ข่าวต่างประเทศ World – THE STANDARD THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/world/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 21 Jul 2026 06:12:04 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 รู้จัก แอนดี เบอร์แนม ว่าที่นายกรัฐมนตรีอังกฤษคนใหม่ ผู้ประกาศนำ ‘การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สุดในรอบ 40 ปี’ มาสู่การเมืองอังกฤษ https://thestandard.co/andy-burnham-uk-new-pm-change/ Tue, 21 Jul 2026 06:11:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1233238 แอนดี เบอร์แนม ว่าที่นายกรัฐมนตรีอังกฤษคนใหม่

แอนดี เบอร์แนม วัย 56 ปี ได้รับการสนับสนุนจาก ส.ส.พรรคเ […]

The post รู้จัก แอนดี เบอร์แนม ว่าที่นายกรัฐมนตรีอังกฤษคนใหม่ ผู้ประกาศนำ ‘การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สุดในรอบ 40 ปี’ มาสู่การเมืองอังกฤษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แอนดี เบอร์แนม ว่าที่นายกรัฐมนตรีอังกฤษคนใหม่

แอนดี เบอร์แนม วัย 56 ปี ได้รับการสนับสนุนจาก ส.ส.พรรคเลเบอร์ให้เป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งจะทำให้เขาก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 59 ของสหราชอาณาจักรในไม่ช้า

 

แอนดี เบอร์แนม ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 59 ของสหราชอาณาจักร วัย 56 ปีเตรียมเข้ารับตำแหน่งหลังจากที่ ส.ส.พรรคเลเบอร์ให้การสนับสนุนและเลือกเขาขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค

 

 
 

ชื่อของเบอร์แนม อาจไม่เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติมากนัก แต่ผู้นำใหม่ของสหราชอาณาจักรคนนี้ ค่อนข้างโด่งดังและได้รับความนิยมไม่น้อยในประเทศ

 

โดยเขาเคยดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีของเกรตเตอร์ แมนเชสเตอร์ เขตมหานครทางตะวันตกเฉียงเหนือของสหราชอาณาจักร และเป็นชาวเหนือคนแรกที่ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นับตั้งแต่แฮโรลด์ วิลสัน ในช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970

 

ขณะที่เบอร์แนมได้รับฉายาว่า “ราชาแห่งภาคเหนือ” จากการที่เคยกล่าวสุนทรพจน์ช่วงวิกฤตโควิดในปี 2020 โดยบอกอย่างตรงไปตรงมาต่อรัฐบาลกลาง ว่าเกรตเตอร์ แมนเชสเตอร์ จะไม่ยอมรับมาตรการจำกัดที่เข้มงวด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิดอีกต่อไป

 

เบอร์แนม เกิดที่หมู่บ้านเอนทรี ในเขตแลงคาเชอร์ ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ โดยมีพ่อแม่เป็นวิศวกรโทรศัพท์และพนักงานต้อนรับ

 

เขาย้ายไปเรียนในเมืองคัลเชธ และเข้าร่วมพรรคเลเบอร์เมื่ออายุ 15 ปี และศึกษาด้านภาษาอังกฤษที่วิทยาลัยฟิตซ์วิลเลียม มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

 

หลังจากจบการศึกษาจากเคมบริดจ์ เบอร์แนมทำงานเป็นนักวิจัยและที่ปรึกษาพิเศษของคริส สมิธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมขณะนั้น และต่อมาได้ย้ายลงใต้ไปอยู่ที่กรุงลอนดอน และได้รับเลือกตั้งเข้าสู่สภาครั้งแรกเมื่ออายุ 31 ปี ในฐานะ ส.ส.เขตในเมืองลีห์ ของพรรคเลเบอร์

 

เบอร์แนมเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมาแล้วหลายตำแหน่ง ตั้งแต่หัวหน้าเลขาธิการกระทรวงการคลัง และต่อมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

 

สื่อ และกีฬา ภายใต้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี กอร์ดอน บราวน์

 

ในปี 2009 เขาได้รับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเขาทำหน้าที่รับมือการแพร่ระบาดของไข้หวัดหมูและเริ่มการสอบสวนอิสระเกี่ยวกับเรื่องอื้อฉาวของโรงพยาบาลสแตฟฟอร์ด

 

ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เบอร์แนมลงสมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเลเบอร์สองครั้ง ครั้งแรกในปี 2010 และครั้งที่สองในปี 2015 โดยได้รับการเสนอชื่อโดยเพื่อน ส.ส.และเพื่อนสนิทอย่าง เคียร์ สตาร์เมอร์ แต่ก็แพ้ทั้งสองครั้ง

 

และในปี 2017 เขาได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีของเกรตเตอร์แมนเชสเตอร์ ซึ่งในเวทีการเมืองท้องถิ่น เขาได้สร้างชื่อเสียงจนเป็นที่รู้จักในระดับประเทศ

 

โดยระหว่างดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเขามีบทบาทในการพัฒนาและปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของเมืองแมนเชสเตอร์ เช่น การพัฒนาระบบรถโดยสารประจำทาง และมีส่วนโน้มน้าวรัฐบาลกลางให้ถ่ายโอนอำนาจด้านการศึกษาและที่อยู่อาศัยไปยังเมืองต่างๆ เช่น แมนเชสเตอร์ให้มากขึ้น และตอนนี้แมนเชสเตอร์ ได้กลายเป็นเมืองที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของสหราชอาณาจักร

 

บทบาทสำคัญระดับชาติในช่วงวิกฤตโควิด

 

ช่วงที่เกิดการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ในปี 2020 รัฐบาลกลางของสหราชอาณาจักรได้ปรับมาตรการล็อกดาวน์ให้เหมาะสมกับจำนวนผู้ติดเชื้อในแต่ละพื้นที่ และแมนเชสเตอร์ก็อยู่ภายใต้ข้อจำกัดที่เข้มงวดกว่าเมืองอื่นๆ หลายแห่ง แต่กฎระเบียบต่างๆ มักสร้างความสับสน

 

ในเดือนตุลาคม 2020 ขณะที่เบอร์แนมแถลงข่าวทางโทรทัศน์ ผู้ช่วยได้ส่งโทรศัพท์ให้เขาพร้อมข่าวการล็อกดาวน์อีกครั้ง ทำให้เบอร์แนมแสดงปฏิกิริยาไม่พอใจและตำหนิรัฐบาลกลางอย่างรุนแรงระหว่างการถ่ายทอดสด

 

“นี่ไม่ใช่หนทางที่จะบริหารประเทศในช่วงวิกฤตระดับชาติ มันไม่ใช่ นี่ไม่ถูกต้อง” เบอร์แนมกล่าว และชี้ว่าข้อจำกัดเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อคนงานระดับล่างที่มีรายได้น้อยอย่างไม่เหมาะสม

 

การระเบิดอารมณ์ของเบอร์แนมกลายเป็นไวรัล และทำให้เขากลายเป็นวีรบุรุษของชาติในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอนของวิกฤตโควิด

 

จะนำการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สุดในรอบ 40 ปี มาสู่การเมืองอังกฤษ

 

นับตั้งแต่นั้นมา เบอร์แนมยังคงเป็นหนึ่งในนักการเมืองที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของอังกฤษ

 

อย่างไรก็ตาม การเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในช่วงเวลานี้ เขาจะต้องเผชิญกับความท้าทายหลายอย่างเช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับสตาร์เมอร์ ทั้งเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศที่ตกต่ำ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และแรงกดดันในการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม ท่ามกลางสงครามรัสเซีย-ยูเครน และความไม่แน่นอนของพันธมิตรอย่างสหรัฐฯ

 

ขณะที่เบอร์แนม กล่าวสุนทรพจน์ครั้งแรกต่อประชาชนที่ถนนดาวนิงสตรีท โดยยืนยันว่าเขาต้องการนำ “การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 40 ปี” มาสู่การเมืองอังกฤษ

 

เขาประกาศความตั้งใจที่จะเปิดเผย ‘แผนยุทธศาสตร์ใหม่สำหรับสหราชอาณาจักร ระยะ 10 ปี’ ในช่วงปลายปีนี้ โดยอธิบายว่า แผนนี้จะวางเส้นทางไปสู่สิ่งที่เขาเชื่อว่า ประชาชนทุกคนต้องการให้สหราชอาณาจักรเป็น

 

ทั้งนี้ เบอร์แนม ยังให้สัญญาว่าจะประกาศมาตรการช่วยเหลือเรื่องค่าครองชีพต่างๆ ในสัปดาห์นี้ เพื่อช่วยให้ประชาชนมีเวลาหายใจได้คล่องขึ้น และอธิบายแนวทางว่าจะหาเงินงบประมาณมาสนับสนุนได้อย่างไร

 

เขายังเริ่มแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีหลังจากปลดรัฐมนตรีหลายกระทรวง ที่ภักดีต่ออดีตนายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ ออกไป เช่น ราเชล รีฟส์ พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, เดวิด แลมมี พ้นจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และสตีฟ รีด พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงชุมชน

 

ภาพ : REUTERS/Isabel Infantes

 

อ้างอิง:

 

The post รู้จัก แอนดี เบอร์แนม ว่าที่นายกรัฐมนตรีอังกฤษคนใหม่ ผู้ประกาศนำ ‘การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สุดในรอบ 40 ปี’ มาสู่การเมืองอังกฤษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สงครามการค้ารอบใหม่? ทรัมป์ขึ้นภาษีแคนาดา 50% ชี้เลือกปฏิบัติสินค้าอเมริกัน จ่อมีผลใน 30 วัน https://thestandard.co/trump-canada-tariffs-trade-war/ Tue, 21 Jul 2026 05:00:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1233177 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังกล่าวสุนทรพจน์

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศเก็บภาษีน […]

The post สงครามการค้ารอบใหม่? ทรัมป์ขึ้นภาษีแคนาดา 50% ชี้เลือกปฏิบัติสินค้าอเมริกัน จ่อมีผลใน 30 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังกล่าวสุนทรพจน์

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าส่วนใหญ่จากแคนาดาในอัตรา 50% ย้ำว่า มาตรการจะมีผลบังคับใช้ในอีก 30 วัน หากแคนาดาไม่ยกเลิกมาตรการทางการค้าที่เข้าข่าย ‘เลือกปฏิบัติ’ ต่อสินค้าของสหรัฐฯ นับเป็นการยกระดับข้อพิพาททางการค้าครั้งล่าสุด หลังทั้งสองประเทศใช้มาตรการขึ้นภาษีตอบโต้กันอย่างต่อเนื่อง

 

 
 

ทรัมป์ประกาศศึกแคนาดา ขู่ขึ้นภาษี 50% ในอีก 30 วัน

 

เมื่อคืนนี้ (20 กรกฎาคม) ทำเนียบขาวออกแถลงการณ์ยืนยันว่า ทรัมป์ลงนามในประกาศ 3 ฉบับ เพื่อขึ้นภาษีสินค้านำเข้าบางประเภทจากแคนาดาในอัตรา 50% โดยครอบคลุมตั้งแต่สินค้าอุปโภคบริโภคอย่างไวน์และไม้ฮอกกี้ ไปจนถึงสินค้าอุตสาหกรรมอย่างปูนซีเมนต์

 

มาตรการดังกล่าวยังครอบคลุมสินค้าที่เดิมได้รับสิทธิปลอดภาษีภายใต้ความตกลงสหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา (USMCA) อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยังยกเว้นสินค้าบางกลุ่ม ได้แก่ พลังงาน โพแทช แร่ธาตุสำคัญ และปลา

 

ทั้งนี้ ประกาศของทรัมป์ระบุเหตุผลของการขึ้นภาษีว่า แคนาดาเลือกปฏิบัติต่อสินค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะรถยนต์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และผลิตภัณฑ์นม รวมถึงชีส เนื่องจากแคนาดาใช้มาตรการภาษีและโควตากับสินค้าจากสหรัฐฯ แต่กลับให้สิทธิประโยชน์แก่สินค้าจากประเทศอื่นมากกว่า

 

น่าสนใจว่า ทรัมป์อ้างอำนาจตามมาตรา 338 ของ Tariff Act ปี 1930 ซึ่งไม่เคยถูกนำมาใช้มาก่อน โดยกฎหมายดังกล่าวให้อำนาจประธานาธิบดีเรียกเก็บภาษีสูงสุด 50% กับประเทศที่เลือกปฏิบัติต่อสินค้าของสหรัฐฯ หรือทำให้ผู้ส่งออกสหรัฐฯ เสียเปรียบเมื่อเทียบกับประเทศอื่น

 

อนึ่ง มาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ 30 วันหลังการลงนาม เพื่อเปิดโอกาสให้ทั้งสองประเทศเจรจาหาทางออกก่อนที่ภาษีจะเริ่มมีผลจริง หากการเจรจาไม่สำเร็จ สินค้าจากแคนาดาที่อยู่ในขอบเขตของมาตรการจะต้องเผชิญภาษีเพิ่มเติมในอัตรา 50%

 

คาร์นีย์พร้อมเร่งเจรจา แต่ย้ำสหรัฐฯ ใช้มาตรการฝ่ายเดียว

 

ด้าน มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ระบุว่า รัฐบาลพร้อมเร่งการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เพื่อหาทางออกก่อนที่มาตรการภาษีจะมีผลบังคับใช้ แต่ก็วิจารณ์ว่า การขึ้นภาษีครั้งนี้เป็นมาตรการฝ่ายเดียวล่าสุดของสหรัฐฯ ต่อเนื่องจากการใช้มาตรการภาษีหลายรายการที่แคนาดามองว่าเป็นการละเมิดความตกลง USMCA โดยตรง

 

คาร์นีย์ยังกล่าวถึงภัยคุกคามต่ออธิปไตยของแคนาดา ซึ่งอาจเป็นการพาดพิงถึงถ้อยแถลงของทรัมป์ที่เคยเรียกร้องให้แคนาดากลายเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ

 

สงครามการค้ารอบใหม่ ทรัมป์และคนอเมริกันรับภาระ?

 

ข้อพิพาททางการค้ารอบนี้เริ่มรุนแรงขึ้น หลังรัฐบาลทรัมป์ใช้มาตรการภาษีกับสินค้าแคนาดาหลายประเภทตั้งแต่ปี 2025 โดยสหรัฐฯ เก็บภาษีเหล็ก อะลูมิเนียม และทองแดงจากแคนาดาในอัตราระหว่าง 15-50%

 

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังเก็บภาษีไม้เนื้ออ่อนจากแคนาดาในอัตรา 35% และเก็บภาษีชิ้นส่วนรถยนต์ที่ไม่ได้ผลิตในสหรัฐฯ ในอัตรา 25% ขณะที่แคนาดาตอบโต้ด้วยการเก็บภาษี 25% กับสินค้าเหล็ก อะลูมิเนียม และรถยนต์บางรายการจากสหรัฐฯ รวมถึงนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของสหรัฐฯ ออกจากชั้นวางสินค้าในหลายมณฑล

 

ความขัดแย้งยังขยายไปถึงอนาคตของ USMCA หลังสหรัฐฯ ไม่ยอมต่ออายุข้อตกลงในรูปแบบปัจจุบัน โดยรัฐบาลทรัมป์ให้เหตุผลว่า ข้อตกลงดังกล่าวยังไม่เป็นประโยชน์ต่อสหรัฐฯ มากเพียงพอ

 

แม้ข้อตกลงจะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไปในลักษณะที่ต้องทบทวนเป็นรายปี แต่การที่สหรัฐฯ เตรียมเก็บภาษีสินค้าที่เคยได้รับสิทธิภายใต้ USMCA ทำให้เกิดคำถามว่า ข้อตกลงการค้าระหว่างสามประเทศจะยังสามารถควบคุมความขัดแย้งทางการค้าได้มากน้อยเพียงใด

 

ภาษี 50% อาจย้อนกระทบผู้บริโภคสหรัฐฯ

 

แม้รัฐบาลทรัมป์ระบุว่า มาตรการภาษีมีเป้าหมายเพื่อปกป้องแรงงาน เกษตรกร และภาคธุรกิจของสหรัฐฯ แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ต้นทุนจากภาษีนำเข้าอาจถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคผ่านราคาสินค้าที่สูงขึ้น เนื่องจากแคนาดาเป็นหนึ่งในคู่ค้าสำคัญที่สุดของสหรัฐฯ และห่วงโซ่การผลิตของทั้งสองประเทศเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมรถยนต์ การก่อสร้าง อาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภค

 

มีการคาดการณ์ว่า หากภาษีมีผลบังคับใช้ ผู้ประกอบการสหรัฐฯ ที่นำเข้าสินค้าหรือวัตถุดิบจากแคนาดาจะต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และอาจปรับราคาขายเพื่อชดเชยค่าใช้จ่าย โดยเอ็ด เกรสเซอร์ รองประธาน Progressive Policy Institute และอดีตเจ้าหน้าที่การค้าสหรัฐฯ เตือนว่า ครอบครัวและภาคธุรกิจที่หวังว่าค่าครองชีพจะลดลงในช่วงปลายปี อาจต้องเผชิญกับราคาสินค้าที่สูงขึ้นแทน

 

ขณะเดียวกัน ผลกระทบดังกล่าวอาจเพิ่มแรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาลทรัมป์ ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน โดยเฉพาะในช่วงที่ปัญหาค่าครองชีพยังเป็นประเด็นสำคัญสำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า การเลื่อนบังคับใช้ภาษีออกไป 30 วัน อาจสะท้อนว่า ทรัมป์ต้องการใช้มาตรการดังกล่าวเป็นเครื่องมือต่อรอง มากกว่าต้องการให้ภาษีมีผลจริงในทันที เพราะระยะเวลาดังกล่าวเปิดโอกาสให้แคนาดาปรับมาตรการทางการค้า หรือเจรจาข้อตกลงที่สหรัฐฯ ยอมรับได้ หากทั้งสองฝ่ายหาทางออกได้ ทรัมป์อาจชะลอหรือลดระดับมาตรการลง

 

แต่หากการเจรจาล้มเหลว ภาษี 50% จะกลายเป็นการยกระดับสงครามการค้าครั้งใหญ่ระหว่างสองประเทศ ซึ่งอาจนำไปสู่มาตรการตอบโต้เพิ่มเติมจากแคนาดา และสร้างผลกระทบต่อผู้ผลิต ผู้ส่งออก และผู้บริโภคของทั้งสองฝ่าย

 

ภาพ: Ken Cedeno / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post สงครามการค้ารอบใหม่? ทรัมป์ขึ้นภาษีแคนาดา 50% ชี้เลือกปฏิบัติสินค้าอเมริกัน จ่อมีผลใน 30 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลกเสี่ยงวิกฤตพลังงานซ้ำสอง? ฮูตีประกาศปิดล้อมซาอุฯ ทำไมโลกต้องจับตา ‘ทะเลแดง’ https://thestandard.co/houthi-saudi-red-sea-energy-crisis/ Tue, 21 Jul 2026 03:56:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1233148 ภาพเรือบรรทุกสินค้าแล่นผ่านทะเลแดงและช่องแคบบับเอลมันเดบ

กลุ่มฮูตีในเยเมนประกาศปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบีย ถ […]

The post โลกเสี่ยงวิกฤตพลังงานซ้ำสอง? ฮูตีประกาศปิดล้อมซาอุฯ ทำไมโลกต้องจับตา ‘ทะเลแดง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเรือบรรทุกสินค้าแล่นผ่านทะเลแดงและช่องแคบบับเอลมันเดบ

กลุ่มฮูตีในเยเมนประกาศปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบีย ถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งครั้งสำคัญ หลังทั้งสองฝ่ายกลับมาโจมตีกันอีกครั้งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ข้อตกลงหยุดยิงที่ดำเนินมานานราว 4 ปี เผชิญความไม่แน่นอน

 

 

ขณะเดียวกัน การประกาศดังกล่าวยังเกิดขึ้นในช่วงที่สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านยังคงปะทุ ท่ามกลางสถานการณ์พลังงานโลกอันเปราะบางจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และความเสี่ยงที่ความขัดแย้งจะลุกลามมายังทะเลแดง ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและสินค้าแห่งสำคัญของโลก

 

ทำไมฮูตีถึงประกาศปิดล้อมซาอุดีอาระเบีย แล้วเส้นทางพลังงานสำรองอย่างทะเลแดงและช่องแคบบับเอลมันเดบตกอยู่ในความเสี่ยงหรือไม่ เวลานี้โลกกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านวิกฤตพลังงานสูงสุดแล้วหรือยัง THE STANDARD สรุปข้อมูลที่เรารู้ในตอนนี้

 

ฮูตีประกาศปิดล้อมซาอุดีอาระเบีย

 

เมื่อคืนนี้ (20 กรกฎาคม) ยะห์ยา ซารี โฆษกกองทัพฮูตี ประกาศผ่านคลิปวิดีโอที่เผยแพร่บน X ว่า กลุ่มฮูตีจะใช้มาตรการ ‘ปิดล้อมทางทะเล’ ต่อซาอุดีอาระเบีย ภายใต้หลักการ ‘ตาต่อตา’ โดยยืนยันว่า มาตรการดังกล่าวมีผลทันที และประชาชนชาวเยเมนมีสิทธิตอบโต้การปิดล้อมด้วยการปิดล้อม

 

ทั้งนี้ แถลงการณ์กล่าวหาว่า ผู้นำซาอุดีอาระเบียดำเนินมาตรการปิดล้อมชาวเยเมนที่ไม่เป็นธรรม และกดขี่ประชาชนมาเป็นเวลาเกือบ 12 ปี โดยรัฐบาลริยาดปล้นทรัพยากรของชาวเยเมน และปิดกั้นท่าเรือกับท่าอากาศยานของประเทศอย่างเบ็ดเสร็จ ทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ

 

ขณะเดียวกัน กลุ่มฮูตีประกาศเตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงเตือนว่า การกระทำที่ ‘โง่เขลา’ ใดๆ ของซาอุดีอาระเบีย จะถูกตอบโต้ด้วยมาตรการที่ครอบคลุมและเด็ดขาด

 

“เราขอเรียกร้องให้ประชาชนผู้ยิ่งใหญ่ของเราเดินหน้าระดมกำลังและตอบรับการเรียกระดมพลอย่างต่อเนื่อง เตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ต่อทุกสถานการณ์และทุกความเปลี่ยนแปลง พร้อมสนับสนุนแนวหน้าด้วยกำลังพล” แถลงการณ์ระบุ

 

การประกาศปิดล้อมครั้งนี้เกิดขึ้นจากความขัดแย้งในวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา หลังรัฐบาลเยเมนพลัดถิ่น ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบีย โจมตีท่าอากาศยานนานาชาติกรุงซานาที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มฮูตี โดยระบุว่า มีเป้าหมายขัดขวางไม่ให้เครื่องบินของอิหร่านลงจอด ซึ่งมองว่าเที่ยวบินดังกล่าวละเมิดอธิปไตยของเยเมน

 

กลุ่มฮูตีกล่าวโทษซาอุดีอาระเบียว่า อยู่เบื้องหลังการโจมตีการโจมตี ก่อนตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนหลายลำโจมตีท่าอากาศยานนานาชาติอับฮา ทางตะวันตกเฉียงใต้ของซาอุดีอาระเบีย พร้อมเตือนสายการบินต่างๆ ให้หลีกเลี่ยงการใช้น่านฟ้าซาอุดีอาระเบีย จนกว่าจะยกเลิกมาตรการปิดกั้นสนามบินกรุงซานา

 

ด้านซาอุดีอาระเบียระบุว่า สามารถสกัดการโจมตีได้และไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต ทว่าการโจมตีตอบโต้ครั้งนี้ถือเป็นการปะทะโดยตรงระหว่างทั้งสองฝ่ายครั้งสำคัญ หลังเกิดข้อตกลงหยุดยิงระหว่างริยาดและกลุ่มฮูตีในปี 2022

 

อนึ่ง ความขัดแย้งระหว่างฮูตีกับซาอุดีอาระเบียเริ่มต้นขึ้น หลังกลุ่มฮูตียึดกรุงซานาและโค่นรัฐบาลเยเมนในปี 2014 ก่อนที่ซาอุดีอาระเบียจะนำพันธมิตรอาหรับเข้าแทรกแซงทางทหารในปี 2015 เพื่อสนับสนุนรัฐบาลเยเมนที่นานาชาติรับรอง ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายสู้รบอย่างหนักนานหลายปี จนกระทั่งองค์การสหประชาชาติ (UN) เป็นตัวกลางให้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงในปี 2022

 

ฮูตีปิดล้อมซาอุดีอาระเบีย เสี่ยงถึงพลังงานโลกหรือไม่

 

ยังไม่ชัดเจนว่า กลุ่มฮูตีจะดำเนินมาตรการปิดล้อมทางทะเลอย่างไร แต่หลายฝ่ายเริ่มจับตาสถานการณ์ในทะเลแดงและช่องแคบบับเอลมันเดบ หลังในปี 2023 กลุ่มฮูตีเคยโจมตีเรือที่แล่นผ่านเส้นทางดังกล่าว เพื่อตอบโต้กรณีอิสราเอลเปิดฉากโจมตีกาซา

 

การโจมตีดังกล่าวสร้างความปั่นป่วนต่อการเดินเรือโลกอย่างหนัก ทำให้บริษัทขนส่งรายใหญ่ เช่น Maersk และ Hapag-Lloyd ต้องเปลี่ยนเส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮปในแอฟริกา ซึ่งใช้เวลานานและมีต้นทุนสูงกว่า

 

แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกลุ่มฮูตีกับซาอุดีอาระเบีย แต่การเดินเรือในทะเลแดงยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ โดยข้อมูลจากการท่าเรือคลองสุเอซระบุว่า ปริมาณการเดินเรือผ่านคลองสุเอซในปี 2025 ลดลง 52% เมื่อเทียบกับปี 2023 และอยู่ในระดับต่ำที่สุดในรอบอย่างน้อย 50 ปี

 

ขณะที่หากย้อนดูรายงานของ Reuters เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แหล่งข่าววงใน 3 รายเปิดเผยว่า อิหร่านได้แจ้งกลุ่มฮูตีให้เตรียมพร้อมปิดเส้นทางเดินเรือในทะเลแดง หากสหรัฐฯ โจมตีโรงไฟฟ้าหรือโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน

 

ในรายงานระบุว่า กลุ่มฮูตีเตรียมวางกำลังโจมตีเป็นที่เรียบร้อย โดยส่งขีปนาวุธและโดรนไปประจำการใกล้ ‘ช่องแคบบับเอลมันเดบ’ (Bab el-Mandeb) บริเวณพื้นที่สูงของเยเมนที่มองเห็นเมืองโฮเดดาห์ (Hodeidah) และอ่าวเอเดน (Gulf of Aden)

 

ปัจจุบัน ฮูตีกำลังอยู่ในภาวะ ‘รอคำสั่ง’ ให้เริ่มปฏิบัติการ โดยแหล่งข่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่จากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ที่ประจำการอยู่ในเยเมน จะมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจว่าจะเริ่มปิดช่องแคบบับเอลมันเดบเมื่อใด

 

ทะเลแดงและช่องแคบบับเอลมันเดบสำคัญอย่างไร

 

ช่องแคบบับเอลมันเดบคือประตูสู่ทะเลแดง หนึ่งในเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก โดยตั้งอยู่ระหว่างเยเมน จิบูตี และเอริเทรียในทวีปแอฟริกา ซึ่งเป็นจุดเชื่อมระหว่างทะเลแดงกับอ่าวเอเดน ก่อนออกสู่ทะเลอาหรับและมหาสมุทรอินเดีย

 

ความสำคัญของช่องแคบบับเอลมันเดบคือ การเป็นทางผ่านของเรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซจากอ่าวเปอร์เซีย ก่อนเดินทางต่อผ่านทะเลแดงและคลองสุเอซไปยังตลาดยุโรป ขณะที่ช่องแคบดังกล่าวยังเป็นประตูสู่เส้นทางทะเลแดง-คลองสุเอซ ซึ่งรองรับการค้าโลกราว 12-15% และการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ระหว่างเอเชียกับยุโรปประมาณ 30%

 

ช่องแคบบับเอลมันเดบเริ่มทวีความสำคัญยิ่งขึ้น หลังช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ทำให้หลายประเทศใช้เส้นทางนี้ทดแทน เช่น ซาอุดีอาระเบียเพิ่มการส่งน้ำมันผ่านท่อตะวันออก-ตะวันตก (East-West Pipeline) ที่มีความยาว 1,201 กิโลเมตร โดยเชื่อมแหล่งผลิตน้ำมันอับไกก์ของประเทศทอดยาวไปยังเมืองท่ายันบู (Yanbu) ริมชายฝั่งทะเลแดง

 

Al Jazeera และ Reuters ระบุว่า ท่อส่งน้ำมันดังกล่าวสามารถลำเลียงน้ำมันได้มากถึง 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยจะถูกขนส่งต่อผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบไปยังตลาดเอเชีย โดยเฉพาะจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น

 

ปัจจุบัน ข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) ระบุว่า ปริมาณน้ำมันดิบและคอนเดนเสทที่ขนส่งผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบเพิ่มจากวันละ 3.7 ล้านบาร์เรลในไตรมาสแรกของปี 2025 เป็นวันละ 5.4 ล้านบาร์เรลในช่วงเดียวกันของปี 2026 ขณะที่การขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งเคยหยุดชะงักในไตรมาส 2 ของปี 2025 กลับมาอยู่ที่วันละ 2.9 พันล้านลูกบาศก์ฟุตในไตรมาสแรกของปี 2026

 

ปิดบับเอลมันเดบ วิกฤตพลังงานโลกซ้ำสอง?

 

ทั้งนี้ Reuters วิเคราะห์ว่า หากมีการปิดล้อมทะเลแดงและช่องแคบบับเอลมันเดบ อาจทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นอีกระลอก กระทบต่อการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิง และเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก โดย แมตต์ สมิธ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยสินค้าโภคภัณฑ์ของ Kpler อธิบายว่า โรงกลั่นในเอเชียที่รับน้ำมันจากท่าเรือของซาอุดีอาระเบีย อาจต้องรอการส่งมอบน้ำมันนานขึ้นถึง 1 เดือน เนื่องจากเรือบรรทุกน้ำมันต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮปแทน

 

“ผลกระทบในเดือนแรกจะรุนแรงมาก การส่งออกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียจะได้รับผลกระทบมากที่สุด”

 

ส่วน จอห์น เพซี ประธานบริษัทที่ปรึกษา Stratas Advisors ระบุว่า ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตลาดน้ำมัน แต่จะลุกลามไปสู่เศรษฐกิจโลก จนอาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย พร้อมทั้งกล่าวเตือนว่า ราคาน้ำมันอาจกลับไปอยู่ที่ 115-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (ประมาณ 3,870-4,040 บาท) ขณะที่ค่าระวางเรือและค่าเบี้ยประกันภัยทางทะเลก็จะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากเรือจำเป็นต้องใช้เส้นทางที่ยาวกว่าเดิม

 

ขณะที่ Asia Business Daily สื่อเกาหลีใต้ประเมินผลกระทบว่า เส้นทางนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเสี่ยงหยุดชะงักทั้งหมด ขณะที่ต้นทุนนำเข้าน้ำมันพุ่งสูง เนื่องจากระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนเส้นทาง

 

รายงานยกตัวอย่างว่า อุตสาหกรรมโรงกลั่นของเกาหลีใต้จะได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากน้ำมันดิบประมาณ 30% ของประเทศนำเข้าผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบและทะเลแดง ซึ่งหากเส้นทางถูกปิดทั้งหมด ต้องใช้เส้นทางอื่นอย่างคลองสุเอซ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน หรืออ้อมแหลมกู๊ดโฮปทางตอนใต้ของแอฟริกา

 

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่า ทางเลือกอย่างคลองสุเอซก็ไม่สามารถรองรับเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่พิเศษ (Very Large Crude Carrier: VLCC) ทำให้ต้องลดปริมาณการขนส่งต่อเที่ยว ขณะที่ท่อส่งน้ำมัน SUMED ของอียิปต์ ซึ่งเชื่อมทะเลแดงกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีขีดความสามารถรองรับจำกัด

 

ส่วนทางเลือกสำรองอย่างน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ ก็มีข้อจำกัดด้านปริมาณในตลาดซื้อขายทันที (Spot Market) และต้องใช้เวลาขนส่งราว 50-60 วัน จึงไม่สามารถทดแทนน้ำมันจากตะวันออกกลางได้อย่างรวดเร็ว

 

แฟ้มภาพ: BobNoah / Shutterstock

อ้างอิง:

The post โลกเสี่ยงวิกฤตพลังงานซ้ำสอง? ฮูตีประกาศปิดล้อมซาอุฯ ทำไมโลกต้องจับตา ‘ทะเลแดง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุลกากรจับมือกรมการค้าต่างประเทศ เปิดกลโกงสวมสิทธิ์ ‘Made in Thailand’ เผยผลงานปราบปรามท่าเรือแหลมฉบัง ความเสียหายทางเศรษฐกิจทะลุ 1.3 พันล้านบาท https://thestandard.co/customs-foreign-trade-fraud-laem-chabang/ Tue, 21 Jul 2026 01:30:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1233096 เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรและกรมการค้าต่างประเทศกำลังตรวจสอบสินค้าที่ท่าเรือแหลมฉบัง

วานนี้ (20 กรกฎาคม) พันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกา […]

The post ศุลกากรจับมือกรมการค้าต่างประเทศ เปิดกลโกงสวมสิทธิ์ ‘Made in Thailand’ เผยผลงานปราบปรามท่าเรือแหลมฉบัง ความเสียหายทางเศรษฐกิจทะลุ 1.3 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรและกรมการค้าต่างประเทศกำลังตรวจสอบสินค้าที่ท่าเรือแหลมฉบัง

วานนี้ (20 กรกฎาคม) พันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยผลการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดในพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง ช่วง 10 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 สามารถตรวจยึดและจับกุมคดีสำคัญรวม 177 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 1,377.8 ล้านบาท

 

ในจำนวนนี้เป็นคดีสวมสิทธิ์และแสดงประเทศกำเนิดสินค้าเป็นเท็จ 41 คดี ตรวจยึดของกลางกว่า 8.8 ล้านชิ้น มูลค่าความเสียหาย 442.64 ล้านบาท

 

คดีลักลอบนำเข้าขยะอันตรายตามอนุสัญญาบาเซล 88 ราย น้ำหนักของกลางกว่า 5.66 ล้านกิโลกรัม มูลค่า 204.56 ล้านบาท โดยดำเนินการผลักดันกลับไปยังประเทศต้นทาง

 

คดีสินค้าปลอมแปลงเครื่องหมายการค้าและละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา 35 คดี ตรวจยึดของกลาง 303,472 ชิ้น มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 582.19 ล้านบาท

 

เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรและกรมการค้าต่างประเทศกำลังตรวจสอบสินค้าที่ท่าเรือแหลมฉบัง 1เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรและกรมการค้าต่างประเทศกำลังตรวจสอบสินค้าที่ท่าเรือแหลมฉบัง 2เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรและกรมการค้าต่างประเทศกำลังตรวจสอบสินค้าที่ท่าเรือแหลมฉบัง 3

 

รวมถึงคดีลักลอบส่งออกกัญชา 13 คดี ของกลางน้ำหนักรวม 14,840 กิโลกรัม มูลค่า 148.40 ล้านบาท หลังตรวจพบพฤติการณ์อำพรางกัญชาไว้ในสินค้าส่งออกทั่วไปหลายประเภท ทำให้กรมศุลกากรเพิ่มมาตรการเอกซเรย์และการบริหารความเสี่ยงอย่างเข้มงวด

 

พร้อมกันนี้ กรมศุลกากรยังเปิดปฏิบัติการร่วมกับกรมการค้าต่างประเทศ ตรวจสอบการแสดงถิ่นกำเนิดสินค้าเป็นเท็จในเขตปลอดอากรและเขตประกอบการเสรีบริเวณท่าเรือแหลมฉบัง หลังพบสินค้านำเข้าจากสาธารณรัฐประชาชนจีน แต่ระบุบนผลิตภัณฑ์ว่า ‘Made in Thailand’ เพื่อเตรียมส่งออกไปยังต่างประเทศ

 

การตรวจสอบครั้งนี้มี อารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ร่วมลงพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่อายัดสินค้าต้องสงสัยและพบการกระทำความผิด 2 คดี มีมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมกว่า 100 ล้านบาท

 

คดีแรก เป็นการนำเข้าบุหรี่ยี่ห้อ TWOMOON จำนวน 5,370,000 มวน จากประเทศจีน โดยใช้สิทธิประโยชน์ในเขตปลอดอากร แต่บนหีบห่อระบุถิ่นกำเนิดว่า ‘Made in Thailand’ มีมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 17 ล้านบาท

 

เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรและกรมการค้าต่างประเทศกำลังตรวจสอบสินค้าที่ท่าเรือแหลมฉบัง 4เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรและกรมการค้าต่างประเทศกำลังตรวจสอบสินค้าที่ท่าเรือแหลมฉบัง 5เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรและกรมการค้าต่างประเทศกำลังตรวจสอบสินค้าที่ท่าเรือแหลมฉบัง 6

 

คดีที่สอง เป็นการนำเข้าใบมีดกึ่งสำเร็จรูป อุปกรณ์มีดอเนกประสงค์ และกล่องบรรจุภัณฑ์จากประเทศจีน โดยใช้สิทธิประโยชน์ของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

 

จากการตรวจสอบพบว่า สินค้าดังกล่าวเป็นมีดคัตเตอร์ที่ผลิตสำเร็จพร้อมจำหน่าย และมีบรรจุภัณฑ์ระบุถิ่นกำเนิดว่า ‘Made in Thailand’ จำนวน 202,000 ชุด มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 84.27 ล้านบาท

 

กรมศุลกากรระบุว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ประกอบพระราชบัญญัติห้ามนำของที่มีการแสดงถิ่นกำเนิดเป็นเท็จเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2481 และพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522

 

เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรและกรมการค้าต่างประเทศกำลังตรวจสอบสินค้าที่ท่าเรือแหลมฉบัง 7เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรและกรมการค้าต่างประเทศกำลังตรวจสอบสินค้าที่ท่าเรือแหลมฉบัง 8เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรและกรมการค้าต่างประเทศกำลังตรวจสอบสินค้าที่ท่าเรือแหลมฉบัง 9

 

พันธ์ทองกล่าวว่า การแสดงประเทศกำเนิดสินค้าเป็นเท็จ ไม่เพียงเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย แต่ยังเป็นการบิดเบือนข้อมูลทางการค้า และอาจถูกนำไปใช้เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการทางการค้าของประเทศคู่ค้า ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของสินค้าส่งออกไทยในตลาดโลก

 

กรมศุลกากรจึงเตรียมยกระดับมาตรการตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมาย เพิ่มบทลงโทษกรณีให้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดสินค้า รวมถึงกำหนดมาตรการระงับการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าทุกประเภท เพื่อป้องปรามและตัดวงจรการสวมสิทธิ์ทางการค้าอย่างเป็นรูปธรรม

 

พันธ์ทองกล่าวทิ้งท้ายว่า กรมศุลกากรจะเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อสกัดกั้นการแอบอ้างประเทศกำเนิดสินค้า การสวมสิทธิ์ทางการค้า และการลักลอบนำเข้า-ส่งออกสินค้าผิดกฎหมายทุกรูปแบบ

 

เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรและกรมการค้าต่างประเทศกำลังตรวจสอบสินค้าที่ท่าเรือแหลมฉบัง 10

 

พร้อมยกระดับมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อคุ้มครองผู้ประกอบการไทยและรักษาความเชื่อมั่นของประเทศคู่ค้าต่อประเทศไทย

The post ศุลกากรจับมือกรมการค้าต่างประเทศ เปิดกลโกงสวมสิทธิ์ ‘Made in Thailand’ เผยผลงานปราบปรามท่าเรือแหลมฉบัง ความเสียหายทางเศรษฐกิจทะลุ 1.3 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกิดอะไรขึ้นที่อินเดีย ทำไมกลุ่ม Gen Z รวมตัวประท้วงใหญ่ ขับไล่รัฐบาล https://thestandard.co/india-gen-z-protest-modi/ Mon, 20 Jul 2026 08:16:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1232899 กลุ่มเยาวชน Gen Z ในอินเดียรวมตัวประท้วงรัฐบาล

วันนี้ (20 กรกฎาคม) รัฐบาลอินเดียกำลังเผชิญกับการประท้ว […]

The post เกิดอะไรขึ้นที่อินเดีย ทำไมกลุ่ม Gen Z รวมตัวประท้วงใหญ่ ขับไล่รัฐบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มเยาวชน Gen Z ในอินเดียรวมตัวประท้วงรัฐบาล

วันนี้ (20 กรกฎาคม) รัฐบาลอินเดียกำลังเผชิญกับการประท้วงครั้งใหญ่ที่นำโดยกลุ่มเยาวชน Gen Z ซึ่งรวมตัวกันในชื่อ ‘ขบวนการแมลงสาบ’ (Cockroach Movement) ภายใต้การนำของพรรคการเมืองเชิงเสียดสีที่ชื่อว่า Cockroach Janta Party (CJP) โดยกลุ่มผู้ประท้วงได้ปักหลักประท้วงที่บริเวณจันตาร์ มันตาร์ (Jantar Mantar) ในกรุงนิวเดลีมานานเกือบหนึ่งเดือน

 

 
 

ชื่อขบวนการนี้มีที่มาจากการที่ผู้พิพากษาระดับสูงของอินเดียได้กล่าวเปรียบเปรยผู้วิจารณ์รัฐบาลและเยาวชนที่ว่างงานว่าเป็นเหมือน ‘แมลงสาบ’ และ ‘ปรสิต’ สิ่งนี้ไปจุดชนวนความโกรธแค้นให้เยาวชนอินเดียที่กำลังเผชิญกับปัญหาการว่างงาน ความเหลื่อมล้ำที่พุ่งสูง ความตึงเครียดทางศาสนา และความเป็นประชาธิปไตยที่ถดถอย พวกเขาจึงรวมตัวกัน เพื่อแสดงตนว่าเป็น ผู้รอดชีวิตจากระบบการเมืองที่ผุพัง ภายใต้รัฐบาลของนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดียคนปัจจุบัน

 

สาเหตุที่เรียกร้องให้มีการเดินขบวน ‘ประท้วงครั้งใหญ่’ ไปยังรัฐสภา

 

กลุ่มผู้ประท้วงได้นัดหมายเดินขบวนไปยังรัฐสภาในวันนี้ ซึ่งเป็นวันแรกของการเปิดสมัยประชุมสภาช่วงฤดูมรสุม (Monsoon Session) โดยมีสาเหตุหลักและฟางเส้นสุดท้าย ได้แก่

 

  • 1. ปัญหาทุจริตและการสอบแข่งขันที่ล้มเหลว

 

ชนวนเหตุแรกเริ่มมาจากเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการสอบแข่งขัน ทั้งปัญหาข้อสอบรั่วไหล ระบบขัดข้อง และการยกเลิกการสอบ ซึ่ง ‘ความล้มเหลว’ เหล่านี้ทำให้นักเรียนจำนวนมากเกิดความเครียด จนนำไปสู่การจบชีวิตตัวเองหลายสิบคนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

 

  • 2. ข้อเรียกร้องไม่ได้รับการตอบสนองและถูกดูหมิ่น

 

กลุ่มผู้ประท้วงต้องการให้มีการปฏิรูประบบการสอบ ชดเชยครอบครัวนักเรียนที่เสียชีวิต และเรียกร้องให้ ธาร์เมนทรา ปราธาน (Dharmendra Pradhan) รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการลาออก แต่รัฐมนตรีกลับ ‘ปฏิเสธ’ ที่จะก้าวลงจากตำแหน่ง และยังเรียกกลุ่มผู้ประท้วงว่าเป็น ‘ทีมก่อการร้ายสำรอง’ (B Team of Terrorists)

 

  • 3. การใช้กำลังของตำรวจเข้าสลายการชุมนุมแบบเผด็จการ

 

จุดแตกหักที่ทำให้เกิดการยกระดับการประท้วงคือ เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา ตำรวจนอกเครื่องแบบได้บุกขึ้นเวทีและใช้กำลังบังคับพาตัว โซนัม วังชุก (Sonam Wangchuk) นักเคลื่อนไหววัย 59 ปี ที่กำลังอดอาหารประท้วง (Hunger Strike) ร่วมกับกลุ่มนักศึกษามานานถึง 20 วันออกไปจากพื้นที่ แม้ตำรวจจะอ้างเรื่องปัญหาสุขภาพและคำสั่งศาล แต่ครอบครัวและโฆษกของกลุ่มผู้ประท้วงประณามว่านี่คือ ‘การควบคุมตัวโดยมิชอบด้วยกฎหมาย’ และชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลมีพฤติกรรมแบบ ‘เผด็จการ’ ที่ไม่เชื่อในเรื่องการเจรจาพูดคุยตามหลักประชาธิปไตย

 

  • 4. ยกระดับเป้าหมายสู่การขับไล่นายกรัฐมนตรีความโกรธแค้นจากภาพการจับกุมตัวที่ถูกเผยแพร่ไปทั่วโซเชียลมีเดีย ทำให้ อภิจิต ทิปเค (Abhijeet Dipke) ผู้ก่อตั้งกลุ่ม CJP ประกาศว่า จากเดิมที่เรียกร้องแค่ให้รัฐมนตรีศึกษาฯ ลาออก ตอนนี้พวกเขาจะ เรียกร้องให้ โมดี ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วย

 

การเดินขบวนครั้งใหญ่นี้จึงเป็นการแสดงพลังของกลุ่ม Gen Z โดยแกนนำระบุว่านี่คือการต่อสู้เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของประเทศ หรือที่เรียกว่า ‘ขบวนการเรียกร้องอิสรภาพครั้งที่สองของอินเดีย’ เพื่อทวงคืนอินเดียของพวกเขากลับคืนมา

 

รัฐบาลอินเดียมีท่าทีอย่างไร

 

จนถึงขณะนี้ โมดี ยังคงนิ่งเฉยและไม่มีการออกมาตอบสนองหรือแสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อการประท้วง ขณะที่ ตำรวจกรุงนิวเดลี สั่งห้ามไม่ให้มีการเดินขบวนไปยังรัฐสภา โดยเด็ดขาด โดยอ้างคำสั่งห้ามรวมกลุ่มชุมนุมตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปในเขตกรุงนิวเดลี นอกเหนือจากพื้นที่ Jantar Mantar ที่จัดไว้ให้

 

ทางการยังได้กระจายกำลังตำรวจและกองกำลังกึ่งทหารอย่างแน่นหนา โดยอ้างถึง ‘ความจำเป็น’ ในการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดและความปลอดภัยของประชาชนในช่วงที่รัฐสภาเปิดสมัยประชุม

 

ส่วนกรณีการนำตัวนักเคลื่อนไหว โซนัม วังชุก ไปโรงพยาบาลนั้น ตำรวจและทางการอ้างว่า จำเป็นต้องพาตัวเขาไปโรงพยาบาลรัฐเนื่องจากปัญหาสุขภาพที่ทรุดโทรมลง โดยเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งศาล

 

อีกทั้งรัฐบาลอินเดียยัง ‘คัดค้าน’ คำร้องของครอบครัวที่ต้องการย้าย วังชุก ไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชน โดยอ้างว่า รัฐต้องระมัดระวังเรื่องสุขภาพของเขา และยืนยันว่า ทางการได้อนุญาตให้ภรรยาและครอบครัวเข้าเยี่ยมได้อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมงแล้ว

 

การเผชิญหน้าระหว่าง ‘ขบวนการแมลงสาบ’ และ ‘รัฐบาลอินเดีย’ ในขณะนี้ ได้ยกระดับจากการประท้วงปัญหาข้อสอบรั่ว ไปสู่การต่อสู้ เพื่อทวงคืนประชาธิปไตยและอนาคตของประเทศ การเดินขบวนบุกรัฐสภาที่กำลังจะเกิดขึ้นท่ามกลางการสกัดกั้นจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงเป็น ‘บททดสอบครั้งสำคัญ’ ที่ท้าทายอำนาจของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีโมดีโดยตรง ซึ่งผลลัพธ์ของสิ่งที่แกนนำเรียกว่า ‘ขบวนการเรียกร้องอิสรภาพครั้งที่ 2’ ในครั้งนี้ จะเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญว่า สังคมและประชาธิปไตยของอินเดียยังคงตื่นรู้และเข้มแข็งอยู่หรือไม่ ท่ามกลางการลุกฮือของคนรุ่นใหม่

 

แฟ้มภาพ: Anushree Fadnavis / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post เกิดอะไรขึ้นที่อินเดีย ทำไมกลุ่ม Gen Z รวมตัวประท้วงใหญ่ ขับไล่รัฐบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาไทยส่ง ‘ไป๋ จ้าวตง’ นักข่าวสืบสวนกลับจีน Reuters เผย ปักกิ่งยื่นคำขอ องค์กรสิทธิเตือนอันตรายถึงชีวิต https://thestandard.co/thailand-china-journalist-deportation/ Mon, 20 Jul 2026 06:53:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1232830 ภาพนักข่าวสืบสวนชาวจีน ไป๋ จ้าวตง

Reuters รายงานว่า จีนเรียกร้องให้ไทยส่งตัว ไป๋ จ้าวตง น […]

The post จับตาไทยส่ง ‘ไป๋ จ้าวตง’ นักข่าวสืบสวนกลับจีน Reuters เผย ปักกิ่งยื่นคำขอ องค์กรสิทธิเตือนอันตรายถึงชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนักข่าวสืบสวนชาวจีน ไป๋ จ้าวตง

Reuters รายงานว่า จีนเรียกร้องให้ไทยส่งตัว ไป๋ จ้าวตง นักข่าวสืบสวนชาวจีน ผู้เปิดโปงคดีคอร์รัปชันกลับประเทศ ขณะที่องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพสื่อเตือนว่า นักข่าวรายงานนี้เผชิญการประหัตประหารทางการเมือง การควบคุมตัวโดยพลการ และการทรมาน จากการรายงานข่าวเปิดโปงคดีทุจริตในจีน

 

 
 

เกิดอะไรขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ไป๋คือใคร?

 

ในช่วงที่ผ่านมา Human Rights Watch รายงานว่า ชาวจีน 3 คน และนักข่าว 1 คน กำลังเสี่ยงถูกทางการไทยส่งตัวกลับประเทศจีน ได้แก่ ไป๋ จ้าวตง อดีตนักข่าวสืบสวนสอบสวนวัย 56 ปี, ถัน อี้เสียง ชาวคาทอลิกและผู้เคลื่อนไหวสนับสนุนสิทธิของชาวทิเบตและชาวอุยกูร์วัย 49 ปี, จาง ซิ่นเยี่ยน อายุ 56 ปี สมาชิกกลุ่มฝ่าหลุนกงวัย 56 ปี และ โจว จวิ้นอี้ สมาชิกพรรคประชาธิปไตยจีนอายุ 54 ปี

 

รายงานระบุว่า สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) รับรองบุคคลทั้ง 4 คนว่า มีสถานะเป็นผู้ลี้ภัยแล้ว ขณะที่องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (Reporters Without Borders: RSF) และ Safeguard Defenders เปิดเผยว่า ทางการไทยพยายามส่งตัวไป๋กลับประเทศ หลังถูกรัฐบาลปักกิ่งกดดันในประเด็นการรายงานข่าวการทุจริตที่เชื่อมโยงกับทางการจีน

 

ทั้งนี้ ไป๋คืออดีตนักข่าวสืบสวนสอบสวนจาก Caixin สื่อชั้นนำของจีน เขาเป็นที่รู้จักจากการรายงานข่าวทุจริตระดับสูงในพื้นที่ชนบท และผลกระทบของโครงการขจัดความยากจน ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงที่มีต่อประชากรกลุ่มเปราะบาง โดยเปิดโปงเครือข่ายทุจริตและฉ้อโกงทางการเงินขนาดใหญ่ รวมถึงพาดพิงเจ้าหน้าที่รัฐบาลท้องถิ่นและบุคคลระดับสูงในพรรคคอมมิวนิสต์จีน

 

กลุ่มสิทธิมนุษยชนระบุว่า การรายงานข่าวดังกล่าวทำให้ไป๋ถูกทางการจีนเฝ้าติดตาม ข่มขู่ ตั้งข้อหาทางอาญา สอบสวน และควบคุมตัวรวมทั้งสิ้น 6 ครั้ง โดยรัฐบาลจีนใช้ข้อกล่าวหาที่มีความหมายกว้างและมีแรงจูงใจทางการเมืองเป็นประจำ เช่น คดีจารกรรม ล้มล้างอำนาจรัฐ และก่อเหตุทะเลาะวิวาทหรือสร้างความวุ่นวาย ก่อนที่เขาจะหลบหนีออกจากจีนในปี 2023

 

Reuters ยืนยัน รัฐบาลจีนยื่นคำขอไทยจริง

 

Reuters รายงานว่า กระทรวงการต่างประเทศจีนตอบคำถามของสื่อเป็นลายลักษณ์อักษรว่า จีนได้ยื่นคำร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนต่อไทยเพื่อให้ส่งตัวไป๋กลับประเทศโดยเร็ว โดยระบุว่า เขาตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีกรรโชกทรัพย์และให้สินบนแก่บุคคลที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ

 

“รัฐบาลจีนคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนตามกฎหมาย และความสำเร็จในการพัฒนาภาคสื่อสารมวลชนของจีนเป็นสิ่งที่ทุกคนมองเห็นได้อย่างชัดเจน” กระทรวงการต่างประเทศจีนระบุ

 

ขณะที่ Human Rights Watch โต้แย้งว่า แม้ประเทศไทยไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย 1951 แต่รัฐบาลมีพันธกรณีที่จะต้องเคารพหลักการไม่ส่งกลับ (Non-Refoulement) ที่ห้ามประเทศต่างๆ ส่งบุคคลกลับไปเผชิญความเสี่ยงต่อการถูกประหัตประหาร การทรมาน หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง

 

ส่วนกระทรวงการต่างประเทศไทยยังไม่ตอบกลับคำขอแสดงความคิดเห็นในทันที ขณะที่ ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย กำลังอยู่ในระหว่างการเยือนจีน ตั้งแต่วันที่ 16- 20 กรกฎาคม โดยมีกำหนดเข้าพบ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และ หลี่ เฉี่ยง นายกรัฐมนตรีจีน

 

อนึ่ง ลอรา ฮาร์ธ ผู้อำนวยการของ Safeguard Defenders ออกมากดดันผ่าน Reuters ว่า ทางการไทยต้องยืนหยัดต่อแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากจีน โดยไม่ควรควบคุมตัวหรือส่งบุคคลที่เสี่ยงถูกประหัตประหารทางการเมืองกลับประเทศ พร้อมย้ำว่า ไทยต้องปฏิบัติตามพันธกรณีทั้งภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายในประเทศว่าด้วยการห้ามทรมาน

 

ขณะที่ สุนัย ผาสุก ที่ปรึกษาอาวุโสประจำประเทศไทยของ Human Rights Watch กล่าวว่า ไทยกำลังทำลายชื่อเสียงของตนเอง ด้วยการปฏิบัติตามคำขอของรัฐบาลจีนและส่งตัวผู้เห็นต่างชาวจีนกลับประเทศโดยมิชอบด้วยกฎหมาย แทนที่จะอนุญาตให้พวกเขาเดินทางไปยังประเทศที่สามที่ปลอดภัย

 

อนึ่ง RSF ระบุว่า จีนเป็นประเทศที่คุมขังนักข่าวมากที่สุดในโลก โดยมีนักข่าวถูกจำคุก 120 คน ขณะที่ดัชนีเสรีภาพสื่อโลกปี 2026 อยู่ในอันดับที่ 178 จากทั้งหมด 180 ประเทศและดินแดนขององค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนทั้งหมด

 

ภาพ: Tingshu Wang / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post จับตาไทยส่ง ‘ไป๋ จ้าวตง’ นักข่าวสืบสวนกลับจีน Reuters เผย ปักกิ่งยื่นคำขอ องค์กรสิทธิเตือนอันตรายถึงชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทรนด์ EV จีนไปทางไหน? AI กับพลังงานใหม่ และโจทย์ไทยในซัพพลายเชนเทคโนโลยีอนาคต https://thestandard.co/china-ev-ai-thailand-supply-chain/ Mon, 20 Jul 2026 06:50:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1232826 ภาพรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รุ่นใหม่จากงาน Auto China 2026 ที่แสดงเทคโนโลยี AI และพลังงานใหม่

หากถามว่าทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในจีน ซึ่งเป […]

The post เทรนด์ EV จีนไปทางไหน? AI กับพลังงานใหม่ และโจทย์ไทยในซัพพลายเชนเทคโนโลยีอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รุ่นใหม่จากงาน Auto China 2026 ที่แสดงเทคโนโลยี AI และพลังงานใหม่

หากถามว่าทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในจีน ซึ่งเป็นผู้นำตลาด EV ของโลกกำลังมุ่งไปทางไหน ส่วนหนึ่งเราอาจจับเทรนด์ได้จากงาน Auto China (Beijing Auto Show) ที่จัดไปเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยปีนี้ผมได้มีโอกาสเดินทางไปร่วมงานด้วย และได้เห็นพัฒนาการเทคโนโลยีใหม่ๆ เกี่ยวกับ EV,​ AI และหุ่นยนต์ที่จีนให้ความสำคัญอย่างมาก และอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับใหม่ของจีนด้วย

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

จากแผนที่โลก เราจะเริ่มที่ปักกิ่งเพื่อหาคำตอบว่า จีนกำลังเดิมพันกับอะไร แผนยุทธศาสตร์ใหม่ของรัฐบาลจีนมองอุตสาหกรรม EV อย่างไร จะไปต่อหรือไม่ ก่อนจะย้อนกลับมาดูกรุงเทพฯ ว่าไทยอยู่ตรงไหนในสมการ และจะคว้าโอกาสอย่างไรในสายพานการผลิตที่ทอดยาวสู่อนาคต ในวันที่ความมั่นคงทางพลังงานและเทคโนโลยีสีเขียวเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศ

 

โชว์เคส ‘รถใหญ่พลังงานทางเลือก’ แบตเตอรี่เล็กลง วิ่งได้ไกลกว่า

 

ปูพื้นฐานก่อนว่างาน Auto Show หรืองานแสดงรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของจีนจะจัดที่กรุงปักกิ่งและนครเซี่ยงไฮ้สลับกันแบบปีเว้นปี แต่ก็มีงานย่อยๆ เล็กลงมาอย่างเช่นที่เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน และเมืองอื่นๆ ซึ่งแบรนด์ที่เข้าร่วมจัดแสดงก็จะน้อยกว่างานหลักๆ

 

สิ่งที่เราจะเห็นใน Auto China แต่ละปีก็จะแตกต่างกัน โดยในปีก่อนๆ เราอาจเห็นเทคโนโลยีหนึ่ง แต่ปีต่อๆ มาก็อาจได้เห็นอีกเทคโนโลยีหนึ่ง ก็คล้ายกับงาน CES (Consumer Electronics Show) งานแสดงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีสำหรับผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกาที่มีการอัปเดตเทคโนโลยีใหม่ๆ และทำให้เราได้เห็นเทรนด์ว่าเทคโนโลยีกำลังขยับไปทางไหน

 

ภาพรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รุ่นใหม่จากงาน Auto China 2026 ที่แสดงเทคโนโลยี AI และพลังงานใหม่ 1

 

สำหรับ Auto China 2026 อรรถพล ทะแพงพันธ์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ iMoD สื่อด้านยานยนต์ชั้นนำและผู้เชี่ยวชาญด้าน EV ที่เดินทางไปกับคณะครั้งนี้ด้วย บอกว่า โมเดลรถ EV ขนาดใหญ่กำลังได้รับความสนใจและกลายเป็นไฮไลต์ของงานปีนี้

 

จีนแบ่งรถออกเป็นซีรีส์ไล่จาก 3 ไปถึง 9 ซึ่งสามารถจัดเป็นกลุ่มย่อย ได้แก่ ซีรีส์ 3 เป็นรถขนาดเล็ก ซีรีส์ 5 ขนาดกลาง ซีรีส์ 7 ขนาดใหญ่ และซีรีส์ 9 ขนาดใหญ่มาก

 

ในงานปีนี้ แบรนด์ EV ค่ายยักษ์ใหญ่ของจีนต่างนำรถซีรีส์ 8-9 มาเปิดตัวกันมากเป็นพิเศษ มีคำถามว่าทำไมเทรนด์ถึงมาทางนี้ แล้วรถขนาดใหญ่เหล่านี้ขนเทคโนโลยีอะไรน่าสนใจมา?

 

อรรถพลอธิบายว่า เดิมหากคนอยากได้รถ EV ที่วิ่งได้ไกล ก็ต้องใช้แบตเตอรี่ลูกใหญ่ ระดับ 150-200 kWh แต่ถ้าแบตใหญ่ แปลว่าน้ำหนักรถก็ยิ่งมาก ทำให้วิ่งได้ระยะทางไม่ไกลตามที่ต้องการ อีกปัญหาคือ เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว แบตเตอรี่จะมีปัญหาหดตัว ทำให้รถไม่สามารถวิ่งได้ตามระยะทาง 100%

 

เพื่อแก้ปัญหาข้างต้น จีนจึงหันมาพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกอื่นในรถขนาดใหญ่เพื่อให้วิ่งได้ไกลขึ้นและใช้แบตเตอรี่ขนาดเล็กลงแทน ซึ่งเราได้เห็นโมเดล ‘รถปลั๊กอินไฮบริด’ หรือ PHEV ซึ่งค่าย BYD เรียก ‘ซูเปอร์ไฮบริด’ มีแบตเตอรี่ขนาด 800-900 โวลต์และชาร์จเร็วเท่ากับรถยนต์ไฟฟ้า และอีกโมเดลคือกลุ่ม REEV (Range-Extended EV) ซึ่งกลายเป็นดาวเด่นของ Auto China ปีนี้

 

REEV คือรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% แต่มีเครื่องยนต์สันดาปติดตั้งมาด้วย แต่เครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันนี้ไม่ได้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนล้อโดยตรง แต่เป็นเหมือน ‘เครื่องปั่นไฟ’ เพื่อผลิตกระแสไฟไปเก็บในแบตเตอรี่อีกทีหนึ่ง ดังนั้นเมื่อขับขี่ก็ยังมีความเงียบ ให้ความรู้สึกเหมือนขับ EV เช่นเดิม

 

“REEV คือพระเอกของรถไซส์ใหญ่ในตอนนี้ ระบบนี้จะลดขนาดแบตเตอรี่ลงเพื่อคุมต้นทุน แต่ยังให้แบตเตอรี่มาในปริมาณที่มากพอที่จะทำให้ผู้ขับขี่ได้ประสบการณ์ใช้งานเหมือนรถยนต์ไฟฟ้า 100% โดยที่เครื่องยนต์ทำหน้าที่ปั่นกระแสไฟกลับเข้าแบตเตอรี่เท่านั้น ไม่ได้ส่งกำลังไปขับเคลื่อนล้อโดยตรง” ซีอีโอ iMoD กล่าว

 

“นอกจากนี้ REEV ยังลดความซับซ้อนของระบบเกียร์และเครื่องยนต์ลงเมื่อเทียบกับ PHEV แบบเดิม และช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องกังวลเรื่องระยะทางหรือการหาที่ชาร์จเวลาเดินทางไกลอีกต่อไป”

 

อีกจุดเด่นหนึ่งคือเมื่อมีไฟฟ้าเหลือเฟือจากเครื่องยนต์ปั่นไฟ รถขนาดใหญ่เหล่านี้จึงสามารถใส่ฟีเจอร์เพิ่มเข้ามาได้มากมายแบบรถไฟฟ้าทั่วไป เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย เช่น ฟีเจอร์ Camp Mode ที่สายผจญภัยมองหา

 

อรรถพลกล่าวอีกว่า REEV ได้เปิดรูปแบบการเซ็ตอัพใหม่ที่ดึงพลังแรงม้าได้สูงระดับ 800 ถึง 1,000 แรงม้าได้โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบเพลา ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ หรือเกียร์ที่ซับซ้อนเหมือนกับรถเครื่องยนต์สันดาปในอดีต

 

ที่ Beijing Auto Show ปีนี้มี REEV และ PHEV หลายโมเดลที่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงาน โดย OMODA & JAECOO ในเครือ CHERY ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในเมืองอู๋หู มณฑลอันฮุย ได้เปิดตัวรถยนต์ SUV โมเดล JAECOO 6T REEV ส่วน AION จากค่าย Guangzhou Automobile Group (GAC) นำรถ SUV โมเดล AION i60 ที่ขยายระยะทางเป็น REEV มาโชว์ ขณะที่ Geely ก็ส่ง PHEV โมเดล Starray EM-i และอีกหลายโมเดลเข้าประกวด

 

ในงาน TECH DAY ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ซึ่งจัดโดย OMODA & JAECOO และมีการเปิดตัวรถ JAECOO 6T REEV ด้วยนั้น เซดริก ชุย ประธาน OMODA & JAECOO (Thailand) ย้ำแผนกลยุทธ์ว่า บริษัทกำลังโฟกัสไปที่การพัฒนายานยนต์พลังงานใหม่ที่นำ AI มาบูรณาการบนแพลตฟอร์ม ซึ่งการนำรถโมเดล J6T นี้มาทำการตลาดในไทยนั้น ก็ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนไทยที่สอดคล้องกับเทรนด์ EV ในจีนด้วย คือ ต้องการรถยนต์ไฟฟ้าขนาดครอบครัวที่ขับได้ไกลขึ้น โดยไม่ต้องพะวงกับการที่ต้องคอยชาร์จไฟ ขณะเดียวกันก็มีระบบอัจฉริยะที่ช่วยให้การขับขี่สะดวกสบายและปลอดภัยขึ้น

 

ภาพรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รุ่นใหม่จากงาน Auto China 2026 ที่แสดงเทคโนโลยี AI และพลังงานใหม่ 2

 

AI พลิกโฉมยานยนต์: จากห้องโดยสารอัจฉริยะ สู่ Digital Chassis

 

หากย้อนไปปีก่อนๆ เทคโนโลยี AI ในรถยนต์อาจจำกัดการใช้งานอยู่แค่ในห้องโดยสาร (Cabin) เช่น ระบบสั่งการด้วยเสียงอัจฉริยะที่สามารถโต้ตอบกับคนได้อย่างเป็นธรรมชาติ หรือระบบความบันเทิงภายในรถ แต่ในช่วงปีหลังๆ โดยเฉพาะปี 2026 นี้เทคโนโลยี AI ได้ถูกฝังเข้าไปควบคุมระบบโครงสร้างส่วนล่างของรถยนต์ จนเรียกว่า ‘ดิจิทัลแชสซี’ (Digital Chassis) รวมถึงเข้าไปควบคุมระบบขับขี่ เช่น มอเตอร์และเครื่องยนต์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้นด้วย

 

อรรถพลอธิบายเสริมว่า ค่ายรถยนต์จีนได้นำ AI มาประสานการทำงานร่วมกับเซนเซอร์ กล้อง เรดาร์ และไลดาร์ (ตัววัดระยะทาง) เพื่อวิเคราะห์สภาพพื้นผิวถนน สิ่งกีดขวาง และพฤติกรรมการขับขี่แบบเรียลไทม์ โดย AI จะคำนวณ ประมวลผล และสั่งการปรับแต่งระบบช่วงล่างแบบมิลลิวินาที เช่น การยืด-ยุบของโช้คอัพอัจฉริยะ หรือการปรับสมดุลตัวรถขณะเข้าโค้งบนถนนที่ลาดเอียง ช่วยให้การขับขี่นุ่มนวลและปลอดภัยสูงสุด

 

นอกจากนี้ ระบบช่วยขับขี่อัตโนมัติทั้งการขับ จอดรถ และเรียกรถมารับ (Autonomous Driving) ก็ล้วนเป็นส่วนที่นำ AI มาช่วยประมวลผลและควบคุมมากขึ้น ซึ่งในปีนี้ ค่ายรถยนต์จีนต่างก็ขยับไปพูดถึงมาตรฐาน Level 3 และ Level 4 ที่มีความซับซ้อนมากขึ้นกันแล้ว

 

“การพัฒนาซอฟต์แวร์อัจฉริยะเหล่านี้มีความก้าวหน้าเร็วมากจนสามารถไล่บี้ผู้นำระดับโลกอย่าง Tesla ได้อย่างน่าจับตา” ซีอีโอ iMoD กล่าว

 

Geely อีกค่ายรถยักษ์ใหญ่ของจีนได้โชว์รถต้นแบบ Galaxy Light Gen II ในงาน Auto China ซึ่งก็ชูจุดเด่นเรื่องเทคโนโลยี AI ตั้งแต่ระบบภายในห้องโดยสาร (AI Cabin) การบริหารพลังงานและสมรรถนะการทำงานของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า (AI Hybrid) ไปจนถึงการควบคุมการขับขี่และการตอบสนองของตัวรถช่วงล่าง (AI Digital Chasis/Off-road)

 

ซึ่งในภาพรวมนั้นจะเห็นว่า Geely กำลังผลักดันแนวคิดการใช้ AI ครอบคลุมทั้งคันรถ (Full-Domain AI) เหมือนกับค่ายรถอื่นๆ ที่พยายามประสานการทำงานของ AI กับยานยนต์แห่งอนาคต

 

ภาพรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รุ่นใหม่จากงาน Auto China 2026 ที่แสดงเทคโนโลยี AI และพลังงานใหม่ 3

 

บนเวทีแสดงวิสัยทัศน์ทิศทางบริษัทในงาน TECH DAY เซดริก ชุย แห่ง OMODA & JAECOO บอกว่า เวลานี้ CHERY ในประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุค 2.0 ที่ต้องการเปลี่ยนการรับรู้ของผู้ใช้ที่มีต่อแบรนด์ที่แต่เดิมมองผ่าน ‘เทคโนโลยีผลิตภัณฑ์’ ไปสู่การรับรู้ผ่าน ‘เทคโนโลยีแบรนด์’ โดยแนวคิดสำคัญของการพัฒนายานยนต์ใหม่คือ รถจะต้อง ‘ปลอดภัยกว่าและชาญฉลาดกว่ามนุษย์ขับเอง’ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ชุยยืนยันว่า ไม่ใช่การแทนที่มนุษย์ในทุกสถานการณ์

 

แน่นอนว่า การจะไปให้ถึงเป้าหมายได้นั้น AI คือตัวเปลี่ยนเกมสำคัญ หรือ Game Changer ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบขับเคลื่อนอัจฉริยะ ห้องโดยสารอัจฉริยะ ระบบขับขี่อัจฉริยะ และโซลูชั่นระบบนิเวศพลังงาน 2.0

 

สงครามชิปประมวลผล: สมองกลที่ค่ายรถจีนเริ่มซุ่มพัฒนาเอง

 

เมื่อซอฟต์แวร์และ AI กลายเป็นหัวใจสำคัญของเทคโนโลยียุคใหม่ สิ่งที่จะสร้างความแตกต่างหรือจุดขายได้ในอนาคตคือ ‘ฮาร์ดแวร์’ โดยเฉพาะชิปประมวลผลอัจฉริยะ (AI Chip) ซึ่งในอดีตค่ายรถยนต์จีนมักพึ่งพาชิปจากซัพพลายเออร์ระดับโลกอย่าง NVIDIA ที่โดดเด่นเรื่องการ์ดจอประมวลผลที่เกี่ยวข้องกับการขับขี่และกราฟิก และ Snapdragon ที่เด่นเรื่องระบบควบคุมกลางหรือ CPU

 

แต่ในปัจจุบัน ค่ายรถยนต์ระดับท็อปของจีนเริ่มเดินตามรอย Tesla ด้วยการพัฒนาชิปประมวลผลเป็นของตัวเองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอก

 

โดยผู้ก่อตั้ง iMoD เผยว่า ปัจจุบันมีสองค่ายใหญ่ๆ ที่พัฒนาชิปเองจนเป็นรูปธรรมชัดเจน ได้แก่ XPeng ที่พัฒนาชิป AI Turing และ NIO ที่ซุ่มพัฒนาชิปอัจฉริยะของตัวเองเช่นกัน ซึ่งการมีชิปเป็นของตัวเองทำให้ค่ายรถสามารถปรับแต่ง (Optimize) ซอฟต์แวร์ระบบช่วยขับขี่ให้ทำงานร่วมกับตัวรถได้ดียิ่งขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาความขัดแย้งและการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ ไปจนถึงการที่สหรัฐฯ พยายามแยกห่วงโซ่เทคโนโลยีออกจากจีนด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง ก็กลายเป็นโจทย์ท้าทายของจีนในการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้าน EV อย่างเต็มตัว เป็นที่ทราบกันดีว่าชิปเป็นหัวใจสำคัญของเทคโนโลยี AI ในขณะที่สหรัฐฯ ก็จำกัดการส่งออกชิปขั้นสูงไปยังจีน แม้บรรยากาศระหว่างสองมหาอำนาจจะดีขึ้นในช่วงหลังก็ตาม

 

ในช่วงการสัมภาษณ์กับ THE STANDARD หลังงานเปิดตัว JAECOO 6T REEV ที่ไทย ประธาน OMODA & JAECOO (Thailand) ยอมรับว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยเฉพาะวัตถุดิบที่ต้องใช้น้ำมันในกระบวนการผลิต ซึ่งก็ดันให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น

 

แต่ผลกระทบที่รุนแรงและเห็นได้ชัดเจนที่สุดสำหรับ CHERY GROUP คือภาคส่วนของ AI ชุยกล่าวว่า ปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกระบวนการผลิตชิป เพราะราคาของเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) ดีดตัวสูงขึ้นอย่างมาก ซึ่งนี่ถือเป็นปัจจัยหลักและเป็นความท้าทายสำคัญที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ในปัจจุบัน มากกว่าผลกระทบทางตรงจากสงครามเสียอีก

 

จีน vs สหรัฐฯ: ใครคือผู้นำสมรภูมิยานยนต์ยุคใหม่?

 

จากการตั้งข้อสังเกตของอรรถพล เทคโนโลยีหลายๆ ด้านของยานยนต์จีนในปัจจุบันก้าวแซงหน้าสหรัฐอเมริกาและยุโรปไปหลายก้าวแล้ว แม้ว่าสหรัฐฯ โดยเฉพาะ Tesla จะเป็นผู้เริ่มต้นไอเดียหรือสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ก็ตาม แต่จีนมีจุดเด่นอย่างมากในเรื่องของความเร็วและการนำมาพัฒนาต่อยอด (Adapt and Execute)

 

“คนจีนยอมรับเองว่าเขาอาจไม่ได้เป็นคนคิดค้นคอมพิวเตอร์หรือยานอวกาศเป็นคนแรก แต่ถ้ามีเทคโนโลยีอะไรเกิดขึ้นมาแล้ว จีนสามารถพัฒนาตามทันและทำได้ทุกอย่าง ยิ่งในอุตสาหกรรมยานยนต์ เทคโนโลยีการผลิตแบบ Smart Factory ที่ลดการใช้แรงงานคนแล้วแทนที่ด้วยโรบอตอัจฉริยะ ทำให้ค่ายรถจีน โดยเฉพาะ BYD สามารถผลิตและส่งมอบรถยนต์ได้ปีละนับล้านคัน ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย” ผู้เชี่ยวชาญ EV จาก iMoD ให้ความเห็น

 

ในมุมมองด้านเทคโนโลยีแบตเตอรี่นั้น จีนถือเป็นมหาอำนาจโลกอย่างแท้จริงผ่านบริษัทผู้ผลิตระบบกักเก็บพลังงานยักษ์ใหญ่อย่าง CATL จีนพัฒนาแบตเตอรี่โดยลดการพึ่งพาแร่หายาก (Rare Earth) แต่ใช้กระบวนการทางเคมีและซอฟต์แวร์จัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพ ทำให้แบตเตอรี่ชาร์จเร็วขึ้น ทนทานขึ้น และมีต้นทุนที่ถูกลงอย่างมหาศาล ส่วนระบบขับขี่อัตโนมัติและการเข้าจอดอัจฉริยะ (Valet Parking) จีนก็ทำได้โดดเด่นไม่แพ้ฝั่งอเมริกา

 

EV ยังอยู่ในแผนพัฒนาของจีนหรือไม่ แล้วโอกาสของไทยอยู่ตรงไหนในซัพพลายเชน

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ภาพ EV จีนจอดเกลื่อนท่าเรือและสงครามราคาที่ทุบรถคู่แข่งจากชาติอื่นจนไม่สามารถแข่งขันในหลายประเทศได้ กลายเป็นรอยด่างพร้อยสำหรับอุตสาหกรรม EV จีนไม่น้อย มีคำถามว่า เมื่อเกิดภาวะอุปทานล้นทั่วโลกและความกังวลเกี่ยวกับปัญหาฟองสบู่แล้ว รัฐบาลจีนจะยังทุ่มเดิมพันอุ้มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้านี้ต่อหรือไม่

 

เมื่อเราแง้มดูแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปีฉบับที่ 15 ของจีนที่เริ่มต้นในปีนี้ จะพบว่า มีหลายข้อความที่บ่งชี้ว่าจีนยังคงให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอยู่

 

หนึ่งในเหตุผลคือโจทย์ความมั่นคงทางพลังงาน โดยวิกฤตขาดแคลนน้ำมันจากปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้จีนยิ่งตระหนักว่ายังต้องให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมสีเขียวที่มีระบบนิเวศ EV เป็นส่วนหนึ่งของแผนการบริหารจัดการอุปทานของพลังงานอย่างปลอดภัยและมั่นคง

 

ในจีนเองยังมีโจทย์ที่ต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมสีเขียวและสังคมคาร์บอนต่ำ โดยมีการตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้ถึงจุดสูงสุดก่อนปี 2030 และบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ก่อนปี 2060 ตามยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านพลังงานใหม่ที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงเคยเสนอในปี 2014

 
คำถามคือ แล้วไทยจะได้ประโยชน์อะไรจากแผนพัฒนาฉบับใหม่และซัพพลายเชนของจีน?
 

จางเจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย กล่าวถึงความสำคัญของการพัฒนาพลังงานใหม่ โดยชี้ว่าเป็นโอกาสให้ไทยและจีนได้ขยายขอบเขตความร่วมมือให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในไทยเพื่อตั้งฐานผลิต การแบ่งปันเทคโนโลยี และการทำให้คนไทยเข้าถึงพลังงานสะอาดด้วยต้นทุนที่ถูกลง

 

ภาพรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รุ่นใหม่จากงาน Auto China 2026 ที่แสดงเทคโนโลยี AI และพลังงานใหม่ 4

 

“ยานยนต์พลังงานใหม่เป็นพื้นที่สำคัญของความร่วมมือระหว่างจีนและไทย บริษัทจีนได้นำเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมพลังงานใหม่มาสู่ประเทศไทย ซึ่งช่วยลดต้นทุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ” เอกอัครราชทูตจางกล่าวในพิธีเปิดหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน (บทจ.) รุ่นที่ 3 ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม

 

มีเสียงวิจารณ์จากหลายฝ่ายว่า บริษัทจีนที่เข้ามาลงทุนตั้งโรงงาน EV ในไทย ไม่ได้สร้างงานให้คนไทยหรือมีส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมากเท่าที่ควร เนื่องจากมีการจ้างงานคนจีนจำนวนมาก ใช้วัตถุดิบจีน และใช้ไทยเป็นเพียงฐานประกอบแล้วส่งออกเป็นหลัก

 

เรื่องนี้ทูตจีนกางข้อมูลแย้งว่า จนถึงปัจจุบันมีบริษัทผู้ผลิตรถยนต์จีน 8 แห่งเข้ามาลงทุนและสร้างโรงงานในไทย ด้วยเม็ดเงินรวมกันกว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยโรงงานทั้งหมดมีกำลังการผลิตรวมกันต่อปีสูงกว่า 500,000 คัน สร้างตำแหน่งงานกว่า 10,000 ตำแหน่ง และยังมีส่วนช่วยพัฒนาวิศวกรและช่างเทคนิคให้กับไทยประมาณ 2,000 คน

 

ผมสอบถามเพิ่มเติมไปยังแบรนด์ OMODA & JAECOO ที่ทำการตลาดและตั้งโรงงานในไทย ซึ่งให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันบริษัทมีพนักงานภายในโรงงานมากกว่า 1,200 คน โดยในจำนวนนี้เป็นคนไทยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 85% ที่อยู่ในไลน์การผลิต

 

ในประเด็นรัฐบาลจีนอุดหนุน EV จนถูกมองว่าไม่เป็นธรรมต่อคู่แข่งในตลาดนั้น ทูตจีนโต้แย้งว่า สิ่งที่ทำให้ EV จีนมีความสามารถในการแข่งขันได้ มาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในด้านวัสดุใหม่ แบตเตอรี่ และเทคโนโลยีการสื่อสาร ไม่ได้มาจากการอุดหนุนของรัฐบาลเพียงอย่างเดียว

 

สำหรับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยปัจจุบัน อรรถพลจาก iMoD มองว่า ปรากฏการณ์ ‘EV ล้นตลาด’ หรือ ‘สงครามราคา’ ที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งก็มีสาเหตุมาจากการที่ผู้บริโภคในไทยมีพฤติกรรมที่ฉลาดเลือกมากขึ้น ค่ายรถยนต์ไม่สามารถเอาเทคโนโลยีตกรุ่นมาขายได้อีกต่อไป แม้ว่ามีการทำโปรโมชั่นหรือทำราคาแข่งกันก็ตาม จนบางรุ่นก็ขายไม่ออก เกิดปัญหารถล้นตลาด

 

ความน่าสนใจในมุมมองของอรรถพล คือ ประเทศไทยกลายเป็นสมรภูมิการแข่งขันของรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) นอกประเทศจีนที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ด้วยความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน การเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ของผู้บริโภค และสิทธิประโยชน์ทางภาษี ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของจีนหลายค่าย เช่น Chang’an และ BYD จึงไม่ได้มองไทยเป็นเพียงตลาดสำหรับขายรถ แต่ตั้งใจปักหมุดให้ไทยเป็นฮับ (ศูนย์กลาง) การผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาเพื่อส่งออกไปทั่วโลก

 

สำหรับแบรนด์ OMODA & JAECOO ผู้บริหารยืนยันว่า บริษัทมีแผนที่จะผลิตรถในไทย เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับซัพพลายเชนท้องถิ่น เป็นการลดการพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศและเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาชิ้นส่วนด้วยข้อได้เปรียบด้านโลจิสติกส์ นอกจากนี้ทางบริษัทยังมีแผนถ่ายทอดเทคโนโลยีและอัปสกิลแรงงาน ทั้งทีมงานในประเทศ วิศวกร ผู้ผลิตชิ้นส่วน ไปจนถึงพาร์ทเนอร์ด้านการผลิต ซึ่งท้ายที่สุดจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและประสิทธิภาพการผลิตในภาพรวม

 

เซดริก ชุย ย้ำว่า แบรนด์ CHERY GROUP ไม่ได้มองไทยเป็นเพียงตลาดที่เพิ่มยอดขายเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการผลิตและเติบโตในฐานะส่วนหนึ่งของห่วงโซ่เทคโนโลยีพลังงานใหม่

 

ตรงนี้เป็นโจทย์สำหรับไทยว่าเราจะมีแผนยุทธศาสตร์ นโยบาย และการเตรียมพร้อมด้านบุคลากรอย่างไร เพื่อให้ได้ประโยชน์จากการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่เทคโนโลยีสีเขียวและอุตสาหกรรมใหม่ของจีนและประเทศอื่นๆ เพื่อไม่ให้เราตกขบวนซัพพลายเชนแห่งอนาคต ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก

 

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่ติดตามนโยบายส่งเสริม EV ในไทยมาอย่างใกล้ชิดมองว่า หากจีนทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถพวงมาลัยขวาได้จริงก็จะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจได้ แต่โรงงานใหญ่ที่จีนเองก็มีโจทย์เรื่องผลกำไรเช่นกัน ซึ่งหากโรงงานเหล่านี้ตัดสินใจผลิตรถพวงมาลัยขวาด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าแล้วส่งมาขายตัดราคากับไทย ก็จะทำให้ไทยยังเสียประโยชน์

 

มีข้อเสนอแนะจากอาจารย์วีระยุทธที่น่าสนใจด้วยว่า การกำหนด Local Content ในไทยที่เป็นเงื่อนไขสำหรับบริษัทจีนก็ควรมีความชัดเจนกว่าที่เป็นอยู่ อย่างเช่นการกำหนดวิธีนับคอนเทนต์ เช่น ชิ้นส่วนไหนต้องผลิตในไทย ไม่ใช่แค่การประกอบอย่างเดียวจนเกิดปัญหาสวมสิทธิ์อย่างที่ผ่านๆ มา

 

ส่วนปัญหาจากสิทธิประโยชน์ที่รถจีนได้จากรัฐบาลภายใต้มาตรการ EV 3.0 และ 3.5 ที่รัฐส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งการให้เงินอุดหนุน ลดภาษีนำเข้า และลดภาษีสรรพสามิต เพื่อกระตุ้นให้เกิดตลาด EV ในไทยอย่างรวดเร็วนั้น อาจารย์วีระยุทธตั้งคำถามในแง่ประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจและการจ้างงานในไทยว่า ปัจจุบันจีนยังไม่สามารถผลิตรถในไทยเพื่อชดเชยการนำเข้าทั้งหมดได้ตามเงื่อนไขเส้นตายที่ผูกไว้ และอาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ เพราะหากทำไม่ได้ จีนจะต้องคืนเงินอุดหนุนที่รัฐจ่ายให้สูงสุด 150,000 ต่อคัน รวมถึงคืนเงินภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิตที่ลดให้ย้อนหลังด้วย

 

รองหัวหน้าพรรคประชาชนฝ่ายยุทธศาสตร์การเมืองยังชี้ให้เห็นปัญหาในดีมานด์ EV ในไทยที่ปัจจุบันไม่รองรับมากพอ หากจะเพิ่มกำลังการผลิตให้ได้ตามเป้าด้วย

 

อย่างไรก็ตาม แบรนด์ OMODA & JAECOO ให้ข้อมูลว่า ความต้องการรถในปัจจุบันยังมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทางบริษัทก็มีแผนเพิ่มกำลังการผลิต ซึ่งที่โรงงานในนิคมพัฒนา จังหวัดระยองนั้น ปัจจุบันมีกำลังการผลิตที่ประมาณ 6,000–7,000 คันต่อเดือน ซึ่งอาจทำให้ยอดการผลิตทั้งปีสูงถึง 72,000-84,000 คัน ซึ่งสอดคล้องตามนโยบายการส่งเสริมการผลิตและการใช้รถยนต์ไฟฟ้า EV 3.5 ภายในปี 2027

 

แม้วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ดีมานด์ในรถ EV สูงขึ้น ซึ่งสะท้อนจากยอดจองในงานมอเตอร์โชว์ช่วงต้นปีที่ผ่านมา แต่โดยรวมตลาด EV ยังคงมีภาวะชะลอตัวจากหลายๆ ปัจจัย เช่น ปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงจนธนาคารไม่ปล่อยกู้ รวมถึงสงครามราคาที่ทำให้ผู้บริโภคชะลอการซื้อ หากค่ายรถเร่งผลิตให้ครบตามเงื่อนไข ก็ไม่รู้จะเอาไปขายใคร เพราะไม่มีคนซื้อมากพอ รถก็จะล้นตลาดอยู่ดี

 

อาจารย์วีระยุทธชี้ว่า ในเมื่อ EV แบบรถนั่งไม่มีดีมานด์มากพอ ทางออกคือควรหันไปส่งเสริมการผลิตมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า หรือรถบัสไฟฟ้าที่ยังพอมีช่องว่างของดีมานด์ ให้ไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชน ซึ่งอาจได้ประโยชน์มากกว่าการผลิตรถนั่งไฟฟ้า

 

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดทั้งมวลที่ว่ามา แม้มีความท้าทายในซัพพลายเชน EV จีนจากมุมมองข้างต้น แต่หากมองภาพใหญ่ที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียวมากขึ้น การเตรียมพร้อมในด้านโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรในระบบนิเวศของไทยก็เป็นสิ่งที่ต้องเร่งทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออุตสาหกรรมนี้กำลังหลอมรวมเข้ากับคลื่นลูกใหญ่อย่างระบบอัจฉริยะและระบบอัตโนมัติ นำมาสู่คำถามสำคัญในระดับภูมิภาคว่า ไทยและอาเซียนพร้อมแค่ไหน

 

เมื่ออนาคตคือ AI และหุ่นยนต์ ไทยและอาเซียนควรขยับอย่างไร?

 

ในขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของจีนกำลังมุ่งหน้าสู่การเป็น Physical AI หรือหุ่นยนต์อัจฉริยะขับเคลื่อนด้วยล้ออย่างเต็มตัว และหลายบริษัทก็กำลังมองหาความร่วมมือใหม่ๆ ในซัพพลายเชนท้องถิ่นทั้งในไทยและอาเซียนที่มีข้อได้เปรียบด้านความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ต่ำ ผมมองเห็นความเชื่อมโยงกับประเด็นที่ได้ฟังจากเวทีระดับภูมิภาคอย่าง Nikkei Asia Forum APAC 2026 ที่จัดในกรุงเทพฯ

 

เวทีนี้ซึ่งจัดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมมีโพลน่าสนใจที่สำรวจความเห็นจากผู้ฟังในงาน โดยหนึ่งในคำถามถามว่า ในมิติของ AI และหุ่นยนต์นั้น เทคโนโลยีของจีนหรือสหรัฐฯ มีความสำคัญต่ออาเซียนมากกว่า ซึ่งผลโหวตส่วนใหญ่ (มากกว่า 60%) ชี้ว่า เทคโนโลยีของทั้งคู่มีความสำคัญ ขณะที่ราว 25% มองว่า เทคโนโลยีของจีนสำคัญต่ออาเซียนมากกว่า และ 13% มองว่าเทคโนโลยีของสหรัฐฯ สำคัญกว่า โพลนี้สะท้อนมุมมองของคนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นภาคธุรกิจเอกชนและสื่อมวลชนว่า เทคโนโลยีจีนในสนามแข่งขันกับสหรัฐฯ โดยเฉพาะด้าน AI และหุ่นยนต์นั้น มีอิทธิพลสูงขึ้นเรื่อยๆ

 

ภาพรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รุ่นใหม่จากงาน Auto China 2026 ที่แสดงเทคโนโลยี AI และพลังงานใหม่ 5

 

หัวข้อหนึ่งที่พูดคุยบนเวที Nikkei Asia Forum คือ AI and Robotics: Scaling Adoption Under Energy Constraints, Talent Gaps ซึ่งมีโจทย์ว่า ภายใต้ความต้องการ AI และหุ่นยนต์ที่เพิ่มมากขึ้นนี้ ภูมิภาคนี้ควรเตรียมพร้อมด้านพลังงานและบุคลากรอย่างไร เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าโครงสร้างพื้นฐานอย่าง Data Center หรือสมองกลของหุ่นยนต์นั้นกินพลังงานมหาศาล ในขณะที่ประเด็นการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะด้าน AI ก็เป็นหนึ่งในปัญหาของภูมิภาคที่มีการแชร์กันในเวทีนี้

 

แน่นอนว่า การเตรียมแหล่งพลังงานหมุนเวียนเพื่อป้อนอุตสาหกรรมใหม่ๆ เป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ในอีกด้านหนึ่งสมรภูมินวัตกรรมยุคใหม่จะขับเคลื่อนไปไม่ได้เลยหากปราศจาก ‘คน’ ซึ่งปัจจุบันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน รวมถึงไทยกำลังเผชิญปัญหาช่องว่างทางบุคลากร (Talent Gaps) โดยเฉพาะวิศวกรสายปฏิบัติการที่จะนำซอฟต์แวร์ AI และหุ่นยนต์ไปติดตั้งและประยุกต์ใช้งานจริง

 

เวทีนี้มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายให้มีการยกระดับและปรับเปลี่ยนทักษะแรงงานเดิม (Up-skill/Re-skill) ให้เร็วที่สุด เช่น การเปลี่ยนวิศวกรซอฟต์แวร์ทั่วไปให้กลายเป็นวิศวกร AI เพื่อรองรับการไหลเข้าของอุตสาหกรรมไฮเทค รวมถึงบริษัท EV จากจีนด้วย

 

อาจารย์วีระยุทธ์ให้ความเห็นว่า ภาครัฐเองก็ควรจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นในส่วนของการอัปสกิลและรีสกิลแรงงานในอุตสาหกรรม EV และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตด้วย แม้ที่ผ่านมาจะมีโครงการส่งเสริมการฝึกอบรมที่เป็นประโยชน์อยู่บ้าง แต่ด้วยงบประมาณที่ไม่เพียงพอ ทำให้การเทรนนิงแรงงานมีงบสนับสนุนต่อหัวเพียงไม่กี่วัน และครอบคลุมแรงงานในระบบไม่มาก พร้อมให้ข้อเสนอแนะว่า รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณให้สมดุลกว่านี้ จากเดิมที่เทไปสนับสนุนในส่วนของดีมานด์มากจนเกินไป ไปเป็นการเพิ่มในส่วนของซัพพลายด้านแรงงานมากขึ้นแทน เพื่อพัฒนาคนให้พร้อมกับการมีส่วนร่วมในไลน์ผลิตรถ EV มากขึ้น

 

รองหัวหน้าพรรคประชาชนมองว่า นโยบายการอัปสกิลและรีสกิลในปัจจุบันทำให้แรงงานมีทักษะพอที่จะซ่อมแบตเตอรี่หรือซ่อมรถ EV ได้เท่านั้น แต่ยังมีส่วนร่วมในห่วงโซ่การผลิตไม่มากพอ

 

การเตรียมคนให้พร้อมในมิตินี้ จะไม่ใช่แค่ประโยชน์สำหรับภาคยานยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังจะเป็นแต้มต่อสำคัญที่จะทำให้ไทยสามารถปลั๊กอินเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่เทคโนโลยีสีเขียว เทคโนโลยี AI และระบบอัตโนมัติแห่งอนาคตได้อย่างยั่งยืน เพื่อไม่ให้ไทยตกขบวนในซัพพลายเชนระดับโลก

 

ในด้านการเตรียมพร้อมในโครงสร้างพื้นฐานนั้น การลงทุนตั้ง Data Center จากต่างชาติในไทยด้วยเม็ดเงินมหาศาลในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา อาจมองเป็นประโยชน์ต่อระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าหรือ EV ในไทยด้วย โดยเฉพาะการเชื่อมต่อคลาวด์กับระบบขับขี่อัตโนมัติของผู้ใช้ที่จะเกิดปัญหาความหน่วงต่ำกว่า หากเทียบกับการเชื่อมต่อ Data Center ในต่างประเทศ

 

เทรนด์ยานยนต์ในอีกหลายปีข้างหน้า รถยนต์จะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่พาเราจากจุด A ไปจุด B และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่รถกำลังกลายเป็น Physical AI หรือหุ่นยนต์อัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วยล้อ โต้ตอบได้ และเชื่อมต่อกับ Ecosystem ในชีวิตประจำวันของเราแบบไร้รอยต่อ และสมรภูมินี้… จีนที่ได้เปรียบทั้งเทคโนโลยี ทรัพยากร และสเกลกำลังกำหนดทิศทางของโลก

 

แต่ผู้ชนะไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว หากเราวางยุทธศาสตร์ให้ถูกและลงมือทำตั้งแต่วันนี้

 

ภาพ: OMODA & JAECOO, สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน และ Nikkei Asia

The post เทรนด์ EV จีนไปทางไหน? AI กับพลังงานใหม่ และโจทย์ไทยในซัพพลายเชนเทคโนโลยีอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
สี จิ้นผิง เรียกร้องไทย-กัมพูชา ยุติข้อพิพาทชายแดน เสนอบทบาทสร้างสรรค์ช่วยหาทางออก อนุทินชมบทบาทจีน ‘ยุติธรรมและเป็นกลาง’ https://thestandard.co/xi-jinping-thailand-cambodia-border-dispute/ Mon, 20 Jul 2026 05:28:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1232716 สี จิ้นผิง เรียกร้องไทย-กัมพูชา

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เรียกร้องให้ไทยและกัมพูชา […]

The post สี จิ้นผิง เรียกร้องไทย-กัมพูชา ยุติข้อพิพาทชายแดน เสนอบทบาทสร้างสรรค์ช่วยหาทางออก อนุทินชมบทบาทจีน ‘ยุติธรรมและเป็นกลาง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สี จิ้นผิง เรียกร้องไทย-กัมพูชา

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เรียกร้องให้ไทยและกัมพูชาแก้ไขข้อพิพาทชายแดนที่ยืดเยื้อ ในระหว่างพบหารือกับผู้นำไทยและกัมพูชา นอกรอบการประชุม AI โลกที่เซี่ยงไฮ้เมื่อวันศุกร์ (17 กรกฎาคมที่ผ่านมา)

 

สื่อท้องถิ่นจีน รายงานว่าสี ได้กล่าวในการพบหารือทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกุล ว่า “การแก้ไขความขัดแย้งเป็นผลประโยชน์ร่วมกันและระยะยาวของทั้งไทยและกัมพูชา”

 

สำนักข่าว Xinhua รายงานว่า ประธานาธิบดีจีนได้เรียกร้องให้มีการเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่าย และให้คำมั่นว่าจีนจะมีบทบาทที่ ‘สร้างสรรค์’

 

เขายังได้กล่าวข้อความที่คล้ายกัน ในการหารือทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชาในวันเดียวกัน โดยเสริมว่า “จีนสนับสนุนการแก้ปัญหาด้วยการเจรจา”

 

ทั้งนี้ Xinhua รายงานว่า อนุทินได้กล่าวต่อผู้นำจีน ว่า “ไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะแก้ไขความขัดแย้งอย่างสันติ” พร้อมทั้งชื่นชมบทบาทที่ ‘ยุติธรรมและเป็นกลาง’ ของจีน

 

ขณะเดียวกัน ฮุน มาเนต แสดงความขอบคุณจีนที่สนับสนุนการเจรจาและช่วยผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ และกล่าวว่า “กัมพูชายังคงมุ่งมั่นที่จะเจรจาและลดความตึงเครียดกับไทย”

 

นอกเหนือจากประเด็นชายแดนแล้ว สี ยังเรียกร้องให้มีการประสานงานเชิงยุทธศาสตร์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับทั้งสองประเทศ รวมถึงผ่านกลไกการเจรจา ‘2+2’ กับไทย ซึ่งเกี่ยวข้องกับรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมของทั้งสองประเทศ และกลไก ‘3+3’ กับกัมพูชา ซึ่งเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ด้านการต่างประเทศ กลาโหม และความมั่นคงสาธารณะ

 

ผู้นำจีนยังเรียกร้องให้มีการขยายความร่วมมือกับทั้งสองประเทศมากขึ้นในภาคส่วนที่กำลังเติบโต เช่น AI และความพยายามร่วมกันในการต่อต้านการฉ้อโกงทางโทรคมนาคม การพนันออนไลน์ และอาชญากรรมข้ามพรมแดนอื่นๆ

 

ทั้งนี้ จีนถือเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของทั้งไทยและกัมพูชา และยังเป็นแหล่งการลงทุนจากต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของกัมพูชาด้วย

 

ในการพบปะกับผู้นำไทย สี ยังเรียกร้องให้มีความคืบหน้าโดยเร็วในโครงการรถไฟความเร็วสูงที่ได้รับทุนสนับสนุนจากจีน และปรับปรุงการเชื่อมโยงทางรถไฟระหว่างสองประเทศผ่านทางลาว

 

โดยสี ยังกล่าวว่า “จีนสนับสนุนบทบาทที่มากขึ้นของไทยในกิจการระหว่างประเทศและระดับภูมิภาค” พร้อมทั้งให้คำมั่นว่า “จะประสานงานอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นผ่านกรอบความร่วมมือพหุภาคี เช่น เวทีความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) และอาเซียน

 

ในขณะเดียวกัน เขากระตุ้นให้รัฐบาลพนมเปญเร่งดำเนินการในโครงการระเบียงพัฒนาอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน และโครงการ ‘ระเบียงปลาและข้าว’ ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาการเกษตรของกัมพูชา

 

ภาพ :

 

อ้างอิง:

 

The post สี จิ้นผิง เรียกร้องไทย-กัมพูชา ยุติข้อพิพาทชายแดน เสนอบทบาทสร้างสรรค์ช่วยหาทางออก อนุทินชมบทบาทจีน ‘ยุติธรรมและเป็นกลาง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตะวันออกกลางเสียหายแค่ไหน หลังสหรัฐฯ-อิหร่านสู้รบต่อเนื่อง เข้าสู่วันที่ 10 https://thestandard.co/us-iran-middle-east-conflict/ Mon, 20 Jul 2026 04:59:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1232710 ภาพทหารสหรัฐฯ ในปฏิบัติการทางทหารในตะวันออกกลาง

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น ห […]

The post ตะวันออกกลางเสียหายแค่ไหน หลังสหรัฐฯ-อิหร่านสู้รบต่อเนื่อง เข้าสู่วันที่ 10 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพทหารสหรัฐฯ ในปฏิบัติการทางทหารในตะวันออกกลาง

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น หลังข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านพังทลายลง ทำให้กองกำลังสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านอย่างหนักหน่วงต่อเนื่องเป็นคืนที่ 9 เข้าสู่วันที่ 10 ซึ่งสั่นคลอนความมั่นคงทั่วทั้งภูมิภาค

 

วันนี้ (20 กรกฎาคม) สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังก้าวเข้าสู่จุดวิกฤตที่สั่นคลอนความมั่นคงไปทั่วทั้งภูมิภาคอีกครั้ง หลังจากข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านพังทลายลง นำไปสู่การสู้รบกันอย่างดุเดือดที่ขยายวงกว้าง กองกำลังสหรัฐฯ ได้เปิดฉากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ เพื่อทำลายศักยภาพทางการทหารของอิหร่านอย่างหนักหน่วงต่อเนื่องเป็นคืนที่ 9 เข้าสู่วันที่ 10

 

 
 

ในขณะที่อิหร่านเปิดการตอบโต้ด้วยการพุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและฐานทัพในประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางอย่างคูเวต จอร์แดน และบาห์เรน

 

ความขัดแย้งที่บานปลายนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้ตัวเลขความสูญเสียทางทหารของสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้นเป็น 17 นาย แต่ยังลุกลามกลายเป็นภัยคุกคามเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลกอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก ท่ามกลางความกังวลจากนานาชาติว่า วิกฤตการณ์ครั้งนี้อาจลุกลามกลายเป็นสงครามระดับภูมิภาคเต็มรูปแบบที่ยากจะควบคุม

 

ภาพรวมความเสียหายในตะวันออกกลาง

 

คูเวต: ได้รับผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนอย่างหนัก โดยโรงผลิตไฟฟ้าและโรงกลั่นน้ำจืดถูกโจมตีเป็นครั้งที่ 2 ในรอบสองวันจนเกิดเพลิงไหม้ กองทัพอิหร่านระบุว่า เป้าหมายหลักคือ คลังเก็บอาวุธของสหรัฐฯ ที่ค่ายอัล-อาดิรี (Al-Adiri) และเรดาร์ป้องกันภัยทางอากาศที่ฐานทัพอากาศอาลี อัล-ซาเลม (Ali Al Salem) ซึ่งมีบุคลากรสหรัฐฯ ประจำการอยู่ นอกจากนี้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของคูเวตยังต้องทำงาน เพื่อสกัดกั้นโดรนจากอิหร่านอย่างต่อเนื่อง

 

จอร์แดน: กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธนำวิถีโจมตีเครื่องบินสหรัฐฯ ที่สนามบินอากาบา (Aqaba) โดยระบบป้องกันภัยทางอากาศของจอร์แดน ซึ่งได้รับการสนับสนุนบางส่วนจากอิสราเอล สามารถสกัดกั้นขีปนาวุธไว้ได้ 3 ลูก ส่วนอีกลูกตกลงในพื้นที่ห่างไกล การโจมตีของอิหร่านในพื้นที่จอร์แดนก่อนหน้านี้ยังส่งผลให้ทหารอเมริกันเสียชีวิต 2 นายและสูญหายอีก 1 นาย รัฐบาลจอร์แดนได้เรียกตัวนักการทูตอิหร่านเข้าพบ เพื่อประท้วงการโจมตีที่ถือเป็นการ ‘ละเมิดอธิปไตย’ ของประเทศ

 

บาห์เรน: ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองเรือที่ 5 ของสหรัฐฯ ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีเช่นกัน โดยระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถสกัดกั้นการโจมตีจากอิหร่านไว้ได้ อย่างไรก็ตาม ทางการต้องเปิดเสียงไซเรนเตือนภัยทางอากาศ และกระทรวงมหาดไทยได้แจ้งเตือนให้ประชาชนหาที่หลบภัยที่ปลอดภัยที่สุด

 

ซีเรีย: มีรายงานว่า กองกำลัง IRGC ของอิหร่านได้เปิดฉาก ‘โจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว’ เข้าใส่ฐานทัพปฏิบัติการพิเศษของกองทัพสหรัฐฯ ที่ตั้งอยู่ในเขต อัล-ตันฟ์ (Al-Tanf) ของซีเรีย ซึ่งสหรัฐฯ เคยอ้างเหตุผลเรื่องการปราบปรามกลุ่มก่อการร้าย ISIS และการถ่วงดุลอิทธิพลของกลุ่มตัวแทนอิหร่านในพื้นที่ เพื่อเข้ามาจัดตั้งฐานกองกำลังดังกล่าว โดยอิหร่านอ้างว่า การโจมตีครั้งนี้เป็นการแก้แค้นให้กับทหารอิหร่านที่เสียชีวิต จากการที่สหรัฐฯ ปฏิบัติการทางอากาศโจมตีค่ายทหารในเมืองอิรานชาห์ร (Iranshahr) ทางตอนใต้ของประเทศอิหร่าน

 

อิรัก: แม้จะไม่ได้ถูกระบุว่าเป็นเป้าหมายการโจมตีโดยตรงในระลอกนี้ แต่มีโดรนโจมตีของอิหร่านตกในพื้นที่ทางตอนเหนือของอิรัก ซึ่งส่งผลให้ทหารสหรัฐฯ 1 นายเสียชีวิตและอีก 1 นายได้รับบาดเจ็บระหว่างปฏิบัติการเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิดจากโดรนลำดังกล่าว

 

โอมาน: มีรายงานการเกิดเพลิงไหม้บนเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ นอกชายฝั่งทางตอนเหนือของโอมาน ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางคำขู่ของอิหร่านที่จะปิดเส้นทางเดินเรือ

 

อิสราเอล: สำนักข่าวต่างชาติระบุชัดเจนว่า นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงล้มเหลว อิหร่านได้ ‘หลีกเลี่ยง’ ที่จะพุ่งเป้าโจมตีอิสราเอลโดยตรง แต่อิสราเอลได้ส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศเข้าช่วยจอร์แดนสกัดกั้นขีปนาวุธที่อิหร่านยิงมายังเมืองอากาบา ซึ่งอยู่ใกล้กับพรมแดนอิสราเอล นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิสราเอลยังได้กล่าวเตือนว่า หากอิหร่านโจมตีอิสราเอลเมื่อใด อิสราเอลก็พร้อมจะตอบโต้กลับในทันที

 

ผลกระทบจากการกลับมาสู้รบอย่างต่อเนื่อง

 

สหรัฐฯ: กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ได้เสร็จสิ้นปฏิบัติการโจมตีอิหร่านต่อเนื่องเป็นคืนที่ 9 โดยมุ่งทำลายศักยภาพทางการทหารของอิหร่าน เช่น ศูนย์บัญชาการ, ระบบป้องกันภัยทางอากาศ, ฐานปล่อยขีปนาวุธและโดรน รวมถึงเครือข่ายการสื่อสาร

 

อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ต้องสูญเสียทหารเพิ่มอีก 1 นายในภาคเหนือของอิรัก จากเหตุการณ์จุดระเบิดทำลายโดรนของอิหร่านที่ตกอยู่ ทำให้ยอดทหารสหรัฐฯ ที่เสียชีวิตตั้งแต่เริ่มสงครามเพิ่มขึ้นเป็น 17 นาย

 

อิหร่าน: เกิดเสียงระเบิดดังขึ้นในหลายเมืองสำคัญทั่วประเทศอิหร่าน เช่น แทบรีซ, ชาบาฮาร์, บูเชอร์ และ บันดาร์อับบาส รวมถึง เกาะเคชม์

 

นอกจากนี้ยังมีรายงานเกี่ยวกับการโจมตีบริเวณพื้นที่ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ดาร์โควิน (Darkhovin Nuclear Power Plant) ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างทางตะวันตกเฉียงใต้ของอิหร่านถูกโจมตี ซึ่งแม้จะไม่มีวัสดุกัมมันตรังสี แต่ทางการอิหร่านประณามว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนนี้ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

 

กระทรวงสาธารณสุขอิหร่านรายงานด้วยว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 50 คน และบาดเจ็บกว่า 500 คนในช่วง 3 สัปดาห์ของการโจมตี

 

วิกฤตการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ: ความขัดแย้งได้ลุกลามไปสู่การคุกคามเส้นทางการค้าโลก โดยกองกำลังของอิหร่านประกาศเตือนว่า จะไม่ยอมให้น้ำมัน ก๊าซ หรือปิโตรเคมีผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้แม้แต่หยดเดียว อิหร่านอ้างว่า ได้ทำให้เรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำเกิดระเบิดและไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ เนื่องจากใช้เส้นทางที่ไม่ปลอดภัย

 

ความตึงเครียดนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นทันที โดยน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวทะลุระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

 

ตะวันออกกลางร่วมประณามอิหร่าน: ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค รวมถึง กาตาร์, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และ เลบานอนที่ไม่ได้ถูกโจมตี แต่ผู้นำและตัวแทนรัฐบาลได้ออกมาประณามการโจมตีของอิหร่านที่กระทำต่อเพื่อนบ้านอย่างรุนแรง โดยระบุว่าเป็นการละเมิดความมั่นคงและบูรณภาพแห่งดินแดนของภูมิภาคอาหรับ

 

วิกฤตการณ์สู้รบที่ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 10 นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของสถานการณ์ความมั่นคงในตะวันออกกลาง บทสรุปของความขัดแย้งครั้งนี้จึงขึ้นอยู่กับความเต็มใจของทั้งสองฝ่ายที่จะหันหน้าเข้าหากันเพื่อหาทางออกร่วมกัน ก่อนที่สถานการณ์ที่กำลังลุกลามอยู่ในขณะนี้ จะขยายวงกว้างจนกลายเป็นสงครามระดับภูมิภาคเต็มรูปแบบที่ไม่อาจควบคุมได้

 

แฟ้มภาพ: U.S. Central Command / Handout via Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post ตะวันออกกลางเสียหายแค่ไหน หลังสหรัฐฯ-อิหร่านสู้รบต่อเนื่อง เข้าสู่วันที่ 10 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมรัสเซียหันมาใช้ ‘ขีปนาวุธวิถีโค้ง’ ถล่มยูเครนหนักขึ้น? https://thestandard.co/russia-ukraine-ballistic-missile-attacks/ Mon, 20 Jul 2026 04:33:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1232691 ภาพควันไฟปกคลุมเมืองเคียฟหลังรัสเซียโจมตีด้วยขีปนาวุธ

รัสเซียเปิดฉากโจมตียูเครนด้วยขีปนาวุธวิถีโค้งและโดรนระล […]

The post ทำไมรัสเซียหันมาใช้ ‘ขีปนาวุธวิถีโค้ง’ ถล่มยูเครนหนักขึ้น? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพควันไฟปกคลุมเมืองเคียฟหลังรัสเซียโจมตีด้วยขีปนาวุธ

รัสเซียเปิดฉากโจมตียูเครนด้วยขีปนาวุธวิถีโค้งและโดรนระลอกใหญ่ในช่วงคืนที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 คน และมีผู้บาดเจ็บหลายสิบคน ขณะที่ยูเครนตอบโต้ด้วยการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและคลังเชื้อเพลิงของรัสเซียหลายแห่ง

 

 

รัสเซียรุกหนัก เปิดฉากโจมตีด้วยขีปนาวุธวิถีโค้งหนักที่สุด

 

วันนี้ (20 กรกฎาคม) สื่อต่างประเทศหลายแห่งรายงานว่า รัสเซียเปิดฉากโจมตียูเครนด้วยขีปนาวุธวิถีโค้ง ถือเป็นการโจมตีกรุงเคียฟครั้งใหญ่เป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 35 วัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 คน และบาดเจ็บมากกว่า 15 คน

 

ทั้งนี้ กองทัพอากาศยูเครนระบุว่า รัสเซียใช้ขีปนาวุธ 41 ลูก และโดรน 125 ลำ รวมถึงขีปนาวุธหลายชนิด ได้แก่ Iskander และ Zircon ขณะที่ระบบป้องกันภัยทางอากาศของยูเครนสามารถสกัดขีปนาวุธได้ 18 ลูก และโดรน 108 ลำ

 

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าว CNN ในยูเครนรายงานว่า การโจมตีเกิดขึ้นอย่างหนักหน่วงภายในช่วงเวลาราว 2 ชั่วโมง โดยเช้าวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น ยังคงมีกลิ่นควันไฟปกคลุมทั่วเมือง และมีการประกาศเตือนภัยทางอากาศอย่างต่อเนื่อง

 

เบื้องต้น โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนระบุว่า การโจมตีกรุงเคียฟครั้งนี้เป็นหนึ่งในการโจมตีด้วยขีปนาวุธวิถีโค้งครั้งใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบเมื่อปี 2022 โดยย้ำว่า การป้องกันการโจมตีด้วยขีปนาวุธวิถีโค้งเป็นภารกิจเร่งด่วนที่สุดของยูเครน พร้อมทั้งขอบคุณทุกประเทศที่จัดส่งระบบป้องกันขีปนาวุธให้

 

ด้าน อันดรีย์ ซิบีฮา รักษาการรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศยูเครนระบุว่า รัสเซียยิงขีปนาวุธวิถีโค้งประมาณ 48 ลูก ถือเป็นจำนวนมากที่สุดนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น

 

ขณะที่นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟเปิดเผยว่า อาคารที่พักอาศัย ซูเปอร์มาร์เก็ต หอพัก และคลังสินค้าหลายแห่งได้รับความเสียหาย รวมถึงศูนย์โลจิสติกส์ในเขตบูชาที่ถูกโจมตี ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 2 คน

 

สำหรับสถานการณ์ทั่วประเทศ ทางการท้องถิ่นของยูเครนรายงานว่า ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีพลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 16 คน และบาดเจ็บ 77 คน จากการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของรัสเซีย โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในแคว้นคาร์คิฟและโดเนตสก์

 

ด้านกระทรวงกลาโหมรัสเซียยืนยันว่า ได้ดำเนินการโจมตีครั้งใหญ่ต่อโรงงานอุตสาหกรรมด้านการป้องกันประเทศและศูนย์โลจิสติกส์ในกรุงเคียฟ พร้อมโพสต์ข้อความผ่าน Telegram ว่า ยังคงเดินหน้าโจมตีต่อ

 

ยูเครนตอบโต้ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและคลังน้ำมันรัสเซีย

 

ขณะเดียวกัน ยูเครนประกาศว่า ได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของรัสเซีย 3 ลำในทะเลดำ และคลังน้ำมัน 3 แห่งในแคว้นสตาฟโรปอล โดยเซเลนสกีกล่าวว่า เป้าหมายดังกล่าวเป็นแหล่งรายได้ที่ใช้สนับสนุนการทำสงครามของรัสเซีย

 

ทั้งนี้ เซเลนสกีระบุผ่าน Telegram ว่า หน่วยข่าวกรอง SBU และกองทัพยูเครนสามารถโจมตีคลังเชื้อเพลิงหลายแห่งในแคว้นสตาฟโรปอลได้พร้อมกัน รวมถึงโจมตีเรือในกองเรือเงาของรัสเซีย 3 ลำในทะเลดำ

 

ด้านบริษัท Caspian Pipeline Consortium (CPC) ผู้ดำเนินการท่อส่งน้ำมันจากคาซัคสถานไปยังท่าเรือโนโวรอสซีสค์ของรัสเซียเปิดเผยว่า ท่าเทียบเรือได้รับความเสียหายจากการโจมตี ทำให้เรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำเสียหาย และต้องระงับการขนถ่ายน้ำมันชั่วคราว แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเกิดการรั่วไหลของน้ำมัน

 

การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นหลังยูเครนใช้โดรนโจมตีคลังสินค้าของ Wildberries บริษัทอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ที่สุดของรัสเซีย 2 แห่งเมื่อวันก่อน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 คน และเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ โดยยูเครนระบุว่า เป็นการตอบโต้การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและเมืองต่างๆ ของยูเครนจากฝั่งรัสเซีย

 

นอกจากนี้ เซเลนสกียังเปิดเผยว่า ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา รัสเซียโจมตียูเครน โดยใช้โดรนกว่า 1,450 ลำ ระเบิดนำวิถีกว่า 1,640 ลูก และขีปนาวุธอีก 99 ลูก พร้อมเรียกร้องให้ชาติพันธมิตรเร่งจัดส่งขีปนาวุธสกัดกั้นเพิ่มเติม โดยย้ำว่า การป้องกันขีปนาวุธวิถีโค้งยังคงเป็นความต้องการเร่งด่วนที่สุดของยูเครนในขณะนี้

 

ทำไมรัสเซียถึงใช้ขีปนาวุธวิถีโค้งโจมตียูเครนหนักขึ้น

 

นักวิเคราะห์มองว่า รัสเซียกำลังปรับยุทธศาสตร์การโจมตีทางอากาศ โดยเพิ่มการใช้ขีปนาวุธวิถีโค้งควบคู่กับโดรน เพื่อเพิ่มโอกาสทะลวงระบบป้องกันภัยทางอากาศของยูเครน

 

ทำความเข้าใจก่อนว่า ขีปนาวุธวิถีโค้งมีคุณสมบัติพิเศษ คือ มีความเร็วหลายเท่าของความเร็วเสียง โดยบินเป็นวิถีโค้งขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศก่อนพุ่งกลับลงสู่เป้าหมาย ทำให้มีเวลาตอบสนองสั้นและสกัดกั้นได้ยากกว่าขีปนาวุธร่อนหรือโดรน โดยเฉพาะเมื่อรัสเซียยิงพร้อมกันหลายสิบลูกในเวลาเดียวกัน

 

ทั้งนี้ ฟิลลิปส์ โอไบรอัน ศาสตราจารย์ด้านยุทธศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูว์ส ให้สัมภาษณ์กับ CNN ว่า การใช้ขีปนาวุธวิถีโค้งถล่มเมืองต่างๆ ของยูเครนกำลังกลายเป็นยุทธศาสตร์หลักของรัสเซีย และมีแนวโน้มเกิดขึ้นบ่อยขึ้น เพื่อทำลายโครงสร้างพื้นฐานและสร้างแรงกดดันต่อระบบป้องกันภัยทางอากาศของยูเครน

 

ขณะเดียวกัน ยูเครนกำลังเผชิญข้อจำกัดในการสกัดขีปนาวุธวิถีโค้ง เนื่องจากขีปนาวุธสกัดกั้นของระบบป้องกันภัยทางอากาศ Patriot มีจำนวนไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้ยูเครนเรียกร้องให้ชาติตะวันตกเร่งจัดส่งขีปนาวุธสกัดกั้นเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง

 

อนึ่ง Patriot เป็นหนึ่งในระบบป้องกันภัยทางอากาศไม่กี่ระบบของโลกที่สามารถรับมือขีปนาวุธวิถีโค้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่การผลิตไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ในเวลาอันสั้น เนื่องจากมีความซับซ้อนทางเทคโนโลยี ขณะที่ขีปนาวุธสกัดกั้นแต่ละลูกมีราคาสูงถึง 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นในปี 2022 ยูเครนเรียกร้องให้สหรัฐฯ และชาติพันธมิตรส่งมอบระบบ Patriot อย่างต่อเนื่อง ทว่าในช่วงที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ส่งสัญญาณว่าจะอนุญาตให้ยูเครนผลิตขีปนาวุธสกัดกั้นของระบบ Patriot ภายในประเทศเป็นครั้งแรก

 

ภาพ: Anatolii Stepanov / Reuters

อ้างอิง:

 

The post ทำไมรัสเซียหันมาใช้ ‘ขีปนาวุธวิถีโค้ง’ ถล่มยูเครนหนักขึ้น? appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผ่นดินไหวถล่มเปรู เสียชีวิตอย่างน้อย 6 คน ประชาชนไร้ที่อยู่ บ้านเรือนพังหลายสิบหลัง https://thestandard.co/peru-earthquake-dead-displaced/ Mon, 20 Jul 2026 04:15:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1232675 เจ้าหน้าที่กู้ภัยและนักดับเพลิงเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตท่ามกลางซากปรักหักพังจากเหตุแผ่นดินไหวในเปรู

เกิดเหตุแผ่นดินไหว 2 ครั้งในพื้นที่ตอนกลางของเปรู ส่งผล […]

The post แผ่นดินไหวถล่มเปรู เสียชีวิตอย่างน้อย 6 คน ประชาชนไร้ที่อยู่ บ้านเรือนพังหลายสิบหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่กู้ภัยและนักดับเพลิงเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตท่ามกลางซากปรักหักพังจากเหตุแผ่นดินไหวในเปรู

เกิดเหตุแผ่นดินไหว 2 ครั้งในพื้นที่ตอนกลางของเปรู ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 คน บาดเจ็บ 21 คน บ้านเรือนพังเสียหายหลายสิบหลัง และประชาชนราว 300 คนได้รับผลกระทบ

 

เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) รายงานว่า แผ่นดินไหวครั้งแรกมีขนาด 5.5 เกิดขึ้นเมื่อเวลา 21.24 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีศูนย์กลางอยู่ห่างจากเมืองซิกายา จังหวัดอวนกาโย ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 2 กิโลเมตร และอยู่ลึกจากพื้นดินประมาณ 10 กิโลเมตร

 

ขณะเดียวกัน ศูนย์แผ่นดินไหวแห่งชาติเปรูรายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.1 และ 3.7 ในจังหวัดชูปากา แคว้นฆูนิน ห่างจากกรุงลิมาไปทางตะวันออกราว 300 กิโลเมตร โดยแผ่นดินไหวครั้งแรกมีจุดศูนย์กลางลึก 24 กิโลเมตร ส่วนครั้งที่สองลึก 18 กิโลเมตร ขณะที่ศูนย์แผ่นดินไหวยุโรป-เมดิเตอร์เรเนียนระบุว่า แผ่นดินไหวครั้งแรกมีขนาด 5.6

 

เบื้องต้น สถาบันป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนแห่งชาติเปรูรายงานว่า อาคารหลายแห่งพังถล่มหรือได้รับความเสียหายต่อโครงสร้าง รวมถึงโบสถ์และอารามในพื้นที่ ขณะที่บ้านเรือนอย่างน้อย 48 หลังพังถล่ม และอีก 18 หลังได้รับความเสียหาย

 

ลุยส์ บาสเกซ หัวหน้าสถาบันป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนแห่งชาติเปรูเปิดเผยว่า ประชาชนประมาณ 300 คนต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัย โดยขณะนี้ทางการกำลังจัดหาเต็นท์พักพิงให้

 

ส่วน เฮร์เมเนฆิลดา กวามาลาโต หนึ่งในผู้ประสบภัย เปิดเผยกับสถานีวิทยุท้องถิ่นว่า บ้านของเธอถูกทำลายจนไม่สามารถพักอาศัยได้ และต้องพาลูกทั้ง 3 คนไปหาที่พักในเขตอวยูกาชีที่อยู่ใกล้เคียง

 

ด้านเจ้าหน้าที่กู้ภัยและนักดับเพลิงเดินทางเข้าถึงพื้นที่ตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 19 กรกฎาคม เพื่อเร่งเคลื่อนย้ายซากปรักหักพัง ท่ามกลางความกังวลว่าอาจยังมีผู้ประสบภัยติดอยู่ใต้ซากอาคาร

 

ทั้งนี้ เปรูตั้งอยู่บนแนววงแหวนแห่งไฟรอบมหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้เกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง โดยเมื่อปี 2007 เคยเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.9 ในจังหวัดปิสโก แคว้นอิกา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 600 คน

 

ภาพ: YERSHON VILCA, Diario Correo / Reuters

 

อ้างอิง:

เจ้าหน้าที่กู้ภัยและนักดับเพลิงเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตท่ามกลางซากปรักหักพังจากเหตุแผ่นดินไหวในเปรู 1เจ้าหน้าที่กู้ภัยและนักดับเพลิงเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตท่ามกลางซากปรักหักพังจากเหตุแผ่นดินไหวในเปรู 2เจ้าหน้าที่กู้ภัยและนักดับเพลิงเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตท่ามกลางซากปรักหักพังจากเหตุแผ่นดินไหวในเปรู 3เจ้าหน้าที่กู้ภัยและนักดับเพลิงเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตท่ามกลางซากปรักหักพังจากเหตุแผ่นดินไหวในเปรู 4เจ้าหน้าที่กู้ภัยและนักดับเพลิงเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตท่ามกลางซากปรักหักพังจากเหตุแผ่นดินไหวในเปรู 5

The post แผ่นดินไหวถล่มเปรู เสียชีวิตอย่างน้อย 6 คน ประชาชนไร้ที่อยู่ บ้านเรือนพังหลายสิบหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐมนตรีอิสราเอล-กลุ่มเคลื่อนไหวขวาจัด ร่วมเดินขบวนไปยังชายแดนฉนวนกาซา เรียกร้องคืนที่ตั้งถิ่นฐานชาวยิว https://thestandard.co/israel-ministers-gaza-settlements/ Mon, 20 Jul 2026 04:10:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1232666 กลุ่มผู้ประท้วงชาวอิสราเอลเดินขบวนไปยังชายแดนฉนวนกาซา

สมาชิกคณะรัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภาอิสราเอล ร่วมกับกลุ่มเค […]

The post รัฐมนตรีอิสราเอล-กลุ่มเคลื่อนไหวขวาจัด ร่วมเดินขบวนไปยังชายแดนฉนวนกาซา เรียกร้องคืนที่ตั้งถิ่นฐานชาวยิว appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มผู้ประท้วงชาวอิสราเอลเดินขบวนไปยังชายแดนฉนวนกาซา

สมาชิกคณะรัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภาอิสราเอล ร่วมกับกลุ่มเคลื่อนไหวฝ่ายขวาจัด และผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลนับพันคน พากันเดินขบวนไปยังชายแดนฉนวนกาซา วานนี้ (19 กรกฎาคม) โดยไม่สนใจคำสั่งของกองทัพอิสราเอล เพื่อเรียกร้องให้มีการสร้างถิ่นฐานของชาวยิวขึ้นใหม่ในเขตกุช คาติฟ ภายในฉนวนกาซา ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของชุมชนชาวยิวกว่า 8,500 คน แต่ถูกรัฐบาลอิสราเอลสั่งอพยพออกจากพื้นที่ไปในปี 2005

 

กลุ่มผู้ชุมนุมซึ่งชูป้ายข้อความ “กลับบ้านหลังจาก 21 ปี” เดินขบวนไปยังพื้นที่รั้วใกล้ชายแดนทางตอนเหนือของฉนวนกาซา ท่ามกลางกองกำลังรักษาความปลอดภัยของอิสราเอล ที่เฝ้าระวังและควบคุมสถานการณ์เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ชุมนุมเดินขบวนข้ามรั้วกั้นชายแดน

 

โดยการเดินขบวนดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อรำลึกครบรอบ 21 ปีนับตั้งแต่ที่อิสราเอลอพยพชาวยิวออกจากเขตกุช คาติฟ แต่ถือเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของกองทัพอิสราเอลที่จำกัดเส้นทางเดินขบวนและประกาศให้พื้นที่รอบฉนวนกาซาเป็นเขตทหารปิด เนื่องจากกังวลว่า ผู้เข้าร่วมบางคนวางแผนที่จะข้ามรั้วเข้าไปในดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกปิดล้อม

 

“วันนี้เราเดินขบวนเพื่อบอกรัฐบาลอิสราเอลและแสดงให้โลกเห็นว่า ดินแดนนี้เป็นของเรา และกาซาเป็นของเราอย่างแท้จริง และเราต้องการกลับไปที่นั่น” ดาเนียล เซลเลม หนึ่งในผู้เข้าร่วมเดินขบวนกล่าว

 

“เราเคยอาศัยอยู่ที่นั่นก่อนที่พวกเขาจะขับไล่เราออกไปในปี 2005”

 

ขณะที่การเดินขบวนครั้งนี้มีรัฐมนตรีอิสราเอลหลายคนเข้าร่วม อาทิ อิตามาร์ เบน กวีร์ (Itamar Ben Gvir) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติ และเบซาเลล สโมตริช (Bezalel Smotrich) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รวมถึงนักการเมืองจากพรรคลิคุดของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู

 

โดยถือเป็นสัญญาณล่าสุดที่แสดงให้เห็นว่า ประเด็นการตั้งถิ่นฐานชาวยิวขึ้นใหม่ในฉนวนกาซา กำลังกลายเป็นอีกกระแสเรียกร้องทางการเมืองของอิสราเอล ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนักการเมืองฝ่ายขวาจัด แม้ว่าที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีเนทันยาฮู ยืนยันว่า จะไม่มีการตั้งถิ่นฐานของชาวยิวขึ้นใหม่ในฉนวนกาซาก็ตาม

 

ภาพ : REUTERS/Amir Cohen

อ้างอิง :

The post รัฐมนตรีอิสราเอล-กลุ่มเคลื่อนไหวขวาจัด ร่วมเดินขบวนไปยังชายแดนฉนวนกาซา เรียกร้องคืนที่ตั้งถิ่นฐานชาวยิว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมทรัมป์รบอิหร่านอีกครั้ง แม้อาจกระทบผลเลือกตั้งมิดเทอมสหรัฐฯ https://thestandard.co/trump-iran-midterm-election/ Sun, 19 Jul 2026 08:47:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1232484 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาตัดสินใจกลับมาทำ […]

The post ทำไมทรัมป์รบอิหร่านอีกครั้ง แม้อาจกระทบผลเลือกตั้งมิดเทอมสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาตัดสินใจกลับมาทำสงครามกับอิหร่านอีกครั้ง หลังจากที่ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างทั้งสองฝ่ายที่เพิ่งลงนามไปเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ‘ล้มเหลวลง’ นักวิเคราะห์มองว่า มีสาเหตุและปัจจัยสนับสนุนหลายประการ เช่น

 

 

ความต้องการแย่งชิงอำนาจควบคุมเหนือ ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ และการซื้อเวลา

 

วาลี นาสร์ ศาสตราจารย์จาก Johns Hopkins School of Advanced International Studies แสดงความเห็นกับ The Guardian โดยวิเคราะห์ว่า ความล้มเหลวของข้อตกลงหยุดยิงไม่ใช่ความเข้าใจผิด แต่เป็นสิ่งที่ทรัมป์ตั้งใจไว้แต่แรก โดยอ้างอิงจากคำกล่าวของ เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ชี้ว่า ข้อตกลงนี้เป็นเพียงการ ‘ซื้อเวลา’ เพื่อเติมเต็มคลังน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ

 

อาจารย์นาสร์มองว่า เป้าหมายที่แท้จริงของทรัมป์คือ การแย่งชิงการควบคุม ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ มาจากอิหร่านเสียก่อน เพื่อตัดอำนาจต่อรองของอิหร่านในประเด็นนิวเคลียร์และประเด็นอื่นๆ

 

สอดคล้องกับ เนต สวอนสัน อดีตที่ปรึกษาด้านอิหร่านประจำกระทรวงการต่างประเทศและทำเนียบขาว ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำ Atlantic Council ที่ให้สัมภาษณ์กับ The Guardian ว่า นี่เป็นความพยายามดึงอำนาจต่อรองกลับมา เพื่อรื้อฟื้นการเจรจาใหม่ของสหรัฐฯ แม้จะมีความเสี่ยงสูงมากก็ตาม

 

แรงกดดันทางการเมือง และการไม่สนใจการเลือกตั้ง

 

ผู้เชี่ยวชาญบางคนระบุว่า ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากสมาชิกรีพับลิกันสายเหยี่ยว โดยเฉพาะปีกอนุรักษนิยมใหม่ (Neoconservative) หรือที่เรียกกันสั้นๆ ในแวดวงการเมืองว่า ‘นีโอคอน’ (Neocon) ซึ่งเป็นกลุ่มอุดมการณ์ทางการเมืองในสหรัฐฯ ที่มีบทบาทอย่างสูงต่อนโยบายต่างประเทศ แบบเชิงรุกและดุดัน (Hawkish Foreign Policy) พร้อมมุ่งส่งเสริมและเผยแพร่ประชาธิปไตย (Promoting Democracy) ซึ่งคนกลุ่มนี้มองว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็น ‘การยอมจำนนต่ออิหร่าน’

 

ขณะที่ เคิร์ต มิลส์ บรรณาธิการบริหารของนิตยสาร American Conservative ซึ่งสนับสนุนแนวคิด American First ให้ความเห็นว่า การตัดสินใจนี้ไม่ได้ส่งผลดีต่อพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งมิดเทอมเลย และมองว่า ทรัมป์ไม่ได้ใส่ใจเรื่องผลการเลือกตั้งมากนัก แต่เป็นเหมือน ‘ความแค้นส่วนตัวที่มีต่อชาวอิหร่าน’

 

การประเมินอิหร่านผิดพลาด เพราะขาดผู้เชี่ยวชาญ

 

อเล็กซ์ วาตังกา นักวิชาการอาวุโสจาก Middle East Institute มองว่า ทีมบริหารของทรัมป์ขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่านอย่างหนัก ทำให้ทรัมป์ต้องหันไปพึ่งพาทีมเจรจาที่เป็นนักธุรกิจและคนสนิทแทน เช่น สตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษประจำภูมิภาคตะวันออกกลาง ของรัฐบาลสหรัฐฯ และ จาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของทรัมป์

 

วาตังการะบุว่า นี่เป็น ‘จุดอ่อน’ ที่ทำให้ทรัมป์ไม่เข้าใจศัตรู เพราะทรัมป์มองอิหร่านเหมือนนักธุรกิจในนิวยอร์ก ทั้งที่จริงแล้ว ผู้นำอิหร่านพร้อมที่จะแบกรับความเจ็บปวดและเสี่ยงใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็น ‘ข้อต่อรอง’ ซึ่งสามารถจับประเทศเศรษฐีในอ่าวอาหรับเป็นตัวประกันได้ นอกจากนี้ ทรัมป์อาจประเมินขีดความสามารถทางการทหารของตนเองสูงเกินไป และประเมินความมุ่งมั่นในการต่อต้านของอิหร่านต่ำเกินไป

 

ผลกระทบต่อการ ‘เลือกตั้งมิดเทอม’ และการเมืองภายในประเทศ

 

แม้ทรัมป์จะดึงดันทำสงครามกับอิหร่านต่อ แต่การตัดสินใจนี้กำลังส่ง ‘ผลเสีย’ อย่างหนักต่อคะแนนนิยมของเขาและพรรครีพับลิกัน สงครามนี้ไม่ได้รับความนิยมตั้งแต่ต้นและยิ่งตกต่ำลงเรื่อยๆ การปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้น้ำมันดิบมีราคาพุ่งสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ต้นทุนเชื้อเพลิงของภาคการขนส่ง ต้นทุนการเกษตร และอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

คะแนนการยอมรับในตัวทรัมป์ลดลงเหลือเพียง 40% ขณะที่ผู้ไม่เห็นด้วยพุ่งสูงถึง 57% สถานการณ์นี้ส่งผลให้พรรคเดโมแครตมีคะแนนความนิยมนำพรรครีพับลิกันถึง 6.8 จุด ซึ่งหากเดโมแครตชนะการเลือกตั้งจนครองเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา จะทำให้วาระการทำงานของทรัมป์ต้องหยุดชะงักลง

 

นอกจากนี้สงครามยังเผยให้เห็นความแตกแยกในพรรครีพับลิกัน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สนับสนุนขบวนการ ‘Make America Great Again’ (MAGA) บางส่วนที่มองว่า การทำสงครามนี้ขัดต่อแก่นแท้ของอุดมการณ์ เช่น แรนด์ พอล วุฒิสมาชิกรัฐเคนทักกี หนึ่งในกระบอกเสียงที่ผลักดัน มติจำกัดอำนาจการทำสงครามของประธานาธิบดี (War Powers Resolution), ทักเกอร์ คาร์ลสัน อดีตพิธีกรข่าวชื่อดังที่มองว่า สงครามกับอิหร่านจะเป็น ‘หายนะทางการเมือง’ รวมถึง เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเคยแสดงจุดยืนชัดเจนว่า ต่อต้านการเริ่มต้นสงครามกับอิหร่านตั้งแต่แรก แม้สุดท้ายจะต้องจำยอมสนับสนุนทรัมป์ในเวลาต่อมาก็ตาม

 

แฟ้มภาพ: Evelyn Hockstein / Reuters

อ้างอิง:

The post ทำไมทรัมป์รบอิหร่านอีกครั้ง แม้อาจกระทบผลเลือกตั้งมิดเทอมสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ควันไฟป่าแคนาดาปกคลุมท้องฟ้าสหรัฐฯ ชนวนเหตุขัดแย้งรอบใหม่? https://thestandard.co/canada-wildfire-smoke-us-conflict/ Sun, 19 Jul 2026 06:37:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1232437 ภาพควันไฟป่าจากแคนาดาปกคลุมท้องฟ้าเมืองดีทรอยต์ สหรัฐอเมริกา

แคนาดากำลังเผชิญกับวิกฤตไฟป่าอย่างหนัก โดยมีจุดที่ไฟกำล […]

The post ควันไฟป่าแคนาดาปกคลุมท้องฟ้าสหรัฐฯ ชนวนเหตุขัดแย้งรอบใหม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพควันไฟป่าจากแคนาดาปกคลุมท้องฟ้าเมืองดีทรอยต์ สหรัฐอเมริกา

แคนาดากำลังเผชิญกับวิกฤตไฟป่าอย่างหนัก โดยมีจุดที่ไฟกำลังลุกไหม้กว่า 955 จุด ซึ่งส่วนใหญ่ยังควบคุมไม่ได้ และเผาผลาญพื้นที่ไปแล้วเกือบ 3 ล้านเฮกตาร์ (ราว 18.5 ล้านไร่) ส่งผลให้ควันไฟหนาทึบพัดไปปกคลุมท้องฟ้าในหลายรัฐทางตอนเหนือของสหรัฐฯ ทำให้คุณภาพอากาศในหลายเมืองแย่ลงในระดับอันตราย โดยเมืองดีทรอยต์มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุด ตามมาด้วยชิคาโก วอชิงตัน ดี.ซี. และนิวยอร์ก

 

ท่าทีฝั่งรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นอย่างไร

 

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่จะบังคับใช้มาตรการทางภาษีครั้งใหม่กับแคนาดา โดยกล่าวหาว่าแคนาดาจงใจละเลยการดูแลรักษาป่าไม้จนทำให้มลพิษเข้ามารุกรานสหรัฐฯ

 

ขณะที่สมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ บางส่วนระบุว่า หมดความอดทนกับความเฉื่อยชาของแคนาดา และขู่ว่าสหรัฐฯ อาจพิจารณาเข้าไปแทรกแซงการจัดการไฟป่าข้ามพรมแดนโดยตรง หากแคนาดายังไม่ลงมือแก้ไข

 

ด้านสมาชิกพรรครีพับลิกันบางคนได้นำประเด็นนี้มาสนับสนุนแนวคิดที่จะรวบรวมแคนาดาให้เป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างมาก จนชาวแคนาดาบางส่วนประท้วงด้วยการหยุดเดินทางเข้าสหรัฐฯ

 

การตอบโต้จากฝั่งแคนาดา เป็นอย่างไร

 

มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ระบุว่า การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นความรับผิดชอบของทุกคน รวมถึงสหรัฐฯ ด้วย

 

ขณะที่ ดั๊ก ฟอร์ด มุขมนตรีรัฐออนแทรีโอ วิจารณ์คำพูดของนักการเมืองสหรัฐฯ ว่า ‘น่าละอาย’ และ ‘ยอมรับไม่ได้’ โดยเตือนว่า เพื่อนบ้านที่ดีควรส่งความช่วยเหลือมาแทนการบ่น เหมือนที่แคนาดาเคยส่งคนไปช่วยดับไฟป่าและกู้ภัยพายุเฮอริเคนในสหรัฐฯ มาก่อน

 

รัฐบาลแคนาดายืนยันว่า ได้ลงทุนงบประมาณกว่า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์แคนาดา เพื่อดูแลความยั่งยืนของป่าไม้ และปัจจุบันมีการระดมเจ้าหน้าที่กว่า 150 ทีม พร้อมเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ดับเพลิงกว่า 80 ลำ เพื่อจัดการกับวิกฤตไฟป่าครั้งนี้แล้ว

 

นักวิทยาศาสตร์ มองวิกฤตไฟป่านี้อย่างไร

 

ดร. แพทริก เจมส์ ผู้เชี่ยวชาญจาก University of Toronto ชี้ว่า สภาพอากาศและควันไฟไม่สนใจเส้นแบ่งเขตแดน และควันจากฝั่งสหรัฐฯ ก็เคยพัดมากระทบแคนาดาเช่นกัน สาเหตุหลักของไฟป่าครั้งนี้เกิดจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดอย่างต่อเนื่อง ปริมาณฝนที่ต่ำกว่าเกณฑ์ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change) ซึ่งทำให้สภาพแวดล้อมร้อนและแห้งแล้งจนไฟลามได้ง่าย การกล่าวโทษว่าไฟป่าครั้งนี้เกิดจากแคนาดาเพียงฝ่ายเดียวอาจเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องทั้งหมด เนื่องจากเป็นปัญหาท้าทายระดับโลก และพื้นที่ป่าของแคนาดานั้นกว้างใหญ่เกินกว่าที่การบริหารจัดการป่าไม้จะป้องกันไฟป่าในสเกลนี้ได้

 

ภาพควันไฟป่าจากแคนาดาปกคลุมท้องฟ้าเมืองดีทรอยต์ สหรัฐอเมริกา 1ภาพควันไฟป่าจากแคนาดาปกคลุมท้องฟ้าเมืองดีทรอยต์ สหรัฐอเมริกา 2ภาพควันไฟป่าจากแคนาดาปกคลุมท้องฟ้าเมืองดีทรอยต์ สหรัฐอเมริกา 3ภาพควันไฟป่าจากแคนาดาปกคลุมท้องฟ้าเมืองดีทรอยต์ สหรัฐอเมริกา 4ภาพควันไฟป่าจากแคนาดาปกคลุมท้องฟ้าเมืองดีทรอยต์ สหรัฐอเมริกา 5

 

อ้างอิง:

The post ควันไฟป่าแคนาดาปกคลุมท้องฟ้าสหรัฐฯ ชนวนเหตุขัดแย้งรอบใหม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทหารสหรัฐฯ เสียชีวิต 2 นาย หลังอิหร่านโจมตีจอร์แดน เกิดอะไรขึ้นบ้าง https://thestandard.co/us-iran-jordan-attack-soldiers-dead/ Sun, 19 Jul 2026 05:05:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1232383 ภาพทหารสหรัฐฯ จากกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ

สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักรายงานว่า ทหารสหรัฐฯ เสียชี […]

The post ทหารสหรัฐฯ เสียชีวิต 2 นาย หลังอิหร่านโจมตีจอร์แดน เกิดอะไรขึ้นบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพทหารสหรัฐฯ จากกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ

สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักรายงานว่า ทหารสหรัฐฯ เสียชีวิต 2 นาย และสูญหายอีก 1 นายในประเทศจอร์แดน หลังถูกอิหร่านโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น

 

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) และกองกำลังพันธมิตรพยายามป้องกันและสกัดกั้นการโจมตีดังกล่าว อีกทั้งยังมีทหารบางส่วนได้รับบาดเจ็บ แต่ได้รับการรักษาจนสามารถออกจากโรงพยาบาลและกลับไปปฏิบัติหน้าที่ได้แล้ว

 

เกิดเหตุการณ์สำคัญอะไรขึ้นบ้าง

 

กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านอ้างว่า ตนได้ทำลายเครื่องบินรบของสหรัฐฯ อย่างน้อย 2 ลำ และเครื่องบินอื่นๆ อีก 3 ลำที่ฐานทัพ Al-Azraq ในจอร์แดน ขณะที่กองทัพจอร์แดนรายงานว่า สามารถสกัดกั้นขีปนาวุธอิหร่านได้ 10 ลูกเหนือน่านฟ้าโดยไม่ได้สร้างความเสียหายใดๆ

 

ทางด้าน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้สั่งการให้กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านอย่างต่อเนื่องเป็นคืนที่ 8 การโจมตีนี้มีเป้าหมายเพื่อลงโทษกองกำลัง IRGC อย่างเด็ดขาด และเพื่อลดขีดความสามารถของอิหร่านในการคุกคามการเดินเรือเชิงพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ โดยสหรัฐฯ ได้พุ่งเป้าไปที่จุดเฝ้าระวัง โครงสร้างพื้นฐานทางโลจิสติกส์ และคลังอาวุธใต้ดินของอิหร่าน

 

เหตุการณ์บานปลายขึ้นหลังจากที่ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวที่ทั้งสองฝ่ายเพิ่งลงนามกันเมื่อเดือนที่แล้วได้พังทลายลง ส่งผลให้สงครามขยายวงกว้างยิ่งขึ้น

 

อิหร่านยังได้โจมตีตอบโต้ไปยังประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ในอ่าวอาหรับ เช่น คูเวต บาห์เรน และซาอุดีอาระเบีย โดยมีการโจมตีฐานทัพทหารและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านน้ำมันในคูเวต จนได้รับความเสียหาย รวมถึงมีการแจ้งเตือนให้ประชาชนในซาอุดีอาระเบียหาที่หลบภัยจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธ

 

ขณะที่วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซนั้น สหรัฐฯ ได้กลับมาใช้มาตรการ ‘ปิดล้อม’ ท่าเรือของอิหร่านอีกครั้ง ส่งผลให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญถึง 1 ใน 5 ของโลก ทำให้การจราจรทางเรือบริเวณเส้นทางดังกล่าวต้องหยุดชะงักลง

 

ตัวเลขยอดทหารสหรัฐฯ ที่เสียชีวิตในสงครามครั้งนี้เพิ่มขึ้นเป็น 16 นาย ส่วนทางฝั่งอิหร่าน กระทรวงสาธารณสุขอิหร่านรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 50 คนและบาดเจ็บกว่า 500 คนจากการโจมตีของสหรัฐฯ ในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา

 

นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ออกประกาศเตือนภัยการเดินทางทั่วโลก โดยเน้นย้ำให้ชาวอเมริกันในตะวันออกกลางเพิ่มความระมัดระวังอย่างสูงต่อสถานการณ์ที่อาจยกระดับความรุนแรงขึ้นอย่างไม่คาดคิด

 

แฟ้มภาพ: U.S. Central Command / Handout via Reuters

 

อ้างอิง:

The post ทหารสหรัฐฯ เสียชีวิต 2 นาย หลังอิหร่านโจมตีจอร์แดน เกิดอะไรขึ้นบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สื่อนอกรายงาน อิหร่านโจมตีเรือติดธงไทยในช่องแคบฮอร์มุซ อ้างแล่นผ่านโดยไม่ได้รับอนุญาต https://thestandard.co/iran-attack-thai-ship-hormuz-strait/ Sat, 18 Jul 2026 03:53:55 +0000 https://thestandard.co/iran-attack-thai-ship-hormuz-strait/ แผนที่แสดงช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ

สำนักข่าวทาสนิม (Tasnim) ของอิหร่านรายงานว่า เรือสินค้า […]

The post สื่อนอกรายงาน อิหร่านโจมตีเรือติดธงไทยในช่องแคบฮอร์มุซ อ้างแล่นผ่านโดยไม่ได้รับอนุญาต appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผนที่แสดงช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ

สำนักข่าวทาสนิม (Tasnim) ของอิหร่านรายงานว่า เรือสินค้าติดธงชาติไทยลำหนึ่งตกเป็นเป้าโจมตีในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (17 กรกฎาคม) หลังจากพยายามแล่นผ่านเส้นทางยุทธศาสตร์ดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากกองทัพเรือของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC)

 

รายงานอ้างแหล่งข่าวที่เปิดเผยว่า เรือลำดังกล่าวถูกโจมตีหลังจาก “พยายามแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยเพิกเฉยต่อคำเตือน และไม่ได้รับอนุมัติจากกองทัพเรือ IRGC” นอกจากนี้ แหล่งข่าวยังให้ข้อมูลเพิ่มว่า เรือลำนี้ถูกสกัดกั้นไม่ให้แล่นผ่านช่องแคบก่อนที่จะตกเป็นเป้าหมายในการโจมตี

 

อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าวยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวเรือ รวมถึงยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ เสียชีวิต หรือมูลค่าความเสียหาย

 

THE STANDARD สอบถามเรื่องนี้ไปยังกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งทางกระทรวงแจ้งว่าได้รับรายงานและทางสถานทูตกำลังตรวจสอบ โดยจะแจ้งความคืบหน้าให้ทราบต่อไป 

 

ทั้งนี้สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคได้ทวีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีร่วมกันต่ออิหร่าน ขณะที่รัฐบาลเตหะรานได้ตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีกลุ่มประเทศในอ่าวเปอร์เซียที่ให้ที่พักพิงแก่กองกำลังสหรัฐฯ

 

แม้ว่าอิหร่านและสหรัฐฯ จะได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) โดยมีปากีสถานเป็นตัวกลางเมื่อเดือนที่แล้ว เพื่อมุ่งยุติความขัดแย้งและบรรลุข้อตกลงสันติภาพที่ยั่งยืน แต่ความตึงเครียดกลับมาปะทุรุนแรงขึ้นอีกครั้งในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ โดยทั้งสองฝ่ายต่างเปิดฉากโจมตีโต้ตอบกันไปมา

 

***อัปเดต (11.29 น.)

 

ล่าสุด ใจไทย อุปการนิติเกษตร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า จากการที่กระทรวงการต่างประเทศประสานกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน และกองทัพเรือเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทางกองทัพเรือได้ยืนยันว่าเรือที่ปรากฏในข่าวไม่ใช่เรือสัญชาติไทย พร้อมระบุว่า สถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซยังมีความไม่แน่นอนสูง กระทรวงการต่างประเทศจึงขอให้บริษัทเดินเรือ รวมถึงภาคส่วนต่างๆ ติดตามข่าวสารและประกาศจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด

 

ภาพ: Ana-Marija Mrkic via ShutterStock

อ้างอิง:

 

The post สื่อนอกรายงาน อิหร่านโจมตีเรือติดธงไทยในช่องแคบฮอร์มุซ อ้างแล่นผ่านโดยไม่ได้รับอนุญาต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไต้หวันต่ออายุ ‘ฟรีวีซ่า’ คนไทยอีก 1 ปี เข้าได้ 14 วัน เริ่ม 1 สิงหาคมนี้ จนถึงปี 2570 https://thestandard.co/taiwan-free-visa-thai-extension/ Fri, 17 Jul 2026 10:40:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1232011 ภาพสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในไต้หวัน

ไต้หวันประกาศขยายระยะเวลาทดลองมาตรการยกเว้นการตรวจลงตรา […]

The post ไต้หวันต่ออายุ ‘ฟรีวีซ่า’ คนไทยอีก 1 ปี เข้าได้ 14 วัน เริ่ม 1 สิงหาคมนี้ จนถึงปี 2570 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในไต้หวัน

ไต้หวันประกาศขยายระยะเวลาทดลองมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับชาวไทย หรือ ‘ฟรีวีซ่า’ ออกไปอีก 1 ปี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 – 31 กรกฎาคม 2570 โดยมาตรการดังกล่าวจะทำให้ผู้ถือหนังสือเดินทางไทย สามารถเดินทางเข้าประเทศไต้หวันโดยไม่ต้องขอวีซ่าและพำนักได้ไม่เกิน 14 วัน

 

การขยายมาตรการครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางความสัมพันธ์ระหว่างไทยและไต้หวันที่แน่นแฟ้นมากขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายมีจำนวนประชาชนเดินทางเยือนซึ่งกันและกันเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

อนึ่ง รัฐบาลไต้หวันระบุว่า มาตรการฟรีวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2559 โดยตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ช่วยอำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง ส่งเสริมการท่องเที่ยว และเพิ่มการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนของทั้งสองฝ่ายอย่างมีนัยสำคัญ

 

ข้อมูลจากทางการไต้หวันระบุว่า ในปี 2567 และ 2568 มีนักท่องเที่ยวจากไต้หวันเดินทางมายังประเทศไทยมากกว่า 1 ล้านครั้งต่อปี ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางไปเยือนไต้หวันมากกว่า 500,000 ครั้ง ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในรอบหลายปี

 

ทั้งนี้ ปีเตอร์ หลัน ผู้แทนไต้หวันประจำประเทศไทยกล่าวว่า ไต้หวันมีจุดเด่นทั้งด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม ธรรมชาติ อาหาร และโอกาสทางธุรกิจ ควบคู่กับสภาพแวดล้อมที่สะดวกและปลอดภัย จึงได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ พร้อมเชิญชวนชาวไทยเดินทางมาสัมผัสเสน่ห์ของไต้หวันด้วยตนเอง

 

นอกจากนี้ สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทยระบุว่า จะเดินหน้าส่งเสริมความร่วมมือกับไทยในด้านเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว การศึกษา และวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระชับความสัมพันธ์และเพิ่มโอกาสความร่วมมือระหว่างประชาชนของทั้งสองฝ่าย

 

สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการเดินทางเข้าไต้หวัน มาตรการยกเว้นการตรวจลงตรา และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง สามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน (BOCA) ที่ www.boca.gov.tw

 

แฟ้มภาพ: Natchamas / Shutterstock

The post ไต้หวันต่ออายุ ‘ฟรีวีซ่า’ คนไทยอีก 1 ปี เข้าได้ 14 วัน เริ่ม 1 สิงหาคมนี้ จนถึงปี 2570 appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา ‘ทะเลแดง’ สมรภูมิพลังงานโลก หากสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านระลอกใหม่ https://thestandard.co/iran-houthi-red-sea-energy-crisis/ Fri, 17 Jul 2026 08:35:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1231909 ภาพนักรบฮูตีพร้อมอาวุธในเยเมน

Reuters เปิดเผยรายงาน Exclusive ว่า อิหร่านขอให้กลุ่มฮู […]

The post จับตา ‘ทะเลแดง’ สมรภูมิพลังงานโลก หากสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านระลอกใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนักรบฮูตีพร้อมอาวุธในเยเมน

Reuters เปิดเผยรายงาน Exclusive ว่า อิหร่านขอให้กลุ่มฮูตีในเยเมนเตรียมปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านทะเลแดง หากสหรัฐอเมริกาโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าของเตหะรานตามคำขู่ของ​ โดนัลด์ ทรัมป์

 

 
มีการคาดการณ์ว่า หากช่องแคบฮอร์มุซและช่องแคบบับเอลมันเดบ ถูกปิดพร้อมกัน โลกอาจเผชิญวิกฤตอุปทานพลังงานรุนแรงขึ้น เพราะเส้นทางสำคัญในการส่งออกน้ำมันและก๊าซสำคัญของตะวันออกกลางจะหยุดชะงักในเวลาเดียวกัน

 

อิหร่านวางแผนอย่างไร หากถูกโจมตีใหญ่อีกระลอก

 

วันนี้ (17 กรกฎาคม) Reuters เปิดเผยรายงานพิเศษ โดยอ้างแหล่งข่าว 3 ราย ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่าน 2 ราย และแหล่งข่าวในภูมิภาคอีก 1 รายว่า อิหร่านได้แจ้งฮูตีให้เตรียมพร้อมปิดเส้นทางเดินเรือในทะเลแดง หากสหรัฐฯ โจมตีโรงไฟฟ้าหรือโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน

 

แหล่งข่าว 3 รายระบุตรงกันว่า กลุ่มฮูตีเพิ่งได้รับแจ้งคำขอจากเตหะรานเมื่อไม่นานมานี้ แต่ไม่ได้เปิดเผยหรือให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า พวกเขาจะสื่อสารกันด้วยวิธีใด หรือเกิดขึ้นในช่วงใด โดยเฉพาะในช่วงที่ทรัมป์ขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านในช่วงต้นสัปดาห์นี้

 

ทั้งนี้ ในรายงานระบุว่า กลุ่มฮูตีเตรียมโจมตีการเดินเรือเป็นที่เรียบร้อย โดยส่งขีปนาวุธและโดรนไปประจำการใกล้ ‘ช่องแคบบับเอลมันเดบ’ (Bab el-Mandeb) บริเวณพื้นที่สูงของเยเมนที่มองเห็นเมืองโฮเดดาห์ (Hodeidah) และอ่าวเอเดน (Gulf of Aden)

 

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของฮูตีรายหนึ่งขู่ว่า หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น ช่องแคบบับเอลมันเดบและช่องแคบฮอร์มุซ อาจถูกปิดพร้อมกันภายใต้ความร่วมมือของอิหร่านและเยเมน ทำให้มีการประเมินสถานการณ์เลวร้ายที่สุด คือ ราคาน้ำมันพุ่งสูงถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งจะสร้างแรงกระแทกครั้งใหญ่ต่อตลาดโลก

 

ปัจจุบัน ฮูตีกำลังอยู่ในโหมด ‘รอคำสั่ง’ ให้เริ่มปฏิบัติการ โดยแหล่งข่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่จากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ที่ประจำการอยู่ในเยเมน จะมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจว่า จะเริ่มปิดช่องแคบบับเอลมันเดบเมื่อใด

 

อนึ่ง คำขู่ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ความตึงเครียดในภูมิภาคกลับมาปะทุอีกครั้ง หลังสหรัฐฯ กลับมาใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ IRGC ออกแถลงการณ์เตือนว่า อิหร่านอาจโจมตีเส้นทางส่งออกอื่น ที่เป็นประโยชน์ต่อสหรัฐฯ และพันธมิตร

 

“การส่งออกพลังงานของภูมิภาคจะต้องเป็นของทุกฝ่าย หรือไม่ก็จะไม่มีใครได้ประโยชน์เลย” IRGC ให้สัมภาษณ์กับสื่อภายใน

 

สถานการณ์ปัจจุบัน

 

ทั้งนี้ ศูนย์ปฏิบัติการการค้าทางทะเลแห่งสหราชอาณาจักร (UKMTO) เปิดเผยว่า เรือสินค้าลำหนึ่งในทะเลแดงส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ หลังถูกโจมตีบริเวณตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองท่าอัลฮุดัยดะห์ (Al Hudaydah) ประเทศเยเมน

 

“เรือสินค้าลำหนึ่งได้ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ โดยแจ้งว่ากำลังถูกโจมตีจากผู้ก่อเหตุที่ยังไม่ทราบฝ่าย” UKMTO ระบุบน X ว่า ทางการกำลังตรวจสอบเหตุการณ์ และแนะนำให้เรือทุกลำเดินเรือด้วยความระมัดระวัง

 

ก่อนหน้านี้ กลุ่มฮูตีก็เพิ่มแรงกดดันในสงครามอิหร่าน ด้วยการกล่าวหาว่า ซาอุดีอาระเบียละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่ดำเนินมานาน 4 ปี หลังเปิดฉากโจมตีสนามบินในกรุงซานา ประเทศเยเมน ทำให้ฮูตียิงขีปนาวุธตอบโต้ซาอุดีอาระเบีย

 

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเตือนว่า ไม่ควรมองฮูตีเป็นเพียงกองกำลังตัวแทนของอิหร่านโดยตรง เนื่องจากกลุ่มยังมีผลประโยชน์และเป้าหมายทางการเมืองภายในเยเมนของตนเอง

 

สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการศึกษายุทธศาสตร์ (IISS) ประเมินว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับฮูตีมีลักษณะเป็น ‘หุ้นส่วน’ มากกว่าความสัมพันธ์แบบสั่งการโดยตรง

 

แต่ความเป็นไปได้ที่อิหร่านจะใช้ฮูตีในภูมิภาคกดดันเส้นทางเดินเรือในทะเลแดง ยังคงสร้างความกังวลต่อประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน บริษัทเดินเรือ และตลาดพลังงานโลกอยู่

 

ช่องแคบบับเอลมันเดบคืออะไร ทำไมสำคัญในเส้นทางพลังงานโลก

 

หากฮูตีปิดเส้นทางเดินเรือจริง จุดที่ทั่วโลกจับตาต่อจากช่องแคบฮอร์มุซ คงหนีไม่พ้นช่องแคบบับเอลมันเดบ ประตูสู่ทะเลแดงหรือหนึ่งในเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก

 

ช่องแคบบับเอลมันเดบตั้งอยู่ระหว่างเยเมน จิบูตี และเอริเทรียในทวีปแอฟริกา โดยเป็นจุดเชื่อมระหว่างทะเลแดงกับอ่าวเอเดน ก่อนออกสู่ทะเลอาหรับและมหาสมุทรอินเดีย นับเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือสำคัญที่เชื่อมเอเชีย ตะวันออกกลาง และยุโรปเข้าด้วยกัน

 

ความสำคัญของบับเอลมันเดบ คือ การเป็นทางผ่านของเรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซจากอ่าวเปอร์เซีย ก่อนเดินทางต่อผ่านทะเลแดงและคลองสุเอซไปยังตลาดยุโรป ขณะที่ช่องแคบดังกล่าวยังเป็นประตูสู่เส้นทางทะเลแดง-คลองสุเอซ ซึ่งรองรับการค้าโลกราว 12-15% และการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ระหว่างเอเชียกับยุโรปประมาณ 30%

 

ช่องแคบบับเอลมันเดบเริ่มทวีความสำคัญยิ่งขึ้น หลังช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ทำให้ชาติอื่นๆ ใช้เส้นทางนี้ทดแทน เช่น ซาอุดีอาระเบียเพิ่มการส่งน้ำมันผ่านท่อ East-West Pipeline ซึ่งเชื่อมแหล่งผลิตน้ำมันของประเทศและท่าเรือยันบูบนชายฝั่งทะเลแดง โดยน้ำมันเหล่านี้จะถูกขนส่งต่อผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบไปยังตลาดเอเชีย โดยเฉพาะจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น

 

ปัจจุบัน ข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) ระบุว่า ปริมาณน้ำมันดิบและคอนเดนเสทที่ขนส่งผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบ เพิ่มจากวันละ 3.7 ล้านบาร์เรลในไตรมาสแรกของปี 2025 เป็นวันละ 5.4 ล้านบาร์เรลในช่วงเดียวกันของปี 2026 ขณะที่การขนส่งก๊าซฟอสซิลเหลว (LNG) ซึ่งเคยหยุดชะงักในไตรมาส 2 ของปี 2025 กลับมาอยู่ที่วันละ 2.9 พันล้านลูกบาศก์ฟุตในไตรมาสแรกของปี 2026

 

น่าสนใจว่าในช่วงที่ผ่านมา อิหร่านมักขู่ว่า จะใช้บับเอลมันเดบเป็นอีกหนึ่งตัวแปรกดดันตลาดพลังงานโลก เช่น โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน เคยตั้งคำถามเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่า น้ำมัน LNG ข้าวสาลี ข้าว และปุ๋ยของโลกกี่เปอร์เซ็นต์ ที่ต้องขนส่งผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบ และประเทศหรือบริษัทใดใช้เส้นทางนี้มากที่สุด

 

อย่างไรก็ตาม ยูจีน โกลซ์ (Eugene Gholz) นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนอเทรอดาม มองว่า อิหร่านไม่มีศักยภาพทางทหารในพื้นที่โดยตรง จึงต้องใช้อิทธิพลผ่านกลุ่มพันธมิตรอย่างฮูตี

 

ส่วน โนอัม เรย์แดน (Noam Raydan) นักวิจัยอาวุโสจาก The Washington Institute for Near East Policy ให้สัมภาษณ์กับ TIME ว่า หากบับเอลมันเดบถูกปิด จะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดพลังงานโลก เพราะเส้นทางนี้ขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปและเชื้อเพลิง ก๊าซ LNG และ LPG ธัญพืช เหล็ก ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภคในตู้คอนเทนเนอร์ เช่น เสื้อผ้า ของเล่น และสินค้าอื่น ๆ

 

ขณะที่เส้นทางสำรอง คือ ‘แหลมกู๊ดโฮป’ ทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา ซึ่งใช้เวลานานขึ้นและมีต้นทุนสูงขึ้นอย่างมาก

 

ทะเลแดงยังไม่แน่นอนมาจนถึงปัจจุบัน

 

อนึ่ง Suaidglobal ระบุว่า สถานการณ์ในทะเลแดงไม่แน่นอนนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2023 หลังกลุ่มฮูตีโจมตีเรือพาณิชย์ในทะเลแดงและอ่าวเอเดนด้วยขีปนาวุธ โดรน และทุ่นระเบิดทางทะเล แม้กองกำลังผสมที่นำโดยกองทัพสหรัฐฯ จะเปิดปฏิบัติการ Prosperity Guardian และโจมตีเป้าหมายของฮูตี แต่สถานการณ์ยังคงยืดเยื้อต่อเนื่องมาถึงปี 2026

 

รายงานระบุว่า การโจมตีเกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงมากพอที่จะทำให้บริษัทเดินเรือส่วนใหญ่ไม่สามารถทำประกันภัยในอัตราปกติ ผลที่ตามมาคือ บริษัทเดินเรือรายใหญ่ของโลกจำนวนมากเปลี่ยนเส้นทางเรือไปอ้อมแหลมกู๊ดโฮปแทน ซึ่งเพิ่มระยะทางประมาณ 3,000-3,500 ไมล์ทะเล หรือคิดเป็นเวลาเดินทางอีกประมาณ 10-14 วัน

 

ขณะที่แนวโน้มในปัจจุบันชี้ว่า สถานการณ์ไม่น่าจะยุติลงในเร็วๆ นี้ ซึ่งหลายฝ่ายในอุตสาหกรรมคาดว่า ความรุนแรงอาจดำเนินต่อไปถึงปี 2027

 

แฟ้มภาพปี 2024: Houthi Military Media / Reuters

 

อ้างอิง:

The post จับตา ‘ทะเลแดง’ สมรภูมิพลังงานโลก หากสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านระลอกใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กต. เผย ไทย-กัมพูชา ขยายเวลาเคาะชื่อ ‘ประธานคณะประนอม’ ย้ำผลลัพธ์เจรจา ‘ไม่มีผลบังคับ’ ทางกฎหมาย https://thestandard.co/thailand-cambodia-conciliator-non-binding/ Fri, 17 Jul 2026 08:15:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1231896 ภาพอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าว

วันนี้ (17 กรกฎาคม) ใจไทย อุปการนิติเกษตร อธิบดีกรมสารน […]

The post กต. เผย ไทย-กัมพูชา ขยายเวลาเคาะชื่อ ‘ประธานคณะประนอม’ ย้ำผลลัพธ์เจรจา ‘ไม่มีผลบังคับ’ ทางกฎหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าว

วันนี้ (17 กรกฎาคม) ใจไทย อุปการนิติเกษตร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวประจำสัปดาห์อย่างเป็นทางการครั้งแรก หลังเข้ารับตำแหน่งต่อจาก นิกรเดช พลางกูร อดีตอธิบดีกรมสารนิเทศ โดยกล่าวถึง 3 ประเด็นสำคัญ ดังนี้

 

 

  • การเยือนจีนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี

 

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ติดตาม อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นไปตามคำเชิญของ หลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน โดยมีกำหนดการเยือนตั้งแต่วันที่ 16-20 กรกฎาคมนี้

 

การเยือนครั้งนี้เป็นการกระชับความสัมพันธ์ ‘หุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์’ อย่างรอบด้านระหว่างไทยกับจีนให้แน่นแฟ้น และสร้างประโยชน์สำหรับประชาชนของทั้ง 2 ฝ่าย โดยมุ่งส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่างๆ โดยเฉพาะเศรษฐกิจและในสาขาใหม่ๆ เช่น วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความร่วมมือในด้านความมั่นคง

 

คณะจะเดินทางเยือนเมืองสำคัญของจีน 3 แห่ง ได้แก่ กรุงปักกิ่ง นครเซี่ยงไฮ้ และนครเฉิงตู โดยในช่วงเช้าวันที่ 17 กรกฎาคม สีหศักดิ์ ได้ติดตามนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม World Artificial Intelligence Conference 2026 ที่จีนเป็นเจ้าภาพ จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ ‘พันธมิตรอัจฉริยะ ร่วมสร้างอนาคต’ (AI Partnership for a Brighter Future)

 

นอกจากนี้ ยังมีกำหนดการที่จะเข้าเยี่ยมคารวะสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เข้าร่วมการประชุมทวิภาคีกับหลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน และพบหารือกับทจ้าวเล่อจี้ ประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือในมิติต่างๆ ให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อการเยือนเสร็จสิ้น กระทรวงการต่างประเทศจะนำผลการเยือนมาแจ้งรายละเอียดเพิ่มเติมให้ทราบต่อไป

 

  • การเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 59

 

ในช่วงสัปดาห์หน้า ระหว่างวันที่ 20-25 กรกฎาคมนี้ รองนายกรัฐมนตรีมีกำหนดที่จะเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 59 และการประชุมระดับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง (AMM-PMC) ณ กรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์ รวมถึงเข้าร่วมกิจกรรมครบรอบ 50 ปี สนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (TAC) และการประชุมอัครภาคีแห่งสนธิสัญญา TAC โดยคาดว่า จะมีรัฐมนตรีต่างประเทศและผู้แทนระดับสูงจาก 69 ประเทศและองค์กรต่างๆ เข้าร่วม

 

อธิบดีกรมสารนิเทศยังกล่าวว่า รองนายกรัฐมนตรีมีกำหนดเข้าร่วมการประชุมทั้งหมด 17 รายการ เพื่อหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนและประเทศผู้เจรจาของอาเซียนเกี่ยวกับการเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงในอาเซียน ส่งเสริมความร่วมมือ และรับมือกับประเด็นความท้าทายทั้งภายในและนอกภูมิภาค โดยสีหศักดิ์จะทำหน้าที่ ‘ประธานร่วม’ การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน-เกาหลีใต้ ในฐานะที่ไทยเป็นประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์วาระปี 2024-2027 และจะเป็นผู้ดำเนินการประชุมอัครภาคีแห่งสนธิสัญญา TAC ภายใต้หัวข้อ ‘Advancing Cooperation in Addressing Emerging Threats and Challenges’ ร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของชิลี

 

ในการประชุม AMM-PMC ครั้งนี้ สีหศักดิ์จะสานต่อการผลักดันแนวทาง ‘เสริมสร้างความเป็นแกนกลางของอาเซียน’ (ASEAN Centrality) ผ่านหลักการ ‘3R’ ได้แก่ Regionalism, Resilience และ Relevance ตามที่นายกรัฐมนตรีเคยนำเสนอในห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ที่เมืองเซบู และจะขับเคลื่อนความร่วมมือที่ไทยให้ความสำคัญ เช่น การบริหารจัดการปัญหา Online Scam การส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน รวมถึงสถานการณ์ในเมียนมา โดยเน้นการเพิ่มปฏิสัมพันธ์อย่างค่อยเป็นค่อยไป หรือแนวทาง ‘Calibrated Re-engagement’ เพื่อผลักดันการปฏิบัติตามฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม

 

  • พัฒนาการสถานการณ์ไทย-กัมพูชา

 

อธิบดีกรมสารนิเทศระบุถึง ความคืบหน้าเกี่ยวกับกระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) หลังจากที่ไทยและกัมพูชาได้แต่งตั้งผู้ประนอมฝ่ายละ 2 คนไปแล้ว ขณะนี้ผู้ประนอมทั้ง 4 ท่าน ‘อยู่ระหว่างการคัดเลือกผู้ประนอมคนที่ 5’ เพื่อทำหน้าที่ประธานคณะกรรมาธิการประนอม

 

ล่าสุด ทั้งฝ่ายกัมพูชาและไทยได้ ‘เห็นชอบ’ ที่จะขยายระยะเวลาการคัดเลือกประธาน จากเดิมภายในวันที่ 19 กรกฎาคม เป็นภายในวันที่ 14 สิงหาคม ซึ่งเป็นไปตามข้อเสนอของผู้ประนอมทั้ง 4 ท่าน เพื่อให้มีเวลาสรรหาผู้ที่มีความเหมาะสมและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายมากที่สุด โดยผู้ที่จะทำหน้าที่ประธานควรมีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ มีประสบการณ์ทางการทูต มีความเป็นกลาง และเข้าใจบริบทสถานการณ์ไทย-กัมพูชาเป็นอย่างดี

 

ทั้งนี้ การเลือกผู้ประนอมคนที่ 5 ถือเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ประนอมทั้ง 4 ท่านที่ได้รับแต่งตั้งไว้แล้ว เมื่อได้ประธานแล้วก็จะมีการประชุม เพื่อหารือกรอบการดำเนินงานและกำหนดระเบียบปฏิบัติต่อไป

 

กระทรวงการต่างประเทศเน้นย้ำว่า กระบวนการประนอมนี้เป็นการหารือภายใต้ ‘กลไกทวิภาคี’ ที่มีผู้เชี่ยวชาญที่เป็นกลางเข้ามาช่วยเสนอแนะทางออก ข้อเสนอแนะจากกระบวนการนี้ ‘ไม่มีผลบังคับ’ แต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของทั้งสองฝ่ายว่าจะบรรลุข้อตกลงหรือไม่ กระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการอย่างเต็มที่ด้วยความเป็นมืออาชีพและความโปร่งใส บนพื้นฐานของกฎหมายไทย หลักสากล และกฎหมายระหว่างประเทศ โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับการปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และผลประโยชน์แห่งชาติ หากมีพัฒนาการที่สำคัญเพิ่มเติม จะแจ้งให้ทราบเป็นระยะอย่างใกล้ชิดต่อไป

 

ภาพ: กระทรวงการต่างประเทศ / Facebook Live

 

อ้างอิง:

  • กระทรวงการต่างประเทศ

 

The post กต. เผย ไทย-กัมพูชา ขยายเวลาเคาะชื่อ ‘ประธานคณะประนอม’ ย้ำผลลัพธ์เจรจา ‘ไม่มีผลบังคับ’ ทางกฎหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ จัดประชุมต้าน ‘ภัยคุกคามฝ่ายซ้ายจัด’ สะท้อนอะไร ทำไมถึงน่ากังวล https://thestandard.co/us-far-left-terrorism-conference/ Fri, 17 Jul 2026 06:31:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1231844 ภาพบรรยากาศการประชุมนานาชาติที่สหรัฐฯ จัดขึ้นเพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากความรุนแรงทางการเมือง

สหรัฐอเมริกาจัดการประชุมนานาชาติระดับรัฐมนตรีว่าด้วยการ […]

The post สหรัฐฯ จัดประชุมต้าน ‘ภัยคุกคามฝ่ายซ้ายจัด’ สะท้อนอะไร ทำไมถึงน่ากังวล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศการประชุมนานาชาติที่สหรัฐฯ จัดขึ้นเพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากความรุนแรงทางการเมือง

สหรัฐอเมริกาจัดการประชุมนานาชาติระดับรัฐมนตรีว่าด้วยการฟื้นตัวของลัทธิก่อการร้ายทางการเมือง (Ministerial on the Resurgence of Political Terrorism) เมื่อวานนี้ (16 กรกฎาคม) ซึ่งจัดขึ้นโดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เพื่อรับมือกับ ‘ภัยคุกคามรูปแบบใหม่’ ที่เกิดจากความรุนแรงทางการเมืองและการก่อการร้าย โดยเฉพาะจากกลุ่มฝ่าย ‘ซ้ายจัด’ (Far-Left Political Violence and Terrorism)

 

 
 

การประชุมนี้ ใครเข้าร่วมบ้าง

 

จุดประสงค์หลักของการประชุมนี้คือ เพื่อขยายความร่วมมือ ยกระดับการแบ่งปันข้อมูล และเสริมสร้างกลไกการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศในการรับมือกับภัยการก่อการร้าย โดยสหรัฐฯ ได้ส่งคำเชิญไปยังกว่า 70 ประเทศ และมีตัวแทนจากกว่า 65 ประเทศเข้าร่วมงาน ตั้งแต่ระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ รัฐมนตรีมหาดไทย ไปจนถึงรัฐมนตรีช่วยว่าการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศพันธมิตรสหรัฐฯ ในลาตินอเมริกาและเอเชีย

 

ชาติยุโรปหลายประเทศเลือกที่จะส่งเพียงรัฐมนตรีช่วยว่าการ หรือเจ้าหน้าที่ระดับรองเข้าร่วม เนื่องจากรู้สึกไม่สบายใจกับหัวข้อการประชุม แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ต้องการสร้างความขัดแย้งกับสหรัฐฯ จึงเลือกใช้แนวทางประนีประนอม

 

ประเด็นสำคัญและข้อกังวลจากการประชุม

 

การประชุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึง ‘การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน’ ในยุทธศาสตร์ความมั่นคงของสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งนำมาสู่ประเด็นถกเถียงทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ ดังนี้

 

  • การยกระดับ ‘ภัยคุกคามฝ่ายซ้ายจัด’ เป็นวาระแห่งชาติ

 

ยุทธศาสตร์ต่อต้านการก่อการร้ายปี 2026 ของทรัมป์ ระบุว่า กลุ่มหัวรุนแรงฝ่ายซ้าย (Violent Left-Wing Extremists) เป็น 1 ใน 3 ภัยคุกคามหลัก ร่วมกับผู้ก่อการร้ายค้ายาเสพติดและแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติ (Narcoterrorists and Transnational Gangs / Narco-terrorism) และ กลุ่มผู้ก่อการร้ายอิสลามิสต์ (Islamist Terrorism) โดยรัฐบาลสหรัฐฯ มองว่า ภัยคุกคามเหล่านี้ถูกประชาคมโลกมองข้ามและให้ทรัพยากรในการจัดการ ‘น้อยเกินไป’ ทั้งที่กลุ่มเหล่านี้มีอุดมการณ์ที่มุ่งทำลายเสถียรภาพของสังคมเสรี

 

แรงจูงใจสำคัญส่วนหนึ่งมาจากการที่ทรัมป์ ให้คำมั่นว่า จะจัดการกับกลุ่มฝ่ายซ้าย หลังจากเกิดเหตุลอบสังหาร ชาร์ลี เคิร์ก (Charlie Kirk) นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาจัด เมื่อเดือนกันยายน ปี 2025 โดยสหรัฐฯ ยังได้ประกาศขึ้น ‘บัญชีดำ’ กลุ่มในยุโรป 4 กลุ่มให้เป็น ‘องค์กรก่อการร้ายต่างชาติ’ ไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025 อีกด้วย

 

รูบิโอระบุว่า เป็นเวลานานเกินไปแล้วที่หลักนิยมในการต่อต้านการก่อการร้ายของสหรัฐฯมี ‘จุดบอด’ เมื่อพูดถึงความรุนแรงสุดโต่งจาก ‘ฝ่ายซ้ายทางการเมือง’ ทั้งยังอ้างว่า กลุ่มฝ่ายซ้ายคือ การลุกฮือของสิ่งที่เลวร้ายที่สุด เพื่อต่อต้านสิ่งที่ดีที่สุด พร้อมเรียกร้องให้โลกตะวันตกต่อสู้ในประเด็นนี้เช่นเดียวกับสหรัฐฯ

 

  • กระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าทำให้ ‘การต่อต้านการก่อการร้าย’ กลายเป็นเรื่อง ‘การเมือง’

 

ยุทธศาสตร์การต่อต้านการก่อการร้ายนี้ได้ตัด กลุ่มหัวรุนแรงฝ่ายขวา (Right-Wing Extremism) และลัทธิเชิดชูคนผิวขาว (White Supremacist) ออกไป แม้ว่ากลุ่มเหล่านี้จะถูกกล่าวหาว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุความรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้นในสหรัฐฯ ก็ตาม โดยเฉพาะจากเหตุก่อจลาจลโจมตีอาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2020 เพื่อพยายามล้มล้างผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นฝ่ายพ่ายแพ้

 

โธมัส เรนาร์ด ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายสากล (ICCT) ณ นครเฮก แสดงความเห็นกับ Al Jazeera ว่า การต่อต้านการก่อการร้ายได้กลายเป็นเรื่อง ‘การเมือง’ และถูกใช้เป็น ‘เครื่องมือทางการเมือง’ ไปโดยสิ้นเชิง ภัยคุกคามจากการก่อการร้ายฝ่ายขวาจัด ได้อันตรธานหายไปจากยุทธศาสตร์สหรัฐฯ ภายใต้ยุคทรัมป์

 

  • ความกังวลด้านสิทธิมนุษยชน

 

องค์กรเพื่อสิทธิพลเมืองเตือนว่า การประทับตรากลุ่มฝ่ายซ้ายว่าเป็น ‘ผู้ก่อการร้าย’ อาจถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการปราบปรามการประท้วงที่ถูกกฎหมาย และใช้พุ่งเป้าโจมตีศัตรูทางการเมือง มากกว่าจะเป็นการจัดการกับภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่แท้จริง

 

การประชุมระดับนานาชาติครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ ซึ่งมุ่งดึงความสนใจของประชาคมโลกให้มาร่วมกันจัดการกับภัยคุกคามจากความรุนแรงของ ‘กลุ่มฝ่ายซ้ายจัด’ ที่รัฐบาลสหรัฐฯ มองว่า เป็นปัญหาที่ถูกละเลยและประเมินค่าต่ำเกินไปมาอย่างยาวนาน

 

อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนนโยบายนี้ผ่านการประชุมนานาชาติ ก็ทำให้เกิดการตั้งคำถามและข้อถกเถียงในวงกว้าง โดยเฉพาะความท้าทายในการรักษาสมดุล เพื่อรับมือกับภัยความมั่นคงอย่างครอบคลุม ทั้งจากกลุ่มก่อการร้ายฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา ไปพร้อมๆ กับความกังวลเรื่องการปกป้องสิทธิพลเมืองและเสรีภาพในการแสดงออก

 

ทิศทางในอนาคตของยุทธศาสตร์นี้จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขยายความร่วมมือระหว่างประเทศเพียงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบทพิสูจน์สำคัญว่า นานาชาติจะสามารถสร้างบรรทัดฐานการต่อต้านการก่อการร้ายที่มีประสิทธิภาพ มุ่งเน้นไปที่การรักษาความปลอดภัยของประชาชนอย่างแท้จริง และปราศจากอคติหรือความลำเอียงทางการเมืองได้อย่างไร

 

ภาพ: Jonathan Ernst / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post สหรัฐฯ จัดประชุมต้าน ‘ภัยคุกคามฝ่ายซ้ายจัด’ สะท้อนอะไร ทำไมถึงน่ากังวล appeared first on THE STANDARD.

]]>