องค์การอวกาศยุโรป (ESA) Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/องค์การอวกาศยุโรป-esa/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 11 Jan 2025 05:44:07 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ESA เผยภาพขั้วเหนือดาวพุธ ที่อาจมีน้ำแข็งอยู่ในหลุม จากยาน BepiColombo https://thestandard.co/esa-north-pole-mercury-bepicolombo/ Sat, 11 Jan 2025 05:43:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1029312

องค์การอวกาศยุโรป หรือ ESA เผยภาพถ่ายชุดล่าสุดของดาวพุธ […]

The post ESA เผยภาพขั้วเหนือดาวพุธ ที่อาจมีน้ำแข็งอยู่ในหลุม จากยาน BepiColombo appeared first on THE STANDARD.

]]>

องค์การอวกาศยุโรป หรือ ESA เผยภาพถ่ายชุดล่าสุดของดาวพุธ จากกล้องบนยาน BepiColombo ระหว่างบินเฉียดใกล้เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2025 เวลา 12.59 น. ตามเวลาไทย ที่ระยะห่างเพียง 295 กิโลเมตรเหนือพื้นผิว

 

การบินผ่าน (Flyby) ดาวพุธครั้งที่ 6 ของภารกิจ จะเป็นการบินผ่านครั้งสุดท้ายของยาน BepiColombo ก่อนเดินทางเข้าสู่วงโคจรรอบดาวพุธในปลายปี 2026 ทำให้เป็นโอกาสสุดท้ายในการสำรวจบางส่วนของดาวเคราะห์ดวงนี้ รวมถึงการบินเฉียดพื้นผิวขั้วเหนือเพื่อบันทึกภาพเหนือหลุมอุกกาบาตในระยะใกล้

 

หลังจากโฉบผ่านเหนือเส้น Terminator ที่แบ่งแยกระหว่างช่วงกลางวันและกลางคืน กล้อง M-CAM 1 ได้โอกาสบันทึกภาพเหนือบริเวณขั้วเหนือดาวพุธ ซึ่งมีหลุมอุกกาบาตบางส่วนที่ขอบหลุมมีความสูงเพียงพอ จนทำให้พื้นที่เบื้องล่างอยู่ในเงามืดตลอดเวลา

 

บริเวณเบื้องล่างของหลุมอุกกาบาต Prokofiev, Kandinsky, Tolkien, และ Gordimer ณ ขั้วเหนือดาวพุธ อาจเป็นหนึ่งในจุดที่หนาวเหน็บที่สุดในระบบสุริยะ แม้จะอยู่บนดาวเคราะห์ที่โคจรอยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์ที่สุดก็ตาม โดยนักดาราศาสตร์เรียกบริเวณดังกล่าวว่า ‘Permanently Shadowed Crater’ หรือหลุมอุกกาบาตที่อยู่ในเงามืดตลอดกาล

 

ปัจจุบันนักดาราศาสตร์มีหลักฐานว่าอาจมีน้ำแข็งอยู่ใต้หลุมเหล่านี้ ซึ่งยาน BepiColombo มีภารกิจในการตามหาน้ำในหลุมอุกกาบาตบนดาวพุธ เมื่อครั้งที่ยานอวกาศเข้าสู่วงโคจรรอบดาว และเริ่มภารกิจสำรวจทางวิทยาศาสตร์ในช่วงต้นปี 2027

 

Geraint Jones นักวิทยาศาสตร์ประจำภารกิจของยาน ระบุว่า “แม้ภารกิจหลักของ BepiColombo จะเริ่มขึ้นในอีก 2 ปีจากนี้ แต่ข้อมูลที่ได้จากการบินผ่าน 6 ครั้งก่อนหน้า ช่วยให้เราได้พบสิ่งใหม่ๆ ของดาวเคราะห์ที่ไม่ค่อยได้รับการสำรวจดวงนี้ โดยในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่จะมาถึง ทีมภารกิจบนโลกจะศึกษาและรวบรวมข้อมูลจากการบินผ่านรอบนี้ เพื่อไขปริศนาดาวพุธให้ได้มากที่สุด”

 

อ้างอิง:

The post ESA เผยภาพขั้วเหนือดาวพุธ ที่อาจมีน้ำแข็งอยู่ในหลุม จากยาน BepiColombo appeared first on THE STANDARD.

]]>
ESA เปิดภาพผิวดวงอาทิตย์คมชัดที่สุดจากยาน Solar Orbiter https://thestandard.co/esa-solar-orbiter-new-full-sun-view/ Sat, 23 Nov 2024 02:52:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1011875

องค์การอวกาศยุโรป หรือ ESA เผยภาพผิวดวงอาทิตย์ที่มีความ […]

The post ESA เปิดภาพผิวดวงอาทิตย์คมชัดที่สุดจากยาน Solar Orbiter appeared first on THE STANDARD.

]]>

องค์การอวกาศยุโรป หรือ ESA เผยภาพผิวดวงอาทิตย์ที่มีความคมชัดสูงสุดจากยานอวกาศ Solar Orbiter ที่กำลังทำภารกิจสำรวจดาวฤกษ์หนึ่งเดียวในระบบสุริยะ

 

แม้ดวงอาทิตย์จะไม่มีพื้นผิวที่แท้จริงเนื่องจากประกอบด้วยแก๊สทั้งดวง แต่ชั้นบรรยากาศชื่อ ‘โฟโตสเฟียร์’ (Photosphere) เป็นชั้นที่ส่องสว่างมากที่สุด และแสงดวงอาทิตย์ที่เรามองเห็นจากโลกโดยส่วนมากคือแสงจากบรรยากาศชั้นนี้ ทำให้มักถูกเปรียบว่าเป็นพื้นผิวของดวงอาทิตย์ไปโดยปริยาย

 

ภาพถ่ายจากยาน Solar Orbiter ที่ระยะห่างประมาณ 74 ล้านกิโลเมตรจากดวงอาทิตย์ แสดงให้เห็นรายละเอียดต่างๆ ของชั้นโฟโตสเฟียร์ อาทิ แกรนูลและจุดมืดบนพื้นผิวดวงอาทิตย์ที่มีความเข้มข้นของสนามแม่เหล็กสูงกว่าจุดอื่น ผ่านอุปกรณ์ Polarimetric and Helioseismic Imager หรือ PHI ที่บันทึกภาพดวงอาทิตย์ในช่วงคลื่นแสงที่ตามองเห็น พร้อมเก็บข้อมูลความเข้มข้นและทิศทางสนามแม่เหล็กโดยละเอียด

 

แดเนียล มุลเลอร์ นักวิทยาศาสตร์ของภารกิจ เปิดเผยว่า “การศึกษาสนามแม่เหล็กดวงอาทิตย์เป็นปัจจัยสำคัญในการเข้าใจความเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติของดาวฤกษ์ดวงนี้ ตั้งแต่สเกลระดับเล็กที่สุดไปถึงใหญ่ที่สุด”

 

ภาพถ่ายชุดดังกล่าวถูกบันทึกขึ้นเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2023 เช่นเดียวกับภาพจากอุปกรณ์ Extreme Ultraviolet Imager หรือ EUI บนยาน Solar Orbiter ที่ถ่ายภาพดวงอาทิตย์ในช่วงคลื่นอัลตราไวโอเลต ซึ่งเผยให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างชั้นโฟโตสเฟียร์และชั้นโคโรนา บรรยากาศชั้นนอกสุดของดวงอาทิตย์

 

ยาน Solar Orbiter เป็นความร่วมมือระหว่าง ESA และ NASA เพื่อออกเดินทางไปสำรวจดวงอาทิตย์และศึกษาลมสุริยะอย่างละเอียด โดยเริ่มออกเดินทางจากโลกเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2020 และมีกำหนดปฏิบัติภารกิจถึงปี 2026 เป็นอย่างน้อย

 

ภาพ: ESA & NASA / Solar Orbiter / PHI Team

อ้างอิง:

The post ESA เปิดภาพผิวดวงอาทิตย์คมชัดที่สุดจากยาน Solar Orbiter appeared first on THE STANDARD.

]]>
ESA เปิดภาพจักรวาลมุมกว้าง เผยรายละเอียดดาวฤกษ์และกาแล็กซีมากกว่า 100 ล้านแห่ง https://thestandard.co/snippet-of-euclid-missions-cosmic-atlas-released-by-esa/ Wed, 16 Oct 2024 10:11:48 +0000 https://thestandard.co/?p=996684 ภาพถ่าย จักรวาล

องค์การอวกาศยุโรป หรือ ESA เผยภาพถ่ายมุมกว้างของจักรวาล […]

The post ESA เปิดภาพจักรวาลมุมกว้าง เผยรายละเอียดดาวฤกษ์และกาแล็กซีมากกว่า 100 ล้านแห่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพถ่าย จักรวาล

องค์การอวกาศยุโรป หรือ ESA เผยภาพถ่ายมุมกว้างของจักรวาลขนาด 208,000 ล้านพิกเซล จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Euclid แสดงให้เห็นรายละเอียดของดาวฤกษ์และกาแล็กซีมากกว่า 100 ล้านแห่ง

 

ภาพถ่ายดังกล่าวรวมขึ้นจากการสำรวจมากกว่า 260 ครั้ง ในช่วงคลื่นที่ตามองเห็นและอินฟราเรด ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 8 เมษายน โดยภาพชุดจากกล้อง Euclid ที่เผยแพร่ในครั้งนี้ กินพื้นที่มากกว่าดวงจันทร์เต็มดวงบนท้องฟ้าถึง 500 เท่าด้วยกัน

 

อย่างไรก็ตาม ภาพดังกล่าวเป็นเพียง 1% ของพื้นที่การสำรวจของกล้อง Euclid ตลอดช่วงเวลาภารกิจอีกไม่น้อยกว่า 6 ปีจากนี้ ที่มีเป้าหมายในการสร้างแผนที่จักรวาลแบบ 3 มิติ เพื่อตรวจดูขนาด ระยะห่าง และการเคลื่อนที่ของกาแล็กซีมากกว่าพันล้านแห่ง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการศึกษาสสารมืดและพลังงานมืดในเอกภพ

 

ด้าน NASA หน่วยงานที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาอุปกรณ์ NISP สำหรับการศึกษาจักรวาลในช่วงอินฟราเรดใกล้ (Near Infrared) บนกล้อง Euclid ระบุว่า มีกาแล็กซีมากถึง 14 ล้านแห่งจากภาพถ่ายนี้ ที่อาจนำมาศึกษาอิทธิพลของพลังงานมืดที่มีต่อจักรวาลได้

 

Jason Rhodes นักจักรวาลวิทยาของ Jet Propulsion Laboratory ให้ความเห็นว่า “เราได้เห็นภาพถ่ายอันแสนสวยงามและคมชัดของบรรดาวัตถุต่างๆ จากกล้อง Euclid ที่จะช่วยให้เราได้เห็นภาพถึงความกว้างใหญ่ของพื้นที่ท้องฟ้าที่กล้องโทรทรรศน์จะออกสำรวจ เพื่อให้เราตรวจวัดกาแล็กซีหลายพันล้านแห่งได้อย่างละเอียด”

 

แม้จะเป็นภาพถ่ายมุมกว้างของจักรวาล แต่ด้วยความละเอียดสูงมากกว่า 208,000 ล้านพิกเซล จากการควบรวมประสิทธิภาพของอุปกรณ์ NISP และ VIS ในการสำรวจมากกว่า 260 ครั้ง ทำให้นักดาราศาสตร์สามารถศึกษารายละเอียดของวัตถุจำนวนมากในภาพถ่ายนี้ได้

 

ภาพถ่ายดังกล่าวได้รับการเปิดเผยครั้งแรกในงาน International Astronautical Congress 2024 ณ เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี โดย Josef Aschbacher อธิบดีของ ESA และ Carole Mundell ผู้อำนวยการด้านวิทยาศาสตร์

 

ภาพ: ESA / Euclid / Euclid Consortium / NASA

อ้างอิง:

 

The post ESA เปิดภาพจักรวาลมุมกว้าง เผยรายละเอียดดาวฤกษ์และกาแล็กซีมากกว่า 100 ล้านแห่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ESA เผยภาพซูเปอร์กระจุกดาว Westerlund 1 จากกล้องเจมส์ เว็บบ์ https://thestandard.co/esa-westerlund-james-webb/ Thu, 10 Oct 2024 03:09:33 +0000 https://thestandard.co/?p=994108 Westerlund 1

องค์การอวกาศยุโรป หรือ ESA เผยภาพถ่ายกระจุกดาว Westerlu […]

The post ESA เผยภาพซูเปอร์กระจุกดาว Westerlund 1 จากกล้องเจมส์ เว็บบ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Westerlund 1

องค์การอวกาศยุโรป หรือ ESA เผยภาพถ่ายกระจุกดาว Westerlund 1 ที่ประกอบด้วยดาวฤกษ์น้อยใหญ่อยู่ใกล้กันอย่างหนาแน่น จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์

 

กระจุกดาวดังกล่าวอยู่ห่างจากโลกไปประมาณ 12,000 ปีแสง พบครั้งแรกโดยนักดาราศาสตร์ชาวสวีเดนชื่อ Bengt Westerlund ในปี 1961 และกลายเป็นเป้าหมายที่ได้รับความสนใจจากนักดาราศาสตร์ทั่วโลก เพื่อศึกษาวิวัฒนาการและวัฏจักรชีวิตของดาวฤกษ์มหึมาว่าเกิดขึ้นมา ดำรงอยู่ และตายจากไปอย่างไร

 

Westerlund 1 เป็นกระจุกดาวที่ประกอบด้วยดาวฤกษ์มวลมหึมาหลายร้อยดวง อยู่ในพื้นที่รัศมีเพียง 3 ปีแสง (ดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดอยู่ห่างไป 4 ปีแสง) โดยหนึ่งในดาวฤกษ์ของกระจุกดาวนี้คือ Westerlund 1 W26 ดาวยักษ์ใหญ่แดงที่มีความสว่างมากกว่าดวงอาทิตย์ถึง 2 แสนเท่า และมีขนาดใหญ่จนหากนำมาวางไว้ในระบบสุริยะ จะกินพื้นที่ไปถึงวงโคจรของดาวพฤหัสบดี

 

หากนำกระจุกดาว Westerlund 1 มาห้อมล้อมโลกไว้ (และไม่คำนึงถึงปัจจัยความอยู่รอดของโลก หรือความปั่นป่วนของระบบสุริยะ) เราจะเห็นดาวฤกษ์หลายร้อยดวงสว่างจรัสอยู่เต็มท้องฟ้า ด้วยความสว่างเทียบเท่าดวงจันทร์เต็มดวง และอาจมองเห็นได้ในท้องฟ้ายามกลางวันเช่นกัน

 

กระจุกดาวแห่งนี้มีอายุประมาณ 3.5-5 ล้านปีเท่านั้น ทำให้เป็นกระจุกดาวอายุน้อยในกาแล็กซีทางช้างเผือกที่มีสภาพแวดล้อมอย่างสุดขั้ว จากการอัดแน่นกันอยู่ของดาวฤกษ์มวลมหึมาจำนวนมาก พร้อมกับมีการกำเนิดดาวฤกษ์ดวงใหญ่อย่างต่อเนื่อง จนนักดาราศาสตร์เรียกกระจุกดาวแบบ Westerlund 1 ว่าเป็น ‘ซูเปอร์กระจุกดาว’ ซึ่งมีอยู่เพียงไม่กี่แห่งในปัจจุบัน แต่คาดการณ์ว่าในช่วงประมาณ 10,000 ล้านปีที่แล้ว กาแล็กซีทางช้างเผือกเต็มไปด้วยซูเปอร์กระจุกดาวเหล่านี้ที่ให้กำเนิดดาวฤกษ์น้อยใหญ่ขึ้นมาในจักรวาล

 

ด้วยเหตุผลเช่นนี้ ทำให้ Westerlund 1 เป็นเป้าหมายที่ได้รับความสนใจจากนักดาราศาสตร์ เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมที่สุดขั้วของดาวฤกษ์ เช่นเดียวกับทำความเข้าใจวิวัฒนาการของดาวฤกษ์มวลมหึมา ไปจนถึงสภาพอดีตของกาแล็กซีทางช้างเผือก โดยอุปกรณ์ NIRCam บนกล้องเจมส์ เว็บบ์ ได้บันทึกภาพกระจุกดาวดังกล่าวในช่วงอินฟราเรดใกล้ และเผยให้เห็นดวงดาวต่างๆ ที่ซ่อนอยู่หลังฝุ่นก๊าซระหว่างดาวฤกษ์ ซึ่งคอยบดบังการสำรวจผ่านช่วงคลื่นที่ตามองเห็น

 

ภาพ: ESA / NASA / CSA / EWOCS Team

อ้างอิง:

The post ESA เผยภาพซูเปอร์กระจุกดาว Westerlund 1 จากกล้องเจมส์ เว็บบ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยุโรปส่งยาน Hera ไปสำรวจดาวเคราะห์น้อย หลังถูกยานอวกาศของ NASA พุ่งชน https://thestandard.co/europe-sends-hera-spacecraft-to-explore-asteroid/ Tue, 08 Oct 2024 07:46:44 +0000 https://thestandard.co/?p=993237

วันที่ 7 ตุลาคม เวลา 21.52 น. จรวด Falcon 9 ของ SpaceX […]

The post ยุโรปส่งยาน Hera ไปสำรวจดาวเคราะห์น้อย หลังถูกยานอวกาศของ NASA พุ่งชน appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันที่ 7 ตุลาคม เวลา 21.52 น. จรวด Falcon 9 ของ SpaceX ประสบความสำเร็จในการนำส่งยาน Hera ขององค์การอวกาศยุโรป หรือ ESA ออกเดินทางไปศึกษาผลกระทบที่เกิดกับดาวเคราะห์น้อย หลังถูกยานอวกาศของ NASA พุ่งชน

 

ภารกิจของยานอวกาศ Hera คือการศึกษาระบบดาวเคราะห์น้อย Didymos และดวงจันทร์บริวาร Dimorphos ที่ถูกยานอวกาศ DART (Double Asteroid Redirection Test) ของ NASA เดินทางไปพุ่งชนเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2022 ด้วยความเร็ว 21,900 กิโลเมตรต่อวินาที

 

การพุ่งชนของยาน DART เป็นครั้งแรกที่มนุษยชาติมีแผนพิทักษ์โลกจากดาวเคราะห์น้อยแบบเชิงรุก และทำให้คาบการโคจรของดาว Dimorphos สั้นลงไป 33 นาที อย่างไรก็ตาม นักดาราศาสตร์ยังต้องการข้อมูลเพิ่มเติมของระบบดาวเคราะห์น้อยดังกล่าว เพื่อให้เข้าใจผลกระทบหลังจากการพุ่งชนได้ละเอียดและแม่นยำกว่าเดิม

 

ยานอวกาศ Hera มีกำหนดเดินทางไปบินผ่านดาวอังคารในเดือนมีนาคม 2025 เพื่อใช้แรงโน้มถ่วงดาวอังคารเหวี่ยงยานไปถึงระบบดาวเคราะห์น้อย Didymos ในเดือนธันวาคม 2026 และเริ่มภารกิจศึกษาคุณสมบัติของระบบดาวดังกล่าว เช่น การวัดมวล, ตรวจสอบองค์ประกอบภายใน, ทำแผนที่แบบละเอียด รวมถึงตรวจสอบลักษณะของวงโคจรใหม่ว่าเบี่ยงเบนไปจากเดิมมากน้อยเพียงใด

 

นอกจากนี้ ภารกิจ Hera ยังนำดาวเทียมแบบ CubeSat สองลำ ได้แก่ Juventas และ Milani เดินทางไปร่วมสำรวจอย่างละเอียด โดย ESA เผยว่า มีแผนการสิ้นสุดภารกิจของยาน Hera ด้วยการลงจอดอย่างนุ่มนวลเหนือขั้วของดาว Didymos ในขณะที่ดาวเทียม Juventas และ Milani จะไปลงจอดบนดวงจันทร์ Dimorphos

 

ดาวเคราะห์น้อย Didymos เป็นดาวเคราะห์น้อยใกล้โลก มีขนาดใหญ่ 780 เมตร และพบเป็นครั้งแรกในปี 1996 โดยมีดวงจันทร์บริวาร Dimorphos ขนาด 151 เมตร ซึ่งการพุ่งชนของยาน DART เกิดขึ้นที่ระยะห่างประมาณ 11,000,000 กิโลเมตรจากโลก เป็นการทดสอบจากระยะปลอดภัย โดยไม่มีผลทำให้ดาวเคราะห์น้อยเสี่ยงมาเฉียดใกล้โลกจนเป็นอันตรายต่อชีวิตได้

 

ภาพ: ESA-Science Office

อ้างอิง:

The post ยุโรปส่งยาน Hera ไปสำรวจดาวเคราะห์น้อย หลังถูกยานอวกาศของ NASA พุ่งชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ESA เผยภาพถ่ายล่าสุดของดาวพุธจากยานสำรวจ BepiColombo https://thestandard.co/esa-mercury-shots-from-bepicolombo/ Sat, 07 Sep 2024 03:38:05 +0000 https://thestandard.co/?p=980605 ดาวพุธ

ยานอวกาศ BepiColombo ขององค์การอวกาศยุโรป หรือ ESA ประส […]

The post ESA เผยภาพถ่ายล่าสุดของดาวพุธจากยานสำรวจ BepiColombo appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดาวพุธ

ยานอวกาศ BepiColombo ขององค์การอวกาศยุโรป หรือ ESA ประสบความสำเร็จในการบินผ่าน ดาวพุธ เป็นครั้งที่ 4 พร้อมเผยภาพถ่ายสุดคมชัดของดาวเคราะห์ที่โคจรใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด

 

วันที่ 5 กันยายน เวลา 04.48 น. ตามเวลาประเทศไทย ยาน BepiColombo ได้บินเฉียดผ่านดาวพุธที่ความสูง 165 กิโลเมตรจากพื้นผิว เพื่ออาศัยแรงโน้มถ่วงของดาวช่วยปรับทิศให้ยานอวกาศเข้าสู่วงโคจรรอบดาวพุธในเดือนพฤศจิกายน 2026

 

Frank Budnik ผู้จัดการด้านวิเคราะห์วงโคจรของภารกิจ ระบุว่า “เป้าหมายหลักในการบินผ่านดาวพุธรอบนี้คือการชะลอความเร็วสัมพัทธ์กับดวงอาทิตย์ของ BepiColombo เพื่อให้ยานมีคาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์นาน 88 วัน หรือใกล้เคียงกับช่วงเวลาที่ดาวพุธใช้หมุนรอบดวงอาทิตย์”

 

นอกจากนี้ทีมภารกิจยังใช้โอกาสดังกล่าวสำรวจหลุมอุกกาบาตต่างๆ ผ่านกล้องถ่ายภาพ Monitoring Camera ทั้ง 3 ตัว ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อตรวจสภาพของยานอวกาศเป็นหลักเท่านั้น ส่วนกล้องถ่ายภาพและอุปกรณ์สำรวจทางวิทยาศาสตร์ยังถูกห่อหุ้มป้องกันไว้ในระหว่างที่ยานเดินทางเข้าสู่วงโคจรรอบดาวพุธ

 

ESA ระบุว่า ยาน BepiColombo จะเริ่มภารกิจสำรวจทางวิทยาศาสตร์ในปี 2027 โดยแบ่งเป็นยาน Mercury Planetary Orbiter และ Mercury Magnetospheric Orbiter ขององค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ JAXA ที่จะแยกออกจากกันเมื่อเข้าสู่วงโคจรรอบดาวพุธเป็นที่เรียบร้อย

 

BepiColombo เป็นยานอวกาศลำที่ 3 ที่เดินทางไปถึงดาวพุธ ต่อจากภารกิจ Mariner 10 และ MESSENGER ของ NASA โดยจะใช้การบินผ่านดาวพุธอีก 2 ครั้ง เพื่อปรับวงโคจรให้ยานเข้าสู่วงโคจรรอบดาวพุธในเดือนพฤศจิกายน 2026 ได้อย่างปลอดภัย

 

ภาพ: ESA / BepiColombo / MTM

อ้างอิง:

The post ESA เผยภาพถ่ายล่าสุดของดาวพุธจากยานสำรวจ BepiColombo appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตายานสำรวจดาวพฤหัสบดี JUICE กลับมาบินผ่านโลก เช้าวันที่ 21 สิงหาคม https://thestandard.co/juice-flies-across-the-world-on-the-morning-of-aug-21st/ Sun, 18 Aug 2024 07:32:28 +0000 https://thestandard.co/?p=972464

เช้ามืดวันที่ 21 สิงหาคม ยาน JUICE ที่มีภารกิจมุ่งหน้าไ […]

The post จับตายานสำรวจดาวพฤหัสบดี JUICE กลับมาบินผ่านโลก เช้าวันที่ 21 สิงหาคม appeared first on THE STANDARD.

]]>

เช้ามืดวันที่ 21 สิงหาคม ยาน JUICE ที่มีภารกิจมุ่งหน้าไปสำรวจดาวพฤหัสบดีกำลังเดินทางกลับมาบินผ่านโลก อาจมองเห็นได้จากประเทศไทย

 

ยานอวกาศ JUICE หรือ Jupiter Icy Moons Explorer ขององค์การอวกาศยุโรป (ESA) ออกเดินทางจากโลกเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2023 และมีกำหนดเดินทางไปถึงระบบดาวพฤหัสบดีในเดือนกรกฎาคม 2031

 

เหตุผลที่ยาน JUICE ใช้เวลาเดินทางค่อนข้างนาน และจำต้องกลับมาบินผ่านโลกอีกครั้ง เป็นเพราะดาวพฤหัสบดีอยู่ห่างจากโลกโดยเฉลี่ย 800 ล้านกิโลเมตร ทำให้ ESA ตัดสินใจใช้การทำ Gravity Assist หรือส่งยานอวกาศไปบินผ่านดาวดวงต่างๆ ทั้งโลก ดวงจันทร์ และดาวศุกร์ เพื่อใช้แรงโน้มถ่วงช่วยเร่งความเร็วให้เดินทางไปถึงดาวพฤหัสบดีด้วยความเร็วเหมาะสม

 

เวลา 04.16 น. เช้ามืดวันที่ 20 สิงหาคม ตามเวลาประเทศไทย ยาน JUICE จะบินเฉียดใกล้ดวงจันทร์ที่ระยะห่าง 700 กิโลเมตรจากพื้นผิว ก่อนมุ่งหน้าตรงมาบินผ่านโลกในเวลา 04.57 น. ของเช้าวันที่ 21 สิงหาคม ด้วยความสูงเพียง 6,807 กิโลเมตร เหนือบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

ESA ระบุว่า ผู้คนบนโลกสามารถมองเห็นยาน JUICE บินผ่านโลกได้หากสภาพอากาศอำนวย และปัจจัยของแสงอาทิตย์ที่ตกกระทบแผงโซลาร์เซลล์จนทำให้มองเห็นด้วยตาเปล่าได้ ซึ่งการสังเกตผ่านกล้องสองตาหรือกล้องโทรทรรศน์ อาจช่วยให้เห็นยานอวกาศ JUICE ได้ชัดเจนที่สุด

 

นอกจากนี้ ESA มีแผนทดสอบความพร้อมของอุปกรณ์ต่างๆ บนยานอวกาศในระหว่างการบินโฉบผ่านโลกครั้งแรก ก่อนที่ยาน JUICE จะบินผ่านใกล้ดาวศุกร์ในเดือนสิงหาคม 2025 และกลับมาบินผ่านโลกอีกสองครั้ง ได้แก่ เดือนกันยายน 2026 และมกราคม 2029 เพื่อใช้แรงโน้มถ่วงเหวี่ยงส่งยานไปดาวพฤหัสบดีเป็นลำดับต่อไป

 

ภาพ: ESA

อ้างอิง:

The post จับตายานสำรวจดาวพฤหัสบดี JUICE กลับมาบินผ่านโลก เช้าวันที่ 21 สิงหาคม appeared first on THE STANDARD.

]]>
องค์การอวกาศยุโรป ส่งจรวด Ariane 6 ขึ้นบินเป็นครั้งแรก https://thestandard.co/esa-sent-ariane-6-first-time/ Sat, 13 Jul 2024 05:48:23 +0000 https://thestandard.co/?p=957291 Ariane 6

องค์การอวกาศยุโรป หรือ ESA นำส่งจรวด Ariane 6 ขึ้นบินสู […]

The post องค์การอวกาศยุโรป ส่งจรวด Ariane 6 ขึ้นบินเป็นครั้งแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Ariane 6

องค์การอวกาศยุโรป หรือ ESA นำส่งจรวด Ariane 6 ขึ้นบินสู่วงโคจรเป็นครั้งแรก เมื่อเวลา 02.00 น. ของเช้ามืดวันที่ 10 กรกฎาคม ตามเวลาประเทศไทย

 

ภารกิจ VA262 หรือเที่ยวบินแรกของ Ariane 6 ทะยานขึ้นจากท่าอวกาศยานในศูนย์อวกาศเฟรนช์เกียนา จังหวัดโพ้นทะเลของประเทศฝรั่งเศส ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ โดยมีเป้าหมายเป็นการสาธิตความสามารถของจรวด Ariane 6ในการนำส่งเพย์โหลดขึ้นสู่วงโคจรรอบโลก

 

ประมาณ 1 ชั่วโมงหลังขึ้นบิน จรวด Ariane 6 ประสบความสำเร็จในการนำส่งดาวเทียมขนาดเล็กเข้าสู่วงโคจร 600 กิโลเมตรจากพื้นโลก อย่างไรก็ตาม ปัญหากับระบบ APU หรือ Auxiliary Power Unit ในจรวดส่วนที่สอง ทำให้ภารกิจทดสอบดังกล่าวไม่สามารถจุดเครื่องยนต์อีกครั้ง เพื่อนำท่อนบนของจรวดกลับมาเผาไหม้ในบรรยากาศโลก รวมถึงไม่สามารถปล่อยแคปซูลอีก 2 ตัวที่ถูกออกแบบให้กลับสู่โลกอย่างปลอดภัย

 

การเดินเครื่องยนต์อีกรอบในวงโคจร จะช่วยให้จรวด Ariane 6สามารถนำส่งดาวเทียมและเพย์โหลดสู่วงโคจรที่แตกต่างกันได้ พร้อมกับนำจรวดส่วนบนกลับมาเผาไหม้ในบรรยากาศโลกอย่างปลอดภัย เพื่อลดปริมาณขยะอวกาศที่หนาแน่นในวงโคจรรอบโลก ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ ESA และ ArianeGroup บริษัทผู้ผลิตและพัฒนาจรวดดังกล่าว ตั้งเป้าจะสาธิตต่อไปในช่วงปลายปี 2024

 

Martin Sion ซีอีโอของบริษัท ArianeGroup ระบุว่า “ความสำเร็จของจรวด Ariane 6เที่ยวบินแรก ได้พาอุตสาหกรรมอวกาศยุโรปไปสู่ยุคใหม่ นี่เป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ที่ยาวนานของจรวดรุ่นนี้ และจรวดลำถัดไปจะถูกส่งมายังฐานปล่อยในช่วงฤดูใบไม้ร่วง เพื่อเตรียมพร้อมเที่ยวบินเชิงพาณิชย์ครั้งแรกของ Ariane 6ในปลายปีนี้”

 

Ariane 6เป็นพาหนะนำส่งซึ่งมาแทนที่จรวด Ariane 5 ของยุโรป ที่เคยรับผิดชอบนำส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ เครือข่ายดาวเทียมกาลิเลโอ และดาวเทียมไทยคม 4, 5 ขึ้นสู่วงโคจร ซึ่งมีการขึ้นบินครั้งสุดท้ายไปเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2023

 

ภาพ: ESA-M. Pédoussaut

อ้างอิง:

The post องค์การอวกาศยุโรป ส่งจรวด Ariane 6 ขึ้นบินเป็นครั้งแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
SpaceX ส่งดาวเทียม EarthCARE ของยุโรป ขึ้นทำภารกิจสำรวจโลก https://thestandard.co/spacex-esa-earthcare/ Fri, 31 May 2024 07:05:50 +0000 https://thestandard.co/?p=939748

SpaceX นำส่งดาวเทียม EarthCARE ขององค์การอวกาศยุโรป หรื […]

The post SpaceX ส่งดาวเทียม EarthCARE ของยุโรป ขึ้นทำภารกิจสำรวจโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>

SpaceX นำส่งดาวเทียม EarthCARE ขององค์การอวกาศยุโรป หรือ ESA เดินทางขึ้นสู่วงโคจร เริ่มภารกิจศึกษาเมฆและละอองลอยในบรรยากาศโลก

 

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม เวลา 05.20 น. ตามเวลาประเทศไทย จรวด Falcon 9 บูสเตอร์หมายเลข B1081 เดินทางขึ้นจากฐานปล่อย SLC-4E ฐานทัพอวกาศแวนเดนเบิร์ก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เพื่อนำดาวเทียม EarthCARE หรือย่อมาจาก Earth Cloud Aerosol and Radiation Explorer ขึ้นสู่วงโคจร

 

ภารกิจดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่าง ESA และองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ JAXA เพื่อศึกษาปฏิสัมพันธ์ของเมฆที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลก เช่นเดียวกับการสะท้อนและดูดกลืนรังสีจากดวงอาทิตย์ของละอองลอยในบรรยากาศ ผ่านอุปกรณ์ตรวจจับจากวงโคจรต่ำรอบโลก 

 

ซิโมเนตตา เชลี ผู้อำนวยการโครงการสำรวจโลกของ ESA ระบุว่า “EarthCARE เป็นภารกิจด้านวิจัยที่ซับซ้อนที่สุดของ ESA ซึ่งมาได้ทันเวลาที่เราต้องการข้อมูลและองค์ความรู้ในด้านนี้ที่สุด เพื่อทำความเข้าใจและรับมือกับภาวะโลกรวนในปัจจุบัน และพวกเราต่างเฝ้ารอดูข้อมูลชุดแรกจากยานลำนี้”

 

ในช่วงเวลาต่อจากนี้ ศูนย์ควบคุมการปฏิบัติการของ ESA ในประเทศเยอรมนี จะรับช่วงต่อในการตรวจเช็กและปรับค่าอุปกรณ์ต่างๆ ของภารกิจ เพื่อให้มั่นใจว่าดาวเทียม EarthCARE สามารถปฏิบัติงานได้ตามที่ถูกออกแบบไว้ โดยข้อมูลล่าสุดจาก ESA ระบุว่าดาวเทียมปลอดภัยดี และถูกนำส่งเข้าสู่วงโคจรรอบโลกเป็นที่เรียบร้อย

 

ภาพ: ESA

อ้างอิง:

The post SpaceX ส่งดาวเทียม EarthCARE ของยุโรป ขึ้นทำภารกิจสำรวจโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ESA เริ่มทดสอบกล้องถ่ายภาพรุ่นใหม่ สำหรับนักบินอวกาศบนดวงจันทร์ https://thestandard.co/esa-begins-testing-new-camera/ Sat, 28 Oct 2023 07:30:57 +0000 https://thestandard.co/?p=859730 กล้องถ่ายภาพสำหรับนักบินอวกาศ

หนึ่งในสิ่งสำคัญสำหรับภารกิจการสำรวจดวงจันทร์ คือการถ่า […]

The post ESA เริ่มทดสอบกล้องถ่ายภาพรุ่นใหม่ สำหรับนักบินอวกาศบนดวงจันทร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กล้องถ่ายภาพสำหรับนักบินอวกาศ

หนึ่งในสิ่งสำคัญสำหรับภารกิจการสำรวจดวงจันทร์ คือการถ่ายภาพสำรวจจากบริเวณพื้นผิว เพื่อประโยชน์ในการศึกษาสภาพธรณีวิทยา คุณสมบัติต่างๆ ของพื้นดินบริวารหนึ่งเดียวของโลก

 

ล่าสุดทีมนักบินอวกาศและวิศวกรขององค์การอวกาศยุโรป หรือ ESA ได้ร่วมกับทีมของ NASA เพื่อพัฒนากล้องถ่ายภาพสำหรับใช้งานบนดวงจันทร์ ภายใต้ชื่อว่า HULC หรือ Handheld Universal Lunar Camera และได้นำกล้องไปทดสอบในสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่นักบินอวกาศจะได้เผชิญในภารกิจจริง

 

กล้องถ่ายภาพสำหรับภารกิจดวงจันทร์ของโครงการอาร์ทิมิส เป็นกล้อง Mirrorless รุ่นที่มีการวางจำหน่ายทั่วไป (ไม่มีการเปิดเผยแบรนด์หรือรุ่นออกมา) พร้อมกับเลนส์ที่มีความไวต่อแสง โดยถูกนำมาดัดแปลงเพิ่มระบบกันฝุ่น และห่อด้วยวัสดุควบคุมอุณหภูมิให้สามารถทำงานบนดวงจันทร์ ที่มีความแปรผันตั้งแต่ -200 ถึง 120 องศาเซลเซียส เช่นกันกับออกแบบให้สามารถหยิบจับ และกดปุ่มต่างๆ โดยถุงมืออวกาศที่มีขนาดใหญ่ได้อย่างสะดวก

 

โธมัส เปสเกต์ นักบินอวกาศชาวฝรั่งเศส ผู้มีประสบการณ์ถ่ายภาพมากกว่า 380,000 รูป ระหว่างปฏิบัติภารกิจบนสถานีอวกาศนานาชาติ เป็นหนึ่งในนักบินอวกาศที่ได้ลองนำกล้อง HULC ไปทดลองในสภาพแวดล้อมต่างๆ ทั้งถ้ำภูเขาไฟที่มืดมิด และลุยเกาะลันซาโรเตของสเปนท่ามกลางแสงแดด เพื่อให้สอดคล้องกับสิ่งที่นักบินอวกาศในภารกิจอาร์ทิมิส 3 อาจพบในอนาคต

 

“ผมได้เรียนรู้การถ่ายภาพจากกล้องต่างๆ บนอวกาศ มันไม่ใช่แค่เล็งแล้วกดถ่ายได้เลย การใช้โหมด Auto บนดวงจันทร์นั้นไม่ดีพอแน่ๆ เพราะมันมีความยากลำบากในหลายด้าน ตั้งแต่การใช้กล้องโดยสวมใส่ถุงมือนักบินอวกาศ ไปจนถึงการถ่ายภาพในที่ที่มีแสงมืด กับความต่างกันของจุดมืดและสว่างในรูป” คือความเห็นของเปสเกต์หลังจากใช้งานกล้องดังกล่าว

 

ในปี 2025 ภารกิจอาร์ทิมิส 3 จะเดินทางไปลงจอดบริเวณใกล้ขั้วใต้ดวงจันทร์ ซึ่งมีพื้นที่ในหลุมอุกกาบาตบางส่วนที่ไม่ถูกแสงอาทิตย์ส่องถึง โดยกล้อง HULC จะสามารถบันทึกได้ทั้งภาพนิ่งและวิดีโอในตัวเดียว และเป็นหนึ่งในอุปกรณ์สำคัญที่นักบินอวกาศจะนำติดตัวไประหว่างการลงสำรวจพื้นผิว

 

สมัยโครงการอพอลโล นักบินอวกาศใช้กล้อง Hasselblad พร้อมเลนส์ 60 mm โดยภารกิจอพอลโล 11 มีการเก็บภาพกลับโลกมาทั้งหมด 1,407 ภาพ จากการใช้กล้อง 4 ตัวตลอดทั้งภารกิจ ซึ่งกล้อง HULC กำลังอยู่ระหว่างการทดสอบบนพื้นผิวโลก ก่อนถูกส่งไปทดลองใช้บนสถานีอวกาศนานาชาติ เพื่อเช็กความพร้อมสำหรับการใช้งานจริงบนพื้นผิวดวงจันทร์ในอนาคต

 

ภาพ: ESA

 

อ้างอิง:

The post ESA เริ่มทดสอบกล้องถ่ายภาพรุ่นใหม่ สำหรับนักบินอวกาศบนดวงจันทร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รูโหว่โอโซนขยายขึ้นจนใหญ่กว่าขนาดประเทศ​บราซิล​ถึง 3 เท่า https://thestandard.co/ozone-hole-larger-than-brazil/ Mon, 09 Oct 2023 01:32:09 +0000 https://thestandard.co/?p=852142 รูโหว่โอโซน

16 กันยายนของทุกปี ถือเป็น ‘วันโอโซนโลก’ เป็นวันครบรอบพ […]

The post รูโหว่โอโซนขยายขึ้นจนใหญ่กว่าขนาดประเทศ​บราซิล​ถึง 3 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
รูโหว่โอโซน

16 กันยายนของทุกปี ถือเป็น ‘วันโอโซนโลก’ เป็นวันครบรอบพิธีสารมอนทรีออลที่เริ่มต้นขึ้นในปี 1987 ให้เราช่วยกันลด-ละ-เลิก การใช้สาร CFCs เพื่อรักษาโอโซนบนชั้นบรรยากาศของโลกไว้ แต่ใน ‘วันโอโซนโลก’ ปีนี้ ดาวเทียมโคเปอร์นิคัส เซนติเนล ขององค์การอวกาศยุโรป (ESA) กลับพบข่าวร้าย นั่นคือรูโหว่โอโซนใหม่ขนาดมหึมา

 

รูโหว่นี้มีขนาดกว้างถึง 26 ล้านตารางกิโลเมตร ใหญ่กว่าขนาดของประเทศรัสเซียกับจีนรวมกัน หรือใหญ่กว่าขนาดประเทศไทยมากกว่า 50 เท่า

 

ตัวรูโหว่โอโซนนี้ปรากฏอยู่เหนือทวีปแอนตาร์กติกาหรือขั้วโลกใต้ ขนาดของมันกว้างใหญ่กว่าทวีปแอนตาร์กติกาเอง 2 เท่า เรียกว่าถ้ามองจากอวกาศ จะเห็นขั้วโลกใต้ที่ไร้ชั้นโอโซนได้ทั้งทวีป

 

นี่คือรูโหว่ของชั้นบรรยากาศโลกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยเหล่านักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากเหตุภูเขาไฟใต้น้ำระเบิดที่ประเทศตองกาเมื่อเดือนมกราคม ปี 2022 ที่ได้ดันให้โมเลกุลน้ำถึง 50 ล้านตันลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์ ที่เป็นที่อยู่ของแก๊สโอโซน ไอน้ำเหล่านี้จะแตกตัวกลายเป็นอนุภาคมีประจุที่สามารถทำลายโอโซนได้ไม่ต่างจากสาร CFCs ผสมกับกระแสลมประจำฤดูในปีนี้ที่พัดแรงผิดปกติ ทำให้มวลอากาศขั้วโลกแยกตัวเป็นเอกเทศจากมวลอากาศส่วนอื่น ไอน้ำเหล่านั้นจึงคงอยู่นานจนเกิดปฏิกิริยากับโอโซนดังที่กล่าวมา

 

รูโหว่โอโซน

ภาพดาวเทียมเหตุภูเขาไฟใต้ทะเลในหมู่เกาะตองการะเบิด เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2022

 

โอโซนในชั้นบรรยากาศโลกมาจากไหน

 

การเกิดโอโซน (O₃) ในชั้นบรรยากาศโลกตามธรรมชาตินั้นโดยปกติจะมาจากโมเลกุลของออกซิเจน (O2) ในชั้นบรรยากาศทำปฏิกิริยากับกระแสไฟฟ้าแรงสูงจำพวกฟ้าผ่า ฟ้าแลบ หรืออาจเกิดจากการทำปฏิกิริยากับแสงอาทิตย์ แต่มนุษย์เราก็สามารถผลิตโอโซนเพื่อใช้งานในทางอุตสาหกรรมได้เช่นกัน เช่นนำมาใช้การบำบัดน้ำเสียของโรงงาน ฯลฯ วิธีการผลิตก็ทำคล้ายวิธีตามธรรมชาติ นั่นคือใช้สนามแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่สูงบังคับให้ก๊าซออกซิเจน (O2) ที่เตรียมไว้เกิดปฏิกิริยากลายเป็นโอโซน

 

การเกิดรูโหว่โอโซนจะเกิดผลอย่างไร

 

โอโซนบนชั้นบรรยากาศ​มีหน้าที่สำคัญในการป้องกันแสงอัลตราไวโอเลตหรือ UV จากแสงอาทิตย์​เอาไว้ไม่ให้ส่องลงมาทำอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตบนผิวโลก โดยจะกรองรังสี UV-A (ความยาวคลื่น 315-400 นาโนเมตร) ได้ประมาณ 5% กรองรังสี UV-B (ความยาวคลื่น 280-315 นาโนเมตร) ได้ 95% แต่จะปิดกั้นรังสีอันตรายพลังงานสูงอย่าง UV-C (ความยาวคลื่น 100-280 นาโนเมตร) ได้ทั้ง 100%

 

การเกิดรูโหว่โอโซนจึงเป็นช่วงเวลาอันตรายที่ผู้เกี่ยวข้องต้องคอยแจ้งข่าวและเฝ้าระวังการเพิ่มขึ้นของรังสี UV ชนิดต่างๆ บนผิวโลกในพื้นที่ใต้รูโหว่ ที่อาจทำลายสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในห่วงโซ่อาหาร เช่น แพลงก์ตอน ไปจนถึงโอกาสการเกิดมะเร็งผิวหนังที่เพิ่มขึ้นในมนุษย์ (โชคดีที่ขั้วโลกใต้ไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่ถาวร)

 

ผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไร

 

โดยปกติแล้วโอโซนในชั้นบรรยากาศโลกจะสามารถซ่อมแซมตัวของมันเองได้หากไม่ถูกทำลายซ้ำซาก ยกตัวอย่างเช่น รูโหว่ชั้นโอโซนในซีกโลกเหนือที่มีขนาดกว้างเท่าเกาะกรีนแลนด์ ที่ได้ค่อยๆ ลดขนาดแคบลงจนปิดตัวได้อย่างสมบูรณ์ในเดือนเมษายน ปี 2020

 

ในส่วนของรูโหว่โอโซนขนาดยักษ์เหนือขั้วโลกใต้ที่ค้นพบใหม่นี้ ผู้เชี่ยวชาญของศูนย์พยากรณ์อากาศระยะกลางประจำภาคพื้นยุโรป หรือ ECMWF ประเมินว่า น่าจะเกิดการซ่อมแซมตัวเองอย่างช้าๆ จนปิดสนิทได้อย่างสมบูรณ์เหมือนรูโหว่ขนาดใหญ่ที่เคยเกิดขึ้นมาในบริเวณอื่น หากมนุษย์ไม่ปล่อยสาร CFCs เพิ่มขึ้นและไม่มีเหตุการณ์ภูเขาไฟใต้น้ำระเบิดซ้ำ

 

นอกจากนี้ทางผู้เชี่ยวชาญยังมองในแง่ดีกว่าหากการรณรงค์งดการปล่อยสาร CFCs เป็นไปในลักษณะนี้ และมีผู้ให้ความร่วมมือปฏิบัติจริงจัง รูโหว่โอโซนทั่วโลกที่เกิดจากมนุษย์ทุกรูจะปิดสนิทภายในปี 2050

 

อ้างอิง:

The post รูโหว่โอโซนขยายขึ้นจนใหญ่กว่าขนาดประเทศ​บราซิล​ถึง 3 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ESA พบดาวเคราะห์น้อยใกล้โลก ไม่กี่ชั่วโมงก่อนเฉียดใกล้ที่ระยะ 4,000 กิโลเมตร https://thestandard.co/esa-found-asteroid-near-earth-4000-kilometers/ Fri, 08 Sep 2023 07:26:37 +0000 https://thestandard.co/?p=839096 ESA

เมื่อเวลา 21.25 น. ของคืนวันที่ 7 กันยายน องค์การอวกาศย […]

The post ESA พบดาวเคราะห์น้อยใกล้โลก ไม่กี่ชั่วโมงก่อนเฉียดใกล้ที่ระยะ 4,000 กิโลเมตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ESA

เมื่อเวลา 21.25 น. ของคืนวันที่ 7 กันยายน องค์การอวกาศยุโรป หรือ ESA ระบุว่ามีดาวเคราะห์น้อยเฉียดโลกที่ระยะห่าง 4,000 กิโลเมตร และผ่านพ้นไปอย่างปลอดภัย

 

ฝ่ายพิทักษ์ดาวเคราะห์ของ ESA ตรวจพบดาวเคราะห์น้อยที่มีชื่อชั่วคราวว่า C9FMVU2 เพียงไม่กี่ชั่วโมงล่วงหน้า เข้ามาเฉียดใกล้ที่ระยะห่างเพียง 4,000 กิโลเมตรจากพื้นโลก หรือใกล้กว่าวงโคจรของดาวเทียมบางดวงในอวกาศเสียอีก

 

ริชาร์ด มอยส์ล หัวหน้าฝ่ายพิทักษ์ดาวเคราะห์ของ ESA เปิดเผยว่า “ดาวเคราะห์น้อยดวงดังกล่าวไม่เป็นอันตรายต่อโลก แต่มันเข้ามาใกล้โลกมากกว่าดวงจันทร์ถึง 100 เท่า ถือเป็นระยะที่ใกล้มากๆ ก่อนที่แรงโน้มถ่วงของโลกจะเปลี่ยนวงโคจรของมันไปตลอดกาล”

 

ทั้งนี้ ดาวเคราะห์น้อยดวงดังกล่าวมีขนาดเพียง 0.9-2 เมตรเท่านั้น ต่อให้อยู่ในเส้นทางพุ่งชนโลกจริง ก็มีความเป็นไปได้ว่ามันอาจถูกเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศไปเกือบหมด กลายเป็นลูกไฟบนท้องฟ้าแทน

 

อย่างไรก็ตาม มอยส์ลระบุเพิ่มเติมว่า “การตรวจพบดาวเคราะห์น้อยขนาดเล็กเช่นนี้ได้ล่วงหน้า แสดงให้เห็นความสามารถในการตรวจหาวัตถุใกล้โลกที่ดียิ่งขึ้นของเรา” ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจหลักของฝ่ายพิทักษ์ดาวเคราะห์ประจำหน่วยงานอวกาศต่างๆ ทั่วโลก ที่คอยติดตามตำแหน่งและตรวจหาดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกที่อาจเป็นอันตรายอยู่ตลอดเวลา

 

มีดาวเคราะห์น้อยมากกว่า 20 ดวง ที่จะมาเฉียดใกล้โลกระหว่างวันที่ 8-30 กันยายน ด้วยขนาดระหว่าง 4.8-170 เมตร แต่จุดใกล้สุดของดาวเคราะห์น้อยทั้งหมดก็ยังอยู่ห่างไกลจากวงโคจรของดวงจันทร์เสียอีก เนื่องจากศูนย์ศึกษาวัตถุใกล้โลกของ NASA กำหนดให้วัตถุที่เข้ามาใกล้โลกมากกว่า 7.5 ล้านกิโลเมตร หรือ 19.5 เท่าของระยะห่างโลก-ดวงจันทร์ เข้าข่ายว่าเป็นดาวเคราะห์น้อยที่อาจเป็นอันตราย และได้รับการตรวจตราอย่างต่อเนื่อง

 

ก่อนหน้านี้ NASA ระบุว่า มากกว่า 99% ของดาวเคราะห์น้อยที่อาจเป็นอันตราย ไม่มีความเสี่ยงที่จะพุ่งชนโลกในเวลาอีก 100 ปีต่อจากนี้ แต่หน่วยงานอวกาศจากนานาประเทศก็ยังเตรียมซ้อมแผนรับมือทั้งเชิงรับและเชิงรุก เช่น ภารกิจ DART ที่ถูกส่งไปทดสอบการพุ่งชนดาวเคราะห์น้อยเมื่อปี 2022 

 

ภาพ: NASA

อ้างอิง:

The post ESA พบดาวเคราะห์น้อยใกล้โลก ไม่กี่ชั่วโมงก่อนเฉียดใกล้ที่ระยะ 4,000 กิโลเมตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
EXCLUSIVE: คุยกับนักดาราศาสตร์ NASA สรุปการค้นพบสำคัญในรอบ 1 ปี กล้องเจมส์ เว็บบ์ https://thestandard.co/exclusive-nasa-james-webb-camera-discovery/ Fri, 14 Jul 2023 10:57:55 +0000 https://thestandard.co/?p=817330 NASA

จากการสำรวจดาวเคราะห์ต่างๆ ในระบบสุริยะ สู่ภาพถ่ายอวกาศ […]

The post EXCLUSIVE: คุยกับนักดาราศาสตร์ NASA สรุปการค้นพบสำคัญในรอบ 1 ปี กล้องเจมส์ เว็บบ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
NASA

จากการสำรวจดาวเคราะห์ต่างๆ ในระบบสุริยะ สู่ภาพถ่ายอวกาศห้วงลึกในจุดเริ่มต้นของจักรวาล กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ ได้ช่วยปลดล็อกมุมมองและองค์ความรู้ใหม่ๆ ในด้านดาราศาสตร์อย่างมากมาย ในระยะเวลาเพียงแค่ 1 ปีที่กล้องได้เริ่มต้นปฏิบัติการสำรวจด้านวิทยาศาสตร์อย่างเต็มรูปแบบ

 

วันที่ 12 กรกฎาคม 2022 NASA และองค์การอวกาศยุโรป (ESA) พร้อมด้วยองค์การอวกาศแคนาดา (CSA) 3 พาร์ตเนอร์ในภารกิจของเจมส์ เว็บบ์ ร่วมกันเปิดเผยข้อมูลภาพถ่ายชุดแรกจากกล้องที่ประกอบด้วยรูปถ่าย ‘Cosmic Cliffs’ ของเนบิวลากระดูกงูเรือ, กลุ่มกาแล็กซี 5 แห่งในบริเวณ Stephan’s Quintet, เนบิวลาวงแหวนใต้, ภาพถ่ายอวกาศห้วงลึกของกระจุกกาแล็กซี SMACS 0723 และข้อมูลองค์ประกอบชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์ WASP-96b

 

ภาพถ่ายและข้อมูลชุดแรกนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการศึกษาวัตถุจำนวนมากในเอกภพ ที่ต้องมีการจัดสรรเวลาและคัดเลือกเป้าหมายอย่างเหมาะสม เนื่องจากมีความสนใจจากนักดาราศาสตร์จำนวนมากที่จะใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศระดับเรือธงของ NASA ตัวนี้มาศึกษาวัตถุเป้าหมายของพวกเขา

 

ดร.ซูซาน มัลลัลลี นักวิทยาศาสตร์ผู้ดูแลชั่วโมงการสำรวจวัตถุต่างๆ ของกล้องเจมส์ เว็บบ์ เปิดเผยกับผมในการสัมภาษณ์พิเศษว่า “1 ปีแรกของกล้องเจมส์ เว็บบ์ ได้มีการแบ่งเวลาเพื่อสำรวจดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะถึง 20% และมากกว่าครึ่งหนึ่งของเวลาดังกล่าวได้ถูกใช้เพื่อศึกษาดาวเคราะห์ที่มีขนาดเล็กมากๆ เพื่อพยายามศึกษาว่าเราสามารถตรวจพบบรรยากาศของดาวเคราะห์เหล่านี้ได้หรือไม่”

 

หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของกล้องโทรทรรศน์อวกาศนี้ คือการศึกษาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะในระบบดาว TRAPPIST-1 ที่เคยเป็นกระแสจากการค้นพบว่ามีดาวเคราะห์มากถึง 7 ดวง ในปี 2017 และมีโอกาสที่บางดวงอาจมีสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการดำรงชีวิตได้ ซึ่งกล้องเจมส์ เว็บบ์ ได้ศึกษาชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์ TRAPPIST-1b และ c ไปเป็นที่เรียบร้อย และพบว่าดาวเคราะห์ทั้งสองไม่มีชั้นบรรยากาศที่หนาแน่นแต่อย่างใด ทว่ายังต้องรอข้อมูลการสำรวจดาว d, e, f และ g เพิ่มเติม เนื่องจากทั้ง 4 ดวงนี้อยู่ในเขต ‘Habitable Zone’ คล้ายกับโลกของเรา และอาจมีโอกาสเอื้อต่อชีวิตได้มากกว่าสองดวงแรก

 

นอกจากการศึกษาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ เจมส์ เว็บบ์ ยังได้ใช้ความสามารถในการศึกษาคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงอินฟราเรด เพื่อศึกษาย้อนกลับไปในกาลเวลา หรือทำหน้าที่เป็นดั่ง ‘ไทม์แมชชีน’ ที่พาเราย้อนภาพกลับไปดูการก่อกำเนิดของดวงอาทิตย์ผ่านดาวฤกษ์ที่มีมวลใกล้เคียงกัน เช่น ในภาพถ่ายกลุ่มก๊าซกำเนิดดาวฤกษ์ Rho Ophiuchi หรือเดินทางกลับไปไกลจนถึงการกำเนิดของกาแล็กซีแห่งแรกๆ ดั่งในภาพถ่ายอวกาศห้วงลึกของกระจุกกาแล็กซี SMACS 0723

 

ดร.มัลลัลลีเล่าถึงการสำรวจเอกภพในยุคแรกเริ่มว่า “อันที่จริงหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของเจมส์ เว็บบ์ คือการสำรวจกาแล็กซีที่ก่อตัวขึ้นเพียงไม่นานหลังการเกิดบิ๊กแบง เพื่อศึกษาดูว่าดาวฤกษ์และกาแล็กซีแห่งแรกๆ นั้นเป็นอย่างไร ซึ่งกล้องฮับเบิลยังพาเราไปไม่ถึงจุดนั้น และฉันก็คาดหวังว่ากล้องเจมส์ เว็บบ์ จะทำภารกิจนี้ได้สำเร็จ”

 

ในช่วงที่มีการเปิดเผยข้อมูลชุดแรกออกสู่สาธารณะ ดร.ณิชา ลีโทชวลิต นักวิจัยจากสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ผู้เป็นส่วนหนึ่งในทีม GLASS หรือ Grism Lens-Amplified Survey from Space ร่วมกันค้นพบกาแล็กซี GLASS-z12 ที่มีระยะห่างออกไปถึงกว่า 12,400 ล้านปีแสง นับเป็นหนึ่งในกาแล็กซีที่ไกลที่สุดแห่งหนึ่งเท่าที่เคยค้นพบในปัจจุบัน

 

นอกจากการถ่ายภาพที่สวยงามแล้ว กล้องเจมส์ เว็บบ์ ยังสามารถแยกสเปกตรัมจากอุปกรณ์สำรวจต่างๆ ออกมาให้นักดาราศาสตร์ใช้วิเคราะห์หาข้อมูลได้ โดยข้อมูลดังกล่าวได้ช่วยยืนยันการตรวจพบกาแล็กซียุคแรกของจักรวาล, หลุมดำมวลยิ่งยวดที่ไกลที่สุด, องค์ประกอบในชั้นบรรยากาศดาวเคราะห์นอกระบบได้เป็นครั้งแรก เช่นกันกับการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของจานกำเนิดดาวเคราะห์ เนบิวลาที่กำลังมีการก่อตัวของดาวฤกษ์ และอื่นๆ อีกมากมาย

 

เอริก สมิธ ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านงานวิจัยในฝ่ายฟิสิกส์ดาราศาสตร์ของ NASA เปิดเผยว่า “เวลา 1 ปีที่กล้องเจมส์ เว็บบ์ ได้ทำงานด้านวิทยาศาสตร์นั้น นอกจากเราจะได้ข้อมูลใหม่ๆ ในจักรวาลมาแล้ว เรายังได้พบอีกว่าความสามารถของกล้องนั้นดีกว่าที่เราได้คาดคิดไว้ แปลว่าการค้นพบที่ตามมาในอนาคตจะต้องมีความน่าตื่นเต้นยิ่งกว่านี้อีก”

 

ดร.มัลลัลลีได้สรุปถึงความน่าตื่นเต้นของภารกิจกล้องเจมส์ เว็บบ์ ไว้ว่า “สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดของภารกิจนี้ คือตอนนี้เรายังไม่รู้ว่าอะไรจะเป็นการค้นพบที่น่าตื่นเต้นที่สุด” และตอนนี้กล้องเจมส์ เว็บบ์ ก็กำลังสำรวจจักรวาลต่อไปในขวบปีที่สองของภารกิจ เพื่อที่จะเปิดเผยภาพถ่ายที่แสนตระการตา เช่นกันกับข้อมูลการสำรวจที่เปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับการค้นพบในอนาคตที่กำลังจะมาถึง

 

นอกจากนี้ THE STANDARD ยังเป็นสื่อเดียวในประเทศไทยที่มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษกับ คริสติน เฉิน นักดาราศาสตร์ประจำภารกิจกล้องเจมส์ เว็บบ์ ของ NASA โดยเธอได้กล่าวถึงอนาคตการสำรวจของกล้อง รวมไปถึงความร่วมมือกับภารกิจอื่นๆ ว่า “กล้องเจมส์ เว็บบ์ เป็นกล้องโทรทรรศน์ที่สำรวจในช่วงอินฟราเรด และเราสามารถเรียนรู้อะไรได้มากมายจากการเปรียบเทียบข้อมูลกับกล้องอื่นๆ ในช่วงคลื่นอื่น” เช่น กล้องฮับเบิลในช่วงคลื่นที่ตามองเห็น และกล้องจันทราในช่วงรังสีเอ็กซ์

 

สามารถติดตามบทสัมภาษณ์พิเศษ เจาะลึกเบื้องหลังการสำรวจจักรวาลของกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ ได้ที่นี่ เร็วๆ นี้

 

ภาพ: NASA, ESA, CSA และ STScI 

อ้างอิง:

The post EXCLUSIVE: คุยกับนักดาราศาสตร์ NASA สรุปการค้นพบสำคัญในรอบ 1 ปี กล้องเจมส์ เว็บบ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
SpaceX ส่งยานยูคลิดของ ESA ไขความลับพลังงานและสสารมืดในจักรวาล https://thestandard.co/spacex-launches-esas-euclid-spacecraft/ Mon, 03 Jul 2023 12:27:36 +0000 https://thestandard.co/?p=811327 ยานยูคลิด

บนท้องฟ้าที่ดูมืดมิดและช่างว่างเปล่า แท้จริงแล้วกลับเต็ […]

The post SpaceX ส่งยานยูคลิดของ ESA ไขความลับพลังงานและสสารมืดในจักรวาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยานยูคลิด

บนท้องฟ้าที่ดูมืดมิดและช่างว่างเปล่า แท้จริงแล้วกลับเต็มไปด้วยพลังงานบางอย่างที่เราไม่อาจมองเห็น และนักดาราศาสตร์ยังไม่สามารถอธิบายพฤติกรรมของสิ่งเหล่านี้ได้…

 

เมื่อเวลา 22:12 น. ของวันที่ 1 กรกฎาคม จรวด Falcon 9 ของบริษัท SpaceX ได้ทะยานขึ้นจากฐานปล่อย SLC-40 ของแหลมคานาเวอรัล พร้อมกับยาน ‘ยูคลิด’ (Euclid) ขององค์การอวกาศยุโรป หรือ ESA ออกเดินทางไปทำแผนที่ 3 มิติของจักรวาลอย่างคมชัด พร้อมกับสำรวจพลังงานมืด สสารมืด และผลกระทบที่มีต่อจักรวาลในองค์รวม

 

ยานยูคลิดมาพร้อมกับอุปกรณ์สำรวจที่สำคัญ 2 ตัว ได้แก่ VIS หรือกล้องถ่ายภาพในช่วงที่ตามองเห็น สามารถบันทึกรูปของกาแล็กซีได้ด้วยความละเอียดสูง 600 เมกะพิกเซล หรือเทียบเท่าความละเอียดของจอภาพ 4K จำนวน 70 จอ กับอุปกรณ์ NISP ที่ใช้สำรวจในย่านอินฟราเรดใกล้ เพื่อทำแผนที่สามมิติของเอกภพที่มีความละเอียดมากที่สุดในประวัติศาสตร์

 

ภารกิจของยูคลิดนั้นถูกวางไว้เบื้องต้นเป็นระยะเวลา 6 ปี พร้อมความสามารถในการต่อขยายได้ตามความเหมาะสม โดยยานอยู่ระหว่างการเดินทางไปเข้าวงโคจร L2 หรือจุด Lagrange ระหว่างโลก-ดวงอาทิตย์ แบบเดียวกับกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ ที่จะใช้เวลารวมประมาณ 1 เดือน พร้อมกับช่วงเวลาอีก 3 เดือนเพื่อทดสอบประสิทธิภาพของกล้อง ก่อนจะเริ่มภารกิจการสำรวจพื้นที่ประมาณ 1 ใน 3 ของท้องฟ้า เพื่อทำความเข้าใจพลังงานมืดและสสารมืด ซึ่งนับเป็นองค์ประกอบของมวลมากกว่า 95% ของเอกภพ

 

นักดาราศาสตร์คาดว่าสสารมืดมีอยู่มากถึง 25% ของเอกภพ ในขณะที่พลังงานมืดนั้นเป็น 70% ของเอกภพ ซึ่งไม่อาจมองเห็นได้เหมือนเหล่าดวงดาว กาแล็กซี และอื่นๆ ที่ประกอบเป็นเพียง 5% ของเอกภพทั้งหมด แต่นักดาราศาสตร์สามารถใช้ข้อมูลจากยูคลิดเพื่อดูอัตราการขยายตัวของจักรวาลและโครงสร้างของเอกภพ เพื่อทำความเข้าใจถึงคุณลักษณะและพฤติกรรมของทั้งสสารมืดและพลังงานมืดได้เพิ่มเติม

 

ข้อมูลชุดแรกจากยานยูคลิดจะถูกเผยแพร่ออกสู่สาธารณะในปี 2025 ตามด้วยชุดต่อมาในปี 2027 และ 2030 พร้อมกับการถ่ายภาพดาราจักรต่างๆ มากกว่า 12,000 ล้านแห่ง ด้วยคุณภาพที่เทียบเคียงกับกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล ซึ่งอาจเป็น ‘ขุมทรัพย์ทองคำสำหรับดาราศาสตร์ทุกแขนงในอีกหลายทศวรรษ’ จากความเห็นของ ดร.แยนนิก เมลเลียร์ นักดาราศาสตร์ Institut d’Astrophysique de Paris ในงานแถลงข่าวก่อนปล่อยยาน

 

อ้างอิง:

The post SpaceX ส่งยานยูคลิดของ ESA ไขความลับพลังงานและสสารมืดในจักรวาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จักยาน JUICE​ และภารกิจค้นหาชีวิตต่างภพใต้ผิวน้ำแข็ง​ของดวงจันทร์​ดาวพฤหัสบดี https://thestandard.co/get-to-know-juice/ Wed, 19 Apr 2023 07:26:44 +0000 https://thestandard.co/?p=778512

จรวดแอเรียน 5 ส่งยาน JUICE ขององค์การอวกาศยุโรปหรือ ESA […]

The post รู้จักยาน JUICE​ และภารกิจค้นหาชีวิตต่างภพใต้ผิวน้ำแข็ง​ของดวงจันทร์​ดาวพฤหัสบดี appeared first on THE STANDARD.

]]>

จรวดแอเรียน 5 ส่งยาน JUICE ขององค์การอวกาศยุโรปหรือ ESA ออกจากฐานปล่อยจรวดในเฟรนช์เกียนา ภูมิภาคโพ้นทะเลของฝรั่งเศสในทวีปอเมริกาใต้ เมื่อเวลา 19.14 น. ของวันที่ 14 เมษายนที่ผ่านมา ตามเวลาในประเทศไทย

 

การปล่อยยานครั้งนี้ล่าช้าจากกำหนด 1 วันเนื่องจากเกิดอุบัติเหตุฟ้าผ่าบริเวณฐานปล่อยจรวด อย่างไรก็ตาม การปล่อยยานในรอบที่ 2 นี้สำเร็จด้วยดี ยาน JUICE แยกตัวออกจากจรวดแอเรียน 5 ในนาทีที่ 28 ได้อย่างไร้ปัญหา ตัวยานไร้คนขับจะมุ่งสู่เส้นทางที่กำหนดไว้ โดยมีเป้าหมายจะถึงดาวพฤหัสบดีใน 8 ปีข้างหน้า หรือในเดือน​กรกฎาคม​ ปี 2031

 

เหตุที่ต้องใช้เวลายาวนานถึง 8 ปีในการเดินทาง ก็เพราะยานลำนี้ถูกออกแบบให้ใช้พลังงานต่ำ และเชื้อเพลิง​ส่วนใหญ่จะใช้ในการสำรวจเป้าหมาย ดังนั้นจึงมีการใช้ขั้นตอน​การเดินทางที่ค่อนข้างซับซ้อน คือใช้แรงเหวี่ยงของดาวเคราะห์ 2 ดวงอันได้แก่​ ดาวศุกร์​ และ​ระบบโลก-ดวงจันทร์​หลายรอบ เพื่อเพิ่มความเร็วเดินทาง​ขึ้นไปเรื่อยๆ จนได้ความเร็วที่ต้องการ จากนั้นจึงจะเบนเข็มไปสู่ดาวพฤหัสบดี​

 

ขั้นตอน​การเดินทาง

 

 

หลังออกจาก​โลก ยาน JUICE​ จะตั้งเข็มไปโคจรรอบดวงอาทิตย์​แล้วหาจังหวะเข้าใกล้ระยะแรงโน้มถ่วง​ของดาวเคราะห์เพื่อเร่งความเร็ว เรียกว่าการทำ GA (Gravity Assist)​ เป็นระยะๆ​ การทำ GA​ ครั้งแรกจะเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม​ปีหน้า ถือเป็นครั้งสำคัญ​เพราะจะมีการใช้แรงโน้มถ่วง​ของดวงจันทร์​แล้วตามด้วยแรงโน้มถ่วง​ของ​โลก​ในเวลาห่างกันเพียง 1.5 วัน ในชื่อที่เรียกว่า Lunar-Earth Gravity Assist (LEGA) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของยานอวกาศ​

 

การทำ GA​ ครั้งต่อไปจะใช้แรงโน้มถ่วง​ของดาวศุกร์​ในเดือนสิงหาคม 2025 จากนั้นยาน JUICE​ จะวนกลับมาใช้แรงโน้มถ่วง​โลกเป็นครั้งที่ 2 ในเดือนกันยายน​ 2026 และครั้งสุดท้ายในเดือนมกราคม 2029 เมื่อถึงเวลานั้น ยาน JUICE​ จะมีระดับ​ความเร็ว​มากพอที่จะเดินทางไปดาวพฤหัสบดีในเวลาอีกเพียง 2 ปีครึ่ง​โดยไม่ต้องพึ่งเชื้อเพลิงในการเดินทางเลย

 

สามารถชมคลิปนี้เพื่อเข้าใจวิธีเดินทางของยาน JUICE​:

 

 

ยาน JUICE คืออะไร?

 

ชื่อยาน JUICE​ (จูซ)​ ย่อมาจากคำว่า JUpiter ICy moons Explorer หมายถึงยานหุ่นยนต์​ไร้คนขับที่มีหน้าที่สำรวจและศึกษาวิวัฒนาการและความเอื้อต่อการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตที่น่าจะพบได้บนดวงจันทร์น้ำแข็งขนาดยักษ์​ทั้ง 3 ดวงจากดวงจันทร์ใหญ่น้อย​ทั้งหมด 92 ดวงของดาวพฤหัสบดี

 

ทำไมเลือกดวงจันทร์​น้ำแข็ง 3 ดวงนี้

 

 

จุดเด่นของดวงจันทร์​ยักษ์​ทั้ง 3 คือ ยูโรปา แกนิมีด และคาลลิสโต คือผลการสำรวจก่อนหน้านี้​ที่พบว่าน่าจะมีน้ำทะเลปริมาณ​มากอยู่​ใต้ผิวน้ำแข็ง​ของดวงจันทร์​ โดยเฉพาะ​ดวงจันทร์​ยูโร​ปา และน้ำคือแหล่ง​กำเนิด​ชีวิต แน่นอนว่าทะเลใต้ผิวน้ำแข็งย่อมหนาวเย็น​ไร้แสงแดด มีแต่ความมืดมิดแถมยังมีแรงกดดันมหาศาล​ แต่สภาพที่ทารุณ​โหดร้าย​แบบนี้บนโลกเราก็มีเช่นกัน นั่นคือบริเวณ​ก้นมหาสมุทรในเหวลึกมาเรียนา​ของมหาสมุทร​แปซิฟิก​ ที่ซึ่งเราก็ยังพบว่ามีสิ่งมีชิวิต​ถือกำเนิด​และ​อา​ศัยอยู่​ได้ นักวิทยาศาสตร์​จึงตั้งความหวังที่จะพบสิ่งมีชิวิต​ในน้ำทะเลใต้ผิวน้ำแข็ง​ของดวงจันทร์​ยักษ์​บริวารดาวพฤหัส​บดีเช่นกัน​ 

 

ส่วนอีก 2 ดวงคือ แกนิมีดและคาลลิสโตนั้นแม้จะมีหลักฐาน​ถึงการมีน้ำใต้ผิวน้ำแข็งในปริมาณ​น้อยกว่ายูโร​ปา​ แต่ก็มีจุดเด่นอื่นที่น่าสนใจ โดยเฉพาะดวงจันทร์แกนิมีดที่มีขนาดใหญ่​กว่าดาวพุธ ถือเป็นดวงจันทร์​ที่ใหญ่ที่สุด​ในระบบสุริยะ ​และเป็นดวงเดียวที่มีสนามแม่เหล็ก​แบบดาวเคราะห์​

 

ขั้นตอนการสำรวจ

 

ยาน JUICE​ จะเริ่มใช้เครื่อง​มือทางวิทยาศาสตร์สำรวจจากระยะไกลประมาณ 6 เดือนก่อนจะเข้าสู่วงโคจรของดาวพฤหัสบดี จากนั้นเมื่อยานลดความเร็วจนสามารถเข้าสู่ระบบวงโคจรของดาวพฤหัสบดี ก็จะมีการปรับวงรอบของการโคจรให้ผ่านเข้าประชิดดวงจันทร์น้ำแข็งทั้ง 3 ดวง เป็นจำนวนทั้งหมด 35 ครั้ง ที่น่าสนใจที่สุดคือ 2 ครั้งที่โคจรผ่านดวงจันทร์ยูโรปาระหว่างเดือนกรกฎาคม 2032 ยานจะใช้เครื่องมือที่ติดตั้งไปอันได้แก่ กล้องบันทึกภาพ เครื่องตรวจจับอนุภาค อุปกรณ์เรดาร์สำรวจใต้พื้นผิว อุปกรณ์ตรวจวัดระยะทางเพื่อสร้างแผนที่แบบ 3 มิติ รวมทั้งเครื่องวัดสนามแม่เหล็กในการสำรวจดวงจันทร์ยูโรปาอย่างละเอียด ทั้งในส่วนของทะเลใต้ผิวน้ำแข็ง และลวดลายคล้ายรอยแตกบนผิวดวงจันทร์ การสำรวจทะเลหรือเราอาจเรียกว่ามหาสมุทรใต้ผิวน้ำแข็งของดวงจันทร์ยูโรปา จะมีการสังเกตตรวจวัดทั้งการวัดขนาดความลึก ความเค็ม ความห่างจากแก่นดาว แรงกดดันของน้ำ ความหนาของเปลือกน้ำแข็ง เพราะถือเป็นดวงจันทร์เต็งหนึ่งในระบบสุริยะที่มีโอกาสพบสิ่งมีชีวิตต่างภพ 

 

 

จากนั้นก็จะปรับทิศทางเพื่อโคจรผ่านดวงจันทร์คาลลิสโตที่อยู่ไกลจากดาวพฤหัสบดีกว่าเพื่อนในช่วงปี 2033-2034 ระหว่างที่ผ่านดวงจันทร์คาลลิสโต ยาน JUICE ก็จะใช้เครื่องมือที่เน้นไปที่การสังเกตรอยหลุมอุกกาบาตโบราณที่ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในจำนวนหลุมอุกกาบาตมีอายุมากที่สุดในระบบสุริยะบนดวงจันทร์ดวงนี้ จากนั้นก็จะมีการเก็บข้อมูลของน้ำทะเลใต้ผิวน้ำแข็งเช่นเดียวกับยูโรปา ระหว่างนี้จะมีการใช้แรงโน้มถ่วงของคาลลิสโตในการเปลี่ยนมุมของยานให้ย้อนกลับไปสำรวจบริเวณเส้นละติจูดสูงและบริเวณขั้วของดาวพฤหัสบดีด้วย 

 

ในช่วงสุดท้ายของการสำรวจ นั่นคือเดือนธันวาคม 2034 ยาน JUICE จะเปลี่ยนทิศทางไปโคจรรอบดวงจันทร์ยักษ์แกนิมีด กลายเป็นยานอวกาศลำแรกในประวัติศาสตร์ที่ไปโคจรรอบดวงจันทร์ของดาวเคราะห์ดวงอื่น และจะคงอยู่ที่นั่นจนหมดพลังงานในช่วงปลายปี 2035 เมื่อหมดหน้าที่ จะมีคำสั่งให้ยานพุ่งเข้าชนดวงจันทร์แกนีมีด เพื่อไม่ให้ตัวยานที่หมดพลังงานกลายเป็นขยะอวกาศที่อาจก่อปัญหากับยานที่ตามมาในวันหน้า และถือเป็นการสิ้นสุดภารกิจอันยาวนานของยานลำนี้

 

การลงทุนส่งยานในโครงการมูลค่าที่คิดเป็นเงินไทยประมาณ 58,000 ล้านบาทในครั้งนี้ ก็เพื่อให้รู้และหายสงสัยในสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตต่างภพ เพราะหากเราโชคดีพบร่องรอยของจุลชีพหรือสิ่งมีชีวิตไม่ว่ารูปแบบใดนอกโลกเราจริง โอกาสที่จะพบสิ่งมีชีวิตในระบบดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ดวงอื่นในจักรวาลก็จะมีความเป็นไปได้สูง และไม่แน่ว่าเราอาจได้พบบางสิ่งที่ตอบสนองต่อการค้นหาของเราได้ในอนาคต

The post รู้จักยาน JUICE​ และภารกิจค้นหาชีวิตต่างภพใต้ผิวน้ำแข็ง​ของดวงจันทร์​ดาวพฤหัสบดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Space Race: จับตาการแข่งขันด้านอวกาศปี 2023 ประเทศไหนมีโครงการน่าสนใจบ้าง https://thestandard.co/space-race-2023/ Tue, 20 Dec 2022 10:52:42 +0000 https://thestandard.co/?p=726363

การแข่งขันด้านอวกาศเป็นที่สนใจของนานาชาติ โดยเฉพาะประเท […]

The post Space Race: จับตาการแข่งขันด้านอวกาศปี 2023 ประเทศไหนมีโครงการน่าสนใจบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>

การแข่งขันด้านอวกาศเป็นที่สนใจของนานาชาติ โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจเสมอมา เพราะมันบ่งบอกถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่จะกลายมาเป็น ‘บารมี’ และ ‘เครดิต’ ให้ชาติอื่นเกรงใจ โดยเฉพาะชาติที่เป็นคู่ขัดแย้งกัน

 

ไปสำรวจดูว่าในปี 2023 มีโครงการด้านอวกาศอะไรบ้างที่น่าจับตา

 

 

ในปี 2023 ทั้งภาครัฐและเอกชนของประเทศต่างๆ ล้วนแล้วแต่มีโครงการอวกาศใหม่ๆ ที่ออกมาแข่งขันกันอย่างน่าสนใจ เริ่มจากบริษัท SpaceX ของมหาเศรษฐี อีลอน มัสก์ ที่จะมี 2 โครงการใหญ่เป็นจุดเด่นของปีออกมาให้ตื่นเต้นกัน 

 

โครงการแรกคือ ‘โพลาริส ดอว์น’ ที่จะส่งชาวอเมริกันที่เป็นบุคคลธรรมดา 4 คน ชาย 2 หญิง 2 ขึ้นไปโคจรรอบโลกเป็นเวลานาน 5 วันกับยานลูกเรือดรากอน 

 

ส่วนโครงการที่ 2 ก้าวไปไกลกว่านั้นมาก นั่นคือส่งมหาเศรษฐีชาวญี่ปุ่น คือ ยูซากุ มาเอซาวา” (前澤 友作) พร้อมผู้โดยสารที่ได้รับการคัดเลือกเป็นพิเศษอีก 6-8 คน ไปโคจรรอบดวงจันทร์กับยานอวกาศ ‘สตาร์ชิป’ ซึ่งถือเป็นยานอวกาศในฝันที่เป็นลูกรักของอีลอน มัสก์ โดยทาง SpaceX ตั้งชื่อโครงการนี้ไว้อย่างน่ารักว่า Dear Moon 

 

 

ทาง NASA เองซึ่งเป็นภาครัฐก็จะมีการส่งยาน ‘ไซคี’ เดินทางไปสำรวจดาวเคราะห์น้อยโลหะที่มีชื่อเดียวกับตัวยานนั่นคือ ‘16 Psyche’ เหตุที่เลือกดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ ก็เพราะเป็นที่สนใจของผู้ติดตามข่าวมาระยะหนึ่งแล้ว ด้วยการที่มันถูกวิเคราะห์เอาไว้ว่า น่าจะมีองค์ประกอบเป็นโลหะมีค่าเกือบทั้งดวง นักวิทยาศาสตร์บางรายจินตนาการไปไกลถึงขั้นว่าอาจพบแร่ทองคำปริมาณมหาศาลที่นั่นเลยทีเดียว และการส่งยานไปสำรวจของ NASA ก็เหมือนจะไปจับจองดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ก่อนใครๆ

 

 

ทางฝั่งองค์การอวกาศยุโรปหรือ ESA ก็ไม่น้อยหน้า กระโดดเข้าร่วมการแข่งขันด้วยการเดินทางระยะไกลตรงสู่ดาวพฤหัสบดีกับโครงการ JUpiter ICy moons Explorer ที่เอาชื่อย่อของโครงการนั่นคือ ‘JUICE’ มาตั้งเป็นชื่อยาน โครงการนี้เป็นโครงการ 8 ปีที่เน้นไปที่การสำรวจชีวิตต่างภพ ที่อาจเป็นจุลชีพภายใต้ชั้นน้ำแข็งของดวงจันทร์ในกลุ่มกาลิเลียนของดาวพฤหัสบดีทั้ง 3 ดวง อันได้แก่ ดวงจันทร์แกนีมีด ดวงจันทร์คัลลิสโต โดยเฉพาะอย่างยิ่งดวงจันทร์ยูโรปา ที่ประเมินกันว่าน่าจะมีโอกาสพบสิ่งมีชีวิตในน้ำทะเลที่ยังคงไหลไปมาใต้ชั้นน้ำแข็งของดวงจันทร์ดวงนี้ มากกว่าสถานีที่แห่งใดในระบบสุริยะนอกจากโลกของเรา

 

 

แน่นอนว่าทางองค์การอวกาศจีนหรือ CASC ก็ไม่น้อยหน้าในสนามแข่งขันนี้ หลังจากที่ระดมส่งโมดูลต่างๆ ขึ้นไปประกอบ และต่อเชื่อมกับสถานีอวกาศเทียนกงจนเสร็จสมบูรณ์ไปแล้วในปี 2022 พอเข้าสู่ปี 2023 ทางจีนจะมีการส่งวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ขึ้นไปติดตั้งเพิ่มเติม และเมื่อถึงปลายปี 2023 จีนวางแผนไว้ว่าจะปล่อยยานอวกาศลำสำคัญนั่นคือ กล้องโทรทรรศน์อวกาศ ‘ฉวินเทียน’ (巡天) ในความหมายถึง ‘ผู้เฝ้าระวังแห่งฟากฟ้า’ ซึ่งจะใช้เป็นกล้องโทรทรรศน์อวกาศหลักในการสำรวจอวกาศของจีน ที่จะรู้จักกันในชื่อสากลว่า CSST (Chinese Survey Space Telescope)

 

กล้องตัวนี้จะติดตั้งกระจกปฐมภูมิขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2 เมตร (6.6 ฟุต) ที่คาดว่าจะมีขอบเขตการมองเห็นห้วงอวกาศระดับลึก ที่ใหญ่กว่ากล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลของ NASA ไม่น้อยกว่า 300 เท่า โดยขั้นต้นจีนจะส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศตัวนี้ขึ้นไปต่อเชื่อมกับสถานีอวกาศเทียนกงเอาไว้ก่อน จนพร้อมจะแยกตัวออกปฏิบัติหน้าที่จริงในปี 2024

 

ถัดจากมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ด้านอวกาศ ก็มาถึงมหาอำนาจหน้าใหม่ในด้านนี้อย่างประเทศอินเดีย ที่ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2023 จะมีการส่งยาน ‘อาทิตย์’ (आदित्य) ขึ้นไปสู่วงโคจร ยานลำนี้จะทำหน้าที่หลักในการสังเกตการณ์ปฏิกิริยาต่างๆ ของดวงอาทิตย์ตามชื่อของยาน โดยจะถูกส่งไปโคจรที่จุดสมดุลแรงโน้มถ่วงที่ 1 หรือ Lagrange Point L1 เพื่อให้ตัวยานหันหน้าหาดวงอาทิตย์ตลอดเวลา โดยไม่ต้องใช้พลังงานใดๆ ในการทรงตัว เพื่อให้สามารถถ่ายภาพพร้อมตรวจวัดค่าต่างๆ ในชั้นบรรยากาศโคโรนาของดวงอาทิตย์ได้ทุกเวลาที่ต้องการ ทางองค์การอวกาศอินเดียหรือ ISRO ยังได้ติดตั้งเครื่องมือวัดสนามแม่เหล็ก และปริมาณรังสีเอ็กซ์เอาไว้ด้วย เพื่อจับปฏิกิริยาของจุดมืดต่างๆ ในวัฏจักรสุริยะปัจจุบัน

 

 

นอกจากยานสำรวจดวงอาทิตย์แล้ว ทาง ISRO ยังจะทำสิ่งที่เรียกว่า ‘ลบรอยแค้น’ นั่นคือการแก้ตัวจากความล้มเหลวในนาทีสุดท้าย ระหว่างการลงจอดบนดวงจันทร์ของ ‘จันทรายาน-2’ เมื่อปี 2019 โดยในช่วงกลางปี 2023 ทาง ISRO มีแผนการจะส่งยานฝาแฝด ‘จันทรายาน-3’ ไปทำหน้าที่นี้ และหวังความสำเร็จไว้ค่อนข้างมาก ยานแลนเดอร์ ‘จันทรายาน-3’ จะถูกตัดส่วนของยานโคจรออกไป และแก้ไขเครื่องยนต์ขับดันระหว่างการลงจอดของยานแลนเดอร์อีกเล็กน้อย ในลำตัวยานแลนเดอร์ยังมีการออกแบบให้เก็บยานโรเวอร์ขนาดเล็กไว้ตามแบบเดิมของยานฝาแฝดรุ่นพี่ หากยานสามารถลงจอดได้สำเร็จ ก็จะมีการปล่อยโรเวอร์ติดล้อออกมาวิ่งสำรวจผิวดวงจันทร์ตามแผนการที่วางเอาไว้

 

 

บริษัทเอกชนระดับสตาร์ทอัพ ก็มีหลายแห่งที่ต้องการจะมีผลงานในปี 2023 เช่นกัน แม้ว่าผลสำเร็จอาจมีโอกาสไม่สูงเท่าบริษัทขนาดใหญ่ หรือภาครัฐของประเทศมหาอำนาจทางอวกาศทั้งหลาย ยกตัวอย่างเช่น บริษัท Intuitive Machines ที่ชนะการประกวดสัญญากับทาง NASA ก็มีแผนที่จะส่งยาน Nova-C Lander ไปลงจอดที่บริเวณขั้วใต้ดวงจันทร์ เพื่อส่งข้อมูลกลับสู่โลกด้วยเครื่องมือวิทยาศาสตร์ของ NASA ที่ติดตั้งไปกับตัวยาน ข้อมูลเหล่านี้ทาง NASA จะใช้เป็นประโยชน์ในโครงการนำมนุษย์กลับสู่ดวงจันทร์ หรืออาร์ทิมิสในอนาคต อีกรายก็คือบริษัท Astrobotic Technology ที่ได้รับทุนจาก NASA เช่นกัน บริษัทนี้มีแผนจะส่งยาน ‘เพเรกริน 1’ ไปลงจอดบนดวงจันทร์ในเดือนมีนาคม 2023 ก่อน จากนั้นก็จะรอนำทุนจาก NASA ก้อนต่อไปเพื่อนำไปใช้ในการสร้าง และนำยานโรเวอร์ ‘ไวเปอร์’ ไปวิ่งบนดวงจันทร์ในปีถัดไปนั่นคือ 2024

 

ข้างต้นคือโครงการอวกาศเด่นๆ ที่จะมีการแข่งขันกันในปี 2023 แน่นอนว่ายังมีโครงการอวกาศเล็กใหญ่อีกจำนวนหนึ่งที่จะออกเดินทางสู่วงโคจรโลกในปีเดียวกัน ทั้งการสำรวจและทดลองยานรูปแบบใหม่ๆ เช่น การทดสอบการกลับเข้าชั้นบรรยากาศโลกของเยอรมนีและฝรั่งเศสในโครงการ ‘บิกินี’ การส่งดาวเทียมสื่อสาร รวมทั้งการส่งดาวเทียมสำรวจผิวโลกของประเทศต่างๆ เช่น ดาวเทียมสื่อสาร ‘นาฮิด’ ของอิหร่าน ดาวเทียมเฝ้าระวังไฟป่า FOREST-2 ของเยอรมนี นอกจากนี้ก็จะเป็นเรื่องภารกิจการส่งกำลังบำรุงตามวงรอบ เช่น การส่งยาน ‘เสินโจว-6’ ไปเติมเสบียงสถานีอวกาศจีน การส่งยานดรากอน ซิกนัส และยานโปรเกรสไปเติมเสบียง รวมทั้งการส่งมนุษย์อวกาศทีมใหม่ นั่นคือ Expedition 68/69 ไปสับเปลี่ยนหน้าที่ในการประจำการบนสถานีอวกาศนานาชาติ ส่วนที่ยังไม่ยืนยันว่าจะเดินทางในปี 2023 หรือเลื่อนการเดินทางออกไป คือแผนงานขององค์การอวกาศญี่ปุ่นหรือ JAXA ที่จะส่งยาน SLIM หรือ Smart Lander for Investigating Moon ไปลงจอดบนดวงจันทร์

 

การแข่งขันทางด้านอวกาศเป็นที่สนใจของนานาชาติเสมอมา เพราะมันบ่งบอกถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่จะกลายมาเป็น ‘บารมี’ และ ‘เครดิต’ ให้ชาติอื่นเกรงใจ โดยเฉพาะชาติที่เป็นคู่ขัดแย้งกัน

 

และนี่คือภาพรวมโครงการด้านอวกาศที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า แน่นอนว่าการแข่งขันของมหาอำนาจทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ ทั้งภาครัฐและเอกชนจะเข้มข้นดุเดือด เพื่อช่วงชิงพื้นที่ในห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่ ผลงานจะเป็นอย่างไร ผู้อ่านสามารถติดตามความคืบหน้าของโครงการสำคัญๆ ได้ทางทวิตเตอร์ เช่น โครงการ Polaris Dawn ที่ @polarisprogram โครงการ Dear Moon ที่ @dearmoonproject โครงการไซคีของ NASA ที่ @missiontopsyche โครงการ JUICE ของ ESA ที่ @esa_juice 

The post Space Race: จับตาการแข่งขันด้านอวกาศปี 2023 ประเทศไหนมีโครงการน่าสนใจบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจมส์ เว็บบ์ ปล่อยภาพน่าตื่นตะลึงของกาแล็กซี IC 5332 https://thestandard.co/webb-ic-5332/ Wed, 28 Sep 2022 03:11:52 +0000 https://thestandard.co/?p=687736 เจมส์ เว็บบ์

วานนี้ (27 กันยายน) กล้องโทรทรรศน์อวกาศ เจมส์ เว็บบ์ ได […]

The post เจมส์ เว็บบ์ ปล่อยภาพน่าตื่นตะลึงของกาแล็กซี IC 5332 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจมส์ เว็บบ์

วานนี้ (27 กันยายน) กล้องโทรทรรศน์อวกาศ เจมส์ เว็บบ์ ได้เปิดเผยภาพอันน่าตื่นตะลึงของกาแล็กซีรูปทรงก้นหอยซึ่งอยู่ห่างจากโลกของเราออกไป 29 ล้านปีแสง เผยให้เห็นรายละเอียดใหม่ๆ ที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน

 

ข้อมูลจากองค์การอวกาศยุโรป (ESA) ระบุว่า กาแล็กซีนี้มีชื่อว่า IC 5332 มีความกว้างประมาณ 66,000 ปีแสง ซึ่งเล็กกว่ากาแล็กซีทางช้างเผือกของเราประมาณ 1 ใน 3

 

เจมส์ เว็บบ์ ได้ใช้กล้อง Mid-InfraRed Instrument หรือ MIRI ในการถ่ายภาพนี้ ซึ่งเป็นย่านคลื่นอินฟราเรดช่วงกลาง โดยภาพที่ปล่อยออกมาเผยให้เห็นโครงสร้างที่ต่อเนื่องกันอย่างชัดเจน ซึ่งปกติแล้วมันจะถูกกลุ่มฝุ่นอวกาศบดบัง

 

เจมส์ เว็บบ์ เป็นโครงการที่ดำเนินการร่วมกันโดย NASA, ESA และองค์การอวกาศแคนาดา (CSA) โดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐนี้ถูกปล่อยขึ้นสู่ห้วงอวกาศครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคม 2021 และมีเชื้อเพลิงเพียงพอที่จะปฏิบัติการได้ราว 20 ปี ซึ่งต้องจับตาดูกันต่อไปว่าในอนาคต เจมส์ เว็บบ์ จะสร้างปรากฏการณ์ที่น่าตื่นเต้นแบบใดให้เราได้ชมกันอีก

 

ภาพ: ESA/Webb, NASA & CSA, J. Lee and the PHANGS-JWST and PHANGS-HST Teams

อ้างอิง:

The post เจมส์ เว็บบ์ ปล่อยภาพน่าตื่นตะลึงของกาแล็กซี IC 5332 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ เผยภาพ ‘วงแหวน’ ของดาวพฤหัสบดีและดวงจันทร์บริวาร https://thestandard.co/james-webb-camera-unveiled-jupiter-ring-and-moons/ Fri, 15 Jul 2022 03:10:36 +0000 https://thestandard.co/?p=654116 ดาวพฤหัสบดี

นอกเหนือจาก 5 ภาพประวัติศาสตร์ที่ปล่อยออกมาเมื่อวันอังค […]

The post กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ เผยภาพ ‘วงแหวน’ ของดาวพฤหัสบดีและดวงจันทร์บริวาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดาวพฤหัสบดี

นอกเหนือจาก 5 ภาพประวัติศาสตร์ที่ปล่อยออกมาเมื่อวันอังคาร (12 กรกฎาคม) แล้ว NASA ร่วมด้วยองค์การอวกาศยุโรป (ESA) และองค์การอวกาศแคนาดา (CSA) ยังได้เปิดเผยภาพของดาวพฤหัสบดีที่ถ่ายโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ (JWST) ตอกย้ำให้เห็นถึงศักยภาพอันทรงพลังของกล้อง Near-Infrared Camera (NIRCam) ที่สามารถติดตามเป้าหมายที่กำลังเคลื่อนที่อยู่ได้

 

รูปภาพของดาวพฤหัสบดีนี้รวมอยู่ในรายงาน Characterization of JWST science performance from commissioning ของ NASA ซึ่งเป็นการสรุปผลเกี่ยวกับประสิทธิภาพการทดสอบการใช้งานระบบของ JWST 

 

ตามรายงานดังกล่าว ภาพถ่ายดาวพฤหัสบดีเป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ของ JWST เพื่อดูว่ากล้องโทรทรรศน์ตัวนี้สามารถติดตามเทหวัตถุเคลื่อนที่ในบริเวณที่ใกล้กับดวงดาวที่มีแสงสว่างจ้าได้หรือไม่ ซึ่งกระบวนการดังกล่าวนับว่ามีความท้าทายอย่างมาก เพราะแสงที่กระจัดกระจายอาจส่งผลกระทบต่อการรับแสงของทัศนูปกรณ์ได้

 

อย่างไรก็ตาม JWST สามารถผ่านการทดสอบดังกล่าวไปได้แบบสบายๆ โดยภาพล่าสุดนี้เผยให้เห็นดาวพฤหัสบดี และดวงจันทร์บริวารอีก 3 ดวง ได้แก่ ยูโรปา ทีบี และมีทิส โดยภาพด้านซ้ายจะเป็นภาพถ่ายอินฟราเรดช่วงคลื่นสั้นของดาวพฤหัสบดี ส่วนภาพด้านขวาจะเป็นภาพช่วงคลื่นยาว ซึ่งเปิดหน้ากล้องรับแสง 75 วินาทีเท่ากัน และหากสังเกตลึกลงไปจะเห็น ‘วงแหวน’ ของดาวพฤหัสบดีด้วย ส่วนจุดสีดำที่เห็นในภาพนั้นเป็นเงาที่เกิดจากยูโรปา

 

นี่จึงถือเป็นข้อพิสูจน์ว่า JWST สามารถใช้งานเพื่อสังเกตวงแหวนและดวงจันทร์บริวารใกล้กับดวงดาวในระบบสุริยะที่มีความสว่างได้ เช่น ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ และดาวอังคาร และนี่เป็นเพียงภาพที่ได้จากการทดสอบเท่านั้น จึงคาดว่าในอนาคต JWST จะสามารถถ่ายภาพดาวพฤหัสบดี และเทหวัตถุอื่นๆ ในระบบสุริยะที่มีรายละเอียดได้มากกว่านี้

 

ภาพ: NASA, ESA, CSA, and B. Holler and J. Stansberry (STScI)

อ้างอิง:

The post กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ เผยภาพ ‘วงแหวน’ ของดาวพฤหัสบดีและดวงจันทร์บริวาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
องค์การอวกาศยุโรปตัดสัมพันธ์รัสเซีย ยุติภารกิจสำรวจดาวอังคารร่วมกัน https://thestandard.co/exomars-terminated-russia-european-space-agency-scn/ Wed, 13 Jul 2022 11:09:47 +0000 https://thestandard.co/?p=653523 สำรวจดาวอังคาร

องค์การอวกาศยุโรป (ESA) ประกาศยุติความร่วมมือกับรัสเซีย […]

The post องค์การอวกาศยุโรปตัดสัมพันธ์รัสเซีย ยุติภารกิจสำรวจดาวอังคารร่วมกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำรวจดาวอังคาร

องค์การอวกาศยุโรป (ESA) ประกาศยุติความร่วมมือกับรัสเซียในการเปิดตัวยานสำรวจดาวอังคารลำแรกของยุโรป 

 

ESA และ Roscosmos ซึ่งเป็นหน่วยงานอวกาศของรัสเซีย ร่วมมือกันในภารกิจที่เกี่ยวข้องกับยานสำรวจดาวอังคาร ExoMars Rover ของยุโรป ซึ่งออกแบบมาเพื่อค้นหาสัญญาณของส่ิงมีชีวิตบนดาวอังคาร 

 

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หรือไม่กี่สัปดาห์หลังจากการบุกยูเครนของรัสเซีย ESA ได้ประกาศระงับการเปิดตัวยานดังกล่าวที่กำหนดไว้ในเดือนกันยายน 2022 จนกระทั่งล่าสุด ESA Council มีมติตัดความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับ Roscosmos ในโครงการความร่วมมือนี้ อันเป็นผลมาจากสงครามในยูเครน และมาตรการคว่ำบาตรต่างๆ ที่ดำเนินอยู่ 

 

โจเซฟ อัชบาเชอร์ ผู้อำนวยการของ ESA โพสต์ข้อความบน Twitter เมื่อวันอังคาร (12 กรกฎาคม) ว่า ESA กำลังพิจารณาที่จะทำงานอย่างใกล้ชิดกับองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NASA) ในการเดินหน้าโครงการดังกล่าว เนื่องจากเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ทางหน่วยงานจำเป็นต้องตัดความสัมพันธ์กับรัสเซียพร้อมระบุว่า จะเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับอนาคตของภารกิจนี้ในวันที่ 20 กรกฎาคม 

 

“ในทางภูมิรัฐศาสตร์ เป็นที่ชัดเจนว่าเราจำเป็นต้องตัดความสัมพันธ์กับรัสเซีย และการตัดสินใจนี้เกิดขึ้นโดยประเทศสมาชิก” อัชบาเชอร์กล่าวกับ CNN ก่อนหน้านี้ “นับเป็นโชคร้ายสำหรับทั้งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนวิศวกรผู้ทุ่มเทให้กับโครงการนี้มา 4 ทศวรรษ แต่เราไม่มีทางเลือก”

 

เดิมทียาน ExoMars Rover มีกำหนดเปิดตัวในเดือนกรกฎาคม 2020 แต่การระบาดใหญ่ของโควิดทำให้ต้องเลื่อนการเปิดตัวออกไป

 

ภาพ: Nasa / Getty Images

อ้างอิง:

The post องค์การอวกาศยุโรปตัดสัมพันธ์รัสเซีย ยุติภารกิจสำรวจดาวอังคารร่วมกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชม 5 ภาพประวัติศาสตร์จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ https://thestandard.co/james-webb-space-telescope-picture/ Wed, 13 Jul 2022 03:18:52 +0000 https://thestandard.co/?p=653352 James Webb Space Telescope

เมื่อค่ำคืนวานนี้ (12 กรกฎาคม) NASA ร่วมด้วยองค์การอวกา […]

The post ชม 5 ภาพประวัติศาสตร์จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
James Webb Space Telescope

เมื่อค่ำคืนวานนี้ (12 กรกฎาคม) NASA ร่วมด้วยองค์การอวกาศยุโรป (ESA) และองค์การอวกาศแคนาดา (CSA) ได้เปิดเผยภาพสีของหมู่เทหวัตถุบนเอกภพที่ถ่ายจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ เพิ่มเติมอีก 4 ภาพด้วยกัน หลังปล่อยภาพกระจุกดาราจักร SMACS 0723 ที่เรียกเสียงฮือฮาจากผู้ชมทั่วโลกไปเมื่อช่วงเช้าของวันเดียวกัน รวมทั้งหมดเป็น 5 ภาพประวัติศาสตร์ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของแวดวงวิทยาศาสตร์ เพราะภาพที่ปล่อยออกมานี้เรียกได้ว่ามีความคมชัดมากที่สุดเท่าที่โลกเคยบันทึกมา อีกทั้งยังเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงศักยภาพของกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ ที่เตรียมมอบข้อมูลใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อวงการดาราศาสตร์ต่อไปในอนาคต

 

James Webb Space Telescope

 

  1. SMACS 0723: ภาพกระจุกดาราจักร SMACS 0723 หรือที่รู้จักกันในชื่อ Webb’s First Deep Field เป็นภาพสีที่มีความคมชัดสูงซึ่ง NASA เลือกปล่อยออกมาให้สาธารณชนได้ยลโฉมกันเป็นภาพแรก เผยให้เห็นสีสันอันงดงามของหมู่กาแล็กซีนับพันซึ่งอยู่ห่างจากโลกของเราไปประมาณ 4,600 ล้านปีแสง

 

James Webb Space Telescope

 

  1. WASP-96 b: ภาพนี้เป็นการบันทึกสเปกตรัมของแสงที่มาจาก WASP-96 b ดาวเคราะห์ก๊าซขนาดใหญ่ที่โคจรรอบดาวฤกษ์ ซึ่งแสดงออกมาในรูปแบบกราฟ โดยสิ่งที่กล้องโทรทรรศน์เจมส์ เว็บบ์ ค้นพบคือ ชั้นบรรยากาศของดาวดวงดังกล่าวมีโมเลกุลของ ‘น้ำ’ อยู่ด้วย แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของกล้องที่สามารถวิเคราะห์สภาพบรรยากาศของดาวที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยปีแสงได้

 

James Webb Space Telescope

 

  1. Southern Ring Nebula: กล้องโทรทรรศน์เจมส์ เว็บบ์ บันทึกภาพของเนบิวลาดาวเคราะห์ที่อยู่ห่างจากโลกออกไปราว 2,500 ปีแสง เผยให้เห็นเปลือกนอกซึ่งเป็นกลุ่มก้อนฝุ่นและก๊าซที่เคลื่อนตัวอยู่รอบๆ ดาวฤกษ์ที่กำลังสิ้นอายุขัย 

 

James Webb Space Telescope

 

  1. Stephan’s Quintet: เป็นภาพของ 5 กาแล็กซีที่เคลื่อนตัวใกล้ชิดกัน โดยเป็นกลุ่มกาแล็กซีชนิด Compact Galaxy Group แรกที่โลกเคยค้นพบ อยู่ห่างออกไปจากโลกราว 290 ล้านปีแสงในทิศทางของกลุ่มดาวเปกาซัส โดยจากภาพเราจะสังเกตเห็นว่า 4 ใน 5 ของกาแล็กซีทั้งหมดนั้นถูกดึงดูดเข้ามาอยู่ใกล้ชิดกันจากแรงโน้มถ่วงปริมาณมหาศาล ซึ่งนักวิทยาศาสตร์คาดว่าจะรวมตัวกันกลายเป็นกาแล็กซีขนาดยักษ์ในอนาคต

 

James Webb Space Telescope

 

  1. Carina Nebula: ภาพสุดท้ายที่ NASA เลือกมาปิดท้ายโชว์ เรียกได้ว่าตระการตาสมการรอคอย โดยเป็นภาพของพื้นที่ที่มีชื่อว่า NGC 3324 ในเนบิวลากระดูกงูเรือ (Carina Nebula) สถานที่ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของดาวฤกษ์ อยู่ห่างออกไปราว 7,600 ปีแสง โดยเนบิวลากระดูกงูเรือเป็นหนึ่งในเนบิวลาที่มีขนาดใหญ่และสว่างมากที่สุดบนฟากฟ้า ขนาดที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าจากโลก ภาพที่ได้จากกล้องโทรทรรศน์เจมส์ เว็บบ์นั้นดูงดงามและยิ่งใหญ่ราวกับหน้าผาที่ประดับประดาไปด้วยดวงดาวส่องระยิบ

 

อ้างอิง:

The post ชม 5 ภาพประวัติศาสตร์จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>