่างเราๆ ด้วยความจริงใจว่า สำหรับคนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้มีเวลาทั้งชีวิต หรือความเชี่ยวชาญระดับปรมาจารย์ การเดิมพันเพื่อเอาชนะตลาดในระยะยาวนั้นเปรียบเหมือนการพยายามว่ายทวนกระแสน้ำเชี่ยวที่ทั้งเหนื่อยและยาก

 

แต่ข่าวดีก็คือ เราไม่จำเป็นต้องเอาชนะมัน เราแค่ ‘เข้าร่วม’ กับความสำเร็จของตลาดโดยรวม ลงทุนในที่ที่ถูกต้องอย่างมีวินัย และมีอาวุธที่ทรงพลังที่สุดซึ่งทุกคนมีเท่ากันนั่นคือ ‘เวลาและความอดทน’ ปล่อยให้พลังแห่งการทบต้นทำงาน ไม่ว่าจะเป็นพอร์ตของใครก็สามารถเติบโตอย่างมั่นคง และมุ่งหน้าสู่อิสรภาพทางการเงินในแบบของเราเองได้

 

ภาพ: mark peterson/Corbis via Getty Images

อ้างอิง:

The post เปิด ‘แผนมรดก’ Warren Buffett แผนลงทุนที่ดีที่สุดที่เขาทิ้งไว้ให้ภรรยา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดสถิติ ‘ทองคำ’ หลังพุ่ง 53% ทะลุ 4,000 ดอลลาร์ ทำนิวไฮกว่า 40 ครั้ง ในปีนี้ ร้อนแรงที่สุดตั้งแต่ปี 1979 https://thestandard.co/gold-price-2025-new-high/ Wed, 08 Oct 2025 04:51:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1127978 ทองคำ

สินทรัพย์ที่ร้อนแรงที่สุดในปีนี้ คงจะหนีไม่พ้น ‘ทองคำ’ […]

The post เปิดสถิติ ‘ทองคำ’ หลังพุ่ง 53% ทะลุ 4,000 ดอลลาร์ ทำนิวไฮกว่า 40 ครั้ง ในปีนี้ ร้อนแรงที่สุดตั้งแต่ปี 1979 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทองคำ

สินทรัพย์ที่ร้อนแรงที่สุดในปีนี้ คงจะหนีไม่พ้น ‘ทองคำ’ ตั้งแต่ต้นปี 2025 ที่ผ่านมา ราคาทองคำพุ่งขึ้นประมาณ 53% (ณ วันที่ 8 ตุลาคม) ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 4,018 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งสภาทองคำโลกบอกว่านี่คือปีที่ราคาทองคำเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับแต่ปี 1979

 

จากรายงานฉบับล่าสุด ‘Gold Market Commentary Stick, twist or double down?’ ของสภาทองคำโลก (World Gold Council) ซึ่งใช้ข้อมูล ณ สิ้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ระบุว่า ราคาทองคำปิดเดือนที่ 3,825 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้แรงหนุนจากกระแสเงินทุนไหลเข้าสุทธิจากกองทุน ETF ที่ซื้อสุทธิ 1.73 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 5.6 แสนล้านบาท คิดเป็นจำนวนทองคำ 146 ตัน โดยแรงซื้อหลักๆ มาจากทวีปอเมริกาเหนือ 1.06 หมื่นล้านดอลลาร์ และยุโรป 4.4 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่แรงซื้อจากเอเชียเข้ามา 2.1 พันล้านดอลลาร์

 

สภาทองคำโลกเปิดเผยอีกว่า ตั้งแต่ต้นปี จนถึง ณ สิ้นเดือนกันยายน ราคาทองคำทำจุดสูงสุดใหม่ (New High) ถึง 39 ครั้ง ช่วยหนุนให้ราคาทองคำพุ่งขึ้น 47%

 

ก่อนที่ราคาทองคำจะขยับขึ้นได้ต่อในช่วงต้นเดือนตุลาคม ทำให้จำนวนการทำจุดสูงสุดใหม่ในปีนี้เพิ่มเป็นกว่า 40 ครั้ง พร้อมด้วยสถิติราคาที่เพิ่มเป็น 53%

 

ขณะที่ราคาทองคำแท่งในประเทศไทย ล่าสุด ณ เวลา 10.50 น. ทำสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้ง พุ่งแตะ 61,750 บาทต่อบาททองคำ เพิ่มขึ้น 800 บาทจากวันก่อนหน้า และตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ราคาทองคำเพิ่มขึ้นมาแล้ว 19,650 บาท นับเป็นปีที่ราคาทองคำเพิ่มขึ้นมากที่สุด

 

สภาทองคำโลกเปิดเผยอีกว่า ตลาดการเงินกำลังเข้าสู่เดือนตุลาคมซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความผันผวนรุนแรงและมักเกิดการปรับฐานครั้งใหญ่ในตลาดหุ้น ท่ามกลางสัญญาณเตือนภัยหลายประการที่บ่งชี้ว่าตลาดหุ้นกำลังมีความเสี่ยงสูง ไม่ว่าจะเป็นมูลค่าที่ตึงตัว, การกระจุกตัวของตลาด และสถานะการลงทุนที่ขยายตัวเต็มที่ คำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนในขณะนี้คือ ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยดั้งเดิม จะยังสามารถทำหน้าที่เป็น ‘หลุมหลบภัย’ (Hedge) ที่ดีได้หรือไม่?

 

ความกังวลหลักของนักลงทุนต่อทองคำในขณะนี้มีอยู่ 2 ประการ ได้แก่ 1.ทองคำอยู่ในภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought) เนื่องจากราคาทองคำได้ปรับตัวสูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนกังวลว่าอาจไม่มีแรงซื้อใหม่ๆ เข้ามามากพอที่จะผลักดันราคาให้สูงขึ้นไปอีก หากเกิดการเทขายในตลาดหุ้น 

 

และ 2.ดอลลาร์อยู่ในภาวะขายมากเกินไป (Oversold) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีความสัมพันธ์เชิงลบกับราคาทองคำในระยะยาว การที่ดอลลาร์อยู่ในภาวะ Oversold มาเป็นเวลานาน ทำให้มีความเสี่ยงที่อาจเกิดการดีดตัวกลับซึ่งจะเป็นแรงกดดันสำคัญต่อราคาทองคำ

 

เจาะลึกข้อมูลในอดีต ปัจจัยชี้ขาดที่แท้จริง

 

อย่างไรก็ตาม บทวิเคราะห์ได้ทำการศึกษาข้อมูลย้อนหลังในช่วงที่ตลาดหุ้นปรับฐานครั้งสำคัญ และพบข้อสรุปที่น่าสนใจว่าเงื่อนไขเริ่มต้น (Initial Conditions) เช่น การที่ทองคำอยู่ในภาวะ Overbought หรือดอลลาร์อยู่ในภาวะ Oversold “ไม่ใช่ตัวชี้วัดที่ดีนัก” สำหรับผลการดำเนินงานของทองคำในช่วงเวลาดังกล่าว

 

“ปัจจัยเดียวที่ดูเหมือนจะมีความสำคัญจริงๆ คือทิศทางที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวไป ในระหว่างที่เกิดการเทขายหุ้น” บทวิเคราะห์ระบุ

 

และข่าวดีก็คือ ในอดีต “ในช่วงสองในสามของการเทขายหุ้น ค่าเงินดอลลาร์ได้อ่อนค่าลง” ซึ่งเป็นปัจจัยที่สนับสนุนราคาทองคำ และไม่มีหลักประกันว่าการที่ดอลลาร์อยู่ในภาวะ Oversold จะต้องดีดตัวกลับขึ้นมาเสมอไปเพียงเพราะตลาดหุ้นร่วงลง

 

ตั้งแต่ปี 1971 ถึงเดือนกันยายน 2025 หากดัชนี S&P 500 ปรับตัวลง 10% ราคาทองคำมักจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 3.4% โดยมีความน่าจะเป็นราว 60% 

 

นอกเหนือจากข้อมูลในอดีตแล้ว ทองคำยังได้รับปัจจัยสนับสนุนอื่นๆ อีกหลายประการ ทั้งแรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลกได้แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการเข้าซื้อทองคำในช่วงที่ราคาปรับตัวลดลงตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับนักลงทุนกลุ่มอื่นๆ

 

ขณะที่สถานการณ์ต่างๆ ยังคงเอื้ออำนวยต่อทองคำ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งภายในรัฐบาลสหรัฐฯ (รวมถึงการ Shutdown), ความตึงเครียดทางการค้า, สัญญาณตลาดแรงงานที่อ่อนแอลงท่ามกลางความกลัวเรื่องเงินเฟ้อ และแนวโน้มการกระจายความเสี่ยงออกจากเงินดอลลาร์

 

อย่างไรก็ตามปัจจัยเดียวที่อาจทำให้ทั้งทองคำและหุ้นร่วงลงพร้อมกันคือ “ภาวะสภาพคล่องตึงตัวอย่างรุนแรง (Major Liquidity Squeeze)” แต่ในขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนของรอยร้าวในภาคสินเชื่อหรือภาคธนาคาร

 

โดยสรุป แม้ราคาทองคำจะดูแพงและเผชิญกับความเสี่ยงจากค่าเงินดอลลาร์ แต่ข้อมูลในอดีตและปัจจัยแวดล้อมในปัจจุบันยังคงสนับสนุนบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยได้อย่างแข็งแกร่ง ปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนควรจับตามองจึงไม่ใช่ราคาของทองคำในปัจจุบัน แต่เป็นทิศทางของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ หากตลาดหุ้นเริ่มเข้าสู่การปรับฐานอย่างแท้จริง

 

ภาพ: UCG / Contributor / GettyImages

The post เปิดสถิติ ‘ทองคำ’ หลังพุ่ง 53% ทะลุ 4,000 ดอลลาร์ ทำนิวไฮกว่า 40 ครั้ง ในปีนี้ ร้อนแรงที่สุดตั้งแต่ปี 1979 appeared first on THE STANDARD.

]]>
นโยบาย 2 ประเทศมหาอำนาจขัดแย้ง ทำให้เกิดเศรษฐกิจโลก 2 ขั้วชัดเจน https://thestandard.co/superpower-conflict-global-economy-divided/ Tue, 11 Mar 2025 00:00:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1050573

The post นโยบาย 2 ประเทศมหาอำนาจขัดแย้ง ทำให้เกิดเศรษฐกิจโลก 2 ขั้วชัดเจน appeared first on THE STANDARD.

]]>

The post นโยบาย 2 ประเทศมหาอำนาจขัดแย้ง ทำให้เกิดเศรษฐกิจโลก 2 ขั้วชัดเจน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินทุนไหลเข้ากองทุน Bitcoin ETF 2.2 แสนล้านบาท ทำสถิติใหม่ในเดือน พ.ย. https://thestandard.co/bitcoin-etf-fund-220-billion-baht/ Mon, 02 Dec 2024 04:45:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1015013 Bitcoin ETF

กองทุน ETF ในสหรัฐฯ ที่ลงทุนโดยตรงใน Bitcoin และ Ether […]

The post เงินทุนไหลเข้ากองทุน Bitcoin ETF 2.2 แสนล้านบาท ทำสถิติใหม่ในเดือน พ.ย. appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bitcoin ETF

กองทุน ETF ในสหรัฐฯ ที่ลงทุนโดยตรงใน Bitcoin และ Ether ต่างได้อานิสงส์จากการชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีนโยบายจะสนับสนุนอุตสาหกรรมคริปโต

 

กองทุน Bitcoin ETF และ Ether ETF ต่างมีเงินลงทุนไหลเข้าในรอบเดือนเป็นสถิติใหม่ โดยตลอดทั้งเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เงินทุนไหลเข้ากองทุน Bitcoin ETF มูลค่า 6.5 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 2.2 แสนล้านบาท และไหลเข้ากองทุน Ether ETF 1.1 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 3.8 หมื่นล้านบาท จากการรวบรวมข้อมูลของ Bloomberg 

 

เงินทุนที่ไหลเข้ามาลงทุนในสองคริปโตที่ใหญ่ที่สุด ส่งผลให้มูลค่าตลาดโดยรวมของตลาดคริปโตเพิ่มขึ้นประมาณ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 42 ล้านล้านบาท หลังจากทรัมป์ชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา จากข้อมูลของ CoinGecko 

 

Caroline Bowler ซีอีโอของ BTC Markets Pty. กล่าวว่า Bitcoinกำลังหนุนให้ตลาดคริปโตโดยรวมปรับตัวขึ้น ช่วยให้ราคาเหรียญอื่นๆ วิ่งขึ้นมาด้วย ซึ่งการพุ่งขึ้นนี้ยังไม่น่าจะถึงจุดพีค เมื่อดูจากกระแสเงินทุนที่ยังไหลเข้าต่อเนื่อง 

 

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมา กองทุน Ether ETF 9 กอง มีเงินไหลเข้าสุทธิ 333 ล้านดอลลาร์ ในระหว่างที่ราคา Bitcoinที่ปรับตัวขึ้นมาเป็นเกือบ 100,000 ดอลลาร์ โดยทำสถิติสูงสุดที่ 97,880 ดอลลาร์ ส่วนราคา Ether ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 3,730 ดอลลาร์ 

 

นับแต่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง Ether ปรับตัวขึ้นได้โดดเด่นกว่า Bitcoin แม้ว่าราคาจะยังไม่ทำสถิติสูงสุดใหม่เหมือนกับ Bitcoin โดยราคาเหรียญ Ether เพิ่มขึ้นราว 53% ส่วน Bitcoin เพิ่มขึ้นราว 43%

 

ภาพ: Wit Olszewski / Shutterstock 

อ้างอิง:

The post เงินทุนไหลเข้ากองทุน Bitcoin ETF 2.2 แสนล้านบาท ทำสถิติใหม่ในเดือน พ.ย. appeared first on THE STANDARD.

]]>
จัดพอร์ต DR อย่างไรให้เข้าเส้นชัยในครึ่งปีหลัง https://thestandard.co/how-to-invest-dr-portfolio/ Thu, 01 Aug 2024 03:51:49 +0000 https://thestandard.co/?p=965844 พอร์ต DR

ผ่านกันมาแล้วครึ่งทางสำหรับปี 2567 นักลงทุนหุ้นไทยอาจยั […]

The post จัดพอร์ต DR อย่างไรให้เข้าเส้นชัยในครึ่งปีหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
พอร์ต DR

ผ่านกันมาแล้วครึ่งทางสำหรับปี 2567 นักลงทุนหุ้นไทยอาจยังเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากด้วยเหตุปัจจัยหลายอย่าง เช่น การเติบโตของเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐ การเมือง หรือปัญหาธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อบรรยากาศการลงทุนในหุ้นไทย อันนำไปสู่ดัชนี SET ที่ติดลบกว่า 7% นับจากต้นปี (ข้อมูล ณ วันที่ 17 กรกฎาคม 2567) ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่ Underperform มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ท่ามกลางตลาดหุ้นในต่างประเทศหลายแห่งที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างโดดเด่น หรือหากพิจารณา DR ในตลาดหุ้นไทยก็มีหลายตัวที่ปรับขึ้นได้ดี 

 

ในบทความนี้จะเป็นการพูดถึงมุมมองการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฮ่องกง และเวียดนาม พร้อมคำแนะนำการจัดพอร์ตการลงทุนในประเทศดังกล่าวผ่าน DR ในตลาดหุ้นไทยที่มีหลักทรัพย์อ้างอิงเป็น ETF ที่ลงทุนอ้างอิงดัชนีหลักในต่างประเทศ ซึ่งผู้เขียนมองว่าน่าสนใจในช่วงครึ่งปีหลัง เพื่อกู้สถานการณ์พอร์ตการลงทุนให้กลับมาดีขึ้น โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยกระจายการลงทุนไปยังหุ้นต่างประเทศมาก่อนเลย

 

หากเรียงลำดับ 3 ตลาดหุ้นข้างต้นที่เราชอบมากที่สุดในช่วงครึ่งปีหลัง ตลาดหุ้นแรกที่ผู้เขียนมองว่าควรมีการลงทุนติดพอร์ตไว้คือ ‘เวียดนาม’ เนื่องจากเห็นถึงโอกาสในการเติบโตทางเศรษฐกิจและตลาดหุ้นที่แข็งแกร่งในระยะข้างหน้า เรามีโอกาสเห็น GDP เวียดนามโตในระดับ 6% ต่อปีขึ้นไป หนุนจากภาคการส่งออก แนวโน้มการย้ายฐานการผลิตมาสู่เวียดนาม รวมถึงการบริโภคภายในประเทศที่ได้รับแรงกระตุ้นจากนโยบายลด VAT จาก 10% เหลือ 8% ไปจนถึงสิ้นปีนี้ 

 

ในขณะที่ตลาดหุ้นก็คาดว่าจะมีแรงขับเคลื่อนจากกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่มีแนวโน้มโตระดับ 20% ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า พร้อมด้วยมูลค่าหุ้นที่ยังอยู่ในระดับต่ำ P/E 12 เดือนข้างหน้าของตลาดหุ้นเวียดนามอยู่ที่เพียง 11 เท่า ทำให้มองว่าสนใจทั้งในแง่อัตราการเติบโตและมูลค่าเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในอาเซียน

 

สำหรับ ตลาดหุ้นอันดับที่ 2 คือ ‘สหรัฐฯ’ ถึงแม้ว่าหุ้นสหรัฐฯ จะปรับขึ้นมาเด่นแล้วนับจากต้นปี ซึ่งผลักดันโดยหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI อย่าง Magnificent 7 หรือกลุ่ม 7 นางฟ้า แต่ผู้เขียนมองว่ายังมีโอกาสไปต่อได้จากภาพรวมกำไรของกลุ่มนี้ที่ยังแข็งแกร่ง และคาดว่าจะยังเป็นกลุ่มที่แบกตลาดต่อไปในช่วงครึ่งปีหลัง เนื่องจากบริษัทเหล่านี้สามารถรับรู้รายได้เพิ่มเติมจากการนำ AI มาผสานลงบนผลิตภัณฑ์ของตนเอง และปัจจุบันยังไม่เห็นสัญญาณของการชะลอตัวมากนัก 


 

รวมถึงแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ Fed ที่ปัจจุบันตลาดคาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างน้อย 1 ครั้งในช่วงเดือนกันยายน หลังจากที่เงินเฟ้อ CPI เดือนมิถุนายนออกมาชะลอตัวกว่าที่คาดไว้ ทำให้สหรัฐฯ มีแนวโน้มเข้าสู่สภาวะ Goldilocks หรือเศรษฐกิจยังโตดี ไม่ถดถอย เงินเฟ้อลดลง ซึ่งมักจะเป็นสภาวะที่ดีต่อตลาดหุ้น 

 

ทั้งนี้ ความผันผวนในตลาดอาจกลับมาเพิ่มสูงขึ้นได้ในช่วงก่อนการเลือกตั้งสหรัฐฯ เดือนพฤศจิกายน ประมาณ 2 เดือน อิงจากสถิติในอดีต ซึ่งอาจเป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้หุ้นสหรัฐฯ พักฐานลงมาบ้าง แต่ผู้เขียนมองว่าจะเป็นโอกาสที่ดีในการสะสมหุ้นสหรัฐฯ สำหรับการลงทุนในระยะยาว

 

สุดท้าย ‘ฮ่องกง’ มองว่าจะเป็นภาพของการเคลื่อนไหวในกรอบช่วงที่เหลือของปี หลังจากที่ปรับขึ้นมาเด่นแล้วในช่วงต้นปีจากการใช้นโยบายของรัฐบาลจีนที่มีความตรงจุดมากขึ้น เพื่อแก้ไขภาคอสังหาริมทรัพย์และการบริโภค รวมถึงมาตรการช่วยเหลือตลาดทุน เช่น กองทุนพยุงหุ้นหรือการควบคุมการขายชอร์ต เพียงแต่ว่าตลาดได้รับรู้ข่าวดีดังกล่าวไปพอสมควรแล้ว 

 

ในขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจก็ยังไม่ได้ฟื้นตัวขึ้นมาดีอย่างที่คาดหวังกันไว้ขนาดนั้น เนื่องจากต้องใช้เวลาในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ได้แก่ ปัญหาหนี้ ภาวะเงินฝืด และสังคมสูงวัย 

 

ดังนั้นผู้เขียนจึงมองว่าการลงทุนในตลาดหุ้นฮ่องกงจะต้องมีความ Selective มากขึ้น โดยกลุ่มที่มองว่ายังพอมี Upside ดีกว่าภาพรวมตลาดคือกลุ่มเทคโนโลยีใหญ่หรือกลุ่มที่มีรายได้จากต่างประเทศ เพื่อกระจายความเสี่ยงจากภาพรวมเศรษฐกิจจีนที่ยังมีความเสี่ยง

 

สำหรับการจัดพอร์ต DR ครึ่งปีหลัง อิงตามมุมมองที่เล่าไปข้างต้น เราให้น้ำหนักของตลาดหุ้นเวียดนามไว้ที่ประมาณ 40%, สหรัฐฯ 35%, ฮ่องกง 20% และหุ้นไทย 5% เพื่อให้มีความสมดุลมากขึ้น 

 

โดย DR อิงหุ้นเวียดนามที่ผู้เขียนชอบคือ FUEVFVND01 มีหลักทรัพย์อ้างอิงเป็น DCVFM VNDIAMOND ETF ลงทุนอ้างอิงดัชนี VN Diamond หุ้นเวียดนามที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น Super Stock 

 

ขณะที่ DR อิงหุ้นสหรัฐฯ มองเป็น NDX01 ที่มีหลักทรัพย์อ้างอิงเป็น ChinaAMC NASDAQ 100 ETF ลงทุนอ้างอิงดัชนี Nasdaq 100 หุ้นเทคชั้นนำของสหรัฐฯ 

 

และฮ่องกงเลือกเป็น CNTECH01 ที่มีหลักทรัพย์อ้างอิงเป็น ChinaAMC Hang Seng TECH ลงทุนอ้างอิงดัชนี Hang Seng TECH หุ้นเทคจีนขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง 

 

ส่วนไทยขอเลือกเป็น BSET100 ที่เป็น ETF ที่ลงทุนอ้างอิงดัชนี SET 100

 

 

หากพิจารณาผล Backtest นับจากต้นปีจะพบว่า สัดส่วนพอร์ตที่ลงทุนใน DR ผสมกับหุ้นไทยดังกล่าว สามารถเอาชนะดัชนี SET ไปได้เยอะพอสมควร มาถึงจุดนี้นักลงทุนอาจเริ่มตระหนักแล้วว่า การลงทุนต่างประเทศนั้นมีความสำคัญ ทั้งในแง่ของโอกาสในการสร้างผลตอบแทนเพิ่มเติมและการกระจายความเสี่ยงจากตลาดหุ้นไทยที่ยังไม่ไปไหน 

 

สำหรับนักลงทุนมือใหม่ การเริ่มต้นลงทุนต่างประเทศด้วยกลยุทธ์ DCA ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เราสามารถออมเงินใน DR ที่มีหลักทรัพย์อ้างอิงเป็น ETF ที่ลงทุนอ้างอิงกับดัชนีหลักในต่างประเทศได้อย่างสม่ำเสมอทุกเดือนผ่านบริการ ‘DCAMIX’ ของหลักทรัพย์บัวหลวง โดยนักลงทุนสามารถเลือก DCA ตามพอร์ตตัวอย่างข้างต้น หรือกำหนดสัดส่วนการลงทุนได้ตามใจชอบ ซึ่งระบบจะ DCA ใน DR หรือ ETF ตามสัดส่วนให้แบบอัตโนมัติ 

 

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ bualuang.co.th/dr หรือ https://wconnex.bualuang.co.th/s/article/dcamix?language=th 

The post จัดพอร์ต DR อย่างไรให้เข้าเส้นชัยในครึ่งปีหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: คัดมาให้แล้ว! ETF กำไรดีที่สุดในรอบ 5 ปี | NEW GEN INVESTOR (HL) https://thestandard.co/new-gen-investor-ep-9-3/ Sun, 14 Jul 2024 06:00:08 +0000 https://thestandard.co/?p=957329

ETF เป็นกองทุนประเภทหนึ่งสำหรับมือใหม่ ที่ค่าธรรมเนียมน […]

The post ชมคลิป: คัดมาให้แล้ว! ETF กำไรดีที่สุดในรอบ 5 ปี | NEW GEN INVESTOR (HL) appeared first on THE STANDARD.

]]>

ETF เป็นกองทุนประเภทหนึ่งสำหรับมือใหม่ ที่ค่าธรรมเนียมน้อยและความเสี่ยงต่ำ ทำให้ได้รับความนิยมอย่างมาก แต่หลายครั้งเชื่อว่าหลายคนต้องเกิดคำถามว่าจะลงทุนอะไรดี? คลิปวิดีโอนี้จะแนะนำให้รู้จักช่องทางในการหา ETF ผลตอบแทนดีๆ รวมถึงแจกโพยสรุป ETF ที่กำไรดีที่สุดในรอบ 5 ปี

 

รับชมคลิปเต็มๆ ได้ที่ คู่มือ ETF ฉบับมือใหม่ ลงทุนยังไงให้รวย? l NEW GEN INVESTOR EP.9

 

ติดตามรายการ NEW GEN INVESTOR ทุกวันเสาร์ เวลา 10.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

The post ชมคลิป: คัดมาให้แล้ว! ETF กำไรดีที่สุดในรอบ 5 ปี | NEW GEN INVESTOR (HL) appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ETF คืออะไร มือใหม่ต้องรู้อะไรก่อนลงทุน? | NEW GEN INVESTOR (HL) https://thestandard.co/new-gen-investor-ep-9-2/ Thu, 11 Jul 2024 11:29:13 +0000 https://thestandard.co/?p=956554 ETF คืออะไร

ETF คืออะไร ต่างจากกองทุนอย่างไร และทำไมคนดังอย่าง วอร์ […]

The post ชมคลิป: ETF คืออะไร มือใหม่ต้องรู้อะไรก่อนลงทุน? | NEW GEN INVESTOR (HL) appeared first on THE STANDARD.

]]>
ETF คืออะไร

ETF คืออะไร ต่างจากกองทุนอย่างไร และทำไมคนดังอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ ถึงลงทุน คลิปวิดีโอนี้จะช่วยให้เราเข้าใจการลงทุนประเภทนี้ได้ดีขึ้น พร้อมรู้จักข้อดี-ข้อเสียอย่างรอบด้านของ ETF ก่อนลงทุนด้วยตนเอง รับ

 

ชมคลิปเต็มๆ ได้ที่: คู่มือ ETF ฉบับมือใหม่ ลงทุนยังไงให้รวย? l NEW GEN INVESTOR EP.9

 

ติดตามรายการ NEW GEN INVESTOR ทุกวันเสาร์ เวลา 10.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

The post ชมคลิป: ETF คืออะไร มือใหม่ต้องรู้อะไรก่อนลงทุน? | NEW GEN INVESTOR (HL) appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: คู่มือ ETF ฉบับมือใหม่ ลงทุนยังไงให้รวย? l NEW GEN INVESTOR EP.9 https://thestandard.co/new-gen-investor-ep-9/ Sat, 22 Jun 2024 04:30:43 +0000 https://thestandard.co/?p=948331

ETF คืออะไร? เหมือนหุ้นหรือไม่ แล้วใช่กองทุนรึเปล่า แล้ […]

The post ชมคลิป: คู่มือ ETF ฉบับมือใหม่ ลงทุนยังไงให้รวย? l NEW GEN INVESTOR EP.9 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ETF คืออะไร? เหมือนหุ้นหรือไม่ แล้วใช่กองทุนรึเปล่า

แล้วทำไม ETF ถึงเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในระยะหลัง

 

เอพิโสดนี้ เฟิร์น – ศิรัถยา อิศรภักดี ชวน New Gen มารู้จักกับ ETF

พร้อมสอนวิธีการเลือกซื้อ ETF ที่ช่วยให้เรารวยขึ้นได้จริงในระยะยาว

รวมถึงตัวอย่าง ETF ที่น่าสนใจ ที่อาจใช้เลือกเพื่อลองซื้อลงทุนกันได้

The post ชมคลิป: คู่มือ ETF ฉบับมือใหม่ ลงทุนยังไงให้รวย? l NEW GEN INVESTOR EP.9 appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Spot Bitcoin ETF’ ได้รับการอนุมัติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หากนักลงทุนอยากลงทุนต้องทำอย่างไร? https://thestandard.co/how-to-invest-in-spot-bitcoin-etf/ Sun, 14 Jan 2024 05:09:27 +0000 https://thestandard.co/?p=887571

เมื่อช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา (12 มกราคม) 11 กองทุน ‘Spot […]

The post ‘Spot Bitcoin ETF’ ได้รับการอนุมัติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หากนักลงทุนอยากลงทุนต้องทำอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา (12 มกราคม) 11 กองทุน ‘Spot Bitcoin ETF’ ได้รับการอนุมัติจาก ก.ล.ต.สหรัฐฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่นักลงทุนและนักวิเคราะห์ต่างคาดการณ์กันมาแรมปีว่าจะได้รับการอนุมัติหรือไม่ 

 

แล้วนักลงทุน (ไทย) ที่อยากลงทุนในกองทุน ‘Spot Bitcoin ETF’ สามารถทำได้หรือไม่?

 

ก่อนอื่นเลยต้องอธิบายก่อนว่า ‘Spot Bitcoin ETF’ เป็น ETF (Exchange-Traded Fund) ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของกองทุนที่จะไปลงทุนในหุ้น พันธบัตร หรือสินค้าโภคภัณฑ์ เพียงแต่ว่านักลงทุนสามารถเทรดกองทุนดังกล่าวในตลาดหลักทรัพย์ได้แบบ ‘เรียลไทม์’ ต่างจากกองทุนรวมตามบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ต่างๆ ที่คำสั่งซื้อ-ขายจะดำเนินการหลังจบวันเท่านั้น และจะอัปเดตมูลค่าของกองทุนแบบวันต่อวันเท่านั้น 

 

และการที่กองทุนออกผลิตภัณฑ์เป็น ‘Spot Bitcoin ETF’ จึงเป็นการที่กองทุนนำเงินลงทุนของนักลงทุนไปซื้อ Bitcoin มาเก็บไว้โดยตรง ทำให้นักลงทุนสามารถถือครองสินทรัพย์เหล่านั้นได้โดยตรง ซึ่งต่างจากกองทุน Bitcoin Futures ETF ในช่วงก่อนหน้าที่เคยอนุมัติไป ที่นักลงทุนเพียงแค่ถือสัญญาบน Bitcoin เท่านั้น

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ในขณะที่นักลงทุนสถาบันก็สามารถแบ่งเงินไปยังสินทรัพย์ทางเลือกอย่าง Bitcoin ได้สะดวกขึ้น ทำให้การเกิดขึ้นของ ‘Spot Bitcoin ETF’ เป็นการปลดล็อกกระแสเงินทุน (Fund Flow) ต่างๆ ให้สามารถไหลเข้าไปยัง Bitcoin ได้โดยตรงมากขึ้น

 

นอกจากนี้ กองทุน Spot Bitcoin ETF ยังมีประโยชน์ในแง่การดูแลและเก็บรักษาที่มีผู้จัดการกองทุนคอยดูแลให้ เนื่องจากนักลงทุนที่สนใจการลงทุนใน Bitcoin ด้วยตนเองก็อาจมีความเสี่ยงจากการเก็บรักษาในวอลเล็ตส่วนตัวที่อาจสูญหายหรือโดนแฮ็กได้ 

 

ซึ่งจากข้อมูลที่ทางทีมงาน THE STANDARD WEALTH สอบถามกับแหล่งข่าวก็ดูเหมือนว่า ก.ล.ต. ของประเทศไทยจะไม่ได้อนุญาตให้สมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) สามารถออกกองทุนรูปแบบดังกล่าว หรือทำ ‘Feeder Fund’ (กองทุนที่นำเงินไปลงทุนใน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ อีกต่อหนึ่ง)

 

ดังนั้น หากนักลงทุนไทยที่สนใจลงทุนใน ‘Spot Bitcoin ETF’ ก็จำเป็นที่จะต้องเปิดพอร์ตการลงทุนในประเทศสหรัฐฯ เพื่อทำการซื้อ 11 กองทุน Spot Bitcoin ETF เหล่านี้ได้โดยตรง ซึ่งประกอบไปด้วย 

 

  • Bitwise (Ticker: BITB) ค่าธรรมเนียม 0% 
  • ARK Invest 21Shares (Ticker: ARKB) ค่าธรรมเนียม 0% 
  • Invesco Galaxy Bitcoin ETF (Ticker: BTCO) ค่าธรรมเนียม 0% 
  • iShares Bitcoin Trust (Ticker: IBIT) ค่าธรรมเนียม 0.12%, 
  • VanEck Bitcoin Trust (Ticker: HODL) ค่าธรรมเนียม 0.25% 
  • Franklin Bitcoin ETF (Ticker: EZBC) ค่าธรรมเนียม 0.29% 
  • Fidelity Wise Origin Bitcoin Fund (Ticker: FBTC) ค่าธรรมเนียม 0% 
  • WisdomTree Bitcoin Fund (Ticker: BTCW) ค่าธรรมเนียม 0%
  • Valkyrie Bitcoin Fund (Ticker: BRRR) ค่าธรรมเนียม 0%
  • Hashdex Bitcoin Futures ETF (Ticker: DEFI) ค่าธรรมเนียม 0.94% 
  • Grayscale Bitcoin Trust (Ticker: GBTC) ค่าธรรมเนียม 0.15%

 

โดยกองทุนที่คิดค่าธรรมเนียม 0% จะเป็นการไม่คิดค่าธรรมเนียมชั่วคราวในช่วงประมาณ 6 เดือนแรกหลังออกกองทุน ก่อนจะปรับค่าธรรมเนียมขึ้นในช่วงหลังจากนั้น ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละบริษัท

 

แต่หากนักลงทุนที่ไม่ต้องการเปิดพอร์ตการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็สามารถเข้าถึงการลงทุนใน Bitcoin จากโบรกเกอร์ที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต.ไทย และสามารถถือครองเหรียญดังกล่าวได้โดยตรงและปลอดภัยอีกเช่นกัน รวมทั้งยังไม่เสียค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการอีกด้วย

 

ทั้งนี้ การลงทุนในคริปโตมีความเสี่ยงและความผันผวนสูง ผู้ลงทุนควรศึกษาสินค้าและผลิตภัณฑ์ และความเสี่ยงอย่างดีก่อนตัดสินใจลงทุน

 

อ้างอิง: 

The post ‘Spot Bitcoin ETF’ ได้รับการอนุมัติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หากนักลงทุนอยากลงทุนต้องทำอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
การอนุมัติ Bitcoin ETF ของ ก.ล.ต.สหรัฐฯ และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของตลาดคริปโต https://thestandard.co/bitcoin-etf-approval-major-change/ Fri, 12 Jan 2024 06:00:34 +0000 https://thestandard.co/?p=886856

บทความชิ้นนี้ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน #NotAFinancialAdvi […]

The post การอนุมัติ Bitcoin ETF ของ ก.ล.ต.สหรัฐฯ และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของตลาดคริปโต appeared first on THE STANDARD.

]]>

บทความชิ้นนี้ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน #NotAFinancialAdvice #DoYourOwnResearch

 

คณะกรรมการกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์และการแลกเปลี่ยนของสหรัฐฯ (SEC U.S.) ได้อนุมัติ Bitcoin Exchange-Traded Fund (ETF) อย่างเป็นทางการแล้ว ถือเป็นก้าวสำคัญในการผสานสกุลเงินดิจิทัลเข้ากับระบบการเงินหลัก การตัดสินใจนี้เปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับนักลงทุนและอาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อตลาดสกุลเงินดิจิทัลทั่วโลก 

 

ก่อนพิจารณาถึงผลกระทบของการอนุมัติที่ยิ่งใหญ่นี้ เราควรทำความเข้าใจก่อนว่า ETF และ Bitcoin ETF คืออะไร

 

Exchange-Traded Fund (ETF) เป็นประเภทของกองทุนการลงทุน ที่ราคาจะเคลื่อนไหวสอดคล้องไปกับสินทรัพย์หรือกลุ่มสินทรัพย์ที่เป็น Underlying Asset และสามารถซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เหมือนหุ้น ดังนั้น ETF จึงเป็นวิธีที่สะดวกมากสำหรับนักลงทุนในการรับความเสี่ยง/ผลตอบแทนของทรัพย์สินที่เป็นรากฐาน โดยไม่ต้องเป็นเจ้าของสินทรัพย์ด้วยตัวเอง

 

 

ดังนั้น Bitcoin ETF จึงสามารถช่วยเปิดช่องทางใหม่ให้การลงทุนใน Bitcoin ด้วยรูปแบบถูกกฎหมายและเป็นที่คุ้นเคยผ่านตลาดหลักทรัพย์ นักลงทุนจะไม่ต้องรู้เรื่องการจัดการกับสกุลเงินดิจิทัลโดยตรง เช่น การเก็บรักษากระเป๋าเงินดิจิทัล หรือการศึกษาแนวทางในการแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล นอกจากนี้ ยังมีกองทุนยักษ์ใหญ่มากมายที่มี Fund Mandate ระบุไม่ให้ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลโดยตรง ดังนั้นช่องทาง ETF จึงเป็นประตูสำคัญที่จะเชื่อมต่อ Bitcoin กับนักลงทุนสถาบันยักษ์ใหญ่มากมาย

 

ประโยชน์ของ Bitcoin ETF 

 

 

  • ความสะดวก: สามารถซื้อ ETF ผ่านบัญชีการซื้อขายแบบดั้งเดิม ทำให้กระบวนการลงทุนง่ายขึ้น
  • การกำกับดูแล: ETF จะดำเนินการภายในสภาพแวดล้อมที่มีการกำกับดูแลความปลอดภัยและมีความชอบธรรม
  • ผลตอบแทนทางอ้อม: นักลงทุนสามารถรับความเสี่ยง/ผลตอบแทน จากราคาของ Bitcoin โดยไม่ต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สิน
  • การกระจายความเสี่ยง: ETF อาจช่วยกระจายความเสี่ยงในการลงทุนให้บริษัทและกองทุนต่างๆ
  • ภาษีและกฎหมาย: ETF อาจมีผลทางภาษีที่แตกต่างจากการถือครองสกุลเงินดิจิทัลโดยตรง
  • ความคล่องตัว: ETF สามารถซื้อขายได้เหมือนหุ้น มีความคล่องตัวสูงในตลาดซื้อขายที่ใหญ่

 

Bitcoin ETF (EU & Canada vs USA)

 

ก่อนที่จะได้รับการอนุมัติจาก ก.ล.ต.สหรัฐฯ Bitcoin ETF ได้มีอยู่แล้วในสหภาพยุโรปและแคนาดา โดยให้นักลงทุนในภูมิภาคเหล่านี้เข้าถึงการลงทุนใน Bitcoin ได้ง่ายยิ่งขึ้น ทว่าการอนุมัติจาก ก.ล.ต.สหรัฐฯ นั้นถือเป็นก้าวที่สำคัญมากด้วยเหตุผลดังนี้

 

1. อิทธิพลทางการเงินระดับโลก: สหรัฐอเมริกาเป็นศูนย์กลางทางการเงินระดับโลก ดังนั้น Bitcoin ETF ที่ตั้งอยู่ในสหรัฐฯ สามารถดึงดูดการลงทุนทั้งจากทั้งนักลงทุนรายย่อยและสถาบันกองทุนต่างๆ ด้วยขนาดและอิทธิพลของตลาดสหรัฐฯ

 

2. ยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแล: การได้รับการอนุมัติจาก ก.ล.ต.สหรัฐฯ ซึ่งเป็นที่รู้จักในเรื่องมาตรฐานกฎระเบียบที่เข้มงวด เป็นการรับรองความชอบธรรมของ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์ที่มีการกำกับดูแลที่ดีสำหรับการลงทุนจากทั่วโลก

 

3. แก้ไขข้อจำกัดในการลงทุน: มีกองทุนและบริษัทมากมายทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาที่ไม่สามารถถือครอง Bitcoin โดยตรง ดังนั้นการมี Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ จึงเป็นการปลดล็อกข้อจำกัดนี้

 

4. เพิ่มสภาพคล่อง: สภาพคล่องที่สูงของตลาดซื้อขายในสหรัฐฯ อาจนำไปสู่ปริมาณการซื้อขาย Bitcoin ที่เพิ่มขึ้นในทางอ้อม และช่วยเสริมเสถียรภาพของราคา Bitcoin

 

5. การเป็นที่ยอมรับ: สหรัฐฯ มักเป็นผู้นำในการกำหนดนโยบายของตลาดโลก การอนุมัติครั้งนี้อาจกระตุ้นให้ประเทศอื่นๆ ปฏิบัติตามเพื่อเพิ่มให้เกิดการยอมรับของสกุลเงินดิจิทัลทั่วโลก

 

จุดเริ่มต้นสู่ Bitcoin Mass Adoption

 

การอนุมัติ Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ อาจไม่ใช่ชัยชนะอันยิ่งใหญ่สำหรับ Bitcoin เท่านั้น แต่เป็นชัยชนะของสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมด เพราะการอนุมัติในครั้งนี้เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของการผสมผสานระหว่างโลกใหม่ของสกุลเงินดิจิทัลกับระบบการเงินแบบดั้งเดิม ส่งสัญญาณถึงยุคใหม่ของความชอบธรรมและโอกาสเติบโตในอนาคตอันมากมายของสินทรัพย์ดิจิทัล #NotAFinancialAdvice

 

ติดตามข่าวสารได้ที่ Brook Digital Asset

Facebook: https://www.facebook.com/BrookDigitalAsset  

X: https://twitter.com/BrookerGroupPLC

 

The post การอนุมัติ Bitcoin ETF ของ ก.ล.ต.สหรัฐฯ และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของตลาดคริปโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตากองทุน ETF ในเหรียญอื่นต่อเนื่องจาก Bitcoin คาด Ethereum คือรายถัดไปที่จะได้ไฟเขียว https://thestandard.co/keep-an-eye-on-etf-in-other-coins/ Thu, 11 Jan 2024 12:22:34 +0000 https://thestandard.co/?p=886676

นับเป็นเวลากว่าหลายปีที่ Bitcoin ETF ถูกพิจารณาจากสำนัก […]

The post จับตากองทุน ETF ในเหรียญอื่นต่อเนื่องจาก Bitcoin คาด Ethereum คือรายถัดไปที่จะได้ไฟเขียว appeared first on THE STANDARD.

]]>

นับเป็นเวลากว่าหลายปีที่ Bitcoin ETF ถูกพิจารณาจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของสหรัฐอเมริกา จนในที่สุดนักลงทุนคริปโตเคอร์เรนซีก็ได้รับข่าวดี และกลายเป็นกระแสที่จะดึงดูดนักลงทุนหน้าใหม่ให้เข้ามาในโลกสินทรัพย์ดิจิทัลแห่งนี้ แต่ทำไมการพิจารณาจึงกินเวลานาน และอนาคตของคริปโตจะเป็นอย่างไรต่อจากนี้?

 

การผ่านพิจารณาการอนุญาตให้ออก ETF ของ Bitcoin นับเป็นข่าวดีที่โลกคริปโตเฝ้ารออย่างยาวนาน เนื่องจาก ETF เป็นกองทุนที่สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนโดยตรงกับ Bitcoin ได้ และเป็นวิธีการลงทุนที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ทั้งในตราสารทุน ตราสารหนี้ สินค้าโภคภัณฑ์ สกุลเงิน และอสังหาริมทรัพย์ เมื่อ Bitcoin Spot ETF ได้รับการเปิดตัวจากบริษัทลงทุนชั้นนำอย่าง Fidelity และ BlackRock คาดว่าจะดึงดูดผู้ที่เคยลังเลต่อคริปโตได้สำเร็จ

 

เนื่องจาก ETF ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมมูลค่า 7 ล้านล้านดอลลาร์ สามารถลงทุนหรืออ้างอิงผลตอบแทนของดัชนีได้ ประกอบกับการซื้อ ETF ก็เป็นเรื่องง่าย เพราะสามารถซื้อขายได้ตลอดทั้งวันในตลาดหลักทรัพย์ และจะได้รับอนุมัติให้ถือ Bitcoin จริง แตกต่างจากผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ซึ่งลงทุนในสัญญาฟิวเจอร์สของ Bitcoin ซึ่งที่ผ่านมา ก.ล.ต.สหรัฐฯ ปัดตก Bitcoin Spot ETF มาตลอดหลายปีนี้

 

ก่อนหน้านี้เคยมี ETF ที่เกี่ยวข้องกับ Bitcoin อย่างเช่น ProShares Bitcoin Strategy ETF ซึ่งเป็น ETF ฟิวเจอร์ส Bitcoin ตัวแรกที่มีจำหน่ายในสหรัฐฯ เปิดตัวเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2021 หรือ Purpose Bitcoin ETF เปิดตัวครั้งแรกที่โทรอนโตเมื่อต้นปี 2021 ลงทุนโดยตรงใน Bitcoin ทั้งรูปแบบกายภาพและดิจิทัล แต่ที่จุดประกายความหวังที่แท้จริงคือ Grayscale Bitcoin Trust ซึ่งเป็นทรัสต์การลงทุนใน Bitcoin โดยมีสินทรัพย์ในโลกการลงทุนเดิมค้ำประกัน แรงกระตุ้นสำหรับ Bitcoin Spot ETF ได้รับความนิยมขึ้นเมื่อ Grayscale ชนะคำตัดสินของศาลในวันที่ 29 สิงหาคม ในการผลักดันให้ทรัสต์ Bitcoin ของตนกลายเป็น ETF

 

สาเหตุที่ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลต่อต้าน Bitcoin Spot ETF มาอย่างยาวนานมาจากความเสี่ยงในด้านสภาพคล่องและการปั่นราคา และยังกังวลว่าความผันผวนของ Bitcoin อาจรุนแรงสำหรับนักลงทุนทั่วไปจนเกินไป โดยราคาของ Bitcoin เพิ่มขึ้น 60% ในปี 2021 ลดลง 64% ในปี 2022 และเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าในปี 2023 นอกจากนี้ ก.ล.ต.สหรัฐฯ ยังตั้งคำถามว่ากองทุนจะมีข้อมูลเพียงพอในการประเมินมูลค่าโทเคนอย่าง Bitcoin ได้อย่างเหมาะสมหรือไม่ รวมถึงสามารถตรวจสอบว่าใครเป็นเจ้าของเหรียญเบื้องหลังได้หรือไม่ ในปี 2021 

 

แกรี เจนส์เลอร์ ประธาน ก.ล.ต.สหรัฐฯ ให้การเป็นพยานต่อคณะกรรมการการธนาคารของวุฒิสภาว่า การขาดการกำกับดูแลและการเฝ้าระวังด้านกฎระเบียบในตลาดคริปโตทำให้เกิดความกังวลถึงความเป็นไปได้ในการฉ้อโกงและการปั่นราคา และล่าสุดเจนส์เลอร์ได้โพสต์บน X เมื่อวันที่ 9 มกราคม ว่าคริปโตมีความเสี่ยงที่ร้ายแรง 

 

BlackRock และบริษัทด้านการลงทุนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้ทำข้อตกลงการแบ่งปันข้อมูลการเฝ้าระวัง ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีการลดความเสี่ยงของการปั่นป่วนตลาดและการฉ้อโกงได้ ขณะที่ Coinbase ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายแลกเปลี่ยนคริปโตอย่างเปิดเผยแห่งเดียวในสหรัฐฯ ได้กลายเป็นพันธมิตรในการเฝ้าระวังตลาดสำหรับผู้ออก ETF

 

ทิศทางอนาคตสำหรับโลกคริปโตอาจปรากฏให้เห็นได้อย่างรวดเร็วกว่าที่คิด นักลงทุนกำลังพิจารณาว่าสกุลเงินดิจิทัลใดที่จะได้รับอนุมัติ Spot ETF ต่อจาก Bitcoin ซึ่งตัวเต็งได้แก่ Ethereum และ XRP ที่กำลังได้รับความสนใจมากที่สุด

 

ในรอบ 24 ชั่วโมงนี้ ราคา Ethereum (ETH) ปรับตัวขึ้น 9% หลังข่าวการอนุมัติ Bitcoin Spot ETF ได้รับการยืนยัน ขณะที่ราคา Bitcoin ยังทรงตัวเท่านั้น โดยอาจเป็นสัญญาณว่านักลงทุนกำลังเดิมพัน Ethereum ให้เป็นสกุลเงินรายถัดไปที่จะได้รับการอนุมัติ Spot ETF 

 

ในทางตรงกันข้าม Bitcoin ที่มีกระแสตอบรับเชิงบวกมาเป็นเวลาหลายเดือน หลังการอนุมัติ Spot ETF ลุล่วงแล้ว นั่นนำไปสู่การคาดเดาว่าภาวะขาขึ้นของ Bitcoin อาจแผ่วลงแล้วในตอนนี้

 

ริชาร์ด กาลวิน ผู้ร่วมก่อตั้ง DACM ซึ่งเป็นบริษัทจัดการสินทรัพย์คริปโต กล่าวว่า ด้วยขนาด สภาพคล่อง และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า CME ที่มีอยู่ Ethereum มีคุณสมบัติเหมือน Bitcoin ที่ประสบความสำเร็จ ทำให้การถือครอง Ethereum เป็นสินทรัพย์จริงในสหรัฐฯ จึงเป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้

 

อ้างอิง:

The post จับตากองทุน ETF ในเหรียญอื่นต่อเนื่องจาก Bitcoin คาด Ethereum คือรายถัดไปที่จะได้ไฟเขียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bitcoin พุ่งแตะ 45,000 ดอลลาร์ สูงสุดในรอบ 21 เดือน ขณะที่ Mark Mobius ทำนายว่าราคาจะพุ่งไปถึง 60,000 ดอลลาร์ในปีนี้ https://thestandard.co/bitcoin-tops-45000-in-21-months/ Tue, 02 Jan 2024 12:23:20 +0000 https://thestandard.co/?p=883757

ราคา Bitcoin พุ่งขึ้นแตะ 45,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกในรอ […]

The post Bitcoin พุ่งแตะ 45,000 ดอลลาร์ สูงสุดในรอบ 21 เดือน ขณะที่ Mark Mobius ทำนายว่าราคาจะพุ่งไปถึง 60,000 ดอลลาร์ในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ราคา Bitcoin พุ่งขึ้นแตะ 45,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 21 เดือนที่ผ่านมา หรือตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน 2022 หลังจากการพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปีก่อน จนถึงต้นปี 2024

 

คริปโตเคอร์เรนซีที่ได้ชื่อว่ามีมูลค่ามากที่สุดของโลกพุ่งขึ้นแตะ 45,000 ดอลลาร์ในวันนี้ (2 มกราคม) อ้างอิงจากข้อมูลของ CoinDesk ราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องคิดเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 152% เมื่อปี 2023 

 

ปัจจัยหนุนต่อราคา Bitcoin มาจากประเด็นที่รัฐบาลสหรัฐฯ อาจจะอนุมัติการจัดตั้งกองทุน ETF ที่เน้นลงทุนใน Bitcoin เป็นครั้งแรก นอกจากนี้ ในปี 2024 Bitcoin จะเข้าสู่ช่วงที่เรียกว่า Bitcoin Halving หรือการที่ผลตอบแทนจากการขุด Bitcoin จะลดลงครึ่งหนึ่ง จาก 6.25 เหรียญ Bitcoin มาเหลือ 3.125 เหรียญ Bitcoin 

 

ขณะที่ Mark Mobius หนึ่งในนักลงทุนชื่อดัง เคยทำนายไว้เมื่อปี 2022 ว่าราคา Bitcoin จะร่วงลงมาเหลือ 20,000 ดอลลาร์ จากราคา 28,000 ดอลลาร์ในเวลานั้น ก่อนที่เขาจะทำนายเมื่อปีก่อนว่าราคา Bitcoin อาจลดลงไป 10,000 ดอลลาร์ แต่นั่นไม่ได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น 

 

สำหรับปีนี้ Mobius ทำนายอีกครั้งว่าราคา Bitcoin จะพุ่งไปถึง 60,000 ดอลลาร์ภายในสิ้นปี 2024 

 

ขณะที่ Youwei Yang หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Bit Mining เชื่อว่าราคา Bitcoin จะพุ่งไปถึง 75,000 ดอลลาร์ในปีนี้ 

 

“ผมคาดว่าราคา Bitcoin จะเคลื่อนไหวในกรอบ 25,000-75,000 ดอลลาร์ในปี 2024 และจะขยับไปเคลื่อนไหวในกรอบ 45,000-130,000 ดอลลาร์ในปี 2025 ถึงแม้ว่าราคาจะขยับสูงขึ้น แต่ไม่ใช่ทุกคนจะได้กำไร เนื่องจากความผันผวนของตลาด รวมทั้งความโลภและความกลัวที่เกิดขึ้น” 

 

อ้างอิง:

The post Bitcoin พุ่งแตะ 45,000 ดอลลาร์ สูงสุดในรอบ 21 เดือน ขณะที่ Mark Mobius ทำนายว่าราคาจะพุ่งไปถึง 60,000 ดอลลาร์ในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดทุนตื่นตัว! ผลสำรวจพบมากกว่า 60% ของเงินลงทุนในกองทุน ETF ปักเรดาร์ที่ประเด็น ESG ขณะที่เงินลงทุนราว 3.2 ล้านล้านดอลลาร์ เตรียมลุยพลังงานสะอาดทั่วโลก https://thestandard.co/capital-market-wakes-up-esg/ Thu, 21 Dec 2023 08:54:13 +0000 https://thestandard.co/?p=879477

Amundi เผยผลวิเคราะห์พบว่าในปี 2022 มากกว่า 60% ของเงิน […]

The post ตลาดทุนตื่นตัว! ผลสำรวจพบมากกว่า 60% ของเงินลงทุนในกองทุน ETF ปักเรดาร์ที่ประเด็น ESG ขณะที่เงินลงทุนราว 3.2 ล้านล้านดอลลาร์ เตรียมลุยพลังงานสะอาดทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>

Amundi เผยผลวิเคราะห์พบว่าในปี 2022 มากกว่า 60% ของเงินลงทุนในกองทุน ETF จะคำนึงถึงประเด็น ESG ส่วนผลิตภัณฑ์ ETF ใหม่ๆ จะเป็น ETF ด้าน ESG ถึง 77% และ Schroders มองอนาคตรายงานทางการเงิน และ Fund Fact Sheet มีแนวโน้มต้องเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและ ESG เพิ่มขึ้น ส่วนการจัดพอร์ตลงทุนควรเน้นผสมผสานบริษัทที่ดำเนินการได้ดีด้าน ESG และบริษัทที่กำลังดำเนินการปรับตัวสู่ Net Zero เพื่อสร้างความสมดุลของพอร์ตให้ยังคงมีผลการดำเนินงานที่ดี ด้าน BlackRock คาด การลงทุนในพลังงานสะอาดทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มเป็น 3.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2030 ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและการใช้พลังงานสะอาดมีต้นทุนต่ำลงและน่าสนใจ ขณะที่ SCB WEALTH เดินหน้าขยายการลงทุนเพิ่มด้าน ESG มุ่งสร้างผลตอบแทนเชิงบวกให้ลูกค้า พร้อมนำมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ ทั้งการคัดเลือกผลิตภัณฑ์และการให้คำแนะนำการลงทุนกับลูกค้า ยกระดับเรื่อง ESG เข้มข้นขึ้นต่อเนื่อง เพื่อมุ่งสู่มาตรฐานระดับสูงในด้านการระดมเงินลงทุนในกิจการที่คำนึงถึง ESG

 

ศรชัย สุเนต์ตา CFA SCB Wealth Chief Investment Officer ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารฝ่าย Investment Office and Product Function กลุ่มธุรกิจ Wealth ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า SCB WEALTH ได้จัดงานสัมมนา SCB Investment Forum For Wealth 2024 โดยได้รับเกียรติจากพันธมิตรทางธุรกิจ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) ระดับโลก ได้แก่  BlackRock, Amundi และ Schroders มาร่วมเปิดมุมมองการลงทุนในหัวข้อ ‘Net Zero 2050 กับธุรกิจ Wealth ในประเทศไทย’ เพื่อสะท้อนให้เห็นพัฒนาการด้านการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ (Net Zero) ที่ประเทศไทยประกาศเจตนารมณ์ที่จะบรรลุเป้าหมายภายในปี 2050 ควบคู่กับการให้ความสำคัญในเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) โดยมองว่าการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับ ESG จะมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นอย่างเด่นชัดในทุกๆ ปี เพราะทั้งผู้ประกอบการและนักลงทุนต่างตระหนักให้ความสำคัญในเรื่องนี้อย่างจริงจังกันมากขึ้น

 

ทั้งนี้ SCB WEALTH มีการนำเรื่อง ESG มาใช้ในการดำเนินธุรกิจ ทั้งด้านการคัดเลือกผลิตภัณฑ์และการให้คำแนะนำการลงทุนกับลูกค้า โดยเรามุ่งมั่นในการยกระดับการใช้ประเด็น ESG เข้มข้นขึ้นต่อเนื่อง เพื่อมุ่งสู่มาตรฐานระดับสูงในด้านการระดมเงินลงทุนในกิจการที่คำนึงถึงเรื่อง ESG รวมทั้งมีแผนขยายการลงทุนทางด้านนี้เพิ่มขึ้น ผ่านการนำเสนอกองทุนรวมที่มุ่งสร้างผลตอบแทนเชิงบวกสำหรับการลงทุนสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับ ESG

 

ล่าสุดได้สนับสนุนการจำหน่ายกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) ของ บลจ.ไทยพาณิชย์ ที่คัดสรรให้นักลงทุนได้เลือก 3 กองทุน ได้แก่

  1. กองทุน SCBTM (Thai ESG) ลงทุนแบบผสมหุ้นไทยและตราสารหนี้
  2. กองทุน SCBTA (Thai ESG) ลงทุนหุ้นไทยแบบ Active และ
  3. กองทุน SCBTP (Thai ESG) ลงทุนหุ้นไทยแบบ Passive

 

ซึ่งเราเชื่อว่ากองทุน Thai ESG จะเป็นทางเลือกที่ดีที่ช่วยให้ผู้ลงทุนได้มีส่วนร่วมสร้างผลเชิงบวกต่อโลก ทั้งยังมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีอย่างยั่งยืนในระยะยาว จากการลดความเสี่ยงจากประเด็นเชิงลบที่เกี่ยวข้องกับ ESG ได้อีกด้วย

 

ธณาพล อิทธินิธิภัค Director and Head of Thai Business ของ BlackRock กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการลงทุนยั่งยืน โดยเรามีระบบช่วยในการวิเคราะห์ด้านความเสี่ยงบริหารพอร์ตการลงทุนและเทรดสินทรัพย์ต่างๆ (Aladdin) ซึ่งสามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์และติดตามการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของบริษัทต่างๆ โดยเราพบว่าในระยะข้างหน้า บริษัทที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อยอดขายในระดับสูง จะมีแนวโน้มในการทำกำไรที่ต่ำเมื่อเทียบกับปริษัทที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่น้อยกว่า ทั้งจากเรื่องค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นและผลกระทบจากนโยบายของภาครัฐ ดังนั้นการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดจึงเป็นแนวโน้มที่จะได้เห็นในทศวรรษต่อจากนี้

 

ทั้งนี้ คาดว่าการลงทุนในพลังงานสะอาดทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มเป็น 3.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2030 จากสิ้นปี 2022 มีการลงทุน 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีที่ทำให้การใช้พลังงานสะอาดมีต้นทุนต่ำลงและน่าสนใจ ซึ่งในเอเชียมีบริษัทที่ทำธุรกิจนี้ค่อนข้างมากและเติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น จีน มีบริษัทผลิตแผงโซลาร์ใหญ่ที่สุดในโลก รวมทั้งมีแหล่งผลิตนิกเกิลและลิเธียม ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะอาด คิดเป็นสัดส่วนเกินครึ่งหนึ่งของโลก, เกาหลีใต้ มีแหล่งผลิตพลังงานลมขนาดใหญ่ และออสเตรเลีย มีการมุ่งเน้นพัฒนา Battery Storage เป็นต้น

 

ทางด้าน วีรวัฒน์ คิรินทร์รัตนะ Head of Distribution Sales Thailand ของ Amundi กล่าวว่า ในทุกภาคส่วนของไทย ทั้งรัฐบาลและเอกชน เริ่มตื่นตัวกับกระแสการดำเนินงานที่มุ่งสู่ Net Zero มากขึ้น โดยในส่วนของ Amundi มองว่าการดำเนินการตามเป้าหมาย Net Zero ต้องใช้ความพยายามเปลี่ยนแปลงในทันที ซึ่งเราได้ดำเนินการผ่าน 3 ด้าน คือ

  1. ผลิตภัณฑ์ ผ่านการนำเสนอทางเลือกลงทุนที่มุ่งสู่ Net Zero ที่สอดคล้องกับนักลงทุนทุกประเภท
  2. การเข้าไปมีส่วนร่วมและให้คำแนะนำแก่ลูกค้าที่มีการดำเนินการที่สอดคล้องกับ Net Zero และ
  3. บริษัทที่เข้าไปลงทุนจะต้องมีส่วนร่วมส่งเสริมการปรับใช้และดำเนินการตามแผนการเปลี่ยนแปลงที่น่าเชื่อถือเพื่อมุ่งสู่ Net Zero

 

นอกจากนี้ยังใช้แนวทางที่ดีที่สุดเพื่อคัดกรองบริษัททั้งหมดที่ไม่ตรงตามเกณฑ์ ESG ของเราออกไป จากนั้นก็จะประเมินบริษัทที่เข้าเกณฑ์ ESG เป็นรายบริษัท เพื่อให้คะแนน ESG และวิเคราะห์ด้านอื่นๆ เพื่อประเมินความเหมาะสมสำหรับพอร์ตโฟลิโอ โดยคำนึงถึงวัตถุประสงค์การลงทุนที่วางไว้

 

สำหรับกระแสการลงทุนใน ESG เราพบว่าในปี 2022 มากกว่า 60% ของเงินลงทุนในกองทุนรวมดัชนี (ETF) จะอยู่ในกองทุนที่คำนึงถึงประเด็น ESG ส่วนผลิตภัณฑ์ ETF ใหม่ๆ ที่ออกมาในปี 2022 เป็น ETF ด้าน ESG ถึง 77% ขณะที่เรามองว่าการลงทุนผ่านกองทุนที่คำนึงถึงเรื่อง ESG จะทำให้นักลงทุนคาดหวังผลตอบแทนพร้อมกับการสร้างความยั่งยืนให้กับโลกได้ โดยผู้จัดการกองทุนของเรามองว่าการลงทุนบนธีม ESG ควรกลายเป็นเงินลงทุนส่วนหลักของพอร์ต (Core Portfolio) ไม่ใช่เพียงการลงทุนในธีมเฉพาะทางที่เป็นส่วนเสริมของพอร์ต (Satellite Portfolio) อีกต่อไป

 

อาทิตย์ ทองเจริญ Head of Thailand Business ของ Schroders กล่าวว่า Schroders ได้จัดตั้งหน่วยงานเกี่ยวกับ ESG โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 1998 เพื่อกำหนดนโยบายด้านความยั่งยืน นำประเด็น ESG มาเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการลงทุน โดยปัจจุบันมีการนำกระบวนการพิจารณาด้านความยั่งยืนและ ESG มาใช้ในการพิจารณาการลงทุนในสินทรัพย์ทั้งหมดของ Schroders โดยเรามองว่านับจากนี้จะได้เห็นบริษัทต่างๆ เปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนมากขึ้น เช่น ผลกระทบในเชิงบวกที่กองทุนมีต่อสังคม ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของหลักทรัพย์ที่กองทุนลงทุน ประเด็นเรื่องความหลากหลายและการอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียม (Diversity & Inclusion) ของบริษัทที่ลงทุน ประเด็นเรื่องความโปร่งใสในการเปิดเผยรายงาน เป็นต้น

 

นอกจากนี้เรามองว่าในอนาคต Fund Fact Sheet ของกองทุนรวมต่างๆ ในไทยต้องนำประเด็น ESG มาเผยแพร่เพิ่มเติม จากปัจจุบันเผยแพร่เพียงลงทุนอะไร มีสินทรัพย์ประเภทไหนบ้าง ลงทุนประเทศต่างๆ สัดส่วนเท่าไร และผลการดำเนินงานเป็นอย่างไร เพราะประเด็น ESG เป็นสิ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มาพร้อมโอกาสและความเสี่ยงในการลงทุน นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง 4 ด้านที่มีผลต่อมูลค่า (Valuation) ธุรกิจ ได้แก่ การกำกับ หากบริษัทใดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าที่ดูดซับได้อาจจะต้องชดเชยด้วยคาร์บอนเครดิต ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัท ด้านเทคโนโลยีที่บริษัทต้องลงทุนเพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงาน ด้านเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งบริษัทที่ทำธุรกิจด้านพลังงานดั้งเดิม เช่น พลังงานจากฟอสซิล ก็ต้องมีการปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจเพื่อเข้าสู่พลังงานสะอาดมากขึ้น มิฉะนั้นก็จะกระทบกับ Valuation และด้านความเสี่ยงทางกายภาพ กรณีที่ปรับตัวช้าทำให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกระทบเชิงกายภาพ บริษัทก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย

 

ในส่วนของนักลงทุน แม้การลงทุนโดยพิจารณาถึงสิ่งแวดล้อมจะมีความสำคัญมากขึ้น แต่จำนวนบริษัทที่มุ่งเน้นไปสู่ Net Zero ในปัจจุบันอาจจะมีสัดส่วนหรือจำนวนที่ยังไม่มากเพียงพอให้เลือกลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม หากมีการลงทุนโดยมุ่งเน้นเรื่องของสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียวก็อาจจะส่งผลกระทบต่อผลตอบแทน และความเสี่ยงของการลงทุนที่กระจุกตัวจนเกินไป จึงควรมีการปรับพอร์ตแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยควรผสมผสานลงทุนในบริษัทที่มีการดำเนินการที่ดีในด้านนี้ และบริษัทที่แม้ว่ายังมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแต่อยู่ในขั้นปรับตัวเพื่อลดการปล่อยก๊าซ เพื่อให้มีจำนวนบริษัทที่ลงทุนได้มากขึ้น ทั้งยังเกิดประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับด้านเม็ดเงินลงทุนเพื่อพัฒนาปรับปรุงบริษัทไปสู่ Net Zero ด้วย

The post ตลาดทุนตื่นตัว! ผลสำรวจพบมากกว่า 60% ของเงินลงทุนในกองทุน ETF ปักเรดาร์ที่ประเด็น ESG ขณะที่เงินลงทุนราว 3.2 ล้านล้านดอลลาร์ เตรียมลุยพลังงานสะอาดทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
การเปิดตัวกองทุนบิทคอยน์ ETF อาจทำให้เม็ดเงินจากหุ้น พันธบัตร และทองคำไหลเข้า BTC กว่า 7 หมื่นล้านดอลลาร์ https://thestandard.co/bitcoin-etf-launch-70-billion/ Sat, 25 Nov 2023 08:07:05 +0000 https://thestandard.co/?p=869706

การปรับตัวขึ้นของบิทคอยน์สู่ระดับประมาณ 37,500 ดอลลาร์ม […]

The post การเปิดตัวกองทุนบิทคอยน์ ETF อาจทำให้เม็ดเงินจากหุ้น พันธบัตร และทองคำไหลเข้า BTC กว่า 7 หมื่นล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

การปรับตัวขึ้นของบิทคอยน์สู่ระดับประมาณ 37,500 ดอลลาร์มาจากความคาดหวังของนักลงทุนว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะอนุมัติการเปิดตัว Spot Bitcoin ETF ภายในเดือนมกราคม ปี 2024 นักวิเคราะห์มองว่านี่อาจทำให้เม็ดเงินไหลเข้าบิทคอยน์มากกว่า 7 หมื่นล้านดอลลาร์ และส่งผลให้ราคา BTC พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นักวิเคราะห์ต่างโต้แย้งกันว่าการเปิดตัวกองทุน Bitcoin ETF จะกระตุ้นให้เม็ดเงินไหลเข้าตลาดคริปโต หรือจะเป็นเพียงเหตุการณ์ขายตามข่าว (Sell on Fact) เท่านั้น อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายมองว่ากองทุนสปอต Bitcoin ETF มีแนวโน้มที่จะดึงดูดเงินทุนใหม่จำนวนมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนักลงทุนสถาบันที่กำลังมองหาวิธีการลงทุนในบิทคอยน์ที่ง่ายและมีประสิทธิภาพ เนื่องจากนักลงทุนไม่จำเป็นต้องลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลโดยตรง ซึ่งนี่อาจดึงดูดเม็ดเงินจากตลาดหุ้น ตราสารหนี้ รวมถึงทองคำ เข้ามาสู่ตลาดคริปโตได้อีกด้วย

 

Bloomberg Intelligence ประมาณการว่าการที่กองทุนสปอต Bitcoin ETF ได้รับความสนใจจากบริษัทจัดการสินทรัพย์ยักษ์ใหญ่ เช่น BlackRock, Fidelity และ Invesco อาจทำให้มีเงินลงทุนใหม่เข้ามามูลค่าสูงขึ้น 1 แสนล้านดอลลาร์เลยทีเดียว 

 

หากมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) ของกองทุน ETF หลักๆ เหล่านี้มีสัดส่วนการลงทุนในบิทคอยน์ประมาณ 10% อาจดึงเงินเข้ามามูลค่าประมาณ 6.06 หมื่นล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ หากเงินลงทุนจากตลาดทองคำไหลเข้ามาอีกประมาณ 5% ซึ่งมีส่วนช่วยประมาณ 9.9 พันล้านดอลลาร์ นี่จะทำให้เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสู่ BTC รวมทั้งสิ้นประมาณ 7.05 หมื่นล้านดอลลาร์ สอดคล้องกับการคาดการณ์ของ Galaxy Digital ก่อนหน้านี้ที่มองว่าบิทคอยน์จะมีเงินไหลเข้ามากถึง 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีแรก ซึ่งเป็นผลกระทบที่สำคัญต่อตลาดของบิทคอยน์และราคาที่อาจพุ่งสูงขึ้น

 

นักวิเคราะห์ได้เปรียบเทียบการเปิดตัวกองทุนสปอต Bitcoin ETF และกองทุนสปอตทองคำ ETF ว่าอาจเกิดเหตุการณ์คล้ายคลึงกัน โดยกองทุนสปอตทองคำ ETF ถูกเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2003 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในภาคการเงิน และมีส่วนกระตุ้นให้ราคาทองคำเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยราคาทองคำปรับตัวขึ้นจากประมาณ 350 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สู่เกือบระดับ 2,000 ดอลลาร์ในปีนี้ การเติบโตที่สำคัญนี้คิดเป็นผลตอบแทนต่อปีมากกว่า 15% และมูลค่าที่เพิ่มสูงมากกว่า 450% นับตั้งแต่กองทุนสปอตถูกเปิดตัว

 

การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงและความผันผวนสูงมาก นักลงทุนจึงควรกระจายความเสี่ยง ศึกษาหาข้อมูล และวางแผนในการลงทุนด้วยความรอบคอบ บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น 

 

อ้างอิง:

The post การเปิดตัวกองทุนบิทคอยน์ ETF อาจทำให้เม็ดเงินจากหุ้น พันธบัตร และทองคำไหลเข้า BTC กว่า 7 หมื่นล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เหตุการณ์ ‘Government Shutdown’ ในสหรัฐฯ อาจเป็นตัวเร่งให้เปิดตัวกองทุน Ethereum Futures ETF สัปดาห์หน้า https://thestandard.co/gov-shutdown-speed-up-etf/ Sun, 01 Oct 2023 03:39:29 +0000 https://thestandard.co/?p=848797 ETF

นักวิเคราะห์จาก Bloomberg ได้ออกมาแสดงความเห็นว่า เหตุก […]

The post เหตุการณ์ ‘Government Shutdown’ ในสหรัฐฯ อาจเป็นตัวเร่งให้เปิดตัวกองทุน Ethereum Futures ETF สัปดาห์หน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ETF

นักวิเคราะห์จาก Bloomberg ได้ออกมาแสดงความเห็นว่า เหตุการณ์ Government Shutdown ในสหรัฐฯ จะเป็นตัวจุดชนวนทำให้กองทุน Ethereum Futures ETF เปิดตัวเร็วขึ้นภายในสัปดาห์หน้า ซึ่งในขณะนี้มีกองทุนกว่า 15 แห่งที่กำลังรอการอนุมัติ 

 

กองทุน Ethereum Futures ETF มีแววเริ่มซื้อขายในสัปดาห์หน้า

 

จากโพสต์ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 กันยายน บนแพลตฟอร์ม X (Twitter) Eric Balchunas นักวิเคราะห์ ETF อาวุโสของ Bloomberg กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของสหรัฐฯ ต้องการเร่งการเปิดตัวกองทุน Ethereum Futures ETF ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ Government Shutdown ซึ่งโอกาสที่กองทุน ETF Futures จะได้รับการอนุมัติอาจสูงถึง 90% และหากเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ กองทุน Ethereum ETF จะเริ่มการซื้อขายได้ตั้งแต่ต้นสัปดาห์หน้า

 

Balchunas กล่าวเพิ่มเติมว่า หน่วยงานกำกับได้ขอให้หลายบริษัทอัปเดตเอกสารของตนภายในวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา เพื่อให้กองทุนสามารถเริ่มการซื้อขายได้สัปดาห์หน้าในวันอังคารที่ 3 ตุลาคม ซึ่งเหตุการณ์ Government Shutdown อาจเกิดขึ้นในสหรัฐฯ หากสภาคองเกรสไม่สามารถตกลงกันเรื่องการใช้จ่ายในปีงบประมาณหน้าได้ภายในวันที่ 1 ตุลาคม 

 

ขณะนี้ ก.ล.ต. ได้รับคำยื่นขอจัดตั้งกองทุน Ethereum Futures ETF จำนวน 15 กองทุน จากบริษัท 9 ราย รวมถึง VanEck, Bitwise, ProShares, Grayscale และอื่นๆ ซึ่งนักวิเคราะห์ของ Bloomberg ระบุว่า กองทุนของ Valkyrie อาจเป็น ETF แรกที่มีการซื้อขาย Ethereum ภายในวันที่ 3 ตุลาคม

 

อนาคตของกองทุนบิทคอยน์สปอต ETF

 

ท่ามกลางข่าวดีเกี่ยวกับโอกาสการอนุมัติของกองทุน Ethereum Futures ETF ดูเหมือนว่า ก.ล.ต. ของสหรัฐฯ ได้ชะลอการตัดสินใจเกี่ยวกับคำขอจัดตั้งกองทุนสปอตบิทคอยน์ของ BlackRock ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ Government Shutdown การยื่นคำขอนี้ยังรวมถึงกองทุนบิทคอยน์สปอต ETF ของ Invesco, Bitwise และ Valkyrie เช่นกัน 

 

จากรายงานล่าสุดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (28 กันยายน) James Seyffart นักวิเคราะห์ของ Bloomberg ETF คาดว่า คำขอจาก Fidelity, VanEck และ WisdomTree จะถูกเลื่อนออกไปอีกเช่นกัน 

 

การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงและความผันผวนสูงมาก นักลงทุนจึงควรกระจายความเสี่ยง ศึกษาหาข้อมูล และวางแผนในการลงทุนด้วยความรอบคอบ บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น 

 

อ้างอิง:

The post เหตุการณ์ ‘Government Shutdown’ ในสหรัฐฯ อาจเป็นตัวเร่งให้เปิดตัวกองทุน Ethereum Futures ETF สัปดาห์หน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิจารณ์การเงินชื่อดัง Peter Schiff ชี้ชัด ต่อให้กองทุนสปอตบิทคอยน์ ETF ได้รับการอนุมัติ BTC ก็เป็นขาลงอยู่ดี https://thestandard.co/grayscale-victory-bearish-for-bitcoin-peter-schiff/ Thu, 31 Aug 2023 02:19:45 +0000 https://thestandard.co/?p=835838 Peter Schiff

Peter Schiff นักวิจารณ์บิทคอยน์ชื่อดัง มองว่าแม้ Graysc […]

The post นักวิจารณ์การเงินชื่อดัง Peter Schiff ชี้ชัด ต่อให้กองทุนสปอตบิทคอยน์ ETF ได้รับการอนุมัติ BTC ก็เป็นขาลงอยู่ดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Peter Schiff

Peter Schiff นักวิจารณ์บิทคอยน์ชื่อดัง มองว่าแม้ Grayscale จะชนะคดีต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา (สำนักงาน ก.ล.ต.) ในการแปลงกองทุนบิทคอยน์ทรัสต์เป็นกองทุนสปอตบิทคอยน์ ETF แต่นี่อาจเป็นอุปสรรคต่ออุตสาหกรรมคริปโต

 

Peter Schiff มองว่าชัยชนะของ Grayscale จะเป็นตลาดหมีสำหรับบิทคอยน์

 

Schiff โพสต์เมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า การที่กองทุนทรัสต์ GBTC ของ Grayscale ถูกแปลงเป็นกองทุนสปอต ETF จะเป็นสภาวะตลาดหมีที่แท้จริงสำหรับบิทคอยน์ ซึ่งเหตุการณ์นี้จะทำให้ตลาดเกิดความผันผวนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน 

 

Schiff ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า เขาไม่คิดว่าการอนุมัติกองทุน ETF จะทำให้เกิดการยอมรับหรือการนำไปใช้ (Adoption) มากขึ้น แต่จะเป็นเพียงเครื่องอำนวยความสะดวกสำหรับการเก็งกำไรเท่านั้น

 

เป็นที่รู้กันว่า Peter Schiff เป็นนักลงทุนผู้ชื่นชอบทองคำ และมักจะวิจารณ์บิทคอยน์มาโดยตลอด เขากล่าวว่า สิ่งที่ผู้คนต้องการในบิทคอยน์คือราคาของมัน ซึ่ง BTC ไม่ได้มีการใช้งานจริง และท้ายที่สุดราคาจะกลายเป็นศูนย์ หากคุณต้องการป้องกันความเสี่ยง คุณก็ควรซื้อทองคำ เพราะ BTC ไม่ใช่เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงใดๆ

 

Grayscale ได้รับชัยชนะในการแปลงกองทุนทรัสต์ GBTC เป็นกองทุนสปอต ETF

 

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา Grayscale Investments บริษัทจัดการสินทรัพย์คริปโตยักษ์ใหญ่ ได้รับชัยชนะในคดีฟ้องร้องกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา (ก.ล.ต.) ข้อพิพาทเริ่มต้นจาก Grayscale พยายามที่จะแปลง Grayscale Bitcoin Trust (GBTC) ให้กลายเป็นกองทุนบิทคอยน์สปอต ETF แต่ถูกหน่วยงานกำกับดูแลปฏิเสธคำขอ ทำให้ ก.ล.ต. ถูก Grayscale ฟ้องกลับในที่สุด

 

Jake Chervinsky ผู้บริหารฝ่ายนโยบายของสมาคมบล็อกเชนชี้ให้เห็นว่า แม้ว่าชัยชนะของ Grayscale เป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่เส้นทางสู่ผลิตภัณฑ์บิทคอยน์ ETF นั้นยังไม่ชัดเจนนัก และยังต้องเผชิญกับความท้าทายอีกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันกิจกรรมฉ้อโกง ปัญหาทางด้านกฎระเบียบ รวมถึงปัญหาเรื่องเสถียรภาพของตลาดการเงินในวงกว้าง

 

การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงและความผันผวนสูงมาก นักลงทุนจึงควรกระจายความเสี่ยง ศึกษาหาข้อมูล และวางแผนในการลงทุนด้วยความรอบคอบ บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น 

 

อ้างอิง:

The post นักวิจารณ์การเงินชื่อดัง Peter Schiff ชี้ชัด ต่อให้กองทุนสปอตบิทคอยน์ ETF ได้รับการอนุมัติ BTC ก็เป็นขาลงอยู่ดี appeared first on THE STANDARD.

]]>