ข่าวต่างประเทศ World – THE STANDARD THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/world/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 11 Jun 2026 05:37:59 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ทำไม ‘นาอูรู’ ถึงอยากเปลี่ยนชื่อประเทศใหม่เป็น ‘เนาเอโร’ https://thestandard.co/nauru-naoero-name-change/ Thu, 11 Jun 2026 05:37:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1217059 แผนที่ประเทศนาอูรู (เนาเอโร) ที่มีขอบฟุ้งๆ และมีชื่อ "เนาเอโร" ปรากฏอยู่

สาธารณรัฐนาอูรู (Nauru) กำลังเตรียมการเปลี่ยนชื่อประเทศ […]

The post ทำไม ‘นาอูรู’ ถึงอยากเปลี่ยนชื่อประเทศใหม่เป็น ‘เนาเอโร’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผนที่ประเทศนาอูรู (เนาเอโร) ที่มีขอบฟุ้งๆ และมีชื่อ "เนาเอโร" ปรากฏอยู่

สาธารณรัฐนาอูรู (Nauru) กำลังเตรียมการเปลี่ยนชื่อประเทศอย่างเป็นทางการเป็น ‘เนาเอโร’ (Naoero) ซึ่งเป็นชื่อที่ชาวนาอูรูใช้เรียกในภาษาของตนเอง โดยรัฐสภาของนาอูรูได้ผ่านข้อเสนอนี้แล้วโดยไม่มีผู้คัดค้าน และขั้นตอนต่อไปคือ การจัดทำประชามติเพื่อให้ประชาชนราว 13,000 คนบนเกาะเป็นผู้ตัดสินใจว่า จะใช้ชื่อนี้อย่างเป็นทางการหรือไม่

 

 
 

รู้จักประเทศ ‘นาอูรู’ 101

 

นาอูรูเป็นประเทศหมู่เกาะที่ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยอยู่ห่างจากออสเตรเลียไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 3,000 กิโลเมตร ประเทศนี้เป็นเกาะที่ห่างไกลและได้ชื่อว่าเป็นสาธารณรัฐที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก โดยมีพื้นที่เพียง 21 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับเขตเวสต์มินสเตอร์ในกรุงลอนดอน

 

ในปี ค.ศ. 1798 นักเดินเรือชาวอังกฤษเคยตั้งชื่อเกาะนี้ว่า ‘Pleasant Island’ (เกาะรื่นรมย์) เพราะประทับใจในความสวยงามและความมีน้ำใจของผู้คน จนกระทั่งเยอรมนีเข้ามาผนวกดินแดนในปี 1888 ชื่อ ‘Nauru’ จึงเริ่มปรากฏในบันทึกทางการ รวมถึงเคยมีบันทึกการใช้ชื่อ Nawodo หรือ Navoda Onawero ด้วย

 

เหตุผลหลักที่ ‘นาอูรู’ ต้องการเปลี่ยนชื่อประเทศ

 

เดวิด อาเดอัง ประธานาธิบดีนาอูรู กล่าวว่าการเปลี่ยนชื่อประเทศใหม่ครั้งนี้ จะเป็นการให้เกียรติแก่มรดก ภาษา และอัตลักษณ์ของชาติอย่างแท้จริง โดย ‘Naoero’ ออกเสียงว่า เนาเอโร หรือ นาเวโร (Now-ero) ในลักษณะรวบเสียง

 

อีกทั้งคนในสังคมมองว่า ชื่อ ‘นาอูรู’ เกิดขึ้นเพียงเพราะชาวต่างชาติในอดีตไม่สามารถออกเสียงชื่อดั้งเดิมได้ถูกต้อง รัฐบาลระบุว่า ชื่อนี้ถูกเปลี่ยนเพื่อ ‘ความสะดวก’ ของชาวต่างชาติ ไม่ใช่ด้วยความต้องการของคนในพื้นที่ โดยชื่อเดิมอย่าง ‘นาอูรู’ นี้ยังมักถูกชาวต่างชาติออกเสียงว่า นาว-รู (Now-roo) อีกด้วย

 

ขณะที่นักวิชาการจำนวนหนึ่งชี้ว่า การเปลี่ยนชื่อสถานที่คือเครื่องมือหนึ่งของเจ้าอาณานิคมในการลบตัวตนของชนพื้นเมือง ดังนั้น การนำชื่อพื้นเมืองกลับมาใช้จึงเป็น ‘สัญลักษณ์ของการปลดแอก’ และเป็นการแสดงสิทธิในการกำหนดชะตากรรมของตนเอง (Self-Determination)

 

องค์การยูเนสโก (UNESCO) จัดให้ภาษานาอูรู (Dorerin Naoero) อยู่ในสถานะ ‘ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง’ (Severely Endangered) และไม่มีการสอนในโรงเรียนอีกต่อไป การเปลี่ยนชื่อประเทศใหม่ในครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูและปกป้องภาษาดั้งเดิมให้คงอยู่สู่คนรุ่นหลัง

 

แม้จะต้องรอผลประชามติเพื่อให้ประกาศใช้อย่างเป็นทางการ แต่ปัจจุบันหน่วยงานหลายแห่ง เช่น บริการไปรษณีย์ ระบบสาธารณสุขแห่งชาติ และหน่วยงานสาธารณูปโภค ได้เปลี่ยนมาใช้ชื่อ ‘เนาเอโร’ แล้ว

 

รัฐบาลนาอูรูยังได้ยกตัวอย่างประเทศที่เปลี่ยนชื่อ เพื่อสะท้อนภาษาท้องถิ่นของตนเองได้สำเร็จมาแล้ว เช่น ตุรกีที่เปลี่ยนเป็น Türkiye (ทูร์เคีย) และ สวาซิแลนด์ที่เปลี่ยนเป็น Eswatini (เอสวาตินี)

 

สำหรับรัฐอธิปไตยหลังได้รับเอกราชในศตวรรษที่ผ่านมา มรดกยุคอาณานิคมได้ฝังรากลึกอยู่ในระบบการเมืองและแม้กระทั่งสัญลักษณ์ประจำชาติทั่วทั้งภูมิภาคแปซิฟิก ลัทธิล่าอาณานิคมไม่เพียงแต่ปรับเปลี่ยนพรมแดนและระบบการเมืองเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนแม้กระทั่งชื่อที่โลกใช้รับรู้และรู้จักเกาะเหล่านี้อีกด้วย

 

อ้างอิง:

 

The post ทำไม ‘นาอูรู’ ถึงอยากเปลี่ยนชื่อประเทศใหม่เป็น ‘เนาเอโร’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
“ความปลอดภัยของเด็ก ไม่ควรเป็นเรื่องคิดได้ในภายหลัง” แคนาดาเตรียมแบนโซเชียลเด็กอายุ 16 ปี https://thestandard.co/canada-ban-social-media-kids-16/ Thu, 11 Jun 2026 05:01:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1217023 เด็กกำลังใช้โทรศัพท์มือถือที่มีไอคอนโซเชียลมีเดีย

รัฐบาลแคนาดาเสนอร่างกฎหมายความปลอดภัยดิจิทัล เตรียมแบนไ […]

The post “ความปลอดภัยของเด็ก ไม่ควรเป็นเรื่องคิดได้ในภายหลัง” แคนาดาเตรียมแบนโซเชียลเด็กอายุ 16 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เด็กกำลังใช้โทรศัพท์มือถือที่มีไอคอนโซเชียลมีเดีย

รัฐบาลแคนาดาเสนอร่างกฎหมายความปลอดภัยดิจิทัล เตรียมแบนไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย เช่น Facebook, TikTok และ Instagram พร้อมจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแล หวังแก้ไขปัญหาโรคซึมเศร้า อาการเสพติดโซเชียล และการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ในหมู่เยาวชน หลังเกิดเหตุการณ์กราดยิงสะเทือนหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศ

 

 
 

ร่างกฎหมายแบนโซเชียลเด็กอายุ 16 ปีคืออะไร

 

เมื่อวานนี้ (10 มิถุนายน) รัฐบาลแคนาดานำโดย มาร์ค มิลเลอร์ รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม เสนอร่างกฎหมายความปลอดภัยดิจิทัล (Safe Social Media Act) หรือ ‘Bill-34’ โดยมีเนื้อหาห้ามเด็กและวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้งานโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook, TikTok และ Instagram

 

ทั้งนี้ มิลเลอร์ให้เหตุผลว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นการจัดการกับภัยคุกคามในโลกออนไลน์ ถือเป็นวาระสำคัญที่เร่งด่วนสำหรับรัฐบาลแคนาดา เพราะเด็กกำลังเสียชีวิตจากการมีอยู่ของโซเชียลฯ

 

“เราได้เห็นแล้วว่า อันตรายบนโลกออนไลน์สามารถส่งผลกระทบร้ายแรงได้อย่างไร ความปลอดภัยของเด็กไม่ควรเป็นแค่เรื่องที่มาคิดได้ในภายหลัง

 

“กล่าวสั้นๆ คือ เราจะใช้มาตรการที่สมเหตุสมผลทุกวิถีทาง เพื่อให้แน่ใจว่าเด็กๆ ในประเทศนี้จะปลอดภัย”

 

เขากล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า กฎหมายฉบับนี้จะสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยให้กับเยาวชนแคนาดา ช่วยส่งเสริมมิตรภาพ โฟกัสการเรียน และเรียนรู้ทักษะโลกความเป็นจริง เพื่อให้เยาวชนเติบโตได้อย่างเต็มที่

 

มิลเลอร์ยังกล่าวว่า ปัจจุบัน แพลตฟอร์มโซเชียลฯ และแชตบอต AI ถูกออกแบบมาเพื่อแย่งชิงความสนใจจากเยาวชน โดยสิ่งเหล่านี้ไม่ได้สนับสนุนพัฒนาการในวัยเด็กที่เหมาะสม และเป็นต้นตอของความวิตกกังวล ความโดดเดี่ยว ภาวะซึมเศร้า และปัญหาสุขภาพจิตอื่นๆ อีกมากมาย

 

สำหรับเนื้อหาของกฎหมายดังกล่าว รัฐบาลจะจัดตั้งคณะกรรมาธิการความปลอดภัยดิจิทัลแห่งแคนาดา (Digital Safety Commission of Canada) ซึ่งสมาชิกได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรี เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลบริการดิจิทัล เช่น ควบคุมแชตบอต AI และเนื้อหาที่เป็นอันตราย ตลอดจนควบคุมระบบอัลกอริทึม ฟีดโซเชียล วิดีโอบนโซเชียล รวมถึงระบบ Endless scrolling ที่ผู้ใช้สามารถเลื่อนหน้าจอรับชมเนื้อหาได้แบบไม่รู้จบ

 

อนึ่ง ร่างกฎหมายฉบับนี้ยังได้ระบุหมวดหมู่เนื้อหาที่เป็นอันตรายไว้ 7 ประเภท รวมถึงเนื้อหาที่กลั่นแกล้งเด็ก ยุยงให้เกิดความเกลียดชัง และปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรง ขณะที่โทษสูงสุด คือ การปรับเงินมูลค่า 10 ล้านดอลลาร์แคนาดา (ประมาณ 260 ล้านบาท) หากบริษัทใดไม่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้

 

อย่างไรก็ตาม BBC รายงานว่า ร่างกฎหมายของแคนาดาต่างจากออสเตรเลีย เพราะบริษัทเทคโนโลยีสามารถหลีกเลี่ยงการถูกแบน หากพิสูจน์ได้ว่า มีนโยบายที่ช่วยลดความเสี่ยงหรืออันตรายต่อผู้เยาว์

 

เบื้องหลังกฎหมายควบคุมโซเชียล ปมเด็กคุย ChatGPT สู่กราดยิง

 

การนำเสนอร่างกฎหมายครั้งนี้เกิดขึ้นจากเหตุการณ์กราดยิงในช่วงต้นปี 2026 หลัง เจสซี แวน รูตเซอลาร์ เยาวชนข้ามเพศวัย 18 ปี ใช้อาวุธปืนยิงมารดาและน้องชายต่างมารดาวัย 11 ปีเสียชีวิตที่บ้าน ก่อนบุกเข้าไปในโรงเรียนมัธยมทัมเบลอร์ ริดจ์ สังหารนักเรียน 5 คน และครู 1 คน จากนั้นจึงตัดสินใจปลิดชีพตนเอง

 

ตามรายงานในหน้าสื่อ รูตเซอลาร์สร้างเกมจำลองเหตุกราดยิงในห้างสรรพสินค้าบน Roblox แพลตฟอร์มเกมออนไลน์ ขณะที่ใช้ ChatGPT ปรึกษาวิธีการก่ออาชญากรรม โดยบรรยายความรุนแรงจากการใช้อาวุธปืน จนบริษัท OpenAI แบนแอ็กเคานต์ ทำให้พนักงานในองค์กรราวสิบคนถกเถียงกันว่า ควรทำอย่างไรต่อ เช่น แจ้งตำรวจหรือไม่ เพราะเนื้อหามีความสุ่มเสี่ยงที่จะก่อความรุนแรงในชีวิตจริง

 

แต่สุดท้าย ผู้บริหารตัดสินใจไม่ติดต่อทางการแคนาดา โดยอ้างว่า ยังไม่พบกิจกรรมที่เข้าเกณฑ์จะเกิดความรุนแรงและสุ่มเสี่ยง และย้ำว่า การแทรกแซงในสถานการณ์เช่นนี้อาจสร้างความทุกข์ใจให้กับเยาวชนและครอบครัว อีกทั้งยังก่อให้เกิดข้อกังวลด้านความเป็นส่วนตัว

 

ต่อมา รัฐบาลแคนาดางัดไม้แข็งใส่ว่า หากไม่มีนโยบายควบคุมความปลอดภัย รัฐบาลจะออกกฎหมายดูแลเอง ท้ายที่สุด แซม อัลต์แมน ผู้บริหาร OpenAI ต้องส่งจดหมายขอโทษครอบครัวผู้ก่อเหตุในภายหลัง

 

ทั้งนี้ ซารา ออสติน (Sara Austin) ผู้แทนจากองค์กร Children First Canada กล่าวว่า การที่แคนาดาตัดสินใจเปิดช่องให้มี ‘ข้อยกเว้น’ ต่อบริษัทเทคโนโลยีอาจเป็นเรื่องดี เนื่องจากเป็นแรงจูงใจให้บริษัทต่างๆ ออกนโยบายด้านความปลอดภัยที่ดีขึ้นในภาพรวม

 

ออสตินกล่าวเสริมว่า แม้ที่ผ่านมา แคนาดาจะออกนโยบายตามหลังประเทศอื่นๆ ในการรับมือกับความปลอดภัยออนไลน์ แต่เธอหวังว่า ร่างกฎหมายฉบับใหม่นี้จะเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างบรรทัดฐานใหม่ก่อนการประชุมสุดยอด G7 จะมาถึง

 

อย่างไรก็ตาม ประชาชนบางส่วนเห็นต่างว่า ร่างกฎหมายฉบับใหม่อาจเป็นการให้อำนาจรัฐบาลขยายขอบเขตการเซ็นเซอร์เนื้อหากว้างขึ้น

 

ในช่วงปีที่ผ่านมา ประเทศต่างๆ ได้แก่ อังกฤษ มาเลเซีย ฝรั่งเศส กรีซ และสเปน ได้พิจารณาร่างกฎหมายในลักษณะเดียวกัน โดยมุ่งเน้นแก้ไขปัญหาสุขภาพจิต ภาวะซึมเศร้า อาการเสพติดโซเชียลฯ ตลอดจนการกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์ และอาการขาดสมาธิในโรงเรียน

 

แฟ้มภาพ: Primakov / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

 

The post “ความปลอดภัยของเด็ก ไม่ควรเป็นเรื่องคิดได้ในภายหลัง” แคนาดาเตรียมแบนโซเชียลเด็กอายุ 16 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
OpenAI เผย จีนใช้ ChatGPT โฆษณาชวนเชื่อ ปั่นกระแสความไม่พอใจนโยบายภาษีทรัมป์ จุดชนวนแตกแยกปม AI และ Data Center ในหมู่ชาวอเมริกัน https://thestandard.co/openai-china-chatgpt-us-propaganda/ Thu, 11 Jun 2026 04:49:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1217020 ภาพประกอบแสดงการใช้ ChatGPT ของจีนเพื่อโฆษณาชวนเชื่อ

OpenAI เผยแพร่รายงานการตรวจสอบ พบว่าจีนพยายามใช้ ChatGP […]

The post OpenAI เผย จีนใช้ ChatGPT โฆษณาชวนเชื่อ ปั่นกระแสความไม่พอใจนโยบายภาษีทรัมป์ จุดชนวนแตกแยกปม AI และ Data Center ในหมู่ชาวอเมริกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงการใช้ ChatGPT ของจีนเพื่อโฆษณาชวนเชื่อ

OpenAI เผยแพร่รายงานการตรวจสอบ พบว่าจีนพยายามใช้ ChatGPT เพื่อโฆษณาชวนเชื่อและปลุกปั่นความไม่พอใจต่อนโยบายภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในโซเชียลมีเดียอย่าง X และยังพยายามจุดชนวนความแตกแยกในหมู่ชาวอเมริกัน ในการถกเถียงประเด็นเกี่ยวกับ AI และ Data Center

 

โดยทีมข่าวกรองภัยคุกคามของ OpenAI ได้ติดตามตรวจสอบกิจกรรมออนไลน์ของ 2 กลุ่มที่แตกต่างกัน ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับจีน และโพสต์เนื้อหาที่ดูเหมือนจะออกแบบมาเพื่อปลุกปั่นความโกรธเคืองในประเด็นที่สร้างความแตกแยก

 

กลุ่มแรกที่เรียกว่า ‘Data Center Bandwagon’ ใช้ ChatGPT ในการสร้างภาพและข้อความบนโซเชียลมีเดียที่อ้างว่า การก่อสร้าง Data Center ทำให้ราคาไฟฟ้าสำหรับชาวอเมริกันสูงขึ้น

 

ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งก็ใช้ ChatGPT ในการสร้างภาพการ์ตูนและข้อความโพสต์ลงใน X วิพากษ์วิจารณ์นโยบายภาษีทรัมป์ โดยเป็นภาพการ์ตูนทรัมป์ ที่กำลังประพฤติตัวก่อกวนในเวทีโลก เช่น การใช้ค้อนทุบกำแพงที่มีป้ายเขียนว่า ‘อนาคตโลก’ หรือการเลื่อยบันไดที่เขายืนอยู่

 

กลุ่มเดียวกันนี้ยังใช้ ChatGPT ในการสร้างคอมเมนต์ภาษาจีนเพื่อใช้ในส่วนแสดงความคิดเห็นต่อบทความภาษาจีน รวมถึงเนื้อหาในภาษาอิตาลีและญี่ปุ่นที่เผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียด้วย

 

ทั้งนี้ ข้อมูลการตรวจสอบของ OpenAI พบว่า ผู้ที่สร้างเนื้อหาโฆษณาชวนเชื่อดังกล่าว เริ่มต้น prompt คำสั่งให้ ChatGPT ใส่เฉพาะภาพของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ลงไปในการ์ตูน โดยไม่รวมประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน

 

ในทั้งสองกรณี OpenAI กล่าวว่าผู้ดำเนินการ “น่าจะมีต้นกำเนิด” มาจากประเทศจีน โดยเนื้อหาต่อต้าน Data Center ในสหรัฐฯ ถูกสืบย้อนไปถึงบริษัทเทคโนโลยีสัญชาติจีนที่ไม่ระบุชื่อ ซึ่งมีสัญญากับรัฐบาลจีน และทั้งสองกลุ่มใช้ VPN เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัด โดยใช้ ChatGPT เป็นภาษาจีนตัวย่อ และขอผลลัพธ์ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน ขณะเดียวกันก็แอบอ้างเป็นชาวอเมริกันบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น X และ YouTube

 

“นี่ดูเหมือนจะเป็นตัวอย่างคลาสสิกของการปฏิบัติการแทรกแซงจากต่างประเทศที่ฉวยโอกาสจากข้อถกเถียงภายในประเทศที่มีอยู่แล้ว และพยายามบิดเบือนโดยใช้บัญชีปลอมแอบอ้างเป็นชาวอเมริกัน” เบน นิมโม หัวหน้าผู้ตรวจสอบของ OpenAI และผู้เขียนรายงานกล่าว

 

ทั้งนี้ รายงานของ OpenAI ไม่ได้ระบุว่า กระแสต่อต้าน Data Center ในหมู่ชาวอเมริกันนั้นถูกขับเคลื่อนหรือสนับสนุนโดยการโฆษณาชวนเชื่อจากต่างประเทศผ่านช่องทางออนไลน์

 

โดย OpenAI ระบุว่าความพยายามดังกล่าวเริ่มตั้งแต่ปลายปี 2025 และต้นปี 2026 ซึ่งแม้จะดูเหมือนไม่มีผลอะไรมากนัก แต่ก็เป็นอีกหนึ่งข้อบ่งชี้ว่า Generative AI หรือ AI ที่สามารถสร้างเนื้อหาใหม่ๆ ได้เอง ไม่ว่าจะเป็นภาพ ข้อความ วิดีโอ หรือเสียง กำลังกลายเป็นส่วนสำคัญในแคมเปญโฆษณาชวนเชื่อและสร้างอิทธิพลทางดิจิทัล

 

“ผมอยากจะชี้แจงให้ชัดเจนตรงนี้ว่า นี่ไม่ใช่กรณีของการปฏิบัติการแทรกแซงเพื่อสร้างการถกเถียง การถกเถียงนั้นมีอยู่แล้ว นี่เป็นการปฏิบัติการแทรกแซงจากจีนที่พยายามเข้ามาแทรกแซง เราไม่เห็นสัญญาณใดๆ ที่บ่งชี้ว่ามันประสบความสำเร็จ” นิมโมกล่าว

 

ทางด้านสถานทูตจีนในกรุงวอชิงตัน ให้ความเห็นตอบโต้ต่อรายงานการตรวจสอบดังกล่าวว่า “แม้จะไม่คุ้นเคยกับงานวิจัยของ OpenAI แต่จีนคัดค้านอย่างหนักแน่นต่อการโจมตีหรือใส่ร้ายป้ายสีโดยไม่มีมูลความจริง” และ “รัฐบาลจีนกำลังดำเนินงานเพื่อทำให้มั่นใจว่า AI จะเป็นพลังแห่งความดีและเพื่อประชาชนทุกคน”

 

ภาพ : REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

 

อ้างอิง :

The post OpenAI เผย จีนใช้ ChatGPT โฆษณาชวนเชื่อ ปั่นกระแสความไม่พอใจนโยบายภาษีทรัมป์ จุดชนวนแตกแยกปม AI และ Data Center ในหมู่ชาวอเมริกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมทรัมป์เผชิญกระแสต่อต้านจากแฟนการ์ตูนญี่ปุ่น จนถึงขั้นถูกล่ารายชื่อประท้วง https://thestandard.co/trump-anime-manga-protest-japan/ Thu, 11 Jun 2026 04:44:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1217016 โดนัลด์ ทรัมป์ ในชุดนารูโตะจากโพสต์บนโซเชียลมีเดีย

ขณะนี้มีการล่ารายชื่อทางออนไลน์ ซึ่งรวบรวมผู้สนับสนุนได […]

The post ทำไมทรัมป์เผชิญกระแสต่อต้านจากแฟนการ์ตูนญี่ปุ่น จนถึงขั้นถูกล่ารายชื่อประท้วง appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ ในชุดนารูโตะจากโพสต์บนโซเชียลมีเดีย

ขณะนี้มีการล่ารายชื่อทางออนไลน์ ซึ่งรวบรวมผู้สนับสนุนได้เกือบ 20,000 รายชื่อในประเทศญี่ปุ่น เพื่อประท้วง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาและทำเนียบขาวที่นำตัวละครจากมังงะและอนิเมะยอดฮิตของญี่ปุ่นไปใช้ในโพสต์บนโซเชียลมีเดีย

 

 

เกิดอะไรขึ้นบ้าง

 

จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคม เมื่อบัญชี X (Twitter) อย่างเป็นทางการของทำเนียบขาวได้โพสต์วิดีโอที่ตัดต่อภาพการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ ในอิหร่าน เข้ากับคลิปวิดีโอจากอนิเมะเรื่อง Yu-Gi-Oh! และ Dragon Ball นอกจากนี้ ในวันก่อนหน้ายังมีการโพสต์ภาพที่ดูเหมือนภาพจากเกม Pokémon พร้อมใส่ข้อความว่า ‘Make America Great Again’

 

และล่าสุดเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (6 มิถุนายน) ทรัมป์ได้จุดกระแสความไม่พอใจอีกครั้ง ด้วยการแชร์วิดีโอที่สร้างโดย AI ลงบนแพลตฟอร์ม Truth Social ซึ่งปรากฏภาพของตัวเขาเองสวมบทบาทเป็น ‘อุซึมากิ นารูโตะ’ นินจาหนุ่มผู้เป็นตัวเอกของการ์ตูนดังระดับโลก

 

ทำไมถึงเกิดกระแสความไม่พอใจทรัมป์ในญี่ปุ่น

 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สาเหตุหลักที่ทำให้แฟนๆ และชาวญี่ปุ่นเกิดความไม่พอใจอย่างมาก เป็นเพราะประเด็นเรื่องการบิดเบือนเจตนารมณ์ในคุณค่าของผลงาน โดยแฟนคลับจำนวนไม่น้อยมองว่า ผลงานมังงะและอนิเมะเหล่านี้ถูกสร้างขึ้น เพื่อสื่อสารคุณค่าด้าน ‘ความกล้าหาญ มิตรภาพ และความมุ่งมั่น’ ให้กับผู้ชมทั่วโลก การนำภาพเหล่านี้ไปใช้ในบริบททาง ‘การเมืองและการทหาร’ จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อความตั้งใจเดิมของผู้สร้างและเจ้าของลิขสิทธิ์อย่างร้ายแรง

 

นานะ ซูซูกิ ผู้ริเริ่มการล่ารายชื่อประท้วงทรัมป์ ให้สัมภาษณ์กับ BBC โดยได้หยิบยกกรณีของอาจารย์ คาซึกิ ทาคาฮาชิ ผู้เขียนเรื่อง Yu-Gi-Oh! ที่เพิ่งเสียชีวิตจากความพยายามลงไปช่วยชีวิตคนจมน้ำในทะเล

 

โดยเธอมองว่า เป็นการน่าเศร้าใจอย่างยิ่งที่ผลงานและจิตวิญญาณอันสูงส่งของคนที่พยายามช่วยชีวิตผู้อื่น กลับถูกนำไปใช้โปรโมทเรื่องราวทางการทหาร โดยที่เจ้าตัวไม่ได้มีชีวิตอยู่ เพื่อออกมาปกป้องผลงานของตัวเองได้

 

นอกจากนี้ผู้ร่วมลงชื่อส่วนใหญ่ยังมองว่า การใช้คาแรกเตอร์หรือตัวละคร เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง อาจเป็นการละเมิดสิทธิของผู้สร้างสรรค์ จึงตัดสินใจร่วมลงชื่อประท้วงผู้นำสหรัฐฯ

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะเกิดกระแสต่อต้านเป็นวงกว้าง แต่ก็ยังมีแฟนคลับบางส่วนที่ไม่ได้ใส่ใจกับการกระทำของทรัมป์ โดยมองว่า เป็นเรื่องตลกขบขันและถือเป็นการโปรโมทฟรีระดับโลกที่ทำให้คนรู้จักนารูโตะ รวมถึงคาแรกเตอร์ตัวการ์ตูนอื่นๆ มากขึ้น

 

แฟ้มภาพ: @realDonaldTrump / Truth Social

อ้างอิง:

The post ทำไมทรัมป์เผชิญกระแสต่อต้านจากแฟนการ์ตูนญี่ปุ่น จนถึงขั้นถูกล่ารายชื่อประท้วง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศอ่าว พร้อมประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ตอบโต้สหรัฐฯ โจมตีระลอกใหม่วันที่ 2 https://thestandard.co/iran-attacks-us-bases-hormuz/ Thu, 11 Jun 2026 03:55:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1216993 ภาพการโจมตีทางทหารในตะวันออกกลาง

กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ประกาศว่า […]

The post อิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศอ่าว พร้อมประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ตอบโต้สหรัฐฯ โจมตีระลอกใหม่วันที่ 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการโจมตีทางทหารในตะวันออกกลาง

กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ประกาศว่า ได้โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรนและคูเวต เพื่อตอบโต้การโจมตีรอบล่าสุดของสหรัฐฯ ในวันนี้ (11 มิถุนายน) ซึ่งเป็นวันที่ 2 ของการโจมตีระลอกใหม่ที่เกิดขึ้นภายหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความใน Truth Social ว่าผู้นำอิหร่าน “ใช้เวลานานเกินไปในการเจรจาข้อตกลงสันติภาพ” และ “สหรัฐฯ จะโจมตีอิหร่านอย่างหนัก”

 

สำนักข่าว Tasnim รายงานข้อมูลจาก IRGC ว่า กองทัพอากาศและกองทัพเรือของอิหร่านได้ดำเนินการโจมตี 2 ระลอก ไปยังเป้าหมาย 18 จุดของฐานทัพสำคัญที่กองกำลังทหารอเมริกันประจำการอยู่

 

IRGC ยังได้ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ และเปิดเผยว่า ได้ทำการโจมตีเรือ 2 ลำที่พยายามเดินเรือผ่านช่องแคบด้วย ซึ่งสื่อทางการอิหร่านระบุว่า เรือทั้งสองลำเป็นเรือบรรทุกน้ำมัน

 

ทางด้านกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ประกาศผ่าน X ว่า ได้ทำการโจมตีขีดความสามารถด้านการเฝ้าระวังทางทหารของอิหร่าน รวมถึงระบบสื่อสาร และฐานป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่านทั่วประเทศ ซึ่งสื่ออิหร่านรายงานว่า มีเสียงระเบิดและระบบป้องกันภัยทางอากาศดังขึ้นในหลายเมืองทางใต้ของประเทศใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงในกรุงเตหะรานฝั่งตะวันตกด้วย

 

โดย CENCOM ยังปฏิเสธการประกาศปิดช่องฮอร์มุซของอิหร่าน และยืนยันว่า เรือพาณิชย์ต่างๆ ยังคงแล่นเข้าออกช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างต่อเนื่องในคืนนี้

 

การประกาศปิดช่องทางการเดินเรือและการโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบเบรนต์ พุ่งขึ้นเหนือ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากเพิ่มขึ้นประมาณ 2% ในช่วงเช้าของการซื้อขายในเอเชีย

 

ทั้งนี้ การสู้รบระลอกล่าสุดปะทุขึ้นหลังจากที่กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเพื่อตอบโต้อิหร่านที่ยิงเฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐฯ ตกในช่องแคบฮอร์มุซ โดยถือเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งต่อการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยังคงมีความเปราะบาง และเป็นบททดสอบสำคัญหลังจากที่ทั้งสองฝ่ายมีการตกลงหยุดยิงกันตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา

 

ก่อนหน้านี้ พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวว่า “อิหร่านได้รับโอกาสในการทำข้อตกลงสันติภาพแล้วแต่ไม่ได้คว้าโอกาสนั้นไว้” และเตือนว่า “ระเบิดจะถูกทิ้งลงบนหลายสถานที่สำคัญในอิหร่าน”

 

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเกียนของอิหร่าน ประกาศว่าอิหร่าน “จะยืนหยัดต่อต้านแรงกดดันหรือภัยคุกคามใดๆ”

 

ภาพ : U.S. Central Command/Handout via REUTERS

 

อ้างอิง :

The post อิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศอ่าว พร้อมประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ตอบโต้สหรัฐฯ โจมตีระลอกใหม่วันที่ 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะคำให้การ บิล เกตส์ ปม ‘เอปสตีนไฟล์’ ย้ำไม่เคยร่วมก่ออาชญากรรม เผยถูกนำเรื่องส่วนตัวมากดดัน https://thestandard.co/bill-gates-epstein-files-testimony/ Thu, 11 Jun 2026 03:02:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1216973 บิล เกตส์ มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้ง Microsoft ให้การต่อสภาคองเกรส

บิล เกตส์ มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้ง Microsoft ให้การปม ‘เอปสต […]

The post เจาะคำให้การ บิล เกตส์ ปม ‘เอปสตีนไฟล์’ ย้ำไม่เคยร่วมก่ออาชญากรรม เผยถูกนำเรื่องส่วนตัวมากดดัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บิล เกตส์ มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้ง Microsoft ให้การต่อสภาคองเกรส

บิล เกตส์ มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้ง Microsoft ให้การปม ‘เอปสตีนไฟล์’ ต่อหน้าสภาคองเกรส ชี้ไม่เคยร่วมก่ออาชญากรรมล่วงละเมิดทางเพศร่วมกับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ย้ำตนถูกนำเรื่องชีวิตส่วนตัวในครอบครัวมาใช้กดดันให้ติดต่อพูดคุย

 

 

บิล เกตส์ ให้การในสภาคองเกรสอย่างไร

 

เมื่อคืนนี้ (10 มิถุนายน) เกตส์เข้าให้การต่อหน้าคณะกรรมาธิการกำกับดูแลและปฏิรูปสภาผู้แทนราษฎร (House Committee on Oversight and Reform) ซึ่งอยู่ภายใต้การสอบสวนของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกา หลังถูกเชื่อมโยงว่า มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรกับเอปสตีน อาชญากรล่วงละเมิดทางเพศและค้ามนุษย์

 

ก่อนหน้านี้ เจมส์ โคเมอร์ ประธานคณะกรรมาธิการฯ ขอเกตส์ออกมาให้การปมเอปสตีนไฟล์เดือนมีนาคมที่ผ่านมา เหมือนกับคนอื่นๆ เช่น บิล และฮิลลารี คลินตัน โดยเป็นผลสืบเนื่องจากการที่กระทรวงยุติธรรมเปิดเผยเอกสารหลายล้านหน้า ซึ่งเกี่ยวข้องกับเอปสตีน และเนื้อหาบางส่วนกล่าวถึงเกตส์ในหลายครั้ง

 

ตามรายงานของ New York Times เกตส์ใช้เวลา 4 ชั่วโมงในการไต่สวน แต่ก่อนหน้านั้น มีการเผยแพร่แถลงการณ์ตอกย้ำว่า เขารู้สึกเสียใจที่ข้องเกี่ยวกับเอปสตีน แต่ไม่ได้มีส่วนร่วมในอาชญากรรมใดๆ พร้อมย้ำว่า เขาไม่เคยล่วงละเมิดทางเพศใคร

 

“ในงานที่ผมทำ ชื่อเสียงคือรากฐานสำหรับการพัฒนาความร่วมมือที่ช่วยชีวิตผู้คน การพบกับเอปสตีนเป็นความผิดพลาดร้ายแรงในการตัดสินใจ และทำให้งานนี้ตกอยู่ในความเสี่ยง” เกตส์ระบุในแถลงการณ์ว่า พฤติกรรมของเอปสตีนตรงกันข้ามกับเขา รวมถึงความพยายามทั้งหมดที่จะสร้างโลกที่ทุกคนมีโอกาส มีชีวิตที่ดี และคุณภาพ

 

จากบทสัมภาษณ์ของ The Guardian เกตส์ให้การกับสภาคองเกรสว่า เขาได้รับคำแนะนำให้รู้จักกับเอปสตีนในปี 2011 จากบุคคลในแวดวงการทำงานและการกุศล โดยมีการอ้างว่า เอปสตีนสามารถระดมทุนหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อทำงานด้านสาธารณสุข

 

มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้ง Microsoft เล่าว่า เขารู้เรื่องที่เอปสตีนเคยเผชิญคดีทางกฎหมาย (ซึ่งคาดว่า เป็นคดีในปี 2008 หรือความผิดการชักชวนผู้เยาว์ค้าประเวณีในรัฐฟลอริดา) แต่ไม่ทราบถึงขอบเขตอาชญากรรมที่เกิดขึ้น โดยยอมรับว่า ตนไม่ได้เป็นฝ่ายตรวจสอบให้ถี่ถ้วนอย่างที่ควรทำ

 

เกตส์และเอปสตีนคุยกันแค่ 3 ครั้งในปี 2011 และ 2 ครั้งในปี 2012 โดยเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการทำงาน ก่อนจะเริ่มมาพูดคุยลึกซึ้งยิ่งขึ้นในปี 2013 และ 2014 ซึ่งเน้นเรื่องการให้บริจาคเงิน

 

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ฉันมิตรยุติลงในปี 2014 หลังไม่มีผู้สนใจโครงการบริจาคทางกุศล เกตส์ชี้ว่า เอปสตีนทำตามสัญญาไม่ได้ พร้อมยื่นคำขาดไปว่า จะไม่ร่วมมือด้วยอีกต่อไป พร้อมทั้งขอให้หยุดการติดต่อสื่อสารและการพบปะ

 

เกตส์ระบุว่า ความสัมพันธ์ควรจะสิ้นสุดในเดือนธันวาคมปี 2014 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พนักงานคนหนึ่งกำลังลาออก แต่ปรากฏว่า เอปสตีนเข้ามายุ่งเกี่ยวชีวิตพนักงานคนนั้น ทั้งมีการแลกอีเมล เบอร์โทร การประชุม และให้คำปรึกษาเรื่องลาออก จนสุดท้ายเหมือนกับว่า เกตส์ยังติดต่อเขาอยู่

 

“หลังจากนี้นี่เองที่ผมได้รู้ว่า เอปสตีนได้รับรู้ข้อมูลที่ละเอียดอ่อนเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของผม รวมถึงความจริงที่ว่าผมเคยนอกใจในชีวิตแต่งงาน” เกตส์เล่ากับคณะกรรมการสภาคองเกรส พร้อมย้ำว่า เขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องชู้สาวของเอปสตีนเลย แต่ถูกแบล็กเมลซ้ำเพื่อให้กลับไปติดต่อ

 

ผู้ก่อตั้ง Microsoft ยังเผยกลลวงว่า เอปสตีนพยายามสร้างภาพลักษณ์ที่ชอบธรรมให้กับตนเอง โดยใช้คอนเนกชันและความมีอิทธิพลเพื่อเบี่ยงเบนการตรวจสอบจากสาธารณะ พร้อมยอมรับผิดว่า ตนเองสนใจการระดมทุนระดับโลกมากเกินไป จนยอมให้เรื่องดังกล่าวอยู่เหนือการใช้วิจารณญาณ

 

ความเห็นสภาคองเกรสต่อคำให้การ บิล เกตส์

 

เบื้องต้น มีรายงานว่า เนื้อหาที่เกตส์ให้การต่อหน้าคณะกรรมาธิการจะออกมาในภายหลัง โดย โรเบิร์ต การ์เซีย สส.พรรคเดโมแครต และแกนนำในคณะกรรมาธิการฯ ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า เกตส์ให้ความร่วมมือดี พร้อมทั้งตอบคำถามให้ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลอื่นในแวดวงเอปสตีน

 

ส่วน สตีเฟน ลินช์ สส.พรรคเดโมแครตกล่าวเสริมว่า คณะกรรมการฯ พยายามจี้ถามในประเด็นที่ว่า ความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างเขากับเอปสตีน โดยเฉพาะในช่วงหลังจากอาชญากรค้ามนุษย์ถูกจับในฐานะผู้กระทำความผิดทางเพศในปี 2008 ไปแล้ว

 

อนึ่ง แมกซ์เวลล์ ฟรอสต์ สส.พรรคเดโมแครตอีกคนกล่าวว่า เกตส์ตรงไปตรงมามาก และเตรียมพร้อมมาอย่างดี ถือว่าดีกว่ากรณี แพม บอนดี อดีตรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมที่อ้างว่า เธอไม่รู้เลยและโยนความผิดเรื่องการปล่อยเอปสตีนไฟล์ให้ ท็อดด์ บลานช์ รัฐมนตรีคนปัจจุบัน โดยย้ำว่า ในการสอบปากคำ ไม่ใช่ว่าจะได้ข้อมูลใหญ่เสมอ แต่เป็นการได้ชิ้นส่วนมาประติดประต่อจากข้อมูลก่อนหน้านี้

 

นอกจากนี้ ซูฮาส ซูบรามาเนียม สส.พรรคเดโมแครตเล่าว่า เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า คำให้การของเกตส์บ่งชี้ว่า เอปสตีนไม่ได้มีความสำคัญกับชีวิตของเขาเท่าไรนัก เป็นเพียง ‘ตัวละครรอง’ ในโลกทั้งหมดด้วยซ้ำ หากแต่เกตส์รู้ปูมหลังของเอปสตีน แต่เลือกที่จะทำสัญญากับปีศาจด้วยความคิดที่ว่า อาจจะช่วยริเริ่มโครงการสาธารณสุขได้จริง

 

ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา The Wall Street Journal เคยรายงานว่า เกสต์ออกมาขอโทษพนักงานในการประชุมทาวน์ฮอลล์ แต่ปฏิเสธว่า ไม่มีส่วนรู้เห็น ไม่เคยทำผิดกฎหมาย และไม่เคยไปเกาะลิตเติลเซนต์เจมส์ (Little St. James) หรือพื้นที่ค้ามนุษย์และล่วงละเมิดของเอปสตีน แต่ยอมรับว่า เคยมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับหญิงสาวรัสเซีย 2 คนเพียง 2 ครั้งเท่านั้น

 

ในเอปสตีนไฟล์ที่ถูกเปิดเผย ปรากฏอีเมลที่เอปสตีนส่งให้ตัวเองในเดือนพฤษภาคม 2013 โดยฉบับแรก คือ ร่างจดหมายลาออกของ บอริส นิโคลิช ที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของเกตส์ ส่วนอีเมลฉบับสองมีเนื้อหาปัญหาการสมรสของเกตส์และเมลินดา โดยระบุว่า เอปสตีนเป็นฝ่ายอำนวยความสะดวกใน ‘การนัดพบที่ผิดศีลธรรม’

 

ภาพ: Elizabeth Frantz / Reuters

อ้างอิง:

The post เจาะคำให้การ บิล เกตส์ ปม ‘เอปสตีนไฟล์’ ย้ำไม่เคยร่วมก่ออาชญากรรม เผยถูกนำเรื่องส่วนตัวมากดดัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ขึ้นเวที Nikkei Forum ชูวิสัยทัศน์หนุนภูมิภาคนิยม ชี้ ‘อนาคตอยู่ที่เอเชีย’ https://thestandard.co/sihasak-nikkei-forum-asia-regionalism/ Thu, 11 Jun 2026 01:35:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1216931 ภาพสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว กล่าวปาฐกถาบนเวที Nikkei Forum Future of Asia

วานนี้ (10 มิถุนายน) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมน […]

The post สีหศักดิ์ขึ้นเวที Nikkei Forum ชูวิสัยทัศน์หนุนภูมิภาคนิยม ชี้ ‘อนาคตอยู่ที่เอเชีย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว กล่าวปาฐกถาบนเวที Nikkei Forum Future of Asia

วานนี้ (10 มิถุนายน) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ขึ้นกล่าวปาฐกถาในงาน Nikkei Forum Future of Asia ครั้งที่ 31 ภายใต้หัวข้อ ‘Working Together for a More Resilient and Prosperous Asia’ โดยเน้นย้ำความสำคัญที่ประเทศในเอเชียต้องทำงานร่วมกันเพื่อสร้างความเข้มแข็ง เพื่อให้รับมือกับความเปลี่ยนแปลงและความผันผวนได้ดียิ่งขึ้น และไปสู่อนาคตที่เจริญรุ่งเรืองไปด้วยกัน

 

รองนายกฯ ระบุว่า นับตั้งแต่เวทีนี้เริ่มจัดครั้งแรกเมื่อปี 2538 บริบทของเอเชียเปลี่ยนไปมาก จากเดิมที่เคยมุ่งเน้นแต่ประเด็นท้าทายพื้นฐานในแง่การพัฒนาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ไปจนถึงการบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก แต่วันนี้กรอบคำถามเกี่ยวกับเอเชียเปลี่ยนไป เพราะอนาคตของโลกในหลายมิติอยู่ที่เอเชียแล้ว

 

ปัจจุบันเอเชียมีสัดส่วนประชากรและขนาด GDP รวมกันเกินกว่าครึ่งหนึ่งของโลก และมีส่วนขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกเกือบ 60% อย่างไรก็ตาม สีหศักดิ์ชี้ว่า เอเชียยังไม่บรรลุศักยภาพอย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งการทำงานร่วมกันจะช่วยปลดล็อกศักยภาพเหล่านั้นได้

 

รองนายกฯ เสนอแนวทางการสร้างความเข้มแข็งร่วมกันผ่านการพัฒนาความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน การยกระดับทักษะแรงงานเพื่อให้เข้ากับยุคสมัย และการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็งท่ามกลางความทัาทายจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์

 

สีหศักดิ์ชี้ด้วยว่า ที่ผ่านมาความสำเร็จของเอเชียไม่ได้เกิดจากประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เกิดจากการพึ่งพาซึ่งกันและกัน ซึ่งการบูรณาการในขั้นถัดไปจำเป็นต้องก้าวข้ามเพียงแค่การเชื่อมโยงการค้าและการลงทุน แต่ต้องเชื่อมโยง ‘ขีดความสามารถ’ โดยที่แต่ละประเทศควรเพิ่มนโยบายร่วมมือในมิติด้านสภาพภูมิอากาศ พลังงาน ดิจิทัล นวัตกรรม และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆ ร่วมกัน

 

นอกจากนี้ รองนายกฯ ยังชวนให้เปลี่ยนแนวคิดจากการมองประเทศอื่นเป็นคู่แข่ง (Zero-sum) มาสู่การร่วมสร้างสรรค์ (co-creation) ซึ่งจะทำให้ได้ประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย เนื่องจากโลกาภิวัตน์กำลังเปลี่ยนผ่านจากการเคลื่อนย้ายสินค้ามาสู่ ‘การเคลื่อนย้ายความรู้’ และการอาศัยจุดแข็งที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศเพื่อสร้างระบบนิเวศด้านองค์ความรู้และนวัตกรรม

 

สีหศักดิ์ยังใช้เวทีนี้ส่งเสริมแนวคิดภูมิภาคนิยม (Regionalism) โดยมีอาเซียนเป็นแกนกลางในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ส่งเสริมการหารือและแก้ไขข้อขัดแย้ง พร้อมย้ำว่า ความเจริญรุ่งเรืองของเอเชียต้องดำเนินควบคู่ไปกับการรักษาสันติภาพ เสถียรภาพ และการยึดมั่นในระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกฎกติกา

 

หลังจบการกล่าวปาฐกถา รองนายกฯ ยังได้ให้สัมภาษณ์บนเวทีกับ Nikkei ซึ่งมีการตอบคำถามเกี่ยวกับประเด็นสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา, สถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงเมียนมา และประเด็นเกี่ยวกับโอกาสการลงทุนของญี่ปุ่นในไทยในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เช่น อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ

 

ทั้งนี้ การประชุม Nikkei Forum Future of Asia เป็นเวทีเสวนาระหว่างประเทศที่มีชื่อเสียงระดับโลกมากว่า 3 ทศวรรษ มีผู้นำรัฐบาล ผู้นำองค์การระหว่างประเทศ ผู้บริหารภาคเอกชนชั้นนำ รวมถึงนักธุรกิจ สื่อมวลชน และนักวิชาการมีชื่อเสียงในภูมิภาคมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยปีนี้ยังมีอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และสอนไช สีพันดอน นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว เข้าร่วมด้วย

The post สีหศักดิ์ขึ้นเวที Nikkei Forum ชูวิสัยทัศน์หนุนภูมิภาคนิยม ชี้ ‘อนาคตอยู่ที่เอเชีย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาฯ ได้รับเลือกเข้าร่วมโครงการส่งเสริมนวัตกรรมการศึกษาระดับโลกของ Future Universities Alliance https://thestandard.co/chula-innovation-selected-global-project/ Wed, 10 Jun 2026 05:21:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1216668 ภาพกราฟิกประกาศข่าวสถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาฯ เข้าร่วมโครงการระดับโลก

สถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chulal […]

The post สถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาฯ ได้รับเลือกเข้าร่วมโครงการส่งเสริมนวัตกรรมการศึกษาระดับโลกของ Future Universities Alliance appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกประกาศข่าวสถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาฯ เข้าร่วมโครงการระดับโลก

สถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chulalongkorn School of Integrated Innovation : CSII) ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในสถาบันอุดมศึกษาที่มีแนวคิดก้าวหน้าที่สุดของโลก ทั้งจากมหาวิทยาลัยเกิดใหม่ (Start-Up Universities) และมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมายาวนาน เพื่อเข้าร่วมโครงการส่งเสริมนวัตกรรม (Innovation Sandbox) รุ่นแรกของ Future Universities Alliance ซึ่งเป็นโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับโลก ระยะเวลา 12 เดือน ที่ริเริ่มโดยมหาวิทยาลัย Duke University ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยชั้นนำจาก 23 ประเทศ 5 ทวีป เพื่อแบ่งปันรูปแบบการศึกษาที่ก้าวล้ำและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงแท้จริงด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษาทั่วโลก

 

CSII เป็นสถาบันจากประเทศไทย และเป็น 1 ในเพียง 7 สถาบันของโลกในกลุ่ม “Amplifying Signature Innovations” ที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งออกแบบสำหรับสถาบันที่มีนวัตกรรมการศึกษาที่ได้รับการพิสูจน์ผลลัพธ์แล้ว และต้องการขยายผลออกไปนอกองค์กรของตนเอง

 

ภายใต้โครงการนี้ CSII จะนำประสบการณ์จากการพัฒนาหลักสูตร Bachelor of Arts and Science in Integrated Innovation (BAScii) หลักสูตรนานาชาติสหวิทยาการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ผสานนวัตกรรม ความเป็นผู้ประกอบการ การเรียนรู้ผ่านโครงงาน ความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม และการแก้ปัญหาในโลกจริงเข้าด้วยกันมาปรับใช้

 

นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2018 CSII ได้บ่มเพาะสตาร์ตอัปที่ก่อตั้งโดยนักศึกษาแล้วมากกว่า 30 ราย ซึ่งสร้างผลงานที่โดดเด่นทั้งด้านการสร้างธุรกิจใหม่และผลกระทบเชิงสังคม

 

ศาสตราจารย์ ดร.สุชาดา สุขหร่อง ผู้อำนวยการ CSII กล่าวว่า “CSII เป็นความหวังใหม่ของการศึกษาระดับอุดมศึกษาในประเทศไทยและภูมิภาค การได้รับคัดเลือกเข้าร่วม Innovation Sandbox รุ่นแรกของ Future Universities Alliance เปิดบทใหม่ให้เราได้เห็นว่าความหวังนี้จะเติบโตและสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับโลกได้อย่างไร”

 

ในฐานะพื้นที่ทดลอง (Sandbox) ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้านการศึกษานวัตกรรมแบบบูรณาการ CSII ได้นำร่องแนวทางใหม่ๆ ในการเรียนรู้แบบสหวิทยาการ มุ่งเน้นธุรกิจ และมีส่วนร่วมกับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งการเข้าร่วมในโครงการ Innovation Sandbox ยังสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของสถาบันในการพัฒนารูปแบบการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่เตรียมความพร้อมให้นักศึกษาเพื่อรับมือกับความท้าทายระดับโลกที่มีความซับซ้อน

 

รองศาสตราจารย์ ดร.ณัฐชา ทวีแสงสกุลไทย ผู้ร่วมก่อตั้งและที่ปรึกษาอาวุโสของ CSII กล่าวว่า “การได้รับคัดเลือกครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ CSII ในฐานะ ‘เรือสปีดโบ๊ต’ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษา โดยเตรียมผู้เรียนไม่เพียงเพื่อการประกอบอาชีพ แต่เพื่อการดำเนินชีวิตและการสร้างคุณูปการต่อสังคมอย่างมีปัญญา”

 

โดย Innovation Sandbox ถือเป็นเวทีที่รวบรวมสถาบันต่าง ๆ ให้ร่วมกันแก้ไขโจทย์สำคัญด้านนวัตกรรมการศึกษาระดับอุดมศึกษา และในฐานะตัวแทนจากประเทศไทย CSII จะเข้าร่วมกับสถาบันจากออสเตรเลีย บอตสวานา เยอรมนี กานา ฮอนดูรัส อินเดีย คาซัคสถาน เม็กซิโก โมร็อกโก เนปาล ไนจีเรีย ปากีสถาน กาตาร์ สิงคโปร์ แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ สเปน แทนซาเนีย ตุรกี ยูกันดา สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา

 

ทั้งนี้ โนอาห์ พิคคัส (Noah Pickus) ผู้ก่อตั้ง Future Universities Alliance และหัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์และความร่วมมือระดับโลกของ Duke University กล่าวว่า “อุดมศึกษาไม่ได้ขาดแคลนนวัตกรรม แต่ยังขาดโครงสร้างที่จะเชื่อมโยงนวัตกรรมเหล่านั้นเข้าด้วยกัน ช่วยให้สามารถขยายผล และสร้างความยั่งยืนได้ Innovation Sandbox คือคำตอบของเราต่อช่องว่างดังกล่าว เรามีความยินดีที่ได้รวมตัวสถาบันรุ่นบุกเบิกเหล่านี้ และขอบคุณสำหรับความไว้วางใจที่พวกเขามอบให้กันและกันในการร่วมมือผ่านเครือข่ายแห่งนี้”

 

ขณะที่ CSII จะเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของโครงการ ได้แก่ การประชุมกลุ่มย่อยรายเดือน การประชุมติดตามความก้าวหน้าตามเป้าหมาย และการประชุม Alliance Global Summit ที่เมืองเดอรัม รัฐนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 3-5 ตุลาคม 2026 โดยโครงการจะดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 ถึง 30 มิถุนายน 2027

 

ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Future Universities Alliance และรายชื่อสถาบันที่เข้าร่วมทั้งหมดได้ที่ futureuniversities.org

The post สถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาฯ ได้รับเลือกเข้าร่วมโครงการส่งเสริมนวัตกรรมการศึกษาระดับโลกของ Future Universities Alliance appeared first on THE STANDARD.

]]>
การนับคะแนนเลือกตั้งผู้นำเปรูสูสี ห่าง 40,000 คะแนน ใครจะได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ https://thestandard.co/peru-election-sanchez-fujimori-tight/ Wed, 10 Jun 2026 05:18:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1216657 ประชาชนชาวเปรูกำลังติดตามผลการนับคะแนนเลือกตั้งประธานาธิบดี

สถานการณ์การนับคะแนนผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีเปรูดำเนิ […]

The post การนับคะแนนเลือกตั้งผู้นำเปรูสูสี ห่าง 40,000 คะแนน ใครจะได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประชาชนชาวเปรูกำลังติดตามผลการนับคะแนนเลือกตั้งประธานาธิบดี

สถานการณ์การนับคะแนนผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีเปรูดำเนินไปอย่างสูสีและคู่คี่อย่างมาก หลังประชาชนชาวเปรูออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งเลือกผู้นำรอบสุดท้าย เมื่อวันที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา

 

 
 

ขณะนี้ (10 มิถุนายน) การนับคะแนนผ่านไปแล้ว 96.64% โรแบร์โต ซานเชซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสายชาตินิยมและฝ่ายซ้าย จากพรรค Together for Peru (JP) มีคะแนนนำอยู่ที่ 50.11% ขณะที่ เคโกะ ฟูฆิโมริ นักการเมืองสายคอนเซอร์เวทีฟ จากพรรค Popular Force (FT) ตามมาติดๆ ที่ 49.89% ซึ่งคิดเป็นช่องว่างที่ห่างกันเพียงราว 40,000 คะแนนเท่านั้น

 

นักวิเคราะห์มองว่า สถานการณ์นี้ยัง ‘สามารถพลิกกลับได้’ เนื่องจากคะแนนเสียงในพื้นที่ชนบทที่สนับสนุนซานเชซนั้นถูกนับไปเกือบหมดแล้ว แต่ยังมีคะแนนเสียงจากต่างประเทศและคะแนนจากเขตเมืองหลวงอย่างกรุงลิมาซึ่งมีแนวโน้มที่จะสนับสนุนฟูฆิโมริรอการนับและตรวจสอบอยู่

 

ใครคือ แคนดิเดต 2 คนสุดท้าย ชิงเก้าอี้ ‘ประธานาธิบดีเปรูคนใหม่’

 

โรแบร์โต ซานเชซ

 

ปัจจุบันอายุ 57 ปี เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมาก่อน เขาคือหนึ่งในพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของ เปโดร กัสตีโญ อดีตประธานาธิบดีที่กำลังถูกจำคุก โดย ซานเชซ มุ่งเน้นไปที่นโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมที่เอาใจรากหญ้า

 

เขาเสนอให้มีการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ เก็บภาษีลาภลอย (Windfall Taxes) เก็บภาษีความมั่งคั่ง และปฏิรูปสัมปทานเหมืองแร่ นอกจากนี้เขายังให้คำมั่นว่าจะปราบปรามการทุจริตในหมู่ตำรวจ สนับสนุนการลงทุนจากประเทศจีน และเปิดกว้างต่อทุกทางเลือกที่จะสร้างงานและความก้าวหน้า ซานเชซ ยังประกาศตัวว่า เป็นตัวแทนของขบวนการประชาชนที่เรียกร้องความยุติธรรมและประชาธิปไตยในเปรู

 

เคโกะ ฟูฆิโมริ

 

ปัจจุบันอายุ 51 ปี เป็นลูกสาวของ อัลแบร์โต ฟูฆิโมริ อดีตประธานาธิบดีเผด็จการผู้ล่วงลับ ซึ่งมีประวัติอื้อฉาวและถูกจำคุกจากคดีละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเธอเริ่มต้นเส้นทางการเมืองตั้งแต่อายุเพียง 19 ปี โดยเปิดตัวในเวทีระดับนานาชาติในฐานะสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของเปรู ในปี 1994 เธอรับหน้าที่นี้แทน ซูซานา ฮิกุจิ (Susana Higuchi) ผู้เป็นแม่ ที่แยกทางกับพ่อหลังจากออกมาแฉเรื่องการทุจริตเงินบริจาคระหว่างประเทศในรัฐบาล และครั้งนี้คือการลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเปรูครั้งที่ 4 ของเคโกะ ฟูฆิโมริ และพรรคของเธอก็มีที่นั่งหลายที่นั่งในรัฐสภา

 

เธอชูนโยบายปราบปรามอาชญากรรมอย่างเด็ดขาด โดยอ้างอิงถึงความสำเร็จของพ่อเธอที่เคยปราบปรามกลุ่มหัวรุนแรง Shining Path ในอดีต พร้อมผลักดันให้เพิ่มกำลังทหารและตำรวจในพื้นที่เสี่ยง และการบังคับให้ผู้ต้องขังต้องทำงาน เพื่อชดใช้ให้สังคม

 

การเลือกตั้งครั้งนี้สำคัญอย่างไร

 

นักวิเคราะห์มองว่า การเลือกตั้งผู้นำเปรูครั้งนี้ จะเป็นบททดสอบเสถียรภาพทางการเมือง ผู้ชนะในครั้งนี้จะได้ก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนที่ 9 ในรอบ 10 ปีของเปรู ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตความไร้เสถียรภาพทางการเมืองที่เรื้อรังมาอย่างยาวนาน เปรูกำลังต้องการผู้นำที่จะมากอบกู้สถานการณ์ แม้ว่าผู้สมัครรอบสุดท้ายทั้งสองคนต่างมีความเชื่อมโยงกับอดีตผู้นำที่มีภาพลักษณ์อื้อฉาวและพัวพันกับการทุจริตก็ตาม

 

นอกจากนี้การเลือกตั้งนี้ยังเป็นบทพิสูจน์การสมานรอยร้าวในสังคม คะแนนเสียงที่สูสีและคู่คี่กันมากแสดงให้เห็นถึงความแตกแยกอย่างลึกซึ้งในสังคมเปรู ระหว่างกลุ่มคนเมืองและชาวเปรูในต่างประเทศที่สนับสนุนฟูฆิโมริ กับกลุ่มชนพื้นเมือง เกษตรกร และประชากรในชนบทที่ต้องการทวงคืนอำนาจรัฐให้ประชาชนผ่านการสนับสนุนซานเชซ

 

ผู้ชนะการเลือกตั้งจะต้องรับภาระหนักในการบริหารประเทศที่ถูกแบ่งเป็นสองฝักสองฝ่าย โดยฟูฆิโมริเองก็ได้ระบุว่า ผู้นำพรรคจะต้องหาทาง ‘สร้างสะพาน’ เพื่อเชื่อมโยงประชาชนทุกฝ่าย หลังการเลือกตั้งนี้สิ้นสุดลง

 

โดยทั้งซานเชซและฟูฆิโมริต่างเรียกร้องให้ประชาชนอดทนรอ โดยหน่วยงานการเลือกตั้งของเปรูคาดว่า จะนับคะแนนเสร็จสมบูรณ์ 100% ภายในเดือนกรกฎาคม และผู้ชนะจะได้สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเปรูคนใหม่อย่างเป็นทางการในวันที่ 28 กรกฎาคมนี้

 

ภาพ: Alessandro Cinque / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post การนับคะแนนเลือกตั้งผู้นำเปรูสูสี ห่าง 40,000 คะแนน ใครจะได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฮุน มาเนต กล่าวสุนทรพจน์เวทีอาเซียนฟิวเจอร์ฟอรัม เรียกร้อง JBC ไทย-กัมพูชา สำรวจและปักปันเขตแดน ย้ำพรมแดนและอธิปไตยต้องไม่ถูกเปลี่ยนแปลงด้วยกำลัง https://thestandard.co/hun-manet-cambodia-thailand-border/ Wed, 10 Jun 2026 04:22:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1216597 ฮุน มาเนต

ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุม […]

The post ฮุน มาเนต กล่าวสุนทรพจน์เวทีอาเซียนฟิวเจอร์ฟอรัม เรียกร้อง JBC ไทย-กัมพูชา สำรวจและปักปันเขตแดน ย้ำพรมแดนและอธิปไตยต้องไม่ถูกเปลี่ยนแปลงด้วยกำลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฮุน มาเนต

ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุม ASEAN Future Forum ครั้งที่ 3 ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม วานนี้ (9 มิถุนายน) โดยเน้นย้ำ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ สันติภาพ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และความร่วมมือภาคประชาชน พร้อมกล่าวถึงประเด็นข้อพิพาทชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา โดยยืนยันว่า “พรมแดนและอธิปไตยจะต้องไม่ถูกเปลี่ยนแปลงด้วยกำลัง”

 

ในประเด็นสันติภาพนั้น ฮุนมาเนต ย้อนถึงเส้นทางของประเทศอาเซียน ที่เคยเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ความไม่ไว้วางใจ ความแตกแยกทางอุดมการณ์ และความยากจน แต่ด้วยการเจรจา การสร้างความเชื่อมั่น การเคารพในอธิปไตย การไม่แทรกแซง และการระงับข้อพิพาทอย่างสันติ ได้เปลี่ยนแปลงภูมิภาคอาเซียน ให้กลายเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีเสถียรภาพและมีพลวัตมากที่สุดในโลก

 

“การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ มันเป็นผลมาจากการตัดสินใจอย่างรอบคอบของผู้นำและประชาชนของเรา ที่เลือกการเจรจามากกว่าการเผชิญหน้า ความร่วมมือมากกว่าการแบ่งแยก และความก้าวหน้าร่วมกันมากกว่าการแข่งขัน” เขากล่าว พร้อมทั้งเตือนว่า “สันติภาพไม่ใช่สิ่งที่รับประกันได้” โดยยกตัวอย่างความขัดแย้งสมัยใหม่ที่ก้าวข้ามพรมแดนของประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ในประเด็นความขัดแย้งชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา เขากล่าวว่า “กัมพูชายังคงกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่ที่ถูกยึดครอง” ซึ่งเขาอ้างว่าตั้งอยู่ในดินแดนของกัมพูชา และยืนยันว่า “พรมแดนและอธิปไตยจะต้องไม่ถูกเปลี่ยนแปลงด้วยกำลังหรือการกระทำที่เกิดขึ้นแล้ว”

 

พร้อมกันนี้ผู้นำกัมพูชา ยังเน้นย้ำถึงการดำเนินการตามข้อตกลงในแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2025 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อ 3 ซึ่งเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) กลับมาดำเนินการสำรวจและปักปันเขตแดนโดยเร็ว

 

ฮุน มาเนต ยังกล่าวว่า “กัมพูชายังคงให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์กับไทย” โดยเรียกไทยว่าเป็น ‘เพื่อนบ้านที่ใกล้ชิด’ ซึ่งมีความมุ่งมั่นร่วมกันในเรื่องสันติภาพ ความเจริญรุ่งเรือง และเสถียรภาพในภูมิภาค

 

เขาเน้นย้ำว่าการปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ สนธิสัญญาที่มีอยู่ ความสุจริต และความเคารพซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญในการฟื้นฟูความไว้วางใจและสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน

 

นอกจากนี้ เขายังกล่าวเน้นถึงการตัดสินใจล่าสุดของกัมพูชาในการเริ่มต้นกระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ว่าเป็นหลักฐานแสดงถึงความมุ่งมั่นของประเทศต่อกฎหมายระหว่างประเทศ

 

พร้อมกันนี้ยังชื่นชมการเตรียมการของไทยในการเข้าร่วมกระบวนการดังกล่าว โดยเรียกว่าเป็น “ก้าวสำคัญในการแก้ไขข้อพิพาททางทะเลที่ทับซ้อนกันอย่างสันติ”

 

“ด้วยจิตวิญญาณนี้ กัมพูชาขอขอบคุณอย่างจริงใจต่อการสนับสนุนจากประชาคมระหว่างประเทศ รวมถึงประเทศสมาชิกอาเซียน สำหรับการหยุดยิงและการระงับข้อพิพาทอย่างสันติ ตามกฎหมายระหว่างประเทศและหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติและกฎบัตรอาเซียน” เขากล่าว

 

อ้างอิง :

The post ฮุน มาเนต กล่าวสุนทรพจน์เวทีอาเซียนฟิวเจอร์ฟอรัม เรียกร้อง JBC ไทย-กัมพูชา สำรวจและปักปันเขตแดน ย้ำพรมแดนและอธิปไตยต้องไม่ถูกเปลี่ยนแปลงด้วยกำลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกิดอะไรขึ้นที่เบลฟาสต์ ทำไมถึงเกิดเหตุจลาจลครั้งใหญ่ https://thestandard.co/belfast-riot-online-incitement/ Wed, 10 Jun 2026 04:10:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1216586 กลุ่มผู้ประท้วงสวมหน้ากากปิดกั้นถนนและเผารถยนต์ในเมืองเบลฟาสต์

เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบครั้งใหญ่ในเมืองเบลฟาสต์และพื้นท […]

The post เกิดอะไรขึ้นที่เบลฟาสต์ ทำไมถึงเกิดเหตุจลาจลครั้งใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มผู้ประท้วงสวมหน้ากากปิดกั้นถนนและเผารถยนต์ในเมืองเบลฟาสต์

เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบครั้งใหญ่ในเมืองเบลฟาสต์และพื้นที่อื่นๆ ของไอร์แลนด์เหนือ โดย กลุ่มผู้ประท้วงสวมหน้ากากได้ทำการปิดกั้นถนนหลายสาย มีการจี้รถบัส และจุดไฟเผารถยนต์บนถนน อีกทั้งยังขว้างปาดอกไม้ไฟรวมถึงจุดไฟเผาบ้านเรือนของประชาชน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน บ้านเรือน และธุรกิจห้างร้านในบริเวณนั้นอย่างหนัก

 

 

เกิดอะไรขึ้นที่เบลฟาสต์ ชนวนเหตุคืออะไร?

 

เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา (8 มิถุนายน) ชายผู้ขอลี้ภัยชาวซูดานวัย 30 ปี ก่อเหตุใช้มีดทำครัวแทงชายวัย 40 กว่าปีจนได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณใบหน้าและแผ่นหลัง ที่หน้าแฟลตแห่งหนึ่งในเบลฟาสต์เหนือ โดยผู้เห็นเหตุการณ์ได้เข้าช่วยเหลือและบันทึกภาพเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุเอาไว้ได้

 

ต่อมาผู้ก่อเหตุถูกจับกุมและถูกตั้งข้อหาพยายามฆ่า โดยผู้บัญชาการตำรวจยืนยันว่า ไม่มีข้อมูลใดที่บ่งชี้ว่าเหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย

 

ทำไมถึงเกิดเหตุจลาจลครั้งใหญ่?

 

เหตุจลาจลไม่ได้เกิดจากความขัดแย้งในพื้นที่โดยตรง แต่เป็นผลมาจากการปลุกระดมทางออนไลน์ โดย The Guardian รายงานว่า วิดีโอเหตุการณ์แพร่กระจายอย่างรวดเร็วและกลายเป็นการ ‘จุดชนวน’ (Trigger Event) ที่กลุ่มขวาจัดและผู้ไม่หวังดี นำไปเชื่อมโยงกับวาทกรรมต่อต้านผู้อพยพที่มีอยู่เดิม

 

อีกทั้งยังมีการปลุกระดมผ่านโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะนักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาจัดอย่าง ทอมมี โรบินสัน ได้แชร์วิดีโอและโพสต์นัดแนะการประท้วงบนแพลตฟอร์ม X

 

นอกจากนี้ อีลอน มัสก์ ยังได้แชร์ข้อมูลสถานที่ประท้วงให้ผู้ติดตามกว่า 240 ล้านคน และโพสต์ให้ผู้คนออกมาประท้วงซ้ำๆ รวมถึงมีนักการเมืองฝ่ายขวาที่ร่วมผสมโรงโจมตีนโยบายผู้อพยพ

 

หลังจากเกิดกระแสต่อต้านทางออนไลน์เพียงไม่กี่ชั่วโมง ในคืนวันอังคาร กลุ่มคนสวมหน้ากากปิดบังใบหน้าได้ออกมาก่อความวุ่นวาย มีการปล้นสะดมร้านค้า วางเพลิงร้านของชาวแอฟริกัน เผารถบัสและรถยนต์ รวมถึงบุกโจมตีบ้านเรือนที่ครอบครัวชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกมาประณามความรุนแรงอย่างหนักว่าเป็นการกระทำที่ป่าเถื่อน และเตือนประชาชน อย่าตกเป็นเครื่องมือหรือถูกปั่นหัวจากคนแปลกหน้าบนโลกออนไลน์ พร้อมขอความร่วมมือให้ผู้มีอิทธิพลทางความคิดทั้งหลายในพื้นที่ ช่วยกันส่งเสริมการประท้วงอย่างสันติและออกมาห้ามปรามไม่ให้เกิดการใช้ความรุนแรงหรือเกิดความวุ่นวายเพิ่มเติมอีก

 

ท่าทีรัฐบาล และฝ่ายขวาจัดเป็นอย่างไร?

 

เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร กล่าวว่าเหตุโจมตีเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมาเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้อย่างยิ่ง และเน้นย้ำว่า จะไม่ยอมให้มีฉากความรุนแรงเช่นนี้เกิดขึ้นบนท้องถนนของเราอย่างเด็ดขาด พร้อมทั้งแสดงความขอบคุณประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่เข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ

 

ทางด้าน มิเชล โอนีล ผู้นำไอร์แลนด์เหนือออกมาประณามความรุนแรงและเตือนถึงความพยายามที่อันตรายในการฉวยโอกาสจากเหตุการณ์นี้ โดยระบุว่า การที่กลุ่มชายสวมหน้ากากไปจุดไฟเผาบ้านเรือนขับไล่ครอบครัวต่างๆ เป็นความขี้ขลาดและป่าเถื่อนอย่างแท้จริง ซึ่งไม่ได้เป็นตัวแทนของคนในชุมชนแต่อย่างใด

 

ขณะที่นักการเมืองฝ่ายขวาอย่าง เซีย ยูซุฟ โฆษกพรรค Reform UK ระบุว่า ความโหดร้ายที่ทุกคนได้เห็นในเมืองเบลฟาสต์ เป็นผลลัพธ์โดยตรงจากความล้มเหลวของนโยบายตรวจคนเข้าเมือง โดยขณะนี้พรรค Reform UK ประกาศแนวทางเสนอให้มีนโยบายห้ามออกวีซ่าให้กับผู้ที่มาจากประเทศซูดานโดยเด็ดขาด

 

เหตุการณ์ความรุนแรงในเบลฟาสต์ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงผลลัพธ์จากการปลุกปั่นบนโลกออนไลน์เท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดแผลลึกเกี่ยวกับ นโยบายผู้อพยพและผู้ลี้ภัย ที่ฝังรากอยู่ในสังคมมาอย่างยาวนาน ซึ่งยังคงเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและเต็มไปด้วยข้อถกเถียง โดยเฉพาะในแถบยุโรป

 

ท่ามกลางความหวาดระแวงของคนในพื้นที่และหน้าที่ปกป้องสิทธิมนุษยชนของผู้ลี้ภัย สังคมยุโรปจะสามารถค้นหาจุดสมดุลของนโยบายผู้อพยพอย่างไร เพื่อให้เป็นนโยบายที่รัดกุม ปลอดภัยสำหรับพลเมืองทุกคน และที่สำคัญที่สุดคือ จะทำอย่างไรไม่ให้ความเปราะบางของเรื่องนี้ ถูกผู้ไม่หวังดีนำมาใช้เป็น ‘เชื้อเพลิง’ จุดไฟแห่งความเกลียดชังให้ลุกลามทำลายสังคมได้อีกในอนาคต?

 

ภาพ: PA Images via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post เกิดอะไรขึ้นที่เบลฟาสต์ ทำไมถึงเกิดเหตุจลาจลครั้งใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่าน ตอบโต้ยิงเฮลิคอปเตอร์กองทัพสหรัฐฯ ตกในช่องแคบฮอร์มุซ https://thestandard.co/us-iran-attack-helicopter-hormuz/ Wed, 10 Jun 2026 03:29:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1216571 ภาพกราฟิกข่าวสหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน หลังเฮลิคอปเตอร์ถูกยิงตก

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ประกาศผ่าน X ว่า กองทัพ […]

The post สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่าน ตอบโต้ยิงเฮลิคอปเตอร์กองทัพสหรัฐฯ ตกในช่องแคบฮอร์มุซ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกข่าวสหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน หลังเฮลิคอปเตอร์ถูกยิงตก

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ประกาศผ่าน X ว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้เริ่มปฏิบัติการโจมตีเพื่อป้องกันตนเองต่ออิหร่าน โดยโจมตีระบบป้องกันภัยทางอากาศ สถานีควบคุมภาคพื้นดิน และสถานีเรดาร์ตรวจการณ์ของอิหร่านใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งสื่อของอิหร่านรายงานว่าได้ยินเสียงระเบิดตามแนวชายฝั่งอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงในเมืองบันดาร์ อับบาส, เกาะเกช์ม และเมืองซีริก

 

การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่มีรายงานว่าอิหร่านยิงเฮลิคอปเตอร์ Apache ของกองทัพสหรัฐฯ ตกในช่องแคบฮอร์มุซวานนี้ (9 มิถุนายน) ซึ่ง CENTCOM ยืนยันว่าการโจมตีอิหร่านครั้งนี้ เป็นการตอบโต้ที่เหมาะสม

 

โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เผยว่าเฮลิคอปเตอร์ Apache ถูกยิงตกโดยโดรนโจมตีแบบบินทางเดียวของอิหร่าน

 

ขณะที่ CENTCOM เผยว่าลูกเรือสองคนของเฮลิคอปเตอร์ Apache ของสหรัฐฯ ที่ถูกยิงตก ได้รับการช่วยเหลือโดยโดรนทางทะเลของสหรัฐฯ โดยถือเป็นครั้งแรกที่กองทัพสหรัฐฯ ยืนยันอย่างเป็นทางการว่ามีการใช้เรือประเภทนี้ในปฏิบัติการดังกล่าว

 

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่า “นักบินทั้งสองคนปลอดภัยและไม่ได้รับบาดเจ็บ” แต่ยืนยันว่า “สหรัฐฯ จำเป็นต้องตอบโต้การโจมตีของอิหร่านในครั้งนี้”

 

อย่างไรก็ตาม สื่อทางการอิหร่าน อ้างแหล่งข่าวทางทหารว่า ไม่มีปฏิบัติการทางอากาศเชิงรุกใดๆ เหนือช่องแคบฮอร์มุซในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

 

ภายหลังจากการโจมตีของสหรัฐฯ อับบาส อะรอกชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน โพสต์บน X ยืนยันว่า “อิหร่านจะไม่ปล่อยให้การโจมตีหรือภัยคุกคามใดๆ ผ่านไปโดยไม่ตอบโต้”

 

ขณะที่กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านประกาศว่า ได้ทำการใช้โดรนโจมตีเรือรบที่ 5 ของสหรัฐฯ ในบาห์เรน และยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพอากาศในจอร์แดน พร้อมขู่ว่าจะตอบโต้รุนแรงมากขึ้นหากการสู้รบยังคงดำเนินต่อไป

 

ทั้งนี้ The Wall Street Journal รายงานคำสัมภาษณ์ของทรัมป์ ซึ่งยืนยันว่าเหตุโจมตีเฮลิคอปเตอร์ดังกล่าว ‘ไม่ใช่เรื่องใหญ่’

 

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้อาจเพิ่มความตึงเครียดให้กับความพยายามของสหรัฐฯ ในการเจรจาสันติภาพกับอิหร่านเพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือนและเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ อีกครั้ง

 

โดยที่ผ่านมา ทรัมป์ย้ำหลายครั้งว่า อิหร่านและสหรัฐฯ กำลังใกล้ที่จะบรรลุข้อตกลงกัน แม้ว่าจะไม่มีสัญญาณความคืบหน้ามากนักนับตั้งแต่การหยุดยิงที่เปราะบางมีผลบังคับใช้ในต้นเดือนเมษายน

 

ภาพ : CENTCOM

อ้างอิง :

The post สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่าน ตอบโต้ยิงเฮลิคอปเตอร์กองทัพสหรัฐฯ ตกในช่องแคบฮอร์มุซ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘หนุนโลกหลายขั้ว – ไม่คุยเซเลนสกี’ สรุปสปีชปูตินในเวทีประชุม ‘ดาวอสแห่งรัสเซีย’ https://thestandard.co/putin-multipolar-world-zelenskyy/ Tue, 09 Jun 2026 12:19:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1216453 ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมเศรษฐกิจนานาชาติเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

การประชุมเศรษฐกิจนานาชาติเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (St Peters […]

The post ‘หนุนโลกหลายขั้ว – ไม่คุยเซเลนสกี’ สรุปสปีชปูตินในเวทีประชุม ‘ดาวอสแห่งรัสเซีย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมเศรษฐกิจนานาชาติเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

การประชุมเศรษฐกิจนานาชาติเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (St Petersburg International Economic Forum : SPIEF) ที่ถูกขนานนามว่า เวทีประชุม ‘ดาวอสแห่งรัสเซีย’ ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และปีนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 3-6 มิถุนายนที่ผ่านมา มีไฮไลต์ที่น่าจับตามอง นอกเหนือจากวาระเศรษฐกิจและการลงทุนของรัสเซีย คือการสะท้อนวิสัยทัศน์ของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน และผู้นำรัฐบาลเครมลิน โดยเฉพาะในแง่ของภูมิรัฐศาสตร์และระเบียบโลก

 

 
 

ในการกล่าวสุนทรพจน์ของปูติน ที่มีขึ้นเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน เขาเน้นย้ำไปที่ประเด็น ‘โลกหลายขั้วอำนาจ (Multipolar World)’ ในขณะที่ดูเหมือนจะไม่ได้ให้ความสำคัญมากนักต่อปัญหาเศรษฐกิจภายในรัสเซียที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์สงครามกับยูเครนที่ยังไม่จบลง โดยยังมีเสียงระเบิดจากการโจมตีด้วยโดรนของยูเครนเกิดขึ้นในหลายจุดของเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ช่วงที่มีการประชุมด้วย

 

ปูตินใช้โอกาสในเวทีประชุมครั้งนี้ ฉายภาพของรัสเซียในฐานะเสาหลักที่สำคัญสำหรับระเบียบโลกในอนาคต รวมถึงการเสนอตัวมีบทบาทในการไกล่เกลี่ยสันติภาพระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ

 

แต่สำหรับเนื้อหาสำคัญที่ทั่วโลกจับตามองอย่างการเจรจาสันติภาพกับประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครนนั้น เขาแสดงออกชัดว่า ‘ยังไม่สนใจ’ และเห็นว่า ‘ไม่มีประโยชน์’

 

เวทีประชุม ‘ดาวอสแห่งรัสเซีย’ คืออะไร

 

การประชุม SPIEF จัดขึ้นครั้งแรกในปี 1997 ในช่วงเวลาที่รัสเซียหลังยุคสหภาพโซเวียตกำลังมองหาการลงทุนจากต่างประเทศและการขยับเข้าหาเศรษฐกิจโลก

 

แต่ปัจจุบัน เวทีประชุมนี้กลายเป็นมากกว่าการประชุมทางเศรษฐกิจ ปัจจัยสำคัญเนื่องจากชาติตะวันตกและบริษัทข้ามชาติหลายแห่ง ได้ตีตัวออกห่างจากรัสเซียนับตั้งแต่เปิดฉากรุกรานยูเครนในปี 2022 ทำให้ SPIEF กลายเป็นเวทีประชุมที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามของเครมลิน ในการกระชับความสัมพันธ์กับมิตรประเทศต่างๆ ที่ยังเหลืออยู่ โดยเฉพาะในซีกโลกใต้

 

โดยแม้ว่ารัสเซียจะถูกโดดเดี่ยวจากชาติยุโรปและอเมริกาเหนือ แต่จำนวนผู้แทนนานาประเทศที่เดินทางไปร่วมงานยังคงมีนับหมื่นคน ซึ่งเครมลินมองว่า ความคึกคักของการประชุมครั้งนี้เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า รัสเซียยังคงมีพันธมิตรระหว่างประเทศอีกมากนอกเหนือจากชาติตะวันตก

 

โลกหลายขั้วอำนาจและอธิปไตยทางเทคโนโลยี

 

ปูตินเริ่มต้นสุนทรพจน์ด้วยการกล่าวถึงวิกฤตพลังงานโลกและสงครามในตะวันออกกลางอย่างสั้นๆ ก่อนจะประกาศว่า “โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจขั้นพื้นฐาน”

 

“เราไม่ได้เพียงแค่เห็นการเปลี่ยนผ่านจากระยะหนึ่งไปสู่อีกระยะหนึ่ง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงของกระบวนทัศน์แห่งการพัฒนา”

 

เช่นเดียวกับในการประชุมปีก่อนๆ ปูตินได้ยกย่องกลุ่ม BRICS ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ก่อตั้งโดยบราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ ว่าเป็นกลไกหลักของการเปลี่ยนแปลงนี้

 

“ความเป็นผู้นำของ BRICS กำลังเติบโตขึ้น การคาดการณ์แสดงให้เห็นว่าดุลยภาพนี้จะยังคงเปลี่ยนไปในทิศทางของ BRICS มากขึ้น นั่นเป็นเพราะอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศ BRICS จะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันสูงขึ้นแล้ว และจะสูงขึ้นไปอีก แนวโน้มนี้จะคงอยู่ต่อไป” ปูตินกล่าว

 

ทั้งนี้ ผลกระทบจากสงครามที่ยืดเยื้อนานหลายปีและมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตกที่ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจรัสเซีย ทำให้เขาไม่อาจหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงความเปราะบางทางเศรษฐกิจมหภาคที่เพิ่มขึ้นต่อรัสเซีย

 

“โดยพื้นฐานแล้วเราลงมาอยู่ในระดับเดียวกับที่ประเทศในยูโรโซนเผชิญมาหลายปีแล้ว สิ่งสำคัญคือเรายังคงรักษานโยบายเศรษฐกิจมหภาคหลักของเราไว้ ผมมั่นใจว่าความก้าวหน้าของเราในอนาคตจะได้รับการรับประกัน”

 

ปูตินยอมรับว่าเศรษฐกิจของประเทศกำลังเผชิญการชะลอตัว แต่ได้โยนความรับผิดชอบในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไปที่เจ้าหน้าที่ของรัฐโดยตรง

 

“ใช่ การเติบโตทางเศรษฐกิจในปัจจุบันชะลอตัว ผมขอเตือนรัฐบาลถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ เราจำเป็นต้องกลับไปสู่เส้นทางของการเติบโตทางเศรษฐกิจภายในประเทศที่ยั่งยืน เริ่มต้นเร็วที่สุดในปีหน้า” ปูตินกล่าว และเน้นย้ำว่า “การฟื้นฟูการเติบโตทางเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับ การเพิ่มการใช้จ่ายด้านทุนและการเริ่มต้นวงจรการลงทุนใหม่”

 

เขาเรียกการเติบโตด้านการลงทุนว่าเป็น “ตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดเพียงอย่างเดียว สำหรับประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ด้านเศรษฐกิจ” และกล่าวเสริมว่า “เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่การเติบโตทางเศรษฐกิจจะต้องมีความสมดุล ขับเคลื่อนโดยอุปสงค์ภายในประเทศ และควบคู่ไปกับการลดอัตราเงินเฟ้อ”

 

เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ปูตินยังเน้นไปที่เทคโนโลยีสำคัญแห่งอนาคต โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบอัตโนมัติ (Autonomous Systems) และแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ

 

“ประการแรกคือ AI ซึ่งช่วยให้สามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลและตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมในแทบทุกด้าน และระบบอัตโนมัติที่ช่วยเพิ่มผลิตภาพอย่างมหาศาลและปรับเปลี่ยนภาคส่วนต่างๆ ของเศรษฐกิจได้อย่างมาก”

 

เขายังย้ำเตือนว่าประเทศต่างๆ ต้องสร้างระบบดิจิทัลของตนเอง มิฉะนั้นอาจเสี่ยงที่จะกลายเป็น “พื้นที่ชายขอบดิจิทัล” ที่ถูกควบคุมโดยบริษัทเทคโนโลยีตะวันตก พร้อมเสริมว่า “รัสเซียได้เรียนรู้บทเรียนนี้แล้ว”

 

ปูตินมองว่า วาระทางเทคโนโลยีนั้นไม่สามารถที่จะผูกขาดโดยขั้วอำนาจแบบดั้งเดิมเพียงฝ่ายเดียวได้อีกต่อไป ดังนั้นเทคโนโลยีทั้งสามดังกล่าว จึงกลายเป็น ‘โครงสร้างพื้นฐานของโลกหลายขั้วอำนาจ’ ซึ่งประเทศที่ครอบครองเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถสร้างระบบอุตสาหกรรม การเงิน การศึกษา และการปกครองของตนเองได้

 

ไม่เห็นเหตุผลที่จะพบกับเซเลนสกี

 

สำหรับประเด็นการเจรจากับผู้นำยูเครนเพื่อหาทางออกของสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 4 ปี ปูตินกล่าวในระหว่างร่วมการประชุมว่า เขารู้สึกขอบคุณประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สำหรับความพยายามในการยุติสงคราม แต่ยืนยันว่ายังมี “งานที่ต้องทำ” อีกมาก

 

ปูติน กล่าวอย่างหนักแน่นว่า “เขาไม่เห็นเหตุผลที่จะพบกับเซเลนสกี” หลังจากที่ผู้นำยูเครนได้เรียกร้องให้มีการเจรจาแบบพบหน้ากันก่อนหน้านี้ โดยอ้างเพียงว่า “ให้ผู้เชี่ยวชาญทำงาน หาทางออก แล้วค่อยมาพบกันเพื่อลงนาม”

 

ทั้งนี้ เซเลนสกี ซึ่งแทบจะไม่เคยได้พูดคุยกับปูตินโดยตรง ได้เขียนจดหมายเปิดผนึก เยาะเย้ยผู้นำรัสเซียเกี่ยวกับอายุของเขาและความล่าช้าในการยุติสงคราม และบอกว่า “ชาวรัสเซียเริ่มเบื่อหน่ายกับสงคราม” ซึ่งเซเลนสกีเรียกว่าเป็น “ทางเลือกส่วนตัวของปูติน” และ “สงครามที่ไม่มีสาเหตุแท้จริง”

 

ขณะที่ปูตินตอบโต้เรื่องอายุ โดยบอกว่า “สิ่งสำคัญที่สุดคือคุณยังสามารถทำงานได้อย่างเหมาะสม ทำงานของคุณได้อย่างถูกต้องหรือไม่” และกล่าวเสริมว่า “เพื่อนร่วมงานและบุคคลทางการเมืองคนอื่นๆ บางคนก็อายุมากกว่าเขา”

 

ทั้งนี้ ในการพูดคุยกับกลุ่มบรรณาธิการสื่อต่างประเทศกลุ่มเล็กๆ นอกรอบการประชุมเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ปูตินกล่าวว่า “รัสเซียจะเอาชนะยูเครนในสนามรบหากจำเป็น แต่พร้อมที่จะยุติสงครามผ่านทางการทูต”

 

“เราพร้อมและเต็มใจที่จะบรรลุข้อตกลงกับยูเครนด้วยวิธีการสันติ” เขากล่าว พร้อมเสริมว่า “รัสเซียตกลงที่จะประนีประนอมกับทรัมป์ในการประชุมสุดยอดเมื่อเดือนสิงหาคมที่เมืองแองเคอเรจ รัฐอะแลสกา

 

อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้ระบุว่าข้อตกลงประนีประนอมเหล่านั้นคืออะไร แต่กล่าวว่ายูเครนควรเห็นด้วยกับข้อตกลงเหล่านั้น

 

ภาพ : REUTERS/Anastasia Barashkova

 

อ้างอิง:

 

The post ‘หนุนโลกหลายขั้ว – ไม่คุยเซเลนสกี’ สรุปสปีชปูตินในเวทีประชุม ‘ดาวอสแห่งรัสเซีย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปวิสัยทัศน์ผู้นำสิงคโปร์: แนวทางการปรับตัวในยุคแห่งการหยุดชะงักร่วมกัน https://thestandard.co/singapore-pm-wong-us-china-disruption/ Tue, 09 Jun 2026 06:16:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1216202 ลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ กำลังกล่าวสุนทรพจน์

ลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ได้กล่าวถึงวิสัยทั […]

The post สรุปวิสัยทัศน์ผู้นำสิงคโปร์: แนวทางการปรับตัวในยุคแห่งการหยุดชะงักร่วมกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ กำลังกล่าวสุนทรพจน์

ลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับแนวทางการอยู่ร่วมกันในยุคที่ต่างฝ่ายต่างชะงักงัน ในงาน Eminent Speaker Series ซึ่งจัดโดย Singapore Press Club เมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยเป็นแนวทางที่มุ่งเน้นไปที่ ‘การรักษาสมดุล’ ท่ามกลางความท้าทายระดับโลก และมุ่งเน้น ‘การสร้างเสถียรภาพ’ ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

 

 
 

สรุปประเด็นสำคัญจากวิสัยทัศน์ของผู้นำสิงคโปร์

 

พลวัตของมหาอำนาจ: จาก ‘ทำลายล้าง’ สู่ ‘หยุดชะงัก’ ร่วมกัน

 

หว่องเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนในปัจจุบันว่าคล้ายกับยุคสงครามเย็น แต่ปรับเปลี่ยนจากแนวคิด ‘การทำลายล้างร่วมกัน’ (Mutually Assured Destruction) มาเป็น ‘การหยุดชะงักร่วมกัน’ (Mutually Assured Disruption) เนื่องจากเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศผูกพันกันลึกซึ้งเกินกว่าจะแยกจากกันเด็ดขาด จึงมองว่า เศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกันนี้คือ หนึ่งใน ‘ปัจจัยสร้างเสถียรภาพ’

 

ในสถานการณ์นี้ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกำหนดมาตรการกีดกันหรือคว่ำบาตร ก็จะกระตุ้นให้เกิดการตอบโต้จากอีกฝ่าย ซึ่งในท้ายที่สุด ‘ทั้งสองฝ่าย’ จะเป็นผู้เสียผลประโยชน์และเสียหายหนักด้วยกันทั้งคู่

 

ผู้นำสิงคโปร์หวังว่า สภาวะนี้จะเป็นสิ่งเตือนใจให้ทั้งสองมหาอำนาจพยายามควบคุมดูแลความขัดแย้ง และเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันโดยไม่ให้ลุกลามบานปลายจนกลายเป็นสงครามใหญ่

 

‘มุมมองเชิงบวก’ ต่อบทบาทของสหรัฐฯ และจีน

 

หว่องปฏิเสธแนวคิดที่ว่าสหรัฐฯ กำลังอยู่ในช่วงขาลงหรือจะถอนตัวออกจากภูมิภาค โดยมองว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงมีนวัตกรรม มีความยืดหยุ่นสูง และจะยังคงเป็นมหาอำนาจหลักที่มีผลประโยชน์ในเอเชียต่อไป

 

ขณะเดียวกันเขาก็เน้นย้ำว่า จีนเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ ‘อาเซียน’ ผ่านเครือข่ายการค้าและการลงทุนที่กว้างขวาง

 

ผู้นำสิงคโปร์ยังไม่เห็นด้วยกับการแบ่งโลกเป็นขั้วอำนาจ โดยระบุว่า “เราไม่ต้องการเห็นโลกถูกแบ่งออกเป็นเขตอิทธิพลที่แข่งขันกัน เช่น ในเอเชีย ซีกโลกตะวันตก และยุโรป ซึ่งหว่องมองว่า การจัดระเบียบและโครงสร้างแบบนั้นจะไม่มีเสถียรภาพ มักจะนำไปสู่การแข่งขันและการแย่งชิงที่มากขึ้น และในท้ายที่สุดอาจนำไปสู่ความขัดแย้ง นั่นไม่ใช่รูปแบบที่เราต้องการ

 

นโยบายต่างประเทศสิงคโปร์แบบ ‘เป็นมิตรกับทุกฝ่าย’

 

สิงคโปร์ต้องการดึงทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในภูมิภาค โดยหว่องกล่าวว่า “แนวทางของเรานั้นค่อนข้างเรียบง่าย นั่นคือ เราต้องการเป็นเพื่อนกับทุกคน” หว่องยังกล่าวเสริมว่า “แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เราเห็นด้วยกับทุกสิ่งที่พวกเขาทำ เราไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ควรหยุดยั้งเราจากการเปิดช่องทางการสื่อสารและรักษาความเป็นมิตรต่อไป”

 

หว่องกล่าวทิ้งท้ายว่า “เรามีจุดยืน เราชี้แจงผลประโยชน์ของชาติเรา แต่เราจะยังคงเป็นเพื่อนกับประเทศต่างๆ ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ การมีเพื่อนมากย่อมดีกว่ามีเพื่อนน้อย ใช่ไหมล่ะ?”

 

อ้างอิง:

The post สรุปวิสัยทัศน์ผู้นำสิงคโปร์: แนวทางการปรับตัวในยุคแห่งการหยุดชะงักร่วมกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สี-คิม เห็นพ้องยกระดับความสัมพันธ์จีน-เกาหลีเหนือ ยืนยันไม่ทิ้งพันธสัญญาปกป้องผลประโยชน์ร่วมกัน https://thestandard.co/china-north-korea-relations-upgrade/ Tue, 09 Jun 2026 04:00:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1216145 ภาพประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและผู้นำคิมจองอึนพบปะกัน

สำนักข่าว KCNA สื่อทางการเกาหลีเหนือรายงานว่า คิมจองอึน […]

The post สี-คิม เห็นพ้องยกระดับความสัมพันธ์จีน-เกาหลีเหนือ ยืนยันไม่ทิ้งพันธสัญญาปกป้องผลประโยชน์ร่วมกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและผู้นำคิมจองอึนพบปะกัน

สำนักข่าว KCNA สื่อทางการเกาหลีเหนือรายงานว่า คิมจองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ และสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอด ณ กรุงเปียงยาง วานนี้ (8 มิถุนายน) โดยตกลงที่จะขยายความร่วมมือระหว่างสองประเทศทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม และเห็นพ้องที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีไปสู่บทใหม่

 

KCNA รายงานว่า คิม ได้กล่าวกับสีในระหว่างการประชุมว่า เขาจะสนับสนุน ‘หลักการจีนเดียว’ อย่างเต็มที่ ซึ่งคาดว่าเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนในประเด็นไต้หวัน

 

ในขณะที่สี ซึ่งเดินทางเยือนเกาหลีเหนือเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี กล่าวกับคิมว่า เขาจะใช้การเยือนครั้งนี้ เป็นโอกาสในการสร้างความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญในความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างสองประเทศ

 

นอกจากนี้ ผู้นำทั้งสองยังเห็นพ้องที่จะกระชับการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ผ่านการเยือนของเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้วย

 

สถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีน รายงานว่าสี แสดงความเต็มใจที่จะขยายความร่วมมือระหว่างจีนและเกาหลีเหนือในหลากหลายด้าน รวมถึงการค้า เกษตรกรรม การก่อสร้าง และเทคโนโลยี

 

โดยสีกล่าวว่า ทั้งสองประเทศควรเสริมสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์และปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของตนอย่างมั่นคง

 

ขณะที่คิม ยืนยันว่าเกาหลีเหนือและจีนจะรักษามิตรภาพไว้ในฐานะ “ภารกิจเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุด”

 

ทั้งนี้ สีให้คำมั่นว่า ปักกิ่งจะไม่ละทิ้งพันธสัญญาในการปกป้องผลประโยชน์ร่วมกันกับเกาหลีเหนือ และจะไม่ลดการสนับสนุนคิม

 

นอกจากนี้ คิม ยังเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงต้อนรับสี และคณะผู้แทนจากจีนอย่างยิ่งใหญ่ โดยสี กล่าวสุนทรพจน์ว่า เขายินดีที่ได้ ‘แบ่งปันมิตรภาพ’ กับผู้นำเกาหลีเหนือ และแสดงความขอบคุณต่อเจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่น

 

“เนื่องในโอกาสครบรอบ 65 ปีของสนธิสัญญาความร่วมมือ ความช่วยเหลือ และความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและเกาหลีเหนือได้ก้าวไปสู่จุดเริ่มต้นทางประวัติศาสตร์ใหม่แล้ว” สำนักข่าว KCNA รายงานคำกล่าวของสี

 

อย่างไรก็ตาม สื่อทางการเกาหลีเหนือไม่ได้ระบุว่า ผู้นำทั้งสองได้หารือกันเกี่ยวกับโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของเปียงยางหรือความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาหรือไม่

 

ขณะที่ยังไม่ชัดเจนว่าผู้นำทั้งสองจะมีการเจรจาเพิ่มเติมในวันนี้หรือไม่ โดยมีรายงานว่า สีอาจไปเยือนหอแห่งมิตรภาพจีน-เกาหลี ในกรุงเปียงยาง เพื่อรำลึกถึงทหารจีนที่เสียชีวิตในสงครามเกาหลี และคาดว่าสี จะเดินทางกลับจีนในบ่ายวันนี้

 

ภาพ : KCNA via REUTERS

อ้างอิง :

The post สี-คิม เห็นพ้องยกระดับความสัมพันธ์จีน-เกาหลีเหนือ ยืนยันไม่ทิ้งพันธสัญญาปกป้องผลประโยชน์ร่วมกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำยุโรปหนุนแผนสันติภาพยูเครน ขณะที่ EU เล็งขยายมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย https://thestandard.co/eu-russia-sanctions-ukraine-peace/ Tue, 09 Jun 2026 03:47:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1216137 ภาพผู้นำยุโรปหารือแผนสันติภาพยูเครนและมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย

บรรดาผู้นำยุโรปโดยเฉพาะกลุ่มพันธมิตร E3 ซึ่งได้แก่ ผู้น […]

The post ผู้นำยุโรปหนุนแผนสันติภาพยูเครน ขณะที่ EU เล็งขยายมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้นำยุโรปหารือแผนสันติภาพยูเครนและมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย

บรรดาผู้นำยุโรปโดยเฉพาะกลุ่มพันธมิตร E3 ซึ่งได้แก่ ผู้นำอังกฤษ เยอรมนี และฝรั่งเศส ประกาศสนับสนุนข้อเสนอของโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ที่ต้องการให้มี การเจรจาหยุดยิงโดยตรงระหว่างยูเครนและรัสเซีย

 

โดยมีการกำหนดเงื่อนไขสำคัญคือ ต้องหยุดยิงทันที, ใช้เส้นปะทะปัจจุบันเป็นจุดเริ่มต้นเจรจา, มีกองกำลังระหว่างประเทศร่วมรับประกันความมั่นคง และอายัดทรัพย์สินของรัสเซียไว้จนกว่าจะมีการชดใช้ความเสียหายให้ยูเครน

 

ท่าทีของรัสเซีย และมุมมองของ EU

 

วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ได้ปฏิเสธข้อเสนอเจรจาแบบพบหน้า ในขณะที่เซเลนสกีเร่งผลักดันให้ยุโรปมีบทบาทเจรจา เนื่องจากสหรัฐฯ กำลังมุ่งความสนใจไปที่ความขัดแย้งในอิหร่าน

 

อย่างไรก็ตาม คายา คัลลัส หัวหน้านโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป (EU) ให้เหตุผลว่าในขณะนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม เนื่องจากชาติตะวันตกจำเป็นต้องอาศัย ‘ความอดทนทางยุทธศาสตร์’ (Strategic patience) เพื่อกดดันให้รัสเซียตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยอมเข้าสู่กระบวนการเจรจาอย่างจริงใจเสียก่อน

 

สาเหตุหลักที่ทำให้ EU มีมุมมองเช่นนี้ ประกอบด้วยปัจจัยต่างๆ ดังนี้

 

EU มองว่า รัสเซียยังไม่มีท่าทีจริงใจที่จะเจรจา เนื่องจาก ปูตินเพิ่งปฏิเสธข้อเสนอของประธานาธิบดีเซเลนสกีที่ต้องการให้มีการเจรจาแบบพบหน้ากัน โดยปูตินอ้างว่าข้อเสนอดังกล่าวดูไม่มีความจริงใจ และเขายังไม่เห็นประโยชน์ที่จะต้องมาพบกันในขณะนี้

 

ขณะที่การโจมตียังคงทวีความรุนแรง แทนที่จะแสดงท่าทีพร้อมเจรจา รัสเซียกลับยกระดับการโจมตีพลเรือนยูเครนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงการเปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น ตลอดจนการโจมตีในภูมิภาคซาปอริซเซียที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนไม่น้อย

 

EU ยังเดินหน้าใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือบีบรัสเซียให้ถึงที่สุด โดย EU ประเมินว่า มาตรการคว่ำบาตรกำลังส่งผลกระทบอย่างหนัก โดยรัสเซียได้สูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจไปแล้วราว 1.2 ถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้ปูตินกำลังสูญเสียทั้งเงิน กำลังพล และแรงขับเคลื่อนทางทหาร ด้วยเหตุนี้ EU จึงกำลังพิจารณาเพิ่มรายชื่อบุคคลและนิติบุคคลที่ถูกคว่ำบาตรอีก 80 รายการ เพื่อทำลายรากฐานทางเศรษฐกิจของรัสเซียให้พังทลายลง

 

รัฐมนตรีกลาโหม EU ยังเตรียมเดินหน้ากองทุนมูลค่า 6.6 พันล้านยูโร เพื่อชดเชยและจัดซื้ออาวุธให้ยูเครน หลังจากที่ ฮังการีภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้ยุติการคัดค้านการใช้กองทุนดังกล่าวแล้ว

 

ภาพ: Isabel Infantes / Reuters

อ้างอิง:

The post ผู้นำยุโรปหนุนแผนสันติภาพยูเครน ขณะที่ EU เล็งขยายมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
อิหร่าน-อิสราเอล ระงับโจมตีตอบโต้ หลังทรัมป์เรียกร้องทั้งสองฝ่ายหยุดยิง เตือนเนทันยาฮู ระวังโดดเดี่ยว https://thestandard.co/iran-israel-halt-attacks-trump-warns/ Tue, 09 Jun 2026 03:41:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1216133 ภาพที่เกี่ยวข้องกับข่าวอิหร่าน-อิสราเอลระงับโจมตีตอบโต้ หลังโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้อง

อิหร่านและอิสราเอลประกาศระงับการโจมตีตอบโต้ระหว่างกันแล […]

The post อิหร่าน-อิสราเอล ระงับโจมตีตอบโต้ หลังทรัมป์เรียกร้องทั้งสองฝ่ายหยุดยิง เตือนเนทันยาฮู ระวังโดดเดี่ยว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพที่เกี่ยวข้องกับข่าวอิหร่าน-อิสราเอลระงับโจมตีตอบโต้ หลังโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้อง

อิหร่านและอิสราเอลประกาศระงับการโจมตีตอบโต้ระหว่างกันแล้ว ภายหลังจากที่เปิดฉากโจมตีข้ามพรมแดนเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่บรรลุข้อตกลงหยุดยิงในเดือนเมษายน

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าว เกิดขึ้นหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิง

 

โดยเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลกล่าวภายหลังระงับการโจมตีวานนี้ (8 มิถุนายน) ว่าอิสราเอลจะหยุดยิง ‘ในตอนนี้’ แต่ย้ำว่าการต่อสู้กับอิหร่านและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ‘ยังไม่จบ’

 

ขณะที่อิหร่านเตือนว่าจะกลับมาโจมตีอีกครั้ง ด้วย ‘มาตรการที่รุนแรงและเด็ดขาดมากขึ้น’ หากอิสราเอลยังคงโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ซึ่งอิหร่านถือว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

 

การเผชิญหน้าโดยตรงระหว่างสองประเทศ ถือเป็นความเสี่ยงที่จะทำลายความพยายามของสหรัฐฯ ในการบรรลุข้อตกลงกับเตหะรานเพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่าสามเดือน

 

Axios ชี้ทรัมป์เตือนเนทันยาฮู ระวังถูกโดดเดี่ยว

 

ในการให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์แก่ BBC ทรัมป์ ปฏิเสธข้อมูลที่ว่า เนทันยาฮูได้ฝ่าฝืนความต้องการของเขาโดยการโจมตีอิหร่าน

 

ทำเนียบขาวเปิดเผยว่า ทรัมป์ได้โทรศัพท์หาเนทันยาฮู เพื่อหารือเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ดังกล่าว ซึ่งทรัมป์ ตอบคำถามว่า เขาโน้มน้าวให้ผู้นำอิสราเอลหยุดการโจมตีอิหร่านได้อย่างไร โดยกล่าวว่า “สิ่งที่ผมทำก็แค่บอกว่า เราต้องใช้เหตุผล เราใกล้จะลงนามในข้อตกลงที่ทรงพลังมาก ข้อตกลงที่ดีมาก ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ ไม่มีอะไรเลย คุณรู้ไหม เราต้องใช้สามัญสำนึกให้มาก มันก็โอเคดี”

 

“ถ้าผมบอกให้เขาทำอะไร เขาก็จะทำ” ทรัมป์ กล่าว

 

ทรัมป์ ยังให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Axios ของสหรัฐฯ โดยเปิดเผยว่า เขาได้บอกกับผู้นำอิสราเอลว่า อาจต้องต่อสู้เพียงลำพังหากกลับไปทำสงครามกับอิหร่านอีกครั้ง

 

“ผมบอกว่า บีบี (เนทันยาฮู) คุณควรระวังให้ดี มิฉะนั้นคุณจะต้องอยู่คนเดียวในไม่ช้า” Axios อ้างคำพูดของทรัมป์

 

อย่างไรก็ตาม เยชีเอล ไลเตอร์ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำสหรัฐฯ ปฏิเสธรายงานที่ว่าทรัมป์กดดันเนทันยาฮู โดยบอกกับรายการ Special Report ของ Fox News ว่าการสนทนาระหว่างผู้นำทั้งสองเป็นไปด้วยความร่วมมือกัน และกล่าวหาว่านักข่าวสร้างเรื่องราวที่บิดเบือน

 

“พวกเขามีมิตรภาพที่แน่นแฟ้นยาวนานกว่า 40 ปี และบางครั้งคู่รักก็อาจทะเลาะกันบ้าง และบางครั้งความตึงเครียดในห้องและการสนทนาก็อาจร้อนแรงขึ้นเล็กน้อย” ไลเตอร์กล่าว

 

ทั้งนี้ ในการแถลงผ่านทางโทรทัศน์วานนี้ เนทันยาฮูเปิดเผยว่า “เขาได้บอกกับทรัมป์ว่า อิสราเอลมีสิทธิเต็มที่ในการป้องกันตนเอง และกำลังใช้สิทธินั้นตามที่จำเป็น”

 

ภาพ : Pool via WANA (West Asia News Agency)/ via REUTERS

อ้างอิง :

The post อิหร่าน-อิสราเอล ระงับโจมตีตอบโต้ หลังทรัมป์เรียกร้องทั้งสองฝ่ายหยุดยิง เตือนเนทันยาฮู ระวังโดดเดี่ยว appeared first on THE STANDARD.

]]>
แอมเนสตี้เผยรายงาน ชี้ปฏิบัติการปราบสแกมของกัมพูชา ยังไม่เพียงพอทำลายศูนย์สแกมส่วนใหญ่ มองล้มเหลวคัดกรองเหยื่อ-ดำเนินคดีผู้ร่วมขบวนการ https://thestandard.co/amnesty-cambodia-scam-crackdown-fails/ Mon, 08 Jun 2026 12:17:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1216005 ภาพกราฟิกแสดงข้อความสรุปรายงานแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเกี่ยวกับปฏิบัติการปราบปรามศูนย์สแกมของกัมพูชา

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยแพร่รายงาน “Fallin […]

The post แอมเนสตี้เผยรายงาน ชี้ปฏิบัติการปราบสแกมของกัมพูชา ยังไม่เพียงพอทำลายศูนย์สแกมส่วนใหญ่ มองล้มเหลวคัดกรองเหยื่อ-ดำเนินคดีผู้ร่วมขบวนการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อความสรุปรายงานแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเกี่ยวกับปฏิบัติการปราบปรามศูนย์สแกมของกัมพูชา

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยแพร่รายงาน “Falling Through the Cracks: Cambodia’s “Crackdown” on Scamming Compounds” ในวันนี้ (8 มิถุนายน)แสดงให้เห็นว่าปฏิบัติการกวาดล้างศูนย์หลอกลวงออนไลน์ (Online Scam) หรือศูนย์สแกม ของทางการกัมพูชาในช่วงปีที่ผ่านมา ยังไม่เพียงพอที่จะทำลายแหล่งศูนย์สแกมส่วนใหญ่ที่อยู่ในประเทศ

 

 
 

โดยศูนย์สแกมหลายแห่งกำลังย้ายที่ตั้งเพื่อหลีกเลี่ยงการปราบปราม ในขณะที่ทางการกัมพูชายังล้มเหลวทั้งการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดในขบวนการสแกมและการตรวจสอบและคัดกรองเหยื่อค้ามนุษย์

 

“รัฐบาลกัมพูชาจัดการภาพลักษณ์ของการปราบปรามขบวนการสแกมอย่างระมัดระวัง แต่เบื้องหลังพาดหัวข่าวเกี่ยวกับการบุกค้นหรือการจับกุมในศูนย์สแกมต่างๆ คือผู้รอดชีวิตจากการเป็นทาส การทรมาน และการข่มขืน ที่แทบไม่ได้รับการสนับสนุนใดๆ” มอนต์เซ เฟอร์เรอร์ ผู้อำนวยการร่วมประจำภูมิภาคของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว และยืนยันว่า “การปราบปรามอาชญากรรมที่ได้รับการยกย่องอย่างมากนี้ ยังไม่เพียงพอที่จะยุติความทุกข์ทรมานของผู้ที่ติดอยู่ในศูนย์สแกม”

 

“มากกว่า 70% ของจำนวนศูนย์สแกมที่แอมเนสตี้ระบุไว้ในรายงาน ดูเหมือนจะถูกมองข้าม ในขณะที่การเข้าปราบปรามของตำรวจที่ไม่มีประสิทธิภาพ ยังทำให้เหยื่อพลาดโอกาสและต้องเผชิญกับการละเมิดที่น่าสยดสยอง ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลกัมพูชากำลังชื่นชมผลงานของตนเอง”

 

การปราบปรามของกัมพูชาไม่สามารถรื้ออุตสาหกรรมสแกมได้จริง

 

แม้ว่ารัฐบาลกัมพูชาจะเปิดปฏิบัติการกวาดล้างศูนย์สแกมในประเทศครั้งใหญ่ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025 และประกาศความสำเร็จในการปิดศูนย์สแกมไปแล้วกว่า 200 แห่ง และจับกุมหัวหน้าขบวนการไปแล้วหลายคน แต่แอมเนสตี้ ระบุข้อมูลหลักฐานที่รวบรวมได้ สะท้อนว่า ศูนย์สแกมส่วนใหญ่จนถึงวันนี้ก็ยังคงดำเนินงานอยู่ หรือมีการโยกย้ายสถานที่เพื่อหลบเลี่ยงการปราบปราม มากกว่าจะถูกปิดอย่างถาวร

 

รายงานฉบับใหม่นี้ ระบุพิกัดศูนย์สแกมเพิ่มเติมอีก 33 แห่ง จากที่เคยเปิดเผยไว้ 53 แห่งในรายงานปี 2025 ทำให้ แอมเนสตี้ สามารถระบุศูนย์สแกมได้อย่างน้อย 86 แห่งทั่วประเทศกัมพูชา สะท้อนว่าปัญหายังคงแพร่หลายแม้อยู่ในช่วงการกวาดล้างครั้งใหญ่ของรัฐบาล

 

แอมเนสตี้ ระบุว่าจากศูนย์สแกม 86 แห่งที่ติดตาม พบหลักฐานการเข้าดำเนินการปราบปรามของเจ้าหน้าที่เพียง 24 แห่งเท่านั้น ขณะที่รัฐบาลกัมพูชาอ้างว่า ได้ปิดศูนย์สแกมไปแล้วมากกว่า 200 แห่ง ซึ่งทำให้เกิดคำถามเรื่องความโปร่งใสและความถูกต้องของตัวเลขที่รัฐบาลประกาศ

 

เหยื่อการค้ามนุษย์ยังไม่ได้รับการคุ้มครอง

 

รายงานของแอมเนสตี้ ชี้ว่ารัฐบาลกัมพูชาให้ความสำคัญกับการจับกุมและส่งกลับชาวต่างชาติ แต่ ล้มเหลวในการระบุและคุ้มครองเหยื่อการค้ามนุษย์ ที่ถูกหลอกมาทำงานในศูนย์สแกม หลายคนถูกปล่อยให้อยู่โดยไม่มีที่พัก อาหาร การรักษาพยาบาล หรือความช่วยเหลือในการเดินทางกลับประเทศ

 

แอมเนสตี้ ยังได้สัมภาษณ์เหยื่ออีก 73 คนจาก 16 ประเทศ ที่รอดชีวิตออกมาจากศูนย์สแกม และพบรูปแบบการละเมิดสิทธิมนุษยชนเช่นเดียวกับที่เคยปรากฎในรายงานเมื่อปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น

 

  • การค้ามนุษย์
  • การบังคับใช้แรงงาน
  • การกักขังหน่วงเหนี่ยว
  • การทรมาน
  • การทำร้ายร่างกาย
  • การข่มขืนและความรุนแรงทางเพศ

 

สิ่งที่น่าสลดใจ คือผู้รอดชีวิตทั้ง 73 คนที่ถูกสัมภาษณ์ ไม่มีใครได้รับการยอมรับจากทางการกัมพูชาว่า เป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ แม้แอมเนสตี้จะประเมินแล้วว่า พวกเขาทั้งหมดตรงตามคำจำกัดความที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

 

หลายคนที่ได้รับการปล่อยตัวหรือหนีออกมาจากศูนย์สแกม กลับต้องนอนบนถนนหรือถูกกักขังในศูนย์ตรวจคนเข้าเมืองที่แออัด ในขณะที่บางกรณี ตำรวจยังรีดไถเหยื่อการค้ามนุษย์เหล่านี้และข่มขู่พวกเขา ขณะที่ผู้รอดชีวิตบางรายได้รับการช่วยเหลือที่ไม่เพียงพอจากสถานทูตของตนเอง

 

ผู้รอดชีวิตคนหนึ่งซึ่งมาจากแอฟริกาตะวันออกตั้งแต่อายุ 16 ปี โดยถูกล่อลวงด้วยข้อเสนองานปลอมบนเรือสำราญ เล่าถึงเหตุการณ์ขณะที่ถูกย้ายไปมาระหว่างศูนย์สแกมต่างๆ ในระหว่างที่ทางการดำเนินการปราบปราม

 

“พวกเขาใส่กุญแจมือฉันไว้กับเก้าอี้และบังคับให้ฉันยืนอยู่สองวัน จากนั้นพวกเขาก็ทุบตีพวกเราและพาพวกเราขึ้นรถ” เธอกล่าว

 

ท้ายที่สุดเธอและเหยื่อคนอื่นๆ ถูกทิ้งไว้ข้างถนนในเวลากลางคืน และเมื่อตำรวจมาถึง เธอบอกว่า พวกเขาขู่ว่าจะส่งเธอกลับไปยังศูนย์สแกมแทนที่จะให้ความช่วยเหลือ และเมื่อไม่มีที่ไป เธอจึงขอความช่วยเหลือจากชาวกัมพูชาในท้องถิ่นที่ช่วยให้เธอหนีออกจากพื้นที่ได้

 

ปัญหาความโปร่งใส เอื้อประโยชน์ธุรกิจเชื่อมโยงศูนย์สแกม

 

การสืบสวนของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลในเดือนเมษายนพบว่า คาสิโน 12 แห่งที่เชื่อมโยงกับศูนย์สแกมหลอกลวงได้รับการอนุมัติจากรัฐบาล แม้ว่าการปราบปรามจะดำเนินอยู่ก็ตาม โดยรายงานฉบับใหม่ของแอมเนสตี้ระบุว่า มีคาสิโนอีก 4 แห่งที่ยื่นแผน แสดงให้เห็นว่ามีอาคารที่ถูกใช้เป็นศูนย์สแกมรวมอยู่ด้วย

 

มอนต์เซ เฟอร์เรอร์ กล่าวว่า “หากรัฐบาลกัมพูชาจริงจังกับการยุติการค้าทาสและการทรมานในอุตสาหกรรมหลอกลวง รัฐบาลต้องตรวจสอบศูนย์สแกมและคาสิโนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ระบุและให้ความช่วยเหลือเหยื่อการค้ามนุษย์และการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงอื่นๆ อย่างถูกต้อง และแก้ไขความล้มเหลวที่ขัดขวางไม่ให้การปราบปรามครั้งนี้ประสบความสำเร็จ”

 

แม้กัมพูชาจะอ้างความสำเร็จของการปราบปราม แต่สิ่งที่ยังล้มเหลวคือการเปิดเผยข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับศูนย์สแกมที่ถูกตรวจสอบ หรือหลักฐานที่สนับสนุนข้ออ้างเรื่องการปิดศูนย์สแกม

 

ขณะที่รัฐบาลกัมพูชาไม่ได้ตอบคำถาม ที่แอมเนสตี้สอบถามไปเกี่ยวกับการสอบสวน และในขณะเดียวกัน นักข่าวและเจ้าหน้าที่กู้ภัยยังเผชิญกับการจับกุมและการข่มขู่ ซึ่งยิ่งจำกัดการตรวจสอบอย่างอิสระ

 

“การขาดความโปร่งใสอย่างสิ้นเชิงของรัฐบาลกัมพูชาทำให้ไม่สามารถตรวจสอบข้อกล่าวอ้างของพวกเขาได้ และบั่นทอนความเชื่อมั่นในกระบวนการทั้งหมด ข้อสรุปที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ หลายคนที่อยู่เบื้องหลังศูนย์สแกมที่ฉ้อฉลที่สุดยังไม่ถูกนำตัวมาลงโทษ” มอนต์เซ เฟอร์เรอร์ กล่าว

 

เรียกร้องประชาคมโลกกดดันกัมพูชาเพิ่มขึ้น

 

แอมเนสตี้ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศที่มีความร่วมมือด้านความมั่นคงและการบังคับใช้กฎหมายกับกัมพูชา เพิ่มแรงกดดันให้มีการ

 

  • ปิดศูนย์สแกมทั้งหมด
  • ดำเนินคดีกับผู้บงการระดับสูง
  • สอบสวนเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง
  • จัดระบบช่วยเหลือเหยื่อการค้ามนุษย์อย่างจริงจัง

 

โดยรายงานยังเน้นย้ำว่า ปัญหาศูนย์สแกมในกัมพูชาถือเป็นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่กำลังส่งผลกระทบอย่างมากต่อหลายประเทศทั่วโลก

 

อ้างอิง:

 

The post แอมเนสตี้เผยรายงาน ชี้ปฏิบัติการปราบสแกมของกัมพูชา ยังไม่เพียงพอทำลายศูนย์สแกมส่วนใหญ่ มองล้มเหลวคัดกรองเหยื่อ-ดำเนินคดีผู้ร่วมขบวนการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีจิ้นผิง เยือนเกาหลีเหนือครั้งแรกในรอบ 7 ปี คิมจองอึนต้อนรับยิ่งใหญ่ https://thestandard.co/xi-jinping-kim-jong-un-north-korea/ Mon, 08 Jun 2026 11:59:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1215988 ภาพพิธีต้อนรับสีจิ้นผิงที่เกาหลีเหนือ โดยมีคิมจองอึนและประชาชนร่วมต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่

สีจิ้นผิง เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน […]

The post สีจิ้นผิง เยือนเกาหลีเหนือครั้งแรกในรอบ 7 ปี คิมจองอึนต้อนรับยิ่งใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพพิธีต้อนรับสีจิ้นผิงที่เกาหลีเหนือ โดยมีคิมจองอึนและประชาชนร่วมต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่

สีจิ้นผิง เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) และประธานาธิบดีจีน พร้อมด้วยเผิงลี่หยวน ภริยา ได้เดินทางถึงกรุงเปียงยางในการเยือนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการ โดยมีคิมจองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ และรีซอลจู ภริยา ให้การต้อนรับ ณ ท่าอากาศยาน ซึ่งคิม ได้เข้าไปจับมือทักทายผู้นำจีนอย่างอบอุ่นหลังก้าวลงจากบันไดเครื่องบิน

ดูภาพข่าว ▼

คิมยังได้จัดพิธีต้อนรับสีอย่างยิ่งใหญ่ ณ จัตุรัสคิมอิลซุง ใจกลางกรุงเปียงยาง โดยทั้งสองได้ร่วมตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ก่อนจะร่วมชมพิธีสวนสนามกองทัพ

 

ขณะที่ประชาชนในกรุงเปียงยาง ซึ่งรวมทั้งเด็กและคนรุ่นใหม่ ต่างแต่งกายด้วยชุดเฉลิมฉลอง ถือธง ดอกไม้ และลูกโป่ง ออกมาร่วมให้การต้อนรับผู้นำจีน พร้อมทั้งปรบมือและส่งเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีอย่างอบอุ่น

 

ทั้งนี้ สีได้พบหารือกับคิมจองอึน โดยเขากล่าวย้ำว่า “จีนและเกาหลีเหนือ ควรยึดมั่นเป้าหมายของการส่งมอบผลประโยชน์แก่ประชาชนและยกระดับความร่วมมือเชิงปฏิบัติ” และชี้ว่า “จีนพร้อมจะทำงานร่วมกับเกาหลีเหนือ เพื่อเสริมสร้างความสอดคล้องของยุทธศาสตร์การพัฒนา และขยายความร่วมมือเชิงปฏิบัติด้านต่างๆ เช่น เศรษฐกิจและการค้า การเกษตร การก่อสร้าง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงการดูแลสุขภาพ”

 

นอกจากนั้น สีเน้นว่า “จีนและเกาหลีเหนือควรปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์จากการพัฒนาของตนเองอย่างแน่วแน่ รวมถึงร่วมกันรักษาสันติภาพและการพัฒนาในภูมิภาค โดยทั้งสองประเทศควรเสริมสร้างการประสานงานและความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น”

 

 

ภาพพิธีต้อนรับสีจิ้นผิงที่เกาหลีเหนือ โดยมีคิมจองอึนและประชาชนร่วมต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ 1ภาพพิธีต้อนรับสีจิ้นผิงที่เกาหลีเหนือ โดยมีคิมจองอึนและประชาชนร่วมต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ 2ภาพพิธีต้อนรับสีจิ้นผิงที่เกาหลีเหนือ โดยมีคิมจองอึนและประชาชนร่วมต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ 3ภาพพิธีต้อนรับสีจิ้นผิงที่เกาหลีเหนือ โดยมีคิมจองอึนและประชาชนร่วมต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ 4ภาพพิธีต้อนรับสีจิ้นผิงที่เกาหลีเหนือ โดยมีคิมจองอึนและประชาชนร่วมต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ 5ภาพพิธีต้อนรับสีจิ้นผิงที่เกาหลีเหนือ โดยมีคิมจองอึนและประชาชนร่วมต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ 6ภาพพิธีต้อนรับสีจิ้นผิงที่เกาหลีเหนือ โดยมีคิมจองอึนและประชาชนร่วมต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ 7ภาพพิธีต้อนรับสีจิ้นผิงที่เกาหลีเหนือ โดยมีคิมจองอึนและประชาชนร่วมต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ 8ภาพพิธีต้อนรับสีจิ้นผิงที่เกาหลีเหนือ โดยมีคิมจองอึนและประชาชนร่วมต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ 9ภาพพิธีต้อนรับสีจิ้นผิงที่เกาหลีเหนือ โดยมีคิมจองอึนและประชาชนร่วมต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ 10

 

อ้างอิง: Xinhua

ภาพ: Xinhua

The post สีจิ้นผิง เยือนเกาหลีเหนือครั้งแรกในรอบ 7 ปี คิมจองอึนต้อนรับยิ่งใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผ่นดินไหว 7.8 นอกชายฝั่งทางตอนใต้ฟิลิปปินส์ ทำบ้านเรือนพังถล่ม เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 15 คน ทางการเตือนสึนามิ 3 เมตร https://thestandard.co/philippines-earthquake-tsunami-warning/ Mon, 08 Jun 2026 06:33:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1215795 ภาพความเสียหายจากแผ่นดินไหวขนาด 7.8 ในฟิลิปปินส์

แรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหวขนาด 7.8 ที่เกิดขึ้นนอกชายฝั่งภ […]

The post แผ่นดินไหว 7.8 นอกชายฝั่งทางตอนใต้ฟิลิปปินส์ ทำบ้านเรือนพังถล่ม เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 15 คน ทางการเตือนสึนามิ 3 เมตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพความเสียหายจากแผ่นดินไหวขนาด 7.8 ในฟิลิปปินส์

แรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหวขนาด 7.8 ที่เกิดขึ้นนอกชายฝั่งภูมิภาคมินดาเนา ทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ ส่งผลให้อาคารบ้านเรือนหลายหลังพังถล่มและได้รับความเสียหาย และมีรายงานผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 15 คน และบาดเจ็บ 129 คน

ดูภาพข่าว ▼ 

โดยหน่วยสำรวจทางรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USGS) รายงานว่าแผ่นดินไหวเกิดขึ้นนอกชายฝั่งเมืองเจเนอรัลซานโตส จังหวัดซารังกานี ซึ่งเป็นปลายสุดทางใต้ของเกาะมินดาเนา เมื่อช่วงเวลา 07.37 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยเกิดขึ้นที่ระดับความลึกใต้พื้นดินในทะเลประมาณ 35 กิโลเมตร

 

ภายหลังเกิดเหตุสถาบันภูเขาไฟและแผ่นดินไหววิทยาแห่งฟิลิปปินส์ ได้ออกประกาศเตือนภัยสึนามิ และให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายฝั่งเร่งอพยพ โดยระบบเตือนภัยสึนามิของสหรัฐฯ ระบุว่า คลื่นสึนามิอาจมีความสูงถึง 1-3 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลในบางพื้นที่ของฟิลิปปินส์ ซึ่งนอกจากนี้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย ญี่ปุ่นและออสเตรเลีย ก็มีการออกประกาศเตือนสึนามิด้วย แต่คำเตือนบางส่วนได้ถูกยกเลิกแล้ว

 

ด้าน เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ได้ออกแถลงการณ์ “สั่งการให้หน่วยงานรัฐบาลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเร่งดำเนินการอพยพและให้ความช่วยเหลือประชาชนในทันที พร้อมทั้งขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงเผชิญสึนามิเร่งอพยพไปยังที่สูง

 

“ถึงพี่น้องชาวฟิลิปปินส์ในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ โปรดฟังประกาศเตือนสึนามิ อพยพไปยังที่สูงเดี๋ยวนี้ อย่ารอช้า ชีวิตของคุณสำคัญกว่าสิ่งใดๆ ที่เหลืออยู่” เขากล่าวในแถลงการณ์

 

 

ภาพความเสียหายจากแผ่นดินไหวขนาด 7.8 ในฟิลิปปินส์ 1ภาพความเสียหายจากแผ่นดินไหวขนาด 7.8 ในฟิลิปปินส์ 2ภาพความเสียหายจากแผ่นดินไหวขนาด 7.8 ในฟิลิปปินส์ 3ภาพความเสียหายจากแผ่นดินไหวขนาด 7.8 ในฟิลิปปินส์ 4ภาพความเสียหายจากแผ่นดินไหวขนาด 7.8 ในฟิลิปปินส์ 5ภาพความเสียหายจากแผ่นดินไหวขนาด 7.8 ในฟิลิปปินส์ 6ภาพความเสียหายจากแผ่นดินไหวขนาด 7.8 ในฟิลิปปินส์ 7ภาพความเสียหายจากแผ่นดินไหวขนาด 7.8 ในฟิลิปปินส์ 8

 

อ้างอิง:

 

ภาพ: REUTERS/Edwin Espejo

The post แผ่นดินไหว 7.8 นอกชายฝั่งทางตอนใต้ฟิลิปปินส์ ทำบ้านเรือนพังถล่ม เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 15 คน ทางการเตือนสึนามิ 3 เมตร appeared first on THE STANDARD.

]]>