หุ้นไทย Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/หุ้นไทย/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 30 Sep 2026 06:21:55 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 หุ้นไทยดิ่ง 33 จุด แตะ 1,560 จุด ต่ำสุดรอบ 3 เดือน ต่างชาติเทขาย 40,000 ล้านบาท ใน 2 เดือน https://thestandard.co/thai-stock-market-drop-foreign-selloff/ Wed, 30 Sep 2026 06:21:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1261869 ภาพแสดงกราฟหุ้นไทยร่วงลง พร้อมข้อความเงินทุนไหลออก 40,000 ล้านบาท

หุ้นไทย (SET) ร่วง 33.85 จุด ลงแตะระดับ 1,560.45 จุด ใน […]

The post หุ้นไทยดิ่ง 33 จุด แตะ 1,560 จุด ต่ำสุดรอบ 3 เดือน ต่างชาติเทขาย 40,000 ล้านบาท ใน 2 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงกราฟหุ้นไทยร่วงลง พร้อมข้อความเงินทุนไหลออก 40,000 ล้านบาท

หุ้นไทย (SET) ร่วง 33.85 จุด ลงแตะระดับ 1,560.45 จุด ในครึ่งเช้าวันนี้ (30 กันยายน) ทำจุดต่ำสุดใหม่ในรอบ 3 เดือน นักวิเคราะห์ชี้ดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ น้ำมันแพง และบาทอ่อน เร่งเงินทุนไหลออก (capital outflow) 40,000 ล้านบาท ใน 2 เดือน ขณะแรงขายสถาบันไทยตามฤดูกาลเดือนกันยายนซ้ำเติม

 

 
 

ล่าสุด ณ เวลา 12.30 น. ดัชนี SET ปิดที่ 1,562.83 จุด ลดลง 31.47 จุด จากวันก่อนหน้า โดยช่วง 6 วันทำการก่อนหน้านี้ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิต่อเนื่องราว 20,000 ล้านบาท ทำให้ภาพรวมตั้งแต่ต้นปีนี้ การซื้อสุทธิของต่างชาติลดลงจาก 75,000 ล้านบาท มาเหลือ 35,000 ล้านบาท

 

ดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ-น้ำมันแพง จุดชนวน Capital Outflow

 

ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด เปิดเผยว่า ความเสี่ยงเรื่อง capital outflow หรือเงินทุนไหลออก เป็นประเด็นที่ตลาดพูดถึงมาราว 2 เดือนแล้ว และตอนนี้กำลังเกิดขึ้นจริง เพราะส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยห่างกันมาก โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (real interest rate) หรืออัตราดอกเบี้ยหลังหักเงินเฟ้อ ซึ่งของไทยติดลบ ขณะที่ของต่างประเทศสูงเกิน 2% ผลที่ตามมาคือเงินบาทอ่อนค่า

 

อีกปัจจัยคือช่องแคบฮอร์มุซที่ยังไม่เปิด ทำให้ไทยต้องนำเข้าน้ำมันในราคาแพง ซึ่งนำไปสู่การขาดดุลการค้าและขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ขณะเดียวกันรัฐบาลเลือกใช้งบประมาณอุดหนุนราคาน้ำมัน ทำให้ขาดดุลงบประมาณเพิ่ม และยิ่งกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงอีก

 

ส่วนคำถามว่าทำไมไทยไม่ขึ้นดอกเบี้ย ประกิตระบุว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่งสัญญาณแล้วว่าทำได้ยาก และเมื่อเกิดสถานการณ์น้ำท่วม การขึ้นดอกเบี้ยยิ่งเป็นไปได้ยากขึ้น ขณะที่ราคาสินค้าอาหารก็มีแนวโน้มแพงขึ้นอีก

 

แรงขายเริ่มลามจาก ‘บอนด์’ สู่ ‘หุ้นแบงก์’

 

ประกิตระบุว่า ที่ผ่านมาเงินทุนไหลออกผ่านตลาดตราสารหนี้เป็นหลัก แต่ตอนนี้เริ่มเห็นแรงขายในหุ้นกลุ่มธนาคาร โดยเฉพาะเมื่อวานนี้ (29 กันยายน) หากตรวจสอบข้อมูลรายโบรกเกอร์จะพบแรงขายผ่านบริษัทหลักทรัพย์ที่มีลูกค้าต่างชาติกระจุกตัว เช่น JPMorgan, KKPS และ CLSA

 

อย่างไรก็ดี ประกิตประเมินว่าเงินทุนไม่น่าจะไหลออกต่อเนื่องยาวนาน เพราะสถานการณ์ต่างจากเมื่อ 2 ปีก่อนที่การไหลออกเกิดจากความไม่เชื่อมั่นในประเทศไทย รอบนี้จึงเชื่อว่าเงินทุนมีโอกาสไหลกลับได้

 

ปัจจัยที่จะช่วยได้มากที่สุดคือการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หรือผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา ซึ่งอาจทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐเริ่มอ่อนค่า

 

ในเชิงดัชนี ประกิตมองว่า SET ไม่น่าจะลงต่ำกว่า 1,500 จุด เพราะ valuation ไม่แพงแล้ว และมองว่าเป็นโอกาสทยอยสะสมหุ้นกลุ่มธนาคาร แต่แนะนำให้รอดูสถานการณ์สักระยะ โดยติดตามจากรายชื่อโบรกเกอร์ที่ขายเป็นหลัก

 

เดือนกันยายน ฤดูไถ่ถอนของสถาบันในประเทศ

 

ด้าน ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ ตั้งข้อสังเกตว่า แรงขายส่วนหนึ่งน่าจะมาจากนักลงทุนสถาบันในประเทศ โดยเฉพาะการไถ่ถอน (redemption) ของกองทุนที่เกี่ยวข้องกับการเกษียณอายุ ซึ่งมักเกิดขึ้นช่วงสิ้นเดือนกันยายน

 

จากสถิติตั้งแต่ปี 2014 เดือนกันยายนเป็นเดือนที่นักลงทุนสถาบันในประเทศขายสุทธิสูงสุดเป็นอันดับ 2 รองจากเดือนมกราคม ซึ่งแรงขายในเดือนมกราคมเป็นปัจจัยทางเทคนิคจากกองทุนที่ครบกำหนดระยะเวลาถือครอง ส่วนเดือนกันยายนเป็นผลจากการเกษียณอายุของผู้ลงทุนจำนวนมากที่ลงทุนในตลาดหุ้นด้วย โดยในช่วงปี 2014 – 2025 สถาบันในประเทศขายสุทธิในเดือนกันยายนเฉลี่ยราว 3,800 ล้านบาท

 

ปีนี้พอร์ตของนักลงทุนสถาบันในประเทศเน้นหุ้นขนาดใหญ่ที่ outperform ตลาด โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน และธนาคาร ซึ่ง 2 กลุ่มหลังโดดเด่นขึ้นมาอย่างชัดเจน วันนี้ทั้ง 3 กลุ่มถูกเทขายอย่างหนัก หากมองเฉพาะวันนี้จึงไม่น่าจะเป็นอิทธิพลของ fund flow ต่างชาติ

 

ส่วนช่วง 6 วันก่อนหน้า แรงขายมาจาก fund flow ที่ถูกกดดันจากบอนด์ยีลด์และเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่า แต่ในช่วงวันที่ผ่านมาเงินบาทกลับแข็งค่าขึ้น

 

“แรงขายต่างชาติจากนี้ขึ้นกับราคาน้ำมัน บอนด์ยีลด์ และเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งท้ายที่สุดขึ้นกับท่าทีของสหรัฐฯ และอิหร่าน หากราคาน้ำมันทรงตัวราว 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและไม่ทะลุ 105 ดอลลาร์ จะช่วยให้บอนด์ยีลด์และดอลลาร์ไม่ปรับขึ้นต่อ และแรงขายน่าจะชะลอลง” ณัฐชาติกล่าว

 

EPS จำกัด Upside ต้องจับตา MSCI Indonesia

 

ขณะที่ สรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย ระบุว่าตลาดวันนี้ได้รับผลกระทบจาก 3 ปัจจัย

 

ปัจจัยแรกคือกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดที่ปรับขึ้นจาก 95 บาท เป็น 110 บาท ทำให้ upside เริ่มจำกัด และปีหน้า EPS อาจลดลงเล็กน้อยเหลือราว 105 บาท ต่ำกว่า Bloomberg consensus ที่ 115 บาท

 

ปัจจัยที่สองคือ fund flow ที่ขายออกมาแล้วราว 40,000 ล้านบาท โดยต้องติดตามประเด็น MSCI Indonesia ต่อ หลังการลดน้ำหนักอินโดนีเซียก่อนหน้านี้ทำให้ต่างชาติขายหุ้นอินโดนีเซียออก 4,000-5,000 ล้านดอลลาร์ และกระจายเงินไปยังตลาดอื่น หากอินโดนีเซียเริ่มมีพัฒนาการเชิงบวก เงินส่วนหนึ่งอาจไหลกลับไป

 

ปัจจัยที่สามคือความกังวลเรื่องน้ำท่วม ซึ่งต้องติดตามต่อเพราะอาจซ้ำเติมตลาด ในเชิงเทคนิค สรพลให้แนวรับแรกที่ 1,565 จุด ซึ่งเป็นโอกาสทยอยสะสม และแนวรับถัดไปที่ 1,520 จุด

The post หุ้นไทยดิ่ง 33 จุด แตะ 1,560 จุด ต่ำสุดรอบ 3 เดือน ต่างชาติเทขาย 40,000 ล้านบาท ใน 2 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
FETCO ชี้นักลงทุนสถาบันในสหรัฐฯ ให้ความสนใจหุ้นไทยมากขึ้น เทียบกับ 2-3 ปีที่ผ่านมา https://thestandard.co/fetco-us-investors-thai-stocks/ Mon, 28 Sep 2026 11:39:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1260961 ภาพประกอบแสดงข้อความ เงินทุนจ่อไหลเข้าเพิ่ม? ทีมโรดโชว์สหรัฐฯ ชี้ กองทุนระดับโลก สนใจหุ้นไทย

ทีมโรดโชว์สหรัฐฯ นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำ […]

The post FETCO ชี้นักลงทุนสถาบันในสหรัฐฯ ให้ความสนใจหุ้นไทยมากขึ้น เทียบกับ 2-3 ปีที่ผ่านมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงข้อความ เงินทุนจ่อไหลเข้าเพิ่ม? ทีมโรดโชว์สหรัฐฯ ชี้ กองทุนระดับโลก สนใจหุ้นไทย

ทีมโรดโชว์สหรัฐฯ นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำทีมตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินทางไปให้ข้อมูลกับนักลงทุนสถาบันที่สหรัฐฯ โดย FETCO เผยนักลงทุนสถาบันให้ความสนใจหุ้นไทยมากขึ้นเทียบกับ 2-3 ปีที่ผ่านมา

 

ในปีนี้ ดัชนี SET ของตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้น 27% ยืนอยู่ในระดับ 1,600 จุด ท่ามกลางแรงซื้อสุทธิจากนักลงทุนต่างชาติ มูลค่ากว่า 4.7 หมื่นล้านบาท ในปีนี้ ถือเป็นการกลับมาซื้อสุทธิครั้งแรกในรอบ 4 ปี หลังจากที่เห็นการขายสุทธิต่อเนื่อง 1.92 แสนล้านบาท ในปี 2566 ขายสุทธิ 1.47 แสนล้านบาท ในปี 2567 และขายสุทธิ 1.07 แสนล้านบาท ในปี 2568

 

ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ของ THE STANDARD WEALTH ว่า การเดินทางครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยปกติการนัดหมายนักลงทุนในสหรัฐฯ หรือที่นิวยอร์กทำได้ยาก เนื่องจากตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดขนาดเล็ก ขณะที่กองทุนในสหรัฐฯ มักเน้นลงทุนในตลาดหุ้นขนาดใหญ่

 

“ครั้งนี้ได้รับการตอบรับดีมาก มีการจัดทั้งหมด 2 เซสชัน มีกองทุนเข้าร่วมพบเกือบ 40 กองทุน บริหารเงินรวมกันเกิน 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ มีทั้งกองทุนขนาดใหญ่และขนาดกลาง บรรยากาศถือว่าคึกคักอย่างมาก”

 

ไพบูลย์กล่าวต่อว่า การพบกับนักลงทุนในสหรัฐฯ ครั้งนี้ ได้นำเสนอ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ (New Economic Engine) โดยชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลมีความตั้งใจจริงในการสร้างเครื่องยนต์ใหม่ เนื่องจากไทยพึ่งพาเครื่องยนต์เก่ามานานจนการเติบโตของ GDP ลดลงเหลือประมาณ 2% ต่อปี

 

“เรานำเสนอไปว่าระดับ 2% น่าจะเป็นจุดต่ำสุดแล้ว และรัฐบาลพยายามผลักดันให้ GDP กลับไปเติบโตระดับ 3%-4% ผ่านการเน้นลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น Semiconductor และ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต”

 

  1. ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกมีการแบ่งขั้ว ประเทศไทยได้เปรียบเพราะวางตัวเป็นกลาง เมื่อนักลงทุนถามเรื่องการสร้างสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ได้ชี้แจงว่าไทยพยายามอยู่ตรงกลางและพร้อมเป็นพันธมิตรกับทั้งสองฝ่าย ทำให้นักลงทุนมีความมั่นใจมากขึ้น
  2. เสถียรภาพภายในประเทศ โดยชี้ให้เห็นว่าไทยมีความพร้อมสำหรับการลงทุนรอบใหม่ เนื่องจากระบบสถาบันการเงินมีสภาพคล่องสูง ธนาคารมีความมั่นคง ดอกเบี้ยในประเทศอยู่ในระดับต่ำ และอัตราเงินเฟ้อไม่ได้สูงเหมือนหลายประเทศ ทำให้คาดหวังการเติบโตของ GDP ที่สูงขึ้นในอนาคตได้

 

ส่วนสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ล่าสุด ไพบูลย์ ระบุว่า “กองทุนต่างประเทศมักมองภาพระยะยาว 3-5 ปีข้างหน้า ไม่ได้สนใจกับภาวะระยะสั้น สถานการณ์น้ำท่วมถือเป็นภาวะระยะสั้น และในการพูดคุยนักลงทุนไม่ได้ถามเรื่องน้ำท่วมเลย สิ่งสำคัญคือความสนใจของกองทุนสหรัฐฯ ต่อประเทศไทยเริ่มกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาความสนใจลดลงไปมากเพราะขาดความมั่นใจ”

 

อีกประเด็นที่สำคัญคือ ความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) เช่น ความร่วมมือในการผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ทั้งสองแห่งพร้อมกัน (Dual Listing) แม้ Dual Listing จะไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่เป็นการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน และเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเปิดโอกาสให้บริษัทกลุ่ม New Economy สามารถจดทะเบียนได้ทั้งสองตลาด รวมถึงการนำ ETF ไทยไปจดทะเบียนในสหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสนใจในหุ้นไทย และเปิดโอกาสให้ไทยเรียนรู้จากตลาดหลักทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

 

ทั้งนี้ ไพบูลย์ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มดีต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า ปัจจัยหลักคือกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่ฟื้นตัวชัดเจน โดยครึ่งปีแรกกำไรเติบโตประมาณ 22% สอดคล้องกับดัชนีหุ้นที่ปรับตัวขึ้นประมาณ 20% การขึ้นของดัชนีเกิดจากกำไรที่ดีขึ้น โดยที่ค่า P/E ยังไม่ได้ปรับตัวขึ้น

 

ขณะที่ FETCO เสนอว่าตลาดทุนเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ปัจจุบันอัตราการออมของไทยอยู่ที่ประมาณ 25% ของ GDP ขณะที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายการลงทุนไว้ที่ 30% ของ GDP ทำให้เกิดส่วนต่างอยู่ประมาณ 5% ไทยจึงต้องเร่งการออมผ่านตลาดทุนเพื่อจัดสรรเงินอย่างมีประสิทธิภาพ การเพิ่มการออมจะช่วยลดความเสี่ยงการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และเสนอให้รัฐบาลเน้นย้ำโครงการกองทุนออมระยะยาวอย่าง TISA ให้มีวงเงินสูงพอเพื่อกระตุ้นการออมในประเทศ

 

ด้าน ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยว่า การเดินทางไปโรดโชว์ครั้งนี้ มีโอกาสพบนักลงทุนสองกลุ่มหลัก คือ นักลงทุนสถาบัน และบริษัทขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ เช่น Microsoft, Google และ Pimco เป็นต้น

 

ดร.พิพัฒน์กล่าวต่อว่า นักลงทุนที่นิวยอร์กถือเป็น Global Investor ที่กระจายลงทุนทั่วโลก และครั้งนี้ก็ได้รับความสนใจจากบุคคลระดับบริหารที่มีอำนาจตัดสินใจของหลายองค์กร เช่น ซีอีโอของ Pimco

 

“ครั้งนี้นักลงทุนสถาบันค่อนข้างให้ความสนใจหุ้นไทย” ดร.พิพัฒน์กล่าว อย่างไรก็ตาม ในเรื่องการตัดสินใจลงทุนเพิ่มเติมในหุ้นไทย หรือเรื่องมูลค่าของหุ้นไทย ณ ปัจจุบันว่าถูกหรือแพง ดร.พิพัฒน์ ชี้แจงว่าไม่ได้มีการพูดหรือส่งสัญญาณใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้

 

ส่วนประเด็นคำถามหลักครอบคลุมหลายเรื่อง ทั้งโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย, การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์, การจัดการกับกำแพงภาษี, นโยบายรองรับเรื่องของราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในระดับสูง รวมทั้งนโยบายของไทยท่ามกลางสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ

 

ขณะที่ฝั่ง corporate ที่จะเข้ามาลงทุนในไทย ส่วนหนึ่งกำลังติดตามกฎเกณฑ์ภาครัฐเกี่ยวกับเรื่องการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ หลังจากที่รัฐบาลชะลอการอนุมัติการลงทุนชั่วคราว

The post FETCO ชี้นักลงทุนสถาบันในสหรัฐฯ ให้ความสนใจหุ้นไทยมากขึ้น เทียบกับ 2-3 ปีที่ผ่านมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดบทสรุปมุมมองนักลงทุนสถาบัน-กองทุนระดับโลกในงาน Thailand Focus 2026 มองหุ้นไทย เห็นความเสี่ยงหรือโอกาสอะไร https://thestandard.co/thailand-focus-global-funds-thai-stocks-2/ Thu, 27 Aug 2026 03:22:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1247059 ภาพบรรยากาศงาน Thailand Focus 2026 ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

งาน Thailand Focus 2026 ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย […]

The post เปิดบทสรุปมุมมองนักลงทุนสถาบัน-กองทุนระดับโลกในงาน Thailand Focus 2026 มองหุ้นไทย เห็นความเสี่ยงหรือโอกาสอะไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศงาน Thailand Focus 2026 ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

งาน Thailand Focus 2026 ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมกับพันธมิตร ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ BofA Securities และบริษัทหลักทรัพย์ ยูบีเอส (ประเทศไทย) จำกัด ที่จัดขึ้นในปีนี้

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

มีผู้ลงทุนสถาบันร่วมงาน 220 ราย จาก 74 สถาบันทั่วโลก บทสรุปปีนี้ มีมุมมองต่อหุ้นไทยอย่างไร

 

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยถึงภาพรวมความสำเร็จของการจัดงานในปีนี้ว่า ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามและคึกคักเป็นอย่างยิ่ง โดยมีนักลงทุนสถาบันเข้าร่วมงานรวมกว่า 220 คน จาก 74 กองทุนชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ

 

เมื่อเจาะลึกเฉพาะกลุ่มกองทุนต่างประเทศ พบว่าปรับเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเป็น 42 กองทุน เพิ่มขึ้น 2 กองทุนจากปีก่อน และจำนวนผู้เข้าร่วมชาวต่างประเทศเพิ่มขึ้นจาก 40 กว่าคนเป็นกว่า 50 คน สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าต่างชาติพร้อมกลับมาศึกษาและมองหาโอกาสใหม่ๆ ในตลาดทุนไทย

 

ภาพบรรยากาศงาน Thailand Focus 2026 ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 1

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)

 

“งานปีนี้ถือว่าคึกคักและประสบความสำเร็จมากๆ โดยเฉพาะการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญจากภาครัฐ ซึ่งตัวแทนระดับสูงจากภาครัฐได้ร่วมพูดคุยและเน้นย้ำว่าตลาดทุนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ สิ่งนี้ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนทั่วโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ” อัสสเดชกล่าว

 

นอกจากนี้ ตลท. ยังได้ฉายภาพทิศทางในอนาคตเพื่อกระจายความสนใจของนักลงทุนไปยังหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กนอกกลุ่ม SET100 โดยเตรียมผลักดันมาตรการต่างๆ รวมถึงการพิจารณาใช้กลไกอย่าง กองทุนพัฒนาตลาดทุน หรือ CMDF เพื่อสนับสนุนการทำบทวิเคราะห์หุ้นขนาดกลางและเล็ก เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับนักวิเคราะห์ ขณะเดียวกันก็เน้นย้ำว่าตัวบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เองก็จำเป็นต้องพัฒนาความสามารถและเร่งสร้างการเติบโตเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนด้วยเช่นกัน

 

ปลดล็อกความเชื่อมั่น ต่างชาติ มองเสถียรภาพการเมืองไทยดีสุดในรอบ 20 ปี

 

อรกัญญา พิบูลธรรม กรรมการผู้จัดการใหญ่ สาขาประเทศไทย Bank of America (BofA) เปิดเผยว่า ขณะนี้นักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมาให้ความสนใจลงทุนตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง เนื่องจากจุดเด่นที่สำคัญที่สุดในเวลานี้คือ เสถียรภาพของรัฐบาล (Government Stability) โดยถือเป็นครั้งแรกในประมาณ 20 ปีที่นักลงทุนมองเห็นความมั่นคงทางการเมืองและโอกาสในการสร้างความต่อเนื่องของนโยบาย (Policy Continuity) อย่างแท้จริง จากการที่รัฐบาลชุดนี้มีฐานเสียงสนับสนุนข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรกว่า 300 เสียง ซึ่งสร้างเสถียรภาพต่อการบริหารงาในระยะยาวของรัฐบาล

 

นอกจากโครงสร้างและการทำงานของทีมเศรษฐกิจ ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นกันนักลงทุน เพราะนายกรัฐมนตรีและฝ่ายการเมืองวางนโยบายปล่อยให้อิสระในการทำงานรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจต่างๆ ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทำหน้าที่อย่างเต็มที่และประสานงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

อีกทั้งยังการดำเนินนโยบายระหว่างหน่วยงานหลักด้านเศรษฐกิจ กระทรวงการคลังกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีการประสานสอดประสานทำงานร่วมกันเป็นอยย่างดีที่ต่างจากในอดีต ซึ่งในอดีตมักเกิดภาพความขัดแย้งเชิงนโยบาย ระหว่างผู้ดำเนินนโยบายการเงิน และกระทรวงการคลัง แต่ในปัจจุบัน ภาพความขัดแย้งเหล่านั้นได้ถูกแทนที่ด้วยความร่วมมือและทิศทางนโยบายที่สอดรับกัน

 

นอกจากนี้ การปฏิรูประเบียบกฎหมายเพื่อจำกัดขั้นตอนของระบบราชการ ที่นำโดยทีมเศรษฐกิจที่เข้าใจภาพรวม ยังเป็นสัญญาณบวกที่นักลงทุนต่างชาติเฝ้ารอคอยมานาน

 

‘ดีบีเอส วิคเคอร์ส’ เปิดข้อมูลต่างชาติเปลี่ยนมุมมองหุ้นไทยเป็น Positive

 

นริศรา วิเศษโกสิน กรรมการบริหารอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด สะท้อนมุมมองจากการพูดคุยกับนักลงทุนต่างชาติว่า ปัจจุบันมุมมองต่อประเทศไทยเปลี่ยนไปในเชิงบวก (Positive) และเห็น Thailand Investment Story ที่มีความชัดเจนและจับต้องได้มากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ FDI, Digital Infrastructure, Data Center และ AI ตลอดจนการลงทุนของภาคเอกชน

 

นริศราได้สรุปมุมมองของนักลงทุนต่างชาติในเวทีปีนี้ผ่าน 3 เรื่อง สำคัญ ได้แก่

 

  • Constructive คือ มุมมองเชิงบวกที่มีโครงสร้างรองรับและมองไปข้างหน้ามากขึ้น
  • นักลงทุนต่างชาติยังคงเลือกซื้อหุ้นเฉพาะกลุ่ม (Selective) ไม่ได้เข้าซื้อทั้งตลาด (across the board) โดยพุ่งเป้าไปที่บริษัทที่มีความชัดเจนเรื่องกำไร (Earnings Visibility) มีความสามารถในการแข่งขัน และได้รับประโยชน์จากการเติบโตเชิงโครงสร้าง
  • Growth Level โดยมองหาหลักฐานว่าการลงทุนรอบใหม่ของประเทศจะสามารถต่อยอดไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจและกำไรของภาคธุรกิจอย่างยั่งยืน

 

ภาพบรรยากาศงาน Thailand Focus 2026 ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 2

นริศรา วิเศษโกสิน กรรมการบริหารอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด

 

“สัญญาณบวกที่น่าสนใจคือ มีกองทุนขนาดใหญ่ระดับโลก (Big-name Funds) บางกองที่ไม่ได้มาร่วมงาน Thailand Focus ตั้งแต่ปี 2018 ตัดสินใจเดินทางกลับมาในปีนี้ เนื่องจากเห็นว่า Turnover ของตลาดหุ้นไทยที่ดีขึ้นอย่างโดดเด่น”

 

นริศรา กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติยังมีข้อกังวลและสิ่งที่อยากเห็นเพิ่มเติม ได้แก่ความกระตือรือร้นของกองทุนในประเทศ (Local Fund) ต่างชาติมองว่ากองทุนในประเทศควรเป็น First Wave หรือผู้ขับเคลื่อนกลุ่มแรกที่เข้าลงทุนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดกองทุนต่างชาติให้ไหลกลับเข้ามาอย่างมั่นใจ

 

รวมทั้งความกังวลเกี่ยวกับกรณีที่ NASDAQ จะเปิดซื้อขาย 23 ชั่วโมงต่อวัน 5 วันทำการ โดยจะเริ่มปลายปีนี้ ซึ่งอาจดึงสภาพคล่องและกระแสเงินทุนต่างชาติ (Flow Flow) ออกจากตลาดเอเชีย รวมถึงตลาดหุ้นไทย ส่งผลให้ Turnover ลดลงและดัชนีปรับฐาน อย่างไรก็ดี คาดว่าผลกระทบอาจจำกัดเนื่องจากเวลาและฐานนักลงทุนที่มีพฤติกรรมแตกต่างกัน

 

‘ยูบีเอส’ ชี้นักลงทุนต่างชาติมอง ‘เสถียรภาพทางการเมือง’ เป็นปัจจัยหนุนตลาดหุ้น

 

พรชัย ประเสริฐสินธนา Vice Chairman – Investment Bank, Southeast Asia And Country Head Thailand บริษัทหลักทรัพย์ ยูบีเอส (ประเทศไทย) กล่าวว่า สิ่งที่ดึงดูดให้ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวกลับขึ้นมาเป็นอันดับแรกคือ เสถียรภาพทางการเมือง (Political Stability) ของไทย

 

โดยจากการรับฟังถ้อยแถลงเชิงยุทธศาสตร์ของภาครัฐ นักลงทุนมองว่าเป็นแผนงานและนโยบายงาน ซึ่งจับต้องได้จริง ไม่ใช่การขายฝัน โดยมีประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต่างชาติติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่

 

  • นักลงทุนประเมินว่าไทยมีศักยภาพและมี Significant Upside ด้าน AI สูงมากในภูมิภาคอาเซียน แม้ว่าสิงคโปร์จะเริ่มอิ่มตัว (เต็มพื้นที่) และมาเลเซียก้าวเข้ามาเป็นอันดับสอง แต่ไทย (อันดับสาม) มีความพร้อมด้านโลจิสติกส์ และข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ (Geographical Advantage) ที่โดดเด่นมากในสถานการณ์โลกปัจจุบัน ซึ่งรัฐบาลกำลังเตรียมออกกฎเกณฑ์และ Framework ในการกำกับดูแลการลงทุนด้าน AI อย่างเป็นระบบซึ่งนักลงทุนมองว่าเป็นเรื่องบวกและยั่งยืน
  • เมกะเทรนด์ด้าน Data Center และ AI จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยหากไม่มีความมั่นคงด้านพลังงานและการส่งผ่านพลังงานสะอาด ดังนั้น แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) จึงเป็นกุญแจดอกสำคัญที่สุด ซึ่งหวังว่าจะได้เห็นความชัดเจนภายใน 12-24 เดือนข้างหน้า และจะเป็น Big Driver ยกระดับตลาดหุ้นไทยขึ้นไปอีกขั้น

 

ในแง่ของกระแสเงินทุน (Flow) ปัจจุบันนักลงทุนสถาบันต่างประเทศส่วนใหญ่ยังคงมีสถานะ Underweight หุ้นไทยอยู่ เนื่องจากในช่วง 3 ปีก่อนหน้ามีการขายสุทธิสะสม และเพิ่งพลิกกลับมาซื้อสุทธิประมาณ 2 หมื่นล้านบาทในปีนี้ การปรับตัวขึ้นของดัชนีจากระดับ 1,200 จุดขึ้นมาจึงถือเป็น Low Base Effect

 

ภาพบรรยากาศงาน Thailand Focus 2026 ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 3

พรชัย ประเสริฐสินธนา Vice Chairman – Investment Bank, Southeast Asia And Country Head Thailand บริษัทหลักทรัพย์ ยูบีเอส (ประเทศไทย)

 

“สิ่งที่นักลงทุนต่างชาติกำลังจับตามองมากที่สุดในตอนนี้คือ ‘The next stage of execution’ หรือความสามารถในการผลักดันนโยบายให้เกิดขึ้นจริง การเติบโตและกระแสเงินทุนไหลเข้าที่แท้จริงและมีนัยสำคัญ (Move the needle) จะเป็นภาพในระยะกลางถึงยาวที่ขึ้นอยู่กับการลงมือทำของภาครัฐเป็นหลัก” พรชัยกล่าว

 

อย่างไรก็ดีให้จับตาดูช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ ซึ่งเหล่านักวิเคราะห์จะเริ่มออกรายงานคาดการณ์ โดยไปใช้ PE Base และ Earnings Forecast ของปี 2027 ซึ่งคาดว่าจะเห็น Upside Potential ที่เพิ่มสูงขึ้นอีก ทั้งนี้ ทุกอย่างยังคงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขสำคัญคือ ความชัดเจนและการลงมือปฏิบัติจริงตามนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐ (Execution) เป็นหลัก

 

‘เกียรตินาคินภัทร’ ชี้ดัชนีหุ้นไทยเพิ่งเริ่มต้นฟื้น ยังมี Upside ไปได้ต่อ

 

ศุภโชค ศุภบัณฑิต กรรมการจัดการใหญ่ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า การฟื้นตัวรอบนี้ของตลาดหุ้นไทยเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น (Early Stage) และยังมี Upside ให้ไปต่อได้อีกมาก โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญดังนี้

 

  • ความนิ่งทางการเมืองที่มาคู่กับนโยบายเติบโต แต่เสถียรภาพทางการเมืองที่ ‘นิ่ง’ อย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะดึงดูดทุนได้ แต่ต้องเป็นความนิ่งที่มาพร้อมกับ Growth-oriented Policy หรือนโยบายเศรษฐกิจที่ถูกบริบทและมองไปข้างหน้าเพื่อสร้างการเติบโต ซึ่งการแถลงของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในงานครั้งนี้ ได้สร้างความสบายใจและลดความกังวลให้แก่นักลงทุนต่างชาติอย่างมาก
  • Valuation ที่ยังน่าดึงดูดใจอย่างมาก โดยดัชนีตลาดหุ้นไทยปัจจุบันมีอัตราส่วน Forward PE หากไม่รวมหุ้น DELTA อยู่ที่ประมาณ 12 เท่ากว่าๆ เท่านั้น ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยในภูมิภาคที่อยู่ราว 15 เท่า สะท้อนว่ามูลค่าหุ้นไทยยังคงราคาถูกและมีความน่าสนใจสูงในเชิงเปรียบเทียบ
  • การกลับมาของกลุ่มนักลงทุนสถาบันระยะยาว (Long-only) ซึ่งพฤติกรรมของทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาในรอบนี้เริ่มเปลี่ยนไป นอกเหนือจากกลุ่มกองทุนตามดัชนี (Passive/Index Funds) แล้ว เริ่มเห็นนักลงทุนประเภท Long-only ที่เน้นถือครองหุ้นระยะยาวทยอยไหลกลับเข้ามาสะสมหุ้นไทยมากขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อเสถียรภาพของตลาดในระยะยาว
  • มาตรการเพิ่มสภาพคล่อง (Liquidity) ซึ่งทางผู้ลงทุนต่างชาติฝากแสดงความขอบคุณไปยัง ตลท. สำหรับมาตรการต่างๆ ที่ช่วยดึงสภาพคล่องและกระตุ้นการซื้อขายให้กลับคืนสู่ตลาดหุ้นไทย

 

ภาพบรรยากาศงาน Thailand Focus 2026 ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 4

ศุภโชค ศุภบัณฑิต กรรมการจัดการใหญ่ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)

 

“ถ้าโครงสร้างทุกอย่างลงตัว เสถียรภาพการเมืองนิ่ง นโยบายรัฐบาลดีและชัดเจน ตัวบริษัทจดทะเบียนขยันผลักดันผลประกอบการให้เติบโต และตลาดหลักทรัพย์คอยสนับสนุนสภาพคล่องที่ดี ซึ่งจะส่งผลให้ภาพรวมตลาดหุ้นไทยเติบโตได้อย่างสมบูรณ์แบบ” ศุภโชคกล่าว

 

‘ซี แอล เอส เอ’ ชี้ปีนี้ตลาดหุ้นไทย เป็นตลาดเดียวที่ต่างชาติซื้อสุทธิ

 

Mr. Samir Kogar, Country Head บริษัทหลักทรัพย์ ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปีนี้ตลาดหุ้นไทยมีความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ซึ่งในภูมิภาคเอเชียตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดเดียวที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ

 

ในขณะที่ช่วง 2 ปีก่อนหน้านี้รวมกัน นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิมาโดยตลอด และสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจากที่ผ่านมาคือ การเลือกตั้งครั้งใหม่และการริเริ่มนโยบายใหม่ ๆ ช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ แม้ว่าจะยังมีความไม่แน่นอนทางการเมืองอยู่บ้าง ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติยังคงเลือกที่จะอยู่ในตลาดหุ้นไทยต่อไป เพราะมองเห็นการเติบโตของจีดีพี

 

ภาพบรรยากาศงาน Thailand Focus 2026 ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 5

Mr. Samir Kogar, Country Head บริษัทหลักทรัพย์ ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) จำกัด

 

เมื่อถามถึงเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยปลายปี 2026 เพื่อเป็นแนวทางให้กับนักลงทุน ค่ายหลักทรัพย์ชั้นนำทั้ง 4 แห่ง มีมุมมองดังนี้

 

  • บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ให้เป้าหมายดัชนีไว้สูงสุดที่ 1,720 จุด อิงบน Forward PE 16.7 เท่า ซึ่งใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี
  • บล. เกียรตินาคินภัทร (KKPS), บล. ยูบีเอส (ประเทศไทย), บล.ซี แอล เอส เอ และ ให้เป้าหมายที่ตรงกันที่ 1,680 จุด

The post เปิดบทสรุปมุมมองนักลงทุนสถาบัน-กองทุนระดับโลกในงาน Thailand Focus 2026 มองหุ้นไทย เห็นความเสี่ยงหรือโอกาสอะไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปกลยุทธ์ลงทุนครึ่งหลังปี 69 หุ้นไทยยังเป็นขาขึ้น อานิสงส์เม็ดเงิน FDI เงินไหลออก MAG 7 แนะลงทุนหุ้นเทคฯ เอเชีย-เฮลท์แคร์ กระจายความเสี่ยง https://thestandard.co/h2-2026-investment-outlook/ Thu, 20 Aug 2026 02:22:09 +0000 https://thestandard.co/h2-2026-investment-outlook/ ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน

ช่วงครึ่งแรกของปี 2569 แม้โลกจะเผชิญกับความไม่แน่นอนรอบ […]

The post สรุปกลยุทธ์ลงทุนครึ่งหลังปี 69 หุ้นไทยยังเป็นขาขึ้น อานิสงส์เม็ดเงิน FDI เงินไหลออก MAG 7 แนะลงทุนหุ้นเทคฯ เอเชีย-เฮลท์แคร์ กระจายความเสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน

ช่วงครึ่งแรกของปี 2569 แม้โลกจะเผชิญกับความไม่แน่นอนรอบด้าน ทั้งสงครามการค้า สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ทำให้เกิดซัพพลายเชนช็อกไปทั่วโลก จนกระตุ้นเงินเฟ้อให้ปรับสูงขึ้นอีกครั้ง กดดันให้ผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ แต่ตลาดหุ้นทั้งเอเชียและสหรัฐฯ กลับเดินหน้าทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง ด้วยแรงขับเคลื่อนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI

 

 

 

คำถามคือในช่วงครึ่งหลังของปี ธีม AI ยังน่าลงทุนอยู่ไหม, หุ้นไทยจบรอบขาขึ้นหรือยัง แล้วตราสารหนี้ยังช่วยกระจายความเสี่ยงพอร์ตลงทุนได้แค่ไหน

 

THE STANDARD WEALTH สรุปมุมมองการลงทุนช่วงครึ่งหลังปี 2569 จากงานสัมมนา FETCO x ThaiBMA Investment Forum 2026 Investment in the

 

Storm – ลงทุนให้มั่นคง เมื่อโลกกำลังสั่นไหว

 

หุ้นไทยยังไม่จบรอบขาขึ้น

 

ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า หุ้นไทยยังเป็นขาขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 12 เดือนข้างหน้า โดยมีปัจจัยสนับสนุน 5 ด้าน

 

  • เศรษฐกิจโลกยังขยายตัวได้ดี แม้เผชิญความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ สะท้อนจากกำไรบริษัทจดทะเบียนโลกที่เติบโตมากที่สุดในรอบ 6 ปี โดยในไตรมาส 2/2569 เติบโตมากกว่า 35% ทำให้ธุรกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลก
  • เงินเฟ้อไม่รุนแรง และมีแนวโน้มชะลอลง แม้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์จะผันผวน แต่ผลกระทบของเงินเฟ้อยังจำกัด ทำให้ดอกเบี้ยโลกไม่ต้องปรับขึ้นแรง
  • ไทยมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานโลก ไทยมีทิศทางการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจใหม่ที่ชัดเจน จากรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ประกอบกับเป็นประเทศที่มีความเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ทำให้ไทยเป็นจุดหมายการลงทุนที่สำคัญ สะท้อนจากมูลค่าลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.31 ล้านล้านบาท ในช่วง 6 เดือนแรก

 

ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน 1

 

  • เศรษฐกิจไทยกำลังวางรากฐานสู่การเติบโตรอบใหม่ แม้ปัจจุบันประเทศไทยจะยังไม่สามารถออกจากวังวนเศรษฐกิจโตต่ำ ในช่วง 2570-2571 IMF มองว่า เศรษฐกิจไทยจะเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศของ BOI เริ่มไหลสู่เศรษฐกิจจริง
  • ตลาดหุ้นไทยพื้นฐานดี ทั้งในแง่ของระดับราคา (Valuation) ยังไม่แพง

 

โดยปัจจุบัน P/E อยู่ที่ 15 เท่า และกำไรของบริษัทจดทะเบียนเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวกลับมาอย่างแท้จริง โดยในไตรมาสที่ 1/2569 เติบโต 3.52 แสนล้านบาท ทำให้เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ปรับเพิ่มประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดหุ้นไทย แทนที่จะปรับลดเหมือนช่วงหลายปีที่ผ่านมา สะท้อนว่าผลประกอบการของธุรกิจในประเทศจะเริ่มฟื้นตัวและทำได้ดีกว่าที่คาดไว้

 

ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน 2

ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน 3

 

แม้ดัชนี SET จะปรับตัวขึ้นมาเยอะตั้งแต่ต้นปี แต่ตลาดหุ้นไทยยังมีหุ้นถึง 61% ที่ยังคงซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (Book Value) เนื่องจากการปรับขึ้นในช่วงที่ผ่านมาขับเคลื่อนด้วยหุ้นใหญ่เพียง 30-50 ตัวเท่านั้น

 

ทำให้ช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยยังเป็น safe haven ของนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการเข้ามาลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลก เนื่องจากมองว่าเป็นตลาดที่ยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Upside) ได้

 

แม้ตลาดหุ้นไทยจะไม่มีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง AI โดยตรง แต่ธุรกิจดั้งเดิม (Old economy) ยังมีความแข็งแกร่งและได้รับอานิสงส์จากการเป็นหนึ่งในซัพพลายโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยหุ้นกลุ่มที่น่าสนใจมีดังนี้

 

  • กลุ่มสื่อสาร : จะได้รับประโยชน์สูงจากการเติบโตของ AI และการขยายตัวของ Data Center เนื่องจากระบบเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยเครือข่ายและการติดต่อสื่อสารเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลออกไปภายนอก ยิ่งเทคโนโลยี AI ถูกนำมาใช้งานแพร่หลายมากขึ้น ธุรกิจสื่อสารยิ่งเป็นที่ต้องการตัวเพิ่มขึ้น
  • กลุ่มโรงไฟฟ้า : ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานและเป็นอีกหนึ่งกลุ่มสำคัญในระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่จะเติบโตควบคู่กันไป
  • กลุ่มธนาคาร : เป็นกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเริ่มเข้าสู่วัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ (Investment Cycle) ที่เกิดขึ้นในประเทศ ตามมาตรการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของภาครัฐ

 

เงินไหลออก 7 นางฟ้า หุ้นอุตสาหกรรมรับอานิสงส์นโยบายทรัมป์

 

ชยนนท์ รักกาญจนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลน. ฟินโนมีนา จำกัด ให้มุมมองว่า ธีม AI ยังลงทุนได้ แต่ต้องเลือกลงทุนในภาพกว้างทั้งอุตสาหกรรม ไม่จำกัดแค่

 

กลุ่มหุ้น semiconductor เพราะมูลค่าแพงเกินไปแล้ว และมี upside จำกัด เนื่องจากตลาดตั้งคำถามกับ Hyperscaler มากขึ้นว่าโมเดลการหารายได้จาก AI ที่ลงทุนไป เปลี่ยนเป็นกำไรและรายได้จริงได้แค่ไหน เช่น META ที่ลงทุน AI แชตบอต แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ตลาดจึงตั้งคำถามว่าบริษัทจะหารายได้อย่างไร นอกจากใช้ AI ยิงแอดโฆษณา

 

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2568 หุ้น 7 นางฟ้า (Magnificent 7) ไม่ได้เป็นตัวแบกดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ทั้ง S&P500 และ NASDAQ เพียงกลุ่มเดียวอีกต่อไป แต่กำไรเริ่มกระจายไปยังหุ้นโครงสร้างพื้นฐาน AI อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เดิมทีกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่หรือ Hyperscalers มักนำเงินสดไปซื้อหุ้นคืน เพื่อดัน ROE ของตัวเอง

 

ปัจจุบัน Big Tech ได้เปลี่ยนแนวทางนำเงินสดไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI มากขึ้น ทำให้เม็ดเงินไหลไปหล่อเลี้ยงหุ้นกลุ่มชิป, Smart Grid, ระบบทำความเย็น (Cooling System) รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมที่รับงานก่อสร้าง Data Center ดังนั้นการลงทุนหุ้น Big Tech รายตัว เพื่อหวังกินกำไรยาวๆ มีความเสี่ยงที่จะให้ผลตอบแทน underperform หลังจากนี้

 

ท่ามกลางแนวโน้มกำไรที่แข็งแกร่งในระยะข้างหน้า ทำให้ปัจจุบันมูลค่าหุ้นสหรัฐฯ ถูกลง โดยไตรมาส 2/2569 กำไรหุ้นสหรัฐฯ ใน S&P 500 เติบโต 50.7% แข็งแกร่งกว่าคาด เช่นเดียวกับกำไรหุ้นโลกที่เติบโตแซงเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนโดยกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market) เช่น ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ที่โตแรง เพราะหุ้นชิปหน่วยความจำอย่าง samsung และ SK hynix สะท้อนว่า ช่วงครึ่งปีหลัง โอกาสการลงทุนหุ้น AI ไม่ได้จำกัดแค่ตลาดสหรัฐฯ แต่ขยายไปยังตลาดหุ้นในเอเชีย

 

ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน 4

ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน 5

 

นอกจากนี้ การดำเนินนโยบาย Reshoring ของทรัมป์ เพื่อดึงฐานการผลิตห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญกลับสหรัฐฯ จะทำให้เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าหุ้นอุตสาหกรรมขนาดกลางและเล็ก ซึ่งมูลค่ายังถูก เมื่อเทียบกับหุ้นกลุ่ม Big Tech

 

สำหรับคนที่ต้องการลงทุนในธีม AI แต่อยากกระจายความเสี่ยง และลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนในหุ้นกลุ่ม Healthcare ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะอยู่ในเทรนด์ Longevity ที่เติบโตไปพร้อมกับ AI โดยมีลักษณะผสมระหว่างหุ้นเติบโตกับหุ้น Defensive บางช่วงให้ผลตอบแทนดีกว่าค่าเฉลี่ย S&P500 แต่เติบโตไม่แรงเท่าหุ้น AI ทั้งนี้ เมื่อหุ้นเทคโนโลยีเกิดการปรับฐาน หุ้นกลุ่มนี้จะทำหน้าที่กระจายความเสี่ยง เพราะแทบไม่ได้รับผลกระทบ

 

สำหรับแนวทางการจัดพอร์ตลงทุนในช่วงครึ่งหลังปี 2569 แนะนำถือตราสารหนี้ในสัดส่วน 30-40% ผสมระหว่างพันธบัตรไทยและพันธบัตรสหรัฐฯ กระจายความเสี่ยงด้วยการถือทองคำ 10% ส่วนที่เหลืออีก 50% นำไปลงทุนในหุ้น แบ่งเป็นหุ้นเทคโนโลยี 25-30% ควบคู่กับหุ้นกลุ่ม Healthcare

 

7 เดือนแรก หุ้นกู้ออกใหม่น้อยลง High Yield หดตัว 18%

 

อริยา ติรณะประกิจ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในระยะข้างหน้า คาดว่าบอนด์ยีลด์ไทยอายุ 10 ปี จะทรงตัวอยู่ในกรอบแคบ จากระดับปัจจุบันที่ 2.08% (ข้อมูล ณ 31 ก.ค. 2569) โดยจะผันผวนน้อยลงเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งแรกของปี หากสถานการณ์สงครามอิหร่านไม่ได้ยกระดับความรุนแรง จนส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ

 

ส่วนบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ คาดว่า จะเคลื่อนไหวในทิศทางที่ผันผวนอย่างต่อเนื่องจากระดับปัจจุบันที่ 4.75% (ข้อมูล ณ 31 ก.ค. 2569) จากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ทิศทางดำเนินนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ทั้งนี้ตลาดคาดว่า FED จะปรับขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ ทำให้ดอกเบี้ยอาจทรงตัวสูงนานต่อเนื่อง

 

สำหรับภาพรวมสถานการณ์หุ้นกู้ 7 เดือนแรกของปี 2569 พบว่า มียอดออกหุ้นกู้เพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 1.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือ 4.48 แสนล้านบาท โดยยอดออกหุ้นกู้ใหม่ยังน้อยกว่าหุ้นกู้ที่ครบกำหนด เนื่องจากบริษัทขนาดใหญ่และธนาคารมีทางเลือกอื่นในการระดมเงิน เช่น กลุ่มธนาคารที่มีสภาพคล่องส่วนเกินจึงไม่จำเป็นต้องออกหุ้นกู้ใหม่เพื่อทดแทนชุดเดิม ในขณะที่บริษัทใหญ่บางแห่งเลือกขอสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษจากธนาคารแทน ในช่วงครึ่งปีแรกที่ทิศทางอัตราดอกเบี้ยมีความผันผวน

 

ทั้งนี้ ยอดการออกหุ้นกู้กลุ่ม Investment Grade เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยหุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิตสูง (AAA, AA และ A) ยังคงขายได้ 100% ตามเป้าหมายที่ต้องการ และกลุ่ม BBB ก็แทบไม่มีปัญหาในการเสนอขาย ในขณะที่กลุ่ม High Yield ลดลงถึง 18% สะท้อนว่านักลงทุนมีความระมัดระวังในหุ้นกู้ และหันมาเลือกลงทุนเป็นรายบริษัทมากขึ้น

 

ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน 6

 

เมื่อพิจารณาสถานะการเงิน พบว่า บริษัทใหญ่ 10 อันดับแรกที่ออกหุ้นกู้เยอะที่สุด มีอัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio – ICR) สูงกว่า 3 เท่าเกือบทุกบริษัท และมีอัตราส่วนหนี้สินรวมต่อผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) ต่ำกว่า 2 เท่า สะท้อนผลกำไรที่เพียงพอในการจ่ายภาระดอกเบี้ย

 

ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน 7

 

ด้านสถานการณ์การผิดนัดชำระหนี้ พบว่า สภาพคล่องของบริษัทไทยตึงตัวอย่างต่อเนื่อง จากภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน ในภาพรวมยอดหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระหนี้ค่อนข้างคงที่ เนื่องจากกระบวนการฟ้องร้องทางกฎหมายต้องใช้เวลา โดยหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระหนี้กระจายอยู่ในหลายอุตสาหกรรมไม่จำกัดแค่ภาคอสังหาริมทรัพย์ เช่น ภาคก่อสร้าง พลังงาน และท่องเที่ยว

 

ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน 8

 

ทั้งนี้ บริษัทที่ออกหุ้นกู้แล้วขอปรับโครงสร้างหนี้ ส่วนใหญ่อยู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยเป็นกลุ่มที่ต้องจับตาต่อไป เพราะหากภาวะเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น และยังไม่สามารถจัดการปัญหาขาดสภาพคล่องได้ ก็มีโอกาสที่หุ้นกู้กลุ่มนี้จะกลับมาผิดนัดชำระหนี้ได้ ดังนั้นในระยะข้างหน้า คาดว่าจะไม่เห็นผู้ผิดนัดชำระหนี้รายใหม่ แต่จะเป็นรายเดิมที่ขอยืดระยะเวลาจ่ายหนี้ แล้วไม่สามารถหาเงินมาชำระหนี้ตามเงื่อนไขได้

 

ภาพ: Dilok Klaisataporn / Shutterstock

The post สรุปกลยุทธ์ลงทุนครึ่งหลังปี 69 หุ้นไทยยังเป็นขาขึ้น อานิสงส์เม็ดเงิน FDI เงินไหลออก MAG 7 แนะลงทุนหุ้นเทคฯ เอเชีย-เฮลท์แคร์ กระจายความเสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
SET ครึ่งหลังปี 69 ลุ้นแตะ 1,644 จุด สงครามอิหร่านใกล้จบ เงินเฟ้อถึงจุดพีก จับตาเงินไหลเข้าหุ้น Domestic Play https://thestandard.co/set-half-year-domestic-play/ Wed, 01 Jul 2026 00:42:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1225321 หน้าจอแสดงผลตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พร้อมข้อความคาดการณ์ SET ครึ่งหลังปี 69

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ตลาดหุ้นไทยกลับมาโดดเด่นอีกครั […]

The post SET ครึ่งหลังปี 69 ลุ้นแตะ 1,644 จุด สงครามอิหร่านใกล้จบ เงินเฟ้อถึงจุดพีก จับตาเงินไหลเข้าหุ้น Domestic Play appeared first on THE STANDARD.

]]>
หน้าจอแสดงผลตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พร้อมข้อความคาดการณ์ SET ครึ่งหลังปี 69

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ตลาดหุ้นไทยกลับมาโดดเด่นอีกครั้ง หลังให้ผลตอบแทนต่ำต่อเนื่องหลายปี โดย SET Index ปรับขึ้น 25.26% ตั้งแต่ต้นปี (YTD) ติด TOP 3 ตลาดหุ้นเอเชียที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด เป็นรองแค่ เกาหลีใต้ และ ใกล้เคียงกับไต้หวัน พร้อมทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 1,600 จุด เมื่อวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา

 

 
 

ด้วยแรงหนุนจากกระแสเงินทุนที่โยกย้ายจากตลาดพัฒนาแล้วเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่มากขึ้น และ รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ รวมไปถึงโดดเด่นด้านเงินปันผล ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังเป็น Safe Haven สำหรับนักลงทุนทั่วโลก หนุนให้มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 65,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สอดคล้องกับนักลงทุนต่างชาติที่กลับมาซื้อสุทธิ 34,910 ล้านบาท โดยยังเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดที่ระดับ 53.46% ของมูลค่าการซื้อขายรวม

 

คำถามคือ SET ยังมีโอกาสไปต่อแค่ไหนในช่วงครึ่งปีหลัง จะผ่านแนวต้านสำคัญที่ 1,600 จุดได้หรือไม่ ท่ามกลางความเสี่ยงสงครามในตะวันออกกลาง ทิศทางดอกเบี้ย และ เงินเฟ้อ ซึ่งอาจกดดันบรรยากาศการลงทุน จับตาเงินไหลเข้า Domestic Play หุ้นไหนได้ประโยชน์

 

หุ้นไทยลงทุนได้ แต่ Upside จำกัด

 

สรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ และหัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย (KAsset) ประเมินว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ยังลงทุนใน SET index ต่อไปได้ แต่ตลาดจะเริ่มมี Upside จำกัด การเติบโตชะลอลงจากช่วงครึ่งปีแรก โดยให้เป้าหมาย SET ณ สิ้นปีอยู่ที่ 1,585 จุด และเป้าหมายในอีก 12 เดือนข้างหน้าที่ 1,620 จุด

 

สำหรับประมาณการกำไรต่อหุ้น (Forward EPS) ทั้งปี อยู่ที่ 99 บาทต่อหุ้น จากระดับปัจจุบันที่ 97 บาทต่อหุ้น ภายใต้ PE 16 เท่า

 

และประมาณการ GDP ปี 2569 ที่ระดับ 2% สอดคล้องกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ปรับเพิ่มประมาณการ GDP เป็น 2.3% ปัจจัยส่วนหนึ่งจะมาจากการบริโภค และการส่งออกในช่วงไตรมาส 3 ที่คาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวน 200,000 ล้านบาท ซึ่งอาจส่งผลให้ภาคการบริโภคเติบโตได้ในระดับ 2.5% ขึ้นไป

 

สำหรับแนวโน้มดอกเบี้ย บลจ. กสิกรไทย (KAsset) ประเมินว่า หากเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง SET index จะปรับตัวลดลง โดยมีแนวรับอยู่ที่ระดับ 1,510 จุด แต่หากเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ซึ่งเป็นไปได้ยาก จะกดดันให้ดัชนีปรับตัวลงลึกกว่าเดิม โดยมีแนวรับอยู่ที่ระดับ 1,475 จุด ทั้งนี้หากเฟดเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่า 1 ครั้งจริง อาจส่งผลต่อเนื่องไปถึงทิศทางค่าเงินบาทอ่อนค่าทะลุ 33.30 บาทต่อดอลลาร์ สหรัฐฯ จากเดิมที่คาดว่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 32.80 – 33.30 บาทต่อดอลลาร์ สหรัฐฯ

 

กำไรหุ้นโตต่อ เงินเฟ้อผ่านจุดพีกไตรมาส 4

 

สำหรับความกังวลเรื่องเงินเฟ้อว่าจะกดดันการเติบโตของเศรษฐกิจ จนกระทบกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้น สรพล ให้ความเห็นว่า “ในฝั่งของตัวเศรษฐกิจไทยแล้วก็กำไรตลาดหุ้นไทย ผมไม่ค่อยเป็นห่วง เรื่อง Cost-push inflation เนื่องจากสถิติย้อนหลังพบว่า เงินเฟ้อจากต้นทุนการผลิตมักมาเร็วและไปเร็ว เราเชื่อว่าเงินเฟ้อกำลังจะผ่านจุดสูงสุดในไตรมาส 4 และมีทิศทางปรับตัวลง”

 

สอดคล้องกับ ธปท. ที่ปรับลดประมาณการเงินเฟ้อปี 2570 ลง เนื่องจากต้นทุนหลักอย่างราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงอย่างหนัก จากระดับ 110-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เหลือเพียง 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ประกอบกับเงินเฟ้อของไทยในปัจจุบัน มาจากฝั่งอุปทานเป็นหลัก (Supply-side) ไม่ได้มาจากฝั่งความต้องการซื้อ (Demand) เหมือนในปี 2565 จึงไม่มีความจำเป็นที่ กนง จะต้องเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะสั้น เพื่อสกัดเงินเฟ้อ ซึ่งส่งผลดีต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้น

 

SET ลุ้นแตะ 1,644 จุด หากสงครามอิหร่านปิดฉาก

 

ด้านประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่น

 

พาร์ทเนอร์ จำกัด มองว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง SET index จะเผชิญแนวต้านทางจิตวิทยาที่ระดับ 1,610 จุด ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นแบ่งความ “ถูก” และ “แพง” ของตลาดหุ้นไทย

 

“เป้าหมายเดิมของผมคือ 1,610 จุด สาเหตุที่ตลาดไม่สามารถผ่านจุดนี้ไปได้

 

เพราะว่าถ้ามันผ่านแนวนี้ขึ้นไป จากเดิมหุ้นที่เคยมองว่าถูก มันจะเริ่มไม่ถูก แปลว่าดัชนีจะต้องผ่านเกณฑ์บางอย่าง ถึงจะปรับตัวขึ้นเหนือแนวต้านไปได้”

 

ทั้งนี้ ปัจจุบันค่า PE ทั้งตลาดที่ดูเหมือนจะแพง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะถูกบิดเบือนด้วยหุ้น Delta ที่มีน้ำหนักมากถึง 13% ของดัชนี เมื่อคิด EPS ที่ 95 บาทต่อหุ้น ทำให้ PE ที่ 16 เท่าดูแพง แต่หากตัด Delta ออกไป PE ตลาดหุ้นไทยจะเหลือเพียง 13 เท่าเท่านั้น ถ้าสมมุติว่าวันนี้ ตลาดหุ้นไทยไม่มี Delta ที่ PE ระดับนี้ และปันผลอยู่ที่ 4.5% ทำให้มูลค่ายังน่าสนใจในแง่ของความถูกอยู่

 

อย่างไรก็ตาม SET index จะสามารถปรับตัวขึ้นผ่านแนวต้านจิตวิทยาได้ ต้องอาศัยการคลี่คลายของสถานการณ์สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการลงทุนภาครัฐ โดยที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องมีนโยบายที่สอดรับกัน

 

“ผมตั้งสมมติฐานว่า สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านน่าจะต้องจบ ก้อนหินที่มันทับเราไว้มันน่าจะต้องถูกคายออก ปัจจัยเสี่ยงเรื่องราคาพลังงาน เงินเฟ้อ ความเสี่ยงด้านการคลัง การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมันควรจะต้องลดลง ดังนั้นในครึ่งหลังของปี 2569 จึงมีโอกาสที่หุ้นไทยน่าจะก้าวข้ามผ่านแนวความถูกความแพงที่ 1,610 จุดขึ้นไป และอาจจะไปได้ถึง 1,644 จุด”

 

จับตาเงินไหลเข้า Domestic Play หนุนหุ้นแบงก์

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนไตรมาส 3/2569 สรพล มองว่า ครึ่งปีหลังจะเกิด Sector Rotation โดยเม็ดเงินจะหมุนเวียนออกจากกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีไปยังหุ้นกลุ่ม Domestic Play ที่พึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศ โดยหุ้นที่น่าจับตาคือ หุ้น Laggard ที่ราคายังปรับตัวขึ้นช้ากว่าตลาด แต่ยังคงมี Upside สามารถป้องกันความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนในภาวะที่ตลาดไม่ได้เติบโตอย่างหวือหวา เช่น กลุ่มการท่องเที่ยว, กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (F&B), กลุ่มรถไฟฟ้า และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองเศรษฐกิจที่ว่า ภาคการบริโภค (Consumption) จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยหนุนตัวเลข GDP ในช่วงครึ่งปีหลัง

 

ด้านประกิต มองว่า หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์จะสร้างผลตอบแทนนำตลาด เพราะหากเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ตามเป้าหมาย รัฐบาลจะต้องอาศัยการลงทุน ทำให้ธนาคารจำเป็นต้องปล่อยสินเชื่อเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้น โดยหุ้นที่น่าสนใจได้แก่ KBANK, KKP และ SCB

 

กลุ่มที่น่าสนใจรองลงมา คือ หุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เนื่องจากจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากภาพรวมการลงทุนทั้งจากภาครัฐและเอกชนที่มีแนวโน้มดีขึ้น หุ้นเด่นคือ WHA และ AMATA รวมถึงหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคที่จะได้รับอานิสงส์จากปัญหา Supply Shock ที่คลี่คลายลง โดยหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์คือ BGRIM และ GULF

 

The post SET ครึ่งหลังปี 69 ลุ้นแตะ 1,644 จุด สงครามอิหร่านใกล้จบ เงินเฟ้อถึงจุดพีก จับตาเงินไหลเข้าหุ้น Domestic Play appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 ข้อควรรู้ SpaceX จะไปต่อได้แค่ไหน? โอกาสเข้าถึงหุ้นอวกาศระดับโลกผ่านตลาดหุ้นไทย https://thestandard.co/opinion-spacex-ipo-space-stock-future/ Sun, 21 Jun 2026 06:22:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1221131 โลโก้ SpaceX บนหน้าจอสมาร์ทโฟน

หลังเข้าเทรด หุ้น SpaceX ยังคงได้รับความสนใจอย่างมากจาก […]

The post 5 ข้อควรรู้ SpaceX จะไปต่อได้แค่ไหน? โอกาสเข้าถึงหุ้นอวกาศระดับโลกผ่านตลาดหุ้นไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ SpaceX บนหน้าจอสมาร์ทโฟน

หลังเข้าเทรด หุ้น SpaceX ยังคงได้รับความสนใจอย่างมากจากตลาด โดยราคาหุ้นปรับขึ้นเหนือราคา IPO อย่างมีนัยสำคัญ และผลักดันให้มูลค่าตลาดของบริษัททะลุ 2 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้ SpaceX ไม่ใช่เพียงหนึ่งใน IPO ขนาดใหญ่ที่สุดของตลาด แต่กลายเป็นบททดสอบสำคัญว่า นักลงทุนควรตีมูลค่า ‘อนาคตของอวกาศ’ อย่างไร

 

ความยากคือ SpaceX ไม่ได้เป็นธุรกิจมิติเดียว ด้านหนึ่ง บริษัทยังมีรายได้เพียง 18.7 พันล้านดอลลาร์ และยังขาดทุนสุทธิ แต่อีกด้านหนึ่ง SpaceX คือผู้นำด้านจรวดนำกลับมาใช้ซ้ำ มี Starlink เป็นโครงข่ายดาวเทียมระดับโลก มีธุรกิจด้านความมั่นคง และมีโอกาสเติบโตเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจอวกาศในระยะยาว

 

ข้อที่ 1 SpaceX เป็นแค่หุ้นจรวด หรือเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของโลก?

 

หากมองแบบผิวเผิน SpaceX คือบริษัทที่ปล่อยจรวดขึ้นสู่วงโคจร แต่ในมุมของตลาดทุน เรื่องราวใหญ่กว่านั้นมาก SpaceX กำลังถูกมองเป็นแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจอวกาศ ตั้งแต่บริการปล่อยดาวเทียมและขนส่งนักบินอวกาศ ไปจนถึงอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม ธุรกิจด้านกลาโหม และโอกาสในอนาคตอย่าง direct-to-cell หรือโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลบนวงโคจร

 

จุดแข็งสำคัญคือ SpaceX ไม่ได้มีเพียงไอเดีย แต่มีขนาดธุรกิจจริงรองรับ บริษัททำภารกิจปล่อยจรวดจำนวนมากในแต่ละปี มีจรวด reusable ที่ช่วยเปลี่ยนเศรษฐศาสตร์ของการเข้าถึงอวกาศ และมี Starlink เป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ ต่างจากบริษัทอวกาศจำนวนมากที่ยังอยู่ในช่วงพิสูจน์โมเดลธุรกิจ

 

นี่คือเหตุผลที่ตลาดไม่ได้ตีมูลค่า SpaceX เหมือนบริษัทอุตสาหกรรมอวกาศแบบดั้งเดิม แต่ให้ค่ากับบริษัทในฐานะผู้เล่นที่อาจทำให้อวกาศกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ คล้ายกับยุค AI ที่ตลาดไม่ได้ให้มูลค่าเฉพาะบริษัทที่สร้างแอปพลิเคชันปลายทาง แต่ให้ค่ากับผู้เล่นที่เป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ตั้งแต่ชิป ดาต้าเซ็นเตอร์ ไปจนถึงเครือข่ายที่ทำให้เทคโนโลยีทั้งหมดขยายตัวได้

 

ข้อที่ 2 ระยะสั้นหุ้นยังมีแรงส่งเหลืออยู่หรือไม่?

 

ในมุมมองของทีม BLS Global Investing ภาพระยะสั้นของ SpaceX ยังมีโอกาสเป็นบวกในช่วง 2-3 สัปดาห์แรกหลังเข้าเทรด หนึ่งในแรงหนุนสำคัญไม่ใช่แค่กระแสความตื่นเต้นหลัง IPO แต่คือโอกาสที่หุ้นขนาดใหญ่ระดับนี้จะถูกนำเข้าดัชนีสำคัญเร็วกว่าหุ้น IPO ทั่วไป

 

จากข้อมูลเกณฑ์ดัชนีที่เกี่ยวข้อง FTSE Russell และ CRSP อาจเป็นกลุ่มแรกที่เปิดทางให้ SpaceX เข้าดัชนีได้เร็วที่สุดภายในราว 5 วันทำการ ตามด้วย MSCI ในราว 10 วันทำการ และ Nasdaq-100 ในราว 15 วันทำการ หากผ่านเงื่อนไขที่กำหนด ขณะที่ S&P 500 ยังเป็นข้อยกเว้นสำคัญ เพราะไม่มี fast-track สำหรับ mega-IPO และยังต้องใช้ประวัติการซื้อขาย รวมถึงเงื่อนไขด้านกำไรตามเกณฑ์ปกติ

 

ความหมายคือ SpaceX อาจได้แรงซื้อจากกองทุน ETF และกองทุน Passive ที่ต้องปรับพอร์ตเมื่อหุ้นถูกเพิ่มเข้าดัชนี กองทุนที่อ้างอิงดัชนีนั้นก็จำเป็นต้องซื้อ

 

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต้องระวังว่าแรงซื้อจากดัชนีเป็นแรงส่งที่มีกรอบเวลา หากตลาดรับรู้ล่วงหน้าและมีแรงซื้อดักหน้าไปแล้ว วันที่เข้าดัชนีจริงอาจไม่ได้สร้างแรงหนุนมากเท่าที่คาด ดังนั้น ระยะสั้นของ SpaceX อาจยังดูแข็งแรง แต่ไม่น่าจะเป็นการปรับขึ้นแบบไร้แรงต้าน

 

ข้อที่ 3 เมื่อแรงซื้อช่วงแรกจางลง ใครจะเป็นแรงขายรอบถัดไป?

 

หลังผ่านช่วงแรกของ IPO ตลาดจะเริ่มเปลี่ยนโฟกัสจากฝั่ง demand ไปสู่ฝั่ง supply นั่นคือ ‘หุ้นของผู้ถือหุ้นเดิมที่ทยอยพ้นช่วง Lockup’

 

SpaceX เป็นบริษัทที่อยู่ในตลาด private มายาวนาน ผู้ถือหุ้นเดิมจำนวนมาก ทั้งพนักงาน นักลงทุนยุคแรก venture capital และกองทุน private market อาจถือหุ้นมาหลายปี และมีต้นทุนต่ำกว่าราคาตลาดอย่างมีนัยสำคัญ

 

จาก timeline ที่เปิดเผย การปลดล็อกหุ้นของ SpaceX ไม่ได้เกิดขึ้นทั้งหมดในคราวเดียว แต่ทยอยเป็นหลายรอบ ตั้งแต่ช่วงหลังประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2026 เดือน ก.ค. ต่อเนื่องไปตามช่วงเวลาหลัง IPO และมีก้อนใหญ่ตามมาในช่วงหลังประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 รวมถึงส่วนที่เหลือในช่วง 180 วันหลัง IPO ซึ่งคือช่วงต้นเดือน ธ.ค.

 

นี่ทำให้แนวโน้มหุ้นอาจแบ่งออกได้เป็น 2 ช่วง ช่วงแรกคือช่วงที่ตลาดโฟกัสแรงซื้อจาก IPO และการเข้าดัชนี ส่วนช่วงถัดไปคือช่วงที่ตลาดต้องประเมินว่าแรงซื้อใหม่แข็งแรงพอจะรับแรงขายจากหุ้นที่ทยอยปลดล็อกได้หรือไม่ หากราคาหุ้นยังอยู่สูงกว่าราคา IPO มาก แรงขายทำกำไรจากผู้ถือหุ้นเดิมก็อาจเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ

 

ข้อที่ 4 มูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สมเหตุสมผลแค่ไหน?

 

ถ้าตอบด้วยตัวเลขปัจจุบัน SpaceX ไม่ใช่หุ้นถูก บริษัทมีรายได้ปี 2025 ราว 18.7 พันล้านดอลลาร์ และยังขาดทุนสุทธิ ขณะที่มูลค่าตลาดหลังวันแรกทะลุ 2 ล้านล้านดอลลาร์ ที่ราคา IPO หุ้นซื้อขายบน price-to-sales ราว 95 เท่า ซึ่งสูงกว่าบริษัทเทคโนโลยี mega-cap หลายแห่ง

 

แต่เหตุผลที่ตลาดยอมจ่าย valuation สูงขนาดนี้ เพราะ SpaceX มีคุณสมบัติที่หาได้ยากในตลาดหุ้น

 

  • หนึ่งคือ scarcity นักลงทุนมีทางเลือกน้อยมากในการลงทุนโดยตรงกับเศรษฐกิจอวกาศขนาดใหญ่
  • สองคือ market leadership บริษัทมีความได้เปรียบด้านจรวด reusable และความถี่ในการปล่อยจรวด สามคือ Starlink ที่อาจถูกมองเป็น global connectivity platform มากกว่าธุรกิจดาวเทียมแบบเดิม
  • สี่คือ ธุรกิจกลาโหมและโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์
  • และห้าคือ Musk factor ที่ทำให้นักลงทุนบางส่วนยอมจ่ายแพงเพื่อซื้อภาพอนาคต

 

คล้ายกับกรณี Tesla ที่ตลาดไม่เคยมองเป็นเพียงบริษัทรถยนต์ แต่ให้มูลค่าบริษัทในฐานะแพลตฟอร์มของ EV, battery, software, autonomy และ energy SpaceX เองก็อาจกำลังถูกตลาดมองในกรอบเดียวกัน คือไม่ใช่แค่บริษัทจรวด แต่เป็นแพลตฟอร์มของ launch, broadband, defence, direct-to-cell, AI infrastructure และเศรษฐกิจวงโคจรในอนาคต

 

ประเด็นคือ valuation สูงไม่ใช่เรื่องผิดโดยอัตโนมัติ หากบริษัทสามารถเติบโตทันความคาดหวังได้จริง แต่ valuation สูงทำให้พื้นที่สำหรับความผิดพลาดลดลงมาก หากรายได้โตช้ากว่าคาด margin ไม่ดีขึ้น หรือ capex ยังสูงต่อเนื่อง ราคาหุ้นอาจถูกกดดันได้ง่าย เพราะความสำเร็จในอนาคตจำนวนมากถูกสะท้อนเข้าไปในราคาแล้ว

 

ข้อที่ 5 SpaceX จะเปลี่ยนความฝันให้เป็นตัวเลขได้เร็วแค่ไหน?

 

นี่อาจเป็นคำถามสำคัญที่สุดในระยะยาว เพราะมูลค่าระดับ 2 ล้านล้านดอลลาร์ไม่ได้สะท้อนแค่ธุรกิจที่มีอยู่ในวันนี้ แต่สะท้อนความคาดหวังว่า SpaceX จะกลายเป็นแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจอวกาศในอนาคต

 

ตัวเลขที่ตลาดจะจับตามากที่สุดคือ Starlink เพราะเป็นธุรกิจที่ทำให้ SpaceX เปลี่ยนจากบริษัทที่มีรายได้จากโครงการหรือสัญญา เป็นธุรกิจที่มีรายได้ประจำจากผู้ใช้งานทั่วโลก หาก Starlink เติบโตต่อได้ ทั้งในกลุ่มผู้บริโภค องค์กร การบิน เรือเดินสมุทร รัฐบาล และ direct-to-cell ตลาดก็อาจยอมให้ multiple สูงต่อไปได้

 

แต่ Starlink ไม่ใช่คำตอบเดียว SpaceX ยังต้องพิสูจน์ว่าธุรกิจ launch สามารถรักษาความได้เปรียบด้านต้นทุนได้ Starship สามารถเดินหน้าจากโครงการที่ใช้เงินลงทุนมหาศาลไปสู่สินทรัพย์ที่สร้างมูลค่าจริงได้ ธุรกิจกลาโหมสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงได้ และภาพรวมบริษัทสามารถค่อยๆ เปลี่ยนจากการเติบโตที่ใช้เงินลงทุนสูง ไปสู่กำไรและกระแสเงินสดที่ยั่งยืน

 

นี่คือจุดที่ตลาดจะเข้มงวดขึ้นหลัง IPO เพราะบริษัทจดทะเบียนต้องถูกประเมินทุกไตรมาส ความฝันระยะยาวยังสำคัญ แต่ตัวเลขรายได้ margin cash flow และ capex จะสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ดังนั้น ภาพรวมของ SpaceX หลังเข้าเทรดอาจสรุปได้ว่า ระยะสั้นยังมีแรงส่งจาก IPO และการเข้าดัชนี ระยะกลางต้องระวังแรงขายจากหุ้นที่ทยอยปลดล็อก ส่วนระยะยาวจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการเปลี่ยนความเป็นผู้นำด้านอวกาศให้กลายเป็นผลประกอบการที่สมกับมูลค่าตลาด

 

SpaceX อาจเป็นหนึ่งในหุ้นที่สำคัญที่สุดของทศวรรษนี้ เพราะเป็นบริษัทที่ทำให้เศรษฐกิจอวกาศกลายเป็นธีมลงทุนกระแสหลักของตลาดทุนโลก แต่หุ้นที่ยิ่งใหญ่มักมาพร้อมคำถามที่ใหญ่ไม่แพ้กัน คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า SpaceX เป็นบริษัทที่น่าตื่นเต้นหรือไม่ เพราะคำตอบชัดเจนว่าใช่ แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ ราคาหุ้นวันนี้สะท้อนอนาคตที่น่าตื่นเต้นนั้นไปมากแค่ไหนแล้ว

 

สำหรับนักลงทุนไทยที่อยากมีส่วนร่วมกับโอกาสของ SpaceX ผ่านตลาดหุ้นไทย รอติดตาม DR อ้างอิงหุ้น SpaceX ที่ออกโดยหลักทรัพย์บัวหลวงเร็วๆ นี้ ในฐานะ DR ตัวแรกของไทยที่พานักลงทุนเข้าถึงหุ้นโครงสร้างพื้นฐานอวกาศระดับโลกได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพ

 

ภาพกราฟหุ้น SpaceX ราย 15 นาที

 

โลโก้ SpaceX บนหน้าจอสมาร์ทโฟน 1

 

ภาพ: Below the Sky / Shutterstock

 

อ้างอิง:

  • BLS Global Investing, Bloomberg, SpaceX
  • แอป Trading View As of 19/06/2569

 

The post 5 ข้อควรรู้ SpaceX จะไปต่อได้แค่ไหน? โอกาสเข้าถึงหุ้นอวกาศระดับโลกผ่านตลาดหุ้นไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
SET Index พุ่ง 26% แกร่งท็อปเอเชีย KTAM ลุ้นเป้าดัชนี 1,750 จุด พร้อมเปิดกลยุทธ์ลงทุนครึ่งปีหลัง ชูพอร์ตสมดุลเกาะกระแส AI Supercycle https://thestandard.co/ktam-set-index-ai-supercycle-strategy/ Mon, 15 Jun 2026 06:15:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1218465 ภาพประกอบแสดงกราฟดัชนี SET Index และกลยุทธ์การลงทุนของ KTAM

บลจ.กรุงไทย (KTAM) กางแผนครึ่งปีหลังพร้อมรับมือ Asset C […]

The post SET Index พุ่ง 26% แกร่งท็อปเอเชีย KTAM ลุ้นเป้าดัชนี 1,750 จุด พร้อมเปิดกลยุทธ์ลงทุนครึ่งปีหลัง ชูพอร์ตสมดุลเกาะกระแส AI Supercycle appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงกราฟดัชนี SET Index และกลยุทธ์การลงทุนของ KTAM

บลจ.กรุงไทย (KTAM) กางแผนครึ่งปีหลังพร้อมรับมือ Asset Class ผันผวนรุนแรง ชี้เป้าเทรนด์ ‘AI Supercycle’ และ ‘หุ้นญี่ปุ่น’ ยังเป็นโอกาสหลัก พร้อมเปิด performance หุ้นไทย โชว์ฟอร์มเจ๋ง บวก 26% แซงหน้าหุ้นโลก เดินหน้าพัฒนา ‘Tokenized Security’ ตามแนวทางก.ล.ต.

 

ท่ามกลางสภาวะตลาดการเงินโลกที่ยังเต็มไปด้วยความผันผวนจากนโยบายดอกเบี้ย ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงของกระแสเงินทุนระหว่างประเทศ บลจ.กรุงไทย (KTAM) ยังคงมองเห็นโอกาสการลงทุนในหลายสินทรัพย์สำคัญ โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยที่กลับมาโดดเด่นอีกครั้ง รวมถึงธีมการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่ช่วง Supercycle รอบใหม่ของเศรษฐกิจโลก

 

ในการเปิดเผยวิสัยทัศน์การลงทุนครึ่งหลังปี 2569 ผู้บริหารและทีมกลยุทธ์ของ KTAM ระบุว่า บริษัทสามารถผลักดันมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ทะลุระดับ 1 ล้านล้านบาทได้สำเร็จ พร้อมวางเป้าหมายขยายสู่ระดับ 1.1 ล้านล้านบาทภายในสิ้นปี ผ่านการพัฒนาทั้งผลิตภัณฑ์การลงทุนและนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่

 

หุ้นไทยกลับมาโดดเด่น ผลตอบแทนแซงตลาดโลก

 

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ KTAM ให้ความสนใจคือการฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทย โดยข้อมูลระบุว่า SET Index ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 26% สูงกว่าดัชนีหุ้นโลก (ACWI) ราว 14% สะท้อนการกลับมาของความเชื่อมั่นนักลงทุนหลังจากตลาดเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องหลายปี

 

ภาพประกอบแสดงกราฟดัชนี SET Index และกลยุทธ์การลงทุนของ KTAM 1

 

แรงหนุนสำคัญมาจากผลประกอบการไตรมาส 1 ของบริษัทจดทะเบียนไทยที่ออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ หรือ Earning Surprise สูงถึง 67% ซึ่งถือเป็นหนึ่งในระดับสูงสุดของเอเชีย ส่งผลให้ตลาดเริ่มเห็นการปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิอย่างต่อเนื่อง หลังจากก่อนหน้านี้กำไรของบริษัทจดทะเบียนถูกปรับลดลงมาตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

 

ปัจจุบันตลาดคาดว่ากำไรต่อหุ้น (EPS) ของปี 2570 จะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 103 บาทต่อหุ้น และหากกำไรเติบโตได้ตามเป้าหมายดังกล่าว KTAM ประเมินว่าดัชนี SET มีโอกาสขยับขึ้นสู่บริเวณ 1,650 จุดภายใต้ระดับ Historical PE ที่ 16 เท่า ขณะที่กรณีที่ตลาดให้มูลค่าสูงขึ้นจนเกิดภาวะ PE Expansion ไปสู่ระดับ 17-18 เท่า ดัชนีอาจมีโอกาสแตะระดับ 1,750 จุดได้

 

กลุ่มอุตสาหกรรมที่ถูกมองว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดไทย ได้แก่ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Data Center Infrastructure กลุ่ม ICT โรงไฟฟ้า และพลังงาน ซึ่งล้วนเชื่อมโยงกับการขยายตัวของเทคโนโลยี AI ในระยะยาว

 

ภาพประกอบแสดงกราฟดัชนี SET Index และกลยุทธ์การลงทุนของ KTAM 2

 

โลกการลงทุนเปลี่ยนจากจับตา Fed สู่การแข่งขันด้าน AI

 

ชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บลจ. กรุงไทย หรือ KTAM พร้อมทีมวิเคราะห์เศรษฐกิจ (CIO) มองว่า นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานมากกว่าความผันผวนระยะสั้นของตลาด เนื่องจากข้อมูลข่าวสารที่ไหลเวียนอย่างรวดเร็วทำให้ตลาดตอบสนองต่อข่าวในลักษณะระยะสั้นมากขึ้น

 

สำหรับสหรัฐอเมริกา KTAM ประเมินว่าความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมเงินเฟ้อสูง หรือ Stagflation ยังอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากกำไรบริษัทจดทะเบียนและตลาดแรงงานยังแข็งแกร่ง ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ไม่มีความจำเป็นต้องเร่งลดดอกเบี้ย และมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปจนถึงสิ้นปี 2569

 

ขณะเดียวกัน เม็ดเงินลงทุนด้าน AI ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจากเดิมที่อยู่ในระดับประมาณ 600,000-700,000 ล้านดอลลาร์ ปัจจุบันขยับขึ้นสู่ราว 750,000 ล้านดอลลาร์ และอาจแตะระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในอีก 1-2 ปีข้างหน้า กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจและตลาดทุนโลก

 

ญี่ปุ่นเด่น จีนยังเร่งเครื่อง ยุโรปเผชิญแรงกดดัน

 

KTAM มองว่ายุโรปเป็นภูมิภาคที่มีความเสี่ยงต่อภาวะ Stagflation มากที่สุด เนื่องจากยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและน้ำมันดิบ ขณะที่เศรษฐกิจประเทศหลักอย่างเยอรมนียังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่

 

ในทางกลับกัน ญี่ปุ่นยังคงเป็นหนึ่งในตลาดที่ได้รับมุมมองเชิงบวก จากสัญญาณการหลุดพ้นภาวะเงินฝืด การปรับขึ้นค่าจ้าง การเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อ และการเริ่มเข้าสู่รอบดอกเบี้ยขาขึ้น ประกอบกับการปฏิรูปภาคธุรกิจที่มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์หรือ ROA

 

นอกจากนี้ บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งของญี่ปุ่นยังมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีต้นน้ำที่มีลักษณะใกล้เคียงผู้เล่นกึ่งผูกขาด ทำให้ยังมีศักยภาพเติบโตต่อเนื่องจากกระแส AI

 

ส่วนจีน แม้ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังเป็นข้อจำกัดต่อการฟื้นตัวของการบริโภค แต่รัฐบาลยังคงเดินหน้านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อผลักดันอัตราการเติบโตให้อยู่ในกรอบ 4.5-5.0% ตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยเน้นการเติบโตเชิงคุณภาพมากขึ้น

 

KTAM ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยดีขึ้น

 

สำหรับประเทศไทย KTAM ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2569 ขึ้นเป็น 2.3% จากเดิม 1.9% โดยได้รับแรงหนุนจากภาคส่งออกที่ฟื้นตัวตามวัฏจักรอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ การนำเข้าเครื่องจักรเพื่อการลงทุน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

 

แม้ภาคการท่องเที่ยวจะขยายตัวต่ำกว่าที่คาดไว้เล็กน้อย แต่ภาพรวมเศรษฐกิจยังได้รับแรงสนับสนุนจากปัจจัยภายในประเทศมากขึ้น

 

ในด้านนโยบายการเงิน KTAM คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับปัจจุบันไปจนถึงสิ้นปี ขณะที่ค่าเงินบาทมีแนวโน้มทยอยแข็งค่าตามทิศทางดอลลาร์สหรัฐที่อาจอ่อนค่าลง โดยมองกรอบค่าเงินบาทสิ้นปีไว้ที่ประมาณ 31.75-32.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

 

แนะพอร์ตสมดุล รับมือความผันผวนครึ่งปีหลัง

 

ภายใต้สภาวะที่สินทรัพย์ทั่วโลกมีการหมุนเวียนและเปลี่ยนผู้นำตลาดอย่างรวดเร็ว KTAM ยังคงแนะนำกลยุทธ์ Balanced Portfolio หรือการจัดพอร์ตแบบสมดุล เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงและสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะยาว

 

ภาพประกอบแสดงกราฟดัชนี SET Index และกลยุทธ์การลงทุนของ KTAM 3

 

กองทุนหลักที่ถูกวางให้เป็นแกนกลางของพอร์ตคือกลุ่ม KTWC Series ซึ่งพัฒนาร่วมกับ Fidelity และทีม KTB CIO โดยครอบคลุมตั้งแต่กองทุนที่เน้นการเติบโตอย่าง KTWC-GROWTH ไปจนถึงกองทุนที่เน้นสร้างรายได้และรักษาเสถียรภาพอย่าง KTWC-INCOME และ KTWC-DEFENSIVE

 

ชู AI และญี่ปุ่น เป็นธีมลงทุนเด่นครึ่งปีหลัง

 

สำหรับการลงทุนต่างประเทศ KTAM ยังคงให้น้ำหนักกับธีม AI Supercycle และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่น

 

กองทุน KT-WTAI เน้นลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI ตลอดทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม ตั้งแต่ผู้ผลิตชิป ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงผู้ให้บริการแพลตฟอร์มและซอฟต์แวร์

 

ขณะที่ KT-JAPANALL มุ่งลงทุนในหุ้นญี่ปุ่นที่มีมูลค่าน่าสนใจและได้รับประโยชน์จากการปฏิรูปภาคธุรกิจ ส่วน KT-ASIAG เน้นคัดเลือกบริษัทเติบโตคุณภาพสูงในภูมิภาคเอเชียเหนือ โดยลดน้ำหนักการลงทุนในอินเดีย เนื่องจากมองว่าความได้เปรียบด้านแรงงานต้นทุนต่ำเริ่มถูกท้าทายจากการเข้ามาของ AI

 

คัดหุ้นไทยเชิงรุก เน้นสร้างผลตอบแทนเหนือดัชนี

 

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการโอกาสจากตลาดหุ้นไทย KTAM แนะนำกองทุน KTEF ซึ่งเป็นกองทุนบริหารเชิงรุก (Active Fund) ที่สามารถปรับสัดส่วนการลงทุนได้อย่างยืดหยุ่นทั้งหุ้นขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก ตามภาวะตลาด

 

ขณะที่ KT-HiDiv มุ่งเน้นการลงทุนในหุ้นปันผลสูงที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ตลงทุน โดยกองทุน KT-HiDiv RMF ยังได้รับรางวัล Morningstar Awards ต่อเนื่อง 3 ปีซ้อนในช่วงปี 2567-2569

 

เดินหน้าพัฒนาด้าน Tokenization

 

นอกจากกลยุทธ์การลงทุนแล้ว KTAM ยังเตรียมเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ผ่านความร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย ภายใต้แนวคิด One Krungthai เพื่อยกระดับประสบการณ์การลงทุนของลูกค้า

 

โดย KTAM มีโครงการพัฒนาด้าน tokenization ตามแนวทางของสำนักงานก.ล.ต. ที่ มีนโยบายผลักดันสนับสนุนในด้านนี้ ซึ่งสอดคล้องกับ Global Trend 

 

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก KTAM มองว่าการกระจายความเสี่ยงอย่างสมดุล ควบคู่กับการลงทุนในเมกะเทรนด์ระยะยาวอย่าง AI และการคัดเลือกสินทรัพย์ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง จะยังเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างผลตอบแทนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569

The post SET Index พุ่ง 26% แกร่งท็อปเอเชีย KTAM ลุ้นเป้าดัชนี 1,750 จุด พร้อมเปิดกลยุทธ์ลงทุนครึ่งปีหลัง ชูพอร์ตสมดุลเกาะกระแส AI Supercycle appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นไทยทดสอบจุดสูงสุดของปี ถึงเวลาระวังหรือไปต่อ https://thestandard.co/thai-stocks-high-caution-risks/ Wed, 27 May 2026 10:52:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1211579 หุ้นไทยทดสอบจุดสูงสุดของปี ถึงเวลาระวังหรือไปต่อ

ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกเผชิญความผัน […]

The post หุ้นไทยทดสอบจุดสูงสุดของปี ถึงเวลาระวังหรือไปต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นไทยทดสอบจุดสูงสุดของปี ถึงเวลาระวังหรือไปต่อ

ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกเผชิญความผันผวนมากขึ้น จากแรงกดดันหลายด้าน ทั้งความยืดเยื้อและไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ โดย Moody’s ซึ่งทำให้ครบทั้ง 3 สถาบันหลักที่ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ลงจากระดับสูงสุด รวมถึงความกังวลด้านเงินเฟ้อที่เร่งตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ตลาดตราสารหนี้มีความผันผวนสูง และ Bond Yield ปรับขึ้นทั่วโลก จนตลาดต้องปรับมุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ยกันใหม่

 

ท่ามกลางปัจจัยลบรอบด้าน ตลาดหุ้นไทยกลับยืนหยัดได้ดีกว่าที่หลายคนคาด SET Index สามารถปรับขึ้นไปทำจุดสูงสุดของปี แรงหนุนจากความคาดหวังเชิงบวกต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มผ่อนคลายลง GDP ไทย 1Q26 ที่ออกมา +2.8% ดีกว่าตลาดคาดไว้ที่ +2.2% ขณะที่ภาพรวมกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยที่ประกาศออกมาถือว่าน่าพอใจในระดับหนึ่ง หลายอุตสาหกรรมมีกำไรสุทธิสูงกว่าที่ตลาดประเมิน และกำไรรวมยังเติบโต YoY ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 รวมถึงหุ้น DELTA ซึ่งมีน้ำหนักมากในตลาดได้รับการเพิ่มน้ำหนักในดัชนี MSCI

 

อย่างไรก็ดี ภาพที่ดูดีนี้ไม่ได้แปลว่าควรประมาท คำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนในระยะนี้จึงอาจไม่ใช่แค่ ‘ตลาดจะไปต่อได้หรือไม่’ แต่ควรเป็น ‘มีปัจจัยใดบ้างที่ต้องระมัดระวัง’

 

ประเด็นแรกที่ต้องระวังคือ Valuation ที่เริ่มตึงตัวขึ้น หลังราคาหุ้นปรับขึ้นมาพอสมควร โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่บางตัวที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของดัชนี หากการปรับขึ้นของตลาดกระจุกตัวอยู่ในหุ้นเพียงไม่กี่กลุ่ม ความเสี่ยงจากการพักฐานของหุ้นนำตลาดอาจกระทบดัชนีโดยรวมได้มากกว่าที่คาด

 

ประเด็นถัดมาคือ Bond Yield ที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญต่อทั้งตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ ณ วันที่ 19 พฤษภาคม 2026 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี อยู่ที่ระดับสูงสุดประมาณ 4.7% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 15 เดือน ส่วนพันธบัตรอายุ 30 ปีนั้นยิ่งน่าตกใจกว่า เพราะขึ้นไปแตะ 5.2% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 18 ปี โดยแรงกดดันหลักมาจาก 3 ปัจจัยที่เสริมกัน ได้แก่ ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เพิ่มความเสี่ยงต่อราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ ปัญหาการคลังของสหรัฐฯ ที่ทำให้นักลงทุนเรียกร้องผลตอบแทนชดเชยความเสี่ยงระยะยาวที่สูงขึ้น และท่าทีของ Fed ที่ยังไม่รีบลดดอกเบี้ย ตราบใดที่เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ Bond Yield มีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อไป และอาจกดดันสินทรัพย์เสี่ยงผ่านต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น

 

ผลกระทบที่เห็นได้ชัดคือหุ้นกลุ่ม Growth และเทคโนโลยี ซึ่งมักถูกประเมินมูลค่าบนสมมติฐานของอัตราคิดลดที่ต่ำ เมื่อ Yield สูงขึ้น มูลค่าของกำไรในอนาคตจะถูก Discount ลงมามากขึ้น ทำให้ราคาหุ้นกลุ่มนี้อ่อนไหวต่อแรงขายมากกว่ากลุ่มอื่น สำหรับตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทย อาจเผชิญแรงกดดันจาก Fund Flow ที่ไหลกลับไปหาสินทรัพย์ปลอดภัยในสหรัฐฯ ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ภาวะ Yield สูงไม่ได้เป็นลบกับทุกสินทรัพย์ เพราะยังเป็นบวกต่อบางกลุ่ม เช่น ธนาคารที่อาจได้ประโยชน์จากส่วนต่างดอกเบี้ย และตราสารหนี้ระยะสั้นที่ให้ผลตอบแทนน่าสนใจโดยมีความเสี่ยง Duration ต่ำ

 

อีกปัจจัยที่ยังไม่ควรวางใจคือ ความเสี่ยงจากตะวันออกกลาง แม้ตลาดจะตอบรับข่าวเชิงบวกจากการเจรจาเป็นระยะ แต่สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง หากความตึงเครียดกลับมาปะทุ ราคาน้ำมันอาจปรับขึ้นแรง และส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อ ต้นทุนภาคธุรกิจ และกำลังซื้อของผู้บริโภคในระยะถัดไป

 

สำหรับตลาดหุ้นไทย แม้ผลประกอบการ 1Q26 จะออกมาดีกว่าคาด แต่ยังต้องระวังว่าแรงส่งจากกำไรอาจเริ่มจำกัดลง หากเศรษฐกิจในประเทศยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง หรือการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนยังไม่กลับมาแข็งแรงมากพอ การปรับขึ้นของตลาดในระยะถัดไปจึงอาจต้องอาศัยปัจจัยใหม่เข้ามาสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เห็นผลจริง การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ หรือการไหลเข้าของเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ

 

ดังนั้น ในภาวะที่ตลาดขึ้นมาอยู่ในระดับสูงและปัจจัยลบยังรายล้อม กลยุทธ์การลงทุนควรเน้นความระมัดระวังมากกว่าการไล่ซื้อ นักลงทุนอาจทยอยลดความเสี่ยงในหุ้นที่ราคาปรับขึ้นแรงเกินพื้นฐาน และหันมาให้ความสำคัญกับหุ้นที่มีงบการเงินแข็งแรง กระแสเงินสดดี หนี้ต่ำ และยังรักษาอัตรากำไรได้ในภาวะต้นทุนผันผวน

 

ในเชิงพอร์ตการลงทุน การกระจายความเสี่ยงยังเป็นหัวใจสำคัญ โดยอาจเพิ่มน้ำหนักในตราสารหนี้คุณภาพดีระยะสั้นถึงกลาง หรือกองทุนตลาดเงิน เพื่อช่วยลดแรงกระแทกหากตลาดเกิดการพักฐาน ขณะที่ฝั่งหุ้นควรเน้นการคัดเลือกหุ้นรายตัว เพราะในช่วงที่ดัชนีอยู่ในจุดสูงสุดของปี โอกาสในการสร้างผลตอบแทนจะขึ้นอยู่กับการคัดเลือกหุ้นมากกว่าการอาศัยแรงหนุนจากภาพรวมตลาดเพียงอย่างเดียว

 

ผู้ลงทุนควรจัดพอร์ตให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงและเป้าหมายทางการเงินของตัวเอง และสิ่งที่ผู้ลงทุนควรถามตัวเองอาจไม่ใช่แค่ว่า ‘จะได้กำไรอีกเท่าไร’ แต่คือ ‘หากตลาดไม่เป็นไปตามคาด เราพร้อมรับมือแค่ไหน’

 

ภาพ: janews / Shutterstock

The post หุ้นไทยทดสอบจุดสูงสุดของปี ถึงเวลาระวังหรือไปต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา DELTA ชี้ชะตาตลาดหุ้นไทยครึ่งปีหลัง โบรกมอง Upside จำกัด จ่อปรับลดกำไรหุ้น Domestic Play จากต้นทุนพลังงานแพงขึ้น https://thestandard.co/delta-thai-stock-market-outlook/ Mon, 20 Apr 2026 02:02:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1198946 ภาพกราฟตลาดหุ้นไทยสีแดงดิ่งลง พร้อมข้อความ 'หมดเวลาซิ่ง หุ้นไทย Upside จำกัด'

ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลาดหุ้นไทยยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ท่ามก […]

The post จับตา DELTA ชี้ชะตาตลาดหุ้นไทยครึ่งปีหลัง โบรกมอง Upside จำกัด จ่อปรับลดกำไรหุ้น Domestic Play จากต้นทุนพลังงานแพงขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟตลาดหุ้นไทยสีแดงดิ่งลง พร้อมข้อความ 'หมดเวลาซิ่ง หุ้นไทย Upside จำกัด'

ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลาดหุ้นไทยยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงภายใน อย่างเศรษฐกิจโตต่ำและปัจจัยเสี่ยงภายนอกจากสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเปราะบางมากขึ้นจากวิกฤตพลังงาน

 

 
 

นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่าน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยยังปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทะลุ 1,500 จุด ขณะที่นักวิเคราะห์ปรับเพิ่มประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS) มาอยู่ที่ 95 บาท ทำให้ตั้งแต่ต้นปี SET ยังให้ผลตอบแทน 18.26%

 

แม้ล่าสุดจะย่อตัวลงมายู่ในกรอบ 1,472-1,489 จุด จากแรงเทขายหุ้น ADVANCE และ DELTA ที่ถูกใช้มาตรการ Cash Balance ระหว่าง 16 – 30 เมษายน

 

คำถามคือ SET เตรียมไปต่อหรือพอแค่นี้ช่วงครึ่งปีหลัง เมื่อตลาดรับรู้ข่าวดีไปมากแล้ว?

 

สรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ และหัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย ให้ความเห็นว่า แนวโน้ม Upside ของตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มีค่อนข้างจำกัด เนื่องจากเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจและโครงการต่างๆ จากภาครัฐที่คาดว่าจะเข้ามาในระบบ ประมาณ 1 แสนล้านบาทนั้น จะเป็นเพียงการประคองเศรษฐกิจและจำกัดความเสี่ยงขาลง (Limit Downside) มากกว่าที่จะช่วยเพิ่ม Upside ให้กับ GDP

 

นอกจากนี้สาเหตุที่ทำให้ตลาดมี Upside จำกัด เนื่องจาก

 

  • SET รับรู้ข่าวดีไปมากแล้ว: ในช่วงที่ผ่านมาดัชนีปรับขึ้นไปที่ระดับ 1,520 จุด ทำให้ P/E ปรับขึ้นมาอยู่ที่ค่าเฉลี่ย 16 เท่า และปัจจุบันดัชนีได้ปรับตัวขึ้นมาเทียบเท่ากับช่วงก่อนเกิดสงครามแล้ว ทำให้การไล่ซื้อที่ระดับ 1,500 จุด ขึ้นไปไม่ใช่ทางเลือกที่ดี
  • เข้าสู่ช่วง EPS Downgrade: แม้ที่ผ่านมาจะมีการปรับเพิ่มประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS) เป็น 95 บาท จาก 93 บาท โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี แต่ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป คาดว่าจะเริ่มเห็นการปรับลด EPS ของหุ้นกลุ่มที่อิงกับเศรษฐกิจในประเทศ (Domestic Play) ซึ่งมีความเสี่ยงขาลง เช่น หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว บริโภค และส่งออก ที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุน น้ำมันดีเซลที่เพิ่มขึ้น 50% และต้นทุนปุ๋ยที่ปรับเพิ่มขึ้น 30%

 

กลยุทธ์การลงทุนครึ่งหลังปี 2569

 

ด้วยภาพรวมดัชนี SET ที่มี Upside จำกัด จึงไม่ควรใช้วิธีหว่านซื้อ แต่ควรเน้นกลยุทธ์การลงทุนแบบ ‘Selective Buy’ โดยปัจจัยขับเคลื่อนเดียว ที่เหลืออยู่ซึ่งสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้คือ ‘ภาคการลงทุน’

 

ดังนั้น ควรเลือกลงทุนในกลุ่มหุ้นที่เชื่อมโยงกับภาคการลงทุนโดยตรง ได้แก่ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม และกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง เช่น WHA, STECON และ CK คาดว่าแนวรับถัดไปน่าจะอยู่ที่ 1,410 จุด

 

ด้าน ธนเดช รังษีธนานนท์ Head of Research บริษัทหลักทรัพย์ พาย มองว่า การประเมิน Upside ของดัชนี SET ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 นั้นทำได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากปัจจุบันสถานการณ์สงครามยังมีความไม่แน่นอนสูง

 

โดย Pi ยังคงเป้าหมายดัชนีเดิมที่ 1,385 จุด และจะยังไม่มีการปรับเป้าหมายจน กว่าจะเห็นความชัดเจนของงบการเงินบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 1/2569 และ 2/2569 รวมถึงสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง

 

มุมมองการลงทุน

 

ระยะสั้น: ประเมินแนวต้านไว้ที่ระดับ 1,500 จุด โดยต้องจับตาดูว่าดัชนีรอบนี้จะสามารถผ่านไปได้หรือไม่

 

ระยะยาว: ทิศทางการเคลื่อนไหวของดัชนี SET ครึ่งหลังของปี 2569 จะขึ้นอยู่กับสถานะของ DELTA ว่าจะหลุดจาก SET50 หรือไม่ เนื่องจาก DELTA มีมูลค่าตลาด (Market cap) สัดส่วนมากถึง 20% ของมูลค่ารวมทั้งตลาด

 

ความน่ากังวลคือ หาก DELTA ติดเกณฑ์ Cash Balance อีกครั้ง อาจส่งผลให้หลุดจากการคำนวณรวมดัชนี SET50 ในช่วงเดือนกรกฎาคม ซึ่งจะทำให้กองทุนประเภท Passive Fund ต้องเทขายหุ้นออกมาโดยปริยาย และอาจกดดันให้ดัชนีปรับตัวลดลง 50-100 จุดได้ทันที ทั้งนี้ ปัจจุบัน DELTA ติดเกณฑ์ Trading Alert ไปแล้ว 3 เดือน ในรอบการคำนวณนี้

 

DELTA หลุด SET50 ปลดล็อกมูลค่าหุ้นไทย

 

แม้ว่าการที่ DELTA หลุดจาก SET50 อาจฉุดให้ตลาดหุ้นไทยร่วงแรง แต่ข้อดีในระยะยาว คือมูลค่าตลาดจะกลับมาสะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น เพราะไม่ต้องถูกบิดเบือนราคา หรือรับความผันผวนจากการถูกครอบงำด้วยหุ้นขนาดใหญ่เพียงตัวเดียว ปัจจุบัน DELTA มีการซื้อขายกันที่ระดับ P/E สูงกว่า 100 เท่า ทำให้ราคาหุ้นและมูลค่าตลาดสูงเกินความเป็นจริงไปมาก

 

ภาพ​: Bigc Studio / Shutterstock

The post จับตา DELTA ชี้ชะตาตลาดหุ้นไทยครึ่งปีหลัง โบรกมอง Upside จำกัด จ่อปรับลดกำไรหุ้น Domestic Play จากต้นทุนพลังงานแพงขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา ‘เดิมพันหยุดยาว’ ดีลสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่านที่อิสลามาบัดชี้ชะตาหุ้นไทย! ลุ้น Short Covering ดันดัชนีแตะ 1,530 จุด หรือเสี่ยงดิ่งรับสงกรานต์เลือดหากเจรจาล้มเหลว https://thestandard.co/us-iran-deal-thai-stocks/ Sun, 12 Apr 2026 04:40:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1197339 กราฟตลาดหุ้นไทยผันผวน ลุ้นผลดีลสันติภาพ สหรัฐฯ-อิหร่าน ชี้ชะตาก่อนหยุดยาวสงกรานต์

The post จับตา ‘เดิมพันหยุดยาว’ ดีลสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่านที่อิสลามาบัดชี้ชะตาหุ้นไทย! ลุ้น Short Covering ดันดัชนีแตะ 1,530 จุด หรือเสี่ยงดิ่งรับสงกรานต์เลือดหากเจรจาล้มเหลว appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟตลาดหุ้นไทยผันผวน ลุ้นผลดีลสันติภาพ สหรัฐฯ-อิหร่าน ชี้ชะตาก่อนหยุดยาวสงกรานต์

The post จับตา ‘เดิมพันหยุดยาว’ ดีลสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่านที่อิสลามาบัดชี้ชะตาหุ้นไทย! ลุ้น Short Covering ดันดัชนีแตะ 1,530 จุด หรือเสี่ยงดิ่งรับสงกรานต์เลือดหากเจรจาล้มเหลว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลท. มอง SET ยังโตแกร่ง ปรับเพิ่ม EPS แม้สงครามตะวันออกกลางเดือด เดือนมีนาปิดร่วง 5.24% น้อยกว่าภูมิภาค https://thestandard.co/thai-set-eps-middle-east-war/ Sat, 11 Apr 2026 07:37:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1197096 ภาพ ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ ตลท. กำลังอธิบายสถานการณ์ตลาดหุ้นไทย โดยมีกราฟหุ้นและข้อความ "SET ยังโตแกร่ง แม้สงครามเดือด มีนาปิดร่วง 5.24% น้อยกว่าภูมิภาค" ประกอบฉากหลัง

ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์ก […]

The post ตลท. มอง SET ยังโตแกร่ง ปรับเพิ่ม EPS แม้สงครามตะวันออกกลางเดือด เดือนมีนาปิดร่วง 5.24% น้อยกว่าภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ ตลท. กำลังอธิบายสถานการณ์ตลาดหุ้นไทย โดยมีกราฟหุ้นและข้อความ "SET ยังโตแกร่ง แม้สงครามเดือด มีนาปิดร่วง 5.24% น้อยกว่าภูมิภาค" ประกอบฉากหลัง

ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทย ในเดือนมีนาคมปรับตัวแข็งแกร่งกว่าภูมิภาค โดย SET Index สิ้นเดือน มี.ค. 2569 ปิดตลาดที่ 1,448.14 จุด ลดลง 5.24% จากสิ้นเดือน ก.พ. 2569 จากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง ทั้งนี้เป็นการปรับลดลงน้อยกว่า ค่าเฉลี่ยของภูมิภาค เมื่อนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (YTD) ตลาดหุ้นไทยยังปรับตัวเพิ่มขึ้นที่ 15% คงระดับดัชนีที่ประมาณ 1,500 จุด

 

 
 

กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี สินค้าอุตสาหกรรม และกลุ่มทรัพยากร

 

มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของ SET และ mai รวมกันอยู่ที่ 75,322 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 95.69% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

ทั้งนี้สาเหตุที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงน้อยกว่าภูมิภาค มาจาก 4 ปัจจัย

 

  • ไม่มีภาวะฟองสบู่ในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หรือ ‘ฟองสบู่ AI’ เหมือนตลาดหุ้นเกาหลีใต้หรือไต้หวันที่มีกระแส AI บูม ประกอบกับช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยก็ไม่ได้ปรับตัวขึ้นไปสูงมากนัก จึงไม่ได้เกิดการปรับฐานอย่างรุนแรง
  • มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงเฉลี่ยระดับ 4% กว่าๆ ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอยู่ที่ระดับ 3% ต้นๆ เท่านั้น
  • ตลาดหุ้นไทยมีสตอรี่เชิงบวกมากขึ้น หลังจากได้รัฐบาลใหม่ ซึ่งมีนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ชัดเจนมากขึ้น เช่น การผลักดันโปรเจกต์ขนาดใหญ่ (Mega Projects) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและดึงความสนใจของนักลงทุน
  • โครงสร้างตลาดหุ้นไทยมีความหลากหลายของกลุ่มนักลงทุน การตัดสินใจซื้อขายจึงไม่ได้พึ่งพาหรือเทน้ำหนักไปที่นักลงทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงอย่างเดียว

 

ด้วยปัจจัยทั้งหมดนี้ ทำให้ไทยกลายเป็นแหล่งพักเงินที่ปลอดภัย (Safe Haven) ที่นักลงทุนต่างชาติให้ความเชื่อมั่น สะท้อนจากเดือน มี.ค. นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 39,754 ล้านบาท และนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นเดือน มี.ค. นักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อสุทธิสะสมที่ 19,152 ล้านบาท

 

ทั้งนี้สัดส่วนนักลงทุนไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยนักลงทุนต่างชาติยังคงมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดที่ระดับ 53.85% ของมูลค่าการซื้อขายรวม ตามด้วยนักลงทุนรายย่อยในประเทศ 32.17% ผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ 7.36% และบริษัทหลักทรัพย์ 6 62%

 

ปรับเพิ่ม EPS หุ้นไทย ไม่หวั่นผลกระทบสงคราม

 

ด้านคาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทจดทะเบียนไทย พบว่า ปัจจุบันมีทิศทางที่น่าสนใจและมีสัญญาณบวก โดยนักวิเคราะห์ได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียน แม้ว่าจะมีปัจจัยกดดันเรื่องสงคราม ซึ่งสะท้อนว่าคนรับรู้ข่าวร้ายไปเยอะแล้ว ประกอบกับตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนของหุ้นกลุ่มพลังงานค่อนข้างใหญ่ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค หากกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานสามารถปรับตัวรับมือกับสถานการณ์ได้ เช่น การลดการพึ่งพาพลังงาน ก็จะกลายเป็นโอกาสที่สำคัญสำหรับตลาดหุ้นไทย

 

อย่างไรก็ตาม ในบางกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น ขนส่งและ โลจิสติกส์ สินค้าอุปโภคบริโภค และอสังหาริมทรัพย์ แม้นักวิเคราะห์จะปรับประมาณการกำไรเพิ่มขึ้น แต่ราคาหุ้นกลับปรับตัวลดลง ซึ่งอาจเกิดจากความตื่นตระหนกของตลาดที่มากเกินไป

 

จับตาผลกระทบสงคราม-นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ กดดันตลาดหุ้น

 

สำหรับคาดการณ์แนวโน้มผลประกอบการตลาดหุ้นไทยใน 1/2569 ศรพลมองว่า ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยจะออกมาดี คล้ายกับช่วงเหตุการณ์ภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariffs) ปีที่แล้ว ที่ทุกคนตื่นตระหนกเรื่องผลกระทบ แต่ท้ายที่สุด GDP ทั้งปีออกมาดีเกินคาด เนื่องจากมีการเร่งการนำเข้าและส่งออกไว้ล่วงหน้าก่อนที่สถานการณ์จะตึงเครียดขึ้น

 

แม้ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในไตรมาสแรกจะออกมาดี แต่ผลกระทบจากสงครามจะเริ่มส่งผลต่อเศรษฐกิจจริงอย่างชัดเจนในไตรมาส 2/2569 แต่ด้วยความหน่วงของการรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ จะทำให้เรารับรู้ข้อมูลในไตรมาส 3/2569 ทำให้การเติบโตของตลาดหุ้นไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ เนื่องจาก

 

นักลงทุนอาจตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลในอดีตมากกว่าสถานการณ์ปัจจุบัน อีกทั้งตลาดหุ้นมักจะทำหน้าที่สะท้อนความคาดหวังในอนาคตไปอีกหนึ่งก้าวเสมอ

 

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่จะเป็นตัวตัดสินทิศทางตลาดในช่วงที่เหลือของปี ต้องติดตามการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะกลุ่มโครงการลงทุนขนาดใหญ่ (Mega Projects) ว่าจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนในระยะยาวได้แค่ไหน รวมถึงต้องติดตามเงินเฟ้อที่จะเป็นตัวกดดันทิศทางนโยบายดอกเบี้ย ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่มีความท้าทายว่าจะต้องคงดอกเบี้ยนานขึ้น หรืออาจต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย เพื่อควบคุมความร้อนแรง ของเงินเฟ้อที่กลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง

The post ตลท. มอง SET ยังโตแกร่ง ปรับเพิ่ม EPS แม้สงครามตะวันออกกลางเดือด เดือนมีนาปิดร่วง 5.24% น้อยกว่าภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
บาทอ่อนหนัก ต่างชาติเทขายสุทธิหุ้น-บอนด์ไทยทะลุ 7 หมื่นล้านบาท หลังสงครามอิหร่านผ่านไป 1 เดือน ส่องโอกาส-ความเสี่ยงลงทุน https://thestandard.co/baht-weak-foreigner-sell-stocks-bonds/ Thu, 02 Apr 2026 01:53:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1193838 กราฟแสดงการอ่อนค่าของเงินบาท การไหลออกของเงินทุนต่างชาติ และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย หลังเหตุการณ์สงครามอิหร่าน

เปิดผลกระทบสงครามอิหร่านต่อตลาดเงินตลาดทุนไทย โดยไทยกลา […]

The post บาทอ่อนหนัก ต่างชาติเทขายสุทธิหุ้น-บอนด์ไทยทะลุ 7 หมื่นล้านบาท หลังสงครามอิหร่านผ่านไป 1 เดือน ส่องโอกาส-ความเสี่ยงลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแสดงการอ่อนค่าของเงินบาท การไหลออกของเงินทุนต่างชาติ และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย หลังเหตุการณ์สงครามอิหร่าน

เปิดผลกระทบสงครามอิหร่านต่อตลาดเงินตลาดทุนไทย โดยไทยกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบผ่านช่องทางตลาดเงินตลาดทุนหนักที่สุด เห็นได้จากเงินบาทที่อ่อนค่าลงหนักสุดเมื่อเทียบกับสกุลเงินเอเชีย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ระยะยาว 10 ปีของไทยก็ปรับตัวขึ้นมากที่สุด เมื่อเทียบกับประเทศตลาดเกิดใหม่เอเชีย (EM Asia) สอดคล้องกับกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศ (Fund Flow) ที่ไหลออกสุทธิทั้งในตลาดบอนด์และตลาดหุ้น

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 
 

เงินบาทอ่อนค่าสุดในกลุ่มเอเชีย

 
 

โดยตามรวบรวมข้อมูลของ THE STANDARD WEALTH พบว่า นับตั้งแต่เกิดสงคราม (เทียบจากวันที่ 27 กุมภาพันธ์ถึงวันที่ 30 มีนาคม) เงินบาทอ่อนค่ามากที่สุดในกลุ่มสกุลเงินเอเชีย โดยอ่อนค่าไปมากกว่า 5%

 

🇹🇭 บาทไทย อ่อนค่า 5.83%

 

🇵🇭 เปโซฟิลิปปินส์ อ่อนค่า 5.36%

 

🇰🇷 วอนเกาหลีใต้ อ่อนค่า 4.94%

 

🇮🇳 รูปีอินเดีย อ่อนค่า 4.17%

 

🇲🇾 ริงกิตมาเลเซีย อ่อนค่า 3.60%

 

🇯🇵 เยนญี่ปุ่น อ่อนค่า 2.76%

 

🇸🇬ดอลลาร์สิงคโปร์ อ่อนค่า 1.82%

 

🇮🇩 รูเปียห์อินโดนีเซีย อ่อนค่า 1.25%

 

🇻🇳 ดองเวียดนาม อ่อนค่า 1.12%

 

🇨🇳 หยวนจีน อ่อนค่า 0.88%

 

 
กราฟแสดงการอ่อนค่าของเงินบาท การไหลออกของเงินทุนต่างชาติ และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย หลังเหตุการณ์สงครามอิหร่าน 1
 

 
 

เงินไหลออกตลาดหุ้น-ตลาดบอนด์ไทยสุทธิทะลุ 7 หมื่นล้านบาท

 
 

หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลร่วมมือกันเปิดปฏิบัติ EPIC FURY เมื่อวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สัปดาห์แรกหลังสงครามเงินทุนได้เคลื่อนย้ายออกจากประเทศไทยอย่างหนัก

 

โดยตามข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และสมาคมตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) แสดงให้เห็นว่า ตั้งแต่สงครามปะทุขึ้นจนถึงวันที่ 31 มีนาคม นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 3.96 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และขายสะสมสุทธิ (Net Sell) ตราสารหนี้ไทยจำนวน 3.64 หมื่นล้านบาท สะท้อนว่า ฟันด์โฟลว์ต่างชาติไหลออกจากตลาดหุ้นและตลาดบอนด์รวมกันกว่า 7.6 หมื่นล้านบาทแล้ว

 
 

เปิดตัวเลขฟันด์โฟลว์ต่างชาติ 4 สัปดาห์ หลัง EPIC FURY

 
 

สัปดาห์ที่ 1: 2-6 มี.ค. 2569 นั้น นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 13,470 ล้านบาทและมีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Outflows ตลาดพันธบัตรไทย 18,780 ล้านบาท (ขายสุทธิพันธบัตร 18,446 ล้านบาท และตราสารหนี้หมดอายุ 334 ล้านบาท)

 

สัปดาห์ที่ 2: 9-13 มี.ค. 2569 นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 2,011 ล้านบาท และมีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Outflows ตลาดพันธบัตรไทย 15,261 ล้านบาท (ขายสุทธิพันธบัตร 14,359 ล้านบาท และตราสารหนี้หมดอายุ 902 ล้านบาท)

 

สัปดาห์ที่ 3: 16-20 มี.ค. 2569 นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 3,216 ล้านบาท และมีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Outflows ออกจากตลาดพันธบัตรไทย 8,943 ล้านบาท (ขายสุทธิพันธบัตร 8,038 ล้านบาท และตราสารหนี้หมดอายุ 905 ล้านบาท)

 

สัปดาห์ที่ 4: 23-27 มี.ค. 2569 นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 2,011 ล้านบาท และมีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Inflows เข้าตลาดพันธบัตรไทย 13,265 ล้านบาท (ซื้อสุทธิพันธบัตร 13,275 ล้านบาท หักตราสารหนี้หมดอายุ 10 ล้านบาท)

 

 
กราฟแสดงการอ่อนค่าของเงินบาท การไหลออกของเงินทุนต่างชาติ และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย หลังเหตุการณ์สงครามอิหร่าน 2
 

 
 

Bond Yield ไทยดีดมากที่สุดในกลุ่ม EM เอเชีย

 
 

ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) กล่าวว่า หลังเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ระยะยาว 10 ปี ปรับตัวพุ่งสูงขึ้น ทั้งในประเทศพัฒนาแล้ว (DM) และประเทศตลาดเกิดใหม่ (EM) รวมถึงประเทศไทย

 

โดยสาเหตุที่ทำให้อัตราผลตอบแทนปรับตัวสูงขึ้นในไทยได้แก่ อัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้นักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติพากันเทขายพันธบัตร เนื่องจากนักลงทุนต้องการส่วนชดเชยความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ (Inflation Risk Premium) ที่เพิ่มขึ้น

 

นอกจากนี้ ตลาดโลกยังอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-off Sentiment) เมื่อเกิดความไม่แน่นอนจากสงคราม ทำให้นักลงทุนดึงเงินออกจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets: EM) โดยเฉพาะประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง

 

โดยตามรวบรวมข้อมูลของ THE STANDARD WEALTH พบว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ระยะยาว 10 ปีของไทยปรับตัวมากที่สุดในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่สำคัญ ดังนี้

 

  • บอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย อยู่ที่ 2.33% ณ 30 มีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 62 Bps
  • บอนด์ยีลด์ 10 ปี เกาหลีใต้ อยู่ที่ 3.93% ณ 30 มีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 48 Bps
  • บอนด์ยีลด์ 10 ปี อินโดนีเซีย อยู่ที่ 6.86% ณ 30 มีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 43 Bps
  • บอนด์ยีลด์ 10 ปี อินเดีย อยู่ที่ 6.94% ณ 30 มีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 28 Bps
  • บอนด์ยีลด์ 10 ปี ญี่ปุ่น อยู่ที่ 2.39% ณ 30 มีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 27 Bps
  • บอนด์ยีลด์ 10 ปี จีน อยู่ที่ 1.82% ณ 30 มีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 1 Bps

 

 
กราฟแสดงการอ่อนค่าของเงินบาท การไหลออกของเงินทุนต่างชาติ และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย หลังเหตุการณ์สงครามอิหร่าน 3
 

 

SCB EIC เปิดสาเหตุ 3 จุดอ่อนสำคัญเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ ‘ภาวะเงินไหลออก’

 

ดร.ยรรยง กล่าวถึงสาเหตุที่เงินไหลออกจากประเทศในทุกทิศทาง ซึ่งมีส่วนทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมาก รวมถึงผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูงขึ้นนั้น มาจากจุดอ่อน 3 ด้านของไทย ได้แก่

 

จุดอ่อนที่ 1: ไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง

 

โดยไทยนำเข้าน้ำมันและก๊าซในสัดส่วนที่สูงถึง 8% ของ GDP ทำให้เมื่อพลังงานแพงขึ้น ไทยจะต้องจ่ายเงินออกนอกประเทศมหาศาล ซึ่งอาจจะส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบและกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าอีกทอดได้

 

โดยตามข้อมูลจาก SCB EIC ระบุว่า การนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสุทธิของไทยสูงกว่าภูมิภาค โดยสูงกว่าเกาหลีใต้ ไต้หวัน และฟิลิปปินส์ที่คิดเป็นไม่ถึง 6%, 5% และ 4% ตามลำดับ ขณะที่นิวซีแลนด์และจีนนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติราว 2.5% ส่วนอินโดนีเซียนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติกว่า 1.5%

 

“เราเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงมากนะครับ Net Oil and Gas Import Bill ที่เราซื้อเข้ามาเนี่ย คิดเป็นประมาณ 8% ของ GDP เป็นหนึ่งในสาเหตุที่อาจทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบได้” ดร.ยรรยงกล่าว

 

จุดอ่อนที่ 2: สัดส่วนพลังงานในตะกร้าเงินเฟ้อสูง

 

สินค้าพลังงานในตะกร้าเงินเฟ้อ (CPI) มีน้ำหนักถึง 12% ในการคำนวณเงินเฟ้อของไทย เมื่อราคาพลังงานโลกขึ้น จึงมีแนวโน้มที่จะดึงอัตราเงินเฟ้อในประเทศให้พุ่งสูงขึ้นตามได้ง่าย

 

“เรื่องตะกร้าสินค้า CPI ราคาพลังงานโดยตรง ทั้งไฟฟ้าน้ำมันต่างๆ เนี่ยอยู่ประมาณ 12% ยังไม่รวมสินค้าอื่นๆ อ่อนไหวกับราคาพลังงาน” ดร.ยรรยงกล่าว

 

จุดอ่อนที่ 3: ประสิทธิภาพในการใช้พลังงานไทยยังเป็นรองคู่แข่ง

 

ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy intensity) ซึ่งหมายความว่า การผลิต GDP ต่อหน่วยของไทย ต้องใช้ปริมาณพลังงานในสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ดังนั้นเมื่อเกิดวิกฤตพลังงาน เศรษฐกิจไทยจึงเจ็บหนักกว่า

 

“เรื่อง Energy Intensity หรือถ้าพูดกลับกันก็คือประสิทธิภาพในการใช้พลังงานของไทยสูงจริงๆ ความหมายคือเวลาเกิดปัญหาเนี่ย เราก็จะกระทบต่อเศรษฐกิจค่อนข้างเยอะ” ดร.ยรรยงกล่าว

 

ทั้งนี้ ถ้า Energy intensity ลดลงหมายความว่า การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

 
กราฟแสดงการอ่อนค่าของเงินบาท การไหลออกของเงินทุนต่างชาติ และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย หลังเหตุการณ์สงครามอิหร่าน 4
 

 
 

บอนด์ยีลด์ผันผวนหนัก แนะพักเงินในตราสารหนี้ระยะสั้น

 
 

มทินา วัชรวราทร Head of Investment Strategy บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย (KAsset) กล่าวว่า ปัจจุบัน KAsset มีมุมมองต่อตราสารหนี้ที่เป็น Neutral (คงน้ำหนักการลงทุน) ไม่แนะนำให้นักลงทุนเข้าซื้อตราสารหนี้ระยะยาวในช่วงนี้ เนื่องจากผลตอบแทนตราสารหนี้ มีโอกาสปรับสูงขึ้นและผันผวนหนัก จากปัจจัยราคาน้ำมัน และความยืดเยื้อของสงครามอิหร่าน ซึ่งประเมินไม่ได้ว่าสงครามจะจบลงเมื่อไร แต่ศูนย์วิจัยต่างๆ มองว่ากรณีฐาน (Base case) สงครามอิหร่านจะยืดเยื้อไม่เกิน 3 เดือน

 

ทั้งนี้โอกาสสร้างผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาตราสารหนี้ (Price Return) จบไปแล้ว เนื่องจาก กนง.ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายไปแล้วเมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2569 ดังนั้น KAsset จึงแนะนำให้นักลงทุนทยอยถอนการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว และย้ายมาลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อพักเงินรักษามูลค่า จากความผันผวนของตลาดในช่วงนี้

 

สำหรับมุมมองแนวโน้มดอกเบี้ย ตลาดให้น้ำหนักไปแล้วว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ ด้าน กนง.มีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ย 1.5 ครั้งเช่นกัน ซึ่งในกรณีฐาน KAsset มองสวนทาง โดยคาดว่าเฟดจะปรับลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ ส่วน กนง.คาดว่าจะคงดอกเบี้ย ที่ 1.00% ต่อปี

 

อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาความเสี่ยงความยืดเยื้อของสงครามอิหร่าน ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อ โดยเฉพาะประเทศฝั่งเอเชีย ทำให้มีโอกาสที่ธนาคารกลางจะปรับขึ้นดอกเบี้ย

 
 

หุ้นไทยแกร่งกว่าค่าเฉลี่ยโลก แต่ระวังแรงกระแทกใน Q2

 
 

แม้ฟันด์โฟลว์จะไหลออกจากหุ้นไทยกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท ท่ามกลางภาวะสงครามในตะวันออกกลาง ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา และทำให้ดัชนี SET ปรับตัวลง 5.15% แต่เมื่อเทียบกับภาพรวมตลาดหุ้นหลักๆ ทั่วโลก จะเห็นว่าหุ้นไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่ Outperform ตลาดหุ้นอื่นๆ ซึ่งติดลบตั้งแต่ 7% ไล่ไปจนถึง 20%

 

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยแข็งแกร่งกว่าอีกหลายๆ ตลาดทั่วโลกนั้น ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ เปิดเผยว่า แม้ไทยจะพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูงเช่นกัน แต่หุ้นไทยราว 1 ใน 3 เป็นกลุ่มที่ได้อานิสงส์จากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น เช่น อุตสาหกรรมน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ปิโตรเคมี และสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ

 

“หุ้นกลุ่มนี้ของไทยได้อานิสงส์ด้านราคา หุ้นบางตัวถูกปรับเพิ่มกำไรขึ้น ช่วยค้ำยันตลาดหุ้นไทยช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา” ณัฐชาตกล่าว

 

เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นๆ ที่ปรับตัวลงแรง เช่น หุ้นเกาหลีใต้ นอกจากจะถูกกดดันจากการพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางสูง ยังถูกกดดันจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ปรับตัวลดลง เพราะความกังวลว่านโยบายการเงินจะเข้มงวดขึ้นในระยะถัดไป เพราะเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงขึ้น

 

แต่ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องระมัดระวังคือ เมื่อราคาพลังงานถึงจุดพีกและเริ่มย่อตัว ผลกระทบด้านบวก (ต่อหุ้นบางกลุ่ม) จากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น จะเริ่มลดลง หลังจากนั้นจะเริ่มเห็นผลกระทบด้านลบต่ออุตสาหกรรมอื่นๆ มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้แนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนลดลง ฟันด์โฟลว์ไหลออกในไตรมาส 2 นี้ และดุลการชำระเงินที่อาจจะแย่ลง ทั้งจากการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว

 

“เราจึงแนะนำชะลอการลงทุน เพราะแม้จะมองแง่ดีมากๆ คือ กำไรหุ้นไทยไม่ถูกปรับลง บนดัชนี 1,450 จุด ความเสี่ยงก็ยังสูงกว่า หากคิดว่าหุ้นไทยจะขึ้นต่อ ต้องเชื่อว่าแนวโน้มกำไรของหุ้นไทยจะดีขึ้นกว่าเดิม หลังจากเกิดสงคราม”

 

 

The post บาทอ่อนหนัก ต่างชาติเทขายสุทธิหุ้น-บอนด์ไทยทะลุ 7 หมื่นล้านบาท หลังสงครามอิหร่านผ่านไป 1 เดือน ส่องโอกาส-ความเสี่ยงลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา พ.ค.69 ชี้ทิศทางการลงทุนโลก ประธาน FED คนใหม่ เงินเฟ้อออกฤทธิ์ ตลาดหุ้นไทยรุ่งหรือร่วง? https://thestandard.co/may-2026-fed-chair-inflation-thai-stocks/ Tue, 24 Mar 2026 10:13:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1190738 ภาพทำเนียบขาว สหรัฐอเมริกา สัญลักษณ์ของอำนาจทางการเงินและการเมืองโลก ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจผันผวน

ท่ามกลางสงครามอิหร่านที่ยืดเยื้อต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ […]

The post จับตา พ.ค.69 ชี้ทิศทางการลงทุนโลก ประธาน FED คนใหม่ เงินเฟ้อออกฤทธิ์ ตลาดหุ้นไทยรุ่งหรือร่วง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพทำเนียบขาว สหรัฐอเมริกา สัญลักษณ์ของอำนาจทางการเงินและการเมืองโลก ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจผันผวน

ท่ามกลางสงครามอิหร่านที่ยืดเยื้อต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 4 นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ ได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เช่นเดียวกับราคาพลังงานในประเทศที่ปรับสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับขึ้นตาม

 

ด้านราคาทอง ผันผวนหนัก -10% ทำจุดต่ำสุดที่ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา การปรับลดลงของราคาทองในช่วงที่ผ่านมา สอดคล้องกับทิศทางสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ

 

สิ่งนี้สะท้อนว่านักลงทุนเทขาย ทุกสินทรัพย์เพื่อถือเงินสด เพราะกังวลความเสี่ยงเงินเฟ้อจากการส่งผ่านต้นทุนด้านพลังงาน สู่ภาคเศรษฐกิจจริง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะ Stagflation ที่เงินเฟ้อสูงควบคู่กับ เศรษฐกิจชะลอตัว

 

สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือ เดือนพฤษภาคม จะกลายเป็นจุดชี้ชะตา ‘ตลาดหุ้นไทย’ ครึ่งปีหลัง ว่าจะรุ่งหรือจะร่วง เนื่องจากเป็นช่วงที่คาดว่าจะมีการแต่งตั้งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่ ‘เควิน วอร์ช (Kevin Warsh)’ ที่จะมารับช่วงต่อจาก ‘เจอโรม พาวเวลล์’ ซึ่งจะหมดวาระในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เป็นช่วงเดียวกับที่นักวิเคราะห์ มองว่าราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นจะส่งผ่านต้นทุนไปยังอัตราเงินเฟ้อในเดือนนี้

 

จับตา 3 ปัจจัยชี้ชะตาตลาดหุ้นไทย เดือนพฤษภาคม

 

สรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ และหัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่จากเจอโรม พาวเวลล์ เป็นเควิน วอร์ช ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่มีนัยสำคัญต่อทิศทางการลงทุนโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทย เนื่องจากมี 3 ปัจจัยหลักที่เข้ามาบรรจบกันในช่วงเวลาดังกล่าวพอดี

 

1. ความชัดเจนของทิศทางดอกเบี้ยและค่าเงินดอลลาร์

 

การเปลี่ยนผ่านนโยบายการเงินจากการเข้ามาดำรงตำแหน่งของเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธาน Fed คนใหม่ จะเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ จะเริ่มปรับตัวสูงขึ้นจากการส่งผ่านต้นทุนราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นก่อนหน้านี้ (ระยะเวลาส่งผ่านต้นทุน 2-3 เดือน) ตลาดจึงให้การจับตามองว่าประธาน Fed คนใหม่จะกำหนดทิศทางนโยบายอย่างไร จะเลือกคงอัตราดอกเบี้ย หรือจะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายตามที่เคยคาดการณ์ไว้ ซึ่งจะส่งผลโดยตรง ต่อค่าเงินดอลลาร์และทิศทางของตลาดทุน

 

2. การปรับลดน้ำหนักตลาดหุ้นอินโดนีเซียในดัชนี MSCI

 

เดือนพฤษภาคมเป็นเดือนชี้ชะตาตลาดหุ้นอินโดนีเซียว่าจะถูก MSCI ปรับลดสถานะจากตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) สู่ตลาดชายขอบ (Frontier Market) หรืออาจแค่ถูกปรับลดน้ำหนักการลงทุนลง 15-20% เนื่องด้วยความกังวลด้านสภาพคล่องและสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free float) ที่ต่ำ ซึ่งอาจกดดันให้กองทุนต่างๆ ทั้ง Active Fund และ Passive Fund ย้ายเงินลงทุนออกจากตลาดอินโดนีเซียเข้าไปลงทุนในประเทศอาเซียนอื่นๆ รวมถึงตลาดหุ้นไทย

 

3. ฤดูกาลจ่ายเงินปันผลกดดันให้เงินบาทอ่อนค่า

 

ตามสถิติย้อนหลัง 20 ปี พบว่าเดือนพฤษภาคมมักจะเป็นเดือนที่เงินบาท อ่อนค่าลงเฉลี่ยประมาณ 0.6-0.7 บาท เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลจ่ายเงินปันผล สำหรับรอบนี้คาดว่ายอดการจ่ายเงินปันผลจะทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยนักลงทุนต่างชาติอาจได้รับเงินปันผลรวมกันสูงถึง 150,000-200,000 ล้านบาท หากนักลงทุนต่างชาตินำเงินปันผลกลับประเทศ ก็จะยิ่งสร้างแรงกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงไปอีก

 

เปิด 3 ฉากทัศน์ สงครามอิหร่านยืดเยื้อ กระทบหุ้นไทยแค่ไหน

 

บลจ. กสิกรไทย (KAsset) ประเมินผลกระทบของสงครามอิหร่าน ต่อทิศทางของตลาดหุ้นไทย โดยแบ่งเป็น 3 ฉากทัศน์ (Scenario) ตามระยะเวลาความยืดเยื้อของสงคราม ดังนี้

 

ฉากทัศน์ที่ 1 สงครามจบภายใน 1 เดือน: ประเมินว่าเป้าหมายของ SET Index จะอยู่ที่ระดับ 1,480 จุด

 

ฉากทัศน์ที่ 2 สงครามยืดเยื้อ 3 เดือน: ซึ่งเป็นกรณีที่มีความเป็นไปได้สูงสุด (Base Case) หากสถานการณ์ยืดเยื้อถึงระดับนี้ SET Index จะเปิดความเสี่ยงขาลง (Downside risk) โดยร่วงลงไปอยู่ที่ระดับ 1,385 จุด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องทำให้กำไรต่อหุ้น (EPS) ลดลงประมาณ 4 จุด รวมถึงฉุดให้การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยอาจปรับลดลงมาเหลือเพียงระดับ 1.3% จากประมาณการเดิมที่ 1.9%

 

ฉากทัศน์ที่ 3 สงครามยืดเยื้อนาน 12 เดือน มีความเป็นไปได้น้อยที่สุด

 

ด้านมุมมองของบริษัทหลักทรัพย์ต่างประเทศ มีการประเมินฉากทัศน์เพิ่มเติม ในกรณีที่สงครามยืดเยื้อ 1 เดือนครึ่ง คาดว่าสถานการณ์ปริมาณน้ำมันดิบ ขาดแคลนจะเริ่มคลี่คลายในช่วงหลังสงกรานต์ ซึ่งจะทำให้เป้าหมาย SET Index จะอยู่ที่ระดับประมาณ 1,430-1,440 จุด ซึ่งเป็นระดับที่ทำให้ตลาดมี Upside จำกัด

 

ภาพ: Dilok Klaisataporn / Shutterstock

The post จับตา พ.ค.69 ชี้ทิศทางการลงทุนโลก ประธาน FED คนใหม่ เงินเฟ้อออกฤทธิ์ ตลาดหุ้นไทยรุ่งหรือร่วง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาแรงกระแทก ‘ตลาดหุ้นไทย’ หลังศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง ปมบาร์โค้ดบัตรสืบรู้ต้นขั้วคะแนน หวั่นชี้เลือกตั้งเป็น ‘โมฆะ’ https://thestandard.co/thai-stock-election-void/ Wed, 18 Mar 2026 12:46:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1188876 กราฟดัชนีตลาดหุ้นไทยและรูปบัตรเลือกตั้งสื่อถึงผลกระทบทางการเมืองต่อเศรษฐกิจ

จับตา sentiment ตลาดหุ้นไทยกระทบแค่ไหน หลังวันนี้ (18 ม […]

The post จับตาแรงกระแทก ‘ตลาดหุ้นไทย’ หลังศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง ปมบาร์โค้ดบัตรสืบรู้ต้นขั้วคะแนน หวั่นชี้เลือกตั้งเป็น ‘โมฆะ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟดัชนีตลาดหุ้นไทยและรูปบัตรเลือกตั้งสื่อถึงผลกระทบทางการเมืองต่อเศรษฐกิจ

จับตา sentiment ตลาดหุ้นไทยกระทบแค่ไหน หลังวันนี้ (18 มีนาคม 2569) ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6:3 รับคำร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีบัตรเลือกตั้ง มีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด ขัดต่อรัฐธรรมนูญ สามารถสืบทราบตัวตนผู้ลงคะแนน ทำให้การลงคะแนนเลือกตั้งไม่เป็นความลับ

 

โดยล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องทั้ง 3 ประกอบด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เลขาธิการ กกต. และสำนักงาน กกต. ต้องทำคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน รวมถึงยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานและวิธีการได้มาซึ่งพยานหลักฐาน

 

แม้ปัจจุบันศาลจะยังไม่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวระงับกระบวนการรัฐสภา ทำให้การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 19 มีนาคมนี้ ดำเนินต่อไปได้ แต่สิ่งที่ต้องจับตาต่อคือ คำวินิจฉัยของรัฐธรรมนูญ เมื่อพ้นกำหนด 15 วัน หากการใช้บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ขัดต่อรัฐธรรมนูญ จะส่งผลให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ ตลาดหุ้นไทยจะได้รับแรงกระแทกแค่ไหน?

 

ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บล.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ มองว่า หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้อง ตลาดหุ้นไทยยังไม่ได้รับรู้ข่าวมากนัก จะเห็นได้จากช่วงเช้าที่หุ้น STECON ปรับตัวลงเล็กน้อย ก่อนปรับขึ้นมา ในการซื้อขายระหว่างวัน โดยตลาดจะจับตาผลโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้มากกว่า อย่างไรก็ตามคาดว่าตลาดจะตอบรับเชิงบวก

 

สำหรับ worst-case Scenario (กรณีเลวร้ายที่สุด) หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะในช่วงปลายเดือนเมษายน หรือต้นเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลใหม่จัดทำร่างงบประมาณรายจ่ายปี 2570 เสนอให้สภาฯ พิจารณาเห็นชอบในเดือนมิถุนายน เพื่อให้เสร็จทันประกาศใช้ 1 ตุลาคม 2569

 

จะส่งผลให้รัฐบาลชุดใหม่ต้องประกาศยุบสภา และ กกต.ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ภายใน 45-60 วัน หรืออาจยืดเยื้อกว่านั้น หากประธาน กกต.และพวก ถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย ทำให้ต้องมีการสรรหา กกต.ชุดใหม่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2571 ให้ล่าช้าออกไป

 

“หากต้องสรรหา กกต.ชุดใหม่ ทำให้การจัดการเลือกตั้งและการเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า กว่าทุกอย่างจะลงตัว อาจยืดเยื้อไปช่วงกลางปี 2571 บนสถานการณ์ปัจจุบันที่จำเป็นต้องใช้เงินงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หากไม่สามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้ ตายอย่างเดียว ตลาดหุ้นก็พินาศ”

 

ทำไมศาลรับคำร้อง แต่การเลือกตั้งปี 69 อาจไม่เป็นโมฆะ

 

ทั้งนี้กรณีดังกล่าวมีความเป็นไปได้น้อย หากดูที่การจัดการเลือกตั้งจริงๆ คอนเซปต์หลักคือต้องมีความบริสุทธิ์และสุจริต ซึ่งในภาพรวม กกต. ก็ยังสามารถจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปตามหลักการนั้นได้

 

สำหรับประเด็นที่โดนร้องเรียนว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งอาจทำให้สืบย้อนถึงต้นขั้วได้ ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็เป็นเพียงการอ้างถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ตัวบทกฎหมายโดยตรง ซึ่งหากขัดต่อรัฐธรรมนูญจะส่งผลให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ก็ได้ อีกทั้งในทางปฏิบัติข้อมูลการลงคะแนนก็ยังสามารถปกปิดไว้เป็นความลับได้

 

ดังนั้น การที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะทั้งหมด จึงเป็นไปได้ยาก หากวินิจฉัยว่าการใช้บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็อาจจัดให้มีการลงคะแนนเสียงใหม่แค่ในส่วนของสส.บัญชีรายชื่อ 100 คน ซึ่งไม่น่าจะมีผลต่อการจัดตั้งรัฐบาล

 

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) มองว่าแม้ในทางเทคนิคการโหวตนายกฯ 19 มี.ค. ยังดำเนินต่อได้ เนื่องจากยังไม่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวระงับกระบวนการรัฐสภา แต่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดสุญญากาศทางการเมืองทั้งระยะสั้น (อาจมีการยื่นขอระงับโหวตนายกฯ) และระยะยาว (ถ้าศาลชี้ว่าเลือกตั้งโมฆะ รัฐบาลทั้งชุดหมดความชอบธรรมทันที)

 

โดยตัวแปรชี้ขาดในช่วงวันต่อจากนี้ที่ต้องติดตาม คือศาลจะออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวหรือไม่ ก่อนที่รัฐสภาจะนัดโหวตนายกฯ​ ซึ่งหากมีการยื่นขอและศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราว จะกดดันให้ SET ปรับตัวลดลง โดย Worst Case คาด SET ปรับตัวลงไปที่ระดับ 1,350 จุด ซึ่งเป็นระดับก่อนเลือกตั้งที่มี Fund Flow ไหลเข้ามาเพื่อเก็งกำไร (Election Rally) จึงมีความเป็นไปได้สูงที่แรงซื้อจะถูกดึงคืนทั้งหมดหากกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลสะดุด

 

ประเด็นข้างต้นจะเป็น Sentiment ลบต่อบรรยากาศลงทุนในตลาดหุ้นไทย เพราะสร้างความไม่แน่นอน หรือ Overhang เกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2570 และความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ ทำให้นักลงทุนโดยเฉพาะต่างชาติ มีโอกาสสูงที่จะเทขายลดความเสี่ยงเพื่อรอดูความชัดเจนก่อน

 

โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นที่อิงกับนโยบายรัฐบาลใหม่ อาทิ รับเหมาและวัสดุก่อสร้าง (STECON CK SCC) จากเสี่ยงโครงการรัฐล่าช้า, กลุ่มพลังงาน (GULF GPSC) จากนโยบายปรับโครงสร้างราคาพลังงานอาจไม่ต่อเนื่อง, กลุ่มนิคม (WHA AMATA) จาก FDI ชะลอความเชื่อมั่น และกลุ่มค้าปลีก (CPALL BJC CPN CRC) จากมาตรการกระตุ้นการบริโภคล่าช้า

 

ทั้งนี้ ดัชนี SET ของตลาดหุ้นไทยล่าสุด (18 มีนาคม) ปิดที่ 1,440 จุด เพิ่มขึ้น 14% จากต้นปีที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้ดัชนีเคยวิ่งขึ้นไปทำจุดสูงสุดของปีที่ 1,545 จุด ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ ก่อนจะปรับตัวลงแรงและผันผวนหนักในช่วงตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้นมา

 

ภาพ: PatiPati / Shutterstock, Bigc Studio/Shutterstock

The post จับตาแรงกระแทก ‘ตลาดหุ้นไทย’ หลังศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง ปมบาร์โค้ดบัตรสืบรู้ต้นขั้วคะแนน หวั่นชี้เลือกตั้งเป็น ‘โมฆะ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤตน้ำมันแพงลากยาวแค่ไหน? เจาะลึกผลกระทบและกลยุทธ์รับมือของภาคธุรกิจไทย เมื่อซัพพลายสะดุดครั้งใหญ่ https://thestandard.co/thai-business-oil-crisis-impact/ Wed, 18 Mar 2026 08:13:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1188737 วิกฤตน้ำมันแพงลากยาวแค่ไหน?

โลกกำลังเผชิญกับ ‘การหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ท […]

The post วิกฤตน้ำมันแพงลากยาวแค่ไหน? เจาะลึกผลกระทบและกลยุทธ์รับมือของภาคธุรกิจไทย เมื่อซัพพลายสะดุดครั้งใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤตน้ำมันแพงลากยาวแค่ไหน?

โลกกำลังเผชิญกับ ‘การหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันโลก’ ตามคำนิยามขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA)

 

และอาจเรียกได้ว่านี่คือวิกฤตการณ์น้ำมันแพงครั้งใหม่ ซึ่งยังไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าจะดำเนินต่อเนื่องไปอีกยาวนานแค่ไหน

 

ธุรกิจไทยจะต้องเตรียมรับมืออย่างไร หากต้องการประคองธุรกิจให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด หรืออาจจะสามารถพลิกกลับมาเป็นผู้ชนะได้ ท่ามกลางวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้น

 

วิกฤตน้ำมันรอบนี้ จะลากยาวแค่ไหน?

 

เพื่อเตรียมพร้อมธุรกิจให้สามารถรับมือกับวิกฤตได้ตลอดรอดฝั่ง เราอาจต้องประเมินให้พอเห็นภาพก่อนว่า วิกฤตน้ำมันรอบนี้จะลากยาวแค่ไหน แล้วแต่ละสมมติฐานจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจหรือธุรกิจอย่างไร

 

KKP Research ประเมิน 3 สถานการณ์ที่เป็นไปได้สำหรับเศรษฐกิจไทย โดยแบ่งตามระยะเวลาและความรุนแรงของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ดังนี้

 

1. จบเร็ว ภาวะการขาดแคลนน้ำมันเป็นปัญหาระยะสั้น และช่องแคบฮอร์มุซสามารถกลับมาเปิดได้ในระยะเวลาไม่นานนัก ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และปรับลดลงกลับสู่ภาวะปกติได้ในเวลา 1-2 เดือน ราคาน้ำมันจะกลับไปอยู่ที่ระดับ 60-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเพียง 0.2%

 

2. ยืดเยื้อ สถานการณ์ยืดเยื้อมากขึ้น การขาดแคลนน้ำมันกินระยะเวลายาวนานขึ้น เศรษฐกิจไทยจะเริ่มได้รับผลกระทบคือระดับราคาน้ำมันเฉลี่ยค้างอยู่ในช่วง 85–90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นระยะเวลา 4-6 เดือน ทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.8%

 

3. รุนแรง ในกรณีเลวร้าย หากสถานการณ์ลุกลามกลายเป็นสงครามภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น และมีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานในการผลิตน้ำมัน ที่ทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกไม่สามารถกลับสู่ภาวะปกติได้ในระยะสั้น ทำให้ตลาดน้ำมันอยู่ในภาวะขาดแคลนเป็นเวลานาน ราคาอาจค้างสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน จะทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 2%

 

ในภาพกว้าง KKP Research ประเมินว่าไทยจะเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงมากที่สุดประเทศหนึ่งในภูมิภาคเนื่องจากไทยเป็นประเทศที่มีการขาดดุลพลังงาน หรือต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเพื่อการบริโภคในประเทศ ซึ่งคิดเป็นขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคที่ประมาณ 6.5% ของ GDP ส่งผลให้ไทยจะเผชิญต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นมากหากราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นแรง ในกรณีที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นแรงและค้างสูงนาน มีช่องทางการส่งผ่านผลกระทบต่อไทย 3 ช่องทางหลัก ได้แก่

 

การท่องเที่ยว ความขัดแย้งในภูมิภาคที่ยืดเยื้อก่อให้เกิดความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อจำนวนนักท่องเที่ยว นอกเหนือจากผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและยุโรปที่ได้รับผลโดยตรงจากการสู้รบ ราคาเชื้อเพลิงเครื่องบินที่สูงขึ้นนำไปสู่ราคาตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้น นอกจากนี้ในกรณีที่จำนวนเที่ยวบินปรับตัวน้อยลงจำนวนนักท่องเที่ยวอาจลดลง ส่งผลให้การฟื้นตัวของภาคบริการและการค้าปลีกหยุดชะงัก

 

การส่งออก อาจเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการค้าที่เพิ่มขึ้น ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อจะผลักดันค่าขนส่งและเบี้ยประกันภัยให้สูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลลบต่อการฟื้นตัวของการส่งออกตามที่เราคาดไว้ นอกจากนี้ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะนำไปสู่อุปสงค์โลกที่ปรับตัวชะลอลง

 

อุปสงค์ในประเทศ ไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานค่อนข้างสูง ราคาน้ำมันที่สูงต่อเนื่องจะส่งผลให้ภาระการใช้จ่ายของครัวเรือนสูงขึ้น และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอาจปรับตัวสูงขึ้น ทำให้รายได้หลังหักรายจ่ายพลังงานลดลง กดดันอุปสงค์ในประเทศ ภาษีพลังงานมีแนวโน้มรุนแรงในช่วงที่ภาระหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง เนื่องจากผู้บริโภคถูกบังคับให้ย้ายการใช้จ่ายจากสินค้าฟุ่มเฟือยมาสู่ความต้องการพลังงานพื้นฐาน

 

ต้นทุนอะไรที่ปรับขึ้นแล้วบ้างจากวิกฤตน้ำมันรอบนี้

 

แม้ราคาน้ำมันขายปลีกจะยังไม่ถูกปรับขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ตั้งแต่สงครามปะทุขึ้นเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เป็นผลจากการที่รัฐบาลประกาศตรึงราคาน้ำมันไว้จนถึงวันนี้ (17 กุมภาพันธ์) ก่อนที่จะเริ่มเห็นการทยอยปรับขึ้นของราคาน้ำมันหากสถานการณ์การสู้รบยังคงดำเนินต่อไป

 

นอกจากต้นทุนพลังงานแล้ว ราคาค่าขนส่งโลจิสติกส์ก็เริ่มปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน อย่างดัชนี Containerized Freight Index ซึ่งเป็นดัชนีสะท้อนค่าระวางเรือคอนเทนเนอร์ ที่เพิ่มขึ้นจากราว 1,400 จุด มาแตะระดับ 1,710 จุด เพิ่มขึ้น 22% ในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา

 

ส่วนต้นทุนวัตถุดิบก็เริ่มขยับขึ้นบางส่วน เช่น ปุ๋ย ซึ่งเป็นสินค้าที่ต้องนำเข้าจากตะวันออกกลางเป็นหลัก รวมทั้งต้นทุนของบรรจุภัณฑ์ที่มีแนวโน้มจะขยับขึ้น โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์พลาสติก

 

ตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.อิชิตัน กรุ๊ป (ICHI) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า สำหรับอิชิตันพลาสติกเป็นหนึ่งในต้นทุนหลัก คิดเป็นประมาณ 30% ของต้นทุนทั้งหมด แต่ปัจจุบันต้นทุนส่วนนี้ยังไม่ได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากบริษัทมีการทำสัญญาทุกๆ ครึ่งปี ซึ่งซัพพลายเออร์ยืนยันว่าสามารถจัดส่งวัตถุดิบให้ได้ตามสัญญา หลังจากนั้นในเดือนกรกฎาคมต้องกลับมาดูสถานการณ์อีกครั้ง

 

“สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นหลายรอบในอดีต ทั้งสงคราม น้ำมันแพง ซึ่งกระทบทุกคน และกระทบทั้งโลก ส่วนตัวมองว่าเป็นปัจจัยชั่วคราว” ตันกล่าว

 

ทั้งนี้ ตันยืนยันว่า บริษัทยังไม่ได้ปรับขึ้นราคาสินค้า และจะเป็นทางเลือกสุดท้ายของบริษัท หลังจากพยายามลดต้นทุนในส่วนอื่นๆ ก่อน เช่น ค่าใช้จ่ายการตลาดที่อาจปรับมาใช้การโฆษณาผ่านออนไลน์ทดแทน หรือการประหยัดพลังงานในส่วนต่างๆ

 

ภาคธุรกิจเตรียมรับมือต้นทุนพลังงานพุ่งสูงอย่างไร

 

ตันกล่าวต่อว่า ในช่วงวิกฤตหากภาคธุรกิจกลับมาทบทวนกระบวนการทำธุรกิจในขั้นตอนต่างๆ อาจค้นพบวิธีการที่ช่วยให้ประหยัดต้นทุนไปได้ และบางครั้งอาจช่วยให้ต้นทุนเหล่านั้นลดลง แม้ราคาพลังงานจะสูงขึ้น

 

ตันยกตัวอย่างในอดีตว่า “ช่วงที่น้ำมันเคยแตะ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล บริษัทปรับวิธีการจัดเรียงสินค้าบนรถขนส่ง ทำให้ขนส่งสินค้าต่อรอบได้มากขึ้น สุดท้ายช่วยให้ต้นทุนลดลงเมื่อเทียบกับค่าน้ำมันที่เพิ่มขึ้น จริงๆ แล้ว แต่ละธุรกิจมีหลายจุดที่ปรับเปลี่ยนให้ต้นทุนลดลงได้ ซึ่งเราอาจมองข้ามไปในช่วงเวลาปกติ”

 

เร่งเจรจาลูกค้าค้าเพื่อปรับค่าบริการให้สะท้อนต้นทุนจริง

 

ด้าน ชวนินทร์ บัณฑิตกฤษดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ (SJWD) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ระหว่างที่ต้นทุนพลังงานเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นในตลาดโลก บริษัทเร่งเจรจากับลูกค้าเพื่อปรับขึ้นค่าบริการตามต้นทุนพลังงาน

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทติดตามการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิดในแต่ละวัน ซึ่งราคาพลังงานที่สูงขึ้นไม่ได้กระทบกับบริษัทมากนัก สิ่งที่บริษัทกังวลมากกว่าคือน้ำมันขาดแคลน

 

“บริษัทจะมีกลไกที่ปรับราคาขึ้นลงตามต้นทุนพลังงานที่เปลี่ยนไปอยู่แล้ว ขณะเดียวกันก็เร่งสำรองน้ำมันในถังให้มากที่สุด คาดว่าหากน้ำมันขาดแคลน จะรองรับได้ 60-90 วัน ถ้าราคาน้ำมันแพงขึ้นไม่ห่วง แต่ห่วงว่าน้ำมันจะขาดแคลน” ชวนินทร์กล่าว

 

ขณะเดียวกันมีการพูดถึงการรับมือโดยนำรถไฟฟ้า (EV) มาช่วยบรรเทาผลกระทบ ชวนินทร์เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทมีหัวลาก EV อยู่แล้ว 30-40 คัน แต่การใช้รถ EV จะช่วยได้เฉพาะการขนส่งจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งที่แน่นอน แต่บางบริการที่ต้องขนส่งหลายจุดและไม่แน่นอน จะบริหารจัดการได้ยาก เพราะจุดชาร์จไฟฟ้าไม่เหมือนจุดเติมน้ำมัน

 

จับตา ‘ค่าไฟฟ้า’ อาจเพิ่มขึ้นในเดือนพฤษภาคม

 

ประสงค์ อินทรหนองไผ่ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า วิกฤตน้ำมันรอบนี้น่าจะผลกระทบต่อไทยและประเทศอื่นๆ ในเอเชียหนักกว่าวิกฤตน้ำมันในอดีต เพราะอุปทานน้ำมันส่วนใหญ่มาจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง หากดูราคาน้ำมันดิบ Brent หรือ WTI เทียบกับน้ำมันดิบ Dubai จะเห็นว่าน้ำมันดิบ Dubai เพิ่มขึ้นสูงกว่ามาก

 

สำหรับธุรกิจในภาคการผลิตเป็นกลุ่มที่ใช้พลังงานสูงอยู่แล้ว สิ่งที่แต่ละบริษัทกำลังเตรียมพร้อมเพื่อรับมือคือ ต้นทุนค่าไฟฟ้าที่อาจปรับเพิ่มขึ้น

 

“โดยปกติค่า ft จะปรับทุก 4 เดือน รอบถัดไปอาจเห็นการปรับขึ้นในเดือนพฤษภาคมนี้” ประสงค์กล่าว

 

ทั้งนี้ หลายบริษัทเริ่มนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยประหยัดพลังงาน เพราะราคาน้ำมันที่แพงขึ้นนี้อาจทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าสูงขึ้นในช่วงเวลาที่กำลังจะมาถึง

 

อย่างไรก็ตาม ประสงค์ยืนยันว่า กลุ่มธุรกิจผู้ผลิตยังไม่ได้ปรับเพิ่มราคาสินค้าในเวลานี้ แต่เน้นการบริหารให้ทั้งห่วงโซ่อุปทานอยู่รอดก่อน โดยแต่ละธุรกิจพยายามเตรียมพร้อมกับการลดต้นทุน ลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพ ส่วนการจะปรับราคาสินค้าขึ้นเมื่อใดนั้น ต้องหารือกันอีกครั้ง

 

“ตอนนี้ภาครัฐให้ความมั่นใจว่าอุปทานน้ำมันจะไม่ขาดแคลน จริงๆ แล้วอุปสงค์ในประเทศยังเท่าเดิม ขณะที่อุปทานดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นด้วย เพียงแต่ปัจจุบันอาจเป็นภาวะตื่นตระหนกมากเกินไป หลังจากนี้จะเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ”

 

ธุรกิจที่ดูเหมือนจะได้รับผลกระทบโดยตรง สะท้อนจากตลาดหุ้นไทย

 

หากพิจารณาจากธุรกิจขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นไทย อิงจากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) ที่มากที่สุด 30 อันดับแรก จะเห็นว่ามีหลายบริษัทขนาดใหญ่ในหลายอุตสาหกรรมที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงรุนแรงกว่าภาพรวมตลาดอย่างเห็นได้ชัด ในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากสงครามปะทุเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ จนถึง 17 มีนาคมที่ผ่านมา

 

  • กลุ่มโรงไฟฟ้า เช่น บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) ราคาลดลง 21.5%
  • กลุ่มปิโตรเคมี เช่น บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ราคาลดลง 18.4%
  • กลุ่มโรงแรมและร้านอาหาร เช่น บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) ราคาลดลง 15.1%
  • กลุ่มค้าปลีก เช่น บมจ.ซีพีออลล์ (CPALL) ราคาลดลง 14.9%
  • กลุ่มค้าปลีกน้ำมัน เช่น บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (OR) ราคาลดลง 13.9%
  • กลุ่มโรงพยาบาล เช่น บมจ.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) ลดลง 16.5% และบมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) ราคาลดลง 13.3%
  • กลุ่มท่องเที่ยว เช่น บมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT) ราคาลดลง 9.2%

 

ในมุมกลับกันในบรรดาหุ้นท็อป 30 ดังกล่าว มี 2 บริษัทที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นกว่า 10% ในช่วงเวลาเดียวกัน ได้แก่ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) เพิ่มขึ้น 12.7% และบมจ.ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) เพิ่มขึ้น 11.2%

 

นอกจากนี้ หากมองเป็นภาพรวมกลุ่มอุตสาหกรรม จะเห็นว่าหุ้นกลุ่มผู้ผลิตสินค้าเกษตร โดยเฉพาะกลุ่มน้ำมันปาล์ม ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 10-20% รวมทั้งบริษัทผู้ผลิตยางพารา

 

ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บล.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ มองว่า ณ สถานการณ์ปัจจุบันหลังจากสงครามดำเนินมาแล้ว 2-3 สัปดาห์ จะเห็นว่าความร้อนแรงยังคงอยู่ แต่ไม่ได้รุนแรงมากขึ้น ขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซเริ่มมีเรือขนส่งสินค้าผ่านได้บ้างแล้ว เพียงแต่ภาพรวมยังไม่เห็นสัญญาณว่าสงครามจะจบลงทันที

 

สำหรับตลาดหุ้นไทยต้องยอมรับว่าถูกกระทบหนัก ส่วนหนึ่งเพราะไทยนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางสูง และจะเห็นว่าราคาน้ำมันดิบดูไบยังไม่ได้ปรับลงมากนัก เมื่อเทียบกับน้ำมันดิบ Brent หรือ WTI ที่เริ่มปรับลงบ้างแล้ว

 

เมื่อมองไปยังรายอุตสาหกรรม กลุ่มที่น่ากังวลคือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภคที่อาจได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันสูง ต้นทุนราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งราคาสินค้าที่อาจต้องปรับเพิ่ม กระทบต่อการบริโภค

 

ในมุมกลับกัน กลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และอาหาร เป็นกลุ่มที่น่าสนใจ ที่อาจได้รับอานิสงส์จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น เช่นเดียวกับกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับไบโอดีเซล เช่น น้ำมันปาล์มที่มีแนวโน้มว่าอุปสงค์จะเพิ่มขึ้น

The post วิกฤตน้ำมันแพงลากยาวแค่ไหน? เจาะลึกผลกระทบและกลยุทธ์รับมือของภาคธุรกิจไทย เมื่อซัพพลายสะดุดครั้งใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เล็งเสนอลดอายุเปิดบัญชี TISA เหลือ 18 ปี ดึงคนรุ่นใหม่ลงทุนในตลาดหุ้นไทย https://thestandard.co/tisa-age-18-young-investors/ Thu, 12 Mar 2026 11:18:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1186912 ภาพกราฟิกตลาดหลักทรัพย์ฯ เล็งลดอายุเปิดบัญชี TISA เหลือ 18 ปี เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้ลงทุน

วันนี้ (12 มีนาคม) ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพ […]

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ เล็งเสนอลดอายุเปิดบัญชี TISA เหลือ 18 ปี ดึงคนรุ่นใหม่ลงทุนในตลาดหุ้นไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกตลาดหลักทรัพย์ฯ เล็งลดอายุเปิดบัญชี TISA เหลือ 18 ปี เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้ลงทุน

วันนี้ (12 มีนาคม) ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดเผยแนวโน้มผลกระทบสงครามอิหร่าน ต่อตลาดทุนไทย โดยมองว่าในช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยผ่านมาหลายวิกฤติ แต่หลังเลือกตั้งดัชนี SET ปรับดีขึ้น จากความเชื่อมั่นนักลงทุน พอเกิดสงครามอิหร่าน กดดันดัชนีหุ้นไทยให้ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงภายในวันเดียว จนต้องหยุดการซื้อขายชั่วคราว (Circuit Breaker) ซึ่งมองว่าเป็นการปรับตัวลดลงตามกระแสโลก 

 

โดยในช่วงแรกตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงน้อยกว่าประเทศอื่น ทำให้ปัจจุบัน (YTD) หลังเกิดสงครามอิหร่าน ดัชนีปรับตัวลดลงกว่า 7% ซึ่งยังน้อยกว่าตลาดอื่นในภูมิภาค สะท้อนว่าพื้นฐานบริษัทจดทะเบียนยังดีอยู่ อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถคาดการณ์ ผลกระทบจากราคาน้ำมันได้ เนื่องจากสถานการณ์มีความไม่แน่นอนสูง

 

ด้านผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจจะกดดันกำไรของบริษัทจดทะเบียน ประเมินว่าจะมีบางธุรกิจได้รับผลกระทบ แต่จะเป็นผลกระทบเพียงระยะสั้น เพราะคาดว่าสงครามอิหร่านจะยืดเยื้ออีกไม่นาน เนื่องจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต้องการจบสงครามให้เร็วที่สุด

 

สำหรับแนวโน้มที่นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง 5 วันติดต่อกัน ตั้งแต่ 5-11 มีนาคม มูลค่า 26,581 ล้านบาท มองว่าเป็นการเทขายเพื่อปรับพอร์ตการลงทุน บริหารความเสี่ยงจากความไม่แน่นอน ทั้งนี้ตั้งแต่ต้นปี (YTD) นักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นไทยสุทธิ 32,600 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ตาม ถ้ามีการปรับแก้กฎหมายตลาดทุน เช่น ease of doing business อำนวยความสะดวกธุรกิจต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยง่ายขึ้น หรือกิโยตินกฎหมาย เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย เชื่อว่าจะช่วยดึงดูดเงินลงทุนให้เข้ามาตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้น

 

เล็งลดอายุเปิดบัญชีลงทุน TISA เหลือ 18 ปี ดึงคนรุ่นใหม่เข้าตลาด

 

สำหรับความคืบหน้าโครงการ TISA บัญชีเงินออมเพื่อการลงทุน เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีเงินไว้ใช้หลังเกษียณระยะยาว พร้อมสิทธิลดหย่อนภาษี กิติพงศ์กล่าวว่า ขณะนี้กำลังพิจารณาเสนอให้ลดอายุผู้เปิดบัญชีลงทุนของ TISA ให้เหลือ 18 ปี จากเดิม 20 ปีบริบูรณ์ โดยไม่ต้องเปิดบัญชีร่วมกับผู้ปกครอง เพื่อขยายฐานการลงทุนให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น

 

ทั้งนี้ อนุกรรมการตลาดทุน ซึ่งมีหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องจะมีการประชุม ทบทวนข้อเสนอแนะการพัฒนาตลาดทุนว่าต้องการเพิ่มหรือแก้ไขตรงจุดไหน ก่อนปรับปรุงแผนภาพรวม และส่งต่อไปยังคณะกรรมการชุดใหญ่ในวันที่ 17-18 มีนาคมนี้ เพื่อเตรียมเสนอกระทรวงการคลังภายใน 1 เดือนหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ อย่างเป็นทางการ หรือประมาณเดือนเมษายน คาดว่ารายละเอียดโครงการ TISA จะมีความชัดเจนออกประกาศได้ในเดือนพฤษภาคม

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ เล็งเสนอลดอายุเปิดบัญชี TISA เหลือ 18 ปี ดึงคนรุ่นใหม่ลงทุนในตลาดหุ้นไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
FETCO เผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนใน 3 เดือนข้างหน้า แตะระดับ ‘ร้อนแรงอย่างมาก’ รับอานิสงส์เงินทุนไหลเข้า-เสถียรภาพการเมืองไทย https://thestandard.co/fetco-investor-confidence-hot-capital-inflow/ Tue, 10 Mar 2026 07:53:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1186207 ภาพแสดงดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ที่อยู่ในระดับร้อนแรงอย่างมาก

ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนอยู่ในเกณฑ์ ‘ร้อนแรงอย่างมาก’ […]

The post FETCO เผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนใน 3 เดือนข้างหน้า แตะระดับ ‘ร้อนแรงอย่างมาก’ รับอานิสงส์เงินทุนไหลเข้า-เสถียรภาพการเมืองไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ที่อยู่ในระดับร้อนแรงอย่างมาก

ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนอยู่ในเกณฑ์ ‘ร้อนแรงอย่างมาก’ นักลงทุนจับตาแรงหนุนจากเงินทุนไหลเข้าและสถานการณ์การเมืองไทย ปัจจัยฉุดคือความขัดแย้งระหว่างประเทศและความไม่แน่นอนทางการเมือง

 

กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ผลสำรวจในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 (สำรวจระหว่างวันที่ 20-28 กุมภาพันธ์ 2569) พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index: ICI) ในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 181.16 ในเกณฑ์ ‘ร้อนแรงอย่างมาก’ ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2

 

นักลงทุนมองว่า การไหลเข้าของเงินทุนเป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมาคือสถานการณ์การเมืองในประเทศ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

 

ปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ รองลงมาคือ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ และสงครามการค้า

 

ภาพแสดงดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ที่อยู่ในระดับร้อนแรงอย่างมาก 1

 

ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) สำรวจในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ได้ผลสำรวจโดยสรุป ดังนี้

 

  • ดัชนีความเชื่อมั่นรวมทุกกลุ่มนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า (พฤษภาคม 2569) อยู่ในเกณฑ์ ‘ร้อนแรงอย่างมาก’ (ช่วงค่าดัชนี 160-200) ที่ระดับ 181.16
  • ความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคลอยู่ในเกณฑ์ ‘ร้อนแรง’ ในขณะที่ กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ กลุ่มนักลงทุนสถาบัน และกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศอยู่ในเกณฑ์ ‘ร้อนแรงอย่างมาก’
  • หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ ธนาคาร (BANK)
  • หมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดยานยนต์ (AUTO)
  • ปัจจัยหนุนที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ การไหลเข้าของเงินทุน
  • ปัจจัยฉุดที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ

 

ผลสำรวจ ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2569 รายกลุ่มนักลงทุน พบว่าความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคลปรับเพิ่ม 16.9% อยู่ที่ระดับ 151.56 กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ปรับเพิ่ม 22.2% อยู่ที่ระดับ 183.33 กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศปรับเพิ่ม 53.4% อยู่ที่ระดับ 187.50 และกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศทรงตัว อยู่ที่ระดับ 200.00

 

SET Index ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เคลื่อนไหวภายใต้แรงหนุนจาก สถานการณ์การเมืองภายในประเทศ โดยเฉพาะผลการเลือกตั้งและความคาดหวังต่อเสถียรภาพรัฐบาลใหม่ ควบคู่กับ กนง. มีมติลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เพื่อพยุงการฟื้นตัวเศรษฐกิจ ส่งผลให้เงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้ามาในตลาดทุนไทยเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีแรงกดดันจาก ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลางในช่วงปลายเดือน

 

โดย SET Index ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ปิดที่ 1,528.26 ปรับขึ้น 15.29% จากเดือนก่อนหน้า ปริมาณซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ 59,748 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิ 54,596 ล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปีนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิรวมในตลาดหลักทรัพย์ฯ 58,905 ล้านบาท

 

ปัจจัยต่างประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลกและความผันผวนของราคาพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงความไม่แน่นอนทางการค้าระหว่างมหาอำนาจและนโยบายภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ล่าสุดปรับเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าจากทั่วโลกเป็น 15% เพื่อตอบโต้ประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้า แม้จะมีคำสั่งศาลสูงสุดสหรัฐฯ ที่มองว่าการเก็บภาษีดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

ในส่วนของปัจจัยในประเทศ ปัจจัยด้านการเมืองและการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ ยังคงเป็นตัวแปรหลักที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะความชัดเจนของเสถียรภาพรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง ซึ่งจะมีผลต่อทิศทางนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ การลงทุนสาธารณะ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ

 

The post FETCO เผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนใน 3 เดือนข้างหน้า แตะระดับ ‘ร้อนแรงอย่างมาก’ รับอานิสงส์เงินทุนไหลเข้า-เสถียรภาพการเมืองไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโนเวสท์ เอกซ์ หั่น GDP ไทยเหลือ 1.5% รับศึกอิหร่าน-สหรัฐฯ ระอุ คาดน้ำมัน-ค่าระวางเรือพุ่ง ดอลลาร์แข็งค่า https://thestandard.co/innovestx-cut-thailand-gdp-iran-us/ Tue, 10 Mar 2026 01:41:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1185965 ภาพประกอบแสดงกราฟเศรษฐกิจที่ปรับตัวลดลง ท่ามกลางภาพฉากหลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น

The post อินโนเวสท์ เอกซ์ หั่น GDP ไทยเหลือ 1.5% รับศึกอิหร่าน-สหรัฐฯ ระอุ คาดน้ำมัน-ค่าระวางเรือพุ่ง ดอลลาร์แข็งค่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงกราฟเศรษฐกิจที่ปรับตัวลดลง ท่ามกลางภาพฉากหลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น

The post อินโนเวสท์ เอกซ์ หั่น GDP ไทยเหลือ 1.5% รับศึกอิหร่าน-สหรัฐฯ ระอุ คาดน้ำมัน-ค่าระวางเรือพุ่ง ดอลลาร์แข็งค่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลท. มั่นใจ ‘หุ้นไทย’ พื้นฐานแกร่ง สู้ศึกสงครามอิหร่าน ย้ำกลไก Circuit Breaker มีประสิทธิภาพ และ Yield สูงสุดในภูมิภาค https://thestandard.co/set-thai-stock-iran-war-breaker/ Mon, 09 Mar 2026 10:54:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1185881 ตลาดหลักทรัพย์ฯ มั่นใจหุ้นไทยพื้นฐานแกร่ง รับมือสงครามอิหร่านได้ พร้อมยืนยันกลไก Circuit Breaker มีประสิทธิภาพ

วันนี้ (9 มีนาคม 2569) อัสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดกา […]

The post ตลท. มั่นใจ ‘หุ้นไทย’ พื้นฐานแกร่ง สู้ศึกสงครามอิหร่าน ย้ำกลไก Circuit Breaker มีประสิทธิภาพ และ Yield สูงสุดในภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหลักทรัพย์ฯ มั่นใจหุ้นไทยพื้นฐานแกร่ง รับมือสงครามอิหร่านได้ พร้อมยืนยันกลไก Circuit Breaker มีประสิทธิภาพ

วันนี้ (9 มีนาคม 2569) อัสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย เปิดเผยมาตรการรองรับความผันผวนตลาดทุนไทย จากสงครามอิหร่าน

 

โดยกล่าวว่า ที่ผ่านมาเวลาเกิดเหตุการณ์ The Black Swan ในตลาดหุ้นไทย ไม่ว่าจะเป็นโควิด แผ่นดินไหว สงครามภาษี ต่อเนื่องมาจนสงครามอิหร่านในปัจจุบัน

 

พบว่า การซื้อขายในตลาดหุ้นไทยยังดำเนินต่อไปได้ แม้จะมีความผันผวน ซึ่งเป็นการตอกย้ำบทบาทของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในฐานะ Seamless infrastructure โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ที่ไม่สะดุดและเชื่อถือได้

 

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องมือป้องกันไม่ให้เกิดความผันผวนรุนแรงในตลาด ได้แก่

 

1. Circuit Breaker การหยุดการซื้อขายชั่วคราว ในกรณีที่ตลาดมีความผันผวนรุนแรง โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ

 

  • ครั้งที่ 1 เมื่อ SET Index เปลี่ยนแปลง ลดลงถึง 8% ของค่าดัชนีปิดในวันทำการก่อนหน้า จะหยุดการซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งหมด 30 นาที
  • ครั้งที่ 2 เมื่อ SET Index เปลี่ยนแปลง ลดลงถึง 15% ของค่าดัชนีปิดในวันทำการก่อนหน้า จะหยุดการซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งหมด 30 นาที
  • ครั้งที่ 3 เมื่อ SET Index เปลี่ยนแปลง ลดลงถึง 20% ของค่าดัชนีปิดในวันทำการก่อนหน้า จะหยุดการซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งหมด 1 ชั่วโมง

 

ซึ่งการหยุดการซื้อขายชั่วคราว (Circuit Breaker) เมื่อวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา สะท้อนว่า กลไกของตลาดมีประสิทธิภาพ เพราะ SET Index กลับมาปิดตลาดที่ -5.58% หลังจากระหว่างวันทำจุดต่ำสุดที่ 1,341.14 จุด ลดลงกว่า 8% จนเกิด circuit breaker เป็นครั้งที่ 7 ในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทย ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 159,000 ล้านบาท

 

2. Ceiling and Floor ข้อจำกัดราคาสูงสุดและต่ำสุดของหุ้นที่ซื้อขายได้ในแต่ละวัน โดยกำหนดให้ราคาเสนอซื้อและเสนอขายหุ้น เปลี่ยนแปลงได้ไม่เกิน 30% ของราคาปิดวันทำการก่อนหน้า

 

โดยสองอาทิตย์ที่ผ่านมา ยังไม่มีหุ้นตัวใหญ่ตัวไหนที่แตะ Ceiling and Floor สะท้อนว่ากลไกลตลาดหุ้นไทยยังมั่นคง และมีเสถียรภาพที่ดีตามมาตรฐานสากล เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน อย่างไรก็ตามคาดว่า ผลกระทบจากสงครามอิหร่านครั้งนี้จะไม่รุนแรงเท่าช่วงโควิด

 

ยันติดตามผลกระทบสงคราม- ปิดช่องแคบฮอร์มุซ

 

อัสเดช กล่าวว่า หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อ เศรษฐกิจไทยจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจาก ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นได้ เนื่องจากปัจจุบันไทยนำเข้าน้ำมันผ่านตะวันออกกลาง 50% ของการน้ำมันทั้งหมด ซึ่งต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนก๊าซธรรมชาติ (LNG) ไทยนำเข้าราว 20% หากราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น ต้องติดตามผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียน จะมีทั้งบริษัทที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ ต่อเนื่องไปถึงผลกระทบจากค่าเงิน หากดอลลาร์แข็งค่าขึ้น จะส่งผลกระทบต่อรายได้บริษัทจดทะเบียนไทย

 

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเกิดสงครามหรือไม่ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็ให้ความสำคัญกับ การดูแลดูแลพฤติกรรมนักลงทุนในตลาด ไม่ให้มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ปัจจุบันโครงสร้างนักลงทุนยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ แม้ต่างชาติเข้ามาถือครองหุ้นไทย เพิ่มขึ้นเป็น 37% จากราว 30% ในปี 2568

 

เชื่อหุ้นไทย ‘พื้นฐานดี’ ฝ่าวิกฤติ Black swan

 

สำหรับจุดแข็งที่ทำให้ตลาดทุนไทย อยู่รอดท่ามกลางความผันผวนจากวิกฤติ Black swan ในช่วงที่ผ่านมา อัสเดช ให้ความเห็นว่า Downside risk ของตลาดทุนไทยค่อนข้างต่ำ จากโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่มั่นคง ประกอบกับเป็นตลาดหุ้นที่ให้ปันผลสูง และบริษัทจดทะเบียนมีการซื้อหุ้นคืนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2568 ที่ผ่านมา ด้วยปัจจัยเหล่านี้ ตลาดทุนไทยจึงเป็น safe haven ชั้นดีของนักลงทุนต่างชาติ ที่เข้ามาพักเงินหลบความผันผวน ทำให้แม้มีวิกฤติกระทบตลาดหุ้นทั่วโลก ก็ยังมีกระแสเงินทุนจากต่างชาติเข้ามาลงทุนในตลาดทุนไทยอย่างต่อเนื่อง

 

ด้านศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กร และการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “ตลาดทุนเราไม่ได้มี sector ใหญ่ที่หุ้นกระจุกตัว ไม่มีฟองสบู่ AI อีกทั้งมีนักลงทุนหลากหลายกลุ่มที่ช่วยพยุงราคาตลาด จึงมีคนรับซื้อราคาเสนอขาย ในช่วงที่ดัชนีเปลี่ยนแปลงมาก อีกทั้งเรายังเป็นประเทศ ที่ไม่เคยมีมาตรการ กีดกันการลงทุนจากต่างประเทศ ทำให้นักลงทุนต่างชาติมั่นใจได้ว่า จะไม่ต้องย้ายเงินลงทุนหนี”

 

จับตาสงครามอิหร่าน กระทบตลาดหุ้นไทย 3 ด้าน

 

สำหรับผลกระทบสงครามอิหร่านที่ลุกลามไปทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง ศรพล กล่าวว่า จะส่งผลกระทบต่อตลาดทุนไทยใน 3 ด้าน ดังนี้

 

  • ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ยืดเยื้อ ไทยจะได้รับผลกระทบ เนื่องเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังตลาดทุน เนื่องจากปัจจุบันหุ้นน้ำมันมีมูลค่าตลาดในสัดส่วนมากกว่า 50% ของตลาดหุ้นไทย เมื่อเทียบตลาดอื่นในภูมิภาค
  • เงินเฟ้อจากต้นทุนการผลิตที่แพงขึ้นจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ไม่เฉพาะแค่ไทย แต่ต้องจับตาความเสี่ยงเงินเฟ้อในสหรัฐฯ หากปรับสูงขึ้น อาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ชะลอการลดดอกเบี้ย ซึ่งจะส่งผลต่อ fund flow ที่ไหลเข้าตลาดประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market)
  • การบินถูกดิสรัปจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น จะกระทบต่อเนื่องไปยังการขนส่ง และการท่องเที่ยว แต่ปัจจุบันการท่องเที่ยวไทยผ่านช่วง High season จึงไม่กระทบมาก แต่ต้องจับตาผลกระทบต่อไปหากสงครามยืดเยื้อ เช่นเดียวกับ fund flow จากนักลงทุนต่างชาติที่แม้จะเข้าซื้อหุ้นไทย สามเดือนติดต่อกัน แต่ในเดือนมีนาคมมีมูลค่าขายสุทธิราว 15,000 ล้านบาท หากสงครามยืดเยื้อต้องจับตาผลกระทบต่อไป

 

ทั้งนี้ ระบบตลาดทุนไทยยังรองรับความผันผวนได้ สะท้อนจากดัชนี SET ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (YTD) ยังให้ผลตอบแทนเป็นบวกที่ 8.5% เป็นอันดับสามรองจากไต้หวันและเกาหลี แม้จะปรับตัวลดลงรวม 10.5% นับตั้งแต่สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่าน

The post ตลท. มั่นใจ ‘หุ้นไทย’ พื้นฐานแกร่ง สู้ศึกสงครามอิหร่าน ย้ำกลไก Circuit Breaker มีประสิทธิภาพ และ Yield สูงสุดในภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตั้งหลักกันใหม่ https://thestandard.co/re-evaluate-investment-strategy-crisis/ Fri, 06 Mar 2026 04:35:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1184925 ภาพประกอบสถานการณ์ความผันผวนของตลาดหุ้นและราคาสินทรัพย์โลก จากวิกฤตตะวันออกกลาง

ภาพการลงทุนเดือน กุมภาพันธ์ ถือได้ว่าเป็นเดือนที่ดีทั้ง […]

The post ตั้งหลักกันใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบสถานการณ์ความผันผวนของตลาดหุ้นและราคาสินทรัพย์โลก จากวิกฤตตะวันออกกลาง

ภาพการลงทุนเดือน กุมภาพันธ์ ถือได้ว่าเป็นเดือนที่ดีทั้งไทย ทั้งต่างประเทศ แต่ที่ดีที่สุดคือ หุ้นไทย ตลาดหุ้นเดินหน้าปรับตัวสูงขึ้นจนขึ้นไปยืนเหนือระดับ 1,500 จุด เพราะผลการเลือกตั้งที่พรรครัฐบาล หรือ ภูมิใจไทยได้จำนวน ส.ส. เป็นอันดับ 1 ตลาดหุ้นตอบรับดีมาก ผลตอบแทนตลาดเงินตลาดตราสารหนี้ก็ให้ผลตอบแทนที่ดี สอดรับกับการลดอัตราดอกเบี้ยของ กนง. ลงมาอยู่ที่ 1% และคาดว่าจะไม่มีการลดอัตราดอกเบี้ยอีกแล้วภายในปีนี้ ส่วนทองคำก็ยังคงปรับตัวสูงขึ้นได้ ดูแล้วประเทศไทยดูดีมากและมีแนวโน้มไปได้อีกยาว อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างหยุดลงภายในวันเดียว ปัจจัยเสี่ยงเพียงข้อเดียวที่นักลงทุนต่างก็เฝ้าระวังมาเป็นแรมเดือนก็ปะทุขึ้น ตามมาดูกัน

 

เช้าวันที่ 28 ก.พ. สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านทางอากาศ และอิหร่านตอบโต้ทันทีไปยังฐานทัพสหรัฐฯ หลายแห่งที่กระจายในหลายประเทศในตะวันออกกลาง ล่าสุดวันที่ 1 มี.ค. มีรายงานข่าวว่าผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิตแล้ว สถานการณ์ปัจจุบันยังมีความเปราะบางสูง โอกาสที่จะเกิดสงครามระดับภูมิภาค ณ ขณะนี้ยังเป็นไปอย่างจำกัด ราคาสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหมดจะตอบสนองทางลบ แต่น้ำมันและทองคำปรับตัวขึ้นจากความเสี่ยงการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมัน เนื่องจากช่องแคบ Hormuz ถูกควบคุมโดยอิหร่าน ทำให้การจราจรเรือบรรทุกน้ำมันหยุดชะงักเกือบทั้งหมด ลองมองไปข้างหน้าโดยนำเหตุการณ์ในอดีตมาเปรียบเทียบ จะพบว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกจะปรับตัวลงประมาณ 1-2 สัปดาห์ ก็จะเจอจุดต่ำสุด และราคาจะกลับมาเท่าเดิมในอีก 1 – 2 สัปดาห์ กรอบ 4 สัปดาห์ นี้ อยู่บนพื้นฐานที่เป็นสงครามในวงจำกัดไม่ลุกลามไปยังภูมิภาคอื่น

 

การคาดการณ์ที่เลวร้ายที่สุด สมมุติฐานนี้เป็นการสรุปมาจากหน้าข่าวในต่างประเทศ เป็นการเรียบเรียงจากข้อมูลที่ได้จากสื่อต่างๆ ทั่วโลกมาสรุปไว้ตรงนี้นะครับ

 

กลยุทธ์ของอิหร่านจะโจมตีประเทศต่างๆ เพื่อเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจให้กับกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง เพื่อเร่งให้ไปบีบสหรัฐลดการโจมตีอิหร่านลง การสู้รบจะยืดเยื้อไปประมาณ 4-6 สัปดาห์ วัตถุประสงค์ของสงครามที่ต่างกันระหว่างสหรัฐฯ กับ อิสราเอล โดยสหรัฐฯ ต้องการแค่ยุติโครงการอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งต่างกับอิสราเอลที่ต้องการเปลี่ยนระบอบการปกครองของอิหร่าน ทำให้กระบวนการในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเจรจาหยุดยิง รวมไปถึงการจัดตั้งคณะเจรจาใหม่ น่าจะยืดเยื้อไปเป็น 3 – 6 เดือน เพราะไม่ใช่การหาผู้นำใหม่ แต่เป็นการเปลี่ยนระบอบการปกครอง จึงต้องให้กองทัพอิหร่านรวมถึง Islamic Revolutionary Guard Corps (IRGC) ซึ่งเป็นหนึ่งในกองกำลังของอิหร่านยอมด้วย

 

ถ้ามองจากภาพนี้ภาวะไม่แน่นอนจะค่อนข้างยาวนานถึงระดับปี Fund flow จะไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย โดยเฉพาะสกุลเงินสหรัฐฯ น้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก การปรับตัวสูงขึ้นของน้ำมันจะกลายเป็นแรงผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะชะลอตัวลง

 

มาดูกันว่าจะเป็นอย่างไรกันต่อไป ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมขออธิบายโอกาสและความเป็นไปได้ ผ่านการใช้เครื่องมือทางเทคนิค เนื่องจากว่าสถานการณ์ต่างประเทศนั้นคาดการณ์ได้ยากในขณะที่สถานการณ์ในประเทศจากการจะได้มีพรรคที่มีเสียงข้างมากเป็นรัฐบาล ถือเป็นข่าวดี งั้นขอเล่าผ่านเครื่องมือทางเทคนิค การที่ SET index มีโอกาสผ่านพ้นจุดสูงสุดของปีนี้ไปแล้วที่บริเวณ 1,540 – 1,550 จุดก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นระดับที่เกินกว่าปัจจัยพื้นฐานของตลาดหุ้น ส่วนใหญ่จะประเมินกันไว้ที่ 1,430 จุด ดังนั้น ที่บริเวณ 1,430 จุด ถือเป็นระดับ SET index ทางเทคนิคที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ ส่วนตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนรุ่นอายุ 3 – 5 ปี และ อายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้น 0.1 – 0.2% แสดงว่านักลงทุนลดความเสี่ยงโดยการขายตราสารรุ่นยาวออกมา ลงทุนในตลาดเงินแทน และก็ไหลเข้าสู่เงินสกุลสหรัฐฯ เป็นเหตุผลหลักที่ค่าเงินสหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินทุกสกุลทั่วโลก ราคาทองคำกับน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ทองคำมีแรงขายทำกำไรเป็นช่วงๆ ทำให้ราคาทองทำยังไม่ทำจุดสูงสุดใหม่

 

โดยพอร์ตการลงทุน บนสมมุติฐานว่าสงครามไม่ยืดเยื้อ การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบ Hormuz คิดเป็น 20% ของโลก การจัดการแหล่งน้ำมันและการเร่งการผลิตเพิ่มเติม น่าจะช่วยลดภาวะการขาดแคลนน้ำมันไปได้บ้าง และหลังจากตลาดหุ้นหาจุดต่ำสุดได้ภายใน 1 – 2 สัปดาห์ ก็น่าจะกลับสู่ที่เดิมได้ ในอีก 2 สัปดาห์ วงจรนี้น่าจะจบได้ในหลักเดือน ดังนั้น ยังคงให้น้ำหนัการลงทุนในหุ้น 50% เป็นสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น เวียตนาม จีน และ ไทย แบ่งเท่าๆ กัน เน้นหุ้นขนาดใหญ่ หลีกเลี่ยงหุ้นขนาดเล็ก กลุ่มที่น่าสนใจเน้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานอีก 40% ไปตราสารหนี้เอกชน เน้น investment grade อายุไม่เกิน 5 ปี ที่เหลือ 10% ทอง กับ REIT

 

ภาพ: Miha Creative / Shutterstock

The post ตั้งหลักกันใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>