ข่าวต่างประเทศ World – THE STANDARD THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/world/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 02 Nov 2026 08:18:15 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 คนอเมริกันใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้ากว่า 53 ล้านคน สูงเป็นประวัติการณ์ สะท้อนอะไร https://thestandard.co/us-early-voting-surpasses-53-million/ Mon, 02 Nov 2026 08:18:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1274386 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกันต่อแถวเพื่อลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า

เมื่อวานนี้ (1 พฤศจิกายน) ชาวอเมริกันออกมาใช้สิทธิเลือก […]

The post คนอเมริกันใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้ากว่า 53 ล้านคน สูงเป็นประวัติการณ์ สะท้อนอะไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกันต่อแถวเพื่อลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า

เมื่อวานนี้ (1 พฤศจิกายน) ชาวอเมริกันออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าแล้วมากกว่า 53.14 ล้านคน จากผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งราว 210 ล้านคน เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2022 ซึ่งอยู่ที่ 46 ล้านคน โดยแบ่งเป็นการลงคะแนนล่วงหน้าด้วยตนเอง 29 ล้านคน และการลงคะแนนทางไปรษณีย์ 23 ล้านคน

 

สถิติแสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวของฝั่งเดโมแครตที่มีผู้ลงทะเบียนออกมาใช้สิทธิล่วงหน้าแล้วกว่า 11 ล้านคน เทียบกับฝั่งรีพับลิกันซึ่งอยู่ที่ราว 8 ล้านคน

 

โดยมีหลายรัฐบันทึกตัวเลขการเลือกตั้งล่วงหน้าพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เช่น เท็กซัส (มากกว่า 7 ล้านคน เพิ่มขึ้นกว่า 1.5 ล้านคนจากปี 2022), เซาท์แคโรไลนา (เพิ่มขึ้น 83%), เมน (เพิ่มขึ้น 44%), แคนซัส (เพิ่มขึ้น 34%) และมิชิแกน (เพิ่มขึ้น 32%)

 

ผลสำรวจระดับชาติล่าสุดระบุว่า พรรคเดโมแครตมีคะแนนนิยมนำอยู่ที่ 51.5% ต่อ 43.1% โดยนโยบายภาษีศุลกากรของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และการตัดสินใจทำสงครามร่วมกับอิสราเอลเพื่อต่อสู้กับอิหร่าน ถูกมองว่าเป็นปัจจัยซ้ำเติมวิกฤตค่าครองชีพ

 

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ทรัมป์ได้ตั้งข้อสงสัยต่อความปลอดภัยของการลงคะแนนทางไปรษณีย์อย่างต่อเนื่อง และเคยพยายามใช้อำนาจออกคำสั่งฝ่ายบริหารบีบให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบซองไปรษณีย์ แต่ศาลฎีกาสหรัฐฯ ได้ปฏิเสธคำร้องขอจำกัดการลงคะแนนทางไปรษณีย์ก่อนการเลือกตั้งครั้งนี้

 

การลงคะแนนเสียงล่วงหน้าเกิน 50 ล้านคน สะท้อนอะไร?

 

ข้อมูลวิเคราะห์จากศูนย์ประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมของพลเมือง (CDCE) มหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ และนักยุทธศาสตร์การเมือง ระบุว่า ยอดผู้ใช้สิทธิล่วงหน้าที่สูงเป็นประวัติการณ์ สะท้อนถึงปัจจัยสำคัญ ดังนี้

 

1. ความสะดวกทางโลจิสติกส์และการขยายทางเลือก

 

รัฐต่างๆ ในสหรัฐฯ ได้ขยายตัวเลือกการลงคะแนนล่วงหน้าแบบแสดงตนเพิ่มขึ้นจาก 24 รัฐในปี 2000 เป็น 47 รัฐ รวมถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ในปี 2026 ซึ่งช่วยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถจัดการเวลาได้สะดวกกว่าการรอไปใช้สิทธิในวันเลือกตั้งจริงเพียงวันเดียว

 

2. ความต้องการเปลี่ยนแปลงและกระแสปลุกมวลชน

 

ตัวเลขการออกมาใช้สิทธิล่วงหน้าที่คึกคัก โดยเฉพาะกลุ่มพรรคเดโมแครต สะท้อนถึงความต้องการออกมากำหนดทิศทางนโยบาย เพื่อแก้ไขปัญหาค่าครองชีพ รวมถึงอิทธิพลของสื่อโซเชียลมีเดียที่ดึงดูดให้เยาวชนและคนรุ่นใหม่ให้ความสนใจกับการเลือกตั้งมากขึ้น

 

3. ความวิตกกังวลทางการเมือง

 

ผู้ลงคะแนนจำนวนมากตัดสินใจลงคะแนนล่วงหน้า เนื่องจากความรู้สึกกดดันหรือวิตกกังวลต่อสถานการณ์การเมือง โดยต้องการ “จัดการภารกิจให้เสร็จสิ้น” โดยเร็วที่สุด เพื่อลดความตึงเครียด

 

4. มิติทางสังคมและการรณรงค์ในชุมชน

 

การจัดกิจกรรมกระตุ้นการมีส่วนร่วมในชุมชน เช่น แคมเปญ Parties at the Polls ที่สร้างบรรยากาศเฉลิมฉลอง ณ จุดลงคะแนน ก็มีส่วนช่วยดึงดูดประชาชนให้ออกมาร่วมใช้สิทธิล่วงหน้าเพิ่มขึ้น

 

แม้ตัวเลขผู้ใช้สิทธิล่วงหน้าจะยังไม่สามารถทำนายผลลัพธ์สุดท้ายของการเลือกตั้งได้ แต่ปรากฏการณ์การออกมาลงคะแนนทุบสถิติในครั้งนี้ ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการตื่นตัวทางการเมืองของผู้มีสิทธิเลือกตั้งอเมริกัน ที่พร้อมใจกันออกมารักษาสิทธิ เพื่อหวังสร้างความเปลี่ยนแปลงและอนาคตที่ดีกว่าเดิม ก่อนคูหาเลือกตั้งจะเปิดขึ้นอย่างเป็นทางการ วันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ ตามเวลาท้องถิ่น

 

ภาพ: Nathan Howard / Reuters

 

อ้างอิง:

The post คนอเมริกันใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้ากว่า 53 ล้านคน สูงเป็นประวัติการณ์ สะท้อนอะไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดเบื้องหลังแฮ็ก Binance 6.3 พันล้านดอลลาร์ ครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ทำไมเกาหลีเหนือถึงอยู่เบื้องหลัง? https://thestandard.co/binance-crypto-heist-north-korea/ Mon, 02 Nov 2026 08:07:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1274383 ภาพประกอบแล็ปท็อปและกราฟิกความปลอดภัยทางไซเบอร์เกี่ยวกับคริปโตเคอร์เรนซี

ลูกค้า Binance ถอนสินทรัพย์ออกจากแพลตฟอร์มสุทธิสูงถึง 3 […]

The post เปิดเบื้องหลังแฮ็ก Binance 6.3 พันล้านดอลลาร์ ครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ทำไมเกาหลีเหนือถึงอยู่เบื้องหลัง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแล็ปท็อปและกราฟิกความปลอดภัยทางไซเบอร์เกี่ยวกับคริปโตเคอร์เรนซี

ลูกค้า Binance ถอนสินทรัพย์ออกจากแพลตฟอร์มสุทธิสูงถึง 3.64 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังบริษัทถูกโจมตีทางไซเบอร์ จนสูญเสียสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่าถึง 6.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นเหตุโจรกรรมสกุลเงินดิจิทัลครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ขณะที่บริษัทเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่น พร้อมยืนยันรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมด

 

 

แม้ Binance สามารถจัดหาสินทรัพย์มาชดเชยส่วนที่ถูกโจรกรรมได้ราว 95% แต่ประเด็นสำคัญอย่างผู้อยู่เบื้องหลังการโจรกรรมยังต้องติดตามผลการสอบสวน โดยล่าสุด สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า กลุ่ม TraderTraitor หน่วยแฮ็กเกอร์ที่เชื่อมโยงกับรัฐบาลเกาหลีเหนือ เป็นผู้ก่อเหตุ ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิเคราะห์ของบริษัทติดตามธุรกรรมบล็อกเชนหลายแห่ง

 

เหตุการณ์นี้ทำให้เกาหลีเหนือกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง หลังเป็นประเทศที่ถูกตัดขาดจากระบบเศรษฐกิจโลกและมีข้อจำกัดในการเข้าถึงเงินตราต่างประเทศ อีกทั้งยังถูกกล่าวหาว่า ใช้อาชญากรรมทางไซเบอร์เป็นช่องทางหารายได้เพื่อสนับสนุนกองทัพและพัฒนาโครงการอาวุธนิวเคลียร์

 

THE STANDARD ชวนแกะรอยเหตุโจรกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สกุลเงินดิจิทัลว่า แฮ็กเกอร์เจาะระบบ Binance ได้อย่างไร เหตุใดหลักฐานจึงชี้ไปที่เกาหลีเหนือ แล้วเงินที่ได้จากการโจรกรรมทางไซเบอร์มีความเชื่อมโยงกับโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของรัฐบาลเปียงยางอย่างไร

 

เกิดอะไรขึ้นกับ Binance?

 

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา เกิดเหตุโจรกรรมครั้งประวัติศาสตร์ใน Binance หลังแฮ็กเกอร์สามารถเข้าถึงกระเป๋าเงินดิจิทัล และเคลื่อนย้ายสินทรัพย์มูลค่า 6.36 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ออกไปผ่านบล็อกเชน 10 เครือข่ายภายใน 20 นาที

 

หลังจากนั้น Binance ประกาศระงับบริการฝากและถอนสินทรัพย์ชั่วคราว เพื่อให้ทีมงานตรวจสอบความปลอดภัยของระบบ พร้อมประสานงานกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบล็อกเชนเพื่อติดตามและกู้คืนสินทรัพย์ที่ถูกขโมยไป

 

Binance ระบุผลการตรวจสอบเบื้องต้นว่า การโจมตีอาจเริ่มต้นจากคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปของวิศวกรรายหนึ่งที่ถูกเจาะระบบ ทำให้แฮ็กเกอร์สามารถเข้าถึงระบบที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ และส่งคำสั่งถอนสินทรัพย์โดยไม่ได้รับอนุญาต

 

อย่างไรก็ตาม การสอบสวนในเวลาต่อมาพบว่า การโจมตีมีขอบเขตกว้างกว่าที่ประเมินไว้ในตอนแรก โดยริชาร์ด เทง (Richard Teng) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมของ Binance ชี้ว่า มีระบบที่ถูกเจาะมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่กระบวนการโจมตีมีความซับซ้อน และยังไม่สามารถระบุตัวผู้ก่อเหตุได้โดยตรง รวมถึงไม่พบหลักฐานว่ากุญแจส่วนตัว (Private Key) รั่วไหล

 

ส่วน TRM Labs ระบุว่า แฮ็กเกอร์อาจเข้าถึงระบบลงลายมือชื่อดิจิทัล (Signing System) ของ Binance ซึ่งใช้ในการอนุมัติและยืนยันธุรกรรม ก่อนอาศัยช่องทางดังกล่าวสั่งโอนสินทรัพย์ออกจากกระเป๋าเงินของบริษัท โดยหนึ่งในวิธีการที่ถูกตั้งข้อสงสัย คือ การใช้สิทธิ์อนุญาตพิเศษเพื่อเปลี่ยนการทำงานของ Hot Wallet ให้สามารถโอนสินทรัพย์ไปยังบัญชีที่ผู้โจมตีควบคุมได้โดยอัตโนมัติ

 

TRM Labs ยังประเมินว่า รูปแบบการโจมตีดังกล่าวบ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ที่แฮ็กเกอร์จะสามารถเข้าควบคุมระบบอนุมัติธุรกรรมของ Binance ได้ในระดับหนึ่ง แม้บริษัทจะยังไม่ได้ยืนยันสาเหตุที่แท้จริงของการเจาะระบบครั้งนี้

 

ใครอยู่เบื้องหลังการโจรกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์?

 

น่าสนใจว่า หลังเกิดเหตุ บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบล็อกเชนหลายแห่งต่างชี้ว่า เกาหลีเหนืออาจอยู่เบื้องหลังการโจรกรรมครั้งนี้ โดย TRM Labs, Chainalysis และ Pangolin Intelligence ต่างประเมินว่า TraderTraitor หน่วยแฮ็กเกอร์ระดับหัวกะทิของเกาหลีเหนือเป็นผู้ก่อเหตุ พร้อมชี้หลักฐานว่า ลักษณะของการโจมตีมีรูปแบบสอดคล้องกับเหตุโจรกรรมที่เคยเชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือในอดีต

 

ต่อมาในวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา FBI ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า กลุ่ม TraderTraitor ของเกาหลีเหนือเป็นผู้ก่อเหตุโจรกรรมสินทรัพย์จาก Binance พร้อมเรียกร้องให้บริษัทและผู้ให้บริการในอุตสาหกรรมสกุลเงินดิจิทัลร่วมมือกันสกัดกั้นธุรกรรมที่เกี่ยวข้อง

 

ขณะนี้ มีรายงานว่า บริษัทหลายแห่งในกลุ่มอุตสาหกรรมสกุลเงินดิจิทัลได้ร่วมมือกันอายัดสินทรัพย์ที่ถูกขโมยไปมูลค่าราว 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่แฮ็กเกอร์พยายามเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ไปยังช่องทางต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ

 

ด้านบริษัท Chainalysis ตรวจพบการเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ผ่านบล็อกเชนหลายเครือข่าย รวมถึง Bitcoin และ Ethereum ขณะที่ยังพบว่า ผู้โจมตีใช้รูปแบบการฟอกเงินที่บริษัทไม่เคยพบมาก่อน ส่วน Pangolin Intelligence ประเมินว่า กลุ่มแฮ็กเกอร์อาจเตรียมใช้เครือข่ายองค์กรฟอกเงิน เพื่อเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลที่ขโมยมาให้กลายเป็นเงินสด

 

อนึ่ง พฤติกรรมดังกล่าวมีลักษณะคล้ายกับเหตุโจรกรรมแพลตฟอร์ม Bybit ในปี 2025 โดย FBI ระบุว่า แฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือเร่งโอนย้ายและกระจายสินทรัพย์ที่ขโมยมา ก่อนแลกเปลี่ยนเป็น Bitcoin และสกุลเงินดิจิทัลประเภทอื่นๆ โดยมีเป้าหมายสุดท้ายคือการเปลี่ยนสินทรัพย์เหล่านั้นเป็นเงินสด

 

ขณะเดียวกัน สำนักงานอารักขาประธานาธิบดีสหรัฐฯ (US Secret Service) เปิดเผยว่า กำลังทำงานร่วมกับบริษัทเอกชน รวมถึง Circle ซึ่งเป็นผู้ออกเหรียญ Stablecoin อย่าง USDC เพื่อติดตาม อายัด และกู้คืนสินทรัพย์ที่ถูกโจรกรรมจาก Binance

 

ทำไมเกาหลีเหนือจึงเลือกโจมตีอุตสาหกรรมคริปโต?

 

เซียรัน มาร์ติน (Ciaran Martin) อดีตผู้อำนวยการศูนย์ความมั่นคงทางไซเบอร์แห่งชาติของสหราชอาณาจักร (National Cyber Security Centre: NCSC) วิเคราะห์ว่า สาเหตุที่เกาหลีเหนือเลือกมุ่งเป้าไปยังอุตสาหกรรมสกุลเงินดิจิทัล เป็นเพราะธนาคารทั่วไปได้พัฒนาระบบป้องกันภัยไซเบอร์ที่มีความซับซ้อนและรัดกุมมากขึ้น

 

เขาอธิบายว่า อุตสาหกรรมสกุลเงินดิจิทัลมีความเสี่ยงมากกว่า แม้จะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ระบบรักษาความปลอดภัยและการกำกับดูแลยังพัฒนาได้ไม่ทัน โดยตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เกิดเหตุโจรกรรมสกุลเงินดิจิทัลที่สร้างความเสียหายครั้งละหลายร้อยล้านถึงพันล้านดอลลาร์สหรัฐมากกว่า 30 ครั้ง ขณะที่ธนาคารทั่วไปแทบไม่พบความเสียหายในระดับเดียวกัน โดยมีธนาคารที่สูญเสียเงินมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการโจมตีทางไซเบอร์ในช่วงเวลาเดียวกันไม่เกิน 1 แห่ง

 

นอกจากนี้ แพลตฟอร์มซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลยังมีลักษณะแตกต่างจากแพลตฟอร์มซื้อขายหุ้นทั่วไป เนื่องจากมักทำหน้าที่เก็บรักษาสินทรัพย์ดิจิทัลแทนผู้ใช้งาน ทำให้กลายเป็นแหล่งรวมสินทรัพย์มูลค่ามหาศาลที่อาจตกเป็นเป้าหมายของแฮ็กเกอร์

 

ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญยังตั้งข้อสังเกตว่า การพัฒนาของ AI อย่างรวดเร็ว อาจช่วยให้กลุ่มอาชญากรไซเบอร์มีเครื่องมือใหม่ๆ ใช้ในการโจมตี

 

เกาหลีเหนือสร้างกองทัพแฮ็กเกอร์อย่างไร?

 

สิ่งที่น่าสนใจ คือ แม้เกาหลีเหนือจะเป็นประเทศที่จำกัดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอย่างเข้มงวด และประชาชนทั่วไปแทบไม่มีโอกาสใช้งานอินเทอร์เน็ต แต่รัฐบาลกลับให้ความสำคัญกับการศึกษาด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์อย่างมาก

 

รายงานหลายฉบับระบุว่า เกาหลีเหนือพัฒนาขีดความสามารถด้านปฏิบัติการไซเบอร์อย่างเป็นระบบ โดยคัดเลือกนักศึกษามหาวิทยาลัยที่มีความสามารถโดดเด่นเข้าสู่หน่วยแฮ็กเกอร์ เช่น Lazarus Group ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานลาดตระเวนทั่วไป (Reconnaissance General Bureau: RGB) หรือหน่วยข่าวกรองของเกาหลีเหนือ

 

สำหรับผลงานของกลุ่มแฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือที่ผ่านมา หนึ่งในเหตุการณ์โจรกรรมครั้งสำคัญ คือ การโจมตี Sony Pictures ในปี 2014 หลังบริษัทสนับสนุนการสร้างภาพยนตร์ตลกเรื่อง The Interview ที่นำแสดงโดย เซท โรเกน (Seth Rogen) และมีเนื้อหาเกี่ยวกับแผนการลอบสังหารคิมจองอึน

 

กลุ่ม Lazarus ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อเหตุ โดยการโจมตีครั้งนี้ทำให้ข้อมูลภายใน Sony Pictures รั่วไหล หนึ่งในนั้นคือประเด็นฉาวโฉว่า นักแสดงหญิงชื่อดังอย่าง เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ (Jennifer Lawrence) และเอมี อดัมส์ (Amy Adams) ได้รับค่าตอบแทนจากภาพยนตร์เรื่อง American Hustle น้อยกว่านักแสดงชายที่ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่องเดียวกัน

 

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ Sony Pictures เคยพยายามยกเลิกการฉายภาพยนตร์ The Interview ก่อนเปลี่ยนการตัดสินใจ หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ยอมจำนนต่อแรงกดดันจากเกาหลีเหนือ แต่ในท้ายที่สุด บริษัทได้เผยแพร่ภาพยนตร์ผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงนำเข้าฉายในโรงภาพยนตร์จำนวนหนึ่ง

 

เงินที่ขโมยมาเกี่ยวข้องอย่างไรกับโครงการนิวเคลียร์?

 

ต้องเข้าใจก่อนว่า เกาหลีเหนือเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก หลังเผชิญข้อจำกัดทางเศรษฐกิจจากมาตรการคว่ำบาตรของนานาชาติมาอย่างยาวนาน โดยข้อมูลของ UN ระบุว่า ประชากรเกาหลีเหนือราว 40% ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ขณะที่เด็กเกือบ 1 ใน 5 มีภาวะเตี้ยแคระแกร็นจากการขาดสารอาหารเรื้อรัง

 

ขณะเดียวกัน รัฐบาลคิมจองอึนพัฒนาขีดความสามารถทางทหารอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่า เกาหลีเหนือมีหัวรบนิวเคลียร์ประมาณ 50 หัว ขณะที่ยังส่งกำลังทหารกับอาวุธไปสนับสนุนรัสเซียในการทำสงครามกับยูเครน

 

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และเกาหลีใต้ระบุว่า หน่วยแฮ็กเกอร์ของเกาหลีเหนือเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้สำคัญของรัฐบาลเปียงยาง ขณะที่คณะผู้เชี่ยวชาญ UN ประเมินว่า เงินที่ได้จากการโจรกรรมสกุลเงินดิจิทัลอาจคิดเป็นครึ่งหนึ่งของรายได้จากเงินตราต่างประเทศทั้งหมดของเกาหลีเหนือ

 

นอกจากนี้ ประเทศหนึ่งที่ไม่ได้เปิดเผยชื่อยังประเมินว่า เงินหลายพันล้านดอลลาร์ที่เกาหลีเหนือขโมยมา อาจถูกนำไปใช้สนับสนุนโครงการอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (Weapons of Mass Destruction: WMD) หรือคิดเป็นสัดส่วนถึง 40% ของเงินทุนทั้งหมดที่ใช้ในโครงการดังกล่าว

 

แม้ตัวเลขเหล่านี้ยังเป็นการประเมิน แต่ก็สะท้อนถึงความกังวลของประชาคมระหว่างประเทศว่า รายได้จากอาชญากรรมทางไซเบอร์ อาจกลายเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญที่ช่วยให้เกาหลีเหนือสามารถดำเนินโครงการทางทหารต่อไปได้ แม้จะเผชิญมาตรการคว่ำบาตรอย่างเข้มงวด

 

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เกาหลีเหนือยังถูกกล่าวหาว่า พึ่งพากิจกรรมผิดกฎหมายเพื่อหารายได้ให้ประเทศ ตั้งแต่การปลอมแปลงธนบัตรสหรัฐฯ ชนิดราคา 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ที่มีคุณภาพสูงจนได้รับฉายาว่า Supernotes ในช่วงทศวรรษ 1990 ไปจนถึงการผลิตและลักลอบส่งออกยาเสพติดประเภทเมทแอมเฟตามีนชนิดผลึก หรือยาไอซ์ในช่วงทศวรรษ 2000

 

ภาพ: DC Studio / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post เปิดเบื้องหลังแฮ็ก Binance 6.3 พันล้านดอลลาร์ ครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ทำไมเกาหลีเหนือถึงอยู่เบื้องหลัง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินเดียประท้วงใหญ่ ต่อต้านรัฐบาลโมดี ปมทำชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งหาย 130 ล้านคน https://thestandard.co/india-protest-modi-voter-rolls/ Mon, 02 Nov 2026 07:58:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1274380 ชาวอินเดียหลายหมื่นคนรวมตัวชุมนุมประท้วงรัฐบาล นเรนทรา โมดี ที่กรุงนิวเดลี 4

ชาวอินเดียหลายหมื่นคนออกมาชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ในเมือง […]

The post อินเดียประท้วงใหญ่ ต่อต้านรัฐบาลโมดี ปมทำชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งหาย 130 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาวอินเดียหลายหมื่นคนรวมตัวชุมนุมประท้วงรัฐบาล นเรนทรา โมดี ที่กรุงนิวเดลี 4

ชาวอินเดียหลายหมื่นคนออกมาชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ในเมืองหลวง เมื่อวานนี้ (1 พฤศจิกายน) ภายใต้การนำของพรรคคองเกรสและพันธมิตรฝ่ายค้าน เพื่อต่อต้านรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี โดยมีชนวนเหตุสำคัญมาจากการปรับปรุงบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (SIR) ที่ทำให้รายชื่อประชาชนถูกลบออกไปมากถึง 130 ล้านคน ซึ่งกระทบต่อกลุ่มชาวมุสลิมและชนกลุ่มน้อยอย่างไม่ได้สัดส่วน จนเกิดข้อกล่าวหาว่า เป็นการกระทำเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการเลือกตั้งให้แก่พรรครัฐบาล BJP

ดูภาพข่าว 

ราฮุล คานธี ผู้นำฝ่ายค้าน ได้เรียกร้องให้ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งอินเดียลาออกจากตำแหน่ง โดยระบุว่า เป็นความพยายามทำลายระบอบประชาธิปไตยของประเทศ การชุมนุมครั้งนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากขบวนการเยาวชนประท้วงที่ใช้ชื่อว่า ‘Cockroaches’ แม้ว่าจำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุมจริงจะอยู่ที่ระดับหลายหมื่นคน ซึ่งน้อยกว่าเป้าหมาย 1 ล้านคนที่ฝ่ายค้านคาดการณ์ไว้ โดยส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ตำรวจตั้งสิ่งกีดขวางขัดขวางรถบัสของผู้ชุมนุมไม่ให้เข้าสู่กรุงนิวเดลี

 

ด้านพรรครัฐบาล BJP ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดย เจพี นัดดา ประธานพรรค BJP กล่าวตอบโต้การชุมนุมของฝ่ายค้านว่า เป็นการไม่แสดงความเคารพต่อประชาธิปไตย แต่คือแผนสมคบคิดที่คำนวณมาแล้วเพื่อนำพาประเทศไปสู่ความจลาจลไร้ขอบเขต ภายใต้การอ้างชื่อประชาธิปไตยบังหน้า

 

สำนักข่าวต่างประเทศระบุว่า การชุมนุมครั้งนี้นับเป็นการแสดงพลังครั้งใหญ่ที่สุดของฝ่ายค้านในรอบหลายปี ท่ามกลางกระแสต่อต้านรัฐบาลที่กลับมาระอุอีกครั้งในวงกว้าง หลังจากที่การแสดงความเห็นต่างทางการเมืองเคยถูกกดดันและปราบปรามอย่างเป็นระบบมาตลอด 12 ปีภายใต้การบริหารของรัฐบาลโมดี

 

 

ชาวอินเดียหลายหมื่นคนรวมตัวชุมนุมประท้วงรัฐบาล นเรนทรา โมดี ที่กรุงนิวเดลี

ชาวอินเดียหลายหมื่นคนรวมตัวชุมนุมประท้วงรัฐบาล นเรนทรา โมดี ที่กรุงนิวเดลี 1ชาวอินเดียหลายหมื่นคนรวมตัวชุมนุมประท้วงรัฐบาล นเรนทรา โมดี ที่กรุงนิวเดลี 2ชาวอินเดียหลายหมื่นคนรวมตัวชุมนุมประท้วงรัฐบาล นเรนทรา โมดี ที่กรุงนิวเดลี 3

 

ภาพ: Reuters, Bhawika Chhabra / Reuters

 

อ้างอิง:

The post อินเดียประท้วงใหญ่ ต่อต้านรัฐบาลโมดี ปมทำชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งหาย 130 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โค้งสุดท้ายเลือกตั้งมิดเทอมสหรัฐฯ ทรัมป์ ลั่น “จะชนะอย่างถล่มทลาย” ชื่นชม สส.เดโมแครตพลิกขั้วหนุนวุฒิสมาชิกรีพับลิกัน https://thestandard.co/trump-midterm-elections-republican-stevens/ Mon, 02 Nov 2026 06:26:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1274335 โดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียงการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียงการเลื […]

The post โค้งสุดท้ายเลือกตั้งมิดเทอมสหรัฐฯ ทรัมป์ ลั่น “จะชนะอย่างถล่มทลาย” ชื่นชม สส.เดโมแครตพลิกขั้วหนุนวุฒิสมาชิกรีพับลิกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียงการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียงการเลือกตั้งกลางเทอมที่รัฐไอโอวาและแคนซัส ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเป็นช่วงโค้งสุดท้ายก่อนที่จะมีการลงคะแนนเลือกตั้งในวันพรุ่งนี้ (3 พฤศจิกายน) ตามเวลาท้องถิ่น

 

 
 

ในการขึ้นเวทีปราศรัยที่รัฐไอโอวา ทรัมป์ได้ทำนายว่า “จะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย” พร้อมทั้งย้ำคำมั่นสัญญาว่า จะแจกเงิน 5,000 ดอลลาร์ให้กับผู้ใหญ่ชาวอเมริกันทุกคน หากพรรครีพับลิกันชนะการเลือกตั้งกลางเทอมทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

 

ขณะที่เขาเตือนว่าหากพรรคเดโมแครตชนะในสภาทั้งสองแห่ง สหรัฐฯ จะตกอยู่ใน “ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำแบบปี 1929”

 

ทรัมป์ชื่นชม สส.เดโมแครต พลิกขั้วหนุนผู้สมัครวุฒิสมาชิกรีพับลิกัน

 

อีกประเด็นที่สร้างความฮือฮาก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง คือการ ‘เปลี่ยนขั้ว’ ของเฮลีย์ สตีเวนส์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครต ที่ตัดสินใจถอนการสนับสนุนอับดุล เอล ซาเยด ผู้สมัครวุฒิสมาชิกของพรรคเดโมแครตในรัฐมิชิแกน ที่เธอเคยพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งขั้นต้นเมื่อเดือนสิงหาคม และหันไปสนับสนุนคู่แข่ง อย่าง ไมค์ โรเจอร์ส ผู้สมัครวุฒิสมาชิกจากพรรครีพับลิกัน

 

โดยสตีเวนส์กล่าวว่า เธอรู้สึกว่า สิ่งที่ออกมาจากแคมเปญของเอล ซาเยด นั้นคือ ‘ความเกลียดชัง’

 

ขณะที่ทรัมป์ กล่าวชื่นชมเธอระหว่างปราศรัยที่ไอโอวา และประกาศต้อนรับให้เธอเข้าร่วมพรรครีพับลิกัน

 

“ผมไม่รู้จักเฮลีย์ ไม่เคยเจอเธอมาก่อน แต่เฮลีย์ได้พูดในสิ่งที่น้อยคนนักจะกล้าพูด ผมอยากให้เธอมาเข้าร่วมพรรครีพับลิกันนะ จริงๆ แล้วผมคิดว่ามันอาจจะเกิดขึ้นก็ได้ เธอได้แสดงความจงรักภักดีอย่างยิ่ง ซึ่งแทบไม่เคยปรากฏมาก่อน” ทรัมป์กล่าว

 

เขายังกล่าวโจมตี เอล ซาเยด ซึ่งเป็นผู้สมัครชาวมุสลิม ว่าเป็น ‘ญิฮาดิสต์ (jihadist)’ พร้อมทั้งใช้วาทกรรมที่แสดงความเกลียดชังต่อชาวมุสลิม มุ่งเป้าไปยังผู้สมัครวุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครตรายนี้

 

“ลองนึกภาพดูสิ เราคงต้องให้เขาเดินผ่านเครื่องตรวจจับโลหะ” ทรัมป์กล่าวเชิงตั้งข้อสังเกต โดยเปรียบเทียบ เอล-ซาเยดว่า เป็นผู้ก่อการร้าย ซึ่งเป็นถ้อยคำที่ตอกย้ำอคติที่มีต่อชาวมุสลิม

 

การพลิกขั้วดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากเกิดความขัดแย้งภายในพรรคระหว่างสตีเวนส์ ซึ่งเป็นนักการเมืองที่มีแนวคิดสายกลาง และเอล ซาเยด ซึ่งเป็นนักการเมืองหัวก้าวหน้า โดยทั้งสองมักปะทะคารมกันในระหว่างการหาเสียงชิงตำแหน่งวุฒิสมาชิก ซึ่งก่อนหน้านี้สตีเวนส์ให้การสนับสนุนเอล ซาเยด หลังจากที่ยอมรับความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งขั้นต้นเมื่อเดือนสิงหาคม

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น สตีเวนส์และโรเจอร์สถูกพบเห็นว่าไปร่วมพิธีทางศาสนาด้วยกันในเช้าวันอาทิตย์ ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่าเธอสนับสนุนใคร ก่อนที่เธอจะตอบคำถามในวิดีโอที่โพสต์ลงโซเชียลมีเดีย โดยเปลี่ยนไปสนับสนุนผู้สมัครวุฒิสมาชิกจากรีพับลิกัน และปฏิเสธที่จะร่วมหาเสียงกับเอล ซาเยด พร้อมทั้งเรียกร้องให้เอล ซาเยด ออกมาปฏิเสธโฆษณาทางการเมืองที่กล่าวอ้างถึงความเชื่อมโยงระหว่างราคาสินค้าที่สูงขึ้นกับการสนับสนุนทางทหารของสหรัฐฯ ต่อสงครามของอิสราเอลในฉนวนกาซา

 

การเปลี่ยนข้างของสตีเวนส์ในช่วงโค้งสุดท้ายของการแข่งขันที่ค่อนข้างสูสี ทำให้ ชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภาของพรรคเดโมแครต ออกมาประณามการกระทำดังกล่าว

 

โพลชี้ เดโมแครตคะแนนนำใน 7 รัฐกุมเสียงข้างมากวุฒิสภา

 

ทั้งนี้ ผลสำรวจล่าสุดของ New York Times ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม พบว่าพรรคเดโมแครตมีคะแนนนำพรรครีพับลิกันในรัฐสำคัญทั้ง 7 รัฐที่จะเป็นตัวกำหนดว่าพรรคใดจะครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา

 

ผลสำรวจความคิดเห็นซึ่งจัดทำโดย New York Times และมหาวิทยาลัยเซียนา แสดงให้เห็นว่า เอล ซาเยด มีคะแนนนำคู่แข่งอย่าง โรเจอร์ส ในการชิงวุฒิสมาชิกรัฐมิชิแกน อยู่ที่ 53% ต่อ 42% ซึ่งผลสำรวจนี้จัดทำขึ้นก่อนที่สตีเวนส์ จะเปลี่ยนท่าทีไปสนับสนุนโรเจอร์ส

 

ภาพ: REUTERS/Evan Vucci

 

อ้างอิง:

The post โค้งสุดท้ายเลือกตั้งมิดเทอมสหรัฐฯ ทรัมป์ ลั่น “จะชนะอย่างถล่มทลาย” ชื่นชม สส.เดโมแครตพลิกขั้วหนุนวุฒิสมาชิกรีพับลิกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา G20 ปิดฉากไร้แถลงการณ์ร่วม สหรัฐฯ ยกเลิกถ่ายภาพหมู่ หลังหลายชาติไม่ยอมร่วมเฟรมรัสเซีย https://thestandard.co/g20-cancels-photo-russia-dispute/ Mon, 02 Nov 2026 03:47:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1274255 การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ G20 ณ เมืองแอตแลนตา สหรัฐอเมริกา

การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดให […]

The post จับตา G20 ปิดฉากไร้แถลงการณ์ร่วม สหรัฐฯ ยกเลิกถ่ายภาพหมู่ หลังหลายชาติไม่ยอมร่วมเฟรมรัสเซีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ G20 ณ เมืองแอตแลนตา สหรัฐอเมริกา

การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 แห่ง (G20) ณ เมืองแอตแลนตา สหรัฐอเมริกา สิ้นสุดลงโดยไม่มีแถลงการณ์ร่วม หลังประเทศสมาชิกไม่สามารถบรรลุฉันทามติในประเด็นความมั่นคง ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างประเทศสมาชิก ยังทำให้สหรัฐฯ ต้องยกเลิกการถ่ายภาพหมู่ตามธรรมเนียม หลังหลายประเทศในยุโรปปฏิเสธที่จะถ่ายภาพร่วมกับผู้แทนรัสเซีย

 

 
 

ทำไม G20 ต้องยกเลิกการถ่ายภาพหมู่?

 

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา The Guardian รายงานว่า การถ่ายภาพหมู่ (Family Photo) ในการประชุม G20 ถูกยกเลิกอย่างกะทันหัน หลังผู้แทนจากประเทศสมาชิก 1 ใน 3 เช่น ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และประเทศในยุโรปประกาศว่า จะคว่ำบาตรการถ่ายภาพ หรือเดินออกจากพิธี หากต้องปรากฏตัวร่วมกับ เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย

 

ก่อนเริ่มการประชุม โยฮันน์ วาเดอฟูล รัฐมนตรีการกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี ออกมาประกาศว่า ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปจะไม่เข้าร่วมการถ่ายภาพหมู่กับผู้แทนรัสเซีย เนื่องจากความสัมพันธ์ทวิภาคียังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ

 

“ไม่ว่าในกรณีใด จะไม่มีการถ่ายภาพหมู่ร่วมกันระหว่างพันธมิตรยุโรปกับลาฟรอฟ เพราะความสัมพันธ์กับรัสเซียยังไม่อาจถือว่า เข้าสู่ภาวะปกติได้” วาเดอฟูลกล่าว

 

เช่นเดียวกับ เอ็ด มิลิแบนด์ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักร ก็ยืนยันจุดยืนในทิศทางเดียวกันว่า อังกฤษไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับรัสเซียมานานหลายปี ขณะที่ เพนนี หว่อง รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลีย กล่าวประณามการรุกรานยูเครนของรัสเซียต่อหน้าลาฟรอฟในที่ประชุม โดยระบุว่า สงครามที่รัสเซียก่อ ส่งผลกระทบต่อตลาดระหว่างประเทศ รวมถึงทำให้ปัญหาความมั่นคงทางอาหารทั่วโลกรุนแรงขึ้น

 

จุดยืนดังกล่าวทำให้ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ สั่งยกเลิกการถ่ายภาพหมู่ตามธรรมเนียมในการประชุม แต่เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกแสดงความเป็นเอกภาพ เพื่อรับมือกับปัญหาที่คุกคามความมั่นคงและการค้าระหว่างประเทศ

 

“เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์หลายอย่างที่เชื่อมโยงถึงกัน” รูบิโอกล่าวต่อที่ประชุม

 

อนึ่ง มีการตั้งข้อสังเกตว่า การปฏิเสธถ่ายภาพร่วมกับลาฟรอฟมีนัยสำคัญทางการเมือง เนื่องจากประเทศที่คัดค้านกังวลว่า การปรากฏตัวร่วมกับผู้แทนรัสเซียอาจถูกตีความว่า เป็นการยอมรับให้ความสัมพันธ์กับมอสโกกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทั้งที่สงครามในยูเครนยังคงดำเนินอยู่

 

ทำไมสหรัฐฯ ยังเชิญรัสเซียเข้าร่วมประชุม?

 

ทั้งนี้ The Guardian ชี้ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนความแตกแยกระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ กับพันธมิตรบางประเทศ หลังรัฐบาลของ โดนัลด์ ทรัมป์ พยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์กับรัสเซีย โดยผลักดันให้มอสโกกลับมามีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศอีกครั้ง

 

หนึ่งในประเด็นที่สร้างความไม่พอใจให้แก่ประเทศสมาชิก G20 โดยเฉพาะชาติยุโรป คือ การที่สหรัฐฯ เชิญลาฟรอฟเข้าร่วมการประชุมที่เมืองแอตแลนตา รวมถึงเชิญ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำ G20 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในเดือนธันวาคมที่รัฐฟลอริดา

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่รัสเซียยังคงโจมตียูเครนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่รัฐบาลทรัมป์ได้ผ่อนผันมาตรการคว่ำบาตรใหม่ต่อมอสโก รวมถึงจำกัดความช่วยเหลือด้านโลจิสติกส์และข่าวกรองแก่ยูเครนเป็นการชั่วคราว

 

อย่างไรก็ตาม รูบิโอปกป้องการตัดสินใจเชิญผู้แทนรัสเซียเข้าร่วมการประชุม โดยให้เหตุผลว่า การยุติสงครามด้วยสันติวิธีจำเป็นต้องเจรจากับทั้งสองฝ่าย และไม่สามารถหาทางออกได้ หากไม่มีการพูดคุยกับรัสเซีย พร้อมยอมรับว่า ยังไม่มีความชัดเจนว่า การเจรจาสันติภาพจะสามารถยุติสงครามยูเครนได้หรือไม่

 

“ผมไม่รู้ว่า การบรรลุสันติภาพผ่านการเจรจาในยูเครนเป็นสิ่งที่เป็นไปได้หรือไม่ นั่นคือสิ่งที่เรากำลังพยายามหาคำตอบ แต่ผมคิดว่า ไม่มีใครในที่นี้กำลังกล่าวอ้างว่า เราใกล้จะบรรลุข้อตกลงสันติภาพแล้ว” รูบิโอกล่าว

 

นอกจากนี้ The Guardian ยังรายงานว่า ยูเครนไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ แม้เคยเข้าร่วมในหลายปีก่อน โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ชี้แจงว่า รัฐบาลตั้งใจจำกัดการเข้าร่วมประชุมไว้เฉพาะประเทศสมาชิกอย่างเป็นทางการเท่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม โปแลนด์กลับได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุมในฐานะประเทศรับเชิญ หลังกำลังผลักดันการเข้าเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ แต่รัสเซียยังคงคัดค้าน

 

ขณะเดียวกัน แอฟริกาใต้ หนึ่งในสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้ง G20 กลับไม่มีชื่อในการเข้าร่วมประชุม โดยที่ผ่านมา แอฟริกาใต้มีความขัดแย้งกับรัฐบาลทรัมป์ในหลายประเด็น สะท้อนจากเหตุการณ์ในปี 2025 หลังทรัมป์และรูบิโอปฏิเสธไม่เข้าร่วมการประชุมที่มีแอฟริกาใต้เป็นประธานการประชุม G20

 

ทำไม G20 ไม่สามารถออกแถลงการณ์ร่วมได้?

 

นอกเหนือจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนแล้ว รายงานของสำนักข่าว AP ยังชี้ว่า ประเทศสมาชิก G20 ยังมีความเห็นแตกต่างกันในประเด็นอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกรณีสงครามอิหร่าน มาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ และความเคลื่อนไหวของจีนในทะเลจีนใต้ ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงาน และสร้างความไม่แน่นอนต่อการค้าโลก

 

อนึ่ง นักการทูตที่เข้าร่วมการประชุมเปิดเผยกับ AP ว่า แม้บรรยากาศการหารือช่วงแรกจะเป็นไปอย่างราบรื่น แต่ประเทศสมาชิกยังคงมีจุดยืนแตกต่างกันอย่างมาก โดยเฉพาะรัสเซียที่ยังคงยืนกรานจุดยืนเดิมเกี่ยวกับสงครามในยูเครน

 

ส่วน ราโดสลาฟ ซีกอร์สกี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศโปแลนด์ กล่าวว่า เขาไม่รู้สึกประหลาดใจเลย หากการประชุมไม่สามารถหาจุดยืนร่วมกันได้

 

“ขณะนี้มีสงครามเกิดขึ้นหลายแห่ง และมีประเทศที่เกี่ยวข้องกับสงครามเหล่านั้นนั่งอยู่ร่วมโต๊ะประชุมด้วย ดังนั้น การหาจุดยืนร่วมกันจึงเป็นเรื่องยากมาก” ซีกอร์สกีกล่าว

 

จากความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ผู้จัดการประชุมจึงวางแผนว่า จะใช้แถลงการณ์ของประธานการประชุม แทนการออกแถลงการณ์ร่วม (Joint Communiqué) เนื่องจากประเทศสมาชิกมีความเห็นแตกต่างกันอย่างมากในประเด็นสำคัญ

 

โดยทั่วไป แถลงการณ์ร่วมเป็นเอกสารที่สะท้อนจุดยืนหรือข้อตกลงที่ประเทศสมาชิกยอมรับร่วมกัน ขณะที่แถลงการณ์ของประธานการประชุมเป็นเอกสารสรุปสาระสำคัญจากการหารือ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศเห็นชอบกับเนื้อหาทั้งหมด

 

แถลงการณ์ฉบับดังกล่าวไม่ได้ระบุถึงข้อตกลงใดๆ ที่ประเทศสมาชิกบรรลุร่วมกัน แต่กล่าวถึงสิ่งที่โลกควรแก้ไข เช่น ความมั่นคงด้านพลังงานและอาหาร หรือเสรีภาพในการเดินเรือ โดยรูบิโอยอมรับระหว่างการแถลงข่าวว่า ประเทศสมาชิก G20 ยังห่างไกลจากการหาทางออกที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันได้

 

อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่า บางประเทศยังสามารถดำเนินความร่วมมือในประเด็นเฉพาะด้าน โดยเฉพาะการเสริมสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานและแร่ธาตุสำคัญ ขณะที่รูบิโอยังได้หารือกับออสเตรเลีย อินเดีย และญี่ปุ่น ถึงเสรีภาพในการเดินเรือ ทั้งในช่องแคบฮอร์มุซ ทะเลแดง ทะเลดำ และทะเลจีนใต้

 

นอกจากนี้ อีกหนึ่งประเด็นที่ส่งผลต่อบรรยากาศการประชุม คือ ความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะเปิดปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านอีกครั้ง โดย AP รายงานว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ได้แจ้งให้หลายประเทศในตะวันออกกลางและพันธมิตรในภูมิภาคเตรียมพร้อมรับความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะโจมตีอิหร่านอีกครั้ง ซึ่งคาดว่า อาจจะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งในสหรัฐฯ วันที่ 3 พฤศจิกายน

 

ภาพ: Erik S. Lesser / Reuters

 

อ้างอิง:

The post จับตา G20 ปิดฉากไร้แถลงการณ์ร่วม สหรัฐฯ ยกเลิกถ่ายภาพหมู่ หลังหลายชาติไม่ยอมร่วมเฟรมรัสเซีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทูตจีนแจงกรณีประกาศเตือนพลเมืองมาไทยระวังความเสี่ยงถูกลักพาตัว ยืนยันเป็นมาตรการป้องกัน-ไม่ได้พุ่งเป้าไทย https://thestandard.co/chinese-ambassador-clarifies-thailand-travel-alert/ Mon, 02 Nov 2026 02:39:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1274215 จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ให้สัมภาษ […]

The post ทูตจีนแจงกรณีประกาศเตือนพลเมืองมาไทยระวังความเสี่ยงถูกลักพาตัว ยืนยันเป็นมาตรการป้องกัน-ไม่ได้พุ่งเป้าไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ให้สัมภาษณ์สื่อไทย กรณีหนังสือพิมพ์ South China Morning Post ของจีน รายงานว่า สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้ออกประกาศเตือนพลเมืองจีนให้ระมัดระวังความเสี่ยงในการเดินทางมายังประเทศไทย หลังมีชาวจีนหลายรายตกเป็นเป้าหมายของการลักพาตัวและขบวนการค้ามนุษย์ที่แฝงมากับข้อเสนอการทำงานปลอม

 

เอกอัครราชทูตจีน กล่าวว่า “เขาเข้าใจดีถึงความกังวลของสื่อและประชาชนไทยในเรื่องนี้ โดยที่ผ่านมา ไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยวจีน และจีนก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของไทยมาหลายปีติดต่อกัน ซึ่งการแลกเปลี่ยนระหว่างกันที่เป็นไปอย่างคึกคัก ทำให้การดูแลความปลอดภัยในการเดินทางมาไทยและจีน เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งสองฝ่าย

 

“จีนและไทยเชื่อมโยงกันด้วยภูเขาและแม่น้ำ และมีสายเลือดเดียวกัน จีนสนับสนุนการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนอย่างใกล้ชิดระหว่างสองประเทศมาโดยตลอด ไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีน และจีนก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของไทยมาหลายปีติดต่อกัน นอกจากนี้ ชาวไทยก็เดินทางไปจีนมากขึ้นต่อเนื่อง ด้วยการแลกเปลี่ยนแบบสองทางที่คึกคักเช่นนี้ การดูแลความปลอดภัยในการเดินทางและการกลับบ้านอย่างมีความสุขของทุกคนจึงเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งสองฝ่าย” จาง เจี้ยนเว่ย กล่าว

 

โดย จาง เจี้ยนเว่ย ยังชี้แจงว่า สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ได้ออกการแจ้งเตือนนี้ เนื่องจากมีกรณีชาวจีนสูญหายหรือได้รับอันตรายในประเทศไทยหลายรายในช่วงที่ผ่านมา จนทำให้เกิดความกังวลอย่างกว้างขวางในประเทศจีน

 

“ที่จริงแล้ว สถานเอกอัครราชทูตได้รับโทรศัพท์จากครอบครัวของผู้ที่สูญหายหรือผู้ที่ตกค้างในประเทศไทยมากกว่าสิบสายต่อวัน เพื่อขอความช่วยเหลือ การปกป้องความปลอดภัยและสิทธิอันชอบธรรมของพลเมืองเป็นความรับผิดชอบที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ของสถานเอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูตขอแจ้งเตือนพลเมืองจีนให้ระมัดระวังและใช้มาตรการป้องกันเพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นเหยื่อของอาชญากร” เขากล่าว และยืนยันว่า “นี่เป็นมาตรการป้องกันและคุ้มครอง” และ “ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ประเทศไทยแต่อย่างใด”

 

ขณะที่เอกอัครราชทูตจีน กล่าวว่า “จีนทราบดีว่า คดีเหล่านี้เกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่ซับซ้อน” และชื่นชมความพยายามอย่างมากของรัฐบาลและตำรวจไทยในการช่วยเหลือพลเมืองจีนที่ตกค้าง พร้อมทั้งยกย่องความมุ่งมั่นและการดำเนินการที่แน่วแน่ของไทยในการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น การฉ้อโกงทางโทรคมนาคม

 

“จีนยินดีที่จะเสริมสร้างความร่วมมือกับไทยให้มากขึ้นเพื่อร่วมกันต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ รักษาบรรยากาศการท่องเที่ยวที่ดี และปกป้องความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองประเทศ” จาง เจี้ยนเว่ย กล่าว

 

เขาย้ำว่า ด้วยความร่วมมือร่วมใจกันของทั้งสองฝ่าย จีนและไทยจะสามารถร่วมกันปราบปรามอาชญากรรมได้อย่างแน่นอน และนักท่องเที่ยวจีนจะยังคงเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างคึกคักต่อไป

 

โดยจีนยังสนับสนุนและยินดีที่ได้เห็นนักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน จีนก็ยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางไปท่องเที่ยวที่ประเทศจีนมากขึ้นเช่นกัน

 

“ผมเชื่อมั่นว่า การไปมาหาสู่กันอย่างใกล้ชิดระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ จะช่วยเพิ่มพูนความเข้าใจซึ่งกันและกันและมิตรภาพของทั้งสองฝ่าย ตลอดจนทำให้มิตรภาพอันพิเศษดั่งคำว่า ‘จีน-ไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน’ สืบทอดต่อไปจากรุ่นสู่รุ่น” เขากล่าว

 

ก่อนหน้านี้ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้แสดงความเห็นต่อการออกประกาศเตือนพลเมืองของสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย โดยชี้แจงว่า ปัจจุบันนักท่องเที่ยวจากหลายประเทศยังคงมีความเชื่อมั่นในการเดินทางมายังประเทศไทย แต่หากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความกังวลด้านความปลอดภัย หน่วยงานไทยมีหน้าที่ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องตามกฎหมาย

 

อย่างไรก็ตาม เขามองว่า การออกคำเตือนการเดินทางถือเป็นสิ่งที่แต่ละประเทศสามารถดำเนินการเพื่อดูแลพลเมืองของตนเองได้ แต่ควรประเมินระดับความเสี่ยงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และระมัดระวังการใช้ถ้อยคำหรือการสื่อสารที่อาจสร้างความตื่นตระหนกเกินความจำเป็น เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย

 

สีหศักดิ์กล่าวว่า การป้องกันไม่ให้ชาวต่างชาติตกเป็นเหยื่อของขบวนการหลอกลวงถือเป็นเรื่องสำคัญ โดยประเทศไทยพร้อมตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง และให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดกฎหมายหรือการจำกัดเสรีภาพของบุคคล

 

ส่วนกรณีการหลอกลวงด้วยข้อเสนอทำงานปลอมนั้น สีหศักดิ์ ระบุว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับบุคคลสัญชาติไทยเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นลักษณะของเครือข่ายที่มีบุคคลจากหลายประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงจำเป็นต้องตรวจสอบให้ชัดเจนว่า ผู้เสียหายถูกชักชวนหรือหลอกลวงมาจากที่ใด รวมถึงใครเป็นผู้จัดการเดินทางและเกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าว

 

ส่วนรายงานที่ระบุว่า อาจมีชาวจีนบางส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายลักพาตัวนั้น สีหศักดิ์ กล่าวว่า ไม่ต้องการกล่าวโทษบุคคลจากเรื่องสัญชาติ แต่ควรมุ่งไปที่การป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ และใช้ข้อมูลจากทั้งฝ่ายไทยและจีนร่วมกันติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี

 

ทั้งนี้ สีหศักดิ์ ย้ำว่า การสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน โดยเฉพาะกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการต่างประเทศ และสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและกำหนดแนวทางป้องกันที่ชัดเจน แต่การแก้ปัญหาจะต้องมุ่งไปที่ต้นเหตุ ไม่ใช่ดำเนินการเฉพาะเมื่อเกิดเหตุแล้ว เนื่องจากขบวนการหลอกลวงสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการและช่องทางในการชักชวนผู้เสียหายได้ตลอดเวลา

 

เขายืนยันว่า รัฐบาลไทยพร้อมทำงานร่วมกับทางการจีน ทั้งการตรวจสอบข้อมูล การป้องกันการลักลอบนำพาบุคคลข้ามแดน และการดำเนินการกับเครือข่ายอาชญากรรม เพื่อดูแลความปลอดภัยของผู้เดินทาง และรักษาความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวที่มีต่อประเทศไทย

The post ทูตจีนแจงกรณีประกาศเตือนพลเมืองมาไทยระวังความเสี่ยงถูกลักพาตัว ยืนยันเป็นมาตรการป้องกัน-ไม่ได้พุ่งเป้าไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ม็อบ Gen Z เยอรมนี ลุกลามเป็นเหตุจลาจล ร้านค้าถูกปล้น ตำรวจบาดเจ็บกว่า 100 นาย https://thestandard.co/germany-gen-z-protests-riot-frankfurt/ Mon, 02 Nov 2026 02:36:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1274206 ม็อบ Gen Z เยอรมนี ลุกลามเป็นเหตุจลาจล ร้านค้าถูกปล้น ตำรวจบาดเจ็บกว่า 100 นาย

เกิดเหตุจลาจลครั้งใหญ่ในเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี […]

The post ม็อบ Gen Z เยอรมนี ลุกลามเป็นเหตุจลาจล ร้านค้าถูกปล้น ตำรวจบาดเจ็บกว่า 100 นาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ม็อบ Gen Z เยอรมนี ลุกลามเป็นเหตุจลาจล ร้านค้าถูกปล้น ตำรวจบาดเจ็บกว่า 100 นาย

เกิดเหตุจลาจลครั้งใหญ่ในเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ในคืนวันที่ 31 ตุลาคม ต่อเนื่องถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน หลังการชุมนุมครั้งใหญ่ของกลุ่ม Gen Z ลุกลามกลายเป็นเหตุจลาจล โดยกลุ่มผู้ก่อเหตุบุกปล้นร้านค้า ทุบทำลายกระจกหน้าต่าง จุดไฟเผาถังขยะ และขว้างระเบิดขวดใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ

ดูภาพข่าว 

การชุมนุมในเยอรมนีครั้งนี้จัดขึ้นโดยกลุ่ม Gen Z regelt เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาค่าครองชีพ เพิ่มงบประมาณด้านการศึกษาและบริการสาธารณะ รวมถึงคัดค้านการเกณฑ์ทหาร โดยกลุ่มผู้จัดระบุว่า มีประชาชนเข้าร่วมการประท้วงประมาณ 1.2 แสนคน ใน 34 เมืองทั่วประเทศ

 

รายงานระบุว่า การชุมนุมส่วนใหญ่เป็นไปอย่างสงบ ก่อนเกิดเหตุความรุนแรงในช่วงค่ำ โดย โรมัน โพเซ็ก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงภายในของรัฐเฮ็สเซินเปิดเผยว่า มีร้านค้าได้รับความเสียหาย 17 แห่ง ซึ่งในจำนวนนี้ ถูกบุกปล้นทรัพย์สิน 5 แห่ง ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บมากกว่า 100 นาย และมีผู้ถูกจับกุม 54 คน อายุระหว่าง 13-29 ปี

 

นอกจากนี้ ยังมีรายงานเหตุความรุนแรงในเมืองอื่นๆ เช่น โคโลญ เบอร์ลิน และฮัมบูร์ก โดยเมืองโคโลญ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 23 นาย และรถตำรวจได้รับความเสียหาย 5 คัน หลังกลุ่มผู้ก่อเหตุขว้างปาขวดแก้ว ก้อนหิน และประทัดใส่เจ้าหน้าที่ ส่วนกรุงเบอร์ลินมีตำรวจได้รับบาดเจ็บ 27 นาย ขณะที่เมืองฮัมบูร์กมีรายงานการจุดไฟเผาสิ่งกีดขวางบนถนน และมีผู้ถูกจับกุม 120 คน

 

อย่างไรก็ตาม กลุ่ม Gen Z regelt ออกแถลงการณ์ปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับเหตุจลาจล โดยชี้แจงว่า การชุมนุมที่กลุ่มเป็นผู้จัดได้สิ้นสุดลงตั้งแต่ช่วงหัวค่ำของวันที่ 31 ตุลาคม พร้อมยืนยันจุดยืนสนับสนุนการประท้วงอย่างสันติและสิทธิในการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี

 

อนึ่ง อเล็กซานเดอร์ โดบรินด์ รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงภายในเยอรมนีประกาศว่า เจ้าหน้าที่จะติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมเรียกร้องให้มีการลงโทษอย่างเข้มงวด โดยยืนยันว่า รัฐบาลไม่อาจยอมรับการก่อจลาจลและการใช้ความรุนแรงเช่นนี้ได้ พร้อมชื่นชมการปฏิบัติงานของตำรวจที่สามารถควบคุมสถานการณ์และป้องกันไม่ให้เหตุความรุนแรงขยายวงกว้าง

 

ทั้งนี้ เหตุประท้วงในเยอรมนีเกิดขึ้นท่ามกลางการชุมนุมขนาดใหญ่ในยุโรป หลังออกมาประท้วงปัญหาค่าครองชีพและคุณภาพบริการสาธารณะ โดยเฉพาะฝรั่งเศส ซึ่งมีประชาชนประมาณ 3.2 แสนคน เข้าร่วมการชุมนุมเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม นับเป็นการประท้วงติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่สาม ขณะที่อิตาลีและโปรตุเกสก็มีการชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและวิกฤตที่อยู่อาศัยเช่นกัน

 

 

ม็อบ Gen Z เยอรมนี ลุกลามเป็นเหตุจลาจล ร้านค้าถูกปล้น ตำรวจบาดเจ็บกว่า 100 นาย ม็อบ Gen Z เยอรมนี ลุกลามเป็นเหตุจลาจล ร้านค้าถูกปล้น ตำรวจบาดเจ็บกว่า 100 นาย ม็อบ Gen Z เยอรมนี ลุกลามเป็นเหตุจลาจล ร้านค้าถูกปล้น ตำรวจบาดเจ็บกว่า 100 นาย ม็อบ Gen Z เยอรมนี ลุกลามเป็นเหตุจลาจล ร้านค้าถูกปล้น ตำรวจบาดเจ็บกว่า 100 นาย ม็อบ Gen Z เยอรมนี ลุกลามเป็นเหตุจลาจล ร้านค้าถูกปล้น ตำรวจบาดเจ็บกว่า 100 นาย

 

ภาพ: Kai Pfaffenbach

 

อ้างอิง:
https://www.reuters.com/world/germanys-dobrindt-calls-tough-penalties-after-frankfurt-unrest-bild-says-2026-11-01/
https://www.bbc.com/news/articles/cqj34gnd3n30o
https://www.washingtonpost.com/world/2026/11/01/violence-arrests-frankfurt-other-german-cities-after-protests/

The post ม็อบ Gen Z เยอรมนี ลุกลามเป็นเหตุจลาจล ร้านค้าถูกปล้น ตำรวจบาดเจ็บกว่า 100 นาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ อนุมัติขายขีปนาวุธ Patriot 500 ลูก แก่ยูเครน ส่งผลต่อสงครามกับรัสเซียอย่างไร https://thestandard.co/us-approves-patriot-missiles-ukraine/ Sun, 01 Nov 2026 07:31:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1274060 ทหารยูเครนด้านหน้าระบบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน Patriot

เมื่อวานนี้ (31 ตุลาคม) สหรัฐฯ อนุมัติการขายขีปนาวุธสกั […]

The post สหรัฐฯ อนุมัติขายขีปนาวุธ Patriot 500 ลูก แก่ยูเครน ส่งผลต่อสงครามกับรัสเซียอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทหารยูเครนด้านหน้าระบบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน Patriot

เมื่อวานนี้ (31 ตุลาคม) สหรัฐฯ อนุมัติการขายขีปนาวุธสกัดกั้น Patriot PAC-3 จำนวน 500 ลูก ให้แก่ยูเครน มูลค่าประมาณ 2,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีบริษัท Lockheed Martin เป็นผู้รับจ้างผลิตหลัก โดยเป็นสัญญาสั่งผลิตขึ้นใหม่ ไม่ใช่การนำขีปนาวุธออกจากคลังอาวุธเดิมของสหรัฐฯ

 

โครงการนี้ไม่ได้ใช้เงินงบประมาณของสหรัฐฯ แต่จัดหาเงินทุนทั้งหมดผ่านเงินบริจาคจากแคนาดา เยอรมนี และนอร์เวย์ ผ่านโครงการ JUMPSTART ร่วมกับเงินกู้ยืมสนับสนุนยูเครนจากสหภาพยุโรป (EU)

 

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า การเสนอขายขีปนาวุธครั้งนี้จะช่วยสนับสนุนเป้าหมายความมั่นคงและนโยบายการต่างประเทศของสหรัฐฯ โดยช่วยเพิ่มขีดความสามารถในระบบป้องกันทางอากาศและการต่อต้านขีปนาวุธของยูเครนทั้งในปัจจุบันและอนาคต

 

โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กล่าวชื่นชมการตัดสินใจนี้ว่าเป็นก้าวที่สำคัญ แต่เน้นย้ำว่า ยูเครนมีความจำเป็นต้องใช้งานขีปนาวุธสกัดกั้นอย่างเร่งด่วนในปัจจุบัน เพื่อปกป้องโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและพลเรือนจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของรัสเซียที่เกิดขึ้นทุกวันก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว

 

ส่งผลกระทบต่อทิศทางและผลลัพธ์ของสงครามรัสเซีย-ยูเครนอย่างไร

 

การอนุมัติครั้งนี้อาจไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางสงครามในระยะสั้นได้ เนื่องจากเป็นคำสั่งผลิตใหม่ ซึ่งคาดว่า อาจเริ่มส่งมอบได้ในอีกหลายปีข้างหน้า หรืออาจล่วงเลยไปจนถึงช่วงทศวรรษ 2030

 

อีกทั้งยังมีข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตและภาวะขาดแคลน โดยขีปนาวุธ Patriot มีกำลังการผลิตจำกัด กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่าผลิตได้ราว 600 ลูกต่อปีทั่วโลก ประกอบกับสหรัฐฯ นำอาวุธไปใช้ในปฏิบัติการทหารในอิหร่าน ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนทั่วโลก ยูเครนจึงยังคงต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนระบบสกัดกั้นอย่างหนักในช่วงที่รัสเซียเร่งโจมตีโครงสร้างพื้นฐานอยู่ในขณะนี้

 

อย่างไรก็ตาม ในเชิงยุทธศาสตร์ สัญญานี้จะช่วยยกระดับและปรับปรุงระบบป้องกันทางอากาศและขีปนาวุธแบบบูรณาการของยูเครนให้มีความเข้มแข็ง เพื่อรับมือกับภัยคุกคามในอนาคต

 

เซเลนสกียังเสนอให้สหรัฐฯ และพันธมิตรมอบขีปนาวุธ Patriot จากคลังอาวุธที่มีอยู่เดิมให้ยูเครนใช้งานทันที แล้วค่อยนำขีปนาวุธ 500 ลูกที่สั่งผลิตใหม่นี้ไปส่งมอบทดแทนคืนให้คลังอาวุธของพันธมิตรในภายหลัง ซึ่งยูเครนมองว่า สามารถทำได้จริงและเป็นวิธีเดียวที่จะช่วยรับมือกับวิกฤตเฉพาะหน้าได้ทันเวลา

 

ภาพ: Jens Büttner / Picture Alliance via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post สหรัฐฯ อนุมัติขายขีปนาวุธ Patriot 500 ลูก แก่ยูเครน ส่งผลต่อสงครามกับรัสเซียอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมญี่ปุ่นผลักดันให้ปลด ‘เมียนมา’ ออกจากแบล็กลิสต์การเงินโลก https://thestandard.co/japan-pushes-fatf-remove-myanmar-blacklist/ Sun, 01 Nov 2026 05:37:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1274016 ภาพประกอบความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างญี่ปุ่นและเมียนมากับการผลักดันทางการเงิน

ญี่ปุ่นกำลังผลักดันให้คณะทำงานดำเนินมาตรการทางการเงิน ( […]

The post ทำไมญี่ปุ่นผลักดันให้ปลด ‘เมียนมา’ ออกจากแบล็กลิสต์การเงินโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างญี่ปุ่นและเมียนมากับการผลักดันทางการเงิน

ญี่ปุ่นกำลังผลักดันให้คณะทำงานดำเนินมาตรการทางการเงิน (Financial Action Task Force: FATF) ซึ่งเป็นองค์กรกำกับดูแลอาชญากรรมทางการเงินระดับโลก ถอดเมียนมาออกจากบัญชีดำ (Blacklist) เพื่อยกเลิกข้อกำหนดที่บังคับให้ประเทศสมาชิกต้องใช้มาตรการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินกับเมียนมาอย่างเข้มงวด (Enhanced Due Diligence)

 

เมียนมาถูกจัดอยู่ในบัญชีดำของ FATF มาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2022 หลังเหตุการณ์รัฐประหารและสงครามกลางเมือง ซึ่งนำไปสู่ปัญหาการค้ายาเสพติดและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ (Scam Centers) ในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ โดยปัจจุบันประเทศที่ติดบัญชีดำมีเพียงเมียนมา อิหร่าน และเกาหลีเหนือเท่านั้น

 

ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนว่า บางประเทศเริ่มกลับมาปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลทหารเมียนมาและฟื้นสัมพันธ์ทางการทูต (Re-Engagement) หลังจากโดดเดี่ยวมานาน โดยมีรายงานว่า ชาติมหาอำนาจในเอเชียอีกแห่งก็ร่วมผลักดันเรื่องนี้ ขณะที่สหรัฐฯ เองก็เพิ่งเปิดการเจรจาตรงระดับสูงกับเมียนมา ซึ่งตามมาด้วยการหารือลับที่โตเกียวเมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

 

ทำไมญี่ปุ่นถึงพยายามเอา ‘เมียนมา’ ออกจากแบล็กลิสต์?

 

สำนักข่าวต่างประเทศระบุว่า เหตุผลสำคัญที่รัฐบาลญี่ปุ่นผลักดันประเด็นนี้ เนื่องมาจากต้องการคุ้มครองและอำนวยความสะดวกแก่ภาคเอกชนญี่ปุ่น ขณะนี้บริษัทเอกชนของญี่ปุ่นยังคงมีฐานธุรกิจและการลงทุนขนาดใหญ่ในเมียนมา แม้บริษัทชาติตะวันตกจำนวนมากจะถอนตัวออกไปหลังการรัฐประหารปี 2021 การถอดออกจากบัญชีดำจะช่วยลดอุปสรรคและขั้นตอนการตรวจสอบทางการเงินที่ยุ่งยาก ทำให้ภาคธุรกิจญี่ปุ่นดำเนินธุรกรรมได้สะดวกยิ่งขึ้น

 

อีกทั้งยังเป็นการช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของเมียนมา ทางการญี่ปุ่นเชื่อว่าการผ่อนคลายมาตรการทางการเงินของ FATF จะช่วยเปิดทางให้ประเทศต่างๆ กลับมาทำธุรกิจกับเมียนมาได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเมียนมา

 

นอกจากนี้ยังเป็นการดึงเมียนมากลับเข้าสู่ความสัมพันธ์สากล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ทางการทูตของญี่ปุ่นและบางประเทศ ที่ต้องการลดการโดดเดี่ยวและดึงรัฐบาลทหารเมียนมากลับเข้าสู่ระบบการค้าและความร่วมมือทางการทูตระดับสากลอีกครั้ง ภายหลังจากการเลือกตั้งประธานาธิบดี เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นเผชิญกับคำถามและเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติ เนื่องจากเมียนมาภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหารยังคงมีปัญหาด้านการฟอกเงิน เครือข่ายการเงินผิดกฎหมาย ศูนย์คอลเซ็นเตอร์และเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติตามแนวชายแดน ซึ่งหลายฝ่ายมองว่า เมียนมายังไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานสากลด้านการปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินอย่างเพียงพอ

 

ภาพ: Rie Kikuchi / Pool / Reuters, Thinh Tien Nguyen / File Photo

 

อ้างอิง:

The post ทำไมญี่ปุ่นผลักดันให้ปลด ‘เมียนมา’ ออกจากแบล็กลิสต์การเงินโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฝรั่งเศสประท้วงระลอกใหม่ จี้แก้วิกฤตค่าครองชีพ-การศึกษา ปะทะเดือดรวบผู้ชุมนุมเกือบ 300 คน https://thestandard.co/france-protests-clashes-cost-of-living/ Sun, 01 Nov 2026 05:27:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1273997 การปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมจลาจลและกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงในฝรั่งเศส

ฝรั่งเศสชุมนุมประท้วงระลอกใหม่เมื่อวานนี้ (31 ตุลาคม) โ […]

The post ฝรั่งเศสประท้วงระลอกใหม่ จี้แก้วิกฤตค่าครองชีพ-การศึกษา ปะทะเดือดรวบผู้ชุมนุมเกือบ 300 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
การปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมจลาจลและกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงในฝรั่งเศส

ฝรั่งเศสชุมนุมประท้วงระลอกใหม่เมื่อวานนี้ (31 ตุลาคม) โดยมีกลุ่มเยาวชน นักเรียน นักศึกษา และสหภาพแรงงานเข้าร่วมเดินขบวน โดยมีชนวนเหตุจากกลุ่มนักเรียนมัธยมที่ประท้วงเรื่องสภาพอาคารเรียนที่ถูกละเลย การขาดแคลนครู และระบบการรับเข้ามหาวิทยาลัยที่ไม่เป็นธรรม ก่อนจะขยายวงกว้างไปสู่ประเด็นปัญหาค่าครองชีพ เบื้องต้น ทางการฝรั่งเศสประเมินว่ามีผู้เข้าร่วมทั่วประเทศราว 3.2 แสนคน

 

การเดินขบวนเริ่มขึ้นอย่างสงบ แต่ต่อมาบานปลายเกิดเป็นการปะทะ มีการเผาทำลายถังขยะ ขว้างปาหินและวัตถุเผาไหม้ใส่เจ้าหน้าที่ ทำให้ตำรวจควบคุมจลาจลต้องใช้แก๊สน้ำตาและกระบองเข้ายับยั้งเหตุ

 

กระทรวงมหาดไทยฝรั่งเศสรายงานว่า มีการจับกุมผู้ประท้วงทั่วประเทศอย่างน้อย 290 คน พร้อมวางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและสารวัตรทหารราว 70,000 คน และสั่งเคอร์ฟิวห้ามผู้เยาว์เดินทางลำพังบนถนนช็องเซลีเซ หลังเวลา 21.00 น.

 

โดยผู้ประท้วงบางส่วนระบุว่า หมดความเชื่อมั่นในรัฐบาล ขณะที่ เซบาสเตียน เลอกอร์นู นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสได้เข้าหารือกับสหภาพนักเรียน เพื่อพิจารณามาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพและปัญหาด้านการศึกษา

 

ก่อนที่กระแสการชุมนุมประท้วงจะแพร่กระจายไปยังหลายประเทศในยุโรป โดยเฉพาะที่เยอรมนี สเปนและอิตาลี

 

การปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมจลาจลและกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงในฝรั่งเศส 1การปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมจลาจลและกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงในฝรั่งเศส 2การปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมจลาจลและกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงในฝรั่งเศส 3การปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมจลาจลและกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงในฝรั่งเศส 4การปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมจลาจลและกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงในฝรั่งเศส 5

 

ภาพ: Pedro Nunes / Reuters, Abdul Saboor / Reuters

 

อ้างอิง:

The post ฝรั่งเศสประท้วงระลอกใหม่ จี้แก้วิกฤตค่าครองชีพ-การศึกษา ปะทะเดือดรวบผู้ชุมนุมเกือบ 300 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
SWITCH 2026: ปักหมุด 5 สตาร์ทอัพน่าจับตา เมื่อ DeepTech & AI พร้อมเปลี่ยนโลกความจริง https://thestandard.co/switch-2026-deeptech-ai-startups/ Sat, 31 Oct 2026 11:50:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1273879 ภาพรวมนวัตกรรมและเทคโนโลยีจาก 5 สตาร์ทอัพในงาน SWITCH 2026

ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกไม่ได้หยุดอยู่แค่ในหน้ากระดา […]

The post SWITCH 2026: ปักหมุด 5 สตาร์ทอัพน่าจับตา เมื่อ DeepTech & AI พร้อมเปลี่ยนโลกความจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรวมนวัตกรรมและเทคโนโลยีจาก 5 สตาร์ทอัพในงาน SWITCH 2026

ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกไม่ได้หยุดอยู่แค่ในหน้ากระดาษวิจัย งาน SWITCH 2026 ได้กลายเป็นเวทีสะท้อนศักยภาพของสตาร์ทอัพยุคใหม่ที่พร้อมเปลี่ยนนวัตกรรมล้ำสมัยให้กลายเป็นเครื่องมือตอบโจทย์โลกความเป็นจริง พร้อมตอกย้ำบทบาทของสิงคโปร์ในการเป็น ‘ศูนย์กลางนวัตกรรมระดับโลก’

 

 

สิงคโปร์มุ่งเน้นการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีขั้นสูง (DeepTech) จากห้องปฏิบัติการวิจัย มาประยุกต์ใช้งานจริง เพื่อแก้ปัญหาและเพิ่มศักยภาพให้แก่ภาคอุตสาหกรรม ครอบคลุมตั้งแต่การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานยั่งยืน การทลายขีดจำกัดของคอมพิวเตอร์ควอนตัม ไปจนถึงหุ่นยนต์เอไอเชิงกายภาพ (Embodied AI) และการปกป้องโครงสร้างเมืองอัจฉริยะ

 

นี่คือ 5 ตัวอย่างสตาร์ทอัพที่น่าสนใจจากงาน SWITCH 2026

 

ภาพรวมนวัตกรรมและเทคโนโลยีจาก 5 สตาร์ทอัพในงาน SWITCH 2026 1

 

CRecTech กับโครงการแปรรูปก๊าซชีวภาพเป็นเชื้อเพลิงมูลค่าสูง

 

CRecTech เป็นบริษัทเทคโนโลยีสะอาด (Clean Technology) เป็นผู้พัฒนานวัตกรรมเปลี่ยนก๊าซที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบให้กลายเป็นสารเคมีและเชื้อเพลิงมูลค่าสูง ด้วยเทคโนโลยีตัวเร่งปฏิกิริยาเฉพาะของบริษัทที่มีชื่อว่า CRecREF™ โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนกระบวนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Decarbonisation) และการขับเคลื่อนโซลูชันเคมีภัณฑ์สีเขียว

 

เทคโนโลยีตัวเร่งปฏิกิริยา CRecREF™ เป็นกระบวนการตัวเร่งปฏิกิริยา 2 ขั้นตอน (Two-Stage Process) ที่แปลงก๊าซชีวภาพและก๊าซคาร์บอน เช่น ก๊าซมีเทนและ CO2 จากน้ำเสียโรงงานน้ำมันปาล์ม หรือน้ำเสียเทศบาล ให้กลายเป็นก๊าซสังเคราะห์ (Synthesis Gas) แล้วแปรรูปต่อเป็น ‘ไบโอเมทานอล’ (Biomethanol)

 

CRecTech ได้ลงนาม MOU และความร่วมมือกับ Pertamina NRE ในอินโดนีเซีย เพื่อพัฒนาโรงงานนำร่องในเขตเศรษฐกิจพิเศษ Sei Mangkei โดยมีโรงงานผลิตตัวเร่งปฏิกิริยาที่เมือง Batang รวมถึงมีโครงการนำร่องร่วมกับลูกค้าในสหรัฐฯ สำหรับก๊าซชีวภาพจากน้ำเสียเทศบาล

 

ดร. ลิม คัง ฮุย ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ CRecTech กล่าวว่า น้ำเสียจากโรงงานน้ำมันปาล์ม (POME) หรือน้ำเสียจากชุมชนสร้างก๊าซเรือนกระจกได้ การนำมาเปลี่ยนเป็นไบโอเมทานอล นอกจากจะสร้างรายได้แล้ว ยังช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) และสร้างคาร์บอนเครดิต (Carbon Credits) ได้

 

อินโดนีเซียมีโรงงานน้ำมันปาล์มราว 1,000 แห่ง หากใช้เทคโนโลยีนี้เต็มศักยภาพจะผลิตไบโอเมทานอลได้ถึง 7 ล้านตันต่อปี ซึ่งเพียงพอที่จะปิดช่องว่างการนำเข้าเมทานอลของอินโดนีเซีย ซึ่งปัจจุบันนำเข้า 1-2 ล้านตันต่อปี เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบผสมไบโอดีเซล (B50) ได้ทันที พร้อมมีเป้าหมายขยายไปยังมาเลเซียและไทย

 

ส่วนเรื่องการรับมือกับวิกฤตพลังงาน โดยเฉพาะในช่วงสงครามและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ดร. ลิม กล่าวกับ THE STANDARD ว่า โครงการนี้เป็นแนวทางสำคัญที่จะมีส่วนช่วยรับมือกับวิกฤตและการขาดแคลนพลังงานในอนาคต เนื่องจาก เป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตได้ต่อเนื่อง อาศัยวัตถุดิบชีวมวลและน้ำเสียจากภาคเกษตรกรรมที่มีการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นพลังงานหมุนเวียนทางเลือกที่ไม่ขาดตอน ทั้งยังมีส่วนช่วยสร้างความมั่นคงและยืดหยุ่นทางพลังงาน (Energy & Supply Chain Resilience) สนับสนุนการใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นผลิตเชื้อเพลิงใช้เอง ลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิลจากต่างประเทศ

 

ภาพรวมนวัตกรรมและเทคโนโลยีจาก 5 สตาร์ทอัพในงาน SWITCH 2026 2

 

Qifrost กับความพยายามทลาย ‘ข้อจำกัด’ ของคอมพิวเตอร์ควอนตัม

 

Qifrost เป็นควอนตัมสตาร์ทอัพดาวรุ่งของสิงคโปร์ โดย อีริก เกา ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ Qifrost ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ว่า เป้าหมายสำคัญของ Qifrost คือ การมุ่งเน้นการทำให้คอมพิวเตอร์ควอนตัม “ทำงานได้จริง” และสามารถขยายขนาด (Scale) ระบบได้

 

ในขณะที่คนส่วนใหญ่มักพูดถึงการนำควอนตัมไปใช้ในเรื่องการค้นพบยาใหม่ (Drug Discovery), วิทยาศาสตร์วัสดุ, การพับโปรตีน, โลจิสติกส์ หรือการเงิน แต่อีริกมองว่า เรื่องเหล่านั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากยังไม่สามารถทำให้คอมพิวเตอร์ควอนตัมทำงานได้จริงในก้าวแรก โดยวิวัฒนาการจะต้องเล็กลง ถูกลง และกลายเป็นสินค้าแพร่หลาย (Commoditization) เปรียบเทียบกับคอมพิวเตอร์ยุคแรกที่เคยมีขนาดใหญ่เท่าห้องและราคาหลายล้านดอลลาร์ แต่ปัจจุบันถูกย่อส่วนและลดต้นทุนจนกลายเป็นสมาร์ทโฟนที่ทุกคนพกพาได้ คอมพิวเตอร์ควอนตัมก็ต้องผ่านวิวัฒนาการในการบีบอัดขนาด ลดต้นทุน และผลิตได้ในปริมาณมากเช่นกัน

 

อีริกอธิบายว่า คอมพิวเตอร์ควอนตัมในปัจจุบัน แม้จะมีขนาดใหญ่และซับซ้อน แต่ยังไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจริง เนื่องจากรองรับคิวบิต (Qubit) ได้เพียงประมาณ 100 คิวบิต ในขณะที่การใช้งานจริงต้องใช้ระดับ 1 ล้านคิวบิต ขึ้นไป โดย 3 อุปสรรคสำคัญในการขยายระบบ นั่นคือ

 

  1. สถาปัตยกรรมและการเดินสายเคเบิล (Architecture): ระบบเดิมต้องส่งสัญญาณจากกล่องควบคุมอุณหภูมิห้อง ลงไปยังชั้นอุณหภูมิเยือกแข็ง (Millikelvin) ที่คิวบิตประมวลผลอยู่ หากต้องการขยายเป็นล้านคิวบิต จะต้องใช้สายเคเบิลมหาศาลซึ่งเป็นไปไม่ได้ในทางกายภาพ
  2. ความร้อน (Heat): สัญญาณไฟฟ้าที่ส่งผ่านสายเคเบิลทำให้เกิดความร้อน ซึ่งความร้อนเพียงเล็กน้อยจะทำลายสภาวะควอนตัมที่เปราะบาง
  3. ต้นทุนที่สูงมาก (Cost): สายเคเบิล อุปกรณ์ควบคุม และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญมีต้นทุนสูงมาก ส่งผลให้คอมพิวเตอร์ควอนตัมเครื่องหนึ่งมีราคาสูงกว่า 5 ล้านดอลลาร์

 

Qifrost พัฒนาชิปควบคุมควอนตัม (Cryo-CMOS) ที่ทำงานได้ในอุณหภูมิเย็นจัด และเข้ากันได้กับควอนตัมคอมพิวเตอร์ทุกรูปแบบ โดยนำเทคโนโลยีชิปสารกึ่งตัวนำแบบที่ใช้ในอุปกรณ์ทั่วไปมาต่อยอด ช่วยให้ผู้พัฒนาคอมพิวเตอร์ควอนตัมสามารถเพิ่มจำนวนคิวบิตและขยายระบบได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาสร้างฮาร์ดแวร์ควบคุมขึ้นมาเองใหม่

 

โดยการใส่ชิปควบคุมลงในระบบความเย็นช่วยแก้ไขปัญหา 3 ด้านพร้อมกัน นั่นคือ ช่วยลดจำนวนสายเคเบิลลงอย่างมาก ซึ่งเป็นการลดความซับซ้อนของโครงสร้าง และสายเคเบิล รวมถึงลดความร้อนสะสม และลดต้นทุนระบบลงทันที

 

Qifrost ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การสร้างตัวประมวลผลควอนตัมแข่งกับยักษ์ใหญ่อย่าง IBM หรือ Google แต่เลือกวางตำแหน่งตัวเองเป็น ‘ผู้แก้ปัญหาคอขวดที่ใหญ่ที่สุดของการขยายขนาดฮาร์ดแวร์’ (Scaling Bottleneck) จึงเป็นอีกหนึ่งสตาร์ทอัพที่น่าสนใจในงาน SWITCH 2026 และโดดเด่นอย่างมากในวงการคอมพิวเตอร์ควอนตัมยุคปัจจุบัน

 

ภาพรวมนวัตกรรมและเทคโนโลยีจาก 5 สตาร์ทอัพในงาน SWITCH 2026 3

 

Menlo กับ Embodied AI แห่งอนาคต

 

เจีย ฉี ยิป นักวิจัยและนักพัฒนา Embodied AI จาก Menlo Research เล่าว่า Menlo เริ่มต้นจากการทำแอปพลิเคชัน GenAI แบบ Open-Source ในปี 2024 ก่อนจะขยายมาสร้างหุ่นยนต์ Asimov ในปี 2025 เพื่อทำหน้าที่เป็น ‘ร่างกาย’ ให้กับ AI Agent ในการลงมาปฏิบัติงานและรับมือกับความซับซ้อนในโลกแห่งความเป็นจริง

 

ตัวหุ่นยนต์จำหน่ายในราคาประมาณ 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยจัดส่งเป็นชิ้นส่วนให้ผู้ซื้อนำไปประกอบเองทั้งหมด ใช้เวลาประมาณ 2 วัน ถึง 1 สัปดาห์ มีคู่มือจำลอง 3D แบบโต้ตอบได้บนเว็บ เพื่อช่วยสอนวิธีประกอบ เพื่อให้นักพัฒนาเข้าใจโครงสร้างกลไกจริงจากล่างขึ้นบน

 

โดยชิ้นส่วนเครื่องกลส่วนใหญ่ผลิตด้วย CNC และ 3D Printing ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดไฟล์ไปพิมพ์ชิ้นส่วนทดแทนเองได้ และสามารถถอดเปลี่ยนมอเตอร์หรืออัปเกรดอะไหล่ได้ง่ายคล้ายกับการอัปเกรดคอมพิวเตอร์ PC

 

ขณะที่ ฮวี (ยูกิ) บุย นักวิจัยและนักพัฒนาอีกหนึ่งคนมองว่า ในอนาคตราคาฮาร์ดแวร์จะถูกลงและมีกำไรลดลงเรื่อยๆ เหมือนสมาร์ทโฟน แต่สิ่งที่มีมูลค่าสูงสุดคือ การสร้างมาตรฐานอินเทอร์เฟซและแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ที่แข็งแกร่ง เพื่อให้นักพัฒนาสร้างแอปพลิเคชันต่อยอดได้ในระยะยาว คล้ายกับรูปแบบของ App Store

 

พวกเขามองว่า ความกังวลเรื่องหุ่นยนต์แย่งงานมนุษย์จะมีอยู่เสมอ แต่ในความเป็นจริงจะเป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่การทำงานร่วมกัน (Integration) หุ่นยนต์จะรับทำหน้าที่งานซ้ำๆ (Repetitive Tasks) ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกาย ส่วนมนุษย์จะขยับไปทำหน้าที่กำกับดูแล (Supervision) และใช้การคิดวิเคราะห์ขั้นสูง ซึ่งกระบวนการนี้จะสร้างงานประเภทใหม่ๆ ขึ้นมา คล้ายกับยุคที่คอมพิวเตอร์เข้ามาในสังคม

 

ปัจจุบันเริ่มเห็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ผู้ใช้งานซึ่งไม่มีพื้นฐานด้านวิศวกรรมหุ่นยนต์ สามารถเขียนคำสั่ง (Prompt) ให้ AI เช่น ChatGPT สร้างนโยบายการเคลื่อนไหว (Locomotion Policy) หรือสั่งให้หุ่นยนต์ทำกิจกรรม เช่น การเก็บผ้า แล้วนำไปปรับใช้กับหุ่นยนต์จริงได้โดยตรง

 

ส่วนคำถามที่ว่า ในอนาคตหุ่นยนต์ AI จะครองโลกไหม ยูกิตอบอย่างชัดเจนว่า ไม่คิดว่า Embodied AI หรือหุ่นยนต์จะครองโลกอย่างแน่นอน แต่รูปแบบในอนาคตจะเป็นสภาวะการอยู่ร่วมกัน (Coexistence) ระหว่างมนุษย์และหุ่นยนต์ AI โดยมนุษย์ยังคงเป็นผู้ควบคุม ทั้งนี้เขายังชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงว่า หุ่นยนต์ Asimov ถูกออกแบบมาให้มี ‘ปุ่มสีแดงขนาดใหญ่’ (Big Red Button) ติดไว้ที่ด้านหลังตัวเครื่อง ก่อนจะพูดเชิงติดตลกว่า หากในอนาคตหุ่นยนต์เกิดคิดจะครองโลกขึ้นมา มนุษย์ก็แค่เดินไปกดปุ่มนี้ เพื่อหยุดการทำงานทันที

 

ภาพรวมนวัตกรรมและเทคโนโลยีจาก 5 สตาร์ทอัพในงาน SWITCH 2026 4

 

The Robot Company กับหุ่นยนต์ควบคุมระยะไกล

 

บริษัทสตาร์ทอัพที่เน้นการนำปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ (Physical Intelligence) มาประยุกต์ใช้งานจริงในสภาพแวดล้อมการทำงานของมนุษย์ โดยรวมการทำงานของหุ่นยนต์, โมเดล AI และผู้ควบคุมที่เป็นมนุษย์เข้าด้วยกัน โดยใช้ระบบสั่งการระยะไกล (Remote Teleoperation Stack) เพื่อให้หุ่นยนต์ทำงานที่มีประโยชน์ได้ทันทีในปัจจุบัน พร้อมค่อยๆ พัฒนาไปสู่ความเป็นอัตโนมัติ (Autonomy) ที่สูงขึ้นในอนาคต

 

แดเนียล อึ้ง ผู้ร่วมก่อตั้งและ COO ของ The Robot Company มองว่า เทคโนโลยีหุ่นยนต์ในปัจจุบันยังไม่สามารถทดแทนมนุษย์แบบถอดคนออกแล้วเอาหุ่นยนต์ใส่แทนได้ทันที แต่มุ่งเน้นการนำหุ่นยนต์มา ‘ทำเฉพาะบางงาน’ (Certain Tasks) ที่มนุษย์ไม่ควรต้องทำ เช่น งานซ้ำซาก น่าเบื่อ (Menial tasks) งานขนย้ายและคัดแยกสิ่งของระยะไกล

 

เขามองว่า วิดีโอสาธิตหุ่นยนต์ตีลังกา เต้นรำ หรือวิ่งเร็วกว่านักวิ่งโอลิมปิก เป็นความสำเร็จทางเทคนิคที่ยอดเยี่ยม แต่สิ่งที่อุตสาหกรรมต้องตอบให้ได้ตอนนี้คือ “แล้วจะนำความสามารถเหล่านั้นมาใช้งานจริงได้อย่างไร?” (Now What?) ซึ่งต้องอาศัยซอฟต์แวร์และการปรับใช้ที่ตรงกับโจทย์หน้างาน

 

ปัจจุบันร้านค้าปลีกบางแห่งในสิงคโปร์ใช้หุ่นยนต์ช่วยจัดการสต็อก ขนย้าย และรีดผ้า เพื่อลดภาระงานซ้ำซากให้พนักงานมีเวลาต้อนรับและบริการลูกค้าได้อย่างเต็มที่ ขณะที่คลังสินค้าเซมิคอนดักเตอร์มีการใช้หุ่นยนต์ขนย้ายชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น แผงวงจร (PCB) และมอเตอร์ ระหว่างพื้นที่จัดเก็บ จุดปรับปรุงสภาพ และจุดแพ็กเกจจิ้ง ช่วยปรับปรุงขั้นตอนการทำงาน (Workflow) ให้สินค้าเคลื่อนที่มาหาคนแทนการให้คนเดินไปยก ขณะที่ภาคโรงแรมและการบริการหลายแห่งได้นำหุ่นยนต์ไปช่วยทำหน้าที่ขนย้ายสิ่งของทางไกลและงานประจำทั่วไป

 

แดเนียลยังมองเห็นโอกาสเติบโตสำคัญในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ (Mining) รวมถึงน้ำมันและก๊าซ (Oil & Gas) เนื่องจากงานในเหมืองมีความเสี่ยงอันตรายต่อชีวิตมนุษย์สูง การใช้ระบบควบคุมหุ่นยนต์ระยะไกล (Remote Teleoperation) จะช่วยให้มนุษย์สั่งการอยู่ภายนอกพื้นที่เสี่ยงในขณะที่หุ่นยนต์เข้าไปปฏิบัติงานแทนได้อย่างปลอดภัย

 

ภาพรวมนวัตกรรมและเทคโนโลยีจาก 5 สตาร์ทอัพในงาน SWITCH 2026 5

 

WaveScan กับเทคโนโลยีตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐาน

 

WaveScan เป็นบริษัท DeepTech ที่สปินออฟมาจากสถาบัน A*STAR ของสิงคโปร์ โดยใช้เวลาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากว่า 8 ปี โดยพัฒนาระบบสแกนภาพ 3D ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic 3D Imaging) ชนิดมองทะลุเนื้อวัสดุ (See-Through) ในระดับมิลลิเมตรเป็นแห่งแรกของโลก สำหรับการทดสอบแบบไม่ทำลายโครงสร้าง (Non-Destructive Testing: NDT)

 

ตัวเครื่องสแกนออกแบบเป็นระบบโมดูลาร์ สามารถถือใช้งานด้วยมือ หรือนำไปติดตั้งบนหุ่นยนต์ไต่ผนังและโดรน เพื่อสแกนผนังอาคารสูงหรือหลังคาขนาดใหญ่ได้ โดยระบบประมวลผลจะทำงานร่วมกับ AI เพื่อสแกนวิเคราะห์ภาพ 3D แบบแยกชั้น (Layer-by-Layer) เสมือนการทำ X-ray หรือ CT Scan โครงสร้างคอนกรีต ช่วยตรวจหาเหล็กเสริม (Rebar), ช่องว่างภายใน (Voids) และรอยแตกร้าว จากนั้นสามารถเชื่อมโยงข้อมูลเข้ากับโมเดล BIM หรือ Digital Twin เพื่อสร้างประวัติสภาพโครงสร้างอาคารแบบดิจิทัล

 

คุช อัครวาล ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ WaveScan มองว่า อาคารมีการเสื่อมโทรมตามกาลเวลาเช่นเดียวกับร่างกายมนุษย์ หากรอให้เกิดอาการหรือความเสียหายปรากฏภายนอกก่อนแล้วค่อยซ่อม มักจะสายเกินไป

 

การตรวจสอบในปัจจุบันมักพึ่งพาการมองด้วยตาเปล่า (Visual Inspection) หรือการถ่ายภาพความร้อน (Infrared Thermography) ซึ่งตรวจได้เฉพาะสิ่งที่เห็นภายนอกเท่านั้น ทำให้มองไม่เห็นความเสียหายภายใน จนนำไปสู่อุบัติเหตุอาคาร สะพาน หรืออุโมงค์ถล่มในหลายประเทศ เช่น สหรัฐฯ ฮ่องกง และไทย

 

WaveScan จึงสนับสนุนการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) โดยวิศวกรจำเป็นต้องมี ‘X-ray Vision’ เพื่อมองทะลุคอนกรีต ช่วยให้วินิจฉัยความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น (Early Diagnosis) ก่อนจะเกิดความเสียหายร้ายแรง และช่วยยืดอายุการใช้งานของโครงสร้างอาคาร

 

อีกทั้งการใช้ AI เข้ามาช่วยตรวจจับและต่อภาพสแกน (Image Stitching) มีส่วนช่วยลดต้นทุนในการตรวจสอบ และลดความจำเป็นในการพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในการตีความผลภาพสแกนตลอดเวลา

 

เบื้องต้น อุปกรณ์ WaveScan ได้รับมาตรฐาน CE Certified ผ่านการทดสอบความปลอดภัย และนำไปใช้งานในอาคารที่อยู่อาศัย อาคารเชิงพาณิชย์ และโรงงานอุตสาหกรรมในสิงคโปร์ ฮ่องกง และยุโรป ทั้งยังมีโอกาสได้นำเทคโนโลยีสแกนไปใช้งานจริงในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมและโรงงานผลิตในประเทศไทยแล้วเช่นกัน

 

ภาพรวมนวัตกรรมและเทคโนโลยีจาก 5 สตาร์ทอัพในงาน SWITCH 2026 6

 

นอกจากสตาร์ทอัพที่น่าสนใจจากสิงคโปร์แล้ว อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญในงาน SWITCH 2026 คือการเปิดตัว ‘Thailand Pavilion’ เป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการนำทัพ 16 สตาร์ทอัพและผู้ประกอบการเทคโนโลยีไทยที่มีศักยภาพไปร่วมจัดแสดงบนเวทีระดับโลก การเข้าร่วมในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการนำเสนอนวัตกรรมและโซลูชันฝีมือคนไทยให้แก่ผู้ลงทุนและพันธมิตรต่างชาติได้สัมผัส แต่ยังเป็นการเปิดประตูสร้างความร่วมมือ ขยายเครือข่ายธุรกิจ และดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยอย่างก้าวกระโดด

 

ตัวอย่างสตาร์ทอัพไทยที่เข้าร่วมโชว์ศักยภาพปีนี้ เช่น Cynclair ผู้พัฒนาโซลูชันด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์, Graffity ผู้พัฒนาเทคโนโลยีนำทางภายในอาคาร, RIFFAI ผู้พัฒนาเทคโนโลยีประมวลผลและวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม และ EGG Digital ผู้พัฒนาและผสานระบบ AI เข้ากับเทคโนโลยีด้านการตลาด

 

งาน SWITCH 2026 ในครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่พื้นที่จัดแสดงเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่คือภาพสะท้อนของการผนึกกำลังในระดับภูมิภาคอาเซียนและระดับโลก ที่พร้อมจะเปลี่ยนงานวิจัยลึกซึ้ง (DeepTech) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้กลายเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในโลกแห่งความเป็นจริง การก้าวเดินร่วมกันระหว่างเทคโนโลยีระดับโลกและความตื่นตัวของสตาร์ทอัพสิงคโปร์ รวมถึงไทยในวันนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืนและเต็มไปด้วยโอกาสใหม่ๆ อย่างแน่นอน

 

ภาพ: Narongkorn Manochanpen / THE STANDARD

The post SWITCH 2026: ปักหมุด 5 สตาร์ทอัพน่าจับตา เมื่อ DeepTech & AI พร้อมเปลี่ยนโลกความจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครือข่ายสิทธิผู้ลี้ภัย ออกแถลงการณ์ร่วม เรียกร้องรัฐบาลไทยต้องไม่ส่งผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์กลับจีน https://thestandard.co/rights-groups-urge-thailand-protect-uyghurs/ Sat, 31 Oct 2026 07:47:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1273791 ภาพประกอบผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ในสถานกักตัว

เครือข่ายสิทธิผู้ลี้ภัยและคนไร้รัฐ (Coalition for the R […]

The post เครือข่ายสิทธิผู้ลี้ภัย ออกแถลงการณ์ร่วม เรียกร้องรัฐบาลไทยต้องไม่ส่งผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์กลับจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ในสถานกักตัว

เครือข่ายสิทธิผู้ลี้ภัยและคนไร้รัฐ (Coalition for the Rights of Refugees and Stateless Persons: CRSP) เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (Migrant Working Group: MWG) และเครือข่ายปฏิรูประบบการย้ายถิ่นฐาน (Thailand Migration Reform Consortium: TMR) ออกแถลงการณ์ร่วมวันนี้ (31 ตุลาคม) เรียกร้องให้รัฐบาลไทยยึดมั่นในหลักการห้ามผลักดันกลับไปสู่อันตราย (Non-Refoulement) และเคารพความประสงค์ของผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ 2 คน ที่ต้องการเดินทางไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สาม

 

ผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ทั้งสองคน ถูกควบคุมตัวในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2557 โดยหนึ่งในสองคนถูกกักตัวไว้ตั้งแต่เป็นผู้เยาว์ ภายหลังได้รับพระราชทานอภัยโทษ ทั้งสองคนถูกย้ายจากเรือนจำมายังสถานกักตัวคนต่างด้าว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สวนพลู) เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 เพื่อรอการส่งกลับ

 

โดยทั้งสองคนยืนยันกับตัวแทนทางกฎหมายว่า “ไม่ยินยอมกลับจีน” แต่นับตั้งแต่ถูกย้ายมาที่ห้องกักฯ ตัวแทนทางกฎหมายยังไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าพบ เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 มีการพบหารือระหว่างเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทยกับเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เพียงแค่ไม่กี่วันหลังการย้ายตัวชาวอุยกูร์สองคนมาที่ห้องกักฯ ทำให้ภาคีเครือข่ายมีความกังวลอย่างยิ่งต่อความเสี่ยงในการบังคับส่งกลับของผู้ลี้ภัยทั้งสองคน

 

ทางเครือข่ายมีข้อห่วงใยต่อการประชุมของสภาความมั่นคงแห่งชาติที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ อาจมีวาระที่ต้องลงมติตัดสินชะตากรรมของผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ เหมือนในเหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 การตัดสินใจของสภาความมั่นคงแห่งชาติที่นำไปสู่การส่งกลับชาวผู้ลี้ภัยอุยกูร์ 40 คนจากสถานกักตัวแห่งเดียวกันไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่จนถึงวันนี้ยังไม่มีใครสามารถติดต่อเพื่อยืนยันชะตากรรม และความปลอดภัยของพวกเขาทั้ง 40 คนได้

 

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีมติจากการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนของกรณีนี้ว่า การส่งผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ 40 คนกลับไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนทั้งที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า จะตกอยู่ในอันตรายนั้นเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ขัดต่อหลักการห้ามผลักดันกลับไปสู่อันตราย (Non-Refoulement) ขัดต่ออนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ (CAT) มาตรา 3 และขัดต่อพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 13

 

นอกจากนี้ทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติยังเสนอให้รัฐบาลและสภาความมั่นคงแห่งชาติทบทวนการส่งกลับผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์อีก 5 คนที่เหลือ ซึ่งรวมถึงสองคนนี้ โดยต้องคำนึงถึงหลักการห้ามผลักดันกลับไปสู่อันตราย กฎหมายภายในประเทศและอนุสัญญาที่เกี่ยวข้อง การประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบและรอบด้าน ซึ่งรวมถึงการประเมินสถานการณ์ของชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งกลับไปแล้วด้วย

 

ทั้งนี้รัฐบาลมีช่องทางตามกฎหมายอยู่แล้ว ตามข้อ 8 ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ. 2569 กำหนดให้ประเทศที่สามหรือองค์การระหว่างประเทศร้องขอรับตัวบุคคลที่เสี่ยงต่อการถูกทรมานหรือถูกบังคับให้สูญหายได้ โดยบุคคลนั้นให้ความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร

 

เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินการ ดังนี้

 

  1. ยุติการบังคับส่งกลับผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์กลับสาธารณรัฐประชาชนจีน
  2. อนุญาตให้ผู้แทนทางกฎหมาย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เข้าพบและให้ความคุ้มครองแก่ผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ในสถานกักตัวคนต่างด้าว สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้โดยทันที
  3. เคารพการตัดสินใจโดยอิสระและได้รับข้อมูลครบถ้วน (Informed decisions) ของผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ทั้งสอง
  4. อำนวยความสะดวกให้ผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์เดินทางไปตั้งถิ่นฐานใหม่ ณ ประเทศที่สามตามที่มีความประสงค์ของตัวผู้ลี้ภัยและประเทศที่สาม

 

ภาพ: Getty Images

 

อ้างอิง:

  • Thailand Migration Reform Consortium – เครือข่ายปฏิรูปการโยกย้ายถิ่นฐาน / Facebook

The post เครือข่ายสิทธิผู้ลี้ภัย ออกแถลงการณ์ร่วม เรียกร้องรัฐบาลไทยต้องไม่ส่งผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์กลับจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลโพลปลอมกระทบเลือกตั้งมิดเทอมสหรัฐฯ ทำผู้สมัครถอนตัว-สื่อใหญ่เสียเครดิต https://thestandard.co/fake-polls-impact-us-midterms/ Sat, 31 Oct 2026 07:42:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1273788 กลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกันกำลังลงคะแนนเสียงในวันเลือกตั้งสหรัฐฯ

การเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นทางการเมืองปลอมกำลังสร้างคว […]

The post ผลโพลปลอมกระทบเลือกตั้งมิดเทอมสหรัฐฯ ทำผู้สมัครถอนตัว-สื่อใหญ่เสียเครดิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกันกำลังลงคะแนนเสียงในวันเลือกตั้งสหรัฐฯ

การเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นทางการเมืองปลอมกำลังสร้างความกังวลอย่างหนักต่อกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งและสื่อมวลชนก่อนการเลือกตั้งมิดเทอมของสหรัฐอเมริกา

 

กรณีล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อบริษัท Wedgewood Polls ยอมรับว่า ได้สร้างข้อมูลผลโพลปลอมในรัฐสมรภูมิสำคัญ เช่น เท็กซัส โอไฮโอ มิชิแกน แคนซัส และเมน ขึ้นมาทั้งหมด โดยอ้างว่าเป็นเพียง ‘โครงการทดลอง’ เพื่อชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนและการขาดการกำกับดูแลในอุตสาหกรรมโพล

 

เหตุการณ์นี้นับเป็นกระแสข่าวโพลปลอมครั้งที่สองในปี 2026 ต่อจากการเปิดโปงบริษัท Median Strategies ในลักษณะเดียวกัน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมโพลและเพิ่มความตึงเครียดในสภาวะการเมืองสหรัฐฯ ที่มีความแตกแยกสูงอยู่แล้ว

 

ผลโพลปลอมกระทบการเลือกตั้งสหรัฐฯ อย่างไร

 

ผลโพลปลอมเหล่านี้สามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้อย่างรวดเร็วและเข้าสู่ระบบนิเวศข้อมูลข่าวสารทางการเมือง โดยแทรกซึมเข้าไปยังสำนักข่าวระดับโลกอย่าง The New York Times ซึ่งได้นำโพลของ Wedgewood รวม 15 รายการไปแสดงในระบบติดตามโพลชั่วคราว ก่อนจะลบทิ้งในภายหลัง แม้ Wedgewood จะผ่านการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับบุคลากรและระเบียบวิธีวิจัยในกระดาษ แต่การสืบสวนเชิงลึกโดย FiftyPlusOne ได้พบความผิดปกติในข้อมูลดิบและตัวระบุทางเทคนิค จนบีบให้บริษัทต้องยอมรับความจริง ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านโพลสำรวจมองว่า การอ้างว่าเป็นการทดลองทางสังคม เป็นเพียงข้อแก้ตัว เพื่อปกปิดความผิดจากการทุจริตข้อมูลเท่านั้น

 

ผลกระทบจากโพลปลอมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในวงการวิจัย แต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการหาเสียงและการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ตัวอย่างเช่น มัลลอรี แม็กมอร์โรว์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครตในรัฐมิชิแกน ต้องถอนตัวจากการแข่งขัน หลังจากโพลปลอมรายงานว่า เธอมีคะแนนสนับสนุนเพียงเลขหลักเดียว ส่งผลให้ทีมงานอาสาสมัครหมดกำลังใจ สื่อมวลชนตั้งคำถาม และเงินบริจาคหาเสียงหดหายไปอย่างสิ้นเชิง

 

นอกจากนี้ ประเด็นโพลปลอมยังถูกกลุ่มการเมืองนำไปขยายผลทางโซเชียลมีเดีย เพื่อสร้างกระแสโจมตีว่า ผลโพลเลือกตั้งทั้งหมดเชื่อถือไม่ได้ โดยเฉพาะโพลที่แสดงให้เห็นว่า พรรคเดโมแครตมีคะแนนนำ ด้าน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ใช้กรณีนี้โจมตี The New York Times พร้อมระบุว่า ข้อมูลนี้ช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กับคดีฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐของตน

 

ในทางกฎหมาย สหรัฐฯ ยังไม่มีกฎหมายบัญญัติความผิดเกี่ยวกับการทำโพลปลอมไว้โดยเฉพาะ แม้ว่านักวิชาการด้านกฎหมายบางส่วนจะเสนอว่า สามารถใช้กฎหมายฉ้อโกงทางอิเล็กทรอนิกส์เข้าดำเนินการ เพื่อป้องปรามผู้ไม่หวังดีก็ตาม

 

ขณะที่ เบรนดัน คาร์ ประธานคณะกรรมการกำกับดูแลการสื่อสารแห่งชาติสหรัฐฯ (FCC) ออกมาเตือนสถานีโทรทัศน์ไม่ให้นำเสนอโพลปลอม มิฉะนั้นอาจเสี่ยงต่อการถูกเพิกถอนใบอนุญาตจากการบิดเบือนข่าวสาร แต่ประเด็นนี้ถูกคัดค้านโดย แอนนา โกเมซ กรรมการ FCC จากพรรคเดโมแครต ที่เห็นว่าไม่ควรลงโทษสื่อมวลชนที่รายงานข้อมูลโพลสาธารณะด้วยความบริสุทธิ์ใจ ดังนั้น ในปัจจุบันภาระในการตรวจสอบความถูกต้องและโปร่งใสของข้อมูลโพลจึงตกอยู่กับสื่อมวลชนและประชาชนในการพิจารณาแหล่งที่มาและวัตถุประสงค์ของผู้จัดทำอย่างรอบคอบ

 

ภาพ: Rawpixel.com / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ผลโพลปลอมกระทบเลือกตั้งมิดเทอมสหรัฐฯ ทำผู้สมัครถอนตัว-สื่อใหญ่เสียเครดิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
สถานทูตเตือนคนไทยในฝรั่งเศส เลี่ยงพื้นที่ชุมนุมประท้วงใหญ่ เพิ่มความระมัดระวังในการเดินทาง https://thestandard.co/thai-embassy-paris-protest-warning/ Sat, 31 Oct 2026 05:08:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1273744 ภาพการชุมนุมประท้วงของกลุ่มเสื้อกั๊กเหลืองในประเทศฝรั่งเศส

เมื่อวานนี้ (30 ตุลาคม) สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส ป […]

The post สถานทูตเตือนคนไทยในฝรั่งเศส เลี่ยงพื้นที่ชุมนุมประท้วงใหญ่ เพิ่มความระมัดระวังในการเดินทาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการชุมนุมประท้วงของกลุ่มเสื้อกั๊กเหลืองในประเทศฝรั่งเศส

เมื่อวานนี้ (30 ตุลาคม) สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส ประกาศแจ้งเตือนประชาชนไทยในประเทศฝรั่งเศส ฉบับที่ 4 โดยระบุว่า ในวันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2569 จะมีการนัดหมายชุมนุมประท้วงในหลายพื้นที่ทั่วประเทศฝรั่งเศส โดยกลุ่มเสื้อกั๊กเหลือง (Gilets Jaunes) สหภาพแรงงาน รวมถึงกลุ่มนักเรียนและนักศึกษา ได้ประกาศระดมผู้เข้าร่วมชุมนุมเพื่อเรียกร้องเกี่ยวกับค่าครองชีพและเสรีภาพของประชาชน ทั้งนี้ ทางการฝรั่งเศสได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยและกำหนดข้อจำกัดในการชุมนุมและเดินขบวนในหลายพื้นที่ เพื่อป้องกันเหตุรุนแรงและความเสียหายต่อทรัพย์สิน

 

สำหรับกรุงปารีส มีรายงานการนัดหมายชุมนุมและมาตรการรักษาความปลอดภัย ดังนี้

 

  • บริเวณรัฐสภาฝรั่งเศส (Assemblée Nationale): กลุ่มเสื้อกั๊กเหลืองประกาศนัดรวมตัวหรือชุมนุมนั่งประท้วง เวลา 14.00 น. เพื่อเรียกร้องเกี่ยวกับเสรีภาพของประชาชนและปัญหาค่าครองชีพ
  • เส้นทางเดินขบวนในกรุงปารีส: ทางการฝรั่งเศส (Préfecture de Police) ได้ออกคำสั่งห้ามเส้นทางเดินขบวนที่กลุ่มสหภาพแรงงาน CGT เสนอจาก Place de la Bastille ไปยัง Place de la Nation และเส้นทางที่กลุ่มเสื้อกั๊กเหลืองเสนอจาก Place de la Bastille ไปยัง Place de la Concorde ผ่าน Place de la République และบริเวณ Grands Boulevards เนื่องจากเห็นว่าไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านความสงบเรียบร้อยของสาธารณะ โดยทางการได้เสนอเส้นทางทางเลือกจาก Porte de Bagnolet (เขต 20e) ไปยัง Porte de Charenton (เขต 12e) ผ่าน Boulevard des Maréchaux ทดแทน อย่างไรก็ดี สหภาพแรงงานได้แสดงความไม่เห็นด้วยกับเส้นทางทางเลือกดังกล่าว และคัดค้านคำสั่งห้ามชุมนุมบางส่วนในพื้นที่ระหว่าง Place de la Bastille และ Place de la Nation จึงควรติดตามสถานการณ์และประกาศจากทางการอย่างใกล้ชิด
  • บริเวณศาลาว่าการเขต (Mairies d’arrondissement): มีรายงานการนัดหมายจัดกิจกรรมชุมนุมนั่งประท้วงบริเวณหน้าศาลาว่าการเขต 10e, 11e, 12e, 13e, 14e และ 15e arrondissement ตั้งแต่เวลาประมาณ 14.00 น.
  • มาตรการจำกัดการเข้าออกพื้นที่ในช่วงกลางคืน: ทางการได้กำหนดมาตรการเคอร์ฟิว (Couvre-feu) บริเวณ Place de la République และพื้นที่โดยรอบสถานีรถไฟใต้ดิน Châtelet-Les Halles ในช่วงกลางคืน ตั้งแต่คืนวันเสาร์ที่ 31 ตุลาคมถึงเช้าวันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน และคืนวันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายนถึงเช้าวันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน โดยกำหนดพื้นที่และเงื่อนไขการบังคับใช้ตามคำสั่งของทางการ
  • การกำหนดเขตควบคุมความปลอดภัย: ทางการได้กำหนดเขตควบคุมความปลอดภัย (Périmètre de Sécurité) บริเวณสถานีรถไฟ Gare du Nord และ Gare de Lyon ในวันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม โดยภายในเขตดังกล่าวห้ามการรวมตัวในลักษณะการชุมนุมประท้วง การครอบครอง พกพา หรือใช้ดอกไม้เพลิงและอุปกรณ์พลุ รวมถึงการนำสัตว์อันตรายเข้ามา และการสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันที่มีวัตถุประสงค์เพื่อขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ ผู้ที่ประสงค์จะเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวอาจต้องผ่านการตรวจสอบและตรวจค้นตามมาตรการของเจ้าหน้าที่
  • สำหรับระบบขนส่งสาธารณะ อาจมีการปิดสถานีรถไฟใต้ดินหรือ RER บางแห่งเป็นการชั่วคราว รวมถึงการเปลี่ยนเส้นทางรถโดยสารตามมาตรการรักษาความปลอดภัย โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ชุมนุมและสถานีรถไฟหลัก ทั้งนี้ ควรตรวจสอบประกาศจากผู้ให้บริการก่อนออกเดินทาง

 

นอกจากนี้ ยังมีรายงานการนัดหมายชุมนุมในเมืองสำคัญอื่นๆ ได้แก่ เมือง Nice (มีกำหนดชุมนุมระหว่างเวลา 14.00-17.00 น. บริเวณระหว่าง Place Masséna และบริเวณท่าเรือ) เมือง Rennes เมือง Lyon เมือง Angoulême (สหภาพแรงงาน CGT และ FO ประกาศนัดรวมตัวเวลา 10.30 น.) เมือง Strasbourg และแคว้น Alsace (มีรายงานการนัดรวมตัวที่ Place de la République ในเมือง Strasbourg เวลา 13.00 น. ที่ Place Kléber เวลา 15.00 น. และบริเวณหน้าศาลาว่าการในหลายพื้นที่ของแคว้น Alsace เวลา 14.00 น.) และเมือง Nantes (มีรายงานการนัดหมายชุมนุมเรียกร้องเกี่ยวกับปัญหาค่าครองชีพ เวลา 14.00 น.)

 

ทั้งนี้ กำหนดการและเส้นทางข้างต้นอาจมีการเปลี่ยนแปลง โปรดติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากทางการฝรั่งเศสก่อนเดินทาง

 

การชุมนุมประท้วงและมาตรการรักษาความปลอดภัยอาจส่งผลกระทบดังต่อไปนี้

 

  • ความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อย: อาจเกิดเหตุวุ่นวายหรือการเผชิญหน้าในบางพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณที่มีผู้ชุมนุมจำนวนมาก หรือมีการชุมนุมที่ไม่ได้รับอนุญาต
  • การจราจรทางถนน: อาจมีการปิดกั้นเส้นทาง จำกัดการจราจร หรือเปลี่ยนเส้นทางเดินรถ โดยเฉพาะบริเวณ Porte de Bagnolet, Porte de Charenton, Boulevard des Maréchaux และพื้นที่ระหว่าง Place de la Bastille และ Place de la Nation
  • การขนส่งสาธารณะ: อาจมีการปิดสถานีรถไฟใต้ดินหรือสถานี RER บางแห่งเป็นการชั่วคราว รวมถึงการเปลี่ยนเส้นทางรถโดยสาร โดยเฉพาะบริเวณสถานี Gare du Nord และ Gare de Lyon
  • การเดินทางและการท่องเที่ยว: อาจเกิดความล่าช้าในการเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยว ร้านค้า สถานีรถไฟ และสนามบิน โดยเฉพาะหากมีการปิดถนนหรือปรับเปลี่ยนเส้นทางกะทันหัน

 

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส ขอให้พี่น้องชาวไทยในฝรั่งเศสเพิ่มความระมัดระวังในการเดินทางและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยขอให้ปฏิบัติดังนี้

 

  • สำหรับกรุงปารีส โปรดหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีการชุมนุมและเส้นทางเดินขบวน โดยเฉพาะ Porte de Bagnolet, Porte de Charenton, Boulevard des Maréchaux และพื้นที่ระหว่าง Place de la Bastille และ Place de la Nation รวมถึงบริเวณหน้าศาลาว่าการเขตที่มีการนัดหมายชุมนุม
  • หลีกเลี่ยงพื้นที่ Place de la République และ Châtelet-Les Halles ในช่วงเวลาที่มีการบังคับใช้มาตรการเคอร์ฟิว รวมถึงตรวจสอบข้อกำหนดก่อนเดินทางผ่านบริเวณดังกล่าว
  • เพิ่มความระมัดระวังในการเดินทางผ่าน Gare du Nord และ Gare de Lyon และเตรียมเอกสารประจำตัวสำหรับการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่
  • ติดตามประกาศจากทางการฝรั่งเศส โดยเฉพาะ Préfecture de Police de Paris และตรวจสอบสถานะการให้บริการของระบบขนส่งสาธารณะก่อนออกเดินทาง
  • หากจำเป็นต้องเดินทาง ควรวางแผนเส้นทางล่วงหน้า เผื่อเวลาเดินทางเพิ่มเติม และหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีการปิดกั้นเส้นทางหรือมีเหตุวุ่นวาย
  • หากมีกำหนดเดินทางโดยรถไฟหรือเครื่องบิน ควรตรวจสอบสถานะการเดินทางกับผู้ให้บริการโดยตรงก่อนออกจากที่พัก
  • หากพบเห็นเหตุการณ์ที่อาจเป็นอันตราย ควรออกจากบริเวณดังกล่าวโดยเร็ว ไม่เข้าใกล้กลุ่มผู้ชุมนุม และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นอย่างเคร่งครัด

 

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส โทรศัพท์ฉุกเฉิน: 06 4671 9694

 

ภาพ: Hannah McKay / Reuters

The post สถานทูตเตือนคนไทยในฝรั่งเศส เลี่ยงพื้นที่ชุมนุมประท้วงใหญ่ เพิ่มความระมัดระวังในการเดินทาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปากีสถาน ‘ยกเลิก’ คำสั่งแบนสายการบินไต้หวัน คืนสิทธิบินผ่านกะทันหัน https://thestandard.co/pakistan-reverses-taiwan-airlines-airspace-ban/ Sat, 31 Oct 2026 05:04:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1273728 เครื่องบินสายการบิน EVA Air กำลังทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

ปากีสถานได้อนุมัติสิทธิการใช้น่านฟ้าแก่สายการบินพาณิชย์ […]

The post ปากีสถาน ‘ยกเลิก’ คำสั่งแบนสายการบินไต้หวัน คืนสิทธิบินผ่านกะทันหัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครื่องบินสายการบิน EVA Air กำลังทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

ปากีสถานได้อนุมัติสิทธิการใช้น่านฟ้าแก่สายการบินพาณิชย์ของไต้หวันอีกครั้งอย่างกะทันหัน เมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา หลังเกิดความสับสนนานหลายชั่วโมงจากคำสั่งห้ามบินผ่านก่อนหน้านี้

 

โดยจุดเริ่มต้นเกิดจากการที่ ควาจา อาซิฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและอุตสาหกรรมทางการบินของปากีสถาน ได้ระบุผ่านสื่อว่า ปากีสถานปฏิบัติตามนโยบาย ‘จีนเดียว’ และอนุญาตให้เพียงสายการบินจากจีนแผ่นดินใหญ่บินผ่านน่านฟ้าได้เท่านั้น

 

คำสั่งดังกล่าวส่งผลให้สายการบิน China Airlines และ EVA Air ต้องเปลี่ยนเส้นทางบินระหว่างเอเชียและยุโรปไปใช้น่านฟ้ารัสเซียชั่วคราวตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ก่อนที่สำนักงานการบินพลเรือนปากีสถาน (PCAA) จะออกเอกสารอนุมัติสิทธิการบินผ่านให้ทั้งสองสายการบินอย่างเป็นทางการ จนถึงวันที่ 27 มีนาคม 2027

 

กระทรวงการต่างประเทศของไต้หวันได้ออกแถลงการณ์ ประณามปากีสถานอย่างรุนแรง โดยระบุว่า ปากีสถานยอมจำนนต่อจีน บิดเบือนความเป็นจริงในเวทีสากล ด้อยค่าอธิปไตยของไต้หวัน และนำน่านฟ้ามาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่รัฐบาลปากีสถานบางส่วนชี้แจงว่า การอนุมัติสิทธิบินผ่านระยะเวลา 5 เดือนนี้เป็นไปตามฤดูกาลการบินช่วงฤดูหนาวตามปกติ อีกทั้งมองว่า การสั่งปิดน่านฟ้าแก่ไต้หวันเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล เนื่องจากแม้แต่ทางการจีนแผ่นดินใหญ่เองก็ยังอนุญาตให้สายการบินไต้หวันบินผ่านน่านฟ้าของตนได้

 

เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นในไต้หวันว่า จีนกำลังยกระดับการบีบพื้นที่บนเวทีโลกของไต้หวันผ่านยุทธวิธี ‘พื้นที่สีเทา’ (Gray Zone) ซึ่งรวมถึงกรณีที่หลายประเทศในแอฟริกาห้ามผู้ถือหนังสือเดินทางไต้หวันเข้าประเทศ หรือเหตุการณ์เมื่อเดือนเมษายนที่ประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดียยกเลิกสิทธิการบินผ่าน จนทำให้ ไล่ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน ต้องเลื่อนการเดินทางไปเอสวาตินี นักการทูตจากกลุ่มประเทศ G7 และผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ท่าทีของปากีสถาน อาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ให้ประเทศอื่นๆ ใช้กีดกันการบินพลเรือนสากลของไต้หวัน หรืออาจลามไปถึงเส้นทางขนส่งทางทะเลในอนาคต

 

บรรดานักวิเคราะห์และนักการทูตตะวันตกมองว่า การสั่งห้ามแล้วยกเลิกอย่างรวดเร็วนี้ อาจเป็นสัญญาณทางการเมืองที่ปากีสถานส่งถึงจีน เพื่อยืนยันว่า ปากีสถานยังคงสนับสนุนจีนในประเด็นหลักอย่างไต้หวัน แม้ปากีสถานจะเริ่มกระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมาก็ตาม

 

เรย์มอนด์ กัว อดีตผู้อำนวยการฝ่ายไต้หวันของสถาบัน Think Tank ระดับโลกอย่าง RAND Corp. ระบุว่า ปากีสถานกำลังพยายามรักษาสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจทั้งจีน สหรัฐฯ และพันธมิตรในตะวันออกกลาง ขณะที่นักวิเคราะห์บางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า หากจีนต้องใช้อิทธิพลผ่านประเทศในกลุ่มโลกใต้ (Global South) เพื่อกดดันไต้หวัน เนื่องจากไม่สามารถดึงประเทศมหาอำนาจมาร่วมมือได้ อาจเป็นสัญญาณที่สะท้อนถึงความอ่อนแอมากกว่าความแข็งแกร่งของจีนบนเวทีโลก

 

ภาพ: Vernon Yuen / NurPhoto via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ปากีสถาน ‘ยกเลิก’ คำสั่งแบนสายการบินไต้หวัน คืนสิทธิบินผ่านกะทันหัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รวมเรื่องที่ต้องรู้ เลือกตั้งมิดเทอมสหรัฐฯ 2026 เดิมพันอนาคต ‘ทรัมป์’ https://thestandard.co/us-midterm-elections-2026-donald-trump/ Fri, 30 Oct 2026 11:09:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1273609 อินโฟกราฟิกรวมข้อมูลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ปี 2026 และสัดส่วนที่นั่งในสภาคองเกรส

ท่ามกลางสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านที่ยังคงยืดเยื้อ […]

The post รวมเรื่องที่ต้องรู้ เลือกตั้งมิดเทอมสหรัฐฯ 2026 เดิมพันอนาคต ‘ทรัมป์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโฟกราฟิกรวมข้อมูลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ปี 2026 และสัดส่วนที่นั่งในสภาคองเกรส

ท่ามกลางสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านที่ยังคงยืดเยื้อ ปัญหาค่าครองชีพที่กดดันชาวอเมริกัน และความขัดแย้งด้านนโยบายผู้อพยพ สหรัฐอเมริกากำลังเข้าสู่การเลือกตั้งกลางเทอมในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 ซึ่งถูกจับตามองว่า อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสมดุลอำนาจทางการเมืองสหรัฐฯ ในช่วงสองปีที่เหลือภายใต้รัฐบาลของ โดนัลด์ ทรัมป์

 

น่าสนใจว่า ผลสำรวจหลายสำนักสะท้อนว่า เศรษฐกิจและค่าครองชีพยังเป็นความกังวลอันดับต้นๆ ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ขณะที่สงครามกับอิหร่านยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อราคาพลังงานและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของประชาชน ทำให้การแข่งขันชิงเสียงข้างมากในสภาคองเกรสระหว่างพรรครีพับลิกันและเดโมแครตยิ่งน่าจับตา โดยเฉพาะเมื่อผลการเลือกตั้งจะกำหนดว่า พรรคใดจะมีอำนาจในการออกกฎหมาย อนุมัติงบประมาณ และตรวจสอบรัฐบาลในช่วง 2 ปีข้างหน้า

 

ก่อนถึงวันเลือกตั้ง THE STANDARD รวบรวมเรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ 2026 ตั้งแต่ระบบเลือกตั้ง สัดส่วนที่นั่งของสองพรรค สนามแข่งขันสำคัญ ไปจนถึงฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้น หากรีพับลิกันสูญเสียเสียงข้างมากในสภาคองเกรส

 


 

อินโฟกราฟิกรวมข้อมูลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ปี 2026 และสัดส่วนที่นั่งในสภาคองเกรส 1

 

อ้างอิง:

The post รวมเรื่องที่ต้องรู้ เลือกตั้งมิดเทอมสหรัฐฯ 2026 เดิมพันอนาคต ‘ทรัมป์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รายงานแอมเนสตี้ชี้ บริษัท รปภ.ที่ใกล้ชิดการเมืองกัมพูชา ตัวการเอื้อเครือข่ายสแกมเมอร์ https://thestandard.co/amnesty-cambodia-security-scam-compounds/ Fri, 30 Oct 2026 10:11:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1273587 ภาพเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและบรรยากาศศูนย์สแกมเมอร์ในกัมพูชา

เมื่อวานนี้ (29 ตุลาคม) แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเปิด […]

The post รายงานแอมเนสตี้ชี้ บริษัท รปภ.ที่ใกล้ชิดการเมืองกัมพูชา ตัวการเอื้อเครือข่ายสแกมเมอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและบรรยากาศศูนย์สแกมเมอร์ในกัมพูชา

เมื่อวานนี้ (29 ตุลาคม) แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเปิดเผยในรายงานฉบับใหม่ว่า บริษัทรักษาความปลอดภัยเอกชนในกัมพูชาที่มีความเชื่อมโยงกับกองทัพ ตำรวจ และเครือข่ายธุรกิจที่ทรงอิทธิพลของประเทศ มีส่วนทำให้อุตสาหกรรมสแกมเมอร์ที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน การทรมาน และการเป็นทาส ยังคงดำเนินต่อไปได้

 

 
 

รายงาน ‘ธุรกิจในเครื่องแบบ: บริษัทรักษาความปลอดภัยและเจ้าหน้าที่รัฐในศูนย์สแกมเมอร์ในกัมพูชา’ (Official Business: Security companies and authorities at scamming compounds in Cambodia) ระบุถึง บริษัทรักษาความปลอดภัยเอกชน 5 แห่งที่ดูแลศูนย์สแกมเมอร์ พร้อมอธิบายความเชื่อมโยงระหว่างบริษัทเหล่านี้กับทหาร ตำรวจ และชนชั้นนำทางธุรกิจของกัมพูชา แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลยังระบุตัวทหารและตำรวจหลายคนที่ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ฝึกอบรม หรือกำกับดูแลเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในศูนย์สแกมเมอร์มากกว่า 20 แห่ง

 

แอกเนส คาลามาร์ด เลขาธิการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผู้รอดชีวิตจากศูนย์สแกมเมอร์เหล่านี้ได้เล่าว่า พบทหารหรือตำรวจกัมพูชาอยู่ภายในศูนย์ แต่เราไม่สามารถตรวจสอบยืนยันคำบอกเล่าเหล่านั้นได้อย่างเป็นอิสระ จนกระทั่งวันนี้

 

“รายงานฉบับนี้แสดงให้เห็นว่า ภาคธุรกิจของกัมพูชาเข้าไปเกี่ยวข้องกับศูนย์สแกมเมอร์โดยตรง ข้อค้นพบของเรายังเริ่มเปิดเผยความเชื่อมโยงที่มีผู้ตั้งข้อสงสัยมานาน ระหว่างเครือข่ายอาชญากรรมสแกมเมอร์มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ในกัมพูชา กับบุคคลที่มีสายสัมพันธ์ทางการเมือง ซึ่งส่วนใหญ่ยังรอดพ้นจากการตรวจสอบ

 

“บริษัทรักษาความปลอดภัยอยู่ที่ใจกลางความเชื่อมโยง ทั้งเจ้าหน้าที่ของบริษัทที่ควบคุมทางออกของศูนย์ การตามล่าคนที่หลบหนี และใช้ความกลัวกับความรุนแรงบังคับให้เชื่อฟัง หากไม่มีเจ้าหน้าที่เหล่านี้ ระบบที่แสวงหาประโยชน์จากผู้คนจำนวนมหาศาลก็ไม่อาจดำเนินไปได้”

 

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมีบทบาทสำคัญในการกักขังและการละเมิดสิทธิ

 

การสืบสวนครั้งล่าสุดของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลต่อยอดจากงานก่อนหน้านี้ ซึ่งเปิดโปงการเป็นทาส การค้ามนุษย์ การข่มขืน การบังคับใช้แรงงาน และการทรมานในศูนย์สแกมเมอร์ในกัมพูชา ตลอดจนบันทึกความล้มเหลวของปฏิบัติการกวาดล้างที่รัฐบาลดำเนินการในเวลาต่อมา ครั้งนี้ องค์กรมุ่งตรวจสอบโครงสร้างด้านการรักษาความปลอดภัยที่เอื้อให้ศูนย์เหล่านี้กักขังและควบคุมเหยื่อของการค้ามนุษย์ แล้วบังคับให้หลอกลวงผู้คนทั่วโลก

 

ระหว่างเดือนมกราคม 2566 ถึงเดือนกันยายน 2569 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลสัมภาษณ์ผู้รอดชีวิตจากศูนย์สแกมเมอร์ 151 คน และตรวจสอบบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับผู้ตกเป็นเหยื่ออีกกว่า 400 คน นักวิจัยระบุศูนย์สแกมเมอร์ได้ทั้งหมด 86 แห่ง และลงพื้นที่สำรวจ 82 แห่ง โดยพบเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในทุกแห่งที่สำรวจ

 

รายงานฉบับล่าสุดระบุบริษัทเอกชนที่ดูแลรักษาความปลอดภัยในศูนย์สแกมเมอร์และมีส่วนรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิของผู้ตกเป็นเหยื่อ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลยังตรวจสอบตำแหน่งที่ตั้งของสถานที่ที่ปรากฏในวิดีโอจากบัญชี TikTok ของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกว่า 200 บัญชี และพบว่าเป็นศูนย์สแกมเมอร์ 23 แห่งทั่วกัมพูชา จนถึงเดือนสิงหาคม 2569 หลักฐานใหม่ที่องค์กรรวบรวมได้แสดงความเชื่อมโยงของทหารและตำรวจกว่า 20 คนกับบริษัทรักษาความปลอดภัยเอกชนที่ดูแลศูนย์สแกมเมอร์ และกับศูนย์สแกมเมอร์อย่างน้อย 22 แห่งจากทั้งหมด 86 แห่ง

 

รายงานยังพบความเชื่อมโยงระหว่างบริษัทเหล่านี้กับบุคคลสำคัญในแวดวงธุรกิจและการเมืองหลายคน รวมถึงอดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคาร นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และบุตรชายของอดีตรองนายกรัฐมนตรี

 

ผู้รอดชีวิตให้ข้อมูลตรงกันว่า เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมีหน้าที่ป้องกันไม่ให้มีการหลบหนี หลายคนเล่าว่าเจ้าหน้าที่ทุบตีผู้ที่พยายามหลบหนี นอกจากนี้ ผู้รอดชีวิตยังเล่าถึงการที่เจ้าหน้าที่ช็อกผู้คนด้วยไฟฟ้า ทุบตี กักขังไว้ใน ‘ห้องมืด’ และยืนเฝ้าขณะที่ผู้จัดการศูนย์ข่มขืนผู้หญิง

 

ที่ศูนย์สแกมเมอร์พาร์ค 8 หรือ PV01 ‘ไมอา’ (Maia) หญิงชาวแคเมอรูน เล่าว่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจับตัวเธอไว้ตั้งแต่เดินทางมาถึง ต่อมาพวกเขาพาเธอไปยังห้องมืด ซึ่งผู้จัดการข่มขืนเธอขณะที่เจ้าหน้าที่ยืนอยู่ด้านนอก ส่วน ‘เกบ’ (Gabe) ผู้รอดชีวิตชาวยูกันดาจากศูนย์เดียวกัน เล่าว่าเขาถูกล่ามโซ่ไว้เหนืออ่างน้ำ ถูกทุบตีนานหลายชั่วโมง และถูกช็อกด้วยกระบองไฟฟ้า

 

ผู้รอดชีวิตส่วนใหญ่จากทั้งหมด 151 คนที่ให้สัมภาษณ์เล่าว่า เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพกกระบองไฟฟ้าหรือมีกระบองดังกล่าวให้หยิบใช้ได้ทันที ผู้รอดชีวิตหลายคนยังเล่าว่าเห็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหรือบุคคลอื่นพกอาวุธปืน

 

บริษัท 5 แห่งเชื่อมโยงกับศูนย์สแกมเมอร์อย่างน้อย 23 แห่ง

 

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลระบุบริษัทเอกชน 5 แห่งที่ดูแลรักษาความปลอดภัยในศูนย์สแกมเมอร์ซึ่งมีการบันทึกข้อมูลการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง โดย 3 แห่งมีความเชื่อมโยงกับทางการกัมพูชา

 

Leap Somnang มีขอบเขตการดำเนินงานกว้างขวางที่สุดในบรรดาบริษัทที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลระบุได้ โดยเชื่อมโยงกับศูนย์สแกมเมอร์อย่างน้อย 15 แห่งใน 8 จังหวัด ผู้รอดชีวิต 12 คนระบุเจ้าหน้าที่ เครื่องแบบ หรือโลโก้ของบริษัทได้ ทุกคนเล่าว่าเจ้าหน้าที่ของบริษัทข่มขู่ว่าจะใช้ความรุนแรงเพื่อขัดขวางไม่ให้พวกเขาออกจากศูนย์ และหลายคนเล่าว่าเจ้าหน้าที่มีส่วนร่วมในการทุบตี การช็อกด้วยไฟฟ้า และการแยกขังเหยื่อเป็นเวลานาน

 

ขณะที่ Security Response ซึ่งมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับธนาคารแพนด้า (Panda Bank) และเครือข่ายบริษัทฮุ่ยวัน (Huione) เชื่อมโยงกับศูนย์สแกมเมอร์ 5 แห่ง รวมถึงพาร์ค 8 (PV01)

 

ด้าน ZD Security ซึ่งเดิมใช้ชื่อ BIC Security เชื่อมโยงกับศูนย์สแกมเมอร์ 2 แห่งในโบตุมซาโกร์ รวมถึงลองเบย์ (BS04) ซึ่งผู้รอดชีวิตเล่าถึงการทรมานและการทารุณกรรมอื่นๆ การบังคับใช้แรงงาน การกักขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และการใช้ความรุนแรงต่อผู้ที่พยายามออกจากศูนย์

 

ส่วน Dara Security เชื่อมโยงกับศูนย์สแกมเมอร์ 2 แห่งในสีหนุวิลล์ ขณะที่ Best Security เชื่อมโยงกับศูนย์สแกมเมอร์แห่งหนึ่งในบาเวต ซึ่งแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลบันทึกข้อมูลการค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน และการใช้แรงงานเด็ก

 

รายงานพบว่าทหารและตำรวจระดับสูงอย่างน้อย 3 คนมีความเชื่อมโยงกับศูนย์สแกมเมอร์ ซึ่งบ่งชี้อย่างหนักแน่นถึงการมีส่วนเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้ ได้แก่ บัน โสพัต (Ban Sophat) ประธานบริษัท Leap Somnang, เล ชันนี (Lay Channy) รองผู้บัญชาการตำรวจที่เกี่ยวโยงกับ Best Security และ พลจัตวา เต็ก บุญเทือน (Tek Bunthoeun) ผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงและอาจมีอำนาจควบคุมโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีศูนย์สแกมเมอร์ BM02 ตั้งอยู่

 

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลยังระบุบุคคลสำคัญหลายคนที่ดูเหมือนมีความเชื่อมโยงทางธุรกิจกับศูนย์สแกมเมอร์ แต่ไม่ได้ให้ข้อสรุปใดๆ เกี่ยวกับความรับผิดส่วนบุคคลของพวกเขาต่อการละเมิดที่รายงานบันทึกไว้ องค์กรส่งหนังสือถึงบริษัทและบุคคลทุกรายที่ระบุในรายงาน และรวบรวมคำชี้แจงทั้งหมดที่ได้รับไว้ในรายงานแล้ว

 

ต้องสืบสวนความเชื่อมโยงกับทหารและตำรวจ

 

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลวิเคราะห์เครื่องแบบราชการ เครื่องหมายสังกัด หมายเลขประจำตัว บันทึกข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ และลำดับเหตุการณ์บนโซเชียลมีเดีย เพื่อช่วยระบุอย่างแม่นยำว่าทหารและตำรวจปรากฏตัวในศูนย์สแกมเมอร์ที่ใดและเมื่อใด

 

ในศูนย์สแกมเมอร์ 3 แห่ง พบว่าบุคคลที่ดูเหมือนเป็นทหารซึ่งยังรับราชการอยู่ทำหน้าที่ฝึกอบรม นำ หรือกำกับดูแลเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ในกรณีอื่นๆ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลพบบุคคลที่ดูเหมือนเป็นเจ้าหน้าที่รัฐพกอาวุธปืนหรือประจำอยู่ตามจุดรักษาความปลอดภัย

 

“หลักฐานบ่งชี้ว่าทหารและตำรวจมีส่วนเกี่ยวข้องกับศูนย์สแกมเมอร์หลายแห่ง ความเกี่ยวข้องนี้ช่วยอธิบายว่าเหตุใดการละเมิดจึงยังเกิดขึ้น แม้จะมีการเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะมาหลายปี และมีปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายครั้งแล้วครั้งเล่า”

 

ปิดศูนย์โดยไม่นำผู้กระทำผิดมารับผิด

 

หลังจากรัฐบาลเริ่มปฏิบัติการกวาดล้างในเดือนกรกฎาคม 2568 การดำเนินงานของศูนย์สแกมเมอร์ขนาดใหญ่ดูเหมือนจะหยุดลงในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลไม่พบข้อมูลว่ามีการสืบสวนบริษัทรักษาความปลอดภัยทั้ง 5 แห่งที่รายงานนำเสนอ เจ้าของและผู้จัดการ หรือความเชื่อมโยงกับภาคธุรกิจและภาครัฐในวงกว้างที่รายงานบันทึกไว้

 

ก่อนเผยแพร่รายงาน ทางการกัมพูชาตอบกลับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม โดยระบุว่า ได้ลงโทษทางวินัยตำรวจ 77 นายที่เกี่ยวข้องกับศูนย์สแกมเมอร์

 

ในการตอบกลับข้อค้นพบของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล บัน โสพัต ปฏิเสธการมีบทบาทเป็นเจ้าของ กรรมการ หรือผู้บริหารของ Leap Somnang โดยระบุว่าเคย “ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับเจ้าของบริษัท”

 

Best Security ยืนยันว่า เล ชันนีไม่มีอำนาจควบคุมบริษัท แม้จะยอมรับว่าหมายเลขโทรศัพท์ของเขาปรากฏบนป้ายบริษัท Security Response ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดในรายงานของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ส่วน Best Security ระบุว่าบริษัท “ไม่มีประวัติการให้บริการที่ BA06” และจะพิจารณา “ดำเนินการทางกฎหมายหากมีผู้ขโมยเครื่องแบบของบริษัทไปใช้”

 

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเรียกร้องให้ทางการกัมพูชาดำเนินการสืบสวนบริษัทรักษาความปลอดภัยเอกชนที่เชื่อมโยงกับศูนย์สแกมเมอร์อย่างทันท่วงทีและเป็นอิสระ พร้อมจัดสรรทรัพยากรให้เพียงพอ โดยสืบสวนทหารและตำรวจที่ดูเหมือนยังรับราชการอยู่และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการรักษาความปลอดภัยในศูนย์ ระงับใบอนุญาตบริษัทระหว่างสืบสวนข้อกล่าวหาที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับการละเมิดอย่างร้ายแรง และประกันว่าเหยื่อจะเข้าถึงการเยียวยาที่มีประสิทธิภาพและการชดใช้เยียวยา

 

การละเมิดหลายกรณีที่รายงานบันทึกไว้อาจเข้าข่ายอาชญากรรมร้ายแรงตามกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายกัมพูชา ทั้งในส่วนของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่มีส่วนร่วมในการละเมิด ตลอดจนผู้จัดการ ผู้บริหาร และกรรมการของบริษัทรักษาความปลอดภัยที่รับรู้ถึงการละเมิดเหล่านั้น

 

“แม้ศูนย์สแกมเมอร์อาจหยุดดำเนินงานอยู่ในช่วงที่เราเผยแพร่รายงานฉบับนี้ แต่ข้อค้นพบของเราแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า โครงสร้างที่ทำให้ผู้กระทำผิดลอยนวลยังคงอยู่”

 

“ทางการกัมพูชาประกาศมาตรการกวาดล้างหลายรูปแบบ ส่วนใหญ่เพื่อตอบสนองต่อเสียงประณามจากนานาชาติเกี่ยวกับศูนย์สแกมเมอร์ แต่หากวัดผลการกวาดล้างเพียงจากการบุกตรวจค้น การจับกุม และการเนรเทศ ผู้วางระบบและผู้ที่เอื้อให้เกิดการละเมิดก็อาจยังลอยนวล กัมพูชาจะยังยุติอุตสาหกรรมที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนนี้ไม่ได้ ตราบใดที่ยังไม่นำผู้จัดหาบุคลากร ผู้บริหารจัดการ ผู้สนับสนุนเงินทุน และผู้ที่คุ้มครองระบบการละเมิดนี้มารับผิด”

 

อ้างอิง: แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล

The post รายงานแอมเนสตี้ชี้ บริษัท รปภ.ที่ใกล้ชิดการเมืองกัมพูชา ตัวการเอื้อเครือข่ายสแกมเมอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้งกลางเทอม 2026: คลื่นสึนามิสีน้ำเงินกำลังจะกวาดทั้งสภาล่างและสภาสูง https://thestandard.co/us-midterm-election-2026-democrats-forecast/ Fri, 30 Oct 2026 09:35:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1273574 ภาพประกอบบทความเกี่ยวกับการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกาและการเมืองในสภาคองเกรส

ในการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะมีขึ้นในวันที่ 3 พฤศจิกายนนี […]

The post เลือกตั้งกลางเทอม 2026: คลื่นสึนามิสีน้ำเงินกำลังจะกวาดทั้งสภาล่างและสภาสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบบทความเกี่ยวกับการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกาและการเมืองในสภาคองเกรส

ในการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะมีขึ้นในวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ ชาวอเมริกันจะได้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งอีกครั้ง ทั้งในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งก็ถือได้ว่ามีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าตำแหน่งประธานาธิบดีในการกำหนดทิศทางและนโยบายของประเทศ เพราะการผ่านร่างกฎหมายใดๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น จำเป็นจะต้องได้รับการรับรองจากสามสถาบันอันได้แก่วุฒิสภา, สภาผู้แทนราษฎร และทำเนียบขาว ดังนั้นการควบคุมเสียงข้างมากให้ได้ทั้งสองสภาจึงเป็นเป้าหมายที่สำคัญของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อที่เขาจะได้ผลักดันนโยบายตามที่เขาได้หาเสียงไว้ในช่วงสองปีที่เหลือ

 

 
 

บทความนี้จะพาไปสำรวจว่าเดโมแครตหรือรีพับลิกัน ใครจะมีโอกาสมากกว่ากันในการครองเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

 

ทรัมป์เสื่อมความนิยม

 

กล่าวกันว่า การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกานั้น เปรียบเสมือนการลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจของประธานาธิบดีโดยประชาชน กล่าวคือประธานาธิบดีที่มีผลงานบริหารบ้านเมืองที่ไม่ดี ไม่เป็นที่นิยม มักจะโดนประชาชนสั่งสอนด้วยการสูญเสียที่นั่งในสภา ยกตัวอย่างเช่นอดีตประธานาธิบดี บารัก โอบามา ที่เสียที่นั่งในสภาล่างไปถึง 63 ที่ ในการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2010 หลังจากที่เขาผลักกันกฎหมายปฎิรูปประกันสุขภาพ (Obamacare) ที่ไม่เป็นที่นิยมเอาเสียเลย (ณ ขณะนั้น)

 

หรือกรณีอดีตประธานาธิบดี จอร์จ บุช ที่เสียคะแนนความนิยมจากสงครามที่ยืดเยื้อในอิรักและอัฟกานิสถาน ทำให้พรรครีพับลิกันเสียที่นั่งถึง 31 ที่นั่งในการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2006

 

หรือแม้แต่ทรัมป์เองก็สูญเสียที่นั่งในสภาล่างไปถึง 41 ที่นั่ง ในการเลือกตั้งกลางเทอมสมัยแรก (ปี 2018) ที่เขามีคะแนนตกต่ำจากปัญหาภาพลักษณ์ส่วนตัว เช่นการพูดจาโอ้อวดเกินจริง, การพูดจาในเชิงเหยียดผิว และปัญหาการนอกใจภรรยา

 

สำหรับในการเลือกตั้งรอบนี้ ประธานาธิบดีคนปัจจุบันอย่างทรัมป์ก็มีคะแนนนิยมต่ำกว่าก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในสมัยแรกของเขาเสียอีก โดยปัจจุบันเขามีคะแนนติดลบอยู่ที่ราวๆ 23% ในขณะที่ก่อนการเลือกตั้งในรอบปี 2018 เขามีคะแนนติดลบแค่ราวๆ 11%

 

สาเหตุที่คะแนนของทรัมป์ในรอบนี้ตกต่ำกว่าเดิมเป็นเพราะว่าชาวอเมริกันไม่ได้มองแค่ว่าเขามีปัญหาด้านคาแรกเตอร์อย่างเดียวเหมือนในสมัยแรก แต่ยังมองว่าทรัมป์ไม่สามารถแก้ปัญหาข้าวยากหมากแพงและเงินเฟ้อได้อย่างที่หาเสียงไว้ ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งในปี 2024 ด้วยสัญญาประชาคมว่าเขาจะแก้ปัญหาเงินเฟ้อที่รัฐบาลของไบเดนได้สร้างปัญหาไว้ เขาสัญญาว่าเขาจะทำให้เศรษฐกิจกลับไปรุ่งเรืองเหมือนสมัยทรัมป์ 1.0 แต่เขาก็ไม่สามารถทำได้อย่างที่หาเสียงไว้ ทรัมป์กลับทำให้ปัญหาเงินเฟ้อแย่ลงกว่าเดิมจากการทำสงครามการค้าและสงครามกับอิหร่านที่ทำให้อุปทานของน้ำมันดิบลดลงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ จนทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นสูงเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

 

คะแนนนิยมที่ต่ำเตี้ยของทรัมป์ทำให้คะแนนนิยมของพรรครีพับลิกันนั้นตกต่ำลงไปด้วย โดยที่ผลโพลในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาระบุว่าคะแนนนิยมของเดโมแครตนั้นสูงกว่ารีพับลิกันถึงเกือบๆ 10% (generic ballot) ซึ่งเป็นความแตกต่างที่มากกว่าสมัยปี 2018 เสียด้วยซ้ำ

 

เดโมแครตแทบจะนอนมาในสภาล่าง

 

ปัจจุบันพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากในสภาอย่างฉิวเฉียด โดยมีสมาชิก 219 ที่นั่ง ขณะที่พรรคเดโมแครตมี 214 ที่นั่ง ส่วนอีก 2 ที่นั่งยังว่างอยู่ เป็นที่นั่งเดิมของทั้งสองพรรคฝ่ายละ 1 ที่นั่ง

 

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า พรรคเดโมแครตที่ดีแต่แรกที่จะพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาล่างได้อีกครั้ง เพราะพวกเขาต้องการเพียงชัยชนะสุทธิเพิ่มเติม 4 ที่นั่งจากการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็จะเพียงพอที่จะยึดเสียงข้างมากกลับคืนมาได้ ซึ่งตามตามสถิติแล้วพรรคของประธานาธิบดีมักจะเสียที่นั่งในการเลือกตั้งกลางเทอม (โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 26 ที่นั่ง) ด้วยเหตุที่ชาวอเมริกันชื่นชอบการคานอำนาจและมักจะเลือกพรรคตรงข้ามไปคานอำนาจกับทำเนียบขาว

 

ยิ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ ที่ตัวประธานาธิบดีทรัมป์ก็มีคะแนนที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ก็ไม่เป็นน่าแปลกใจเลยว่าพรรครีพับลิกันมีแนวโน้มสูงมากที่จะเสียที่นั่งสุทธิไม่ต่ำกว่า 4 ที่

 

ทรัมป์และพรรครีพับลิกันทราบถึงปัญหานี้ และพยายามที่จะสู้กลับด้วยการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ให้ตัวเองได้เปรียบมากกว่าเดิม (gerrymandering) ในหลายๆ รัฐ เช่น เทกซัส, ลุยเซียนา, นอร์ทแคโรไลนา และแอละแบมา แต่เดโมแครตก็พยายามสู้กลับด้วยการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ในรัฐที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอย่างแคลิฟอร์เนีย ทำให้ในที่สุดแล้วรีพับลิกันก็ไม่ได้แต้มต่อมากขึ้นเท่าไรจาก gerrymandering

 

รีพับลิกันมีแนวโน้มจะเสียที่นั่งในเขตสามกลุ่มหลัก อันได้แก่

 

1) เขตชานเมืองที่คนมีการศึกษาชอบพรรครีพับลิกันน้อยลงเรื่อยๆ ได้แก่ เนแบรสกา เขต 2, แอริโซนา เขต 1, โคโลราโด เขต 8, เวอร์จิเนีย เขต 2, เพนซิลเวเนียเขต 1 และ 8)

 

2) เขตที่มีประชากรเชื้อสายฮิสแปนิกเป็นจำนวนมาก ซึ่งเคยสวิงไปเลือกทรัมป์ในปี 2024 แต่จะกลับมาเลือกเดโมแครตในรอบนี้ เนื่องจากทรัมป์แก้ปัญหาเงินเฟ้อไม่ได้ ประกอบกับปมที่เขาปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองหรือ ICE ใช้อำนาจข่มขู่ชาวฮิสแปนิกตามอำเภอใจ เขตเหล่านี้ได้แก่ เทกซัส เขต 15, แอริโซนา เขต 8 และเพนซิลเวเนีย เขต 7

 

และ 3) เขตกสิกรรมที่ภูมิภาคมิดเวสต์ที่ได้ผลกระทบอย่างหนักจากสงครามการค้าที่ทำให้พืชผลส่งออกไปขายต่างประเทศไม่ได้จากการโดนตั้งกำแพงภาษี และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมากอันเป็นผลมาจากราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากจากสงครามอิหร่าน เขตเหล่านี้ได้แก่ ไอโอวา เขต 1, 2 และ 3, วิสคอนซิน เขต 5, มอนแทนา เขต 1 และนอร์ทแคโรไลนา เขต 11

 

รีพับลิกันยังพอมีลุ้นที่สภาสูง

 

สมาชิกวุฒิสภามีวาระดำรงตำแหน่ง 6 ปี ทำให้ในการเลือกตั้งรอบนี้มีการเลือกตั้งกันแค่ 35 ที่นั่ง (ไม่ใช่ทั้ง 100 ที่นั่ง) และถึงแม้ว่าคะแนนความนิยมของทรัมป์จะตกต่ำลง แต่โอกาสที่รีพับลิกันจะยังรักษาเสียงข้างมากในสภาสูงนั้นยังเป็นไปได้อยู่ เพราะในขณะนี้ รีพับลิกันครองเสียงข้างมากอยู่ที่ 53 ต่อ 47 ที่นั่ง ซึ่งก็แปลว่าเดโมแครตจะต้องแย่งที่นั่งมาให้ได้ถึง 4 ที่นั่ง (หากได้แค่ 3 ที่นั่ง เสียงจะเท่ากันที่ 50 ต่อ 50 ซึ่งก็แปลว่ารีพับลิกันยังครองเสียงข้างมากอยู่ดี เพราะรองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ จะเป็นผู้ลงคะแนนตัดสินเป็นคนสุดท้าย) ซึ่งก็เป็นงานที่ไม่ใช่ว่าจะง่ายสำหรับเดโมแครต เพราะใน 35 รัฐที่มีการเลือกตั้งนั้นเป็นเขตรัฐสีแดงเสียเป็นส่วนใหญ่

 

เดโมแครตมีโอกาสที่ดีมากๆ ที่จะพลิกกลับมาชนะในรัฐนอร์ธแคโรไลนาที่เจ้าของที่นั่งเดิมจากรีพับลิกันอย่าง ทอม ทิลลิส ตัดสินใจรีไทร์ และฝั่งเดโมแครตได้อดีตผู้ว่าการรัฐที่มีคะแนนนิยมสูงอย่าง รอย คูเปอร์ มาเป็นผู้แทนพรรค โดยคะแนนเฉลี่ยจากผลโพลระบุว่าคูเปอร์มีคะแนนนิยมเหนือกว่า ไมเคิล วัทลีย์ จากพรรครีพับลิกันอยู่ราวๆ 10%

 

นอกจากนี้เดโมแครตยังมีโอกาสที่จะพลิกกลับมาชนะในอีก 4 รัฐ ได้แก่ เทกซัส, โอไฮโอ, อะแลสกา และเมน โดยที่สามรัฐแรก แม้จะเป็นรัฐสีแดง แต่ด้วยคะแนนนิยมที่ตกต่ำของทรัมป์และความนิยมส่วนตัวของผู้สมัครจากเดโมแครตทำให้พวกเขามีคะแนนนำในรัฐเหล่านี้อยู่ที่ราวๆ 2-3%

 

ส่วนเมนนั้นเป็นรัฐสีน้ำเงิน แต่ทว่า สว.ซูซาน คอลลินส์ของรีพับลิกันที่ครองที่นั่งอยู่ ก็มีชื่อเสียงในฐานะเป็นนักการเมืองสายกลางที่ได้รับความนิยมจากชาวเมนมาอย่างยาวนาน ทำให้โอกาสที่เธอจะยังรักษาที่นั่งไว้ก็ยังเป็นไปได้อยู่ ผลโพลล่าสุดระบุว่า ทรอย แจ็กสัน ของเดโมแครตมีคะแนนนำคอลลินส์อยู่ราวๆ 3-4%

 

นอกจากนี้ยังมีอีก 3 รัฐในเขตมิดเวสต์อันได้แก่ ไอโอวา, เนแบรสกา และแคนซัส ที่ผลโพลระบุว่าคะแนนของผู้สมัครจากสองพรรคแทบจะเท่ากันเลย ที่จริงแล้วทั้งสามรัฐเป็นรัฐสีแดงจัด แต่ทั้งสามรัฐนี้เป็นรัฐที่พึ่งพากสิกรรมและปศุสัตว์อย่างมากและได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสงครามการค้าและราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากจากสงครามในอิหร่าน ทำให้คะแนนนิยมของทรัมป์และพรรครีพับลิกันตกต่ำเป็นพิเศษ

 

ถ้าเดโมแครตชนะในรัฐทั้งหมดที่ว่ามานี้จะทำให้พวกเขามีที่นั่งในสภาสูงถึง 55 ที่นั่ง ซึ่งจะเป็นจำนวนที่นั่งสูงสุดของพวกเขาในรอบศตวรรษ เรียกได้ว่าเป็นคลื่นยักษ์สึนามิที่พัดถล่มรีพับลิกันจนพ่ายแพ้แบบยับเยิน

 

เว็บไซต์ Silver Bulletin ของนักสถิติชื่อดังอย่าง เนต ซิลเวอร์ ที่ได้รับการยอมรับว่ามีโมเดลพยากรณ์การเลือกตั้งที่แม่นยำ (เขาใช้ทั้งโพลและปัจจัยพื้นฐานในการทำนาย) ให้โอกาสที่เดโมแครตจะชนะที่สภาล่างที่ 95% และที่สภาสูงที่ 78%

 

วันอังคารที่จะถึงนี้เราก็จะได้รู้แล้วว่าผลโพลและการพยากรณ์ทางสถิติจะแม่นยำหรือไม่ และทรัมป์จะมีอำนาจมากน้อยแค่ไหนในการกำหนดนโยบายในช่วงสองปีที่เหลือของเขา

 

ภาพ: REUTERS / Eric Lee

The post เลือกตั้งกลางเทอม 2026: คลื่นสึนามิสีน้ำเงินกำลังจะกวาดทั้งสภาล่างและสภาสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมหลายประเทศเริ่มกักตุนอาหาร จับตา ‘อังกฤษ-ญี่ปุ่น’ แนะประชาชนเตรียมเสบียง โลกต้องกังวลสงคราม-ภัยพิบัติใหญ่หรือไม่? https://thestandard.co/why-countries-advise-stockpiling-food/ Fri, 30 Oct 2026 06:12:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1273486 ภาพจำลองสถานการณ์ฉุกเฉินและการสำรองเสบียงอาหารน้ำดื่มเพื่อเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ

หลายประเทศทั่วโลกกำลังรณรงค์ให้ประชาชนสำรองอาหาร น้ำดื่ […]

The post ทำไมหลายประเทศเริ่มกักตุนอาหาร จับตา ‘อังกฤษ-ญี่ปุ่น’ แนะประชาชนเตรียมเสบียง โลกต้องกังวลสงคราม-ภัยพิบัติใหญ่หรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพจำลองสถานการณ์ฉุกเฉินและการสำรองเสบียงอาหารน้ำดื่มเพื่อเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ

หลายประเทศทั่วโลกกำลังรณรงค์ให้ประชาชนสำรองอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นไว้ภายในบ้าน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยล่าสุด รัฐบาลอังกฤษเปิดตัวแคมเปญ Be Ready แนะนำให้ครัวเรือนเตรียมเสบียงสำหรับดำรงชีวิตอย่างน้อย 3 วัน ขณะที่ญี่ปุ่นเตรียมออกคำร้องขอเร่งด่วนให้ประชาชนทั่วประเทศสำรองอาหาร น้ำดื่ม และอุปกรณ์จำเป็นสำหรับรับมือภัยพิบัติอย่างน้อย 3 วันเช่นกัน

 

น่าสนใจว่า แนวทางดังกล่าวยังปรากฏในหลายประเทศยุโรป เช่น สวีเดนแจกคู่มือ In Case of Crisis or War ให้ครัวเรือนทั่วประเทศกว่า 5.2 ล้านครัวเรือน พร้อมแนะนำให้ประชาชนเตรียมพร้อมสำหรับการดำรงชีวิตด้วยตนเองอย่างน้อย 1 สัปดาห์ หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือสงคราม

 

แน่นอนว่า การที่รัฐบาลหลายประเทศออกมารณรงค์เรื่องการสำรองเสบียงในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ยิ่งสร้างความกังวลว่า ความเคลื่อนไหวเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงสงครามครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ยังคงตึงเครียด

 

อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ หลายประเทศมีแนวทางเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นระยะเวลานาน โดยมีเหตุผลในการเตรียมพร้อมที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ไปจนถึงความเสี่ยงที่ความขัดแย้งจะลุกลามเป็นสงครามใหญ่

 

THE STANDARD รวบรวมความเคลื่อนไหวของประเทศต่างๆ ที่กำลังรณรงค์ให้ประชาชนเตรียมเสบียงฉุกเฉิน พร้อมสำรวจที่มาของกระแสดังกล่าว และข้อเท็จจริงเบื้องหลังความกังวลว่า โลกกำลังเตรียมพร้อมรับสงครามครั้งใหญ่หรือไม่

 

ประเด็นสำคัญ

 

อังกฤษเปิดแคมเปญ Be Ready แนะตุนอาหาร 3 วัน รับมือภัยธรรมชาติ-ไซเบอร์

 

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2026 รัฐบาลสหราชอาณาจักรเปิดตัวแคมเปญ Be Ready ซึ่งต่อยอดจากแนวทางการเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินที่เผยแพร่ในปี 2024 เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือเหตุการณ์ที่ทำให้สาธารณูปโภคสำคัญ เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์ และอินเทอร์เน็ต หยุดชะงัก

 

เบื้องต้น รัฐบาลอังกฤษได้ออกคำแนะนำให้ครัวเรือนสำรองอาหารที่เก็บรักษาได้นาน น้ำดื่มบรรจุขวด ยารักษาโรค ไฟฉาย ถ่านสำรอง อุปกรณ์ปฐมพยาบาล วิทยุที่ใช้แบตเตอรี่หรือใช้ระบบหมุนมือเพื่อผลิตไฟฟ้า ตลอดจนเงินสดสำรองในกรณีที่ระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ไม่สามารถใช้งานได้

 

นอกจากนี้ รัฐบาลยังแนะนำให้ประชาชนสำรองน้ำดื่มสะอาดอย่างน้อย 3 ลิตรต่อคนต่อวัน หรือรวม 9 ลิตรต่อคนสำหรับระยะเวลา 3 วัน ขณะที่การเลือกเก็บอาหารควรคำนึงถึงระยะเวลาการเก็บรักษา และเลือกอาหารที่สามารถรับประทานได้โดยไม่ต้องแช่เย็นหรือปรุงสุก เช่น อาหารกระป๋อง ผลไม้อบแห้ง และถั่ว

 

แคมเปญ Be Ready มีที่มาจากความเสี่ยงด้านสภาพอากาศรุนแรง ทั้งพายุ น้ำท่วม และไฟป่า ซึ่งอาจทำให้ระบบสาธารณูปโภคหยุดทำงาน รวมถึงภัยคุกคามด้านความมั่นคง โดยเฉพาะการโจมตีทางไซเบอร์ที่อาจสร้างความเสียหายต่อธุรกิจ ระบบการสื่อสาร และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ

 

ทั้งนี้ เวส สตรีตติง (Wes Streeting) รัฐมนตรีกลาโหมอังกฤษเตือนว่า ประเทศกำลังเผชิญภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะการโจมตีทางไซเบอร์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น รวมถึงการก่อวินาศกรรมจากรัฐที่เป็นปฏิปักษ์หรือกลุ่มก่อการร้าย ซึ่งอาจทำให้ห่วงโซ่อุปทานและบริการพื้นฐานหยุดชะงัก

 

อย่างไรก็ตาม สตรีตติงยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้เปิดแคมเปญดังกล่าว เพราะมีสัญญาณว่า จะเกิดเหตุร้ายหรือภัยคุกคามเฉพาะเจาะจงในอังกฤษเร็วๆ นี้ หากแต่ต้องการให้ประชาชนเตรียมความพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ โดยเน้นย้ำว่า ‘รัฐบาลต้องการให้ประชาชนตื่นตัว แต่ไม่ตื่นตระหนก’

 

ขณะเดียวกัน คำแนะนำดังกล่าวเริ่มส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้บริโภค โดย BBC Newsnight รายงานว่า ผู้ค้าปลีกหลายแห่งมียอดขายสินค้าจำเป็นสำหรับรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังรัฐบาลเปิดตัวแคมเปญ

 

ล่าสุด ซูเปอร์มาร์เก็ต Iceland มียอดขายอาหารกระป๋องเพิ่มขึ้น 40% ในช่วงสุดสัปดาห์ ขณะที่ร้าน Robert Dyas มียอดขายวิทยุเพิ่มขึ้น 160% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน ส่วน Maplin รายงานยอดขายไฟฉายเพิ่มขึ้น 284% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของเดือนก่อน

 

ญี่ปุ่นเตรียมร้องขอประชาชนทั่วประเทศสำรองเสบียง 3-7 วัน รับมือภัยพิบัติใหญ่

 

ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นกำลังเตรียมยกระดับความพร้อมรับมือภัยพิบัติขนาดใหญ่ โดยเฉพาะแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิด ซึ่งมีการประเมินว่าอาจสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน และทำให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างยากลำบาก

 

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม FNN สื่อญี่ปุ่นรายงานว่า โกชิ โฮโซโนะ (Goshi Hosono) รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบด้านการจัดการภัยพิบัติ เตรียมออกคำร้องขอเร่งด่วนให้หน่วยงานรัฐบาลส่วนกลาง รัฐบาลระดับจังหวัด และประชาชนทั่วประเทศ ยกระดับความพร้อมรับมือภัยพิบัติในวันที่ 2 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นกำหนดการเปิดตัวสำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งใหม่ของญี่ปุ่น

 

โฮโซโนะระบุว่า ครัวเรือนควรเตรียมอาหาร น้ำดื่ม และอุปกรณ์สำหรับใช้ห้องน้ำในภาวะฉุกเฉินให้เพียงพออย่างน้อย 3 วัน ซึ่งหากเป็นไปได้ ควรเตรียมให้เพียงพอสำหรับ 1 สัปดาห์ พร้อมระบุว่า ภัยพิบัติขนาดใหญ่ที่ประเทศจำเป็นต้องรับมือ ได้แก่ แผ่นดินไหวบริเวณร่องนันไค แผ่นดินไหวใต้พื้นที่มหานครโตเกียว แผ่นดินไหวขนาดใหญ่บริเวณร่องลึกญี่ปุ่นและร่องลึกชิชิมะ รวมถึงการปะทุของภูเขาไฟฟูจิ

 

อนึ่ง มีการคาดการณ์ว่า ภัยพิบัติเหล่านี้อาจสร้างความเสียหายต่อถนน ระบบขนส่ง เครือข่ายสื่อสาร ระบบประปา และระบบบำบัดน้ำเสีย ทำให้ประชาชนบางส่วนไม่สามารถเข้าถึงน้ำดื่ม อาหาร หรือสิ่งของจำเป็นได้ตามปกติ แม้จะยังสามารถพักอาศัยอยู่ภายในบ้านก็ตาม

 

ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลญี่ปุ่นยังวางแผนยกระดับมาตรฐานศูนย์พักพิงผู้ประสบภัย โดยโฮโซโนะเสนอให้เพิ่มความพร้อมด้านห้องน้ำ อาหารปรุงสุก ที่นอน และสถานที่อาบน้ำ ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนที่ต้องอพยพออกจากบ้าน

 

อย่างไรก็ตาม การแนะนำให้ประชาชนสำรองอาหารและน้ำดื่มไม่ใช่มาตรการใหม่ของญี่ปุ่น เนื่องจากรัฐบาลให้ความสำคัญกับการเตรียมเสบียงฉุกเฉินมาเป็นเวลานานแล้ว โดยคำร้องขอครั้งล่าสุดมีเป้าหมายเพื่อย้ำเตือนประชาชนและแก้ไขปัญหาความแตกต่างด้านความพร้อมรับมือภัยพิบัติระหว่างรัฐบาลท้องถิ่น

 

ประเทศอื่นๆ เตรียมพร้อมรับมืออะไรบ้าง สวีเดนแจกคู่มือสงคราม ยูเครนสอนประชาชนเอาชีวิตรอด

 

น่าสนใจว่า ในช่วงที่ผ่านมา หลายประเทศพยายามวางแนวทางรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยเฉพาะในยุโรปเหนือและยุโรปตะวันออก หลังมีความกังวลว่า สงครามรัสเซีย-ยูเครนอาจขยายตัวเข้าสู่ภูมิภาคในอนาคต

 

หนึ่งในกรณีที่น่าสนใจคือสวีเดน หลังมีการจัดทำคู่มือชื่อ In Case of Crisis or War เพื่อให้ประชาชนเรียนรู้วิธีเตรียมพร้อมรับมือวิกฤตและสงคราม โดยในปี 2024 หน่วยงานด้านการป้องกันภัยพลเรือนของสวีเดนได้แจกจ่ายคู่มือฉบับปรับปรุงไปยังครัวเรือนทั่วประเทศราว 5.2 ล้านครัวเรือน

 

ทั้งนี้ ทางการสวีเดนระบุว่า การจัดทำคู่มือดังกล่าวมีสาเหตุจากสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคยุโรปที่เลวร้ายลงอย่างมาก ทั้งสงครามในประเทศใกล้เคียง และภัยคุกคามจากการก่อการร้าย การโจมตีทางไซเบอร์ และการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน พร้อมย้ำว่า สถานการณ์ความมั่นคงของประเทศรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 โดยไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ที่จะเกิดการโจมตีทางทหารต่อสวีเดนได้

 

น่าสนใจว่า คู่มือข้างต้นให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมในระดับประชาชน โดยแนะนำให้แต่ละครัวเรือนสามารถดำรงชีวิตได้ด้วยตนเองอย่างน้อย 1 สัปดาห์ พร้อมเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น อาหารที่เก็บได้นาน น้ำดื่ม อุปกรณ์ให้ความอบอุ่น ยารักษาโรค ชุดปฐมพยาบาล วิทยุที่ไม่ต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบหลัก ตลอดจนการเตรียมช่องทางสื่อสารและเงินสดสำรอง

 

อย่างไรก็ตาม ต้องหมายเหตุว่า การแจกคู่มือดังกล่าวมีประวัติยาวนานตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 โดยสวีเดนเคยจัดทำและเผยแพร่คู่มือในปี 1943, 1952, 1961 และ 2018 ก่อนปรับปรุงเป็นฉบับที่ 5 ในปี 2024

 

นอกจากนี้ ยูเครนยังมีการจัดทำคู่มือในลักษณะเดียวกัน ชื่อว่า Life in Times of War: Tips on Safety, Medicine and Resistance เพื่อให้คำแนะนำแก่ประชาชนในการดูแลตนเองในช่วงสงคราม ตั้งแต่วิธีการปฐมพยาบาล การรักษาความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ต และการต่อต้านโดยไม่ใช้ความรุนแรง

 

กระแสกักตุนอาหารเกิดจากอะไร?

 

อันที่จริง การแนะนำให้ประชาชนสำรองอาหารและสิ่งของจำเป็นไม่ใช่แนวคิดใหม่ โดยที่ผ่านมาพบว่า หลายประเทศมีระบบเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินมานานหลายสิบปี อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้กลับมาได้รับความสนใจมากขึ้น หลังความเสี่ยงด้านความมั่นคงและภัยพิบัติเปลี่ยนแปลงไป

 

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ทำให้ประเทศยุโรปจำนวนมากหันมาทบทวนความพร้อมรับมือความขัดแย้ง โดย Le Monde สื่อฝรั่งเศสยกตัวอย่างว่า นับตั้งแต่เกิดสงครามในปี 2022 ประเทศยุโรปเหนือและยุโรปตะวันออกหลายแห่งได้ยกระดับการเตรียมพร้อมรับมือสงคราม ทั้งการปรับปรุงหลุมหลบภัย การฝึกอบรมประชาชน การเสริมความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ และการจัดทำแผนอพยพ โดยนำบทเรียนจากสงครามยูเครนมาปรับใช้กับระบบป้องกันภัยพลเรือน

 

ความตื่นตัวดังกล่าวยังสะท้อนผ่านยุทธศาสตร์ Preparedness Union Strategy ของสหภาพยุโรป (EU) ในปี 2025 โดยประกาศส่งเสริมความร่วมมือในการเตรียมพร้อมรับมือวิกฤต ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ และภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมมีแนวทางสนับสนุนให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตด้วยตนเองได้อย่างน้อย 72 ชั่วโมงในสถานการณ์ฉุกเฉิน

 

ขณะเดียวกัน ภัยพิบัติทางธรรมชาติก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลายประเทศส่งเสริมการสำรองอาหารมาอย่างต่อเนื่อง เช่น กรณีญี่ปุ่นที่มักเผชิญเหตุการณ์แผ่นดินไหว สึนามิ และภูเขาไฟระเบิด

 

น่าสนใจว่า เว็บไซต์ของกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่นได้ยกตัวอย่างบทเรียนจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ทางตะวันออกในปี 2011 ว่า ภัยพิบัติดังกล่าวทำให้ระบบขนส่งและกระจายสินค้าได้รับผลกระทบ เมื่อประชาชนในบางพื้นที่ต้องรอเข้าถึงอาหารถึง 3 วัน ขณะที่การฟื้นฟูระบบไฟฟ้าในบางพื้นที่ใช้เวลามากกว่า 1 สัปดาห์ ส่วนการฟื้นฟูระบบน้ำประปาใช้เวลามากกว่า 10 วัน

 

ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการสำรองอาหารในระดับครัวเรือน โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้เผยแพร่คู่มือตั้งแต่เดือนมีนาคม 2019 เพื่อให้ประชาชนสามารถเตรียมอาหารและสิ่งของจำเป็นได้ด้วยตนเอง

 

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังส่งเสริมแนวทาง Rolling Stock ซึ่งแนะนำให้ประชาชนซื้ออาหารที่บริโภคเป็นประจำเก็บไว้มากกว่าปริมาณที่ใช้ตามปกติเล็กน้อย จากนั้นจึงทยอยบริโภคตามวันหมดอายุ และซื้อเติมในปริมาณที่ใช้ไป เพื่อให้มีอาหารสำรองอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่จำเป็นต้องซื้ออาหารจำนวนมากในคราวเดียว นับเป็นภาพสะท้อนว่า การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติคือเรื่องในชีวิตประจำวันที่ประชาชนทั่วไปสามารถทำได้ โดยไม่ต้องรอให้เกิดเหตุฉุกเฉิน

 

กักตุนอาหารทั่วโลก สัญญาณสงครามครั้งใหญ่หรือไม่?

 

แม้ความเคลื่อนไหวของหลายประเทศจะสร้างความกังวลว่า โลกกำลังเตรียมพร้อมรับสงครามครั้งใหญ่ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่า การรณรงค์ให้ประชาชนสำรองอาหารและสิ่งของจำเป็นเป็นผลมาจากคำเตือนร่วมกันว่า สงครามครั้งใหญ่ในระดับโลกกำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้

 

เห็นได้อย่างชัดเจนว่า รัฐบาลแต่ละประเทศมีเป้าหมายแตกต่างกัน โดยญี่ปุ่นมุ่งรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ อังกฤษให้ความสำคัญกับภัยคุกคามทางไซเบอร์และการหยุดชะงักของบริการพื้นฐาน ขณะที่หลายประเทศในยุโรปเพิ่มความพร้อมด้านความมั่นคงจากความกังวลเกี่ยวกับรัสเซีย

 

อย่างไรก็ดี ในอีกมุมหนึ่ง แม้รัฐบาลจะรณรงค์ให้ประชาชนเตรียมเสบียงไว้ล่วงหน้า แต่ในทางปฏิบัติ ครัวเรือนจำนวนมากอาจไม่มีความพร้อมเพียงพอที่จะรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน

 

ทั้งนี้ ผลสำรวจ UK Public Survey of Risk Perception, Resilience and Preparedness 2026 ของรัฐบาลอังกฤษพบว่า มีผู้ตอบแบบสำรวจเพียง 13% ที่รู้สึกว่า ครัวเรือนของตนมีความพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินในระดับสูงสุด ขณะที่ 50% ระบุว่า มีความพร้อมเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีความพร้อมเลย

 

น่าสนใจว่า ผู้ตอบแบบสำรวจ 29% ระบุว่า ไม่มีเงินเพียงพอสำหรับซื้อสิ่งของเพิ่มเติมเพื่อเตรียมพร้อมรับเหตุฉุกเฉิน ขณะที่อีก 18% มีข้อจำกัดด้านพื้นที่จัดเก็บสิ่งของ นับเป็นภาพสะท้อนว่า แม้การสำรองอาหารจะเป็นคำแนะนำที่ประชาชนสามารถปฏิบัติได้ด้วยตนเอง แต่ข้อจำกัดด้านรายได้และสภาพความเป็นอยู่ก็อาจทำให้บางครัวเรือนไม่สามารถเตรียมเสบียงตามระยะเวลาที่รัฐบาลแนะนำได้

 

สถานการณ์ดังกล่าวยังทำให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมในระดับประเทศ โดยเฉพาะความสามารถของรัฐบาลในการรักษาระบบสาธารณูปโภคและบริการพื้นฐานให้ดำเนินต่อไปได้ รวมถึงการจัดสรรความช่วยเหลือให้กับประชาชนที่ไม่สามารถดูแลตนเองได้ในช่วงแรกของวิกฤต

 

ภาพ: Ciro De Luca / Reuters

 

อ้างอิง:

The post ทำไมหลายประเทศเริ่มกักตุนอาหาร จับตา ‘อังกฤษ-ญี่ปุ่น’ แนะประชาชนเตรียมเสบียง โลกต้องกังวลสงคราม-ภัยพิบัติใหญ่หรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
คณะกรรมการกลาง CPC ชุดที่ 20 ปิดประชุมเต็มคณะ รับรองมติกำกับควบคุมตนเองภายในพรรคอย่างเข้มงวดและรอบด้าน https://thestandard.co/cpc-central-committee-plenum-resolution/ Fri, 30 Oct 2026 05:48:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1273477 บรรยากาศการประชุมเต็มคณะของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ณ กรุงปักกิ่ง

คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) ชุดที่ 20 ได้จัด […]

The post คณะกรรมการกลาง CPC ชุดที่ 20 ปิดประชุมเต็มคณะ รับรองมติกำกับควบคุมตนเองภายในพรรคอย่างเข้มงวดและรอบด้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรยากาศการประชุมเต็มคณะของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ณ กรุงปักกิ่ง

คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) ชุดที่ 20 ได้จัดการประชุมเต็มคณะ ครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 26-29 ตุลาคม ที่ผ่านมา ณ กรุงปักกิ่ง ซึ่งมีกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคฯ เป็นประธานการประชุม ขณะที่สีจิ้นผิง เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคฯ ได้กล่าวสุนทรพจน์สำคัญ

 

ที่ประชุมได้รับฟังและหารือรายงานการปฏิบัติงานของกรมการเมืองที่สีจิ้นผิงนำเสนอ พร้อมพิจารณาและรับรองร่างมติของคณะกรรมการกลางพรรคฯ ในหลายประเด็นสำคัญที่เกี่ยวกับการมุมานะเสริมสร้างการกำกับควบคุมตนเองของพรรคฯ อย่างเข้มงวดและรอบด้าน โดยสีจิ้นผิงได้กล่าวชี้แจงเกี่ยวกับร่างมติดังกล่าว

 

แถลงการณ์ที่เผยแพร่หลังการประชุมระบุว่าคณะกรรมการกลางพรรคฯ ให้การรับรองผลการปฏิบัติงานของกรมการเมืองนับตั้งแต่การประชุมเต็มคณะครั้งที่ 4 ของคณะกรรมการกลางฯ อย่างครบถ้วน พร้อมประเมินความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของพรรคฯ ในการกำกับควบคุมตนเองอย่างเข้มงวดและรอบด้านในยุคใหม่ไว้ในระดับสูงยิ่ง

 

ที่ประชุมเน้นย้ำว่า ปัจจุบันมีปัจจัยเอื้ออำนวยมากมายต่อการขับเคลื่อนการกำกับควบคุมตนเองของพรรคฯ อย่างเข้มงวดและรอบด้าน แต่ขณะเดียวกันยังมีสถานการณ์และประเด็นปัญหาใหม่ๆ ที่ต้องเผชิญในการดำเนินงานดังกล่าว ซึ่งพรรคฯ ต้องดำเนินงานตามข้อกำหนดโดยรวมสำหรับการสร้างพรรคฯ ในยุคใหม่ ยึดธรรมนูญพรรคฯ เป็นแนวทางชี้นำพื้นฐาน รักษาคุณลักษณะการเป็นแนวหน้าของพรรคฯ รวมทั้งยึดมั่นในบทบาทการนำของพรรคฯ โดยรวม ตลอดจนการนำของคณะกรรมการกลางพรรคฯ ที่เป็นเอกภาพและรวมศูนย์ เพื่อมุ่งมั่นบรรลุภารกิจและหน้าที่ของพรรคฯ

 

นอกจากนี้ ที่ประชุมเน้นย้ำหลักการสำคัญในการมุมานะเสริมสร้างการกำกับควบคุมตนเองของพรรคฯ อย่างเข้มงวดและรอบด้าน ได้แก่ การมุ่งบรรลุภารกิจและหน้าที่ของพรรคฯ การยึดถือการเสริมแกร่งทางการเมืองของพรรคฯ เป็นหลักการสำคัญสูงสุด การกำกับควบคุมอย่างเข้มงวดรอบด้าน การใช้แนวทางที่มุ่งแก้ไขปัญหาเป็นสำคัญ การยึดมั่นในหลักการพื้นฐานควบคู่กับการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ การปฏิบัติตามแนวทางจากบนลงล่าง ตลอดจนการบริหารจัดการพรรคฯ ตามกฎระเบียบ

 

รายงานระบุว่าที่ประชุมได้จัดทำแผนงานที่เป็นระบบสำหรับการมุมานะเสริมสร้างการกำกับควบคุมตนเองของพรรคฯ อย่างเข้มงวดและรอบด้าน โดยคณะกรรมการกลางพรรคฯ ได้มีมติในที่ประชุมให้จัดการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน ครั้งที่ 21 ณ กรุงปักกิ่ง ในช่วงครึ่งหลัง (มิถุนายน-ธันวาคม) ของปี 2027

 

อนึ่ง ที่ประชุมได้ลงมติเลือกจางเซิงหมิน ดำรงตำแหน่งสมาชิกคนใหม่ของกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน

 

คณะกรรมการกลางพรรคฯ เรียกร้องสมาชิกพรรคฯ ทั้งมวลผนึกกำลังเป็นหนึ่งเดียวกับคณะกรรมการกลางพรรคฯ ซึ่งมีสีจิ้นผิงเป็นแกนนำ และปฏิบัติตามความคิดสีจิ้นผิงว่าด้วยสังคมนิยมอันมีอัตลักษณ์จีนสำหรับยุคใหม่อย่างเต็มที่

 

บรรยากาศการประชุมเต็มคณะของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ณ กรุงปักกิ่ง 1บรรยากาศการประชุมเต็มคณะของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ณ กรุงปักกิ่ง 2บรรยากาศการประชุมเต็มคณะของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ณ กรุงปักกิ่ง 3บรรยากาศการประชุมเต็มคณะของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ณ กรุงปักกิ่ง 4บรรยากาศการประชุมเต็มคณะของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ณ กรุงปักกิ่ง 5บรรยากาศการประชุมเต็มคณะของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ณ กรุงปักกิ่ง 6

 

ภาพ: Xinhua

อ้างอิง: Xinhua

The post คณะกรรมการกลาง CPC ชุดที่ 20 ปิดประชุมเต็มคณะ รับรองมติกำกับควบคุมตนเองภายในพรรคอย่างเข้มงวดและรอบด้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>