Data Center คือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ซึ่งแม้ไทยจะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนได้หลายแสนล้านบาท แต่ตัวเลขดังกล่าวอาจไม่สะท้อนประโยชน์ที่แท้จริง เนื่องจากอุตสาหกรรมนี้ใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำสูง จ้างงานตรงน้อย และยังพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติเป็นหลัก โจทย์สำคัญของไทยจึงไม่ใช่เพียงการรับทุน แต่คือการต่อยอดเงินลงทุนให้เกิดการสร้างงาน ทักษะ และ Supply Chain ในประเทศ ควบคู่กับการเร่งอุดช่องว่างทางกฎหมาย พลังงาน ทรัพยากรน้ำ และผังเมืองให้ทันต่อการขยายตัวของเทคโนโลยี
ประเด็นสำคัญ
วันนี้ Data Center กำลังเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยจับตามอง ตลอดปี 2025 มีโครงการ Data Center ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ถึง 36 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 728,000 ล้านบาท และเปิดปี 2026 มาไม่ทันไร BOI ก็อนุมัติไปแล้วอีก 7 โครงการ มูลค่ารวม 96,000 ล้านบาท
แต่ไทยได้อะไรจากการมาของ Data Center ภาพนี้ยังปรากฏออกมาชัดเจนในสายตาคนทั่วไป เพราะเงินลงทุนก้อนมหึมาที่ไหลเข้ามา ไม่ได้แปลว่าไทยจะได้ประโยชน์โดยอัตโนมัติ ยิ่งเมื่อ Data Center ใช้น้ำและไฟฟ้ามหาศาล ทั้งยังไม่ได้สร้างงานจำนวนมากเหมือนอุตสาหกรรมเดิมๆ
ทำไมไทยต้องมี Data Center?
ถ้าเศรษฐกิจยุคอุตสาหกรรมต้องมีถนน ท่าเรือ และโรงไฟฟ้า เศรษฐกิจดิจิทัลก็ต้องมี Data Center
จรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม WHA Group ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมรายใหญ่ของไทย เปรียบภาพให้เห็นง่ายขึ้นว่า ถ้า AI คือ รถซูเปอร์คาร์ Data Center ก็คือถนนซูเปอร์ไฮเวย์ที่รถคันนั้นต้องใช้วิ่ง
เพราะต่อให้เรามีเทคโนโลยี AI ที่ก้าวหน้าขนาดไหน เบื้องหลังการทำงานของมันยังต้องอาศัยเซิร์ฟเวอร์จำนวนมหาศาลในการรับส่ง จัดเก็บ และประมวลผลข้อมูล
การมี Data Center ขนาดใหญ่ในประเทศจึงเท่ากับการสร้างถนนรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังขยายตัว หากไม่มีโครงสร้างพื้นฐานส่วนนี้ ข้อมูลจำนวนมากก็ต้องเดินทางออกไปประมวลผลผ่านต่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมา สิงคโปร์ถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของภูมิภาค
ระยะทางของข้อมูลอาจฟังดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่ในโลกดิจิทัล เวลาเพียงเสี้ยววินาทีก็สร้างความแตกต่างได้
ยิ่งศูนย์ประมวลผลอยู่ใกล้ผู้ใช้งานมากเท่าไร ระยะเวลาในการรับส่งข้อมูลหรือ Latency ก็ยิ่งลดลง ประโยชน์นี้อาจแทบไม่รู้สึกในการส่งอีเมลหรือดูวิดีโอ แต่จะมีความหมายมากขึ้นเมื่อเศรษฐกิจขยับไปสู่งานที่ต้องรับและประมวลผลข้อมูลสูง
จรีพร ยังชวนมองสถานการณ์นี้ย้อนกลับไปยังช่วงที่ประเทศไทยเริ่มลงทุนโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ครั้งนั้นก็ไม่ได้เห็นผลตอบแทนทางเศรษฐกิจทันทีเช่นกัน แต่เมื่ออินเทอร์เน็ตเร็วขึ้นและเข้าถึงคนจำนวนมาก ธุรกิจที่ไม่เคยมีมาก่อนจึงค่อยๆ เติบโตตามมา ตั้งแต่ e-Commerce แพลตฟอร์มส่งอาหาร ธุรกิจคอนเทนต์ ไปจนถึงอาชีพที่เกิดขึ้นบน Social Media
Data Center จึงอาจอยู่ในสถานะคล้ายกัน มูลค่าของมันไม่ได้วัดจากจำนวนพนักงานที่เดินเข้าออกอาคารเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองต่อไปว่าประเทศสามารถสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจอะไรบนถนนเส้นนี้ได้บ้าง
ซึ่งหากต้นทุนการเข้าถึง Cloud และกำลังประมวลผลลดลง หรือเกิดอุตสาหกรรมดิจิทัลที่ต้องการ Latency หรือความหน่วงต่ำตามมา เมื่อนั้น Data Center จะเริ่มทำหน้าที่มากกว่าตึกที่เต็มไปด้วยเซิร์ฟเวอร์
“มันมีหลายอย่างที่เราต้องคิดต่อ เพราะประโยชน์จากเรื่องนี้มหาศาล ในเมื่อเรากำลังจะเป็น Data Center Hub แล้ว ทำไมเราไม่คิดต่อว่า จะทำอย่างไรให้ไทยเป็น AI Hub ไม่ใช่แค่ AI User และต่อยอดไปเป็น AI Training Center ด้วย เพราะเมื่อเรามี Infrastructure ก็ต้องดึง Talent เข้ามาเยอะๆ ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งพัฒนาคนของเราให้ตามทัน
ดังนั้น สิ่งสำคัญคือเราต้องสร้างคนให้รองรับอุตสาหกรรมนี้ เพราะนี่คือเรื่องของ New Economy ที่เกี่ยวข้องทั้ง Innovation, Technology และ Digital ซึ่งทั้งหมดต้องอาศัยบุคลากรที่มีความพร้อม” จรีพร กล่าว
ดร.พุทธิพันธุ์ หิรัณยตระกูล นักวิชาการผู้ศึกษาด้าน Data Center จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI เสริมประเด็นนี้ว่า
การมี Data Center อยู่ในประเทศ ไม่ได้แปลว่า ทุกคนใช้ AI ได้เร็วขึ้นทันตาเห็น เพราะที่ผ่านมา แม้ข้อมูลบางส่วนต้องส่งไปประมวลผลที่สิงคโปร์ แต่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตของไทยก็รับ-ส่งได้เร็วพอ จนไม่กระทบอะไรต่อการใช้งานทั่วไปมากนัก ประโยชน์จะชัดขึ้นในอุตสาหกรรมที่ต้องการความเร็วและความหน่วงต่ำมาก เช่น รถยนต์ไร้คนขับที่ต้องรับส่งข้อมูลแทบจะทันที ระบบซื้อขายหุ้นความถี่สูงที่แข่งกันในระดับมิลลิวินาที หรือวงการ eSports ที่ความหน่วงเพียงเล็กน้อยก็มีผลต่อการเล่น
นอกจากนี้การมี Data Center อยู่ในประเทศไม่ได้มีเพียงเรื่องความเร็ว แต่ยังเชื่อมโยงไปถึง Data Sovereignty หรืออธิปไตยทางข้อมูล
ในอดีตเมื่อไทยยังไม่มีโครงสร้างพื้นฐาน Cloud ขนาดใหญ่เพียงพอ ข้อมูลและงานประมวลผลจำนวนหนึ่งต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานที่ตั้งอยู่นอกประเทศ การมี Data Center และ Cloud Region ในไทยมากขึ้นจึงเปิดทางให้องค์กรเลือกเก็บและประมวลผลข้อมูลภายในประเทศได้มากตาม โดยเฉพาะหน่วยงานหรือธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับตำแหน่งที่ตั้งของข้อมูล ความมั่นคงปลอดภัย และข้อกำหนดทางกฎหมาย
แต่การมีเซิร์ฟเวอร์ในไทยไม่ได้หมายความว่าไทยมีอธิปไตยทางข้อมูลเลย เพราะขึ้นอยู่กับอีกหลายเงื่อนไข ทั้งผู้เป็นเจ้าของข้อมูล ผู้ให้บริการ Cloud ซอฟต์แวร์ที่ใช้ ตลอดจนกฎหมายที่กำหนดว่าใครสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้
ดังนั้น สิ่งที่ Data Center มอบให้ไทยในขั้นแรกจึงเป็น ความสามารถในการเลือกมากขึ้นว่าข้อมูลบางประเภทจะถูกจัดเก็บและประมวลผลที่ไหน แทนที่จะต้องฝากโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลไว้กับต่างประเทศเกือบทั้งหมด
Data Center ที่เข้ามาคืออะไร
Data Center ที่ตั้งอยู่ไทยแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ
แบบแรกคือ Colocation Data Center เป็นอาคารที่สร้างขึ้นมาและแบ่งพื้นที่ให้หลายบริษัทเช่าวางเซิร์ฟเวอร์ โดยมีระบบไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน เครือข่ายอินเทอร์เน็ต และระบบรักษาความปลอดภัยให้บริการเสร็จสรรพ ลูกค้าจึงไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้าง Data Center ของตัวเองตั้งแต่ต้น Data Center ลักษณะนี้มีอยู่ในไทยมานาน
แต่คลื่นการลงทุน Data Center รอบใหม่ที่กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรม เป็นประเภท Hyperscale ซึ่งเป็น Data Center ขนาดใหญ่สำหรับรองรับ Cloud, AI และการประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาล
ชื่อที่กำลังเข้ามาปักหมุดในไทยจึงไม่ใช่ผู้เล่นรายเล็ก มีตั้งแต่ AWS, Google, Microsoft, Huawei ยังไม่นับผู้ให้บริการ Data Center จากหลายประเทศที่ทยอยตบเท้าเข้ามา
การที่ Data Center เข้ามาลงทุนในไทย ส่วนหนึ่งมาจากสิงคโปร์ผู้ครองศูนย์กลางสำคัญของภูมิภาค หันมาควบคุมการเติบโตและกำหนดเงื่อนไขด้านประสิทธิภาพพลังงานเข้มข้นขึ้น นักลงทุนจึงมองหาบ้านหลังใหม่ในภูมิภาค และไทยก็พยายามเปิดประตูรับเต็มที่
ไทยมีแต้มต่ออยู่หลายด้าน โดยเฉพาะระบบไฟฟ้าที่พัฒนามายาวนาน ข้อได้เปรียบนี้สำคัญมากสำหรับ Data Center เพราะการหยุดทำงานเพียงช่วงสั้นๆ อาจหมายถึงบริการดิจิทัลของลูกค้าจำนวนมหาศาลหยุดลงพร้อมกัน
ไทยยังมีบุญเก่าจากการเป็นฐานการผลิต Hard Disk Drive รายสำคัญของโลก และมีฐานการผลิต PCB หรือแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่เชื่อมโยงกับ Server, Power Supply และอุปกรณ์ภายใน Data Center ได้โดยตรง
อีกแรงดึงดูดสำคัญมาจากนโยบายรัฐ ตลอดช่วงที่ผ่านมา BOI ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นเครื่องมือดึงการลงทุน Data Center เข้ามา
ทั้งหมดนี้ทำให้ไทยมีทั้งทำเล โครงสร้างพื้นฐาน ฐานอุตสาหกรรมเดิม และแรงจูงใจจากภาครัฐพร้อมกันในจังหวะที่ความต้องการ Data Center กำลังพุ่งตาม AI
ในสายตานักลงทุน จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะอธิบายว่า ทำไมต้องไทย แต่เมื่อกลับมายืนอยู่ฝั่งประเทศไทย เรื่องที่ต้องพิจารณาต่อกลับต่างออกไป โดยเฉพาะเมื่อ Data Center ขนาดใหญ่ต้องการไฟฟ้าและน้ำต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง
Data Center จะทำให้ไฟแพงขึ้น?
Data Center มีต้นทุนที่ประเทศไทยต้องจ่าย ต้นทุนก้อนใหญ่ที่สุดหนีไม่พ้นไฟฟ้า
ข้อมูลจาก TDRI ประเมินว่า Data Center ขนาด 100 เมกะวัตต์ สามารถใช้ไฟฟ้าได้ถึง 1,140 GWh ต่อปี เทียบเท่ากับการใช้ไฟฟ้าของประชากรราว 1.3 ล้านคน
ตัวเลขนี้ทำให้ความกังวลเรื่อง Data Center มักเริ่มต้นด้วยประโยคว่า แล้วไฟของไทยจะพอหรือไม่?
จรีพร มองว่า ในภาพรวมไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองล้นเกินอยู่มาก การมี Data Center ซึ่งใช้ไฟตลอด 24 ชั่วโมงมาเป็นผู้ใช้ไฟเพิ่มหรือลูกค้ารายใหม่ ถือเป็นการช่วยดึงพลังงานส่วนเกินมาใช้ให้คุ้มค่า ดีกว่าปล่อยโรงไฟฟ้าทิ้งไว้เปล่าๆ โดยที่เรายังต้องเสียเงินแบกรับภาระต้นทุนเท่าเดิม หรือที่เรียกว่า พร้อมจ่าย
แต่การมีไฟเหลือไม่ได้แปลว่าจะส่งไฟไปให้ Data Center ได้ทันที นพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาอยู่ที่คอขวดของระบบสายส่ง ไทยมีโรงไฟฟ้ากระจายอยู่ทั่วประเทศ แต่ Data Center จำนวนมากกระจุกตัวอยู่พื้นที่เดียวกัน โดยเฉพาะพื้นที่ EEC ซึ่งระบบสายส่งยังรองรับไฟได้ในปริมาณจำกัด และการจะอัปเกรดระบบสายส่งก็ต้องใช้เวลาอีกประมาณ 2-3 ปี
ทางออกระยะสั้น นพเดชเสนอให้พื้นที่ที่ Data Center กระจุกตัว มีระบบผลิตและบริหารไฟของตัวเองผ่านสิ่งที่เรียกว่า Smart Microgrid หรือโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก โดยเปิดทางให้เอกชนนำเข้า LNG มาผลิตไฟ และจ่ายไฟให้โครงการโดยตรง มากกว่ารอพึ่งโครงข่ายส่วนกลางทั้งหมด
วิธีนี้จะช่วยให้ Data Center เดินหน้าได้ระหว่างระบบสายส่งหลักยังขยายไม่ทัน ทั้งยังช่วยแยกต้นทุนเชื้อเพลิงที่เกิดจาก Data Center ออกจากค่าไฟของประชาชนทั่วไปได้ชัดเจนขึ้น
แต่หากไม่ดำเนินการลักษณะ Smart Microgrid และให้ Data Center มาใช้ระบบสายส่งหลัก ความต้องการใช้ไฟที่พุ่งสูง จะส่งผลให้ต้องสั่งซื้อก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ราคาแพงจากต่างประเทศมาเพื่อผลิตไฟเพิ่ม และราคาพลังงานที่ผันผวนก็พร้อมจะย้อนกลับมากลายเป็นค่า Ft ในบิลค่าไฟของพวกเราทุกคน
ซึ่งผู้ให้สัมภาษณ์ทั้ง 3 ท่าน เสนอหลักคิดใกล้เคียงกันว่า ต้นทุนที่เกิดจาก Data Center ควรสะท้อนกลับไปยัง Data Center เอง ไม่ใช่ให้ประชาชนทั่วไปร่วมแบกรับ
ทว่า Data Center ระดับโลกไม่ได้มองแค่ว่าไทยมีไฟฟ้ามั่นคงหรือไม่ แต่พวกเขายังอยากได้ไฟฟ้าสีเขียวด้วย
บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่หลายแห่งมีเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนของตัวเอง การเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเลือกประเทศลงทุน
ซึ่งรัฐบาลไทยกำลังพัฒนากลไก Direct PPA เปิดทางให้ผู้ใช้ไฟซื้อพลังงานหมุนเวียนจากผู้ผลิตโดยตรงผ่านระบบ Third Party Access หรือ TPA โดยระยะแรกเตรียมความสามารถไว้รวม 2,000 เมกะวัตต์สำหรับผู้ให้บริการ Data Center
ในสายตานักลงทุน นี่คือแต้มต่อของประเทศไทย แต่ก็มีอีกด้านหนึ่งที่ต้องระวัง เพราะโรงงานไทยจำนวนมากต้องการไฟฟ้าสีเขียวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะเมื่อมาตรการด้านคาร์บอนของประเทศคู่ค้าเข้มขึ้นเรื่อยๆ หากทรัพยากรพลังงานสะอาดที่ยังมีจำกัดถูกจัดสรรให้ Data Center ก่อน อุตสาหกรรมเดิมที่สร้างงานและมี Supply Chain อยู่ในประเทศจำนวนมากอาจกลับเข้าถึงไฟสีเขียวได้ยากขึ้น
Data Center จะแย่งใช้น้ำ?
‘น้ำ’ ทรัพยากรอีกชนิดที่ถูกจับตามองไม่แพ้ไฟฟ้า เพราะ Data Center อาศัยน้ำเป็นส่วนสำคัญของระบบระบายความร้อน
สำหรับประเทศไทยที่เป็นเมืองร้อน ระบบเซิร์ฟเวอร์ของ Data Center ยิ่งต้องทำงานตลอดเวลา และมีตัวอย่างจากต่างประเทศที่ Data Center ใช้น้ำเยอะจนสร้างภาระให้กับท้องถิ่นมาแล้ว
โดย TDRI ประเมินว่า Data Center ขนาด 100 เมกะวัตต์ หากใช้ระบบที่พึ่งพาน้ำมาก อาจใช้น้ำได้ถึงประมาณ 2,550 ล้านลิตรต่อปี เทียบเท่ากับการใช้น้ำของประชากรราว 35,000 คน
อย่างไรก็ตาม ทั้งจรีพร และ ดร.พุทธิพันธุ์ มองใกล้เคียงกันว่า ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในภาวะขาดแคลนน้ำรุนแรงเหมือนบางประเทศที่เกิดการต่อต้าน Data Center ปัญหาของไทยอยู่ที่การบริหารน้ำให้เพียงพอในแต่ละพื้นที่และแต่ละช่วงเวลามากกว่า
จรีพรชี้ว่า ภาคอุตสาหกรรมไม่ได้เป็นผู้ใช้น้ำส่วนใหญ่ของ EEC สัดส่วนการใช้น้ำอยู่ที่ประมาณ 5-10% เท่านั้น น้ำส่วนใหญ่ถูกใช้ในภาคเกษตรและชุมชนเป็นหลัก จึงมองว่าไทยยังสามารถรองรับอุตสาหกรรมใหม่ได้ หากบริหารน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บให้ดีกว่านี้
“ประเทศไทยน้ำท่วมบ่อยมาก ทำไมเราไม่เก็บน้ำไว้ให้ดี จริงๆ แล้วน้ำบ้านเรามีเพียงพอ ปัญหาอยู่ที่การบริหารจัดการ ทุกวันนี้มีหน่วยงานเกี่ยวข้องกว่า 10 หน่วยงาน แต่ข้อมูลยังไม่ตรงกัน เราควรจัดระบบตรงนี้ให้ดี
ส่วนเรื่อง Desalination หรือการนำน้ำทะเลมาทำเป็นน้ำสะอาด มองว่ายังไม่จำเป็น เพราะต้นทุนสูง เราไม่ใช่สิงคโปร์หรือกาตาร์ที่มีข้อจำกัดด้านน้ำ” จรีพรกล่าว
แต่ ดร.พุทธิพันธุ์ สะท้อนอีกมุมว่า โรงงานที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมมักมีระบบจัดหาน้ำที่ค่อนข้างมั่นคง ขณะที่เกษตรกรหรือชุมชนนอกนิคมอาจต้องเผชิญความเสี่ยงมากกว่าเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้ง ดังนั้น ความกังวลของชุมชนเมื่อเห็น Data Center ที่ใช้น้ำจำนวนมากเข้ามา จึงไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม
ผู้ให้สัมภาษณ์ทั้ง 3 ท่าน มองตรงกันว่า การแก้ปัญหาไม่ควรจบแค่การหาแหล่งน้ำใหม่ แต่ต้องเน้นนำน้ำที่มีอยู่กลับมาหมุนเวียนใช้ซ้ำ เช่น ใช้น้ำเสียที่ผ่านการบำบัดมาระบายความร้อน ใช้ระบบหมุนเวียนน้ำแบบปิด และเลือกระบบระบายความร้อนที่ช่วยประหยัดน้ำธรรมชาติมากที่สุด
จรีพรเสนอไปไกลถึงแนวคิด Water Offset หรือกลไกการชดเชยน้ำ โดยให้ Data Center จ่ายค่าน้ำในอัตราพิเศษ หรือสนับสนุนงบประมาณพัฒนาโครงการบำบัดหมุนเวียนน้ำ เพื่อทดแทนปริมาณน้ำที่ถูกดึงออกไปจากธรรมชาติ ซึ่งเป็นแนวทางมาตรฐานที่บิ๊กเทคในต่างประเทศปฏิบัติกันอยู่แล้ว
การประหยัดน้ำก็มีราคาของมันหาก Data Center ลดการใช้น้ำด้วยการพึ่ง Air Cooling มากขึ้น ระบบอาจต้องใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเพื่อระบายความร้อน การแก้ปัญหาน้ำจึงอาจโยนภาระกลับไปยังระบบไฟฟ้าแทน
ตรงนี้ทำให้ PUE เพียงตัวเดียวไม่สามารถตอบโจทย์ทั้งหมดได้ ประสิทธิภาพการใช้น้ำ หรือ WUE-Water Usage Effectiveness จึงต้องถูกพิจารณาควบคู่กัน เพื่อไม่ให้เกิดสถานการณ์ที่ Data Center ผ่านเกณฑ์ประหยัดไฟเพราะเลือกเทคโนโลยีที่กินน้ำมาก หรือผ่านเกณฑ์ประหยัดน้ำด้วยการโยกภาระไปใช้ไฟเพิ่มขึ้น ดังนั้น การออกแบบกติกาการลงทุนจึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะช่วยป้องกันปัญหาเกิดตามมาในภายหลัง
Data Center แบบไหนคนไทยได้ประโยชน์
รัฐบาลคาดหวังว่าการเติบโต Data Center จะช่วยเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมขั้นสูงอื่นๆ ตั้งแต่ FinTech, E-Commerce ไปจนถึงระบบอัตโนมัติและอุตสาหกรรมอัจฉริยะ
แต่การมี Data Center ตั้งอยู่บนแผ่นดินไทย ไม่ได้รับประกันว่าไทยจะกลายเป็น Digital Hub ทันที อีกทั้งยังมีความเสี่ยงเช่นกันที่ประเทศจะได้อาคารขนาดใหญ่ ได้ตัวเลขเงินลงทุนช่วยดัน GDP แต่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยรวมกลับไหลออกไปเกือบทั้งหมด
ภาพแบบนี้ถูกเปรียบเทียบว่าเป็น Data Center ศูนย์เหรียญ คือมีศูนย์ข้อมูลตั้งอยู่ในประเทศ แต่ความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภายในกลับบางเบา
การป้องกันไม่ให้ไทยเดินไปถึงจุดนั้น นพเดช ได้เสนอเข็มทิศสำคัญในการกลั่นกรองนักลงทุนตัวจริงผ่าน 4 เสาหลัก
การป้องกันไม่ให้ไทยเดินไปถึงจุดนั้น คุณนพเดช ได้เสนอเข็มทิศสำคัญในการกลั่นกรองนักลงทุนตัวจริงผ่าน 4 เสาหลัก
เสาแรกคือ คือการเพิ่ม Local Sourcing หรือการใช้สินค้า บริการ ผู้รับเหมา และแรงงานจากในประเทศ
Data Center ขนาดใหญ่ใช้เงินลงทุนสูงในช่วงก่อสร้าง หากโครงการเหล่านี้ใช้ผู้รับเหมาและแรงงานไทย เงินก้อนหนึ่งก็จะหมุนอยู่ในระบบเศรษฐกิจภายใน แทนที่จะไหลออกตั้งแต่ต้นทาง
ยกตัวอย่างโครงการ Data Center Hyperscale ขนาด 96 เมกะวัตต์ ที่ บี.กริมร่วมลงทุนกับ Digital Edge ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม Data Center ชั้นนำจากสิงคโปร์ ใช้ผู้รับเหมาคนไทยมากกว่า 90% และใช้แรงงานไทยทั้งหมดในช่วงก่อสร้าง ซึ่งสร้างงานได้ถึง 3,000-4,000 ตำแหน่ง
ถึงแม้ว่างานส่วนใหญ่จะลดลงหลังการก่อสร้างเสร็จ แต่ยังมีงานในช่วงเดินระบบและบำรุงรักษาตามมาอีกหลายร้อยตำแหน่ง หากรัฐออกแบบเงื่อนไขให้บริษัทไทยเข้าไปอยู่ในระบบซ่อมบำรุง วิศวกรรม ระบบไฟ ระบบทำความเย็น และบริการสนับสนุนได้ต่อเนื่อง ผลประโยชน์จาก Data Center ก็จะไม่จบลงพร้อมกับวันที่ตัดริบบิ้นเปิดโครงการ
เสาที่สอง Talent Development Data Center ต้องการบุคลากรเฉพาะทาง ทั้งวิศวกรระบบ วิศวกรทำความเย็น วิศวกรหุ่นยนต์ และคนที่ทำงานกับระบบ AI โดยตรง หากคนไทยยังไม่มีทักษะเหล่านี้ บริษัทก็มีเหตุผลที่จะนำผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาแทน ดังนั้น การถ่ายทอดความรู้จึงควรถูกผูกเข้าไปกับเงื่อนไขการลงทุนตั้งแต่แรก
ซึ่งผู้ประกอบการ Data Center สามารถร่วมกับมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอาชีวศึกษาในพื้นที่พัฒนาหลักสูตรเฉพาะทางสำหรับอุตสาหกรรมนี้ แล้วสร้างคนให้ตรงกับความต้องการจริงของตลาด โดยเฉพาะในจังหวัดที่ Data Center กำลังกระจุกตัว เช่น ชลบุรีและระยอง
เสาที่สาม Ecosystem Development คือ การเชื่อม Data Center เข้ากับ Supply Chain และธุรกิจดิจิทัลที่ไทยมีอยู่แล้ว
หากรัฐสามารถผลักดันให้ผู้ลงทุนซื้ออุปกรณ์จากผู้ผลิตในประเทศมากขึ้น Data Center ก็จะกลายเป็นตลาดใหม่ให้กับอุตสาหกรรมเดิมของไทย แต่ถ้าจะสร้างมูลค่าในระดับสูงกว่านั้น ต้องไปให้ไกลกว่าแค่การขายฮาร์ดแวร์ เป้าหมายควรขยับไปถึงการทำให้ผู้ประกอบการไทยสามารถสร้างบริการบนโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ได้ ตั้งแต่ Cloud Service ซอฟต์แวร์สำหรับภาคธุรกิจ ไปจนถึงแพลตฟอร์ม AI ที่พัฒนาโดยบริษัทไทยเอง
แต่การมี Data Center ในประเทศจะยิ่งมีความหมายมากขึ้น หาก SME และบริษัทไทยเข้าถึงบริการ Cloud ได้ในราคาที่เหมาะสม มีผู้ให้บริการสัญชาติไทยอยู่ในระบบมากขึ้น และสามารถต่อยอดไปสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการของตัวเองได้
สุดท้าย ภายใต้เสาที่ 4 Resource Management การออกแบบประโยชน์ทางเศรษฐกิจต้องเดินคู่กับการควบคุมต้นทุนด้านทรัพยากร
Data Center ใช้ไฟจำนวนมาก ต้นทุนส่วนเพิ่มจึงไม่ควรถูกผลักกลับไปยังครัวเรือนหรือ SME หากต้องการไฟสีเขียว ก็ควรมีกติกาที่ไม่ทำให้อุตสาหกรรมเดิมเสียโอกาสเข้าถึงพลังงานหมุนเวียน และหากโครงการใช้น้ำสูง ก็ควรมีเงื่อนไขให้ลดการใช้น้ำดิบ เพิ่มการนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ หรือร่วมลงทุนเพื่อเพิ่มน้ำกลับเข้าสู่ระบบ
ดังนั้น แทนที่จะปล่อยให้โครงการขนาดใหญ่กระจายตัวเข้าไปในพื้นที่ที่โครงสร้างพื้นฐานยังไม่พร้อม การจัดโซนพื้นที่เฉพาะสำหรับ Data หรือ AI Center ในนิคมอุตสาหกรรมจึงมีความสำคัญ เพราะช่วยให้รัฐสามารถวางระบบไฟ น้ำ โครงข่ายสื่อสาร และมาตรฐานสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกันตั้งแต่ต้น
“พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมยังมีศักยภาพจะพัฒนาเป็น Data Center Campus หรือ AI และ Digital Complex โดยจัด Zoning ให้เหมาะสมและแยกออกจากพื้นที่ชุมชน เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับสังคมได้สมดุล
ถ้ารัฐวางแผนพื้นที่ตรงนี้ให้ดี เราสามารถจัดสรรพลังงานและน้ำให้เพียงพอ พร้อมนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น Air Cooling ที่ช่วยลดการใช้น้ำได้มาก รวมถึงการพัฒนา Fiber Optic และระบบนิเวศที่รองรับอุตสาหกรรมดิจิทัล
ผมมองว่านี่เป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการสร้าง Zoning สำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต หากบริหารจัดการได้ดี ก็จะช่วยดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ เข้ามา พร้อมกับทำให้อุตสาหกรรมสามารถเติบโตควบคู่กับสังคมและสิ่งแวดล้อมได้” นพเดช กล่าว
ด้าน ดร.พุทธิพันธุ์ มีข้อเสนอแนะในประเด็นนี้เช่นกันว่า หากเราต้องการให้ผลประโยชน์และการจ้างงานจากธุรกิจนี้ตกไปถึงแรงงานและคนไทยส่วนใหญ่ ไทยไม่สามารถมองแค่ตัว Data Center เดี่ยวๆ ได้ แต่ต้องเร่งวางแผนพัฒนาทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่อุตสาหกรรมอุปกรณ์ต้นน้ำไปจนถึงการใช้งานแอปพลิเคชันปลายน้ำ
นอกจากนี้ ชิปประมวลผล Data Center และเทคโนโลยี AI จริงๆ แล้วคือห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน แผนงานของภาครัฐจึงไม่ควรแยกส่วนกันพูดแยกส่วนกันทำ แต่ควรต้องได้รับการเชื่อมโยงและร้อยเรียงเป้าหมายให้สอดรับกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
“ตอนนี้หลายมาตรการยังกระจัดกระจาย เราขาดคนที่จะขมวดทุกอย่างเข้าด้วยกัน แล้วเล่าให้เห็นภาพเดียวว่า Data Center เพื่อคนไทย หน้าตาเป็นอย่างไร ดังนั้น ถ้าจะพูดถึงความคุ้มทุนจริง ๆ รัฐบาลต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้าง และมีคนที่พร้อมสื่อสารภาพนี้ออกมา ผมเชื่อว่ารัฐไทยไม่ได้ไม่คิดเรื่องเหล่านี้ เพียงแต่มันยังไม่ถูกประติดประต่อให้กลายเป็นเรื่องราวเดียวกัน และยังขาดผู้นำที่จะชูธงให้ชัดว่า เราจะไปทางไหน คนไทยจะได้ประโยชน์อะไร และสังคมยอมรับได้หรือไม่”
รัฐบาลกำลังทำอะไรอยู่บ้าง?
ฝั่งรัฐบาล เริ่มขยับบ้างแล้ว ด้วยการชะลออนุมัติโครงการลงทุน Data Center ชั่วคราว พร้อมรื้อกติกาใหม่เพื่อให้ตอบโจทย์ของประเทศมากขึ้น
เริ่มจากการจัดการข้อกังวลเรื่องค่าไฟ โดยแยก Data Center ออกมาเป็นผู้ใช้ไฟอีกประเภทหนึ่ง และคิดค่าไฟสูงกว่ากิจการทั่วไป เพื่อให้ราคาสะท้อนต้นทุนพลังงานที่เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะหากความต้องการไฟที่เพิ่มขึ้นทำให้ไทยต้องนำเข้า LNG เพิ่ม
อีกปัญหาที่รัฐแก้ไขอยู่คือ การจองไฟ Data Center ขนาดใหญ่ที่ต้องการใช้ไฟจำนวนมาก จะต้องวางหลักประกันยืนยันว่า โครงการมีความพร้อมและจะลงทุนจริง ก่อนที่รัฐจะทุ่มเงินขยายระบบไฟฟ้ารองรับ วิธีนี้ช่วยป้องกันการจองกำลังไฟไว้แต่ไม่ใช้จริงจนรัฐลงทุนเกินจำเป็น
ส่วนปัญหาเรื่องแต่ละพื้นที่ของประเทศมีความพร้อมไม่เท่ากัน รัฐบาลกำลังจัดทำ Power Map และ Water Map เพื่อประกอบการพิจารณาว่า พื้นที่ไหนมีไฟรองรับเท่าไร มีน้ำเพียงพอหรือไม่ ระบบสายส่งพร้อมแค่ไหน ก่อนจะตัดสินใจให้โครงการใหม่เข้าไปตั้ง
ขณะเดียวกัน เงื่อนไขขอรับการส่งเสริมการลงทุน ก็เริ่มถูกผูกเข้ากับคุณภาพของการลงทุนมากขึ้น Data Center ที่ต้องการสิทธิประโยชน์ทางภาษีสูง ต้องมีประสิทธิภาพการใช้พลังงาน หรือ PUE ไม่เกิน 1.3 โดย PUE วัดจากไฟทั้งหมดที่จ่ายเข้าไปใน Data Center ส่งตรงไปถึงตัวเซิร์ฟเวอร์ว่าสูญเสียไปกับระบบระบายส่วนอื่นมากน้อยขนาดไหน ยิ่งตัวเลขเข้าใกล้ 1 ยิ่งถือว่า ประหยัดไฟ
นอกจากนี้ ยังกำหนดเงื่อนไขให้ Data Center ต้องมีนวัตกรรมหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ และใช้เทคโนโลยี Air Cooling ที่ใช้อากาศช่วยพาความร้อนออกจากเซิร์ฟเวอร์ แทนการพึ่งน้ำเป็นหลัก และต้องเพิ่มบทบาทของคนไทยในตำแหน่งที่ใช้ทักษะสูง โดย BOI กำหนดให้ภายใน 3 ปี บุคลากรไทยต้องมีสัดส่วนไม่น้อยกว่า 50% ในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหาร
ตลอดจนปรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้การลงทุนภายใน EEC ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3-5 ปี ขณะที่โครงการนอก EEC สามารถได้รับ 5-8 ปี เพื่อกระจายการลงทุนและลดแรงกดดันต่อทรัพยากรในพื้นที่ที่ Data Center เริ่มกระจุกตัว
ด้านข้อกังวลเรื่องการนำเข้าอุปกรณ์ต่างๆ ของโครงการ Data Center นั้น จากข้อมูลของ BOI ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีบริษัทชั้นนำจำนวนมากเริ่มเข้ามาลงทุนตั้งฐานผลิตอุปกรณ์และชิ้นส่วนสำคัญที่ใช้ใน Data Center หลายผลิตภัณฑ์ และมีการซื้อขายกันโดยตรงในประเทศบ้างแล้ว แต่อุปกรณ์และชิ้นส่วนบางชนิดยังต้องส่งออกไปยังศูนย์จัดชุดและกระจายสินค้าตามนโยบายของบริษัทแม่ หรือส่งออกไปประกอบขั้นสุดท้ายในต่างประเทศ ก่อนนำกลับเข้ามาติดตั้งในประเทศไทย ซึ่ง BOI จะเดินหน้าส่งเสริมให้เกิดการลงทุนครบทั้งห่วงโซ่อุปทาน และเชื่อมโยงให้เกิดการซื้อขายอุปกรณ์ในประเทศมากยิ่งขึ้น
ขณะที่ข้อกังวลเรื่องน้ำไม่พอ ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพิ่งอนุมัติงบประมาณ 7,200 ล้านบาทสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำสำรองรองรับภาคตะวันออกทั้งระบบในอีก 7-8 ปีข้างหน้า
แต่พื้นที่สร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด 12,000 ไร่ เป็นป่าดิบแล้งที่อุดมสมบูรณ์ มีต้นไม้กว่า 22 ล้านต้น มีช้างและสัตว์ป่าอาศัยอยู่กว่า 105 ชนิด การยอมแลกธรรมชาติผืนใหญ่เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใน EEC และป้อนน้ำให้ Data Center เป็นข้อถกเถียงอยู่ว่า ไทยจำเป็นต้องเสียสละถึงขนาดนี้จริงหรือ เราไม่มีทางเลือกอื่นที่กระทบธรรมชาติน้อยกว่านี้หรือไม่
ส่วนประเด็นช่องโหว่ทางกฎหมาย การขออนุญาตสร้าง Data Center ยังถูกจัดอยู่ในกลุ่มของคลังสินค้า ทำให้ไม่ต้องรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม
กรณีที่เกิดขึ้นกับ Data Center ใจกลางเมืองกรุงเทพฯ เหมือนเปิดให้เห็นแผลว่า กฎหมายไทยยังตามไม่ทัน และหลายหน่วยงานมีอำนาจเกี่ยวข้องคนละส่วน การอนุมัติและกำกับดูแลจึงกระจัดกระจาย
ล่าสุดรัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการ Data Center ขึ้นมา และกำหนดเวลา 1 เดือนเพื่อจัดทำมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับทั้งประเทศ พร้อมรวบรวมข้อมูลโครงการทั้งหมดไว้ใน Dashboard กลาง ให้รัฐเห็นพร้อมกันว่าแต่ละโครงการตั้งอยู่ตรงไหน ใช้ไฟและน้ำเท่าไร เข้ากับผังเมืองหรือไม่ และมีผลกระทบอะไรบ้างพร้อมกำหนดเส้นแบ่งขนาดของ Data Center ที่ต้องถูกคุมเข้ม และจัดกิจการนี้ให้เป็นประเภทธุรกิจเฉพาะมากขึ้น
กระแส Data Center ในวันนี้มีทั้งความคาดหวังและความระแวงเดินคู่กันไป บางคนเห็นโอกาสจากเงินลงทุน ขณะที่อีกส่วนจับตาต้นทุนที่ตามมา โดยเฉพาะเมื่อปัญหาหลายอย่างไทยยังไม่มีกฎหมายและระบบเตรียมไว้รองรับ รัฐบาลจึงต้องเร่งมือใช้อำนาจที่มีจัดระเบียบ Data Center ที่ยังขาดความชัดเจนให้เข้าที่เข้าทาง