Mobility Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/the-economic-agenda-of-thailand/mobility/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 29 Oct 2024 15:35:35 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 AITO เปิดตัว SUV ไฟฟ้า M9 พร้อมระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ จาก HUAWEI หวังท้าชิง Tesla Model Y ในจีน แต่มีราคาแพงกว่า 47% https://thestandard.co/aito-m9-electric-suv/ Fri, 13 Sep 2024 05:20:36 +0000 https://thestandard.co/?p=983118

AITO แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับการสนับสนุนจาก HUAWEI เป […]

The post AITO เปิดตัว SUV ไฟฟ้า M9 พร้อมระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ จาก HUAWEI หวังท้าชิง Tesla Model Y ในจีน แต่มีราคาแพงกว่า 47% appeared first on THE STANDARD.

]]>

AITO แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับการสนับสนุนจาก HUAWEI เปิดตัวรถยนต์ SUV 5 ที่นั่งรุ่น M9 พร้อมระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ ในราคาเริ่มต้น 469,800 หยวน (ประมาณ 2.2 ล้านบาท) เพื่อแข่งขันกับ Tesla Model Y ที่ได้รับความนิยมในตลาดจีน

 

Richard Yu Chengdong ประธานกลุ่มธุรกิจผู้บริโภคของ HUAWEI กล่าวว่า M9 แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของ HUAWEI ที่สั่งสมมากว่า 10 ปี และปูทางให้บริษัทสามารถร่วมมือกับผู้ผลิตรถยนต์ EV รายอื่นๆ ในอนาคตได้ 

 

“เรามีเป้าหมายที่จะทำให้ผู้คนจำนวนมากขึ้นสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีรถยนต์อัจฉริยะที่ดีที่สุดและราคาไม่แพง”

 

M9 มาพร้อมกับระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ Advanced Driving System (ADS) เวอร์ชันล่าสุดของ HUAWEI ที่สามารถนำทางในเมืองต่างๆ ของจีนได้

 

รถยนต์รุ่นนี้มี 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่นไฟฟ้าล้วนที่สามารถวิ่งได้ไกลถึง 630 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และรุ่น Extended Range ที่มีระยะทางวิ่ง 1,362 กิโลเมตร ซึ่งใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในขนาดเล็กเพื่อสร้างพลังงานเพิ่มเติมในการชาร์จแบตเตอรี่เมื่อจำเป็น

 

จริงๆ แล้ว AITO M9 เปิดตัวครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2023 โดยก่อนหน้านี้มีจำหน่ายเฉพาะรุ่น 6 ที่นั่ง โดยเริ่มส่งมอบรถรุ่นนี้เป็นจำนวนมากในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ของปีนี้

 

ทั้งนี้ ราคาเริ่มต้นของ Tesla Model Y ที่ผลิตในเซี่ยงไฮ้อยู่ที่ 249,900 หยวน (ประมาณ 1.17) ซึ่งถูกกว่า M9 ถึง 47% อย่างไรก็ตาม Tesla คาดว่าจะเริ่มทดสอบซอฟต์แวร์ช่วยขับขี่อัตโนมัติ Full Self-Driving ในจีนในไตรมาสแรกของปี 2025

 

AITO ก่อตั้งขึ้นในปี 2021 โดย HUAWEI และ SERES ผู้ผลิตรถยนต์ในฉงชิ่ง ในช่วงเวลาที่ HUAWEI กำลังมองหาแหล่งรายได้ใหม่ หลังจากธุรกิจสมาร์ทโฟนได้รับผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ โดย HUAWEI มีบทบาทสำคัญในการออกแบบรถยนต์และจัดหาเทคโนโลยีต่างๆ เช่น ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติและระบบดิจิทัลภายในรถ

 

ในเดือนกรกฎาคม SERES ประกาศว่าจะใช้เงิน 2.5 พันล้านหยวน เพื่อซื้อเครื่องหมายการค้าและสิทธิบัตร AITO จาก HUAWEI ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ HUAWEI ในการเสริมสร้างบทบาทของตนในฐานะผู้จัดหาระบบและความรู้สำหรับรถยนต์ แทนที่จะเป็นคู่แข่ง

 

AITO กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์รถยนต์ EV ที่เติบโตเร็วที่สุดในจีนนับตั้งแต่ปี 2023 ด้วยซอฟต์แวร์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ ระบบประมวลผล และระบบจัดการความร้อนอัจฉริยะของ HUAWEI ที่สร้างความประทับใจให้กับผู้ขับขี่

 

ข้อมูลจากสมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลจีน (CPCA) ระบุว่า AITO ส่งมอบรถยนต์ให้กับลูกค้าในจีนแผ่นดินใหญ่ 253,648 คันในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ เพิ่มขึ้น 659.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทำให้ AITO กลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์ EV รายใหญ่อันดับ 7 ของจีนในแง่ของยอดขาย

 

ภาพ: RenYong/SOPA Images/LightRocket via Getty Images

อ้างอิง:

The post AITO เปิดตัว SUV ไฟฟ้า M9 พร้อมระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ จาก HUAWEI หวังท้าชิง Tesla Model Y ในจีน แต่มีราคาแพงกว่า 47% appeared first on THE STANDARD.

]]>
Ford ชะลอโครงการ EV หันมาเน้นรถ Hybrid เหตุกระแสตอบรับน้อยกว่าคาด https://thestandard.co/ford-delays-new-ev-plant-cancels-electric-three-row-suv/ Thu, 22 Aug 2024 06:43:56 +0000 https://thestandard.co/?p=973992 Ford Motor

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (21 สิงหาคม) Ford Motor ประกาศชะลอ […]

The post Ford ชะลอโครงการ EV หันมาเน้นรถ Hybrid เหตุกระแสตอบรับน้อยกว่าคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Ford Motor

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (21 สิงหาคม) Ford Motor ประกาศชะลอโครงการยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และหันมาเน้นการผลิตโมเดล Hybrid แทน จากแนวโน้มการเปิดรับ EV ที่ช้ากว่าที่ประเมินไว้

 

Ford จะชะลอแผนการสร้างรถกระบะไฟฟ้าที่โรงงานผลิตแห่งใหม่ในรัฐเทนเนสซีไปก่อน โดยแผนเดิมจะเริ่มก่อสร้างในปี 2025 มูลค่าการลงทุน 5.6 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.9 แสนล้านบาท รวมทั้งยกเลิกแผนการสร้างรถยนต์ไฟฟ้าแบบ SUV 

 

ขณะเดียวกัน Ford จะหันมาเน้นพัฒนารถโมเดล Hybrid ร่วมกับการพัฒนารถตู้ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ภายในปี 2026 ก่อนจะตามมาด้วยการพัฒนารถกระบะไฟฟ้าภายในปี 2027

 

ซึ่งแผนการสร้างรถกระบะไฟฟ้าดังกล่าวจะมี 2 โมเดล โดยโมเดลแรกจะเป็นรถกระบะแบบ Full-Size หรือขนาดเต็มสเกล จะสร้างขึ้นในโรงงานที่รัฐเทนเนสซีในปี 2027 

 

ในขณะที่โมเดลที่สองจะสร้างเป็นรถกระบะไฟฟ้าแบบ Mid-Size ซึ่งจะมีขนาดเล็กลงมา และกำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาโดยทีมงานในรัฐแคลิฟอร์เนีย

 

John Lawler กล่าวเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า Ford จะเน้นการผลิตรถในโมเดลที่ตนเองมีความเชี่ยวชาญและได้เปรียบกว่าคู่แข่ง นั่นก็คือรถกระบะและรถ SUV 

 

ซึ่งการดำเนินตามแผนเหล่านี้เป็นไปเพื่อให้บริษัทคุ้มค่าในการลงทุน และทำกำไรในธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าได้ในระยะยาว แม้ในระยะสั้นอาจเป็นภาระทางการเงินของบริษัทได้ 

 

โดยค่าใช้จ่ายพิเศษเหล่านี้ที่ไม่อยู่ในรูปเงินสดจะคิดเป็นมูลค่าราว 400 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท และค่าใช้จ่ายในรูปเงินสดราว 1.5 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 5.2 หมื่นล้านบาท

 

Lawler กล่าวว่า แผนค่าใช้จ่ายของบริษัทสำหรับ EV ในอนาคตจะลดลงจาก 40% เหลือเพียง 30% ของเงินลงทุน และมีแผนจะผลิตแบตเตอรี่ภายในปี 2025

 

นอกจากนี้ Ford ยังเคยประกาศว่า บริษัทจะยังไม่เปิดตัว EV หากยังไม่มีแนวโน้มทำกำไรได้ภายใน 1 ปี 

 

ทั้งนี้ Ford ก็ยังมีแผนออกรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ในโมเดลที่เปิดตัวไปแล้วอย่าง Ford Mustang Mach-E Crossover และรถกระบะ F-150 Lightning 

 

อ้างอิง:

 

The post Ford ชะลอโครงการ EV หันมาเน้นรถ Hybrid เหตุกระแสตอบรับน้อยกว่าคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Volvo Electric Vehicle Driving Academy กิจกรรมที่บอกว่าอยากใช้รถยนต์ไฟฟ้าต้องรู้อะไรบ้าง? https://thestandard.co/volvo-electric-vehicle-driving-academy/ Tue, 20 Aug 2024 01:00:44 +0000 https://thestandard.co/?p=972860

กิจกรรมที่ทำให้เข้าใจรถยนต์ไฟฟ้าตั้งแต่ความรู้ขั้นพื้นฐ […]

The post Volvo Electric Vehicle Driving Academy กิจกรรมที่บอกว่าอยากใช้รถยนต์ไฟฟ้าต้องรู้อะไรบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>

กิจกรรมที่ทำให้เข้าใจรถยนต์ไฟฟ้าตั้งแต่ความรู้ขั้นพื้นฐาน

 

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Volvo จัดกิจกรรม Volvo Electric Vehicle Driving Academy เป็นการอบรมความรู้ขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับการใช้รถยนต์ไฟฟ้า อย่างที่เราทราบกันดีว่าการใช้รถยนต์ไฟฟ้ามีข้อแตกต่างหลายอย่างที่ไม่เหมือนรถเครื่องยนต์สันดาปแบบปกติ ซึ่งกิจกรรมนี้จะอธิบายตั้งแต่การเริ่มใช้รถยนต์ไฟฟ้าต้องรู้จักอะไรบ้าง, เราต้องเตรียมบ้านอย่างไรเมื่อจะชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่บ้าน, ใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างไรให้ถนอมแบตเตอรี่ โดยเราสรุปเนื้อหาทั้งหมดมาได้ดังนี้

 

 

ชาร์จ AC กับ DC ต่างกันอย่างไร?

 

  • การชาร์จ AC คือชาร์จแบบกระแสสลับ กระแสไฟไม่ได้แรงสูงมาก ชาร์จข้ามคืนได้ ไฟอาจเข้าช้าหน่อย แต่ไม่เกิดความร้อนเยอะ ไม่ต้องห่วงเรื่องแบตเตอรี่เสื่อม
  • การชาร์จ DC คือการชาร์จกระแสตรง หรือ Fast Charge กระแสไฟแรงส่วนใหญ่ใช้เวลาแค่ 30 นาทีถึง 2 ชั่วโมง แบตเตอรี่ก็เต็มแล้ว แต่ข้อเสียคือไม่ควรชาร์จ DC บ่อยเกินไป เพราะจะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็ว 

 

ระยะทางที่รถวิ่งได้ NEDC / WLTP ต่างกันอย่างไร?

 

NEDC / WLTP คือหน่วยการวัดระยะทางที่รถยนต์ไฟฟ้าวิ่งได้ โดย 

  • NEDC (New European Driving Cycle) เป็นมาตรฐานที่ใช้ในยุโรปและจีนมานาน และคำนวณจากทฤษฎี ตัวเลขที่เคลมจะลดจากระยะทางจริงนิดหน่อย
  • WLTP (Worldwide Harmonized Light Vehicle Test Procedure) เป็นมาตรฐานที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ตัวเลขที่เคลมจะใกล้เคียงระยะทางจริงมากที่สุด 

 

ต้องเตรียมบ้านอย่างไรเมื่อจะชาร์จแบตเตอรี่รถที่บ้าน?

 

ขั้นแรกต้องดูก่อนว่ามิเตอร์ที่บ้านเราขนาดเท่าไร ซึ่งถ้าจะชาร์จไฟรถ ขนาดมิเตอร์ต้องไม่น้อยกว่า 30 แอมป์ ไฟบ้านจะเป็นไฟ 1 เฟส หรือ 3 เฟสก็ได้ แต่ที่สำคัญแนะนำให้ติด Wallbox เพื่อความรวดเร็วในการชาร์จแบตเตอรี่

 

 

วิธีการใช้รถยนต์ไฟฟ้า ใช้อย่างไรให้ถนอมแบตเตอรี่?

 

ขั้นแรกเรื่องการชาร์จไฟ ไม่ควรปล่อยให้แบตเตอรี่รถเหลือต่ำกว่า 20% และชาร์จไฟให้อยู่ราวๆ 80-90% เพื่อลดอาการแบตเตอรี่เสื่อมเร็ว

 

 

น้ำท่วมแค่ไหนที่เรียกว่ายังปลอดภัยต่อรถยนต์ไฟฟ้า

 

ปัญหาโลกแตกที่หลายคนสงสัยคือ น้ำต้องท่วมสูงเท่าไรถึงจะเริ่มอันตรายต่อแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ปกติแบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้าจะซีลเพื่อกันน้ำไว้อยู่แล้ว แต่เพื่อความปลอดภัย พยายามอย่าลุยน้ำที่มีความสูงเกิน 45 เซนติเมตรจะดีที่สุด 

 

นอกจากภาคทฤษฎีแล้ว ยังได้ฝึกควบคุมรถขณะที่เกิดสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด พื้นฐานรถยนต์ไฟฟ้าเองเป็นรถที่มีอัตราเร่งเร็วกว่ารถเครื่องยนต์สันดาปที่เราคุ้นเคย การควบคุมรถให้ถูกวิธีจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อช่วยลดอุบัติเหตุบนถนน 

 

 

การควบคุมรถที่ดี จุดเริ่มต้นมาจากท่านั่งที่ถูกต้อง ปรับความสูงเบาะให้พอดี เห็นหน้ารถชัดเจน ควรปรับระยะห่างเบาะนั่งกับพวงมาลัยให้อยู่ในระยะกลางๆ วัดจากเวลาเหยียบเบรกสุด ขายังต้องงอเล็กน้อย และจับพวงมาลัยที่ตำแหน่ง 3 และ 9 นาฬิกา เมื่อเราเลี้ยวรถให้ออกแรงแขนฝั่งตรงข้ามที่จะเลี้ยว เพื่อให้รถเข้าโค้งได้อย่างนุ่มนวล เช่น จะเลี้ยวซ้าย ให้ออกแรงผลักจากแขนขวา อย่าใช้วิธีการดึงพวงมาลัยจากแขนซ้าย เป็นต้น

Volvo Car Thailand

 

ภาพ: Volvo

The post Volvo Electric Vehicle Driving Academy กิจกรรมที่บอกว่าอยากใช้รถยนต์ไฟฟ้าต้องรู้อะไรบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: โตโยต้าลุยผลิตรถยนต์ไฮบริด คาดพับแผนผลิต EV เหตุดีมานด์ชะลอ https://thestandard.co/morning-wealth-19082024-4/ Mon, 19 Aug 2024 08:00:43 +0000 https://thestandard.co/?p=972666

ทำไมโตโยต้า (Toyota) ค่ายผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่สัญชาติญ […]

The post ชมคลิป: โตโยต้าลุยผลิตรถยนต์ไฮบริด คาดพับแผนผลิต EV เหตุดีมานด์ชะลอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
  • ทำไมโตโยต้า (Toyota) ค่ายผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่สัญชาติญี่ปุ่น จึงปรับแผนไปผลิตรถยนต์ไฮบริดเกือบหรืออาจจะทั้งหมดแทน โดยไม่เปลี่ยนไปผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เต็มตัวอีกต่อไป ติดตามคำตอบได้ในไฮไลต์นี้

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: โตโยต้าลุยผลิตรถยนต์ไฮบริด คาดพับแผนผลิต EV เหตุดีมานด์ชะลอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาคารยูโอบีรุกสินเชื่อเพื่อความยั่งยืน เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าธุรกิจ รับเทรนด์ธุรกิจไทยมองหาแรงหนุนการค้าข้ามพรมแดนและความยั่งยืน https://thestandard.co/uob-sustainable-loans-thai-trade/ Thu, 15 Aug 2024 02:16:54 +0000 https://thestandard.co/?p=971127 ธนาคารยูโอบี

ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เดินหน้าปล่อยสินเชื่อธุรกิจยั่งย […]

The post ธนาคารยูโอบีรุกสินเชื่อเพื่อความยั่งยืน เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าธุรกิจ รับเทรนด์ธุรกิจไทยมองหาแรงหนุนการค้าข้ามพรมแดนและความยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาคารยูโอบี

ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เดินหน้าปล่อยสินเชื่อธุรกิจยั่งยืน เน้นลูกค้ากลุ่มธุรกิจและเจาะตลาดลูกค้าลงทุนไทย-อาเซียน ตอบโจทย์ภาคธุรกิจไทยที่มองหาการสนับสนุนด้านการค้าข้ามพรมแดน เผย FDI ยังสนใจลงทุนในไทย โดยเฉพาะซัพพลายเชนของ EV และอิเล็กทรอนิกส์ 

 

วีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล กรรมการผู้จัดการ Deputy CEO และ Wholesale Banking ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า ภาพรวมการเติบโตของสินเชื่อรายใหญ่และสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในปีนี้จะเติบโตแบบชะลอตัวเมื่อเทียบกับในช่วง 1-2 ปีก่อน โดยเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจไทยโดยรวมที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ 

 

จากสภาวการณ์ดังกล่าวทำให้ธนาคารมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อให้แต่ละกลุ่มลูกค้ามากขึ้น โดยธนาคารจะเน้นให้สินเชื่อ 2 กลุ่ม คือ สินเชื่อเกี่ยวกับความยั่งยืน (Sustainability) และการเชื่อมต่อการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียน (Connect ASEAN) ที่เห็นสัญญาณการลงทุนมากในประเทศเวียดนาม และจีนเข้ามาไทยมากขึ้น

 

สำหรับการให้สินเชื่อเพื่อความยั่งยืน หรือ Sustainable Financing Framework ธนาคารมีเป้าหมายในการเข้าไปสนับสนุนภาคธุรกิจเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืนมากขึ้น โดยในปี 2566 การเติบโตด้านสินเชื่อใหม่ มีสินเชื่อที่เกี่ยวกับความยั่งยืนคิดเป็นมูลค่า 3.31 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 25% ของสินเชื่อที่ได้รับการอนุมัติใหม่ อย่างไรก็ตาม สำหรับปี 2567 ยังไม่มีการตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนโดยเฉพาะแต่อย่างใด 

 

ส่วนการเชื่อมโยงกับตลาดภูมิภาคและการค้าโลก ธนาคารเห็นสัญญาณนักลงทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มซัพพลายเชนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่เป็นฐานรากระดับท็อปของรถยนต์สันดาป (ICE) จึงดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาสู่ซัพพลายเชนนี้ โดยเฉพาะผู้ผลิตจากจีน 

 

นอกจากนี้นักลงทุนและธุรกิจข้ามชาติยังสนใจมาลงทุนในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ด้วย โดยนักลงทุนหลักมาจากไต้หวันและเกาหลี ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2566 จนถึงปัจจุบันพบว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จากประเทศจีน แซงหน้าญี่ปุ่นแล้ว

 

วีระอนงค์กล่าวว่า ธนาคารได้จัดทำการสำรวจ UOB Business Outlook Study สำหรับประเทศไทย โดยเป็นการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารระดับสูงของธุรกิจ SMEs และภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ จากทุกภาคอุตสาหกรรมรวม 525 คน ซึ่งผลสำรวจพบเทรนด์ที่น่าสนใจ 3 เทรนด์ ดังนี้ 

 

ธนาคารยูโอบี

 

1. ความสนใจที่เพิ่มขึ้นด้านการขยายการเติบโตในต่างประเทศ

 

ธุรกิจไทยให้ความสำคัญกับการขยายการเติบโตระหว่างประเทศ โดยเกือบ 90% มีเป้าหมายที่จะขยายตลาดไปต่างประเทศภายใน 3 ปีข้างหน้า อาเซียนและจีนแผ่นดินใหญ่ โดยเฉพาะเวียดนาม เป็นเป้าหมายหลักสำหรับการเติบโตนี้ โดยเฉพาะเวียดนาม ซึ่งเป็นคู่ค้าหลักของประเทศไทยในอาเซียน โดยมีมูลค่าการค้าทวิภาคีเกินกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2565

 

2. ธุรกิจยังมีข้อจำกัดในการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน

 

จากผลสำรวจ แม้ว่ากว่า 90% ของธุรกิจจะตระหนักถึงความสำคัญของความยั่งยืน แต่มีเพียงประมาณครึ่งหนึ่งเท่านั้นที่ได้นำแนวปฏิบัติเหล่านี้ไปใช้ แรงจูงใจหลักในการนำแนวปฏิบัติเหล่านี้ไปใช้ ได้แก่ การปรับปรุงภาพลักษณ์ของธุรกิจ (56%) การดึงดูดนักลงทุน (50%) และการรักษาบุคลากรที่มีความสามารถ (46%)

 

3. การดำเนินธุรกิจแบบดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

 

การนำดิจิทัลมาใช้ยังคงอัตราที่สูงในหมู่ธุรกิจไทย โดยเกือบ 40% ได้นำโซลูชันดิจิทัลมาใช้ในทุกขั้นตอนของการดำเนินงาน ซึ่งเกินค่าเฉลี่ยระดับภูมิภาค การปรับสู่ดิจิทัลได้เพิ่มการเข้าถึงลูกค้า สร้างประสบการณ์อันดีแก่ลูกค้า และเพิ่มความเร็วในการเข้าสู่ตลาด อย่างไรก็ตาม การปรับใช้ดิจิทัลกับการจัดการห่วงโซ่อุปทานและการจัดการคู่ค้ายังคงตามหลังอยู่

The post ธนาคารยูโอบีรุกสินเชื่อเพื่อความยั่งยืน เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าธุรกิจ รับเทรนด์ธุรกิจไทยมองหาแรงหนุนการค้าข้ามพรมแดนและความยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Samsung เปิดตัวแบตเตอรี่ Solid-State! ชาร์จ 9 นาที วิ่งได้ 960 กม. แถมอายุการใช้งาน 20 ปี พร้อมผลิตจริงปี 2027 นี้ https://thestandard.co/samsung-solid-state/ Wed, 07 Aug 2024 13:26:01 +0000 https://thestandard.co/?p=968632 Samsung

Samsung ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับวงการรถยนต์ไฟฟ้า (EV) […]

The post Samsung เปิดตัวแบตเตอรี่ Solid-State! ชาร์จ 9 นาที วิ่งได้ 960 กม. แถมอายุการใช้งาน 20 ปี พร้อมผลิตจริงปี 2027 นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Samsung

Samsung ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับวงการรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวนวัตกรรมแบตเตอรี่โซลิดสเตท (Solid-State Battery) ที่งาน SNE Battery Day 2024 ในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ โดยบริษัทประกาศว่าสายการผลิตแบตเตอรี่ต้นแบบของพวกเขาเริ่มดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบแล้ว ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่แห่งอนาคต

 

แบตเตอรี่โซลิดสเตทของ Samsung มีคุณสมบัติที่โดดเด่นหลายประการ ที่สำคัญที่สุดคืออายุการใช้งานที่ยาวนานถึง 20 ปี และความหนาแน่นพลังงานที่สูงถึง 500 วัตต์ต่อกิโลกรัม เกือบ 2 เท่าของแบตเตอรี่ EV ทั่วไปในปัจจุบัน นั่นหมายความว่ารถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่นี้จะสามารถวิ่งได้ไกลถึง 965 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ซึ่งเป็นระยะทางที่สามารถตอบโจทย์ความกังวลของผู้บริโภคเกี่ยวกับระยะทางในการขับขี่ของรถยนต์ไฟฟ้าได้เป็นอย่างดี

 

นอกจากนี้ แบตเตอรี่โซลิดสเตทยังมีข้อได้เปรียบที่สำคัญอื่นๆ เช่น ขนาดที่เล็กลง น้ำหนักเบาลง และความปลอดภัยที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากใช้วัสดุแข็งแทนของเหลว ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดไฟไหม้

 

อีกหนึ่งคุณสมบัติที่โดดเด่นคือความสามารถในการชาร์จที่รวดเร็วเป็นพิเศษ Samsung อ้างว่าแบตเตอรี่ใหม่นี้สามารถชาร์จเต็มได้ในเวลาเพียง 9 นาที ซึ่งเป็นความเร็วที่น่าทึ่ง แต่ต้องใช้โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จที่มีความเร็วสูงระหว่าง 480 กิโลวัตต์ถึง 600 กิโลวัตต์ ซึ่งยังมีอยู่อย่างจำกัดในปัจจุบัน

 

ทาง Samsung ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การพัฒนาแบตเตอรี่โซลิดสเตทเท่านั้น แต่ยังประกาศถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LFP) และแบตเตอรี่ที่ปราศจากโคบอลต์ ซึ่งมีราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า รวมถึงวิธีการผลิตขั้วไฟฟ้าแบบแห้งเพื่อลดต้นทุนการผลิตอีกด้วย

 

Samsung มีแผนที่จะร่วมมือกับ Toyota ในการนำเทคโนโลยีแบตเตอรี่โซลิดสเตทนี้เข้าสู่ตลาด โดยตั้งเป้าที่จะเริ่มการผลิตจำนวนมากภายในปี 2027 และคาดว่ารถยนต์รุ่นแรกๆ ที่จะได้ใช้เทคโนโลยีนี้คือรถยนต์จาก Lexus แบรนด์รถหรูของ Toyota ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ของ Samsung ที่จะเน้นทำตลาดแบตเตอรี่โซลิดสเตทในกลุ่มรถยนต์ EV ระดับพรีเมียมในช่วงแรก เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่ยังสูงอยู่

 

อย่างไรก็ตาม Samsung ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายในการแข่งขันกับผู้ผลิตแบตเตอรี่รายอื่นๆ โดยเฉพาะจากจีน ที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่อย่างรวดเร็วและมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า 

 

นอกจากนี้ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จที่รองรับความเร็วในการชาร์จของแบตเตอรี่โซลิดสเตทก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่สำคัญ ซึ่งจะเข้ามาชี้ว่าจะทำให้เทคโนโลยีนี้ ‘แจ้งเกิด’ ได้เร็วมากน้อยแค่ไหน

 

อ้างอิง:

The post Samsung เปิดตัวแบตเตอรี่ Solid-State! ชาร์จ 9 นาที วิ่งได้ 960 กม. แถมอายุการใช้งาน 20 ปี พร้อมผลิตจริงปี 2027 นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มาอีกราย! ‘ฮุนได’ แบรนด์รถยนต์ยักษ์ใหญ่สัญชาติเกาหลีใต้ ประกาศทุ่มพันล้าน ตั้งฐานผลิต EV – แบตเตอรี่ในไทย เริ่มเดินสายพานผลิตปี 2569 https://thestandard.co/hyundai-ev-battery-plant-thailand/ Wed, 07 Aug 2024 05:33:23 +0000 https://thestandard.co/?p=968294

ปีนี้ 2024 ตลาด EV ไทยยังคงคึกคักต่อเนื่อง นาทีนี้คงไม่ […]

The post มาอีกราย! ‘ฮุนได’ แบรนด์รถยนต์ยักษ์ใหญ่สัญชาติเกาหลีใต้ ประกาศทุ่มพันล้าน ตั้งฐานผลิต EV – แบตเตอรี่ในไทย เริ่มเดินสายพานผลิตปี 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปีนี้ 2024 ตลาด EV ไทยยังคงคึกคักต่อเนื่อง นาทีนี้คงไม่ใช่แค่แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนที่เข้ามาทำตลาดและตั้งฐานผลิตในไทยแล้ว ล่าสุดแบรนด์ยักษ์ใหญ่เบอร์ 1 จากเกาหลีใต้นั่นคือฮุนได ประกาศทุ่มงบ 1,000 ล้านบาท ตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า BEV และแบตเตอรี่ครบวงจร พร้อมเดินเครื่องผลิตต้นปี 2569 BOI ย้ำดึงผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยในการเข้าสู่ Supply Chain ของอุตสาหกรรมระดับโลก

 

วันที่ 7 สิงหาคม นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ (BOI) เปิดเผยว่า บีโอไออนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการของบริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตรถยนต์อันดับหนึ่งจากประเทศเกาหลีใต้ เพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) และผลิตแบตเตอรี่โดยเริ่มจากขั้นตอนการประกอบโมดูล เพื่อป้อนให้กับสายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย รวมมูลค่าเงินลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท

 

โดยมีบริษัท ธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด และบริษัท ธนบุรี เอ็นเนอร์ยี่ สตอเรจ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด เป็นพันธมิตรสำคัญในการลงทุนครั้งนี้ ซึ่งบริษัทพร้อมจะเริ่มลงทุนทันที และตั้งเป้าจะเริ่มผลิตในช่วงต้นปี 2569 นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างการพิจารณาแผนจัดหาชิ้นส่วนจากผู้ผลิตในประเทศไทย ซึ่งบีโอไอจะทำงานร่วมกับบริษัทอย่างใกล้ชิด เพื่อเชื่อมโยง Supply Chain ในประเทศให้ได้มากที่สุด

 

“เกาหลีใต้เป็นหนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์ของโลก และค่ายรถยนต์รายใหญ่อย่างฮุนได ก็ถือเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล การลงทุนสร้างฐานการผลิตรถยนต์ EV ของค่ายเกาหลีในครั้งนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของไทย และนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลไทย”

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

นอกจากนี้ การลงทุนของฮุนไดในครั้งนี้จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับไทย เพื่อมุ่งสู่ศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทในระดับโลก และจะช่วยสร้างโอกาสให้กับผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยในการเข้าสู่ Supply Chain ของอุตสาหกรรมระดับโลกด้วย” นฤตม์กล่าว

 

ทั้งนี้ แนวโน้มตลาด EV ทั่วโลกยังเติบโตต่อเนื่อง จากข้อมูล Global EV Outlook 2024 โดย IEA พบว่าในไตรมาสแรกของปีนี้ ยอดขายรถยนต์ EV ทั่วโลกมีอัตราเติบโตร้อยละ 25 และคาดว่าสิ้นปี 2567 จะมียอดขายรถยนต์ EV รวมกันกว่า 17 ล้านคัน หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20 ของยอดขายรถยนต์ทั่วโลก

 

โดยปัจจุบันบีโอไออนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนในโครงการอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งการผลิตยานยนต์ BEV ประเภทต่างๆ แบตเตอรี่ และชิ้นส่วนสำคัญ รวมทั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า รวมมูลค่าเงินลงทุนกว่า 80,000 ล้านบาท

The post มาอีกราย! ‘ฮุนได’ แบรนด์รถยนต์ยักษ์ใหญ่สัญชาติเกาหลีใต้ ประกาศทุ่มพันล้าน ตั้งฐานผลิต EV – แบตเตอรี่ในไทย เริ่มเดินสายพานผลิตปี 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ เตรียมเรียกร้องให้จำกัดซอฟต์แวร์ยานยนต์จีน เหตุกังวลเรื่องความมั่นคงปลอดภัยข้อมูลของประเทศ https://thestandard.co/us-urge-restrictions-on-chinese-automotive-software/ Wed, 07 Aug 2024 05:15:53 +0000 https://thestandard.co/?p=968272 ซอฟต์แวร์ยานยนต์จีน

เว็บไซต์ Bloomberg รายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเตรียมที […]

The post สหรัฐฯ เตรียมเรียกร้องให้จำกัดซอฟต์แวร์ยานยนต์จีน เหตุกังวลเรื่องความมั่นคงปลอดภัยข้อมูลของประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซอฟต์แวร์ยานยนต์จีน

เว็บไซต์ Bloomberg รายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเตรียมที่จะยกระดับการเผชิญหน้ากับจีนไปอีกขั้น ด้วยการเสนอให้มีการจำกัดการขายซอฟต์แวร์รถยนต์ของจีนในสหรัฐฯ ภายในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อหวังแก้ไขความกังวลในเรื่องความปลอดภัยที่เกิดขึ้นจากรถยนต์อัจฉริยะรุ่นใหม่ที่สามารถเชื่อมต่อกับโลกอินเทอร์เน็ตได้

 

รายงานระบุว่า นอกจากจะจำกัดการขายแล้ว ทางการสหรัฐฯ ยังพิจารณาที่จะจำกัดการใช้และการทดสอบเทคโนโลยีของจีนสำหรับรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติอีกทางหนึ่งด้วย

 

ทั้งนี้ รถยนต์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันทั้งที่ใช้น้ำมันและไฟฟ้าเป็นเชื้อเพลิง ต่างมีการติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเชื่อมต่อกับโลกอินเทอร์เน็ตได้อย่างง่ายดาย ส่งผลให้ผู้ใช้รถยนต์ทั้งหลายตกเป็นเป้าการโจรกรรมข้อมูลของบรรดาผู้ไม่ประสงค์ดี

 

รายงานระบุว่า ที่ผ่านมาจีนได้กลายเป็นผู้นำด้านยานพาหนะไฟฟ้าและส่วนประกอบสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Cars) ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการอุดหนุนและการสนับสนุนอย่างกว้างขวางของรัฐบาลจีน ยืนยันได้จากยอดขายยานยนต์ไฟฟ้าของค่าย BYD ที่แซงหน้า Tesla ในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2023 อีกทั้งผู้ผลิตรถยนต์ทั่วโลกต้องพึ่งพาซัพพลายเออร์ของจีนมากขึ้นสำหรับเทคโนโลยีที่จำเป็นในการทำให้ยานพาหนะเป็นพื้นที่ที่สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้

 

ทั้งนี้ สหรัฐฯ เริ่มยกระดับมาตรการกีดกันทางการค้ากับจีนตั้งแต่ยุคของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ตัดสินใจเพิ่มการจัดเก็บภาษีในอัตรา 27.5% สำหรับสินค้าจีนที่นำเข้ามายังสหรัฐฯ ขณะที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้ประกาศเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาว่า การจัดเก็บภาษีจะเพิ่มขึ้นเป็น 100% ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ มีเป้าหมายที่จะเร่งดำเนินการก่อนที่ Smart Cars ที่ผลิตในจีนจะเข้ามาแพร่หลายในสหรัฐฯ

 

รายงานระบุว่า ข้อจำกัดซึ่งจะบังคับใช้โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ มีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทจีนรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับคนขับในสหรัฐฯ และส่งกลับไปยังจีน รวมถึงป้องกันไม่ให้ซัพพลายเออร์จีนสร้างฐานที่ใหญ่กว่าในสหรัฐฯ และทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของสหรัฐฯ มีเวลาในการสร้างห่วงโซ่อุปทานของตนเองสำหรับ Smart Cars

 

Alan Estevez ปลัดกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้เปิดเผยตัวอย่างมาตรการที่เป็นไปได้ในการประชุมเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยกล่าวว่าหน่วยงานกำลังพิจารณาจำกัดทั้งซอฟต์แวร์และส่วนประกอบของยานพาหนะ และวางแผนรายงานสิ่งที่ค้นพบภายในช่วงปลายเดือนนี้

 

ด้านโฆษกกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ระบุอีกว่า กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ค่อนข้างกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในยานพาหนะ ดังนั้นสหรัฐฯ จึงพิจารณาข้อเสนอโดยเน้นไปที่ Specific Systems

 

ก่อนความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ภาคอุตสาหกรรมในหลายๆ ประเทศ เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ของเยอรมนี หรือแม้แต่รัฐบาลเกาหลีใต้ ต่างก็ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ จำกัดขอบเขตของกฎระเบียบที่อาจเกิดขึ้น และให้เวลาผู้ผลิตรถยนต์ในการปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานของตน

 

Gina Raimondo รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้พูดคุยเรื่องนี้กับเจ้าหน้าที่จีนระหว่างการเยือนจีนเมื่อเดือนสิงหาคม 2023 ขณะที่ในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาได้กล่าวว่า Smart Cars ที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้นั้น ‘ควบคุมโดยซอฟต์แวร์จากจีนโดยตรง โดยเฉพาะในกรณีของรถยนต์ที่ผลิตในจีน’ ซึ่งช่วยให้ยานพาหนะเหล่านั้นสามารถรวบรวมข้อมูลทุกอย่างตั้งแต่ตำแหน่งของคนขับไปจนถึงการสนทนา และทั้งหมดเป็นข้อมูลที่ ‘ส่งตรงกลับไปยังจีน’

 

อ้างอิง:

The post สหรัฐฯ เตรียมเรียกร้องให้จำกัดซอฟต์แวร์ยานยนต์จีน เหตุกังวลเรื่องความมั่นคงปลอดภัยข้อมูลของประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ‘Tesla’ พับแผนตั้งโรงงานในไทยแล้วจริงหรือ? | Morning Wealth 7 ส.ค. 2567 https://thestandard.co/morning-wealth-07082024/ Wed, 07 Aug 2024 02:41:54 +0000 https://thestandard.co/?p=968093

‘Tesla’ พับแผนตั้งโรงงานในไทยแล้วจริงหรือ? | Morning We […]

The post ชมคลิป: ‘Tesla’ พับแผนตั้งโรงงานในไทยแล้วจริงหรือ? | Morning Wealth 7 ส.ค. 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘Tesla’ พับแผนตั้งโรงงานในไทยแล้วจริงหรือ? | Morning Wealth 7 สิงหาคม 2567

 

โอกาสที่ Tesla จะปักฐานผลิตที่ไทยจะเป็นไปได้แค่ไหน หลัง Tesla ยังไม่มีแผนผลิตทั้งในไทยและอาเซียน ขณะที่ยอดขายในไทยร่วงต่อเนื่อง รายละเอียดเป็นอย่างไร

 

จับตา 2 คดีการเมือง ความเสี่ยงใหญ่เศรษฐกิจไทย พูดคุยกับ ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้อำนวยการคณะทำงานจัดการองค์ความรู้และสื่อสารสาธารณะ และอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ‘Tesla’ พับแผนตั้งโรงงานในไทยแล้วจริงหรือ? | Morning Wealth 7 ส.ค. 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Kia ส่ง เจฟ ซาเตอร์ นั่งพรีเซนเตอร์ The Kia EV5 รถ SUV ขนาดกลาง ไฟฟ้า 100% เจาะกลุ่มมิลเลนเนียลและครอบครัวคนรุ่นใหม่ในไทย เริ่มต้น 1.2 ล้าน https://thestandard.co/kia-jeff-satur-ev5-suv/ Fri, 02 Aug 2024 10:58:41 +0000 https://thestandard.co/?p=966617 Kia

แม้กระแสแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนจะตบเท้าเข้ามาทำตลาดและต […]

The post Kia ส่ง เจฟ ซาเตอร์ นั่งพรีเซนเตอร์ The Kia EV5 รถ SUV ขนาดกลาง ไฟฟ้า 100% เจาะกลุ่มมิลเลนเนียลและครอบครัวคนรุ่นใหม่ในไทย เริ่มต้น 1.2 ล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Kia

แม้กระแสแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนจะตบเท้าเข้ามาทำตลาดและตั้งฐานในไทยอย่างต่อเนื่อง แต่แบรนด์รถยนต์สัญชาติอื่นๆ ก็ไม่น้อยหน้า รวมไปถึงสองแบรนด์ยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้นั่นคือ Hyundai Motor และ Kia Motor ต่างก็สนใจขยายฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทย กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ก็ยังคงมีกระแสข่าวว่า Kia ก็อยู่ระหว่างการเจรจากับรัฐบาลไทย เพื่อตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเช่นกัน

 

ล่าสุดวันนี้ 2 สิงหาคม บริษัท เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ออกมาประกาศจุดยืนแผนทำตลาด EV โดยส่ง The Kia EV5 รถยนต์เอสยูวีขนาดกลางแบบไฟฟ้า 100% ด้วยแคมเปญการตลาดใหญ่แห่งปี ‘ไม่กล้า ไม่เกิด – Make A Bold Move’ โดยดึงศิลปินหนุ่มมากความสามารถ เจฟ ซาเตอร์ ขึ้นแท่นพรีเซนเตอร์ให้กับ The Kia EV5 

 

รายงานข่าวระบุว่า Kia มุ่งไปที่กลุ่มเป้าหมาย 2 กลุ่มในไทย คือ มิลเลนเนียลและครอบครัวคนรุ่นใหม่ ที่เน้นสื่อสารผ่านใจความหลัก ‘หากปราศจากความกล้า ดวงดาวในตัวคุณก็จะไม่เปล่งประกาย’ และเพื่อเป็นการส่งพลังและแรงบันดาลใจอย่างแท้จริงสู่ชีวิต

 

Kia


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ฌ็อง-ดาวิด คริสติญอง อาเรล รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์และการตลาด บริษัท เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “นับตั้งแต่เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเมื่อวันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา บริษัทได้ออกแบบกลยุทธ์ทางการตลาดบนพื้นฐานของแนวคิดหลัก 2 ข้อ คือ สร้างความแปลกใหม่เพื่อสร้างการรับรู้ และสร้างประสบการณ์พรีเมียมให้กับผู้บริโภค กระทั่งเดือนมีนาคม ในงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ได้จัดงานเปิดตัวแบรนด์และเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นเรือธงอย่าง The Kia EV9 และยังมีการเปิดตัว The Kia EV5 อีกด้วย

 

“ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่บริษัทจะเดินหน้าเข้าถึงฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น เพื่อเป็นการกระตุ้นการรับรู้และทำให้ทุกคนเข้าใจถึงค่านิยมหลักขององค์กร จึงเป็นที่มาของแคมเปญใหม่ ‘ไม่กล้า ไม่เกิด – Make A Bold Move’ ซึ่งนำเสนอ The Kia EV5 และดึงศิลปินมากความสามารถอย่าง เจฟ ซาเตอร์ มาร่วมแคมเปญ ซึ่งเกิดจากมุมมองเรื่อง ‘ความกล้า’ ที่เกียต้องการสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคนที่มีความกลัวหรือความลังเลที่จะทำตามความฝัน 

 

 

“โดยโจทย์คือ จะทำอย่างไรให้แนวคิด ‘ไม่กล้า ไม่เกิด’ เข้าถึงและตราตรึงในใจของผู้บริโภคชาวไทย บริษัทจึงเล็งเห็นว่าเจฟน่าจะเป็นตัวแทนที่ดีที่สุดในการสื่อสารแนวคิดไปสู่คนรุ่นใหม่ที่ ‘กล้า’ ที่จะเปลี่ยน และก้าวข้ามขีดจำกัด” ฌ็องกล่าว 

 

ขณะที่ เจฟ ซาเตอร์ กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมงานกับเกีย เซลส์ (ประเทศไทย) ในฐานะพรีเซนเตอร์ของ The Kia EV5 ในส่วนของแคมเปญ ‘ไม่กล้า ไม่เกิด – Make A Bold Move’ ซึ่งมีโอกาสทำเพลงพิเศษด้วยโจทย์จากทางเกียที่อยากให้เพลงนี้ช่วยจุดประกายความกล้าให้ทุกคนที่ได้ฟังลุกขึ้นมาทำสิ่งใหม่ๆ หรือเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อสิ่งที่อยากจะเป็น

 

“ตัวผมเองก็เคยมีช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตที่ไม่รู้ว่าข้างหน้ามันจะเป็นอย่างไร เรารู้แค่ว่าตอนนั้นมันวนอยู่ที่เดิม เพราะเราไม่ได้ทำในสิ่งที่เราชอบ จนมาถึงจุดหนึ่งที่เรารู้สึกว่าเราต้องกล้าออกมา ไม่อย่างนั้นเราก็จะอยู่ในจุดเดิมๆ”

 

ดังนั้นการได้เป็นพรีเซนเตอร์ให้กับ The Kia EV5 รถที่สร้างมาเพื่อการเปลี่ยนแปลง จุดประกายคำว่าไม่กล้า ไม่เกิด ให้กับทุกคน ถือเป็นโอกาสที่ดีมากๆ

 

สำหรับแผนธุรกิจ ฌ็องกล่าวเสริมว่า แคมเปญ ‘ไม่กล้า ไม่เกิด – Make A Bold Move’ จะสื่อสารผ่านช่องทางดิจิทัลและโซเชียลมีเดีย โดยเน้นสื่อสารผ่าน KOLs ที่หลากหลาย และใช้สื่อ DOOH 

 

โดยไฮไลต์ของแคมเปญคือ เพลง ไม่กล้า ไม่เกิด (Make A Bold Move) ที่ เจฟ ซาเตอร์ มีส่วนร่วมในการเรียบเรียงเนื้อร้องและทำนองด้วยตัวเอง เตรียมปล่อยเพลงเวอร์ชันเต็มวันที่ 9 สิงหาคมนี้ 

 

Kia

 

ทั้งนี้ The Kia EV5 มีวางจำหน่าย 4 รุ่น ได้แก่ The Kia EV5 Light, The Kia EV5 Air, The Kia EV5 Earth Long Range และ The Kia EV5 Earth Exclusive AWD ในราคาเริ่มต้นที่ 1,299,000 บาท

 

Kia ขอชิงแชร์ 5% ของตลาดรถยนต์นั่ง ท้าชิงตลาด EV ในไทย ตั้งเป้า 50% ของยอดจำหน่ายทั้งหมด

 

อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวระบุว่า ช่วงต้นปี 2567 บริษัท เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) ประกาศแผนการทำตลาดรถยนต์เกียในประเทศไทยด้วยการแต่งตั้งบริษัท เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เข้ามาทำตลาดรถยนต์ในไทยเต็มสูบ 

 

โดยวางแผนธุรกิจปี 2567-2571 ด้วยกลยุทธ์ Plan S-5 เป้าหมายหลัก 4 ข้อ ได้แก่ 

 

  1. ครองส่วนแบ่ง 5% ของตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคล 
  2. เพิ่มการทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าสัดส่วน 50% ของยอดจำหน่ายทั้งหมด 
  3. ก้าวขึ้นสู่ทำเนียบแบรนด์ที่มีการรับรู้ 5 อันดับแรก 
  4. ขยายผู้จำหน่ายทั่วประเทศให้เติบโตขึ้น 5 เท่าตัว 100 แห่งภายใน 5 ปี 

 

อ้างอิง:

The post Kia ส่ง เจฟ ซาเตอร์ นั่งพรีเซนเตอร์ The Kia EV5 รถ SUV ขนาดกลาง ไฟฟ้า 100% เจาะกลุ่มมิลเลนเนียลและครอบครัวคนรุ่นใหม่ในไทย เริ่มต้น 1.2 ล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครึ่งปี 2567 ใครเป็นเจ้าตลาด EV ในไทย https://thestandard.co/ev-market-leader-in-thailand/ Thu, 01 Aug 2024 14:31:59 +0000 https://thestandard.co/?p=966307

ช่วงเวลากว่า 2 ปี EV จีนเข้ามาทำตลาดในไทยอย่างเป็นทางกา […]

The post ครึ่งปี 2567 ใครเป็นเจ้าตลาด EV ในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

ช่วงเวลากว่า 2 ปี EV จีนเข้ามาทำตลาดในไทยอย่างเป็นทางการมากถึง 8 แบรนด์ ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคในไทยไม่น้อย ด้วยมาตรการสนับสนุนและราคาที่จับต้องได้ หลายๆ แบรนด์เริ่มออกโปรโมชันลดราคาคึกคัก

 

เรียกได้ว่าขณะนี้ EV 4 แบรนด์จากจีน ครองส่วนแบ่งตลาด EV ไทยสูงถึง 82%

 

ขณะเดียวกันสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุว่า หากดำเนินการเต็มรูปแบบ แบรนด์ EV จีนที่เข้ามาตั้งฐานผลิตในไทยจะมีกำลังการผลิตต่อปีได้ประมาณ 750,000 คัน

 

THE STANDARD WEALTH ชวนดูสัดส่วน EV จีนในไทยปี 2567 ใครเป็นเจ้าตลาด และมีการผลิตเท่าไร

 


บทความที่เกี่ยวข้อง:


 

 

ภาพประกอบ: กริน วสุรัฐกร

The post ครึ่งปี 2567 ใครเป็นเจ้าตลาด EV ในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชวนวิเคราะห์สถานการณ์ ‘เพียงแค่ 2 ปี’ คลื่น EV จีนซัดอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยล้มเป็นโดมิโนทั้งห่วงโซ่อุปทาน ‘เจ็บ’ แค่ไหน? https://thestandard.co/analysis-of-the-ev-situation-in-thailand/ Thu, 01 Aug 2024 09:36:46 +0000 https://thestandard.co/?p=966111

หลังจากที่รัฐบาลไทยริเริ่มผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า […]

The post ชวนวิเคราะห์สถานการณ์ ‘เพียงแค่ 2 ปี’ คลื่น EV จีนซัดอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยล้มเป็นโดมิโนทั้งห่วงโซ่อุปทาน ‘เจ็บ’ แค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังจากที่รัฐบาลไทยริเริ่มผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ด้วยการอุดหนุน EV จีน ส่งผลให้แบรนด์ EV จีนจำนวนมากได้เข้ามาทำตลาดในไทยและมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด

 

เมื่อพูดถึงการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ ย่อมนำมาซึ่งการปรับตัวและเปลี่ยนแปลง แน่นอนว่าอุตสาหกรรมดั้งเดิมอาจต้องถูกดิสรัปต์ รับแรงกระแทกกันไปบ้าง

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

หลักๆ ที่กำลังจะชวนวิเคราะห์ในวันนี้ นอกจากยอดขายรถยนต์ที่ลดลงจากหลายปัจจัย ก็อาจถึงเวลาที่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต้องปรับตัวทั้งห่วงโซ่อุปทาน ชัดเจนที่สุดคือกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) ต่างได้รับผลกระทบ เกิดสงครามราคาจาก EV จีนเข้ามาทำตลาดมากน้อยแค่ไหน เหตุใดหลายๆ โรงงานต้องปิดตัวลง

 

ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า เพื่อรักษาความสมดุล ไทยผู้ครองตำแหน่งดีทรอยต์แห่งเอเชียจะมีวิชั่นอย่างไรต่อไป ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลเองก็ต้องทำการบ้านอย่างหนักเช่นกัน

 

รัฐอัดฉีดมาตรการ EV แลกผลิตชดเชยในประเทศ

 

เมื่อสแกนดูประเด็นของการสนับสนุนการลงทุนอุตสาหกรรม EV ไทย ต้องย้อนไปช่วงเวลา 2 ปี ในปี 2565 นับตั้งแต่รัฐบาลมีโครงการอุดหนุนสำหรับผู้ผลิต EV จีน ทั้งภาษี มาตรการด้านการผลิต ผู้ผลิตที่ได้รับสิทธิประโยชน์ภายใต้มาตรการ EV 3.5 และนำเข้า EV เข้ามาจำหน่ายในประเทศในช่วงปี 2567-2568 จะต้องผลิตชดเชยภายในประเทศภายในปี 2569-2570 ภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) รัฐบาลเสนอเงินอุดหนุนสูงสุด 150,000 บาทต่อคัน

 

โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องผลิตเท่ากับจำนวนที่นำเข้ามาในประเทศ ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นไป สามารถรับเงินอุดหนุนขายในประเทศและส่งออกได้ ส่งผลให้ EV จีนเข้ามาทำตลาดและเกิดการแข่งขันจนมีราคาถูกลง

 

EV จีนเปิดสงครามราคา

 

ด้วยเหตุนี้ แบรนด์ EV จีน 6 ราย ไม่ว่าจะเป็น BYD ซึ่งเป็นผู้ผลิต EV รายใหญ่ที่สุดของจีน ลดราคาของ ATTO รุ่นใหม่ลงมากถึง 340,000 บาท ลดราคาถึง 37% จากราคาเปิดตัว 899,000 บาท

 

ขณะที่ NETA ลดราคารุ่น V-II ลง 50,000 บาท หรือ 9% จากราคาเปิดตัว 549,000 บาท

 

ในแง่ของการผลิตในไทย ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ระบุว่า แบรนด์ EV จีนที่ผลิตในไทย ที่ไม่ใช่เพียงแค่รายใหญ่อย่าง BYD ที่ตั้งฐานผลิตในไทย แต่เมื่อรวมบรรดาคู่แข่งจากจีน จะมีกำลังการผลิตต่อปีได้ประมาณถึง 750,000 คัน หากโรงงานในไทยเปิดดำเนินการเต็มรูปแบบ ดังต่อไปนี้

 

  • NETA 200,000 คันต่อปี
  • BYD 150,000 คันต่อปี
  • CHANGAN 100,000-200,000 คันต่อปี
  • MG 100,000 คันต่อปี
  • GWM 80,000 คันต่อปี
  • GAC AION 50,000 คันต่อปี

 

โดย 4 แบรนด์เริ่มผลิตในไทยแล้ว นั่นคือ NETA, GWM, MG และล่าสุดคือ BYD

 

 

ดังนั้นด้วยกำลังการผลิตที่สูงได้มากถึงเช่นนี้ ทำให้แบรนด์รถยนต์ญี่ปุ่น ‘เสียเปรียบ’ โดยสาเหตุหลักคือการอุดหนุนจากรัฐบาลไทยที่ไม่เอื้อต่อแบรนด์รถยนต์ญี่ปุ่น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะทำให้แบรนด์ญี่ปุ่นเริ่มทยอยปรับโครงสร้างการผลิตไปจนถึงถอนการผลิตออกจากไทย

 

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็มุ่งมั่นที่จะสนับสนุนภาคส่วน EV ต่อไป และแสดงจุดยืนที่บอกว่าไทยกำลังมุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมเป้าหมาย จึงมุ่งเป้าไปที่การเติบโตของ EV

 

ข้อนี้ยิ่งสร้างแรงกดดันต่อผู้ผลิตรถยนต์สันดาป ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นได้รับผลกระทบเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากผลิตยานยนต์ประเภทนี้ประมาณ 90% ในประเทศ

 

สิ่งที่ตามมาคือผลกระทบของโครงการอุดหนุนจากรัฐบาลไทยกระทบวงกว้างต่อห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ทั้งหมดในไทย เพราะอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยคิดเป็น 11% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และมีแรงงานในภาคส่วนนี้มากกว่า 750,000 คน นอกจากนี้ โครงการอุดหนุนดังกล่าวส่งผลให้โรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์หลายแห่งต้องปิดกิจการ

 

สมพล ธนาดำรงค์ศักดิ์ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) กล่าวว่า แบรนด์ EV ที่ได้รับการอุดหนุนไม่ได้ซื้อชิ้นส่วนรถยนต์ส่วนใหญ่จากซัพพลายเออร์ในประเทศ และมีโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในไทยเพียง 12 แห่งจากทั้งหมด 660 แห่ง ที่สามารถเป็นซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนรถยนต์ให้กับแบรนด์ EV จีนได้

 

สมพลบอกอีกว่า หลักๆ จะพึ่งพาการนำเข้าจากจีน หรือในห่วงโซ่อุปทานต้นทุนต่ำนั่นเอง

 

“มากไปกว่านั้น ผู้ผลิตชิ้นส่วน Local Content ส่วนใหญ่ลดการดำเนินงานเหลือเพียง 3 วันต่อสัปดาห์ เนื่องจากความต้องการลดลง ประมาณ 12 ราย ถูกบีบให้ปิดกิจการ ขณะนี้จึงทำให้บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่”

 

เนื่องจากคำสั่งซื้อลดลง 40% ในปี 2567 นำไปสู่การลดกำลังการผลิตลง 30-40% และบริษัทเหล่านี้จำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับ ‘พลวัต’ ของตลาดรูปแบบใหม่ให้ได้

 

เมื่อถามว่าเหตุใดจึงมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย นั่นเพราะอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นภาคส่วนที่มีส่วนสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศเป็นอันดับ 4 เป็นส่วนหนึ่งของภาคอุตสาหกรรมโดยรวมที่คิดเป็น 25.2% ของ GDP ที่เหลือคือภาคการท่องเที่ยว 18% ภาคค้าปลีก 16% และภาคเกษตร 8.6%

 

เมื่อรวมกับจุดอ่อนของเศรษฐกิจไทยที่เปราะบางอยู่แล้ว จากการที่ผู้บริโภคลดการซื้อสินค้าราคาแพง หนี้ครัวเรือนสูง และยอดปฏิเสธสินเชื่อที่มีมากขึ้น ส่งผลให้ยอดขายเริ่มลดลง ซึ่งในช่วง 5 เดือนแรกของปีลดลง 23% จากช่วงเดียวกันของปี 2566 นับเป็นยอดขายต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี

 

ผู้ผลิตสันดาปลดกำลังการผลิตเพื่อเอาตัวรอด

 

ดังจะเห็นได้ว่านับตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม 2567 Honda Motor ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 2 ของญี่ปุ่น วางแผนจะยุติการผลิตรถยนต์ที่โรงงานอยุธยาภายในปี 2568 และรวมการดำเนินงานทั้งหมดไปโรงงานปราจีนบุรี รวมถึงลดการผลิตลงจากปีละ 270,000 คัน เหลือปีละ 120,000 คัน

 

ขณะที่ Subaru ประกาศหยุดการดำเนินการประกอบรถยนต์ในไทยภายในสิ้นปี 2567 ส่วน Suzuki จะยุติการประกอบรถยนต์ในไทยภายในสิ้นปี 2568

 

กระทั่งกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ออกมาประกาศว่า ช่วงครึ่งปีแรก 2567 เศรษฐกิจไทยยังไม่มีท่าทีฟื้น สาเหตุหลักๆ คือคนไทยยังมีหนี้ท่วม ไฟแนนซ์ยังคงคุมเข้มสินเชื่อ และดัชนีภาคการผลิตร่วงหลายเดือนติดต่อกัน

 

ส่งผลให้ ส.อ.ท. ต้องออกมาประกาศปรับเป้าการผลิตรถยนต์จาก 1,900,000 คัน เหลือ 1,700,000 คัน หมายความว่าการผลิตในไทยจะหายไปถึง 200,000 คัน และจะมีการผลิต EV เข้ามามากขึ้น

 

อีกหนึ่งสิ่งสะท้อนล่าสุดในมุมภาคการผลิต วรวรรณ ชิตอรุณ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ระบุว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนมิถุนายน 2567 อยู่ที่ระดับ 96.08 หดตัว 1.71% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนว่าภาคอุตสาหกรรมไทยยังคงหดตัวต่อเนื่อง เพราะประชาชนขาดกำลังซื้อภายในประเทศ ปัญหาหนี้ครัวเรือน และอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูง

 

โดยพบว่าดัชนี MPI เดือนมิถุนายน 2567 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ลดลงจาก

 

  • ยานยนต์ หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 18.05% จากรถบรรทุกปิกอัพ รถยนต์นั่งขนาดเล็ก และเครื่องยนต์ดีเซล เป็นหลัก ตามการชะลอตัวของตลาดในประเทศ ผู้บริโภคมีกำลังซื้อลดลง หนี้ครัวเรือนสูง และสถาบันการเงินยังคงความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อ
  • ชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 20.08% จาก PCBA และ Integrated Circuit (IC) เป็นหลัก โดยเป็นไปตามภาวะตลาดอิเล็กทรอนิกส์โลก ที่หดตัวทั้งจากตลาดในประเทศและตลาดส่งออก โดยเฉพาะที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมยานยนต์
  • จักรยานยนต์ หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 23.42% จากความต้องการของประเทศคู่ค้าที่ลดลง และเหตุผลเดียวกับยานยนต์

 

ภาพ: Chalffy / Getty Images

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมเป้าหมาย นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ต้องยอมรับว่าวันนี้เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลง โลกมุ่งไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ต่างจากที่ในอดีตเราเคยใช้ Nokia วันนี้ก็พัฒนาไปอีกระดับ รัฐบาลพยายามส่งเสริมการลงทุนทั้งในแง่ของการผลิต EV ทั้งซัพพลายในไทย และขอให้แบรนด์ EV จีนสนับสนุนซัพพลายเออร์ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในไทย ซึ่งยืนยันว่าเราก็ได้ดำเนินการแล้ว

 

โดยดึง 7 ค่ายรถยนต์ชั้นนำของจีน ได้แก่ BYD, MG, GWM, NETA, CHANGAN, GAC AION และ OMODA & JAECOO ประกาศใช้ชิ้นส่วนในไทย 40-90% เพื่อให้การผลิตไทยเข้าสู่ ‘สมรภูมิใหม่‘ ควบคู่ไปกับการออกมาตรการสนับสนุนผู้ผลิตรถยนต์ไฮบริด

 

“ประเด็นของโรงงานในไทย มีเปิดและปิดกิจการตามการเปลี่ยนแปลงของโลกและเทคโนโลยี อย่างเช่นปีนี้ กิจการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (Printed Circuit Board: PCB) มีคำขอเข้ามา 31 โครงการ เงินลงทุนรวม 39,732 ล้านบาท และโรงงาน PCB เตรียมเปิดในไทยเพิ่มอีกกว่า 50 แห่ง เป็นการลงทุนจากนักลงทุนไต้หวัน จีน หลายพันล้านไปจนถึงหลายหมื่นล้าน เขาต้องการจ้างงานคนไทยไม่ต่ำกว่า 50,000 ตำแหน่ง”

 

ทั้งนี้ ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน 6 เดือนแรกปี 2567 ยังเติบโตต่อเนื่อง โดยมี 3 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์และชิ้นส่วน เกษตรและแปรรูปอาหาร

 

ขณะที่การลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) สิงคโปร์เป็นอันดับ 1 ตามด้วยจีน และฮ่องกง ปีนี้ BOI ก็เดินหน้าแผนโรดโชว์ควบคู่กับการปรับโครงสร้างการผลิต เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้ไทยเป็นฮับอุตสาหกรรมใหม่ต่อไป

 

หุ้นกลุ่มยานยนต์ร่วงหนักสุดปีนี้ -28% จากทั้งมรสุมหุ้น NEX และคลื่น EV จีน

 

หันมาที่หุ้นยานยนต์ (AUTO) ของไทยตั้งแต่ต้นปี 2567 เป็นหมวดที่ดัชนีร่วงลงมากที่สุดถึง 28.54% ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าเป็นผลจากการที่ราคาหุ้น บมจ.เน็กซ์ พอยท์ (NEX) ดิ่งลงไป 91.6% จากบริษัทที่เคยมีมูลค่า 20,000 ล้านบาท ลดลงมาเหลือเพียง 1,700 ล้านบาท

 

ขณะเดียวกันหุ้นผู้ผลิตชิ้นส่วนอย่างยนต์รายใหญ่ในกลุ่ม เช่น บมจ.อาปิโก ไฮเทค (AH) และ บมจ.สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี (SAT) ต่างก็ร่วงลงมาในระดับ 35-45%

 

หากไม่นับมรสุมจากหุ้น NEX ซึ่งเป็นปัจจัยเฉพาะตัว จะเห็นว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยกำลังถูกกดดันอย่างหนัก ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านจากรถที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ไปสู่ EV โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากอุตสาหกรรม EV จีนที่ไหลเข้ามาในไทย

 

ถกล บรรจงรักษ์ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยไม่ได้รับประโยชน์มากนักจากบริษัทผู้ผลิต EV จีนที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศ เนื่องจากบริษัทจีนส่วนมากจะนำซัพพลายเออร์เข้ามาด้วย รวมทั้งการนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศ

 

“ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในไทยถูกกระทบ 2 เด้ง ทั้งจากการไม่ได้รับคำสั่งซื้อใหม่ และคำสั่งซื้อเก่าที่ลดลง เพราะลูกค้าหลักที่เป็นผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นมียอดผลิตที่ลดลง”

 

ในปีนี้รายได้รวมของหุ้นกลุ่มยานยนต์น่าจะลดลงประมาณ 10% ตามยอดผลิตรถยนต์โดยรวมของทั้งประเทศที่ลดลงประมาณ 10% มาเหลือ 1,600,000 คัน ซึ่งตัวเลขนี้ยังมีแนวโน้มจะลดลงได้อีก

 

“ช่วงการเปลี่ยนผ่านไปสู่ EV ทำให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยแต่ละรายจะถูกกระทบอย่างน้อย 4-5% และบางรายที่ไม่สามารถปรับตัวเพื่อรองรับการผลิตชิ้นส่วน EV ได้ทัน จะถูกดิสรัปต์และได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก”

 

ถกลกล่าวต่อว่า การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอาจต้องรอให้ค่ายรถญี่ปุ่นเริ่มผลิต EV อย่างจริงจัง ซึ่งน่าจะเริ่มเห็นในปีหน้า แต่แบรนด์หลักอย่าง Toyota และ Honda อาจต้องรออีก 2-3 ปี

 

“กลุ่มยานยนต์น่าจะฟื้นตัวได้ต่ำกว่า 5% ในปี 2568 หลังจากที่ย่ำแย่ในปีนี้”

 

ด้าน บล.กรุงศรี ระบุว่า ราคาหุ้นกลุ่มยานยนต์ร่วงลงมาจนสะท้อนกรณีเลวร้ายสุดๆ ไปแล้ว ณ จุดนี้ เราเชื่อว่าราคาหุ้นน่าจะมีความเสี่ยงขาลงจำกัด อย่างไรก็ตาม เรายังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวของยอดผลิตรถยนต์ในไทย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกระตุ้นในโมเมนตัมของราคาหุ้นพลิกฟื้นได้

 

ปัจจุบันราคาหุ้นในกลุ่มยานยนต์อยู่ในระดับต่ำที่สุดในรอบ 4 ปี และผลประกอบการในไตรมาส 2 ที่ผ่านมาน่าจะเป็นจุดต่ำที่สุด แต่จำเป็นจะต้องรอให้เห็นการฟื้นตัวของยอดผลิตรถยนต์รายเดือนก่อน

 

ทั้งนี้ ยอดผลิตรถยนต์ในไทยในเดือนพฤษภาคม 2567 ลดลง 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เหลือ 116,000 คัน ขณะที่ยอดขายรถยนต์ในประเทศลดลง 26% เหลือ 48,000 คัน ส่วนยอดส่งออกยังทรงตัวอยู่ที่ 89,000 คัน

 

อ้างอิง:

The post ชวนวิเคราะห์สถานการณ์ ‘เพียงแค่ 2 ปี’ คลื่น EV จีนซัดอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยล้มเป็นโดมิโนทั้งห่วงโซ่อุปทาน ‘เจ็บ’ แค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เริ่ม 1 ส.ค. นี้! BYD ออกมาตรการเยียวยาลูกค้าเก่า ชาร์จไฟฟ้าฟรี 2,000 สถานีทั่วประเทศ 1 ปี https://thestandard.co/byd-customer-compensation-2000-charging-stations/ Wed, 31 Jul 2024 06:40:20 +0000 https://thestandard.co/?p=965438 BYD

วันนี้ (31 กรกฎาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล จิราพร สินธุไพร รั […]

The post เริ่ม 1 ส.ค. นี้! BYD ออกมาตรการเยียวยาลูกค้าเก่า ชาร์จไฟฟ้าฟรี 2,000 สถานีทั่วประเทศ 1 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
BYD

วันนี้ (31 กรกฎาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล จิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้บริหาร BYD ประชุมหารือการดำเนินการของ BYD หลังผู้บริโภคร้องเรียนมายังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. กรณีบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าค่าย BYD ลดราคาหลักแสนบาท ทำให้ผู้บริโภคบางส่วนที่ซื้อรถยนต์ไปก่อนหน้านี้มองว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม 

 

จิราพรกล่าวภายหลังการประชุมว่า สคบ. ไม่ได้นิ่งนอนใจ จึงเชิญ ประธานวงศ์ พรประภา ผู้บริหาร บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์ BYD ในประเทศไทย เข้ามาหารือกัน และเชิญผู้ร้องเรียนเข้ามาให้ข้อมูลหลักฐาน และรับทราบความต้องการต่างๆ ร่วมกัน โดยบริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ให้ความร่วมมือกับ สคบ. เป็นอย่างดีในการส่งตัวแทนเข้ามาให้ข้อมูลและพูดคุยกันหลายครั้ง ซึ่งการหารือครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากที่ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี หารือกับผู้บริหาร BYD จากประเทศจีนก่อนหน้านี้ ซึ่งมีแนวโน้มที่ดี 

 

จิราพรกล่าวอีกว่า ในวันนี้ได้หารือถึงมาตรการเยียวยาที่บริษัทสามารถดำเนินการได้ และผู้บริโภครู้สึกเหมาะสม ได้รับความเป็นธรรม เบื้องต้นบริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด จะออกมาตรการให้ลูกค้าเก่าสามารถชาร์จไฟฟ้าฟรีใน 2,000 สถานีชาร์จของ BYD ทั่วประเทศ เป็นระยะเวลา 1 ปี เริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป (1 สิงหาคม) โดยมาตรการดังกล่าวสามารถใช้สิทธิ์ได้เฉพาะลูกค้าเก่าที่ซื้อรถยนต์ก่อนลดราคา ซึ่งมีอยู่ประมาณ 50,000 คัน ส่วนรายละเอียดของการรับสิทธิ์จะแจ้งอีกครั้งในภายหลัง

 

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวนับเป็นมาตรการเบื้องต้น ส่วนมาตรการอื่นๆ จะกลับไปพิจารณาและทำการบ้านเพิ่มเติมกับบริษัท โดยจะเชิญตัวแทนบริษัทและผู้ร้องเรียนเข้ามาไกล่เกลี่ยกันอีกครั้งหนึ่ง และจะแถลงข่าวให้ทราบอย่างเป็นทางการภายหลัง

The post เริ่ม 1 ส.ค. นี้! BYD ออกมาตรการเยียวยาลูกค้าเก่า ชาร์จไฟฟ้าฟรี 2,000 สถานีทั่วประเทศ 1 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอร์ด EV เคาะมาตรการหนุนรถยนต์ HEV ปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตตั้งแต่ปี 71-75 คาดสร้างเงินลงทุนกว่า 5 หมื่นล้านบาท https://thestandard.co/hev-measure-reduce-excise-tax-rates/ Fri, 26 Jul 2024 09:33:46 +0000 https://thestandard.co/?p=963387 บอร์ด EV ภาษีสรรพสามิต

วันนี้ (26 กรกฎาคม) นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกร […]

The post บอร์ด EV เคาะมาตรการหนุนรถยนต์ HEV ปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตตั้งแต่ปี 71-75 คาดสร้างเงินลงทุนกว่า 5 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอร์ด EV ภาษีสรรพสามิต

วันนี้ (26 กรกฎาคม) นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) เปิดเผยว่า บอร์ด EV ไฟเขียวมาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารขนาดที่นั่งไม่เกิน 10 คน แบบไฮบริด (HEV) โดยจะปรับลดอัตรา ภาษีสรรพสามิต ให้อยู่ในระดับคงที่ในช่วงปี 2571-2575 จากเดิมที่อัตราภาษีจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ทุก 2 ปี

 

นอกจากนี้ที่ประชุมมอบให้ BOI ร่วมกับกระทรวงการคลังนำมาตรการนี้เสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนออกประกาศต่อไป

 

นฤตม์กล่าวอีกว่า คาดว่าจะมีค่ายรถยนต์สนใจเข้าร่วมไม่น้อยกว่า 5 ราย สร้างเม็ดเงินการลงทุนต่อเนื่องช่วง 4 ปีข้างหน้า ไม่น้อยกว่า 5 หมื่นล้านบาท เชื่อว่าจะช่วยเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ รักษาและต่อยอดฐานผู้ผลิตชิ้นส่วนในไทย และเพิ่มความเข้มแข็งของไทยในการเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ครบวงจรระดับโลก

 

สำหรับเงื่อนไขสำคัญ 4 ด้าน ก่อนรับสิทธินี้คือ 

 

  • ต้องมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ไม่เกิน 120 กรัมต่อกิโลเมตร 
  • มีการลงทุนโดยบริษัทผู้ผลิตรถยนต์หรือบริษัทในเครือในไทย ตั้งแต่ปี 2567-2570 ไม่น้อยกว่า 3 พันล้านบาท 
  • ต้องมีการใช้ชิ้นส่วนสำคัญที่ผลิตหรือประกอบในประเทศ 
  • ต้องมีการติดตั้งระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ

 

The post บอร์ด EV เคาะมาตรการหนุนรถยนต์ HEV ปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตตั้งแต่ปี 71-75 คาดสร้างเงินลงทุนกว่า 5 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีอีโอ Sony Honda ออกโรงเตือนค่ายรถญี่ปุ่น หากไม่มีนวัตกรรมใหม่ จะไม่มีวันชนะแบรนด์ EV จีนที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว https://thestandard.co/japanese-automakers-innovation-warning/ Mon, 22 Jul 2024 05:51:19 +0000 https://thestandard.co/?p=961093

ซีอีโอ Sony Honda ออกโรงเตือนค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น หากไม่มี […]

The post ซีอีโอ Sony Honda ออกโรงเตือนค่ายรถญี่ปุ่น หากไม่มีนวัตกรรมใหม่ จะไม่มีวันชนะแบรนด์ EV จีนที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว appeared first on THE STANDARD.

]]>

ซีอีโอ Sony Honda ออกโรงเตือนค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น หากไม่มีนวัตกรรมใหม่จะกลายเป็นผู้เดินตามหลังแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจากจีน ที่นับวันยิ่งพัฒนาอย่างรวดเร็ว ก่อนย้ำว่ารถยนต์ไฟฟ้า AFEELA ที่เตรียมจำหน่ายในทวีปอเมริกาเหนือ ปี 2026 จะโชว์ซอฟต์แวร์ที่ไม่เคยเห็นในตลาดมาก่อน

 

Yasuhide Mizuno ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Sony Honda Mobility กล่าวว่า ปัจจุบันคู่แข่งจากจีนมีความแข็งแกร่งมากและพัฒนาอย่างรวดเร็วจนเราเริ่มกังวล ดังนั้นบริษัทค่ายรถยนต์ในญี่ปุ่นต้องรีบเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรแบบอนุรักษนิยม มาเน้นพัฒนากระบวนการผลิตให้มีความก้าวหน้า เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับค่ายรถยนต์จีนที่กำลังจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำส่งออกรถยนต์อันดับหนึ่งของโลก

 

แม้ที่ผ่านมา Honda ตั้งเป้าลดกำลังผลิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมันทั้งหมดในปี 2040 และหันมาผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพิ่มขึ้น แต่ต้องยอมรับว่า Honda ยังล้าหลังอยู่ ถ้าเทียบกับคู่แข่งในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

แต่อีกไม่นาน Sony Honda Mobility ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนด้านยานยนต์ของ Sony และ Honda ก็เตรียมเปิดตัวแบรนด์ AFEELA รถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ หลังจากมีข่าวออกมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา เบื้องต้นวางเป้าหมายไว้ว่าจะจำหน่ายในทวีปอเมริกาเหนือภายในปี 2026

 

ทั้งนี้ การร่วมทุนดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะทั้งสองค่ายต้องการนำจุดแข็งมาร่วมกันผลิตรถยนต์ไฟฟ้า โดย Honda มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตรถยนต์ ส่วน Sony มีจุดแข็งด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์มาใช้ในการผลิต

 

ยิ่งไปกว่านั้น ในอนาคตคาดว่าซอฟต์แวร์อาจเป็นอาวุธใหม่ในกระบวนการพัฒนารถยนต์ โดยรถยนต์ไฟฟ้า AFEELA จะใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญของ Sony ในด้าน AI ความจริงเสมือน และความบันเทิงมาเพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย

 

ซีอีโอ Sony Honda Mobility กล่าวต่อไปว่า ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา คู่แข่งค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนเคลื่อนไหวเร็วกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ อาจเป็นเพราะนโยบายจากรัฐบาลเข้ามาสนับสนุน บวกกับการมีทีมวิศวกรที่มีฝีมือ จึงใช้เวลาพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าแค่เพียงปีกว่าๆ เท่านั้น ถือว่าใช้เวลาน้อยกว่าการพัฒนารถยนต์ในญี่ปุ่น

 

ขณะเดียวกันด้วยนโยบายรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ต่อต้านรถยนต์ EV ของจีน ทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกในตลาดน้อยลง แต่แทนที่เราจะรู้สึกดี แต่กลับมองว่าสหรัฐฯ ควรเปิดโอกาสให้รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนเข้ามาแข่งขันได้โดยตรงถึงจะสมน้ำสมเนื้อ ส่วนรถยนต์ไฟฟ้า AFEELA ที่กำลังจะเข้าไปเจาะตลาดในทวีปอเมริกาเหนือ เรามั่นใจว่าจะแสดงให้เห็นถึงจุดแข็งของซอฟต์แวร์ที่สามารถผสมผสานเข้ากับกระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในตลาด

 

อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจะเริ่มชะลอตัวลง แต่บริษัทคาดว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้าจะครองสัดส่วนอันดับหนึ่งในตลาดรถยนต์อเมริกา จีน และยุโรปภายในปี 2035

 

อ้างอิง:

The post ซีอีโอ Sony Honda ออกโรงเตือนค่ายรถญี่ปุ่น หากไม่มีนวัตกรรมใหม่ จะไม่มีวันชนะแบรนด์ EV จีนที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
BYD บุกเวียดนามเต็มสูบ! ส่ง ATTO 3 ท้าชนเจ้าถิ่น VinFast ตั้งเป้าขยายโชว์รูม 100 แห่งใน 2 ปี ยืนยันไม่ทิ้งแผนตั้งโรงงานที่สวนอุตสาหกรรมตอนเหนือ https://thestandard.co/byd-vietnam-market-entry-strategy/ Sat, 20 Jul 2024 03:53:00 +0000 https://thestandard.co/?p=960532 BYD บุกเวียดนาม

หลังจากที่ BYD แบรนด์ EV จีนยักษ์ใหญ่ เริ่มเดินสายพานกา […]

The post BYD บุกเวียดนามเต็มสูบ! ส่ง ATTO 3 ท้าชนเจ้าถิ่น VinFast ตั้งเป้าขยายโชว์รูม 100 แห่งใน 2 ปี ยืนยันไม่ทิ้งแผนตั้งโรงงานที่สวนอุตสาหกรรมตอนเหนือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
BYD บุกเวียดนาม

หลังจากที่ BYD แบรนด์ EV จีนยักษ์ใหญ่ เริ่มเดินสายพานการผลิตในไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคอย่างเป็นทางการเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ล่าสุดก็เตรียมขยายเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายในตลาดเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามในเชิงรุก โดยเตรียมเปิด 13 โชว์รูมแรกในสัปดาห์นี้ ท่ามกลางสื่อนอกต่างรายงานว่า ความเคลื่อนไหวนี้จะสร้างความท้าทายต่อคู่แข่งเจ้าถิ่นอย่าง VinFast ไม่น้อย

 

รายงานข่าวระบุว่า BYD เตรียมเปิดโชว์รูมตัวแทนจำหน่าย 13 แห่งที่เวียดนามในวันเสาร์นี้ และตั้งเป้าอนาคตจะเพิ่มเป็น 100 แห่งภายในปี 2569 โดย Vo Minh Luc ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ BYD Vietnam กล่าวว่า จะเริ่มจำหน่าย 3 รุ่น คือ ATTO 3 และจะเพิ่มเป็น 6 รุ่นในเดือนตุลาคม โดยในช่วงแรก BYD ทุกรุ่นจะเป็นการนำเข้าทั้งหมด

 

“ทั้งนี้ รัฐบาลเวียดนามกล่าวเมื่อช่วงเดือนมีนาคมของปีที่ผ่านมาว่า BYD ตัดสินใจสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่สวนอุตสาหกรรมทางตอนเหนือ แต่แผนดังกล่าวก็ได้ชะลอออกไป ซึ่งคาดว่าขณะนี้ BYD กำลังเจรจากับท้องถิ่นเพื่อปรับแผนการสร้างโรงงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้เหมาะสมที่สุด” Vo Minh Luc กล่าว

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

สำนักข่าว Reuters ยังรายงานอีกว่า สำหรับรุ่น ATTO 3 ที่จะจำหน่ายให้ลูกค้าชาวเวียดนามจะมีราคาอยู่ที่ 766 ล้านดอง (ประมาณ 30,300 ดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งค่อนข้างสูงกว่าราคาเริ่มต้นของ VinFast VF6 ที่อยู่ที่ 675 ล้านดอง 

 

อย่างไรก็ตาม แม้ VinFast จะไม่ผลิตรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินอีกต่อไปเช่นเดียวกับ BYD แต่กลับประสบความสำเร็จทางธุรกิจน้อยกว่าคู่แข่งจาก EV จีน ที่กลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดในโลกไปแล้ว

 

โดยเมื่อปีที่ผ่านมา VinFast ขายรถยนต์ไฟฟ้าในเวียดนามไปทั้งสิ้น 32,000 คัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการขายให้บริษัทในเครือ

 

ด้าน HSBC ประเมินในรายงานเดือนพฤษภาคมว่า ยอดขายรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฟฟ้าต่อปีของเวียดนามอาจเพิ่มขึ้น 1 ล้านคันในปี 2567 เป็นมากกว่า 2.5 ล้านคันภายในปี 2579

 

สำหรับประเทศไทย ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางการประกอบและส่งออกรถยนต์ระดับภูมิภาค และปัจจุบันกำลังเป็นอีกหนึ่งตลาดใหญ่นอกประเทศจีนของ BYD นอกจากจะมียอดขายสูงสุดแล้ว เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา BYD ได้เปิดโรงงานในประเทศไทย นับเป็นแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

 

ท่ามกลางประเด็นที่เป็นกระแส กรณีที่ BYD อัดโปรโมชันลดราคา EV สูงสุด 3.4 แสนบาท คณะกรรมการสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคระบุว่า “ขณะนี้ได้รับการร้องเรียนมากกว่า 100 ราย อย่างไรก็ตาม จะมีการหารือร่วมกันอีกครั้งกับค่ายรถในสัปดาห์หน้า” พัสกร ทัพมงคล เจ้าหน้าที่อาวุโส กล่าวกับ Reuters

 

โดยก่อนหน้านี้ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ขอให้ หวังชวนฝู ซีอีโอของ BYD ดูแลผู้บริโภคชาวไทย ซึ่งหวังได้ให้คำมั่นกับนายกรัฐมนตรีว่า การกำหนดราคาในอนาคตจะมีความเหมาะสม

 

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ Rever Automotive ผู้จัดจำหน่าย BYD ในประเทศไทย ได้ประกาศออกแคมเปญเยียวยาสำหรับลูกค้าเก่า Existing Customer Privilege Campaign ที่ซื้อก่อนลดราคา มอบเครดิตเงินคืนสูงสุด 50,000 บาท (ประมาณ 1,375 ดอลลาร์สหรัฐ) เมื่อซื้อ BYD ATTO 3 หรือ BYD SEAL คันใหม่

 

อีกทั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ได้ประกาศให้บริการฟรี เริ่มต้น 0 บาท สำหรับสถานีชาร์จ RÊVERSHARGER ทั่วประเทศ ให้กับรถคันแรกทุกรุ่นไม่ว่าจะเป็น BYD DOLPHIN, BYD ATTO 3 หรือ BYD SEAL ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2567 – 3 มกราคม 2568

 

อ้างอิง: 

The post BYD บุกเวียดนามเต็มสูบ! ส่ง ATTO 3 ท้าชนเจ้าถิ่น VinFast ตั้งเป้าขยายโชว์รูม 100 แห่งใน 2 ปี ยืนยันไม่ทิ้งแผนตั้งโรงงานที่สวนอุตสาหกรรมตอนเหนือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Toyota เลือกไฮบริดปะทะ EV จีน! เปิดตัว Prius Hybrid ในอินโดนีเซีย หวังเจาะตลาดที่ยังไม่พร้อมกับรถยนต์ไฟฟ้า เน้นประหยัดน้ำมัน-เหมาะกับการจราจร https://thestandard.co/toyota-hybrid-vs-chinese-ev/ Wed, 17 Jul 2024 08:07:53 +0000 https://thestandard.co/?p=959144

Toyota Motor ประกาศเปิดตัว Prius Hybrid รุ่นล่าสุดในงาน […]

The post Toyota เลือกไฮบริดปะทะ EV จีน! เปิดตัว Prius Hybrid ในอินโดนีเซีย หวังเจาะตลาดที่ยังไม่พร้อมกับรถยนต์ไฟฟ้า เน้นประหยัดน้ำมัน-เหมาะกับการจราจร appeared first on THE STANDARD.

]]>

Toyota Motor ประกาศเปิดตัว Prius Hybrid รุ่นล่าสุดในงาน GAIKINDO Indonesia International Auto Show (GIIAS) ประจำปี 2024 ที่กำลังจะเริ่มขึ้นในสัปดาห์นี้ ท่ามกลางกระแสการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากแบรนด์จีนที่กำลังรุกตลาดอินโดนีเซียอย่างหนักหน่วง

 

การเปิดตัว Prius Hybrid ครั้งนี้ถือเป็นการปรับกลยุทธ์ครั้งสำคัญของ Toyota ในอินโดนีเซีย ที่ต้องการรักษาฐานลูกค้าเดิมและขยายฐานไปยังกลุ่มผู้บริโภคที่ยังไม่พร้อมเปลี่ยนไปใช้ EV เต็มรูปแบบ 

 

Hiroyuki Ueda ประธาน Toyota Indonesia เน้นย้ำถึงข้อได้เปรียบของเทคโนโลยีไฮบริดที่ได้รับการพิสูจน์แล้วในตลาดโลก ทั้งในด้านการประหยัดน้ำมันและความเหมาะสมกับสภาพการจราจรที่หนาแน่นของอินโดนีเซีย

 

แม้ว่าอินโดนีเซียจะเป็นฐานที่มั่นของผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่น ซึ่งครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 90% โดย Toyota เป็นผู้นำด้วยส่วนแบ่งกว่า 50% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2024 แต่สถานการณ์กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

 

ผู้ผลิตรถยนต์จีน เช่น BYD และ BAIC Motor ได้เข้ามารุกตลาดอินโดนีเซียอย่างจริงจัง โดยนำเสนอรถยนต์ EV ที่มีราคาเข้าถึงได้และเทคโนโลยีที่ทันสมัย 

 

นอกจากนี้รัฐบาลอินโดนีเซียยังมีนโยบายส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และใช้ประโยชน์จากแหล่งแร่นิกเกิลที่อุดมสมบูรณ์ของประเทศ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตแบตเตอรี่ EV

 

อย่างไรก็ตาม รถยนต์ EV ยังคงประสบปัญหาในด้านโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จไฟและราคาที่ยังค่อนข้างสูงสำหรับผู้บริโภคในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งทำให้รถยนต์ไฮบริดยังคงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภคในอินโดนีเซีย โดยยอดขายรถยนต์ไฮบริดในปี 2023 เพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่า ในขณะที่ยอดขายรถยนต์ EV เพิ่มขึ้นเพียง 70%

 

การแข่งขันในตลาดรถยนต์อินโดนีเซียกำลังทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาด EV ซึ่งแบรนด์จีนกำลังเป็นผู้ท้าชิงที่น่าจับตามอง แม้ว่า Toyota จะยังคงเป็นผู้นำตลาดในขณะนี้ แต่ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายในการปรับตัวและพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในตลาดที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วนี้

 

นอกจากนี้ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อยอดขายรถยนต์ในอินโดนีเซียในปี 2024 ซึ่งเป็นความท้าทายอีกประการหนึ่งที่ผู้ผลิตรถยนต์ต้องเผชิญ

 

ภาพ: Tomohiro Ohsumi / Getty Images

อ้างอิง:

The post Toyota เลือกไฮบริดปะทะ EV จีน! เปิดตัว Prius Hybrid ในอินโดนีเซีย หวังเจาะตลาดที่ยังไม่พร้อมกับรถยนต์ไฟฟ้า เน้นประหยัดน้ำมัน-เหมาะกับการจราจร appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก ‘ZEEKR’ EV จีนน้องใหม่ที่เข้ามาบุกไทยรายที่ 8 ไม่เล่น ‘สงครามราคา’ ขอเป็นลักชัวรีแบรนด์ล้านต้นๆ ท้าชน BMW และ Mercedes-Benz https://thestandard.co/zeekr-chinese-ev-thailand-entry/ Tue, 16 Jul 2024 01:35:12 +0000 https://thestandard.co/?p=958365

กระแสและความร้อนแรงของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EV) ปี […]

The post รู้จัก ‘ZEEKR’ EV จีนน้องใหม่ที่เข้ามาบุกไทยรายที่ 8 ไม่เล่น ‘สงครามราคา’ ขอเป็นลักชัวรีแบรนด์ล้านต้นๆ ท้าชน BMW และ Mercedes-Benz appeared first on THE STANDARD.

]]>

กระแสและความร้อนแรงของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EV) ปี 2024 ยังคงเห็นข่าวคราวของบรรดาแบรนด์ EV จีนตบเท้าเข้ามาบุกตลาดอย่างต่อเนื่อง! หลังจากมีเจ้าใหญ่ๆ อย่าง BYD, SAIC (MG), Great Wall Motor, NETA, CHANGAN, GAC Aion, OMODA & JAECOO สองแบรนด์จากค่าย Chery Group และยังมี XPENG ที่รอเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

 

โดย XPENG และ ZEEKR ถือว่าเริ่มคุ้นชื่อกันมาบ้างแล้ว หลังประกาศทำตลาดในไทยในเวลาใกล้เคียงกัน ซึ่ง 2 แบรนด์นี้มี ARUN PLUS ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ ปตท. ถือหุ้นทางอ้อม 100% กับ บริษัท นีโอ โมบิลิตี้ เอเชีย จำกัด ง่ายๆ คือเป็นหนึ่งในดีลเลอร์

 

วันนี้จึงเรียกได้ว่า ZEEKR กำลังเป็นแบรนด์น้องใหม่ที่จะลงสนาม EV ในไทยเต็มตัว ด้วยทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท

 

 

โดย ZEEKR ถือว่าเป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจากจีน แบรนด์ที่ 8 ที่เข้ามาในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ หลังจากที่ประเดิมส่งรุ่น ZEEKR X รถไฟฟ้าพรีเมียม SUV เพื่อไลฟ์สไตล์คนเมืองไปแล้วในงานมอเตอร์โชว์เมื่อต้นปี จนมียอดจองกว่า 350 คัน นอกจากนี้ ปีนี้ก็เตรียมเปิดตัว ZEEKR 009 รถ MPV พลังงานไฟฟ้าสุดหรูคันแรกของโลกในไทยอีกด้วย

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

รู้จัก ‘ZEEKR’ เป็นใครมาจากไหน

 

ZEEKR (ออกเสียงว่า ซีเคอร์) หรือ ZEEKR Intelligent Technology เป็นแบรนด์ EV ในเครือบริษัท Geely Holding Group ของจีน ก่อตั้งในปี 2564 ซึ่งเป็นเครือเดียวกับ Geely Auto, Lynk & Co, Geometry, Volvo Cars, Polestar, Lotus, London Electric Vehicle Company, Farizon Auto, Radar Auto และ CAO CAO Mobility ซึ่ง ZEEKR ถือเป็นแบรนด์ EV ที่หรูหราและใหม่ล่าสุดของกลุ่ม ที่วางรากฐานของแบรนด์เป็น A Luxury Technology Brand for a New Era โดย ZEEKR มีสำนักงานใหญ่อยู่ในเมืองหางโจว ประเทศจีน ที่วางจุดเด่นในการทำตลาดที่เจาะไปในเซ็กเมนต์พรีเมียม-ลักชัวรี สำหรับรถยนต์ที่ใช้พลังงานแบตเตอรี่ (BEV)

 

ส่วนความหมายของชื่อ ZEEKR นั้น ตัวอักษร ZE ย่อมาจาก Zero ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นไปได้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด ส่วนตัวอักษร E ย่อมาจาก Evolving the Electric Era (วิวัฒนาการไปสู่ยุคแห่งระบบไฟฟ้า) และ KR ย่อมาจาก Krypton ซึ่งเป็นก๊าซหายากที่เปล่งแสงเมื่อถูกไฟฟ้า

 

 

โดยมี The Dawn Logo เป็นสัญลักษณ์แทนแสงแรกของวันที่ทอดยาวข้ามกาลเวลา เชื่อมโยงปัจจุบันและอนาคต ความเป็นจริงและความฝัน เป็นแสงแห่งรุ่งอรุณที่ส่องประกายและสร้างแรงบันดาลใจ

 

ปัจจุบัน ZEEKR ทำตลาดมากกว่า 20 ประเทศ มียอดขายสะสมในช่วง 29 เดือน กว่า 2.4 แสนคัน และประสบความสำเร็จในการเสนอขายหุ้นของบริษัทให้กับสาธารณชนเป็นครั้งแรก (IPO) ในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กเมื่อไม่นานมานี้

 

และนอกจากการเข้ามาทำตลาดในไทยอย่างเป็นทางการแล้ว ภายในเดือนตุลาคมนี้ คาดว่าจะเปิดตัวแบรนด์ในภูมิภาคอาเซียนได้ทุกประเทศอีกด้วย

 

EV ไทยมาแรง และกลุ่ม EV พรีเมียม-ลักชัวรี ยังไม่มีแบรนด์ไหนทำตลาด

 

เฉิน หยู (มาร์ส) รองประธานของ ZEEKR Intelligent Technology เปิดเผยว่า 

ZEEKR ใช้เวลาเพียง 2 ปีในการส่งมอบรถยนต์กว่า 100,000 คัน เรียกว่าเวลาไม่กี่ปีได้รับความนิยมและการยอมรับในตลาดโลก ด้วยนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ และการมุ่งเน้นที่ผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง โดยยอดขายของ ZEEKR เติบโตอย่างรวดเร็ว จาก 10,378 คันในปี 2565 เป็น 49,148 คันในปี 2567

 

“นี่จึงเป็นเหตุผลให้ ZEEKR มั่นใจว่าจะเป็นผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในไทยต่อไปอีกหลายปีข้างหน้า”

 

 

(ซ้าย: เฉิน หยู (มาร์ส) รองประธาน และ เป่า จ้วงเฟย (อเล็กซ์) ประธานฝ่ายภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

 

เฉินบอกอีกว่า แนวโน้มการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของไทยในระยะต่อไปจะยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เมื่อดูจากข้อมูลของ ttb analytics ประเมินยอดขายรถยนต์ EV ในปี 2567 ของไทยจะอยู่ที่ 103,182 คัน หรือขยายตัว 36.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดรถยนต์ EV เพิ่มสูงขึ้นเป็น 13.4% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ 9.8%

 

“ที่เรามองเห็นช่องว่างคือ ยังไม่มีแบรนด์ใดทำตลาดรถ EV ระดับพรีเมียม-ลักชัวรีในไทย”

 

โดยก่อนหน้านี้ในช่วงงานมอเตอร์เอ็กซ์โป ZEEKR ก็ส่ง ZEEKR X เข้ามาโชว์ ดังนั้นวันนี้ก็พร้อมทำตลาดในไทยทั้งหมด 2 รุ่น โดย ZEEKR X มี 2 รุ่น ได้แก่รุ่น Standard ให้กำลังการขับขี่ 272 แรงม้า ชาร์จ 1 ครั้ง ขับได้ไกลถึง 540 กิโลเมตร ราคาเริ่มต้นที่ 1,199,000 บาท

 

และรุ่น Flagship ซึ่งเป็นรุ่นที่โดดเด่นด้าน Performance การขับขี่ที่ 470 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง ราคา 1,349,000 บาท ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้าคนไทย ด้วยยอดจองกว่า 350 คัน

 

ขอท้าชนแบรนด์ EV พรีเมียม-ลักชัวรี เป้ายอดขาย 2,000 คันอยู่ไม่ไกล

 

เป่า จ้วงเฟย (อเล็กซ์) ประธานฝ่ายภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ZEEKR Intelligent Technology กล่าวว่า วันนี้อุตสาหกรรมยานยนต์ EV ไทยเปรียบเสมือน ‘โอเอซิสแห่งยานยนต์ไฟฟ้า’ มีผู้เล่นเข้ามาทำตลาดมากขึ้นและเติบโตเร็วมาก ZEEKR จึงวางกลยุทธ์การตลาดในไทย ด้วยการตั้งเป้าหมายที่จะเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มตลาดยานยนต์พลังงานไฟฟ้าระดับพรีเมียม-ลักชัวรีในไทย

 

 

 

โดยวางกลยุทธ์จะเน้นเฉพาะกลุ่ม และจำหน่ายผ่านดีลเลอร์รายใหญ่กว่า 6 ราย และมี ZEEKR House 14 แห่งครอบคลุมบริการหลังการขาย อีกทั้งพร้อมจะขยายเพิ่มอีกกว่า 20 แห่งครอบคลุมทั่วประเทศ

 

“เราตั้งเป้ายอดขายในประเทศไทยมากกว่า 2,000 คันภายในสิ้นปี 2567 นี้” เป่า จ้วงเฟย กล่าว

 

มองสงครามราคา EV ไทยโตเร็วกว่าที่คิด

 

เป่า จ้วงเฟย บอกอีกว่า ตลาด EV ไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงมาก เพราะดูจากในปีที่ผ่านมา ยอดขายรถ EV มีประมาณ 76,000 คัน หรือ 10% ของตลาดรถยนต์ในไทยทั้งหมด เรียกได้ว่าเติบโตกว่า 7 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า นั่นแปลว่าคนไทยตอบรับกับรถ EV จีนเร็วมาก และเติบโตเร็วกว่าที่คิด แม้ว่าจะมีปัญหาการปล่อยสินเชื่อของธนาคารที่ชะลอไปบ้าง แต่ภาพรวมถือว่าเติบโตดี

 

และสิ่งหนึ่งที่ตลาดรถยนต์ EV ในไทยยังมีช่องว่างคือ ยอดขายรถ EV ส่วนใหญ่นั้นเน้นกลุ่ม Eco Car แต่กลุ่ม SUV ยังเป็นกลุ่มที่ยังไม่มีผู้เล่นเยอะมากนัก รวมไปถึงกลุ่มอย่าง MPV (Multi Purpose Van) และคอมเมอร์เชียลก็ยังมีน้อย

 

ต่อคำถามที่ว่า มองสงครามราคา EV ในไทยอย่างไร ส่วนตัวมองว่า “เราเริ่มเห็นสงครามราคาร้อนแรงอย่างมากในขณะนี้ แต่คงไม่ใช่เรื่องดีนักที่จะหั่นราคาลงเช่นนั้น เพราะจะทำให้ลูกค้าลังเลหรือชะลอการซื้อ ที่สำคัญคือทำลายทั้งระบบนิเวศอุตสาหกรรม”

 

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ารัฐบาลก็น่าจะมีแนวทางหารือกับแบรนด์ที่เริ่มทำสงครามราคา แต่ก็น่าจะทราบกันดีว่า เรื่องนี้ที่จีนก็เคยเกิดสงครามราคารุนแรงมากมาก่อน ในขณะนั้นตลาดวุ่นวายมาก คงต้องใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือนกว่าจะกลับมาเป็นปกติ ดังนั้นมองว่าตลาดไทยก็อาจคล้ายคลึงกัน

 

“อย่างไรก็แล้วแต่ ZEEKR จะไม่เทียบตัวเองกับแบรนด์จีน แต่เราขออยู่ในกลุ่มรถพรีเมียม-ลักชัวรี อย่าง BMW หรือ Mercedes-Benz ส่วนราคาผมก็อยากยืนยันและย้ำว่า ZEEKR จะไม่เล่นสงครามราคาเด็ดขาด เราจะเน้นการมอบประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า ด้วยคุณภาพสินค้าของรถพรีเมียม-ลักชัวรี มีบริการหลังการขาย นี่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่เรามองกับอุตสาหกรรม EV ในไทย”

 

เป่า จ้วงเฟย กล่าวทิ้งท้ายกับ THE STANDARD WELTH ว่า หากตลาดในไทยเติบโตในระดับนี้ อนาคตมองไปถึงแผนก่อตั้งโรงงานในประเทศไทยอย่างแน่นอน

 

The post รู้จัก ‘ZEEKR’ EV จีนน้องใหม่ที่เข้ามาบุกไทยรายที่ 8 ไม่เล่น ‘สงครามราคา’ ขอเป็นลักชัวรีแบรนด์ล้านต้นๆ ท้าชน BMW และ Mercedes-Benz appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม ‘ฮอนด้า’ เลือกที่จะปิดไลน์ผลิตรถยนต์ที่ ‘อยุธยา’ ย้ายไปโรงงานปราจีนบุรีที่เดียว สัญญาณนี้กำลังบอกอะไรกับอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย https://thestandard.co/why-did-honda-move-to-the-prachinburi/ Thu, 11 Jul 2024 03:57:20 +0000 https://thestandard.co/?p=956247

วงการอุตสาหกรรมยานยนต์ถูกจับตาอีกครั้ง เมื่อ ฮอนด้า ออโ […]

The post ทำไม ‘ฮอนด้า’ เลือกที่จะปิดไลน์ผลิตรถยนต์ที่ ‘อยุธยา’ ย้ายไปโรงงานปราจีนบุรีที่เดียว สัญญาณนี้กำลังบอกอะไรกับอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

วงการอุตสาหกรรมยานยนต์ถูกจับตาอีกครั้ง เมื่อ ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) ประกาศปรับแผนผลิตใหม่ โดยย้ายการผลิตรถยนต์ไปที่โรงงานจังหวัดปราจีนบุรีทั้งหมด ส่วน ‘โรงงานฮอนด้าจังหวัดพระนครอยุธยา’ หันไปทำชิ้นส่วน ขณะที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เผยว่า คนงานในจังหวัดอยุธยาไม่ได้ตกงาน ยังคงอยู่ เพียงแค่เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ แต่ยอมรับว่า “วันนี้ การแข่งขันอุตสาหกรรมยานยนต์รุนแรง บวกกับสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว หลายโรงงานจึงต้องปรับแผนการผลิต”

 

สื่อญี่ปุ่นตั้งข้อสังเกตว่าปัจจัยที่ทำให้หลายค่ายรถญี่ปุ่นในไทยต้องปรับกลยุทธ์ ยุติการผลิตนั้น อาจกำลังยืนอยู่ในจุดเสี่ยง ถูกแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีนถล่มอย่างหนัก

 

อย่างไรก็ตาม หากมองในอีกแง่มุม ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจัยหลักของการปรับสายการผลิตของแต่ละโรงงาน อาจเป็นเพราะ ‘นโยบาย’ ที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานจากรถยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ EV โดยได้ให้ผู้ประกอบการในประเทศ ‘สร้างโรงงานที่เป็น Green Energy และการติดตั้งปลั๊กอินไฮบริด’ รายละเอียดเป็นอย่างไร

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

จุดเริ่มต้นมาจากช่วงต้นสัปดาห์ หลังการรายงานข่าวจากบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ออกแถลงการณ์เรื่องการปฏิรูปฟังก์ชันสายการผลิตรถยนต์ของไทยว่า บริษัทผลิตรถยนต์สำเร็จรูป รวมถึงการเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่ xEV อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม ‘e:HEV Series’ ระบบฟูลไฮบริดที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

 

อีกทั้งสัดส่วนยอดขายมีการเติบโตขึ้นอย่างมาก จาก (ผลประกอบการในปี 2565) 32% เป็น 70% (แผนในปี 2567) ในด้านธุรกิจ บริษัทจะปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตแบบรวมศูนย์

 

 

โดยต่อไปจะมีการปฏิรูปแต่ละโรงงานเพื่อยกระดับโครงสร้างดังต่อไปนี้

 

โรงงานปราจีนบุรี: พัฒนาเป็นฐานการผลิตและส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปที่สมบูรณ์แบบ โดยการใช้ประโยชน์จากสายการผลิตที่ผสมผสานเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีความสามารถในการรองรับธุรกิจ

 

โรงงานพระนครศรีอยุธยา: พัฒนาเป็นฐานการผลิตและส่งออกชิ้นส่วน โดยใช้ประโยชน์จากการทำงานร่วมกันของเทคโนโลยีการผลิตและห่วงโซ่อุปทานที่เราได้มีการพัฒนาและสั่งสมมาเป็นเวลาหลายปี

 

ทั้งนี้ ไทยยังเป็นฐานการส่งออกทั่วโลกและเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยด้วย

 

หมายความว่าฮอนด้าจะปิดไลน์ผลิตรถยนต์ในโรงงานพระนครศรีอยุธยา เหลือเพียงการผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ โดยหลังจากนี้แหล่งผลิตรถยนต์ฮอนด้าจะเหลือที่เดียวที่จังหวัดปราจีนบุรี ภายในปี 2568

 

THE STANDARD WEALTH สำรวจข้อมูลฐานการผลิตทั้ง 2 แห่งของฮอนด้า พบว่า ฮอนด้าเปิดสายการผลิตรถยนต์ทั้ง 2 โรงงาน โดยโรงงานพระนครศรีอยุธยามีกำลังผลิตสูงสุด (Capacity) 1.5 แสนคันต่อปี ซึ่งผลิตรถยนต์รุ่น Accord, BR-V, HR-V, CR-V และ Civic

 

ส่วนโรงงานปราจีนบุรี (สวนอุตสาหกรรมโรจนะ) มีกำลังการผลิต 1.2 แสนคันต่อปี รองรับการผลิตรถยนต์รุ่น Civic Hatchback, Jazz, City Sedan, City Hatchback และล่าสุดคือ e:N1 ซึ่งเป็นแบรนด์รถยนต์ญี่ปุ่นแบรนด์แรกที่ผลิตรถยนต์ EV ในไทย นับเป็นก้าวสำคัญของฮอนด้าที่แสดงถึงความเชื่อมั่นว่าฮอนด้ายังคงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการดำเนินธุรกิจในไทย ทั้งยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการผลิตและการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนแผนการผลิตเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์การแข่งขันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่เผชิญกับสภาวะยอดขายหดตัวต่อเนื่องหลายเดือนติดต่อกัน บวกกับการเข้ามาทำตลาดของรถยนต์ EV จีนหลายแบรนด์ และการประกาศหยุดการผลิตรถยนต์ของแบรนด์ญี่ปุ่น 2 แบรนด์คือ ซูบารุ ที่จะมีผลปลายปี 2567 และ ซูซูกิ ที่จะมีผลปลายปี 2568 จึงเป็นที่จับตาว่านี่คือขาลงของอุตสาหกรรมยานยนต์ดั้งเดิมหรือไม่

 

ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นปรับแผนสู้รถยนต์ EV จีน?

 

สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า ยอดการผลิตรวมของทั้งสองโรงงานในช่วง 4 ปีหลังมานี้ ตั้งแต่ปี 2562-2566 พบยอดการผลิตลดลงจาก 2.28 แสนคันต่อปี เหลือไม่ถึง 1.5 แสนคันต่อปี ส่วนยอดขายรถยนต์ในประเทศไทยช่วง 4 ปีหลังสุดก็ต่ำกว่า 1 แสนคันต่อปี

 

อย่างไรก็ตาม โฆษกฮอนด้าระบุว่า ฮอนด้ายังคงส่งออกรถที่ผลิตจากโรงงานในไทย ไปยังตลาดอื่นๆ ในอาเซียน เช่น อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์

 

รายงานระบุอีกว่า ในประเทศจีน ฮอนด้าและนิสสัน รวมถึงคู่แข่งจากญี่ปุ่นต่างได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแข่งขันของแบรนด์รถยนต์ EV จีนที่กำลังเติบโต ซึ่งดึงดูดผู้บริโภคด้วยรถยนต์ไฟฟ้าและปลั๊กอินไฮบริดราคาถูกที่มาพร้อมซอฟต์แวร์ใหม่ๆ

 

ส่งผลให้ขณะนี้ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่จะสูญเสียลูกค้าในตลาดนอกประเทศจีน เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้กับแบรนด์รถยนต์ EV จีนที่กำลังเพิ่มการส่งออกรถยนต์และตั้งโรงงานในต่างประเทศ

 

นอกจากหลายแบรนด์รถยนต์ EV จีนจะเข้ามาทำตลาดพร้อมตั้งโรงงานเดินสายการผลิตแล้ว 3 แบรนด์ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว BYD ของจีนได้เปิดโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนมูลค่ากว่า 1.44 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5.2 หมื่นล้านบาท) เพื่อหวังให้ไทยเป็นฐานผลิตส่งออกภูมิภาค

 

ส.อ.ท. มอง เศรษฐกิจชะลอ หลายโรงงานปรับแผนผลิต ชี้เห็นสัญญาณยอดขายไฮบริดมาแรงในไทย

 

สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธาน และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้ข้อมูลกับ THE STANDARD WEALTH เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า กรณีที่ฮอนด้าปรับแผนการปฏิรูปฟังก์ชันสายการผลิตรถยนต์ของไทยนั้น คนงานในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาไม่ได้ตกงาน ยังคงอยู่ เพียงแค่ย้ายสายการผลิตรถยนต์สำเร็จรูปไปรวมที่โรงงานปราจีนบุรี เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ตอนนี้ยังมีแผนการผลิตเท่าเดิม

 

“แต่คงต้องยอมรับว่าท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงและสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว หลายโรงงานปรับแผนการผลิต แต่อย่าลืมว่ายอดขายไฮบริดเพิ่ม 2 เท่า ซึ่งฮอนด้ามีไฮบริดที่ขายดี แบรนด์ใหญ่ไม่ล้มง่ายๆ”

 

เป็นปกติที่ผู้ผลิตจะปรับโรงงานพัฒนาเป็นฐานการผลิตและส่งออกชิ้นส่วน ซึ่งใช้ประโยชน์จากการทำงานร่วมกันของเทคโนโลยีการผลิต ก็เป็นไปตามเทรนด์โลกที่เปลี่ยนไป

 

“ที่ผ่านมาทุกแบรนด์ก็เป็นเหมือนกัน ทั้งจีนและสหรัฐอเมริกาที่ยอดขายมีขึ้นมีลงตามเศรษฐกิจโลก” สุรพงษ์กล่าว

 

ปี 2551 เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ จึงปรับไปตั้งโรงงานอีกแห่งหนึ่งที่ปราจีนบุรี

ภาพ: Paula Bronstein / Gettyimages

 

สำหรับฮอนด้าเริ่มผลิตรถยนต์ในไทยปี 2527 จากนั้นปี 2539 ได้เปิดโรงงานผลิตรถยนต์ในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นครั้งแรก หลังจากนั้นได้ขยายงานด้วยการเปิดสายการผลิตที่ 2 ในปี 2551 จนกระทั่งเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่จึงปรับไปตั้งโรงงานอีกแห่งที่จังหวัดปราจีนบุรี

 

จับสัญญาณการลงทุนแบรนด์รถยนต์ญี่ปุ่นในไทย

 

เมื่อย้อนดูจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยนั้นเริ่มต้นขึ้นมาตั้งแต่ช่วงปี 2504-2513 ซึ่งนับว่าเป็นการพัฒนาระยะแรกที่รัฐบาลเข้ามาสนับสนุนเพื่อดึงดูดให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมการประกอบรถยนต์ โดยต้องยอมรับว่าแบรนด์รถยนต์ญี่ปุ่นช่วยวางรากฐานอุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยสู่การเป็น ‘ดีทรอยต์แห่งเอเชีย’ ในที่สุด

 

แต่เมื่อการเข้ามาของยานยนต์ไฟฟ้ามีมากขึ้น บวกกับนโยบายรัฐบาลของไทยที่มุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด ซึ่ง เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ย้ำมาตลอดว่าไม่ทิ้งนักลงทุนญี่ปุ่น ไม่ทิ้งแบรนด์รถยนต์ญี่ปุ่นที่อยู่คู่กับไทยมานาน

 

ชัดเจนที่สุดก็เมื่อปลายปีที่แล้ว ภารกิจการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-ญี่ปุ่น (ASEAN-Japan) เศรษฐาได้หารือกับผู้บริหารบริษัทรถยนต์ญี่ปุ่น ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้ข้อสรุปชัดเจนว่าภายใน 5 ปี ผู้ผลิตรถยนต์จากญี่ปุ่น 4 ราย พร้อมขยายการลงทุนสำหรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทย มูลค่าการลงทุน 1.5 แสนล้านบาท ได้แก่

  • บริษัทโตโยต้า 5 หมื่นล้านบาท 
  • บริษัทฮอนด้า 5 หมื่นล้านบาท
  • บริษัทอีซูซุ 3 หมื่นล้านบาท
  • บริษัทมิตซูบิชิ 2 หมื่นล้านบาท

 

โดยเศรษฐาย้ำว่า รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านการใช้ ‘พลังงานจากรถยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า’ โดยได้ให้ผู้ประกอบการในประเทศ ‘สร้างโรงงานที่เป็น Green Energy และการติดตั้งปลั๊กอินไฮบริด’

 

เช็กโรงงานประกอบรถยนต์ญี่ปุ่นตั้งอยู่ที่ไหนในไทยบ้าง

 

THE STANDARD WEALTH สรุปข้อมูลการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีกับผู้ผลิตรถยนต์จากญี่ปุ่น และสำรวจที่ตั้งโรงงานในไทย พบว่า

 

  • ฮอนด้า เป็นบริษัทที่ทำการลงทุนในประเทศไทยมานาน มีการลงทุนเยอะ มีแผนที่จะลงทุนอีก 5 หมื่นล้านบาท ภายใน 5 ปีข้างหน้า โดยนายกรัฐมนตรีให้เร่งการลงทุน EV หรือปลั๊กอิน เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล

 

  • นิสสัน ได้ปักหมุดให้ไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกรถปิกอัพมากกว่า 100 ประเทศ ได้แก่ นิสสัน เทอร์ร่า และนิสสัน นาวารา ซึ่งเป็นรุ่นที่ใช้มายาวนานในไทย และได้รับความนิยมจากความทนทานจากรุ่นสู่รุ่น โดยมีโรงงานประกอบรถยนต์บางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ นิสสันถือเป็นบริษัทที่เข้ามาทำตลาดรถ EV ในประเทศไทยยุคแรก ซึ่งบริษัทยืนยันว่าจะเข้ามาทำตลาดต่อเนื่อง

 

  • มิตซูบิชิ เริ่มเปิดสายการผลิตในประเทศไทยเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2535 โดยตั้งโรงงานแห่งแรกในนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ปัจจุบันบริษัทมีความต้องการพัฒนารถกระบะให้เป็นรถ EV ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ขอให้บริษัทเร่งลงทุนให้เร็วขึ้น เพราะขณะนี้มีการเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างรวดเร็วจากการใช้รถสันดาปไปสู่ EV ซึ่งมิตซูบิชิจะเริ่มใช้ไทยเป็นฐานในการส่งออกรถกระบะในอีกไม่กี่ปีนี้

 

  • ซูซูกิ หลังจากเตรียมยุติการผลิตรถยนต์ในไทยที่โรงงานปลวกแดง จังหวัดระยอง สิ้นปี 2568 เปลี่ยนมานำเข้ารถยนต์ไฟฟ้ารุ่นต่างๆ รวมถึง HEVs เข้าสู่ตลาดไทยในอนาคต แม้เป็นบริษัทเล็กแต่อยู่ในไทยมานานในการผลิตรถอีโคคาร์อย่าง ซูซูกิ สวิฟ โดยซูซูกิขอให้รัฐบาลไทยช่วยส่งเสริมการผลิตรถอีโคคาร์อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่นายกรัฐมนตรีแนะนำให้ผลิตมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เพราะแนวโน้มขายดีในเมืองไทย

 

  • อีซูซุ มีโรงงานประกอบรถยนต์ 2 แห่ง คือโรงงานสำโรง จังหวัดสมุทรปราการ และโรงงานเกตเวย์ จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีกำลังการผลิตรถอีซูซุรวมกันสูงถึง 3.85 แสนคันต่อปี อีซูซุพร้อมลงทุนในไทยอีกราว 3.2 หมื่นล้านบาท ในอีก 5 ปีข้างหน้า หลังจากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาได้ลงทุนไปแล้ว 2 หมื่นกว่าล้านบาท

 

  • มาสด้า ยังคงปักหมุดให้ไทยเป็นฐานการผลิตรถเพื่อส่งไปจำหน่ายยังประเทศต่างๆ โดยมั่นใจว่ารถ SUV มีสมรรถนะที่ดี และมาสด้าจะพยายามลงทุนเพิ่มเติมในไทย ซึ่งบริษัทมีการจ้างแรงงานไทยค่อนข้างมาก ปัจจุบันมาสด้ามีโรงงานร่วมทุนของฟอร์ดและมาสด้าที่จังหวัดระยอง ซึ่งมีสายการผลิตคือ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ และมีโรงงานผลิตเครื่องยนต์แห่งใหม่ในนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด (ระยอง)

 

  • โตโยต้า มีโรงงานที่อำเภอสำโรง จังหวัดสมุทรปราการ, อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา และโรงงานประกอบรถยนต์โตโยต้า (เกตเวย์) จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นบริษัทที่ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และทำตลาดในไทยมากว่า 60 ปีแล้ว จึงเข้าใจการทำธุรกิจในไทยเป็นอย่างดี โดยมีรถกระบะโตโยต้า ไฮลักซ์ เป็นรถที่มียอดจำหน่ายสูงและบริษัทมีแผนจะเริ่มผลิตรถกระบะ EV ภายในปี 2025 เพียง 5 พันคัน ซึ่งเป็นจำนวนไม่มาก เนื่องจากโตโยต้ามีความเป็นห่วงเรื่องสถานีชาร์จไฟฟ้า

 

เศรษฐายืนยันว่าจะเพิ่มจำนวนสถานีชาร์จไฟฟ้าให้มากขึ้น กระจายไปยังหลายจังหวัด ซึ่งโตโยต้ารับจะไปพิจารณาเร่งการผลิตรถกระบะ EV ให้เร็วขึ้น

 

ทั้งนี้ เศรษฐาได้ย้ำกับค่ายรถญี่ปุ่นว่า ต้องเร่งให้แต่ละบริษัทลงทุนผลิตรถยนต์ EV ให้เร็วขึ้น เพราะบริษัทเหล่านี้อยู่ในไทยมานาน ขณะที่กลุ่มบริษัทผู้ผลิตรถยนต์จากประเทศญี่ปุ่นรวม 7 ราย ยืนยัน ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตหลักในภูมิภาค และญี่ปุ่นยังได้นำเสนอโมเดลของการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ (Swapping) สำหรับรถเชิงพาณิชย์

 

อย่างไรก็ตาม Krungthai COMPASS วิเคราะห์ว่า ประเด็นที่ต้องจับตาในระยะถัดไป นอกจากการที่ผู้ผลิตรถยนต์ทั้ง 2 ค่ายจากญี่ปุ่นอย่างซูบารุและซูซูกิตัดสินใจหยุดสายการผลิตในไทย ผู้ประกอบการรายอื่นๆ ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอาจต้องปรับการผลิตและเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ โดยเฉพาะการเข้ามาของรถยนต์ BEV ที่ทยอยแทนที่รถยนต์ ICE มากขึ้นเรื่อยๆ

 

นี่อาจเป็นสัญญาณแรกที่เตือนว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของยานยนต์ไฟฟ้าเป็นวงกว้างมากขึ้น

 

อ้างอิง:

The post ทำไม ‘ฮอนด้า’ เลือกที่จะปิดไลน์ผลิตรถยนต์ที่ ‘อยุธยา’ ย้ายไปโรงงานปราจีนบุรีที่เดียว สัญญาณนี้กำลังบอกอะไรกับอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Honda ถอยทัพ! ยุติผลิตรถยนต์ที่อยุธยา รวมสายการผลิตที่ปราจีนบุรี หลังยอดขายร่วง-โดน EV จีนตีตลาด https://thestandard.co/honda-thailand-production-consolidation/ Tue, 09 Jul 2024 11:07:08 +0000 https://thestandard.co/?p=955593 Honda

Honda ประกาศยุติการผลิตรถยนต์ที่โรงงานในจังหวัดพระนครศร […]

The post Honda ถอยทัพ! ยุติผลิตรถยนต์ที่อยุธยา รวมสายการผลิตที่ปราจีนบุรี หลังยอดขายร่วง-โดน EV จีนตีตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Honda

Honda ประกาศยุติการผลิตรถยนต์ที่โรงงานในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาภายในปี 2025 และจะรวมสายการผลิตไปยังโรงงานในจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อรับมือกับการแข่งขันที่รุนแรงจากแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของจีนในประเทศไทย และความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น

 

โรงงานทั้งสองแห่งในพระนครศรีอยุธยาและปราจีนบุรีมีกำลังการผลิตรวม 2.7 แสนคันต่อปี แต่ผลิตรถยนต์ได้เพียง 1.5 แสนคันในปีที่แล้ว โดยโรงงานในพระนครศรีอยุธยาซึ่งเปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 1996 จะถูกปรับปรุงเพื่อผลิตชิ้นส่วนรถยนต์แทน

 

Honda ผลิตรถยนต์รุ่น Civic, Accord, CR-V, HR-V และ City ในประเทศไทย โดยส่วนใหญ่มีทั้งรุ่นไฮบริดและเครื่องยนต์สันดาปภายใน นอกจากการแข่งขันจาก BYD และผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีนรายอื่นๆ แล้ว ยอดส่งออกไปยังอินเดียที่ลดลงก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ Honda ตัดสินใจแบบนี้

 

โฆษกของ Honda กล่าวว่า “เราไม่เห็นการเติบโตในตลาดรถยนต์ของไทยมากเท่าที่เราคาดหวังไว้ เราจึงต้องการมุ่งเน้นไปที่รถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริด รวมถึงทำให้กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

 

Honda ตั้งเป้าหมายว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฟฟ้าแบบเซลล์เชื้อเพลิงจะคิดเป็น 100% ของยอดขายทั่วโลกภายในปี 2040

 

การผลิตรถยนต์รวมกันที่โรงงานทั้งสองแห่งของ Honda ลดลงจาก 2.28 แสนคัน ในปี 2019 เหลือไม่ถึง 1.5 แสนคันต่อปีในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา โดยยอดขายในประเทศไทยต่ำกว่า 1 แสนคันในช่วงเวลาเดียวกัน

 

Honda หวังว่าจะลดช่องว่างระหว่างการผลิตรถยนต์และยอดขายในประเทศไทย แม้ว่าบริษัทจะส่งออกรถยนต์จากไทยไปยังตลาดอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์อยู่แล้วก็ตาม

 

ในประเทศจีน Honda และ Nissan คู่แข่งจากญี่ปุ่นได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแข่งขันของแบรนด์จีนที่กำลังเติบโต ซึ่งดึงดูดผู้บริโภคด้วยรถยนต์ไฟฟ้าและปลั๊กอินไฮบริดราคาถูกที่มาพร้อมซอฟต์แวร์มากมาย

 

ขณะนี้ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่จะสูญเสียลูกค้าในตลาดนอกประเทศจีน เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้กับแบรนด์จีนที่กำลังเพิ่มการส่งออกรถยนต์และตั้งโรงงานในต่างประเทศ

 

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว BYD ของจีนได้เปิดโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนมูลค่ากว่า 1.44 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5.2 หมื่นล้านบาท) จากผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของจีนที่กำลังสร้างโรงงานในประเทศไทย

 

ภาพ: Zhang Chang / China News Service via Getty Images

อ้างอิง:

The post Honda ถอยทัพ! ยุติผลิตรถยนต์ที่อยุธยา รวมสายการผลิตที่ปราจีนบุรี หลังยอดขายร่วง-โดน EV จีนตีตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>