ข่าวต่างประเทศ World – THE STANDARD THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/world/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 01 Sep 2026 10:15:37 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 รู้จัก USS Abraham Lincoln เรือบรรทุกเครื่องบินยักษ์สหรัฐฯ ที่ผ่านสงครามตะวันออกกลาง ก่อนเดินทางถึงไทย https://thestandard.co/uss-abraham-lincoln-thailand-visit/ Tue, 01 Sep 2026 10:15:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1249471 ภาพเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln กลางทะเล

240 วัน คือระยะเวลาที่ USS Abraham Lincoln ปฏิบัติภารกิ […]

The post รู้จัก USS Abraham Lincoln เรือบรรทุกเครื่องบินยักษ์สหรัฐฯ ที่ผ่านสงครามตะวันออกกลาง ก่อนเดินทางถึงไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln กลางทะเล

240 วัน คือระยะเวลาที่ USS Abraham Lincoln ปฏิบัติภารกิจอยู่กลางทะเลต่อเนื่อง หลังถูกส่งออกจากซานดิเอโกตั้งแต่ปลายปี 2025 และเข้าสู่ปฏิบัติการในตะวันออกกลางเมื่อเดือนมกราคมของปี 2026 ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทำให้การประจำการครั้งนี้กินระยะเวลานานเกือบ 7 เดือน จากกำหนดการเดิมที่ต้องกลับฐานในเดือนพฤษภาคม

ดูภาพข่าว 

การที่เรือ USS Abraham Lincoln อยู่กลางทะเลเป็นเวลานาน ยังทำให้สภาพความเป็นอยู่ของกำลังพลราว 5,000 นายถูกจับตา โดยก่อนหน้านี้ มีรายงานตั้งแต่ปัญหาอาหาร น้ำประปา สุขอนามัย การส่งจดหมายและพัสดุ ไปจนถึงความกังวลด้านสุขภาพจิต ขณะที่กองทัพเรือสหรัฐฯ ออกมายืนยันว่า กำลังพลยังได้รับอาหาร น้ำสะอาด และสิ่งจำเป็น พร้อมยอมรับว่า การสู้รบในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อระบบส่งกำลังบำรุงของเรือ

 

ล่าสุด เรือลำนี้ได้ออกจากตะวันออกกลาง โดยมุ่งหน้าสู่ประเทศไทย โดยมีกำหนดแวะท่าเรือแหลมฉบังระหว่างวันที่ 2-6 กันยายนนี้ เพื่อพักฟื้นกำลังพลและเติมเสบียงก่อนเดินทางต่อ

 

ในโอกาสที่ USS Abraham Lincoln เรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ของกองทัพเรือสหรัฐฯ มีกำหนดแวะท่

 


 

 

ภาพเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln กลางทะเล 1

 

ภาพ: ณัฏฐ์กานต์ ดวงมาตย์พล

 

อ้างอิง:

The post รู้จัก USS Abraham Lincoln เรือบรรทุกเครื่องบินยักษ์สหรัฐฯ ที่ผ่านสงครามตะวันออกกลาง ก่อนเดินทางถึงไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประเทศตัวตึงสายแข็ง ‘น้องรักของจีน’ มีใครบ้าง? https://thestandard.co/china-dear-friends-tough-countries/ Tue, 01 Sep 2026 08:03:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1249388 ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนและผู้นำคิมจองอึนของเกาหลีเหนือ

ในยุคโลกหันขวา และมีความขัดแย้งต่อสู้ปะทะกันในหลายพื้นท […]

The post ประเทศตัวตึงสายแข็ง ‘น้องรักของจีน’ มีใครบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนและผู้นำคิมจองอึนของเกาหลีเหนือ

ในยุคโลกหันขวา และมีความขัดแย้งต่อสู้ปะทะกันในหลายพื้นที่ของโลก หลายคนเริ่มกังวลกับโอกาสเกิด “สงครามใหญ่” และเกิดคำถามว่า แล้วถ้ารบกัน ประเทศไหนจะอยู่ฝ่ายใด ใครจะเข้าพวกกับใคร จะเอียงข้างไหน

 

บทความนี้จะเน้นวิเคราะห์ประเทศตัวตึงสายแข็งที่เป็น “น้องรัก” พร้อมอยู่เคียงข้างจีน โดยจะไล่เรียงตาม “ความดุดัน” ของแต่ละประเทศ วัดจากความพร้อมชนทางการทหารและต่อต้านขั้วอำนาจตะวันตก การจับมือกับจีนด้านความมั่นคง ความร่วมมือทางการทหาร/ฐานทัพ และการซ้อมรบร่วมกับจีน รวมทั้งความกล้าเลือกข้างจีนอย่างเปิดเผย และแสดงจุดยืนปกป้องผลประโยชน์ของจีน นอกจากนี้บางประเทศก็เป็นสมาชิกกลุ่ม Shanghai Cooperation Organization (SCO) ที่มีจีนเป็นแกนนำ และสีจิ้นผิงบินไปประชุม SCO Summit ด้วยตนเอง

 

1) เริ่มจาก “เกาหลีเหนือ” นอกจากจะเป็นประเทศตัวตึงแสนดุดันที่มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ครอบครอง เกาหลีเหนือยังเป็นพันธมิตรหลักอย่างเป็นทางการของจีน (Treaty Ally) เป็น “ประเทศเดียว” ในโลกที่จีนมีสนธิสัญญาป้องกันประเทศร่วมกันอย่างเป็นทางการ (Sino-North Korean Treaty of Friendship, Cooperation, and Mutual Assistance) หากเกาหลีเหนือถูกโจมตี จีนมีพันธกรณีต้องเข้าช่วยรบ เกาหลีเหนือก็พร้อมสนับสนุนช่วยเหลือจีนอย่างเต็มที่ กองทัพของทั้งสองประเทศประสานงานกันอย่างใกล้ชิด

 

2) ถัดมาคือ “อิหร่าน” น้องรักแสนดุดันของจีนในภูมิภาคตะวันออกกลาง กองกำลังของอิหร่านพร้อมต่อสู้ ตอบโต้ และต่อต้านกองทัพของสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรอย่างไม่เกรงกลัว

 

ที่ผ่านมา จีนให้การช่วยเหลืออิหร่านในรูปแบบต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง จีนช่วยผลักดันให้อิหร่านเข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม BRICS และกลุ่ม Shanghai Cooperation Organization (SCO) เพื่อช่วยอิหร่านจากการถูกโดดเดี่ยวโดยสหรัฐฯ และชาติตะวันตก จีนพร้อมสนับสนุนทางการทูตให้อิหร่านในเวทีสหประชาชาติ

 

ฝ่ายอิหร่านก็ตอบแทนจีนด้วยการส่งออกน้ำมันดิบขายให้ในราคาถูกพิเศษ ชำระด้วยเงินหยวน และเปิดทางให้จีนมีโอกาสผูกขาดและเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อแลกกับการสนับสนุนทางเศรษฐกิจ รวมทั้งเทคโนโลยีทางการทหารจากจีน และอื่นๆ เช่น สัญญานดาวเทียมเป่ยโต่ว (BeiDou) ของจีน

 

ในปี 2021 ทั้งคู่ลงนามในความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ระยะยาว 25 ปี ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการทหาร (จีนไม่เคยทำข้อตกลงที่ลึกซึ้งเช่นนี้กับประเทศอื่นในภูมิภาค) จีนต้องการใช้อิหร่านเป็นเครื่องมือคานอำนาจกับสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง โดยที่ไม่จำเป็นต้องประกาศความเป็นพันธมิตรทางทหารอย่างเปิดเผย (แตกต่างกับกรณีเกาหลีเหนือ)

 

ทั้งนี้ เพื่อรักษาดุลอำนาจกับประเทศอื่นในตะวันออกกลาง จีนยังคงต้องรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกับซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมทั้งประเทศอ่าวอาหรับอื่นๆ ด้วย

 

3) “ปากีสถาน” น้องรักสายแข็งในเอเชียใต้ของจีน ปากีสถานเป็นอีกประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง สีจิ้นผิงใช้คำเรียกปากีสถานว่าเป็น “พี่น้องแนบแน่นดุจเหล็กกล้า” (Iron Brother) ที่ผ่านมา ปากีสถานมีความตึงเครียดชายแดน/สู้รบกับอินเดียหลายครั้ง จีนคบกับปากีสถานเพื่อใช้ถ่วงดุลอำนาจกับอินเดีย

 

แม้ว่าจีนกับปากีสถานไม่มีสนธิสัญญาป้องกันประเทศร่วมกันอย่างเป็นทางการ แต่คู่นี้มีความสัมพันธ์ในระดับ “หุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในทุกสถานการณ์” (All-Weather Strategic Cooperative Partnership) และปากีสถานพึ่งพาจีนด้านเทคโนโลยีทางทหารและยุทโธปกรณ์ ความสัมพันธ์ด้านการทหารของคู่นี้มีทั้งการขายอาวุธให้ในราคามิตรภาพ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการร่วมผลิต เช่น การร่วมผลิตเครื่องบินรบ ภายใต้โครงการ JF-17 Thunder

 

นอกจากนี้ จีนยุคสีจิ้นผิงได้เข้าไปลงทุนมูลค่ามหาศาลในโครงการระเบียงเศรษฐกิจ China- Pakistan Economic Corridor (CPEC) ภายใต้ยุทธศาสตร์สายแถบและเส้นทาง (BRI) เช่น จีนไปช่วยพัฒนาท่าเรือน้ำลึกกวาดาร์ เพื่อใช้ปากีสถานเป็นทางออกสู่ทะเลอาหรับ และใช้เป็นอีกเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญ

 

4) ในทวีปละตินอเมริกา คิวบาเป็นสหายร่วมอุดมการณ์สังคมนิยมกับจีนมาอย่างยาวนาน และเป็นเสมือน “หน้าด่านสายแข็ง” ของจีนที่ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งสหรัฐฯ เพียงไม่กี่ไมล์ คิวบามีประวัติศาสตร์กล้าท้าชนเผชิญกับมหาอำนาจสหรัฐฯ มาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่สนใจแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเมืองจากสหรัฐฯ

 

จีนคบกับคิวบา เพื่อยืมมือใช้คานอำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์กับโลกตะวันตก และช่วยสนับสนุนคิวบาในเวทีระหว่างประเทศ เช่น การประณามและเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยุติการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกับคิวบา และให้การช่วยเหลือคิวบาในรูปแบบต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง เช่น การให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อการค้าและโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการบริจาคให้เปล่า เพื่อช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ไปจนถึงการขายอาวุธให้ในราคาพิเศษ หรือการให้เงินกู้เพื่อซื้ออาวุธ และช่วยให้คิวบาปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย ในหลายกรณี จีนก็ยกหนี้ให้คิวบา

 

ในเชิงยุทธศาสตร์ จีนให้ความช่วยเหลือเหล่านี้ เพื่อแลกกับการใช้คิวบาเป็นฐานปฏิบัติการเพื่อความมั่นคงของจีน รวมทั้งการจัดตั้งสถานีภาคพื้นดินสำหรับระบบดาวเทียมเป่ยโต่วในคิวบา ซึ่งถูกจับตามองจากสหรัฐฯ ด้วยความกังวลว่า จีนจะใช้คิวบาเป็นฐานปฏิบัติการด้านข่าวกรอง และติดตามความเคลื่อนไหวทางทหารและฐานทัพสำคัญของสหรัฐฯ ในรัฐฟลอริดาอย่างใกล้ชิด

 

5) น้องรักของจีนในยุโรป คือ เซอร์เบีย ประเทศสายแข็งที่ยืนเดี่ยวท้าทายตะวันตก เซอร์เบียมีความดุดันในแง่ของอุดมการณ์และการทูต และเป็นประเทศเดียวในยุโรปที่ปฏิเสธการคว่ำบาตรรัสเซีย รวมทั้งไม่สนใจเข้าร่วมกลุ่ม NATO และพร้อมใช้การทูตที่แข็งกร้าว เพื่อปกป้องอธิปไตยเหนือพื้นที่ข้อพิพาทโคโซโว (Kosovo)

 

อีกจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ที่มีผลต่อความสัมพันธ์จีน-เซอร์เบีย คือ เหตุการณ์ในปี 1999 ฝ่ายกองกำลัง NATO นำโดยสหรัฐฯ มีการโจมตีทิ้งระเบิดในกรุงเบลเกรด (เมืองหลวงของเซอร์เบีย) เพื่อยุติสงครามโคโซโว แต่เกิดเหตุไม่คาดคิด ขีปนาวุธของสหรัฐฯ กลับพุ่งชนสถานทูตจีนประจำกรุงเบลเกรด ส่งผลให้นักข่าวชาวจีนเสียชีวิตและบาดเจ็บอีกจำนวนมาก เหตุการณ์นี้สร้างบาดแผลและความโกรธแค้นให้กับทั้งชาวจีนและชาวเซิร์บ

 

จีนยื่นมือเข้ามาสนับสนุนเซอร์เบียในหลายรูปแบบอย่างต่อเนื่อง ในยามที่เซอร์เบียถูกกดดัน/โดดเดี่ยวจากสหภาพยุโรป และโลกตะวันตก เซอร์เบียพึ่งพาจีนทางการทหาร และเป็นประเทศแรกในยุโรปที่สั่งซื้อ “ระบบป้องกันภัยทางอากาศระดับสูง FK-3”จากจีน รวมทั้งโดรนติดอาวุธ (CH-92A) จากจีน

 

ในแง่ผลประโยชน์ จีนปักหมุดสร้างความใกล้ชิดกับเซอร์เบีย เพื่อใช้เป็นพันธมิตรที่ไว้ใจได้อยู่ใจกลางทวีปยุโรป และใช้เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการเข้าสู่คาบสมุทรบอลข่านและยุโรป ภายใต้โครงการ BRI จีนได้ลงทุนสร้างรถไฟเชื่อมกรุงเบลเกรด (เซอร์เบีย) – กรุงบูดาเปสต์ (ฮังการี) ซึ่งเปิดให้บริการขนส่งสินค้าอย่างเป็นทางการแล้ว ในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ และช่วยลดระยะเวลาขนส่งจาก 8 ชั่วโมงเหลือเพียง 4-5 ชั่วโมง

 

6) “ทาจิกิสถาน” น้องรักของจีนในเอเชียกลาง จีนใช้เป็นป้อมปราการเพื่อความมั่นคง ด้วยพรมแดนที่ติดกับซินเจียงของจีนและอัฟกานิสถาน ทาจิกิสถานเป็นประเทศเดียวในเอเชียกลางที่ยอมเปิดทางให้จีนเข้ามาตั้ง “ฐานทัพลับ” โดยกองกำลังกึ่งทหารของจีน และหน่วยลาดตระเวนร่วมบริเวณชายแดนจุดตัดของ 3 ประเทศ (ถือเป็นปฏิบัติการทางทหารกึ่งถาวรของจีน) เพื่อความมั่นคงในซินเจียงของจีน และร่วมมือกันลาดตระเวนปราบปรามลัทธิสุดโต่งทางศาสนา ที่ผ่านมาทาจิกิสถานมีความดุดันแข็งกร้าวในการปราบปรามกลุ่มก่อการร้าย และใช้กำลังปราบกลุ่มหัวรุนแรงทางศาสนาอย่างเด็ดขาด

 

ล่าสุด ในปี 2026 จีนและทาจิกิสถานยกระดับความสัมพันธ์และลงนามใน “สนธิสัญญามิตรภาพและความเป็นพันธมิตรอย่างถาวร” (Permanent Friendship Treaty) เน้นความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหาร การต่อต้านการก่อการร้าย และด้านข่าวกรอง รวมทั้งความร่วมมือด้านพลังงานและอื่นๆ เช่น ท่อส่งก๊าซธรรมชาติ Central Asia-China Gas Pipeline Line D (ผ่านเติร์กเมนิสถาน-อุซเบกิสถาน-ทาจิกิสถาน-คีร์กีซสถาน-ซินเจียงของจีน) แนวท่อส่งก๊าซสาย D นี้ จะวิ่งผ่านเมืองสำคัญหลายแห่งในทาจิกิสถาน รวมระยะทางกว่า 391 กิโลเมตร

 

7) สำหรับกลุ่มอาเซียน “กัมพูชา” ถือเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นที่สุดของจีน และเป็นน้องรักสายเหล็กกล้าอีกรายของจีน (Ironclad Friends) ผู้นำตระกูลฮุนของกัมพูชากล้าแสดงออกในการ “เลือกข้างจีน” อย่างชัดเจน ฮุนเซนเคยคัดค้านการออกแถลงการณ์ร่วมของอาเซียนที่มีประเด็นทะเลจีนใต้ เพื่อปกป้องจีนอย่างเปิดเผย

 

กัมพูชาเปิดทางให้กองทัพจีนเข้ามาช่วยปรับปรุงและนำเรือรบเข้าเทียบท่าที่ฐานทัพเรือเรียม และกองทัพกัมพูชาพึ่งพาการสนับสนุนทางการทหารจากจีนสูงมาก 

อ่านรายละเอียดได้ในบทความ “จีนคบกัมพูชาแบบไหน และฮุนเซนรับใช้จีนอย่างไร”

จีนคบกัมพูชาแบบไหน และฮุนเซนรับใช้จีนอย่างไร จีนคบกัมพูชาแบบไหน และฮุนเซนรับใช้จีนอย่างไร
26 มิ.ย. 2569 | 12:05

ล่าสุด จีนและกัมพูชามีการยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง ผ่านกลไก 2+2 คือ การประชุมร่วมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมเป็นครั้งแรก ในเดือนเมษายน 2569

 

8) อีกประเทศน้องรักของจีนในอาเซียน คือ “เมียนมา” เป็นเสมือนรัฐกันชนของจีนที่ติดกับอินเดีย รัฐบาลทหารเมียนมาต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากจีน ทั้งทางเศรษฐกิจ ทางการทหารและการทูต จีนทำหน้าที่เป็นทั้ง “ท่อน้ำเลี้ยงหลัก” และเกราะคุ้มกันทางการทูตที่ช่วยให้รัฐบาลทหารเมียนมาสามารถควบคุมอำนาจรัฐ ท่ามกลางการถูกโดดเดี่ยวจากเวทีสากล

 

ในมุมผลประโยชน์ของจีน เมียนมามีความสำคัญในแง่การเป็นแหล่งพลังงาน และการเป็นด่านหน้าออกสู่มหาสมุทรอินเดีย จีนใช้เมียนมาเป็นทางลัดเลี่ยงช่องแคบมะละกา โดยได้ลงทุนสร้างท่าเรือน้ำลึกจ้าวผิ่ว (Kyaukphyu) หรือท่าเรือ “เจียวเพียว” ในภาษาจีนกลาง ท่าเรือแห่งนี้อยู่ในรัฐยะไข่ รวมทั้งการสร้างท่อส่งน้ำมันและท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ระยะทางเกือบ 800 กิโลเมตร เชื่อมตรงเข้ามณฑลยูนนานของจีน เพื่อเป็นเส้นทางสำรองในการขนส่งสินค้าและพลังงานเชื่อมกับมหาสมุทรอินเดียได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านสิงคโปร์หรือผ่านพื้นที่อิทธิพลของสหรัฐฯ

 

9) ปิดท้ายด้วยอีกประเทศสายแข็งแสนดุดันที่ไม่ใช่น้องรักแต่เป็น “เพื่อนรัก” สุดซี้ของจีน คือ รัสเซีย ทั้งสองประเทศยกระดับความสัมพันธ์ “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ไร้ขีดจำกัด” (No-Limits Partnership) ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินมีการแลกเปลี่ยนการเยือนกันอย่างต่อเนื่อง มีความร่วมมือกันในทุกมิติอย่างใกล้ชิด รวมทั้งมีการซ้อมรบร่วมกันบ่อยครั้ง ทั้งทางทะเลและทางอากาศ

อ่านรายละเอียดได้ในบทความ “ทำไมปูตินยอมยกดินแดนพิพาท “ซื้อใจจีน” และกลายเป็น “คู่ซี้” สีจิ้นผิง”

ทำไมปูตินยอมยกดินแดนพิพาทซื้อใจจีนและกลายเป็นคู่ซี้สีจิ้นผิง ทำไมปูตินยอมยกดินแดนพิพาทซื้อใจจีนและกลายเป็นคู่ซี้สีจิ้นผิง
20 พ.ค. 2569 | 19:44

โดยสรุป ประเทศสายแข็งเหล่านี้กลายเป็นน้องรักที่จีนให้การอุปการะ “เลี้ยงต้อย” มาอย่างยาวนาน จีนซุ่มให้ความช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเงินทุน ยุทโธปกรณ์ เทคโนโลยีทางการทหาร และการคุ้มครองทางการเมืองระหว่างประเทศ ทำให้ประเทศเหล่านี้ต้องพึ่งพาจีนด้วยผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ หลายประเทศได้มีที่ยืนบนเวทีโลก แม้จะถูกคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก ในขณะเดียวกัน ประเทศน้องรักเหล่านี้ก็พร้อมตอบแทนบุญคุณ และตอบสนองผลประโยชน์ของจีน รวมทั้งมีแนวโน้มที่จะยืนเคียงข้างจีนใน “สมรภูมิรบ” และพร้อมเป็น “เสียงของจีน” ในเวทีต่างๆ ทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับโลก

 

ภาพ: Kremlin Press Office / Anadolu via Getty Images

The post ประเทศตัวตึงสายแข็ง ‘น้องรักของจีน’ มีใครบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์มอง Data Center อย่างไร ทำไมถึง ‘สนับสนุน’ แม้มีกระแสต่อต้านรุนแรง https://thestandard.co/trump-data-center-support-opposition/ Tue, 01 Sep 2026 07:27:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1249341 โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนอยู่หน้าศูนย์ข้อมูล (Data Center)

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ออกมาสนับสนุน ก […]

The post ทรัมป์มอง Data Center อย่างไร ทำไมถึง ‘สนับสนุน’ แม้มีกระแสต่อต้านรุนแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนอยู่หน้าศูนย์ข้อมูล (Data Center)

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ออกมาสนับสนุน การขยายตัวของศูนย์ข้อมูล (Data Center) อย่างเต็มตัว เมื่อวานนี้ (31 สิงหาคม) พร้อมเตือนว่า ผู้ที่คัดค้านโครงการเหล่านี้กำลัง ‘ขัดขวาง’ ความเจริญทางเศรษฐกิจและโอกาสในการสร้างงานของประเทศ

 

 
 

แม้ว่าโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI จะได้รับการสนับสนุนทางการเงินมหาศาลจากมหาเศรษฐีในซิลิคอนวัลเลย์ แต่กลับต้องเผชิญกับ กระแสต่อต้านอย่างรุนแรง จากทั้งนักการเมืองและประชาชนในหลายรัฐ เนื่องจากความกังวลเรื่อง ราคาค่าไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้น และอิทธิพลที่มากเกินไปของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่

 

ทรัมป์มอง Data Center อย่างไร

 

ทรัมป์มองว่า Data Center คือ ขุมทรัพย์ หรือ ‘ห่านทองคำ’ (Golden Goose) ของประเทศ โดยเชื่อว่า หากชุมชนต่างๆ ยอมรับและเปิดทางให้กับการสร้าง Data Center จะทำให้ชุมชนเหล่านั้น “ประสบความสำเร็จ ร่ำรวย มีการเก็บภาษีที่ต่ำลงอย่างมาก และมีตำแหน่งงานเกิดขึ้นอย่างทั่วถึง” ภายใต้แนวคิดหลักของเขาคือ ‘Let Data Reign’

 

ทรัมป์วิจารณ์กลุ่มคนหรือชุมชนที่คัดค้านโครงการ Data Center อย่างรุนแรง โดยระบุว่า เหตุผลเดียวที่ชุมชนจะไม่ต้องการโครงการเหล่านี้ คือการที่พวกเขาอยากลงเอยด้วยความ “ล้าหลังและยากจน” (Backwards and Poor) และเตือนว่า หากโครงการเหล่านี้ถูกยกเลิกไป ประชาชนในท้องถิ่นจะต้องโทษตัวเองเท่านั้นที่ยอมทำลายโอกาสนี้

 

ทำไมทรัมป์ถึงสนับสนุน Data Center อย่างสุดตัว

 

ทรัมป์มองว่า การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และ Data Center ถือเป็น ‘กลไกหลัก’ ในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งช่วยลดแรงกระแทกจากปัจจัยลบอื่นๆ เช่น ผลกระทบจากภาวะสงครามของทรัมป์ในอิหร่าน และปัญหาราคาพลังงานที่สูงขึ้น

 

นอกจากนี้ ทรัมป์ รวมถึง เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังเชื่อว่า Data Center เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งใน ‘ระบบเศรษฐกิจ AI” และเตือนว่า การชะลอตัวในการขยายตัวของ Data Center ในสหรัฐฯ จะทำให้ประเทศจีนขึ้นมาเป็นผู้นำด้าน AI แทน

 

ทรัมป์พยายามชี้ให้เห็นว่า การหยุดชะงักของโครงการเหล่านี้จะทำให้สหรัฐฯ สูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศจีน ซึ่งถือเป็นเรื่องอันตรายต่อความมั่นคงในอนาคต

 

โดยทรัมป์อ้างว่า จีนไม่มีทางจะมีความสุขไปมากกว่านี้อีกแล้ว กับกระแสต่อต้าน Data Center ในสหรัฐฯ และพวกเขาก็แทบไม่เชื่อว่า เรื่องนี้กำลังเกิดขึ้นจริง

 

ประเด็นความขัดแย้งและกระแสต่อต้านในสหรัฐฯ

 

แม้ทรัมป์จะมีจุดยืนสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่การขยายตัวของ Data Center ในสหรัฐฯ กลับเผชิญกับการต่อต้านอย่างหนักหน่วงจากประชาชนในพื้นที่และนักการเมืองจากทั้งสองพรรค (Bipartisan Backlash) เนื่องจากความกังวลเรื่องปัญหาพลังงานและค่าไฟพุ่งสูง เนื่องจาก Data Center ใช้พลังงานไฟฟ้าในปริมาณที่มหาศาล ซึ่งสร้างภาระหนักต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Power Grid) และส่งผลให้ค่าไฟของประชาชนในพื้นที่รอบข้างดีดตัวสูงขึ้น

 

นอกจากนี้ กลุ่มนักเคลื่อนไหวยังเตือนว่า Data Center ต้องการน้ำปริมาณมหาศาล เพื่อระบายความร้อนให้กับระบบเซิร์ฟเวอร์ ท่ามกลางภาวะภัยแล้งในหลายพื้นที่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อทรัพยากรน้ำ พื้นที่เกษตรกรรม และความมั่นคงด้านอาหาร นอกจากนี้ ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงยังได้รับความเดือดร้อน จากมลพิษทางเสียงของพัดลมระบายความร้อนอีกด้วย

 

ผลสำรวจระบุว่า ชาวอเมริกันราว 3 ใน 4 ‘คัดค้าน’ การสร้าง Data Center ใกล้กับบ้านของตนเอง และจากผลสำรวจของ Gallup ในเดือนมีนาคมชี้ว่า 71% ‘คัดค้าน’ การสร้าง Data Center สำหรับ AI ในพื้นที่ท้องถิ่นของตน

 

กระแสคัดค้านจากกลุ่มภาคประชาชนสามารถหยุดยั้งหรือชะลอโครงการ Data Center ไปได้แล้วอย่างน้อย 75 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 130,000-150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 โดยมีหลายพื้นที่ที่ชุมชนท้องถิ่นสามารถสกัดโครงการได้สำเร็จ เช่น เมือง Monterey Park (แคลิฟอร์เนีย), Prince William county (เวอร์จิเนีย) และ Wake county (นอร์ทแคโรไลนา)

 

ประเด็นนี้กลายเป็นสิ่งที่นักยุทธศาสตร์มองว่า ‘เป็นพิษทางการเมือง’ (Politically Radioactive) โดยเป็นภาพสะท้อนของความกังวลของประชาชนต่ออิทธิพลของกลุ่ม Big Tech และผลกระทบจาก AI

 

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยอมรับว่า โครงการ Data Center จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือด้านการประชาสัมพันธ์ (PR) เพื่อลดแรงเสียดทานในสังคม โดยรัฐบาลทรัมป์สนับสนุนข้อตกลงโดยสมัครใจ (Voluntary Pledge) ของบริษัทเทคโนโลยีที่จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของตนเองทั้งหมด เพื่อไม่ให้กระทบต่อค่าไฟของประชาชนทั่วไป

 

ทั้งยังมีข้อเสนอให้บริษัทผู้พัฒนาควร สร้างโรงไฟฟ้าขึ้นมาควบคู่กับ Data Center เพื่อป้อนพลังงานกลับคืนเข้าสู่โครงข่ายไฟฟ้า (Power Grid) แทนการดึงพลังงานไปใช้ฝ่ายเดียว ซึ่งหากทำได้ รัฐบาลสหรัฐฯ เชื่อว่า ความขัดแย้งของโครงการเหล่านี้จะลดลงอย่างมาก

 

ภาพ: KM Stock / Shutterstock / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post ทรัมป์มอง Data Center อย่างไร ทำไมถึง ‘สนับสนุน’ แม้มีกระแสต่อต้านรุนแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สูบน้ำ กลืนไฟ ชนเป้าหมาย Net Zero สำรวจเบื้องหลัง Data Center ของจีน-สหรัฐฯ-อังกฤษ ราคาที่ทั่วโลกต้องจ่ายคืออะไร? https://thestandard.co/data-center-china-us-uk-net-zero/ Tue, 01 Sep 2026 07:20:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1249328 ภาพ Data Center แสดงถึงการใช้พลังงานและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

ในสมรภูมิเศรษฐกิจดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วย AI ปฏิเสธไม่ไ […]

The post สูบน้ำ กลืนไฟ ชนเป้าหมาย Net Zero สำรวจเบื้องหลัง Data Center ของจีน-สหรัฐฯ-อังกฤษ ราคาที่ทั่วโลกต้องจ่ายคืออะไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ Data Center แสดงถึงการใช้พลังงานและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

ในสมรภูมิเศรษฐกิจดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วย AI ปฏิเสธไม่ได้ว่า Data Center กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญ จากเดิมที่เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลัง สู่สินทรัพย์ที่หลายประเทศพยายามดึงเข้ามาลงทุน ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทยที่กำลังเร่งเปิดประตูรับเม็ดเงินลงทุนก้อนใหญ่ เพื่อปักหมุดการเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของภูมิภาค

 

 
 

ภาพที่ประเทศเจ้าบ้านคาดหวัง คือ เม็ดเงินลงทุน รายได้ภาษี การจ้างงาน ตลอดจนโอกาสสร้างระบบนิเวศที่ดึงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอื่นๆ ให้เข้ามาตาม ทว่าประสบการณ์จากประเทศที่เดินหน้าไปก่อนเริ่มเผยให้เห็นอีกด้านว่า สิ่งที่พ่วงมากับ Data Center ไม่ได้มีเพียงความล้ำสมัย แต่ยังมี ‘ราคาที่ต้องจ่าย’ ซ่อนอยู่เบื้องหลัง

 

กรณีที่ชัดเจน คือ ‘กุ้ยอัน’ ในมณฑลกุ้ยโจวของจีน แม้ Data Center จะช่วยเปลี่ยนพื้นที่ที่เคยห่างไกลให้กลายเป็นฐานอุตสาหกรรมดิจิทัล แต่ยังมีคำถามว่า เม็ดเงินมหาศาลสร้างงานและรายได้ให้คนในพื้นที่มากเพียงใด ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

ข้ามไปยังรัฐยูทาห์ สหรัฐอเมริกา โครงการขนาดยักษ์กำลังเผชิญแรงต้านจากชุมชน ทั้งเรื่องน้ำ พลังงาน และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ส่วนสหราชอาณาจักร ความพยายามเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับ AI กลับกำลังชนเข้ากับนโยบาย Green Belt และเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ

 

แม้ทั้งสามกรณีจะเกิดขึ้นคนละมุมโลก แต่บทเรียนเหล่านี้อยู่ไม่ไกลจากไทย ในวันที่ประเทศกำลังเร่งดึง Data Center ให้เข้ามาเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล THE STANDARD ชวนถอดบทเรียนจากจีน สหรัฐฯ และอังกฤษว่า เมื่อศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่เข้าไปตั้งอยู่ในพื้นที่จริง แต่ละประเทศได้อะไรกลับมา ต้องรับภาระอะไรเพิ่มขึ้น และมีอะไรที่ไทยควรมองให้รอบด้านก่อนเร่งเครื่องเข้าสู่การแข่งขันเดียวกัน

 

กุ้ยอัน: เมือง Data Center ของจีน คุ้มแค่ไหนกับราคาที่ต้องจ่าย

 

กุ้ยโจว มณฑลทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน คือหนึ่งในพื้นที่สำคัญของยุทธศาสตร์ Data Center ของประเทศ โดยมี ‘เขตใหม่กุ้ยอัน’ (Gui’an New Area) เป็นที่ตั้งของศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่จากบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Huawei หรือ Tencent

 

ก่อนจะกลายมาเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัล กุ้ยโจวเคยเป็นพื้นที่ภูเขาห่างไกล มีการลงทุนไม่มาก ขณะที่เศรษฐกิจยังตามหลังเมืองใหญ่บริเวณชายฝั่งตะวันออกของจีน จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2014 เมื่อรัฐบาลจีนเริ่มผลักดันอุตสาหกรรม Big Data ในกุ้ยโจวอย่างจริงจัง โดยหวังใช้เทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเข้ามาช่วยเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของพื้นที่ ก่อนที่กุ้ยโจวจะได้รับอนุมัติให้เป็นเขตทดลอง Big Data ระดับชาติแห่งแรกของจีนในปี 2016

 

สาเหตุที่ทางการเลือกกุ้ยโจว เพราะพื้นที่ดังกล่าวเหมาะกับการตั้ง Data Center หลายด้าน นับตั้งแต่ภูมิประเทศที่ประกอบด้วยเทือกเขาสูง เหมาะกับการสร้างถ้ำเก็บข้อมูลที่ทนทานต่อภัยพิบัติ ขณะที่ยังมีสภาพอากาศเย็นตลอดทั้งปี ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานสำหรับระบบทำความเย็น

 

นอกจากนี้ กุ้ยโจวยังมีต้นทุนที่ดินและค่าไฟต่ำกว่าพื้นที่ชายฝั่ง เนื่องจากมีแหล่งพลังงานจำนวนมาก ทั้งพลังน้ำ ลม แสงอาทิตย์ และถ่านหิน ทำให้ค่าไฟถูกกว่ามณฑลชายฝั่งตะวันออกราว 30%

 

ต่อมา แนวทางดังกล่าวถูกขยายเป็นยุทธศาสตร์ ‘Eastern Data, Western Computing’ หรือการประมวลผลข้อมูลจากเมืองใหญ่ทางตะวันออกไปยังศูนย์ข้อมูลในพื้นที่ตะวันตก เนื่องจากสองภูมิภาคมีข้อจำกัดและทรัพยากรที่แตกต่างกัน

 

กล่าวคือ พื้นที่ทางตะวันออกอย่างปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และมณฑลกวางตุ้ง มีความต้องการกำลังประมวลผลสูง แต่เผชิญทั้งราคาที่ดินแพง พื้นที่จำกัด และความต้องการใช้ไฟที่สูงอยู่แล้ว ส่วนฝั่งตะวันตกมีพื้นที่มากกว่า ประชากรเบาบาง และมีแหล่งพลังงานจำนวนมาก แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจยังตามหลัง

 

ในช่วงแรก การเข้ามาของ Data Center เปลี่ยนพื้นที่รอบกุ้ยอันไปไม่น้อย ทั้งถนน ระบบไฟฟ้า ร้านค้า และธุรกิจบริการที่ขยายตัวตามการลงทุน โดย ซู เพ่ยฮวา เจ้าของร้านค้าในพื้นที่ให้สัมภาษณ์กับ AFP ว่า แต่ก่อน บริเวณนี้เคยเป็นเพียงภูเขารกร้าง แต่เมื่อเริ่มมีการพัฒนา การเดินทางก็สะดวกขึ้น การค้าคึกคัก และเกิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ

 

ขณะที่ หลี่ ซีซิ่ว ชาวบ้านอีกคนยังระบุว่า ถนนสายหลักได้รับการพัฒนาขึ้น ส่วนคนในละแวกสามารถหางานใกล้บ้านได้มากขึ้น แทนที่จะต้องเดินทางไปทำงานที่อื่นเหมือนในอดีต

 

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงยังเห็นได้จากกิจกรรมรอบ Data Center ตั้งแต่ร้านอาหารที่รองรับพนักงานในช่วงพัก ไปจนถึงมหาวิทยาลัยที่เข้ามาตั้งในพื้นที่ ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีก็ทยอยเข้ามาตั้งฐาน ทำให้กุ้ยอันค่อยๆ เปลี่ยนจากพื้นที่ที่มีเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม ไปเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมดิจิทัลของจีน

 

อย่างไรก็ตาม เม็ดเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่า รายได้ของคนในพื้นที่จะเพิ่มขึ้นในระดับเดียวกัน โดย แอนดรูว์ สโตโคลส์ จาก Singapore Management University ตั้งข้อสังเกตว่า Data Center ไม่ได้สร้างผลต่อเนื่องด้านการจ้างงานในท้องถิ่นจำนวนมากเสมอไป เพราะธุรกิจประเภทนี้ใช้เงินจำนวนมากกับที่ดิน อาคาร เครื่องจักร และเซิร์ฟเวอร์ แต่เมื่อสร้างเสร็จแล้วกลับไม่ได้ใช้แรงงานประจำจำนวนมาก

 

ขณะที่ข้อมูลจาก Research Institute for Democracy, Society and Emerging Technology (DSET) พบว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แม้ GDP ของกุ้ยโจวจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 7.4% แต่การเติบโตของค่าจ้างกลับอยู่ในอันดับรองสุดท้ายของประเทศ

 

อนึ่ง คาร์ตัส โป๋-เซียง โหยว และ แองเจลา โกลวักกี นักวิจัยของ DSET มองว่า ความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ Data Center จะดึงการลงทุนจำนวนมากเข้าสู่ที่ดินและอุปกรณ์ แต่ผลต่อการเพิ่มรายได้เฉลี่ยของคนในพื้นที่ยังมีจำกัด

 

สิ่งที่กุ้ยโจวต้องแลกอีกด้าน คือ ภาระที่เพิ่มขึ้นทั้งต่อระบบไฟฟ้าและงบประมาณของรัฐ เพราะการดึง Data Center ขนาดใหญ่เข้ามา ไม่ได้หมายถึงแค่บริษัทเอกชนเข้ามาลงทุน แต่รัฐบาลท้องถิ่นเองก็ต้องลงทุนตาม ทั้งถนน ระบบไฟฟ้า และมาตรการจูงใจต่างๆ เพื่อให้บริษัทเลือกเข้ามาตั้งฐานในพื้นที่

 

หนึ่งในมาตรการที่ใช้ คือ ‘Computing Power Vouchers’ หรือคูปองที่รัฐช่วยออกค่าใช้บริการกำลังประมวลผลบางส่วน โดยบางมาตรการให้เงินสนับสนุนได้สูงถึง 30% เพื่อกระตุ้นให้บริษัทเข้ามาใช้ Data Center และโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลในพื้นที่มากขึ้น

 

แต่การใช้เงินเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงที่กุ้ยโจวมีภาระหนี้อยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว โดย DSET ระบุว่า ในปี 2024 กุ้ยโจวอยู่ในกลุ่มมณฑลที่มีสัดส่วนหนี้ต่อรายได้และหนี้ต่อ GDP สูงของจีน จึงเกิดคำถามตามมาว่า หากรัฐต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อดึง Data Center เข้ามา แต่รายได้และการจ้างงานของคนในพื้นที่ไม่ได้เพิ่มขึ้นในระดับเดียวกัน การลงทุนแบบนี้จะคุ้มค่ามากแค่ไหน

 

อีกปัญหาคือเรื่องไฟฟ้า เนื่องจาก Data Center ต้องใช้ไฟจำนวนมากตลอดเวลา โดยในไตรมาสแรกของปี 2025 การใช้ไฟฟ้าในเขตใหม่กุ้ยอันเพิ่มขึ้น 36.11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

ขณะที่การใช้ไฟของอุตสาหกรรม Big Data เพิ่มขึ้น 54.25% และกลุ่ม Data Center ขนาดใหญ่บางแห่งมีการใช้ไฟเพิ่มขึ้นถึง 517.18% ทำให้ความต้องการไฟฟ้าในพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนต้องมีการขยายระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับการเติบโตของ Data Center

 

อนึ่ง AFP ยังตั้งข้อสังเกตว่า เสียงของคนในพื้นที่อาจไม่ได้สะท้อนออกมาอย่างครบถ้วนเหมือนในสหรัฐฯ หรือยุโรป เพราะการแสดงความเห็นคัดค้านในจีนถูกควบคุมค่อนข้างเข้มงวด โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนโยบายของรัฐบาลกลาง

 

Stratos Project: Data Center ยักษ์กลางทะเลทรายของสหรัฐฯ

 

อีกหนึ่งกรณีที่น่าจับตาเกิดขึ้นที่รัฐยูทาห์ สหรัฐอเมริกา หลังในเดือนเมษายนที่ผ่านมา Military Installation Development Authority (MIDA) หน่วยงานของรัฐยูทาห์ที่ดูแลการพัฒนาพื้นที่เกี่ยวข้องกับฐานทัพ อนุมัติการจัดตั้งพื้นที่ Stratos Project หรือโครงการศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ในแฮนเซลแวลลีย์ (Hansel Valley) พื้นที่ทะเลทรายในเคาน์ตีบ็อกซ์เอลเดอร์ (Box Elder County) เขตการปกครองทางตอนเหนือของรัฐยูทาห์

 

โครงการดังกล่าวถูกจับตามองว่า อาจกลายเป็นหนึ่งในศูนย์ข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดในโลก เดิมมีพื้นที่โครงการประมาณ 40,000 เอเคอร์ ก่อนจะปรับลดลงเหลือประมาณ 20,000 เอเคอร์ในเวลาต่อมา โดยมีเป้าหมายรองรับทั้ง AI ระบบคลาวด์ รวมถึงงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและกองทัพสหรัฐฯ

 

จุดเด่นของแฮนเซลแวลลีย์ คือ ทำเลที่ตอบโจทย์โครงการขนาดใหญ่และงานด้านความมั่นคง เพราะอยู่ใกล้ฐานทัพ มีโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงรองรับ และมีท่อส่งก๊าซธรรมชาติรูบี (Ruby Pipeline) พาดผ่าน ทำให้ผู้พัฒนาวางแผนสร้างโรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ เพื่อผลิตไฟให้ศูนย์ข้อมูลโดยตรง และลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบของรัฐ

 

ตามแผนล่าสุดของ O’Leary Digital ผู้พัฒนาโครงการ Stratos โครงการจะค่อยๆ พัฒนาเป็นระยะ โดยในระยะแรกมีแผนผลิตไฟฟ้าในพื้นที่สูงสุด 2 กิกะวัตต์ ก่อนขยายกำลังรวมในระยะยาวเป็นราว 7.5 กิกะวัตต์

 

นอกจากนี้ ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะได้รับก็มีมูลค่าสูง โดยเคาน์ตีบ็อกซ์เอลเดอร์ประเมินว่า เมื่อโครงการพัฒนาเต็มรูปแบบ รายได้จากภาษีอาจเพิ่มขึ้นเป็นราว 108 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี

 

ปัจจุบัน ผู้พัฒนาตกลงที่จะจ่ายเงินล่วงหน้า 16.2 ล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยเตรียมบริการสาธารณะ เช่น ตำรวจ หน่วยดับเพลิง และหน่วยฉุกเฉิน ขณะที่คาดว่า โครงการจะสร้างงานประจำราว 1,000-2,000 ตำแหน่ง

 

ส่วนประเด็นที่ถูกจับตามองมากที่สุดเรื่องหนึ่ง คือ การใช้น้ำ โดยเคาน์ตีบ็อกซ์เอลเดอร์ระบุว่า ศูนย์ข้อมูลจะใช้ระบบหล่อเย็นแบบวงปิด ซึ่งสามารถนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำได้ ขณะที่ยังวางแผนใช้น้ำใต้ดินที่มีความเค็มสูง ไม่เหมาะกับการดื่มหรือทำการเกษตร พร้อมยืนยันว่า โครงการนี้จะไม่ดึงน้ำจากครัวเรือน ภาคเกษตร หรือทะเลสาบเกรตซอลต์ (Great Salt Lake) ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำเค็มขนาดใหญ่ของรัฐยูทาห์ มาใช้กับศูนย์ข้อมูล

 

อย่างไรก็ตาม แม้แผนล่าสุดของ Stratos จะวางกำลังรวมในระยะยาวไว้ราว 7.5 กิกะวัตต์ แต่การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่จัดทำขึ้น ใช้แผนเดิมที่กำหนดกำลังไฟของโครงการไว้สูงถึง 9 กิกะวัตต์เป็นฐานในการคำนวณ

 

Utah Clean Energy องค์กรด้านพลังงานสะอาดประเมินว่า หากโครงการพัฒนาเต็มขนาด 9 กิกะวัตต์ และใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้า อาจปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ราว 30-41 ล้านตันต่อปี โดยขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีของโรงไฟฟ้าที่เลือกใช้

 

ขณะเดียวกัน ร็อบ เดวีส์ ศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัย Utah State ประเมินผลกระทบว่า ความร้อนจากทั้งการผลิตไฟฟ้าและการทำงานของเซิร์ฟเวอร์อาจถูกระบายออกสู่สิ่งแวดล้อมในปริมาณมหาศาล

 

เดวีส์เปรียบเทียบว่า พลังงานความร้อนดังกล่าวอาจเทียบเท่ากับ ‘ระเบิดปรมาณูฮิโรชิมา’ ราว 23 ลูกต่อวัน และอาจทำให้อุณหภูมิในแฮนเซลแวลลีย์สูงขึ้นหลายองศา โดยในช่วงกลางคืนอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 4.4-6.7 องศาเซลเซียส

 

อีกข้อกังวลคือเรื่องสิทธิการใช้น้ำ หลังเจ้าของที่ดินยื่นขอเปลี่ยนวัตถุประสงค์การใช้น้ำจากภาคการเกษตรเป็นภาคอุตสาหกรรม มีปริมาณมหาศาลถึง 2.34 พันล้านลิตร จนนำไปสู่การยื่นคัดค้านมากกว่า 3,700 ครั้ง ก่อนที่จะมีการถอนคำขอดังกล่าว พร้อมระบุว่า จะกลับมายื่นใหม่ในอนาคต

 

ปัจจุบัน Stratos ยังอยู่ในขั้นพัฒนาและเตรียมการก่อนก่อสร้าง โดยผู้พัฒนายังต้องดำเนินขั้นตอนด้านการวางผัง การขอสิทธิใช้ที่ดิน การขอใบอนุญาต และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม ก่อนที่จะสามารถเดินหน้าก่อสร้างโครงการได้เต็มรูปแบบ

 

ขณะเดียวกัน แรงคัดค้านจากคนในพื้นที่ยังดำเนินต่อไป หลังคำขอให้จัดประชามติเกี่ยวกับโครงการถูกปฏิเสธ จนนำไปสู่การยื่นเรื่องต่อศาล ขณะที่ O’Leary Digital และเคาน์ตีบ็อกซ์เอลเดอร์ ได้ขอให้ศาลยกฟ้องคดีดังกล่าวในช่วงต้นเดือนสิงหาคม

 

นอกจากนี้ เคาน์ตีบ็อกซ์เอลเดอร์ยังประกาศพักรับคำขอโครงการ Data Center ใหม่เป็นเวลา 180 วัน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน เพื่อทบทวนกฎและมาตรฐานสำหรับโครงการประเภทนี้ ทว่ามาตรการดังกล่าวไม่มีผลต่อ Stratos เนื่องจากพื้นที่โครงการอยู่ภายใต้การกำกับของ MIDA แล้ว

 

East Havering: อังกฤษหนีเสือปะจระเข้ เมื่อ AI ชนเป้าหมายทางสิ่งแวดล้อม

 

ปัจจุบัน สหราชอาณาจักรกำลังเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ AI โดยในปี 2024 ทางการได้ยกระดับ Data Center ให้เป็น ‘โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของชาติ’ ภายใต้วิสัยทัศน์ว่า เศรษฐกิจ ความมั่นคง และการจัดเก็บข้อมูลสำคัญของประเทศ ต่างต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีความมั่นคงและเพียงพอ

 

นอกจากนี้ อังกฤษยังตั้งเป้าเพิ่มกำลังประมวลผลของ AI Research Resource (AIRR) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานคอมพิวเตอร์กำลังสูงสำหรับนักวิจัยและสตาร์ทอัพ ให้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20 เท่าภายในปี 2030 พร้อมผลักดันพื้นที่ AI Growth Zones เพื่อเร่งสร้าง Data Center และดึงการลงทุนเข้าประเทศ ทว่าการเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ก็มาพร้อมกับคำถามเรื่องพลังงาน สิ่งแวดล้อม และการใช้พื้นที่

 

หนึ่งในโครงการที่กำลังเผชิญข้อถกเถียง คือ East Havering Data Centre Campus (EHDCC) ซึ่งมีแผนสร้างในหมู่บ้านนอร์ทอ็อกเคนดอน (North Ockendon) เขตฮาเวอร์ริง (Havering) ทางตะวันออกของกรุงลอนดอน บนพื้นที่เกษตรกรรมที่อยู่ในแนว ‘Green Belt’ หรือ ‘พื้นที่สีเขียว’ ที่กำหนดไว้เพื่อควบคุมการขยายตัวของเมือง

 

ทั้งนี้ Digital Reef ผู้พัฒนาโครงการ วางเงินลงทุนไว้ราว 14.7 พันล้านปอนด์ โดยเสนอให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่สำหรับรองรับ AI ระบบคลาวด์ และบริการดิจิทัลที่ต้องการศูนย์ข้อมูลอยู่ใกล้กรุงลอนดอน

 

North Ockendon ถูกเลือกเป็นพื้นที่ตั้ง Data Center เพราะตั้งอยู่ใกล้สถานีไฟฟ้า Warley Substation ซึ่งสามารถเชื่อมต่อสายส่งไฟฟ้าแรงสูงมายังโครงการได้ ขณะที่การมีพื้นที่ใกล้ลอนดอนจะทำให้การรับส่งข้อมูลรวดเร็วขึ้น ซึ่งจำเป็นต่อบริการบางประเภทที่ต้องการเร่งประมวลผลข้อมูล

 

สำหรับแผนเบื้องต้น ฝ่ายผู้พัฒนาระบุว่า โครงการจะนำเงินลงทุน งาน และโครงสร้างพื้นฐานใหม่เข้ามาในพื้นที่ พร้อมจัดสรรพื้นที่มากกว่าครึ่งหนึ่งของโครงการให้เป็นสวนและพื้นที่ธรรมชาติ เพื่อเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ

 

นอกจากนี้ Digital Reef ยังวางแผนนำความร้อนที่เกิดจากการทำงานของเซิร์ฟเวอร์กลับมาใช้ประโยชน์ เช่น การทำน้ำร้อนหรือระบบทำความร้อนในบ้านเรือน โดยตั้งเป้าสร้างระบบที่รองรับความร้อนได้สูงสุด 179 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่า จะส่งความร้อนไปใช้กับบ้านเรือนในเขตฮาเวอร์ริงได้ราว 1,900 หลัง รวมถึงโรงเรือนปลูกพืชขนาดใหญ่ในพื้นที่

 

อย่างไรก็ตาม ข้อกังวลเริ่มชัดขึ้นเมื่อมองไปที่ปริมาณไฟฟ้าที่โครงการต้องใช้ หลัง The Guardian รายงานอ้างอิงเอกสารประเมินผลกระทบของโครงการว่า หากศูนย์ข้อมูลมีการใช้งานเฉลี่ย 50% อาจใช้ไฟฟ้าราว 2.65 พันล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี เทียบเท่ากับการใช้ไฟฟ้าของบ้านในอังกฤษมากกว่า 1 ล้านหลัง

 

เอกสารดังกล่าวยังประเมินว่า โครงการอาจปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 1.2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ซึ่งอาจสูงถึงราว 72.4 ล้านตันตลอดอายุโครงการ 60 ปี พร้อมระบุว่า การปล่อยคาร์บอนในระดับดังกล่าวไม่สอดคล้องกับแนวทางจำกัดอุณหภูมิโลกไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส และเป้าหมาย Net Zero ของสหราชอาณาจักร

 

นอกจากเรื่องไฟฟ้าและคาร์บอนแล้ว ทำเลของโครงการก็เป็นอีกประเด็นสำคัญ เพราะพื้นที่ดังกล่าวยังถูกใช้ทำการเกษตร และอยู่ในแนว Green Belt รอบกรุงลอนดอน ทำให้กลุ่มชาวบ้านออกมาคัดค้านโครงการ โดยให้เหตุผลว่า พื้นที่บางส่วนยังใช้ปลูกข้าวสาลีและบาร์เลย์ ซึ่งการก่อสร้างจะกระทบต่อพื้นที่เกษตร แหล่งน้ำ รวมถึงสร้างเสียงรบกวนให้กับชุมชนโดยรอบ

 

ปัจจุบัน East Havering Data Centre Campus ยังไม่ได้รับการอนุมัติขั้นสุดท้าย หลังการรับฟังความคิดเห็นอย่างเป็นทางการปิดลงเมื่อวันที่ 12 เมษายนที่ผ่านมา

 

หลังจากนี้ หน่วยงานวางผังของเขตฮาเวอร์ริงจะพิจารณาความเห็นของประชาชนและเอกสารที่เกี่ยวข้อง ก่อนเสนอเรื่องให้ Strategic Planning Committee พิจารณาว่า จะรับรองแผนดังกล่าวหรือไม่

 

แฟ้มภาพ: Alexander Steamaze / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post สูบน้ำ กลืนไฟ ชนเป้าหมาย Net Zero สำรวจเบื้องหลัง Data Center ของจีน-สหรัฐฯ-อังกฤษ ราคาที่ทั่วโลกต้องจ่ายคืออะไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 นักกีฬาดังต่างชาติที่น่าจับตาในเอเชียนเกมส์ 2026 https://thestandard.co/top-foreign-athletes-asian-games/ Tue, 01 Sep 2026 07:12:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1249311 ภาพปกบทความ 10 นักกีฬาดังต่างชาติในเอเชียนเกมส์ 2026

ในเอเชียนเกมส์ 2026 ที่ไอจิ-นาโกยา ซึ่งกำลังจะมาถึง นอก […]

The post 10 นักกีฬาดังต่างชาติที่น่าจับตาในเอเชียนเกมส์ 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปกบทความ 10 นักกีฬาดังต่างชาติในเอเชียนเกมส์ 2026

ในเอเชียนเกมส์ 2026 ที่ไอจิ-นาโกยา ซึ่งกำลังจะมาถึง นอกจากนักกีฬาไทยที่แฟนๆ จะร่วมเชียร์ ร่วมให้กำลังใจกันแล้ว ยังมีนักกีฬาระดับโลกอีกหลายคนที่เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้

 

และนี่คือ 10 รายชื่อนักกีฬาดาวดังที่ THE STANDARD SPORT ยกตัวอย่างให้เห็นว่า เอเชียนเกมส์ครั้งที่ 20 นี้ เต็มไปด้วยนักกีฬาระดับโลกอย่างแท้จริง

 

ภาพ: Alex Livesey, NurPhoto, Martin Rickett – PA Images, Shi Tang, Christian Petersen, Kevin Voigt, DI YIN, Elsa, Cameron Spencer, Robert Prange / Getty Images

 

ภาพปกบทความ 10 นักกีฬาดังต่างชาติในเอเชียนเกมส์ 2026 1ภาพปกบทความ 10 นักกีฬาดังต่างชาติในเอเชียนเกมส์ 2026 2ภาพปกบทความ 10 นักกีฬาดังต่างชาติในเอเชียนเกมส์ 2026 3ภาพปกบทความ 10 นักกีฬาดังต่างชาติในเอเชียนเกมส์ 2026 4ภาพปกบทความ 10 นักกีฬาดังต่างชาติในเอเชียนเกมส์ 2026 5ภาพปกบทความ 10 นักกีฬาดังต่างชาติในเอเชียนเกมส์ 2026 6ภาพปกบทความ 10 นักกีฬาดังต่างชาติในเอเชียนเกมส์ 2026 7ภาพปกบทความ 10 นักกีฬาดังต่างชาติในเอเชียนเกมส์ 2026 8ภาพปกบทความ 10 นักกีฬาดังต่างชาติในเอเชียนเกมส์ 2026 9ภาพปกบทความ 10 นักกีฬาดังต่างชาติในเอเชียนเกมส์ 2026 10

The post 10 นักกีฬาดังต่างชาติที่น่าจับตาในเอเชียนเกมส์ 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัสเซียกลับมาเข้าร่วม ยุโรปต้าน สื่อถูกกีดกัน เกิดอะไรขึ้นในการประชุมรัฐมนตรีคลัง G20? https://thestandard.co/russia-g20-europe-us-media/ Tue, 01 Sep 2026 04:38:40 +0000 https://thestandard.co/russia-g20-europe-us-media/ ภาพบรรยากาศการประชุมรัฐมนตรีคลัง G20 ที่สหรัฐอเมริกา

รัฐบาลสหรัฐอเมริกาเปิดทางให้รัสเซียกลับเข้าร่วมการประชุ […]

The post รัสเซียกลับมาเข้าร่วม ยุโรปต้าน สื่อถูกกีดกัน เกิดอะไรขึ้นในการประชุมรัฐมนตรีคลัง G20? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศการประชุมรัฐมนตรีคลัง G20 ที่สหรัฐอเมริกา

รัฐบาลสหรัฐอเมริกาเปิดทางให้รัสเซียกลับเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางกลุ่ม G20 ด้วยตนเอง นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครนในปี 2022 สะท้อนความพยายามของสหรัฐฯ ที่เริ่มกลับมาเปิดช่องทางหารือระดับสูงกับมอสโกอีกครั้ง ท่ามกลางความไม่พอใจจากชาติยุโรปที่ยังต้องการกดดันและโดดเดี่ยวรัสเซีย ตราบใดที่สงครามยูเครนยังดำเนินอยู่

 

 

รัสเซียปรากฏตัว แต่ยูเครนไม่มา

 

เมื่อคืนนี้ (31 สิงหาคม) อันตอน ซิลูอานอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรัสเซีย เดินทางเข้าร่วมการประชุม G20 ณ เมืองแอชวิลล์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา พร้อมผู้แทนจากธนาคารกลางรัสเซีย โดยเหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความประหลาดใจให้กับรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่จากหลายประเทศ หลังทางการสหรัฐฯ ในฐานะเจ้าภาพการประชุมไม่ได้ประกาศล่วงหน้าว่า มอสโกจะเข้าร่วม

 

เบื้องต้น มีรายงานว่า รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นฝ่ายเชิญซิลูอานอฟให้เดินทางมาร่วมการประชุมด้วยตนเอง แต่ไม่มีการเปิดเผยเรื่องดังกล่าวก่อนเริ่มการประชุม โดยเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ชี้แจงภายหลังว่า รัสเซียยังคงเป็นสมาชิก G20 และสหรัฐฯ เห็นว่า การรักษาช่องทางพูดคุยระหว่างกันยังมีความสำคัญ แม้จะอยู่ในช่วงที่เกิดความขัดแย้ง

 

นอกจากเข้าร่วมการประชุมแล้ว ซิลูอานอฟยังหารือนอกรอบกับ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ โดยฝ่ายสหรัฐฯ ระบุว่า ทั้งสองพูดคุยเกี่ยวกับแผนสันติภาพยูเครนของทรัมป์และการเติบโตทางเศรษฐกิจ ขณะที่กระทรวงการคลังรัสเซียระบุว่า การหารือครอบคลุมประเด็นความร่วมมือทางการเงินระหว่างสองประเทศ รวมถึงการทำงานร่วมกันภายใต้กรอบ G20

 

อีกประเด็นที่น่าจับตาคือ ยูเครนไม่มีผู้แทนเดินทางมาเข้าร่วมการประชุมที่แอชวิลล์ด้วยตนเอง ขณะที่ เซอร์ฮี มาร์เชนโก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยูเครน มีกำหนดเข้าร่วมผ่านระบบวิดีโอในการประชุมรัฐมนตรีคลัง G7 ซึ่งฝรั่งเศสจัดขึ้นนอกรอบการประชุม G20

 

อย่างไรก็ดี มีคำอธิบาย ยูเครนไม่ได้เป็นสมาชิก G20 ต่างจากรัสเซียที่ยังคงมีสถานะเป็นสมาชิกของกลุ่ม ส่วนประเทศที่ไม่ใช่สมาชิกจะได้เข้าร่วมการประชุมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับคำเชิญของประเทศเจ้าภาพในแต่ละปี

 

ยุโรปต้าน หวั่นรัสเซียกลับสู่ภาวะปกติ

 

การเปิดทางให้รัสเซียกลับเข้าร่วมการประชุมสร้างความไม่พอใจในหมู่ชาติยุโรป โดยเฉพาะเยอรมนี ซึ่งมองว่า การต้อนรับรัฐมนตรีคลังรัสเซียเหมือนผู้เข้าร่วมทั่วไป อาจส่งสัญญาณว่า รัสเซียกำลังได้รับการยอมรับให้กลับเข้าสู่เวทีระหว่างประเทศตามปกติ ทั้งที่สงครามยูเครนยังดำเนินอยู่

 

ลาร์ส คลิงไบล์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเยอรมนี เปิดเผยว่า ยุโรปกำลังเตรียมมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียชุดใหม่ และต้องการความร่วมมืออย่างใกล้ชิดจากสหรัฐฯ พร้อมตั้งคำถามว่า การต้อนรับซิลูอานอฟในการประชุมครั้งนี้อาจสะท้อนว่า วอชิงตันกำลังผ่อนคลายท่าทีต่อมอสโกหรือไม่

 

“การต้อนรับรัฐมนตรีคลังรัสเซีย ส่งสัญญาณที่ผมมองว่าน่ากังวล” คลิงไบล์กล่าว พร้อมระบุว่า เขาต้องการเห็นจุดยืนที่ชัดเจนกว่านี้จากสหรัฐฯ ว่า ซิลูอานอฟไม่ควรถูกต้อนรับเหมือน ‘แขกตามปกติ’

 

อย่างไรก็ตาม คลิงไบล์ยอมรับว่า การมีช่องทางพูดคุยกับรัสเซียยังมีประโยชน์ เพราะเปิดโอกาสให้ชาติยุโรปส่งสารโดยตรงถึงมอสโก แต่ย้ำว่า การพูดคุยไม่ควรถูกตีความว่า ความสัมพันธ์กับรัสเซียกำลังกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

 

ความไม่พอใจของยุโรปยังปรากฏให้เห็นในการถ่ายภาพหมู่ หรือธรรมเนียมของการประชุมรัฐมนตรีคลัง G20 โดยคลิงไบล์เปิดเผยว่า ผู้แทนจากยุโรปเห็นตรงกันว่า จะไม่ร่วมถ่ายภาพหากซิลูอานอฟอยู่ในภาพด้วย และได้แจ้งจุดยืนดังกล่าวต่อสหรัฐฯ ในฐานะเจ้าภาพ ซึ่งในท้ายที่สุด มีการถ่ายภาพหมู่โดยไม่มีรัฐมนตรีคลังรัสเซียร่วมอยู่ด้วย

 

สหรัฐฯ ถูกวิจารณ์ หลังจำกัดสื่อเข้าถึงการประชุม

 

นอกจากข้อถกเถียงเรื่องการกลับมาของรัสเซียแล้ว การประชุม G20 ครั้งนี้ยังถูกวิจารณ์จากกรณีที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ปฏิเสธออกบัตรสื่อให้กับผู้สื่อข่าวบางราย โดยมีทั้งทีมข่าวจาก Bloomberg News รวมถึงผู้สื่อข่าวบางคนของ The New York Times และ The Wall Street Journal

 

ท่าทีดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับฝ่ายยุโรป โดยคลิงไบล์ระบุว่า สื่อมีสิทธิรายงานการประชุม G20 อย่างเปิดเผยและเสรี พร้อมมองว่า การกีดกันนักข่าวหรือสำนักข่าวออกจากการประชุมเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้

 

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ชี้แจงว่า มีสื่อมากกว่า 300 คนได้รับอนุญาตให้รายงานข่าวการประชุมครั้งนี้ ขณะที่ผู้สื่อข่าวของ The New York Times อีกรายหนึ่งได้รับบัตรเข้าร่วม พร้อมย้ำว่า การได้รับสิทธิเข้าถึงการประชุมมาพร้อมกับความรับผิดชอบในการรายงานข้อมูลอย่างถูกต้องตามมาตรฐานวิชาชีพสื่อ

 

ภาพ: Sam Wolfe / Reuters

 

อ้างอิง:

The post รัสเซียกลับมาเข้าร่วม ยุโรปต้าน สื่อถูกกีดกัน เกิดอะไรขึ้นในการประชุมรัฐมนตรีคลัง G20? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีจิ้นผิง-ปูติน เน้นย้ำ จีน-รัสเซีย เป็น ‘พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์’ ที่แข็งแกร่ง พร้อมผลักดันระเบียบโลกหลายขั้ว https://thestandard.co/xi-putin-strategic-alliance-multipolar-world/ Tue, 01 Sep 2026 04:29:29 +0000 https://thestandard.co/xi-putin-strategic-alliance-multipolar-world/ ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและประธานาธิบดีปูตินพบปะกัน

สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานา […]

The post สีจิ้นผิง-ปูติน เน้นย้ำ จีน-รัสเซีย เป็น ‘พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์’ ที่แข็งแกร่ง พร้อมผลักดันระเบียบโลกหลายขั้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและประธานาธิบดีปูตินพบปะกัน

สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ได้พบปะกันนอกรอบการประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ณ ประเทศคีร์กีซสถาน เมื่อวานนี้ (31 สิงหาคม) เพื่อยืนยันความเป็น ‘พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์’ ที่แข็งแกร่งร่วมกัน ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง

 

 

สีจิ้นผิง ระบุว่า ภายใต้การนำเชิงยุทธศาสตร์และความพยายามร่วมกัน ฐานรากของความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างสองประเทศจะมีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น และมีแนวโน้มความร่วมมือที่สดใสอย่างมากในอนาคต ขณะที่ ปูติน เห็นพ้องและกล่าวว่า ความร่วมมือของทั้งสองประเทศกำลังพัฒนาในทุกด้านเป็นอย่างดี

 

ผลักดันระเบียบโลก ‘หลายขั้ว’

 

ท่ามกลางความไม่แน่นอนและความไม่สามารถคาดเดาได้ในเวทีระหว่างประเทศ สีจิ้นผิง ประกาศว่า จีนพร้อมทำงานร่วมกับรัสเซียและประเทศอื่นๆ เพื่อเสริมสร้างพลังในการปฏิรูปการบริหารจัดการโลก (Global Governance) และผลักดันระเบียบโลกแบบหลายขั้ว (Multipolar World) ที่เท่าเทียมและเป็นระเบียบเรียบร้อย

 

ที่ผ่านมา ผู้นำทั้งสองมักใช้เวทีการประชุม SCO ร่วมกัน เพื่อส่งเสริมวิสัยทัศน์ระเบียบโลกแบบหลายขั้ว และแสดงจุดยืนร่วมกันในการต่อต้านชาติตะวันตก

 

ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและจุดยืนต่อ ‘สงครามยูเครน’

 

การพบปะกันครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสงครามในยูเครนที่ดำเนินเข้าสู่ปีที่ 5 ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจของรัสเซียต้องพึ่งพาจีนมากขึ้น เนื่องจากการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก อย่างไรก็ตาม โฆษกเครมลินเปิดเผยว่า ผู้นำทั้งสองเน้นหารือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจเป็นหลัก และพูดคุยถึงประเด็นสงครามยูเครนเพียง ‘ผ่านๆ’ (In Passing) เท่านั้น

 

นอกจากนี้ จีนยังคง ‘ปฏิเสธ’ อย่างต่อเนื่องว่า ไม่ได้ให้การสนับสนุนทางวัตถุแก่รัสเซีย สำหรับการโจมตียูเครน

 

ทั้งสีจิ้นผิงและปูติน รวมถึงผู้นำประเทศอีกอย่างน้อย 10 ประเทศ เดินทางเข้าร่วมการประชุมสุดยอด SCO ณ กรุงบิชเคก ซึ่งครั้งนี้เป็นการครบรอบ 25 ปีของกลุ่มความร่วมมือด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจระดับภูมิภาคนี้

 

อย่างไรก็ตาม แม้กลุ่ม SCO จะเป็นพันธมิตรขนาดใหญ่ที่เป็นตัวแทนของประชากรกว่าร้อยละ 40 ของโลก และคิดเป็นร้อยละ 25 ของ GDP โลก แต่โครงสร้างภายในยังคงมีความหลากหลายและมีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันในหมู่ประเทศสมาชิก ทำให้ดูเหมือนยังขาดเอกภาพและประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนนโยบายเชิงลึก เมื่อเทียบกับองค์กรอย่าง EU หรือ NATO

 

ภาพ: Sputnik / Kristina Solovyova / Pool via Reuters

 

อ้างอิง:

The post สีจิ้นผิง-ปูติน เน้นย้ำ จีน-รัสเซีย เป็น ‘พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์’ ที่แข็งแกร่ง พร้อมผลักดันระเบียบโลกหลายขั้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทย ยกเลิก ‘ฟรีวีซ่า 60 วัน’ ใน 93 ประเทศ ปรับให้ 60 ประเทศ-ดินแดน พำนักได้แค่ 30 วัน https://thestandard.co/thailand-visa-free-changes/ Tue, 01 Sep 2026 01:27:53 +0000 https://thestandard.co/thailand-visa-free-changes/ หนังสือเดินทางและตราประทับวีซ่าประเทศไทย สื่อถึงการปรับมาตรการฟรีวีซ่า

วานนี้ (31 สิงหาคม) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกา […]

The post ไทย ยกเลิก ‘ฟรีวีซ่า 60 วัน’ ใน 93 ประเทศ ปรับให้ 60 ประเทศ-ดินแดน พำนักได้แค่ 30 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
หนังสือเดินทางและตราประทับวีซ่าประเทศไทย สื่อถึงการปรับมาตรการฟรีวีซ่า

วานนี้ (31 สิงหาคม) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศกระทรวงมหาดไทยที่เกี่ยวข้องกับการปรับมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราและการตรวจลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง รวม 4 ฉบับ โดยมีสาระสำคัญคือการยกเลิกมาตรการ ‘ฟรีวีซ่า 60 วัน’ สำหรับ 93 ประเทศและดินแดน ซึ่งใช้มาตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2567

 

มาตรการเดิมอนุญาตให้ผู้ถือหนังสือเดินทางจาก 93 ประเทศและดินแดนเดินทางเข้าไทยโดยไม่ต้องขอวีซ่า เพื่อการท่องเที่ยว การติดต่อธุรกิจ รวมถึงการทำงานที่จำเป็นหรือเร่งด่วนบางประเภท และพำนักได้ไม่เกิน 60 วัน

 

ประกาศฉบับใหม่ลงนามโดย อนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ภายหลังได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 โดยจัดสิทธิการเดินทางเข้าไทยใหม่เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

 

  • ยกเว้นวีซ่าเพื่อการท่องเที่ยว พำนักได้ไม่เกิน 30 วัน จำนวน 60 ประเทศและดินแดน

 

ประกอบด้วย เครือรัฐออสเตรเลีย, สาธารณรัฐออสเตรีย, ราชอาณาจักรบาห์เรน, ราชอาณาจักรเบลเยียม, สาธารณรัฐบัลแกเรีย, ราชอาณาจักรภูฏาน, บรูไนดารุสซาลาม, แคนาดา, สาธารณรัฐโครเอเชีย, สาธารณรัฐไซปรัส, สาธารณรัฐเช็ก, ราชอาณาจักรเดนมาร์ก, สาธารณรัฐเอสโตเนีย, สาธารณรัฐฟีจี, สาธารณรัฐฟินแลนด์, สาธารณรัฐฝรั่งเศส, จอร์เจีย, สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี, สาธารณรัฐเฮลเลนิก และฮังการี

 

รวมถึงสาธารณรัฐไอซ์แลนด์, สาธารณรัฐอินโดนีเซีย, สาธารณรัฐอินเดีย, ไอร์แลนด์, รัฐอิสราเอล, สาธารณรัฐอิตาลี, ญี่ปุ่น, ราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดน, รัฐคูเวต, สาธารณรัฐคีร์กีซ, สาธารณรัฐลัตเวีย, ราชรัฐลิกเตนสไตน์, สาธารณรัฐลิทัวเนีย, ราชรัฐลักเซมเบิร์ก, สาธารณรัฐมอลตา, มาเลเซีย, สาธารณรัฐมัลดีฟส์, ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์, นิวซีแลนด์ และราชอาณาจักรนอร์เวย์

 

รัฐสุลต่านโอมาน, สาธารณรัฐฟิลิปปินส์, สาธารณรัฐโปแลนด์, สาธารณรัฐโปรตุเกส, รัฐกาตาร์, โรมาเนีย, ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย, สาธารณรัฐสิงคโปร์, สาธารณรัฐสโลวัก, สาธารณรัฐสโลวีเนีย, สาธารณรัฐแอฟริกาใต้, ราชอาณาจักรสเปน, ราชอาณาจักรสวีเดน, สมาพันธรัฐสวิส, ไต้หวัน, สาธารณรัฐตุรกี, ยูเครน, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา

 

สำหรับการเดินทางเข้าประเทศไทยผ่านด่านพรมแดนทางบก กำหนดให้ใช้สิทธิได้ไม่เกิน 2 ครั้งต่อปีปฏิทิน ยกเว้นผู้ถือหนังสือเดินทางของมาเลเซีย บรูไน อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ รวมถึงประเทศอื่นที่รัฐมนตรีกำหนด

 

  • ยกเว้นวีซ่าเพื่อการท่องเที่ยว พำนักได้ไม่เกิน 15 วัน จำนวน 2 ประเทศ

 

ได้แก่ 1. สาธารณรัฐเซเชลส์ 2. สาธารณรัฐมอริเชียส

 

ผู้ใช้สิทธิผ่านด่านพรมแดนทางบกสามารถเดินทางเข้าไทยได้ไม่เกิน 2 ครั้งต่อปีปฏิทิน เว้นแต่เป็นสัญชาติที่รัฐมนตรีกำหนดให้เข้าได้มากกว่านั้น

 

  • ขอ Visa on Arrival ที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง จำนวน 3 ประเทศ

 

ได้แก่ 1. สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน 2. สาธารณรัฐเบลารุส 3. สาธารณรัฐเซอร์เบีย

 

การปรับมาตรการครั้งนี้ทำให้ถ้อยคำในประกาศใหม่จำกัดสิทธิยกเว้นวีซ่า 30 วันและ 15 วันไว้สำหรับการเดินทาง ‘เพื่อการท่องเที่ยว’ แตกต่างจากมาตรการ 60 วันเดิมที่ครอบคลุมทั้งการท่องเที่ยว การทำงานที่จำเป็นหรือเร่งด่วน และการติดต่อธุรกิจระยะสั้น

 

รัฐบาลให้เหตุผลก่อนหน้านี้ว่า การปรับสิทธิยึดหลัก ‘หนึ่งประเทศ หนึ่งสิทธิ’ เพื่อปิดช่องโหว่ด้านความมั่นคง ป้องกันการใช้สิทธิผิดวัตถุประสงค์ และรักษาสมดุลระหว่างการส่งเสริมการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และหลักต่างตอบแทน

 

ประกาศทั้ง 4 ฉบับกำหนดให้มีผลเมื่อพ้น 15 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วนชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยก่อนมาตรการใหม่มีผลบังคับใช้ ยังคงพำนักได้ตามระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตเดิม ขณะที่ประเทศซึ่งไม่อยู่ในบัญชีดังกล่าวอาจยังเดินทางเข้าไทยได้ภายใต้ความตกลงยกเว้นวีซ่าแบบทวิภาคี หรือยื่นขอวีซ่าประเภทที่ตรงกับวัตถุประสงค์ผ่านระบบ e-Visa

The post ไทย ยกเลิก ‘ฟรีวีซ่า 60 วัน’ ใน 93 ประเทศ ปรับให้ 60 ประเทศ-ดินแดน พำนักได้แค่ 30 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทัพเมียนมารักษาอำนาจนำทางการเมืองไว้ได้อย่างไร หลังก่อรัฐประหารมานานกว่า 5 ปี https://thestandard.co/myanmar-military-power-coup/ Mon, 31 Aug 2026 08:33:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1248850 พลเอกอาวุโส มินอ่องหล่าย ผู้นำกองทัพเมียนมา

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในเมียนมาที่ดำเนินมาถึงปีที […]

The post กองทัพเมียนมารักษาอำนาจนำทางการเมืองไว้ได้อย่างไร หลังก่อรัฐประหารมานานกว่า 5 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
พลเอกอาวุโส มินอ่องหล่าย ผู้นำกองทัพเมียนมา

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในเมียนมาที่ดำเนินมาถึงปีที่ 5 กองทัพเมียนมาสามารถสกัดกั้นความพ่ายแพ้และเริ่มกลับมาชิงพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ รวมถึงเส้นทางการค้าสำคัญคืนจากฝ่ายต่อต้านได้สำเร็จ โดยกลยุทธ์การรักษาอำนาจและพลิกฟื้นแนวรบในครั้งนี้ถูกขับเคลื่อน ‘ปัจจัยทางทหารและภูมิรัฐศาสตร์’ ควบคู่ไปกับการจัดตั้งรัฐบาลกึ่งพลเรือน เพื่อกระชับอำนาจทางการเมืองของ พลเอกอาวุโส มินอ่องหล่าย ประธานาธิบดีเมียนมาคนปัจจุบัน ส่งผลให้กองกำลังฝ่ายต่อต้านต้องปรับเปลี่ยนวิธีการรับมือ

 

กองทัพเมียนมารักษา ‘อำนาจนำทางการเมือง’ ไว้ได้อย่างไร

 

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ภาพรวมกลยุทธ์ของกองทัพเมียนมาในการรักษาอำนาจและชิงพื้นที่คืนในปัจจุบัน มีปัจจัยขับเคลื่อนหลักทางด้านการทหารและภูมิรัฐศาสตร์อย่างน้อย 3 ประการ ได้แก่

 

(1) การโจมตีทางอากาศที่รุนแรง (Relentless Air Raids)

 

การครองอากาศอย่างเบ็ดเสร็จถือเป็น ‘ข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุด’ ของกองทัพเมียนมามาตั้งแต่เริ่มสงคราม เนื่องจากฝ่ายต่อต้านขาดขีดความสามารถในการต่อกรกับแสนยานุภาพทางอากาศนี้

 

แอนโทนี เดวิส นักวิเคราะห์ความมั่นคง ให้ความเห็นกับ Al Jazeera ว่า นอกจากกำลังทางอากาศขั้นพื้นฐานที่ช่วยในการโจมตีและส่งกำลังบำรุงแล้ว กองทัพเมียนมายังเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถทางการทหารด้วยการนำ ‘เทคโนโลยีโดรน’ มาใช้ ทั้งในบทบาทการลาดตระเวนและการโจมตีประสานงานระหว่างหน่วยรบที่ดียิ่งขึ้น

 

ทางด้าน ฟิล โรเบิร์ตสัน ผู้อำนวยการองค์กรสิทธิมนุษยชนและแรงงานแห่งเอเชีย (Asia Human Rights and Labour Advocates: AHRLA) กล่าวกับ Al Jazeera ว่า การที่ฝ่ายต่อต้านไม่สามารถรับมือกับการโจมตีทางอากาศได้ ส่งผลบั่นทอนกำลังใจของกองกำลัง PDF และกลุ่มต่อต้านอื่นๆ อย่างมาก รวมถึงทำให้ประชาชนที่คอยสนับสนุนฝ่ายต่อต้านต้องอพยพกระจัดกระจาย

 

ข้อมูลจาก Myanmar Internet Project เผยว่า มีการโจมตีทางอากาศถึง 520 ครั้งในช่วงเดือนเมษายน-เดือนมิถุนายน ส่งผลให้มีพลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 314 ราย โดยเฉพาะในรัฐชินที่โดนโจมตีหนักที่สุด (122 ครั้ง)

 

ตัวอย่างสมรภูมิ เช่น ชัยชนะของกองทัพในการยึดเมืองฟาลัม (Falam) ในรัฐชินคืนมาได้นั้น เกิดจากการระดมโจมตีทางอากาศหลายร้อยครั้งควบคู่กับการบุกภาคพื้นดิน โดย ซาไล วิลเลียม ชิน สมาชิกกลุ่มต่อต้าน Chin Brotherhood ยอมรับว่า การยึดเมืองนั้นทำได้ แต่การรักษาเมืองไว้ในระยะยาวท่ามกลางการโจมตีทางอากาศอย่างหนักหน่วงจำเป็นต้องใช้กำลังพล โลจิสติกส์ และระบบบริหารจัดการมหาศาล ทำให้ในปัจจุบัน ฝ่ายต่อต้านต้องหันไปใช้กลยุทธ์ ‘สงครามจรยุทธ์แบบเคลื่อนที่’ แทน เพื่อรักษาชีวิตกำลังพลและปกป้องพลเรือน

 

(2) การบังคับเกณฑ์ทหารขนานใหญ่ (Mass Conscription)

 

กองทัพเมียนมาแก้ไขปัญหาการขาดแคลนกำลังพลด้วยการบังคับเกณฑ์ทหารทั่วประเทศ แม้ว่าจะสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนอย่างมากก็ตาม

 

แอนโทนี เดวิส ประเมินว่า กองทัพเมียนมาสามารถเพิ่มทหารเข้าไปในกองกำลังรบได้เกือบ 150,000 คน นับตั้งแต่ปี 2024 แม้ว่าทหารเกณฑ์เหล่านี้จำนวนมากจะผ่านการฝึกอบรมมาอย่างจำกัด แต่ด้วยจำนวนที่มหาศาลก็เพียงพอที่จะช่วยให้กองทัพค่อยๆ บดขยี้แนวรบและหยุดยั้งความพ่ายแพ้ในอดีตได้สำเร็จ

 

(3) บทบาทการสนับสนุนและแรงกดดันจากจีน (China’s Pivotal Role)

 

แอนโทนี เดวิส ยังมองว่า จีนเข้ามาทำหน้าที่ ‘คนกลาง’ เจรจาข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกองทัพเมียนมากับกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ทางตอนเหนือ เช่น MNDAA และ TNLA ซึ่งช่วยลดความกดดันในแนวรบด้านเหนือลง เปิดโอกาสให้กองทัพเมียนมาสามารถสับเปลี่ยนและโยกย้ายทหารไปทำศึกในพื้นที่ยุทธศาสตร์ส่วนอื่นๆ ได้

 

จีนยังได้กดดันกองทัพสหรัฐว้า (UWSA) ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ทรงอิทธิพล ให้ยุติการจำหน่ายอาวุธให้แก่กลุ่มต่อต้าน ส่งผลให้กลุ่มต่อต้านทั่วประเทศเริ่มเผชิญกับภาวะขาดแคลนกระสุนและอาวุธ เพิ่มความยากลำบากในการต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมา

 

ข้อมูลจากสถาบันวิจัยอิสระ ISP-Myanmar ระบุว่า กองทัพได้รุกชิงเมืองคืบมาได้อย่างน้อย 22 เมืองจากทั้งหมด 101 เมืองที่เสียไปหลังรัฐประหาร คิดเป็นประมาณ 9% ของพื้นที่ที่สูญเสียไป แม้จะเป็นสัดส่วนที่น้อย แต่เป็นจุดยุทธศาสตร์ทางการค้าที่สำคัญ ซึ่ง ซู มอน นักวิเคราะห์จากโครงการ Armed Conflict Location and Event Data (ACLED) อธิบายว่า ชัยชนะเหล่านี้ได้ทำลายความสามารถทางเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ของกลุ่มต่อต้าน และบีบให้ฝ่ายต่อต้านต้องเปลี่ยนแนวรบจากการประสานงานบุกโจมตีขนาดใหญ่ไปเป็นการทำสงครามจรยุทธ์ เพื่อตั้งรับแทน

 

นอกจากปัจจัยด้านการทหารแล้ว กองทัพยังพยายามใช้แนวทางด้านการเมืองเพื่อสร้างความชอบธรรมจอมปลอมและรักษาอำนาจเอาไว้ โดยรายงานของ International Crisis Group เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ระบุว่า การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองแบบจัดฉาก (Stage-Managed Elections) ก็เป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาอำนาจนำทางการเมืองของกองทัพเมียนมา

 

มินอ่องหล่าย ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีผ่านกระบวนการเลือกตั้งภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญปี 2008 ที่เขียนขึ้นโดยกองทัพเอง โดยมีการกีดกันพรรคฝ่ายค้านหลักออกไป แม้ความพยายามนี้จะช่วยลดการถูกโดดเดี่ยวทางการทูตลงได้บ้างด้วยแรงหนุนจากจีน แต่ก็ไม่ได้รับความยอมรับจากประชาชนอย่างแท้จริง และไม่ได้ช่วยยุติความขัดแย้งในประเทศ

 

แฟ้มภาพ: Lamin Tun / Anadolu Agency / Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post กองทัพเมียนมารักษาอำนาจนำทางการเมืองไว้ได้อย่างไร หลังก่อรัฐประหารมานานกว่า 5 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดเหตุผล ทำไม ‘ไอซ์แลนด์’ โหวต ‘คัดค้าน’ เจรจาสมัครเข้าเป็นสมาชิก EU https://thestandard.co/iceland-rejects-eu-talks/ Mon, 31 Aug 2026 07:24:51 +0000 https://thestandard.co/iceland-rejects-eu-talks/ ภาพแสดงการลงประชามติของไอซ์แลนด์ที่โหวตคัดค้านการเข้าเป็นสมาชิก EU

ผลการลงประชามติเพื่อตัดสินใจว่า ไอซ์แลนด์ควรจะกลับมาเริ […]

The post เปิดเหตุผล ทำไม ‘ไอซ์แลนด์’ โหวต ‘คัดค้าน’ เจรจาสมัครเข้าเป็นสมาชิก EU appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงการลงประชามติของไอซ์แลนด์ที่โหวตคัดค้านการเข้าเป็นสมาชิก EU

ผลการลงประชามติเพื่อตัดสินใจว่า ไอซ์แลนด์ควรจะกลับมาเริ่มต้นเจรจา เพื่อเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) อีกครั้งหรือไม่ เมื่อวานนี้ (30 สิงหาคม) ผลปรากฏว่า ชาวไอซ์แลนด์ส่วนใหญ่โหวต ‘No’ (ไม่เห็นด้วย หรือ คัดค้าน) ด้วยสัดส่วน 52.8% ขณะที่ฝ่ายโหวต ‘Yes’ (เห็นด้วย หรือ สนับสนุน) ได้รับคะแนน 47.2% โดยมีคะแนนห่างกันประมาณ 12,600 เสียง

 

การลงประชามติครั้งนี้มีผู้มาใช้สิทธิ์อย่างท่วมท้นสูงถึง 82.5% ซึ่งนับเป็นสถิติสูงสุดในการเลือกตั้งหรือการลงมติใดๆ ของไอซ์แลนด์นับตั้งแต่ปี 2009 โดยรัฐบาลผสมฝ่ายซ้าย-กลาง นำโดย คริสตรูน โฟรสตัดดอตตีร์ นายกรัฐมนตรีหญิงของไอซ์แลนด์ ได้ตัดสินใจเลื่อนการลงมติให้เร็วขึ้นจากกำหนดเดิมในปี 2027 เนื่องจากความตึงเครียดด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ โดยเฉพาะความกังวลจากการที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเคยกล่าวถึงความต้องการที่จะเข้าควบคุมกรีนแลนด์ ดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับไอซ์แลนด์อย่างมาก

 

ทำไม ‘ไอซ์แลนด์’ ส่วนใหญ่ โหวต ‘คัดค้าน’ การเจรจาสมัครเข้า EU

 

  • การปกป้องสิทธิ์เหนือน่านน้ำและอุตสาหกรรมประมง

 

ประเด็นนี้ถือเป็นข้อขัดแย้งและอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เนื่องจากอุตสาหกรรมประมงและการจัดการทรัพยากรทางทะเลคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 40% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของประเทศ และยังฝังรากลึกเป็น ‘อัตลักษณ์สำคัญ’ ของชาติมานานหลายร้อยปี

 

ไอซ์แลนด์มีประวัติศาสตร์การต่อสู้ จนได้รับเอกราชอย่างสมบูรณ์จากเดนมาร์กในปี 1944 ส่งผลให้ผู้โหวต ‘No’ ไม่อยากสูญเสียอำนาจอธิปไตยและการตัดสินใจภายในประเทศไปให้แก่สหภาพยุโรป โดยมีข้อกังวลเพิ่มเติมว่า เสียงของไอซ์แลนด์ซึ่งเป็นประเทศขนาดเล็ก อาจถูกลดทอนความสำคัญลง เมื่ออยู่ในรัฐสภายุโรป

 

ผู้โหวต ‘No’ วิตกกังวลว่า นโยบายการประมงร่วมกัน (Common Fisheries Policy) ของสหภาพยุโรปจะเข้าควบคุมปริมาณการจับปลา และเปิดโอกาสให้เรือประมงจากประเทศสมาชิกอื่น เช่น สเปนหรือเนเธอร์แลนด์ เข้ามาทำประมงในเขตน่านน้ำอันอุดมสมบูรณ์ของตน ยิ่งไปกว่านั้น ประชาชนยังมีประวัติศาสตร์ความภูมิใจในการชนะ ‘สงครามปลาค็อด’ (Cod Wars) กับอังกฤษ เพื่อปกป้องสิทธิ์เหนือน่านน้ำประมงของตัวเองในช่วงทศวรรษ 1970

 

เอียรีคูร์ เบิร์กมันน์ ศาสตราจารย์ด้านการเมืองจาก Bifröst University ให้สัมภาษณ์กับ BBC โดยวิเคราะห์ว่า ฝ่ายคัดค้านมีความสามารถสูงมากในการกระตุ้นประเด็น ‘อัตลักษณ์ทางการเมืองของชาติ’ และการอ้างอิงถึงประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อเอกราช เพื่อดึงดูดใจและเข้าถึงความรู้สึกพื้นฐานที่ลึกซึ้งของประชาชนได้เป็นอย่างดี

 

ในทางตรงกันข้าม ฝ่ายสนับสนุนกลับเน้นทำแคมเปญในเชิงเทคนิคมากเกินไป โดย ‘ล้มเหลว’ ในการอธิบายให้ชัดเจนถึงวัตถุประสงค์และไม่มี ‘พลังร่วม’ ที่ทำให้ผู้คนรู้สึกคล้อยตามว่า ทำไมไอซ์แลนด์จึงควรเข้าร่วม EU

 

นอกจากนี้ เขายังเสริมว่า การอภิปรายโต้เถียงครั้งนี้เกิดขึ้นในมิติปัญหาภายในประเทศเป็นหลัก และความผันผวนระดับโลกภายนอกไม่ได้ส่งผลกระทบหรือแทรกซึมเข้าไปในใจของผู้ลงคะแนนมากนัก

 

ขณะที่ กูธรูน ฮัฟสไตน์สโดตตีร์ ผู้นำพรรคฝ่ายค้าน Independence Party ซึ่งคัดค้านการเข้าร่วม EU มองว่าผลลัพธ์การลงประชามติครั้งนี้ส่งสัญญาณที่แจ่มชัดของคนในชาติว่า ‘ต้องการเป็นผู้กำหนดทิศทางของประเทศด้วยตัวเอง’ แม้ว่าจะยังต้องการกระชับความสัมพันธ์และการติดต่ออย่างใกล้ชิดกับสหภาพยุโรปและประเทศอื่นๆ ต่อไปก็ตาม

 

ทางด้าน นักการทูตของสหภาพยุโรป แสดงความเห็นผ่าน AP News ว่า ผลประชามตินี้ถือเป็น “ความพ่ายแพ้อย่างชัดเจนของบรัสเซลส์ (EU)” พร้อมชี้ว่า เรื่องสิทธิ์ในการประมงและการปกป้องความเป็นเอกราชคือ ‘ปัจจัยตัดสินชะตา’ ของการลงประชามติครั้งนี้อย่างแท้จริง

 

  • การได้รับประโยชน์จากยุโรปอยู่แล้วในสถานะปัจจุบัน (Status Quo)

 

ไอซ์แลนด์เป็นสมาชิกของ ‘ตลาดเดียว’ ของสหภาพยุโรป (EU’s Single Market) และเขตเชงเกน (Schengen) อยู่แล้ว ผู้โหวตคัดค้านจึงมองว่า ประเทศได้รับสิทธิประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเดินทางโดยสะดวกอยู่แล้ว โดย ‘ไม่จำเป็น’ ต้องแลกกับอธิปไตยของชาติเหมือนกับการเป็นสมาชิกแบบเต็มรูปแบบ อีกทั้งยังมีอิสระในการทำข้อตกลงทางการค้าเสรีด้วยตัวเองอย่างเป็นเอกเทศ เช่น ข้อตกลงการค้ากับประเทศจีน

 

โดยกลุ่มยูโรเซปติก (Eurosceptic) หรือ กลุ่มคนที่ต่อต้าน คัดค้าน หรือตั้งข้อสงสัยต่อ EU ต่างร่วมแสดงความยินดีต่อผลการลงประชามติครั้งนี้ เช่น ไนเจล ฟาราจ ผู้นำพรรค Reform UK ของอังกฤษ ชื่นชมว่า ชาวไอซ์แลนด์เลือกที่จะรักษาความเป็นอิสระของพวกเขาไว้ ขณะที่ มารีน เลอ แปน นักการเมืองฝรั่งเศส มองว่า ชัยชนะครั้งนี้ยืนยันความจริงที่ว่า การเป็นสมาชิก EU ไม่ใช่ ‘เป้าหมายสูงสุด’ หรือปลายทางธรรมชาติของทุกระบอบประชาธิปไตยในยุโรป

 

ทางด้าน ยาค็อบ ฟังก์ เคอร์เคอกอร์ นักวิชาการอาวุโสจาก Bruegel คลังสมองแห่งยุโรป มองว่านี่เป็น “โอกาสที่พลาดไป” ของทั้งทางไอซ์แลนด์และ EU โดยชี้ว่า ที่ผ่านมา EU ประสบความ ‘ล้มเหลว’ ในการนำเสนอข้อดีของตนเอง โดยเฉพาะในแง่ของบทบาทด้านความมั่นคงในแถบภูมิภาคอาร์กติก

 

ขณะนี้มีหลายประเทศที่กำลังรอคิวเป็นผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิก EU ซึ่งแต่ละประเทศยังคงต้องเผชิญกับกระบวนการปรับปรุงโครงสร้างภายในประเทศที่ค่อนข้างใช้เวลา เพื่อปฏิรูปกฎหมายและมาตรฐานต่างๆ ให้สอดรับกับกฎระเบียบที่เข้มงวดของ EU เช่น ยูเครน มอลโดวา และมอนเตเนโกร

 

ภาพ: Leonhard Foeger / Reuters

 

อ้างอิง:

The post เปิดเหตุผล ทำไม ‘ไอซ์แลนด์’ โหวต ‘คัดค้าน’ เจรจาสมัครเข้าเป็นสมาชิก EU appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ ถล่มเกาะลารัก อิหร่านยิงขีปนาวุธตอบโต้ ปะทะเดือดรอบ 1 เดือน https://thestandard.co/us-iran-larak-island-clash/ Mon, 31 Aug 2026 03:00:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1248654 ภาพสถานการณ์ความขัดแย้งทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านกลับมาตึงเค […]

The post สหรัฐฯ ถล่มเกาะลารัก อิหร่านยิงขีปนาวุธตอบโต้ ปะทะเดือดรอบ 1 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสถานการณ์ความขัดแย้งทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเป้าหมายบนเกาะลารักของอิหร่าน ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่เตหะรานตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีฐานทัพอากาศที่สหรัฐฯ ใช้งานอยู่ในจอร์แดน ถือเป็นการปะทะโดยตรงระหว่างสองฝ่ายครั้งแรกในรอบกว่า 1 เดือน

 

 
 

เกิดอะไรขึ้น?

 

เมื่อคืนนี้ (30 สิงหาคม) กองกำลังสหรัฐฯ โจมตีแท่นยิงของอิหร่าน 2 จุดบนเกาะลารัก (Larak Island) โดย ทิม ฮอว์กินส์ โฆษกกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ระบุสาเหตุของการโจมตีว่า ตรวจพบกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) เตรียมยิงจรวดที่บรรทุกทุ่นระเบิดทะเลเข้าไปในช่องแคบฮอร์มุซ

 

“กองกำลังสหรัฐฯ ดำเนินปฏิบัติการอย่างจำกัดและแม่นยำต่อกำลังของ IRGC ที่กำลังวางทุ่นระเบิดและถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามที่ใกล้จะเกิดขึ้นในช่องแคบฮอร์มุซ” บัญชี X ของ CENTCOM ระบุ

 

ขณะที่ IRGC ออกมาประณามการโจมตีดังกล่าวว่า ทำให้กำลังพลและพลเรือนอิหร่านได้รับความสูญเสีย โดยย้ำว่า ปฏิบัติการของสหรัฐฯ คือความผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์ที่ร้ายแรง พร้อมยืนยันการตอบโต้กลับ

 

ต่อมาในช่วงเช้ามืดของวันนี้ (31 สิงหาคม) ตามเวลาท้องถิ่น IRGC ระบุว่า ได้ยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีฐานทัพอากาศ 2 แห่งในจอร์แดนที่สหรัฐฯ ใช้งานอยู่ เพื่อตอบโต้การโจมตีเกาะลารัก ขณะที่กองทัพจอร์แดนระบุว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถสกัดและทำลายขีปนาวุธ 8 ลูกที่เข้าสู่น่านฟ้าได้ โดยไม่มีรายงานความเสียหายต่อประชาชนหรือทรัพย์สิน

 

การโจมตีครั้งนี้ถือเป็นการโจมตีอิหร่านครั้งแรกของสหรัฐฯ นับตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม หลัง การสู้รบระหว่างสองฝ่ายลดระดับลงจากในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ หันไปเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อเตหะราน

 

ทำไมต้องจับตาช่องแคบฮอร์มุซ?

 

หัวใจของการปะทะรอบล่าสุดอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ หนึ่งในเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก และเป็นจุดเผชิญหน้าสำคัญตลอดสงครามช่วงที่ผ่านมา

 

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ระบุว่า การโจมตีเกาะลารักมีเป้าหมายเพื่อหยุดอิหร่านไม่ให้นำทุ่นระเบิดทะเลกลับไปวางในช่องแคบ หลัง CENTCOM เพิ่งประกาศว่า ได้เก็บกู้ทุ่นระเบิดออกจากเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศในพื้นที่เสร็จสิ้นเมื่อสัปดาห์ก่อน

 

ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เตือนว่า อิหร่านได้รับแจ้งแล้วว่า เรือทุกลำที่นำทุ่นระเบิดใหม่มาวางในช่องแคบฮอร์มุซจะถูกทำลายทันที

 

อนึ่ง อิหร่านและโอมานยังอยู่ระหว่างการหารือข้อเสนอเพื่อฟื้นฟูการเดินเรือผ่านช่องแคบ โดยมีประเทศในภูมิภาคอย่างกาตาร์ช่วยสนับสนุนความพยายามทางการทูต แต่การโจมตีรอบล่าสุดอาจเพิ่มความไม่แน่นอนต่อการเจรจาดังกล่าว

 

ผลกระทบของการโจมตีสะท้อนออกมาทันทีในตลาดพลังงาน หลังราคาน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้น 2.8% มาอยู่ที่ 90.57 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 2.7% อยู่ที่ 85.64 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

 

ภาพ: Stringer / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post สหรัฐฯ ถล่มเกาะลารัก อิหร่านยิงขีปนาวุธตอบโต้ ปะทะเดือดรอบ 1 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำประเทศเตรียมร่วมประชุม SCO Summit 2026 สำคัญอย่างไร มีประเด็นอะไรน่าจับตามอง https://thestandard.co/sco-summit-leaders-multipolar-world/ Sun, 30 Aug 2026 09:00:27 +0000 https://thestandard.co/sco-summit-leaders-multipolar-world/ ภาพประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย กำลังกล่าวสุนทรพจน์

บรรดาผู้นำประเทศมหาอำนาจอย่าง รัสเซีย จีน รวมถึงอิหร่าน […]

The post ผู้นำประเทศเตรียมร่วมประชุม SCO Summit 2026 สำคัญอย่างไร มีประเด็นอะไรน่าจับตามอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย กำลังกล่าวสุนทรพจน์

บรรดาผู้นำประเทศมหาอำนาจอย่าง รัสเซีย จีน รวมถึงอิหร่าน เตรียมเข้าร่วมการประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO Summit) ครั้งที่ 26 ที่กำลังจะจัดขึ้น ณ กรุงบิชเคก ประเทศคีร์กีซสถาน ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม-1 กันยายน 2026 ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญในโอกาสครบรอบ 25 ปี ของการก่อตั้งกลุ่มความร่วมมือระดับภูมิภาคนี้

 

 

SCO Summit 2026 สำคัญอย่างไร

 

กลุ่ม SCO ถูกมองว่า เป็นกลุ่มความร่วมมือระดับภูมิภาคที่แสวงหาการเป็น ‘ขั้วอำนาจใหม่’ เพื่อถ่วงดุลและคานอิทธิพลของชาติตะวันตก โดยเฉพาะรัสเซียและจีนที่มักใช้เวทีนี้ร่วมกันประกาศวิสัยทัศน์ ‘โลกหลายขั้ว’ (Multipolar World) และแสดงจุดยืนต่อต้านชาติตะวันตกอย่างเด่นชัด

 

การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์สูงมาก ไม่ว่าจะเป็น สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ดำเนินมานานราว 4 ปีครึ่ง รวมถึงสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิหร่านที่ดำเนินมานานกว่า 6 เดือน ท่ามกลางบริบทของสงครามการค้าที่คุกรุ่นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งสมาชิกกลุ่ม SCO หลายประเทศ เช่น จีน อินเดียและอิหร่าน ก็ตกเป็นเป้าโจมตีของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

 

ใครเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้บ้าง

 

ปัจจุบันกลุ่ม SCO ขยายตัวจากผู้ก่อตั้ง 6 ประเทศ จนมีสมาชิกถาวร (Member States) 10 ประเทศ ได้แก่ รัสเซีย, จีน, อินเดีย, ปากีสถาน, อิหร่าน, เบลารุส และประเทศในภูมิภาคเอเชียกลางอีก 4 ประเทศคือ คีร์กีซสถาน, คาซัคสถาน, ทาจิกิสถาน และอุซเบกิสถาน

 

นอกจากนี้ยังมี ‘คู่เจรจา’ (Dialogue Partners) อีก 15 ประเทศ เช่น ตุรกี ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และประเทศผู้สังเกตการณ์ (Observer States) อีก 2 ประเทศคือ อัฟกานิสถานและมองโกเลีย

 

การประชุมใหญ่ (Plenary Session) จะมีหัวหน้าคณะรัฐบาลและประมุขแห่งรัฐเดินทางมาร่วมประชุมที่คีร์กีซสถานอย่างน้อย 12 ประเทศ เช่น สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน, วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย, นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย, เชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน รวมถึง มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน โดยมี ซาดีร์ จาปารอฟ ประธานาธิบดีคีร์กีซสถาน ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม SCO Summit 2026

 

ประเด็นสำคัญที่น่าจับตามอง

 

การเจรจาทวิภาคี: รัสเซีย จีน อิหร่าน

 

จับตาการเจรจาทวิภาคีระหว่างผู้นำชาติมหาอำนาจอย่างรัสเซีย กับทั้งจีน รวมถึงอิหร่าน ว่าจะมีความตกลงในประเด็นใดเพิ่มเติม ท่ามกลางสถานการณ์ที่รัสเซียและอิหร่าน ต่างก็เป็นประเทศที่โดนคว่ำบาตรหนักที่สุดในโลกขณะนี้ โดยได้โอกาสกระชับความร่วมมือทางทหารและเศรษฐกิจอย่างแน่นแฟ้นในช่วงสงครามยูเครน และสงครามตะวันออกกลาง

 

ยุทธศาสตร์รับมือการคว่ำบาตร

 

ทางการอิหร่านมองว่า การเป็นสมาชิกและมีบทบาทเชิงรุกในกลุ่ม SCO จะช่วยให้อิหร่านสามารถหลบเลี่ยงการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ และยุโรปได้ ทว่าผู้เชี่ยวชาญยังคงกังขาถึงประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมจริงในยามวิกฤต

 

ขณะที่จีนซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่จากอิหร่านยืนยันว่า จะ “ปกป้องผลประโยชน์ของตนเองอย่างมั่นคง” หลังสหรัฐฯ ขู่คว่ำบาตรพันธมิตรของอิหร่าน

 

ความตึงเครียดและผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกันภายในกลุ่ม

 

แม้กลุ่ม SCO จะมีประชากรเกือบ 40% ของโลกและมีขนาดเศรษฐกิจถึง 25% ของ GDP โลก แต่ภายในกลุ่มความร่วมมือนี้ก็มีจุดเปราะบางและความขัดแย้งในการแข่งขัน โดยเฉพาะความสัมพันธ์ของรัฐมหาอำนาจอย่างรัสเซียและจีนต่างแข่งขันกันแผ่อิทธิพลในภูมิภาคเอเชียกลาง ซึ่งอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติและเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าสำคัญ รวมถึงความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดเป็นระยะระหว่างจีนกับอินเดีย รวมถึงความขัดแย้งระหว่างอินเดียกับปากีสถาน ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางในภาพรวมของกลุ่ม

 

การสานต่อ ‘จิตวิญญาณเซี่ยงไฮ้’ (Shanghai Spirit)

 

สีจิ้นผิง มีแนวโน้มจะใช้เวทีนี้ขับเคลื่อนความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านความปลอดภัยร่วมกัน ผ่านศูนย์ปราบปรามภัยคุกคามความมั่นคงสากลของ SCO และความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างโครงการ Belt and Road Initiative เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าและการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมต่อกัน

 

การประชุมสุดยอดในครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นหลักไมล์สำคัญในโอกาสครบรอบ 25 ปีของการก่อตั้งกลุ่มเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีสะท้อนถึงการเติบโตของ SCO ที่พยายามเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงข้อตกลงความมั่นคงในภูมิภาค ไปสู่พันธมิตรระดับโลกที่ขับเคลื่อนด้วย ‘จิตวิญญาณเซี่ยงไฮ้’ (Shanghai Spirit) ซึ่งมุ่งเน้นความไว้วางใจและการพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกันเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งในรูปแบบสงครามเย็น ท่ามกลางการผลักดันระเบียบโลกหลายขั้ว (Multipolar World Order) เพื่อเป็นขั้วอำนาจคานอิทธิพลของชาติตะวันตกและการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ

 

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญของ SCO ในอนาคตยังคงอยู่ที่ความสามารถในการประสานผลประโยชน์ที่แตกต่างและความขัดแย้งกันระหว่างประเทศสมาชิกเอง เพื่อพิสูจน์ว่า กลุ่มความร่วมมือนี้จะสามารถรวมตัวกันเป็นปึกแผ่นได้อย่างแท้จริง หรือเป็นเพียงเวทีแสดงจุดยืนร่วมกันชั่วคราวในทางภูมิรัฐศาสตร์เท่านั้น

 

แฟ้มภาพ: Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ผู้นำประเทศเตรียมร่วมประชุม SCO Summit 2026 สำคัญอย่างไร มีประเด็นอะไรน่าจับตามอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤติยีลด์สูงในสหรัฐฯ หยุดไหวไหมหรือต้องไปต่อ https://thestandard.co/us-treasury-bond-yield-crisis/ Sun, 30 Aug 2026 07:00:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1248460 ภาพข้อความเกี่ยวกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และวิกฤติยีลด์สูง

Stanley Druckenmiller หนึ่งในนักลงทุนที่มีชื่อเสียงที่ส […]

The post วิกฤติยีลด์สูงในสหรัฐฯ หยุดไหวไหมหรือต้องไปต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพข้อความเกี่ยวกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และวิกฤติยีลด์สูง

Stanley Druckenmiller หนึ่งในนักลงทุนที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลกกล่าวไว้ว่า

 

“The long-term Treasury yield is the most important price in the world. It is also the only fiscal disciplinarian the U.S. has left.”

 

การที่บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง จนกระทรวงการคลังต้องประกาศซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวล่าสุดจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม

 

ในมุมมองของผม การปรับตัวขึ้นของยีลด์ระยะยาวในรอบนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างสองเรื่อง เริ่มที่วัฏจักรเศรษฐกิจรอบใหม่ที่ใช้เงินทุนสูง หนุนการเติบโตและเงินเฟ้อ พร้อมกับที่ภาระหนี้ภาครัฐของสหรัฐฯ มหาศาลจนส่งผลกับราคาบอนด์

 

การเปลี่ยนแปลงทั้งคู่มีโอกาสหนุนให้ยีลด์ที่สูงอยู่แล้วยิ่งสูงขึ้นไปอีก แต่ในทางกลับกัน ช่วงเวลาแบบนี้ก็มักเป็นจังหวะที่ผู้กำหนดนโยบายมักเข้ามามีบทบาทแทรกแซงตลาดได้มากที่สุด นักลงทุนไทยจึงควรเตรียมพร้อม และคิดกลยุทธ์รับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้

 

การประเมินสถานการณ์ เริ่มต้นที่การทำความเข้าใจกับที่มาของยีลด์ที่สูงก่อน

 

รอบนี้ยีลด์ที่ปรับตัวสูงขึ้นมาจากทั้งทิศทางนโยบายการเงิน การคลัง และสภาพคล่องที่ตึงตัว

 

ในทางทฤษฎี ยีลด์ระยะยาว (เช่น สิบปี) แยกออกได้เป็นสองส่วน คือคาดการณ์ดอกเบี้ยนโยบายเฉลี่ย บวกกับค่าชดเชยความเสี่ยง (Term Premium)

 

จากโมเดลของเฟด ปัจจุบันตลาดยังไม่เชื่อว่าการลดดอกเบี้ยจะเกิดขึ้น ยีลด์ส่วนแรกจึงอยู่ที่ระดับราว 3.5-4.0%

 

ขณะที่งานวิจัยและข้อมูลในอดีต ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าการขาดดุลการคลังมักเป็นเครื่องกำหนด Term Premium

 

เช่น ขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้น 1% ของ GDP เท่ากับ Term Premium ราว 25bps หรือ Term Premium รวม (bps) เท่ากับราว 1.2 เท่าของระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ปัจจุบันที่สหรัฐฯ คาดว่าจะขาดดุลการคลังปีละ 5-7% ของ GDP และหนี้ต่อ GDP ระดับ 120% จึงชี้ไปที่ Term Premium ราว 100-150bps เป็นอย่างน้อย

 

ไม่เพียงแค่หนี้ภาครัฐที่สูง AI hyperscaler ก็คาดว่าจะระดมทุนผ่านตลาดหุ้นกู้ต่อปีกว่า 0.5-1.0 ล้านล้านดอลลาร์ ด้วยสมการเดิมจะคิดเป็น Term Premium ส่วนเพิ่มอีกราว 15-30bps สามแรงส่งนี้คือเหตุผลที่ยีลด์ไม่มีทีท่าจะลดลงง่าย

 

ทางแก้ปัญหาปกติมี 3 ทางหลักคือ ปล่อยเงินเฟ้อสูง เร่งการเติบโต หรือให้นโยบายการเงินเข้าช่วย แต่ละอย่างมีจุดแข็งและจุดอ่อนแตกต่างกัน

 

“ปล่อยเงินเฟ้อสูง” เป็นทางที่รัฐบาลไม่ต้องทำอะไรมาก มูลค่าแท้จริงของหนี้จะลดลงเองเมื่อเวลาผ่านไป จุดอ่อนคือประชาชนเป็นผู้แบกรับต้นทุนผ่านค่าครองชีพที่สูงขึ้น และถ้าเงินเฟ้อคาดการณ์หลุดกรอบ Term Premium จะยิ่งพุ่งแรงกว่าเดิมกลายเป็นปัญหาใหม่

 

“เร่งการเติบโต” เป็นทางที่ดีที่สุดในทางทฤษฎี เพราะถ้า GDP โตเร็วกว่าดอกเบี้ยที่จ่าย หนี้ต่อ GDP จะลดลงเอง นี่คือเดิมพันที่รัฐบาลสหรัฐฯ หวังไว้กับ AI ว่าจะช่วยเพิ่มผลิตภาพจนชดเชยต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นได้ จุดอ่อนคือเป็นแผนที่ต้องรอผลระยะยาว และไม่มีหลักประกันว่าผลิตภาพจาก AI จะเกิดขึ้นเร็วพอ

 

ทางออกที่เร็วที่สุดคือกดยีลด์ “นโยบายการเงิน” ผ่านการกลับมาซื้อพันธบัตรหรือปรับกฎเกณฑ์ให้มีผู้ซื้อมากขึ้น จุดอ่อนคือเสี่ยงต่อความน่าเชื่อถือของธนาคารกลาง และถ้าตลาดตีความว่าเป็นการพิมพ์เงินเพื่อหนุนการคลัง ผลลัพธ์อาจย้อนกลับ คือยีลด์ไม่ลงแต่กลับขึ้นแรงกว่าเดิมเพราะ Term Premium สะท้อนความไม่เชื่อมั่น

 

หลังจากนี้ ผมเชื่อว่าภาพตลาดในอนาคตมีสี่รูปแบบที่อาจเกิดขึ้นได้

 

สองแบบแรก ไม่มีการใช้นโยบายการเงินเข้าช่วย

 

ความผันผวนต่ำสุดคือเงินเฟ้อลดลงเองเพราะการลงทุนชะลอตัว

 

งบลงทุน AI แตะเพดานตามธรรมชาติ บริษัทเทคเริ่มเข้มงวดกับผลตอบแทนการลงทุน ความต้องการเงินทุนลดลง Term Premium คลายตัวกลับมาที่ 0.6-0.8% ยีลด์ 10 ปีมีโอกาสกลับไปยืนแถว 4.0-4.3% เป็นฉากที่ดีที่สุดสำหรับทั้งหุ้นและบอนด์ แต่ต้องแลกกับการที่ธีม AI และตลาดหุ้นเองก็ชะลอตัว

 

แบบที่สอง ยีลด์สูงต่อเพราะเศรษฐกิจร้อนแรง เป็นฉากที่ผมให้น้ำหนักมากที่สุด

 

เพราะการลงทุน AI อาจไม่ชะลอลง ส่งผลให้เงินเฟ้อทรงตัวสูงต่อ ยีลด์ 10 ปีจะแกว่งอยู่แถว 4.7-5.1% ตลาดหุ้นมีโอกาสไปต่อได้จากกำไร แต่ P/E ขยายได้ยากขึ้น เป็นรูปแบบที่ไม่มีสินทรัพย์ไหนชนะชัดเจน

 

อีกสองแบบคือใช้นโยบายการเงินเข้าช่วย เช่นเฟดกลับมาซื้อพันธบัตร หรือปรับเกณฑ์กำกับดูแลให้ธนาคารถือพันธบัตรมากขึ้น

 

นโยบายจะกดยีลด์สำเร็จ ก็ต่อเมื่อตลาดยอมรับว่าการแทรกแซงไม่ใช่การยอมแพ้ต่อเงินเฟ้อ Term Premium ถึงจะคลายตัว ยีลด์ 10 ปีถอยมาแตะ 4.0-4.5%

 

แต่นักลงทุนต้องระวังว่านี่คือยีลด์ที่ลงพร้อมกับเงินเฟ้อสูง ผลตอบแทนที่แท้จริงของการถือพันธบัตรจะติดลบ เรียกว่าภาวะ Financial Repression ที่ราคาพันธบัตรทรงตัว แต่กำลังซื้อของผู้ถือจะถูกลดทอนไปเรื่อยๆ

 

ความน่ากลัวจะเกิดขึ้นถ้าเฟดใช้นโยบายการเงินเข้าช่วยแต่ตลาดไม่เชื่อมั่น

 

เพราะภาระหนี้ปัจจุบัน มีโอกาสที่ตลาดจะตีความว่าเฟดยอมสูญเสียความเป็นอิสระให้กับกระทรวงการคลัง Term Premium จะพุ่งขึ้นเพื่อเป็นค่าชดเชยความเสี่ยงเชิงนโยบาย ยีลด์ 10 ปีอาจทะลุ 5.5% ขึ้นไป ดอลลาร์อาจอ่อนค่า และตลาดหุ้นจะปรับฐานแรง

 

สำหรับนักลงทุนไทย กลยุทธ์คือกระจายการลงทุนทั้งหุ้นและบอนด์ออกจากสหรัฐฯ และป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้น

 

จากเหตุการณ์ยีลด์สูงจนต้องซื้อคืนครั้งนี้ ผมมองว่านักลงทุนควรลดน้ำหนักการลงทุนในบอนด์สหรัฐฯ ระยะยาวลง เพราะไม่ว่าจะเกิดรูปแบบไหน ผลตอบแทนที่แท้จริงของการถือพันธบัตรระยะยาวก็ไม่น่าดึงดูด

 

ในทางกลับกัน สินทรัพย์ที่ป้องกันความเสี่ยงจากทั้งเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย อย่างทองคำ จะมีเหตุผลให้ถือครองมากขึ้นเพราะได้ประโยชน์ทั้งจาก Repression และความเชื่อมั่นที่ลดลง

 

สำหรับตลาดหุ้น กลยุทธ์คือกระจายพอร์ตออกจากสหรัฐฯ ไม่ใช่เพราะไม่เชื่อใน AI แต่เพราะระดับ Valuation ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าเฟดต้องช่วยและต้องสำเร็จ สวนทางกับความเชื่อมั่นที่ต่ำ และปริมาณหนี้ที่สูงเป็นประวัติการณ์

 

สุดท้ายคือเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน นักลงทุนไทยที่ถือสินทรัพย์สหรัฐฯ ควรพิจารณาป้องกันความเสี่ยงมากขึ้น เพราะสามในสี่รูปแบบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ล้วนมีดอลลาร์อ่อนค่าเป็นผลลัพธ์ร่วม ต่างกันแค่ระดับความรุนแรง

 

คำถามที่ว่ายีลด์จะหยุดหรือไปต่อ ไม่มีคำตอบเดียวที่แน่นอน แต่สิ่งที่แน่นอนคือ ยีลด์พันธบัตรสหรัฐฯ กำลังทำหน้าที่เป็นตัวชี้วัดความน่าเชื่อถือทางการคลังของประเทศมหาอำนาจที่สุดในโลกเช่นเดียวกับที่ Druckenmiller ว่าไว้

 

“นี่ไม่ใช่แค่เรื่องดอกเบี้ยขึ้นหรือลง แต่คือการตั้งคำถามว่าสินทรัพย์ที่เคยถูกมองว่าปลอดภัยที่สุดในโลกอย่างบอนด์สรัฐ ยังคงปลอดภัยอยู่ไหมในยุค AI”

 

ภาพ: QQMinh88 / Shutterstock

The post วิกฤติยีลด์สูงในสหรัฐฯ หยุดไหวไหมหรือต้องไปต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์เยือนเอธิโอเปียอย่างเป็นทางการ ไทยเตรียมเปิดสถานทูต ณ กรุงแอดดิสอาบาบา https://thestandard.co/sihasak-ethiopia-embassy-thailand/ Sun, 30 Aug 2026 03:56:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1248402 สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าพบประธานาธิบดีเอธิโอเปีย

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการก […]

The post สีหศักดิ์เยือนเอธิโอเปียอย่างเป็นทางการ ไทยเตรียมเปิดสถานทูต ณ กรุงแอดดิสอาบาบา appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าพบประธานาธิบดีเอธิโอเปีย

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าพบ เทเย อัตสเก เซลาสซี ประธานาธิบดี เอธิโอเปีย ณ กรุงแอดดิสอาบาบา เมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา ในโอกาสการเยือนเอธิโอเปียอย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง

 

ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อความสัมพันธ์อันยาวนานและเห็นพ้องที่จะยกระดับความสัมพันธ์ไทย-เอธิโอเปียให้ใกล้ชิดและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น โดยรองนายกรัฐมนตรีฯ กล่าวถึงความมุ่งมั่นของไทยในการขับเคลื่อนนโยบาย Thailand-Africa Initiative (TAI) เพื่อกระชับความสัมพันธ์กับเอธิโอเปียซึ่งมีบทบาทสำคัญในกลุ่มประเทศโลกใต้ (Global South)

 

ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่าย ‘เห็นพ้อง’ ว่าการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ความร่วมมือเพื่อการพัฒนา รวมถึงความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในเวทีพหุภาคีระดับโลก ซึ่งเป็นสี่เสาหลักภายใต้ TAI จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของความเป็นหุ้นส่วนระหว่างสองประเทศ

 

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงศักยภาพในการขยายความร่วมมือด้าน การค้า การลงทุน การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการพัฒนา โดยไทยพร้อมส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนไทยในเอธิโอเปีย รวมถึงการเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร ผ่านเทคโนโลยี นวัตกรรม และการแปรรูป พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์องค์ความรู้ด้านการพัฒนาเพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือเพื่อการพัฒนากับโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

 

ในโอกาสนี้ รองนายกรัฐมนตรีฯ กล่าวถึงแผนการเปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงแอดดิสอาบาบา ในระยะอันใกล้ เพื่อเสริมสร้างกลไกความสัมพันธ์และผลักดันความร่วมมือไทย-เอธิโอเปียให้ใกล้ชิดและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

 

นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรีฯ ยังได้พบกับ เกดิออน ติโมเทโวส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเอธิโอเปีย เพื่อหารือแนวทางการส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างไทยกับเอธิโอเปีย โดยได้ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการหารือทางการเมือง (MoU on Political Consultations) ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการหารือเชิงนโยบายอย่างต่อเนื่องและแลกเปลี่ยนมุมมองในประเด็นระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน

 

ภาพ: กระทรวงการต่างประเทศ

The post สีหศักดิ์เยือนเอธิโอเปียอย่างเป็นทางการ ไทยเตรียมเปิดสถานทูต ณ กรุงแอดดิสอาบาบา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยอดผู้สูญหายเหตุน้ำท่วมใหญ่เนปาล สูงเกือบ 3,000 คน เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มสูง https://thestandard.co/nepal-flood-missing-nearly-3000/ Sun, 30 Aug 2026 03:54:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1248398 ภาพมุมสูงแสดงพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมรุนแรงในเนปาล

วันนี้ (30 สิงหาคม) ยอดผู้สูญหายจากเหตุน้ำท่วมใหญ่เนปาล […]

The post ยอดผู้สูญหายเหตุน้ำท่วมใหญ่เนปาล สูงเกือบ 3,000 คน เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงแสดงพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมรุนแรงในเนปาล

วันนี้ (30 สิงหาคม) ยอดผู้สูญหายจากเหตุน้ำท่วมใหญ่เนปาล ใกล้กับชายแดนทิเบต ประเทศจีน พุ่งสูงขึ้นรวมกันเกือบ 3,000 คนแล้ว ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตรวมสูงกว่า 680 คน แบ่งเป็นผู้เสียชีวิตในเนปาลกว่า 670 คน และจีนอย่างน้อย 16 คน โดยมีรายงานว่า ร่างของผู้เสียชีวิตบางส่วนอาจถูกกระแสน้ำพัดไปไกลถึงประเทศใกล้เคียงอย่างอินเดีย

 

ขณะนี้ทางการทั้งสองประเทศได้ร่วมมือกันแบ่งปันข้อมูลดาวเทียมและข้อมูลอุทกวิทยา เพื่อรับมือกับภัยพิบัติในครั้งนี้ ขณะที่สหรัฐอเมริกาได้ประกาศเพิ่มงบประมาณช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมขึ้นเป็น 3.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนทางฝั่งจีนมีเจ้าหน้าที่กู้ภัยเข้าปฏิบัติการในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักรวมกว่า 2,141 คน

 

แม้ทางการจีนจะรายงานว่า ทะเลสาบขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นใหม่จากการถล่มของโคลนและน้ำแข็งได้ระบายน้ำออกตามธรรมชาติแล้ว แต่ทางการเนปาลยังคงออกประกาศเตือนภัยเฝ้าระวังระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นในแม่น้ำ Bhote Koshi ใกล้พรมแดนจีน เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นซ้ำรอย

 

ภาพมุมสูงแสดงพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมรุนแรงในเนปาล 1ภาพมุมสูงแสดงพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมรุนแรงในเนปาล 2ภาพมุมสูงแสดงพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมรุนแรงในเนปาล 3ภาพมุมสูงแสดงพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมรุนแรงในเนปาล 4

 

อ้างอิง:

The post ยอดผู้สูญหายเหตุน้ำท่วมใหญ่เนปาล สูงเกือบ 3,000 คน เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก ‘สมเด็จพระราชาธิบดีโฮกุนที่ 8’ กษัตริย์แห่งนอร์เวย์พระองค์ใหม่ https://thestandard.co/haakon-viii-new-king-norway/ Sat, 29 Aug 2026 10:34:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1248185 พระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระราชาธิบดีโฮกุนที่ 8 แห่งนอร์เวย์

เจ้าฟ้าชายโฮกุน มกุฎราชกุมารแห่งนอร์เวย์ เสด็จขึ้นครองร […]

The post รู้จัก ‘สมเด็จพระราชาธิบดีโฮกุนที่ 8’ กษัตริย์แห่งนอร์เวย์พระองค์ใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระราชาธิบดีโฮกุนที่ 8 แห่งนอร์เวย์

เจ้าฟ้าชายโฮกุน มกุฎราชกุมารแห่งนอร์เวย์ เสด็จขึ้นครองราชย์เป็น สมเด็จพระราชาธิบดีโฮกุนที่ 8 แห่งนอร์เวย์ (King Haakon VIII) ต่อจากสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 (King Harald V) พระราชบิดาผู้ล่วงลับ ซึ่งเสด็จสวรรคตในวัย 89 พรรษาหลังจากครองสิริราชสมบัติมานานถึง 35 ปี เมื่อวานนี้ (28 สิงหาคม)

 

‘สมเด็จพระราชาธิบดีโฮกุนที่ 8’ คือใคร

 

สมเด็จพระราชาธิบดีโฮกุนที่ 8 นับเป็นกษัตริย์องค์ที่ 4 ของระบอบราชาธิปไตยสมัยใหม่ของนอร์เวย์ นับตั้งแต่การสถาปนาราชวงศ์ขึ้นใหม่เมื่อปี 1905 หลังจากประเทศได้รับเอกราชจากสวีเดน

 

พระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสองค์เล็กใน สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 และสมเด็จพระราชินีซอนยา (Queen Sonja) ประสูติเมื่อปี 1973 ขณะนี้ทรงมีพระชนมพรรษา 53 พรรษา และทรงมีศักดิ์เป็นทายาทสายตรงรุ่นที่ 5 ของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร

 

พระองค์ทรงได้รับการสถาปนาเป็นมกุฎราชกุมารในปี 1991 ขณะมีพระชนมายุเพียง 17 พรรษา หลังจากการสวรรคตของสมเด็จพระราชาธิบดีโอลาฟที่ 5 พระอัยกา (ปู่)

 

พระองค์ทรงสำเร็จการศึกษาจากสถาบันการทหารเรือนอร์เวย์ (Norwegian Naval Academy) ในปี 1995 และได้ปฏิบัติหน้าที่ในกองทัพเรือเป็นเวลารวม 4 ปี ก่อนจะศึกษาต่อทางด้านรัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ (UC Berkeley) ประเทศสหรัฐอเมริกา

 

การอภิเษกสมรส และทายาทผู้สืบราชบัลลังก์

 

กษัตริย์โฮกุนที่ 8 ทรงพบกับ เม็ตเตอ-มาริต ในปี 1999 และอภิเษกสมรสกันในปี 2001 การคบหากันในขณะนั้นก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงในสังคมนอร์เวย์ เนื่องจาก เม็ตเตอ-มาริต เป็นสามัญชน เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่มีลูกติดวัย 4 ขวบซึ่งพ่อของเด็กเคยต้องโทษคดียาเสพติด อีกทั้งตัวเธอเองยังมีอดีตที่โลดโผนเกี่ยวกับปาร์ตี้และยาเสพติด และการย้ายมาใช้ชีวิตร่วมกันก่อนแต่งงานยังถูกวิจารณ์โดยคริสตจักรลูเทอรันแห่งนอร์เวย์

 

3 วันก่อนพิธีอภิเษกสมรส เม็ตเตอ-มาริต ได้เปิดใจขออภัยต่อสาธารณชนเกี่ยวกับอดีตของเธอ ซึ่งจุดนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เธอชนะใจประชาชน และได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพลักษณ์ของราชวงศ์ยุคใหม่ที่กล้าก้าวข้ามกรอบเดิมๆ

 

กษัตริย์โฮกุนที่ 8 มีพระราชโอรส-ธิดาร่วมกับ สมเด็จพระราชินีเม็ตเตอ-มาริตแห่งนอร์เวย์ 2 พระองค์ คือ เจ้าหญิงอิงกริด อเล็กซันดรา มกุฎราชกุมารีแห่งนอร์เวย์ และเจ้าชายสแวร์เรอ มักนุสแห่งนอร์เวย์

 

หลังการเสด็จขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์โฮกุนที่ 8 เจ้าหญิงอิงกริด วัย 22 พรรษา ได้รับการสถาปนาเป็นมกุฎราชกุมารี และเตรียมก้าวขึ้นเป็นพระประมุขหญิงองค์แรกของนอร์เวย์นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 ภายใต้การแก้ไขกฎมณเฑียรบาลในปี 1990 ที่อนุญาตให้บุตรคนแรกสืบราชสันตติวงศ์ได้ ‘โดยไม่จำกัดเพศ’

 

อย่างไรก็ตาม ทั้งประเด็นอื้อฉาวของพระราชินีเม็ตเตอ-มาริต ที่เธอเคยมีมิตรภาพยาวนาน 3 ปีกับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องหาคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กที่เสียชีวิตไปแล้ว ประกอบกับ คดีความของ มาริอุส บอร์ก ฮอยบี บุตรติดของพระราชินีแห่งนอร์เวย์ เพิ่งถูกตัดสินโทษจำคุก 4 ปี เมื่อเดือนมิถุนายนในข้อหาข่มขืนกระทำชำเราและข้อหาอื่นๆ

 

มรสุมเหล่านี้นำไปสู่ผลสำรวจความนิยมของประชาชนต่อนอร์เวย์ที่ตกลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิม 72% ในปี ค.ศ. 2024 ลดลงเหลือเพียง 54% ในปีนี้ แม้พระราชินีจะออกแถลงการณ์ขออภัยต่อกรณี เอปสตีน และทางราชสำนักจะย้ำชัดเจนว่า มาริอุส ไม่ใช่สมาชิกราชวงศ์กลึคส์บวร์คแห่งนอร์เวย์ (House of Glücksburg) ก็ตาม

 

แม้กษัตริย์โฮกุนที่ 8 จะก้าวขึ้นสู่ราชบัลลังก์ในช่วงที่ภาพลักษณ์ราชวงศ์อาจถูกตั้งคำถาม แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านราชวงศ์วิเคราะห์ว่า พระองค์เป็นผู้ขยันขันแข็ง ได้รับความเคารพอย่างกว้างขวาง และมีความพร้อมอย่างยิ่งในการแบกรับหน้าที่กษัตริย์ เพื่อนำพาราชวงศ์ก้าวข้ามอุปสรรคเหล่านี้ไปให้ได้ โดยพระองค์ยังทรงยึดมั่นในพระราชปณิธานเดียวกันกับพระราชบิดาคือ “All for Norway” (ทั้งหมดเพื่อนอร์เวย์)

 

รัชสมัยใหม่ของราชวงศ์กลึคส์บวร์คแห่งนอร์เวย์ ‘เริ่มต้นขึ้นแล้ว’…

 

ภาพ: Det Norske Kongehuset

 

อ้างอิง:

The post รู้จัก ‘สมเด็จพระราชาธิบดีโฮกุนที่ 8’ กษัตริย์แห่งนอร์เวย์พระองค์ใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ประกาศ สหรัฐฯ เข้าควบคุมน้ำมันเวเนซุเอลากว่า 6.5 หมื่นล้านบาร์เรล มีอะไรเป็นเงื่อนไข https://thestandard.co/trump-us-venezuela-oil-deal/ Sat, 29 Aug 2026 09:42:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1248153 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนอยู่หน้าธงชาติเวเนซุเอลา สื่อถึงข้อตกลงน้ำมัน

วันนี้ (29 สิงหาคม) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเม […]

The post ทรัมป์ประกาศ สหรัฐฯ เข้าควบคุมน้ำมันเวเนซุเอลากว่า 6.5 หมื่นล้านบาร์เรล มีอะไรเป็นเงื่อนไข appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนอยู่หน้าธงชาติเวเนซุเอลา สื่อถึงข้อตกลงน้ำมัน

วันนี้ (29 สิงหาคม) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศความสำเร็จในการบรรลุ ข้อตกลงด้านน้ำมันครั้งประวัติศาสตร์ กับประเทศเวเนซุเอลา ซึ่งจะทำให้สหรัฐฯ สามารถ เข้าควบคุมปริมาณน้ำมันสำรอง ได้มากกว่า 6.5 หมื่นล้านบาร์เรล

 

ความร่วมมือในครั้งนี้ได้รับความเห็นชอบจาก เดลซี โรดริเกซ ประธานาธิบดีรักษาการ ที่ก้าวขึ้นมาบริหารประเทศ หลังจากที่ นิโคลัส มาดูโร ผู้นำประเทศคนก่อน พร้อมภริยาถูกกองกำลังสหรัฐฯ ควบคุมตัวไปดำเนินคดียังสหรัฐฯ เมื่อช่วงต้นปี 2026

 

ทำไมทรัมป์ถึงประกาศข้อตกลงนี้

 

ทรัมป์กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักในการควบคุมราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วอันเนื่องมาจากความขัดแย้งกับอิหร่าน เขาจึงคาดหวังว่า ข้อตกลงนี้จะเพิ่มอุปทานน้ำมันอย่างมหาศาลและช่วยลดราคาน้ำมันให้กับชาวอเมริกันทุกคนได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

การเข้าถึงแหล่งน้ำมันที่สำคัญของโลกครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังกองกำลังพิเศษของสหรัฐฯ ได้บุกจับกุมตัว มาดูโร อดีตผู้นำเวเนซุเอลา ส่งผลให้ทรัมป์ประกาศว่า สหรัฐฯ จะเข้าบริหารเวเนซุเอลา จนกว่าจะมีการเปลี่ยนผ่านที่เหมาะสม และจะควบคุมการขายน้ำมันของเวเนซุเอลาอย่างไร้กำหนด

 

ทรัมป์ยังอ้างสิทธิ์เหนือน้ำมันเวเนซุเอลาโดยระบุว่า ในอดีตรัฐบาลเวเนซุเอลาเคยยึดและขายสินทรัพย์ รวมถึงแท่นขุดเจาะน้ำมันของบริษัทอเมริกันไปฝ่ายเดียว ซึ่งสร้างความเสียหายแก่สหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ข้อตกลงนี้จึงเป็นความพยายามในการแก้ไขและชดเชยความเสียหายนั้นในอดีต

 

รายละเอียดของข้อตกลงเป็นอย่างไร

 

รัฐบาลสหรัฐฯ จะถือสิทธิ์การควบคุม 55% ในการร่วมทุน (Joint Venture) ร่วมกับ ‘ผู้ดำเนินการภาคเอกชนที่มีประสบการณ์ในเวเนซุเอลา’

 

ส่วนระยะเวลาสัมปทานนั้น รัฐบาลรักษาการของเวเนซุเอลา นำโดย เดลซี โรดริเกซ ได้ให้สัมปทานในการดำเนินงานในแหล่งน้ำมันยุทธศาสตร์เหล่านี้นานถึง 100 ปี

 

สหรัฐฯ จะดำเนินการผ่านพันธมิตรภาคธุรกิจเอกชน โดยทรัมป์ระบุว่า ดีลนี้สำเร็จได้โดย “ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ต่อผู้เสียภาษีชาวอเมริกัน” ทั้งนี้ จะมีรูปแบบการเช่าพื้นที่ (Lease Model) หรือการประมูลแหล่งน้ำมันให้แก่ผู้ผลิตสัญชาติอเมริกันเข้ามาดำเนินการ

 

มีการตั้งข้อสังเกตจากผู้เชี่ยวชาญและสื่อหลายสำนักว่า ข้อตกลงที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นกรณีที่ ‘แปลกประหลาดมาก’ (Highly Unusual) เนื่องจากเปรียบเสมือนการให้อำนาจรัฐบาลสหรัฐฯ เข้าไปปกครองทรัพยากรอธิปไตยของประเทศอื่นโดยตรง ซึ่งมีขอบเขตกว้างขวางกว่าตอนที่สหรัฐฯ ควบคุมรายได้น้ำมันของอิรักหลังปี 2003 เสียอีก และอาจต้องเผชิญกับ ‘ข้อจำกัด’ ทางกฎหมายและรัฐธรรมนูญในเวเนซุเอลา ที่กำหนดให้รัฐต้องเป็นผู้ควบคุมกิจกรรมหลักของอุตสาหกรรมน้ำมัน

 

เงื่อนไขและข้อแลกเปลี่ยนคืออะไร

 

ข้อตกลงนี้ทำขึ้นในลักษณะของ ‘ผลประโยชน์ต่างตอบแทน’ (Win-Win) ระหว่างทั้งสองประเทศ โดยมีเงื่อนไขแลกเปลี่ยนหลักๆ ได้แก่ ฝั่งสหรัฐอเมริกา จะได้รับสิทธิ์การควบคุมและเข้าถึงน้ำมันสำรองส่วนใหญ่ในระยะยาว 100 ปี ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงานในภูมิภาคและการรักษาสมดุลตลาดโลก อีกทั้งบริษัทน้ำมันของสหรัฐฯ ยังได้รับสิทธิ์ในการสำรวจ ผลิต และรับประกันอุปทานน้ำมันส่งกลับไปยังโรงกลั่นในสหรัฐฯ เพื่อผลิตน้ำมันดิบราคาถูก

 

ขณะที่ฝั่งเวเนซุเอลาจะได้รับ เงินลงทุนเกือบ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนำเข้ามาจากบริษัทเอกชนสหรัฐฯ เพื่อฟื้นฟูและปรับปรุงอุตสาหกรรมน้ำมันที่เสื่อมโทรมลงไปมาก หลังจากขาดการลงทุน การบริหารที่ล้มเหลว และการถูกคว่ำบาตรมานานหลายปี

 

เวเนซุเอลายังจะได้รับรายได้ภาษีคืนสู่รัฐกว่า 2.09 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเงินจำนวนนี้จะไหลเข้าสู่คลังของเวเนซุเอลา เพื่อนำไปใช้ขับเคลื่อนการเติบโตและฟื้นฟูเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ อีกทั้งยังเป็นการช่วยกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานที่มีรายได้สูงหลายพันตำแหน่ง สำหรับคนท้องถิ่นในการสร้างและพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่อีกด้วย

 

ข้อตกลงน้ำมันประวัติศาสตร์ 100 ปีนี้คือ การขยับหมากทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งสำคัญที่ช่วยเพิ่มคลังน้ำมันสำรองของสหรัฐฯ ขึ้นเท่าตัว เพื่อแก้ปัญหาราคาน้ำมันในประเทศ แลกกับการใช้เงินทุนภาคเอกชนเข้าไปฟื้นฟูเศรษฐกิจของเวเนซุเอลา โดยไม่มีค่าใช้จ่ายต่อผู้เสียภาษีอเมริกัน แม้หนทางข้างหน้าจะยังต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายทางกฎหมายอธิปไตยก็ตาม

 

แฟ้มภาพ: DIA TV / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์ประกาศ สหรัฐฯ เข้าควบคุมน้ำมันเวเนซุเอลากว่า 6.5 หมื่นล้านบาร์เรล มีอะไรเป็นเงื่อนไข appeared first on THE STANDARD.

]]>
เหตุน้ำท่วมใหญ่เนปาล ตายแล้วกว่า 500 คน สูญหาย 2,500 คน เสี่ยงเกิดระลอกสอง https://thestandard.co/nepal-flood-deaths-missing/ Sat, 29 Aug 2026 06:09:39 +0000 https://thestandard.co/nepal-flood-deaths-missing/ ภาพมุมสูงแสดงพื้นที่ในเนปาลที่ถูกน้ำท่วมอย่างหนัก

วันนี้ (29 สิงหาคม) เหตุน้ำท่วมฉับพลันครั้งใหญ่ในเนปาล […]

The post เหตุน้ำท่วมใหญ่เนปาล ตายแล้วกว่า 500 คน สูญหาย 2,500 คน เสี่ยงเกิดระลอกสอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงแสดงพื้นที่ในเนปาลที่ถูกน้ำท่วมอย่างหนัก

วันนี้ (29 สิงหาคม) เหตุน้ำท่วมฉับพลันครั้งใหญ่ในเนปาล ใกล้กับชายแดนจีน มียอดผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 500 คน สูญหายอีกราว 2,500 คน โดยทีมกู้ภัยต้องปฏิบัติภารกิจภายใต้ความกดดันและแข่งกับเวลา หลังมีการตรวจพบการก่อตัวขึ้นของมวลน้ำในพื้นที่บริเวณดังกล่าว ซึ่งเสี่ยงต่อการพังทลายและอาจส่งผลให้เกิดเหตุน้ำท่วมฉับพลันระลอกสองได้

 

สภากาชาดระบุว่า จนถึงขณะนี้มีผู้ได้รับการช่วยเหลือในเนปาลแล้วมากกว่า 3,700 คน แต่คาดว่ามีผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้อย่างน้อย 93,000 คน เบื้องต้น เนปาลยินยอมให้ทีมกู้ภัยและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาช่วยเหลือปฏิบัติการกู้ภัย ซึ่งคาดว่า เป็นผลจากแรงกดดันของนานาประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีพลเมืองสูญหาย

 

อ้างอิง:

ภาพมุมสูงแสดงพื้นที่ในเนปาลที่ถูกน้ำท่วมอย่างหนัก 1ภาพมุมสูงแสดงพื้นที่ในเนปาลที่ถูกน้ำท่วมอย่างหนัก 2ภาพมุมสูงแสดงพื้นที่ในเนปาลที่ถูกน้ำท่วมอย่างหนัก 3ภาพมุมสูงแสดงพื้นที่ในเนปาลที่ถูกน้ำท่วมอย่างหนัก 4ภาพมุมสูงแสดงพื้นที่ในเนปาลที่ถูกน้ำท่วมอย่างหนัก 5ภาพมุมสูงแสดงพื้นที่ในเนปาลที่ถูกน้ำท่วมอย่างหนัก 6

The post เหตุน้ำท่วมใหญ่เนปาล ตายแล้วกว่า 500 คน สูญหาย 2,500 คน เสี่ยงเกิดระลอกสอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไอซ์แลนด์เตรียมลงประชามติ ‘จะสมัครสมาชิก EU หรือไม่’ สำคัญอย่างไร https://thestandard.co/iceland-eu-membership-referendum/ Sat, 29 Aug 2026 05:40:05 +0000 https://thestandard.co/iceland-eu-membership-referendum/

วันนี้ (29 สิงหาคม) ประชาชนชาวไอซ์แลนด์เตรียมลงคะแนนเสี […]

The post ไอซ์แลนด์เตรียมลงประชามติ ‘จะสมัครสมาชิก EU หรือไม่’ สำคัญอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (29 สิงหาคม) ประชาชนชาวไอซ์แลนด์เตรียมลงคะแนนเสียงประชามติ (Referendum) เพื่อตัดสินใจว่าไอซ์แลนด์ควรเริ่มต้นการเจรจา เพื่อเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) อีกครั้งหรือไม่ หลังจากที่การเจรจาเคยถูกระงับและหยุดชะงักไปเมื่อปี 2013 โดยคำถามหลักบนบัตรลงคะแนนคือ “ไอซ์แลนด์ควรกลับมาเริ่มต้นการเจรจาเข้าเป็นสมาชิกกับสหภาพยุโรปอีกครั้งหรือไม่?”

 

 

โหวตครั้งนี้มีรายละเอียดอย่างไร ทำไมถึงสำคัญ

 

ผลการลงประชามติที่จะเกิดขึ้นในวันนี้ การโหวต ‘เห็นด้วย’ (Yes) ไม่ได้หมายถึงการที่ไอซ์แลนด์จะเข้าเป็นสมาชิก EU ทันที แต่เป็นเพียงการเปิดทางให้รัฐบาลเริ่มต้นกระบวนการเจรจาข้อตกลงกับทาง EU อีกครั้ง

 

หากเจรจาเสร็จสิ้น ข้อตกลงดังกล่าวจะต้องผ่านการทำประชามติรอบที่ 2 เพื่อให้ประชาชน ‘เห็นชอบ’ อีกครั้ง ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และได้รับการลงนามรับรองจากชาติสมาชิก EU ทั้ง 27 ประเทศด้วย

 

แต่ถ้าหากผลโหวตเป็น ‘ไม่เห็นด้วย’ (No) การกลับมาเจรจาจะถูกพับเก็บไว้ชั่วคราว แต่ก็ไม่ได้ตัดโอกาสที่ไอซ์แลนด์จะพิจารณาประเด็นนี้อีกในอนาคต

 

แม้ว่าในปัจจุบัน ไอซ์แลนด์จะเป็นส่วนหนึ่งของตลาดเดี่ยวของ EU และอยู่ในเขตเชงเกน (Schengen) ภายใต้ข้อตกลงเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA) อยู่แล้ว แต่ประชามติครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากมี ‘ปัจจัยเร่ง’ จาก ประเด็นด้านความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ สถานการณ์โลกที่ตึงเครียดขึ้น เช่น สงครามของรัสเซียในยูเครน ความตึงเครียดในภูมิภาคอาร์กติก และความกังวลต่อนโยบายของสหรัฐฯ ที่ทรัมป์เคยแสดงความสนใจที่จะซื้อกรีนแลนด์ และเคยพูดสับสนระหว่างกรีนแลนด์กับไอซ์แลนด์

 

ประกอบกับไอซ์แลนด์เผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ (5.6%) และอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่พุ่งสูงถึง 8% เมื่อเทียบกับ 2.25% ของธนาคารกลางยุโรป ส่งผลให้ค่าครองชีพแพงกว่าปกติและผู้คนแบกรับค่าผ่อนบ้านที่สูงมาก ปัจจัยเร่งเหล่านี้ได้ผลักดันให้รัฐบาลไอซ์แลนด์ตัดสินใจจัดทำประชามติเร็วกว่ากำหนดเดิม เนื่องจากไอซ์แลนด์ไม่มีกองทัพเป็นของตัวเอง จึงต้องการเสาหลักความมั่นคงเพิ่มเติมจาก EU

 

ความท้าทายครั้งใหญ่ของการลงประชามติ คืออะไร

 

ประเด็นขัดแย้งและความท้าทายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการลงประชามติครั้งนี้ แบ่งประชาชนชาวไอซ์แลนด์ออกเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน โดยโฟกัสไปที่เรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง และอำนาจอธิปไตย

 

มุมที่เกี่ยวข้องกับ ‘สิทธิ์ในการทำประมงและอำนาจอธิปไตย’ เป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของประเด็นนี้ โดยอุตสาหกรรมประมงและสัตว์น้ำคิดเป็นเกือบ 40% ของมูลค่าการส่งออกของไอซ์แลนด์ ฝ่าย ‘ไม่เห็นด้วย’ (No) นำโดย กูธรูน ฮัฟสไตน์สโดตตีร์ หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน กังวลว่า นโยบายประมงร่วมของ EU (Common Fisheries Policy) จะทำให้ไอซ์แลนด์สูญเสียการควบคุมน่านน้ำประมงของตนเอง และไม่มีวันยอมแบ่งปันน่านน้ำนี้ให้ใคร แม้ฝ่ายรัฐบาลจะเชื่อว่า จะสามารถเจรจาขอ ‘ข้อยกเว้นพิเศษถาวร’ ได้ แต่ฝ่ายคัดค้านชี้ว่า ที่ผ่านมาไม่เคยมีสมาชิก EU รายใดได้รับข้อยกเว้นถาวร

 

ส่วนมุมที่เกี่ยวข้องกับ ‘เศรษฐกิจและสกุลเงินยูโร’ นั้น ฝ่าย ‘เห็นด้วย’ (Yes) นำโดย คริสตรูน โฟรสตัดดอตตีร์ นายกรัฐมนตรีหญิงของไอซ์แลนด์ แย้งว่า การเข้า EU และเปลี่ยนมาใช้เงินยูโรจะช่วยควบคุมเงินเฟ้อ ลดดอกเบี้ย และสร้างเสถียรภาพทางการเงินได้ดีกว่า ขณะที่ฝ่ายคัดค้านแย้งว่า นี่ไม่ใช่ปัญหาที่ EU จะมาแก้ให้ แต่เป็นหน้าที่ของนักการเมืองไอซ์แลนด์เอง และกังวลว่า กฎระเบียบของ EU จะเน้นผลประโยชน์ของผู้บริโภค 450 ล้านคน มากกว่าความต้องการเฉพาะของประชากร 400,000 คนของไอซ์แลนด์

 

แนวโน้มผลประชามติเป็นอย่างไร

 

ขณะนี้ ผลโพลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนชาวไอซ์แลนด์ ‘ก้ำกึ่งมาก’ จนไม่สามารถคาดเดาฝ่ายผู้ชนะล่วงหน้าได้ โดยโพลล่าสุดบางสำนักชี้ว่า ฝ่าย ‘ไม่เห็นด้วย’ (No) มีคะแนนนำอยู่เล็กน้อยที่ 51.6% ในขณะที่บางโพลก่อนหน้านั้นให้ฝ่าย ‘เห็นด้วย’ (Yes) นำอยู่เล็กน้อยที่ 51.3%

 

หากผลโหวตเป็น ฝ่าย ‘เห็นด้วย’ (Yes) ชนะ คาดว่า กระบวนการเจรจากับ EU ครั้งใหม่จะเริ่มต้นในช่วงปลายปี 2026 และอาจใช้เวลาเจรจาประมาณ 18-24 เดือน เนื่องจากความคืบหน้าของการเจรจาเดิมทำไว้ค่อนข้างมากแล้ว (เจรจาเสร็จสิ้นชั่วคราวไปแล้ว 11 จาก 35 บทเจรจา) ซึ่งฝ่ายสนับสนุนเชื่อว่า จะใช้เวลาเจรจาเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ยังมีความไม่แน่นอนทางการเมืองแทรกซ้อน เนื่องจากไอซ์แลนด์จะต้องมีการเลือกตั้งทั่วไปภายในเดือนพฤศจิกายน 2028

 

แฟ้มภาพ: Thierry Monasse / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ไอซ์แลนด์เตรียมลงประชามติ ‘จะสมัครสมาชิก EU หรือไม่’ สำคัญอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์เยือนไนจีเรียครั้งแรก พร้อมถกกลุ่มชาติแอฟริกาตะวันตก ยกระดับความสัมพันธ์หลายมิติ https://thestandard.co/thailand-nigeria-cooperation/ Fri, 28 Aug 2026 06:50:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1247656 สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือกับ นางบีแองกา โอดูเมกวู-โอจุกวู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไนจีเรีย

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม สีหศักดิ์พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐม […]

The post สีหศักดิ์เยือนไนจีเรียครั้งแรก พร้อมถกกลุ่มชาติแอฟริกาตะวันตก ยกระดับความสัมพันธ์หลายมิติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือกับ นางบีแองกา โอดูเมกวู-โอจุกวู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไนจีเรีย

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม สีหศักดิ์พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้พบ นางบีแองกา โอดูเมกวู-โอจุกวู (Bianca Odumegwu-Ojukwu) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไนจีเรีย ณ กรุงอาบูจา

 

การหารือมุ่งเน้นการทำงานของประเทศไทยภายใต้กรอบ Thailand-Africa Initiative (TAI) ซึ่งกลับมามีบทบาทสำคัญอีกครั้ง หลังเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2556

 

สีหศักดิ์กล่าวว่า ประเทศไทยต้องการกระชับความร่วมมือกับภูมิภาคแอฟริกาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยมองว่า ไนจีเรียเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่จะช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองทวีป อีกทั้งไนจีเรียมีบทบาทสำคัญในกลุ่มประเทศโลกใต้ (Global South) ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีความสำคัญต่อการรักษาไว้ซึ่งระเบียบระหว่างประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนต่าง ๆ ทั่วโลก เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โรคระบาด และอาชญากรรมข้ามชาติ

 

“ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันระหว่างประเทศโลกใต้ด้วยกันเอง (South-South cooperation) นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งนั่นหมายถึงการช่วยเหลือกันในส่วนที่สามารถทำได้” เขากล่าว

 

ไทยและไนจีเรียได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MoU) ว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อกำหนดกรอบการหารือ ทั้งยังเห็นพ้องดำเนินโครงการด้านเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการเกษตรอย่างยั่งยืนร่วมกัน ระหว่างกรมความร่วมมือระหว่างประเทศของไทยกับ Federal Cooperative College

 

ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศไนจีเรียเน้นย้ำความต้องการยกระดับความสัมพันธ์กับไทยโดยมีความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นหนึ่งในเสาหลัก รวมถึงสนับสนุนความร่วมมือด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะ โดยเห็นว่าไนจีเรียมีตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่และมีโอกาสทางการลงทุนที่เปิดกว้างสำหรับภาคธุรกิจไทย

 

“ไนจีเรียหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับฝ่ายไทย เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือในด้านต่างๆ ที่ได้ระบุไว้ในวันนี้และเพื่อเสริมสร้างกลไกการหารืออย่างสม่ำเสมอระหว่างกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศ”

 

ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะขับเคลื่อนความสัมพันธ์ผ่านกรอบความร่วมมือพหุภาคี ทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจ

 

ขณะที่รองนายกรัฐมนตรีฯ ยังเป็นประธานในกิจกรรม Thailand-Nigeria Business Forum ซึ่งจัดขึ้นที่นครลากอสวานนี้ (27 สิงหาคม) โดยมีภาคธุรกิจไทยเข้าร่วมเพื่อสำรวจโอกาสการลงทุนในไนจีเรีย

 

ทั้งนี้ ข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า ไนจีเรียเป็นคู่ค้าอันดับสองของไทยในภูมิภาคแอฟริกา โดยมีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 สินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ ยาง อลูมิเนียม เม็ดพลาสติก และข้าว

 

ไทยและไนจีเรียจะครบรอบ 64 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในวันที่ 1 พฤศจิกายน ปี 2569 โดยการเยือนระดับสูงครั้งใหญ่ล่าสุดเกิดขึ้นในปี 2556 ในช่วงที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

The post สีหศักดิ์เยือนไนจีเรียครั้งแรก พร้อมถกกลุ่มชาติแอฟริกาตะวันตก ยกระดับความสัมพันธ์หลายมิติ appeared first on THE STANDARD.

]]>