ข่าวต่างประเทศ World – THE STANDARD THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/world/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 01 Jul 2026 07:59:18 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 จาก USINDOPACOM สู่ USPACOM: แค่เปลี่ยนชื่อ หรือเปลี่ยนยุทธศาสตร์? https://thestandard.co/usindopacom-uspacom-strategy-change/ Wed, 01 Jul 2026 07:58:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1225573 ภาพทหารนาวิกโยธินสหรัฐฯ

เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 กระทรวงสงคราม (Department […]

The post จาก USINDOPACOM สู่ USPACOM: แค่เปลี่ยนชื่อ หรือเปลี่ยนยุทธศาสตร์? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพทหารนาวิกโยธินสหรัฐฯ

เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 กระทรวงสงคราม (Department of War) ของสหรัฐอเมริกาประกาศเปลี่ยนชื่อกองบัญชาการภาคอินโด-แปซิฟิก (USINDOPACOM) กลับไปใช้ชื่อเดิมคือกองบัญชาการภาคแปซิฟิก (USPACOM) ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้มากว่า 7 ทศวรรษก่อนการเปลี่ยนชื่อในปี 2561 ความเคลื่อนไหวนี้ถูกตั้งคำถามทันทีว่ามีนัยเชิงยุทธศาสตร์อะไรซ่อนอยู่ โดยเฉพาะต่ออินเดีย กรอบความร่วมมือจตุภาคี หรือ Quad (กลุ่มความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างสหรัฐฯ ญี่ปุ่น อินเดีย และออสเตรเลีย) และโครงสร้างความมั่นคงในภูมิภาคโดยรวม

 

สิ่งแรกที่ต้องตั้งหลักให้ตรงคือการแยกระหว่าง “สิ่งที่เปลี่ยน” กับ “สิ่งที่ไม่เปลี่ยน” ฝ่ายสหรัฐฯ ยืนยันชัดเจนว่าพื้นที่ความรับผิดชอบทางทหาร หรือ AOR (Area of Responsibility) ภารกิจ โครงสร้างกำลัง การวางกำลัง และความเป็นหุ้นส่วนกับชาติพันธมิตร ทั้งหมดนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด ขอบเขตยังคงทอดยาวจากชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ ไปจรดพรมแดนทางทะเลด้านตะวันตกของอินเดียตามเดิม กล่าวอีกนัยหนึ่งคือสิ่งที่เปลี่ยนคือชื่อเรียกและความหมายเชิงสัญลักษณ์ ไม่ใช่กำลังรบหรือแผนปฏิบัติการจริง การประเมินใดๆ จึงควรเริ่มจากข้อเท็จจริงนี้ก่อน เพื่อไม่ให้ตีความเกินกว่าที่หลักฐานรองรับ

 

อย่างไรก็ตาม การที่กำลังรบไม่เปลี่ยน ไม่ได้แปลว่าการเปลี่ยนชื่อไม่มีความหมาย ในทางตรงกันข้าม ชื่อของกองบัญชาการทหารคือรูปแบบหนึ่งของการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Communication) มันคือถ้อยแถลงที่ส่งไปยังหลายฝ่ายพร้อมกัน ทั้งจีน อินเดีย ชาติพันธมิตร และรัฐสภาสหรัฐฯ เอง การเติมคำว่า Indo เข้าไปในปี 2561 ภายใต้รัฐมนตรีกลาโหม Jim Mattis ในสมัยประธานาธิบดีทรัมป์ชุดแรก จึงเป็นการกระทำเชิงยุทธศาสตร์ที่จงใจ มันคือการยกระดับอินเดียและมหาสมุทรอินเดียจากชายขอบขึ้นมาเป็นแกนกลางของยุทธศาสตร์เอเชียของสหรัฐฯ และสอดรับกับแนวคิดอินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง หรือ Free and Open Indo-Pacific (FOIP) กับการรื้อฟื้นกลุ่ม Quad ในปีเดียวกัน

 

เมื่อมองในกรอบนี้ การถอดคำว่า Indo ออกจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะมันคือการส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Signaling) แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรถูกตีความเกินเลยไปว่ายุทธศาสตร์ได้เปลี่ยนทิศแล้ว ความหมายอยู่ที่ตัวสาร ไม่ใช่ที่การเคลื่อนกำลัง

 

คำถามที่สำคัญกว่า “เปลี่ยนชื่อแล้วเกิดอะไรขึ้น” คือ “ทำไมต้องเปลี่ยนตอนนี้” คำตอบอยู่ที่บริบทแวดล้อม การเปลี่ยนชื่อครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปรับภาพลักษณ์ในวงกว้างของกระทรวงสงครามภายใต้รัฐมนตรี Pete Hegseth ที่เน้นการคืนสู่ชื่อและจารีตทางทหารดั้งเดิม ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนชื่อกระทรวงเองจาก Department of Defense กลับเป็น Department of War ด้วย

 

ข้อเท็จจริงข้อนี้ทำให้การเปลี่ยนชื่อกองบัญชาการสามารถตีความได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของชุดการเปลี่ยนแปลงเชิงสัญลักษณ์ที่มีทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่เหตุการณ์โดดเดี่ยว และสอดคล้องกับแนวทาง America First ที่โดยรวมลดน้ำหนักขององค์กรและกรอบความร่วมมือพหุภาคี หันมาเน้นการต่อรองแบบทวิภาคีและการแบ่งภาระค่าใช้จ่ายด้านความมั่นคง (Burden Sharing) กับพันธมิตรมากขึ้น เมื่อมองในมุมนี้ การเปลี่ยนชื่อจึงเป็นเรื่องของการเมืองเชิงสัญลักษณ์และการบริหารภาพลักษณ์ภายใน มากกว่าจะเป็นการพลิกแผนปฏิบัติการต่อภูมิภาคโดยตรง

 

ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือการเปลี่ยนชื่อนี้ถูกอ่านต่างกันโดยแต่ละฝ่าย ในมุมของอินเดีย แม้รัฐบาลจะแสดงท่าทีสงวนตัว แต่นักการเมืองและนักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าการถอดคำว่า Indo ออกคือการลดความสำคัญเชิงสัญลักษณ์ของอินเดีย และตั้งคำถามต่อความมุ่งมั่นของวอชิงตันในกรอบ Quad โดยเฉพาะเมื่อมีกรณีการแสดงเส้นพรมแดนอินเดียผิดพลาดบนแผนที่เว็บไซต์ใหม่ของกองบัญชาการมาประกอบ

 

ในมุมของจีน หากปักกิ่งเลือกตีความในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ การลดการใช้คำว่าอินโด-แปซิฟิก ซึ่งเป็นคำที่จีนไม่เคยพอใจอยู่แล้วเพราะมองว่าเป็นกรอบปิดล้อมตน อาจถูกอ่านได้สองทาง ทางหนึ่งคือสหรัฐฯ กำลังให้น้ำหนักกับเวทีแปซิฟิกซึ่งเป็นจุดเผชิญหน้าโดยตรงกับจีนมากขึ้น อีกทางหนึ่งคือเป็นเพียงการลดทอนวาทกรรมที่จีนต่อต้านลงเท่านั้น

 

ทั้งสองการตีความนี้ล้วนเป็นการคาดเดาเจตนา ที่สำคัญคือ USPACOM ไม่เคยเลิกดูแลมหาสมุทรอินเดีย เพราะพื้นที่รับผิดชอบไม่ได้เปลี่ยน การด่วนสรุปว่าสหรัฐฯ ถอนตัวจากมหาสมุทรอินเดียเพียงเพราะชื่อเปลี่ยนจึงเป็นการอ่านที่เกินหลักฐาน

 

ในมุมมองที่เป็นกลาง ความจริงน่าจะอยู่ตรงกลางระหว่างสองขั้วความเห็น ฝ่ายหนึ่งมองว่านี่คือสัญญาณการถอยห่างจากแนวคิดอินโด-แปซิฟิก อีกฝ่ายมองว่าเป็นเพียงการคืนชื่อตามประเพณีโดยไม่มีนัยทางยุทธศาสตร์ใดๆ

 

ความเป็นจริงคือแนวทางของรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดปัจจุบันโดยรวมมีลักษณะโน้มเอียงไปทางการจัดลำดับความสำคัญที่คมชัดขึ้น และเน้นการต่อรองแบบทวิภาคี (Bilateral) มากกว่าการผูกมัดตัวเองในกรอบพหุภาคี (Multilateral) ที่กว้างขวาง การถอดคำว่า Indo ออกจึงอาจสะท้อนแนวโน้มนี้ในระดับสัญลักษณ์ได้ แต่ต้องย้ำว่านี่คือการอนุมานจากทิศทางนโยบายโดยรวม ไม่ใช่ข้อสรุปที่มีคำสั่งปฏิบัติการมารองรับโดยตรง ตราบใดที่กองเรือที่ 7 ของสหรัฐฯ (US Seventh Fleet) และการวางกำลังตามแนวเกาะที่หนึ่ง หรือ First Island Chain (แนวหมู่เกาะที่ทอดจากญี่ปุ่นผ่านไต้หวันลงไปถึงฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นแนวจับตาจีนทางภูมิรัฐศาสตร์) ยังคงเดิม ขีดความสามารถในการป้องปรามก็ยังไม่ได้ลดลงในทางปฏิบัติแต่อย่างใด ในทำนองเดียวกัน หากสหรัฐฯ ลดความสำคัญต่อมหาสมุทรอินเดียลงจริง สิ่งที่ควรปรากฏให้เห็นคือการเปลี่ยนแปลงการจัดกำลังและการฝึกในพื้นที่มหาสมุทรอินเดีย ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนชื่อกองบัญชาการเท่านั้น

 

สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บทเรียนที่นำไปใช้ได้คือ ควรประเมินความเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ของมหาอำนาจด้วยความรอบคอบ ไม่ตื่นตระหนกไปตามชื่อที่เปลี่ยน แต่ก็ไม่มองข้ามทิศทางที่ความเคลื่อนไหวนั้นบ่งชี้ สิ่งที่ควรเฝ้าติดตามจริงๆ ไม่ใช่ถ้อยคำบนเว็บไซต์กองบัญชาการ แต่เป็นตัวชี้วัดที่จับต้องได้ เช่น งบประมาณกลาโหมในร่างกฎหมายการอนุมัติงบประมาณกลาโหมประจำปี หรือ NDAA (National Defense Authorization Act) ของปีถัดไป ระดับและขอบเขตของการฝึกร่วมในภูมิภาค โดยเฉพาะการฝึกทางเรือมาลาบาร์ (Malabar) ที่เป็นเครื่องวัดความแน่นแฟ้นของกลุ่ม Quad ความถี่ของการลาดตระเวนเพื่อเสรีภาพในการเดินเรือ ตลอดจนการที่คำว่าอินโด-แปซิฟิกจะยังปรากฏอยู่ในเอกสารยุทธศาสตร์ความมั่นคงฉบับใหม่ของสหรัฐฯ หรือไม่ ในจุดนี้เองที่ Quad เป็นตัวชี้วัดสำคัญ เพราะหากกลุ่ม Quad ยังเดินหน้าประชุมและฝึกร่วมตามเดิม การเปลี่ยนชื่อก็อาจเป็นเพียงการเปลี่ยนสัญลักษณ์ มากกว่าการเปลี่ยนสาระของความร่วมมือ ตัวชี้วัดเหล่านี้ต่างหากที่จะบอกได้ว่ายุทธศาสตร์เปลี่ยนไปจริงหรือเป็นเพียงการเปลี่ยนชื่อเรียก

 

โดยสรุป การกลับมาของชื่อ USPACOM เป็นเหตุการณ์ที่มีน้ำหนักเชิงสัญลักษณ์มากกว่าผลกระทบเชิงปฏิบัติการ แต่ในการเมืองระหว่างประเทศ สัญลักษณ์เป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ และอาจส่งผลต่อการรับรู้ของรัฐอื่น แม้จะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านกำลังรบก็ตาม การอ่านที่รอบคอบที่สุดจึงถือว่าเป็นสัญญาณที่ควรจับตาดูต่อไป ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่ายุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนทิศไปแล้ว ในโลกที่การสื่อสารเชิงสัญลักษณ์กับการวางกำลังจริงไม่ได้เดินไปในทิศทางเดียวกันเสมอไป การแยกแยะสองสิ่งนี้ออกจากกันให้ชัดเจน คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการวิเคราะห์ยุทธศาสตร์และดำเนินนโยบายอย่างรอบคอบ

 

ภาพ: U.S. Marine Corps photo / Cpl. Alora Finigan

The post จาก USINDOPACOM สู่ USPACOM: แค่เปลี่ยนชื่อ หรือเปลี่ยนยุทธศาสตร์? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ยืนยัน เจรจา JBC ยังเกิดไม่ได้ เพราะกัมพูชาดึงไทยเข้ากระบวนการประนอมภาคบังคับ แก้ข้อพิพาททางทะเล https://thestandard.co/sihasak-jbc-cambodia-unclos-dispute/ Wed, 01 Jul 2026 06:55:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1225524 ภาพ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการก […]

The post สีหศักดิ์ยืนยัน เจรจา JBC ยังเกิดไม่ได้ เพราะกัมพูชาดึงไทยเข้ากระบวนการประนอมภาคบังคับ แก้ข้อพิพาททางทะเล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ทีมข่าว THE STANDARD ชี้แจงถึงเหตุผลที่รัฐบาลไทยตัดสินใจระงับการเจรจาคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission: JBC) ซึ่งเป็นกลไกหลักในการเจรจา สำรวจ และจัดทำหลักเขตแดนทางบกกับกัมพูชา เนื่องจากที่ผ่านมา ฝ่ายไทยมีความต้องการที่จะพูดคุยทวิภาคีกับกัมพูชาเพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ทั้งในเรื่องข้อพิพาททางบกและทางทะเล แต่การที่กัมพูชาตัดสินใจไม่พูดคุยทวิภาคีกับไทยในเรื่องเขตทางทะเล และเดินหน้าไปสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS ทำให้การเจรจา JBC ต้องระงับไว้ก่อน

 

สำหรับคำถามว่า การเจรจา JBC จะไม่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลา 12 เดือน จนกว่ากระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS จะสิ้นสุดในช่วงประมาณเดือนกรกฎาคมปีหน้าหรือไม่นั้น สีหศักดิ์ชี้แจงว่า “ต้องดูเรื่องความคืบหน้าของการเจรจาข้อพิพาททางทะเล”

 

โดยเป็นไปได้ที่หากฝ่ายกัมพูชามีการปรับเปลี่ยนท่าที เช่น ลดการวิพากษ์วิจารณ์โจมตีไทยในเวทีระหว่างประเทศให้น้อยลงหรือไม่มีเลย ก็อาจจะถือเป็นมาตรการหนึ่งในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และฝ่ายไทยจะต้องพิจารณาจากท่าทีของกัมพูชา

 

“ต้องดูว่าเรื่องข้อพิพาททางทะเลไปถึงไหนยังไง อย่างไรก็ตาม ถึงจุดหนึ่งถ้าเริ่มมีการแสดงท่าทีอะไรบางอย่าง เช่น การที่ไปวิจารณ์และโจมตีไทยในเวทีระหว่างประเทศน้อยลง ลดลง หรือไม่มีเลย เราก็อาจจะเลือกเป็นมาตรการหนึ่งในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ก็ต้องดูท่าทีของกัมพูชา แต่แน่นอนว่าการเจรจา JBC อย่างเป็นทางการมันยังเกิดไม่ได้ตอนนี้”

 

ส่วนกรณีการสร้างกำแพงกั้นชายแดนของไทยที่ทำให้เกิดข้อสังเกตว่า อาจกระทบต่อบรรยากาศการพูดคุยกับกัมพูชาในอนาคตหรือไม่นั้น เขายืนยันว่า “เรื่องของความมั่นคงเป็นเรื่องที่สำคัญ” และ “ไทยต้องดำเนินการเต็มที่ในการปกป้องผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของชาติ” ซึ่งจากสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องมีมาตรการต่างๆ เพื่อความมั่นคง

The post สีหศักดิ์ยืนยัน เจรจา JBC ยังเกิดไม่ได้ เพราะกัมพูชาดึงไทยเข้ากระบวนการประนอมภาคบังคับ แก้ข้อพิพาททางทะเล appeared first on THE STANDARD.

]]>
กต. เผยยินดี เรือสัญชาติไทยและเรือที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการไทย 10 ลำ เดินทางออกจากช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย https://thestandard.co/thai-ships-hormuz-safe-exit/ Wed, 01 Jul 2026 01:54:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1225358 ภาพเรือสินค้ากำลังแล่นออกจากช่องแคบฮอร์มุซ

กระทรวงการต่างประเทศเผยแพร่แถลงการณ์วานนี้ (30 มิถุนายน […]

The post กต. เผยยินดี เรือสัญชาติไทยและเรือที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการไทย 10 ลำ เดินทางออกจากช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเรือสินค้ากำลังแล่นออกจากช่องแคบฮอร์มุซ

กระทรวงการต่างประเทศเผยแพร่แถลงการณ์วานนี้ (30 มิถุนายน) เกี่ยวกับความคืบหน้าการติดตามสถานการณ์เรือสัญชาติไทยและเรือที่ผู้ประกอบการไทยว่าจ้าง ซึ่งตกค้างอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซมาอย่างต่อเนื่อง รวมจำนวน 11 ลำ นับตั้งแต่มีการประกาศปิดช่องแคบดังกล่าวเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์

 

ล่าสุด เรือสัญชาติไทยและเรือที่ผู้ประกอบการไทยว่าจ้างจำนวน 10 ลำ สามารถเดินทางออกจากพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัยแล้ว โดยปัจจุบันคงเหลือเรือของผู้ประกอบการไทยเพียง 1 ลำ คือ เรือหัทยา นารี ซึ่งอยู่ระหว่างรอรับสินค้าและมีแผนจะเดินทางออกจากพื้นที่ในโอกาสแรก

 

โดยกระทรวงการต่างประเทศแสดงความยินดีต่อพัฒนาการเชิงบวกดังกล่าว ซึ่งเป็นผลจากการทำงานอย่างบูรณาการระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ กองทัพเรือ กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อประสานและติดตามสถานการณ์ รวมทั้งสนับสนุนการอำนวยความสะดวกให้เรือที่ตกค้างอย่างต่อเนื่อง

 

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศยืนยันว่า จะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป เพื่อให้ความช่วยเหลือเรือลำสุดท้ายที่ยังตกค้างอยู่ จนกว่าเรือดังกล่าวจะสามารถเดินทางออกจากพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย

The post กต. เผยยินดี เรือสัญชาติไทยและเรือที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการไทย 10 ลำ เดินทางออกจากช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมกองบัญชาการแปซิฟิกสหรัฐฯ กลับไปใช้ชื่อเดิม โดยตัดคำว่า ‘อินโด’ มีนัยเชิงยุทธศาสตร์หรือไม่ https://thestandard.co/us-pacific-command-indo-strategy/ Tue, 30 Jun 2026 07:27:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1225066 ภาพเรือรบสหรัฐฯ ในมหาสมุทรแปซิฟิก

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความฉงนมากกว่าความชัดเจน เมื่อกร […]

The post ทำไมกองบัญชาการแปซิฟิกสหรัฐฯ กลับไปใช้ชื่อเดิม โดยตัดคำว่า ‘อินโด’ มีนัยเชิงยุทธศาสตร์หรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเรือรบสหรัฐฯ ในมหาสมุทรแปซิฟิก

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความฉงนมากกว่าความชัดเจน เมื่อกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ประกาศเมื่อต้นเดือนมิถุนายนว่า กองบัญชาการอินโด-แปซิฟิก (US Indo-Pacific Command) จะกลับไปใช้ชื่อเดิม เป็น ‘กองบัญชาการแปซิฟิกสหรัฐฯ’ (US Pacific Command: PACOM) อีกครั้ง หลังจากที่เคยใช้มาตลอดจนถึงปี 2018

 

 
 

แม้ว่าสหรัฐฯ จะย้ำว่า การเปลี่ยนชื่อไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนแปลงภารกิจหรือขอบเขตความรับผิดชอบของกองบัญชาการ แต่สื่ออินเดียและสื่อญี่ปุ่น รวมถึง The Japan Times พากันตั้งคำถามหรือตั้งข้อสังเกตว่า ชื่อเรียกใหม่นี้อาจสะท้อนลำดับความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของกองทัพสหรัฐฯ แม้ขอบเขตความรับผิดชอบจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงก็ตาม

 

มีความเห็นหลากหลายปรากฏในโซเชียลมีเดียในทำนองว่า การตัดคำว่า ‘อินโด’ ออกจากชื่อกองบัญชาการ เป็นการส่งสัญญาณถึงการลดความสำคัญของอินเดียต่อภูมิภาคนี้หรือไม่ หรือสะท้อนความสัมพันธ์อินเดีย-สหรัฐฯ ที่แย่ลงหรือไม่ หรือเป็นการเอาใจจีนในช่วงที่ความสัมพันธ์วอชิงตัน-ปักกิ่งดีขึ้น เพราะคำว่า ‘อินโด-แปซิฟิก’ เป็นคำที่ค่อนข้างเป็นลบสำหรับจีน เนื่องจากมีนัยเชิงยุทธศาสตร์ที่หมายถึงการปิดล้อมจีน

 

ย้อนกลับไปในปี 2018 ระหว่างที่โดนัลด์ ทรัมป์ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยแรก ชื่อกองบัญชาการถูกเปลี่ยนจาก Pacific Command เป็น Indo-Pacific Command ซึ่งพลเอกเจมส์ แมตทิส รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ในขณะนั้น อธิบายไว้ว่า เพื่อ “สะท้อนถึงความเชื่อมโยงที่เพิ่มขึ้นระหว่างมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก”

 

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ก่อตั้ง PACOM ในปี 1947 ขอบเขตภารกิจตามภูมิศาสตร์ของกองบัญชาการนี้ครอบคลุมถึงมหาสมุทรอินเดียอยู่แล้ว โดยพลเรือเอก แฮร์รี แฮร์ริส อดีตผู้บัญชาการ PACOM เคยกล่าวไว้ว่า พื้นที่รับผิดชอบของกองบัญชาการแปซิฟิกครอบคลุมพื้นที่ “จากฮอลลีวูดถึงบอลลีวูด (ซึ่งหมายถึงอินเดีย) จากเพนกวินถึงหมีขั้วโลก” โดยศูนย์บัญชาการใหญ่ของ PACOM ตั้งอยู่ที่ค่ายสมิธ (Camp Smith) ชานเมืองโฮโนลูลู รัฐฮาวาย ปัจจุบันมีกำลังพลราว 375,000 คน

 

การเปลี่ยนชื่อไปเป็น INDOPACOM ในปี 2018 ถูกมองว่ามีเบื้องหลังแอบแฝงในเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากสหรัฐฯ มองว่า จีนเป็นภัยคุกคามต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ทั้งในมิติทางทหาร การเมือง และเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์การสกัดอิทธิพลของจีนในภูมิภาคที่ถือว่ามีพลวัตมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

 

ในขณะที่ The Japan Times ระบุว่า การนำกรอบแนวคิด ‘อินโด-แปซิฟิก’ มาใช้ในเวลานั้น สร้างความพึงพอใจให้กับนักยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก เพราะแนวคิดนี้ถูกนำเสนอครั้งแรกโดยชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นเมื่อปี 2007 ซึ่งการที่สหรัฐฯ นำมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ดังกล่าวมาใช้ จึงสะท้อนถึงการสอดประสานกันของวิสัยทัศน์และผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างสองพันธมิตร ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญในช่วงเวลาที่ระเบียบภูมิภาคและระเบียบโลกกำลังเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง

 

ขณะเดียวกัน สื่อญี่ปุ่นระบุว่า แนวคิดนี้ยังได้รับการขานรับจากอินเดีย เพราะสื่อถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างนิวเดลีกับวอชิงตัน โดยหลายฝ่ายมองบทบาทของอินเดียในฐานะผู้ถ่วงดุลจีนว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญของอินโด-แปซิฟิก เป็นดุลอำนาจเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งในด้านขนาดประชากร ศักยภาพทางเศรษฐกิจ และขีดความสามารถทางทหาร

 

การกลับไปใช้ชื่อเดิมมีนัยอะไรหรือไม่?

 

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยืนกรานว่า การกลับไปใช้ชื่อเดิม (กองบัญชาการแปซิฟิก / PACOM) ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ แต่เป็นการ “ให้เกียรติแก่รากฐานทางประวัติศาสตร์อันลึกซึ้งของกองบัญชาการ เพื่อเสริมสร้างความภาคภูมิใจและจิตวิญญาณร่วมกันของผู้ปฏิบัติหน้าที่ทุกคนในภูมิภาคแปซิฟิก”

 

แถลงการณ์ระบุว่า “นับตั้งแต่บทบาทสำคัญในการวางสถาปัตยกรรมความมั่นคงของภูมิภาคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ไปจนถึงการประสานกำลังร่วมในสงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม และภารกิจด้านมนุษยธรรมอีกนับไม่ถ้วน ชื่อ USPACOM ได้สั่งสมมรดกทางทหารและความเป็นหุ้นส่วนกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ”

 

การเปลี่ยนชื่อครั้งนี้ยังอาจเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการรีแบรนด์กองทัพสหรัฐฯ ในวงกว้าง โดยย้อนกลับไปเมื่อเดือนกันยายน 2025 ทรัมป์ได้ประกาศให้กระทรวงกลาโหม (Department of Defense) กลับไปใช้ชื่อ ‘กระทรวงสงคราม’ (Department of War) ซึ่งเป็นชื่อเดิมที่เคยใช้ระหว่างปี 1789-1947 (แม้ว่าการเปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการจะต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส และร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกำลังอยู่ในกระบวนการพิจารณาก็ตาม) นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ทยอยคืนชื่อของวีรบุรุษฝ่ายสมาพันธรัฐ (Confederacy) ให้แก่ฐานทัพหลายแห่ง หลังจากถูกถอดชื่อออกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ตาม ทั้งประวัติศาสตร์และการที่รัฐบาลทรัมป์ให้ความสำคัญกับสัญลักษณ์ ทำให้ยากที่จะเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่มีนัยเชิงยุทธศาสตร์ เพราะชื่อเรียกย่อมสะท้อนลำดับความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์

 

โดยหากมองว่า การเพิ่มคำว่า ‘อินโด’ ในเวลานั้นมีเป้าหมายเพื่อสะท้อนมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ใหม่ การตัดคำว่า ‘อินโด’ ออกไป ก็อาจสะท้อนถึงจุดเน้นที่แตกต่างจากเดิม หรือสื่อเป็นนัยว่า แผนยุทธศาสตร์ที่เคยใช้มาอาจไม่ใช่แนวทางหลักอีกต่อไป

 

บทความของ The Japan Times ตั้งข้อสังเกตหลายประการเกี่ยวกับพัฒนาการในช่วงหลังที่ยิ่งตอกย้ำข้อสันนิษฐานว่า สหรัฐฯ กำลังทบทวนยุทธศาสตร์ใหม่

 

หนึ่งในข้อสังเกตคือระยะห่างที่เพิ่มขึ้นระหว่างสหรัฐฯ กับอินเดีย ความขัดแย้งเริ่มปรากฏตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครน เมื่ออินเดียใช้เวลานานกว่าจะร่วมประณามมอสโก แต่หลังจากนั้นช่องว่างก็ยิ่งกว้างขึ้น การที่สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดียสร้างความตกตะลึงให้กับนิวเดลี ขณะเดียวกัน นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ก็ปฏิเสธที่จะสนับสนุนทรัมป์เข้าชิงรางวัลโนเบลสันติภาพ ซึ่งก็สร้างความไม่พอใจให้กับผู้นำสหรัฐฯ เป็นอย่างมาก

 

ในเวลาเดียวกัน ดูเหมือนว่า สหรัฐฯ กำลังหันไปกระชับความสัมพันธ์กับปากีสถาน ซึ่งเป็นคู่ปรับสำคัญของอินเดียด้วย โดยบทบาทสำคัญของปากีสถานในการเจรจาสันติภาพกับอิหร่าน เป็นหลักฐานที่สะท้อนว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นพันธมิตรในช่วงสงครามเย็น กำลังกลับมาดีขึ้นเป็นลำดับ

 

ผศ.ดร. มาโนชญ์ อารีย์ จากภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มองว่า การเปลี่ยนชื่อกองบัญชาการของสหรัฐฯ ไม่ได้สร้างความแปลกใจมากนัก เพราะหลักสำคัญของอินเดียตั้งแต่ได้รับเอกราชมาจนถึงตอนนี้คือการไม่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรทางทหารกับใคร ภายใต้นโยบายไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (non alignment policy) โดยอินเดียจะไม่ผูกพันตัวเองกับประเทศใดในทางทหารในอันที่จะทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ

 

“จะเห็นได้ว่าตั้งแต่หลังสงครามโลกหรือนับจากได้รับเอกราช อินเดียไม่เคยไปร่วมสงครามของใครเลย ยกเว้นสนับสนุนภารกิจของสหประชาชาติ และเน้นไปที่ภารกิจด้านมนุษยธรรมมากกว่า” ดร. มาโนชญ์ กล่าว

 

“คนที่ศึกษานโยบายต่างประเทศของอินเดียจะเข้าใจดีว่า ปัจจุบันอินเดียมีนโยบายเป็นมิตรกับทุกฝ่าย และไม่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรทางทหารกับใคร เพราะมันเสี่ยงที่จะลากอินเดียไปเผชิญหน้าทางทหารโดยไม่จำเป็น”

 

ดร. มาโนชญ์ กล่าวว่า สหรัฐฯ เข้าใจจุดยืนและแนวนโยบายของอินเดียดี แต่ก็ยังหวังว่าจะสามารถดึงอินเดียมาร่วมในยุทธศาสตร์ปิดล้อมจีนได้ และหวังดึงอินเดียเป็นพันธมิตรทางทหาร โดยเห็นได้จากการสร้างกลุ่ม QUAD ที่มุ่งหวังจะเป็นกลุ่มความร่วมมือทางทหารที่ประกอบไปด้วยสหรัฐฯ ออสเตรเลีย อินเดีย และญี่ปุ่น แต่กลุ่มดังกล่าวมีบทบาทน้อยมาก เพราะอินเดียเข้าร่วม แต่ไม่ได้เต็มที่กับภารกิจร่วมทางทหาร โดยที่ผ่านมาอินเดียยอมเข้าร่วมกับกลุ่มเพราะผลประโยชน์อื่นๆ ที่จะได้จากสหรัฐฯ โดยเฉพาะในยุทธศาสตร์อินโดแปซิฟิก

 

สหรัฐฯ พยายามเอาใจอินเดียทุกอย่าง แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนท่าทีอินเดียได้ หรือแม้แต่ไปใช้ไม้แข็งเรื่องภาษีก็ไม่สำเร็จ ดร. มาโนชญ์ จึงมองว่า สุดท้ายสหรัฐฯ จึงทำใจยอมรับและปรับยุทธศาสตร์เป็น USPACOM หรือตัด INDO ออก

 

อาจารย์จากมศววิเคราะห์ว่า แม้สหรัฐฯ จะเปลี่ยนชื่อกองบัญชาการ แต่ก็ไม่ทำให้อินเดียรู้สึกว่าถูกทิ้ง หรือรู้สึกว่ากระทบกับยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางทะเลของตัวเอง แต่อาจกังวลว่าจะกระทบกับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ในภาพรวมมากกว่า โดยเฉพาะในเรื่องเศรษฐกิจและการค้า

 

“ในอีกด้านอินเดียก็คงต้องกังวลกับอิทธิพลของจีนที่จะขยายเข้ามาในมหาสมุทรอินเดียมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนที่เชื่อมโยงกับปากีสถานสู่ทะเลอาหรับ ศรีลังกา และมัลดีฟส์ โดยในบริเวณมหาสมุทรอินเดียนี้ อินเดียเคยประกาศให้เป็น peace zone ในอดีต และคัดค้านกิจกรรมทางทหารของมหาอำนาจที่พยายามขยายอิทธิพลในแถบนี้ ซึ่งเราอาจได้เห็นอินเดียกลับมาใช้แนวทางนี้อีกครั้ง” ดร.มาโนชญ์ กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ดร.มาโนชญ์ ชี้ว่า การตัดคำว่า ‘อินโด’ อาจไม่ได้หมายความว่าตัดอินเดียออกไปจากยุทธศาสตร์อินโดแปซิฟิกของสหรัฐฯ อย่างสิ้นเชิง เพียงแต่มีความเป็นไปได้ว่า เพื่อความคล่องตัวในการดำเนินแผนยุทธศาสตร์ปิดล้อมจีนในอนาคต โดยที่ไม่มีอินเดีย ซึ่งอาจเป็นการทำให้อินเดียสบายใจ ไม่ต้องรู้สึกว่าจะไปขัดแย้งหรือเผชิญหน้ากับจีน หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ปล่อยให้เป็นปัญหาระหว่างสหรัฐฯ กับจีน โดยที่ไม่เกี่ยวกับอินเดีย แต่ในทางปฏิบัติอินเดียก็ยังเป็นพันธมิตรด้านอื่นๆ กับสหรัฐฯ ในขณะเดียวกันก็ยังอยู่ในกลุ่ม BRICS และ SCO ที่มีจีนและรัสเซียด้วย

 

“ถ้าเป็นแบบนี้ คิดว่าสหรัฐฯ ก็ยังได้ประโยชน์ ในขณะที่อินเดียก็ไม่เสียจุดยืน จีนก็อาจไม่จำเป็นต้องไปทะเลาะกับอินเดีย เป็นการ win win ทุกฝ่าย” ดร.มาโนชญ์กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่อาจสำคัญยิ่งกว่าความสัมพันธ์กับอินเดีย คือคำถามว่า การแข่งขันกับจีนยังคงเป็นแกนหลักของยุทธศาสตร์รัฐบาลทรัมป์สมัยที่สองมากน้อยเพียงใด

 

การตีความหนึ่งมองว่า การตัดคำว่า ‘อินโด’ ออกจากชื่อกองบัญชาการ เป็นการจำกัดจุดสนใจทางภูมิศาสตร์ของสหรัฐฯ ต่อจีนให้แคบลง เหลือเพียงแปซิฟิกตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘ช่องแคบไต้หวัน’

 

การกลับไปใช้ชื่อ Pacific Command ยังสะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับพันธมิตรดั้งเดิมในการรับมือกับภัยคุกคามจากจีน นั่นก็คือ ญี่ปุ่น กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สหรัฐฯ อาจไม่ได้คาดหวังบทบาทของอินเดียในกรณีเกิดวิกฤตการณ์ไต้หวัน แต่จะพึ่งพาญี่ปุ่นมากกว่า

 

อีกการตีความหนึ่ง ซึ่งกว้างและลึกซึ้งกว่า คือ มองว่าการเปลี่ยนชื่อครั้งนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงในแนวทางของสหรัฐฯ ที่มีต่อจีนโดยตรง

 

ตามมุมมองนี้ชี้ว่า การที่ทรัมป์ชอบทำข้อตกลง (deal making) อาจกำลังบั่นทอนแนวคิดการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์โดยรวม เพราะกรอบความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนฉบับใหม่ ที่เพิ่งประกาศในการประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์กับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง เมื่อเดือนพฤษภาคม มีการเน้นย้ำถึง “ความสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์บนพื้นฐานของเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์” ซึ่งตอกย้ำว่า สหรัฐฯ กำลังหาทางอยู่ร่วมกับจีน มากกว่าการเผชิญหน้า

 

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนอยู่ในยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศแห่งชาติของสหรัฐฯ (National Defense Strategy: NDS) ซึ่งยึดหลักการยับยั้ง ‘ด้วยความแข็งแกร่ง ไม่ใช่การเผชิญหน้า’ และเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศมี ‘ความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนความเคารพซึ่งกันและกัน’

 

NDS ยังให้ความสำคัญกับการป้องกันแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ และซีกโลกตะวันตกเป็นอันดับแรก ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดที่จะลดความสำคัญของมหาสมุทรอินเดียในมิติความมั่นคงของสหรัฐฯ

 

ในบทความของ The Japan Times ชี้ว่า หากการเปลี่ยนชื่อครั้งนี้เป็นสัญญาณล่วงหน้าของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และหมายถึงการหดตัวของเส้นรอบวงความมั่นคงของสหรัฐฯ ญี่ปุ่นก็ควรมีเหตุผลให้รู้สึกกังวลอยู่บ้าง

 

อย่างไรก็ดี ในอดีตกองบัญชาการแปซิฟิกให้ความสำคัญกับญี่ปุ่นในฐานะพันธมิตรหลักมาโดยตลอด และมีความเข้าใจในบทบาทของญี่ปุ่นต่อการปกป้องผลประโยชน์ด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ เสมอมา โดยที่ผ่านมาสหรัฐฯ ก็เน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือและการประสานงานอย่างต่อเนื่องระหว่างสองประเทศ ซึ่งเป็นท่าทีที่สร้างความมั่นใจให้ญี่ปุ่นได้ในระดับหนึ่ง

 

แต่ถึงกระนั้น การใช้กรอบแนวคิด ‘อินโด-แปซิฟิก’ ร่วมกันในเชิงวาทกรรม ถือเป็นเสาหลักสำคัญของพันธมิตรญี่ปุ่น-สหรัฐฯ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งในฐานะมาตรการสร้างความเชื่อมั่น และในฐานะกรอบชี้นำการดำเนินนโยบาย ดังนั้นจึงต้องรอดูต่อไปว่าการเปลี่ยนชื่อครั้งนี้จะมีความหมายอย่างไร

 

ภาพ: Seaman Apprentice Nicolas Quezada

 

อ้างอิง:

 

The post ทำไมกองบัญชาการแปซิฟิกสหรัฐฯ กลับไปใช้ชื่อเดิม โดยตัดคำว่า ‘อินโด’ มีนัยเชิงยุทธศาสตร์หรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยอดเสียชีวิตแผ่นดินไหวเวเนซุเอลาทะลุ 1,700 ราย ยังเผชิญอาฟเตอร์ช็อกต่อเนื่อง https://thestandard.co/venezuela-earthquake-deaths-aftershocks/ Tue, 30 Jun 2026 04:26:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1224939 ภาพเจ้าหน้าที่กู้ภัยและอาสาสมัครกำลังค้นหาผู้รอดชีวิตใต้ซากปรักหักพังจากเหตุแผ่นดินไหวในเวเนซุเอลา

หลายพื้นที่ในประเทศเวเนซุเอลายังคงเผชิญอาฟเตอร์ช็อกอย่า […]

The post ยอดเสียชีวิตแผ่นดินไหวเวเนซุเอลาทะลุ 1,700 ราย ยังเผชิญอาฟเตอร์ช็อกต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเจ้าหน้าที่กู้ภัยและอาสาสมัครกำลังค้นหาผู้รอดชีวิตใต้ซากปรักหักพังจากเหตุแผ่นดินไหวในเวเนซุเอลา

หลายพื้นที่ในประเทศเวเนซุเอลายังคงเผชิญอาฟเตอร์ช็อกอย่างต่อเนื่อง หลังเกิดแผ่นดินไหวใหญ่สองครั้งซ้อนเมื่อวันพุธที่แล้ว (24 มิถุนายน) จนสร้างความเสียหายอย่างหนัก ล่าสุดยอดผู้เสียชีวิตทะลุ 1,700 รายแล้ว ขณะที่การค้นหาผู้รอดชีวิตและกู้ภัยยังคงดำเนินต่อเนื่อง

 

แผ่นดินไหวครั้งนี้ เดลซี โรดริเกซ ประธานาธิบดีเฉพาะกาลของเวเนซุเอลา ระบุว่าเป็น “ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่โหดร้ายที่สุด” ในประวัติศาสตร์ของเวเนซุเอลา อย่างไรก็ตาม BBC รายงานว่า พื้นที่ที่ได้รับความเสียหายยังคงไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรมจากรัฐบาล ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ต้องช่วยเหลือกันเองแบบทุลักทุเล เช่น ที่เมืองท่าลากวยรา

 

แม้ความช่วยเหลือจากนานาชาติเริ่มหลั่งไหลเข้ามาแล้ว แต่การทำงานแข่งกับเวลาก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก ขณะที่ความหวังที่จะพบผู้รอดชีวิตก็เริ่มริบหรี่ลงเรื่อยๆ ถึงแม้มีการช่วยชีวิตชายหนุ่มวัย 21 ปีหลังติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังนานกว่า 100 ชั่วโมงเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมาก็ตาม

 

ที่เมืองคาเตีย ลา มาร์ ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยหลักๆ ยังคงดำเนินการโดยอาสาสมัครในท้องถิ่นและทีมกู้ภัยนานาชาติ ท่ามกลางกระแสความโกรธเคืองของประชาชนที่มีต่อหน่วยงานรัฐ

 

ภาพ: MIGUEL MEDINA / Pool via REUTERS

 

อ้างอิง:

 

The post ยอดเสียชีวิตแผ่นดินไหวเวเนซุเอลาทะลุ 1,700 ราย ยังเผชิญอาฟเตอร์ช็อกต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทีมทรัมป์กำลังเสียงแตกเรื่องอิหร่านและเลบานอนจริงหรือไม่ https://thestandard.co/trump-team-divided-iran-lebanon/ Tue, 30 Jun 2026 04:22:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1224935 ภาพ เจ.ดี. แวนซ์ และ มาร์โก รูบิโอ สองนักการเมืองสหรัฐฯ

แม้ทำเนียบขาวออกมาปฏิเสธกระแสข่าวเรื่องความร้าวฉานระหว่ […]

The post ทีมทรัมป์กำลังเสียงแตกเรื่องอิหร่านและเลบานอนจริงหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ เจ.ดี. แวนซ์ และ มาร์โก รูบิโอ สองนักการเมืองสหรัฐฯ

แม้ทำเนียบขาวออกมาปฏิเสธกระแสข่าวเรื่องความร้าวฉานระหว่าง เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ และมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งที่ผ่านมามีจุดยืนด้านนโยบายการต่างประเทศที่สวนทางกันมาโดยตลอด แต่สัญญาณหลายอย่างในปัจจุบันบ่งชี้ไปในทางนั้น

 

 
 

โดยสำนักข่าว Al Jazeera ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวภายในรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ดูเหมือนว่าทั้งคู่กำลังส่งสัญญาณด้านนโยบายที่ ‘สวนทางกัน’ ในวิกฤตตะวันออกกลาง ซึ่งอาจเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับโดนัลด์ ทรัมป์ ในขณะที่การเลือกตั้งกลางเทอมใกล้เข้ามาทุกขณะ

 

คำถามสำคัญในเวลานี้คือ ทีมทรัมป์กำลังเสียงแตกจริงหรือไม่?

 

MoU สหรัฐฯ-อิหร่าน และจุดเปลี่ยนสำคัญจากท่าทีที่ต่างกันต่ออิสราเอล

 

เรื่องราวความร้าวฉานอาจเกิดขึ้นหลังประธานาธิบดีทรัมป์ ตัดสินใจลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) ร่วมกับอิหร่านเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน เพื่อหวังยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือน การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้ทรัมป์เผชิญกับแรงกดดันและกระแสโต้กลับอย่างรุนแรงจากนักการเมืองและกลุ่มผู้สนับสนุนที่ฝักใฝ่อิสราเอล

 

ผู้ที่ต้องออกหน้ารับไม้ต่อในการเคลียร์ปัญหาก็คือ เจ.ดี แวนซ์ ในฐานะผู้นำการเจรจาลับที่สวิตเซอร์แลนด์ แวนซ์เดินสายออกสื่ออย่างหนักเพื่อปกป้องข้อตกลงนี้ โดยระบุว่านี่คือ “ความคืบหน้าครั้งใหญ่” และเป็นรากฐานสู่ข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ที่ตั้งเป้าต้องจบให้ได้ภายใน 60 วัน

 

ข้อมูลจาก Al Jazeera ชี้ให้เห็นว่า จุดที่ทำให้คนเริ่มสังเกตเห็นรอยร้าวคือ วิธีการปฏิบัติต่ออิสราเอล พันธมิตรเบอร์หนึ่งของสหรัฐฯ

 

  • สายพิราบจำเป็น – เจ.ดี. แวนซ์เลือกใช้ไม้แข็งและถ้อยคำที่รุนแรงตักเตือนอิสราเอลที่ออกมาคัดค้าน MoU ฉบับนี้ พร้อมเตือนสติอิสราเอลอย่างตรงไปตรงมาว่า “คุณเป็นประเทศที่มีประชากรแค่ 9 ล้านคน คุณไม่สามารถใช้แค่การเข่นฆ่าเพื่อเอาตัวรอดจากการแก้ปัญหาความมั่นคงแห่งชาติทุกเรื่องได้หรอก” นอกจากนี้เขายังชี้ว่าการที่อิสราเอลถล่มตึกพลเรือนในเบรุต (เลบานอน) กำลังพังแผนสันติภาพของสหรัฐฯ (ซึ่งสอดคล้องกับที่ทรัมป์เคยตำหนิอิสราเอลในเวที G7 ว่าไม่จำเป็นต้องถล่มตึกอพาร์ตเมนต์เพื่อตามล่าคนแค่คนเดียว)

 

  • สายเหยี่ยวตัวจริง – มาร์โก รูบิโอ ในฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศนั้น กลับพยายามเลี่ยงที่จะวิจารณ์อิสราเอลตรงๆ แต่หันไปโจมตีรัฐบาลอิหร่านแทน โดยเขาเดินสายเยือนพันธมิตรในอ่าวอาหรับเพื่อรับขวัญหลังจากถูกเตหะรานโจมตีในช่วงสงคราม และปกป้องปฏิบัติการทหารของอิสราเอลในเลบานอนว่าเป็น ‘การตอบโต้ที่ชอบธรรม’ ต่อกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

 

ปมขัดแย้ง: เม็ดเงินฟื้นฟู และ การควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ

 

ความเห็นที่ไม่ลงรอยกันของทั้งคู่ยังลามไปถึงเรื่องการบริหารจัดการหลังสงคราม และความมั่นคงทางพลังงานโลก

 

  • เรื่องเงินฟื้นฟูประเทศอิหร่าน: แวนซ์มองโลกในแง่ดีและเสนอไอเดียว่า กลุ่มประเทศอาหรับในภูมิภาคควรมาร่วมลงขันในกองทุนฟื้นฟูอิหร่าน แต่เมื่อรูบิโอไปเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และบาห์เรน เขากลับรีบเบรกไอเดียนี้ทันทีโดยบอกว่าเรื่องนี้ “ยังอีกยาวไกล” และย้ำว่า สหรัฐฯ ต้องการข้อตกลงจริง “แต่เราไม่ต้องการข้อตกลงที่ต้องแลกมาด้วยความสูญเสียทุกราคา”

 

  • วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: หลังจากลงนาม MoU ได้ไม่นาน สหรัฐฯ และอิหร่านก็เกิดการปะทะและโจมตีโต้ตอบกันนาน 3 วันเหนือช่องแคบฮอร์มุซ (เส้นทางขนส่งพลังงาน 1 ใน 5 ของโลก) รูบิโอประกาศกร้าวทันทีว่าน่านน้ำสากลนี้ไม่ใช่ของใคร และอิหร่านไม่มีสิทธิ์เก็บค่าผ่านทางเด็ดขาด ขณะที่ฝั่งแวนซ์พยายามลดโทนความแข็งกร้าวลง โดยบอกว่าเราต้องยอมรับสิทธิ์ในการป้องกันตัวเองของทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอิสราเอลหรืออิหร่านก็ตาม

 

นอกจากนี้ รูบิโอยังเป็นคนผลักดันกรอบข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอล-เลบานอน ทว่าข้อตกลงนั้นกลับถูกกลุ่มฮิซบอลเลาะห์และอิหร่านปฏิเสธทันควัน เพราะไม่ได้บังคับให้อิสราเอลถอนทหารออกจากตอนใต้ของเลบานอน (ซึ่งอิสราเอลยึดครองอยู่ราว 20%) โดยฝั่งเตหะรานมองว่า MoU ที่ทำไว้กับทรัมป์นั้นครอบคลุมการยุติศึกในเลบานอนอยู่แล้ว ข้อตกลงของรูบิโอจึงไม่มีความจำเป็น

 

ทำเนียบขาวประสานเสียง ‘ไม่มีอะไรในกอไผ่’

 

แน่นอนว่าเมื่อเกิดกระแสข่าวลือ ทีมโฆษกของทรัมป์ก็รีบออกมาปฏิเสธอย่างขันแข็ง โดยแอนนา เคลลี โฆษกทำเนียบขาว และทอมมี พิกอตต์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ออกมาย้ำว่า ทีมบริหารมีเพียงค่ายเดียว คือค่ายของประธานาธิบดีทรัมป์ และทั้งรัฐบาลพร้อมหนุนหลังความพยายามของประธานาธิบดีแบบ 100% เพื่อไม่ให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์

 

ตัวของ มาร์โก รูบิโอ เองเมื่อถูกนักข่าวจี้ถาม ก็ตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ว่า มุมมองของเขาไม่ได้ต่างจากแวนซ์ เพราะทุกคนต่างยึดถือคำสั่งและแนวทางของประธานาธิบดีทรัมป์เป็นหลัก

 

ทำไมนโยบายที่สวนทางของ ‘แวนซ์-รูบิโอ’ จึงเป็นเรื่องสำคัญ?

 

คำตอบคือ แวนซ์ และ รูบิโอ ไม่ใช่แค่รัฐมนตรีทั่วไป แต่พวกเขาคือ ‘ตัวแทน’ ของสองขั้วความคิดที่ทรงอิทธิพลที่สุดในพรรครีพับลิกันในปัจจุบัน และทั้งคู่ถูกวางตัวเป็นผู้สืบทอดอำนาจต่อจากทรัมป์ในอนาคต

 

  • ฝั่งเจดี แวนซ์ คือตัวแทนของกลุ่ม ‘ขวาใหม่’ (New Right) หรือกลุ่มฐานเสียงรีพับลิกันยุคปัจจุบันที่มองว่า สงครามในต่างแดนที่ผ่านมาเป็นเรื่องไร้ความยั้งคิด สิ้นเปลืองทั้งชีวิตทหารและงบประมาณแผ่นดินอเมริกาโดยใช่เหตุ จึงเน้นการเจรจาและถอยห่างจากความขัดแย้ง

 

  • ฝั่งมาร์โก รูบิโอ คือตัวแทนของกลุ่ม ‘นีโอคอนเซอร์เวทีฟ’ (Neoconservative) หรือกลุ่มสายเหยี่ยวดั้งเดิมในวุฒิสภา ที่เชื่อในอิทธิพลของอเมริกา และนิยมการใช้ท่าทีที่แข็งกร้าว เผชิญหน้า เพื่อกดดันศัตรูอย่างอิหร่าน รัสเซีย หรือคิวบา

 

แม้ว่าในฉากหน้า ทั้งคู่จะพยายามประสานเสียงว่าเดินตามนโยบาย ‘America First’ ของทรัมป์เหมือนกัน แต่ความขัดแย้งในรายละเอียดของการจัดการวิกฤตอิหร่านและเลบานอนครั้งนี้ เป็นข้อพิสูจน์จากรายงานของ Al Jazeera ว่า ภายในรัฐบาลทรัมป์กำลังเกิดการคานอำนาจและต่อสู้ทางความคิดกันอย่างเข้มข้น ซึ่งผลลัพธ์ของมันอาจกำหนดทิศทางระเบียบโลกใหม่ต่อจากนี้

 

ภาพ: Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post ทีมทรัมป์กำลังเสียงแตกเรื่องอิหร่านและเลบานอนจริงหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ยืนยันส่งคณะเจรจาไปกาตาร์ แต่อิหร่านปฏิเสธ ไม่มีนัดหารือกับสหรัฐฯ https://thestandard.co/trump-iran-qatar-talks-denied/ Tue, 30 Jun 2026 03:43:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1224881 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า สหรั […]

The post ทรัมป์ยืนยันส่งคณะเจรจาไปกาตาร์ แต่อิหร่านปฏิเสธ ไม่มีนัดหารือกับสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า สหรัฐฯ จะส่งคณะผู้แทนเดินทางไปยังกรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ เพื่อหารือกับทางการอิหร่าน หลังเกิดเหตุปะทะกันในช่องแคบฮอร์มุซเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ทางการเตหะรานปฏิเสธว่า ไม่มีการนัดหมายใดๆ

 

วันนี้ (30 กรกฎาคม) ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวว่า จะมีการจัดประชุมระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยมี สตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษ และจาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยของเขา ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะเจรจาสหรัฐฯ พร้อมย้ำว่า การเจรจาครั้งนี้จัดขึ้นตามคำขอของอิหร่าน

 

ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า ผลลัพธ์ของการประชุมที่โดฮาอาจเป็นไปได้หลายรูปแบบ พร้อมย้ำว่า สหรัฐฯ กำลังได้เปรียบในปฏิบัติการทางทหาร ขณะที่อิหร่านตกลงแล้วว่าจะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ โดยเป้าหมายของการเจรจาคือ ฟื้นฟูความสัมพันธ์กับอิหร่าน ลดการละเมิดข้อตกลง และนำไปสู่การยุติการสู้รบอย่างถาวร

 

“การประชุมที่โดฮาอาจมีความสำคัญ หรืออาจไม่มีความสำคัญเลย เราจะได้รู้กัน” ทรัมป์ระบุ

 

ทั้งนี้ อลัน ฟิชเชอร์ ผู้สื่อข่าว Al Jazeera รายงานว่า บรรยากาศการแถลงข่าวของทรัมป์ที่ทำเนียบขาวสะท้อนชัดว่า เขาต้องการปิดประเด็นสงครามอิหร่านและเดินหน้าสู่วาระอื่น หลังกล่าวว่า “ทุกอย่างนอกจากกฎหมาย SAVE America Voting Act เป็นเรื่องน่าเบื่อ”

 

ฟิชเชอร์ชี้ว่า ทรัมป์ต้องการให้ความสนใจของสาธารณชนกลับไปยังประเด็นการเมืองภายในประเทศ มากกว่าความขัดแย้งกับอิหร่าน

 

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านปฏิเสธทันทีว่า ไม่มีการนัดหมายเจรจากับสหรัฐฯ ในทุกระดับ ในช่วงหลายวันข้างหน้า แม้จะยอมรับว่าจะส่งคณะผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคเดินทางไปยังกรุงโดฮาในสัปดาห์นี้ก็ตาม

 

อิสมาอิล บาเกอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ระบุว่า การเดินทางของคณะผู้เชี่ยวชาญมีขึ้นเพื่อติดตามการดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ทั้งสองฝ่ายลงนามเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน เช่น การปล่อยทรัพย์สินอิหร่านที่ถูกอายัด และไม่มีความเกี่ยวข้องกับการเดินทางของฝ่ายสหรัฐฯ

 

ปัจจุบัน สหรัฐฯ และอิหร่านยังส่งสัญญาณขัดแย้งเกี่ยวกับการเจรจา นับเป็นภาพสะท้อนถึงความเปราะบางของข้อตกลงสันติภาพ หลังยังเกิดเหตุปะทะในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซตลอดช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

ภาพ: Aaron Schwartz / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post ทรัมป์ยืนยันส่งคณะเจรจาไปกาตาร์ แต่อิหร่านปฏิเสธ ไม่มีนัดหารือกับสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกิดเหตุกราดยิงเสียชีวิต 6 ราย ที่ศูนย์แม่และเด็กในเยอรมนี https://thestandard.co/germany-mother-child-shooting/ Tue, 30 Jun 2026 03:33:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1224869 เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยกู้ภัยเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุกราดยิงในศูนย์แม่และเด็กที่เยอรมนี

เกิดเหตุกราดยิงภายในศูนย์ดูแลแม่และเด็กในเมืองชตาเดอ (S […]

The post เกิดเหตุกราดยิงเสียชีวิต 6 ราย ที่ศูนย์แม่และเด็กในเยอรมนี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยกู้ภัยเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุกราดยิงในศูนย์แม่และเด็กที่เยอรมนี

เกิดเหตุกราดยิงภายในศูนย์ดูแลแม่และเด็กในเมืองชตาเดอ (Stade) ใกล้กับเมืองฮัมบูร์กของเยอรมนีเมื่อวานนี้ (29 มิถุนายน) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 6 ราย แบ่งเป็นหญิง 4 รายและชาย 2 ราย นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง โดยตำรวจเยอรมนีเปิดเผยว่า ผู้ก่อเหตุอยู่ระหว่างต่อสู้เพื่อสิทธิ์ในการเลี้ยงดูบุตรสาววัยทารก

 

ทางการเยอรมนีเปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็นเจ้าหน้าที่ของศูนย์ดังกล่าว ส่วนทารกวัย 3 เดือนและแม่ของเด็กอยู่ในศูนย์ขณะเกิดเหตุ แต่ไม่ได้รับอันตรายใดๆ

 

ดาเนียลา เบห์เรนส์ รัฐมนตรีกระทรวงกิจการภายในของรัฐโลเวอร์แซกโซนี แถลงต่อสื่อมวลชนในช่วงค่ำวานนี้ว่า เหตุยิงกันครั้งนี้ดูเหมือนมีชนวนเหตุมาจาก “ปัญหาภายในครอบครัว”

 

เธอกล่าวประณามเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “การใช้ความรุนแรงที่ลงมืออย่างเลือดเย็น” พร้อมยืนยันว่า ผู้ก่อเหตุไม่มีแรงจูงใจทางการเมืองแต่อย่างใด

 

ทั้งนี้ตำรวจได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยรวม 3 ราย ซึ่งรวมถึงตัวผู้ก่อเหตุไว้แล้ว โดยเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าไม่มีภัยคุกคามต่อสาธารณชนหลงเหลืออยู่

 

สำหรับรายละเอียดของผู้ก่อเหตุนั้น คาทริน ชูโอล ผู้บัญชาการตำรวจเมืองลือเนบูร์ก (Lueneburg) เปิดเผยว่า ผู้ต้องสงสัยเป็นชายเชื้อสายตุรกีวัย 45 ปี เกิดในเยอรมนีและอาศัยอยู่ในเมืองฮันโนเวอร์ โดยในคืนวันเกิดเหตุ เขามีนัดหมายที่ศูนย์ดังกล่าวร่วมกับผู้เสียชีวิตหลายราย เพื่อพูดคุยตกลงเรื่องสิทธิ์ในการเลี้ยงดูบุตรสาวของเขา

 

โดยในบันทึกของตำรวจ ชายคนนี้เคยมีประวัติเกี่ยวกับการข่มขู่คุกคาม แต่ที่ผ่านมาไม่ได้ถูกประเมินว่า “เป็นบุคคลที่มีพฤติกรรมรุนแรงเป็นพิเศษ” และเขาไม่มีใบอนุญาตพกพาอาวุธปืน

 

ชูโอลเผยว่า หลังก่อเหตุ ผู้ต้องสงสัยพยายามหลบหนีออกจากศูนย์ฯ ด้วยรถยนต์ โดยมีผู้หญิงคนหนึ่งเป็นคนขับ โดยผู้เห็นเหตุการณ์รายหนึ่งเปิดเผยกับสำนักข่าว Focus Online ว่า ตำรวจได้ตะโกนสั่งชายและหญิงคู่นั้นให้หยุด ก่อนที่จะยิงใส่ตัวรถหลายนัด หลังมีการตั้งจุดสกัดรถแถบชานเมืองใกล้เคียง

 

ภาพ: NEWS5 via REUTERS

 

อ้างอิง:

 

The post เกิดเหตุกราดยิงเสียชีวิต 6 ราย ที่ศูนย์แม่และเด็กในเยอรมนี appeared first on THE STANDARD.

]]>
โอเมกาบล็อก โลกเดือด เมืองไม่พร้อม ทำไม ‘ยุโรป’ จึงร้อนหนักครั้งประวัติศาสตร์ https://thestandard.co/omega-block-europe-heatwave/ Mon, 29 Jun 2026 07:45:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1224570 ภาพแสดงสภาพอากาศร้อนจัดในยุโรปจากปรากฏการณ์โอเมกาบล็อก

ฤดูร้อนของยุโรปกำลังเปลี่ยนโฉมไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อภาวะ […]

The post โอเมกาบล็อก โลกเดือด เมืองไม่พร้อม ทำไม ‘ยุโรป’ จึงร้อนหนักครั้งประวัติศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงสภาพอากาศร้อนจัดในยุโรปจากปรากฏการณ์โอเมกาบล็อก

ฤดูร้อนของยุโรปกำลังเปลี่ยนโฉมไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อภาวะโลกเดือดกำลังกลายเป็นความจริงที่ต้องเผชิญ หลายประเทศมีอุณหภูมิทะลุ 40 องศาเซลเซียส ทำห้มีผู้เสียชีวิตมากกว่าพันราย โดยมีปัจจัยสำคัญจากปรากฏการณ์ ‘โอเมกาบล็อก’ (Omega Block) ที่กักมวลอากาศร้อนและแห้งไว้เหนือยุโรปต่อเนื่องหลายวัน

 

 
 

แต่เมื่อมองลึกลงไป จะพบว่าความรุนแรงของคลื่นความร้อนครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากสภาพอากาศเพียงอย่างเดียว หากยังเป็นผลจากข้อจำกัดที่ยุโรปสะสมมานาน ทั้งบ้านเรือนและอาคารเก่าแก่ที่ออกแบบมาเพื่อกักเก็บความอบอุ่น การใช้เครื่องปรับอากาศที่ยังไม่แพร่หลาย ต้นทุนและข้อจำกัดในการติดตั้ง รวมถึงทัศนคติเรื่อง ‘ความรู้สึกผิดทางคาร์บอน’ ที่ทำให้การใช้แอร์ยังเป็นประเด็นถกเถียงในหลายประเทศ

 

THE STANDARD พาทุกคนทำความเข้าใจเบื้องหลังคลื่นความร้อนครั้งประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ปรากฏการณ์โอเมกาบล็อก ไปจนถึงเหตุผลที่ยุโรปอาจเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่เปราะบางที่สุดต่อโลกที่กำลังร้อนขึ้น

 

สถานการณ์ปัจจุบัน

 

ยุโรปกำลังเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงในหลายประเทศ โดยเฉพาะฝรั่งเศส สเปน อิตาลี เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม และสหราชอาณาจักร หลายพื้นที่มีอุณหภูมิแตะหรือเกิน 40 องศาเซลเซียส ขณะที่บางประเทศประกาศเตือนภัยความร้อนระดับสูงสุด เนื่องจากความร้อนอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตประชาชย

 

ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า นับตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายนเป็นต้นมา ยุโรปมีผู้เสียชีวิตส่วนเกินมากกว่า 1,300 รายที่เชื่อมโยงกับอุณหภูมิสูง โดย เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ WHO เตือนว่า คลื่นความร้อนคือ ‘นักฆ่าเงียบ’ สำหรับชาวยุโรป เพราะบ้านเรือน ที่ทำงาน และโรงเรียนจำนวนมากไม่ได้ถูกออกแบบมาสำหรับอุณหภูมิระดับนี้

 

WHO ยังเตือนว่า ยุโรปเป็นทวีปที่ร้อนขึ้นเร็วที่สุดในโลก โดยอุณหภูมิเพิ่มขึ้นราว 2 เท่าของค่าเฉลี่ยโลก ขณะที่คลื่นความร้อนกำลังเกิดขึ้นเกือบทุกปี เนื่องจากความรุนแรงของภาวะโลกเดือด

 

ฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า มีผู้เสียชีวิตมากกว่าค่าคาดการณ์ราว 1,000 ราย นับตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตในบ้านเพิ่มขึ้นราว 40%

 

ขณะเดียวกัน ฝรั่งเศสยังมีรายงานผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำอย่างน้อย 74 รายตั้งแต่เกิดคลื่นความร้อน โดยหลายกรณีเกิดขึ้นในแหล่งน้ำที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแล เช่น แม่น้ำ ทะเลสาบ และบ่อน้ำ

 

นอกจากนี้ คลื่นความร้อนยังทำให้อุณหภูมิในเยอรมนี โปแลนด์ และเช็กพุ่งทำลายสถิติ โดยเยอรมนีบันทึกวันที่ร้อนที่สุดเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน หลังสถานีตรวจวัดในเมืองคอชเชน ทางตะวันออกของประเทศ ใกล้พรมแดนโปแลนด์ วัดอุณหภูมิได้ 41.7 องศาเซลเซียส

 

ขณะเดียวกัน เช็กทำสถิติใหม่เป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน หลังวัดอุณหภูมิได้ 41.1 องศาเซลเซียสที่เมืองด็อกซานี ทางเหนือของกรุงปราก ส่วนโปแลนด์ทำสถิติอุณหภูมิสูงสุดตลอดกาลที่ 40.5 องศาเซลเซียสในเมืองสวูบีตเซ

 

รู้จัก ‘โอเมกาบล็อก’ ตัวการทำยุโรปร้อนจัด

 

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ยุโรปเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงในปี 2026 มาจากรูปแบบสภาพอากาศอย่าง ‘โอเมกาบล็อก’ ที่เกิดขึ้น เมื่อระบบความกดอากาศสูงขนาดใหญ่ปักหลักอยู่เหนือพื้นที่หนึ่ง และถูกขนาบด้วยระบบความกดอากาศต่ำที่เย็นกว่าทั้งสองด้าน จนมีรูปร่างคล้ายตัวอักษร Ω หรือโอเมกาในภาษากรีก

 

ทำความเข้าใจก่อนว่า ปกติแล้ว กระแสลมกรด (Jet Stream) จะพัดพาระบบอากาศให้เคลื่อนตัวจากตะวันตกไปตะวันออก ทำให้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ แต่เมื่อเกิดโอเมกาบล็อก กระแสลมกรดจึงถูกรบกวน และมีทิศทางคดเคี้ยวขึ้นลง ส่งผลให้ระบบความกดอากาศสูงบริเวณตรงกลางเคลื่อนตัวช้าลง หรือแทบไม่ขยับออกจากพื้นที่เดิม

 

นอกจากนี้ โอเมกาบล็อกยังกันอากาศเย็นจากมหาสมุทรแอตแลนติกไม่ให้แผ่เข้ามา ทำให้ท้องฟ้าโปร่ง แดดจัดต่อเนื่อง ขณะที่มวลอากาศร้อนยังถูกพัดพาเข้ามาจากแอฟริกาเหนือและทะเลทรายซาฮารา

 

ผลที่ตามมาคือ มวลอากาศร้อนและแห้งถูกกักอยู่เหนือยุโรปเป็นเวลาหลายวัน คล้ายกับมี ‘ฝาครอบ’ กดทับความร้อนไว้ด้านล่าง ขณะที่เวลากลางคืนยังสั้นเป็นพิเศษ ทำให้ความร้อนสะสมมากขึ้นและแทบไม่มีช่วงให้อากาศคลายตัว

 

อย่างไรก็ตาม โอเมกาบล็อกไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ภาวะโลกเดือดที่ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น เพราะเมื่อเกิดรูปแบบอากาศที่กักความร้อนไว้กับที่ ความร้อนที่สะสมอยู่เหนือยุโรปจึงรุนแรงกว่าเดิม และเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนมากกว่าในอดีต

 

ทั้งนี้ เลขาธิการสหประชาชาติออกโรงเตือนว่า ภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศจะเกิดขึ้นบ่อยในอนาคต และยิ่งสร้างความเสียหายรุนแรง ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาของสหราชอาณาจักร (Met Office) ยังคาดการณ์ว่า ในอีก 20 ปีข้างหน้า อุณหภูมิระดับ 40 องศาเซลเซียสในสหราชอาณาจักรอาจกลายเป็น ‘เรื่องปกติ’ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ภาวะโลกเดือดกำลังพลิกโฉมฤดูร้อนของยุโรปและโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

 

ไร้แอร์ สถาปัตยกรรมเก่า ปัญหาศีลธรรม ซ้ำเติมวิกฤตความร้อนในยุโรป

 

น่าสนใจว่า บทความจาก CNN ระบุว่า สิ่งที่ทำให้คลื่นความร้อนในยุโรปอันตรายยิ่งขึ้น คือสภาพแวดล้อมในภูมิภาคไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับอากาศร้อนจัด โดยเฉพาะสถาปัตยกรรมเก่าแก่และทัศนคติต่อการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ

 

โดยทั่วไป หลายประเทศในยุโรป โดยเฉพาะยุโรปเหนือและสหราชอาณาจักร มีภูมิอากาศค่อนข้างเย็น ทำให้บ้านเรือน อาคาร และเมืองจำนวนมากถูกออกแบบมาเพื่อเก็บความอบอุ่นมากกว่าระบายความร้อน เมื่อเกิดคลื่นความร้อนที่ทำให้อุณหภูมิพุ่งสูง อาคารเหล่านี้จึงกักความร้อนไว้ภายใน และทำให้ประชาชนแทบไม่มีพื้นที่พักจากความร้อน

 

บทความจาก CNN ระบุว่า อาคารในยุโรปจำนวนมากเป็นอาคารเก่า สร้างขึ้นก่อนที่เทคโนโลยีเครื่องปรับอากาศจะกลายเป็นเรื่องแพร่หลาย โดยสถิติในอังกฤษชี้ว่า บ้าน 1 ใน 6 หลังถูกสร้างขึ้นก่อนปี 1900 ขณะที่ The Economist เปรียบเทียบว่า ยุโรปตอนใต้มักสร้างบ้านเรือนเพื่อรับมือกับความร้อนเป็นทุนเดิม อีกทั้งยังมีวัฒนธรรม ‘นอนกลางวัน’ หรือ Siesta เพื่อหลีกเลี่ยงการทำงานในช่วงอากาศร้อนจัด

 

ซ้ำร้าย เครื่องปรับอากาศยังไม่แพร่หลายในยุโรป โดยข้อมูลจากองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) ระบุว่า บ้านเรือนในยุโรปมีเครื่องปรับอากาศราว 20% เท่านั้น เมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกาที่มีเครื่องปรับอากาศถึง 90% ทำให้ชาวยุโรปจำนวนมากต้องพึ่งพาพัดลม ถุงน้ำแข็ง หรือการอาบน้ำเย็นเพื่อรับมือกับอากาศร้อน

 

ทั้งนี้ ไบรอัน มาเธอร์เวย์ หัวหน้าสำนักงานประสิทธิภาพพลังงานและการเปลี่ยนผ่านอย่างครอบคลุมของ IEA อธิบายว่า ยุโรปไม่มีวัฒนธรรมการใช้เครื่องปรับอากาศมาก่อน เพราะในอดีตไม่ใช่ความจำเป็นหลัก แอร์จึงมักถูกมองว่าเป็น ‘ของฟุ่มเฟือย’ โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงต้นทุนการติดตั้งและค่าไฟฟ้า เนื่องจากราคาพลังงานในยุโรปสูงกว่า ขณะที่รายได้เฉลี่ยของประชาชนต่ำกว่าสหรัฐฯ

 

ปัญหายิ่งซับซ้อนขึ้น เมื่อหลายครัวเรือนต้องการติดตั้งเครื่องปรับอากาศในบ้านเก่า แต่กลับเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งโครงสร้างอาคารที่ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับระบบทำความเย็นส่วนกลาง ต้นทุนการติดตั้งที่สูง ไปจนถึงกฎระเบียบด้านการอนุรักษ์อาคาร โดยเฉพาะในพื้นที่ประวัติศาสตร์หรืออาคารที่ได้รับการขึ้นทะเบียน ซึ่งอาจถูกปฏิเสธไม่ให้ติดตั้งคอยล์ร้อนภายนอกอาคาร เพราะกระทบต่อรูปลักษณ์ของเมืองหรืออาคารเก่าแก่

 

นอกจากนี้ การติดแอร์ในยุโรปยังเกี่ยวข้องกับนโยบายสิ่งแวดล้อม เพราะสหภาพยุโรปตั้งเป้าบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 นั่นหมายความว่า การเพิ่มจำนวนเครื่องปรับอากาศอาจสวนทางกับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ หากระบบทำความเย็นยังใช้พลังงานสูง หรือไฟฟ้าส่วนหนึ่งยังมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล

 

The Economist ยังขยายความว่า ชาวยุโรปจำนวนมากมี ‘ความรู้สึกผิดทางคาร์บอน’ (Carbon Guilt) เมื่อต้องติดตั้งหรือเปิดเครื่องปรับอากาศ เพราะกังวลว่า แอร์ใช้พลังงานสูงและอาจซ้ำเติมภาวะโลกร้อน โดยเฉพาะในช่วงที่ยุโรปพยายามลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและเดินหน้าเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ

 

อย่างไรก็ตาม ภาพดังกล่าวซับซ้อนกว่านั้น เพราะในหลายประเทศ เช่น สเปน โปรตุเกส และฝรั่งเศส มีระบบไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและพลังงานนิวเคลียร์ ทำให้การใช้แอร์อาจไม่ได้ปล่อยคาร์บอนสูงเท่าที่หลายคนกังวล เมื่อเทียบกับบางพื้นที่ของสหรัฐฯ ที่ระบบไฟฟ้ายังปล่อยคาร์บอนสูงกว่า

 

อนึ่ง The New York Times ฉายภาพให้เห็นว่า วิกฤตความร้อนยังทำให้เครื่องปรับอากาศกลายเป็นประเด็นการเมืองในยุโรปมากขึ้น เช่น นักการเมืองฝ่ายขวาหลายคนเริ่มใช้คลื่นความร้อนเป็นข้อเรียกร้องให้รัฐเร่งติดตั้งแอร์ในบ้านเรือน โรงเรียน โรงพยาบาล และอาคารสาธารณะ เพื่อปกป้องชีวิตประชาชน

 

ขณะที่พรรคฝ่ายซ้ายจำนวนหนึ่งเริ่มยอมรับว่า ในบางสถานที่ เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล ศูนย์เด็กเล็ก หรือสถานดูแลผู้สูงอายุ แอร์อาจไม่ใช่ความฟุ่มเฟือยอีกต่อไป แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขที่จำเป็น

 

ภาพ: Yara Nardi / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post โอเมกาบล็อก โลกเดือด เมืองไม่พร้อม ทำไม ‘ยุโรป’ จึงร้อนหนักครั้งประวัติศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนคุมส่งออก 20 หน่วยงานญี่ปุ่น อ้างฟื้นบทบาททหาร-ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ https://thestandard.co/china-japan-export-control-military/ Mon, 29 Jun 2026 04:04:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1224462 ภาพประกอบแสดงการควบคุมการส่งออกสินค้าของจีนไปยังหน่วยงานญี่ปุ่น

จีนสั่งควบคุมการส่งออกสินค้าไปยังหน่วยงานญี่ปุ่นอีก 20 […]

The post จีนคุมส่งออก 20 หน่วยงานญี่ปุ่น อ้างฟื้นบทบาททหาร-ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงการควบคุมการส่งออกสินค้าของจีนไปยังหน่วยงานญี่ปุ่น

จีนสั่งควบคุมการส่งออกสินค้าไปยังหน่วยงานญี่ปุ่นอีก 20 แห่ง โดยระบุว่า หน่วยงานเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการยกระดับขีดความสามารถทางทหารของญี่ปุ่น อย่างการฟื้นบทบาททางทหารและความพยายามในการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

 

วันนี้ (29 มิถุนายน) กระทรวงพาณิชย์จีนเปิดเผยว่า ได้ควบคุมการส่งออกสินค้าไปยังหน่วยงานญี่ปุ่น 20 แห่ง เพื่อยับยั้งการฟื้นบทบาททางทหารของญี่ปุ่น และความพยายามในการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ โดยมาตรการดังกล่าวทำให้บริษัทจีนไม่สามารถส่งออกสินค้าที่ใช้ได้ทั้งทางพลเรือนและทางทหารให้แก่หน่วยงานเหล่านี้ได้ หากไม่ได้รับอนุญาตล่วงหน้า

 

ทั้งนี้ ทางการจีนระบุว่า การดำเนินการครั้งนี้มีขึ้นเพื่อปกป้องความมั่นคงและผลประโยชน์แห่งชาติของจีน รวมถึงปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศ เช่น การไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย และมุ่งเป้าเฉพาะ ‘หน่วยงานญี่ปุ่นจำนวนหนึ่ง’ เท่านั้น โดยครอบคลุมเฉพาะสินค้าที่ใช้ได้ทั้งทางพลเรือนและทางทหาร (Dual-Use Items)

 

“มาตรการเหล่านี้จะไม่กระทบต่อการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจและการค้าตามปกติระหว่างจีนกับญี่ปุ่น และหน่วยงานญี่ปุ่นที่ดำเนินธุรกิจอย่างสุจริตและปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่มีอะไรต้องกังวล” โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีนกล่าว

 

ประกาศของกระทรวงพาณิชย์จีนระบุว่า หน่วยงานญี่ปุ่น 20 แห่งที่ถูกเพิ่มเข้าสู่บัญชีควบคุมการส่งออกส่วนหนึ่ง ได้แก่ สถาบัน Institute for Defence Studies ตลอดจนบริษัทย่อยของ Mitsubishi, Komatsu และ Fujitsu

 

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์จีนยังเพิ่มหน่วยงานญี่ปุ่นอีก 20 แห่งเข้าสู่บัญชีเฝ้าระวัง เนื่องจากไม่สามารถตรวจสอบผู้ใช้งานปลายทาง หรือวัตถุประสงค์ของการใช้สินค้าประเภท Dual-Use Items

 

Reuters ระบุว่า บัญชีเฝ้าระวังจะสร้างแรงกดดันต่อการค้ากับหน่วยงานดังกล่าว เพราะผู้ส่งออกที่ต้องการทำธุรกิจด้วยจะต้องยื่นรายงานประเมินความเสี่ยง และหนังสือรับรองว่าจะไม่นำสินค้ากลุ่มนี้ไปใช้ในวัตถุประสงค์ใดๆ ที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถทางทหารของญี่ปุ่น

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างจีนกับญี่ปุ่น โดยในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จีนเคยเพิ่มหน่วยงานญี่ปุ่น 20 แห่ง รวมถึงบริษัทขนาดใหญ่บางแห่ง เข้าสู่บัญชีควบคุมการส่งออก และเพิ่มอีก 20 แห่งเข้าสู่บัญชีเฝ้าระวัง เพื่อเพิ่มการตรวจสอบการค้าสินค้าบางประเภท และสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อโตเกียว

 

ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่นตึงเครียดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา หลัง ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น แสดงความเห็นเกี่ยวกับไต้หวัน ถือเป็นประเด็นอ่อนไหวสำหรับจีน รวมถึงการที่โตเกียวตัดสินใจเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม ส่งผลให้ปักกิ่งเริ่มใช้มาตรการควบคุมการส่งออกสินค้ากลุ่ม Dual-Use Items ต่อญี่ปุ่นตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา

 

แฟ้มภาพ: Andy.LIU / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post จีนคุมส่งออก 20 หน่วยงานญี่ปุ่น อ้างฟื้นบทบาททหาร-ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ-อิหร่าน ตกลงหยุดยิงรอบล่าสุด คาดเจรจาต่อที่กาตาร์ เคลียร์ปมช่องแคบฮอร์มุซ https://thestandard.co/us-iran-hormuz-ceasefire-talks/ Mon, 29 Jun 2026 03:12:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1224413 เรือรบในช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

สหรัฐอเมริกาและอิหร่านตกลงยุติการสู้รบบริเวณช่องแคบฮอร์ […]

The post สหรัฐฯ-อิหร่าน ตกลงหยุดยิงรอบล่าสุด คาดเจรจาต่อที่กาตาร์ เคลียร์ปมช่องแคบฮอร์มุซ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรือรบในช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

สหรัฐอเมริกาและอิหร่านตกลงยุติการสู้รบบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมเดินหน้ากลับมาเจรจาสันติภาพอีกครั้ง หลังเกิดเหตุโจมตีเรือบรรทุกสินค้าในวันที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยการประชุมครั้งต่อไปจะเน้นประเด็นช่องแคบฮอร์มุซเป็นหลัก

 

 
 

เมื่อคืนนี้ (29 มิถุนายน) The Wall Street Journal รายงานว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ และอิหร่านตกลงยุติการสู้รบครั้งล่าสุด โดยจะกลับมาเจรจาประเด็นช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ภายใต้บันทึกความเข้าใจ หรือ MOU สันติภาพ 14 ข้อ

 

ทั้งนี้ มีรายงานว่า สหรัฐฯ เสนอจัดการเจรจากับอิหร่านในการประชุมสุดยอด ณ กรุงโดฮา เมืองหลวงของกาตาร์ แต่รายละเอียดของการประชุมยังอยู่ระหว่างการสรุป ซึ่งอาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดในวันที่ 30 มิถุนายนนี้ โดยจะมุ่งเน้นประเด็นช่องแคบฮอร์มุซเป็นหลัก

 

เจ้าหน้าที่บางรายระบุว่า แต่เดิม การเจรจามีกำหนดจัดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แต่ต้องหยุดชะงักจากการสู้รบบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญของการพูดคุย คือ การจัดตั้งสายด่วนระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน เพื่อหลีกเลี่ยงการโจมตีหรือการสื่อสารที่ผิดพลาดในพื้นที่ช่องแคบดังกล่าว

 

เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาระบุว่า การหารือรอบใหม่จะเป็นการเจรจาระดับเทคนิค เพื่อพูดคุยรายละเอียดในทุกประเด็นของ MOU 14 ข้อ โดยเฉพาะกลไกการเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือพาณิชย์กลับมาเดินทางได้อย่างปลอดภัย การเคลียร์อุปสรรคทางทหารในพื้นที่ และการกำหนดแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดการโจมตีเรือพาณิชย์ซ้ำอีก

 

อนึ่ง ประเด็นสำคัญที่ยังเป็นจุดขัดแย้ง คือ สถานะและอำนาจในการบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซ โดยอิหร่านยืนยันว่า ตนมีหน้าที่และอำนาจหลักในการจัดการการเดินเรือในช่องแคบดังกล่าว ขณะที่สหรัฐฯ มองว่า ข้อตกลงไม่ได้ให้อำนาจอิหร่านควบคุมเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศ และการเดินเรือต้องเป็นไปอย่างเสรี ปลอดภัย และปราศจากการขัดขวาง

 

การเจรจารอบใหม่นี้จึงถูกจับตาว่า จะสามารถคลี่คลายข้อพิพาทเรื่องเส้นทางเดินเรือได้หรือไม่ หลังสหรัฐฯ สนับสนุนให้เรือใช้เส้นทางตอนใต้ตามแนวชายฝั่งโอมาน ขณะที่อิหร่านต้องการให้เรือใช้เส้นทางตอนเหนือผ่านน่านน้ำของตนเอง ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในชนวนสำคัญทำให้เกิดเหตุปะทะอีกครั้งในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

 

แม้เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายจะลดระดับการเผชิญหน้าในตอนนี้ และเรือสามารถเคลื่อนผ่านช่องแคบได้อย่างเสรี แต่สถานการณ์ยังคงเปราะบาง เนื่องจากประเด็นที่ขัดแย้งกันมากกว่า ทั้งการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร อนาคตของโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน และบทบาทของอิหร่านในภูมิภาค จะถูกผลักไปสู่การเจรจาในระยะต่อไป

 

สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางยังไม่แน่นอน

 

ในช่วงที่ผ่านมา สถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียดและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนอีกครั้ง หลังสหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากโจมตีตอบโต้กันรอบใหม่ โดยกองทัพสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายหลายแห่งในภาคใต้ของอิหร่าน รวมถึงระบบสื่อสาร คลังเก็บโดรนและขีปนาวุธ ตลอดจนสถานีเรดาร์ชายฝั่ง

 

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ระบุว่า การโจมตีครั้งนี้เป็นการตอบโต้โดยตรงต่อ การรุกรานทางขนส่งทางทะเลเชิงพาณิชย์ หลังเกิดเหตุโดรนของอิหร่านโจมตีเรือบรรทุกสินค้าเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งสหรัฐฯ มองว่า เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างชัดเจน

 

CENTCOM ยังชี้ว่า พฤติกรรมดังกล่าวเป็นภัยต่อเสรีภาพในการเดินเรือ ในช่วงเวลาที่การค้าโลกยังพึ่งพาช่องทางขนส่งระหว่างประเทศที่สำคัญแห่งนี้ โดยกองทัพสหรัฐฯ จะยังคงประสานงานและสนับสนุนการเดินเรืออย่างปลอดภัยให้แก่เรือพาณิชย์ที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซต่อไป

 

ส่วนรัฐบาลอิหร่านระบุว่า การที่เรือบรรทุกสินค้าลำดังกล่าวถูกโจมตี เป็นผลจากการใช้เส้นทางเดินเรือที่ไม่ได้รับอนุญาต โดยเตหะรานต้องการให้เรือพาณิชย์ใช้เส้นทางตอนเหนือผ่านน่านน้ำของอิหร่านและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของตน ขณะที่สหรัฐฯ สนับสนุนเส้นทางเดินเรือทางใต้ตามแนวชายฝั่งโอมาน ซึ่งเป็นประเด็นที่กลายเป็นจุดขัดแย้งสำคัญของการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

 

ขณะที่กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) กล่าวโทษสหรัฐฯ ว่า เป็นฝ่ายทำผิดข้อตกลง เพราะเปิดฉากโจมตีทางอากาศบริเวณชายฝั่งของอิหร่าน โดยอ้างเหตุผลว่า เรือที่แล่นผ่านเส้นทางที่ไม่ได้รับอนุญาตในช่องแคบฮอร์มุซ

 

ความรุนแรงยังขยายออกไปในภูมิภาค หลังอิหร่านเปิดฉากโจมตีบาห์เรนและคูเวตด้วยโดรนและขีปนาวุธ ขณะที่คูเวต ประเทศที่ตั้งฐานทัพใหญ่ของกองทัพบกสหรัฐฯ ระบุว่า สามารถสกัดขีปนาวุธพิสัยไกลได้ 2 ลูก และยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือความเสียหาย ส่วนบาห์เรนระบุว่า การโจมตีของอิหร่านทำให้อาคารที่พักอาศัยใกล้สนามบินนานาชาติได้รับ

 

ภาพ: Stringer / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post สหรัฐฯ-อิหร่าน ตกลงหยุดยิงรอบล่าสุด คาดเจรจาต่อที่กาตาร์ เคลียร์ปมช่องแคบฮอร์มุซ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกิดอะไรขึ้น ทำไมสหรัฐฯ-อิหร่าน ถึงกลับมาเปิดฉากโจมตีกันอีกครั้ง https://thestandard.co/key-messages-us-iran-attack-again/ Sun, 28 Jun 2026 08:28:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1224195 ภาพเครื่องบินรบสหรัฐฯ โจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของอิหร่าน

วันนี้ (28 มิถุนายน) สหรัฐอเมริกาและอิหร่านกลับมาเปิดฉา […]

The post เกิดอะไรขึ้น ทำไมสหรัฐฯ-อิหร่าน ถึงกลับมาเปิดฉากโจมตีกันอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเครื่องบินรบสหรัฐฯ โจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของอิหร่าน

วันนี้ (28 มิถุนายน) สหรัฐอเมริกาและอิหร่านกลับมาเปิดฉากโจมตีกันอีกครั้ง ซึ่งการปะทะระลอกใหม่นี้เกิดขึ้นจากการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง (Memorandum of Understanding – MoU) ที่ลงนามกันไว้เมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยมีแก่นกลางของความขัดแย้งคือ การแย่งชิงสิทธิ์ในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและสินค้าที่สำคัญของโลก

 

 

เกิดอะไรขึ้นบ้าง

 

จุดเริ่มต้นของความตึงเครียดระลอกนี้เกิดจากการที่มีโดรนปริศนาเข้าโจมตีเรือสินค้าที่สัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ได้แก่ เรือบรรทุกสินค้า Ever Lovely ของสิงคโปร์ในวันพฤหัสบดี (25 มิถุนายน) และเรือบรรทุกน้ำมัน Kiku ของปานามาในเช้าวันเสาร์ (27 มิถุนายน)

 

เพื่อเป็นการตอบโต้ กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ได้ส่งเครื่องบินรบเข้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของอิหร่านตามแนวชายฝั่งตอนใต้ เช่น บริเวณท่าเรือ Sirik, เกาะ Qeshm และ Bandar-e Lengeh ติดต่อกันเป็นเวลาสองวัน โดยพุ่งเป้าทำลายคลังเก็บโดรน ระบบป้องกันภัยทางอากาศ ระบบเรดาร์ และระบบสื่อสาร

 

ก่อนที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่าน ได้ยิงขีปนาวุธและส่งโดรนเข้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้แก่ ฐานทัพอากาศ Ali al-Salem ในคูเวต และกองเรือยุทธการที่ 5 ในบาห์เรน ส่งผลให้ทั้งคูเวตและบาห์เรนต้องเปิดใช้งานระบบป้องกันภัยทางอากาศและประกาศเตือนภัยประชาชน

 

สาเหตุหลักที่ทำให้สหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาเปิดฉากโจมตีกัน

 

สาเหตุรากฐานมาจากการที่ ทั้งสองฝ่ายมีการตีความข้อตกลงหยุดยิง (MoU) ที่ ‘แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง’ และต่างฝ่ายต่างกล่าวหากันว่า ‘ละเมิดข้อตกลงก่อน’

 

ในมุมมองของอิหร่าน อิหร่านมองว่า การควบคุมช่องแคบฮอร์มุซคือ ‘เครื่องมือต่อรอง’ และอำนาจยับยั้งชั่งใจที่สำคัญที่สุดของตน อิหร่านตีความมาตรา 5 ของข้อตกลงว่า เรือทุกลำที่จะผ่านช่องแคบจะต้องมีการประสานงาน ขออนุญาต และทำตามเส้นทางที่อิหร่านกำหนดเท่านั้น

 

นอกจากนี้อิหร่านยังมีความพยายามที่จะเก็บค่าผ่านทางหรือค่าธรรมเนียมจากเรือสินค้า โดยอิหร่านอ้างว่า เหตุที่เรือ Ever Lovely ถูกโจมตี เป็นเพราะเรือลำดังกล่าวใช้เส้นทางที่ไม่ได้รับอนุญาต

 

ขณะที่มุมมองของสหรัฐฯ นั้น สหรัฐฯ ต้องการรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลกและเสรีภาพในการเดินเรือ โดย ‘ปฏิเสธ’ ข้อเรียกร้องเรื่องการเก็บค่าผ่านทางโดยสิ้นเชิง สหรัฐฯ มองว่า หากเรือสัญจรผ่านน่านน้ำของประเทศโอมาน ก็ไม่จำเป็นต้องขออนุญาตหรือประสานงานใดๆ กับทางการอิหร่าน

 

ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการกล่าวหาว่า ‘ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง’ สหรัฐฯ มองว่า การที่อิหร่านส่งโดรนโจมตีเรือพาณิชย์ ถือเป็นการคุกคามและขัดขวางเสรีภาพในการเดินเรือ ซึ่ง ‘ละเมิดข้อตกลง MoU อย่างชัดเจน’ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ประณามการกระทำของอิหร่านและขู่ว่า หากอิหร่านยังไม่หยุด สหรัฐฯ อาจจำเป็นต้องใช้ปฏิบัติการทางทหารขั้นเด็ดขาดกวาดล้างอิหร่าน

 

ขณะที่อิหร่าน มองว่า การที่สหรัฐฯ ส่งเครื่องบินรบมาทิ้งระเบิดใส่โครงสร้างพื้นฐานบริเวณชายฝั่งของตน ถือเป็นพฤติกรรมก้าวร้าวและ ‘ละเมิดข้อตกลง’ มาตรา 1 ที่ระบุให้ยุติความเป็นศัตรูกันในทุกแนวรบ อิหร่านจึงเตือนว่า หากสหรัฐฯ ยังคงโจมตีต่อ อิหร่านก็จะตอบโต้ด้วยความรุนแรงที่มากขึ้น

 

ผลกระทบและแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้น

 

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การโจมตีตอบโต้กันไปมาในลักษณะนี้ (Tit-for-Tat) มี ‘ความเสี่ยงสูงมาก’ ที่จะลุกลามจนควบคุมไม่อยู่ และอาจทำให้ข้อตกลงสันติภาพ ‘พังทลายลงอย่างสมบูรณ์’

 

นอกจากนี้ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นยังส่งผลกระทบให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น ซึ่งอาจกลายมาเป็นแรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ในขณะเดียวกัน สมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ บางส่วนก็เริ่มออกมาขู่ว่าจะดำเนินคดีกับทรัมป์ฐานละเมิด ‘มติจำกัดอำนาจการทำสงคราม’ (War Powers Resolution) หากยังคงเดินหน้าโจมตีอิหร่านต่อไป

 

ภาพ: U.S. Central Command / Handout via Reuters

 

อ้างอิง:

The post เกิดอะไรขึ้น ทำไมสหรัฐฯ-อิหร่าน ถึงกลับมาเปิดฉากโจมตีกันอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมประธานาธิบดีเซอร์เบียประกาศลาออก? เกมการเมืองหรือยอมถอยจริง https://thestandard.co/key-messages-serbian-president-resigns/ Sun, 28 Jun 2026 08:23:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1224190 ภาพประธานาธิบดีอเล็กซานดาร์ วูชิช ผู้นำเซอร์เบีย

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในเวทีการเมืองยุโรป เมื่อประธานาธ […]

The post ทำไมประธานาธิบดีเซอร์เบียประกาศลาออก? เกมการเมืองหรือยอมถอยจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประธานาธิบดีอเล็กซานดาร์ วูชิช ผู้นำเซอร์เบีย

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในเวทีการเมืองยุโรป เมื่อประธานาธิบดี อเล็กซานดาร์ วูชิช (Aleksandar Vucic) ผู้นำทรงอิทธิพลของเซอร์เบียที่อยู่ในอำนาจนาน 12 ปี (ในตำแหน่งประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรี) ออกประกาศว่า “จะลาออกจากตำแหน่งภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า” พร้อมดันให้ประเทศเข้าสู่การเลือกตั้งก่อนกำหนด ท่ามกลางกระแสประท้วงทั่วประเทศเพื่อกดดันให้เขาก้าวลงจากอำนาจจากปัญหาการบริหารประเทศและคอร์รัปชัน

 

 

เกิดอะไรขึ้นในเซอร์เบีย? และนี่จะเป็นจุดสิ้นสุดอำนาจของวูซิชจริงหรือไม่? บทความนี้จะสรุปให้เข้าใจในที่เดียว

 

โศกนาฏกรรมหลังคาสถานีรถไฟถล่มและกระแสประท้วงคอร์รัปชันที่นำโดยนักศึกษา

 

  • อาจกล่าวได้ว่า จุดเปลี่ยนสำคัญบนถนนการเมืองของวูซิชเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2024 เมื่อเกิดเหตุการณ์หลังคากันสาดของสถานีรถไฟในเมืองโนวีซาดถล่ม ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 16 ราย สร้างความโกรธแค้นแก่กลุ่มนักศึกษา ฝ่ายค้าน และองค์กรสิทธิมนุษยชน โดยต่างมองว่าเหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่อุบัติเหตุ แต่เป็นยอดภูเขาน้ำแข็งที่สะท้อนถึง “การทุจริตคอร์รัปชันและการบริหารที่ล้มเหลว” ในโครงการก่อสร้างของรัฐ
  • เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างแรงกดดันและนำไปสู่การประท้วงต่อต้านรัฐบาลเซอร์เบอร์และพรรค SNS ของวูซิชที่ยืดเยื้อมานานกว่า 18 เดือน โดยมีกลุ่มเคลื่อนไหวของนักศึกษาเป็นแกนนำหลัก ซึ่งถือเป็นการประท้วงระลอกใหญ่ที่สุดของประเทศนับตั้งแต่ปี 2000 จนวูชิชต้องตัดสินใจยอมประกาศถอยในที่สุด ก่อนที่วาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจะสิ้นสุดลงในปี 2027

 

ถอยเพื่อรุก? ‘ลาออก’ แต่ไม่ได้แปลว่าจะ ‘วางมือทางการเมือง’

 

อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์และฝ่ายค้านมองตรงกันว่า การลาออกครั้งนี้ไม่ใช่จุดจบทางการเมืองของวูชิช แต่อาจเป็นเพียงกลยุทธ์ทางการเมืองของเขา

 

  • ในอดีตวูซิชมีการสลับเก้าอี้ระหว่างประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรี โดยหลายฝ่ายมองว่าตำแหน่งประธานาธิบดีมีไว้เพื่อพิธีการหรือเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น เพราะที่ผ่านมาวูชิชมีอิทธิพลในการควบคุมรัฐบาลและบริหารประเทศมาตลอด ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด ดังนั้นการลาออกครั้งนี้จึงอาจเป็นการปูทางให้เขาลงสมัครและกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจบริหารเต็มตัวอีกครั้ง หากพรรคของเขาชนะการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภา
  • นอกจากนี้นักวิเคราะห์ยังมองถึงการวางหมากเพื่อสืบทอดอำนาจ โดยเป็นที่คาดหมายว่า วูซิชจะดันพันธมิตรที่ไว้ใจได้ขึ้นสู่เก้าอี้ประธานาธิบดีแทน เพื่อปูทางให้เขายังคงกุมกลไกอำนาจสูงสุดของประเทศไว้ได้เช่นเดิม
  • ขณะที่ฝั่งขบวนการนักศึกษาและฝ่ายค้าน มองว่า วูชิชพยายามชิงลาออกเพื่อ “ดักหน้าความพ่ายแพ้ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้” เนื่องจากกระแสประท้วงของนักศึกษาในปัจจุบันกำลังสร้างโมเมนตัม โดยได้แนวร่วมสนับสนุนจากประชาชนมากขึ้น สวนทางกับคะแนนนิยมในตัวผู้นำเองที่เริ่มถดถอยลง
  • ขณะที่ฝั่งประธานาธิบดีวูชิชตอบโต้ว่า กลุ่มผู้ประท้วงและนักศึกษากำลังพยายามบ่อนทำลายชาติ และกล่าวหาว่ามีการคบคิดกับกองกำลังต่างชาติเพื่อโค่นล้มรัฐบาล ขณะเดียวกันวูซิชยังพยายามดิ้นรนเฮือกสุดท้ายเพื่อดึงฐานเสียงกลับมา โดยในการหาเสียงเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เขาให้คำมั่นว่าจะขจัดการทุจริตคอร์รัปชันให้หมดสิ้น พร้อมสัญญาว่าจะเพิ่มเงินบำนาญและอัดฉีดเงินช่วยเหลือสำหรับผู้ยากไร้ ตลอดจนพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขของรัฐ

 

ชะตากรรมของเซอร์เบีย บนทางแพร่งระหว่าง EU กับ รัสเซีย-จีน

 

วิกฤตการเมืองภายในครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางความท้าทายในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ของเซอร์เบียด้วย

 

  • เซอร์เบียกำลังอยู่ในกระบวนการขอเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งมีเงื่อนไขเหล็กว่าประเทศต้องปรับปรุงหลักนิติธรรม มีการเลือกตั้งที่โปร่งใส และไร้การทุจริต นอกจากนี้ยังต้องปรับนโยบายต่างประเทศให้สอดคล้องกับแนวทางของ EU ด้วย
  • แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลของวูชิชก็ยังคงมีนโยบายรักษาความสัมพันธ์อันเหนียวแน่นกับรัสเซียและจีนมาโดยตลอด ซึ่งที่ผ่านมาเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับวูซิช ขณะเดียวกันก็ทำให้เซอร์เบียกลายเป็นเวทีที่ผูกโยงกับภูมิรัฐศาสตร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นใครมาเป็นรัฐบาลใหม่ก็อาจส่งผลต่อทิศทางการดำเนินนโยบายต่อมหาอำนาจด้วย

 

การประกาศลาออกของอเล็กซานดาร์ วูชิช อาจไม่ใช่การยอมแพ้ต่อกระแสขับไล่ของนักศึกษาโดยสิ้นเชิง แต่เป็นเกมการเมืองกระดานใหม่ที่เขาตั้งใจจะรีเซ็ตอำนาจผ่านการเลือกตั้งก่อนกำหนด เพื่อรักษาอิทธิพลของตนเองและพรรค SNS ให้อยู่รอดต่อไปท่ามกลางวิกฤตศรัทธาของประชาชน จึงต้องจับตาผลการเลือกตั้งต่อไป ซึ่งจนถึงเวลานี้วูซิชยังไม่ประกาศว่าจะยุบสภาเมื่อใด

 

ภาพ: REUTERS / Irakli Gedenidze / File Photo

 

อ้างอิง:

The post ทำไมประธานาธิบดีเซอร์เบียประกาศลาออก? เกมการเมืองหรือยอมถอยจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
บทเรียนการตลาด World Cup เมื่อแบรนด์ที่ไม่ใช่สปอนเซอร์กลับได้ ‘ซีน’ กว่า Levi’s, Nike และ Gillette ชิงกระแสไวรัลแซงแบรนด์ที่จ่ายเงินหลักพันล้าน https://thestandard.co/world-cup-non-sponsor-marketing-win/ Sun, 28 Jun 2026 06:24:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1224141 ภาพมุมกว้างของ Levi's Stadium สนามกีฬาที่ใช้จัดการแข่งขัน World Cup

ขณะที่ผู้คนทั่วโลกกำลังจับตาการแข่งขัน World Cup ในช่วง […]

The post บทเรียนการตลาด World Cup เมื่อแบรนด์ที่ไม่ใช่สปอนเซอร์กลับได้ ‘ซีน’ กว่า Levi’s, Nike และ Gillette ชิงกระแสไวรัลแซงแบรนด์ที่จ่ายเงินหลักพันล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมกว้างของ Levi's Stadium สนามกีฬาที่ใช้จัดการแข่งขัน World Cup

ขณะที่ผู้คนทั่วโลกกำลังจับตาการแข่งขัน World Cup ในช่วงซัมเมอร์นี้ แบรนด์ที่สร้างกระแสพูดถึงได้มากที่สุดกลับไม่ใช่สปอนเซอร์อย่างเป็นทางการของทัวร์นาเมนต์ สะท้อนปรากฏการณ์การตลาดยุคใหม่ที่การครองใจผู้บริโภคไม่ได้ขึ้นอยู่กับงบประมาณมหาศาลอีกต่อไป

 

 

 

แม้รายชื่อสปอนเซอร์อย่างเป็นทางการของ World Cup ปีนี้ ซึ่งจัดขึ้นในหลายเมืองทั่วสหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก จะเต็มไปด้วยแบรนด์ระดับโลกอย่าง Adidas, Coca-Cola และ Qatar Airways

 

แต่สปอตไลต์กลับฉายไปที่แบรนด์อย่าง Levi’s, Taco Bell และ Buc-ee’s เครือร้านสะดวกซื้อจากรัฐเท็กซัส ที่สร้างกระแสบนโซเชียลมีเดียด้วยกลยุทธ์การตลาดสร้างสรรค์ และการตอบรับตามธรรมชาติจากผู้บริโภค

 

ตามข้อมูลของบริษัทวิจัย WARC Media คาดว่าเม็ดเงินโฆษณาในทัวร์นาเมนต์ World Cup ปีนี้จะแตะระดับ 10,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.5 แสนล้านบาท) ซึ่งต่ำกว่าการแข่งขันเมื่อปี 2018 ที่รัสเซียเป็นเจ้าภาพเล็กน้อย ที่มีมูลค่าราว 12,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.2 แสนล้านบาท)

 

เมื่อแบรนด์ที่ไม่ใช่สปอนเซอร์สร้างเอนเกจเมนต์แซงหน้า

 

จุดที่น่าสนใจคือ ข้อมูลจากบริษัทวิจัย Meltwater พบว่าในช่วงก่อนการแข่งขัน แคมเปญการตลาดของแบรนด์ที่ไม่ใช่สปอนเซอร์สร้างการมีส่วนร่วม (Engagement) ได้เกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับสปอนเซอร์ทางการ โดยอยู่ที่ราว 61 ล้านครั้ง เทียบกับ 33 ล้านครั้ง

 

บริษัทระบุว่า แม้โฆษณาของสปอนเซอร์จะมีปริมาณมากกว่า แต่การกระจายตัวและคุณภาพของคอนเทนต์ช่วยผลักดันให้แบรนด์ที่ไม่ใช่สปอนเซอร์ได้รับการมีส่วนร่วมที่สูงกว่า โดยส่วนใหญ่มาจากแพลตฟอร์ม TikTok

 

ขณะที่นับตั้งแต่การแข่งขันเริ่มต้น แบรนด์ที่ไม่ใช่สปอนเซอร์ถูกพูดถึงบนโซเชียลมีเดียทะลุ 57,000 ครั้ง เทียบกับสปอนเซอร์ทางการที่ทำได้เพียง 43,000 ครั้ง

 

จอห์น บ็อกซ์ ซีอีโอของ Meltwater กล่าวกับ CNBC ว่า บทเรียนสำคัญจาก World Cup ครั้งนี้คือ การเป็นแบรนด์ที่ครองกระแสในช่วงเวลาที่ทั้งสังคมจับตา ไม่จำเป็นต้องอาศัยสถานะสปอนเซอร์อีกต่อไป

 

โดยแบรนด์ที่จะชนะในทัวร์นาเมนต์ครั้งหน้า ไม่ใช่แบรนด์ที่มีงบประมาณมากที่สุด แต่เป็นแบรนด์ที่มองเห็นกระแสแบบเรียลไทม์ มีความคิดสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงกลับมาสู่แบรนด์ได้ และมีความเร็วพอที่จะลงมือก่อนที่โมเมนต์จะผ่านไป

 

พลิกข้อจำกัดให้เป็นกระแสไวรัล

 

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือแบรนด์ยีนส์อย่าง Levi’s เนื่องจากบริษัทไม่ใช่ผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ โลโก้บนสนามเจ้าภาพในเมืองซานตาคลารา รัฐแคลิฟอร์เนีย จึงต้องถูกปิดบังก่อนการแข่งขัน

 

ทว่าการนำผ้าสีขาวมาคลุมโลโก้รูปกระเป๋ากางเกงยีนส์ของ Levi’s กลับสร้างกระแสพูดถึงในหมู่แฟนบอลที่รู้สึกขบขัน เช่นเดียวกับแบรนด์มีดโกน Gillette ที่ออกแบบผ้าคลุมโลโก้บนสนามในรัฐแมสซาชูเซตส์ให้เหมือนฟองครีมโกนหนวด เพื่อเล่นกับสถานการณ์ดังกล่าว

 

เคนเนธ มิตเชลล์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาดของ Levi’s ระบุว่า สิ่งที่เริ่มต้นจากข้อจำกัดเรื่องสิทธิ์การตั้งชื่อสนาม กลับกลายเป็นโพสต์ที่ถูกแสดงความเห็นและแชร์มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท

 

โดย Meltwater พบว่ายอดการพูดถึง Levi’s เพิ่มขึ้น 44% นับตั้งแต่ World Cup เริ่มต้น และการมีส่วนร่วมเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าหลังใช้กลยุทธ์ผ้าคลุมโลโก้

 

ด้านแบรนด์กีฬาอย่าง Nike ซึ่งไม่ใช่สปอนเซอร์ทางการ ก็ปล่อยโฆษณา World Cup ที่มีคนดังอย่าง คิม คาร์เดเชียน, ทราวิส สก็อตต์ และเลอบรอน เจมส์ รวมถึงนักเตะดังอย่าง เออร์ลิง ฮาลันด์ และคริสเตียโน โรนัลโด จนกวาดยอดชมบน YouTube ไปกว่า 70 ล้านครั้ง

 

ทิ้งห่างคู่แข่งอย่าง Adidas ที่มีโฆษณาซึ่งได้ ทิโมธี ชาลาเมต์ และลิโอเนล เมสซี ร่วมแสดง แต่ทำได้ราว 7 ล้านครั้ง

 

อีกหนึ่งแบรนด์ที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือ Lego ที่ครองสัดส่วนถึง 82% ของโพสต์จากแบรนด์ที่ไม่ใช่สปอนเซอร์ซึ่งมีการมีส่วนร่วมสูงสุด 50 อันดับแรกบนโซเชียลมีเดีย

 

โดย Meltwater ระบุว่าแคมเปญ World Cup ของแบรนด์ของเล่นตัวต่อรายนี้ สร้างการมีส่วนร่วมได้สูงถึง 12 เท่าของค่าเฉลี่ยที่สปอนเซอร์ทางการทำได้ในช่วงก่อนการแข่งขัน

 

เบื้องหลังกระแสและอนาคตของการเป็นสปอนเซอร์

 

จาเร็ด วัตสัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านการตลาดจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก มองว่า ความสำเร็จของแบรนด์เหล่านี้ไม่ได้มาจากการตลาดเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการที่บางบริษัทจับกระแสความไม่พอใจของผู้บริโภคต่อการทำการตลาดเชิงพาณิชย์ของวงการฟุตบอลโลกได้

 

เขายกตัวอย่างการที่ FIFA กำหนดให้มีช่วงพักดื่มน้ำระหว่างการแข่งขัน ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าเป็นการแทรกโฆษณาเพิ่มโดยไม่จำเป็น

 

ทำให้แบรนด์ที่กล้าเล่นกับกฎและไม่ยอมสวมบทสปอนเซอร์ กลับได้ใจผู้บริโภคที่รู้สึกเอือมกับการหากินเชิงพาณิชย์ เพราะการแสดงออกเช่นนี้ให้ความรู้สึกท้าทายอำนาจ ซึ่งสอดคล้องกับจิตวิญญาณของ World Cup ที่เน้นความเป็นหนึ่งเดียวและความเท่าเทียม

 

ขณะที่ เคลลี คัตเลอร์ รองศาสตราจารย์ด้านการตลาดจากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น เสริมว่า ในยุค AI การตลาดที่สร้างความผูกพันทางอารมณ์และมีความเป็นมนุษย์จะโดดเด่นเป็นพิเศษ เพราะผู้คนกำลังรู้สึกอ่อนไหวกับกระแส AI

 

โดยเฉพาะการเข้าถึงผู้บริโภค Gen Z ที่รู้ทันการขายและมักต่อต้าน หากแบรนด์ใดสร้างความผูกพันที่แน่นแฟ้นกับคนกลุ่มนี้ได้ ก็จะเจอขุมทรัพย์ทางการตลาด

 

คัตเลอร์ทิ้งท้ายว่า ปรากฏการณ์นี้อาจส่งผลต่อรูปแบบการเป็นสปอนเซอร์ในอนาคต เพราะองค์กรผู้จัดย่อมต้องการเม็ดเงินสนับสนุน และคงไม่อยากเห็น

 

สถานการณ์ที่แบรนด์ซึ่งไม่จ่ายอะไรเลยกลับได้รับกระแสและพาดหัวข่าวไปครอง จึงน่าจับตาว่าเรื่องนี้จะส่งผลต่อการวางแผนสปอนเซอร์ในระยะต่อไปอย่างไร

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.30 บาท ณ วันที่ 27 มิถุนายน 2569

 

ภาพ : Ezra Shaw/Getty Images

อ้างอิง:

The post บทเรียนการตลาด World Cup เมื่อแบรนด์ที่ไม่ใช่สปอนเซอร์กลับได้ ‘ซีน’ กว่า Levi’s, Nike และ Gillette ชิงกระแสไวรัลแซงแบรนด์ที่จ่ายเงินหลักพันล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลื่นความร้อนรุนแรง อุณหภูมิพุ่งทะลุ 40 องศาฯ กระทบชาวยุโรปกว่า 150 ล้านคน https://thestandard.co/europe-heatwave-health-crisis/ Sun, 28 Jun 2026 05:32:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1224121 ผู้คนในยุโรปกำลังหาวิธีคลายร้อนจากอุณหภูมิที่พุ่งสูง

ทวีปยุโรปกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรงแบบไม่เคยมีมาก […]

The post คลื่นความร้อนรุนแรง อุณหภูมิพุ่งทะลุ 40 องศาฯ กระทบชาวยุโรปกว่า 150 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้คนในยุโรปกำลังหาวิธีคลายร้อนจากอุณหภูมิที่พุ่งสูง

ทวีปยุโรปกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรงแบบไม่เคยมีมาก่อน ส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 150 ล้านคนที่ต้องเผชิญกับอุณหภูมิสูงกว่า 35 องศาเซลเซียส อุณหภูมิพุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ในหลายประเทศ ได้แก่ เยอรมนี 41.5 องศาเซลเซียส, สาธารณรัฐเช็ก 40.8 องศาเซลเซียส, เดนมาร์ก 37 องศาเซลเซียส และสวิตเซอร์แลนด์ 39 องศาเซลเซียส

ดูภาพข่าว ▼ 

ปรากฏการณ์นี้เกิดจากหย่อมความกดอากาศสูงที่เคลื่อนตัวช้า หรือที่เรียกว่า ‘โดมความร้อน’ (Heat Dome) ซึ่งกดทับมวลอากาศให้จมตัวลง บีบอัด และทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ ภายใต้ท้องฟ้าที่ไร้เมฆ

 

โดยนักวิทยาศาสตร์ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change) เป็นสาเหตุหลัก โดยคลื่นความร้อนระดับนี้แทบจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยเมื่อ 50 ปีก่อน นอกจากนี้ยุโรปยังเป็นทวีปที่อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นรวดเร็วที่สุดในโลกอีกด้วย

 

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า สภาพอากาศที่ร้อนจัดทะลุขีดจำกัดนี้ เป็น ‘วิกฤตด้านสุขภาพ’ โดยคลื่นความร้อนนี้เชื่อมโยงกับการเสียชีวิตของผู้คนหลายร้อยคนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เช่น ระบบเฝ้าระวังของสเปนพบผู้เสียชีวิต 327 คนที่อาจเชื่อมโยงกับความร้อน และในฝรั่งเศสมีผู้จมน้ำเสียชีวิตถึง 55 คนจากการหนีร้อนไปว่ายน้ำในจุดที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแล

 

พร้อมทั้งคาดการณ์ว่า อากาศที่ร้อนจัดแตะระดับ 40 องศาเซลเซียสในบางพื้นที่จะยังคงดำเนินต่อไปจนถึงช่วงต้นสัปดาห์หน้า

 

 

ผู้คนในยุโรปกำลังหาวิธีคลายร้อนจากอุณหภูมิที่พุ่งสูง 1ผู้คนในยุโรปกำลังหาวิธีคลายร้อนจากอุณหภูมิที่พุ่งสูง 2ผู้คนในยุโรปกำลังหาวิธีคลายร้อนจากอุณหภูมิที่พุ่งสูง 3ผู้คนในยุโรปกำลังหาวิธีคลายร้อนจากอุณหภูมิที่พุ่งสูง 4ผู้คนในยุโรปกำลังหาวิธีคลายร้อนจากอุณหภูมิที่พุ่งสูง 5

 

อ้างอิง:

 

The post คลื่นความร้อนรุนแรง อุณหภูมิพุ่งทะลุ 40 องศาฯ กระทบชาวยุโรปกว่า 150 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยอดตายทะลุ 1,400 คน ยังสูญหายอีกกว่าครึ่งแสนคน เหยื่อเหตุแผ่นดินไหวเวเนซุเอลา https://thestandard.co/venezuela-quake-death-toll/ Sun, 28 Jun 2026 03:49:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1224027 ทีมกู้ภัยกำลังค้นหาผู้รอดชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวในเวเนซุเอลา

วันนี้ (28 มิถุนายน) ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์แผ่นดิน […]

The post ยอดตายทะลุ 1,400 คน ยังสูญหายอีกกว่าครึ่งแสนคน เหยื่อเหตุแผ่นดินไหวเวเนซุเอลา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทีมกู้ภัยกำลังค้นหาผู้รอดชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวในเวเนซุเอลา

วันนี้ (28 มิถุนายน) ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวซ้ำแมกนิจูด 7.2 และ 7.5 ในเวเนซุเอลา เพิ่มขึ้นทะลุ 1,400 คนแล้ว ขณะที่ยังมียอดผู้สูญหายอีกกว่า 55,000 คน โดยสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) ประเมินว่า เหตุการณ์นี้อาจส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตได้สูงถึง 10,000 คน ซึ่งจะทำให้แผ่นดินไหวครั้งนี้เป็นหนึ่งในภัยพิบัติที่ร้ายแรงที่สุดของลาตินอเมริกาในรอบศตวรรษ

ดูภาพข่าว ▼ 

ขณะนี้ทีมกู้ภัยจากต่างชาติกว่า 1,600 คนได้เดินทางมาถึงเวเนซุเอลาแล้ว และยังมีทีมอื่นที่กำลังเดินทางมาสมทบ โดยมีการใช้เฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐฯ ช่วยลำเลียงเจ้าหน้าที่ลงในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนัก และมีทีมกู้ภัยจากประเทศต่างๆ เช่น อาร์เจนตินาและเอลซัลวาดอร์เข้าช่วยเหลือ

 

สหรัฐฯ ยังเตรียมประกาศแพ็กเกจมอบเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมอีกหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกเหนือจากงบประมาณ 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่รัฐบาลได้อนุมัติไปแล้วก่อนหน้านี้

 

แม้จะมีความช่วยเหลือเข้ามา แต่ประชาชนและอาสาสมัครบางส่วนยังคงร้องเรียนเกี่ยวกับการรับมือที่ไม่ทั่วถึง การขาดแคลนเครื่องจักรกลหนัก และการที่เจ้าหน้าที่รัฐลงพื้นที่น้อยเกินไปในช่วงแรก

 

 

ทีมกู้ภัยกำลังค้นหาผู้รอดชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวในเวเนซุเอลา 1ทีมกู้ภัยกำลังค้นหาผู้รอดชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวในเวเนซุเอลา 2ทีมกู้ภัยกำลังค้นหาผู้รอดชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวในเวเนซุเอลา 3ทีมกู้ภัยกำลังค้นหาผู้รอดชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวในเวเนซุเอลา 4ทีมกู้ภัยกำลังค้นหาผู้รอดชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวในเวเนซุเอลา 5

 

อ้างอิง:

 

The post ยอดตายทะลุ 1,400 คน ยังสูญหายอีกกว่าครึ่งแสนคน เหยื่อเหตุแผ่นดินไหวเวเนซุเอลา appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ชี้ อย่าหวั่นไหวเรื่อง ‘ฮุน เซน’ เยือนจีน เชื่อ ‘จีน’ รู้ต้องวางตัวอย่างไร ย้ำเดินหน้ากรอบ UNCLOS https://thestandard.co/sihasak-hunsen-china-unclos/ Sat, 27 Jun 2026 11:11:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1223793 ภาพสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์

วันนี้ (27 มิถุนายน) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมน […]

The post สีหศักดิ์ชี้ อย่าหวั่นไหวเรื่อง ‘ฮุน เซน’ เยือนจีน เชื่อ ‘จีน’ รู้ต้องวางตัวอย่างไร ย้ำเดินหน้ากรอบ UNCLOS appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์

วันนี้ (27 มิถุนายน) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ถึงกรณีที่ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เดินทางเยือนจีนว่า ไม่มีอะไรน่ากังวล เพราะเป็นการเยือนตามปกติของคู่ที่มีความสัมพันธ์ทวิภาคีต่อกัน

 

สีหศักดิ์ย้ำว่า ฝ่ายไทยทราบดีว่าจีนไม่ได้เข้าข้างใคร และรู้ดีว่าควรวางตัวอย่างไรเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อสถานการณ์ความขัดแย้ง จึงขออย่าไปหวั่นไหวต่อรายงานข่าวทุกอย่างที่ออกมา เพราะบางครั้งเป็นกระแสข่าวที่ทางกัมพูชาปล่อยออกมาเพื่อเข้าข้างตัวเองเท่านั้น

 

ส่วนกรณีข่าวลือเรื่องกัมพูชาขอซื้อเครื่องกระสุนจากจีน รองนายกฯ เผยว่าเป็นข้อตกลงที่มีมานานแล้ว และจีนเองก็มีผลประโยชน์บางเรื่องในกัมพูชา เช่น เรื่องฐานทัพ ซึ่งไม่เกี่ยวกับปัญหาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา แน่นอนว่าจีนย่อมรู้ดีว่าต้องทำอย่างไรไม่ให้กระทบต่อความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา และไทยเองก็ติดตามความเคลื่อนไหวเหล่านี้อย่างใกล้ชิด

 

สำหรับความคืบหน้าของกระบวนการประนอมภาคบังคับตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS สีหศักดิ์ยืนยันว่ายังคงเดินหน้าต่อไป ซึ่งไทยต้องพิจารณารายละเอียดและข้อเท็จจริงอย่างถี่ถ้วน หากผลลัพธ์ออกมาดีก็อาจรับได้ แต่หากพิจารณาแล้วพบว่าไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของไทย หรือขาดความเที่ยงธรรม ก็จำเป็นต้องมีการพูดคุยหารือกันต่อไป

 

แฟ้มภาพ: ศวิตา พูลเสถียร / THE STANDARD

The post สีหศักดิ์ชี้ อย่าหวั่นไหวเรื่อง ‘ฮุน เซน’ เยือนจีน เชื่อ ‘จีน’ รู้ต้องวางตัวอย่างไร ย้ำเดินหน้ากรอบ UNCLOS appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภัยพิบัติแผ่นดินไหวเวเนซุเอลา ทำไม ‘กรุงการากัส’ เสียหายหนักและเปราะบางที่สุด https://thestandard.co/venezuela-earthquake-caracas-vulnerable/ Sat, 27 Jun 2026 09:05:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1223746 ภาพความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวในกรุงการากัส ประเทศเวเนซุเอลา

เหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้งซ้อน (Double Earthquak […]

The post ภัยพิบัติแผ่นดินไหวเวเนซุเอลา ทำไม ‘กรุงการากัส’ เสียหายหนักและเปราะบางที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวในกรุงการากัส ประเทศเวเนซุเอลา

เหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้งซ้อน (Double Earthquake) ที่เวเนซุเอลา ขนาด 7.2 และ 7.5 เมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา ถือเป็นแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดของประเทศนับตั้งแต่ปี 1900

 

ยอดเสียชีวิตล่าสุดพุ่งทะลุ 920 รายแล้ว และมีผู้บาดเจ็บอีกกว่า 3,000 คน ขณะที่ทีมกู้ภัยที่ยังทำงานแข่งกันเวลา เชื่อว่ายังมีผู้คนอีกจำนวนมากที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง

 

มีหลายพื้นที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยเฉพาะในรัฐลากวยรา (La Guaira) ซึ่งเป็นที่ตั้งของท่าเรือและสนามบินหลักของประเทศ รวมถึงพื้นที่ชายฝั่งตอนเหนือและกรุงการากัส โดยเฉพาะย่านโลสปาโลสกรันเดส (Los Palos Grandes) และอัลตามิรา (Altamira) ซึ่งถือเป็นย่านศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า ร้านอาหาร และสถานทูตต่างประเทศที่ทันสมัยและปลอดภัยที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองหลวงของเวเนซุเอลา

 

คำถามที่เกิดขึ้นคือ ทำไมกรุงการากัส เมืองหลวง จึงได้รับความเสียหายอย่างหนักและมีความเปราะบางกับแผ่นดินไหวครั้งนี้

 

สำนักข่าว Al Jazeera และนักธรณีฟิสิกส์ได้วิเคราะห์ 4 ปัจจัยสำคัญที่อาจตอบคำถามข้างต้น

 

  • ทำเลที่ตั้งบน ‘แอ่งตะกอนลึก’ (deep sedimentary basin) และรอยต่อเปลือกโลก: เวเนซุเอลาตั้งอยู่บนรอยต่อระหว่างแผ่นเปลือกโลกแคริบเบียนและแผ่นอเมริกาใต้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงเกิดแผ่นดินไหวใหญ่หลายครั้งจากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกในอดีต ยิ่งไปกว่านั้น วาชาน ไรท์ นักธรณีฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก อธิบายว่า กรุงการากัสตั้งอยู่บน “แอ่งตะกอนลึก” ซึ่งภูมิประเทศลักษณะนี้จะขยายความรุนแรงของคลื่นแผ่นดินไหวให้ทรงพลังยิ่งขึ้น
  • แผ่นดินไหวที่จุดกำเนิดอยู่ตื้น (Shallow Earthquake): จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดลึกเพียง 7.8 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าตื้นมาก พลังงานมหาศาลจึงไม่ได้ถูกดูดซับผ่านชั้นหินด้านล่าง แต่ถูกปลดปล่อยเข้าสู่ผิวดินและย่านชุมชนโดยตรง ทำให้อานุภาพทำลายล้างรุนแรงกว่าแผ่นดินไหวที่ระดับลึก
  • ‘บาร์ริโอส’ (Barrios) ชุมชนแออัดบริเวณเชิงเขา: เป็นระเบิดเวลาของกรุงการากัส คาดการณ์ว่ามีประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของเมืองหลวง (จากทั้งหมด 5 ล้านคน) อาศัยอยู่ในชุมชนไม่เป็นทางการ หรือ ‘บาร์ริโอส’ ซึ่งเป็นบ้านอิฐบล็อกราคาถูกที่สร้างกันเองโดยไม่มีเสาเข็มหรือการเสริมเหล็ก ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ไม่มีความปลอดภัย และบ้านเหล่านี้ก็ตั้งอยู่บนทางลาดชันของภูเขา เมื่อเกิดแรงสั่นสะเทือน โครงสร้างเหล่านี้จึงถล่มลงมาได้ง่าย
  • พิษเศรษฐกิจและการคว่ำบาตรจากนานาชาติ: ทำให้โครงสร้างพื้นฐานขาดงบประมาณในการดูแลรักษา นอกจากนี้ยังขาดการลงทุนในการวางผังเมืองและข้อกำหนดตึกอาคารที่ต้านทานแผ่นดินไหว โดยก่อนหน้านี้เวเนซุเอลาเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตกมานานหลายทศวรรษ แม้ช่วงต้นปี 2026 สหรัฐฯ จะเริ่มยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรบางส่วน หลังใช้ปฏิบัติการทางทหารที่นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านอำนาจจากอดีตประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร สู่เดลซี โรดริเกซ แต่กรุงการากัสก็ยังคงบอบช้ำและไม่สามารถฟื้นฟูระบบโครงสร้างพื้นฐานได้ทันเวลา

 

สำหรับสถานการณ์ล่าสุด ทีมกู้ภัยและเจ้าหน้าที่อาสาสมัครยังคงทำงานแข่งกับเวลาเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิตที่อาจติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง ขณะที่ประชาชนอีกนับล้านคนในกรุงการากัสยังต้องเผชิญกับภาวะไม่มีไฟฟ้าใช้ ท่ามกลางความกังวลว่าข้อจำกัดด้านงบประมาณและปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่สะสมมานาน จะทำให้การฟื้นฟูเยียวยาเมืองหลวงแห่งนี้เป็นไปได้อย่างล่าช้า

 

ภาพ: REUTERS / Fausto Torrealba

 

อ้างอิง:

The post ภัยพิบัติแผ่นดินไหวเวเนซุเอลา ทำไม ‘กรุงการากัส’ เสียหายหนักและเปราะบางที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์เข้าพบประธานาธิบดีคาซัคสถาน หนุนเอกชนขยายการค้า-การลงทุน https://thestandard.co/sihasak-kazakhstan-president-trade-investment/ Sat, 27 Jun 2026 08:22:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1223738 สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าพบ กัสซึม-โจมาร์ต โตคาเยฟ ประธานาธิบดีคาซัคสถาน

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการก […]

The post สีหศักดิ์เข้าพบประธานาธิบดีคาซัคสถาน หนุนเอกชนขยายการค้า-การลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าพบ กัสซึม-โจมาร์ต โตคาเยฟ ประธานาธิบดีคาซัคสถาน

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าพบ กัสซึม-โจมาร์ต โตคาเยฟ ประธานาธิบดีคาซัคสถาน ที่ทำเนียบประธานาธิบดี เมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา

 

ทั้งสองฝ่ายย้ำถึงเจตนารมณ์ในการส่งเสริมและยกระดับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างกันอย่างรอบด้านในทุกมิติ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ทั้งการเพิ่มมูลค่าการค้า การลงทุน ความพร้อมในการเริ่มต้นเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (FTA Thailand – Eurasian Economic Union (EAEU)) ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการค้าระหว่างกันโดยไทยเป็นประตูสู่อาเซียน และคาซัคสถานเป็นประตูสู่เอเชียกลาง รวมถึงการใช้ประโยชน์ในการขนส่งจากเส้นทาง Trans-Caspian International Transport Route (TITR) ทั้งนี้ ไทยได้นำภาคเอกชนมาพบภาคธุรกิจของคาซัคสถานกว่า 80 บริษัท เพื่อจับคู่ธุรกิจระหว่างกันด้วย

 

โดยงาน Thailand – Kazakhstan Business Forum จัดขึ้นที่เมืองอัลมาตี เพื่อแสดงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการสนับสนุนภาคเอกชนให้ขยายการค้าและการลงทุนระหว่างกัน โดยทั้งสองประเทศสามารถร่วมมือกันได้ในหลายสาขา โดยเฉพาะความมั่นคงทางอาหาร การส่งเสริมความเชื่อมโยงทางโลจิสติกส์และระหว่างประชาชนสู่ประชาชน การลงทุนในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ทั้งสองประเทศมีศักยภาพ เช่น การท่องเที่ยว พลังงาน แร่สำคัญ

 

นอกจากนั้น ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือเกี่ยวกับความร่วมมือพหุภาคี ซึ่งทั้งสองประเทศให้ความสำคัญต่อการเคารพกฎกติกาและกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงการขยายความร่วมมือในกรอบต่าง ๆ เช่น CICA ASEAN ACD และโอกาสในการแสวงหาความร่วมมือด้านการพัฒนาในสาขาที่แต่ละประเทศมีศักยภาพ และจะมีการจัดกิจกรรมฉลองครบรอบ 35 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-คาซัคสถานในปี 2570 ด้วย

 

ภาพ: กระทรวงการต่างประเทศ

The post สีหศักดิ์เข้าพบประธานาธิบดีคาซัคสถาน หนุนเอกชนขยายการค้า-การลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตาย 920 คน บาดเจ็บกว่า 3,000 คน เหตุแผ่นดินไหวเวเนซุเอลา กู้ภัยเร่งค้นหาผู้รอดชีวิต https://thestandard.co/venezuela-earthquake-deaths-rescue/ Sat, 27 Jun 2026 05:17:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1223647 เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตท่ามกลางซากปรักหักพังจากเหตุแผ่นดินไหวในเวเนซุเอลา

วันนี้ (27 มิถุนายน) ตัวเลขยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดิ […]

The post ตาย 920 คน บาดเจ็บกว่า 3,000 คน เหตุแผ่นดินไหวเวเนซุเอลา กู้ภัยเร่งค้นหาผู้รอดชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตท่ามกลางซากปรักหักพังจากเหตุแผ่นดินไหวในเวเนซุเอลา

วันนี้ (27 มิถุนายน) ตัวเลขยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้งซ้อนในเวเนซุเอลา พุ่งสูงถึง 920 คนแล้ว มีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 3,000 คน ทีมกู้ภัยเชื่อว่า ยังมีผู้คนอีกจำนวนมากที่ยังคงติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง นับเป็นเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เวเนซุเอลา

ดูภาพข่าว ▼ 

พื้นที่ที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุดคือ รัฐลากวยรา (La Guaira) ซึ่งเป็นที่ตั้งของท่าเรือและสนามบินหลักของประเทศ รวมถึงพื้นที่ชายฝั่งตอนเหนือและกรุงการากัส โดยเฉพาะย่านโลสปาโลสกรันเดส (Los Palos Grandes) และ อัลตามิรา (Altamira) ซึ่งถือเป็นย่านศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า ร้านอาหาร และสถานทูตต่างประเทศที่ทันสมัยและปลอดภัยที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองหลวงของเวเนซุเอลา

 

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาถึง 214 ครั้ง สร้างความเสียหายต่ออาคาร ศูนย์การค้า โรงพยาบาล และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ อีกกว่า 1,000 แห่ง

 

เวเนซุเอลาตกอยู่ในสภาวะที่ไม่พร้อมรับมือกับภัยพิบัติ เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานที่ทรุดโทรมจากการขาดการลงทุนและวิกฤตเศรษฐกิจที่เรื้อรังมานานหลายทศวรรษ

 

ขณะที่ระบบสาธารณสุขและโรงพยาบาลขาดแคลนยาและเวชภัณฑ์พื้นฐานมาตั้งแต่ก่อนเกิดภัยพิบัติ เมื่อเผชิญกับเหตุการณ์นี้จึงเข้าสู่ภาวะรับมือไม่ไหวและไม่สามารถรองรับผู้ป่วยจำนวนมากได้ ทำให้เวเนซุเอลาขณะนี้กำลังเผชิญกับสภาวะ ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’

 

ปฏิบัติการกู้ภัยในระยะแรกเป็นไปอย่างยากลำบากจากการสื่อสารที่ถูกตัดขาดและสภาพถนนที่เสียหาย เจ้าหน้าที่บางส่วนต้องใช้มือเปล่าในการขุดหาผู้รอดชีวิต ทำให้ประชาชนบางส่วนรู้สึกไม่พอใจที่การตอบสนองของรัฐบาลล่าช้าและไม่เพียงพอ

 

ประชาคมโลกและสหประชาชาติ (UN) ได้ระดมความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โดยมีทีมกู้ภัยจากสหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ เม็กซิโก และสวิตเซอร์แลนด์เดินทางเข้าพื้นที่ ขณะที่สหรัฐอเมริกาได้ส่งทีมทหาร เครื่องบินขนส่ง เรือรบ และงบประมาณช่วยเหลืออีก 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อร่วมภารกิจกู้ภัยในครั้งนี้

 

ภัยพิบัติครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมือง หลังจากที่ นิโกลัส มาดูโร อดีตประธานาธิบดี เพิ่งถูกกองกำลังพิเศษของสหรัฐฯ บุกจับกุมตัวในกรุงการากัส เมื่อช่วงต้นปี 2026 ซึ่งปัจจุบันประเทศอยู่ภายใต้การนำของ เดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดี ท่ามกลางความไม่พอใจของกลุ่มผู้สนับสนุนฝ่ายค้านที่ต้องการให้ มารีอา โกรินา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้าน เจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพคนล่าสุด ขึ้นมาบริหารประเทศแทน

 

 

เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตท่ามกลางซากปรักหักพังจากเหตุแผ่นดินไหวในเวเนซุเอลา 1เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตท่ามกลางซากปรักหักพังจากเหตุแผ่นดินไหวในเวเนซุเอลา 2เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตท่ามกลางซากปรักหักพังจากเหตุแผ่นดินไหวในเวเนซุเอลา 3เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตท่ามกลางซากปรักหักพังจากเหตุแผ่นดินไหวในเวเนซุเอลา 4เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตท่ามกลางซากปรักหักพังจากเหตุแผ่นดินไหวในเวเนซุเอลา 5เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตท่ามกลางซากปรักหักพังจากเหตุแผ่นดินไหวในเวเนซุเอลา 6

 

อ้างอิง:

The post ตาย 920 คน บาดเจ็บกว่า 3,000 คน เหตุแผ่นดินไหวเวเนซุเอลา กู้ภัยเร่งค้นหาผู้รอดชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>