- สถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกล่าสุด น้ำมัน 100 ดอลลาร์ ซึ่งบล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มองว่าอิหร่านกำลังใช้ ‘สงครามยืดเยื้อ’ เป็นเครื่องมือบีบเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผ่านราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ แม้ IEA จะระบายน้ำมันสำรอง 400 ล้านบาร์เรลเพื่อช่วยลดแรงกดดัน แต่อุปทานที่ชะงักงันยังคงเป็นปัจจัยชี้ขาด
- หากสถานการณ์ลุกลามจนน้ำมันเฉลี่ยเกิน 100 ดอลลาร์ตลอดทั้งปี ดอกเบี้ย Fed ที่ตลาดเคยคาดว่าจะลดลง อาจพลิกกลับเป็น ‘ขาขึ้น’ สู่ระดับ 4.13% เพื่อสกัดเงินเฟ้อรอบใหม่ที่จะรุนแรงในไตรมาส 2/2026
- เปิดฉากทัศน์ตลาดหุ้นไทย บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ประเมินว่า นอกจากปัจจัยสงคราม ไทยยังเผชิญการสอบสวนมาตรา 301 จากสหรัฐฯ โดยในกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case) หากช่องแคบปิดนานเกิน 1 เดือน จนเกิดการขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภค SET Index มีโอกาสร่วงลงไปแตะระดับ 1,275 จุด
- แนะกลยุทธ์ตั้งรับในสภาวะ Risk-off แนะนำเน้นหุ้นปันผลสูง (High Dividend) เพื่อสร้างกระแสเงินสด และเลือกหุ้นที่มีงบดุลแข็งแกร่ง (Strong Balance Sheet) เป็นเกราะกำบังพอร์ต
สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นโลกปรับตัวลดลงต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน กดดันจากสงครามสหรัฐ-อิหร่าน ที่ยังคงยืดเยื้อและมีความไม่แน่นอนสูง หลังผ่านมา 2 สัปดาห์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีดตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยระหว่างสัปดาห์พุ่งขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่เกือบ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ล่าสุด สงครามยังคงดำเนินต่อไป โดยผู้นำสูงสุดของอิหร่านคนใหม่ ระบุยังคงจะปิดช่องแคบฮอร์มุชต่อไป โดยกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ขู่ว่าจะโจมตีเรือทุกลำที่ผ่านช่องแคบฮอร์ และมีรายงานว่าเรือพาณิชย์หลายลำถูกยิงในช่องแคบฮอร์มุซและอ่าวเปอร์เซียซึ่งรวมถึงเรือบรรทุกสินค้าที่ติดธงชาติไทย ชื่อ มยุรี นารี (Mayruree Naree) ปัจจัยดังกล่าวยังคงกดดันการส่งออกน้ำมันออกจากภูมิภาคตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตาม มีข่าวระบุว่าอิหร่านแจ้งผ่านตัวกลางว่าพร้อมหยุดยิงหากสหรัฐฯ รับประกันว่าจะไม่โจมตีอิหร่านอีก พร้อมจ่ายค่าชดเชย และให้หลักประกันระหว่างประเทศ แต่ยังไม่มีสัญญาณตอบรับจากฝ่ายสหรัฐฯ
ด้าน IEA ตกลงจะระบายน้ำมันดิบ 400 ล้านบาร์เรลจากคลังสำรอง เพื่อลดแรงกดดันต่อภาวะอุปทานน้ำมันชะงัก อย่างไรก็ตาม ล่าสุดราคาน้ำมันยังอยู่ใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์เต่อบาร์เรล (+18% WoW) ตัวเลข CPI สหรัฐเดือน ก.พ. เพิ่มขึ้น 2.4%YoY ตามคาด
ส่วน CPI จีนเดือน ก.พ. เพิ่มขึ้น 1.3%YoY สูงกว่าตลาดคาดและเร่งขึ้นจาก 0.2% เดือนก่อน เกิดจากปัจจัยชั่วคราว จากเทศกาลตรุษจีน ขณะที่ PPI ของจีน เดือน ก.พ. หดตัว -0.9%YoY ดีขึ้นจาก -1.4% เดือนก่อน ด้าน USTR สหรัฐประกาศเริ่มการสอบสวนภายใต้มาตรา Section 301(b) ใน 16 ประเทศ (รวมไทย)
ตลาดหุ้น EM ปรับตัวลดลง 2.5% WoW อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวได้เล็กน้อยช่วงท้ายสัปดาห์ จากแรงซื้อของนักลงทุนสถาบันในประเทศ ช่วยลดแรงกดดันจากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติที่เริ่มขายต่อเนื่องหลังเกิดสงคราม
จุดเปลี่ยน Fed จาก ‘ลด’ อาจกลายเป็น ‘ขึ้น’ ดอกเบี้ย
ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อในระยะถัดไปเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ น้ำมันเบนซิน และปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้น และจะส่งผ่านมายังราคาสินค้าและบริการของทั้งโลกใน 2Q26
ทั้งนี้ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ยังคงคาดการณ์ว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน มี.ค. และปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1 ครั้งในปี 2026 อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อ Fed อาจปรับจุดยืนจาก easing cycle เป็น hold หรือแม้แต่ hiking cycle ได้
โดยในกรณีที่ยืดเยื้อไม่ลุกลาม (S2) มองว่าจะทำให้ราคาน้ำมันอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 85 USD/BBL ใน 2026 ดอกเบี้ยทั้งปีมีโอกาสคงที่ 3.63%
แต่กรณียืดเยื้อ + ลุกลาม (S3) ทำให้น้ำมันขึ้นอยู่ที่ระดับเฉลี่ยเกิน 100 USD/BBL ตลอดทั้งปี จะทำให้ Fed ต้องขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับ 4.13%
บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มองว่า หลังอิหร่านเริ่มวางทุ่นระเบิด และเริ่มโจมตีเรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพิ่มโอกาสที่สงครามในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อและยาวนานขึ้น เนื่องจากอิหร่านไม่มีแรงจูงใจที่จะยอมจำนนก่อนเห็นสัญญาณว่าสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจมากพอ โดยเฉพาะผ่านราคาน้ำมัน
อิหร่านจะพยายามทำสงครามยืดเยื้อจนเงินเฟ้อและตลาดการเงินที่ตกต่ำบีบให้สหรัฐฯ ยอมถอนกำลังออกไป อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามพัฒนาการอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะประเด็นการเจรจาที่เริ่มมีพัฒนาการเชิงบวก
กลยุทธ์การลงทุนตลาดหุ้นไทย
- หุ้น High Dividend เพื่อสร้างกระแสเงินสดและลดความเสี่ยงให้แก่พอร์ตลงทุนระยะสั้น ได้แก่ SIRI KTB KTC KBANK KKP TISCO BAM AP TLI
- หุ้นที่คาดจะมีการฟื้นตัวของราคาเร็วเพื่อดักเด้งหุ้นคุณภาพที่ลงแรงเกินเหตุจากวิกฤติในอิหร่าน โดยกำไรได้รับผลกระทบโดยตรงจำกัดจากต้นทุนน้ำมันขึ้น ซึ่งคาดหวังตลาดฟื้นตัวจะมีเม็ดเงินไหลกลับ ได้แก่ GULF BJC HMPRO OSP CBG SAWAD MTC TIDLOR
- หุ้น Sector Rotation เน้นรอดูสถานการณ์ให้คลี่คลายกว่านี้ ค่อยสลับเข้ากลุ่มที่เสียประโยชน์จากต้นทุนน้ำมันขึ้นและมีฐานลูกค้าตะวันออกกลาง โดยคาดหวังจะเกิด Short Covering ได้แก่ GPSC BGRIM MINT CENTEL AWC ERW AAV IVL IRPC TOP BH
- นักลงทุนที่ต้องการทยอยสะสมหุ้นเชิงรับที่มีงบดุลแข็งแกร่ง มี margin of safety สูง มีความชัดเจนของกําไร และซื้อขายที่ valuation สมเหตุสมผล แนะนำ ADVANC BDMS BEM BBL GULF ที่อยู่ในกลยุทธ์ลงทุน 2Q26
กรณีเลวร้ายสุด SET อาจกลับไปอยู่ที่ 1,275 จุด
“ระยะสั้น SET ยังอยู่ในภาวะ Risk-off และผันผวนสูง โดยหากวิกฤตการปิดช่องแคบฮอร์มุซลากยาวเกิน 1 เดือน จนส่งผลให้ราคาน้ำมัน Brent ทรงตัวสูงเหนือ US$90/bbl คาดจะเกิดปัญหาห่วงโซ่อุปทานโลกในระดับรุนแรง (Supply Shortage) ซึ่งจะลามไปสู่อุตสาหกรรมอื่นทั่วโลก โดยต้นทุนแฝงในภาคการผลิตจะเริ่มสะสมจนกดดันให้มีการปรับขึ้นราคาขายสินค้า นำไปสู่ความกังวลด้านการขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคได้ ในกรณีเลวร้ายคาดจะกดดันให้ GDP ไทย และ EPS SET ที่เดิมคาดไว้ 1.7% และ 95.7 บาท ลดลงเหลือ 1.1% และ 91.0 บาท ตามลำดับ ซึ่งหากอิง PER 14 เท่า (ระดับก่อนเงินทุนไหลเข้ารอบใหญ่) จะได้ SET ที่ระดับ 1,275 จุด ปัจจัยสำคัญอื่นที่ต้องติดตามสัปดาห์นี้ คือ การประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลัก (Fed, ECB, BoE, BoJ)
” บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุไว้ในส่วนหนึ่งของบทวิเคราะห์
ปัจจัยต้องติดตามสัปดาห์นี้
- สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังดำเนินต่อไป
- การประชุมนโยบายการเงินของ 4 ธนาคารกลางสำคัญ ได้แก่ FOMC, BoJ, BoE และ ECB
- การเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกประธานและรองประธานสภาในวันที่ 15 มี.ค. รวมทั้งการกำหนดวันโหวตนายกรัฐมนตรี
หุ้นเด่นประจำสัปดาห์: CHG - กำไรฟื้นตัว สงครามกระทบจำกัด
แนะนำ บมจ. โรงพยาบาลจุฬารัตน์ หรือ CHG เนื่องจากเหตุผลหลัก ดังนี้
- ดำเนินธุรกิจ รพ. 10 แห่ง (938 เตียง) และคลินิกการแพทย์ 5 แห่ง ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอุตสาหกรรมและแหล่งชุมชนที่มีศักยภาพเติบโตสูงของไทย โดยให้บริการการแพทย์ตั้งแต่ระดับปฐมภูมิจนถึงตติยภูมิสำหรับผู้ป่วยที่จ่ายค่ารักษาเอง รวมถึงผู้ป่วยประกันสังคม (SC) และผู้ป่วยประกันสุขภาพแห่งชาติ (UC)
- กำไรผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วและจะกลับมาอยู่ในทิศทางขาขึ้น โดย 1Q26 คาดกำไรจะเติบโต YoY จากรายได้ที่เพิ่มขึ้น และ QoQ จากปัจจัยฤดูกาล ขณะที่ปี 2026 คาดกำไรพลิกโต 9%YoY จากที่หดตัว 15%YoY ในปี 2025 จากคุณภาพรายได้ที่ดีขึ้น
- เป็นหุ้น Defensive ที่ได้ผลกระทบจำกัดจากวิกฤติในตะวันออกกลาง เนื่องจากมีฐานผู้ป่วยไทยเป็นหลัก 96% ของรายได้รวม อีกทั้ง Valuation ยังไม่แพง โดยซื้อขาย PER ที่ 16 เท่า คิดเป็น -1.5SD ของค่าเฉลี่ยตัวเองในอดีตย้อนหลัง 5 ปี
- เราประเมินราคาเป้าหมายที่หุ้นละ 2.00 บาท อิงวิธี DCF และมีเงินปันผลจ่ายจากกำไรปี 2025 (หลังหักจ่ายระหว่างกาลไปแล้ว) หุ้นละ 0.05 บาท (XD 7 พ.ค.) คิดเป็น Div. Yield ราว 3.0%
ธีมการลงทุนตลาดหุ้นโลก
การประชุม NPC 2026 ของทางการจีนชัดขึ้นว่า รัฐบาลยังพยุงเศรษฐกิจอยู่ แต่ตลาดจะตอบรับเฉพาะจุดที่มี การลงมือทำจริง และเม็ดเงินลงถึง ไม่ใช่เพียงถ้อยแถลงเชิงนโยบาย โดย 3 ธีมที่เด่นสุดคือ 1) เทคฯ ขั้นสูงและการพึ่งพาตนเองด้านเทคฯ เป็นนโยบายหลัก 2) Clean energy & Anti-involution ช่วยจำกัดการตัดราคาที่บั่นทอนกำไรทั้งระบบ 3) Defense ความตึงเครียดภายนอกโดยเฉพาะกับสหรัฐ เป็นแรงผลักดันสำคัญให้จีนเดินหน้า พึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทาน
สรุปประเด็นสำคัญในการประชุม NPC 2026
- เป้าหมายการเติบโต: ตั้งเป้า GDP 4.5-5% เน้นความมั่นคง โดยใช้มาตรการขาดดุลทางการเงินและการลงทุนภาครัฐเพื่อประคองการจ้างงาน
- กระตุ้นการบริโภค: รัฐบาลให้ความสำคัญกับกำลังซื้อในประเทศเป็นหลัก โดยเน้นแคมเปญ Trade-in/เปลี่ยนสินค้าชิ้นใหญ่ เช่น รถยนต์ (โดยเฉพารถยนต์ไฟฟ้า) ควบคู่กับมาตรการทางภาษีและคูปองเพื่อดึงกำลังซื้อครัวเรือน
- อสังหาฯ และการเงิน: เน้นระบายสต็อกและพัฒนาเมืองเก่า (Urban Renewal) พร้อมอัดฉีดสภาพคล่องและเพิ่มเงินกองทุนธนาคารรัฐเพื่อป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบ
- อุตสาหกรรมแห่งอนาคต: มุ่งเป้า New Quality Productive Forces (AI, Semi, อวกาศ, พลังงานสะอาด) โดยเน้นการเติบโตเชิงคุณภาพ และ ลดสงครามราคา (Anti-involution) เพื่อรักษาผลกำไรของอุตสาหกรรมในระยะยาว
ขณะที่ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ เชื่อว่าจากภาพรวมการประชุม NPC นี้ กลุ่มหุ้นที่จะได้รับประโยชน์คือ 1) Consumption Stimulus (EV & Appliances): ได้อานิสงส์โดยตรงจากมาตรการ Trade-in และภาษี 2) Property & Urban Renewal: เน้นผู้เล่นคุณภาพที่รอดจากวิกฤตและได้รับงานพัฒนาเมืองจากรัฐ 3) Financial Stability (Big 6 Banks): ธนาคารรัฐที่เป็นฟันเฟืองหลักในการปล่อยสินเชื่อเชิงนโยบาย 4) Tech Innovation (AI & Semiconductors): หัวใจของนโยบายพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี 5) Defense & Security: การยกระดับความมั่นคงทางทหารและอากาศยาน และ 6) Clean Energy & Decarbonization: เน้นผู้นำตลาดที่มีต้นทุนต่ำและเทคโนโลยีสูงเพื่อเลี่ยงสงครามราคา
มุมมองการลงทุนต่อสินทรัพย์ต่างๆ โดย SCB CIO
เงินสด / สภาพคล่อง
ได้แรงหนุนจากความตึงเครียดภายในตะวันออกกลาง ซึ่งมีการยกระดับความรุนแรงขึ้น ทำให้เกิดความกังวลอุปทานน้ำมันชะงักงัน ซึ่งจะนำมาสู่ภาวะเงินเฟ้อสูงและภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว (Stagflation) ส่งผลให้ตลาดการเงินโลกอยู่ในภาวะ Risk-off หรือ หลีกเลี่ยงความเสี่ยงอย่างรุนแรง และเฝ้าระวังสถานการณ์
ตราสารหนี้ / เงินฝากระยะยาว
UST Yield และ TH Bond Yield มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นระยะสั้น จากความกังวลสถานการณ์ตะวันออกกลาง และความกังวลต่อเงินเฟ้อ ส่วน TH Bond Yield ยังเผชิญแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติ แนะนำพันธบัตรระยะสั้น-กลาง โดยคาดว่า Fed และ กนง.ยังมีโอกาสลดดอกเบี้ยได้อีก 1 ครั้งในปีนี้
U.S. Treasury & IG
แนะนำ UST และหุ้นกู้ US IG ตัวสั้น ตามแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ Fed ที่มีอยู่ หลัง PCE ในแง่รายปี ชะลอลงจากเดือนก่อน และต่ำกว่าคาด แม้ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อาจเพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะถัดไปก็ตาม ในขณะที่ ควรหลีกเลี่ยงตราสารหนี้ตัวยาว จากความกังวลหนี้ภาครัฐที่สูง
High Yield Bond
ความเสี่ยงที่ HY credit spread จะกว้างขึ้นยังมีอยู่ หลังราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น อาจเพิ่มต้นทุนภาคธุรกิจ จนกระทบกำไร ประกอบกับ GDP สหรัฐฯ ใน 4Q2568 แผ่วลงจากในไตรมาสก่อนและต่ำกว่าคาด ขณะที่ เรามองความแตกต่างของผลตอบแทนระหว่างผู้ออกตราสาร HY ที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งและมีฐานะการเงินอ่อนแอ จะเพิ่มขึ้น
สินทรัพย์ผสมกึ่งหนี้กึ่งทุนและ REITs
กองทุนสินทรัพย์ผสม ช่วยกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตลงทุน โดยลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท ลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดและสถานการณ์ภายนอก อีกทั้ง บริหารจัดการโดยผู้เชี่ยวชาญที่สามารถปรับสัดส่วนการลงทุนได้อย่างยืดหยุ่นตามภาวะเศรษฐกิจและความเสี่ยง
Asia REITs
REITs ในเอเชีย ได้รับแรงกดดันจากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่สูงขึ้น เพิ่มโอกาสที่ Fed จะชะลอการลดดอกเบี้ยในปีนี้ แต่เรายังมีมุมมองบวกต่อ Singapore REITs และ TH REITs ที่มีอัตราการจ่ายปันผลที่สูง ช่วยจำกัดการลดลงของราคาตลาด อย่างไรก็ดี แนะนำติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ก่อนทยอยเข้าลงทุน
Global Infrastructure
การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เป็นอุปสงค์เชิงโครงสร้างระยะยาว จาก Mega Trend ที่สำคัญ เช่น การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เทคโนโลยีด้าน AI และการแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ ผลักดันความต้องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่อเนื่อง ขณะที่ Valuation ในด้าน EV/EBITDA ยังซื้อขายต่ำกว่า MSCI World
Private Credit *สำหรับนักลงทุน Ultra High Net Worth เท่านั้น
Private Credit ได้รับแรงกดดันจากความกังวลด้านสภาพคล่องและคุณภาพสินเชื่อ ทั้งนี้เรามองว่าการลงทุนใน Private Credit มีความเสี่ยงสูงขึ้นในด้านการผิดชำระหนี้ แนะนำหลีกเลี่ยง ด้าน Private Equity มีแนวโน้มได้แรงหนุนจากปริมาณ IPO และ M&A ที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี แนะนำติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ก่อนทยอยเข้าลงทุน
หุ้นประเทศพัฒนาแล้ว
หุ้นสหรัฐฯ ได้อานิสงส์จากความเป็นผู้นำในธีม AI / หุ้นยุโรปได้แรงหนุนจากแนวนโยบายการคลังสำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและงบกลาโหม / หุ้นญี่ปุ่นได้แรงหนุนจากเสถียรภาพรัฐบาลที่เพิ่มขึ้น การปฏิรูปบรรษัทภิบาล และการอ่อนค่าของเงินเยน อย่างไรก็ดี แนะนำติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ก่อนทยอยเข้าลงทุน
หุ้นสหรัฐฯ
ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เผชิญความผันผวนระยะสั้น จากสงครามในตะวันออกกลางที่มีความรุนแรงขึ้น แต่ระยะยาว ได้แรงหนุนจาก 1) ความเป็นผู้นำที่โดดเด่นในธีม AI 2) EPS ดัชนีฯ ที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดี และเป็นวงกว้างขึ้น และ 3) การผ่อนคลายกฎระเบียบ ซึ่งล่าสุด Fed เตรียมลดข้อกำหนดเงินกองทุนสำหรับธนาคารขนาดใหญ่
หุ้นยุโรป
ดัชนีหุ้นยุโรปได้รับแรงกดดันระยะสั้น จากราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูง เพิ่มความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ คาดว่า ECB มีโอกาสเพิ่มดอกเบี้ยในปีนี้ ขณะที่ ในระยะยาว ยังมีแรงหนุนจาก นโยบายปฏิรูปการคลังของเยอรมัน (Debt brake) และโครงการ Savings and Investment Union ที่ส่งเสริมให้นำเงินออมเข้าสู่การลงทุนในประเทศเพิ่มขึ้น
หุ้นญี่ปุ่น
ดัชนีหุ้นญี่ปุ่น เผชิญความผันผวนในระยะสั้น จากการพึ่งพานำเข้าน้ำมันค่อนข้างสูง สร้างแรงกดดันเงินเฟ้อและต้นทุนการผลิต แต่ในระยะยาวได้แรงหนุนจาก 1) เสถียรภาพรัฐบาลที่สูงขึ้นและมาตรการกระตุ้นการคลัง 2) กำไรบจ.เติบโตดี และ 3) การปฏิรูปธรรมาภิบาลหนุน ROE และยกระดับ P/BV ผ่านการซื้อหุ้นคืนและจ่ายปันผล
หุ้นประเทศตลาดเกิดใหม่
ตลาดหุ้น EM เอเชีย ได้รับแรงกดดันราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง อาจทำให้การผ่อนคลายนโยบายทางการเงินทำได้ช้ากว่าคาด โดยค่าเงินดอลลาร์ สรอ. ที่แข็งค่า เพิ่มแรงกดดัน ทั้งนี้ เรายังมีมุมมองบวกต่อตลาดหุ้น EM เอเชีย จากการเป็นห่วงโซ่อุปทานด้าน AI อย่างไรก็ดี แนะนำติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ก่อนทยอยเข้าลงทุน
หุ้นอินเดีย
ดัชนีหุ้นอินเดีย ถูกกดดันระยะสั้นจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อดุลบัญชีเดินสะพัดและเงินเฟ้อ เนื่องจากอินเดียเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยพยุงจากมาตรการภาครัฐ โดยเฉพาะแนวโน้มการอัดฉีดเม็ดเงินสวัสดิการในช่วงการเลือกตั้งระดับรัฐ (เม.ย.-พ.ค.) ซึ่งจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ
หุ้นไทย
ดัชนีหุ้นไทย เผชิญความผันผวน จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และสหรัฐฯ กำลังเริ่มสืบสวน 10 กว่าประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ผ่านมาตรา 301 อย่างไรก็ดี คาดว่าตลาดฯ จะได้แรงหนุนจากความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาล เสถียรภาพการเมือง และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ กำไรบจ.มีแนวโน้มฟื้นตัว
หุ้นจีน All-Share
ดัชนีหุ้นจีน ได้แรงหนุนจากภาคการส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้น หลังศาลสูงยกเลิกภาษี IEEPA และจากทิศทางเศรษฐกิจจีนที่มุ่งเติบโตอย่างมีคุณภาพ ตามนโยบายผลักดันการใช้ AI ขณะที่ ผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจจีนยังจำกัด แม้จีนพึ่งพานำเข้าน้ำมันสูง เนื่องจากภาครัฐยังมีเครื่องมือที่ช่วยลดผลกระทบ
หุ้นเกาหลีใต้
ดัชนีหุ้นเกาหลีใต้ ได้รับแรงกดดันระยะสั้นจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง โดยรัฐบาลได้ประกาศงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อลดผลกระทบด้านต้นทุนพลังงานและภาคการส่งออก ทั้งนี้ เรามองว่า เป็นโอกาสในการทยอยลงทุนระยะยาว จากอุปสงค์ต่อ DRAM และ HBM ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
สินค้าโภคภัณฑ์ - ทองคำ
ราคาทองคำเผชิญแรงกดดันในระยะสั้น จากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ สรอ. แต่ยังได้แรงหนุนจากแรงซื้อบนสินทรัพย์ปลอดภัย และ จากการเข้าซื้อของธนาคารกลางต่างๆ เพื่อเพิ่มสัดส่วนในทุนสำรองฯ ทั้งนี้ ยังคงแนะนำลงทุนในกองทุนทองคำระยะกลาง-ยาว เพื่อใช้กระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน แต่ไม่ควรไล่ราคา
ทองคำ
แม้มีแรงกดดันจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ สรอ. แต่ราคาทองคำยังได้แรงหนุนจากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย บนความกังวลสถานการณ์ตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้น และแรงหนุนจากการเข้าซื้อของธนาคารกลางต่างๆ เพื่อเพิ่มสัดส่วนในทุนสำรอง ทั้งนี้ ยังคงแนะนำลงทุนในกองทุนทองคำเมื่อราคาอ่อนตัว ขณะที่ ไม่ควรไล่ราคา
หุ้นกลุ่มธุรกิจพลังงานยั่งยืน
หุ้นกลุ่มธุรกิจพลังงานยั่งยืน ได้รับแรงหนุนจากการเร่งขยาย Data Center และความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำไรเติบโต และ Dividend Yield อยู่ในระดับน่าสนใจ แต่ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง อาจเพิ่มความกังวลต่อเงินเฟ้อ และ ทิศทางดอกเบี้ย กดดันหุ้นกลุ่มนี้ แนะนำติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ก่อนทยอยเข้าลงทุน
หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์
การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และ Data Center ที่ยังคงขยายตัว สนับสนุนอุปสงค์ในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ส่งผลให้กำไรมีแนวโน้มเติบโตดี ขณะที่ อาจเผชิญแรงกดดันจากภาวะ Risk-off ในระยะสั้น หากสถานการณ์ตะวันออกกลางรุนแรงขึ้น นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด และเน้นการลงทุนแบบคัดเลือก
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลก
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังคงเป็น Sector หลักที่ขับเคลื่อนการเติบโต จากธีมโครงสร้างระยะยาว เช่น AI และ Data Center อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้น อาจเพิ่มความผันผวนระยะสั้น จึงแนะนำรอให้ตลาดเริ่มนิ่งลงก่อนเข้าลงทุน และเน้นกลยุทธ์แบบ Active เพื่อคัดเลือกหุ้นที่มีศักยภาพการเติบโต และความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง
หุ้นตลาดเกิดใหม่ เอเชีย (ไม่รวมจีน)
แม้ดัชนีฯ จะผันผวนจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น และเงินดอลลาร์ สรอ.ที่แข็งค่า แต่เรายังคงมองบวกต่อตลาดหุ้นเกาหลีใต้ และไต้หวัน ที่ได้รับประโยชน์ในห่วงโซ่อุปทานด้าน AI ซึ่งหนุนกำไรของภาคเซมิคอนดักเตอร์ให้ยังมีแนวโน้มเติบโตดี ทั้งนี้ แนะนำรอจังหวะตลาดย่อตัว และความผันผวนเริ่มลดลง ก่อนทยอยเข้าลงทุน
ดัชนีหุ้นยุโรปเน้นการเติบโต
แม้ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น จะกดดันหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมและการบริโภคของยุโรปในระยะสั้น แต่เรายังคงมองบวกต่อหุ้นกลุ่ม Industrial และ Consumer จากแรงหนุนของงบลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและนโยบาย Made in Europe ซึ่งช่วยสนับสนุนการเติบโตของกำไร อย่างไรก็ดี แนะนำติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลางใกล้ชิดก่อนเข้าลงทุน
ภาพ: matejmo / Getty Images

Facebook
Google
