ภาพยนตร์แอ็กชันผจญภัย Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ภาพยนตร์แอ็กชันผจญภัย/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 03 Jul 2023 06:27:19 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Indiana Jones and the Dial of Destiny เครื่องเล่นวัยเด็กที่เราคิดถึง แต่เล่นจบแล้วก็จบกันไป https://thestandard.co/spotlight-indiana-jones-dial-destiny/ Mon, 03 Jul 2023 08:00:40 +0000 https://thestandard.co/?p=811082

Indiana Jones and the Dial of Destiny ภาพยนตร์ลำดับที่ […]

The post Indiana Jones and the Dial of Destiny เครื่องเล่นวัยเด็กที่เราคิดถึง แต่เล่นจบแล้วก็จบกันไป appeared first on THE STANDARD.

]]>

Indiana Jones and the Dial of Destiny ภาพยนตร์ลำดับที่ 5 ของแฟรนไชส์หนังแอ็กชันผจญภัยระดับตำนาน และยังถือเป็นการกลับมารับบท Indiana Jones เป็นครั้งสุดท้ายของ Harrison Ford หลังจากสวมหมวกถือแส้เพื่อออกล่าขุมทรัพย์มายาวนานร่วม 42 ปี โดยครั้งนี้ได้ James Mangold ผู้อยู่เบื้องหลังภาพยนตร์เรื่องเยี่ยมอย่าง Walk the Line (2005), Logan (2017), Ford v Ferrari (2019) ฯลฯ มานั่งแท่นผู้กำกับ พร้อมด้วย Jez Butterworth, John-Henry Butterworth จาก Ford v Ferrari และ David Koepp จาก Spider-Man (2002) มารับหน้าที่เขียนบทร่วม

 

Indiana Jones and the Dial of Destiny พาผู้ชมไปติดตามเรื่องราวของ Indiana Jones ในขวบปีที่ใกล้จะเกษียณอายุจากการเป็นอาจารย์สอนวิชาโบราณคดี รวมถึงการเป็นนักผจญภัยออกล่าขุมทรัพย์ กระทั่งวันหนึ่ง Indiana Jones ได้โคจรมาพบกับ Helena (Phoebe Waller-Bridge) ลูกสาวของอดีตเพื่อนร่วมงานอย่าง Basil Shaw (Toby Jones) ที่มาคุยกับเขาเกี่ยวกับกงล้อแห่งโชคชะตา วัตถุโบราณที่กล่าวกันว่ามีพลังในการย้อนเวลา แถมวัตถุโบราณดังกล่าวยังเป็นเป้าหมายที่ Jürgen Voller (Mads Mikkelsen) อดีตนักวิทยาศาสตร์ของกองทัพนาซีกำลังออกตามหา จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ Indiana Jones ต้องกลับมาออกผจญภัยอีกครั้งเพื่อขัดขวางแผนการร้ายของ Jürgen Voller ให้สำเร็จ 

 


บทความที่เกี่ยวข้อง:


 

 

ด้วยชื่อของ James Mangold ที่เคยพาผู้ชมไปติดตาม ‘บทสรุป’ ของหนึ่งในฮีโร่ชื่อดังอย่าง Wolverine (Hugh Jackman) ในภาพยนตร์เรื่อง Logan ที่อัดแน่นไปด้วยประเด็นดราม่าสุดเข้มข้นและฉากแอ็กชันเลือดสาด ซึ่งได้เสียงชื่นชมจากแฟนๆ ทั่วโลกอย่างล้นหลาม ดังนั้นแล้วการที่ Indiana Jones and the Dial of Destiny ได้ James Mangold มานั่งแท่นผู้กำกับ ก็เสริมให้ตัวภาพยนตร์น่าติดตามมากขึ้นว่าผู้กำกับและทีมสร้างจะนำเสนอเรื่องราวการผจญภัย ‘ครั้งสุดท้าย’ ของ Indiana Jones อีกหนึ่งตัวละครสุดไอคอนิกแห่งโลกภาพยนตร์ออกมาในรูปแบบไหน 

 

ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนคิดว่า James Mangold และทีมสร้างพาแฟนๆ ไปร่วมออกผจญภัยกับ Indiana Jones ที่ทุกคนต่างคิดถึงได้สนุกสนานจริงๆ กล่าวคือ Indiana Jones and the Dial of Destiny คือภาพยนตร์ที่อัดแน่นไปด้วยมนตร์เสน่ห์ของ Indiana Jones ภาคเก่าที่แฟนๆ คิดถึงไว้อย่างครบถ้วน ไล่เรียงตั้งแต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างซาวด์เอฟเฟกต์ต่อยตีและเสียงฟาดแส้สุดคลาสสิกที่เราแทบจะไม่ค่อยได้ยินแล้วในภาพยนตร์แอ็กชันยุคปัจจุบัน ฉากแอ็กชันไล่ล่าที่ผสมความคอเมดี้ไว้ได้อย่างลงตัว การบอกเล่าตำนานและออกตามหาวัตถุโบราณชิ้นใหม่ หรือการได้ยินดนตรีประกอบจากปลายปากกาของ John Williams อีกครั้งด้วยระบบเสียงของโรงภาพยนตร์ ก็เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในโมเมนต์ที่ทำให้เราน้ำตาซึมขณะชมได้ดีทีเดียว

 

 

ขณะเดียวกัน เมื่อผู้กำกับและทีมสร้างตัดสินใจที่จะนำเสนอเรื่องราวด้วยกลิ่นอายสุดคลาสสิกเช่นนี้ มันก็ส่งผลให้ Indiana Jones and the Dial of Destiny เป็นภาพยนตร์แอ็กชันผจญภัยที่ดำเนินเรื่องตามสูตรสำเร็จ ย่อยง่าย ไม่ได้มีจุดไหนที่อยู่เหนือความคาดหมายของเรามากนัก 

 

สำหรับผู้เขียนแล้ว Indiana Jones and the Dial of Destiny จึงเสมือนเป็นเครื่องเล่นรถไฟเหาะเครื่องเดิมที่เราเคยนั่งเล่นในวัยเด็ก เราทราบเป็นอย่างดีว่าเมื่อถึงตรงนี้รถไฟจะเลี้ยวโค้งตีลังกาแบบนี้ แต่ถึงแม้เราจะทราบดีอยู่แล้ว การได้กลับมานั่งบนเครื่องเล่นที่เราคิดถึงอีกครั้งก็ยังคงสร้างความสนุกสนานและทำให้เราอมยิ้มกับการได้เห็น Harrison Ford กลับมาสวมหมวกถือแส้อีกครั้งบนจอภาพยนตร์ได้จริงๆ 

 

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เราแอบเสียดายใน Indiana Jones and the Dial of Destiny คือประเด็นของ Indiana Jones ที่ถูกปูไว้ได้เป็นอย่างดี กับเรื่องราวของ Indiana Jones ที่ต้องเผชิญกับ ‘ความเปลี่ยนแปลง’ ของยุคสมัย ยุคที่ผู้คนเริ่มจะเบื่อหน่ายกับโบราณคดี และหันไปสนใจในวิทยาศาสตร์และการเดินทางสู่ดวงจันทร์ ตอนนี้เขาไม่ได้เป็นนักผจญภัยมากฝีมืออย่างที่เคยเป็น แต่เป็นเพียงอาจารย์ใกล้เกษียณที่ไม่มีใครเหลียวมอง 

 

แต่ผู้กำกับและทีมสร้างกลับไม่ได้พาผู้ชมเข้าไปสำรวจประเด็นดังกล่าวมากนัก ทั้งๆ ที่ภาพยนตร์มีความยาวมากถึง 2 ชั่วโมง 30 นาทีเศษ แต่ภาพยนตร์กลับเน้นหนักไปที่ฉากแอ็กชันและการตามหาวัตถุโบราณเป็นส่วนใหญ่ เราจึงแอบเสียดายว่าหากผู้กำกับและทีมสร้างแบ่งเวลามาเล่าประเด็นของ Indiana Jones อย่างลงลึกมากกว่านี้ เราก็คงจะรู้สึกอิ่มเอมและประทับใจกับการผจญภัยของ Indiana Jones อย่างเต็มเปี่ยมมากกว่าเดิม

 

 

รวมๆ แล้ว Indiana Jones and the Dial of Destiny ผู้เขียนค่อนข้างสนุกสนานไปกับการผจญภัยครั้งสุดท้ายของ Indiana Jones มากทีเดียว โดยเฉพาะกับสิ่งละอันพันละน้อยที่ผู้กำกับใส่เข้ามาให้เราได้หวนคิดถึงความประทับใจที่เราเคยได้รับใน Indiana Jones ภาคเก่าๆ ซึ่งแม้ว่ามันจะดูเรียบง่ายไปบ้าง แต่เราก็ยังสนุกกับมันได้อย่างไม่ติดขัด 

 

ขณะเดียวกัน ด้วยความที่ภาพยนตร์ไม่ได้หยิบนำเรื่องราวของ Indiana Jones ที่ถูกปูไว้ได้อย่างน่าสนใจมาขยายความให้เราได้เข้าไปสำรวจเรื่องราวของตัวละครมากนัก จึงทำให้ Indiana Jones and the Dial of Destiny เป็นเพียงเครื่องเล่นวัยเด็กที่ชวนให้เราย้อนเวลากลับไปสัมผัสกับความสนุกสนานในวันวาน แต่เมื่อลงจากเครื่องเล่นแล้วก็ไม่ได้ทำให้เราอยาก ‘กลับไป’ นั่งเครื่องเล่นนี้อีกครั้ง 

 

Indiana Jones and the Dial of Destiny เข้าฉายอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ ในโรงภาพยนตร์ 

 

รับชมตัวอย่าง Indiana Jones and the Dial of Destiny

 

 

ภาพ: Disney

The post Indiana Jones and the Dial of Destiny เครื่องเล่นวัยเด็กที่เราคิดถึง แต่เล่นจบแล้วก็จบกันไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
Indiana Jones กับ 5 ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้าที่ได้แรงบันดาลใจจากตำนานที่มีอยู่จริง https://thestandard.co/indiana-jones-and-5-artifacts/ Sat, 01 Jul 2023 04:01:48 +0000 https://thestandard.co/?p=810227

Indiana Jones นับว่าเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์แอ็กชันผจญภัยระ […]

The post Indiana Jones กับ 5 ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้าที่ได้แรงบันดาลใจจากตำนานที่มีอยู่จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>

Indiana Jones นับว่าเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์แอ็กชันผจญภัยระดับตำนานที่อุดมไปด้วยองค์ประกอบอันโดดเด่น ทั้งเรื่องราวการออกล่าขุมทรัพย์สุดขอบฟ้าสุดตื่นเต้น การผสมผสานฉากแอ็กชันและความคอเมดี้ไว้ได้อย่างสนุกสนาน และการแสดงเปี่ยมเสน่ห์ของ Harrison Ford จนส่งให้ Indiana Jones กลายเป็นแฟรนไชส์ภาพยนตร์ที่ผู้ชมทั่วโลกยังคงหลงรักมาจนถึงปัจจุบัน 

 

ซึ่งหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่ขับเคลื่อนให้เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นนั้นคือ ‘วัตถุโบราณ’ ที่มาพร้อมกับตำนานเล่าขานและพลังเหนือธรรมชาติ ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางที่ Indiana Jones ต้องออกตามหา วันนี้ THE STANDARD POP ถือโอกาสพาผู้ชมไปสำรวจเรื่องราวของ 5 วัตถุโบราณจากแฟรนไชส์ภาพยนตร์ Indiana Jones ที่ได้แรงบันดาลใจจากตำนานและวัตถุโบราณที่มีอยู่จริง  

 

ภาพ: IMDb 

 

The Ark of the Covenant จากภาค Indiana Jones and the Raiders of the Lost Ark (1981) 

 

Indiana Jones and the Raiders of the Lost Ark ว่าด้วยเรื่องราวของ Indiana Jones อาจารย์สอนวิชาโบราณคดีที่นอกจากจะมีองค์ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และโบราณคดีแล้ว เขายังเป็นนักผจญภัยมากฝีมือที่ออกตามหาโบราณวัตถุล้ำค่าเพื่อนำมาเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ วันหนึ่ง Jones ได้รับการไหว้วานให้เดินทางไปค้นหา The Ark of the Covenant หรือหีบแห่งพันธสัญญา ซึ่งมีตำนานเล่าขานว่าผู้ใดได้ครอบครองจะสามารถเอาชนะได้ในทุกศึกสงคราม พร้อมกับขัดขวางไม่ให้ทหารนาซีได้พลังอำนาจของหีบดังกล่าวไป  

 

The Ark of the Covenant หรือหีบแห่งพันธสัญญา เป็นหนึ่งในวัตถุโบราณชิ้นสำคัญที่ยังคงเต็มไปด้วยปริศนา โดยเฉพาะการพยายามพิสูจน์ว่าหีบแห่งพันธสัญญานี้เคยมีอยู่จริงในประวัติศาสตร์หรือไม่ 

 

The Ark of the Covenant

ภาพ: Wikipedia

 

โดยในพระคัมภีร์ไบเบิลได้อธิบายลักษณะของวัตถุโบราณชิ้นนี้ว่า หีบแห่งพันธสัญญาถูกสร้างขึ้นในช่วง 3,000 ปีก่อนโดยชาวอิสราเอล ประกอบขึ้นจากไม้ชุบทอง มีทูตสวรรค์สีทอง 2 องค์ที่ถูกประดับไว้ด้านบน มีไม้ขนาดยาวสำหรับใช้คนหาม ภายในกักเก็บแผ่นหินที่บันทึกบัญญัติสิบประการไว้

 

และเช่นเดียวกับวัตถุโบราณปริศนาอีกหลายชิ้น หีบแห่งพันธสัญญายังมีตำนานที่ถูกเล่าขานต่อกันมามากมาย โดยเชื่อกันว่าหีบแห่งพันธสัญญามีพลังอำนาจในการปกป้องชาวอิสราเอลที่กำลังอพยพจากภัยอันตรายต่างๆ และมีพลังในการนำพาชัยชนะมาสู่ชาวอิสราเอล 

 

ซึ่งแม้ว่าหีบแห่งพันธสัญญาจะมีตำนานเล่าขานที่บ่งชี้ว่าวัตถุโบราณชิ้นนี้มีอยู่จริง แต่นักวิชาการหลายคนก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าหีบแห่งพันธสัญญานี้ถูกเก็บไว้ที่ไหนหรือถูกทำลายไปแล้ว 

 

โดยหนึ่งในเรื่องเล่าเกี่ยวกับการคงอยู่ของหีบแห่งพันธสัญญาที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดกล่าวกันว่า ในช่วงเวลาที่กองทัพของชาวบาบิโลนใกล้จะยึดครองกรุงเยรูซาเล็มได้สำเร็จ หีบแห่งพันธสัญญาได้ถูกเคลื่อนย้ายไปยังเมืองอักซุม ภายใต้วิหารเซนต์แมรีแห่งไซออน ประเทศเอธิโอเปีย แต่ในบางเรื่องราวก็กล่าวว่าหีบแห่งพันธสัญญาได้ถูกทำลายลงโดยฝีมือของชาวบาบิโลนในช่วง 586 ปีก่อนคริสตกาล แต่นักวิชาการก็ยังไม่ค้นพบชิ้นส่วนหรือหลักฐานที่ชัดเจนมากพอที่บ่งชี้ว่าหีบแห่งพันธสัญญานี้มีอยู่จริง จึงทำให้การมีอยู่ของหีบแห่งพันธสัญญานั้นยังคงเป็นปริศนามาจนถึงปัจจุบัน

 

ภาพ: IMDb

 

หิน Sankara จากภาค Indiana Jones and the Temple of Doom (1984)

 

Indiana Jones and the Temple of Doom จะพาผู้ชมย้อนเวลากลับไปก่อนเหตุการณ์ในภาคแรกประมาณ 1 ปี เมื่อ Indiana Jones ที่กำลังหลบหนีจากการถูกกลุ่มอาชญากรตามล่า จนเขาหลงไปอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในอินเดีย โดยผู้คนในหมู่บ้านได้ขอร้องให้เขาช่วยออกตามหาหิน Sankara หินศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านบูชาซึ่งถูกขโมยไป จนเป็นเหตุให้ความชั่วร้ายค่อยๆ แทรกแซงเข้ามาในหมู่บ้าน Indiana Jones จึงต้องร่วมมือกับ Willie (Kate Capshaw) นักร้องไนต์คลับ และเด็กหนุ่ม Short Round (Ke Huy Quan) ที่หลบหนีมาด้วยกัน ในการออกค้นหาหิน Sankara ที่ถูกขโมยไปกลับคืนมา 

  

แม้ว่าหิน Sankara จะเป็นวัตถุโบราณที่สร้างขึ้นจากจินตนาการเพื่อใช้สำหรับภาพยนตร์เรื่อง Indiana Jones and the Temple of Doom โดยเฉพาะ แต่หิน Sankara นั่นก็มีจุดเชื่อมโยงกับตำนานเล่าขานในโลกความจริงอยู่เช่นกัน 

 

โดยหิน Sankara ได้รับแรงบันดาลใจจากศิวลึงค์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระศิวะในศาสนาฮินดู ถูกสร้างขึ้นจากวัสดุที่หลากหลาย เช่น หิน โลหะ ไม้ หรือดินเหนียว และได้รับการเคารพในฐานะของสัญลักษณ์แห่งการสรรค์สร้าง นอกเหนือจากนี้ชื่อของหิน Sankara ยังมีจุดเชื่อมโยงกับชื่อของนักบวชนาม Sankara โดยกล่าวกันว่า Sankara คือผู้ที่ออกเดินทางสู่เขาไกรลาสเพื่อเข้าพบกับพระศิวะ ก่อนที่พระศิวะจะมอบหิน 5 ก้อนที่มีพลังในการต่อกรกับความชั่วร้าย 

 

 

ภาพ: IMDb

 

The Holy Grail จากภาค Indiana Jones and the Last Crusade (1989)

 

Indiana Jones and the Last Crusade ถือเป็นภาคที่พาผู้ชมไปทำความรู้จัก Indiana Jones มากขึ้นกว่าสองภาคที่ผ่านมา กับการฉายภาพวัยเด็กของเขาที่หลงใหลในการผจญภัยและโบราณวัตถุเช่นเดียวกับ Henry (Sean Connery) พ่อของเขา 

 

วันเวลาผ่านไปหลายสิบปี Indiana Jones ได้รับการไหว้วานให้ออกตามหาจอกศักดิ์สิทธิ์ ที่ตำนานเล่าขานกันว่าผู้ใดที่ได้ครอบครองและดื่มน้ำจากจอกศักดิ์สิทธิ์นี้จะได้รับชีวิตเป็นอมตะ แต่ดูเหมือนว่าเรื่องราวจะซับซ้อนยิ่งขึ้น เมื่อ Indiana Jones ทราบข่าวว่า Henry พ่อของเขาได้หายตัวไปขณะกำลังออกตามหาจอกศักดิ์สิทธิ์ เขาจึงต้องหาทางช่วยเหลือพ่อของเขาไปพร้อมกับการตามหาจอกศักดิ์สิทธิ์ก่อนที่กองทัพนาซีจะได้ไป 

 

The Holy Grail หรือ จอกศักดิ์สิทธิ์ นับว่าเป็นหนึ่งในตำนานที่ถูกหยิบยกมากล่าวถึงในโลกภาพยนตร์และสื่อบันเทิงหลายครั้ง โดยกล่าวกันว่าจอกศักดิ์สิทธิ์เริ่มปรากฏขึ้นครั้งแรกจากบทกวีโรแมนติกเรื่อง Perceval, The Story of the Grail ของนักเขียนชาวฝรั่งเศสนาม Chrétien de Troyes ที่ถูกเขียนขึ้นในช่วงปี 1180-1190 โดยเล่าถึงการเดินทางของอัศวินหนุ่มนาม Perceval และเหล่าอัศวินอาร์เธอร์ หากแต่จอกที่ปรากฏใน Perceval นั้นไม่ได้ถูกเรียกว่า ‘จอกศักดิ์สิทธิ์’ อย่างตรงไปตรงมา 

 

ก่อนที่ชื่อของจอกศักดิ์สิทธิ์จะกลายเป็นที่จดจำอย่างกว้างขวางมากขึ้นผ่านบทกวีชื่อ Joseph d’Arimathie ของนักเขียนนาม Robert de Boron ที่เขียนขึ้นในช่วงปี 1200 โดยบรรยายถึงจอกศักดิ์สิทธิ์ว่าเป็นจอกที่พระเยซูทรงดื่มในระหว่างอาหารค่ำมื้อสุดท้าย ก่อนที่ Joseph แห่ง Arimathea จะนำจอกมารับโลหิตของพระเยซูขณะถูกตรึงกางเขน 

 

ก่อนที่ในเวลาต่อมาตำนานเล่าขานของจอกศักดิ์สิทธิ์จะได้รับการตีความและต่อยอดเรื่องราวผ่านวรรณกรรมและสื่อบันเทิงต่างๆ อีกมากมาย เช่น The Da Vinci Code (2006) ของผู้กำกับ Ron Howard, แฟรนไชส์วิดีโอเกมชื่อดังอย่าง Assassin’s Creed ที่ออกวางจำหน่ายครั้งแรกในปี 2007, แฟรนไชส์วิดีโอเกมและอนิเมะจากญี่ปุ่นเรื่อง Fate ฯลฯ

 

ภาพ: IMDb

 

Crystal Skull จากภาค Indiana Jones and the Kingdom of the Crystal Skull (2008)

 

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ Indiana Jones ได้ถูกเจ้าหน้าที่โซเวียตนาม Irina Spalko (Cate Blanchett) จับตัวไปเพื่อค้นหากะโหลกแก้วแห่ง Akator ที่เชื่อกันว่าเป็นกะโหลกของมนุษย์ต่างดาว ซึ่งแม้ว่า Indiana Jones จะหลบหนีมาได้ แต่กะโหลกแก้วก็ตกไปอยู่ในมือของ Irina Spalko จึงเป็นเหตุให้เขาต้องร่วมมือกับลูกชายอย่าง Mutt Williams (Shia LaBeouf) และ Marion Ravenwood (Karen Allen) อดีตแฟนสาวของเขาในการขัดขวาง Irina Spalko

 

Crystal Skull หรือ กะโหลกแก้ว ถือเป็นหนึ่งในวัตถุโบราณที่ถูกค้นพบในหลายพื้นที่ทั่วโลก และยังไม่มีการสรุปอย่างแน่ชัดว่ามีต้นกำเนิดมาจากที่ไหน บ้างก็สันนิษฐานว่ามีจุดเริ่มต้นมาจากอารยธรรมเมโสอเมริกาโบราณ เนื่องจากการออกแบบที่มีความคล้ายกับศิลปะแบบเมโสอเมริกาโบราณ และมีหลักฐานบ่งชี้ว่าชาวแอซเท็กมีการใช้กะโหลกเป็นสัญลักษณ์ของพระเจ้า หรือความเชื่อที่ดูเกินจริงอย่างเช่นว่ากะโหลกแก้วนั้นมีที่มาจากเกาะแอตแลนติสในตำนาน หรือไม่ก็ถูกสร้างขึ้นจากมนุษย์ต่างดาว 

 

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมีการผลิตกะโหลกแก้วขึ้นมาเพื่อเป็นสินค้าสำหรับนักสะสมออกมามากมาย โดยสันนิษฐานว่าเริ่มได้รับความนิยมในช่วงปลายปี 1800 ที่ผู้คนเริ่มให้ความสนใจวัตถุโบราณมากขึ้น โดยนักโบราณคดีของ British Museum คาดเดาว่ากะโหลกแก้วที่ถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์หลายแห่งอาจเป็นของปลอมที่ถูกสร้างขึ้น ดังนั้นแล้วจึงทำให้เรื่องราวต้นกำเนิดที่แท้จริงของ Crystal Skull ยังคงเป็นปริศนาและได้รับการกล่าวถึงผ่านตำนานเรื่องเล่า รวมถึงการนำมาต่อยอดในสื่อบันเทิงอีกมากมาย 

 

ภาพ: Lucasfilm 

 

The Dial of Destiny จากภาค Indiana Jones and the Dial of Destiny (2023)

 

Indiana Jones and the Dial of Destiny เรื่องราวการผจญภัย ‘ครั้งสุดท้าย’ ของ Indiana Jones โดยครั้งนี้เขาจะต้องออกเดินทางไปพร้อมกับ Helena (Phoebe Waller-Bridge) ผู้เป็นลูกสาวของอดีตเพื่อนร่วมงานอย่าง Basil Shaw (Toby Jones) ในการออกตามหากงล้อแห่งโชคชะตา ที่ว่ากันว่ามีพลังในการย้อนเวลา เพื่อไม่ให้โบราณวัตถุดังกล่าวตกไปอยู่ในมือของ Jürgen Voller (Mads Mikkelsen) อดีตนักวิทยาศาสตร์ของกองทัพนาซีที่เคยมีความแค้นกับ Indiana Jones ในอดีต

 

Antikythera Mechanism

ภาพ: Wikipedia

 

สำหรับกงล้อแห่งโชคชะตาที่ Indiana Jones ต้องออกตามหา ได้รับการออกแบบให้มีลักษณะคล้ายกับกลไก Antikythera สิ่งประดิษฐ์ที่ถูกค้นพบในช่วงปี 1901 ณ ซากเรืออับปางของชาวกรีกโบราณในบริเวณนอกเกาะ Antikythera โดยสันนิษฐานว่าถูกสร้างขึ้นโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวกรีก ซึ่งมีอายุอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาล ประกอบขึ้นโดยกลไกอันซับซ้อนหลายชิ้น และมีหน้าที่เพื่อใช้ในการคำนวณการเคลื่อนที่ของดวงดาว และทำนายการเกิดจันทรุปราคาและสุริยุปราคา จนได้รับการขนานนามว่าเป็นคอมพิวเตอร์อนาล็อกที่เก่าแก่ที่สุดของโลก โดยปัจจุบันกลไก Antikythera ถูกเก็บรักษาไว้ที่ National Archaeological Museum ณ กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ 

 

Indiana Jones and the Dial of Destiny เข้าฉายอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ ในโรงภาพยนตร์ 

 

รับชมตัวอย่างได้ที่

 

 

อ้างอิง:

The post Indiana Jones กับ 5 ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้าที่ได้แรงบันดาลใจจากตำนานที่มีอยู่จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำความรู้จัก Dungeons & Dragons จากบอร์ดเกมสุดคลาสสิกสู่หนังแอ็กชันผจญภัยฟอร์มยักษ์ https://thestandard.co/spotlight-dungeons-dragons/ Wed, 15 Mar 2023 04:15:10 +0000 https://thestandard.co/?p=763138 Dungeons & Dragons

เรียกว่าเป็นภาพยนตร์แอ็กชันผจญภัยที่น่าจับตามองของปีนี้ […]

The post ทำความรู้จัก Dungeons & Dragons จากบอร์ดเกมสุดคลาสสิกสู่หนังแอ็กชันผจญภัยฟอร์มยักษ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Dungeons & Dragons

เรียกว่าเป็นภาพยนตร์แอ็กชันผจญภัยที่น่าจับตามองของปีนี้ สำหรับ Dungeons & Dragons: Honor Among Thieves ผลงานของสองผู้กำกับ John Francis Daley และ Jonathan Goldstein ที่หยิบบอร์ดเกมแนวสวมบทบาท หรือ RPG (Role-Playing Game) สุดคลาสสิกอย่าง Dungeons & Dragons มาดัดแปลงเป็นฉบับภาพยนตร์ THE STANDARD POP ถือโอกาสชวนผู้ชมมาร่วมสำรวจเรื่องราวของบอร์ดเกมต้นฉบับ Dungeons & Dragons เพื่อเป็นการอุ่นเครื่องก่อนไปร่วมผจญภัยเพื่อหยุดยั้งปีศาจในตำนานพร้อมกัน 29 มีนาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์ 

 

ภาพ: Wizards of the Coast

 

กำเนิด Dungeons & Dragons  

 

Dungeons & Dragons หรือในชื่อย่อว่า D&D คือบอร์ดเกมแนว RPG ที่กำเนิดขึ้นครั้งแรกในปี 1974 โดย Gary Gygax และ Dave Arneson และจัดจำหน่ายโดยบริษัท Tactical Studies Rules (TSR) ก่อนที่จะเปลี่ยนผู้จัดจำหน่ายมาเป็น Wizards of the Coast จนถึงปัจจุบัน 

 

โดยจุดเริ่มต้นของ Dungeons & Dragons มาจากการที่ Dave Arneson รู้สึกสนใจในเกม Chainmail เกมจำลองสงครามยุคกลางที่คิดค้นขึ้นโดย Gary Gygax และ Jeff Perren ซึ่งมีการสอดแทรกกฎการใช้เวทมนตร์และสัตว์ประหลาดต่างๆ ไว้อยู่เล็กน้อยในช่วงท้ายของเกม Dave Arneson จึงนำกฎเหล่านั้นมาต่อยอดเป็นเกมแนวแฟนตาซีเต็มรูปแบบ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากบอร์ดเกมแฟนตาซีหลายเกม เช่น Braunstein และนิยายแฟนตาซีระดับตำนานอย่าง The Lord of the Rings ของ J. R. R. Tolkien จนเกิดเป็นเกมที่ชื่อว่า Blackmoor ที่ผู้เล่นจะสวมบทบาทเป็นตัวละครที่ออกเดินทางไปสำรวจดันเจี้ยนใต้ดินที่เต็มไปด้วยปริศนาและภัยอันตรายมากมาย ควบคู่ไปกับการพัฒนาตัวละครและดำเนินเรื่องราวในแต่ละช่วง

 

ภายหลังจาก Dave Arneson ออกแบบตัวเกม Blackmoor มาได้ระยะหนึ่ง เขาก็ได้เดินทางไปพบกับ Gary Gygax เพื่อแนะนำเกมที่เขาคิดค้นขึ้น ซึ่ง Gary Gygax ก็นำเกมดังกล่าวไปลองเล่นกับลูกๆ ของเขา จนในท้ายที่สุด Gary Gygax และ Dave Arneson จึงร่วมมือกันพัฒนาต่อยอดตัวเกมให้สมบูรณ์มากขึ้น ทั้งระบบการเลือกคลาสตัวละคร การสะสมค่าประสบการณ์ต่างๆ การใช้เวทมนตร์ ฯลฯ จนเกิดเป็นบอร์ดเกมที่ชื่อว่า Dungeons & Dragons ในที่สุด

 

ภาพ: Getty Images

 

เกมสวมบทบาทที่ผู้เล่นจะได้ออกผจญภัยในโลกแฟนตาซีอย่างอิสระ 

 

สำหรับรูปแบบการเล่นพื้นฐานของเกม Dungeons & Dragons จะประกอบด้วยผู้เล่นหนึ่งคนมารับหน้าที่เป็น Dungeon Master หรือ DM ผู้ควบคุมการเล่นและการดำเนินเรื่องราวทั้งหมดของเกม โดยผู้รับหน้าที่เป็น DM จะต้องมีความรู้เกี่ยวกับระบบการเล่นและกฎเกณฑ์ต่างๆ ของเกม ทั้งเนื้อเรื่อง การทอยลูกเต๋า รายละเอียดตัวละคร มอนสเตอร์ ไปจนถึงรายละเอียดไอเท็มต่างๆ ซึ่งสามารถศึกษาได้จากไกด์บุ๊กแบบต่างๆ 

 

ขณะที่ผู้เล่นคนอื่นๆ จะทำการสร้างตัวละครที่เราต้องสวมบทบาทเพื่อจัดตั้งปาร์ตี้ที่จะออกผจญภัยไปด้วยกัน ผ่านการเลือกเผ่าพันธุ์ที่มีคาแรกเตอร์และภูมิหลังของตัวละครที่แตกต่างกันไป เช่น เผ่า Dwarf หรือคนแคระที่มีความชำนาญด้านงานหินและเหล็ก, เผ่าเอลฟ์ผู้สูงศักดิ์, เผ่า Dragonborn ผู้สืบสายเลือดจากมังกร ฯลฯ รวมถึงการเลือกคลาสอาชีพที่มีความสามารถแตกต่างกันไป เช่น Barbarian, Bard, Paladin, Rogue เป็นต้น ซึ่งผู้เล่นแต่ละคนจะมีกระดาษ Character Sheet บันทึกรายละเอียดของตัวละครที่เราสร้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าสถานะ ค่าประสบการณ์ต่างๆ

 

นอกจากนี้ผู้เล่นยังตัดสินใจที่จะดำเนินเรื่องราวได้อย่างอิสระ โดยมี DM เป็นผู้บอกเล่าเรื่องราวว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง และควบคุมกฎต่างๆ ภายในเกม ซึ่งถือเป็นเสน่ห์สำคัญของเกม Dungeons & Dragons โดยปัจจุบัน Dungeons & Dragons มีการพัฒนาและปรับปรุงตัวเกมมาแล้วถึง 5 Edition 

 

ภาพ: Wizards of the Coast

 

แรงบันดาลใจจากการผจญภัยบนหน้ากระดาษที่สอดแทรกอยู่ในสื่อบันเทิงหลายแขนง 

 

แม้ว่ากระแสความนิยมของ Dungeons & Dragons จะมีขึ้นๆ ลงๆ อยู่บ้างในบางช่วง แต่ด้วยระยะเวลาของตัวเกมที่ยืนหยัดมอบความสนุกให้กับผู้เล่นมาอย่างยาวนานร่วม 50 ปี ก็ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เราเห็นถึงความคลาสสิกที่ครองใจผู้เล่นทั่วโลกในทุกยุคทุกสมัย ไม่เพียงเท่านั้น Dungeons & Dragons ยังส่งอิทธิพลต่อวงการเกมและสื่อบันเทิงอื่นๆ อย่างกว้างขวาง 

 

โดยเฉพาะองค์ประกอบของเกมแนว RPG ยุคแรกเริ่ม และธีมแฟนตาซีที่ให้ผู้เล่นได้ออกผจญภัย ซึ่งกลายมาเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับวิดีโอเกมแนว RPG ในยุคต่อมาอีกมากมาย เช่น แฟรนไชส์เกมชื่อดังอย่าง Final Fantasy ที่มีองค์ประกอบของเกม Dungeons & Dragons อยู่อย่างครบถ้วน ทั้งการจัดปาร์ตี้ที่แต่ละตัวละครจะมีคลาสอาชีพแตกต่างกัน การออกผจญภัยในโลกแฟนตาซี และต่อสู้กับมอนสเตอร์ต่างๆ หรือ Gauntlet เกม RPG สไตล์ Hack and Slash ที่ผู้เล่นจะได้สวมบทบาทและออกผจญภัยในดันเจี้ยนใต้ดินที่เต็มไปด้วยภัยอันตราย

 

ไม่ใช่แค่ในวงการเกมเท่านั้น Dungeons & Dragons ยังเป็นบอร์ดเกมสุดคลาสสิกที่กลายเป็นแรงบันดาลใจและถูกกล่าวถึงในสื่อบันเทิงอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นคอมิกเรื่อง Amazing Fantasy จากค่าย Marvel ที่หยิบตัวละครของค่ายมาโลดแล่นบนโลกแฟนตาซี ซึ่งมีองค์ประกอบหลายๆ อย่างที่คล้ายคลึงกับตัวเกม Dungeons & Dragons หรือคอมิกเรื่อง Rick And Morty vs. Dungeons & Dragons ซึ่งเป็นการครอสโอเวอร์กันระหว่างแอนิเมชันชื่อดังอย่าง Rick And Morty และ Dungeons & Dragons ซึ่งว่าด้วยเรื่องราวของ Morty ที่อยากทำความรู้จักเกม Dungeons & Dragons จึงไปขอความช่วยเหลือจาก Rick ก่อนที่ทั้งคู่จะหลุดเข้าไปในโลกของ Dungeons & Dragons 

 

รวมถึงซีรีส์ชื่อดังอย่าง Stranger Things ที่นอกจากจะนำเกม Dungeons & Dragons เข้ามามีบทบาทสำคัญในซีรีส์แล้ว ซีรีส์ยังมีองค์ประกอบที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตัวเกมอยู่หลายส่วน เช่น มอนสเตอร์และตัวร้ายหลักของแต่ละซีซันที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากมอนสเตอร์ใน Dungeons & Dragons หรือเรื่องราวการสานสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มเพื่อนผ่านการผจญภัยในโลกแฟนตาซี ที่เป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของเกม Dungeons & Dragons และซีรีส์ Stranger Things 

 

ขณะที่ตัวเกม Dungeons & Dragons เองก็ได้รับการต่อยอดเรื่องราวผ่านสื่อบันเทิงต่างๆ เช่นเดียวกัน ทั้งการต่อยอดจากบอร์ดเกมสู่วิดีโอเกมบนแพลตฟอร์มต่างๆ อย่างคอนโซลและเกมออนไลน์ การหยิบแคมเปญของเกมมาต่อยอดเป็น คอมิก, นิยาย, แอนิเมชันซีรีส์ รวมถึงการนำมาดัดแปลงเป็นฉบับภาพยนตร์อย่าง Dungeons & Dragons ในปี 2000, Dungeons & Dragons: Wrath of the Dragon God ในปี 2005, Dungeons & Dragons: The Book of Vile Darkness ในปี 2012 และภาพยนตร์ฉบับรีบูตอย่าง Dungeons & Dragons: Honor Among Thieves 

 

ภาพ: Paramount Pictures

 

Dungeons & Dragons: Honor Among Thieves เมื่อชะตากรรมของโลกอยู่ในกำมือของจอมโจรและนักผจญภัยที่ดูเข้ากันไม่ได้ 

 

สำหรับ Dungeons & Dragons: Honor Among Thieves จะพาผู้ชมไปติดตามเรื่องราวของ Elgin (Chris Pine) กวีและจอมโจรมากเสน่ห์ที่ดันไปขโมยของชิ้นสำคัญให้กับวายร้ายสุดอันตรายเสียอย่างนั้น แถมยังไปปล่อยปีศาจที่ร้ายกาจที่สุดในตำนานออกมาอีกต่างหาก Elgin จึงต้องร่วมมือกับเหล่านักผจญภัยที่ดูจะไม่เข้ากัน ทั้งนักรบหญิงสุดแกร่ง Holga The Barbarian (Michelle Rodriguez), อัศวินศักดิ์สิทธิ์ Xenk (Regé-Jean Page), จอมเวทหนุ่ม Simon (Justice Smith) และ Owlbear Doric (Sophia Lillis) เพื่อหยุดยั้งความวุ่นวายที่เกิดขึ้น 

 

นอกจากชื่อของ John Francis Daley และ Jonathan Goldstein สองมือเขียนบทจาก Spider-Man: Homecoming (2017) ที่จะมานั่งแท่นผู้กำกับแล้ว  ภาพยนตร์ยังคับคั่งด้วยทัพนักแสดงมากฝีมือที่จะมาร่วมจัดปาร์ตี้เพื่อออกผจญภัยในครั้งนี้ นำโดย Chris Pine จาก Star Trek (2009), Michelle Rodriguez จากแฟรนไชส์ Fast and Furious, Regé-Jean Page จากซีรีส์ Bridgerton (2020), Justice Smith จาก Pokémon: Detective Pikachu (2019), Sophia Lillis จาก It Chapter Two (2019) 

 

พร้อมด้วยสองนักแสดงมากฝีมือที่จะมารับบทตัวร้ายของเรื่อง ได้แก่ Hugh Grant จาก Notting Hill (1999) มาสวมบทเป็น Forge และ Daisy Head จากซีรีส์ Shadow and Bone (2020) มารับบทเป็น Sofina 

 

Dungeons & Dragons: Honor Among Thieves มีกำหนดเข้าฉายในวันที่ 29 มีนาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์ 

 

รับชมตัวอย่างได้ที่:

 

 

อ้างอิง:

The post ทำความรู้จัก Dungeons & Dragons จากบอร์ดเกมสุดคลาสสิกสู่หนังแอ็กชันผจญภัยฟอร์มยักษ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Mummy (1999) จากหนังสยองขวัญทุนต่ำ สู่ผลงานอันเป็นที่จดจำของ Brendan Fraser https://thestandard.co/the-mummy-1999-brendan-fraser/ Mon, 20 Feb 2023 10:57:38 +0000 https://thestandard.co/?p=752978 The Mummy (1999)

เชื่อว่าคอภาพยนตร์ยุค 90 หลายคนคงจะไม่มีใครที่ไม่รู้จัก […]

The post The Mummy (1999) จากหนังสยองขวัญทุนต่ำ สู่ผลงานอันเป็นที่จดจำของ Brendan Fraser appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Mummy (1999)

เชื่อว่าคอภาพยนตร์ยุค 90 หลายคนคงจะไม่มีใครที่ไม่รู้จักชื่อของ Brendan Fraser นักแสดงชาวแคนาดา-อเมริกัน ที่มีผลงานการแสดงอันเป็นที่จดจำของผู้ชมหลายเรื่องทั้ง School Ties (1994), Airheads (1994), George of the Jungle (1997), Gods and Monsters (1998) ฯลฯ

 

และหนึ่งในบทบาทที่ส่งให้ชื่อของเขากลายเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางนั่นคือ The Mummy (1999) ภาพยนตร์แอ็กชันผจญภัยโดยฝีมือของผู้กำกับ Stephen Sommers กับบทบาทของ Rick O’Connell ทหารรับจ้างที่ต้องร่วมมือกับ Evelyn (Rachel Weisz) บรรณารักษ์สาว และ Jonathan (John Hannah) พี่ชายของเธอ เพื่อออกเดินทางตามหานครแห่งความตาย แต่พวกเขาดันไปปลดปล่อย Imhotep (Arnold Vosloo) ซอมบี้ผู้ชั่วร้ายออกมา

 

และเนื่องในโอกาสที่ Brendan Fraser กลับมาเป็นที่กล่าวถึงอีกครั้งจากผลงานการแสดงเรื่องล่าสุดอย่าง The Whale วันนี้ THE STANDARD POP ถือโอกาสพาผู้อ่านมาร่วมย้อนรอยเรื่องราวของภาพยนตร์เรื่อง The Mummy อีกหนึ่งผลงานชิ้นสำคัญของ Brendan Fraser กันอีกครั้ง

 


 

บทความที่เกี่ยวข้อง:

 


 

 

จากโปรเจกต์ภาพยนตร์สยองขวัญทุนต่ำ สู่การผจญภัยที่ผสมผสานความคอเมดี้ สยองขวัญ และแอ็กชัน เข้าไว้ด้วยกัน 

The Mummy เป็นโปรเจกต์ที่ถูกริเริ่มโดย James Jacks และ Sean Daniel สองโปรดิวเซอร์ที่อยากนำภาพยนตร์สยองขวัญสุดคลาสสิกอย่าง The Mummy (1932) หนึ่งในผลงานจากแฟรนไชส์ Universal Classic Monsters ของค่าย Universal Pictures ที่นำแสดงโดย Boris Karloff มาปัดฝุ่นใหม่ให้มีความร่วมสมัยมากขึ้น แต่ทางค่าย Universal Pictures อยากให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์สยองขวัญทุนต่ำ จึงมอบทุนสร้างให้กับสองโปรดิวเซอร์เพียง 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น

 

ไม่เพียงแค่นั้น James Jacks และ Sean Daniel ยังต้องเผชิญกับปัญหาในช่วง Pre-Production ที่มีการปรับเปลี่ยนมือเขียนบทและผู้กำกับอยู่หลายครั้ง เริ่มตั้งแต่การเลือกให้ George A. Romero ผู้กำกับสายสยองขวัญจาก Dawn of the Dead (1979) มารับหน้าที่กำกับและเขียนบทร่วมกับ Abbie Bernstein ซึ่งบทร่างแรกของ Abbie Bernstein เล่าเรื่องราวของนักวิทยาศาสตร์ที่ปลุกให้มัมมี่กลับขึ้นมามีชีวิตอีกครั้ง และต้องการทำลายทุกชีวิตบนโลกด้วยอุปกรณ์โบราณ แต่ในท้ายที่สุด George A. Romero และ Abbie Bernstein ก็ถอนตัวจากโปรเจกต์นี้ 

 

หรือ Clive Barker นักเขียนนิยายและผู้กำกับจาก Hellraiser (1984) ที่ถูกทาบทามให้มานั่งแท่นผู้กำกับ และได้ Mick Garris จาก Critters 2: The Main Course (1988) มารับหน้าที่เขียนบท ซึ่งบทของ The Mummy เวอร์ชันนี้จะมีความมืดมน รุนแรง และเวทมนตร์มากกว่าต้นฉบับ แต่ท้ายที่สุดค่าย Universal Pictures กลับไม่ซื้อแนวคิดดังกล่าว และต้องคัดเลือกผู้กำกับและมือเขียนบทกันใหม่อีกครั้ง

 

ภายหลังจากการปรับเปลี่ยนมือเขียนบท ผู้กำกับ และบทภาพยนตร์ อยู่นานร่วม 10 ปี ในที่สุด James Jacks และ Sean Daniel ก็ได้โคจรมาพบกับ Stephen Sommers ผู้กำกับที่เพิ่งจะจบงานจากภาพยนตร์ Deep Rising (1998) มาได้ไม่นานนัก อีกทั้ง Stephen Sommers ยังเป็นแฟนตัวยงของภาพยนตร์เรื่อง The Mummy ฉบับปี 1932 อีกด้วย 

 

โดยไอเดียของ Stephen Sommers เขาอยากสร้างให้ The Mummy เป็นผลงานที่มีกลิ่นอายของภาพยนตร์ผจญภัยอย่าง Indiana Jones และ Jason and the Argonauts (1963) มากกว่าจะเป็นภาพยนตร์แนวสยองขวัญตามปกติ โดยมีมัมมี่เป็นวายร้ายที่มีความรวดเร็วและน่ากลัว เพื่อให้ตัวละครหลักที่มีคาแรกเตอร์แบบฮีโร่ต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก และด้วยไอเดียนี้จึงทำให้ค่าย Universal Pictures ที่กำลังต้องการภาพยนตร์ฮิตติดตลาดมาเข้าฉาย จึงได้เพิ่มทุนสร้างและเริ่มเดินหน้าโปรเจกต์นี้อย่างเป็นทางการ 

 

 

Rick O’Connell อีกหนึ่งบทบาทการแสดงที่ Brendan Fraser หลงรัก 

หากเอ่ยถึงชื่อของภาพยนตร์เรื่อง The Mummy หนึ่งในภาพจำที่อยู่ในความทรงจำของคอภาพยนตร์หลายคนคือ นักแสดงนำอย่าง Brendan Fraser กับบทบาทของทหารรับจ้างมาดเข้มอย่าง Rick O’Connell 

 

แต่ก่อนที่บทนี้จะตกเป็นของ Brendan Fraser ทางโปรดิวเซอร์ James Jacks ได้วางตัวนักแสดงที่อยากให้มารับบทนี้ไว้หลายคนด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น Tom Cruise, Brad Pitt, Matt Damon และ Ben Affleck แต่ด้วยตารางงานของนักแสดงที่ไม่เหมาะสม จึงทำให้พวกเขาไม่ได้มารับบทดังกล่าว 

 

ในท้ายที่สุด Stephen Sommers ที่ประทับใจในการแสดงของ Brendan Fraser ที่เพิ่งจะประสบความสำเร็จจากภาพยนตร์คอเมดี้เรื่อง George of the Jungle (1997) กับบทบาทของ George เจ้าป่าที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ขันและความแข็งแรง ผู้กำกับจึงตัดสินใจเลือก Brendan Fraser มารับบท Rick O’Connell  

 

ซึ่งในช่วงปลายปี 2022 ทาง Brendan Fraser ได้ให้สัมภาษณ์ถึงประสบการณ์ในการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ไว้ว่า The Mummy คือภาพยนตร์แอ็กชันที่แฝงไปด้วยความคอเมดี้ โรแมนติก ผจญภัย และความสยองขวัญ มันเป็นเหมือนภาพยนตร์ป๊อปคอร์นแบบรถไฟเหาะตีลังกา 

 

พร้อมเสริมว่า เหตุผลที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถดึงดูดสายตาของผู้ชมทั่วโลกได้อย่างอยู่หมัดคือ องค์ประกอบต่างๆ ของภาพยนตร์ ทั้งการขี่อูฐข้ามผ่านทะเลทราย ฉากการวิ่งไปรอบๆ ทะเลทรายซาฮาร่าในโมร็อกโก ไปจนถึงการตัดสินใจเดินทางไปถ่ายทำในแอริโซนาและนิวเม็กซิโก ซึ่งสถานที่ถ่ายทำเหล่านี้เป็นเหมือนอีกหนึ่งตัวละครสำคัญของภาพยนตร์ 

 

อีกหนึ่งสีสันที่ทำให้ Brendan Fraser หลงรักในการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้คือ การทำงานร่วมกับผู้กำกับอย่าง Stephen Sommers ที่ทำให้การถ่ายทำเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ท้าทาย และอันตรายบ้างในบางครั้ง ซึ่งความกระตือรือร้นในการทำงานของ Stephen Sommers ก็ถูกถ่ายทอดมาสู่นักแสดงและทีมงานทุกคน จนทำให้การทำงานเต็มไปด้วยความสนุกสนานและวุ่นวาย และส่งให้ The Mummy กลายเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ Brendan Fraser หลงรัก 

 

 

The Mummy ภาพยนตร์แอ็กชันผจญภัยที่ยังคงตราตรึงใจผู้ชมมาจนถึงปัจจุบัน 

ภายหลังจาก The Mummy เข้าฉายอย่างเป็นทางการในปี 1999 ภาพยนตร์ก็ได้เสียงตอบรับจากผู้ชมอย่างล้นหลาม ด้วยรายได้เปิดตัวสัปดาห์แรกที่สูงถึง 43 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นแทนภาพยนตร์ที่ทำรายได้เปิดตัวสูงที่สุดตลอดกาลเป็นอันดับ 9 ณ ปีที่ออกฉาย ก่อนที่จะเดินหน้ากวาดรายได้รวมทั่วโลกไปได้มากถึง 416.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากทุนสร้าง 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จนทำให้ภาพยนตร์ได้รับการสร้างภาคต่อมาอีก 2 ภาคด้วยกันอย่าง The Mummy Returns (2001) และ The Mummy: Tomb of the Dragon Emperor (2008)  

 

ซึ่งแม้ว่าเวลาจะล่วงเลยมานานกว่า 25 ปีแล้ว แต่เราคงปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่า The Mummy เป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์แอ็กชันผจญภัยที่เราหยิบกลับมาดูอีกครั้งก็ยังไม่เก่า ด้วยองค์ประกอบต่างๆ ที่ถูกประกอบร่างเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ทั้งคาแรกเตอร์ของตัวละครหลักอย่าง Rick O’Connell ที่มีความเป็นฮีโร่และความตลกขบขัน ซึ่งทำให้ผู้ชมเข้าถึงตัวละครนี้ได้ไม่ยาก เคมีที่เข้ากันอย่างลงตัวระหว่าง 3 ตัวละครหลักที่ทำให้การผจญภัยครั้งนี้กลมกล่อม 

 

รวมถึงการรักษากลิ่นอายสยองขวัญจากภาพยนตร์ต้นฉบับ เพื่อยังคงเสน่ห์ของภาพยนตร์สยองขวัญยุค 30 ไว้ พร้อมกับการต่อยอดองค์ประกอบอื่นๆ ให้มีความร่วมสมัยมากขึ้น โดยเฉพาะการผสมผสานแนวต่างๆ ของภาพยนตร์ ทั้งผจญภัย คอเมดี้ สยองขวัญ และโรแมนติก ไว้ในเรื่องเดียวได้อย่างลงตัว ควบคู่ไปกับการหยิบนำตำนานและประวัติศาสตร์ของอียิปต์มาเป็นฉากหลังของเรื่อง ซึ่งทำให้ตัวภาพยนตร์มีความลึกลับและน่าค้นหา 

 

สำคัญที่สุด The Mummy ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานชิ้นสำคัญของนักแสดงนำอย่าง Brendan Fraser ที่แม้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเขาจะห่างหายไปจากวงการหลังจากเผชิญกับปัญหาชีวิตมากมาย แต่แฟนๆ ก็ยังคงหลงรักและคิดถึงการแสดงของเขาในบทบาทของ Rick O’Connell อยู่เสมอ  

 

โดยเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2023 ทางโรงภาพยนตร์ Prince Charles ซึ่งตั้งอยู่ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้มีการจัดฉายรอบพิเศษของภาพยนตร์เรื่อง The Mummy และ The Mummy Returns ให้แฟนๆ ได้กลับมารับชมอีกครั้ง ซึ่ง Brendan Fraser ก็ได้เดินทางไปปรากฏตัวเพื่อเซอร์ไพรส์แฟนๆ ที่มารับชม พร้อมกล่าวกับผู้ชมว่า เขารู้สึกภูมิใจที่ได้มายืนอยู่ต่อหน้าผู้ชม ซึ่งแฟนๆ ที่เดินทางมารับชมในค่ำคืนนั้นต่างก็ส่งเสียงเชียร์และปรบมือต้อนรับนักแสดงที่พวกเขาหลงรักอย่างอบอุ่น ซึ่งโมเมนต์น่ารักๆ เหล่านี้ก็เป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่เน้นย้ำให้เราเห็นถึงความผูกพันระหว่าง Brendan Fraser และแฟนภาพยนตร์ The Mummy ที่ยังคงแนบแน่นมาจนถึงปัจจุบัน 

 

นอกจากนี้ Brendan Fraser ยังเคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่า เขาไม่ได้ปิดกั้นการกลับไปรับบทเป็น Rick O’Connell อีกครั้งหากมีการสร้างภาคต่อ ซึ่งเราเชื่อว่าแฟนๆ ทุกคนต่างก็รู้สึกยินดีที่ได้เห็น Brendan Fraser กลับมาเฉิดฉายบนจอเงินอีกครั้งจากการรับบทนำในภาพยนตร์เรื่อง The Whale พร้อมกับเฝ้ารอการกลับมาออกผจญภัยอีกครั้งในบทบาท Rick O’Connell ให้ทุกคนได้หายคิดถึง  

 

ภาพ: IMDb 

 

อ้างอิง:

The post The Mummy (1999) จากหนังสยองขวัญทุนต่ำ สู่ผลงานอันเป็นที่จดจำของ Brendan Fraser appeared first on THE STANDARD.

]]>
Dungeons & Dragons: Honor Among Thieves หนังผจญภัยจากบอร์ดเกมที่ได้ Chris Pine สวมบทจอมโจรมากเสน่ห์ จะเข้าฉายในไทย มี.ค. ปีหน้า https://thestandard.co/dungeons-dragons-honor-among-thieves/ Sat, 23 Jul 2022 05:25:41 +0000 https://thestandard.co/?p=657951 Dungeons & Dragons

“โลกไม่ง้อคนดี ถ้ามีแก๊งจอมโจร”   ภายในงาน San Die […]

The post Dungeons & Dragons: Honor Among Thieves หนังผจญภัยจากบอร์ดเกมที่ได้ Chris Pine สวมบทจอมโจรมากเสน่ห์ จะเข้าฉายในไทย มี.ค. ปีหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
Dungeons & Dragons

“โลกไม่ง้อคนดี ถ้ามีแก๊งจอมโจร”

 

ภายในงาน San Diego Comic-Con 2022 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-24 กรกฎาคม ณ San Diego Convention Center ทางค่าย Paramount Pictures ได้มีการปล่อยตัวอย่างแรกของภาพยนตร์แอ็กชันผจญภัยเรื่องใหม่อย่าง Dungeons & Dragons: Honor Among Thieves ซึ่งดัดแปลงมาจากบอร์ดเกมยอดฮิตในชื่อเดียวกัน ที่มีการเผยโฉมแรกของทีมนักแสดงนำ Chris Pine, Regé-Jean Page, Sophia Lillis, Michelle Rodriguez, Justice Smith และ Hugh Grant โดยภาพยนตร์มีกำหนดเข้าฉายในบ้านเราวันที่ 16 มีนาคม 2023

 

ภาพยนตร์ว่าด้วยเรื่องราวของโจรมากเสน่ห์ และเหล่านักผจญภัยที่มารวมตัวกันเพื่อทำภารกิจปล้นครั้งใหญ่ ทว่าพวกเขากลับขโมยของชิ้นสำคัญไปให้กับคนร้ายสุดอันตรายเสียอย่างนั้น แถมพวกเขายังไปปล่อยปีศาจที่ร้ายกาจที่สุดในตำนานออกมาอีกต่างหาก เรื่องราวการผจญภัยของกลุ่มโจรที่ดูเข้ากันไม่ได้จึงเริ่มต้นขึ้น  

 

Dungeons & Dragons: Honor Among Thieves ได้ Jonathan Goldstein และ John Francis Daley สองมือเขียนบทจาก Spider-Man: Homecoming (2017) มานั่งแท่นผู้กำกับและเขียนบทร่วมกับ Michael Gilio พร้อมด้วยทีมนักแสดงมากฝีมือ นำโดย Chris Pine ที่คอภาพยนตร์รู้จักเขาเป็นอย่างดีจาก Star Trek (2009) และ Wonder Woman (2017) โดยครั้งนี้เขาจะมาสวมบทเป็นจอมโจรมากเสน่ห์ตัวละครหลักของเรื่อง 

 

เสริมทัพด้วย Regé-Jean Page จาก Bridgerton (2020), Michelle Rodriguez จากแฟรนไชส์ Fast & Furious, Sophia Lillis จาก It (2017), Justice Smith จาก Jurassic World: Fallen Kingdom (2018) และ Hugh Grant จาก Notting Hill (1999) ที่จะมาสวมบทเป็นตัวร้ายหลักของเรื่อง 

 

สำหรับ Dungeons & Dragons หรือในชื่อย่อว่า D&D คือบอร์ดเกมแนวสวมบทบาทที่กำเนิดขึ้นครั้งแรกในปี 1974 โดยสองนักออกแบบนาม Gary Gygax และ Dave Arneson ซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งในบอร์ดเกมยอดฮิตที่ได้รับความนิยมจากผู้เล่นทั่วโลก และได้มีการพัฒนารูปแบบการเล่นมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน รวมถึงยังได้รับการดัดแปลงมาเป็นสื่อบันเทิง ทั้ง แอนิเมชัน, ภาพยนตร์, นิยาย, หนังสือคอมมิก และวิดีโอเกมอีกมากมาย

 

รับชมตัวอย่างได้ที่นี่

 

 

อ้างอิง:

 

The post Dungeons & Dragons: Honor Among Thieves หนังผจญภัยจากบอร์ดเกมที่ได้ Chris Pine สวมบทจอมโจรมากเสน่ห์ จะเข้าฉายในไทย มี.ค. ปีหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>