อาคารสำนักงาน Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/อาคารสำนักงาน/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 03 Aug 2026 13:17:47 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Cafe LOM คาเฟ่เรือนกระจกเปิดใหม่ย่านพระราม 9 พื้นที่พักใจสำหรับคนเมือง https://thestandard.co/life/cafe-lom-glasshouse-rama-9/ Tue, 04 Aug 2026 01:12:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1237774 Cafe LOM คาเฟ่เรือนกระจกเปิดใหม่ย่านพระราม 9 บรรยากาศร่มรื่น

ท่ามกลางอาคารสำนักงานและการจราจรที่ไม่เคยหยุดนิ่งของย่า […]

The post Cafe LOM คาเฟ่เรือนกระจกเปิดใหม่ย่านพระราม 9 พื้นที่พักใจสำหรับคนเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Cafe LOM คาเฟ่เรือนกระจกเปิดใหม่ย่านพระราม 9 บรรยากาศร่มรื่น

ท่ามกลางอาคารสำนักงานและการจราจรที่ไม่เคยหยุดนิ่งของย่านพระราม 9 มีหนึ่งคาเฟ่ถือกำเนิดขึ้นภายใน Raintree Office Garden โครงการพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ นั่นก็คือ Cafe Lom ที่เจ้าของร้านตั้งใจให้เป็นมากกว่าที่ซื้อกาแฟ แต่ต้องการเป็นพื้นที่ให้คนทำงานและคนในละแวกใกล้เคียงได้หยุดพักจากจังหวะเร่งรีบของเมือง

 

ส่วนชื่อร้านคำสั้นๆ อย่าง ‘ลม’ สื่อถึงความโปร่งเบา ความสงบ และความรู้สึกสบายใจเมื่อได้ปล่อยตัวเองไปกับบรรยากาศรอบข้าง ขณะเดียวกันยังเชื่อมโยงกับพื้นที่ข้างเคียง Rin at Raintree ที่ใช้ชื่อว่า ‘ริน’ ซึ่งมีความหมายถึงป่าในภาษาญี่ปุ่น เมื่อนำสององค์ประกอบมารวมกัน จึงเกิดเป็นภาพของพื้นที่สีเขียวที่มีทั้งต้นไม้ ร่มเงา และสายลมเคลื่อนไหวอยู่ใจกลางเมือง

 

ภายนอกร้านมีต้นไม้ใหญ่เดิมกระจายตัวอยู่แล้ว ก่อนจะเพิ่มต้นไม้เข้ามาเติมความเขียวให้หนาแน่นขึ้น โดยเฉพาะพันธุ์ไม้จากภาคอีสานที่ถูกนำมาจัดวางให้เกิดเลเยอร์ของธรรมชาติรอบตัวร้าน ทำให้แม้จะอยู่ไม่ไกลจากถนนสายหลัก แต่บรรยากาศกลับสงบและแยกตัวออกจากความวุ่นวายได้อย่างน่าประหลาดใจ

 

Cafe LOM คาเฟ่เรือนกระจกเปิดใหม่ย่านพระราม 9 บรรยากาศร่มรื่น 1

Cafe LOM คาเฟ่เรือนกระจกเปิดใหม่ย่านพระราม 9 บรรยากาศร่มรื่น 2

 

แนวคิดของ Cafe Lom เริ่มต้นจากการลดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็น และเปิดเผยโครงสร้างของร้านอย่างตรงไปตรงมา ผนังกระจกใสรอบด้านช่วยลดเส้นแบ่งระหว่างพื้นที่ภายในกับสวนภายนอก ขณะที่โทนสีเอิร์ธโทนทำให้ร้านกลมกลืนไปกับสีของต้นไม้และแสงแดด

 

แทนที่จะตกแต่งร้านด้วยรายละเอียดจำนวนมาก ที่นี่เลือกปล่อยให้แสงธรรมชาติ เงาไม้ และบรรยากาศที่เปลี่ยนไปตามช่วงเวลาของวันกลายเป็นพระเอก จึงเป็นคาเฟ่ที่ให้ความรู้สึกแตกต่างกันเล็กน้อยในแต่ละครั้งที่มาเยือน และชวนให้เราใช้เวลากับสิ่งรอบตัวอย่างช้าลงโดยไม่ต้องพยายาม

 

Cafe LOM คาเฟ่เรือนกระจกเปิดใหม่ย่านพระราม 9 บรรยากาศร่มรื่น 3

Cafe LOM คาเฟ่เรือนกระจกเปิดใหม่ย่านพระราม 9 บรรยากาศร่มรื่น 4

 

The Vibe

 

ตัวร้านเป็นเรือนกระจกมินิมอลที่เปิดรับแสงจากทุกทิศทาง แสงแดดที่ลอดผ่านใบไม้และผนังกระจกเข้ามาช่วยให้บรรยากาศด้านในดูอบอุ่น โปร่งสบาย และไม่รู้สึกเหมือนกำลังนั่งอยู่ในอาคารปิด

 

ที่นั่งมีทั้งโซนภายในร้านและพื้นที่สวนด้านนอก โดยแต่ละมุมเหมาะกับการใช้งานต่างกันไป จะหยิบหนังสือมานั่งอ่าน เปิดแล็ปท็อปทำงาน นัดคุยกันแบบไม่เป็นทางการ หรือแวะมาพักสมองสักครึ่งชั่วโมงก็ได้ทั้งหมด

 

ช่วงที่เราไปเป็นวันหยุดบรรยากาศเลยค่อนข้างคึกคัก ส่วนคนที่อยากได้ความสงบ เราแนะนำให้แวะมาในวันธรรมดาหรือช่วงเช้าแทน

 

Cafe LOM คาเฟ่เรือนกระจกเปิดใหม่ย่านพระราม 9 บรรยากาศร่มรื่น 5

Cafe LOM คาเฟ่เรือนกระจกเปิดใหม่ย่านพระราม 9 บรรยากาศร่มรื่น 6

Cafe LOM คาเฟ่เรือนกระจกเปิดใหม่ย่านพระราม 9 บรรยากาศร่มรื่น 7

 

The Taste

 

เมนูของที่นี่เน้นเครื่องดื่มที่ดื่มได้ในชีวิตประจำวัน ควบคู่ไปกับเบเกอรีโฮมเมดสูตรของคุณน้าเจ้าของร้าน ให้ความรู้สึกเหมือนได้กินขนมฝีมือคนในครอบครัวมากกว่า

 

ฝั่งกาแฟมีเมนูพื้นฐานให้เลือกครบ ส่วนคนที่ไม่ดื่มกาแฟก็ยังมีชา มัทฉะ และเครื่องดื่มสดชื่นให้เลือกหลายแบบ

 

ช่วงเช้าที่เราไป เลยได้ลอง Hot Latte (80 บาท) ลาเต้ร้อนเสิร์ฟในแก้วเซรามิกสุดเก๋ ร้านใช้เมล็ดกาแฟเบลนด์จากไทยและบราซิล คั่วระดับ Medium to Dark ให้โทนรสของดาร์กช็อกโกแลต คาราเมล และถั่ว รสชาตินุ่ม ดื่มง่าย 

 

Cafe LOM คาเฟ่เรือนกระจกเปิดใหม่ย่านพระราม 9 บรรยากาศร่มรื่น 8

 

พอนั่งไปสักพัก แน่นอนว่าเราจะไม่พลาดที่สั่ง Coconut Matcha (120 บาท) 

ความหวานตามธรรมชาติของน้ำมะพร้าวเข้ากันได้ดีกับมัทฉะที่ร้านเลือกใช้ รสชาติเบาและสดชื่น เหมาะกับวันที่อยากได้เครื่องดื่มที่ปลุกความสดใสโดยไม่หนักจนเกินไป

 

ส่วนเบเกอรี่ก็เป็นสูตรโฮมเมด Lemon Cheese Pie (120 บาท) เลมอนชีสพาย ที่เนื้อพายหอมมัน ตัดด้วยเลมอนรสเปรี้ยวอมหวาน สดชื่น ไม่เลี่ยน เหมาะกับการกินคู่กับกาแฟร้อน

 

Basque Burnt Cheesecake (110 บาท) ชีสเค้กหน้าไหม้เนื้อเนียน มีกลิ่นหอมจากผิวด้านบนที่อบจนเกรียมเล็กน้อย เข้มข้นกำลังดี และครีมมี่เบาๆ

 

Cafe LOM คาเฟ่เรือนกระจกเปิดใหม่ย่านพระราม 9 บรรยากาศร่มรื่น 9

Cafe LOM คาเฟ่เรือนกระจกเปิดใหม่ย่านพระราม 9 บรรยากาศร่มรื่น 10

 

Good for

 

ไม่ว่าคุณจะเป็นคนทำงานย่านพระราม 9 ที่กำลังมองหาสถานที่พักจากหน้าจอ หรือคนที่ชอบคาเฟ่ธรรมชาติ แสงสวย และบรรยากาศไม่เร่งรีบ ที่นี่อาจไม่ใช่คาเฟ่ที่ทำให้เราหลุดออกจากเมืองอย่างสมบูรณ์ แต่ก็ยังเป็นมุมเล็กๆ ที่ช่วยให้เมืองดูเบาลง ก่อนที่เราจะลุกขึ้นและกลับไปใช้ชีวิตต่อด้วยความรู้สึกที่ผ่อนคลายกว่าเดิม

 

Cafe Lom

Location: ตั้งอยู่ในโครงการ Raintree Office Garden พระราม 9 ซอย 17

Open: ร้านเปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00-17.00 น.

Contact: Cafe Lom

Parking: มีที่จอดรถในโครงการ

Budget: ราคา 100-300 บาท

 

 

The post Cafe LOM คาเฟ่เรือนกระจกเปิดใหม่ย่านพระราม 9 พื้นที่พักใจสำหรับคนเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สิงห์ เอสเตท’ ประกาศกำไรสุทธิ Q1/69 ที่ 49 ล้านบาท โต 12 เท่า YoY หลัง ธุรกิจโรงแรมโตโดดเด่น https://thestandard.co/singha-estate-q1-profit-hotel-growth/ Mon, 18 May 2026 07:53:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1208449 ภาพแสดงผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ของบริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) เน้นธุรกิจโรงแรมที่เติบโตโดดเด่น

บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S ผู้พัฒนาและลงท […]

The post ‘สิงห์ เอสเตท’ ประกาศกำไรสุทธิ Q1/69 ที่ 49 ล้านบาท โต 12 เท่า YoY หลัง ธุรกิจโรงแรมโตโดดเด่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ของบริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) เน้นธุรกิจโรงแรมที่เติบโตโดดเด่น

บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S ผู้พัฒนาและลงทุนในอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 มีกำไรสุทธิจำนวน 49 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 12 เท่า จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

ขณะที่มีรายได้จากการดำเนินงานรวม 3,263 ล้านบาท ลดลง 3% เมื่อเปรียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน บริษัทฯ ยังรักษาความสามารถในการทำกำไรได้อย่างแข็งแกร่ง โดยมีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 2% สู่ระดับ 1,371 ล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มเป็น 42% จาก 40% ในปีก่อน ขณะที่กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) อยู่ที่ 935 ล้านบาท โดยมีอัตราการทำกำไร หรือ EBITDA Margin เพิ่มขึ้นเป็น 28.7% จาก 27.8% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

ชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S เปิดเผยว่า แม้เศรษฐกิจชะลอตัวและความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยกดดันการดำเนินธุรกิจ แต่บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าด้วยกลยุทธ์ที่เน้นสร้างฐานกำไรจากธุรกิจรายได้ต่อเนื่อง มุ่งสร้างการเติบโตร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ ควบคู่การบริหารต้นทุนและความเสี่ยงอย่างเหมาะสม โดยโครงสร้างธุรกิจหลักทั้ง 4 กลุ่ม ยังช่วยเสริมเสถียรภาพการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 ของกลุ่มธุรกิจโรงแรมยังเติบโตโดดเด่น โดยโรงแรมในประเทศไทยและมัลดีฟส์รักษาอัตราการเข้าพักสูงที่ 87% และ 89% ตามลำดับ

 

พร้อมปรับเพิ่มอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยต่อคืน (ADR) ขึ้น 9% สู่ระดับ 13,951 บาท และ 18% สู่ระดับ 532 ดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ RevPAR เติบโต 8% สู่ระดับ 12,075 บาท และ 17% สู่ระดับ 473 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ ซึ่งนับเป็นสถิติ RevPAR สูงสุดใหม่ของไตรมาส 1 ในทั้งสองประเทศ ขณะที่ RevPAR เฉลี่ยทั้งพอร์ตเพิ่มขึ้นราว 3% มาอยู่ที่ระดับ 4,866 บาท สะท้อนความแข็งแกร่งของแบรนด์และกลยุทธ์การตลาดที่สามารถดึงดูดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างต่อเนื่อง

 

สำหรับธุรกิจอาคารสำนักงานให้เช่ายังคงมีทิศทางเติบโตต่อเนื่องในไตรมาส 1 จากการทยอยเข้าใช้พื้นที่ของผู้เช่ารายใหญ่ ส่งผลให้อัตราการเช่าเฉลี่ยของอาคารสิงห์ คอมเพล็กซ์ เพิ่มขึ้นเป็น 90% จาก 85% ณ สิ้นปี 2568 ขณะที่อาคารเอส โอเอซิส ปรับเพิ่มเป็น 52% จาก 47%

 

นอกจากนี้ อาคารเอส โอเอซิส ยังสามารถปิดดีลผู้เช่ารายใหญ่เพิ่มเติมในไตรมาสที่ 2 พร้อมดันอัตราการเช่าถึง 60% เป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมการเติบโตของรายได้ของธุรกิจอาคารสำนักงานในปีนี้

 

ขณะที่ธุรกิจที่พักอาศัยมีแรงขับเคลื่อนรายได้หลักในไตรมาส 1 จากโครงการภายใต้แบรนด์สริน ณอน และคอนโด ดิ เอ็กซ์โทร พญาไท-รางน้ำ ซึ่งยังคงได้รับการตอบรับที่ดีและสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่โครงการ วันริเวอร์ พระราม 3 มูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท ล่าสุด ณ เดือนเมษายนที่ผ่านมา เหลือห้องรอการขายเพียง 1 ห้องสุดท้าย สะท้อนความเชื่อมั่นของลูกค้าต่อศักยภาพโครงการและทำเล โดยปัจจุบันการก่อสร้างคืบหน้ากว่า 40% และคาดว่าจะทยอยส่งมอบโครงการได้ภายในปี 2570

 

ด้านธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน ในไตรมาส 1 ปีนี้ บริษัทฯ ได้ลงนามซื้อขายที่ดินเพิ่มเติม 13 ไร่ ให้แก่ บริษัท โอเรียนทอล ยูหง จำกัด และได้ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์เรียบร้อยแล้วในเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยบริษัทฯ จะทยอยรับรู้รายได้จากรายการดังกล่าวในไตรมาส 2 ปี 2569 ต่อไป

 

“สำหรับช่วงที่เหลือของปี 2569 นอกเหนือจากความสามารถในการทำรายได้และกำไรจากธุรกิจต่อเนื่องอย่างธุรกิจโรงแรมและอาคารสำนักงานที่สร้างฐานกำไรที่แข็งแกร่งให้บริษัทแล้ว บริษัทยังมีปัจจัยบวกต่อการเติบโตของรายได้และกำไรอย่างมีนัยสำคัญ จากรายได้จากการขายที่ดินในธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมเอส อ่างทอง ซึ่งถือเป็นพื้นที่ศักยภาพที่มีความพร้อมในระบบไฟฟ้าและระบบน้ำ สอดรับกับแนวโน้มการลงทุนจากต่างชาติในภาคอุตสาหกรรมที่ดีต่อเนื่อง โดยบริษัทอยู่ในระหว่างการเจรจาขายพื้นที่ให้กับนักลงทุนรายใหญ่หลายราย และคาดว่าจะมีความชัดเจนเพิ่มเติมในระยะถัดไป” ชัยรัตน์ กล่าว

The post ‘สิงห์ เอสเตท’ ประกาศกำไรสุทธิ Q1/69 ที่ 49 ล้านบาท โต 12 เท่า YoY หลัง ธุรกิจโรงแรมโตโดดเด่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
โปรเจกต์รีเฟรชศูนย์ราชการฯ จากคอนกรีตสู่เมืองคาร์บอนต่ำ https://thestandard.co/life/government-complex-low-carbon-city-refresh/ Thu, 11 Dec 2025 10:41:37 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1153604

โปรเจกต์รีเฟรชศูนย์ราชการฯ จากคอนกรีตสู่เมืองคาร์บอนต่ำ […]

The post โปรเจกต์รีเฟรชศูนย์ราชการฯ จากคอนกรีตสู่เมืองคาร์บอนต่ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>

โปรเจกต์รีเฟรชศูนย์ราชการฯ จากคอนกรีตสู่เมืองคาร์บอนต่ำ

 

กว่า 20 ปี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ เคยเป็นภาพจำของยุคที่รถยนต์ครองเมือง และพื้นที่โดยรอบถูกล้อมรอบด้วยลานจอดขนาดใหญ่ ถนนคอนกรีต แถมพื้นที่สีเขียวที่มีไว้ประดับมากกว่าทำงานจริง แต่เมื่อสภาพภูมิอากาศเริ่มมีปัญหา ทั้งความร้อนจัด น้ำท่วม และมลพิษ กรุงเทพฯ และศูนย์ราชการแห่งนี้จึงต้องเร่งหาทางพลิกเกมให้พื้นที่แห่งนี้มีความทันสมัยตามแบบสถาปัตยกรรมยุคใหม่

 

ภาพมุมสูงของศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ที่เต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียว ภาพมุมสูงของศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ที่เต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียว ภาพมุมสูงของศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ที่เต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียว

 

และ จุดเปลี่ยนสำคัญคือการมาของรถไฟฟ้าสายสีชมพู ซึ่งเปิดโอกาสให้ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด หรือ DAD Asset Development ปรับพื้นที่ราชการขนาด 378 ไร่นี้ใหม่หมดด้วยแนวคิด “Low-Carbon City Working with Nature” เพื่อเปลี่ยนภาพจำเดิมๆ ระหว่างเมืองกับธรรมชาติ ตั้งเป้าให้ศูนย์ราชการจากเดิมที่เป็นพื้นที่ที่มีแต่รถและคอนกรีต ให้กลายเป็นพื้นที่ที่มนุษย์และระบบนิเวศทำงานร่วมกันอย่างแท้จริง

 

ภาพมุมสูงของศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ที่เต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียว ภาพมุมสูงของศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ที่เต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียว ภาพมุมสูงของศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ที่เต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียว

 

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จึงเริ่มต้นแนวคิดจากการให้มนุษย์เป็นศูนย์กลางการออกแบบ และให้ความสำคัญกับคนมากกว่ารถที่จะเข้ามา ด้วยการทำ Skywalk เชื่อมสถานีรถไฟฟ้าสู่ใจกลางศูนย์ราชการ การวิ่งของรถมินิบัสไฟฟ้าแบบไร้มลพิษ และการปรับคอขวดจราจรหน้าอาคาร B–C ให้เป็นสวนสาธารณะระดับพื้นดินที่คืนพื้นที่ให้คน

 

ภาพมุมสูงของศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ที่เต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียว ภาพมุมสูงของศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ที่เต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียว ภาพมุมสูงของศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ที่เต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียว

 

ต่อด้วยการเปลี่ยนโครงสร้างสีเทาทั้งหลาย เช่น ลานจอดโล่ง หลังคาที่ไม่เคยใช้งาน บ่อน้ำประดับ ให้กลายเป็นโครงสร้างสีน้ำเงิน และ เขียวที่ทำงานร่วมกับธรรมชาติ เช่น สวนลอยฟ้าบนอาคาร A ที่ต้อนรับผู้คนจาก Skywalk อาคารจอดรถ D ที่กลายเป็น “ฟองน้ำยักษ์” จัดการน้ำ พลังงาน อาหารในโครงสร้างเดียว และ B-Park ที่รีไซเคิลน้ำเสียให้กลายเป็นหัวใจเย็นของอาคาร B นอกจากนี้ ถนนคอนกรีตทั่วพื้นที่ยังได้รับการแปลงร่างเป็นเครือข่ายเส้นทางร่มไม้ ปลูกต้นไม้พื้นถิ่นกว่า 5,500 ต้น พร้อมระบบชะลอน้ำตามธรรมชาติ และปิดท้ายด้วยการยกระดับอาคาร C ให้เป็นสถาปัตยกรรมพึ่งพาตนเอง ผลิตพลังงานสะอาด และจัดการภูมิอากาศจุลภาคด้วยตัวเอง ตั้งแต่โซลาร์เซลล์ไปจนถึงสวนบนหลังคาเกือบ 2 หมื่นตร.ม.

 

ภาพมุมสูงของศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ที่เต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียว ภาพมุมสูงของศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ที่เต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียว ภาพมุมสูงของศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ที่เต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียว

 

วันนี้ผลลัพธ์เริ่มชัดเจนและจับต้องได้ พื้นที่สีเขียวพุ่งจาก 36 ไร่เป็น 138 ไร่ โดย 47 ไร่เปลี่ยนจากคอนกรีตเป็นพื้นที่ซึมน้ำได้จริง อุณหภูมิลดลงได้สูงสุด 9°C ความหลากหลายทางชีวภาพกลับมา ระบบน้ำและพลังงานทำงานอย่างสมดุล และพื้นที่ราชการกลายเป็นที่ที่เดินแล้วสบาย หายใจแล้วรู้สึกดี และเปลี่ยนให้ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ราชการอีกต่อไป แต่เป็นพื้นที่สีเขียวที่มีชีวิต และ คาร์บอนต่ำที่ไทยสามารถนำไปต่อยอดสู่อนาคต พร้อมพิสูจน์ว่าเมื่อเมืองทำงานร่วมกับธรรมชาติ ทุกอย่างไปได้ไกลกว่าเดิมมาก

 

ภาพ: ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

The post โปรเจกต์รีเฟรชศูนย์ราชการฯ จากคอนกรีตสู่เมืองคาร์บอนต่ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมืองไทยประกันชีวิตลุยสินทรัพย์คุณภาพสูง-สร้างผลตอบแทนระยะยาว ล่าสุดรุกตลาดอาคารสำนักงานให้เช่า เปิดตัว ‘66 Tower’ คาดปลายปีนี้อัตราการปล่อยเช่าอยู่ที่ 70% https://thestandard.co/66-tower-office-rental-launch/ Wed, 03 Jul 2024 07:00:34 +0000 https://thestandard.co/?p=953377

เมืองไทยประกันชีวิต เปิดตัว ‘66 Tower’ อาคารสำนักงานให้ […]

The post เมืองไทยประกันชีวิตลุยสินทรัพย์คุณภาพสูง-สร้างผลตอบแทนระยะยาว ล่าสุดรุกตลาดอาคารสำนักงานให้เช่า เปิดตัว ‘66 Tower’ คาดปลายปีนี้อัตราการปล่อยเช่าอยู่ที่ 70% appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมืองไทยประกันชีวิต เปิดตัว ‘66 Tower’ อาคารสำนักงานให้เช่าย่านสุขุมวิทอย่างเป็นทางการ มูลค่าโครงการ 3.6 พันล้านบาท ตามแผนการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ พร้อมเดินหน้าขยายลงทุนกองรีท (REIT) สร้างผลตอบแทนดีต่อเนื่อง จากปัจจุบันมีสินทรัพย์รวม 6 แสนล้านบาท

 

สาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL เปิดตัวอาคาร ‘66 Tower’ ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานให้เช่า ภายใต้คอนเซปต์ Human Centric Living Workplace โดย ‘66 Tower’ เป็นอาคารสำนักงานให้เช่าเกรดเอบนถนนสุขุมวิท มูลค่าโครงการ 3.6 พันล้านบาท มุ่งเน้นออกแบบพื้นที่ โดยเน้นผู้ใช้งานอาคารเป็นศูนย์กลาง บนเนื้อที่ 4-2-32 ไร่ สูง 28 ชั้น พื้นที่เช่าทั้งหมดประมาณ 30,000 ตารางเมตร โครงการได้ก่อสร้างแล้วเสร็จ และเริ่มเปิดให้บริการเต็มรูปแบบตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา

 

ทั้งนี้ 66 Tower มีบริษัท ซีบีอาร์อี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CBRE เป็นตัวแทนในการปล่อยเช่าพื้นที่สำนักงานหลักของโครงการ ปัจจุบันมีอัตราการปล่อยเช่า (Occupancy Rate) อยู่ที่ระดับ 60% ซึ่งปลายปี 2567 ตั้งเป้าอัตราการปล่อยเช่าอยู่ที่ 70% และปี 2568 อยู่ที่ 80-90% และปี 2569 จะเต็ม 100%

 

สาระกล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมีสินทรัพย์รวมอยู่ที่ 6 แสนล้านบาท โดยแบ่งเป็นการลงทุนในกองรีทมากกว่า 15 กอง ซึ่งมีทั้งลงทุนในต่างประเทศและในประเทศ โดยที่ผ่านมาสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับตลาดที่อยู่ 7-8%

 

ทั้งนี้ การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบัน มีการลงทุนทั้งทางตรง คือผ่านการสร้างอาคารสำนักงานให้เช่า ประกอบด้วย อาคารเมืองไทยภัทร และ 66 Tower ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนการลงทุนอยู่ที่ 1% ของสินทรัพย์รวม ส่วนการลงทุนทางอ้อมคือ การลงทุนผ่านกองรีท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนการลงทุนอยู่ที่ 3-5%

 

“การลงทุนในอสังหาเป็นสิ่งที่ MTL ให้ความสนใจ และมีการศึกษาที่จะลงทุนเพิ่ม เพื่อสร้างผลตอบแทนในระยะยาวและยั่งยืน อย่างไรก็ตาม 66 Tower เราจะไม่นำเข้ากองรีท แต่จะมองหาการลงทุนตึกที่ 3 ต่อไปเมื่อจังหวะและโอกาสที่เหมาะสม” สาระกล่าว

 

สำหรับ 66 Tower มีจุดเด่นที่หลากหลาย ทั้งด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมที่เน้นความทันสมัยควบคู่ไปกับความยั่งยืนเพื่อตอบโจทย์การใช้พื้นที่ของผู้เช่า โดยโครงการเลือกใช้วัสดุที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและจัดให้มีพื้นที่สีเขียวในโครงการ สถานที่ตั้งซึ่งอยู่บนทำเลถนนสุขุมวิท ใกล้ซอยสุขุมวิท 66 ทำเลศักยภาพ ง่ายต่อการเชื่อมต่อย่านธุรกิจเศรษฐกิจชั้นใน (Central Business District: CBD) โซนธุรกิจอุตสาหกรรม รวมถึงพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) อีกทั้งสะดวกต่อการเชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชน 

 

นอกจากนี้โครงการยังมีพื้นที่โคเวิร์กกิ้งสเปซและห้องประชุมให้เช่าไว้อำนวยความสะดวก ภายในอาคารยังนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ให้ความสำคัญด้านความปลอดภัย การจัดการพลังงาน และระบบการควบคุมคุณภาพอากาศภายในอาคารทั้งการกรองฝุ่น PM2.5 และการฆ่าเชื้อโรคด้วยเทคโนโลยี UVGI (Ultraviolet Germicidal Irradiation) ในระบบปรับอากาศ มาตรฐานเดียวกันกับที่ใช้ในโรงพยาบาลชั้นนำและสนามบินมาใช้อีกด้วย

 

“เราเข้าใจพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้ใช้พื้นที่สำนักงาน ภายหลังจากสถานการณ์โควิด ทั้งในแง่ของการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานแบบ Hybrid Workplace และการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาช่วยในการทำงาน และหาแนวทางในการประยุกต์ใช้ระบบบริหารอาคารให้มีประสิทธิภาพสูงสุด รวมทั้งยังปรับเงื่อนไขการให้บริการต่างๆ ให้มีความยืดหยุ่นเพื่อสอดคล้องกับความต้องการของผู้เช่ามากขึ้น ดังนั้น 66 Tower ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะตั้งอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพสะดวกต่อการเข้าถึงในเมืองและออกนอกเมืองได้สะดวก เหมาะกับทุกขนาดธุรกิจ ตั้งแต่สตาร์ทอัพไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่ที่ต้องการพื้นที่อาคารสำนักงานที่มีคุณภาพและใส่ใจในการออกแบบ เพราะเราคำนึงถึงผู้ใช้งานอาคารเป็นหลัก” สาระกล่าว

 

ด้าน รุ่งรัตน์ วีระภาคย์การุณ กรรมการผู้จัดการ ซีบีอาร์อี ประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์ตลาดอาคารสำนักงานในกรุงเทพฯ เริ่มคึกคักในปีที่ผ่านมา และในอีก 3 ปีข้างหน้าจะมีพื้นที่สำนักงานให้เช่าในตลาดเพิ่มขึ้นอีกมากกว่า 830,836 ตารางเมตร ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสของผู้เช่าในการเลือกสำนักงานที่ตอบโจทย์ความต้องการ อีกทั้งจะทำให้ผู้เช่าได้เปรียบเป็นอย่างมากในการต่อรองหาเงื่อนไขการเช่าที่ดี 

 

อย่างไรก็ตาม อาคารสำนักงานยุคใหม่ที่ได้มาตรฐานระดับสากล คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 94% ของอาคารสำนักงานใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น มีเป้าหมายที่จะพัฒนาเพื่อให้เป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ที่คำนึงถึงการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน รวมถึงมุ่งเน้นสุขภาวะที่ดีของผู้เช่าพื้นที่สำนักงานและผู้ใช้อาคารเป็นสำคัญ ซึ่งจะเพิ่มแรงกระตุ้นไปยังอาคารสำนักงานเก่าที่มีอายุมากกว่า 25 ปีที่มีอยู่มากกว่า 60% หากอาคารเดิมได้รับการดูแลอย่างดีผ่านการซ่อมแซมปรับปรุงใหม่ให้รองรับกับมาตรฐานสากลจะสามารถรักษาจำนวนผู้เช่าบางส่วนไว้ได้ ทั้งนี้เรายังเห็นว่าในช่วงปลายปีที่ผ่านมามีความต้องการเช่าพื้นที่สำนักงานเพิ่มขึ้น ซึ่งคาดว่าเทรนด์น่าจะดำเนินต่อไปอีกในปีนี้

 

“ในส่วนของเทรนด์ที่ต้องจับตามองของตลาดอาคารสำนักงานยุคใหม่ คือการให้ความสำคัญกับนวัตกรรมที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงาน ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม และนำเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาใช้ เราจะเห็นได้ว่าบริษัททั้งไทยและต่างชาติจะยึดหลัก ESG (Environment, Social and Governance) และข้อกำหนดของสำนักงานเพื่อความยั่งยืนมากขึ้น ทั้งให้ความสำคัญและมีแนวโน้มผลักดันแนวคิดการดำเนินธุรกิจเพื่อการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน (ESG) ด้วยการเลือกอาคารสำนักงานที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากล สำหรับโครงการ 66 Tower ออกแบบพื้นที่สำนักงานตามมาตรฐานอาคารสำนักงานระดับเกรดเอ ซึ่งไม่เพียงแต่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลเป็นอาคารสีเขียวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือ LEED ระดับ Gold แต่ยังได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารด้านเทคโนโลยี หรือ WiredScore ระดับ Gold อีกด้วย ซึ่งเป็นคุณลักษณะสำคัญอีกประการหนึ่งของอาคารสำนักงาน

The post เมืองไทยประกันชีวิตลุยสินทรัพย์คุณภาพสูง-สร้างผลตอบแทนระยะยาว ล่าสุดรุกตลาดอาคารสำนักงานให้เช่า เปิดตัว ‘66 Tower’ คาดปลายปีนี้อัตราการปล่อยเช่าอยู่ที่ 70% appeared first on THE STANDARD.

]]>
CPN เตรียมเปิด Central Park Offices บนทำเลทองใจกลางสีลม ท้าชนตลาดอาคารสำนักงานเกรด A https://thestandard.co/cpn-central-park-offices/ Wed, 12 Jun 2024 07:08:20 +0000 https://thestandard.co/?p=944332 CPN

Central Park Offices อาคารสำนักงานระดับ Class A จำนวน 4 […]

The post CPN เตรียมเปิด Central Park Offices บนทำเลทองใจกลางสีลม ท้าชนตลาดอาคารสำนักงานเกรด A appeared first on THE STANDARD.

]]>
CPN

Central Park Offices อาคารสำนักงานระดับ Class A จำนวน 43 ชั้น พื้นที่ (GBA) 130,000 ตารางเมตร ได้ออกมาประกาศปักหมุดเตรียมเปิดภายในไตรมาส 2 ปี 2568 ซึ่งนี่เป็นพัฒนาโครงการภายใต้แบรนด์ใหม่ ‘Central Park’ ของ CPN ที่มีศูนย์การค้าและอาคารสำนักงาน 

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นการประกาศเข้าสู่สังเวียนอาคารสำนักเกรด A ที่กำลังดุเดือดเป็นอย่างมาก เพราะ ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย เองก็ประเมินว่า ปีนี้จะมีซัพพลายพื้นที่สำนักงานสร้างเสร็จอีก 650,000 ตารางเมตร ซึ่งต้องจับตามองให้ดี เพราะเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว

 

ขณะที่ ซีบีอาร์อี ประเทศไทย ยังมีพื้นที่อีกมากกว่า 850,000 ตารางเมตรจะแล้วเสร็จในอีก 2 ปีข้างหน้า สิ่งเหล่านี้จะทำให้ผู้เช่าได้เปรียบเป็นอย่างมากในการแสวงหาเงื่อนไขการเช่าที่ดี โดย “เราคาดว่าปี 2567 จะยังได้รับโมเมนตัมจากปี 2566 โดยบริษัทหลายแห่งกำลังพิจารณาการย้ายไปยังอาคารสำนักงานแห่งใหม่ในกรุงเทพฯ” ศรุต วีรกุล ผู้อำนวยการ แผนกพื้นที่สำนักงาน ซีบีอาร์อี ประเทศไทย กล่าว

 

กระนั้น “เราก็เชื่อว่า Central Park Offices จะสามารถแข่งขันกับอาคารสำนักเกรด A อื่นๆ ที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดได้ สะท้อนได้จากการที่มีบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งติดต่อเช้ามาเพื่อเช่าทั้งพื้นที่ขนาดใหญ่และยกชั้นไปเลยก็มี” นภารัตน์ ศรีวรรณวิทย์ Chief Finance, Accounting and Risk Management Officer บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา หรือ CPN กล่าว

 

ปัจจุบันมีการประเมินว่า อาคารสำนักเกรด A นั้นมีค่าเช่าอยู่ที่ราว 1,000-1,500 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ขณะที่ Central Park Offices ขอไม่เปิดเผยตัวเลข เพราะอยู่ระหว่างเจรจากับลูกค้าหลายราย

 

ถึงอย่างนั้น Central Park Offices ก็มั่นใจว่าจะได้รับการตอบจากลูกค้า ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดมาจากความแข็งแกร่งของทำเล หัวมุมถนนสีลมที่หาไม่ได้อีกแล้วในกรุงเทพฯ และการเดินทางที่สะดวกจาก BTS และ MRT 2 สายหลักตัดกัน 

 

โดยตัวอาคารนั้นอยู่ในโครงการมิกซ์ยูส Dusit Central Park มูลค่าการลงทุนรวม 4.6 หมื่นล้านบาท บนพื้นที่รวม 440,000 ตารางเมตร บนที่ดิน 23 ไร่ มุมถนนสีลม-พระราม 4      

 

สำหรับ CPN นั้นปัจจุบันมีอาคารสำนักงานอยู่ในพอร์ตราว 10 อาคาร มีพื้นที่เช่ารวม 350,000 ตารางเมตร และเมื่อรวมกับ Central Park Offices อีก 60,000 ตารางเมตร จะทำให้มีพื้นที่เพิ่มเป็นราว 400,000 ตารางเมตรด้วยกัน 

 

นภารัตน์ระบุว่า ธุรกิจอาคารสำนักงานถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญในทุกโครงการมิกซ์ยูสของ CPN โดยตั้งเป้าเติบโตต่อเนื่องมากกว่า 10% ต่อปี ภายในระยะเวลาอีก 5 ปี (2567-2571) โดย ณ สิ้นปี 2566 นั้นมีรายได้ราว 3 พันล้านบาทด้วยกัน 

The post CPN เตรียมเปิด Central Park Offices บนทำเลทองใจกลางสีลม ท้าชนตลาดอาคารสำนักงานเกรด A appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘One Bangkok’ อภิมหาโปรเจกต์ที่ชูแนวคิด ‘The Heart of Bangkok’ หรือ ‘เมืองกลางใจ’ ที่ใช้ใจสร้าง ยกระดับการใช้ชีวิตใจกลางกรุงฯ พร้อมเปิด ‘Retail’ นิยามใหม่ของไลฟ์สไตล์ที่ไม่ซ้ำใคร [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/one-bangkok-heart-of-bangkok/ Tue, 26 Mar 2024 10:00:52 +0000 https://thestandard.co/?p=915294

One Bangkok อภิมหาโปรเจกต์ยกระดับการพัฒนาเมืองอย่างยั่ง […]

The post ‘One Bangkok’ อภิมหาโปรเจกต์ที่ชูแนวคิด ‘The Heart of Bangkok’ หรือ ‘เมืองกลางใจ’ ที่ใช้ใจสร้าง ยกระดับการใช้ชีวิตใจกลางกรุงฯ พร้อมเปิด ‘Retail’ นิยามใหม่ของไลฟ์สไตล์ที่ไม่ซ้ำใคร [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

One Bangkok อภิมหาโปรเจกต์ยกระดับการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน

 

ปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด เริ่มต้นฉายภาพว่า หลังจากที่เราได้เริ่มก่อสร้างโครงการ One Bangkok บนพื้นที่ 108 ไร่ ที่ได้รับความไว้วางใจจากสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ในการพัฒนาที่ดินผืนสุดท้าย ซึ่งเป็นทำเลที่ดีที่สุดของกรุงเทพฯ บนหัวมุมถนนวิทยุตัดถนนพระราม 4 

 

ด้วยมูลค่าโครงการ 120,000 ล้านบาท ภายใต้คอนเซปต์ The Heart of Bangkok เมืองกลางใจ ที่ใช้ใจสร้าง โดยเราใส่ใจทุกรายละเอียด ทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวางแผนออกแบบมาสเตอร์แพลน การก่อสร้าง ตลอดจนแผนการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้เมืองนี้ไปอยู่กลางใจผู้คนและเป็นเมืองที่ทุกคนหลงรัก เราพัฒนาพื้นที่สีเขียวในโครงการเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวในกรุงเทพฯ ให้มากขึ้น และมอบประสบการณ์ใหม่ของการใช้ชีวิต สร้างแรงบันดาลใจด้วยงานศิลปะและวัฒนธรรมให้กับทุกคน รวมถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตและพัฒนาเมืองให้เติบโตอย่างยั่งยืน 

 

นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายสำคัญในการผลักดันให้กรุงเทพฯ กลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและไลฟ์สไตล์ หมุดหมายสำคัญสำหรับนักธุรกิจ นักลงทุน และนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก อีกทั้งยังกลายเป็นแลนด์มาร์กที่เข้าไปอยู่ในใจของคนกรุงเทพฯ และคนทั้งโลกได้ด้วย

 

One Bangkok ประกอบด้วย อาคารสำนักงานพรีเมียมจำนวน 5 อาคาร พื้นที่รวม 500,000 ตารางเมตร มีทั้งโรงแรมระดับลักชัวรีและไลฟ์สไตล์ 5 แห่ง อาคารที่พักอาศัยระดับลักชัวรี 3 อาคาร พื้นที่สีเขียวและเปิดโล่งกว่า 50 ไร่ เป็นจุดเชื่อมต่อสวนลุมพินีและสวนเบญจกิติ ซึ่งเปรียบเสมือนปอดผืนใหญ่ใจกลางกรุงฯ

 

เรียกได้ว่าโครงการ One Bangkok จะเป็นเมืองต้นแบบกรีนสมาร์ทซิตี้ที่มีความยั่งยืน ซึ่งเราต่อยอดมาจากประสบการณ์ที่มีการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์มากว่า 20 ประเทศทั่วโลก จึงทำให้เป็นโครงการที่ถูกจับตามองจากทั่วโลก

 

ปณตกล่าวต่อว่า One Bangkok มีความแตกต่างจากคู่แข่ง เพราะเรามีครบทั้งรีเทล สำนักงานระดับพรีเมียม อาคารที่พักอาศัย รวมถึงโรงแรมลักชัวรีและไลฟ์สไตล์ เรามีพนักงานออฟฟิศที่อยู่อาศัยใน Residence และผู้ที่เข้าพักในโรงแรม นักท่องเที่ยวและคนไทยที่เข้ามาใช้บริการ คาดว่ามีทราฟฟิกรวมหมุนเวียนประมาณ 90 ล้านคนต่อปี เรามั่นใจว่า One Bangkok จะช่วยเป็นอีกส่วนหนึ่งในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตขึ้น ปัจจุบันเราได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากบริษัทต่างชาติที่ทยอยย้ายเข้ามาตั้งสำนักงานใน One Bangkok แล้ว

 

โครงการ One Bangkok ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ ตั้งอยู่บนถนนวิทยุบรรจบกับถนนพระราม 4 สามารถเชื่อมต่อกับย่านธุรกิจอื่นๆ เช่น สาทร สีลม และสามย่าน ที่สำคัญยังอยู่ติดรถไฟฟ้า MRT สถานีสวนลุมพินี สามารถรองรับที่จอดรถได้มากถึงกว่า 12,000 คัน เป็นเส้นทางสำคัญเชื่อมเมืองและกรุงเทพฯ ทั้งหมด ทำให้ธุรกิจเติบโตได้อีกมาก 

 

 

“จริงๆ แล้วการทำอสังหาริมทรัพย์ นอกจากจะต้องเก่งแล้ว จังหวะต้องดีด้วย เราพร้อมเปิดในช่วงปลายปีนี้ ถือว่าช่วงเวลาที่เหมาะสมมาก วันนี้เราสร้างเสร็จในสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองที่มีสัญญาณดีแล้ว เรามั่นใจว่า One Bangkok จะกลายเป็นแลนด์มาร์กระดับโลกและกลายเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจ ที่จะช่วยดึงดูดนักธุรกิจ นักลงทุน และนักท่องเที่ยว จากทั่วโลก” ปณตย้ำ

 

One Bangkok เป็นโครงการแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน LEED for Neighborhood Development (LEEDND) ระดับ Platinum รวมถึง WiredScore Platinum และ SmartScore Platinum ตอกย้ำจุดแข็งในการเชื่อมต่อเทคโนโลยีอัจฉริยะขั้นสูง มุ่งสู่การรับรองด้วยมาตรฐาน WELL เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต 

 

 

นอกจากจะมีอาคารสำนักงาน โรงแรม และอาคารที่พักอาศัยแล้ว องค์ประกอบสำคัญที่จะเป็นหัวใจหลักและเติมเต็มความสมบูรณ์ให้กับโครงการคือ One Bangkok Retail ที่สุดแห่งจุดหมายของการช้อปปิ้งและไลฟ์สไตล์ชั้นนำของกรุงเทพฯ นอกจากนั้นยังมี ArtLoop พื้นที่แห่งการเรียนรู้และความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงพื้นที่เปิดโล่งและพื้นที่สีเขียวของโครงการ และ Live Entertainment Arena พื้นที่สำหรับ Live Entertainment งานแสดงคอนเสิร์ต ที่ได้มาตรฐานระดับโลก 

 

 

‘One Bangkok Retail’ แม่เหล็กสำคัญที่ช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์ให้กับโครงการ

 

อีกหนึ่งหมากรุกสำคัญที่จะมาช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์ให้กับโครงการคือ ‘One Bangkok Retail’ ที่กลุ่มบริษัทตั้งใจวางให้เป็นจุดหมายปลายทางของการช้อปปิ้งและไลฟ์สไตล์ชั้นนำของกรุงเทพฯ 

 

 

พลินี คงชาญศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายรีเทล One Bangkok เปิดเผยว่า “เรากำลังสร้างนิยามใหม่แห่งโลกรีเทล ซึ่งจะเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกในประเทศไทยที่รวบรวมประสบการณ์การช้อปปิ้งที่เหนือระดับแบบครบวงจรที่สุดไว้ในที่เดียว ภายใต้แนวคิด ‘The Rhythmic Experience’ ที่ทุกคนสามารถเข้ามาสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างร่วมกัน เรามั่นใจว่า One Bangkok Retail จะเป็นพลังขับเคลื่อนและช่วยยกระดับให้กรุงเทพฯ กลายเป็นมหานครแห่งการช้อปปิ้งที่สำคัญในภูมิภาคเอเชีย

 

รีเทลเป็นหัวใจหลักของ One Bangkok

 

 

เรียกได้ว่า Retail นั้นเป็นหัวใจหลักของ One Bangkok มีพื้นที่เช่าสุทธิรวมกว่า 160,000 ตารางเมตร โดยได้แบ่งพื้นที่รีเทลออกเป็น 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่

 

1. Parade ภายใต้คอนเซปต์ ‘A World of Choice Without Limits’ บนพื้นที่เช่า 85,000 ตารางเมตร จำนวน 9 ชั้น ผสมผสานทุกไลฟ์สไตล์ Shop-Play-Work -Eat เปรียบเสมือน Open Playground สำหรับทุกคนในครอบครัว และยังได้รวบรวมร้านค้าแบรนด์ดังที่ยังไม่เคยมีในไทยเข้ามาเปิดเป็นครั้งแรก รวมถึงร้านอาหารและซูเปอร์มาร์เก็ต จำหน่ายทั้งสินค้าไทยและสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ มี Duty Free แห่งแรกที่อยู่ในศูนย์การค้ากลางใจเมือง

 

2. THE STOREYS อยู่ภายใต้คอนเซปต์ ‘Tell Your Own Story at THE STOREYS’ ที่จะมานำเสนอเทรนด์ใหม่ๆ บนพื้นที่เช่ารวม 5 ชั้น ขนาด 35,000 ตารางเมตร ที่จะมีร้านค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ รวมถึงร้านอาหาร บาร์แอนด์บิสโทร และแหล่งแฮงเอาต์ในช่วงกลางคืน

 

3. POST 1928 อยู่ภายใต้คอนเซปต์ ‘Go Beyond Luxury’ ที่จะพานักช้อปก้าวข้ามนิยามความเป็นลักชัวรีไปอีกขั้นด้วยประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ไม่เคยมีในไทยมาก่อน บนพื้นที่เช่า 5 ชั้น ขนาด 40,000 ตารางเมตร ไฮไลต์จะอยู่ตรงที่ในโครงการได้รวบรวมร้านค้าแฟลกชิปสโตร์แบรนด์ดังระดับโลกมาเปิดให้บริการ 2 ฝั่งถนนในรูปแบบ Stand Alone ตั้งแต่ซูเปอร์แบรนด์แฟชั่น, วอตช์แอนด์จิวเวลรี และแบรนด์สตรีทแวร์

 

“ทั้ง 3 โซนจะนำเสนอคอนเซปต์และดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่สามารถเชื่อมต่อกันเป็นหนึ่งเดียวได้อย่างไร้รอยต่อ”

 

เปิดประสบการณ์ใหม่ที่ไม่ซ้ำใคร

 

One Bangkok Retail นำเสนอประสบการณ์ช้อปปิ้งและไลฟ์สไตล์ที่ไม่เหมือนใครด้วย Retail Loop จะมีแบรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์กว่า 900 ร้านค้า ตลอดจนเอ็นเตอร์เทนเมนต์หลากหลายรูปแบบทั้งในอินดอร์และเอาต์ดอร์ และ Food Loop ครั้งแรกในประเทศไทย กับการรวบรวมร้านอาหาร Fine Dining ระดับภัตตาคารชั้นนำ ตลอดจนสตรีทฟู้ด รวมกว่า 250 ร้านดังจากทั่วโลกไว้ในที่เดียว บนพื้นที่ที่มีความยาวกว่า 1.5 กิโลเมตร มาพร้อมคอนเซปต์ ‘All Day, Everyday Dining Journey’ เปิดตั้งแต่เช้าถึงเย็น

 

เปิดศูนย์รวมผลงานศิลปะและวัฒนธรรมระดับโลก 

 

 

อีกหนึ่งไฮไลต์ก็คือ Art Loop เราอยากให้ศิลปะกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คน โดยมีศูนย์รวมผลงานและโปรแกรมทางศิลปะและวัฒนธรรมระดับโลกโดยรอบโครงการกว่า 2 กิโลเมตร เป็นแหล่งเรียนรู้และความคิดสร้างสรรค์ สร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคน 

 

 

นอกจากนั้นภายในพื้นที่รีเทลจะนำเสนอประสบการณ์ Made in One Bangkok ที่หาที่ไหนไม่ได้นอกจากที่ One Bangkok เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็น SARAPAD THAI (สารพัดไทย) นำเสนอสินค้าศิลปะและวัฒนธรรมความเป็นไทยอย่างครบครัน
ตามด้วย Bangkok Wonder at
One Bangkok จะมีโซนร้านอาหารให้เลือกรับประทานอย่างหลากหลาย พร้อมโซนแฮงเอาต์หลังเลิกงานท่ามกลางพื้นที่สีเขียวกึ่งกลางแจ้ง

 

รวมถึง One Content Store ร้านหนังสือคอนเซปต์ใหม่แห่งแรก ที่ไม่ได้มีแค่หนังสืออย่างเดียวเท่านั้น แต่จะมีสินค้าไลฟ์สไตล์ด้วย ซึ่งจะเข้ามาตอบโจทย์ความต้องการกลุ่มเป้าหมายอย่างหลากหลาย และ Chang Canvas พื้นที่ให้เฉลิมฉลองช่วงเวลาพิเศษ 

 

 

แม่เหล็กสำคัญที่จะช่วยดึงความสนใจนั่นก็คือ Enchanted Moments with Heart-Centric Experiences โดยจะมีโปรแกรมอีเวนต์ต่างๆ ที่หมุนเวียนมาสร้างสีสัน ในโครงการมี Live Entertainment Arena ศูนย์กลางการจัดงานมาตรฐานระดับโลก เพื่อจัดแสดงคอนเสิร์ต ไลฟ์โชว์ และงานนิทรรศการ บนพื้นที่จัดกิจกรรม ทั้งภายในและภายนอกอาคารทั้งหมดกว่า 20,000 ตารางเมตร รองรับคนได้มากถึง 10,000 คน รวมถึงพื้นที่ One Bangkok Park สวนสีเขียวขนาดใหญ่ใจกลางเมือง 

 

อีกทั้งยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เริ่มตั้งแต่บริการ One Stop Service ที่ให้บริการช้อปปิ้งแบบครบวงจรผ่าน Concierge ของศูนย์การค้าฯ พร้อมกับบริการ  EV Shuttle Bus รับส่งระหว่าง BTS สถานีเพลินจิต มายังโครงการ One Bangkok และมีบริการ Shuttle Bus รับส่งนักท่องเที่ยวไปยังสนามบินอีกด้วย

 

Parade และ THE STOREYS เปิดให้บริการในไตรมาส 4 ปีนี้

 

สเต็ปถัดไปเตรียมเปิดบริการ Parade และ THE STOREYS ในไตรมาสที่ 4 ปี 2567 ส่วน POST 1928 จะเปิดให้บริการในเฟสถัดไป โดยตั้งเป้าจำนวนผู้เข้ามาใช้บริการในโครงการกว่า 90 ล้านคนต่อปี หรือ 250,000 คนต่อวัน แบ่งเป็นคนไทยและกลุ่ม Expat 60% และนักท่องเที่ยว 40%

 

The post ‘One Bangkok’ อภิมหาโปรเจกต์ที่ชูแนวคิด ‘The Heart of Bangkok’ หรือ ‘เมืองกลางใจ’ ที่ใช้ใจสร้าง ยกระดับการใช้ชีวิตใจกลางกรุงฯ พร้อมเปิด ‘Retail’ นิยามใหม่ของไลฟ์สไตล์ที่ไม่ซ้ำใคร [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดกลยุทธ์ความสำเร็จ อาคารสำนักงาน One Bangkok ตอกย้ำจุดแข็ง Smart Technology และ Sustainability ที่พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ตอบโจทย์เทรนด์ทำงานยุคใหม่ครบวงจร [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/one-bangkok-success-strategy/ Tue, 16 Jan 2024 10:45:55 +0000 https://thestandard.co/?p=888266

One Bangkok โครงการอสังหาริมทรัพย์ต้นแบบกรีนสมาร์ทซิตี้ […]

The post ถอดกลยุทธ์ความสำเร็จ อาคารสำนักงาน One Bangkok ตอกย้ำจุดแข็ง Smart Technology และ Sustainability ที่พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ตอบโจทย์เทรนด์ทำงานยุคใหม่ครบวงจร [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

One Bangkok โครงการอสังหาริมทรัพย์ต้นแบบกรีนสมาร์ทซิตี้ใจกลางกรุงเทพฯ

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลังจากโควิดคลี่คลายลงไปแล้ว เหล่าบรรดาบริษัททั้งรายเล็กและรายใหญ่เริ่มต้องการให้พนักงานกลับมาทำงานที่ออฟฟิศกันอีกครั้ง แต่ปัจจุบันพฤติกรรมและเทรนด์ของคนรุ่นใหม่ไม่ได้ต้องการแค่พื้นที่ทำงานอย่างเดียว แต่ยังต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบวงจร ที่สำคัญต้องมีพื้นที่ให้สามารถทำงานและใช้ชีวิตไปพร้อมๆ กันได้

 

หนึ่งในอาคารสำนักงานที่การันตีได้ว่าถูกสร้างและออกแบบมา เพื่อตอบโจทย์ความต้องการเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี นั่นก็คืออาคารสำนักงานใน One Bangkok โครงการอสังหาริมทรัพย์ต้นแบบกรีนสมาร์ทซิตี้ใจกลางกรุงเทพฯ ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน พัฒนาโดยบริษัท ทีซีซี แอสเซ็ทส์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) ภายใต้แนวคิด The Heart of Bangkok เมืองที่ใช้ใจสร้าง โดยยึดเอา ‘หัวใจ’ ของผู้คนเป็นศูนย์กลาง ที่สร้างและออกแบบขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมความต้องการของผู้คนอย่างครอบคลุมทุกมิติ

 

ทัตยากรณ์ เบญจภัทรเศรษฐ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายอาคารสำนักงาน One Bangkok

 

ทัตยากรณ์ เบญจภัทรเศรษฐ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายอาคารสำนักงาน โครงการ One Bangkok ผู้ที่อยู่ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์มามากกว่า 20 ปี กล่าวว่า พฤติกรรมของผู้คนหลังโควิดเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง จากที่เคย Work from Home มีพื้นที่เป็นของตัวเอง มีโต๊ะทำงานของตัวเอง และไม่ได้ใช้พื้นที่ร่วมกันกับคนอื่นมากนัก แต่หลังจากโควิดหลายๆ บริษัทเริ่มต้องการให้พนักงานกลับมาทำงาน ดังนั้นแค่พื้นที่อย่างเดียวไม่พอแล้ว แต่จะต้องเป็นพื้นที่หรือสำนักงานที่สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้อย่างครบวงจร

 

One Bangkok ถูกออกแบบให้สอดรับกับเทรนด์ของอาคารสำนักงานแห่งอนาคต มีจุดเด่นตรงที่เป็น District มีความเป็นเมือง ประกอบด้วยพื้นที่อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า ที่อยู่อาศัยใจกลางเมือง โรงแรมระดับลักชัวรีและไลฟ์สไตล์ ศูนย์แสดงนิทรรศการและจัดกิจกรรมระดับโลก แหล่งรวมศิลปวัฒนธรรมที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับชีวิตในทุกวัน พร้อมกับบริเวณพื้นที่สาธารณะสีเขียว และพื้นที่เปิดโล่งมากกว่า 50 ไร่ ตลอดจนการเป็นเมืองอัจฉริยะที่เพียบพร้อมด้วยนวัตกรรมแห่งเทคโนโลยีขั้นสูง และทันสมัยที่สุดเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน 

 

โดยในส่วนของอาคารสำนักงาน ซึ่งถือเป็นหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของโครงการ มีการนำเสนอมาตรฐานใหม่ของการทำงานแห่งโลกอนาคต ที่ยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคน ประกอบด้วยอาคารสำนักงานระดับพรีเมียม จำนวน 5 อาคาร ซึ่งเมื่อโครงการเสร็จสมบูรณ์จะมีพื้นที่เช่าสุทธิรวมกว่า 500,000 ตารางเมตร

 

อาคารสำนักงานในโครงการ One Bangkok

 

กลุ่มอาคารสำนักงานที่นี่จะเป็นศูนย์กลางที่ตั้งของบริษัทชั้นนำทั้งไทยและต่างชาติ ที่มองหาพื้นที่สำนักงานคุณภาพสูง ออกแบบโดยคำนึงถึงสุขภาวะที่ดี ความยั่งยืน และเทคโนโลยีอัจฉริยะ เป็นพื้นที่ทำงานที่ส่งเสริมให้ผู้คนทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ พร้อมทั้งเพลิดเพลินกับการใช้ชีวิตในทุกมิติด้วยองค์ประกอบต่างๆ ภายในโครงการ ทั้งนี้ หลังจากประเดิมเปิดให้เช่าอาคารสำนักงานแรกบนพื้นที่ให้เช่ารวมกว่า 95,000 ตารางเมตร จำนวน 50 ชั้น เพียง 1 ปี มียอดจองทะลุเป้าสูงถึงกว่า 50% และคาดว่าจะสามารถปิดยอดจองได้ถึง 80% ภายในไตรมาส 2 ปี 2567 

 

อาคารสำนักงานในโครงการ One Bangkok

 

ขณะที่อาคารสำนักงานที่ 2 ซึ่งมีพื้นที่ให้เช่ารวม 97,000 ตารางเมตร จำนวน 48 ชั้น ซึ่งคาดว่าจะมียอดจองถึง 55% ภายในช่วงเวลาเดียวกัน และในส่วนของอาคารสำนักงานที่ 3 ซึ่งมีพื้นที่ให้เช่ารวม 97,000 ตารางเมตร จำนวน 35 ชั้น ก็เริ่มเปิดให้จองแล้วเช่นกัน

 

ถึงแม้โครงการ One Bangkok จะตั้งอยู่บนพื้นที่ใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ที่มีการจราจรค่อนข้างคับคั่ง แต่ได้ใช้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาดูแลเรื่องทราฟฟิกแมเนจเมนต์ และมองหาโซลูชันที่ดีให้กับลูกค้า โดยโครงการจะมีทางเข้าออกรอบโครงการถึง 6 จุด แบ่งเป็นทางถนนวิทยุ 3 ทางเข้า-ออก และจากทางถนนพระราม 4 อีก 2 ทางเข้า-ออก รวมถึงอีก 1 ทางเข้าออกที่เป็นไฮไลต์หลัก ถือเป็นโครงการที่สร้างเส้นทางเชื่อมตัดตรงเข้าสู่ทางด่วนโดยตรงเป็นแห่งแรกในประเทศไทย

 

โครงการฯ ยังเชื่อมต่อกับสถานี MRT สายสีน้ำเงิน สถานีลุมพินี เพราะในอนาคต MRT จะเป็นรถไฟฟ้าสายหลักที่ครอบคลุมจากเส้นทางในเมืองและนอกเมือง รวมถึงยังมีบริการรถ Shuttle Bus เพื่อรับส่งที่รถไฟฟ้า BTS สถานีเพลินจิตอีกด้วย ทั้งหมดนี้เรามั่นใจว่าจะตอบโจทย์ความสะดวกสบายในการเดินทางอย่างมาก

 

อีกหนึ่งจุดเด่นคือตัวโครงการได้รับการออกแบบตามมาตรฐาน LEED for Neighbourhood Development และมาตรฐานรับรองอาคาร WELL ระดับ Platinum เพื่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้อยู่อาศัยและผู้ใช้อาคาร ด้วยการนำเทคโนโลยีอาคารอัจฉริยะที่ล้ำสมัยเพื่อความยั่งยืน เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบอาคารให้เหนือกว่ามาตรฐานของอาคารสำนักงานทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการนำกระจกฉนวนกันความร้อน หรือกระจกอินซูเลตที่สามารถกันความร้อนจากดวงอาทิตย์ได้กว่า 75% มาใช้กับอาคารสำนักงานในโครงการฯ ทำให้ปกป้องผู้คนในอาคารจากสภาพภูมิอากาศที่สูงขึ้น 

 

 

การติดตั้งระบบระบายอากาศประสิทธิภาพสูงที่สามารถดึงอากาศจากภายนอกเข้าสู่อาคารสูงกว่ามาตรฐานสากลถึง 30% โดยนำมาผ่านแผ่นกรองอากาศระดับพรีเมียม พร้อมฉายรังสียูวีฆ่าเชื้อโรคเพื่อให้ได้รับอากาศสะอาดที่หมุนเวียนและปลอดโปร่งภายในอาคารมากขึ้น เป็นต้น 

 

ยิ่งไปกว่านั้นภายในตัวโครงการยังเชื่อมต่อด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะครอบคลุมทุกพื้นที่ เป็นกลุ่มอาคารสำนักงานแห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองด้วยมาตรฐาน WiredScore Platinum และ SmartScore Platinum ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุดของ WiredScore โดยมี District Command Center ทำหน้าที่เป็นศูนย์ควบคุมการสั่งการที่ใหญ่และครบวงจรที่สุดเพื่อตรวจสอบระบบต่างๆ ภายในอาคาร มีเซ็นเซอร์กว่า 250,000 จุด และกล้องวงจรปิดมากกว่า 5,000 ตัว ช่วยดูแลรักษาความปลอดภัยแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง

 

Super App รวบรวมหลากหลายบริการ เพื่อประสบการณ์การทำงาน และการใช้ชีวิตแบบไร้รอยต่อ

 

นอกจากนี้ทางโครงการฯ ได้พัฒนา Super App หรือแอปพลิเคชันที่เปิดให้ผู้มาใช้บริการสามารถสำรองที่จอดรถ ค้นหาตำแหน่งรถ (Find My Car) ที่สำคัญหากเลิกงานดึกสามารถกดสั่งงานในแอปพลิเคชันให้กล้องหันมาโฟกัส มาดูแลความปลอดภัยให้เราได้โดยตรง สิ่งเหล่านี้คืออีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ลูกค้าชื่นชอบมาก นอกจากนี้ยังสามารถสั่งอาหาร ช้อปปิ้งออนไลน์ผ่าน Super App ได้อีกด้วย

 

ทัตยากรณ์กล่าวต่อว่า โครงการไม่ได้มุ่งแค่เรื่องการขายพื้นที่อย่างเดียว แต่เราเน้นเรื่องความใส่ใจด้านบริการหลังจากขายให้แก่ลูกค้าที่เข้ามาอยู่ในโครงการ ทั้งเรื่อง Service และ Communications ที่นอกจากการให้พื้นที่ในการทำงาน แล้วเรายังเตรียมสร้าง Community จัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ ให้พนักงานที่อาศัยอยู่ในตัวโครงการสามารถหา Inspiration ใหม่ๆ เพื่อนำมาปรับใช้กับการทำงาน  

 

“กลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เรามีความเชี่ยวชาญอย่างมากในการทำ Commercial Building โครงการ One Bangkok จึงถูกทำออกมาจากประสบการณ์ที่สะสมมายาวนาน และความเข้าใจในความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง เราคิดว่ามันตอบโจทย์กับทุกความต้องการได้มากที่สุด ทั้งในปัจจุบันและอนาคตข้างหน้า สมกับที่เราตั้งใจเป็น The Future Workplace”

 

ดังนั้นการเข้ามาอยู่ใน One Bangkok จะไม่ใช่แค่เรื่องการทำงานอย่างเดียว แต่จะยังเป็นสถานที่ที่จะได้เพลิดเพลินไปกับอีเวนต์หรือกิจกรรมต่างๆ รวมถึงพื้นที่จัดแสดงผลงานศิลปะสาธารณะและความคิดสร้างสรรค์ หรือ Art Loop ความยาวรวมกว่า 2 กิโลเมตรรอบโครงการ ที่จะทำให้พนักงานได้รับแรงบันดาลใจใหม่ๆ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานได้

 

พื้นที่สีเขียวและพื้นที่เปิดโล่งภายในโครงการ One Bangkok

 

อีกสิ่งหนึ่งที่กลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้ความสำคัญมากคือเรื่องของ Sustainability หรือการให้ความสำคัญเรื่องความยั่งยืน และ One Bangkok ก็เป็นโครงการฯ แรกในไทยที่มีรูปแบบการเช่าพื้นที่สำนักงานแบบ Green Lease โดยผู้ให้เช่าและผู้เช่าพื้นที่ร่วมกันกำหนดเป้าหมายด้านความยั่งยืน และแนวทางปฏิบัติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม 

 

จากกลยุทธ์การทำการตลาดรวมถึงเรื่องพื้นที่และการออกแบบโครงการ ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย เรามั่นใจว่าจะสามารถดึงดูดทั้งบริษัทในไทยและบริษัทต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ ฮ่องกง หรือออสเตรเลีย หรือแม้กระทั่งประเทศจีน เข้ามาอยู่ในโครงการของเราได้

 

ปัจจุบันอาคารสำนักงานใน One Bangkok ได้รับการตอบรับและความสนใจจากองค์กรระดับโลกมากมายในหลากหลายกลุ่มธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทหลักทรัพย์ สำนักงานกฎหมาย ผู้ให้บริการด้านความบันเทิง ธนาคารต่างประเทศ บริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ความงามระดับโลก เช่น บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (KGI Securities (Thailand)), บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด (Baker McKenzie, Ltd.), และเอสเต ลอเดอร์ คอมพานีส์ (Estee Lauder Companies) เป็นต้น 

 

 

ทัตยากรณ์ย้ำว่า เป้าหมายของโครงการ One Bangkok ไม่ใช่แค่การสร้างโครงการให้คนเข้ามาอยู่ แต่เราต้องทำให้ Community นี้แข็งแรง เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับผู้คนที่อยู่ในโครงการ และสามารถเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืนได้ 

 

ทีมงานส่วนอาคารสำนักงานโครงการ One Bangkok

The post ถอดกลยุทธ์ความสำเร็จ อาคารสำนักงาน One Bangkok ตอกย้ำจุดแข็ง Smart Technology และ Sustainability ที่พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ตอบโจทย์เทรนด์ทำงานยุคใหม่ครบวงจร [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
AWC ประกาศผลประกอบการรวม 9 เดือนแรก กำไรสุทธิ 3,746 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40% https://thestandard.co/awc-9-months-profit/ Wed, 08 Nov 2023 07:31:11 +0000 https://thestandard.co/?p=863645

วัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัด […]

The post AWC ประกาศผลประกอบการรวม 9 เดือนแรก กำไรสุทธิ 3,746 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40% appeared first on THE STANDARD.

]]>

วัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เผยผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2566 ตามงบการเงินรวมมูลค่ายุติธรรม มีรายได้รวมกว่า 4,666 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และมีกำไรสุทธิ 1,136 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตต่อเนื่องอย่างแข็งแกร่งแม้อยู่ในช่วงโลว์ซีซัน และตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาสามารถผลักดันศักยภาพของทรัพย์สิน Ramp Up สู่ระดับดำเนินงานปกติ มูลค่ากว่า 1.25 หมื่นล้านบาท 

 

ในไตรมาส 3/66 บริษัทมีทรัพย์สินดำเนินงานที่สามารถสร้างรายได้อยู่ที่กว่า 85% รวมมูลค่า 125,758 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 52% เทียบกับช่วงก่อนโควิดในปี 2562 โดยสามารถเปิดตัวโรงแรมและห้องอาหารหลากหลายแห่งในไตรมาส 3 รวมมูลค่ารวมกว่า 1 หมื่นล้านบาท

 

“ผลการดำเนินงานใน 9 เดือนแรกเป็นผลมาจากกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการที่เติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่มโรงแรมในกรุงเทพฯ และโรงแรมอื่นๆ นอกกรุงเทพฯ ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้าพักโรงแรมในเครือ AWC เพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตรารายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) ใน 9 เดือนแรกของปี สูงถึง 3,619 บาท เพิ่มขึ้น 87.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)”

 

ในไตรมาส 3/66 ผลการดำเนินงานตามงบการเงินของกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการมีกำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA) อยู่ที่ 692 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตราการเปรียบเทียบราคาห้องพักและอัตราการเข้าพัก (Revenue Generation Index: RGI) ในภาพรวมสูงกว่าค่าเฉลี่ยเมื่อเทียบกับโรงแรมในกลุ่มเดียวกันที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง โดยในไตรมาสที่ 3 นี้ AWC มีจำนวนห้องพักรวม 6,034 ห้อง 

 

สำหรับกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการค้าปลีก (Retail) ในไตรมาส 3/66 มีกำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA) ตามงบการเงินอยู่ที่ 963 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 124.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการปรับปรุงพัฒนาศูนย์การค้าให้เข้ากับกลยุทธ์การตลาดอย่างต่อเนื่อง

 

กลุ่มธุรกิจอาคารสำนักงาน (Commercial) ยังคงเป็นธุรกิจที่สร้างกระแสเงินสดให้แก่บริษัทอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 3/66 มีอัตราค่าเช่าเพิ่มสูงขึ้น 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากกลยุทธ์การยกระดับอาคารสำนักงานให้เป็นจุดหมายปลายทางสำหรับองค์กรและคนทำงานรุ่นใหม่ทั่วโลก (Global Workforce Destination)

The post AWC ประกาศผลประกอบการรวม 9 เดือนแรก กำไรสุทธิ 3,746 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40% appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มเซ็นทรัลทุ่มงบ 3 พันล้าน ลงทุนในภาคอีสาน โรบินสันนครพนมเปิดปลายปี 2567 เช่นเดียวกับโรบินสันหนองคาย https://thestandard.co/central-group-invest-3-billion-isan/ Tue, 10 Oct 2023 04:20:49 +0000 https://thestandard.co/?p=852838 กลุ่มเซ็นทรัล

กลุ่มเซ็นทรัลได้เปิดเผยแผนการลงทุนที่หลากหลายผ่าน Mixed […]

The post กลุ่มเซ็นทรัลทุ่มงบ 3 พันล้าน ลงทุนในภาคอีสาน โรบินสันนครพนมเปิดปลายปี 2567 เช่นเดียวกับโรบินสันหนองคาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มเซ็นทรัล

กลุ่มเซ็นทรัลได้เปิดเผยแผนการลงทุนที่หลากหลายผ่าน Mixed-Use Development ครอบคลุมศูนย์การค้า ค้าปลีก โรงแรม อาคารสำนักงาน ที่อยู่อาศัย ซึ่งมีหลากหลายโครงการที่จะเกิดขึ้นในช่วงปี 2566-2567 ซึ่งครั้งนี้ความสนใจไปอยู่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยการลงทุนรวม 3 พันล้านบาทสำหรับโรบินสันนครพนมและโรบินสันหนองคาย

 

“หนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของกลุ่มเซ็นทรัลคือ การขยายธุรกิจควบคู่ไปกับการยกระดับเมือง” ทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวพร้อมขยายความว่า จะเน้นภูมิภาคที่มีศักยภาพภายในประเทศ รวมไปถึงการสร้างสรรค์ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีอัตลักษณ์ เพื่อกระตุ้นเมืองรองให้คึกคัก 

 

สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นจะมีสร้างศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ จังหวัดนครพนม ตั้งอยู่ที่อำเภอเมืองนครพนม ด้วยงบลงทุนกว่า 2 พันล้านบาท เตรียมเปิดตัวในช่วงไตรมาส 4/67

 

ที่เลือกนครพนมเพราะมองว่าเป็นเมืองหน้าด่านการค้าและการท่องเที่ยวสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อีกทั้งตั้งอยู่บริเวณชายแดนติดเมืองท่าแขก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) โดยมีสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 รองรับการเดินทางและการขนส่งด้านการค้าและการท่องเที่ยว เชื่อมโยงระหว่างไทย สปป.ลาว เวียดนาม และภาคใต้ของจีน

 

ขณะเดียวกันนครพนมมีนักท่องเที่ยวประมาณ 1.5 ล้านคนต่อปี สร้างรายได้ภาคท่องเที่ยวกว่า 2.2 พันล้านบาท

 

อีกแห่งคือศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ จังหวัดหนองคาย งบลงทุน 1 พันล้านบาท เตรียมเปิดตัวในปี 2567 โดยหนองคายเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ เป็นเมืองชายแดนติดกับนครหลวงเวียงจันทน์และแขวงบอลิคำไซ สปป.ลาว มีจุดผ่านแดนด่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว และเป็นประตูการค้าสู่กลุ่มประเทศอินโดจีน ทำให้เป็นที่นิยมในการเดินทางมาจับจ่ายใช้สอยของประเทศเพื่อนบ้าน

 

ทั้งนี้ หนองคายมีมูลค่าการค้าชายแดนไทย-ลาว สูงสุดของไทย ปีละไม่ต่ำกว่า 8 หมื่นล้านบาท มีนักท่องเที่ยวกว่า 2 ล้านคนต่อปี สร้างรายได้ภาคท่องเที่ยวกว่า 3.35 พันล้านบาท

 

“การลงทุนของกลุ่มเซ็นทรัลในนครพนมและหนองคายจะช่วยรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และผลักดันการขยายตัวทางการค้า การลงทุน การบริการ การท่องเที่ยว อีกทั้งส่งเสริมการเกษตรสมัยใหม่ สนับสนุนการจ้างงาน และยกระดับความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ให้ดียิ่งขึ้นอย่างยั่งยืน”

 

นอกจากนี้ ในภาคกลางจะมีการเปิดศูนย์การค้าเซ็นทรัล นครสวรรค์ (ไตรมาส 1/67) และศูนย์การค้าเซ็นทรัล นครปฐม (ไตรมาส2/67) เป็นการขยายไปภาคตะวันตกโดยมีนครปฐมเป็นประตูเชื่อมไปยังจังหวัดใกล้เคียง คือ ราชบุรี และกาญจนบุรี เป็นศูนย์กลางของเมืองรองที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้โดยไม่ต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ

 

ในภาพรวมกลุ่มเซ็นทรัลคาดว่าภายใน 5 ปี จะมีพนักงานประจำรวมมากกว่า 100,000 คน และมีการจ้างงานมากกว่า 300,000 ตำแหน่งทั่วประเทศ

 

อีกทั้งยังมีโครงการ ‘เซ็นทรัล ทำ’ ซึ่งในปี 2566 ตั้งเป้าสร้างรายได้ให้ชุมชน 1.8 พันล้านบาท ปลูกป่า 6,500 ไร่ รวมถึงโครงการจริงใจ ฟาร์มเมอร์ มาร์เก็ต เปิดพื้นที่ให้เกษตรกรท้องถิ่นนำพืชผักผลไม้ปลอดภัยและสินค้าขึ้นชื่อของชุมชนมาจำหน่ายในพื้นที่ของกลุ่มเซ็นทรัล

 

โดยปัจจุบันขยายสาขามากกว่า 32 สาขาทั่วไทย สนับสนุนเครือข่ายเกษตรกรกว่า 10,000 ครัวเรือน และสร้างรายได้ให้ชุมชน 255 ล้านบาท

The post กลุ่มเซ็นทรัลทุ่มงบ 3 พันล้าน ลงทุนในภาคอีสาน โรบินสันนครพนมเปิดปลายปี 2567 เช่นเดียวกับโรบินสันหนองคาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมการปรับเปลี่ยนสู่โลกยุคใหม่ของพื้นที่สำนักงานและรีเทล จึงมีบทบาทสำคัญในการเป็นต้นแบบของพื้นที่เพื่อสังคมที่ยั่งยืน https://thestandard.co/building-and-environment-space-changes-play-big-role-sustainable-society/ Wed, 06 Sep 2023 09:20:59 +0000 https://thestandard.co/?p=837508 พื้นที่สำนักงานและรีเทล

อาคารสำนักงานและพื้นที่รีเทลเป็นส่วนหนึ่งของเมืองยุคใหม […]

The post ทำไมการปรับเปลี่ยนสู่โลกยุคใหม่ของพื้นที่สำนักงานและรีเทล จึงมีบทบาทสำคัญในการเป็นต้นแบบของพื้นที่เพื่อสังคมที่ยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
พื้นที่สำนักงานและรีเทล

อาคารสำนักงานและพื้นที่รีเทลเป็นส่วนหนึ่งของเมืองยุคใหม่ โดยสามารถสร้างผลกระทบต่อบริบทของสิ่งแวดล้อมและสังคมได้มากกว่าที่คิด และหลายคนอาจยังไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องนี้อย่างเต็มที่ แต่ในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมผู้บริโภค หรือปัญหาสภาพภูมิอากาศ ล้วนผลักดันให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์โฟกัสกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมให้ดียิ่งขึ้น

 

พื้นที่สำนักงานและรีเทล

 

เรื่องนี้ได้สะท้อนผ่านการขับเคลื่อนของ FPCT ใน 3 ด้าน ทั้งสังคม สิ่งแวดล้อม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี (ESG) ในประเทศไทย ตัวอย่างยอดเยี่ยมที่สามารถยกเป็นเคสตัวอย่างได้คือ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ คอมเมอร์เชียล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ FPCT ซึ่งดำเนินงานสอดรับกับนโยบายของแบรนด์เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย ที่วางเป้าหมายลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิให้เป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 

 

โดยคำนึงถึงการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระดับน้อยที่สุด เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมในทุกมิติ ครอบคลุมการออกแบบอาคารตามมาตรฐานสากล การเพิ่มพื้นที่สีเขียวภายในอาคาร รวมถึงการสร้างระบบพลังงานหมุนเวียน โดยอาคารเชิงพาณิชย์ที่บริษัทพัฒนาขึ้นใหม่ ทั้งปาร์คเวนเชอร์, เอฟวายไอ เซ็นเตอร์, สาทรสแควร์ และมิกซ์ยูสสามย่านมิตรทาวน์ และสีลมเอจ ล้วนได้รับการรับรองจากมาตรฐาน LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) ซึ่งเป็นมาตรฐานอาคารเขียวระดับสากลทั้งในระดับ Gold และ Platinum ซึ่งเป็นระดับสูงสุด

 

พื้นที่สำนักงานและรีเทล

 

เหล่านี้สอดคล้องกับการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในอาคาร ที่ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมความยั่งยืน เช่น การใช้ระบบการจัดการพลังงานอัจฉริยะ ที่สามารถปรับการใช้ไฟฟ้าและอากาศภายในอาคารให้เหมาะสมกับจำนวนคนในอาคาร ลดปริมาณของพลังงานที่ถูกใช้โดยไม่จำเป็น

 

นอกจากนี้ยังมีการวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่า การออกแบบอาคารและพื้นที่ค้าปลีกที่เน้นความยั่งยืนสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างผลประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจได้ หนึ่งในผลวิจัยที่น่าสนใจคือการศึกษาของ Journal of Corporate Real Estate ในปี 2019 ที่พบว่าอาคารที่ได้รับการออกแบบเพื่อความยั่งยืนมีค่าเช่าและอัตราการเช่าที่สูงขึ้น เมื่อเทียบกับอาคารที่ไม่เน้นความยั่งยืน

 

วิทวัส คุตตะเทพ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายโครงการเชิงพาณิชยกรรม บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ คอมเมอร์เชียล (ประเทศไทย) กล่าวย้ำว่า อาคารสำนักงานของเราคำนึงถึงความต้องการของผู้เช่าและผู้ใช้บริการเป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งเราถ่ายทอดความใส่ใจตลอดกระบวนการออกแบบ การพัฒนา และการให้บริการ เพื่อให้การใช้งานอาคารเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดตามมาตรฐานสากล พร้อมให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเป็นต้นแบบของธุรกิจอาคารสำนักงานสมัยใหม่ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าควบคู่ไปกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน

 

อีกหนึ่งปัจจัยที่เป็นความสำคัญคือความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่รีเทลและสังคม ซึ่งมีผลต่อความยั่งยืนในระดับชุมชน ตามรายงานของ The International Council of Shopping Centers (ICSC) ในปี 2020 พบว่าพื้นที่รีเทลที่ใช้แนวคิดความยั่งยืนในการบริหารจัดการสามารถสร้างผลกระทบที่ดีต่อสังคม ไม่ว่าจะเป็นการสร้างงานหรือการสนับสนุนธุรกิจท้องถิ่น เช่น ในมิติของสังคม เราสร้างสรรค์โคเลิร์นนิ่งสเปซ ‘C asean Samyan CO-OP’ ที่ขนาดใหญ่กว่า 1,400 ตารางเมตร ให้บริการฟรีเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และการพัฒนาตนเอง

 

ในด้านการช่วยเหลือสังคม สามย่านมิตรทาวน์ได้จัดพื้นที่สำหรับโครงการ ‘มิตรให้โลหิต ต่อชีวิตให้กัน’ ระดมโลหิตเพื่อส่งต่อให้กับสภากาชาดไทย ซึ่งจัดมาแล้ว 12 ครั้ง สามารถระดมโลหิตได้เกือบ 4 ล้านซีซี และระหว่างการระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบในวงกว้าง ยังได้จัดโครงการ ‘มิตร ปัน มิตร’ โดยใช้พื้นที่ภายในอาคารเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมอาหารจากพันธมิตรร้านค้าส่งต่อให้ชุมชนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อลดค่าครองชีพ 

 

พื้นที่สำนักงานและรีเทล พื้นที่สำนักงานและรีเทล

 

นอกจากนั้น FPCT ให้การยอมรับและเห็นถึงคุณค่าของความแตกต่างของบุคคล โดยสนับสนุนความเท่าเทียมและความหลากหลายทางเพศ ด้วยการจัดกิจกรรมรณรงค์เรื่องความเสมอภาคระดับองค์กรและระดับสังคม ทั้งในวันสตรีสากล และ Pride Month รวมถึงด้านการดูแลพนักงาน บริษัทยังได้อัปเกรดสิทธิการลาของพนักงาน เพื่อรองรับการสมรสเท่าเทียมและความต้องการผ่าตัดแปลงเพศ

 

ธีรนันท์ กรศรีทิพา รองกรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาธุรกิจรีเทล บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ คอมเมอร์เชียล (ประเทศไทย) ได้ย้ำว่า นอกจากด้านสิ่งแวดล้อม ยังให้ความสำคัญในมิติของสังคม ซึ่งในสายงานพัฒนาธุรกิจรีเทลได้ผสานแนวคิด Placemaking หรือการส่งมอบพื้นที่สร้างสรรค์ที่พร้อมสนับสนุนให้ชุมชนรอบข้างได้เติบโตไปด้วยกัน โดยใช้ประโยชน์จากพื้นที่รีเทลและพื้นที่อเนกประสงค์ของศูนย์การค้าในการทำประโยชน์ให้กับสังคม ที่ผ่านมาได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมสาธารณประโยชน์ที่หลากหลาย รวมไปถึงการส่งเสริมความเท่าเทียม และการส่งเสริมการเรียนรู้

 

จะเห็นได้ว่าการรวมเข้าด้วยกันของหลายปัจจัยนี้สร้างความเชื่อมโยงระหว่างอาคารสำนักงานและพื้นที่รีเทลกับความยั่งยืนในหลายมิติ ประกอบด้วย ประหยัดพลังงาน การลดขยะ การปรับปรุงสุขภาพจิตและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการสร้างสังคมที่ยั่งยืน ทั้งนี้ทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากการออกแบบและการบริหารจัดการที่มีการวางแผนและใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เป็นหลักฐานในการดำเนินงาน

 

พื้นที่สำนักงานและรีเทล

 

ทั้งหมดนี้ได้ทำให้ FPCT ได้รับรางวัลต้นแบบองค์กรขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืน ประจำปี 2023 จาก Cosmopolitan The Daily สื่อสิ่งพิมพ์ด้านธุรกิจและผู้วิเคราะห์เทรนด์ระดับโลกจากสหราชอาณาจักร ซึ่งเฟ้นหาและประเมินบริษัทชั้นนำจากทั่วโลกที่มีความโดดเด่นด้านการดำเนินธุรกิจและมีการดำเนินงานอย่างยั่งยืนในทุกมิติ

 

การที่เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ คอมเมอร์เชียล (ประเทศไทย) ให้ความสำคัญในทั้งสิ่งแวดล้อมและสังคม ส่งผลให้ทั้งผู้เช่าและผู้ใช้บริการได้รับประโยชน์ที่ครอบคลุมและยั่งยืน ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและสร้างค่าสัมฤทธิ์ทางสังคมได้

 

ต้องยอมรับว่า ‘เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ คอมเมอร์เชียล (ประเทศไทย)’ ไม่ใช่แค่อาคารสำนักงานหรือพื้นที่ค้าปลีก แต่เป็น ‘อนาคต’ ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างมีความยั่งยืนและใส่ใจทุกมิติของชีวิต ซึ่งเราสามารถสัมผัสและเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่นี้ได้แล้ว 

 

อ้างอิง:

  • American Journal of Public Health, Environmental Psychology
  • Journal of Green Building
  • Energy and Buildings, Building and Environment

The post ทำไมการปรับเปลี่ยนสู่โลกยุคใหม่ของพื้นที่สำนักงานและรีเทล จึงมีบทบาทสำคัญในการเป็นต้นแบบของพื้นที่เพื่อสังคมที่ยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ICS เดินหน้าเฟสสอง รับเศรษฐกิจฟื้น ยกขบวนร้านดังตอบโจทย์ครบทุกไลฟ์สไตล์ลูกค้า ร้านอาหาร สินค้าไอที แฟชั่น สุขภาพ และเครื่องสำอาง [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/ics-lifestyle-complex-phase2/ Wed, 12 Apr 2023 06:36:13 +0000 https://thestandard.co/?p=776091 ICS Lifestyle Complex

ไอซีเอส ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์ (ICS Lifestyle Complex) ตร […]

The post ICS เดินหน้าเฟสสอง รับเศรษฐกิจฟื้น ยกขบวนร้านดังตอบโจทย์ครบทุกไลฟ์สไตล์ลูกค้า ร้านอาหาร สินค้าไอที แฟชั่น สุขภาพ และเครื่องสำอาง [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ICS Lifestyle Complex

ไอซีเอส ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์ (ICS Lifestyle Complex) ตรงข้ามไอคอนสยาม ย่านฝั่งธนบุรี เดินหน้าเปิดเฟสสองเต็มตัวแล้ววันนี้ ยกขบวนร้านค้าชั้นนำ สินค้าเด็ด แบรนด์ดัง ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของลูกค้าทุกกลุ่ม ทุกไลฟ์สไตล์ อย่างครบครัน หลังเปิดให้บริการเฟสแรกไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา 

 

ไอซีเอสให้บริการครบครันทั้งพื้นที่รีเทล อาคารสำนักงาน และโรงแรม ภายใต้แนวคิด Always A Good Day ‘ความสุขของทุกวันที่ ICS’ ตอกย้ำแลนด์มาร์กใหม่ตรงข้ามไอคอนสยาม เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้าสายสีทอง เชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้าเจริญนคร โดยดีเดย์เปิดให้บริการเต็มพิกัดตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคมเป็นต้นไป  

 

นำโดยกลุ่มร้านอาหาร เช่น ร้านกาแฟ Starbucks, Rep Coffee, Santa Fe’, ชาบูและสุกี้ยากี้ Katei Shabu, You & I Premium Suki Buffet, เอี่ยวไถ่สุกี้, เตี๋ยวเรือเสาวรีย์ พร้อมร้านหนังสือ SE-ED Book Center, กลุ่มสินค้าวาไรตี้และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น Daiso, Jaymart, VIVO, กันยง แอร์ และสินค้าพร้อมบริการอื่นๆ อีกมากมาย มาเสริมทัพหลังจากเปิด Lotus’s Privé แห่งแรกไปเมื่อต้นเดือนมกราคม อีกทั้งยังได้เปิดพื้นที่สำนักงานให้บริการเมื่อวันที่ 1 เมษายนนี้เช่นกัน

 

ICS Lifestyle Complex

 

สุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอซีเอส จำกัด กล่าวว่า ไอซีเอส ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์ ตรงข้ามไอคอนสยาม ถือเป็นแลนด์มาร์กใหม่ย่านฝั่งธนบุรี โดยมีความตั้งใจให้ที่นี่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ลูกค้าครบทุกมิติ โดยหลังจากที่ได้เปิดบริการไอซีเอสเฟสแรกเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา พบว่าได้รับการตอบรับอย่างดี สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทยทั้งฝั่งกรุงเทพฯ และฝั่งธนบุรี รวมทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ ซึ่งไอซีเอสจะเข้ามาเสริมความครบครันของเมืองด้วยรูปแบบมิกซ์ยูส ทั้งธุรกิจรีเทล โรงแรม และพื้นที่สำนักงานออฟฟิศ   

 

“ไอซีเอสจะช่วยเพิ่มความถี่ในการใช้บริการของกลุ่มลูกค้าทั้งบริเวณย่านคลองสานและฝั่งธนบุรีทั้งหมด ด้วยสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันมากขึ้น ทำให้ลูกค้าสามารถมาใช้บริการได้ทุกวัน โดยมีแม็กเน็ตสำคัญ เป็นความร่วมมือกับธุรกิจค้าปลีกชั้นนำของเมืองไทย Lotus’s เปิดตัวแบรนด์ Lotus’s Privé เป็นสาขาแรกที่โครงการไอซีเอส บนพื้นที่ประมาณ 2,900 ตารางเมตร ชั้น B1 ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ทันสมัยในระดับพรีเมียมอีกด้วย 

 

นอกจากนี้ในเฟสถัดมาได้เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคมเป็นต้นไป ซึ่งลูกค้าจะพบกับความครบครันของร้านค้าที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของทุกเพศ ทุกวัย ทั้งร้านอาหาร สินค้าไอที แฟชั่น เครื่องสำอาง และสุขภาพ” สุพจน์กล่าว

 

สำหรับร้านค้าที่จะเปิดให้บริการเพิ่มเติมที่จะมาเติมเต็มความครบครันเริ่มที่ 

 

ชั้น M พบกับร้านขายสินค้าเครื่องอาบน้ำ สกินแคร์ Soap for Soul และร้านกาแฟ Starbucks

 

 

ชั้น 1 ร้านขายอัญมณี, SYN Diamond, ร้านทำเล็บรูปแบบใหม่สไตล์คาเฟ่ Flash Nail และร้านกาแฟอินทนิล 

 

ชั้น 2 ห้างทองพรีเมี่ยม โกลด์ เยาวราช, ร้านค้าราคาเริ่มต้น 60 บาท สินค้าวาไรตี้นำเข้าจากญี่ปุ่น Daiso, Jaymart ร้านจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์เสริม และแก็ดเจ็ต, กันยง แอร์, VIVO แบรนด์สมาร์ทโฟนและอุปกรณ์เสริมชั้นนำ, #Hashtag956 เปิดให้บริการ 2 จุด และ Gadget House, Focus Film ร้านจำหน่ายและให้บริการติดฟิล์มและกระจกกันรอย

 

 

ชั้น 3 ร้านหนังสือ SE-ED Book Center, MUSE โรงเรียนสอนดนตรี, Mr.D.I.Y ร้านค้าปลีกอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ และสินค้าหลากหลาย, Santa Fe’ ร้านอาหารประเภทสเต๊กและอาหารสไตล์ตะวันตก, HQ กระเป๋าเดินทาง, Coway ร้านจำหน่ายเครื่องกรองน้ำ, เตี๋ยวเรือเสาวรีย์ และ Rep Coffee

 

 

ชั้น 4 Happy Pig ร้านปิ้งย่างสไตล์เกาหลี, Katei Shabu บุฟเฟต์​ชาบูสุกี้ยากี้สไตล์คันไซและอาหารญี่ปุ่น, Joyliday สวนสนุกน้องใหม่, You & I Premium Suki Buffet ร้านสุกี้บุฟเฟต์สไตล์จีนสุดพรีเมียม, เอี่ยวไถ่สุกี้ ต้นตำรับสุกี้หม้อไฟสูตรโบราณ, Mamemi คาเฟ่นมถั่วเหลือง, Muscle Inc แหล่งรวมแบรนด์เสริมอาหารชั้นนำ, SIP ปังปิ้งโรตี และร้านกาแฟพันธุ์ไทย 

 

 

และพื้นที่อาคารสำนักงาน เปิดบริการแล้ววันที่ 1 เมษายน คาดว่าจะช่วยเติมเต็มกลุ่มลูกค้าของโครงการไอซีเอสให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น 

 

พร้อมกันนี้ไอซีเอสได้มอบความพิเศษในช่วงเทศกาลสงกรานต์กับแคมเปญโปรโมชัน ไอซีเอส สงกรานต์ มั่งมีศรีสุข 2023 ระหว่างวันที่ 7 เมษายน – 21 พฤษภาคม 2566 สำหรับสมาชิก VIZ ที่มี ONESIAM SuperApp ซื้อสินค้าภายในช็อปในไอซีเอส (ยกเว้นอาหาร เครื่องดื่ม และ Lotus’s Privé) ครบ 1,500 บาท แลกรับ SUMMER BAG 1 ใบ มูลค่า 250 บาท หรือช้อปสินค้าภาย Lotus’s Privé, อาหาร และเครื่องดื่ม ภายในไอซีเอส ครบ 800 บาท รับคูปองส่วนลดจาก Lotus’s Privé มูลค่า 50 บาททันที *ตรวจสอบเงื่อนไข ณ จุดขาย 

 

นอกจากนี้ไอซีเอสยังเดินหน้าจับมือพันธมิตรกับโรงพยาบาลศิริราช เตรียมเปิดตัว SIRIRAJ H Solutions ศูนย์ดูแลสุขภาพครบวงจรที่มีการขยายบริการนอกพื้นที่โรงพยาบาลแห่งแรกในศูนย์การค้า และโรงแรมระดับโลก Hilton Garden Inn Bangkok ICS Charoen Nakhon ที่พร้อมเปิดบริการห้องพัก 241 ห้อง ภายในปี 2566 อีกด้วย 

 

ถือเป็นการขยับครั้งสำคัญของไอซีเอส ที่สามารถเป็นพื้นที่รองรับการขยายของธุรกิจภาคบริการของไอคอนสยาม ความเป็นไลฟ์สไตล์คอมเพล็กซ์ของที่นี่สามารถตอบโจทย์และเป็นแม่เหล็กสำคัญอีกตัวหนึ่งที่จะสนับสนุนไอคอนสยาม แลนด์มาร์กริมแม่น้ำเจ้าพระยา ให้มีความสมบูรณ์ในการให้บริการสำหรับคนทุกกลุ่มและครบมิติมากขึ้น 

 

ไอซีเอสพร้อมให้ทุกคนมาสัมผัสความครบครันทุกมิติ ทั้งสินค้าไลฟ์สไตล์ สินค้าไอที แบรนด์แฟชั่น ธุรกิจบริการด้านความงามและเครื่องสำอางระดับแถวหน้า รวมไปถึงร้านค้าที่ให้บริการด้านต่างๆ ในชีวิตประจำวัน และร้านอาหารแบรนด์ดังมากมาย กับคอนเซปต์ Always A Good Day ความสุขของทุกวันที่ ICS

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 1338 หรือ Facebook: ICS

The post ICS เดินหน้าเฟสสอง รับเศรษฐกิจฟื้น ยกขบวนร้านดังตอบโจทย์ครบทุกไลฟ์สไตล์ลูกค้า ร้านอาหาร สินค้าไอที แฟชั่น สุขภาพ และเครื่องสำอาง [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
มหาเศรษฐีโลกกำลังไล่ซื้ออสังหาอย่าง ‘อพาร์ตเมนต์-ออฟฟิศ-โรงแรม’ มูลค่ารวมเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา https://thestandard.co/world-billionaire-buy-real-estate/ Wed, 01 Mar 2023 05:45:30 +0000 https://thestandard.co/?p=757050

มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในสเปนอย่าง Amancio Ortega ผู้ก […]

The post มหาเศรษฐีโลกกำลังไล่ซื้ออสังหาอย่าง ‘อพาร์ตเมนต์-ออฟฟิศ-โรงแรม’ มูลค่ารวมเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา appeared first on THE STANDARD.

]]>

มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในสเปนอย่าง Amancio Ortega ผู้ก่อตั้งแบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่น Zara ขยายการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์เมื่อปีก่อน โดยการเข้าซื้อตึกในอเมริกาเหนือและสหราชอาณาจักรรวมกันอย่างน้อย 10 แห่ง คิดเป็นมูลค่ากว่า 2 พันล้านดอลลาร์ 

 

ขณะที่มหาเศรษฐีรายอื่นๆ ต่างหันมาโฟกัสที่อสังหาเชิงพาณิชย์กันมากขึ้น หลังจากที่สินทรัพย์นี้ถูกกระทบอย่างหนักจากวิกฤตโควิด รวมทั้งแรงกดดันจากการที่รูปแบบการทำงานกลายเป็นการทำงานผ่านทางไกล (Remote Work) มากขึ้น อิงจากรายงาน 2023 Wealth Report ของ Knight Frank

 

สิ่งที่เกิดขึ้นตรงกันข้ามกับนักลงทุนสถาบันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งพวกเขาลดการลงทุนในอาคารสำนักงาน อาคารด้านโลจิสติกส์ และบ้านเช่า คิดเป็นมูลค่า 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ หลังจากที่เริ่มเห็นการผิดนัดชำระหนี้ในบางส่วน เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ยุคของเงินทุนต้นทุนต่ำกำลังจะจบลง 

 

มหาเศรษฐี กองทุนบริหารสินทรัพย์ของครอบครัว และบริษัทส่วนบุคคล ต่างใช้ประโยชน์จากอัตราส่วนหนี้สินที่ยังไม่สูงนักของตัวเอง และความสามารถในการถือครองในระยะยาว เข้าลงทุนในอสังหาเชิงพาณิชย์ คิดเป็นมูลค่ารวม 4.55 แสนล้านดอลลาร์ 

 

อย่างไรก็ตาม มูลค่าการลงทุนรวมของมหาเศรษฐีระดับโลกในสินทรัพย์ดังกล่าว ลดลง 8% จากช่วง 12 เดือนก่อนหน้านี้ที่ระดับ 4.93 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นช่วงที่มีดีมานด์ที่อัดอั้นมาจากช่วงโควิด ขณะที่ปริมาณการซื้อขายลดลง 28% 

 

Alex James หัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาลูกค้าบุคคล กล่าวว่า “ผู้ลงทุนส่วนบุคคลกำลังใช้ประโยชน์จากราคาสินทรัพย์ที่กำลังถูกประเมินใหม่ และค่าเงินที่แข็งค่า กระแสที่กำลังเกิดขึ้นนี้จะดำเนินต่อไปจากการที่มหาเศรษฐีเหล่านี้กำลังมองหาวิธีปกป้องความมั่งคั่งของตัวเอง” 

 

ตัวเลขเหล่านี้เน้นย้ำให้เห็นถึงแนวโน้มการลงทุนระยะยาวของกลุ่มมหาเศรษฐี และวิธีการที่พวกเขากระจายความมั่งคั่งไปสู่อสังหา ซึ่งเป็นช่วงที่หุ้นกู้ที่ใช้สินเชื่ออสังหาเป็นหลักประกันกำลังมีราคาลดลง ขณะที่อัตราดอกเบี้ยกำลังเพิ่มขึ้น

 

Ortega เข้าซื้ออาคารโลจิสติกส์ 5 แห่งในสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่ากว่า 700 ล้านดอลลาร์ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา รวมทั้งการเข้าซื้อตึกหรูระฟ้าในเมืองซีแอตเทิล มูลค่า 300 ล้านดอลลาร์ เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา หลังจากที่เข้าซื้ออาคารสำนักงานของ Amazon.com ในเมืองเดียวกันนี้ 

 

ด้าน Joe Tsai ผู้ร่วมก่อตั้ง Alibaba Group Holding เข้าซื้อโรงแรมระดับ 5 ดาว 6 แห่งในสเปน ผ่านบริษัทบริหารสินทรัพย์ของครอบครัวอย่าง Blue Pool Capital 

 

ทั้งนี้ ข้อมูลจาก Knight Frank ระบุว่า อสังหาเชิงพาณิชย์ที่นักลงทุนส่วนบุคคลเข้าซื้อมากที่สุดคือ อพาร์ตเมนต์ให้เช่า 42.8% ซึ่งแต่ละดีลคิดเป็นมูลค่าอย่างน้อย 25 ล้านดอลลาร์ รองลงมาคืออาคารสำนักงาน 18.5% อุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ 15.5% ค้าปลีก 13.7% โรงแรม 6.7% และอื่นๆ อีก 2.7% 

 

โดยนิวยอร์กเป็นเมืองที่มีการลงทุนในด้านอสังหาเชิงพาณิชย์มากที่สุดในปีที่ผ่านมา ขณะที่ลอนดอนเป็นเมืองที่นักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนมากที่สุด 


บทความที่เกี่ยวข้อง


อ้างอิง:

The post มหาเศรษฐีโลกกำลังไล่ซื้ออสังหาอย่าง ‘อพาร์ตเมนต์-ออฟฟิศ-โรงแรม’ มูลค่ารวมเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘การบินไทย’ ปิดดีลขาย ‘ที่ดินและอาคารสำนักงานสีลม’ รวมมูลค่า 205 ล้านบาท พร้อมเผยไตรมาส 2 ได้ชำระหนี้มูลค่า 1.67 พันล้านบาทแก่เจ้าหนี้แล้ว https://thestandard.co/thai-sold-land-silom-offices/ Thu, 29 Sep 2022 12:12:29 +0000 https://thestandard.co/?p=688697 การบินไทย

การบินไทย รายงานความคืบหน้าการดำเนินงานตามแผนฟื้นฟูงวดว […]

The post ‘การบินไทย’ ปิดดีลขาย ‘ที่ดินและอาคารสำนักงานสีลม’ รวมมูลค่า 205 ล้านบาท พร้อมเผยไตรมาส 2 ได้ชำระหนี้มูลค่า 1.67 พันล้านบาทแก่เจ้าหนี้แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
การบินไทย

การบินไทย รายงานความคืบหน้าการดำเนินงานตามแผนฟื้นฟูงวดวันที่ 15 มิถุนายน -14 กันยายน 2565 (ไตรมาส 2) ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เผยดำเนินการชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่เจ้าหนี้แล้ว รวมมูลค่า 1,670 ล้านบาท รวมถึงได้ดำเนินการขายที่ดินและอาคารสำนักงานสีลม มูลค่า 205 ล้านบาท และขายเครื่องบินเก่า 5 ลำ มูลค่าเกือบ 1 พันล้านบาท

 

วันนี้ (29 กันยายน) สุวรรธนะ สีบุญเรือง รักษาการแทนประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.การบินไทย หรือ THAI ส่งหนังสือถึงตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อรายงานความคืบหน้าแผนฟื้นฟูสำหรับงวดวันที่ 15 มิถุนายน -14 กันยายน 2565 ดังนี้

 

  1. การชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการ โดยงวดวันที่ 15 มิถุนายน -14 กันยายน 2565 ผู้บริหารแผนได้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในแผน โดยการชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยคงค้างจนถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2565 รวมเป็นเงิน 1,670.159 ล้านบาท โดยบริษัทไม่ได้มีการผิดนัดตามแผนแต่ประการใด

 

  1. การเปลี่ยนกลุ่มเจ้าหนี้ในแผนฟื้นฟูกิจการ ตามที่บริษัทได้จัดทำคำร้องขอแก้ไขกลุ่มเจ้าหนี้สำหรับเจ้าหนี้จำนวน 17 ราย โดยบริษัทได้ยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2565 ซึ่งศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องของบริษัทแล้วเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2565

 

  1. ความคืบหน้าการขายทรัพย์สินรอง ที่ศาลได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2563 ซึ่งอนุญาตให้บริษัทจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินรวมทั้งสิ้น 4 รายการ ได้แก่

 

  • หุ้นที่บริษัทถืออยู่ในบริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS
  • หุ้นที่บริษัทถืออยู่ในบริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน)
  • ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นอาคารศูนย์ฝึกอบรมที่หลักสี่
  • เครื่องยนต์ที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว ประเภท CFM56-3C1 จำนวน 5 เครื่องยนต์

 

โดยการบินไทยได้ขายทรัพย์สินรายการดังกล่าวหมดแล้ว เหลือบางส่วนคือเครื่องยนต์จำนวน 2 เครื่องยนต์ จาก 5 เครื่องยนต์ และได้รับเงินเรียบร้อยแล้ว

 

ในงวดประจำไตรมาสนี้ บริษัทได้รับเงินค่าขายเครื่องยนต์ CFM56-3C1 จำนวน 2 เครื่องยนต์ ตามที่คณะผู้บริหารแผนได้มีมติอนุมัติให้ขายเครื่องยนต์เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2564 ในส่วนที่เหลือ 144,000 ดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็น 80% ของราคาขายครบถ้วนแล้ว โดยปัจจุบันบริษัทได้เจรจากำหนดการส่งมอบเครื่องยนต์กับผู้ซื้อภายในเดือนกันยายน 2565

 

นอกจากนี้ คณะผู้บริหารแผนได้มีมติอนุมัติการขายเครื่องบินที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว จำนวน 5 ลำ ราคาขายรวม 23.445 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 928 ล้านบาท อัตราแลกเปลี่ยน 38 บาทต่อดอลลาร์) โดยการบินไทยได้ส่งมอบเครื่องบินให้แก่ผู้ซื้อ และได้รับเงินค่าขายเครื่องบินดังกล่าวครบถ้วนแล้ว

 

พร้อมกันนี้ ยังมีการอนุมัติให้ขายเครื่องยนต์อะไหล่ที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว จำนวน 3 เครื่อง ให้แก่ผู้ยื่นขอเสนอราคาซื้อสูงสุด ซึ่งสูงกว่าราคาประเมินและมูลค่าตามบัญชีสุทธิของเครื่องยนต์ ราคาขายรวม 2.80 ล้านดอลลาร์ โดยการบินไทยได้ส่งมอบเครื่องยนต์ให้แก่ผู้ซื้อ และได้รับเงินค่าขายเครื่องยนต์ครบถ้วนแล้ว

 

นอกจากนี้ คณะผู้บริหารแผนได้มีมติอนุมัติการขายที่ดินและสำนักงานสีลมให้แก่ผู้ยื่นซองเสนอราคาซื้อสูงสุด ซึ่งสูงกว่าราคาประเมินและมูลค่าตามบัญชีสุทธิที่บริษัทบันทึกไว้ ในราคา 205.10 ล้านบาท

 

โดยการบินไทยได้รับเงินมัดจำมาแล้วจำนวน 20.51 ล้านบาท โดยผู้ซื้อจะชำระเงินส่วนที่เหลือภายในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และไม่เกินวันที่ 30 มิถุนายน 2565 ตามที่ได้แจ้งไว้ในรายงานความคืบหน้าประจำไตรมาสที่ 3 แล้วนั้น

 

อย่างไรก็ตาม ผู้ซื้อและการบินไทยได้ตกลงเลื่อนกำหนดการโอนกรรมสิทธิ์จากเดิมเป็นวันที่ 31 สิงหาคม 2565 โดยให้เรียกเก็บดอกเบี้ยผิดนัดจากการที่ผู้ซื้อขอเลื่อนวันโอนกรรมสิทธิ์ในอัตรา 5% และให้ชำระดอกเบี้ยพร้อมเงินงวดสุดท้ายในวันโอนกรรมสิทธิ์

 

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2565 การบินไทยได้ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ และได้รับเงินค่าขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ตลอดจนดอกเบี้ยผิดนัดชำระครบถ้วนแล้วตามที่ตกลงร่วมกัน ณ สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post ‘การบินไทย’ ปิดดีลขาย ‘ที่ดินและอาคารสำนักงานสีลม’ รวมมูลค่า 205 ล้านบาท พร้อมเผยไตรมาส 2 ได้ชำระหนี้มูลค่า 1.67 พันล้านบาทแก่เจ้าหนี้แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เซ็นทรัลพัฒนา’ 40 ปี องค์กรนักพัฒนา ตอกย้ำบทบาท ‘Place Maker’ สร้าง Sustainable Ecosystem ที่แข็งแกร่งและพื้นที่ที่จะเป็นอนาคตที่ดีให้กับทุกคน [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/cpn-place-maker-sustainable-ecosystem/ Fri, 04 Mar 2022 09:00:19 +0000 https://thestandard.co/?p=601486 CPN

ถือโอกาสครบ 40 ปี แห่งการเป็นผู้นำอสังหาริมทรัพย์ของไทย […]

The post ‘เซ็นทรัลพัฒนา’ 40 ปี องค์กรนักพัฒนา ตอกย้ำบทบาท ‘Place Maker’ สร้าง Sustainable Ecosystem ที่แข็งแกร่งและพื้นที่ที่จะเป็นอนาคตที่ดีให้กับทุกคน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
CPN

ถือโอกาสครบ 40 ปี แห่งการเป็นผู้นำอสังหาริมทรัพย์ของไทยและผู้พัฒนาธุรกิจศูนย์การค้าเซ็นทรัล ที่พักอาศัย อาคารสำนักงาน และโรงแรมทั่วประเทศ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ประกาศอย่างเป็นทางการหลังจากกลับมาใช้ชื่อ ‘เซ็นทรัลพัฒนา’ เป็นหลักแทน ‘CPN’ ตั้งแต่ต้นปี 2564 เพื่อตอกย้ำการเป็น ‘องค์กรนักพัฒนา’ และสะท้อนสปิริตของ ‘Place Maker’ นักพัฒนาที่ต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนทุกแห่งและสร้างพื้นที่ที่จะเป็นอนาคตที่ดีให้กับทุกคน พร้อมเผย Brand Identity ใหม่ทั้ง Corporate และศูนย์การค้าทั่วประเทศ ที่สะท้อนอัตลักษณ์ความภูมิใจท้องถิ่น รวมถึงการรีแบรนด์ชื่อศูนย์การค้าทั้งหมดให้เป็น ‘เซ็นทรัล’

 

CPN

CPN

 

พร้อมกันนี้ วัลยา จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CEO หญิงคนแรกของเซ็นทรัลพัฒนา ยังเผยวิสัยทัศน์การดำเนินธุรกิจ ชูแผนธุรกิจ 5 ปี และกางกลยุทธ์สู่ความยั่งยืน ภายใต้วิสัยทัศน์ Imagining Better Futures for All มุ่งสร้าง Sustainable Ecosystem แข็งแกร่งและยั่งยืน ด้วยบทบาทของ ‘Place Maker’ บุกเบิกสร้างมาตรฐานใหม่ของพื้นที่การใช้ชีวิตแห่งอนาคต และมุ่งสู่องค์กรแห่งการสร้างโอกาส พัฒนา ‘คน’ พัฒนาเมืองและประเทศ และยกระดับวงการอสังหาฯ และรีเทลของไทย

 

CPN

 

ตอกย้ำคำมั่นสัญญาของ ‘องค์กรนักพัฒนา’ เดินหน้าสร้าง Sustainable Ecosystem 

ศตวรรษใหม่ของเซ็นทรัลพัฒนายังคงมุ่งมั่นที่จะทำตาม Brand Commitment เดินหน้าสร้าง Sustainable Ecosystem ที่แข็งแกร่งและยั่งยืน เพื่อผู้คนและโลก ยืนหยัดสร้างพื้นที่ที่มีคุณภาพ ส่งเสริมการใช้ชีวิตในทุกมิติ สร้างสรรค์สิ่งที่ดีเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนสำหรับคนไทยและประเทศไทย ในฐานะ ‘Center of Life’ ศูนย์กลางการใช้ชีวิตของทุกคนและทุกชุมชนที่โครงการเราไปตั้งอยู่ ด้วยการเชื่อมโยง ‘People’ คนและชุมชนที่เป็นพลังขับเคลื่อนสังคมและสร้างความเปลี่ยนแปลง และ ‘Planet’ สิ่งแวดล้อมและโลกใบนี้ ด้วยความเชื่อมั่นที่ว่า การพัฒนาและการใช้ชีวิตของผู้คนจะต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ด้วยการสนับสนุนดูแลชีวิตของผู้คนที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่ โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจน ได้แก่ 

 

  • People ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนและชุมชนทั่วประเทศ โดยปัจจุบันเซ็นทรัลพัฒนามีส่วนช่วยสร้างเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจเทียบเท่าประมาณ 1% ของ GDP ของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง และในอีก 5 ปีข้างหน้า จะยังคงเติบโตเช่นนี้และทำให้เกิดการจ้างงานไม่ต่ำกว่า 150,000 ตำแหน่ง
  • Planet ในฐานะ Global Company เซ็นทรัลพัฒนาดำเนินธุรกิจเพื่อความยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นบริษัทอสังหาฯ หนึ่งเดียวในไทยที่เป็นสมาชิกดัชนีความยั่งยืนระดับโลก DJSI World ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 และ DJSI Emerging Markets ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 อีกทั้งตั้งเป้าเป็นองค์กร Mixed-Use Developer รายแรกสู่ Net Zero ภายในปี 2050 โดยมีการวางกลยุทธ์ ได้แก่ ลดการใช้พลังงานให้ได้มากกว่า 50% ลดการใช้ CFC และสารที่ทำลายชั้นบรรยากาศ ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดหรือ Clean Energy ให้ได้อีก 50% และตั้งเป้าปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียวทั้งภายในและภายนอกโครงการ 1 ล้านต้นโดยเร็ว

 

ภายใต้บทบาทของ ‘Place Maker’ นักพัฒนาพื้นที่แห่งอนาคต โดยใช้โมเดล Retail-Led Mixed-Use Development ที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา 40 ปี ครอบคลุม 4 ธุรกิจ ได้แก่ ศูนย์การค้า ที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน และโรงแรม ครอบคลุม Sustainable Ecosystem ดูแลสนับสนุนและผสมผสานทุกภาคส่วนเข้าหากัน พร้อมเดินหน้าแผนธุรกิจ 5 ปี (2022-2026) ทุ่มงบ 120,000 ล้านบาท จึงนำไปสู่ 3 กลยุทธ์ขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน 

 

CPN

 

กางแผนกลยุทธ์ขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืนภายใต้บทบาท ‘Place Maker’ เพื่อสร้าง Better Future

 
กลยุทธ์ที่ 1: Synergy for New Solutions ผนึกกำลังทุกฝ่าย สร้างแพลตฟอร์มยกระดับการใช้ชีวิตและธุรกิจอย่างครบวงจร

  • Synergy within Retail-Led Mixed-Use Development: ผนึกกำลังทุกองค์ประกอบที่แข็งแกร่งของเซ็นทรัลพัฒนา ทั้งศูนย์การค้า ที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน และโรงแรม มอบประสบการณ์ไร้รอยต่อโดยให้ศูนย์การค้าเป็นธุรกิจหลัก ตั้งเป้า 5 ปี จะมีโครงการอสังหาริมทรัพย์มากกว่า 30 จังหวัด ซึ่งจะทำให้จำนวนโครงการทั้งหมด (รวมปัจจุบันและอนาคต) ได้แก่ ศูนย์การค้า 50 แห่ง ทั้งในและต่างประเทศ คอมมูนิตี้มอลล์ 16 แห่ง ยังอยู่ระหว่างการศึกษาการขยาย ด้านโครงการที่พักอาศัย 68 แห่ง เน้นคุณภาพเชื่อมโยงสิทธิประโยชน์เพื่อลูกค้าของเซ็นทรัลพัฒนา อาคารสำนักงาน 13 แห่ง เน้นทำเล CBC และ Prime Location ส่วนโรงแรม 37 แห่ง ปั้นโรงแรมแบรนด์น้องใหม่ เพื่อยกระดับทำให้ทุกเมืองเป็นเมืองท่องเที่ยว โดยมากกว่า 50% ของโครงการจะเป็นรูปแบบมิกซ์ยูสที่มีมากกว่า 1 ธุรกิจ ทั้งหมดจะเชื่อมโยงยกระดับการใช้ชีวิตทุกรูปแบบ ทั้ง Shop, Work, Stay, Play และ Live 
  • Synergy with Business Partners: สร้างความเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับธุรกิจของคู่ค้า ด้วยการจัดตั้งทีม Partner Champions ที่จะเป็น Business Consultant ดูแล End-to-End Solutions ให้กับคู่ค้าอย่างครบวงจร ได้แก่ การช่วยเหลือการเติบโตและขยายสาขาด้วยโมเดล Co-Investment, Funding และ Franchise อีกทั้งยังช่วยเหลือด้าน Business Operation ต่างๆ อาทิ การใช้ Big Data จาก The 1 และ The 1 Biz และ Retail Omnichannel เพื่อส่งเสริมและผลักดันธุรกิจของคู่ค้า รวมไปถึงการจัดการ Transaction และบริการต่างๆ ที่จะช่วยพันธมิตรทุกราย
  • Synergy with Communities: เซ็นทรัลพัฒนาส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ SMEs เกษตรกร บุคคลในอาชีพต่างๆ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นสถานศึกษาหรือโรงพยาบาล สามารถเข้าถึงพื้นที่ค้าขายและการจัดกิจกรรมต่างๆ โดยจัดสรรพื้นที่ 40,000 ตร.ม. หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 300 ล้านบาทต่อปี เพื่อเป็นแพลตฟอร์มยกระดับและกระตุ้นให้ภาคอุตสาหกรรมเติบโต นอกจากนั้น ทุกโครงการของเซ็นทรัลพัฒนามีส่วนสะท้อนอัตลักษณ์ Local Essence ของชุมชน ทั้งในด้าน Art & Culture รวมไปถึง Local Wealth เพื่อสร้างและกระจายรายได้ให้กับชุมชน 

 

ในปี 2022 เซ็นทรัลพัฒนายังตั้งทีม Business & Digital Transformation ลงทุน 450 ล้านบาท เพื่อทรานส์ฟอร์มสู่การเป็น Omnichannel Platform ซึ่งมากกว่าการเชื่อม Offline และ Online แต่ยังเชื่อมโยงทุกธุรกิจใน Ecosystem เข้าด้วยกัน และเชื่อมโยงธุรกิจที่อยู่กับเราไปยังลูกค้าด้วย เป็น B2B2C สร้างประสบการณ์ใหม่ให้ลูกค้าในอนาคต

 

CPN

 

กลยุทธ์ที่ 2: Pioneer for Better Lives สร้างมาตรฐานใหม่ของพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตที่ดีในอนาคต

จากนี้ไปทุกโครงการใหม่ของเซ็นทรัลพัฒนาจะเดินหน้าภายใต้ 2 แกนหลัก ได้แก่ 

  • Green & Energy ด้วย Green Building Standard มาตรฐานอาคารเขียวระดับสากล ติดตั้งเซลล์ผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ในทุกโครงการ พัฒนาอาคารอัจฉริยะหรือ Building Automation การเพิ่มจุด EV Charging และ Recycle Station สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดและแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน 
  • Health & Wellness พื้นที่ที่มีส่วนช่วยยกระดับการใช้ชีวิตของผู้คน ด้วยการตอกย้ำแผนแม่บทและมาตรการด้านความสะอาดและความปลอดภัย เพิ่มพื้นที่สีเขียวทั้ง Indoor-Outdoor ออกแบบพื้นที่ที่ทุกคนมาใช้ได้จริง รวมถึงพื้นที่เพื่อชุมชน เช่น ลานออกกำลังกาย สนามเด็กเล่น ศูนย์การเรียนรู้ ศูนย์ฉีดวัคซีน พื้นที่รับบริจาคโลหิต พื้นที่เพื่อ Well-Being สำหรับชุมชน เป็นต้น

 

CPN

 

กลยุทธ์ที่ 3: Opportunities with Purpose เปิดโอกาสให้ทุกคนร่วมสร้างอนาคตที่ดีกว่าร่วมกัน

ขับเคลื่อนสังคมและธุรกิจด้วยการเป็นองค์กรแห่งการสร้าง ‘โอกาส’ พัฒนาคน พัฒนาเมือง พัฒนาประเทศ และยกระดับวงการอสังหาฯ และรีเทลของไทยเทียบเท่าระดับโลก เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าร่วมกัน อาทิ 

  • เปิดโอกาสให้คนได้มาเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ จับคู่ทางธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ผ่านโครงการ Central Pattana Lead และ Retail Academy
  • สร้าง Local Wealth ให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ ขยายความเจริญจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่น และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในจังหวัด 
  • เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามาร่วมงานกับเซ็นทรัลพัฒนา ผ่านโปรแกรมให้ได้ทดลองไอเดียใหม่ๆ เช่น Retail Hackathon ซึ่งนำไปต่อยอดจริง
  • ให้โอกาสอย่างทั่วถึงกับกลุ่มคนที่หลากหลาย LGBTQ+ ข้อจำกัดทางร่างกาย บุคคลพิเศษ และมีความเป็น Global Citizen ให้ความสำคัญกับ Global Values อาทิ Human Rights, Equality, Diversity เป็นต้น

 

CPN

 

“ทีมงานเซ็นทรัลพัฒนาทุกคนเชื่อในเรื่องของการสร้างโอกาส การสร้างสรรค์สิ่งที่ดี การสร้างพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตที่ดีในอนาคต ทุกครั้งที่มีการเปิดศูนย์การค้าใหม่ เราได้เห็นรอยยิ้มและความสุขของผู้คนที่เข้ามาใช้บริการ ได้เห็นผู้ประกอบการและคนในชุมชนได้เข้ามาค้าขายในพื้นที่ของเรา นั่นสะท้อนให้เห็นว่าเซ็นทรัลพัฒนาได้มีส่วนร่วมในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน เมือง ชุมชน และเศรษฐกิจ ทั้งหมดนี้คือความภูมิใจของเราชาวเซ็นทรัลพัฒนาตลอด 40 ปี และจะเป็นแรงผลักดันให้เรามุ่งมั่นพัฒนาสิ่งที่ดีต่อไปในอนาคตตามวิสัยทัศน์ Imagining Better Futures for All” วัลยากล่าวทิ้งท้าย

The post ‘เซ็นทรัลพัฒนา’ 40 ปี องค์กรนักพัฒนา ตอกย้ำบทบาท ‘Place Maker’ สร้าง Sustainable Ecosystem ที่แข็งแกร่งและพื้นที่ที่จะเป็นอนาคตที่ดีให้กับทุกคน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘บาเยิร์น มิวนิก’ เตรียมเปิดสำนักงานใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ นับเป็นสำนักงานต่างประเทศสาขาที่ 3 ต่อจากนิวยอร์กและเซี่ยงไฮ้ https://thestandard.co/bayern-munich-bkk-new-office/ Wed, 23 Feb 2022 05:36:12 +0000 https://thestandard.co/?p=597504 Bayern Munich

วันนี้ (23 กุมภาพันธ์) หลังจากสโมสรฟุตบอลบาเยิร์น มิวนิ […]

The post ‘บาเยิร์น มิวนิก’ เตรียมเปิดสำนักงานใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ นับเป็นสำนักงานต่างประเทศสาขาที่ 3 ต่อจากนิวยอร์กและเซี่ยงไฮ้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bayern Munich

วันนี้ (23 กุมภาพันธ์) หลังจากสโมสรฟุตบอลบาเยิร์น มิวนิก ยักษ์ใหญ่แห่งศึกบุนเดสลีกา เยอรมนี ได้เปิดสำนักงานที่นิวยอร์กในปี พ.ศ. 2557 และเซี่ยงไฮ้ ในปี พ.ศ. 2560 ล่าสุดพวกเขาได้เตรียมเปิดสำนักงานในต่างประเทศสาขาที่ 3 ที่กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีแผนที่จะพัฒนาตลาดในภูมิภาคนี้ต่อจากการพัฒนาตลาดในจีนและสหรัฐอเมริกา 

 

โดยสโมสรบาเยิร์น มิวนิก ตั้งใจที่จะใช้สำนักงานสาขานี้ในการเข้าถึงแฟนฟุตบอลอย่างใกล้ชิด พัฒนาและขยายความร่วมมือระหว่างพันธมิตร เพื่อสนับสนุนโครงการฟุตบอลเยาวชน 

 

ซึ่งสำนักงานสาขากรุงเทพฯ จะทำให้แฟนบอลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย และโอเชียเนีย สามารถเข้าร่วมกิจกรรมและโครงการต่างๆ ของสโมสรได้อย่างสะดวกและง่ายดายยิ่งขึ้น โดยมี แม็กซิมิเลียน ฮาร์สเค่ เป็นกรรมการผู้จัดการของสำนักงานฝั่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

โอลิเวอร์ คาห์น CEO ของบาเยิร์น มิวนิก กล่าวว่า “ฟุตบอลเป็นกีฬายอดนิยมอันดับหนึ่งในประเทศไทยและทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประมาณหนึ่งส่วนสี่ของประชากรโลกที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคนี้ เราต้องการสนับสนุนและสร้างแรงบันดาลใจให้กับแฟนบอลในแถบนี้มากขึ้นสำหรับเอฟซี บาเยิร์น มิวนิก เน้นสร้างสายสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและยั่งยืนกับแฟนๆ ท้องถิ่น โดยพวกเรากำลังตั้งตารอร่วมโครงการกับแฟนบอลนับล้านคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

 

ด้าน อันเดรอัส ยุง หนึ่งในคณะกรรมการฝ่ายการตลาดของบาเยิร์น มิวนิก กล่าวว่า “เราดีใจที่กำลังจะได้เปิดสำนักงานในต่างประเทศอีกสาขาที่กรุงเทพมหานคร จากการที่ได้เปิดสาขาที่นิวยอร์กและเซี่ยงไฮ้ ทำให้พวกเรารู้ซึ้งถึงความสำคัญของการใกล้ชิดแฟนๆ ท้องถิ่น ซึ่งทางเอฟซี บาเยิร์น มิวนิก เคยร่วมจัดโครงการฟุตบอลเยาวชนต่างๆ ร่วมกับสปอนเซอร์และนักเตะในตำนานมากมาย ตอนนี้พวกเราตั้งใจที่จะค่อยๆ ขยับความสัมพันธ์นี้ให้ดีและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น”

 

ส่วนฮาร์สเค่กล่าวว่า “ผมตื่นเต้นมากกับการเปิดสาขาใหม่ที่กรุงเทพฯ ที่นี่เป็นภูมิภาคที่มีการเจริญเติบโตที่รวดเร็ว เราต้องการพา Mia San Mia ออกสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งตั้งเป้าจะคว้าทุกๆ โอกาสในการเป็นที่รู้จักและจดจำได้ในวงกว้างของเอฟซี บาเยิร์น มิวนิก การสร้างความแข็งแกร่งในสายพันธมิตร และสนับสนุนนักกีฬาเยาวชนในภูมิภาคผ่านโปรแกรมฟุตบอลของเรา โดยทั้งหมดนี้จะสำเร็จลุล่วงได้จากการพูดคุยแลกเปลี่ยนโดยตรงอย่างสม่ำเสมอกับแฟนๆ ชาวเอเชียที่ยอดเยี่ยมของเรา”

 

สำหรับสโมสรบาเยิร์น มิวนิก ในปัจจุบันมีกลุ่มแฟนคลับมากกว่า 39 กลุ่มในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยเจ้าพ่อวงการฟุตบอลเยอรมันที่กวาดแชมป์ลีกมาหลายต่อหลายสมัย ได้จัดโครงการตลอดทั่วทั้งภูมิภาค ได้แก่ ทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลสำหรับเยาวชน ในชื่อ FC Bayern Youth Cup ซึ่งได้จัดขึ้นถึง 3 ครั้ง โดยที่ประเทศไทยได้รับชัยชนะถึง 2 ครั้ง, โครงการ FC Bayern World Squad, โครงการ Allianz Junior Football Camp, คอร์สฝึกซ้อมสำหรับเยาวชนชายและหญิง และอีเวนต์ต่างๆ ที่จัดขึ้นโดยพันธมิตรและบรรดานักเตะในตำนาน โดยช่วงฤดูร้อนในปี พ.ศ. 2560 ทางบาเยิร์น มิวนิก ได้ร่วมเกมกระชับมิตร Audi Summer Tour ที่สิงคโปร์ และก่อนหน้านี้ยังเคยแข่งกระชับมิตรกับทีมชาติไทย ในปี พ.ศ. 2543 อีกด้วย

The post ‘บาเยิร์น มิวนิก’ เตรียมเปิดสำนักงานใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ นับเป็นสำนักงานต่างประเทศสาขาที่ 3 ต่อจากนิวยอร์กและเซี่ยงไฮ้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เจ้าสัวเจริญ’ ขายอาคารสำนักงานใจกลางสิงคโปร์ รับเงินเกือบ 20,000 ล้านบาท https://thestandard.co/tycoon-charoen-sirivadhanabhakdis-frasers-logistics-to-sell-singapore-office-tower-for-603-million/ Thu, 27 Jan 2022 14:12:00 +0000 https://thestandard.co/?p=587527 เจ้าสัวเจริญ

Frasers Property ซึ่งเป็นอีกเครือธุรกิจของ เจ้าสัวเจริญ […]

The post ‘เจ้าสัวเจริญ’ ขายอาคารสำนักงานใจกลางสิงคโปร์ รับเงินเกือบ 20,000 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าสัวเจริญ

Frasers Property ซึ่งเป็นอีกเครือธุรกิจของ เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ขายอาคารสำนักงานย่าน Raffles Place ซึ่งอยู่ใจกลางสิงคโปร์ให้กับนักลงทุนฮ่องกง มูลค่า 19,920 ล้านบาท ระบุเป็นการปรับพอร์ตลงทุนอสังหาด้านโลจิสติกส์

 

เว็บไซต์ Forbes รายงานว่า Frasers Logistics & Commercial Trust (FLCT) ภายใต้ Frasers Property ของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ได้ตกลงขายอาคารสำนักงานในย่าน Raffles Place ซึ่งเป็นศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ของสิงคโปร์ ในราคา 810.8 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 19,920 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทต้องการปรับพอร์ตการลงทุนที่มุ่งสินทรัพย์คลังสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซมากขึ้น

 

สินทรัพย์ที่ถูกขายครั้งนี้คืออาคารสำนักงาน 15 ชั้น มีชื่อว่า Cross Street Exchange และเป็นหนึ่งในทรัพย์สินที่มีมูลค่ามากที่สุดของ FLCT โดยอาคารสำนักงานนี้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 28.3% จากราคา ณ เดือนกันยายนปีที่แล้ว ที่อยู่ที่ 632 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ 

 

และแม้แถลงการณ์ของบริษัทจะไม่ได้ระบุถึงผู้ซื้อ แต่รายงานข่าวจากเว็บไซต์ Mingtiandi ซึ่งรายงานความเคลื่อนไหวอุตสาหกรรมอสังหา ได้ระบุว่า PAG ซึ่งเป็นบริษัทด้านการลงทุนสัญชาติฮ่องกงเป็นผู้เข้าซื้ออาคารสำนักงาน Cross Street Exchange

 

โรเบิร์ต วอลเลซ ซีอีโอและผู้จัดการของ FLCT ระบุในแถลงการณ์ว่า อาคารสำนักงาน Cross Street Exchange ถือเป็นอสังหาระดับพรีเมียมแห่งหนึ่งของบริษัท และการขายสินทรัพย์ครั้งนี้ก็เพื่อปรับพอร์ตการลงทุนในอสังหาด้านโลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องมาก โดยคาดว่าจะดำเนินการขายสินทรัพย์แล้วเสร็จในเดือนมีนาคมนี้ และจะส่งผลให้สัดส่วนสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ในพอร์ตของ FLCT เพิ่มขึ้นเป็น 67% จากเดิม 61%

 

ความต้องการสินทรัพย์คลังสินค้าเพิ่มขึ้นอันเป็นผลมาจากการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ของโควิด ซึ่งผลักดันให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซเฟื่องฟูขึ้นตามมา FLCT ได้มีการปรับพอร์ตสินทรัพย์โดยขายทรัพย์สินที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักบางส่วน และเพิ่มสินทรัพย์ด้านคลังสินค้าเข้ามา โดยได้เข้าซื้ออสังหาริมทรัพย์ประเภทคลังสินค้า 6 แห่งทั่วยุโรป ในราคา 548.7 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว

 

ปัจจุบัน Frasers Property เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์และโลจิสติกส์มูลค่าราว  7.3 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ครอบครองอสังหาทั่วออสเตรเลีย เยอรมนี สิงคโปร์ สหราชอาณาจักร และเนเธอร์แลนด์

 

ทั้งนี้ เจริญ สิริวัฒนภักดี ในวัย 77 ปี เข้าเป็นเจ้าของ Frasers Property จากการประสบความสำเร็จในการเข้าซื้อกิจการของ Fraser & Neave ในปี 2556 นอกจากนี้ เจริญยังเป็นผู้ถือหุ้นที่มีอำนาจควบคุมของบริษัทผู้ผลิตเบียร์ช้าง หรือ Thai Beverages ด้วยมูลค่าสุทธิ 1.27 หมื่นล้านดอลลาร์ และปัจจุบัน เจริญรั้งตำแหน่งมหาเศรษฐีอันดับ 3 ของประเทศไทย จากการจัดอันดับ 50 มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยสุดของประเทศไทย ซึ่งถูกตีพิมพ์ในเดือนมิถุนายน 2564

 

อ้างอิง:

The post ‘เจ้าสัวเจริญ’ ขายอาคารสำนักงานใจกลางสิงคโปร์ รับเงินเกือบ 20,000 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
Zara ทุ่มเงินอีก 9 พันล้านบาทในการสร้างอาคารสำนักงานหลักแห่งใหม่ในสเปน https://thestandard.co/zara-build-new-main-office-building-in-spain/ Tue, 28 Dec 2021 04:07:18 +0000 https://thestandard.co/?p=576736 Zara

Inditex บริษัทแม่ของ Zara ทุ่มเงินอีกจำนวน 238 ล้านยูโร […]

The post Zara ทุ่มเงินอีก 9 พันล้านบาทในการสร้างอาคารสำนักงานหลักแห่งใหม่ในสเปน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Zara

Inditex บริษัทแม่ของ Zara ทุ่มเงินอีกจำนวน 238 ล้านยูโร หรือราว 9,000 ล้านบาทในการต่อเติมสำนักงานหลักแห่งใหม่พื้นที่ 170,000 ตารางเมตรในเมือง Arteixo ทางตอนเหนือของประเทศสเปน สำหรับแผนกออกแบบและการขายของแบรนด์

 

การต่อเติมครั้งนี้เป็นโปรเจกต์ใหม่ของบริษัทเพื่อเสริมทัพสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับพนักงาน หลังจากที่เพิ่งสร้างอาคารสำนักงานแห่งใหม่สำหรับแผนกสินค้าผู้ชายและเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ Zara.com บนพื้นที่ขนาด 67,000 ตารางเมตรเสร็จเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ด้วยเงินลงทุนจำนวน 130 ล้านยูโร หรือราว 4,900 ล้านบาท โดยได้สตูดิโอออกแบบจากเมืองบาร์เซโลนา Batlle i Roig กลับมาออกแบบส่วนต่อเติมนี้ให้อีกครั้ง

 

องค์ประกอบของอาคารแห่งใหม่นี้มีด้วยกันทั้งหมดขนาด 5 ชั้น โดยชั้นแรกจะเป็นส่วนของแผนกแพตเทิร์น ต่อด้วนชั้น 2 และชั้น 3 สำหรับแผนกเสื้อผ้าเด็กและผู้ชาย และชั้น 4-5 สำหรับเสื้อผ้าผู้หญิง ซึ่งยังไม่นับรวบสองชั้นใต้ดินสำหรับที่จอดรถให้กับพนักงานและแขก โดยจะเริ่มสร้างในเดือนมกราคมที่จะถึงนี้ และมีกำหนดแล้วเสร็จภายในสองปี

 

สำหรับสำนักงานแห่งนี้ยังคงใช้เทคโนโลยีและการออกแบบใส่ความยั่งยืนให้กับบริษัท ทั้งดีไซน์แบบเปิดโล่งที่มีเพดานสูงถึง 4.7 เมตรสำหรับแสงธรรมชาติ รองรับเทคโนโลยี 6G และ 5G สำหรับการเชื่อมต่อสื่อสาร พื้นที่ส่วนกลางขนาด 12×22 เมตร ล้อมรอบด้วยเสาอะลูมิเนียม และสะพานเชื่อมต่อไปยังอาคารส่วนแรกที่มาพร้อมกับแผงโซลาร์เซลล์ของอาคารส่วนแรกจำนวน 2,826 แผง สำหรับสร้างพลังงานไฟฟ้าให้กับอาคาร และแหล่งเก็บน้ำใต้ดินขนาด 270 ลูกบาศก์เมตร สำหรับรองรับน้ำฝนเพื่อใช้ในระบบประปา

 

และไม่ต้องสงสัยว่าเครือ Inditex นำเงินลงทุนขนาดนี้มาจากที่ไหน เพราะบริษัทแฟชั่นยักษ์ใหญ่จากสเปนแห่งนี้ยังคงทำกำไรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ทางบริษัทได้ฉลองยอดการเติบโตมากมาย ทั้งรายได้ของไตรมาสที่สองที่เพิ่มขึ้น 49% จากปีก่อนที่ 11,940 ล้านยูโร และยอดขายออนไลน์ก็เพิ่มขึ้น 137% จากปี 2019 พร้อมกับเงินสดที่มีเข้ามามากที่สุดเป็นประวัติการณ์ขององค์กรสูงถึง 8,000 ล้านยูโรในครึ่งปีแรกของปี 2021 

 

ภาพ: Battle i Roig

อ้างอิง:

The post Zara ทุ่มเงินอีก 9 พันล้านบาทในการสร้างอาคารสำนักงานหลักแห่งใหม่ในสเปน appeared first on THE STANDARD.

]]>