THE STANDARD WEALTH - สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ การเงิน และการลงทุน

×
THE STANDARD HOME ECONOMIC MARKET BUSINESS CRYPTOCURRENCY OPINION WEALTH MANAGEMENT WORK & LEADERSHIP LIFESTYLE & PASSION
ภาพประกอบเชิงเศรษฐกิจ แสดงถึงกลยุทธ์ของโดนัลด์ ทรัมป์ ประเด็นกรีนแลนด์ และภาวะเศรษฐกิจจีน
EXCLUSIVE CONTENT BY SCB WEALTH

เจาะกลยุทธ์ ‘Art of the Deal’ ฉบับทรัมป์ พลิกเกมกรีนแลนด์บีบยุโรปเจรจา ขณะที่จีนจ่อตั้งธง GDP 5% ฝ่าวิกฤตอสังหาฯ และอุปสงค์ที่ยังอ่อนแอ

... • 26 ม.ค. 2026

HIGHLIGHTS

  • สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นโลกต้องเผชิญกับรถไฟเหาะทางอารมณ์จาก ‘กลยุทธ์การเจรจา’ สไตล์โดนัลด์ ทรัมป์ ที่เริ่มต้นด้วยการขู่ยึดกรีนแลนด์และขึ้นภาษียุโรป ก่อนจะจบลงด้วยการบรรลุข้อตกลงกรอบความร่วมมือใน Davos ช่วยให้ตลาดคลายกังวลและฟื้นตัวได้ในที่สุด
  • ขณะที่ IMF ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2026 ขึ้นเป็น 3.3%YoY ด้วยแรงหนุนจากการลงทุนด้าน AI และแรงกดดันด้านการค้าที่ผ่อนคลายลง
  • การตั้งเป้าหมาย GDP ของปี 2026 ของจีนจะมีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากจะเป็นการตั้งธงในการกระตุ้นเศรษฐกิจของปี 2026 โดย บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ประเมินว่าจีนน่าจะตั้งเป้า GDP โต 5% แต่คาดการณ์ว่า GDP จีน ปี 2026 จะขยายตัวเพียง 4.2%
  • ขณะเดียวกัน ยังแนะนำให้ติดตามผลการประชุมนโยบายการเงินของ Fed ในวันที่ 28-29 ม.ค. นี้ ซึ่งแม้ตลาดจะคาด Fed ว่าจะคงดอกเบี้ย แต่ต้องจับตาการส่งสัญญาณทิศทางดอกเบี้ยในระยะถัดไป

สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นโลกปรับตัวลดลงเล็กน้อย จากแรงกดดันในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ปธน. ทรัมป์ออกมาระบุถึงความต้องการเข้าครอบครองเกาะกรีนแลนด์อ้างเหตุผลทางยุทธศาสตร์ และจะเรียกเก็บภาษีการค้า 8 ชาติยุโรปหากขัดขวาง อย่างไรก็ตาม ในช่วงกล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุม World Economic Forum ที่ ดาวอส ปธน. ทรัมป์ ประกาศไม่ใช้กำลังทหาร

 

หลังจากนั้น ปธน.ทรัมป์ได้มีการหารือกับ เลขาธิการ NATO และได้บรรลุ ‘framework of a future deal’ เกี่ยวกับ Greenland และภูมิภาคอาร์กติกแล้ว ทำให้มาตรการการขึ้นภาษีที่มีกำหนดเริ่ม 1 ก.พ. กับชาติยุโรป 8 ประเทศถูกระงับออกไป ตลาดจึงเริ่มฟื้นขึ้นมาช่วงปลายสัปดาห์

 

นอกจากนั้น ในช่วงกล่าวสุนทรพจน์ยังมีประเด็นน่าสนใจหลายประการ โดยเฉพาะความเห็นเกี่ยวกับการแต่งตั้งประธาน Fed คนใหม่ที่จะเลือกคนที่เข้าใจนโยบายของตน

 

ขณะที่ IMF ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2026 ขึ้นเป็น 3.3%YoY (+0.2 p.p.) นำโดยสหรัฐฯ ที่ 2.4%YoY (+0.3 p.p.) และ จีน 4.5%YoY (+0.3 p.p.) ด้วยแรงหนุนจากการลงทุนด้าน AI และแรงกดดันด้านการค้าที่ผ่อนคลายลง

 

ด้านตลาดหุ้น EM ปรับตัวขึ้นได้ดีกว่า โดยจีนรายงาน GDP 4Q25 ขยายตัว 4.5%YoY ตามตลาดคาด แต่ชะลอลงจาก 4.8% ไตรมาสก่อน ส่งผลให้ GDP จีนปี 2025 ขยายตัว 5.0%YoY บรรลุเป้าหมายของทางการจีน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลกิจกรรมเศรษฐกิจจีนเดือน ธ.ค. สะท้อนความแตกต่างที่ชัดเจน ระหว่างภาคส่งออกและการผลิตที่แข็งแกร่งออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาด ขณะที่อุปสงค์ในประเทศ การลงทุน และอสังหาริมทรัพย์ที่ยังอ่อนแอ

 

ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวเด่น ท่ามกลางกระแสเงินที่ไหลเข้ามาในภูมิภาคอาเซียน การปรับขึ้นกระจายตัว โดยเฉพาะในหุ้นที่มูลค่าต่ำ และ underperform ในช่วงที่ผ่านมา ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากความกังวลอุปทานบางส่วนในคาซัคสถานขาดหายไป

 

สงครามกรีนแลนด์ สู่การต่อรองระดับโลก

 

ภาพรวมข้อมูลสะท้อนความแตกต่างของเศรษฐกิจจีนที่ยังชัดเจน ระหว่างภาคส่งออกและการผลิตที่แข็งแกร่ง กับอุปสงค์ในประเทศ การลงทุน และอสังหาริมทรัพย์ที่ยังอ่อนแอ โดย บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ คาดว่า GDP จีน ปี 2026 จะขยายตัวเพียง +4.2% ต่ำกว่าตลาดคาดที่ +4.5%

 

ทั้งนี้ มองว่าการตั้งเป้าหมาย GDP ของปี 2026 ในเดือน มี.ค. มีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากจะเป็นการตั้งธงในการกระตุ้นเศรษฐกิจของปี 2026 โดยตอนนี้ ตลาดยังคงเสียงแตกระหว่างการตั้งเป้าหมายที่ ราว 5% ตามเดิม หรือ ตั้งเป้าต่ำลงมาให้อยู่ในช่วง 4.5%-5.0% ท่ามกลางอุปสงค์ในประเทศที่ยังซบเซาและปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังคงอยู่

 

อย่างไรก็ตาม จากการดำเนินนโยบายในช่วงต้นปีและท่าทีของทางการจีนเรายังมองว่า ทางการจีนจะยังตั้งเป้าหมายที่ ราว 5% ตามเดิม

 

บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มองว่า สุนทรพจน์ของ ปธน. ทรัมป์ กำลังใช้กลยุทธ์การเจรจาแบบ Art of the Deal คือการเริ่มต้นด้วยการเรียกร้องสูง (ยึดกรีนแลนด์) พร้อมกับการแสดงพลัง (กรณีเวเนซุเอลา) และการใช้เครื่องมือเศรษฐกิจ (ภาษี) เพื่อบีบให้อีกฝ่ายมาโต๊ะเจรจา

 

“มองว่ามีความเป็นไปได้ที่อาจมีข้อตกลงระหว่างยุโรปและสหรัฐฯ ในประเด็นกรีนแลนด์ในระยะต่อไป โดยสหรัฐฯ อาจไม่จำเป็นต้องยึดกรีนแลนด์ด้วยกำลัง แต่อาจได้สิทธิพิเศษบางอย่าง เช่น การขยายฐานทัพในกรีนแลนด์ การเข้าถึงแร่หายากและทรัพยากรธรรมชาติ หรือการมีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ในทางกลับกัน ยุโรปก็อาจได้รับการรับประกันด้านความมั่นคงจากสหรัฐฯ และการผ่อนปรนเรื่องภาษีการค้า” บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุไว้ในบทวิเคราะห์

 

กลยุทธ์การลงทุนตลาดหุ้นไทย

 

  • หุ้น Earning Play ซึ่งคาดกำไร 4Q25 จะเติบโตเด่นเกิน 10%YoY พื้นฐานธุรกิจมั่นคงและมีโมเมนตัมกำไรที่ดี แนะนำ ADVANC BGRIM CHG GPSC GULF OR PRM
  • หุ้นปันผลคุณภาพดีระยะยาว (กำไรแต่ละปีมั่นคง, ให้ Div. Yield เกิน 5%) แนะนำ AP DIF KTB PTT TISCO และหุ้นปันผลระยะสั้น 6 เดือน (กำไรปี 2025 มั่นคง, ให้ Div. Yield เกิน 5%) แนะนำ BAM KBANK SAT THANI TLI
  • Trading Idea: นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และต้องการเก็งกำไร แนะนำ 1) หุ้น Laggard Play เพื่อรับอานิสงส์จากการหมุนกลุ่มเล่นของ Fund Flow โดยเลือกหุ้น SET 50 ซึ่งราคาหุ้นปรับขึ้น YTD ต่ำกว่า SET และ Valuation ถูก โดยมี PBV และ PER 2569F < -1SD อีกทั้งมีพื้นฐานดี แนะนำ CENTEL CPALL CPN HMPRO SAWAD WHA 2) หุ้นที่คาดจะได้ประโยชน์จาก Election Rally เพราะมีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงหาเสียงก่อนเลือกตั้ง แนะนำ กลุ่มพาณิชย์ (CPALL BJC CPN) กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (GFPT OSP) กลุ่มสินเชื่อ (MTC SAWAD TIDLOR) และ 3) หุ้นที่คาดจะได้อานิสงส์จากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางจากความไม่แน่นอนที่สูงของนโยบาย ปธน. ทรัมป์ โดยจะเน้นเก็งกำไรตามรอบข่าว แนะนำ PTTEP PTT

 

“ช่วงสั้นมอง SET แกว่งตัวในกรอบ 1,270 - 1,360 จุด โดยปัจจัยในประเทศติดตามการไหลเข้าของ Fund Flow หลังกลับมาซื้อสุทธิในสัปดาห์ก่อน, การทยอยประกาศผลประกอบการ 4Q68 ของหุ้น real sectors, นโยบายหาเสียงด้านเศรษฐกิจของพรรคการเมืองซึ่งจะมีผลต่ออุตสาหกรรมและหุ้นที่เกี่ยวข้อง ส่วนปัจจัยภายนอกติดตาม ได้แก่ผลการประชุมนโยบายการเงินของ Fed ในวันที่ 28-29 ม.ค. โดยแม้ตลาดคาด Fed จะคงดอกเบี้ยแต่ต้องจับตาการส่งสัญญาณทิศทางดอกเบี้ยในระยะถัดไป, ความไม่แน่นอนเชิงนโยบายของ ปธน. ทรัมป์ ที่มีต่อต่างประเทศ (ทั้งตะวันออกกลาง ยุโรปและจีน) ซึ่งมีผลต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงโลก” บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุไว้ในส่วนหนึ่งของบทวิเคราะห์

 

ปัจจัยต้องติดตามสัปดาห์นี้

 

  • การประชุมนโยบายการเงิน FOMC ของสหรัฐฯ ในวันที่ 28-29 ม.ค. ซึ่งตลาดคาดคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.75%
  • ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อาทิ ความเชื่อมั่นผู้บริโภค ม.ค. จาก CB, PPI ธ.ค.
  • กระทรวงพาณิชย์แถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศ, สศอ. แถลงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม และ ธปท. รายงานภาวะเศรษฐกิจการเงินไทย

 

หุ้นเด่นประจำสัปดาห์: CPN - ปี 2026 กำไรมีแนวโน้มฟื้นตัว

 

แนะนำ บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา หรือ CPN เนื่องจากเหตุผลหลัก ดังนี้

 

  • เป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าปลีกรายใหญ่สุดในไทย โดยมีการผสมผสานทั้งส่วนค้าปลีก ที่อยู่อาศัย สำนักงาน และโรงแรมเข้าด้วยกัน อีกทั้งมีการใช้ประโยชน์จาก The 1 ซึ่งเป็น loyalty platform ของกลุ่มเซ็นทรัลที่มีฐานสมาชิกกว่า 20 ล้านราย ทำให้มีความได้เปรียบในการใช้ข้อมูลต่อยอดทางธุรกิจ
  • 1H26 คาดกำไรโตดี YoY แรงหนุนจากโอนโครงการ Dusit Residences (ถือหุ้น 30%, ขายแล้ว >90%) และฐานต่ำใน 1H25 ขณะที่กำไรปีนี้ยังมี Upside risk จากขายสินทรัพย์ให้ CPNREIT ใน 2H26 และโอน Dusit Residences เร็วกว่าคาด
  • Valuation ไม่แพง โดยปัจจุบันซื้อขาย PER 2026F ที่ 14.3 เท่า (-1SD.) และคาดมีกำไรปกติเติบโตเฉลี่ยปีละ 6% ใน 3 ปีข้างหน้า (ปี 2026-2028) คิดเป็น PEG 2.4 เท่า เมื่อเทียบกับ PER เฉลี่ยก่อนช่วง COVID1-19 ระบาด (ปี 2015-2019) ที่ 28.0 เท่า และกำไรปกติที่เติบโตเฉลี่ยปีละ 10.0% ซึ่งคิดเป็น PEG 2.8 เท่า
  • เราประเมินราคาเป้าหมายที่หุ้นละ 68 บาท อิงวิธี DCF และคาดมีเงินปันผลจ่ายจากกำไรปี 2025 หุ้นละ 2.39 บาท คิดเป็น Div. Yield ราวปีละ 4.3%

 

ธีมการลงทุนตลาดหุ้นโลก

 

กลุ่มเทคฯเผยมุมมองธุรกิจใน World Economic Forum โดย AMZN เผยต้นทุนเพิ่มจากภาษี ด้าน NVDA เผยมุมมองเชิงบวกต่อ AI ขณะที่ TSLA เริ่มให้บริการ Robotaxi แบบไม่มีคนคุมรถแล้ว ส่วน INTC เผยงบดีกว่าคาดแต่แนวโน้มต่ำกว่าคาด ซึ่งเราเชื่อว่ากลุ่มเทคฯมีความผันผวนในระยะสั้นจากประเด็นภาษีและกฎระเบียบ แต่ด้วยภาพอุปสงค์ AI และสินค้าใหม่จะยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักให้กลุ่มเทคฯ เติบโตได้ดี ทำให้เรายังแนะลงทุน NVDA TSLA AMZN

 

AMZN เผย 1) ราคาสินค้าพุ่ง: สต็อกเก่าที่กักตุนไว้ก่อนภาษีประกาศใช้หมดลงแล้ว ทำให้ผู้ขายต้องเริ่มขึ้นราคาตามต้นทุนจริง 2) พฤติกรรมลูกค้า: เปลี่ยนไปซื้อของถูกลง และชะลอการซื้อของฟุ่มเฟือย 3) กังวลภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ

 

  • NVDA เผย 1) AI Infrastructure: การลงทุน AI คือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานระดับล้านล้านดอลลาร์ที่ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว 2) แรงงานได้ประโยชน์: การสร้าง Data Center ทั่วโลกทำให้ช่างเทคนิค (ไฟฟ้า/ประปา/ก่อสร้าง) รายได้พุ่งเกือบ 2 เท่า 3) ความเสี่ยงการเมือง: รัฐสภาสหรัฐฯ พยายามเบรกการส่งออกชิปขั้นสูง (Blackwell) ไปจีนผ่านกฎหมาย AI Overwatch Act
  • TSLA เผย 1) เริ่มให้บริการ Robotaxi แบบไม่มีคนคุม ในออสตินเป็นครั้งแรก 2) Optimus: ตั้งเป้าขายหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ให้บุคคลทั่วไปในปี 2027 อย่างไรก็ดียอดขาย EV ในรัฐแคลิฟอร์เนียซึ่งเป็นตลาดหลักลดลง
  • ด้าน INTC เผยงบดีกว่าคาดหนุนจาก Data Cel แต่หุ้นลงให้คาดการณ์ต่ำกว่าคาดและมีปัญหาเรื่องการผลิตและการขาดแคลนซัพพลาย

 

ภาพรวมเราเชื่อว่ากลุ่มเทคฯยังคงมีแนวโน้มเติบโตดีจาก AI ประกอบกับการเปิดตัวสินค้าใหม่ๆคาดช่วยหนุนการเติบโตระยะถัดไปได้ ขณะที่เรามีมุมมองต่อหุ้นพวกนี้ดังนี้

 

  • AMZN ความสามารถทางการแข่งขันที่ดีและฐานลูกค้าแกร่ง โดยเชื่อว่าการขึ้นราคาจะช่วยชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ โดยระยะสั้นเชื่อว่าหุ้นยังคงผันผวนจากประเด็น Tariff ได้ ทำให้เราแนะลงทุนในช่วงหุ้นย่อตัว
  • NVDA แนวโน้มการเติบโตยังดีจาก AI และการเป็นผู้นำตลาด นอกจากนี้เริ่มขยายระบบนิเวศออกนอกจากชิป อย่างไรก็ดีการลงทุนอาจจะผันผวนตามกฎระเบียบที่ไม่แน่นอนได้ ด้วยภาพนี้จึงแนะลงทุนในช่วงหุ้นย่อตัว
  • TSLA เราเชื่อว่าตลาดโฟกัสพัฒนาการเชิงบวกด้านเทคฯ มากกว่ายอดขาย EV ที่อ่อนแอ ซึ่งธุรกิจเหล่านี้มีแนวโน้มการเติบโตดี เราจึงแนะลงทุนช่วงย่อตัว
  • INTC ระยะสั้นความผันผวนเยอะหลังอยู่ในช่วงปรับเปลี่ยนโครงสร้างและฟื้นฟูกิจการ

 

เราแนะติดตามทิศทางการฟื้นตัวก่อนเข้าลงทุนซึ่งจะมาจากชิปสถาปัตยกรรมใหม่ (18A) ,เงินลงทุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ และความต้องการ AI ดี

 

มุมมองการลงทุนต่อสินทรัพย์ต่างๆ โดย SCB CIO

 

เงินสด / สภาพคล่อง

 

ได้แรงหนุนจากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ที่มีอยู่ ตามที่ประธานาธิบดี Trump เพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่านด้วยมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมต่อเรือขนส่งน้ำมัน และเผยกำลังส่งกองเรือไปยังอิหร่าน ทั้งนี้ ให้ผลตอบแทนใกล้เคียงดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่ยังสูง แม้อาจลดลงจาก Fed ที่มีแนวโน้มทยอยลดดอกเบี้ย

 

ตราสารหนี้ / เงินฝากระยะยาว

 

UST Yield ระยะยาว ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากความเสี่ยงการแทรกแซงการเมืองต่อความเป็นอิสระของ Fed ด้านตราสารหนี้ไทย Bond Yield เพิ่มขึ้น เนื่องจากอุปทานพันธบัตรระยะยาวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นระยะสั้น จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังการเลือกตั้ง อย่างไรก็ดี เราคาดว่า กนง.มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้งในปีนี้

 

U.S. Treasury & IG

 

แนะนำ UST และหุ้นกู้ US IG ระยะสั้น ตามแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ Fed หลัง Core PCE ล่าสุด สอดคล้องกับที่คาด แต่ให้หลีกเลี่ยงตราสารตัวยาว จาก term premium ที่สูงขึ้น ตามประเด็นความเป็นอิสระของ Fed หลัง Trump เผยคัดตัวประธาน Fed คนใหม่เรียบร้อย และเตรียมประกาศเร็วๆ นี้

 

High Yield Bond

 

ความเสี่ยงที่ HY credit spread จะปรับเพิ่มขึ้นจากระดับที่ค่อนข้างต่ำยังมีอยู่ แม้ GDP สหรัฐฯ ใน 3Q2568 ขยายตัวที่ระดับสูงที่สุดในรอบ 2 ปี และสูงกว่าที่ตลาดคาด รวมทั้ง UST yield โดยเฉพาะระยะสั้นถึงกลาง ยังมีแนวโน้มปรับลดลง ตามการทยอยผ่อนคลายนโยบายการเงินของ Fed ก็ตาม

 

สินทรัพย์ผสมกึ่งหนี้กึ่งทุนและ REITs

 

กองทุนสินทรัพย์ผสม ช่วยกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตลงทุน โดยลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท ลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดและสถานการณ์ภายนอก อีกทั้ง บริหารจัดการโดยผู้เชี่ยวชาญที่สามารถปรับสัดส่วนการลงทุนได้อย่างยืดหยุ่นตามภาวะเศรษฐกิจและความเสี่ยง

 

Asia REITs

 

อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลบวกต่อ REITs ในเอเชีย โดยเราคาดว่า Singapore REITs จะได้รับประโยชน์จากการ Refinance หนี้ที่มีต้นทุนกู้ยืมในระดับสูง หนุนอัตราปันผลต่อหน่วย เพิ่มขึ้น 2.5% ในปีนี้ รวมถึง Yield spread อยู่ในระดับที่น่าสนใจ และเรามีมุมมองบวกต่อ TH REIT เนื่องจากมีอัตราการจ่ายปันผลที่สูงถึง 9%

 

Global Infrastructure

 

โครงสร้างพื้นฐานเป็นสินทรัพย์ที่เหมาะกับการลงทุนระยะยาว หนุนโดยการเติบโตเชิงโครงสร้างจาก Mega Trend ที่สำคัญ เช่น AI, การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน รวมถึงการเร่งลงทุนระบบรางและถนนของภาครัฐ นอกจากนี้ ยังมีความโดดเด่นด้านการสร้างกระแสรายได้ที่มั่นคง และปรับเพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ

 

Private Credit *สำหรับนักลงทุน Ultra High Net Worth เท่านั้น

 

Private Asset ช่วยกระจายความเสี่ยงจากสินทรัพย์แบบดั้งเดิม โดย Private credit ที่มาจากบริษัทขนาดใหญ่มีความน่าสนใจมากกว่าบริษัทขนาดเล็ก เนื่องจากกำไรยังสามารถเติบโตได้ ท่ามกลางความผันผวนและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ โดยเรามีมุมมองบวกต่อ Private Equity เนื่องจาก IPO และ M&A ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลบวกต่อการรับรู้ผลตอบแทน

 

หุ้นประเทศพัฒนาแล้ว

 

หุ้นสหรัฐฯ ได้อานิสงส์จาก EPS ที่มีแนวโน้มสูงกว่าคาด และ Fed ที่ผ่อนคลายทางการเงิน / หุ้นยุโรปได้แรงหนุนจาก Valuation ที่ต่ำกว่าของสหรัฐฯ และการฟื้นตัวของกำไรบริษัท รวมถึงโอกาสในการจ่ายปันผลเพิ่มขึ้น / หุ้นญี่ปุ่นได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นการคลัง การปฏิรูปบรรษัทภิบาล และการอ่อนค่าของเงินเยน

 

หุ้นสหรัฐฯ

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ได้รับแรงหนุนจาก 1) Fed ที่มีแนวโน้มผ่อนคลายทางการเงิน 2) การผ่อนคลายด้านกฎระเบียบ 3) EPS ใน 4Q2568 ที่มีแนวโน้มดีกว่าคาด 4) ความหวังแผนกระตุ้นเพิ่มจากรัฐบาล และ 5) ความไม่แน่นอนด้านนโยบายที่ปรับลดลง หลัง Trump ถอนคำขู่ที่จะเก็บภาษีนำเข้าต่อ 8 ประเทศในยุโรป

 

หุ้นยุโรป

 

ดัชนีหุ้นยุโรปได้แรงหนุนจากการยกเลิกการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ หลังสหรัฐฯ บรรลุกรอบข้อตกลงกับ NATO ต่อประเด็นกรีนแลนด์เร็วกว่าคาด ลดความเสี่ยงด้านสงครามการค้ารอบใหม่ ติดตามรายงานผลประกอบการ บจ. 4Q2568 โดยตลาดฯ คาดว่าจะหดตัว -4.1%YoY แต่กำไรจะเริ่มฟื้นตัวในปีนี้ จากการเร่งใช้จ่ายการคลัง

 

หุ้นญี่ปุ่น

 

ในระยะสั้น ดัชนีหุ้นญี่ปุ่นได้แรงหนุนจากการเก็งกำไร ก่อนจะมีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 8 ก.พ.2569 ส่วนในระยะยาว ดัชนีฯ ยังได้แรงหนุนจาก 1) มาตรการการคลังที่ขยายตัว 2) การปฏิรูปบรรษัทภิบาลหนุน ROE 3) กระแส AI ในญี่ปุ่น 4) เงินเยนอ่อนค่า และ 5) การเติบโตของกำไรของ บจ.ญี่ปุ่น

 

หุ้นประเทศตลาดเกิดใหม่

 

ตลาดหุ้น EM เอเชีย ได้แรงหนุนจากแนวโน้มการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ จากความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าของสหรัฐฯ รวมถึงได้รับประโยชน์จากการเป็นห่วงโซ่อุปทานด้าน AI เช่น เกาหลีใต้ นอกจากนี้ ตลาดฯ ยังได้ปัจจัยบวกจากนโยบายการเงินการคลังผ่อนคลาย รวมถึง Valuation ที่เทรดอยู่ในระดับต่ำกว่าตลาด DM

 

หุ้นอินเดีย

 

ตลาดหุ้นอินเดีย ได้แรงหนุนจากโมเมนตัมเศรษฐกิจที่ดีขึ้น หลัง PMI รวมภาคการผลิตและบริการของอินเดีย เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน และดีกว่าที่ตลาดคาด แม้ว่าการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในอินเดียล่าสุด ความไม่แน่นอนด้านการค้ากับสหรัฐฯ และการอ่อนค่าของเงินรูปี อาจสร้างความผันผวน ก็ตาม

 

หุ้นไทย

 

ดัชนีหุ้นไทยระยะสั้นผันผวนตามผลประกอบการหุ้นรายตัว หลังเข้าฤดูประกาศผลประกอบการใน 4Q2568 ซึ่ง Consensus คาดว่ากำไรโดยรวมจะฟื้นได้ดี ขณะที่ Sentiment มีแนวโน้มปรับดีขึ้นจาก Election Rally ที่จะมีการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.นี้ และ คาดว่า กนง. มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1 ครั้งในช่วง 1H2569

 

หุ้นจีน All-Share

 

ดัชนีหุ้นจีน มีแนวโน้มได้อานิสงส์จาก 1) นโยบาย anti-involution ที่คาดช่วยหนุน margin 2) พัฒนาการกระแส AI จีน 3) ความหวังการออกมาตรการกระตุ้นเพิ่มจากทางการจีน และ 4) ความกังวลภาคอสังหาฯ ที่ลดลง หลัง Vanke ได้รับความเห็นชอบจากผู้ถือหุ้นกู้ให้ขยายระยะเวลาการชำระหนี้หุ้นกู้ในจีน

 

หุ้นเกาหลีใต้

 

ดัชนีหุ้นเกาหลีใต้ ได้แรงหนุนจากวัฏจักรขาขึ้นของชิปหน่วยความจำ สะท้อนจากยอดการส่งออก Semiconductor ในช่วง 20 วันแรกของเดือน ม.ค. พุ่งขึ้น 70%YoY ทั้งนี้ เรามองว่าตลาดมีแนวโน้มปรับประมาณการกำไรในปี 2569 เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่ 69%YoY หลังรายงานกำไร 4Q2568 ขณะที่ Valuation ปัจจุบันยังเทรดอยู่ที่ P/E 10 เท่า

 

สินค้าโภคภัณฑ์

 

ราคาทองคำ ได้แรงหนุนในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย จากประเด็นความขัดแย้งทางการค้า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่สหรัฐฯ เพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่าน และความกังวลบนความเป็นอิสระของ Fed และได้แรงหนุนจากเงินดอลลาร์สรอ.อ่อนค่า และแรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลก เพื่อเป็นเงินทุนสำรองประเทศ

 

ดัชนีหุ้น Nasdaq 100

 

แม้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ มีแนวโน้มผันผวน จากความกังวลความสามารถในการทำกำไรในบางบริษัท แต่ Consensus คาด EPS กลุ่มฯ ใน 4Q2568 ยังมีแนวโน้มโตโดดเด่น และกลุ่มฯ ยังมีแนวโน้มได้ sentiment บวก หลัง CEO ของ Nvidia ที่ชี้ว่า การลงทุนด้าน AI ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เพิ่งเป็นแค่ช่วงเริ่มต้นเท่านั้น

 

ดัชนีหุ้น S&P 500

 

ความกังวลต่อความเสี่ยงฟองสบู่ AI ที่ลดลง การขยายงบดุลชั่วคราวของ Fed และโมเมนตัมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ปรับตัวดีขึ้น จะช่วยหนุนดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ระยะสั้น นอกจากนี้ ดัชนีฯ ยังได้รับแรงหนุนจากแนวโน้มการเติบโตที่ดีของ EPS ตลาดฯ ปี 2569 จะช่วยรองรับให้ Fwd P/E ยังเทรดอยู่ในระดับที่สูง

 

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจีน

 

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจีนได้แรงหนุนจาก 1) AI Inference และ Cloud ที่เริ่มสร้างรายได้ 2) การลงทุน AI ของ hyperscalers จีนที่เร่งตัว สอดรับการใช้ชิปในจีนที่เพิ่มขึ้น 3) แผนพัฒนาฯ 5 ปี และ 4) การ Spin-off ธุรกิจที่มีศักยภาพสูง ซึ่งล่าสุด Alibaba เตรียมเดินหน้านำหน่วยออกแบบชิป T-Head เข้าจดทะเบียนในตลาด

 

หุ้นกลุ่ม Health Care

 

หุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์ ยังอยู่ในแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ตามการเติบโตของกำไรของกลุ่ม และคาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากความคืบหน้าเชิงบวกของงานวิจัยผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยเฉพาะ กลุ่มยาลดความอ้วนที่จะมีความคืบหน้าในช่วง 1H2569 ขณะที่อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในวัฏจักรขาลง หนุนการเพิ่มขึ้นของ M&A ภาคอุตสาหกรรม

 

หุ้นกลุ่มธุรกิจพลังงานยั่งยืน

 

หุ้นกลุ่มธุรกิจพลังงานยั่งยืน ได้รับอานิสงส์จากกระแส AI เช่นเดียวกับกลุ่ม Tech และในเชิง Valuation ยังคงซื้อขายต่ำกว่ากลุ่ม Tech และมี Dividend Yield สูงกว่า ทำให้ความผันผวนน้อยกว่า ขณะที่แนวโน้มกำไรยังเติบโตตามความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ยังคงเพิ่มขึ้น จากการขยายตัวของ Data Center

 

หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์

 

การประชุม World Economic Forum ในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการกล่าวถึงแนวโน้มการเติบโตของการลงทุนด้าน AI ซึ่งช่วยสนับสนุนภาพการเติบโตอุปสงค์บนห่วงโซ่อุปทานของการลงทุนด้าน AI และ Data Center โดยเฉพาะกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ทั้งนี้ Consensus มองว่ากำไรของหุ้นกลุ่มฯจะเติบโตในอัตราที่เร่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วง 1H2569

 

ภาพ: Cheng Xin/Getty Images

กรุณาเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความ EXCLUSIVE CONTENT ฟรี!

... • 26 ม.ค. 2026




Latest Stories