Science – THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/science/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 28 Apr 2026 08:47:29 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 นักวิทยาศาสตร์ระดับหัวกะทิ หายตัว-เสียชีวิตกว่าสิบคนทั่วสหรัฐฯ เรารู้อะไรเกี่ยวกับคดีลึกลับนี้บ้าง? https://thestandard.co/us-scientists-mystery-cases/ Tue, 28 Apr 2026 08:47:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1201995

คดีนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญระดับหัวกะทิหายตัว-เสีย […]

The post นักวิทยาศาสตร์ระดับหัวกะทิ หายตัว-เสียชีวิตกว่าสิบคนทั่วสหรัฐฯ เรารู้อะไรเกี่ยวกับคดีลึกลับนี้บ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>

คดีนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญระดับหัวกะทิหายตัว-เสียชีวิตกว่า 10 คน กำลังสั่นสะเทือนความมั่นคงของสหรัฐอเมริกาครั้งใหญ่ หลังสำนักงานสอบสวนกลาง (FBI) ประกาศตั้งทีมสืบสวนข้อเท็จจริงร่วมกับกระทรวงพลังงาน กระทรวงกลาโหม และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ยังให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า สถานการณ์ดังกล่าวน่ากังวลอย่างยิ่ง

 

 
 

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการตรวจสอบของสภาคองเกรส นำโดยพรรครีพับลิกัน ก็ได้นำประเด็นดังกล่าวเข้าสู่สภา พร้อมเตรียมทำรายงานขุดรากถอนโคน โดยพุ่งเป้าไปที่ข้อเท็จจริงที่ว่า ผู้สูญเสียทั้งหมดล้วนมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่ละเอียดอ่อนระดับชาติ

 

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ อย่างคดีหายตัวของอดีตนายพลทหารอากาศเกษียณอายุ ได้ลุกลามกลายเป็นทฤษฎีสมคบคิดในโซเชียลมีเดีย ที่โยงใยไปถึงเรื่อง UFO เอเลี่ยน และปฏิบัติการของสายลับต่างชาติ หลังมีการตั้งข้อสังเกตของนักสืบออนไลน์ที่พบว่า รายชื่อผู้สูญเสียต่างมีความเชื่อมโยงกับหน่วยงานระดับแนวหน้า เช่น NASA หรือทำงานด้านนิวเคลียร์

 

เรารู้อะไรเกี่ยวกับคดีลึกลับนี้บ้าง THE STANDARD สรุปข้อมูลทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้

 

ทำไมนักวิทยาศาสตร์หายตัวกลายเป็นเรื่องใหญ่ในสหรัฐฯ

 

  • ประเด็นนักวิทยาศาสตร์หายตัว-เสียชีวิต มีที่มาจากคดีของ พลเอก วิลเลียม นีล แมคแคสแลนด์ (William Neil McCasland) วิศวกรการบินและทหารอากาศเกษียณวัย 68 ปี หลังมีรายงานว่า เขาหายตัวไปพร้อมกับปืนและกระเป๋าเงินในบ้านพัก ณ เมืองอัลบูเคอร์คี รัฐนิวเม็กซิโกในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

 

  • จากประวัติการทำงาน แมคแคสแลนด์เคยทำงานด้านวิจัยด้านการบินและอวกาศของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ขณะที่ยังเคยเป็นผู้บัญชาการห้องปฏิบัติการวิจัยกองทัพอากาศที่ฐานทัพอากาศไรต์-แพตเทอร์สัน (Wright-Patterson)

 

  • ตามรายงานของ BBC ซูซาน วิลเคอร์สัน (Susan Wilkerson) ภรรยาของแมคแคสแลนด์โทรหาสายด่วน 911 โดยแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า สามีของเธอหายไป พร้อมกับข้อบ่งชี้ว่า เขาวางแผนที่จะ ‘ไม่ต้องการ’ ให้ใครพบตัว เพราะปิดโทรศัพท์และทิ้งไว้ที่บ้าน แต่กลับพกอาวุธปืนไป ทั้งๆ ที่ปกติไม่ทำเช่นนั้น

 

  • ซูซานเล่าเพิ่มเติมว่า สามีของเธอมีอาการวิตกกังวล สูญเสียความทรงจำระยะสั้น นอนไม่หลับ และมักพูดว่า ถ้าสมองและร่างกายเสื่อมถอยลง ก็คงไม่อยากมีชีวิตเช่นนี้แล้ว ก่อนที่เธอจะโพสต์บน Facebook ใน 1 สัปดาห์ให้หลังการหายตัวไปของแมคแคสแลนด์ว่า เป็นไปได้ยากที่เขาจะถูกลักพาตัวไปรีดเค้นความลับ เพราะสามีของเธอเกษียณอายุมาได้ 13 ปีแล้ว

 

  • ทว่าในอีกด้านหนึ่ง ข่าวการหายตัวไปของอดีตวิศวกรการบินได้แพร่กระจายในโลกโซเชียลมีเดียอย่างเป็นวงกว้าง และถูกเชื่อมโยงกับทฤษฎีสมคบคิดว่า การหายตัวไปของแมคแคสแลนด์อาจเชื่อมโยงกับทฤษฎีอย่าง UFO และมนุษย์ต่างดาว

 

  • สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะซูซานออกมายอมรับว่า แมคแคสแลนด์เคยทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาแบบไม่รับค่าตอบแทนให้กับองค์กร To The Stars ของ ทอม เดอลองจ์ (Tom DeLonge) นักร้องนำวง Blink-182 ซึ่งกำลังสืบสวนเรื่อง UFO แต่ก็ปฏิเสธว่า สามีของเธอไม่ได้มีความรู้พิเศษใดๆ เกี่ยวกับร่างมนุษย์ต่างดาวและซาก UFO ที่ฐานทัพอากาศไรต์-แพตเทอร์สันตามทฤษฎีสมคบคิด

 

  • ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ชาวโซเชียลฯ เริ่มทำการเชื่อมโยงคดีหายตัวและการเสียชีวิตของนักวิทยาศาสตร์หลายราย ซึ่งย้อนกลับไปไกลถึงเดือนมิถุนายน 2022 โดยที่ต่อมา The Daily Mail ตีพิมพ์บทความเมื่อวันที่ 22 มีนาคม พร้อมระบุชื่อนักวิทยาศาสตร์ 5 คนที่หายตัวไปหรือเสียชีวิต พร้อมย้ำว่า มีรูปแบบเหมือนกันจน ‘น่าขนลุก’

 

  • แต่แล้วเรื่องนักวิทยาศาสตร์หายตัวกลายเป็นที่สนใจระดับชาติ หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ถูกถามจากสื่อในวันที่ 16 เมษายนว่า มีนักวิทยาศาสตร์หายตัวไปแล้ว 10 คน ซึ่งเป็นคนที่มีความเชื่อมโยงเหมือนกันทั้งหมด คือ เข้าถึงข้อมูลลับ นิวเคลียร์ การบิน และอวกาศ

 

  • ทรัมป์ตอบคำถามว่า เรื่องนี้ค่อนข้างร้ายแรง โดยคิดว่าเป็นสถานการณ์สุ่ม แต่ได้หารือกับที่ปรึกษาแล้ว ซึ่งทุกคนอาจทราบผลการสอบสวนในสัปดาห์หน้า ขณะที่ แคช พาเทล ผู้อำนวยการ FBI ก็ให้สัมภาษณ์ในทิศทางเดียวกันว่า กำลังมองหาความเชื่อมโยงอยู่

 

  • นอกจากนี้ FBI ยังแถลงในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า กำลังนำทีมสอบสวนความเชื่อมโยงคดีนักวิทยาศาสตร์หายตัวไป 10 คน โดยทำงานร่วมกับกระทรวงพลังงาน กระทรวงสงคราม และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย

 

  • ขณะที่คณะกรรมาธิการตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎร นำโดยพรรครีพับลิกัน ก็นำเรื่องนี้เข้าสภาคองเกรส โดยระบุว่า จะทำรายงานสืบสวนการเสียชีวิตและการหายตัวไปของบุคคลที่เกี่ยวข้อง พร้อมย้ำว่า พวกเขาสามารถเข้าถึงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ละเอียดอ่อนได้

 

  • คณะกรรมการฯ ยังขอให้มีการบรรยายสรุปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง FBI, กระทรวงกลาโหม, กระทรวงพลังงาน และ NASA ปรากฏว่า กระทรวงกลาโหมระบุว่า จะตอบกลับคณะกรรมาธิการโดยตรง ขณะที่กระทรวงพลังงานโยนเรื่องไปที่ทำเนียบขาวแทน

 

  • ขณะที่ NASA โพสต์ข้อความบน X ว่า กำลังประสานงานและร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยย้ำว่า ไม่มีความเชื่อมโยงใดๆ ระหว่าง NASA กับภัยคุกคามแห่งชาติ

 

  • อนึ่ง เจมส์ โคเมอร์ (James Comer) ประธานคณะกรรมาธิการฯ จากพรรครีพับลิกันระบุผ่านรายการ Fox News Sunday ว่า สภาคองเกรสกังวลเรื่องนี้มาก เพราะเป็นภัยคุกคามระดับชาติ และไม่น่าเป็นเรื่องบังเอิญ

 

  • ส่วน เจมส์ วอล์กกินชอว์ (James Walkinshaw) สส.พรรคเดโมแครตและคณะกรรมาธิการฯ ก็เห็นพ้องว่า การสืบสวนเป็นสิ่งที่สมควรทำ แต่ยังไม่ปักใจเชื่อว่า จะมีแรงจูงใจ ถึงขั้นมีขบวนการประสานงานกันอยู่เบื้องหลังคดีเหล่านี้

 

  • วอล์กกินชอว์พยายามเบรกทฤษฎีสมคบคิดว่า สหรัฐฯ มีนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญนิวเคลียร์หลายพันคนมาก หากศัตรูต่างชาติอยู่เบื้องหลังจริง ก็คงไม่มีผลกระทบต่อประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

 

ใครหายตัวและเสียชีวิตไปบ้าง

 

  • ตามรายงานสภาคองเกรส เหตุการณ์นักวิทยาศาสตร์เสียชีวิตและหายตัวไปอย่างลึกลับต่อเนื่อง เริ่มขึ้นในปี 2023 โดยตั้งต้นด้วยกรณีของ ไมเคิล เดวิด ฮิกส์ (Michael David Hicks) นักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานในห้องปฏิบัติการ Jet Propulsion Laboratory (JPL) ของ NASA ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านดาวหางและดาวเคราะห์น้อย แต่ไม่ทราบสาเหตุการเสียชีวิต

 

  • อย่างไรก็ตาม จูเลีย ฮิกส์ (Hicks) ลูกสาวของเขาให้สัมภาษณ์กับ CNN ว่า พ่อของเธอมีปัญหาสุขภาพที่ทราบกันดีอยู่แล้ว การคาดเดาไปต่างๆ นานาของสังคม ทำให้รู้สึกสะเทือนใจ เพราะเธอไม่เห็นความเชื่อมโยงการจากไปของพ่อกับนักวิทยาศาสตร์คนอื่น

 

  • แต่นอกจากนี้ ก็ยังมีบุคลากรอื่นจาก JPL ที่เสียชีวิตหรือหายตัวเหมือนกับฮิกส์ เช่น แฟรงก์ ไมวาลด์ (Frank Maiwald) ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยอวกาศ เสียชีวิตในลอสแองเจลิสเมื่อปี 2024 ด้วยวัย 61 ปี หรือ โมนิกา เรซา (Monica Reza) ผู้อำนวยการฝ่ายวัสดุประจำห้องปฏิบัติการ JPL วิศวกรการบินและอวกาศวัย 60 ปี หายตัวไประหว่างเดินป่าในลอสแองเจลิสเมื่อเดือนมิถุนายน 2025

 

  • ตามคำบอกเล่า เรซาไปเดินป่ากับเพื่อน ทุกอย่างเป็นไปอย่างเรียบร้อย เพื่อนของเธอมักหันหลังกลับมาดูว่า เธอหลงทางหรือไม่ เรซาก็ยังคงโบกมือและยิ้มให้ แต่เมื่อหันหลังกลับไปอีกรอบ ปรากฏว่า เธอหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ขณะที่ตำรวจยังค้นหาร่างของเธออยู่

 

  • ส่วนผู้สูญหายอีก 2 คนที่เชื่อมโยงกัน คือ เมลิสซา คาเซียส (Melissa Casias) วัย 53 ปี และ แอนโทนี ชาเวซ (Anthony Chavez) วัย 78 ปี โดยทั้งคู่ทำงานอยู่ที่ Los Alamos National Laboratory ศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ในรัฐนิวเม็กซิโก

 

  • คาเซียสถูกพบเห็นครั้งสุดท้ายในเดือนมิถุนายน 2025 ระหว่างเดินอยู่บนทางหลวงในรัฐนิวเม็กซิโก ข้อมูลขี้ว่า เธอทิ้งของไว้ที่บ้านและล้างข้อมูลในโทรศัพท์ทั้งหมด โดยกรมความปลอดภัยสาธารณะของรัฐบอกว่า มีการเปิดสืบสวนคดีแล้ว แต่ไม่น่าใช่คดีฆาตกรรม

 

  • ส่วนซาเวซหายตัวไปในเดือนพฤษภาคม 2025 ไม่มีร่องรอยฆาตกรรม แต่เมื่อค้นหาอย่างละเอียดก็ไม่มีร่องรอยชัดเจน โดยเพื่อนของเขาให้สัมภาษณ์ว่า ถึงเวลาแล้วที่ทางการต้องสอบสวนคดีนี้

 

  • นอกจากนี้ ยังมีรายงานการเสียชีวิตของบุคคลสำคัญอื่นๆ เช่น นูโน เอฟ.จี. ลูเรโร (Nuno F.G. Loureiro) ศาสตราจารย์นักฟิสิกส์และนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ฟิวชันวัย 47 ปี จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) หลังถูกยิงเสียชีวิตที่บ้านพักใกล้บอสตันเมื่อเดือนธันวาคม 2025

 

  • เช่นเดียวกับ แมทธิว เจมส์ ซัลลิแวน (Matthew James Sullivan) อดีตเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของกองทัพอากาศสหรัฐฯ วัย 39 ปี เขาเสียชีวิตในปี 2024 ก่อนจะได้ขึ้นให้การในฐานะผู้แจ้งเบาะแสระดับรัฐบาลกลางเรื่อง UFO แต่ไม่ได้มีการเปิดเผยว่า เขาเสียชีวิตอย่างไร

 

  • ขณะที่ คาร์ล กิลแมร์ (Carl Grillmair) นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์วัย 67 ปี ก็ถูกยิงเสียชีวิตในบ้านพักที่ชานเมืองลอสแองเจลิสในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 โดยเขาเคยทำงานที่ Caltech ร่วมงานกับ NASA และมีชื่อเสียงจากผลงานการศึกษาเรื่องการค้นหาน้ำบนดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ

 

  • ขณะเดียวกัน ยังมีรายชื่ออื่นๆ เช่น เจสัน โทมัส (Jason Thomas) ผู้บริหารบริษัทยา Novartis และสตีเวน การ์เซีย (Steven Garcia) ผู้รับเหมาของรัฐบาลที่โรงงานผลิตชิ้นส่วนอาวุธปรมาณู รวมถึง เอมี เอสคริดจ์ (Amy Eskridge) ผู้ร่วมก่อตั้ง Institute for Exotic Science ที่เสียชีวิตในปี 2022

 

  • อนึ่ง มีการสรุปความเชื่อมโยงว่า เหตุการณ์หายตัวเกิดขึ้น 4 ครั้งในรัฐนิวเม็กซิโก ซึ่งเป็นจำนวนเท่ากันในลอสแองเจลิส รวมถึง 2 ครั้งในรัฐแมสซาชูเซตส์

 

เรื่องบังเอิญ เอเลี่ยนลักพาตัว ต่างชาติแทรกซึม เรื่องจริงหรือทฤษฎีสมคบคิด?

 

  • อนึ่ง สิ่งที่ทำให้เกิดทฤษฎีสมคบคิดร่วมกัน คือ ความคล้ายคลึงหรือความเชื่อมโยงร่วมกันของบุคคลที่หายตัวไป เช่น การทำงานใน NASA หรือการเข้าถึงข้อมูลลับ เช่น คดีของแมคแคสแลนด์ถูกเชื่อมโยงกับ UFO เพราะความใกล้ชิดกับองค์กรที่เกี่ยวข้อง และทำงานในสถานที่ที่ถูกลือว่า เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตนอกโลกโดยตรงอย่างฐานทัพอากาศไรต์-แพตเทอร์สัน

 

  • อย่างไรก็ตาม NBC Washington หมายเหตุว่า บางคดีที่กล่าวถึงมาก็ไม่มีความเชื่อมโยง ขาดแคลนหลักฐาน ไปจนถึงหลักฐานไร้ความน่าเชื่อ เช่น คดีของกิลแมร์จริงๆ แล้ว ตำรวจจับกุมผู้ต้องหาวัย 29 ปีเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งขณะนี้ ถูกควบคุมตัวโดยศาลได้ตั้งวงเงินประกันตัวไว้สูงถึงหลายล้านดอลลาร์

 

  • ขณะที่กรณีคาเซียส ตามข้อมูลใน Linkedin เธอเป็นเพียงผู้ช่วยฝ่ายบริหาร ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ หรือคดีของศาสตราจารย์ MIT เขาถูกยิงเสียชีวิตจากผู้ก่อเหตุกราดยิง ซึ่งไม่กี่วันต่อมา ผู้ก่อเหตุปลิดชีพตนเอง โดยยังไม่มีมูลเหตุจูงใจแน่นอน แต่ทั้งสองคนรู้จักกันในฐานะเพื่อนร่วมชั้นเรียนฟิสิกส์ที่โปรตุเกส

 

  • จากเหตุการณ์ทั้งหมด ดอนเนลล์ พรอบสต์ (Donnell Probst) ผู้อำนวยการบริหารของสมาคมเพื่อการศึกษาความรู้เท่าทันสื่อแห่งชาติ (National Association for Media Literacy Education) ให้สัมภาษณ์กับ NBC Washington ว่า ผู้คนมักจะมองหารูปแบบและคำอธิบาย มากกว่าที่จะยอมรับความคลุมเครือหรือความบังเอิญ เมื่อต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมหรือความไม่แน่นอน

 

  • ขณะที่ เจน โกลเบค (Jen Golbeck) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยแมริแลนด์ (University of Maryland) ผู้ศึกษาด้านทฤษฎีสมคบคิดกล่าวว่า แนวคิดเชื่อมโยงความเลวร้ายระหว่างโศกนาฏกรรมกับนักวิทยาศาสตร์ ถือเป็น ‘มุกเดิม ’ที่พบบ่อยในกลุ่มผู้เชื่อทฤษฎีสมคบคิด

 

  • โกลเบคระบุว่า มีคนจำนวนมากที่ทำงานให้กับห้องปฏิบัติการระดับชาติ มหาวิทยาลัย และศูนย์วิจัยของรัฐบาล บางคนอาจหายตัวไป ปลิดชีพ หรือเสียชีวิต หากต้องการผูกเรื่องเข้าด้วยกัน ก็สามารถทำได้ไม่ว่าในช่วงเวลาไหน เช่น การหยิบยกเอาเหตุการณ์เหล่านี้มาโยงกัน แล้วตั้งชื่อให้ดูมีเงื่อนงำ

 

ภาพ: Fox News

 

อ้างอิง:

 

The post นักวิทยาศาสตร์ระดับหัวกะทิ หายตัว-เสียชีวิตกว่าสิบคนทั่วสหรัฐฯ เรารู้อะไรเกี่ยวกับคดีลึกลับนี้บ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึก ‘อาร์เทมิส 2’ ภารกิจการกลับไปดวงจันทร์ในรอบ 53 ปีของ NASA https://thestandard.co/artemis-2-nasa-moon-mission/ Sat, 25 Apr 2026 05:21:53 +0000 https://thestandard.co/artemis-2-nasa-moon-mission/ ภาพจรวด SLS ทะยานขึ้นสู่ อวกาศพร้อมยานโอไรออนในภารกิจ อาร์เทมิส 2 ของ NASA เพื่อมุ่งหน้าสู่ ดวงจันทร์

เช้าวันที่ 2 เมษายน เวลา 5:35 น. จรวด SLS ได้ทะยานขึ้นจ […]

The post เจาะลึก ‘อาร์เทมิส 2’ ภารกิจการกลับไปดวงจันทร์ในรอบ 53 ปีของ NASA appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพจรวด SLS ทะยานขึ้นสู่ อวกาศพร้อมยานโอไรออนในภารกิจ อาร์เทมิส 2 ของ NASA เพื่อมุ่งหน้าสู่ ดวงจันทร์

เช้าวันที่ 2 เมษายน เวลา 5:35 น. จรวด SLS ได้ทะยานขึ้นจากฐานปล่อย 39B ของศูนย์อวกาศเคนเนดี เพื่อพานักบินอวกาศ 4 คน ในภารกิจอาร์เทมิส 2 (Artemis II) ออกเดินทางไปบินผ่านใกล้ดวงจันทร์

 

การเดินทางครั้งนี้ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ภารกิจอพอลโล 17 เมื่อปลายปี 1972 หรือกว่า 53 ปีที่แล้ว ที่มนุษย์ได้มุ่งหน้าออกสู่อวกาศห้วงลึกอีกครั้ง หลังจากใช้เวลาส่วนมากไปกับการสำรวจในวงโคจร Low Earth Orbit กับโครงการกระสวยอวกาศ และการปฏิบัติงานของสถานีอวกาศนานาชาติ ซึ่งอยู่ในวงโคจรที่สูงจากพื้นโลกประมาณ 400 กิโลเมตรเท่านั้น

 

แต่สำหรับภารกิจอาร์เทมิส 2 ลูกเรือทั้ง 4 คนได้เดินทางไปไกลจากโลกที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยระยะห่างมากกว่า 406,771 กิโลเมตร หรือไกลกว่านักบินอวกาศบนสถานีอวกาศนานาชาติถึง 1,000 เท่า และเป็นหมุดหมายสำคัญเพื่อเตรียมความพร้อมให้ภารกิจอาร์เทมิส 4 เดินทางตามไปลงจอดบนพื้นผิวได้อีกครั้ง

 

ลูกเรือเที่ยวบินนี้ประกอบด้วย ผู้บัญชาการภารกิจ Reid Wiseman นักบิน Victor Glover ผู้เชี่ยวชาญภารกิจ Christina Koch และ Jeremy Hansen โดยเป็นเที่ยวบินแรกที่มีสุภาพสตรี และชาวแคนาดา ได้ร่วมเดินทางไปดวงจันทร์ ซึ่งก่อนหน้านี้มีเพียงชายชาวอเมริกันเท่านั้น ที่เคยเดินทางไปสำรวจกับโครงการอพอลโล

 

การเดินทางไปในเที่ยวบินดังกล่าว ใช้เวลานานทั้งสิ้น 10 วัน โดยใช้วงโคจรแบบ Free-Return Trajectory นั่นคือนักบินอวกาศจะจุดเครื่องยนต์เพียงหนึ่งครั้ง เพื่อเร่งความเร็วให้ยานมุ่งหน้าไปถึงดวงจันทร์ ก่อนอาศัยแรงโน้มถ่วงดวงจันทร์เพื่อเหวี่ยงยานอวกาศกลับโลก โดยแทบไม่ต้องจุดเครื่องยนต์เพื่อปรับทิศทางในระหว่างภารกิจเลย

 

ด้วยวิถีวงโคจรแบบนี้ ที่ถูกออกแบบมารองรับในกรณีเครื่องยนต์ของยานมีปัญหา ทำให้ภารกิจอาร์เทมิส 2 จะไม่ได้เข้าใกล้ดวงจันทร์เหมือนกับสมัยโครงการอพอลโล ซึ่งเข้าสู่วงโคจรรอบดวงจันทร์ อยู่ห่างจากพื้นผิวไปประมาณ 100 กิโลเมตร แต่อาร์เทมิส 2 นั้นเป็นการบินผ่านดวงจันทร์ ไม่เข้าสู่วงโคจร โดยมีจุดใกล้ดวงจันทร์ที่สุด 6,545 กิโลเมตรจากพื้นผิว

 

 

ภาพจรวด SLS ทะยานขึ้นสู่ อวกาศพร้อมยานโอไรออนในภารกิจ อาร์เทมิส 2 ของ NASA เพื่อมุ่งหน้าสู่ ดวงจันทร์ 1

 

 

ภาพ: NASA

 

เหตุผลก็เพราะอาร์เทมิส 2 เป็นภารกิจเพื่อทดสอบความพร้อมของยานอวกาศ จรวดนำส่ง และระบบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อการดำรงชีวิตของนักบินอวกาศ เนื่องจากนี่เป็นครั้งแรกที่ยานอวกาศโอไรออน ซึ่งถูกใช้โดยสารโดยลูกเรือของโครงการอาร์เทมิสนั้น ได้ถูกทดสอบในสภาพแวดล้อมจริง ที่มีนักบินอวกาศเดินทางไปด้วย ดังนั้นเป้าหมายหลักจึงเป็นการทดสอบความพร้อม ความปลอดภัย และเก็บข้อมูลกลับมาเพื่อพัฒนายานอวกาศสำหรับภารกิจถัดไป ให้มีความพร้อมมากยิ่งขึ้น

 

ในเวลาเดียวกัน การบินผ่านใกล้ดวงจันทร์ของภารกิจอาร์เทมิส 2 ก็ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการสำรวจของนักบินอวกาศ โดย NASA ได้ส่งลูกเรือทั้ง 4 คน รวมถึงลูกเรือตัวสำรอง (Andre Douglas และ Jenni Gibbons) ไปฝึกธรณีวิทยาภาคสนามที่ประเทศไอซ์แลนด์ ตลอดจนเรียนรู้การเก็บข้อมูล การใช้งานกล้องถ่ายภาพ และการทำความเข้าใจพื้นฐานด้านธรณีวิทยาดวงจันทร์ เพื่อส่งต่อข้อมูลดังกล่าวให้กับนักวิทยาศาสตร์บนโลก สำหรับการศึกษาและทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมของบริวารดวงนี้ได้ดียิ่งขึ้น

 

 

ภาพจรวด SLS ทะยานขึ้นสู่ อวกาศพร้อมยานโอไรออนในภารกิจ อาร์เทมิส 2 ของ NASA เพื่อมุ่งหน้าสู่ ดวงจันทร์ 2

ภาพ: Robert Markowitz / NASA

 

สำหรับการเดินทางรอบนี้ นักบินอวกาศภารกิจอาร์เทมิส 2 ได้มีโอกาสมองเห็น ‘ด้านไกลของดวงจันทร์’ อีกฝั่งที่ไม่หันเข้าหาโลก โดยได้มีการศึกษาแอ่ง Orientale ที่อยู่บริเวณชายขอบของด้านใกล้-ด้านไกลอย่างละเอียด เช่นเดียวกับได้พบหลุมอุกกาบาตใหม่ 2 แห่ง ซึ่งลูกเรือได้ตั้งชื่อว่าหลุม ‘Integrity’ ตามชื่อยานอวกาศภารกิจนี้ และหลุม ‘Carroll’ ตามชื่อภรรยาของ Reid Wiseman ที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งไปในปี 2020

 

หลังจากการบินผ่านใกล้ดวงจันทร์ ในช่วงเช้าวันที่ 7 เมษายน อาร์เทมิส 2 ได้เริ่มต้นการเดินทางกลับโลกในทันที โดยมีช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ลูกเรือได้สังเกตการณ์สุริยุปราคาเต็มดวง เนื่องจากยานเข้าไปอยู่ใต้เงามืดของดวงจันทร์พอดี เช่นเดียวกับเป็นครั้งแรกที่ลูกเรือบนสถานีอวกาศนานาชาติ ได้สนทนาทางไกลกับลูกเรือของยานอวกาศที่กำลังเดินทางไปดวงจันทร์อีกด้วย

 

 

ภาพจรวด SLS ทะยานขึ้นสู่ อวกาศพร้อมยานโอไรออนในภารกิจ อาร์เทมิส 2 ของ NASA เพื่อมุ่งหน้าสู่ ดวงจันทร์ 3

ภาพ: NASA

 

แต่ใช่ว่าการเดินทางไปดวงจันทร์ครั้งนี้จะราบรื่นเสมอไป เพราะระหว่างภารกิจนั้นมีปัญหาเกิดขึ้นกับห้องน้ำในยาน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการติดตั้งห้องน้ำไปกับยานอวกาศสำรวจดวงจันทร์ (ตอนอพอลโลใช้ท่อต่อตรง กับขับถ่ายใส่ถุง) และได้มีปัญหาการอุดตันเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ซึ่ง NASA เน้นย้ำว่าจะนำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุง เพื่อให้ยานในภารกิจถัดไปมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

ท้ายที่สุดนี้ ภารกิจอาร์เทมิส 2 ได้เดินทางกลับถึงโลกในเช้าวันที่ 11 เมษายน โดยมีความเร็วเมื่อแตะชั้นบรรยากาศสูงกว่า 39,693 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งเร็วกว่าความเร็วเสียงถึง 32 เท่า และเร็วกว่ายานอวกาศที่กลับโลกจากสถานีอวกาศนานาชาติ ก่อนจะค่อย ๆ ชะลอความเร็วลงในบรรยากาศโลก จนสามารถกางร่มชูชีพเพื่อลงจอดเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกอย่างปลอดภัย เมื่อเวลา 7:07 น. ตามเวลาประเทศไทย โดยลูกเรือทั้ง 4 คนมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงปลอดภัยดี

 

ภาพจรวด SLS ทะยานขึ้นสู่ อวกาศพร้อมยานโอไรออนในภารกิจ อาร์เทมิส 2 ของ NASA เพื่อมุ่งหน้าสู่ ดวงจันทร์ 4

ภาพ: Josh Valcarcel / NASA

 

การเดินทางของภารกิจนี้ นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่พร้อมส่งต่อให้อาร์เทมิส 3 ขึ้นบินไปทดสอบความพร้อมของยานลงดวงจันทร์ ที่สร้างโดย SpaceX และ Blue Origin ซึ่งมีกำหนดไว้ในปี 2027 และหากไม่มีอะไรผิดพลาด NASA จะส่งมนุษย์กลับไปลงดวงจันทร์อีกครั้งกับภารกิจอาร์เทมิส 4 ในช่วงต้นปี 2028 เพื่อเริ่มต้นการสร้างฐานบนดวงจันทร์ระยะยาวอย่างเป็นทางการ

 

นอกจากโครงการอาร์เทมิสของสหรัฐฯ ยังมีโครงการสำรวจดวงจันทร์ของจีน ที่ก็มีแผนจะส่งนักบินอวกาศไปลงสำรวจพื้นผิวดวงจันทร์ภายในปี 2030 และก็มีแผนการสร้างฐานบนดวงจันทร์ ภายใต้โครงการ ILRS หรือ International Lunar Research Station นั่นเอง

 

อาจเรียกได้ว่าความสำเร็จของอาร์เทมิส 2 ได้เปิดฉากการแข่งขันกลับไปดวงจันทร์อีกครั้งของมนุษยชาติ ที่รอบนี้จะไม่ใช่แค่การกลับไปปักธงเท่านั้น แต่เป็นการสร้างฐานปฏิบัติการระยะยาว เพื่อเตรียมความพร้อมส่งมนุษย์มุ่งหน้าสู่ดาวอังคารในอนาคต

 

ภาพ: กรทอง วิริยะเศวตกุล

อ้างอิง:

 

The post เจาะลึก ‘อาร์เทมิส 2’ ภารกิจการกลับไปดวงจันทร์ในรอบ 53 ปีของ NASA appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยศชนัน เตรียมปฏิรูปอุทยานวิทยาศาสตร์ ดึงทุนยักษ์ปั้น New Growth Engine https://thestandard.co/science-park-reform-growth-engine/ Wed, 22 Apr 2026 01:02:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1199748 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี อว. มอบนโยบายปฏิรูปอุทยานวิทยาศาสตร์

วานนี้ (21 เมษายน) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมน […]

The post ยศชนัน เตรียมปฏิรูปอุทยานวิทยาศาสตร์ ดึงทุนยักษ์ปั้น New Growth Engine appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี อว. มอบนโยบายปฏิรูปอุทยานวิทยาศาสตร์

วานนี้ (21 เมษายน) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มอบนโยบายแนวทางการดำเนินงานและขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ด้วยกลไกอุทยานวิทยาศาสตร์ โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. พร้อมผู้บริหารกระทรวง อว. และเครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคทั่วประเทศเข้าร่วม ที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กระทรวง อว. โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก

 

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า กระทรวง อว. กำลังก้าวเข้าสู่บทบาทใหม่ที่ท้าทายและยิ่งใหญ่กว่าเดิม เราจะไม่ใช่แค่กระทรวงที่ทำงานวิจัยอยู่บนหิ้ง แต่จะเป็นผู้สร้างความสำเร็จให้กับทุกภาคส่วน กระทรวง อว. ไม่จำเป็นต้องเป็นฮีโร่ที่เก่งอยู่คนเดียว แต่จะเป็นขุมพลังเบื้องหลังที่ทำให้ทุกกระทรวงบรรลุเป้าหมาย เพราะเมื่อพวกเขาสำเร็จ ประเทศชาติก็เติบโตไปพร้อมกัน นี่คือความมุ่งมั่นของ อว. ในการเป็นฟันเฟืองสนับสนุนการทำงานของทุกภาคส่วน เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาลทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การทูตเชิงวิทยาศาสตร์ การช่วยเหลือสังคม การจัดการสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ รวมถึงการต่อต้านคอร์รัปชันด้วยเทคโนโลยี

 

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า หัวใจสำคัญที่ต้องสร้างให้เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่ตึกหรือห้องแล็บที่ทันสมัย แต่คือระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ที่ทรงพลัง เราต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่ผลักดันให้คนอยากสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ โดยอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค (RSP) หรือ Science Park จะเป็นกลไกสำคัญในการเป็นสะพานเชื่อมงานวิจัยและนวัตกรรมของ อว. จาก หิ้งสู่ห้าง

 

เป้าหมายสำคัญของอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคคือการเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างภาคการศึกษาและงานวิจัย (Education & Research) กับภาคธุรกิจและนวัตกรรม (Innovation & Market) เพื่อผลักดันเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) ให้ออกสู่ตลาด

 

ดังนั้น อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคจะเป็นพื้นที่ที่ทำให้ ทุกศาสตร์สำคัญมารวมอยู่ด้วยกัน และต้องเป็นพื้นที่ที่ดึงดูดคนเก่งจากหลากหลายสายอาชีพ ทั้งวิศวกร นักวิจัย นักออกแบบ นักบัญชี และนักการตลาด ให้มาพบปะและทำงานร่วมกันในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์ เพื่อนำไปสู่การตั้ง Startup การ Spin-off หรือการร่วมทุน (Joint Venture) ที่สมบูรณ์แบบ

 

ที่สำคัญ อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคต้องเป็นพื้นที่ที่เข้าถึงได้ง่ายสำหรับทุกคน ไม่เพียงแต่ Startup แต่ยังรวมถึง SMEs นักศึกษา และประชาชนทั่วไปที่สนใจเป็นผู้ประกอบการด้วย

 

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวอีกว่า อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคจะช่วยให้ประเทศหลุดพ้นจากกับดักงานวิจัย เพื่อสร้าง New Growth Engine หรือเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ และยังเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะกระตุ้นให้วงการวิจัยปรับเปลี่ยนเป้าหมาย จากการทำวิจัยเพื่อตำแหน่งทางวิชาการหรือการตีพิมพ์เพียงอย่างเดียว มาสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและการแก้ปัญหาจริง

 

“ประเทศไม่มีทางมี New Growth Engine ได้เลย หากไม่ลองผิดลองถูก และคนที่ลองผิดลองถูกก็คือผู้ประกอบการ อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคจึงต้องทำหน้าที่เป็นเวทีบ่มเพาะผู้ประกอบการเหล่านี้ และเป็นประตูเชื่อมสู่นักลงทุนอิสระ (Angel Fund) และ Venture Capital (VC) โดยกระทรวง อว. มีแผนลงพื้นที่ Science Park แต่ละแห่ง เพื่อดึงดูดความสนใจจากสื่อและกลุ่มทุน ให้เข้ามารู้จักศักยภาพของพื้นที่โดยตรง และดึงดูดอุตสาหกรรมและการลงทุนเข้าสู่ภูมิภาค ซึ่งเราต้องร่วมกันพลิกโฉมอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคให้เป็นหัวใจที่สูบฉีดนวัตกรรม สร้างผู้ประกอบการรายใหม่ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

The post ยศชนัน เตรียมปฏิรูปอุทยานวิทยาศาสตร์ ดึงทุนยักษ์ปั้น New Growth Engine appeared first on THE STANDARD.

]]>
NASA สั่งปิดอุปกรณ์บนยาน Voyager 1 เพิ่มเติม เพื่อยืดอายุให้ทำงานได้นานที่สุด https://thestandard.co/nasa-voyager-1-instrument-shutdown/ Sun, 19 Apr 2026 05:25:13 +0000 https://thestandard.co/nasa-voyager-1-instrument-shutdown/ ภาพจำลองยาน Voyager 1 ในอวกาศ

NASA ได้สั่งปิดอุปกรณ์บนยาน Voyager 1 ที่กำลังทำงานอยู่ […]

The post NASA สั่งปิดอุปกรณ์บนยาน Voyager 1 เพิ่มเติม เพื่อยืดอายุให้ทำงานได้นานที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพจำลองยาน Voyager 1 ในอวกาศ

NASA ได้สั่งปิดอุปกรณ์บนยาน Voyager 1 ที่กำลังทำงานอยู่ตรงสุดขอบระบบสุริยะเพิ่มอีก 1 ตัว เนื่องจากพลังงานของยานที่กำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยหวังว่าจะช่วยยืดอายุให้ยานสำรวจที่อยู่ไกลจากโลกที่สุดในประวัติศาสตร์ลำนี้ สามารถสำรวจห้วงอวกาศลึกต่อไปได้นานที่สุด

 

เมื่อวันที่ 17 เมษายน NASA และ JPL ได้ส่งคำสั่งปิดอุปกรณ์ตรวจวัดอนุภาคมีประจุพลังงานต่ำ หรือ LECP ของยาน Voyager 1 ที่ทำงานอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1977 หรือเป็นเวลานานกว่า 49 ปีลง เพื่อยืดอายุการทำงานให้อุปกรณ์ส่วนอื่น และบริหารจัดการพลังงานให้ยานอวกาศทำงานได้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นได้

 

Voyager 1 รวมถึงยาน Voyager 2 ใช้พลังงานจากเครื่องผลิตไฟฟ้าด้วยความร้อนจากไอโซโทปรังสี หรือ Radioisotope Thermoelectric Generator (RTG) ที่ใช้การสลายตัวของสารกัมมันตรังสี ซึ่งมีการปล่อยพลังงานความร้อนออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยลดลงอย่างช้า ๆ ตามครึ่งชีวิตของสารกัมมันตรังสีนั้น

 

สำหรับบนยาน ได้ใช้พลูโตเนียม-238 ซึ่งมีค่าครึ่งชีวิตประมาณ 87 ปี โดยความร้อนจากการสลายตัวของพลูโตเนียม-238 จะถูกแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้าผ่านอุปกรณ์ Thermocouples เพื่อนำไปให้พลังงานกับส่วนต่าง ๆ ของยานอวกาศ ในขณะที่ความร้อนส่วนเกินยังสามารถทำหน้าที่เป็นฮีตเตอร์เพื่อรักษาอุณหภูมิของยาน

 

การปิดอุปกรณ์ตรวจวัดอนุภาคมีประจุพลังงานต่ำ ซึ่งใช้วัดไอออน อิเล็กตรอน และรังสีคอสมิกจากทั้งในและนอกระบบสุริยะ ไม่ใช่การตัดสินใจที่ง่ายดายนัก โดย Kareem Badaruddin ผู้จัดการภารกิจ Voyager ของทาง JPL ระบุว่า “ไม่มีใครอยากสั่งปิดอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ แต่นี่คือตัวเลือกที่ดีที่สุดเท่าที่เรามีอยู่”

 

“ในตอนนี้ Voyager 1 ยังคงมีอุปกรณ์สำรวจทางวิทยาศาสตร์ที่ยังใช้การได้อีก 2 ตัว เพื่อใช้ในการตรวจฟังคลื่นพลาสมา และใช้ในการวัดสนามแม่เหล็ก ซึ่งทั้งสองอุปกรณ์นี้ยังทำงานได้ดี ส่งข้อมูลกลับมาจากพื้นที่ที่ไม่เคยมียานอวกาศลำใดเคยสำรวจได้มาก่อน ทีมของพวกเรายังพร้อมทำงานเพื่อให้ยาน Voyager ทั้งสองลำสามารถทำงานได้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะเป็นได้”

 

แม้จะปิดอุปกรณ์ LECP ไปเพิ่มเติม แต่ทีมภารกิจยังสั่งให้มอเตอร์เล็ก ๆ ที่หมุนเซนเซอร์ข้างในอุปกรณ์ยังคงทำงานอยู่ เนื่องจากใช้พลังงานต่ำ และหากวันหนึ่งทีมภารกิจต้องการที่จะเปิดอุปกรณ์นี้ให้ทำงานได้อีกครั้ง นี่คือกลไกสำคัญที่ทำให้พวกเขาสามารถสั่งเปิดได้

 

วิศวกรคาดว่าการปิดอุปกรณ์ตัวนี้ จะช่วยยืดอายุของ Voyager 1 ไปได้อย่างน้อยอีก 1 ปี โดย NASA กำลังวางแผนประหยัดพลังงานแบบสุดขั้วขึ้นมาใหม่ ที่จะสาธิตใช้กับ Voyager 2 ภายในเดือนมิถุนายนนี้ และหากแผนดังกล่าวใช้งานได้ผล ก็จะถูกใช้กับยาน Voyager 1 ในเดือนกรกฎาคม 2026 ซึ่งอาจมีหวังที่จะเปิดอุปกรณ์ LECP ให้ทำงานอีกครั้งได้ หากประเมินแล้วว่ามีพลังงานให้ใช้งานได้อย่างเพียงพอ

 

ทั้งนี้ ยาน Voyager 1 ปฏิบัติภารกิจมาตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 1977 โดยได้มีการบินผ่านดาวพฤหัสบดี และดาวเสาร์ ก่อนเดินทางมุ่งหน้าออกจากระบบสุริยะไปตลอดกาล ปัจจุบันยานอยู่ห่างจากโลกมากกว่า 25,400 ล้านกิโลเมตร และการสื่อสารกับยานนั้นต้องใช้เวลานาน 23 ชั่วโมง ในการส่งข้อมูลไปด้วยความเร็วแสง ผ่านสัญญาณวิทยุในเครือข่ายอวกาศห้วงลึกของ NASA

 

ภาพ: NASA

อ้างอิง:

 

The post NASA สั่งปิดอุปกรณ์บนยาน Voyager 1 เพิ่มเติม เพื่อยืดอายุให้ทำงานได้นานที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปล่อยยาน Artemis II สำเร็จ! ภารกิจพามนุษย์กลับไปดวงจันทร์ครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี https://thestandard.co/artemis-ii-moon-mission-launch/ Thu, 02 Apr 2026 03:57:18 +0000 https://thestandard.co/artemis-ii-moon-mission-launch/ ยานอวกาศ Artemis II ของนาซา ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเพื่อภารกิจพามนุษย์กลับไปดวงจันทร์

วันนี้ (2 เมษายน) ตามเวลาประเทศไทย องค์การนาซา (NASA) ป […]

The post ปล่อยยาน Artemis II สำเร็จ! ภารกิจพามนุษย์กลับไปดวงจันทร์ครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยานอวกาศ Artemis II ของนาซา ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเพื่อภารกิจพามนุษย์กลับไปดวงจันทร์

วันนี้ (2 เมษายน) ตามเวลาประเทศไทย องค์การนาซา (NASA) ประสบความสำเร็จในการปล่อยยานอวกาศสำหรับภารกิจ Artemis II จากรัฐฟลอริดา ซึ่งถือเป็นการเดินทางออกนอกวงโคจรระดับต่ำของโลกของมนุษย์เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี

 

นักบินอวกาศจำนวน 4 คน จะใช้เวลาเดินทางรอบดวงจันทร์และกลับสู่โลกในระยะเวลาประมาณ 10 วัน โดยภารกิจนี้เป็นก้าวสำคัญตามแผนของ NASA ที่จะพามนุษย์กลับไปดวงจันทร์และส่งนักบินอวกาศไปยังดาวอังคารในอนาคต

 

โดยยานจะบินอ้อมด้านหลังของดวงจันทร์โดยใช้แรงโน้มถ่วงของทั้งโลกและดวงจันทร์ในการเหวี่ยงยานกลับ (Free-Return Trajectory) ซึ่งใช้เชื้อเพลิงเพียงเล็กน้อย ก่อนที่ยานแคปซูลจะพุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกด้วยความเร็วถึง 40,233 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และจะตกลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิกในเวลาต่อมาเพื่อรอทีมกู้ภัย

 

ภารกิจอาร์ทิมิส (Artemis) ถูกยกย่องว่าเป็นภารกิจสำรวจดวงจันทร์สำหรับคนเจเนอเรชันใหม่ เนื่องจากประชากรโลกมากกว่าครึ่งหนึ่งยังไม่เกิดหรือไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับยุคที่ภารกิจ Apollo ทำสำเร็จเมื่อในอดีต

 

ยานอวกาศ Artemis II ของนาซา ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเพื่อภารกิจพามนุษย์กลับไปดวงจันทร์ 1ยานอวกาศ Artemis II ของนาซา ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเพื่อภารกิจพามนุษย์กลับไปดวงจันทร์ 2ยานอวกาศ Artemis II ของนาซา ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเพื่อภารกิจพามนุษย์กลับไปดวงจันทร์ 3ยานอวกาศ Artemis II ของนาซา ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเพื่อภารกิจพามนุษย์กลับไปดวงจันทร์ 4ยานอวกาศ Artemis II ของนาซา ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเพื่อภารกิจพามนุษย์กลับไปดวงจันทร์ 5ยานอวกาศ Artemis II ของนาซา ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเพื่อภารกิจพามนุษย์กลับไปดวงจันทร์ 6ยานอวกาศ Artemis II ของนาซา ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเพื่อภารกิจพามนุษย์กลับไปดวงจันทร์ 7ยานอวกาศ Artemis II ของนาซา ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเพื่อภารกิจพามนุษย์กลับไปดวงจันทร์ 8

 

อ้างอิง:

 

 

 

 

The post ปล่อยยาน Artemis II สำเร็จ! ภารกิจพามนุษย์กลับไปดวงจันทร์ครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
NARIT เผยภารกิจเรือธง พาอุปกรณ์วิจัยไทยไปดวงจันทร์ https://thestandard.co/narit-thai-moon-research-mission/ Sat, 07 Feb 2026 07:33:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1175150 ภาพการส่งมอบอุปกรณ์ CE-7 MATCH (Chang’e 7 Moon Aiming Thai-Chinese Hodoscope) สำหรับภารกิจสำรวจดวงจันทร์

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) เป็นองค์กรภาครัฐแ […]

The post NARIT เผยภารกิจเรือธง พาอุปกรณ์วิจัยไทยไปดวงจันทร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการส่งมอบอุปกรณ์ CE-7 MATCH (Chang’e 7 Moon Aiming Thai-Chinese Hodoscope) สำหรับภารกิจสำรวจดวงจันทร์

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) เป็นองค์กรภาครัฐแห่งหนึ่งที่มุ่งเน้นการทำงานวิจัยขั้นแนวหน้า เพื่อต่อยอดงานวิจัยนั้นไปสร้างประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ และพัฒนาความเป็นอยู่ของคนไทยให้ดีขึ้นอยู่เสมอ โดยผลงานของสถาบันฯ ถูกนำเสนออย่างครอบคลุมภายในงานกิจกรรมที่จัดขึ้น ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพ ภายใต้ชื่องานว่า NARIT Open Talk

 

ดร.วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กล่าวเปิดงาน NARIT Open Talk 2026

 

งานวิจัยเพื่อคุณภาพชีวิต และการเฝ้าระวังภัยพิบัติ

 

เมื่อปี 2025 ที่ผ่านมา ทางสถาบันฯ ได้มีการจัดงาน NARIT Open Talk 2025 และนำเสนอไฮไลต์เรื่องการวางรากฐานงานวิจัยเกี่ยวกับการวิเคราะห์องค์ประกอบฝุ่น PM2.5 ทันที​ ณ จุดวัด โดยใช้เครื่อง Aerosol Chemical Speciation Monitor (ACSM) ประกอบกับการแสดงข้อมูลองค์ประกอบของฝุ่นทุติยภูมิ ที่เกิดจากการรวมกันของฝุ่นปฐมภูมิที่มาจากจุดกำเนิดและสารเคมีในอากาศ เมื่อวิเคราะห์ย้อนกลับไปจึงพบว่าต้นกำเนิดฝุ่นส่วนใหญ่ไม่ได้มาเพียงแค่จากการเผา แต่ยังมาจากโรงงานอุตสาหกรรม การคมนาคมทางบกและทางน้ำ รวมถึงการเกษตรกรรม ที่สามารถปลดปล่อยสารเคมีสู่ชั้นบรรยากาศจนไปรวมตัวกับฝุ่น กลายเป็นฝุ่นทุติยภูมิที่เป็นอันตรายกว่าเดิมได้

 

ในปี 2026 นี้ ทางสถาบันฯ ได้จัดงาน NARIT Open Talk ขึ้นอีกครั้ง โดยมีการแนะนำภาระงานที่กำลังดำเนินการอยู่ภายในปีนี้หลากหลายประเด็น รวมถึงเรื่องงานวิจัยฝุ่น PM2.5 ด้วย โดยในปีนี้มีการต่อยอดจำนวนเครื่องมือวิเคราะห์องค์ประกอบฝุ่น ACSM เพิ่มขึ้น เพื่อนำไปติดตั้งในทุกภูมิภาคของประเทศไทย เพื่อวัดองค์ประกอบในแต่ละพื้นที่ที่มีปัจจัยแวดล้อมแตกต่างกัน เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุดมากยิ่งขึ้น

 

อีกหนึ่งเครื่องมือที่มีการนำมาใช้เพิ่มเติมคืออากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ที่สามารถตรวจวัดแก๊ส NOx ได้ และเริ่มดำเนินการตรวจวัดแล้วในกรุงเทพมหานครและพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อศึกษาการกระจายตัว พฤติกรรม และการเปลี่ยนแปลงของแก๊สกลุ่มดังกล่าว เนื่องจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศส่วนใหญ่ในประเทศวัดเพียงปริมาณ PM2.5 เพียงอย่างเดียว ทั้งที่มลพิษในอากาศยังเต็มไปด้วยสารประกอบและละอองลอยอื่น ๆ อีกหลายชนิด เช่น PM10, SOx, โอโซน ซึ่งการใช้โดรนที่ติดตั้งอุปกรณ์ Spectrograph ช่วยในการตรวจวัดสารประกอบอื่นเพิ่มเติมนั้น จะช่วยให้เราเข้าใจฝุ่นทุติยภูมิที่เป็นอันตรายได้มากขึ้น ซึ่งทางผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ดร.วิภู รุโจปการ ให้สัมภาษณ์ว่าทางสถาบันฯ พร้อมเผยแพร่ข้อมูลงานวิจัยที่จัดเก็บมาจากอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องจากหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อนำไปพัฒนาวิธีการตรวจวัดที่แม่นยำมากขึ้น และพัฒนาการแก้ปัญหาที่ตรงจุดมากยิ่งขึ้น

 

ภาพการส่งมอบอุปกรณ์ CE-7 MATCH (Chang’e 7 Moon Aiming Thai-Chinese Hodoscope) สำหรับภารกิจสำรวจดวงจันทร์ 1

โดรนที่ใช้ตรวจวัดแก๊ส NOx และผลการเก็บตัวอย่างพื้นที่บางขุนเทียนเมื่อ 17 ธันวาคม 2025

 

นอกเหนือจากงานวิจัยด้านฝุ่น PM2.5 ทางสถาบันฯ ยังขยายการใช้งานระบบเตือนภัยแผ่นดินไหว ที่ใช้เทคโนโลยี IoT ผ่านดาวเทียม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเตือนภัย และบริหารจัดการสาธารณภัย โดยจะมีการติดตั้งอุปกรณ์และระบบตรวจวัดแผ่นดินไหวรวม 10 สถานี และจะขยายผลให้มีสถานีตรวจวัดแผ่นดินไหวเพิ่มเติมให้มีอย่างน้อย 500 สถานี เพื่อเตอืนภัยแผ่นดินไหวได้ทั่วประเทศ

 

ผลักดันเรื่อง ‘ดาราศาสตร์เพื่อคนทั้งมวล’

 

หลายคนอาจคิดว่าดาราศาสตร์นั้นเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่แท้จริงแล้วเทคโนโลยีดาราศาสตร์ยังสามารถบูรณาการเข้ากับศาสตร์วิชาอื่นได้ด้วย เช่น โบราณดาราศาสตร์ (Archaeoastronomy) ที่เป็นการประยุกต์ระหว่างดาราศาสตร์กับโบราณคดีเข้าด้วยกัน เช่น การใช้ความรู้ทางดาราศาสตร์ในการระบุอายุของศาสนสถานโดยเปรียบเทียบกับวันเดือนปีในจารึกต่าง ๆ หรือการศึกษาพบการวางผังวัดในประเทศไทยที่มี่ความสัมพันธ์กับดวงอาทิตย์ในวันวิษุวัต (วันที่ดวงอาทิตย์โคจรผ่านเส้นศูนย์สูตร ทำให้กลางวันกับกลางคืนมีระยะเวลาเท่า ๆ กัน พบได้ในช่วงมีนาคมและกันยายน) หรือการศึกษาศาสนสถานพุทธที่เกาะชวากลาง ประเทศอินโดนีเซีย พบว่ามีการใช้ผังดาว และการวางทิศที่ตรงกันกับวันสำคัญในอาณาจักรหริภุญไชย ซึ่งเป็นอาณาจักรโบราณของจังหวัดลำปางในประเทศไทย

 

ภาพการส่งมอบอุปกรณ์ CE-7 MATCH (Chang’e 7 Moon Aiming Thai-Chinese Hodoscope) สำหรับภารกิจสำรวจดวงจันทร์ 2

ผลการศึกษาด้านโบราณดาราศาสตร์เรื่องการวางทิศของปราสาทพนมรุ้ง

 

การท่องเที่ยวก็เป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ได้รับการสนับสนุนผ่านกระบวนการเรียนรู้ทางดาราศาสตร์ผ่านโครงการ ‘เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในประเทศไทย’ (Amazing Dark Sky in Thailand) เพื่อรณรงค์ให้สังคมไทยตระหนักถึงผลกระทบจากมลภาวะทางแสงที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและการดูดาว การอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดจึงเอื้อต่อการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ของคนทั่วไป เช่น เมื่อมีปรากฏการณ์ดาวเคียงเดือน มีดาวตก หรือดาวเคราะห์โคจรใกล้โลก อาจสังเกตได้ง่ายมากขึ้น ต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ด้านดาราศาสตร์ที่ไม่ใช่แค่สนุก แต่ยังได้รับชมความงดงามของดวงดาวยามค่ำคืนไปพร้อมกับได้ความรู้จากการท่องเที่ยวแต่ละครั้ง

 

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ยังมีเป้าหมายในการขยายขอบเขตการเรียนรู้ด้านดาราศาสตร์สู่ทุกกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงกลุ่มเปราะบาง เช่น กลุ่มผู้บกพร่องทางการมองเห็น กลุ่มผู้บกพร่องทางการได้ยิน กลุ่มบุคคลออทิสติก กลุ่มผู้สูงวัย หรือผู้บกพร่องทางด้านการเคลื่อนไหว โดยการออกแบบวิธีการเรียนรู้สำหรับกลุ่มเปราะบางอย่างเฉพาะเจาะจง เพื่อให้ทุกคนได้รับความรู้และแรงบันดาลใจในด้านดาราศาสตร์ได้เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ เช่น มีการออกแบบท้องฟ้าจำลองปั้นนูนที่สามารถให้ผู้บกพร่องทางการมองเห็นสัมผัสรูปร่างของกลุ่มดาวได้ ขณะที่รับฟังการบรรยายเรื่องกลุ่มดาวในท้องฟ้าจำลอง ซึ่งภารกิจนี้นอกจากเสริมสร้างกระบวนการคิดแบบวิทยาศาสตร์ผ่านประชาชนให้กลุ่มเป้่าหมายได้กว้างขึ้นแล้ว ภารกิจนี้ยังสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ของสหประชาชาติที่กำหนดเจตนารมณ์ ‘ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ เป็นแนวทางให้แต่ละประเทศดำเนินการร่วมกัน

 

ภาพการส่งมอบอุปกรณ์ CE-7 MATCH (Chang’e 7 Moon Aiming Thai-Chinese Hodoscope) สำหรับภารกิจสำรวจดวงจันทร์ 3

การเข้าชมท้องฟ้าจำลองของผู้มีความบกพร่องทางการมองเห็น พร้อมอุปกรณ์ที่ออกแบบโดยสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ

 

การพัฒนาเทคโนโลยี และวิศวกรรมขั้นสูง

 

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ มีความตั้งใจในการสร้างองค์ความรู้ให้คนไทยในการพัฒนาเทคโนโลยีอยู่เสมอ ในปี 2026 นี้ก็มีการพัฒนากล้องโทรทรรศน์ขึ้นมาเองโดยฝีมือคนไทย เพื่อนำไปติดตั้งยังหอดูดาวภูมิภาคสำหรับประชาชน ณ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จังหวัดพิษณุโลก โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ฐานกล้องอัตโนมัติ ที่สามารถรองรับอุปกรณ์หนักถึง 300 กิโลกรัมติดตั้งบนนั้นได้ ซึ่งฐานกล้องนี้จะช่วยให้การติดตามวัตถุบนท้องฟ้าทำได้อย่างแม่นยำและสะดวกสบายขึ้น โดยสามารถควบคุมได้จากระยะไกล การพัฒนาอุปกรณ์ประเภทนี้ด้วยฝีมือคนไทย จึงทำให้การผลิตนวัตกรรมลดต้นทุนลง และยังผลิตเพื่อขายให้ต่างประเทศ กระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกด้วย

 

ดาวเทียมวงโคจรต่ำ TSC-1 เป็นอีกหนึ่งโครงการที่พัฒนาขึ้นภายใต้ภาคีความร่วมมืออวกาศไทย ดำเนินการผลิตและออกแบบโดยนักวิจัย วิศวกร และผู้เชี่ยวชาญคนไทย ตั้งแต่ระบบต่าง ๆ ของดาวเทียม ไปจนถึงชิ้นส่วนเล็ก ๆ เช่น กระจก ที่เรียบมากจากการขัดอลูมิเนียม ซึ่งพัฒนาโดยศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีทัศนศาสตร์และโฟโตนิกส์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ร่วมกับสถาบันทัศนศาสตร์ กลศาสตร์ขั้นสูง และฟิสิกส์แห่งฉางชุน สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กัน เพื่อการพัฒนานวัตกรรมสำหรับงานวิจัยขั้นสูง

 

อีกหนึ่งเทคโนโลยีขั้นสูงที่สำคัญ และได้รับการนำเสนอเป็นไฮไลต์พิเศษในงาน NARIT Open Talk ในปีนี้ คือการประกาศว่าอุปกรณ์ตรวจวัดสภาพอวกาศที่วิศวกรชาวไทยเป็นผู้ออกแบบและพัฒนาทั้งซอฟต์แวร์การทำงานและชิ้นส่วนเชิงกลความละเอียดสูง จะได้เดินทางไปโคจรรอบดวงจันทร์จริง ๆ ร่วมกับยานฉางเอ๋อ 7 ของสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อศึกษาสภาพอวกาศและการกระจายตัวของอนุภาคพลังงานสูง รวมถึงประเมินผลกระทบจากพายุสุริยะที่อาจส่งผลต่อระบบเทคโนโลยีสำคัญบนโลก

 

ภาพการส่งมอบอุปกรณ์ CE-7 MATCH (Chang’e 7 Moon Aiming Thai-Chinese Hodoscope) สำหรับภารกิจสำรวจดวงจันทร์ 4

การส่งมอบอุปกรณ์ CE-7 MATCH (Chang’e 7 Moon Aiming Thai-Chinese Hodoscope)

 

ภายในปีนี้ ช่วง 10-20 สิงหาคม 2026 ถ้าหากไม่มีการเปลี่ยนแปลง อุปกรณ์ตรวจวัดสภาพอวกาศฝีมือคืนไทย จะได้ร่วมเดินทางขึ้นไปสู่ดวงจันทร์เป็นครั้งแรก นับเป็นก้าวสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ที่สามารถพูดได้ว่า อุปกรณ์ชิ้นนี้จะพาลายนิ้วมือและความฝันของคนไทยไปใกล้ชิดถึงดวงจันทร์จริง ๆ ครั้งแรก แต่ไม่ใช่ครั้งเดียว เพราะในภารกิจการส่งยานฉางเอ๋อ 8 ที่มีแผนลงจอดบนดวงจันทร์ ทางสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติก็เตรียมติดตั้งอุปกรณ์อีกชนิด สำหรับตรวจจับนิวตรอนขั้นสูงขึ้นไปที่ดวงจันทร์อีกครั้ง เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมด้านการแผ่รังสี และองค์ประกอบของดินบนดวงจันทร์ โดยมุ่งเน้นในบริเวณขั้วใต้ที่มีความสัมพันธ์กับการมีอยู่ของน้ำแข็งและแหล่งไฮโดรเจน

 

ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์สำคัญต่อทั้งงานวิจัยวิทยาศาสตร์และการประเมินความปลอดภัยสำหรับภารกิจอวกาศในระยะยาว รวมถึงยังเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยไปอีกนานเช่นกัน

 

ก้าวต่อไปของ NARIT

 

ดร.วิภู ผู้อำนวยการสถาบันฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ‘ASTRONOMY+’ เป็นพันธกิจที่มุ่งนำงานวิจัย องค์ความรู้ และเทคโนโลยีดาราศาสตร์มาตอบโจทย์ความต้องการของสังคมไทย ทั้งในด้านสุขภาพ คุณภาพชีวิต ความปลอดภัย และการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยยึดหลักการทำงานที่สอดรับกับทิศทางระดับโลก ผลลัพธ์ของพันธกิจนี้จึงเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจ ภาคอุตสาหกรรม และสังคม ควบคู่กับการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมขั้นสูง เพื่อรองรับการขับเคลื่อนนวัตกรรมของประเทศอย่างต่อเนื่อง

 

ภารกิจของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติจึงไม่จบแค่การพัฒนาอุปกรณ์ฝีมือคนไทย แต่เป็นการต่อยอดให้ผลงานชาวไทยได้มีพื้นที่ในระดับโลก รวมถึงยังปูพื้นฐานการเรียนรู้ด้านดาราศาสตร์ให้กับคนไทยทุกกลุ่ม เพื่อให้ประเทศไทยพร้อมกับการพัฒนาไปในทิศทางที่ดีกว่าในสายตาของสังคมโลก

 

ภาพการส่งมอบอุปกรณ์ CE-7 MATCH (Chang’e 7 Moon Aiming Thai-Chinese Hodoscope) สำหรับภารกิจสำรวจดวงจันทร์ 5

ดร.วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน

The post NARIT เผยภารกิจเรือธง พาอุปกรณ์วิจัยไทยไปดวงจันทร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประเทศไทยนั่งเก้าอี้ประธาน STSC ของสหประชาชาติ คุมทิศทางอวกาศโลก https://thestandard.co/thailand-stsc-un-space-committee/ Tue, 03 Feb 2026 04:20:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1172950 ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA ประธาน STSC สหประชาชาติ

เมื่อวานนี้ (2 กุมภาพันธ์) ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นสู่บทบาท […]

The post ประเทศไทยนั่งเก้าอี้ประธาน STSC ของสหประชาชาติ คุมทิศทางอวกาศโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA ประธาน STSC สหประชาชาติ

เมื่อวานนี้ (2 กุมภาพันธ์) ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นสู่บทบาทสำคัญในเวทีอวกาศระดับโลก โดยได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง ประธานคณะอนุกรรมการด้านวิทยาศาสตร์และเทคนิค (Scientific and Technical Subcommittee: STSC) ประจำปี 2026 ภายใต้ คณะกรรมการว่าด้วยการใช้อวกาศส่วนนอกในทางสันติแห่งสหประชาชาติ (United Nations Committee on the Peaceful Uses of Outer Space: UN COPUOS) ซึ่งถือเป็นเวทีสูงสุดของสหประชาชาติในการกำหนดทิศทางและธรรมาภิบาลด้านกิจการอวกาศ ที่ประชุมกัน ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย

 

ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ประธาน STSC โดยมีบทบาทสำคัญในการอำนวยการประชุมให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ ท่ามกลางบริบทความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความเข้มข้นในเวทีพหุภาคีระดับโลก

 

ดร.ปกรณ์กล่าวว่า การได้รับมอบหมายภารกิจดังกล่าวนับเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจของประเทศไทย เนื่องจาก UN COPUOS เป็นกลไกหลักของสหประชาชาติในการกำกับดูแลกิจการอวกาศในระดับสากล โดยประกอบด้วย 2 อนุกรรมการสำคัญ ได้แก่ อนุกรรมการด้านกฎหมาย (Legal Subcommittee: LSC) และ อนุกรรมการด้านวิทยาศาสตร์และเทคนิค (STSC) ซึ่ง STSC เปรียบเสมือนกลไกทางวิชาการและเทคนิคที่มีบทบาทในการกลั่นกรองประเด็นสำคัญ เช่น ขยะอวกาศ (Space Debris) สภาพอวกาศ (Space Weather) ความยั่งยืนในระยะยาวของกิจกรรมอวกาศ (Long-term Sustainability) และการจัดการจราจรอวกาศ (Space Traffic Management) เพื่อนำไปสู่แนวปฏิบัติหรือกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศในอนาคต

 

ด้วยความหลากหลายของประเทศสมาชิกทั้งในด้านศักยภาพ องค์ความรู้ และผลประโยชน์ การสร้างความเห็นพ้องร่วมกันในประเด็นทางเทคนิคจึงเป็นความท้าทายสำคัญ บทบาทของประธาน STSC จึงไม่เพียงต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจเชิงวิชาการ หากแต่ต้องมีทักษะด้านการทูต การเจรจา และการประนีประนอม เพื่อขับเคลื่อนการทำงานของคณะอนุกรรมการให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างสร้างสรรค์และสมดุล

 

ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า การที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวสะท้อนถึง ความเชื่อมั่นของประชาคมโลกที่มีต่อประเทศไทย โดยจากประเทศสมาชิก UN COPUOS จำนวน 110 ประเทศ มีเพียง 14 ประเทศเท่านั้นที่เคยดำรงตำแหน่งประธาน STSC และประเทศไทยนับเป็นประเทศที่ 15 ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับบทบาทและสถานะของไทยในเวทีอวกาศสากล

 

นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสสำคัญในการเผยแพร่ศักยภาพและความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีอวกาศของประเทศไทยให้เป็นที่ประจักษ์ นำไปสู่การเชื่อมโยงความร่วมมือและการต่อยอดด้านเศรษฐกิจอวกาศในอนาคต นอกจากนี้ การที่ผู้แทนจากประเทศไทย ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญเช่นนี้ในเวทีระดับนานาชาติ เป็นการขยายบทบาท สถานะ ไม่เพียงแต่เฉพาะของไทยเอง แต่ยังรวมถึงการเป็นแบบอย่างที่ดีและเปิดโอกาสให้ประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แสดงบทบาท สถานะ เพิ่มมากขึ้นในเวทีโลกอีกด้วย

 

นอกจากประโยชน์ในเชิงนโยบายและความร่วมมือระหว่างประเทศแล้ว บทบาทดังกล่าวยังส่งผลเชิงบวกต่อการสร้างแรงบันดาลใจด้านการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเยาวชนไทยจะได้เห็นตัวอย่างของคนไทยที่สามารถมีบทบาทในเวทีระดับโลก เสริมสร้างความสนใจในสาขา STEM และวิทยาศาสตร์อวกาศ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนากำลังคนคุณภาพ เพื่อขับเคลื่อนประเทศด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรมในระยะยาว

 

ทั้งนี้ การปฏิบัติหน้าที่ประธาน STSC ต้องอาศัยการเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน โดย GISTDA ร่วมกับคณะผู้แทนถาวรไทยประจำกรุงเวียนนา กระทรวงการต่างประเทศ ทำงานอย่างใกล้ชิดในการประสานประเทศสมาชิก รักษาความเป็นกลางทางการทูต และทำหน้าที่เป็น ‘สะพานเชื่อม’ ระหว่างทุกฝ่าย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านอวกาศให้เกิดประโยชน์ร่วมกันในระดับโลกอย่างยั่งยืน

 

ภาพ: GISTDA

 

อ้างอิง:

  • GISTDA

The post ประเทศไทยนั่งเก้าอี้ประธาน STSC ของสหประชาชาติ คุมทิศทางอวกาศโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
NASA กลับไปดวงจันทร์ อวกาศไทยไปนอกโลก: รวมเรื่องราวอวกาศน่าติดตามปี 2026 https://thestandard.co/nasa-moon-thai-space-2026/ Thu, 25 Dec 2025 06:45:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1158139 NASA กลับไป ดวงจันทร์ อวกาศไทยไปนอกโลก: รวมเรื่องราวอวกาศน่าติดตามปี 2026

เข้าสู่ศักราชใหม่อีกครั้ง เมื่อดาวเคราะห์สีครามดวงนี้ได […]

The post NASA กลับไปดวงจันทร์ อวกาศไทยไปนอกโลก: รวมเรื่องราวอวกาศน่าติดตามปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
NASA กลับไป ดวงจันทร์ อวกาศไทยไปนอกโลก: รวมเรื่องราวอวกาศน่าติดตามปี 2026

เข้าสู่ศักราชใหม่อีกครั้ง เมื่อดาวเคราะห์สีครามดวงนี้ได้โคจรรอบดาวฤกษ์ครบไปอีกหนึ่งรอบ พร้อมกับเรื่องราวน่าติดตาม และการสำรวจต่างๆ เพื่อปลดล็อกปริศนา ไขคำตอบของห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่นี้

 

ปี 2026 นับเป็นอีกปีที่น่าจับตาของวงการอวกาศ เพราะมีทั้งการส่งมนุษย์กลับไปสำรวจดวงจันทร์ครั้งแรกในรอบครึ่งศตวรรษ เป็นครั้งแรกที่จะมีอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ไทยไปดวงจันทร์ เช่นเดียวกับการนำส่งภารกิจต่างๆ ออกเดินทางสู่วงโคจร ตลอดจนนานาปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์บนโลก ที่ THE STANDARD ได้รวบรวมมา

 

10 มกราคม – ดาวพฤหัสบดีใกล้โลกที่สุด

 

เปิดปีใหม่ด้วยการสังเกตดู ดาวพฤหัสบดี ที่จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งใกล้โลกที่สุดของปี 2026 ในคืนวันที่ 10 มกราคม โดยสามารถมองเห็นดาวเคราะห์ดวงนี้ขึ้นจากทิศตะวันออกช่วงเย็น และปรากฏสว่างเด่นตลอดคืน ก่อนตกลับขอบฟ้าในช่วงรุ่งเช้า

 

ตำแหน่งดังกล่าว เรียกว่า Jupiter Opposition หรือการที่ดาวพฤหัสฯ อยู่ตำแหน่งตรงกันข้ามกับดวงอาทิตย์ เมื่อสังเกตจากโลก โดยปีนี้ดาวพฤหัสบดีอยู่ห่างไปประมาณ 633 ล้านกิโลเมตร หรือประมาณ 35 นาทีแสงด้วยกัน

 

มกราคม – GISTDA ส่งดาวเทียม THEOS-2A ขึ้นสู่วงโคจร

 

ในเดือนมกราคม GISTDA เตรียมส่ง THEOS-2A ดาวเทียมสำรวจโลกความละเอียดสูงดวงล่าสุดของประเทศไทย ขึ้นสู่วงโคจรรอบโลก เพื่อร่วมปฏิบัติภารกิจการถ่ายภาพ สนับสนุนข้อมูลให้กับหน่วยงานต่างๆ จากอวกาศ

 

สำหรับดาวเทียม THEOS-2A ได้มีการร่วมพัฒนาโดยทีมวิศวกรไทยมากกว่า 20 คน และปัจจุบันได้ผ่านการทดสอบด้านต่างๆ จากศูนย์ประกอบและทดสอบดาวเทียมแห่งชาติ พร้อมสำหรับการนำส่งโดยจรวดของประเทศอินเดียในช่วงต้นปี 2026

 

6 กุมภาพันธ์ – NASA ส่งมนุษย์กลับไปดวงจันทร์

 

NASA เตรียมส่งนักบินอวกาศกลับไปดวงจันทร์เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ปี 1972 กับภารกิจ ‘อาร์ทีมิส 2’ โดยมีกำหนดออกเดินทางเร็วที่สุด ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2026 จากฐานปล่อย 39B ของศูนย์อวกาศเคนเนดี รัฐฟลอริดา

 

ภารกิจดังกล่าวมีนักบินอวกาศ 4 คน ซึ่งรวมถึงสุภาพสตรี และชาวแคนาดาคนแรกที่จะได้ออกเดินทางไปดวงจันทร์ โดยมีแผนไปบินผ่าน (Flyby) ดวงจันทร์ เพื่อสาธิตความพร้อมของระบบต่างๆ และทำการสำรวจอีกฝั่งของดวงจันทร์ ก่อนเดินทางกลับมาลงจอดบนโลก

 

อาร์ทีมิส 2 จะกินระยะเวลารวมประมาณ 10 วัน และเป็นหนึ่งในภารกิจที่สำคัญที่สุดของทศวรรษนี้ โดยคาดว่าจะมีสื่อมวลชน และประชาชนไปรอรับชมการปล่อยยานเป็นจำนวนมาก โดย NASA ระบุว่ามีช่วงเวลาในการปล่อยยาน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน 2026 นี้

 

3 มีนาคม – จันทรุปราคาเต็มดวง เห็นได้จากทั่วไทย

 

เย็นวันที่ 3 มีนาคมนี้ ชวนดูปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวง สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้จากทั่วประเทศไทย

 

ในประเทศไทย จะเห็นดวงจันทร์ขึ้นจากขอบฟ้าเป็นสีแดงเลือด โดยสามารถมองเห็นจันทรุปราคาเต็มดวงได้นานเกือบ 40 นาที ไปจนถึงช่วงเวลา 19:02 น. และมองเห็นเป็นจันทรุปราคาบางส่วนไปจนเวลาประมาณ 20:17 น.

 

ปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวง เกิดขึ้นเมื่อดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ เรียงตัวอยู่ในแนวระนาบเดียวกัน โดยดวงจันทร์ตกอยู่ในเงามืดของโลกพอดี ทำให้แสงจากดวงอาทิตย์ที่ถูกหักเหในชั้นบรรยากาศโลก โดยเฉพาะแสงสีแดงที่มีความยาวคลื่นมากกว่า ไปตกกระทบบนพื้นผิวดวงจันทร์

 

สิงหาคม – จีนส่งยานลงดวงจันทร์ พร้อมอุปกรณ์ชิ้นแรกของไทย

 

ในช่วงกลางปี 2026 จีนเตรียมส่งยานอวกาศ ฉางเอ๋อ 7 ออกเดินทางไปลงจอดบริเวณขั้วใต้ดวงจันทร์ เพื่อศึกษาบริเวณโดยรอบ ค้นหาร่องรอยของน้ำแข็งบนพื้นผิว และเตรียมความพร้อมสำหรับภารกิจลงจอดของนักบินอวกาศจีนในอนาคต

 

ในการนี้ ประเทศไทยได้ส่งอุปกรณ์ตรวจวัดสภาพอวกาศ หรือ MATCH (Moon Aiming Thai Chinese Hodoscope) เพื่อตรวจวัดอนุภาคมีประจุพลังงานสูง ศึกษาปริมาณของรังสีคอสมิกในห้วงอวกาศรอบดวงจันทร์ จากการพัฒนาโดย NARIT และมหาวิทยาลัยมหิดล นับเป็นอุปกรณ์สำรวจทางวิทยาศาสตร์ชิ้นแรกของไทย ที่จะได้ออกเดินทางไปถึงห้วงอวกาศลึก และติดตั้งอยู่กับยานส่วนที่โคจรอยู่รอบดวงจันทร์

 

ปลายปี – จีนเตรียมส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศมุมกว้าง

 

อีกหนึ่งภารกิจที่น่าจับตาของประเทศจีน คือการนำส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศสุนเทียน หรืออีกชื่อว่า CSST ขึ้นไปประจำการในวงโคจรที่ใกล้เคียงกับสถานีอวกาศเทียนกง

 

กล้องสุนเทียน มีขนาดกระจกหลัก 2 เมตร ซึ่งแม้จะเล็กกว่ากล้องฮับเบิล แต่ถูกออกแบบมาให้ถ่ายภาพมุมกว้างกว่าประมาณ 300-500 เท่า เพื่อถ่ายภาพมุมกว้างของห้วงจักรวาล ในช่วงเวลานานกว่า 10 ปีที่คาดว่ากล้องจะอยู่ในประจำการบนวงโคจรรอบโลกได้

 

ภาพ: Getty Images

 

อ้างอิง:

The post NASA กลับไปดวงจันทร์ อวกาศไทยไปนอกโลก: รวมเรื่องราวอวกาศน่าติดตามปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักดาราศาสตร์พบ ‘น้ำตาล’ ที่จำเป็นต่อชีวิต ในหินจากดาวเคราะห์น้อยเบนนู https://thestandard.co/sugars-gum-stardust-found-in-nasas-asteroid-bennu-samples/ Sun, 07 Dec 2025 02:57:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1151980 นักดาราศาสตร์พบ ‘น้ำตาล’ ที่จำเป็นต่อชีวิต ในหินจากดาวเคราะห์น้อยเบนนู

นักดาราศาสตร์ได้ตรวจพบ ‘น้ำตาล’ ที่จำเป็นต่อชีวิต และสส […]

The post นักดาราศาสตร์พบ ‘น้ำตาล’ ที่จำเป็นต่อชีวิต ในหินจากดาวเคราะห์น้อยเบนนู appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักดาราศาสตร์พบ ‘น้ำตาล’ ที่จำเป็นต่อชีวิต ในหินจากดาวเคราะห์น้อยเบนนู

นักดาราศาสตร์ได้ตรวจพบ ‘น้ำตาล’ ที่จำเป็นต่อชีวิต และสสารคล้าย ‘หมากฝรั่ง’ ในตัวอย่างหินจากดาวเคราะห์น้อยเบนนู ที่บ่งชี้ว่าวัตถุดิบสำหรับการกำเนิดชีวิตนั้นมีอยู่ทั่วระบบสุริยะของเรา

 

การค้นพบดังกล่าว มาจากการศึกษาตัวอย่างหินของดาว ‘เบนนู’ ดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกประเภทคาร์บอน ที่เป็นดั่งไทม์แคปซูลซึ่งได้รักษาสภาพสสารต่าง ๆ ตั้งแต่ช่วงกำเนิดของระบบสุริยะ หรือเมื่อประมาณ 4,500 ล้านปีที่แล้ว จนกระทั่งยานอวกาศ OSIRIS-REx ของ NASA ได้เดินทางไปลงเก็บหินรวมประมาณ 120 กรัม ส่งกลับมาถึงโลกอย่างปลอดภัย เพื่อให้นักดาราศาสตร์จากหน่วยงานต่าง ๆ ได้นำไปวิจัยและศึกษาต่ออย่างละเอียด

 

สำหรับการค้นพบน้ำตาลในครั้งนี้ คือการพบ ‘ไรโบส’ (Ribose) ซึ่งเป็นน้ำตาลที่มีคาร์บอน 5 อะตอม และที่พิเศษกว่านั้นคือการตรวจพบ ‘กลูโคส’ (Glucose) น้ำตาลที่มีคาร์บอน 6 อะตอม เป็นครั้งแรกในตัวอย่างวัตถุที่มาจากนอกโลก

 

แม้การค้นพบน้ำตาลเหล่านี้ ไม่ใช่การพบสิ่งมีชีวิตโดยตรง แต่เมื่อพิจารณาว่าไรโบสนั้นเป็นองค์ประกอบสำคัญของ RNA และกลูโคส เป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของชีวิตต่าง ๆ บนโลก รวมถึงมีการตรวจพบกรดอะมิโน นิวคลีโอเบส ในตัวอย่างหินของดาวเบนนูมาก่อนหน้านี้ ก็เป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ว่าองค์ประกอบพื้นฐานที่จำเป็นต่อสิ่งมีชีวิตนั้น ได้กระจายตัวอยู่ทั่วไปในระบบสุริยะ

 

สำหรับสิ่งมีชีวิตบนโลก ดีออกซีไรโบส (Deoxyribose) และ ไรโบส เป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้าง DNA และ RNA ตามลำดับ โดยที่ DNA ทำหน้าที่เป็นตัวเก็บรหัสพันธุกรรมหลักภายในเซลล์ ส่วน RNA มีหน้าที่หลากหลาย และชีวิตในแบบที่เรารู้จักนั้นไม่สามารถดำรงอยู่ได้ หากขาด RNA ไป

 

Yoshihiro Furukawa หัวหน้าคณะวิจัยในการค้นพบครั้งนี้ จากมหาวิทยาลัยโทโฮกุ ประเทศญี่ปุ่น ระบุว่า “เราได้ค้นพบนิวคลีโอเบสครบทั้ง 5 ชนิดที่ใช้สร้าง DNA และ RNA ในตัวอย่างหินที่ยาน OSIRIS-REx ได้นำกลับโลก และการค้นพบไรโบสในครั้งนี้ หมายความว่าองค์ประกอบทั้งหมดที่จำเป็นต่อการสร้างโมเลกุล RNA นั้นมีอยู่ครบบนดาวเบนนู”

 

สิ่งที่น่าสนใจคือนักดาราศาสตร์ไม่พบดีออกซีไรโบสในหินจากดาวเบนนู ซึ่งอาจสนับสนุนสมมติฐาน ‘RNA World’ ที่ว่าสิ่งมีชีวิตรูปแบบแรก ๆนั้นพึ่งพา RNA เป็นโมเลกุลหลักในการเก็บข้อมูลและขับเคลื่อนปฏิกิริยาเคมีที่จำเป็นต่อการอยู่รอด ก่อนที่จะวิวัฒนาการมาใช้ DNA ในภายหลัง

 

นอกจากนี้ คณะนักดาราศาสตร์อีกกลุ่ม ยังได้พบสสารที่มีคุณสมบัติคล้ายหมากฝรั่ง ที่ครั้งหนึ่งเคยอ่อนนุ่มและยืดหยุ่นมาก่อนในอดีตกาล แต่ปัจจุบันมันได้แข็งตัวไปเป็นที่เรียบร้อย อยู่ในตัวอย่างหินจากดาวเคราะห์น้อยเบนนูเช่นกัน

 

สสารดังกล่าวประกอบไปด้วยวัสดุคล้ายโพลิเมอร์ อันประกอบด้วยไนโตรเจนและออกซิเจนเป็นจำนวนมาก ซึ่งนี่เป็นลักษณะของสสารที่ไม่เคยถูกพบมาก่อน จากก้อนหินใด ๆ ก็ตามที่มาจากอวกาศ ซึ่งโครงสร้างของโมเลกุลที่ซับซ้อนเช่นนี้ อาจเป็นสารตั้งต้นทางเคมีที่ช่วยเริ่มต้นการกำเนิดชีวิตบนโลกได้ และการตรวจพบในครั้งนี้ อาจช่วยให้นักดาราศาสตร์เข้าใจว่าชีวิตเริ่มต้นขึ้นมาได้อย่างไร และมีโอกาสพบชีวิตบนดาวดวงอื่นได้หรือไม่อีกด้วย

 

‘หมากฝรั่งอวกาศ’ นี้ ไม่ได้เป็นก้อนหมากฝรั่งขนาดใหญ่ที่ติดมากับยาน แต่เป็นโครงสร้างขนาดเล็กที่กระจายตัวอยู่ในชั้นน้ำแข็งและแร่ธาตุของดาวเคราะห์น้อยเบนนู มีขนาดใหญ่เพียงระดับไมโครเมตรเท่านั้น แต่ก็มีความคล้ายกับโพลียูรีเทนบนโลก จน Scott Sanford หัวหน้าคณะวิจัยจาก NASA’s Ames Research Center เรียกมันอย่างไม่เป็นทางการว่า “พลาสติกอวกาศ” แต่มีโครงสร้างที่ยุ่งเหยิงและเป็นระเบียบน้อยกว่า

 

การศึกษาตัวอย่างหินจากดาวเคราะห์น้อยเบนนู จะช่วยให้นักดาราศาสตร์เข้าใจถึงกระบวนการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในระบบสุริยะเมื่อช่วงแรกเริ่ม หรือประมาณ 4,500 ล้านปีที่แล้ว ทั้งวัตถุดิบต่าง ๆ และกระบวนการที่จำเป็นต่อการกำเนิดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นบนโลก หรือบนดาวดวงอื่น ๆ ในระบบสุริยะก็ตาม

 

งานวิจัยของคณะที่นำโดย Yoshihiro Furukawa ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Nature Geoscience เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม และงานวิจัยของคณะที่นำโดย Scott Sanford ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Nature Astronomy ในวันเดียวกัน

 

แม้จะนำหินจากดาวเคราะห์น้อยเบนนูกลับมาถึงโลกเมื่อปี 2023 แต่ยานอวกาศ OSIRIS-REx ยังปฏิบัติภารกิจอยู่ โดยได้รับการต่อขยายภารกิจให้บินไปสำรวจดาวเคราะห์น้อยอะโพพิส ที่มีกำหนดมาเฉียดใกล้โลกในเดือนเมษายน 2029 ภายใต้ชื่อใหม่ว่า OSIRIS-APEX เพื่อศึกษาและทำความเข้าใจคุณสมบัติและดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกได้ดียิ่งขึ้น

 

ภาพ: NASA

 

อ้างอิง:

The post นักดาราศาสตร์พบ ‘น้ำตาล’ ที่จำเป็นต่อชีวิต ในหินจากดาวเคราะห์น้อยเบนนู appeared first on THE STANDARD.

]]>
รังสีจากดวงอาทิตย์คืออะไร ทำไมอาจทำให้อุปกรณ์เครื่องบิน Airbus A320 ขัดข้องได้? https://thestandard.co/solar-radiation-airbus-a320-fail/ Sun, 30 Nov 2025 02:39:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1149685 รังสีจากดวงอาทิตย์คืออะไร ทำไมอาจทำให้อุปกรณ์เครื่องบิน Airbus A320 ขัดข้องได้?

รังสีจากดวงอาทิตย์ หรือเปลวสุริยะ (Solar Flare) อาจส่งผ […]

The post รังสีจากดวงอาทิตย์คืออะไร ทำไมอาจทำให้อุปกรณ์เครื่องบิน Airbus A320 ขัดข้องได้? appeared first on THE STANDARD.

]]>
รังสีจากดวงอาทิตย์คืออะไร ทำไมอาจทำให้อุปกรณ์เครื่องบิน Airbus A320 ขัดข้องได้?

รังสีจากดวงอาทิตย์ หรือเปลวสุริยะ (Solar Flare) อาจส่งผลให้อุปกรณ์บนเครื่องบิน Airbus A320 มากกว่า 6,000 ลำทั่วโลก ทำงานขัดข้องได้

 

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน บริษัท Airbus ได้ออกแถลงการ รวมถึงประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สายการบินทั่วโลกตรวจสอบ และปรับปรุงซอฟต์แวร์กับอุปกรณ์ในการบิน เพื่อให้มีความปลอดภัยและพร้อมในการขึ้นบินอีกครั้ง

 

สื่อต่าง ๆ รายงานว่าเหตุการณ์ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการสืบสวนดังกล่าว เกิดขึ้นกับสายการบิน JetBlue เที่ยวบิน 1230 เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2025 ที่สูญเสียระดับการบินกะทันหัน จากปัญหาที่เกิดขึ้นกับอุปกรณ์ ELAC หรือ Elevator and Aileron Computer บนเครื่องบิน Airbus A320 ลำดังกล่าว ทำให้ผู้โดยสารบางรายได้รับบาดเจ็บ จนต้องนำเครื่องลงจอดฉุกเฉิน

 

Airbus เผยเหตุที่อุปกรณ์ดังกล่าวทำงานผิดพลาด เป็นผลมาจากเปลวสุริยะที่รุนแรง จนอาจไปรบกวนข้อมูลระบบควบคุมการบิน และเครื่องบินรุ่น A320 จำนวนกว่า 6,000 ลำ ต้องได้รับการซ่อมบำรุงโดยทันที ทั้งผ่านการอัปเดตซอฟต์แวร์ และบางรุ่นที่อาจต้องถูกเปลี่ยนอุปกรณ์แบบใหม่หมด

 

ในการนี้ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ได้ประสานทุกสายการบินของไทย เพื่อเร่งตรวจสอบและปรับปรุงเครื่องบินรุ่น A320 ตามคำแนะนำของผู้ผลิต เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของการเดินอากาศ โดยระบุว่าสายการบินทั้งหมดได้ดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว และอยู่ระหว่างการดำเนินการแก้ไขตามแผนที่จัดทำขึ้นเพื่อไม่ให้กระทบตารางบินหรือการให้บริการผู้โดยสาร โดยการปรับปรุงทั้งหมดจะเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยสากลและแนวปฏิบัติของ Airbus

 

ทั้งนี้ เปลวสุริยะ มาจากการปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของดวงอาทิตย์อย่างรุนแรง และเมื่อมาปะทะเข้ากับบรรยากาศโลก จะทำให้ชั้นบรรยากาศเกิดการปั่นป่วน รบกวนการทำงานของคลื่นวิทยุ ดาวเทียม GPS ในฝั่งที่หันเข้าหาดวงอาทิตย์ ณ ช่วงเวลานั้นพอดี โดยอนุภาคพลังงานสูง (Solar Energetic Particles) ที่มาพร้อมกับ Solar Flare และการพ่นมวลโคโรนา (Coronal Mass Ejection) อาจเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้อุปกรณ์บนเครื่องบินได้รับความเสียดาย

 

ในปี 2025 เป็นช่วงพีคสุดของวงจรสุริยะที่ 25 (Solar Cycle 25) หมายความว่าดวงอาทิตย์จะมีการปล่อยรังสี Solar Flare พ่นมวลโคโรนา และมีกิจวัตรต่าง ๆ ที่มากสุด เกิดขึ้นในช่วงเวลาทุก 11 ปีโดยประมาณ ซึ่งนักดาราศาสตร์พบว่ามีการปล่อย Solar Flare ระดับ X-Class (รุนแรงที่สุด) มากกว่า 20 ครั้งในปีนี้

 

ปัจจุบัน หน่วยงานอวกาศต่าง ๆ ได้ให้ความสำคัญกับการติดตาม เฝ้าระวัง และพยากรณ์ ‘สภาพอวกาศ’ หรือ Space Weather เพื่อตรวจดูความผันผวนในสภาพของดวงอาทิตย์ และพื้นที่ห้วงอวกาศโดยรอบ อาทิ GISTDA หรือสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ได้พัฒนาระบบพยากรณ์อวกาศแห่งประเทศไทย หรือ Jasper ขึ้น เช่นเดียวกับกลุ่มวิจัยระบบนิเวศโลก-อวกาศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มีการพัฒนาระบบเฝ้าระวังสภาพอวกาศและพยากรณ์ผลกระทบจากสภาพอวกาศอยู่อีกแห่งหนึ่ง

 

เปลวสุริยะ และการพ่นมวลโคโรนา ไม่เป็นอันตรายต่อผู้คนบนพื้นโลก ที่มีสนามแม่เหล็ก และชั้นบรรยากาศคอยปกป้อง จึงไม่ส่งผลต่อสุขภาพของมนุษย์ที่ใช้ชีวิตบนพื้นโลกตามปกติแต่อย่างใด

 

ภาพ: NASA via Getty Images

อ้างอิง:

The post รังสีจากดวงอาทิตย์คืออะไร ทำไมอาจทำให้อุปกรณ์เครื่องบิน Airbus A320 ขัดข้องได้? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดาวเทียมบนอวกาศสามารถบันทึกข้อมูลน้ำท่วมบนโลกได้อย่างไร? https://thestandard.co/satellite-record-flood-data/ Thu, 27 Nov 2025 07:34:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1148449 ดาวเทียมบนอวกาศสามารถบันทึกข้อมูลน้ำท่วมบน โลกได้อย่างไร?

ดาวเทียมที่โคจรอยู่บนอวกาศ สูงไปจากพื้นดินหลายร้อยกิโลเ […]

The post ดาวเทียมบนอวกาศสามารถบันทึกข้อมูลน้ำท่วมบนโลกได้อย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดาวเทียมบนอวกาศสามารถบันทึกข้อมูลน้ำท่วมบน โลกได้อย่างไร?

ดาวเทียมที่โคจรอยู่บนอวกาศ สูงไปจากพื้นดินหลายร้อยกิโลเมตร สามารถถ่ายภาพและมองเห็นน้ำท่วมบนโลกได้อย่างไร?

 

อุทกภัยในจังหวัดสงขลา และพื้นที่ต่างๆ ของภาคใต้ ตลอดจนจังหวัดที่ได้รับผลกระทบในภาคกลาง สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ ความปลอดภัยของผู้คน และการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชน จึงทำให้ข้อมูลเพื่อรับมือภัยพิบัติต่างๆ นั้นมีความจำเป็น และสำคัญต่อการประเมินเพื่อเฝ้าระวัง รับมือ จนถึงขั้นการฟื้นฟูสถานการณ์ในภายหลัง

 

ดาวเทียม เป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่ถูกนำมาใช้รับมือภัยพิบัติบนโลก เนื่องจากปัจจุบันมีดาวเทียมสำรวจโลก พร้อมวัตถุประสงค์การทำงานที่หลากหลาย ผ่านอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ถูกติดตั้ง สำหรับการเก็บข้อมูลในด้านต่างๆ ตั้งแต่การถ่ายภาพความละเอียดสูง สำรวจทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ เกษตร มหาสมุทร ตลอดจนการใช้เพื่อวางผังเมือง เป็นต้น

 

สำหรับการตรวจดูน้ำท่วม โดยเฉพาะสถานการณ์อุทกภัยในประเทศไทย GISTDA หรือสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ได้วิเคราะห์โดยใช้ข้อมูลจากดาวเทียม SAR หรือ Synthetic Aperture Radar ที่ใช้การส่งคลื่นไมโครเวฟ และคลื่นวิทยุลงมาสู่พื้นโลก เพื่อตรวจจับสัญญาณที่สะท้อนกลับมา ซึ่งสามารถตรวจดูรายละเอียดพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบได้

 

ดาวเทียมประเภท SAR แตกต่างจากดาวเทียมประเภท Optical ที่ถ่ายภาพในช่วงคลื่นแสงที่ตามองเห็น ซึ่งไม่สามารถถ่ายภาพในช่วงกลางคืน ในพื้นที่มีหมอกควัน หรือมีเมฆหนาคอยบดบังการมองเห็น แต่ดาวเทียม SAR สามารถส่งคลื่นไมโครเวฟและคลื่นวิทยุพลังงานสูงส่องทะลุได้ตลอด 24 ชั่วโมง จนสามารถติดตามสถานการณ์และความเปลี่ยนแปลงได้อย่างต่อเนื่อง

 

สำหรับบริเวณที่มีน้ำท่วม คลื่นจากดาวเทียมจะถูกสะท้อนออกไปด้านข้าง ไม่ได้กระเจิงกลับมายังตัวรับสัญญาณของดาวเทียม ส่งผลให้บริเวณที่มีน้ำท่วมนั้นจะปรากฏมืดกว่าในข้อมูลจากเรดาร์ เมื่อเทียบกับสิ่งปลูกสร้าง ป่าไม้ และพื้นดิน ที่ปรากฏสว่างกว่า

 

ในปัจจุบัน GISTDA มีการใช้ข้อมูลจากดาวเทียม Sentinel-1A, Radarsat-2, Shenqi-02, และ StriX-4 อันเป็นดาวเทียมประเภท SAR เพื่อประเมินพื้นที่น้ำท่วม และวิเคราะห์ดูความลึก บริเวณได้รับผลกระทบ เพื่อนำส่งข้อมูลให้กับหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญ ในการกำหนดแนวทางการช่วยเหลือ การวางแผนเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการติดตามและประเมินแนวโน้มผลกระทบในระยะต่อไป

 

ทั้งนี้ GISTDA ระบุในแผนการพัฒนากลุ่มดาวเทียมสำรวจโลก หรือ THEOS Constellation ว่าจะมีการพัฒนาดาวเทียมประเภท SAR ได้แก่ THEOS-5A, THEOS-5B, THEOS-5C, และ THEOS-5D เพื่อสนับสนุนภารกิจรับมือต่อภัยพิบัติต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เสริมกับการทำงานของดาวเทียมประเภท Optical ในปัจจุบัน อย่าง THEOS-1 และ THEOS-2 ที่เป็นข้อมูลสำคัญในการเปรียบเทียบสภาพก่อน-หลังเกิดอุทกภัยได้อย่างชัดเจน

 

ในการนี้ ข้อมูลดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ผ่านระบบสนับสนุนการตัดสินใจเพื่อบริหารจัดการภัยพิบัติ ที่ประชาชนทั่วไปสามารถสืบค้นได้ทางเว็บไซต์: https://disaster.gistda.or.th/ และแอปพลิเคชั่น “เช็คน้ำ” ทั้งในระบบ iOS และ Android

 

ภาพ: ESA / Mlabspace

 

อ้างอิง:

The post ดาวเทียมบนอวกาศสามารถบันทึกข้อมูลน้ำท่วมบนโลกได้อย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ระเบิดฝน’ (Rain Bomb) ใช่ปรากฏการณ์เบื้องหลังน้ำท่วมหาดใหญ่จริงหรือไม่? https://thestandard.co/rain-bomb-and-hat-yai/ Tue, 25 Nov 2025 12:24:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1147519 ‘ระเบิดฝน’ ใช่ปรากฏการณ์เบื้องหลังน้ำท่วม หาดใหญ่ จริงหรือไม่?

หาดใหญ่เกิดสถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ จากฝนที่ตกหนักตั้ง […]

The post ‘ระเบิดฝน’ (Rain Bomb) ใช่ปรากฏการณ์เบื้องหลังน้ำท่วมหาดใหญ่จริงหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ระเบิดฝน’ ใช่ปรากฏการณ์เบื้องหลังน้ำท่วม หาดใหญ่ จริงหรือไม่?

หาดใหญ่เกิดสถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ จากฝนที่ตกหนักตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งกรมชลประทานระบุไว้ว่าปริมาณน้ำฝนที่เป็นสาเหตุของน้ำท่วมใหญ่ในครั้งนี้ ถือเป็นฝนที่หนักที่สุดในรอบ 300 ปี โดยปริมาณน้ำฝนสะสมในอำเภอหาดใหญ่ 3 วันนับตั้งแต่ 19-21 พฤศจิกายน 2568 วัดได้สูงสุดถึง 630 มม. อุทกภัยใหญ่ในครั้งนี้จึงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเพียงเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบกับชีวิตของประชาชนในหลายจังหวัดภาคใต้จำนวนมาก

 

‘ระเบิดฝน’ ใช่ปรากฏการณ์เบื้องหลังน้ำท่วม หาดใหญ่ จริงหรือไม่? 1

 

สาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในครั้งนี้ เกิดจากหลายสาเหตุ ซึ่งอาจเห็นได้จากสื่อหลายสำนักที่มีการหยิบยกคำศัพท์หนึ่งขึ้นมานิยามลักษณะของฝนที่ทำให้เกิดน้ำท่วมที่หาดใหญ่อย่าง ‘Rain Bomb’ หรือ ‘ระเบิดฝน’ ซึ่งเป็นคำศัพท์ที่ไม่ได้ถูกใช้ในทางอุตุนิยมวิทยาอย่างเป็นทางการ แต่ก็เป็นคำที่หลายคนเลือกนำมาใช้อธิบายให้เห็นภาพ แล้วระเบิดฝนมันคืออะไร? เกิดจากอะไร? และมันใช่สาเหตุของน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้หรือไม่?

 

‘ระเบิดฝน’ คืออะไร?

 

จากคำอธิบายของ ผศ. ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อธิบายผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า Rain Bomb หรือระเบิดฝน เป็นคำศัพท์ที่ใช้อธิิบายปรากฏการณ์ฝนตกหนักระดับ 100-200 มม. หรือมากกว่านั้นในช่วงสั้นๆ โดยมีปัจจัยธรรมชาติ 3 อย่างในครั้งนี้ ได้แก่ ลานีญา ร่องมรสุม และภาวะโลกร้อน

 

‘ระเบิดฝน’ ใช่ปรากฏการณ์เบื้องหลังน้ำท่วม หาดใหญ่ จริงหรือไม่? 2

ภาพอธิบายปรากฏการณ์ เอลนีโญ และลานีญา
ภาพ: กรมชลประทาน

 

ลานีญา เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากการกระแสลมจากด้านตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกพัดมายังด้านตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งกระแสลมนี้มีความรุนแรงมากกว่าปกติ และพัดพากระแสน้ำอุ่นให้ไหลมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น บริเวณภูมิภาคนี้จึงมีระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น เมื่อน้ำทะเลระเหยขึ้นเป็นเมฆฝน จึงมีปริมาณฝนที่ตกหนักมากขึ้นกว่าปกติ

 

ส่วนร่องมรสุม หมายถึงร่องความกดอากาศต่ำ หรือหมายถึงโซนแคบๆ ที่เป็นแนวพาดขวางในทิศตะวันออกและทิศตะวันตกที่มีลมพัดผ่าน โดยร่องมรสุมพาดผ่านบริเวณไหนจะทำให้บริเวณนั้นเกิดฝนตกหนัก ซึ่งปกติแล้วร่องมรสุมจะมีการเลื่อนขึ้นลงได้ตามแนวการโคจรของดวงอาทิตย์ แต่ในครั้งนี้ ร่องมรสุมกลับพาดผ่านอยู่บริเวณภาคใต้ตอนล่างเป็นเวลานาน ไม่ขยับไปไหน ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักบริเวณภาคใต้มากกว่าปกติ

 

‘ระเบิดฝน’ ใช่ปรากฏการณ์เบื้องหลังน้ำท่วม หาดใหญ่ จริงหรือไม่? 3

ภาพปรากฏการณ์ Microburst ที่เกิดจากกระแสลมพุ่งลงอย่างรวดเร็ว

ภาพ: huw-ogilvie

 

ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือ ภาวะโลกร้อน ซึ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้มหาสมุทรมีอุณหภูมิสูงขึ้น ปริมาณน้ำที่ระเหยมีมากขึ้น เมฆมีความชื้นสูงมากขึ้น รวมถึงอากาศที่อุ่นนั้นสามารถกักเก็บไอน้ำได้มากขึ้นประมาณ 7% ต่อองศาเซลเซียสที่เพิ่มขึ้น ทำให้ในชั้นบรรยากาศเกิดการสะสมของปริมาณความชื้นจำนวนมาก เมื่อเกิดฝนตกจึงเกิดระเบิดฝน คล้ายกับฟ้ารั่วที่มีการปลดปล่อยน้ำปริมาณมหาศาลลงมาจากฟ้าในเวลาอันสั้น ทำให้เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่อย่างที่ได้เห็นกัน

 

โดยระเบิดฝนนั้นถือเป็นปัญหาในด้านอุตุนิยมวิทยาอย่างมาก เนื่องจากมันค่อนข้างสังเกตยาก โดย ผศ.ดร.ภาณุ ตรัยเวช ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาและสภาพอากาศ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เคยให้ข้อมูลว่า เมฆที่เป็นต้นกำเนิดของระเบิดฝนมีลักษณะที่ไม่ได้แตกต่างจากเมฆฝนทั่วไป ซึ่งส่งผลกระทบต่อวงการต่างๆ ที่ต้องเฝ้าระวังการเกิดฝนในลักษณะนี้ หนึ่งในนั้นคือ อุตสาหกรรมการบิน ซึ่งนักอุตุนิยมวิทยาเพื่อการบินมีการศึกษาเรื่องนี้เยอะมาก เพราะมันส่งผลต่อความปลอดภัยในการบิน เช่น การที่เกิดลมพัดลงขณะที่เครื่องบินกำลังจะขึ้น ทำให้หัวเครื่องบินถูกกดลงมาจนไม่สามารถเอาเครื่องขึ้นได้

 

สาเหตุหลักของน้ำท่วมภาคใต้คือ ‘ฝนแช่’ ไม่ใช่ ‘ระเบิดฝน’

 

อย่างที่อธิบายไป ระเบิดฝนนั้นถูกใช้อธิบายปรากฏการณ์ฝนตกหนักระดับ 100-200 มม. หรือมากกว่านั้นในช่วงสั้นๆ ซึ่งคำว่าระเบิดนั้น นอกจากหมายถึงปริมาณน้ำฝนที่มากแล้ว อาจหมายถึงลมที่พัดน้ำฝนกระแทกพื้นดินอย่างรุนแรงด้วยเป็นก้อนเดียวในเวลาอันสั้น ซึ่งระยะเวลาสั้นนี้กินเวลาประมาณ 15-60 นาที จนเกิดเป็นน้ำท่วมฉับพลันได้จากการที่ระบายน้ำได้ไม่ทัน

 

เนื่องจากระเบิดฝน ยังไม่ใช่คำศัพท์ที่นักวิชาการใช้กันจริงๆ ตัวนิยามคำว่า ‘เวลาอันสั้น’ จึงอาจจะไม่เท่ากันแล้วแต่การตีความ แต่ลักษณะฝนที่ตกในบริเวณภาคใต้ จนเกิดเป็นน้ำท่วมใหญ่ในปี 2568 นี้มีลักษณะฝนตกทุกวัน ตั้งแต่

 

• วันที่ 19 พฤศจิกายน ฝนตก 155 มม.
• วันที่ 20 พฤศจิกายน ฝนตก 146.8 มม.
• วันที่ 21 พฤศจิกายน ฝนตก 370.2 มม.
• วันที่ 22 พฤศจิกายน ฝนตก 139.6 มม.
• วันที่ 23 พฤศจิกายน ฝนตก 143.8 มม.
• วันที่ 24 พฤศจิกายน ฝนตก 262 มม.

 

รวมแล้วทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 17-24 พฤศจิกายน ตามข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยาวัดปริมาณน้ำฝนที่อำเภอหาดใหญ่ได้ 1,120.6 มม. ซึ่งถือว่าเยอะมาก จากการสะสมของปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาตลอดหลายวัน นิยามของระเบิดฝนที่ว่าฝนตกหนักมากในเวลาอันสั้นจึงดูจะไม่ตรงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ครั้งนี้

 

อีกหนึ่งในคำศัพท์ที่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ฝนตกหนักที่ภาคใต้ในครั้งนี้ได้ตรงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากกว่าคือ ‘Stationary Heavy Rain’ หรือ ‘ฝนแช่’ ที่เกิดจากร่องมรสุมที่หยุดนิ่ง อย่างที่ได้อธิบายไปก่อนหน้าว่าในช่วงนี้ร่องมรสุมนั้นพาดผ่านอยู่บริเวณภาคใต้ตอนล่างเป็นเวลานาน ไม่ขยับไปไหน ทำให้เกิดเมฆฝนก่อตัวและตกลงมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าในพื้นที่เดิม โดยอาจตกต่อเนื่องกันหลายชั่วโมง หรือหลายวัน ส่งผลให้ปริมาณน้ำฝนมีการสะสมสูงขึ้นเรื่อยๆ จนระบบระบายน้ำไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำได้เพียงพอ

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปรากฏการณ์ฝนแช่ ก็เป็นผลพวงที่เกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อนเช่นเดียวกันกับระเบิดฝน เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นทั่วทั้งโลก รวมถึงบริเวณน้ำทะเล ทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลในอ่าวไทยสูงขึ้น การระเหยของน้ำทะเลก็เพิ่มสูงขึ้น น้ำทะเลที่ระเหยขึ้นมานี้จึงกลายเป็นเชื้อเพลงที่คอยเติมความชื้นให้เมฆฝนอย่างไม่หยุดหย่อน ฝนแช่จึงเกิดขึ้นต่อเนื่องและยาวนานอย่างที่เห็น

 

‘ระเบิดฝน’ ใช่ปรากฏการณ์เบื้องหลังน้ำท่วม หาดใหญ่ จริงหรือไม่? 4

 

พยากรณ์สภาพอากาศหลังจากนี้

 

กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์สภาพอากาศล่วงหน้าระหว่างวันที่ 26 พฤศจิกายน – 1 ธันวาคม 2568 ภาคใต้จะมีฝนลดลง เนื่องจากหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลอันดามันตอนล่างเคลื่อนไปปกคลุมบริเวณเกาะสุมาตรา และอ่าวเบงกอลตอนล่างแทน แต่ก็อาจจะยังมีฝนตกหนักในบางพื้นที่ของภาคใต้

 

กรมอุตุนิยมวิทยา ยังเตือนอีกว่าประชาชนบริเวณภาคใต้ตอนล่างยังต้องระวังอันตรายจากฝนที่ตกสะสม อาจมีน้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และน้ำท่วมฉับพลันเพิ่มเติมได้ ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

 

ด้วยสภาพอากาศที่แปรปรวน จากภาวะโลกรวน เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญให้ประชาชนทุกภาค และหน่วยงานรัฐ ทบทวนมาตรการรับมือกับภัยธรรมชาติกันใหม่ ไม่ใช่แค่ภาคใต้ เพราะทั้งระเบิดฝนและฝนแช่นั้น อาจเกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ กลาง อีสาน จรดใต้ได้หมด

 

หากใครที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดสงขลา และยังต้องการรับความช่วยเหลือจากเหตุน้ำท่วมในครั้งนี้ สามารถติดต่อได้ที่เบอร์โทรศัพท์ และสายด่วนตามภาพได้

 

‘ระเบิดฝน’ ใช่ปรากฏการณ์เบื้องหลังน้ำท่วม หาดใหญ่ จริงหรือไม่? 5

 

ภาพปก: REUTERS / Roylee Suriyaworakul

 

อ้างอิง:

The post ‘ระเบิดฝน’ (Rain Bomb) ใช่ปรากฏการณ์เบื้องหลังน้ำท่วมหาดใหญ่จริงหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เชิดชู 2 นักวิจัยหญิง สวทช. ผลักดันความหวังใหม่ด้วยนวัตกรรม ‘วัคซีน ASF–นาโนส่งยา’ จนคว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์สตรีปี 2568 จาก L’Oréal [Advertorial] https://thestandard.co/loreal-awards-women-asf-nano/ Thu, 20 Nov 2025 12:00:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1145525 เชิดชู 2 นักวิจัยหญิง สวทช. ผลักดันความหวังใหม่ด้วยนวัตกรรม ‘วัคซีน ASF–นาโนส่งยา’ จนคว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์สตรีปี 2568 จาก LOréal [Advertorial]

หนทางและความหวังในการพัฒนางานวิจัยเพื่อปกป้องเกษตรกรไทย […]

The post เชิดชู 2 นักวิจัยหญิง สวทช. ผลักดันความหวังใหม่ด้วยนวัตกรรม ‘วัคซีน ASF–นาโนส่งยา’ จนคว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์สตรีปี 2568 จาก L’Oréal [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
เชิดชู 2 นักวิจัยหญิง สวทช. ผลักดันความหวังใหม่ด้วยนวัตกรรม ‘วัคซีน ASF–นาโนส่งยา’ จนคว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์สตรีปี 2568 จาก LOréal [Advertorial]

หนทางและความหวังในการพัฒนางานวิจัยเพื่อปกป้องเกษตรกรไทยและความมั่นคงทางอาหารของประเทศ ของ ดร. สพ.ญ.ฌัลลิกา แก้วบริสุทธิ์ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. และงานวิจัยที่เป็นความหวังใหม่สู้โรคเรื้อรัง ของ ดร.มัตถกา คงขาว ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. กำลังสร้างผลกระทบเชิงสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็น “ต้นแบบวัคซีนโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร” และ “การพัฒนาอนุภาคนาโนไขมันดัดแปลงพื้นผิวเพื่อนำส่งยารักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง” จนสามารถคว้ารางวัลเชิดชูเกียรตินักวิจัยสตรีไทย ในโครงการ “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” ประจำปี 2568 จัดโดยลอรีอัล กรุ๊ป ประเทศไทย

 

ความสำเร็จที่นี้ ยังตอกย้ำอุดมการณ์ สวทช. ที่มุ่งสร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พัฒนางานวิจัยเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ตอบโจทย์ปัญหาสำคัญของชาติ และนำพาประเทศสู่ความยั่งยืน (S&T Implementation for Sustainable Thailand)

 

วัคซีนป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาสุกร (ASF) สายพันธุ์ไทย ความหวังควบคุมโรคระบาด

 

ความหวังที่จะควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรซึ่งเป็นโรคอุบัติใหม่ ปกป้องเกษตรกรไทยและความมั่นคงทางอาหารของประเทศ ต้องใช้ทั้งแรงกาย กำลังใจ และความพยายามอย่างในฐานะนักวิจัยหญิงอายุน้อย ที่ต้องเข้ามารับบทบาทผู้นำในการนำเสนอผลงาน “ช่วงแรกไม่มีใครเชื่อว่างานวิจัยจะสำเร็จ” ดร. สพ.ญ.ฌัลลิกา กล่าว

 

เชิดชู 2 นักวิจัยหญิง สวทช. ผลักดันความหวังใหม่ด้วยนวัตกรรม ‘วัคซีน ASF–นาโนส่งยา’ จนคว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์สตรีปี 2568 จาก LOréal [Advertorial] 1

 

เนื่องจากโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรหรือ African Swine Fever (ASF) เป็นโรคระบาดรุนแรงในสุกรที่เกิดจากเชื้อไวรัส African swine fever virus (ASFV) และเป็นโรคอุบัติใหม่ที่พบการระบาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2565 สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้แก่อุตสาหกรรมสุกรไทย โดยเฉพาะในฟาร์มขนาดเล็กหรือขนาดกลาง คิดเป็นมูลค่ากว่า 1.5 แสนล้านบาท เกษตรกรจำนวนมากต้องปิดฟาร์ม ขาดรายได้ และตกอยู่ในภาวะหนี้สิน ขณะเดียวกันผู้บริโภคต้องประสบปัญหาราคาเนื้อสุกรพุ่งสูง รวมถึงการนำเข้าเนื้อสุกรเถื่อนจากต่างประเทศที่ไม่ได้มาตรฐาน เสี่ยงต่อโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน เช่น โรคหูดับ หากมีการบริโภคเนื้อสุกรที่ปรุงไม่สุก

 

“ประเทศไทยยังไม่มีองค์ความรู้ เทคโนโลยีพื้นฐาน หรือแม้กระทั่งเรื่องของการพัฒนาวัคซีนที่แทบเรียกได้ว่าเป็นศูนย์ ระยะแรกมาตรการที่ใช้ควบคุมการระบาดจึงทำได้เพียงการสร้างระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ หรือ Biosecurity เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสแพร่เข้าหรือออกจากฟาร์ม แต่ด้วยต้นทุนการจัดการฟาร์มที่มีมูลค่าสูง จึงเป็นเรื่องยากที่ฟาร์มสุกรขนาดเล็กและกลางจะลงทุนไหว”

 

เชิดชู 2 นักวิจัยหญิง สวทช. ผลักดันความหวังใหม่ด้วยนวัตกรรม ‘วัคซีน ASF–นาโนส่งยา’ จนคว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์สตรีปี 2568 จาก LOréal [Advertorial] 2

 

การวิจัยพัฒนาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพจึงเป็น ‘กุญแจสำคัญ’ ที่จะช่วยแก้ไขปัญหาโรคระบาด ASF และนั่นคือโจทย์เร่งด่วนให้เธอและทีมวิจัยต้องเร่งเดินหน้าพัฒนา ‘วัคซีนต้นแบบป้องกันโรค ASF’ ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนงานการพัฒนา ‘วัคซีนสัตว์’ ภายใต้กลยุทธ์ S&T Implementation for Sustainable Thailand ของ สวทช. ที่มุ่งขับเคลื่อนงานวิจัยแก้ปัญหาสำคัญของชาติ และตอบโจทย์มิติการพึ่งพาตนเอง

 

การวิจัยและพัฒนาวัคซีนอาศัยฐานเทคโนโลยีแพลตฟอร์มที่ไบโอเทค สวทช. สั่งสมมายาวนาน จนสามารถพัฒนา “วัคซีน ASF ต้นแบบชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์” จาก “ไวรัสสายพันธุ์ไทย” ตัวแรกได้สำเร็จ

 

“ผลการศึกษาเบื้องต้นในระดับห้องปฏิบัติการชี้ว่า วัคซีนต้นแบบชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์มีประสิทธิผลสูง สามารถป้องกันโรค ASF ได้ถึง 70–100% และมีความปลอดภัย แม้ใช้ในขนาดโดสที่สูงก็ไม่ก่อให้เกิดโรครุนแรง”

 

ทั้งนี้ การทดสอบและประเมินประสิทธิผล ความปลอดภัย ผลข้างเคียง และการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันอย่างเป็นระบบในสุกร ดำเนินการภายใต้ความร่วมมือกับกรมปศุสัตว์ เกษตรกร และสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์ม เพื่อศึกษาปัจจัยต่างๆ อย่างรอบด้าน ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนหารือกับกรมปศุสัตว์และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมการทดสอบในระดับฟาร์มจริง โดยจะเริ่มทดสอบในฟาร์มขนาดเล็กภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดเพื่อเก็บข้อมูลด้านความปลอดภัยและประสิทธิผลของวัคซีนต้นแบบในการป้องกันโรค ASF อย่างละเอียดก่อนที่จะขยายผลในวงกว้างต่อไป

 

เชิดชู 2 นักวิจัยหญิง สวทช. ผลักดันความหวังใหม่ด้วยนวัตกรรม ‘วัคซีน ASF–นาโนส่งยา’ จนคว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์สตรีปี 2568 จาก LOréal [Advertorial] 3

 

หากวัคซีน ASF ต้นแบบชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ในฟาร์มจริงประสบความสำเร็จ ความหวังที่จะพัฒนาวัคซีนต่อสู้กับโรคระบาดในสุกร และช่วยฟื้นฟูฟาร์มสุกรขนาดเล็กและกลางให้หวนกลับมาทำอาชีพได้อีกครั้งของ ดร. สพ.ญ.ฌัลลิกา จะเข้าใกล้ความจริงมากขึ้น

 

“ทุกวันนี้ แรงบันดาลใจสำคัญในการทำวิจัยคือ ‘เกษตรกรไทย’ แม้พวกเขาจะเคยสูญเสียทุกอย่างจากโรค ASF แต่พวกเขายังคงมีความหวังที่จะกลับมาเลี้ยงสุกรซึ่งเป็นอาชีพหลักและอาจเป็นอาชีพเดียวได้อีกครั้ง ดังนั้นถ้าวัคซีนที่พัฒนาขึ้นจะช่วยให้ฟาร์มเล็กๆ ของเกษตรกรฟื้นคืนกลับมาได้ และช่วยให้พวกเขามีรายได้และชีวิตที่ดีขึ้น ก็เป็นความภูมิใจสูงสุดในฐานะนักวิจัย”

 

“การวิจัยพัฒนาวัคซีน ASF ยังมีบทบาทในการสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยทางอาหาร รวมถึงลดการพึ่งพาวัคซีนจากต่างประเทศในอนาคต”

 

เธอบอกว่า ไม่ว่าจะเป็นการวิจัยพัฒนาวัคซีน ASF หรือการวิจัยพัฒนาวัคซีนสัตว์อื่นๆ ไม่ใช่เพียงแค่การพัฒนาองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ต้องอาศัยความร่วมมือและผลักดันจากหลายภาคส่วนเพื่อสร้างความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น และบริบทของกฎหมายที่จะช่วยส่งเสริมการผลิตวัคซีนสัตว์ที่มีมาตรฐานสากลและการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนทางธุรกิจทั้งภาครัฐและเอกชนที่จะทำให้ทีมวิจัยสามารถต่อยอดจากระดับห้องปฏิบัติการสู่การผลิตระดับอุตสาหกรรมได้ เป็นความหวังที่อยากให้เกิดการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นผู้ผลิตวัคซีนสัตว์เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองและแข่งขันในภูมิภาคได้”

 

เชิดชู 2 นักวิจัยหญิง สวทช. ผลักดันความหวังใหม่ด้วยนวัตกรรม ‘วัคซีน ASF–นาโนส่งยา’ จนคว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์สตรีปี 2568 จาก LOréal [Advertorial] 4

 

สำหรับเธอ การได้รางวัลเชิดชูเกียรตินักวิจัยสตรีไทย เป็นเหมือนกำลังใจอันยิ่งใหญ่ และเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า มีคนมองเห็นคุณค่าในความพยายามและความอดทนของเธอ

 

“รู้สึกดีใจและภูมิใจที่แม้งานวิจัยการพัฒนาวัคซีนต้นแบบป้องกันโรค ASF จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ยังมีคนมองเห็นคุณค่าในความพยายามและความอดทนในการทำงานวิจัยที่เป็นเรื่องใหม่ โดยเฉพาะการทดสอบในสุกรซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญและทำงานภายใต้ข้อจำกัดมากมาย มันคือกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ให้เราและทีมวิจัยก้าวต่อไปในโจทย์ที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยให้สามารถแก้ปัญหาแก่เกษตรกรไทยได้จริง ดร.สพ.ญ.ฌัลลิกา กล่าว

 

“อนุภาคนาโนไขมันดัดแปลงพื้นผิว” ความหวังส่งยาแม่นยำ รักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้ตรงจุด

 

สำหรับ ดร.มัตถกา คงขาว ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. นอกจากความหวังที่จะได้เห็นจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบข้างเคียงจากการกินยาลดลงด้วยการพัฒนายาที่ตรงจุดมากขึ้น เธอยังหวังที่จะเห็นการพัฒนาด้านเวชศาสตร์ป้องกันเพื่อชะลอการเกิดโรค โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases: NCDs) เช่น มะเร็ง สมองเสื่อม เบาหวาน ไขมันและหลอดเลือด ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก

 

เชิดชู 2 นักวิจัยหญิง สวทช. ผลักดันความหวังใหม่ด้วยนวัตกรรม ‘วัคซีน ASF–นาโนส่งยา’ จนคว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์สตรีปี 2568 จาก LOréal [Advertorial] 5

 

ประเทศไทยพบผู้ป่วยในกลุ่มโรค NCDs เพิ่มขึ้นต่อเนื่องและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตมากกว่า 75% ของผู้เสียชีวิตต่อปี นอกจากนี้ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดโรค NCDs ได้ง่าย

 

อีกทั้งปัจจุบันการรักษาโรคในกลุ่ม NCDs แบบเดิมยังมีข้อจำกัดมาก เช่น ยาดูดซึมได้ไม่ดี มีการกระจายไปทั่วร่างกายแบบไม่จำเพาะ ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ ตัวยาสำคัญเกิดการสลายตัวในทางเดินอาหาร ส่งผลให้ยาออกฤทธิ์ได้ไม่ดีหรือไม่จำเพาะเจาะจง นอกจากนี้ตัวยาหรือสารออกฤทธิ์บางตัวที่ไวต่อสภาพแวดล้อม เช่น เพปไทด์หรือสารสมุนไพร มักเสื่อมสลายง่าย ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ประสิทธิภาพการรักษาลดลง ที่สำคัญผู้ป่วยบางรายมีโรคร่วมหลายอย่าง ทำให้ต้องรับประทานยาจำนวนมาก

 

เชิดชู 2 นักวิจัยหญิง สวทช. ผลักดันความหวังใหม่ด้วยนวัตกรรม ‘วัคซีน ASF–นาโนส่งยา’ จนคว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์สตรีปี 2568 จาก LOréal [Advertorial] 6

 

การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรับมือกับกลุ่มโรค NCDs เป็นโจทย์สำคัญที่มีความจำเป็นเร่งด่วนมากขึ้น จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ ดร.มัตถกา ทุ่มเทให้กับการวิจัยและพัฒนาอนุภาคนาโนไขมันกักเก็บยาและสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม (API) ต่อเนื่องกว่า 10 ปี โดยดัดแปลงพื้นผิวของอนุภาคนาโนไขมันให้มีลักษณะที่จำเพาะเจาะจงกับโรคนั้นๆ เช่น การเพิ่มอนุภาคที่เป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ การเพิ่มตัวจับเฉพาะกับเซลล์เป้าหมาย การปรับประจุพื้นผิวให้เกาะกับเนื้อเยื่อดีขึ้นเพื่อให้ดูดซึมผ่านระบบทางเดินอาหารได้ดี เพื่อใช้กักเก็บและนำส่งยาอย่างจำเพาะเจาะจง ลดผลข้างเคียง เพิ่มการดูดซึม และช่วยให้ผู้ป่วยใช้ยาน้อยลงแต่ได้ผลมากขึ้น

 

“การนำเทคโนโลยีนาโนมาใช้พัฒนาระบบนำส่งยาสู่เป้าหมายอย่างเฉพาะเจาะจง คือหนทางควบคุมการปลดปล่อยยาได้ตรงจุด เพิ่มเสถียรภาพของยา และช่วยให้ยาออกฤทธิ์อย่างมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีนี้ถูกออกแบบให้รองรับโรคหลากหลาย ทั้งมะเร็ง ภาวะอักเสบเรื้อรัง เบาหวาน โรคหัวใจ ไปจนถึงงานด้านชะลอวัย โดยมีการทดสอบในระดับพรีคลินิกแล้วและเตรียมก้าวสู่การทดสอบทางคลินิก ซึ่งเป็นความหวังสำคัญที่อาจนำไปสู่ผลิตภัณฑ์รักษาและป้องกันโรคของคนไทยภายใน 3–5 ปี”

 

เชิดชู 2 นักวิจัยหญิง สวทช. ผลักดันความหวังใหม่ด้วยนวัตกรรม ‘วัคซีน ASF–นาโนส่งยา’ จนคว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์สตรีปี 2568 จาก LOréal [Advertorial] 7

 

ปัจจุบันอนุภาคนาโนไขมันที่ออกแบบมีความจำเพาะกับกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคทางระบบประสาทเสื่อม มะเร็ง การอักเสบเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน ไขมันช่องท้องและในเลือด รวมถึงความชราของผิวหนัง และอื่น ๆ

 

ดร.มัตถกา ยกตัวอย่าง ยาคีโมที่ผู้ป่วยมะเร็งได้รับจะมีกลไกการออกฤทธิ์เพื่อยับยั้งเซลล์ที่แบ่งตัวผิดปกติอย่างไม่จำเพาะเจาะจง ทำให้ยาคีโมไปทำลายเซลล์รากผมหรือเยื่อบุลำไส้ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการผมร่วงหรืออาเจียน

 

“หากใช้อนุภาคนาโนไขมันนำส่งยาไปยังเซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะเจาะจง จะช่วยลดผลข้างเคียงและคุณภาพชีวิตผู้ป่วยก็ดีขึ้น หรือในกรณีผู้ป่วยสูงอายุกลุ่มโรค NCDs ที่มักมีโรคร่วม เช่น เบาหวาน ความดัน ไตวายเรื้อรัง อาจต้องรับประทานยาปริมาณมาก การใช้อนุภาคนาโนไขมันเข้าไปช่วยเพิ่มการดูดซึมผ่านระบบทางเดินอาหาร จะทำให้ยาออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น สามารถลดปริมาณยาและลดการได้รับผลข้างเคียงจากยา ช่วยให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น”

 

อย่างไรก็ดี นวัตกรรมอนุภาคนาโนที่ ดร.มัตถกา พัฒนาขึ้น ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การรักษาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีแผนนำไปใช้ในเชิงเวชศาสตร์ป้องกันในด้านการชะลอและป้องกันการเกิดโรค NCDs รวมถึงประยุกต์ใช้ในการกักเก็บสารสกัดหรือสารออกฤทธิ์ (Active Ingredients) สำหรับผลิตภัณฑ์เวชสำอางและอาหารเสริมชะลอวัย ปัจจุบันสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสารสกัดกระชายดำในเชิงเวชสำอางและถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่ผู้ประกอบการเพื่อผลิตและจำหน่ายเชิงพาณิชย์ได้สำเร็จ ถือเป็นผลงานวิจัยภายใต้แพลตฟอร์มสร้างนวัตกรรมสารออกฤทธิ์จากสมุนไพรไทยเพื่อความงาม สุขภาพ และอายุยืนยาว (PhytoEX) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ของ สวทช. ในการขับเคลื่อนงานวิจัยตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติในมิติเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างแท้จริง

 

“อนุภาคนาโนไขมันไม่เพียงเป็นนวัตกรรมที่ช่วยดูแลสุขภาพของคนไทย แต่ยังเป็นองค์ความรู้ที่ช่วยวางรากฐานให้ประเทศไทยพัฒนาอุตสาหกรรมยา สมุนไพร และเวชสำอางคุณภาพสูงในอนาคต ที่สำคัญหากประเทศพัฒนานวัตกรรมได้เอง จะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศมากขึ้น”

 

เชิดชู 2 นักวิจัยหญิง สวทช. ผลักดันความหวังใหม่ด้วยนวัตกรรม ‘วัคซีน ASF–นาโนส่งยา’ จนคว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์สตรีปี 2568 จาก LOréal [Advertorial] 8

 

การได้รับรางวัลเชิดชูเกียรตินักวิจัยสตรีไทยจากลอรีอัลในครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ยืนยันหรือสะท้อนให้เห็นว่า งานวิจัยและแผนกลยุทธ์ที่ สวทช. ผลักดันนั้นมาถูกทาง และสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติได้จริง สำหรับ ดร.มัตถกา นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะเธอยังตั้งเป้าต่อยอดผลักดันอนุภาคนาโนไขมันเพื่อใช้ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มาจากสมุนไพร และยาสมุนไพรให้สำเร็จ รวมทั้งวางแผนวิจัยต่อยอดในกลุ่มโรคติดเชื้อ เพราะทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อดื้อยามากขึ้น อย่างไรก็ดีเป้าหมายสูงสุดของการทำวิจัยที่มุ่งหวังไว้คือให้คนไทยได้ใช้นวัตกรรมแล้วมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน

 

โลกต้องการวิทยาศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ต้องการสตรี

 

รางวัลที่ 2 นักวิจัยหญิงได้รับ ไม่เพียงเติมเต็มความหวังในการแก้ไขปัญหาสุขภาพของคนไทย ความปลอดภัยทางอาหาร และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้กับประเทศไทย แต่ยังเป็นแรงบันดาลให้นักวิทยาศาสตร์หญิงไทยเดินหน้าสร้างสรรค์งานเพื่อสังคมอย่างไม่หยุดยั้ง

 

เชิดชู 2 นักวิจัยหญิง สวทช. ผลักดันความหวังใหม่ด้วยนวัตกรรม ‘วัคซีน ASF–นาโนส่งยา’ จนคว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์สตรีปี 2568 จาก LOréal [Advertorial] 9

 

ลอรีอัล กรุ๊ป (L’Oréal Group) ในฐานะองค์กรด้านความงามชั้นนำของโลก จึงเดินหน้าผลักดัน ส่งเสริม สร้างความตระหนักรู้ และสนับสนุนนักวิจัยสตรีในสายงานวิทยาศาสตร์ ผ่านโครงการทุนวิจัยลอรีอัล เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์ หรือ For Women in Science (FWIS) ที่ไม่เพียงสนับสนุนและเชิดชูผลงานของนักวิจัยสตรีทั่วโลก และส่งเสริมความเท่าเทียมของสตรีในวงการวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ยังตั้งใจให้เวทีนี้เป็นตัวแทนของความเสมอภาคทางเพศในวงการวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กหญิงรุ่นใหม่เลือกทำงานในสายวิทยาศาสตร์ และเน้นย้ำความสำคัญของผู้หญิงต่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘วิทยาศาสตร์เพื่อมนุษยชาติ’

The post เชิดชู 2 นักวิจัยหญิง สวทช. ผลักดันความหวังใหม่ด้วยนวัตกรรม ‘วัคซีน ASF–นาโนส่งยา’ จนคว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์สตรีปี 2568 จาก L’Oréal [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนเลื่อนพานักบินอวกาศกลับโลก หลังยานอวกาศ Shenzhou-20 อาจถูกขยะอวกาศพุ่งชน https://thestandard.co/space-junk-delays-china-return/ Fri, 07 Nov 2025 07:44:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1140674 จีนเลื่อนพานักบินอวกาศกลับโลก หลังยานอวกาศ Shenzhou-20 อาจถูกขยะอวกาศพุ่งชน

นักบินอวกาศจีนที่ทำงานอยู่บนอวกาศนาน 6 เดือน ได้เลื่อนแ […]

The post จีนเลื่อนพานักบินอวกาศกลับโลก หลังยานอวกาศ Shenzhou-20 อาจถูกขยะอวกาศพุ่งชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนเลื่อนพานักบินอวกาศกลับโลก หลังยานอวกาศ Shenzhou-20 อาจถูกขยะอวกาศพุ่งชน

นักบินอวกาศจีนที่ทำงานอยู่บนอวกาศนาน 6 เดือน ได้เลื่อนแผนการเดินทางกลับโลกออกไป หลังพบว่ายานอวกาศพวกเขา อาจถูกขยะอวกาศพุ่งชน

 

ลูกเรือ 3 คนของภารกิจ Shenzhou-20 ที่ขึ้นไปปฏิบัติงานบนสถานีอวกาศเทียนกง ตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2025 ต้องเลื่อนการเดินทางกลับโลกออกไปอย่างไม่มีกำหนด หลังจากมีรายงานว่ายานอวกาศ อาจถูกขยะอวกาศขนาดเล็กพุ่งชน จากรายงานของสำนักงานโครงการอวกาศของมนุษย์แห่งชาติจีน หรือ CMSEO

 

CMSEO ชี้แจงเพิ่มเติมในแถลงการณ์ว่า “เพื่อรับรองความปลอดภัยของนักบินอวกาศ และความสำเร็จของภารกิจในองค์รวม จึงได้มีการตัดสินใจเลื่อนการเดินทางกลับโลกของ Shenzhou-20 จากเดิมในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2025 ออกไปก่อน”

 

ในการนี้ CMSEO ไม่ได้ระบุถึงตำแหน่งต้องสงสัยว่าถูกขยะอวกาศพุ่งชน หรือมีความเสียหายมากน้อยเพียงใด แต่กล่าวเพียงว่ากำลังมีการวิเคราะห์ความเสียหาย และประเมินความเสี่ยงในด้านต่างๆ อยู่ ณ ตอนนี้

 

ลูกเรือทั้งสามคน ได้แก่ Chen Dong, Chen Zhongrui และ Wang Jie จะยังประจำการอยู่บนสถานีอวกาศเทียนกงต่อไปก่อน ในระหว่างมีการตรวจสอบความเสียหายจากขยะอวกาศ ว่ามีผลกระทบต่อระบบที่จำเป็นต่อความอยู่รอดของนักบินอวกาศ อาทิ แผ่นกันความร้อน และระบบร่มชูชีพ เป็นต้น

 

สำหรับ CMSEO มีการเตรียมยานอวกาศ Shenzhou และจรวด Long March 2F ในสถานะเตรียมความพร้อมไว้ ณ ฐานปล่อย และพร้อมส่งขึ้นบินได้ในเวลาไม่เกิน 9 วัน โดยหากยานอวกาศของภารกิจ Shenzhou-20 ไม่สามารถใช้โดยสารกลับโลกได้จริง นักบินอวกาศอาจโดยสารยานของภารกิจ Shenzhou-21 กลับโลก หลังจากที่จีนได้ส่งยานลำใหม่ขึ้นไปทดแทน

 

ข้อมูลจากสำนักงานขยะอวกาศ องค์การอวกาศยุโรป หรือ ESA ระบุว่าในปี 2024 มีขยะอวกาศขนาดใหญ่กว่า 1 เซนติเมตร รวมมากกว่า 1,200,000 ชิ้น ที่กำลังโคจรรอบโลกด้วยความเร็วสูง ซึ่งหากมีการพุ่งชนเข้ากับโครงสร้างของยานอวกาศ อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบที่จำเป็นต่อการดำรงชีพได้

 

สถานีอวกาศเทียนกง เป็นสถานีอวกาศแห่งที่สามของประเทศจีน ประกอบด้วยโมดูลต่างๆ สำหรับการปฏิบัติภารกิจวิจัย และอยู่อาศัยของนักบินอวกาศจีน โดยปกติจะรองรับลูกเรือจำนวน 3 คน ในภารกิจระยะเวลา 6 เดือน แต่ ณ ตอนนี้ สถานีอวกาศเทียนกงจะมีลูกเรืออาศัยรวม 6 คนไปก่อน จนกว่าจะหาทางออกสำหรับ Shenzhou-20 ได้สำเร็จเรียบร้อย

 

ภาพ: CMSEO

 

อ้างอิง:

The post จีนเลื่อนพานักบินอวกาศกลับโลก หลังยานอวกาศ Shenzhou-20 อาจถูกขยะอวกาศพุ่งชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปรากฏการณ์ควอนตัมระดับมหภาค กับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ปี 2025 https://thestandard.co/nobel-physics-2025-quantum-macroscopic/ Mon, 13 Oct 2025 07:40:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1129863 รางวัลโนเบลฟิสิกส์

เมื่อพูดถึงปรากฏการณ์เชิงควอนตัม เรามักจะพบว่ามันเกิดขึ […]

The post ปรากฏการณ์ควอนตัมระดับมหภาค กับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
รางวัลโนเบลฟิสิกส์

เมื่อพูดถึงปรากฏการณ์เชิงควอนตัม เรามักจะพบว่ามันเกิดขึ้นในแวดล้อมที่เล็กๆ และเย็นๆ มีปรากฏการณ์มากมายที่แตกต่างจากสิ่งที่เราคุ้นเคยในชีวิตประจำวัน

 

รางวัลโนเบลฟิสิกส์

นักวิทยาศาสตร์ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ปี 2025 ได้แก่ จอห์น คลาร์ก มิเชล เดอโวเรต์ และจอห์น มาร์ตินิส

ภาพ: nobelprize.org

 

ตัวอย่างที่หลายคนเคยได้ยินเช่น แมวของชเรอดิงเงอร์ ที่อยู่ในกล่องผสมสารพิษที่เรามองด้านในไม่เห็น เมื่ออธิบายด้วยฟิสิกส์ควอนตัม สถานะของแมวตัวนั้นมันทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิตอยู่ในเวลาเดียวกัน หรือที่เราเรียกว่าการซ้อนทับสถานะ (Superposition)

 

มีอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่ถือว่าเป็นแกนหลักของรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ปี 2025 นั่นคือปรากฏการณ์การลอดอุโมงค์เชิงควอนตัม (Quantum Tunneling) ที่อนุภาคควอนตัมขนาดเล็กๆ มีความสามารถในการทะลุผ่านกำแพงได้ แม้ว่ามันจะมีพลังงานไม่มากพอจะปีนข้ามกำแพงนั้น แตกต่างจากวัตถุขนาดใหญ่และประกอบขึ้นจากอะตอมจำนวนมากๆ อย่างเช่น ลูกบอล ที่เราจะปาอัดกำแพงสักกี่ครั้งมันก็จะเด้งกลับมาหาเราอยู่เสมอ ทำให้โดยส่วนใหญ่แล้วเรามักไม่เห็นปรากฏการณ์การลอดอุโมงค์เชิงควอนตัมแบบนี้กับวัตถุที่มีขนาดใหญ่พอที่เราจะสังเกตได้ จนกระทั่งทั่วโลกได้เห็นการทดลองของนักวิทยาศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปีนี้

 

ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี 2025 ได้แก่นักวิทยาศาสตร์ 3 คน คือ จอห์น คลาร์ก (John Clarke) มิเชล เดอโวเรต์ (Michel Devoret) และจอห์น มาร์ตินิส (John Martinis) ซึ่งได้รับรางวัลจากผลงานการค้นพบปรากฏการณ์การลอดอุโมงค์เชิงควอนตัมระดับมหภาค และการควอนไทซ์ของพลังงานในวงจรไฟฟ้า

 

นักฟิสิกส์เจอปรากฏการณ์นี้ได้อย่างไร?

 

ในปี 1984 และ 1985 นักวิทยาศาสตร์ทั้งสามได้ทดลองสร้างวงจรอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมาชุดหนึ่งจากตัวนำยิ่งยวด (Superconductors) หมายถึงเป็นวัสดุที่สามารถนำไฟฟ้าได้โดยไม่มีความต้านทานไฟฟ้าเลย ซึ่งภายในตัวนำยิ่งยวด อิเล็กตรอนจะมีพฤติกรรมการจับคู่กับอิเล็กตรอนตัวอื่นที่มีคุณสมบัติเข้าคู่กับมันได้ (มีโมเมนตัมและค่าสปินตรงข้ามกัน) เรียกกันว่าเป็นอนุภาคคู่คูเปอร์ (Cooper pair)

 

เมื่อตัวนำยิ่งยวดสองชิ้นวางต่อกันโดยมีฉนวนบางๆ กั้นอยู่ตรงกลาง จะเรียกรอยต่อระหว่างตัวนำยิ่งยวดสองชิ้นที่มีฉนวนกั้นอยู่นี้ว่า รอยต่อโจเซฟสัน (Josephson junction) โดยฉนวนทำหน้าที่เป็นกำแพงศักย์ไฟฟ้ากั้นไว้ไม่ให้อนุภาคที่อยู่ภายในตัวนำยิ่งยวดข้ามผ่านรอยต่อโจเซฟสันไปได้ถ้าไม่มีแรงดันไฟฟ้า ซึ่งตัวนำยิ่งยวดที่ไม่มีความต้านทานไฟฟ้าเลย ตามสมการทางคณิตศาสตร์แล้วจะไม่มีแรงดันไฟฟ้าอยู่ด้วยเช่นกัน อนุภาคที่อยู่ภายในตัวนำยิ่งยวดจึงถูกขังอยู่และไม่สามารถทะลุผ่านกำแพงออกมาได้ หรือถ้าหากทะลุได้ด้วยปรากฏการณ์ลอดอุโมงค์เชิงควอนตัมก็จะเกิดขึ้นไม่มาก มีโอกาสเพียงน้อยนิดที่อนุภาคทั้งหมดจะสามารถทะลุผ่านกำแพงได้ กระแสไฟฟ้าจึงไม่เกิดการไหลครบวงจร

 

ภาพจำลองการประพฤติตัวเป็นอนุภาคเดี่ยวของอิเล็กตรอนภายในวงจรตัวนำยิ่งยวด

ภาพ: nobelprize.org

 

สิ่งที่น่าสนใจคืออนุภาคคู่คูเปอร์เป็นอนุภาคควอนตัมเชิงซ้อนที่สามารถเกิดพฤติกรรมรวมตัว กลายเป็นเหมือนกับอนุภาคเดี่ยวได้ แต่เป็นอนุภาคเดี่ยวที่มีขนาดใหญ่พอที่เราจะสังเกตได้ นั่นทำให้อนุภาคเดี่ยวตัวเดียวมีโอกาสที่จะเกิดปรากฏการณ์ลอดอุโมงค์เชิงควอนตัมขึ้น และเราสามารถตรวจวัดปรากฏการณ์นี้ได้ เพราะเมื่อมีการไหลของกระแสไฟฟ้าข้ามรอยต่อโจเซฟสัน แปลว่ามันเกิดแรงดันไฟฟ้าดันให้อนุภาคเคลื่อนที่ไปในวงจร นักวิทยาศาสตร์เจ้าของการทดลองจึงวัดปริมาณแรงดันที่เกิดขึ้นภายในวงจรนี้ได้

 

การประยุกต์ใช้ ‘อะตอมเทียม’

 

ความเชื่อที่เคยมีกันว่าปรากฏการณ์เชิงควอนตัมเกิดเฉพาะในแวดล้อมที่เล็กมากๆ เท่านั้น หรือที่เรียกว่าระดับจุลภาค (Microscopic) ก็เปลี่ยนไป เพราะพฤติกรรมการรวมตัวเป็นอนุภาคเดี่ยวจนเกิดปรากฏการณ์ลอดอุโมงค์เชิงควอนตัมที่กล่าวถึงในข้างต้น เกิดขึ้นภายในวงจรขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่ใหญ่พอให้เราสังเกตเห็นได้ จึงเรียกว่าปรากฏการณ์นี้เกิดในระดับมหภาค (Macroscopic) และวงการนักวิจัยควอนตัมเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นการสร้าง ‘อะตอมเทียม’ (Artificial Atoms)

 

ในด้านการประยุกต์สำหรับงานวิจัย อะตอมเทียมที่ถูกสร้างขึ้นมาสามารถใช้เพื่อศึกษาสสารต่างๆ รวมถึงแสงได้ในภาวะที่ใช้ฟิสิกส์แบบดั้งเดิมอธิบายไม่ได้ รวมถึงเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างระบบที่เกิดปรากฏการณ์เชิงควอนตัมได้ด้วยขนาดที่ใหญ่ขึ้น เพื่อสำรวจธรรมชาติของควอนตัมให้ละเอียดมากยิ่งขี้น

 

นอกจากนี้ ผลงานที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปีนี้ยังถูกประยุกต์ใช้ในการสร้างเทคโนโลยีใหม่ได้ด้วย เช่น คอมพิวเตอร์ควอนตัม เพราะวงจรตัวนำยิ่งยวดสามารถใช้พัฒนาคิวบิต (qubits) ที่เป็นหน่วยประมวลผลพื้นฐานของควอนตัมคอมพิวเตอร์ได้

 

ช่วงแรกของการพัฒนาคอมพิวเตอร์ควอนตัมในอดีต เคยมีอีกเทคนิคสำหรับการพัฒนาคิวบิตที่นักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจมาก นั่นคือ เทคนิคการดักจับไอออน (Trapped Ions) ซึ่งมีความเสถียรกว่ามากเมื่อเทียบกับวงจรตัวนำยิ่งยวด เพราะวงจรตัวนำยิ่งยวดมีความไวต่อสัญญาณรบกวนภายนอก แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีการพัฒนาวงจรตัวนำยิ่งยวดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นจนสามารถออกแบบคิวบิตจากเทคนิคนี้ที่มีความไวต่อสัญญาณรบกวนน้อยลงได้

 

คอมพิวเตอร์ควอนตัม Sycamore จาก Google ที่สามารถเอาชนะคอมพิวเตอร์ดั้งเดิมที่เร็วที่สุดในเวลานั้นได้

ภาพ: Google Research

 

อีกข้อดีที่วงจรตัวนำยิ่งยวดมีนั่นคือความสามารถในการปรับขนาดได้ เนื่องจากวงจรนี้เป็นของแข็งที่สามารถสร้างไว้บนชิปได้ง่าย ทำให้การเพิ่มจำนวนคิวบิตสามารถปั๊มและต่อเข้าด้วยกันเพื่อรวมระบบในพื้นที่ขนาดเล็กได้ดี ต่างจากการดักจับไอออนที่การเพิ่มจำนวนไอออนในกับดักเดียวกันจะทำให้ควบคุมยากขึ้น แต่การสร้างกับดักจับไอออนหลายอันก็ทำให้กระบวนการสร้างซับซ้อนขึ้นด้วย ทั้งสองเทคนิคจึงมีข้อดีข้อเสียที่ไม่เหมือนกัน แต่ทั้งคู่ยังถือว่าเป็นหลักการพื้นฐานสำหรับการพัฒนาคิวบิตที่ได้รับความสนใจจากนักวิทยาศาสตร์อย่างมาก

 

ในปี 2019 หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบลในปีนี้อย่าง จอห์น มาร์ตินิส ในฐานะหัวหน้าทีมวิจัย Quantum AI ของ Google ได้สาธิตการใช้คอมพิวเตอร์ควอนตัมแบบวงจรตัวนำยิ่งยวดที่ทีมเขาพัฒนาขึ้นในชื่อว่า Sycamore มันสามารถแก้โจทย์ที่ซับซ้อนมากในเวลาแค่ 200 วินาที เอาชนะคอมพิวเตอร์ทุกตัวที่ Google พัฒนาขึ้นมาได้ในขณะนั้น โดยถ้าเทียบกับการประเมินคอมพิวเตอร์ดั้งเดิมที่ทรงพลังที่สุดยังต้องใช้เวลาประมาณ 10,000 ปีในการทำโจทย์เดียวกัน นี่จึงเป็นเหตุการณ์สำคัญที่รู้จักกันในชื่อ ‘Quantum Supremacy’ ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมสามารถเอาชนะคอมพิวเตอร์ดั้งเดิมที่ดีที่สุดในโลกได้

 

นักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ ยังคงพัฒนาเทคนิคทางด้านควอนตัมกันต่อไป ทั้งการพัฒนาคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่ทรงพลังและเสถียรมากขึ้น หรือการทำความรู้จักกับโลกควอนตัมให้กระจ่างมากกว่าที่เคย ซึ่งไม่ว่านักวิทยาศาสตร์จะกำลังพัฒนาความรู้ด้านควอนตัมในด้านไหน ผลงานการค้นพบปรากฏการณ์การลอดอุโมงค์เชิงควอนตัมระดับมหภาค และการควอนไทซ์ของพลังงานในวงจรไฟฟ้า ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี 2025 ก็ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้รู้เทคนิคการทำความเข้าใจควอนตัมได้มากขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ

 

ภาพ: Vink Fan via Shutterstock

The post ปรากฏการณ์ควอนตัมระดับมหภาค กับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
โครงข่ายโลหะอินทรีย์ (MOF) วัสดุแห่งอนาคต เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเคมีปี 2025 https://thestandard.co/mof-material-future-nobel-prize/ Sat, 11 Oct 2025 02:44:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1129269 โครงข่ายโลหะอินทรีย์

รางวัลโนเบลสาขาเคมี ประจำปี 2025 มอบให้แก่ผลงานการพัฒนา […]

The post โครงข่ายโลหะอินทรีย์ (MOF) วัสดุแห่งอนาคต เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเคมีปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
โครงข่ายโลหะอินทรีย์

รางวัลโนเบลสาขาเคมี ประจำปี 2025 มอบให้แก่ผลงานการพัฒนาโครงข่ายโลหะอินทรีย์ หรือ Metal-organic frameworks (MOFs) ซึ่งเป็นวัสดุที่มีโครงสร้างพิเศษสำหรับนำไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลายรูปแบบ โดยนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับรางวัลในปีนี้มี 3 คน ได้แก่ ซุซุมุ คิตากาวะ (Susumu Kitagawa) ริชาร์ด ร็อบสัน (Richard Robson) และโอมาร์ ยากิ (Omar Yaghi)

 

นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ทำงานวิจัยแยกกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือพวกเขาทำหน้าที่เป็นสถาปนิกออกแบบโครงสร้างภายในโมเลกุลทางเคมีที่คล้ายผลึกเพชร ที่เป็นคาร์บอนต่อกันจำนวนมาก ต่างกันตรงที่ส่วนประกอบมีโลหะเข้าไปผสมอยู่ตามมุมโครงสร้างด้วย และจุดเด่นของโครงสร้างนี้ไม่ใช่ความแข็งแบบเพชร แต่เป็น ‘ความว่าง’ ของโพรงที่เกิดขึ้นภายในโครงสร้าง ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ในการดักจับสารที่ต้องการได้

 

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้โพรงภายในโครงสร้าง MOF ในการดักจับสารต่างๆ เช่น สารเคมีตลอดกาลอย่าง PFAS ที่สามารถสะสมจนเกิดผลเสียในร่างกายมนุษย์ได้ นักวิทยาศาสตร์สามารถดักจับเพื่อแยก PFAS ที่ปนเปื้อนในแหล่งน้ำได้ หรือการดักจับน้ำกลางทะเลทรายจากในอากาศก็สามารถทำได้จริงแล้วด้วยโครงสร้างนี้เช่นกัน

 

MOF จึงเป็นหนึ่งในสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์หลายคนมองว่าเป็น ‘วัสดุแห่งอนาคต’ ซึ่งจุดเริ่มต้นการค้นพบ และผลักดันให้งานวิจัยโครงสร้างชนิดนี้โดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ เกิดจากความพยายามของนักวิทยาศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเคมีทั้ง 3 คนในปีนี้ และในบทความนี้จะเล่าถึงสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ทำ

 

MOF เป็นโครงสร้างโมเลกุลทางเคมีที่เชื่อมต่อกันเป็นคริสตัลโดยมีโพรงขนาดใหญ่อยู่ภายในโครงสร้าง

ภาพ: https://www.ossila.com/pages/what-are-metal-organic-frameworks

 

จุดเริ่มต้นของ MOF

 

ริชาร์ด ร็อบสัน เป็นคนแรกที่จุดประกายการทดลองสร้างโมเลกุลที่มีโครงสร้างซับซ้อนนี้ขึ้น โดยเขาให้ความสำคัญกับแนวคิดการออกแบบอย่างมีหลักการ (Rational Design) สามารถสร้างสิ่งใหม่ที่มีคุณค่าขึ้นมาได้ เนื่องจากส่วนใหญ่ในการสร้างสารเคมีหรือโมเลกุลชนิดใหม่มักเกิดจากการรวมสารเคมีหนึ่ง เข้ากับอีกสารเคมีหนึ่ง ซึ่งอาจเกิดการรวมตัวกันของโมเลกุลอย่างสุ่ม และอธิบายได้ยาก เขาจึงเริ่มต้นจากการออกแบบ

 

โครงสร้างที่ร็อบสันสร้างขึ้นเกิดจากการใช้คุณสมบัติการมีพันธะได้ 4 แขนของคาร์บอนมารวมกับไอออนของโลหะ โดยครั้งแรกเขาเริ่มจากการผสมทองแดงจนเกิดเป็นโครงสร้างโมเลกุลที่มีโพรงขนาดใหญ่ตรงกลาง ถัดจากนั้นร็อบสันยังคงทดลองสลับชนิดไอออนโลหะเพื่อศึกษาโครงสร้างดังกล่าวอีกหลายครั้ง

 

การเชื่อมต่อโครงสร้างระหว่างคาร์บอนและไอออนของทองแดงเพื่อให้เป็นคริสตัลคล้ายเพชร แต่มีโพรงขนาดใหญ่ด้านใน

ภาพ: nobelprize.org

 

ต่อมาในปี 1992 ซุซุมุ คิตากาวะ เป็นอีกคนที่เสนอโครงสร้างโมเลกุล MOF ขึ้นมา ซึ่งเป็นโครงสร้างที่มีโพรงขนาดใหญ่พอที่จะใส่โมเลกุลอะซิโตนเข้าไปข้างในได้ แต่ทั้งร็อบสัน และคิตากาวะ ยังคงต้องพบเจอกับอุปสรรคเรื่องเดียวกันนั่นคือ MOF มีความเปราะบางมาก แตกต่างจากผลึกซีโอไลต์ (Zeolites) ที่นักวิทยาศาสตร์รู้จักกันอยู่แล้วว่ามันเป็นผลึกของแข็ง ด้านในมีรูพรุน สามารถดูดซับแก๊สต่างๆ ได้ ผู้ออกทุนในตอนนั้นจึงไม่ได้เห็นความสำคัญของการสร้าง MOF สักเท่าไร

 

เป็นคิตากาวะเองที่อธิบายวิสัยทัศน์ผ่าน Bulletin of the Chemical Society of Japan เพื่อเปรียบเทียบให้สังคมเข้าใจว่าข้อดีของ MOF ยังมีอยู่มากมาย โดยเฉพาะคุณสมบัติของมันที่มีความเป็นไปได้หลากหลายมากกว่า ในขณะที่ซีโอไลต์อยู่ในสถานะของแข็งเท่านั้น แต่ MOF สร้างผลิตขึ้นมาให้มีความยืดหยุ่นได้ ทำให้การปรับขนาดโพรงให้ใหญ่หรือเล็กก็สามารถทำได้ง่ายกว่า รวมถึง MOF ยังเป็นโครงสร้างที่เกิดจากการประกอบคาร์บอนเข้ากับโลหะชนิดต่างๆ ซึ่งยังมีรูปแบบการใช้โลหะอีกมากเพื่อนำมาสร้างพันธะกับคาร์บอนจนเกิดเป็นโครงสร้างที่ต้องการ แต่ซีโอไลต์นั้นเกิดขึ้นจากซิลิคอนไดออกไซด์เท่านั้น

 

โครงสร้าง MOF มีความยืดหยุ่น สามารถสร้างให้มีโครงสร้างที่อ่อนนุ่มได้

ภาพ: nobelprize.org

 

โอมาร์ ยากิ ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่มีความตั้งใจในการออกแบบโครงสร้าง MOF เพื่อใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ โดยเขาเป็นผู้ที่บัญญัติคำว่า Metal-organic frameworks ที่ย่อได้ว่าเป็น MOF รวมถึงเขายังเป็นผู้พัฒนา MOF ที่สามารถใช้ในการดักจับน้ำจากอากาศได้จริงราวกับเวทมนตร์

 

ยากิ ได้พัฒนา MOF-5 ขึ้นมา ซึ่งเป็นโมเลกุลที่มีความเสถียรสูงมาก สามารถทนความร้อนได้สูงกว่า 300°C โดยไม่ยุบตัว และด้วยปริมาณเล็กน้อยไม่กี่กรัมของมันกลับมีความยืดหยุ่นมากเสียจนมีพื้นที่ว่างภายในใหญ่พอจะเก็บสนามฟุตบอลไว้ได้ ซึ่งนั่นหมายความว่าเขาพัฒนา MOF ที่มีความสามารถในการดูดซับแก๊สได้ดีกว่าซีโอไลต์แล้ว และนั่นเป็นรากฐานสำคัญทำให้นักวิทยาศาสตร์ในยุคต่อมามีการพัฒนา MOF ที่มีความเสถียรเพิ่มมากขึ้นจนปัจจุบันมี MOF อยู่มากมายกว่า 100,000 ชนิด

 

ลักษณะของ MOF-5 ที่ออกแบบโดย โอมาร์ ยากิ สามารถขยายโพรงด้านในโครงสร้างให้มีขนาดใหญ่มากได้

ภาพ: nobelprize.org

 

ความสามารถพิเศษในการดักจับสารต่างๆ ของ MOF นั้น อาจใช้ในการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์มลพิษร้ายทำลายโลกก็ได้ ดักจับไฮโดรเจนที่เป็นพลังงานสะอาดแห่งอนาคตก็ได้ ดักจับน้ำจืดที่กำลังน้อยลงทุกวันเพื่อให้มนุษย์มีความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำมากขึ้นได้ หรือสามารถประยุกต์ใช้ได้กับอีกหลากหลายสถานการณ์ตามที่นักวิทยาศาสตร์จะจินตนาการออก

 

MOF จึงไม่ใช่แค่โมเลกุลที่มีโครงสร้างน่าสนใจเท่านั้น แต่ถ้าหลายคนจะมองว่ามันเป็น ‘วัสดุแห่งอนาคต’ ก็คงจะไม่แปลก เพราะยังมีพื้นที่อีกมากให้นักวิจัยศึกษาและออกแบบโครงสร้างที่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับมนุษย์ได้ อีกไม่นานเราคงได้เห็นเทคโนโลยีใหม่ที่สร้างขึ้นจาก MOF มากขึ้น และนั่นจึงเป็นเหตุผลให้ผลงานดังกล่าวได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีประจำปี 2025 ในที่สุด

The post โครงข่ายโลหะอินทรีย์ (MOF) วัสดุแห่งอนาคต เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเคมีปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
โนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ กับการค้นพบกลไกสำคัญที่ภูมิคุ้มกันไม่ทำร้ายร่างกายตนเอง https://thestandard.co/nobel-prize-medicine-immune-tolerance/ Thu, 09 Oct 2025 08:22:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1128588 โนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์

หลายครั้งที่อาการป่วยของเราสามารถหายได้เอง เพราะร่างกาย […]

The post โนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ กับการค้นพบกลไกสำคัญที่ภูมิคุ้มกันไม่ทำร้ายร่างกายตนเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
โนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์

หลายครั้งที่อาการป่วยของเราสามารถหายได้เอง เพราะร่างกายมีระบบภูมิคุ้มกันที่ทำหน้าที่กำจัดเชื้อโรคที่เป็นอันตราย ไม่ว่าจะเป็นแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา หรือจะมีหน้าตาแบบไหนก็ตาม ระบบภูมิคุ้มกันของเราก็สามารถกำจัดเชื้อโรคเหล่านั้นได้ แต่สงสัยกันบ้างไหมว่า ทำไมภูมิคุ้มกันโจมตีเฉพาะเชื้อโรค แต่กลับไม่โจมตีเซลล์ร่างกายของเรา

 

รางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ ในปี 2025 มอบให้กับนักวิทยาศาสตร์ 3 คนที่ค้นพบคำตอบว่าร่างกายของพวกเรามีกลไกการตรวจสอบการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันที่เรียกว่า ความทนทานต่อภูมิคุ้มกันส่วนปลาย (Peripheral Immune Tolerance) โดยผู้ที่ได้รับรางวัล ได้แก่ แมรี่ บรุนโคว์, เฟร็ด แรมส์เดลล์, และชิมง ซากางุจิ

 

เดิมทีนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า กลไกสำคัญในร่างกายที่เรียกว่า ความทนทานต่อภูมิคุ้มกันส่วนกลาง (Central Immune Tolerance) เป็นกระบวนการหลักอย่างเดียวที่ทำให้ร่างกายสามารถกำจัดเซลล์ภูมิคุ้มกันที่มีโอกาสโจมตีร่างกายได้ออกไป แต่แล้วการค้นพบกระบวนการความทนทานต่อภูมิคุ้มกันส่วนปลาย (Peripheral Immune Tolerance) จากผลงานของนักวิจัยทั้ง 3 ท่านที่ได้รับรางวัลโนเบล มันก็ได้ช่วยเติมเต็มช่องโหว่ของความรู้เรื่องระบบภูมิคุ้มกัน รวมถึงยังเปิดประตูบานใหม่ให้การศึกษาวิธีการรักษาโรค เช่น โรคมะเร็ง หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง (Autoimmune disease) จากกระบวนการนี้

 

Screenshot

การทำงานของ regulatory T-cell ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญของกระบวนการความทนทานต่อภูมิคุ้มกันส่วนปลาย

ภาพ: nobelprize.org

รู้จักกับ T-cell

 

เม็ดเลือดขาวชนิด T-cell เป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันที่มีหน้าที่หลักในการต่อสู้กับเชื้อโรคหรือเซลล์ผิดปกติอย่างจำเพาะเจาะจง โดยลักษณะของ T cell ทุกชนิดจะมีโปรตีนพิเศษที่เรียกว่า T-cell receptors อยู่บนผิวเซลล์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นเหมือนเซนเซอร์ เมื่อ T-cell ตรวจตราว่าร่างกายกำลังถูกโจมตีหรือไม่ วิธีการคือมันจะใช้ตรวจเซลล์ที่พวกมันพบไปเรื่อยๆ ตรวจเจอโปรตีนบนผิวเซลล์ที่มีความจำเพาะกับ T-cell receptors ของมันได้พอดีเหมือนกับต่อจิ๊กซอว์ ก็จะเข้าสู่กระบวนการกำจัดเชื้อโรคหรือเซลล์ที่ผิดปกติเหล่านั้นไปอย่างจำเพาะเจาะจง

 

ทางทฤษฎีแล้ว T-cell อาจจะมี T-cell receptors อยู่บนผิวเซลล์ละ 10^15 แบบ หรือประมาณหนึ่งพันล้านล้านแบบ ทำให้มั่นใจได้ว่ามีโอกาสสูงที่ T-cell receptors บางแบบจะสามารถตรวจเจอเชื้อร้าย รวมถึงไวรัสได้ แต่การที่โปรตีนบนผิวมีจำนวนมากหลากหลายรูปแบบ จึงเป็นไปได้เช่นกันที่ T-cell receptors บางแบบจะสามารถจับกับเซลล์ปกติในร่างกาย แล้วเกิดการอักเสบจากการโจมตีที่ผิดพลาดได้

 

Screenshot

ความทนทานต่อภูมิคุ้มกันส่วนกลาง กลไกที่เกิดขึ้นในอวัยวะสร้างเม็ดเลือดขาวส่วนกลาง

ภาพ: nobelprize.org

 

ความทนทานต่อภูมิคุ้มกันส่วนกลาง จึงเป็นกระบวนการสำคัญที่เกิดขึ้นตั้งแต่ในอวัยวะสร้างเม็ดเลือดขาวส่วนกลาง เช่น T-cell ที่ถูกสร้างขึ้นในต่อมไทมัส จะพบเจอกับเซลล์ชนิดพิเศษในต่อมไทมัสที่ผิวของมันมีโปรตีนลักษณะเดียวกันกับโปรตีนที่พบในเซลล์ปกติของร่างกาย ถ้าหาก T-cell ตัวไหนจับกับมันได้ แปลว่ามีโอกาสจะทำการโจมตีเซลล์ร่างกายได้ T-cell ที่จับกับมันได้จึงถูกกำจัดตั้งแต่ยังอยู่ในอวัยวะสร้างเม็ดเลือดขาว เพื่อไม่ให้มีเม็ดเลือดขาวชนิดไหนก็ตามออกไปสู่ทางเดินโลหิตในร่างกาย ถ้ายังไม่ปลอดภัยมากพอ

 

หน้าที่พิเศษของ T-cell ชนิดใหม่

ชิมง ซากางุจิ ไม่คิดว่ากลไกป้องกันภาวะแพ้ภูมิตัวเองมาจากกระบวนการความทนทานต่อภูมิคุ้มกันส่วนกลางเพียงอย่างเดียว แต่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอาจมีความซับซ้อนมากกว่าที่นักวิทยาศาสตร์ส่วนมากในยุคนั้นคิด

 

ซากางุจิทำการทดลองผ่าตัดเอาต่อมไทมัสออกจากหนูแรกเกิดออก โดยมีสมมติฐานว่าระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายน่าจะอ่อนแอลง เพราะไม่มีอวัยวะที่สร้างเม็ดเลือดขาวชนิด T-cell แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม เมื่อสามวันหลังจากหนูแรกเกิดถูกตัดต่อมไทมัส ร่างกายกลับป่วยลงจากสาเหตุเพราะระบบภูมิคุ้มกันทำงานหนักเกินกว่าปกติจนเกิดเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเองหลายชนิด ซึ่งเมื่อซากางุจิแยก T-cell ออกจากหนูที่มีพันธุกรรมเหมือนกันและยังมีต่อมไทมัสอยู่ แล้วนำไปฉีดให้หนูที่ถูกตัดต่อมไทมัสตั้งแต่แรกเกิด ผลปรากฏว่าหนูที่ได้รับ T-cell มีสุขภาพที่ดีไม่เป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง

 

 

Screenshot

การทดลองของ ชิมง ซากางุจิ ที่ทดลองฉีด T-cell ให้กับหนูที่ผ่าตัดต่อมไทมัสออก แล้วหนูไม่เป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง

ภาพ: nobelprize.org

 

เนื่องจากหนูตัวที่ไม่มีต่อมไทมัส สามารถต่อต้านโรคแพ้ภูมิตัวเองในร่างกายตัวเองได้เพียงแค่ได้รับ T-cell จากหนูตัวอื่น แสดงว่าระบบภูมิคุ้มกันมีกลไกป้องกันโรคดังกล่าวนอกเหนือจากความทนทานต่อภูมิคุ้มกันส่วนกลาง ในต่อมไทมัสด้วยแน่นอน และกุญแจสำคัญคือ T-cell ชนิดพิเศษ

 

ซากางุจิเสนอในวารสาร The Journal of Immunology ว่า โดยปกติแล้ว T-cell ถูกจำแนกออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ helper T-cell ที่มีโปรตีน CD4 เป็นตัวรับร่วมอยู่บนผิวเซลล์ และ killer T-cell ที่มีโปรตีน CD8 เป็นตัวรับร่วมอยู่บนผิวเซลล์ แต่ซากางุจิพบว่ามี T-cell ชนิดใหม่ที่เขาเรียกว่า regulatory T-cell (Treg) บนผิวประกอบไปด้วยโปรตีน CD4 และยังมี CD25 ร่วมด้วย

 

แต่นักวิทยาศาสตร์อีกหลายคนยังคงสงสัยถึงการมีอยู่ของ regulatory T-cell จนกระทั่งทั่วโลกพบหลักฐานเพิ่มเติมจากนักวิทยาศาสตร์อีกสองคน คือ แมรี บรุนโคว์ และเฟร็ด แรมส์เดลล์

 

ยืนยันการมีอยู่ของความทนทานต่อภูมิคุ้มกันส่วนปลาย

 

บรุนโคว์และแรมส์เดลล์ทำการศึกษาในหนูสายพันธุ์หนึ่งที่ได้รับกัมมันตรังสีทำให้หนูตัวผู้บางตัวป่วย โดยเกิดมาพร้อมผิวหนังที่เป็นเกล็ดและมีขุย มีม้ามและต่อมน้ำเหลืองที่โต และอายุสั้น ซึ่งหนูสายพันธุ์นี้มีการระบุว่าเกิดการกลายพันธุ์บนโครโมโซม X เพราะหนูตัวผู้ครึ่งหนึ่งป่วยเป็นโรคดังกล่าว ส่วนหนูตัวเมียสามารถอยู่กับการกลายพันธุ์นี้ได้เพราะร่างกายมีโครโมโซม X สองอัน โดยบรุนโคว์และแรมส์เดลล์พยายามค้นหายีนกลายพันธุ์ที่มีผลกับการเกิดโรคดังกล่าว

 

ในวารสาร Nature Genetics บรุนโคว์และแรมส์เดลล์เผยว่าโรคแพ้ภูมิตัวเองในหนูที่กำลังศึกษาเชื่อมโยงกับโรคแพ้ภูมิตัวเองชนิดหนึ่งในมนุษย์ที่เกิดจากการกลายพันธุ์บนโครโมโซม X เช่นกัน และเมื่อค้นหาจากฐานข้อมูลก็พบว่ายีนที่ส่งผลให้เกิดโรคดังกล่าวมีชื่อว่ายีน foxp3

 

Screenshot

ตำแหน่งการกลายพันธุ์ที่ยีน foxp3 มีผลให้เกิดโรคแพ้ภูมิตัวเอง

ภาพ: nobelprize.org

 

ต่อมา ซากางุจิและนักวิจัยคนอื่นๆ ก็สามารถพิสูจน์ได้ตรงกันว่ายีน foxp3 ควบคุมการพัฒนาของ regulatory T-cell ซึ่งหน้าที่ของ T-cell ชนิดนี้คือการควบคุมและป้องกันไม่ให้ T-cell ชนิดอื่นโจมตีเนื้อเยื่อของร่างกายผิดพลาด รวมถึงยังช่วยลดอาการอักเสบของเซลล์ร่างกายที่เกิดจากการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันได้ด้วย กลไกที่ไม่ได้เกิดภายในอวัยวะส่วนกลางที่สร้างเม็ดเลือดขาวนี้จึงถูกตั้งชื่อใหม่ว่า ความทนทานต่อภูมิคุ้มกันส่วนปลาย

 

ความสำคัญของความทนทานต่อภูมิคุ้มกันส่วนปลาย

 

ปัจจุบันความรู้เกี่ยวกับ ความทนทานต่อภูมิคุ้มกันส่วนปลาย ถูกประยุกต์ใช้ในการพัฒนาวิธีรักษาโรครูปแบบใหม่ๆ เช่น นักวิจัยพยายามส่งเสริมการสร้าง regulatory T-cell ในร่างกายผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตัวเองให้มากขึ้นเพื่อลดผลกระทบจากเม็ดเลือดขาวชนิดอื่นที่โจมตีร่างกาย รวมถึงมีการกระตุ้นการสร้าง regulatory T-cell สำหรับผู้ที่ปลูกถ่ายอวัยวะใหม่ เพื่อลดภาวะร่างกายปฏิเสธอวัยวะด้วย

 

ที่สำคัญ ความรู้ดังกล่าวสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการทำความรู้จักโรคมะเร็งให้มากขึ้นด้วย เพราะเซลล์มะเร็งก็มีกลไกยับยั้งภูมิคุ้มกันไม่ให้กำจัดมันออกไปจากการสร้างสารเคมีที่ระดมพล regulatory T-cell มาล้อมรอบมันได้ จึงเป็นที่มาให้เกิดการวิจัยวิธีการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด ที่เน้นการยับยั้งการทำงานของ regulatory T-cell รอบเซลล์มะเร็งเป็นหลัก

 

การค้นพบของนักวิทยาศาสตร์ทั้ง 3 คนจึงเปิดประตูบานใหม่ให้เราทำความเข้าใจกลไกการจัดการเชื้อโรคที่มีประสิทธิภาพอย่างระบบภูมิคุ้มกันมากขึ้น ทำให้หนทางในการรักษาโรคร้ายต่างๆ ดูมีโอกาสสูงขึ้นด้วย

The post โนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ กับการค้นพบกลไกสำคัญที่ภูมิคุ้มกันไม่ทำร้ายร่างกายตนเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดภาพศูนย์ควบคุมภารกิจ ‘ฮูสตัน’ ที่ NASA ใช้เตรียมความพร้อมส่งนักบินอวกาศกลับไปดวงจันทร์ครั้งแรกในรอบ 53 ปี https://thestandard.co/nasa-artemis-2-mission-control-training/ Thu, 25 Sep 2025 09:25:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1122825

THE STANDARD ได้รับอนุญาตให้เข้าเก็บภาพบรรยากาศการทำงาน […]

The post เปิดภาพศูนย์ควบคุมภารกิจ ‘ฮูสตัน’ ที่ NASA ใช้เตรียมความพร้อมส่งนักบินอวกาศกลับไปดวงจันทร์ครั้งแรกในรอบ 53 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

THE STANDARD ได้รับอนุญาตให้เข้าเก็บภาพบรรยากาศการทำงานของเจ้าหน้าที่ NASA ในศูนย์ควบคุมภารกิจ ระหว่างการฝึกซ้อมขั้นตอนต่างๆ สำหรับภารกิจอาร์ทีมิส 2 ที่มีกำหนดออกเดินทางไปบินผ่านดวงจันทร์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026

 

‘ฮูสตัน’ หรือชื่อเต็มว่า ศูนย์ควบคุมภารกิจ Christopher C. Kraft Jr. เป็นอาคารปฏิบัติการในศูนย์อวกาศจอห์นสันของ NASA ที่รับผิดชอบและจัดการทุกภารกิจสำรวจอวกาศของสหรัฐฯ ที่มีนักบินอวกาศออกไปทำงานนอกโลก ได้แก่ สถานีอวกาศนานาชาติ และโครงการอาร์ทีมิส

 

สำหรับห้องควบคุมที่ถูกใช้ในภารกิจอาร์ทีมิส 2 คือห้องควบคุมสีขาว หรือ ‘White Flight Control Room’ เริ่มใช้งานครั้งแรกในปี 1998 และได้ใช้งานเป็นห้องควบคุมสำรองของสถานีอวกาศนานาชาติ ตลอดจนภารกิจอาร์ทีมิส 1 เมื่อปี 2022

 

เบื้องหลังการฝึกซ้อมภารกิจอาร์ทีมิส 2: เบื้องหลังการฝึกซ้อมภารกิจอาร์ทีมิส 2: เบื้องหลังการฝึกซ้อมภารกิจอาร์ทีมิส 2: เบื้องหลังการฝึกซ้อมภารกิจอาร์ทีมิส 2: เบื้องหลังการฝึกซ้อมภารกิจอาร์ทีมิส 2: เบื้องหลังการฝึกซ้อมภารกิจอาร์ทีมิส 2: เบื้องหลังการฝึกซ้อมภารกิจอาร์ทีมิส 2: เบื้องหลังการฝึกซ้อมภารกิจอาร์ทีมิส 2:

The post เปิดภาพศูนย์ควบคุมภารกิจ ‘ฮูสตัน’ ที่ NASA ใช้เตรียมความพร้อมส่งนักบินอวกาศกลับไปดวงจันทร์ครั้งแรกในรอบ 53 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
NASA เปิดตัว ‘นักบินอวกาศฝึกหัด’ รุ่นที่ 24 รวม 10 คน จากผู้สมัครทั่วประเทศกว่า 8,000 คน https://thestandard.co/nasa-24th-astronaut-class/ Tue, 23 Sep 2025 04:23:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1121690

เช้ามืดวันที่ 23 กันยายน ตามเวลาประเทศไทย NASA ได้เปิดต […]

The post NASA เปิดตัว ‘นักบินอวกาศฝึกหัด’ รุ่นที่ 24 รวม 10 คน จากผู้สมัครทั่วประเทศกว่า 8,000 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>

เช้ามืดวันที่ 23 กันยายน ตามเวลาประเทศไทย NASA ได้เปิดตัว นักบินอวกาศฝึกหัด หรือ Astronaut Candidates รุ่นล่าสุด เพื่อเตรียมเข้ารับการฝึกพื้นฐานนาน 2 ปี ก่อนจะพร้อมปฏิบัติภารกิจจริง ทั้งการทำงานบนสถานีอวกาศนานาชาติ ไปลงจอดบนดวงจันทร์ และดาวอังคารในอนาคต

 

ในงานแถลงข่าวครั้งนี้ มี Sean Duffy รักษาการผู้อำนวยการของ NASA Ted Cruz สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ และนักบินอวกาศในประจำการจากนานาประเทศ รวมถึงเยาวชนจากโรงเรียนในท้องถิ่น ที่ได้โอกาสร่วมงานแถลงข่าวครั้งนี้

 

ทั้ง Duffy และ Cruz ได้เน้นย้ำว่าสหรัฐฯ ต้องส่งคนกลับไปดวงจันทร์ได้ก่อนประเทศจีน พร้อมกับเผยว่าหนึ่งในนักบินอวกาศฝึกหัดที่นั่งอยู่ในห้องนี้ อาจได้เป็นมนุษย์คนแรกที่ไปลงดาวอังคารอีกด้วย

 

นักบินอวกาศฝึกหัดทั้ง 10 คน ได้แก่ Ben Bailey, Lauren Edgar, Adam Fuhrmann, Cameron Jones, Yuri Kubo, Rebecca Lawler, Anna Menon, Imelda Muller, Erin Overcash, และ Katherine Spies โดยหนึ่งในนี้ มี Anna Menon ที่เคยเดินทางไปอวกาศกับภารกิจ Polaris Dawn ของ SpaceX มาแล้ว

 

ปัจจุบัน NASA ได้คัดเลือกนักบินอวกาศรวมทั้งสิ้น 370 คน ตั้งแต่ภารกิจแรกเริ่มในโครงการเมอร์คิวรี มาจนถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับโครงการอาร์ทีมิสในยุคสมัยนี้

 

The post NASA เปิดตัว ‘นักบินอวกาศฝึกหัด’ รุ่นที่ 24 รวม 10 คน จากผู้สมัครทั่วประเทศกว่า 8,000 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
NASA พบ ‘สัญญาณบ่งชี้ชีวิต’ แบบชัดเจนที่สุดบนดาวอังคาร ในบริเวณแม่น้ำโบราณ แต่ยังไม่เจอชีวิต https://thestandard.co/nasa-mars-life-indication/ Thu, 11 Sep 2025 00:18:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1118022 nasa-mars-life-indication

NASA ได้ค้นพบ ‘สัญญาณบ่งชี้ของชีวิต’ ชัดเจนที่สุดเท่าที […]

The post NASA พบ ‘สัญญาณบ่งชี้ชีวิต’ แบบชัดเจนที่สุดบนดาวอังคาร ในบริเวณแม่น้ำโบราณ แต่ยังไม่เจอชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
nasa-mars-life-indication

NASA ได้ค้นพบ ‘สัญญาณบ่งชี้ของชีวิต’ ชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีมา จากยานสำรวจบนพื้นผิวดาวอังคาร อาจเป็นหลักฐานถึงการมีชีวิตอาศัยอยู่บนดาวเคราะห์สีแดงมาก่อนในอดีต

 

การค้นพบดังกล่าวเกิดขึ้นในตัวอย่างหินชื่อ ‘Sapphire Canyon’ ที่อยู่ในหุบเขาสายน้ำโบราณ กว้างกว่า 400 เมตร ซึ่งสายธารน้ำได้ไหลเข้าสู่หลุมอุกกาบาต Jezero Crater มาก่อนในอดีตกาล ก่อนที่มวลน้ำดังกล่าวจะแห้งเหือดไปในที่สุด

 

ฌอน ดัฟฟี รักษาการผู้อำนวยการ NASA เปิดเผยในงานแถลงข่าวว่า “การค้นพบครั้งนี้ถือเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดในการพบชีวิตบนดาวอังคาร การตรวจเจอสิ่งที่อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้บนดาวอังคาร เป็นการค้นพบครั้งสำคัญ ที่จะช่วยเพิ่มความเข้าใจที่เรามีต่อดาวอังคารเพิ่มเติม”

 

ยาน Perseverance ของ NASA ซึ่งมีภารกิจในการศึกษาหาความเป็นไปได้ของชีวิตบนดาวอังคารได้อดีต ได้เก็บหินดังกล่าวขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2024 พร้อมกับใช้อุปกรณ์สำรวจทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ เพื่อศึกษา ‘จุดลายเสือดาว’ ซึ่งอาจเป็นร่องรอยที่จุลินทรีย์บนดาวอังคารได้ทิ้งเอาไว้ หากมีการใช้คาร์บอนอินทรีย์ ซัลเฟอร์ และฟอสฟอรัสในหินดังกล่าว เป็นแหล่งพลังงานในการดำเนินชีวิต แบบเดียวกับจุลินทรีย์ที่ถูกพบบนโลก

 

การค้นพบดังกล่าวสร้างความสนใจให้กับนักวิทยาศาสตร์ และได้มีการศึกษาเพิ่มเติมด้วยอุปกรณ์ PIXL (Planetary Instrument for X-ray Lithochemistry) ในการสำรวจและวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีและแร่ธาตุของหิน และ SHERLOC (Scanning Habitable Environments with Raman & Luminescence for Organics & Chemicals) ที่วิเคราะห์และระบุดูสารอินทรีย์และเคมี จากหินดังกล่าวอย่างละเอียดที่สุด เท่าที่สามารถทำได้โดยยานสำรวจบนดาวอังคาร

 

นับจากการค้นพบดังกล่าว นักวิทยาศาสตร์พยายามตั้งสมมติฐานเพื่อมาหักล้างการค้นพบครั้งนี้ รวมถึงพยายามหากระบวนการอื่นๆ ที่อาจทำให้เกิดร่องรอยอย่างในตัวอย่างหิน แต่ในปัจจุบันยังไม่มีสมมติฐานอื่นที่อธิบายได้อย่างชัดเจน ทำให้การค้นพบครั้งนี้ จึงเป็นสัญญาณบ่งชี้ของชีวิต หรือ Biosignature ที่อาจถูกทิ้งไว้โดยสิ่งมีชีวิตอย่างชัดเจนที่สุดบนดาวอังคาร แต่ไม่ใช่การพบหลักฐานของชีวิตโดยตรง โดย NASA ได้พยายามเน้นย้ำถึงความสำคัญของการส่งภารกิจเก็บตัวอย่าง หรือการทำ Sample Return เพื่อนำหินดังกล่าวกลับมาศึกษาอย่างละเอียดเพิ่มเติม

 

พร้อมกันนี้ NASA ยังเน้นย้ำว่าเป็นหลักฐานและข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น โดยได้มีการเปิดข้อมูลงานวิจัยเพื่อให้นักวิทยาศาสตร์สามารถนำไปวิเคราะห์ศึกษาเพิ่มเติม เพื่อยืนยันหรือหักล้างหลักฐานในการค้นพบครั้งนี้เป็นอันดับต่อไป

 

รักษาการผู้อำนวยการ NASA ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “NASA มุ่งเน้นในการดำเนินตาม Gold Science Standard (ตามคำสั่งฝ่ายบริหาร หรือ Executive Order ของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์) ในขณะที่เรามุ่งมั่นสู่เป้าหมายในการส่งมนุษย์ชาวอเมริกัน ไปลงเหยียบบนพื้นผิวดาวอังคาร”

 

ดร. มติพล ตั้งมติธรรม นักวิชาการ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ และผู้อำนวยการ ศูนย์ฝึกอบรมดาราศาสตร์นานาชาติภายใต้ยูเนสโก เปิดเผยกับ THE STANDARD ว่า “การค้นพบสิ่งที่อาจจะเป็น biosignature บนดาวเคราะห์ดวงอื่นเป็นสิ่งที่สำคัญ และน่าจับตาดู แต่ยังห่างไกลจากการยืนยันว่าเคยมีสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร ซึ่งทางเดียวที่เราจะสามารถยืนยันได้ก็คือการทำ sample return หรือส่งนักบินอวกาศไปเยือน”

 

ปัจจุบัน ภารกิจ Sample Return หรือการนำหินจากดาวอังคารกลับโลก ภายใต้ความร่วมมือของ NASA และ ESA ยังมีความเสี่ยงที่จะถูกยกเลิก เนื่องจากมีงบประมาณที่ค่อนข้างสูง และร่างงบประมาณปี 2026 อาจตัดงบภารกิจดังกล่าวลง ทำให้ความเป็นไปได้ที่จะนำหินชุดนี้กลับมาสู่โลก ยังดูห่างไกลออกไปอยู่เช่นเคย

 

และคำตอบของคำถามที่ว่า มีชีวิตอาศัยอยู่บนดาวดวงอื่นหรือไม่ ก็ยังคงไม่ได้ข้อสรุปอย่างชัดเจน อย่างน้อยก็ในอีกหลายปีต่อจากนี้ เพราะการค้นพบสิ่งที่ยิ่งใหญ่อย่างหลักฐานของชีวิตบนดาวดวงอื่น จำต้องอาศัยข้อมูลสนับสนุนที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน

 

ภาพ: NASA

อ้างอิง:

The post NASA พบ ‘สัญญาณบ่งชี้ชีวิต’ แบบชัดเจนที่สุดบนดาวอังคาร ในบริเวณแม่น้ำโบราณ แต่ยังไม่เจอชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>