เมธา พันธุ์วราทร, Author at THE STANDARD https://thestandard.co/author/metha/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 13 Feb 2024 06:58:58 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 “ผมพร้อมจะแสดงให้โลกเห็นว่าผมมีความสามารถแค่ไหน” ย้อนอ่านจดหมายแนะนำตัวของ แพทริก มาโฮมส์ https://thestandard.co/mahomes-introductory-letter/ Tue, 13 Feb 2024 06:58:58 +0000 https://thestandard.co/?p=899106

‘Magic Mahomes’ แพทริก มาโฮมส์ พิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นอี […]

The post “ผมพร้อมจะแสดงให้โลกเห็นว่าผมมีความสามารถแค่ไหน” ย้อนอ่านจดหมายแนะนำตัวของ แพทริก มาโฮมส์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘Magic Mahomes’ แพทริก มาโฮมส์ พิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นอีกครั้งว่าเขาคือสุดยอดควอเตอร์แบ็กแห่งยุคสมัยใหม่ตัวจริง หลังจากที่มีส่วนสำคัญในการช่วยพลิกเกมจนทำให้แคนซัส ซิตี้ ชีฟส์ ปาดหน้าซานฟรานซิสโก โฟร์ตี้ไนเนอร์ส ได้ในช่วงของการต่อเวลาพิเศษ

 

ในเกมที่สุดสูสีที่อัลลีเจียนต์สเตเดียมในลาสเวกัส ควอเตอร์แบ็กวัย 28 ปี ไม่ได้ทำเพียงแค่การขว้างบอลอย่างแม่นยำในเพลย์สำคัญ แต่ยังแสดงความครบเครื่องในแบบที่บร็อก เพอร์ดี คู่ปรับอีกฟากของสนามได้แต่อิจฉา เพราะมาโฮมส์ทั้งแข็งแรง รวดเร็ว และชาญฉลาดในการวิ่งทำระยะขึ้นมาด้วยตัวเอง

 

การวิ่งของมาโฮมส์ในช่วงควอเตอร์ที่ 4 และในช่วงของการต่อเวลาพิเศษคือหนึ่งในจุดเปลี่ยนของเกมเลยก็ว่าได้

 

ชัยชนะในเกมวันอาทิตย์ที่ผ่านมาทำให้ควอเตอร์แบ็กอัจฉริยะกลายเป็นอีกหนึ่งคนที่คว้าแหวนซูเปอร์โบวล์มาครองได้เป็นวงที่ 3 ก่อนอายุจะครบ 30 ปี โดยที่เจ้าตัวให้คำมั่นว่าจะมีอีกหลายวงที่จะตามมาในอนาคต ซึ่งแน่นอนว่าเป้าหมายอยู่ที่การไปให้ถึงจุดเดียวกับทอม เบรดี ตำนานตลอดกาลผู้ครอบครองแหวนซูเปอร์โบวล์ถึง 7 วง หรือไปให้ไกลยิ่งกว่า

 

แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น อยากชวนให้กลับมาย้อนอ่านจดหมายฉบับหนึ่งที่เขาเขียนแนะนำตัวเองในการดราฟต์ตัวผู้เล่นเมื่อ 7 ปีที่แล้ว

 

จดหมายที่จะทำให้เรามองเห็นภาพตัวตนของเขาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะในปัจจุบันหรือในอดีตก็ตาม

 

 

จดหมายฉบับดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ทาง The Players’ Tribune เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2017 ในระหว่างที่มาโฮมส์ซึ่งอยู่กับทีมเท็กซัสเทค ฟุตบอล กำลังรอคอยโอกาสในการจะถูกดราฟต์เข้าทีม

 

โดยมีเนื้อความดังนี้

 

ถึงโค้ชใน NFL และผู้จัดการทีมทุกท่าน

 

เป็นเวลาหลายเดือนแล้วที่ผมได้พยายามตอบคำถามของทุกท่านถึงด้านที่ดีที่สุดในความสามารถของผมผ่านเทปที่บันทึกการเล่นของผม การบรรยายจังหวะการเล่น การลงรายละเอียดถึงกระบวนการตัดสินใจของผม ไปจนถึงเวลาที่ผมเข้านอนและสิ่งที่ผมรับประทานเป็นอาหารเช้าในทุกวัน

 

คุณคงได้เห็นผมวิ่ง กระโดด ยกน้ำหนัก และการขว้างที่ไกลที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้ คุณคงประหลาดใจว่าผมจะสามารถปรับเข้ากับความเร็วของเกมในระดับโปรและปรับเข้ากับความซับซ้อนของเกมบุกในระดับ NFL ได้หรือไม่

 

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่สำคัญทั้งสิ้น และโดยส่วนใหญ่แล้วสิ่งเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับการเล่นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพียงแต่มันไม่ใช่การเล่นฟุตบอลจริงๆ สิ่งเหล่านี้ไม่เหมือนกับการลงเล่นในเกมจริงๆ หรือการกอดกับเพื่อนร่วมทีมของผมเลย

 

ฟุตบอลนั้นเราเล่นกันใต้แสงไฟ เผชิญกับสิ่งต่างๆ ต่อหน้าคนกว่า 60,000 คน มันทำให้เราเกิดการตื่นตัวไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรก็ตาม ไปจนถึงความมุ่งมั่นที่จะพาทีมกลับมาให้ได้ในสถานการณ์ที่เหมือนเรากำลังจะแพ้แน่นอนอยู่แล้วในควอเตอร์ที่ 4

 

มันคือการทำทุกสิ่งทุกอย่างที่เราสามารถจะทำได้เพื่อจะไปให้ถึงเรดโซน (พื้นที่ระยะ 20 หลาก่อนถึงเอนด์โซน) บางครั้งเราเสียท่าในการเล่นไปแล้ว นั่นทำให้เราต้องเล่นอย่างสร้างสรรค์

 

 

ผมไม่ใช่คนที่สมบูรณ์แบบหรอก แต่ในอเมริกันฟุตบอลไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบเสมอไปอยู่แล้ว มันไม่มีทางที่ทุกสิ่งจะเป็นไปอย่างที่ใจเราต้องการ ผมรู้ว่าผมคงไม่สามารถจะให้คำตอบที่สมบูรณ์แบบต่อทุกคำถามจากพวกคุณ ในเทปวิดีโอคุณจะได้เห็นการเล่นที่ผิดพลาดของผม และผมก็พลาดการขว้างบอลมา 2-3 ครั้งในวันโปรเดย์ (วันที่ให้นักอเมริกันฟุตบอลในระดับมหาวิทยาลัยได้ลงแข่งโชว์ลีลาในการแข่งจริงๆ)

 

แต่ผมก็หวังว่าพวกคุณจะสังเกตเห็นว่าทุกคำตอบที่ผมตอบไปคือความเห็นใจ และในเวลาที่ผมทำพลาดในสนามผมจะเป็นคนที่รับผิดชอบต่อตัวเองเสมอ ผมหวังว่าคุณจะสังเกตเห็นได้ว่าผมทำอะไรได้มากกว่าแค่การขว้างบอลได้ไกล ผมไม่อยากให้คุณคิดว่าผมมีแค่แขนใหญ่ๆ เท่านั้น ผมเป็นผู้เล่น และผมก็พร้อมจะทำหน้าที่ในฐานะควอเตอร์แบ็กของพวกคุณ

 

สิ่งเดียวที่ผมคิดในใจคือการทำอย่างไรก็ได้เพื่อช่วยให้ทีมชนะ ผมคิดถึงการเล่นในลีก (NFL) มาตั้งแต่ยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ และตอนนี้เราก็ใกล้จะถึงวันดราฟต์ตัวของ NFL แล้ว

 

ผมพร้อมที่จะแสดงให้โลกได้เห็นแล้วว่าผมมีความสามารถแค่ไหน

 

ผมเติบโตมาโดยการดูพ่อของผม (แพท มาโฮมส์ นักเบสบอลอาชีพระดับ MLB) ลงแข่งเจอกับผู้เล่นที่เก่งที่สุดในโลกในฐานะพิชเชอร์ตัวหลักของลีก ผมดูเขาเล่นมา 11 ปี ผมคือคนรู้ว่าพ่อต้องทุ่มเทแค่ไหนในแต่ละวัน และผมต้องทำแค่ไหนถ้าคิดอยากจะประสบความสำเร็จใน NFL

 

ผมได้เห็นสายตาที่แน่วแน่ของพ่อก่อนลงแข่งทุกเกม ผมรู้ว่าพ่อใช้เวลาแค่ไหนในการพยายามฝึกและพยายามหาทางเอาชนะคู่แข่ง เขาทุ่มเททุกอย่างในทุกวันเพื่อทำให้ดีขึ้นไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม และถ้าเขาได้เห็นผู้บรรยายพูดถึงสถิติของเขาในทางลบทางโทรทัศน์ เขาจะไม่ยอมปล่อยให้มันมีผลต่อการเล่นของเขาเด็ดขาด สิ่งเดียวที่เขาจะเอาคำพูดเหล่านี้มาใช้คือใช้เป็นแรงกระตุ้นตัวเอง

 

ในตอนนี้ผมเองก็กระตุ้นตัวเองในแบบเดียวกับพ่อ ผมเคยได้ยินพวกนักวิเคราะห์ตั้งข้อสงสัยถึงสิ่งที่ผมสามารถจะทำได้ ผมจะทำแบบนั้นได้ไหมแบบนี้ได้ไหม ผมจะมีวินัยพอที่จะเป็นควอเตอร์แบ็กใน NFL ได้ไหม

 

ไม่ว่าคำวิจารณ์เหล่านั้นอยากจะเล่นงานผมแค่ไหน ผมรู้ว่าผมสามารถจัดการทุกอย่างได้ด้วยความตั้งใจ ผมไม่ใช่ควอเตอร์แบ็กที่อยู่ในกรอบ ผู้คนที่พูดแบบนั้นแปลว่าพวกเขาไม่เคยดูการเล่นของผมจริงๆ ผมรู้ว่าผมขว้างรูปแบบไหนก็ได้ โดยเฉพาะในเวลาที่ทีมของผมต้องการการเล่นที่พลิกเกมได้

 

 

3 ปีที่ผมอยู่กับเท็กซัสเทค ผมได้เรียนรู้มากมายในการนำเกมรุก หนึ่งในเรื่องสำคัญมากๆ คือการที่ต้องได้รับการยอมรับในห้องแต่งตัวของผม ผู้นำคือคนที่จะต้องเป็นแบบอย่างแก่ทุกคน ผมไม่ได้คาดหวังว่าผมจะเข้าทีมมาแล้วรู้ทุกอย่างตั้งแต่วันแรกในแคมป์เก็บตัวเลย แต่ผมพร้อมที่จะเริ่มต้นทุกอย่างตามกระบวนการ ถึงตอนนี้ผมคิดว่าคุณคงได้รู้แล้วว่าผมเป็นผู้เล่นแบบไหน และสิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือผมอยากจะเป็นผู้เล่นแบบไหนในทีม

 

ผมหวังอย่างยิ่งว่าสิ่งสำคัญที่คุณจะสังเกตเห็นได้จากสถิติการเล่นของผมในระดับมหาวิทยาลัยคือผมทำได้ดีขึ้นในทุกด้านในทุกฤดูกาลที่ผ่านไป นี่คือสิ่งที่ผมภูมิใจมาก ผมจะไม่ทำนายอนาคตของผมหรอก แต่ผมอยากบอกให้คุณมั่นใจได้ว่ามีสิ่งหนึ่งที่ผมรู้จักดี นั่นก็คือวิธีที่จะทำทุกอย่างให้ดีขึ้น

 

และผมรู้ว่าถ้าผมอยากจะเข้าทีมและสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ทันที ผมต้องมีความคิดก่อนว่าผมจะต้องพยายามทำทุกอย่างให้ดีขึ้นในทุกวัน ในการซ้อมทุกครั้ง ในการรับบอลทุกครั้ง และผมตั้งใจที่จะทำแบบนั้นให้ได้ด้วย

 

ผมจะไม่เป็นเด็กขี้แยที่โวยวายในระหว่างทางเหล่านั้น ผมจะไม่เสียสมาธิไม่ว่าจะเป็นเรื่องในหรือนอกสนาม

 

ผมจะใช้เวลาที่มีในการเล่นตามตำราแผน (Playbook) ให้ดีที่สุด ผมจะไม่ยอมหยุดจนกว่าผมจะทำทุกอย่างได้ถูกต้อง แม้กระทั่งในรายละเอียดเรื่องเล็กๆ

 

ผมอาจจะทำผิดพลาดบ้างระหว่างทาง และผมคงไม่ชนะทุกนัดที่ลงเล่น ผมคงไม่มีวันจะปิดฉากชีวิตการเล่นด้วยสถิติการขว้างบอลที่สมบูรณ์แบบโดยที่ไม่โดนตัดบอลเลยหรอก แต่ผมจะพยายามอย่างหนักเหมือนทุกคน

 

ผมพร้อมที่จะเริ่มต้นเส้นทางสู่การเป็นแชมเปียน และเหนือกว่าสิ่งอื่นใดบนโลกใบนี้ ผมพร้อมแล้วที่จะสวมชุดและลงสนาม ยิ่งเราไปถึงจุดนั้นได้เร็วเท่าไรก็ยิ่งดี

 

ตอนนี้ผมจะรอจนกว่าคุณจะได้เห็นผมอยู่ในฮัดเดิลกับทีม

 

 

หลังจดหมายฉบับนี้ แพทริก มาโฮมส์ ได้ถูกดราฟต์เข้าทีมแคนซัส ซิตี้ ชีฟส์ ในอันดับที่ 10

 

และที่เหลือนับจากนี้คือประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของ NFL

 

อ้างอิง:

The post “ผมพร้อมจะแสดงให้โลกเห็นว่าผมมีความสามารถแค่ไหน” ย้อนอ่านจดหมายแนะนำตัวของ แพทริก มาโฮมส์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลกสูญเสียมากแค่ไหนในการจากไปของ เคลวิน คิปตัม https://thestandard.co/kelvin-kiptam-passed-away-effect/ Mon, 12 Feb 2024 10:04:33 +0000 https://thestandard.co/?p=898836 เคลวิน คิปตัม

ชายผู้ที่ฟ้าประทานทุกอย่างและมองเห็นอนาคตที่ยิ่งใหญ่รออ […]

The post โลกสูญเสียมากแค่ไหนในการจากไปของ เคลวิน คิปตัม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เคลวิน คิปตัม

ชายผู้ที่ฟ้าประทานทุกอย่างและมองเห็นอนาคตที่ยิ่งใหญ่รออยู่ในวันข้างหน้า

 

แต่สิ่งที่ฟ้าไม่ได้บอกคือ ฟ้าให้เวลาเขาเพียงแค่นี้

 

ข่าวการจากไปของ เคลวิน คิปตัม สุดยอดนักวิ่งชาวเคนยา เมื่อเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา ถือเป็นข่าวที่สะเทือนหัวใจ ไม่ใช่เพียงเฉพาะในชุมชนของเหล่านักวิ่งเท่านั้น แต่สั่นสะเทือนถึงความรู้สึกของผู้คนทั่วโลก

 

เพราะเจ้าของสถิติโลกในการวิ่งมาราธอนคนล่าสุดไม่ได้เป็นแค่นักวิ่งธรรมดา หากแต่เป็น ‘ความหวัง’ ที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติด้วย

 

เรื่องราวของ เคลวิน คิปตัม ถือเป็นหนึ่งในเรื่องราวที่เหมือนเรื่องแต่งจากปลายปากกาของใครสักคน

 

นักวิ่งที่ไม่มีใครรู้จัก ไม่เคยลงแข่งขันวิ่งมาราธอนมาก่อนเลยในชีวิต จู่ๆ ก็กลายเป็นเจ้าของสถิตินักวิ่งหน้าใหม่ที่วิ่งได้เร็วที่สุดในโลกด้วยเวลาที่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง กับอีก 2 นาที ในรายการวาเลนเซียมาราธอน เมื่อปี 2022

 

 

สถิติดังกล่าวทำให้เขากลายเป็นเจ้าของสถิติอันดับ 4 ของโลก และทำให้โลกของนักวิ่งมาราธอนต้องหยุดและหันมามองนักวิ่งโนเนมคนนี้

 

เขาคือใครกันนะ?

 

เคลวิน คิปตัม เชอรูอิโยต (Kelvin Kiptum Cheruiyot) เป็นนักวิ่งระยะไกลชาวเคนยาที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยลงแข่งขันวิ่งมาราธอนมาก่อน ไม่เคยมีประวัติอยู่ในการแข่งขันใดทั้งนั้น เรียกได้ว่าเป็นเพชรในโคลนตมของจริง

 

แต่ก็เป็นเพราะแสงที่เปล่งประกายในตัวเองที่ทำให้มีคนค้นพบเขาจนได้

 

เคลวิน คิปตัม เกิดเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 1999 ในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ชื่อว่าเชปซาโม ซึ่งอยู่ที่เมืองเชปโคริโอ ที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 2,600 เมตร

 

หมู่บ้านแห่งนี้อยู่ในแถบเดียวกับแคว้นเอลเกโย-มาราเกวต ซึ่งอยู่ในหุบเขา และเป็นถิ่นที่สร้างยอดมนุษย์ปอดเหล็กมามากมาย และยังถือเป็นเมกะหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับเหล่านักวิ่งชาวต่างชาติที่ทั้งอยากมาและอยากไปสู่จุดสูงสุดของการเป็นนักวิ่งด้วย

 

ที่แห่งนี้คือที่ที่คิปตัมเรียนรู้การวิ่ง โดยใช้เวลาว่างหลังช่วยที่บ้านเลี้ยงวัวไปวิ่งด้วยเท้าเปล่า

 

วิ่งไปตามหุบเขา วิ่งไปตามแนวป่า วิ่งไปตามหาฝัน

 

จนเขาเริ่มฝึกอย่างจริงจังเมื่อปี 2013 ในวัย 13 ปี โดยการฝึกนั้นก็ไม่ได้มีโค้ชหรือมีครูที่ไหน เขาศึกษาและฝึกฝนการวิ่งด้วยตัวเอง รวมถึงฝึกจากประสบการณ์จริงคือการลงแข่งขันด้วย

 

ในวัย 13 ปี คิปตัมลงแข่งประเภทฮาล์ฟมาราธอนในบ้านเกิดเป็นรายการแรก และจบด้วยอันดับที่ 10 ก่อนที่จะพยายามอีกหลายครั้งเพื่อให้ไปถึงชัยชนะ ซึ่งชัยชนะรายการแรกเกิดขึ้นในปี 2018 โดยทำเวลาได้ 62.01 นาที

 

หลังจากนั้นเขาเดินหน้าไปสู่เวทีในระดับนานาชาติ เริ่มจากการแข่งขันฮาล์ฟมาราธอนรายการลิสบอนฮาล์ฟมาราธอน ในเดือนมีนาคม 2019 โดยจบที่อันดับ 5 และทำเวลาได้ 59.54 นาที ซึ่งเป็น ‘PB’ หรือเวลาที่ดีที่สุดในขณะนั้น ก่อนจะตระเวนแข่งไปทั่วยุโรปในปีดังกล่าว

 

แววของเขาเข้าตา เกอร์เวส ฮาคิซิมานา นักวิ่งวิบากชาวรวันดา ที่ขอรับอาสาเป็นโค้ชให้ (แม้จะมีข่าวว่าทั้งคู่เป็นครู-ศิษย์กันมาตั้งแต่ปี 2013 แล้วก็ตาม)

 


โดยที่นับตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา คิปตัมถูกเจียระไนเพื่อรอวันจะแจ้งเกิดบนเวทีใหญ่ที่สุดและทรงพลังต่อโลกมากที่สุด อย่างเช่น การแข่งขันมาราธอน แต่เรื่องนี้ถูกเก็บไว้เป็นความลับที่สุด โดยที่เขายังคงลงแข่งในประเภทฮาล์ฟมาราธอนอยู่เรื่อยๆ

 

จนกระทั่งถึงเวลาที่เหมาะสมที่ฮาคิซิมานาคิดว่าโลกควรจะได้รู้จักกับดาวดวงใหม่ที่สามารถจะก้าวขึ้นมาแทนที่ของ เอเลียด คิปโชเก ซึ่งกำลังเริ่มโรยราตามวัย คิปตัมจึงได้โอกาสลงแข่งขันมาราธอนรายการแรกที่เมืองวาเลนเซีย ประเทศสเปน

 

รายการนั้นจัดขึ้นในเดือนธันวาคม 2022 และเขาก็เขย่าโลกได้จริงๆ ด้วยการเข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 1 เอาชนะนักวิ่งดาวดังที่เป็นตัวเต็งของรายการอย่าง ตามิรัต โตลา แชมป์โลกมาราธอน 2022 และดาวดังคนอื่นๆ

 

นอกจากนี้ยังทุบสถิติของรายการ สร้างตำนานเป็นนักวิ่งหน้าใหม่ที่ทำสถิติได้เร็วที่สุดในโลก และเวลาของเขาเป็นอันดับ 4 ในทำเนียบสถิติตลอดกาล เป็นรองแค่คิปโชเก (2.01.09 และ 2.01.39 ชั่วโมง) กับ เคเนนิซา เบเกเล (2.01.41 ชั่วโมง) เท่านั้น

 

หลังจากนั้นคิปตัมก็กลายเป็นนักวิ่งปริศนาที่สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงให้แก่โลก

 

มาราธอนรายการที่ 2 ที่เขาลงแข่งคราวนี้เป็นรายการระดับเมเจอร์อย่าง ‘ลอนดอนมาราธอน’​ ในเดือนเมษายน 2023 และคว้าชัยชนะได้อย่างง่ายดายทั้งๆ ที่สภาพแวดล้อมไม่ดี มีฝนตกลงมา โดยทำเวลาได้ 2.01.25 ชั่วโมง ทุบสถิติเดิมของคิปโชเกที่เคยทำไว้ 2.02.37 ชั่วโมง ได้เร็วกว่าถึงนาทีนิดๆ

 

แท็กติกที่เขาเลือกใช้คือ Negative Split หรือการเร่งฝีเท้าในช่วงครึ่งหลังของการแข่งให้เร็วกว่าครึ่งแรก ซึ่งเป็นแท็กติกเดียวกับที่ใช้ในการแข่งรายการที่วาเลนเซีย

 

ในชัยชนะครั้งนี้ คิปตัมยังเอาชนะฮีโร่ที่เป็นแรงบันดาลใจของตัวเองอย่าง เจฟฟรีย์ คัมวอเรอร์ ซึ่งเป็นคนที่มาจากหมู่บ้านเดียวกันได้ด้วย

 

 

จากนั้นคิปตัมก็กลายเป็นมากกว่าแค่ฮีโร่ เพราะเขากลายเป็นซูเปอร์ฮีโรของโลกไปแล้ว เมื่อทำลายสถิติโลกได้ในการแข่งขันรายการชิคาโกมาราธอน เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ด้วยเวลา 2.00.35 นาที

 

ทำลายสถิติโลกเดิมที่คิปโชเกทำไว้ในรายการเบอร์ลินมาราธอน เมื่อปี 2022 ได้ถึง 34 วินาที ซึ่งเจ้าตัวบอกว่าจริงๆ แล้วเขาไม่ได้คิดทำลายสถิติมาก่อน แต่มาเริ่มคิดเอาตอนครึ่งหลังของการวิ่งเท่านั้น

 

“แต่ผมรู้ว่าสักวันผมจะทำได้อยู่แล้ว”

 

ถึงตรงนี้โลกมีความหวังใหม่ คนที่จะรับไม้บาตองต่อจากคิปโชเกในการทำภารกิจ ‘Sub 2’ ในการแข่งขันจริงๆ ให้ได้ ซึ่งแม้ความจริงคิปโชเกยังคงเป็นความหวังสูงสุดอยู่ แต่ด้วยวัยที่มากขึ้น ส่งผลต่อผลงานของนักวิ่งเบอร์หนึ่งของโลกไม่น้อยในช่วงหลัง

 

ไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ เรื่องของการวิ่งมาราธอนต่ำกว่า 2 ชั่วโมง เคยเป็นเรื่องนิยายวิทยาศาสตร์ที่ไม่มีใครกล้าคิดมาก่อน แต่การที่จู่ๆ โลกก็มีนักวิ่งวัย 23 ปีที่ไม่มีใครรู้จักมาก่อนและเปลี่ยนโฉมหน้าของวงการมาราธอนได้ในเวลาไม่ถึงปี นี่คือ ‘ปรากฏการณ์’ ที่ยิ่งใหญ่ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนในระดับเดียวกับที่โลกเพิ่งเคยเจอกับ มูฮัมหมัด อาลี หรือ เปเล่ เลยทีเดียว

 

ด้วยพรสวรรค์ วัย และเวลาแล้ว คิปตัมกำลังจะเป็นความหวังที่ยิ่งใหญ่กว่า (หรือเป็นไปแล้วด้วยซ้ำ) คิปโชเก

 

ในภาพความฝัน คิปตัมมีโอกาสจะกลายเป็นมนุษย์คนแรกที่ก้าวผ่านกำแพงที่เคยถูกมองว่าไม่มีวันก้าวข้ามได้

 

มันจะกลายเป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่สำหรับคนทั้งโลกในยุคที่มองหาความหวังยากขึ้นทุกเวลานาที

 

 

การจากไปก่อนวัยอันควรทั้งของเขาและโค้ชจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ จึงเป็นเรื่องที่ทั้งยากจะเชื่อและยากที่จะทำใจ

 

โลกได้สูญเสียความหวังและแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ คนที่ฟ้าส่งมาให้เป็นนักวิ่งในระดับ ‘ร้อยปีจะมีสักคน’

 

จริงอยู่ที่สักวันเราจะมีนักวิ่งดาวดวงใหม่เกิดขึ้นมา แต่สิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจจะยังคงอยู่

 

ถ้า เคลวิน คิปตัม ยังอยู่ เขาจะทำให้เกิดปรากฏการณ์อะไรได้อีกบ้างนะ

 

แต่ ณ เข็มนาฬิกาเดินไป เรื่องนี้ไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไรแล้ว

 

หลับให้สบายนะพ่อนักวิ่ง ขอบคุณสำหรับประกายแสงที่สว่างจ้า แม้จะเพียงชั่วเวลาสั้นๆ ก็ตาม

The post โลกสูญเสียมากแค่ไหนในการจากไปของ เคลวิน คิปตัม appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Blue Card’ นวัตกรรมใหม่การตัดสินที่จะช่วยให้เกมฟุตบอลดีขึ้น? https://thestandard.co/blue-card-in-football/ Fri, 09 Feb 2024 08:24:35 +0000 https://thestandard.co/?p=897988

“ลูกค้ามี Blue Card ไหม” เป็นประโยคแรกที่แวบขึ้นมาในหัว […]

The post ‘Blue Card’ นวัตกรรมใหม่การตัดสินที่จะช่วยให้เกมฟุตบอลดีขึ้น? appeared first on THE STANDARD.

]]>

“ลูกค้ามี Blue Card ไหม” เป็นประโยคแรกที่แวบขึ้นมาในหัวโดยไม่ตั้งใจ หลังจากที่ได้เห็นข่าวใหญ่ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (8 กุมภาพันธ์)

 

แต่เอาสาระ เกมฟุตบอลเตรียมจะทดลองใช้ ‘ใบน้ำเงิน’ (Blue Card) ในการตัดสิน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพยายามทดลองใช้กฎ ‘Sin Bins’ ซึ่งเคยเป็นสิ่งที่มีการพูดถึงมาสักระยะในช่วงก่อนหน้านี้

 

เรื่องนี้เป็นมาอย่างไร และจะมีการนำมาใช้จริงไหม?

 

กระแสข่าวเรื่อง ‘ใบน้ำเงิน’ ได้รับการเปิดเผยครั้งแรกโดย Daily Telegraph สำนักข่าวอังกฤษ ที่รายงานข่าวว่า ทางด้านบอร์ดสมาคมฟุตบอลนานาชาติ (International Football Association Board หรือ IFAB) ซึ่งเป็นผู้ออกกฎเกณฑ์การตัดสินในเกมฟุตบอล กำลังพิจารณาถึงการทดลองใช้ใบน้ำเงินในเกมการแข่งขันฟุตบอล

 

 

โดยใบน้ำเงินนี้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องกฎ ‘Sin Bins’ ที่จะให้ผู้เล่นที่ทำผิดกติกาในบางกรณี

 

  • พูดจาดูถูกเหยียดหยามหรือแสดงความไม่เคารพต่อผู้ตัดสิน
  • ทำโปรเฟสชันนัลฟาวล์

 

ผู้เล่นที่ถูกใบน้ำเงินจะต้องออกนอกสนามเป็นเวลา 10 นาทีด้วยกัน

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ หากผู้เล่นโดนใบน้ำเงินจำนวน 2 ใบในเกมเดียวกัน จะมีค่าเท่ากับโดนใบแดง คือต้องออกจากสนามกลับห้องแต่งตัวทันที โดยไม่มีสิทธิ์กลับมาลงสนาม

 

หรือหากโดนใบเหลืองและใบน้ำเงินในเกมเดียวกันก็เท่ากับใบแดงเช่นกัน

 

 

ประวัติศาสตร์ใบเหลือง ใบแดง

 

สำหรับใบน้ำเงินนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในเรื่องของการลงโทษผู้เล่น ซึ่งกฎนี้จริงๆ แล้วเรียกว่า ‘ใบทำโทษ’​ (Penalty Card)

 

ก่อนหน้านี้ ในเกมฟุตบอลผู้ตัดสินสามารถไล่ผู้เล่นออกจากสนามได้ แต่ไม่มีความชัดเจน ซึ่งก็เกิดกรณีปัญหาในฟุตบอลโลกปี 1966 ในเกมระหว่างอังกฤษกับอาร์เจนตินา โดยหลังเกมจบลงมีการเปิดเผยว่า ผู้ตัดสิน รูดอล์ฟ เครตไลน์ ได้เตือนพี่น้องบ็อบบี้ และ แจ็คกี้ ชาร์ลตัน ของอังกฤษ และได้ไล่ อันโตนิโอ รัตติน ของอาร์เจนตินาออกจากสนามด้วย

 

ปัญหาคือผู้ตัดสินไม่ชัดเจนในระหว่างเกม เซอร์ อัลฟ์ แรมซีย์ ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษในเวลานั้น จึงได้ติดต่อกับตัวแทนของ FIFA เพื่อขอคำชี้แจงในช่วงหลังจบเกม

 

นั่นทำให้ เคน แอสตัน ผู้ตัดสินชาวอังกฤษ คิดหาวิธีที่จะทำให้การตัดสินชัดเจนขึ้น เพราะการจะให้ผู้ตัดสินบอกอย่างเดียวบางทีอาจจะมีปัญหาเรื่องกำแพงของภาษาได้

 

แอสตันมาปิ๊งไอเดียของไฟสัญญาณจราจร ซึ่งก็ถือเป็นภาษาสากลอย่างหนึ่ง

 

เหลือง – เตรียมหยุด
แดง – หยุด

แบบนี้ใครก็เข้าใจแน่นอน จึงได้มีการทำเรื่องเสนอ สุดท้าย IFAB มีมติให้เริ่มใช้ใบเหลืองและใบแดงในฟุตบอลโลกปี 1970 เพื่อลงโทษและตักเตือนผู้เล่น กลายเป็นจุดเปลี่ยนแปลงของเกมฟุตบอล ส่งผลต่อทั้งความประพฤติของผู้เล่น ไปจนถึงการวางแท็กติกการเล่นด้วย

 

 

นี่ไม่ใช่เกมฟุตบอลอีกแล้ว​?

 

สำหรับใบน้ำเงินนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Sin Bins ซึ่งทางด้าน IFAB ให้ความสนใจที่จะนำกฎที่ใช้ในเกมรักบี้มาใช้ในการแข่งขันฟุตบอลในระดับสูง หลังจากที่เริ่มมีการทดลองใช้แล้วประสบความสำเร็จในเกมระดับรากหญ้าและระดับเยาวชน

 

เรื่องนี้เริ่มมีการหารือกันอย่างจริงจังตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยหวังว่าจะได้เริ่มทดลองใช้ในเร็วๆ นี้

 

เดิมสมาคมฟุตบอลเวลส์มีแผนจะเริ่มทดลองใช้ในการแข่งขันรายการระดับรากหญ้า (Grassroots) ในฤดูกาลนี้ก่อน ซึ่งเดิมคิดว่าจะให้ใช้เป็นใบสีส้ม (Orange Card) แต่ดูก้ำกึ่งเกินไประหว่างใบเหลืองกับใบแดง จึงเลือกสีน้ำเงินแทน แต่สุดท้ายยังไม่มีความชัดเจน

 

แต่ตอนนี้มีความชัดเจนมากขึ้น และทางด้าน IFAB อนุมัติให้เริ่มทดลองใช้ได้เลย ซึ่งรวมถึงในเกมระดับสูงสุดด้วย ที่คาดว่าจะสามารถเริ่มได้เร็วที่สุดในช่วงฤดูร้อนนี้เลย ซึ่งรวมถึงรายการอย่างเอฟเอคัพ และเอฟเอคัพหญิง ที่คาดว่าจะมีการทดลองใช้

 

อย่างไรก็ดี ในรายการใหญ่อย่างยูโร 2024 หรือยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ทางด้าน อเล็กซานเดอร์ เซเฟริน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ไม่ค่อยเห็นด้วยนัก และเคยให้สัมภาษณ์ว่า กฎนี้ “มันจะไม่ใช่เกมฟุตบอลอีกต่อไป”

 

เรียกว่าเสียงยังแตกอยู่สำหรับกฎนี้ แต่สุดท้ายมันจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกมฟุตบอลดีขึ้นได้จริงหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องทดลองกันก่อน

 

มันอาจจะดีก็ได้ เพราะไม่น่ามีอะไรแย่ไปกว่าการตัดสินของพรีเมียร์ลีกตอนนี้อีกแล้ว

 

อ้างอิง:

The post ‘Blue Card’ นวัตกรรมใหม่การตัดสินที่จะช่วยให้เกมฟุตบอลดีขึ้น? appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘อองรี-โรนัลดินโญ-โอซิล’ ฟุตบอลโลกของตำนาน การกลับมารวมตัวกันของนักเตะที่เราคิดถึง https://thestandard.co/legendary-football-player/ Thu, 08 Feb 2024 14:41:41 +0000 https://thestandard.co/?p=897678 นักฟุตบอลระดับตำนาน

ในรอบปีที่ผ่านมาประเทศไทยได้ต้อนรับการมาเยือนของนักฟุตบ […]

The post ‘อองรี-โรนัลดินโญ-โอซิล’ ฟุตบอลโลกของตำนาน การกลับมารวมตัวกันของนักเตะที่เราคิดถึง appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักฟุตบอลระดับตำนาน

ในรอบปีที่ผ่านมาประเทศไทยได้ต้อนรับการมาเยือนของนักฟุตบอลระดับตำนานมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โรนัลดินโญ, เดวิด เบ็คแฮม, พอล สโคลส์, นิคกี บัตต์ ไปจนถึง เจมี คาร์ราเกอร์, เดิร์ก เคาต์ และ เอ็มมานูแอล เปอตีต์

 

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึง ‘คุณค่า’ ของกลุ่มอดีตนักเตะเหล่านี้ที่แม้ว่าจะอำลาสนามไปเป็นเวลานานแล้ว แต่อารมณ์ความรู้สึกคิดถึงคะนึงหาของแฟนบอลยังคงเหลืออยู่ และมีคนที่พร้อมจะมาหานักเตะเหล่านี้เสมอ

 

เป็นเรื่องดีต่อใจ เพราะแฟนบอลเองก็ดีใจที่ได้เจอ นักเตะเองก็ดีใจที่ได้เจอ ต่างฝ่ายต่างดีใจ

 

แต่มันจะดีขึ้นไปอีกไหมหากเราจะได้เห็นตำนานเหล่านี้กลับมาโลดแล่นในสนามอีกครั้ง ในรูปแบบที่จริงจังมากกว่าแค่เกมวีไอพีที่เล่นกันเพื่อความสุข

 

จะดีไหมถ้าเราจะได้เห็น เธียร์รี อองรี, โรนัลดินโญ, ฟรานเชสโก ต็อตติ, เมซุต โอซิล หรือ เฮอร์นัน เครสโป กลับมากันอีกครั้ง?

 

 

ฟุตบอลโลกของเหล่าตำนานนี้เป็นไอเดียที่ได้รับการเปิดเผยทาง Daily Mail ถึงการแข่งขันรายการใหม่เอี่ยมที่จะมีขึ้นในประเทศอังกฤษในช่วงเดือนมิถุนายน

 

ตามแผนการเบื้องต้นจะมีทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันทั้งสิ้น 8 ทีมด้วยกัน โดยจะมีทีมบิ๊กเนมอย่างอังกฤษ, อาร์เจนตินา, บราซิล, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี,​ สเปน และอุรุกวัย ที่ล้วนเป็นทีมที่เคยคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกด้วยกันทั้งสิ้น

 

ทั้งหมดจะลงสนามแข่งขันกันในรูปแบบของทัวร์นาเมนต์ จะมีการแข่งขันทั้งหมด 8 นัด ซึ่งจะจัดขึ้นที่สนามฟุตบอลของสโมสรในระดับพรีเมียร์ลีกแห่งหนึ่งทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ

 

รายการนี้เป็นไอเดียของบริษัท Elite Players Group (EPG) ที่ก่อตั้งโดยกลุ่มอดีตนักฟุตบอลในระดับสูงสุดของโลก รวมถึงกลุ่มนักธุรกิจกีฬาที่มองเห็นศักยภาพและโอกาสที่จะชุบชีวิตนักเตะในตำนานให้กลับมามีความหมายมากกว่าแค่ความทรงจำ

 

ที่จัดเป็นการแข่งขันก็เพื่อให้เป็นรายการที่สนุก เข้มข้นประมาณหนึ่ง มากกว่าเป็นแค่เกมระดับวีไอพี หรือเกมการกุศลที่นักเตะเหล่านี้ก็มักจะได้รับเชิญเพื่อมาร่วมสร้างสีสันในสนามเป็นประจำอยู่แล้ว

 

 

โดยกัปตันแต่ละทีมที่เข้าร่วมก็เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง EPG นั่นเอง เช่น สตีฟ แม็คมานามาน (อังกฤษ), เอสเตบัน กัมบิอัสโซ (อาร์เจนตินา), เอเมอร์สัน (บราซิล), คริสติยอง การอมเบอ (ฝรั่งเศส),​ เควิน คูรานี (เยอรมนี), มาร์โก มาเตรัสซี (อิตาลี), มิเชล ซัลกาโด (สเปน) และ ดีเอโก ลูกาโน (อุรุกวัย)

 

กลุ่มนักเตะเหล่านี้คือ ‘กัปตันทีม’ ที่จะเลือก (เชิญ) นักเตะมาเข้าร่วมอีกที ภายใต้กติกาคร่าวๆ ที่จะเป็นการคัดกรองว่างานนี้การันตีนักเตะตำนานตัวท็อปแน่ๆ คือ

  • จะต้องเป็นนักฟุตบอลที่อายุ 35 ปี หรือมากกว่านั้น
  • จะต้องติดทีมชาติ หรือผ่านการลงเล่นในระดับลีกสูงสุดมากกว่า 100 นัด
  • ผู้เล่นลงสนามทีมละ 11 คน ระยะเวลาในการแข่งขัน 70 นาที
  • เปลี่ยนตัวได้ไม่จำกัด ภายในจำนวนผู้เล่น 18 คนในทีม

 

มาถึงส่วนที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือเรื่องของรายชื่อนักเตะที่ถูกคาดหมายว่าจะเข้าร่วมการแข่งขันด้วย จะมีใครบ้างนั้น?

 

อังกฤษนอกจากแม็คมานามานแล้วยังมี แอชลีย์ โคล, โจ โคล, ริโอ เฟอร์ดินานด์, เดวิด เจมส์, แฟรงค์ แลมพาร์ด, ไมเคิล โอเวน และ ร็อบบี ฟาวเลอร์

 

เยอรมนีมี เมซุต โอซิล ส่วนอาร์เจนตินาจะมี เฮอร์นัน เครสโป, ปาโบล ซาบาเลตา สำหรับสเปนมี ดาวิด บียา, การ์เลส ปูโยล ขณะที่บราซิลมี คาปู, โรแบร์โต คาร์ลอส และฝรั่งเศสมี เธียร์รี อองรี กับ มาร์กเซล เดอไซญี

 

อิตาลี? ถ้าเราจะได้เห็น ‘เจ้าชายหมาป่า’ ฟรานเชสโก ต็อตติ ฟังดูน่าตื่นเต้นไหม?

 

 

ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน เชื่อว่าฟุตบอลโลกของตำนานรายการนี้น่าจะเป็นรายการที่ได้รับความสนใจจากแฟนฟุตบอลไม่น้อยแน่นอน และจะเป็นมิติใหม่สำหรับกลุ่มอดีตนักฟุตบอลที่จะมีอะไรให้ทำมากกว่าแค่การรับเชิญ โชว์ตัว และแจกลายเซ็นให้แฟนๆ เพียงอย่างเดียว

 

ต่อให้สภาพจะเหลือไม่ถึงครึ่งจากวันวาน แต่ในภาษาฟุตบอลเขาพูดกันมาเนิ่นนาน

 

Form is temporary, class is permanent

 

อย่างไรเสียชั้นเชิงลูกหนังก็ยังเหลืออยู่ และแค่นี้ก็มากพอแล้ว

 

ว่าแต่มีใครคิดจะชวน ‘R9’ โรนัลโด กลับมาบ้างไหมนะ? 🙂

 

อ้างอิง:

The post ‘อองรี-โรนัลดินโญ-โอซิล’ ฟุตบอลโลกของตำนาน การกลับมารวมตัวกันของนักเตะที่เราคิดถึง appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤตซ้อนวิกฤต เชลซีไม่มี ‘ผู้นำ’ ทั้งในสนามและนอกสนาม? https://thestandard.co/crisis-upon-crisis-for-chelsea/ Wed, 07 Feb 2024 06:19:51 +0000 https://thestandard.co/?p=897038

“มันถึงเวลาเปลี่ยนแปลงแล้ว ถ้าปล่อยให้นานไปกว่านี้จะสาย […]

The post วิกฤตซ้อนวิกฤต เชลซีไม่มี ‘ผู้นำ’ ทั้งในสนามและนอกสนาม? appeared first on THE STANDARD.

]]>

“มันถึงเวลาเปลี่ยนแปลงแล้ว ถ้าปล่อยให้นานไปกว่านี้จะสายเกินไป”

 

ข้อความจาก เบลล์ ซิลวา ที่โพสต์บน X กลายเป็นประเด็นที่ถูกนำมาพูดถึงกันอย่างกว้างขวางในวงการฟุตบอล เพราะเบลล์ไม่ได้เป็นแค่แฟนฟุตบอลธรรมดา แต่เธอคือภรรยาของ ติอาโก ซิลวา ปราการหลังอาวุโสของทีมสิงห์บลูส์

 

ข้อความนี้ถูกสำทับด้วยข่าวสะพัดเรื่องความผิดหวังของนักเตะภายในทีม ที่การมาเล่นในสแตมฟอร์ดบริดจ์ไม่ได้สวยงามเหมือนอย่างที่คิดและถูกขายฝันเอาไว้เลย ซึ่งหนึ่งในนักเตะที่ตกเป็นข่าวคือ เอ็นโซ เฟอร์นันเดส กองกลางดีกรีแชมป์โลกทีมชาติอาร์เจนตินา

 

ในขณะที่ เมาริซิโอ โปเชตติโน นายใหญ่ก็ถูกจับตามองว่าเริ่มมีอาการอยู่ไม่สุขในการแถลงข่าวช่วงหลัง โดยการแถลงข่าวครั้งล่าสุดก่อนเกมเอฟเอคัพนัดรีเพลย์กับแอสตัน วิลลา มีการพาดพิงถึงลิเวอร์พูลที่พ่ายแพ้อาร์เซนอลเหมือนกันแต่ไม่มีใครพูดถึงเลย ซึ่งไม่ใช่การให้สัมภาษณ์ที่ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา

 

โดยมีข่าวว่าการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งผู้จัดการทีมเป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้ เพราะเสี่ยงจะเป็นการผิดต่อกฎการเงิน Profit and Sustainability Rules (PSR)

 

นี่หมายถึงเชลซีอยู่ในวิกฤตซ้อนวิกฤตที่ไม่มีทางออกหรือไม่?

 

 

ความพ่ายแพ้ในเกมต่อวูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส คาสแตมฟอร์ดบริดจ์ถึง 4-2 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาสะเทือนหัวใจของแฟนเชลซีอย่างแรง เพราะเป็นอีกครั้งที่ทีมพ่ายแพ้แบบหมดรูปต่อคู่แข่งหลังจากโดนลิเวอร์พูลไล่ต้อน 4-1 ไปในเกมก่อนหน้านี้

 

สถานการณ์ดังกล่าวสร้างแรงกดดันอย่างมหาศาลต่อ เมาริซิโอ โปเชตติโน ผู้จัดการของทีมที่เข้ามารับตำแหน่งในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา พร้อมความคาดหวังว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงเชลซีให้กลายเป็นทีมที่ยอดเยี่ยมได้อีกครั้ง

 

แต่ยิ่งเวลาผ่าน สถานการณ์ก็ยิ่งเลวร้ายมากขึ้น

 

เวลานี้เชลซีอยู่ในอันดับที่ 11 ของตารางมี 31 คะแนน อยู่ใกล้กับโซนลุ้นหนีตกชั้นอย่างเอฟเวอร์ตัน (19 คะแนน) มากกว่าโซนลุ้นไปแชมเปียนส์ลีกอย่างแอสตัน วิลลา (46 คะแนน) ขณะที่ฟอร์มการเล่นของทีมยังมองไม่เห็นถึงความชัดเจนใดๆ

 

ไม่มีสไตล์ ไม่มีแผน ไม่มีอะไรทั้งนั้น โดยไม่มีอะไรดีไปกว่าวันที่ เกรแฮม พอตเตอร์ คุมทีมเลย

 

จริงอยู่ที่เชลซีประสบปัญหานักเตะบาดเจ็บจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงคีย์แมนอย่างกัปตันทีม รีซ เจมส์ และ เบน ชิลเวลล์ ที่มีอาการบาดเจ็บรบกวนตลอด แต่โปเชตติโนเข้ามาคุมทีมตั้งแต่ช่วงปิดฤดูกาล ผ่านการพรีซีซันเต็มรูปแบบ

 

ทีมยังมี ‘แกน’ ที่ใช้งานต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็น ติอาโก ซิลวา, อักเซล ดิซาซี, ลีวาย โคลวิลล์, เอนโซ เฟร์นานเดซ, มอยเซส ไกเซโด, คอเนอร์ กัลลาเกอร์, โคล พาลเมอร์, ราฮีม สเตอร์ลิง, มิไคโล มูดริก และ นิโคลัส แจ็คสัน ซึ่งทั้งหมดนี้ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกไม่ต่ำกว่า 19 นัด

 

 

แต่เชลซีของโปเชตติโนยังติดอยู่ที่แยกคลองตัน มองไม่เห็นพัฒนาการสักที ที่สำคัญคือยิ่งเล่นก็ยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ

 

เล่นแย่ไม่พอ โปเชตติโนยังถูกจับตามองเรื่องของการแก้เกม (In Game Management) ที่มักจะเปลี่ยนแปลงตัวผู้เล่นช้าเกินไปและไร้ประสิทธิผล

 

มีแค่ 3 นัดที่เชลซีพลิกแซงคู่แข่งได้คือการเจอกับเอเอฟซี วิมเบิลดัน ในลีกคัพ, เบิร์นลีย์ที่ย่ำแย่ และสเปอร์สที่นักเตะโดนไล่ออกไป 2 คน

 

ความผิดหวังที่สะสมทำให้ เบลล์ ซิลวา ขอเป็นตัวแทนหมู่บ้านในการเปิดฉากโจมตีโปเชตติโนผ่านการพูดอ้อมๆ ซึ่งแม้จะไม่มีการระบุว่า ‘การเปลี่ยนแปลง’ คืออะไร แต่ทุกคนรู้ว่าหมายถึงการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งผู้จัดการทีม

 

ในมุมของ ‘พอช’ เขาพยายามบอกว่าทีมต้องการเวลา และเขาเองก็อยากขอเวลาในการทำงานมากกว่านี้ เพื่อจะจัดการแก้ไขปัญหาทุกอย่าง

 

ทั้งนี้ ในโปรเจกต์ใหญ่ของเชลซี ซึ่งเริ่มในวันที่ ทอดด์ โบห์ลี นำกลุ่มนักลงทุนเข้ามาเทกโอเวอร์สโมสรต่อจากโรมัน อบราโมวิช เมื่อปี 2022 ทีมก็เริ่มมีการเปลี่ยนถ่ายสายเลือดนักเตะใหม่ มีการซื้อนักเตะแห่งอนาคตเข้ามามากมาย

 

 

เริ่มจาก เอนโซ, มูดริก, พาลเมอร์, ไกเซโด ไปจนถึง คริสโตเฟอร์ เอ็นคุนคู และ โรเมโอ ลาเวีย ในกลุ่มนักเตะระดับสตาร์อนาคตไกล

 

นอกจากนี้ยังมี ดิซาซี, เบอนัวต์ บาเดียชิล, โนนี มาดูเอเก, มาโล กุสโต, เซซาเร คาซาเดด, คาร์นีย์ ชุควูเมกา, นิโคลัส แจ็คสัน, เลสลีย์ อูโกชุควู ในกลุ่มที่ถูกมองว่าจะเป็นนักเตะที่พัฒนาขึ้นมาเป็นดาวเด่นได้

 

ตามแผนของโบห์ลีแล้วเขาคาดหวังที่จะเห็นเชลซีชุดนี้เติบโตไปด้วยกัน และก้าวขึ้นมาในวันที่ เจอร์เกน คล็อปป์ และ เป๊ป กวาร์ดิโอลา อำลาจากลิเวอร์พูลกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งคาดไว้ว่าไม่เกินปี 2025

 

แต่มันเป็นการมองการณ์ไกลเกินไปและห่างจากความเป็นจริง นักเตะเหล่านี้อ่อนประสบการณ์และวุฒิภาวะต่ำเกินไป เชลซีกลายเป็นทีมที่สูญเสียความสมดุลอย่างแรง อย่าว่าแต่เล่นดี นัดแย่หลายนัดในระหว่างเกมเองก็มีทั้งช่วงเวลาที่เหมือนจะทำได้ดีแต่ก็กลับมาแย่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

 

ทีมไม่มี ‘ผู้นำ’ ในสนามที่จะเป็นคนกำกับเกมผ่านการเล่นจริง ซึ่งในอดีตจะมีนักเตะอย่าง จอห์น เทอร์รี, แฟรงค์ แลมพาร์ด, ดิดิเยร์ ดร็อกบา หรือแม้แต่ ปีเตอร์ เช็ก ที่เป็นเสาหลักค้ำยันทีมให้

 

 

ตอนนี้นักเตะที่อยู่ในระดับนั้นเหลือเพียงแค่ ติอาโก ซิลวา ไม้ใกล้ฝั่งในวัย 39 ปีที่ช่วยทีมแทบไม่ไหวแล้ว

 

แต่ก่อนจะฟูมฟาย สิ่งที่โปเชตติโนต้องแก้ไขเป็นการเร่งด่วนคือการ ‘ซื้อใจ’ ลูกทีมเหล่านี้กลับมาให้ได้ หลังจากที่เริ่มมองเห็นว่านักเตะไม่เชื่อใจและไม่ตอบสนองต่อคำสั่งในสนาม ไปจนถึงข่าวลือเรื่องการไม่มีความสุขของนักเตะหลายคนที่คิดถึงเรื่องการย้ายออกจากทีมหลังจบฤดูกาลนี้

 

ประเด็นนี้นักข่าวสอบถามโปเชตติโนเช่นกัน โดยเฉพาะกับ ติอาโก ซิลวา แต่กุนซือชาวอาร์เจนไตน์ยังเชื่อว่าทุกอย่างยังเป็นไปด้วยดี “ไปถามเขาเลยก็ได้ แต่ผมคิดว่าระหว่างเรายังดีกันอยู่ ผมคิดว่าความสัมพันธ์ของเราดีต่อกันมาตลอดตั้งแต่แรก ลองดูได้จากเวลาที่ผมแถลงข่าวหรือสัมภาษณ์ ผมพูดถึงเขาอย่างไร”

 

โปเชตติโนเปิดเผยว่าระหว่างเขากับ ติอาโก ซิลวา ได้มีการเปิดใจเคลียร์กันเรียบร้อย โดยนักเตะเป็นฝ่ายที่เข้ามาขอเคลียร์ด้วยตัวเองหลังการโพสต์ข้อความของภรรยา เพียงแต่รายละเอียดการพูดคุยเป็นเรื่องส่วนตัว

 

 

สำหรับนักเตะคนอื่นอดีตผู้จัดการทีมสเปอร์สยืนยันว่าเขายังยืนหยัดเคียงข้างลูกทีมเสมอ และมั่นใจในความเป็น ‘ผู้นำ’ ของเขา

 

“ผมบอกกับนักเตะในการประชุมวันนี้ว่า ผมเชื่อใจพวกเขามากกว่าทุกที ผมจะสนับสนุนพวกเขามากขึ้นกว่าทุกครั้ง ผมไม่ได้เป็นแค่เจ้านายธรรมดา แต่ผมคือผู้นำ”

 

ส่วนนักเตะจะยืนข้างเขาหรือไม่เป็นสิ่งที่ต้องจับตาดูกัน

 

ที่สำคัญคือโบห์ลีและเหล่าผู้บริหารระดับสูงจะยืนข้างโปเชตติโนต่อไปหรือไม่ และสมมติหากมันไปไม่ไหวจริงๆ การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ทำได้หรือไม่

 

ถ้าทำไม่ได้ก็อาจหมายถึงต้องทนอยู่กันไปแบบนี้ ไม่ว่าจะนักเตะหรือผู้จัดการทีม ซึ่งไม่มีอะไรจะเศร้าไปกว่านี้อีกแล้ว

 

อ้างอิง:

The post วิกฤตซ้อนวิกฤต เชลซีไม่มี ‘ผู้นำ’ ทั้งในสนามและนอกสนาม? appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ซอมบี้ฟุตบอล’ จะพาเกาหลีใต้ถึงฝันเอเชียนคัพหรือไม่? https://thestandard.co/south-korea-afc-asian-cup/ Tue, 06 Feb 2024 06:49:08 +0000 https://thestandard.co/?p=896621 ซอมบี้ฟุตบอล

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ดูเหมือนคนเกาหลีกับหนังแนวซ […]

The post ‘ซอมบี้ฟุตบอล’ จะพาเกาหลีใต้ถึงฝันเอเชียนคัพหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซอมบี้ฟุตบอล

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ดูเหมือนคนเกาหลีกับหนังแนวซอมบี้จะเป็นของที่เข้ากันได้อย่างน่าประหลาดใจ

 

จากเรื่องราวของ Train to Busan ที่เป็นจุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์ ‘K-Zombie’ จนนำมาสู่ซีรีส์ที่ได้รับการกล่าวขานอย่าง Kingdom และอีกมากมายหลายเรื่องตามมา นับได้ว่าเป็นความสำเร็จที่งดงามสำหรับวงการบันเทิงแดนกิมจิ

 

แต่ในวงการฟุตบอลเองดูเหมือนซอมบี้ก็เริ่มจะเข้ามามีส่วนนิดๆ ด้วยเหมือนกัน กับผลงานของทีมชาติเกาหลีใต้ในรายการเอเชียนคัพ ที่ตอนนี้เข้ามาจนถึงรอบรองชนะเลิศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

สถิติที่น่าสนใจคือใน 5 นัดที่ลงสนามพวกเขามาทำประตูได้ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บของครึ่งหลังถึง 4 ประตู

 

ความตายยากตายเย็นนี้เองที่ทำให้เกาหลีใต้ถูกขนานนามว่า ‘ซอมบี้ฟุตบอล’ 🧟‍♂️

 

รายการฟุตบอลเอเชียนคัพ 2023 ที่ประเทศกาตาร์ ได้รับเสียงชื่นชมอย่างมากในเรื่องของคุณภาพเกมการแข่งขันที่พัฒนาขึ้นจากในอดีตมาก โดยเฉพาะการเติบโตของบรรดาทีมเล็กทีมน้อยที่เคยถูกมองว่าเป็นไม้ประดับ ก็สามารถปักหลักต่อสู้กับทีมใหญ่ได้อย่างน่าประทับใจ

 

 

แต่ในจำนวนนี้ก็มีทีมที่เล่นได้ไม่เป็นที่น่าประทับใจเหมือนกัน ซึ่งทีมที่แฟนบอลดูแล้วส่ายหัวมากที่สุดคือทีมชาติเกาหลีใต้ ที่ได้ ‘ฉลามขาว’ เจอร์เกน คลินส์มันน์ ตำนานศูนย์หน้าทีมชาติเยอรมนี ที่เคยคุมทีม ‘อินทรีเหล็ก’ ในช่วงฟุตบอลโลก 2006 รวมถึงทีมชาติสหรัฐอเมริกามาคุมทัพ

 

จากทีมที่แข็งแกร่ง ดุดัน เล่นได้มันที่สุดทีมหนึ่ง เกาหลีใต้ในเอเชียนคัพครั้งนี้อ่อนปวกเปียก ไม่เฉียบคมเหมือนเก่า และดูไร้ซึ่งเรี่ยวแรง ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกมากสำหรับทีมที่มีสมญาในอดีตว่าพลังโสม (สมัยก่อนคนเฒ่าเขาแซวกันว่านักเตะเกาหลีใต้กินโสมเยอะเลยแรงดี)

 

แต่ก็อีกนั่นแหละ ขนาดเล่นแย่เกาหลีใต้ก็ทะลุเข้ามาได้ถึงรอบรองชนะเลิศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยระหว่างทางพวกเขาผ่านด่านมหาหินอย่างซาอุดีอาระเบีย รวมถึงออสเตรเลียมาได้อย่างไม่มีใครอยากเชื่อในรอบ 16 ทีมและ 8 ทีมสุดท้าย

 

ทั้งสองนัดเริ่มและจบลงเหมือนกันประหนึ่งหนังภาคต่อ เกาหลีใต้ตกเป็นรอง และเล่นไม่เป็นโล้เป็นพายเลย จนกระทั่งมาฮึดเอาในช่วงสุดท้ายของเกม

 

ในเกมกับซาอุดีอาระเบีย พวกเขาทำประตูตีเสมอได้ในนาทีที่ 99 ก่อนจะยื้อกันในช่วงต่อเวลาพิเศษและเอาชนะได้ในการดวลจุดโทษ

 

ส่วนในเกมกับออสเตรเลียไม่ต้องถึงฎีกา แต่กว่าจะตีเสมอได้ก็คือนาทีที่ 6 ของการทดเวลาจากจุดโทษของฮวังฮีชาน แล้วมาพลิกแซงชนะได้จากลูกฟรีคิกนอกกรอบเขตโทษของซนฮึงมินที่โชว์ความเป็นสุดยอดนักเตะระดับโลกของแท้ยิงหลอกเข้าเสาแรกอย่างเหนือชั้น

 

 

ความตายยากของเกาหลีใต้ที่เหมือนจะถูกปลุกให้ตื่นในช่วงสุดท้ายของเกม และปลดปล่อยพลังหลังจากได้ประตูตีเสมอเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยาก

 

ในถ้อยคำของคลินส์มันน์เองก็ดูเหมือนจะปล่อยทุกอย่างให้อยู่ในมือสตาร์ของทีมอย่างซนฮึงมิน, ฮวังฮีชาน รวมถึงอีคังอิน ที่จะหาหนทางเอาชัยชนะมาให้ทีมให้ได้

 

“ซนเป็นผู้นำและผู้เล่นที่ยอดเยี่ยม ผมเชื่อในการตัดสินใจของเขา” คลินส์มันน์ที่ดูไม่มีสง่าราศีเหลือเลยกล่าว โดยที่แฟน ‘นักรบแทกุก’ เองก็ไม่ค่อยสนใจฟังเท่าไร เพราะไม่เชื่อมือของกุนซือชาวเยอรมันคนนี้มาสักพักแล้ว

 

ความจริงไม่มีใครคาดหวังกับศูนย์หน้าที่เคยคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกในปี 1990 มาแล้วสักเท่าไร

 

คลินส์มันน์ได้รับการแต่งตั้งให้คุมทีมชาติเกาหลีใต้เมื่อต้นปี 2023 แทนที่ของเปาโล เบนโต ที่อำลาหลังจบภารกิจในศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ ซึ่งปรากฏว่าการทำงานในช่วงแรกเป็นที่น่าผิดหวังอย่างยิ่งในสายตาของสื่อมวลชนเกาหลีใต้

 

ไม่เพียงแค่ฟอร์มการเล่นของทีมที่ย่ำแย่ การปฏิบัติกับสื่อของคลินส์มันน์ก็ไม่เป็นที่ถูกใจนัก โดยเฉพาะเรื่องของการให้สัมภาษณ์ผ่าน Zoom จากบ้านพักที่แคลิฟอร์เนีย

 

เสียงวิจารณ์ดังกระหึ่มในช่วงเวลาดังกล่าว ก่อนที่ทุกอย่างจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับทั้งเรื่องผลงานของทีม ไปจนถึงเรื่องของการวางตัวต่างๆ เพียงแต่ในความรู้สึกลึกๆ แล้วไม่มีคนเชื่อมือหรือเชื่อใจกุนซือฉลามขาวคนนี้สักเท่าไรนัก

 

อย่างไรก็ดีในการแข่งขันฟุตบอลทัวร์นาเมนต์ ทีมที่ประสบความสำเร็จไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นทีมที่เล่นได้ดีสวยงามตั้งแต่นัดแรกเสมอไป

 

บ่อยครั้งทีมที่เริ่มต้นได้กระท่อนกระแท่น แต่ค่อยๆ เริ่มดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปแต่ละนัดก็จบด้วยถ้วยแชมป์ ตัวอย่างที่ดีล่าสุดคือในฟุตบอลโลก 2022 ที่อาร์เจนตินา เริ่มต้นด้วยการแพ้ซาอุดีอาระเบียมาก่อนจะค่อยๆ พลิกฟอร์ม ฝ่าตะลุยไปทีละรอบทีละนัดจนสุดท้ายคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 3 ปิดตำนานเทพนิยายลูกหนังของลิโอเนล เมสซีได้

 

 

เกาหลีใต้ก็มีโอกาสจะทำได้เช่นกัน หลังจากที่ไม่เคยคว้าแชมป์รายการนี้มาครองได้เลยนับตั้งแต่ปี 1964 หรือ 50 ปีมาแล้ว โดยครั้งล่าสุดที่ได้เข้าชิงชนะเลิศคือปี 2015 แต่ก็พ่ายให้กับออสเตรเลีย (ซึ่งมี แอนจ์ ปอสเตโคกลู คุมทัพ และเป็นบอสของซนฮึงมินในสโมสร)

 

เริ่มจากเกมคืนนี้ที่จะพบกับจอร์แดน ซึ่งบู๊กันมาอย่างสนุกในเกมรอบแรกที่เสมอกัน 2-2 โดยที่จอร์แดนก็เป็นหนึ่งในความเซอร์ไพรส์ของรายการนี้

 

ถ้าหากผ่านด่านไปได้ก็จะรอพบกับผู้ชนะระหว่างแชมป์เก่าและเจ้าภาพกาตาร์ หรืออิหร่านที่หักด่านญี่ปุ่นได้อย่างยอดเยี่ยม

 

คลินส์มันน์บอกเป็นนัยว่าทีมของเขาพร้อมเสมอหากเกมจะยื้อไปถึงช่วงของการต่อเวลาพิเศษ หรือแม้แต่การดวลจุดโทษ

 

ฟอร์มอาจไม่โดนใจ แต่บอกเลยไม่มีใครประมาท ‘ซอมบี้ฟุตบอล’ ได้แน่นอนในตอนนี้!

 

อ้างอิง:

The post ‘ซอมบี้ฟุตบอล’ จะพาเกาหลีใต้ถึงฝันเอเชียนคัพหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Trust the Process’ ชัยชนะสำคัญและความสุขล้นใจของอาร์เซนอล https://thestandard.co/trust-the-process-arsenal/ Mon, 05 Feb 2024 09:20:51 +0000 https://thestandard.co/?p=896268 อาร์เซนอล

ภาพของ มิเกล อาร์เตตา ที่วิ่งฉลองประตูในช่วงทดเวลาบาดเจ […]

The post ‘Trust the Process’ ชัยชนะสำคัญและความสุขล้นใจของอาร์เซนอล appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาร์เซนอล

ภาพของ มิเกล อาร์เตตา ที่วิ่งฉลองประตูในช่วงทดเวลาบาดเจ็บของ เลอันโดร ทรอสซาร์ด ไปจนถึงโมเมนต์ระหว่าง มาร์ติน โอเดการ์ ที่ขอสลับบทถ่ายภาพตากล้องประจำสโมสร โดยมีเหล่ากูนเนอร์สเป็นฉากหลังเมื่อจบเกมที่เอมิเรตส์สเตเดียมที่ผ่านมา กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอยู่บ้าง

 

นักวิเคราะห์อย่าง เจมี คาร์ราเกอร์, แกรี เนวิลล์ และ ริโอ เฟอร์ดินานด์ มองว่า อาการ ‘สุขล้น’ ของอาร์เตตา นักเตะ และแฟนบอลอาร์เซนอล ถือว่า ‘เกินเบอร์’ ไปมาก

 

ผู้จัดการทีมชาวสเปนถึงขั้นทำท่า ‘ชกลม’ (Fist Pump) ที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของ เจอร์เกน คล็อปป์ เลยทีเดียว

 

“ชนะแล้วก็เดินกลับเข้าห้องแต่งตัวไปสิ” 

 

“นี่แค่เกมเดียวไม่ได้แปลว่าจะได้แชมป์”

 

อย่างไรก็ดี หากมองในมุมของอาร์เซนอลแล้วก็จะเข้าใจได้ถึงความสำคัญของชัยชนะในเกมนี้

 

รวมถึงวิธีการที่ทำให้พวกเขาได้มาซึ่งชัยชนะด้วย

 

 

ในวันที่อาร์เตตาเข้ามารับงานคุมทีมกันเนอร์สต่อจากอูไน เอเมรี ในเดือนธันวาคม 2019 หากมีใครบอกในเวลานั้นว่า ผู้จัดการทีมหน้าใหม่ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการคุมทีมใหญ่มาก่อน จะสามารถเปลี่ยนแปลงอาร์เซนอลให้กลายเป็นทีมในระดับลุ้นแชมป์ (Title Contender) อาจจะถูกมองด้วยสายตาที่ไม่ดีได้

 

เพราะอาร์เซนอลในเวลานั้นเต็มไปด้วยปัญหาไปเสียแทบทุกจุด ทีมขาดพลัง ไม่มีความเชื่อ มีสตาร์ที่เล่นไม่คุ้มค่าเหนื่อย ไปจนถึงนักเตะที่ดีไม่พอสำหรับทีมที่เคยยิ่งใหญ่อย่างอาร์เซนอล

 

แต่สิ่งที่ได้เห็นในเกมที่เอมิเรตส์สเตเดียมเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา วันนี้นักเตะอาร์เซนอลพิสูจน์ตัวเองแล้วว่า พวกเขาดีพอที่จะสยบทีมที่แข็งแกร่งอย่างลิเวอร์พูลลงได้แบบไร้ซึ่งคำถาม เพราะทุกอย่างมันชัดเจนตั้งแต่นาทีแรกจนนาทีสุดท้าย

 

นักเตะปืนใหญ่แสดงให้เห็นไม่เพียงแค่เรื่องของคุณภาพของทีมที่แกร่งทั่วแผ่น แต่พวกเขาแสดงให้เห็นถึงทีมเวิร์กที่เหนือกว่า แผนการที่ดีกว่า และสำคัญที่สุดคือเรื่องของลูกล่อลูกชนและหัวจิตหัวใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่พวกเขาถูกตั้งคำถามมาตลอด 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา

 

กระดูกยังแข็งไม่พอหรอก ยังเคี่ยวกรำไม่พอ ใจไม่ได้หรอก คือสิ่งที่อาร์เซนอลเจอมาโดยตลอด

 

แต่ในฤดูกาลนี้พวกเขาจัดการแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้แล้วที่สนามแห่งนี้

 

และเมื่อคืนนี้พวกเขาจัดการลิเวอร์พูลได้เหมือนกัน

 

 

ในระบบลีกของเกมฟุตบอล ในแต่ละนัดไม่ว่าจะชนะใครด้วยสกอร์สักเท่าไร ในเรื่องทางโลกถือว่าก็ได้ 3 คะแนนเท่ากันและเท่านั้น

 

แต่ในเรื่องทางใจแล้ว คนที่เข้าใจเกมฟุตบอลดีจะเข้าใจว่าชัยชนะในเกมใหญ่แบบนี้มันมีความหมายมากแค่ไหน

 

จริงอยู่ที่ลิเวอร์พูลมาในสภาพที่ไม่พร้อมสรรพนัก พวกเขาต้องขาดนักเตะที่กำลังทำผลงานได้ดีและมีความสำคัญมากในระบบการเล่นไป 3 คนจากทีมตัวจริง เมื่อ คอเนอร์ แบรดลีย์ แบ็กขวาดาวรุ่ง ได้รับข่าวร้ายการจากไปของ คุณพ่อโจ แบรดลีย์ ก่อนเกมเพียงแค่ 2 วัน ขณะที่ โดมินิก โซโบสไล กองกลางตัวเดินเกมคนสำคัญ มีอาการบาดเจ็บ ซ้ำยังไม่มีชื่อด้วยอีกคน ส่วน ดาร์วิน นูนเญซ มีอาการบาดเจ็บจากเกมกับเชลซี ไม่พร้อมสำหรับการลงตัวจริง

 

อย่าลืมชื่อของ โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ ที่บาดเจ็บ ไปจนถึง วาตารุ เอนโดะ ที่เพิ่งเดินทางกลับจากภารกิจรับใช้ทีมชาติญี่ปุ่นในรายการเอเชียนคัพ

 

ถ้าเป็นการลงสนามเจอทีมอื่นทั่วไป ขุมกำลังที่เหลือของลิเวอร์พูลน่าจะดีพอให้พวกเขาเอาชนะคู่แข่งได้ หรืออย่างน้อยเอาตัวรอดได้เหมือนที่ได้เห็นมาตลอดทั้งฤดูกาลใ นการเป็นทีมที่พลิกสถานการณ์กลับมาคว้าผลการแข่งขันที่ดีได้มากที่สุด

 

แต่ไม่ใช่สำหรับอาร์เซนอล โดยเฉพาะในวันที่เหล่ากันเนอร์สตั้งตารอโอกาสจะล้างตา

 

อาร์เตตาไม่ได้เปลี่ยนแปลงคำสั่งหรือแผนการเล่นอะไรเป็นพิเศษ พวกเขายังเป็นฝ่ายที่สามารถ ‘ตรึง’ ลิเวอร์พูลได้เหมือนเดิมด้วยตาข่ายล่องหนที่มองไม่เห็นแต่สัมผัสได้

 

ตาข่ายที่ว่าคือการเพรสซิ่งสูงที่กดไม่ให้ลิเวอร์พูลโงหัวขึ้นได้เด็ดขาด ซึ่งกลายเป็นปัญหาของลิเวอร์พูลแสดงออกให้เห็นตั้งแต่ต้นเกมโดยที่ยังหาทางแก้ลำไม่ได้ แม้ว่าจะเป็นการพบกันครั้งที่ 3 ในรอบระยะเวลาห่างกันแค่ไม่ถึง 2 เดือน (2 พรีเมียร์ลีก และ 1 เอฟเอคัพ)

 

เมื่อบวกกับการที่ทีมของคล็อปป์ดูขาด ‘พลัง’ ที่พวกเขาแสดงให้เห็นอย่างล้นเหลือในช่วงที่ผ่านมา ลิเวอร์พูลจึงตกเป็นรองตลอดในครึ่งเวลาแรก

 

 

ขณะที่อาร์เซนอลเล่นแบบเดิม แต่เพิ่มเติมคือวิธีการเข้าทำที่มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ด้วยการใช้การเปิดบอลแบบไดเรกต์ทิ้งไปยังพื้นที่ฮาล์ฟสเปซ ที่เป็นจุดเกรงใจของบรรดาแนวรับลิเวอร์พูล โดยมีความเร็วและเทคนิคจัดจ้านของ กาเบรียล มาร์ติเนลลี เล่นงานตรง ‘กล่องดวงใจ’ ของผู้มาเยือนจากเมอร์ซีย์ไซด์เข้าอย่างจังในพื้นที่หลังแบ็กขวาที่เป็นความรับผิดชอบของ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์

 

ในช่วงหลายนัดที่ผ่านมา พื้นที่ตรงนี้เป็นงานของแบรดลีย์ ไอ้หนูดาวรุ่งวัย 20 ปีที่เป็นฟูลแบ็กธรรมชาติที่เล่นเกมรับได้อย่างยอดเยี่ยม มีทั้งความเร็ว ความแข็งแกร่ง และรูปร่าง ซึ่งช่วยงานของ อิบราฮิมา​ โคนาเต ได้เป็นอย่างดี แต่ในเกมนี้เมื่อเปลี่ยนเป็นแบ็กที่มีจุดอ่อนเรื่องเกมรับอย่างอเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ทำให้มาร์ติเนลลีลูบปากเบาๆ

 

ประตูขึ้นนำของอาร์เซนอลก็เริ่มจากการที่เทรนต์ไม่ได้ตามมาร์ติเนลลี ทำให้โคนาเตพะวงกับกองหน้าชาวบราซิล เปิดพื้นที่ให้ ไค ฮาเวิร์ตซ์ ที่ขยับหาช่องได้ยอดเยี่ยม และต้องชมโอเดการ์ดที่เปิดด้วยน้ำหนักที่สุดยอดจนได้หลุดเข้าไป แม้จะยิงไม่ผ่าน อลิสสัน เบ็คเกอร์ แต่ก็ยังมี บูกาโย ซากา ซ้ำดาบสองให้

 

หลังจากนั้นแผนของอาร์เซนอลคือการหยุดเพรสซิ่งหนัก เพราะพวกเขาไม่สามารถจะเล่นแบบนั้นได้ทั้งเกม แต่เปลี่ยนมาเป็นแพ็กเกม ปล่อยให้ลิเวอร์พูลครองบอลได้ แต่ไม่ปล่อยให้สร้างโอกาสได้

 

ความผิดพลาดครั้งเดียวคือการที่ วิลเลียม ซาลิบา ประมาทเกินไปจนทำให้ หลุยส์ ดิอาซ ชิงบอลได้ในกรอบ 6 หลา ก่อนลูกสะกิดแบบไม่คิดอะไรจะโดนแขนของ กาเบรียล มาร์กัลเญส เข้าไปเป็นประตูตีเสมอ 1-1

 

ในสถานการณ์แบบนี้เป็นเรื่องที่คาดได้ว่าอาร์เซนอลจะเสียหลัก และอาจถึงขั้นโดนลิเวอร์พูลเล่นงานได้ ซึ่งเกมในช่วงต้นครึ่งหลังก็ส่อเค้าแบบนั้นจริงๆ เมื่อนักเตะหงส์แดงเหยียบคันเร่งหวังยิงแซงให้ได้โดยเร็วที่สุดในระหว่างที่คู่แข่งยังตั้งตัวไม่ถูก

 

 

จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดมาเกิดขึ้นจากความผิดพลาดของ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ที่ปล่อยลูกเปิดยาวของมาร์กัลเญสมาให้มาร์ติเนลลีข้ามหัวไปโดยไม่ยอมขึ้นโหม่งตั้งแต่แรก และมาพลาดท่าในจังหวะชิงเหลี่ยมปะทะกันด้วยพละกำลังที่อัดสตาร์แซมบ้าไม่ลง ซ้ำยังเสียหลักไปรบกวนอลิสสัน ซึ่งก็ทะเลอทะล่าออกมาหมายเตะบอลทิ้งเหมือนกัน

 

สุดท้ายเมื่ออลิสสันจั่ววืด เกมก็เข้าทางอาร์เซนอลทั้งหมดทันที

 

เพราะคราวนี้ทีมของอาร์เตตารู้แล้วว่าพวกเขาจะพลาดแบบเดิมไม่ได้อีกเด็ดขาด เกมรับถอนลงไปแพ็กกันแน่น ซึ่งไม่เพียงแค่เรื่องของทีมเวิร์ก ความเข้าใจเกม กันเนอร์สยังมีวินัยที่ยอดเยี่ยม

 

พวกเขาสู้เพราะรู้ว่าชัยชนะเกมนี้ไม่ได้มีความหมายแค่ 3 คะแนน แต่มันคือการจุดประกายความหวังของทีมให้กลับสู่เส้นทางของการลุ้นแชมป์อีกครั้ง ซึ่งสิ่งนี้มีความหมายอย่างมากสำหรับช่วงที่เหลือของฤดูกาล

 

ระหว่างการโดนลิเวอร์พูลทิ้งเป็น 8 แต้ม กับไล่ตามเหลือ 2 คะแนน มันเป็นความรู้สึกเหมือนโลกคนละใบ

 

และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้อาร์เตตาวิ่งฉลองประตูของทรอสซาร์ดอย่างสุดสะใจ ไปจนถึงการใช้กำปั้นอัปเปอร์คัตให้แฟนอาร์เซนอล รวมถึงการที่โอเดการ์ดถ่ายภาพตากล้องให้เป็นที่ระลึก

 

ขณะที่กูนเนอร์สประกาศศักดาหน้าสนามเอมิเรตส์อย่างมั่นใจ “พวกเราจะคว้าแชมป์ได้แน่”

 

 

‘Trust the Process’ ได้พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่าพวกเขาก้าวไปอีกขั้นแล้ว และมันก็มีเหตุผลให้เชื่อเช่นนั้น

 

ในความเป็นจริงฤดูกาลยังเหลือเส้นทางอีกค่อนข้างไกล ยังมีจุดพลิกผันที่พร้อมจะเกิดขึ้นได้ตลอด โดยเฉพาะมีปัจจัยเรื่องของยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก รวมถึงเรื่องอาการบาดเจ็บและความอ่อนล้าของผู้เล่นที่จะกลับมาในช่วงหลังจากนี้ ซึ่งอาร์เตตาถูกวิพากษ์ว่าบริหารจัดการเรื่องเหล่านี้ได้ไม่ค่อยดีนัก แต่โชคดีที่ไม่ค่อยมีปัญหาตัวผู้เล่นบาดเจ็บ

 

อย่าลืมว่ายังมีแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ตอนนี้กลับมาเข้าฟอร์ม ‘ลาสต์บอส’ อีกครั้ง หลังได้ เควิน เดอ บรอยน์ และ เออร์ลิง เบราต์ ฮาลันด์ กลับมา และลิเวอร์พูลก็ไม่ใช่ทีมที่ล้มแล้วไม่เคยลุกเสียเมื่อไร

 

แต่นั่นเป็นเรื่องของอนาคต เอียน ไรต์ ตำนานกันเนอร์ส ไม่เห็นด้วยกับการที่ใครต่อใครออกมาท้วงติงเรื่องอาการ ‘สุขล้น’ ของอาร์เซนอล

 

ไม่ใช่ไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้ายังมีขวากหนามรออยู่ ไม่ใช่ไม่รู้ว่ามีโอกาสที่จะผิดหวัง

 

แค่วันนี้จะขอมีความสุขบ้าง ผิดมากหรือไร?

The post ‘Trust the Process’ ชัยชนะสำคัญและความสุขล้นใจของอาร์เซนอล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฤดูนี้หนาวๆ เหงาๆ สาเหตุที่ทำให้ตลาดนักเตะพรีเมียร์ลีกซบเซา? https://thestandard.co/january-transfer-spending-analysis/ Fri, 02 Feb 2024 14:39:00 +0000 https://thestandard.co/?p=895468 ตลาดซื้อขายนักเตะ

หากตลาดการซื้อ-ขายรอบฤดูหนาวของปี 2023 คือตลาดที่ว้าวุ่ […]

The post ฤดูนี้หนาวๆ เหงาๆ สาเหตุที่ทำให้ตลาดนักเตะพรีเมียร์ลีกซบเซา? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดซื้อขายนักเตะ

หากตลาดการซื้อ-ขายรอบฤดูหนาวของปี 2023 คือตลาดที่ว้าวุ่นมากที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกด้วยเม็ดเงินสะพัดถึงกว่า 815 ล้านปอนด์ (3.6 หมื่นล้านบาท) ตลาดการซื้อ-ขายรอบที่เพิ่งปิดตัวลงไปเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก็คือตลาดรอบที่ทั้งหนาวและเหงาที่สุดเช่นกัน

 

ตัวเลขการย้ายทีมของนักเตะในรอบตลาดนี้ลดลงเหลือเพียงแค่ 112 ล้านปอนด์ (5 พันล้านบาท) เท่านั้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่ลดลงอย่างน่าใจหายเป็นอย่างยิ่ง

 

เกิดอะไรขึ้นกับตลาดการซื้อ-ขายนักเตะในปีนี้? มันเกี่ยวอะไรกับเรื่องของภาวะเศรษฐกิจถดถอยของโลกหรือไม่?

 

ตลอดช่วงระยะเวลา 32 วันที่ตลาดการซื้อ-ขายฤดูหนาว (Winter Transfer Window) เปิดให้ทุกสโมสรซื้อหาผู้เล่นเข้ามาเพื่อปรับทัพเสริมทีมสำหรับการสู้ศึกในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล สปอตไลต์ย่อมจับไปที่พรีเมียร์ลีก ในฐานะลีกฟุตบอลอันดับหนึ่งที่ร่ำรวยเงินทองมากที่สุด

 

 

โดยเฉพาะเมื่อปีกลายที่พรีเมียร์ลีกแสดงแสนยานุภาพของความเป็น ‘ซูเปอร์ลีก’ ออกมาด้วยการซื้อ-ขายผู้เล่นมโหฬารกันถึงกว่า 815 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงอย่างน่าตกใจ โดยที่ลีกใหญ่ในระดับ Top 5 ของยุโรปที่อื่นได้แต่มองตากันปริบๆ

 

เจ้าพ่อตลาดปีที่แล้วคือเชลซี ภายใต้การนำของ ทอดด์ โบห์ลี นักธุรกิจกีฬาชาวอเมริกันที่ช้อปปิ้งนักเตะเข้าทีมเหมือนกดใส่ตะกร้ารอแล้วจ่ายโดยไม่ต้องคิด ซึ่งก็มีการย้ายทีมของสตาร์อย่าง เอนโซ เฟร์นานเดซ กองกลางทีมชาติอาร์เจนตินาที่เพิ่งคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก รวมถึง มิไคโล มูดริก ปีกยูทูเบอร์ที่ได้จากชัคตาร์ โดเนตสก์

 

แต่ในตลาดรอบนี้เชลซีไม่ได้เสริมทัพด้วยนักเตะรายไหนอีก แม้ว่าจะเพิ่งพ่ายต่อลิเวอร์พูลมาแบบหมดรูปถึง 4-1 ในเกมพรีเมียร์ลีกนัดกลางสัปดาห์ก็ตาม

 

ทีมที่กลายเป็นเจ้าตลาดสำหรับรอบนี้กลายเป็นคริสตัล พาเลซ ที่ใช้เงินไป 30 ล้านปอนด์ในการคว้าตัว อดัม วอร์ตัน กองกลางจากทีมแบล็กเบิร์น โรเวอร์ส และ แดเนียล มูนอซ แบ็กขวาจากเกงค์ สโมสรในเบลเยียม เพื่อความหวังในการลุ้นหนีตกชั้นในฤดูกาลนี้

 

รองลงมาคือท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ที่ได้ ราดู ดรากูซิน มาจากเจนัว ด้วยค่าตัว 26 ล้านปอนด์ (ส่วนรายของ ติโม แวร์เนอร์ เป็นการยืมตัว)

 

ในภาพรวมมีสโมสรที่ใช้เงินซื้อผู้เล่นเพียงแค่ 9 สโมสรเท่านั้น อีก 11 สโมสรสงบนิ่งไม่ไหวติงสำหรับตลาดซื้อ-ขายในรอบนี้

 

 

สิ่งที่ทำให้ตลาดการซื้อ-ขายรอบนี้ดูซบเซาหนักมาจากเหตุผลหลายอย่างด้วยกัน

 

ประการแรก ในช่วงตลาดการซื้อ-ขายรอบฤดูร้อน ซึ่งเป็นตลาดหลักนั้น สโมสรในพรีเมียร์ลีกได้มีการลงทุนกันมหาศาลถึงกว่า 2.36 พันล้านปอนด์ เรียกว่าทุบทุกสถิติแบบแหลกลาญ โดยหลักแล้วทีมพอใจกับขุมกำลังที่มีอยู่ จึงไม่มีการเสริมทัพเข้ามาอีก

 

ตรงนี้เป็นเรื่องของกลยุทธ์การวางแผนที่ดีขึ้นของสโมสรที่เข้าสู่ยุคสมัยใหม่ ใช้คนทำงานเป็นมาบริหาร ใช้ข้อมูลเป็นตัวขับเคลื่อน ไม่มีการซื้อนักเตะแบบคุกกี้เสี่ยงทายอีก

 

อีกเหตุผลที่สำคัญคือ เรื่องของความกังวลต่อการทำผิดกฎการเงิน Profit and Sustainability Rule (PSR) ที่เล่นงานเอฟเวอร์ตันจนโดนตัดไปแล้วถึง 10 แต้ม (จากคดีในฤดูกาล 2021/22) และเอฟเวอร์ตันถูกตั้งข้อหาเพิ่มอีกร่วมกับน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ จากความผิดในกรณีฤดูกาล 2022/23

 

เรื่องนี้ ดร.แดน พลัมลีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินในวงการกีฬาจากมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ฮัลลัม ฟันธงว่ามีส่วนเต็มๆ “ปัจจัยใหญ่ที่สุดคือเรื่องของ PSR”

 

 

จากสิ่งที่เกิดขึ้นกับเอฟเวอร์ตัน ที่โดนตั้งข้อหาซ้ำอีกรอบ รวมถึงฟอเรสต์ที่โดนครั้งแรก เป็นการทำให้สโมสรในพรีเมียร์ลีกต้องระมัดระวังตัวมากขึ้นในการใช้จ่าย นั่นทำให้เราไม่ได้เห็นพฤติกรรมการซื้อนักเตะที่น่าสะพรึงกลัวเหมือนเชลซีที่ใช้เงินเหมือนพิมพ์ธนบัตรเองได้

 

จนกว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นในเรื่องของกฎ PSR (ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับ 115 คดีของแมนเชสเตอร์ ซิตี้) สโมสรในพรีเมียร์ลีกไม่กล้าที่จะขยับตัวหากจะมีความสุ่มเสี่ยงแม้แต่นิดเดียว เพราะการโดนลงโทษไม่คุ้มอย่างมาก

 

ตัวกฎ PSR นั้นยังมีส่วนในการทำให้ตลาดการซื้อ-ขายนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ จากปกติที่จะเป็นรอบตลาดฤดูร้อนและฤดูหนาว ตอนนี้สโมสรในพรีเมียร์ลีกเหมือนมีตลาดเพิ่มในรอบฤดูร้อนและฤดูร้อนกว่า

 

ที่บอกแบบนี้เพราะด้วยเรื่องของบัญชีสโมสรที่จะมีการสรุปงบประจำปีในวันที่ 30 มิถุนายน กลายเป็นเหมือนตลาดฤดูร้อนรอบแรกที่สโมสรจะต้องเคลื่อนไหว ไม่ใช่แค่เรื่องจะซื้อ แต่รวมถึงการจะขายใครออกไป เพื่อตกแต่งตัวเลขบัญชีให้สวยงามด้วย

 

จากนั้นหลังเข้าวันที่ 1 กรกฎาคม ก็จะถือเป็นตลาดฤดูร้อนแบบจริงจังที่จะมีการจับจ่ายใช้สอยตามปกติ เพราะจะถือว่าเข้าปีงบประมาณใหม่แล้ว

 

สโมสรในพรีเมียร์ลีกจึงต้องมีการปรับตัวและมีการใช้เทคนิคทางการบัญชีมากขึ้น แต่สิ่งที่ไม่สามารถทำได้แล้วคือ การเกลี่ยยอดรายจ่ายที่เชลซีใช้ในปีที่แล้วผ่านสัญญานักเตะในระยะยาวหลายปี (7-8 ปี) ซึ่งพรีเมียร์ลีกและยูฟ่าได้มีการอัปเดตกฎเพื่อปิดรูโหว่

 

 

เหตุผลสุดท้ายคือ จอมดิสรัปต์วงการอย่างซาอุดีอาระเบียได้ยุติการล่านักเตะเข้ามาค้าแข้งในแดนทะเลทราย โดยหลังจากที่คุ้ยแบงก์ย่อยมาใช้ซื้อนักเตะในพรีเมียร์ลีกไปกว่า 245 ล้านปอนด์ในช่วงตลาดรอบฤดูหนาวที่ผ่านมาเงียบกริบ

 

แล้วตลาดนักเตะในลีกอื่นเป็นอย่างไร?

 

ลีกที่มีการใช้จ่ายมากที่สุดคือลีกเอิง ที่มีการซื้อ-ขายนักเตะกันถึง 163 ล้านปอนด์ (7.3 พันล้านบาท) ซึ่งมาจากการเสริมทัพของบรรดาทีมใหญ่ทั้งปารีส แซงต์ แชร์กแมง, โอลิมปิก ลียง, โอลิมปิก มาร์กเซย และแรนส์

 

ส่วนเซเรียอาใช้จ่ายที่ 86 ล้านปอนด์ (3.8 พันล้านบาท), บุนเดสลีกา 70 ล้านปอนด์ (3.1 พันล้านบาท) และลาลีกา 69 ล้านปอนด์ (3.1 พันล้านบาท) ซึ่งก็ถือเป็นตัวเลขที่ปกติสำหรับลีกเหล่านี้

 

จะมีเพียงพรีเมียร์ลีกที่น่าประหลาดใจ แต่เมื่อมองถึงเหตุผลต่างๆ ก็พอจะเข้าใจได้ โดยเฉพาะตัวแปรในเรื่องกฎ PSR – ซึ่งในความจริงแล้วก็คือ Financial Fair Play แบบอัปเกรด – ที่กำลังถูกจับตามองว่าจะมีส่วนในการช่วยควบคุมการแข่งขันให้ไม่เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกันมากขึ้น หรือในอีกทางจะเป็นการ ‘คุมกำเนิด’​ ทำให้ทีมพรีเมียร์ลีกอ่อนแอลงหรือไม่

 

แต่ที่แน่ใจได้คือ ในรอบตลาดฤดูร้อนกว่า (หลังวันที่ 1 กรกฎาคม) ทุกทีมจะกลับมาใช้จ่ายกันอย่างสนุกมืออย่างแน่นอน

 

เพราะเดือนมกราคมมันยาวนานและหนาวเหน็บเกินไปแล้วในตอนนี้

 

อ้างอิง:

 

The post ฤดูนี้หนาวๆ เหงาๆ สาเหตุที่ทำให้ตลาดนักเตะพรีเมียร์ลีกซบเซา? appeared first on THE STANDARD.

]]>
คอเนอร์ แบรดลีย์ ไอ้หนูสลาตันสีแดง มาแรงแบบขี่พายุทะลุฟ้า https://thestandard.co/conor-bradley/ Thu, 01 Feb 2024 06:43:15 +0000 https://thestandard.co/?p=894761 คอเนอร์ แบรดลีย์

อาการบาดเจ็บของ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ที่เกิดข […]

The post คอเนอร์ แบรดลีย์ ไอ้หนูสลาตันสีแดง มาแรงแบบขี่พายุทะลุฟ้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
คอเนอร์ แบรดลีย์

อาการบาดเจ็บของ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ที่เกิดขึ้นในจังหวะไล่กวด กาเบรียล มาร์ติเนลลี กองหน้าอาร์เซนอล ในเกมเอฟเอคัพ รอบ 3 เมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา สร้างความกังวลใจให้กับแฟนบอลลิเวอร์พูลอยู่ไม่น้อย

 

เพราะแบ็กขวารองกัปตันทีมรายนี้คือหัวใจและแกนกลางของทีม ไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่เกมรับ แต่เป็นคนคุมจังหวะการเล่นในเกมรุกด้วยการเปิดบอลที่แม่นยำ ไปจนถึงการเติมขึ้นมาหาโอกาสทำประตูด้วยตัวเอง

 

ในเวลานั้นเองลิเวอร์พูลก็มีปัญหาที่ตำแหน่งแบ็กซ้ายด้วย เมื่อ คอสตัส ซิมิกาส บาดเจ็บตาม แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ไปอีกคน นั่นหมายถึง โจ โกเมซ ที่ปกติจะเป็นคนลงทดแทนเทรนต์ ต้องโยกตัวเองไปอยู่ทางซ้ายแทน

 

โบราณว่า สถานการณ์ทำให้เกิดวีรบุรุษ และวีรบุรุษคนที่ได้โอกาสแจ้งเกิดในช่วงเวลานี้คือ คอเนอร์ แบรดลีย์ แบ็กขวาดาวรุ่งวัย 20 ปีชาวไอร์แลนด์เหนือ ที่ไม่เพียงแต่พิสูจน์ตัวเองว่าดีพอที่จะก้าวขึ้นมาเป็นตัวทดแทนในตำแหน่งนี้

 

ผลงาน 2 แอสซิสต์ กับอีก 1 ประตูสุดสวย ในเกมที่ช่วยให้ลิเวอร์พูลถล่มเชลซี 4-1 เมื่อคืนนี้ ทำให้เกิดบทสนทนาภาษาลูกหนังเรื่องใหม่

 

หรือไอ้หนูคนนี้ควรจะเป็นตัวจริงในตำแหน่งนี้แทนเทรนต์เลย?

 

 

ในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่แฟนฟุตบอลลิเวอร์พูลตั้งตารอคอยว่าทีมจะมีการเสริมทัพในทีมกี่ตำแหน่ง หนึ่งในจุดที่เป็นปัญหาคือ ตำแหน่งแบ็กขวาที่จะต้องหาคนมาทดแทน เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ซึ่งกำลังมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนตำแหน่งไปเล่นมิดฟิลด์ในอนาคต

 

แต่จนแล้วจนรอดลิเวอร์พูลก็ไม่ได้มีการเสริมทัพในตำแหน่งนี้แต่อย่างใด เพราะมี โจ โกเมซ นักเตะสารพัดประโยชน์อยู่แล้วคนหนึ่ง และอีกคนหนึ่งคือ คอเนอร์ แบรดลีย์ นักเตะดาวรุ่งจากอะคาเดมีที่กลับมาสู่ต้นสังกัดหลังจากไปเล่นให้กับโบลตัน วันเดอเรอร์ส ในสัญญายืมตัวหนึ่งฤดูกาล

 

อย่างไรก็ดี แบรดลีย์โชคร้ายเพราะบาดเจ็บตั้งแต่ในช่วงพรีซีซัน หลังลงเล่น 2 เกมแรกแล้วรู้สึกปวดหลังในเช้าวันหนึ่ง ปรากฏว่าไม่ใช่อาการปวดหลังธรรมดา แต่เป็นรอยร้าวในกระดูกสันหลัง ทำให้ต้องพักรักษาตัวอย่างระมัดระวัง และใช้เวลายาวนานกว่า 5 เดือนกว่าที่จะกลับมาแข็งแรงลงสนามได้อีกครั้ง

 

ช่วงเวลาที่หายไปทำให้ไม่มีใครคิดหรือสนใจในตัวของเขามากนัก เรียกว่าไม่ได้เป็นคนที่ถูกคาดหวังสักเท่าไร โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับ เบน โด๊ก กองหน้าดาวรุ่งที่ร้อนแรงจัดในช่วงพรีซีซัน หรือ จาเรลล์ ควานซาห์ เซ็นเตอร์แบ็กที่แจ้งเกิดได้อย่างรวดเร็วเหลือเชื่อ

 

แต่ในความ Low-Key ของแบรดลีย์ ไอ้หนูคนนี้ค่อยๆ เก็บเล็กผสมน้อยในโอกาสที่นายใหญ่อย่าง เจอร์เกน คล็อปป์ มอบให้

 

เกมแรกที่เขาได้ลงสนามคือศึกยูฟ่ายูโรปาลีกกับลัสก์ ซึ่งแบรดลีย์ถูกส่งลงมาในช่วง 8 นาทีสุดท้ายของเกม แม้ว่าจะยังเก้ๆ กังๆ ไม่ได้ทำอะไรมากนัก แต่เขาคือเด็กที่คล็อปป์มั่นใจว่าเป็น ‘ของจริง’ และเป็น ‘คนที่พึ่งพาได้’

 

โดยที่ไม่มีใครคิดว่าแบรดลีย์จะพิสูจน์ตัวเองได้อย่างรวดเร็วขนาดนั้น

 

 

นับจากการลงสนามในเกมแรก แบรดลีย์ทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละนัดที่ผ่านไป เริ่มจากพื้นฐานการเล่นสำหรับตำแหน่งแบ็กขวาคือเกมรับ ด้วยความเร็วและความแข็งแกร่ง แม้จะมีรูปร่างที่บอบบางก็ตาม

 

ประกายแสงแวบแรกเกิดขึ้นในเกมเอฟเอคัพที่พบกับอาร์เซนอล ซึ่งเป็นเกมเดียวกับที่อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ บาดเจ็บ โดยเขาถูกส่งลงมายืนแบ็กขวาเพื่อช่วยเกมรับที่กำลังโดนเจาะทะลวงทางฝั่งของรองกัปตันทีมวัย 25 ปี

 

แบรดลีย์เอาชนะการดวลกับปีกที่จัดจ้านที่สุดคนหนึ่งของพรีเมียร์ลีกอย่าง กาเบรียล มาร์ติเนลลี และได้รับคำชมเชยอย่างมาก

 

ก่อนที่เทรนต์จะบาดเจ็บต้องพักการเล่นราว 3 สัปดาห์ ซึ่งกลายเป็นโอกาสของแบ็กรุ่นน้องในการแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวแทน

 

เริ่มจากเกมลีกคัพ หรือคาราบาวคัพ รอบรองชนะเลิศ กับฟูแลม ทั้งสองนัด ซึ่งเล่นได้อย่างแข็งแกร่ง รับมือกับปีกลายครามอย่างวิลเลียนได้อย่างน่าประทับใจ นอกจากนี้ยังมีเกมพรีเมียร์ลีกนัดที่พบกับบอร์นมัธ และเอฟเอคัพ รอบ 4 กับนอริช ซิตี้

 

จุดที่แบรดลีย์สร้างความประหลาดใจให้ทุกคนคือ ความจัดจ้านในการเล่นเกมรุก เพราะหลังจากประเดิมการทำแอสซิสต์แรกให้ ดีโอโก โชตา ในเกมพรีเมียร์ลีกกับบอร์นมัธ หลังจากนั้นเขายังมีส่วนกับการได้ประตูของทีมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเกมเอฟเอคัพกับนอริชที่ทำไป 2 แอสซิสต์ในการเปิดให้ ดาร์วิน นูนเญซ และ ไรอัน คราเฟนแบร์ก

 

ก่อนที่จะระเบิดผลงานสุดยอดในเกมกับเชลซี ด้วยการประเดิมประตูแรกกับลิเวอร์พูลด้วยลูกยิงสุดสวย เท่านั้นไม่พอ ยังได้อีก 2 แอสซิสต์ในการผ่านบอลให้โชตากับ โดมินิก โซโบสไล ทำประตูได้

 

นั่นเท่ากับ 1 เดือนที่ผ่านมาแบรดลีย์ทำไปแล้ว 1 ประตู กับ 5 แอสซิสต์ เลยทีเดียว

 

 

อย่างไรก็ดี สำหรับคนที่รู้จักแบรดลีย์เป็นอย่างดีจะไม่ประหลาดใจกับขีดความสามารถของเด็กคนนี้สักเท่าไรนัก

 

เพราะจุดเด่นของแบรดลีย์ไม่ใช่เรื่องของเกมรับ แต่เป็นเรื่องของการเล่นเกมรุก ขึ้นสุดลงสุด และมีทีเด็ดติดตัวพอสมควร ซึ่งมาจากพื้นฐานที่เคยเล่นในตำแหน่งปีกหรือกองกลางตัวริมเส้นมาก่อน ทำให้เรื่องของจังหวะการเติมเกมหรือจังหวะการเปิดบอลทำได้หลากหลายรูปแบบ

 

อาจจะไม่ได้หวือหวาแฟนตาซีเหมือนอเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แต่ความแม่นยำและประสิทธิภาพยอดเยี่ยม เป็นไปตามมาตรฐานของตัวริมเส้นที่ดีพึงมี

 

เมื่อบวกกับการได้ไปเก็บประสบการณ์กับโบลตัน สโมสรในระดับลีกวัน เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ที่แม้จะเป็นทีมในระดับรอง แต่การได้ลงสนามจริงก็มีส่วนช่วยนักเตะดาวรุ่งอย่างเขามาก โดยตลอดทั้งฤดูกาล 2022/23 แบรดลีย์ลงเล่นไปกว่า 53 นัดเลยทีเดียว และเป็นคนสำคัญที่มีส่วนช่วยให้โบลตันคว้าแชมป์ปาปาจอห์นโทรฟี่

 

นอกจากนี้เขายังเป็นนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมของโบลตัน และได้รางวัล Players’ Player และ Player of the Season ของสโมสรด้วย เรียกว่ากวาดครบทุกรางวัล

 

ดิออน ชาร์ลส์ กองหน้าวัย 28 ปีของโบลตัน และเป็นรุ่นพี่ในทีมชาติไอร์แลนด์เหนือ เชื่อว่าเด็กคนนี้จะมีอนาคตที่สดใส “คอเนอร์เป็นเด็กที่น่าเหลือเชื่อ เขาสามารถไปได้ไกลอย่างที่ใจเขาต้องการเลย

 

“ข้อดีที่สุดคือ เรื่องความคิดความอ่าน เขาเป็นคนที่ต้องการเรียนรู้ ต้องการทำให้ดีขึ้น” ซึ่งชาร์ลส์มั่นใจมาตลอดว่าแบรดลีย์จะสามารถแทรกตัวอยู่ในทีมลิเวอร์พูลได้

 

ที่เหลือคือเรื่องของการท้าชนกับเทรนต์ เจ้าของตำแหน่งเดิม ซึ่งชาร์ลส์เชื่อว่าการที่ได้ฝึกซ้อมร่วมกันจะทำให้แบรดลีย์เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว และจะพัฒนาขีดความสามารถในตัวขึ้นมา

 

ขณะที่โค้ชสมัยเด็กๆ ของแบรดลีย์อย่าง ทอมมี มอสส์ จากทีมเซนต์ ดาว็อกส์ บอกว่า เขาเป็นเด็กดีที่ทำตัวเรียบง่าย ซึ่งมาจากการที่คุณแม่ลินดาพร่ำสอนดูแลมาเป็นอย่างดี บ่มเพาะนิสัยให้เป็นคนถ่อมตน ซึ่งแม้จะเริ่มโด่งดัง มีชื่อเสียง และเติบโตในเส้นทางฟุตบอล ก็ไม่ได้ทำให้ตัวตนของเขาเปลี่ยนแปลง

 

 

การแจ้งเกิดของแบรดลีย์ที่เห็นได้ชัดแล้วว่าเด็กคนนี้ดีพอที่จะอยู่กับสโมสรใหญ่อย่างลิเวอร์พูลในอีกหลายปีข้างหน้า นำมาสู่คำถามที่น่าสนใจในอนาคต

 

ระหว่างเขากับเทรนต์ ใครควรจะได้เป็นแบ็กขวาของลิเวอร์พูลมากกว่ากัน?

 

ถ้ามองในเรื่องของประสบการณ์ รองกัปตันวัย 25 ปียังคงเหนือกว่า โดยเฉพาะความสามารถในการเปิดบอลที่เป็นสกิลพิเศษที่ไม่มีใครจะทำแทนได้ในแบบเดียวกัน แต่แบรดลีย์ก็พิสูจน์ให้เห็นในเรื่องของความสมดุลที่ดีทั้งรุกและรับ อาจจะไม่ได้มีช็อตการเล่นที่พิเศษมหัศจรรย์ แต่ได้ความดุดัน เร้าใจ ทั้งยังมีเทคนิคสูง (ที่เริ่มโชว์ให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ)

 

ในวัย 20 ปี แบรดลีย์ไม่ได้เป็นรองเทรนต์ในช่วงอายุเท่ากันเลยด้วยซ้ำ

 

หรือมันถึงเวลาที่คล็อปป์จะต้องดันเทรนต์ไปเล่นแดนกลางอย่างจริงจัง? ไม่ว่าจะในบทกองกลางตัวรับหรือในบทกองกลางตัวเดินเกม หรือจะต้องคิดค้นระบบและวิธีการเล่นใหม่ เพื่อดึงศักยภาพและใช้ประโยชน์จากความสามารถในการเปิดบอลที่เหลือเชื่อของเขาให้มากที่สุด

 

ตรงนี้เป็นโจทย์สนุกๆ สำหรับคล็อปป์ในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของเขาที่แอนฟิลด์

 

แต่สำหรับแบรดลีย์ นี่เป็นเดือนแรกที่น่ามหัศจรรย์ในชีวิตการเล่นของเขาเท่านั้น เส้นทางของเด็กคนนี้ยังอีกยาวไกล

 

อย่างน้อยที่สุดมันก็ทำให้ผู้คนจดจำและกล่าวขานถึงสายฟ้าสลาตันสีแดงคนนี้กันแล้ว

 

อ้างอิง:

The post คอเนอร์ แบรดลีย์ ไอ้หนูสลาตันสีแดง มาแรงแบบขี่พายุทะลุฟ้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทีมชาติไทยในเอเชียนคัพ สิ่งที่พิสูจน์แล้วและสิ่งที่รอการพิสูจน์ https://thestandard.co/thailand-football-team-in-asian-cup-2023/ Wed, 31 Jan 2024 05:40:42 +0000 https://thestandard.co/?p=894213

อาจจะจบลงแบบน่าเสียดายสักหน่อยสำหรับทีมชาติไทยในศึกฟุตบ […]

The post ทีมชาติไทยในเอเชียนคัพ สิ่งที่พิสูจน์แล้วและสิ่งที่รอการพิสูจน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

อาจจะจบลงแบบน่าเสียดายสักหน่อยสำหรับทีมชาติไทยในศึกฟุตบอลเอเชียนคัพ 2023 แต่ดูเหมือนใจของเราจะตรงกันว่า ไม่มีอะไรให้รู้สึกเสียใจแม้แต่น้อย

 

นักรบลูกหนังแดนสยามสู้ได้อย่างน่าภาคภูมิใจทุกนัดที่ลงสนาม ทั้ง 3 เกมของรอบแบ่งกลุ่มไปจนถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่ถึงจะพ่ายแพ้ต่อชั้นเชิงและประสบการณ์ที่เหนือกว่าของอุซเบกิสถาน แต่ก็ยืนหยัดต่อสู้ได้อย่างสง่างาม

 

เสียงปรบมือดังกึกก้องไม่เพียงแค่ในสนามอัลยานูบเท่านั้น แต่ยังดังกระหึ่มไปทั่วทั้งโซเชียลมีเดียที่สดุดีความทุ่มเทของผู้เล่นทุกคนไปจนถึงทีมสตาฟฟ์โค้ช และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาซาทาดะ อิชิอิ โค้ชใหญ่คนปัจจุบันที่พิสูจน์ให้เห็นว่าฝีมือของเขาคือของจริง ไม่ใช่เพียงแค่เสียงลือเสียงเล่าอ้าง

 

มากกว่านั้นคือการพิสูจน์ร่วมกันของวงการฟุตบอลไทยว่าเรายังมี ‘ความหวัง’ อยู่เสมอ

 

แต่ในเวลาเดียวกันมันยังมีสิ่งที่เราต้องรอการพิสูจน์อีกมากมายหลังจากนี้

 

 

นับตั้งแต่การลงสนามของทีมชาติไทยนัดแรก รายการเอเชียนคัพ ในการพบกับทีมชาติคีร์กีซสถาน บรรยากาศของวงการฟุตบอลไทยได้เปลี่ยนแปลงทันที

 

เปลี่ยนจากฤดูร้อนกลายเป็นฤดูรัก

 

นั่นเพราะผลงานในสนามของขุนพล ‘ช้างศึก’ ทีมชาติไทย ดีเกินความคาดหมายไปมาก นานเท่าไรแล้วที่เราไม่ได้เห็นทีมชาติไทยเล่นกันได้อย่างลื่นไหลสวยงามขนาดนี้ มากกว่านั้นคือเรื่องของกลยุทธ์ วิธีการเล่น และสำคัญที่สุดคือเรื่องของหัวจิตหัวใจ

 

เรียกว่ามีอยู่ 100 แต่ใส่ให้ 150

 

การขาดหายของสองนักเตะจอมเก๋าที่ดีที่สุดอย่าง ธีรศิลป์ แดงดา และ ชนาธิป สรงกระสินธ์ กลายเป็นโอกาสที่ทำให้เราได้มองเห็นภาพอนาคตของทีมชาติไทยชัดขึ้นด้วยสายเลือดใหม่อย่าง ศุภชัย ใจเด็ด, สุภโชค สารชาติ, ศุภณัฎฐ์ เหมือนตา รวมถึง วีระเทพ ป้อมพันธุ์, เอเลียส ดอเลาะ, พีรดนย์ ฉ่ำรัศมี, บดินทร์ ผาลา, นิโคลัส มิคเกลสัน ไปจนถึง ปฏิวัติ คำไหม

 

นักเตะเหล่านี้ดีพอสำหรับการก้าวขึ้นมาแบกรับทีมร่วมกับรุ่นพี่แล้ว และฉายแววได้อย่างโดดเด่นยิ่งกว่าที่ผ่านมา

 

แน่นอนว่าต้องยกความดีความชอบให้กับอิชิอิด้วย ในฐานะนายใหญ่ที่ต้องเข้ามารับเผือกร้อนในการคุมทีมรายการนี้ต่อจาก มาโน โพลกิง โดยมีระยะเวลาในการเตรียมงานที่น้อยจนน่าตกใจ ไหนจะมีปัญหาเรื่องของการวางแผนเก็บตัวประสานงานของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ที่ไม่ได้เอื้อต่อการทำงานเลย

 

แต่ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ กุนซือชาวญี่ปุ่นสามารถสร้างระบบการเล่น วิธีการเล่น สไตล์ และดึงศักยภาพผู้เล่นออกมาได้อย่างน่าอัศจรรย์

 

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเปลี่ยนทีมฟุตบอลทีมหนึ่งให้เล่นดีขึ้นแบบผิดหูผิดตาในเวลาแค่ไม่ถึงเดือน

 

จริงอยู่ที่ไทยยังไม่ได้ยอดเยี่ยมที่สุด ยังมองเห็นปัญหาในหลายจุด โดยเฉพาะการแก้เกมเพรสซิงของคู่แข่ง ที่หากโดนกดดันขึ้นมายังคงมีปัญหากับการแก้ไขสถานการณ์ หรือการตัดสินใจเลือกชอยส์การเล่นที่ไม่ดีนัก

 

ไปจนถึงเกมรับที่ยังมีข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ในบางสถานการณ์ ซึ่งนำไปสู่ความผิดพลาดใหญ่ได้ เหมือนในเกมเมื่อคืนนี้กับอุซเบกิสถาน 2 ประตูที่เสียไปเกิดจากการประมาทคู่แข่งเพียงเสี้ยววินาที ซึ่งนำไปสู่การโดนลงโทษได้เลย

 

แต่หากเราเลือกมองในแง่งาม จากทั้ง 4 นัดไม่ว่าจะเป็นเกมกับคีร์กีซสถาน, โอมาน, ซาอุดีอาระเบีย และอุซเบกิซสถาน ก็จะพบว่า อิชิอิได้เริ่มต้นวางรากฐานสิ่งที่ดีให้กับทีมชาติไทย (เอาล่ะถ้าจะตำหนิกันบ้างก็มีแค่เรื่องการจัดตัว 11 คนแรกในเกมเจอแข้งอุซเบกเท่านั้น)

 

 

หลังการหลงทางในความมืดมนมาหลายปี ในที่สุดทีมชาติไทยก็ได้พบโค้ชที่ ‘ใช่’ ที่เก่งกาจทั้งฝีมือและเข้าใจกับฟุตบอลไทยอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ใช่โค้ชทุกคนบนโลกจะเข้าใจได้ เพราะฟุตบอลไทยมีรายละเอียดสลับซับซ้อนที่ซ้อนทับกันในหลายมิติ

 

นั่นนำไปสู่สิ่งที่ดีที่สุดคือ การที่ทีมชาติไทยในเอเชียนคัพครั้งนี้ได้จุดประกายความหวังกลับคืนมา

 

คำว่า ‘ศรัทธา’ กับฟุตบอลไทยไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ของแบบนี้มีอยู่จริงและพิสูจน์ผ่านวันเวลามาหลายยุคสมัย (สาธุ)

 

ถ้ายุคไหนศรัทธามา ยุคนั้นคือช่วงเวลาที่ดี เหมือนสมัยอดีตตั้งแต่ยุคดาราเอเชียของ ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน, เฉลิมวุฒิ สง่าพล มาจนถึง ‘ดรีมทีม’ ที่ได้ บิ๊กหอย-ธวัชชัย สัจจกุล ปลุกปั้นนักเตะอย่าง ซิโก้-เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง, ดุสิต เฉลิมแสน, สุรชัย จตุรภัทรพงศ์

 

และ 10 ปีที่แล้วที่ ซิโก้ได้กลับมาจุดประกายให้ฟุตบอลไทยด้วยตัวเองอีกทอดหนึ่งในบทบาทหัวหน้าโค้ชทีมชาติไทย

 

ในบ้านอื่นเมืองอื่น สมการจะเป็นฟุตบอลภายในประเทศต้องแข็งแรงก่อนจึงมาถึงทีมชาติ แต่สำหรับในไทยแล้ว ฟุตบอลทีมชาติต้องแข็งแรงก่อน ฟุตบอลภายในประเทศถึงจะแข็งแรง

 

ประกายความหวังในเอเชียนคัพจึงหมายถึงความหวังในการจุดประกายให้ฟุตบอลไทยกลับคืนมาด้วย หลังจากที่ซบเซาจนใกล้จะขาดใจตาย

 

แต่จุดนี้เองคือสิ่งที่จะเป็นบทพิสูจน์สำหรับคนที่อยู่สูงกว่าอิชิอิ ซึ่งไม่ใช่เรื่องของ บิ๊กอ๊อด-สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ที่กำลังจะครบวาระตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ​ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าแล้ว

 

มันคือเรื่องของผู้บริหารสมาคมชุดใหม่ที่จะต้องหาทางเอาประกายไฟที่ได้มาไปจุดต่ออีกที โดยมีสิ่งที่ต้องจัดการแก้ไขอีกมากมาย

 

อย่างแรกคือ การพยายามยืนระยะกระแสของทีมชาติไทยเอาไว้ให้ได้นานที่สุดผ่านการทำผลงานให้ดีต่อเนื่อง ซึ่งจุดตัดสินคือ 4 นัดหลังจากนี้ในรายการฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบที่ 2 ซึ่งจะพบกับทีมชาติเกาหลีใต้ 2 นัด ก่อนจะวัดกับจีนและสิงคโปร์ต่อ

 

ไทยยังมีความหวังอยู่ ซึ่งต้องพยายามสนับสนุนการทำงานของอิชิอิให้ดีที่สุด โดยไม่ได้คิดแค่เรื่องของเงินอัดฉีดโบนัส ซึ่งเป็นปลายเหตุแล้ว

 

ต่อมาคือเรื่องของฟุตบอลภายในประเทศที่ต้องฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน เพราะฟุตบอลไทยจะล้มอีกไม่ได้ มันไม่ไหวแล้ว ลีกต้องพยายามสร้างมูลค่ากลับมาอีกครั้ง โดยลีกบนจะต้องดูแลลีกล่างไปด้วย จะปล่อยให้หมดลมหายใจไม่ได้อย่างเด็ดขาด

 

 

ถัดมาคือ การทบทวนแนวทางสำหรับวงการฟุตบอลไทยในอนาคต ในยุคของบิ๊กอ๊อดได้เคยมีการทำ ‘Thailand Way’ ยุทธศาสตร์ฟุตบอลแห่งชาติ แต่คำถามที่หลายคนอยากรู้และไม่เคยมีคำตอบคือ สิ่งเหล่านี้ได้ทำไปมากน้อยแค่ไหน มีการวัดผลหรือไม่

 

จำเป็นต้องมีการอัปเดตหรือมีการปรับเปลี่ยนแปลง ไปจนถึงการกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่หรือเปล่า?

 

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ในทางตรงกันข้าม ชาติที่ประสบความสำเร็จอย่างญี่ปุ่นหรือแม้แต่เบลเยียมก็เริ่มต้นจากการกำหนดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน

 

มองฟุตบอลไทยแบบไหน อยากเห็นฟุตบอลไทยเป็นแบบไหน เราจะเล่นแบบไหน จะพัฒนาตัวเองอย่างไร แล้วเราจะทำอย่างไรเพื่อจะไปให้ถึงจุดหมายนั้น

 

อยากไปฟุตบอลโลก? คิดว่าจะใช้เวลาสักเท่าไร 20 ปี 30 ปี หรือ 50 ปี คุยกันอย่างตรงไปตรงมา

 

ไหนจะเรื่องของวิทยาการจัดการ วิทยาศาสตร์การกีฬา โภชนาการ ไปจนถึงเรื่อง Data Driven การนำข้อมูลมาใช้ ตอนนี้วงการฟุตบอลไทยจริงจังกับเรื่องเหล่านี้แค่ไหน? เรามีนักวิเคราะห์ที่นำตัวเลขสถิติมาตีความและใช้ประโยชน์ได้จริงกี่คน และเป็นไปได้ไหมที่เราจะทำให้สิ่งเหล่านี้คือ ‘สแตนดาร์ด’ สำหรับทุกทีมในไทย

 

เพราะฟุตบอลเป็นเรื่องของทั้ง ‘ศาสตร์’ และ ‘ศิลป์’ ตัวเลขสถิติเป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับเกมฟุตบอลสมัยใหม่ เมืองนอกเขาคุยกันด้วยตัวเลขแบบ Organic และ Real-Time วิ่งเท่าไร ระยะเท่าไร ในระยะวิ่งสปรินต์กี่ครั้ง ผ่านบอลสั้นสำเร็จกี่หน ผ่านบอลยาวสำเร็จกี่หน จุดที่วางบอลทิ้งไปตรงไหน ฯลฯ

 

พูดไปแล้วก็นึกได้เรื่อยๆ ว่ายังมีสิ่งที่ฟุตบอลไทยต้องพิสูจน์อีกมาก

 

ฟุตบอลไทยไม่ใช่แค่ทีมชาติไทย ไม่ใช่อิชิอิคนเดียวหรือแฟนบอลทุกคนต้องแบกรับ

 

ไม่อยากให้ผลงานในเอเชียนคัพเป็นเพียงแค่การจุดเทียนเล่มเดียวแล้วถูกสายลมพัดจนแสงเทียนเลือนหายไป

 

อยากให้จุดแล้วช่วยกันต่อเทียนไปเรื่อยๆ ทีละเล่ม อาจใช้เวลาหน่อย แต่ถ้าวันหนึ่งจุดได้มากพอ วงการฟุตบอลไทยจะสว่างไสว

 

แม้ประสบการณ์ที่ผ่านมาจะเตือนตัวเองว่าอย่าคาดหวังอะไรมากมายนัก

 

แต่เพราะรัก จะไม่ให้ห่วงหาอย่างไรไหว 🇹🇭

The post ทีมชาติไทยในเอเชียนคัพ สิ่งที่พิสูจน์แล้วและสิ่งที่รอการพิสูจน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คอเนอร์ กัลลาเกอร์ เครื่องสังเวยให้นโยบายซื้อแหลกของเชลซี? https://thestandard.co/conor-gallagher-chelsea/ Tue, 30 Jan 2024 06:21:57 +0000 https://thestandard.co/?p=893846 Conor Gallagher

ในฤดูกาลที่เหมือนรถไฟเหาะตีลังกาหาความมั่นคงไม่ได้ของเช […]

The post คอเนอร์ กัลลาเกอร์ เครื่องสังเวยให้นโยบายซื้อแหลกของเชลซี? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Conor Gallagher

ในฤดูกาลที่เหมือนรถไฟเหาะตีลังกาหาความมั่นคงไม่ได้ของเชลซี หนึ่งในนักเตะที่ทำผลงานได้ดีและน่าประทับใจที่สุดคือ คอเนอร์ กัลลาเกอร์ มิดฟิลด์วัย 23 ปีที่ทุ่มเทอย่างเต็มที่ในการลงสนามทุกนัด

 

วัดกันด้วยความรู้สึกแล้ว กัลลาเกอร์ดูจะทำได้ดียิ่งกว่า เอนโซ เฟร์นานเดซ และ มอยเซส ไกเซโด สองกองกลางที่มีค่าตัวแพงที่สุดของพรีเมียร์ลีกด้วยซ้ำไป เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในนักเตะที่ เมาริซิโอ โปเชตติโน พร้อมที่จะส่งลงสนามเสมอ ถึงขั้นมอบปลอกแขนกัปตันทีมให้ใส่ในยามที่ รีซ เจมส์ กัปตันตัวจริง ประสบปัญหาอาการบาดเจ็บต่อเนื่อง

 

แต่วันนี้กลับมีข่าวอีกครั้งในน้ำหนักที่จริงจังมากขึ้นว่า เชลซีกำลังพิจารณาที่จะขายกัลลาเกอร์ออกไปจากทีมในช่วงตลาดการซื้อ-ขายรอบฤดูหนาวนี้ โดยทีมที่ให้ความสนใจยังคงเป็นท็อตแนม ฮอตสเปอร์ เจ้าเก่า ที่เคยพยายามตามจีบมาตั้งแต่ช่วงฤดูร้อน โดยที่ถ้าได้ข้อเสนอที่ 50 ล้านปอนด์ก็พร้อมเปิดทางให้ทันที

 

คำถามที่น่าสนใจคือ นี่เป็นกระจกสะท้อนให้เห็นถึงนโยบายที่ผิดพลาดของ ทอดด์ โบห์ลี

 

หรือนี่เป็นเรื่องปกติธรรมดาของธุรกิจวงการฟุตบอล

 

 

ชื่อของ คอเนอร์ กัลลาเกอร์ ในหมู่แฟนบอลเชลซีเป็นชื่อที่ได้ยินกันมายาวนานในฐานะผลผลิตของค็อบแฮม หนึ่งในอะคาเดมีที่ดีที่สุดของอังกฤษ และเป็นแหล่งรวบรวมดาวรุ่งฝีเท้าดีเอาไว้มากที่สุดสโมสรหนึ่งไม่ได้แพ้แมนเชสเตอร์ ซิตี้เลย

 

แต่กองกลางจอมลุยรายนี้มาแจ้งเกิดอย่างจริงจังในระหว่างการไปเล่นให้คริสตัล พาเลซ แบบยืมตัวในฤดูกาล 2021/22 ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เรียกว่าเด่นที่สุดคนหนึ่งของพรีเมียร์ลีกเลยในฤดูกาลดังกล่าว ก่อนจะกลับมาอยู่กับเชลซีอีกครั้งในฤดูกาล 2022/23

 

ปัญหาคือชีวิตในสแตมฟอร์ดบริดจ์ไม่ใช่เรื่องง่ายนักสำหรับกัลลาเกอร์ เนื่องจากเชลซีเป็นทีมที่อุดมไปด้วยซูเปอร์สตาร์มากมาย ทำให้แทบไม่มีโอกาสที่จะได้ลงสนาม และทำให้เจ้าตัวพิจารณาถึงโอกาสที่จะย้ายออกจากทีมไปเริ่มต้นชีวิตการเล่นใหม่กับทีมอื่นอยู่เหมือนกัน

 

สเปอร์สที่ได้ แอนจ์ ปอสเตโคกลู เป็นทีมที่ให้ความสนใจอย่างจริงจังมากที่สุด แต่ทีมที่ยื่นข้อเสนออย่างจริงจังก่อนคือเวสต์แฮม ยูไนเต็ด เพียงแต่เชลซีปฏิเสธข้อเสนอ 42 ล้านปอนด์ไปในช่วงปิดฤดูกาล เนื่องจาก โรเมโอ ลาเวีย กองกลางดาวรุ่งที่ตัดหน้าลิเวอร์พูลซื้อมาจากเซาแธมป์ตัน มีปัญหาอาการบาดเจ็บต้องพักการเล่นยาว

 

ตรงนี้เองที่กลายเป็นจุดพลิกผันที่สำคัญ กัลลาเกอร์กลายเป็นหนึ่งในขุนพลที่ได้โอกาสจากโปเชตติโน ผู้จัดการทีมคนใหม่ในการพิสูจน์ฝีเท้าของตัวเอง

 

ถึงแม้ว่าฟอร์มการเล่นจะไม่ได้เข้าขั้นยอดเยี่ยมนัก ขาดความสม่ำเสมอบ้าง แต่อย่างน้อยที่สุดความทุ่มเทในการเล่นของกองกลางวัย 23 ปีก็มีส่วนช่วยเชลซีให้มีชีวิตชีวาขึ้นบ้าง ในฐานะห้องเครื่องที่เป็นตัวจุดประกายความร้อนแรงในการเล่นให้กับทีม

 

ที่สำคัญคือกัลลาเกอร์กลายเป็นนักเตะขวัญใจของแฟนๆ ที่ประทับใจกับหัวใจที่ร้อนแรง ซึ่งสวนทางกับนักเตะหลายๆ คนในทีมที่เล่นกันแบบซังกะตายและไม่มีทิศทาง ทั้งๆ ที่แต่ละคนมีค่าตัวในการย้ายทีมไม่ใช่น้อยๆ

 

 

ดังนั้นข่าวที่มิดฟิลด์จอมลุยอาจจะถูกขายออกจากสโมสรจึงเป็นเรื่องที่ช็อกความรู้สึกของแฟนฟุตบอลพอสมควร

 

มีคนอื่นที่เล่นแย่กว่าและควรจะถูกขายออกไปตั้งหลายคน!

 

อย่างไรก็ดี ในมุมของการทำธุรกิจแล้ว การขายกัลลาเกอร์ออกจากทีมเพื่อแลกกับเงิน 50 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นค่าตัวที่เชลซีต้องการ อาจมองเป็นการทำธุรกิจที่ดี

 

เพราะนักเตะรายนี้เป็นผลผลิตจากอะคาเดมีของสโมสรที่ใช้การลงทุนต่ำ การขายได้ถึง 50 ล้านปอนด์ถือเป็นผลตอบแทนการลงทุนที่คุ้มค่า ซึ่งก็จะคล้ายกับกรณีของ เมสัน เมาท์ ที่สามารถขายให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ถึง 70 ล้านปอนด์ในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา   

 

ความซับซ้อนอีกอย่างคือ เรื่องของกฎการเงิน Profit and Sustainability Rules (PSR) ที่มีความเข้มงวดขึ้น ซึ่งมีสโมสรที่ถูกลงโทษตัดแต้มถึง 10 แต้มไปแล้วอย่างเอฟเวอร์ตัน (จากความผิดจนถึงฤดูกาล 2021/22) และทีม ‘ทอฟฟี่สีน้ำเงิน’ มีโอกาสจะโดนลงโทษตัดแต้มเพิ่มอีกครั้ง พร้อมกับน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ที่ถูกตั้งข้อหาในเรื่องของการทำผิดกฎ PSR เหมือนกัน

 

เชลซีซึ่งใช้จ่ายเงินไปมากกว่า 1 พันล้านปอนด์นับตั้งแต่ได้ ทอดด์ โบห์ลี และ Clearlake Capital นำกลุ่มทุนเข้ามาเทกโอเวอร์สโมสรต่อจาก โรมัน อบราโมวิช เจ้าของเดิมที่ถูกบังคับให้ขายสโมสรออกไปจากกรณีสงครามรัสเซีย-ยูเครน จึงเป็นหนึ่งในสโมสรที่ถูกจับตามองว่าจะละเมิดต่อกฎนี้หรือไม่

 

ถึงแม้ว่าจะไม่มีการตั้งข้อหาในเวลานี้ แต่เชลซีก็มีคดีการเงินเดิมจากยุคของอบราโมวิชที่ถูกสอบสวนด้วยเช่นกัน และนั่นทำให้สโมสรจากเวสต์ลอนดอนพยายามจะหาทางเอาตัวรอดจากเรื่องนี้

 

หนึ่งในทางออกคือ การปล่อยนักเตะออกจากทีมเพื่อตกแต่งตัวเลขบัญชีให้สวยงามขึ้น

 

กลุ่มนักเตะที่ถูกมองว่าสามารถปล่อยตัวออกจากทีมได้ง่ายที่สุดคือ กลุ่มนักเตะอะคาเดมีของสโมสรที่มีค่าเหนื่อยไม่สูงมากนักและมีราคาที่สูง เนื่องจากเป็นกลุ่มนักเตะท้องถิ่น (Homegrown) ซึ่งมี 2 รายที่เข้าข่ายคือ อาร์มันโด โบรยา ศูนย์หน้าและกัลลาเกอร์ในตำแหน่งกองกลาง

 

ในขณะที่กลุ่มนักเตะใหม่ที่ซื้อเข้ามามากมายนั้นแทบทุกรายจะใช้ ‘มายากลทางการเงิน’ เรื่องของการยืดระยะเวลาการจ่าย (Amortization) ทำให้มีสัญญาระยะเวลาที่ยาวนาน 7-8 ปี ซึ่งเป็นผลดีกับตัวเลขบัญชีของสโมสร

 

 

สำหรับรายของกัลลาเกอร์เหลือสัญญาในสแตมฟอร์ดบริดจ์อีก 18 เดือนด้วยกัน (หมดสัญญาเดือนมิถุนายน 2025) เป็นช่วงระยะเวลาที่สโมสรต้องตัดสินใจว่าจะต่อสัญญาใหม่หรือจะขายออกจากสโมสรเพื่อหารายได้กลับมา ซึ่งดูเหมือนสโมสรจะมองออปชันหลังเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

 

การขายนักเตะที่เหลือสัญญา 18 เดือน โดยที่เป็นนักเตะจากอะคาเดมีให้ได้เงินกลับมา 50 ล้านปอนด์ ทำให้สถานะทางบัญชีของสโมสรดีขึ้นอย่างมากในระยะเวลาอันสั้น

 

มองแบบนี้จะเห็นภาพอีกด้านว่าเป็นเรื่องของ ‘ธุรกิจ’ ที่ดี

 

แต่หากมองในอีกมุมหนึ่ง เหมือนที่ โจ​ โคล อดีตนักเตะของเชลซีที่แม้จะเป็นผลผลิตจากทีมเวสต์แฮม แต่ก็มาอยู่สแตมฟอร์ดบริดจ์ตั้งแต่แจ้งเกิดได้ไม่นานมองว่า การขายนักเตะที่เป็นสายเลือดของสโมสรอย่างกัลลาเกอร์ออกไปเป็นเรื่องที่น่าเศร้าและเข้าใจไม่ได้

 

เพราะนักเตะแบบนี้เกิดและเติบโตมากับสโมสร รู้จักทุกสิ่งทุกอย่างของทีมเป็นอย่างดี

 

และเรื่องนี้ก็สะท้อนให้เห็นผ่านผลงานในสนามที่กัลลาเกอร์ทุ่มเทสุดชีวิตทุกนัดที่ได้ลงเล่น

 

นักเตะแบบนี้สมควรจะถูกนำมาสังเวยเพราะนโยบายการซื้อผู้เล่นแบบไม่คิดของสโมสรแล้วใช่ไหม?

 

เป็นคำถามที่แฟนสิงห์บลูส์จะทดไว้ในใจอย่างแน่นอน

 

อ้างอิง:

The post คอเนอร์ กัลลาเกอร์ เครื่องสังเวยให้นโยบายซื้อแหลกของเชลซี? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธุรกิจของลิเวอร์พูลจะสะเทือนแค่ไหน เมื่อ จอร์เกน คล็อปป์ ประกาศลาออก https://thestandard.co/liverpool-business-klopp-departure/ Mon, 29 Jan 2024 12:52:22 +0000 https://thestandard.co/?p=893570

ข่าวการประกาศอำลาทีม ‘หงส์แดง’ ลิเวอร์พูล ล่วงหน้าของ เ […]

The post ธุรกิจของลิเวอร์พูลจะสะเทือนแค่ไหน เมื่อ จอร์เกน คล็อปป์ ประกาศลาออก appeared first on THE STANDARD.

]]>

ข่าวการประกาศอำลาทีม ‘หงส์แดง’ ลิเวอร์พูล ล่วงหน้าของ เจอร์เกน คล็อปป์ สร้างความสั่นสะเทือนอย่างมากต่อแฟนฟุตบอลทีมดังของอังกฤษ

 

นั่นเพราะผู้จัดการทีมชาวเยอรมันคนนี้คือสุดยอดผู้จัดการทีมที่พลิกฟื้นสโมสรที่เคยเป็นยักษ์หลับให้กลับมาทวงคืนความยิ่งใหญ่ กวาดแชมป์ได้ครบทุกรายการใหญ่บนโลก โดยเฉพาะแชมป์ที่เหล่าเดอะค็อปต้องการอย่างแชมป์พรีเมียร์ลีก ยุติการรอคอยที่ยาวนานกว่า 30 ปี

 

แต่ความสูญเสียของการที่คล็อปป์จะจากทีมไปไม่ได้หยุดอยู่ที่เรื่องในสนามเท่านั้น เพราะเรื่องนอกสนามนับตั้งแต่ ‘บอส’ ผู้นี้เข้ามา ทุกอย่างภายในทีมก็มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด

 

เปิดด้วยตัวเลขที่น่าสนใจอย่างมูลค่า (Value) ของสโมสรที่เพิ่มขึ้นกว่า 350% ในระยะเวลา 9 ปี

 

การทำงานในแบบของคล็อปป์ช่วยลิเวอร์พูลในด้านเหล่านี้ได้อย่างไร?

 

การคืนชีพจากเถ้าถ่าน

 

ในปี 2010 กลุ่มธุรกิจกีฬา New England Sports Venture (NESV) ซึ่งเป็นเจ้าของทีมเบสบอลระดับตำนานของชาวอเมริกันอย่างบอสตัน เรด ซ็อกซ์ ได้เข้ามาเทกโอเวอร์กิจการของสโมสรลิเวอร์พูลที่ประสบปัญหาทางการเงินอย่างสาหัสภายใต้การบริหารของ ทอม ฮิกส์ และ จอร์จ จิลเล็ตต์ สองนักธุรกิจกีฬาชาวอเมริกันเช่นกัน

 

การเทกโอเวอร์ครั้งนั้น NESV ใช้เงินในการเทกโอเวอร์ 300 ล้านปอนด์ (1.35 หมื่นล้านบาท) เพื่อให้สิทธิ์ในการบริหารจัดการสโมสรอย่างเด็ดขาด และได้เริ่มต้นในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ซึ่งรวมถึงหนี้สินที่เจ้าของเดิมได้ก่อไว้และเหลือให้เป็นมรดกบาป

 

NESV ซึ่งในเวลาต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น Fenway Sports Group (FSG) ที่นำโดย จอห์น ดับเบิลยู. เฮนรี และ ทอม เวอร์เนอร์ ได้นำวิธีการบริหารสโมสรที่ทันสมัยเข้ามาเปลี่ยนแปลงลิเวอร์พูล ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่ใช้กับทีมเรด ซ็อกซ์​

 

เพียงแต่ในช่วงแรกการทำงานไม่ใช่เรื่องง่ายนัก FSG ขาดความเข้าใจในเรื่องธุรกิจวงการฟุตบอล การลงทุนผ่านการซื้อผู้เล่นกลายเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ สโมสรประสบความสำเร็จน้อยมากในสนามในช่วง 5 ปีแรกที่มี รอย ฮอดจ์สัน, เคนนี ดัลกลิช และ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส เป็นผู้จัดการทีม

 

อย่างไรก็ดี มูลค่าของลิเวอร์พูลได้เพิ่มขึ้นจาก 300 ล้านปอนด์ เป็น 1,000 ล้านปอนด์ (4.51 หมื่นล้านบาท) หรือเพิ่มขึ้น 233%

 

ก่อนที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด ประหนึ่งการคืนชีพของนกฟีนิกซ์ที่กำเนิดใหม่จากเถ้าถ่าน หลังจากที่คล็อปป์ได้เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมในเดือนตุลาคม ปี 2015

 

ภาพ: Clive Brunskill / Getty Images

 

ด้วยการทำงานที่ยอดเยี่ยมพาลิเวอร์พูลกลับมาเป็นทีมระดับหัวแถวของวงการฟุตบอลยุโรป กวาดแชมป์ได้ทั้งพรีเมียร์ลีก, เอฟเอคัพ, ลีกคัพ, ยูฟ่าซูเปอร์ลีก, ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก และแชมป์รายการสโมสรโลก ส่งผลต่อเรื่องมูลค่าของสโมสรด้วย

 

โดยนับจากปี 2015 ถึงปัจจุบัน (2024) มูลค่าของลิเวอร์พูลเพิ่มขึ้นเป็น 4.5 พันล้านปอนด์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ได้จากหนึ่งในข้อเสนอการลงทุนที่ Liverpool Echo สื่อท้องถิ่น ได้ข้อมูลมาในช่วงกลางปี 2023

 

คิดแล้วตั้งแต่คล็อปป์เข้ามาทำทีม มูลค่าของลิเวอร์พูลเพิ่มขึ้น 350%

 

ไม่นับเรื่องของรายได้ที่เพิ่มจาก 297.9 ล้านปอนด์ในปี 2015 มาเป็น 593.8 ล้านปอนด์ในปี 2022 (ตัวเลขล่าสุดที่มีการเปิดเผย) หรือคิดแล้วเพิ่มขึ้น 295.9 ล้านปอนด์ คิดเป็น 99% ซึ่งรายได้ส่วนที่เพิ่มขึ้นมานั้นมาจากเงินรางวัลที่ได้จากการแข่งขัน โดยหัวใจอยู่ที่การได้กลับมาเป็นขาประจำในรายการใหญ่อย่างแชมเปียนส์ลีก ตั้งแต่ฤดูกาล 2017/18 (เพิ่งจะพลาดการเข้าร่วมในฤดูกาลนี้เท่านั้น)

 

แบรนด์นี้พี่รัก

 

นอกจากมูลค่าและรายได้ของสโมสรที่เพิ่มขึ้น อันเป็นผลจากความสำเร็จและการเติบโตในทิศทางที่ดีของสโมสรแล้ว อีกเรื่องที่เป็นผลพวงจากการได้ เจอร์เกน คล็อปป์ เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมคือ เรื่องของภาพลักษณ์ที่ทำให้ลิเวอร์พูลกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์กีฬาที่ดีที่สุด

 

นั่นเพราะคล็อปป์ไม่เพียงแต่เป็นผู้จัดการทีมที่ยอดเยี่ยมในเรื่องของการวางกลยุทธ์การเล่นในสนาม แต่ยังเป็นคนที่มีภาพลักษณ์น่าดึงดูด ด้วยความเป็นคนที่ดูจริงจังแต่ก็มีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ รวมถึงแสดงออกให้เห็นมาโดยตลอดว่าเป็นคนที่มีจิตใจดี

 

ผู้นำขององค์กรดี ภาพลักษณ์ของลิเวอร์พูลจึงดีไปด้วย โดยที่คล็อปป์ยังสร้างบรรยากาศในการทำงานที่ดีให้เกิดขึ้นภายในสโมสร สร้างค่านิยมที่ดีทั้งการตอบแทนคนทำงานหนัก การมอบโอกาสให้แก่เด็กรุ่นใหม่และคนที่ตั้งใจทำงาน ไปจนถึงการจัดการตัวปัญหาด้วยวิธีที่เด็ดขาดและแยบยล

 

ภาพลักษณ์ที่ดีเหล่านี้ทำให้แบรนด์ลิเวอร์พูลเข้มแข็งและน่าดึงดูด เป็นที่ต้องการของเหล่าบริษัทต่างๆ ที่อยากจับมือร่วมเป็นพาร์ตเนอร์ด้วย เพราะไม่เพียงแต่จะมีฐานแฟนฟุตบอลทั่วโลก สโมสรแห่งนี้ยังเป็นหนึ่งในองค์กรที่ภาพลักษณ์ดีที่สุด ไม่มีข่าวอื้อฉาวใดๆ เกิดขึ้นเลยตลอดช่วงที่คล็อปป์ยังอยู่เป็นผู้จัดการทีม

 

ปัจจุบันมูลค่าแบรนด์ของลิเวอร์พูลอยู่ในอันดับที่ 5 ของโลกตามการคำนวณของ Visual Capitalist ที่ 1.41 พันล้านดอลลาร์ (5 หมื่นล้านบาท) เป็นรองแค่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, บาร์เซโลนา, เรอัล มาดริด และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมอันดับ 1 (แต่มีแบ็กอัพเป็นรัฐอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่เรียกว่า State-Club)

 

ภาพ: Julian Finney / Getty Images

 

Moneyball ทฤษฎีกีฬาที่ใช้ได้จริง

 

ย้อนกลับไปที่แนวทางบริหารของ FSG หนึ่งในหัวใจสำคัญคือ การบริหารจัดการทีมโดยใช้หลัก ‘Moneyball’ หรือการนำข้อมูลมาประกอบการพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน พูดง่ายๆ คือ เป็น ‘Data-Driven’ ฉบับกีฬา (ซึ่งจะมีรายละเอียดและความซับซ้อนแตกต่างจากการลงทุน)

 

แต่เรื่องนี้พูดง่ายทำยาก ในช่วงระยะเวลา 5 ปีแรกนับจากเทกโอเวอร์ลิเวอร์พูล FSG ไม่ประสบความสำเร็จในแนวทางดังกล่าวสักเท่าไรนัก ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่ซื้อนักเตะเข้าร่วมทีมแพงและขายได้ถูก โดนกดราคาหรือจำใจต้องโละทิ้งแบบแทบไม่เหลือราคา

 

แนวทางแบบ Moneyball มาเริ่มใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากที่ได้คล็อปป์เข้ามาทำทีม โดยในช่วงแรกแม้จะไม่เข้าใจมากนัก ด้วยความเป็นผู้จัดการทีมที่เชื่อในเรื่องของการบริหารคน แต่หลังจากได้พูดคุยกับ เอียน เกรแฮม นักวิเคราะห์ของสโมสร และ ไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส ผู้อำนวยการสโมสร ผู้จัดการทีมชาวเยอรมันเปิดใจรับฟังและเชื่อในคำแนะนำของทั้งสองคน

 

ตรงนี้มาจากสไตล์การทำงานของคล็อปป์ที่ไม่ได้อยากเก่งแบบ ‘ข้ามาคนเดียว’ แต่ชอบที่จะทำงานร่วมกับคนเก่ง สะสมคนเก่งเอาไว้รอบตัว และใช้ประโยชน์จากความสามารถเฉพาะทางของคนเหล่านี้

 

จุดนี้ทำให้แนวทาง Moneyball ของลิเวอร์พูลประสบความสำเร็จ ลิเวอร์พูลค้นพบ ‘ช้างเผือก’ มากมายโดยที่ไม่ต้องลงทุนสูง เช่น โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ ที่ได้จากโรมาด้วยค่าตัว 34 ล้านปอนด์ ซึ่งปัจจุบันขึ้นแท่นเป็นตำนานของสโมสรไปแล้ว หรือเคสคลาสสิกอย่าง แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน แบ็กซ้ายชาวสกอตแลนด์ที่ซื้อมาจากฮัลล์ ซิตี้ ด้วยค่าตัว 8 ล้านปอนด์ ก็กลายเป็นสุดยอดฟูลแบ็กระดับตำนานของสโมสรไปแล้วเช่นกัน

 

ในทางตรงกันข้าม ลิเวอร์พูลกลายเป็นทีมที่ขายนักเตะทำเงินกลับสโมสรได้ดี เช่น โดมินิก โซลังกี ที่ขายให้บอร์นมัธได้ถึง 25 ล้านปอนด์ ทั้งๆ ที่ซื้อจากเชลซีแค่ 3 ล้านปอนด์ หรือ ไรอัน บรูว์สเตอร์ กองหน้าดาวรุ่งจากอะคาเดมี ที่ตัดสินใจขายให้เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ได้ถึง 20 ล้านปอนด์

 

ตัวเลขที่น่าทึ่งคือ นับจากปี 2019 จนถึง 2023 ลิเวอร์พูลใช้เงินลงทุนเรื่องผู้เล่นสุทธิ (Net Spend) แค่ 218.3 ล้านปอนด์ มากกว่าน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ที่ใช้เงินไป 204.3 ล้านปอนด์ไม่มาก แต่ความแตกต่างคือ ฟอเรสต์เพิ่งจะได้เลื่อนขึ้นพรีเมียร์ลีกเมื่อปี 2022 

 

218.3 ล้านปอนด์ที่ลิเวอร์พูลใช้ น้อยกว่าคู่แข่งหลายๆ ทีมแบบคนละเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเชลซี (637.6 ล้านปอนด์,), อาร์เซนอล (522.8 ล้านปอนด์), ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ (461.8 ล้านปอนด์), นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด (416.1 ล้านปอนด์), แอสตัน วิลลา (312.8 ล้านปอนด์) หรือแม้แต่เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (247.5 ล้านปอนด์)

 

ที่ลิเวอร์พูลใช้ Moneyball ได้มาจากความสามารถของคล็อปป์ในการดึงศักยภาพนักเตะออกมาได้เป็นอย่างดี โดยไม่ต้องทุ่มซื้อนักเตะระดับสตาร์ราคาแพงที่ก็ไม่อาจการันตีว่าจะเป็นการลงทุนที่ยอดเยี่ยมได้เช่นกัน

 

ภาพ: Matthias Hangst / Getty Images

 

Sustainability เพื่อวันพรุ่งนี้ที่ยั่งยืน

 

ความดีงามที่สุดจากทุกสิ่งที่คล็อปป์ทำให้คือ การที่ลิเวอร์พูลเป็นหนึ่งในสโมสรที่มีเสถียรภาพสูงสุด ต่อให้ไม่ได้เป็นสโมสรที่ร่ำรวยที่สุดหรือลงทุนมหาศาลที่สุดก็ตาม

 

และผลตอบแทนจากการบริหารจัดการที่ยอดเยี่ยม ทำให้ FSG สามารถที่จะนำเงินที่อดออมมาใช้ในการลงทุนสิ่งที่สำคัญต่อสโมสรในระยะยาว นั่นคือเรื่องของการลงทุนปรับปรุงสนามแอนฟิลด์

 

เดิมลิเวอร์พูลมีแผนการจะสร้างสนามฟุตบอลแห่งใหม่มาตั้งแต่ก่อนเข้ายุคมิลเลนเนียล (ปี 2000) แต่แผนการก็ไม่เคยประสบความสำเร็จ เพราะเจ้าของสโมสรเดิมอย่าง ปีเตอร์ มอร์ส หรือแม้แต่ ทอม ฮิกส์ กับ จอร์จ จิลเล็ตต์ ก็ไม่กล้าที่จะลงทุน ซึ่งยิ่งปล่อยให้เวลาเนิ่นนาน การก่อสร้างก็ยิ่งมีมูลค่าแพงมากขึ้น

 

อย่างไรก็ดี FSG ได้ศึกษาแผนการใหม่และตัดสินใจที่จะขอปรับปรุงสนามแอนฟิลด์เดิม ซึ่งแม้จะเก่าแก่แต่ก็เปี่ยมด้วยมนตร์ขลังและเรื่องราว ซึ่งในช่วง 9 ปีที่คล็อปป์อยู่กับสโมสร ลิเวอร์พูลปรับปรุงอัฒจันทร์ใหม่สำเร็จถึง 2 ด้าน คือ ด้านอัฒจันทร์หลัก (Main Stand) และอัฒจันทร์ฝั่งแอนฟิลด์โรด

 

ความจุของสนามเพิ่มจาก 44,000 ที่นั่ง เป็น 61,000 ที่นั่ง และทำให้สโมสรมีรายได้จากวันแข่งขัน (Matchday Revenue) จากเดิม 75 ล้านยูโร (2.8 พันล้านบาท) มาเป็น 103 ล้านยูโร (3.9 พันล้านบาท) และคาดว่าตัวเลขจะเพิ่มอีกในฤดูกาล 2023/24 ซึ่งอัฒจันทร์ฝั่งแอนฟิลด์โรดเพิ่งเปิดใช้งานบางส่วนเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

 

สนามโฉมใหม่ก็เหมือนการรีโนเวตบ้านหลังใหม่ ซึ่งจะทำให้ทุกคนได้อยู่อาศัยกันไปอย่างสบายในอีกหลายสิบปีข้างหน้า

 

เป็นหนึ่งในมรดกล้ำค่าที่คล็อปป์มอบให้แก่แฟนลิเวอร์พูลทุกคน

 

ทั้งหมดทั้งมวลแล้วจะเห็นได้ถึงการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นทุกด้านของลิเวอร์พูลที่กลับมาเป็น ‘หงส์แดงตะแคงฟ้า’ ได้อีกครั้งหลังได้นายใหญ่ชาวเยอรมันผู้นี้มา และทำให้การเสียเขาไปหลังจบฤดูกาลนี้เป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากกว่าแค่เรื่องของผลงานในสนามเท่านั้น

 

ไม่ใช่ผู้จัดการทีมฟุตบอลคนใดในโลกจะมีผลต่อทีมในทุกมิติได้มากเท่ากับที่คล็อปป์มีความหมายกับลิเวอร์พูล

 

ภาพเปิด: MB Media / Getty Images

อ้างอิง: 

The post ธุรกิจของลิเวอร์พูลจะสะเทือนแค่ไหน เมื่อ จอร์เกน คล็อปป์ ประกาศลาออก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Data Driven กุญแจนำทางลิเวอร์พูลหาตัวแทนเจอร์เกน คล็อปป์ https://thestandard.co/liverpool-jurgen-klopp-data-driven/ Mon, 29 Jan 2024 05:19:52 +0000 https://thestandard.co/?p=893345 Liverpool

เพราะชีวิตต้องเดินหน้าต่อไป ถึงหัวใจของลิเวอร์พูลจะแหลก […]

The post Data Driven กุญแจนำทางลิเวอร์พูลหาตัวแทนเจอร์เกน คล็อปป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Liverpool

เพราะชีวิตต้องเดินหน้าต่อไป ถึงหัวใจของลิเวอร์พูลจะแหลกสลายหลังการประกาศอำลาทีมล่วงหน้าแบบไม่มีใครคาดคิดของ เจอร์เกน คล็อปป์ สุดยอดผู้จัดการทีมชาวเยอรมนี แต่กระบวนการสรรหาผู้จัดการทีมคนต่อไปได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว

 

ตลอดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีชื่อของกุนซือทั้งที่ฝีมือดีและมีประสบการณ์มากมายที่ถูกจับมาเชื่อมโยงกับงานใหญ่ในถิ่นแอนฟิลด์ ซึ่งมีทั้งชื่อที่แฟน ‘หงส์แดง’ ทุกคนพยักหน้าให้ผ่านในทันทีอย่าง ชาบี อลอนโซ ไปจนถึง โรแบร์โต เด แซร์บี กับ โธมัส แฟรงก์ และ รูเบน อโมริม ชื่อที่น่าเซอร์ไพรส์

 

ใครจะได้รับตำแหน่งนี้ไปเป็นเรื่องที่คุยกันได้สนุกและคุยกันได้อีกนาน

 

แต่ในกระบวนการหลังบ้านแล้ว ลิเวอร์พูลไม่ได้เลือกผู้จัดการทีมโดยใช้แค่ความรู้สึก ชื่อเสียง หรือกระแสนิยมมาเป็นตัวกำหนด

 

และแน่นอนพวกเขาไม่ได้ใช้คุกกี้เสี่ยงทายในการตัดสินใจ

 

กระบวนการสรรหาด้วย ‘Data Driven’ ซึ่งเป็นสิ่งที่เคยนำพาให้ลิเวอร์พูลได้พบกับคล็อปป์เมื่อปี 2015 กลับมาทำงานอีกครั้งในปี 2024

 

Liverpool

 

บิดเข็มนาฬิกาย้อนเวลากลับไปในปี 2015 ในช่วงที่ลิเวอร์พูลกำลังประสบปัญหาผลงานย่ำแย่ภายใต้การนำของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ที่ไม่สามารถพาทีมฟื้นตัวกลับมาได้หลังพลาดแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2013/14 อย่างเจ็บปวด จากความผิดพลาดครั้งเดียวของนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่าง สตีเวน เจอร์ราร์ด

 

ฝ่าย ‘ห้องวิทย์’ ของสโมสรซึ่งนำโดย ไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส์ ได้มอบหมายให้ เอียน เกรแฮม ซึ่งขณะนั้นเป็นทีมวิเคราะห์ ได้ค้นหาแคนดิเดตที่น่าสนใจเผื่อไว้สำหรับงานผู้จัดการทีมคนใหม่ เพราะดูแนวโน้มแล้วร็อดเจอร์สน่าจะพาทีมกลับมาไม่ไหว

 

เกรแฮมซึ่งเชี่ยวชาญในด้านของข้อมูลสถิติ จึงได้รวบรวมข้อมูลของกลุ่มแคนดิเดตที่น่าสนใจ ก่อนจะนำมาประมวลผล

 

ข้อมูลสถิติชี้ชัดว่าคนที่มีความเหมาะสมที่สุดสำหรับตำแหน่งคือ เจอร์เกน คล็อปป์ ซึ่งนำไปสู่การเดินหน้าทาบทามกุนซือชาวเยอรมนีที่กำลังว่างงานหลังตัดสินใจลาออกจากทีมโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

 

โดยหลังจากคล็อปป์ได้เข้ามาทำงานในทีมลิเวอร์พูลแล้ว เขาและเกรแฮม – ทีมงานที่ดูเหมือนแผนกไอทีพกแล็ปท็อปไปด้วยตลอดเวลา – ได้มีโอกาสพูดคุยกัน ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในเรื่องเล่าคลาสสิกที่สุดเรื่องหนึ่ง

 

การพบกันครั้งนั้นเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2015 หรือราวเดือนหนึ่งหลังจากที่คล็อปป์เข้ามาเป็นนายใหญ่แห่งแอนฟิลด์ โดยเกรแฮมพกเอาเอกสารที่พรินต์ข้อมูลออกมาด้วย ก่อนที่จะขออนุญาตปูเอกสารเหล่านั้นเต็มโต๊ะทำงาน

 

แต่ก่อนจะอธิบายอะไร เขาชวนบอสใหม่คุยถึงเกมบุนเดสลีกาที่ดอร์ทมุนด์พบกับไมนซ์ ทีมเก่าของคล็อปป์เอง ซึ่งทั้งๆ ที่ทีม ‘เสือเหลือง’ เป็นฝ่ายครองเกมทั้งหมด มีโอกาสในการทำประตูมากมาย แต่สุดท้ายกลับพ่ายแพ้ไป 2-0 โดยสามารถอธิบายได้เป็นฉากๆ

 

“นายได้ดูเกมนั้นด้วยเหรอ” คล็อปป์ถาม “เกมนั้นมันบ้ามากเลยนะ เราน่าจะเชือดพวกเขาได้แล้วแท้ๆ”

 

แต่คำตอบที่ได้คือเกรแฮมบอกว่า “เปล่า”​

 

ก่อนที่เกรแฮมจะค่อยๆ ชี้ให้เห็นถึงข้อมูลในเอกสารที่พรินต์ออกมาในแต่ละจุด ตั้งแต่จำนวนการผ่านบอลสำเร็จ โอกาสยิง ไปจนถึงการเข้าสกัดของนักเตะดอร์ทมุนด์

 

ข้อมูลนั้นถูกนำมาประมวลเข้ากับแบบจำลองที่เขาคิดค้นขึ้นมาเอง และเกรแฮมไม่ได้ทำกับแค่เกมนัดนี้นัดเดียว แต่เขานำข้อมูลมาดูทุกนัด ซึ่งผลลัพธ์ตามการคำนวณของเขาได้ผลออกมาเป็นที่น่าประหลาดใจอย่างมาก

 

ในฤดูกาลสุดท้ายของคล็อปป์กับดอร์ทมุนด์ พวกเขาจบด้วยการเป็นทีมอันดับที่ 7

 

แต่ในข้อมูลบอกว่าความจริงควรจะจบด้วยการเป็นทีมอันดับที่ 2

 

นั่นหมายความว่าความตกต่ำย่ำแย่ของดอร์ทมุนด์ไม่ได้เป็นความผิดของคล็อปป์คนเดียว มันเป็นแค่เรื่องโชคร้ายที่เกิดขึ้นในตอนนั้นพอดี

 

 

ตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา คล็อปป์ซื้อไอเดียทุกอย่างของเกรแฮม รวมถึงเอ็ดเวิร์ดส์ และทำให้ลิเวอร์พูลเป็นสโมสรฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จโดยมี Data Driven อยู่ในเบื้องหลัง

 

แต่นั่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก คำถามที่สำคัญไม่แพ้กับการที่ใครจะมาแทนที่คล็อปป์ คือใครจะมาทำหน้าที่แทนเอ็ดเวิร์ดส์และเกรแฮม ซึ่งอำลาจากลิเวอร์พูลไปหมดแล้ว

 

เรื่องนี้ได้รับการเปิดเผยว่าภารกิจสำคัญนี้อยู่ในมือของ วิลล์ สเปียร์แมน ซึ่งเป็นคนที่มารับช่วงต่อจากเกรแฮมนั่นเอง ซึ่งจะมาช่วย ไมค์ กอร์ดอน ประธานของ Fenway Sports Group ที่จะเป็นผู้นำของโปรเจกต์ในภาพใหญ่

 

สเปียร์แมนจบด็อกเตอร์ด้านฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และได้มีโอกาสมาร่วมงานกับลิเวอร์พูลตั้งแต่ปี 2018 มีส่วนช่วยในการทำให้วิธีการคำนวณในเกมฟุตบอลของเกรแฮมและเอ็ดเวิร์ดส์มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

 

ผลงานที่โดดเด่นของสเปียร์แมนในช่วงที่ผ่านมาคือการทำให้ลิเวอร์พูลได้ 4 กองกลางใหม่เข้ามาในช่วงตลาดการซื้อขายรอบเดียว ซึ่งรวมถึงการเลือก วาตารุ เอนโดะ กองกลางวัย 30 ปีที่ย้ายมาจากสตุ๊ตการ์ตแบบเซอร์ไพรส์

 

เพราะลิเวอร์พูลมีแนวทางชัดเจนที่จะไม่ซื้อนักเตะที่อายุมากแล้วไม่ว่าจะเก่งแค่ไหนก็ตาม แต่ในกรณีของเอนโดะ ซึ่งเป็นตัวเลือกที่คล็อปป์มีส่วนนำเสนอเองร่วมกับ ยอร์ก ชมัดท์เค ผู้อำนวยการสโมสรที่เข้ามาทำงานชั่วคราว ก็ได้ข้อมูลประกอบจากสเปียร์แมนทำให้ยืนยันได้ว่ากัปตันทีมชาติญี่ปุ่นเป็นตัวเลือกที่ดีในราคา 15.4 ล้านปอนด์

 

Liverpool

 

ดังนั้นลิเวอร์พูลจะยังคงใช้แนวทางเดิมในการเฟ้นหาผู้จัดการทีมคนใหม่ ไม่ใช้ความรู้สึก แต่ใช้ตัวเลขสถิติข้อมูลมาเป็นตัวตัดสิน

 

ผู้จัดการทีมคนใหม่จะถูกพิจารณาจากหลายองค์ประกอบ เช่น

  • แนวทางการเล่นที่ FSG ต้องการ
  • ระบบการเล่นและวิธีการเล่นแบบสมัยใหม่
  • ความเข้ากันได้กับนักฟุตบอลในทีมชุดปัจจุบัน
  • การปรับตัวและความยืดหยุ่น
  • แนวทางเกี่ยวกับเด็กเยาวชนในทีม
  • ผลงานความสำเร็จ
  • การต่อยอดความสำเร็จจากพื้นฐานที่คล็อปป์วางเอาไว้ให้
  • อุปนิสัยส่วนตัว การใช้ชีวิต

 

โดยที่ลิเวอร์พูลหวังว่ากระบวนการ Data Driven จะยังคงเป็นกุญแจนำทางที่ยอดเยี่ยมสำหรับการเปิดประตูบานใหม่ให้กับสโมสร เหมือนที่ครั้งหนึ่งพวกเขาเลือกคล็อปป์มากกว่าจะเป็น คาร์โล อันเชล็อตติ และเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ไม่ใช่แค่ดีที่สุดสำหรับ FSG

 

แต่ดีที่สุดสำหรับลิเวอร์พูล เท่าๆ กับที่ได้ บิลล์​ แชงคลีย์ ผู้เป็นบิดาของสโมสรเมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว

 

อ้างอิง:

The post Data Driven กุญแจนำทางลิเวอร์พูลหาตัวแทนเจอร์เกน คล็อปป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เหตุผลและความรู้สึกที่ทำให้ เจอร์เกน คล็อปป์ ตัดใจลาลิเวอร์พูล https://thestandard.co/jurgen-klopp-leave-liverpool/ Fri, 26 Jan 2024 13:26:32 +0000 https://thestandard.co/?p=892749 เจอร์เกน คล็อปป์

ไม่มีใครรู้หรอกว่าฟ้าจะผ่าลงมาเวลาไหนและที่ใด   แต […]

The post เหตุผลและความรู้สึกที่ทำให้ เจอร์เกน คล็อปป์ ตัดใจลาลิเวอร์พูล appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจอร์เกน คล็อปป์

ไม่มีใครรู้หรอกว่าฟ้าจะผ่าลงมาเวลาไหนและที่ใด

 

แต่ข่าวการประกาศอำลาทีมลิเวอร์พูลล่วงหน้าของ เจอร์เกน คล็อปป์ โดยจะทำงานถึงแค่สิ้นสุดฤดูกาลนี้ เป็นเหมือนฟ้าที่ผ่ากลางหัวใจของแฟน ‘หงส์แดง’​ ทั่วโลก หรือจะพูดให้ชัดกว่านั้นมันเหมือนกับโลกทั้งใบที่ถล่มลงมา

 

นั่นเพราะการประกาศข่าวนี้เกิดขึ้นในวันที่ไม่มีใครคิดหรือแม้แต่จะคาดเดามาก่อน

 

‘ลิเวอร์พูล 2.0’ ที่คล็อปป์เริ่มต้นสร้างขึ้นใหม่กำลังไปได้สวย นอกจากขึ้นนำจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกได้ด้วยฟอร์มที่น่าประทับใจ พวกเขายังเข้าชิงลีกคัพ ซึ่งเป็นการเข้าชิงรายการที่ 9 นับตั้งแต่เข้ามาคุมทีมลิเวอร์พูลเมื่อปี 2015 และยังอยู่ในเส้นทางของเอฟเอคัพกับยูฟ่ายูโรปาลีก

 

ตอนเช้าเรายังคุยกันถึง ‘Quadruple’ 4 แชมป์อยู่เลย

 

ตอนกลางวันเรายังฝันกันถึงว่าคล็อปป์จะต่อสัญญาเพื่อเป็น ‘บอส’ ในแอนฟิลด์ต่อไปอยู่

 

ตอนเย็นทุกอย่างเหมือนภาพตัด หลายคนอยู่ในความมืดมนอนธการ

 

แต่ในเรื่องนี้คล็อปป์ได้พยายามอธิบายความรู้สึกที่ยากจะอธิบายของเขาออกมาได้อย่างดีที่สุด

 

ให้ทุกคนได้เข้าใจในเหตุผลและความรู้สึกที่คิดว่าถึงเวลาจะบอกลากัน

 

ลองฟังเขาก่อน…จะได้ไหม

 

เจอร์เกน คล็อปป์

 

“ผมเข้าใจว่ามันจะเป็นเรื่องช็อกสำหรับคนจำนวนมากในตอนนี้ที่พวกคุณได้ยินเรื่องนี้เป็นครั้งแรก แต่แน่นอนว่าผมสามารถอธิบายได้ หรืออย่างน้อยที่สุดผมจะพยายามอธิบาย”

 

คล็อปป์กล่าวในวิดีโอเปิดใจของเขากับสโมสรถึงเหตุผลในการตัดสินใจที่จะอำลาลิเวอร์พูลแค่สิ้นสุดฤดูกาลนี้ ทั้งๆ ที่ยังเหลือสัญญาอยู่กับสโมสรออกไปจนถึงปี 2026 และในความเป็นจริงเขาเพิ่งจะต่อสัญญาฉบับใหม่ออกไปเมื่อเดือนเมษายน ปี 2022

 

วันนั้นคล็อปป์ก็สร้างความประหลาดใจให้กับทุกคนเช่นกัน เพราะเป็นการประกาศในช่วงที่ไม่มีใครคาดคิด ลิเวอร์พูลกำลังอยู่ระหว่างเส้นทางประวัติศาสตร์ไล่ล่าแชมป์ 4 รายการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีสโมสรในอังกฤษทีมใดทำได้มาก่อน

 

“ผมรู้สึกว่ามันเป็นเวลาที่เหมาะสม” คล็อปป์บอกในวันต่อสัญญา

 

ณ เข็มนาฬิกานั้นทุกอย่างสวยงามไปหมด และการจะทำตามความตั้งใจที่จะอำลาทีมเมื่อหมดสัญญาเดิมที่มีถึงปี 2024 เป็นสิ่งที่เขาไม่แน่ใจว่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เช่นเดียวกับ อุลลา ภรรยาที่มีส่วนสำคัญในการ ‘อนุมัติ’ การต่อสัญญาออกไป

 

สำหรับครั้งนี้คล็อปป์ก็พยายามบอกในแบบเดียวกันว่า “มันเป็นเวลาที่เหมาะสม”

 

การตัดสินใจนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเขาไม่มีความสุขในการทำงาน ไม่ใช่ไม่รักสโมสร และไม่ได้มีปัญหากับใคร

 

เจอร์เกน คล็อปป์

 

“ผมรักทุกสิ่งทุกอย่างของสโมสรแห่งนี้ ผมรักทุกอย่างในเมืองนี้ ผมรักทุกอย่างในกองเชียร์ของเรา ผมรักทีม ผมรักสตาฟฟ์ ผมรักทุกอย่างจริงๆ”

 

ถ้ารักไยจำจากเล่า? ใครเขาจะเข้าใจ

 

แต่เพราะความรักไม่ได้หมายความว่าจะต้องอยู่ด้วยกันตลอดไป สำหรับคล็อปป์เขา ‘รู้ใจ’ ตัวเองเป็นอย่างดี และไม่มีใครจะรู้ใจของเขาดีไปกว่าตัวของเขาเอง

 

สิ่งที่ทำให้คล็อปป์ตัดสินใจอำลาลิเวอร์พูล เขายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าเขา ‘หมดแรง’

 

ก่อนหน้านี้ไม่นาน ในเดือนพฤศจิกายนลิเวอร์พูลมีการประชุมหารือกันเกี่ยวกับแผนการในอนาคตว่าทีมจะมีการปรับเปลี่ยนไปอย่างไร จะปรับทัพและเสริมทีมแบบไหน ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ทีมจะมีการหารือกันล่วงหน้า เพื่อทุกฝ่ายจะได้เตรียมงานกัน ตั้งแต่เรื่องของแมวมองไปจนถึงแนวทางของผู้บริหารว่าเห็นชอบกับแผนการหรือไม่ ก่อนจะมีการกำหนดกลยุทธ์ในการทำงานร่วมกัน

 

ทุกคนไม่มีปัญหา ปัญหาอยู่ที่ตัวของคล็อปป์แค่คนเดียว

 

เจอร์เกน คล็อปป์

 

เขามองไม่เห็นภาพของตัวเองที่จะยืนคุมทีมลิเวอร์พูล ไม่ว่าจะในสนามซ้อมหรือในสนามแข่งขัน

 

“ผมไม่แน่ใจเลยว่าผมจะอยู่ที่นี่ต่อไปอีกไหม และผมเองก็ประหลาดใจตัวเองเหมือนกัน”

 

จากจุดนั้นเองที่ทำให้เขาทบทวนความรู้สึก สอบถามหัวใจตัวเอง และคำตอบที่ได้คือเขาไปต่อไม่ไหวแล้ว

 

และความจริงเขารู้ใจตัวเองมาตั้งแต่ในฤดูกาลที่แล้วด้วยซ้ำ

 

“มันไม่ได้เริ่มในตอนนั้น แต่เกิดขึ้นในฤดูกาลที่แล้วซึ่งเป็นฤดูกาลที่ยากลำบากที่สุด และมันมีช่วงเวลาที่สโมสรอื่นได้ตัดสินใจอย่างถูกต้องและควรจะเป็นในการที่จะแยกทางกัน เพียงแต่สำหรับที่นี่มันไม่ได้เกิดขึ้น”

 

เพราะแบบนั้นคล็อปป์จึงคิดว่าอย่างน้อยที่สุดเขาควรทำอะไรบางอย่าง และอะไรบางอย่างนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ต่อหัวใจของเขา นั่นคือการพยายามพานาวาลิเวอร์พูลที่ล่มสลายให้กลับมาอีกครั้งให้ได้

 

พาทีมกลับมาเข้ารูปเข้ารอยให้ได้อีกครั้ง เพราะรู้ว่าทีมชุดนี้มีศักยภาพมากแค่ไหน แล้วจากนั้นค่อยกลับมาถามตัวเองใหม่ว่าเขายังรู้สึกแบบเดิมอยู่ไหม ยังมองไม่เห็นตัวเองคุมทีมลิเวอร์พูลต่อไปในอนาคตอีกไหม

 

เจอร์เกน คล็อปป์

 

ปรากฏว่าในขณะที่ลิเวอร์พูลได้กลายร่างเป็นยุค 2.0 คำตอบในใจของคล็อปป์ก็ยังเหมือนเดิม

 

เขารู้ตัวแล้วว่าเขาต้องไป

 

ไม่มีอย่างอื่น

 

และเพื่อไม่ให้กระทบต่อทุกฝ่าย คล็อปป์เชื่อว่าเขาต้อง ‘จริงใจ’ กับทุกคนด้วยการบอกความต้องการในใจของตัวเองออกไป

 

ดังนั้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา คล็อปป์ได้แจ้งต่อเจ้าของสโมสร ผู้บริหาร ทีมงาน เพื่อนสตาฟฟ์ และนักเตะในทีม

 

ก่อนที่คิดว่ามันถึงเวลาที่ควรจะบอกกับแฟนๆ ทุกคนในวันนี้

 

อย่างไรก็ดี สิ่งที่คล็อปป์ขอเน้นย้ำกับทุกคนคือ อย่าเพิ่งให้ข่าวนี้ทำให้อะไรเปลี่ยนไป อย่าให้มันเป็น Long Goodbye งานบอกลาล่วงหน้าที่แสนเศร้า เพราะลิเวอร์พูลยังอยู่ในเส้นทางของทุกรายการ และมีโอกาสอย่างคู่ควรที่จะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในฤดูกาลนี้

 

เจอร์เกน คล็อปป์

 

สำหรับคล็อปป์ เขาไม่ได้คิดถึงเรื่องของการคว้าแชมป์ส่งท้ายอะไร แต่สิ่งที่เขาจะทำคือการพยายามทำหน้าที่อย่างดีที่สุดไปจนถึงวันสุดท้าย

 

“มาพยายามอย่างถึงที่สุดไปด้วยกันจนจบฤดูกาล ให้เราได้มีรอยยิ้มและมีอะไรให้น่าจดจำเมื่อเราหวนกลับมามองมันอีกครั้งในอนาคต”

 

คำถามสุดท้ายที่หลายคนสงสัย แล้วความรู้สึกลึกๆ ของคล็อปป์นั้นเป็นอย่างไร?

 

คำตอบคือ ‘การปิดฉากการทำงานกับลิเวอร์พูลเป็นเหมือนการปิดฉากเทพนิยาย เป็นเรื่องที่ไม่สามารถคิดหรือวางแผนได้’

 

“ผมมาที่นี่ด้วยการบอกกับทุกคนตั้งแต่วันแรกว่าผมเป็นแค่คนธรรมดา แต่ผมไม่ได้ใช้ชีวิตเยี่ยงคนธรรมดามายาวนาน และผมไม่อยากจะแก่จนเกินไปที่จะมีชีวิตแบบธรรมดา ผมแค่อยากจะลองดูสักครั้ง แล้วดูว่ามันเป็นอย่างไร”

 

ส่วนเขาจะคิดถึงลิเวอร์พูล คิดถึงการทำงานหรือไม่ เป็นเรื่องที่ยากจะบอกได้ในตอนนี้

 

คล็อปป์บอกว่าเขาเป็นเหมือนรถสปอร์ตที่พอใช้ได้คันหนึ่ง ยังขับเร็วและแรงอยู่ แต่มีเพียงแต่ตัวเขาที่อยู่หลังพวงมาลัยเท่านั้นที่มองเห็นว่าเกจ์น้ำมันเหลืออยู่แค่ไหน ซึ่งเขาจะไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะไปได้

 

โชคร้ายที่น้ำมันเหลือมาได้แค่นี้พอดี

 

เทพนิยาย ‘The Normal Guy’ จึงถึงตอนจบ

 

เพียงแต่ตอนจบจะสุขและสมหวังสำหรับทุกคนหรือไม่ ขอให้โชคชะตานำพาไป

The post เหตุผลและความรู้สึกที่ทำให้ เจอร์เกน คล็อปป์ ตัดใจลาลิเวอร์พูล appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Football Money League’ สเปอร์สกลายเป็นทีมที่รวยที่สุดในลอนดอนได้อย่างไร https://thestandard.co/football-money-league-2/ Fri, 26 Jan 2024 12:19:59 +0000 https://thestandard.co/?p=892702 สเปอร์ส

เป็นประจำทุกปีที่ Deloitte สถาบันการเงินจะเปิดเผยอันดับ […]

The post ‘Football Money League’ สเปอร์สกลายเป็นทีมที่รวยที่สุดในลอนดอนได้อย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
สเปอร์ส

เป็นประจำทุกปีที่ Deloitte สถาบันการเงินจะเปิดเผยอันดับของสโมสรฟุตบอลที่รวยที่สุดในโลกที่เรียกว่า ‘Football Money League’

 

อันดับในแต่ละปีนั้นจะคำนวณจาก ‘รายได้’ ของสโมสรประจำฤดูกาล 2022/23 ว่าทีมใดทำรายได้มากที่สุด และรายได้นั้นมาจากอะไรบ้าง

 

สำหรับคนที่อยากรู้ว่าทีมไหนรวยที่สุด? เฉลยให้เลยก็ได้ เพราะไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น มันต้อง ‘ราชันชุดขาว’ เรอัล มาดริด อยู่แล้วด้วยรายได้ 831.4 ล้านยูโร ซึ่งมากกว่าปีกลายถึง 117.6 ล้านยูโร ล้มแชมป์เก่าอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เจ้าของ ‘เทรเบิลแชมป์’ ทำรายได้ถึง 825.9 ล้านยูโร มากกว่าฤดูกาลที่แล้ว 98.5 ล้านยูโร

 

สิ่งที่น่าสนใจใน Football Money League ประจำปีนี้อยู่ที่ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ที่ตอนนี้กลายเป็นทีมที่รวยที่สุดของลอนดอน แซงหน้าอาร์เซนอลและเชลซีไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

บอกใบ้ให้นิดๆ ว่าเรื่องนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ Beyoncé และ NFL!

 

สเปอร์ส

 

อันดับ Football Money League ที่ทาง Deloitte เปิดเผยออกมามีตัวเลขที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยในภาพรวมแล้วรายได้ของสโมสรฟุตบอลต่างๆ นั้นเพิ่มขึ้นจากเมื่อปีกลาย ซึ่งมาจากหลายเหตุผลด้วยกันไม่ว่าจะเป็นรายได้จากวันแข่งขัน (Matchday Revenue) ผ่านค่าบัตรเข้าชมและรายได้ทางอื่น, รายได้ทางการค้า (Commercial Revenue) ซึ่งจะมาจากการจำหน่ายสินค้า สปอนเซอร์ และอื่นๆ สุดท้ายคือรายได้จากลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด (Broadcast Revenue) 

 

ในกลุ่ม Top 5 นั้นน่าสนใจที่มีสโมสรอังกฤษที่ว่ากันว่ารวยที่สุดในโลกติดเพียงแค่ 2 อันดับคือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (อันดับ 2) และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (อันดับ 5)

 

ส่วนอีก 3 อันดับยังเป็นทีมใหญ่จากภูมิภาคยุโรปอย่างเรอัล มาดริด (อันดับ 1), ปารีส แซงต์ แชร์กแมง (อันดับ 3) และบาร์เซโลนา (อันดับ 4) ส่วนบาเยิร์น มิวนิก ยักษ์ใหญ่จากเยอรมนี อยู่ในอันดับที่ 6

 

แต่อันดับถัดไปนั้นเป็นสโมสรจากอังกฤษที่ยึดหัวหาดตั้งแต่ลิเวอร์พูล, ท็อตแนม ฮอตสเปอร์, เชลซี และอาร์เซนอล ที่ครองอันดับตั้งแต่ 7-10

 

ขณะที่ทีมดังอย่างยูเวนตุส, โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์, เอซี มิลาน, อินเตอร์ มิลาน, แอตเลติโก มาดริด, ไอน์ทรัคท์ แฟรงก์เฟิร์ต, นาโปลี และโอลิมปิก มาร์กเซย อยู่ในกลุ่ม 11-20 โดยในกลุ่มนี้มีสโมสรจากพรีเมียร์ลีกติดอีกแค่ 2 ทีม คือ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด และเวสต์แฮม ยูไนเต็ด

 

นั่นคือภาพรวมที่พอมองเห็นคร่าวๆ

 

สเปอร์ส

 

แต่จุดที่น่าสังเกตในตารางดังกล่าวคือ การที่ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ กลายเป็นทีมที่ทำรายได้สูงที่สุดในกลุ่มสโมสรลอนดอน แซงหน้าทั้งเชลซีและอาร์เซนอลได้สำเร็จ

 

เรื่องนี้มีที่มาที่ไปที่น่าสนใจ

 

มองเฉพาะตัวเลขรายได้ก่อน ในปี 2022/23 สเปอร์สมีรายได้ทั้งหมด 631.5 ล้านยูโร เพิ่มขึ้นจากในปี 2021/22 ที่ทำได้ 522.9 ล้านยูโรถึงกว่า 108.6 ล้านยูโรด้วยกัน

 

จุดที่สร้างความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญคือ เรื่องของรายได้ส่วนของ Matchday Revenue ซึ่งได้ถึง 135 ล้านยูโร

 

ในอังกฤษมีเพียงแค่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมเดียวที่ทำรายได้ส่วนนี้มากกว่า โดยอยู่ที่ 151 ล้านยูโร ขณะที่ลิเวอร์พูลเองก็ทำได้เพียงแค่ 103 ล้านยูโรเท่านั้น และในโลกมีเพียงแค่บาร์เซโลนากับปารีส แซงต์ แชร์กแมง ที่มากกว่า (166 กับ 153 ล้านยูโร)

 

พูดง่ายๆ คือ สเปอร์สทำรายได้จาก Matchday เป็นอันดับ 4 ของโลก

 

ส่วนเชลซีกับอาร์เซนอล? อยู่ที่ 88 กับ 118 ล้านยูโร เป็นรองอยู่พอสมควร

 

สิ่งที่ทำให้สเปอร์สชิงความได้เปรียบตรงนี้ได้คือประโยชน์จากการสร้างสนามใหม่ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ สเตเดียม ที่นอกจากจะมีความจุถึงกว่า 62,850 ที่นั่ง สนามแห่งนี้ยังเป็นมากกว่าแค่สนามฟุตบอล เพราะรองรับการจัดอีเวนต์ใหญ่ได้สบายๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดคอนเสิร์ต หรือการแข่งขันอเมริกันฟุตบอล NFL และการแข่งรักบี้ยูเนียน

 

สเปอร์ส

 

ในช่วงปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นช่วงที่คอนเสิร์ตกลับมาบูมอีกครั้งทั่วโลก (กดบัตรกันจนหมดตัว!) มีศิลปินระดับโลกมาจัดคอนเสิร์ตที่ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ สเตเดียม กันหลายราย ยกตัวอย่างเช่น Beyoncé, P!NK, Lady Gaga และ Gun N’ Roses

 

เรื่องนี้ แซม บอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจกีฬาของ Deloitte ถึงกับเอ่ยปากชม “เหตุผลสำคัญในการเติบโตของสเปอร์สคือ การที่สโมสรสามารถหาเงินรายได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยจากเรื่องของสนาม ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของรายได้จากเกมการแข่งขันหรือการจัดกิจกรรมหารายได้”

 

นี่เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเป็นสนามกีฬาสมัยใหม่ที่จะต้องเป็นได้มากกว่าแค่สถานที่จัดแข่งขันกีฬา แต่ต้องรองรับงานอีเวนต์ใหญ่ในระดับโลก และเป็นเหตุผลที่ทำให้สโมสรยักษ์ใหญ่หลายแห่งมีความพยายามที่จะปรับปรุงสนามสุดขลังกันยกใหญ่

 

โปรเจกต์ใหญ่ที่สุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาคือ สนามซานติอาโกเบอร์นาบิวโฉมใหม่ของ เรอัล มาดริด และคัมป์นูแห่งอนาคตของบาร์เซโลนา

 

ขณะที่ในพรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูลปรับปรุงสนามแอนฟิลด์ไปมาก แต่ในแง่ของการปรับเปลี่ยนแล้วยังไม่อยู่ในระดับเดียวกับสนามใหม่ของสเปอร์สที่สร้างทุกอย่างขึ้นใหม่ ส่วนเชลซีเองก็มีแผนที่จะปรับปรุงสนามหรือสร้างใหม่มานานแล้ว

 

คาดว่าอีกไม่นานเราน่าจะได้เห็นการปรับปรุงโอลด์แทรฟฟอร์ดของแมนฯ ยูไนเต็ด ด้วยเช่นกัน

 

ดังนั้นแม้ว่ารายได้จากส่วนของ Matchday Revenue จะไม่ได้สำคัญเหมือนในอดีตที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำหลัก เพราะรายได้ส่วนของ Commercial และ Broadcast ทำเงินรายได้มากกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นส่วนที่มองข้ามได้

 

เหมือนในเกมฟุตบอล บางครั้งมันแพ้-ชนะกันด้วยความแตกต่างทาง ‘รายละเอียด’ นิดๆ หน่อยๆ

 

เกมในปีนี้สเปอร์สอาจจะไม่ได้ชนะทุกทีม แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ชนะทีมร่วมลอนดอนด้วยกัน

 

ได้ยืดนิดๆ!

 

ภาพประกอบ: ฉัตรชัย เฉยชิต

อ้างอิง:

The post ‘Football Money League’ สเปอร์สกลายเป็นทีมที่รวยที่สุดในลอนดอนได้อย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรฮัน โบพันนา นักเทนนิสที่ขึ้นมือ 1 ของโลกในวัย 43 ปี ทั้งๆ ที่ข้อเข่าเสื่อม https://thestandard.co/rohan-bopanna-number-one-at-43/ Thu, 25 Jan 2024 12:19:10 +0000 https://thestandard.co/?p=892199

ใครที่อายุมาถึง ‘หลักสี่’ น่าจะเริ่มเข้าใจได้ถึงคำว่าสั […]

The post โรฮัน โบพันนา นักเทนนิสที่ขึ้นมือ 1 ของโลกในวัย 43 ปี ทั้งๆ ที่ข้อเข่าเสื่อม appeared first on THE STANDARD.

]]>

ใครที่อายุมาถึง ‘หลักสี่’ น่าจะเริ่มเข้าใจได้ถึงคำว่าสังขารไม่เที่ยง ยิ่งบางคนอาจรู้สึกได้ว่าสังขารของตัวเองไม่ใช่แค่ไม่เที่ยง แต่เลยไปถึงบ่าย 3-4 แล้ว (เช่นผู้เขียน)

 

แต่ถ้าเป็นนักกีฬาที่อายุมาถึง 43 ปี มิหนำซ้ำยังมีปัญหาสุขภาพที่เป็นอุปสรรคร้ายแรงสำหรับการเล่นกีฬาอย่างเรื่องข้อเข่าเสื่อม บางทีมันน่าจะถึงเวลาที่เลี้ยงลูกอยู่บ้านได้แล้วใช่ไหม?

 

ขอแนะนำให้รู้จักกับเรื่องราวของ โรฮัน โบพันนา นักเทนนิสชาวอินเดียวัย 43 ปี ผู้กลายเป็นมือ 1 ของโลกประเภทคู่คนใหม่

 

เขาทำได้อย่างไรนะ?

 

 

เรื่องราวที่น่าเหลือเชื่อของโบพันนาได้กลายเป็นหนึ่งในไฮไลต์เล็กๆ ของรายการแข่งขันเทนนิสออสเตรเลียนโอเพนที่เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เมื่อเขาจับคู่กับ แมทธิว เอ็บเดน ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมผ่านเข้าถึงรอบ 8 คู่สุดท้ายได้สำเร็จ

 

ผลงานดังกล่าวทำให้ไม่ว่าโบพันนาและเอ็บเดนจะไปถึงการคว้าแชมป์รายการนี้หรือไม่ พวกเขาคือคู่ชายมือ 1 ของโลกอย่างแน่นอน

 

ความสำเร็จนี้มีความหมายมากยิ่งขึ้นสำหรับโบพันนา นักเทนนิสชาวอินเดียที่อายุอานามมาถึง 43 ปี เพราะเขากลายเป็นนักเทนนิสที่อายุมากที่สุดที่ขึ้นถึงตำแหน่งมือ 1 ของโลกในประเภทคู่ แซงหน้า ไมค์ ไบรอัน เจ้าของสถิติเดิมที่เคยครองมือ 1 ในวัย 41 ปีเมื่อปี 2019

 

“นี่คือความฝันของผม” โบพันนาบอกด้วยความภูมิใจ “ยิ่งไปกว่านั้น เวลาที่เล่นกีฬาแบบนี้มานานกว่า 2 ทศวรรษ ผมคิดว่าความวิริยะในกีฬา การทุ่มเทลงไป การสู้ไม่ถอย การมานะบากบั่น และการที่มีคู่ที่ดีอยู่เคียงข้าง ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ช่วยทำให้ผมมาถึงจุดนี้ได้”

 

จริงอยู่ที่การเล่นเทนนิสประเภทคู่นั้นไม่โหดร้ายต่อร่างกายเท่ากับเทนนิสประเภทเดี่ยว แต่สิ่งที่โบพันนาทำได้ในวัยนี้ก็เป็นความสำเร็จที่น่าชื่นชมอยู่ดี โดยเฉพาะเมื่อคิดถึงการที่เราต้องพยายามค้นหาอยู่นาน กว่าจะพบว่านักเทนนิสในวัยใกล้ๆ กันในประเภทนี้คนต่อไปอยู่ไกลถึงอันดับที่ 138 อย่าง โทชิฮิเดะ มัตซึอิ (45 ปี)

 

โบพันนาเล่นเทนนิสอาชีพมาแล้วกว่า 21 ปี ผ่านความสำเร็จมาไม่น้อย โดยคว้าแชมป์ ATP มา 24 รายการ และเคยคว้าแชมป์ระดับแกรนด์สแลมในรายการเฟรนช์โอเพน 2017 โดยจับคู่กับ กาบรีเอลา ดาบรอฟสกี

 

แต่เมื่อ 4 ปีก่อนเขาเคยคิดที่จะอำลาวงการไปแล้วในช่วงที่โควิดระบาด ซึ่งตัวเขาเองอยู่ในวัย 39 ปี และอยู่อันดับที่ 37 ของโลก

 

ในช่วงเวลานั้นโบพันนาต้องอยู่บ้านเฉยๆ เป็นเวลานานกว่า 4 เดือน ไม่สามารถเดินทางไปแข่งที่ไหนได้ ไหนจะมีเรื่องของปัญหาอาการบาดเจ็บเรื้อรังเกี่ยวกับข้อเข่าที่เสื่อม

 

 

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ช่วงเวลา 4 เดือนที่ว่างเปล่านั้นทำให้โบพันนาค้นพบสิ่งสำคัญที่ช่วยจุดไฟให้ชีวิตของเขากลับมาได้อีกครั้ง

 

“ในช่วง 4 เดือนที่อยู่ที่บ้าน ผมพยายามหาว่าผมจะทำอะไรดี แล้วผมก็ได้พบกับการเล่นโยคะ”

 

โยคะที่เขาค้นพบคือไอเยนการ์โยคะ (Iyengar Yoga) ซึ่งคิดค้นโดย B.K.S. Iyengar เป็นการเล่นโยคะแบบจัดท่าให้กระจายน้ำหนักผ่านแขน ขา และกระดูกสันหลังอย่างเหมาะสม (Alignment)

 

ไอเยนการ์โยคะมีการใช้อุปกรณ์ในการช่วยฝึก เช่น เข็มขัดโยคะ, ผนังห้อง, เก้าอี้ และหมอนรอง เพื่อให้ฝึกได้อย่างปลอดภัย เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นฐานมาก่อนแต่ต้องการลองฝึกโยคะ

 

โบพันนาพบว่ามีครูเปิดสอนไอเยนการ์โยคะใกล้บ้าน ทำให้เขาไม่ต้องเสี่ยงเดินทางไกล โดยในช่วงโควิดที่ต้องพักการแข่งขัน เขาเข้าคลาสโยคะถึงสัปดาห์ละ 4 วัน โดยจะเรียนวันละ 90 นาทีด้วยกัน

 

การเรียนโยคะเปลี่ยนชีวิตของโบพันนาได้อย่างมหัศจรรย์

 

อย่างแรกคือเรื่องของร่างกาย อย่างที่บอกว่าเขามีปัญหาเกี่ยวกับข้อเข่าเสื่อม ซึ่งตลอดชีวิตได้ผ่านการรักษามามากมายหลายรูปแบบแล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จสักอย่างเดียว สำหรับคนที่มีปัญหาแบบเดียวกันก็จะเข้าใจว่าข้อเข่าเสื่อมนั้นส่งผลกระทบต่อชีวิตมากแค่ไหน อย่าว่าแต่การใช้ชีวิตทั่วไป การต้องไปแข่งขันกีฬาระดับอาชีพยิ่งเป็นเรื่องที่ทรมานสังขารมากขึ้นอีกหลายเท่า

 

แต่ไอเยนการ์โยคะช่วยทำให้ร่างกายของเขายืดหยุ่นได้ดีกว่าเก่า ร่างกายคนเรานั้นยิ่งยืดหยุ่นดีเท่าไรก็จะยิ่งส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาวมากขึ้นเท่านั้น

 

ดังนั้นสิ่งที่เขาต้องการสำหรับการเตรียมร่างกายจึงไม่ใช่เรื่องของการเสริมสร้างความแข็งแรง แต่เป็นการปรับรูปแบบการฝึกซ้อมให้เหมาะสมกับวัยด้วยการหันไปเน้นเรื่องการสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่จะช่วยการเคลื่อนไหว ที่เหลือคือเรื่องของการฟื้นฟูร่างกายด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การอาบน้ำแข็ง การยืดเหยียด และการคูลดาวน์

 

นักเทนนิสวัยเก๋ายังจ้างนักกายภาพโดยขอให้เสริมกล้ามเนื้อควอด (กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของร่างกายบริเวณหน้าขา) เสริมกล้ามเนื้อแฮมสตริง (กล้ามเนื้อด้านหลังขา) และกล้ามเนื้อก้น

 

“เพราะพอผมทำพวกนี้แล้ว ผมก็ไม่รู้สึกเจ็บอีกเลยในระหว่างการแข่ง” โบพันนาบอก

 

นักเทนนิสวัย 43 ปียังมีไฟคึกคักที่จะทำท่าดีใจแบบนี้

 

มากกว่าแค่ร่างกาย การเล่นโยคะยังช่วยทำให้จิตใจของเขาสงบลงยิ่งกว่าเดิม มีสมาธิมากขึ้น ไม่รู้สึกรีบร้อนยามอยู่ในสนามแข่งด้วย

 

เมื่อร่างกายไม่เจ็บ จิตใจแจ่มใส ต่อให้วัย 43 ปีที่มีปัญหาข้อเข่าก็ไม่ใช่อุปสรรคใดๆ สำหรับเขาอีก

 

ที่เหลือคือเรื่องของพลังใจและทีมเวิร์ก ซึ่งการจับคู่กับเอ็บเดนก็มีส่วนสำคัญไม่น้อยเช่นกัน

 

เพราะถ้าคู่แข่งตีลูกหยอดมา โบพันนาจะบอกทันทีว่า “เอ็งไปเลย ข้าไม่วิ่ง”

 

ผ่าม!

 

อ้างอิง:

The post โรฮัน โบพันนา นักเทนนิสที่ขึ้นมือ 1 ของโลกในวัย 43 ปี ทั้งๆ ที่ข้อเข่าเสื่อม appeared first on THE STANDARD.

]]>
นิวคาสเซิลในภาวะวิกฤตเฉียบพลัน ต้องขายนักเตะสู้กฎ PSR? https://thestandard.co/newcastle-claim-spending-rules/ Wed, 24 Jan 2024 13:40:00 +0000 https://thestandard.co/?p=891723 นิวคาสเซิล

ถึงแม้ว่านิวคาสเซิล ยูไนเต็ด จะเป็นทีมที่มีเจ้าของสโมสร […]

The post นิวคาสเซิลในภาวะวิกฤตเฉียบพลัน ต้องขายนักเตะสู้กฎ PSR? appeared first on THE STANDARD.

]]>
นิวคาสเซิล

ถึงแม้ว่านิวคาสเซิล ยูไนเต็ด จะเป็นทีมที่มีเจ้าของสโมสรที่ทรงพลังอำนาจทางการเงินมากที่สุดในโลกลูกหนัง แต่ดูเหมือนว่าการจะเปลี่ยนแปลงทีมลูกหนังเก่าแก่ให้กลายเป็นซูเปอร์ทีมที่เขย่าวงการฟุตบอลจะไม่ได้เป็นเรื่องที่ง่ายขนาดนั้น

 

ในขณะที่มีความพยายามจะหานักเตะกองกลางเข้ามาเสริมทัพ ซึ่งเล็งเป้าหมายไปที่ อมาดู โอนานา กองกลางจากเอฟเวอร์ตัน แต่ในไม่กี่วันที่ผ่านมา ทีม ‘สาลิกาดง’ เผชิญกับแรงกดดันจากทั้งภายนอกและภายในเกี่ยวกับเรื่องของการใช้จ่ายเงินของสโมสรที่อาจนำไปสู่การต้องยอมสูญเสียนักเตะระดับสตาร์ไปจากทีม

 

ล่าสุดบาเยิร์น มิวนิก ทีมดังจากเยอรมนีรุกหนักเพื่อหวังคว้า คีแรน ทริปเปียร์ แบ็กขวามากประสบการณ์ไปร่วมทีมให้ได้ นอกจากนี้ยังมีรายของ คัลลัม วิลสัน และ มิเกล อัลมิรอน ที่มีข่าวพัวพันกับการย้ายออกจากเซนต์เจมส์พาร์กด้วย

 

ภาวะวิกฤตเฉียบพลันของนิวคาสเซิลเกิดขึ้นได้อย่างไร?

 

 เอ็ดดี ฮาว เจอปัญหาที่ไม่คาดคิดเกี่ยวกับกฎ PSR ของนิวคาสเซิล

 

ประเด็นเรื่องปัญหาทางการเงินของนิวคาสเซิลเริ่มถูกจับตามองตั้งแต่ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ภายหลังจากที่ ดาร์เรน อีลส์ ซีอีโอของสโมสร ได้ออกมาเตือนว่าทีมกำลังจะเผชิญกับปัญหาทางการเงินครั้งใหญ่

 

เรื่องนี้ฟังแล้วเป็นเรื่องน่าขัน เพราะนิวคาสเซิลมีเจ้าของสโมสรรายใหญ่คือ PIF กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของซาอุดีอาระเบีย ที่สามารถเสกเงินเท่าไรก็ได้ และตลอดช่วงระยะเวลา 2 ปีเศษที่ผ่านมา นับตั้งแต่มีการเทกโอเวอร์สโมสรต่อจาก ไมค์ แอชลีย์ ก็มีการทุ่มทุนซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทัพอย่างมากมาย

 

นักเตะอย่างทริปเปียร์, บรูโน กิมาไรส์, นิค โป๊ป ไปจนถึง อเล็กซานเดอร์ อิซัค และ สเวน บอตแมน รวมถึง ซานโดร โตนาลี กองกลางผู้อื้อฉาวที่กำลังชดใช้โทษแบนจากคดีเล่นพนันเป็นเวลา 10 เดือน เป็นนักเตะที่เปลี่ยนแปลงให้นิวคาสเซิลกลายเป็นหนึ่งในทีมที่โดดเด่นที่สุดตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว ด้วยสไตล์เพรสซิงดุดันใต้การนำของผู้จัดการทีมฝีมือดีอย่าง เอ็ดดี ฮาว

 

การทำอันดับจนติดไปเล่นยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้ ทำให้อนาคตของนิวคาสเซิลควรจะสดใส แต่กลับกลายเป็นว่าเวลานี้ทีมประสบปัญหาหนักทางการเงิน

 

สิ่งที่อีลส์ออกมาย้ำเตือนว่าสโมสรอาจจะต้องยอมขายนักเตะในระดับ ‘เพชรยอดมงกุฎ’ ของทีมอย่างอิซัค บรูโน หรือบอตแมน ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

 

ปัญหาของนิวคาสเซิลไม่ได้อยู่ที่พวกเขาไม่มีเงิน แต่ปัญหาอยู่ที่กฎของพรีเมียร์ลีกที่ทำให้การเข้ามาสนับสนุนทีมของเจ้าของสโมสรผ่านช่องทางหรือวิธีการอื่นๆ ทำได้ยากขึ้นมาก ซึ่งนอกจากจะเป็นการปิดกั้นไม่ให้พวกเขามีโอกาสเขยิบเข้าใกล้กลุ่ม Top Six ที่ประกอบไปด้วยแมนเชสเตอร์ ซิตี้, ลิเวอร์พูล,​ อาร์เซนอล, เชลซี, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และท็อตแนม ฮอตสเปอร์แล้ว สโมสรต้องหาทางจัดการบัญชีของสโมสรไม่ให้ติดลบมากเกินกว่าที่กฎการเงิน Profit and Sustainability Rules (PSR) อนุญาตด้วย

 

ในปี 2023 นิวคาสเซิลทำเงินรายได้เพิ่มจาก 180 ล้านปอนด์ในปี 2022 มาเป็น 250.3 ล้านปอนด์ แต่สโมสรยังประสบปัญหาขาดทุนถึง 73.4 ล้านปอนด์ในช่วง 12 เดือนหลังสุด ทำให้ทีมมีปัญหาเรื่องกฎ PSR ทันที

 

และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของภาวะวิกฤตเฉียบพลันที่ฉุดรั้งสโมสรไม่ให้ทำอะไรได้ถนัดนัก จนอาจถึงขั้นต้องยอมเสียนักเตะบางรายไปเพื่อความคล่องตัวทางการเงินที่มากขึ้น

 

สัปดาห์ที่แล้วมีรายงานข่าวว่า มิเกล อัลมิรอน กองหน้าความเร็วสูงทีมชาติปารากวัย ได้รับความสนใจจากหนึ่งในสโมสรของซาอุดีอาระเบียอย่างอัล-ชาบับ โดยที่นักเตะพร้อมจะรับฟังข้อเสนอในการย้ายทีมไปตะวันออกกลาง

 

มิเกล อัลมิรอน ตกเป็นข่าวสะพัดเรื่องการย้ายไปซาอุดีอาระเบีย

 

ข่าวนี้นำไปสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ทันที เพราะเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าเจ้าของนิวคาสเซิลคือกองทุนความมั่งคั่งของซาอุดีอาระเบีย หากอัลมิรอนย้ายออกไปแบบนี้ก็เหมือนกับการช่วยแก้ปัญหาทางอ้อมให้นิวคาสเซิล แต่เป็นการสร้างปัญหาในเรื่องของหลักการของฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอีก

 

แต่รายงานข่าวเรื่องอัลมิรอนดูเหมือนจะคลาดเคลื่อนไปจากความจริง ยังไม่มีการตกลงกันใดๆ ในเวลานี้ทั้งสิ้น กระนั้นก็ยังมีการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ และคาดว่าจะมีความคืบหน้าเพิ่มเติมในอีกไม่กี่วันข้างหน้าว่าจะมีการโยกย้ายหรือไม่

 

คนที่มีข่าวย้ายทีมหนักที่สุดกลับเป็นแบ็กขวาจอมเก๋าที่เป็นหนึ่งในนักเตะชุดแรกที่ถูกดึงตัวมาเพื่อสร้างนิวคาสเซิลยุคใหม่อย่างทริปเปียร์ ที่กลายเป็นที่หมายปองของบาเยิร์น มิวนิก ซึ่งกำลังหลงใหลได้ปลื้มกับนักเตะอังกฤษ หลังจากที่ดึง แฮร์รี เคน และ เอริค ไดเออร์ ไปก่อนหน้านี้

 

ทริปเปียร์ ซึ่งก็เคยเป็นเพื่อนร่วมทีมของเคนและไดเออร์ ตกเป็นข่าวว่าพร้อมจะย้ายทีมเช่นกัน หากบาเยิร์นสามารถตกลงกับนิวคาสเซิลได้ เดิมข่าวระบุว่าเป็นสัญญายืมตัวก่อนจะเปลี่ยนเป็นการย้ายทีมถาวร

 

เพียงแต่นิวคาสเซิลได้ปฏิเสธข้อเสนอ 13 ล้านปอนด์จากบาเยิร์นไป โดยฝ่ายบริหารของสโมสรไม่ต้องการสูญเสียแบ็กมากประสบการณ์วัย 33 ปีรายนี้ ซึ่งไม่ได้เป็นที่สนใจแค่กับทีมจากแคว้นบาวาเรีย แต่รวมถึงแอตเลติโก มาดริด ทีมเก่าที่อยากดึงตัวไปใช้งานด้วย

 

อีกคนที่มีข่าวคือวิลสัน กองหน้าวัย 31 ปีที่มีสถานะเป็นตัวสำรองต่อจากอิซัค ก็เป็นเป้าหมายของเอซี มิลานและแอตเลติโก มาดริดเช่นกัน แต่ก็อีกเช่นกันที่รายงานล่าสุดนิวคาสเซิลไม่คิดที่จะปล่อยตัวออกไปในตอนนี้

 

จะมีใครต้องย้ายออกในช่วงตลาดฤดูหนาวหรือไม่เป็นเรื่องที่น่าติดตาม แต่หากจะมองให้ไกลกว่า ปัญหาที่ใหญ่กว่าสำหรับนิวคาสเซิลจะรออยู่ในช่วงตลาดการซื้อขายฤดูร้อน

 

เพราะกลุ่มนักเตะที่มีข่าวการย้ายทีมอย่างอัลมิรอน ทริปเปียร์ หรือวิลสัน จะกลับมาอยู่ในกระแสอีกครั้งแน่นอน เพิ่มเติมด้วยนักเตะระดับสตาร์ที่เป็นแกนของทีมอย่าง บรูโน กิมาไรส์ และ โชลินตัน ที่อาจจะย้ายออกจากทีมด้วย

 

ในรายของบรูโน กองกลางวัย 26 ปี มีข่าวว่าเป็นเป้าหมายของปารีส แซงต์ แชร์กแมง ซึ่งเงื่อนไขการปล่อยตัวจากสัญญาที่ 100 ล้านปอนด์ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับทีมมหาอำนาจของฝรั่งเศส

 

โชลินตันมีปัญหาเรื่องการเจรจาสัญญาฉบับใหม่ และอาจย้ายหลังจบฤดูกาล

 

รายของโชลินตันยิ่งแล้วใหญ่ เพราะการเจรจาสัญญาใหม่ระหว่างทั้งสองฝ่ายล้มเหลว เนื่องจากกองกลางวัย 27 ปีต้องการได้รับค่าเหนื่อยมากเท่าๆ กับกลุ่มนักเตะที่ได้รับค่าเหนื่อยสูงสุดของสโมสรอย่างบรูโน ซึ่งเป็นสิ่งที่สโมสรไม่สามารถมอบให้ได้

 

สัญญาของโชลินตันเหลือแค่สิ้นสุดฤดูกาลหน้า ซึ่งหมายถึงนิวคาสเซิลอาจต้องตัดใจขายเขาออกจากทีมมากกว่าจะปล่อยให้ยืดเยื้อแล้วไม่ได้อะไรกลับมาเลยเมื่อหมดสัญญา

 

ทั้งนี้ นิวคาสเซิลก็มีแผนการ ‘ยกเครื่อง’ ทีมรอแล้วเช่นกันสำหรับฤดูกาลหน้า ซึ่งจะเป็นช่วงที่กฎ PSR มีการเปลี่ยนแปลงที่คาดหมายว่าจะ ‘ผ่อนคลายขึ้น’ โดยมีเป้าหมายอย่าง โอนานา (ที่ไม่ใช่ผู้รักษาประตู), ฟิลลิป บิลลิง, เคเฟรน ตูราม, มานู โคเน และ มอร์แกน กิบส์ ไวต์ ที่จะเข้ามาทดแทนหากนักเตะรายไหนย้ายออกไป

 

แต่สำหรับในช่วงตลาดการซื้อขายรอบฤดูหนาวนี้ นอกจาก เอ็ดดี ฮาว จะต้องลุ้นว่าจะรั้งตัวสตาร์ไว้ได้ครบทุกคนหรือไม่ ก็ต้องลุ้นว่าจะสามารถหยิบยืมนักเตะคนใดเข้ามาช่วยประคับประคองทีมที่ประสบปัญหาตัวผู้เล่นบาดเจ็บมากมายได้หรือไม่

 

เป็นภาวะวิกฤตเฉียบพลันที่อาจไม่เป็นอันตรายมาก แต่ก็ใจหายใจคว่ำพอสมควร

 

อ้างอิง:

 

The post นิวคาสเซิลในภาวะวิกฤตเฉียบพลัน ต้องขายนักเตะสู้กฎ PSR? appeared first on THE STANDARD.

]]>
It’s Sho-Time! ถอดรหัสดีลนักเบสบอลที่ว่ากันว่า ‘ร้อยปีมีคนเดียว’ ของซามูไรดาบคู่ ‘โชเฮ โอตานิ’ ที่ทุบสถิติโลกด้วยค่าตัว 24,200 ล้านบาท https://thestandard.co/its-sho-time-shohei-ohtani/ Tue, 23 Jan 2024 10:11:44 +0000 https://thestandard.co/?p=891144 Shohei Ohtani

ในปี 2023 ไม่มีนักกีฬาคนใดที่จะโด่งดังมากไปกว่า โชเฮ โอ […]

The post It’s Sho-Time! ถอดรหัสดีลนักเบสบอลที่ว่ากันว่า ‘ร้อยปีมีคนเดียว’ ของซามูไรดาบคู่ ‘โชเฮ โอตานิ’ ที่ทุบสถิติโลกด้วยค่าตัว 24,200 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
Shohei Ohtani

ในปี 2023 ไม่มีนักกีฬาคนใดที่จะโด่งดังมากไปกว่า โชเฮ โอตานิ (Shohei Ohtani) สุดยอดนักเบสบอลชาวญี่ปุ่น เจ้าของสมญา ‘Sho-Time’ อีกแล้ว


เพราะนอกจากการทุบสถิติในสนามเป็นว่าเล่นแล้ว โอตานิยังสร้างชื่อในฐานะนักกีฬาที่รับรายได้สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยสัญญามหาศาลถึงกว่า 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 24,200 ล้านบาท ในการเซ็นสัญญากับทีมเบสบอลแอลเอ ดอดเจอร์ส (LA Dodgers) ในเมเจอร์ลีกเบสบอล (Major League Baseball: MLB) เป็นระยะเวลา 10 ปี


มูลค่าของสัญญานั้นสูงกว่านักกีฬาระดับโลกผู้มีชื่อเสียงที่ทุกคนรู้จักอย่าง ลิโอเนล เมสซี, คริสเตียโน โรนัลโด, ลูอิส แฮมิลตัน ไปจนถึงสตีเฟน เคอร์รี เลยทีเดียว

 

ทำไมนักเบสบอลคนนี้ถึงกลายเป็น ‘ปรากฏการณ์’ ได้? และอะไรที่อยู่เบื้องหลังของการเจรจาที่บอกได้ว่า ‘จีเนียส’ สุดๆ ครั้งนี้? มาชวนหาคำตอบไปด้วยกัน 🙂

 

เบื้องหลังดีลสุดจีเนียส

 

สิ่งที่ทำให้การเซ็นสัญญาครั้งนี้เป็นที่น่าจับตามองมากยิ่งขึ้นคือรายละเอียดของสัญญาที่น่าทึ่ง ซึ่งสิ่งที่เป็นที่พูดถึงกันมากคือเรื่องของการชะลอการจ่ายเงิน (Deferred Contract) เป็นระยะเวลา 10 ปี

 

โดยในช่วง 10 ปีแรกโอตานิจะรับเงินค่าจ้างเพียงแค่ปีละ 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 69 ล้านบาท แต่เมื่อครบ 10 ปีแล้วเขาจะได้รับเงินตามสัญญาปีละ 68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2,300 ล้านบาทเป็นระยะเวลา 10 ปีติดต่อกัน

 

เงื่อนไขการชะลอการจ่ายนี้สร้างความตื่นตะลึงให้แก่แฟนกีฬาทั่วโลกอย่างมาก ยกเว้นก็เพียงแต่แฟนเบสบอล MLB ที่รู้และเข้าใจในเรื่องนี้ว่าไม่ได้เป็นนวัตกรรมใหม่อะไร เพราะในวงการเบสบอลมีสัญญาแบบนี้ให้เห็นมาก่อน

 

นักเบสบอลที่เคยทำสัญญาแบบนี้คือ บ็อบบี้ โบนิลญา ที่ยังคงรับเงินค่าจ้างจากนิวยอร์ก เจ็ตส์ ทีมเก่าอยู่ปีละ 1.19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสัญญาชะลอการจ่ายเงินนี้มีระยะเวลาตั้งแต่ปี 2011-2035 นั่นหมายถึงโบนิลญาจะได้รับเงินไปจนกระทั่งอายุ 72 ปี

 

สำหรับโอตานิเขาไม่ได้คาดหวังอะไรแบบนั้น เพียงแต่การเซ็นสัญญาแบบนี้ทำให้เขาสามารถที่จะวางแผนในการประหยัดค่าภาษีที่สูงลิบของรัฐแคลิฟอร์เนียได้มหาศาล มีการคำนวณกันคร่าวๆ ว่าโอตานิอาจประหยัดเงินภาษีได้มากถึง 90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3,100 ล้านบาท

 

 

 

โดยที่ในแง่ของการ ‘สร้างภาพลักษณ์’ มูลค่าทางการตลาดของเขาเพิ่มสูงขึ้นไปอีก ในฐานะนักกีฬาผู้ทำเงินรายได้สูงสุดจากสัญญาอาชีพ

 

โอตานิชนะใครบ้าง?

 

  • คีลิยัน เอ็มบัปเป (ฟุตบอล, 630 ล้านยูโร)
  • ลิโอเนล เมสซี (ฟุตบอล, 550 ล้านยูโร)
  • แพทริก มาโฮมส์ (อเมริกันฟุตบอล, 503 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
  • นิโคลา โยคิช (บาสเกตบอล, 272 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
  • จอน ราห์ม (กอล์ฟ, 566 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

 

ถึงแม้ว่าจะมีการคำนวณมูลค่าที่แท้จริงของสัญญา 10 ปีว่าค่าเฉลี่ยมูลค่าต่อปีในสัญญา (Average Annual Value: AAV) ของโอตานิไม่ได้อยู่ที่ 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่อาจอยู่ที่ 46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามการทำนายเงินเฟ้อในอีก 10 ปีข้างหน้า (เงินวันนี้มีค่าน้อยกว่าวันหน้า)

 

แต่ข่าวนั้นออกไปแล้ว เขาได้ชื่อในฐานะนักกีฬาผู้เป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว นี่คือชัยชนะอีกสนามของโอตานิ

 

การลงทุนที่คุ้มเกินคุ้ม

 

ส่วนที่ยังไม่ค่อยมีใครพูดถึงกันคือเรื่องของทีมดอดเจอร์ส ว่าการลงทุนมูลค่า 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐครั้งนี้จะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าหรือไม่

 

คำตอบคือคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม และถ้าไม่คุ้ม ทอดด์ โบห์ลี ที่เริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะเจ้าของทีมฟุตบอลเชลซีด้วย คงไม่กล้าที่จะลงทุนกับโอตานิอย่างแน่นอน

 

สถานะของดอดเจอร์สถือเป็นหนึ่งในทีมที่ดังที่สุดและใหญ่ที่สุดใน MLB อยู่แล้ว พวกเขามีสัญญาลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดระดับภูมิภาคที่สูงที่สุดของ MLB ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 2.7 แสนล้านบาท

 

 

การได้นักเบสบอลที่ว่ากันว่า ‘ร้อยปีมีคนเดียว’ อย่างโอตานิมาร่วมทีมก็ถือเป็นการสร้างชื่อเสียงของทีมให้โด่งดังขึ้นไปอีกอยู่แล้ว แต่มันไม่ได้จบแค่นั้น เพราะนักเบสบอลวัย 29 ปีคนนี้ไม่ได้เก่งแค่เรื่องในสนาม แต่ยังสามารถทำงานเป็นเครื่องจักรทำเงินให้แก่ทีมได้อีกด้วย

 

“เมื่อได้ผู้เล่นมาแล้ว เราก็ย่อมมีอิสระที่จะทำอะไรก็ตามเกี่ยวกับเขา” ผู้เชี่ยวชาญในวงการเบสบอลกล่าว “ดีลนี้ไม่มีขีดจำกัด เพราะเป็นสิ่งที่เราไม่เคยเจอมาก่อน”

 

อย่าลืมว่าโอตานิไม่ได้เป็นที่โด่งดังแค่ในสหรัฐอเมริกา แต่เขายังเป็นขวัญใจของชาวญี่ปุ่นทั้งประเทศ และกำลังกลายเป็นขวัญใจของคนทั่วโลกจากผลงานความสำเร็จ ชื่อเสียง และ ‘สตอรี’ เรื่องราวของนักเบสบอลอัจฉริยะผู้เหมือนซามูไรดาบคู่สไตล์ ‘นิโตริว’ ที่เทพทั้งการขว้างและการตี ซึ่งก่อนหน้านี้มีแค่ตำนานผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลอย่าง เบ๊บ รูธ คนเดียวที่ทำได้

 

นั่นหมายถึงโอกาสและความเป็นไปได้ที่ไม่สิ้นสุดสำหรับดอดเจอร์สในการดึงดูดสปอนเซอร์เข้ามาสนับสนุนทีม ไปจนถึงการจำหน่ายสินค้าที่ระลึกที่เกี่ยวข้องกับโอตานิ

 

มีการประเมินกันว่าดอดเจอร์สจะสามารถทำรายได้จากการได้โอตานิมาร่วมทีมมากกว่า 800-1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 27,700-34,600 ล้านบาทในช่วงระยะเวลา 10 ปีนับจากนี้

 

โดยที่ทีมได้ประโยชน์จากสัญญาชะลอการจ่ายเงินที่จะจ่ายในช่วง 10 ปีนี้เพียงแค่ปีละ 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 10 ปีแค่ 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนในอีก 10 ปีถัดจากนั้นแค่ปีละ 46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือรวม 460 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

คิดตัวเลขกลมๆ แล้วหากดอดเจอร์สทำรายได้จากโอตานิในช่วง 10 ปีนับจากนี้ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจ่ายเงินค่าจ้างให้เขา 480 ล้านดอลลาร์สหรัฐจริง ก็คือกำไรแทบจะเท่าตัว

 

เรายังไม่ได้พูดถึงเรื่องของการที่โอตานิมีโอกาสที่จะทำให้ดอดเจอร์สกลายเป็นเบอร์ 1 ของวงการ คว้าแชมป์มาครอง (เพราะสามารถนำเงินที่ชะลอการจ่ายไปลงทุนกับนักเบสบอลเก่งๆ มาร่วมทีมได้อีก) ที่จะยิ่งทำให้ทีมไปได้ไกลกว่านี้ 

 

 

เบสบอลคือซอฟต์พาวเวอร์

 

เรื่องสนุกๆ อีกอย่างสำหรับโอตานิ คือการที่เขาได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ ทางเกมกีฬาที่มีมูลค่าสูงที่สุดของญี่ปุ่น

 

อย่างที่บอกว่าในเรื่องของฝีไม้ลายมือที่เก่งที่สุดในโลกตอนนี้และอาจเก่งที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ (ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องรอดูกันเมื่อถึงเวลาเลิกเล่นจริงๆ) โอตานิยังเป็นนักกีฬาที่ใกล้เคียงกับคำว่าสมบูรณ์แบบ

 

ความสมบูรณ์แบบนั้นมาจากการวางตัวเป็นมืออาชีพที่ดีมากๆ ทั้งในและนอกสนาม โดยเฉพาะเรื่องนอกสนามที่ไม่มีมลทินอะไรให้มัวหมอง เพราะเจ้าตัวไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เคยมีข่าวอะไรให้เสียหาย

 

ภาพลักษณ์ที่ดีนอกจากจะทำให้ตัวของเขาเองมีรายได้จากการเป็นพรีเซนเตอร์ (Endorsement) มากถึงปีละ 45-50 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ (เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เมื่อเทียบกับ 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2021) แล้วเขายังมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหาศาลด้วย

 

คัตสุฮิโระ มิยาโมโตะ นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยคันไซ ได้คำนวณผลกระทบต่อเศรษฐกิจของโอตานิในปี 2023 ว่ามีมากถึง 50,000 ล้านเยน หรือ 342 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ในตัวเลขนี้รวมถึงเงินที่แฟนกีฬาชาวญี่ปุ่นเดินทางไปเชียร์โอตานิที่สหรัฐฯ มากถึง 1,200 ล้านเยน ขณะที่บริษัทในญี่ปุ่นจ่ายเงินรวมกันมากกว่า 1,000 ล้านเยนสำหรับการโฆษณาในสนามกีฬาของทีมลอสแอนเจลิส แองเจิลส์ ทีมเก่าของโอตานิ

 

นักกีฬาเบสบอลจากญี่ปุ่นจึงไม่ได้มีความหมายแค่เรื่องของการทำหน้าที่ในสนาม แต่มีความหมายในการเป็นสินค้าส่งออกด้วย ซึ่งจุดเริ่มต้นมีมายาวนานเกือบ 30 ปี จากฮิเดโอะ โนโมะ เจ้าของสมญา ‘ทอร์นาโด’ ที่เป็นนักเบสบอลญี่ปุ่นคนแรกที่ประสบความสำเร็จในการไปลุยสหรัฐฯ เมื่อปี 1995 กับทีมดอดเจอร์ส (ทีมเดียวกับโอตานิ) ที่เป็นลีกอันดับ 1 ของโลก ก่อนจะมีอีกหลายคนตามมา รวมถึงโอตานิที่ย้ายไปเล่นในสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2017

 

 

นักกีฬาเหล่านี้นอกจากจะทำรายได้ให้ตัวเอง ทำรายได้ให้ทีม กระตุ้นเศรษฐกิจทางอ้อม ยังเป็นคนที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างชาวอเมริกันกับญี่ปุ่นให้แนบแน่นขึ้นด้วย

 

ก่อนหน้านั้นความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศอยู่ในจุดเลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือสินค้าจากญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นกล้อง โทรศัพท์มือถือ หรือทีวี ต่างหลั่งไหลเข้าไปในอเมริกาเหนือ ทำให้ชาวอเมริกันไม่พอใจจำนวนสินค้าจากญี่ปุ่นที่เข้าประเทศ

 

แต่ในบรรดาสินค้าส่งออกจากญี่ปุ่น มีแค่โนโมะที่ชาวอเมริกันไม่ติดใจ ขณะที่ทีมกีฬาอเมริกันก็ได้ประโยชน์จากนักเบสบอลชาวญี่ปุ่นด้วย เพราะบริษัทหรือแบรนด์จากญี่ปุ่นไม่มีแนวคิดที่จะลงทุนทำทีมกีฬาเอง แต่จะใช้วิธีการโฆษณาผ่านทีมแทน

 

การย้ายไปดอดเจอร์สของโอตานิน่าจะทำให้ทุกอย่างสวยงามยิ่งขึ้นไปอีก ไม่ใช่เฉพาะแค่เรื่องของเกมกีฬา แต่รวมถึงเรื่องเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย

 

ไม่ใช่นักกีฬาทุกคนที่จะทำได้แบบนี้ และนี่แหละคือความมหัศจรรย์ของ ‘Sho-Time’!

 

ภาพเปิด: Brian Rothmuller / Icon Sportswire via Getty Images

อ้างอิง: 

The post It’s Sho-Time! ถอดรหัสดีลนักเบสบอลที่ว่ากันว่า ‘ร้อยปีมีคนเดียว’ ของซามูไรดาบคู่ ‘โชเฮ โอตานิ’ ที่ทุบสถิติโลกด้วยค่าตัว 24,200 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาร์เซนอลกลายเป็น Dead-Ball Specialist ได้อย่างไร https://thestandard.co/arsenal-the-dead-ball-specialist/ Tue, 23 Jan 2024 08:51:27 +0000 https://thestandard.co/?p=891112

หลังจากฟอร์มบู่จนน่ากลัวว่าจะกู่ไม่กลับ ขุนพล ‘ปืนใหญ่’ […]

The post อาร์เซนอลกลายเป็น Dead-Ball Specialist ได้อย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังจากฟอร์มบู่จนน่ากลัวว่าจะกู่ไม่กลับ ขุนพล ‘ปืนใหญ่’ อาร์เซนอล ก็ระดมกระสุนยิงถล่มคริสตัล พาเลซ จนราบคาบด้วยสกอร์ถึง 5-0 นำรอยยิ้มกลับสู่ชาวกูนเนอร์สอีกครั้ง

 

ในจำนวน 5 ประตู นี้มี 2 ประตูที่ได้มาจากจังหวะลูกเตะมุม และเป็น กาเบรียล มาร์กัลเญส เซ็นเตอร์ฮาล์ฟชาวบราซิล ที่รับเหมาไปในเกมนี้

 

2 ประตูที่เกิดขึ้นนี้ทำให้อาร์เซนอลทำไปแล้วถึง 19 ประตูจากลูกตาย หรือลูกตั้งเตะ มากที่สุดในบรรดาทีมพรีเมียร์ลีกด้วยกัน

 

แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยความบังเอิญ เพราะเบื้องหลังของความสำเร็จคือโค้ชผู้เชี่ยวชาญชาวฝรั่งเศส

 

นิโคลาส โจเวอร์

 

 

ในช่วงเดือนธันวาคมจนถึงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา อาร์เซนอลประสบปัญหาเกี่ยวกับฟอร์มการเล่นที่ตกลงอย่างหนัก โดยแพ้ในลีกให้กับแอสตัน วิลลา, เวสต์แฮม ยูไนเต็ด และฟูแลม รวมถึงยังแพ้ให้กับลิเวอร์พูลในศึกเอฟเอคัพ รอบที่ 3 ด้วย

 

จุดที่ถูกมองว่าเป็นปัญหาใหญ่คือเกมรุกที่เริ่มตีบตัน ผู้เล่นตัวเก่งที่เป็นหัวใจสำคัญในการทำเกมบุกอย่าง กาเบรียล มาร์ติเนลลี และ บูกาโย ซากา เกิดหลุดฟอร์มพร้อมกัน โดยรายแรกผลงานแย่กว่าในฤดูกาลที่แล้วมาก ส่วนรายหลังก็ยอมรับว่ากรำศึกหนักมาต่อเนื่องยาวนานจนเกิดอาการเครื่องโอเวอร์ฮีต

 

เมื่อรวมกับปัญหาการขาดผู้เล่นในตำแหน่งกองหน้าตัวเป้าที่วางใจได้ เพราะไม่ว่าจะเป็น กาเบรียล เชซุส, เอ็ดดี เอ็นเคเทียห์ หรือแม้แต่ ไค ฮาเวิร์ตซ์ ก็ยังทำได้ไม่ดีเท่าที่คาดหวัง ทำให้มีความน่ากังวลในทีมของ มิเกล อาร์เตตา

 

โดยเฉพาะเมื่อต้องเจอกับคู่แข่งที่ตั้งรับลึก ไม่เปิดโอกาสให้เข้าทำได้ง่าย และสอดซ้อนดีพอ ก็จะลดความอันตรายของอาร์เซนอลลงไปได้มาก เพราะรูปแบบการเข้าทำเดิมๆ มันเริ่มที่จะโดนจับทางได้

 

จุดนี้เป็นจุดที่อาร์เตตาพยายามหาทางแก้ไข และได้ใช้เวลาในช่วงพักเบรกฤดูหนาวช่วงสั้นๆ หาทางออกในแคมป์เก็บตัวที่ดูไบ ซึ่งมีนักข่าวตั้งคำถามว่า หรือจะไปเน้นเรื่องของลูกตั้งเตะหรือลูกตายเป็นพิเศษหรือเปล่า?

 

แต่อาร์เตตายิ้มตอบคำถามนี้ว่า “ความจริงมันเป็นสิ่งเดียวที่เราไม่ได้ทำ วันนี้มันเป็นผลของการฝึกซ้อมอย่างหนักตลอดช่วงก่อนหน้านี้”

 

อาร์เตตาไม่ได้ตอบแบบยียวน เพราะในความจริงแล้วอาร์เซนอลเก่งเรื่องลูกนี้มาสักพักใหญ่แล้ว

 

 

จุดเปลี่ยนอยู่ที่การได้ นิโคลาส โจเวอร์​ โค้ชชาวฝรั่งเศสซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านลูกตั้งเตะ (Set Piece Specialist) มาจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เมื่อช่วงฤดูร้อน ปี 2021

 

ก่อนหน้านั้นอาร์เซนอลเป็นทีมที่เล่นลูกตั้งเตะได้แย่มาก เทียบกับในทีมพรีเมียร์ลีก ณ ขณะนั้นแล้วมีเพียงแค่ฟูแลมกับเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด เท่านั้นที่ทำผลงานได้แย่กว่า

 

การมาถึงของโค้ชผู้นี้ช่วยเปลี่ยนแปลงอาร์เซนอลให้กลายเป็นเซียนลูกตั้งเตะได้อย่างช้าๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เจ้าตัวได้ศึกษามาจากเบรนต์ฟอร์ดที่เก่งกาจในเรื่องพวกนี้ โดย ‘หัวใจ’ ของลูกตั้งเตะนั้นอยู่ที่เรื่องของ ‘ตำแหน่ง’ (Position)

 

ถ้ารู้จักตำแหน่งดี ยืนกันถูกต้อง สิ่งที่เหลือก็ง่ายขึ้น เช่น

 

  • การวิ่งหลอก (Disguised Run)
  • การเคลื่อนไหวหลอกล่อ (Decoy Movements)
  • การบล็อก (Blocking Manoeuvres)

 

ไปจนถึงการวางตำแหน่งคนที่จะเข้ามาเก็บบอลสองในกรอบเขตโทษ ซึ่งการเตะมุมแต่ละครั้งไม่ได้แปลว่าซ้อมแล้วจะต้องทำเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีการซ้อมกันมา

 

การชูมือแต่ละครั้งของผู้เตะมุมไม่ได้เป็นการชูเอาเท่เฉยๆ แต่เป็นการให้ ‘สัญญาณ’ กับเพื่อนว่าจะเล่นกันในรูปแบบไหน โดยที่ทุกคนที่อยู่ในกรอบเขตโทษจะผ่านการฝึกซ้อมมาอย่างดีแล้วว่าจะเล่นกันในบทไหน เช่น ใครเป็นตัวบล็อก ใครเป็นตัววิ่งหลอก หรือใครจะเป็นคนขึ้นโหม่ง

 

 

เหมือนในเกมกับพาเลซที่กาเบรียลจะรออยู่ที่เสาไกลรอขึ้นตลอด โดยที่มีเพื่อนคอยช่วยเปิดทางให้สะดวกที่สุด เช่น เบน ไวต์ ที่ยืนขวาง ดีน เฮนเดอร์สัน จนพลาด และนำไปสู่การได้ประตูที่ 2 ของอาร์เซนอล

 

สำหรับโจเวอร์นั้นเป็นโค้ชที่เกิดในเมืองเบอร์ลินแต่ไปโตที่ฝรั่งเศส แล้วไปใช้ชีวิตอยู่ที่แคนาดาในช่วงอายุ 20 ปี เพื่อเรียนเกี่ยวกับด้านการกีฬาโดยเฉพาะ ซึ่งเขาเล่นฟุตบอลไปด้วยเช่นกัน โดยเป็นคนที่มีหัวคิดก้าวหน้า มองเห็นภาพอนาคตของเกมฟุตบอล

 

ครั้งหนึ่งในปี 2008 เคยขอข้อมูลการซ้อมและการเล่นจากทีมที่มีเพื่อนอยู่เพื่อนำมาวิเคราะห์ ซึ่งเป็นช่วงที่ Data Analyst ในวงการฟุตบอลยังมีในวงแคบมากๆ

 

โจเวอร์ถึงกับสร้างซอฟต์แวร์การวิเคราะห์ฟุตบอลของตัวเองขึ้นมาเพื่อใช้งาน ก่อนจะไปขอ ‘ลองวิชา’ กับสโมสรมงต์เปลลิเยร์ในฐานะสตาฟฟ์โค้ชของทีม แล้วมาเริ่มศึกษาด้านลูกตั้งเตะเป็นพิเศษในปี 2012 หลังจากที่ได้ยินเรื่องราวของทีมเบรนต์ฟอร์ด ซึ่งได้ จานนี วิโอ ผู้บุกเบิกงานโค้ชลูกตั้งเตะในทีมกาตาเนียมาตั้งแต่ปี 2008 เป็นครูโดยไม่รู้ตัว

 

นับจากนั้นเป็นต้นมาโจเวอร์ก็ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง และเมื่อวิโอย้ายออกจากเบรนต์ฟอร์ด เขาก็ขอโอกาสในการทำงานนี้ต่อทันที และพิสูจน์ฝีมือให้เป็นที่ประจักษ์ ซึ่งแม้ว่าในช่วงแรกจะเป็นเรื่องยาก แต่สุดท้ายก็คิดหาหนทางในการจะถ่ายทอดให้แก่นักฟุตบอลที่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสอน

 

 

วิธีของโจเวอร์คือการขอสอนกันแบบตัวต่อตัว ซึ่งนักเตะค่อยๆ เปิดใจยอมรับอย่างช้าๆ และผลงานก็เริ่มประจักษ์ในสนาม

 

นั่นทำให้เขาเข้าทีมใหญ่อย่างแมนฯ ซิตี้ ซึ่งคนที่เป็นคนแนะนำให้ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ได้รู้จักกับโจเวอร์ก็คืออาร์เตตาที่เป็นมือขวาในขณะนั้น

 

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ซิตี้เสียประตูจากลูกตั้งเตะน้อยลง และทำประตูจากลูกตั้งเตะได้มากขึ้น

 

จนเมื่ออาร์เตตาตัดสินใจคว้าโอกาสในการเป็นนายใหญ่เต็มตัวบ้าง เขารอเวลาอยู่เกือบ 2 ปี ก่อนจะทาบทามโค้ชที่เขานับถือในฝีมือและความมุ่งมั่นตั้งใจคนนี้มาอยู่ด้วย ซึ่งเมื่อโจเวอร์หมดสัญญากับแมนฯ ซิตี้ ก็ตกลงที่จะมาร่วมงานกับอาร์เตตาอีกครั้ง

 

นั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้อาร์เซนอลกลายเป็นเจ้าแห่งลูกตั้งเตะ ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ช่วยทีมได้มาก โดยเฉพาะในยามเจอ ‘จอดรถบัส’ ขวาง

 

เมื่อเจาะตรงๆ ไม่เข้า ก็ถล่มจากกลางอากาศเอาแล้วกัน!

 

อ้างอิง:

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post อาร์เซนอลกลายเป็น Dead-Ball Specialist ได้อย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
โอมาร์ เบอร์ราดา ซีอีโอแมนฯ ยูไนเต็ด คนใหม่ ผู้นั่งเรือข้ามฟากมาจากแมนฯ ซิตี้ https://thestandard.co/man-utd-new-ceo-omar-berrada/ Mon, 22 Jan 2024 06:39:01 +0000 https://thestandard.co/?p=890544

15 ปีที่แล้ว เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้พูดถึงแมนเชสเตอ […]

The post โอมาร์ เบอร์ราดา ซีอีโอแมนฯ ยูไนเต็ด คนใหม่ ผู้นั่งเรือข้ามฟากมาจากแมนฯ ซิตี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

15 ปีที่แล้ว เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้พูดถึงแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เพิ่งได้เจ้าของสโมสรใหม่อย่าง เชค มานซูร์ ในนามกลุ่มทุนจากอาบูดาบีที่เข้ามาเทกโอเวอร์สโมสรต่อจาก ทักษิณ ชินวัตร ด้วยความรู้สึกไม่สบอารมณ์

 

“เพื่อนบ้านจอมโวยวาย” คือคำที่อดีตผู้จัดการทีมผู้ยิ่งใหญ่เคยเหน็บแนมเอาไว้อย่างเจ็บแสบ

 

บริบทในช่วงเวลานั้น แมนฯ ยูไนเต็ด คือสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอังกฤษ ในขณะที่แมนฯ ซิตี้? ไม่ถึง 10 ปีก่อนหน้านั้นพวกเขายังตกไปเล่นในระดับดิวิชัน 2 (หรือปัจจุบันคือลีกวัน) อยู่เลย แต่พยายามจะสร้างเนื้อสร้างตัวใหม่หลังได้เจ้าของที่มีอำนาจทางการเงินอย่างไร้ขีดจำกัด

 

หนึ่งในนักเตะระดับสตาร์ที่ซิตี้ไปคว้าตัวมาก็คือ คาร์ลอส เตเวซ ที่เคยเป็นขวัญใจในโอลด์แทรฟฟอร์ดมาก่อน พร้อมกับขึ้นป้ายขนาดใหญ่ที่แสบสันสุดๆ ว่า “Welcome to Manchester”

 

ความหงุดหงิดในใจของเฟอร์กี้ได้รับการปลดปล่อยหลังจบเกมแมนเชสเตอร์ดาร์บีแมตช์ซึ่ง ไมเคิล โอเวน ทำประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บให้ยูไนเต็ดเป็นฝ่ายเฉือนเอาชนะได้อย่างสุดมัน 4-3

 

“ในเวลานี้เรามีเพื่อนบ้าน แล้วเพื่อนบ้านมันก็ดันเสียงดังโวยวาย เราทำอะไรพวกเขาไม่ได้ ก็แค่ต้องรับเรื่องนี้ในชีวิตให้ได้”

 

15 ปีผ่านมา แมนฯ ยูไนเต็ด กำลังทำในสิ่งที่เพื่อนบ้านผู้น่ารำคาญเคยทำกับพวกเขา

 

แต่คราวนี้ไม่ได้ดึงนักเตะ เป็นการคว้าตัว ‘มันสมอง’ ของสโมสรอย่าง โอมาร์ เบอร์ราดา ที่จะมารับตำแหน่งซีอีโอคนใหม่ของโอลด์แทรฟฟอร์ด ที่ถือเป็นการประกาศเจตนารมณ์ที่ชัดเจนของ เซอร์จิม แรตคลิฟฟ์

 

แมนเชสเตอร์จะต้องกลับมาสีแดงให้ได้อีกครั้ง

 

 

ภายหลังจากการที่กลุ่ม INEOS ซึ่งนำโดย เซอร์จิม แรตคลิฟฟ์ มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของอังกฤษ เข้าซื้อหุ้นของแมนฯ ยูไนเต็ด จำนวน 29% ต่อจากครอบครัวเกลเซอร์ ​ซึ่งยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่มีอำนาจมากที่สุด แต่มีการตกลงกันว่าจะส่งต่อการบริหารสโมสรทุกอย่างให้กับฝ่ายของ INEOS จัดการ

 

สิ่งที่ผู้คนจับตามองอย่างมากคือ แรตคลิฟฟ์จะส่งใครเข้ามาบริหารในส่วนใดบ้าง

 

ในส่วนของด้าน ‘กีฬา’ ดูเหมือนจะชัดเจนว่า เซอร์เดฟ เบรลส์ฟอร์ด ที่เปรียบดังมือขวาและมันสมองของแรตคลิฟฟ์จะเป็นคนเข้ามาดูภาพรวมให้อย่างแน่นอน พร้อมกับควบเก้าอี้บอร์ดบริหารด้วยอีกทาง ซึ่งได้เริ่มแผนการในระยะแรกบางส่วนที่พอทำได้ไปบ้างแล้ว เช่น การนำแนวคิด Marginal Gains หรือการทำให้ดีขึ้นอย่างละนิดมาใช้ และเตรียมจะใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาช่วยบริหารงานวิเคราะห์ข้อมูลของสโมสรด้วย

 

แต่ INEOS ยังต้องการคนที่จะเข้ามาบริหารจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย โดยต้องเป็นคนที่มีทั้งความเข้าใจในเกมฟุตบอลที่ลึกซึ้ง และเป็นคนที่เข้าใจในขาของธุรกิจด้วย

 

ปรากฏว่าคนที่ INEOS เลือกเข้ามารับตำแหน่งซีอีโอของสโมสรต่อจาก ริชาร์ด อาร์โนลด์ คือ โอมาร์ เบอร์ราดา ผู้บริหารระดับสูงคนสำคัญของแมนฯ ซิตี้ ซึ่งเป็นการกระชากตัวที่สั่นสะเทือนใจถึงอาบูดาบีเลยทีเดียว

 

 

ทำไมต้องคนนี้?

 

โอมาร์ เบอร์ราดา เป็นหนึ่งในคนที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงในวงการฟุตบอล

 

คนผู้นี้คือหนึ่งในมือทำงานเบื้องหลังความยิ่งใหญ่ของบาร์เซโลนาในช่วงปี 2008 ซึ่งถือได้ว่าเป็นยุคทองของยักษ์ใหญ่แห่งกาตาลัน ที่หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็ไม่เคยกลับไปยิ่งใหญ่เหมือนเดิมได้อีกเลย และกลายเป็นสโมสรที่บริหารงานได้อย่างเละเทะที่สุด

 

เบอร์ราดาตาม เฟร์ราน โซเรียโน และ ซิกิ เบกิริสไตน์ ที่อำลาบาร์ซามาอยู่กับแมนฯ ซิตี้ ก่อนแล้วตั้งแต่ในยุคก่อร่างสร้างตัวใหม่ และเข้ามามีบทบาทสำคัญภายในสโมสรในฐานะผู้บริหารของเครือ City Football Group

 

City Football Group คือบริษัทที่ไม่เพียงแค่ดูแลแมนฯ ซิตี้ เท่านั้น แต่ยังขยายฐานความยิ่งใหญ่ไปทั่วโลกผ่านการเข้าซื้อกิจการของสโมสรฟุตบอลในประเทศต่างๆ เพื่อคอยผลิตนักเตะหรือสอดส่องนักเตะจากทั่วโลกเข้ามาอยู่ในสังกัดของแมนฯ ซิตี้ อีกทอดหนึ่ง รวมถึงการขายนักเตะที่สร้างขึ้นผ่านระบบอะคาเดมีที่ดีที่สุดสโมสรหนึ่งของโลก เพื่อสร้างรายได้อีกทอดหนึ่ง

 

สโมสรในเครือของ City Football Group ที่ร้อนแรงที่สุดในเวลานี้คือ กิโรนา ที่ขึ้นมาเบียดชิงจ่าฝูงกับเรอัล มาดริด ในลาลีกา สเปน โดยพวกเขาถือหุ้นอยู่ 47% ด้วยกัน นอกจากนี้ยังมีหุ้นอยู่กับหลายสโมสร ไม่ว่าจะเป็น เมลเบิร์น ซิตี้ เอฟซี,​ มุมไบ ซิตี้, นิวยอร์ก ซิตี้, ทรัวส์, ปาแลร์โม, บาเฮีย ไปจนถึงโยโกฮามา เอฟ มาริอส ในเจลีกที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี

 

ไปจนถึงการเปิดอะคาเดมีในเอเชียทั้งที่ญี่ปุ่น สิงคโปร์ จีน และอินเดียด้วย

 

การเติบโตขยายฐานของ City Football Group คือผลงานที่ประจักษ์ของเบอร์ราดา

 

นอกจากนี้ยังมีส่วนกับงานเจรจาการย้ายทีมที่สำคัญๆ ของแมนฯ ซิตี้ด้วย โดยการเจรจานักเตะที่สร้างชื่อให้กับเขามากที่สุดคือการคว้าตัว เออร์ลิง เบราต์ ฮาลันด์ มาจากโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ซึ่งเป็นการเจรจาที่ต้องใช้ฝีมืออย่างมาก เพื่อทำให้กองหน้าชาวนอร์เวย์ และ อัล์ฟ อิงเก ฮาลันด์ ผู้เป็นพ่อ เชื่อว่าการย้ายมาแมนเชสเตอร์คือก้าวต่อไปที่สำคัญที่สุด

 

เรียกว่ามีฝีมือเป็นที่ประจักษ์ เป็นยอดยุทธ์ในวงการอีกคนของแท้

 

 

ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว

 

ปฏิบัติการกระชากตัวเบอร์ราดามาจากอ้อมอกของแมนฯ ซิตี้ ครั้งนี้ถือเป็นปฏิบัติการที่ล้ำลึกและลึกล้ำอย่างยิ่ง

 

ในแง่ของการสรรหาบุคลากรมีฝีมือ อย่างที่บอก INEOS ถือว่าได้สุดยอดนักบริหารที่เก่งที่สุดคนหนึ่งของโลกฟุตบอลไปร่วมงาน

 

เบอร์ราดาจะเป็นคนร่วมออกแบบ ‘ภาพอนาคต’ ของแมนฯ​ ยูไนเต็ด ไม่เพียงแค่ 1-2 ปีข้างหน้า แต่เป็นการมองไปถึง 5-10 ปีข้างหน้าในการจะทำให้สโมสรมีโครงสร้างที่แข็งแรง เป็นสโมสรฟุตบอลที่มีชีวิตอยู่เพื่อวันข้างหน้า ไม่ใช่มีชีวิตอยู่ด้วยลมหายใจของวันวาน

 

ในอดีต แมนฯ​ ยูไนเต็ด ที่เคยยิ่งใหญ่ได้นั้นไม่ได้มาจากเพียงแค่ความสามารถอันมหัศจรรย์ของ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน แต่เป็นเพราะมีผู้บริหารที่เก่งกาจอย่าง ปีเตอร์ เคนยอน และ เดวิด กิลล์ ที่ดูแลจัดการเรื่องราวต่างๆ นอกสนามให้ ไม่ว่าจะเป็นงานด้านการเจรจาไปจนถึงวิธีการหาเงินเข้ามาสโมสร

 

ความตกต่ำของแมนฯ​ ยูไนเต็ด จึงไม่ได้มาจากการที่เฟอร์กี้วางมือจากการคุมทีมเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะในปีเดียวกันกิลล์ก็ตามไปด้วย และนับจากนั้นเป็นต้นมาก็คือช่วงเวลาที่มืดมนเหมือนตกนรกของแมนฯ ยูไนเต็ด ที่แม้แต่หลังคาที่รั่วของสนามโอลด์แทรฟฟอร์ดก็ไม่มีการจัดการแก้ไข

 

ในอีกส่วนคือ การกระชากตัวเบอร์ราดายังเป็นการประกาศเจตนารมณ์ของแมนฯ ยูไนเต็ดว่า พวกเขาตั้งใจที่จะ ‘เอาคืน’ เพื่อนบ้านจอมโวยวายแล้วด้วยวิธีเดียวกับที่แมนฯ ซิตี้ เคยทำด้วยการดึงเตเวซมาเมื่อ 15 ปีที่แล้ว

 

เบอร์ราดาเป็นบุคลากรที่เป็นที่รักภายในสโมสรแมนฯ ซิตี้ เป็นคนสำคัญที่ คัลดูล อัล มูบารัค ประธานสโมสร ไว้วางใจ และภายในองค์กรเองก็เป็นคนที่ได้รับการคาดหมายว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นใหญ่หากวันหนึ่งเบกิริสไตน์จะวางมือขึ้นมา

 

การสูญเสียบุคลากรระดับนี้ไปจะสร้างแรงสั่นสะเทือนภายในเอติฮัดสเตเดียมอย่างแน่นอนไม่มากก็น้อย และจะเป็นความท้าทายสำหรับแมนฯ ซิตี้ ในการจะหาคนดีมีฝีมือเข้ามาทำงานในตำแหน่งนี้

 

 

ความท้าทายระดับ Last Boss

 

สำหรับเบอร์ราดา การตอบรับงานนี้เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายอยู่ไม่น้อย เพราะก่อนหน้านี้เขาถูกทาบทามจากทีมในวงการกีฬามากมาย ไม่ว่าจะในพรีเมียร์ลีกเอง ทีมในเมเจอร์ลีกซอกเกอร์ หรือแม้แต่ทีมอเมริกันฟุตบอล NFL ที่หวังได้ความรู้ความสามารถของเขาเข้าไปดูแล

 

มีการคาดเดากันไปไม่น้อยถึงเหตุผลที่เบอร์ราดาตัดสินใจที่จะรับงาน ‘ข้ามฟาก’ กันแบบนี้

 

แต่ในสายงานบริหาร การรับข้อเสนอจากยูไนเต็ดถือเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ทั้งในแง่ของข้อเสนอที่ดี ตำแหน่งหน้าที่การงาน ไปจนถึงความท้าทายใหม่ในชีวิต ซึ่งแม้เบอร์ราดาจะรู้สึกเสียใจอยู่มากที่ต้องจากสโมสรที่อยู่กันมาตั้งแต่ปี 2011 อย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่ก็มองเห็นโอกาสใหม่ในโอลด์แทรฟฟอร์ด

 

ฝั่งของซิตี้เองถึงจะเสียใจเหมือนกัน แต่ก็เข้าใจและเปิดทางให้โดยไม่ได้คิดขัดขวาง ด้วยยังเชื่อมั่นใน ‘ระบบและโครงสร้าง’ ของสโมสรว่าแข็งแกร่งพอจะก้าวเดินต่อไปได้ โดยไม่มีใครที่จะไม่สามารถทดแทนได้

 

ในทางตรงกันข้าม เบอร์ราดาซึ่งมีสายเลือดฝรั่งเศส-โมร็อกโกแต่ไปโตที่สหรัฐอเมริกา จะเป็นฝ่ายที่ต้องเผชิญกับความท้าทายในการทำงานแทน

 

เพราะที่เอติฮัดเขามีเจ้าของสโมสรที่มีอำนาจทางการเงินล้นฟ้า อีกทั้งยังให้อิสระในการบริหาร โดยที่พร้อมสนับสนุนการทำงานทุกอย่างหากเป็นเรื่องที่ดีต่อองค์กร

 

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้แม้จะมีเรื่องของความไม่โปร่งใสเกี่ยวกับเรื่องการเงินที่ถูกตั้งข้อหากระทำผิด 115 ข้อหา แต่แมนฯ​ ซิตี้ เป็นสโมสรที่บริหารกิจการได้ดีที่สุดสโมสรหนึ่งของโลก

 

จุดนี้คือสิ่งที่แตกต่างชัดเจนที่สุดกับแมนฯ ยูไนเต็ด ที่ตลอดระยะเวลา 11 ปีนับจาก เดวิด กิลล์ ไม่อยู่ และ 15 ปีนับจากที่ครอบครัวเกลเซอร์เข้ามาเทกโอเวอร์โดยที่ไม่ได้คิดอ่านทำอะไรดีๆ ให้ใหม่ มีแต่ดูดเงินออกไปเรื่อยๆ สโมสรที่เคยยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งนี้เป็นสโมสรที่บริหารงานได้เลวร้ายที่สุดเช่นกัน

 

ความท้าทายของเบอร์ราดาคือ การเปลี่ยนแปลงสโมสรแห่งนี้ในเชิงของการบริหารไปจนถึงวัฒนธรรมขององค์กร ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากที่สุด โดยที่ต้องรอดูในระยะยาวว่า INEOS จะสนับสนุนเขาในการทำงานได้เท่ากับที่อาบูดาบีสนับสนุนหรือไม่

 

แต่เพราะมันยาก ถ้าหากทำได้…การพลิกฟื้นแมนฯ​ ยูไนเต็ด จะไม่เป็นเพียงแค่ผลงานที่ดี

 

มันจะมีค่าเท่ากับ ‘มาสเตอร์พีซ’ งานระดับตำนานที่จะทำให้เขาเป็นที่จดจำไปอีกนานเลยทีเดียว

 

และแค่เริ่มด้วยการเป็น ‘เพื่อนบ้านจอมโวยวาย’ คนใหม่ แค่นี้ก็สนุกแล้ว

 

อ้างอิง:

The post โอมาร์ เบอร์ราดา ซีอีโอแมนฯ ยูไนเต็ด คนใหม่ ผู้นั่งเรือข้ามฟากมาจากแมนฯ ซิตี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>