ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลน/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 11 Jun 2024 10:02:41 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 จับตา 3Q67 มี 6 ประเด็นสำคัญกระทบเศรษฐกิจ-การลงทุน ติดตามคดีการเมืองร้อน หวั่นเกิดกรณีเลวร้ายถ่วงเศรษฐกิจไทย https://thestandard.co/3q67-6-issues-affecting-economy/ Tue, 11 Jun 2024 09:18:19 +0000 https://thestandard.co/?p=943901

อินโนเวสท์ เอกซ์ แนะจับตาปัญหาสำคัญปัจจัยการเมือง ผลคดี […]

The post จับตา 3Q67 มี 6 ประเด็นสำคัญกระทบเศรษฐกิจ-การลงทุน ติดตามคดีการเมืองร้อน หวั่นเกิดกรณีเลวร้ายถ่วงเศรษฐกิจไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

อินโนเวสท์ เอกซ์ แนะจับตาปัญหาสำคัญปัจจัยการเมือง ผลคดีนายกฯ เศรษฐา ตั้ง พิชิต ชื่นบาน นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีประจำสำนักฯ หวั่นจัดทำงบประมาณฯ ล่าช้า และกระทบความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ

 

ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ Head of Economic Research หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ว่า ในไตรมาส 3/67 มีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามใน 6 สถานการณ์ ที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจและการลงทุนดังนี้

 

ประเด็นที่ 1 การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก สัญญาณการฟื้นตัวที่พร้อมเพรียงกันมากขึ้น หรือ Global Synchronized Recovery ซึ่งมีภาพการฟื้นตัวเริ่มต้นจากสหรัฐฯ ไปยังโลก และต่อเนื่องมายังภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะภาคการผลิตที่มีการฟื้นตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในจีนและภูมิภาคเอเชีย ดังนั้น เหมือนว่าเศรษฐกิจของเอเชียมีโอกาสที่จะฟื้นตัวต่อเนื่องไปถึงปลายปีและต่อเนื่องไปถึงปี 2568 รวมถึงการฟื้นตัวของ Domestic Demand ซึ่งต้องติดตามว่าจะมีการฟื้นตัวที่ต่อเนื่องหรือไม่

 

ประเด็นที่ 2 เริ่มเห็นการทยอยปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางขนาดใหญ่ เช่น ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ (SNB), ธนาคารกลางแคนาดา (BOC) และล่าสุดธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่ปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย โดยคาดว่า ECB มีโอกาสที่จะปรับลดดอกเบี้ยลงประมาณ 3 ครั้ง หลังจากตัวเลขเงินเฟ้อเริ่มชะลอตัว ขณะที่เศรษฐกิจแม้เริ่มมีการฟื้นตัวแต่ยังอยู่ในอัตราที่ชะลอลงเมื่อเปรียบเทียบกับเศรษฐกิจของสหรัฐฯ

 

ประเด็นที่ 3 ภาคเศรษฐกิจของสหรัฐฯ​ ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีสัญญาณการชะลอตัวของตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น หลังจากแนวโน้มตัวเลขการว่างงานปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น สะท้อนว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ ชะลอความร้อนแรงลง รวมถึงภาพการผลิตซึ่งจะมีการชะลอตัว โดยคาดว่าธนาคารสหรัฐฯ (Fed) จะคงอัตราดอกเบี้ยไปจนกระทั่งถึงเดือนพฤศจิกายนปีนี้ จากนั้นมีโอกาสที่ Fed จะเริ่มทยอยปรับลดดอกเบี้ยได้จำนวน 1-2 ครั้ง

 

ทั้งนี้ในกรณีของสหรัฐฯ มีข้อมูลดัชนี ISM Manufacturing ที่ใช้ชี้วัดโมเมนตัมของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในอนาคตได้ค่อนข้างดี โดยปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณการกลับมาชะลอตัวค่อนข้างแรง ซึ่งต้องติดตามต่อว่าจะกดดันให้ภาคอื่นๆ ชะลอตัวลงด้วยหรือไม่ ขณะที่ตัวเลขเงินเฟ้อเริ่มมีทิศทางชะลอตัวลงอยู่ 2.8% ส่วนอัตราการว่างงานอยู่ที่ระดับ 4% เป็นไปตามเป้าของ Fed แล้ว จึงมีโอกาสที่จะลดดอกเบี้ยได้

 

ประเด็นที่ 4 เศรษฐกิจจีนเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัว แต่ยังเป็นในลักษณะเปราะบางหรือมีความอ่อนแอ โดยรัฐบาลจีนพยายามปรับรูปแบบของนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ หันมาใช้มาตรการกระตุ้นผ่านนโยบายการคลังเพิ่มมากขึ้น โดยใช้วงเงินกระตุ้นราว 1 ล้านล้านหยวน รวมถึงออกมาตรการลดการวางเงินดาวน์และลดดอกเบี้ยสำหรับซื้อที่อยู่อาศัย รวมถึงตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์ วงเงิน 3 แสนหยวน เพื่อนำไปซื้อบ้านที่สร้างเสร็จแล้วนำมาเป็นโครงการบ้านเอื้ออาทร ซึ่งยังต้องติดตามว่ามาตรการต่างๆ เหล่านี้จะช่วยเศรษฐกิจของจีนได้มากน้อยอย่างไร 

 

อย่างไรก็ดีมีปัจจัยสำคัญคือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ที่จะช่วยหนุนให้การส่งออกของจีนฟื้นตัวและการบริโภคภายในของจีนดีขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ประชาชนมีกำลังซื้อที่อยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังมีภาคการเงินที่ต้องจับตาเป็นพิเศษหลังจากที่การเติบโตของสินเชื่อค่อนข้างชะลอตัวลงอย่างหนัก

 

ประเด็นที่ 5 ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งมีปัจจัยสำคัญของโลกที่ต้องติดตาม คือการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในช่วงปลายปี 2567 หลังจากก่อนหน้านี้เริ่มเห็นปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ทั้งประเด็นของการสู้รบทำสงคราม รวมถึงสงครามการค้าที่เริ่มมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ซึ่งต้องจับตาว่ามีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นไปจนถึงช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ หรือไม่

 

ประเด็นที่ 6 ปัจจัยของการเมืองไทย แม้มีมุมมองว่าเศรษฐกิจของไทยเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลก แต่มีปัญหาที่สำคัญที่สุดต้องจับตา คือปัจจัยการเมือง โดยเฉพาะคดีความต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง อย่างคดีของนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน จากกรณีแต่งตั้ง พิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะเป็นประเด็นสำคัญที่กระทบต่อการบริหารราชการ รวมทั้งการจัดทำงบประมาณฯ และความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ

 

 

ปัจจัยการเมืองกระทบเศรษฐกิจไทยแค่ไหน

 

สำหรับปัจจัยการเมืองในประเทศประเมินว่า มีผลกระทบค่อนข้างมากต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศ โดยมีการคาดการณ์สถานการณ์การเมืองต่างๆ ออกมา ดังนี้

 

  • สถานการณ์กรณีฐาน (Base Case) ที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินเป็นคุณกับ นายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน แต่งตั้ง พิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะทำให้กระบวนการบริหารราชการแผ่นดินในปัจจุบันอย่างดำเนินการต่อไปได้ คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวที่ 2.5% ในปี 2567 และขยายตัว 3% ในปี 2568 ในเรื่องดังกล่าวประเมินว่ามีความเป็นไปได้ประมาณ 80%

 

  • สถานการณ์กรณีที่เลวร้าย หากศาลตัดสินเป็นคุณกับนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน และนำมาสู่กระบวนการสรรหานายกฯ ใหม่แต่ยังได้นายกฯ มาจากพรรคเพื่อไทย ซึ่งต้องมีกระบวนการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีใหม่ ส่งผลให้กระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2568 ล่าช้าไป 1 ไตรมาส ดังนั้นคาดว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 2.3% ในปี 2567 และขยายตัว 2.7% ในปี 2568

 

  • กรณีที่เลวร้ายที่สุด (Worst Case) หากศาลตัดสินไม่เป็นคุณกับนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน และนำมาสู่กระบวนการสรรหานายกรัฐมนตรีใหม่ แต่ไม่สามารถสรรหานายกรัฐมนตรีได้ภายในไตรมาส 3/67 ซึ่งจะกระทบกับกระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2568 ให้ล่าช้าออกไปอีก 2 ไตรมาสเป็นอย่างน้อย คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวที่ 2% ในปี 2567 และขยายตัว 2.5% ในปี 2568 ซึ่งกรณีนี้มีความเป็นไปได้ประมาณ 5%

 

ทั้งนี้ จากการทำโมเดลจำลองเศรษฐกิจใหม่ของ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ คือ INVX Thailand GDPNow Model พบว่า ข้อมูลเดือนเมษายนบ่งชี้ว่า GDP ไตรมาส 2/67 จะเติบโต 2.3% ใกล้เคียงกับที่เคยคาดไว้ที่ระดับ 2.5% และในไตรมาส 3/67 จะเติบโต 3.1% และไตรมาส 4 เติบโต 2.9% แต่ยังต้องติดตามปัจจัยการเมืองว่าส่งผลต่อภารกิจอย่างไร

 

สำหรับกรณีที่ตลาดหุ้นไทยวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา ปรับตัวลดลงทำจุดต่ำสุดในรอบ 4 ปี มองว่ามาจากปัจจัยการเมืองในประเทศที่กดดันการลงทุน เพราะหากดูปัจจัยเศรษฐกิจจะเห็นว่าเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจน แต่หากแยกออกเป็นกลุ่ม เช่น อสังหาริมทรัพย์หรือภาคการใช้จ่ายบางส่วนอาจยังไม่ฟื้น ขณะที่ภาพรวมการลงทุนทั่วโลกยังมีบรรยากาศที่ดีขึ้นต่อเนื่อง หลังจากสัญญาณดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ในอนาคตเริ่มมีทิศทางลดลง ส่งผลให้ตลาดหุ้นที่พัฒนาแล้วฟื้นตัวดีขึ้น รวมทั้งจีนและฮ่องกงที่ฟื้นตัวดีขึ้นจากมาตรการของรัฐบาล

 

ขณะที่มีเพียงตลาดหุ้นไทยเพียงแห่งเดียวที่ยังปรับขึ้นช้า (Laggard) เพราะถูกปัจจัยกดดันจากทางการเมืองอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด หากไม่มีปัจจัยการเมืองกดดัน รัฐบาลสามารถบริหารได้อย่างราบรื่น รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทยดำเนินนโยบายทางการเงินได้อย่างเหมาะสม คาดว่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวได้ดีขึ้นกว่าปัจจุบัน รวมถึงตลาดหุ้นไทยที่ควรจะดีขึ้นจากระดับปัจจุบัน

The post จับตา 3Q67 มี 6 ประเด็นสำคัญกระทบเศรษฐกิจ-การลงทุน ติดตามคดีการเมืองร้อน หวั่นเกิดกรณีเลวร้ายถ่วงเศรษฐกิจไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาคารกลางสวิสกำลังหาแนวทางแปลงสินทรัพย์การเงินให้เป็นโทเคน เอื้อทำธุรกรรมง่ายขึ้น https://thestandard.co/swiss-national-bank-tokenization/ Wed, 08 May 2024 10:56:52 +0000 https://thestandard.co/?p=931269

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (6 พฤษภาคม) Thomas Jordan ประธา […]

The post ธนาคารกลางสวิสกำลังหาแนวทางแปลงสินทรัพย์การเงินให้เป็นโทเคน เอื้อทำธุรกรรมง่ายขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (6 พฤษภาคม) Thomas Jordan ประธานกรรมการของธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ (Swiss National Bank) เปิดเผยว่า ธนาคารกลางกำลังหาวิถีทางเพื่อนำสินทรัพย์ทางการเงินรูปแบบดั้งเดิมต่างๆ มาผ่านกระบวนการ Tokenization เพื่อให้การทำธุรกรรมสะดวกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

 

โดย Tokenization คือการนำสินทรัพย์ทางการเงินมาแบ่งเป็นโทเคนในรูปแบบดิจิทัลบนเทคโนโลยี Distributed Ledger

 

Thomas มองว่าธนาคารกลางต้องตัดสินใจว่าวิธีใดคือวิธีที่ดีที่สุดที่จะเข้ามามีส่วนร่วมกับพัฒนาการดังกล่าว เพื่อจะช่วยให้การทำธุรกรรมการเงินรวดเร็วและมีต้นทุนถูกลง

 

Thomas กล่าวเพิ่มเติมว่า ธนาคารกลางอาจเลือกที่จะรอแล้วดูว่าในอุตสาหกรรมมีการใช้งาน Tokenization อย่างไร แล้วเริ่มเข้ามามีส่วนร่วมเมื่อการใช้งาน (Adoption) ถึงจุดที่เหมาะสม หรือในอีกกรณีหนึ่งอาจจะเลือกพัฒนาแยกออกไปเลยก่อนที่จะมีการใช้งานจริง

 

อีกทางเลือกหนึ่งคือการผลักดันการพัฒนาอย่างอิสระโดยไม่คำนึงถึงการยอมรับของตลาด หรืออีกวิธีคือการดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อระบุแนวทางแก้ไขที่ดีที่สุดสำหรับการชำระธุรกรรมสินทรัพย์ที่ถูกแปลงเป็นโทเคน (Tokenized Assets) ร่วมกับผู้เข้าร่วมตลาดผ่านการทดลอง

 

Thomas มองว่าธนาคารกลางมองว่าทางเลือกที่สามเป็นทางเลือกที่เหมาะสมมากที่สุดเมื่อพิจารณาถึงความเสี่ยงและประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น

 

โดยธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ได้เคยทดสอบโครงการ Helvetia III ที่จะนำเงินของธนาคารกลางมา Tokenizie แล้วยืนยันการชำระธุรกรรม ซึ่งในตอนนี้ได้ถูกนำไปใช้ในการออกพันธบัตรให้กับรัฐบาลของสวิตเซอร์แลนด์ถึง 4 ครั้ง

 

และ Thomas ชี้ว่าในโครงการ Helvetia III Pilot ทางธนาคารกลางจะเริ่มนำไปทดสอบกับภาคเอกชนว่าการ Tokenization จะสามารถยกระดับระบบธนาคารในปัจจุบันได้อย่างไร

 

อ้างอิง:

The post ธนาคารกลางสวิสกำลังหาแนวทางแปลงสินทรัพย์การเงินให้เป็นโทเคน เอื้อทำธุรกรรมง่ายขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบงก์ชาติสวิสหั่นอัตราดอกเบี้ย สะเทือนถึงแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของ Fed และราคาทองคำอย่างไร? https://thestandard.co/opinion-snb-rate-cut-impact/ Tue, 02 Apr 2024 01:20:26 +0000 https://thestandard.co/?p=918180 แบงก์ชาติสวิส หั่นอัตราดอกเบี้ย สะเทือนถึงแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของ Fed และ ราคาทองคำอย่างไร?

ในช่วงโค้งสุดท้ายของเดือนมีนาคมที่ผ่านมา นับเป็นช่วงที่ […]

The post แบงก์ชาติสวิสหั่นอัตราดอกเบี้ย สะเทือนถึงแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของ Fed และราคาทองคำอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบงก์ชาติสวิส หั่นอัตราดอกเบี้ย สะเทือนถึงแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของ Fed และ ราคาทองคำอย่างไร?

ในช่วงโค้งสุดท้ายของเดือนมีนาคมที่ผ่านมา นับเป็นช่วงที่แห่งการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางชั้นนำ โดยผู้คนส่วนใหญ่มุ่งให้ความสนใจกับการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)  

 

ทั้งนี้ BOJ มีความเคลื่อนไหวทางนโยบายการเงินที่สำคัญ คือการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจาก -0.1% สู่กรอบ 0.0-0.1% นับเป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี หรือตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2007 ซึ่งถือเป็นปิดฉากการใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบ (Ultra-Loose Rate) และมาพร้อมกับการยกเลิกการดำเนินมาตรการควบคุมกรอบอัตราผลตอบแทน (YCC) 

 

ขณะที่ Fed และ BOE แม้ยังมีมติคงอัตราดอกเบี้ยเช่นกันที่ระดับ 5.25-5.50% และ 5.25% ตามลำดับ แต่กระนั้น จากรายละเอียดเอกสารผลการประชุม และการแถลงผลของ เจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed และ แอนดรูว์ เบลีย์ ผู้ว่าการ BOE ก็นับว่าได้ชี้นำความเคลื่อนไหวในมุมมองของนักลงทุนต่อประเด็นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั้ง 2 แห่ง รวมถึงภาพรวมของแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางชั้นนำของโลกเช่นกัน 

 

อย่างไรก็ดี การประชุมที่นับว่าสร้างผลกระทบต่อมุมมองของนักลงทุนเป็นอย่างมากและเหนือความคาดหมาย กลับไม่ใช่ธนาคารกลางทั้ง 3 แห่งดังที่กล่าวไปในข้างต้น 

 

ธนาคารแห่งชาติสวิตเซอร์แลนด์หั่นอัตราดอกเบี้ย หนุนภาพแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาลงของโลก 

 

ในวันที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมา นอกจากการแถลงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของ Fed (FOMC) และ BOE (MPC) ในช่วงเช้ามืดและช่วงค่ำตามเวลาประเทศไทย แล้วยังมีธนาคารกลางชั้นนำอีก 1 แห่งที่แถลงผลการประชุมนโยบายการเงินในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน นั่นคือ ธนาคารแห่งชาติสวิตเซอร์แลนด์ (SNB) หรือแบงก์ชาติสวิส 

 

การแถลงผลการประชุมของ SNB ที่ระบุถึงมติการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 1.50% นับเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายของหลายฝ่าย โดยในช่วงก่อนการเปิดเผยมติดังกล่าว ผู้เชี่ยวและนักลงทุนในตลาดการเงินต่างคาดการณ์ว่า SNB ยังจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 1.75% เช่นเดิม คล้ายกับแนวโน้มการคงอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางชั้นนำแห่งอื่น ทำให้เมื่อมติดังกล่าวออกมาค่าเงินฟรังก์สวิสจึงปรับตัวร่วงลงอย่างฉับพลัน สร้างแรงกดดันให้ค่าเงินยูโรและค่าเงินปอนด์อ่อนค่าลงร่วมด้วย 

 

ทั้งนี้ SNB ได้ชี้แจงเหตุผลต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว โดยระบุถึงการประเมินระดับเงินเฟ้อในสวิตเซอร์แลนด์ที่มีแนวโน้มอยู่ ณ ระดับ 1.4%, 1.2% และ 1.1% ในปี 2024, 2025 และ 2026 ตามลำดับ ซึ่งถือว่าเป็นระดับตามกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของ SNB ที่ 0.0-2.0% จึงเอื้อให้ SNB สามารถลดระดับความเข้มงวดของการดำเนินนโยบายการเงินลงได้ 

 

อนึ่ง การดำเนินการดังกล่าวของ SNB ได้สร้างความเคลื่อนไหวทางมุมมองของนักลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องด้วยการปรับลดครั้งนี้ถือเป็นการปรับลดครั้งแรกในรอบ 9 ปี ของ SNB อีกทั้งยังเป็นธนาคารกลางชาติแรกของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจ G10 ที่ปรับลดอัตราดอกเบี้ย จึงได้ยกระดับมุมมองเชิงบวกของนักลงทุนต่อแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางชั้นนำทั่วโลก โดยเฉพาะ Fed, BOE และธนาคารกลางยุโรป (ECB)   

 

อัตราดอกเบี้ยสวิสถูกหั่น สะเทือนถึงค่าเงินดอลลาร์และราคาทองคำอย่างไร? 

 

ดังที่กล่าวไปแล้วในข้างต้นว่า Fed ได้มีการแถลงผลการประชุม FOMC ในช่วงเช้ามืดของวันที่ 21 มีนาคม ซึ่งระบุถึงมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 5.25-5.50% ตามคาดการณ์ของหลายฝ่าย แต่ไฮไลต์สำคัญของการเปิดเผยผลการประชุมครั้งนี้มาพร้อมกับรายงานประมาณการภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ของ Fed ที่บรรจุคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยสุดท้ายของ Fed ในปี 2024 ณ ระดับ 4.6% ซึ่งเท่ากับ Fed ยังคงยืนยันขนาดการปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่ 3 ครั้ง คงเดิมจากประมาณการครั้งก่อนหน้าในเดือนธันวาคม 

 

ทั้งนี้ ในช่วงสัปดาห์ก่อนการประชุม FOMC สหรัฐฯ มีการเปิดเผยข้อมูลด้านเงินเฟ้อของสหรัฐฯ อย่างดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนกุมภาพันธ์ ที่ยังคงออกมาเร่งตัวขึ้นสูงกว่าคาดการณ์ โดยหากพิจารณา PPI เมื่อเทียบเป็นรายเดือน พบว่าขยายตัวถึง 0.6% ถือเป็นการเร่งตัวขึ้นมากที่สุดในรอบ 6 เดือน หรือนับตั้งเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา ซึ่งการเพิ่มขึ้นสูงกว่าคาดการณ์ของทั้ง CPI และ PPI นั้นเป็นทิศทางต่อเนื่องจากเดือนมกราคม บ่งชี้ถึงความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้นในการบรรลุเป้าหมายด้านเงินเฟ้อของ Fed  

 

จากแนวโน้มของเงินเฟ้อดังกล่าวทำให้บางส่วนของตลาดเริ่มให้ความเป็นไปได้ที่ Fed อาจลดคาดการณ์ต่อขนาดการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ลง จึงมีผลให้ช่วงก่อนการเปิดเผยผลการประชุม FOMC ค่าเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ มีการปรับตัวขึ้น นับเป็นปัจจัยที่คอยกดดันการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ 

 

อย่างไรก็ดี เมื่อ Fed ยังคงคาดการณ์ต่อขนาดการปรับลดอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3 ครั้งตามเดิม ซึ่งสอดคล้องกับที่ตลาดคาดหวัง ตลาดจึงมีการเพิ่มมุมมองเชิงบวกต่อประเด็นอัตราดอกเบี้ยของ Fed หรือเพิ่มน้ำหนักต่อโอกาสที่ Fed จะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยภายในเดือนมิถุนายนนี้ จากก่อนหน้าที่หันไปเพิ่มน้ำหนักในช่วงครึ่งหลังของปีมากกว่า ซึ่งสร้างแรงกดดันให้ค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวร่วงลง หนุนการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำอย่างร้อนแรง และสร้างระดับสูงสุดตลอดกาลในเวลานั้นที่ 2,222.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

 

กระนั้น หากพิจารณาในรายงานประมาณภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ รอบเดือนมีนาคมอย่างถี่ถ้วน พบว่า สำหรับปี 2024 มีการปรับขึ้นของคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อสหรัฐฯ แต่ทำการปรับลดอัตราการว่างงานลง นอกจากนั้นมีการปรับเพิ่มคาดการณ์ระดับอัตราดอกเบี้ยในปี 2025 และ 2026 รวมไปถึงอัตราดอกเบี้ยในระยะยาว (Long-Run Rate) ซึ่งบ่งชี้ถึงแนวโน้มระดับอัตราดอกเบี้ยค้างตัวสูงในระยะยาว ทำให้นักลงทุนยังคงไม่วางใจต่อแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed สะท้อนผ่านการปรับตัวลงเพียงจำกัดของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปี อันเป็นส่วนหนุนต่อการฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็วของค่าเงินดอลลาร์ 

 

อีกประการหนึ่ง จากทั้งเอกสารผลการประชุม FOMC และการแถลงของ เจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed ในรอบนี้ นับเป็นอีกครั้งที่ชี้ว่า Fed ยังไม่อาจสามารถระบุถึงช่วงเวลาในการเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ ยิ่งไปกว่านั้น พาวเวลล์ได้ระบุว่า Fed มีความพร้อมต่อการตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงที่ยาวนาน หากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจบ่งชี้ว่าจำเป็น  

 

จากข้างต้น สถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ SNB นั่นคือ นักลงทุนมีการเพิ่มมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed, ECB และ BOE ในเดือนมิถุนายนนี้ แต่หากเทียบจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ รวมไปถึงการส่งสัญญาณของธนาคารกลางแต่ละแห่งที่กล่าวไป พบว่า Fed มีศักยภาพในการตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงที่ยาวนานมากกว่าธนาคารกลางแห่งอื่น สถานการณ์เช่นนี้ผลักดันให้ค่าเงินดอลลาร์มีมุมมองเชิงบวกเพิ่มขึ้น สะท้อนผ่านทิศทางการปรับตัวขึ้นของค่าเงินดอลลาร์และการทรงตัวในระดับสูงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ 

 

ขณะเดียวกัน เนื่องด้วยตลาดยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ประกอบกับนักลงทุนเริ่มประเมินถึงมูลค่าที่สูงเกินไป (Overvalued) ของหุ้นสหรัฐฯ จากการปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา โดยสถาบันการเงินรายใหญ่อย่าง JPMorgan Chase ได้แสดงความกังวลต่อประเด็นดังกล่าวเช่นกันว่า หุ้นสหรัฐฯ อาจมีการปรับฐานครั้งใหญ่ในระยะอันใกล้นี้ ประเด็นดังกล่าวมีแนวโน้มทำให้ทองคำถูกเข้าซื้อเพิ่มมากขึ้น เพื่อบริหารความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน

 

ด้วยเหตุนี้ ราคาทองคำจึงมีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยหนุนอย่างแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางชั้นนำที่รวมถึง Fed และแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย โดยล่าสุดราคาทองคำได้ทำสถิติสูงสุดตลอดกาลครั้งใหม่ที่ระดับ 2,333.48 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางค่าเงินดอลลาร์ที่สามารถยืนเหนือระดับดัชนี 104.5 ซึ่งนับว่าเป็นสถานการณ์ที่อาจไม่ได้เห็นบ่อยมากนัก จึงแนะนำนักลงทุนจับตาภาวะทางเศรษฐกิจ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ย รวมไปถึงสถานการณ์ของตลาดหุ้นในสหรัฐฯ ต่อไป

The post แบงก์ชาติสวิสหั่นอัตราดอกเบี้ย สะเทือนถึงแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของ Fed และราคาทองคำอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ประกาศลดดอกเบี้ย 0.25% นับเป็นชาติเศรษฐกิจใหญ่รายแรกที่เริ่มพลิกกลับนโยบายดอกเบี้ย https://thestandard.co/swiss-national-bank-announces-interest-rate-cut/ Fri, 22 Mar 2024 01:32:04 +0000 https://thestandard.co/?p=914194

ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ หรือ Swiss National Bank (SNB) […]

The post ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ประกาศลดดอกเบี้ย 0.25% นับเป็นชาติเศรษฐกิจใหญ่รายแรกที่เริ่มพลิกกลับนโยบายดอกเบี้ย appeared first on THE STANDARD.

]]>

ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ หรือ Swiss National Bank (SNB) สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดด้วยการตัดสินใจที่จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายหลักลง 0.25% เหลือ 1.50% เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (21 มีนาคม) โดยให้เหตุผลว่า อัตราเงินเฟ้อของประเทศมีแนวโน้มที่จะอยู่ต่ำกว่า 2% ในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าวสวนทางกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์จากการสำรวจของสำนักข่าว Reuters ซึ่งประเมินว่า แบงก์ชาติสวิตเซอร์แลนด์จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.75%

 

แถลงการณ์ของ SNB ระบุว่า เป็นเวลาหลายเดือนแล้วที่อัตราเงินเฟ้อของสวิตเซอร์แลนด์ปรับตัวลดลงกลับมาต่ำกว่า 2% ซึ่งเป็นเป้าอัตราเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ต้องการ พร้อมคาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มที่จะยังคงอยู่ในระดับนี้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยอัตราเงินเฟ้อของสวิตเซอร์แลนด์ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาจะอยู่ที่ 1.20%

 

ขณะเดียวกัน SNB ยังลดการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อประจำปีอีกด้วย โดยประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 1.40% ในปี 2024 และขยับลงมาอยู่ที่ 1.20% ในปี 2025 ซึ่งปรับลดลงจากประมาณการ 1.60% ก่อนหน้า ขณะที่การคาดการณ์ตัวเลขเงินเฟ้อสำหรับปี 2026 เฉลี่ยอยู่ที่ 1.10% โดยหลังจากการประกาศดังกล่าวนักวิเคราะห์จาก Capital Economics คาดว่า จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์อีก 2 ครั้งในช่วงปีนี้ ท่ามกลางธนาคารมีท่าทีผ่อนคลายมากขึ้น และอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มที่จะต่ำกว่าการคาดการณ์

 

“เราคิดว่าอัตราเงินเฟ้อจะมาต่ำกว่าที่ทาง SNB คาดการณ์ไว้ล่าสุด และยังคงอยู่ที่ระดับปัจจุบันที่ 1.20% ก่อนที่จะลดลงต่ำกว่า 1% ในปีหน้า ดังนั้นเราจึงคาดการณ์ว่า SNB จะลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนและธันวาคม โดยให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1% และเป็นอัตราที่เราคิดว่าจะคงอยู่ตลอดปี 2025 และ 2026” ทีมนักวิเคราะห์จาก Capital Economics ระบุ 

 

ด้านแถลงการณ์ของธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ระบุว่า แนวทางการเติบโตทางเศรษฐกิจของสวิตเซอร์แลนด์ “มีแนวโน้มที่จะยังคงอยู่ในระดับปานกลางในไตรมาสต่อๆ ไป” โดย GDP มีแนวโน้มที่จะขยายตัวประมาณ 1% ในปี 2024 นี้ ก่อนชี้ว่า เศรษฐกิจของสวิตเซอร์แลนด์ในภาพรวมจะยังคงต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ความเสี่ยงหลักคือกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอในต่างประเทศ ส่วนโมเมนตัมในตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยและอสังหาริมทรัพย์อ่อนตัวลงอย่างเห็นได้ชัดในไตรมาสล่าสุด

 

ในส่วนของเศรษฐกิจระดับมหภาค SNB ประเมินว่า การเติบโตของเศรษฐกิจโลกอยู่ในระดับ ‘ปานกลาง’ ในไตรมาสต่อๆ ไป พร้อมด้วยอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มลดลง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากกลยุทธ์นโยบายการเงินที่เข้มงวด กระนั้น ‘ความเสี่ยงที่สำคัญ’ อย่างความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ จะยังคงมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในสวิตเซอร์แลนด์

 

ทั้งนี้ การประกาศหั่นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งชาติสวิตเซอร์แลนด์เกิดขึ้นก่อนที่ธนาคารกลางนอร์เวย์จะปฏิเสธการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยของตนเอง และยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 4.50% พร้อมส่งสัญญาณว่า ธนาคารกลางนอร์เวย์มีแนวโน้มหั่นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายน 

 

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของแบงก์ชาติสวิตเซอร์แลนด์ยังเกิดขึ้นหลังจากที่ทางธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยตามคาดเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (20 มีนาคม) พร้อมส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งภายในปีนี้ เช่นเดียวกันกับที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ยังคงรักษาอัตราดอกเบี้ยไว้ระดับเดิม พร้อมส่งสัญญาณเริ่มพิจารณาการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน แต่ก็ย้ำว่า การตัดสินใจเปลี่ยนแปลงใดๆ จะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจในช่วงเวลานั้นเป็นสำคัญ 

 

แบงก์ชาติอังกฤษคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 5.25% 

 

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (Monetary Policy Committee) ของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) เปิดเผยผลการประชุมเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (21 มีนาคม) ระบุว่า ที่ประชุมคณะกรรมการฯ ลงมติด้วยคะแนนเสียง 8-1 ในการคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 5.25% ขณะที่คณะกรรมการฯ อีกหนึ่งคนโหวตให้ลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25%

 

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ส่งสัญญาณบอกใบ้แนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยภายในปีนี้ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อลดลงเร็วกว่าที่คาดไว้

 

การตัดสินใจดังกล่าวสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ก่อนหน้า โดยถือเป็นการตรึงอัตราดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่ 5 หลังจากที่ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยติดต่อกัน 14 ครั้ง โดย BOE ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2021 จนถึงเดือนสิงหาคม 2022 เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ โดยได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจากระดับ 0.10% สู่ระดับ 5.25% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 16 ปี

 

แอนดรูว์ เบลีย์ ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ ออกแถลงการณ์ระบุว่า การตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ เนื่องจาก BOE ต้องแน่ใจจริงๆ ว่าอัตราเงินเฟ้อจะลดลงสู่เป้าหมาย 2% และคงระดับนั้นไว้ แต่ขณะนี้ BOE ยังไปไม่ถึงจุดที่สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ แต่สิ่งต่างๆ กำลังดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้อง

 

ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของอังกฤษลดลงมากกว่าที่คาดไว้ที่ 3.40% ต่อปีในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2021 โดยทางธนาคารกลางอังกฤษคาดว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคจะกลับมาสู่เป้าหมาย 2% ในไตรมาสที่ 2 ปีนี้ เนื่องจากราคาพลังงานในครัวเรือนจะลดลงอีกครั้งในช่วงเดือนเมษายน

 

อ้างอิง: 

The post ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ประกาศลดดอกเบี้ย 0.25% นับเป็นชาติเศรษฐกิจใหญ่รายแรกที่เริ่มพลิกกลับนโยบายดอกเบี้ย appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุ้มแบงก์ครั้งใหญ่…สกัดวิกฤตทันไหม? https://thestandard.co/us-eu-government-bailout/ Thu, 23 Mar 2023 08:04:11 +0000 https://thestandard.co/?p=767319

เดือนมีนาคม 2023 คงจะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ เศรษฐก […]

The post อุ้มแบงก์ครั้งใหญ่…สกัดวิกฤตทันไหม? appeared first on THE STANDARD.

]]>

เดือนมีนาคม 2023 คงจะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ-การเงินโลก เพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาเราได้เห็นธนาคารระดับกลาง-ใหญ่ในอเมริกาและยุโรปเผชิญปัญหาวิกฤตความเชื่อมั่นจนต้องให้รัฐบาลมาช่วย ‘อุ้ม’ (Bailout) แม้แต่สถาบันการเงินระดับยักษ์ใหญ่ของโลกที่มีอายุถึง 167 ปีก็หนีไม่พ้น

 

มองไปข้างหน้าคำถามที่สำคัญสำหรับพวกเราคือ อุ้มแล้วหยุดวิกฤตการเงินได้ไหม กระทบเราในประเทศไทยอย่างไร วันนี้ลองมาตอบคำถามที่มักจะได้ยินกันบ่อยๆ เผื่อพอมีประโยชน์ (แต่ยาวหน่อยนะครับ)

 

1. ตกลงอเมริกา-ยุโรปอุ้มแบงก์หรือไม่

ใช่ แต่ไม่ได้ ‘อุ้มเต็มๆ’และไม่อยากให้เรียกว่า ‘อุ้ม’

 

ทั้งในอเมริกาและยุโรป รัฐยังไม่ได้ออกมาการันตีเงินฝากของทุกคนในแบงก์ที่มีปัญหา แล้วก็มีความพยายามไม่ให้นักลงทุนในแบงก์เหล่านี้ล้มบนฟูก

 

ในอเมริกาโปรแกรม Bank Term Funding Program (BTFP) ของ Fed ให้กู้กับธนาคารที่ถือพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้บางประเภทเท่านั้น ซึ่งตอบโจทย์บางธนาคาร (เช่น SVB) แต่ไม่ช่วยบางธนาคารที่มีปัญหา (เช่น First Republic Bank) ที่ไม่ค่อยมีสินทรัพย์เหล่านี้เท่าไร จึงต้องมีการ ‘ชวน’ แบงก์ใหญ่ๆ มาช่วย และตอนนี้รัฐบาลก็กำลังถกเถียงว่าจะขยายการการันตีเงินฝากให้ครอบคลุมกว้างขึ้นไหม เพราะเงินฝากกำลังไหลออกจากธนาคารขนาดเล็กไปสู่ธนาคารใหญ่ที่คนมองว่าปลอดภัยกว่า


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


ในยุโรป ธนาคารกลางสวิสเป็นคนผลักดันคลุมถุงชนให้สองธนาคารที่เป็นคู่แข่งกันมานานแต่งงานกัน และมีทั้งการให้สินเชื่อพิเศษและการันตีว่าจะช่วยแบกรับการขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นจากดีลนี้ถึงเกือบ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ให้กับ UBS ที่จะเป็นผู้เข้าไปซื้อเครดิตสวิส 

 

แต่ในขณะเดียวกันก็พยายามไม่ให้นักลงทุนทั้งหลายล้มบนฟูก โดยการตัดสินใจที่สำคัญคือ การทำให้ตราสารหุ้นกู้แปลงสภาพ AT1 (ชื่อเล่นว่า CoCo Bond) ถูก Write Off คือจากมูลค่าประมาณ 17,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐกลายเป็นศูนย์ ซึ่งมีผลกระทบกับกองทุนหลายราย และที่สำคัญส่งผลต่อความเชื่อมั่นต่อตราสารประเภทนี้ทั้งหมดที่มีตลาดใหญ่มูลค่าถึง 275,000 ล้านดอลลาร์

 

ทั้งหมดนี้คือเหตุผลสำคัญว่าทำไมมีข่าว ‘รัฐอุ้มแบงก์’ แล้ว แต่ตลาดยังผันผวนและคนยังกังวลอยู่ 

 

2. ทำไมต้องอุ้มแบงก์ ปล่อยเจ๊งไม่ได้หรือ

ปล่อยแบงก์ล้มแบบไม่ระวังไม่ได้ เพราะเสี่ยงจะเกิดวิกฤตการเงินที่สร้างแผลยิ่งกว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยธรรมดา

 

ระบบธนาคารเป็นเสมือนเครือข่ายท่อน้ำที่ส่งน้ำหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจให้มีชีวิต หากเกิดวิกฤตธนาคาร-การเงินก็เหมือนระบบท่อพัง ต่อให้ในถังรวมมีน้ำอยู่เพียงพอก็จะไม่สามารถส่งต่อน้ำนี้ไปให้ผู้ที่ต้องการได้ ระบบการชำระเงิน ให้สินเชื่อ ฝากเงิน ฯลฯ อาจจะล่มหมด ทำเศรษฐกิจล้มแรงและกลับมาฟื้นยาก

 

ปัญหาคือดีไซน์ของระบบธนาคารมีจุดเปราะบางอยู่ เพราะธนาคารรับเงินฝากที่คนขอคืนได้ทุกเมื่อ แล้วเอาไปลงทุน-ปล่อยกู้กับสินเชื่อที่มักจะเป็นระยะกลาง-ยาวเรียกคืนไม่ได้ทันที หรือหากเรียกคืนทันทีก็ต้องขายขาดทุน สิ่งที่จะต้องไม่ให้เกิดคือการที่คนฝากเงินตื่นตระหนกเรียกเงินคืนพร้อมๆ กันจนธนาคารถูกบังคับให้ไปขายสินทรัพย์ที่ถืออยู่ในราคาแย่ๆ (กรณี SVB เป็นตัวอย่างล่าสุด)

 

ที่สำคัญเวลาคนฝากเงินตื่นตระหนก เขาจะไม่ได้หนีแค่ธนาคารที่เป็น ‘แบดบอย’ ก่อปัญหาเท่านั้น แต่จะถอนเงินหนีจากทุกธนาคารที่คล้ายกัน เพราะมักสมมติก่อนว่าทุกเจ้ามีปัญหา ‘เด็กดี’ จึงโดนทำโทษไปด้วย 

 

ดังที่มีปรมาจารย์ทางเศรษฐศาสตร์ท่านหนึ่งเคยบอกผมว่า “นักเศรษฐศาสตร์หลายคนชอบบอกว่าเชื่อในมือที่มองไม่เห็น (Invisible Hands) แต่ในยามวิกฤตทุกคนเชื่อแต่มือที่มองเห็น (ของรัฐ) เท่านั้น”

 

3. ถ้าฉะนั้นทำไมไม่อุ้มให้สุดไปเลย

ถ้าอุ้มแบงก์เต็มที่จะแพงมากสำหรับรัฐบาล นอกจากนี้ยังไม่แฟร์เพราะต้องเอาเงินภาษีประชาชนไปค้ำแบงก์ที่อาจจะบริหารไม่ดี เวลาได้ไม่เห็นมาแบ่ง แต่เวลาเสียทุกคนช่วยแชร์ต้นทุน 

 

นอกจากนี้ ยังสร้างนิสัยเสียให้กับระบบการเงิน (Moral Hazard) หากนักลงทุน/ผู้บริหารล้มบนฟูกไปด้วยต่อไปก็ไม่ต้องระวังความเสี่ยงกันเท่าที่ควร

 

ดังนั้น หลังจากการอุ้มแบงก์ รัฐบาลมักจะมีการออกกฎเกณฑ์-มาตรการใหม่ๆ มาเพื่อคุมพฤติกรรมของสถาบันการเงินประเภทที่เพิ่งก่อปัญหาไป (เช่น หลังวิกฤต 2008-2009 ก็มี Dodd-Frank และคราวนี้ก็เชื่อว่าคงมีมาตรการออกมากำกับธนาคารขนาดเล็ก-กลางมากขึ้นในอเมริกา) 

 

แต่ส่วนใหญ่สุดท้ายก็เป็น ‘เกมแมวจับหนู’ เพราะสถาบันการเงินมักจะหาท่าใหม่ๆ ในการหาความเสี่ยง-เพิ่มรายได้เสมอ โดยเฉพาะหากอัตราดอกเบี้ยอยู่ต่ำๆ เป็นเวลานานทำให้แบงก์หารายได้ยากขึ้น ก็จะมีการหาผลตอบแทนสูงโดยรับความเสี่ยงมากขึ้น (Yield-Seeking)

 

นี่คือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ธนาคารกลางแต่ละประเทศล้วนไม่อยากเก็บดอกเบี้ยต่ำนานๆ

 

5. แล้วทั้งหมดนี้มันกระทบเราอย่างไรบ้าง

ต้องระวัง หนึ่ง วิกฤตการเงินโลก (ความเสี่ยงยังไม่สูงนัก) สอง ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในโลกตะวันตกฉุดการส่งออก (ความเสี่ยงสูง) และ สาม ดอกเบี้ยอาจขึ้นไม่สูงเท่าที่เคยคาด

 

เพราะรัฐบาล-ธนาคารกลางในอเมริกาและยุโรปกำลังเดินบาลานซ์ตัวเองบนเชือก ไม่ให้อุ้มแบงก์มากไปจนเสียระบบ แต่ก็ไม่น้อยไปจนวิกฤตศรัทธาลามต่อไป โอกาสที่จะ ‘พลาด’ เกิดเป็นวิกฤตการเงินจึงมีอยู่ 

 

แม้ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่จะมองตรงกันว่าความเสี่ยงต่อวิกฤตรอบนี้ค่อนข้างต่ำ เพราะระบบธนาคารในอเมริกาและยุโรปมีความแข็งแกร่งทางการเงินกว่าเดิมมาก ไม่ว่าจะดูจากสัดส่วนเงินทุน สภาพคล่อง ฯลฯ โดยเฉพาะธนาคารใหญ่ๆ ที่มีความสำคัญต่อระบบ (รวมทั้งเครดิตสวิสเอง) แต่เราไม่ควรประมาทเพราะวิกฤตการเงินมักจะเกิดจากจุดที่เรามองไม่เห็น และมีต้นตอที่แตกต่างจากรอบก่อนๆ เสมอ

 

นอกจากนี้ ถึงจะรอดจากวิกฤตการเงินก็อาจไม่รอดจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยในโลกตะวันตก ที่มีโอกาสสูงขึ้นยิ่งกว่าเดิมเพราะปัญหาในภาคธนาคารเหล่านี้

 

เหตุผลก็เพราะวิกฤตศรัทธาในระบบธนาคารกำลังทำให้ธนาคารและสถาบันการเงินต่างรัดเข็มขัดไม่ปล่อยสินเชื่อเพราะกลัวไม่มีเงินหากคนมาถอนเงิน โดยเฉพาะกลุ่มขนาดกลางและเล็กในอเมริกา ที่มีบทบาทสำคัญด้านการปล่อยสินเชื่อทั้งเพื่อภาคอุตสาหกรรม (50%) ที่อยู่อาศัย (60%) และผู้บริโภค (45%) 

 

เมื่อเศรษฐกิจอเมริกาและยุโรปทรุดลงอีก ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยน่าจะออกมาในรูปการฉุดการส่งออกของเราจากที่ติดลบอยู่แล้วให้อาการหนักกว่าเดิม ต้องหันไปพึ่งพาการท่องเที่ยวมากขึ้น และหวังว่าจีนจะยังฟื้นตัวต่อ 

 

แต่ในขณะเดียวกันความกังวลเหล่านี้อาจทำให้ Fed ระมัดระวังการขึ้นดอกเบี้ยมากขึ้น เพราะเกรงว่าน้ำลดเร็วอาจมีตออื่นๆ ผุดขึ้นมาอีกจนแก้ไม่ทัน นี่เองน่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เมื่อคืน (22 มีนาคม) แม้ Fed จะยังขึ้นดอกเบี้ย 0.25% แต่ก็เริ่มไกด์ตลาดว่าการขึ้นดอกเบี้ยอาจใกล้สิ้นสุดแล้ว ซึ่งทั้งหมดนี้ก็จะมีส่วนลดแรงกดดันต่อการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ด้วยเช่นกัน 

 

ดังนั้น แม้ไม่มีวิกฤตการเงินก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีปัญหา และเวลามีปัญหาก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีโอกาสเลย ต้องอ่านเกมดีๆ และคอยติดตามกันอย่างใกล้ชิดครับ

 

ปล. ผมเคยทำงานที่เครดิตสวิสสำนักงานใหญ่ของภูมิภาคอยู่หลายปี ก่อนออกไปทำงานภาคเทคโนโลยี บอกได้เลยว่าธุรกิจเครดิตสวิสในอาเซียนนั้นแข็งแกร่งและมีแต่คนเก่งๆ ทั้งนั้น ขอเป็นกำลังใจให้อดีตเพื่อนร่วมงานทุกคนที่ต้องมาเจอสถานการณ์แบบนี้ ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดเขาเลย

The post อุ้มแบงก์ครั้งใหญ่…สกัดวิกฤตทันไหม? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fed จับมือแบงก์ชาติ 5 แห่ง ‘อัดสภาพคล่อง’ ให้ระบบธนาคารผ่าน Swap Line เพิ่มโอกาส ‘หยุด’ ขึ้นดอกเบี้ย https://thestandard.co/fed-co-op-with-5-central-banks/ Mon, 20 Mar 2023 08:53:27 +0000 https://thestandard.co/?p=765715 Fed

ฉากทัศน์ที่ว่า Fed จะ ‘หยุด’ ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประช […]

The post Fed จับมือแบงก์ชาติ 5 แห่ง ‘อัดสภาพคล่อง’ ให้ระบบธนาคารผ่าน Swap Line เพิ่มโอกาส ‘หยุด’ ขึ้นดอกเบี้ย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fed

ฉากทัศน์ที่ว่า Fed จะ ‘หยุด’ ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์นี้มีน้ำหนักมากขึ้นในสายตาของเหล่าผู้เชี่ยวชาญบางคน หลัง Fed ประกาศความร่วมมือกับธนาคารกลาง 5 แห่ง เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับระบบการเงินโลกผ่าน Swap Line

 

โดยก่อนหน้านี้ นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่พากันคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เดินหน้าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ในวันพุธที่ 22 มีนาคมนี้ สู่ระดับ 4.75 – 5%

 

อย่างไรก็ตาม ในบ่ายวันอาทิตย์ (19 มีนาคม) Fed และธนาคารกลางอีก 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกลางแคนาดา (BoC), ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE), ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ), ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ ได้ประกาศการดำเนินการเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับระบบการเงินโลก ผ่านการทำ U.S. Dollar Swap Line โดยเพิ่มความถี่ในการเข้าถึงจากรายสัปดาห์เป็นรายวัน

 

การทำ Swap Line นับเป็นการดำเนินการที่เคยเกิดขึ้น ยามเกิดวิกฤตครั้งผ่านๆ มา รวมถึงช่วงที่ Lehman Brothers ล้มละลายเมื่อปี 2008 ด้วย โดยการทำ Swap Line ครั้งนี้ ยังเกิดขึ้นขณะที่ UBS Group AG ตกลงซื้อ Credit Suisse Group AG โดยมีรัฐบาลเป็นนายหน้า เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อยับยั้งวิกฤตความเชื่อมั่นในตลาดทั่วโลก

 

สอดคล้องกับความเห็นของ Julia Coronado ประธานบริษัท MacroPolicy Perspectives LLC ที่ว่า การประสานงานกับธนาคารกลางแห่งอื่นๆ คือความมุ่งมั่นในการรักษาเสถียรภาพของสภาพคล่องในระบบธนาคารของ Fed

 

การทำ Swap Line บ่งบอกถึงอะไร? Fed จะหยุดขึ้นดอกเบี้ยหรือยัง?

 

Laurence Meyer อดีตผู้ว่าการ Fed และทีมจากบริษัทวิจัย Monetary Policy Analytics กล่าวในบันทึกว่า การดำเนินการต่างๆ ในวันอาทิตย์ บ่งบอกถึงความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการติดเชื้อทางการเงิน (Financial Contagion) 

 

พร้อมระบุอีกว่า การตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ในสัปดาห์นี้ ‘คาดเดายาก’ แต่ความเสี่ยงในการหยุดขึ้นดอกเบี้ย (Pause) ที่สูงขึ้น อาจบ่งชี้ถึงความเสี่ยงที่สูงขึ้นที่ FOMC จะระงับการไหลออกของงบดุล (Suspend Balance Sheet Runoff) ด้วย

 

โดยข้อมูลที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (16 มีนาคม) แสดงให้เห็นว่าธนาคารในสหรัฐฯ กู้ยืมเงินจาก Fed จำนวนมากเป็นประวัติการณ์ ในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 15 มีนาคม ซึ่งสูงกว่าระดับสูงสุดที่เคยทำไว้ในช่วงวิกฤตการเงินปี 2008 และส่งสัญญาณถึงปัญหาการระดมทุนในวงกว้าง

 

ขณะที่ Krishna Guha นักวิเคราะห์ของ Evercore ISI และอดีตเจ้าหน้าที่ Fed สาขานิวยอร์ก กล่าวเมื่อเย็นวันอาทิตย์ว่า การปรับขึ้น 0.25% ยังคงเป็นกรณีพื้นฐานของเรา แต่การทำ FX Swap บ่งบอกถึงความกังวลของสหรัฐฯ และหากเราเห็นปฏิกิริยาที่ไม่พึงประสงค์อย่างรุนแรงในด้านการเงินของยุโรปต่อข่าวนี้ เราก็อาจเห็นการหยุดการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


อ้างอิง: 

The post Fed จับมือแบงก์ชาติ 5 แห่ง ‘อัดสภาพคล่อง’ ให้ระบบธนาคารผ่าน Swap Line เพิ่มโอกาส ‘หยุด’ ขึ้นดอกเบี้ย appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น ‘Credit Suisse’ เปิดพุ่งกว่า 30% ขานรับข่าวแบงก์ชาติสวิสช่วยเสริมสภาพคล่อง ด้าน J.P. Morgan มองมีโอกาสถูกเทกโอเวอร์สูง https://thestandard.co/credit-suisse-shares-30-higher/ Thu, 16 Mar 2023 13:36:12 +0000 https://thestandard.co/?p=764266

หุ้นธนาคาร Credit Suisse เปิดตลาดบวกกว่า 30% หลังจากที่ […]

The post หุ้น ‘Credit Suisse’ เปิดพุ่งกว่า 30% ขานรับข่าวแบงก์ชาติสวิสช่วยเสริมสภาพคล่อง ด้าน J.P. Morgan มองมีโอกาสถูกเทกโอเวอร์สูง appeared first on THE STANDARD.

]]>

หุ้นธนาคาร Credit Suisse เปิดตลาดบวกกว่า 30% หลังจากที่ปิดลบไป 30% เมื่อวันก่อน ขานรับข่าวธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ให้กู้ยืมเงินจำนวน 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์เพื่อเสริมสภาพคล่อง ขณะที่ทีมนักวิเคราะห์ J.P. Morgan มอง Credit Suisse มีโอกาสถูกเทกโอเวอร์สูงโดยธนาคารคู่แข่งอย่าง UBS

 

Credit Suisse ออกแถลงการณ์ระบุว่า ธนาคารจะกู้ยืมเงินจากธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ภายใต้วงเงินสินเชื่อและวงเงินเสริมสภาพคล่องระยะสั้นตามที่ระบุไว้ตามเงื่อนไขการให้ความช่วยเหลือ


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


นอกจากนี้ธนาคารยังเสนอซื้อคืนหนี้มูลค่าประมาณ 3 พันล้านฟรังก์สวิส ซึ่งเกี่ยวข้องกับตราสารหนี้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐและตราสารหนี้สกุลเงินยูโร

 

Ulrich Körner ซีอีโอของ Credit Suisse กล่าวในการแถลงข่าวว่า มาตรการเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการดำเนินการที่เด็ดขาดเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของ Credit Suisse ในขณะที่ธนาคารดำเนินการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ

 

“เราขอขอบคุณธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ และ FINMA (หน่วยงานกำกับสถาบันการเงินของสวิตเซอร์แลนด์) ที่ให้ความช่วยเหลือกับเรา ทีมงานของเรามุ่งมั่นที่จะก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เพื่อเป็นธนาคารที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า” Körner กล่าว

 

หุ้นของ Credit Suisse เริ่มร่วงลงในช่วงต้นสัปดาห์ เช่นเดียวกับธนาคารหลายแห่งในยุโรป จากความกังวลว่าการล่มสลายของ Silicon Valley Bank ในสหรัฐอเมริกาจะลุกลามไปยังธนาคารอื่นๆ

 

ราคาหุ้นปรับลดลงรุนแรงในวันอังคาร หลังจากธนาคารประกาศในรายงานประจำปีว่าพบ ‘จุดอ่อนที่สำคัญ’ ในรายงานทางการเงินปี 2021 และ 2022 แม้ว่าเรื่องดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อความถูกต้องของงบการเงินของธนาคาร

 

ต่อมาในวันพุธ หุ้นของ Credit Suisse ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากธนาคารกลางซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นนักลงทุนรายใหญ่ ออกมาระบุว่าจะไม่อัดฉีดเงินสดให้ Credit Suisse อีกจากข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ

 

ปัจจุบันธนาคารกลางซาอุดีอาระเบียเป็นผู้ถือหุ้นสัดส่วน 9.9% ใน Credit Suisse และเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนเงินทุนจำนวน 4.2 พันล้านดอลลาร์สำหรับแผนปรับโครงสร้างเชิงกลยุทธ์ขนาดใหญ่ของธนาคาร ซึ่งมีเป้าหมายในการปรับปรุงประสิทธิภาพบริการด้านวาณิชธนกิจ การบริหารความเสี่ยงและความล้มเหลวในการปฏิบัติตามกฎระเบียบต่างๆ ในช่วงก่อนหน้านี้

 

J.P. Morgan มอง Credit Suisse มีโอกาสถูกเทกโอเวอร์ 

ทีมนักวิเคราะห์ของ JPMorgan Chase & Co. นำโดย Kian Abouhossein มองว่ามี 3 ฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้นสำหรับ Credit Suisse ท่ามกลางความวุ่นวายเร็วๆ นี้ พร้อมระบุว่าการเทกโอเวอร์โดยมีคู่แข่งอย่าง UBS Group มีแนวโน้มเป็นไปได้มากที่สุด

 

สำหรับความเป็นไปได้อีก 2 ฉากทัศน์ได้แก่ แบงก์ชาติสวิตเซอร์แลนด์จะก้าวเข้ามารับประกันเงินฝากเต็มจำนวน หรือมีการอัดฉีดหุ้น (Equity) ซึ่งจะทำให้ Credit Suisse มีเวลาในการปรับโครงสร้างใหม่ แต่อาจจะทำให้ราคาหุ้นของผู้ถือหุ้นเดิมลดลงอย่างมาก เนื่องจากการเพิ่มจำนวนหุ้น (Dilution Effect)

 

ส่วนอีกฉากทัศน์คือการช่วยเหลือตนเองด้วยการปิดหน่วยวาณิชธนกิจ อย่างไรก็ตามวิธีนี้อาจไม่เพียงพอต่อการลดความกังวลของตลาด

 

โดย Credit Suisse ยังปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น ขณะที่ UBS ก็ยังไม่ตอบสนองต่อคำร้องขอความคิดเห็นในทันที

  

Abouhossein เคยเตือนตั้งแต่เดือนที่แล้วว่า แฟรนไชส์ของ Credit Suisse กำลังตกต่ำเร็วกว่าที่คาดไว้ โดยหุ้นของ Credit Suisse ก็ตกลงราว 25% ตั้งแต่นั้น

 

ในบันทึกวันนี้ (16 มีนาคม) Abouhossein ระบุอีกว่า สถานะเงินทุนของ Credit Suisse ไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือความเชื่อมั่นของตลาด และการพังทลายของแฟรนไชส์อย่างต่อเนื่อง

 

ถึงกระนั้นนักวิเคราะห์ของ Bank of America ซึ่งยังจัดอันดับ Credit Suisse อยู่ในระดับ ‘ซื้อ’ กล่าวว่า พวกเขาเชื่อว่าการสนับสนุนจากธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์เป็นข้อความที่ชัดเจนว่าธนาคารจะยังคงดำเนินต่อไปในรูปแบบปัจจุบัน

 

สำหรับมุมมองอื่นๆ นักวิเคราะห์ของ KBW กล่าวว่า การเลิกกิจการก็เป็นทางออกที่เป็นไปได้มากที่สุด ด้วยการขายสินทรัพย์เพิ่มเติม

 

อ้างอิง: 

The post หุ้น ‘Credit Suisse’ เปิดพุ่งกว่า 30% ขานรับข่าวแบงก์ชาติสวิสช่วยเสริมสภาพคล่อง ด้าน J.P. Morgan มองมีโอกาสถูกเทกโอเวอร์สูง appeared first on THE STANDARD.

]]>