เงินกู้ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/เงินกู้/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 31 Mar 2026 13:34:36 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 คนละครึ่งมาแน่ ‘พ.ค.’ นี้ ต้องลงทะเบียนใหม่หมด เตรียมเปิดตัว ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ผู้ถือบัตรสวัสดิการซื้อสินค้าร้านคนละครึ่งได้ https://thestandard.co/half-half-plus-welfare-cards/ Tue, 31 Mar 2026 13:33:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1193406 ภาพกราฟิกโครงการคนละครึ่งรอบใหม่กลับมาในเดือนพฤษภาคม พร้อมเงื่อนไขลงทะเบียนใหม่และผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถใช้จ่ายร้านคนละครึ่งได้

คนละครึ่งมาแน่ พ.ค. นี้ ลงทะเบียนใหม่หมด เตรียมเปิดเงื่ […]

The post คนละครึ่งมาแน่ ‘พ.ค.’ นี้ ต้องลงทะเบียนใหม่หมด เตรียมเปิดตัว ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ผู้ถือบัตรสวัสดิการซื้อสินค้าร้านคนละครึ่งได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกโครงการคนละครึ่งรอบใหม่กลับมาในเดือนพฤษภาคม พร้อมเงื่อนไขลงทะเบียนใหม่และผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถใช้จ่ายร้านคนละครึ่งได้

คนละครึ่งมาแน่ พ.ค. นี้ ลงทะเบียนใหม่หมด เตรียมเปิดเงื่อนไขใหม่ เปิดทางผู้ถือบัตรสวัสดิการ ซื้อสินค้าจากร้านคนละครึ่งได้ เพิ่มเติมจากการซื้อสินค้าร้านธงฟ้า

 

 
 

วันนี้ (31 มีนาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่า ได้เตรียมความพร้อมโครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ ไว้ เชื่อว่าจะออกได้เร็วสุดเดือนพฤษภาคมนี้

 

ทั้งนี้ ดร.เอกนิติกล่าวว่า มีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ โดยจะเปิดทางให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่ลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งได้ด้วย เพิ่มเติมจากการใช้จ่ายเฉพาะร้านค้าธงฟ้า

 

“สมัยก่อนมันเคยมี 2 ระบบ พอหมดโครงการคนละครึ่งแล้ว ร้านค้าจะรู้สึกว่าลูกค้าเงียบหายไป วันนี้เลยจะเอาบัตรสวัสดิการมาใช้จ่ายกับร้านค้าคนละครึ่งได้ด้วย” ดร.เอกนิติกล่าว

 

การนำโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มาผนวกรวมเข้ากับโครงการคนละครึ่ง พลัส เช่นนี้ ดร.เอกนิติ ระบุว่าเป็นโครงการใหม่ ชื่อว่า โครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’

 

นอกจากนี้ ยังเตรียม AI ช่วยวิเคราะห์ยอดขาย ให้ผู้ประกอบการร้านค้าสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

 

มาตรการรองรับสงครามตะวันออกกลาง 3-4 เดือน

 

ทั้งนี้ ดร.เอกนิติระบุว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการประเมินสงครามไว้ 3 ฉากทัศน์ โดยฉากทัศน์แรกประเมินว่า สงครามจะจบเร็วภายใน 1 เดือน ซึ่ง ณ วันนี้สงครามยืดเยื้อยาวนานกว่าแล้ว

 

ทำให้ ดร.เอกนิติมองว่า ฉากทัศน์ที่ 2 ซึ่งมองว่า สงครามจะสงบลงภายใน 3-4 เดือนมีความเป็นไปได้สูงในปัจจุบัน ดังนั้น มาตรการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ที่เสนอมา จึงถูกเตรียมไว้เพื่อรองรับฉากทัศน์ที่ 2 และตั้งใจจะช่วยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติชี้ว่า โลกของความเป็นจริงเต็มไปด้วยความผันผวนซึ่งไม่มีใครคาดเดาได้ จึงจำเป็นต้องปรับตัวเตรียมพร้อมเสมอทั้งในกรณีที่เลวร้ายที่สุด (Worst Case)

 

“วันนี้ ต้องยอมรับความจริงว่าเราผลิตน้ำมันเองไม่ได้ สิ่งที่พยายามทำก็คือเอาน้ำมันให้เข้ามาให้มากที่สุด ไปซื้อล่วงหน้าไว้ให้มากที่สุด แต่หลายประเทศในปัจจุบันนี้เริ่มไม่มีน้ำมัน แย่งกันซื้อ วันนี้เนี่ยเราต้องเตรียมพร้อมไว้ส่วนนั้นเหมือนกัน ก็หวังว่าสถานการณ์โลกจะไม่ไปถึงจุดนั้น แต่เราต้องเตรียมพร้อม” ดร.เอกนิติกล่าว

 

หน้าเก่า-หน้าใหม่ ต้องลงทะเบียนใหม่หมด

 

ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังเผยว่า กำลังอยู่ระหว่างออกแบบหน้าตาของโครงการ ว่าจะมีขนาดวงเงิน และจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการเป็นอย่างไร เบื้องต้น ขนาดของโครงการขึ้นอยู่กับเงินงบประมาณที่เหลืออยู่

 

“จะได้คนละเท่าไร ได้กี่คน แล้วรัฐจะยังจ่ายครึ่งๆ ไหม บอกตามตรงว่ายังทำงานอยู่ ยังไม่เสร็จนะครับ เดี๋ยวพูดไปแล้วระหว่างทางมีการเปลี่ยนแปลงจะไม่ดี เดี๋ยวสับสน” ลวรณกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ลวรณยืนยันว่า โครงการคนละครึ่งรอบต่อไปในเดือนพฤษภาคมนี้จะต้องมีการลงทะเบียนใหม่หมด ทุกคนมีสิทธิเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งเท่ากันหมด ยกเว้นกลุ่มคนที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งจะเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งไม่ได้

The post คนละครึ่งมาแน่ ‘พ.ค.’ นี้ ต้องลงทะเบียนใหม่หมด เตรียมเปิดตัว ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ผู้ถือบัตรสวัสดิการซื้อสินค้าร้านคนละครึ่งได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัพเดท ‘ดอกเบี้ยเงินกู้’ MRR MLR MOR หลังกนง. หั่นดอกเบี้ยเหลือ 1% https://thestandard.co/loan-interest-rates-mrr-mlr-mor-mpc/ Mon, 09 Mar 2026 08:15:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1185800 ภาพกราฟิกแสดงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MRR MLR MOR ของธนาคาร หลัง กนง. ลดดอกเบี้ยนโยบาย

อัพเดท ‘ดอกเบี้ยเงินกู้’ พบว่า บรรดาธนาคารพาณิชย์และสถา […]

The post อัพเดท ‘ดอกเบี้ยเงินกู้’ MRR MLR MOR หลังกนง. หั่นดอกเบี้ยเหลือ 1% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MRR MLR MOR ของธนาคาร หลัง กนง. ลดดอกเบี้ยนโยบาย

อัพเดท ‘ดอกเบี้ยเงินกู้’ พบว่า บรรดาธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินของรัฐ (SFIs) ส่วนใหญ่พากันลดดอกเบี้ยลง 0.05% – 0.15% ซึ่งนับเป็นอัตราที่ต่ำกว่ามติคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปีลงจาก 1.25% เป็น 1.00%

 

MLR MOR และ MRR คืออะไร

 

ตามคำอธิบายจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คือ MLR MOR และ MRR อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์ใช้อ้างอิงในการเรียกเก็บดอกเบี้ยเงินกู้จากลูกค้า ซึ่งมีลักษณะเป็นดอกเบี้ยลอยตัว เช่น

 

MLR (Minimum Loan Rate) หมายถึง อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี เช่น มีประวัติการเงินที่ดี มีหลักทรัพย์ค้ำประกันอย่างเพียงพอ โดยส่วนใหญ่ใช้กับเงินกู้ระยะยาวที่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน เช่น สินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจ

 

MOR (Minimum Overdraft Rate) หมายถึง อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทวงเงินเบิกเกินบัญชี ทำให้ธนาคารต้องเข้มงวดในการพิจารณาผู้กู้ ทั้งคุณสมบัติของผู้กู้ ประวัติทางการเงิน และหลักทรัพย์ประกัน เป็นต้น

 

MRR (Minimum Retail Rate) หมายถึง อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อที่อยู่อาศัย

 


 

อัพเดท ‘ดอกเบี้ยเงินกู้’ MRR MLR MOR หลังกนง. หั่นดอกเบี้ยเหลือ 1%

 

ภาพประกอบ: กันยกร กาญจนวิไล

The post อัพเดท ‘ดอกเบี้ยเงินกู้’ MRR MLR MOR หลังกนง. หั่นดอกเบี้ยเหลือ 1% appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ธ.ก.ส.-ไอแบงก์-ธอส.’ 3 แบงก์รัฐทยอยลดดอกเบี้ยตามมติกนง. สูงสุด 0.15% https://thestandard.co/government-banks-cut-interest-rate/ Fri, 27 Feb 2026 08:47:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1182426 ภาพประกอบข่าว 3 แบงก์รัฐ ได้แก่ ธ.ก.ส. ไอแบงก์ และ ธอส. ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามมติ กนง. เพื่อช่วยเหลือลูกค้าและกระตุ้นเศรษฐกิจ

‘ธ.ก.ส.-ไอแบงก์-ธอส.’ 3 แบงก์รัฐทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ย […]

The post ‘ธ.ก.ส.-ไอแบงก์-ธอส.’ 3 แบงก์รัฐทยอยลดดอกเบี้ยตามมติกนง. สูงสุด 0.15% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าว 3 แบงก์รัฐ ได้แก่ ธ.ก.ส. ไอแบงก์ และ ธอส. ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามมติ กนง. เพื่อช่วยเหลือลูกค้าและกระตุ้นเศรษฐกิจ

‘ธ.ก.ส.-ไอแบงก์-ธอส.’ 3 แบงก์รัฐทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ‘ธอส.’ ลดสูงสุด 0.15% มีผล 4 มี.ค. 69 ตามด้วย ‘ไอแบงก์’ ลดอัตรากำไรสูงสุด 0.10% มีผล 4 มี.ค. 69 ส่วน ‘ธ.ก.ส.’ ลดดอกเบี้ยสูงสุด 0.10% มีผล 1 เม.ย. 69

 

ธอส. ลดดอกเบี้ยสูงสุด 0.15% มีผล 4 มี.ค. 69

 

ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามมติ กนง. เพื่อช่วยลดภาระการผ่อนชำระเงินงวดให้ลูกค้า และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์

 

โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ดังนี้

 

  • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) ลดลง 0.15% อยู่ที่ 5.850% ต่อปี
  • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) คงดอกเบี้ยอยู่ที่ 6.150% ต่อปี
  • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ลดลง 0.05% อยู่ที่ 6.145% ต่อปี

 

การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคอสังหาริมทรัพย์โดยส่งผลดีต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวมได้

 

ไอแบงก์ลดอัตรากำไรสูงสุด 0.10% มีผล 4 มี.ค.

 

วิมลรัตน์ ปิยสถาพรพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารกลุ่มงานการเงิน ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) เผยว่า ธนาคารขานรับมติ กนง. ด้วยการปรับลดอัตรากำไรสินเชื่อ ควบคู่กับการตรึงอัตราผลตอบแทนเงินฝาก

 

โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ดังนี้

 

  • คงอัตรากำไรสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (SPR) เหลือ 7.55% ต่อปี
  • ลดอัตรากำไรสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทสินเชื่อแบบมีกำหนดระยะเวลา (SPRL) ลง 0.02% คงเหลือ 7.68% ต่อปี
  • ลดอัตรากำไรสินเชื่อสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (SPRR) ลง 0.10% คงเหลือ 7.85% ต่อปี

 

ทั้งนี้ ไอแบงก์พร้อมปรับตัวตามนโยบายรัฐและทิศทางเศรษฐกิจ ชูบทบาทของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่ดำเนินงานตามหลักการเงินอิสลาม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและหนุนการเติบโตที่ยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย

 

ธ.ก.ส. ลดดอกเบี้ยสูงสุด 0.10% มีผล 1 เม.ย. 69

 

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อสอดรับกับมติของ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่มีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 1.00% ต่อปี เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนทางการเงินของเกษตรกรและภาคการเกษตรในประเทศ

 

โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ดังนี้

 

  • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) ลดลง 0.10% ต่อปี เหลือ 6.025% ต่อปี
  • อัตราดอกเบี้ยลูกค้านิติบุคคลชั้นดี (MLR) คงดอกเบี้ยที่ 6.025% ต่อปี
  • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ลดลง 0.05% ต่อปี คงเหลือ 6.575% ต่อปี

The post ‘ธ.ก.ส.-ไอแบงก์-ธอส.’ 3 แบงก์รัฐทยอยลดดอกเบี้ยตามมติกนง. สูงสุด 0.15% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษายกฟ้องคดีบัญชีม้าลูกน้องคนสนิท พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ชี้เป็นเงินกู้-ใช้ในราชการ ไร้เส้นเงินโยงเว็บพนัน https://thestandard.co/surachate-aide-cleared-no-gambling/ Sat, 13 Dec 2025 08:08:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1154287 ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษายกฟ้องคดีบัญชีม้าลูกน้องคนสนิท พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ชี้เป็นเงินกู้-ใช้ในราชการ ไร้เส้นเงินโยงเว็บพนัน

มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ที่ผ่านมา ศาลอาญากรุ […]

The post ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษายกฟ้องคดีบัญชีม้าลูกน้องคนสนิท พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ชี้เป็นเงินกู้-ใช้ในราชการ ไร้เส้นเงินโยงเว็บพนัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษายกฟ้องคดีบัญชีม้าลูกน้องคนสนิท พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ชี้เป็นเงินกู้-ใช้ในราชการ ไร้เส้นเงินโยงเว็บพนัน

มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ที่ผ่านมา ศาลอาญากรุงเทพใต้ได้มีคำพิพากษายกฟ้องในคดีที่พนักงานสอบสวนส่งฟ้องเอกชนซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นเจ้าของบัญชีม้าของ พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ อดีต รอง ผกก.ป. สภ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ และเป็นลูกน้องคนสนิทของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

 

โดยศาลได้พิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า คดีนี้ไม่มีธุรกรรมหรือเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์พนันออนไลน์แต่อย่างใด อีกทั้งสามารถพิสูจน์ได้ว่าธุรกรรมที่เกิดขึ้นนั้นมีที่มาจากการกู้ยืมเงิน รวมถึงเป็นบัญชีที่ถูกนำไปใช้ในการเบิกจ่ายและดำเนินงานในราชการตำรวจ ไม่ใช่บัญชีม้าที่เปิดขึ้นเพื่อรับผลประโยชน์จากเว็บพนันตามข้อกล่าวหา ศาลจึงพิพากษายกฟ้องจำเลยในความผิดฐานฟอกเงินและร่วมกันจัดให้มีการเล่นพนันออนไลน์

 

สำหรับที่มาของคดีนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ที่ผ่านมา สมัยที่ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สพฐ. ในฐานะหัวหน้าชุดปฏิบัติการ PCT ได้สั่งการให้ชุดปฏิบัติการที่ 4 เข้าจับกุมเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ betfixroyal และจับกุม ธันยนันท์ หรือ มินนี่ ซึ่งจากการขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงินในขณะนั้น พบความเชื่อมโยงไปยัง พ.ต.ท.คริษฐ์ และมีการกล่าวหาพาดพิงว่าเส้นเงินดังกล่าวโยงไปถึง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ โดยอ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการต่างๆ

 

ทั้งนี้ ทางพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการแยกสำนวนคดีออกเป็น 2 ส่วน โดยในส่วนของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งประกอบด้วย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และข้าราชการตำรวจลูกน้องรวม 8 นาย พนักงานสอบสวนได้รวบรวมสำนวนส่งไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย ในขณะที่ส่วนของเอกชนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นบัญชีม้าของ พ.ต.ท.คริษฐ์ นั้น ได้แยกฟ้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ จนนำมาสู่คำพิพากษายกฟ้องเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา

The post ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษายกฟ้องคดีบัญชีม้าลูกน้องคนสนิท พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ชี้เป็นเงินกู้-ใช้ในราชการ ไร้เส้นเงินโยงเว็บพนัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธอส. โชว์ปล่อยกู้ 11 เดือนแรกได้ 2.15 แสนล้าน ครองมาร์เก็ตแชร์สูงสุดในรอบ 20 ปี แม้ตลาดสินเชื่อหดตัว https://thestandard.co/ghb-215-billion-loan-20-year-market-share/ Tue, 09 Dec 2025 07:44:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1152751 ธอส. โชว์ปล่อยกู้ 11 เดือนแรกได้ 2.15 แสนล้าน ครองมาร์เก็ตแชร์สูงสุดในรอบ 20 ปี แม้ตลาดสินเชื่อหดตัว

กมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอ […]

The post ธอส. โชว์ปล่อยกู้ 11 เดือนแรกได้ 2.15 แสนล้าน ครองมาร์เก็ตแชร์สูงสุดในรอบ 20 ปี แม้ตลาดสินเชื่อหดตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธอส. โชว์ปล่อยกู้ 11 เดือนแรกได้ 2.15 แสนล้าน ครองมาร์เก็ตแชร์สูงสุดในรอบ 20 ปี แม้ตลาดสินเชื่อหดตัว

กมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานตลอด 11 เดือนแรกของปี 2568 โดยระบุว่า ธอส. เดินหน้าสานต่อพันธกิจ ‘ทำให้คนไทยมีบ้าน’ มาอย่างต่อเนื่อง พร้อมเป็นกลไกหลักของรัฐบาลในการอัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์

 

โดย ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ 215,130 ล้านบาท รวมจำนวน 200,848 บัญชี คิดเป็น 89% ของเป้าหมายทั้งปี 2568 ที่ตั้งไว้ 241,780 ล้านบาท

 

แบ่งเป็นสินเชื่อสำหรับผู้มีรายได้น้อยและปานกลางวงเงินกู้ไม่เกิน 3 ล้านบาท จำนวน 112,143 ราย เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 17.9%

 

โดยตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา (28 ธันวาคม 2566 – 30 พฤศจิกายน 2568) ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ทำให้คนไทยมีบ้านเพิ่มขึ้น 392,000 บัญชี คิดเป็นวงเงินสินเชื่อในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกว่า 460,000 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ กมลภพระบุว่า จากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) พบว่า อัตราการเติบโตของสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลทั่วไปปล่อยใหม่ทั้งประเทศ 9 เดือนแรกปี 2568 หดตัว 6.6% YoY แต่ ธอส. ยังคงปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ได้ 15.6% และครองส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 43.7% สูงสุดในรอบ 20 ปี

 

สำหรับการให้ความช่วยเหลือ ธนาคารได้สนับสนุน โครงการ ‘คุณสู้ เราช่วย’ ของกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดเงินงวดผ่อนชำระให้กับลูกค้าตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมมาตรการแล้วกว่า 115,000 บัญชี ซึ่งสามารถช่วยลูกค้ากลับมามีสถานะปกติและรักษาบ้านของตนเองไว้ได้กว่า 590,000 บัญชี

 

เร่งพัฒนาเทคโนโลยี ยกระดับบริการทางการเงิน

 

แม้ ธอส. จะเร่งปล่อยสินเชื่อเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยให้ประชาชนมีบ้านมากขึ้น แต่กมลภพระบุว่า ธนาคารยังต้องเดินหน้าพัฒนากลไกด้านข้อมูลและเทคโนโลยี เพื่อรองรับการประเมินความสามารถในการกู้ยืมของผู้มีรายได้ไม่เป็นทางการ และให้การพิจารณาสินเชื่อมีความถูกต้องมากขึ้น ตามกรอบการกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

 

หนึ่งในโครงการที่ถูกหยิบมาใช้มากขึ้น คือ ‘ธอส. โรงเรียนการเงิน’ ผ่านแอป GHB ALL GEN ซึ่งเปิดให้ผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยแต่ไม่มีเอกสารรายได้ สามารถออมเงินหรือเดินบัญชีอย่างสม่ำเสมอไม่น้อยกว่า 12 เดือน เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาขอสินเชื่อ ทั้งยังมีการขยายความร่วมมือไปยังผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ในโครงการ บ้าน ธอส. โรงเรียนการเงิน X Developer เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อของผู้ซื้อบ้านรายย่อย

 

ในด้านเสถียรภาพระบบ ธอส. อยู่ระหว่างอัปเกรดฐานเทคโนโลยีหลายส่วน ทั้งระบบ Core Banking, ระบบตรวจจับธุรกรรมทุจริตแบบ Near Real Time และฐานข้อมูลด้านอสังหาริมทรัพย์ เพื่อลดเวลาอนุมัติสินเชื่อและเพิ่มความแม่นยำของการประเมินราคาหลักประกัน โดยโครงการประเมินราคาแบบดิจิทัล (GHB Digital Appraisal) ถูกขยายให้ครอบคลุม 24 จังหวัดที่มีปริมาณสินเชื่อสูง

 

นอกจากนี้ ธนาคารยังกล่าวถึงทิศทางการพัฒนาในมิติ ESG โดยเน้นขยายสินเชื่อด้านที่อยู่อาศัยคาร์บอนต่ำและผลิตภัณฑ์เพื่อสังคม เช่น สินเชื่อสำหรับผู้สูงอายุ และโครงการ ESG Loan ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปรับบทบาทให้สอดคล้องกับแนวโน้มความยั่งยืนในภาคการเงิน

The post ธอส. โชว์ปล่อยกู้ 11 เดือนแรกได้ 2.15 แสนล้าน ครองมาร์เก็ตแชร์สูงสุดในรอบ 20 ปี แม้ตลาดสินเชื่อหดตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดมาตรการฟื้นฟู-เยียวยา น้ำท่วมหาดใหญ่ กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว https://thestandard.co/hatyai-flood-recovery-aid/ Fri, 28 Nov 2025 12:20:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1149250 เปิดมาตรการฟื้นฟู-เยียวยา น้ำท่วม หาดใหญ่ กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

วันนี้ (28 พฤศจิกายน) สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจ […]

The post เปิดมาตรการฟื้นฟู-เยียวยา น้ำท่วมหาดใหญ่ กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดมาตรการฟื้นฟู-เยียวยา น้ำท่วม หาดใหญ่ กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

วันนี้ (28 พฤศจิกายน) สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กรรมการและโฆษกศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) เปิดเผยว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการทุกหน่วยงานเร่งพิจารณาการฟื้นฟูและเยียวยา เขตอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาทุกมิติ เพื่อให้เมืองและคนหาดใหญ่กลับมาดำเนินชีวิตใกล้เคียงสภาพปกติให้เร็วที่สุด

 

ยสิริพงศ์กล่าวว่า มาตรการฟื้นฟูชีวิตคนหาดใหญ่และผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคใต้ ที่เริ่มตั้งแต่วันนี้ ทั้งกระบวนการฟื้นฟู-เยียวยา เร่งฟื้นฟู ซ่อมแซมอาคารบ้านเรือนให้ประชาชนกลับสู่ชีวิตปกติได้โดยเร็วแล้ว เดินหน้าเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งบุคคลทั่วไป ผู้ประกอบการ ห้างร้านที่ได้รับผลกระทบ ใน 8 มาตรการ/แนวทางที่สำคัญ

 

1. พักหนี้ พักต้น พักดอกเบี้ย ธนาคารพาณิชย์-ธนาคารของรัฐ รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท เป็นเวลา 1 ปี

 

2. เงินกู้เพื่อการยังชีพและประกอบอาชีพ 100,000 บาท ไม่มีดอกเบี้ย เป็นเวลา 6 เดือน ระยะเวลาเงินกู้ 3 ปี

 

3. เงินกู้เพื่อการซ่อมแซมที่พักอาศัย 100,000 บาท ไม่มีดอกเบี้ย เป็นเวลา 1 ปี ระยะเวลาเงินกู้ 3 ปี โดย สามารถให้คนในครอบครัวค้ำประกันวงเงินกู้ได้

 

4. ให้บริษัทประกันภัยรถยนต์ จ่ายชดเชยความเสียหายตามกรมธรรม์ประกันภัย โดยลดขั้นตอนอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน

 

5. สำนักงานประกันสังคม “จ่ายชดเชยสูงสุดทุกกรณี” แก่ผู้ประกันตน

 

6. เงินชดเชยแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติ รายละ 2,000,000 บาท ในพื้นที่ที่ประกาศสถานการณ์ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน

 

7. มาตรการช่วยเหลือ SMEs สนับสนุนฟื้นฟูธุรกิจกรณีพิเศษ โดยเร็วที่สุด

 

8. สนับสนุนมาตรการทางภาษี และการจัดกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่หาดใหญ่ และพื้นที่ประสบภัย “สร้างความเชื่อมั่น ดึงดูดนักท่องเที่ยว กระตุ้นการใช้จ่าย”

 

“มาตรการฟื้นฟูเยียวยา คนและเมือง ครอบคลุมการช่วยเหลือระยะเร่งด่วน เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการฟื้นฟูสู่ภาวะปกติ เริ่มจากการประกาศ การทำความสะอาดครั้งใหญ่ หรือ Big Cleaning Day ในวันพรุ่งนี้ และต่อไปรัฐจะได้ดำเนินมาตรการเพิ่มเติมอื่นๆ เพื่อเร่งฟื้นฟูและกระตุ้นให้เศรษฐกิจของหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา กลับภาวะปกติโดยเร็วที่สุด เพื่อรองรับเทศกาลปลายปีและปีใหม่ที่จะมาถึง” สิริพงศ์ กล่าว

The post เปิดมาตรการฟื้นฟู-เยียวยา น้ำท่วมหาดใหญ่ กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมอินโดนีเซียสนใจซื้อเครื่องบินรบ J-10 ของจีน ‘เกมอำนาจ’ หรือ ยุทธศาสตร์ ‘กระจายความเสี่ยง’ https://thestandard.co/indonesia-china-j10-power-play/ Wed, 05 Nov 2025 03:00:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1139803 ทำไมอินโดนีเซียสนใจซื้อ เครื่องบินรบ J-10 ของ จีน ‘เกมอำนาจ’ หรือ ยุทธศาสตร์ ‘กระจายความเสี่ยง’

ท่าทีของ ซาฟรี ซามโซดิน (Sjafie Sjamsoeddin) รัฐมนตรีกล […]

The post ทำไมอินโดนีเซียสนใจซื้อเครื่องบินรบ J-10 ของจีน ‘เกมอำนาจ’ หรือ ยุทธศาสตร์ ‘กระจายความเสี่ยง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมอินโดนีเซียสนใจซื้อ เครื่องบินรบ J-10 ของ จีน ‘เกมอำนาจ’ หรือ ยุทธศาสตร์ ‘กระจายความเสี่ยง’

ท่าทีของ ซาฟรี ซามโซดิน (Sjafie Sjamsoeddin) รัฐมนตรีกลาโหมอินโดนีเซียที่เปิดเผยเมื่อไม่นานนี้ ว่ากำลังสนใจพิจารณาจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ในตระกูล J-10 ของจีน จำนวน 42 ลำ สร้างความประหลาดใจให้กับนักวิเคราะห์หลายฝ่าย เพราะประเทศนี้มีประวัติความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับปักกิ่ง โดยเฉพาะในประเด็นทะเลจีนใต้ แต่เบื้องหลังการเลือกครั้งนี้กลับสะท้อนทั้งเหตุผลทางยุทธศาสตร์ เศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์ที่ลึกซึ้งกว่านั้น

 

จามโซเอ็ดดิน ให้สัมภาษณ์สื่อในช่วงกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยประกาศอย่างมั่นใจว่า เครื่องบินรบจีน “จะบินผ่านกรุงจาการ์ตาในเร็วๆ นี้” ก่อนที่จะเปลี่ยนท่าทีล่าสุด ว่ายังคงอยู่ในขั้นพิจารณาและยังไม่มีการตัดสินใจใดๆ

 

การที่อินโดนีเซียในฐานะชาติที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ให้ความสนใจต่อเครื่องบินขับไล่จีน แทนที่จะเลือกเครื่องบินขับไล่ยอดนิยมจากชาติตะวันตก หรือชาติอื่นๆ ก่อให้เกิดคำถามสำคัญในหลายประเด็นที่น่าสนใจ ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ การคลัง เทคนิค และการปฏิบัติการ

 

โดยความเคลื่อนไหวนี้กำลังสะท้อนว่าอินโดนีเซียวางยุทธศาสตร์ความมั่นคงอย่างไร ในยุคที่มีการแบ่งขั้วอย่างรุนแรงของมหาอำนาจ

 

อินโดนีเซียต้องการซื้อเครื่องบินขับไล่ J-10 รุ่นใด?

 

เครื่องบินขับไล่รุ่น J-10 เป็นเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ชนิดเครื่องยนต์เดียว ที่ได้รับการพัฒนาครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1980 โดยได้รับความช่วยเหลือจากอิสราเอล และเริ่มผลิตในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ก่อนจะเข้าประจำการในกองทัพอากาศกองทัพปลดปล่อยประชาชน (PLAAF) ในช่วงต้นทศวรรษ 2000

 

โดยหลังจากมีการปรับปรุงเครื่องยนต์ ระบบเรดาร์ ระบบอิเล็กทรอนิกส์การบิน และอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ เครื่องบิน J-10 จึงได้พัฒนาต่อมาเป็น 3 รุ่น ได้แก่ J-10A, J-10B และ J-10C โดยได้รับการยกย่องว่า เป็นคำตอบของจีนในการพัฒนาเครื่องบินขับไล่ขึ้นมาเทียบเคียงเครื่องบินขับไล่ F-16 ของสหรัฐฯ

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าประหลาดใจ คืออินโดนีเซียอาจไม่ได้เล็งเครื่องบินขับไล่รุ่นล่าสุดอย่าง J-10C ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่ยุค 4.5 ถึงแม้ว่ากำลังพยายามปรับปรุงกองทัพอากาศให้ทันสมัย และการซื้อเครื่องบินรุ่นล่าสุดถือเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล ​​เพื่อให้ทันกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่

 

โดยเว็บไซต์ Janes.com สื่อด้านกลาโหมและข่าวกรองความมั่นคงที่มีชื่อเสียง ระบุว่า “อินโดนีเซียต้องการซื้อเครื่องบิน J-10B ‘มือสอง’ จำนวน 42 ลำที่เคยประจำการในกองทัพอากาศกองทัพปลดปล่อยประชาชน และกำลังมองหาวงเงินสินเชื่อหรือเงินกู้มูลค่า 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อจัดหาเงินทุนสำหรับข้อตกลงในการจัดซื้อนี้ ซึ่งคาดว่าจีนจะเป็นผู้ให้เงินกู้

 

หากมองเผินๆ ก็ดูเหมือนว่าข้อตกลงนี้จะไม่ใช่ข้อตกลงที่ดีนัก เนื่องจากเครื่องบิน J-10B เป็นเครื่องบินยุคที่ 4 ซึ่งคงไม่อาจพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพอากาศอินโดนีเซียได้มากนัก

 

แต่เหตุผลแท้จริง อาจเป็นเพราะว่าอินโดนีเซียกำลังมองหาเครื่องบินขับไล่มาประจำการเพิ่มเติมเป็นการชั่วคราว จนกว่าจะได้รับเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 ที่สั่งซื้อจากเกาหลีใต้และตุรกี ซึ่งมีกำหนดส่งมอบในช่วงกลางถึงปลายทศวรรษ 2030

 

ขณะที่อนาลโย กอสกุล นักสังเกตการณ์การทหารอิสระ บรรณาธิการเว็บไซต์รวมข้อมูลข่าวสารด้านอาวุธและกองทัพฉบับประชาชน thaiarmedforce.com ให้ความเห็นประเด็นนี้ว่า เหตุผลที่ทำให้อินโดนีเซียสนใจ J-10B มือสองนั้น อย่างหนึ่งคือเรื่อง ‘งบประมาณ’ เนื่องจากการจัดหาอาวุธของอินโดนีเซีย ส่วนมากจะเป็นการจัดหาที่ต้องใช้เงินกู้ และส่วนมากก็เป็นเงินกู้จากต่างชาติด้วย

 

“ที่ผ่านมา อินโดนีเซียก็มีหลายโปรเจกต์ในการจัดซื้ออาวุธที่ประสบปัญหา โดยบางโปรเจกต์นั้นเซ็นสัญญาไปแล้ว แต่ก็ยังไม่มีเงินจ่าย” เขากล่าว

 

ขณะที่แรงดึงดูดสำคัญ คือ ‘ราคา’ ของ J-10B มือสองที่ค่อนข้างถูกมาก เพียงประมาณ 40 ล้านดอลลาร์ต่อลำ หรือแค่ 30-40% ของราคาเครื่องบินขับไล่จากชาติตะวันตกอย่าง Gripen ของสวีเดน หรือ Rafale ของฝรั่งเศส

 

“สาเหตุที่ทำให้ J-10B มีราคาถูก เนื่องจากจีนสามารถผลิตทุกอย่างได้ในราคาที่ถูกกว่า และจีนกำลัง phase out รุ่นเก่า เพื่อเอา J-20 รุ่นใหม่เข้ามา ดังนั้นจีนจึงขายได้ และได้ทุนคืนมาด้วย” อนาลโยกล่าว

 

เขาชี้ว่า “ในทางกลับกัน อินโดนีเซีย ก็กำลังพยายามเพิ่มจำนวนเครื่องบินขับไล่ของกองทัพอากาศ โดยสิ่งที่ขาดคือจำนวน เพราะแต่ก่อนนั้น อินโดนีเซียมีแค่ F-16 มือสอง หรือ F-16 รุ่นเก่า แค่ประมาณ 20 กว่าลำ เครื่องบินรัสเซียที่มีอยู่ก็ 10 ลำนิดๆ และเมื่อเทียบกับความใหญ่ของประเทศอ่ะ จึงดูแลน่านฟ้าของประเทศไม่ได้”

 

นอกจากนี้ เป็นไปได้ว่าอีกปัจจัยที่ทำให้อินโดนีเซียหันมาให้ความสนใจต่อเครื่องบินขับไล่ของจีน เป็นเพราะกรณีเครื่องบินขับไล่ J-10C ของกองทัพปากีสถาน ยิงเครื่องบินขับไล่ Rafale ของกองทัพอินเดียระหว่างตกการต่อสู้ทางอากาศ ในช่วงเหตุขัดแย้งของทั้งสองประเทศเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

 

กรณีนี้ อนาลโยมองว่า ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจจากนานาชาติที่มีต่อเครื่องบินขับไล่ของจีนได้อย่างก้าวกระโดด เพราะที่ผ่านมา หลายประเทศอาจจะไม่ค่อยมั่นใจในเครื่องบินขับไล่จีน เนื่องจากสิ่งสำคัญคือ เครื่องบินขับไล่จีน ‘ไม่เคยออกรบจริง’ ซึ่งกรณีปากีสถานและอินเดีย ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพของเครื่องบินขับไล่จีน

 

จากประสบการณ์ถูกคว่ำบาตร สู่ยุทธศาสตร์ “กระจายความเสี่ยง”

 

อนาลโยให้ความเห็นว่า เหตุผลที่อินโดนีเซียสนใจซื้อเครื่องบินขับไล่จากจีน น่าจะมาจาก ‘บทเรียน’ ในอดีต

 

โดยช่วงทศวรรษ 1990 อินโดนีเซียเคยถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรจากกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในติมอร์ตะวันออก ซึ่งผลกระทบนั้นทำให้เครื่องบินขับไล่หลายลำของอินโดนีเซียที่สหรัฐฯ สร้างขึ้น ต้องจอดนิ่งในฐานทัพอากาศเนื่องจากขาดแคลนอะไหล่และแทบหมดศักยภาพในการซ่อมบำรุง

 

เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็น ‘ตัวกระตุ้นเชิงยุทธศาสตร์’ ทำให้ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2000 อินโดนีเซียพยายาม ‘กระจายความเสี่ยง’ ด้วยการหลีกเลี่ยงการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งสำหรับยุทโธปกรณ์ โดยการกระจายแหล่งที่มาของการจัดซื้อ

 

อย่างไรก็ตาม นโยบายกระจายความเสี่ยงนี่ดูจะสุดโต่งมากขึ้นอีก โดยเฉพาะในยุคประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

 

สาเหตุที่บอกว่านโยบายของปราโบโว ดูจะสุดโต่ง เนื่องจากการจัดหาเครื่องบินขับไล่ในยุคของเขานั้น มาจากหลากหลายประเทศ ทั้งสหรัฐฯ ฝรั่งเศส เกาหลีใต้ ตุรกี และรัสเซีย และปัจจุบันคือจีน

 

ในมุมหนึ่งการกระจายความเสี่ยง อาจถือว่าเป็นข้อดี ทั้งการช่วยเพิ่มความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ และการจัดหาเครื่องบินขับไล่ได้จำนวนมากๆ ยังทำให้กองทัพอากาศอินโดนีเซีย ก้าวไปสู่การเป็น Middle Power หรือประเทศอำนาจปานกลาง ที่มีความแข็งแกร่งด้านความมั่นคง

 

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็เกิดคำถามสำคัญ เพราะการเลือกซื้อเครื่องบินขับไล่จากแหล่งที่มาและผู้ผลิตต่างกัน ทำให้เป็นปัญหาเนื่องจากระบบของเครื่องบินขับไล่ที่แตกต่างกัน เช่นระบบสื่อสาร เครือข่ายเซ็นเซอร์ หรือระบบแชร์ข้อมูล Data Link
ซึ่งเครื่องบินขับไล่ของจีนและรัสเซียไม่สามารถทำงานร่วมกับเครื่องบินขับไล่ของชาติตะวันตกได้

 

นอกจากนี้ ยังทำให้ค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ด้านโลจิสติกส์ การฝึกอบรม และการบำรุงรักษา สูงกว่าปกติด้วย

 

นอกจากเครื่องบินขับไล่ อินโดนีเซียยังจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ เช่นเรือรบ หรือรถถัง ที่มาจากหลายประเทศและมีระบบแตกต่างกัน

 

อนาลโย ชี้ว่า เหตุผลที่อินโดนีเซียยอมแลกปัญหาความวุ่นวายและค่าใช้จ่ายเหล่านี้ คือเพื่อที่จะไม่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงเช่นในอดีต จากการพึ่งพาซัพพลายเออร์ในการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์เพียงรายเดียว

 

อย่างไรก็ตาม อนาลโย กล่าวว่า “ปัญหาของระบบเครื่องบินขับไล่ที่แตกต่างกันถือเป็นปัญหาทางเทคนิค และสามารถหาหนทางลดความยุ่งยากได้ เช่น การแชร์ข้อมูลแบบ Datalink ระหว่างเครื่องบินขับไล่ของสหรัฐฯ และจีน ก็อาจจะเปลี่ยนเป็นการพัฒนาระบบขึ้นมาเองในประเทศ และไปขออนุญาตติดตั้งจากประเทศผู้ขาย หรือใช้วิธีส่งข้อมูลลงมาที่ภาคพื้นดิน ก่อนจะส่งกลับไปยังเครื่องบินขับไล่อีกลำ ซึ่งอาจจะเป็นหนทางอ้อม”

 

ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์

 

นอกจากความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์แล้ว ภูมิรัฐศาสตร์ก็ดูเหมือนจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ

 

ที่ผ่านมา ปราโบโวได้ส่งสัญญาณว่า “อินโดนีเซียไม่ควรเลือกข้างในการแข่งขันของมหาอำนาจ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระ และควรยึดหลัดสร้างสมดุลระหว่างความสัมพันธ์กับตะวันตกและตะวันออก”

 

อนาลโย มองว่า การที่อินโดนีเซียสนใจเครื่องบินขับไล่จากจีนนั้น มีความเกี่ยวข้องกับประเด็นภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขันกันระหว่างมหาอำนาจ โดยนอกจากไม่ต้องการพึ่งพาซัพพลายเออร์เพียงประเทศเดียว เขาตั้งข้อสังเกตว่าเครื่องบินขับไล่ที่อินโดนีเซียจัดหานั้น มีลักษณะร่วมกันอย่างหนึ่ง คือเป็นเครื่องบินขับไล่ที่ เทคโนโลยีและอุปกรณ์ส่วนมากหรือว่าแทบทั้งหมด ผลิตในประเทศผู้ผลิต เช่น เครื่องบินขับไล่ Rafale (ราฟาล) ของฝรั่งเศส หรือ KAAN (คาอัน) ของตุรกี

 

“ราฟาลนั้นชัดเจน เพราะอุปกรณ์ทุกอย่าง น็อตทุกตัว made in France ตุรกีก็เหมือนกัน ดังนั้นแปลว่าสามารถควบคุม Supply Chain ได้ทั้งหมดซึ่ง J10 ก็ทุกอย่าง Made in China หมด ดังนั้นก็จะ ไม่เกิดกรณีแบบไทย คือซื้อเรือดำน้ำ แต่เครื่องยนต์เยอรมันเขาไม่ขาย”

 

อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือหากอินโดนีเซียซื้อเครื่องบินขับไล่จากจีน ซึ่งถือเป็นชาติแรกในอาเซียน (หากไม่นับกรณีเมียนมาที่ซื้อเครื่องบินขับไล่ JF-17 ซึ่งปากีสถานผลิตร่วมกับจีน) ในด้านหนึ่งยิ่งเป็นการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างอินโดนีเซียและจีน และชูอิทธิพลของจีนในภูมิภาคอาเซียน

 

เนื่องจากแม้เครื่องบินขับไล่ J-10B จะไม่ใช่เครื่องบินขับไล่รุ่นล่าสุดของจีน แต่ก็เป็นเครื่องบินที่จีนทำตลาดส่งออกเยอะที่สุด และยังตามมาด้วยการสนับสนุน ทั้งการบำรุงรักษาที่ยาวนานถึง 30 ปี และอาจมีการจัดฝึกซ้อมรบร่วมกันเป็นบางครั้ง ตลอดจนมีการแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีระหว่างผู้ใช้กับผู้ขาย

 

ปัจจุบัน กองทัพอากาศอินโดนีเซีย ถือว่ามีแสนยานุภาพเป็นอันดับต้นๆ ของอาเซียน และมีการคาดการณ์ว่าในอนาคตอาจตีตื้นไทยที่เป็นอันดับ 2 รองจากสิงคโปร์ ซึ่งการเพิ่มจำนวนฝูงบินรบด้วยเครื่องบินขับไล่จากจีนหากเกิดขึ้นจริง ก็จะยิ่งส่งเสริมแสนยานุภาพของกองทัพอากาศอินโดนีเซียให้ขยายใหญ่มากขึ้นด้วย

 

ภาพ: Oriental Image via Reuters Connect

อ้างอิง:

The post ทำไมอินโดนีเซียสนใจซื้อเครื่องบินรบ J-10 ของจีน ‘เกมอำนาจ’ หรือ ยุทธศาสตร์ ‘กระจายความเสี่ยง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
KKP คาด ตลาดอสังหาซึมต่อเนื่อง ปรับเกมสินเชื่อบ้าน เปลี่ยนเงินที่ผ่อนไปแล้วเป็นวงเงินกู้ ดอกเบี้ย 5-6% ต่อปี https://thestandard.co/kkp-real-estate-market-home-loan-strategy/ Thu, 15 May 2025 09:54:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1074703 KKP อสังหา

KKP คาด ตลาดอสังหาริมทรัพย์หดตัวต่อเนื่องตามภาวะเศรษฐกิ […]

The post KKP คาด ตลาดอสังหาซึมต่อเนื่อง ปรับเกมสินเชื่อบ้าน เปลี่ยนเงินที่ผ่อนไปแล้วเป็นวงเงินกู้ ดอกเบี้ย 5-6% ต่อปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
KKP อสังหา

KKP คาด ตลาดอสังหาริมทรัพย์หดตัวต่อเนื่องตามภาวะเศรษฐกิจไทย ฉุดการเติบโตของสินเชื่อบ้าน และดันหนี้เสีย (NPL) เพิ่มขึ้น

 

ภัทรพงศ์ รักตะบุตร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ประธานสายธุรกิจสินเชื่อรายย่อย และประธานสายเครือข่ายสาขา ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยปัจจุบันไม่ได้สดใสมากนัก ซึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์และการเติบโตของสินเชื่อบ้าน 

 

“ในอดีตสินเชื่อบ้านเป็นสินเชื่อที่ไม่ค่อยมีหนี้เสีย เพราะบ้านเป็นปัจจัย 4 และเป็นทรัพย์สินที่ทุกคนต้องการ แต่ 2-3 ปีที่ผ่านมาสินเชื่อบ้านเริ่มเปราะบางมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการซื้อเพื่อลงทุนหรือเก็งกำไร ไม่ใช่จากความต้องการอยากมีบ้านจริงๆ” ภัทรพงศ์กล่าว

 

สำหรับปี 2566-2567 สินเชื่อบ้านหดตัวไปกว่า 10% พร้อมกับเกิดภาวะอุปทานส่วนเกิน (Oversupply) ในตลาดอสังหา ขณะที่ผู้บริโภคก็ชะลอการตัดสินใจซื้อ 

 

ภัทรพงศ์กล่าวต่อว่า ในมุมของหนี้เสีย (NPL) ของสินเชื่อบ้าน โดยภาพรวมปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ราว 4% ส่วน NPL สินเชื่อบ้านของ KKP อยู่ที่ราว 1.5% ซึ่งสาเหตุที่ตัวเลขต่ำกว่าตลาด เพราะลูกค้าสินเชื่อบ้านของ KKP อยู่ในกลุ่ม Upper Mass ขึ้นไป ซึ่งจะเป็นกลุ่มที่กู้ซื้อบ้านราคาตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปเป็นส่วนใหญ่ โดยครึ่งหนึ่งของลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่กู้ซื้อบ้านราคา 7 ล้านบาทขึ้นไป

 

อย่างไรก็ตาม ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอลง ภัทรพงศ์ยอมรับว่าการปล่อยสินเชื่อบ้านในปีนี้น่าจะทรงตัวจากปีก่อน โดยคาดว่าจะอยู่ที่ราว 5-6 พันล้านบาท แต่ยังดีกว่าเทรนด์ของสินเชื่ออื่นๆ ที่น่าจะหดตัว 

 

ด้วยบริบทในปัจจุบัน KKP ปรับกลยุทธ์ด้วยการออกผลิตภัณฑ์สินเชื่อบ้านใหม่ ภายใต้ชื่อ Home Flexi ซึ่งจะให้วงเงินสินเชื่ออเนกประสงค์ที่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกัน โดยวงเงินกู้ที่ลูกค้าแต่ละคนสามารถกู้ได้นั้นจะมาจากเงินที่ผ่อนจ่ายสินเชื่อบ้านและโปะบ้านที่ผ่านมา หากสินเชื่อคงค้างลดลงมาต่ำกว่า 80% ของมูลค่าหลักประกัน 

 

หลังจากผ่อนบ้านไปแล้วจนเงินกู้ต่ำกว่า 80% ของราคาบ้าน ส่วนที่ต่ำกว่า 80% นี้จะกลายมาเป็นวงเงินที่ลูกค้าสามารถเบิกไปใช้ได้ หรือหากลูกค้ามีการ ‘โปะ’ ระหว่างทาง วงเงิน Home Flexi ก็จะเพิ่มขึ้นจากส่วนที่โปะ 

 

ภัทรพงศ์กล่าวว่า Home Flexi ถูกพัฒนาขึ้นมาจากการสำรวจความเห็นของลูกค้าบริษัท ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผู้ที่โปะบ้านอยู่เป็นประจำ แต่ขณะเดียวกันก็มีความจำเป็นจะต้องใช้เงินก้อนในอนาคต ทำให้ลูกค้าบางส่วนต้องใช้เงินกู้บุคคล ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยประมาณ 15-20% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยของ Home Flexi จะอยู่ที่ราว 5-6% อิงจาก MLR- 

 

“ผลิตภัณฑ์นี้จะช่วยให้ลูกค้ามีความยืดหยุ่นเรื่องการเงิน และช่วยให้ลูกค้าวางแผนด้านการเงินได้มากขึ้น และด้วยสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ การมีช่องทางการเงินที่ต้นทุนถูกเป็นสิ่งที่ดีกว่าทั้งกับแบงก์และกับลูกค้า ขณะเดียวกันยังเป็นบริการที่ช่วยให้แบงก์ไม่ต้องแข่งขันในเรื่องของดอกเบี้ยตลอดเวลา และช่วยให้ลูกค้าอยู่กับบริษัทนานขึ้น” ภัทรพงศ์กล่าว

The post KKP คาด ตลาดอสังหาซึมต่อเนื่อง ปรับเกมสินเชื่อบ้าน เปลี่ยนเงินที่ผ่อนไปแล้วเป็นวงเงินกู้ ดอกเบี้ย 5-6% ต่อปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบงก์กรุงเทพ ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.25% หวังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ มีผล 5 มีนาคมนี้ https://thestandard.co/bangkok-bank-loan-rate-march-5/ Wed, 05 Mar 2025 01:39:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1048599

ธนาคารกรุงเทพ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.25% เพ […]

The post แบงก์กรุงเทพ ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.25% หวังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ มีผล 5 มีนาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ธนาคารกรุงเทพ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.25% เพื่อช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม 2568

 

ไชยฤทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL เปิดเผยว่า ธนาคารประกาศปรับอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อปรับลดลงสูงสุด 0.25% ดังนี้

 

  • อัตราดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ (MLR) หรืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (Minimum Loan Rate) ปรับเป็น 6.825% ต่อปี 
  • เอ็มโออาร์ (MOR) หรืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate) เป็น 7.10% ต่อปี 
  • เอ็มอาร์อาร์ (MRR) หรืออัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate) เป็น 6.95% ต่อปี 

 

โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม 2568

 

การปรับลดในครั้งนี้เพื่อตอบสนองต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงทุน การบริโภค รวมถึงการรับมือและป้องกันภาวะเศรษฐกิจถดถอย ความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และลดภาระหนี้ของภาคธุรกิจและประชาชนที่จะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น

The post แบงก์กรุงเทพ ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.25% หวังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ มีผล 5 มีนาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธอส. ลดดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.25% สานพันธกิจทำให้คนไทยมีบ้าน หวังกระตุ้นอสังหา มีผล 5 มีนาคม – 31 สิงหาคมนี้ https://thestandard.co/ghbank-loan-rates-5-mar-31-aug/ Tue, 04 Mar 2025 13:01:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1048494

วันนี้ (4 มีนาคม) กมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ ธนาคาร […]

The post ธอส. ลดดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.25% สานพันธกิจทำให้คนไทยมีบ้าน หวังกระตุ้นอสังหา มีผล 5 มีนาคม – 31 สิงหาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (4 มีนาคม) กมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 2.25% ต่อปี เป็น 2.00% ต่อปี เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา ธอส. ในฐานะสถาบันการเงินของรัฐ ที่มีพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวได้ดีขึ้น ผ่านการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ จึงประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.25% ต่อปี โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม – 31 สิงหาคม 2568 หรือจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง ได้แก่

 

  • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ปรับลดลง 0.10% ต่อปี จากปัจจุบัน 6.250% ต่อปี เป็น 6.150% ต่อปี
  • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) ปรับลดลง 0.25% ต่อปี จากปัจจุบัน 6.40% ต่อปี เป็น 6.150% ต่อปี

 

ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ยังคงอัตราดอกเบี้ยเดิมไว้ที่ 6.545% ต่อปี เนื่องจากที่ผ่านมา ธอส. ได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวมาก่อนหน้านี้แล้ว ส่งผลให้ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย MRR ของ ธอส. อยู่ในระดับต่ำสุดเมื่อเทียบกับธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินของรัฐอื่น อย่างไรก็ตาม ธอส. พร้อมตรึงดอกเบี้ยเงินฝากไว้ในอัตราเดิมให้ได้นานที่สุด เพื่อให้ผู้ออมได้รับประโยชน์ จากอัตราดอกเบี้ยมากที่สุด

 

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ธอส. ได้ให้ความสำคัญในการดูแลลูกค้าทุกกลุ่มมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย และปานกลาง รวมไปถึงลูกค้ากลุ่มเปราะบาง ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ขณะเดียวกัน ธอส. ยังพร้อมช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้ให้ยังคงรักษาบ้านของตนเองไว้ได้ต่อไป

The post ธอส. ลดดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.25% สานพันธกิจทำให้คนไทยมีบ้าน หวังกระตุ้นอสังหา มีผล 5 มีนาคม – 31 สิงหาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จิราพรกังวล ข้อมูลประชาชนหลุดจากแอปเงินกู้ในโทรศัพท์ 2 ยี่ห้อไปจีน แจง สคบ. เรียกชี้แจงวันนี้ เร่งพิจารณาข้อเท็จจริง หามาตรการเยียวยา https://thestandard.co/jiraporn-data-leaks-china/ Tue, 14 Jan 2025 04:10:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1030209

วันนี้ (14 มกราคม) จิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนา […]

The post จิราพรกังวล ข้อมูลประชาชนหลุดจากแอปเงินกู้ในโทรศัพท์ 2 ยี่ห้อไปจีน แจง สคบ. เรียกชี้แจงวันนี้ เร่งพิจารณาข้อเท็จจริง หามาตรการเยียวยา appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (14 มกราคม) จิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เชิญบริษัท OPPO และ realme ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือเข้ามาให้ข้อมูล หลังพบว่ามีการติดตั้งแอปพลิเคชันสินเชื่อที่สร้างความเสียหายให้กับผู้บริโภคจำนวนมาก รวมถึงจะเชิญบริษัทอื่นๆ เข้ามาพูดคุยด้วย เพื่อป้องกันไว้ก่อน ไม่ให้เกิดกรณีเช่นเดียวกัน

 

ส่วนหากทั้ง 2 บริษัทไม่ถอนการติดตั้งแอปพลิเคชันออกจากระบบ จะดำเนินการอย่างไรต่อไป รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ขณะนี้เปิดให้ผู้เสียหายร้องเรียนเพิ่มเติมเข้ามา ซึ่งบริษัทตัวแทนจำหน่ายโทรศัพท์ต้องชี้แจงที่มาที่ไปที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภค หากส่วนใดกระทบต่อผู้บริโภคก็มีมาตรการหลายอย่างที่ต้องดำเนินการ

 

สำหรับข้อมูลประชาชนที่ถูกปล่อยไปบางส่วนพบว่าไปถึงประเทศจีน จะดำเนินการในส่วนนี้อย่างไร จิราพรกล่าวว่า ประเด็นนี้ต้องคุยกันหลายหน่วยงาน ซึ่งมีทั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในส่วนของ สคบ. จะรับข้อมูลจากผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายก่อน ซึ่งอาจต้องขอความร่วมมือไปยังต่างประเทศด้วย

 

ส่วนจะมีมาตรการประกาศระงับขายโทรศัพท์ทั้ง 2 ยี่ห้อไว้ก่อนหรือไม่ จิราพรระบุว่า ต้องรอข้อเท็จจริงก่อน เพราะขณะนี้กระทรวง ดีอี เชิญบริษัทที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงด้วยเช่นกัน พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด เพราะค่อนข้างกระทบกับผู้บริโภคจำนวนมาก โดยเฉพาะเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเป็นประเด็นที่ค่อนข้างกังวล  

 

ส่วนทั้ง 2 บริษัทจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในส่วนที่ผู้บริโภคได้รับความเสียหายหรือไม่ จิราพรระบุว่า ต้องยึดตามข้อเท็จจริง โดยจะต้องนำข้อมูลจาก กสทช. ที่เรียกคุยกันวานนี้ (13 มกราคม) บูรณาการร่วมกันกับรายหน่วยงานด้วย

The post จิราพรกังวล ข้อมูลประชาชนหลุดจากแอปเงินกู้ในโทรศัพท์ 2 ยี่ห้อไปจีน แจง สคบ. เรียกชี้แจงวันนี้ เร่งพิจารณาข้อเท็จจริง หามาตรการเยียวยา appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสทช. ให้เวลา 3 วัน OPPO-realme ลบแอปเงินกู้เถื่อน สั่งหยุดจำหน่ายสินค้าหากยังพบแอปอยู่ https://thestandard.co/nbtc-3-days-for-oppo-realme/ Mon, 13 Jan 2025 10:44:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1030027

วันนี้ (13 มกราคม) พ.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ ผู้อำนวยการสำ […]

The post กสทช. ให้เวลา 3 วัน OPPO-realme ลบแอปเงินกู้เถื่อน สั่งหยุดจำหน่ายสินค้าหากยังพบแอปอยู่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (13 มกราคม) พ.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบและกำกับดูแล พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เปิดเผยหลังการประชุมนานกว่า 2 ชั่วโมง ซึ่งได้ข้อสรุปว่า วันนี้เชิญ บริษัท โพสเซฟี่ กรุ๊ป จำกัด ตัวแทนจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ OPPO และ บริษัท โปรทา จำกัด ตัวแทนจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ realme มาตรวจสอบข้อเท็จจริง หลังพบแอปพลิเคชันกู้เงินติดอยู่ในโทรศัพท์มือถือ โดยได้คำตอบจากทั้งสองบริษัทว่าจะอัปเดตเฟิร์มแวร์หรือซอฟต์แวร์ผ่านระบบเครือข่ายออนไลน์ เพื่อให้ลูกค้าสามารถลบแอปพลิเคชันได้โดยไม่ต้องเดินทางไปที่ศูนย์บริการ

 

นอกจากนี้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป สินค้าที่จะจำหน่ายไม่ว่ารุ่นไหน หากมีแอปนี้ให้หยุดจำหน่ายทันที ให้ปรับปรุงตัวเครื่องไม่ให้ละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าได้ แต่ถ้ามีการจำหน่ายเจ้าของข้อมูลมีสิทธิ์แจ้งให้ลบทิ้งได้เช่นกัน ถือเป็นการใช้หรือเปิดเผยข้อมูลผิดวัตถุประสงค์ มีโทษปรับไม่เกิน 3 ล้านบาท แต่ถ้าพบว่าละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลก็จะดำเนินคดีและมีความผิดทางปกครอง ทางอาญา เป็นรายกรณีไป

 

เบื้องต้น OPPO และ realme ขอเวลาในการตรวจสอบและแก้ไข 1 เดือน แต่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มองว่าช้าเกินไป และให้รายงานความคืบหน้าภายในวันที่ 16 มกราคมนี้ และให้ไปรวบรวมข้อมูลว่าติดตั้งแอปอยู่ในตัวเครื่องจำนวนเท่าไร 

 

ด้านตัวแทน OPPO บอกว่า จากการตรวจสอบพบว่าแอปนี้มีการติดตั้งมาจากโรงงาน แต่ขอไปตรวจสอบก่อนว่าเป็นฝั่งจีนหรือไทย แต่เบื้องต้น OPPO และ realme เป็นบริษัทตัวแทนจำหน่ายจากประเทศจีน และพบว่าในตัวเครื่องติดตั้งในรุ่นโทรศัพท์มือถือที่จำหน่ายตั้งแต่ปี 2566 

 

ส่วนที่มีข่าวว่าพบผู้เสียหายเข้าไปใช้บริการแอปเงินกู้ทำให้หนี้สินเพิ่มขึ้น จะเยียวยาผู้เสียหายอย่างไร ตัวแทนของ OPPO บอกว่าขอตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้ง และพร้อมตรวจสอบตามกระบวนการทางกฎหมาย 

 

ด้าน พ.ต.อ. สุรพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในกรณีนี้หากพบว่ามีผู้เสียหายก็สามารถร้องเรียนไปได้ที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) 

 

ส่วนเจ้าของแอปที่เป็นนายทุนปล่อยเงินกู้ให้ตัวแทนทั้งสองบริษัทไปตรวจสอบมาว่าเป็นใคร รวมถึงให้ OPPO บริษัทแม่ที่ประเทศจีนไปตรวจสอบแอปตัวนี้ว่านำข้อมูลไปเผยแพร่ต่อหรือไม่

 

ส่วนในวันพรุ่งนี้ (14 มกราคม) จะประชุมหารือเกี่ยวกับความผิดทางอาญาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนข้อมูลดังกล่าวจะหลุดไปถึงแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือไม่ ตัวแทนทั้งสองบริษัทยืนยันว่ามีการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าอย่างเต็มที่

The post กสทช. ให้เวลา 3 วัน OPPO-realme ลบแอปเงินกู้เถื่อน สั่งหยุดจำหน่ายสินค้าหากยังพบแอปอยู่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จิราพรสั่ง สคบ. เรียก OPPO-realme ชี้แจงด่วน 14 ม.ค. นี้ หลังพบแอปเงินกู้ติดตั้งในอุปกรณ์ https://thestandard.co/oppo-realme-loan-apps-explanation/ Mon, 13 Jan 2025 07:10:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1029909 OPPO realme

วันนี้ (13 มกราคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล จิราพร สินธุไพร รัฐ […]

The post จิราพรสั่ง สคบ. เรียก OPPO-realme ชี้แจงด่วน 14 ม.ค. นี้ หลังพบแอปเงินกู้ติดตั้งในอุปกรณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
OPPO realme

วันนี้ (13 มกราคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล จิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ มีผู้ใช้สมาร์ทโฟน OPPO และ realme หลายรายพบว่ามีแอปพลิเคชันกู้เงินที่มีชื่อว่า ‘สินเชื่อความสุข’ หรือ ‘Fineasy’ ถูกติดตั้งมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ System App โดยไม่สามารถลบแอปดังกล่าวออกจากเครื่องได้ อีกทั้งแอปยังสามารถส่งการแจ้งเตือนเชิญชวนให้กู้เงิน และเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนดังกล่าวได้โดยไม่ต้องขอรับการอนุญาต ทำให้ประชาชนในฐานะผู้บริโภคมีความกังวลและมีความเสี่ยงต่อการใช้งาน

 

จิราพรกล่าวว่า กรณีแอปเงินกู้ในสมาร์ทโฟนดังกล่าว ได้สั่งการด่วนให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมเรียกผู้ประกอบธุรกิจสมาร์ทโฟนทั้งสองรายเข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริงต่อ สคบ. ในวันพรุ่งนี้ (14 มกราคม) รวมทั้งเชิญผู้ประกอบธุรกิจค่ายโทรศัพท์มือถืออื่นๆ เข้าชี้แจงในการจัดการป้องกันและแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้สินค้าประเภทสมาร์ทโฟน

 

ทั้งนี้ สคบ. ในฐานะหน่วยงานในการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลัง, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, ธนาคารแห่งประเทศไทย, สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และสำนักงาน กสทช. ในการพิจารณาหามาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการถูกละเมิดสิทธิของผู้บริโภคดังกล่าว เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าหรือรับบริการต่อไป

 

หากผู้บริโภคท่านใดได้รับความเสียหายจากการประกอบธุรกิจดังกล่าว สามารถร้องเรียนมายังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้วยตนเอง หรือผ่านระบบออนไลน์ https: //complaint.ocpb.go.th/ หรือช่องทางแอปพลิเคชัน OCPB Connect https://ocpbconnect.ocpb.go.th/ หรือขอคำปรึกษาได้ที่สายด่วน 1166

 

 

The post จิราพรสั่ง สคบ. เรียก OPPO-realme ชี้แจงด่วน 14 ม.ค. นี้ หลังพบแอปเงินกู้ติดตั้งในอุปกรณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.ดีอี นัด กสทช. คุยสองบริษัทมือถือ ติดตั้งแอปเงินกู้ในเครื่อง บ่ายวันนี้ https://thestandard.co/mobile-loan-app-discussions/ Mon, 13 Jan 2025 04:57:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1029832 แอปพลิเคชันเงินกู้

วันนี้ (13 มกราคม) ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี […]

The post รมว.ดีอี นัด กสทช. คุยสองบริษัทมือถือ ติดตั้งแอปเงินกู้ในเครื่อง บ่ายวันนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แอปพลิเคชันเงินกู้

วันนี้ (13 มกราคม) ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงกรณีสมาร์ทโฟน OPPO และ realme ติดตั้งแอปพลิเคชันเงินกู้ ‘สินเชื่อความสุข’ และ ‘Fineasy’ มาในระบบ System App โดยไม่สามารถลบออกได้

 

ประเสริฐระบุว่า​ ช่วงบ่ายวันนี้จะมีการหารือเรื่องดังกล่าวที่​สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ​ (กสทช.) เพราะมีลักษณะสแปมข้อความส่งถึงพี่น้องประชาชนให้เกิดความรำคาญ ไม่สามารถลบแอปออกจากตัวเครื่องได้ จึงแนะนำให้ไปที่การตั้งค่า​และปิดการใช้งานระบบ​ ซึ่งจะมีขั้นตอนบอกว่าจะดำเนินการอย่างไร​ 

 

ทั้งนี้ เมื่อตรวจสอบเบื้องต้นทางเว็บไซต์พบว่า ยังไม่มีการขออนุญาตติดตั้งแอปพลิเคชันจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อย่างถูกต้อง แต่จะขอคำยืนยันจาก ธปท. อีกครั้ง ก่อนจะพิจารณาว่าจะสามารถเอาผิดได้หรือไม่

 

ส่วนอุปกรณ์มือถือต้องได้รับความเห็นชอบจาก​ ก​สทช. ในเรื่องของการใช้คลื่นความถี่ ส่วนเกณฑ์การติดตั้งแอปพลิเคชัน แต่ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องนี้ ต้องมีการพูดคุยกันโดยเร็ว ซึ่งช่วงบ่ายวันนี้ได้เรียกทั้งสองบริษัทมาชี้แจง​ และประสานไปยัง กสทช. รวมถึงเจ้าของแอปพลิเคชันทั้งสองว่ามีการขออนุญาตถูกต้องหรือไม่ รวมทั้งติดตั้งแอปพลิเคชันดังกล่าวไปมากน้อยเพียงใด

 

ประเสริฐยังกล่าวว่า การติดตั้งซอฟต์แวร์ในโทรศัพท์มือถือมีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือ พระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565 เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ต้องเข้าสู่การพิจารณาในวันนี้ด้วย พร้อมย้ำว่ามีหลายเรื่องที่ต้องพูดคุยกัน ทั้งการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่มีการนำข้อมูลในโทรศัพท์ไปเชื่อมโยงกัน และส่งข้อความที่เป็นสแปมไปยังผู้ใช้โทรศัพท์ จึงเชื่อมั่นว่าวันนี้จะเห็นภาพที่ชัดขึ้น อย่างไรก็ตามการติดตั้งแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือจะต้องเร่งออกข้อกำหนดในการควบคุม เป็นเรื่องที่ต้องป้องกันไว้ก่อน

 

ส่วนจะเกี่ยวข้องหรือไม่กับการที่โทรศัพท์สองยี่ห้อเป็นของจีน ประเสริฐกล่าวว่า ตัวเครื่องของผู้ผลิตเป็นอีกเรื่อง แต่การใช้คลื่นความถี่ของ กสทช. และแอปพลิเคชันที่ติดตั้งยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขโดยเร็ว เพราะปกติถ้าเป็นแอปพลิเคชันที่ลงมากับเครื่องเลย หรือที่ทุกคนรู้จักกันดี แต่บางแอปพลิเคชันเป็นแอปพลิเคชันแปลกใหม่ ส่งข้อความรบกวนคนอื่นโดยไม่มีการถามว่าจะติดตั้งหรือไม่ จึงจะต้องกำกับดูแลควบคุมต่อไป

The post รมว.ดีอี นัด กสทช. คุยสองบริษัทมือถือ ติดตั้งแอปเงินกู้ในเครื่อง บ่ายวันนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอร์ดตรวจสอบ THG พบข้อมูลน่าสงสัย ปล่อยกู้เงินรวม 105 ล้านบาทให้บริษัทในกลุ่ม ‘ครอบครัววนาสิน’ ที่เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ https://thestandard.co/thg-105-million-baht-loan-audit-findings/ Sun, 22 Sep 2024 11:40:06 +0000 https://thestandard.co/?p=986686 THG

คณะกรรมการตรวจสอบ THG พบข้อมูลน่าสงสัยของบริษัทย่อยจำนว […]

The post บอร์ดตรวจสอบ THG พบข้อมูลน่าสงสัย ปล่อยกู้เงินรวม 105 ล้านบาทให้บริษัทในกลุ่ม ‘ครอบครัววนาสิน’ ที่เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
THG

คณะกรรมการตรวจสอบ THG พบข้อมูลน่าสงสัยของบริษัทย่อยจำนวน 2 แห่ง ปล่อยกู้เงินรวม 105 ล้านบาทให้บริษัทในกลุ่ม ‘ครอบครัววนาสิน’ ที่เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท

 

ณัฐธกานต์ จิตติณพัฒน์ เลขานุการบริษัท บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THG แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ขอรายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ เกี่ยวกับการตรวจพบรายการอันควรสงสัย ดังนี้

 

  1. เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2567 คณะกรรมการตรวจสอบของบริษัทรับทราบข้อมูลการทำรายการอันควรสงสัยของบริษัทย่อยจำนวน 2 แห่ง ได้แก่

 

(ก) บริษัท โรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง จำกัด (THB) ซึ่งบริษัทถือหุ้น 83.03% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ THB 

 

(ข) บริษัท ที เอช เฮลท์ จำกัด (THH) ซึ่งบริษัทถือหุ้น 51.22% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ THH

 

  1. การทำรายการอันควรสงสัยของบริษัทย่อยดังกล่าวประกอบด้วย (ก) การที่ THB และ THH ให้กู้ยืมเงินแก่บริษัท ราชธานีพัฒนาการ (2014) จำกัด (RTD) ซึ่งเป็นบริษัทที่กลุ่มครอบครัววนาสินเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ในเดือนธันวาคม ปี 2565-2566 จำนวนทั้งสิ้น 6 รายการ คิดเป็นยอดเงินรวมทั้งสิ้น 145 ล้านบาท

 

(ข) การที่ THB ให้กู้ยืมเงินแก่บริษัท ไทย เมดิเคิล กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ RTD เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในปี 2566 จำนวนทั้งสิ้น 1 รายการ คิดเป็นยอดเงินรวมทั้งสิ้น 10 ล้านบาท

 

(ค) การที่ THH สั่งซื้อสินค้าจากบริษัทซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นในประเทศสิงคโปร์ แต่ไม่ได้มีการรับมอบสินค้าจริง ในปี 2566 จำนวนทั้งสิ้น 2 รายการ คิดเป็นยอดเงินรวมทั้งสิ้น 55 ล้านบาท

 

  1. การเข้าทำรายการอันควรสงสัยตามข้อ 2 ข้างต้น เป็นการดำเนินการโดยฝ่ายบริหารบางส่วนของบริษัทย่อย ซึ่งเป็นการกระทำนอกอำนาจหน้าที่ ไม่ได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบภายในที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของบริษัทย่อย ไม่ได้ปฏิบัติตามประกาศเรื่องรายการที่เกี่ยวโยงกันของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์ฯ (ตลท.) และไม่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการของบริษัท

 

  1. ปัจจุบันยอดหนี้คงค้างของรายการอันควรสงสัยดังกล่าวรวมทั้งสิ้นประมาณ 105 ล้านบาท (ไม่นับรวมดอกเบี้ย)

 

หมายเหตุ:

– ตามข้อมูลวันปิดสมุดทะเบียน วันที่ 28 มิถุนายน 2567 กลุ่มครอบครัววนาสินเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท โดยถือหุ้นทางตรงและทางอ้อมในบริษัทรวม 21.51% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัท

 

– กลุ่มครอบครัววนาสินถือหุ้น 40.80% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ RTD

 

– กลุ่มครอบครัววนาสินและ RTD ถือหุ้น 36.1% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัท ไทย เมดิเคิล กรุ๊ป จำกัด

 

– Scientific Software Solutions เป็นบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งในประเทศสิงคโปร์ในรูปแบบเจ้าของกิจการคนเดียว โดยได้จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2566

 

  1. บริษัทได้แจ้งให้ผู้สอบบัญชีของบริษัททราบถึงรายการอันควรสงสัยดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2567 และบริษัทขอให้ผู้สอบบัญชีให้ความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับรายการอันควรสงสัยดังกล่าว โดยบริษัทคาดว่า หากมีผลกระทบจะสามารถเปิดเผยผลกระทบทางการเงินนี้ได้ในงบการเงินรวมของไตรมาส 3/67 ที่กำลังจะจัดทำและเปิดเผยให้ผู้ลงทุนทราบต่อไป

 

  1. บริษัทได้เริ่มดำเนินการแก้ไขเหตุการณ์ที่ตรวจพบ เพื่อรักษามาตรฐานในการบริหารจัดการ ดังนี้

 

6.1 บริษัทได้โยกย้ายบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการทำรายการอันควรสงสัยดังกล่าวให้ออกจากตำแหน่งที่เกี่ยวข้องโดยทันที

 

6.2 บริษัทได้ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงและอยู่ระหว่างการดำเนินการทางวินัย และ/หรือ ทางกฎหมาย ต่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำรายการอันควรสงสัยดังกล่าวจนถึงที่สุด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของบริษัทและผู้ถือหุ้น

 

6.3 บริษัทได้เน้นย้ำและกำชับให้บุคลากรของบริษัทและบริษัทย่อย ปฏิบัติตามกฎระเบียบภายในที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของบริษัทย่อยอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต และการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบดังกล่าวจะต้องถูกดำเนินการทางวินัย และ/หรือ ทางกฎหมาย อย่างเด็ดขาด

 

6.4 บริษัทอยู่ระหว่างการวิเคราะห์ผลกระทบ ซึ่งอาจเกิดขึ้นต่อฐานะทางการเงิน ผลการดำเนินงาน และความเสี่ยงโดยรวมของบริษัท ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การวิเคราะห์ดังกล่าวจะครอบคลุมทั้งด้านการเงิน การดำเนินธุรกิจ และความเสี่ยงด้านกฎหมาย เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทสามารถจัดการกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ทั้งนี้ บริษัทอาจพิจารณาว่าจ้างที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกตามความเหมาะสม เพื่อให้ความช่วยเหลือในการวางแผนแก้ไขและป้องกันความเสี่ยงเพิ่มเติม

 

  1. คณะกรรมการบริษัทได้พิจารณาแล้ว เห็นควรให้มีการรายงานการเกิดขึ้นของรายการอันควรสงสัยดังกล่าวให้แก่ตลาดหลักทรัพย์ฯ และผู้ถือหุ้นทราบ เพื่อให้ทุกฝ่ายมีข้อมูลที่ถูกต้องและทันเหตุการณ์ โดยบริษัทตระหนักถึงความสำคัญของการเปิดเผยข้อมูลที่อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทน และมีความมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูความเชื่อมั่นและป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต

 

ทั้งนี้ หากมีความคืบหน้าที่เป็นสาระสำคัญประการใด บริษัทจะรายงานต่อหน่วยงานกำกับดูแลและตลาดหลักทรัพย์ฯ ทันที

 

The post บอร์ดตรวจสอบ THG พบข้อมูลน่าสงสัย ปล่อยกู้เงินรวม 105 ล้านบาทให้บริษัทในกลุ่ม ‘ครอบครัววนาสิน’ ที่เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจสนธิกำลังทุกหน่วย ค้น 183 จุดทั่วประเทศ กวาดล้างกลุ่มอิทธิพล อาวุธปืนเถื่อน แก๊งเงินกู้ดอกเบี้ยโหด ยาเสพติด https://thestandard.co/183-raids-target-organized-crime/ Tue, 02 Jul 2024 07:39:48 +0000 https://thestandard.co/?p=952698 กวาดล้าง ผู้มีอิทธิพล ปืนเถื่อน ยาเสพติด

วันนี้ (2 กรกฎาคม) พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชากา […]

The post ตำรวจสนธิกำลังทุกหน่วย ค้น 183 จุดทั่วประเทศ กวาดล้างกลุ่มอิทธิพล อาวุธปืนเถื่อน แก๊งเงินกู้ดอกเบี้ยโหด ยาเสพติด appeared first on THE STANDARD.

]]>
กวาดล้าง ผู้มีอิทธิพล ปืนเถื่อน ยาเสพติด

วันนี้ (2 กรกฎาคม) พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งการ พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธ์ุเพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท. อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท. อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ พล.ต.ท. จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ระดมกำลังทุกหน่วยของตำรวจสอบสวนกลาง กองบัญชาการตำรวจนครบาล และตำรวจภูธรภาค 1-9 เปิดยุทธการ ‘พิทักษ์ประชาราษฎร์ 767’ กระจายกำลังเข้าตรวจค้นรวม 183 จุดทั่วประเทศ เพื่อกวาดล้างผู้มีอิทธิพล อาวุธปืนผิดกฎหมาย แก๊งเงินกู้ดอกเบี้ยโหด

 

ก่อนที่ต่อมาเวลา 08.30 น. พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พร้อมด้วย พล.ต.ท. อัคราเดช จะเดินทางมายังอาคารประชาอารักษ์ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เพื่อเข้าร่วมสั่งการผ่านห้องปฏิบัติการ Real Time Crime Center ซึ่งเป็นห้องควบคุมและมอนิเตอร์การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจแบบเรียลไทม์

 

พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ ระบุว่า สืบเนื่องจากนายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายให้เร่งปราบปรามกลุ่มผู้มีอิทธิพล ฮั้วประมูล มือปืนรับจ้าง เครือข่ายยาเสพติด แก๊งเงินกู้นอกระบบ และค้าอาวุธปืนออนไลน์ จนนำมาซึ่งปฏิบัติการครั้งนี้ที่เป็นการร่วมมือกันของตำรวจทุกหน่วยงานในการค้นหาเป้าหมายได้เกือบ 200 จุด ซึ่งภาพรวมในการตรวจค้นจับกุมตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้เป็นที่น่าพอใจ โดยก่อนหน้านี้เคยเปิดปฏิบัติการไปแล้ว 1 ครั้ง ระหว่างวันที่ 25-30 มิถุนายน 2567

 

สำหรับยุทธการครั้งนี้จากจำนวน 183 เป้าหมาย ขณะนี้เข้าตรวจค้นไปแล้ว 127 เป้าหมาย ยังมีอีกหลายจุดที่ยังไม่เสร็จสิ้น แต่โดยรวมถือว่าเป็นที่น่าพอใจ สามารถจับกุมผู้กระทำผิดและของกลางได้เป็นจำนวนมาก เช่น ยาบ้ากว่า 7 แสนเม็ด อาวุธปืนกว่า 700 กระบอก ซึ่งหลังจากนี้ได้กำชับแล้วว่าจะต้องเร่งขยายผลต่อเนื่อง ส่วนบางเป้าหมายที่หลบหนีไปได้ ยืนยันว่าข่าวไม่ได้หลุดรั่ว แต่อาจเป็นเพราะช่วงจังหวะที่เป้าหมายไม่อยู่ อย่างไรก็ตาม ไม่ต้องเป็นกังวล ได้สั่งกำชับให้เร่งติดตามต่อเนื่องแล้ว

 

เมื่อถามถึงกรณีกลุ่มเป้าหมายที่ตรวจค้นเป็นเครือข่ายบ้านใหญ่ต่างๆ นั้น พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ ยืนยันว่า ไม่เป็นกังวล เพราะทำตามหน้าที่ ต้องการให้ประชาชนเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ อยากให้เห็นว่ายุทธการครั้งนี้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างทีมสืบสวนและทีมปราบปรามของทุกหน่วยที่จับมือกัน และถือเป็นครั้งแรกที่มีการรวมตัวกันเป็นจำนวนมากของคณะผู้บัญชาการระดับสูงทุกหน่วย

 

“กลุ่มผู้มีอิทธิพลพวกนี้มักสร้างความเดือดร้อน ก่อกวน ถือเป็นภัยคุกคามชีวิตประชาชน ดังนั้นเราจึงไม่หวั่นวิตก” พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ กล่าว

The post ตำรวจสนธิกำลังทุกหน่วย ค้น 183 จุดทั่วประเทศ กวาดล้างกลุ่มอิทธิพล อาวุธปืนเถื่อน แก๊งเงินกู้ดอกเบี้ยโหด ยาเสพติด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดแผนเงินกู้ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ G7 ไฟเขียวช่วยยูเครน เงินมาจากไหน จัดสรรอย่างไร https://thestandard.co/g7-approves-50bn-ukraine-aid-plan-explained/ Mon, 17 Jun 2024 01:07:53 +0000 https://thestandard.co/?p=945886 G7

กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ หรือ G7 มีมติเห็นช […]

The post เปิดแผนเงินกู้ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ G7 ไฟเขียวช่วยยูเครน เงินมาจากไหน จัดสรรอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
G7

กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ หรือ G7 มีมติเห็นชอบให้นำรายได้จากทรัพย์สินของรัสเซียที่ถูกอายัดไว้มาเป็นเงินกู้ให้แก่ยูเครนจำนวน 5 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยเคียฟต่อสู้กับการรุกรานของรัสเซียต่อไป และเพื่อส่งสัญญาณท่าทีของชาติตะวันตกต่อมอสโก

 

ผู้นำประเทศสมาชิก G7 ได้แก่ อังกฤษ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากสหภาพยุโรป เห็นชอบแผนดังกล่าวในระหว่างการประชุมสุดยอด ณ รีสอร์ตหรู Borgo Egnazia ทางตอนใต้ของอิตาลี เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน หลังจากที่มีการเจรจาอย่างเข้มข้นมาเป็นเวลาหลายเดือน และหลังจากที่ในตอนแรก วอชิงตันตั้งใจจะยึดทรัพย์สินเหล่านั้นเอาไว้เอง แต่เผชิญกับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากประเทศต่างๆ ในยุโรป 

 

อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวเผยว่า แม้บรรดาผู้นำมีมติรับแผนเงินกู้ดังกล่าว แต่ยังเป็นเพียงการตกลงในหลักการ โดยยังมีคำถามสำคัญบางข้อที่ยังคงต้องหาคำตอบเพื่อให้แผนเงินกู้ดังกล่าวเดินหน้าต่อไปได้

 

เหตุใด G7 จึงเห็นชอบแผนเงินกู้นี้

 

ก่อนหน้านี้ สหภาพยุโรปได้เห็นชอบแผนการที่จะดึงเอาผลกำไรจากทรัพย์สินของรัสเซียที่ยึดไว้ไปใช้เป็นเงินทุนด้านอาวุธและความช่วยเหลืออื่นๆ ให้แก่ยูเครนอยู่แล้ว แต่วอชิงตันผลักดันให้เร่งรัดเบิกจ่ายเงินรายได้จากทรัพย์สินดังกล่าวออกมาเป็นเงินก้อนเพื่อมอบแก่ยูเครน

 

ผู้นำ EU เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ส่วนหนึ่ง เนื่องจากจะช่วยลดโอกาสที่ยูเครนอาจขาดเงินทุน หากอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเคยออกมาวิพากษ์วิจารณ์การช่วยเหลือของสหรัฐฯ ต่อยูเครน คว้าชัยได้รับเลือกตั้งกลับมาเป็นผู้นำสหรัฐฯ หรือรัฐสภาสหรัฐฯ ระงับการให้เงินช่วยเหลือแก่ยูเครนดังเช่นที่เกิดขึ้นมาแล้วก่อนหน้านี้

 

เงิน 5 หมื่นล้านดอลลาร์จะมาจากไหน

 

เงินกู้ดังกล่าวจะมาจากการจัดสรรของชาติสมาชิก G7 ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี แคนาดา และญี่ปุ่น รวมไปถึงสหภาพยุโรป โดยทางกลุ่มจะนำดอกเบี้ยจากทรัพย์สินของรัสเซียที่แต่ละประเทศอายัดไว้มาปล่อยกู้ให้แก่ยูเครน

 

ทั้งนี้ ทรัพย์สินของรัสเซีย เช่น เงินสำรองของธนาคารกลางราว 2.6 แสนล้านยูโร (2.81 พันล้านดอลลาร์) ถูกอายัดภายใต้มาตรการคว่ำบาตรที่ชาติตะวันตกบังคับใช้หลังจากที่มอสโกเปิดฉากบุกยูเครนในเดือนกุมภาพันธ์ 2022

 

ทรัพย์สินประมาณ 1.9 แสนล้านยูโรถูกเก็บไว้ใน Euroclear ซึ่งเป็นศูนย์รับฝากหลักทรัพย์กลางในเบลเยียม ทำให้ EU เป็นผู้เล่นหลักในแผนการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินดังกล่าว ขณะที่สหรัฐอเมริกายึดครองทรัพย์สินรัสเซียอยู่ประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์

 

สมาชิก G7 แต่ละชาติจะให้เงินกู้แก่ยูเครนกันเท่าไรบ้าง

 

ขณะนี้ยังไม่มีการกำหนดจำนวนเงินแน่นอนที่แต่ละชาติจะต้องรับผิดชอบ 

 

เจ้าหน้าที่อาวุโสของสหรัฐฯ รายหนึ่งเผยว่า วอชิงตันได้รับไฟเขียวจากสภาคองเกรสให้ปล่อยกู้ 5 หมื่นล้านดอลลาร์แก่ยูเครน แต่ขณะเดียวกันก็คาดว่าประเทศอื่นๆ จะอนุมัติเงินกู้แก่ยูเครนด้วยเช่นกัน ซึ่งนั่นจะช่วยลดจำนวนเงินกู้ในส่วนของวอชิงตัน

 

ด้านเจ้าหน้าที่สหภาพยุโรปเผยกับ Reuters ว่า EU ซึ่งรวมถึง 3 ประเทศสมาชิก G7 อย่างฝรั่งเศส เยอรมนี และอิตาลี สามารถจัดสรรเงินได้ประมาณครึ่งหนึ่งของแผนเงินกู้ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่แคนาดากล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี (13 มิถุนายน) ว่า พร้อมที่จะสมทบเงินกู้ 5 พันล้านดอลลาร์

 

ยูเครนจะได้รับเงินเมื่อไร

 

เงินสดส่วนหนึ่งจะมาถึงภายในสิ้นปีนี้ และบางส่วนจะทยอยมาหลังจากนั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถของยูเครนในการรับและเบิกจ่ายเงิน จากการเปิดเผยของแหล่งข่าว 2 ราย

 

เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเผยว่า ช่องทางการเบิกจ่ายนั้นจะแบ่งเป็นหลายช่องทาง ซึ่งสามารถใช้เพื่อวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน เช่น การทหาร งบประมาณ การฟื้นฟู และความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม 

 

นั่นจะเปิดทางให้ญี่ปุ่น ซึ่งไม่สามารถสนับสนุนค่าใช้จ่ายทางการทหารในต่างประเทศตามรัฐธรรมนูญ สามารถเข้าร่วมในแผนเงินกู้ได้

 

จะเกิดอะไรขึ้นหากทรัพย์สินถูกยกเลิกอายัด

 

มาตรการคว่ำบาตรของ EU ในการอายัดทรัพย์สินของรัสเซียนั้นจะมีการต่ออายุทุกๆ 6 เดือน ซึ่งต้องได้รับการอนุมัติจากสมาชิกสหภาพยุโรปทั้ง 27 ประเทศ

 

นั่นทำให้เกิดความเป็นไปได้ที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง เช่น ฮังการี ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับมอสโก อาจขัดขวางการต่ออายุและยกเลิกการอายัดทรัพย์สินดังกล่าว

 

เจ้าหน้าที่เผยว่า EU กำลังสำรวจทางเลือกต่างๆ เพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว เช่น ไม่ต้องต่ออายุบ่อยๆ  หรือการออกกฎหมายเพื่อเปิดทางให้สามารถอายัดทรัพย์สินต่อไปได้

 

ชาติตะวันตกคาดว่า หากยูเครนและรัสเซียบรรลุข้อตกลงสันติภาพ ทรัพย์สินที่ถูกอายัดไว้ดังกล่าวอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของเงินชดเชยที่ยูเครนจะได้รับ ซึ่งเคียฟจะสามารถนำไปใช้ชำระคืนเงินกู้ได้

 

รัสเซียมีความเห็นอย่างไรต่อเรื่องนี้

 

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (14 มิถุนายน) วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย กล่าวถึงการยึดทรัพย์สินของมอสโกโดยชาติตะวันตกว่าเป็น ‘การขโมย’ และการกระทำดังกล่าวจะต้องถูกลงโทษ

 

ด้าน มาเรีย ซาคาโรวา โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของรัสเซีย กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า การตอบสนองของมอสโกต่อแผนการของ G7 จะสร้างความเจ็บปวดอย่างมากให้กับ EU

 

ทั้งนี้ สหภาพยุโรปได้ประกาศว่า ดอกเบี้ยที่เกิดจากทรัพย์สินที่อายัดไว้นั้นถือเป็น ‘ลาภลอย’ ซึ่งรัสเซียไม่มีสิทธิเป็นเจ้าของ

 

ภาพ: Ludovic MARIN / AFP

อ้างอิง:

The post เปิดแผนเงินกู้ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ G7 ไฟเขียวช่วยยูเครน เงินมาจากไหน จัดสรรอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสิกรไทยลดดอกเบี้ยช่วยลูกค้า ‘กลุ่มเปราะบาง’ 0.25% นาน 6 เดือน มีผล 16 พ.ค. นี้ https://thestandard.co/kasikornbank-0-25-percent-rate-cut-vulnerable-customers/ Tue, 30 Apr 2024 07:34:45 +0000 https://thestandard.co/?p=928453 กสิกรไทย

ธนาคาร กสิกรไทย ประกาศปรับลดดอกเบี้ยช่วยเหลือลูกค้ากลุ่ […]

The post กสิกรไทยลดดอกเบี้ยช่วยลูกค้า ‘กลุ่มเปราะบาง’ 0.25% นาน 6 เดือน มีผล 16 พ.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสิกรไทย

ธนาคาร กสิกรไทย ประกาศปรับลดดอกเบี้ยช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มเปราะบาง 0.25% สำหรับเงินกู้ (Loan) ที่อ้างอิงอัตราดอกเบี้ยลอยตัว เป็นระยะเวลา 6 เดือน ทั้งลูกค้าบุคคลและ SMEs โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2567 ซึ่งลูกค้าจะได้รับการปรับลดดอกเบี้ยแบบอัตโนมัติโดยไม่ต้องลงทะเบียน

 

วันนี้ (30 เมษายน) รุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า จากปัญหาสภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่และไม่ทั่วถึง ธนาคารตระหนักถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจที่มีต่อลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง จึงออกนโยบายช่วยเหลือปรับลดดอกเบี้ย 0.25% สำหรับเงินกู้ (Loan) ที่อ้างอิงอัตราดอกเบี้ยลอยตัว เป็นระยะเวลา 6 เดือน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2567 เพื่อสะท้อนความห่วงใยของธนาคารที่มีต่อลูกค้าและความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มเปราะบางให้สามารถฟื้นตัวได้ดีขึ้น รวมถึงสนับสนุนเศรษฐกิจไทยให้เข้าสู่ภาวะสมดุลและสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยลูกค้าที่ได้รับความช่วยเหลือทั้งลูกค้าบุคคลและ SMEs มีจำนวนประมาณ 200,000 ราย วงเงินสินเชื่อรวมประมาณ 82,000 ล้านบาท

 

สำหรับลูกค้ากลุ่มเปราะบางของธนาคารกสิกรไทยที่จะได้รับความช่วยเหลือมี 2 กลุ่ม โดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้ 

 

  1. ลูกค้าบุคคลที่ใช้ผลิตภัณฑ์ ‘สินเชื่อบ้าน’ หรือ ‘สินเชื่อบ้านช่วยได้’ ที่มีวงเงินอนุมัติรวมกับธนาคารกสิกรไทยไม่เกิน 2,000,000 บาท ตามข้อมูลธนาคาร ณ วันที่ 31 มีนาคม 2567 และมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อเดือน ตามการประเมินของธนาคาร ณ วันที่ธนาคารพิจารณาอนุมัติสินเชื่อดังกล่าวครั้งล่าสุด

 

  1. ลูกค้า SMEs ที่มียอดค้างชำระเงินกู้กับธนาคารกสิกรไทยและวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนกับธนาคารกสิกรไทยรวมกันแล้วไม่เกิน 2,000,000 บาท ณ วันที่ 31 มีนาคม 2567 และมียอดขายไม่เกิน 200,000 บาทต่อเดือน ตามการประเมินของธนาคาร ณ วันที่ธนาคารพิจารณาอนุมัติสินเชื่อดังกล่าวครั้งล่าสุด

 

โดยลูกค้ากลุ่มเปราะบางทั้งสองกลุ่มที่จะได้รับความช่วยเหลือต้องมีสถานะหนี้เป็นปกติและยังไม่ได้รับการช่วยเหลือตามมาตรการอื่นๆ ของธนาคาร นอกจากนี้ถ้าลูกค้ากลุ่มเปราะบางใช้ผลิตภัณฑ์ทั้งสองประเภท ทั้งสินเชื่อบ้านและสินเชื่อ SMEs และเข้าหลักเกณฑ์ดังกล่าว จะได้รับการลดดอกเบี้ยทั้งสองผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ การคัดเลือกลูกค้าขึ้นอยู่กับดุลพินิจของธนาคารเป็นที่สิ้นสุด

 

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ยังเกิดขึ้นหลังจากพูดคุยของนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน และผู้บริหาร 4 ธนาคารใหญ่เมื่อสัปดาห์ก่อน รวมทั้งการประชุมของสมาคมธนาคารไทยที่ออกแนวทางช่วยเหลือเพิ่มเติม เพื่อลดภาระดอกเบี้ยให้กลุ่มเปราะบางทั้งลูกค้าบุคคลและ SMEs

 

ทั้งนี้ ลูกค้ากลุ่มเปราะบางที่ได้รับการพิจารณาจากธนาคารในโครงการความช่วยเหลือนี้จะได้รับการปรับลดดอกเบี้ยแบบอัตโนมัติโดยไม่มีค่าธรรมเนียมใดๆ และไม่ต้องลงทะเบียน ซึ่งธนาคารจะดำเนินการส่ง SMS แจ้งให้ลูกค้าท่านนั้นทราบ (โดยไม่มีการแนบลิงก์) ตามเบอร์โทรศัพท์ที่ได้ให้ไว้กับธนาคาร

The post กสิกรไทยลดดอกเบี้ยช่วยลูกค้า ‘กลุ่มเปราะบาง’ 0.25% นาน 6 เดือน มีผล 16 พ.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ขอบคุณทุกหน่วยงาน ไม่สนกำไรช่วยเหลือบุคลากรรัฐ 11 หน่วยงานแก้หนี้เงินกู้ https://thestandard.co/srettha-thavisin-15032024/ Fri, 15 Mar 2024 06:24:16 +0000 https://thestandard.co/?p=911483

วันนี้ (15 มีนาคม) เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนต […]

The post นายกฯ ขอบคุณทุกหน่วยงาน ไม่สนกำไรช่วยเหลือบุคลากรรัฐ 11 หน่วยงานแก้หนี้เงินกู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (15 มีนาคม) เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมรับฟังการแถลงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาหนี้สินเงินกู้ของบุคลากรภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐ จำนวน 11 หน่วยงาน โดยมีรัฐมนตรี ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และตัวแทนสถาบันการเงินของรัฐ ร่วมรับฟังการแถลงจากตัวแทนผู้บัญชาการเหล่าทัพ 

 

ได้แก่ พล.อ. อนุสรรค์ คุ้มอักษร รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พล.อ. สวราชย์ แสงผล หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา, พล.อ.อ. ณรงค์ อินทชาติ รองผู้บัญชาการทหารอากาศ, พล.ร.อ. ชลธิศ นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ, ตัวแทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.ท. ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลัง, ว่าที่ ร.ต. ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นิรันดร์ มูลธิดา รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์, นพ.กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข, วิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน (ประธานกรรมการสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ) และ ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย (ประธานสมาคมธนาคารไทย) ร่วมแถลง 

 

พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ในฐานะรองประธานกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินฯ กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่ามีบุคคลมีหนี้รวมสูงกว่า 16 ล้านล้านบาท เช่น เป็นหนี้สินในระบบ หนี้บ้านเช่า หนี้ซื้อรถยนต์ หนี้บัตรเครดิต และหนี้สินเชื่อพาณิชย์ฯ หลังจากที่นายกรัฐมนตรีสั่งการให้มีมาตรการในการแก้ปัญหา โดยใช้แนวทางกระทรวงศึกษาธิการที่มีมาตรการให้หักเงินเดือนและเหลือดำรงชีพไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 พบว่า มีบุคลากรภาครัฐจำนวน 3.1 ล้านคน เป็นหนี้สถาบัน1,378 แห่ง ลูกหนี้  2.8 คน มีมูลหนี้ 3.3 ล้านบาท เมื่อมีการดำเนินการตามมาตรการ ถือว่ามีความคืบหน้าตามที่มีข้อสั่งการ

 

ขณะที่เศรษฐากล่าวมอบนโยบายว่า ขอขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และชื่นชมในความตั้งใจทำงาน ส่วนตัวเชื่อว่าหลายคนอาจจะไม่ได้ประสบปัญหาเยอะแบบเดียวกับข้าราชการอีกหลายแสนคน ข้าราชการเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศชาติ แต่ยังมีหนี้สินชักหน้าไม่ถึงหลัง ทำงานเท่าไรก็ไม่พอใช้ดอกเบี้ย ถือเป็นสารตั้งต้นหายนะของประเทศ ต้องขอใช้คำนี้ เพราะไม่ใช่แค่เพียงมีเงินไม่พอ แต่หันไปพึ่งสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น ยาเสพติด เพื่อทำให้จิตใจดีขึ้น สบายใจขึ้น ถือเป็นความเข้าใจผิด หรือไปทุจริตประพฤติมิชอบ เป็นสารตั้งต้นที่ไม่ถูกต้อง 

 

ฉะนั้นการรวมตัวกันในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขกฎหมายว่าไม่ต้องออกจากราชการ มีเงินใช้ 30% รวมถึงสินเชื่อพิเศษลดดอกเบี้ย ตนเข้าใจว่าหลายหน่วยงานต้องหวังเรื่องการปันผลหรือผลกำไร แม้ว่าแบงก์ชาติจะไม่ลด แต่หน่วยงานช่วยกันลด ก็ขอขอบคุณจากใจจริง และเชื่อว่าข้าราชการในหน่วยงานนั้นก็ขอบคุณเช่นเดียวกัน 

 

เศรษฐายังกล่าวอีกว่า เข้าใจว่าแต่ละหน่วยงานมีเป้าหมายของตัวเอง การที่ต้องเฉือนเนื้อเพื่อลดกำไรถือเป็นเรื่องที่ดี และฝากให้หน่วยงานสหกรณ์เข้ามาร่วมโครงการนี้ให้มากขึ้น ขอให้ทำงานหนักขึ้น เชิญให้เข้ามาอยู่ในระบบให้มากขึ้น เพราะทุกวันนี้หนี้สินเหล่านี้ไม่ได้ลดลงไป แม้ทุกคนที่อยู่ตรงนี้จะมีขีดจำกัดในการทำงาน เพราะเป็นผู้บริหารระดับสูง แต่จะต้องหาวิธีการในการแก้ปัญหา ขอให้ทะเยอทะยานมากขึ้น พยายามช่วยเหลือประชาชนให้มากยิ่งขึ้นไปอีก เชื่อว่าผู้นำเหล่าทัพมีความใกล้ชิดและเข้าใจความลำบากของประชาชนอยู่แล้ว 

 

The post นายกฯ ขอบคุณทุกหน่วยงาน ไม่สนกำไรช่วยเหลือบุคลากรรัฐ 11 หน่วยงานแก้หนี้เงินกู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทร. เตรียมคืนเงินกู้เรือหลวงสุโขทัย 90 ล้านบาท ให้รัฐบาลแจ้งไทม์ไลน์ปฏิบัติการวันที่ 3 เข้าตรวจสอบภายในเรือ https://thestandard.co/navy-returning-htms-sukhothai-loan/ Sat, 24 Feb 2024 03:43:03 +0000 https://thestandard.co/?p=903846 เรือหลวงสุโขทัย

วานนี้ (23 กุมภาพันธ์) พล.ร.ต. วีรุดม ม่วงจีน โฆษกกองทั […]

The post ทร. เตรียมคืนเงินกู้เรือหลวงสุโขทัย 90 ล้านบาท ให้รัฐบาลแจ้งไทม์ไลน์ปฏิบัติการวันที่ 3 เข้าตรวจสอบภายในเรือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรือหลวงสุโขทัย

วานนี้ (23 กุมภาพันธ์) พล.ร.ต. วีรุดม ม่วงจีน โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เป็นวันที่ 2 ของปฏิบัติการค้นหาและปลดวัตถุอันตรายของเรือหลวงสุโขทัย โดยชุดปฏิบัติการของกองทัพเรือไทยและกองทัพเรือสหรัฐฯ บนเรือ Ocean Valor ที่จอดอยู่บริเวณอ่าวไทย ใกล้จุดที่เรือหลวงสุโขทัยอับปาง ในพื้นที่อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมีการดำน้ำจำนวน 4 เที่ยว ดังนี้

 

  • เที่ยวที่ 1 ได้ดำเนินการถอดป้ายเรือหลวงสุโขทัยเป็นผลสำเร็จ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเริ่มต้นปฐมฤกษ์ที่ดี และเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่กำลังพลชุดดำน้ำของทั้ง 2 ประเทศ กับความสำเร็จในก้าวแรกของปฏิบัติการครั้งนี้
  • เที่ยวที่ 2 ทำการถ่ายภาพตรวจวัดตำบลที่รอยทะลุข้างตัวเรือกราบซ้าย
  • เที่ยวที่ 3 ทำการสำรวจสะพานเดินเรือ ซึ่งชุดปฏิบัติการได้ทำการถ่ายภาพ นำพระพุทธรูป และเอกสารบางส่วนบนสะพานเดินเรือกลับขึ้นมายังผิวน้ำ เพื่อนำไปเก็บรักษาและใช้ประกอบการสอบสวนต่อไป
  • เที่ยวที่ 4 เป็นการดำลงไปตรวจสอบโครงกันคลื่นบริเวณหน้าป้อมปืนซึ่งมีรอยฉีกขาด ซึ่งผลการปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

 

โฆษกกองทัพเรือกล่าวอีกว่า พล.ร.อ. อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) มอบหมายให้ พล.ร.ท. ประกอบ สุขสมัย ปลัดบัญชีทหารเรือ ลงนามในหนังสือกองทัพเรือ เสนอสำนักงบประมาณเพื่อนำส่งคืนงบประมาณจำนวน 90 ล้านบาทที่เหลือสำหรับการกู้และลำเลียงเรือหลวงสุโขทัย ส่งคืนเพื่อให้รัฐบาลนำไปใช้ในการช่วยเหลือประชาชนต่อไป

 

สำหรับการปฏิบัติการในวันนี้ (24 กุมภาพันธ์) จะทำการดำน้ำสำรวจทั้งภายนอกและภายในเรือหลวงสุโขทัย ทั้งหมด 4 เที่ยว 

 

  • เที่ยวที่ 1 สำรวจห้องผู้บังคับการเรือ
  • เที่ยวที่ 2 สำรวจห้องใต้ป้อมปืน 76/62 (OTO Melara 76 mm gun) และรอยฉีกบนเพดานใต้โครงกันคลื่น (Wave Breaker)
  • เที่ยวที่ 3 สำรวจประตูทางลงห้องเครื่องจักรใหญ่ 
  • เที่ยวที่ 4 ดำลงไปเพื่อเปิดประตูผนึกน้ำท้ายเรือห้องเครื่องจักรใหญ่ ห้องเครื่องไฟฟ้าฉุกเฉิน และฝาทางเข้าช่องลำเลียงอาวุธปล่อยนำวิถีอัสปิเด (Hatch Reload Aspide)

The post ทร. เตรียมคืนเงินกู้เรือหลวงสุโขทัย 90 ล้านบาท ให้รัฐบาลแจ้งไทม์ไลน์ปฏิบัติการวันที่ 3 เข้าตรวจสอบภายในเรือ appeared first on THE STANDARD.

]]>