Richard Quest เปิดอกเบื้องหลัง CNN และโลกข่าว 40 ปีที่เขาไม่เคยกลัว!

The Secret Sauce: สื่อธุรกิจเพื่อผู้ประกอบการและผู้นำองค์กร

Insights ล่าสุด

Interview: บทสัมภาษณ์ผู้บริหารและผู้ประกอบการ

Expertise Room: กลยุทธ์และเครื่องมือธุรกิจ

Personal Effectiveness: พัฒนาตัวเองและการทำงาน

Books: สรุปหนังสือธุรกิจน่าอ่าน

Editor's Note

Richard Quest เปิดอกแบบ Unfiltered ถึงเบื้องหลัง CNN และโลกข่าว 40 ปีที่เขาไม่เคยกลัว!

Richard Quest เปิดอกแบบ Unfiltered ถึงเบื้องหลัง CNN และโลกข่าว 40 ปีที่เขาไม่เคยกลัว!

14.10.2026

“It’s a Bloody Nightmare!” Richard Quest เปิดอกแบบ Unfiltered ถึงเบื้องหลัง CNN และโลกข่าว 40 ปีที่เขาไม่เคยกลัว!

 

นี่อาจเป็นหนึ่งในบทสัมภาษณ์ที่สนุกที่สุดครั้งหนึ่งของผม

 

สำหรับใครที่ติดตาม CNN International โดยเฉพาะข่าวเศรษฐกิจโลก คงคุ้นเคยกับ Richard Quest เจ้าของรายการ Quest Means Business หนึ่งในผู้ประกาศข่าวที่มีเอกลักษณ์ที่สุดของ CNN ทั้งน้ำเสียง ท่าทาง และพลังการนำเสนอที่ไม่เหมือนใคร

 

ตลอดกว่า 40 ปีในวงการข่าว เขาผ่านการสัมภาษณ์บุคคลสำคัญระดับโลกมาแทบทุกวงการ ตั้งแต่ผู้นำประเทศ ผู้ว่าการธนาคารกลาง ไปจนถึงซีอีโอของบริษัทระดับโลก และในวัย 64 ปี เขาก็ยังเดินทางไปทั่วโลก ตั้งคำถามกับผู้มีอำนาจ และดูจะสนุกกับงานข่าวไม่ต่างจากวันแรก ๆ ที่เริ่มต้นอาชีพ

 

วันที่เราพบกัน Richard เพิ่งลงจากเวที CNN Global Perspectives: In Bangkok มาหมาด ๆ หลังสัมภาษณ์ Christine Lagarde ประธานธนาคารกลางยุโรป และร่วมพูดคุยกับผู้นำจาก WTO และธนาคารกลางเกาหลีใต้ ก่อนจะมานั่งคุยกับ THE STANDARD ต่อ

 

พอถามว่าวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง เขาตอบทันทีว่า “ยุ่งมาก และก็เครียดไม่น้อย!” เพราะงานแบบนี้เต็มไปด้วยความคาดหวัง โดยเฉพาะการสัมภาษณ์บุคคลระดับโลกที่ต้องพยายามถามให้ได้ประเด็นใหม่ ๆ จนกลายเป็นข่าว ไม่ใช่แค่คุยกันแล้วจบไป

 

แต่พอเริ่มสัมภาษณ์จริง ๆ ผมกลับไม่รู้สึกว่าเขาเหนื่อยเลย

 

และนี่แหละคือ Richard Quest ที่เราคุ้นเคย พูดตรง คิดอะไรพูดอย่างนั้น ชอบถามกลับ แหย่ และท้าทายคำถามอยู่ตลอด แถมยังมีอารมณ์ขัน และสบถเป็นระยะ!

 

บางครั้งผมถามไปหนึ่งคำถาม เขาตอบกลับด้วยอีกสามคำถาม บางครั้งเขาไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ผมพูด และบางครั้งก็ทำเอาผมหัวเราะจนแทบลืมคำถามถัดไป

 

นี่คือ 10 บทเรียนสำคัญจากบทสนทนาของเราครับ

 

 

1. การสัมภาษณ์ที่ดีเหมือนการเต้นรำ ต้องไปด้วยกันทั้งสองฝ่าย

 

Richard Quest เริ่มต้นด้วยการเปรียบเทียบการสัมภาษณ์กับ Ballroom Dancing

 

ถ้าผู้สัมภาษณ์เตรียมเต้นวอลซ์ แต่แขกรับเชิญเตรียมเต้นแทงโก้ ต่อให้ทั้งสองคนเต้นเก่งแค่ไหน การสนทนาก็อาจไม่ไปถึงไหน

 

“It requires two to tango.”

 

เขาบอกว่าความท้าทายของการสัมภาษณ์ไม่ใช่เพียงการเตรียมคำถามดี ๆ แต่คือการทำให้ทั้งสองฝ่ายสร้างบทสนทนาที่นำไปสู่ความเข้าใจใหม่ร่วมกัน

 

และเขายังบอกผมด้วยว่า หากเขาเริ่มพูดยาว น่าเบื่อ หรือออกนอกประเด็น ให้ขัดจังหวะได้ทันที!

 

2. อย่าใช้ลูกเล่นเพียงเพราะมันสนุก ต้องทำให้คนเข้าใจด้วย

 

ผมชมเขาว่าชอบวิธีที่เขาใช้เก้าอี้สามขาอธิบายเรื่องเศรษฐกิจ บนเวที เพราะมันทั้งเรียบง่ายและสนุก

 

แต่แทนที่จะรับคำชม เขากลับถามว่า

 

“Why did you like it?”

 

ก่อนจะอธิบายว่า

 

“A gimmick for a gimmick’s sake is worthless.”

 

ลูกเล่นที่มีไว้เพียงเพื่อลูกเล่นนั้นไร้ค่า

 

ตัวอย่างหรือการเปรียบเทียบที่ดีต้องทำให้คนเข้าใจเรื่องยากได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่แค่ทำให้ผู้ชมรู้สึกสนุกชั่วคราว

 

นี่เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทั้งนักข่าว พิธีกร และคนทำคอนเทนต์

 

3. นักข่าวโทรทัศน์ต้องเป็น Performer แต่ต้องไม่สูญเสียความเป็นตัวเอง

 

เมื่อผมถามว่าเขาพัฒนาสไตล์การนำเสนอที่เป็นเอกลักษณ์ได้อย่างไร เขากลับท้าทายคำถามทันที

 

เพราะเขาไม่คิดว่าสิ่งที่เราเห็นเป็นบุคลิกที่ถูกสร้างขึ้น

 

สำหรับเขา โทรทัศน์มี Invisible Wall หรือกำแพงที่มองไม่เห็นระหว่างผู้ประกาศกับผู้ชม นักข่าวต้องมีพลังมากพอที่จะสื่อสารผ่านกำแพงนั้น

 

แต่หากแสดงเป็นคนอื่น ผู้ชมจะรู้สึกได้ทันที

 

เขาย้ำว่า การนำเสนอข่าวต้องมีความเป็นการแสดงอยู่บ้าง แต่แก่นแท้ต้องเป็น Journalism

 

ไม่เช่นนั้น เราก็เป็นเพียงนักแสดงคนหนึ่ง

 

4. อย่าคิดว่าผู้ชมเป็นของเรา ผู้ชมต่างหากที่เลือกเรา

 

หนึ่งในคำพูดที่ผมชอบที่สุดของเขาคือ

 

“I did not choose the viewer. The viewer chose me.”

 

ผมไม่ได้เลือกผู้ชม แต่ผู้ชมต่างหากที่เลือกผม

 

Richard เล่าว่า บรรณาธิการเคยสอนเขาว่า นักข่าวโทรทัศน์เป็นเพียงแสงสว่างในกล่องที่ตั้งอยู่มุมห้อง ซึ่งใครก็สามารถกดปิดได้ทุกเมื่อ

 

สำหรับเขา การได้ปรากฏตัวต่อหน้าผู้ชมจึงไม่ใช่สิทธิ แต่เป็นเกียรติ

 

ในวันที่ทุกสำนักข่าวแข่งขันกันแย่งความสนใจของผู้ชม บทเรียนนี้ยังสำคัญอย่างยิ่ง

 

5. อย่าสับสนระหว่าง Content กับ Distribution

 

ช่วงนี้สนุกมาก เพราะผมลองโต้แย้งเขาด้วยตัวอย่างของ Joe Rogan พอดแคสเตอร์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของโลก หลายคนบอกว่าเขาทรงอิทธิพลมากกว่าสำนักข่าวบางแห่งด้วยซ้ำในการเลือกตั้งสหรัฐครั้งที่แล้ว

 

Richard กำลังพูดถึงพลังของโทรทัศน์ ผมจึงถามกลับว่า แล้ว Joe Rogan ล่ะ?

 

เขาดูจะสนุกกับคำถามนี้มาก ก่อนจะอธิบายว่า สิ่งที่ Joe Rogan ทำไม่ได้ต่างจากรายการวิทยุสัมภาษณ์ในอดีตมากนัก

 

สิ่งที่เปลี่ยนไปคือช่องทางการเผยแพร่

 

“It’s all about content. It’s all about content.”

 

ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ โทรทัศน์ พอดแคสต์ หรือโซเชียลมีเดีย สิ่งสำคัญที่สุดยังคงเป็นเนื้อหา

 

เขายังเตือนว่า AI จะทำให้โลกเต็มไปด้วยคอนเทนต์จำนวนมหาศาล จนการสร้างความสนใจและการจดจำกลายเป็นเรื่องยากขึ้น

 

ยอดวิวสองล้านครั้งอาจไม่ได้มีความหมายมากนัก หากไม่มีใครจดจำสิ่งที่เรานำเสนอได้

 

6. ห้องข่าว CNN กำลังเปลี่ยนจาก TV First เป็น Audience First

 

เมื่อผมขอให้เขาพาเข้าไปดูเบื้องหลังห้องข่าว CNN เขาตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า การปรับตัวทุกวันนี้เป็นงานที่ยากมาก “It’s a Bloody Nightmare!”

 

กลยุทธ์ของ CNN คือการไปหาผู้ชมในช่องทางที่ผู้ชมต้องการ

 

บางคนอยากดูรายการสด บางคนอยากอ่านบทความยาว บางคนอยากดูคลิปสั้นระหว่างรอรถเมล์

 

ข่าวหนึ่งเรื่องจึงต้องถูกนำเสนอในหลายรูปแบบ

 

Richard ยกตัวอย่างการสัมภาษณ์ Christine Lagarde ว่าเมื่อได้ข่าวสำคัญ ทีมงานต้องรีบส่ง News Alert ตามด้วยวิดีโอ บทวิเคราะห์ บทความออนไลน์ และรายการโทรทัศน์

 

เขาเรียกกระบวนการนี้ว่า Material Management

 

ความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ ในอดีตทุกอย่างถูกจัดลำดับความสำคัญเพื่อรายการข่าวภาคค่ำ แต่วันนี้ออนไลน์และโซเชียลมีเดียต้องมาก่อน เพราะผู้ชมอยู่ที่นั่น

 

7. ปัญหาใหญ่ของการเปลี่ยนองค์กรไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือคน

 

เมื่อผมถามถึง Bottleneck สำคัญในการเปลี่ยนผ่านห้องข่าว เขาตอบทันทีว่ามีสี่เรื่อง

 

การจัดคนให้เหมาะกับงาน งบประมาณ การทำงานซ้ำซ้อน และวิธีคิดแบบเก่าที่ไม่ยอมปรับตัว

 

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือเขาไม่ได้มองว่าคนที่ปรับตัวช้าเป็นคนไร้คุณค่า

 

คนเหล่านั้นอาจยังมีประสบการณ์และความเข้าใจที่สำคัญต่อองค์กร

 

CNN ยังปรับโครงสร้างการทำงานด้วยแนวคิด Follow the Sun ให้การจัดการข่าวเคลื่อนไปตามเขตเวลาของโลก จากสหรัฐฯ ไปฮ่องกง อาบูดาบี ลอนดอน แล้วกลับมาสหรัฐฯ

 

เทคโนโลยีทำให้เรื่องนี้เป็นไปได้ แต่คนต้องเปลี่ยนวิธีคิดตามให้ทัน

 

8. AI ช่วยนักข่าวได้มหาศาล แต่ต้องไม่คิดแทนนักข่าว

 

นี่เป็นอีกช่วงที่ผมถูกเขาท้าทายกลับ

 

Richard เล่าว่าเช้าวันนั้น เขาใช้ ChatGPT ช่วยเปรียบเทียบนโยบายการเงินของ ECB กับแนวคิดของ Kevin Warsh ก่อนสัมภาษณ์ Christine Lagarde

 

AI ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีในการสร้างข้อมูลเปรียบเทียบและแผนภาพ ซึ่งหากทำเองอาจใช้เวลาหลายชั่วโมง

 

ผมถามว่าเขาพอใจกับคำตอบไหม

 

เขากลับตอบว่าผมกำลังตั้งสมมติฐานผิด เพราะคำถามเหมือนกับคิดว่าเขาจะเชื่อคำตอบของ AI โดยไม่ตรวจสอบ

 

เขามีประสบการณ์มากพอที่จะประเมินว่าคำตอบนั้นถูกต้องหรือไม่

 

CNN มีกฎเข้มงวดเรื่อง AI โดยไม่อนุญาตให้ใช้เขียนสคริปต์ข่าว และจำกัดการใช้เพื่อค้นคว้าตามเงื่อนไขที่กำหนด

 

บทเรียนคือ AI อาจทำให้เราหาข้อมูลเร็วขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้ความรู้ ประสบการณ์ และวิจารณญาณของนักข่าวหมดความสำคัญ

 

9. Richard Quest มองว่าไทยมีศักยภาพมากกว่าที่โลกเห็น

 

เมื่อคุยถึงประเทศไทย Richard Quest บอกว่าไทยมีศักยภาพมากกว่าภาพจำเรื่องต้มยำกุ้ง มวยไทย และการท่องเที่ยว โดยเฉพาะ Luxury Wellness, Medical Tourism และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่หลายคนอาจมองข้าม

 

ผมลองถามว่า ในวันที่ไทยถูกเรียกว่า “Sick Man of Asia” เพราะเศรษฐกิจโตช้ากว่าเพื่อนบ้าน เขาคิดอย่างไร?

 

Richard กลับมองอีกมุมว่า แม้การเมืองไทยจะวุ่นวาย เปลี่ยนรัฐบาลบ่อย แต่ประเทศก็ยังเดินหน้าต่อไปได้

 

“Despite it, there is stability—the country just keeps chugging on!”

พอผมยกตัวอย่างเวียดนามและมาเลเซียที่เติบโตเร็วกว่า เขาก็สวนกลับทันทีว่า “But Thailand has things they don’t have.”

เขาพูดถึงพื้นที่ให้ผู้คนถกเถียงทางการเมือง

 สื่อมวลชนตรวจสอบผู้มีอำนาจ และประชาชนแสดงความคิดเห็นได้ ก่อนถามผมกลับว่า

 

“Would you change that for a one-party state?”

คุณอยากแลกสิ่งเหล่านี้กับระบบการเมืองแบบพรรคเดียวหรือเปล่า?

ผมตอบว่าไม่ เขาจึงสวนกลับทันทีว่า

“Right! You’ve answered your own question.”

นั่นไง คุณตอบคำถามตัวเองแล้ว!

 

Richard ยังพูดถึงความย้อนแย้งที่น่าสนใจของไทย ซึ่งอยากเป็นทั้งประเทศแห่งรอยยิ้มและการต้อนรับ ขณะเดียวกันก็อยากเป็นเศรษฐกิจเทคโนโลยีสมัยใหม่

อีกเรื่องที่เขาประทับใจคือกฎหมายสมรสเท่าเทียมของไทย

 

ซึ่งมีความหมายกับเขาเป็นการส่วนตัวในฐานะชายที่แต่งงานกับสามีแล้ว

“In a modern country, you have to accept equality.”

 

10. หลังจากทำข่าวมา 40 ปี สิ่งที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่งานอีกต่อไป

 

ผมปิดท้ายด้วยคำถามว่า ในวัย 64 ปี อะไรทำให้เขานอนไม่หลับ?

 

เขาตอบด้วยมุกทันที

 

“Arthritis and needing to pee in the middle of the night!”

 

โรคข้ออักเสบกับการต้องลุกมาเข้าห้องน้ำกลางดึก!

 

ก่อนจะเปลี่ยนเข้าสู่คำตอบที่จริงจัง

 

เขากำลังคิดถึง The Third Chapter หรือบทที่สามของชีวิต

 

หลังจากใช้เวลากว่า 40 ปีทำงานวันละ 10–12 ชั่วโมง เขาอยากทำให้ชีวิตช่วงต่อไปกับสามีมีความหมายและความสุขไม่แพ้ช่วงเวลาที่ผ่านมา

 

เป็นคำตอบที่เรียบง่าย แต่สะท้อนอีกด้านหนึ่งของคนที่ใช้ชีวิตเกือบทั้งหมดอยู่กับข่าวและการทำงาน

 

สิ่งที่ประทับใจผมที่สุดไม่ใช่แค่ความรู้ของ Richard Quest แต่เป็นความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ของคนที่อยู่ในวงการมากว่า 40 ปี

 

เขาเคยใช้ใบมีดโกนตัดเทปเสียง เคยต้องเดินหาร้านค้าเพื่อขอยืมโทรศัพท์ส่งข่าว และวันนี้เขากลับใช้ ChatGPT เตรียมสัมภาษณ์ผู้นำเศรษฐกิจโลก

 

เมื่อถูกถามว่าทำไมเขาจึงอยู่ในวงการมาได้ยาวนาน เขาตอบว่า

 

“Why have I lasted? Because I’m not frightened!”

 

เพราะเขาไม่กลัว

 

ไม่กลัวเทคโนโลยีใหม่ ไม่กลัวที่จะเรียนรู้ และไม่กลัวที่จะเปลี่ยนแปลง

 

แต่นั่นเองที่ทำให้การสัมภาษณ์ครั้งนี้สนุกและมีคุณค่า

 

Richard Quest ทำให้ผมเห็นว่า การเป็นนักข่าวที่ดีไม่ใช่แค่การมีคำถามที่ดี แต่ต้องพร้อมให้คำตอบของอีกฝ่ายเปลี่ยนวิธีคิดของเราด้วย

 

และบางที นั่นอาจเป็นสิ่งที่ AI ยังไม่สามารถทดแทนได้ง่ายๆ