THE STANDARD WEALTH - สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ การเงิน และการลงทุน

×
THE STANDARD HOME ECONOMIC MARKET BUSINESS CRYPTOCURRENCY OPINION WEALTH MANAGEMENT WORK & LEADERSHIP LIFESTYLE & PASSION
กราฟและตัวเลขแสดงข้อมูลการลงทุนในตลาดหุ้นโลกและอัตราแลกเปลี่ยน
EXCLUSIVE CONTENT BY SCB WEALTH

อินโนเวสท์ เอกซ์ คาด Fed คงดอกเบี้ยถึง มิ.ย. นี้ – มองเป้าบาทแข็งแตะ 31.80 ไตรมาสแรก

... • 3 ก.พ. 2026

HIGHLIGHTS

  • สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นโลกปรับตัวขึ้นได้เล็กน้อย จากกระแส De-dollarization ต่อเนื่อง หลังจากค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงราว 2%WoW ทำให้สินทรัพย์อย่างทองคำยังคงปรับตัวขึ้นเหนือ 5,500 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์
  • การประชุม FOMC มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.50–3.75% ตามตลาดคาด พร้อมระบุว่าเศรษฐกิจอยู่ในระดับ ‘solid’ (จากเดิม ‘moderate’)
  • บล.อินโนเวสท์​ เอกซ์ มองว่าการประชุม FOMC ครั้งนี้สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจมากขึ้น จึงคาดการณ์ว่า Fed จะยังไม่เร่งลดดอกเบี้ย และมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับปัจจุบันจนถึงเดือน มิ.ย.
  • สำหรับค่าเงินบาท เชื่อว่าจะแข็งค่าไปสู่ระดับเฉลี่ย 31.80 บาทต่อดอลลาร์ในไตรมาสแรก จากกระแสเงินทุนไหลเข้าและการอ่อนค่าของดอลลาร์ ก่อนจะชะลอลงในครึ่งปีหลังเล็กน้อยจากผลกระทบของภาษีสหรัฐ

สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นโลกปรับตัวขึ้นได้เล็กน้อย โดยตลาด EM ยังให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาด DM จากกระแส De-dollarization ต่อเนื่อง หลังจากค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงราว 2%WoW ทำให้สินทรัพย์อย่างทองคำยังคงปรับตัวขึ้นเหนือ 5,500 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ด้านตลาดหุ้นสหรัฐ (S&P500) ทำจุดสูงสุดใหม่ แตะ 7,000 จุด

 

ส่วนปัจจัยเศรษฐกิจ ได้แก่ การประชุม FOMC มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.50–3.75% ตามตลาดคาด พร้อมระบุว่าเศรษฐกิจอยู่ในระดับ ‘solid’ (จากเดิม ‘moderate’)

 

ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นกว่า 3 %WoW หลังนายกฯ ญี่ปุ่น เตือนว่า รัฐบาลจะดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อสกัดการเก็งกำไรในตลาด หลังจากเงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้นักลงทุนจับตาว่ารัฐบาลอาจเข้าแทรกแซงค่าเงินเยน อย่างไรก็ตาม ภายหลัง รมว.คลังสหรัฐฯ Scott Bessent ปฏิเสธกระแสข่าวว่าสหรัฐฯ จะเข้าแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อหนุนค่าเงินเยน

 

ด้านตลาดหุ้น EM ปรับตัวขึ้นได้ 3%WoW โดยตลาดหุ้น KOSPI ของเกาหลีใต้ปรับขึ้น 5.4%WoW แม้มีข่าว ปธน. ทรัมป์ ประกาศจะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเกาหลีใต้เป็น 25% จากเดิม 15% ครอบคลุมรถยนต์ ไม้แปรรูป ยา และสินค้าอื่นๆ โดยกล่าวหาว่า เกาหลีใต้ดำเนินการตามข้อตกลงการค้าได้ล่าช้า แรงหนุนมาจากผลประกอบการของหุ้นกลุ่มชิปในประเทศที่รายงานผลประกอบการดี

 

ด้านตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคส่วนใหญ่ปรับขึ้นในทิศทางเดียวกัน โดยกำไรภาคอุตสาหกรรมจีนปี 2025 เพิ่มขึ้น 0.6%YoY ถือเป็นการเติบโตครั้งแรกตั้งแต่ปี 2021 มีเพียงตลาดหุ้นอินโดนีเซียที่อ่อนตัวลงแรงในสัปดาห์ที่ผ่านมา หลัง MSCI ออกมาเตือนว่าอาจปรับลดน้ำหนัก และอาจถึงขั้นลดระดับสู่ frontier market

 

ขณะที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นได้ตามภูมิภาค ก่อนเข้าสู่สัปดาห์สุดท้ายก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. ด้านราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นจากกังวลความไม่สงบในตะวันออกกลาง

 

คาด Fed คงดอกเบี้ยถึง มิ.ย. นี้ - มองเป้าบาทแข็งแตะ 31.80 ไตรมาสแรก

 

บล.อินโนเวสท์​ เอกซ์ มองว่าการประชุม FOMC ครั้งนี้สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจมากขึ้น ทั้งการประเมินการเติบโตที่อยู่ในระดับ ‘solid’ และสัญญาณการทรงตัวของตลาดแรงงาน หลังจากที่ Fed ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปี 2026 ขึ้นเป็น 2.3% (+0.5pp) ในการประชุมครั้งก่อน ขณะเดียวกัน FOMC ยังคงแสดงความระมัดระวังต่อแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับ ‘somewhat elevated’ พร้อมชี้ว่าระดับอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันอยู่ในช่วงของ neutral rate โดยประมาณ และมีความเหมาะสมในการเปิดทางให้เงินเฟ้อปรับลดลงสู่เป้าหมาย 2% หลังผลกระทบจากมาตรการ tariffs คลี่คลายลง ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่า Fed ยังไม่เร่งลดดอกเบี้ย และมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับปัจจุบันจนถึงเดือน มิ.ย.

 

ขณะเดียวกัน เชื่อว่า Fed จะลดดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1 ครั้ง ขณะที่ ธ. กลางญี่ปุ่นจะขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1 ครั้ง ทำให้เงินเยนเริ่มกลับมาแข็งค่าขึ้น ซึ่งจะทำให้ค่าเงินเอเชียมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นตามทิศทางค่าเงินเยนที่จะกลับทิศในระยะกลาง-ยาว เมื่อ BOJ ขึ้นดอกเบี้ยสู่ neutral rate ที่ 1.0-1.5%

 

สำหรับค่าเงินบาท บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ เชื่อว่าจะแข็งค่าไปสู่ระดับเฉลี่ย 31.80 บาทต่อดอลลาร์ในไตรมาสแรก จากกระแสเงินทุนไหลเข้าและการอ่อนค่าของดอลลาร์ ก่อนจะชะลอลงในครึ่งปีหลังเล็กน้อยจากผลกระทบของภาษีสหรัฐ อย่างไรก็ตาม แรงกดดันโดยรวมยังจะอยู่ในฝั่งของการแข็งค่า นอกจากนั้นจะยังเป็นแรงผลักดันให้ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง

 

กลยุทธ์การลงทุนตลาดหุ้นไทย

 

  • หุ้น Earning Play ซึ่งคาดกำไร 4Q25 จะเติบโตเด่นเกิน 10%YoY พื้นฐานธุรกิจมั่นคงและมีโมเมนตัมกำไรที่ดี แนะนำ ADVANC BGRIM CHG GPSC GULF OR PRM
  • หุ้นปันผลคุณภาพดีระยะยาว (กำไรแต่ละปีมั่นคง, ให้ Div. Yield เกิน 5%) แนะนำ AP DIF KTB PTT TISCO และหุ้นปันผลระยะสั้น 6 เดือน (กำไรปี 2025 มั่นคง, ให้ Div. Yield เกิน 5%) แนะนำ BAM KBANK SAT THANI
  • Trading Idea: นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และต้องการเก็งกำไร แนะนำ 1) หุ้นเก็งกำไรจากคาดหวังการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจหลังทราบผลเลือกตั้งและมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ได้แก่ กลุ่มธนาคาร (BBL KTB KBANK) กลุ่มสื่อสาร (ADVANC) กลุ่มพลังงาน (GULF GPSC) กลุ่มรับเหมาและวัสดุก่อสร้าง (STECON CK SCC) 2) หุ้น Laggard Play เพื่อรับอานิสงส์จากการหมุนกลุ่มเล่นของ Fund Flow แนะนำ CENTEL CPALL CPN HMPRO SAWAD WHA และ 3) หุ้นที่คาดได้อานิสงส์จากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางจากความไม่แน่นอนที่สูงของนโยบาย ปธน. ทรัมป์ โดยจะเน้นเก็งกำไรตามรอบข่าว แนะนำ PTTEP PTT TOP

 

“ช่วงสั้นมอง SET แกว่งตัวไซด์เวย์ในกรอบ 1,300 - 1,380 จุด โดยปัจจัยในประเทศติดตามการเข้าสู่ช่วงโค้งสัปดาห์สุดท้ายในการหาเสียงก่อนการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ., แนวโน้มการไหลเข้าของ Fund Flow, เงินเฟ้อ ม.ค. ซึ่งตลาดคาดอยู่ในช่วง -0.5% ถึง 0.2% และการประกาศงบ 4Q25 ของหุ้น Real Sectors ส่วนปัจจัยภายนอกติดตามนโยบายกีดกันทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ของ ปธน. ทรัมป์ ที่มีต่อต่างประเทศ (ทั้งตะวันออกกลาง ยุโรปและจีน) ซึ่งมีผลต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงโลก รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐ อาทิ การจ้างงานและ PMI ภาคการผลิต ขณะที่การประชุมนโยบายการเงินของ ECB และ BoE ในวันที่ 5 ก.พ. ซึ่งตลาดคาดจะยังมีมติคงดอกเบี้ยนโยบายเช่นเดิม” บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุไว้ในส่วนหนึ่งของบทวิเคราะห์

 

ปัจจัยต้องติดตามสัปดาห์นี้

 

  • การเข้าสู่ช่วงโค้งสัปดาห์สุดท้ายในการหาเสียงของพรรคการเมืองไทยก่อนมีการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.
  • การประชุมนโยบายการเงินของ ECB และ BoE ในวันที่ 5 ก.พ. ซึ่งตลาดคาดทั้งสองแห่งจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเช่นเดิม
  • ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ ม.ค. อาทิ เงินเฟ้อไทย, การจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราว่างงาน รวมทั้ง PMI ภาคการผลิตและภาคบริการของสหรัฐ

 

หุ้นเด่นประจำสัปดาห์: MTC - เติบโตแข็งแกร่ง...Valuation น่าสนใจ

 

แนะนำ บมจ. เมืองไทย แคปปิตอล หรือ MTC เนื่องจากเหตุผลหลัก ดังนี้

 

  • เป็นผู้ให้บริการสินเชื่อรายย่อยใหญ่สุดของไทย โดยให้บริการสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ สินเชื่อโฉนดที่ดิน สินเชื่อส่วนบุคคล และนาโนไฟแนนซ์ โดยส่วนใหญ่เป็นการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าบุคคลที่มีรายได้ต่ำซึ่งไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินจาก ธพ. แต่มียานพาหนะและ/หรือที่ดินของตนเองใช้เป็นหลักประกัน
  • กำไรมีโมเมนตัมโตต่อเนื่องและแข็งแกร่งสุดในกลุ่มไมโครไฟแนนซ์ โดย 4Q25 คาดมีกำไรสุทธิ 1.8 พันลบ. เพิ่มขึ้น 5%QoQ และ 17%YoY หนุนให้ปี 2025 คาดกำไรเติบโต 15%YoY และเติบโตต่อ 15.2%YoY ในปี 2026 สู่ระดับ 7.77 พันลบ. แรงหนุนหลักจากสินเชื่อที่เติบโตดีและ NIM ที่ขยายตัวจากต้นทุนการเงินที่ลดลง
  • Valuation น่าสนใจ โดยซื้อขาย PER 2026F ต่ำที่ 9 เท่า (<-2SD.) เทียบกับกำไรที่คาดเติบโต 15% (คิดเป็น PEG 0.6 เท่า) อีกทั้งยังได้อานิสงส์จากภาวะดอกเบี้ยขาลง โดยคาด กนง. จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 50bps ในปี 2026
  • เราประเมินราคาเป้าหมายไว้ที่หุ้นละ 40 บาท อิงวิธี PBV 1.7 เท่า และคาดมีเงินปันผลจ่ายจากกำไรปี 2025 หุ้นละ 0.32 บาท คิดเป็น Div. Yield ราวปีละ 1%

 

ธีมการลงทุนตลาดหุ้นโลก

 

กลุ่มเทคฯเผยงบโตดีกว่าคาด อย่างไรก็ดี หุ้นตอบสนองในทิศทางต่างกัน โดยกลุ่มที่หุ้นตอบสนองเชิงบวก คือ 1) AAPL ที่งบโตจาก iPhone17 series และจัดการต้นทุนดี 2) META งบโตจาก Ads และ AI Monetization ที่เห็นผล 3) TSLA แม้ EV จะยังไม่ฟื้น แต่ตลาดคาดหวังต่อแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจใหม่ ในทางตรงกันข้าม หุ้นตอบสนองเชิงลบ ได้แก่ MSFT หลังกลุ่มคลาวด์โตชะลอตัว ขณะที่เรายังคงชอบและแนะลงทุน META AAPL MSFT จากปัจจัยพื้นฐานที่ดี

 

  • Apple เผยงบ 1Q26 ดีกว่าที่คาด โดยมีรายได้โต 16% สูงกว่าคาดจากความต้องการ iPhone 17 ที่พุ่งสูงขึ้นและรายได้ในจีนที่ฟื้นตัว 38% แม้กลุ่ม Mac และ Wearables จะชะลอตัว แต่อัตรากำไรขั้นต้นที่ระดับ 48.2% สะท้อนการจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ด้วยภาพนี้ทำให้เราเชื่อว่าสามารถลงทุน AAPL ในช่วง 3-6 เดือนได้จากภาพงบและแนวโน้มที่ดี
  • Meta Platforms งบดีกว่าคาดโดยรายได้เพิ่มขึ้น 24% YoY หนุนจากรายได้โฆษณาโตแรง พร้อมเร่งลงทุน Data Center และชิป AI เพื่อดัน Superintelligence ทำให้ภาพ AI monetization ชัดเจนขึ้น ในเชิงลงทุนยังแนะ META และมองบวกต่อซัพพลายเชนที่ได้อานิสงส์ เช่น NVIDIA และ Broadcom
  • Microsoft งบดีกว่าคาดโดยรายได้เพิ่มขึ้น 17% YoY และกำไรเพิ่มขึ้น 60%YoY ด้าน RPO +110% โดย 45% มาจากข้อตกลงกับ OpenAI อย่างไรก็ดีหุ้นตอบสนองเชิงลบ จาก Azure โตชะลอเล็กน้อยและ CAPEX สูงกดดัน FCF ขณะที่มุมมองการลงทุน เชื่อว่าหุ้นย่อตัวลงเป็นโอกาสในการลงทุนเพื่อคาดหวังการเติบโตระยะกลาง-ยาวหลังปัจจัยพื้นฐานยังแกร่งและความสามารถทางการแข่งขันด้าน AI ยังดี
  • Tesla งบ 4Q25 ดีกว่าคาดจากมาร์จิ้นที่ฟื้น แม้ยอดขาย EV ยังอ่อน แต่ตลาดให้น้ำหนักเชิงบวกกับการพัฒนาธุรกิจใหม่อย่างการประกาศเตรียม เลิกผลิต รุ่น flagship อย่าง Model S และ X เพื่อเปลี่ยนสายการผลิตไปทำหุ่นยนต์ Optimus แทน ขณะที่เราแนะลงทุนช่วงหุ้นย่อตัวและไม่ไล่ตามราคา

 

มุมมองการลงทุนต่อสินทรัพย์ต่างๆ โดย SCB CIO

 

เงินสด / สภาพคล่อง

 

ได้แรงหนุนจากความไม่แน่นอนด้านการค้าของสหรัฐฯ-คู่ค้า และความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ตามที่ประธานาธิบดี Trump ขู่โจมตีอิหร่านด้วยเรือรบ หากอิหร่านไม่กลับเข้าสู่โต๊ะเจรจานิวเคลียร์ ทั้งนี้ ให้ผลตอบแทนใกล้เคียงดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่ยังสูง แม้อาจลดลงจาก Fed ที่มีแนวโน้มทยอยลดดอกเบี้ย

 

ตราสารหนี้ / เงินฝากระยะยาว

 

UST Yield ระยะยาว มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากโมเมนตัมเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ยังแข็งแกร่ง ด้านตราสารหนี้ไทย Bond Yield ปรับตัวเพิ่มขึ้น จากอุปทานพันธบัตรระยะยาวที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นระยะสั้น จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังการเลือกตั้ง รวมถึงอุปสงค์ในตลาดที่ยังชะลอตัว โดยเราคาดว่า กนง.มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้งในปีนี้

 

U.S. Treasury & IG

 

แนะนำ UST และหุ้นกู้ US IG ตัวสั้น ตามแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ Fed ที่มีอยู่ แม้ PPI ล่าสุด สูงกว่าคาด แต่ให้หลีกเลี่ยงตราสารตัวยาว จาก term premium ที่สูงขึ้น ตามความกังวลหนี้ภาครัฐที่สูง และความเป็นอิสระของ Fed ที่มีอยู่ แม้การที่ Trump เลือก Warsh ให้ดำรงตำแหน่งประธาน Fed จะลดความกังวลประเด็นนี้ ก็ตาม

 

High Yield Bond

 

ความเสี่ยงที่ HY credit spread จะเพิ่มขึ้นจากระดับที่ค่อนข้างต่ำยังมีอยู่ แม้ GDPNow โดย Fed สาขา Atlanta ล่าสุด คาด GDP สหรัฐฯ ใน 4Q2568 เติบโตที่ 4.2%QoQ ต่อปี รวมทั้ง UST yield โดยเฉพาะระยะสั้นถึงกลาง ยังมีแนวโน้มลดลง ตามการทยอยผ่อนคลายทางการเงินของ Fed ก็ตาม

 

สินทรัพย์ผสมกึ่งหนี้กึ่งทุนและ REITs

 

กองทุนสินทรัพย์ผสม ช่วยกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตลงทุน โดยลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท ลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดและสถานการณ์ภายนอก อีกทั้ง บริหารจัดการโดยผู้เชี่ยวชาญที่สามารถปรับสัดส่วนการลงทุนได้อย่างยืดหยุ่นตามภาวะเศรษฐกิจและความเสี่ยง

 

Asia REITs

 

อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลบวกต่อ REITs ในเอเชีย โดยผลประกอบการ Singapore REITs ใน 4Q2568 สะท้อนต้นทุนการกู้ยืมที่ลดลง ทำให้อัตราการจ่ายปันผลเพิ่มขึ้น รวมถึงแนวโน้มค่าเช่ายังปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ด้าน TH REIT ได้แรงหนุนจาก อัตราการจ่ายปันผลที่สูงถึง 8% และมี Valuation ที่น่าสนใจ

 

Global Infrastructure

 

โครงสร้างพื้นฐานเป็นสินทรัพย์ที่เหมาะกับการลงทุนระยะยาว หนุนโดยการเติบโตเชิงโครงสร้างจาก Mega Trend ที่สำคัญ เช่น AI การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน รวมถึง การเร่งลงทุนระบบรางและถนนของภาครัฐ นอกจากนี้ ยังมีความโดดเด่นด้านการสร้างกระแสรายได้ที่มั่นคง และปรับเพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ

 

Private Credit *สำหรับนักลงทุน Ultra High Net Worth เท่านั้น

 

Private Asset ช่วยกระจายความเสี่ยงจากสินทรัพย์แบบดั้งเดิม โดยคาดว่ามูลค่าดีลในตลาด private credit จะยังคงขยายตัวต่อเนื่องในช่วง 1Q2569 สะท้อนอุปสงค์ด้านเงินทุนที่ยังแข็งแกร่ง โดยเฉพาะดีลจากบริษัทขนาดใหญ่ โดยเรามีมุมมองบวกต่อ Private Equity จากความต้องการเงินทุนที่เพิ่มขึ้นเพื่อหนุนการขยายธุรกิจและ M&A ที่ยังเติบโต

 

หุ้นประเทศพัฒนาแล้ว

 

หุ้นสหรัฐฯ ได้อานิสงส์จาก EPS ที่มีแนวโน้มดีกว่าคาด และการผ่อนคลายการเงินการคลัง / หุ้นยุโรปได้แรงหนุนจาก Valuation ที่ต่ำกว่าของสหรัฐฯ และการฟื้นตัวของกำไรบริษัท รวมถึงโอกาสในการจ่ายปันผลเพิ่มขึ้น / หุ้นญี่ปุ่นได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นการคลัง การปฏิรูปบรรษัทภิบาล และการอ่อนค่าของเงินเยน

 

หุ้นสหรัฐฯ

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ได้รับแรงหนุนจาก 1) เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวดี แรงหนุนจากการลงทุนด้าน AI, Fed มีแนวโน้มผ่อนคลายการเงิน และ จากแผน OBBBA 2) EPS ใน 4Q2568 ที่มีแนวโน้มดีกว่าคาด 3) การผ่อนคลายด้านกฎระเบียบ แม้ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังมีอยู่ ทั้งประเด็นกรีนแลนด์ และอิหร่าน อาจสร้างความผันผวนก็ตาม

 

หุ้นยุโรป

 

ดัชนีหุ้นยุโรป ได้แรงหนุนจาก ข้อตกลงการค้า FTA ยุโรป-อินเดีย โดยอินเดียจะลดภาษีสินค้าจากยุโรปสัดส่วน 96.6% ของสินค้าทั้งหมด โดยเราคาดว่า หุ้นกลุ่มรถยนต์จะได้รับประโยชน์จากการลดภาษีนำเข้าจาก 110% เป็น 40% ด้านผลประกอบการ 4Q2568 มีโอกาสมากกว่าคาด โดยตลาดคาดว่ากำไรจะยังหดตัว -3.9%YoY

 

หุ้นญี่ปุ่น

 

ในระยะสั้น ดัชนีหุ้นญี่ปุ่นเผชิญแรงกดดันจาก ความกังวลเงินเยนผันผวนและการแทรกแซงของทางการ แต่คาดว่าการเก็งกำไรก่อนการเลือกตั้งใหม่ 8 ก.พ.จะช่วยหนุนดัชนี ในระยะยาว ดัชนีฯ ได้แรงหนุนจาก 1) นโยบายการคลังขยายตัว 2) การปฏิรูปบรรษัทภิบาลหนุน ROE 3) กระแส AI ญี่ปุ่น 4) เงินเยนที่อ่อนค่า และ 5) การเติบโตกำไรของ บจ.

 

หุ้นประเทศตลาดเกิดใหม่

 

ตลาดหุ้น EM เอเชีย ได้แรงหนุนจากแนวโน้มการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ สรอ. จากความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าของสหรัฐฯ รวมถึงได้รับประโยชน์จากการเป็นห่วงโซ่อุปทานด้าน AI เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน นอกจากนี้ การเติบโตของกำไรของตลาด EM มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น โดยตลาดคาดว่ากำไรจะเติบโตถึง 16%YoY ในปี 2569

 

หุ้นอินเดีย

 

ตลาดหุ้นอินเดีย ได้แรงหนุนจากโมเมนตัมเศรษฐกิจที่ยังดี หลังผลสำรวจคาดการณ์ว่า GDP อินเดียใน FY ใหม่ จะขยายตัว 6.8-7.2% และ จากการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างอินเดีย–EU ซึ่งเปิดโอกาสต่อการส่งออกในระยะกลาง แม้ระยะสั้น อาจเผชิญแรงกดดันจากเงินรูปีที่อ่อนค่า และ กองทุนต่างชาติลดน้ำหนักลงทุน

 

หุ้นไทย

 

ในระยะสั้น ดัชนีหุ้นไทยผันผวนตามหุ้นขนาดใหญ่อย่าง DELTA ซึ่งราคาปรับตัวตามกลุ่ม Semiconductor โลก อย่างไรก็ดี คาดว่าดัชนีฯ จะได้แรงหนุนจากบรรยากาศการลงทุนก่อนการเลือกตั้ง 8 ก.พ. ความหวังต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่ และ แนวโน้มการลดดอกเบี้ยของกนง.ใน 1H2569 ติดตาม MSCI ทบทวนน้ำหนักลงทุน

 

หุ้นจีน All-Share

 

ดัชนีหุ้นจีน มีแนวโน้มได้อานิสงส์จาก 1) นโยบาย anti-involution ที่จะช่วยหนุน margin 2) พัฒนาการ AI จีน 3) ความหวังมาตรการกระตุ้นเพิ่มจากทางการ หลัง PMI ภาคการผลิตล่าสุด ลดลงจากเดือนก่อน และ 4) ความกังวลภาคอสังหาฯ ที่ลดลง จากความหวังการผ่อนปรนกฎระเบียบ Three Red Lines

 

หุ้นเกาหลีใต้

 

ดัชนีหุ้นเกาหลีใต้ ได้แรงหนุนจากผลประกอบการ 4Q2568 ของ Samsung Electronics และ SK Hynix ที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากอุปสงค์ชิปหน่วยความจำที่มีแนวโน้มแข็งแกร่งต่อเนื่อง โดย Samsung ประกาศจ่ายปันผลเพิ่มขึ้น 15.3%YoY ในปี 2568 นอกจากนี้ ดัชนีฯ ยังมี Valuation อยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดยเทรดที่ P/E 9.4 เท่า

 

สินค้าโภคภัณฑ์

 

ในระยะสั้น ราคาทองคำผันผวน ตามแรงขายทำกำไร จากความกังวลแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยของ Fed ที่อาจช้ากว่าคาด หลัง Trump เปิดตัวประธาน Fed คนใหม่ และเงินดอลลาร์สรอ.แข็งค่า อย่างไรก็ดี ยังได้แรงหนุนจาก แรงซื้อฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ และธนาคารกลางเพิ่มสัดส่วนถือครองทองคำ

 

ดัชนีหุ้น Nasdaq 100

 

แม้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ มีแนวโน้มผันผวน จากความกังวลความสามารถในการทำกำไรในบางบริษัท เช่น Microsoft ที่เผยรายได้ธุรกิจ Azure เติบโตในอัตราชะลอลงจากไตรมาสก่อน และต่ำกว่าที่ตลาดคาด แต่ Consensus ยังคาดภาพรวม EPS กลุ่มฯ ใน 4Q2568 ยังมีแนวโน้มขยายตัวโดดเด่นที่ 30%YoY

 

ดัชนีหุ้น S&P 500

 

ความกังวลต่อความเสี่ยงฟองสบู่ AI ที่ลดลง การขยายงบดุลชั่วคราวของ Fed และโมเมนตัมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ปรับตัวดีขึ้น จะช่วยหนุนดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ระยะสั้น นอกจากนี้ ดัชนีฯ ยังได้รับแรงหนุนจากแนวโน้มการเติบโตที่ดีของ EPS ตลาดฯ ปี 2569 จะช่วยรองรับให้ Fwd P/E ยังเทรดอยู่ในระดับที่สูง

 

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจีน

 

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจีนได้แรงหนุนจาก 1) AI Inference และ Cloud ที่เริ่มสร้างรายได้ 2) การลงทุน AI ของ hyperscalers จีนที่เร่งตัว 3) แผนพัฒนาฯ 5 ปี 4) การ Spin-off ธุรกิจที่มีศักยภาพสูง และ 5) ความตึงเครียดกับสหรัฐฯ ที่ลดลง หลังทางการจีนส่งสัญญาณไฟเขียวการสั่งซื้อชิป AI รุ่น H200 ของ Nvidia

 

หุ้นกลุ่ม Health Care

 

แม้กลุ่มประกันสุขภาพสหรัฐฯ จะถูกกดดันจากนโยบายภาครัฐ แต่หุ้นกลุ่มดังกล่าวมีน้ำหนักน้อยหากเทียบกับกลุ่มเฮลท์แคร์โดยรวม ที่มีน้ำหนักของกลุ่มยา และ Biotech สูงกว่า โดยกลุ่มยาจะมีปัจจัยหนุนจากความคืบหน้างานวิจัยยาลดความอ้วนแบบใหม่ ในช่วง 1H2569 ขณะที่กลุ่ม Biotech จะมีการเพิ่มขึ้นของ M&A เป็นปัจจัยหนุนสำคัญ

 

หุ้นกลุ่มธุรกิจพลังงานยั่งยืน

 

หุ้นกลุ่มธุรกิจพลังงานยั่งยืน ได้รับอานิสงส์จากกระแส AI และการลงทุน Data Center และในเชิง Valuation ยังคงซื้อขายต่ำกว่ากลุ่ม Tech และมี Dividend Yield สูงกว่า ทำให้ความผันผวนน้อยกว่า ขณะที่แนวโน้มกำไรยังเติบโตตามความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ยังคงเพิ่มขึ้น จากการขยายตัวของ Data Center

 

หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์

 

การประกาศผลประกอบการของกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ บ่งชี้ว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และ Data Center ยังคงขยายตัว สนับสนุนภาพการเติบโตอุปสงค์บนห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ทั้งนี้ Consensus มองว่า กำไรของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ จะเติบโตในอัตราที่เร่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วง 1H2569

 

ภาพ: Douglas Rissing/Getty Images

กรุณาเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความ EXCLUSIVE CONTENT ฟรี!

... • 3 ก.พ. 2026




Latest Stories