ข่าวต่างประเทศ World – THE STANDARD THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/world/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 10 Aug 2026 04:45:24 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ไต้ฝุ่นดอลฟินพัดถล่มจีน อพยพประชาชนแล้วกว่า 1 ล้านคน หลายเที่ยวบินถูกยกเลิก https://thestandard.co/typhoon-dolphin-china-evacuation-flights/ Mon, 10 Aug 2026 04:42:52 +0000 https://thestandard.co/typhoon-dolphin-china-evacuation-flights/ ภาพประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากไต้ฝุ่นดอลฟินในประเทศจีน

วันนี้ (10 สิงหาคม) ไต้ฝุ่นดอลฟินพัดถล่มชายฝั่งตะวันออก […]

The post ไต้ฝุ่นดอลฟินพัดถล่มจีน อพยพประชาชนแล้วกว่า 1 ล้านคน หลายเที่ยวบินถูกยกเลิก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากไต้ฝุ่นดอลฟินในประเทศจีน

วันนี้ (10 สิงหาคม) ไต้ฝุ่นดอลฟินพัดถล่มชายฝั่งตะวันออกของประเทศจีนอย่างหนัก ส่งผลให้มีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ระดับน้ำในหลายพื้นที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เบื้องต้นทางการจีนสั่งอพยพประชาชนมากกว่า 1 ล้านคนแล้ว โดยเฉพาะในภาคตะวันออกของจีน รวมถึงเซี่ยงไฮ้และเจ้อเจียง

 

พายุส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการเดินทาง โดยเฉพาะในเซี่ยงไฮ้ที่มีการยกเลิกเที่ยวบินไปแล้วราว 1,400-1,500 เที่ยวบิน ทางการมณฑลฝูเจี้ยนสั่งระงับเส้นทางเดินเรือเฟอร์รีข้ามฟาก 55 เส้นทาง และสั่งหยุดโครงการก่อสร้างนอกชายฝั่งมากกว่า 100 โครงการ นอกจากนี้ สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในเซี่ยงไฮ้ เช่น ดิสนีย์แลนด์ เลโก้แลนด์ และจุดชมวิวบริเวณ The Bund ต่างต้องปิดทำการชั่วคราว ขณะนี้ทางการจีนยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการ

 

ก่อนจะพัดเข้าสู่จีน พายุลูกนี้ได้สร้างความเสียหายในฟิลิปปินส์จนมีผู้เสียชีวิต 8 คนจากฝนตกหนัก และส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บราว 5 คนในจังหวัดโอกินาวาของญี่ปุ่น พร้อมทั้งทำให้เกิดไฟดับในอาคารบ้านเรือนกว่า 50,000 หลัง

 

ทางการจีนยังคงแจ้งเตือนภัยฝนตกหนัก น้ำท่วมรุนแรง และดินถล่มจนถึงวันพุธนี้ (12 สิงหาคม) โดยบางพื้นที่ในมณฑลเจ้อเจียงอาจมีฝนตกสะสมสูงถึง 250-500 มิลลิเมตร และมีความเสี่ยงที่แม่น้ำสายหลักหลายสาย เช่น แม่น้ำเฉียนถัง (Qiantang) จะเกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่

 

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ปีนี้เป็นปีที่เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ที่รุนแรง ซึ่งส่งผลให้ไต้ฝุ่นทวีความรุนแรงขึ้น ขณะเดียวกันนักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า ภาวะโลกร้อนมีส่วนทำให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้วและพายุที่รุนแรงเช่นนี้ง่ายยิ่งขึ้น

 

อ้างอิง:

ภาพประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากไต้ฝุ่นดอลฟินในประเทศจีน 1ภาพประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากไต้ฝุ่นดอลฟินในประเทศจีน 2ภาพประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากไต้ฝุ่นดอลฟินในประเทศจีน 3ภาพประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากไต้ฝุ่นดอลฟินในประเทศจีน 4ภาพประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากไต้ฝุ่นดอลฟินในประเทศจีน 5

The post ไต้ฝุ่นดอลฟินพัดถล่มจีน อพยพประชาชนแล้วกว่า 1 ล้านคน หลายเที่ยวบินถูกยกเลิก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เนทันยาฮูเผย อิสราเอลปฏิเสธแผน 15 ข้อของทรัมป์สำหรับฉนวนกาซา ยันไม่ถอนทหารจนกว่าฮามาสปลดอาวุธแท้จริง https://thestandard.co/israel-rejects-trump-gaza-plan/ Mon, 10 Aug 2026 04:12:31 +0000 https://thestandard.co/israel-rejects-trump-gaza-plan/ นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล กล่าวในการประชุ […]

The post เนทันยาฮูเผย อิสราเอลปฏิเสธแผน 15 ข้อของทรัมป์สำหรับฉนวนกาซา ยันไม่ถอนทหารจนกว่าฮามาสปลดอาวุธแท้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล กล่าวในการประชุมคณะรัฐมนตรีวานนี้ (9 สิงหาคม) ว่าอิสราเอลปฏิเสธแผน 15 ข้อของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์สำหรับฉนวนกาซา และยืนยันว่า การถอนกำลังทหารออกจากกาซาจะไม่เกิดขึ้นจนกว่ากลุ่มฮามาสจะปลดอาวุธ ‘อย่างแท้จริง’

 

ท่าทีของเนทันยาฮู มีขึ้นหลังคณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace) ของทรัมป์ ประกาศเมื่อเดือนกรกฎาคมว่าได้บรรลุข้อตกลงสำหรับการ ‘ปลดอาวุธอย่างสมบูรณ์’ กับกลุ่มฮามาสและกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ ในฉนวนกาซา

 

แต่กลุ่มฮามาสอ้างว่าการส่งมอบอาวุธหนักที่ใช้ในการสู้รบนั้น ขึ้นอยู่กับการที่อิสราเอลยุติการรุกรานทุกรูปแบบ และถอนกำลังทหารออกจากฉนวนกาซา

 

ขณะที่เนทันยาฮู ย้ำว่า กองทัพอิสราเอลจะยังคงปฏิบัติการเพื่อขัดขวางภัยคุกคามต่อกองทัพและพลเมืองอิสราเอลต่อไป

 

ที่ผ่านมา อิสราเอลยังคงโจมตีฉนวนกาซาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ตกลงหยุดยิงเบื้องต้นเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว

 

ทั้งนี้ BBC รายงานข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ฮามาสคนหนึ่ง ซึ่งระบุว่า “กลุ่มฮามาสยืนยันความมุ่งมั่นต่อข้อตกลงหยุดยิง และพร้อมที่จะมีส่วนร่วมอย่างจริงจังและมีความรับผิดชอบในการดำเนินการตามแผน 15 ข้อ ของทรัมป์” พร้อมทั้งขอให้ผู้ไกล่เกลี่ยรับประกันว่า “ทุกฝ่ายจะปฏิบัติตามสิ่งที่ตกลงกันไว้”

 

การปฏิเสธของอิสราเอลส่งสัญญาณถึงความล้มเหลวอีกครั้งสำหรับแผนสันติภาพเพื่อฉนวนกาซาของทรัมป์ ซึ่งประกาศตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว

 

โดยมีเนื้อหารวมถึงการจัดตั้งคณะกรรมการสันติภาพเพื่อกำกับดูแลการดำเนินการตามข้อตกลง ตลอดจนการปลดอาวุธกลุ่มฮามาส การถอนกำลังทหารอิสราเอล และการฟื้นฟูฉนวนกาซา

 

แฟ้มภาพ : REUTERS/Jonathan Ernst/File Photo

 

อ้างอิง :

The post เนทันยาฮูเผย อิสราเอลปฏิเสธแผน 15 ข้อของทรัมป์สำหรับฉนวนกาซา ยันไม่ถอนทหารจนกว่าฮามาสปลดอาวุธแท้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ISP เรียกร้องรัฐบาลไทยปรับยุทธศาสตร์ต่อเมียนมา เสนอโมเดล ‘3 ระเบียง’ รับมือภัยคุกคามข้ามแดน https://thestandard.co/isp-thailand-myanmar-strategy-corridors/ Mon, 10 Aug 2026 03:57:13 +0000 https://thestandard.co/isp-thailand-myanmar-strategy-corridors/ แผนที่แสดงแนวชายแดนไทย-เมียนมา และพื้นที่ 3 ระเบียงตามข้อเสนอของ ISP

สถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ (Institute for Strategic Policy: […]

The post ISP เรียกร้องรัฐบาลไทยปรับยุทธศาสตร์ต่อเมียนมา เสนอโมเดล ‘3 ระเบียง’ รับมือภัยคุกคามข้ามแดน appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผนที่แสดงแนวชายแดนไทย-เมียนมา และพื้นที่ 3 ระเบียงตามข้อเสนอของ ISP

สถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ (Institute for Strategic Policy: ISP) เผยแพร่รายงานยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ ‘Rethinking Thailand’s Strategic Posture toward Myanmar’ โดยเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเร่งปฏิรูปและปรับเปลี่ยนท่าทีเชิงยุทธศาสตร์ต่อเมียนมา หลังประเมินว่าสถานการณ์ในเมียนมาหลังการเลือกตั้งช่วงปลายปี 2025 ถึงต้นปี 2026 ไม่ได้นำไปสู่ความสงบสุขหรือการปรองดองในชาติอย่างที่ถูกกล่าวอ้าง หากแต่เป็นการกระจายอำนาจของรัฐบาลทหารสู่ระบบ ‘อำนาจแตกกระจาย’ (Fragmented Authority) ที่ไร้ความชอบธรรม และกำลังส่งผลให้เมียนมากลายเป็น ความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk) ที่กระทบต่อประเทศไทยโดยตรงทั้งในมิติความมั่นคง มนุษยธรรม และเศรษฐกิจ

 

 
 

ISP ระบุว่า การพึ่งพาการทูตระดับ ‘รัฐต่อรัฐ’ (State-to-State) ในแบบเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป พร้อมเสนอให้ไทยปรับเปลี่ยนแนวทางผ่านกรอบแนวคิด ‘3 มิติ และ 3 ระเบียง’ (Three Dimensions-Three Corridors) เพื่อรับมือกับความท้าทายนี้อย่างตรงจุด

 

ภาพสะท้อนเมียนมาหลังการเลือกตั้ง: สภาวะรัฐแตกกระจาย

 

รายงานของ ISP ชี้ให้เห็นว่าการเลือกตั้งสามเฟสของเมียนมา (ธันวาคม 2025 – มกราคม 2026) เป็นเพียงการเลือกตั้งที่กีดกันพรรคฝ่ายค้านหลัก ส่งผลให้พรรค USDP ของกองทัพครองเสียงข้างมาก ร่วมกับโควตาทหาร 25% ซึ่งแม้ พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนเมษายน 2026 แต่รัฐบาลนี้ขาดความชอบธรรมอย่างสิ้นเชิง

 

ปัจจุบัน กองทัพเมียนมา (Tatmadaw) ควบคุมพื้นที่ได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของประเทศ ขณะที่กองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ (EAOs) กองกำลังปกป้องประชาชน (PDF) และกองกำลังลูกผสม (BGF) สถาปนาการปกครองในพื้นที่ชายแดน ส่งผลให้เกิดสุญญากาศทางกฎหมายจนกลายเป็นแหล่งขยายตัวของเศรษฐกิจสีเทา ทั้งศูนย์แก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ การค้ามนุษย์ และคดียาเสพติดข้ามชาติ

 

3 มิติผลกระทบเชิงระบบต่อประเทศไทย

 

ISP ประเมินผลกระทบจากปัญหาในเมียนมาที่ส่งผลต่อไทยใน 3 มิติหลัก ได้แก่:

  1. มิติความมั่นคง (Security):

 

  • ภัยคุกคามรูปแบบเดิม: เกิดกรณีการปะทะข้ามแดน กระสุนปืนใหญ่ และโดรนทหารตกในฝั่งไทย (เช่น อ.แม่สอด)
  • ภัยคุกคามรูปแบบใหม่: เครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ (KK Park และชเวโก๊กโก่) ยาเสพติด และมลพิษข้ามแดน (ฝุ่น PM2.5 จากการเผา และสารพิษจากการทำเหมืองปนเปื้อนแม่น้ำสายหลักจนสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนที่อยู่ริมน้ำ)

 

2. มิติมนุษยธรรม (Humanitarian):

 

  • การทะลักของผู้พลัดถิ่นและผู้หลบหนีการเกณฑ์ทหาร
  • การตัดงบช่วยเหลือจากต่างประเทศ (เช่น สหรัฐฯ) กดดันให้ไทยต้องแบกรับภาระงบประมาณ สาธารณสุข และการศึกษา

3. มิติเศรษฐกิจ (Economic):

 

  • การสะดุดของเส้นทางการค้าชายแดนทำให้การค้าเป็นไปอย่างติดขั
  • โครงสร้างเศรษฐกิจไทยพึ่งพาแรงงานเมียนมามากกว่า 2.3 – 4 ล้านคน
  • วิกฤตพลังงานจากการหยุดชะงักของแหล่งก๊าซธรรมชาติในเมียนมา (ยาดานา และซอติก้า) ที่ไทยพึ่งพาอยู่ถึง 17%

 

 

ข้อเสนอเชิงพื้นที่: ยุทธศาสตร์ ‘3 ระเบียง’

 

ISP เรียกร้องให้รัฐบาลไทยเลิกใช้นโยบายแบบเดียวกันตลอดแนวชายแดน 2,400 กิโลเมตร และปรับการบริหารจัดการตามบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยแบ่งได้ดังนี้:

 

  1. ระเบียงตะวันตก (Western Corridor – แม่ฮ่องสอน, ตาก, กาญจนบุรี, ราชบุรี):

  • จุดเน้น: เป็นจุดยุทธศาสตร์การค้า (แม่สอด-เมียวดี) แต่มีความเสี่ยงสูงจากพื้นที่ปะทะ และสแกมเมอร์
  • แนวทาง: จัดตั้งพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zones) สำหรับส่งมอบความช่วยเหลือมนุษยธรรมและการค้า ตัดวงจรแก๊งสแกมเมอร์ด้วยการควบคุมปลายทางจุดบริการสาธารณูปโภค (ไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต) พร้อมทำทะเบียนประวัติชีวภาพ (Biometric) รวมศูนย์แรงงาน

 

  1. ระเบียงเหนือ (Northern Corridor – เชียงใหม่, เชียงราย):

 

  • จุดเน้น: เชื่อมโยงกับกองกำลังว้า (UWSA) ปัญหายาเสพติด และมลพิษข้ามแดน (การทำเหมืองแร่อย่างผิดกฎหมายก่อมลพิษสารหนูในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย รวมถึงฝุ่น PM2.5 จากการเผาป่า)
  • แนวทาง: ใช้เทคโนโลยีตรวจจับทางวิทยาศาสตร์และภาพถ่ายดาวเทียม บังคับใช้มาตรการข่าวกรองทางการเงินตัดเส้นทางเงินสแกมเมอร์ และสร้างช่องทางเจรจาอย่างไม่เป็นทางการกับกลุ่มไม่สังกัดรัฐ เช่น UWSA เพื่อแก้วิกฤตต้นน้ำ
     
  1. ระเบียงอันดามัน/ภาคใต้ (Andaman Maritime Corridor – ระนอง):

  • จุดเน้น: เส้นทางทดแทนการขนส่งทางบกที่ขัดข้อง (การค้าผ่านระนองเติบโตขึ้น 73%) มีความเสี่ยงเรื่องการประมงผิดกฎหมาย (IUU) การค้ามนุษย์ และการส่งกลับผู้ลี้ภัยไปสู่การบังคับเกณฑ์ทหาร
  • แนวทาง: ยกระดับท่าเรือระนองเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์สู่ BIMSTEC และมหาสมุทรอินเดีย พัฒนาระบบการรับรู้บริบททางทะเล (Maritime Domain Awareness – MDA) และจัดทำช่องทางรับแรงงานทางทะเลที่ถูกต้องตามกฎหมาย

 

 

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ ISP เรียกร้องต่อรัฐบาลไทย

 

  1. ตั้งศูนย์ยุทธศาสตร์เมียนมาแห่งชาติ (Myanmar Strategy Center): จัดตั้งหน่วยงานระดับชาติที่มีรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงเป็นประธาน โดยมี สมช. เป็นฝ่ายเลขานุการ เพื่อบูรณาการข้อมูลและสั่งการข้ามกระทรวง (การต่างประเทศ, กลาโหม, มหาดไทย, แรงงาน, ทรัพยากรฯ) ได้อย่างรวดเร็ว
  2. ปรับเปลี่ยนจาก State-Centric เป็น Actor-Centric: ไทยต้องกล้าที่จะเปิดช่องทางสื่อสารทางการและไม่เป็นทางการกับ กลุ่มที่ไม่ใช่รัฐ (Non-State Actors) เช่น KNU, KNPP, UWSA รวมถึงรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) เพราะเป็นผู้ถือครองอำนาจและควบคุมพื้นที่จริงในฝั่งเมียนมา
  3. ใช้มาตรการปราบปรามเศรษฐกิจสีเทาอย่างแม่นยำ: เลิกใช้การตัดสาธารณูปโภคแบบปูพรมที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วไป แต่เปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยี AI และการข่าวกรองทางการเงิน (Financial Intelligence) สืบหาบัญชีม้า ทราฟฟิกอินเทอร์เน็ต และธุรกรรมคริปโทเคอร์เรนซี
  4. บริหารจัดการผู้พลัดถิ่นอย่างยั่งยืน: ปรับข้อกฎหมายเพื่อปลดล็อกให้ผู้หลบภัยในค่ายพักพิงชั่วคราวและผู้พลัดถิ่นเข้าสู่ระบบตลาดแรงงานไทยอย่างถูกกฎหมาย เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในประเทศ และลดภาระงบประมาณด้านมนุษยธรรมของภาครัฐ

 

ISP สรุปทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยไม่สามารถทำหน้าที่เป็นเพียง ‘ผู้รับผลกระทบ’ (Passive Recipient) ได้อีกต่อไป แต่ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลไทยต้องก้าวขึ้นเป็น ‘ผู้บริหารจัดการความเสี่ยง’ (Risk Manager) ที่มีความยืดหยุ่น รู้เท่าทันสภาพภูมิรัฐศาสตร์ และกล้าปรับเปลี่ยนเครื่องมือทางการทูตและการทหารให้สอดคล้องกับความเป็นจริงในเมียนมา

 

อ้างอิง:

  • รายงาน ‘Rethinking Thailand’s Strategic Posture toward Myanmar’ ของ Institute for Strategic Policy: ISP

The post ISP เรียกร้องรัฐบาลไทยปรับยุทธศาสตร์ต่อเมียนมา เสนอโมเดล ‘3 ระเบียง’ รับมือภัยคุกคามข้ามแดน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สถานทูตจีน เตือนพลเมืองจีนที่ท่องเที่ยว-เข้าร่วมกิจกรรมในไทยให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบ มีอารยธรรม สุภาพต่อผู้อื่น https://thestandard.co/china-embassy-warns-citizens-thailand/ Mon, 10 Aug 2026 03:52:48 +0000 https://thestandard.co/china-embassy-warns-citizens-thailand/ ภาพธงชาติจีนและธงชาติไทยอยู่คู่กัน

เมื่อวานนี้ (9 สิงหาคม) สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศ […]

The post สถานทูตจีน เตือนพลเมืองจีนที่ท่องเที่ยว-เข้าร่วมกิจกรรมในไทยให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบ มีอารยธรรม สุภาพต่อผู้อื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพธงชาติจีนและธงชาติไทยอยู่คู่กัน

เมื่อวานนี้ (9 สิงหาคม) สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยออกประกาศเตือนพลเมืองจีน ให้ปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับท้องถิ่น รวมถึงเข้าร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรมและกีฬาอย่างมีอารยธรรมและเป็นระเบียบเรียบร้อย

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

นับตั้งแต่เข้าสู่ช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนของจีน ประเทศไทยได้จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมและกีฬาขนาดใหญ่ขึ้นหลากหลายรูปแบบ เช่น การแสดงทางวัฒนธรรม การแข่งขันกีฬา และงานพบปะศิลปิน ซึ่งดึงดูดพลเมืองจีนให้เดินทางมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก เพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างปลอดภัยและราบรื่น สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย จึงขอแจ้งเตือนพลเมืองจีน ดังต่อไปนี้

 

1. ปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับท้องถิ่น เข้าร่วมกิจกรรมอย่างมีอารยธรรมและเป็นระเบียบ

 

ระหว่างพำนักอยู่ในประเทศไทย โปรดปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับของไทยอย่างเคร่งครัด เคารพความเชื่อทางศาสนา ขนบธรรมเนียม และประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น ตลอดจนปฏิบัติตามความเป็นระเบียบและข้อบังคับในการควบคุมดูแล ณ สถานที่จัดงานอย่างเคร่งครัด ท่องเที่ยวอย่างมีอารยธรรม สุภาพต่อผู้อื่น และแสดงออกถึงภาพลักษณ์ที่ดีของพลเมืองจีน

 

2. เคารพประชาชนท้องถิ่น และร่วมรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างจีน-ไทย

 

ในการปฏิสัมพันธ์กับชาวไทย ควรยึดมั่นในหลักการเคารพซึ่งกันและกัน ไมตรีจิต ความเท่าเทียม และความโอบอ้อมอารี ส่งมอบมิตรภาพอย่างสร้างสรรค์ หวงแหนและร่วมกันปกป้องสายสัมพันธ์อันดีตามแนวคิด ‘จีน-ไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน’ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจและการแลกเปลี่ยนฉันมิตรระหว่างกัน

 

3. เตรียมตัวล่วงหน้า และศึกษากฎระเบียบของงาน

 

ก่อนเดินทาง โปรดทำความเข้าใจข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องซึ่งออกโดยผู้จัดงาน เช่น เงื่อนไขการเข้างาน ข้อห้ามเกี่ยวกับการถ่ายภาพ และสิ่งของที่อนุญาตให้นำเข้า รวมถึงระมัดระวังข้อบังคับอื่นๆ ในสถานที่จัดงาน เช่น การห้ามนำอาหารและเครื่องดื่มภายนอกเข้ามา หรือการจำกัดพื้นที่ถ่ายภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้กระทบต่อประสบการณ์หรือการมีส่วนร่วมในกิจกรรมอันเนื่องมาจากความไม่เข้าใจกฎระเบียบ

 

4. ปกป้องสิทธิ์อย่างมีเหตุผลตามกฎหมาย และขอความช่วยเหลือผ่านช่องทางทางการ

 

หากเกิดข้อขัดแย้งหรือถูกละเมิดสิทธิ์อันชอบธรรม โปรดตั้งสติและปกป้องสิทธิ์ของตนเองอย่างมีเหตุผลตามกฎหมาย โดยแจ้งเหตุต่อผู้จัดงาน เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ หรือตำรวจท้องที่ทันที และสามารถติดต่อสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลจีนประจำประเทศไทยเพื่อขอความช่วยเหลือได้

 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างไทยและจีนในด้านต่างๆ มีความลึกซึ้งยิ่งขึ้น การเดินทางไปมาหาสู่กันของประชาชนมีความใกล้ชิดขึ้นเรื่อยๆ ‘ไทย-จีนใช่อื่นไกล พี่น้องกัน’ คือ สมบัติอันมีค่าที่ประชาชนทั้งสองประเทศ ร่วมกันทะนุถนอม

 

สถานทูตหวังเป็นอย่างยิ่งว่า พลเมืองจีนที่เดินทางมายังประเทศไทย จะเข้าร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรมและกีฬาต่างๆ อย่างมีอารยธรรม มีเหตุผล และเป็นระเบียบ ได้สัมผัสเสน่ห์ทางวัฒนธรรมที่หลากหลายและทัศนียภาพอันงดงามของไทยอย่างเต็มที่ ร่วมส่งเสริมการแลกเปลี่ยนมิตรภาพและการเรียนรู้ซึ่งกันและกันกับชาวไทยอย่างแข็งขัน เพื่อแสดงภาพลักษณ์ที่ดีของพลเมืองจีน และมีส่วนร่วมในการกระชับความร่วมมืออันดี ตลอดจนมิตรภาพระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

 

แฟ้มภาพ: Charnsitr / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post สถานทูตจีน เตือนพลเมืองจีนที่ท่องเที่ยว-เข้าร่วมกิจกรรมในไทยให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบ มีอารยธรรม สุภาพต่อผู้อื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนเรียกร้องให้ญี่ปุ่นยุติการพิจารณาครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ https://thestandard.co/china-japan-nuclear-weapons/ Sun, 09 Aug 2026 08:39:19 +0000 https://thestandard.co/china-japan-nuclear-weapons/ ธงชาติจีนและญี่ปุ่นบนพื้นผิวที่แตกร้าว สื่อถึงความตึงเครียด

รัฐบาลจีนได้ออกมาแสดงจุดยืนเรียกร้องให้ทางการญี่ปุ่นยุต […]

The post จีนเรียกร้องให้ญี่ปุ่นยุติการพิจารณาครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธงชาติจีนและญี่ปุ่นบนพื้นผิวที่แตกร้าว สื่อถึงความตึงเครียด

รัฐบาลจีนได้ออกมาแสดงจุดยืนเรียกร้องให้ทางการญี่ปุ่นยุติการพิจารณาครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยอ้างถึงผลสำรวจความคิดเห็นที่ระบุว่า ประชาชนชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ ‘คัดค้าน’ การสะสมอาวุธและต้องการรักษา ‘หลักการปลอดนิวเคลียร์’ อย่างเคร่งครัด พร้อมเตือนให้หยุด ‘เล่นกับไฟ’ ในประเด็นนี้

 

หลินเจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนอ้างอิงผลสำรวจล่าสุดจากสมาคมวิจัยความคิดเห็นสาธารณะแห่งญี่ปุ่น (Japan Association for Public Opinion Research) ที่ระบุว่า ร้อยละ 76 ของผู้ตอบแบบสอบถาม ‘สนับสนุน’ ให้ยึดมั่นในหลักการไม่ใช้อาวุธนิวเคลียร์ 3 ประการ นั่นคือ ไม่ผลิต ไม่ครอบครอง และไม่อนุญาตให้นำเข้าอาวุธนิวเคลียร์ และ ร้อยละ 77 ‘คัดค้าน’ แนวคิด ‘การแบ่งปันอาวุธนิวเคลียร์’ (Nuclear Sharing) ซึ่งเป็นข้อตกลงที่จะอนุญาตให้สหรัฐอเมริกานำอาวุธนิวเคลียร์มาประจำการในญี่ปุ่น

 

จีนชี้ว่า ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าประชาชนญี่ปุ่นส่วนใหญ่รักในสันติภาพและความรุ่งเรืองที่ได้มาอย่างยากลำบาก สวนทางกับท่าทีของเจ้าหน้าที่บางคนในรัฐบาลญี่ปุ่นที่พยายามสนับสนุน ‘ทางเลือกนิวเคลียร์’ (Nuclear Option) และฝ่าฝืนหลักการไม่ใช้อาวุธนิวเคลียร์

 

จีนยังระบุว่า ความเคลื่อนไหวของกลุ่มขวาจัดในญี่ปุ่นเป็นการแสดงออกถึงความทะเยอทะยานทางการทหารและการเมืองที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเปรียบเสมือน ‘การนำอนาคตของประชากรญี่ปุ่นกว่า 100 ล้านคนไปเดิมพัน’

 

รัฐบาลจีนจึงเรียกร้องให้ญี่ปุ่นปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด ในการที่จะไม่ยอมรับ ผลิต ครอบครอง หรือแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ และไม่ก้าวซ้ำรอยประวัติศาสตร์ที่ผิดพลาดในการประเมินสถานการณ์โลกอันเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์รักสันติภาพของประชาชน

 

แฟ้มภาพ: Dilok Klaisataporn / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post จีนเรียกร้องให้ญี่ปุ่นยุติการพิจารณาครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิชาการไทยวิเคราะห์ ไทยเปิดสัมพันธ์เมียนมา แนะขีดเส้นให้ชัดเป็นมิตรได้ถึงจุดไหน https://thestandard.co/thai-myanmar-relations-red-line/ Sun, 09 Aug 2026 06:44:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1240006 ภาพ รศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร อาจารย์ประจำสาขาวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นักวิชาการธรรมศาสตร์ วิเคราะห์กรณีไทยต้อนรับ ‘มินอองหล่ […]

The post นักวิชาการไทยวิเคราะห์ ไทยเปิดสัมพันธ์เมียนมา แนะขีดเส้นให้ชัดเป็นมิตรได้ถึงจุดไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ รศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร อาจารย์ประจำสาขาวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นักวิชาการธรรมศาสตร์ วิเคราะห์กรณีไทยต้อนรับ ‘มินอองหล่าย’ ประธานาธิบดีเมียนมา ซึ่งเดินทางเยือนไทยเมื่อวันที่ 6-7 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยไทยเปิดความสัมพันธ์บทใหม่กับผู้นำเมียนมาอีกครั้ง หลังมินอองหล่ายถูกแบนจากเวทีการประชุมอาเซียนจากเหตุรัฐประหารเมื่อปี 2021 ชี้ “เป็นเกมวัดใจที่หลักประกันไม่แข็งแรง” เนื่องจากหลายปัญหาที่ไทยเสนอไป ‘ยากจะได้รับการแก้ไข’ รวมถึงไทยยังต้องรับคำวิจารณ์หนัก เพราะทางพฤตินัยถือเป็นการให้ ‘ความชอบธรรม’ แก่รัฐบาลทหารเมียนมา จึงแนะนำรัฐบาลขีดเส้นให้ชัดว่า เป็นมิตรได้ถึงจุดไหน ไม่ใช่ให้ขึ้นอยู่กับเมียนมาฝ่ายเดียว

 

รศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร อาจารย์ประจำสาขาวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การที่ไทยมีปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลทหารเมียนมาในครั้งนี้ เหมือนเป็นเกมวัดใจ บนหลักประกันที่ยังไม่แข็งแรง เพราะการดำเนินนโยบายลักษณะนี้ของไทย เป็นไปเพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และส่งสัญญาณถึงรัฐบาลเมียนมาว่า ‘ไทยเป็นมิตร พึ่งพาได้ และไม่หักหลัง’ รวมถึงพิสูจน์ให้เห็นถึงความพร้อมที่จะเป็นมิตรในทุกมิติ ผ่านการแบกรับข้อวิจารณ์ หรือความเสี่ยงที่เกิดขึ้นทั้งภายใน และภายนอกประเทศไทยเอง ดังนั้น รัฐบาลเมียนมาเองก็ต้องพิสูจน์ว่า หลังจากนี้จะสามารถดำเนินการได้ตามที่ไทยมุ่งหวังหรือไม่

 

อย่างไรก็ตาม ไทยจะคาดหวังการดำเนินงานของรัฐบาลทหารเมียนมาได้มากน้อยขนาดไหน ซึ่งถ้าดูจากพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศก็ถือว่า ‘เป็นเรื่องยาก’ และไม่ใช่เรื่องที่จะแก้ไขได้เร็ว ไม่ว่าจะเป็นการเปิดให้เมียนมากลับเข้าไปในเวทีอาเซียน หรือกระบวนการสันติภาพที่จะเกิดขึ้น เพราะที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่า การเมืองเมียนมามีการควบคุมตัวเองมาโดยตลอด และปัจจัยภายนอกแทบจะไม่มีผลกับการขับเคลื่อนกระบวนการทางการเมืองภายในเมียนมาเลย

 

ขณะที่ประเด็นปัญหาต่างๆ ที่ส่งผลกระทบมายังไทย ซึ่งมีการหยิบยกมาหารือด้วยนั้น อาจารย์พินิตพันธุ์ มองว่า ประเด็นเรื่องการจัดการปัญหาสแกมเมอร์น่าจะช่วยแก้ไขกันได้ เพราะมีความร่วมมือมาอยู่แล้ว และเมียนมาเองก็ได้รับผลกระทบเหมือนกัน หรือเรื่องการค้าชายแดนก็คิดว่าพอไปได้ เนื่องจากเมื่อมีข้อตกลงระหว่างกันมากขึ้นก็เห็นถึงแรงสนับสนุนจากภาคเอกชนของไทยที่พยายามจะให้มีการฟื้นฟูความสัมพันธ์ แต่ถ้าเป็นเรื่องความรุนแรง หรือปัญหามลพิษและสิ่งแวดล้อมข้ามชายแดน คงจะคาดหวังไม่ได้ว่า สิ่งเหล่านี้จะได้รับการแก้ไขในเร็ววัน จากการมีเงื่อนไขหลายส่วน เช่น ชนกลุ่มน้อยที่ถ้ากระบวนการสันติภาพไม่เริ่มเกิดขึ้น การแก้ไขก็น่าจะทำได้โดยไม่มีประสิทธิภาพ

 

ทว่า หากมองเรื่องจังหวะเวลา ก็ถือเป็นช่วงจังหวะเวลาที่ดีของไทยในการจะมีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมา เนื่องด้วยเหตุผล 2 ประการ ได้แก่

 

  1. ประเทศไทยกำลังจะเป็นประธานและเจ้าภาพอาเซียน ในปี พ.ศ. 2571 ซึ่งระหว่างนี้หากสามารถช่วยประสานงานในเรื่องสันติภาพ และทำให้เมียนมาเข้าสู่อาเซียนเต็มตัวอีกครั้งได้ ก็น่าจะส่งผลดีให้กับไทย
  2. มินอองหล่าย เพิ่งได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีเมียนมา ถึงแม้จะยังไม่มีความชอบธรรม 100% แต่ก็มีการแสดงให้เห็นว่ายังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศมหาอำนาจอีก 2 ประเทศ คือ จีน และอินเดีย จึงทำให้เกิดแรงส่งให้ไทยต้องหาทางเกี่ยวพันกับเมียนมาบางประการไว้

 

อาจารย์พินิตพันธุ์ ยังกล่าวต่อไปว่า แต่แน่นอนว่าในอีกด้านการที่ประเทศไทยเชื้อเชิญ มินอองหล่าย มาเยือน พร้อมกับมีการต้อนรับในระดับสูงสุดเช่นนี้ ในแง่พฤตินัยแล้วถือเป็นการแสดงการยอมรับการมีอยู่ของรัฐบาลเมียนมาภายใต้ผู้นำอย่าง มินอองหล่าย ที่ถึงแม้ทางรัฐบาลไทยจะบอกว่าไม่เกี่ยวกับความชอบธรรมของรัฐบาลเมียนมาก็ตาม ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ไทยก็จะต้องเผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมในการแสดงมิตรไมตรีกับผู้นำประเทศที่ยังคงโดนการกดดันระหว่างประเทศ โดนคว่ำบาตร และยังมีความสุ่มเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

 

ทั้งนี้ อาจารย์คิดว่าการดำเนินการในครั้งนี้ของประเทศไทยคงไม่กระทบกับภาพรวมความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ และการดำเนินนโยบายการต่างประเทศของไทย เพราะถ้าดูมิติประวัติศาสตร์แล้ว ไทยมีปัญหาและถูกตั้งคำถามถึงความเกี่ยวพันกับรัฐบาลทหารเมียนมามาโดยตลอด ฉะนั้นครั้งนี้จึงไม่ใช่ครั้งแรก เพียงแต่ในครั้งล่าสุดนี้ประชาคมระหว่างประเทศให้ความสนใจมาก เพราะความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเมียนมา ตั้งแต่ปี 2021 ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง และลึกซึ้งต่อประชาชนเมียนมาในหลากหลายมิติและเห็นได้ชัด

 

“ข้อวิพากษ์วิจารณ์จะถาโถมสู่ประเทศไทยอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ไทยไม่เคยเจอ เพราะครั้งหนึ่งหลังเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในปี 1988 และการล้มการเลือกตั้งเมื่อปี 1990 ไทยก็ยังยึดมั่นในแนวนโยบายเกี่ยวพันอย่างสร้างสรรค์กับรัฐบาลทหารเมียนมาในขณะนั้น และการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในเมียนมาก็กลายมาเป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์ถึงสาเหตุที่ไทยยังคงใช้นโยบายเชิงบวกกับรัฐบาลทหารเมียนมา”

 

กระนั้น สิ่งที่อาจเป็นผลกระทบต่อไทยได้ก็คือ ถ้าหลังจากนี้ไทยมีการทำการค้าการลงทุนมากขึ้นกับเมียนมา แต่ต่อมามีการพิสูจน์ทราบ และออกหมายจับ มินอองหล่าย ในคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และนำไปสู่การคว่ำบาตรระหว่างประเทศที่ขยายวงกว้างมากขึ้น ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลมาถึงไทย และทำให้การค้าการลงทุนของไทยผ่านเมียนมาได้รับผลกระทบ

 

อาจารย์พินิตพันธุ์ ยังกล่าวอีกว่า แต่เมื่อไทยเลือกแล้วที่จะดำเนินนโยบาย ‘เปิดกว้าง’ กับรัฐบาลทหารเมียนมาภายใต้ มินอองหล่าย แล้ว หลังจากนี้จะต้องเดินหน้าเต็มที่ และมีความชัดเจนว่าประเทศไทยต้องการให้เมียนมาทำอะไร รวมถึงควรจะมีข้อเรียกร้องออกมาให้ชัดเจน ทั้งเรื่องการเมืองในประเทศ ปัญหาข้ามพรมแดน และสันติภาพ ที่จะต้องมีพัฒนาการที่เห็นได้ชัด และสะท้อนถึงความจริงใจที่จะฟื้นฟูกระบวนการสันติภาพในประเทศ และไทยเองก็ต้องหากระบวนการที่จับต้องได้ เข้าไปไกล่เกลี่ย ไม่ว่าจะผ่านการเป็นพื้นที่เจรจา พูดคุย และประนีประนอมการเมืองภายในของเมียนมา ซึ่งไทยดำเนินการอย่างไม่เป็นทางการมาอยู่แล้วตั้งแต่ในอดีต หรือการเป็นสะพานเชื่อมกับประเทศต่างๆ อย่างจีน หรืออินเดีย ที่ตอนนี้ก็มีความสัมพันธ์เชิงบวก

 

“ถ้าประเทศไทยคิดว่าจะเผชิญกับต้นทุนทางการเมืองโดยการ Engage กับเมียนมา ก็ต้องชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไร และควรจะมีเส้นแดง (Red Line) หรือเงื่อนไขว่าการดำเนินการถ้าถึงจุดหนึ่งแล้วที่เมียนมาพิสูจน์ทราบว่าการดำเนินนโยบายฉันมิตรไม่ได้นำมาซึ่งประโยชน์ที่ดี หรือความเปลี่ยนแปลงภายในเมียนมา ไทยก็ควรจะประเมินการดำเนินนโยบายต่อเมียนมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั้งประชาคมภายในประเทศ และต่างประเทศต้องการเห็น ไม่ใช่เปิดความสัมพันธ์แล้ว ปล่อยให้การดำเนินสันติภาพอยู่ในความพอใจของเมียนมาฝ่ายเดียว”

The post นักวิชาการไทยวิเคราะห์ ไทยเปิดสัมพันธ์เมียนมา แนะขีดเส้นให้ชัดเป็นมิตรได้ถึงจุดไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมสหรัฐฯ อนุมัติเงินกู้ 400 ล้านดอลลาร์ ลงทุนในเหมืองแร่หายากออสเตรเลีย https://thestandard.co/us-australia-rare-earth-mine/ Sun, 09 Aug 2026 04:58:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1239991 ภาพเหมืองแร่แบบเปิดในออสเตรเลีย

กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกาประกาศอนุมัติ ‘เงินกู้แบบมีเงื […]

The post ทำไมสหรัฐฯ อนุมัติเงินกู้ 400 ล้านดอลลาร์ ลงทุนในเหมืองแร่หายากออสเตรเลีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเหมืองแร่แบบเปิดในออสเตรเลีย

กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกาประกาศอนุมัติ ‘เงินกู้แบบมีเงื่อนไข’ จำนวน 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่บริษัท Sunrise Energy Metals ของออสเตรเลีย เพื่อก่อสร้างเหมืองแร่หายากอย่างเหมืองสแกนเดียมปฐมภูมิ (Primary Mine) แห่งแรกของโลก ที่เมืองไฟฟิลด์ รัฐนิวเซาท์เวลส์ เมื่อวานนี้ (8 สิงหาคม)

 

แร่สแกนเดียม (Scandium) เป็นแร่หายากที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ, อากาศยาน, โทรคมนาคมระบบ 5G/6G และศูนย์ข้อมูล (Data Centers) โดยมีความโดดเด่นในการเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่อะลูมิเนียม มีความยืดหยุ่น และทนทานต่อความร้อนรวมถึงการกัดกร่อนสูง ซึ่งโดยปกติแล้วแร่ชนิดนี้มักจะได้มาในฐานะผลพลอยได้ (Byproduct) จากเหมืองแร่อื่นๆ ไม่ค่อยมีการทำเหมืองเพื่อขุดสแกนเดียมโดยตรง

 

โครงการนี้เป็นข้อตกลงร่วมกับพันธมิตรระดับโลก มีชื่อว่า ‘Syerston Scandium Project’ ซึ่งทาง Sunrise ได้บรรลุข้อตกลงกับ Lockheed Martin ผู้ผลิตอาวุธและอากาศยานรายใหญ่ของสหรัฐฯ ในการส่งมอบผลผลิตสแกนเดียมจำนวน 25% ในช่วง 5 ปีแรกของการเปิดเหมือง

 

ทำไมสหรัฐฯ ถึงทุ่มลงทุนในเหมืองแร่หายากออสเตรเลีย

 

ออสเตรเลียเป็นแหล่งแร่ที่อุดมสมบูรณ์ระดับโลก โดยเฉพาะรัฐนิวเซาท์เวลส์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเข้มข้นของแร่สแกนเดียมสูงที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก จึงเหมาะสมที่สุด สำหรับการสร้างเหมืองแร่ปฐมภูมิที่จะช่วยสร้างเสถียรภาพในการผลิตแร่หายากชนิดนี้ให้แก่ชาติตะวันตก

 

การลงทุนครั้งนี้เชื่อมโยงกับข้อตกลงแร่ธาตุสำคัญที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และแอนโทนี อัลบานีส นายกรัฐมนตรีแห่งออสเตรเลียได้ร่วมลงนามเมื่อเดือนตุลาคม 2025 เพื่อคานอำนาจกับจีน โดยต่างฝ่ายต่างให้คำมั่นว่าจะลงทุนในโครงการต่างๆ ฝ่ายละ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องการผลักดันให้โครงการนี้เป็น ‘รากฐานสำคัญ’ (Cornerstone) ของห่วงโซ่อุปทานสแกนเดียมของชาติตะวันตก เพื่อให้เกิดความร่วมมืออย่างเป็นเอกภาพ ตั้งแต่ขั้นตอนการทำเหมืองไปจนถึงกระบวนการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป อีกทั้งยังหลีกเลี่ยงการพึ่งพาและการควบคุมการส่งออกของจีน

 

ปัจจุบันจีนเป็นผู้ผูกขาด ทั้งการจัดหาและการแปรรูปแร่สแกนเดียมของโลก และเมื่อปีที่ผ่านมา จีนได้จำกัดการส่งออกแร่สแกนเดียมสำหรับผลิตภัณฑ์ด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ ส่งผลให้สหรัฐฯ ต้องเร่งหาแหล่งจัดหาสแกนเดียมแห่งใหม่นอกประเทศจีน เพื่อความมั่นคงของชาติ

 

การอนุมัติเงินกู้มูลค่า 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการวางรากฐานให้กับเหมืองแร่สแกนเดียมปฐมภูมิแห่งแรกของโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นยุทธศาสตร์สำคัญระดับภูมิรัฐศาสตร์ในการสร้างเอกภาพและความมั่นคงให้กับห่วงโซ่อุปทานของชาติตะวันตกตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมทั้งผลักดันให้ออสเตรเลียก้าวขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งเสาหลักที่ขาดไม่ได้ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศแห่งอนาคต

 

แฟ้มภาพ: Fairfax Media via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ทำไมสหรัฐฯ อนุมัติเงินกู้ 400 ล้านดอลลาร์ ลงทุนในเหมืองแร่หายากออสเตรเลีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤตฮอร์มุซยังส่อเค้ายืดเยื้อ ทำไมการเปิดเส้นทางเดินเรือเต็มรูปแบบอาจยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ https://thestandard.co/hormuz-crisis-iran-us-shipping/ Sun, 09 Aug 2026 03:41:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1239987 ภาพเรือบรรทุกน้ำมันแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

วันนี้ (9 สิงหาคม) ความพยายามในการคลี่คลายวิกฤตช่องแคบฮ […]

The post วิกฤตฮอร์มุซยังส่อเค้ายืดเยื้อ ทำไมการเปิดเส้นทางเดินเรือเต็มรูปแบบอาจยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเรือบรรทุกน้ำมันแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

วันนี้ (9 สิงหาคม) ความพยายามในการคลี่คลายวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ขนส่งน้ำมันดิบกว่าร้อยละ 20 ของโลกในช่วงเวลาปกติ กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญและบททดสอบครั้งใหญ่

 

แม้ว่าอิหร่านและโอมานจะสามารถตกลงกำหนดพิกัดเส้นทางเดินเรือร่วมกันได้จนใกล้บรรลุข้อตกลงแล้ว แต่ทว่าความหวังในการเปิดช่องแคบอย่างเต็มรูปแบบ (Full Reopening) กลับยังคงดูเหมือนห่างไกล เมื่อฝ่ายความมั่นคงของอิหร่านได้ยื่นข้อเรียกร้องอันเข้มงวดต่อสหรัฐอเมริกา ทั้งการเรียกร้องให้ยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรืออิหร่าน และการจ่ายค่าชดเชยความเสียหายจากสงครามทั้งหมด

 

ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์จริงในน่านน้ำยังคงทวีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง หลังเกิดเหตุเรือบรรทุกน้ำมันของบริษัท ADNOC แห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าเส้นทางเดินเรือวิกฤตสายนี้ยังคงติดหล่มอยู่ท่ามกลางการต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์และการคุกคามทางทหารที่ยากจะหาข้อยุติลงตัว

 

ข้อตกลงเส้นทางเดินเรือระหว่าง อิหร่าน และโอมาน

 

อิหร่านและโอมานสามารถตกลงพิกัดเส้นทางเดินเรือร่วมกันได้แล้ว โดยกำหนดให้ เส้นทางขาเข้า (Inbound) ให้เรือวิ่งผ่านช่องทางเหนือซึ่งอยู่ในน่านน้ำอาณาเขตของอิหร่าน ขณะที่เส้นทางขาออก (Outbound) ให้เรือวิ่งผ่านช่องทางใต้ซึ่งอยู่ในน่านน้ำของโอมาน แต่ต้องมีการประสานงานร่วมกับอิหร่าน

 

นอกจากนี้ยังมีการหารือเกี่ยวกับการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในเส้นทางเดินเรือส่วนกลางที่อาจนำมาใช้ในอนาคต การอนุญาตให้เรือรบผ่านทาง และการจัดทำระบบจัดเก็บค่าธรรมเนียมประสานงานร่วมกัน

 

อย่างไรก็ตาม โฆษกของ กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งเป็นผู้ควบคุมและปฏิบัติการในพื้นที่ มีจุดยืนที่แข็งกร้าวและแยกส่วนจากรัฐบาลฝ่ายบริหาร ระบุว่า การเปิดช่องแคบมีกลไกเฉพาะตัว และ “ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับการเจรจาระหว่างอิหร่านและโอมาน”

 

โดย IRGC ไม่ได้มองช่องแคบฮอร์มุซเป็นเพียงเส้นทางเศรษฐกิจ แต่มองว่า ฮอร์มุซคือ ‘แหล่งอำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์’ ที่เกิดจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของอิหร่าน และ IRGC ตั้งใจที่จะใช้จุดนี้เป็น ‘เครื่องมือในการต่อรอง’ สร้างความได้เปรียบ

 

ทำไมการเปิดเส้นทางเดินเรือเต็มรูปแบบ ‘อาจจะยังไม่เกิดขึ้น’ ในเร็ววัน

 

การเปิดเส้นทางเดินเรืออย่างเต็มรูปแบบในช่องแคบฮอร์มุซยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในขณะนี้ เนื่องจาก ‘ปัจจัยขัดแย้ง’ ที่ซับซ้อนหลายประการ โดยเฉพาะข้อเรียกร้องขั้นเด็ดขาดและเข้มงวดของฝั่งอิหร่านต่อสหรัฐฯ รวมถึงจุดยืนและข้อคัดค้านของสหรัฐฯ ซึ่งเงื่อนไขของแต่ละฝ่ายโดยสรุป มีดังนี้

 

ข้อเรียกร้องฝ่ายอิหร่าน: สภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านประกาศอย่างชัดเจนว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะไม่เปิดจนกว่าสหรัฐอเมริกาจะ ‘ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม’ โดยอิหร่านได้ยื่นเงื่อนไขที่สหรัฐฯ ‘ยอมรับได้ยาก’ เพื่อแลกกับการเปิดช่องแคบ เช่น

 

  • สหรัฐฯ ต้องยุติการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือทางตอนใต้ของอิหร่านอย่างถาวร และถอนกำลังทหารรวมถึงทรัพย์สินทางทหารออกจากพื้นที่
  • สหรัฐฯ ต้องชดเชยค่าเสียหายจากสงครามแก่อิหร่านอย่างครบถ้วน
  • สหรัฐฯ ต้องยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมด และคืนทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้ในต่างประเทศโดยไม่มีเงื่อนไข
  • สหรัฐฯ ต้องยุติสงครามกับอิหร่านและกลุ่มพันธมิตรติดอาวุธในภูมิภาคอย่างถาวร รวมถึงต้องไม่คุกคามอิหร่านอีก

 

ข้อเรียกร้องฝ่ายสหรัฐฯ: ทางฝั่งสหรัฐฯ เองก็มีเงื่อนไขและจุดยืนที่ขัดแย้งกับอิหร่านอย่างสิ้นเชิง เช่น

 

  • สหรัฐฯ ต้องการให้มีข้อตกลงที่ยอมรับได้เกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซเสียก่อน สหรัฐฯ จึงจะยอมยุติการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน ซึ่งสวนทางกับอิหร่านที่ต้องการให้ยกเลิกการปิดล้อมก่อน
  • สหรัฐฯ ต้องการคำมั่นสัญญาจากอิหร่านว่าจะยุติการโจมตีเรือสินค้าในช่องแคบ
  • ข้อขัดแย้งเรื่องการเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทาง (Tolls) โดยอิหร่านควบคุมช่องแคบและต้องการจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ใช้เส้นทาง แต่สหรัฐฯ คัดค้านการเก็บค่าธรรมเนียมใดๆ อย่างรุนแรง
  • กรอบเวลาการเจรจาที่เหลื่อมล้ำ ภายใต้ข้อตกลงชั่วคราว (Interim deal) ในเดือนมิถุนายน ประเด็นเรื่องการยกเลิกคว่ำบาตรและการชดเชยค่าเสียหายถูกกำหนดให้ไปพูดคุยกันในขั้นตอนการเจรจาข้อตกลงขั้นสุดท้าย (Final deal) ภายใน 60 วัน แต่สหรัฐฯ มองว่า อิหร่านกลับนำประเด็นเหล่านี้มาเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนในปัจจุบัน

 

นอกจากเงื่อนไขต่างๆ ที่ขัดแย้งกันแล้ว ความน่าเชื่อถือและไว้วางใจกันระหว่างทั้งสองฝ่ายยังอยู่ในระดับต่ำ โดยรัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านชี้ว่า ความติดขัดในปัจจุบันส่วนหนึ่งเป็นเพราะสหรัฐฯ ละเมิดพันธกรณีในบันทึกความเข้าใจ (MoU) เมื่อเดือนมิถุนายน เช่น สหรัฐฯ ไม่ยอมยับยั้งการโจมตีของอิสราเอลในเลบานอน และปฏิเสธที่จะปลดบล็อกเงินฝากของอิหร่านในต่างประเทศ

 

อีกทั้งสถานการณ์ความมั่นคงและเหตุโจมตีจริงในน่านน้ำยังคงรุนแรง แม้ในทางทฤษฎีจะมีการเจรจาหารือระหว่างกัน แต่ในทางปฏิบัติความปลอดภัยทางทะเลยังคงล้มเหลว ทำให้วิกฤตการณ์นี้ยังคงส่อเค้ายืดเยื้อ และทำให้การเปิดเส้นทางเดินเรือเต็มรูปแบบอาจยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในเร็ววันนี้

 

ภาพ: Reuters

 

อ้างอิง:

The post วิกฤตฮอร์มุซยังส่อเค้ายืดเยื้อ ทำไมการเปิดเส้นทางเดินเรือเต็มรูปแบบอาจยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมทรัมป์เดินหน้าจำกัดสิทธิการได้สัญชาติอเมริกันโดยกำเนิดอีกครั้ง แม้ศาลสูงสุดเคยตัดสินคัดค้าน https://thestandard.co/trump-limits-birthright-citizenship/ Sat, 08 Aug 2026 08:11:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1239826 ภาพโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ลงนามในคำสั่งฝ่ […]

The post ทำไมทรัมป์เดินหน้าจำกัดสิทธิการได้สัญชาติอเมริกันโดยกำเนิดอีกครั้ง แม้ศาลสูงสุดเคยตัดสินคัดค้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Orders) เมื่อวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อพยายาม ‘จำกัดสิทธิ’ การได้สัญชาติโดยการเกิดในสหรัฐฯ (Birthright Citizenship) อีกครั้ง แม้ว่าศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะเคยมีคำตัดสินคัดค้านความพยายามในลักษณะนี้มาก่อนก็ตาม

 

ทำไมทรัมป์เดินหน้า ‘จำกัดสิทธิ’ ในประเด็นนี้

 

  • การเปลี่ยนไปใช้ ‘แนวทางใหม่’ เพื่อเลี่ยงขอบเขตคำตัดสินของศาลสูงสุด

 

หลังจากศาลสูงสุดมีคำตัดสิน ‘คัดค้าน’ นโยบายก่อนหน้านี้ของทรัมป์(ซึ่งเคยพุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้อพยพผิดกฎหมายหรือผู้พำนักชั่วคราวเป็นวงกว้าง ทรัมป์ได้วิจารณ์คำตัดสินนั้นว่าเป็น “การตัดสินใจที่ไม่ยุติธรรมและแย่มาก” และระบุว่า เขาจะบรรลุเป้าหมายนี้ด้วย ‘วิธีที่แตกต่างออกไป’

 

รัฐบาลทรัมป์อ้างว่า คำสั่งฝ่ายบริหารฉบับใหม่นี้ อยู่นอกเหนือขอบเขตคำตัดสินของศาลสูงสุด โดยเปลี่ยนมาใช้วิธี ตีความข้อยกเว้นทางประวัติศาสตร์ที่แคบมากเกี่ยวกับการให้สัญชาติเมื่อแรกเกิด และขยายขอบเขตว่า ใครบ้างที่ไม่มีสิทธิได้รับสัญชาติ เช่น ลูกของพนักงานรัฐบาลต่างประเทศ หรือผู้ที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มศัตรูต่างชาติ

 

ทางด้าน สตีเฟน มิลเลอร์ ที่ปรึกษาฝ่ายนโยบายของทำเนียบขาวอ้างว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีอำนาจสั่งห้ามกลุ่มท่องเที่ยวเพื่อคลอดบุตรได้ ภายใต้กฎหมายคนเข้าเมืองและสัญชาติ (Immigration and Nationality Act) ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีกำหนดข้อยกเว้นและข้อจำกัดสำหรับผู้ที่จะเดินทางเข้าประเทศ

 

  • เหตุผลสำคัญเบื้องหลัง ‘คำสั่งฉบับใหม่’ ของทรัมป์

 

รัฐบาลทรัมป์พุ่งเป้าไปที่กลุ่มหญิงตั้งครรภ์ชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าสหรัฐฯ ในฐานะนักท่องเที่ยว แต่มีจุดประสงค์แอบแฝงเพื่อคลอดบุตรให้ได้สัญชาติอเมริกันโดยอัตโนมัติ ทรัมป์มองว่า เรื่องนี้เป็น ‘ความน่าอับอาย’ และมีผู้สร้างธุรกิจขึ้นมาเพื่อซื้อทางเข้าประเทศ ขณะที่มิลเลอร์ชี้ว่า เด็กเหล่านี้จะเดินทางกลับประเทศของตน แต่ได้สิทธิในการเข้าถึงสวัสดิการ การเลือกตั้ง และสิทธิพิเศษของพลเมืองอเมริกันในอนาคต

 

ทรัมป์และรัฐบาลสหรัฐฯ ยังอ้างว่า ประเทศปรปักษ์อย่างรัสเซียและจีน ใช้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวเพื่อคลอดบุตรนี้ในการแทรกซึมเข้ามาในสหรัฐฯ

 

ขอบเขตข้อจำกัดภายใต้คำสั่งสองฉบับใหม่นี้ คำสั่งฉบับแรกได้ขยายคำนิยามของคนต่างชาติที่ลูกจะ ‘ไม่ได้รับสัญชาติโดยกำเนิด’ โดยระบุว่า เด็กที่เกิดในสหรัฐฯ จะไม่ได้สัญชาติโดยอัตโนมัติ หากพ่อแม่ ‘ไม่ใช่’ พลเมืองสหรัฐฯ ทั้งคู่ และมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มก่อการร้ายต่างชาติ, เป็นพนักงานรัฐบาลต่างประเทศ, พยายามขอสัญชาติโดยมิชอบ หรืออาศัยอยู่ในดินแดนของสหรัฐฯ ที่ไม่มีกฎหมายรับรองเรื่องนี้ ขณะที่ คำสั่งฉบับที่สอง เป็นการสั่งแบนแนวปฏิบัติเรื่องการท่องเที่ยวเพื่อคลอดบุตร (Birth Tourism) โดยตรง

 

ข้อโต้แย้งทางกฎหมายและมุมมองของนักวิเคราะห์

 

เกเบรียล ชิน ศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์จาก University of California Davis’ School of Law ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว BBC โดยระบุว่า แม้ประธานาธิบดีจะมีอำนาจจำกัดไม่ให้คนเดินทางเข้ามาเพื่อคลอดบุตรได้ แต่ หากเด็กได้คลอดออกมาในดินแดนสหรัฐฯ แล้ว ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ‘ไม่มีอำนาจทางกฎหมาย’ ที่จะชี้ว่า ‘เด็กคนนั้นไม่ใช่พลเมือง’ เนื่องจากขัดต่อบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 14 (14th Amendment) ซึ่งศาลสูงสุดเคยตัดสินคุ้มครองสิทธินี้ไว้แล้ว

 

นอกจากนี้บรรดานักเคลื่อนไหวและองค์กรเพื่อสิทธิผู้อพยพมองว่า คำสั่งใหม่นี้เป็นเพียงความพยายามหลีกเลี่ยงและฝ่าฝืนคำตัดสินของศาลสูงสุด และสหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน (ACLU) คาดการณ์ว่า คำสั่งใหม่นี้จะ ‘ล้มเหลว’ ในชั้นศาลในที่สุดเมื่อเผชิญกับการฟ้องร้องทางกฎหมาย

 

แฟ้มภาพ: Evelyn Hockstein / Reuters

 

อ้างอิง:

The post ทำไมทรัมป์เดินหน้าจำกัดสิทธิการได้สัญชาติอเมริกันโดยกำเนิดอีกครั้ง แม้ศาลสูงสุดเคยตัดสินคัดค้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี ปากีสถาน จัดตั้ง ‘ไตรภาคีความมั่นคงร่วม’ คืออะไร สำคัญอย่างไร https://thestandard.co/saudi-turkey-pakistan-defense-pact/ Sat, 08 Aug 2026 05:17:28 +0000 https://thestandard.co/saudi-turkey-pakistan-defense-pact/ ผู้นำซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และปากีสถาน ร่วมลงนามข้อตกลงป้องกันประเทศ

เมื่อวานนี้ (7 สิงหาคม) ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และปากีสถา […]

The post ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี ปากีสถาน จัดตั้ง ‘ไตรภาคีความมั่นคงร่วม’ คืออะไร สำคัญอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และปากีสถาน ร่วมลงนามข้อตกลงป้องกันประเทศ

เมื่อวานนี้ (7 สิงหาคม) ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และปากีสถาน ได้ร่วมกันลงนามในข้อตกลงป้องกันประเทศร่วมกัน โดยกำหนดให้การโจมตีสมาชิกประเทศใดประเทศหนึ่งถือเป็น ‘การคุกคามทั้งสามฝ่าย’ ภาคีความมั่นคงนี้ถูกจัดตั้งขึ้น เพื่อเสริมสร้างอำนาจต่อรองและการป้องปราม ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยภายในภูมิภาค

 

 

ข้อตกลงนี้คืออะไร มีเนื้อหาอย่างไร

 

ผู้นำทั้งสามประเทศได้ลงนามใน ‘ข้อตกลงป้องกันร่วมเมกกะ’ (Mecca Joint Defence Agreement) ซึ่งมีลักษณะเป็น ‘ไตรภาคีความมั่นคงร่วม’ (Trilateral Collective-Defence Pact) โดยพิธีลงนามนี้เกิดขึ้น ณ เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของโลกมุสลิม มีผู้ลงนามคือ โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ประธานาธิบดีตุรกี และเชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน

 

โดย ‘หลักการป้องปรามร่วมกัน’ (Collective Deterrence) คือ หัวใจสำคัญของข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งกำหนดว่า “การโจมตีด้วยอาวุธต่อประเทศสมาชิกใดประเทศหนึ่ง จะถือเป็นการโจมตีต่อทั้งสามประเทศร่วมกัน” เพื่อสร้างการป้องปรามร่วมกันต่อการรุกรานจากภายนอก

 

ไตรภาคีนี้จะส่งเสริมความร่วมมือด้านกลาโหม มุ่งพัฒนาความร่วมมือทางทหารในทุกมิติ รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง การประสานงานด้านความมั่นคง และความร่วมมือในด้านพลังงาน การผลิต และงบประมาณด้านการป้องกันประเทศร่วมกัน

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะสัญญาว่าจะสนับสนุนซึ่งกันและกัน แต่ตัวข้อตกลง ไม่มีรายละเอียดเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับภาระหน้าที่และพันธกรณีของแต่ละฝ่าย ทำให้ในทางปฏิบัติยังคงมีความซับซ้อนและไม่แน่นอนว่า หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกิดความขัดแย้งกับประเทศอื่น เช่น ปากีสถานกับอินเดีย หรือซาอุฯ กับกลุ่มฮูตี อีกสองประเทศจะต้องดำเนินการช่วยเหลือทางทหารในระดับใด

 

ทำไมข้อตกลงนี้ถึงสำคัญ?

 

หลายฝ่ายมองว่า ข้อตกลงด้านความมั่นคงนี้เป็นการรวมพลังของ 3 มหาอำนาจโลกมุสลิม เป็นการผสานจุดเด่นที่แตกต่างแต่ช่วยเกื้อหนุนกันของแต่ละประเทศอย่างลงตัว โดยซาอุดีอาระเบีย เป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกและเป็นมหาอำนาจทางการเงิน ขณะที่ตุรกีมีเทคโนโลยีทางทหารและระบบอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่ก้าวหน้า เช่น ระบบโดรนและยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย และยังมีสถานะเป็นสมาชิก NATO ด้านปากีสถานก็มีกำลังทหารที่ผ่านสมรภูมิอย่างโชกโชน และเป็นชาติมุสลิมเพียงแห่งเดียวที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง

 

ข้อตกลงนี้ลงนามท่ามกลางวิกฤตและความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นจากการที่สหรัฐฯ และอิสราเอลทำสงครามกับอิหร่าน ซึ่งที่ผ่านมาซาอุดีอาระเบียและโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันตกเป็นเป้าหมายการโจมตีจากอิหร่านและกลุ่มฮูตีบ่อยครั้ง สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ชาติในอ่าวอาหรับเริ่ม สูญเสียความเชื่อมั่นใน ‘ร่มเงาความมั่นคงจากสหรัฐฯ’ ที่เคยพึ่งพามานาน การหันมาจับมือกันเองจึงสะท้อนถึงความพยายามแสวงหาเอกราชทางยุทธศาสตร์ เพื่อไม่ให้ความมั่นคงของพวกเขาต้องขึ้นอยู่กับการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านอีกต่อไป

 

การยืนหยัดร่วมกันของสามมหาอำนาจนี้ สร้างพลังป้องปรามที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ทำให้ศัตรูต้องประเมินอย่างรอบคอบ เพราะราคาและต้นทุนของการเปิดฉากโจมตีรัฐสมาชิกจะสูงขึ้นมหาศาล อีกทั้งยังช่วยปูทางไปสู่เสถียรภาพและสันติภาพในภูมิภาค

 

ในมิติด้านผลประโยชน์จำเพาะของแต่ละประเทศนั้น ซาอุดีอาระเบียจะได้รับการคุ้มครองความปลอดภัยเพิ่มเติม และมีโอกาสพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของตัวเอง เพื่อลดการนำเข้าอาวุธราคาแพงจากสหรัฐฯ ขณะที่ ตุรกีจะได้เปิดโอกาสครั้งใหญ่ให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศในการขยายการผลิตร่วม การร่วมมือทางเทคโนโลยี และกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างรัฐไตรภาคี ทางด้าน ปากีสถาน จะได้รับพลังสนับสนุนทางการเงินจากซาอุฯ และพันธมิตรทางทหารที่แข็งแกร่งอย่างตุรกี โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีความตึงเครียดกับอินเดีย พร้อมทั้งยกระดับบทบาททางการทูตในเวทีโลก

 

แต่ละฝ่ายมอง ‘ไตรภาคี’ นี้อย่างไร

 

เจ้าหน้าที่ของตุรกีระบุว่าข้อตกลงนี้ “เป็นไปเพื่อการป้องกันตนเองอย่างแท้จริง” ขณะที่ทางซาอุดีอาระเบียชี้แจงว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะสร้าง ‘แกนทหาร’ หรือ ‘กลุ่มนิกายศาสนา’ และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับความทะเยอทะยานทางนิวเคลียร์หรือการแข่งขันสะสมอาวุธ

 

ทางด้าน เอิซกูร์ อึนลูฮิซาร์จีคลี ผู้อำนวยการภูมิภาคตุรกีของสถาบัน German Marshall Fund แห่งสหรัฐฯ วิเคราะห์ว่า นี่คือความพยายามแสวงหา ‘ความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์’ ที่เพิ่มขึ้น ในช่วงเวลาที่ความเชื่อมั่นในระเบียบความมั่นคงเดิมที่เคยมีอยู่เริ่มเสื่อมสลายลง

 

อึนลูฮิซาร์จีคลียังอธิบายว่า ข้อตกลงนี้ไม่ควรนำไปเปรียบเทียบกับสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันในลักษณะเดียวกับ NATO แต่เป็นเพียง “กรอบการทำงานสำหรับการประสานงานเชิงยุทธศาสตร์ การทหาร และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่ใกล้ชิดกันมากขึ้น” โดยทั้งสามประเทศมีมุมมองร่วมกันในการให้ความสำคัญกับเสถียรภาพที่มี ‘รัฐเป็นศูนย์กลาง’ (State-Centric View) ทั้งหมดมองว่า รัฐบาลกลางที่เข้มแข็ง บูรณภาพแห่งดินแดน และสถาบันรัฐที่ทำงานได้ คือรากฐานของความสงบเรียบร้อย ในขณะที่มองว่า การแตกแยกของรัฐ ความขัดแย้งในประเทศ และการเพิ่มขึ้นของอิทธิพลของกลุ่มกองกำลังที่ไม่ใช่รัฐ (Non-State Actors) เป็นบ่อเกิดของความไม่มั่นคงในระยะยาว

 

ขณะที่เสียงสะท้อนจากฟากฝั่งอิหร่าน เอบราฮิม เรซาอี คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งชาติของรัฐสภาอิหร่าน มองว่าข้อตกลงนี้เป็นเพียง ‘กระดาษแผ่นเดียว’ ที่ไม่สามารถมอบความปลอดภัยที่แท้จริงให้ซาอุดีอาระเบียได้ เหมือนกับที่การพึ่งพาสหรัฐฯ ฝ่ายเดียวมาหลายปีก็ไม่ได้ช่วยให้ซาอุฯ ปลอดภัยขึ้น พร้อมเสนอแนะให้ซาอุฯ ปรับปรุงนโยบายของตนเองแทนที่จะไปร้องขอความมั่นคงจากผู้อื่น

 

แม้ว่ารัฐบาลอิสราเอลจะยังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ แต่นักวิเคราะห์และผู้สังเกตการณ์บางส่วนในสหรัฐฯ และอิสราเอลมองไตรภาคีนี้ว่าเป็น ‘กลุ่มรัฐซุนนีที่ต่อต้านอิสราเอล’ โดยเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สื่ออย่าง Al Jazeera ระบุว่า นัฟทาลี เบนเนตต์ อดีตนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เคยแสดงความกังวลต่อท่าทีของตุรกีที่กำลังพยายามเบี่ยงเบนซาอุดีอาระเบียให้ออกห่างจากอิสราเอล เพื่อสร้างแกนพันธมิตรซุนนีที่เป็นปฏิปักษ์ร่วมกับปากีสถาน

 

ความแตกต่างในการตีความข้อตกลงนี้ชี้ให้เห็นว่า ‘ไตรภาคีความมั่นคงร่วม’ นี้ จะกลายเป็นกลไกสร้างเสถียรภาพที่ยั่งยืนผ่านการป้องปรามและการทูต หรือจะเป็นชนวนเหตุที่กระตุ้นให้เกิดการแบ่งขั้วอำนาจและการเผชิญหน้าระลอกใหม่ในภูมิภาค ยังคงเป็นคำถามเชิงยุทธศาสตร์ที่สั่นสะเทือนระเบียบความมั่นคงเดิมและต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดนับจากนี้

 

ภาพ: Saudi Press Agency / Handout via Reuters

 

อ้างอิง:

The post ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี ปากีสถาน จัดตั้ง ‘ไตรภาคีความมั่นคงร่วม’ คืออะไร สำคัญอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ส่งหนังสือชี้แจงถึงข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน กรณีรายงาน UN ‘คลาดเคลื่อน-ไม่เป็นธรรม’ https://thestandard.co/thailand-un-human-rights-report-clarification/ Sat, 08 Aug 2026 03:36:03 +0000 https://thestandard.co/thailand-un-human-rights-report-clarification/ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการก […]

The post สีหศักดิ์ส่งหนังสือชี้แจงถึงข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน กรณีรายงาน UN ‘คลาดเคลื่อน-ไม่เป็นธรรม’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ส่งหนังสือลงวันที่ 7 สิงหาคม 2026 ถึง โวลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN High Commissioner for Human Rights) เพื่อชี้แจงและแสดงความผิดหวังอย่างยิ่งต่อ ‘แถลงการณ์สรุปการปฏิบัติภารกิจ’ (End of Mission Statement) ของ ทอม แอนดรูวส์ ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา

 

 

สรุปประเด็นสำคัญจากการชี้แจงและเอกสารแนบ มีรายละเอียดดังนี้

 

ข้อคัดค้านต่อบทบาทและการทำงานของผู้รายงานพิเศษ (Special Rapporteur)

 

ประเทศไทยเห็นว่าแถลงการณ์ดังกล่าวมีการกล่าวหาไทยหลายประการ ซึ่งถือว่า ‘เกินกว่าขอบเขตหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย’ จากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Human Rights Council: HRC) ที่ควรเน้นไปที่สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชาเป็นหลัก

 

รายงานฉบับนี้มีข้อมูลที่บิดเบือนและไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน อีกทั้งยังถูกนำไปใช้ขยายความเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของกลุ่มที่เกี่ยวข้อง โดยผู้รายงานพิเศษไม่ได้เปิดโอกาสและเวลาที่เพียงพอให้ไทยได้นำเสนอข้อเท็จจริงและมุมมองก่อนที่จะเผยแพร่แถลงการณ์และจัดแถลงข่าว ซึ่งขัดต่อประมวลจริยธรรม (Code of Conduct) ของกลไกพิเศษ (Special Procedures) ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วย ‘ความเป็นกลาง’ เป็นมืออาชีพ และมีการเจรจาที่สร้างสรรค์ ทั้งที่ไทยได้ให้ข้อมูลข้อเท็จจริงแก่สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนฯ (OHCHR) ผ่านช่องทางที่เป็นทางการมาโดยตลอด

 

การชี้แจงกรณีความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา

 

ในเอกสารชี้แจงระบุว่า ความขัดแย้งและผลกระทบต่างๆ ‘ไม่ได้เริ่มจากฝ่ายไทย’ แต่เป็นผลมาจากการที่กัมพูชาเข้าโจมตีเป้าหมายพลเรือนและโรงพยาบาลในฝั่งไทยอย่างไร้ทิศทางและไม่มีการยั่วยุก่อนเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2025 ส่งผลให้พลเรือนไทยเสียชีวิต บาดเจ็บ และประชาชนหลายแสนคนต้องอพยพหนีภัย ซึ่งเหตุการณ์ความสูญเสียของไทยนี้ไม่ได้รับการสะท้อนไว้ในแถลงการณ์ของผู้รายงานพิเศษเลย

 

การโต้แย้งข้อมูลตัวเลขและข้อเท็จจริงในเอกสารแนบ

 

กรณีตัวเลขผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ (IDPs) ในกัมพูชาจำนวน 650,000 คน ข้อเท็จจริงคือ ส่วนหนึ่งของตัวเลขนี้เป็นชาวกัมพูชาที่เคยเข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวที่ไทยเคยเปิดให้เพื่อมนุษยธรรมในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ทว่าแม้สถานการณ์จะคลี่คลายลงแล้วและไทยได้ทักท้วงอย่างเป็นทางการหลายครั้ง บุคคลเหล่านี้กลับไม่ยอมเดินทางกลับกัมพูชา จึงถือเป็นผู้บุกรุกดินแดนไทยและไม่ตรงตามนิยามของผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ

 

ส่วนตัวเลขแรงงานกัมพูชา 900,000 คนที่เดินทางกลับประเทศนั้น จำนวนดังกล่าวรวมถึงทั้งแรงงานที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย ซึ่งเดินทางกลับประเทศกัมพูชา ‘โดยสมัครใจ’ ตามการเรียกร้องของรัฐบาลกัมพูชาเอง โดยรัฐบาลไทยยึดมั่นในความปลอดภัยของแรงงานต่างด้าวเสมอมา และไม่มีนโยบายขับไล่แรงงานเหล่านี้ออกจากประเทศ

 

ไทยเห็นว่าไม่ควรนำ ‘สิทธิในการเดินทางกลับ’ (Right of return) มาใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองหรือการโฆษณาชวนเชื่อ และรัฐบาลกัมพูชาต้องเป็น ‘ผู้รับผิดชอบ’ ในการดูแล ปกป้องพลเมืองของตนเองที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงจัดหาปัจจัยพื้นฐาน เช่น ที่พัก อาหาร น้ำสะอาด สุขาภิบาล และสาธารณสุข

 

ท่าทีและความร่วมมือในอนาคต

 

ไทยยืนยันความร่วมมือกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนฯ และกลไกพิเศษภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC) อย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้

 

ไทยพร้อมที่จะมองไปข้างหน้าและฟื้นฟูความสัมพันธ์กับกัมพูชา แต่กัมพูชาต้อง ‘ให้ความร่วมมืออย่างจริงใจ’ โดยทั้งสองฝ่ายควรปฏิบัติตาม ‘แถลงการณ์ร่วม’ (Joint Statement) ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2025 อย่างเคร่งครัด เพื่อลดความตึงเครียด ละเว้นการยั่วยุ และสร้างความเข้าใจอันดีในการแก้ปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธีผ่าน ‘กลไกทวิภาคี’

 

ทางด้าน ใจไทย อุปการนิติเกษตร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศได้ชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้ โดยระบุว่า ที่ผ่านมา ไทยให้ความสำคัญและให้ความร่วมมือกับผู้เสนอรายงานพิเศษด้านสิทธิมนุษยชนในด้านต่างๆ ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนทั้งหมดกว่า 40 คน โดยปัจจุบันไทยก็เป็นประเทศสมาชิกของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC) ด้วย ซึ่งที่ประชุม HRC มีหน้าที่รับรองการแต่งตั้งผู้เสนอรายงานพิเศษดังกล่าว

 

การออกแถลงการณ์และการชี้แจงของไทยก่อนหน้านี้เป็นเรื่องของหลักการและการนำเสนอข้อเท็จจริง สืบเนื่องจากแถลงการณ์ของผู้เสนอรายงานพิเศษฯ ที่พาดพิงถึงประเทศไทยอย่าง ‘ไม่เป็นธรรม’ ซึ่งนอกจาก จะเป็นการดำเนินการนอกเหนือหน้าที่แล้ว ยังมีข้อมูลที่บิดเบือนและไม่มีการตรวจสอบอย่างรอบด้าน

 

อธิบดีกรมสารนิเทศยังระบุว่า ก่อนหน้านี้ ไทยไม่ได้ต้องการลงรายละเอียดเรื่องการทำงานของผู้เสนอรายงานพิเศษฯ อย่างไรก็ดี เมื่อผู้เสนอรายงานพิเศษฯ ออกมาเผยแพร่ความเห็นส่วนบุคคลที่ยังคงนำเสนอข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน และไม่รอบด้านเช่นนี้อีกครั้ง จึงยิ่งทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับแนวทางและความเหมาะสมของการทำงานของผู้เสนอรายงานพิเศษฯ ดังกล่าวที่ ‘ไม่สอดคล้อง’ กับประมวลจรรยาบรรณของกลไกพิเศษและผู้ถืออาณัติของ HRC

 

ข้อเท็จจริงคือ ไทยได้มีคำชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นสิทธิมนุษยชนในบริบทสถานการณ์ไทย-กัมพูชาแล้วก่อนหน้านี้ โดยตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2026 เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสำนักงานสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ได้มีหนังสือถึงสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ซึ่งได้บันทึกและเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวทางเว็บไซต์อย่างเป็นทางการด้วยแล้ว

 

แต่ผู้เสนอรายงานพิเศษฯ ไม่ได้นำข้อมูลมาประกอบการจัดทำแถลงการณ์สิ้นสุดภารกิจ (End of Mission Statement) ภายหลังการเยือนกัมพูชา อีกทั้งไม่ได้ประสานงานอย่างเป็นทางการหรือปรึกษาหารือกับไทยในฐานะประเทศที่ถูกพาดพิง ทั้งนี้ ตามที่ผู้เสนอรายงานพิเศษฯ อ้างว่ามีการส่งร่างรายงานในส่วนที่เกี่ยวกับประเทศไทยให้ทางการไทยล่วงหน้าแล้วนั้น เป็นเพียงการส่งอีเมลร่างข้อความบางส่วน ซึ่งผิดวิสัยและไม่เป็นไปตามแนวทางการสื่อสารของกลไกผู้เสนอรายงานพิเศษฯ อีกทั้งเมื่อฝ่ายไทยได้ตอบอีเมลเพื่อสอบถามความชัดเจนเพิ่มเติม ฝ่ายผู้เสนอรายงานพิเศษฯ ก็ไม่ได้ตอบกลับแต่อย่างใด

 

วิธีการทำงานของผู้เสนอรายงานพิเศษฯ ดังกล่าวสะท้อนความไม่เป็นมืออาชีพ ไม่เป็นกลาง ไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงและมุมมองจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านและครอบคลุมก่อนการนำเสนอ และไม่ให้เกียรติประเทศไทยในฐานะประเทศที่ถูกพาดพิง การทำงานลักษณะนี้ย่อมสามารถถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองได้ ทั้งนี้ ไทยได้มีหนังสือถึงประธาน HRC และข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเพื่อแสดงข้อห่วงกังวล และจะหยิบยกประเด็นนี้ในที่ประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนฯ

 

แฟ้มภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา / THE STANDARD

 

อ้างอิง:

The post สีหศักดิ์ส่งหนังสือชี้แจงถึงข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน กรณีรายงาน UN ‘คลาดเคลื่อน-ไม่เป็นธรรม’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ย้อนเหตุกราดยิงในโรงเรียนต่างประเทศ ที่ผู้ก่อเหตุเป็นนักเรียน https://thestandard.co/school-shootings-student-perpetrators/ Fri, 07 Aug 2026 13:31:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1239629 ภาพรวมเหตุการณ์กราดยิงในโรงเรียนต่างประเทศที่ผู้ก่อเหตุเป็นนักเรียน

เหตุกราดยิงในโรงเรียนและสถานศึกษาเกิดขึ้นบ่อยครั้งในหลา […]

The post ย้อนเหตุกราดยิงในโรงเรียนต่างประเทศ ที่ผู้ก่อเหตุเป็นนักเรียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรวมเหตุการณ์กราดยิงในโรงเรียนต่างประเทศที่ผู้ก่อเหตุเป็นนักเรียน

เหตุกราดยิงในโรงเรียนและสถานศึกษาเกิดขึ้นบ่อยครั้งในหลายประเทศทั่วโลกตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา และมีหลายกรณีที่ผู้ก่อเหตุเป็น ‘นักเรียน’ ที่อายุยังน้อย

 

 
 

โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นภายในโรงเรียนซึ่งควรเป็นพื้นที่ปลอดภัย ก่อให้เกิดคำถามมากมาย รวมถึงปัจจัยที่นำไปสู่เหตุการณ์เหล่านี้ ทั้งเรื่องการเข้าถึงอาวุธปืน แรงจูงใจ เช่นสภาพแวดล้อมทางสังคม การกลั่นแกล้ง ปัญหาสุขภาพจิต ตลอดจนคำถามเรื่องระบบป้องกันและการรับมือของสถานศึกษา

 

THE STANDARD ชวนย้อนดูตัวอย่างเหตุกราดยิงในโรงเรียนจากต่างประเทศที่ผู้ก่อเหตุเป็นนักเรียน เพื่อทำความเข้าใจรูปแบบของเหตุการณ์เหล่านี้ และชวนตั้งคำถามต่อว่า สังคมและโรงเรียนควรเรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั่วโลก เพื่อป้องกันไม่ให้ความรุนแรงเกิดขึ้นอีก

 

เหตุกราดยิงโรงเรียนมัธยมโคลัมไบน์

 

ภาพรวมเหตุการณ์กราดยิงในโรงเรียนต่างประเทศที่ผู้ก่อเหตุเป็นนักเรียน 1

 

วันที่ 20 เมษายน 1999 เอริค แฮร์ริส และดีแลน เคลโบลด์ สองนักเรียนมัธยมปลาย ก่อเหตุสะเทือนขวัญด้วยการพกอาวุธปืนและระเบิด เข้าไปก่อเหตุกราดยิงและพยายามวางระเบิดภายในโรงเรียนมัธยมโคลัมไบน์ ในเมืองโคลัมไบน์ รัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา โดยสังหารนักเรียน 13 คน และครู 1 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 23 คน ก่อนที่มือปืนทั้งสองจะยิงตัวตาย

 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถือเป็นเหตุกราดยิงครั้งใหญ่ที่สุดในโรงเรียนระดับมัธยมปลายในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลกระทบทำให้เกิดการเลียนแบบมากกว่า 70 ครั้ง

 

โดยแฮร์ริสและเคลโบลด์ วางแผนก่อเหตุมาประมาณ 1 ปี โดยตั้งใจให้โจมตีด้วยการวางระเบิดเป็นหลัก แต่ตัดสินใจเริ่มการโจมตีด้วยปืนหลังจากระเบิดที่ประดิษฐ์ขึ้นเองไม่ทำงาน

 

แรงจูงใจในการก่อเหตุของพวกเขายังคงไม่มีการยืนยันแน่ชัด โดย FBI สรุปว่าทั้งสองมีอาการป่วยทางจิต แฮร์ริสมีภาวะต่อต้านสังคม และเคลโบลด์เป็นโรคซึมเศร้า ขณะที่สื่อคาดเดาในหลายประเด็นที่อาจเป็นแรงจูงใจในการก่อเหตุ ทั้งการแก้แค้นจากการถูกกลั่นแกล้ง การถูกสังคมปฏิเสธ

 

เหตุการณ์นี้ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของตำรวจ ที่เข้าไปในโรงเรียนช้าและไม่เข้าแทรกแซงระหว่างที่มือปืนเปิดฉากกราดยิง และจุดประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับวัฒนธรรมปืนของอเมริกาและกฎหมายควบคุมปืน โดยหลังเกิดเหตุ ส่งผลให้ทางการสหรัฐฯ นำยุทธวิธีปฏิบัติการฉับพลัน (IARD) มาใช้รับมือในสถานการณ์ที่มีผู้ก่อเหตุกราดยิง

 

เหตุกราดยิงโรงเรียนมัธยมโจเกลา

 

ภาพรวมเหตุการณ์กราดยิงในโรงเรียนต่างประเทศที่ผู้ก่อเหตุเป็นนักเรียน 2

 

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2007 เกิดเหตุกราดยิงครั้งใหญ่ที่โรงเรียนมัธยมโจเกลา ในเมืองโจเกลา จังหวัดทูซูลา ประเทศฟินแลนด์ มือปืนคือ เป็กกา เอริค อูวิเนน นักเรียน 18 ปี เข้าไปในโรงเรียนในเช้าวันนั้นพร้อมอาวุธปืนพกแบบกึ่งอัตโนมัติ ก่อนเปิดฉากกราดยิงและสังหารคนในโรงเรียนไป 8 คน และมีผู้บาดเจ็บ 13 คน โดย 1 คนถูกยิงและ 12 คน ถูกเศษกระจกกระเด็นใส่ ก่อนที่อูวิเนนจะยิงตัวเองที่ศีรษะและเสียชีวิตที่โรงพยาบาล

 

เหตุกราดยิงครั้งนี้ เป็นเหตุกราดยิงในโรงเรียนครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ของฟินแลนด์ โดยเหยื่อส่วนใหญ่เป็นนักเรียนและครูใหญ่

 

ตำรวจพบปลอกกระสุนทั้งหมด 75 ปลอกและกระสุนที่ยังไม่ได้ใช้ 327 นัดในที่เกิดเหตุ พบของเหลวไวไฟถูกเทลงบนผนังและพื้นของอาคารเรียนชั้นสอง ซึ่งบ่งชี้ว่ามือปืนพยายามวางเพลิงโรงเรียน และยังพบจดหมายลาตายของเขาด้วย

 

จากการตรวจสอบพบว่าอูวิเนนมีการเตรียมพร้อมก่อนลงมือ โดยได้ใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืน ก่อนจะซื้ออาวุธปืนและกระสุนก่อนลงมือก่อเหตุเพียง 5 วัน

 

โดยก่อนก่อเหตุ อูวิเนนได้อัปโหลดไฟล์ภาพและเอกสารข้อความไปยังอินเทอร์เน็ต โดยข้อความที่ยาวที่สุดคือแถลงการณ์ของ Natural Selector ซึ่งอูวิเนนอธิบายความคิดและเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจก่อเหตุกราดยิง ว่าต้องการให้การโจมตีของเขาถูกมองว่าไม่ใช่เพียงแค่การกราดยิงในโรงเรียน แต่เป็นการก่อการร้ายโดยตรง ขณะที่มีรายงานว่าเขามักถูกรังแกที่โรงเรียน

 

เหตุกราดยิงโรงเรียนมัธยมในพาร์คแลนด์

 

ภาพรวมเหตุการณ์กราดยิงในโรงเรียนต่างประเทศที่ผู้ก่อเหตุเป็นนักเรียน 3

 

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2018 เกิดเหตุกราดยิงที่โรงเรียนมาร์จอรี สโตนแมน ดักลาส ไฮสคูล ในเมืองพาร์คแลนด์ รัฐฟลอริดา โดยมือปืนคือนิโคลัส ครูซ วัย 19 ปี อดีตนักเรียนที่ถูกไล่ออกในปี 2017

 

ครูซเปิดฉากยิงใส่นักเรียนและเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนจนทำให้มีผู้เสียชีวิต 17 คน เป็นนักเรียน 14 คน และเจ้าหน้าที่โรงเรียน 3 คน และมีผู้บาดเจ็บอีก 17 คน ก่อนที่เขาจะหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุโดยการปะปนไปกับนักเรียน แต่ถูกจับกุมได้ในเมืองคอรัลสปริงส์ที่อยู่ใกล้เคียงโดยไม่มีเหตุการณ์รุนแรงใดๆ โดยเขายอมรับสารภาพผิดในทุกข้อกล่าวหาและถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีการพักการลงโทษ

 

เหตุการณ์นี้เป็นเหตุกราดยิงครั้งใหญ่ที่สุดในโรงเรียนมัธยมในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา โดยทางการท้องถิ่นถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ทั้งจากการที่ไม่ดำเนินการตามคำเตือนหลายครั้งเกี่ยวกับครูซ แม้ว่าเขาจะมีประวัติการข่มขู่คุกคามมายาวนาน

 

ครูซ ถูกรับเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมตั้งแต่แรกเกิด ก่อนที่พ่อบุญธรรมของเขาจะเสียชีวิตขณะที่เขาอายุ 5 ขวบ และแม่บุญธรรมของเขาเสียชีวิตขณะที่เขาอายุ 19 ปี ซึ่งเป็นเวลาสามเดือนก่อนเกิดเหตุกราดยิง

 

เขามีปัญหาด้านพฤติกรรมมาตั้งแต่ก่อนวัยเรียนและถูกย้ายโรงเรียนถึงหกครั้งในสามปี ก่อนจะกลับไปเรียนที่โรงเรียนมัธยมสโตนแมนดักลาสแต่ถูกไล่ออกในปี 2017 ด้วยเหตุผลทางวินัย

 

อดีตเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งกล่าวว่า ครูซมีปัญหาเรื่องการควบคุมอารมณ์โกรธ และมักจะพูดเล่นเกี่ยวกับปืนและความรุนแรงจากปืน ซึ่งรวมถึงการขู่ว่าจะกราดยิงในสถานที่ต่างๆ โดยแรงจูงใจในการก่อเหตุ หลายคนเชื่อว่าเป็นการแก้แค้นจากการถูกสังคมปฏิเสธ แต่ฝ่ายครูซอ้างความผิดปกติของสมองที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์และภาวะซึมเศร้า และพยายามก่อเหตุเพื่อทำลายวันวาเลนไทน์

 

เหตุกราดยิงโรงเรียนมัธยมทัมเบลอร์ ริดจ์

 

ภาพรวมเหตุการณ์กราดยิงในโรงเรียนต่างประเทศที่ผู้ก่อเหตุเป็นนักเรียน 4

 

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2026 เกิดเหตุกราดยิงขึ้นที่โรงเรียนมัธยมทัมเบลอร์ ริดจ์ ในเมืองทัมเบลอร์ ริดจ์ รัฐบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา โดยในช่วงบ่ายวันนั้น เจสซี ฟาน รูทเซลาร์ หญิงข้ามเพศ ได้ลงมือฆ่าแม่และน้องชายต่างแม่ของเธอที่บ้าน ก่อนที่จะมุ่งหน้าไปยังโรงเรียนมัธยมทัมเบลอร์ ริดจ์ พร้อมกับอาวุธปืนไรเฟิล และสังหารผู้คน 6 คน ในโรงเรียน และมีผู้บาดเจ็บอีก 27 คน ก่อนที่จะฆ่าตัวตาย โดยฟาน รูทเซลาร์ เป็นอดีตนักเรียนของโรงเรียนแห่งนี้

 

เหตุการณ์นี้เป็นเหตุกราดยิงครั้งใหญ่ที่สุดในแคนาดานับตั้งแต่เหตุการณ์กราดยิงที่รัฐโนวาสโกเชียในปี 2020 และเป็นเหตุกราดยิงในโรงเรียนที่ร้ายแรงที่สุดในแคนาดานับตั้งแต่เหตุการณ์ที่โรงเรียนเอโคล โพลีเทคนิคในปี 1989

 

จากการตรวจสอบพบว่าฟาน รูทเซลาร์ ลาออกจากโรงเรียนประมาณสี่ปีก่อนเกิดเหตุ โดยทางการยังอยู่ระหว่าง

 

การสืบสวนแรงจูงใจในการก่อเหตุ ซึ่งไม่มีข้อมูลใดบ่งชี้ว่าเป็นเพราะถูกกลั่นแกล้งที่โรงเรียนหรือไม่ ขณะที่ข้อมูลในโลกออนไลน์ พบว่าเธอสนใจในอาวุธปืน และเคยโพสต์ข้อความทางโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับการใช้ยาเสพติดและการรักษาอาการซึมเศร้า

The post ย้อนเหตุกราดยิงในโรงเรียนต่างประเทศ ที่ผู้ก่อเหตุเป็นนักเรียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยูนิเซฟ ประเทศไทย ออกแถลงการณ์เสียใจ เหตุกราดยิงที่เทพศิรินทร์ นนทบุรี ชี้โรงเรียนควรเป็นพื้นที่ปลอดภัย https://thestandard.co/unicef-thailand-school-shooting/ Fri, 07 Aug 2026 10:12:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1239506 แถลงการณ์ของยูนิเซฟ ประเทศไทย เกี่ยวกับความปลอดภัยในโรงเรียน

องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อผ […]

The post ยูนิเซฟ ประเทศไทย ออกแถลงการณ์เสียใจ เหตุกราดยิงที่เทพศิรินทร์ นนทบุรี ชี้โรงเรียนควรเป็นพื้นที่ปลอดภัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
แถลงการณ์ของยูนิเซฟ ประเทศไทย เกี่ยวกับความปลอดภัยในโรงเรียน

องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บ ครู นักเรียน ครอบครัว และทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์กราดยิงที่ โรงเรียนเทพศิรินทร์ จังหวัดนนทบุรีในวันนี้ (7 สิงหาคม) โดยชี้ว่าเป็นโศกนาฏกรรมที่สร้างความสะเทือนใจอย่างยิ่ง เนื่องจากโรงเรียนควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้และเติบโตของเด็กทุกคน พร้อมส่งกำลังใจไปยังผู้ที่ได้รับผลกระทบทุกคนจากเหตุการณ์ครั้งนี้

 

ในแถลงการณ์ระบุว่า “ยูนิเซฟไม่ยอมรับความรุนแรงในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะความรุนแรงที่เกิดขึ้นในโรงเรียนและบริเวณโดยรอบ โรงเรียนและพื้นที่การเรียนรู้ทุกแห่งควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างไม่มีเงื่อนไข ที่เด็กทุกคนสามารถเรียนรู้ มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ พ่อแม่และผู้ปกครองไม่ควรต้องกังวลเมื่อต้องส่งบุตรหลานไปโรงเรียน เด็กทุกคนไม่ควรรู้สึกว่าตนเองตกอยู่ในความเสี่ยงภายในห้องเรียน และครูทุกคนควรสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างปลอดภัย”

 

ยูนิเซฟยังเรียกร้องว่า สิ่งสำคัญในเวลานี้คือ เด็ก ครู ผู้ปกครอง และบุคลากรทางการศึกษาที่ประสบหรืออยู่ในเหตุการณ์ จำเป็นต้องได้รับการดูแลและเยียวยาทั้งด้านร่างกายและจิตใจอย่างเร่งด่วน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว พร้อมกันนี้ยูนิเซฟยืนยันว่าจะยืนเคียงข้างและสนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โรงเรียน และครอบครัวอย่างเต็มกำลัง

 

รายงานระบุว่าผู้ก่อเหตุเป็นเด็ก ซึ่งสะท้อนคำถามสำคัญที่สังคมจำเป็นต้องร่วมกันหาคำตอบ เมื่อข้อเท็จจริงต่างๆ ปรากฏชัดขึ้น ยูนิเซฟเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันทบทวนว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และจะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีกได้อย่างไร ทั้งผ่านการเสริมสร้างบริการด้านสุขภาพจิตสำหรับเด็กในโรงเรียน และการทำให้โรงเรียนทุกแห่งปลอดจากความรุนแรงทุกรูปแบบ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ

 

ยูนิเซฟยังขอความร่วมมือจากประชาชน ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ และสื่อมวลชนงดเผยแพร่หรือส่งต่อภาพและวิดีโอที่มีเนื้อหารุนแรงเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว เนื่องจากอาจยิ่งซ้ำเติมบาดแผลทางจิตใจของผู้ได้รับผลกระทบ ครอบครัว และชุมชนโรงเรียนในวงกว้าง โดยระบุด้วยว่า ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญสูงสุดกับการคุ้มครองสิทธิ ความเป็นส่วนตัว และสวัสดิภาพของทุกคนในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

The post ยูนิเซฟ ประเทศไทย ออกแถลงการณ์เสียใจ เหตุกราดยิงที่เทพศิรินทร์ นนทบุรี ชี้โรงเรียนควรเป็นพื้นที่ปลอดภัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
คต. จับมือ สสว. เปิดเกมรุกจัด ‘Thai Tapioca Nexus 2026’ เสริมความแข็งแกร่ง ยกระดับความเชื่อมั่นมันสำปะหลังไทยในตลาดโลก https://thestandard.co/thai-tapioca-nexus-global/ Fri, 07 Aug 2026 10:09:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1239520 ภาพผู้บริหารกรมการค้าต่างประเทศและ สสว. ในงานแถลงข่าว Thai Tapioca Nexus 2026

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) ร่วมกับ สำน […]

The post คต. จับมือ สสว. เปิดเกมรุกจัด ‘Thai Tapioca Nexus 2026’ เสริมความแข็งแกร่ง ยกระดับความเชื่อมั่นมันสำปะหลังไทยในตลาดโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหารกรมการค้าต่างประเทศและ สสว. ในงานแถลงข่าว Thai Tapioca Nexus 2026

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ประกาศความพร้อมจัดงานใหญ่ ‘Thai Tapioca Nexus 2026’ ระหว่างวันที่ 13 – 14 สิงหาคม 2569 ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของ สสว. เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยสู่เวทีการค้าโลก ผ่านการเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือของทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ไปจนถึงผู้นำเข้าและผู้ซื้อศักยภาพสูงจากทั่วโลก มุ่งสร้างโอกาสทางการค้า เสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน และตอกย้ำความเชื่อมั่นในคุณภาพและมาตรฐานของมันสำปะหลังไทยในตลาดโลก

ดูภาพข่าว 

อารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า งาน ‘Thai Tapioca Nexus 2026’ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘มันสำปะหลังไทย เชื่อมความเชื่อมั่นสู่สากล’ (NEXUS TO THE NEXT GLOBAL) เพื่อตอกย้ำศักยภาพและความพร้อมของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทย ในฐานะแหล่งวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ สามารถตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมต่อเนื่องได้หลากหลาย ทั้งอุตสาหกรรมอาหาร อาหารสัตว์ ยา กระดาษ บรรจุภัณฑ์ พลังงาน ตลอดจนอุตสาหกรรมชีวภาพและผลิตภัณฑ์นวัตกรรมแห่งอนาคต พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมให้สอดรับกับทิศทางการค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

 

อารดา กล่าวว่า การจัดงานในวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ณ ห้องนภาลัย แกรนด์ บอลรูม โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ จะมีกิจกรรมไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ การประชุมสัมมนาเชิงวิชาการในหัวข้อ ‘มันสำปะหลังไทยสู่เวทีโลก: เสริมความมั่นคงของอุปทาน สร้างนวัตกรรม เปิดประตูสู่โอกาสการค้า’ และหัวข้อ ‘Shaping the Future of Tapioca: Advances in Breeding, Starch Innovation, Industrial Applications, and Sustainability’

 

โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากทั้งไทยและต่างประเทศร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนมุมมอง และนำเสนอทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมมันสำปะหลังในอนาคต

 

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการนำเสนอศักยภาพ พัฒนาการและนวัตกรรมของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ สำหรับกิจกรรมในวันที่ 14 สิงหาคม 2569 จะเป็นกิจกรรมศึกษาดูงานสำหรับคณะผู้นำเข้าจากต่างประเทศเพื่อเยี่ยมชมกระบวนการแปรรูปแป้งมันสำปะหลัง การพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ตลอดจนการใช้มันสำปะหลังมาเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพ มาตรฐานการผลิต และศักยภาพของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย พร้อมต่อยอดสู่ความร่วมมือและโอกาสทางการค้าอย่างยั่งยืน

 

“Thai Tapioca Nexus 2026 ไม่ใช่เพียงเวทีแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทย แต่คือ เวทีสำคัญที่มุ่ง ‘เชื่อมคู่ค้า เชื่อมโอกาส เชื่อมอนาคต’ เพื่อขยายการค้า สร้างมูลค่าเพิ่ม และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน กรมฯ เชื่อมั่นว่า พลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนจะเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย และตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของโลก” อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศกล่าว

 

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน Thai Tapioca Nexus 2026 สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองบริหารการค้าสินค้าทั่วไป กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โทรศัพท์ 02-547-4801 หรือทางอีเมล [email protected]

 

 

ภาพผู้บริหารกรมการค้าต่างประเทศและ สสว. ในงานแถลงข่าว Thai Tapioca Nexus 2026 1ภาพผู้บริหารกรมการค้าต่างประเทศและ สสว. ในงานแถลงข่าว Thai Tapioca Nexus 2026 2ภาพผู้บริหารกรมการค้าต่างประเทศและ สสว. ในงานแถลงข่าว Thai Tapioca Nexus 2026 3

The post คต. จับมือ สสว. เปิดเกมรุกจัด ‘Thai Tapioca Nexus 2026’ เสริมความแข็งแกร่ง ยกระดับความเชื่อมั่นมันสำปะหลังไทยในตลาดโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมไทยมีปืนมากที่สุดในอาเซียน? แกะ ‘วัฒนธรรมปืน’ เมื่อระบบควบคุมมีช่องโหว่ และปืนเถื่อนเข้าถึงง่าย https://thestandard.co/thailand-asean-gun-culture-loopholes/ Fri, 07 Aug 2026 10:05:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1239504 ภาพประกอบแสดงถึงปัญหาอาวุธปืนในประเทศไทย

เหตุกราดยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ จังหวัดนนทบุรี ทำให […]

The post ทำไมไทยมีปืนมากที่สุดในอาเซียน? แกะ ‘วัฒนธรรมปืน’ เมื่อระบบควบคุมมีช่องโหว่ และปืนเถื่อนเข้าถึงง่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงถึงปัญหาอาวุธปืนในประเทศไทย

เหตุกราดยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ จังหวัดนนทบุรี ทำให้ปัญหาอาวุธปืนในไทยกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง เมื่อสื่อต่างประเทศอย่าง Channel News Asia (CNA) และ CNN หยิบข้อมูลในปี 2017 จาก Small Arms Survey ว่า ไทยมีอาวุธปืนในมือพลเรือนราว 10 ล้านกระบอก หรือประมาณ 1 กระบอกต่อประชากร 7 คน

 

 
 

ประเด็นนี้เคยถูกตั้งคำถามมาแล้ว หลังเกิดเหตุสังหารหมู่ที่ศูนย์เด็กเล็ก จังหวัดหนองบัวลำภูในปี 2022 โดย TIME หยิบคำว่า ‘วัฒนธรรมปืน’ (Gun Culture) มาอธิบายปัญหาในไทย พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ไทยมีปืนในมือพลเรือนจำนวนมาก ขณะที่ประเทศมีกฎหมายควบคุมการซื้อและครอบครองปืนอยู่แล้ว แต่ปัญหาก็ยังเกิดขึ้นอยู่ดี

 

น่าสนใจว่า จำนวนปืน 10 ล้านกระบอกในมือพลเรือน ยังทำให้ไทยแตกต่างจากหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างชัดเจน หลังผลสำรวจพบว่า ประเทศเพื่อนบ้านมีจำนวนปืนและอัตราการครอบครองปืนของพลเรือนต่ำกว่าไทยมาก ขณะที่ปืนในไทยราว 4 ใน 10 กระบอกถูกประเมินว่า ไม่ได้อยู่ในระบบทะเบียน

 

ข้อมูลดังกล่าวจึงนำไปสู่คำถามว่า เหตุใดไทยจึงมีปืนในมือพลเรือนจำนวนมากเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน และอะไรคือปัญหาในการควบคุมอาวุธปืนของไทย

 

ไทยมีปืนมากแค่ไหน เมื่อเทียบกับประเทศอาเซียน

 

Small Arms Survey ประเมินว่า ในปี 2017 ประเทศไทยมีอาวุธปืนอยู่ในมือพลเรือนประมาณ 10 ล้านกระบอก หรือคิดเป็น 15 กระบอกต่อประชากร 100 คน จากประชากรทั้งหมดราว 68.3 ล้านคน

 

ในจำนวนดังกล่าว มีปืนที่ขึ้นทะเบียนประมาณ 6.2 ล้านกระบอก ขณะที่อีกประมาณ 4.1 ล้านกระบอกถูกประเมินว่าไม่ได้ขึ้นทะเบียน หรือคิดเป็นเกือบ 40% ของอาวุธปืนในมือพลเรือนทั้งหมดตามการประเมินดังกล่าว

 

เมื่อใช้ข้อมูลชุดเดียวกันเปรียบเทียบกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะเห็นความแตกต่างจากประเทศไทยได้ชัดเจน โดยผลสำรวจพบว่า ฟิลิปปินส์มีปืนในมือพลเรือนประมาณ 3.8 ล้านกระบอก หรือคิดเป็น 3.6 กระบอกต่อประชากร 100 คน

 

ส่วนลาวมีปืนประมาณ 2.2 แสนกระบอก หรือคิดเป็น 3 กระบอกต่อประชากร 100 คน ขณะที่มาเลเซียอยู่ที่ประมาณ 2.2 แสนกระบอก หรือคิดเป็น 0.7 กระบอกต่อประชากร 100 คน

 

ด้านอินโดนีเซีย ซึ่งมีประชากรมากกว่า 263 ล้านคน มีปืนในมือพลเรือนที่ประเมินไว้ประมาณ 8.2 หมื่นกระบอก ส่วนสิงคโปร์มีประมาณ 2 หมื่นกระบอก หรือคิดเป็น 0.3 กระบอกต่อประชากร 100 คน และกัมพูชาประมาณ 7.2 แสนกระบอก หรือ 4.5 กระบอกต่อประชากร 100 คน

 

ขณะที่ East Asia Forum ระบุว่า ประเทศไทยมีจำนวนปืนในมือพลเรือนสูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยในรายละเอียดเชิงลึก จำนวนปืนในมือพลเรือนของไทยยังสูงกว่าจำนวนปืนของกองทัพประมาณ 10 เท่า และสูงกว่าจำนวนปืนของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายประมาณ 45 เท่า

 

ข้อมูลที่ถูกนำมาอ้างระบุว่า ไทยมีอาวุธปืนในกองทัพราว 1,052,815 กระบอก ขณะที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายมีอาวุธปืนอีกราว 230,000 กระบอก โดยมีเพียงไทย ฟิลิปปินส์ และเมียนมาเท่านั้นในอาเซียนที่จำนวนปืนในมือพลเรือนสูงกว่าจำนวนปืนของกองทัพและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายรวมกัน

 

ทำไมไทยมีปืนมากที่สุดในอาเซียน

 

อันที่จริง หลังเหตุกราดยิงในศูนย์เด็กเล็ก จังหวัดหนองบัวลำภู ในปี 2022 TIME เขียนบทความไว้ว่า ไทยมี ‘วัฒนธรรมปืน’ ที่โดดเด่นเมื่อเทียบกับประเทศในเอเชียด้วยกัน โดยอ้างอิงฐานข้อมูลที่จัดทำโดย School of Public Health ของมหาวิทยาลัยซิดนีย์ว่า ไทยมีปืนในมือพลเรือนมากกว่า 10 ล้านกระบอก หรือคิดเป็นประมาณ 1 กระบอกต่อประชากร 7 คน

 

ขณะที่ East Asia Forum รายงานข้อมูลจาก World Population Review ว่า ไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากอาวุธปืนต่อประชากร 1 แสนคน สูงเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน รองจากฟิลิปปินส์

 

ส่วน DW ระบุว่า สำนักงานความมั่นคงทางการทูต กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาเคยระบุในรายงานความปลอดภัยสำหรับเจ้าหน้าที่ในต่างประเทศปี 2013 ว่า ประเทศไทยมีวัฒนธรรมปืนที่เข้มข้นในระดับใกล้เคียงกับสหรัฐฯ จนกลายเป็นหนึ่งในประเทศชั้นนำของโลกในด้านคดีฆาตกรรมที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืน

 

อย่างไรก็ตาม TIME มองว่า ปัญหาของไทยแตกต่างจากสหรัฐฯ และไม่สามารถอธิบายได้ว่า เกิดจากการขาดกฎหมายควบคุมอาวุธปืน เพราะหากดูกฎหมายไทย ร้านจำหน่ายปืนสามารถขายได้ในจำนวนจำกัดภายใต้ใบอนุญาต ขณะที่ร้านเหล่านี้ยังถูกจำกัดจำนวนอาวุธปืนและกระสุนที่สามารถจำหน่ายได้ในแต่ละปี

 

ส่วนผู้ขอใบอนุญาตซื้อปืนต้องมีอายุอย่างน้อย 20 ปี และต้องระบุเหตุผลในการครอบครอง เช่น เพื่อป้องกันตัว ใช้ในการกีฬา หรือการล่าสัตว์ ขณะที่ยังต้องรับภาระค่าธรรมเนียมด้านเอกสารและการนำเข้าที่มีราคาสูง โดยบางครั้ง กระบวนการซื้ออาวุธปืนอาจกินเวลานานถึงครึ่งปี

 

ส่วนบุญวราเสนออีกสมมติฐานในบทความทาง East Asia Forum ว่า จำนวนปืนในมือพลเรือนที่สูงอาจสัมพันธ์กับความไม่ไว้วางใจต่อความปลอดภัยสาธารณะโดยอ้างผลสำรวจของ Gallup ในปี 2022 ว่า ไทยมีคะแนนต่ำที่สุดในอาเซียน ในเรื่องความปลอดภัยเมื่อเดินคนเดียวในเวลากลางคืน รวมถึงประสบการณ์เกี่ยวกับการถูกขโมยหรือทำร้ายร่างกาย

 

ส่วน แอรอน คาร์ป ที่ปรึกษาอาวุโสของ Small Arms Survey ให้สัมภาษณ์กับ TIME ว่า กฎหมายปืนของไทยไม่ได้เข้มงวดเป็นพิเศษ แต่ก็ไม่ได้เปิดกว้างเป็นพิเศษเช่นกัน โดยสิ่งสำคัญยังอยู่ที่ว่า ประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐมองหรือปฏิบัติตามกฎหมายเหล่านี้อย่างไร

 

นอกจากนี้ TIME ยังชี้ว่า ประเด็นการครอบครองอาวุธปืนอาจมากับปัจจัยทางวัฒนธรรม เช่น ‘วัฒนธรรมนิยมความเป็นทหารสูง’ เมื่อกองทัพและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายได้รับการยกย่องจากกลุ่มอนุรักษนิยมในประเทศ

 

ปัญหาใหญ่ของไทย เมื่อปืนเถื่อนเข้าถึงง่ายผ่านตลาดมืด

 

อีกปัญหาหนึ่ง คือ ปืนจำนวนมากอยู่นอกระบบทะเบียน โดย TIME ชี้ว่า ตลาดมืดทำให้การซื้อขายปืนผิดกฎหมายในช่องทางออนไลน์สามารถทำได้อย่างง่ายดาย ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของ DW ที่ระบุว่า จำนวนอาวุธปืนในประเทศไทยอาจสูงกว่าจำนวนปืนที่ขึ้นทะเบียนอย่างมาก เมื่อรวมอาวุธที่ถูกซื้อขายอย่างผิดกฎหมายในตลาดมืด

 

ทั้งนี้ พอล แชมเบอร์ส นักวิชาการด้านการเมืองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เคยให้สัมภาษณ์ DW ระบุว่า แม้มีกฎควบคุมอาวุธปืน แต่การหาปืนในไทยยังค่อนข้างง่าย โดยเฉพาะบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา และไทย-กัมพูชา

 

DW ยังระบุถึงอีกช่องทางหนึ่ง คือ ปืนบางส่วนถูกลักลอบข้ามชายแดน ซึ่งบางส่วนถูกนำเข้ามาสำหรับตำรวจหรือทหาร แต่กลับหลุดไปอยู่ในมือของเอกชน โดยผู้เชี่ยวชาญที่ DW สัมภาษณ์ระบุด้วยว่า มีกรณีที่ทหาร ตำรวจ และกองกำลังกึ่งทหารนำอาวุธไปขายต่อให้บุคคลที่ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ

 

อีกช่องทางที่ถูกตั้งคำถาม คือ ‘โครงการปืนสวัสดิการ’ ซึ่งเปิดให้เจ้าหน้าที่รัฐซื้ออาวุธปืนในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด โดย ไมเคิล พิคาร์ด นักวิจัยอิสระที่ศึกษาเรื่องการค้าอาวุธ การทุจริต และความขัดแย้ง และเคยลงพื้นที่วิจัยในไทยเมื่อปี 2019 ระบุว่า โครงการปืนสวัสดิการคือ ‘ช่องโหว่ขนาดใหญ่’ ของระบบควบคุมอาวุธปืนไทย

 

ในรายงาน TIME ยกกรณีตำรวจไทยจับกุมผู้ต้องสงสัยมากกว่า 10 คน รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐ 1 คน หลังถูกกล่าวหาว่า เกี่ยวข้องกับเครือข่ายค้าอาวุธที่นำปืนและกระสุนซึ่งมีที่มาจากโครงการดังกล่าวไปขายต่อ

 

ส่วนแชมเบอร์สให้สัมภาษณ์กับ TIME ว่า ในประเทศไทยมี ‘วัฒนธรรมของการลอยนวลพ้นผิด’ บางอย่างที่ช่วยทำให้ปืนเข้าถึงได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเป็นทหารหรือตำรวจก็สามารถเข้าถึงอาวุธปืนได้ง่ายอยู่แล้ว

 

แฟ้มภาพปี 2023: Nathalie Jamois / SOPA Images via Reuters

 

อ้างอิง:

 

ภาพ: Text สั้น

The post ทำไมไทยมีปืนมากที่สุดในอาเซียน? แกะ ‘วัฒนธรรมปืน’ เมื่อระบบควบคุมมีช่องโหว่ และปืนเถื่อนเข้าถึงง่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สื่อนอกจับตากราดยิง รร. ในนนทบุรี ชี้ไทยมีอัตราครอบครองปืนสูงในระดับต้นของภูมิภาค https://thestandard.co/thailand-school-shooting-gun-ownership/ Fri, 07 Aug 2026 05:23:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1239246 นักเรียนทยอยออกจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี หลังเหตุกราดยิง

เหตุกราดยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ จังหวัดนนทบุรี ได้ร […]

The post สื่อนอกจับตากราดยิง รร. ในนนทบุรี ชี้ไทยมีอัตราครอบครองปืนสูงในระดับต้นของภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักเรียนทยอยออกจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี หลังเหตุกราดยิง

เหตุกราดยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ จังหวัดนนทบุรี ได้รับความสนใจจากสื่อต่างประเทศอย่างรวดเร็ว หลังมีรายงานว่า ผู้ก่อเหตุเป็นนักเรียนในชั้นมัธยมศึกษา ขณะที่มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย

 

 
 

ในช่วงแรก สำนักข่าวต่างประเทศอย่าง Reuters และ Associated Press (AP) เกาะติดสถานการณ์ในฐานะ Breaking News โดยรายงานข้อมูลเท่าที่ได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ไทย ตั้งแต่สถานที่เกิดเหตุ จำนวนผู้บาดเจ็บ ไปจนถึงสถานะของผู้ก่อเหตุ

 

ขณะที่สื่อในภูมิภาคอย่าง Channel News Asia (CNA) ขยายภาพออกไปอีกขั้น ด้วยการนำเหตุการณ์ครั้งนี้ไปวางเคียงกับปัญหาการครอบครองอาวุธปืน และเหตุกราดยิงครั้งใหญ่ที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย

 

ภาพที่ปรากฏต่อสายตาผู้อ่านต่างประเทศจึงค่อยๆ ขยายจากเหตุรุนแรงภายในโรงเรียนแห่งหนึ่งในนนทบุรี ไปสู่การอธิบายว่า เหตุใดประเทศไทยจึงเผชิญโศกนาฏกรรมจากอาวุธปืนครั้งแล้วครั้งเล่า

 

Reuters รายงาน ‘นักเรียนเปิดฉากยิง’ ข้อมูลแรกที่ถูกส่งออกไปทั่วโลก

 

Reuters เป็นหนึ่งในสำนักข่าวต่างประเทศชุดแรกที่รายงานเหตุการณ์ โดยเปิดข่าวด้วยข้อมูลว่า มีผู้เสียชีวิตที่ยังไม่สามารถยืนยันจำนวนได้ หลังนักเรียนคนหนึ่งเปิดฉากยิงภายในโรงเรียนทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ

 

Reuters อ้าง พ.ต.ท.ภาสกร ชัยทวีวงศ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรปลายบาง ซึ่งระบุในช่วงแรกว่า ยังไม่สามารถยืนยันจำนวนผู้เสียชีวิตได้ ขณะที่ตำรวจระบุว่า ผู้ก่อเหตุเป็นนักเรียน และเหตุเกิดขึ้นที่อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี

 

อีกองค์ประกอบสำคัญของรายงาน Reuters คือภาพจากพื้นที่เกิดเหตุ ซึ่งเผยให้เห็นนักเรียนทยอยออกจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ขณะที่รถพยาบาลและเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินเข้าปฏิบัติงาน มีผู้บาดเจ็บถูกนำขึ้นเปล และอีกคนกำลังได้รับการช่วยเหลือจากบุคลากรทางการแพทย์

 

Reuters ยังทิ้งท้ายด้วยเหตุยิงในโรงเรียนที่อำเภอหาดใหญ่ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้บุคลากรโรงเรียนเสียชีวิต โดยเป็นความรุนแรงในสถานศึกษาที่เพิ่งเกิดขึ้นในไทยเมื่อต้นปี

 

รายงาน Reuters ถูกนำไปเผยแพร่ต่อโดยสื่อหลายประเทศ เช่น CNN, The Straits Times และ The Star ส่งผลให้เหตุการณ์นักเรียนไทยเปิดฉากยิงในโรงเรียน กระจายออกไปสู่ผู้อ่านต่างประเทศอย่างรวดเร็ว

 

AP เกาะติดในฐานะเหตุฉุกเฉินภายในโรงเรียน

 

AP รายงานในช่วงที่ปฏิบัติการของตำรวจยังดำเนินอยู่ โดยพาดหัวว่า “Police respond to a shooting at a high school in Thailand” หรือแปลว่า ‘ตำรวจรับมือเหตุยิงภายในโรงเรียนมัธยมในประเทศไทย’

 

AP อ้าง พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยยืนยันว่า เหตุเกิดที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ จังหวัดนนทบุรี ซึ่งมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย ขณะที่รายละเอียดอื่นๆ ยังมีจำกัดในช่วงเวลาที่รายงานเผยแพร่

 

อนึ่ง การนำเสนอของ AP อยู่ที่สถานการณ์ฉุกเฉินและการตอบสนองของตำรวจ โดยระมัดระวังกับข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน ขณะที่ไม่ได้ขยายไปถึงข้อสรุปเกี่ยวกับแรงจูงใจหรือปัญหาเชิงโครงสร้างในทันที

 

CNA ขยายภาพใหญ่เรื่อง ‘ปืนในประเทศไทย’

 

จุดที่ทำให้รายงานของ CNA แตกต่างออกไป คือการขยายบริบทจากเหตุการณ์ที่โรงเรียนไปสู่ปัญหาอาวุธปืนในประเทศไทย ในรายงานระบุว่า มีครูเสียชีวิต 1 คน และผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 4 คน โดยในจำนวนนี้เป็นนักเรียน 3 คน ขณะที่ผู้ก่อเหตุที่เป็นนักเรียน เสียชีวิตจากการปลิดชีพตนเอง

 

ที่น่าสนใจกว่า คือ รายงานหันไปกล่าวถึงสถานการณ์อาวุธปืนของไทย โดยระบุว่า ประเทศไทยมีอัตราการครอบครองอาวุธปืนสูงในระดับต้นๆ ของภูมิภาค โดยมีปืนหมุนเวียนอยู่ประมาณ 10 ล้านกระบอก หรือคิดเป็นประมาณ 1 กระบอกต่อประชากร 7 คน

 

CNA ยังชี้ว่า ที่ผ่านมา ไทยเคยมีความพยายามเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมอาวุธปืน แต่ยังเกิดเหตุยิงรุนแรงซ้ำ พร้อมย้อนกลับไปถึงเหตุในโรงเรียนที่หาดใหญ่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 และเหตุสังหารหมู่ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จังหวัดหนองบัวลำภูเมื่อปี 2022

 

ภาพ: Chalinee Thirasupa / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post สื่อนอกจับตากราดยิง รร. ในนนทบุรี ชี้ไทยมีอัตราครอบครองปืนสูงในระดับต้นของภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฮูตีถล่มฐานทัพรัฐบาลเยเมน สงครามกำลังเสี่ยงปะทุอีกครั้งหรือไม่? https://thestandard.co/houthi-yemen-war-escalates/ Fri, 07 Aug 2026 03:56:01 +0000 https://thestandard.co/houthi-yemen-war-escalates/ ภาพทหารในพื้นที่ความขัดแย้งเยเมน

กลุ่มฮูตีในเยเมนเปิดฉากโจมตีฐานทัพของกองกำลังรัฐบาลในจั […]

The post ฮูตีถล่มฐานทัพรัฐบาลเยเมน สงครามกำลังเสี่ยงปะทุอีกครั้งหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพทหารในพื้นที่ความขัดแย้งเยเมน

กลุ่มฮูตีในเยเมนเปิดฉากโจมตีฐานทัพของกองกำลังรัฐบาลในจังหวัดฮัดรามอตและมาริบด้วยขีปนาวุธและโดรน ส่งผลให้ทหารรัฐบาลเสียชีวิตอย่างน้อย 30 นาย และบาดเจ็บอีก 15 นาย ถือเป็นหนึ่งในการโจมตีที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี และสร้างความกังวลว่า เยเมนอาจกลับเข้าสู่สงครามเต็มรูปแบบอีกครั้ง หลังความรุนแรงลดระดับลงมาตั้งแต่ปี 2022

 

 

เหตุใดการโจมตีครั้งนี้จึงสำคัญ และอะไรอยู่เบื้องหลังการกลับมาปะทะกันระหว่างฮูตีกับกองกำลังที่ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบีย?

 

ฮูตีโจมตีอะไร?

 

วันนี้ (7 สิงหาคม) แหล่งข่าวของรัฐบาลเยเมนเปิดเผยกับ Al Jazeera ว่า ฮูตีโจมตีฐานทัพหลายแห่งในจังหวัดมาริบและฮัดรามอตเมื่อวันพฤหัสบดี โดยยิงขีปนาวุธ 8 ลูกจากจังหวัดอัลจอว์ฟ ทางเหนือของมาริบ ไปยังพื้นที่อัลธินิยาและอัลอับร์ในฮัดรามอต รวมถึงอัลรูคในมาริบ

 

รายงานระบุว่า เป้าหมายของกลุ่มฮูตีครอบคลุมฐานของกองกำลังรัฐบาลหลายหน่วย ได้แก่ กองกำลังป้องกันมาตุภูมิ (Homeland Shield Forces) กองกำลังฉุกเฉิน (Emergency Forces) และกองบัญชาการทหารภาคที่ 1 โดยหนึ่งในหน่วยงานของรัฐบาลเยเมนระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก เนื่องจากทหารกำลังรวมตัวกันเพื่อฝึกในช่วงเช้าก่อนถูกโจมตี

 

อนึ่ง ฮูตีระบุว่า การโจมตีเกิดขึ้นหลังตรวจพบการระดมกำลังครั้งใหญ่ของกองกำลังรัฐบาลเยเมนที่ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบีย โดยเชื่อว่า ฝ่ายตรงข้ามกำลังเตรียมยกระดับการโจมตีพื้นที่ภายใต้การควบคุมของตน

 

ทั้งนี้ มาริบถือเป็นหนึ่งในฐานที่มั่นสำคัญของรัฐบาลทางตอนเหนือ โดยตั้งอยู่ติดกับพื้นที่ภายใต้การควบคุมของฮูตี ขณะที่ฮัดรามอตอยู่ทางตะวันออกของประเทศ ติดกับซาอุดีอาระเบีย และเป็นพื้นที่ที่มีกองกำลังที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลริยาด

 

เบื้องต้น ยอดผู้เสียชีวิตอยู่ที่อย่างน้อย 30 นาย และบาดเจ็บ 15 นาย แต่แหล่งข่าวระบุว่า ตัวเลขอาจเพิ่มขึ้น ขณะที่ ยะห์ยา ซารี โฆษกของกองทัพฮูตีอ้างว่า ปฏิบัติการครั้งนี้สร้างความสูญเสียแก่ฝ่ายตรงข้ามหลายร้อยคน แม้ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวอิสระ

 

ทำไมความตึงเครียดจึงกลับมารุนแรง?

 

สถานการณ์ในเยเมนค่อนข้างสงบลงมาหลายปี หลังข้อตกลงหยุดยิงที่สหประชาชาติ (UN) เป็นตัวกลางในปี 2022 ช่วยลดการสู้รบขนาดใหญ่ระหว่างกลุ่มฮูตีกับรัฐบาลเยเมน รวมถึงซาอุดีอาระเบีย ทว่าความตึงเครียดเริ่มเพิ่มขึ้นอีกครั้งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

 

ความตึงเครียดระลอกล่าสุดเริ่มเห็นชัดขึ้น เมื่อฮูตีกล่าวหาว่า เครื่องบินของทางการอิหร่านถูกขัดขวางไม่ให้ลงจอดที่สนามบินซานา ก่อนที่รัฐบาลเยเมนจะระบุเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมว่า กองกำลังของตนโจมตีสนามบินซานาเพื่อขัดขวางเครื่องบินอิหร่านอีกลำ

 

ฮูตีจึงตอบโต้ด้วยการโจมตีสนามบินอับฮาของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งรัฐบาลริยาดระบุว่า สามารถสกัดไว้ได้ ต่อมาในวันที่ 20 กรกฎาคม ฮูตีประกาศปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบีย และเริ่มโจมตีเรือที่เกี่ยวข้องกับริยาดในทะเลแดง โดยอ้างว่า เป็นการตอบโต้การปิดล้อมท่าเรือและสนามบินในพื้นที่ที่ฮูตีควบคุม

 

นอกจากนี้ สัญญาณที่น่าจับตา คือการปะทะกำลังเริ่มข้ามพรมแดนอีกครั้ง หลังกองกำลังผสมเพื่อฟื้นฟูความชอบธรรมในเยเมน (Coalition to Restore Legitimacy in Yemen) ซึ่งนำโดยซาอุดีอาระเบีย ระบุว่า มีการโจมตีเมืองนัจรานบริเวณชายแดน ส่งผลให้พลเรือนบาดเจ็บ 11 คน รวมถึงผู้หญิงและเด็ก พร้อมกล่าวหาฮูตีว่า เป็นผู้ก่อเหตุ แม้ฮูตียังไม่ได้ออกมาอ้างความรับผิดชอบ

 

นั่นหมายความว่า หากการโจมตีในดินแดนซาอุดีอาระเบียเกิดขึ้นต่อเนื่อง ความขัดแย้งอาจขยายจากการปะทะภายในเยเมน ไปสู่การเผชิญหน้าระหว่างกลุ่มฮูตีกับรัฐบาลริยาดโดยตรงมากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่า สงครามเต็มรูปแบบได้กลับมาแล้ว แต่สัญญาณเตือนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เพราะทั้งฮูตีและฝ่ายรัฐบาลต่างระดมกำลัง มีการใช้ขีปนาวุธและโดรนโจมตีฐานทัพขนาดใหญ่ ส่วนซาอุดีอาระเบียกลับมาโจมตีเป้าหมายในพื้นที่ฮูตี และการโจมตียังเริ่มลุกลามข้ามพรมแดน

 

ย้อนกลับไปในปี 2014 สงครามเยเมนเริ่มขึ้น หลังกลุ่มฮูตียึดกรุงซานา ก่อนที่กองกำลังผสมฯ จะเข้าแทรกแซงในปี 2015 เพื่อสนับสนุนรัฐบาลเยเมน แต่จนถึงปัจจุบัน ฮูตียังคงควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ

 

ภาพ: Khaled Abdullah / Reuters

 

อ้างอิง:

The post ฮูตีถล่มฐานทัพรัฐบาลเยเมน สงครามกำลังเสี่ยงปะทุอีกครั้งหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ปฏิเสธข่าวลือสหรัฐฯ ขาดแคลนอาวุธในการทำสงครามกับอิหร่าน เผยกำลังล่าตัวคนปล่อยข่าว https://thestandard.co/trump-denies-us-weapons-iran/ Fri, 07 Aug 2026 03:39:27 +0000 https://thestandard.co/trump-denies-us-weapons-iran/ ภาพโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปฏิเสธรายงานที่ระบุว่า สหรัฐ […]

The post ทรัมป์ปฏิเสธข่าวลือสหรัฐฯ ขาดแคลนอาวุธในการทำสงครามกับอิหร่าน เผยกำลังล่าตัวคนปล่อยข่าว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปฏิเสธรายงานที่ระบุว่า สหรัฐฯ กำลังประสบปัญหาการขาดแคลนอาวุธยุทโธปกรณ์สำคัญในการทำสงครามกับอิหร่าน ขณะที่โพสต์ข้อความขู่ว่าจะลงโทษจำคุกระยะยาว สำหรับผู้ที่ต้องสงสัยว่าปล่อยข้อมูลเกี่ยวกับคลังอาวุธของกองทัพ

 

ทรัมป์ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social วานนี้ ยืนยันว่า “สหรัฐฯ มี ‘อาวุธ’ จำนวนมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบางประเภท” และระบุว่า กำลังมีการผลิตและส่งอาวุธไปยังตะวันออกกลางเพิ่มเติม

 

“บริษัทด้านการป้องกันประเทศกำลังสร้างโรงงานและสถานประกอบการจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศเรา” ทรัมป์ระบุ แต่ไม่ได้ให้หลักฐานหรือรายละเอียดเกี่ยวกับอาวุธที่กล่าวถึง

 

ทั้งนี้ ทรัมป์และเพนตากอน เผชิญกับคำถามมากมายเกี่ยวกับสถานะของคลังอาวุธโดยการทำสงครามกับอิหร่านดำเนินมาเป็นเดือนที่หกแล้ว และยังคงไม่สามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพได้

 

ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่าเขาได้เรียกร้องคำตอบจากพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เกี่ยวกับกรณีการขาดแคลนอาวุธตามที่มีข่าว ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

 

รายงานของ Washigton Post อ้างแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อ ระบุว่า “ทรัมป์บอกกับเฮกเซธว่าเขารู้สึกถูกหลอกลวง เพราะเขาเชื่อว่าปัญหา ‘ได้รับการแก้ไขแล้ว’ ซึ่งเฮกเซธแก้ตัวและพยายามโยนความผิดไปให้รองรัฐมนตรี สตีเฟน ไฟน์เบิร์ก (Stephen Feinberg) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ

 

ทรัมป์ล่าตัวคนปล่อยข่าวคลังอาวุธลด

 

ทั้งนี้ ทรัมป์ กล่าวหาว่าสื่อว่าเผยแพร่ “คำแถลงที่เป็นการทรยศ” และเตือนว่าผู้รับผิดชอบจะถูกดำเนินคดี

 

“ผู้ที่ปล่อยข่าวคำแถลงที่เป็นการทรยศเหล่านี้กำลังถูกตามล่า จะมีการเรียกร้องให้ลงโทษจำคุกระยะยาว!”

 

โดย CNN รายงานว่าการขาดแคลนขีปนาวุธนำวิถีระยะไกลและระบบสกัดกั้นทางอากาศของสหรัฐฯ ได้เริ่มจำกัดกลยุทธ์ของทรัมป์ในการทำสงคราม ขณะที่มีรายงานว่า กองทัพสหรัฐฯ “ใช้ระบบสกัดกั้นขีปนาวุธ THAAD ไปเกือบ 80% แล้ว”

 

นอกจากนี้ Washigton Post ยังรายงานว่า ความกังวลเกี่ยวกับปริมาณอาวุธที่ลดลงมีส่วนทำให้ทรัมป์ยกเลิกการโจมตีอิหร่านเพิ่มเติม แม้ว่าเขาจะขู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าจะโจมตีอิหรานอย่างหนักก็ตาม

 

อิหร่านชี้อาวุธผลิตในประเทศ ทำให้รับมือภับคุกคามได้

 

ทางด้านอิหร่านแสดงท่าทีต่อรายงานเกี่ยวกับคลังอาวุธสหรัฐฯ ที่ลดลง โดยชี้ว่าอาวุธที่ผลิตในประเทศ ทำให้อิหร่านสามารถตอบโต้ภัยคุกคามใดๆ ได้

 

“ในแต่ละวัน สัญญาณบ่งชี้ถึงขีดความสามารถที่ลดลงของศัตรูยิ่งชัดเจนขึ้น” มาจิด อิบนี เรซา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิหร่านโพสต์ข้อความบน X

 

“แต่กองทัพของเรา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ มีอุปกรณ์ครบครันเพื่อตอบโต้ภัยคุกคามใดๆ” เขากล่าว และเสริมว่า “ผู้ที่กำลังพยายามซื้อความมั่นคงและความเหนือกว่าทางทหารผ่านระบบนำเข้า จะตระหนักในไม่ช้าว่า เทคโนโลยีภายในประเทศของอิหร่านนั้นเหนือกว่าระบบใดๆ ในภูมิภาค”

 

ภาพ : REUTERS/Evelyn Hockstein

 

อ้างอิง :

The post ทรัมป์ปฏิเสธข่าวลือสหรัฐฯ ขาดแคลนอาวุธในการทำสงครามกับอิหร่าน เผยกำลังล่าตัวคนปล่อยข่าว appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เหมือนโรงงานปล่อยมลพิษ’ สรุปคดีศาลนิวเม็กซิโก สั่งปรับ Meta ชี้กระทบสุขภาพจิตเด็ก คุมเข้ม AI Chatbot https://thestandard.co/new-mexico-court-fines-meta-child-health/ Fri, 07 Aug 2026 03:37:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1239179 โลโก้ Meta บนพื้นหลังสีน้ำเงิน

ศาลนิวเม็กซิโกสั่ง Meta จ่าย 567 ล้านดอลลาร์ พร้อมยกเคร […]

The post ‘เหมือนโรงงานปล่อยมลพิษ’ สรุปคดีศาลนิวเม็กซิโก สั่งปรับ Meta ชี้กระทบสุขภาพจิตเด็ก คุมเข้ม AI Chatbot appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ Meta บนพื้นหลังสีน้ำเงิน

ศาลนิวเม็กซิโกสั่ง Meta จ่าย 567 ล้านดอลลาร์ พร้อมยกเครื่องมาตรการคุ้มครองเด็ก หลังชี้แพลตฟอร์มสร้างความเสียหายต่อสุขภาพจิตเยาวชน จนเข้าข่ายสร้าง ‘เหตุเดือดร้อนต่อสาธารณะ’ ขณะที่ยังออกมาตรการจำกัดหลายอย่าง ทำให้คำตัดสินดังกล่าวถูกจับตาถึงการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่อาจเกิดขึ้นกับเยาวชนในการใช้ AI Chatbot

 

 

ศาลตัดสินอะไร

 

วันนี้ (7 สิงหาคม) สื่อต่างประเทศหลายแห่งรายงานว่า Meta บริษัทแม่ของ Facebook และ Instagram กำลังเผชิญแรงกดดันครั้งใหญ่ หลังศาลรัฐนิวเม็กซิโกมีคำสั่งให้บริษัทจ่ายเงิน 567 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท) โดยระบุว่า ผลกระทบจากแพลตฟอร์มของบริษัทสร้างความเสียหายต่อสุขภาพจิตของเยาวชน จนเข้าข่าย ‘เหตุเดือดร้อนต่อสาธารณะ’

 

ทั้งนี้ ไบรอัน บีดชีด (Bryan Biedscheid) ผู้พิพากษาศาลรัฐนิวเม็กซิโก มีคำสั่งให้ Meta จ่ายเงินมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์เข้าสู่กองทุนสำหรับเยียวยาผลกระทบจากวิกฤตสุขภาพจิตของเยาวชน โดยคำสั่งดังกล่าวจะมีผลเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งเงินส่วนนี้จะถูกนำไปใช้สนับสนุนบริการรักษาและช่วยเหลือเด็กและวัยรุ่น รวมถึงการป้องกัน การสร้างความตระหนักรู้ และบริการคัดกรองปัญหาสุขภาพจิต

 

อนึ่ง คำตัดสินดังกล่าวทำให้ Meta ต้องปรับมาตรการคุ้มครองผู้ใช้งานอายุน้อยในรัฐนิวเม็กซิโก เช่น ต้องลบบัญชีของผู้ใช้งานอายุต่ำกว่า 13 ปี และข้อมูลส่วนบุคคลทั้งหมดที่บริษัทเก็บรวบรวมจากบัญชีเหล่านั้น ขณะที่ต้องปิดการแจ้งเตือนแอปพลิเคชันระหว่างเวลา 08.00-15.00 น. ในวันธรรมดาระหว่างปีการศึกษา และเวลา 22.00-07.00 น. ในวันอื่น

 

ขณะเดียวกัน ศาลยังให้ Meta ป้องกันผู้ใช้งานในรัฐจากการมีปฏิสัมพันธ์ใน ‘เชิงชู้สาวหรือทางเพศ’ กับแชตบอท AI ของบริษัท โดยสะท้อนว่า ความกังวลเรื่องความปลอดภัยของเด็กกำลังขยายจากโซเชียลมีเดียแบบดั้งเดิมไปถึงเทคโนโลยี AI

 

อย่างไรก็ตาม Meta ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของศาล และเตรียมยื่นอุทธรณ์ โดยยืนยันว่า บริษัททำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความปลอดภัยของผู้ใช้งาน รวมถึงตรวจจับและนำผู้ไม่ประสงค์ดีและเนื้อหาที่เป็นอันตรายออกจากแพลตฟอร์ม

 

น่าสนใจว่า ในการพิจารณาคดีครั้งนี้ ศาลรัฐนิวเม็กซิโกตอบคำถามว่า แพลตฟอร์มของ Meta สามารถเข้าข่ายเป็นเหตุเดือดร้อนต่อสาธารณะได้ โดยเปรียบเทียบกับโรงงานที่ปล่อยมลพิษ เช่นเดียวกับผลกระทบจากแพลตฟอร์มของ Meta ที่กำลังลุกลามเข้าสู่ชีวิตจริง และสร้างภาระต่อเด็ก ครอบครัว โรงเรียน โรงพยาบาล ตลอดจนหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย

 

มีการมองว่า กรอบการมองของศาลรัฐนิวเม็กซิโก กำลังขยายกรอบความรับผิดชอบของบริษัทเทคโนโลยี โดยจากเดิมที่ถูกมองว่า เป็นเพียงผู้ให้บริการพื้นที่ออนไลน์ ไปสู่คำถามว่า บริษัทควรต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบทางสังคมที่เกิดจากการออกแบบและการทำงานของแพลตฟอร์มมากเพียงใด

 

ทำไม Meta ถูกฟ้องในรัฐนิวเม็กซิโก?

 

ในปี 2023 ราอูล ตอร์เรซ อัยการสูงสุดรัฐนิวเม็กซิโก ยื่นฟ้อง Meta ในข้อกล่าวหาว่า บริษัทออกแบบ Facebook และ Instagram ให้จงใจทำให้ผู้ใช้งานอายุน้อยเกิดการเสพติด ขณะที่ยังล้มเหลวในการปกป้องเด็กจากการแสวงหาประโยชน์ทางเพศ

 

ตอร์เรซเคยกล่าวหาว่า แพลตฟอร์มของ Meta กลายเป็น ‘แหล่งเพาะพันธุ์’ สำหรับผู้ที่มุ่งแสวงหาประโยชน์จากเด็ก ซึ่งบริษัทปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม คดีนี้ถูกแบ่งการพิจารณาออกเป็น 2 ระยะ โดยระยะแรก คือ ในเดือนมีนาคม คณะลูกขุนพิจารณาว่า Meta ให้ข้อมูลที่ทำให้ผู้ใช้งานเข้าใจผิดเกี่ยวกับความปลอดภัยของ Facebook และ Instagram หรือไม่

 

ผลคือคณะลูกขุนตัดสินว่า Meta มีความรับผิดในข้อกล่าวหาทั้งหมด รวมถึงการดำเนินแนวทางทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมและหลอกลวง และไม่เป็นธรรมอย่างร้ายแรง พร้อมสั่งให้บริษัทจ่ายค่าเสียหาย 375 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.26 หมื่นล้านบาท)

 

ส่วนการพิจารณาระยะที่ 2 ไม่มีคณะลูกขุน โดยมุ่งตอบคำถามว่า แพลตฟอร์มของ Meta ก่อให้เกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญสาธารณะหรือไม่ ก่อนที่ศาลจะมีคำตัดสินล่าสุดให้บริษัทจ่ายอีก 567 ล้านดอลลาร์ พร้อมดำเนินมาตรการคุ้มครองเด็กเพิ่มเติม

 

ศาลไม่ได้สั่ง Meta ได้ทุกอย่าง

 

อย่างไรก็ตาม แม้คำตัดสินจะกำหนดมาตรการควบคุมหลายด้าน แต่ศาลไม่ได้ตอบรับข้อเรียกร้องทั้งหมดจากฝ่ายอัยการ หนึ่งในนั้น คือข้อเสนอเปลี่ยนแปลงการออกแบบอัลกอริทึม ซึ่งผู้พิพากษาระบุว่า อาจขัดต่อบทแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกาฉบับที่ 1 ที่รับรองเสรีภาพในการแสดงออก และมาตรา 230 ของกฎหมายสหรัฐฯ ที่ให้ความคุ้มครองบางประการแก่แพลตฟอร์มออนไลน์ในเนื้อหาที่ผู้ใช้งานสร้างขึ้น

 

อนึ่ง คดีดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการตรวจสอบบริษัทโซเชียลมีเดียอย่างเข้มข้นในสหรัฐฯ ตั้งแต่ Meta, YouTube, Snap และ TikTok หลังบริษัทเหล่านี้กำลังเผชิญคดีจากหลายรัฐ เขตการศึกษา และหน่วยงานท้องถิ่น

 

เช่น เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา บริษัทดังกล่าวตกลงยุติคดีกับเขตการศึกษาแห่งหนึ่งในรัฐเคนทักกี หลังถูกกล่าวหาว่า แพลตฟอร์มมีส่วนทำให้เด็กเกิดการเสพติด โดยคดีนี้เดิมถูกจับตาว่า จะเป็นคดีแรกในคดีลักษณะเดียวกันหลายร้อยคดีที่เข้าสู่การพิจารณาของศาล

 

ภาพ: Francis Mascarenhas / Reuters

 

อ้างอิง:

The post ‘เหมือนโรงงานปล่อยมลพิษ’ สรุปคดีศาลนิวเม็กซิโก สั่งปรับ Meta ชี้กระทบสุขภาพจิตเด็ก คุมเข้ม AI Chatbot appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์แถลงข่าวการเยือนไทยของมินอ่องหล่าย ชี้หารือทวิภาคี ครอบคลุม สร้างสรรค์ ตรงไปตรงมา ย้ำต้องการให้เมียนมากลับสู่อาเซียน https://thestandard.co/sihasak-min-aung-hlaing-myanmar-asean/ Fri, 07 Aug 2026 01:28:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1239132 สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวการเยือนไทยของ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการก […]

The post สีหศักดิ์แถลงข่าวการเยือนไทยของมินอ่องหล่าย ชี้หารือทวิภาคี ครอบคลุม สร้างสรรค์ ตรงไปตรงมา ย้ำต้องการให้เมียนมากลับสู่อาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวการเยือนไทยของ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา ภายในงาน Thailand-Myanmar Business Forum ซึ่งจัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ในวันนี้ (6 สิงหาคม)

 

 

โดยการเยือนไทยของมินอ่องหล่าย ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรก หลังจากที่เขาได้รับเลือกตั้งและเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา และเป็นการเยือนในระดับประธานาธิบดีของเมียนมาครั้งแรกในรอบ 8 ปี

 

สีหศักดิ์ กล่าวว่า การเยือนไทยของผู้นำเมียนมาเกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญ และเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของเมียนมา ในการกลับสู่เส้นทางประชาธิปไตยและนำประเทศสู่ความก้าวหน้าและพัฒนาเศรษฐกิจให้ดีขึ้น

 

สำหรับกำหนดการสำคัญในการเยือนวันแรก คือมีการจัดพิธีต้อนรับที่ทำเนียบรัฐบาลในช่วงเช้า ก่อนที่จะมีการหารือระหว่างมินอ่องหล่ายกับนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และการหารือเต็มคณะระหว่างทั้งสองฝ่าย

 

โดยการหารือเป็นไปอย่างครอบคลุม สร้างสรรค์และตรงไปตรงมา ซึ่งผู้นำไทยและเมียนมาเห็นตรงกัน จะต้องพยายามพัฒนาความร่วมมือระหว่างกันในทุกด้านที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน

 

“เราเห็นตรงกันว่าเราจะต้องพยายามพัฒนาความร่วมมือในทุกด้านนะครับที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน 2 เราต้องพยายามให้มีการแลกเปลี่ยน ไปมาหาสู่ มีการเยือนระดับต่างๆ ให้มากขึ้น ใช้กลไกความร่วมมือต่างๆ ที่มีอยู่ระหว่างกันให้เป็นประโยชน์ เช่น กลไกคณะกรรมาธิการร่วม” สีหศักดิ์ กล่าว

 

อนุทิน-มินอ่องหล่าย คุยอะไรกันบ้าง?

 

สีหศักดิ์ชี้ว่า ในการหารือประเด็นความมั่นคงระหว่างผู้นำไทยและเมียนมา โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ทวิภาคี เป้าหมายอันดับแรกคือทำให้ชายแดนไทยและเมียนมา เป็นชายแดนแห่งสันติภาพและการพัฒนา เพื่อให้ชีวิตของประชาชนมีความปลอดภัยการค้ากลับมาสู่ปกติ และยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนตามแนวชายแดนของทั้ง 2 ประเทศ

 

ส่วนประเด็นที่ 2 ที่มีการหารือ คือการปราบปรามอาชญากรรมแดนอย่างเข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องยาเสพติด การหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อประชาชนของทั้ง 2 ประเทศ ต่อภูมิภูมิภาคและต่อโลก

 

กรณียาเสพติด ไทยและเมียนมาจะเพิ่มความร่วมมือในการสกัดกั้นการลักลอบขนยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีพันธุ์ และไทยพร้อมที่จะขยายโครงการส่งเสริมการปลูกพืชทดแทนยาเสพติดในรัฐฉาน

 

ส่วนประเด็นการหลอกลวงหลอกลวงออนไลน์ ไทยและเมียนมาจะร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยขยายความร่วมมือด้านข่าวกรองและตัดเส้นทางการเงินของเครือข่ายอาชญากร

 

อีกประเด็นที่สำคัญซึ่งถูกหยิบยกขึ้นหารือ คือการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามแดนนะครับ ที่ผลมีผลกระทบต่อประชาชนของทั้ง 2 ประเทศและอนุภูมิภาค

 

โดยปัญหาหมอกควันข้ามแดน ทั้งสองฝ่ายจะเพิ่มความร่วมมือทั้งในระดับอนุภูมิภาค คือ 3 ฝ่ายที่เรียกว่า Clear Sky Strategy ระหว่างไทย เมียนมา และลาว และในระดับทวิตภาคีระหว่างไทยกับเมียนมา ซึ่งไทยพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือเมียนมาในการเพิ่มขีดความสามารถทางเทคนิคเพื่อจัดการปัญหาหมอกควันข้ามแดน

 

สำหรับประเด็นสารพิษจากเหมืองในเมียนมาที่ปนเปื้อนสู่แม่น้ำหลายสายในไทย ไทยและเมียนมาได้มีการลงนาม TOR จัดตั้งคณะทำงานร่วมทางด้านเทคนิคเพื่อแก้ไขปัญหาบนพื้นฐานของหลักวิทยาศาสตร์และความร่วมมือ ซึ่งถือว่าเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญ

 

โดยสีหศักดิ์เผยว่า เขาและรัฐมนตรีต่างประเทศของเมียนมาได้หารือและตกลงกันว่าจะลงพื้นที่ไปยังบริเวณที่เกิดปัญหา เพื่อติดตามสถานการณ์และหารือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

ทั้งนี้ สีหศักดิ์ ยังตอบคำถามผู้สื่อข่าว เกี่ยวกับความจริงใจของเมียนมาในการแก้ปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำ โดยเขาชี้ว่า การตั้งคณะทำงานร่วมทางด้านเทคนิคระหว่างสองประเทศเพื่อแก้ไขปัญหา ถือเป็นก้าวที่สำคัญแลยังต้องดูกันที่ผลการทำงาน

 

ประเด็นความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน สีหศักดิ์ ชี้ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความสนใจระหว่างทั้งสองฝ่าย ที่เกิดขึ้นในงานฟอรัมภาคธุรกิจระหว่างไทยและเมียนมา ซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 700 คน โดยมีจุดมุ่งหมายคือการผลักดันการค้าระหว่างทั้ง 2 ประเทศ ให้บรรลุเป้าหมาย 12,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

ในด้านแรงงาน ทั้งสองฝ่ายยังได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) และบันทึกข้อตกลง (Agreement) ด้านแรงงานระหว่างไทยกับเมียนมาฉบับปรับปรุง เพื่อส่งเสริมการจ้างแรงงานข้ามชาติให้เป็นไปตามกฎหมาย

 

ยินดีเปิดจุดผ่านแดนแม่สอด หารือสร้างทางหลวงไทย-เมียนมา-อินเดีย

 

สีหศักดิ์ ยังกล่าวว่าไทยมีความยินดีต่อการเปิดจุดผ่านแดนถาวร ณ สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาแห่งที่สอง (เมียวดี-แม่สอด) อีกครั้ง ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการค้าชายแดนระหว่างสองประเทศ

 

นอกจากนี้ยังมีการหารือเรื่องโครงการสร้างเส้นทางที่เรียกว่า Trilateral Highway หรือทางหลวง 3 ประเทศ ไทย-เมียนมา-อินเดีย โดยจุดผ่านแดนถาวรอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ถือเป็นจุดผ่านแดนที่สำคัญในเส้นทางนี้

 

ไทยต้องการให้เมียนมากลับสู่อาเซียน

 

ส่วนประเด็นระดับภูมิภาคนั้น สีหศักดิ์เปิดเผยว่า ฝ่ายไทยได้ย้ำกับประธานาธิบดี มินอ่องหล่าย ว่าต้องการที่จะนำเมียนมากลับสู่อาเซียน เพราะเห็นว่า เมียนมาน่าจะมีความสำคัญต่อเอกภาพของอาเซียน ในช่วงที่โลกกำลังเผชิญกับความผันผวน ซึ่งเป็นไปตามนโยบาย ‘การมีปฏิสัมพันธ์อย่างค่อยเป็นค่อยไป (Calibrated Engagement)’ เพื่อปูทางให้เมียนมากลับเข้าสู่อาเซียนได้อีกครั้ง

 

อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่า เมียนมาก็จำเป็นที่จะต้องมีการตอบสนองต่อข้อกังวลต่างๆ ตามที่ระบุในฉันทมติ 5 ข้อของอาเซียนเพื่อยุติปัญหาความขัดแย้งในเมียนมา โดยไทยให้ความสำคัญกับองค์ประกอบของฉันทมติ 5 ข้อ แต่ประเด็นสำคัญคือการนำฉันทมติ 5 ข้อ ไปปฏิบัติอย่างไร และมียุทธศาสตร์อะไรบ้าง

 

ทั้งนี้ สำหรับคำถาม ว่าเมียนมาให้อะไรตอบแทนไทย ที่เชิญมินอ่องหล่ายมาเยือน และมอบความชอบธรรมและเงินทุนให้ สีหศักดิ์ กล่าวว่าไทยไม่ได้ให้อะไรที่สูงเกินไป โดยไทยและเมียนมาเป็นประเทศเพื่อนบ้านกัน และเผชิญปัญหาในพื้นที่ชายแดน แต่ในขณะเดียวกันไทยก็ต้องเป็นฝ่ายรุกในการช่วยเหลือเมียนมาบนเส้นทางแห่งสันติภาพและความมั่นคง

 

“วิธีที่ดีที่สุดที่จะบรรลุเป้าหมายคือการเจรจากับผู้ที่มีอำนาจ ไทยไม่ได้ขอให้คนอื่นเดินตามเรา มันขึ้นอยู่กับเมียนมาที่จะตัดสินใจว่า พวกเขาต้องการทำอะไร มันไม่ใช่เรื่องของความชอบธรรม มันเป็นเรื่องของความเป็นจริง ทุกประเทศต่างก็กำหนดนโยบายต่างประเทศบนพื้นฐานของความเป็นจริง และไทยยังคงกระตุ้นให้เมียนมาทำให้ดีขึ้น แต่สุดท้ายแล้ว มันไม่ใช่การตัดสินใจของไทยที่จะบังคับอะไร นั่นเป็นเรื่องของเมียนมาที่จะตัดสินใจ” สีหศักดิ์ กล่าว

 

สีหศักดิ์ ยังชี้ว่า ปัญหาความขัดแย้งและการสู้รบในเมียนมาที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2021 เป็นปัญหาที่ยาวนานเกินไป และไทยมองว่าเมียนมาควรมองหาชัยชนะทางการเมืองผ่านการเจรจา พร้อมทั้งสนับสนุนการลดระดับความขัดแย้ง

 

ส่วนคำถามว่า เขาอยากเห็นมินอ่องหล่าย กลับมาร่วมการประชุมอาเซียนในเดือนพฤศจิกายนอีกครั้งหรือไม่ เขากล่าวว่าเรื่องนี้ต้อง ‘บรรลุฉันทมติ’

 

“ประเทศไทยจะไม่บังคับอะไร แต่เรารู้ว่าเราต้องทำอะไร เพราะเราเป็นประเทศเพื่อนบ้าน เมียนมาต้องทำในสิ่งที่พวกเขาต้องทำใช่ไหม แต่ไทยก็ต้องทำเช่นกัน เราต้องคิดถึงอาเซียนด้วย อาเซียนเป็นเรื่องของความสามัคคี เป็นเรื่องของการรับมือกับการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ และการพยายามรักษาความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อรักษาตัวเองให้เป็นเขตปลอดภัยในทางภูมิรัฐศาสตร์” สีหศักดิ์ กล่าว

The post สีหศักดิ์แถลงข่าวการเยือนไทยของมินอ่องหล่าย ชี้หารือทวิภาคี ครอบคลุม สร้างสรรค์ ตรงไปตรงมา ย้ำต้องการให้เมียนมากลับสู่อาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>