THE STANDARD WEALTH - สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ การเงิน และการลงทุน

×
THE STANDARD HOME ECONOMIC MARKET BUSINESS CRYPTOCURRENCY OPINION WEALTH MANAGEMENT WORK & LEADERSHIP LIFESTYLE & PASSION
global-market-crash-middle-east-crisis-oil-120-strategy-2026
EXCLUSIVE CONTENT BY SCB WEALTH

บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้ Fed เผชิญ Inflation Shocks สองชั้น! อาจปิดตายโอกาสลดดอกเบี้ยปี 2026 เตือนกรณีเลวร้ายสุดอาจเห็นการ ‘ขึ้นดอกเบี้ย’ รอบใหม่

... • 24 มี.ค. 2026

HIGHLIGHTS

  • สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นโลกยังปรับลดลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 3 กดดันจากวิกฤตในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มบานปลาย
  • ตลาดเริ่มกังวลเงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจชะลอตัว (Stagflation) โดยแม้ Fed มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.50–3.75% แต่ประธาน Fed ส่งสัญญาณว่า Fed จะไม่มองผ่านแรงกระแทกเงินเฟ้อจากสงครามตะวันออกกลาง
  • INVX มองว่าในภาวะปัจจุบันที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มยืดเยื้อและรุนแรงขึ้นสถานการณ์มีแนวโน้มเข้าสู่ S2 ทำให้ Fed กำลังเผชิญกับ inflation shocks ซ้อนกันสองชั้น 
  • จึงมองว่าโอกาสที่ Fed จะลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ลดลงอย่างมีนัยตามสงครามที่ยังยืดเยื้อ และหากสถานการณ์ตะวันออกกลางบานปลายจนราคาน้ำมันยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ อย่างต่อเนื่อง ความเป็นไปได้ที่ Fed จะไม่ลดดอกเบี้ยเลยในปีนี้ หรือแม้แต่ต้องกลับมาพิจารณาขึ้นดอกเบี้ย จะกลายเป็น scenario ที่เป็นไปได้มากขึ้น

สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นโลกยังปรับลดลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 3 กดดันจากวิกฤตในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มบานปลาย หลังอิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซ South Pars ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซใหญ่ที่สุดของอิหร่าน และอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของประเทศเพื่อนบ้าน (กาตาร์ UAE) จนได้รับความเสียหาย ทำให้ระหว่างสัปดาห์ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งเกือบแตะ US$120/bbl ส่งผลให้กลุ่มพลังงานปรับขึ้นสวนทางกับตลาดโดยรวม 

 

ส่วนกลุ่มเทคโนโลยีปรับขึ้นจากการเปิดตัวสินค้าของ Nvidia และอุปสงค์ AI ยังอยู่ในระดับสูง 

 

อย่างไรก็ดี ตลาดเริ่มกังวลเงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจชะลอตัว (Stagflation) โดยแม้ Fed มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.50–3.75% แต่ประธาน Fed ส่งสัญญาณว่า Fed จะไม่มองผ่านแรงกระแทกเงินเฟ้อจากสงครามตะวันออกกลาง ทำให้มองโอกาสที่ Fed จะลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ลดลงอย่างมีนัย 

 

ด้าน Trump ออกเรียกร้องให้ประเทศพันธมิตรส่งเรือรบคุ้มกันเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแต่ถูกเมินเฉย ส่วน ECB, BoE และ BoJ คงดอกเบี้ยตามคาด พร้อมระบุความเสี่ยงเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจากสงครามตะวันออกกลาง 

 

ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจจีน อาทิ ยอดค้าปลีกและบริการ, ผลผลิตอุตสาหกรรม, การลงทุน ฟื้นตัวดีกว่าที่ตลาดคาด ด้านตลาดหุ้น EM ปรับลง 0.2% WoW 

 

ส่วนตลาดหุ้นไทยปรับลงในทิศทางเดียวกันภูมิภาค จากแรงขายต่อเนื่องของต่างชาติหลังเกิดสงครามและมีประเด็นศาล รธน. รับคำร้องปมบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไว้วินิจฉัยกระทบบรรยากาศลงทุน 

 

ด้านราคาทองคำลดลงแรง 8.4% WoW หลังสงครามดันความเสี่ยงเงินเฟ้อสูงและลดโอกาส Fed ปรับลดดอกเบี้ยลง กดดันสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำระยะสั้น

 

Fed เผชิญ Inflation Shocks สองชั้น

 

บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มองว่าในภาวะปัจจุบันที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มยืดเยื้อและรุนแรงขึ้นสถานการณ์มีแนวโน้มเข้าสู่ S2 ทำให้ Fed กำลังเผชิญกับ inflation shocks ซ้อนกันสองชั้น 

  • ชั้นแรกคือ tariff-driven inflation ที่ยังไม่จางหาย 
  • และชั้นที่สองคือ energy shock จากสงคราม 

 

ทั้งสองปัจจัยเป็น supply-side ที่นโยบายการเงินจัดการได้ยาก แต่หากปล่อยให้ลากยาวจนฝังใน inflation expectations แล้ว ต้นทุนในการแก้ไขจะสูงกว่ามาก Powell ที่ปฏิเสธจะใช้แนวทาง look through จึงเป็นสัญญาณชัดว่า Fed ให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อมากกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวะนี้

 

เมื่อประกอบกับ Dot plot ที่กรรมการ 7 จาก 19 ราย มองว่าไม่ควรลดดอกเบี้ยเลยในปีนี้ และ distribution กระจุกตัวในฝั่ง hawkish มากขึ้น INVX จึงมองว่า โอกาสที่ Fed จะลดดอกเบี้ยได้จริงในปี 2026 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ median จะยังชี้ไปที่ 1 ครั้ง แต่ median นั้นอยู่บนขอบ และ bar สำหรับการลดดอกเบี้ยสูงขึ้นเรื่อย ๆ

สัญญาณที่ Hawkish ของ Fed ทำให้ตลาด OIS มองโอกาสการลดดอกเบี้ยของ Fed ทั้งปี 2026 ลงอย่างมีนัยเหลือต่ำกว่า 1 ครั้ง จาก 2 ครั้ง ในการประชุม FOMC เดือน ม.ค.

 

บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มองว่าโอกาสที่ Fed จะลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ลดลงอย่างมีนัยตามสงครามที่ยังยืดเยื้อ และหากสถานการณ์ตะวันออกกลางบานปลายจนราคาน้ำมันยืนเหนือ $100 อย่างต่อเนื่อง ความเป็นไปได้ที่ Fed จะไม่ลดดอกเบี้ยเลยในปีนี้ หรือแม้แต่ต้องกลับมาพิจารณาขึ้นดอกเบี้ย จะกลายเป็น scenario ที่เป็นไปได้มากขึ้น

 

กลยุทธ์การลงทุนตลาดหุ้นไทย

 

นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ เน้นถือเงินสด และลดสัดส่วนหุ้นที่อ่อนไหวสูงต่อต้นทุนพลังงานหรือมีฐานลูกค้าตะวันออกกลาง  ขณะที่ทำ Strategic Hedging ป้องกันพอร์ตด้วยหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันขาขึ้น (PTTEP) โดยตั้งจุด Trailing Stop หรือจุดล็อกกำไรไว้เสมอ หากสถานการณ์ดูเริ่มคลี่คลาย

 

นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง แนะนำ Selective Buy โดยแบ่งไม้สะสมใน 3 ธีมหลัก ดังนี้

  1. หุ้น High Dividend เพื่อสร้างกระแสเงินสดระยะสั้น (สะสมก่อนขึ้น XD ใน เม.ย..-พ.ค. นี้) โดยเลือกหุ้นที่จ่ายเงินปันผลงวดนี้จากกำไรปี 2025 ซึ่งให้ Div. Yield > 5% ได้แก่ KTB KTC KBANK KKP TISCO BAM AP TLI
  2. หุ้น High Pricing Power ซึ่งส่งผ่านต้นทุนหรือปรับราคาขายให้กับลูกค้าได้เร็ว หรือมีคู่แข่งน้อยราย รวมทั้งมีความเสี่ยงจำกัดต่อปัจจัยภายนอก ได้แก่ ADVANC TRUE CPALL CPAXT BJC BEM CHG BCH PTTEP
  3. หุ้นส่งออกที่ได้อานิสงส์จากบาทอ่อนค่า/มาตรการภาษีศุลกากรชั่วคราวของสหรัฐลดลงเหลือ 10% จากเดิม 19% ทำให้มีต้นทุนภาษีลดลง ช่วยหนุนมาร์จินให้กว้างขึ้น ได้แก่ TU ITC DELTA HANA 

 

กรณีเลวร้ายสุด SET อาจกลับไปอยู่ที่ 1,275 จุด 

 

“ระยะสั้น SET แกว่งตัวไซด์เวย์และผันผวนสูง โดยตลาดยังคงอยู่ในภาวะ Risk-off และให้น้ำหนักกับวิกฤตในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมัน Brent พุ่งทะลุ $100 ต่อบาร์เรล ซึ่งสถานการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของราคาน้ำมัน แต่กำลังสร้างความกังวลเรื่อง Supply Shortage และอาจจุดชนวนให้เกิดภาวะเงินเฟ้อสูงรอบใหม่ทั่วโลก ซึ่งจะบีบให้ธนาคารกลางคงอัตราดอกเบี้ยสูงไว้นานกว่าที่คาดและจะส่งผลกดดันต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียนโดยตรง ส่วนประเด็นการเมืองในประเทศ กรณีศาล รธน. มีมติ 6:3 รับคำร้องปมบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ด มองตลาดให้น้ำหนักลดลง เพราะกลไกการบริหารจัดการภาครัฐยังคงเดินหน้าต่อได้” บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุไว้ในส่วนหนึ่งของบทวิเคราะห์

 

ปัจจัยต้องติดตามสัปดาห์นี้

  1. สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กำลังเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 และมีแนวโน้มบานปลายมากขึ้นหลังมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน
  2. กระทรวงพาณิชย์แถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศ และ ส.อ.ท. แถลงยอดผลิตและส่งออกรถยนต์ ประจำเดือน ก.พ. 2026
  3. การจัดตั้ง ครม. และนโยบายที่จะแถลงต่อรัฐสภา รวมทั้งความเสี่ยงทางการเมือง หลังศาล รธน. รับคำร้องกรณีบาร์โค้ด/คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

 

หุ้นเด่นประจำสัปดาห์: BCH - หุ้นหลุมหลบภัย...ปีนี้กำไรจะฟื้นตัว

 

แนะนำ บมจ. บางกอก เชน ฮอสปิทอล หรือ BCH เนื่องจากเหตุผลหลัก ดังนี้

  • ผู้นำธุรกิจ รพ. เอกชน ที่มีความแข็งแกร่งในตลาดผู้ป่วยเงินสดที่มีรายได้ระดับกลางและตลาดผู้ป่วยประกันสังคม ซึ่งมีศักยภาพเติบโตในระยะยาว ตามการขยายตัวต่อเนื่องของอุปสงค์การแพทย์ทั้งกลุ่มเงินและกลุ่มประกันสังคม
  • 1Q26 คาดกำไรปกติจะทรงตัว YoY จากรายได้ทรงตัว แต่จะเพิ่มขึ้น QoQ จากผลฤดูกาล ส่วนปี 2026 คาดกำไรปกติฟื้น 12%YoY จากรายได้ที่เพิ่มขึ้นหลังมีแผนอัพเกรด รพ. ในเครือ เพิ่มศูนย์แพทย์เฉพาะทาง และขยายสู่ตลาดใหม่ๆ  
  • เป็นหุ้น Defensive ที่ได้ผลกระทบจำกัดจากวิกฤตในตะวันออกกลาง เพราะมีฐานผู้ป่วยไทยสูงถึง 87% ของรายได้ และสามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นของธุรกิจการแพทย์ได้ รวมทั้ง Valuation ไม่แพง โดยปัจจุบันซื้อขายที่ PER 26F ระดับ 17 เท่า คิดเป็น -2SD ของ PER เฉลี่ยในอดีต   
  • เราประเมินราคาเป้าหมายไว้ที่หุ้นละ 13.50 บาท อิงวิธี DCF และมีเงินปันผลจ่ายจากกำไรงวด 2H25 หุ้นละ 0.30 บาท (XD 29 เม.ย.) คิดเป็น Div. Yield ราว 3% 

 

ธีมการลงทุนตลาดหุ้นโลก

 

เราเห็นพัฒนาการเชิงบวกด้าน AI ของกลุ่มเทคฯ โดยจากงาน GTC2026 ในสหรัฐฯ มีการเปิดตัวสินค้าและบริการ AI ใหม่ นอกจากนี้ NVDA และ AMZN คาดการณ์การเติบโตเพิ่มขึ้นดีกว่าคาด ขณะที่ทางฝั่งจีน Alibaa เปิดตัว OpenClaw AI Agent ที่ได้รับการสนับสนุนจากทางภาครัฐ รวมถึงบริษัท AI จีนมีการใช้งานด้วย ด้วยภาพนี้ทำให้เชื่อว่าแนวโน้มการเติบโตของกลุ่ม AI ecosystem ยังดีในระยะถัดไป

 

  • บริษัทเทคฯ เผยพัฒนาการเชิงบวกในงาน GTC 2026 โดยเฉพาะ NVDA และ AMZN ที่คาดการณ์การเติบโตเพิ่มขึ้น โดย 1) NVDA มองรายได้จากชิป AI จะสูงถึง $1tn ภายในปี 2027 นอกจากนี้ยังเปิดตัวแพลตฟอร์ม Vera Rubin Platform ที่รวมชิป 7 ตัวไว้ด้วยกันและมีการพาร์ตเนอร์ชิปกับหลายอุตฯ 2) AMZN ปรับเป้ารายได้ Cloud ไปที่ $600bn ต่อปี ภายใน 10 ปีข้างหน้า (โตเฉลี่ย 17% ต่อปี) นอกจากนี้มองทุกธุรกิจมีแนวโน้มเติบโตดี
  • ด้าน Alibaba เปิดตัวแอป ‘JVS Claw’ เพื่อให้ผู้ใช้ติดตั้งและใช้งาน OpenClaw AI Agent ได้ภายในไม่กี่นาทีผ่านสมาร์ทโฟน โดยสามารถสั่งงาน AI ให้ทำกิจกรรมต่างๆ เช่น ช้อปปิ้ง จองท่องเที่ยว หรือจัดการไฟล์ผ่านคำสั่งภาษาได้โดยไม่ต้องเขียนโค้ด
  • ส่วนบริษัท AI จีนต่างเร่งพัฒนาแพลตฟอร์ม OpenClaw เพื่อดึงผู้ใช้เข้าสู่กระแส ‘raising lobsters’ ซึ่งเป็นการทดลองใช้งาน agentic AI ของผู้ใช้ทั่วประเทศ ด้านนโยบายภาครัฐมีทั้งการสนับสนุนและการควบคุม โดยหลายเมืองออก เงินอุดหนุนและนโยบายสนับสนุน OpenClaw เพื่อเร่งการพัฒนา AI ecosystem

 

เราประเมินแนวโน้มการเติบโตของ AI ยังคงดี โดยในฝั่ง AI ecosystem จีน เรามองบวกต่อ 1. BABA23, Tencent, MiniMax, Zhipu 2. กลุ่ม AI infrastructure ที่ได้ประโยชน์จากการใช้งานเพิ่ม SMIC23, HUAHONH23, Cambricon, GigaDevice  ขณะที่ทางฝั่งสหรัฐฯ มองบวกต่อ 1. กลุ่มเซมิฯ NVDA AMD AVGO TSM MU 2.  Cybersecurity อย่าง PANW, CRWD 3. กลุ่มคลาวด์ AMZN MSFT GOOGL

 

มุมมองการลงทุนต่อสินทรัพย์ต่างๆ โดย SCB CIO

 

เงินสด / สภาพคล่อง

 

ได้แรงหนุนจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยกระดับความรุนแรงขึ้น ทำให้เกิดความกังวลอุปทานน้ำมันที่อาจชะงักงัน และเพิ่มความเสี่ยงภาวะ Stagflation ปัจจัยข้างต้นกดดันให้ตลาดการเงินโลกอยู่ในภาวะ Risk-off หรือเฝ้าระวังสถานการณ์ โดยล่าสุด สหรัฐฯ เตรียมส่งนาวิกโยธินและกำลังพลเพิ่มอีกหลายพันนายไปยังตะวันออกกลาง

 

ตราสารหนี้ / เงินฝากระยะยาว

 

UST Yield และ TH Bond Yield มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นระยะสั้น จากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่มาจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ทำให้ตลาดคาดว่าธนาคารกลางจะชะลอการลดดอกเบี้ยในปีนี้ ขณะที่ TH Bond ยังเผชิญแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติเพิ่มเติม ทั้งนี้ เราแนะนำพันธบัตรระยะสั้น-กลาง โดยคาดว่า Fed และ กนง. ยังมีโอกาสลดดอกเบี้ยได้อีก 1 ครั้งในปีนี้

 

U.S. Treasury & IG

 

แนะนำ UST และหุ้นกู้ US IG ตัวสั้น ตามแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ Fed ที่มีอยู่ หลัง Waller หนึ่งในผู้ว่าการ Fed ระบุว่า ยังระมัดระวังต่อภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ท่ามกลางความไม่แน่นอนสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน แต่ยังมองเห็นโอกาสลดดอกเบี้ยในช่วงปลายปีนี้ ในขณะที่ ควรหลีกเลี่ยงตราสารหนี้ตัวยาว จากความกังวลหนี้ภาครัฐที่สูง

 

High Yield Bond

 

ความเสี่ยงที่ HY credit spread จะกว้างขึ้นยังมีอยู่ จากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น ตามสงครามสหรัฐฯ–อิหร่าน ซึ่งยังไม่มีสัญญาณคลี่คลาย ปัจจัยข้างต้นอาจเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อและกดดันกิจกรรมเศรษฐกิจ ขณะที่ เรามองความแตกต่างของผลตอบแทนระหว่างผู้ออกตราสาร HY ที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งและมีฐานะการเงินอ่อนแอ จะเพิ่มขึ้น

 

สินทรัพย์ผสมกึ่งหนี้กึ่งทุนและ REITs

 

กองทุนสินทรัพย์ผสม ช่วยกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตลงทุน โดยลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท ลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดและสถานการณ์ภายนอก  อีกทั้ง บริหารจัดการโดยผู้เชี่ยวชาญที่สามารถปรับสัดส่วนการลงทุนได้อย่างยืดหยุ่นตามภาวะเศรษฐกิจและความเสี่ยง

 

Asia REITs

 

REITs ในเอเชีย ได้รับแรงกดดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่เพิ่มสูงขึ้นจากความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อ ทำให้ Yield Spread แคบลง แต่เรายังมีมุมมองบวกต่อ Singapore REITs และ TH REITs ที่มีอัตราการจ่ายปันผลที่สูง ช่วยจำกัดการลดลงของราคาตลาด อย่างไรก็ดี แนะนำติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ก่อนทยอยเข้าลงทุน

 

Global Infrastructure

 

การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เป็นอุปสงค์เชิงโครงสร้างระยะยาว จาก Mega Trend ที่สำคัญ เช่น เทคโนโลยีด้าน AI และการแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ ความเสี่ยงด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้น ช่วยสนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทางเลือก ขณะที่ EV/EBITDA ยังซื้อขายต่ำกว่า MSCI World แนะนำติดตามสถานการณ์ ก่อนทยอยเข้าลงทุน

 

Private Credit *สำหรับนักลงทุน Ultra High Net Worth เท่านั้น

 

Private Credit ได้รับแรงกดดันจากความกังวลด้านสภาพคล่อง และคุณภาพสินเชื่อซึ่งมีความแตกต่างกันสูงขึ้น ทำให้ต้องเพิ่มความระมัดระวังในการคัดเลือก และ ควรหลีกเลี่ยง หากความเสี่ยงการผิดชำระหนี้ส่งสัญญาณเพิ่มขึ้นต่อ ด้าน Private Equity ได้แรงหนุนจากปริมาณ IPO และ M&A ที่เพิ่มขึ้น แนะนำติดตามสถานการณ์ ก่อนทยอยเข้าลงทุน

 

หุ้นประเทศพัฒนาแล้ว

 

หุ้นสหรัฐฯ ได้อานิสงส์จากความเป็นผู้นำในธีม AI / หุ้นยุโรปได้แรงหนุนจากแนวนโยบายการคลังสำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและงบกลาโหม / หุ้นญี่ปุ่นได้แรงหนุนจากเสถียรภาพรัฐบาลที่เพิ่มขึ้น การปฏิรูปบรรษัทภิบาล และการอ่อนค่าของเงินเยน อย่างไรก็ดี แนะนำติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ก่อนทยอยเข้าลงทุน

 

หุ้นสหรัฐฯ

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เผชิญความผันผวนระยะสั้น จากสงครามในตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้น และ Fed ลดดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งในปีนี้ จากความกังวลเงินเฟ้อ แต่ระยะยาว ได้แรงหนุนจาก การผ่อนคลายกฎระเบียบ EPS ที่มีแนวโน้มเติบโตเป็นวงกว้างขึ้น และความเป็นผู้นำในธีม AI ล่าสุด CEO ของ Nvidia เผยความต้องการชิป AI เพิ่มขึ้นอย่างมาก

 

หุ้นยุโรป

 

ดัชนีหุ้นยุโรปได้รับแรงกดดันระยะสั้นจากผลกระทบด้านต้นทุนการนำเข้า LNG ที่สูงขึ้น เพิ่มโอกาสที่ ECB จะขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ ขณะที่ ในระยะยาว ได้แรงหนุนจากการเร่งลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและกลาโหม รวมถึงการส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศ ภายใต้ร่าง Industrial Accelerator Act ที่เพิ่มการลงทุนในประเทศ เพื่อลดการนำเข้าจากจีน

 

หุ้นญี่ปุ่น

 

ดัชนีหุ้นญี่ปุ่น เผชิญความผันผวนในระยะสั้น จากการพึ่งพานำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางค่อนข้างสูง สร้างแรงกดดันเงินเฟ้อและต้นทุนการผลิต แต่ในระยะยาวได้แรงหนุนจาก 1) เสถียรภาพรัฐบาลที่สูงขึ้นและมาตรการกระตุ้นการคลัง 2) กำไรบจ.เติบโตดี และ 3) การปฏิรูปธรรมาภิบาลหนุน ROE และยกระดับ P/BV ผ่านการซื้อหุ้นคืนและจ่ายปันผล

 

หุ้นประเทศตลาดเกิดใหม่

 

ตลาดหุ้น EM เอเชีย ถูกกดดันจากการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานอยู่ในระดับสูง เพิ่มความเสี่ยงด้านการขาดดุลการค้า ส่งผลให้ค่าเงินยังมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อเนื่องระยะสั้น อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้น EM เอเชีย ยังมีแรงหนุนจากการเป็นห่วงโซ่อุปทานด้าน AI เช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ ทั้งนี้ แนะนำติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ก่อนทยอยเข้าลงทุน

 

หุ้นอินเดีย

 

ดัชนีหุ้นอินเดีย ถูกกดดันจากความกังวลเศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะ Stagflation ตามราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น ด้านนักวิเคราะห์ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของกำไร และนักลงทุนต่างชาติขายต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี มาตรการภาครัฐยังหนุน เช่น การอัดฉีดเงินเพื่อเพิ่มกำลังซื้อ และการเพิ่มกำลังการผลิต LPG ในประเทศ เพื่อรับมือกับภาวะอุปทานชะงักงัน

 

หุ้นไทย

 

ดัชนีหุ้นไทย เผชิญความผันผวนจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ดี ยังได้แรงหนุนจาก การจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ หลังกระบวนการเลือกนายกฯ เสร็จสิ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา และ มาตรการทางเศรษฐกิจเร่งด่วน ที่จะช่วยเหลือและตอบสนองต่อผลกระทบจากวิกฤติในตะวันออกกลาง แนะนำ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

 

หุ้นจีน All-Share

 

ดัชนีหุ้นจีน ได้แรงหนุนจากนโยบายภาครัฐที่ผลักดันการใช้เทคโนโลยี AI แม้ ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจจีนยังจำกัด เนื่องจาก จีนใช้ถ่านหินเป็นหลัก และพึ่งพาน้ำมันต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก มีคลังน้ำมันสำรองมหาศาล และภาครัฐยังมีเครื่องมือที่ช่วยลดผลกระทบ แต่ ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ก่อนทยอยลงทุน

 

หุ้นเกาหลีใต้

 

ดัชนีหุ้นเกาหลีใต้ เผชิญแรงกดดันระยะสั้น จากการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน และ ก๊าซ LNG สูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมชิป ทำให้นักลงทุนกังวลบนต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ยังได้แรงหนุนจากมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาล ปัจจัยพื้นฐานระยะยาวของ AI ที่ยังแข็งแกร่ง และอุปสงค์ชิปหน่วยความจำ DRAM และ HBM เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 

สินค้าโภคภัณฑ์ - ทองคำ 

 

ราคาทองคำโดนกดดันระยะสั้น หลังเงินดอลลาร์ สรอ. แข็งค่าและของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่สูงขึ้นตามการคาดการณ์เงินเฟ้อ แต่ยังได้แรงหนุนในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย และ แนวโน้มการเข้าซื้อของธนาคารกลางต่างๆ ในระยะกลาง – ยาว แนะนำลงทุนในกองทุนทองคำเมื่ออ่อนตัวเพื่อใช้กระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน

 

ทองคำ

 

ราคาทองคำปรับลดลงแรงตามสัญญาณ Hawkish ของธนาคารกลางหลัก ส่งผลให้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ผันผวนและปรับเพิ่มขึ้นแรง อย่างไรก็ดี เรายังมองทองคำยังเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ยังไม่แน่นอน แนะนำ ทยอยสะสมกองทุนทองคำเมื่อราคาอ่อนตัว

 

หุ้นกลุ่มธุรกิจพลังงานยั่งยืน

 

การลงทุนบน Data Center ที่ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ทำให้หุ้นกลุ่มธุรกิจพลังงานยั่งยืนได้รับอานิสงส์จากความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยหนุนการเติบโตของกำไร ทว่าความกังวลต่อแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อและดอกเบี้ย จากสงครามตะวันออกกลาง อาจสร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยง แนะนำติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ก่อนลงทุน

 

หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์

 

งานประชุมนักพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของ Nvidia ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคงยืนยันแนวโน้มการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ที่ขยายตัวต่อเนื่อง สนับสนุนอุปสงค์ในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ อย่างไรก็ดี ระยะสั้นอาจถูกกดดันจากความเสี่ยงสงครามตะวันออกกลาง ควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดก่อนเข้าลงทุน

 

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลก

 

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังคงเป็น Sector หลักที่ขับเคลื่อนการเติบโต จากธีมโครงสร้างระยะยาว เช่น AI และ Data Center อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้น อาจเพิ่มความผันผวนระยะสั้น จึงแนะนำรอให้ตลาดเริ่มนิ่งลงก่อนเข้าลงทุน และเน้นกลยุทธ์แบบ Active เพื่อคัดเลือกหุ้นที่มีศักยภาพการเติบโต และความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง

 

หุ้นตลาดเกิดใหม่ เอเชีย (ไม่รวมจีน)

 

แม้ดัชนีฯ จะผันผวนจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น และเงินดอลลาร์ สรอ.ที่แข็งค่า แต่เรายังคงมองบวกต่อตลาดหุ้นเกาหลีใต้ และไต้หวัน ที่ได้รับประโยชน์ในห่วงโซ่อุปทานด้าน AI โดยเฉพาะหลังงาน GTC ที่ผ่านมาที่เน้นย้ำกระแสดังกล่าว คาดว่ากำไรของกลุ่มยังมีแนวโน้มเติบโตดี ทั้งนี้ เน้นรอจังหวะย่อตัว และความผันผวนเริ่มลดลง ก่อนทยอยเข้าลงทุน

 

ดัชนีหุ้นยุโรปเน้นการเติบโต

 

สถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มรุนแรงกว่าที่คาดไว้หลังโรงก๊าซ LNG ในกาตาร์เสียหาย และกระทบต่ออุปทานโลกราว 3% และต้องใช้เวลา 3-5 ปี ในการซ่อมบำรุง ทำให้คาดการณ์เงินเฟ้อถูกปรับขึ้น และ ECB ส่งสัญญาณ Hawkish และมีโอกาสมากขึ้นที่ ECB อาจขึ้นดอกเบี้ยในเดือน เม.ย. 2569 ซึ่งเร็วกว่าที่ตลาดเคยคาดไว้

ภาพ:Douglas Rissing / Getty Images

กรุณาเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความ EXCLUSIVE CONTENT ฟรี!

... • 24 มี.ค. 2026




Latest Stories