ข่าวต่างประเทศ World – THE STANDARD THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/world/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 12 Oct 2026 12:38:51 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 นายกฯ เปิด Royal Pavilion ในงาน IMF-World Bank 2026 ถ่ายทอดพระราชดำริผ่านนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงพัฒนาประเทศ https://thestandard.co/the-prime-minister-opened-the-royal-pavilion-at/ Mon, 12 Oct 2026 12:38:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1267792 ภาพนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เปิด Royal Pavilion ในงาน IMF-World Bank 2026

วันนี้ (12 ตุลาคม 2569) เวลา 17.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแ […]

The post นายกฯ เปิด Royal Pavilion ในงาน IMF-World Bank 2026 ถ่ายทอดพระราชดำริผ่านนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงพัฒนาประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เปิด Royal Pavilion ในงาน IMF-World Bank 2026

วันนี้ (12 ตุลาคม 2569) เวลา 17.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ‘พระราชปณิธานอันทรงคุณค่า: เสริมพลังประชาชน สร้างความเข้มแข็งเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลง’ (The Royal Legacy: Empowering People, Building Resilience) ซึ่งจัดขึ้นควบคู่กับการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก ประจำปี 2569 (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings)

ดูภาพข่าว 

ภายในงานมีเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) Ajay Banga ประธานกลุ่มธนาคารโลก และ Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วม

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า หัวข้อการประชุมประจำปีครั้งนี้ ‘Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience’ สะท้อนความมุ่งมั่นของไทยในการให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา และเสริมสร้างความสามารถของสังคมในการรับมือกับโลกที่มีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น โดยแนวคิดดังกล่าวเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากพระราชดำริและพระราชจริยวัตรของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

 

ตลอดระยะเวลากว่า 7 ทศวรรษ พระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาสะท้อนหลักความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันต่อความเปลี่ยนแปลง บนพื้นฐานของความรู้และคุณธรรม ซึ่งยังคงเป็นหลักสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในปัจจุบัน

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า ความก้าวหน้าไม่ควรวัดเพียงการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ควรครอบคลุมถึงความเข้มแข็งของชุมชน การดูแลสิ่งแวดล้อม และความสามารถของประชาชนในการรับมือกับความท้าทายในอนาคต โดยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงยังเป็นแนวทางส่งเสริมการพัฒนาที่สมดุล ครอบคลุม และยั่งยืน

 

สำหรับนิทรรศการครั้งนี้จัดขึ้นในโอกาสที่ประเทศไทยเตรียมเข้าสู่ปีครบรอบ 100 ปีแห่งวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในปี 2570 เพื่อน้อมรำลึกถึงพระราชกรณียกิจ และนำเสนอแนวพระราชดำริที่สามารถประยุกต์ใช้เพื่อรับมือกับความท้าทายในปัจจุบัน

 

ภายใน Royal Pavilion มีการนำเสนอพระราชดำริและโครงการพัฒนาที่ถ่ายทอดหลักการดังกล่าวสู่การปฏิบัติ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชน โดยนายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า นิทรรศการจะสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกภาคส่วนร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และสร้างอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน

 

ทั้งนี้ การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร โดยประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ มีผู้เข้าร่วมจาก 191 ประเทศกว่า 15,000 คน ประกอบด้วยผู้กำหนดนโยบายด้านเศรษฐกิจและการเงิน ผู้บริหารสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ภาคเอกชน นักวิชาการ และผู้แทนจากภาคส่วนต่าง ๆ ทั่วโลก

 

 

ภาพนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เปิด Royal Pavilion ในงาน IMF-World Bank 2026 1ภาพนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เปิด Royal Pavilion ในงาน IMF-World Bank 2026 2ภาพนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เปิด Royal Pavilion ในงาน IMF-World Bank 2026 3ภาพนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เปิด Royal Pavilion ในงาน IMF-World Bank 2026 4ภาพนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เปิด Royal Pavilion ในงาน IMF-World Bank 2026 5ภาพนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เปิด Royal Pavilion ในงาน IMF-World Bank 2026 6ภาพนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เปิด Royal Pavilion ในงาน IMF-World Bank 2026 7ภาพนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เปิด Royal Pavilion ในงาน IMF-World Bank 2026 8

The post นายกฯ เปิด Royal Pavilion ในงาน IMF-World Bank 2026 ถ่ายทอดพระราชดำริผ่านนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงพัฒนาประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ป.ป.ช. ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน ‘สส. สุชาดา’ ส่อผิดปกติ-ปกปิดข้อเท็จจริง เตรียมแกะรอยเส้นทางการเงินโยงเว็บพนันต่างประเทศ https://thestandard.co/pacc-investigate-suchada-assets-gambling/ Mon, 12 Oct 2026 10:40:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1267720 ป.ป.ช. ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน สส. สุชาดา แทนทรัพย์ ที่ส่อผิดปกติและปกปิดข้อเท็จจริง

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( […]

The post ป.ป.ช. ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน ‘สส. สุชาดา’ ส่อผิดปกติ-ปกปิดข้อเท็จจริง เตรียมแกะรอยเส้นทางการเงินโยงเว็บพนันต่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ป.ป.ช. ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน สส. สุชาดา แทนทรัพย์ ที่ส่อผิดปกติและปกปิดข้อเท็จจริง

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แถลงความคืบหน้าการตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรณีของ สุชาดา แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ หรือ

 

‘สส.ไอเดียร์’ และคู่สมรส หลังฝ่ายตรวจสอบพบข้อสงสัยเข้าข่ายความผิดปกติทางบัญชีอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งการยื่นเอกสารไม่ตรงความจริงและการปกปิดข้อเท็จจริง เตรียมขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงินเชิงลึก

 

ศักดิ์ชัย จันทร์แสงวัฒนา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เปิดเผยถึงรายละเอียดการตรวจสอบเอกสารหลักฐานเบื้องต้นว่า คณะทำงานได้ตรวจสอบเอกสารประกอบการยื่นบัญชีอย่างละเอียดทุกรายการ พบว่าทรัพย์สินที่แจ้งไว้มีความไม่สอดคล้องกับฐานรายได้จริง

 

นอกจากนี้ ยังพบข้อสงสัยเรื่องการยื่นเอกสารไม่ตรงตามความเป็นจริง การไม่ระบุรายการทรัพย์สินบางส่วน และการปกปิดข้อเท็จจริงในบัญชีทรัพย์สินของทั้งผู้ดำรงตำแหน่งและคู่สมรส ซึ่งถือเป็นเหตุอันควรสงสัยตามข้อกฎหมายที่นำไปสู่การตรวจสอบเชิงลึก

 

ด้าน เกียรติศักดิ์ พุฒพันธุ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. และรองโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. ชี้แจงถึงขั้นตอนและกรอบเวลาตามกฎหมายว่า ขณะนี้เรื่องดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบเบื้องต้นของฝ่ายสืบสวน ซึ่งตามระเบียบขั้นตอนปฏิบัติ ป.ป.ช. จะใช้กรอบระยะเวลาการตรวจสอบเบื้องต้น 60 วัน และหากพบว่าเอกสารพยานหลักฐานมีความซับซ้อน หรือต้องรอการประสานข้อมูลจากสถาบันการเงินและหน่วยงานภายนอกเพิ่มเติม จะสามารถขยายระยะเวลาออกไปได้อีก 30 วัน รวมเป็นระยะเวลาดำเนินงานในชั้นต้น 90 วัน

 

สำหรับขั้นตอนหลังจากฝ่ายตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐาน สัญญาการทำนิติกรรม บัญชีธนาคาร และรายการทรัพย์สินทั้งหมดครบถ้วนแล้ว จะทำการสรุปสำนวนพร้อมความเห็นเสนอต่อเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาและนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหญ่

 

หากที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเห็นชอบว่ามีพฤติการณ์ส่อไปในทางยื่นบัญชีเท็จ ปกปิดทรัพย์สิน หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติจริง จะมีการตั้งคณะทำงานไต่สวนข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการ และดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ถูกตรวจสอบ เพื่อเปิดโอกาสให้เข้ามาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป

 

ทั้งนี้ ในประเด็นเงินที่มีแหล่งที่มาจากเว็บไซต์พนันออนไลน์ในต่างประเทศ จะต้องพิจารณาว่าเงินจำนวนดังกล่าวได้มาก่อนหรือหลังจากดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยต้องนำมาพิจารณาประกอบกันทั้งหมด หากได้รับมาก่อนดำรงตำแหน่งจะถือว่าไม่มีความผิด แต่หากได้รับหลังจากดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะถือว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมายฐานไม่ยื่นทรัพย์สินหรือปกปิดบัญชีทรัพย์สิน ซึ่งมีบทลงโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 60,000 บาท

The post ป.ป.ช. ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน ‘สส. สุชาดา’ ส่อผิดปกติ-ปกปิดข้อเท็จจริง เตรียมแกะรอยเส้นทางการเงินโยงเว็บพนันต่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
IMF ชี้ AI เปลี่ยนตลาดแรงงาน ห่วงเด็กจบใหม่ หางานยาก ไร้โอกาสเริ่มต้นอาชีพ https://thestandard.co/imf-ai-labor-market-impact/ Mon, 12 Oct 2026 07:38:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1267614 คริสตาลินา กิออร์กิเอวา กรรมการผู้จัดการ IMF กล่าวบนเวทีเสวนาเรื่อง AI และการจ้างงาน

คริสตาลินา กิออร์กิเอวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผ […]

The post IMF ชี้ AI เปลี่ยนตลาดแรงงาน ห่วงเด็กจบใหม่ หางานยาก ไร้โอกาสเริ่มต้นอาชีพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คริสตาลินา กิออร์กิเอวา กรรมการผู้จัดการ IMF กล่าวบนเวทีเสวนาเรื่อง AI และการจ้างงาน

คริสตาลินา กิออร์กิเอวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ขึ้นเวทีเสวนา Small AI: More and Better Jobs ภายใต้การประชุมประจำปี 2026 ของ IMF และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ โดยร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับอนาคตของ AI และการจ้างงานในประเทศกำลังพัฒนา

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

กิออร์กิเอวาระบุว่า AI กำลังส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก ทั้งจากการลงทุนในเทคโนโลยีและความต้องการนำ AI ไปใช้งานจริง โดยมองว่า เทคโนโลยีดังกล่าวมีโอกาสช่วยเพิ่มผลิตภาพและกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในเอเชีย

 

อย่างไรก็ตาม เธอเตือนว่า แม้ AI จะช่วยสร้างงานใหม่ แต่ข้อมูลจากตลาดแรงงานเริ่มแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่น่ากังวล โดยงานที่ต้องใช้ทักษะ AI มีแนวโน้มได้รับค่าจ้างสูงขึ้น ขณะที่งานประจำที่มีลักษณะทำซ้ำกำลังลดลง แต่งานรายได้ต่ำกลับเพิ่มจำนวนมากขึ้น

 

เธอจึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งศึกษาผลกระทบของ AI ต่อการจ้างงาน ปรับระบบการศึกษาให้ประชาชนสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ได้ตลอดชีวิต และเตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงด้านรายได้ภาษี หากในอนาคตภาคธุรกิจหันไปพึ่งพาเทคโนโลยีและเงินทุนมากกว่าแรงงานมนุษย์

 

AI ดันเศรษฐกิจโลกโต เอเชียมีโอกาสได้ประโยชน์

 

กิออร์กิเอวากล่าวว่า AI กำลังสร้างแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจผ่านการลงทุนจำนวนมาก ทั้งการพัฒนาศูนย์ข้อมูล (Data Center) การสร้างโมเดล AI และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการใช้งานเทคโนโลยี

 

เธอมองว่า การลงทุนเหล่านี้เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยพยุงการเติบโตของเศรษฐกิจโลกให้อยู่ที่ประมาณ 3% แม้เศรษฐกิจจะเผชิญแรงกดดันจากปัญหาพลังงานก็ตาม

 

ขณะเดียวกัน ประเทศในเอเชียยังมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ AI เช่น จีนและอินเดียมีส่วนในการพัฒนาเทคโนโลยี ขณะที่ประเทศไทยมีส่วนสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับอุตสาหกรรมดังกล่าว

 

กิออร์กิเอวาระบุว่า โอกาสสำคัญในระยะต่อไปจะอยู่ที่การนำ AI ไปใช้งานอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เช่นเดียวกับโทรศัพท์มือถือที่กลายเป็นอุปกรณ์ซึ่งผู้คนทั่วโลกใช้งานในชีวิตประจำวัน

 

อย่างไรก็ตาม ประเทศต่างๆ จำเป็นต้องมีไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และประชาชนที่พร้อมเรียนรู้เทคโนโลยี รวมถึงมาตรการของภาครัฐเพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

 

IMF ประเมิน AI อาจช่วยเพิ่มอัตราเติบโตเศรษฐกิจเอเชีย

 

กิออร์กิเอวายกผลการประเมินของ IMF ว่า หากประเทศต่างๆ สามารถนำ AI ไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีดังกล่าวอาจช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วในเอเชียได้ประมาณ 0.5-1 จุดเปอร์เซ็นต์

 

ส่วนประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชียอาจมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นประมาณ 0.2-0.8 จุดเปอร์เซ็นต์ โดยเธอชี้ว่า ตัวเลขเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้วในเอเชียที่กำลังเผชิญปัญหาสังคมสูงวัย เพราะหาก AI ช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อีก 1 จุดเปอร์เซ็นต์ ก็อาจช่วยชดเชยผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรได้มากกว่าที่คาด

 

งานใช้ทักษะ AI เงินเดือนดีขึ้น แต่งานรายได้ต่ำกลับเพิ่ม

 

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่กิออร์กิเอวาหยิบยกขึ้นมา คือ ผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงาน โดยเธอเปิดเผยผลการศึกษาของ IMF ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งพบว่า ปัจจุบัน งานประมาณ 10% ในตลาดแรงงานต้องใช้ทักษะด้าน AI แล้ว

 

เธอมองว่า งานกลุ่มนี้มักต้องใช้ทักษะสูงและให้ค่าตอบแทนที่ดีกว่า ขณะที่งานประจำประเภทลักษณะทำซ้ำ หรือสามารถใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำแทนได้ กำลังมีจำนวนลดลง แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ งานรายได้ต่ำกลับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะงานก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับศูนย์ข้อมูล และงานในภาคบริการ

 

เธอระบุว่า หากดูภาพรวมของตลาดแรงงานในพื้นที่ที่ IMF ศึกษา จำนวนงานสุทธิยังเพิ่มขึ้น แต่ผลลัพธ์ดังกล่าวอาจไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีนัก เพราะงานที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นงานที่ได้รับค่าจ้างค่อนข้างต่ำ

 

กิออร์กิเอวาจึงเตือนว่า การประเมินผลกระทบของ AI ไม่ควรดูเพียงจำนวนตำแหน่งงานที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง แต่ต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพของงานและรายได้ที่แรงงานได้รับด้วย

 

ห่วงเด็กจบใหม่ เสียโอกาสเริ่มต้นอาชีพ

 

กิออร์กิเอวาระบุว่า กลุ่มที่เธอกังวลมากที่สุดคือคนหนุ่มสาวที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน เพราะในอดีตคนรุ่นใหม่มักเริ่มต้นอาชีพจากงานประจำที่มีลักษณะซ้ำๆ ก่อนจะค่อยๆ สะสมประสบการณ์และก้าวไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น

 

แต่เมื่อ AI สามารถเข้ามาทำงานเหล่านี้แทนมนุษย์ได้มากขึ้น โอกาสในการเริ่มต้นอาชีพของคนรุ่นใหม่ก็อาจลดลงตามไปด้วย โดยยกตัวอย่างว่า คนหนุ่มสาวที่ต้องการเริ่มต้นอาชีพ อาจไม่อยากทำงานเป็นพนักงานชงกาแฟในร้านกาแฟไปตลอดชีวิต เพราะงานลักษณะนี้อาจไม่ใช่อาชีพในอนาคตที่พวกเขาตั้งใจไว้

 

อย่างไรก็ตาม กิออร์กิเอวาย้ำว่า จากข้อมูลที่ IMF ศึกษา AI ยังไม่ได้ทำให้ความต้องการแรงงานโดยรวมลดลงอย่างชัดเจน แต่กำลังเปลี่ยนประเภทของงานที่นายจ้างต้องการ โดยยังเตือนว่า สถานการณ์ดังกล่าวอาจเปลี่ยนไปในอนาคต จึงจำเป็นต้องติดตามข้อมูลตลาดแรงงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้รัฐบาลสามารถออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนได้ทันเวลา

 

จี้รัฐบาลปฏิรูปการศึกษา คนยุค AI ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต

 

กิออร์กิเอวามองว่า รัฐบาลมีหน้าที่สำคัญในการเตรียมประชาชนให้พร้อมรับมือกับ AI โดยเฉพาะการปรับระบบการศึกษาให้ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

เธอระบุว่า โลกการทำงานกำลังเข้าสู่ยุคที่คนเราไม่สามารถเรียนรู้ทักษะเพียงครั้งเดียว แล้วนำไปใช้ได้ตลอดชีวิตเหมือนที่ผ่านมา ฉะนั้น การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) จึงมีความสำคัญมากขึ้น เพื่อให้แรงงานสามารถพัฒนาทักษะใหม่และปรับตัวตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

 

กิออร์กิเอวายังเรียกร้องให้รัฐบาลติดตามข้อมูลและศึกษาผลกระทบของ AI อย่างจริงจัง เพราะการตัดสินใจด้านนโยบายจำเป็นต้องอาศัยหลักฐานจากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตลาดแรงงาน

 

AI อาจกระทบรายได้ภาษี รัฐบาลจะหาเงินจากไหน?

 

อีกหนึ่งประเด็นที่กิออร์กิเอวาให้ความสำคัญ คือ ผลกระทบของ AI ต่อรายได้ภาครัฐ โดยเธอตั้งข้อสังเกตว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลจำนวนมากพึ่งพารายได้จากการเก็บภาษีที่เกี่ยวข้องกับแรงงานและประชาชน

 

อย่างไรก็ตาม หาก AI ทำให้ภาคธุรกิจใช้แรงงานน้อยลง และหันไปพึ่งพาเครื่องจักร เทคโนโลยี และเงินทุนมากขึ้น รัฐบาลอาจจำเป็นต้องทบทวนว่าจะเก็บภาษีจากส่วนใดเพื่อให้มีรายได้เพียงพอ

 

กรรมการผู้จัดการ IMF ยังเตือนว่า เรื่องนี้มีความสำคัญ เพราะรัฐบาลยังต้องใช้เงินช่วยให้ประชาชนปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน ทั้งการพัฒนาทักษะ การศึกษา และมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ นั่นหมายความว่า หากรายได้ภาษีลดลงในช่วงที่ประชาชนต้องการความช่วยเหลือมากขึ้น รัฐบาลก็อาจเผชิญความยากลำบากในการรับมือกับผลกระทบจาก AI

 

เปรียบ AI เป็นสึนามิที่ค่อยๆ เคลื่อนตัว เตือนโลกต้องเตรียมพร้อม

 

ช่วงท้ายของการแลกเปลี่ยนบทสนทนา กิออร์กิเอวาเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงจาก AI ว่า เหมือนคลื่นสึนามิที่เคลื่อนตัวเข้ามา แม้ผลกระทบจะยังไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันในทุกอาชีพ แต่เทคโนโลยีกำลังทยอยเปลี่ยนแปลงตลาดแรงงานอย่างต่อเนื่อง

 

เธอยอมรับว่า ตอนนี้ยังไม่มีใครสามารถบอกได้อย่างแน่ชัดว่า โลกการทำงานในอีก 5 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่รัฐบาลสามารถเตรียมพร้อมได้ด้วยการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลง และนำบทเรียนที่ได้ไปปรับใช้กับนโยบายอย่างจริงจัง

 

สำหรับเป้าหมายที่อยากเห็นจาก AI ในอีก 5 ปีข้างหน้า กิออร์กิเอวาทิ้งท้ายว่า เธออยากให้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำงานที่มนุษย์ไม่อยากทำ เพื่อให้ผู้คนมีเวลาไปทำสิ่งที่ตัวเองรักมากขึ้น พร้อมกับมีรายได้ คุณภาพชีวิต และศักดิ์ศรีในการดำรงชีวิตที่ดีขึ้น

 

“ให้ AI ทำทุกอย่างที่เราไม่อยากทำ แล้วปล่อยให้เราได้ใช้เวลากับสิ่งที่เรารัก” กิออร์กิเอวากล่าว

The post IMF ชี้ AI เปลี่ยนตลาดแรงงาน ห่วงเด็กจบใหม่ หางานยาก ไร้โอกาสเริ่มต้นอาชีพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมกลุ่มฮูตียิงขีปนาวุธโจมตีสนามบินซาอุฯ ส่งผลมีผู้เสียชีวิตนับสิบคน บาดเจ็บนับร้อยคน https://thestandard.co/houthi-attack-saudi-airport-casualties/ Mon, 12 Oct 2026 06:11:29 +0000 https://thestandard.co/houthi-attack-saudi-airport-casualties/ ภาพกราฟิกสรุปเหตุการณ์กลุ่มฮูตียิงขีปนาวุธโจมตีสนามบินในซาอุดีอาระเบีย

กลุ่มติดอาวุธฮูตีในเยเมน ยิงขีปนาวุธโจมตีสนามบินนานาชาต […]

The post ทำไมกลุ่มฮูตียิงขีปนาวุธโจมตีสนามบินซาอุฯ ส่งผลมีผู้เสียชีวิตนับสิบคน บาดเจ็บนับร้อยคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกสรุปเหตุการณ์กลุ่มฮูตียิงขีปนาวุธโจมตีสนามบินในซาอุดีอาระเบีย

กลุ่มติดอาวุธฮูตีในเยเมน ยิงขีปนาวุธโจมตีสนามบินนานาชาติคิงคาลิด (King Khalid International Airport) ในกรุงริยาด เมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย วานนี้ (11 ตุลาคม) เป็นครั้งที่ 2 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอีก 1 คน และบาดเจ็บ 11 คน และทำให้เกิดไฟไหม้อาคารผู้โดยสาร ขณะที่การโจมตีครั้งแรกเมื่อวันเสาร์ (10 ตุลาคม) ทำให้มีผู้เสียชีวิตไป 13 คน และบาดเจ็บ 308 คน

 

 

หน่วยงานการบินพลเรือนของซาอุฯ ระบุว่า ผู้เสียชีวิตประกอบด้วยชาวซาอุฯ 4 คน ชาวบังกลาเทศ 2 คน และชาวอเมริกัน จอร์แดน ปาเลสไตน์ ซีเรีย ซูดาน และอียิปต์ ประเทศละ 1 คน

 

กลุ่มฮูตีประกาศยอมรับว่า พวกเขาอยู่เบื้องหลังการโจมตีสนามบินในริยาด ด้วยโดรนและขีปนาวุธ ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และเตือนไปยังสายการบินและผู้โดยสารไม่ให้ใช้สนามบินและน่านฟ้าของซาอุฯ

 

เหตุโจมตีครั้งนี้ ถือเป็นการโจมตีของกลุ่มฮูตี ต่อซาอุฯ ที่ร้ายแรงที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ ทำให้หน่วยงานการบินพลเรือนของซาอุฯ ต้องระงับการดำเนินงานและเปลี่ยนเส้นทางเที่ยวบินทั้งหมด

 

สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรต้องออกคำเตือนการเดินทางไปยังซาอุฯ สำหรับพลเมืองของตน โดยมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ประณามการโจมตีและยืนยันว่า มีพลเมืองอเมริกันเสียชีวิตจากการโจมตีครั้งนี้

 

ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า “สหรัฐฯ จะตัดสินใจและดำเนินการอย่างรวดเร็ว ว่าจะโจมตีกลุ่มฮูตีหรือไม่”

 

ทำไมกลุ่มฮูตี จึงโจมตีสนามบินซาอุฯ?

 

เหตุโจมตีสนามบินในกรุงริยาด เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์สงครามกลางเมืองในเยเมนระหว่างฝ่ายรัฐบาล (ซึ่งได้รับการรับรองในระดับสากลและได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลซาอุฯ) กับกลุ่มกบฎฮูตี (ซึ่งได้รับการหนุนหลังจากอิหร่าน) ที่ทวีความรุนแรงขึ้น หลังยืดเยื้อมานานกว่าทศวรรษและคร่าชีวิตผู้คนไปหลายพันคน ขณะที่ทำให้เยเมนกลายเป็นประเทศที่ตกอยู่ในภาวะวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่เลวร้ายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

 

ปัจจุบัน กลุ่มฮูตีควบคุมพื้นที่ประมาณ 1 ใน 4 ของเยเมน รวมถึงกรุงซานา และมีประชากรในพื้นที่ควบคุมมากถึง 80% ของประเทศ โดยอาวุธยุทโธปกรณ์ของกลุ่มพัฒนาไปไกลมาก นับตั้งแต่สามารถยึดครองกรุงซานาจากรัฐบาลได้ในเดือนกันยายน 2014

 

โดรนและขีปนาวุธของพวกเขาสามารถโจมตีไปได้ไกลถึงอิสราเอล และจากความแม่นยำที่แสดงให้เห็น สามารถโจมตีเป้าหมายเฉพาะเจาะจงได้ เช่น สนามบินและโรงงานน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย

 

การโจมตีซาอุฯ ของกลุ่มฮูตี ปะทุขึ้นตั้งแต่เดือนกันยายน หลังข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างกลุ่มฮูตีและกองกำลังพันธมิตรนานาชาติที่นำโดยซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเจรจาไว้ในปี 2022 ล่มสลายไปเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ในขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงยืดเยื้อและตึงเครียด

 

โฆษกกองกำลังพันธมิตรนานาชาติที่นำโดยซาอุฯ แถลงประณามการโจมตีสนามบินในริยาดครั้งนี้ว่า เป็น ‘อาชญากรรมสงคราม’ และประกาศว่า “จะตอบโต้การกระทำของกลุ่มฮูตี”

 

ขณะที่กลุ่มฮูตี อ้างเหตุผลในการโจมตีสนามบินริยาด เนื่องจากซาอุฯ สนับสนุนกองกำลังฝ่ายรัฐบาลในสงครามกลางเมืองเยเมน รวมถึงเป็นการตอบโต้ซาอุฯ ที่โจมตีทางอากาศในหลายพื้นที่ของเยเมนในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงโจมตีสนามบินในกรุงซานา

 

ทั้งนี้ กลุ่มฮูตี มีเป้าหมายใหญ่คือการยึดครองเยเมนทั้งประเทศ และต้องการให้ซาอุฯ ยุติการปิดล้อมและแทรกแซงสถานการณ์ในเยเมน รวมถึงต้องการเข้าถึงรายได้จากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของเยเมน

 

ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มฮูตีสามารถยึดครองพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญบริเวณชายฝั่งทะเลแดงได้เป็นวงกว้าง รวมถึงท่าเรือโมคา (Mokha) ซึ่งตั้งอยู่ติดกับช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab al-Mandab Strait) อันเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญและเป็นเส้นทางคอขวดสำหรับการขนส่งทางทะเลทั่วโลก

 

ขณะที่ก่อนหน้านี้ ทางกลุ่มยังประกาศ ‘มาตรการปิดกั้นทางทะเล’ ต่อซาอุฯ ก่อนจะเริ่มปฏิบัติการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนไปยังสนามบิน โรงกลั่นน้ำมัน และเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุฯ ในทะเลแดง

 

ทำไมระบบป้องกันภัยทางอากาศของซาอุฯ รับมือไม่ไหว?

 

ซาอุฯ มีกองทัพที่มีอาวุธยุทโธปกรณ์ครบครันที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีระบบป้องกันภัยทางอากาศขั้นสูงหลายชั้น

 

ทางการซาอุฯ เปิดเผยว่า กองกำลังของพวกเขาสามารถยิงสกัดขีปนาวุธได้หลายลูกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงขีปนาวุธสองลูกที่มุ่งเป้าไปที่เมืองหลวงเมื่อวันพฤหัสบดี แต่พวกเขาไม่สามารถสกัดกั้นขีปนาวุธที่ตกใส่สนามบินนานาชาติคิงคาลิดในกรุงริยาดเมื่อวันเสาร์ได้

 

นาวาฟ โอบาอิด (Nawaf Obaid ) นักวิจัยอาวุโสจากภาควิชาการศึกษาด้านสงครามของ Kings College มองว่า การที่ขีปนาวุธสามารถเล็ดรอดระบบป้องกันภัยทางอากาศของซาอุฯ เข้ามาได้เป็นครั้งคราวนั้นเป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ เนื่องจากขนาดของประเทศและพรมแดนที่ติดกับเยเมน

 

“ถึงแม้ระบบป้องกันภัยทางอากาศจะมีหลายชั้น แต่ก็จะมีช่องโหว่เข้ามาได้เสมอ” เขากล่าว พร้อมชี้ให้เห็นว่า “การโจมตีของกลุ่มฮูตีหลายสิบครั้งถูกสกัดกั้นได้สำหรับการโจมตีที่ประสบความสำเร็จแต่ละครั้ง”

 

ภาพ : Social Media/via REUTERS

 

อ้างอิง :

The post ทำไมกลุ่มฮูตียิงขีปนาวุธโจมตีสนามบินซาอุฯ ส่งผลมีผู้เสียชีวิตนับสิบคน บาดเจ็บนับร้อยคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
IMF-World Bank 2026: พายุซ้อนวิกฤต กับ 5 โจทย์ใหญ่ที่รอคำตอบ https://thestandard.co/imf-world-bank-crisis-challenges/ Mon, 12 Oct 2026 05:26:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1267550 ผู้หญิงปั่นจักรยานผ่านป้ายงานประชุมประจำปี IMF-World Bank ที่กรุงเทพฯ

วันนี้ (12 ตุลาคม) ผู้แทนระดับโลกกว่า 15,000 คนจาก 191 […]

The post IMF-World Bank 2026: พายุซ้อนวิกฤต กับ 5 โจทย์ใหญ่ที่รอคำตอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้หญิงปั่นจักรยานผ่านป้ายงานประชุมประจำปี IMF-World Bank ที่กรุงเทพฯ

วันนี้ (12 ตุลาคม) ผู้แทนระดับโลกกว่า 15,000 คนจาก 191 ประเทศทั่วโลกทยอยเดินทางเข้าร่วมประชุมประจำปี IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ที่กรุงเทพฯ โดยมีวาระสำคัญในการหารือเกี่ยวกับปัญหาหนี้สินระดับโลก วิกฤตภูมิอากาศ และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่ทวีความรุนแรงขึ้น

 

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นท่ามกลางความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง อัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อการเติบโตทั่วโลก งานนี้จึงเป็นบททดสอบสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศในการหาทางออกร่วมกัน

 

สื่อต่างประเทศหลายสำนักได้ฉายภาพและวิเคราะห์ประเด็นเชิงลึกไว้อย่างแหลมคม โดยไม่ได้มองว่า นี่เป็นการประชุมทางเศรษฐกิจตามปกติ แต่มองว่าเป็น “เวทีสะท้อนความวิตกกังวล (Angst) และการแตกขั้วของระบบการเงินโลก”

 

“ฤดูหนาวกำลังมาเยือน” (Winter is coming)

 

แม้ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในระยะสั้นจะยังดูประคองตัวได้ที่ราว 3.0% แต่สื่อนอกชี้ว่า เบื้องหลังความนิ่งนี้เต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาล คริสตาลินา กิออร์กิเอวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ถึงกับกล่าวเตือนก่อนเปิดการประชุมว่า “Winter is coming” โดยระบุว่า เศรษฐกิจโลกกำลังถูกดึงด้วย สองแรงปะทะที่อยู่ขั้วตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง นั่นคือ แรงปะทะเชิงลบด้านอุปทานพลังงาน (Negative Energy Supply Shock) จากสงครามในตะวันออกกลาง กับ แรงหนุนเชิงบวกด้านอุปสงค์จากเทคโนโลยี (Positive Demand Shock from AI) จากกระแสการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์

 

ทว่าผลกระทบของสองแรงนี้ตกอยู่กับแต่ละประเทศอย่าง “ไม่เท่าเทียมกันอย่างยิ่ง” โดยประเทศพัฒนาแล้วได้รับแรงหนุนจาก AI ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาต้องแบกรับต้นทุนพลังงานและดอกเบี้ยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ท่ามกลางภาวะที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญแรงดึงจากวิกฤตซ้ำซ้อนรอบด้าน สื่อและแวดวงเศรษฐกิจระหว่างประเทศได้ชี้ถึง คำถามเชิงนโยบายและข้อท้าทายสำคัญ ที่การประชุมครั้งนี้จำเป็นต้องตอบ ดังนี้

 

1. วิกฤตพลังงานและสงคราม: โลกจะรับมืออย่างไร เมื่อคลังน้ำมันสำรองเริ่มหมดลง

 

สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 8 และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันดิบ 20% ของโลก จนกลายเป็นแรงกดดันด้านพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ แม้กลุ่ม G7 จะตกลงปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉิน 100 ล้านบาร์เรล และมีการดึงน้ำมันสำรองเชิงพาณิชย์ออกมาใช้แล้วกว่า 1,000 ล้านบาร์เรล แต่น้ำมันสำรองที่เข้าถึงได้ในตลาดโลกกำลังร่อยหรอลงอย่างรวดเร็ว

 

คำถามสำคัญที่ตามมาคือ นโยบายการเงินและการคลังระหว่างประเทศจะตั้งรับอย่างไรเมื่อกันชนด้านพลังงาน (Oil Buffers) หมดลง และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์พร้อมจะจุดชนวนเงินเฟ้อระลอกใหม่ได้ตลอดเวลา? อีกทั้ง ผู้กำหนดนโยบายจะบูรณาการ ‘มิติด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ’ เข้ากับ ‘ระบบการเงินโลก’ อย่างไร ในเมื่อวิกฤตความมั่นคงส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในทันที

 

2. ระเบิดเวลาหนี้สาธารณะ: จะสยบกลุ่ม ‘Bond Vigilantes’ และหนี้ของชาติมหาอำนาจได้อย่างไร

 

หนี้สาธารณะทั่วโลกแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 และมีแนวโน้มพุ่งทะลุ 100% ของ GDP โลกก่อนปี 2030 โดยเฉพาะชาติพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ ที่ขาดดุลงบประมาณถึง 6% ของ GDP และต้องจ่ายภาระดอกเบี้ยสูงกว่างบกลาโหม รวมถึงฝรั่งเศสที่ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูง จนส่งสัญญาณเสี่ยงวิกฤตยูโรโซนรอบใหม่ ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ 10 ปีพุ่งแตะ 5.25%

 

คำถามสำคัญที่รอคำตอบคือ IMF และเวที G20 จะสามารถผลักดันให้ชาติเศรษฐกิจชั้นนำจัดทำแผนปรับลดยอดขาดดุลการคลังระยะกลาง (Medium-Term Fiscal Consolidation) ที่น่าเชื่อถือได้จริงหรือไม่ เพื่อคลายแรงกดดันต่อนโยบายการเงิน อีกทั้ง การขาดดุลการคลังเรื้อรังของประเทศมหาอำนาจกำลังปลุกกลุ่ม ‘Bond Vigilantes’ และดันต้นทุนการกู้ยืมโลกให้พุ่งสูง ระบบการเงินระหว่างประเทศจะป้องกันไม่ให้แรงกดดันนี้ลุกลาม จนกลายเป็นวิกฤตสภาพคล่องระดับโลกได้อย่างไร

 

3. ชะตากรรมของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา: จะช่วยสภาพคล่องอย่างไรไม่ให้เกิด ‘มาตรการรัดเข็มขัดที่บีบคั้นประชาชน’

 

ประเทศกำลังพัฒนาต้องแบกรับภาระชำระหนี้ต่างประเทศสูงถึง 400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 โดยดอกเบี้ยกินสัดส่วนรายได้รัฐไปมากกว่า 10% ขณะที่ UNDP เตือนว่า ผลกระทบรวมของราคาพลังงาน ค่าปุ๋ย และภัยแล้ง-น้ำท่วมจาก ‘Super El Niño’ กำลังก่อตัวเป็น ‘Perfect Storm’ ที่อาจผลักให้ประชาชนนับร้อยล้านคนตกสู่ความยากจน ซึ่งรัฐบาลในกลุ่มประเทศเหล่านี้กำลังเผชิญทางเลือกระหว่างการตัดงบช่วยเหลือคนจน หรือปล่อยให้การพัฒนาประเทศสะดุดลง

 

IMF และ World Bank จะจัดสรรสภาพคล่องฉุกเฉินระยะสั้นควบคู่กับเงินทุนระยะยาวอย่างไร เพื่อไม่ให้ประเทศรายได้น้อยต้องเลือกระหว่างความอยู่รอดของประชาชนกับการผิดนัดชำระหนี้

 

4. การแข่งขันแย่งชิงเม็ดเงินทุน: กระแส AI บูมกำลังเบียดบังงบสภาพภูมิอากาศหรือไม่

 

เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญแรงดึงสองขั้วตรงข้าม ระหว่างอุปทานพลังงาน ปะทะกับแรงอุปสงค์จากการลงทุนในเทคโนโลยี AI ซึ่งเม็ดเงินมหาศาลกำลังหลั่งไหลเข้าสู่อุตสาหกรรม AI และเซมิคอนดักเตอร์ จนอาจสูงกว่าการลงทุนสร้างโครงข่ายไฟฟ้าหรือรถไฟในอดีต

 

คำถามสำคัญคือ สถาบันการเงินระหว่างประเทศจะรับมืออย่างไรกับการที่เม็ดเงินลงทุน AI เข้าไปแย่งชิงทรัพยากรทุน (Capital Competition) จากประเด็นเร่งด่วนระดับโลกอย่าง การเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Finance) และโครงสร้างพื้นฐานดั้งเดิม อีกทั้งจะจัดการกับความเหลื่อมล้ำระดับโลกที่กว้างขึ้นได้อย่างไร ในเมื่อชาติร่ำรวยได้ประโยชน์จากการเติบโตของ AI มาช่วยชดเชยวิกฤตพลังงาน ขณะที่ประเทศยากจนอยู่นอกห่วงโซ่อุปทาน AI แต่ต้องแบกรับต้นทุนเงินเฟ้อจากการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI

 

5. วิกฤตความชอบธรรมของสถาบันพหุภาคี: จะปฏิรูปโครงสร้างอำนาจอย่างไรก่อนที่จะหมดความหมาย

 

กลุ่มประเทศซีกโลกใต้ (Global South) ออกมาเรียกร้องให้รื้อโครงสร้างการกำกับดูแลโลกและสถาบันการเงินระหว่างประเทศ เพื่อให้สะท้อนความเป็นจริงทางเศรษฐกิจและประชากรในยุคปัจจุบัน ทว่าการเพิ่มโควตากองทุนของ IMF ยังติดค้างเพราะสภาคองเกรสสหรัฐฯ ไม่ให้สัตยาบัน และยุโรปยังคงขวางการนำกำไรส่วนเกินของ IMF ไปอุดหนุนเงินกู้แก่ชาติยากจน นอกจากนี้ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ยังปฏิเสธที่จะเข้าร่วมการประชุมใหญ่และเวที G20

 

สถาบันการเงินระดับโลกอย่าง IMF และ World Bank จะปฏิรูปตนเองให้ตอบสนองและเป็นตัวแทนของ ‘ทุกชาติ’ อย่างเป็นธรรมได้อย่างไร ก่อนที่โครงสร้างอำนาจแบบเดิมจะทำให้สถาบันเหล่านี้ ‘สูญเสียความชอบธรรมและความเกี่ยวข้อง’ (Less and Less Relevant) ในสายตาของประเทศกำลังพัฒนา อีกทั้งความร่วมมือพหุภาคีจะยังขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างไร เมื่อชาติต่างๆ เริ่มแตกขั้ว และกลุ่ม G20 ขาดความเต็มใจในการร่วมมือพักชำระหนี้เหมือนช่วงวิกฤตโควิด-19

 

สื่อต่างประเทศมองว่า การประชุมที่กรุงเทพฯ ครั้งนี้สะท้อนชัดเจนว่า ‘ความมั่นคงระหว่างประเทศกับระบบการเงินโลกเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก’ และความสำเร็จของการประชุมไม่ได้วัดกันที่แถลงการณ์ร่วม แต่ขึ้นอยู่กับว่า คำตอบของทั้ง 5 ตัวอย่างคำถามนี้จะออกมาในทิศทางใด

 

หากประชาคมโลกและสถาบันพหุภาคียังคงเลือกตอบด้วย กรอบคิดเดิม ไม่ว่าจะเป็นการยืดเวลาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การผลักภาระรัดเข็มขัดให้ประเทศยากจน หรือการปล่อยให้ผลประโยชน์จากเทคโนโลยีกระจุกตัวอยู่เพียงไม่กี่ชาติ IMF และ World Bank ก็อาจจะยิ่งสูญเสียถูกตั้งคำถามมากยิ่งขึ้น แต่หากผู้นำโลกกล้าหาญพอที่จะรื้อโครงสร้างและหาคำตอบร่วมกันอย่างจริงจัง การประชุมครั้งนี้จึงจะเป็นจุดเริ่มต้นในการพาระบบเศรษฐกิจโลกฝ่ามรสุม ‘ฤดูหนาวที่กำลังมาเยือน’ ได้อย่างแท้จริง

 

แฟ้มภาพ: Getty Images

 

อ้างอิง:

The post IMF-World Bank 2026: พายุซ้อนวิกฤต กับ 5 โจทย์ใหญ่ที่รอคำตอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ สิงคโปร์เปิดแนวทางรับมือ AI ชูหลัก “ปกป้องแรงงาน ไม่ใช่ตำแหน่งงาน” วอนภาคธุรกิจใช้การเลิกจ้างเป็น ‘ทางเลือกสุดท้าย’ https://thestandard.co/singapore-pm-ai-workers-jobs/ Sun, 11 Oct 2026 05:23:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1267188 ภาพนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ลอว์เรนซ์ หว่อง กำลังกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุม

ลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ กล่าวในการประชุม F […]

The post นายกฯ สิงคโปร์เปิดแนวทางรับมือ AI ชูหลัก “ปกป้องแรงงาน ไม่ใช่ตำแหน่งงาน” วอนภาคธุรกิจใช้การเลิกจ้างเป็น ‘ทางเลือกสุดท้าย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ลอว์เรนซ์ หว่อง กำลังกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุม

ลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ กล่าวในการประชุม Forbes Global CEO Conference ณ โรงแรมแชงกรี-ลา สิงคโปร์ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า แนวทางของสิงคโปร์ต่อปัญญาประดิษฐ์ (AI) คือการสร้างความมั่นใจว่า ผลประโยชน์จากการนำเทคโนโลยีมาใช้จะกระจายอย่างทั่วถึง และมุ่งเน้น “การปกป้องแรงงานทุกคน มากกว่าการปกป้องทุกตำแหน่งงาน”

 

โดยสิงคโปร์สามารถทำสิ่งนี้ได้ เนื่องจากมีความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างภาครัฐ นายจ้าง และสหภาพแรงงานที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน เพื่อมุ่งผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ร่วมกันแก่ทุกฝ่าย

 

ในการสนทนากับ สตีฟ ฟอร์บส์ ประธานและบรรณาธิการบริหารของ Forbes Media เกี่ยวกับประเด็นการแย่งงานจากการเปลี่ยนผ่านสู่โลก AI นายกฯ หว่อง ระบุว่า สิงคโปร์มอง ‘สหภาพแรงงาน’ เป็นพันธมิตรสำคัญในการร่วมผลักดันเทคโนโลยี พร้อมกล่าวถึงประเด็นการลดพนักงานว่า “นี่ไม่ได้หมายความว่า บริษัทจะไม่สามารถเลิกจ้างพนักงานได้เลย เพราะการนำระบบอัตโนมัติมาใช้ อาจทำให้ตำแหน่งงานบางส่วนสูญหายไป”

 

นายกฯ หว่อง ได้ย้ำข้อเรียกร้องต่อภาคธุรกิจว่า “สิ่งที่เราขอคือ ความยุติธรรมจากบริษัทต่างๆ โดยขอให้เลือกการเลิกจ้างเป็นทางเลือกสุดท้าย และหากจำเป็นต้องเลิกจ้างจริงๆ ก็ต้องปฏิบัติต่อพนักงานอย่างเป็นธรรม จ่ายเงินชดเชย แจ้งล่วงหน้า และแจ้งต่อสหภาพแรงงาน เพื่อให้สหภาพสามารถทำงานเคียงข้างแรงงาน ช่วยฝึกอบรมทักษะใหม่ และช่วยให้พวกเขาได้งานทำในที่สุด”

 

ด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สิงคโปร์รักษาอัตราการเติบโตของ GDP ที่ระดับ 5% ติดต่อกัน 3 ปี จากความต้องการชิปเฉพาะทางของบริษัทรายใหญ่อย่าง GlobalFoundries และ Micron ท่ามกลางกระแสความนิยม AI และระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์ที่แข็งแกร่ง ซึ่งนายกฯ หว่อง กล่าวเสริมว่า “กระแสความนิยม AI ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับแค่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่เรายังเห็นผลเชิงบวกที่ส่งต่อไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น โลจิสติกส์และบริการระดับมืออาชีพอีกด้วย”

 

อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่า ความรุ่งเรืองนี้ไม่ได้คงอยู่ตลอดไป สิงคโปร์จึงต้องใช้โอกาสนี้สร้างขีดความสามารถใหม่และสร้างงานที่ดียิ่งขึ้นให้ประชาชน

 

สำหรับกรอบการกำกับดูแล AI นายกฯ หว่อง มองว่า มีความปลอดภัย 2 มิติ คือความเสี่ยงระดับรุนแรงจากระบบอัตโนมัติขั้นสูงที่อาจหลุดจากการควบคุม ซึ่งจำเป็นต้องมีมาตรฐานสากล เช่น ภายใต้การดูแลของสหประชาชาติ (UN) และมิติการประยุกต์ใช้งานในระดับภาคส่วน เช่น การทดสอบรถยนต์ไร้คนขับที่ต้องทำควบคู่กับการจัดการผลกระทบต่อกลุ่มผู้ขับขี่เดิม โดยเขาระบุว่า “นั่นคือแนวทางโดยรวมของเราในระดับภาคส่วน มุ่งเน้นการประยุกต์ใช้ AI แต่ต้องมั่นใจว่า เราทำอย่างมีความรับผิดชอบและปลอดภัย รวมถึงทำให้ AI สร้างประโยชน์แก่กำลังแรงงานในวงกว้าง”

 

นายกฯ หว่อง กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้หลายประเทศจะมีแนวโน้มสร้างกำแพงกีดกันทางการค้ามากขึ้น แต่สิงคโปร์มุ่งมั่นที่จะเปิดกว้างและเป็นสะพานเชื่อมโยงเศรษฐกิจระดับโลกต่อไป โดยมีแผนขยายความร่วมมือไปยังภูมิภาคใหม่อย่างลาตินอเมริกาและแอฟริกา เมื่อเข้ารับตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2027 พร้อมแสดงวิสัยทัศน์ว่า “เราหวังว่าจะเป็นเหมือนแสงสว่างบนยอดเขา ที่ส่องประกายสดใสท่ามกลางโลกอันมืดมน”

 

แฟ้มภาพ: Hilary Wardhaugh / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post นายกฯ สิงคโปร์เปิดแนวทางรับมือ AI ชูหลัก “ปกป้องแรงงาน ไม่ใช่ตำแหน่งงาน” วอนภาคธุรกิจใช้การเลิกจ้างเป็น ‘ทางเลือกสุดท้าย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มฮูตีโจมตีสนามบินนานาชาติริยาด ตาย 12 คน เจ็บกว่า 300 คน ซาอุฯ เตรียมตอบโต้เด็ดขาด ชี้เป็นอาชญากรรมสงคราม https://thestandard.co/houthi-attack-riyadh-airport-saudi/ Sun, 11 Oct 2026 03:22:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1267140 ภาพความเสียหายภายในสนามบินนานาชาติคิงคาลิด หลังถูกกลุ่มฮูตีโจมตี

กลุ่มฮูตีในเยเมนเปิดฉากโจมตีท่าอากาศยานนานาชาติคิงคาลิด […]

The post กลุ่มฮูตีโจมตีสนามบินนานาชาติริยาด ตาย 12 คน เจ็บกว่า 300 คน ซาอุฯ เตรียมตอบโต้เด็ดขาด ชี้เป็นอาชญากรรมสงคราม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพความเสียหายภายในสนามบินนานาชาติคิงคาลิด หลังถูกกลุ่มฮูตีโจมตี

กลุ่มฮูตีในเยเมนเปิดฉากโจมตีท่าอากาศยานนานาชาติคิงคาลิด (King Khalid International Airport) ใกล้กรุงริยาด เมืองหลวงของประเทศซาอุดีอาระเบีย เมื่อวานนี้ (10 ตุลาคม) ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 309 คน

 

สำนักงานการบินพลเรือนซาอุดีอาระเบีย (GACA) ระบุว่า ผู้เสียชีวิตประกอบด้วยชาวซาอุดีอาระเบีย 4 คน, ชาวบังกลาเทศ 2 คน รวมถึงพลเมืองจากสหรัฐอเมริกา, จอร์แดน, ปาเลสไตน์, ซีเรีย, ซูดาน และอียิปต์ ประเทศละ 1 คน ซึ่งขณะนี้ผู้บาดเจ็บทั้งหมดกำลังรับการรักษาในโรงพยาบาล และมีผู้ได้รับบาดเจ็บบางส่วนที่อาการยังอยู่ในขั้นวิกฤต

 

ผลกระทบจากการโจมตีส่งผลให้อาคารผู้โดยสารและทรัพย์สินภายในสนามบินได้รับความเสียหาย โดยพยานผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า ประตูทางออกขึ้นเครื่องหมายเลข 401 ถูกแรงระเบิดและมีผู้บาดเจ็บอยู่ตรงหน้าจนผู้คนต้องวิ่งหนีเอาชีวิตรอด

 

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ทางการซาอุดีอาระเบียต้องสั่งระงับการให้บริการของสนามบินเป็นการชั่วคราว เพื่อประเมินความเสียหาย ขณะที่เที่ยวบินทั้งหมดถูกยกเลิกหรือเปลี่ยนเส้นทางบิน นอกจากนี้ ทางการซาอุดีอาระเบียยังยืนยันว่า มีขีปนาวุธหรือวัตถุระเบิดอีกชุดหนึ่งตกในบริเวณใกล้เคียงกับท่าอากาศยานนานาชาติคิงฟาฮัด (King Fahd International Airport) ในเมืองดัมมาม ทางภาคตะวันออกของประเทศด้วย

 

ทางด้านกลุ่มฮูตีออกมาอ้างความรับผิดชอบ โดยระบุว่า กลุ่มตนเป็นฝ่ายทำให้สนามบินนานาชาติในกรุงริยาดต้องปิดทำการ พร้อมประกาศเตือนสายการบินต่างๆ ให้หลีกเลี่ยงน่านฟ้าของซาอุดีอาระเบีย เนื่องจากถูกกำหนดเป็นเขตปฏิบัติการทางทหาร โดยยกเว้นเฉพาะน่านฟ้าเหนือเมืองศักดิ์สิทธิ์อย่างมักกะฮ์และมะดีนะฮ์เท่านั้น

 

การโจมตีครั้งนี้นับเป็นการโจมตีสนามบินนานาชาติริยาดเป็นระลอกที่สามในสัปดาห์นี้ ท่ามกลางความขัดแย้งและการสู้รบที่ปะทุรุนแรงขึ้นระหว่างกลุ่มฮูตีกับกองกำลังรัฐบาลเยเมนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบีย

 

พลตรี ตูร์กี อัล-มาลกี โฆษกกองกำลังผสมนำโดยซาอุดีอาระเบีย ได้ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น “อาชญากรรมสงครามอย่างเต็มรูปแบบ” และประกาศว่า จะตอบโต้อย่างเด็ดขาดตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

 

ขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เผยว่า กำลังพิจารณาว่าจะเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารกับซาอุดีอาระเบีย เพื่อตอบโต้กลุ่มฮูตีหรือไม่

 

ส่วน มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ประณามการโจมตีอย่างรุนแรงและยืนยันการเสียชีวิตของพลเมืองอเมริกัน พร้อมกันนี้สถานทูตชาติตะวันตกหลายแห่งได้ออกคำเตือนให้พลเมืองหลีกเลี่ยงพื้นที่สนามบิน ขณะที่ชาติต่างๆ ในภูมิภาคอย่างกาตาร์ อียิปต์ จอร์แดน และโอมาน ต่างร่วมแสดงความเสียใจและยืนหยัดเคียงข้างซาอุดีอาระเบีย

 

ภาพ: Reuters

 

อ้างอิง:

The post กลุ่มฮูตีโจมตีสนามบินนานาชาติริยาด ตาย 12 คน เจ็บกว่า 300 คน ซาอุฯ เตรียมตอบโต้เด็ดขาด ชี้เป็นอาชญากรรมสงคราม appeared first on THE STANDARD.

]]>
สื่อนอกรายงาน พระราชินีพระองค์แรกที่ทรงขับเครื่องบินขับไล่ ด้วยพระองค์เองเพียงลำพัง https://thestandard.co/queen-suthida-fighter-jet-solo/ Sat, 10 Oct 2026 07:15:06 +0000 https://thestandard.co/queen-suthida-fighter-jet-solo/ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี ในชุดนักบินพร้อมเครื่องบินขับไล่ Gripen

วันนี้ (10 ตุลาคม) สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักรายงานข่ […]

The post สื่อนอกรายงาน พระราชินีพระองค์แรกที่ทรงขับเครื่องบินขับไล่ ด้วยพระองค์เองเพียงลำพัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี ในชุดนักบินพร้อมเครื่องบินขับไล่ Gripen

วันนี้ (10 ตุลาคม) สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักรายงานข่าว สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี ทรงเป็นพระราชินีที่ครองราชย์พระองค์แรกที่ทรงขับเครื่องบินขับไล่ด้วยพระองค์เองเพียงลำพัง

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ เพื่อไปทอดพระเนตรการฝึกทำการบินเดี่ยวกับเครื่องบินขับไล่ Gripen ของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เป็นครั้งแรก ณ กองบิน 7 อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา

 

พระราชินี ทรงเริ่มเป็นนักบินตั้งแต่ปี 2010 และทรงสะสมชั่วโมงบินมากกว่า 1,000 ชั่วโมง ในเครื่องบินหลายประเภท ทั้งยังทรงผ่านการฝึกทางทหารและเคยปฏิบัติหน้าที่เป็นนักบินผู้ช่วย (Co-Pilot) บนเครื่องบินพระที่นั่งร่วมกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 

โดยรัฐบาลไทยได้กล่าวยกย่อง ความสามารถด้านการกีฬาของพระองค์ และทรงได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘ราชินีนักบิน’ (Pilot Queen) จากความสนพระทัยในด้านการบิน

 

อ้างอิง:

The post สื่อนอกรายงาน พระราชินีพระองค์แรกที่ทรงขับเครื่องบินขับไล่ ด้วยพระองค์เองเพียงลำพัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดตัวตราสัญลักษณ์ ครบรอบ 140 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ญี่ปุ่น https://thestandard.co/thailand-japan-140-years-relations-logo/ Sat, 10 Oct 2026 06:05:24 +0000 https://thestandard.co/thailand-japan-140-years-relations-logo/ ตราสัญลักษณ์ครบรอบ 140 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ญี่ปุ่น

กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประ […]

The post เปิดตัวตราสัญลักษณ์ ครบรอบ 140 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตราสัญลักษณ์ครบรอบ 140 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ญี่ปุ่น

กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย จัดงานเปิดตัวตราสัญลักษณ์ทางการเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 140 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ญี่ปุ่น ในปี 2570 ณ วิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569

 

โดยมี สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และโอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เป็นประธานร่วม และมีคณะทูตานุทูตและผู้บริหารองค์กรต่างๆ ร่วมงานกว่า 100 คน

 

รองนายกรัฐมนตรีฯ เน้นย้ำถึงความพิเศษของความสัมพันธ์ ไทย-ญี่ปุ่น และหวังว่าการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 140 ปี จะเป็นโอกาสเพิ่มพูนมิตรภาพและความร่วมมือระหว่างกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นฯ กล่าวถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดในทุกระดับ และกิจกรรมเฉลิมฉลองต่าง ๆ ที่จะจัดขึ้นตลอดปี 2570

 

การประกวดตราสัญลักษณ์ครั้งนี้ มีผู้ส่งผลงานเข้าประกวดประมาณ 800 แบบ และเปิดให้ประชาชนไทยและญี่ปุ่นร่วมลงคะแนนกว่า 3 หมื่นคน โดยผลงานที่ชนะเลิศเป็นการผสานอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศเข้าด้วยกัน เพื่อสะท้อนแนวคิด ‘มิตรภาพที่ยั่งยืน’

 

ภายในงานยังมีการแสดงไหว้ครูมวยไทยจากค่ายมวยวีระศักดิ์เล็กไทยยิม และพิธีชิโกะโดยนักซูโมอาชีพ จากสมาคมซูโมแห่งประเทศญี่ปุ่น เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่การจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองตลอดปี 2570

 

ภาพ: กระทรวงการต่างประเทศ

The post เปิดตัวตราสัญลักษณ์ ครบรอบ 140 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ คว่ำบาตร ศาลอาญาระหว่างประเทศเพราะอะไร นานาชาติมองอย่างไร https://thestandard.co/us-sanctions-icc-reactions/ Sat, 10 Oct 2026 05:43:52 +0000 https://thestandard.co/us-sanctions-icc-reactions/ ภาพอาคารศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) และโลโก้

เมื่อวานนี้ (9 ตุลาคม) รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำขอ […]

The post สหรัฐฯ คว่ำบาตร ศาลอาญาระหว่างประเทศเพราะอะไร นานาชาติมองอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอาคารศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) และโลโก้

เมื่อวานนี้ (9 ตุลาคม) รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรแบบครอบคลุมต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) โดยตรง เพื่อตัดทรัพยากรและทำให้ระบบการเงินในการดำเนินงานของศาลเป็นอัมพาต

 

 

สหรัฐฯ ยังสั่งอายัดทรัพย์สินของ ICC ในเขตอำนาจของสหรัฐฯ และสั่งห้ามหน่วยงานหรือนิติบุคคลสัญชาติอเมริกันทำธุรกรรม จัดหาสินค้า หรือให้บริการแก่ศาล ซึ่งรวมถึงบริการระบบการเงิน การธนาคาร และซอฟต์แวร์

 

ทั้งยังกำหนดระยะเวลาผ่อนผัน 6 เดือนให้ภาคธุรกิจยุติการดำเนินงานกับ ICC เพื่อเปิดทางให้ประเทศสมาชิกเจรจาหาทางออก สำหรับข้อกังวลของสหรัฐฯ โดยมีการยกเว้นธุรกรรมบางประเภท

 

การคว่ำบาตรครั้งนี้ ถือเป็นการยกระดับครั้งใหญ่ หลังจากก่อนหน้านี้สหรัฐฯ ได้คว่ำบาตรผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ของศาลไปแล้ว 17 คน รวมถึง โทโมโกะ อากาเนะ ประธานศาล ICC เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

 

เหตุผลและจุดยืนของรัฐบาลสหรัฐฯ

 

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า มาตรการนี้มีขึ้น เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ และกล่าวหาว่า ICC เป็น ศาลที่ถูกชี้นำทางการเมืองและพยายามดำเนินคดีกับชาวอเมริกัน ทั้งยังกล่าวว่าสหรัฐฯ ไม่ยอมรับอำนาจศาลและไม่ต้องการ ICC

 

สหรัฐฯ ไม่พอใจอย่างยิ่งต่อการที่ศาลเคยเปิดการไต่สวนการกระทำของทหารอเมริกันในอัฟกานิสถาน แม้คดีดังกล่าวจะปิดไปแล้ว รวมถึงการออกหมายจับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิสราเอล ซึ่งรวมถึง เบนจามิน เนทันยาฮูนายกรัฐมนตรีอิสราเอล

 

แม้สหรัฐฯ ไม่ได้เป็นภาคีสมาชิกของ ICC เช่นเดียวกับรัสเซีย จีน อินเดีย และอิสราเอล แต่ก็ได้เรียกร้องให้ประเทศพันธมิตรที่เป็นสมาชิก ICC ช่วยกันควบคุมหรือจำกัดขอบเขตของศาล

 

ท่าที ICC และมุมมองนานาชาติ

 

ICC แถลงประณามว่า มาตรการของสหรัฐฯ เป็นความพยายามขัดขวางกระบวนการยุติธรรม และเป็นการจู่โจมหลักนิติธรรม รวมถึงรากฐานของระเบียบกฎหมายระหว่างประเทศ

 

ศาลยืนยันว่า จะไม่ยอมถูกข่มขู่หรือถูกขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ และส่งสารเตือนว่า “ประวัติศาสตร์จะเป็นผู้ตัดสินช่วงเวลานี้”

 

คำประกาศคว่ำบาตรของสหรัฐฯ เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจาก นาวี พิลเลย์ (Navi Pillay) อดีตผู้พิพากษา ICC ได้รับการประกาศชื่อรับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2026 จากผลงานส่งเสริมสันติภาพและกฎหมายระหว่างประเทศ

 

ทางด้าน อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ระบุว่า การตัดสินใจของสหรัฐฯ เป็น “ความเสียหายร้ายแรง” ต่อกระบวนการยุติธรรมทางอาญาระหว่างประเทศ

 

ขณะที่ ชาติพันธมิตรอย่างน้อย 8 ประเทศ ได้แก่ สหราชอาณาจักร แคนาดา เดนมาร์ก เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี ญี่ปุ่น และเนเธอร์แลนด์ ออกแถลงการณ์ร่วมแสดงความเสียใจ ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง และยืนยันว่า จะสนับสนุน ICC อย่างแน่วแน่ต่อไป

 

ขณะที่ เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล แสดงความชื่นชมและสนับสนุนมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ โดยระบุว่า ICC เป็นองค์กรทางการเมืองที่คุกคามประเทศประชาธิปไตยและอธิปไตยของชาติ

 

ไรอัน กูดแมน ศาสตราจารย์ด้านนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก เตือนว่า การตัดระบบการเงิน อาจทำให้ศาลไม่สามารถจัดการไต่สวนคดีอย่างเป็นธรรมได้ ซึ่งอาจนำไปสู่การต้องปล่อยตัวผู้ต้องหาที่ถูกควบคุมตัวตามข้อกฎหมาย

 

ผู้ต้องหาสำคัญที่ถูกคุมขังในกรุงเฮกและอาจเผชิญผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรนี้ เช่น โรดริโก ดูเตอร์เต อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ วัย 81 ปี ในข้อหาการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมในสงครามยาเสพติด (ปี 2011-2019) รวมถึงอดีตแกนนำที่ถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรมสงครามในลิเบีย ซูดาน และสาธารณรัฐแอฟริกากลาง

 

สถานการณ์นี้นับเป็นวิกฤตที่หนักหน่วงที่สุดในประวัติศาสตร์ 24 ปีของ ICC นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2002

 

ภาพ: Eric Lee / Reuters,Pierre Crom / Getty Images

อ้างอิง:

The post สหรัฐฯ คว่ำบาตร ศาลอาญาระหว่างประเทศเพราะอะไร นานาชาติมองอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปานามาแผ่นดินไหวรุนแรงแมกนิจูด 7.7 ตึกสั่น-อาคารถล่ม ล่าสุด ยกเลิกเตือนสึนามิแล้ว https://thestandard.co/panama-earthquake-tsunami-warning-cancelled/ Sat, 10 Oct 2026 03:37:19 +0000 https://thestandard.co/panama-earthquake-tsunami-warning-cancelled/ ชายปั่นจักรยานผ่านบ้านที่เสียหายจากแผ่นดินไหวในปานามา

เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงแมกนิจูด 7.7 ในประเทศปานามา เมื่อรา […]

The post ปานามาแผ่นดินไหวรุนแรงแมกนิจูด 7.7 ตึกสั่น-อาคารถล่ม ล่าสุด ยกเลิกเตือนสึนามิแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชายปั่นจักรยานผ่านบ้านที่เสียหายจากแผ่นดินไหวในปานามา

เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงแมกนิจูด 7.7 ในประเทศปานามา เมื่อราว 15:00 น. ของวันศุกร์ (9 ตุลาคม) ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ห่างจากชุมชน Pitaloza Arriba บริเวณชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 10 กิโลเมตร (ราว 6.2 ไมล์) ทางตอนใต้ของประเทศปานามา มีความลึกเพียง 12 กิโลเมตร ซึ่งจัดเป็นแผ่นดินไหวระดับตื้นที่ส่งผลให้แรงสั่นสะเทือนบนผิวดินรุนแรง

 

ในช่วงแรกมีการประกาศเตือนภัยสึนามิครอบคลุม 11 ประเทศใกล้เคียงในแถบอเมริกากลางและอเมริกาใต้ รวมถึงปานามา โคลอมเบีย เอกวาดอร์ นิการากัว กัวเตมาลา และชิลี แต่หลังจากนั้นไม่นาน ระบบเตือนภัยสึนามิของสหรัฐฯ (US Tsunami Warning System) ได้ยืนยันว่า ‘ไม่มีภัยคุกคามจากคลื่นสึนามิแล้ว’ ผลกระทบและความเสียหาย

 

ผลกระทบและความเสียหาย

 

ประชาชนราว 4.6 ล้านคน รับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนระดับปานกลางถึงรุนแรงตามแต่ละพื้นที่ ส่วนกรุงปานามาซิตี แม้อยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางราว 200 กิโลเมตร แต่ตึกสูงสั่น จนประชาชนต้องอพยพลงมายังท้องถนนและสวนสาธารณะ โดยความเสียหายในเมืองหลวงจำกัดอยู่เพียงเศษซากปรักหักพังที่ร่วงหล่นลงมาจากหลังคา

 

พื้นที่ใกล้ศูนย์กลางแผ่นดินไหวอย่างเมืองเปโนโนเม ได้รับความเสียหายหนัก หอคอยด้านหนึ่งและยอดแหลมของอาสนวิหารเก่าแก่พังถล่ม ระเบียงอาคารที่พักอาศัยหลายจุดพังเสียหาย และมีโรงแรมท้องถิ่นพังถล่มลงมาเกือบทั้งหลัง ขณะที่เมืองโซนามีรายงานอาคารถล่ม ในเบื้องต้น ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือผู้ได้รับบาดเจ็บ

 

ส่วนคลองปานามานั้น ทางการยืนยันว่า โครงสร้างพื้นฐานและเส้นทางเดินเรือที่เชื่อมมหาสมุทรแปซิฟิกและแอตแลนติกนี้ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ

 

ด้าน โฆเซ่ ราอูล มูลิโน ประธานาธิบดีปานามา สั่งการให้หน่วยงานภาครัฐระดมกำลังเข้าช่วยเหลืออย่างเต็มที่ พร้อมขอร้องให้ประชาชนอยู่ในความสงบและไม่ตื่นตระหนก โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียง 3 วัน ก่อนที่ประเทศปานามาจะถึงกำหนดการจัดซ้อมอพยพหนีภัยแผ่นดินไหวระดับชาติ

 

ภาพ: Adyanis Adames / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ปานามาแผ่นดินไหวรุนแรงแมกนิจูด 7.7 ตึกสั่น-อาคารถล่ม ล่าสุด ยกเลิกเตือนสึนามิแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
กต.เผย สีหศักดิ์เตรียมนำทีมผู้แทนไทย ร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการประนอม UNCLOS ครั้งที่สอง ที่กรุงเฮก 14-18 ตุลาคม https://thestandard.co/thailand-unclos-conciliation-hague/ Fri, 09 Oct 2026 11:16:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1266798 สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

กระทรวงการต่างประเทศเผยแพร่ประกาศความคืบหน้ากระบวนการปร […]

The post กต.เผย สีหศักดิ์เตรียมนำทีมผู้แทนไทย ร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการประนอม UNCLOS ครั้งที่สอง ที่กรุงเฮก 14-18 ตุลาคม appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

กระทรวงการต่างประเทศเผยแพร่ประกาศความคืบหน้ากระบวนการประนอมภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (United Nations Convention on the Law of the Sea: UNCLOS) ค.ศ. 1982 ระหว่างไทยกับกัมพูชา เกี่ยวกับการประชุมครั้งที่สองกับคณะกรรมาธิการประนอม (Conciliation Commission)

 

ตามที่ศาลประจำอนุญาโตตุลาการ (Permanent Court of Arbitration: PCA) ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 แจ้งกำหนดการการประชุมครั้งที่สองของคณะกรรมาธิการประนอม ในกระบวนการประนอมระหว่างไทยกับกัมพูชาภายใต้อนุสัญญา UNCLOS ระหว่างวันที่ 14-18 ตุลาคม 2569 ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งดำเนินต่อเนื่องจากการประชุมฯ ครั้งแรกที่สิงคโปร์เมื่อเดือนกันยายน 2569 นั้น

 

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะตัวแทน (Agent) พร้อมด้วยปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษา มีกำหนดนำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว โดยมีนายทรงชัย ชัยปฏิยุทธ อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ในฐานะรองตัวแทน (Deputy Agent) ตลอดจนผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมอุทกศาสตร์ และกรมยุทธการทหารเรือ กองทัพเรือ และกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน เข้าร่วมด้วย

 

ทั้งนี้ ในฐานะรัฐภาคี UNCLOS ประเทศไทยพร้อมให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการประนอม โดยจะใช้โอกาสการประชุมครั้งนี้ชี้แจงท่าทีและข้อเท็จจริงเชิงเทคนิคแก่คณะกรรมาธิการฯ เพื่อนำไปสู่การกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาเขตทางทะเลกับกัมพูชาอย่างเป็นธรรมบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ

The post กต.เผย สีหศักดิ์เตรียมนำทีมผู้แทนไทย ร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการประนอม UNCLOS ครั้งที่สอง ที่กรุงเฮก 14-18 ตุลาคม appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทินต้อนรับนายกฯ ติมอร์-เลสเต เยือนไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 13 ปี กระชับสัมพันธ์-ขยายความร่วมมือ https://thestandard.co/anutin-welcomes-the-prime-minister-of-timor-leste/ Fri, 09 Oct 2026 10:18:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1266740 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับ ซานานา กุสเมา นายกรัฐมนตรีติมอร์-เลสเต

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับ ซานานา กุสเ […]

The post อนุทินต้อนรับนายกฯ ติมอร์-เลสเต เยือนไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 13 ปี กระชับสัมพันธ์-ขยายความร่วมมือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับ ซานานา กุสเมา นายกรัฐมนตรีติมอร์-เลสเต

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับ ซานานา กุสเมา นายกรัฐมนตรีติมอร์-เลสเต ถือเป็นการเยือนในรอบ 13 ปี และนับตั้งแต่ติมอร์เข้าเป็นสมาชิกอาเซียนในปี 2025 โดยผู้นำทั้งสองประเทศหารือกระชับความสัมพันธ์ พร้อมเดินหน้าความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

ดูภาพข่าว 

วันนี้ (9 ตุลาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับ ซานานา กุสเมา นายกรัฐมนตรีติมอร์-เลสเต ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยมี ศรัณย์ เจริญสุวรรณ รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการหารือทวิภาคีในฐานะผู้แทนรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

 

ในการหารือ ผู้นำทั้งสองประเทศเห็นพ้องส่งเสริมการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงเตรียมจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ติมอร์-เลสเตในปี 2027 พร้อมขยายความร่วมมือด้านกลาโหม และเพิ่มความร่วมมือปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ออนไลน์และอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งในระดับทวิภาคีและภายใต้กรอบอาเซียน

 

ด้านเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องส่งเสริมการค้าและการลงทุน โดยเฉพาะด้านความมั่นคงทางอาหารและการค้าข้าว ตลอดจนการลงทุนในภาคเกษตร อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และการท่องเที่ยว พร้อมเร่งจัดทำความตกลงว่าด้วยบริการเดินอากาศ เพื่อปูทางสู่การเปิดเที่ยวบินตรงระหว่างกรุงเทพฯ กับกรุงดิลี

 

นอกจากนี้ ไทยยังยืนยันความพร้อมสนับสนุนติมอร์-เลสเตให้มีส่วนร่วมในประชาคมอาเซียนอย่างเต็มที่ รวมถึงเตรียมความพร้อมเพื่อดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในอนาคต ขณะที่ผู้นำทั้งสองประเทศยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงสถานการณ์ในเมียนมาและความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

 

ภายหลังการหารือ ทั้งสองประเทศยังออกแถลงการณ์ร่วมเพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือในระยะต่อไป พร้อมแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งกลไกการหารือทวิภาคีระหว่างกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศ โดยมีนายกรัฐมนตรีทั้งสองร่วมเป็นสักขีพยาน

 

ภาพ: กระทรวงการต่างประเทศ

 

อ้างอิง:

 

 

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับ ซานานา กุสเมา นายกรัฐมนตรีติมอร์-เลสเต 1อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับ ซานานา กุสเมา นายกรัฐมนตรีติมอร์-เลสเต 2อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับ ซานานา กุสเมา นายกรัฐมนตรีติมอร์-เลสเต 3อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับ ซานานา กุสเมา นายกรัฐมนตรีติมอร์-เลสเต 4อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับ ซานานา กุสเมา นายกรัฐมนตรีติมอร์-เลสเต 5

The post อนุทินต้อนรับนายกฯ ติมอร์-เลสเต เยือนไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 13 ปี กระชับสัมพันธ์-ขยายความร่วมมือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก นาวี พิลเลย์ นักกฎหมายชาวแอฟริกาใต้ เจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพ 2026 https://thestandard.co/navi-pillay-nobel-peace-prize-2026/ Fri, 09 Oct 2026 10:15:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1266731 ภาพ นาวี พิลเลย์ นักกฎหมายชาวแอฟริกาใต้ ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพ 2026

วันนี้ (9 ตุลาคม) คณะกรรมการพิจารณารางวัลโนเบลประกาศมอบ […]

The post รู้จัก นาวี พิลเลย์ นักกฎหมายชาวแอฟริกาใต้ เจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพ 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ นาวี พิลเลย์ นักกฎหมายชาวแอฟริกาใต้ ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพ 2026

วันนี้ (9 ตุลาคม) คณะกรรมการพิจารณารางวัลโนเบลประกาศมอบ รางวัลโนเบลสันติภาพ 2026 ให้แก่ นาวี พิลเลย์ นักกฎหมายชาวแอฟริกาใต้ สำหรับความพยายามของเธอในการส่งเสริมสันติภาพและกฎหมายระหว่างประเทศ

 

 
 

ท่ามกลางยุคสมัยที่มีสงครามและความขัดแย้งเกิดขึ้นมากมาย คณะกรรมการระบุว่า “สันติภาพจำเป็นต้องมีความยุติธรรม” และกฎหมายระหว่างประเทศเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเธอได้รับเลือกจากผู้ได้รับการเสนอชื่อทั้งหมด 287 รายชื่อในปีนี้

 

‘นาวี พิลเลย์’ คือใคร

 

นาวี พิลเลย์ เกิดเมื่อวันที่ 23 กันยายน 1941 ซึ่งขณะนี้อายุ 85 ปี เป็นนักนิติศาสตร์ชาวแอฟริกาใต้เชื้อสายทมิฬ เธอสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นผู้พิพากษาหญิงที่ไม่ใช่คนผิวขาวคนแรกของศาลสูงแห่งแอฟริกาใต้ (High Court of South Africa)

 

ในช่วงเริ่มต้นของอาชีพนักกฎหมาย เธอทำหน้าที่เป็นทนายความให้กับเนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ รวมถึงบุคคลอื่นๆ ที่ยืนหยัดต่อสู้กับระบอบการแบ่งแยกสีผิว (Apartheid)

 

ด้วยความเป็นอิสระ ความเชี่ยวชาญ และความหนักแน่นมั่นคง ทำให้เธอได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในนักนิติศาสตร์ระหว่างประเทศที่ได้รับความเคารพมากที่สุดในยุคปัจจุบัน

 

บทบาทสำคัญของ ‘นาวี พิลเลย์’ มีอะไรบ้าง สำคัญอย่างไร

 

พิลเลย์ มีบทบาทและผลงานสำคัญในระดับนานาชาติมากมาย โดยเฉพาะตำแหน่งระดับผู้นำในสหประชาชาติและศาลระหว่างประเทศ เช่น เธอเคยดำรงตำแหน่งข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN High Commissioner for Human Rights) ระหว่างปี 2008-2014

 

เธอยังเคยดำรงตำแหน่งประธานศาลอาญาระหว่างประเทศสำหรับรวันดา (International Criminal Tribunal for Rwanda) ระหว่างปี 1999-2003 และเคยดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาของศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ระหว่างปี 2003-2008

 

ขณะนี้เธอปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้พิพากษาเฉพาะกิจ (Ad Hoc Judge) ของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ในคดีระหว่างแกมเบียกับเมียนมา อีกทั้งยังดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการสอบสวนอิสระระหว่างประเทศของสหประชาชาติว่าด้วยดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง และเป็นประธานการไต่สวนกึ่งตุลาการเกี่ยวกับการคุมขังในเกาหลีเหนือ

 

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชน พิลเลย์ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศเพื่อการต่อต้านโทษประหารชีวิต (International Commission Against the Death Penalty) ณ กรุงมาดริด ซึ่งเธอเข้าร่วมเป็นกรรมาธิการคนที่ 16 ตั้งแต่ปี 2015

 

รวมถึงดำรงตำแหน่งประธานสภาที่ปรึกษาของ International Nuremberg Principles Academy และเป็นหนึ่งใน 25 บุคคลชั้นนำของคณะกรรมาธิการด้านข้อมูลและประชาธิปไตย (Information and Democracy Commission) ริเริ่มโดยองค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (Reporters Without Borders)

 

ที่ผ่านมาเธอมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันให้มั่นใจว่า อาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ จะได้รับการสืบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างจริงจัง

 

เธอใช้กฎหมายเพื่อยับยั้งความรุนแรง โดยเฉพาะในคดีประวัติศาสตร์ต่างๆ ในศาลระหว่างประเทศที่เธอร่วมตัดสิน ได้แสดงให้เห็นว่า มาตรการทางกฎหมายสามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยป้องกันการก่อสงครามและความรุนแรงได้

 

พิลเลย์ทำหน้าที่ตรวจสอบและเรียกร้องความรับผิดชอบจากรัฐ รวมถึงผู้นำประเทศต่างๆ อย่างไม่เกรงกลัว ซึ่งช่วยนำความหวังมาสู่เหยื่อ จากเหตุการณ์ความรุนแรงและความขัดแย้งต่างๆ อีกทั้งตลอดเส้นทางการทำงาน เธอได้ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับสถาบันกฎหมายระหว่างประเทศ และเน้นย้ำเสมอว่า ทั้งบุคคลและรัฐมีหน้าที่ต้องเคารพและปฏิบัติตาม ‘หลักนิติธรรม’

 

แฟ้มภาพ: Ruben Sprich / File Photo / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post รู้จัก นาวี พิลเลย์ นักกฎหมายชาวแอฟริกาใต้ เจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพ 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กต. ชี้ โอกาสไทยโชว์ศักยภาพ เจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 เตรียมต้อนรับผู้นำระดับสูง https://thestandard.co/thailand-host-imf-world-bank-2026/ Fri, 09 Oct 2026 08:26:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1266689 โฆษกกระทรวงการต่างประเทศแถลงข่าวการเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026

วันนี้ (9 ตุลาคม) ใจไทย อุปการนิติเกษตร อธิบดีกรมสารนิเ […]

The post กต. ชี้ โอกาสไทยโชว์ศักยภาพ เจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 เตรียมต้อนรับผู้นำระดับสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศแถลงข่าวการเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026

วันนี้ (9 ตุลาคม) ใจไทย อุปการนิติเกษตร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวว่าด้วยเรื่องการเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 และการเยือนของผู้นำระดับสูง

 

โฆษก กต. ระบุว่า ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัด การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกปี 2569 (IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026) ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ซึ่งไทยเป็น 1 ใน 3 ประเทศทั่วโลกที่ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพเป็นครั้งที่ 2 โดยมีผู้แทนกว่า 15,000 คนจากกว่า 190 ประเทศ และสื่อมวลชนกว่า 1,000 คนเข้าร่วม

 

ในโอกาสนี้ มีการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของผู้นำต่างประเทศ ได้แก่ กี ปาร์เมอแล็ง ประธานาธิบดีแห่งสมาพันธรัฐสวิส พร้อมภริยาและคณะนักธุรกิจถือเป็นการเยือนไทยของประธานาธิบดีสวิสครั้งแรกในรอบ 22 ปี ในวาระฉลองครบ 95 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สวิตเซอร์แลนด์ในปีนี้ โดยสวิตเซอร์แลนด์เป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทยในยุโรป, อันดับ 1 ในกลุ่ม EFTA, มีบริษัทสวิสลงทุนในไทยกว่า 150 บริษัท และมีชุมชนคนไทยในสวิตเซอร์แลนด์ราว 36,000 คน

 

รวมถึง ทาร์มัน ชันมูการัตนัม ประธานาธิบดีสิงคโปร์ ก็มีกำหนดเดินทางเยือนไทยในห้วงเวลานี้เช่นเดียวกัน โดยมีกำหนดการต้อนรับ ณ ทำเนียบรัฐบาล และเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน โดยสิงคโปร์เป็นนักลงทุนต่างชาติอันดับ 1 ของไทย และเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์สำคัญในมิติเศรษฐกิจสีเขียว ความมั่นคงทางอาหาร และเศรษฐกิจดิจิทัล-นวัตกรรม

 

นอกจากผู้นำสวิตเซอร์แลนด์ และสิงคโปร์แล้ว เคย์ ราลา ซานานา กุสเมา นายกรัฐมนตรีติมอร์-เลสเต ได้เยือนไทยอย่างเป็นทางการในห้วงเวลาใกล้เคียงกัน โดยเดินทางถึงไทยตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา และเมื่อช่วงเช้าวันนี้ มีพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ และการหารือข้อราชการทวิภาคีระหว่างนายกรัฐมนตรีทั้งสองฝ่าย ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยมี นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นเจ้าภาพ พร้อมการแถลงข่าวร่วมและงานเลี้ยงอาหารกลางวัน และมีกำหนดเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในช่วงค่ำ ก่อนที่จะสิ้นสุดการเยือนและเดินทางออกจากประเทศไทยในวันที่ 10 ตุลาคม

 

ส่วนผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมนั้น การเดินทางเยือนครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญระหว่างไทย-ติมอร์-เลสเต ในทุกมิติ ทั้งในด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และความร่วมมือด้านการพัฒนา โดยจะมีการเตรียมจัดกิจกรรมฉลองครบรอบ 25 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ติมอร์-เลสเต ในปี 2570

 

กระทรวงการต่างประเทศยังได้จัดกิจกรรมคู่ขนาน (Side Events) 4 กิจกรรม ในห้วงเวลาเดียวกันกับการประชุม IMF-World Bank ครั้งนี้ ได้แก่

 

  1. การประชุมโต๊ะกลม (Round Table Meeting) ในหัวข้อ Strengthening ASEAN Resilience and the Role of Emerging Development Partners for a More Secure and Sustainable Future โดย กต. ร่วมกับสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ. หรือ NEDA) จัดประชุมระหว่างหน่วยงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาของไทย สปป.ลาว อินโดนีเซีย มาเลเซีย และญี่ปุ่น เรื่องการสร้างความเข้มแข็งของอาเซียนในการรับมือกับความท้าทายต่างๆ ผ่านความร่วมมือไตรภาคีเพื่อเป้าหมาย SDGs ในวันที่ 9 ตุลาคม ณ รร.ดุสิตธานี
  2. Dinner Talk ในหัวข้อ Rethinking Growth: Thailand’s Pathways to a More Balanced and Sustainable Future เพื่อนำเสนอการเติบโตอย่างสมดุลตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และโมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจแบบบูรณาการเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ในวันที่ 13 ตุลาคม ณ รร.เชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท
  3. เวทีเสวนาระดับสูงในหัวข้อ Food System Transformation and Economic Growth Powering Economic and Social Development through the Energy Transition โดย กต. ร่วมกับ UN ESCAP และ FAO แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร และการลดการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยจะจัดขึ้นในวันที่ 14 ตุลาคม ณ รร.อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ
  4. งานเสวนา ในหัวข้อ Promoting Quality Infrastructure in Asia Pacific โดย กต. ร่วมกับ OECD และ Blue Dot Network ว่าด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการดึงดูดการลงทุนที่ยั่งยืน ในวันที่ 15 ตุลาคม ณ รร.คอนราด กรุงเทพฯ

 

โฆษก กต. เน้นย้ำว่า การประชุม IMF-World Bank เป็นเวทีแสดงศักยภาพเศรษฐกิจ-การเงิน ดึงดูดการลงทุนเทคโนโลยีแห่งอนาคต ผลักดันยุทธศาสตร์ ‘Bangkok Blueprint’ ด้านการเงินดิจิทัลและสิ่งแวดล้อม นำเสนอซอฟต์พาวเวอร์และวัฒนธรรมไทย พร้อมเตรียมความพร้อมสู่การเป็นประธานอาเซียนของไทยในปี 2571

 

ภาพ: กระทรวงการต่างประเทศ / Facebook Live

The post กต. ชี้ โอกาสไทยโชว์ศักยภาพ เจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 เตรียมต้อนรับผู้นำระดับสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
แอน คาร์สัน นักเขียนชาวแคนาดา คว้าโนเบลวรรณกรรม 2026 จากการสร้างสรรค์วรรณกรรมร่วมสมัยรูปแบบใหม่ https://thestandard.co/ann-carson-nobel-literature-2026/ Fri, 09 Oct 2026 05:06:08 +0000 https://thestandard.co/ann-carson-nobel-literature-2026/ ภาพ แอน คาร์สัน นักเขียนชาวแคนาดา ผู้คว้ารางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม 2026

เมื่อวานนี้ (8 ตุลาคม) แอน คาร์สัน นักเขียน นักกวีและนั […]

The post แอน คาร์สัน นักเขียนชาวแคนาดา คว้าโนเบลวรรณกรรม 2026 จากการสร้างสรรค์วรรณกรรมร่วมสมัยรูปแบบใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ แอน คาร์สัน นักเขียนชาวแคนาดา ผู้คว้ารางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม 2026

เมื่อวานนี้ (8 ตุลาคม) แอน คาร์สัน นักเขียน นักกวีและนักแปลชาวแคนาดา วัย 76 ปี ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ประจำปีนี้ จากผลงานอันกล้าหาญและเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ที่นำวรรณกรรมคลาสสิกมาตีความและเปิดบทสนทนาใหม่ จนเกิดเป็นรูปแบบวรรณกรรมร่วมสมัยที่โดดเด่น

 

 

เธอเป็นนักเขียนหญิงคนที่ 19 ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม จากจำนวนผู้ได้รับรางวัลทั้งหมด 123 คน

 

แอน คาร์สัน เป็นใคร

 

เธอเกิดที่เมืองโทรอนโต ประเทศแคนาดา ในปี 1950 ปัจจุบันอาศัยอยู่ในรัฐมิชิแกน และถือสัญชาติไอซ์แลนด์ร่วมด้วยตั้งแต่ปี 2022 และเมื่อเดือนสิงหาคม 2024 เธอได้เปิดเผยว่า ตนเองได้รับการวินิจฉัยว่า เป็นโรคพาร์กินสัน

 

แอนเป็นศาสตราจารย์ด้านคลาสสิกศึกษา (Classics) มานานกว่า 30 ปี โดยสอนในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง เช่น มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน, มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก และมหาวิทยาลัยแมกทิลล์

 

ผลงานของเธอคือ จุดตัดระหว่าง ‘ความคลั่งไคล้ในตัวอักษร’ และ ‘จินตนาการของกวี’ โดยเธอมักเริ่มต้นสร้างสรรค์งานเขียนจากการตามหา ‘ที่มาและรากศัพท์’ ของถ้อยคำต่างๆ

 

ผลงานเด่นมีอะไรบ้าง

 

งานเขียนของคาร์สันมีความโดดเด่นในการผสมผสานระหว่างบทกวี ความเรียง เรื่องแต่ง และงานแปลเข้าด้วยกัน เช่น Autobiography of Red: A Novel in Verse (1998) ผลงานชิ้นเอกที่สร้างชื่อเสียงให้เธอมากที่สุด เป็นนวนิยายร้อยกรองที่ได้รับแรงบันดาลใจจากชิ้นส่วนบทกวีของสเตซิโครัส (Stesichorus) กวีกรีกโบราณ นำตำนานเกรีออน (Geryon) อสุรกายมีปีกสีแดง มาตีความใหม่เป็นเด็กหนุ่มร่วมสมัยที่ต้องเผชิญกับความอกหักและความปรารถนา

 

รวมถึง Eros the Bittersweet (1986) หนังสือเล่มแรกของเธอที่ผสานงานวิจารณ์วรรณกรรมเข้ากับการสำรวจมิติของความปรารถนาและขนบกรีกโบราณ, The Beauty of the Husband: A Fictional Essay in 29 Tangos (2001) ผลงานที่ทำให้เธอสร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้หญิงคนแรกที่คว้ารางวัล T.S. Eliot Prize และ Men in the Off Hours (2001) ซึ่งรวมบทความร้อยกรอง บทกวี และร้อยแก้วเกี่ยวกับบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ ซึ่งได้รับรางวัล Griffin Poetry Prize ประจำปี 2001 เป็นต้น

 

ผลงานของ ‘แอน คาร์สัน’ สำคัญอย่างไร?

 

อันเดอร์ส โอลส์สัน ประธานคณะกรรมการโนเบลระบุว่า เธอได้ปลดแอกกวีนิพนธ์ออกจากกรอบการพรรณนาที่ยึดติดกับตัวตนของผู้เล่า (Narrative Self) ไปสู่รูปแบบที่เปี่ยมด้วยความขี้เล่น การเสียดสี และการข้ามพรมแดนระหว่างกวีนิพนธ์ยุคคลาสสิกกับสมัยใหม่ รวมถึงระหว่างหลากหลายประเภทวรรณกรรม

 

ขณะที่ มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดาระบุว่า เธอได้ใช้ไหวพริบและจินตนาการเฉพาะตัวนำเรื่องเล่าโบราณมาสู่ผู้อ่านยุคใหม่ และเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของผู้คนที่มีต่อวรรณกรรม

 

แอนยังทำงานร่วมกับศิลปินทัศนศิลป์ นักออกแบบท่าเต้น และผู้กำกับละครเวที-อุปรากร ซึ่งสะท้อนถึงอิสรภาพที่ไม่อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เดิมๆ ส่งผลให้งานของเธอมีอิทธิพลอย่างสูงต่อแวดวงศิลปะและวรรณกรรมระดับสากลมาตั้งแต่ทศวรรษ 1990

 

ทางด้าน ไอรา เวลส์ ประธาน PEN Canada ชี้ว่า บทกวีของแอนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อยุคปัจจุบัน เพราะสะท้อนถึงความเป็นมนุษย์อย่างลึกซึ้ง ในช่วงเวลาที่ภาษาเริ่มถูกผลิตขึ้นโดยเครื่องจักรมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ภาพ: Golli / Kjartan Thorbjoernsson / Reuters

 

อ้างอิง:

The post แอน คาร์สัน นักเขียนชาวแคนาดา คว้าโนเบลวรรณกรรม 2026 จากการสร้างสรรค์วรรณกรรมร่วมสมัยรูปแบบใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาจีนตั้งฐานบินในลาว กับคำถามความเสี่ยงด้านความมั่นคงของไทย-อาเซียน https://thestandard.co/china-laos-airbase-thailand-security/ Fri, 09 Oct 2026 03:07:31 +0000 https://thestandard.co/china-laos-airbase-thailand-security/ ภาพกราฟิกแสดงตำแหน่งฐานบินจีนในลาวและความใกล้กับชายแดนไทย

กระทรวงกลาโหมจีนประกาศเมื่อวันที่ 29 กันยายน ที่ผ่านมา […]

The post จับตาจีนตั้งฐานบินในลาว กับคำถามความเสี่ยงด้านความมั่นคงของไทย-อาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงตำแหน่งฐานบินจีนในลาวและความใกล้กับชายแดนไทย

กระทรวงกลาโหมจีนประกาศเมื่อวันที่ 29 กันยายน ที่ผ่านมา ว่าได้เปิด ‘ศูนย์สนับสนุนและฝึกอบรมร่วมจีน-ลาว’ และ ‘โรงเรียนการบินมิตรภาพจีน-ลาว’ ที่สนามบินบ้านเกิน ซึ่งเป็นฐานทหารแห่งใหม่ที่ตั้งอยู่ห่างจากกรุงเวียงจันทน์ ไปทางทิศเหนือประมาณ 50 กิโลเมตร และห่างจากชายแดนจังหวัดหนองคายของไทยเพียงประมาณ 40 กิโลเมตร

 

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวก่อให้เกิดการจับตามองว่า จีนอาจใช้ฐานบินแห่งนี้ในการขยายอิทธิพลทางทหารในภูมิภาค ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า ฐานบินแห่งนี้จะช่วยเพิ่มเครือข่ายสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารในต่างประเทศของจีนที่มีจำนวนไม่มากแต่กำลังขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ

 

อย่างไรก็ตาม กระทรวงกลาโหมจีนระบุว่า ศูนย์สนับสนุนและสนามบินบ้านเกินจะถูกใช้สำหรับการช่วยยกระดับฝึกอบรมแก่นักบินกองทัพอากาศลาว และไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อต่อต้านฝ่ายใด และจะได้รับการดูแลรักษาโดยทั้งสองประเทศร่วมกัน พร้อมกับมีการเปิดตัวสถาบันการบินมิตรภาพจีน-ลาวอย่างเป็นทางการ

 

ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมพบว่า การก่อสร้างสนามบินแห่งใหม่นี้เริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายปี 2025 และปัจจุบันมีรันเวย์ความยาวประมาณ 2,000 เมตร และมีลานจอดเครื่องบินที่มีพื้นที่หลายหมื่นตารางเมตร และหอบังคับการบิน โดยโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนส่วนใหญ่ได้ดำเนินการก่อสร้างเสร็จสิ้นแล้ว

 

จากภาพดาวเทียมที่บันทึกได้ 1 วันหลังพิธีเปิดศูนย์สนับสนุนและฝึกอบรมร่วมจีน-ลาว ยังพบว่ามีเครื่องบินขับไล่ขนาดเบารุ่น K-8 จำนวน 8 ลำ และยานพาหนะสนับสนุนอีกกว่า 20 คัน จอดอยู่บนรันเวย์ ซึ่งพบว่ายังมีการดำเนินงานก่อสร้างเป็นบริเวณกว้างโดยรอบรันเวย์ด้วย

 

 

ภาพกราฟิกแสดงตำแหน่งฐานบินจีนในลาวและความใกล้กับชายแดนไทย 1ภาพกราฟิกแสดงตำแหน่งฐานบินจีนในลาวและความใกล้กับชายแดนไทย 2

 

พื้นที่ก่อสร้างฐานบินแห่งนี้ เดิมเป็นพื้นที่เกษตรกรรม และต่อมารู้จักกันในชื่อ “Lima Site 44” ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่ายสนามบินที่กองทัพสหรัฐฯ และสำนักข่าวกรองกลาง (CIA) เคยใช้งานในช่วงสงครามเวียดนาม สมัยที่สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนอย่างลับๆ แก่กลุ่มกบฏชาวม้งที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์

 

ฐานทหารใน สปป.ลาวแห่งนี้ ถือเป็นฐานปฏิบัติการทางทหารในต่างประเทศแห่งสำคัญแห่งที่สามของจีน ต่อจากศูนย์สนับสนุนและฝึกอบรมร่วมที่ฐานทัพเรือเรียม (Ream Naval Base) ในกัมพูชา และฐานทหารของจีนในประเทศจิบูตี

 

นักวิเคราะห์ด้านการทหารของจีนมองเห็นความเป็นไปได้ที่กว้างไกลกว่าเพียงแค่เรื่องการฝึกนักบิน โดยมองว่า ฐานทหารแห่งนี้อาจช่วยให้จีนขยายอิทธิพลในคาบสมุทรอินโดจีนได้ในอนาคต อีกทั้งยังช่วยผลักดันให้กองทัพอากาศลาวหันมาใช้อุปกรณ์ที่ผลิตในจีน และสร้างการดำรงอยู่ของกองทัพจีนอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการกระชับความสัมพันธ์กับกองทัพลาวให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

 

ขณะที่นักวิเคราะห์ไทยตั้งข้อสังเกตถึงผลกระทบและความเสี่ยงของไทย จากการที่ฐานบินแห่งนี้ อยู่ใกล้ชายแดนไทยจนอาจเกิดผลกระทบด้านความมั่นคง

 

ทำไมต้องเป็นบ้านเกิน?

 

จวินอู่ ซื่อเหว่ยเมี่ยน (Junwu Ciweimian) บล็อกเกอร์สายทหารที่มีชื่อเสียงของจีนระบุถึงเหตุผลหลักสองประการ ที่จีนเลือกตั้งฐานทหารในพื้นที่บ้านเกิน

 

เหตุผลประการแรกคือเรื่องการคมนาคมขนส่ง โดยบ้านเกินตั้งอยู่แนวเส้นทางรถไฟจีน-ลาว ซึ่งช่วยให้การเคลื่อนย้ายบุคลากรและยุทโธปกรณ์จากจีนทำได้สะดวกยิ่งขึ้น

 

ประการที่สองคือเรื่องภูมิศาสตร์ บ้านเกินตั้งอยู่ใกล้กับเมืองหลวง ทำให้สะดวกต่อผู้เข้ารับการฝึกและง่ายต่อการบริหารจัดการของรัฐบาลลาว

 

นอกจากนี้ พื้นที่โดยรอบยังค่อนข้างราบเรียบเมื่อเทียบกับพื้นที่ส่วนใหญ่ของลาวที่เป็นภูเขา ทำให้เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการสร้างสนามบินและการฝึกบิน

 

ความหมายเชิงยุทธศาสตร์ของฐานบินบ้านเกิน

 

ซื่อเหว่ยเมี่ยน มองว่าฐานบินที่บ้านเกินนั้นมีวัตถุประสงค์ในเชิงยุทธศาสตร์ 3 ประการ ได้แก่

 

  1. เพื่อการฝึกอบรมกองทัพอากาศลาว เนื่องจากกองทัพอากาศลาวมีขนาดเล็กมาก โดยมีเครื่องบินฝึกขั้นสูง Yak-130 จำนวน 3 ลำ และเครื่องบินฝึกระดับกลาง K-8 ที่ผลิตในจีนอีก 4 ลำ ซึ่งเปิดช่องให้จีนเข้ามามีอิทธิพลได้มาก และการจัดตั้งโรงเรียนการบินร่วมนี้ ทำให้มีแนวโน้มในอนาคตว่ายุทโธปกรณ์ของกองทัพอากาศลาว จะต้องเปลี่ยนมาใช้ของที่ผลิตในจีนทั้งหมด
  2. เพื่อการสนับสนุนปฏิบัติการของกองทัพอากาศจีนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โยดยจีนจัดการฝึกซ้อมทางอากาศในภูมิภาคนี้เป็นประจำอยู่แล้ว รวมถึงการฝึกร่วมกับไทยในทุกๆ ปี ดังนั้นฐานทหารที่บ้านเกินอาจเป็นอีกหนึ่งจุดปฏิบัติการสำหรับอากาศยานของจีน แทนที่จะต้องเคลื่อนย้ายเครื่องบินทั้งหมดไปยังประเทศไทยโดยตรง จีนอาจเลือกจอดเครื่องบินบางส่วนไว้ที่ฐานบินบ้านเกิน และทำการฝึกซ้อมโดยใช้ฐานทัพทั้งสองแห่ง ซึ่งจะทำให้ได้การฝึกที่ “ใกล้เคียงกับสถานการณ์การรบจริง” มากขึ้น
  3. เพื่อการขยายอิทธิพลของจีนในภูมิภาค เพราะฐานบินแห่งนี้ตั้งอยู่ในทำเลเชิงยุทธศาสตร์ที่ได้เปรียบ โดยเมืองสำคัญหลายแห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ห่างออกไปเพียงประมาณ 500 ถึง 700 กิโลเมตร ในขณะที่เมืองที่อยู่ไกลออกไปก็มีระยะทางเพียงกว่า 1,000 กิโลเมตรจากฐานแห่งนี้ โดยการจัดตั้งฐานบินในพื้นที่นี้ จะเป็นประโยชน์ต่อจีนในการ “สร้างอิทธิพลในคาบสมุทรอินโดจีนในอนาคต”

 

ภาพกราฟิกแสดงตำแหน่งฐานบินจีนในลาวและความใกล้กับชายแดนไทย 3

 

ด้าน รศ. ดร.ปิติ ศรีแสงนาม อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ว่าความหมายเชิงยุทธศาสตร์ของฐานบินบ้านเกินนั้น ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้มอง โดยแบ่งเป็น 3 มุมมองหลัก ได้แก่

 

  1. มุมมองของประเทศไทย โดยเขามองว่า การที่ฐานบินแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากชายแดนจังหวัดหนองคายเพียง 40 กิโลเมตร หากมีการติดตั้งยุทโธปกรณ์ทางสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare) จะสามารถรบกวนสัญญาณในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานของไทยได้โดยตรง และด้วยระยะทางเพียง 40 กิโลเมตร หากมหาอำนาจเช่นจีนเข้ามาใช้สนามบินแล้วมีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ ระบบเรดาร์ตรวจการณ์ของไทยจะตรวจจับไม่ทัน ทำให้การมอนิเตอร์ทำได้ยาก ไทยจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังและปรับยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอากาศให้สมดุลยิ่งขึ้น
  2. มุมมองของ สปป. ลาว โดย รศ. ดร.ปิติ ชี้ว่า รัฐบาลลาวยืนยันว่า นี่คือศูนย์ฝึกอบรมการบินและการช่วยเหลือด้านการกู้ภัยเพื่อเพิ่มศักยภาพกองทัพอากาศลาว และพัฒนาความมั่นคงของมนุษย์ ขณะที่ลาวยึดนโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่อนุญาตให้ชาติใดเข้ามาตั้งฐานทัพถาวร
  3. มุมมองของเวียดนามและสหรัฐอเมริกา ซึ่ง รศ. ดร.ปิติ ชี้ว่า น่าจะมีความกังวลมากที่สุด โดยเวียดนามกังวลเรื่องการถูกโอบล้อม เพราะเดิมมีประเด็นกับจีนทางทิศเหนือ (ชายแดน), ทิศตะวันออก (ทะเลจีนใต้) และทิศใต้ (ฐานทัพเรือเรียมและคลองฟูนันเตโชในกัมพูชา) การเพิ่มสนามบินทางทิศตะวันตกในลาวจะทำให้เวียดนามกังวลมากยิ่งขึ้น

 

ขณะที่สหรัฐอเมริกา อาจจะกังวลเรื่องระยะห่าง 40 กิโลเมตรจากชายแดนไทย เพราะอุปกรณ์กวนสัญญาณและการตรวจการณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์สามารถครอบคลุมไปถึงภาคเหนือของไทย ซึ่งรวมถึงพื้นที่กงสุลใหญ่สหรัฐฯ ที่จังหวัดเชียงใหม่

 

กลุ่มหัวพัน ‘Balancer’ ผู้คลายความกังวลเวียดนาม

 

สำหรับท่าทีของเวียดนามต่อกรณีของฐานบินบ้านเกินนั้น รศ. ดร.ปิติ มองว่าฝ่ายการเมืองของลาวเข้าใจความกังวลนี้ดี ซึ่งการปรับโครงสร้างอำนาจทางการเมือง ที่เกิดขึ้นล่าสุด โดยดันผู้นำ ‘กลุ่มหัวพัน’ อย่าง สะเหลิมไซ กมมะสิด ขึ้นมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว คนใหม่ ซึ่งกลุ่มหัวพันขึ้นชื่อว่าเป็น “Balancer” ที่มีความสัมพันธ์ดีกับทั้งเวียดนามและจีน จึงช่วยสื่อสารและลดความระแวงของเวียดนามได้ อีกทั้งกลุ่มนี้ยังรู้เทคนิคว่า จะใช้เวียดนามในการถ่วงดุล อิทธิพลของจีนอย่างไร

 

ภาพกราฟิกแสดงตำแหน่งฐานบินจีนในลาวและความใกล้กับชายแดนไทย 4

สะเหลิมไซ กมมะสิด นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว คนใหม่

 

 

 

การให้กลุ่มหัวพันขึ้นมาคุมอำนาจเต็มที่ ช่วยให้ลาวสามารถ สื่อสารและลดความหวาดระแวงของเวียดนาม ต่อกรณีการเข้ามาของจีนและสนามบินบ้านเกินได้เป็นอย่างดี และถือเป็นการบริหารนโยบายต่างประเทศที่ลื่นไหล (Dynamic) และมีการวางแผนอย่างเป็นระบบ

 

ขณะที่การก้าวขึ้นมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของสะเหลิมไซ กมมะสิด ถือว่า “ถูกที่ถูกเวลา” เพราะในเวลานี้ลาวต้องการผู้นำสายความมั่นคงและการต่างประเทศที่มีความเชี่ยวชาญ น่าเชื่อถือ และเข้าใจมิติเศรษฐกิจเพื่อรับมือกับมหาอำนาจ

 

สำหรับสหรัฐอเมริกา ประเด็นที่น่ากังวลต่อกรณีของฐานบินบ้านเกิน คือเรื่องระยะห่าง 40 กิโลเมตรจากชายแดนไทย เพราะอุปกรณ์กวนสัญญาณและการตรวจการณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์สามารถครอบคลุมไปถึงภาคเหนือของไทย รวมถึงพื้นที่กงสุลใหญ่สหรัฐฯ ที่เชียงใหม่

 

ความแตกต่างกับฐานทหารในต่างประเทศอื่นๆ ของจีน

 

อนาลโย กอสกุล ผู้ก่อตั้งและเจ้าของเว็บไซต์ ThaiArmedForce.com มองว่า

 

แม้ว่าฐานบินบ้านเกิน จะมีชื่อเรียกว่าศูนย์ฝึกร่วมจีน-ลาว แบบเดียวกับที่จีนตั้งชื่อฐานทัพเรือเรียม ว่าศูนย์ฝึกร่วมจีน-กัมพูชา แต่ฟังก์ชันจริงๆ ของฐานทัพเรือเรียมนั้นไม่ได้ใช้ฝึกอย่างเดียว เพราะว่าจีนยังจอดเรือคอร์เวต 2 ลำที่ฐานทัพเรือเรียมเป็นการถาวร ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่า นอกจากการฝึกร่วม ฐานบินบ้านเกินก็จะถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร ในฐานะฐานบินส่วนหน้านอกประเทศ ซึ่งเขามองว่า จีนอาจจะมาวางกำลังเครื่องบินขับไล่ หรือเครื่องบินโจมตี หรือเครื่องบินฝึกที่ฐานบินนี้

 

ภาพกราฟิกแสดงตำแหน่งฐานบินจีนในลาวและความใกล้กับชายแดนไทย 5

ฐานทัพเรือเรียม

 

ขณะที่อนาลโยเปิดเผยว่า ฐานบินบ้านเกิน ซึ่งตอนนี้มีรันเวย์ความยาวประมาณ 2,000 เมตร สามารถที่จะรองรับเครื่องบินลำเลียงขนาดเล็กและขนาดกลางรวมถึงเครื่องบินขับไล่ได้ และยังมีที่ว่างเพียงพอที่จะขยายรันเวย์ได้อีกถึง 4,000 เมตร ซึ่งก็จะรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่ได้ ดังนั้นจะเป็นฟังก์ชันหนึ่งที่ทำให้จีนสามารถที่จะมีฐานบินในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อขยายระยะปฏิบัติการได้ ถ้าจีนต้องการส่งเครื่องบินกองทัพเดินทางในทะเลจีนใต้ หรือผ่านภูมิภาคอาเซียนสามารถมาแวะฐานบินนี้ได้

 

ขณะที่ หรงปิง (Ronping) นักวิเคราะห์ด้านการทหารชาวจีน มองว่า ฐานบินที่บ้านเกินเป็นรูปแบบของฐานทหารที่แตกต่างจากฐานทหารของจีนที่จิบูตีและฐานทัพเรือเรียม

 

โดยจิบูตีเป็นที่ตั้งฐานทัพในต่างประเทศแห่งแรกอย่างเป็นทางการของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ทำหน้าที่สนับสนุนภารกิจปราบปรามโจรสลัดในอ่าวเอเดนและปฏิบัติการต่างๆ ของจีนในทวีปแอฟริกา ส่วนฐานทัพเรือเรียมนั้น เน้นภารกิจทางเรือในอ่าวไทยและทะเลจีนใต้เป็นหลัก

 

อย่างไรก็ตาม ฐานบินบ้านเกิน ถือเป็นศูนย์ฝึกร่วมในต่างประเทศแห่งแรกของจีนที่เน้นภารกิจของกองทัพอากาศ ซึ่งนอกจากการเป็นศูนย์สนับสนุนและฝึกอบรมร่วม PLA น่าจะใช้ฐานแห่งนี้เพื่อสนับสนุนกำลังพลที่หมุนเวียนเข้ามาใน สปป.ลาว โดยอาจรวมถึงการมีหน่วยสนับสนุนภาคสนามขนาดเล็กประจำการอยู่ด้วย

 

ห่างชายแดนไทยเพียง 40 กิโลเมตร : สิ่งที่ไทยต้องจับตา

 

สำหรับประเทศไทย ความใกล้ของฐานบินแห่งนี้เป็นประเด็นที่มีความสำคัญโดยตรง เพราะสนามบินอยู่ห่างจากชายแดนไทยประมาณ 40 กิโลเมตร และไม่มีภูเขาขนาดใหญ่กั้นระหว่างพื้นที่

 

คำถามหนึ่งที่เกิดขึ้นคือ ความใกล้ดังกล่าวจะทำให้จีนมีความสามารถในการตรวจจับหรือดักรับสัญญาณจากระบบต่างๆ ของไทยเพิ่มขึ้นหรือไม่

 

อนาลโยมองว่า ‘มีความเป็นไปได้’ โดยเฉพาะในเรื่องการตรวจจับสัญญาณ เนื่องจากระยะทางที่ใกล้และลักษณะภูมิประเทศที่ไม่มีภูเขาแทรก ทำให้การติดตั้งระบบตรวจจับทั้งแบบ Active และ Passive สามารถทำได้ง่ายขึ้น

 

ในทางทหาร Active หมายถึงการส่งคลื่นออกไปเพื่อตรวจจับ เช่น ระบบเรดาร์ ขณะที่ Passive เป็นการติดตั้งระบบรับสัญญาณเพื่อดักรับหรือรวบรวมสัญญาณที่มีอยู่แล้ว

 

ผลที่ตามมาคือ ฐานแห่งนี้อาจไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะในฐานะสนามบิน แต่ยังอาจกลายเป็นจุดเก็บข้อมูลข่าวกรองส่วนหน้า

 

อนาลโยอธิบายว่า การที่จีนสามารถเข้าถึงสัญญาณและกิจกรรมทางอากาศของไทยได้มากขึ้น จะช่วยให้จีนสร้างสิ่งที่เรียกว่า ‘Library’ ของระบบอาวุธและกิจกรรมทางทหารของไทยได้สะดวกขึ้น กล่าวคือ การสะสมข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบการทำงานของระบบต่างๆ ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ด้านข่าวกรองได้ในอนาคต

 

เขายกตัวอย่างฐานทัพเรือเรียมในกัมพูชา ซึ่งมีการติดตั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศและเรดาร์ที่มีขีดความสามารถในการตรวจจับในระยะไกลประมาณ 500 กิโลเมตร โดยสามารถตรวจจับกิจกรรมในห้วงอากาศครอบคลุมพื้นที่อ่าวไทยได้

 

จากกรณีดังกล่าว อนาลโยประเมินว่าฐานปฏิบัติการในลาวก็น่าจะมีการติดตั้งระบบ Air Search Radar เพื่อตรวจจับกิจกรรมทางอากาศ รวมถึงอาจมีความสามารถในการดักรับสัญญาณด้วยเช่นกัน

 

อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้มองว่าประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงมาตรการทางทหารในทันที

 

เหตุผลสำคัญคือ ณ เวลานี้ไทยกับจีนยังไม่ได้อยู่ในสถานะที่เป็นศัตรูกัน และการปฏิบัติการของกองทัพไทยยังคงเกิดขึ้นภายในพื้นที่ของประเทศไทยเอง ไทยจึงยังมีมาตรการทางสงครามอิเล็กทรอนิกส์หลายรูปแบบที่สามารถใช้ป้องกันไม่ให้ฝ่ายอื่นเก็บข้อมูลได้ง่าย เช่น การบริหารการเปิด-ปิดเรดาร์ การลดการแพร่สัญญาณ หรือการใช้มาตรการรบกวนสัญญาณ

 

ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่เหมาะสมในเวลานี้จึงอาจเป็นการ ‘เฝ้าระวัง’ มากกว่าการแสดงท่าทีว่าไทยกำลังเผชิญภัยคุกคามทางทหารโดยตรง

 

ด้าน รศ. ดร.ปิติ มองว่า การตั้งฐานบินของจีนใน สปป.ลาว จะส่งผลให้สมการด้านความมั่นคงของไทยและอาเซียนเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน เพราะเดิมทีประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวไม่ได้มีแสนยานุภาพทางอากาศที่น่ากังวล แต่ปัจจุบันมีมหาอำนาจอย่างจีนคอยสนับสนุนอยู่ด้านหลัง ทำให้ไทยต้องดำเนินยุทธศาสตร์อย่างรอบคอบและรัดกุมยิ่งขึ้น

 

เขาชี้ว่า ไทยต้องทบทวนยุทธศาสตร์การต่างประเทศควบคู่กับยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางทหาร เพื่อรับมือพื้นที่สุ่มเสี่ยงทางยุทธศาสตร์

 

ขณะที่ในมิติด้านการต่างประเทศและความมั่นคง เขามองว่า ไทยต้องเร่งฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดทางการต่างประเทศ วางยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางทหาร และศักดิ์ศรีของชาติ

 

ฐานบินบ้านเกิน กับสมการความมั่นคงของอาเซียน

 

อนาลโย ชี้ว่า หากจีนมีหารวางกำลังทางอากาศไว้ที่ฐานบินบ้านเกิน จะถือเป็นการแสดงอิทธิพลทางทหารในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา จีนพยายามที่จะเพิ่มอิทธิพลทางทหารเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือบางประเทศในภูมิภาคนั้นมีความขัดแย้งกับจีนโดยตรง ในกรณีทะเลจีนใต้

 

ขณะที่อนาลโยมองว่า การที่จีนประกาศว่า มีฐานบินใน สปป.ลาว และมีฐานทัพเรือในกัมพูชานั้น ก็เหมือนการบอกสมาชิกอาเซียนว่า จีนได้เข้ามามีอิทธิพลตรงนี้แล้ว ซึ่งยุทธวิธีหลักของจีนที่ใช้ในทะเลจีนใต้ คือพยายามทำให้ชาติอาเซียนรวมตัวกันไม่ติด เพื่อเวลาเจรจาจะได้เจรจาแยกเป็นรายประเทศ เพราะจีนรู้ว่า หากเจรจาแบบรวมกลุ่มประเทศ อิทธิพลของอาเซียนก็จะมากยิ่งขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม หากมองไปยังประเทศอาเซียนอื่นๆ จะเห็นว่า ไม่ใช่จีนที่เป็นมหาอำนาจเพียงชาติเดียวที่มีการตั้งฐานทหารในประเทศอาเซียน โดยสหรัฐอเมริกา ก็ใช้สิงคโปร์เป็นฐานส่งกำลังบำรุงส่วนหน้า คล้ายๆ กับฐานบินบ้านเกิน คือไม่ได้มีกำลังพลอยู่ประจำ แต่เป็นจุดที่ถูกกำหนดไว้ว่าจะเป็นฐานส่งกำลังบำรุงส่วนหน้า

 

ในเรื่องของความกังวลต่อความเสี่ยงด้านความมั่นคง เขามองว่า ชาติอาเซียนอาจจะไม่ต้องกังวลถึงขั้นตกใจ เพราะท้ายที่สุด เชื่อว่าในภาพรวมของอาเซียน ยังมีจุดยืนไม่ต้องการให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจการภายในของประเทศใดๆ และถ้าหากจีนยังสามารถแสดงให้เห็นว่า การตั้งฐานบินแห่งนี้เป็นแค่กิจกรรมภายในของลาวกับจีนเอง เชื่อว่าอาเซียนก็จะไม่เข้ามายุ่งหรือแสดงท่าทีกังวลใดๆ

 

ส่วนกรณีเวียดนาม อนาลโย ชี้ว่า เวียดนามซึ่งมีข้อขัดแย้งเรื่องอธิปไตยในทะเลจีนใต้กับจีนโดยตรง และยึดถือนโยบายความมั่นคง ‘3 ไม่ (Three No’s Policy)’ คือ ไม่เป็นพันธมิตรทางทหารกับใคร, ไม่ร่วมมือกับใครต่อต้านประเทศที่สาม และไม่ให้ต่างชาติมาตั้งฐานทัพ ทำให้การมีฐานทัพต่างชาติ โดยเฉพาะจีน มาตั้งอยู่ประชิดประตูด้านหลังย่อมสร้างความระแวงแก่เวียดนามเป็นธรรมดา

 

เขามองว่าทางออกสำคัญ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลลาวในการดำเนินทางการทูตเชิงรุก เช่น การเชิญผู้ช่วยทูตทหารในกลุ่มอาเซียนมาชี้แจงวัตถุประสงค์และขอบเขตการปฏิบัติงาน เพื่อสร้างความโปร่งใส ลดความหวาดระแวง และรักษาความเป็นเอกภาพ รวมถึงความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างสมาชิกอาเซียนในภาพรวม

The post จับตาจีนตั้งฐานบินในลาว กับคำถามความเสี่ยงด้านความมั่นคงของไทย-อาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัส OECD Readiness: ระบบยุติธรรมไทยพร้อมแค่ไหน บนเส้นทางสู่มาตรฐานสากล? https://thestandard.co/thailand-justice-oecd-readiness/ Thu, 08 Oct 2026 12:22:59 +0000 https://thestandard.co/thailand-justice-oecd-readiness/ ภาพกราฟิกแสดงข้อความ "ถอดรหัส ระบบยุติธรรมไทย พร้อมแค่ไหน บนเส้นทางสู่ OECD"

ท่ามกลางหมุดหมายครั้งสำคัญของประเทศไทยในการก้าวเข้าสู่ก […]

The post ถอดรหัส OECD Readiness: ระบบยุติธรรมไทยพร้อมแค่ไหน บนเส้นทางสู่มาตรฐานสากล? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อความ "ถอดรหัส ระบบยุติธรรมไทย พร้อมแค่ไหน บนเส้นทางสู่ OECD"

ท่ามกลางหมุดหมายครั้งสำคัญของประเทศไทยในการก้าวเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เวทีเสวนา ‘Common Ground ชวน Talk’ ภายใต้หัวข้อ ‘OECD Readiness: เตรียมพร้อมระบบยุติธรรมไทยสู่มาตรฐาน OECD’ ณ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ในวันนี้ (8 ตุลาคม) ได้เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเชิงลึกเพื่อร่วมกันถอดรหัสว่า กระบวนการยกระดับมาตรฐานสากลนี้จะกลายเป็นโอกาสครั้งประวัติศาสตร์ในการปฏิรูปเชิงโครงสร้างและการหาอัตลักษณ์ใหม่ให้กับประเทศ (Reinvent Thailand) ได้อย่างไร

 

 

โดยได้รับเกียรติจาก ดร. พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการ TIJ กล่าวเปิดมุมมองและชวนตั้งคำถามถึงทิศทางของกระบวนการยุติธรรมไทยที่ต้องปรับตัวบนฐานข้อมูลเชิงประจักษ์และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน พร้อมเปิดเวทีสนทนาเข้มข้นร่วมกับตัวแทนจาก 4 องค์กรหลัก ได้แก่ ดร. ธัชไท กีรติพงศ์ไพบูลย์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, ดร. ณรัณ โพธิ์พัฒนชัย ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ผลกระทบและประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย กองพัฒนากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, ดร. อณูวรรณ วงศ์พิเชษฐ์ รองผู้อำนวยการ TIJ และ นรีลักษณ์ แพไชยภูมิ ผู้อำนวยการกองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ร่วมดำเนินรายการโดย อุกฤษฏ์ ศรพรหม หัวหน้าฝ่ายนโยบายและกิจการต่างประเทศ ด้านหลักนิติธรรมกับความยุติธรรมทางอาญา จาก TIJ เพื่อชวนทุกภาคส่วนมาร่วมกันมองว่า มาตรฐานสากลนี้จะไม่ใช่เพียงการทำข้อสอบของภาครัฐ แต่คือจุดเปลี่ยนที่จะสร้างความเป็นธรรมที่จับต้องได้จริงในชีวิตของประชาชนทุกคน

 

โอกาสครั้งประวัติศาสตร์และการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง

 

ดร. พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการ TIJ กล่าวว่า การสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ถือเป็นเดิมพันครั้งใหญ่ที่นานๆ จะเกิดขึ้น และเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะได้ลงทุน เพื่อกำหนดทิศทางประเทศในระยะยาว ไม่ใช่เพียงเรื่องของ ‘คลับของประเทศร่ำรวย’ แต่คือการหาตัวตนใหม่ ผ่านการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่ทุกภาคส่วน รวมถึงเอกชนกำลังเรียกร้อง นั่นคือ การยกเครื่องและปฏิรูปเชิงโครงสร้างของประเทศอย่างจริงจัง (Reinvent Thailand) เพื่อพาไทยก้าวพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางและลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งการมุ่งสู่ OECD นับเป็นการส่งสัญญาณว่า เราพร้อมจะลงมือทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง

 

ดร. พิเศษ ยังชวนบุคลากรในแวดวงยุติธรรมตั้งคำถามร่วมกันว่า กระบวนการ OECD จะส่งผลต่อการทำงานและทิศทางของกระบวนการยุติธรรมอย่างไร และหน่วยงานต้องปรับตัวเรื่องใด เพื่อสนับสนุนเป้าหมายนี้ พร้อมทั้งเปรียบเทียบกับพันธกรณีในอดีต เช่น SDGs ว่าความมุ่งมั่นต่อ OECD รอบนี้มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

 

ผู้อำนวยการ TIJ ยังได้กล่าวถึงจุดเด่นและวิธีคิดของ OECD จากประสบการณ์การทำงานร่วมกัน โดย OECD ให้ความสำคัญกับการเปิดมุมมองและสร้างเรื่องเล่าเชิงนโยบายใหม่ เพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนทัศนคติ มาตรการ และแนวปฏิบัติ อีกทั้งยังใช้ การประเมินแบบเพื่อนช่วยเพื่อน (Peer Review) ในการวัดผล เปรียบเทียบ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างประเทศสมาชิก โดยไม่ใช้อำนาจบังคับสั่งการ ซึ่งสอดคล้องกับธรรมชาติของไทยที่ให้ความสำคัญกับเกียรติภูมิในเวทีโลก

 

OECD เน้นการเก็บข้อมูลที่เป็นระบบ ต่อเนื่อง และจำแนกกลุ่มประชากร (Disaggregated Data) เช่น ตามเพศ หรือสถานะทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ระบบยุติธรรมไทยต้องเร่งปรับปรุงเนื่องจากข้อมูลเดิมยังกระจัดกระจาย และ OECD ให้ความสำคัญกับ ความเชื่อมั่นที่ยึด ‘ประชาชน’ เป็นศูนย์กลาง โดยระบบเศรษฐกิจและสังคมต้องอาศัยกฎหมายและการบังคับใช้ที่เป็นธรรม ความเชื่อมั่นจึงเป็นตัวชี้วัดประสิทธิผล รวมถึงการผลักดันการระงับข้อพิพาททางเลือก เพื่อลดต้นทุนและตอบโจทย์ประชาชน

 

อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลจะตั้งเป้าหมายกรอบเวลาไว้ แต่ผู้ปฏิบัติการต้องช่วยกันมองหาระยะเวลาที่เหมาะสมและเป็นไปได้จริงบนพื้นฐานความเป็นจริง เพื่อใช้โอกาสนี้พาประเทศก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางและความเหลื่อมล้ำ

 

ประเทศไทยอยู่ตรงไหนบนเส้นทางสู่ OECD

 

ดร. ธัชไท กีรติพงศ์ไพบูลย์ จาก สภาพัฒน์ กล่าวว่า ปัจจุบัน OECD มีสมาชิก 38 ประเทศ คิดเป็นมูลค่า GDP กว่า 60% ของโลก และมี 8 ประเทศที่อยู่ระหว่างกระบวนการขอเข้าเป็นสมาชิก โดยประเทศไทยต้องการเปลี่ยนบทบาทจากเดิมที่เป็นเพียง ‘ผู้ตามมาตรฐาน’ (Follower) ก้าวไปสู่การเป็น ‘ผู้ร่วมกำหนดกติกาโลก’ (Rule Maker) ในมิติต่างๆ ซึ่งรวมถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อม การศึกษา และมาตรฐานการค้า

 

ส่วนสถานะปัจจุบันบนเส้นทาง 10 ขั้นตอนของกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD นั้น ดร. ธัชไท ระบุว่า ไทยได้ผ่านขั้นตอนที่ 1-4 (การแสดงเจตจำนงทางการทูต) และขั้นตอนที่ 5 (การประเมินตนเองเบื้องต้น หรือ Initial Memorandum: IM ร่วมกับหน่วยงานกว่า 200–300 แห่ง) เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ใน ขั้นตอนที่ 6 คือ การประเมินทางเทคนิค (Technical Review) ซึ่งมีความเข้มข้นสูง โดยมีคณะกรรมการของ OECD รวม 25 คณะเข้ามาตรวจสอบช่องว่าง (Gap) และนำแนวปฏิบัติสากลมาช่วยยกระดับแนวทางของไทย

 

ดร. ธัชไท กล่าวว่า ไม่อยากให้มองว่าการตอบโจทย์ OECD เป็นภาระเฉพาะของหน่วยงานรับผิดชอบหลัก (Responsible Agency: RA) แต่ทุกหน่วยงานต้องร่วมมือกันปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานจริง โดยมุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชน ผ่านการออกแบบระบบที่รอบคอบ มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเปิดให้มีส่วนร่วม

 

ทั้งยังเน้นย้ำว่า OECD ไม่ใช่ยาวิเศษ เมื่อเข้าเป็นสมาชิกแล้ว ข้าวไทยไม่ได้อร่อยขึ้นในทันที แต่ข้าวถ้วยเดิมนี้จะได้รับ ‘ความเชื่อมั่น’ (Trust) จากทั่วโลกว่า มีคุณภาพ ปลอดภัย และได้มาตรฐานสากล

 

กฎหมายไทยพร้อมแค่ไหนสำหรับ OECD

 

ดร. ณรัณ โพธิ์พัฒนชัย จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามว่า “ประเทศเหล่านั้นพัฒนาแล้วจึงเข้า OECD หรือเข้า OECD แล้วจึงพัฒนา?” พร้อมชี้ว่า OECD เป็นเครื่องมือและเครือข่ายช่วยทลายทางตันให้กับประเทศไทย แม้จะมีต้นทุน (Opportunity Cost) ทั้งค่าสมาชิกและการต้องเปิดเผยข้อมูลประเทศอย่างโปร่งใสเสมือนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ก็ตาม

 

ดร. ณรัณ เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ติดตามกรอบคิด OECD มาตั้งแต่ปี 2001 นำมาสู่การกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 และ พ.ร.บ. หลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ทั้งยังระบุว่า กฎหมายต้องมองเป็น ‘วัฏจักรวงกลม’ ไม่ใช่เส้นตรง (Linear) ที่ตราออกมาแล้วใช้ตลอดไป แต่ต้องมีการติดตามและประเมินผลสัมฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่ล้าหลัง ซึ่งด้าน Regulatory Policy จะเป็นกรอบแรกๆ ของไทยที่เข้าสู่กระบวนการ Technical Review จากทั้งหมด 25 ด้าน

 

ดร. ณรัณ มองว่า ระบบยุติธรรมไทยแบบเดิมยังติดอยู่ในกรอบ ‘การบริหารงานยุติธรรม’ (Justice Administration) ที่ต่างคนต่างทำแบบแยกส่วน (Silo) ทั้งตำรวจ อัยการ ศาล และราชทัณฑ์ ส่งผลให้ขาดการบูรณาการองค์ประกอบอย่างครบถ้วนและรอบด้าน โดยความยุติธรรมที่แท้จริงต้องเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการออกกฎหมายและการบังคับใช้ โดยไม่สร้างภาระหรือโทษอาญาจนประชาชนปฏิบัติตามไม่ได้ เช่น กรณี พ.ร.บ. โรงแรม ที่มีผู้ประกอบการบนแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นล้านราย แต่ได้รับใบอนุญาตจริงเพียงหลักหมื่น ทำให้คนที่เหลือกลายเป็นผู้กระทำผิดอาญาโดยไม่จำเป็น

 

นอกจากนี้ ดร. ณรัณ ยังระบุว่า ระบบยุติธรรมตามมาตรฐาน OECD ต้องประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ การมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง, คำนึงถึงความต้องการของประชาชน, ใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์, ให้ประชาชนมีส่วนร่วมตัดสินใจ และมีการติดตามประเมินผล พร้อมทั้งเชิญชวนข้าราชการไทยใช้โอกาสจาก OECD ในการ ‘คิดนอกกรอบ’ และมุ่งเน้นที่ผลลัพธ์ (Outcome) ของประเทศ มากกว่าการยึดติดอยู่กับระเบียบหรือขนบปฏิบัติเดิมๆ

 

ระบบยุติธรรมไทยอยู่ตรงไหนใน OECD Readiness

 

ดร. อณูวรรณ วงศ์พิเชษฐ์ รองผู้อำนวยการ TIJ กล่าวว่า ที่ผ่านมาหน่วยงานมักวัดประสิทธิภาพจากสถิติคดี ทั้งคดีรับฟ้อง และคดีคงค้าง แต่เวทีสากลและ OECD ตั้งคำถามสำคัญว่า “ประชาชนได้รับการแก้ไขปัญหาความยุติธรรมจริงหรือไม่ และหลังผ่านกระบวนการไปแล้วชีวิตเขาดีขึ้นหรือไม่?”

 

ดร. อณูวรรณ พูดถึง ‘ต้นทุนอาชญากรรม’ (Cost of Crime Study) ผ่านงานวิจัยร่วมกับนักเศรษฐศาสตร์ยุติธรรมของ OECD พบว่าในปี 2022 ประเทศไทยแบกรับต้นทุนความสูญเสียจากอาชญากรรมสูงถึง 973,000 ล้านบาท คิดเป็น 5.6% ของ GDP สูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วซึ่งอยู่ที่ราว 2-3%

 

ชี้ให้เห็นว่าต้นทุนไม่ได้อยู่แค่งบประมาณของตำรวจ ศาล หรือราชทัณฑ์ แต่กระจายไปสู่ระบบเศรษฐกิจ ทั้งค่ารักษาพยาบาล สุขภาพจิต การสูญเสียผลิตภาพ (Productivity) และเวลาของครอบครัวทั้งฝั่งผู้เสียหายและผู้ถูกกล่าวหา โดยเกือบ 1 ใน 3 ของต้นทุนนี้เกิดจากปัญหาความรุนแรง

 

ที่ผ่านมา ข้อมูลของภาครัฐ (Administrative Data) สะท้อนเฉพาะคนที่เข้ามาในระบบแล้ว แต่ยังมีประชาชนอีกมากที่ยังเข้าไม่ถึงความยุติธรรม TIJ จึงร่วมกับ UNDP จัดทำแบบสำรวจความต้องการด้านความยุติธรรม (Justice Needs Survey) เพื่อระบุปัญหา อุปสรรค และหาแนวทางป้องกันไม่ให้ข้อพิพาทเบื้องต้น เช่น หนี้สิน ที่ดิน ค่าเช่า ลุกลามบานปลายไปสู่ปัญหาอาชญากรรมและความไม่มั่นคงในสังคมไทย

 

ดร. อณูวรรณ ยังระบุว่า กรอบความยุติธรรมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง (People-Centered Justice: PCJ Framework) ของ OECD คือการเปลี่ยนวิธีคิดจากการ ‘ตั้งต้นที่กฎหมายและหน่วยงาน’ มาเป็นการ ‘ตั้งต้นที่ปัญหาและความต้องการของประชาชน’ โดยขับเคลื่อนผ่าน 4 คำถามหลักที่เข้าใจง่าย นั่นคือ Who (ใครกำลังมีปัญหา ใครยังเข้าไม่ถึงเรา), What (ปัญหาที่เขาต้องการแก้จริงๆ คืออะไร ไม่ใช่เพียงแค่ข้อกฎหมายหรือข้อหาที่ปรากฏอยู่ในสำนวน), What works (วิธีการไหนที่แก้ปัญหาได้จริง รวดเร็วและคุ้มค่า) และ What outcome (ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เปลี่ยนชีวิตประชาชนให้ดีขึ้นไหม)

 

รองผู้อำนวยการ TIJ มองว่า OECD เป็น ‘หน้าต่างแห่งโอกาส’(Window of Opportunity) ที่สำคัญระดับประเทศในการสร้างฉันทามติร่วมกัน เพื่อปฏิรูปแก้ไขปัญหาโครงสร้างเชิงลึกและเสริมสร้างหลักนิติธรรมให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน

 

ประเทศไทยกำลังลงมือทำอะไรบ้างแล้ว เพื่อมุ่งสู่ OECD

 

นรีลักษณ์ แพไชยภูมิ จากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวถึงบทบาทของหน่วยงานรับผิดชอบหลัก (RA) ด้าน Responsible Business Conduct (RBC) โดย กรมคุ้มครองสิทธิฯ ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานหลักในการขับเคลื่อนและเข้าร่วมคณะทำงาน (Working Party on RBC: WPRBC) ซึ่งอยู่ภายใต้ Investment Committee ของ OECD

 

โดยกรอบมาตรฐาน RBC ของ OECD นี้ได้รับการปรับปรุงให้สอดรับและต่อยอดมาจาก หลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UN Guiding Principles on Business and Human Rights: UNGPs) ซึ่งประเทศไทยได้เริ่มขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่ช่วงปี 2558/2559 เป็นต้นมา โดยมุ่งเน้นการกำกับดูแลไม่ให้การดำเนินธุรกิจก่อผลกระทบเชิงลบหรือละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อพนักงาน ผู้รับเหมาช่วง ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

 

นรีลักษณ์กล่าวถึง 2 เสาหลักสำคัญในการปฏิบัติการ นั่นคือ 1) การตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence: HRDD) ซึ่งเป็นกระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยงแบบต่อเนื่องที่ภาคธุรกิจต้องลงมือทำ เพื่อค้นหา ป้องกัน บรรเทา และรับผิดชอบ ต่อผลกระทบเชิงลบด้านสิทธิมนุษยชนที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจของตนเองและคู่ค้า ตลอดทั้ง ห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ซึ่งครอบคลุมมากกว่าแค่ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)

 

2) ศูนย์ประสานงานระดับชาติ (National Contact Point: NCP) เบื้องต้น ได้ส่งแบบสอบถาม (Questionnaire) ด้านการจัดตั้งศูนย์ NCP ไปแล้ว ซึ่งทาง OECD พึงพอใจในเบื้องต้นราว 80% ขั้นตอนถัดไปคือ การส่งข้อมูลเหตุผลเบื้องหลังเพิ่มเติม และ OECD จะเดินทางมาจัด Workshop ก่อนที่ไทยจะไปนำเสนอโมเดลต่อ Working Party ในช่วงเดือนมีนาคม เพื่อขอความเห็นชอบและเข้าสู่ช่วงทดลองดำเนินการ 1 ปี สำหรับการทำ Peer Review

 

NCP จะเป็นกลไกรับเรื่องร้องเรียนและไกล่เกลี่ยข้อพิพาทนอกศาล (Non-Judicial Grievance Mechanism) ที่จัดตั้งโดยรัฐบาล เพื่อจัดการข้อร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับบรรษัทข้ามชาติ ขับเคลื่อนร่วมกันโดย 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

 

โดยจะมีการจัดตั้ง คณะกรรมการที่ปรึกษา (Advisory Committee) ซึ่งดึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งสหภาพแรงงาน ประชาสังคม สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม และสมาคมธนาคาร เข้ามาร่วมให้คำปรึกษาและกำกับทิศทาง เพื่อสะท้อนการมีส่วนร่วม นรีลักษณ์ยังมองว่า ความท้าทายที่สำคัญ คือ NCP เป็นกลไกภาคสมัครใจ (Voluntary) จึงต้องเร่งสร้างความเข้าใจและการยอมรับจากภาคธุรกิจต่างๆ

 

นรีลักษณ์ทิ้งท้ายว่า การเข้าสู่ OECD ไม่ใช่ภารกิจของภาครัฐฝ่ายเดียว แต่ต้องสร้างความร่วมมือและความเข้าใจร่วมกับภาคธุรกิจ รัฐวิสาหกิจ และประชาสังคม อีกทั้งการขับเคลื่อนของไทยยังเป็นหมุดหมายสำคัญที่ประเทศในภูมิภาคอาเซียนกำลังจับตามองในฐานะต้นแบบ

 

สุดท้ายแล้ว การเดินทางเข้าสู่ OECD จึงไม่ใช่เพียง ‘การทำข้อสอบส่งต่างชาติ’ หรือการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เพื่อแลกกับตราประทับเชิงสัญลักษณ์ แต่คือ ‘เดิมพันครั้งสำคัญ’ ในการยกเครื่องโครงสร้างเชิงสถาบันของไทยทั้งระบบ คำถามสำคัญหลังจากนี้คือ ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาสังคม จะสามารถเปลี่ยนแรงกดดันจากมาตรฐานสากลนี้ ให้กลายเป็น ‘ความยุติธรรมที่กินได้จริง’ และทำให้ชีวิตในแต่ละวันของประชาชนดีขึ้นได้อย่างไรบนเส้นทางปฏิรูปหลังจากนี้

 

ภาพ: Narongkorn Manochanpen / THE STANDARD

The post ถอดรหัส OECD Readiness: ระบบยุติธรรมไทยพร้อมแค่ไหน บนเส้นทางสู่มาตรฐานสากล? appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิทย์ญี่ปุ่น-ฝรั่งเศส คว้าโนเบลเคมี 2026 จากการค้นพบกลไกสำคัญในการสังเคราะห์สารอินทรีย์แบบไม่สมมาตร https://thestandard.co/nobel-chemistry-japanese-french-scientists/ Thu, 08 Oct 2026 03:59:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1266009 ภาพนักวิทยาศาสตร์ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีประจำปี 2026

เมื่อวานนี้ (7 ตุลาคม) รางวัลโนเบลสาขาเคมีประจำปีนี้ ตก […]

The post นักวิทย์ญี่ปุ่น-ฝรั่งเศส คว้าโนเบลเคมี 2026 จากการค้นพบกลไกสำคัญในการสังเคราะห์สารอินทรีย์แบบไม่สมมาตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนักวิทยาศาสตร์ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีประจำปี 2026

เมื่อวานนี้ (7 ตุลาคม) รางวัลโนเบลสาขาเคมีประจำปีนี้ ตกเป็นของ อองรี บี. คาแกน และ เคนโซ โซไอ สองนักวิทยาศาสตร์ผู้ร่วมกันไขปริศนาทางเคมีและชีววิทยาอายุกว่าศตวรรษว่าด้วย ‘ความไม่สมมาตรของชีวิต’ (Life’s Asymmetry หรือ Chirality) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตเลือกใช้โมเลกุลเพียง ‘ข้างใดข้างหนึ่ง’ เท่านั้น เหมือนกับการที่ร่างกายมนุษย์เลือกใช้เฉพาะ ‘มือซ้าย’ หรือ ‘มือขวา’ เพียงข้างเดียวในการทำงาน โดยไม่ใช้สลับกัน

 

 
 

ทั้งสองได้บุกเบิกวิธีออกแบบและควบคุมปฏิกิริยาเคมีในห้องทดลองให้สามารถสร้างเฉพาะโมเลกุลในรูปแบบที่ต้องการได้อย่างสมบูรณ์แบบเป็นครั้งแรก ซึ่งนอกจากกลไกตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตแล้ว ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน

 

ความสำเร็จระดับประวัติศาสตร์นี้นอกจากจะช่วยไขความลับของกระบวนการที่อาจนำไปสู่จุดกำเนิดสิ่งมีชีวิตเมื่อกว่า 4 พันล้านปีก่อนแล้ว ยังเป็นการปฏิวัติวงการเภสัชกรรมและการผลิตยาครั้งสำคัญ เพื่อยกระดับความปลอดภัยและประสิทธิภาพของยารักษาโรคแก่มนุษยชาติ

 

พวกเขาคือใคร ผลงานคืออะไร

 

อองรี บี. คาแกน นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส วัย 95 ปี จาก Université Paris-Sud และ เคนโซ โซไอ นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น วัย 76 ปี จาก Tokyo University of Science

 

ทั้งสองได้รับรางวัลโนเบลเคมี 2026 จากผลงาน “การค้นพบผลกระทบแบบไม่เป็นเส้นตรงและกระบวนการตัวเร่งปฏิกิริยาอัตโนมัติในการสังเคราะห์สารอินทรีย์แบบไม่สมมาตร” ซึ่งเป็นการค้นพบวิธีออกแบบและควบคุมปฏิกิริยาเคมีให้สร้างโมเลกุลภาพสะท้อนในกระจกในแบบที่ต้องการได้

 

เมื่อปี 1986 คาแกนค้นพบแนวทางใหม่ในการควบคุมปฏิกิริยาเคมีที่เปิดทางให้สามารถสร้างโมเลกุลภาพสะท้อนในกระจกด้านใดด้านหนึ่งได้ใน ‘สัดส่วนที่สูงกว่า’ ที่เคยเชื่อกันว่าจะเป็นไปได้

 

ในปี 1995 โซไอ ได้ตีพิมพ์ผลงานในวารสาร Nature นำเสนอปฏิกิริยาเคมีแรกที่มีศักยภาพในการเป็น ‘โฮโมไครัล’ (Homochiral) หรือการสร้างเฉพาะโมเลกุลแบบที่ต้องการ จนกระทั่งในปี 2003 เขาประสบความสำเร็จในการควบคุมปฏิกิริยาเคมีที่สร้างโมเลกุลภาพสะท้อนเพียงรูปแบบเดียวได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งรู้จักกันในชื่อ ‘Soai Reaction’ ซึ่งนอกจากกระบวนการตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตแล้ว ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน

 

ผลงานนี้สำคัญอย่างไร

 

ผลงานของ คาแกน และ โซไอ มีส่วนสำคัญในการสร้างความเข้าใจพื้นฐานเรื่อง ‘กำเนิดของชีวิต’ (Homochirality) โดยในทางเคมี โมเลกุลที่มีคุณสมบัติมือซ้ายและมือขวาเรียกว่า ‘ไครัลลิตี’ (Chirality) ซึ่งปฏิกิริยาเคมีทั่วไปในห้องทดลองมักสร้างส่วนผสมของโมเลกุลทั้งสองแบบในอัตราส่วน 50-50 แต่สิ่งมีชีวิตบนโลกกลับเลือกใช้โมเลกุลเพียงรูปแบบเดียวเท่านั้น เช่น กรดอะมิโนที่เป็นหน่วยสร้างโปรตีน

 

งานวิจัยนี้ช่วยไขปริศนาว่า ปรากฏการณ์การเลือกโมเลกุลแบบเดียวนี้เกิดขึ้นเองได้อย่างไร และถือเป็นครั้งแรกที่มนุษย์สามารถจำลองปรากฏการณ์ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 4 พันล้านปีก่อนตอนกำเนิดสิ่งมีชีวิตขึ้นในห้องทดลองได้ และอาจเป็นรากฐานที่ช่วยอธิบาย ‘ความไม่สมมาตร’ ในระดับร่างกายของสิ่งมีชีวิต เช่น การที่หัวใจมนุษย์อยู่ด้านซ้าย หรือเปลือกหอยทากที่ขดวนไปทางขวา

 

นอกจากนี้ผลงานของทั้งคู่ยังมีส่วนปฏิวัติวงการผลิตยาและอุตสาหกรรม โดยโมเลกุลภาพสะท้อนแต่ละด้านมีปฏิกิริยาต่อร่างกายแตกต่างกัน โดยด้านหนึ่งอาจใช้รักษาโรคได้ แต่อีกด้านหนึ่งอาจไม่มีผลใดๆ หรือเป็นพิษ

 

ตัวอย่างเช่น ในช่วงทศวรรษ 1950 ยาธาลิโดไมด์ (Thalidomide) ถูกจ่ายให้หญิงตั้งครรภ์เพื่อลดอาการแพ้ท้อง โดยโมเลกุลแบบมือขวามีฤทธิ์รักษา แต่โมเลกุลแบบมือซ้ายเป็นพิษและทำให้ทารกที่คลอดออกมามีความพิการรุนแรงนับพันคน

 

ความสำเร็จของทั้งสองคนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนายารักษาโรค การผลิตสารปรุงแต่งกลิ่น รสชาติ และวัสดุศาสตร์สมัยใหม่ ให้มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

ภาพ: Tom Little / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post นักวิทย์ญี่ปุ่น-ฝรั่งเศส คว้าโนเบลเคมี 2026 จากการค้นพบกลไกสำคัญในการสังเคราะห์สารอินทรีย์แบบไม่สมมาตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
3.2 ล้านคน ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย Thai Festival กับโจทย์ใหม่ของการทูตสาธารณะไทย https://thestandard.co/thai-festival-public-diplomacy/ Wed, 07 Oct 2026 10:46:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1265763

ตลอดสองวันของงาน Tout à fait Thaï 2026 เทศกาลไทยในกรุงป […]

The post 3.2 ล้านคน ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย Thai Festival กับโจทย์ใหม่ของการทูตสาธารณะไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลอดสองวันของงาน Tout à fait Thaï 2026 เทศกาลไทยในกรุงปารีส ที่สวนบากาแตล ใจไทย อุปการนิติเกษตร อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ใช้เวลาอยู่ในพื้นที่งานแทบตลอด เธอเห็นคนฝรั่งเศสต่อคิวซื้ออาหารไทย คนรุ่นใหม่รอดูศิลปินไทย ขณะที่มวยไทย งานหัตถกรรม และกิจกรรมช่วงค่ำต่างดึงผู้ชมหลากหลายวัยเข้ามาในพื้นที่เดียวกัน

 

 
 

แต่ปารีสเป็นเพียงปลายทางของภาพใหญ่ ตลอดปี 2026 Thai Festival จัดขึ้นใน 42 เมืองทั่วโลก มี 12 เมืองหลัก และมีผู้เข้าร่วมรวมประมาณ 3.2 ล้านคน ในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD หลังจบงาน อธิบดีกรมสารนิเทศชวนมองให้ไกลกว่าตัวเลข เพราะคำถามสำคัญไม่ใช่เพียงมีคนเข้าร่วมกี่คน แต่คือ เมื่อเดินออกจากงานแล้ว พวกเขารู้จักประเทศไทยมากขึ้นหรือไม่ อยากเดินทางมาไทย ซื้อสินค้าไทย หรือเชื่อมโยงกับคนไทยมากขึ้นหรือไม่

 

นี่คือโจทย์ที่กำลังทำให้ Thai Festival ขยับจากงานวัฒนธรรม ไปสู่เครื่องมือของ การทูตสาธารณะไทย

 

thai-festival-public-diplomacy

 

จากงานวัฒนธรรม สู่พื้นที่เชื่อมประเทศไทยกับโลก

 

ใจไทยอธิบายว่า เป้าหมายของ Thai Festival มี 3 ด้านหลัก ได้แก่ การสร้างภาพลักษณ์และความนิยมต่อประเทศไทย การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และการสร้างความสัมพันธ์ระดับประชาชนต่อประชาชน

 

แนวคิดนี้ทำให้ Thai Festival กว้างกว่าการนำเสนออาหาร นาฏศิลป์ หรือมวยไทย เพราะกระทรวงการต่างประเทศพยายามใช้พื้นที่เดียวกันเชื่อมวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนเข้าด้วยกัน

 

ปีนี้ยังเห็นความพยายามเข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น ปารีสขยายกิจกรรมไปถึงช่วงค่ำ มีทั้งดนตรี ดีเจ งานออกแบบ และศิลปินรุ่นใหม่ ขณะที่ยังรักษารากของวัฒนธรรมไทยไว้ ภายใต้แนวคิด ชีวิตและพลังสร้างสรรค์

 

thai-festival-public-diplomacy

 

เมื่อ Thai Festival กลายเป็นส่วนหนึ่งของเมือง

 

งานเติบโตไปไกล โตเกียวมีผู้เข้าร่วมประมาณ 3 แสนคน ขณะที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ มีผู้เข้าร่วมประมาณ 1 แสนคน

 

ส่วนในกรุงเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และกรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย เทศกาลไทยได้ถูกบรรจุอยู่ในปฏิทินกิจกรรมของเมือง ทำให้ผู้คนรู้ล่วงหน้าว่าเมื่อถึงช่วงเวลาหนึ่งของปี Thai Festival จะกลับมาอีกครั้ง

 

thai-festival-public-diplomacy

 

นี่คือความสำเร็จอีกระดับ เพราะเมื่อเทศกาลของต่างประเทศกลายเป็นกิจกรรมประจำปีของเมือง ความสัมพันธ์ก็ขยับจากการ “มารู้จักกันครั้งหนึ่ง” ไปสู่ความคุ้นเคยที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในชีวิตของผู้คน

 

แต่สำหรับกรมสารนิเทศ ตัวเลขยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

 

“จำนวนคนเป็นแค่หนึ่งในปัจจัย เป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้น ต้องไปดูต่อว่าหลังจากที่คนเหล่านี้มาเข้าร่วมงานแล้ว เกิดอะไรขึ้นต่อไป”

 

สิ่งที่ต้องติดตามต่อคือ ทัศนคติที่มีต่อประเทศไทย ความชื่นชอบในสินค้าและวัฒนธรรมไทย รวมถึงผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ทั้งการค้าและการท่องเที่ยว

 

มีกรณีที่ผู้ประกอบการพบผู้ซื้อรายใหม่จากงาน บางรายมีการนำสินค้าไปทดลองใช้ก่อนพัฒนาเป็นคำสั่งซื้อในภายหลัง ขณะที่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่สามารถใช้เทศกาลเป็นพื้นที่ทดสอบตลาดต่างประเทศได้

 

thai-festival-public-diplomacy

 

ในโลกที่แบ่งขั้ว ความรู้สึกที่ดีมีความหมายมากขึ้น

 

อีกบริบทหนึ่งที่ทำให้การทูตสาธารณะมีความสำคัญมากขึ้น คือโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ในมุมของกรมสารนิเทศ Thai Festival จึงไม่ควรถูกแยกออกจากนโยบายต่างประเทศ แต่ต้องเชื่อมกับความสัมพันธ์ของไทยกับประเทศเป้าหมายมากขึ้น

 

กรณีปารีส งานปีนี้เชื่อมโยงกับวาระ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ฝรั่งเศส ทำให้เทศกาลเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

 

ฐานสำคัญที่สุดยังคงเป็นความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน เพราะเมื่อคนรู้จัก เข้าใจ และมีทัศนคติที่ดีต่ออีกประเทศหนึ่ง ความสัมพันธ์ในมิติอื่นก็มีพื้นที่ให้เติบโตได้ง่ายขึ้น การทูตสาธารณะจึงไม่ได้เริ่มจากโต๊ะเจรจาเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากประสบการณ์ ความสนใจ ความคุ้นเคย และความรู้สึกของคนธรรมดา

 

thai-festival-public-diplomacy

 

แม้ปีนี้จะจัดงานถึง 42 เมือง แต่ยังมีพื้นที่ให้ หนึ่งในเมืองที่ใจไทย เอ่ยถึงคือ นิวยอร์ก ซึ่งมีชุมชนไทยเข้มแข็ง จนมีถนนที่ได้รับชื่ออย่างเป็นทางการว่า Little Thailand Way และถูกมองว่าเป็นเมืองที่มีศักยภาพสำหรับการพัฒนา Thai Festival ให้เต็มรูปแบบมากขึ้นในอนาคต

 

อย่างไรก็ตาม โจทย์ใหญ่กว่าการเพิ่มจำนวนเมือง คือการทำให้แต่ละแห่งสร้างผลลัพธ์ได้ลึกขึ้น และเชื่อมโยงการทำงานของภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนในพื้นที่เข้าด้วยกัน

 

“หัวใจคือการบูรณาการการทำงานร่วมกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนที่อยู่ในพื้นที่”

 

สำหรับปีหน้า ทิศทางหลักจะยังคงให้น้ำหนักกับ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันจะเพิ่มมิติเรื่อง ความยั่งยืน ให้ชัดขึ้น ตั้งแต่การนำเสนอสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ไปจนถึงวิธีบริหารจัดการงาน เช่น การใช้พลังงาน การจัดการขยะ และการลดการปล่อยคาร์บอน

 

“เราอยากให้งานเทศกาลไทยพัฒนาอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ โจทย์ในแต่ละปีก็อาจมีจุดเน้นแตกต่างกันไป เราต้องพยายามปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว”

 

thai-festival-public-diplomacy

 

ท้ายที่สุด ตัวเลข 3.2 ล้านคน อาจบอกได้ว่า Thai Festival เดินทางไปถึงผู้คนมากเพียงใด แต่การทูตสาธารณะที่มีพลังไม่ได้วัดเพียงจำนวนคนที่ “เห็นประเทศไทย”

 

คำถามที่สำคัญกว่าคือ หลังจากได้รู้จักแล้ว พวกเขาอยากเดินเข้ามาหาประเทศไทยต่อหรือไม่

 

       

The post 3.2 ล้านคน ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย Thai Festival กับโจทย์ใหม่ของการทูตสาธารณะไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>