ข่าวต่างประเทศ World – THE STANDARD THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/world/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 21 May 2026 07:52:24 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เปิดกลไกอิหร่านยึด ‘ฮอร์มุซ’ จัดตั้งองค์กรดูแล แบ่งเขตทางทะเล เลือกประเทศเดินเรือ https://thestandard.co/iran-controls-hormuz-strait/ Thu, 21 May 2026 07:52:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1209695 ภาพแผนที่แสดงช่องแคบฮอร์มุซและเขตควบคุมการเดินเรือทางทะเลที่อิหร่านประกาศ

อิหร่านประกาศควบคุมช่องแคบฮอร์มุซอย่างเบ็ดเสร็จ หลังก่อ […]

The post เปิดกลไกอิหร่านยึด ‘ฮอร์มุซ’ จัดตั้งองค์กรดูแล แบ่งเขตทางทะเล เลือกประเทศเดินเรือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแผนที่แสดงช่องแคบฮอร์มุซและเขตควบคุมการเดินเรือทางทะเลที่อิหร่านประกาศ

อิหร่านประกาศควบคุมช่องแคบฮอร์มุซอย่างเบ็ดเสร็จ หลังก่อตั้ง ‘องค์กรจัดการอ่าวเปอร์เซีย’ (Persian Gulf Strait Authority: PGSA) เพื่อบริหารจัดการการเดินเรือและเก็บค่าธรรมเนียม และจัดตั้งเขตควบคุมทางทะเลในช่องแคบดังกล่าว ทำให้นักวิเคราะห์มองว่า ท่าทีดังกล่าวยิ่งซ้ำเติมวิกฤตพลังงานและอาหารโลก

 

เกิดอะไรขึ้นในช่องแคบฮอร์มุซ

 

วันนี้ (21 พฤษภาคม) องค์กรจัดการอ่าวเปอร์เซียของอิหร่าน (PGSA) ประกาศ ‘เขตควบคุมการเดินเรือทางทะเล’ ในช่องแคบฮอร์มุซบน X ว่า หากเรือลำใดแล่นผ่านเขตดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาต จะเข้าข่ายการกระทำผิดกฎหมาย และได้โพสต์ข้อความ พร้อมรูปภาพแผนที่บน X ว่า อิหร่านได้กำหนดเขตอำนาจทางทะเลของช่องแคบฮอร์มุซ โดยทิศตะวันออกเริ่มจากเส้นเชื่อมระหว่างเมืองคูห์-เอ โมบารัก (Kuh-e Mubarak) ของอิหร่าน ไปถึงฟูไจราห์ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ส่วนทิศทางตะวันตกเริ่มจากเส้นปลายเกาะเกชม์ (Qeshm) ไปถึงรัฐอุมม์อัลไกไวน์ (Umm al-Quwain) ใน UAE

 

“การสัญจรในบริเวณนี้เพื่อผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จำเป็นต้องประสานงานกับหน่วยงานบริหารทางน้ำอ่าวเปอร์เซีย และได้รับอนุญาตจาก PGSA” องค์กรจัดการอ่าวเปอร์เซียระบุ

 

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา อิหร่านได้จัดตั้งประกาศ PGSA หรือหน่วยงานที่อยู่ภายใต้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) มีหน้าที่คัดกรองและตรวจสอบเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยเรือแต่ละลำต้องส่งรายละเอียดหรือเอกสารให้ทางการอิหร่าน เช่น เอกสารความเป็นเจ้าของเรือ, ประกันภัย, รายชื่อลูกเรือ, ใบสำแดงรายการสินค้า และเส้นทางเดินเรือเป้าหมาย

 

ทั้งนี้ PGSA มีหน้าที่ออกใบอนุญาตการเดินเรือ พร้อมกำหนดเงื่อนไขให้เรือแต่ละลำต้องยื่นเรื่องและชำระเงินเสร็จสิ้น โดยล่าสุด IRGC เปิดเผยว่า ได้อำนวยความสะดวกให้เรือ 26 ลำ เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

 

Reuters เผยแผนอิหร่านคุมฮอร์มุซเบ็ดเสร็จ

 

Reuters ปล่อยรายงาน Exclusive ที่ผ่านการสัมภาษณ์แหล่งข่าว 20 คน ว่า อิหร่านกำลังวางแผนยึดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเบ็ดเสร็จ โดยวางกลไกให้ให้สิทธิพิเศษเดินเรือกับนานาชาติ โดยแบ่งเงื่อนไข 3 ระดับดังต่อไปนี้

 

  • ประเทศมหาอำนาจที่ใกล้ชิดมาก เช่น รัสเซียและจีน ได้สิทธิเดินเรือผ่านไปอย่างง่ายดาย
  • ประเทศที่มีความใกล้ชิด เช่น อินเดียและปากีสถาน
  • ประเทศที่มีข้อตกลงแบบรัฐต่อรัฐ

 

นอกจากนี้ แหล่งข่าวแวดวงเดินเรือในยุโรป 2 ราย ยังระบุตรงกันว่า เรือบางลำที่ไม่อยู่ในข้อตกลงระดับรัฐบาล ต้องจ่ายเงินให้ทางการอิหร่านสูงถึง 1.5 แสนดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5.5 ล้านบาท) เพื่อรับรองความปลอดภัยในการผ่านช่องแคบ แต่สำนักข่าว Reuters ไม่สามารถยืนยันข้อมูลนี้ได้ เพราะบริษัทเดินเรือคงใช้วิธีอื่นในการทำธุรกรรมกับอิหร่านที่กำลังถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ

 

แดนนี ซิตรินโนวิช (Danny Citrinowicz) อดีตเจ้าหน้าที่ข่าวกรองอิสราเอลระบุว่า การที่เจ้าของเรือยอมเจรจาโดยตรงกับอิหร่าน แม้จะมีความเสี่ยงจากการถูกเพ่งเล็ง เพราะสหรัฐฯ คว่ำบาตรอิหร่าน และนานาชาติประกาศให้ IRGC เป็นองค์กรก่อการร้าย แต่ก็แสดงให้เห็นว่า ช่องแคบฮอร์มุซอยู่ภายใต้การควบคุมของอิหร่านอย่างสมบูรณ์

 

“ช่องแคบจะถูกปิดหรือเปิดขึ้นอยู่กับการอนุมัติของระบอบอิหร่านเท่านั้น… นี่คือบรรทัดฐานใหม่” เขาระบุ

 

Reuters ยังยกตัวอย่างการทำงานของ PGSA ว่า เจ้าของเรือต้องเปิดเผยข้อมูลเชิงลึก ทั้งมูลค่าสินค้า สัญชาติเรือ ต้นทาง-ปลายทางการเดินเรือ เจ้าของเรือ ไปจนถึงสัญชาติของลูกเรือทุกคนกับทางการอิหร่าน

 

เช่น กรณีอินเดียที่นำเข้าพลังงานจากประเทศตะวันออกกลาง ต้องประสานกับสถานทูตในกรุงเตหะราน โดยเมื่อได้รับอนุญาตจากอิหร่านแล้ว กองทัพเรืออินเดียต้องส่งจุดพิกัดให้กัปตันเดินเรือตามเส้นทางที่กำหนดอย่างเคร่งครัด พร้อมให้ปิดเครื่องระบุตำแหน่งและงดใช้การสื่อสารผ่านดาวเทียม

 

ปัจจุบัน ตามกฎหมายการเดินเรือสากล มีการห้ามรัฐบาลประเทศต่างๆ เก็บค่าผ่านทางในช่องแคบหรือเส้นทางเดินเรือ ยกเว้นค่าบริการและค่ารักษาความปลอดภัย แต่ต้องเก็บทุกประเทศในราคาเท่ากัน

 

การเดินเรือช่องแคบฮอร์มุซปัจจุบันเป็นอย่างไร

 

ลูกเรือจาก Agios Fanourios I เรือสัญชาติมอลตาที่บรรทุกน้ำมันอิรัก และกำลังมุ่งหน้าไปยังเวียดนาม เล่าประสบการณ์การเดินทางในช่องแคบฮอร์มุซปัจจุบันว่า เต็มไปด้วยอันตรายและความไม่แน่นอน พวกเขาถูกกักตัวนอกชายฝั่งดูไบตั้งแต่เดือนปลายเดือนเมษายน ก่อนจะได้รับอนุญาตให้ออกเดินทางต่อในวันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา

 

ปรากฏว่า กองกำลัง IRGC สั่งหยุดเรือ เพราะสงสัยว่าอาจมีการลักลอบขนสินค้า แม้ต่อมาได้รับอนุญาตให้เดินเรือ แต่ก็ต้องแล่นผ่านจุดตรวจทางทหารของอิหร่าน โดยกะลาสีชาวอินเดียเล่าว่า เรือของเขาถูกกองทัพเรืออิหร่านรายล้อม ขณะที่ต้องแล่นอย่างระมัดระวังเพื่อหลบหลีกทุ่นระเบิด

 

“มันเป็นภาพที่น่ากลัวมาก แม้แต่ในฝันร้ายที่สุด ผมก็จินตนาการไม่ออกเลยว่า จะกลับไปออกทะเลในยามสงครามได้อย่างไร”

 

เขาเล่าว่า แม้จะออกจากช่องแคบฮอร์มุซมาได้ ก็ต้องเดินทางผ่านกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่ต้องรอตรวจเอกสาร ขณะที่รัฐบาลเวียดนามต้องประสานทางการวอชิงตันว่า เรือลำนี้ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับทางการเตหะราน

 

ปัจจุบัน เรือ Agios Fanourios I ได้รับการปล่อยตัวในวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่าน ขณะนี้กำลังมุ่งหน้าไปยังเวียดนาม พร้อมด้วยน้ำมันดิบปริมาณ 2 ล้านบาร์เรล

 

ฮอร์มุซคือไพ่ใบใหม่ของอิหร่าน

 

New York Times ชี้ว่า ยิ่งสงครามอิหร่านยืดเยื้อออกไปมากเท่าไหร่ ก็มีความเป็นไปได้สูงที่เตหะรานจะรักษาอำนาจควบคุมช่องแคบฮอร์มุซนี้ไว้ ไม่ว่าจะเป็นทางเลือกอย่างการควบคุมทั้งหมดหรือบางส่วนก็ตาม

 

นิตยา ลาบ์ (Nitya Labh) นักวิชาการด้านความมั่นคงระหว่างประเทศจากสถาบัน Chatham House ในลอนดอนให้สัมภาษณ์ว่า อิหร่านสามารถใช้การเดินเรือเป็นตัวประกันในสงครามนานแค่ไหน โลกจะต้องเปิดให้อิหร่านเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมากแค่นั้น

 

เขาย้ำว่า แม้อิหร่านจะเสียหายหนักจากสงครามครั้งนี้ขนาดไหน แต่ก็มีไพ่ใบใหม่ในมืออย่างช่องแคบฮอร์มุซในฐานะ ‘ทรัพย์สิน’ ของประเทศ ซึ่งมีประโยชน์ต่อระบอบอิหร่าน และฐานที่มั่นทางภูมิรัฐศาสตร์

 

ปัจจุบัน เรือสินค้ากว่า 1,500 ลำ และลูกเรือราว 2.25 หมื่นคน ติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซียด้วยความหวาดผวา ขณะที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เตือนว่า โลกอาจเผชิญวิกฤตราคาอาหารภายใน 6-12 เดือน จากการที่ต้นทุนปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์ไม่สามารถส่งออกได้

 

ภาพ: PGSA_IRAN / X

 

อ้างอิง:

The post เปิดกลไกอิหร่านยึด ‘ฮอร์มุซ’ จัดตั้งองค์กรดูแล แบ่งเขตทางทะเล เลือกประเทศเดินเรือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมสหรัฐฯ ตั้งข้อหา ราอูล คาสโตร อดีตผู้นำคิวบา คดียิงเครื่องบิน 2 ลำตกนอกฝั่งฟลอริดา ปี 1996 https://thestandard.co/key-messages-us-raul-castro/ Thu, 21 May 2026 04:32:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1209539 ภาพ ราอูล คาสโตร อดีตผู้นำคิวบา

รัฐบาลสหรัฐฯ ตั้งข้อหาทางอาญาต่อ ราอูล คาสโตร อดีตประธา […]

The post ทำไมสหรัฐฯ ตั้งข้อหา ราอูล คาสโตร อดีตผู้นำคิวบา คดียิงเครื่องบิน 2 ลำตกนอกฝั่งฟลอริดา ปี 1996 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ราอูล คาสโตร อดีตผู้นำคิวบา

รัฐบาลสหรัฐฯ ตั้งข้อหาทางอาญาต่อ ราอูล คาสโตร อดีตประธานาธิบดีคิวบาวัย 94 ปี ในข้อหาสมคบคิดฆ่าพลเมืองสหรัฐฯ และความผิดอื่นๆ จากเหตุการณ์ยิงเครื่องบิน 2 ลำตก ในบริเวณน่านน้ำระหว่างคิวบาและรัฐฟลอริดา เมื่อปี 1996 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 4 คน

 

 

การรื้อฟื้นคดีดังกล่าวเกิดขึ้น หลังรัฐบาลสหรัฐฯ กล่าวหาว่าคาสโตรและจำเลยร่วมอีก 5 คนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการยิงเครื่องบินขององค์กรอาสาสมัครผู้ลี้ภัยชาวคิวบา ในไมอามี ชื่อ Brothers to the Rescue จนทำให้เครื่องบินตกและส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 4 คน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นชาวอเมริกัน 3 คน

 

เหตุการณ์เกิดขึ้นในปี 1996 ซึ่งเป็นช่วงที่คิวบาเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในช่วงทศวรรษ 1990 หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยคิวบาตกอยู่ในภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจอย่างหนัก เผชิญไฟฟ้าดับ ขาดแคลนอาหาร และขาดแคลนเชื้อเพลิง ทำให้ชาวคิวบาหลายพันคนพยายามออกจากเกาะเพื่อลี้ภัยไปยังสหรัฐฯ

 

ขณะนั้น คาสโตร ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม ภายใต้รัฐบาลของฟิเดล คาสโตร พี่ชายของเขา โดยสหรัฐฯ ได้ประณามการโจมตีเครื่องบินดังกล่าว และประกาศมาตรการคว่ำบาตรคิวบา แต่ไม่ได้ดำเนินคดีอาญากับพี่น้องคาสโตร

 

ขณะที่ในปี 2003 กระทรวงยุติธรรมได้ตั้งข้อหาเจ้าหน้าที่ทหารคิวบา 3 นายเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ไม่มีใครถูกส่งตัวไปดำเนินคดี และต่อมาองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) สรุปผลสืบสวนว่า เครื่องบินถูกยิงตกในน่านน้ำสากล

 

ด้าน ท็อดด์ บลานเช รักษาการรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ แถลงว่า “การตั้งข้อหาอดีตผู้นำคิวบาครั้งนี้ เป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์”

 

“เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 70 ปี ที่ผู้นำระดับสูงของระบอบคิวบาถูกตั้งข้อหาในประเทศนี้ ในสหรัฐอเมริกา ในข้อหาการกระทำรุนแรงที่ส่งผลให้พลเมืองอเมริกันเสียชีวิต ประเทศและผู้นำของพวกเขาไม่ควรได้รับอนุญาตให้โจมตีชาวอเมริกัน สังหารพวกเขา และไม่ต้องรับผิดชอบ” บลานเชกล่าว และประกาศว่า คาสโตร จะถูกตั้งข้อหาทำลายอากาศยาน และข้อหาฆาตกรรมอีก 4 กระทง

 

“สหรัฐอเมริกาและประธานาธิบดีทรัมป์จะไม่ลืมพลเมืองของตน” เขากล่าว

 

โดยการตั้งข้อหาทางอาญาต่อคาสโตร ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในพรรคคอมมิวนิสต์ของคิวบา และจำเลยร่วมอีกห้าคน มีแนวโน้มที่จะเพิ่มความตึงเครียดระหว่างคิวบาและสหรัฐฯ ให้สูงขึ้นไปอีก

 

ข้อกล่าวหาเหล่านี้จะต้องได้รับการไต่สวนและพิจารณาคดีในศาลสหรัฐฯ ซึ่งบางข้อหาอาจมีโทษจำคุกตลอดชีวิต ส่วนข้อหาฆาตกรรมแต่ละข้อหามีโทษสูงสุดคือประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต

 

ตั้งข้อหาบีบคิวบาปฏิรูปการเมือง

 

การตั้งข้อหาของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ถูกจับตามองว่าพุ่งเป้าไปที่บุคคลสำคัญของผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์คิวบา ในขณะที่คิวบากำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักจากรัฐบาลสหรัฐฯ และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการให้คิวบาดำเนินการปฏิรูปทางการเมืองและเศรษฐกิจครั้งสำคัญ เพื่อแก้ไขระบอบการปกครองแบบพรรคเดียว

 

โดยทรัมป์กล่าววานนี้ (20 พฤษภาคม) ว่า “อเมริกาจะไม่ยอมทนต่อรัฐอันธพาลที่มีปฏิบัติการทางทหาร การข่าวกรอง และการก่อการร้ายที่เป็นปรปักษ์ต่อเรา ห่างจากเราเพียง 145 กิโลเมตร เราจะไม่หยุดจนกว่าประชาชนชาวคิวบาจะได้รับอิสรภาพอีกครั้ง”

 

ด้านมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งมีเชื้อสายคิวบา-อเมริกัน ได้เผยแพร่แถลงการณ์ทางวิดีโอถึงประชาชนชาวคิวบาวานนี้ โดยตำหนิปัญหาทางเศรษฐกิจและมนุษยธรรมในปัจจุบันของคิวบาว่า เป็นผลมาจากผู้นำ และย้ำข้อเสนอของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่จะให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แลกกับการปฏิรูป

 

ทั้งนี้ สื่อท้องถิ่นสหรัฐฯ บางสำนัก ยังรายงานว่า ทรัมป์ต้องการให้คิวบาปลดประธานาธิบดีมิเกล ดิอาซ กาเนล ออกจากตำแหน่งและแต่งตั้งผู้นำคนอื่นขึ้นมาแทน

 

โดยแม้ว่าฝ่ายบริหารของทรัมป์จะยังไม่ได้ระบุผู้สมัครที่ต้องการเป็นพิเศษ แต่รายงานระบุว่า ได้มีการเจรจากับบุคคลสำคัญ เช่น ราอูล กิเยร์โม โรดริเกซ คาสโตร หลานชายของราอูล คาสโตร และอเลฮานโดร คาสโตร เอสปิน บุตรชายของเขา

 

คิวบาโต้สหรัฐฯ บิดเบือนข้อเท็จจริง

 

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีดิอาซ กาเนล อธิบายว่าเหตุการณ์ยิงเครื่องบินตกในปี 1996 เป็นการกระทำเพื่อ “ป้องกันตนเองโดยชอบธรรม” ของคิวบา และยืนยันว่า สหรัฐฯ “ทราบดีอยู่แล้ว เพราะมีหลักฐานเอกสารมากมาย ว่าไม่มีการกระทำที่ประมาทเลินเล่อ และไม่มีการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ” และย้ำว่าคิวบาได้กระทำการ “ป้องกันตนเองโดยชอบธรรมภายในน่านน้ำของตน”

 

ดิอาซ-คาเนลยังชี้ว่า “การฟ้องร้องคาสโตร ถูกนำมาใช้เพื่อเป็นเหตุผลให้กับการกระทำอันโง่เขลาของการรุกรานทางทหารต่อคิวบา” และกล่าวหาสหรัฐฯ ว่าบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการยิงเครื่องบินตก

 

ที่ผ่านมา คิวบาโต้แย้งว่าการโจมตีเครื่องบินดังกล่าว เป็นการตอบโต้ที่ชอบด้วยกฎหมายต่อการละเมิดน่านฟ้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

ฟิเดล คาสโตร ผู้นำคิวบาขณะนั้นกล่าวว่า กองทัพคิวบาดำเนินการภายใต้ “คำสั่งให้ยิงเครื่องบินที่รุกล้ำดินแดนคิวบา และยืนยันว่าราอูล คาสโตรไม่ได้สั่งการโจมตีด้วยตนเอง

 

ราอูล คาสโตร คือใคร?

 

ราอูล คาสโตร เกิดในปี 1931 มีบทบาทสำคัญเคียงข้างฟิเดล คาสโตร พี่ชายของเขา ในการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลของฟุลเกนซิโอ บาติสต้า ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ

 

เขาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของคิวบาตั้งแต่ปี 1959 จนถึงปี 2008 ทำให้เป็นหนึ่งในรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดในโลก และยังเป็นสมาชิกของโปลิตบูโรที่มีอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์คิวบาตั้งแต่ปี 1965 จนถึงปี 2021

 

ปัจจุบัน คาสโตร วัย 94 ปี ยังคงเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลและได้รับการยอมรับว่าเป็น ‘ผู้นำการปฏิวัติคิวบา’ ที่ยังมีชีวิตอยู่

 

โดยเขาได้สละบทบาทในรัฐบาลและพรรคการเมืองแล้ว แต่ในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีระหว่างปี 2008-2018 เขาและอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ บารัค โอบามา ได้เป็นผู้นำในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างวอชิงตันและฮาวานาดีขึ้นชั่วคราว

 

การเคลื่อนไหวครั้งนี้สำคัญอย่างไร?

 

การตั้งข้อหาราอูล คาสโตร สะท้อนถึงการดำเนินคดีอาญาของรัฐบาลทรัมป์ ต่อผู้นำต่างชาติ เช่น มาดูโร

 

ในปี 2020 ฝ่ายบริหารของทรัมป์ได้ตั้งข้อหามาดูโรในข้อหาก่อการร้ายยาเสพติดและค้ายาเสพติด และหลังจากที่ได้ส่งกองกำลังทหารเข้าโจมตีการากัสเมื่อวันที่ 3 มกราคม และลักพาตัวมาดูโร ก็ได้ปรับแก้คำฟ้อง ว่าปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการดำเนินการบังคับใช้กฎหมายที่จำเป็นเพื่อนำตัวประธานาธิบดีเวเนซุเอลามาลงโทษ ซึ่งปัจจุบันมาดูโร ยังถูกควบคุมตัวอยู่ในนิวยอร์ก และปฏิเสธทั้งข้อหาค้ายาเสพติดและครอบครองอาวุธ

 

ทรัมป์กล่าวหาว่ารัฐบาลคิวบาทุจริตซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเตือนฮาวานาว่า “คิวบาจะเป็นรายต่อไป” หลังจากปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านและเวเนซุเอลา

 

ดังนั้น การฟ้องร้องในวันพุธจึงยิ่งทำให้เกิดการคาดการณ์ในหมู่นักวิจารณ์ว่า ทรัมป์อาจกำลังวางแผนปฏิบัติการที่คล้ายคลึงกันเพื่อโค่นล้มรัฐบาลคอมมิวนิสต์ของคิวบา

 

อย่างไรก็ตาม ฮาเวียร์ ฟาร์เจ นักข่าวและนักประวัติศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านกิจการละตินอเมริกา มองว่ากลยุทธ์ของวอชิงตันนั้นเน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า โดยชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลสหรัฐฯ โค่นล้มมาดูโรได้ แต่รัฐบาลของเขายังคงอยู่เกือบสมบูรณ์ และคำพูดที่แข็งกร้าวของทรัมป์นั้น อาจเป็นแค่ส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การเจรจาเพื่อบีบให้รัฐบาลคิวบายอมอ่อนข้อ

 

ภาพ : REUTERS/Norlys Perez/File Photo

 

อ้างอิง :

The post ทำไมสหรัฐฯ ตั้งข้อหา ราอูล คาสโตร อดีตผู้นำคิวบา คดียิงเครื่องบิน 2 ลำตกนอกฝั่งฟลอริดา ปี 1996 appeared first on THE STANDARD.

]]>
วุ่นกลางรายการ! สถานีวิทยุอังกฤษแถลงขออภัย หลังประกาศ ‘คิงชาร์ลส์’ สวรรคต เพราะระบบคอมพิวเตอร์ขัดข้อง https://thestandard.co/uk-radio-king-charles-death-error/ Thu, 21 May 2026 04:21:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1209519 สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงโบกพระหัตถ์

สถานีวิทยุในสหราชอาณาจักรออกแถลงการณ์ขอโทษครั้งใหญ่ หลั […]

The post วุ่นกลางรายการ! สถานีวิทยุอังกฤษแถลงขออภัย หลังประกาศ ‘คิงชาร์ลส์’ สวรรคต เพราะระบบคอมพิวเตอร์ขัดข้อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงโบกพระหัตถ์

สถานีวิทยุในสหราชอาณาจักรออกแถลงการณ์ขอโทษครั้งใหญ่ หลังประกาศว่า สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เสด็จสวรรคต โดยชี้แจงว่า เป็นเพราะระบบคอมพิวเตอร์ขัดข้อง ทำให้เปิดใช้งานโหมดประกาศกษัตริย์สวรรคตโดยไม่ได้ตั้งใจ

 

ปีเตอร์ มัวร์ ผู้จัดการสถานีวิทยุเรดิโอแคโรไลน์ ออกแถลงการณ์ชี้แจงบน Facebook ส่วนตัวถึงความผิดพลาดครั้งใหญ่ หลังระบบคอมพิวเตอร์ขัดข้อง ทำให้สถานีวิทยุเปิดใช้งานโหมดพิเศษอย่างการประกาศว่า คิงชาร์ลส์สวรรคตในวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา

 

“นี่คือสถานีวิทยุแคโรไลน์ เราขอยืนยันว่า คิงชาร์ลส์สวรรคตแล้ว เพื่อแสดงความไว้อาลัย ขั้นตอนต่อจากนี้ เราจะขอระงับผังการออนแอร์รายการปกติ” เสียงระบบอัตโนมัติของวิทยุ ก่อนที่จะมีเสียงเพลง God Save the King ตามมา

 

อย่างไรก็ตาม สถานีวิทยุทราบถึงความผิดพลาด เมื่อรายการเข้าสู่โหมดเงียบตามแผนการไว้อาลัยประมุขสวรรคต ทำให้ผู้จัดการสถานีรีบออกมาชี้แจงว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากความผิดพลาด เพราะนี่คือระบบอัตโนมัติที่สถานีวิทยุทั่วสหราชอาณาจักรต้องเตรียมพร้อมรับมือไว้เสมอ

 

“หลังจากระบบประกาศข่าวการสวรรคตจบลง สัญญาณวิทยุได้ตัดเข้าสู่ความสงบตามธรรมเนียมปฏิบัติทันที ซึ่งความเงียบผิดปกตินี้ทำให้ทีมงานในห้องส่งรู้ตัวว่า ระบบรวน จึงรีบแก้ไขสถานการณ์ด้วยการดึงรายการปกติกลับมา และให้ดีเจประกาศขออภัยกลางอากาศทันที”

 

มัวร์ยังชี้แจงว่า สถานีแคโรไลน์มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ถ่ายทอดสดกระแสพระราชดำรัสเนื่องในวันคริสต์มาสของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 พร้อมทั้งขออภัยคิงชาร์ลส์และผู้ฟังทุกคนที่ทำให้เกิดความไม่สบายใจ

 

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่างที่คิงชาร์ลส์และสมเด็จพระราชินีคามิลลาเสด็จพระราชดำเนินเยือนไอร์แลนด์เหนือ โดยทั้ง 2 พระองค์ทรงเข้าร่วมรับชมการแสดงของวงดนตรีโฟล์กในท้องถิ่น ทอดพระเนตรการแสดงระบำ และทรงทดลองจิบไอริชวิสกี้ในย่านไททานิก ควอเตอร์ของเมืองเบลฟาสต์

 

ภาพ: Chris Jackson / Reuters

 

อ้างอิง:

The post วุ่นกลางรายการ! สถานีวิทยุอังกฤษแถลงขออภัย หลังประกาศ ‘คิงชาร์ลส์’ สวรรคต เพราะระบบคอมพิวเตอร์ขัดข้อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์เผย จะพูดคุยกับ ‘ไล่ ชิงเต๋อ’ หวังแก้ไขปัญหาไต้หวัน ย้ำต้องการให้จีนใจเย็นลง https://thestandard.co/trump-lai-ching-te-taiwan-talk/ Thu, 21 May 2026 03:08:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1209495 โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังให้สัมภาษณ์

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริการะบุว่า เขาจะพูด […]

The post ทรัมป์เผย จะพูดคุยกับ ‘ไล่ ชิงเต๋อ’ หวังแก้ไขปัญหาไต้หวัน ย้ำต้องการให้จีนใจเย็นลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังให้สัมภาษณ์

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริการะบุว่า เขาจะพูดคุยกับ ไล่ ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนระหว่างผู้นำสหรัฐฯ กับไต้หวันที่กำลังดำรงตำแหน่งอยู่ นับตั้งแต่เปิดความสัมพันธ์กับจีนแผ่นดินใหญ่อย่างเป็นทางการ

 

เมื่อคืนนี้ (20 พฤษภาคม) ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวที่ฐานทัพร่วมแอนดรูว์ว่า เขาจะพูดคุยกับผู้นำไต้หวันและทุกคนโดยตรง โดยเป็นคำตอบสั้นๆ ที่ไม่ได้มีรายละเอียดเพิ่มเติม และเป็นครั้งที่สอง นับตั้งแต่การประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐฯ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

“ผมจะคุยกับเขา ผมคุยกับทุกคน… เราจะจัดการเรื่องนั้น ปัญหาไต้หวัน” ทรัมป์กล่าว

 

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยให้สัมภาษณ์ในรายการ Fox News ว่า เขาอยากให้ทุกฝ่าย รวมถึงจีนใจเย็นลงในเรื่องไต้หวัน พร้อมย้ำว่า ไม่ได้ต้องการให้ใครมาประกาศเอกราช เพียงเพราะ สหรัฐฯ หนุนหลังอยู่

 

อย่างไรก็ตาม The Guardian รายงานว่า ทางการสหรัฐฯ ยังไม่มีกำหนดการพูดคุยทางโทรศัพท์กับผู้นำไต้หวันอย่างเป็นทางการ ขณะที่ทำเนียบขาวไม่ได้ตอบคำถามกลับจากสื่อว่า การสนทนาจะเกิดขึ้นเมื่อใด หรือหารืออะไรบ้าง เช่นเดียวกับสถานทูตจีนในกรุงวอชิงตันที่ไม่ได้ให้คำตอบ

 

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศไต้หวันออกแถลงการณ์ว่า ไล่ยินดีพูดคุยกับทรัมป์ โดยจะย้ำว่า จีนกำลังบ่อนทำลายสันติภาพ กำลังเสริมสร้างกำลังทหารขนานใหญ่ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และรัฐบาลไทเปจะเดินหน้ารักษาสถานะเดิมในช่องแคบไต้หวันต่อไป

 

“ไม่มีประเทศใดมีสิทธิผนวกไต้หวัน ประชาชนไต้หวันดำเนินชีวิตตามวิถีแห่งประชาธิปไตยและเสรีภาพ และประชาธิปไตยกับเสรีภาพก็ไม่ควรถูกมองว่าเป็นการยั่วยุ” ไล่ระบุ

 

อนึ่ง ตั้งแต่สหรัฐฯ ตัดความสัมพันธ์กับไต้หวันในนามสาธารณรัฐจีน และหันไปเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนแผ่นดินใหญ่ในปี 1979 ผู้นำทั้งสองฝ่ายไม่เคยติดต่อหรือสนทนาโดยตรงอีกเลย ขณะที่รัฐบาลวอชิงตันออกกฎหมายความสัมพันธ์ไต้หวัน (Taiwan Relations Act) ที่ระบุให้สหรัฐฯ ต้องจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้ไทเปเพื่อใช้ในการป้องกันตนเอง

 

ภาพ: Evan Vucci / Reuters

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์เผย จะพูดคุยกับ ‘ไล่ ชิงเต๋อ’ หวังแก้ไขปัญหาไต้หวัน ย้ำต้องการให้จีนใจเย็นลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สีจิ้นผิง’ เปิดทำเนียบรับ ‘ปูติน’ ชูสัมพันธ์ จีน-รัสเซีย เป็น ‘ความสงบท่ามกลางความวุ่นวาย’ ต้านลัทธิเจ้าโลก https://thestandard.co/xi-putin-china-russia-ties/ Wed, 20 May 2026 07:55:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1209254 สีจิ้นผิงและวลาดิเมียร์ ปูติน พบปะกันที่กรุงปักกิ่ง

วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย พบกับ สีจิ้นผิง ผ […]

The post ‘สีจิ้นผิง’ เปิดทำเนียบรับ ‘ปูติน’ ชูสัมพันธ์ จีน-รัสเซีย เป็น ‘ความสงบท่ามกลางความวุ่นวาย’ ต้านลัทธิเจ้าโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีจิ้นผิงและวลาดิเมียร์ ปูติน พบปะกันที่กรุงปักกิ่ง

วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย พบกับ สีจิ้นผิง ผู้นำสูงสุดจีนในระหว่างการเยือนระดับรัฐ (State Visit) โดยสื่อรัสเซียรายงานว่า ปูตินเปิดฉากเจรจากับจีนในทิศทางบวก ขณะที่สีตอกย้ำว่า ความสัมพันธ์ของสองประเทศไม่อาจสั่นคลอนได้ และเป็น ‘ความสงบ’ ท่ามกลางความวุ่นวาย

 

วันนี้ (20 พฤษภาคม) ปูตินและสีพบกันอย่างเป็นทางการในการเยือนระดับรัฐ ณ กรุงปักกิ่ง หน้ามหาศาลาประชาชน โดยปูตินเปิดฉากกล่าวว่า การเยือนครั้งนี้เป็นการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างรัสเซียกับจีนไปในทิศทางบวก แม้จะอยู่ท่ามกลางปัจจัยภายนอกที่ไม่เอื้ออำนวย แต่ทั้งสองประเทศก็ยังคงร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างแข็งแกร่งและเป็นไปในทิศทางที่ดี

 

นอกจากนี้ ปูตินยังกล่าวถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวใกล้ชิดระหว่างเขากับผู้นำจีนที่พบกันมาแล้วมากกว่า 40 ครั้ง โดยใช้สำนวนจีนโบราณที่แปลความหมายได้ว่า ‘ห่างกันเพียงหนึ่งวัน ยาวนานเหมือนสามฤดูใบไม้ร่วง’ เพื่อเน้นย้ำถึงความผูกพันระหว่างผู้นำ

 

ขณะที่สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สีกล่าวถึงความสัมพันธ์ทวิภาคีว่า ไม่อาจสั่นคลอนได้ ขณะนี้ สถานการณ์ระหว่างประเทศในปัจจุบันเต็มไปด้วยความผันผวนและการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวพันกัน ขณะที่กระแส ‘ลัทธิเจ้าโลก’ กำลังแผ่ขยายอย่างรุนแรง

 

สียังกล่าวว่า เมื่อ 25 ปีก่อน จีนและรัสเซียได้ลงนามสนธิสัญญาการเป็นเพื่อนบ้านที่ดีและความร่วมมือฉันมิตรจีน-รัสเซีย ที่วางรากฐานทางกฎหมายสำหรับการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี มิตรภาพ และการประสานงานเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านในระยะยาว โดยความสัมพันธ์ทวิภาคีได้พัฒนาอย่างก้าวกระโดดนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

แต่ในปัจจุบัน โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และสุ่มเสี่ยงกลับสู่สภาวะ ‘กฎแห่งป่า’ (Law of the Jungle) ขณะที่สนธิสัญญาดังกล่าวได้พิสูจน์ให้เห็นความก้าวหน้า ความมีหลักวิทยาศาสตร์ และความสอดคล้องมากขึ้น

 

ทั้งนี้ จีนสนับสนุนการขยายอายุของสนธิสัญญาดังกล่าว และจะทำงานร่วมกับรัสเซียเพื่อค้ำชูเจตนารมณ์ของสนธิสัญญาดังกล่าว รวมถึงเดินหน้าการประสานงานเชิงยุทธศาสตร์จีน-รัสเซียอย่างต่อเนื่อง

 

นอกจากนี้ ผู้นำจีนยังได้กล่าวถึงสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านว่า ไม่ควรขยายความขัดแย้ง และการหยุดยิงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

 

บรรยากาศเป็นอย่างไร

 

แคทรีนา ยู ผู้สื่อข่าวของ Al Jazeera ตั้งข้อสังเกตว่า หากเทียบกับประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐฯ การเยือนจีนของรัสเซียต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะเกี่ยวข้องกับการกระชับความร่วมมือและการทำงานอย่างลึกซึ้ง โดยย้ำว่า ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย หากสีจะคุยเรื่องที่ได้หารือกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ด้วย

 

ยูยังรายงานเพิ่มเติมว่า ปูตินเดินทางมาพร้อมกับคณะผู้แทนกลุ่มนักธุรกิจและผู้นำรัฐบาลรัสเซียจำนวนมาก โดยเครมลินได้ประกาศว่า ผู้นำทั้งสองจะลงนามในข้อตกลงร่วมกันราว 40 ฉบับ ครอบคลุมตั้งแต่เรื่องเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ไปจนถึงการศึกษา

 

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวเชื่อว่า ปูตินจะหารือกับสีในประเด็นความมั่นคงทางพลังงาน เพราะนับตั้งแต่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน รายได้ก๊าซที่ส่งออกไปยังยุโรปลดลงอย่างมาก ขณะที่รัสเซียต้องการรายได้เข้ามาทดแทน ซึ่งคาดว่าจะมาจากจีน

 

ส่วนการประชุมจะดำเนินตลอดทั้งวัน โดยปูตินเสนอว่า จะนำประเด็นพลังงาน อุตสาหกรรม เกษตรกรรม การขนส่ง และเทคโนโลยีขั้นสูง เป็นหัวข้ออื่นๆ ในวาระการประชุมครั้งนี้ด้วย

 

ภาพ: Maxim Shemetov / Reuters

อ้างอิง:

The post ‘สีจิ้นผิง’ เปิดทำเนียบรับ ‘ปูติน’ ชูสัมพันธ์ จีน-รัสเซีย เป็น ‘ความสงบท่ามกลางความวุ่นวาย’ ต้านลัทธิเจ้าโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปูตินเยือนปักกิ่ง หารือสีจิ้นผิง ชูสัมพันธ์รัสเซีย-จีน ยกระดับสูงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน https://thestandard.co/putin-xi-russia-china-relations/ Wed, 20 May 2026 07:08:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1209226 ประธานาธิบดีปูตินและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จับมือทักทายกันระหว่างการเยือนกรุงปักกิ่ง

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ซึ่งอยู่ระหว่า […]

The post ปูตินเยือนปักกิ่ง หารือสีจิ้นผิง ชูสัมพันธ์รัสเซีย-จีน ยกระดับสูงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานาธิบดีปูตินและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จับมือทักทายกันระหว่างการเยือนกรุงปักกิ่ง

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งของจีน อย่างเป็นทางการ ได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติจากประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่หน้ามหาศาลาประชาชน ก่อนที่ทั้งสองจะร่วมการประชุมหารือกัน ช่วงเช้าวันนี้ (20 พฤษภาคม)

 

การพบกันของทั้งสองผู้นำ มีขึ้นท่ามกลางการจับตามองจากทั่วโลก หลังจากที่สีเพิ่งให้การต้อนรับและหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ในสถานที่เดียวกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

 

บรรยากาศการต้อนรับเป็นไปอย่างอบอุ่น โดยปูติน และสี จับมือทักทายกันก่อนจะร่วมเดินพรมแดงตรวจแถวเหล่าทหาร ในขณะที่วงดนตรีบรรเลงเพลงชาติรัสเซียและจีนเพื่อต้อนรับ และมีเด็กนักเรียนโบกธงชาติรัสเซียและจีน พร้อมตะโกนว่า “ยินดีต้อนรับ!” เป็นภาษาจีน ก่อนที่ทั้งสองผู้นำจะเดินเข้าไปในมหาศาลาประชาชน

 

การประชุมหารือระหว่างทั้งสองฝ่าย เริ่มต้นด้วยการประชุมแบบจำกัดวงเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นที่ละเอียดอ่อนในเวลาสั้นๆ ก่อนที่ทั้งสองผู้นำจะจัดการประชุมหารือแบบวงกว้างพร้อมคณะผู้แทน

 

สี กล่าวเปิดการประชุมว่า “จีนและรัสเซียควรช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการพัฒนาและฟื้นฟูประเทศ พร้อมเสริมว่าโลกกำลังตกอยู่ในอันตรายที่จะกลับไปสู่กฎแห่งป่า และชี้ว่าการครอบงำฝ่ายเดียวกำลังแพร่ระบาดในโลก

 

สี ยังกล่าวกับปูติน ถึงเหตุผลที่ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและรัสเซียพัฒนามาถึงระดับนี้เพราะทั้งสองประเทศสามารถกระชับความไว้วางใจทางการเมืองและความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง” และเรียกร้องให้ปักกิ่งและมอสโกสร้างระบบการปกครองโลกที่ยุติธรรมและเท่าเทียมกันมากขึ้น”

 

“ในฐานะสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติและมหาอำนาจโลกที่สำคัญ จีนและรัสเซียควรใช้มุมมองเชิงกลยุทธ์ระยะยาว และร่วมมือกันเพื่อสร้างระบบการปกครองโลกที่ยุติธรรมและเท่าเทียมยิ่งขึ้น” สี กล่าว

 

สียังกล่าวถึงสถานการณ์สงครามในอิหร่าน โดยย้ำว่า “การสู้รบเพิ่มเติมในตะวันออกกลางนั้นไม่เหมาะสม และการหยุดยิงอย่างครอบคลุมเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด”

 

ทางด้านปูตินกล่าวว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและจีนอยู่ในระดับที่สูงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน” พร้อมทั้งชี้ว่า “ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศแสดงให้เห็นถึงพลวัตที่ดี และรัสเซียยังคงเป็นผู้จัดหาพลังงานที่เชื่อถือได้ ท่ามกลางวิกฤตการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ในตะวันออกกลาง”

 

ขณะที่ปูตินยังได้เชิญสี ให้ไปเยือนรัสเซียในปีหน้า พร้อมเสริมว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างปักกิ่งและมอสโกนั้น ช่วยส่งเสริมเสถียรภาพระดับโลก”

 

ภายหลังการหารือ ทั้งสองผู้นำมีกำหนดเข้าร่วมพิธีลงนามในเอกสารความร่วมมือทวิภาคีพร้อมด้วยแถลงการณ์ร่วมรวมทั้งหมด 21 ฉบับ ซึ่งรวมถึงแถลงการณ์เกี่ยวกับการเสริมสร้างความร่วมมืออย่างครอบคลุมและการปฏิสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และแถลงการณ์เกี่ยวกับการเกิดขึ้นของโลกหลายขั้วและรูปแบบใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

 

อ้างอิง :

ภาพ: REUTERS/Maxim Shemetov/Pool

ประธานาธิบดีปูตินและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จับมือทักทายกันระหว่างการเยือนกรุงปักกิ่ง 1ประธานาธิบดีปูตินและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จับมือทักทายกันระหว่างการเยือนกรุงปักกิ่ง 2ประธานาธิบดีปูตินและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จับมือทักทายกันระหว่างการเยือนกรุงปักกิ่ง 3ประธานาธิบดีปูตินและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จับมือทักทายกันระหว่างการเยือนกรุงปักกิ่ง 4ประธานาธิบดีปูตินและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จับมือทักทายกันระหว่างการเยือนกรุงปักกิ่ง 5ประธานาธิบดีปูตินและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จับมือทักทายกันระหว่างการเยือนกรุงปักกิ่ง 6ประธานาธิบดีปูตินและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จับมือทักทายกันระหว่างการเยือนกรุงปักกิ่ง 7ประธานาธิบดีปูตินและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จับมือทักทายกันระหว่างการเยือนกรุงปักกิ่ง 8ประธานาธิบดีปูตินและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จับมือทักทายกันระหว่างการเยือนกรุงปักกิ่ง 9ประธานาธิบดีปูตินและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จับมือทักทายกันระหว่างการเยือนกรุงปักกิ่ง 10

The post ปูตินเยือนปักกิ่ง หารือสีจิ้นผิง ชูสัมพันธ์รัสเซีย-จีน ยกระดับสูงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สถานทูตจีนแจงปมพลเมืองจีนถูกกักขังเรียกค่าไถ่ที่สระแก้ว เรียกร้องไทยสอบสวนโปร่งใส นำตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม https://thestandard.co/china-citizen-ransom-sa-kaeo/ Tue, 19 May 2026 10:55:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1208891 ธงชาติจีนโบกสะบัด

โฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยตอบคำถามผู้สื่อข่ […]

The post สถานทูตจีนแจงปมพลเมืองจีนถูกกักขังเรียกค่าไถ่ที่สระแก้ว เรียกร้องไทยสอบสวนโปร่งใส นำตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธงชาติจีนโบกสะบัด

โฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยตอบคำถามผู้สื่อข่าว กรณีพลเมืองจีนถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวและเรียกค่าไถ่ในจังหวัดสระแก้ว ประเทศไทย

 

โดยระบุว่า สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้ให้ความสำคัญต่อกรณีดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง และได้ติดต่อสอบถามรายละเอียดของคดีจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของฝ่ายไทยในทันที พร้อมทั้งเรียกร้องให้ฝ่ายไทยดำเนินการสอบสวนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เป็นธรรม และโปร่งใส เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงของคดีโดยเร็ว และนำตัวผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

 

ทั้งนี้ จีนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าไทยจะเสริมสร้างการกำกับดูแลด้านการบังคับใช้กฎหมายและการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนสิทธิและผลประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของพลเมืองจีนในประเทศไทย รักษาสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเดินทางไปมาหาสู่ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ รวมถึงความร่วมมือฉันมิตรระหว่างจีนและไทย

 

ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้ออกประกาศเตือนพลเมืองจีนที่พำนักอยู่ในประเทศไทยหรือผู้ที่วางแผนจะเดินทางมายังประเทศไทยอีกครั้ง ให้ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของไทยอย่างเคร่งครัด เพิ่มความระมัดระวังด้านความปลอดภัย และใส่ใจต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตน หากเกิดเหตุฉุกเฉิน โปรดรีบแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ และติดต่อสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่จีนประจำประเทศไทยเพื่อขอความช่วยเหลือโดยเร็ว

The post สถานทูตจีนแจงปมพลเมืองจีนถูกกักขังเรียกค่าไถ่ที่สระแก้ว เรียกร้องไทยสอบสวนโปร่งใส นำตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนละหมัด! สรุปมหากาพย์ อีลอน มัสก์ แพ้คดี OpenAI เพราะอะไร? https://thestandard.co/elon-musk-openai-lawsuit-lost/ Tue, 19 May 2026 09:47:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1208872 ภาพ อีลอน มัสก์ กับโลโก้ OpenAI ซึ่งเป็นประเด็นในการฟ้องร้องคดี

ปิดฉากมหากาพย์ความขัดแย้งที่สะเทือนวงการเทคโนโลยีระดับโ […]

The post คนละหมัด! สรุปมหากาพย์ อีลอน มัสก์ แพ้คดี OpenAI เพราะอะไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ อีลอน มัสก์ กับโลโก้ OpenAI ซึ่งเป็นประเด็นในการฟ้องร้องคดี

ปิดฉากมหากาพย์ความขัดแย้งที่สะเทือนวงการเทคโนโลยีระดับโลก เมื่อ อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลเจ้าของ Tesla และ SpaceX ต้องพบกับความพ่ายแพ้ทางกฎหมายครั้งสำคัญ หลังยื่นฟ้องร้องบริษัทปัญญาประดิษฐ์เบอร์หนึ่งอย่าง OpenAI และสองผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทอย่าง แซม อัลต์แมน (Sam Altman) และ เกร็ก บร็อคแมน (Greg Brockman)

 

 
 

แต่คดีฟ้องร้องที่เดิมพันด้วยเม็ดเงินมหาศาลนี้กลับจบลงภายใน 2 ชั่วโมง เมื่อคณะลูกขุนมีมติเอกฉันท์ให้ปัดตกคดีดังกล่าวทันที ด้วยเหตุผลทางกฎหมายสั้นๆ ว่า คดีนี้ ‘หมดอายุความ’ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

เกิดอะไรขึ้นกับคดีประวัติศาสตร์นี้ ทำไมข้อพิพาทที่สั่งสมมานานหลายปีถึงถูกตัดสินให้จบลงอย่างรวดเร็ว และรอยร้าวครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อทิศทางของวงการ AI อย่างไร THE STANDARD รวบรวมและสรุปปมขัดแย้งทั้งหมด

 

เหตุการณ์เป็นอย่างไร ทำไมการฟ้องร้องปิดฉากลงภายใน 2 ชั่วโมง

 

ก่อนหน้านี้ในปี 2024 มัสก์เปิดฉากยื่นฟ้อง 2 ผู้ก่อตั้ง OpenAI อย่างอัลต์แมนและบร็อคแมนต่อศาลแขวงสหรัฐฯ ประจำเมืองโอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยกล่าวหาว่า เขาถูกหลอกให้ลงทุนก่อตั้งบริษัทด้วยเงินมูลค่าสูงถึง 38 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2015 ซึ่งตอนแรก เจตนารมณ์การก่อตั้ง OpenAI คือ การเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร และมีเป้าหมายพัฒนา AI ที่มีความปลอดภัยเพื่อมนุษยชาติ

 

มัสก์กล่าวหาว่า ต่อมา อัลต์แมนขโมย OpenAI ไปสวมทับด้วยบริษัทธุรกิจที่แสวงหาผลกำไร เพื่อเปิดทางรับเงินลงทุนหลายหมื่นล้านดอลลาร์จาก Microsoft และกอบโกยความมั่งคั่งให้กับตัวเอง จนละทิ้งอุดมการณ์เดิมและละเมิดสัญญาแรกในการก่อตั้ง

 

ทั้งนี้ มหาเศรษฐีเจ้าของ Tesla เรียกค่าเสียหายสูงจาก OpenAI ถึง 1.5 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 5.4 ล้านล้านบาท) พร้อมกับขอให้ปลดอัลต์แมนออกจากบอร์ดผู้บริหาร และกล่าวหาว่า Microsoft ให้ความช่วยเหลือ และสนับสนุน OpenAI ในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบริษัทอย่างไม่ชอบธรรม

 

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาคดีเกิดขึ้นในปี 2026 โดยใช้เวลาดำเนินการ 3 สัปดาห์เต็ม ซึ่งแต่ละฝ่ายต่างงัดหลักฐานออกมาเปิดเผย เช่น มีการเปิดอีเมลเก่า หรือแม้แต่เรียกผู้บริหารอย่างอัลต์แมน, บร็อกแมน และสัตยา นาเดลลา CEO ของ Microsoft ขึ้นให้การ

 

แต่สุดท้ายแล้ว คณะลูกขุนได้ปัดคดีดังกล่าวตกโดยผ่านมติเอกฉันท์ และใช้เวลาหารือไม่ถึง 2 ชั่วโมง โดยให้เหตุผลว่า มัสก์ใช้เวลา ‘นานเกินไป’ ที่จะยื่นฟ้องร้อง กล่าวคือ กรอบระยะเวลาฟ้องร้อง (Statute of Limitations) ตามกฎหมายของรัฐแคลิฟอร์เนียกำหนดเวลาไว้ที่ 3 ปีเต็ม ตั้งแต่เกิดเหตุ เท่ากับว่า คดีนี้หมดอายุความไปนานแล้ว คณะลูกขุนจึงไม่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงตามข้อกล่าวหา

 

ทั้งนี้ อีวอนน์ กอนซาเลซ โรเจอร์ส ผู้พิพากษาคดีดังกล่าว มีคำสั่งยกฟ้องตามมติลูกขุนทันที โดยกล่าวกลางศาลว่า มีหลักฐานจำนวนมากที่สนับสนุนมติของคณะลูกขุน และเป็นเหตุผลว่า ทำไมเธอจึงพร้อมที่จะสั่งยกฟ้องคดีนี้ในทันที

 

ข้อโต้แย้งมัสก์ vs OpenAI

 

มัสก์อ้างว่า เขาเพิ่งรู้ตัวว่าถูกหลอกในปลายปี 2022 หลังได้อ่านข่าว Microsoft ทุ่มเงิน 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้กับ OpenAI ฉะนั้น การที่เขาเพิ่งยื่นฟ้องในปี 2024 จึงมีความสมเหตุสมผล พร้อมยืนยันว่า ไม่หมดอายุความ และจะยื่นร้องอุทธรณ์อีกรอบ

 

นอกจากนี้ มัสก์ยังวิจารณ์คณะลูกขุนผ่าน X ว่า ตัดสินผ่าน ‘กรอบเวลา’ แต่ไม่ได้ดูเนื้อหาความผิด พร้อมย้ำว่า เป็นการเคลื่อนไหวที่แย่มาก

 

ส่วน OpenAI ออกแถลงการณ์ว่า มัสก์อิจฉาบริษัท ฟ้องร้องเพราะรู้สึกเสียดายที่ลาออก และอยากทำลายคู่แข่ง โดยร่วมมือกับ มาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก CEO ของ Meta ขณะที่ New York Times ออกมาเปิดเผยว่า ทนายความของ OpenAI ได้เปิดหลักฐานโต้แย้งว่า ตอนที่มัสก์ยังอยู่ในบอร์ดบริหาร เขาเป็นคนผลักดันให้บริษัทเป็นธุรกิจหวังผลกำไร จนถึงขั้นวางแผนควบรวม OpenAI เข้ากับ Tesla

 

OpenAI ทิ้งท้ายบทสรุปมหากาพย์ว่า คดีนี้เกิดขึ้นเพราะมัสก์ ‘พาล’ จากความรู้สึกไม่ได้ดั่งใจ โดยอ้างว่า เขาต้องรอจนกระทั่งบริษัทประสบความสำเร็จถล่มทลาย จึงค่อยออกมาฟ้องร้อง

 

ย้อนกลับไปในวันแรกของการพิจารณาคดี มัสก์ให้เหตุผลว่า การฟ้องร้องครั้งนี้มีเหตุผลเรียบง่ายมาก เพราะการขโมยองค์กรการกุศลเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ ส่วนอัลต์แมนโต้แย้งว่า มัสก์พยายามเปลี่ยน OpenAI ให้เป็นบริษัททำกำไรตั้งแต่แรก และวางแผนควบรวมบริษัทในระยะยาว

 

สำหรับความคิดเห็นในแวดวงกฎหมาย New York Times ระบุว่า นักกฎหมายหลายคนค่อนข้างตกใจที่มัสก์เพิ่งฟ้องในปี 2024 เนื่องจากเขาออกจาก OpenAI ตั้งแต่ปี 2018 ส่วนคาร์ล โทเบียส ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยริชมอนด์ ให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่า คดีนี้แปลกประหลาดและบ้าบอมาก แต่ก็ชื่นชมว่า คณะลูกขุนตัดสินอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง

 

จะเกิดอะไรขึ้นต่อหลังจากนี้

 

Reuters ชี้ว่า ผลของการฟ้องร้อง คือ OpenAI สามารถเดินหน้าเสนอขายหุ้นในสาธารณะ (Initial Public Offering: IPO) ได้อย่างสะดวก ซึ่งอาจดันมูลค่าบริษัทพุ่งทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้แผนสกัดดาวรุ่งของมัสก์ล้มเหลว หลัง SpaceX มีแผนเตรียมเข้าตลาดหุ้นในเดือนมิถุนายนด้วยเช่นกัน

 

ส่วนโอกาสในการอุทธรณ์ของมัสก์อาจริบหรี่ตามเหตุผลด้านเวลาที่มีน้ำหนักตามความเห็นของศาล แต่ก็เชื่อว่า มัสก์จะไม่ยอมเปลี่ยนใจยุติการฟ้องร้องใดๆ เพราะเขา ‘กระเป๋าหนัก’ มากพอ ถึงจะพ่ายแพ้หลายคดีติดกันก็ตาม

 

อย่างไรก็ตาม มีการวิเคราะห์ว่า อัลต์แมนกำลังเผชิญกับวิกฤตศรัทธา เพราะตลอดในการไต่สวนตลอด 3 สัปดาห์ มีพยานหลายปากให้การโจมตีว่า เขาโกหก ไม่น่าเชื่อถือ ขณะที่ยังเผชิญคดีความส่วนตัว เช่น คดีล่วงละเมิดทางเพศน้องสาวอย่าง แอนนี อัลต์แมน (Annie Altman)

 

ขณะที่ The Guardian ตั้งข้อสังเกตว่า แม้คดีจะจบลง แต่สิ่งที่การพิจารณาคดีนี้ไม่ได้ให้คำตอบเลยคือ ปัญหาในยุคที่ AI เป็นใหญ่ ทั้งเรื่องความปลอดภัย การกำกับดูแล และผลกระทบต่อแรงงาน โดย นิกส์ โรบินส์-เออร์รี (Nick Robins-Early) ผู้สื่อข่าวชี้ว่า สังคมยังมองความแค้นส่วนตัวของมัสก์กับอัลต์แมน มากกว่าช่องว่างขนาดใหญ่อย่างชีวิตของเศรษฐีผู้สร้างเทคโนโลยีและประชาชนคนธรรมดาที่ต้องทำงานร่วมกันในอนาคต

 

แฟ้มภาพ: Carlos Barria & Gonzalo Fuentes / Reuters

 

อ้างอิง:

The post คนละหมัด! สรุปมหากาพย์ อีลอน มัสก์ แพ้คดี OpenAI เพราะอะไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘อีโบลา’ ภาวะฉุกเฉินระดับโลก เรารู้อะไรบ้าง? https://thestandard.co/ebola-global-emergency-what-know/ Tue, 19 May 2026 09:36:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1208866 ภาพประกอบสถานการณ์การระบาดของไวรัส อีโบลา ที่องค์การอนามัยโลกประกาศเป็นภาวะฉุกเฉินระดับโลก

องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้การระบาดของไวรัสอีโบลาใ […]

The post ‘อีโบลา’ ภาวะฉุกเฉินระดับโลก เรารู้อะไรบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบสถานการณ์การระบาดของไวรัส อีโบลา ที่องค์การอนามัยโลกประกาศเป็นภาวะฉุกเฉินระดับโลก

องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้การระบาดของไวรัสอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) และยูกันดา เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับนานาชาติ เมื่อวันอาทิตย์ (17 พฤษภาคม) ที่ผ่านมา

 

การระบาดครั้งล่าสุดนี้เกิดจากไวรัสอีโบลา สายพันธุ์บุนดีบูเกียว (Bundibugyo) ซึ่งเป็น 1 ในหลายๆ สายพันธุ์ของกลุ่มไวรัสที่เรียกว่า ออร์โธโบลาไวรัส (Orthoebolaviruses) ที่สามารถก่อให้เกิดโรคอีโบลาได้ โดยพบไม่บ่อยและมีความรุนแรงต่ำกว่าสายพันธุ์ซาอีร์ ที่เคยก่อให้เกิดการระบาดรุนแรงในทวีปแอฟริกา แต่ก็ยังอันตรายและก่อให้เกิดอาการรุนแรงได้เช่นกัน

 

องค์การอนามัยโลกกล่าวว่า การระบาดนี้ยังไม่เข้าเกณฑ์ ‘ภาวะฉุกเฉินระดับการระบาดใหญ่ (Pandemic Emergency)’ แต่ด้วยจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น โดยมีผู้ต้องสงสัยติดเชื้อกว่า 390 คน ที่พบทั้งในคองโกและยูกันดา และมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 คนที่คาดว่าเกี่ยวข้องกับการระบาดของไวรัสชนิดนี้ อีกทั้งยังไม่มีวัคซีนที่ได้รับการอนุมัติ จึงก่อให้เกิดความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับการควบคุมการแพร่ระบาด

 

และนี่คือข้อมูลที่เรารู้เกี่ยวกับการระบาดของไวรัสอีโบลาครั้งนี้

 


 

ภาพประกอบสถานการณ์การระบาดของไวรัส อีโบลา ที่องค์การอนามัยโลกประกาศเป็นภาวะฉุกเฉินระดับโลก 1

 

ภาพประกอบ: กันยกร กาญจนวิไล

 

อ้างอิง :

 

The post ‘อีโบลา’ ภาวะฉุกเฉินระดับโลก เรารู้อะไรบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดเบื้องหลังรัฐบาลตัดสินใจยกเลิก MOU 2544 อะไรคือ ข้อดี ความเสี่ยง และสิ่งที่ต้องพิจารณา https://thestandard.co/thailand-cambodia-mou-2544-cancel/ Tue, 19 May 2026 06:57:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1208778

การบริหารนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงชายแดนของไทยกำลัง […]

The post เปิดเบื้องหลังรัฐบาลตัดสินใจยกเลิก MOU 2544 อะไรคือ ข้อดี ความเสี่ยง และสิ่งที่ต้องพิจารณา appeared first on THE STANDARD.

]]>

การบริหารนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงชายแดนของไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เมื่อรัฐบาลชุดปัจจุบันได้ตัดสินใจผลักดันแนวทางการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลในไหล่ทวีป ที่มีการลงนามรับรองในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ในปี พ.ศ.2544 หรือที่รู้จักกันดีในนาม MOU 2544

 

 
 

นโยบายดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการเคลื่อนไหวทางการเมืองในระดับท้องถิ่น แต่ถูกบรรจุไว้เป็นหนึ่งในวาระหลักที่ชัดเจนของรัฐบาล ซึ่งผ่านการกลั่นกรองและรับทราบโดยสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และมีมติยกเลิกจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

เบื้องหลังการตัดสินใจยกเลิก MOU 2544 ได้รับการยืนยันจากกระทรวงการต่างประเทศ ในการบรรยายสรุป: แง่มุมทางกฎหมาย กรณี MOU 2544 ไทย – กัมพูชา เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยมี เบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย พร้อมด้วยอังกูร กุลวานิช รองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย และรัชภูมิ บุญรอด รองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ร่วมให้ข้อมูล ท่ามกลางสื่ออาวุโสจากหลายสำนัก โดยมีการชี้แจงถึงแนวนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงของรัฐบาล ภายใต้ 3 หัวข้อหลัก คือ

 

1. การยึดมั่นในระบบพหุภาคีและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

 

2. ความมั่นคงชายแดน

 

3. การมุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชาด้วยสันติวิธี โดยใช้กลไกทวิภาคีที่มีอยู่ และเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก MOU 2544 เพื่อกำหนดแนวทางร่วมกัน

 

เอกสารสำคัญและแผนที่แสดงเขตพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล กรณี MOU 2544 ที่รัฐบาลพิจารณายกเลิก 1

 

ทั้ง 3 หลักการนี้ ยังเป็นแนวทางหลักที่จะใช้ในการดำเนินความสัมพันธ์กับกัมพูชา ซึ่งไทยยังคงยึดมั่นในการเจรจาหาทางออกร่วมกับกัมพูชาโดยสันติวิธี และมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างความชัดเจนด้านเขตแดนทางทะเล ซึ่งเป็นประเด็นที่มีนัยสำคัญต่อความมั่นคงของไทยในระยะยาว

 

เปิดเหตุผลรัฐบาลตัดสินใจยกเลิก MOU 2544

 

รองอธิบดีอังกูร เริ่มต้นด้วยการอธิบายสาระสำคัญของ MOU 2544 ว่ามีสถานะทางกฎหมายเป็นสนธิสัญญาประเภทหนึ่ง มีความยาวเพียง 2 หน้า พร้อมข้อสัญญาสั้นๆ ไม่กี่ข้อ และผังแนบท้าย (Annex) โดยเป็นเพียงข้อตกลงที่จะเจรจา (Agreement to negotiate) และผังแนบท้ายเป็นเพียงแผนผังที่ใช้บรรยายขอบเขตการอ้างสิทธิ์ของแต่ละฝ่าย ไม่ใช่แผนที่ และไม่ใช่การยอมรับเส้นของอีกฝ่ายแต่อย่างใด

 

เอกสารสำคัญและแผนที่แสดงเขตพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล กรณี MOU 2544 ที่รัฐบาลพิจารณายกเลิก 2

 

ทั้งนี้ MOU 2544 กำหนดให้เจรจาควบคู่กันไป 2 เรื่อง (เป็นลักษณะ แพ็กเกจที่แบ่งแยกไม่ได้ – Indivisible Package) ได้แก่

 

1.เรื่องการกำหนดเขตทางทะเล เหนือเส้น 11 องศาเหนือ

2.เรื่องพื้นที่พัฒนาร่วม (Joint Development Area – JDA) ใต้เส้น 11 องศาเหนือ

 

อย่างไรก็ตาม รองอธิบดีอังกูร ชี้ว่า ในทางปฏิบัติ ‘เหรียญย่อมมีสองด้าน’ โดยข้อเสียของ MOU 2544 คือเป็นกระบวนการระยะยาวที่ไม่ทันใจ และที่สำคัญที่สุดคือการเจรจาต้องอาศัยความจริงใจของคู่เจรจา รวมถึงบรรยากาศความสัมพันธ์รอบด้านเป็นองค์ประกอบสำคัญ

 

นับตั้งแต่ทำ MOU 2544 มากว่า 2 ทศวรรษ คณะกรรมการทางเทคนิคฝ่ายไทยและกัมพูชา (JTC) สามารถจัดประชุมร่วมกันได้เพียง 5 ครั้ง และระดับคณะทำงาน เพียง 2 ครั้ง เนื่องจากความผันผวนของสถานการณ์ทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา 

 

นอกจากนี้ รองอธิบดีอังกูรกล่าวว่า ท่าทีของฝ่ายกัมพูชายังไม่สะท้อนถึงความตั้งใจจริงและสุจริตใจในการเจรจา โดยกัมพูชาไม่ยอมคุยเรื่องเขตแดนทางทะเล และมุ่งแต่จะคุยเรื่องการพัฒนาร่วมและจะขอแบ่งผลประโยชน์ทั้งผืน โดยอ้างว่า นโยบายทางการเมืองของกัมพูชาไม่ให้คุยเรื่องเขตแดน แต่จากการตรวจสอบกลับไม่พบว่า มีฝ่ายการเมืองของกัมพูชาหรือไทยที่กำหนดนโยบายเช่นนั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่กัมพูชากล่าวอ้างเอง

 

เหตุผลเหล่านี้ประกอบกับผลการศึกษาของรัฐบาลในปัจจุบันระบุว่าสามารถยกเลิกได้จึงนำมาซึ่งการตัดสินใจยกเลิกของ สมช.

 

ยกเลิก MOU 2544 ไปใช้กรอบ UNCLOS เพราะ ‘บริบทเปลี่ยน’

 

สำหรับคำถามว่า การยกเลิก MOU 2544 หมายถึงการที่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่หมดเลยใช่หรือไม่ รองอธิบดีอังกูร ให้คำตอบว่า “ต่อให้ยกเลิก MOU 2544 ไป เส้นไหล่ทวีปที่กัมพูชาและไทยประกาศไว้ก็ยังคงอยู่ ต่างฝ่ายต่างยังไม่มีสิทธิ์เข้าไปทำอะไรในพื้นที่อ้างสิทธิ์ได้

 

เอกสารสำคัญและแผนที่แสดงเขตพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล กรณี MOU 2544 ที่รัฐบาลพิจารณายกเลิก 3

 

ส่วนคำถามว่า ทำไมรัฐบาลถึงยกเลิก MOU 2544 ในตอนนี้ เขายืนยันว่า “เพราะบริบทเปลี่ยนไปแล้ว” 

 

โดยจุดเปลี่ยนสำคัญคือ เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา กัมพูชาได้ให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 หรือ UNCLOS (United Nations Convention on the Law Of the Sea) โดยมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 มีนาคม

 

รองอธิบดีอังกูร ยืนยันว่ากรอบ UNCLOS คือสิ่งที่จะเข้ามาตอบโจทย์แนวทางของไทย ที่เป็นภาคี UNCLOS มานานแล้ว (ลงนามปี 2525 ให้สัตยาบันพฤษภาคม 2554) และเมื่อกัมพูชาเข้ามาเป็นภาคีด้วย จึงกลายเป็นกลไกใหม่ที่จะใช้ในการเจรจาแทน MOU 2544

 

การเข้าเป็นภาคีของกัมพูชาในครั้งนี้ทำให้เกิดสถานการณ์ใหม่ที่ทั้งประเทศไทยและประเทศกัมพูชาต่างอยู่ภายใต้ระบอบกฎหมายสากลฉบับเดียวกัน จากเดิมที่เคยคุยกันคนละระบอบหรืออ้างอิงหลักการที่แตกต่างกันตามอำเภอใจ 

 

รองอธิบดีราชภูมิ อธิบายว่า UNCLOS เป็นกฎหมายที่มีทั้งสารบัญญัติ (ข้อบังคับสิทธิ์) และวิธีสบัญญัติ (กระบวนการดำเนินการ) อยู่ในตัวเดียวกัน และมุ่งเน้นเรื่องการแบ่งเขตแดนทางทะเลเป็นหลัก ไม่ใช่เน้นเรื่องเรื่องพื้นที่พัฒนาร่วมหรือการแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรพลังงาน

 

การก้าวเข้าสู่กรอบ UNCLOS ซึ่งเป็นเหมือน “ธรรมนูญของกฎหมายทะเล หรือรัฐธรรมนูญแห่งมหาสมุทร” หรือกฎหมายสูงสุดของท้องทะเล ทำให้ทั้งกัมพูชาและไทยในฐานะรัฐภาคี มีหน้าที่ต้องเคารพและปฏิบัติตามพันธกรณี 

 

“รัฐภาคีมีพันธกรณีที่จะต้องเจรจากันโดยสันติ เพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ที่เที่ยงธรรม (Equitable Solution) กัมพูชาจะมาบอกว่า ไม่คุยเรื่องเขตแดนนั้นไม่ได้แล้ว การเข้าสู่ระบอบ UNCLOS ทำให้เราพูดภาษาเดียวกัน ต่อไปนี้กัมพูชาจะมาใช้ภาษาอื่นคุยกับเรา หรือลากเส้นตามอำเภอใจเหมือนในอดีตไม่ได้แล้ว” รองอธิบดีอังกูร ยืนยัน 

 

“นี่คือสิ่งที่รัฐบาลพิจารณาแล้วเห็นชอบว่า นี่คือกลไกสากลที่จะใช้ในการเจรจาหารือกับกัมพูชาต่อจากนี้ ส่วนการตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมาเจรจาไม่ใช่ประเด็นยาก แต่สิ่งสำคัญคือ กัมพูชามีพันธกรณีตามกฎหมายสากลที่ต้องมาคุยกับไทย และต้องคุยด้วยความจริงใจด้วยเช่นกัน”

 

นอกจากนี้ รองอธิบดีอังกูรอธิบายเพิ่มเติมว่า การก้าวเข้าสู่ UNCLOS นั้นช่วยสร้างความได้เปรียบทางกฎหมายให้กับฝ่ายไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการกำหนดสถานภาพของเกาะกูดของไทย ภายใต้กฎหมายทะเลสากล 

 

โดยเกาะกูด ซึ่งมีสถานะเป็นเกาะที่สมบูรณ์ ย่อมต้องมีทะเลอาณาเขตและน่านน้ำภายในของตนเองตามกฎหมาย ส่งผลให้เส้นอ้างสิทธิ์เดิมของกัมพูชาที่เคยประกาศไว้ ซึ่งลากพาดผ่านเกาะกูดอย่างไม่เป็นธรรมนั้น กลายเป็นเส้นที่ไร้น้ำหนักและไม่มีฐานรองรับในทางกฎหมายระหว่างประเทศทันที 

 

แนวทางเจรจาเขตแดนหลังยกเลิก MOU 2544

 

รองอธิบดีราชภูมิ อธิบายว่า ภายหลังแจ้งยกเลิก MOU 2544 แนวทางต่อไปคือการเจรจาหาทางออกร่วมกันระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งท่าทีของรัฐบาลไทยในตอนนี้ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันว่าภายหลังการยกเลิก MOU 2544 วิธีการหลักที่ควรใช้ คือการเจรจาระหว่างสองฝ่ายให้ถึงที่สุดก่อน และหากตกลงกันไม่ได้ จึงค่อยพิจารณากลไกอื่นๆ ภายใต้อนุสัญญา UNCLOS เช่น กลไกการประนอมภาคบังคับ ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะต้องตกลงยินยอมร่วมกัน

 

ทั้งนี้ สำหรับการเจรจาแบ่งเขตแดนทางทะเลภายใต้ UNCLOS นั้น จะเกี่ยวข้องกับ 3 ข้อบทสำคัญ ได้แก่

 

  • ข้อบทที่ 15 : เกี่ยวกับการแบ่งทะเลอาณาเขต
  • ข้อบทที่ 74 : เกี่ยวกับการแบ่งเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (Exclusive Economic Zone – EEZ)
  • ข้อบทที่ 83 : เกี่ยวกับการแบ่งเขตไหล่ทวีป

 

สำหรับทะเลอาณาเขต (Territorial Sea) แต่ละรัฐชายฝั่งจะมีสิ่งเรียกว่าสิทธิอธิปไตย ซึ่งไม่ถึงกับเป็นอธิปไตยเด็ดขาดแบบเขตแดนทางบก ต่างกันตรงที่เขตแดนทางบกใครจะเข้ามาต้องขออนุญาตก่อน แต่ในทะเลอาณาเขตมันมีสิทธิ์ที่เรียกว่า ‘สิทธิในการผ่านโดยสุจริต’ ไม่ว่าจะเป็นเรือของชาติใด ตราบเท่าที่เป็นการผ่านโดยสันติและสุจริตย่อมสามารถดำเนินการได้

 

หลักการเจรจาตาม ข้อบทที่ 15 คือเรื่องทะเลอาณาเขต กำหนดไว้ 2 ประการคือ

 

  • ประการแรก: ต้องไปตกลงแบ่งเขตกันโดยทำความตกลงร่วมกัน
  • ประการที่สอง: หากตกลงกันไม่ได้ ให้ใช้ เส้นมัธยะ (Equidistance Line) หรือแนวเส้นที่มีระยะห่างจากจุดอ้างอิงบนชายฝั่งของทั้งสองฝ่ายเท่ากัน เช่น หากฝั่งซ้ายคือไทย ฝั่งขวาคือกัมพูชา เส้นมัธยะก็คือเส้นตรงกลางที่แบ่งระยะจากซ้ายไปขวาเท่าๆ กัน ซึ่งในทฤษฎีนั้นดูเหมือนง่าย แต่ในความจริงชายฝั่งทะเลของแต่ละรัฐไม่ได้เป็นเส้นตรง มีส่วนเว้า ส่วนโค้ง ซึ่งเป็นเรื่องเทคนิค

 

นอกจากนี้ข้อบทที่ 15 ยังเปิดช่องว่า หากมีสถานการณ์พิเศษ ก็สามารถนำมาใช้ในการปรับแนวเส้นทะเลอาณาเขตได้

 

ส่วนเรื่องการแบ่งเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (ข้อบทที่ 74) และเขตไหล่ทวีป (ข้อบทที่ 83) ซึ่งเนื้อหาเหมือนกันทุกประการ หลักการเจรจาจะต่างจากข้อบทที่ 15 เพราะในข้อ 74 และ 83 ระบุว่า “การแบ่งเขตต้องทำบนมูลฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ ด้วยความตกลงระหว่างกัน เพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ที่เที่ยงธรรม ซึ่งในข้อนี้ไม่มีการระบุเรื่องระยะห่าง หรือสั่งให้ใช้เส้นมัธยะตั้งแต่แรก

 

ทั้งนี้ ในวรรคที่ 2 ของข้อบทที่ 74 และ 83 ระบุว่า หากไม่สามารถตกลงกันได้ในระยะเวลาอันสมควร ให้รัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินการโดยวิธีการที่กำหนดไว้ในภาค 15 ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี ส่วนวรรคที่ 3 กำหนดพันธกรณีไว้ 2 ประการในระหว่างที่ยังไม่บรรลุข้อตกลงเด็ดขาด คือ

 

  1. ทั้งสองฝ่ายต้องพยายามทุกวิถีทางที่จะจัดทำข้อตกลงชั่วคราวที่มีลักษณะแนวปฏิบัติได้ (Provisional Arrangement) เช่น การทำพื้นที่พัฒนาร่วม หรือ JDA เหมือนกรณีไทย-มาเลเซีย ที่เจรจาเส้นเขตแดนกันมาแล้วแต่เหลือตรงส่วนปลายที่ยังตกลงกันไม่ได้ และถ้าจะเจรจาต่ออาจใช้เวลานาน จึงตกลงทำข้อตกลงชั่วคราวมาพัฒนาพื้นที่ร่วมกันในนาม MTJA 

 

2.ในระหว่างที่ยังไม่มีข้อตกลงเด็ดขาด ห้ามมิให้รัฐฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งดำเนินมาตรการฝ่ายเดียว (Unilateral Action) ในลักษณะที่ทำให้ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในอนาคตได้ หมายความว่า รัฐฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สามารถดำเนินการฝ่ายเดียวในการเอาทรัพยากรใต้ทะเลมาใช้ประโยชน์

 

สำหรับแนวคำพิพากษาของศาลระหว่างประเทศนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1982 เป็นต้นมา ได้มีพัฒนาการในการตีความคำว่า ‘ผลลัพธ์ที่เที่ยงธรรม’ ให้มีความชัดเจนและเป็นวิทยาศาสตร์และคำนวณได้มากที่สุด

 

โดยศาลพยายามทำคำที่ดูเป็นนามธรรมให้มีหลักเกณฑ์มากที่สุด ซึ่งพัฒนาการในช่วงที่ผ่านมาจึงมีการกำหนดวิธีการเจรจาแบ่งเขตแดนเป็น 3 ขั้นตอน (3-Step Approach) ได้แก่

 

  • ขั้นตอนที่ 1 (Provisional Equidistance Line): เริ่มต้นด้วยการลากเส้นมัธยะเบื้องต้นขึ้นมาก่อน ซึ่งกระบวนการนี้ใช้หลักวิทยาศาสตร์โดยการเลือกจุดฐาน (Base Points) บนชายฝั่งที่เหมาะสมของแต่ละฝ่าย และใช้โปรแกรมในการคำนวณลากเส้น

 

  • ขั้นตอนที่ 2 (Relevant Circumstances): ศาลจะมาพิจารณาว่า เส้นมัธยะเบื้องต้นในขั้นตอนแรกนั้น มีพฤติการณ์หรือปัจจัยที่เกี่ยวข้องอะไรบ้างที่ทำให้เส้นนั้นดูแล้วไม่เที่ยงธรรม เช่น หากอีกฝ่ายนำเอาเกาะเล็ก ๆ ที่อยู่ห่างจากชายฝั่งมากๆ และไม่ได้เกาะกลุ่มอะไรกับแผ่นดินใหญ่มาใช้เป็นจุดอ้างอิง จะทำให้แนวเส้นถูกดันล้ำเข้ามาอีกฝั่งอย่างไม่เหมาะสม ศาลก็จะนำปัจจัยนี้มาคิดคำนวณเพื่อปรับเส้นเขตแดนใหม่

 

  • ขั้นตอนที่ 3 (Proportionality Test): หลังจากดูการปรับเส้นตามปัจจัยต่างๆ ในขั้นที่สองแล้ว ศาลจะตรวจสอบสัดส่วนความสมดุล โดยคำนวณดูความยาวแนวชายฝั่งของแต่ละฝ่าย เปรียบเทียบกับปริมาณพื้นที่น่านน้ำที่แต่ละฝ่ายจะได้รับจากการแบ่งเส้นเขตแดนนั้น ว่ามีความสมเหตุสมผลและได้สัดส่วนกันหรือไม่

 

ความเสี่ยงสุญญากาศและกลยุทธ์รับมือการประนอมภาคบังคับ

 

แน่นอนว่าการประกาศบอกเลิกสนธิสัญญาฝ่ายเดียวย่อมนำมาซึ่งความท้าทายและความเสี่ยงในระยะเปลี่ยนผ่าน ซึ่งประเด็นนี้เกิดขึ้นจากการตั้งคำถามและแสดงความกังวลของสื่อมวลชน เกี่ยวกับปฏิกิริยาของฝั่งกัมพูชาที่ปฏิเสธไม่ยอมเจรจา รวมถึงความเสี่ยงที่กัมพูชาจะพยายามดึงไทยเข้าสู่กลไกการระงับข้อพิพาทอื่นๆ เช่น ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก – ICJ), ศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (ITLOS) หรือศาลอนุญาโตตุลาการ ซึ่งภายใต้กรอบของ UNCLOS ในภาค 15 เรื่องการระงับข้อพิพาท ส่วนแรกคือจะเปิดโอกาสให้คู่พิพาทตกลงเจรจากันเองก่อน และส่วนที่สองคือหากตกลงกันไม่ได้ จึงจะให้สิทธิ์นำเรื่องเข้าสู่กลไกศาลสากล 

 

ต่อประเด็นดังกล่าว กระทรวงการต่างประเทศยืนยันว่า “ประเทศไทยได้ทำข้อสงวนไว้ตั้งแต่ตอนเข้าเป็นภาคี UNCLOS ว่า จะไม่ยอมรับอำนาจของศาลสากลใดๆ ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการปักปันเขตแดนทางทะเล” 

 

หมายความง่ายๆ ว่ากัมพูชาไม่มีสิทธิ์ทางกฎหมายที่จะลากประเทศไทยขึ้นสู่ศาลโลกหรือศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศเพื่อตัดสินชี้ขาดเส้นแดนได้ตามใจชอบ

 

ส่วนความเสี่ยงในช่องทางการประนอมภาคบังคับของ UNCLOS นั้น แม้กัมพูชาจะสามารถยื่นเรื่องคำร้องได้ แต่ผลลัพธ์หรือรายงานที่ออกมาจากคณะกรรมาธิการประนอมข้อพิพาท จะมีสถานะเป็นเพียงข้อเสนอแนะเท่านั้น

 

“รายงานดังกล่าวไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายในลักษณะคำสั่งชี้ขาดเด็ดขาดเหมือนคำพิพากษาของศาล ท้ายที่สุดแล้ว ทั้งไทยและกัมพูชาก็ต้องนำข้อเสนอแนะนั้นกลับมาใช้เป็นแนวทางในการเจรจาหารือร่วมกันแบบทวิภาคีอยู่ดี” รองอธิบดีราชภูมิ กล่าว

 

The post เปิดเบื้องหลังรัฐบาลตัดสินใจยกเลิก MOU 2544 อะไรคือ ข้อดี ความเสี่ยง และสิ่งที่ต้องพิจารณา appeared first on THE STANDARD.

]]>
อิหร่านคุมช่องแคบฮอร์มุซ! บังคับเรือจ่ายค่าผ่านทาง-ซื้อประกันด้วยคริปโต หวังโกยรายได้ฟื้นฟูประเทศ https://thestandard.co/iran-hormuz-strait-control-crypto-insurance/ Tue, 19 May 2026 06:09:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1208741 ภาพเรือสินค้าแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

อิหร่านกำลังยกระดับควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางเดินเรือ […]

The post อิหร่านคุมช่องแคบฮอร์มุซ! บังคับเรือจ่ายค่าผ่านทาง-ซื้อประกันด้วยคริปโต หวังโกยรายได้ฟื้นฟูประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเรือสินค้าแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

อิหร่านกำลังยกระดับควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางเดินเรือคอขวดของโลกในตะวันออกกลาง หลังเปิดตัวหน่วยงานใหม่ในชื่อ ‘องค์กรจัดการอ่าวเปอร์เซีย’ (Persian Gulf Strait Authority: PGSA) เพื่อบริหารจัดการการเดินเรือและเก็บค่าธรรมเนียมในช่องแคบฮอร์มุซ โดยมีรายงานว่า เรือบางลำจ่ายเงินถึง 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไปแล้ว

 

 
 

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า อิหร่านกำลังเสนอขายประกันภัยทางทะเลที่ต้องชำระด้วยคริปโตเคอร์เรนซี เพื่อแลกกับการคุ้มครองความปลอดภัยในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยความเคลื่อนไหวนี้ถูกจับตามองว่า เป็นเป้าหมายสำคัญในการหารายได้เพื่อฟื้นฟูประเทศหลังสงคราม

 

THE STANDARD สรุปประเด็นสำคัญที่มีการเปิดเผยแนวคิดนี้ต่อสาธารณะ

 

อิหร่านเปิดตัว PGSA หวังหาเงินฟื้นฟูประเทศจากสงคราม

 

เมื่อวานนี้ (18 พฤษภาคม) สภาความมั่นคงแห่งชาติอิหร่าน และกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) เปิดตัวองค์กรจัดการบริหารอ่าวเปอร์เซียอย่างเป็นทางการ โดยแชร์โพสต์บน X จากแอคเคานต์ที่ชื่อว่า @PGSA_IRAN ซึ่งระบุว่า หน่วยงานนี้จะทำหน้าที่ให้ข้อมูลสถานการณ์ล่าสุดของช่องแคบฮอร์มุซแบบเรียลไทม์

 

“ในนามของพระเจ้า บัญชี X อย่างเป็นทางการขององค์กรจัดการบริหารอ่าวเปอร์เซีย (#PGSA) เปิดใช้งานแล้ว ติดตามเราเพื่อรับข้อมูลอัปเดตการปฏิบัติงานในช่องแคบฮอร์มุซล่าสุดแบบเรียลไทม์” แอคเคานต์ @PGSA_IRAN โพสต์

 

นอกจากนี้ แอคเคานต์ดังกล่าวยังโพสต์ข้อความบน X ต่อว่า PGSA เป็นหน่วยงานตามกฎหมายและตัวแทนของอิหร่านในการบริหารช่องแคบฮอร์มุซ โดยการเดินเรือของนานาชาติผ่านช่องแคบดังกล่าว ต้องได้รับความเห็นชอบจากกองทัพอิหร่านและหน่วยงานของประเทศ ซึ่งหากไม่ได้รับอนุญาตจากทางการ จะเข้าข่ายเป็นการกระทำผิดกฎหมาย

 

ก่อนหน้านี้ อิหร่านส่งสัญญาณเปิดตัวหน่วยงาน PGSA ในวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา หลัง อิบราฮิม อาซีซี (Ebrahim Azizi) ประธานคณะกรรมการความมั่นคงแห่งชาติอิหร่านระบุว่า เตหะรานกำลังเตรียมกลไกที่เป็น ‘มืออาชีพ’ ในการจัดการและบริหารช่องแคบฮอร์มุซ

 

ขณะเดียวกัน ภายในอิหร่านก็ขับเคลื่อนนโยบายควบคุมช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบ เช่น มีการติดป้ายโฆษณาบนรถไฟใต้ดินของกรุงเตหะรานว่า อิหร่านจะทำรายได้ให้กับประเทศสูงถึง 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 3.26 ล้านล้านบาท) ต่อปี

 

ย้อนกลับไป แนวคิดการเปิดหน่วยงานจัดการช่องแคบฮอร์มุซ เกิดขึ้นในช่วงการเจรจาข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน หลังปรากฏหนึ่งในเงื่อนไขแลกเปลี่ยนว่า เตหะรานขอสิทธิ์ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบ โดยอ้างว่า เป็นวิธีการหาเงินเพื่อซ่อมแซมประเทศหลังสงคราม

 

อย่างไรก็ตาม นานาชาติปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว เช่น สหรัฐฯ ที่โต้แย้งว่า ช่องแคบฮอร์มุซคือเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศ ไม่ควรมีชาติใดบังคับให้จัดเก็บค่าผ่านทางเพื่อทำการสัญจร ขณะที่ทำเนียบขาวก็ระบุผลการประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐฯ ว่า ปักกิ่งได้คัดค้านการแปรเปลี่ยนช่องแคบฮอร์มุซให้กลายเป็นเขตทหาร รวมถึงการจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทาง

 

นอกจากนี้ กฎหมายระหว่างประเทศ และอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ยังระบุว่า ไม่มีประเทศใดในโลกสามารถเรียกเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมจากเรือที่แล่นผ่านช่องแคบระหว่างประเทศหรือทะเลอาณาเขตได้

 

PGSA และ Hormuz Safe คืออะไร ทำหน้าที่อย่างไรบ้าง

 

ทั้งนี้ สำนักข่าว Euronews รายงานว่า PGSA คือหน่วยงานของอิหร่านที่อยู่ภายใต้กองทัพ IRGC มีหน้าที่คัดกรองและตรวจสอบเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยเรือแต่ละลำต้องส่งรายละเอียดหรือเอกสารให้ทางการอิหร่านคัดกรอง ได้แก่ เอกสารความเป็นเจ้าของเรือ, ประกันภัย, รายชื่อลูกเรือ, ใบสำแดงรายการสินค้า และเส้นทางเดินเรือเป้าหมาย

 

PGSA จะทำการออกใบอนุญาตให้กับเรือแต่ละลำ หากผ่านการยื่นเรื่องและชำระเงินเสร็จสิ้น โดยมีรายงานว่า ในปัจจุบัน เรือบางลำจ่ายเงินมูลค่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 65 ล้านบาท) ซึ่งชำระในสกุลเงินหยวนเป็นที่เรียบร้อย

 

นอกจากนี้ Al Jazeera ยังรายงานว่า อิหร่านได้เปิดตัว Hormuz Safe แพลตฟอร์มประกันภัยทางทะเลภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลอิหร่าน โดยคาดว่า บริษัทผู้เดินเรือหรือเรือแต่ละลำต้องชำระเงินผ่านระบบคริปโตเคอร์เรนซี เช่น บิตคอยน์

 

รายงานยังระบุว่า ข้อเสนอนี้จะครอบคลุมประกันภัยทางทะเลที่การันตีว่า ใครทำข้อตกลงก็จะได้รับความคุ้มครองในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีหลักฐานประกอบอย่างเป็นทางการ คือใบเสร็จรับเงินที่มีลายเซ็นรัฐบาลอิหร่าน หรือเอกสารยืนยันในระบบออนไลน์ที่มีการล็อกรหัสเพื่อป้องกันการปลอมแปลง

 

อย่างไรก็ดี อับดุล คาลิก (Abdul Khalique) นักวิชาการด้านการเดินเรือจาก Liverpool John Moores ให้สัมภาษณ์กับ Al Jazeera ว่า หากอิหร่านจะดำเนินนโยบายนี้จริง ต้องเผชิญกับอุปสรรคร้ายแรงทั้งในทางการเงิน กฎหมาย และการดำเนินงาน เพราะถูกคว่ำบาตรจากนานาชาติ ทำให้ไม่มีหลักประกันที่น่าเชื่อถือมากพอ

 

“การประกันภัยทางทะเลต้องใช้เงินสำรองจำนวนมหาศาล และต้องได้รับการสนับสนุนด้านการประกันภัยต่อระดับนานาชาติ เพื่อคุ้มครองความสูญเสียจากภัยพิบัติครั้งใหญ่”

 

คาลิกอธิบายว่า ปัจจุบัน อิหร่านกำลังถูกจำกัดการเข้าถึงตลาดการเงินและการประกันภัยทั่วโลก ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลการเดินเรือและท่าเรือนานาชาติ อาจปฏิเสธใบรับรองของอิหร่าน จึงมีความเป็นไปได้สูงว่า เรือที่ทำประกันดังกล่าว จะไม่สามารถเทียบท่าหรือขอรับเงินชดเชยได้

 

แต่คาลิกก็ไม่ปิดโอกาสความเป็นไปได้ โดยมองว่า แผนประกันอาจจำกัดเฉพาะกลุ่ม เช่น จีนและประเทศคู่ค้ารายย่อย แต่ประเทศใดจะทำหรือไม่ ต้องพิจารณาเงื่อนไขสำคัญประกอบ คือ ช่วยลดต้นทุนหรือรับประกันความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซได้จริงๆ

 

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการด้านการเดินเรือวิเคราะห์ว่า มหาอำนาจทางทะเลและบริษัทเดินเรือส่วนใหญ่จะไม่ยอมรับแนวทางนี้ เพราะปกติแล้ว ระบบประกันภัยทางทะเลผูกกับความไว้วางใจในระดับสากล ซึ่งเชื่อมโยงตั้งแต่ท่าเรือ ธนาคาร และเจ้าของเรือในลอนดอน ยุโรป หรือเอเชีย โดยผู้เชี่ยวชาญเดินเรือทิ้งท้ายว่า โครงการของอิหร่านน่าจะดึงดูดได้เฉพาะกลุ่มที่มีความสัมพันธ์อันดี หรือมีผลประโยชน์สอดคล้องกันทางการเมืองเท่านั้น

 

ภาพ: Stringer / Reuters

 

อ้างอิง:

 

 

The post อิหร่านคุมช่องแคบฮอร์มุซ! บังคับเรือจ่ายค่าผ่านทาง-ซื้อประกันด้วยคริปโต หวังโกยรายได้ฟื้นฟูประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ เจรจาลับกรีนแลนด์ ขอตั้งฐานทัพถาวร-สิทธิวีโตลงทุน-ขุดแร่หายาก https://thestandard.co/us-greenland-base-veto-rare-earth/ Tue, 19 May 2026 05:28:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1208715 ภาพมุมสูงของเกาะกรีนแลนด์ที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งและภูเขา

สหรัฐอเมริกาเดินหน้าเจรจาลับกรีนแลนด์เกือบ 4 เดือนเต็ม […]

The post สหรัฐฯ เจรจาลับกรีนแลนด์ ขอตั้งฐานทัพถาวร-สิทธิวีโตลงทุน-ขุดแร่หายาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงของเกาะกรีนแลนด์ที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งและภูเขา

สหรัฐอเมริกาเดินหน้าเจรจาลับกรีนแลนด์เกือบ 4 เดือนเต็ม เล็งขอสิทธิตั้งฐานทัพอเมริกาถาวร อำนาจวีโตการลงทุนจากต่างชาติ และการเข้าถึงแร่หายาก ด้านผู้นำเดนมาร์ก-กรีนแลนด์กังวล พร้อมจับตา โดนัลด์ ทรัมป์ว่า อาจเดินเกมประกาศนโยบายครอบครองกรีนแลนด์อีกครั้งในวันเกิดและวันชาติสหรัฐฯ

 

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า ชายชาวอเมริกันเดินทางไปทั่วกรีนแลนด์ เพื่อขอให้ประชาชนลงชื่อในแคมเปญสนับสนุนให้กรีนแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ โดยมีข้อแลกเปลี่ยน คือ เงิน 2 แสนดอลลาร์สหรัฐฯ โดยรัฐบาลเดนมาร์กเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ‘ปฏิบัติการแทรกซึมทางความคิด’

 

New York Times แฉ สหรัฐฯ ส่งผู้แทนเจรจากรีนแลนด์-เดนมาร์ก

 

เมื่อคืนนี้ (18 พฤษภาคม) New York Times เผยบทความพิเศษชื่อ In Closed-Door Talks, U.S. Demands a Major Role in Greenland ว่า สหรัฐฯ ยังคงสนใจครอบครองกรีนแลนด์ แม้ติดพันในสงครามอิหร่าน โดยมีการเจรจาตั้งแต่เดือนมกราคม 2026 ในกรุงวอชิงตัน ซึ่งมีผู้เข้าร่วม คือ ผู้แทนเดนมาร์ก กรีนแลนด์ และสหรัฐฯ นำโดย ไมเคิล นีดแฮม (Michael Needham) หนึ่งในที่ปรึกษาของ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ

 

ตามรายงาน คณะผู้เจรจาได้พบปะกัน 5 ครั้ง นับตั้งแต่เดือนมกราคม ซึ่งเป็นช่วงที่ทรัมป์ขู่ว่า จะยึดครองกรีนแลนด์เพื่อความมั่นคงของประเทศ โดยจากการตรวจสอบข้อมูล มีเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายยืนยันกับ New York Times ว่า สหรัฐฯ กำลังผลักดัน 4 เรื่องสำคัญดังต่อไปนี้

 

  • ขอแก้ข้อตกลงทางทหารเพื่อตั้งฐานทัพถาวร ถือเป็นหลักประกันว่า กองทัพสหรัฐฯ จะสามารถปักหลักอยู่ในกรีนแลนด์ได้อย่างไม่มีกำหนด แม้ในอนาคต กรีนแลนด์จะประกาศเอกราชก็ตาม
  • ขอสิทธิโหวตยับยั้ง (Veto Power) ข้อตกลงการลงทุนจากต่างชาติ เพื่อกีดกันคู่แข่งอย่างรัสเซียและจีน ซึ่งทางกรีนแลนด์และเดนมาร์กคัดค้านเรื่องนี้อย่างรุนแรง
  • หารือความร่วมมือทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ขุดเจาะน้ำมัน แร่หายาก หรือแร่ยูเรเนียม
  • ขอขยายกำลังทหารในกรีนแลนด์ โดยล่าสุด กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้ส่งหน่วยนาวิกโยธินไปยังเมืองนาร์ซาร์ซวก (Narsarsuaq) ทางตอนใต้ของกรีนแลนด์ เพื่อตรวจสอบสนามบินเก่าสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และท่าเรือ รวมถึงสถานที่ที่สามารถใช้เป็นที่พักของทหารอเมริกันได้

 

ข้อมูลดังกล่าวยังตรงกับที่ พลเอก เกรกอรี เอ็ม. กิโยต์ ผู้บัญชาการกองบัญชาการภาคเหนือของกองทัพสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับ New York Times ว่า อเมริกายังคงมีวิสัยทัศน์ในการปกป้องภูมิภาคอาร์กติก โดยกรีนแลนด์จะเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายสถานีเรดาร์และฐานทัพทหารที่เชื่อมต่อกันกับพื้นที่ในรัฐแอลาสกาและแคนาดาด้วย

 

กิโยต์ยังย้ำว่า กองทัพอเมริกันจำเป็นต้องมีท่าเรือน้ำลึกและฐานทัพสำหรับทหารหน่วยรบพิเศษที่จะหมุนเวียนเข้ามาฝึกซ้อมและปฏิบัติภารกิจในกรีนแลนด์

 

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุอย่างชัดเจนว่า ข้อตกลงดังกล่าวยังคงเป็นไปได้ยาก เพราะทางการกรีนแลนด์เกิดความกังวลว่า ข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ รุนแรงเกินไป จนเข้าข่ายการละเมิดอธิปไตยครั้งใหญ่ รวมถึงผูกมัดกับประชาชนไปอีกหลายชั่วอายุคน

 

ขณะที่นักการเมืองกรีนแลนด์บางส่วนถึงกับจับตามองวันสำคัญที่ทรัมป์อาจประกาศว่า กรีนแลนด์คือเป้าหมายของสหรัฐฯ คือ วันที่ 14 มิถุนายน (วันเกิดทรัมป์) และ วันที่ 4 กรกฎาคม (วันชาติสหรัฐฯ) โดย จุสตัส แฮนเซน สมาชิกสภานิติบัญญัติของกรีนแลนด์ถึงกับระบุว่า หากชาวอเมริกันได้ทุกอย่างตามที่ต้องการ กรีนแลนด์จะไม่มีวันได้รับเอกราชที่แท้จริง

 

ปรากฏการณ์ประหลาด จ้าง 7 ล้าน ล่าชื่อแคมเปญสนับสนุนกรีนแลนด์ร่วมสหรัฐฯ

 

นอกจากการเจรจาลับ ก่อนหน้านี้ New York Times ได้รายงานถึงปรากฏการณ์ประหลาดว่า มีชายอเมริกันแปลกหน้าที่ชื่อว่า คลิฟฟอร์ด สแตนลีย์ อายุ 86 ปี ขึ้นรถแท็กซี่ในเมืองนุก โดยเสนอเงินจำนวน 2 แสนดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 6.8 ล้านบาท) แลกกับการที่คนขับแท็กซี่ลงชื่อในแคมเปญเรียกร้องให้กรีนแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

 

ปรากฏว่า คนขับแท็กซี่ปฏิเสธข้อเสนอทันทีและแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยผลการสอบสวนเผยว่า ชายคนนี้ได้เดินสายใช้แผนนี้กับประชาชนอีกหลายราย แต่คลิฟฟอร์ดยืนยันว่า เขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับทรัมป์หรือรัฐบาลสหรัฐฯ เพราะตนเองลงมือทำแคมเปญนี้ด้วยตนเอง พร้อมย้ำว่า เขากำลังให้โอกาสกับชาวกรีนแลนด์

 

น่าสนใจว่า ก่อนหน้านี้ ทางการเดนมาร์กพบชาวอเมริกัน 3 คนที่มีความเชื่อมโยงกับทรัมป์ พยายามเดินทางเข้ามาผูกมิตรกับนักการเมืองหรือประชาชน พร้อมข้อเสนอว่า หากกรีนแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ พลเมืองจะได้รับเงินหรือผลประโยชน์บางอย่าง โดยรัฐบาลเดนมาร์กระบุว่า ปรากฏการณ์เหล่านี้คือปฏิบัติการแทรกซึมทางความคิดของสหรัฐฯ อย่างเป็นความลับ

 

ขณะที่ เยนส์-เฟรเดอริก นีลเซน (Jens-Frederik Nielsen) นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ ออกมาประณามต่อเหตุการณ์จ้างลงชื่อแคมเปญสนับสนุนกรีนแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ ว่า ‘ไร้ยางอาย’

 

“เราเป็นสังคมประชาธิปไตย อนาคตของเราไม่ได้เจรจากันบนรถแท็กซี่ และมันไม่ได้ถูกซื้อด้วยเงิน” นีลเซนย้ำ

 

แฟ้มภาพ: Stoyan Nenov / Reuters

 

อ้างอิง:

The post สหรัฐฯ เจรจาลับกรีนแลนด์ ขอตั้งฐานทัพถาวร-สิทธิวีโตลงทุน-ขุดแร่หายาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
มองการจัดการอุบัติเหตุจุดตัดทางรถไฟในต่างประเทศ รับมือ-ป้องกันอย่างไร? https://thestandard.co/international-railway-safety-management/ Mon, 18 May 2026 12:32:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1208605 อุบัติเหตุรถไฟชนรถยนต์บริเวณจุดตัดทางรถไฟในอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตัวอย่างการจัดการความปลอดภัยทางรางในต่างประเทศ

อุบัติเหตุรถไฟชนเข้ากับรถยนต์ที่กีดขวางรางรถไฟนั้นปรากฎ […]

The post มองการจัดการอุบัติเหตุจุดตัดทางรถไฟในต่างประเทศ รับมือ-ป้องกันอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุบัติเหตุรถไฟชนรถยนต์บริเวณจุดตัดทางรถไฟในอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตัวอย่างการจัดการความปลอดภัยทางรางในต่างประเทศ

อุบัติเหตุรถไฟชนเข้ากับรถยนต์ที่กีดขวางรางรถไฟนั้นปรากฎให้เห็นบ่อยครั้งในหลายประเทศทั่วโลก โดยนอกจากไทย หนึ่งในเหตุการณ์สะเทือนขวัญของปีนี้ เพิ่งเกิดขึ้นที่ชานกรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซียเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บนับสิบคน และถือเป็นอุบัติเหตุบนรางรถไฟที่ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในประเทศ

 

สำหรับอินโดนีเซีย โดยเฉพาะในกรุงจาการ์ตาที่มีการจราจรหนาแน่น ภาพที่พบเห็นได้ทั่วไปบริเวณจุดตัดทางรถไฟเสมอระดับที่ตัดผ่านถนน (Level Crossing) คือรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถโดยสาร และรถบรรทุก ที่พากันเร่งความเร็วเพื่อข้ามทางรถไฟ แทนที่จะชะลอความเร็วเมื่อไม้กั้นลดลงและเสียงสัญญาณเตือนดังขึ้นเพื่อบอกว่ามีรถไฟกำลังมา

 

ช่วงค่ำของวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา เหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น เมื่อรถแท็กซี่ไฟฟ้าคันหนึ่งพยายามขับผ่านจุดตัดทางรถไฟ บนถนนแคบๆ สายหนึ่งในชานกรุงจาการ์ตา ที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อ

 

โดยรถเกิดเสียและจอดคร่อมรางรถไฟ ก่อนที่จะถูกรถไฟขบวน KA 5181B ที่กำลังมุ่งหน้าไปยังสถานีเบกาซีตะวันออก พุ่งเข้าชนอย่างจัง

 

ผลจากอุบัติเหตุดังกล่าวนำมาซึ่งเหตุสลดในอีกไม่กี่นาทีต่อมา เมื่อรถไฟโดยสารสาย PLB 5568A ซึ่งเดิมทีจะแล่นสวนไปยังจุดเกิดเหตุ แต่ถูกสั่งให้จอดรออยู่ที่สถานีเบกาซีตะวันออกเนื่องจากอุบัติเหตุรถไฟชนกับรถแท็กซี่ ก่อนจะถูกขบวนรถไฟสาย KA 4 ที่ได้รับสัญญาณให้เดินรถจากกรุงจาการ์ตาเพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองสุราบายาในเกาะชวาตะวันออก พุ่งเข้าชนอย่างรุนแรงหลังจากที่แล่นมาด้วยความเร็วประมาณ 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จนทำให้ตู้โดยสารหญิงล้วนที่อยู่ท้ายขบวนพังยับ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 15 คนและบาดเจ็บอีกกว่า 80 คน

 

อินโดนีเซียจัดการปัญหาจุดตัดทางรถไฟอย่างไร

 

หลังเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ ประชาชนและผู้เชี่ยวชาญของอินโดนีเซีย ต่างเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการสืบสวนอย่างละเอียดถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรม รวมถึงตรวจสอบมาตรการด้านความปลอดภัย

 

ประเด็นที่ถูกพูดถึงและวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก มีตั้งแต่เรื่องการเรียกร้องให้ยกเลิกจุดตัดทางรถไฟที่ตัดผ่านถนน หรือสร้างสะพานข้ามทางรถไฟ

 

ขณะที่ประธานาธิบดีปราโบโว สุเบียนโต ให้คำมั่นว่าจะทยอยยกเลิกจุดตัดทางรถไฟที่ตัดผ่านถนนทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่กว่า 3,800 แห่ง และหลายจุดรวมถึงจุดที่เกิดเหตุรถไฟชนกับรถแท็กซี่นั้น ไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแล ไม่มีสัญญาณไฟจราจร สัญญาณเตือน หรือสิ่งกีดขวางเช่นที่กั้นทางรถไฟ

 

พื้นที่ที่ปราโบโว วางแผนจะยกเลิกจุดตัดทางรถไฟนั้น คือเกาะชวา ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของประชากร 60% ของประเทศ และมีจุดตัดทางรถไฟประมาณ 1,800 แห่ง โดยคาดว่าต้องใช้งบประมาณสูงถึง 4 ล้านล้านรูเปียห์ (ราว 7.3 พันล้านบาท) เพื่อปรับปรุงให้เป็นสะพานข้ามทางรถไฟ

 

จากการศึกษาของสมาคมการขนส่งแห่งอินโดนีเซีย (MTI) ซึ่งเป็นกลุ่มนักวิชาการและข้าราชการผู้ปฏิบัติงานในอุตสาหกรรมคมนาคมขนส่ง พบว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นที่จุดตัดทางรถไฟประมาณ 300 ครั้งต่อปี โดย 81% เกิดขึ้นบริเวณจุดตัดทางรถไฟที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแล

 

“วินัยในการใช้ถนนยังอยู่ในระดับต่ำ (ในอินโดนีเซีย) ดังนั้น”

 

โจโก เซติโจวาร์โน (Djoko Setijowarno) ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งจากมหาวิทยาลัยคาทอลิกโซเอจิยาปรานาตา จังหวัดชวาตอนกลาง ชี้ว่า ความเสี่ยงของการฝ่าฝืนกฎและอุบัติเหตุในบริเวณจุดตัดทางรถไฟจะยังคงเพิ่มขึ้นต่อไป เนื่องจาก “วินัยในการใช้ถนนของประชาชนยังอยู่ในระดับต่ำ”

 

อย่างไรก็ตาม โจโกกล่าวว่า งบประมาณ 4 ล้านล้านรูเปียห์ของปราโบโวนั้นน้อยเกินไป ซึ่งจากการประมาณการในปี 2022 ของกระทรวงโยธาธิการอินโดนีเซีย ระบุว่าค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนจุดตัดทางรถไฟที่ตัดผ่านถนน ให้กลายเป็นสะพานข้ามทางรถไฟนั้นจะอยู่ที่ประมาณแห่งละ 1.5 แสนล้านรูเปียห์ (ราว 275 ล้านบาท) ต่อแห่ง ซึ่งหมายความว่างบประมาณของปราโบโว อาจสร้างได้เพียง 26 แห่งเท่านั้น

 

มุ่งแก้ปัญหาจุดตัดทางรถไฟในเมืองหลวง-ปริมณฑล

 

โจโกเสนอแนะว่า รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับจุดตัดทางรถไฟในเขตเมืองหลวงและปริมณฑล และรวมหลายจุดตัดทางรถไฟให้กลายเป็นสะพานข้ามทางรถไฟจุดเดียว

 

ที่ผ่านมา จุดตัดทางรถไฟนั้นมักจะเป็นสาเหตุของการจราจรติดขัดอย่างหนักในเขตมหานครจาการ์ตา (Jakarta Metropolitan Area) ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรมากกว่า 30 ล้านคน

 

โดยโจโก ชี้ว่ารัฐบาลจำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถทยอยยกเลิกจุดตัดทางรถไฟได้มากขึ้น

 

“รัฐบาลสามารถจัดสรรเงินจำนวนมากให้กับโครงการแจกอาหารฟรีได้ ทำไมไม่จัดสรรให้กับความปลอดภัยของประชาชนบ้างล่ะ?” โจโกกล่าว โดยอ้างถึงโครงการอาหารฟรีซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณ 335 ล้านล้านรูเปียห์ (ราว 6.15 แสนล้านบาท) ในปีนี้เพียงปีเดียว

 

ปัจจัยเกิดอุบัติเหตุ ณ จุดตัดทางรถไฟ

 

รายงานผลการศึกษาการประเมินระบบที่มีประสิทธิภาพด้านต้นทุนสำหรับการป้องกันจุดตัดทางรถไฟเสมอระดับ (Evaluation of cost-effective systems for railway level-crossing protection) ของคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) ที่เผยแพร่ในปี 2000 โดยมุ่งศึกษาปัญหาจุดตัดทางรถไฟ พบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความน่าจะเป็นของการเกิดอุบัติเหตุ ณ จุดตัดทางรถไฟ ได้แก่

 

  • ความหนาแน่นของการจราจรทางรถไฟ (วัดจากจำนวนสูงสุดของขบวนรถไฟที่ผ่านจุดตัดภายใน 24 ชั่วโมง)
  • ความหนาแน่นของการจราจรทางถนน (วัดจากจำนวนสูงสุดของยานยนต์ทุกประเภทที่ผ่านจุดตัดภายใน 24 ชั่วโมง)
  • การมีสิ่งกีดขวางทางกายภาพที่จำกัดการมองเห็นรางรถไฟ ป้ายเตือน หรือสัญญาณสำหรับผู้ใช้ถนน
  • การไม่มีแผงกั้นเต็มความกว้างที่จุดตัดทางรถไฟ
  • การไม่มีไฟกระพริบและอุปกรณ์เตือนด้วยเสียงที่จุดตัดทางรถไฟ
  • สภาพพื้นผิวถนนที่ไม่ดี ณ จุดตัดทางรถไฟ (ทำให้รถยนต์ที่มีความสูงต่ำติดพื้น)
  • การจัดแนวและการยกสูงของถนนที่ตัดกับรางรถไฟที่ไม่เหมาะสม (ถนนอาจตัดกับรางรถไฟในมุมเฉียง หรืออาจเข้าใกล้ทางข้ามด้วยความลาดชันสูง)

 

รายงานของ ESCAP ยังชี้ว่าผลการเปรียบเทียบคุณลักษณะและประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยของจุดตัดทางรถไฟในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา พบว่า ประเทศที่ทำได้ดีที่สุดในแง่ของการมีอัตราการเกิดอุบัติเหตุ การเสียชีวิต และการบาดเจ็บที่จุดตัดทางรถไฟในระดับต่ำ คือประเทศที่มี ‘สัดส่วนจุดตัดทางรถไฟที่ได้รับการป้องกันการละเมิดโดยการจราจรทางถนนในระดับสูง’ ไม่ว่าจะเป็น โดยแผงกั้นที่ควบคุมด้วยมือหรือแผงกั้นอัตโนมัติ

 

ข้อเสนอแนะแก้ปัญหาจุดตัดทางรถไฟ

 

รายงานของ ESCAP ยังให้ข้อเสนอแนะสำหรับหน่วยงานบริหารการรถไฟในภูมิภาคในการแก้ไขปัญหาจุดตัดทางรถไฟกับถนนอย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่

 

1. หน่วยงานรถไฟในภูมิภาคควรทบทวนแนวทางการติดตามความปลอดภัยของจุดตัดทางรถไฟ และการกำหนดลำดับความสำคัญในการดำเนินมาตรการเพิ่มความปลอดภัยในระบบของตนใหม่ โดยเฉพาะควรพิจารณานำ “ระบบบริหารจัดการความปลอดภัย” (Safety Management System) ที่มีประสิทธิภาพมาใช้

 

2. ในพื้นที่ที่มีปริมาณการจราจรทั้งทางถนนและทางรถไฟหนาแน่น การรถไฟควรให้ความสำคัญอันดับแรกกับการสร้างทางแยกต่างระดับ เช่น สะพานข้ามหรืออุโมงค์ลอดทางรถไฟ เนื่องจากเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการเพิ่มความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างสูงมาก และอาจเกินศักยภาพทางการเงินของหลายประเทศในภูมิภาค ดังนั้น การตัดสินใจควรอิงจากการประเมินปริมาณการใช้งานจริงของทั้งรถยนต์และรถไฟอย่างรอบคอบ

 

3. ระบบรถไฟทุกแห่งในภูมิภาคควรดำเนินการตรวจสอบด้านความปลอดภัย (Safety Audit) และการประเมินความเสี่ยงของจุดตัดทางรถไฟอย่างสม่ำเสมอ การใช้ระบบสารสนเทศด้านการบริหารความปลอดภัยร่วมกับเทคนิคการประเมินความเสี่ยง จะช่วยให้ผู้บริหารสามารถระบุและจัดลำดับความสำคัญของมาตรการปรับปรุงความปลอดภัยได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

4. หน่วยงานรถไฟควรดำเนินมาตรการปิด หรือจัดให้มีระบบป้องกันที่มีประสิทธิภาพสำหรับจุดตัดทางรถไฟที่ไม่ได้รับอนุญาตทั้งหมด

 

5. แทนที่จะใช้งบประมาณจำนวนมากในการจัดซื้อระบบป้องกันอัตโนมัติที่ซับซ้อน การรถไฟควรใช้นโยบายจัดเจ้าหน้าที่ประจำจุดตัดที่ยังไม่มีการป้องกัน พร้อมติดตั้งไม้กั้นและระบบเตือนภัยราคาประหยัดที่ผลิตในประเทศ โดยพิจารณาจากปริมาณการจราจรและสภาพทางกายภาพของแต่ละจุดตัด

 

6. หน่วยงานรถไฟควรแสวงหาความช่วยเหลือด้านงบประมาณจากหน่วยงานด้านถนนหรือคมนาคม เพื่อสนับสนุนโครงการปรับปรุงจุดตัดหรือก่อสร้างทางแยกต่างระดับ โดยเฉพาะในกรณีที่ปริมาณรถยนต์เพิ่มขึ้นเร็วกว่าปริมาณการเดินรถไฟ

 

7. หน่วยงานรถไฟควรจัดทำโครงการรณรงค์ให้ความรู้แก่ผู้ใช้จุดตัดทางรถไฟอย่างจริงจัง และจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอสำหรับกิจกรรมเหล่านี้ โดยแม้สื่อมวลชนจะมีบทบาทสำคัญ แต่ก็ควรใช้วิธีการที่เรียบง่ายและเข้าถึงชุมชนได้ดีร่วมด้วย ตัวอย่างเช่น ในอินเดีย มีการใช้สำนักงาน ‘ปัญจยัต’ หรือสภาหมู่บ้านท้องถิ่น เป็นช่องทางเผยแพร่ข้อมูลด้านความปลอดภัยบริเวณจุดตัดทางรถไฟ ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าได้ผล

 

ภาพ : The Online Citizen

อ้างอิง :

The post มองการจัดการอุบัติเหตุจุดตัดทางรถไฟในต่างประเทศ รับมือ-ป้องกันอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา ‘ปูติน’ เยือนจีนต่อทรัมป์ สานสัมพันธ์ทวิภาคี คาดหารือความมั่นคง-พลังงาน https://thestandard.co/putin-china-trump-talks/ Mon, 18 May 2026 09:02:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1208480 ภาพ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ระหว่างการเยือนจีน

จับตา วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เดินทางเยือ […]

The post จับตา ‘ปูติน’ เยือนจีนต่อทรัมป์ สานสัมพันธ์ทวิภาคี คาดหารือความมั่นคง-พลังงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ระหว่างการเยือนจีน

จับตา วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เดินทางเยือนจีนในวันที่ 19-20 พฤษภาคม โดยหวังกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีและเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ท่ามกลางกระแสจับตามองว่า การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นต่อจากการประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐอเมริกาภายในเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์

 

 
 

แม้จะเป็นความบังเอิญทางกำหนดการ แต่การที่ประเทศหนึ่งจะเป็นเจ้าภาพต้อนรับผู้นำสหรัฐฯ และรัสเซียต่อเนื่องกันภายใน 1 สัปดาห์ ถือเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่งในยุคหลังสงครามเย็น โดย Global Times ชี้ว่า จีนกำลังก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางทางการทูตระดับโลกอย่างรวดเร็ว ไปพร้อมกับแสดงบทบาทในการรักษาสมดุลเพื่อสร้างเสถียรภาพระหว่างชาติมหาอำนาจ

 

การเยือนครั้งนี้มีความสำคัญอย่างไร จีนและรัสเซียจะพูดคุยอะไรบ้าง THE STANDARD สรุปสิ่งที่ควรรู้ก่อนการเจรจา

 

ปูตินตอบรับคำเชิญสี ครบรอบ 30 ปี ความสัมพันธ์หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์

 

South China Morning Post รายงานว่า รัฐบาลปักกิ่งและมอสโกออกแถลงการณ์ว่า ปูตินจะเดินทางเยือนจีนเพื่อหารือแบบทวิภาคีในวันที่ 19-20 พฤษภาคม โดยเป็นการเยือนในระดับรัฐ (State Visit) หลังตอบรับคำเชิญของสีจิ้นผิง ผู้นำสูงสุดจีน

 

ทำเนียบเครมลินระบุว่า ในระหว่างการเดินทางครั้งนี้ ปูตินและสีจะหารือแนวทางการเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ โดยผู้นำทั้งสองประเทศจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นระดับภูมิภาคและนานาชาติ ก่อนจะลงนามในปฏิญญาร่วมกันหลังสิ้นสุดการเจรจา

 

นอกจากนี้ ปูตินยังมีกำหนดการหารืออื่นๆ ในด้านเศรษฐกิจและความร่วมมือทางการค้ากับ หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน โดย ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลินกล่าวว่า การเยือนของผู้นำรัสเซียจะมีเนื้อหาที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก

 

การเยือนของปูตินครั้งนี้ยังตรงกับวาระครบรอบ 30 ปี ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างปักกิ่งกับเครมลิน ขณะที่ TASS สื่อรัสเซียรายงานว่า การเยือนครั้งนี้เกี่ยวข้องกับโอกาสครบรอบ 25 ปี การลงนามสนธิสัญญาจีน-รัสเซีย ว่าด้วยความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีและความร่วมมือฉันมิตร (Treaty of Good-Neighborliness and Friendly Cooperation: FCT) ตั้งแต่ปี 2001

 

ที่ผ่านมา ปูตินพบสีมากกว่า 40 ครั้ง และเดินทางเยือนจีนครั้งที่ 20 โดยครั้งสุดท้ายที่ผู้นำรัสเซียเยือนจีนคือปี 2025 เพื่อเข้าร่วมการประชุมองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO Summit) และเข้าร่วมพิธีสวนสนามทางทหาร รำลึกครบรอบ 80 ปี กองทัพญี่ปุ่นประกาศยอมจำนนในสงครามโลกครั้งที่ 2

 

ปูตินเยือนจีนต่อจากทรัมป์ มีนัยสำคัญอะไรแอบแฝง

 

ส่วน Global Times สื่อของทางการจีน ยังปล่อยบทความวิเคราะห์ว่า การเดินทางเยือนของประธานาธิบดีสหรัฐฯ และรัสเซียติดต่อกันไม่ถึง 1 สัปดาห์ มีนัยสำคัญอย่างมาก เพราะกำลังแสดงให้เห็นว่า จีนกำลังก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางทางการทูตระดับโลกอย่างรวดเร็ว

 

“การเดินทางเยือนที่เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยอย่างใกล้ชิดนี้ ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง โดยนักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเรื่องที่หาได้ยากอย่างยิ่งในยุคหลังสงครามเย็น หากประเทศใดประเทศหนึ่งจะเป็นเจ้าภาพต้อนรับผู้นำสหรัฐฯ และรัสเซียแบบต่อเนื่องติดๆ กันภายในสัปดาห์เดียว” Global Times ระบุ

 

ส่วน จ้าว หลง (Zhao Long) นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันวิจัยปัญหาระหว่างประเทศแห่งเซี่ยงไฮ้ อธิบายผ่าน South China Morning Post วิเคราะห์ว่า การเยือนจีนของปูตินอาจครอบคลุมถึงการต่ออายุสนธิสัญญา FCT ซึ่งตรงกับช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อทางประวัติศาสตร์โลก

 

ในโอกาสนี้ จีนและรัสเซียจะใช้เวลาไต่ตรองวิธีการยกระดับความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ให้ลึกซึ้งขึ้น เพื่อเตรียมรับมือกับความผันผวนและการเปลี่ยนแปลงของภูมิศาสตร์ ตลอดจนการขยายความร่วมมือในอนาคต

 

อย่างไรก็ตาม หลงอธิบายว่า การที่ปูตินเดินทางเยือนจีนต่อทรัมป์ไม่ถึง 1 สัปดาห์เป็นเพียงเรื่องบังเอิญ เพราะตามกำหนดการเดิม การประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐฯ ต้องเกิดขึ้นในเดือนเมษายน แต่ทรัมป์เป็นฝ่ายขอเลื่อนในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ขณะที่รัสเซียประสานกับทางการจีนเพื่อเตรียมการเยือนตั้งแต่ต้นปี 2026

 

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญชาวจีนยังตั้งข้อสังเกตว่า การที่สีได้ต้อนรับทรัมป์และปูตินภายในไม่กี่วัน แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลทางการทูต ซึ่งมาพร้อมกับการรักษาสมดุลกับชาติมหาอำนาจสองประเทศ และไม่ใช่เรื่องที่จีนจะเลือกประเทศใดประเทศหนึ่ง เพราะนี่คือหนทางในการรักษาเสถียรภาพโดยรวมในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมหาอำนาจ

 

South China Morning Post เชื่อว่า การพูดคุยระหว่างปูตินกับสีจะแตกต่างจากทรัมป์มาก เพราะจีนและรัสเซียเน้นเรื่องจุดยืนทางภูมิศาสตร์มากกว่า แต่การเยือนจีนของสหรัฐฯ และรัสเซีย อาจมีจุดเชื่อมโยงกันในเรื่อง ‘อาวุธนิวเคลียร์’ หลังทรัมป์ให้สัมภาษณ์ว่า รัสเซียก็เป็นวาระในการหารือประชุมสุดยอดครั้งล่าสุด เพราะเขาได้เสนอข้อตกลงควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ของ 3 ชาติมหาอำนาจ

 

“ผมได้เสนอแนวคิดเรื่องข้อตกลงนิวเคลียร์สามฝ่ายระหว่างสหรัฐฯ รัสเซีย และจีน ซึ่งได้รับเสียงตอบรับในเชิงบวกมาก นี่คือจุดเริ่มต้น” ทรัมป์กล่าวว่า คลังแสงนิวเคลียร์ของรัสเซียเป็นที่กังวลสำหรับสหรัฐฯ และจีน ขณะที่สงครามรัสเซีย-ยูเครน ก็เป็นส่วนหนึ่งของการพูดคุยในครั้งล่าสุด

 

แต่ มาร์ค แคตซ์ (Mark Katz) ศาสตราจารย์เกียรติคุณจากมหาวิทยาลัยจอร์จ เมสัน ชี้ว่า นานาชาติไม่ควรประเมินว่า จีนให้ความสำคัญกับรัสเซียสูงเกินไป เพราะทางการปักกิ่งขีดเส้นชัดว่า การที่รัสเซียจะพ่ายแพ้ในสงครามยูเครนไม่ใช่ผลประโยชน์ของจีน แต่ก็เตือนว่า หากปูตินอ่อนแอลงเพราะสงคราม รัสเซียก็สุ่มเสี่ยงเผชิญความไม่มั่นคงจนถึงขั้นล่มสลายได้เช่นกัน

 

จับตาเจรจาปูติน-สี มีประเด็นหารืออะไรบ้าง

 

The Guardian ชี้ว่า การหารือครั้งนี้อาจมุ่งเน้นไปที่วิกฤตพลังงาน เพราะสงครามในตะวันออกกลางทำให้การขนส่งน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติในช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงักลง ขณะที่ช่วงที่ผ่านมา รัสเซียกำลังผลักดันให้จีนเดินหน้าโครงการ Power of Siberia 2 ซึ่งจะช่วยเพิ่มความจุก๊าซธรรมชาติต่อกับท่อส่งก๊าซเดิมอีก 5 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร

 

อย่างไรก็ตาม จีนยังแสดงท่าทีลังเล เพราะกังวลว่า การเชื่อมต่อท่อส่งก๊าซเพิ่มเติมผูกขาดห่วงโซ่อุปทานพลังงานกับรัสเซียมากเกินไป ทว่าปูตินได้ประกาศในวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมาว่า ทั้งสองประเทศใกล้บรรลุข้อตกลงเรื่องก๊าซและน้ำมันแล้ว

 

น่าสนใจว่า การเจรจาพลังงานยังเชื่อมโยงกับประเด็นไต้หวัน โดย โจเซฟ เว็บสเตอร์ (Joseph Webster) นักวิชาการอาวุโสจากสถาบัน Atlantic Council ระบุว่า ไต้หวันอาจเป็นนัยสำคัญที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการประชุมระหว่างสีกับปูติน เพราะจีนกำลังหาทางลงนามข้อตกลงเชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อรับประกันความมั่นคงทางพลังงานในอนาคต โดยเฉพาะหากเกิดสงครามในช่องแคบไต้หวัน

 

“การขยายความจุของท่อส่งน้ำมันจากรัสเซียมายังจีน จะช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำมันของปักกิ่งได้อย่างมีนัยสำคัญ หากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นในไต้หวัน” เว็บสเตอร์ระบุ

 

ส่วนจ้าวมองว่า ทั้งสองฝ่ายอาจลงนามในเอกสารความร่วมมือหลายฉบับในด้านต่างๆ เช่น ความมั่นคงด้านพลังงาน ความมั่นคงด้านการขนส่ง และความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อร่วมมือกันรักษาเสถียรภาพในภูมิรัฐศาสตร์ระดับภูมิภาคที่มีร่วมกัน

 

นอกจากนี้ ประเด็นอื่นๆ ที่คาดว่าจะมีการหยิบยกขึ้นมาหารือ เช่น การเจรจาสันติภาพในสงครามอิหร่าน และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลก และเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

 

แฟ้มภาพ: Sergei Guneev / Reuters

 

อ้างอิง:

The post จับตา ‘ปูติน’ เยือนจีนต่อทรัมป์ สานสัมพันธ์ทวิภาคี คาดหารือความมั่นคง-พลังงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สื่ออเมริกันรายงาน คิวบาสะสมโดรนรัสเซีย-อิหร่าน วางแผนโต้สหรัฐฯ หากเกิดสงคราม https://thestandard.co/cuba-russia-iran-drones-us-war/ Mon, 18 May 2026 05:02:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1208386 ภาพโดรนทหารบินเหนือน่านฟ้าคิวบา สื่อถึงการสะสมอาวุธเพื่อรับมือกับสหรัฐฯ

คิวบาวางแผนใช้โดรนโจมตีฐานทัพอ่าวกวนตานาโม เรือรบอเมริก […]

The post สื่ออเมริกันรายงาน คิวบาสะสมโดรนรัสเซีย-อิหร่าน วางแผนโต้สหรัฐฯ หากเกิดสงคราม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโดรนทหารบินเหนือน่านฟ้าคิวบา สื่อถึงการสะสมอาวุธเพื่อรับมือกับสหรัฐฯ

คิวบาวางแผนใช้โดรนโจมตีฐานทัพอ่าวกวนตานาโม เรือรบอเมริกัน และพื้นที่คีย์เวสต์ หากสหรัฐอเมริกาเปิดฉากทำสงคราม ด้านสำนักข่าวกรองกลาง (CIA) ส่งสัญญาณเตือน ชี้ให้โค่นล้มรัฐบาลคอมมิวนิสต์เพื่อยุติมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ

 

 
 

คิวบาวางแผนใช้โดรนโต้กลับสหรัฐฯ หากเกิดสงคราม

 

เมื่อคืนนี้ (17 พฤษภาคม) Axios สื่อสหรัฐฯ เผยข่าวพิเศษว่า คิวบากำลังจัดหาโดรนโจมตีที่มีความสามารถหลากหลายจากรัสเซียและอิหร่านตั้งแต่ปี 2023 โดยวางกำลังซุกซ่อนไว้หลายพื้นที่ของประเทศ เพื่อรับมือการโจมตีของสหรัฐฯ ในอนาคต

 

รายงานระบุว่า รัฐบาลคิวบาเริ่มกังวลท่าทีของสหรัฐฯ หลังเปิดฉากโจมตีอิหร่านในวันที่ 28 กุมภาพันธ์เป็นต้นมา แต่พยายามเรียนรู้ยุทธวิธีป้องกันตนเองจากสงครามตะวันออกกลาง เพราะโดรนของอิหร่านสามารถตอบโต้สหรัฐฯ และสร้างความเสียหายให้กับฐานทัพอเมริกาได้ ขณะที่มีชาวคิวบาไปร่วมรบในสงครามรัสเซีย-ยูเครน ได้แจ้งข้อมูลให้กับผู้นำประเทศทราบถึงประสิทธิภาพของโดรนในการสู้รบ

 

นอกจากนี้ รัสเซียและจีนมีเทคโนโลยีจารกรรมข้อมูลอย่าง SIGINT ในคิวบา ซึ่งก่อนหน้านี้ พีธ เฮกเซธ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เคยเปิดเผยว่า อเมริกามีความกังวลกับปัญหานี้มานานแล้ว เพราะศัตรูต่างชาติใช้พื้นที่ตรงข้ามกับชายฝั่งของประเทศ

 

“พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องบดเนื้อปูติน พวกเขากำลังเรียนรู้เกี่ยวกับยุทธวิธีของอิหร่าน มันเป็นสิ่งที่เราต้องวางแผนรับมือ” เจ้าหน้าที่อาวุโสที่ให้ข้อมูลกับ Axios กล่าว

 

ทั้งนี้ มีรายงานว่า คิวบากำลังจัดหาโดรนมากกว่า 300 ลำ โดยได้หารือแผนการโจมตีสหรัฐฯ ที่ฐานทัพอ่าวกวนตานาโม เรือรบ และคีย์เวสต์ พื้นที่ในรัฐฟลอริดาที่อยู่ห่างจากกรุงฮาวานาประมาณ 145 กิโลเมตร

 

ขณะเดียวกัน จอห์น แรตคลิฟฟ์ (John Ratcliffe) ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลาง (CIA) ได้เดินทางไปยังคิวบาเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม โดยทิ้งคำขู่ถึงทางการฮาวานาอย่างตรงไปตรงมาให้ยุติความเป็นศัตรู พร้อมทั้งยังกระตุ้นให้คิวบายุติระบอบคอมมิวนิสต์ และสหรัฐฯ หยุดมาตรการคว่ำบาตรเป็นการตอบแทน

 

ขณะที่ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า เขาไม่เห็นหนทางที่ระบอบคิวบาจะดำเนินต่อไปได้ ท่ามกลางรายงานว่า เศรษฐกิจคิวบากำลังล่มสลาย และไม่สามารถผลิตน้ำมันได้ครึ่งหนึ่งจากความต้องการจริง

 

คิวบาตอบโต้อย่างไร

 

บรูโน โรดริเกซ (Bruno Rodriguez) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศคิวบาออกมาตอบโต้สหรัฐฯ ว่า กำลังกุเรื่องหลอกลวงและตบตานานาชาติ เพื่อบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ และมาตรการแทรกแซงทางทหารคิวบาในอนาคต

 

“คิวบาไม่เคยข่มขู่และไม่เคยปรารถนาที่จะทำสงคราม” โรดริเกซระบุในข้อความโซเชียลมีเดียว่า ประเทศกำลังเตรียมความพร้อมรับมือกับการรุกรานจากภายนอก โดยใช้สิทธิป้องกันตนเองตามกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter)

 

ก่อนหน้านี้ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุผ่าน Reuters ว่า มีแผนกำลังยื่นฟ้อง ราอูล คาสโตร (Raul Castro) อดีตผู้นำคิวบาจากเหตุการณ์ยิงเครื่องบิน 2 ลำของ Brothers to the Rescue กลุ่มช่วยเหลือทางมนุษยธรรมตกในปี 1996 ถือเป็นการยกระดับมาตรการครั้งสำคัญของรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์

 

Reuters ยังวิเคราะห์เชื่อมโยงว่า ในอดีต สหรัฐฯ เคยใช้คดีอาญาต่อบุคคลสำคัญในนานาชาติเพื่อสร้างความชอบธรรมในมาตรการทางทหารมาก่อน โดยก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยขู่ว่า คิวบาจะเป็น ‘รายต่อไป’ หลังรัฐบาลสหรัฐฯ จับกุม นิโกลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลาได้สำเร็จในช่วงต้นเดือนมกราคม 2026

 

ภาพ: Norlys Perez / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post สื่ออเมริกันรายงาน คิวบาสะสมโดรนรัสเซีย-อิหร่าน วางแผนโต้สหรัฐฯ หากเกิดสงคราม appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนเตรียมซื้อสินค้าเกษตรสหรัฐฯ อย่างน้อย 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี ช่วงปี 2026-2028 https://thestandard.co/china-us-agriculture-deal/ Mon, 18 May 2026 03:58:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1208373 ภาพแสดงการค้าสินค้าเกษตรระหว่าง จีน และ สหรัฐอเมริกา

ทำเนียบขาวเผยว่า ภายใต้ข้อตกลงทางการค้าระหว่าง สหรัฐอเม […]

The post จีนเตรียมซื้อสินค้าเกษตรสหรัฐฯ อย่างน้อย 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี ช่วงปี 2026-2028 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงการค้าสินค้าเกษตรระหว่าง จีน และ สหรัฐอเมริกา

ทำเนียบขาวเผยว่า ภายใต้ข้อตกลงทางการค้าระหว่าง สหรัฐอเมริกาและจีน จีนได้ให้คำมั่นว่าจะ ซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ มูลค่าอย่างน้อย 17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ในช่วงปี 2026-2028

 

โดยยอดสั่งซื้อกว่า 17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐนี้ ยังไม่รวมถึงข้อตกลงการซื้อถั่วเหลืองจำนวน 87 ล้านตัน ที่จีนได้ตกลงไว้ล่วงหน้าแล้วในการประชุมที่เกาหลีใต้เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2025

 

นอกจากนี้จีนจะฟื้นฟูการนำเข้าเนื้อวัวจากสหรัฐฯ โดยการต่ออายุให้กับโรงงานผลิตกว่า 400 แห่ง และจะกลับมานำเข้าเนื้อสัตว์ปีกจากรัฐที่ได้รับการรับรองจากสหรัฐฯ ว่าปลอดจากโรคไข้หวัดนก

 

ทั้งสองประเทศเห็นพ้องที่จะจัดตั้งคณะกรรมการการค้าสหรัฐฯ-จีน (US-China Board of Trade) และคณะกรรมการการลงทุนสหรัฐฯ-จีน (US-China Board of Investment) เพื่อจัดการด้านการลงทุน แก้ไขปัญหาการเข้าถึงตลาด และขยายการค้าภายใต้กรอบการลดภาษีแบบต่างตอบแทน

 

การฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการค้านี้ เกิดขึ้นหลังจากที่การส่งออกสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ ไปยังจีนหดตัวลงอย่างหนักถึง 65.7% ในปี 2025 อันเป็นผลกระทบจากการตั้งกำแพงภาษีตอบโต้กัน นอกจากนี้ ในการเจรจาทั้งสองฝ่ายได้เน้นย้ำถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยหลีกเลี่ยงการพาดพิงถึงประเด็นอ่อนไหวอย่างกรณีไต้หวันอย่างสิ้นเชิง

 

แฟ้มภาพ: Mark Schiefelbein / Pool via Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post จีนเตรียมซื้อสินค้าเกษตรสหรัฐฯ อย่างน้อย 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี ช่วงปี 2026-2028 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทย-เยอรมนี เปิดฉาก ‘Climate Talks 2026’ ชูเทคโนโลยีสะอาด ขับเคลื่อนไทยสู่ศูนย์กลางการผลิตสีเขียว https://thestandard.co/thailand-germany-climate-talks-clean-tech/ Mon, 18 May 2026 03:35:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1208361 ภาพการประชุม Climate Talks 2026 ไทย-เยอรมนี เน้นเทคโนโลยีสะอาดและเศรษฐกิจสีเขียว

สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย และหอการค้าเยอรม […]

The post ไทย-เยอรมนี เปิดฉาก ‘Climate Talks 2026’ ชูเทคโนโลยีสะอาด ขับเคลื่อนไทยสู่ศูนย์กลางการผลิตสีเขียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการประชุม Climate Talks 2026 ไทย-เยอรมนี เน้นเทคโนโลยีสะอาดและเศรษฐกิจสีเขียว

สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย และหอการค้าเยอรมัน-ไทย ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงาน Climate Talks 2026 ชูเทคโนโลยีสะอาดเป็นกลไกขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวของประเทศไทย

 

วันนี้ (18 พฤษภาคม) สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำกรุงเทพฯ และหอการค้าเยอรมัน-ไทย ได้เปิดฉากงาน Climate Talks Bangkok 2026 โดยมีผู้เข้าร่วม ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้บุกเบิกในอุตสาหกรรม และนักลงทุน โดยมีเป้าหมายร่วมกัน คือการขยายผลการใช้เทคโนโลยีสะอาดในประเทศไทย

 

งานเสวนาในครั้งนี้จัดขึ้นท่ามกลางการดำเนินงานตามพันธสัญญาด้านสภาพภูมิอากาศอันแน่วแน่ของประเทศไทย โดยทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มสำคัญสำหรับการเจรจาระดับทวิภาคีและระดับภูมิภาค ในเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน การลงทุนสีเขียว และการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

 

ทั้งนี้ การพูดคุยในปีนี้มุ่งเน้นเป็นพิเศษไปที่การแลกเปลี่ยนของภาคเอกชน และบทบาทของพันธมิตรเยอรมัน-ไทยในการขับเคลื่อนภูมิภาคไปสู่อนาคตที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ โดย ดร. แอร์นสท์ ไรเชล (Dr. Ernst Reichel) เอกอัครราชทูตเยอรมันประจำประเทศไทยระบุว่า

 

เยอรมนีและไทยมีความมุ่งมั่นร่วมกันอย่างแรงกล้าในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

“งานเสวนาครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อของเราที่ว่า ความก้าวหน้าที่มีความหมายจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือ ไม่เพียงแต่ระหว่างรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภาคอุตสาหกรรม ภาควิชาการ และพันธมิตรอื่น ๆ ด้วย”

 

นอกจากนี้ เจริญชัย เฉลียวเกรียงไกร ตัวแทนจากคณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI) ขึ้นกล่าวปาฐากถาว่า เทคโนโลยีสะอาดไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับภาคธุรกิจอุตสาหกรรมไทย ในขณะที่กฎระเบียบด้านคาร์บอนระดับโลกและห่วงโซ่อุปทานสีเขียวกำลังปรับเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขัน

 

ไทยจึงต้องเร่งการเปลี่ยนผ่านนี้ควบคู่ไปกับการรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งการดำเนินงานผ่านข้อริเริ่มต่าง ๆ เช่น สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ (Saraburi Sandbox) ภายใต้ความร่วมมือกับเยอรมนี จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาพลังงานหมุนเวียน ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้า (Electrification) พร้อมทั้งวางตำแหน่งตัวเองในฐานะศูนย์กลางภูมิภาคสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตสีเขียวได้

The post ไทย-เยอรมนี เปิดฉาก ‘Climate Talks 2026’ ชูเทคโนโลยีสะอาด ขับเคลื่อนไทยสู่ศูนย์กลางการผลิตสีเขียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหภาพยุโรปอนุมัติมาตรการ Visa Cascade สำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางไทย https://thestandard.co/eu-visa-cascade-thai-passport/ Mon, 18 May 2026 02:57:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1208358 ภาพประกอบหนังสือเดินทางไทยและแผนที่ยุโรป สื่อถึงมาตรการ Visa Cascade ที่สหภาพยุโรปอนุมัติให้คนไทย

คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) อนุมัติมาตรการ […]

The post สหภาพยุโรปอนุมัติมาตรการ Visa Cascade สำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบหนังสือเดินทางไทยและแผนที่ยุโรป สื่อถึงมาตรการ Visa Cascade ที่สหภาพยุโรปอนุมัติให้คนไทย

คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) อนุมัติมาตรการ Visa Cascade สำหรับคนไทยที่พำนักอยู่ในประเทศไทย และยื่นขอวีซ่าเชงเกนประเภทพำนักระยะสั้น (short-stay) ณ สถานเอกอัครราชทูต หรือสถานกงสุลของประเทศสมาชิกเชงเกนในประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมาตรการดังกล่าวจะอำนวยความสะดวกแก่ผู้ถือหนังสือเดินทางไทยที่เคยได้รับวีซ่าเชงเกนและมีประวัติการเดินทางที่ดี ช่วยลดความจำเป็นในการยื่นขอวีซ่าบ่อยครั้ง ทั้งยังประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายให้แก่คนไทย

 

‘Visa Cascade’ อำนวยความสะดวกแก่ผู้ถือหนังสือเดินทางไทยที่เคยได้รับและใช้วีซ่าเชงเกนอย่างถูกต้อง มีสิทธิได้รับวีซ่าแบบเข้าออกได้หลายครั้ง (multiple-entry) ที่มีอายุยาวขึ้นตามลำดับ ดังนี้

 

• วีซ่าอายุ 1 ปี สำหรับบุคคลที่เคยได้รับวีซ่า 1 ครั้ง และใช้วีซ่านั้นอย่างถูกต้องในช่วงไม่เกิน 2 ปีก่อนหน้า
• วีซ่าอายุ 2 ปี สำหรับบุคคลที่เคยได้รับวีซ่าอายุ 1 ปี และใช้วีซ่านั้นอย่างถูกต้องในช่วงไม่เกิน 3 ปีก่อนหน้า
• วีซ่าอายุ 5 ปี สำหรับบุคคลที่เคยได้รับวีซ่าอายุ 2 ปี และใช้วีซ่านั้นอย่างถูกต้องในช่วงไม่เกิน 4 ปีก่อนหน้า

 

อย่างไรก็ดี Visa Cascade ‘ไม่ใช่’ การยกเว้นการตรวจลงตรา ดังนั้น การขอวีซ่ายังมีกระบวนการเช่นเดิม ไม่มีการผ่อนปรนเงื่อนไข และผู้ถือหนังสือเดินทางไทยต้องรักษาประวัติการเดินทางที่ดี รวมถึงเคารพกฎหมายของประเทศปลายทาง จึงจะมีโอกาสได้รับวีซ่าที่มีอายุยาวขึ้น

 

ความสำเร็จครั้งนี้ เป็นผลจากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องของกระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมยุโรป ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบรัสเซลส์ และสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ไทยในยุโรป คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย และสถานเอกอัครราชทูตประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปและเขตเชงเกนประจำประเทศไทย

 

โดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อแสดงให้เห็นว่า ผู้ถือหนังสือเดินทางไทยมีความเสี่ยงด้านการเข้าเมืองและความมั่นคงใน ‘ระดับต่ำ’ และสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญแก่ประเทศสมาชิกอียูและเขตเชงเกน โดยปัจจุบัน ประเทศไทยเป็น 1 ใน 7 ประเทศที่ได้รับการพิจารณาให้ใช้มาตรการ Visa Cascade ต่อจากอินเดีย ซาอุดีอาระเบีย บาห์เรนและโอมาน ในปี 2567 รวมถึงตุรกีและอินโดนีเซียในปี 2568 และเป็นประเทศที่สองในอาเซียนที่ได้รับการพิจารณาใช้แนวทางดังกล่าว

 

กระทรวงฯ ขอขอบคุณผู้ถือหนังสือเดินทางไทยทุกคนที่เดินทางอย่างมีความรับผิดชอบและเคารพกฎหมายของประเทศปลายทาง ซึ่งมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและความน่าเชื่อถือของประเทศไทย และสนับสนุนให้ภาครัฐสามารถผลักดันมาตรการดังกล่าวกับฝ่ายสหภาพยุโรปได้สำเร็จ

 

ทั้งนี้ มาตรการ Visa Cascade สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของอียูต่อประเทศไทย และนับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ไทย-สหภาพยุโรป ซึ่งมีความใกล้ชิดและพัฒนาอย่างต่อเนื่องในมิติการเมือง ความมั่นคง และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภายหลังการมีผลบังคับใช้ไปพลางก่อนของกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้าน (Comprehensive Partnership and Cooperation Agreement: PCA) เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2567 โดยมาตรการดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมการเดินทางและกระชับความสัมพันธ์ระดับประชาชนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น อันเป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมของการทูตที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยกระทรวงฯ จะเดินหน้าผลักดันเป้าหมายระยะยาวของไทยในการได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราเข้าเขตเชงเกน เพื่อส่งเสริมการเดินทาง การค้า การลงทุน การศึกษา และการเคลื่อนย้ายบุคลากรที่มีทักษะเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยต่อไป

 

แฟ้มภาพ: Kikujungboy CC / Shutterstock

The post สหภาพยุโรปอนุมัติมาตรการ Visa Cascade สำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
WHO ประกาศให้ ‘อีโบลา’ เป็นภาวะฉุกเฉินโลก หลังมีผู้เสียชีวิต 80 ราย https://thestandard.co/who-ebola-global-emergency/ Mon, 18 May 2026 02:39:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1208338 เจ้าหน้าที่สาธารณสุขกำลังเตรียมรับมือการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลาในแอฟริกา

องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้การแพร่ระบาดของไวรัสอีโ […]

The post WHO ประกาศให้ ‘อีโบลา’ เป็นภาวะฉุกเฉินโลก หลังมีผู้เสียชีวิต 80 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่สาธารณสุขกำลังเตรียมรับมือการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลาในแอฟริกา

องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้การแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยดีอาร์คองโก (DRC) และยูกันดา เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ หลังพบผู้เสียชีวิต 80 ราย และผู้ติดเชื้อกว่า 250 ราย

 

 
 

เมื่อวานนี้ (17 พฤษภาคม) ดร. เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการ WHO ออกแถลงการณ์ประกาศว่า การแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลาสายพันธุ์บุนดีบูเกียว (Bundibugyo) เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ หลังมีจำนวนผู้เสียชีวิตพุ่งสูง 80 ราย และผู้ป่วยจำนวนมากกว่า 250 ราย

 

อย่างไรก็ตาม WHO ระบุว่า การแพร่ระบาดของอีโบลาสายพันธุ์บุนดีบูเกียวยังไม่เข้าเกณฑ์ภาวะฉุกเฉินจนถึงกับเป็นการระบาดครั้งใหญ่ (Pandemic) แต่มีความเสี่ยงสูงที่โรคนี้อาจแพร่กระจายไปยังประเทศต่างๆ ที่มีพรมแดนทางบกติดกับดีอาร์คองโก เพราะไม่มีวัคซีนหรือวิธีรักษาโดยเฉพาะ ต่างจากอีโบลาสายพันธุ์ซาอีร์ (Zaire)

 

WHO ยังเปิดเผยด้วยว่า ดีอาร์คองโกเผชิญกับการแพร่ระบาดของอีโบลาครั้งที่ 17 โดยสถานการณ์จริงอาจรุนแรงกว่านี้มาก เมื่อพิจารณาจากอัตราผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมออกคำแนะนำว่า ผู้ป่วยไม่ควรเดินทางไปต่างประเทศ ต้องมีการแยกตัวผู้ป่วย และห้ามเดินทางระหว่างประเทศจนกว่าจะครบ 21 วันในการกักตัว

 

นอกจากนี้ WHO เรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ไม่ปิดพรมแดนหรือจำกัดการเดินทางและการค้า เนื่องจากอาจทำให้ประชาชนเปลี่ยนไปใช้ช่องทางข้ามพรมแดนอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้และเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่ระบาด

 

การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความตื่นตระหนกของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในแอฟริกา โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (Africa CDC) ประกาศให้อีโบลาเป็นโรคระบาดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่า จะมีการประชุมฉุกเฉินอีกรอบเพื่อยกระดับให้เป็นโรคระบาดระดับทวีปในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

 

ดร. ฌอน คาเซยา ผู้อำนวยการใหญ่ Africa CDC ให้สัมภาษณ์กับ Sky News ว่า เขากำลังตื่นตระหนกกับอีโบลา เพราะมีคนเสียชีวิตจำนวนมาก แต่กลับไม่มีตัวยา ไม่มีวัคซีนที่จะช่วยเหลือประเทศต่างๆ พร้อมย้ำว่า การระบาดของอีโบลาแสดงให้เห็นความจำเป็นในการเพิ่มขีดความสามารถเพื่อผลิตยาและวัคซีนในแอฟริกา 

 

“ประเทศตะวันตกไม่เข้าใจว่าเมื่อแอฟริกาได้รับผลกระทบ พวกเขาก็ตกอยู่ในความเสี่ยงเช่นกัน เพราะมีผู้คนเดินทางโดยเครื่องบินทุกวัน” คาเซยาชี้ว่า ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับความเท่าเทียม

 

ปัจจุบัน คาเซยาอยู่ในกรุงเจนีวาเพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาอนามัยโลกประจำปี แต่วางแผนจะกลับแอฟริกาในวันพรุ่งนี้เพื่อรับมือสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งขณะนี้ เขากำลังเจรจากับบริษัทต่างๆ เพื่อหาอุปกรณ์รักษาและป้องกัน เช่น ชุดทดสอบ วัคซีน หรือเสาะหาวิธีการรักษาในขั้นต้น 

 

มีผู้ป่วยอย่างน้อย 200 ราย – จับตาชาวอเมริกันติดเชื้อ

 

หน่วยงานด้านสุขภาพของสหประชาชาติระบุในแถลงการณ์ว่า มีผู้ป่วยในจังหวัดอิตูรี ประเทศดีอาร์คองโกราว 240 ราย และผู้เสียชีวิต 80 ราย ขณะที่มีผู้ป่วยจากห้องปฏิบัติการอีก 8 ราย ซึ่งการแพร่ระบาดครอบคลุมอย่างน้อย 3 แห่ง ได้แก่ เมืองบูเนีย (Bunia), รวัมปารา (Rwampara) และมองบวาลู (Mongbwalu) 

 

ทั้งนี้ สำนักข่าว CBS News รายงานว่า มีชาวอเมริกันอย่างน้อย 6 คนในดีอาร์คองโกที่สัมผัสกับเชื้อไวรัสอีโบลา โดย 3 คนในจำนวนนี้ถือว่ามีความเสี่ยงสูงที่อาจติดเชื้อ ขณะที่ STAT News ระบุว่า อาจมีชาวอเมริกัน 1 คนที่เริ่มแสดงอาการแล้ว

 

อนึ่ง บุนดีบูเกียวเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ของไวรัสอีโบลา โดยข้อมูลจาก WHO ระบุว่า เคยมีการระบาดของสายพันธุ์นี้มาแล้ว 2 ครั้งในอดีต แต่ครั้งนี้มีความพิเศษ เพราะยังไม่มีวิธีการรักษาหรือวัคซีนรับมือโดยเฉพาะ

 

ภาพ: Victoire Mukenge / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post WHO ประกาศให้ ‘อีโบลา’ เป็นภาวะฉุกเฉินโลก หลังมีผู้เสียชีวิต 80 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก ‘นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส’ ไดโนเสาร์ชนิดใหม่ของไทย ยักษ์ใหญ่กินพืชแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ https://thestandard.co/nagatitan-new-thailand-dinosaur/ Sun, 17 May 2026 08:43:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1208213 ภาพจำลองไดโนเสาร์นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส ยักษ์ใหญ่กินพืชชนิดใหม่ของไทย

การพบชิ้นส่วนกระดูกบริเวณริมอ่างเก็บน้ำในจังหวัดชัยภูมิ […]

The post รู้จัก ‘นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส’ ไดโนเสาร์ชนิดใหม่ของไทย ยักษ์ใหญ่กินพืชแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพจำลองไดโนเสาร์นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส ยักษ์ใหญ่กินพืชชนิดใหม่ของไทย

การพบชิ้นส่วนกระดูกบริเวณริมอ่างเก็บน้ำในจังหวัดชัยภูมิเมื่อ 10 ปีก่อน นำไปสู่การค้นพบไดโนเสาร์ชนิดใหม่ที่มีขนาดร่างกายมหึมา คอยาว หางยาว และกินพืชเป็นอาหาร ซึ่งล่าสุดได้รับการยืนยันว่าเป็นไดโนเสาร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการค้นพบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

คณะนักวิจัยในประเทศไทยและจากลอนดอนได้ตั้งชื่อไดโนเสาร์ชนิดนี้ว่า ‘นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส’ (Nagatitan chaiyaphumensis) โดยผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ระบุว่า มันมีน้ำหนักโดยประมาณถึง 27 ตัน และมีความยาวลำตัวประมาณ 27 เมตร เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ไดโนเสาร์พันธุ์นักล่าอย่าง ที-เร็กซ์ ที่มีขนาดตัวใหญ่ ยังมีน้ำหนักเพียง 4-7 ตัน และยาวประมาณ 12 เมตรเท่านั้น

 

‘นาคาไททัน’ จัดอยู่ในกลุ่มซอโรพอด (Sauropod) ซึ่งเป็นสัตว์บกที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา ไดโนเสาร์กลุ่มนี้มีลักษณะเด่นคือ กินพืช คอยาว ขาหนา และมีลำตัวขนาดใหญ่เพื่อรองรับระบบย่อยอาหาร เช่นเดียวกับสายพันธุ์ที่เรารู้จักกันดีอย่าง ดิพโพลโดคัส (Diplodocus) และบรอนโตซอรัส (Brontosaurus)

 

ฐิติวุฒิ เศรษฐพานิชสกุล นักบรรพชีวินวิทยาและนักศึกษาปริญญาเอกจาก University College London (UCL) หนึ่งในนักวิจัยและเป็นผู้นิพนธ์หลักของงานวิจัย ให้สัมภาษณ์กับ CNN ว่า “เราไม่ค่อยพบตัวอย่างที่มีขนาดใหญ่ระดับนี้ในไทย ตอนที่ผมเห็นกระดูกต้นขาหน้าครั้งแรก มันสูงกว่าตัวผมเสียอีก” โดยกระดูกขาหน้าท่อนบนของได้โนเสาร์ที่ถูกค้นพบนี้ มีความยาวถึง 178 เซนติเมตรเลยทีเดียว เขาเสริมด้วยว่า ไดโนเสาร์ตัวนี้มีขนาดใหญ่กว่าซอโรพอดชนิดอื่นๆ ที่เคยพบในไทยถึงสองเท่า

 

จุดเริ่มต้นของการค้นพบครั้งประวัติศาสตร์

 

จุดเริ่มต้นของการค้นพบเกิดขึ้นในปี 2016 เมื่อชาวบ้านพนังเสื่อ อำเภอหนองบัวระเหว จังหวัดชัยภูมิ พบฟอสซิลหลายชิ้นบริเวณริมอ่างเก็บน้ำในช่วงฤดูแล้งที่ระดับน้ำลดลง หลังจากนั้นทีมวิจัยได้ลงพื้นที่สำรวจและขุดค้นอย่างต่อเนื่องระหว่างปี 2016-2019 และมีการขุดค้นเพิ่มเติมในปี 2024

 

คณะนักวิจัย ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจาก UCL, กรมทรัพยากรธรณี, มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ได้ใช้เทคโนโลยีสแกน 3 มิติ เพื่อวิเคราะห์ชิ้นส่วนกระดูกขาหน้า กระดูกสันหลัง ซี่โครง และเชิงกราน จนกระทั่งยืนยันได้ว่าเป็นสายพันธุ์ที่ไม่เคยถูกค้นพบมาก่อน

 

สำหรับชื่อ ‘นาคาไททัน’ มีที่มามาจากคำว่า ‘นาค’ หมายถึง พญานาคตามคติความเชื่อพื้นบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

“พญานาคมักเกี่ยวข้องกับน้ำ และเมื่อเราพบไดโนเสาร์ตัวนี้ที่ริมสระน้ำ ชื่อของพญานาคจึงดูเหมาะสมที่สุด” ฐิติวุฒิกล่าว

 

ส่วนคำว่า ‘ไททัน’ หมายถึงยักษ์ในตำนานกรีก สื่อถึงไดโนเสาร์คอยาวขนาดมหึมา และ ‘ชัยภูมิเอนซิส’ ตั้งชื่อตามจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งเป็นแหล่งค้นพบ

 

“นี่เหมือนเป็นการทำตามสัญญาในวัยเด็กของผม ที่เคยตั้งใจไว้ว่าวันหนึ่งจะตั้งชื่อไดโนเสาร์ให้ได้ และผมอยากให้มันเป็นไดโนเสาร์จากประเทศไทย” ฐิติวุฒิกล่าว

 

ไทย แหล่งขุมทรัพย์ฟอสซิลที่หลากหลายที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย

 

ผลการศึกษาระบุว่า นาคาไททัน น่าจะมีชีวิตอยู่ในช่วงปลายยุคครีเทเชียสตอนต้น (Early Cretaceous) ประมาณ 100-120 ล้านปีก่อน โดยอาศัยอยู่ร่วมกับไดโนเสาร์กินพืชขนาดเล็กและขนาดกลาง คล้ายกับ อิกัวโนดอน (Iguanodons) รวมถึงไดโนเสาร์สายพันธุ์ดึกดำบรรพ์ที่เป็นต้นตระกูลของกลุ่ม เซราโตปเซียน (Ceratopsians) หรือกลุ่มเดียวกับพวก ไตรเซอราทอปส์ (Triceratops)

 

ในยุคนั้น สภาพแวดล้อมมีลักษณะ ‘แห้งและอุ่นมาก’ โดยบริเวณที่ค้นพบไดโนเสาร์เป็นระบบแม่น้ำแบบโค้งตวัด (Meandering River System) ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของปลาน้ำจืด ฉลามน้ำจืด จระเข้ และเต่า

 

ฐิติวุฒิยังกล่าวด้วยว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มี ‘ความหลากหลายของฟอสซิลไดโนเสาร์สูงที่สุด’ ในทวีปเอเชีย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไทยมีชั้นหินตะกอนที่หนามากจากมหายุคมีโซโซอิก (Mesozoic Era) หรือประมาณ 66 – 252 ล้านปีก่อน

 

“หินเหล่านี้เผชิญกับฝนและพืชพรรณปกคลุมน้อยกว่า ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจกัดเซาะหรือทำลายกระดูกเหล่านั้นให้เสียหายได้” เขากล่าวเสริม

 

ปัจจุบันได้มีการจัดตั้งศูนย์วิจัยขึ้นที่แหล่งค้นพบ และมีการจัดแสดงหุ่นจำลองขนาดเท่าตัวจริงของ ‘นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส’ ให้ประชาชนได้เข้าชมกัน ณ พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ไทย (Thainosaur Museum) เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ กรุงเทพมหานคร

 

ภาพ: Patchanop Boonsai / Handout via Reuters

 

อ้างอิง:

The post รู้จัก ‘นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส’ ไดโนเสาร์ชนิดใหม่ของไทย ยักษ์ใหญ่กินพืชแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>