ข่าวต่างประเทศ World – THE STANDARD THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/world/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 22 Sep 2026 05:00:19 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 “แตกแยก-ขัดแย้ง” กูเตอร์เรส เลขาธิการ UN มองโลกอย่างไร ก่อนหมดวาระสิ้นปี 2026 https://thestandard.co/guterres-un-divided-world/ Tue, 22 Sep 2026 05:00:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1257993 อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ กำลังกล่าวสุนทรพจน์

เมื่อวานนี้ (21 กันยายน) อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการ […]

The post “แตกแยก-ขัดแย้ง” กูเตอร์เรส เลขาธิการ UN มองโลกอย่างไร ก่อนหมดวาระสิ้นปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ กำลังกล่าวสุนทรพจน์

เมื่อวานนี้ (21 กันยายน) อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ (UN) เข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ครั้งสุดท้าย ก่อนที่วาระการดำรงตำแหน่งเลขาธิการ UN ซึ่งยาวนาน 1 ทศวรรษ (2 วาระ) จะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคมนี้

 

 
 

กูเตอร์เรสเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโปรตุเกส เมื่อปี 1995-2002 และข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ระหว่างปี 2005-2015 โดยเมื่อเข้ามารับตำแหน่งเลขาธิการ UN ในปี 2017 เขาสัญญาจะให้ความสำคัญกับ การสร้างสันติภาพ การปฏิรูป UN การพัฒนาที่ยั่งยืน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมวางตนเป็นตัวกลางในการเชื่อมความแตกแยกต่างๆ ในประชาคมโลก

 

โลกที่แตกแยกและการเพิ่มขึ้นของความขัดแย้ง

 

ในปี 2017 โลกเคยเชื่อมั่นว่า ระบบพหุภาคีนิยมกำลังไปได้ดี แต่ทศวรรษของเขากลับถูกครอบงำด้วยความขัดแย้งและการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ กูเตอร์เรสต้องรับช่วงต่อวิกฤตใน ซีเรีย เยเมน และลิเบีย พร้อมกับรับมือสงครามใหม่ที่อุบัติขึ้นใน ยูเครน กาซา และซูดาน

 

ยังไม่นับรวมความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐฯ กับจีน โดยเฉพาะด้านการค้าและเทคโนโลยี รวมถึงวิกฤตในเอเชีย ทั้งสงครามกลางเมืองในเมียนมา โครงการนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ ซึ่งล้วนสร้างความท้าทายให้กับกูเตอร์เรสในการบริหารจัดการความขัดแย้งต่างๆ อย่างมาก

 

สภาวะอัมพาตของคณะมนตรีความมั่นคงฯ (UNSC) และข้อเรียกร้องให้ปฏิรูป

 

กูเตอร์เรสระบุว่า สถานการณ์โลก กำลังเลวร้ายลงและความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ UNSC ตกอยู่ในสภาวะอัมพาต โดยในปี 2024 มีการ ใช้วีโต้ (Veto) เพื่อคัดค้านร่างมติใน UNSC ถึง 7 ครั้ง ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดต่อปี นับตั้งแต่ปี 1986 ซึ่งสะท้อนให้เห็นข้อจำกัดของ UN เมื่อ 5 มหาอำนาจ (P5) ไม่ร่วมมือกัน หรือมีจุดยืนที่แตกต่างกัน

 

กูเตอร์เรสเน้นย้ำว่า UNSC จำเป็นต้องได้รับการปฏิรูปอย่างเร่งด่วน เนื่องจากโครงสร้างปัจจุบันยังคงเป็นตัวแทนของ โลกในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งอาจไม่สอดรับกับความเป็นจริงในปัจจุบันแล้ว

 

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

 

กูเตอร์เรสมองว่า ขณะนี้ประชาคมโลกกำลังเกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต การสู้รบในยูเครนและปัญหาส่งออกอาหาร พลังงาน และปุ๋ยผ่านทะเลดำ ประกอบกับความไม่มั่นคงในเส้นทางยุทธศาสตร์ เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ, ช่องแคบบับเอลมันเดบในทะเลแดง และการโจมตีแหล่งน้ำมันในตะวันออกกลาง ได้สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อเศรษฐกิจโลกและระบบห่วงโซ่พลังงาน

 

ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วสามารถบริหารจัดการกับดอกเบี้ยและราคาพลังงานได้ แต่ประชาชนในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนากลับต้องตกอยู่ในภาวะสิ้นหวังจากภาระค่าครองชีพ วิกฤตอาหาร และการขาดแคลนปุ๋ย

 

ที่ผ่านมา กูเตอร์เรสใช้ความพยายามทางการทูตโดยตรงกับ รัสเซีย ตุรกี และยูเครน แต่ข้อตกลงที่เกิดขึ้นยังคงมีข้อจำกัด เนื่องจากความแตกแยกของมหาอำนาจ ส่งผลให้ความขัดแย้งยังคงดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน

 

ทางด้าน ไซมอน แอดัมส์ อาจารย์ด้านสิทธิมนุษยชน จาก Murdoch University ในออสเตรเลียให้สัมภาษณ์เชิงวิพากษ์กับ CNA โดยระบุว่า แม้สภาพแวดล้อมทางภูมิรัฐศาสตร์จะยากลำบาก แต่กูเตอร์เรสไม่ได้ใช้อำนาจทางจริยธรรมของตำแหน่งอย่างกล้าหาญหรือสม่ำเสมอเพียงพอในการท้าทายผู้นำโลก

 

ขณะที่ แดเนียล ฟอร์ติ หัวหน้าฝ่ายกิจการสหประชาชาติ ประจำ International Crisis Group ซึ่งเป็นองค์กรภาคเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไรและดำเนินงานอย่างเป็นอิสระ มองว่า กูเตอร์เรสพลาดโอกาสในการผลักดันให้ UN ก้าวไปข้างหน้า ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบาก

 

ทศวรรษการบริหารงาน UN ของอันโตนิโอ กูเตอร์เรส ถือเป็นช่วงเวลาที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากความหวังในระบบพหุภาคีนิยม สู่ยุคสมัยแห่งความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์และการขยายตัวของความขัดแย้งทั่วโลก แม้ประสิทธิภาพของ UN จะถูกลดทอนลงอย่างหนักจากสภาวะอัมพาตของคณะมนตรีความมั่นคงฯ และข้อจำกัดในการมุ่งเน้นประโยชน์ของมหาอำนาจ แต่ UN ก็ยังคงทำหน้าที่เป็นองค์กรกลางหลักที่ประชาคมโลกต้องพึ่งพาในยามวิกฤต

 

เมื่อวาระการดำรงตำแหน่งของเขาจบลงในวันที่ 31 ธันวาคมนี้ โจทย์สำคัญที่ส่งต่อถึงเลขาธิการ UN คนใหม่ คือ การแสวงหาจุดร่วมในโลกที่แตกแยก และการผลักดันปฏิรูปโครงสร้างองค์กรให้สอดรับกับความจริงยุคใหม่ เพื่อรักษาความสำคัญและบทบาทของ UN บนเวทีโลกต่อไป

 

แฟ้มภาพ: Eduardo Munoz / File Photo / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post “แตกแยก-ขัดแย้ง” กูเตอร์เรส เลขาธิการ UN มองโลกอย่างไร ก่อนหมดวาระสิ้นปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ เตรียมเปิดฐานทัพ 2 แห่งในกรีนแลนด์ ชี้เป็นการคุ้มครองภูมิภาคอาร์กติก https://thestandard.co/us-greenland-military-bases-arctic/ Tue, 22 Sep 2026 03:49:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1257917 ภาพฐานทัพสหรัฐฯ ในกรีนแลนด์

สหรัฐอเมริกาเตรียมกลับมาเปิดฐานทัพทางตอนใต้ของกรีนแลนด์ […]

The post สหรัฐฯ เตรียมเปิดฐานทัพ 2 แห่งในกรีนแลนด์ ชี้เป็นการคุ้มครองภูมิภาคอาร์กติก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพฐานทัพสหรัฐฯ ในกรีนแลนด์

สหรัฐอเมริกาเตรียมกลับมาเปิดฐานทัพทางตอนใต้ของกรีนแลนด์อีกครั้ง พร้อมจัดตั้งกำลังทหารในพื้นที่ชายฝั่งตะวันออก ภายใต้ข้อตกลงด้านความมั่นคงฉบับใหม่ร่วมกับเดนมาร์กและกรีนแลนด์ ซึ่งมีกำหนดลงนามในระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ที่นครนิวยอร์ก

 

วันนี้ (22 กันยายน) Reuters รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าว 3 คนว่า สหรัฐฯ เดนมาร์ก และกรีนแลนด์เตรียมลงนามข้อตกลงเปิดฐานทัพตอนใต้ของกรีนแลนด์ และจัดตั้งกำลังทหารในพื้นที่ชายฝั่งตะวันออก โดยคาดว่า พื้นที่ดังกล่าว คือ Narsarsuaq อดีตที่ตั้ง Bluie West One ฐานทัพสหรัฐฯ ก่อนปิดตัวลงในช่วงทศวรรษ 1950 และ Mestersvig หรือจุดปฏิบัติการของหน่วยลาดตระเวนพิเศษของกองทัพเดนมาร์ก

 

รายงานระบุว่า ทั้งสามฝ่ายมีกำหนดลงนามข้อตกลงที่นครนิวยอร์ก เวลา 10.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือ 21.30 น. ตามเวลาประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยเนื้อหาของข้อตกลงฉบับเต็ม โดยแหล่งข่าวหมายเหตุว่า รายละเอียดยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้จนกว่าจะมีการลงนามอย่างเป็นทางการ

 

สำหรับท่าทีของทั้งสามฝ่าย ทำเนียบขาวปฏิเสธให้ความเห็นเกี่ยวกับรายละเอียดของข้อตกลง โดยระบุเพียงว่า การลงนามครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อรับประกันและปกป้องความมั่นคงของทั้งกรีนแลนด์และสหรัฐฯ ขณะที่เดนมาร์กระบุว่า ข้อตกลงนี้จะช่วยให้ภูมิภาคอาร์กติกอยู่ภายใต้กรอบความมั่นคงของ NATO ซึ่งไม่ได้จำกัดแค่เพียงสหรัฐฯ เท่านั้น

 

น่าสนใจว่า ก่อนหน้านี้ กองกำลังจากชาติสมาชิก NATO มากกว่า 400 นาย จาก 11 ประเทศ เพิ่งเสร็จสิ้นการฝึก Arctic Shield ในกรีนแลนด์ ซึ่งพื้นที่การฝึกปฏิบัติการรอบ Narsarsuaq โดยกองทัพเดนมาร์กระบุว่า การฝึกมีเป้าหมายเพิ่มขีดความสามารถของชาติพันธมิตรในการปฏิบัติการภายใต้สภาพแวดล้อมอาร์กติก

 

ในอดีต กรีนแลนด์เคยมีความสำคัญอย่างมากต่อยุทธศาสตร์ทางทหารของสหรัฐฯ โดยในช่วงสงครามเย็น สหรัฐฯ มีสถานที่ทางทหารบนเกาะถึง 17 แห่ง รวมถึงมีกำลังพลมากกว่า 1 หมื่นนาย ก่อนทยอยลดกำลังลงหลังสงครามเย็นสิ้นสุด

 

ปัจจุบัน สหรัฐฯ มีฐานทัพในกรีนแลนด์แห่งเดียว คือ Pituffik Space Base ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ และมีกำลังทหารสหรัฐฯ ประจำการอยู่ประมาณ 150 นาย

 

แฟ้มภาพ: Guglielmo Mangiapane / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post สหรัฐฯ เตรียมเปิดฐานทัพ 2 แห่งในกรีนแลนด์ ชี้เป็นการคุ้มครองภูมิภาคอาร์กติก appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีน-สหรัฐฯ ยืนยัน สีจิ้นผิงพบทรัมป์ ในโอกาสเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ 23-25 กันยายนนี้ https://thestandard.co/xi-trump-us-visit/ Tue, 22 Sep 2026 03:44:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1257908 สีจิ้นผิงและโดนัลด์ ทรัมป์ จับมือกัน

เมื่อวานนี้ (21 กันยายน) กระทรวงการต่างประเทศจีนและทำเน […]

The post จีน-สหรัฐฯ ยืนยัน สีจิ้นผิงพบทรัมป์ ในโอกาสเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ 23-25 กันยายนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีจิ้นผิงและโดนัลด์ ทรัมป์ จับมือกัน

เมื่อวานนี้ (21 กันยายน) กระทรวงการต่างประเทศจีนและทำเนียบขาวสหรัฐอเมริกา ยืนยันว่า สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนมีกำหนดเดินทางเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการระดับรัฐพิธี (State Visit) ระหว่างวันที่ 23-25 กันยายนนี้ เพื่อหารือกับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

 

โดยผู้นำทั้งสองจะร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงลึกในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ตลอดจนสันติภาพและการพัฒนาของโลก

 

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนชี้ว่า การเยือนตอบแทนซึ่งกันและกันของผู้นำทั้งสองภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือน ถือเป็นหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์ โดยจีนพร้อมร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการเสริมสร้างการหารือ บริหารจัดการความเห็นต่างอย่างเหมาะสม และส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคง

 

ขณะที่ทำเนียบขาวเผยว่า ทรัมป์จะเดินทางไปต้อนรับสีจิ้นผิงและภริยา ที่ฐานทัพร่วมแอนดรูว์ส (Joint Base Andrews) ทันทีที่เครื่องบินของผู้นำจีนลงจอดในวันที่ 23 กันยายนนี้

 

ส่วนพิธีต้อนรับระดับรัฐพิธี (State Arrival Ceremony) ณ บริเวณ South Lawn, State Floor และ Rose Garden ของทำเนียบขาว โดยใช้กำลังพล 479 นายจากทุกเหล่าทัพ การประดับธงชาติของทั้งสองประเทศ พร้อมการเป่าแตรเกียรติยศจากกองทัพบกสหรัฐฯ จะจัดขึ้นในช่วงเช้าของวันที่ 24 กันยายน

 

โดยเมลาเนีย ทรัมป์ และมาดามเผิงลี่หยวน จะเดินทางไปชมผลงานศิลปะและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชียแห่งชาติสถาบันสมิธโซเนียน (Smithsonian National Museum of Asian Art)

 

ทั้งทรัมป์ และสีจิ้นผิง พร้อมภริยามีกำหนดเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำระดับรัฐพิธี (State Dinner) ณ ห้อง East Room ของทำเนียบขาวในช่วงเย็นวันเดียวกันนั้น

 

ก่อนที่ช่วงเช้าวันที่ 25 กันยายน ผู้นำทั้งสอง พร้อมภริยาจะร่วมรับประทานชา ณ ห้อง Red Room ก่อนเดินทางไปยังหอจดหมายเหตุแห่งชาติ (National Archives) เพื่อเข้าชมเอกสารประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และจัดพิธีอำลาอย่างเป็นทางการ ณ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

 

บทความที่เกี่ยวข้อง:

 

สีพบทรัมป์ เยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ เตรียมคุยอะไรกันบ้าง

 

https://thestandard.co/xi-trump-us-summit/

 

สหรัฐฯ-จีนเห็นพ้องจัดตั้ง ‘สภาการค้า’ ก่อนสีพบทรัมป์สัปดาห์นี้ ตกลงอะไรกันอีกบ้าง

 

https://thestandard.co/us-china-trade-council-xi-trump/

 

แฟ้มภาพ: Brendan Smialowski – Pool / Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post จีน-สหรัฐฯ ยืนยัน สีจิ้นผิงพบทรัมป์ ในโอกาสเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ 23-25 กันยายนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลทรัมป์เตรียมคว่ำบาตร ‘ศาลอาญาระหว่างประเทศ’ เพราะอะไร https://thestandard.co/trump-icc-sanctions/ Mon, 21 Sep 2026 08:41:15 +0000 https://thestandard.co/trump-icc-sanctions/ ภาพโดนัลด์ ทรัมป์

วันนี้ (21 กันยายน) สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักรายงานว […]

The post รัฐบาลทรัมป์เตรียมคว่ำบาตร ‘ศาลอาญาระหว่างประเทศ’ เพราะอะไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโดนัลด์ ทรัมป์

วันนี้ (21 กันยายน) สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักรายงานว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) กำลังยกระดับสู่จุดตึงเครียดครั้งใหม่ เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมประกาศใช้มาตรการคว่ำบาตรเต็มรูปแบบต่อ ‘ศาลอาญาโลก’

 

 

นับเป็นการเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการลงโทษเจ้าหน้าที่รายบุคคล มาเป็นการมุ่งทำลายศักยภาพในการดำเนินงานของตัวสถาบันโดยตรง ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการดำเนินงานและกระบวนการยุติธรรมในระดับสากล

 

รัฐบาลทรัมป์ เตรียมคว่ำบาตร ‘ศาลอาญาโลก’ อย่างเต็มรูปแบบ เพราะอะไร

 

รัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า ICC ก้าวล่วงและทำเกินขอบเขตอำนาจของตนเอง จากการไต่สวนและดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของประเทศที่ ‘ไม่ได้เป็นสมาชิก ICC’

 

สหรัฐฯ ยังต้องการให้ ICC ถอนหมายจับผู้นำอิสราเอล ทั้ง เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล และ โยอัฟ กัลแลนต์ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมอิสราเอล ในข้อหาก่ออาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติในความขัดแย้งที่กาซา โดยทั้งสหรัฐฯ และอิสราเอลไม่ได้เป็นสมาชิกของ ICC

 

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังคัดค้านและต่อต้านการที่ ICC เคยเปิดการสอบสวนการกระทำและพฤติกรรมของกองทัพและบุคลากรสหรัฐฯ ในอัฟกานิสถานอีกด้วย ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับรัฐบาลทรัมป์เป็นอย่างมาก

 

มาตรการของสหรัฐฯ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

 

ที่ผ่านมาสหรัฐฯ ลงโทษคว่ำบาตรผู้พิพากษาและอัยการของ ICC ไปแล้วมากกว่าสิบคน ซึ่งรวมถึง โทโมโกะ อากาเนะ ประธาน ICC แต่มาตรการใหม่นี้จะเป็นการเปลี่ยน

 

เป้าหมายมาคว่ำบาตร ตัวองค์กร ICC ทั้งระบบ

 

รัฐบาลสหรัฐฯ ยังจะสั่งห้ามไม่ให้พลเมืองและบริษัทอเมริกันมอบเงินทุน จัดหาสินค้า หรือให้บริการแก่ ICC เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตพิเศษจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (OFAC)

 

โดยมาตรการคว่ำบาตรนี้จะส่งผลกระทบและขัดขวางการทำงานของ ICC ในหลายด้าน เช่น การซื้อและรักษาบริการด้านไอที การทำประกันภัย การว่าจ้างผู้สอบสวน การทำธุรกรรมทางการเงินทั่วไป รวมถึงการจ่ายเงินเดือนให้พนักงานชาวอเมริกันหลายสิบคนใน ICC

 

ทางด้าน มาร์ก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ประกาศแคมเปญรณรงค์เพื่อโดดเดี่ยว ICC และเรียกร้องให้ประเทศภาคีอื่นๆ ถอนตัวจากการเป็นสมาชิก ซึ่งปัจจุบันมีหลายประเทศ เช่น ชาด เวเนซุเอลา บูร์กินาฟาโซ มาลี และไนเจอร์ ที่เริ่มเคลื่อนไหวถอนตัวแล้วเช่นกัน

 

การคว่ำบาตรองค์กร ICC ทั้งระบบของสหรัฐฯ ไม่เพียงสกัดกั้นระบบการเงินและการดำเนินงานรายวันของศาลอย่างรุนแรง แต่ยังกลายเป็น ‘บททดสอบสำคัญ’ ระหว่างอำนาจอธิปไตยของประเทศที่ไม่ใช่สมาชิกกับขอบเขตอำนาจของกระบวนการยุติธรรมสากล

 

แฟ้มภาพ: Reuters

 

อ้างอิง:

The post รัฐบาลทรัมป์เตรียมคว่ำบาตร ‘ศาลอาญาระหว่างประเทศ’ เพราะอะไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ออสเตรเลียประกาศชิงเก้าอี้ ‘สมาชิกไม่ถาวร’ UNSC ขอเสียงหนุนจากแปซิฟิก-อาเซียน https://thestandard.co/australia-unsc-seat-bid/ Mon, 21 Sep 2026 07:11:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1257551

ออสเตรเลียเปิดตัวแคมเปญอย่างเป็นทางการ เตรียมชิงเก้าอี้ […]

The post ออสเตรเลียประกาศชิงเก้าอี้ ‘สมาชิกไม่ถาวร’ UNSC ขอเสียงหนุนจากแปซิฟิก-อาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ออสเตรเลียเปิดตัวแคมเปญอย่างเป็นทางการ เตรียมชิงเก้าอี้สมาชิกไม่ถาวร (Non-Permanent Member) ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council: UNSC) วาระปี 2029-2030 โดยให้เหตุผลว่า การได้ที่นั่งดังกล่าวจะช่วยให้ออสเตรเลียมีส่วนร่วมในประเด็นความมั่นคง เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตของประชาชนมากขึ้น พร้อมคาดหวังเสียงสนับสนุนจากประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

วันนี้ (21 กันยายน) แอนโทนี อัลบานีซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย เปิดตัวแคมเปญชิงเก้าอี้สมาชิกไม่ถาวรของ UNSC วาระปี 2029-2030 ระหว่างการเดินทางเยือนนครนิวยอร์ก เพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (United Nations General Assembly: UNGA)

 

อัลบานีซีระบุเหตุผลในการลงสมัครว่า การเข้าไปมีบทบาทใน UNSC จะช่วยให้ออสเตรเลียมีเสียงในการตัดสินใจของประชาคมโลกมากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นที่ส่งผลต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ และชีวิตของประชาชน พร้อมย้ำว่า สันติภาพและความมั่นคงจะเกิดขึ้นได้ผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งโลกที่ปลอดภัยควรถูกกำกับด้วยกฎกติกา ไม่ใช่อำนาจและการใช้กำลังเพียงอย่างเดียว

 

ทั้งนี้ แถลงการณ์ของทางการออสเตรเลียยังระบุว่า หากได้รับเลือกเป็นสมาชิกไม่ถาวรของ UNSC ออสเตรเลียจะให้ความสำคัญกับการป้องกันความขัดแย้ง การคุ้มครองพลเรือน การส่งเสริมความมั่นคงด้านมหาสมุทรและสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการสร้างอนาคตดิจิทัลที่สงบ มีความยืดหยุ่น และครอบคลุม ตลอดจนรับมือกับความท้าทายจากความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (AI)

 

“ความหวังของชาวออสเตรเลีย คือ ความหวังของผู้คนทั่วโลก นั่นคือการได้ใช้ชีวิตอย่างสงบและสร้างอนาคตที่ดีกว่า” อัลบานีซีกล่าว พร้อมย้ำว่า ประเทศขนาดเล็กและขนาดกลางควรมีเสียงต่อความท้าทายสำคัญที่โลกกำลังเผชิญ

 

อนึ่ง การเลือกตั้งสมาชิกไม่ถาวรของ UNSC วาระปี 2029-2030 UNGA มีกำหนดการลงคะแนนเสียงในเดือนมิถุนายน 2028 โดยสมาชิก UN จะใช้วิธีลงคะแนนลับ ซึ่งผู้สมัครต้องได้รับเสียงสนับสนุนอย่างน้อย 2 ใน 3 เสียงของแต่ละประเทศสมาชิก

 

สำหรับออสเตรเลีย การลงสมัครครั้งนี้อยู่ในโควตากลุ่มยุโรปตะวันตกและประเทศอื่นๆ (Western European and Others Group: WEOG) เช่นเดียวกับฟินแลนด์ โดยผู้ที่ได้รับเลือกจะดำรงตำแหน่งเป็นเวลา 2 ปี ตั้งแต่ปี 2029-2030 ซึ่งครั้งล่าสุด เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกชั่วคราวของ UNSC ในวาระปี 2013-2014

 

แฟ้มภาพ: Alexandre Tziripouloff / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post ออสเตรเลียประกาศชิงเก้าอี้ ‘สมาชิกไม่ถาวร’ UNSC ขอเสียงหนุนจากแปซิฟิก-อาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ-จีนเห็นพ้องจัดตั้ง ‘สภาการค้า’ ก่อนสีพบทรัมป์สัปดาห์นี้ ตกลงอะไรกันอีกบ้าง https://thestandard.co/us-china-trade-council-xi-trump/ Mon, 21 Sep 2026 05:23:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1257522 ภาพเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ และจีนกำลังหารือกัน

เมื่อวานนี้ (20 กันยายน) สหรัฐอเมริกาและจีนบรรลุข้อตกลง […]

The post สหรัฐฯ-จีนเห็นพ้องจัดตั้ง ‘สภาการค้า’ ก่อนสีพบทรัมป์สัปดาห์นี้ ตกลงอะไรกันอีกบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ และจีนกำลังหารือกัน

เมื่อวานนี้ (20 กันยายน) สหรัฐอเมริกาและจีนบรรลุข้อตกลงในการเปิดใช้งาน ‘สภาการค้า’ (Board of Trade) หลังการเจรจาอย่างเข้มข้นนาน 8 ชั่วโมงที่นครนิวยอร์ก ระหว่าง สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ และ จมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) กับ เหอลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน และเป็นมือขวาด้านเศรษฐกิจคนสำคัญของสีจิ้นผิง ก่อนการเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการของผู้นำจีนในวันที่ 24 กันยายนนี้

 

 
 

สภาการค้าทวิภาคีนี้ ทำงานอย่างไร

 

ทีมงานของทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันคัดเลือกกลุ่มสินค้าที่ไม่ใช่อุตสาหกรรมอ่อนไหว (Non-Sensitive Goods) เพื่อแยกการค้าในกลุ่มนี้ออกจากมาตรการทางการค้าอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

 

สินค้าที่อยู่ในรายการตกลงร่วมกันจะได้รับสิทธิลดอัตราภาษีศุลกากร (Tariff-Reduced Trade) โดยมีการจำกัดเพดานมูลค่าการค้าไว้สูงสุดไม่เกิน 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อฝ่าย โดยประเภทสินค้าของฝั่งจีนส่งออกไปสหรัฐฯ นั้น เป็นสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Goods) และสินค้าเทคโนโลยีระดับพื้นฐาน (Low-Tech Items) ขณะที่ประเภทสินค้าของฝั่งสหรัฐฯ ส่งออกไปจีน ส่วนใหญ่เป็น ผลิตภัณฑ์พลังงาน (Energy Products) สินค้าเกษตร (Agricultural Goods) และอาจรวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์

 

โดยกลไกนี้มุ่งเน้น ‘การค้าที่สมดุล’ เพื่อใช้เป็น ‘ตัวถ่วงน้ำหนัก’ (Ballast) ช่วยประคองความเสถียรของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ โดยไม่รวมเรื่องมาตรการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ (US Export Controls) เข้ามาอยู่ในวาระการทำงานของสภาการค้านี้

 

สหรัฐฯ-จีน ตกลงอะไรกันอีกบ้าง ก่อนสีพบทรัมป์

 

  • การเปิดช่องทางหารือด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Dialogue)

 

ทั้งสองประเทศ ‘เห็นชอบ’ การจัดตั้งเวทีเจรจาด้าน AI โดยสหรัฐฯ เสนอให้มี ‘กลไกการแจ้งเตือน’ (Notification Mechanism) เพื่อแสวงหาความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับเป้าหมายและความเสี่ยงทางเทคโนโลยี

 

อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนช่องทางหารือด้าน AI ยังประสบความยากลำบาก เนื่องจากความเห็นที่ไม่ตรงกัน โดยสหรัฐฯ ต้องการมุ่งเน้นเฉพาะเรื่อง ความปลอดภัยและความเสี่ยงของ AI (AI Safety & Risks) ขณะที่จีนต้องการเจรจาในขอบเขตกว้างกว่าเกี่ยวกับการกำกับดูแล AI ในระดับโลก (Global AI Governance)

 

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังแสดงความกังวลว่า บริษัทจีนใช้เทคนิค Model Distillation ในการดึงเทคโนโลยีจากโมเดลของสหรัฐฯ ขณะที่สถานทูตจีน ‘ปฏิเสธข้อกล่าวหา’ โดยระบุว่า เทคนิคดังกล่าวเป็นแนวปฏิบัติทางเทคนิคปกติที่นักพัฒนา AI ทั่วโลก รวมถึงบริษัทสหรัฐฯ ใช้งานอยู่แล้ว

 

  • สถานะ ‘ข้อตกลงพักศึกทางการค้าปูซาน’ และประเด็นแร่แรร์เอิร์ธ

 

แม้จะยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่าจะมีการขยายเวลา ‘ข้อตกลงพักศึกทางการค้าปูซาน (Busan Trade Truce) ออกไปอีก ซึ่งกรอบเดิมครอบคลุมการลดภาษีของสหรัฐฯ การระงับมาตรการข้อจำกัดต่อบริษัทจีน การพักการควบคุมส่งออกแร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earths) ของจีนเป็นเวลา 1 ปี และข้อผูกพันด้านการซื้อถั่วเหลืองกับสารตั้งต้นเฟนทานิล

 

อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวยังได้แสดงความกังวลอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับปริมาณและการไหลเวียนของแร่แรร์เอิร์ธที่ส่งออกจากจีนสู่ตลาด โดยผู้แทนระดับสูงของสหรัฐฯ ระบุชัดเจนว่า การปฏิบัติตามข้อตกลงของจีนในด้านนี้ “ยังไม่เป็นไปตามระดับที่สหรัฐฯ คาดหวังไว้”

 

และเนื่องจากผลการดำเนินงานของจีนยังไม่เป็นที่น่าพอใจ ทำเนียบขาวจึงระบุว่า ประเด็นปัญหาเรื่องปริมาณการส่งออกแร่แรร์เอิร์ธนี้ จะถูกนำเข้าเป็นส่วนหนึ่งของวาระการหารือระหว่างทรัมป์ และสีจิ้นผิง ในการประชุมสุดยอดผู้นำระหว่างทั้งสองประเทศ

 

ประเด็นนี้ถือเป็นจุดตึงเครียดสำคัญ เนื่องจากแร่แรร์เอิร์ธเป็นวัตถุดิบยุทธศาสตร์ที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีและความมั่นคง ซึ่งการปฏิบัติตามข้อตกลงในส่วนนี้ส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นและการขยายเวลาข้อตกลงพักศึกทางการค้าออกไป

 

บรรยากาศทางการทูตและการเตรียมการเจรจาระดับสูง

 

หวังอี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ได้หารือทางโทรศัพท์กับ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ โดยเน้นย้ำให้ทำงานร่วมกันบน พื้นฐานของความเท่าเทียม การเคารพซึ่งกันและกัน และการเตรียมความพร้อมสำหรับการเจรจาระดับสูง

 

ฝ่ายจีนมุ่งส่งสัญญาณบวก เพื่อขับเคลื่อนความสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ สร้างความเสถียรทางยุทธศาสตร์ และร่วมกันส่งเสริมสันติภาพและการพัฒนาของโลก

 

การเปิดสภาการค้าและการตั้งเวทีหารือด้าน AI นับเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเสถียรทางการทูต ทว่าประเด็นตกค้างอย่างปริมาณแร่แรร์เอิร์ธและความขัดแย้งทางเทคโนโลยี ยังคงทิ้งคำถามสำคัญไว้ว่า กลไกความร่วมมือนี้จะแข็งแกร่งพอที่จะเป็นเสาหลักสร้างความเสถียรในระยะยาว หรือเป็นเพียงการประคบประหงมความสัมพันธ์ ก่อนที่ระเบิดเวลาทางยุทธศาสตร์จะทำงานอีกครั้ง

 

แฟ้มภาพ: The U.S. Treasury / Handout via Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post สหรัฐฯ-จีนเห็นพ้องจัดตั้ง ‘สภาการค้า’ ก่อนสีพบทรัมป์สัปดาห์นี้ ตกลงอะไรกันอีกบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
โอไฮโอเตรียมทำประชามติค้าน Data Center ทำไมอาจเป็นเรื่องใหญ่ในเลือกตั้งมิดเทอมสหรัฐฯ? https://thestandard.co/ohio-data-center-referendum-us-midterms/ Mon, 21 Sep 2026 04:49:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1257497 ภาพศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่ใช้พลังงานและน้ำจำนวนมาก

กระแสต่อต้าน Data Center กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นทา […]

The post โอไฮโอเตรียมทำประชามติค้าน Data Center ทำไมอาจเป็นเรื่องใหญ่ในเลือกตั้งมิดเทอมสหรัฐฯ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่ใช้พลังงานและน้ำจำนวนมาก

กระแสต่อต้าน Data Center กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นทางการเมืองของสหรัฐอเมริกา หลังมีรายงานว่า 18 พื้นที่ในรัฐโอไฮโอ เตรียมทำประชามติจำกัดการก่อสร้าง Data Center ในวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ ท่ามกลางความกังวลถึงผลกระทบที่ตมมา ทั้งการใช้ไฟฟ้า น้ำ พื้นที่เกษตร ตลอดจนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่รัฐมอบให้บริษัทเทคโนโลยี

 

 
 

ขณะเดียวกัน ยังมีกระแสจับตามองว่า ประเด็น Data Center อาจมีบทบาทในการเลือกตั้งมิดเทอมสหรัฐฯ ปี 2026 หลังผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน เริ่มหยิบผลกระทบมาใช้เป็นนโยบายหาเสียงหรือโจมตีคู่แข่ง

 

เกิดอะไรขึ้นในโอไฮโอ?

 

Reuters และ Ohio Capital Journal รายงานว่า ประชาชนใน 18 พื้นที่ของรัฐโอไฮโอ เตรียมทำประชามติที่เกี่ยวข้องกับประเด็น Data Center ในวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ หลังพื้นที่แต่ละแห่งเปิดข้อเสนอจัดการอุตสาหกรรมดังกล่าว ตั้งแต่การจำกัดขนาด ปริมาณการใช้ไฟฟ้า ไปจนถึงการห้ามสร้าง Data Center ในพื้นที่ทั้งหมด

 

รายงานระบุว่า 9 พื้นที่ ได้แก่ คอนนีออต (Conneaut), ดีไฟแอนซ์ (Defiance), แกรนวิลล์ (Granville), โอเรกอน (Oregon), พาทัสคาลา (Pataskala), พิควา (Piqua), ซันเบอรี (Sunbury), เทรนตัน (Trenton) และอัปเปอร์แซนดัสกี (Upper Sandusky) มีข้อเสนอห้ามสร้าง Data Center ที่ใช้กำลังไฟมากกว่า 25 เมกะวัตต์

 

ขณะที่บางพื้นที่เสนอข้อจำกัดที่เข้มงวดกว่า เช่น เมืองเออร์บานา (Urbana) ที่เตรียมลงคะแนนห้าม Data Center ที่ใช้กำลังไฟมากกว่า 7.5 เมกะวัตต์ ส่วนเมืองฮับบาร์ด (Hubbard) เป็นพื้นที่เดียวที่เตรียมลงคะแนนว่า จะห้ามสร้าง Data Center ทุกขนาดหรือไม่

 

อนึ่ง การทำประชามติครั้งนี้เกิดขึ้น ในช่วงที่บริษัทเทคโนโลยีและผู้พัฒนา Data Center กำลังเร่งขยายการลงทุนในรัฐโอไฮโอ โดยรายงานระบุว่า มี 14 พื้นที่ จาก 18 พื้นที่ ได้รับข้อเสนออย่างเป็นทางการ

 

ขณะที่ในกรณีเมืองดีไฟแอนซ์ ยังไม่มีบริษัทใดประกาศแผนสร้าง Data Center อย่างเป็นทางการ แต่ประชาชนเริ่มออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน หลังทราบว่า หน่วยงานพัฒนาเศรษฐกิจได้รับการติดต่อจากบริษัทเทคโนโลยี

 

อนึ่ง กระแสต่อต้านยังเกิดขึ้นครอบคลุมทั่วรัฐโอไฮโอ โดยรายงานจาก Ohio Capital Journal ระบุว่า 138 เมืองในของรัฐ ประกาศพักการอนุมัติ Data Center เป็นการชั่วคราวแล้ว ขณะที่ 23 พื้นที่ไม่สามารถสร้าง Data Center ได้ รวมถึงพื้นที่อีก 23 แห่ง กำลังพิจารณามาตรการในลักษณะเดียวกัน

 

ปัจจุบัน Bowling Green State University เปิดเผยผลสำรวจว่า ชาวโอไฮโอ 78% สนับสนุนให้พักการก่อสร้าง Data Center ชั่วคราว เพื่อศึกษาผลกระทบให้ชัดเจนมากขึ้น ขณะที่ 75% ระบุว่า ไม่ต้องการให้มีการสร้าง Data Center ในชุมชนของตนเอง

 

ทำไมคนโอไฮโอต่อต้าน Data Center?

 

หนึ่งในความกังวลสำคัญของการสร้าง Data Center คือ การใช้ไฟฟ้าและน้ำในปริมาณมหาศาล หลังสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคแห่งรัฐโอไฮโอ (Office of the Ohio Consumers’ Counsel: OCC) ระบุว่า Data Center ขนาดใหญ่ อาจใช้ไฟฟ้ามากเทียบเท่ากับบ้านเรือนประมาณ 1 แสนหลัง ขณะที่สถานบางแห่งต้องใช้น้ำจืดหลายล้านแกลลอนต่อวัน เพื่อระบายความร้อนให้กับเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์ภายในศูนย์ข้อมูล

 

ผลกระทบยังรวมถึงค่าไฟและน้ำที่แพงขึ้น ไปจนถึงคำถามว่า ใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายดังกล่าว ขณะที่ยังมีการเปิดเผยข้อมูลว่า รัฐโอไฮโอสูญเสียรายได้จากการยกเว้นภาษีให้กลุ่มอุตสาหกรรม Data Center มากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2024-2025 ซึ่งบริษัทที่ได้รับผลประโยชน์ คือ Amazon และ Meta

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทเทคโนโลยียืนยันว่า การลงทุนใน Data Center สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับพื้นที่ โดย Amazon ระบุว่า มีบริษัทลงทุนในโอไฮโอเกือบ 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2015

 

ส่วน Meta เปิดเผยว่า มีการลงทุนในรัฐมากกว่า 2.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2018 พร้อมระบุว่า โครงการเหล่านี้สร้างรายได้ภาษี การจ้างงาน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้กับโอไฮโอ

 

Data Center จากปัญหาท้องถิ่น สู่สนามเลือกตั้งสหรัฐฯ

 

น่าสนใจว่า กระแสต่อต้าน Data Center ในสหรัฐฯ เริ่มขยายการถกเถียงเข้าสู่สนามเลือกตั้งระดับประเทศ หลังผู้สมัครทั้งจากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน เริ่มหยิบประเด็นค่าไฟ สิทธิประโยชน์ทางภาษี และผลกระทบจาก Data Center มาใช้ในการหาเสียง หรือโจมตีคู่แข่งอีกฝ่าย

 

หนึ่งในนั้น คือ มาร์ซี แคปเทอร์ (Marcy Kaptur) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครต ซึ่งกำลังลงสมัครในเขตเลือกตั้งที่ครอบคลุมเมืองดีไฟแอนซ์ โดย Reuters รายงานว่า เธอนำประเด็น Data Center มาใช้โจมตี เดเร็ก เมอร์ริน (Derek Merrin) คู่แข่งจากพรรครีพับลิกันว่า สนับสนุนสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้กับบริษัท Data Center พร้อมตั้งคำถามว่า ประชาชนในพื้นที่อาจต้องเป็นผู้แบกรับภาระค่าไฟที่เพิ่มขึ้นหรือไม่

 

ประเด็นดังกล่าวยังปรากฏในการแข่งขันชิงตำแหน่งวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ ของรัฐโอไฮโอ หลัง เชอร์รอด บราวน์ (Sherrod Brown) ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต วิจารณ์ จอน ฮัสเต็ด (Jon Husted) วุฒิสมาชิกจากพรรครีพับลิกันว่า สนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และสิทธิประโยชน์สำหรับ Data Center

 

ขณะที่การแข่งขันชิงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐ ก็เริ่มมีประเด็น Data Center เข้ามาเกี่ยวข้อง โดย วิเวก รามาสวามี (Vivek Ramaswamy) ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน เสนอให้ลดสิทธิประโยชน์ทางภาษีบางประเภท พร้อมกำหนดให้ Data Center เป็นผู้รับผิดชอบต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากความต้องการใช้ไฟฟ้าของโครงการ

 

ส่วน เอมี แอ็กตัน (Amy Acton) ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต เสนอให้รัฐจำกัดสิทธิประโยชน์ด้านภาษี และกำหนดให้บริษัท Data Center เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าอีกด้วย

 

ภาพ: Eric Cox / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post โอไฮโอเตรียมทำประชามติค้าน Data Center ทำไมอาจเป็นเรื่องใหญ่ในเลือกตั้งมิดเทอมสหรัฐฯ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำโลกเตรียมร่วมประชุม UNGA ท่ามกลางวิกฤตสงคราม มีประเด็นอะไรบ้างน่าจับตา https://thestandard.co/unga-world-leaders-war-issues/ Mon, 21 Sep 2026 04:32:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1257475 ภาพการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) มีผู้นำกำลังกล่าวสุนทรพจน์

วันนี้ (21 กันยายน) บรรดาผู้นำโลกเตรียมร่วมประชุมสมัชชา […]

The post ผู้นำโลกเตรียมร่วมประชุม UNGA ท่ามกลางวิกฤตสงคราม มีประเด็นอะไรบ้างน่าจับตา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) มีผู้นำกำลังกล่าวสุนทรพจน์

วันนี้ (21 กันยายน) บรรดาผู้นำโลกเตรียมร่วมประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (United Nations General Assembly: UNGA) ครั้งที่ 81 ณ มหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 22-28 กันยายนนี้ ท่ามกลางวิกฤตสงครามและความขัดแย้งที่ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสงครามรัสเซีย-ยูเครน และสงครามในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน

 

 
 

การประชุม UNGA81 ครั้งนี้จัดขึ้นในช่วงเวลาที่วิกฤตระเบียบโลกเก่า (Pax Americana) กำลังเสื่อมถอยลง โดยที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะหวนคืนสู่เวทีนี้อีกครั้ง หลังดำเนินนโยบายโจมตีระบบ UN อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการถอนตัวออกจากสนธิสัญญาและองค์กรสากลหลายแห่ง รวมถึงตัดงบประมาณสนับสนุน ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อระบบพหุภาคีนิยม (Multilateralism) อย่างมาก

 

แม้สหรัฐฯ จะยอมจ่ายเงินสนับสนุน 725 ล้านดอลลาร์ เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียสิทธิออกเสียงในสมัชชาใหญ่ แต่ยังคงค้างชำระงบประมาณอีกกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ UN เผชิญภาวะวิกฤตทางการเงินอย่างรุนแรงและการตั้งคำถามถึงบทบาทความสำคัญขององค์การ

 

นอกจากนี้ ‘การทูตทวิภาคี’ บดบังเวทีพหุภาคี โดยจะเห็นได้จาก สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เลือกที่จะข้ามการเข้าร่วมประชุม UNGA ในนิวยอร์ก แต่เดินทางไปเจรจาตัวต่อตัวกับทรัมป์ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. แทน สะท้อนถึงแนวโน้มในปัจจุบันที่มหาอำนาจให้ความสำคัญกับการเมืองทวิภาคี ‘มากกว่า’ เวทีพหุภาคี

 

โดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีกำหนดเดินทางเข้าร่วมประชุม UNGA81 ครั้งนี้ด้วย เพื่อขับเคลื่อนความสัมพันธ์และความร่วมมือกับนานาประเทศ ทั้งในมิติการต่างประเทศ เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน เทคโนโลยี และดิจิทัล

 

ประเด็นน่าจับตามีอะไรบ้าง

 

  • สงครามรัสเซีย-ยูเครนและผลกระทบทางเศรษฐกิจ

 

เป็นหนึ่งประเด็นสำคัญที่น่าจะถูกหยิบยกมาหารือกัน หลังสงครามรัสเซีย-ยูเครนยังคงยืดเยื้อและดำเนินมานานกว่า 4 ปี ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อความมั่นคงทางอาหารและราคาพลังงาน โดย โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน และ เซอเกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียมีกำหนดขึ้นกล่าวบนเวที UNGA ปีนี้ ขณะที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ยังไม่สามารถหาทางออก เพื่อยุติความขัดแย้งได้ เนื่องจากรัสเซียใช้สิทธิวีโต้ (Veto)

 

  • สงครามในตะวันออกกลาง

 

การสู้รบระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ ราคาพลังงานและเสถียรภาพระดับโลก รวมถึงการคุกคามเส้นทางขนส่งสินค้าในช่องแคบ Bab el-Mandeb โดยกลุ่มกบฏฮูตี ทั้งนี้ ต้องจับตาการขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ของ มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน และ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล รวมถึงกรณีที่ มาห์มูด อับบาส ประธานาธิบดีปาเลสไตน์ ถูกสหรัฐฯ ปฏิเสธวีซ่า จนต้องกล่าวสุนทรพจน์ผ่านระบบวิดีโอ

 

สงครามครั้งนี้ทำให้ชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ติดหล่มในสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางนานหลายเดือน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลการเลือกตั้งมิดเทอมครั้งสำคัญในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนนี้

 

ยังไม่นับรวมปัญหาความขัดแย้งอื่นๆ ในตะวันออกกลางที่มีส่วนบั่นทอนเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาคนี้ เช่น ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน, ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มฮูตีกับซาอุดีอาระเบีย รวมถึงปัญหาอิสราเอล-ปาเลสไตน์ ทำให้การแก้ไขปัญหามีความซับซ้อนยิ่งขึ้น

 

  • การกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ (AI Governance)

 

อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ และบรรดาผู้นำภาคเทคโนโลยี ต่างเรียกร้องให้มีการสร้างกรอบกำกับดูแล AI ในระดับสากล เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เทคโนโลยีจะหลุดจากการควบคุมของมนุษย์

 

ในขณะที่ทรัมป์ ‘คัดค้าน’ แนวคิดนี้ โดยมองว่า ความเสี่ยงจาก AI เป็นเรื่องลวงโลก (Hoax) และเตือนว่า การควบคุมจะทำให้จีนได้เปรียบและครองอำนาจนำในวงการ AI โลก ซึ่งนั่นอาจทำให้การขับเคลื่อนประเด็นเรื่องการกำกับดูแล AI บนเวที UNGA ปีนี้ เต็มไปด้วยความท้าทายและเป็นไปด้วยความยากลำบาก

 

  • การสรรหาเลขาธิการ UN คนใหม่

 

เนื่องจาก อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการ UN จะหมดวาระลงสิ้นปี 2026 จึงได้เริ่มต้นกระบวนการสรรหาเลขาธิการ UN คนใหม่แล้ว ตัวอย่างผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้นำ UN เช่น ราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) จากอาร์เจนตินา, มารีอา เฟร์นันดา เอสปิโนซา อดีตประธานสมัชชาใหญ่ (UNGA) และอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศจากเอกวาดอร์, คาโรลิน โรดริเกส-เบอร์เกตต์ ผู้แทนถาวรกายอานาประจำ UN และอดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศจากกายอานา เป็นต้น โดยคาดว่าจะทราบผลอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปีนี้

 

ขณะที่ฝ่ายบริหารของทรัมป์ได้แสดงจุดยืนต้องการลดบทบาท UN ให้เหลือเพียงภารกิจพื้นฐานด้านความมั่นคง และมีแนวโน้มจะใช้วีโต้คัดค้านแคนดิเดตที่มีแนวคิดก้าวหน้า ซึ่งอาจยิ่งทำให้การสรรหาเลขาธิการ UN คนใหม่ยากลำบากมากยิ่งขึ้น

 

แฟ้มภาพ: Selcuk Acar / Anadolu via Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post ผู้นำโลกเตรียมร่วมประชุม UNGA ท่ามกลางวิกฤตสงคราม มีประเด็นอะไรบ้างน่าจับตา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขวาจัดมาแรง? AfD คว้าชัยเลือกตั้งระดับรัฐต่อเนื่อง พรรครัฐบาลพ่ายหนักตั้งแต่ปี 1949 https://thestandard.co/afd-wins-german-state-elections/ Mon, 21 Sep 2026 03:51:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1257462 ภาพบรรยากาศการเลือกตั้งในเยอรมนี หรือผู้นำพรรค AfD หลังคว้าชัยเลือกตั้งระดับรัฐ

พรรคสหภาพประชาธิปไตยคริสเตียนแห่งเยอรมนี (Christian Dem […]

The post ขวาจัดมาแรง? AfD คว้าชัยเลือกตั้งระดับรัฐต่อเนื่อง พรรครัฐบาลพ่ายหนักตั้งแต่ปี 1949 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศการเลือกตั้งในเยอรมนี หรือผู้นำพรรค AfD หลังคว้าชัยเลือกตั้งระดับรัฐ

พรรคสหภาพประชาธิปไตยคริสเตียนแห่งเยอรมนี (Christian Democratic Union: CDU) พรรครัฐบาลของฟรีดริช เมิร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี เผชิญความพ่ายแพ้อย่างหนักในการเลือกตั้งระดับรัฐ หลังได้คะแนนในรัฐเมคเลนบูร์ก-ฟอร์พอมเมิร์นเพียง 4.9% ถือเป็นผลงานที่ย่ำแย่ที่สุดของพรรคในการเลือกตั้งระดับรัฐนับตั้งแต่ปี 1949

 

 
 

ขณะที่พรรคทางเลือกเพื่อเยอรมนี (Alternative for Germany: AfD) พรรคขวาจัด ขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งด้วยคะแนนราว 38% โดยมีคะแนนสูสีกับพรรคสังคมประชาธิปไตย (Social Democratic Party of Germany: SPD) ของมานูเอลา ชเวซิก มุขมนตรีคนปัจจุบัน ซึ่งได้คะแนนราว 35-36%

 

AfD เลือกตั้งชนะ 2 รัฐในเยอรมนี ภายใน 1 เดือน

 

วันนี้ (21 กันยายน) พรรค AfD ชนะการเลือกตั้งในรัฐเมคเลนบูร์ก-ฟอร์พอมเมิร์น หลังได้รับคะแนนเสียงถึง 38.3% แซงหน้าพรรค SPD พรรคกลางซ้ายที่ได้คะแนน 35.4% ขณะที่พรรค CDU ได้คะแนนเพียง 4.9% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่า 5% หรือเกณฑ์ในการเข้าสู่สภาแห่งรัฐ ทำให้มีการคาดการณ์ว่า พรรค CDU อาจไม่มีที่นั่งเหลือในสภาเลย

 

ทั้งนี้ อลิซ ไวเดล ผู้นำร่วมพรรค AfD กล่าวแสดงความยินดี หลังทราบผลเลือกตั้งว่า AfD กำลังก้าวขึ้นมาเป็นพรรคการเมืองหลักของประเทศ โดยทำคะแนนแซงหน้าพรรค CDU ได้สำเร็จ ก่อนจะย้ำว่า ผลเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนว่า ประชาชนต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงทางนโยบาย

 

ด้าน ทิโน ครูพัลลา ผู้นำร่วม AfD ย้ำว่า ผลเลือกตั้งครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า พรรคได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้เข้ามาบริหารรัฐ พร้อมประกาศว่า AfD จะเปิดเจรจากับทุกพรรค เพื่อหาทางจัดตั้งรัฐบาลในรัฐเมคเลนบูร์ก-ฟอร์พอมเมิร์น

 

ขณะเดียวกัน เมิร์ซออกมายอมรับว่า ผลเลือกตั้งที่เกิดขึ้นคือ ‘หายนะ’ สำหรับพรรค CDU หลังทำผลงานได้ย่ำแย่ที่สุดตั้งแต่ปี 1949 แต่เขายืนยันว่า จะยังดำรงตำแหน่งนายกฯ ต่อไป ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ว่า เขาอาจถูกกดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง

 

อนึ่ง เมิร์ซยังยืนยันว่า จะไม่เปลี่ยนทิศทางการบริหารประเทศ พร้อมเดินหน้าผลักดันการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ ภาษี และระบบสวัสดิการต่อไป โดยระบุว่า เยอรมนียังจำเป็นต้องปฏิรูปประเทศเพื่อฟื้นเศรษฐกิจที่ซบเซา แม้นโยบายหลายด้านของรัฐบาลจะกำลังเผชิญเสียงต่อต้านจากประชาชนก็ตาม

 

“การปฏิรูปจะต้องเกิดขึ้น” เมิร์ซกล่าว พร้อมย้ำว่า รัฐบาลจำเป็นต้องเดินหน้าด้วยความหนักแน่นและความอดทน โดยมองว่า การปฏิรูปเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการรับมือกับกระแสแนวคิดอำนาจนิยมที่กำลังขยายตัวในสังคมเยอรมนี

 

ก่อนหน้านี้ พรรค AfD เพิ่งคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งรัฐแซกโซนี-อันฮัลท์เมื่อวันที่ 6 กันยายน ด้วยคะแนน 43.8% โดยคว้าเก้าอี้ 39 ที่นั่ง จากทั้งหมด 83 ที่นั่งในสภารัฐ ซึ่งขาดอีก 3 ที่นั่งก็จะครองเสียงข้างมากเด็ดขาด ขณะที่พรรค CDU ได้เพียง 17.2%

 

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกันยายน 2024 พรรค AfD ยังเคยชนะการเลือกตั้งในรัฐทูรินเจีย ด้วยคะแนน 32.8% เหนือพรรค CDU ที่ได้ 23.6% ถือเป็นครั้งแรกที่ AfD ขึ้นมาเป็นพรรคอันดับหนึ่งในการเลือกตั้งระดับรัฐของเยอรมนี

 

เมื่อรวมกับชัยชนะล่าสุด ทำให้พรรค AfD ชนะการเลือกตั้งระดับรัฐแล้ว 3 แห่ง ซึ่งทั้งหมดล้วนอยู่ในพื้นที่อดีตเยอรมนีตะวันออก

 

พรรคซ้ายจัดชนะเลือกตั้งเบอร์ลิน

 

ในการเลือกตั้งวันเดียวกัน พรรคดีลิงเคอ (Die Linke) พรรคซ้ายจัดยังชนะการเลือกตั้งในกรุงเบอร์ลินด้วยคะแนน 25.3% ถือเป็นครั้งแรกที่พรรคสามารถคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งระดับรัฐในเมืองหลวงของเยอรมนีได้ ขณะที่พรรค CDU มีคะแนนตามมาเป็นอันดับสองที่ 19% ส่วนพรรค AfD ได้คะแนน 16.3% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งครั้งก่อน 7.2 จุดเปอร์เซ็นต์

 

ทั้งนี้ เอลิฟ เอรัลป์ ผู้สมัครมุขมนตรีกรุงเบอร์ลินจากพรรคดีลิงเคอ ประกาศว่า พรรคได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอย่างชัดเจน โดยย้ำว่า ความรักและความยุติธรรมชนะความเกลียดชัง ขณะที่ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ยังสะท้อนว่า ชาวเบอร์ลินสนับสนุนนโยบายที่พรรคนำเสนอ โดยเฉพาะประเด็นค่าที่อยู่อาศัยและค่าเช่าที่เพิ่มสูงขึ้น

 

ด้านไวเดลแสดงความพอใจกับผลเลือกตั้ง พร้อมระบุว่า AfD สามารถขยายฐานเสียงได้มากขึ้น แม้ยังไม่สามารถขึ้นมาเป็นพรรคอันดับหนึ่งในกรุงเบอร์ลินก็ตาม อีกทั้งยังโจมตีเมิร์ซว่า กำลังเผชิญแรงกดดันหนัก โดยตั้งคำถามว่า เขายังสามารถนำพรรค CDU และรัฐบาลต่อไปได้หรือไม่

 

ภาพ: Christian Mang / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post ขวาจัดมาแรง? AfD คว้าชัยเลือกตั้งระดับรัฐต่อเนื่อง พรรครัฐบาลพ่ายหนักตั้งแต่ปี 1949 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีพบทรัมป์ เยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ 24 กันยายนนี้ เตรียมคุยอะไรกันบ้าง https://thestandard.co/xi-trump-us-summit/ Sun, 20 Sep 2026 08:56:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1257296 ภาพถ่ายแฟ้มของ สี จิ้นผิง และ โดนัลด์ ทรัมป์

สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เตรียมหารือกับ โดนัลด์ ทรัมป์ […]

The post สีพบทรัมป์ เยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ 24 กันยายนนี้ เตรียมคุยอะไรกันบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพถ่ายแฟ้มของ สี จิ้นผิง และ โดนัลด์ ทรัมป์

สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เตรียมหารือกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในโอกาสเดินทางเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 24 กันยายนนี้ โดยทรัมป์มีแผนจะเดินทางไปต้อนรับสีจิ้นผิง ด้วยตนเองที่สนามบิน ณ ฐานทัพอากาศ Joint Base Andrews ซึ่งนับเป็นกรณีที่เกิดขึ้นได้ยากสำหรับผู้นำสหรัฐฯ

 

พิธีการสำคัญยังประกอบไปด้วย พิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการภายในทำเนียบขาว การตรวจแถวกองทหารเกียรติยศที่สวนกุหลาบ (Rose Garden) และงานเลี้ยงอาหารค่ำระดับรัฐพิธี (State Dinner) ในช่วงเย็น

 

โดยงานเลี้ยงอาหารค่ำระดับรัฐพิธีนั้น จะมี CEO และผู้นำระดับสูงในวงการเทคโนโลยีเข้าร่วมหลายคน เช่น เจฟฟ์ เบโซส (Amazon), ซุนดาร์ พิชัย (Alphabet), แซม อัลต์แมน (OpenAI), ทิม คุก (Apple) อีลอน มัสก์ (Tesla) เจนเซน หวง (Nvidia) และ ไมเคิล เดลล์ (Dell Technologies)

 

คาดว่า การพบกันครั้งนี้ เน้นไปที่การประคับประคองและสร้างความเสถียรให้กับความสัมพันธ์ทางการค้าที่ยังเปราะบาง รวมถึงการรักษาสัมพันธภาพส่วนตัวระหว่างผู้นำ มากกว่าการบรรลุข้อตกลงใหม่หรือเป้าหมายเชิงนโยบายที่วัดผลได้อย่างชัดเจน

 

สีพบทรัมป์ เตรียมคุยอะไรกันบ้าง

 

หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า วาระสำคัญที่ผู้นำทั้งสองจะหารือกัน ได้แก่

 

  • แร่แรร์เอิร์ธและแร่ธาตุสำคัญ (Rare Earths & Critical Minerals)

 

คาดว่า จะมีการหารือเรื่องการไหลเวียนของแร่แรร์เอิร์ธสู่เศรษฐกิจโลก รวมถึงเรื่องหลักประกันความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน การออกใบอนุญาตส่งออก และกรอบควบคุมการส่งออก เนื่องจากจีนถือครองอำนาจผูกขาดในตลาดแร่แรร์เอิร์ธที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์

 

  • ปัญญาประดิษฐ์และการแข่งขันทางเทคโนโลยี (AI & Technology Competition)

 

ผู้นำจีนและสหรัฐฯ จะหารือเรื่องการบริหารจัดการการแข่งขันทางเทคโนโลยี มาตรการควบคุมการส่งออกชิปขั้นสูงและโมเดล AI ควบคู่ไปกับการเจรจาเรื่องความปลอดภัยของ AI (AI safety) เพื่อลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุทางไซเบอร์ การประเมินสถานการณ์ผิดพลาด หรือการยกระดับความขัดแย้งโดยไม่ตั้งใจ

 

  • รถยนต์ไฟฟ้าและการเข้าถึงตลาด (EVs & Auto Access)

 

การหารือเรื่องตลาดรถยนต์ไฟฟ้า จะเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญระหว่างสีและทรัมป์ ซึ่งที่ผ่านมา จีนเป็นผู้ส่งออกหลักของโลก โดยทรัมป์มีท่าทีผ่อนคลายลง และเปิดรับการให้ผู้ผลิตรถยนต์จีนเข้ามาตั้งโรงงานในสหรัฐฯ เพิ่มมากยิ่งขึ้น หากมีการจ้างงานแรงงานชาวอเมริกัน แม้ว่าจะต้องเผชิญกับแรงต้านอย่างหนักจากภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ภายในสหรัฐฯ ก็ตาม

 

ปัจจุบัน ปริมาณรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนถูกปิดกั้นไม่ให้เข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ด้วยอัตราภาษีศุลกากรที่สูงกว่า 100%

 

  • การค้าและภาษี (Trade & Tariffs)

 

ประเด็นนี้จะเป็นวาระสำคัญของผู้นำทั้งสองประเทศ ในการหารือกัน แต่จะเป็นไปในลักษณะประคับประคองภาวะสงบศึกทางการค้า (Trade Détente) โดยไม่ได้มุ่งเป้าไปที่การยกเลิกภาษีหรือปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางการค้าใหม่ทั้งหมด (Grand Reset) แต่เน้นการประคับประคองภาวะสงบศึกทางการค้าที่ยังคงเปราะบางให้มีความเสถียรและดำเนินต่อไป

 

ในอดีต ทรัมป์เคยพยายามใช้มาตรการตั้งกำแพงภาษีระลอกใหญ่เพื่อกดดันจีน แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นไปตามเป้า เนื่องจากจีนใช้การผูกขาดการส่งออกแร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earths) ที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือต่อรอง จนบีบให้เกิดการเจรจาสงบศึกทางการค้าขึ้น

 

  • ภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง (Geopolitical Flashpoints)

 

ทั้งสองมีแนวโน้มที่จะหารือกันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ ‘ไต้หวัน’ ซึ่งเป็นประเด็นความมั่นคงที่อ่อนไหวที่สุด โดยจีนเคยขู่ว่า จะถอนตัวจากการประชุม หากสหรัฐฯ อนุมัติการขายอาวุธระลอกใหม่ให้แก่ไต้หวัน

 

ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับตะวันออกกลางและอิหร่านนั้น จะมุ่งเน้นไปที่การหารือเกี่ยวกับโอกาสทางการค้า การคว่ำบาตร และความมั่นคงทางทะเลที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและซัพพลายเชนด้านพลังงานของโลก

 

ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับยูเครนและรัสเซียนั้น ผู้นำทั้งสองอาจจะหยิบยกประเด็นสงครามในยูเครนขึ้นมาหารือ โดยเฉพาะในบริบทของความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับรัสเซีย แนวทางการทูตในอนาคต หรือการรักษาเสถียรภาพของโลกในภาพรวม

 

อีกหนึ่งจุดสำคัญคือ การรอดูว่า ความเห็นที่ต่างกันในประเด็นภูมิรัฐศาสตร์จะถูกแยกออกจากเรื่องการเจรจาทางการค้าและเทคโนโลยีได้หรือไม่ หรือจะปล่อยให้ประเด็นเหล่านี้เข้ามาขัดขวางการเจรจาหลัก

 

การประชุมสุดยอดผู้นำครั้งนี้ที่พยายามผ่อนคลายบรรยากาศที่ตึงเครียดในความสัมพันธ์ที่ยังเปราะบางนี้ จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความเสถียรที่ยั่งยืน หรือเป็นเพียงการชะลอความตึงเครียดไว้ชั่วคราว ก่อนที่ความท้าทายรอบใหม่จะเริ่มต้นขึ้น ต้องจับตามอง

 

แฟ้มภาพ: Evan Vucci / Pool / File Photo / Reuters

 

อ้างอิง:

The post สีพบทรัมป์ เยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ 24 กันยายนนี้ เตรียมคุยอะไรกันบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์เตรียมจัดตั้ง ‘กองกำลัง AI’ และ ‘ผู้นำสูงสุดด้าน AI’ คืออะไร มีบทบาทอย่างไร https://thestandard.co/trump-ai-force-ai-czar/ Sun, 20 Sep 2026 07:32:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1257259 ภาพโดนัลด์ ทรัมป์

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศเตรียมจัด […]

The post ทรัมป์เตรียมจัดตั้ง ‘กองกำลัง AI’ และ ‘ผู้นำสูงสุดด้าน AI’ คืออะไร มีบทบาทอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโดนัลด์ ทรัมป์

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศเตรียมจัดตั้ง ‘กองกำลังเอไอ’ (AI Force) และแต่งตั้ง ผู้นำสูงสุดด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Czar) เพื่อผลักดันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและรักษาความได้เปรียบเหนือคู่แข่งอย่างจีน

 

 

ทรัมป์มองว่า AI เป็นเสมือนการปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคใหม่หรืออินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจสร้างมูลค่าได้สูงถึง 25% ของ GDP สหรัฐฯ และเป็นหัวใจสำคัญในการแย่งชิงความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจกับจีน

 

ส่วนจุดยืนต่อเรื่องการกำกับดูแลด้าน AI นั้น ทรัมป์มองว่า คำเตือนเรื่องความอันตรายของ AI เป็นเรื่อง ‘ลวงโลก’ (Hoax) และเน้นย้ำว่า จะไม่ออกกฎระเบียบใหม่มาขัดขวางการเติบโตของอุตสาหกรรม โดยตั้งใจจะใช้ระบบยุติธรรมทางแพ่งและอาญาที่มีอยู่เดิม ในการลงโทษผู้ที่นำ AI ไปใช้ในทางที่ผิด

 

AI Force คืออะไร

 

ทรัมป์เสนอให้จัดตั้ง ‘กองกำลังเอไอ’ (AI Force) ขึ้น โดยอ้างอิงถึงความสำเร็จของการตั้ง ‘กองกำลังอวกาศ’ (Space Force) ในวาระแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

 

เบื้องต้น ยังไม่ได้มีการเปิดเผยรายละเอียด โครงสร้าง หรือกรอบเวลาการทำงานที่ชัดเจน ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า กองกำลังนี้จะทำงานอย่างไร และจะเป็นเหล่าทัพใหม่ทางทหารเหมือน Space Force หรือไม่

 

‘AI Czar’ คืออะไร มีบทบาทอย่างไร

 

AI Czar คือ ตำแหน่งที่ปรึกษาด้าน AI ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยก่อนหน้านี้ เดวิด แซ็กส์ นักลงทุน Venture Capital เคยดำรงตำแหน่ง AI and Cryptocurrency Czar จนกระทั่งลงจากตำแหน่งในช่วงเดือนมีนาคม และย้ายไปเป็นประธานสภาที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประธานาธิบดี (PCAST) ส่วนผู้ที่จะมารับตำแหน่งคนใหม่นั้น ทรัมป์กล่าวติดตลกว่า ต้องเป็นผู้ที่มีระดับ IQ สูงเท่านั้น

 

นอกจากจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาผู้นำสหรัฐฯ แล้ว AI Czar ยังมีบทบาทสำคัญมุ่งเน้นไปที่การสนับสนุนอุตสาหกรรม AI ของสหรัฐฯ โดยไม่ใช้การออกกฎเกณฑ์หรือข้อบังคับของรัฐบาลกลางที่อาจชะลอการพัฒนาทางเทคโนโลยี

 

เดวิด แซ็กส์ เคยแสดงจุดยืนว่า สหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายควบคุมใหม่จากรัฐบาลกลาง แต่ควรให้ผู้พัฒนา AI เป็นผู้รับผิดชอบความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ตนเอง และหากเกิดปัญหาก็สามารถใช้ระบบกฎหมายแพ่งและอาญาที่มีอยู่เดิมในการจัดการได้

 

ทำไมทรัมป์ ‘คัดค้าน’ การออกกฎหมายควบคุม AI

 

ทรัมป์และผู้บริหารเทคโนโลยีบางส่วนเห็นว่า การออกกฎระเบียบที่เข้มงวดเกินไปจะชะลอการพัฒนา AI ของสหรัฐฯ และทำให้เสียเปรียบในการแข่งขันกับคู่แข่งอย่างจีน นอกจากนี้ ทรัมป์เชื่อว่ากฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่มีอยู่เดิมเพียงพอต่อการจัดการผู้กระทำผิดแล้ว

 

ขณะที่ นักวิจัยและบริษัท AI เริ่มมีความกังวลเพิ่มขึ้นถึงความเสี่ยงของ AI ต่อมนุษยชาติ ผู้บริหารบางส่วน เช่น ดาริโอ อาโมเดอี (Anthropic), แซม อัลต์แมน (OpenAI) และ อีลอน มัสก์ (xAI) เสนอให้มีการชะลอการพัฒนาหรือมีมาตรการตรวจสอบความปลอดภัย ขณะที่ แซม อัลต์แมน ก็เรียกร้องให้สาธารณชนไว้วางใจบริษัท AI ในการดูแลความปลอดภัย

 

ทางด้าน บารัก โอบามา อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ รวมถึงสมาชิกรัฐสภาทั้งในสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร เห็นตรงกันว่า รัฐบาลจำเป็นต้องออกกฎหมายกำกับดูแล เนื่องจากกฎหมายเดิม ‘ไม่ครอบคลุม’ ความเสี่ยงของ AI ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

ที่ผ่านมา ทั้งสหรัฐฯ และจีนต่างมองว่า AI มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงทางทหารและเศรษฐกิจ ประเด็นด้าน AI และความปลอดภัยของ AI ถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งในวาระสำคัญสำหรับการหารือระหว่างทรัมป์กับ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน รวมถึงการจัดเลี้ยงอาหารค่ำร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ เช่น OpenAI, Nvidia, Google ในช่วงสัปดาห์หน้า

 

แฟ้มภาพ: Evan Vucci / Reuters

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์เตรียมจัดตั้ง ‘กองกำลัง AI’ และ ‘ผู้นำสูงสุดด้าน AI’ คืออะไร มีบทบาทอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มฮูตียิงขีปนาวุธ-โดรน โจมตีเมืองหลวงซาอุดีอาระเบีย เรารู้อะไรแล้วบ้าง https://thestandard.co/houthi-attack-saudi-aramco/ Sun, 20 Sep 2026 06:00:00 +0000 https://thestandard.co/houthi-attack-saudi-aramco/ กลุ่มควันดำขนาดใหญ่ใกล้สนามบินนานาชาติ King Khalid กรุงริยาด หลังถูกโจมตี

กลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดและได้รับการ […]

The post กลุ่มฮูตียิงขีปนาวุธ-โดรน โจมตีเมืองหลวงซาอุดีอาระเบีย เรารู้อะไรแล้วบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มควันดำขนาดใหญ่ใกล้สนามบินนานาชาติ King Khalid กรุงริยาด หลังถูกโจมตี

กลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดและได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ประกาศว่า ได้ยิงขีปนาวุธ และโดรนจำนวนมาก โจมตีสถานที่สำคัญในกรุงริยาด เมืองหลวงซาอุดีอาระเบีย รวมถึงโรงงานและคลังน้ำมันของบริษัท Aramco ในเมือง Yanbu ซึ่งเป็นเมืองท่าและศูนย์กลางอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่สำคัญมาก แถบชายฝั่งทะเลแดงของซาอุดีอาระเบีย เมื่อวานนี้ (19 กันยายน)

 

 

ทางการซาอุฯ ได้เปิดสัญญาณเตือนภัยการโจมตีทางอากาศในกรุงริยาดเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่สถานการณ์ตึงเครียดเพิ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคม พร้อมมีรายงานเสียงระเบิด กลุ่มควันสีดำขนาดใหญ่ใกล้สนามบินนานาชาติ King Khalid หลายเที่ยวบินถูกยกเลิกหรือล่าช้า และมีเหตุเพลิงไหม้ถังน้ำมันของ Aramco หลังถูกโจมตี

 

โดยระบบป้องกันทางอากาศของซาอุฯ ได้สกัดกั้นการโจมตีในหลายเมือง เช่น Bish, Taif, Farasan และ Yanbu โดยมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1 คนในเมือง Taif จากเศษโดรนที่ถูกสกัด ขณะที่ในกรุงริยาด ทางการซาอุฯ รายงานว่า ยังไม่มีผู้เสียชีวิตหรือประเมินความเสียหาย

 

การสู้รบและการตอบโต้

 

ฝ่ายฮูตีอ้างว่า การโจมตีซาอุฯ ครั้งนี้ เป็นการ ‘ตอบโต้’ ที่กองกำลังซาอุฯ โจมตีพื้นที่ของตน 26 ครั้งใน 24 ชั่วโมง และมากกว่า 300 ครั้งตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงอ้างว่า ยิงเครื่องบินขับไล่ของซาอุฯ ตกได้สำเร็จ

 

ยะฮ์ยา ซารีอา โฆษกทางการทหารของฮูตี ยืนยันว่า การโจมตีครั้งนี้ เป็นการตอบโต้ “ความพยายามอันเป็นอาชญากรรมของซาอุดีอาระเบีย” ที่มุ่งเป้าโจมตีกรุงซานา ซึ่งเป็นเมืองหลวงของเยเมนและอยู่ภายใต้การควบคุมของฮูตี

 

ส่วนการสู้รบภาคพื้นดินก็ยิ่งทวีความรุนแรง โดยเกิดการปะทะหนักที่สุด นับตั้งแต่การหยุดยิงในเดือนเมษายน 2022 ในหลายจังหวัด เช่น Marib, Taiz, Lahj, al-Jawf และ al-Bayda ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนไม่น้อย ทั้งทหาร รัฐบาลเยเมน นักรบฮูตี และพลเรือน

 

ซาอุดีอาระเบียเป็นผู้นำกลุ่มพันธมิตรที่ให้การสนับสนุนกองกำลังรัฐบาลเยเมนซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากล เพื่อต่อสู้กับกลุ่มฮูตี ทำให้อยู่ในภาวะสงครามและการสู้รบแลกเปลี่ยนการโจมตีกันอย่างรุนแรงมาโดยตลอด

 

ผลกระทบที่เกิดขึ้นตามมา

 

มีผู้พลัดถิ่นในเยเมนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมากกว่า 100,000 คน (ระหว่าง 104,796-125,000 คน) นับตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน

 

การสู้รบส่งผลกระทบต่อความมั่นคงการเดินเรือในทะเลแดงและช่องแคบ Bab al-Mandeb โดยกลุ่มฮูตียืนยันกับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่า เรือที่ไม่เกี่ยวข้องกับซาอุฯ จะไม่ตกเป็นเป้าหมาย ขณะที่สหภาพยุโรป (EU) ได้ยกระดับการเฝ้าระวังภารกิจทางเรือ Operation Aspides ในทะเลแดง

 

ท่าทีและปฏิกิริยาจากนานาชาติ

 

คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC), เลขาธิการ UN, กลุ่มความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) และประเทศจอร์แดน ร่วมประณามการโจมตีของฮูตีต่อเป้าหมายพลเรือน พร้อมยืนยันสิทธิของซาอุดีอาระเบียในการป้องกันตนเอง

 

ทางด้าน สหรัฐฯ ได้ออกประกาศเตือนพลเมืองให้ระมัดระวังการเดินทางในภูมิภาคตะวันออกกลาง และแม้ว่าซาอุฯ จะเรียกร้องให้สหรัฐฯ ใช้กำลังทางทหารโจมตีกลุ่มฮูตีโดยตรง แต่สหรัฐฯ ยังคงชะลอการตัดสินใจเนื่องจากระมัดระวังการเปิดศึกใหม่ ขณะที่ยังคงมีความขัดแย้งกับอิหร่าน

 

การยกระดับความขัดแย้งระหว่างกลุ่มฮูตีและกองกำลังพันธมิตรนำโดยซาอุดีอาระเบียที่กลับมารุนแรงที่สุดนับตั้งแต่การหยุดยิงเมื่อปี 2022 ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อประชาชน จนมีผู้พลัดถิ่นพุ่งสูงขึ้นเกินกว่า 1 แสนคน และสร้างความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานและเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลกเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงวงจรการสู้รบตอบโต้ทางทหารที่ทวีความตึงเครียดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความพยายามทางการทูตของประชาคมโลกและท่าทีของสหรัฐฯ ที่ยังคงระมัดระวังการเปิดศึกใหม่

 

คำถามสำคัญที่ยังคงเปิดกว้างและต้องจับตาดูต่อไปคือ แรงกดดันทางการเมืองและการทูตจากนานาชาติจะสามารถเหนี่ยวรั้งให้ทุกฝ่ายกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาได้สำเร็จ หรือวิกฤตครั้งนี้จะยกระดับไปสู่วิธีการทางทหารที่รุนแรงขึ้น จนสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจระดับภูมิภาคและระดับโลกอย่างที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

 

ภาพ: Reuters

 

อ้างอิง:

The post กลุ่มฮูตียิงขีปนาวุธ-โดรน โจมตีเมืองหลวงซาอุดีอาระเบีย เรารู้อะไรแล้วบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดเหตุผลผู้นำเกาหลีใต้ ทำไมถึงไม่ส่งทหารเข้าร่วมสงครามอิหร่านตามคำขอของทรัมป์ https://thestandard.co/south-korea-rejects-iran-war-troops/ Sat, 19 Sep 2026 09:16:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1257101 ภาพประธานาธิบดีเกาหลีใต้ อีแจมยอง ขณะแถลงจุดยืน

เมื่อวานนี้ (18 กันยายน) อีแจมยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ […]

The post เปิดเหตุผลผู้นำเกาหลีใต้ ทำไมถึงไม่ส่งทหารเข้าร่วมสงครามอิหร่านตามคำขอของทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประธานาธิบดีเกาหลีใต้ อีแจมยอง ขณะแถลงจุดยืน

เมื่อวานนี้ (18 กันยายน) อีแจมยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า เกาหลีใต้จะ ‘ไม่ส่งกองกำลังทหาร’ เข้าร่วมการทำสงครามกับอิหร่านตามคำร้องขอของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา แม้จะถูกกดดันอย่างหนักจากการลดระดับการซ้อมรบร่วม แต่เกาหลีใต้ยังคงพิจารณาเพียงบทบาทในการ ‘คุ้มครองความปลอดภัย’ ของเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซเท่านั้น

 

เปิดเหตุผลผู้นำเกาหลีใต้ ทำไมไม่ทำตามที่สหรัฐฯ ร้องขอ

 

อีแจมยองได้ขีดเส้นไว้อย่างชัดเจนว่า จะไม่มีการส่งกำลังทหารหรือยุทโธปกรณ์ทหารในรูปแบบใดๆ ที่จะทำให้เกาหลีใต้ต้องเข้าร่วมหรือพัวพันกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศถูกดึงเข้าสู่สงครามโดยตรง ซึ่งเป็นการแสดงจุดยืน ‘ต้านทานแรงกดดัน’ จากทรัมป์ ที่ต้องการให้เกาหลีใต้ส่งกำลังสนับสนุน

 

การตัดสินใจดังกล่าวของอีแจมยอง ยังเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการต่อต้านอย่างกว้างขวางของประชาชนในเกาหลีใต้ต่อการส่งทหารไปสู้รบยังต่างแดน ซึ่งการประกาศจุดยืนอย่างเป็นทางการของผู้นำเกาหลีใต้ช่วยยุติข้อถกเถียงและความกังวลภายในประเทศลงได้

 

นอกจากนี้ จุดยืนดังกล่าวยังเป็นการสงวนบทบาทไว้เฉพาะ ‘ภารกิจฟื้นฟูหลังสิ้นสุดความขัดแย้ง’ (Post-Conflict Efforts) โดยเกาหลีใต้ระบุว่า จะสนับสนุนเฉพาะความพยายามพหุภาคีในการสร้างความมั่นคงและรักษาเสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากสงครามสิ้นสุดลงแล้วเท่านั้น เช่น ภารกิจการเก็บกู้ทุ่นระเบิด โดยจะไม่เข้าร่วมในระหว่างที่สงครามยังดำเนินอยู่

 

แม้ว่าช่องแคบฮอร์มุซจะเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญอย่างมากต่อเกาหลีใต้ โดยคิดเป็นประมาณ 70% ของการนำเข้าน้ำมันดิบก่อนเกิดสงคราม ตลอดจนก๊าซธรรมชาติและวัตถุดิบปิโตรเคมี แต่รัฐบาลเกาหลีใต้ยังคงเลือกรักษาจุดยืนที่ไม่เข้าร่วมการสู้รบ เพื่อปกป้องผลประโยชน์และความปลอดภัยของประเทศ

 

การตัดสินใจของ อีแจมยอง ในการปฏิเสธคำร้องขอจากสหรัฐฯ และขีดเส้นชัดเจนว่า จะไม่ส่งกำลังทหารเข้าร่วมสงครามในอิหร่าน สะท้อนถึง ‘การรักษาสมดุลระหว่างพันธมิตรทางการทูต’ กับ ‘อิสรภาพเชิงยุทธศาสตร์’ ของเกาหลีใต้

 

แม้การแสดงจุดยืนนี้จะช่วยสยบข้อถกเถียงและสอดคล้องกับกระแสต่อต้านของประชาชนภายในประเทศ แต่ย่อมนำมาซึ่งแรงกดดันและความท้าทายใหม่ๆ ในความสัมพันธ์กับรัฐบาลสหรัฐฯ

 

การพยายามจำกัดบทบาทไว้เพียงภารกิจฟื้นฟูหลังสิ้นสุดความขัดแย้ง จึงเป็น ‘บทพิสูจน์สำคัญ’ ที่ต้องจับตาดูต่อไปว่า เกาหลีใต้จะสามารถรักษาสมดุลอันเปราะบางระหว่างการปกป้องผลประโยชน์ทางอธิปไตยและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ กับการพยุงความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์กับสหรัฐฯ ในระยะยาวได้อย่างไร

 

แฟ้มภาพ: Ahn Young-Joon / Pool via Reuters

 

อ้างอิง:

The post เปิดเหตุผลผู้นำเกาหลีใต้ ทำไมถึงไม่ส่งทหารเข้าร่วมสงครามอิหร่านตามคำขอของทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มาครงเตือน ‘สงครามไฮบริดจากรัสเซีย’ ต่อยุโรปรุนแรงยิ่งขึ้น ฝรั่งเศสเตรียมตอบโต้อย่างไร https://thestandard.co/macron-russia-hybrid-war-europe/ Sat, 19 Sep 2026 05:30:19 +0000 https://thestandard.co/macron-russia-hybrid-war-europe/ เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสกล่าวเตือนภัยคุกคาม

เมื่อวานนี้ (18 กันยายน) เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดี […]

The post มาครงเตือน ‘สงครามไฮบริดจากรัสเซีย’ ต่อยุโรปรุนแรงยิ่งขึ้น ฝรั่งเศสเตรียมตอบโต้อย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสกล่าวเตือนภัยคุกคาม

เมื่อวานนี้ (18 กันยายน) เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เตือนว่า ภัยคุกคามแบบไฮบริด (Hybrid Warfare) จากรัสเซียต่อยุโรปและฝรั่งเศสได้ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมาครงระบุว่า เป้าหมายของรัสเซียคือ การข่มขวัญยุโรปและบั่นทอนความช่วยเหลือแก่ยูเครน แต่ผู้นำยุโรปยืนยันว่า ไม่หวาดกลัวต่อรัสเซีย เนื่องจากความมั่นคงในปัจจุบันและอนาคตของยุโรปขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในยูเครน

 

 

‘สงครามไฮบริด’ คืออะไร และมีรูปแบบอย่างไรในยุโรป

 

สงครามไฮบริด เป็นคำที่ใช้อธิบายวิธีการก่อกวนที่ ‘ไม่ใช่’ การใช้กำลังทหารแบบเปิดเผยโดยตรง เช่น การโจมตีทางไซเบอร์, การก่อวินาศกรรม, การปล่อยข่าวลวง (Disinformation) และการแทรกแซงกระบวนการประชาธิปไตย เพื่อสั่นคลอนกำลังและความเข้มแข็งของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งมักดำเนินการผ่านตัวแทน (Proxies)

 

ตัวอย่างเหตุการณ์ที่ถูกอ้างอิงในยุโรป เช่น เหตุการณ์พยายามใช้โดรนโจมตีสนามบินไลป์ซิกในเยอรมนี, เหตุเพลิงไหม้ต้องสงสัยตามโรงงานและสถานที่ป้องกันประเทศในหลายประเทศ ตั้งแต่อิตาลีไปจนถึงเอสโตเนีย รวมถึงการที่โดรนรัสเซียโจมตีรถไฟโดยสารใกล้พรมแดนยูเครน-โปแลนด์ ซึ่ง โดนัลด์ ทุสก์ นายกรัฐมนตรีโปแลนด์ เตือนว่า รัสเซียอาจวางแผนโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธต่อประเทศสมาชิก NATO แล้วอ้างว่า เป็น ‘อุบัติเหตุ’ เพื่อสร้างความแตกแยกในกลุ่มพันธมิตร

 

ฝรั่งเศสวางแนวทางตอบโต้อย่างไร

 

มาครงยืนยันว่า การโจมตีเหล่านี้จะ “ไม่ถูกปล่อยไว้ โดยไม่มีการตอบกลับ” โดยสั่งการให้รัฐบาลเร่งจัดทำมาตรการป้องกันสถานที่สำคัญ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจากการโจมตีทางไซเบอร์และโดรนอย่างเร่งด่วน

 

การโจมตีแบบไฮบริดและสถานการณ์ความมั่นคงไม่ได้ส่งผลแค่เรื่องการทหาร แต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับวิกฤตราคาพลังงาน ค่าน้ำมัน และค่าครองชีพของประชาชน โดยฝรั่งเศสเตรียมเสนอจัดการประชุมกลุ่ม G7 ในสัปดาห์ข้างหน้า เพื่อยกระดับความร่วมมือ บริหารจัดการคลังแก๊สและพิจารณาทางเลือกในการระบายน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์

 

ฝ่ายรัสเซียมีท่าทีอย่างไรต่อข้อกล่าวหานี้

 

รัสเซีย ‘ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด’ โดยระบุว่าเป็น เรื่องไร้สาระและเป็นผลมาจากกระแสต่อต้านรัสเซียที่ ‘ตื่นตระหนกเกินเหตุ’ (Anti-Russian Hysteria) ขณะที่ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียยืนยันว่า ไม่ได้มีแผนจะโจมตียุโรป ขณะที่เซอเกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียได้เตือนว่า หากชาติยุโรปส่งกองกำลังเข้าไปในยูเครน รัสเซียจะถือเป็นการประกาศสงครามทันที

 

เหตุการณ์นี้สะท้อนว่า ฝรั่งเศสและยุโรปกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่ต้องยกระดับความมั่นคงอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานจากการโจมตีทางไซเบอร์และโดรน ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ สิ่งที่ต้องจับตาดูหลังจากนี้คือ ผลลัพธ์การประชุมกลุ่ม G7 ในอนาคตอันใกล้นี้ เกี่ยวกับการบริหารคลังน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ รวมถึงความแน่นแฟ้นของยุโรปในการยืนยันที่จะเดินหน้าสนับสนุนยูเครนต่อไป

 

ภาพ: Thomas Samson / Reuters

 

อ้างอิง:

The post มาครงเตือน ‘สงครามไฮบริดจากรัสเซีย’ ต่อยุโรปรุนแรงยิ่งขึ้น ฝรั่งเศสเตรียมตอบโต้อย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์อ้าง ‘คุมกรีนแลนด์ถาวร’ เป็นไปได้แค่ไหน สหรัฐฯ-เดนมาร์กตกลงอะไรกัน https://thestandard.co/us-denmark-greenland-security-deal/ Sat, 19 Sep 2026 04:44:44 +0000 https://thestandard.co/us-denmark-greenland-security-deal/ โดนัลด์ ทรัมป์ ถือธงชาติสหรัฐฯ พร้อมข้อความกรีนแลนด์

วันนี้ (19 กันยายน) หลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาความตึงเครียด […]

The post ทรัมป์อ้าง ‘คุมกรีนแลนด์ถาวร’ เป็นไปได้แค่ไหน สหรัฐฯ-เดนมาร์กตกลงอะไรกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ ถือธงชาติสหรัฐฯ พร้อมข้อความกรีนแลนด์

วันนี้ (19 กันยายน) หลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาความตึงเครียดทางการทูต ซึ่งเกิดจากคำขู่ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่หวังจะยึดครองหรือบีบบังคับซื้อ ‘กรีนแลนด์’ จากเดนมาร์ก ล่าสุด สหรัฐอเมริกาและเดนมาร์กได้บรรลุข้อตกลงด้านความมั่นคงฉบับใหม่เกี่ยวกับเกาะแห่งนี้ โดยทรัมป์อ้างว่า ข้อตกลงฉบับนี้เปิดโอกาสให้สหรัฐฯ ควบคุมมิติด้านความมั่นคงของกรีนแลนด์ได้อย่างถาวร

 

 

สหรัฐฯ และเดนมาร์ก ตกลงอะไรกัน?

 

สหรัฐฯ เดนมาร์ก และกรีนแลนด์ ได้บรรลุข้อตกลงด้านความมั่นคงร่วมกัน โดยมีกำหนดจะลงนามอย่างเป็นทางการระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติที่นิวยอร์กในช่วงสัปดาห์หน้า ซึ่งมีข้อตกลงหลัก ได้แก่

 

สิทธิทางการทหารของสหรัฐฯ แบบถาวร

 

สหรัฐฯ ได้รับสิทธิในการเข้าถึง การตั้งฐานทัพ และการบินผ่านน่านฟ้ากรีนแลนด์อย่างถาวร รวมถึง ‘มีอำนาจฝ่ายเดียว’ ในการขยายหรือสร้างฐานทัพทหารเพิ่มเติมในกรีนแลนด์ได้ตามต้องการโดยไม่ต้องขออนุมัติจากเดนมาร์กหรือกรีนแลนด์

 

การสกัดกั้นคู่แข่งในจุดภูมิรัฐศาสตร์สำคัญ

 

มีการกำหนดห้ามไม่ให้ประเทศที่เป็นศัตรูของสหรัฐฯ หรือประเทศนอกกลุ่ม NATO เข้ามาตั้งฐานทัพ หรือมีความเคลื่อนไหวทางการทหารในกรีนแลนด์ รวมถึงห้ามประเทศศัตรูเข้ามาลงทุนในภาคส่วนที่ละเอียดอ่อน เว้นแต่จะได้รับการยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากสหรัฐฯ

 

ผลบังคับใช้ถาวร และไม่มีค่าใช้จ่ายของสหรัฐฯ

 

ข้อตกลงนี้ถูกออกแบบให้มีผลบังคับใช้ ‘ตลอดไป’ แม้ว่าในอนาคตกรีนแลนด์อาจจะแยกตัวเป็นเอกราชจากเดนมาร์กก็ตาม โดยทรัมป์ ยังระบุว่า ข้อตกลงนี้ไม่มีภาระค่าใช้จ่ายใดๆ ต่อสหรัฐฯ

 

ข้อตกลงนี้มีความสำคัญอย่างไร?

 

กรีนแลนด์ตั้งอยู่ใน ‘จุดยุทธศาสตร์สำคัญ’ ในอาร์กติกและแอตแลนติกเหนือ ข้อตกลงนี้ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงร่วมกันของพันธมิตรตะวันตกและ NATO

 

อีกทั้ง กรีนแลนด์มีแหล่งแร่หายาก (Rare Earth Minerals) จำนวนมากที่ยังไม่ได้ขุดเจาะ ซึ่งสำคัญต่อเทคโนโลยีอย่างรถยนต์ไฟฟ้าและสมาร์ทโฟน การควบคุมการลงทุนของคู่แข่งช่วยป้องกันไม่ให้ประเทศคู่แข่งเข้ามาขยายอิทธิพลในพื้นที่ดังกล่าว

 

ข้อตกลงนี้ ยังมีส่วนช่วยยุติความตึงเครียดทางการทูต หลังจากทรัมป์เคยขู่ว่าจะใช้กำลังยึดหรือบีบบังคับซื้อกรีนแลนด์ โดยที่ทรัมป์เตรียมนำข้อตกลงนี้มานำเสนอเป็นผลงานความสำเร็จด้านการต่างประเทศครั้งใหญ่ ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนปีนี้

 

สิ่งที่ทรัมป์อ้าง เป็นไปได้แค่ไหน เดนมาร์ก-กรีนแลนด์ มองเรื่องนี้อย่างไร

 

เมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก และ เยนส์-เฟรเดอริก นีลเซน ผู้นำกรีนแลนด์ ย้ำชัดเจนว่า ข้อตกลงนี้ “ไม่ได้มอบอธิปไตยเหนือกรีนแลนด์ให้แก่สหรัฐฯ” และ “ไม่ใช่การซื้อขายดินแดน” แต่ยังคงรับรองอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดนของเดนมาร์ก และสิทธิในการกำหนดใจตนเองของชาวกรีนแลนด์ โดยผู้นำกรีนแลนด์มองว่า เป็นการยืนยันสิทธิ์ความมั่นคงเดิมที่สหรัฐฯ มีอยู่แล้วผ่านกรอบ NATO

 

ผู้นำกรีนแลนด์ ยังระบุว่าข้อตกลงนี้เป็นเรื่องที่ “น่ายินดี” และ “เป็นประโยชน์ต่อพวกเราทุกคน” ซึ่งช่วยรับประกันและเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านความมั่นคงให้แก่กรีนแลนด์ เดนมาร์ก สหรัฐฯ รวมถึงพันธมิตรตะวันตก

 

กรีนแลนด์และเดนมาร์กเน้นย้ำตรงกันว่า ข้อตกลงนี้ห่างไกลจากความต้องการเดิมของทรัมป์ที่อยากจะเข้ายึดครองหรือซื้อกรีนแลนด์ โดยยังคงให้การรับรองอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และสิทธิในการกำหนดใจตนเองของชาวกรีนแลนด์ไว้อย่างสมบูรณ์

 

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้ ‘ยังไม่เสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์’ แต่จะต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาทางรัฐสภาของกรีนแลนด์และเดนมาร์กตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป

 

แฟ้มภาพ: Cheng Xin / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์อ้าง ‘คุมกรีนแลนด์ถาวร’ เป็นไปได้แค่ไหน สหรัฐฯ-เดนมาร์กตกลงอะไรกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อิหร่านสั่งขับนักการทูตสวีเดนออกนอกประเทศใน 48 ชั่วโมง ตอบโต้สวีเดนขับเจ้าหน้าที่สถานทูตอิหร่านในสตอกโฮล์ม https://thestandard.co/iran-expels-sweden-diplomat-retaliation/ Fri, 18 Sep 2026 08:28:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1256774 ภาพประกอบข่าวอิหร่านสั่งขับนักการทูตสวีเดนออกนอกประเทศเพื่อตอบโต้

กระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ประกาศคำสั่งขับไล่นักการทูต […]

The post อิหร่านสั่งขับนักการทูตสวีเดนออกนอกประเทศใน 48 ชั่วโมง ตอบโต้สวีเดนขับเจ้าหน้าที่สถานทูตอิหร่านในสตอกโฮล์ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าวอิหร่านสั่งขับนักการทูตสวีเดนออกนอกประเทศเพื่อตอบโต้

กระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ประกาศคำสั่งขับไล่นักการทูตสวีเดนประจำกรุงเตหะราน วานนี้ (17 กันยายน) โดยให้เดินทางออกจากประเทศภายใน 48 ชั่วโมง เพื่อตอบโต้รัฐบาลสวีเดนที่สั่งขับไล่เจ้าหน้าที่สถานทูตอิหร่านประจำกรุงสตอกโฮล์ม

 

สำนักข่าว IRNA ของอิหร่าน รายงานแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ซึ่งระบุว่า การกระทำของสวีเดนที่สั่งขับเจ้าหน้าที่สถานทูตอิหร่านนั้นไม่เป็นธรรม’

 

“ไม่ต้องสงสัยเลยว่า การกระทำของรัฐบาลสวีเดนเป็นผลมาจากอิทธิพลของระบอบไซออนิสต์และความพยายามที่จะขัดขวางกิจกรรมปกติของสถานทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านในสตอกโฮล์ม”

 

กระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านระบุว่า อาลีเรซา ยูเซฟี อธิบดีกรมกิจการยุโรปตะวันตก ได้เรียกตัวเอกอัครราชทูตสวีเดนในกรุงเตหะรานเข้าพบ และประท้วงนโยบายของสวีเดน รวมถึงการให้ที่พักพิงแก่กลุ่มและองค์ประกอบสำหรับการก่อการร้ายที่ต่อต้านอิหร่าน

 

โดยกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านระบุว่า อิหร่านจะใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของชาติ รวมถึงการตอบโต้ด้วยมาตรการเดียวกัน

 

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศสวีเดนประกาศเมื่อวันพุธ (16 กันยายน) ที่ผ่านมา ว่าเจ้าหน้าที่สถานทูตอิหร่าน ถูกขอให้เดินทางออกจากประเทศเนื่องจากกิจกรรมที่ไม่สอดคล้องกับอนุสัญญาเวียนนา ว่าด้วยความสัมพันธ์ทางการทูต

 

มาเรีย มัลเมอร์ สเตเนอร์การ์ด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสวีเดนกล่าวว่า “การตัดสินใจขับไล่เจ้าหน้าที่สถานทูตอิหร่านนั้น ทำไปเพื่อปกป้องพลเมืองและผลประโยชน์ของสวีเดน”

 

ขณะที่ กุนนาร์ สตรอมเมอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของสวีเดน ให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ของรัฐว่า “การตัดสินใจดังกล่าวเกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ถูกกล่าวหาของอิหร่านที่ต่อต้านผลประโยชน์ของชาวยิวและอิสราเอล”

 

“เรารู้ว่าอิหร่านได้ดำเนินกิจกรรมที่คุกคามความมั่นคงของสวีเดนมาเป็นเวลานาน” สตรอมเมอร์กล่าว พร้อมเสริมว่า “อิหร่านใช้เครือข่ายอาชญากรรมเพื่อบรรลุเป้าหมายของตน”

 

อ้างอิง:

 

The post อิหร่านสั่งขับนักการทูตสวีเดนออกนอกประเทศใน 48 ชั่วโมง ตอบโต้สวีเดนขับเจ้าหน้าที่สถานทูตอิหร่านในสตอกโฮล์ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
China-ASEAN Expo ที่หนานหนิงคึกคัก พาณิชย์พาผู้ประกอบการไทยบุกตลาดจีน อาหาร ขนม สินค้าแฟชั่นเป็นที่นิยม https://thestandard.co/china-asean-expo-thai-trade-nanning/ Fri, 18 Sep 2026 03:02:50 +0000 https://thestandard.co/china-asean-expo-thai-trade-nanning/ บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก

THE STANDARD พาชมงานแสดงสินค้าจีน-อาเซียน ครั้งที่ 23 ( […]

The post China-ASEAN Expo ที่หนานหนิงคึกคัก พาณิชย์พาผู้ประกอบการไทยบุกตลาดจีน อาหาร ขนม สินค้าแฟชั่นเป็นที่นิยม appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก

THE STANDARD พาชมงานแสดงสินค้าจีน-อาเซียน ครั้งที่ 23 (China-ASEAN Expo หรือ CAEXPO) ที่เมืองหนานหนิง เมืองเอกของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของจีน ซึ่งมีพิธีเปิดไปเมื่อวานนี้ (17 กันยายน) โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ นำผู้ประกอบการไทยมาออกบูธมากกว่า 100 รายบนพื้นที่ Thailand Pavilion ขนาด 2,000 ตารางเมตร ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีคนเข้าชมเป็นจำนวนมาก ทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติ

 

พรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ว่า China-ASEAN Expo เป็นงานที่สำคัญมากสำหรับไทย ในขณะที่เมืองหนานหนิง ซึ่งเป็นเมืองที่จัดงานนั้นถือเป็นประตูค้าขายระหว่างจีนและอาเซียนที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดยตลอด 23 ครั้งที่ผ่านมา งานมีขนาดใหญ่ขึ้นและมีประเทศเข้าร่วมมากขึ้น ไม่เพียงแต่อาเซียนเท่านั้น

 

นอกจากสินค้าประเภทอาหารและผลิตภัณฑ์เกษตรแล้ว รองอธิบดี DITP ระบุว่า สินค้าอย่างอาหารสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว และสินค้าแฟชั่นก็ได้รับความนิยมมากขึ้นเช่นกัน ในขณะที่ผู้ประกอบการไทยที่รอเข้าคิวมาออกบูธผ่านกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศก็มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

 

ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ผู้ประกอบการไทยที่มาออกบูธในงานปีนี้แบ่งเป็นสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม, สินค้าสุขภาพและความงาม,​ สินค้าแฟชั่น อัญมณีและเครื่องประดับ, ของใช้และของแต่งบ้าน และสินค้าเกี่ยวเนื่องกับ Soft Power โดยคาดว่าจะเกิดมูลค่าซื้อขายทันทีในงานนี้ถึง 36 ล้านบาท และมูลค่าที่คาดการณ์ภายใน 1 ปีจำนวน 230 ล้านบาท

 

พรวิชกล่าวกับ THE STANDARD ด้วยว่า อยากให้ผู้ประกอบการไทยมองหนานหนิงเป็นอีกจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการเจาะตลาดเข้าสู่จีน เพราะที่นี่มีความคุ้นเคยกับสินค้าและวัฒนธรรมไทยเป็นอย่างดี โดยภาษาจ้วงซึ่งเป็นภาษาชนกลุ่มน้อยกลุ่มใหญ่ในมณฑลกว่างซีนั้นมีความคล้ายคลึงกับภาษาไทยอย่างมาก ดังนั้นคนที่นี่จึงเปิดรับสินค้าและบริการจากไทย

 

นอกจากนี้รองอธิบดีมองว่า การที่จีนเปิดใช้คลองผิงลู่ในกว่างซี ซึ่งเป็นโครงการคลองขุดแห่งแรกที่เชื่อมแม่น้ำกับทะเลนับตั้งแต่ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น ถือเป็นอีกช่องทางสำคัญในการขนส่งสินค้าจากไทยมายังจีนได้สะดวกขึ้น ซึ่งจะช่วยลดเวลาในการขนส่ง และทำให้ค่าขนส่งถูกลง 15-30% ซึ่งถือเป็นโอกาสมหาศาลสำหรับผู้ประกอบการส่งออกของไทย

 

นอกจากบูธสินค้าของไทยแล้ว ภายในงานยังมีบูธของจีน ชาติอาเซ๊ยน และอีกหลายประเทศทั่วโลก มีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์และโครงการต่างๆ ครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมดั้งเดิม การสื่อสารดิจิทัล การพัฒนาสีเขียว ไปจนถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยมีพื้นที่เกี่ยวกับ AI โดยเฉพาะ ซึ่งจัดแสดงผลิตภัณฑ์มากกว่า 500 รายการ นอกจากนี้ยังมีโชว์เคสด้านการคมนาคม โลจิสติกส์อัจฉริยะ AI การบริหารจัดการเมือง และการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม

 

ทั้งนี้จีนและอาเซียนกำลังเร่งดำเนินการตามพิธีสารยกระดับเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน 3.0 (CAFTA 3.0 Upgrade Protocol) ซึ่งลงนามเมื่อเดือนตุลาคม 2025 โดยครอบคลุมความร่วมมือในหลายสาขา รวมถึงเศรษฐกิจดิจิทัลและการพัฒนาสีเขียว

 

สำหรับคณะผู้แทนไทยที่เดินทางมาร่วมงานครั้งนี้นำโดย ร้อยตรี จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ และพรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ (DITP)

 

China-ASEAN Expo จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-21 กันยายน โดยข้อมูลจากผู้จัดงานระบุว่า มีบริษัทมากกว่า 3,400 แห่ง จากกว่า 70 ประเทศและดินแดนเข้าร่วม ครอบคลุมพื้นที่จัดแสดงประมาณ 170,000 ตารางเมตร ขณะที่จำนวนบริษัทที่เข้าร่วมเพิ่มขึ้น 5.3% จากงานครั้งก่อน

 

ภาพ: คมปทิต คงศักดิ์ศรีสกุล

 

บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 1บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 2บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 3บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 4บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 5บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 6บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 7บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 8บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 9บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 10บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 11บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 12บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 13บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 14บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 15บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 16บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 17บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 18บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 19บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 20บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 21บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 22บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 23บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 24บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 25บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 26บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 27บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 28

The post China-ASEAN Expo ที่หนานหนิงคึกคัก พาณิชย์พาผู้ประกอบการไทยบุกตลาดจีน อาหาร ขนม สินค้าแฟชั่นเป็นที่นิยม appeared first on THE STANDARD.

]]>
China-ASEAN Expo ครั้งที่ 23 เปิดฉาก พาณิชย์ชี้ เพิ่มโอกาสไทยเจาะตลาดจีน มองหนานหนิงเป็นประตูสำคัญ https://thestandard.co/china-asean-expo-thailand-nanning-market/ Fri, 18 Sep 2026 00:52:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1256493 ภาพบรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ครั้งที่ 23 ที่เมืองหนานหนิง ประเทศจีน

งานแสดงสินค้าจีน-อาเซียน ครั้งที่ 23 (China-ASEAN Expo […]

The post China-ASEAN Expo ครั้งที่ 23 เปิดฉาก พาณิชย์ชี้ เพิ่มโอกาสไทยเจาะตลาดจีน มองหนานหนิงเป็นประตูสำคัญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ครั้งที่ 23 ที่เมืองหนานหนิง ประเทศจีน

งานแสดงสินค้าจีน-อาเซียน ครั้งที่ 23 (China-ASEAN Expo หรือ CAEXPO) เปิดฉากขึ้นเมื่อวานนี้ (17 กันยายน) ที่เมืองหนานหนิง เมืองเอกของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของจีน โดยปีนี้จีนมุ่งเน้นการนำเสนอโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ภายใต้กรอบเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน (China-ASEAN Free Trade Area: CAFTA) 3.0 ในขณะที่ไทยนำผู้ประกอบการออกบูธมากกว่า 100 ราย

 

สำหรับพิธีเปิดมีการกล่าวเปิดงานโดยติงเซวียเสียง รองนายกรัฐมนตรีจีน และมีผู้แทนระดับสูงจากหลายประเทศขึ้นกล่าวด้วย ได้แก่ ฟ่าม ยา ตุก รองนายกรัฐมนตรีเวียดนาม, ยู ซอ รองประธานาธิบดีเมียนมา,​ สะเหลิมไซ กมมะสิด รองนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว และเกากึมฮวน เลขาธิการอาเซียน

 

สำหรับคณะผู้แทนไทยที่เดินทางมาร่วมพิธีเปิดครั้งนี้นำโดย ร้อยตรี จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ และพรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ (DITP)

 

พรวิชมองว่า China-ASEAN Expo เป็นงานที่สำคัญมากสำหรับไทย ในขณะที่เมืองหนานหนิง ซึ่งเป็นเมืองที่จัดงานนั้นถือเป็นประตูค้าขายระหว่างจีนและอาเซียนที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดยตลอด 23 ครั้งที่ผ่านมา งานมีขนาดใหญ่ขึ้นและมีประเทศเข้าร่วมมากขึ้น ไม่เพียงแต่อาเซียนเท่านั้น

 

นอกจากสินค้าประเภทอาหารและผลิตภัณฑ์เกษตรแล้ว รองอธิบดี DITP ระบุว่า สินค้าอย่างอาหารสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว และสินค้าแฟชั่นก็ได้รับความนิยมมากขึ้นเช่นกัน ในขณะที่ผู้ประกอบการไทยที่รอเข้าคิวมาออกบูธผ่านกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศก็มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และนอกจากงานนี้แล้ว ทางกระทรวงพาณิชย์ยังมีบทบาทช่วยทำ Business Matching ระหว่างผู้ประกอบการไทยและจีนตลอดทั้งปีด้วย

 

 

พรวิชกล่าวกับ THE STANDARD ด้วยว่า อยากให้ผู้ประกอบการไทยมองหนานหนิงเป็นอีกจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการเจาะตลาดเข้าสู่จีน เพราะที่นี่มีความคุ้นเคยกับสินค้าและวัฒนธรรมไทยเป็นอย่างดี โดยภาษาจ้วงซึ่งเป็นภาษาชนกลุ่มน้อยกลุ่มใหญ่ในมณฑลกว่างซีนั้นมีความคล้ายคลึงกับภาษาไทยอย่างมาก ดังนั้นคนที่นี่จึงเปิดรับสินค้าและบริการจากไทย

 

นอกจากนี้รองอธิบดีมองว่า การที่จีนเปิดใช้คลองผิงลู่ในกว่างซี ซึ่งเป็นโครงการคลองขุดแห่งแรกที่เชื่อมแม่น้ำกับทะเลนับตั้งแต่ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น ถือเป็นอีกช่องทางสำคัญในการขนส่งสินค้าจากไทยมายังจีนได้สะดวกขึ้น ซึ่งจะช่วยลดเวลาในการขนส่ง และทำให้ค่าขนส่งถูกลง 15-30% ซึ่งถือเป็นโอกาสมหาศาลสำหรับผู้ประกอบการส่งออกของไทย

 

ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า มีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงานครั้งนี้จำนวน 107 บริษัทบนพื้นที่จัดแสดง 2,000 ตารางเมตร แบ่งเป็นสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม, สินค้าสุขภาพและความงาม,​ สินค้าแฟชั่น อัญมณีและเครื่องประดับ, ของใช้และของแต่งบ้าน และสินค้าเกี่ยวเนื่องกับ Soft Power โดยคาดว่าจะเกิดมูลค่าซื้อขายทันที 36 ล้านบาท และมูลค่าที่คาดการณ์ภายใน 1 ปี 230 ล้านบาท

 

นอกจากสินค้าข้างต้นแล้ว ภายในงานยังมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์และโครงการต่างๆ จากหลายประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมดั้งเดิม การสื่อสารดิจิทัล การพัฒนาสีเขียว ไปจนถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยมีพื้นที่เกี่ยวกับ AI โดยเฉพาะ ซึ่งจัดแสดงผลิตภัณฑ์มากกว่า 500 รายการ นอกจากนี้ยังมีโชว์เคสด้านการคมนาคม โลจิสติกส์อัจฉริยะ AI การบริหารจัดการเมือง และการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม

 

ทั้งนี้จีนและอาเซียนกำลังเร่งดำเนินการตามพิธีสารยกระดับเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน 3.0 (CAFTA 3.0 Upgrade Protocol) ซึ่งลงนามเมื่อเดือนตุลาคม 2025 โดยครอบคลุมความร่วมมือในหลายสาขา รวมถึงเศรษฐกิจดิจิทัลและการพัฒนาสีเขียว

 

CGTN รายงานว่า มูลค่าการค้าระหว่างจีนและอาเซียนทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรกในปี 2025 แตะระดับ 1.05 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 7.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2026 มูลค่าการค้าระหว่างจีนและอาเซียนอยู่ที่ 744.41 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 24.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็นสัดส่วน 21.8% ของมูลค่าการค้าต่างประเทศทั้งหมดของจีน โดยจีนยังคงเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอาเซียนติดต่อกันเป็นปีที่ 17 ขณะที่อาเซียนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของจีนติดต่อกันเป็นปีที่ 6

 

สำหรับ China-ASEAN Expo จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-21 กันยายน โดยข้อมูลจากผู้จัดงานระบุว่า มีบริษัทมากกว่า 3,400 แห่ง จากกว่า 70 ประเทศและดินแดนเข้าร่วม ครอบคลุมพื้นที่จัดแสดงประมาณ 170,000 ตารางเมตร ขณะที่จำนวนบริษัทที่เข้าร่วมเพิ่มขึ้น 5.3% จากงานครั้งก่อน

 

นอกจากงานแสดงสินค้าแล้ว ยังมีการประชุมสุดยอดธุรกิจและการลงทุนจีน-อาเซียน ครั้งที่ 23 (China-ASEAN Business and Investment Summit) จัดขึ้นควบคู่กับงานเอ็กซ์โปครั้งนี้ด้วย ขณะเดียวกันยังมีกิจกรรมส่งเสริมการค้าและการลงทุนมากกว่า 50 กิจกรรมที่มีกำหนดจัดระหว่างงาน โดยมุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน การบูรณาการทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ตลอดจนความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานข้ามพรมแดน

The post China-ASEAN Expo ครั้งที่ 23 เปิดฉาก พาณิชย์ชี้ เพิ่มโอกาสไทยเจาะตลาดจีน มองหนานหนิงเป็นประตูสำคัญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดูเตอร์เตปรากฏตัวใน ICC ครั้งแรก ทนายชี้ ป่วยเป็นโรคความจำเสื่อม นึกชื่อทรัมป์ไม่ได้ หลังถูกคุมขัง 18 เดือน https://thestandard.co/duterte-icc-amnesia-trump/ Thu, 17 Sep 2026 08:23:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1256325 โรดริโก ดูเตอร์เต อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ สวมสูทสีเข้มปรากฏตัวในศาล ICC

โรดริโก ดูเตอร์เต อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ปรากฏตัวต่ […]

The post ดูเตอร์เตปรากฏตัวใน ICC ครั้งแรก ทนายชี้ ป่วยเป็นโรคความจำเสื่อม นึกชื่อทรัมป์ไม่ได้ หลังถูกคุมขัง 18 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรดริโก ดูเตอร์เต อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ สวมสูทสีเข้มปรากฏตัวในศาล ICC

โรดริโก ดูเตอร์เต อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ปรากฏตัวต่อหน้าศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ด้วยตนเองเป็นครั้งแรก หลังถูกจับกุมเมื่อเดือนมีนาคม 2025 จากข้อกล่าวหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่เกี่ยวข้องกับนโยบายปราบปรามยาเสพติด

ดูภาพข่าว 

เมื่อวันที่ 16 กันยายน ดูเตอร์เตปรากฏตัวในการประชุมติดตามสถานะคดีของ ICC โดยมีการหารือถึงกำหนดการพิจารณาคดี การเปิดเผยพยานหลักฐาน และคำร้องของฝ่ายจำเลย นับเป็นครั้งแรกที่สาธารณชนได้เห็นเขาปรากฏตัวในห้องพิจารณาคดีด้วยตนเอง นับตั้งแต่ถูกจับกุมเมื่อราว 18 เดือนก่อน

 

รายงานจากสื่อต่างประเทศระบุว่า ดูเตอร์เตในวัย 81 ปี สวมสูทสีเข้มและเสื้อเชิ้ตสีขาว โดยไม่ได้กล่าวอะไรระหว่างการพิจารณา ก่อนโบกมือให้สมาชิกครอบครัวที่อยู่ในห้องหลังการประชุมสิ้นสุดลง

 

อนึ่ง การปรากฏตัวของอดีตผู้นำฟิลิปปินส์เกิดขึ้นในช่วงที่ศาลกำลังพิจารณาว่า ดูเตอร์เตมีสภาพจิตใจพร้อมเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีหรือไม่ หลังทีมทนายระบุว่า เขามีปัญหาด้านความจำอย่างมีนัยสำคัญ จนไม่สามารถทำงานร่วมกับทีมกฎหมายได้อย่างเต็มที่ ขณะที่ฝ่ายอัยการแย้งว่า เขายังสามารถเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีได้

 

ศาลจึงสั่งให้ผู้เชี่ยวชาญ 3 คนประเมินสภาพของดูเตอร์เต แม้รายงานฉบับเต็มจะยังไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ แต่ฝ่ายจำเลยอ้างว่า ผลการประเมินพบว่า ดูเตอร์เตมีความสับสนเกี่ยวกับช่วงเวลาและอายุของตัวเอง โดยเชื่อว่า ขณะนี้ อยู่เป็นปี 2007 หรือ 2008 หรือระบุว่า ตัวเองมีอายุ 84 หรือ 85 ปี และไม่สามารถนึกชื่อของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได้

 

ขณะที่ญาติของผู้เสียชีวิตจากสงครามปราบปรามยาเสพติด กำลังติดตามการพิจารณาคดีผ่านการถ่ายทอดสดจากกรุงมะนิลา โดยบางส่วนระบุว่า เขาดูมีสภาพร่างกายแข็งแรง และหวังว่า จะช่วยให้กระบวนการพิจารณาคดีเดินหน้าต่อไปได้

 

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2025 ดูเตอร์เตถูกทางการฟิลิปปินส์จับกุมตามหมายจับของ ICC ก่อนถูกส่งตัวไปยังกรุงเฮกในวันถัดมา โดยศาลให้เหตุผลว่า เขาต้องรับผิดในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติจากการฆาตกรรม กรณีปราบปรามสงครามยาเสพติด ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2011 ถึง 16 มีนาคม 2019

 

อาชญากรรมดังกล่าวเกิดขึ้น เมื่อดูเตอร์เตดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองดาเวา จนถึงช่วงที่เขาเป็นประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ โดยขณะนี้ ICC กำหนดเริ่มการพิจารณาคดีในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2026 ขณะที่ผู้พิพากษายังต้องวินิจฉัยว่า ดูเตอร์เตมีสภาพจิตใจพร้อมเข้าสู่การพิจารณาคดีหรือไม่

 

ภาพ: Piroschka Van De Wouw / Reuters

 

อ้างอิง:

 

โรดริโก ดูเตอร์เต อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ สวมสูทสีเข้มปรากฏตัวในศาล ICC 1โรดริโก ดูเตอร์เต อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ สวมสูทสีเข้มปรากฏตัวในศาล ICC 2โรดริโก ดูเตอร์เต อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ สวมสูทสีเข้มปรากฏตัวในศาล ICC 3โรดริโก ดูเตอร์เต อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ สวมสูทสีเข้มปรากฏตัวในศาล ICC 4

The post ดูเตอร์เตปรากฏตัวใน ICC ครั้งแรก ทนายชี้ ป่วยเป็นโรคความจำเสื่อม นึกชื่อทรัมป์ไม่ได้ หลังถูกคุมขัง 18 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องมาตรการแบนโซเชียลเด็กต่ำกว่า 13 ปีของ EU ทำงานอย่างไร ทำไมต้องแบน https://thestandard.co/eu-ban-social-media-children/ Thu, 17 Sep 2026 07:26:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1256244 ภาพเด็กกำลังใช้แท็บเล็ต

เมื่อวานนี้ (16 กันยายน) อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธ […]

The post ส่องมาตรการแบนโซเชียลเด็กต่ำกว่า 13 ปีของ EU ทำงานอย่างไร ทำไมต้องแบน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเด็กกำลังใช้แท็บเล็ต

เมื่อวานนี้ (16 กันยายน) อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) กำลังผลักดันกฎหมายใหม่ โดยจะสั่งห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีใช้งานโซเชียลมีเดีย เพื่อปกป้องวัยเยาว์จากการครอบงำของโลกออนไลน์

 

 
 

อีกทั้ง สหภาพยุโรป (EU) ยังมองเห็นถึง ‘ความเสี่ยงมหาศาล’ จากเทคโนโลยี AI โดยเฉพาะภัยคุกคามไซเบอร์และการแฮกข้อมูลในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยมีแผนจะเชิญผู้พัฒนา AI ชั้นนำของโลก เช่น Anthropic, OpenAI, SpaceXAI ร่วมหารือถึงแนวทางชะลอพัฒนาการของเทคโนโลยีให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย

 

ทำไมต้องแบน

 

อัวร์ซูลา มองว่า แอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียกำลัง “พรากชีวิตวัยเด็กไปจากเด็กๆ” เธอจึงต้องการปกป้องเยาวชนจากอันตรายบนโลกดิจิทัล และแก้ไขรูปแบบการออกแบบแอปที่ทำให้เกิดพฤติกรรมเสพติด (Addictive Design)

 

แม้แพลตฟอร์มส่วนใหญ่จะมีกฎห้ามเด็กต่ำกว่า 13 ปีใช้งานอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมายังขาดมาตรการบังคับใช้จริงที่มีประสิทธิภาพ เธอจึงพยายามดึงอำนาจการควบคุมกลับมาจาก Big Tech เพื่อสร้างกฎเกณฑ์ชุดเดียวกันทั่วทั้งยุโรป และแสดงให้เห็นว่า สหภาพยุโรปเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ ไม่ใช่บรรดาบริษัทเทคโนโลยีทั้งหลาย

 

มาตรการแบนมีอะไรบ้าง ทำงานอย่างไร

 

มาตรการแบนโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีของสหภาพยุโรป (EU) มีกลไกการทำงานและมาตรการบังคับใช้หลักผ่านร่างกฎหมาย Kids Act ซึ่งเป็นร่างกฎหมายดิจิทัลฉบับใหม่ ที่จะกำหนดมาตรการสั่งห้ามระดับทวีป (Total Ban) โดยจะกำหนดให้การใช้งานโซเชียลมีเดียของเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีเป็นสิ่งต้องห้ามอย่างเด็ดขาด ครอบคลุมสมาชิกสหภาพยุโรปทั้ง 27 ประเทศ ซึ่งเป็นการ ‘บังคับใช้มาตรฐานเดียว’ (Unified Rulebook) แทนการแยกใช้กฎหมายของแต่ละประเทศสมาชิกที่กระจัดกระจายและแตกต่างกัน

 

ร่างกฎหมาย Kids Act กำหนดให้มี ‘การย้อนภาระการพิสูจน์’ (Reverse the Burden of Proof) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกลไกนี้ โดยเปลี่ยนหน้าที่จากการที่ผู้ใช้ ผู้ปกครอง หรือหน่วยงานรัฐต้องคอยไล่ตรวจจับ มาเป็นการบังคับให้บริษัทเทคโนโลยี (Big Tech) ต้องเป็นผู้พิสูจน์เองว่า แพลตฟอร์มของตนมีความปลอดภัยต่อผู้เยาว์ก่อนเปิดให้ใช้งาน ซึ่งกฎหมายนี้จะมีขนาดและการกำกับดูแลที่สำคัญในระดับเดียวกับ Digital Services Act และ AI Act

 

EU ยังพยายามอุดช่องโหว่ด้านการบังคับใช้ ที่ผ่านมาแพลตฟอร์มใหญ่ๆ ยังไม่มีมาตรการบังคับใช้ที่ได้ผลจริง ร่างกฎหมายนี้จึงเข้ามาสร้างเกณฑ์บังคับและบทลงโทษโดยตรงแก่แพลตฟอร์ม

 

ส่วนการจัดระบบควบคุมตามช่วงอายุ (Tiered System) นั้น

 

ต่ำกว่า 13 ปี: ห้ามใช้งานโดยเด็ดขาด

 

ต่ำกว่า 15 ปี: ห้ามมีบัญชีส่วนตัว (Personal Account)

 

อายุ 13-15 ปี: อนุญาตให้ใช้ได้เฉพาะ ‘บัญชีขนาดเล็ก’ (Mini Accounts) ซึ่งต้องอยู่ภายใต้การดูแลของผู้ปกครอง มีการจำกัดฟีเจอร์ และจำกัดเวลาใช้งานไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน

 

EU ยังพยายามดำเนินการควบคู่กับร่างกฎหมาย Digital Fairness Act เพื่อควบคุมและห้ามใช้การออกแบบแอปพลิเคชันที่กระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมเสพติดโซเชียล

 

โดยร่างกฎหมายเหล่านี้จะต้องผ่านการอนุมัติจากสภายุโรปและประเทศสมาชิกทั้ง 27 ประเทศ ซึ่งอาจใช้เวลาหลายปี โดยหลายประเทศได้เริ่มดำเนินการเองแล้ว เช่น ฝรั่งเศสที่เคยผ่านกฎหมายห้ามเด็กต่ำกว่า 15 ปีใช้งาน แต่ถูกศาลรัฐธรรมนูญตีตกในเวลาต่อมา รวมถึงสเปน เดนมาร์ก และสวีเดน ขณะที่ออสเตรเลียได้กลายเป็นประเทศแรกในโลกที่สั่งห้ามโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กต่ำกว่า 16 ปี เมื่อเดือนธันวาคม 2025

 

มาตรการแบนโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กต่ำกว่า 13 ปีของสหภาพยุโรปไม่เพียงแต่เป็นการท้าทายอำนาจของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เท่านั้น แต่ยังถือเป็น ‘จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ’ ในการลากเส้นแบ่งระหว่าง ‘ความปลอดภัยบนโลกดิจิทัล’ กับ ‘เสรีภาพในการเข้าถึงเทคโนโลยี’

 

แม้เส้นทางของร่างกฎหมาย Kids Act ยังคงต้องผ่านการทดสอบอีกหลายปราการ ทั้งในมิติการบังคับใช้จริง การก้าวทันการพัฒนาของ AI และบทพิสูจน์จากความเห็นที่แตกต่างกันในหมู่ประเทศสมาชิก แต่การเคลื่อนไหวครั้งนี้ได้จุดประกายคำถามสำคัญไปทั่วโลกว่า ในยุคที่โลกออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เราควรจะร่วมกันออกแบบพื้นที่ดิจิทัลอย่างไร ให้เยาวชนได้เติบโตอย่างปลอดภัย โดยไม่สูญเสียคุณค่าของชีวิตวัยเด็กไปในโลกโซเชียล

 

แฟ้มภาพ: Ground Picture / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ส่องมาตรการแบนโซเชียลเด็กต่ำกว่า 13 ปีของ EU ทำงานอย่างไร ทำไมต้องแบน appeared first on THE STANDARD.

]]>