จะเป็นอย่างไร หากเวลาเราไถแอปหารีสอร์ตริมทะเลช่วงวันหยุด หรือเลื่อนดูดีลตั๋วเครื่องบิน ระบบประมวลผลที่อยู่เบื้องหลังไม่ได้ส่งตรงมาจาก Silicon Valley แต่ถูกสร้างขึ้นใจกลางกรุงเทพมหานครนี่เอง นี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น เมื่อ Agoda วางให้ไทยเป็นฐานทัพด้านเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวบรวมคนทำงานสาย Tech กว่า 4,500 ชีวิตมาพัฒนาระบบ AI และซอฟต์แวร์เพื่อรันตลาดระดับโลกในกรุงเทพฯ
🟡 ทำไมไทยถึงสำคัญกับโปรดักต์ระดับโลก?
เวลาพูดถึงบริษัทข้ามชาติ เรามักติดภาพว่าออฟฟิศในไทยมีหน้าที่รับโปรดักต์มาทำตลาด หรือคอยตอบปัญหาลูกค้าในประเทศ บทบาทของ Agoda ในไทยกลับฉีกกรอบนั้นไปเลย ออฟฟิศแห่งใหม่ที่ One Bangkok กลายเป็นบ้านของพนักงานกว่า 4,500 คน ในขณะที่พนักงานทั่วโลกมีจำนวนรวม 8,000 คน
ที่น่าสนใจคือพวกเขาไม่ได้ทำงานเอกสารทั่วไป กรุงเทพฯ รับหน้าที่เป็นศูนย์กลางการพัฒนาเทคโนโลยีหลักขององค์กร การมีหัวกะทิจากกว่า 80 สัญชาติมานั่งระดมสมองร่วมกับคนไทย ทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดตัดของไอเดียใหม่ๆ ที่พร้อมส่งออกไปเสิร์ฟผู้ใช้งานในหลากหลายประเทศ
🟡 พนักงานกว่า 4,500 คน กำลังทำอะไร?
จากข้อมูลของ BOI และข้อมูลที่ Agoda เคยเปิดเผยเกี่ยวกับสำนักงานในกรุงเทพฯ ทีมงานในไทยไม่ได้มีเพียงสายปฏิบัติการหรือดูแลตลาดในประเทศ แต่ครอบคลุมตั้งแต่งาน Software Development, Data Science, AI, Product Management, Business Intelligence ไปจนถึงงานด้านธุรกิจและปฏิบัติการระดับภูมิภาค
BOI ยังระบุด้วยว่าไทยเป็นหนึ่งในฐานสำคัญของ Agoda สำหรับการพัฒนาซอฟต์แวร์ อัลกอริทึม AI และ Data Science โดยผลงานที่พัฒนาจากทีมในไทยถูกนำไปใช้กับแพลตฟอร์มในตลาดทั่วโลก นั่นหมายความว่า บทบาทของสำนักงานกรุงเทพฯ มีส่วนกับการพัฒนาเทคโนโลยีและโปรดักต์ที่ถูกนำไปใช้งานในระดับโลก
🟡 โอกาสนี้จะตกถึงมือคนไทยจริงไหม?
เวลาเห็นบริษัทข้ามชาติมาตั้งฐานใหญ่ในบ้านเรา สิ่งที่หลายคนมักตั้งข้อสังเกตคือ “แล้วคนไทยได้อะไร?” สำหรับกรณีนี้ การตั้งศูนย์กลางเทคโนโลยีไม่ได้จบแค่การเช่าพื้นที่ออฟฟิศใจกลางเมือง แต่มันคือการเปิดประตูให้บุคลากรในบ้านเราได้เข้าไปคลุกคลีกับโปรเจกต์สเกลโลก
การมีฮับขนาดใหญ่อยู่ใกล้ตัวช่วยทลายกำแพงเรื่องโอกาสไปได้มาก แทนที่จะต้องดิ้นรนขอวีซ่าไปหาประสบการณ์ไกลถึงต่างประเทศ คนทำงานในไทยสามารถเดินเข้าออฟฟิศไปปะทะไอเดียกับโจทย์ธุรกิจระดับโลกได้เลย ซึ่งการทำงานในสภาพแวดล้อมแบบนี้สร้างข้อได้เปรียบหลายอย่าง
🔸 เกิดการถ่ายทอดวิชาความรู้: การได้นั่งทำงานร่วมกับหัวกะทิจาก 80 สัญชาติทุกวัน คือทางลัดที่ช่วยอัปสกิลคนทำงานในไทยให้เก่งขึ้นผ่านการลงมือทำจริง
🔸 สร้างมาตรฐานอาชีพสาย Tech: ไม่ใช่แค่การดูแลระบบหลังบ้านทั่วไป แต่คนไทยมีโอกาสจับงานระดับโครงสร้าง ทั้ง AI, Data Science และ Product Management ที่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานนับล้าน
🔸 ยกระดับตลาดแรงงานในระยะยาว: เมื่อมีคนไทยที่เก่งระดับโลกเพิ่มขึ้น ทักษะและประสบการณ์เหล่านี้จะหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ ไม่ว่าพวกเขาจะเติบโตในองค์กรเดิม ย้ายไปช่วยบริษัทไทย หรือออกไปสร้างธุรกิจของตัวเอง
🟡 ก้าวต่อไปที่ไทยต้องลุยต่อ
เรื่องราวของ Agoda ช่วยยืนยันศักยภาพของคนทำงานในไทยได้เป็นอย่างดี การจะดันให้เมืองของเรากลายเป็นฮับเทคโนโลยีของภูมิภาคแบบเต็มตัว เรายังต้องพัฒนาปัจจัยแวดล้อมให้แข็งแกร่งขึ้น ระบบการศึกษาต้องเร่งปั้นบุคลากรสาย Tech ออกมาป้อนตลาดให้ทัน นโยบายดึงตัวคนเก่งต้องเฉียบคมพอที่จะไปแข่งกับประเทศเพื่อนบ้าน
เราต้องสร้างบรรยากาศที่เอื้อให้บริษัทข้ามชาติรายอื่นๆ กล้านำเม็ดเงินและทีมวิจัยเข้ามาตั้งฐานในบ้านเราเพิ่มขึ้น ประเทศที่จะชนะในการดึงดูดการลงทุนยุคใหม่ คือเมืองที่รวบรวมคนเก่งมาอยู่ด้วยกันได้ แล้วเปลี่ยนองค์ความรู้เหล่านั้นให้กลายเป็นโปรดักต์ระดับโลก
การแข่งขันทางธุรกิจรอบนี้เปลี่ยนผ่านจากการสร้างโรงงานผลิตสินค้า ไปสู่การลงทุนกับมันสมองมนุษย์และทรัพย์สินทางปัญญา ถ้าไทยขยายผลจากความสำเร็จตรงนี้ได้ โอกาสที่เราจะขยับตัวสู่เมืองแห่งเทคโนโลยีก็อยู่แค่เอื้อม
*ภาพประกอบจาก IG: lifeatagoda