Nobel Prize Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/nobel-prize/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 13 Oct 2025 07:44:27 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ปรากฏการณ์ควอนตัมระดับมหภาค กับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ปี 2025 https://thestandard.co/nobel-physics-2025-quantum-macroscopic/ Mon, 13 Oct 2025 07:40:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1129863 รางวัลโนเบลฟิสิกส์

เมื่อพูดถึงปรากฏการณ์เชิงควอนตัม เรามักจะพบว่ามันเกิดขึ […]

The post ปรากฏการณ์ควอนตัมระดับมหภาค กับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
รางวัลโนเบลฟิสิกส์

เมื่อพูดถึงปรากฏการณ์เชิงควอนตัม เรามักจะพบว่ามันเกิดขึ้นในแวดล้อมที่เล็กๆ และเย็นๆ มีปรากฏการณ์มากมายที่แตกต่างจากสิ่งที่เราคุ้นเคยในชีวิตประจำวัน

 

รางวัลโนเบลฟิสิกส์

นักวิทยาศาสตร์ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ปี 2025 ได้แก่ จอห์น คลาร์ก มิเชล เดอโวเรต์ และจอห์น มาร์ตินิส

ภาพ: nobelprize.org

 

ตัวอย่างที่หลายคนเคยได้ยินเช่น แมวของชเรอดิงเงอร์ ที่อยู่ในกล่องผสมสารพิษที่เรามองด้านในไม่เห็น เมื่ออธิบายด้วยฟิสิกส์ควอนตัม สถานะของแมวตัวนั้นมันทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิตอยู่ในเวลาเดียวกัน หรือที่เราเรียกว่าการซ้อนทับสถานะ (Superposition)

 

มีอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่ถือว่าเป็นแกนหลักของรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ปี 2025 นั่นคือปรากฏการณ์การลอดอุโมงค์เชิงควอนตัม (Quantum Tunneling) ที่อนุภาคควอนตัมขนาดเล็กๆ มีความสามารถในการทะลุผ่านกำแพงได้ แม้ว่ามันจะมีพลังงานไม่มากพอจะปีนข้ามกำแพงนั้น แตกต่างจากวัตถุขนาดใหญ่และประกอบขึ้นจากอะตอมจำนวนมากๆ อย่างเช่น ลูกบอล ที่เราจะปาอัดกำแพงสักกี่ครั้งมันก็จะเด้งกลับมาหาเราอยู่เสมอ ทำให้โดยส่วนใหญ่แล้วเรามักไม่เห็นปรากฏการณ์การลอดอุโมงค์เชิงควอนตัมแบบนี้กับวัตถุที่มีขนาดใหญ่พอที่เราจะสังเกตได้ จนกระทั่งทั่วโลกได้เห็นการทดลองของนักวิทยาศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปีนี้

 

ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี 2025 ได้แก่นักวิทยาศาสตร์ 3 คน คือ จอห์น คลาร์ก (John Clarke) มิเชล เดอโวเรต์ (Michel Devoret) และจอห์น มาร์ตินิส (John Martinis) ซึ่งได้รับรางวัลจากผลงานการค้นพบปรากฏการณ์การลอดอุโมงค์เชิงควอนตัมระดับมหภาค และการควอนไทซ์ของพลังงานในวงจรไฟฟ้า

 

นักฟิสิกส์เจอปรากฏการณ์นี้ได้อย่างไร?

 

ในปี 1984 และ 1985 นักวิทยาศาสตร์ทั้งสามได้ทดลองสร้างวงจรอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมาชุดหนึ่งจากตัวนำยิ่งยวด (Superconductors) หมายถึงเป็นวัสดุที่สามารถนำไฟฟ้าได้โดยไม่มีความต้านทานไฟฟ้าเลย ซึ่งภายในตัวนำยิ่งยวด อิเล็กตรอนจะมีพฤติกรรมการจับคู่กับอิเล็กตรอนตัวอื่นที่มีคุณสมบัติเข้าคู่กับมันได้ (มีโมเมนตัมและค่าสปินตรงข้ามกัน) เรียกกันว่าเป็นอนุภาคคู่คูเปอร์ (Cooper pair)

 

เมื่อตัวนำยิ่งยวดสองชิ้นวางต่อกันโดยมีฉนวนบางๆ กั้นอยู่ตรงกลาง จะเรียกรอยต่อระหว่างตัวนำยิ่งยวดสองชิ้นที่มีฉนวนกั้นอยู่นี้ว่า รอยต่อโจเซฟสัน (Josephson junction) โดยฉนวนทำหน้าที่เป็นกำแพงศักย์ไฟฟ้ากั้นไว้ไม่ให้อนุภาคที่อยู่ภายในตัวนำยิ่งยวดข้ามผ่านรอยต่อโจเซฟสันไปได้ถ้าไม่มีแรงดันไฟฟ้า ซึ่งตัวนำยิ่งยวดที่ไม่มีความต้านทานไฟฟ้าเลย ตามสมการทางคณิตศาสตร์แล้วจะไม่มีแรงดันไฟฟ้าอยู่ด้วยเช่นกัน อนุภาคที่อยู่ภายในตัวนำยิ่งยวดจึงถูกขังอยู่และไม่สามารถทะลุผ่านกำแพงออกมาได้ หรือถ้าหากทะลุได้ด้วยปรากฏการณ์ลอดอุโมงค์เชิงควอนตัมก็จะเกิดขึ้นไม่มาก มีโอกาสเพียงน้อยนิดที่อนุภาคทั้งหมดจะสามารถทะลุผ่านกำแพงได้ กระแสไฟฟ้าจึงไม่เกิดการไหลครบวงจร

 

ภาพจำลองการประพฤติตัวเป็นอนุภาคเดี่ยวของอิเล็กตรอนภายในวงจรตัวนำยิ่งยวด

ภาพ: nobelprize.org

 

สิ่งที่น่าสนใจคืออนุภาคคู่คูเปอร์เป็นอนุภาคควอนตัมเชิงซ้อนที่สามารถเกิดพฤติกรรมรวมตัว กลายเป็นเหมือนกับอนุภาคเดี่ยวได้ แต่เป็นอนุภาคเดี่ยวที่มีขนาดใหญ่พอที่เราจะสังเกตได้ นั่นทำให้อนุภาคเดี่ยวตัวเดียวมีโอกาสที่จะเกิดปรากฏการณ์ลอดอุโมงค์เชิงควอนตัมขึ้น และเราสามารถตรวจวัดปรากฏการณ์นี้ได้ เพราะเมื่อมีการไหลของกระแสไฟฟ้าข้ามรอยต่อโจเซฟสัน แปลว่ามันเกิดแรงดันไฟฟ้าดันให้อนุภาคเคลื่อนที่ไปในวงจร นักวิทยาศาสตร์เจ้าของการทดลองจึงวัดปริมาณแรงดันที่เกิดขึ้นภายในวงจรนี้ได้

 

การประยุกต์ใช้ ‘อะตอมเทียม’

 

ความเชื่อที่เคยมีกันว่าปรากฏการณ์เชิงควอนตัมเกิดเฉพาะในแวดล้อมที่เล็กมากๆ เท่านั้น หรือที่เรียกว่าระดับจุลภาค (Microscopic) ก็เปลี่ยนไป เพราะพฤติกรรมการรวมตัวเป็นอนุภาคเดี่ยวจนเกิดปรากฏการณ์ลอดอุโมงค์เชิงควอนตัมที่กล่าวถึงในข้างต้น เกิดขึ้นภายในวงจรขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่ใหญ่พอให้เราสังเกตเห็นได้ จึงเรียกว่าปรากฏการณ์นี้เกิดในระดับมหภาค (Macroscopic) และวงการนักวิจัยควอนตัมเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นการสร้าง ‘อะตอมเทียม’ (Artificial Atoms)

 

ในด้านการประยุกต์สำหรับงานวิจัย อะตอมเทียมที่ถูกสร้างขึ้นมาสามารถใช้เพื่อศึกษาสสารต่างๆ รวมถึงแสงได้ในภาวะที่ใช้ฟิสิกส์แบบดั้งเดิมอธิบายไม่ได้ รวมถึงเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างระบบที่เกิดปรากฏการณ์เชิงควอนตัมได้ด้วยขนาดที่ใหญ่ขึ้น เพื่อสำรวจธรรมชาติของควอนตัมให้ละเอียดมากยิ่งขี้น

 

นอกจากนี้ ผลงานที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปีนี้ยังถูกประยุกต์ใช้ในการสร้างเทคโนโลยีใหม่ได้ด้วย เช่น คอมพิวเตอร์ควอนตัม เพราะวงจรตัวนำยิ่งยวดสามารถใช้พัฒนาคิวบิต (qubits) ที่เป็นหน่วยประมวลผลพื้นฐานของควอนตัมคอมพิวเตอร์ได้

 

ช่วงแรกของการพัฒนาคอมพิวเตอร์ควอนตัมในอดีต เคยมีอีกเทคนิคสำหรับการพัฒนาคิวบิตที่นักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจมาก นั่นคือ เทคนิคการดักจับไอออน (Trapped Ions) ซึ่งมีความเสถียรกว่ามากเมื่อเทียบกับวงจรตัวนำยิ่งยวด เพราะวงจรตัวนำยิ่งยวดมีความไวต่อสัญญาณรบกวนภายนอก แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีการพัฒนาวงจรตัวนำยิ่งยวดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นจนสามารถออกแบบคิวบิตจากเทคนิคนี้ที่มีความไวต่อสัญญาณรบกวนน้อยลงได้

 

คอมพิวเตอร์ควอนตัม Sycamore จาก Google ที่สามารถเอาชนะคอมพิวเตอร์ดั้งเดิมที่เร็วที่สุดในเวลานั้นได้

ภาพ: Google Research

 

อีกข้อดีที่วงจรตัวนำยิ่งยวดมีนั่นคือความสามารถในการปรับขนาดได้ เนื่องจากวงจรนี้เป็นของแข็งที่สามารถสร้างไว้บนชิปได้ง่าย ทำให้การเพิ่มจำนวนคิวบิตสามารถปั๊มและต่อเข้าด้วยกันเพื่อรวมระบบในพื้นที่ขนาดเล็กได้ดี ต่างจากการดักจับไอออนที่การเพิ่มจำนวนไอออนในกับดักเดียวกันจะทำให้ควบคุมยากขึ้น แต่การสร้างกับดักจับไอออนหลายอันก็ทำให้กระบวนการสร้างซับซ้อนขึ้นด้วย ทั้งสองเทคนิคจึงมีข้อดีข้อเสียที่ไม่เหมือนกัน แต่ทั้งคู่ยังถือว่าเป็นหลักการพื้นฐานสำหรับการพัฒนาคิวบิตที่ได้รับความสนใจจากนักวิทยาศาสตร์อย่างมาก

 

ในปี 2019 หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบลในปีนี้อย่าง จอห์น มาร์ตินิส ในฐานะหัวหน้าทีมวิจัย Quantum AI ของ Google ได้สาธิตการใช้คอมพิวเตอร์ควอนตัมแบบวงจรตัวนำยิ่งยวดที่ทีมเขาพัฒนาขึ้นในชื่อว่า Sycamore มันสามารถแก้โจทย์ที่ซับซ้อนมากในเวลาแค่ 200 วินาที เอาชนะคอมพิวเตอร์ทุกตัวที่ Google พัฒนาขึ้นมาได้ในขณะนั้น โดยถ้าเทียบกับการประเมินคอมพิวเตอร์ดั้งเดิมที่ทรงพลังที่สุดยังต้องใช้เวลาประมาณ 10,000 ปีในการทำโจทย์เดียวกัน นี่จึงเป็นเหตุการณ์สำคัญที่รู้จักกันในชื่อ ‘Quantum Supremacy’ ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมสามารถเอาชนะคอมพิวเตอร์ดั้งเดิมที่ดีที่สุดในโลกได้

 

นักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ ยังคงพัฒนาเทคนิคทางด้านควอนตัมกันต่อไป ทั้งการพัฒนาคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่ทรงพลังและเสถียรมากขึ้น หรือการทำความรู้จักกับโลกควอนตัมให้กระจ่างมากกว่าที่เคย ซึ่งไม่ว่านักวิทยาศาสตร์จะกำลังพัฒนาความรู้ด้านควอนตัมในด้านไหน ผลงานการค้นพบปรากฏการณ์การลอดอุโมงค์เชิงควอนตัมระดับมหภาค และการควอนไทซ์ของพลังงานในวงจรไฟฟ้า ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี 2025 ก็ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้รู้เทคนิคการทำความเข้าใจควอนตัมได้มากขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ

 

ภาพ: Vink Fan via Shutterstock

The post ปรากฏการณ์ควอนตัมระดับมหภาค กับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฮุน มาเนต เสนอชื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” ชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ยกย่องว่ามี “ภาวะผู้นำระดับโลกอย่างยอดเยี่ยม” https://thestandard.co/hun-manet-trump-for-nobel/ Fri, 08 Aug 2025 07:42:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1105223

ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา เปิดเผยว่า ได้เสนอชื่อ […]

The post ฮุน มาเนต เสนอชื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” ชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ยกย่องว่ามี “ภาวะผู้นำระดับโลกอย่างยอดเยี่ยม” appeared first on THE STANDARD.

]]>

ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา เปิดเผยว่า ได้เสนอชื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา เข้าชิงรางวัล “โนเบลสาขาสันติภาพ” โดยยกย่องผู้นำสหรัฐฯ ว่าแสดง “ภาวะผู้นำระดับโลกอย่างยอดเยี่ยม” ในการระงับความขัดแย้งบริเวณชายแดนระหว่างกัมพูชาและไทย

 

การประกาศดังกล่าวปรากฏในโพสต์เฟซบุ๊กของฮุน มาเนต เมื่อค่ำวานนี้ (7 สิงหาคม) พร้อมแนบจดหมายที่เขาระบุว่า ได้ส่งไปยังคณะกรรมการโนเบลแห่งนอร์เวย์ ซึ่งยกย่องบทบาทของทรัมป์ว่าเป็นตัวอย่างของ “ความสำเร็จอันโดดเด่นในการลดความตึงเครียดในภูมิภาคเปราะบางของโลก”

 

โดยในจดหมายระบุว่า “การแทรกแซงอย่างทันท่วงทีครั้งนี้ช่วยหลีกเลี่ยงความขัดแย้งร้ายแรงที่อาจคร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก และปูทางไปสู่การฟื้นฟูสันติภาพในภูมิภาค”

 

ขณะที่ Reuters รายงานว่า เหตุการณ์ที่นำไปสู่การยุติความรุนแรงเริ่มต้นจากการโทรศัพท์ส่วนตัวของทรัมป์ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม เพื่อพูดคุยกับผู้นำของทั้งสองประเทศ ซึ่งช่วยคลี่คลายสถานการณ์ทางการทูตที่กำลังติดขัด

 

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ รองนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาได้ส่งสัญญาณว่าจะเสนอชื่อทรัมป์ พร้อมทั้งแสดงความขอบคุณสหรัฐฯ ที่ประกาศลดภาษีนำเข้าสินค้ากัมพูชา เหลือ 19% จากเดิมที่เคยขู่ว่าจะขึ้นไปถึง 49% ซึ่งจะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อภาคการผลิตเสื้อผ้าในประเทศ

 

ขณะเดียวกัน ปากีสถาน เคยประกาศในเดือนมิถุนายนว่า จะเสนอชื่อทรัมป์เข้าชิงรางวัลโนเบลเช่นกัน จากบทบาทในการช่วยคลี่คลายความขัดแย้งกับอินเดีย ขณะที่ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีของอิสราเอลก็เพิ่งเปิดเผยว่าได้เสนอชื่อทรัมป์เพื่อรางวัลเดียวกันไปเมื่อเดือนที่แล้ว

 

ภาพ: REUTERS / Leah Millis / File Photo, Photo by Mustafa Yalcin / Anadolu via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ฮุน มาเนต เสนอชื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” ชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ยกย่องว่ามี “ภาวะผู้นำระดับโลกอย่างยอดเยี่ยม” appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ‘โนเบลเศรษฐศาสตร์ 2024’ ให้งานศึกษาความเหลื่อมล้ำกับความมั่งคั่งระหว่างประเทศ | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-15102024-3/ Tue, 15 Oct 2024 08:06:19 +0000 https://thestandard.co/?p=996057

3 นักเศรษฐศาสตร์จากสหรัฐฯ Daron Acemoglu, Simon Johnson […]

The post ชมคลิป: ‘โนเบลเศรษฐศาสตร์ 2024’ ให้งานศึกษาความเหลื่อมล้ำกับความมั่งคั่งระหว่างประเทศ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

3 นักเศรษฐศาสตร์จากสหรัฐฯ Daron Acemoglu, Simon Johnson และ James Robinson ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ประจำปี 2024 จากผลงานเกี่ยวกับความไม่เท่าเทียมกันของความมั่งคั่งระหว่างประเทศ โดยชี้ให้เห็นว่า เหตุใดสังคมที่มี ‘หลักนิติธรรมที่ไม่ดีและสถาบันที่เอารัดเอาเปรียบประชากรจึงไม่สามารถสร้างการเติบโตหรือเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้’ ติดตามรายละเอียดได้ในไฮไลต์นี้

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ‘โนเบลเศรษฐศาสตร์ 2024’ ให้งานศึกษาความเหลื่อมล้ำกับความมั่งคั่งระหว่างประเทศ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ทำไมเจ้าพ่อ AI ที่เพิ่งคว้าโนเบลเตือนภัย ‘AI อาจทำลายล้างมนุษย์’ | Morning Wealth 15 ต.ค. 67 https://thestandard.co/morning-wealth-15102024/ Tue, 15 Oct 2024 01:46:24 +0000 https://thestandard.co/?p=995833

ส่องเหตุผล เจ้าพ่อ AI อย่าง Geoffrey Hinton ที่ได้รับรา […]

The post ชมคลิป: ทำไมเจ้าพ่อ AI ที่เพิ่งคว้าโนเบลเตือนภัย ‘AI อาจทำลายล้างมนุษย์’ | Morning Wealth 15 ต.ค. 67 appeared first on THE STANDARD.

]]>
  • ส่องเหตุผล เจ้าพ่อ AI อย่าง Geoffrey Hinton ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี 2024 ออกมาส่งสัญญาณเตือนภัยถึงอันตรายของ AI เรียกร้องให้บริษัทเทคยกระดับความปลอดภัย รายละเอียดเป็นอย่างไร
  • แบงก์ชาติจะเริ่มลด ‘ดอกเบี้ย’ ในการประชุม กนง. รอบนี้ได้หรือไม่ พูดคุยกับ ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ Head of Economic Research หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ทำไมเจ้าพ่อ AI ที่เพิ่งคว้าโนเบลเตือนภัย ‘AI อาจทำลายล้างมนุษย์’ | Morning Wealth 15 ต.ค. 67 appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เจ้าพ่อ AI’ คว้าโนเบล! แต่กลับเตือนภัย ‘AI อาจทำลายล้างมนุษย์’ เรียกร้องบริษัทเทคยกระดับความปลอดภัย https://thestandard.co/geoffrey-hinton-wins-nobel-prize/ Sun, 13 Oct 2024 09:23:27 +0000 https://thestandard.co/?p=995519

Geoffrey Hinton ผู้บุกเบิกเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไ […]

The post ‘เจ้าพ่อ AI’ คว้าโนเบล! แต่กลับเตือนภัย ‘AI อาจทำลายล้างมนุษย์’ เรียกร้องบริษัทเทคยกระดับความปลอดภัย appeared first on THE STANDARD.

]]>

Geoffrey Hinton ผู้บุกเบิกเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี 2024 จากผลงานการพัฒนาโครงข่ายประสาทเทียม (Neural Networks) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเทคโนโลยี AI ในปัจจุบัน 

 

เส้นทางชีวิตของ Hinton เต็มไปด้วยความสำเร็จ แต่เขากลับเลือกที่จะออกมาส่งสัญญาณเตือนภัยถึงอันตรายของ AI ที่อาจเกิดขึ้นหากไม่มีการควบคุมอย่างจริงจัง

 

Hinton วัย 76 ปี ตัดสินใจลาออกจาก Google เมื่อปีที่แล้ว เพื่อที่จะสามารถพูดถึงความเป็นไปได้ที่ AI อาจหลุดพ้นจากการควบคุมของมนุษย์ และนำไปสู่ผลกระทบร้ายแรง เช่น การแทรกแซงการเลือกตั้ง หรือการควบคุมหุ่นยนต์อันตราย 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

เขาเรียกร้องให้บริษัทต่างๆ เช่น OpenAI, Meta และ Google ทุ่มเททรัพยากรมากขึ้นเพื่อความปลอดภัยของระบบ AI ขั้นสูง และผลักดันให้เกิดการพัฒนา AI อย่างมีความรับผิดชอบ

 

Hinton เชื่อว่าระบบ AI ขั้นสูงมีความสามารถในการเข้าใจผลลัพธ์ของตัวเอง ซึ่งเป็นมุมมองที่ยังเป็นที่ถกเถียงในวงการวิจัย เขากล่าวว่า “หวังว่ารางวัลโนเบลจะทำให้ผมมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น เมื่อผมพูดว่า AI เหล่านี้เข้าใจสิ่งที่พวกเขากำลังพูดจริงๆ”

 

การได้รับรางวัลโนเบลในครั้งนี้จึงเป็นเหมือนดาบสองคม ที่ทั้งยกย่องความสำเร็จของ Hinton และเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้กับคำเตือนของเขา ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางการพัฒนา AI ในอนาคต

 

อย่างไรก็ตาม มีนักวิจัยบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับ Hinton โดยมองว่าการเน้นย้ำถึงสถานการณ์วันสิ้นโลกจะทำให้การพัฒนาเทคโนโลยี AI ช้าลงโดยไม่จำเป็น และเบี่ยงเบนความสนใจจากอันตรายที่เกิดขึ้นแล้ว เช่น การเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มคนชายขอบ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาควบคู่กันไป

 

Hinton ได้รับรางวัลโนเบลร่วมกับ John Hopfield จากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน จากผลงานการพัฒนาโครงข่ายประสาทเทียมตั้งแต่ทศวรรษ 1980 ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจจากการทำงานของสมองมนุษย์ ผลงานนี้เป็นพื้นฐานของเทคโนโลยี AI มากมายในปัจจุบัน ตั้งแต่ ChatGPT ไปจนถึง Google Photos

 

เขายังเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกการใช้ Backpropagation ซึ่งเป็นอัลกอริทึมที่ใช้ในการฝึกฝนโครงข่ายประสาทเทียม และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนา Deep Learning ซึ่งเป็นเทคโนโลยี AI ที่ทรงพลังที่สุดในปัจจุบัน

 

จุดเริ่มต้นของการปฏิวัติ AI ยุคใหม่ เกิดขึ้นในปี 2012 เมื่อ Hinton และนักศึกษาปริญญาโทสองคนจากมหาวิทยาลัยโทรอนโตได้พัฒนา AlexNet ซึ่งเป็นโครงข่ายประสาทเทียมที่สามารถจดจำรูปภาพได้อย่างแม่นยำ ความสำเร็จของ AlexNet ทำให้ Google ตัดสินใจซื้อบริษัทที่ Hinton ก่อตั้งขึ้นด้วยเงิน 44 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อดึงตัวเขามาร่วมงาน

 

Hinton ยังเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาและเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักวิจัย AI รุ่นใหม่ๆ เช่น Ilya Sutskever ผู้ร่วมก่อตั้ง OpenAI และได้รับรางวัล Turing Award ในปี 2018 ร่วมกับ Yoshua Bengio และ Yann LeCun ซึ่งทั้งสามคนมักถูกเรียกว่า ‘เจ้าพ่อแห่ง AI ยุคใหม่’

 

ในปี 2023 Hinton เริ่มตระหนักถึงผลที่ตามมาของการสร้าง AI ที่ทรงพลังมากขึ้น เขาเริ่มแสดงความกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ AI อาจหลุดพ้นจากการควบคุมของผู้สร้าง และก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อมนุษยชาติ

 

เขาได้เข้าร่วมกับกลุ่มคนที่กังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงของ AI และพยายามผลักดันให้เกิดการพัฒนา AI อย่างมีความรับผิดชอบ โดยเสนอให้บริษัทที่ทำงานด้าน AI จัดสรรทรัพยากรอย่างน้อย 1 ใน 3 ของงบประมาณการวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยและการใช้งาน AI อย่างมีจริยธรรม

 

Hinton ได้ร่วมลงนามในเอกสารที่เรียกร้องให้มีการควบคุม AI และสนับสนุนร่างกฎหมายความปลอดภัยของ AI ที่ผ่านการอนุมัติจากสภานิติบัญญัติแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งจะกำหนดให้ผู้พัฒนา AI ต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่า AI จะไม่ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง

 

อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายนี้ถูกปฏิเสธโดยผู้ว่าการรัฐ Gavin Newsom เนื่องจากถูกต่อต้านโดยบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ รวมถึง Google ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการควบคุม AI และความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ทางธุรกิจกับความกังวลด้านจริยธรรม

 

ภาพ: Ramsey Cardy / Sportsfile for Collision via Getty Images

อ้างอิง: 

The post ‘เจ้าพ่อ AI’ คว้าโนเบล! แต่กลับเตือนภัย ‘AI อาจทำลายล้างมนุษย์’ เรียกร้องบริษัทเทคยกระดับความปลอดภัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
3 นักวิทย์ที่สร้างผลงานเกี่ยวกับโครงสร้างของโปรตีน คว้าโนเบลสาขาเคมีปี 2024 https://thestandard.co/3-scientists-nobel-prize-in-chemistry-2/ Thu, 10 Oct 2024 02:03:50 +0000 https://thestandard.co/?p=994051 โนเบล

รางวัลโนเบลสาขาเคมีปี 2024 ที่ประกาศโดยราชบัณฑิตยสภาวิท […]

The post 3 นักวิทย์ที่สร้างผลงานเกี่ยวกับโครงสร้างของโปรตีน คว้าโนเบลสาขาเคมีปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
โนเบล

รางวัลโนเบลสาขาเคมีปี 2024 ที่ประกาศโดยราชบัณฑิตยสภาวิทยาศาสตร์แห่งสวีเดน เป็นของนักวิทยาศาสตร์ 3 คนที่สร้างผลงานเกี่ยวกับโครงสร้างของ โปรตีน

 

รางวัลถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นของ ศ.เดวิด เบเกอร์ (David Baker) ผู้อำนวยการสถาบันการออกแบบโปรตีนจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ในซีแอตเทิล สำหรับการออกแบบโปรตีนเชิงคำนวณ รางวัลส่วนหลังเป็นของ 2 นักวิทยาศาสตร์จากห้องปฏิบัติการปัญญาประดิษฐ์ กูเกิล ดีปไมด์ (Google DeepMind) ได้แก่ เดมิส ฮัสซาบิส (Demis Hassabis) นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ชาวอังกฤษ และ จอห์น เอ็ม. จัมเปอร์ (John M. Jumper) นักวิจัยอาวุโสชาวอเมริกัน สำหรับงานด้านการทำนายโครงสร้างโปรตีน

 

“หนึ่งในสองการค้นพบด้านเคมีที่ได้รับการยอมรับในปีนี้ ประการแรกคือผลงานการสร้างโปรตีนที่น่าทึ่ง อีกประการหนึ่งคือการเติมเต็มความฝันที่มีมายาวนานถึง 50 ปีในวงการนี้ นั่นคือการทำนายโครงสร้างโปรตีนจากลำดับกรดอะมิโน การค้นพบทั้ง 2 ประการนี้เป็นการเปิดโอกาสทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ หลายด้านในอนาคต” ไฮเนอร์ ลินเค (Heiner Linke) ประธานคณะกรรมการโนเบลสาขาเคมีกล่าว

 

โปรตีนคือสิ่งที่ขับเคลื่อนปฏิกิริยาเคมีทั้งหมดในร่างกายมนุษย์ และทำหน้าที่เป็นทั้งฮอร์โมน สารส่งสัญญาณ แอนติบอดี และส่วนประกอบสำคัญของเนื้อเยื่อต่างๆ

 

โดยทั่วไปแล้ว โปรตีนประกอบด้วยกรดอะมิโน 20 ชนิด และในปี 2003 นี้เอง ศ.เดวิด สามารถนำกรดอะมิโน​เหล่านี้มาสร้าง​เป็น​โปรตีนชนิดใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนบนโลก ซึ่งแทบเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในยุคก่อนหน้า​นี้ หลังผลสำเร็จ​ครั้งแรก ทีมวิจัย​ของ ศ.เดวิด ก็ช่วยกันทดลองสร้างโปรตีนใหม่ๆ ในจินตนาการขึ้นมาอีกมากมาย​ ทั้งยังทดลองสร้างโปรตีนที่สามารถใช้เป็นยา, วัคซีน, วัสดุนาโน และเซ็นเซอร์ขนาดเล็กขึ้นมาด้วย

 

ส่วน เดมิส ฮัสซาบิส และ จอห์น เอ็ม. จัมเปอร์ นั้น ได้สานฝันของนักวิทยาศาสตร์ที่มีมายาวนาน นั่นคือการทำให้เราได้เห็นโครงสร้าง 3 มิติของโปรตีน​ โดยในปี 2020 ทั้งสองได้ใช้โปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ชื่อ AlphaFold ซึ่งในขณะนั้นพัฒนา​มาถึงเวอร์ชัน​ที่ 2 หรืออาจเรียกว่า​ AlphaFold2 ในการทำนายโครงสร้างที่ซับซ้อนของโปรตีน แล้วแสดงออกมาเป็นภาพให้เราเห็น

 

ความสำเร็จนี้ทำให้นักวิจัยสามารถทำความเข้าใจอาการทางการแพทย์ต่างๆ เช่นการดื้อยาได้ดีขึ้น นอกจากนี้ AlphaFold2 ยังสามารถจำลองภาพของเอนไซม์ต่างๆ เช่น เอนไซม์ที่สามารถย่อยสลายพลาสติกได้ ซึ่งคณะกรรมการโนเบลกล่าวว่า ทีมของ เดมิส ฮัสซาบิส และ จอห์น เอ็ม. จัมเปอร์ มีความสำเร็จถึงระดับสามารถทำนายโครงสร้างของโปรตีนเกือบ 200 ล้านชนิดที่นักวิจัยระบุได้

 

อ้างอิง:

The post 3 นักวิทย์ที่สร้างผลงานเกี่ยวกับโครงสร้างของโปรตีน คว้าโนเบลสาขาเคมีปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
2 นักวิทยาศาสตร์ผู้วางรากฐาน Machine Learning ชนะรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ปี 2024 https://thestandard.co/hopfield-hinton-physics-nobel-prize/ Tue, 08 Oct 2024 12:56:21 +0000 https://thestandard.co/?p=993413

John J. Hopfield และ Geoffrey E. Hinton ได้รับรางวัลโนเ […]

The post 2 นักวิทยาศาสตร์ผู้วางรากฐาน Machine Learning ชนะรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>

John J. Hopfield และ Geoffrey E. Hinton ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี 2024 จากผลงานการประดิษฐ์และการค้นพบที่ทำให้เกิด Machine Learning ที่มีโครงข่ายประสาทเทียม (Artificial Neural Networks)

 

ราชบัณฑิตยสภาด้านวิทยาศาสตร์แห่งสวีเดน (The Royal Swedish Academy of Sciences) ตัดสินใจมอบรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี 2024 แก่ Hopfield และ Hinton จากผลงานการประดิษฐ์และการค้นพบที่ทำให้เกิด Machine Learning ที่มีโครงข่ายประสาทเทียม (Artificial Neural Networks)

 

ปัจจุบัน Hopfield วัย 91 ปี เป็นศาสตราจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน รัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา ขณะที่ Hinton วัย 76 ปี เพิ่งลาออกจาก Google เมื่อปีก่อน เพื่อย้ายไปอยู่ที่มหาวิทยาลัยโทรอนโต ประเทศแคนาดา

 

ย้อนกลับไปตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา นักวิทยาศาสตร์ทั้งสองได้ใช้เครื่องมือทางฟิสิกส์เพื่อพัฒนาพื้นฐานของสิ่งที่เรียกว่า Machine Learning ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวคิดหลัก (Core Concepts) ของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

 

ขณะที่ Ellen Moons ประธานคณะกรรมการโนเบลสาขาฟิสิกส์ กล่าวในการแถลงข่าวว่า การวิจัยของพวกเขา “ได้สร้างรากฐานของการเรียนรู้ของเครื่องจักร ซึ่งสามารถช่วยให้มนุษย์ตัดสินใจได้เร็วขึ้นและเชื่อถือได้มากขึ้น”

 

พร้อมทั้งระบุว่า การใช้เทคโนโลยีนี้ “ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเรา เช่น ในการจดจำใบหน้า และการแปลภาษา”

 

Hopfield ถือเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลสำคัญในสาขานี้มาตั้งแต่ปี 1982 เมื่อเขาประดิษฐ์ Hopfield Network ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายตั้งแต่นั้นมา ขณะที่ Hinton ก็ใช้พื้นฐานเหล่านี้เพื่อสร้าง The Boltzmann Machine ซึ่งสามารถใช้กับงานต่างๆ ได้ เช่น การจัดประเภทภาพ (Classifying Image)

 

อ้างอิง:

The post 2 นักวิทยาศาสตร์ผู้วางรากฐาน Machine Learning ชนะรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
มูฮัมหมัด ยูนุส จากผู้ชนะโนเบลสันติภาพ สู่ผู้นำรัฐบาลรักษาการบังกลาเทศ https://thestandard.co/muhammad-yunus-peace-nobel/ Fri, 09 Aug 2024 10:32:11 +0000 https://thestandard.co/?p=969470 มูฮัมหมัด ยูนุส

มูฮัมหมัด ยูนุส (Muhammad Yunus) ผู้ชนะรางวัลโนเบล สาขา […]

The post มูฮัมหมัด ยูนุส จากผู้ชนะโนเบลสันติภาพ สู่ผู้นำรัฐบาลรักษาการบังกลาเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มูฮัมหมัด ยูนุส

มูฮัมหมัด ยูนุส (Muhammad Yunus) ผู้ชนะรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ วัย 84 ปี สาบานตนเข้าดำรงตำแหน่งหัวหน้าที่ปรึกษารัฐบาลรักษาการของบังกลาเทศ โดยรับหน้าที่นำพาเสถียรภาพกลับสู่ประเทศ ภายหลังเกิดวิกฤตประท้วงครั้งใหญ่ ที่ทวีความรุนแรงจนทำให้ ชีค ฮาสินา นายกรัฐมนตรี ต้องลาออกและลี้ภัยไปยังอินเดีย

 

การรับตำแหน่งของยูนุสมีขึ้นท่ามกลางกระแสเรียกร้องจากกลุ่มผู้ประท้วง โดยเขามีบทบาท ทั้งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ ผู้ประกอบการ นักเคลื่อนไหวภาคประชาสังคม และเป็นหนึ่งในผู้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของฮาสินา อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ปกครองประเทศแบบเผด็จการตลอดหลายปีที่ผ่านมา

 

ขณะที่ยูนุสประกาศภายหลังสาบานตนว่า ภารกิจแรกของเขาคือ ‘การฟื้นฟูกฎหมายและระเบียบ’ พร้อมเน้นย้ำว่า “ความเกลียดชังและความไม่เคารพกฎระเบียบ เป็นศัตรูของประชาธิปไตย”

 

สำหรับประวัติของยูนุส เขาเป็นบุตรคนที่ 1 จากพี่น้องทั้งหมด 9 คน โดยเกิดในครอบครัวพ่อค้าชาวมุสลิมในเมืองจิตตะกอง ซึ่งเป็นเมืองชายฝั่งของบังกลาเทศ

 

เขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ภาควิชาเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธากา (Dhaka University) และได้รับทุนฟูลไบรท์ ศึกษาปริญญาเอกสาขาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลต์ (Vanderbilt University) ในสหรัฐฯ

 

ได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘นายธนาคารเพื่อคนจน’ จากการก่อตั้งธนาคาร Grameen Bank ในปี 1983 และริเริ่มแนวคิดสินเชื่อรายย่อยเพื่อช่วยคนยากไร้ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน และสนับสนุนสตรีชาวบังกลาเทศในการสร้างอาชีพ

 

โครงการของเขาประสบความสำเร็จอย่างมาก ขนาดที่ว่าแม้แต่ขอทานก็สามารถกู้สินเชื่อได้ และปัจจุบันมีลูกค้ามากกว่า 9 ล้านคน

 

ความสำเร็จดังกล่าวส่งผลให้ยูนุสและ Grameen Bank ชนะรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2006 จากผลงานในการ ‘สร้างการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมจากล่างขึ้นบน’

 

อย่างไรก็ตาม เขากลายเป็นปฏิปักษ์กับฮาสินา อดีตนายกรัฐมนตรี จากการประกาศตั้งพรรค Citizen Power ในปี 2007 ซึ่งฮาสินากล่าวหาว่าเป็นกลุ่มการเมืองที่อันตราย และโจมตียูนุสว่าสูบเลือดจากคนจน โดยรัฐบาลของเธอยังสั่งปลดเขาจากตำแหน่งผู้บริหาร Grameen Bank ในปี 2011

 

หลายปีหลังจากนั้น ยูนุสต้องเข้าไปพัวพันกับหลายคดีความ ซึ่งผู้สนับสนุนเขามองว่า เป็นการพุ่งเป้าดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรม โดยเผชิญทั้งข้อหายักยอกเงินบริษัท ทุจริตภาษี ละเมิดกฎหมายแรงงาน และล่าสุดคือข้อหาฉ้อโกงที่ถูกฟ้องในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่รัฐบาลฮาสินายืนยันว่า การดำเนินคดีต่อยูนุส ไม่ได้เกิดจากแรงจูงใจทางการเมือง

 

มูฮัมหมัด ยูนุส

 

ภาพประกอบ: กันยกร กาญจนวิไล

อ้างอิง:

The post มูฮัมหมัด ยูนุส จากผู้ชนะโนเบลสันติภาพ สู่ผู้นำรัฐบาลรักษาการบังกลาเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
13 พฤศจิกายน 1913 – รพินทรนาถ ฐากูร กวีเอกชาวอินเดีย ชาวเอเชียคนแรกที่ได้รางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม https://thestandard.co/onthisday13111913/ Mon, 13 Nov 2023 08:02:19 +0000 https://thestandard.co/?p=865118 Rabindranath Thagore

13 พฤศจิกายน 1913 ราชบัณฑิตยสภาแห่งประเทศสวีเดน ณ กรุงส […]

The post 13 พฤศจิกายน 1913 – รพินทรนาถ ฐากูร กวีเอกชาวอินเดีย ชาวเอเชียคนแรกที่ได้รางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
Rabindranath Thagore

13 พฤศจิกายน 1913 ราชบัณฑิตยสภาแห่งประเทศสวีเดน ณ กรุงสตอกโฮล์ม ประกาศมอบรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม ประจำปี 1913 ให้ รพินทรนาถ ฐากูร (Rabindranath Thagore) กวีเอกชาวอินเดีย จากหนังสือรวมบทกวีชื่อ ‘คีตาญชลี’ (Gitanjali) 

 

รพินทรนาถ ฐากูร เกิดเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 1861 ที่กัลกัตตา เมืองเบงกาลี ประเทศอินเดีย ในครอบครัววรรณะพราหมณ์ เป็นบุตรคนที่ 14 ในจำนวน 15 คน ในวัยเยาว์เริ่มเขียนบทกวีครั้งแรกตั้งแต่อายุ 8 ปี จากนั้นงานเขียนเรื่องสั้นกับบทละครก็ตามมาอย่างต่อเนื่อง 

 

ต่อมารพินทรนาถเข้าเรียนกฎหมายที่ University College London แต่เรียนไม่จบและกลับมายังเบงกาลีบ้านเกิด เข้าพิธีสมรสกับ มฤณาลิณี เทวี มีบุตรธิดา 5 คน แต่ภายหลังเสียชีวิตไป 2 คน รพินทรนาถทุ่มเทให้กับสารพัดงานเขียน โดยอาศัยรายได้หลักจากการเก็บค่าเช่าที่ดินเลี้ยงดูครอบครัว ชั่วชีวิตของรพินทรนาถรังสรรค์ผลงานประพันธ์มากมาย ทั้งนวนิยาย เรื่องสั้น บทเพลง ละครเพลง ด้วยหัวข้ออันหลากหลาย ตั้งแต่ชีวิตส่วนตัว สังคม การเมืองการปกครอง 

 

และได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม ในปี 1913 นับเป็นชาวเอเชียคนแรกที่ได้รับรางวัลนี้

The post 13 พฤศจิกายน 1913 – รพินทรนาถ ฐากูร กวีเอกชาวอินเดีย ชาวเอเชียคนแรกที่ได้รางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลอเดีย โกลดิน นักประวัติศาสตร์เศรษฐศาสตร์หญิงอเมริกัน คว้ารางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ประจำปี 2023 https://thestandard.co/claudia-goldin-wins-2023-nobel-economics-prize/ Mon, 09 Oct 2023 12:16:52 +0000 https://thestandard.co/?p=852651 Claudia Goldin รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ 2023

ราชบัณฑิตยสภาวิทยาศาสตร์แห่งสวีเดน (Royal Swedish Acade […]

The post คลอเดีย โกลดิน นักประวัติศาสตร์เศรษฐศาสตร์หญิงอเมริกัน คว้ารางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ประจำปี 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Claudia Goldin รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ 2023

ราชบัณฑิตยสภาวิทยาศาสตร์แห่งสวีเดน (Royal Swedish Academy of Sciences) ประกาศผู้ชนะรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ประจำปี 2023 ได้แก่ คลอเดีย โกลดิน นักประวัติศาสตร์เศรษฐศาสตร์หญิงชาวอเมริกัน จากผลงานวิจัยเรื่องความเหลื่อมล้ำของค่าจ้างระหว่างชายและหญิง 

 

“คลอเดีย โกลดิน ผู้ที่ได้รับรางวัลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปีนี้ ได้จัดทำรายงานที่ครอบคลุมเป็นครั้งแรกเกี่ยวกับรายได้ของผู้หญิง และการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในตลาดแรงงานตลอดช่วงหลายศตวรรษ” ราชบัณฑิตยสภาวิทยาศาสตร์แห่งสวีเดนระบุในแถลงการณ์

 

หนังสือของโกลดินในปี 1990 เรื่อง การทำความเข้าใจช่องว่างระหว่างเพศ: ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของสตรีอเมริกัน (Understanding the Gender Gap: An Economic History of American Women) เป็นผลงานที่มีอิทธิพลอย่างมากเกี่ยวกับการศึกษารากเหง้าความเหลื่อมล้ำของค่าจ้างระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง โดยเธอได้ติดตามผลการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของยาคุมกำเนิดต่ออาชีพการงานและการตัดสินใจแต่งงานของผู้หญิง นามสกุลของผู้หญิงหลังแต่งงานในฐานะเครื่องบ่งชี้ทางสังคม และสาเหตุที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ในปัจจุบันศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี

 

โกลดิน ซึ่งเคยสร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้ดำรงตำแหน่งที่ภาควิชาเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเมื่อปี 1990 นับเป็นผู้หญิงคนที่ 3 เท่านั้นที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์

 

รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ซึ่งมีมูลค่ารางวัล 11 ล้านโครนาสวีเดน หรือเกือบ 1 ล้านดอลลาร์ ถือเป็นรางวัลโนเบลสาขาสุดท้ายที่มีการประกาศในปีนี้ต่อจากสาขาการแพทย์ ฟิสิกส์ เคมี วรรณกรรม และสันติภาพ 

 

ทั้งนี้ รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ไม่ใช่ 1 ใน 5 รางวัลโนเบลสาขาดั้งเดิม ซึ่งริเริ่มขึ้นในปี 1895 ตามความตั้งใจก่อนเสียชีวิตของ อัลเฟรด โนเบล ผู้ประดิษฐ์ระเบิดไดนาไมต์ แต่ก่อตั้งขึ้นโดยธนาคารกลางสวีเดนในปี 1968 และเริ่มประกาศรางวัลครั้งแรกในปี 1969 โดยมีชื่อเต็มอย่างเป็นทางการว่า ‘The Sveriges Riksbank Prize in Economic Sciences in Memory of Alfred Nobel’

 

สำหรับผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์เมื่อปีที่แล้ว ได้แก่ 3 นักเศรษฐศาสตร์สหรัฐฯ คือ เบน เบอร์นันกี อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) พร้อมด้วย ดักลาส ไดมอนด์ และ ฟิลิป ดิบวิก นักเศรษฐศาสตร์อีก 2 คนจากงานวิจัยที่เกี่ยวกับธนาคารและวิกฤตทางการเงิน

 

ภาพ: The Nobel Prize

อ้างอิง:

The post คลอเดีย โกลดิน นักประวัติศาสตร์เศรษฐศาสตร์หญิงอเมริกัน คว้ารางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ประจำปี 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>
นาร์เกส โมฮัมมาดี นักสิทธิมนุษยชนอิหร่าน คว้ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 2023 https://thestandard.co/narges-mohammadi-nobel-peace-prize-winner-2023/ Fri, 06 Oct 2023 10:15:50 +0000 https://thestandard.co/?p=851494 นาร์เกส โมฮัมมาดี

คณะกรรมการพิจารณารางวัลโนเบลประกาศให้ ‘นาร์เกส โมฮัมมาด […]

The post นาร์เกส โมฮัมมาดี นักสิทธิมนุษยชนอิหร่าน คว้ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>
นาร์เกส โมฮัมมาดี

คณะกรรมการพิจารณารางวัลโนเบลประกาศให้ ‘นาร์เกส โมฮัมมาดี’ นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชาวอิหร่าน เป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 2023 ขณะที่เธอยังถูกทางการอิหร่านจำคุกอยู่ในเวลานี้ 

 

คณะกรรมการระบุว่า “รางวัลนี้มอบให้เพื่อเป็นเกียรติแก่โมฮัมมาดี สำหรับการต่อสู้กับการกดขี่ผู้หญิงในอิหร่าน และการต่อสู้เพื่อส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพสำหรับทุกคน เธอต่อสู้เพื่อเสรีภาพในการแสดงออก อิสรภาพที่ไม่ตกอยู่ภายใต้การกดขี่ของใคร รวมถึงต่อต้านกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่บังคับให้ผู้หญิงต้องปกปิดร่างกายของตนเอง

 

“การต่อสู้อย่างกล้าหาญของเธอต้องแลกมากับราคาต้นทุนส่วนตัวที่ต้องจ่ายมหาศาล” 

 

หนึ่งในคณะกรรมการพิจารณารางวัลนี้กล่าวว่า โมฮัมมาดีถูกจับกุมมาถึง 13 ครั้ง ถูกตัดสินว่ามีความผิด 5 ครั้ง ได้รับโทษจำคุกรวมสูงถึง 31 ปี และถูกเฆี่ยนตีอีก 154 ครั้ง แต่อย่างไรก็ตาม แม้คุกเอวิน (Evin Prison) ในกรุงเตหะรานจะมืดมิด แต่ก็ไม่อาจบดบังและปิดกั้นเสียงอันทรงพลังของเธอในฐานะนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนได้ 

 

โดยเธอคว้ารางวัลอันทรงเกียรตินี้แทนผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ 2 ตัวเต็งสำคัญอย่าง โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน และ อเล็กซี นาวัลนี แกนนำฝ่ายค้าน และคู่ปรับคนสำคัญของ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย

 

ภาพ: Narges Mohammadi Foundation / AFP

อ้างอิง:

The post นาร์เกส โมฮัมมาดี นักสิทธิมนุษยชนอิหร่าน คว้ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ใครบ้างคือเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาต่างๆ ประจำปี 2022 https://thestandard.co/nobel-prize-2022-winners/ Tue, 11 Oct 2022 14:46:57 +0000 https://thestandard.co/?p=694598

นี่คือบทสรุปภาพรวมเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาต่างๆ ประจำปี 2 […]

The post ใครบ้างคือเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาต่างๆ ประจำปี 2022 appeared first on THE STANDARD.

]]>

นี่คือบทสรุปภาพรวมเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาต่างๆ ประจำปี 2022 

 

โดย ศ.สวานเต พาโบ นักพันธุศาสตร์ชาวสวีเดนจากสถาบัน Max Planck Institute for Evolutionary Anthropology (MPI-EVA) ในเยอรมนี ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ประจำปีนี้ จากผลงานการศึกษาค้นพบเกี่ยวกับจีโนม (Genomes) ของสายพันธ์ุมนุษย์โบราณที่สูญพันธุ์ไปแล้ว (Extinct Hominins) และวิวัฒนาการของมนุษย์ (Human Evolution)

 

ขณะที่รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ปีนี้เป็นของ ศ.อาแลง อาสเป นักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศส, ศ.จอห์น ฟรานซิส เคลาเซอร์ นักฟิสิกส์ชาวอเมริกัน และ ศ.อันตัน เซลลิงเกอร์ นักฟิสิกส์ชาวออสเตรีย ที่ร่วมกันทำการทดลองโฟตอนเชิงพัวพัน (Entangled Photons) ซึ่งเป็นการละเมิดอสมการเบลล์ (Bell Inequalities) และบุกเบิกวิทยาการสารสนเทศเชิงควอนตัม (Quantum Information Science)

 

ส่วน ดร.แคโรลีน เบอร์ทอซซี กับ ดร.คาร์ล แบร์รี ชาร์ปเลสส์ สองนักเคมีชาวอเมริกัน พร้อมด้วย มอร์เทน เมลดาล นักเคมีชาวเดนมาร์ก ร่วมกันคว้ารางวัลโนเบลสาขาเคมีไปครอง จากผลงานการค้นพบปฏิกิริยาที่ทำให้โมเลกุลรวมตัวกันเพื่อสร้างสารประกอบที่ต้องการ หรือที่รู้จักในชื่อเทคโนโลยี ‘คลิกเคมี’ (Click Chemistry) และ ‘ปฏิกิริยาเคมีที่ทำงานได้ในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตโดยไม่เป็นอันตราย’ (Bioorthogonal Chemistry) ซึ่งนำไปสู่การศึกษาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับชีววิทยาของเซลล์

 

ในฟากฝั่งของด้านวรรณกรรม อานนี แอร์โนซ์ นักเขียนชาวฝรั่งเศสวัย 82 ปี เป็นเจ้าของรางวัลโนเบลประจำปี 2022 สำหรับความกล้าหาญและความเฉียบแหลมที่เธอเปิดเผยให้เห็นถึงรากเหง้า (Roots) ความห่างเหิน (Estrangements) และสิ่งเหนี่ยวรั้งร่วมกัน (Collective Restraints) ของความทรงจำส่วนตัว

 

ขณะที่อีกหนึ่งสาขารางวัลที่มีผู้เฝ้ารอการประกาศผลไม่น้อย นั่นคือรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ในปีนี้คณะกรรมการพิจารณารางวัล มอบรางวัลนี้ให้แก่นักเคลื่อนไหวและองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนในกลุ่มประเทศที่มีความขัดแย้งกันอยู่ขณะนี้อย่างรัสเซีย ยูเครน และเบลารุส 

 

โดยเจ้าของรางวัลได้แก่ อเลส เบียเลียตสกี นักเคลื่อนไหวชาวเบลารุส รวมถึง 2 องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนอย่าง เมโมเรียล (Memorial) ในรัสเซีย และศูนย์เสรีภาพพลเมือง (Center for Civil Liberties: CCL) ในยูเครน สำหรับการส่งเสริมสิทธิในการวิพากษ์วิจารณ์อำนาจ (Right to Criticise Power) ปกป้องสิทธิพื้นฐานของพลเมือง และความพยายามในการบันทึกอาชญากรรมสงคราม การละเมิดสิทธิมนุษยชน และการใช้อำนาจในทางมิชอบ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของภาคประชาสังคม (Civil Society) เพื่อสันติภาพ (Peace) และประชาธิปไตย (Democracy) 

 

ส่วนรางวัลสาขาสุดท้ายในปีนี้อย่างรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ เป็นของ เบน เบอร์นานเก อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ รวมถึง ดักลาส ไดมอนด์ และ ฟิลิป เอช. ดิบบิก สองนักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน จากผลงานการวิจัยเกี่ยวกับธนาคารและวิกฤตการณ์ทางการเงิน (Banks and Financial Crises)

 

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

อ้างอิง:

The post ใครบ้างคือเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาต่างๆ ประจำปี 2022 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบน เบอร์นันเก อดีตประธาน Fed และนักเศรษฐศาสตร์อีก 2 คน คว้ารางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ปีนี้ จากงานวิจัยด้านธนาคารและวิกฤตทางการเงิน https://thestandard.co/nobel-prize-economics-2022/ Mon, 10 Oct 2022 13:05:03 +0000 https://thestandard.co/?p=694024

3 นักเศรษฐศาสตร์สหรัฐฯ ได้แก่ เบน เบอร์นันเก อดีตประธาน […]

The post เบน เบอร์นันเก อดีตประธาน Fed และนักเศรษฐศาสตร์อีก 2 คน คว้ารางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ปีนี้ จากงานวิจัยด้านธนาคารและวิกฤตทางการเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>

3 นักเศรษฐศาสตร์สหรัฐฯ ได้แก่ เบน เบอร์นันเก อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) พร้อมด้วย ดักลาส ไดมอนด์ และ ฟิลิป ดิบวิก นักเศรษฐศาสตร์อีก 2 คน คว้ารางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี 2022 จากงานวิจัยที่เกี่ยวกับธนาคารและวิกฤตทางการเงิน

 

โดยผลงานที่ทำให้เบอร์นันเกได้รับรางวัลปีนี้ คือบทความเมื่อปี 1983 ที่อธิบายว่า ความล้มเหลวของธนาคารสามารถนำไปสู่วิกฤตทางการเงินได้ มากกว่าที่จะเป็นเพียงผลจากวิกฤต


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ส่วนผลงานที่ทำให้ ดักลาส ไดมอนด์ และ ฟิลิป ดิบวิก คว้ารางวัลก็ตีพิมพ์ในปีเดียวกัน โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับบทบาททางสังคมที่ธนาคารมีต่อการลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นระหว่างผู้ออมที่ต้องการเข้าถึงเงินของพวกเขา และเศรษฐกิจที่ต้องการการออมเพื่อนำไปลงทุน รวมไปถึงวิธีที่รัฐบาลสามารถช่วยปกป้องการแห่ถอนเงิน (Bank Run) โดยการให้ประกันเงินฝาก และทำหน้าที่เป็นผู้ให้กู้ทางเลือกสุดท้ายด้วย

 

คณะกรรมการโนเบลระบุว่า ผลงานของทั้งสามในช่วงต้นทศวรรษ 1980 ได้ปรับปรุงความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของธนาคารในระบบเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวิกฤตทางการเงิน และแสดงให้เห็นว่าเหตุใดเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องป้องกันการล่มสลายของธนาคาร โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตการเงินปี 2008-2009 และการระบาดใหญ่ของโควิด

 

ขณะที่ จอห์น แฮสเลอร์ หนึ่งในคณะกรรมการรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ กล่าวว่า บทความในปี 1983 ของ เบน เบอร์นันเก แสดงให้เห็นถึงการวิเคราะห์ทางสถิติและแหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ว่า การแห่ถอนเงิน (Bank Run) นำไปสู่ความล้มเหลวของธนาคารได้อย่างไร และนี่คือกลไกที่เปลี่ยนภาวะถดถอย (Recession) ที่ธรรมดาให้กลายเป็นภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ (Depression) ในช่วงทศวรรษ 30 รวมถึงวิกฤตร้ายแรงที่เราเห็นในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ด้วย

 

ทั้งนี้ เบน เบอร์นันเก เคยดำรงตำแหน่งประธาน Fed ระหว่างปี 2006-2014 โดยปัจจุบันเขาประจำอยู่ที่ Brookings Institute ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ด้าน ดักลาส ไดมอนด์ ปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์อยู่ที่ Booth School of Business แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก ขณะที่ ฟิลิป ดิบวิก เป็นศาสตราจารย์ที่ Olin Business School ของมหาวิทยาลัยวอชิงตัน

 

โดยนักเศรษฐศาสตร์ทั้ง 3 คนจะรับรางวัลร่วมกัน เช่นเดียวกับ พอล ครูกแมน และ มิลตัน ฟรีดแมน ผู้ชนะรางวัลก่อนหน้านี้ โดยผู้ชนะรางวัลจะได้รับเงินรางวัล 10 ล้านโครนาสวีเดนต่อคน

 

ขณะที่มีบางฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ก่อนหน้านี้มักมาจากสหรัฐอเมริกา และมีนักเศรษฐศาสตร์หญิงเพียง 2 คนเท่านั้นที่เคยรับรางวัล ได้แก่ เอลินอร์ ออสตรอม ผู้ชนะในปี 2009 และ เอสเธอร์ ดัฟโล ผู้ชนะในปี 2019

 

ทั้งนี้ รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ไม่ใช่ 1 ใน 5 รางวัลโนเบลสาขาดั้งเดิม ซึ่งริเริ่มขึ้นในปี 1895 ตามความตั้งใจก่อนเสียชีวิตของ อัลเฟรด โนเบล ผู้ประดิษฐ์ระเบิดไดนาไมต์

 

แต่ก่อตั้งขึ้นโดยธนาคารกลางสวีเดน และเริ่มประกาศรางวัลครั้งแรกในปี 1969 โดยมีชื่อเต็มอย่างเป็นทางการว่า ‘The Sveriges Riksbank Prize in Economic Sciences in Memory of Alfred Nobel’

 

ภาพ: Nobelprize.org

อ้างอิง:

The post เบน เบอร์นันเก อดีตประธาน Fed และนักเศรษฐศาสตร์อีก 2 คน คว้ารางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ปีนี้ จากงานวิจัยด้านธนาคารและวิกฤตทางการเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
2 นักเคมีอเมริกัน และ 1 นักเคมีเดนมาร์ก ร่วมชนะรางวัลโนเบลสาขาเคมี จากผลงานวิจัย ‘คลิกเคมี’ และ ‘เคมีชีวภาพ’ https://thestandard.co/nobel-prize-chemistry-2022/ Wed, 05 Oct 2022 12:57:11 +0000 https://thestandard.co/?p=691591

2 นักเคมีชาวอเมริกัน ได้แก่ ดร.แคโรลีน เบอร์ทอซซี วัย 5 […]

The post 2 นักเคมีอเมริกัน และ 1 นักเคมีเดนมาร์ก ร่วมชนะรางวัลโนเบลสาขาเคมี จากผลงานวิจัย ‘คลิกเคมี’ และ ‘เคมีชีวภาพ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

2 นักเคมีชาวอเมริกัน ได้แก่ ดร.แคโรลีน เบอร์ทอซซี วัย 55 ปี และ ดร.คาร์ล แบร์รี ชาร์ปเลสส์ วัย 81 ปี พร้อมด้วย มอร์เทน เมลดาล นักเคมีชาวเดนมาร์ก วัย 68 ปี ร่วมกันคว้ารางวัลโนเบล สาขาเคมีประจำปีนี้ จากผลงานการค้นพบปฏิกริยาที่ทำให้โมเลกุลรวมตัวกันเพื่อสร้างสารประกอบที่ต้องการ หรือที่รู้จักในชื่อเทคโนโลยี ‘คลิกเคมี’ (Click Chemistry) และ ‘เคมีชีวภาพ’ (Bioorthogonal Chemistry) ซึ่งนำไปสู่การศึกษาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับชีววิทยาของเซลล์

 

โดยเทคโนโลยีคลิกเคมีและเคมีชีวภาพนั้นถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลก ในงานศึกษาวิจัยที่เกี่ยวกับเซลล์และการติดตามกระบวนการทางชีววิทยา


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


ขณะที่คณะกรรมการรางวัลโนเบลชี้ว่า ผลจากการใช้ปฏิกิริยาทางชีวภาพ ทำให้นักวิจัยสามารถพัฒนาการกำหนดเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงของยารักษาโรคมะเร็ง ซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างการทดลองทางคลินิก

 

ทั้งนี้ ดร.ชาร์ปเลสส์ยังกลายเป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่ชนะรางวัลโนเบลถึง 2 ครั้ง โดยก่อนหน้านี้เขาเคยคว้ารางวัลโนโบล สาขาเคมี เมื่อปี 2001 จากผลงานการวิจัยเกี่ยวกับปฏิกิริยาออกซิเดชันของสารไครัล

 

ภาพ: Jonathan Nackstrand / AFP

อ้างอิง: 

The post 2 นักเคมีอเมริกัน และ 1 นักเคมีเดนมาร์ก ร่วมชนะรางวัลโนเบลสาขาเคมี จากผลงานวิจัย ‘คลิกเคมี’ และ ‘เคมีชีวภาพ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
3 นักวิทยาศาสตร์ สหรัฐฯ ฝรั่งเศส ออสเตรีย ร่วมคว้ารางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ จากผลงานวิจัยเทคโนโลยีควอนตัม https://thestandard.co/nobel-prize-physics-2022/ Tue, 04 Oct 2022 11:20:43 +0000 https://thestandard.co/?p=690933

คณะกรรมการรางวัลโนเบล ประกาศผลรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประ […]

The post 3 นักวิทยาศาสตร์ สหรัฐฯ ฝรั่งเศส ออสเตรีย ร่วมคว้ารางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ จากผลงานวิจัยเทคโนโลยีควอนตัม appeared first on THE STANDARD.

]]>

คณะกรรมการรางวัลโนเบล ประกาศผลรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปีนี้ โดยมีผู้ชนะรางวัลร่วมเป็นนักวิทยาศาสตร์ 3 คน ได้แก่ ศาสตราจารย์จอห์น ฟรานซิส เคลาเซอร์ นักฟิสิกส์ทฤษฎีและการทดลองชาวอเมริกัน, ศาสตราจารย์อาแลง อาสเป นักฟิสิกส์เชิงทดลองชาวฝรั่งเศส และศาสตราจารย์อันตัน เซลลิงเกอร์ นักฟิสิกส์ควอนตัมชาวออสเตรีย จากผลงาน ‘การศึกษาทดลองการพัวพันเชิงควอนตัม (Quantum Entanglement)’

 

โดยทั้ง 3 คนได้รับการยกย่องจากผลงานศึกษาวิจัยอันก้าวหน้าด้านกลศาสตร์ควอนตัม เกี่ยวกับพฤติกรรมของอนุภาคย่อยของอะตอม ซึ่งปูทางไปสู่การวิจัยด้านควอนตัมที่กว้างขึ้น เช่น ควอนตัมคอมพิวเตอร์ เครือข่ายควอนตัม และการสื่อสารเข้ารหัสด้วยควอนตัม และถือเป็นผู้วางรากฐานสำหรับยุคใหม่ของเทคโนโลยีควอนตัม

 

“นักวิทยาศาสตร์แต่ละคนได้ดำเนินการการทดลองที่ก้าวล้ำ โดยใช้ภาวะการพัวพันเชิงควอนตัม ซึ่งอนุภาคสองตัวมีพฤติกรรมเหมือนหน่วยเดียวถึงแม้ว่าจะถูกแยกออกจากกัน ผลลัพธ์ของพวกเขาได้เปิดทางไปสู่เทคโนโลยีใหม่ที่อ้างอิงด้วยข้อมูลควอนตัม” คณะกรรมการโนเบลกล่าวในการบรรยายสรุป

 

ขณะที่งานวิจัยของทั้ง 3 นักฟิสิกส์นั้นสร้างขึ้นต่อยอดจากผลงานของ จอห์น สจวร์ต เบลล์ นักฟิสิกส์ชาวไอร์แลนด์เหนือ ที่พยายามไขคำตอบของปริศนาที่ว่า อนุภาคที่อยู่ห่างกันมากเกินที่จะสื่อสารระหว่างกันตามปกติยังคงสามารถทำงานร่วมกันได้หรือไม่

 

ภาพ: JONATHAN NACKSTRAND / AFP

อ้างอิง:

The post 3 นักวิทยาศาสตร์ สหรัฐฯ ฝรั่งเศส ออสเตรีย ร่วมคว้ารางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ จากผลงานวิจัยเทคโนโลยีควอนตัม appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘โครงการอาหารโลก’ คว้ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ 2020 https://thestandard.co/world-food-programme-received-nobel-prize/ Fri, 09 Oct 2020 10:33:41 +0000 https://thestandard.co/?p=405942 'โครงการอาหารโลก' คว้ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ 2020

คณะกรรมการพิจารณารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ตัดสินใจมอบราง […]

The post ‘โครงการอาหารโลก’ คว้ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ 2020 appeared first on THE STANDARD.

]]>
'โครงการอาหารโลก' คว้ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ 2020

คณะกรรมการพิจารณารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ตัดสินใจมอบรางวัลนี้ให้กับ ‘โครงการอาหารโลก’ (World Food Programme: WFP) หน่วยงานด้านมนุษยธรรมภายใต้องค์การสหประชาชาติ (UN) ที่ให้ความช่วยเหลือและจัดการกับปัญหาความหิวโหยทั่วโลก

 

โดยคณะกรรมการให้เหตุผลว่า WFP มีความพยายามอย่างยิ่งยวดในการต่อสู้กับความหิวโหยและขับเคลื่อนสันติภาพในพื้นที่พิพาทและมีความขัดแย้ง ทั้งยังป้องกันการใช้ความหิวโหยเป็นหนึ่งในเครื่องมือในสงครามและความขัดแย้ง

 

The post ‘โครงการอาหารโลก’ คว้ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ 2020 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำความรู้จักเทคนิคการตัดแต่งจีโนมยุคใหม่ งานวิจัยที่คว้ารางวัลโนเบลสาขาเคมี 2020 https://thestandard.co/genome-editing-on-nobel-prize-2020/ Thu, 08 Oct 2020 10:03:38 +0000 https://thestandard.co/?p=405431 ทำความรู้จักเทคนิคการตัดแต่งจีโนมยุคใหม่ งานวิจัยที่คว้ารางวัลโนเบลสาขาเคมี 2020

รางวัลโนเบลสาขาเคมีประจำปี 2020 ถูกมอบให้แก่นักวิทยาศาส […]

The post ทำความรู้จักเทคนิคการตัดแต่งจีโนมยุคใหม่ งานวิจัยที่คว้ารางวัลโนเบลสาขาเคมี 2020 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำความรู้จักเทคนิคการตัดแต่งจีโนมยุคใหม่ งานวิจัยที่คว้ารางวัลโนเบลสาขาเคมี 2020

รางวัลโนเบลสาขาเคมีประจำปี 2020 ถูกมอบให้แก่นักวิทยาศาสตร์หญิง 2 ท่าน คือ เอ็มมานูแอลล์ ชาร์ปงทิเย (Emmanuelle Charpentier) จากหน่วยวิจัยมักซ์ พลังค์สำหรับวิทยาศาสตร์ของเชื้อก่อโรค (Max Planck Unit for the Science of Pathogens) และ เจนนิเฟอร์ เอ ดอดนา (Jennifer A. Doudna) แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย-เบิร์กลีย์ สำหรับการพัฒนาวิธีตัดแต่งจีโนม (Genome Editing)

 

ชีวิตบนโลกนั้นถูกกำหนดลักษณะต่างๆ ด้วยดีเอ็นเอ สารเคมีที่ประกอบไปด้วยเบส 4 ชนิด A C T และ G เรียงกันจนเป็น ‘รหัสพันธุกรรม’ เปรียบได้กับหนังสือเล่มหนาที่บรรจุข้อมูลแห่งชีวิตเอาไว้ ซึ่งเรียกว่า ‘จีโนม’ (Genome) ดังนั้นหากเราสามารถปรับแก้และตัดแต่งรหัสพันธุกรรมได้ดังใจ ก็อาจกล่าวได้ว่าเราสามารถออกแบบชีวิตให้เป็นไปตามที่เราต้องการได้

 

 

เจนนิเฟอร์ เอ ดอดนา-ระบบภูมิคุ้มกันของแบคทีเรีย

วันหนึ่งในปี 2006 เจนนิเฟอร์ได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนร่วมงานนักจุลชีววิทยาว่าด้วยการค้นพบใหม่เกี่ยวกับรหัสพันธุกรรมของแบคทีเรีย โดยเพื่อนของเธอเล่าว่าส่วนหนึ่งของดีเอ็นเอแบคทีเรียจะมีรหัสพันธุกรรมที่เรียงกันซ้ำๆ และกระจายกันไปทั่ว โดยที่ระหว่างชุดรหัสพันธุกรรมดังกล่าวจะถูกแทรกด้วยรหัสที่ไม่ซ้ำกัน เปรียบเทียบได้กับหนังสือจีโนมที่มีประโยคซ้ำๆ กันกระจายไปทั้งเล่ม

 

นักวิทยาศาสตร์ตั้งชื่อให้กับรูปแบบของชุดรหัสพันธุกรรมดังกล่าวว่า ‘CRISPR’ ย่อมาจาก Clustered Regularly Interspaced Short Palindromic Repeats แปลว่า กลุ่มรหัสพันธุกรรมพาลินโดรม (อ่านไปข้างหน้าและกลับหลังได้เป็นรหัสเดียวกัน) ขนาดสั้นๆ ที่ซ้ำกัน และแทรกไปทั่วอย่างสม่ำเสมอ

 

รูปแบบของการจัดเรียงรหัสพันธุกรรมอันน่าพิศวงนี้ไม่ได้พบแค่ในแบคทีเรียเพียงชนิดเดียว แต่พบได้ในอีกหลายชนิด นั่นแสดงว่ามันจะต้องมีความสลักสำคัญอะไรบางอย่างกับแบคทีเรีย จนถึงขั้นถูกเก็บรักษาไว้ในเผ่าพันธุ์เป็นอย่างดี

 

สิ่งที่น่าสนใจคือรหัสส่วนที่ไม่ซ้ำกัน เมื่อนำไปเทียบกับฐานข้อมูลก็พบว่ามันเป็นรหัสพันธุกรรมของเชื้อไวรัส ศัตรูของเหล่าแบคทีเรีย ซึ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสันนิษฐานว่านี่น่าจะเป็นระบบภูมิคุ้มกันแบคทีเรีย ที่เมื่อมันเอาชนะไวรัสได้ พวกมันจะเก็บสารพันธุกรรมของไวรัสเอาไว้อยู่ในจีโนม เพื่อเอาไว้ต่อกรกับไวรัสได้อย่างรวดเร็วในครั้งต่อไป เหมือนกับที่คนเรามักจะไม่เป็นคางทูมหรืออีสุกอีใสซ้ำ หากเคยเป็นโรคนี้มาก่อนแล้ว

 

แต่ CRISPR เป็นเพียงแค่รหัสดีเอ็นเอ การที่มันจะไปทำลายไวรัสได้ นักวิทยาศาสตร์พบว่ายังมีโมเลกุลอีกชนิดหนึ่งที่จำเป็น นั่นก็คือโปรตีนในชื่อ CRISPR-associated หรือ Cas

 

เจนนิเฟอร์พบว่า รหัสพันธุกรรมที่เป็นต้นแบบให้กับการสร้างโปรตีน Cas คล้ายคลึงกับรหัสชุดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการคลายเกลียวและตัดแยกดีเอ็นเอ ทำให้เธอเริ่มสงสัยว่าโปรตีน Cas จะทำหน้าที่ตัดดีเอ็นเอของไวรัสออกเป็นชิ้นๆ ได้หรือไม่

 

ทีมวิจัยของเจนนิเฟอร์และคณะนักวิจัยจำนวนมากได้หันมาศึกษาระบบภูมิคุ้มกันของแบคทีเรีย CRISPR/Cas จนพบว่ามันสามารถแบ่งได้เป็นสองรูปแบบใหญ่ๆ รูปแบบที่ 1 นั้นยุ่งยากซับซ้อน ส่วนรูปแบบที่ 2 ใช้โปรตีนจำนวนน้อยกว่า ซึ่งเป็นรูปแบบที่เอ็มมานูแอลล์กำลังศึกษาอยู่ในอีกทวีปหนึ่ง ไกลออกไปครึ่งโลก

 

เอ็มมานูแอลล์ ชาร์ปงทิเย-อาร์เอ็นเอปริศนาในแบคทีเรียก่อโรค

ย้อนไปเมื่อปี 2002 เอ็มมานูแอลล์กำลังหาเป้าหมายใหม่สำหรับยาปฏิชีวนะเพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus Pyogenes ซึ่งอาจก่อโรคต่อมทอนซิลอักเสบไปจนถึงติดเชื้อในกระแสเลือดและถึงแก่ความตาย

 

เธอมุ่งเป้าไปที่สารเคมีอีกชนิดหนึ่ง ชื่อ อาร์เอ็นเอ (RNA) ซึ่งมีองค์ประกอบทางเคมีคล้ายคลึงกับดีเอ็นเอ แต่มีโครงสร้างและหน้าที่ที่หลากหลายกว่ามาก ดีเอ็นเอเปรียบเสมือนคลังข้อมูลที่มีชุดคำสั่งต่างๆ ถูกเก็บรักษาเอาไว้เพื่อส่งต่อไปยังลูกหลาน แต่อาร์เอ็นเอคือเจ้าหน้าที่ที่คอยทำให้งานการต่างๆ ในเซลล์ลุล่วงไปได้

 

ในบรรดาอาร์เอ็นเอทั้งหลายที่เธอค้นพบ มีอยู่ชนิดหนึ่งที่ตอนนั้นยังไม่มีใครทราบหน้าที่ของมันดีนัก แต่รหัสของอาร์เอ็นเอชนิดนี้คล้ายคลึงกับรหัสดีเอ็นเอส่วนที่ซ้ำๆ กันของ CRISPR มาก ต่อมาได้รับการตั้งชื่อว่า Trans-activating Crispr RNA (tracrRNA) เมื่อศึกษาเพิ่มเติม ทีมของเธอพบว่าอาร์เอ็นเอโมเลกุลนี้จำเป็นสำหรับระบบ CRISPR ระบบหนึ่งซึ่งซับซ้อนน้อยมาก เพราะต้องการเพียงโปรตีน Cas9 แค่โมเลกุลเดียวก็ทำงานได้

 

CRISPR Cas9 และ tracrRNA จะทำงานร่วมกันเป็น ‘กรรไกรตัดสารพันธุกรรม’ จัดการกับไวรัสที่เข้ามารุกรานเซลล์ได้อย่างแม่นยำ

 

ล่วงมาจนถึงปี 2011 หลังจากที่ตีพิมพ์ผลงานวิจัยเกี่ยวกับ tracrRNA ไป เอ็มมานูแอลล์รู้ตัวแล้วว่าเธอเป็นนักจุลชีววิทยาที่กำลังขี่ยอดคลื่น การจะศึกษา CRISPR/Cas9 ให้ลงลึกยิ่งขึ้น จำเป็นต้องร่วมงานกับนักชีวเคมี ซึ่งเจนนิเฟอร์คือตัวเลือกแรกๆ

 

การนัดพบแห่งโชคชะตา

วันที่สองของการประชุมทางวิชาการในเครือรัฐเปอร์โตริโก เอ็มมานูแอลล์ได้เอ่ยปากชวนให้เจนนิเฟอร์มาศึกษา CRISPR/Cas9 ร่วมกัน ทีมวิจัยร่วมของทั้งคู่สามารถสร้างระบบ CRISPR/Cas9 เพื่อตัดดีเอ็นเอในหลอดทดลองนอกเซลล์แบคทีเรียได้สำเร็จหลังจากที่ล้มเหลวมาหลายต่อหลายครั้ง

 

เรื่องราวของ CRISPR/Cas9 คงจะจบลงแต่เพียงเท่านี้ และรางวัลโนเบลสาขาเคมีปี 2020 นี้คงต้องมอบรางวัลให้กับงานวิจัยอื่น หากไม่เพราะสองนักวิทยาศาสตร์ตั้งคำถามต่อว่า เป็นไปได้ไหมที่จะพัฒนาให้ CRISPR/Cas9 ใช้งานง่ายขึ้นไปอีก รวมถึงการออกแบบให้มันไปตัดดีเอ็นเอได้ตามที่เราต้องการ

 

ทีมนักวิทยาศาสตร์สังเคราะห์อาร์เอ็นเอชุดใหม่ขึ้นมา เรียกว่า ‘อาร์เอ็นเอนำทาง’ (Guide RNA) โดยที่ดัดแปลงรหัสอาร์เอ็นเอให้กลายไปเป็นตัวชี้เป้า ขึ้นอยู่กับว่าอยากจะตัดดีเอ็นเอส่วนไหนทิ้งไปแล้วนำไปใช้งานกับ Cas9 ซึ่งพบว่าระบบ CRISPR/Cas9 ที่ปรับปรุงใหม่นี้ สามารถตัดดีเอ็นเอได้อย่างแม่นยำตามที่ได้ออกแบบไว้

 

ในตอนนั้น ยุคใหม่แห่งวิทยาศาสตร์ชีวภาพได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว

 

ความบังเอิญเกิดขึ้นได้กับจิตใจที่เตรียมพร้อมมาดีแล้ว

 

จากจุดตั้งต้นเพียงแค่การศึกษาระบบภูมิคุ้มกันของสิ่งมีชีวิตโบราณที่แสนเรียบง่าย แต่ทรงประสิทธิภาพอย่างยิ่ง

 

แปดปีผ่านไป หลังจากที่งานวิจัยชิ้นโบแดงได้รับการตีพิมพ์ในปี 2012 ระบบการตัดแต่งพันธุกรรมที่มีรากฐานมาจาก CRISPR/Cas9 ได้ถูกนำไปประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย อาจจะเรียกว่าเป็นความบังเอิญที่โชคดี แต่นั่นต้องมาพร้อมกับจิตใจที่มุ่งมั่นและไม่ย่อท้อต่อการหาคำตอบ

 

ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์สามารถเลือกได้ตามใจชอบว่าอยากจะตัดดีเอ็นเอส่วนไหนของจีโนมทิ้งไป นอกจากนี้ยังปรับให้นำชิ้นส่วนดีเอ็นเออื่นๆ มาแทนที่ส่วนที่ตัดทิ้งไปได้ราวกับกำลังเขียนจีโนมขึ้นมาใหม่ ส่งผลให้เกิดแนวคิดใหม่ๆ ในการใช้งานได้อีกมาก ไม่ว่าจะเป็นการทดลองหยุดการทำงานของยีนบางยีนเพื่อดูกลไกการเกิดโรค การปรับปรุงพันธุ์พืชที่ไม่ต้องอาศัยแบคทีเรียต้านยาปฏิชีวนะ ทำให้มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อมน้อยลงกว่าเดิม รวมถึงหนทางใหม่ในการรักษามะเร็งและโรคทางพันธุกรรมอื่นๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด

 

ทว่าไม่ใช่เพียงแค่ด้านสว่าง การตัดแต่งจีโนมอาจพาเราไปสู่ข้อคำถามทางชีวจริยธรรมที่สำคัญว่า “เราจะยอมรับการตัดแต่งจีโนมในตัวอ่อนมนุษย์หรือสัตว์ได้หรือไม่” เพราะหากเรายอมให้เกิดขึ้น นั่นแปลว่าจีโนมรูปแบบใหม่จะสามารถถูกส่งทอดต่อไปได้ในเผ่าพันธุ์ของเรา กล่องแพนโดราถูกเปิดออกแล้ว และเป็นหน้าที่ของมนุษยชาติที่จะต้องชั่งน้ำหนักเพื่อหาคำตอบร่วมกัน

 

อีกไม่นานการตัดแต่งจีโนมจะเข้ามาเกี่ยวพันกับการใช้ชีวิตประจำวันของเราอย่างแน่นอน นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลทั้งสองท่านนี้และอีกหลายพันชีวิตกำลังใช้เครื่องมือทางเคมีตัดแต่งแก่นของชีวิตในทางชีวภาพ ซึ่งเป็นใบเบิกทางไปสู่การค้นพบใหม่ๆ ได้อีกไม่รู้จบ

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

อ้างอิง: 

The post ทำความรู้จักเทคนิคการตัดแต่งจีโนมยุคใหม่ งานวิจัยที่คว้ารางวัลโนเบลสาขาเคมี 2020 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ย้อนชมโฉมหน้าผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ 5 ปีล่าสุด https://thestandard.co/nobel-peace-prize-2015-19/ Sat, 12 Oct 2019 09:13:44 +0000 https://thestandard.co/?p=295088 Nobel Peace Prize

ในช่วงเดือนตุลาคมของทุกปีจะมีการประกาศรางวัลโนเบลสาขาต่ […]

The post ย้อนชมโฉมหน้าผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ 5 ปีล่าสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Nobel Peace Prize

ในช่วงเดือนตุลาคมของทุกปีจะมีการประกาศรางวัลโนเบลสาขาต่างๆ หนึ่งในนั้นคือรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ โดยเริ่มมอบรางวัลนี้ตั้งแต่ปี 1901 ปัจจุบันมี 107 คนและ 24 องค์กรที่มีส่วนช่วยสนับสนุนและผลักดันสันติภาพโลกจนได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้

 

นี่คือโฉมหน้าผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ 5 ปีล่าสุด

 

Nobel Peace Prize

 

นายกรัฐมนตรีอาบีย์ อาเหม็ด อาลี ของเอธิโอเปีย ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ปี 2019 

 

‘สำหรับความพยายามในการผลักดันสันติภาพ และความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการริเริ่มผลักดันการแก้ไขปัญหาพรมแดนกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเอริเทรีย’

 

Photo: Eduardo Soteras / AFP / Getty Images

 

Nobel Peace Prize

 

นาเดีย มูราด หญิงสาวชาวยาซิดี ชนกลุ่มน้อยของอิรัก ผู้เคยตกเป็นเหยื่อกามารมณ์ของสมาชิกกลุ่มกองกำลังไอเอสที่เข้ายึดครองบ้านเกิดของเธอภายในจังหวัดซินจาร์เมื่อปี 2014 ก่อนที่จะผันตัวมาเป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี และนายแพทย์เดนิส มุกเวเก สูตินรีแพทย์ชาวคองโก ทั้งคู่เป็นเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ปี 2018

 

‘สำหรับความพยายามยุติปัญหาความรุนแรงทางเพศในฐานะเป็นเครื่องมือของสงครามและความขัดแย้ง’

 

Photo: NTB Scanpix / Haakon Mosvold Larsen via Reuters

 

Nobel Peace Prize

 

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อยกเลิกอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างประเทศ (International Campaign to Abolish Nuclear Weapons: ICAN) สวิตเซอร์แลนด์ เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ปี 2017

 

‘สำหรับความพยายามในการชี้ให้เห็นผลกระทบต่อมนุษย์จากการใช้อาวุธนิวเคลียร์และสำหรับความพยายามในการผลักดันให้เกิดสนธิสัญญาห้ามอาวุธนิวเคลียร์’

 

Photo: NTB Scanpix / TBerit Roald via Reuters

 

Nobel Peace Prize

 

ประธานาธิบดีฆวน มานูเอล ซานโตส ผู้นำโคลอมเบีย เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ปี 2016

 

‘สำหรับความพยายามอย่างยิ่งยวดในการยุติปัญหาสงครามภายในประเทศกับกลุ่มกองกำลัง FARC ที่มีมานานกว่า 50 ปี’

 

Photo: NTB Scanpix / Lise Aaserud via Reuters

 

Nobel Peace Prize

 

กลุ่มสานเสวนาสี่ฝ่ายแห่งชาติตูนิเซีย (Tunisian National Dialogue Quartet) เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ปี 2015

 

‘สำหรับการอุทิศตนเพื่อสร้างประชาธิปไตยแบบพหุนิยมในสังคมตูนิเซีย ในช่วงการปฏิวัติดอกมะลิเมื่อปี 2011’

 

Photo: NTB scanpix / Cornelius Poppe via Reuters

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post ย้อนชมโฉมหน้าผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ 5 ปีล่าสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกรัฐมนตรีเอธิโอเปีย คว้ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2019 https://thestandard.co/the-nobel-peace-prize-2019/ Fri, 11 Oct 2019 09:43:54 +0000 https://thestandard.co/?p=294864 The Nobel Peace Prize

คณะกรรมการตัดสินรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประกาศว่า อาบีย […]

The post นายกรัฐมนตรีเอธิโอเปีย คว้ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2019 appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Nobel Peace Prize

คณะกรรมการตัดสินรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประกาศว่า อาบีย์ อาเหม็ด อาลี นายกรัฐมนตรีเอธิโอเปีย คว้ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2019 สำหรับความพยายามในการผลักดันสันติภาพและความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการริเริ่มผลักดันการแก้ไขปัญหาพรมแดนกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเอริเทรีย

 

ในขณะที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า เกรตา ธันเบิร์ก นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม วัย 16 ปี จากประเทศต้นกำเนิดรางวัลโนเบลนี้อาจเป็นผู้คว้ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพไปครอง หลังประสบความสำเร็จอย่างมากในการครองพื้นที่สื่อและสร้างแรงกระเพื่อมเกี่ยวกับการกระตุ้นจิตสำนึกรักษ์โลกให้เกิดขึ้นในประชาคมโลก 

 

โดยนายกรัฐมนตรีอาบีย์ อาเหม็ด อาลี ถือเป็นชาวเอธิโอเปียคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบล นับตั้งแต่มีการเริ่มมอบรางวัลมาเมื่อปี 1901

 

ภาพและอ้างอิง: Ill. Niklas Elmehed / nobelprize.org

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post นายกรัฐมนตรีเอธิโอเปีย คว้ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2019 appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จักสองนักเขียนโนเบลวรรณกรรม 2018-19 กับภาพสะท้อนการเมืองในแวดวงหนังสือ https://thestandard.co/the-nobel-prize-in-literature-2018-19/ Fri, 11 Oct 2019 07:50:59 +0000 https://thestandard.co/?p=294786 The Nobel Prize in Literature 2019

รางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมกับประเด็นการเมืองดูเป็นเรื่องที […]

The post รู้จักสองนักเขียนโนเบลวรรณกรรม 2018-19 กับภาพสะท้อนการเมืองในแวดวงหนังสือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Nobel Prize in Literature 2019

รางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมกับประเด็นการเมืองดูเป็นเรื่องที่มักถูกนำมาผูกโยงกันอยู่เสมอ แม้เกือบทุกครั้งคำประกาศที่ใช้เป็นเหตุผลกำกับรับรองจะเป็นกรอบเกณฑ์กว้างๆ ที่บ่งบอกถึงการเชิดชูความเป็นมนุษย์ คุณค่าสากล นวัตกรรม และความสร้างสรรค์ในตัวผลงาน ไม่ว่าจะเป็นนวนิยาย บทกวี หรือบทละคร แต่ในหลายคราวก็ดูราวกับจะเป็นการประเมินจากตัวบุคคล เกียรติประวัติที่สั่งสมมาตลอดชีวิต และทำให้การมอบรางวัลกลายเป็นภาพแทนของอุดมการณ์บางอย่าง 

 

เช่นครั้งที่ ออร์ฮาน ปามุก (Orhan Pamuk) ได้รางวัลนี้ในปี 2006 สื่อต่างๆ ก็พากันวิพากษ์วิจารณ์ไปว่าน่าจะมีส่วนมาจากบทบาททางการเมืองของปามุกมากกว่าตัวงาน แล้วก็เป็นดังที่เราทราบกันว่ารางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมประจำปี 2018 จำเป็นต้องเลื่อนการประกาศผลออกไป เพราะข่าวอื้อฉาวที่ ฌอง-โคลด อาร์โนลต์ (Jean-Claude Arnault) ผู้เป็นสามีของ คาตารีนา ฟรอสเตนสัน (Katarina Frostenson) หนึ่งในองค์คณะผู้ตัดสิน ได้ถูกข้อกล่าวหาล่วงละเมิดทางเพศสุภาพสตรีหลายราย โดยหนึ่งในนั้นเป็นถึงมกุฎราชกุมารีแห่งสวีเดน จนเกิดผลสืบเนื่องให้คณะกรรมการต้องลาออกทั้งชุด และทำให้ในปีนี้ (ปี 2019) มีการมอบรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมถึง 2 ปีซ้อน

 

คนแรกคือ โอลกา โตการ์ชุก (Olga Tokarczuk) นักเขียนหญิงชาวโปแลนด์ ที่ชื่อเสียงเริ่มเป็นที่รู้จักในบ้านเราภายหลังที่นวนิยายเรื่อง Flights ของเธอได้รับรางวัล Man Booker International Prize ในปี 2018 และหากไม่เกิดเรื่องฉาวขึ้นจนมีเหตุให้เลื่อนคำประกาศ โตการ์ชุกก็น่าจะได้รับ 2 รางวัลใหญ่ในปีเดียวกัน

 

โตการ์ชุกเกิดเมื่อวันที่ 29 มกราคม 1962 ที่ซุเลฮุฟ เมืองทางภาคตะวันออกของโปแลนด์ เธอสำเร็จการศึกษาทางด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยวอร์ซอว์ ก่อนสมัครเข้าทำงานในสถานบำบัดสำหรับวัยรุ่นที่มีปัญหาทางด้านพฤติกรรมในช่วงเวลาหนึ่ง เธอเป็นนักเคลื่อนไหวและปัญญาชนสาธารณะที่มีชื่อเสียงของโปแลนด์ เริ่มมีผลงานตีพิมพ์ตั้งแต่ช่วงปลายของทศวรรษที่ 1980 โดย Cities in Mirrors (1989) ถือเป็นหนังสือรวมบทกวีเล่มแรกของเธอ และมี The Journey of the Book-People (1993) ที่เป็นเรื่องของคู่รักซึ่งมีฉากหลังย้อนกลับไปยังฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 17 เป็นนวนิยายเล่มแรก 

 

ผลงานที่ทำให้ชื่อของเธอเป็นที่กล่าวขานในแวดวงย่อมหนีไม่พ้น Primeval and Other Times (1996) ที่กล่าวถึงหมู่บ้านในจินตกรรมที่ไม่ยากเกินจินตนาการซึ่งมีชื่อว่า ปราเวียก (Prawiek) อันเป็นดินแดนที่มนุษย์และเทพมีชีวิตอยู่ร่วมกัน จัดเป็นปกรณัมในโลกสมัยใหม่ที่สามารถวิจารณ์ความเป็นไปของภูมิภาคยุโรปกลางได้อย่างเฉียบคม

 

ส่วนผลงานที่จัดว่าขายดีหรือทำให้เธอเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติครั้งแรกก็คือ House of Day, House of Night (1998) ซึ่งได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษโดยสำนักพิมพ์แกรนตาในปี 2002 และสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์นในปี 2003 โดยฉากในเรื่องเป็นเมืองโนวารูดาที่มีอยู่จริง เป็นเรื่องราวของนักเขียนที่ได้ย้ายไปพำนักยังเมืองดังกล่าวเพื่อเก็บเกี่ยวเรื่องเล่าจากคนเมืองที่ทั้งประหลาด ชวนหัว ขื่นขัน แต่ก็สะท้อนความเป็นจริงที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี

 

โตการ์ชุกย้ายไปพำนักที่หมู่บ้านเล็กๆ ชื่อครายานัฟ ใกล้กับเมืองโนวารูดา เธอได้เปิดสำนักพิมพ์ชื่อ Ruta และเริ่มต้นทำงานวรรณกรรมอย่างจริงจังเรื่อยมา เป็นที่ทราบกันว่าเธออุทิศตนให้อุดมการณ์ทางการเมืองแบบซ้ายจนกลายเป็นประเด็นให้ชาวบ้านจำนวนหนึ่งในโนวารูดาที่มีอุดมการณ์ชาตินิยมขวาจัดออกมาเคลื่อนไหวให้ยกเลิกความเป็นพลเมืองดีเด่นของโตการ์ชุก โดยอ้างว่างานเขียนและกิจกรรมทางการเมืองของเธอทำให้ประเทศโปแลนด์เสื่อมเสีย

 

The Nobel Prize in Literature 2019

 

โตการ์ชุกได้เขียนและตีพิมพ์ผลงานอย่างต่อเนื่อง Drive Your Plow Over the Bones of the Dead (2009) ได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์โดยผู้กำกับหญิงชาวโปแลนด์ อักเนียชกา ฮอลลันด์ (Agnieszka Holland) The Books of Jacob (2014) ได้รับรางวัล Kulturhuset International Literary Prize ในปี 2015 และเป็นที่ทราบกันดีว่าโตการ์ชุกได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมมาตั้งแต่ปี 2012 ซึ่งเมื่อพิจารณาจากผลงานและเกียรติประวัติต่างๆ ก็ดูเหมือนเธอจะเป็นหนึ่งในบุคคลที่เพียบพร้อมถึงขั้นนอนมารับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ แต่สำหรับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมประจำปี 2019 ดูจะไม่เป็นเช่นนั้น

 

พีทาร์ ฮานด์เคอ (Peter Handke) อาจไม่ใช่ชื่อที่นักอ่านโดยทั่วไปจะรู้จักและคุ้นเคยมากเท่ากับนักดูหนัง เพราะเมื่อสืบย้อนกลับไปนั้น นักเขียนชาวออสเตรียผู้นี้ผูกพันอยู่กับกลุ่มเคลื่อนไหวทางศิลปะภาพยนตร์และละครไม่น้อยไปกว่าวรรณกรรม จนกระทั่งนักเขียนหญิงชาวออสเตรีย เอลฟรีเดอ เยลิเนก (Elfriede Jelinek) ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมประจำปี 2004 ถึงกับเคยพูดว่า หากรางวัลนี้มอบให้การอุทิศตนต่อวรรณกรรมและการละครออสเตรีย เธอเห็นว่าฮานด์เคอควรจะเป็นผู้รับรางวัลนี้ก่อนใคร

 

The Nobel Prize in Literature 2019

 

ฮานด์เคอเกิดเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 1942 ที่เมืองกริฟเฟิน ประเทศออสเตรีย และศึกษาทางด้านกฎหมายพาณิชย์ที่มหาวิทยาลัยกราสในปี 1961 และระหว่างที่ร่ำเรียนอยู่นั้นเขาก็ได้ก่อตั้งกลุ่มวรรณกรรมขึ้นมา เขาออกจากมหาวิทยาลัยในปี 1965 ภายหลังจากสำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่ในเยอรมนี Suhrkamp Verlag ตกลงที่จะตีพิมพ์นวนิยายเรื่องแรกของเขา The Hornets (1966)

 

ผลงานที่สร้างชื่อให้กับฮานด์เคอคือ A Sorrow Beyond Dreams (1972) นวนิยายเชิงอัตชีวประวัติที่บอกเล่าถึงแม่ของเขาที่ฆ่าตัวตาย และนับจากนั้นมาเขาก็ได้เข้าร่วมกับกลุ่มเคลื่อนไหววรรณกรรมฝ่ายก้าวหน้าต่างๆ เช่น Gruppe 47, Grazer Autorinnen Autorenversammlung รวมถึงมีส่วนก่อตั้งสำนักพิมพ์อย่าง Verlag der Autoren และในช่วงทศวรรษที่ 70 นี้เองที่ฮานด์เคอเริ่มก้าวเข้ามามีบทบาทในแวดวงภาพยนตร์ ทั้งจากการเขียนบทให้ผู้กำกับเยอรมันมือรางวัลอย่าง วิม เวนเดอร์ส (Wim Wenders) ตั้งแต่เรื่อง The Goalie’s Anxiety at the Penalty Kick (1970), The Wrong Move (1974) จนมาถึง Wings of Desire (1987) และการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์จากเรื่อง The Left–Handed Woman (1978)

 

ในช่วงระหว่างทศวรรษที่ 60-70 ภาพยนตร์เยอรมันถือเป็นหนึ่งในความเคลื่อนไหวทางด้านศิลปะที่มีความสำคัญอย่างมาก หลังคำประกาศ Oberhausen Manifesto ที่เห็นว่าภาพยนตร์เยอรมันยุคเก่าได้ตายไปหมดสิ้นแล้ว ถึงเวลาของคนรุ่นใหม่ที่ต้องสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ ได้ก่อให้เกิดกลุ่ม New German Cinema ซึ่งเวนเดอร์สและฮานด์เคอเข้าร่วมเป็นสมาชิก และมีส่วนผลักดันให้ภาพยนตร์กลายเป็นเครื่องมือในการนำเสนอความคิดที่เป็นอิสระและมีพลังสร้างสรรค์ไม่แพ้ศิลปะแขนงอื่นๆ

 

ฮานด์เคอได้รับรางวัลสำคัญทางวรรณกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Büchner Prize ในปี 1973 รางวัล Kafka Prize ในปี 2009 แต่ชื่อเสียงและผลงานของเขาก็นับว่าเงียบหายหรือไม่โด่งดังมากเท่ากับการที่เขาเขียนบทความเพื่อแก้ต่างให้กับผู้นำเผด็จการ สโลโบดาน มิโลเชวิช (Slobodan Milošević) แห่งยูโกสลาเวีย อีกทั้งในปี 2006 ที่มิโลเชวิชถึงแก่อสัญกรรม ฮานด์เคอยังได้กล่าวคำไว้อาลัยที่ยกย่องเชิดชูผู้นำเผด็จการคนนี้ จนเป็นเหตุให้มีการเสนอให้ระงับการมอบรางวัลสำคัญอย่าง Heinrich Heine Prize ให้กับฮานด์เคอ 

 

แต่ถึงกระนั้น คณะกรรมการผู้ตัดสินรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมก็เห็นว่าสมควรที่จะมอบรางวัลนี้ให้แก่เขา แม้จะเรียกได้ว่าล่าช้า เช่น กรณีของ กึนเทอ กราสส์ (Günter Grass) ที่ได้รับรางวัลเมื่อคนอ่านแทบจะจดจำเขาไม่ได้อีกแล้ว 

 

การให้รางวัลแก่ฮานด์เคอในครั้งนี้จึงถูกนำไปเปรียบเชิงจิกกัดเหมือนครั้งที่ บ็อบ ดีแลน (Bob Dylan) ได้รับรางวัลโนเบลสาขาดนตรีประจำปี 2016 โดยปีนี้กลายเป็นรางวัลโนเบลสาขาภาพยนตร์ประจำปี 2019 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

  • prachatai.com/journal/2018/05/77187
  • Olga Tokarczuk, Primeval and Other Times, Translated by Antonio Lloyd-Jones (Prague: Twisted Spoon Press, 2010)
  • Martin Brady and Joanne Leal, Wim Wenders and Peter Handke, Collaboration, Adaptation, Recomposition (Amsterdam: Rodopi, 2011)

The post รู้จักสองนักเขียนโนเบลวรรณกรรม 2018-19 กับภาพสะท้อนการเมืองในแวดวงหนังสือ appeared first on THE STANDARD.

]]>