Mohamed Salah Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/mohamed-salah/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 07 Dec 2025 11:33:31 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สลอต vs. ซาลาห์ ในวันที่ต่างคนต่างอยากให้อีกคน Walk alone https://thestandard.co/mo-salah-legacy-ego-slot-conflict-analysis/ Sun, 07 Dec 2025 11:32:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1152116 สลอต vs. ซาลาห์ ในวันที่ต่างคนต่างอยากให้อีกคน Walk alone

เพื่ออะไร?   น่าจะเป็นความรู้สึกของแฟนเดอะ ค็อปจำน […]

The post สลอต vs. ซาลาห์ ในวันที่ต่างคนต่างอยากให้อีกคน Walk alone appeared first on THE STANDARD.

]]>
สลอต vs. ซาลาห์ ในวันที่ต่างคนต่างอยากให้อีกคน Walk alone

เพื่ออะไร?

 

น่าจะเป็นความรู้สึกของแฟนเดอะ ค็อปจำนวนไม่น้อยหลังจากที่ได้เห็นการให้สัมภาษณ์ของ โม ซาลาห์ ที่ระเบิดความรู้สึกออกมาแบบหมดไม่มีกั๊กหลังจบเกมที่ลิเวอร์พูลพลาดท่าโดน ลีดส์​ ไล่ตามตีเสมอ 3-3 อย่างสุดเจ็บช้ำ

 

น้ำคำรุนแรง พุ่งเป้าชัดเจนไปยังอาร์เนอ สลอต นายใหญ่ชาวดัตช์ของทีมที่ตัดสินใจดร็อปเขาพ้นจากทีมตัวจริงเป็นเกมที่ 3 ติดต่อกัน

 

ไม่มีใครเคยทำกับโม ซาลาห์แบบนี้ที่นี่ และเขาไม่ต้องการจะเป็นฝ่ายที่อดทนข้างเดียวอีกต่อไป

 

จะพังก็พังไปด้วยกัน

 

แต่ในความพังที่กำลังเกิดขึ้น อะไรคือเหตุและผลที่ทำให้ซาลาห์และสลอต ต่างอยากให้อีกคนต้อง Walk alone เดินกลับเพียงลำพัง?

 

ความจริงลิเวอร์พูลก็เจ็บช้ำมากอยู่แล้ว

 

ในเกมที่เหมือนพวกเขาจะเก็บชัยชนะได้อย่างง่ายดาย ด้วยการออกนำลีดส์ไปก่อนถึง 2-0 ที่เอลแลนด์ โรด จากอูโก เอคิติเก ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าคนที่ควรจะเป็นตัวจริงในแดนหน้าของทีมเวลานี้คือเขา ไม่ใช่อเล็กซานเดอร์ อิซัค

 

แต่สุดท้ายความผิดพลาดมากมายทำให้เกมจบลงด้วยการโดนไล่ตามตีเสมอในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ

 

‘Arne Time’ ที่เคยทำให้แฟนลิเวอร์พูลมีความสุข กลับมาเป็นฝันร้ายอีกแล้ว

 

3 นัดหลังสุดที่เคยมีการมองว่าเป็นโอกาสแก้ตัวครั้งสุดท้ายของสลอต ว่าจะรักษาเก้าอี้ประจำตำแหน่งของเขาไว้ได้หรือไม่ ผ่านไปด้วยผลงานที่ไม่น่าประทับใจนัก ชนะ 1 เสมอ 2 โดยที่ทีมไม่ได้ดูดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญสักเท่าไร

 

ทั้งๆ ที่เขาตัดสินใจเลือกเล่นหมากตาที่เสี่ยงที่สุดแล้วด้วยการดร็อปนักเตะ 1 ใน 2 คนที่อยู่ในสถานะ ‘Indispensable’ หรือ ‘ไม่สามารถแตะต้องได้’ ของทีมอย่างโม ซาลาห์ พ้นจาก 11 ตัวจริงทั้ง 3 นัด

 

และการเดินหมากตานี้ก็นำมาสู่ฉากที่น่าจะมีคนจำนวนไม่น้อยคิดว่าอาจจะเกิด แต่ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้

 

แต่แค่ 3 นัดความอดทนของซาลาห์ก็ไม่เหลือแล้ว

 

สลอต vs. ซาลาห์ ในวันที่ต่างคนต่างอยากให้อีกคน Walk alone 1

 

ที่เอลแลนด์ โรด บริเวณพื้นที่ Mixed zone หรือพื้นที่ที่จัดให้สื่อมารอเก็บสัมภาษณ์กับนักฟุตบอลในระหว่างการเดินกลับขึ้นรถบัสกลับ คือพื้นที่สมรภูมิที่ ‘Egyptian King’ ตัดสินใจวางระเบิดลูกใหญ่เอาไว้ในแบบเดียวกับ Bomberman

 

ซาลาห์ เป็นนักเตะที่ขึ้นชื่อว่าแทบไม่ให้สัมภาษณ์กับสื่อโดยเฉพาะบริเวณ Mixed zone ซึ่งบทสนทนาจะค่อนข้าง Raw หรือดิบกว่าการนั่งในห้องแถลงข่าวเพราะจะไม่มีเจ้าหน้าที่สื่อมาประกบติด แต่หลังจบเกมเมื่อคืนนี้เป็นหนแรกที่เขาตัดสินใจให้สัมภาษณ์กับสื่อ หลังจากที่เปิดปากครั้งล่าสุดในช่วงเรียกร้องขอสัญญาฉบับใหม่

 

สิ่งที่เก็บไว้ในใจถูกระบายออกมาจนหมดไม่เหลือ

 

ประเด็นสำคัญที่พูด โดยหลักแล้วคือความรู้สึกหงุดหงิดผิดหวังที่ถูกปฏิบัติเหมือนกับให้เป็น ‘แพะรับบาป’ ผลงานที่ตกต่ำระดับดิ่งเหวของลิเวอร์พูล ซึ่งเป็นความดิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด

 

3 นัดที่ผ่านมาซาลาห์ถูกสลอต ดร็อปให้เป็นตัวสำรอง และมีโอกาสลงเล่นเพียงแค่ 1 นัดคือการถูกเปลี่ยนตัวลงมาในเกมที่พบกับซันเดอร์แลนด์ โดยมีเวลาอยู่ในสนาม 45 นาที

 

ทั้งๆ ที่ตลอดช่วงระยะเวลา 8 ปีที่อยู่กับลิเวอร์พูลมาเขาได้ลงสนามต่อเนื่องแทบไม่เคยหายหน้าไปไหน

 

โดยที่เจ้าตัวมองว่าสิ่งที่เขาทำเพื่อสโมสรตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะในฤดูกาลที่แล้วที่เป็นฮีโร่ที่พาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ มันมากพอที่จะทำให้เขาควรได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่านี้

 

สลอต vs. ซาลาห์ ในวันที่ต่างคนต่างอยากให้อีกคน Walk alone 2 

 

“ผมทำเพื่อสโมสรมามาก” คือหนึ่งในคำพูดสำคัญของคิงโม

 

มันทำให้นึกถึง 2 เหตุการณ์ที่ซาลาห์เคย ‘งัด’ กับสโมสร ครั้งหนึ่งเกิดขึ้นในปี 2022 ที่จบด้วยการต่อสัญญาฉบับใหม่ของเขาด้วยคำว่า ‘Mo Stay’ และอีกครั้งเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมากับการจัดฉากถ่ายทำการต่อสัญญาครั้งยิ่งใหญ่ในแอนฟิลด์

 

โดยสถานะแล้วซาลาห์ คือหนึ่งในตำนานผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของสโมสร โดยเฉพาะในยุคโมเดิร์น ในระดับที่หากมีสายเลือดสเกาเซอร์ไม่ใช่ชาวต่างชาติ เขาอาจจะถูกยกให้ยิ่งใหญ่กว่าสตีเวน เจอร์ราร์ด กัปตันทีมตลอดกาลของแอนฟิลด์ก็ได้

 

แต่สิ่งที่เขาทำวันนี้อาจจะเป็นการกระทำที่ทำให้เขาเสียใจในอนาคต

 

การออกมาพูดแบบตรงไปตรงมาถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับอาร์เนอ สลอต ว่าเป็นเหมือนคนไม่รู้จักกัน ถ้าเป็นเกม Bomberman คือการกดปุ่มเพื่อวางลูกระเบิดสีดำที่ถูกจุดชนวนเอาไว้เรียบร้อย

 

ที่เหลือคือรอเวลาให้ระเบิดทำงาน โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ตัวของกุนซือชาวดัตช์ที่เปลี่ยนจากเจ้านายมาเป็นศัตรู

 

แต่สิ่งที่ซาลาห์ทำนั้น – ซึ่งเชื่อว่ามันผ่านการคิดมาอย่างถ้วนถี่แล้ว แต่เลือกที่จะทำแบบนี้ – ในอีกด้านมันก็มีโอกาสที่เขาจะตกหลุมพรางและโดนลูกหลงจากสะเก็ดระเบิดและประกายไฟไปด้วย

 

สลอต vs. ซาลาห์ ในวันที่ต่างคนต่างอยากให้อีกคน Walk alone 3

 

สำหรับสลอต ลำพังชีวิตของเขาก็ยากพออยู่แล้วและยิ่งนับวันก็ยิ่งอยู่ยากเพราะผลงานมันสวนทางกับความคาดหวังแบบสุดกู่ ต่อให้เป็นเดอะ ค็อปคนที่ใจกว้างดังแม่น้ำฮวงโหก็ย่อมเกิดคำถามว่าลิเวอร์พูลควรจะปล่อยให้เขาคุมทีมต่อไปแบบนี้จริงๆ งั้นหรือ

 

ทีมเล่นกันแบบไร้แวว เกมรับพังพินาศ หนักสุดคือการบริหารจัดการตัวผู้เล่น ที่ต่อให้มองจากดวงจันทร์ก็เห็นว่ามีระบบ Favouritism ลูกรัก-ลูกชัง

 

อย่าว่าแต่โมเลย ลองมองนักเตะอย่าง เฟเดริโก คิเอซา, วาตารุ เอ็นโด, โจ โกเมซ สิ ไหนจะเด็กหนุ่มที่อนาคตควรจะสดใสอย่าง ริโอ นูโมฮา, เทรย์ นีโอนี

 

ไม่นับคนที่ถูกปิดกั้นอย่าง ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์, ไทเลอร์ มอร์ตัน, เบน โด๊ก และกลุ่ม ‘Klopp’s kid’ ที่ถูกขายแทบยกเข่ง ทั้งๆ ที่หลายคนมองว่าเด็กเหล่านี้มีโอกาสจะก้าวขึ้นมาเป็นอนาคตของทีมได้

 

ปัญหาสารพัดเกิดขึ้นในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา โดยที่มันชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่าสลอต อาจจะไม่มีความสามารถมากพอที่จะแก้ไขปัญหาและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ไหว เวลาของเขาลดน้อยลงเรื่อยๆ เหมือนกัน

 

ความเป็นไปได้ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งนายใหญ่ในแอนฟิลด์ – ต่อให้ลิเวอร์พูลจะเป็นทีมที่ภาคภูมิใจกับการ ‘ซัพพอร์ต’ คนในตำแหน่งเสมอ และสลอตเองก็เพิ่งจะพาทีมเป็นแชมป์เมื่อ 7 เดือนก่อน – มีโอกาสสูงมากขึ้นเรื่อยๆ

 

พูดตามตรง ซาลาห์ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลยก็ได้ เพราะคนที่เขามองว่าเป็นศัตรูก็กำลังจะแพ้ภัยตัวเองอยู่แล้ว

 

และพูดให้ชัด การที่ซาลาห์ทำแบบนี้ก็เป็นการทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาสร้างมา

 

Legacy ไม่ได้มีความหมายแค่แชมป์หรือจำนวนประตู จำนวนแอสซิสต์ เพราะ Legacy ที่แท้จริงคือสิ่งที่ผู้คนจะตัดสินเองว่าคุณ ‘ทำเพื่อคนอื่น’ มากแค่ไหน

 

โดยเฉพาะในเวลาที่ทีมต้องการใครสักคนที่ทำเพื่อทุกคน ซาลาห์เป็นคนนั้นได้แต่เขาเลือกที่จะไม่เป็น

 

สลอต vs. ซาลาห์ ในวันที่ต่างคนต่างอยากให้อีกคน Walk alone 4

 

แต่หากลองมองย้อนกลับไป ไม่ใช่แค่ในช่วงของการพยายามเรียกร้องสัญญาที่ตัวเองต้องการ แต่ก่อนนั้นเราจะพอมองเห็นเค้าลางอยู่แล้วว่าซาลาห์ เป็นคนที่มีตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ก่อนนี้ก็เคยแสดงความไม่พอใจเจอร์เกน คล็อปป์ ที่ดร็อปเขาไว้ข้างสนาม (แม้ว่าคล็อปป์จะยืนยันว่าเรื่องจบไม่มีอะไรก็ตาม)

 

ซาลาห์ก็เป็นแบบนี้มานานแล้ว และยิ่งนานอีโก้ของเขาก็สูงเสียดฟ้าขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับสัจธรรมของชีวิตที่สภาพร่างกายโรยราลงเร็วจนน่าใจหาย

 

มันทำใจได้ยาก แต่มันมีวิธีอีกตั้งมากมายที่จะทำ

 

เจอร์ราร์ดเองก็เคยตกอยู่ในสภาพคล้ายๆ กันในช่วงฤดูกาลสุดท้ายของเขาที่แอนฟิลด์ แต่ตัดสินใจอดทนอดกลั้นและเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอไปจากสโมสรหลังจบฤดูกาล ทำให้ได้รับการอำลาที่ยิ่งใหญ่สมเกียรติ และยังคงเป็นที่รักของทุกคนจนถึงวันนี้

 

ส่วนซาลาห์ เขาอยากจะทำแค่โบกมืออำลาแฟนๆในเกมพรีเมียร์ลีกนัดหน้ากับไบรท์ตันอย่างนั้นหรือ?

 

ถึงเขาจะบอกว่าทำอะไรให้ลิเวอร์พูลมามากมาย แต่สิ่งสุดท้ายที่เขาควรทำคือการเป็น ‘แบบอย่าง’ ที่ดีให้กับทุกคนจนถึงวันสุดท้าย

 

อยู่ให้รัก จากให้อาลัย

 

แต่ตอนนี้มันอาจจะเป็นแบบนั้นไม่ได้แล้ว อย่างน้อยความรู้สึกก็ไม่เหมือนเดิม

 

การออกมาวางระเบิดกันแบบนี้ มันเป็นการเร่งปฏิกิริยาอย่างยิ่งยวดและบีบให้สโมสรจำเป็นต้องตัดสินใจ

 

เรื่องนี้ไม่ได้แค่วัดความสามารถและบารมีของสลอต ซึ่งโดนท้าทายหนักที่สุด

 

แต่มันวัดไปถึงการตัดสินใจในสถานการณ์วิกฤติ ฝ่ายบริหารของลิเวอร์พูลจะจัดการ Crisis management ครั้งนี้อย่างไร

 

ภาพลักษณ์ที่สร้างมาดีมันไม่เหลือแล้ว ทีมแตกเป็นเสี่ยง และไม่รู้ว่าจะประสานรอยร้าวที่เกิดขึ้นได้หรือไม่

 

สลอต vs. ซาลาห์ ในวันที่ต่างคนต่างอยากให้อีกคน Walk alone 5

 

Fenway Sports Group จะเลือกทางไหน? ฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้นในเรื่องนี้มีความเป็นไปได้หลายแบบ

 

1. ซาลาห์และสลอต ปรับความเข้าใจกันใหม่
2. ซาลาห์ไปจากทีม โดยที่อาจจะย้ายออกในช่วงตลาดการซื้อขายรอบฤดูหนาวในวันที่ 1 มกราคม
3. สลอตไปจากทีม เริ่มมีการพูดถึงการเปลี่ยนแปลง มีชื่อคนที่ถูกโยงเข้ามาเกี่ยวข้องทั้ง เจอร์ราร์ด, จอนนี ไฮติงกา อดีตมือขวาของสลอต และชาบี อลอนโซ ที่กำลังระส่ำกับเรอัล มาดริด
4. อยู่กันไปแบบตึงๆ แบบนี้ โดยที่ซาลาห์ อาจจะไม่ได้กลับเข้ามาสู่ทีมอีกเลยจนกว่าสลอตจะไป และต่อให้สลอตไป คนอื่นในทีมจะเปิดใจยอมรับโมอีกครั้งได้ไหม?
5. ไปเถิดทั้งคู่ ไปสู่ประตูสวรรค์

 

ไม่ว่ามันจะออกทางไหนก็ตาม ลิเวอร์พูลที่เคยเกรียงไกรในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

 

แต่คำถามสุดท้ายที่อยากฝากไว้ชวนคิดคือ “ใครบางคนที่อยากให้ผมไปจากทีม” ที่ซาลาห์พูดนั้นหมายถึงใคร

 

โค้ช

 

เพื่อนสักคนในทีม

 

หรือใครสักคนที่อยู่หลังฉาก

 

เราอาจได้รู้คำตอบที่ชัดเจนหลังสิ้นเสียงกัมปนาท เปลวไฟ ฝุ่นควัน และเศษซากของวันคืนที่ดีในแอนฟิลด์

 

ในอีกหนึ่งหน้าของประวัติศาสตร์ที่คาดไม่ถึงของลิเวอร์พูล

 

The post สลอต vs. ซาลาห์ ในวันที่ต่างคนต่างอยากให้อีกคน Walk alone appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซาลาห์ สร้างประวัติศาสตร์! คว้าแข้งยอดเยี่ยม PFA สมัยที่ 3 https://thestandard.co/salah-wins-pfa-player-of-the-year/ Wed, 20 Aug 2025 05:33:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1109223 โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ถือรางวัล PFA นักฟุตบอลชายยอดเยี่ยม 3 สมัย

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ปีกทีมลิเวอร์พูล วัย 33 ปี สร้างประวัต […]

The post ซาลาห์ สร้างประวัติศาสตร์! คว้าแข้งยอดเยี่ยม PFA สมัยที่ 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>
โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ถือรางวัล PFA นักฟุตบอลชายยอดเยี่ยม 3 สมัย

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ปีกทีมลิเวอร์พูล วัย 33 ปี สร้างประวัติศาสตร์กลายเป็นนักเตะคนแรกที่คว้ารางวัล นักฟุตบอลชายยอดเยี่ยมแห่งปีของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษ (PFA) ได้ถึง 3 สมัย หลังมีบทบาทสำคัญพาหงส์แดงคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2024/25

 

ซาลาห์ ที่เติบโตจากบ้านเกิดในอียิปต์ กล่าวถึงเส้นทางความฝันของตัวเองว่า “แน่นอนว่าตอนเด็กผมอยากเป็นนักฟุตบอล อยากมีชื่อเสียง และอยากเลี้ยงดูครอบครัว แต่เมื่อคุณยังอยู่ในอียิปต์ คุณไม่ได้คิดไกลถึงเรื่องใหญ่ขนาดนี้ จนเมื่อคุณโตขึ้น คุณถึงเริ่มเห็นภาพที่ใหญ่ขึ้น และเริ่มมีความทะเยอทะยานมากขึ้น”

 

สำหรับ ซาลาห์ จบฤดูกาลด้วยตำแหน่งดาวซัลโวพรีเมียร์ลีก ยิงไป 29 ประตู พร้อมทำอีก 18 แอสซิสต์ นอกจากนี้เขายังเหมารางวัล นักเตะยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีกประจำฤดูกาล และนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของสมาคมนักเขียน (FWA) มาครองอีกด้วย

 

 

ภาพประกอบ: กริน วสุรัฐกร

The post ซาลาห์ สร้างประวัติศาสตร์! คว้าแข้งยอดเยี่ยม PFA สมัยที่ 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลิเวอร์พูลฉลองแชมป์พรีเมียร์ลีก 2024/25 อย่างยิ่งใหญ่! https://thestandard.co/liverpool-pl-2024-25-crowned/ Mon, 26 May 2025 01:09:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1078385

แม้เกมปิดฤดูกาลจะจบลงด้วยผลเสมอ 1-1 กับคริสตัล พาเลซ แต […]

The post ลิเวอร์พูลฉลองแชมป์พรีเมียร์ลีก 2024/25 อย่างยิ่งใหญ่! appeared first on THE STANDARD.

]]>

แม้เกมปิดฤดูกาลจะจบลงด้วยผลเสมอ 1-1 กับคริสตัล พาเลซ แต่เสียงเฮจาก เดอะ ค็อป ยังคงดังกระหึ่มทั่วแอนฟิลด์ เมื่อถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกถูกชูต่อหน้าแฟนๆ ในรอบ 35 ปีที่รอคอย

 

ชัยชนะในฤดูกาลนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของถ้วยรางวัล แต่มันคือการประกาศศักดาแห่งยุคใหม่ภายใต้การนำของ อาร์เน ชล็อต กุนซือที่เข้ามาคุมทีมปีแรก และพาหงส์แดงกลับสู่บัลลังก์แชมป์ลีกสูงสุดสมัยที่ 20 ได้อย่างยอดเยี่ยม

 

และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ดาวเด่นของทีมคว้า 2 รางวัลส่วนตัวจากพรีเมียร์ลีกไปครอง ได้แก่

 

⚽ ดาวซัลโวพรีเมียร์ลีก (Golden Boot) 29 ประตู

🎯 จอมแอสซิสต์แห่งพรีเมียร์ลีก (Playmaker Award) 13 แอสซิสต์

 

The post ลิเวอร์พูลฉลองแชมป์พรีเมียร์ลีก 2024/25 อย่างยิ่งใหญ่! appeared first on THE STANDARD.

]]>
เสน่ห์ ‘การรอคอย’ ในโลกฟุตบอล ความทรงคุณค่าที่เงินก็ซื้อไม่ได้ https://thestandard.co/waiting-value-football-championship/ Tue, 29 Apr 2025 05:18:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1069395 แฟนบอลลิเวอร์พูลฉลองแชมป์พรีเมียร์ลีกที่แอนฟิลด์ หลังรอคอยนานถึง 5 ปีนับจากแชมป์ล่าสุดที่ไม่ได้ฉลองในสนามเพราะโควิด-19

ระหว่างที่ผมไถฟีดโซเชียลตลอดทั้งวัน หลังจากที่ลิเวอร์พู […]

The post เสน่ห์ ‘การรอคอย’ ในโลกฟุตบอล ความทรงคุณค่าที่เงินก็ซื้อไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แฟนบอลลิเวอร์พูลฉลองแชมป์พรีเมียร์ลีกที่แอนฟิลด์ หลังรอคอยนานถึง 5 ปีนับจากแชมป์ล่าสุดที่ไม่ได้ฉลองในสนามเพราะโควิด-19

ระหว่างที่ผมไถฟีดโซเชียลตลอดทั้งวัน หลังจากที่ลิเวอร์พูลการันตีการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2024/25 ได้สำเร็จ

 

ผมได้เห็นหลากหลายมุมมองของแฟนบอล ผ่านโพสต์ คอมเมนต์ และรูปภาพที่แตกต่างกันไปในรายละเอียด แต่ทุกสิ่งกับเชื่อมโยงกันด้วยหัวใจพองโตกับแชมป์ครั้งนี้

 

ในภาพถ่ายและถ้อยคำเหล่านั้น สำหรับแฟนบอลลิเวอร์พูล นี่คืออารมณ์ของทีมที่รอคอยแชมป์ลีกมา 5 ปี นับตั้งแต่ยุค เจอร์เกน คลอปป์ ในฤดูกาล 2019/20 หรืออาจกล่าวได้ว่า เป็นการรอคอยกว่า 30 ปีของแฟนบอลท้องถิ่น กว่าที่พวกเขาจะได้ฉลองแชมป์อย่างพร้อมหน้าพร้อมตาอีกครั้งในแอนฟิลด์

 

ท่ามกลางเสียงเชียร์ น้ำตา และรอยยิ้มมากมาย หนึ่งในความรู้สึกที่ผมสัมผัสได้อย่างชัดเจนที่สุดจากโมเมนต์นี้ก็คือ ‘ความหมายของการรอคอย’

 

ในโลกของฟุตบอล การได้แชมป์สักรายการอาจเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับบางทีม แต่สำหรับอีกหลายสโมสร มันคือการเดินทางอันยาวนาน ที่เต็มไปด้วยความหวัง ความผิดหวัง และหัวใจที่ไม่เคยเลิกศรัทธา

 

ดังนั้น ‘การรอคอย’ จึงไม่ใช่แค่การนับวันเวลา แต่มันคือการสะสมเรื่องราว สะสมแรงศรัทธาที่เหนียวแน่นขึ้นทุกครั้งที่ความฝันยังไม่ถึงมือ มันเป็นบทพิสูจน์ถึงความรักที่แท้จริงระหว่างแฟนบอลกับสโมสรของพวกเขา กับความรักที่ไม่ใช่เพราะความสำเร็จ แต่รักแม้ในวันที่ความสำเร็จยังมาไม่ถึง

 

ตัวอย่างชัดเจนที่สุดในปีนี้คือ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด เมื่อพวกเขาคว้าแชมป์ ลีกคัพ ในปี 2025 หลังจากรอคอยถ้วยแชมป์ระดับเมเจอร์ของอังกฤษมานานถึง 70 ปี นับตั้งแต่แชมป์เอฟเอคัพเมื่อปี 1955

 

ตลอดกว่าครึ่งศตวรรษ ‘เดอะ แม็กพายส์’ ต้องเผชิญทั้งความผิดหวัง การตกชั้น และการเปลี่ยนแปลงที่ไม่รู้จบ แต่แฟนบอลทูนอาร์มีของพวกเขายังคงแน่นแฟ้น รอคอยวันที่จะได้ฉลองแชมป์อย่างสมศักดิ์ศรี

 

และเมื่อเสียงนกหวีดสุดท้ายดังขึ้นที่เวมบลีย์วันนั้น มันไม่ใช่แค่ถ้วยรางวัลที่ถูกชูขึ้น แต่มันคือการปลดปล่อยน้ำตา ความภาคภูมิใจ และความรักที่แบกไว้บนไหล่มานานแสนนาน

 

สำหรับนิวคาสเซิล มันไม่ใช่แค่ชัยชนะธรรมดา แต่มันคือ ‘รางวัลแห่งการรอคอย’ ที่มีค่าทางจิตใจอย่างลึกซึ้ง และบางทีอาจมีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่รู้ดีถึงความหมายนี้

 

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกทีมจะมีเส้นทางแห่งการรอคอยเช่นนั้น

 

บางสโมสรเคยลิ้มรสชัยชนะบ่อยเสียจน ความยิ่งใหญ่กลายเป็นเรื่องปกติในสายตาแฟนบอล

 

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในยุคทองของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คือภาพสะท้อนของช่วงเวลานั้นได้ดี

 

ระหว่างปี 1998-2013 ทัพปีศาจแดงคว้าแชมป์ลีกไปถึง 9 สมัยใน 15 ฤดูกาล พวกเขาคือทีมที่แฟนบอลได้ฉลองความสำเร็จแทบทุกปี

 

เสียงเฮที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดดังกึกก้อง ขบวนแห่แชมป์กลางเมืองแมนเชสเตอร์เกิดขึ้นเป็นประจำทุกเดือนพฤษภาคม

 

และในบางครั้งความตื่นเต้นก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความชาชิน

 

เมื่อวันเวลาผ่านไป ความยิ่งใหญ่กลายเป็นเพียงเรื่องเล่า เมื่อแชมป์ลีกครั้งล่าสุดคือฤดูกาล 2012/13 และปี 2025 คือการรอคอยที่กินเวลายาวนานถึง 12 ปี

 

แฟนแมนฯ ยูไนเต็ดจำนวนไม่น้อยจึงเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า ‘การรอคอย’ นั้นมีคุณค่าเพียงใด เมื่อความรุ่งโรจน์ในอดีตกลายเป็นความเงียบงันในหัวใจแฟนบอลยุคปัจจุบัน

 

อีกหนึ่งทีมที่เข้าใจความย้อนแย้งของโชคชะตาได้ดีคือ อาร์เซนอล

 

หลังจากสร้างตำนาน ‘ไร้พ่าย’ ในฤดูกาล 2003/04 จนถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในทีมที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก

 

แต่ใครจะคาดคิดว่าหลังวันแห่งความยิ่งใหญ่นั้น แฟนบอลปืนใหญ่ต้องเฝ้ารอแชมป์ลีกต่อไปอีกกว่า 2 ทศวรรษ 

 

ความทรงจำอันเรืองรองค่อยๆ ถูกเก็บไว้ในบทสนทนาของแฟนบอลวัยเก๋า และคลิปไฮไลต์เก่าๆ บนเพจสโมสรที่เวียนมาให้ดูเป็น On This Day ในทุกๆ ปี

 

ดังนั้นทุกฤดูกาลใหม่จึงเป็นบทเรียนที่ย้ำเตือนกับแฟนบอลของทุกทีมว่า ‘ความสำเร็จ’ ไม่เคยเดินกลับมาหาใครง่ายๆ

 

แต่ความหมายเดียวกันนี้ ได้เกิดขึ้นอีกครั้งกับ ลิเวอร์พูล ในมุมมองที่กลับกัน เมื่อวันนี้พวกเขาคือทีมที่รอคอยจนประสบความสำเร็จ

 

แม้พวกเขาเพิ่งคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาแล้วในฤดูกาล 2019/20 

 

แต่ตอนนั้นโลกกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตโควิด สนามแอนฟิลด์ที่ควรเต็มไปด้วยเสียงเฮกลับว่างเปล่า

 

เหล่าแฟนบอลที่เฝ้ารอการกลับมาของถ้วยแชมป์ลีกสูงสุดในรอบ 30 ปี ต้องฉลองผ่านหน้าจอทีวี อยู่ห่างไกลจากทีมรักของตัวเอง

 

มันเป็นชัยชนะที่หอมหวานแต่เจือด้วยรสขม เพราะไม่มีอะไรจะเทียบได้กับการได้เฉลิมฉลองต่อหน้ากันจริงๆ กับเสียงเพลง ‘You’ll Never Walk Alone’ และน้ำตาแห่งความสุข

 

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ในฐานะนักเตะที่ได้ชูถ้วยแบบไร้แฟนบอลในคืนนั้น ก็ได้สะท้อนความรู้สึกนี้อย่างตรงไปตรงมา

 

“(แชมป์ลีกปีนี้) มันแตกต่างจากครั้งก่อน (ปี 2020) อย่างสิ้นเชิง ความรู้สึกครั้งนี้เหลือเชื่อมาก ครั้งก่อนเราได้แชมป์ตอนช่วงล็อกดาวน์ แต่ครั้งนี้ได้ฉลองต่อหน้าแฟนๆ หลังผ่านไป 5 ปี มันสุดยอดจริงๆ ครั้งนี้ดีกว่าครั้งที่แล้ว 100% เลย”

 

บางทีสิ่งที่ซาลาห์พูดออกมา อาจสรุปความหมายของ ‘การได้แชมป์’ ได้ดีที่สุด

 

เพราะความสำเร็จที่ได้มามันไม่ใช่ของทีมเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นของแฟนบอลทุกคน ที่เดินเคียงข้างทีมมาตลอดเส้นทาง

 

ในท้ายที่สุด ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนทีมที่ชนะอยู่เสมอ หรือทีมที่ยังรอวันเฉลิมฉลอง

 

ผมตกตะกอนได้อย่างหนึ่งว่า โลกของฟุตบอลไม่ได้สอนให้เราหลงใหลแค่เรื่องความสำเร็จหรือถ้วยรางวัล เพียงอย่างเดียว

 

แต่มันสอนให้เราเห็นคุณค่าของ ‘การรอคอย’ และความหมายของคำว่า ‘ศรัทธา’ ที่ไม่หวั่นไหว แม้ในวันที่ทีมยังไม่ประสบความสำเร็จ

 

เพราะบางครั้ง ‘การรอคอย’ 

 

คือสิ่งที่ทำให้ ‘การได้มา’ มันมีค่ามากขึ้นกว่าเดิม คุณว่าไหม? 😀

The post เสน่ห์ ‘การรอคอย’ ในโลกฟุตบอล ความทรงคุณค่าที่เงินก็ซื้อไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Winning Culture และเบื้องหลังที่นำลิเวอร์พูลคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง https://thestandard.co/liverpool-and-winning-culture/ Sun, 27 Apr 2025 17:41:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1068677 ลิเวอร์พูล คว้า แชมป์พรีเมียร์ลีก

ในช่วงสุดท้ายของสารคดี “Doubters to Believers Liverpool […]

The post Winning Culture และเบื้องหลังที่นำลิเวอร์พูลคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลิเวอร์พูล คว้า แชมป์พรีเมียร์ลีก

ในช่วงสุดท้ายของสารคดี “Doubters to Believers Liverpool FC: Klopp’s Era” เจอร์เกน คล็อปป์ที่อยู่ในความรู้สึกที่ยากจะบรรยายเพราะกำลังจะต้องไปจากทีมที่เขารัก ได้กล่าวคำปริศนาทิ้งท้ายเอาไว้ได้อย่างน่าสนใจ

 

เขารู้ว่าลิเวอร์พูลทีมนี้ที่เขาสร้างมาจะอยู่รอดปลอดภัย

 

และบางทีอาจจะทำได้ดีกว่าเดิมด้วย

 

คำพูดนี้กลายเป็นดังคำทำนาย เพราะในที่สุดหลังการรอคอยที่ยาวนานถึง 35 ปี ลิเวอร์พูลได้กลับมาฉลองแชมป์พรีเมียร์ลีกร่วมกับเหล่าเดอะ ค็อป ในสนามแอนฟิลด์ของพวกเขาอีกครั้ง

 

ทั้งๆ ที่ก่อนเริ่มต้นฤดูกาลพวกเขาไม่ได้เป็นแม้กระทั่งหนึ่งในทีมเต็งที่หลายคนจับตามอง ด้วยเพราะนี่เป็นฤดูกาลแรกที่ไม่มี เจอร์เกน คล็อปป์ บอสใหญ่ที่ตัดสินใจอำลาทีมไปด้วยเหตุผลของคนหมดแรงซึ่งทำให้ไม่มีใครคิดว่าลิเวอร์พูลจะมีโอกาส

 

อาร์เน สลอต ผู้รับช่วงต่อพาลิเวอร์พูลเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก – แชมป์ลีกสูงสุดสมัยที่ 20 ของอังกฤษ – อีกครั้งได้อย่างไร?

 

บางทีทุกอย่างนั้นอาจจะเริ่มต้นต้ังแต่ในช่วงเวลาของการบอกลาของคล็อปป์แล้ว

 

 

บทเพลงในวันอำลา

 

วันสุดท้ายของฤดูกาล 2023/24 เป็นวันที่แฟนลิเวอร์พูลไม่อยากให้มาถึงมากที่สุด

 

เพราะนั่นหมายถึงนี่คือวันสุดท้ายแล้วที่พวกเขาจะมีเจอร์เกน คล็อปป์ เป็นผู้จัดการทีม

 

ตลอดระยะเวลา 9 ปีครึ่ง คล็อปป์คือชายผู้เข้ามาเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างภายในทีมที่เคยตกต่ำและหลงทางไม่รู้จะหวนกลับมาหาความยิ่งใหญ่อีกครั้งได้อย่างไรในยุคของฟุตบอลทุนนิยม ด้วยการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่สำคัญที่สุด

 

สิ่งนั้นคือการเปลี่ยนแปลงความสงสัยให้กลายเป็นความเชื่อ “From Doubters to Believers”

 

แต่ในโมงยามของความเศร้าที่หลายคนทั้งในสนามแอนฟิลด์และหน้าจอโทรทัศน์ทั่วโลกกำลังน้ำตารื้น คล็อปป์ที่กลับมาอำลาทุกคนหลังจบเกมในชุดเสื้อฮูดดี้สีแดงพร้อมข้อความ “Thank You Luv” กลับไม่แสดงอาการของคนโศกเศร้าออกมาให้เห็นแม้แต่น้อย มีแต่รอยยิ้มให้

 

พร้อมกับชวนทุกคนร้องเพลงหนึ่งที่กลายเป็นการประกาศแต่งตั้ง “ผู้สืบทอด”​ ของเขาอย่างเป็นทางการ แม้ว่าจะไม่มีการประกาศใดๆจากสโมสรก็ตาม

 

“Arne Slot…La la la la la” 

 

เพลงนี้กลายเป็นการเปิดประตูสู่ยุคสมัยใหม่ของลิเวอร์พูล Post Klopp Era 

 

ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

 

 

ตำนานผู้สืบทอด

 

ครั้งหนึ่งลิเวอร์พูลเองก็เคยมีช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านอันยิ่งใหญ่แบบนี้เช่นเดียวกัน

 

ในฤดูกาล 1973/74 บิลล์ แชงคลีย์ มหาบุรุษผู้เป็นบิดาที่วางรากฐานความยิ่งใหญ่ของสโมสรฟุตบอลสีแดงแห่งเมอร์ซีย์ไซด์ ตัดสินใจที่จะวางมือจากการเป็นผู้จัดการทีม โดยคนที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้สืบทอดคือ บ็อบ เพสลีย์ มือขวาคนสนิทผู้เป็นผู้นำแห่งกลุ่ม “Bootroom Staff” ในตำนานอันลือลั่น 

 

ด้วยความยิ่งใหญ่ของแชงคลีย์ที่ไม่ต่างอะไรจากการเป็นผู้ถางทาง ปูอิฐ ก่อกำแพง สร้างหลังคาให้ลิเวอร์พูลได้มีบ้านหลังใหญ่ ทำให้น้อยคนจะเชื่อว่าผู้สืบทอดอย่างเพสลีย์จะแบกรับสิ่งเหล่านี้ได้

 

แต่ปรากฏว่าเพสลีย์ทำได้ และทำได้ดียิ่งกว่าแชงคลีย์เสียอีกในแง่ของจำนวนถ้วยรางวัลที่พิชิตได้ด้วย 6 แชมป์ลีกสูงสุด (ดิวิชัน 1 ในชื่อเดิม), 3 แชมป์ยุโรป (ยูโรเปียน คัพ ในชื่อเดิม), 1 แชมป์ยูเอฟา คัพ, 3 แชมป์ ลีก คัพ และ 6 แชมป์แชริตี ชิลด์

 

โดยเฉพาะถ้วยแชมป์ยูโรเปียน คัพ ที่แม้แต่แชงคลีย์ก็ยังทำไม่ได้

 

แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นแตกต่างจากในปัจจุบัน เพราะแชงคลีย์เป็นผู้เลือกผู้สืบทอดของเขาด้วยตัวเอง ซึ่งเพสลีย์ก็ไม่ต่างอะไรจาก “ศิษย์เอก” ที่รู้งานทุกอย่างภายในสโมสรเป็นอย่างดีอยู่แล้ว และเข้าใจในปรัชญาการเล่นของทีมแบบ Pass & Move ที่วางรากฐานใหม่

 

แล้วลิเวอร์พูลในยุคปัจจุบันเลือกผู้สืบทอดอย่างไร? 

 

 

Data นำทางให้เรามาพบกัน

 

เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้แก่ ริชาร์ด ฮิวจ์ส ผู้อำนวยการสโมสรคนใหม่ที่ถูกดึงตัวมาจากบอร์นมัธ ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอย่างยิ่งในระดับบริหารของสโมสร เนื่องจากตำแหน่ง Dirctor of sport ของลิเวอร์พูลว่างมาเป็นเวลาร่วมปี

 

ฮิวจ์ส – ซึ่งเป็นคนคุ้นเคยของไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส อดีตผู้อำนวยการสโมสรที่ถูก FSG กลุ่มทุนเจ้าของสโมสรลิเวอร์พูลดึงตัวกลับมานั่งแท่นซีอีโอด้านฟุตบอลบริหารกิจการสโมสรในเครือ – เป็นหนึ่งในคนสายบริหารที่ได้รับการยอมรับในวงการฟุตบอลอังกฤษ มีประสบการณ์และคอนเน็กชันในวงการในระดับที่ไม่ธรรมดา ที่สำคัญคือเป็นผู้บริหารหัวก้าวหน้าที่ไม่ใช้ความรู้สึกนำหน้าในการตัดสินใจ แต่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล (Data analysis) เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

 

กระบวนการคัดเลือกคนเพื่อมาแทนที่คล็อปป์ ซึ่งเป็นงานที่ยากอย่างยิ่ง เริ่มต้นอย่างเป็นทางการภายหลังจากการประกาศข่าวการตัดสินใจอำลาสโมสรของบอสใหญ่ชาวเยอรมันในช่วงปลายเดือนมกราคม แม้ว่าผู้บริหารระดับสูงสุดของสโมสรจะทราบเรื่องตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงการตัดสินใจของคล็อปป์

 

โจทย์นั้นไม่ได้อยู่ที่การจะหาใครเพื่อมา “แทนที่” เพราะไม่มีใครที่แทนคล็อปป์ได้

 

แต่เป็นการหาใครสักคนที่จะรับช่วงต่อและใช้ “มรดก” ที่อดีตบอสใหญ่สร้างไว้ให้ไปต่อยอดได้อย่างดีที่สุด

 

ในช่วงเวลานั้นมีชื่อของผู้จัดการทีมระดับท็อปของยุโรปหลายคนที่อยู่ในข่าย โดยเฉพาะชื่อที่สร้างความตื่นเต้นได้มากอย่าง ชาบี อลอนโซ อดีตกองกลางขวัญใจชาวแอนฟิลด์ที่พาไบเออร์ เลเวอร์คูเซน สร้างตำนานคว้าแชมป์บุนเดสลีกาสมัยแรกได้ด้วยทีมที่มีสไตล์การเล่นเร้าใจที่สุด

 

อีกคนคือ รูเบน อโมริม กุนซือคนหนุ่มไฟแรงแห่งสปอร์ติง ลิสบอน ที่ได้รับการยกย่องว่ามีโอกาสจะเป็น “นิว มูรินโญ”​ ด้วยสไตล์การทำทีมที่ยอดเยี่ยม มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

 

แต่สุดท้ายข้อมูลของฮิวจ์ส ได้นำทางให้มาพบกับอาร์เน สลอต โค้ชแห่งทีมฟเยนอร์ด ในลีกดัตช์ ซึ่งแม้จะไม่ได้เป็นตัวเลือกที่โดดเด่นเหมือนคนอื่น แต่ข้อมูลบอกว่ามีหลายอย่างที่เขาน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับลิเวอร์พูล โดยเฉพาะพื้นฐานระบบการเล่นที่ใกล้เคียงกับฟุตบอลของคล็อปป์

 

นั่นหมายถึงทีมไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้าง ทุกอย่างเดินหน้าต่อจากสิ่งที่มีอยู่เดิมได้เลย

 

และความมหัศจรรย์ก็คือทุกอย่างเป็นไปดังนั้นจริงๆ

 

 

บทเพลงเดิมแต่เปลี่ยนท่วงทำนอง

 

ฟุตบอลของคล็อปป์เป็นที่จดจำในความเร้าใจดุเดือดในแบบ “Heavy Metal Football” เพรสซิงดุดันแบบ “Gegenpressing”

 

แล้วฟุตบอลของอาร์เน สลอตเป็นแบบไหน?

 

เรื่องนี้เป็นคำถามที่ไม่เฉพาะแฟนลิเวอร์พูล แต่แฟนบอลทั่วโลกเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าลิเวอร์พูลจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหน จะเล่นแบบเดิม หรือจะเล่นแบบใหม่ 

 

คำตอบนั้นได้เห็นกันลางๆ ในช่วงของการอุ่นเครื่องพรีซีซัน ซึ่งแม้จะเริ่มต้นได้ไม่สวยด้วยการแพ้เปรสตัน นอร์ธเอนด์ ในเกมอุ่นเครื่องแบบปิด แต่หลังจากนั้นลิเวอร์พูลค่อยๆ เก็บชัยชนะได้ถึง 4 นัดติดต่อกัน รวมถึงการชนะอาร์เซนอล และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้อย่างน่าประทับใจในการทัวร์สหรัฐอเมริกา

 

แต่สไตล์การเล่นแบบใหม่นั้นได้เห็นกันชัดเจนขึ้นหลังฤดูกาลใหม่เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ เมื่อลิเวอร์พูลแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเริ่มเปลี่ยนแปลงสไตล์ของตัวเองใหม่ จากเดิมที่จะวิ่งบดขยี้เข้าใส่คู่แข่งอย่างหนักหน่วงตลอดทั้งเกม กลายเป็นการเพรสซิงแบบหวังผลที่เน้นจังหวะความแม่นยำมากขึ้น

 

เช่นกันกับการเล่นที่เปลี่ยนจาก Direct football ที่พร้อมเปลี่ยนจังหวะการเล่นจากรับเป็นรุกตลอดเวลา สู่การครอบครองบอล เคาะบอลตามช่อง เพื่อรอจังหวะการเข้าทำที่เหมาะสม

 

ลิเวอร์พูลยุคใหม่ของอาร์เน สลอตจึงอาจไม่ถึงกับการเป็นบทเพลงใหม่เสียทั้งหมด แต่เป็นเหมือนการเล่นเพลงเดิมที่เคยเพราะอยู่แล้วในท่วงทำนองใหม่ที่เบาลง นิ่งขึ้น และกินแรงน้อยกว่าเดิม

 

เรื่องนี้กลายเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ลิเวอร์พูลยืนระยะในฤดูกาลที่ยาวนานได้

 

 

พระเจ้าอยู่ในรายละเอียด

 

หากความเร็วเป็นเรื่องของปีศาจ พระเจ้าก็อยู่ในรายละเอียด

 

พระเจ้าของลิเวอร์พูลคือการใส่ใจทุกรายละเอียด ทุกขั้นตอน ซึ่งทีมงานชุดใหม่ของสลอตประกอบไปด้วย

 

  • ซิปเก ฮุลส์ชอฟฟ์ มือขวาคนสนิทที่ตามมาจากฟเยนอร์ด,
  • รูเบน ปีเตอร์ส ผู้ดูแลสภาพความฟิตของทีมซึ่งเป็นเบื้องหลังความสำเร็จ
  • จอห์นนี ไฮติงกา อดีตนักเตะเอฟเวอร์ตันที่ถูกดึงตัวมาเป็นทีมงานคนสำคัญของสลอต,
  • ฟาเบียน อ็อตต์ โค้ชผู้รักษาประตู
  • เคลาดิโอ ทัฟฟาเรล โค้ชผู้รักษาประตูอีกคนซึ่งเป็นทีมงานชุดเดิมของคล็อปป์ที่หลงเหลืออยู่
  • อารอน บริกส์ โค้ชพัฒนาศักยภาพผู้เล่น
  • เจมส์ เฟรนช์ หัวหน้าแผนกวิเคราะห์

 

ทีมงานเหล่านี้มาพร้อมกับไอเดียใหม่ๆ ในการทำงาน ยกตัวอย่างเช่น การนำแว่นพิเศษมาใช้ฝึกผู้รักษาประตูซึ่งเป็นแว่นที่จะทำให้มองเห็นได้แคบลง ผู้รักษาประตูต้องพยายามฝึกการมองโดยรอบ (Peripheral vision) เป็นการฝึกสายตาให้ก้าวขีดจำกัดไปอีกขั้น

 

หรือเรื่องของการประเมินขีดจำกัดร่างกายของผู้เล่น ที่จะมีการตรวจข้อมูลอย่างละเอียดยิบทุกขั้นตอนตั้งแต่การซ้อมจนถึงการแข่ง เพื่อดูสภาพร่างกายว่าขณะนี้สภาพร่างกายอยู่ในระดับไหน มีความเสี่ยงที่จะเป็นอันตรายหรือไม่ และทีมควรจะเล่นในระดับไหนเพื่อรักษาสภาพร่างกายเอาไว้

 

รายละเอียดต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้ลิเวอร์พูลก้าวได้อย่างมั่นคงและต่อเนื่อง

 

 

Winning Culture ที่ไม่เคยหายไป

 

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่างานของสลอตที่ว่าเหมือนจะยากจนแทบเป็นไปไม่ได้นั้น ในอีกด้านก็ถือว่าเป็นงานที่ง่ายขึ้นเพราะทุกอย่างของลิเวอร์พูล คล็อปป์ทำมาไว้ให้แล้ว

 

แม้กระทั่งในฤดูกาลสุดท้ายที่รู้ตัวว่าจะต้องอำลาทีม คล็อปป์ก็เลือกจะเปลี่ยนแกนสำคัญที่สุดของทีมอย่างเด็ดขาดด้วยการซื้อกองกลางเข้ามาถึง 4 รายด้วยกัน อันได้แก่ อเล็กซิส แม็ค คัลลิสเตอร์, โดมินิก โซโบสไล, ไรอัน คราเฟนแบร์ก และวาตารุ เอ็นโด

 

อย่างไรก็ดีสิ่งสำคัญที่สุดที่คล็อปป์ได้หลงเหลือไว้ให้คือสิ่งที่เรียกว่า “วัฒนธรรมองค์กร” ซึ่งลิเวอร์พูลนั้นมี “Winning Culture” หรือ “วัฒนธรรมของผู้ชนะ” อยู่เต็มเปี่ยม จากช่วงเวลา 9 ฤดูกาลที่อยู่กับทีมมา ซึ่งนอกจากประสบความสำเร็จกวาดแชมป์ครบทุกรายการแบบ “Complete” (1 พรีเมียร์ลีก, 1 แชมเปียนส์ ลีก, 1 เอฟเอ คัพ, 2 ลีกคัพ, 1 สโมสรโลก, 1 ยูเอฟา ซูเปอร์ คัพ) ยังผ่านการไล่ล่าแชมป์อย่างต่อเนื่อง

 

ทีมชุดนี้จึงเต็มไปด้วยผู้เล่นที่ผ่านความสำเร็จ มีประสบการณ์ กระหายชัยชนะ พร้อมทุ่มเททำทุกสิ่งทุกอย่างอย่างดีที่สุดเพื่อชัยชนะ เล่นเพื่อชัยชนะ เล่นเพื่อทีม เล่นเพื่อแฟนฟุตบอล ซึ่งการจะสร้างสิ่งเหล่านี้นั้นไม่ใช่เรื่องที่สามารถทำได้ง่าย และไม่ใช่เรื่องที่จะใช้เงินซื้อได้

 

การจะสร้าง Winning Culture ต้องใช้ความพยายามในการปรับจูนความคิด Mindset ของสมาชิกทุกคนในทีมให้เป็นไปในทางเดียวกัน ให้เชื่อในแบบเดียวกัน และทำในแบบเดียวกัน

 

กาลเวลาและความเจ็บปวดจากความผิดหวังคือสิ่งที่ทุบตีให้จิตใจแข็งแกร่ง มี Mentality ที่ไม่ยอมแพ้ต่ออะไรง่ายๆ ซึ่งครั้งหนึ่งลิเวอร์พูลเคยถูกจดจำด้วยคำว่า “Mentality Monster”

 

สิ่งเหล่านี้ยังคงเหลืออยู่ภายในทีม และรอเวลาที่จะถูกปลดปล่อยอีกครั้ง ซึ่งอาร์เน สลอต ไม่เพียงแค่ได้รับมอบกุญแจต่อจากคล็อปป์ เขายังรู้วิธีที่จะร่ายคาถาเพื่อคลายสะกดประตูหัวใจนักเตะด้วย

 

 

Less is more ใช้นักเตะน้อยแต่มาก

 

ความมหัศจรรย์ในการเป็นแชมป์ของลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้คือการที่พวกเขาแทบไม่ได้ปรับทัพเสริมทีมเลย

 

นักเตะคนเดียวที่ถูกซื้อเข้ามาคือเฟเดริโก คิเอซา กองหน้าทีมชาติอิตาลี ที่ย้ายมาจากยูเวนตุสด้วยค่าตัวเพียงแค่ 12.5 ล้านปอนด์ก่อนตลาดการซื้อขายฤดูร้อนจะปิดตัวลง ขณะที่เป้าหมายหลักที่เคยเกือบจะย้ายมาคือ มาร์ติน ซูบิเมนดี ห้องเครื่องทีมชาติสเปนจากเรอัล โซเซียดัด ตัดสินใจล้มการเจรจาเพราะไม่อยากหักกับต้นสังกัด

 

เรื่องนี้เป็นที่วิพากษ์อยู่พอสมควรในช่วงเวลานั้นเพราะจากผลงานในฤดูกาล 2023/24 ค่อนข้างชัดเจนว่าลิเวอร์พูลมีจุดที่ควรทำให้ดีขึ้นหากต้องการจะกลับมาเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จ การที่คนที่มีหน้าที่ในการดูแลการจัดหาผู้เล่น (ซึ่งสลอตไม่มีอำนาจตรงนี้เหมือนคล็อปป์) อย่างฮิวจ์ส เสริมทัพให้ทีมแค่รายเดียวดูจะเป็นการประมาทอย่างรุนแรง

 

แต่สลอตทำในสิ่งที่สมควรได้รับการปรบมือให้ด้วยการใช้ผู้เล่น “เท่าที่มี” ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดและคุ้มค่าที่สุด

 

แม้ว่าในช่วงปลายฤดูกาลผลงานของลิเวอร์พูล การเล่นดูจะอ่อนแรงลงจากช่วงครึ่งฤดูกาลแรกจนสังเกตได้และเริ่มมีการพูดถึงขุมกำลังที่กรำศึกใช้งานมาอย่างหนักตลอดทั้งฤดูกาล แต่สำหรับสลอต ในมุมของเขาแล้วทีมไม่จำเป็นต้องหมุนเวียนเปลี่ยนผู้เล่นมากมาย

 

สิ่งสำคัญกว่าคือการที่ทุกคนรู้บทบาทหน้าที่ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นตัวหลักอย่างโม ซาลาห์ หรือตัวประกอบขวัญใจแฟนบอลอย่าง วาตารุ เอ็นโด 

 

 

ผลิดอกและออกใบ

 

อีกสิ่งที่สลอตทำคือการเปลี่ยนแปลงผู้เล่นหลายคนให้เติบโตเป็นผู้เล่นที่ดีขึ้น

 

คนที่ต้องได้รับการกล่าวถึงเป็นพิเศษคือ ไรอัน คราเฟนแบร์ก กองกลางชาวดัตช์ที่ย้ายมาจากบาเยิร์น มิวนิกในช่วงฤดูกาลที่แล้วด้วยค่าตัว 34.2 ล้านปอนด์ ซึ่งกลายเป็นการค้นพบครั้งสำคัญของสลอตและลิเวอร์พูล

 

โดยหลังจากที่การคว้าตัวซูบิเมนดี ล้มเหลวทางด้านสลอต ไม่ได้เรียกร้องขอให้ฮิวจ์สช่วยหากองกลางคนไหนเข้ามาทดแทน แต่ขอลองเปลี่ยนบทบาทของคราเฟนแบร์ก จากเดิมที่จะได้เล่นในบทกองกลางตัวขับเคลื่อนเกม (หรือหมายเลข 8) มาเป็นกองกลางตัวรับ (หมายเลข 6) แทน

 

การค้นพบครั้งนี้เป็นการค้นพบที่สำคัญในระดับปรากฏการณ์ เพราะคราเฟนแบร์ก กลายเป็นกองกลางตัวรับที่ครบเครื่องที่มีความสำคัญอย่างมากต่อระบบการเล่นของทีมในยุคของสลอตที่เน้นการครองบอล ด้วยความสามารถเฉพาะตัว ทักษะการเล่นพลิกบอลในที่แคบ และวิสัยทัศน์ (Vision) ในการเล่นที่สูง ทำให้ควบคุมจังหวะการเล่นในแดนกลางร่วมกับ อเล็กซิส แม็ค คัลลิสเตอร์ ได้อย่างยอดเยี่ยม

 

แต่คราเฟนแบร์ก ไม่ใช่คนเดียวเท่านั้นที่สลอตเปลี่ยนแปลง

 

ยังมีเทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แบ็กขวาผู้โดดเด่นด้านการสร้างสรรค์เกมรุกแต่ถูกโจมตีอย่างหนักเรื่องเกมรับว่าเป็นจุดอ่อนของทีมที่จะโดนคู่แข่งเล่นงานเสมอ 

 

ด้วยการชี้แนะของสลอต (และความตั้งใจส่วนตัวของเทรนต์) ทำให้เกมรับของเขาได้รับการพัฒนาขึ้น ด้วยการใส่ใจในรายละเอียดทุกอย่าง แม้กระทั่งองศาในการเปิดหน้าเข้าหาคู่แข่ง และจังหวะในการเข้าถึงบอล ซึ่งแบ็กขวาจอมเปิดบอลพร้อมเรียนรู้และรับคำติทุกครั้งที่ทำพลาดเพื่อให้เกิดการพัฒนา

 

โคดี คักโป ตัวรุกอเนกประสงค์ที่ถูกคล็อปป์ใช้งานหลากหลายตำแหน่งแม้กระทั่งการถอยลงมายืนกองกลางตัวรุกถูกจับกลับไปใช้งานในตำแหน่งที่จะเป็นประโยชน์ที่สุดอย่างปีกซ้าย ซึ่งกองหน้าทีมชาติเนเธอร์แลนด์ที่สลอตคุ้นเคยอย่างดีกลับมาเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในแนวรุกของทีม ด้วยผลงานรวม 16 ประตูในฤดูกาลนี้

 

 

มหัศจรรย์ซาลาห์

 

ฟุตบอลเป็นกีฬาประเภททีม แต่ต้องยอมรับว่าในแต่ละทีมที่ประสบความสำเร็จจะต้องมีผู้เล่นที่โดดเด่นกว่าคนอื่นเสมอ

 

สำหรับลิเวอร์พูล จะเป็นใครอื่นไม่ได้นอกจากโม ซาลาห์ ผู้สร้างผลงานมหัศจรรย์ในฤดูกาลนี้ และมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกอีกครั้งของลิเวอร์พูล

 

ในฤดูกาลนี้ซาลาห์ กลับมาระเบิดฟอร์มการเล่นที่ร้อนแรงอีกครั้ง นับเฉพาะในพรีเมียร์ลีกจนถึงเกมที่ 33 เขาทำไปแล้ว 27 ประตูกับ 18 แอสซิสต์ หรือคิดเป็นการมีส่วนร่วมกับประตูมากถึง 45 ประตูด้วยกัน ขนาดที่ซูเปอร์สตาร์ชาวอียิปต์ประสบปัญหาฟอร์มการเล่นตกลงในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา

 

ไม่นับเรื่องการเจรจาต่อสัญญาใหม่ที่ยืดเยื้อ ซึ่งสามารถส่งผลต่อเรื่องของสมาธิ ความทุ่มเทในการเล่นได้ แต่ซาลาห์ไม่ยอมให้เรื่องเหล่านี้มากระทบใจ (แม้จะมีการส่งสัญญาณความไม่พอใจถึงสโมสรหลายครั้ง) ยังคงตั้งหน้าตั้งตาเล่นในสนามอย่างดีที่สุดทุกนัด

 

โดยเบื้องหลังแล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่ซาลาห์ทำได้นั้นเริ่มจากการดูแลตัวเองอย่างดีให้พร้อมที่สุดทั้งทางร่างกาย ที่แม้จะวัยล่วงเข้า 32 ปีแต่สภาพร่างกายยังสด แข็งแกร่งเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเรื่องของชั้นเชิงประสบการณ์ที่มากขึ้น ใช้ไหวพริบในการเอาชนะคู่แข่งมากกว่าแค่ความเร็ว 

 

ขณะที่เรื่องของจิตใจก็มีการฝึกฝนด้วยวิธีที่เรียกว่า Visualization ฝึกสมาธิและฝึกจิตให้พร้อมสำหรับการลงสนามทุกนัด

 

ซาลาห์ ยังพยายามเน้นย้ำกับทุกคนโดยบอกว่าในฐานะผู้เล่นที่มีประสบการณ์สูงของทีมชุดนี้ที่หลงเหลือจากชุดคว้าแชมป์ในฤดูกาล 2019/20 เขาต้องการจะพาผู้เล่นทีมชุดนี้คว้าแชมป์ให้ได้อีกครั้งเป็นอย่างน้อยก่อนที่จะจากทีมไป ซึ่งก็เพื่อเป็นการสืบทอด Winning Culture ของทีมนั่นเอง

 

ในขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงปรัชญาของชีวิต ในการทำวันนี้ให้ดีที่สุด ใช้ชีวิตอย่างดีที่สุด และเก็บเกี่ยวทุกอย่างเอาไว้ให้มากที่สุด เพราะไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

 

การนำโดยเป็นแบบอย่าง (Lead by example) ของซาลาห์ มีความสำคัญอย่างมากต่อทุกคนในทีมลิเวอร์พูล เพราะไม่เพียงแค่ทุกคนจะรู้ว่าทีมมีผู้นำที่พึ่งพาได้แบบเขา แต่ยังได้เห็นแบบอย่างในการใช้ชีวิตที่ดี และได้เห็นว่าหากต้องการจะไปอยู่ในจุดสูงสุดนั้นมันต้องแลกมาด้วยความทุ่มเทขนาดไหน

 

โชคดีสำหรับทุกคนที่ลิเวอร์พูลตกลงสัญญากับซาลาห์ได้

 

และซาลาห์ก็ทำได้สำเร็จในการพาทีมเป็นแชมป์อีกครั้ง

 

 

Consistency จงทำดีอย่างสม่ำเสมอ

 

ถึงแม้จะมีการพูดกันว่าการคว้าแชมป์ของลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้ไม่สนุก ไม่ตื่นเต้น เหมือนหลายฤดูกาลที่ผ่านมาที่ต้องวัดกันจนถึงนัดสุดท้าย (และบางครั้งลุ้นกันจนถึงช่วง 15 นาทีสุดท้ายของเกมสุดท้ายก็มี)

 

แต่ในเรื่องนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงสิ่งสำคัญที่สุดที่ลิเวอร์พูลมีแต่คู่แข่งอย่างอาร์เซนอลไม่มีคือเรื่องของความสม่ำเสมอ (Consistency) ซึ่งความจริงแล้วคือสิ่งสำคัญที่สุด

 

ตลอดฤดูกาล 2024/25 ลิเวอร์พูลแสดงให้เห็นว่าพวกเขาคือทีมที่สม่ำเสมอที่สุด โดยมีสถิติตัวเลขที่น่าตกใจในการเปรียบเทียบผลงาน 16 นัดแรก กับ 17 นัดต่อมา ตัวเลขสถิติหลายอย่างใกล้เคียงกันอย่างไม่น่าเชื่อ

 

เช่น จำนวนแต้ม 39 กับ 40, จำนวนประตูได้ 37 กับ 38, จำนวนประตูเสีย 15 กับ 16 เป็นต้น

 

เป็นเรื่องปกติที่จะมีวันที่เล่นได้ยอดเยี่ยม เล่นได้ดี และเล่นได้ไม่ดี แต่ไม่ว่าฟอร์มในวันนั้นจะเป็นแบบไหน ลิเวอร์พูลจะสามารถเก็บผลการแข่งขันที่พวกเขาต้องการได้เสมอ ในขณะที่คู่แข่งทีมอื่นต่างสะดุดเป็นว่าเล่น

 

โดยที่การสะดุดของคู่แข่งเป็นว่าเล่นนั้น ไม่ได้มีความหมายว่างานของลิเวอร์พูลง่าย เพราะในอีกมุมหนึ่งคือคุณภาพของพรีเมียร์ลีกสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับทีมระดับกลางที่เป็นตัวแปรอย่าง ไบรท์ตัน, คริสตัล พาเลซ, บอร์นมัธ หรือ เบรนต์ฟอร์ด ที่พร้อมช่วงชิงแต้มจากทีมใหญ่ได้เสมอ

 

และหากมองถึงผลงานในภาพรวม ทีมที่เพิ่งแพ้มาแค่ 2 นัดจาก 33 นัด ก็พอจะแทนคำตอบได้เป็นอย่างดีว่าทำไมพวกเขาถึงคู่ควรกับการเป็นแชมป์

 

 

Never Give Up ชนะเพราะไม่เคยยอมแพ้

 

แต่ถึงจะสม่ำเสมอแค่ไหน มันย่อมมีเกมที่พิสูจน์หัวจิตหัวใจของทีม

 

ลิเวอร์พูลในยุคของอาร์เน สลอต พิสูจน์ให้เห็นว่าทีมนี้ไม่ได้มีเพียงแค่เลือดเนื้อ แต่พวกเขายังมีหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ใครเหมือนยุคของคล็อปป์

 

ในฤดูกาลนี้มีหลายเกมที่ลิเวอร์พูลตกอยู่ในสถานการณ์เป็นรองแต่สามารถพลิกสถานการณ์กลับมาได้ด้วยการไม่ยอมแพ้ ไม่ว่าจะเป็น เกมเยือนอาร์เซนอลที่เอมิเรตส์ สเตเดียม ซึ่งโม ซาลาห์ ทำประตูตีเสมอให้ทีมในช่วง 10 นาทีสุดท้ายก่อนกลับออกมาด้วยผล 2-2

 

ก่อนจะต่อด้วยเกมยากกับไบรท์ตัน ที่แอนฟิลด์ ซึ่งโดนนำไปก่อนอีกครั้ง แต่โคดี คักโป และซาลาห์​ช่วยกันทำคนละประตูในช่วงเวลาห่างกัน 2 นาทีให้ทีมพลิกกลับมาเอาชนะได้ 2-1 ก่อนที่จะต่อด้วยเกมกับเซาแธมป์ตัน ที่เซนต์ แมร์รี ซึ่งถูกเจ้าบ้านพลิกขึ้นนำ 2-1 แต่แก้ไขสถานการณ์กลับมาจนแซงเอาชนะได้อย่างสุดมัน 3-2

 

ไม่นานมานี้ในเกมที่พบกับเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ซึ่งทำท่าเหมือนจะสะดุดอีกครั้งเมื่อพลาดโดนตีเสมอได้ก่อนหมดเวลาแค่ 4 นาที ในเกมที่เล่นกันไม่ออก อืด เนือย แต่หลังจากนั้นก็กลับมาได้สำเร็จด้วยการขึ้นมาแก้ตัวโขกพังประตูชัยของ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ช่วยให้ทีมคว้า 3 คะแนนที่ทำให้เข้าใกล้แชมป์

 

ต่อด้วยการยิงประตูชัยของเทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ที่สลัดอาการบาดเจ็บลงมาช่วยทีมในเกมกับเลสเตอร์ ซิตี 

 

หัวจิตหัวใจที่ไม่ยอมก้มหัวต่อการยอมแพ้ การไม่ยอมให้สถานการณ์ความกดดันใดๆ ซึ่งรวมถึงเรื่องกระแสข่าวการต่อสัญญาของ 3 แกนหลักอย่าง ซาลาห์, ฟาน ไดจ์ค และเทรนต์ เข้ามาทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ทุกคนพยายามสร้างร่วมกันมา ทำให้ลิเวอร์พูลเดินทางมาถึงวันนี้

 

วันแห่งคำสัญญาที่ทุกคนจะได้กลับมาร่วมฉลองแชมป์ลีกสูงสุด สิ่งที่บิลล์ แชงคลีย์ เคยบอกว่านี่แหละคือ “Bred and butter” ของทีมอย่างลิเวอร์พูล ในสมัยที่ 20 มากที่สุดในอังกฤษอีกครั้งเทียบเท่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

 

นี่ยังเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ชาวดัตช์อย่างอาร์เน สลอต ผู้สมควรได้รับคำสดุดีจากการสร้างสิ่งมหัศจรรย์ที่เรียบง่ายตลอดทั้งฤดูกาล รวมถึง เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ที่เป็นกัปตันทีมชาวดัตช์คนแรกที่นำทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้

 

ด้วยความหวังของเหล่าเดอะ ค็อป ว่ามันจะไม่ใช่เพียงแค่ครั้งเดียวในยุคสมัยนี้

 

แต่ตอนนี้ขอให้ทุกคนได้ฉลองร่วมกันอีกครั้งก่อน หลังจากที่คราวที่แล้วซึ่งเป็นการคว้าแชมป์แรกในรอบ 30 ปี ไม่มีโอกาสได้ฉลองร่วมกันในแอนฟิลด์เพราะสถานการณ์โควิด

 

And now you’re gonna believe us.

 

We are the champions…again at last!

The post Winning Culture และเบื้องหลังที่นำลิเวอร์พูลคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ต่อสัญญา อยู่ล่าความสำเร็จกับ ลิเวอร์พูล อีก 2 ปี https://thestandard.co/salah-signs-new-liverpool-contract/ Fri, 11 Apr 2025 08:13:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1063404

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ แนวรุกทีมชาติอียิปต์วัย 32 ปี ตัดสินใจ […]

The post โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ต่อสัญญา อยู่ล่าความสำเร็จกับ ลิเวอร์พูล อีก 2 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ แนวรุกทีมชาติอียิปต์วัย 32 ปี ตัดสินใจ ต่อสัญญา กับ ลิเวอร์พูล ออกไปอีก 2 ปี เป็นที่เรียบร้อย หลังจากก่อนหน้านี้มีข่าวลือว่าอาจย้ายออกจากทีมหลังจบฤดูกาลนี้

 

โดยดีลใหม่ครั้งนี้ ทำให้ซาลาห์มีโอกาสทำผลงานเพิ่มสถิติ 243 ประตู และ 109 แอสซิสต์ จาก 393 นัดที่ลงเล่นให้ “หงส์แดง” นับตั้งแต่ย้ายมาจากโรม่าเมื่อปี 2017

 

หลังเซ็นสัญญา ซาลาห์กล่าวว่า “มันยอดเยี่ยมมาก, ผมมีช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตการค้าแข้งที่นี่ ผมเล่นกับที่นี่มาแล้ว 8 ปี และหวังว่าจะได้อยู่ต่อไปจนถึง 10 ปี ผมมีความสุขกับชีวิตที่นี่ สนุกกับการเล่นฟุตบอล และนี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในอาชีพของผม

 

“ผมอยากจะบอกกับแฟนๆ ว่า ผมมีความสุขมากๆ ที่ได้อยู่ที่นี่ ผมตัดสินใจเซ็นสัญญาเพราะผมเชื่อว่าเราจะสามารถคว้าถ้วยรางวัลใหญ่มากมายร่วมกันได้ สนับสนุนพวกเราต่อไป แล้วเราจะทำให้ดีที่สุด และหวังว่าในอนาคตเราจะคว้าแชมป์ได้อีกมากมาย”

 

สำหรับฤดูกาลปัจจุบัน ซาลาห์ ยิงไปแล้ว 32 ประตูรวมทุกรายการ ขณะที่ลิเวอร์พูลกำลังลุ้นแชมป์ลีกสูงสุดสมัยที่ 20 ภายหลังนำจ่าฝูงโดยมีแต้มห่างอันดับ 2 อย่างอาร์เซนอล ถึง 11 แต้ม

 

ลิเวอร์พูล และ ซาลาห์

 

อ้างอิง:

The post โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ต่อสัญญา อยู่ล่าความสำเร็จกับ ลิเวอร์พูล อีก 2 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
บทวิเคราะห์: สัญญาฉบับใหม่ของซาลาห์และฟาน ไดจ์ค การตัดสินใจที่ถูกหรือผิดของลิเวอร์พูล? https://thestandard.co/liverpool-salah-van-dijk-new-contract-analysis/ Thu, 10 Apr 2025 02:46:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1062684 ซาลาห์ ฟานไดจ์ค

กลางดึกของคืนวันพุธที่ผ่านมามีข่าวดีสำหรับแฟนลิเวอร์พูล […]

The post บทวิเคราะห์: สัญญาฉบับใหม่ของซาลาห์และฟาน ไดจ์ค การตัดสินใจที่ถูกหรือผิดของลิเวอร์พูล? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซาลาห์ ฟานไดจ์ค

กลางดึกของคืนวันพุธที่ผ่านมามีข่าวดีสำหรับแฟนลิเวอร์พูลทุกคนเมื่อมีรายงานข่าวพร้อมกันจากทุกสำนักใหญ่ (และอินฟลูเอนเซอร์ด้านการย้ายทีม) ระบุว่า โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ รวมถึง เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค​ ใกล้บรรลุข้อตกลงสัญญาฉบับใหม่ โดยคาดว่าทั้งคู่จะเซ็นสัญญาฉบับใหม่ที่มีระยะเวลา 2 ปีในเร็วๆ นี้

 

หากเรื่องนี้เป็นความจริงก็จะเป็นการปิดฉากมหากาพย์การเจรจาต่อสัญญาฉบับใหม่ที่ยืดเยื้อมายาวนานตั้งแต่ต้นฤดูกาลลงด้วยดี และถือเป็นข่าวเชิงบวกที่เชื่อว่าจะส่งอิทธิพลต่อความรู้สึกและบรรยากาศภายในทีมรวมถึงแฟนฟุตบอล หลังเผชิญความสั่นคลอนทางความรู้สึกจากความพ่ายแพ้ต่อฟูแลมเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาจนกระทบเล็กน้อยต่อโอกาสในการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้

 

อย่างไรก็ดีในข่าวดีที่เกิดขึ้น คำถามที่น่าสนใจคือการที่ลิเวอร์พูลตัดสินใจ “ไปกันต่อ” กับซาลาห์ในวัย 32 ปีและฟาน ไดจ์ค ในวัย 34 ปี ซึ่งเป็น 2 ผู้เล่นที่ฟอร์มการเล่นเริ่มดรอปลงอย่างน่าใจหายในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมานั้นเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้วใช่หรือไม่

 

มันเป็นการตัดสินใจที่ใช้เหตุผลหรือความรู้สึกมากกว่ากัน?

 

ข่าวเรื่องสัญญาฉบับใหม่ของซาลาห์และฟาน ไดจ์ค ถูกรายงานในช่วงกลางดึกของคืนวันพุธที่ผ่านมาโดยสำนักข่าวใหญ่ระดับคุณภาพอย่าง The Times และ The Athletic รวมถึง ฟาบริซิโอ โรโมาโน ผู้สื่อข่าวคนดังที่เป็นหมายเลขหนึ่งของด้านข่าวการย้ายทีมรายงานไปในทิศทางเดียวกัน

 

โม ซาลาห์ เตรียมจะต่อสัญญาฉบับใหม่กับลิเวอร์พูล​ (เสียที) ภายหลังพูดคุยเรื่องนี้มายาวนานหลายเดือน ซึ่งขณะนี้กระบวนการเจรจาเข้าสู่ช่วงสุดท้ายแล้ว เหลือเพียงรายละเอียดปลีกย่อยอีกเพียงเล็กน้อยที่หากพูดคุยกันจบก็พร้อมจะเซ็นสัญญาฉบับใหม่ทันที

 

ในรายละเอียดที่สำคัญของสัญญาฉบับนี้อยู่ที่ซาลาห์จะได้รับค่าตอบแทนในจำนวนเท่าเดิม ที่คาดว่าเบื้องต้นอยู่ที่ราว 400,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ขณะที่ระยะเวลาในสัญญานั้นได้ตามที่ต้องการคือ 2 ปี แม้ว่าลิเวอร์พูลปกติแล้วจะให้สัญญากับผู้เล่นอายุเกิน 30 ปีแค่ปีต่อปี (เช่นรายของเจมส์ มิลเนอร์ ในอดีต) ก็ตาม

 

ข่าวนี้ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่ดีอย่างยิ่งสำหรับลิเวอร์พูล เนื่องจากซาลาห์ได้พิสูจน์ฝีเท้าให้เห็นตลอดฤดูกาลที่ผ่านมาด้วยผลงานการมีส่วนร่วมกับประตูมากถึง 54 ประตู (32 ประตู 22 แอสซิสต์) ในทุกรายการ ซึ่งเป็นผลงานที่นอกจากจะได้ลุ้นรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมของพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ ก็มีโอกาสที่จะได้รับการเสนอชื่อเพื่อชิงรางวัลบัลลงดอร์ด้วย

 

ก่อนหน้านี้การเจรจาสัญญาของ “The Egyptian King” กับลิเวอร์พูลเป็นไปอย่างล่าช้าและมีความคืบหน้าน้อยมาก โดยซาลาห์ได้แสดงออกถึงความไม่พอใจผ่านการให้สัมภาษณ์หลายต่อหลายครั้งที่มักจะเปิดเผยว่าไม่มีความคืบหน้าใดๆ จากลิเวอร์พูล หรือไม่มีสัญญาของสัญญาณจากสโมสร

 

“ผมน่าจะไปมากกว่าอยู่” ซาลาห์เคยกล่าวเอาไว้

 

 

แต่ในเบื้องหลังของการเจรจาแล้วการพูดคุยระหว่างสองฝ่าย อันได้แก่ รามี อับบาส เอเจนต์ผู้เป็นตัวแทนในการเจรจาสัญญาต่างๆ ให้กับซาลาห์ กับ ริชาร์ด​​ ฮิวจ์ส ผู้อำนวยการสโมสรของลิเวอร์พูล ถือว่าดำเนินอย่างค่อยเป็นค่อยไปต่างจาก “หน้าฉาก” 

 

สิ่งที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไม่ได้ก่อนหน้านี้คือความต้องการที่ไม่ตรงกัน

 

ในขณะที่อับบาสต้องการเจรจาให้ซาลาห์ได้ค่าตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อให้สมฐานะของผู้เล่นที่ดีที่สุดของพรีเมียร์ลีกรวมถึงต้องการระยะเวลาในสัญญาอย่างน้อย 2-3 ปี เพื่อความมั่นคง

 

ทางฝ่ายของฮิวจ์สที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งในฤดูกาลนี้ก็ต้องรักษาประโยชน์ของสโมสรและบริหารจัดการทรัพยากรทุกอย่างที่รวมถึงงบประมาณด้วย ซึ่งการจะต่อสัญญาฉบับใหม่ให้ผู้เล่นที่อายุ 32 ปีกำลังจะครบ 33 ปีในเร็วๆ นี้อย่างซาลาห์ จะให้ทุกอย่างตามที่ต้องการทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

 

โดยกรณีนี้ยังรวมถึงฟาน ไดจ์ค ที่อยู่ในเงื่อนไขการเจรจาแบบเดียวกันด้วย เพราะกัปตันทีมชาวเนเธอร์แลนด์อายุ 33 ปีในปัจจุบันและกำลังจะอายุครบ 34 ปีในปีนี้ 

 

แต่ถึงจุดยืนของสองฝ่ายจะแตกต่างกันมาโดยตลอด ทั้งสองฝ่ายต่างมีความเชื่อมั่นว่าจะสามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ และนั่นทำให้การเจรจาหลังฉากดำเนินต่อเนื่องเรื่อยมาโดยไม่มีข่าวคราวว่าซาลาห์หรือฟาน ไดจ์ค จะไปเจรจากับสโมสรไหน แม้ว่าตามกฎบอสแมนแล้วพวกเขาจะสามารถเจรจาย้ายทีมได้อย่างอิสระตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา มากที่สุดก็มีเพียงกระแสข่าวลือที่เชื่อมโยงกันเท่านั้น

 

แตกต่างจากกรณีของ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ สายเลือดแท้ของสโมสรที่แม้จะยังไม่มีการยืนยันหรือยอมรับ แต่เป็นที่เชื่อกันว่าแบ็กขวาวัย 26 ปีต้องการความท้าทายใหม่ด้วยการย้ายไปเรอัล มาดริดในสเปนทำให้ไม่มีความคืบหน้าหรือสัญญาณใดๆ ในเชิงบวก

 

ในรายละเอียดที่สำคัญที่สุดคือการที่ซาลาห์ ได้แจ้งกับทางลีกซาอุดีอาระเบียที่ต้องการดึงตัวเขาไปร่วมเล่นในตะวันออกกลางเพื่อเป็น “ไอคอน” ของวงการเคียงข้าง คริสเตียโน โรนัลโด – หรืออาจจะยิ่งใหญ่กว่าเพราะดาวเตะอียิปต์ถือเป็นฮีโร่ของประเทศในแถบ MENA – ว่าเขาไม่สนใจที่จะย้ายไปเล่นที่นั่นแต่อย่างใด

 

ทีมเดียวที่ซาลาห์ต้องการอยู่คือลิเวอร์พูลเท่านั้น

 

และนั่นเป็นการปลดล็อกครั้งสำคัญที่ทำให้การเจรจาเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งน่าจะเป็นข่าวดีสำหรับลิเวอร์พูลที่กำลังอยู่ในภาวะต้องการขวัญและกำลังใจ หลังจากที่พ่ายแพ้ต่อฟูแลม ที่แม้โอกาสคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกยังคงสดใสเพราะต้องการอีกเพียง 11 แต้มจาก 7 นัดที่เหลือ แต่ก่อนหน้านี้การแพ้ต่อปารีส แซงต์-แชร์แมง ตกรอบแชมเปียนส์ ลีก และแพ้นิวคาสเซิลในนัดชิงลีกคัพส่งผลกระทบทางใจอย่างมาก

 

เพราะอย่างน้อยความกังวลเกี่ยวกับอนาคตของ 2 ผู้เล่นอย่างซาลาห์และฟาน ไดจ์ค ซึ่งถือเป็นผู้เล่น “ระดับโลก” ของทีมและเป็นผู้นำคนสำคัญภายในทีมกำลังจะผ่านไป

 

เช่นกันกับเทรนต์ที่มีโอกาสจะกลายเป็นอดีตมากกว่าอนาคต

 

ทุกฝ่ายจะได้ก้าวเดินต่อไปได้เสียที

 

 

คำถามต่อมาที่น่าสนใจคือการตัดสินใจครั้งนี้ที่จะต่อสัญญาให้ซาลาห์ รวมถึงฟาน ไดจ์ค เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องหรือไม่สำหรับลิเวอร์พูล โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงฟอร์มการเล่นที่ตกลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา

 

ซาลาห์ที่ดูอ่อนเปลี้ยในเกมรุกกับฟาน ไดจ์ค ที่ผิดและพลาดซ้ำๆ ในเกมรับ ยังควรจะเป็นเสาหลักของทีมต่อจริงหรือ?

 

เพราะอย่าลืมว่าในด้านตรงข้ามของความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น คือโอกาสสำหรับอาร์เนอ สล็อต นายใหญ่คนปัจจุบันที่จะได้สร้างทีมชุดใหม่ขึ้นมา ซึ่งค่อนข้างชัดเจนว่าซาลาห์และฟาน ไดจ์ค นั้นไม่ได้เป็นอนาคตที่ยืนยาวสำหรับลิเวอร์พูล

 

ในช่วงที่ผ่านมาลิเวอร์พูลมีข่าวเชื่อมโยงกับผู้เล่นหลายคนที่ถูกคาดหมายว่าจะเป็นตัวตายตัวแทนของทั้งสองเสาหลักนี้ ไม่ว่าจะเป็น ดีน เฮาเซน ปราการหลังอนาคตไกลของบอร์นมัธที่แจ้งเกิดเต็มตัวในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ ไม่นับ มาร์ค เกฮี กองหลังดีกรีทีมชาติอังกฤษของคริสตัล พาเลซที่มีโอกาสเป็นตัวแทนของฟาน ไดจ์คได้

 

ตำแหน่งปีกขวาของซาลาห์ ลิเวอร์พูลมีข่าวเชื่อมโยงกับผู้เล่นตัวรุกหลายคน ซึ่งมีชื่อที่น่าสนใจอย่าง ชาวี ซิโมนส์ ตัวรุกทีมชาติเนเธอร์แลนด์ที่เป็นดาวเด่นของแอร์เบ ไลป์ซิก ซึ่งเป็นผู้เล่นที่สล็อตรู้จักเป็นอย่างดีเพราะเคยค้าแข้งในเอเรอดิวิซี ดัตช์, ไบรอัน เอ็มโบโม ปีกขวาดาวเด่นของเบรนต์ฟอร์ด ที่พิสูจน์ฝีเท้าในระดับพรีเมียร์ลีกมานาน

 

นอกจากนี้ยังมี นิโก วิลเลียมส์ ปีกสตาร์ทีมชาติสเปนของแอธเลติก บิลเบา และ ทาเคฟุสะ คุโบะ ปีกขวาทีมชาติญี่ปุ่นจากเรอัล โซเซียดัด ที่มีข่าวความเชื่อมโยงมายาวนาน

 

นักเตะเหล่านี้แม้จะยังไม่สามารถทาบชั้นกับซาลาห์หรือฟาน ไดจ์คได้ แต่ก็ถือเป็นผู้เล่นที่มีศักยภาพ และเป็นโอกาสสำหรับสล็อตที่จะได้ผู้เล่นในแบบฉบับที่ต้องการจริงๆ เพราะปัจจุบันเป็นทีมที่ถูกสร้างโดย เจอร์เกน คล็อปป์ ซึ่งโชคดีที่กุนซือชาวดัตช์นำมรดกมาต่อยอดได้ดีจนมีโอกาสคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยในฤดูกาลนี้

 

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าการที่ซาลาห์และฟาน ไดจ์ค ต่อสัญญาอยู่กับทีมจะหมายถึงการปิดโอกาสของการปรับปรุงทีม

 

ในทางตรงกันข้ามอย่างน้อยสล็อตและลิเวอร์พูลยังมีเสาหลักที่แข็งแกร่ง ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าแม้อายุจะมากและมีสัญญาณของความโรยราแต่คุณภาพและฝีเท้ายังดีพอสำหรับการแบกทีมไว้บนหลัง ซึ่งทั้งซาลาห์และฟาน ไดจ์ค ต่างก็แบกทีมมาอย่างหนักตลอดทั้งฤดูกาล

 

จุดที่เป็นปัญหาคือขุมกำลังสำรองที่ไม่สามารถทดแทนได้ไม่ว่าจะเป็น ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์, เฟเดริโก คิเอซา, จาเรลล์ ควานซาห์ ที่ไม่อาจทำให้นายใหญ่มั่นใจว่าควรจะส่งลงสนามในบางสถานการณ์

 

 

การรู้อนาคตของซาลาห์และฟาน ไดจ์ค ยังหมายถึงการที่ทีมจะสามารถกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนได้ถึงแผนการทำทีมในช่วงปิดฤดูกาลนี้ว่าจะต้องเลือกผู้เล่นระดับไหนมา ซึ่งเมื่อทั้งคู่ยังอยู่หมายถึงทีมไม่จำเป็นต้องหานักเตะในระดับคุณภาพเดียวกันหรือใกล้เคียงอย่างน้อย 2 ตำแหน่งที่ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย

 

ความเป็นไปได้คือการเลือกผู้เล่นที่มีอนาคตหรือมีศักยภาพเพื่อมาเป็น “ลูกมือ”​ (Understudy) ที่จะรอวันก้าวขึ้นมาทดแทนในอนาคตมากกว่า ซึ่งทำให้งานง่ายขึ้นพอสมควร

 

เพราะอย่าลืมว่าลิเวอร์พูลมีแผนที่จะปรับทีมอีกหลายจุด ไม่ว่าจะเป็นแบ็กซ้ายที่มีข่าวกับ มิลอส เคอร์เคซ จอมลุยจากบอร์นมัธอีกคน,​ กองกลางตัวรับที่จะแบ่งเบาภาระของ ไรอัน คราเฟนแบร์ก และอาจจะรวมถึงปีกซ้ายที่มีกระแสข่าวว่า หลุยส์ ดิอาซ อาจจะย้ายออกจากทีมหลังจบฤดูกาลนี้

 

รวมถึงแบ็กขวาในกรณีที่เทรนต์ตัดสินใจไม่ต่อสัญญาและย้ายออกจากทีมหลังจบฤดูกาลจริงๆ

 

ภาพอนาคตมันเริ่มชัดเจนขึ้น

 

และอย่างน้อยการรักษาเสาหลักของทีมได้ก็ทำให้อุ่นใจได้มากขึ้นว่าบ้านยังไม่ล้ม เพราะคุณค่าของซาลาห์และฟาน ไดจ์คไม่ได้มีอยู่เพียงแค่ในสนาม แต่เป็น “รุ่นพี่” ที่เป็นแบบอย่าง เป็นผู้นำ และเป็นคนคอยดูแลน้องๆ ภายในทีมด้วย

 

สำคัญที่สุดคือมันเป็นการแสดงให้เห็นว่าใต้การบริหารแบบอเมริกันจ๋า Moneyball ของลิเวอร์พูลที่คุยกันด้วยตัวเลขและผลงานสถิติ

 

มันยังมี “หัวใจ” ซ่อนอยู่ในนั้น

 

สำหรับสโมสรที่มีเลือดเนื้ออย่างพวกเขา เรื่องความรู้สึกแบบนี้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหาอะไรมาประเมินค่าได้

 

“You’ll Never Walk Alone” ไม่มีใครต้องเดินจากไปอย่างเดียวดายทั้งนั้น

 

อ้างอิง:

The post บทวิเคราะห์: สัญญาฉบับใหม่ของซาลาห์และฟาน ไดจ์ค การตัดสินใจที่ถูกหรือผิดของลิเวอร์พูล? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟาน ไดจ์ค – ซาลาห์ ใกล้แล้ว? ส่วนเทรนต์?… ประเมินโอกาสอยู่หรือไป สัญญาใหม่ 3 เสาหลักลิเวอร์พูล https://thestandard.co/van-dijk-salah-trent-liverpool/ Thu, 26 Dec 2024 09:15:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1024143 ลิเวอร์พูล

ถัดจากวันคริสต์มาสก็จะเข้าสู่ช่วงเวลาที่แฟนฟุตบอลหลายคน […]

The post ฟาน ไดจ์ค – ซาลาห์ ใกล้แล้ว? ส่วนเทรนต์?… ประเมินโอกาสอยู่หรือไป สัญญาใหม่ 3 เสาหลักลิเวอร์พูล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลิเวอร์พูล

ถัดจากวันคริสต์มาสก็จะเข้าสู่ช่วงเวลาที่แฟนฟุตบอลหลายคนอาจจะชอบ กับโปรแกรมการแข่งขันในช่วงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ของศึกลูกหนังพรีเมียร์ลีก 

 

ในปีนี้พรีเมียร์ลีกมีการโปรโมตแคมเปญแบบเน้นๆ ในชื่อ ‘The Festive Fixtures’ เพื่อสร้างการรับรู้ในหมู่แฟนกีฬาทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดใหญ่และยังถือว่าใหม่อยู่ในสหรัฐอเมริกา เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่มาที่ไปว่าทำไมโปรแกรมฟุตบอลในช่วงนี้จึงสำคัญและสนุกอย่างไร

 

เริ่มตั้งแต่ ‘Boxing Day’ หรือวันแกะกล่องของขวัญ ที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติเฉพาะของเกมฟุตบอลอังกฤษมาเนิ่นนาน ซึ่งจะมีเกมให้ชมต่อเนื่องตั้งแต่หัวค่ำ ตามเวลาประเทศไทย ในคู่ระหว่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ พบเอฟเวอร์ตัน ยาวไปยันตี 3 ในคู่ระหว่างลิเวอร์พูลพบเลสเตอร์ ซิตี้

 

และใช่ เหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็จะขึ้นปีใหม่แล้ว เรายังไม่รู้เลยว่าตกลงแล้วจะมีการต่อสัญญากับ 3 ‘เสาหลัก’ ของสโมสรอย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์, เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค และ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ หรือเปล่า

 

สถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไร ใครมีโอกาสจะได้ต่อบ้าง?

 

หลังบุกไปถล่มท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ด้วยสกอร์ขาดลอย 6-3 เมื่อเกมสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ลิเวอร์พูลกลายเป็น ‘จ่าฝูงคริสต์มาส’ อีกสมัยแล้ว แม้ว่าความขลังของมันจะแทบไม่เหลือแล้วก็ตาม เพราะใน 7 ครั้งที่พวกเขาได้ครองจ่าฝูง มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่จบลงด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก คือฤดูกาล 2019/20

 

อย่างไรก็ดี ฟอร์มที่น่าประทับใจ การผ่านบททดสอบทั้งความสามารถและความเข้มแข็งทางจิตใจมากมาย บวกกับการสะดุดของคู่แข่งอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ (อย่าเรียกว่าสะดุดเลย เรียกว่าเรือแตกจมน้ำเลยดีกว่า), อาร์เซนอลที่ล่าสุด บูกาโย ซากา บาดเจ็บยาว และเชลซีที่ยังไม่สม่ำเสมอ ทำให้ตอนนี้ทีมของ อาร์เน สลอต ดูราศีจับอย่างยิ่งในฐานะตัวเต็งแชมป์พรีเมียร์ลีก

 

แต่ระหว่างที่คิดเรื่องนี้เพลินๆ พลันหันไปมองปฏิทินแล้วก็โดนกระตุกสติทันที

 

นี่วันที่ 26 ธันวาคมแล้ว อีก 5 วันจะสิ้นปี และวันที่ 1 มกราคม 2025 จะมีสถานการณ์ที่น่าสนใจอย่างมาก

 

เพราะ 3 เสาหลักของสโมสรอย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์, เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค และ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ จะสามารถเปิดการเจรจากับสโมสรนอกพรีเมียร์ลีกได้อย่างอิสระ ไม่ผิดต่อกฎ โดยที่หากตกลงกันได้ก็สามารถย้ายออกจากแอนฟิลด์ได้อย่างอิสระไม่มีค่าตัวตาม ‘กฎบอสแมน’

 

โดยที่ล่าสุดกัปตันอย่างฟาน ไดจ์ค ซึ่งเป็นคนที่ออกมาพูดน้อยที่สุดในช่วงที่ผ่านมา ได้แสดงจุดยืนครั้งแรกว่าเขาต้องการที่จะอยู่กับสโมสรต่อไป และมั่นใจว่าจะสามารถเล่นในระดับสูงสุดได้อีกอย่างน้อย 3-4 ปี

 

“ผมรักสโมสร สโมสรก็รักผม ผมรักแฟนๆ แฟนๆ ก็รักผม สิ่งเหล่านี้เป็นรากฐานที่สำคัญสำหรับการประสบความสำเร็จ” ฟาน ไดจ์ค ให้สัมภาษณ์กับ The Times

 

“ในความเห็นส่วนตัว ผมคิดว่าผมน่าจะเล่นในระดับสูงสุดได้อีก 3-4 ปีเป็นอย่างน้อย เราจะได้เห็นกันในอนาคตว่ามันจะเป็นอย่างไร”

 

แต่ก่อนจะถามถึงอนาคต ตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไร?

 

ลิเวอร์พูล

 

ความคืบหน้าที่ไม่คืบหน้า

 

สถานการณ์ในการต่อสัญญาของทั้ง 3 ผู้เล่นนั้นมีความคืบหน้าที่ไม่มีความคืบหน้าสักเท่าไร

 

กล่าวคือตามทิศทางข่าวล่าสุดทั้งซาลาห์, ฟาน ไดจ์ค และอเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ต่างได้รับข้อเสนอสัญญาฉบับใหม่จากสโมสรผ่านการเจรจากับ ริชาร์ด ฮิวจ์ส ผู้อำนวยการสโมสรคนปัจจุบัน ที่พยายามเร่งดำเนินการจัดการเรื่องนี้อย่างดีและเร็วที่สุด

 

อย่างไรก็ดี ตามการประเมินทิศทางข่าวล่าสุด ‘มีโอกาส’ ที่ลิเวอร์พูลจะต่อสัญญาฉบับใหม่ครบทั้ง 3 คน

 

ฟาน ไดจ์ค – ซาลาห์ ใกล้แล้ว?

 

แม้จะไม่มีการยืนยันหรือสัญญาณที่ชัดเจน แต่คนที่มีโอกาสจะต่อสัญญามากที่สุดในบรรดา 3 คนคือ ซาลาห์ ซึ่งภายหลังจากที่ออกมา ‘สะกิด’ สโมสรหลายครั้งในช่วง 1-2 เดือนก่อนหน้านี้ว่าถึงจะต้องการอยู่กับสโมสรต่อไป แต่ก็ยังไม่มีข้อเสนอใดๆ เข้ามา

 

แต่ล่าสุดจับอาการของกองหน้าชาวอียิปต์ที่ทำลายสถิติเป็นว่าเล่นแทบทุกสัปดาห์ ดูเหมือนเรื่องจะเงียบไปแล้ว ท่ามกลางการคาดการณ์ของกูรูการย้ายทีมหลายคนที่ค่อนข้างมั่นใจว่าดาวยิงเบอร์หนึ่งของสโมสรจะได้อยู่ในแอนฟิลด์ต่อไป

 

สัญญาสำหรับซาลาห์ในวัย 32 ปี จะเป็นสัญญาระยะยาว 3 ปี และแน่นอนว่ารับค่าเหนื่อยมากที่สุดในสโมสร สมฐานะ ‘The King’ ของเขา

 

คนต่อมาที่เรี่องมีโอกาสจบง่ายคือฟาน ไดจ์ค กัปตันทีมในวัย 33 ปี ที่ในฤดูกาลนี้กลับมาเข้าฝักเป็นเสาหลักในเกมรับที่เป็นฐานรากที่ทำให้ลิเวอร์พูลเล่นได้อย่างร้อนแรง ซึ่งคาดว่าจะมีการต่อสัญญาออกไปอีก 3 ปีเช่นเดียวกัน เท่ากับซาลาห์ที่จะอยู่กับลิเวอร์พูลจนถึงปี 2028

 

 

เพราะเป็นเด็กปั้นเลยเจ็บปวด?

 

คนที่ถูกจับตามองมากหน่อยว่ามีโอกาสจะย้ายออกมากที่สุดกลับเป็น เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แบ็กขวาลูกหม้อของสโมสรที่อยู่กับทีมมาตั้งแต่ยังไม่ถึงสิบขวบ โดยมีข่าวเชื่อมโยงกับเรอัล มาดริด ที่มีเพื่อนสนิท จูด เบลลิงแฮม พยายามทำหน้าที่ ‘พ่อสื่อ’ ให้ (สลับกับเทรนต์ที่เคยมีข่าวว่าเป็นพ่อสื่อให้จูดมาแอนฟิลด์ในปีที่แล้ว)

 

กระแสข่าวดังกล่าวทำให้กรณีของแบ็กขวาที่เก่งกาจในการสร้างสรรค์เกมมากที่สุดของยุคสมัยเรื่องดูยากกว่า เพราะในวัย 26 ปี เทรนต์ประสบความสำเร็จกับลิเวอร์พูลมามากมาย คว้าแชมป์ครบถ้วนทุกรายการไม่ว่าจะเป็นพรีเมียร์ลีก, แชมเปียนส์ลีก, เอฟเอคัพ, ลีกคัพ, คอมมิวนิตี้ชิลด์ หรือแชมป์สโมสรโลก 

 

เหตุผลเดียวที่จะทำให้เขาอยู่แอนฟิลด์ต่อไปคือ ‘ความรัก’ ที่อยากจะอยู่รับใช้สโมสรและพาทีมกอบโกยแชมป์อีกในอนาคต

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ ก่อนหน้านี้เทรนต์เคยพูดถึงเรื่องของ ‘Legacy’ หรือการเป็นตำนาน ที่ชวนให้ตีความได้อย่างหลากหลายว่ามันสามารถแปลอย่างไรได้บ้าง? ระหว่างการฝากหัวใจไว้ที่แอนฟิลด์ หรือการออกไปผจญภัยในโลกกว้างและกลายเป็นนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ในอีกความหมาย

 

เพียงแต่ล่าสุดทิศทางข่าวเหมือนจะเริ่มเปลี่ยนเหมือนกัน เมื่อมีกระแสข่าวว่าลิเวอร์พูลมอบสัญญาฉบับใหม่ที่ ‘ดูดี’ ทีเดียวให้กับเด็กปั้นคนนี้ – โดยที่ก็เริ่มมีกระแสข่าวเพื่อลดกระแสการย้ายทีมด้วยว่า ความจริงแล้วเทรนต์ไม่ได้ต้องการตัวเลขในสัญญามากเท่ากับซาลาห์หรือฟาน ไดจ์ค 

 

และระยะหลังเทรนต์ออกมาให้สัมภาษณ์ค่อนข้างบ่อยในหลายรายการ และพูดถึง อาร์เน สลอต เจ้านายใหม่ ในทางที่ค่อนข้างดี

 

แบบนี้ถือว่ามีความหวังได้ไหม?

 

ได้อยู่!

 

 

จะมีข่าวการต่อสัญญาก่อนสิ้นปีไหม?

 

เรื่องนี้ไม่มีใครรู้คำตอบจริงๆ เพราะมันอาจจะเกิดขึ้นในวันนี้เลยก็ได้หรือไม่เกิดเลยก็ได้เช่นกัน

 

เพียงแต่ถ้ามันจะมีข่าวดีสักข่าวให้เดอะค็อปทั่วโลกได้ชื่นใจกัน มันก็ควรจะเป็นข่าวการต่อสัญญาของทั้ง 3 คนนี้พร้อมๆ กันไปเลย

 

แต่ในโลกของความเป็นจริงมันไม่ได้ง่ายและสวยงามแบบนั้น สัญญาของแต่ละคนมีความสลับซับซ้อน มีเงื่อนไขมากมายที่แตกต่างกันออกไป ไม่ใช่แค่พรินต์สัญญามาวางแล้วเซ็นชื่อเฉยๆ เสียเมื่อไรกัน ดังนั้นหากจะมีการต่อสัญญากันจริงๆ น่าจะแยกเป็นรายๆ ไป

 

โดยที่มีความเป็นไปได้ที่เรื่องอาจจะยืดเยื้อเลยปีใหม่ไปแล้ว และสถานการณ์จะคงความคลุมเครือไปก่อน

 

และมีความเป็นไปได้เช่นกันที่จะมีคนที่ไม่ต่อสัญญา ทุกอย่างเป็นไปได้เสมอ

 

ถ้าตัวหลักไม่ต่อสัญญา จะกระทบต่อฟอร์มของลิเวอร์พูลไหม?

 

จริงอยู่ที่ไม่ว่าจะเป็นซาลาห์, ฟาน ไดจ์ค หรือเทรนต์ ต่างก็รักษาสมาธิเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมตลอดเกือบครึ่งฤดูกาลที่ผ่านมา แต่หากถึงจุดหนึ่งที่มีข่าวออกมาว่าจะไม่มีการต่อสัญญากัน มากหรือน้อยก็ย่อมมีผลต่อทีมอย่างแน่นอน

 

ไม่ใช่แค่เฉพาะกับทั้ง 3 คนเท่านั้น เพราะเรื่องแบบนี้ส่งผลต่อบรรยากาศของทีมทั้งหมด ไปยันบรรยากาศและความรู้สึกของแฟนฟุตบอลที่ตามมาเชียร์ในสนามด้วย

 

ถ้าถึงจุดนั้นก็เป็นงานของสลอต ในฐานะ​ผู้นำที่จะต้องหาทางประคับประคองทีม รวมถึง 3 คนที่อยู่ในเรื่องนี้เองก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อที่จะไม่ให้สิ่งดีๆ ที่ทำมาพังลงไปต่อหน้า เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่านี่เป็นโอกาสที่ดีที่สุดของลิเวอร์พูลที่จะประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยเฉพาะในพรีเมียร์ลีกที่พวกเขาเฝ้ารอการได้ฉลองแชมป์แบบเต็มๆ อีกครั้ง หลังจากที่ได้แชมป์แต่ฉลองไม่สุดเพราะโควิด-19 เมื่อ 5 ปีที่แล้ว

 

แต่มันจะเป็นการดีกว่าหากเรื่องไม่ต้องมาถึงจุดนั้นและมีการต่อสัญญากันให้เรียบร้อย ซึ่งจะเป็นการบูสต์กำลังใจที่สำคัญอย่างยิ่งให้ทีมติดปีกลอยลม

 

จะมีข่าวดีเป็นของขวัญส่งท้ายปีให้แฟนลิเวอร์พูลไหม อีกไม่กี่วันนี้คงได้รู้กันนะ

 

ว่าแต่ถ้าสมมติต่อสัญญาได้แค่ 1 คน เดอะค็อปอยากเลือกใคร?

The post ฟาน ไดจ์ค – ซาลาห์ ใกล้แล้ว? ส่วนเทรนต์?… ประเมินโอกาสอยู่หรือไป สัญญาใหม่ 3 เสาหลักลิเวอร์พูล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซาลาห์ vs. Moneyball สัญญาใหม่ต่อไม่ได้ ไม่อยากต่อ หรือรออะไรอยู่? https://thestandard.co/opinion-salah-vs-moneyball-new-contract-issues/ Tue, 26 Nov 2024 05:11:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1012764

ภาพการหยุดยืนเพื่อให้สัมภาษณ์กับสื่อของ โม ซาลาห์ ที่บร […]

The post ซาลาห์ vs. Moneyball สัญญาใหม่ต่อไม่ได้ ไม่อยากต่อ หรือรออะไรอยู่? appeared first on THE STANDARD.

]]>

ภาพการหยุดยืนเพื่อให้สัมภาษณ์กับสื่อของ โม ซาลาห์ ที่บริเวณ Mixed Zone พร้อมตอบคำถามเรื่องเกี่ยวกับอนาคตและสัญญาการเล่นของตัวเองที่ไร้ความคืบหน้าใดๆ ไม่ใช่เรื่องของความบังเอิญ

 

แต่เป็นความจงใจของซูเปอร์สตาร์ชาวอียิปต์ที่ต้องการเล่นเกมกับสโมสรโดยอาศัยความรู้สึกของแฟนฟุตบอลลิเวอร์พูลเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างแรงกดดันให้เกิดขึ้นกับฝ่ายบริหารของสโมสร ที่อีกด้านหนึ่งก็มีการยืนยันจากแหล่งข่าวว่ากำลังเปิดฉากเจรจากับ รามี อับบาส อยู่

 

และที่สำคัญการเจรจาที่ผ่านมาดำเนินไปด้วยดี

 

คำถามคือซาลาห์เลือกจะทำแบบนี้ทำไม?

 

ปกติแล้วซาลาห์เป็นผู้เล่นที่เก็บตัว น้อยครั้งมากและยากยิ่งที่จะยอมเปิดใจให้สัมภาษณ์กับสื่อ

 

แต่นับตั้งแต่เปิดฤดูกาล 2024/25 เป็นต้นมา ซูเปอร์สตาร์ของทีมลิเวอร์พูลในวัย 32 ปี ออกมาส่งสัญญาณถึงเรื่องอนาคตในการเล่นของตัวเองอย่างน้อย 3 ครั้งแล้ว

 

ครั้งแรกหากยังจำกันได้เกิดขึ้นหลังเกม ‘แดงเดือด’ ที่ลิเวอร์พูลบุกไปเอาชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คู่ปรับตลอดกาลได้อย่างไม่ยากเย็นด้วยสกอร์ขาดลอยถึง 3-0 ซาลาห์ซึ่งเป็นผู้ทำประตูปิดท้ายในเกมนั้นและเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมตลอดทั้งเกมทำให้ทุกคนตะลึงกับคำพูดของเขา

 

“นี่เป็นฤดูกาลสุดท้ายของผมที่ลิเวอร์พูล และผมอยากจะมีความสุขไปกับมัน” 

 

ก่อนจะตัดพ้ออีกนิดเป็นการส่งท้ายว่า “ไม่มีใครที่สโมสรคุยกับผมเรื่องสัญญาใหม่เลย มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับผมแล้ว มันขึ้นอยู่กับสโมสร”

 

สารนี้สร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วในเวลานั้นเพราะลิเวอร์พูลกำลังเปิดฉากฤดูกาลใหม่ได้อย่างสวยงาม ตัวของเขาเองก็อยู่ในฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยม สภาพร่างกายที่แข็งแกร่งกำยำนอกจากยากที่จะเอาลงแล้ว ความเร็วของเขายังคงจัดจ้านเหมือนเดิมหรืออาจจะดีกว่า 1-2 ฤดูกาลที่ผ่านมาด้วย ซึ่งเป็นผลตอบแทนของการดูแลสภาพร่างกายและจิตใจเป็นอย่างดี

 

ครั้งต่อมาเกิดขึ้นหลังเกมที่เหนื่อยยากของลิเวอร์พูลที่เฉือนเอาชนะไบรท์ตันแอนด์​ โฮฟอัลเบียนได้ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซาลาห์จู่ๆ ก็โพสต์ข้อความบอกเป็นนัย

 

“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นผมจะไม่มีวันลืมความรู้สึกของการได้ทำประตูในแอนฟิลด์” ประหนึ่งเป็นข้อความบอกรักและบอกลาทุกคนในเกมสุดท้ายของฤดูกาล

 

 

ข้อความนี้ทำให้ในเกมถัดมาที่แอนฟิลด์เราเห็นป้ายผ้าขนาดใหญ่ที่ทำขึ้นเพื่อสนับสนุนนักเตะที่แฟนๆ บูชาว่าเป็น The Egyptian King เจ้าของเพลง Mo Salah Running down the Wing

 

ข้อความนั้นบอกว่า “He fires the bow – now give him his dough” 

 

Bow ในที่นี้หมายถึงหนึ่งในท่าฉลองประตูของซาลาห์ในช่วงหลังที่เป็นทำเหมือนดึงลูกธนูจากด้านหลังก่อนจะง้างคันศรยิงไปสู่กองเชียร์ทุกคน ซึ่งที่มาที่ไปของท่านี้เป็นการเลียนแบบท่าฉลองชัยชนะของ อิสราเอล อเดซานยา นักสู้ UFC ที่เห็นท่านี้แล้วรู้สึกชอบ

 

ส่วน Dough นั้นมีความหมายถึง ‘เงิน’ นั่นเอง

 

ป้ายผ้าผืนนี้จึงเป็นการขอร้องวิงวอนแทนจากแฟนบอลว่าซาลาห์ยิงกระฉูดขนาดนี้ ให้ค่าตอบแทนที่เขาต้องการเถอะ

 

แต่ถึงกระนั้นเรื่องก็ยังไม่มีความคืบหน้า

 

นั่นทำให้เจ้าตัวออกมาให้สัมภาษณ์อีกครั้งหลังเกมที่ลิเวอร์พูลบุกไปเอาชนะเซาแธมป์ตันได้อย่างสุดมันที่เซนต์แมรี ซึ่งเขาทำ 2 ประตูสำคัญช่วยให้ทีมพลิกสถานการณ์กลับมาคว้า 3 คะแนนเต็มได้

 

การสัมภาษณ์เกิดขึ้นที่บริเวณ Mixed Zone ซึ่งเป็นพื้นที่ที่นักข่าวจะมาดักรอให้สัมภาษณ์นักฟุตบอลที่ปกติแล้วไม่ใช่ทุกครั้งหรือทุกวันจะแวะมาพูดคุยด้วย ยกเว้นจะมีประเด็นหรือสิ่งที่อยากสื่อสารออกมา

 

โดยเฉพาะกับซาลาห์ที่แทบไม่เคยหยุดให้สัมภาษณ์เลย ตลอด 7 ปีครึ่งที่ผ่านมาเคยหยุดให้สัมภาษณ์แค่ 2 ครั้งเท่านั้น

 

แต่ครั้งนี้ซาลาห์หยุด! เพื่อพูดคุยกับ เจมส์​ เพียร์ซ นักข่าวคนดังของ The Athletic ที่แฟนลิเวอร์พูลรู้จักกันเป็นอย่างดี (ซึ่งเพียร์ซบอกว่าเคยพยายามเรียกให้โมหยุดมาเป็นร้อยๆ ครั้ง แต่นี่เป็นเพียงครั้งที่ 3 ที่หยุดคุยด้วย) และตอบคำถามแบบชัดเจนไม่มีอ้อมค้อมจนน่าตกใจ

 

“นี่ก็จะเข้าเดือนธันวาคมแล้ว ผมยังไม่ได้รับข้อเสนออะไรจากสโมสรเลย ดูแล้วผมน่าจะไปมากกว่าอยู่” 

 

นอกจากนี้ยังตอบชัดถึงความรู้สึกตอนนี้ที่ยังไม่ได้รับข้อเสนอเลยว่า “ผมก็ผิดหวังแต่ต้องรอดูกัน”

 

 

คำถามว่าซาลาห์ทำแบบนี้ทำไม? ตอบได้ไม่ยากอยู่แล้ว

 

นี่คือ PR Battle เป็นการเดินเกมเพื่อกดดันสโมสรให้เร่งดำเนินการในการต่อสัญญา ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเลือกจะใช้วิธีแบบนี้ เพราะในช่วงของการเจรจาต่อสัญญาครั้งล่าสุดก็เคยออกมาสื่อสารในลักษณะแบบนี้เช่นเดียวกัน

 

ในด้านหนึ่งการออกมาพูดขนาดนี้ของซาลาห์ได้รับการขานรับจากแฟนเดอะค็อปทั่วโลกที่เร่งเร้าให้สโมสรรีบจัดการต่อสัญญากับซูเปอร์สตาร์หมายเลข 1 คนนี้ออกไปโดยเร็วที่สุด เพราะผลงานเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าซาลาห์ในวัย 32 ปี ยังเป็นผู้เล่นหมายเลข 1 ของสโมสรที่เป็นฮีโร่ของทีมเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน

 

ความสม่ำเสมอของมาตรฐานการเล่นในระดับสูงของเขาเป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่ไม่ใช่จะพบเจอได้ง่ายนัก

 

ถ้าไม่เก็บซาลาห์ไว้จะไปหาใครมาแทนที่? ถึงแม้ว่าแนวรุกคนอื่นของทีมตอนนี้จะดูดีไม่น้อย แต่เมื่อมองไปที่ หลุยส์ ดิอาซ, ดีโอโก โชตา, โคดี กักโป, ดาร์วิน นูนเญซ หรือ เฟเดริโก เคียซ่า ไม่มีใครที่เล่นได้สม่ำเสมอในระดับเดียวกับนักเตะหมายเลข 11 

 

และคุณค่าของซาลาห์ไม่ได้มีแค่เรื่องของในสนาม

 

ความเป็นฮีโร่ เป็นนักเตะในระดับไอคอนของเขาเป็นต้นแบบที่ดีของทุกคน เป็นนักเตะที่ดาวรุ่งในสโมสรเฝ้ามองเป็นแบบอย่าง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่จะซื้อหาใครเข้ามาแล้วทดแทนกันได้

 

มันต้องเกิดจากการที่ต้องพิสูจน์ตัวเองจนเป็นที่ยอมรับ

 

สำหรับซาลาห์แล้วเขามาไกลกว่าการเป็น ‘นักเตะผู้มหัศจรรย์ฤดูกาลเดียว’ (One Season Wonder) 

 

เพราะนี่คือ ‘นักเตะผู้มหัศจรรย์ทุกฤดูกาล’ (Every Season Wonder)

 

แรงกดดันตอนนี้จึงตกอยู่กับฝ่ายบริหารของสโมสร ซึ่งนำโดย ริชาร์ด ฮิวจ์ส ในฐานะผู้อำนวยการของลิเวอร์พูล และ ไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส์ ซีอีโอฟุตบอลของกลุ่ม Fenway Sports Group เจ้าของสโมสร

 

ไม่ว่าจะรู้สึกอย่างไรก็ตาม กฎข้อแรกสำหรับการบริหารกิจการใดๆ คือการห้ามนำความรู้สึกส่วนตัวเข้ามามีเหตุผลต่อการตัดสินใจ

 

โดยเฉพาะในเรื่องสำคัญที่จะมีผลกระทบต่อองค์กรอย่างเรื่องของการต่อสัญญากับซาลาห์

 

การต่อสัญญาของนักเตะในระดับนี้ปกติก็ไม่เคยเป็นเรื่องที่ง่ายอยู่แล้ว เพราะมันไม่ได้จบแค่เรื่องของตัวเลขค่าตอบแทนที่จะได้รับในแต่ละสัปดาห์ แต่เต็มไปด้วยรายละเอียดมากมายที่สามารถเจรจากันได้ไม่รู้จบ เช่น เรื่องเงินโบนัสพิเศษที่คุยกันได้ตั้งแต่การลงสนามตัวจริง การลงสนามตัวสำรอง การลงสนามในรายการใหญ่ การทำประตู การทำแอสซิสต์ ไปจนถึงเป้าหมายจำนวนประตูที่ต้องการ 

 

และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของลิขสิทธิ์ภาพลักษณ์ (Image Rights) ที่เป็นเรื่องยากสำหรับการหาข้อตกลงที่ลงตัวระหว่างผู้เล่นระดับสตาร์กับสโมสรที่จะไม่จบง่ายๆ ด้วยการแบ่งกัน 50-50 เสมอไป

 

 

สิ่งเหล่านี้ต้องใช้เวลาในการเจรจา ที่ไม่สะดวกเหมือนตอนเล่นเกม Football Manager ที่แค่เลือกชอยส์คำตอบ เคาะตัวเลขที่ต้องการแน่

 

สิ่งที่ยากที่สุดคือลิเวอร์พูลเป็นสโมสรที่มีแนวทางการบริหารกิจการในแบบ ‘Moneyball’

 

การจะเซ็นสัญญากับผู้เล่นคนไหนจะต้องมีการนำสถิติตัวเลขและข้อมูลต่างๆ มาวิเคราะห์ทั้งหมดเพื่อดูว่าจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าหรือไม่สำหรับสโมสร 

 

จำนวนเกมที่ลงสนามในแต่ละฤดูกาล ผลงานที่ทำได้ จำนวนประตู/แอสซิสต์ ระยะทางในการวิ่ง อาการบาดเจ็บ ไปจนถึงเรื่องรายละเอียดยิบย่อยอย่างมวลร่างกาย และสิ่งที่ไม่สามารถประเมินเป็นตัวเลขได้อย่างปัญหาสุขภาพ สุขภาพจิต ความเข้ากันได้กับเพื่อน อิทธิพลที่มีต่อทีม ความสัมพันธ์กับโค้ช ความประพฤติ แนวโน้มในอนาคต

 

สำหรับซาลาห์มีการประเมินคร่าวๆ ว่าหากสโมสรต่อสัญญาให้ตามมูลค่าที่สะท้อนถึง ‘คุณค่า’ ที่ผู้เล่นต้องการ ซึ่งจะเป็นระดับสูงที่สุดของพรีเมียร์ลีกอย่างไม่ต้องสงสัยนั้น จะทำให้ลิเวอร์พูลต้องจ่ายให้กับซาลาห์ราวปีละ 20 ล้านปอนด์

 

ถ้าเป็นสโมสรยักษ์ใหญ่ทีมอื่นการต่อสัญญากับนักฟุตบอลผู้ไม่อาจหาใครทดแทนได้แบบนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องคุยกันยาก

 

แต่สำหรับสโมสรอย่างลิเวอร์พูลที่บริหารการเงินแบบมีวินัยไม่มีปัญหาเรื่องหนี้สินมหาศาลแบบใครเขา และไม่ต้องกู้ยืมเงินหรืออาศัยทุนจากเจ้าของเข้ามาโปะ การจะจ่ายเงินมากขนาดนี้ให้กับผู้เล่นในวัย 32 ปีที่จะเป็นช่วงขาลงของชีวิตเป็นเรื่องที่ขัดต่อความเชื่อและแนวทางของสโมสรเป็นอย่างยิ่ง

 

นั่นจึงทำให้การเจรจายักแย่ยักยัน ไม่มีบทสรุปที่สวยงามจนถึงตอนนี้

 

และทุกอย่างมันยิ่งยากขึ้นไปอีกเพราะไม่ใช่แค่ซาลาห์คนเดียว แต่ลิเวอร์พูลยังตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค กัปตันทีมที่เป็นเสาหลักของแนวรับ และ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ Local Lad ที่เป็นฮีโร่ของชาวเมืองที่ทุกคนคาดหวังว่าจะอยู่ในแอนฟิลด์ไปตลอดชีวิตการเล่น

 

หากมองตามพื้นฐานของ Moneyball แล้ว คนเดียวที่ลิเวอร์พูลควรจะต่อสัญญาก่อนแบบไม่คิดคือ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ที่อายุแค่ 26 ปี การต่อสัญญายาว 4-5 ปีเป็นเรื่องที่สามารถทำได้

 

ขณะที่ซาลาห์ (32) และฟาน ไดจ์ค (33) ไม่มีใครตอบได้ว่าวันนี้เล่นดีอยู่ แต่วันข้างหน้าในอีก 1-2 ฤดูกาลจะเป็นอย่างไร?

 

อย่าลืมว่าลิเวอร์พูลเคยผิดและพลาดมาเหมือนกันในกรณีของ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน อดีตกัปตันทีมที่ เจอร์เกน คล็อปป์ อดีตผู้จัดการทีมแทรกแซงการทำงานของ ไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส์ ด้วยการขอให้ต่อสัญญาใหม่ออกไปเพราะคิดว่าผู้นำของทีมควรได้รับผลตอบแทนจากการพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ

 

การใช้ ‘ความรู้สึก’ นำเหตุผลครั้งนั้นจบลงที่เฮนเดอร์สัน ผลงานตกลงอย่างน่าใจหายในเวลาไม่นานและสุดท้ายต้องย้ายไปซาอุดีอาระเบีย ก่อนระเห็จมาอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม

 

 

นี่คือสิ่งที่สโมสรต้องชั่งน้ำหนัก โดยที่ไม่อาจนำความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยได้

 

ดังนั้นไม่ว่าซาลาห์จะพยายามกดดันสโมสรด้วยการใช้แฟนฟุตบอลเป็นเครื่องมือ – ซึ่ง เจมี คาร์ราเกอร์ ตำนานของสโมสรออกมาโจมตีว่าเป็นการกระทำที่เห็นแก่ตัวเกินไป เพราะทีมกำลังทำได้ดี การออกมาพูดแบบนี้จะสั่นคลอนเพื่อนก่อนเกมใหญ่กับเรอัล มาดริด และแมนฯ ซิตี้ได้

 

ลิเวอร์พูลจะตัดสินใจเรื่องสัญญาของเขาตามหลักเกณฑ์และแนวทาง Moneyball โดยไม่ยอมให้เกิดความผิดพลาดเหมือนกรณีของเฮนเดอร์สัน (หรือที่เคยเกิดกับสโมสรอื่น เช่น อาร์เซนอล กับกรณี เมซุต โอซิล และ ปิแอร์ เอเมอริก โอบาเมยอง

 

สิ่งที่จะทำให้ซาลาห์ได้รับในสิ่งที่เขาต้องการคือผลงานในสนาม และการพิสูจน์ของเขาเองว่าปัจจุบันนี้นักฟุตบอลสามารถยืดอายุการใช้งานได้ยาวนานขึ้น ‘Longevity’ ในเกมฟุตบอลเป็นไปได้หากนักเตะดูแลรักษาสภาพร่างกายได้เพียงพอ

 

ถ้าถามตามสิ่งที่เห็นแล้วซาลาห์ก็สมควรจะได้รับสัญญาฉบับใหม่ แล้วก็มีโอกาสที่เรื่องจะจบแบบ Happy Ending เหมือนครั้งก่อนที่อัดคลิปวิดีโอสั้นๆ ว่า ‘Mo Stay’

 

แต่ถ้าลิเวอร์พูลมองว่า ‘ไม่คุ้ม’ และมี ‘เป้าหมายใหม่’ ที่เป็นนักเตะที่หนุ่มกว่า สดกว่า มีอนาคตมากกว่าแล้ว ต่อให้แฟนบอลจะรักและเทิดทูนซาลาห์แค่ไหนก็ต้องทำใจและทำความเข้าใจที่ ‘Mo จะ Go’

 

เพราะไม่มีนักฟุตบอลคนใดอยู่ค้ำฟ้า

 

ทุกคนมาแล้วก็ไป

The post ซาลาห์ vs. Moneyball สัญญาใหม่ต่อไม่ได้ ไม่อยากต่อ หรือรออะไรอยู่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดลิสต์ 10 นักเตะทำรายได้สูงสุดปี 2024 https://thestandard.co/top-10-highest-paid-footballers-in-2024/ Tue, 22 Oct 2024 23:42:11 +0000 https://thestandard.co/?p=999115

เมื่อไม่นานมานี้นิตยสาร Forbes จัดอันดับ 10 นักฟุตบอลที […]

The post เปิดลิสต์ 10 นักเตะทำรายได้สูงสุดปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อไม่นานมานี้นิตยสาร Forbes จัดอันดับ 10 นักฟุตบอลที่ทำรายได้มากที่สุดประจำปี 2024 และแน่นอนว่าอันดับ 1-2 ยังคงมีชื่อของ คริสเตียโน โรนัลโด และ ลิโอเนล เมสซี ติดชาร์ตเศรษฐีลูกหนังอย่างต่อเนื่องจากหลายปีที่ผ่านมา

 

ส่วนอันดับอื่นๆ จะมีใครอยู่ในลิสต์บ้าง ไปดูพร้อมกันเลย

 

 

ภาพประกอบ: พุทธิพงศ์ โรจน์ศตพงค์

อ้างอิง:

The post เปิดลิสต์ 10 นักเตะทำรายได้สูงสุดปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
4 นักเตะลิเวอร์พูลกำลังหมดสัญญาในปี 2025 https://thestandard.co/4-liverpool-players-contracts-ending-2025/ Tue, 22 Oct 2024 06:38:10 +0000 https://thestandard.co/?p=998835

ตอนนี้เรื่องสัญญาของนักเตะลิเวอร์พูลยังคงเป็นที่จับจ้อง […]

The post 4 นักเตะลิเวอร์พูลกำลังหมดสัญญาในปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตอนนี้เรื่องสัญญาของนักเตะลิเวอร์พูลยังคงเป็นที่จับจ้องของแฟนบอลและบรรดาสื่ออยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะ 4 นักเตะอย่าง เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค, โมฮาเหม็ด ซาลาห์, วิเตซสลาฟ ยารอส และ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ที่สัญญากำลังจะหมดลงหลังจบฤดูกาล 2024/25

 

และยังต้องรอติดตามต่อว่า สถานะสัญญาของพวกเขาหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป…

 

 

ภาพประกอบ: ยุทธพล ธไนศวรรย์

The post 4 นักเตะลิเวอร์พูลกำลังหมดสัญญาในปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ขยับขึ้น TOP 10 ดาวซัลโวตลอดกาลของพรีเมียร์ลีก https://thestandard.co/mohamed-salah-top-10-pl-top-scorer/ Mon, 21 Oct 2024 08:22:08 +0000 https://thestandard.co/?p=998465

32 ยังแจ๋วสุดๆ สำหรับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ แนวรุกคนสำคัญของ […]

The post โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ขยับขึ้น TOP 10 ดาวซัลโวตลอดกาลของพรีเมียร์ลีก appeared first on THE STANDARD.

]]>

32 ยังแจ๋วสุดๆ สำหรับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ แนวรุกคนสำคัญของลิเวอร์พูล หลังยิงไปแล้ว 7 ประตู จากการลงสนามให้ทัพหงส์แดง 11 เกมหลังสุด และจากผลงานนี้ทำให้ดาวเตะทีมชาติอียิปต์ขยับขึ้นมารั้งอันดับ 9 ร่วมกับ เจอร์เมน เดโฟ บนทำเนียบดาวซัลโวตลอดกาลของพรีเมียร์ลีกที่จำนวน 162 ประตู

 

 

ภาพประกอบ: กริน วสุรัฐกร

The post โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ขยับขึ้น TOP 10 ดาวซัลโวตลอดกาลของพรีเมียร์ลีก appeared first on THE STANDARD.

]]>
โมฮาเหม็ด ซาลาห์ นักเตะที่มีส่วนร่วมกับประตูมากที่สุดของลิเวอร์พูล (ในพรีเมียร์ลีก) https://thestandard.co/salah-most-ga-pl-liverpool-info/ Mon, 21 Oct 2024 03:34:14 +0000 https://thestandard.co/?p=998302

อยู่สร้างตำนานได้เรื่อยๆ สำหรับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ แนวรุก […]

The post โมฮาเหม็ด ซาลาห์ นักเตะที่มีส่วนร่วมกับประตูมากที่สุดของลิเวอร์พูล (ในพรีเมียร์ลีก) appeared first on THE STANDARD.

]]>

อยู่สร้างตำนานได้เรื่อยๆ สำหรับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ แนวรุกจอมเก๋าของลิเวอร์พูล หลัง 1 ประตูที่ซาลาห์ทำได้ในเกมที่เปิดบ้านเอาชนะเชลซี 2-1 ในเกมลีกเมื่อคืนนี้ 

 

ส่งผลให้ดาวยิงทีมชาติอียิปต์กลายเป็นนักเตะที่มีส่วนกับประตูมากที่สุดของลิเวอร์พูล (นับเฉพาะในพรีเมียร์ลีก) ด้วยจำนวน 232 ประตู (ยิง 160 ประตู กับอีก 72 แอสซิสต์)

 

 

ภาพประกอบ: กันยกร กาญจนวิไล

The post โมฮาเหม็ด ซาลาห์ นักเตะที่มีส่วนร่วมกับประตูมากที่สุดของลิเวอร์พูล (ในพรีเมียร์ลีก) appeared first on THE STANDARD.

]]>
FOOTBALL FACT: โมฮาเหม็ด ซาลาห์ จารึก 3 สถิติสำคัญใน UCL https://thestandard.co/mohamed-salah-sets-three-key-ucl-records/ Thu, 03 Oct 2024 03:22:48 +0000 https://thestandard.co/?p=991026

ยังคงฟอร์มยอดเยี่ยมเหมือนเคย สำหรับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ แน […]

The post FOOTBALL FACT: โมฮาเหม็ด ซาลาห์ จารึก 3 สถิติสำคัญใน UCL appeared first on THE STANDARD.

]]>

ยังคงฟอร์มยอดเยี่ยมเหมือนเคย สำหรับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ แนวรุกวัย 32 ปีของลิเวอร์พูล หลังมีส่วนยิง 1 จ่าย 1 ช่วยให้ทัพหงส์แดงเปิดบ้านพิชิตโบโลญญา 2-0 ในศึก UCL ค่ำคืนที่ผ่านมา 

 

จากผลงานนี้ทำให้ซาลาห์จารึก 3 สถิติสำคัญในการเล่น UCL ประกอบด้วย

  • เป็นนักเตะคนแรกในประวัติศาสตร์ของลิเวอร์พูลที่ทำประตูได้ในเกมเหย้าในแชมเปียนส์ลีก 5 นัดติดต่อกัน
  • เป็นนักเตะแอฟริกันที่ทำประตูมากสุดใน UCL
  • นักเตะคนแรกที่ทำประตูและแอสซิสต์จากการเล่น 9 นัดใน UCL ให้กับสโมสรในอังกฤษ

 

ทั้งนี้ ลิเวอร์พูลออกสตาร์ทได้อย่างยอดเยี่ยมในฤดูกาลนี้ หลังกำชัยชนะได้ทั้ง 2 นัดใน UCL รั้งอันดับ 5 ของตาราง มี 6 แต้มเต็ม ส่วนในพรีเมียร์ลีกพวกเขาครองจ่าฝูงจากการมี 15 คะแนน

The post FOOTBALL FACT: โมฮาเหม็ด ซาลาห์ จารึก 3 สถิติสำคัญใน UCL appeared first on THE STANDARD.

]]>
“นี่คือปีสุดท้ายของผม” การทิ้งบอมบ์จากซาลาห์ แล้วทำไมลิเวอร์พูลไม่ยอมต่อสัญญา? https://thestandard.co/mohamed-salah-liverpool-contract/ Mon, 02 Sep 2024 14:24:41 +0000 https://thestandard.co/?p=978655 ซาลาห์

หลังชัยชนะที่สวยหรูในศึกวันแดงเดือดที่โอลด์แทรฟฟอร์ด แฟ […]

The post “นี่คือปีสุดท้ายของผม” การทิ้งบอมบ์จากซาลาห์ แล้วทำไมลิเวอร์พูลไม่ยอมต่อสัญญา? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซาลาห์

หลังชัยชนะที่สวยหรูในศึกวันแดงเดือดที่โอลด์แทรฟฟอร์ด แฟนลิเวอร์พูลทั่วโลกเจอกับข่าวไม่คาดฝันทันที เมื่อ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ซูเปอร์สตาร์หมายเลขหนึ่งของทีม ที่เพิ่งทำ 1 ประตู กับ 2 แอสซิสต์ ในชัยชนะ 3-0 เหนือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ประกาศข่าวช็อกเกี่ยวกับอนาคตของตัวเอง ชนิดไม่รอให้มีกระแสข่าวลือใดๆ

 

“นี่คือฤดูกาลสุดท้ายของผมกับลิเวอร์พูล ไม่มีใครในสโมสรที่ติดต่อผมเกี่ยวกับเรื่องสัญญาฉบับใหม่เลย”

 

การออกมาประกาศข่าวแบบนี้ของซาลาห์มีนัยอย่างไร และทำไมลิเวอร์พูลถึงไม่ยอมเจรจาต่อสัญญากับนักเตะหมายเลขหนึ่งของทีม

 

ย้อนกลับไปในเกมที่โรงละครแห่งความฝัน ซาลาห์เป็นผู้เล่นที่เล่นได้อย่างยอดเยี่ยมตลอดทั้งเกม โดยมีส่วนร่วมกับประตูทั้ง 3 โดยผ่านบอลให้ หลุยส์ ดิอาซ ทำ 2 ประตูในช่วงครึ่งเวลาแรก ก่อนที่จะยิงประตูเองได้ในช่วงครึ่งหลัง

 

นั่นทำให้ผลงานของกองหน้าทีมชาติอียิปต์ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2023/24 ทำไปแล้ว 3 ประตูกับอีก 3 แอสซิสต์ด้วยกัน จากการลงสนามแค่ 3 นัดแรกของฤดูกาล

 

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นฟอร์มการเล่นที่สุดยอด และเป็นการตอกย้ำถึงความมหัศจรรย์ของซาลาห์ ที่เป็นหนึ่งในผู้เล่นตัวรุกที่มีผลงานสม่ำเสมอที่สุดในประวัติศาสตร์ ไม่ใช่เฉพาะกับลิเวอร์พูล แต่รวมถึงในพรีเมียร์ลีกอีกด้วย

 

แต่ถึงจะสุดยอดขนาดนี้ ซาลาห์กลับต้องเผชิญกับเครื่องหมายคำถามตัวใหญ่เกี่ยวกับอนาคตของตัวเอง

 

สตาร์วัย 32 ปี เหลือสัญญาในแอนฟิลด์แค่สิ้นสุดฤดูกาลนี้ โดยที่ยังไม่มีความชัดเจนใดๆ

 

เมื่อผู้สื่อข่าวจ่อไมค์ถามถึงเรื่องนี้ หลังระเบิดฟอร์มการเล่นสุดยอดกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซาลาห์จึงได้ระเบิดเรื่องนี้ออกมาเป็นโกโก้ครั้นช์

 

ซาลาห์

 

Mo Stay (No More?)

 

ซาลาห์ให้สัมภาษณ์กับ Sky Sports หลังจบเกมกับแมนฯ ยูไนเต็ด โดยกล่าวในช่วงแรกถึงการเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยมของตัวเขาภายใต้นายใหญ่คนใหม่อย่าง อาร์เน สลอต “ผมมีช่วงฤดูร้อนที่ดี และมีเวลาให้กับตัวเองยาวนาน โดยพยายามเพื่อที่จะคิดในแง่บวก เพราะทุกคนก็รู้ว่านี่คือปีสุดท้ายของผมกับสโมสร”

 

สิ่งที่ซูเปอร์สตาร์วัย 32 ปีบอกไม่ได้เกินไปจากความจริง เพราะปีนี้คือปีสุดท้ายในสัญญาฉบับปัจจุบันของซาลาห์ หลังจากที่ต่อสัญญาฉบับล่าสุดในฤดูร้อน ปี 2022 ด้วยการประกาศข่าวแบบสุดพิเศษ ‘Mo Stay’ ที่จะอยู่กับทีมจนถึงปี 2025 หลังจากย้ายมาจากโรมาในปี 2017

 

สัญญาฉบับดังกล่าวทำให้ซาลาห์ได้รับค่าตอบแทนที่ 3.5 แสนปอนด์ต่อสัปดาห์ ซึ่งถือว่ามากที่สุดในบรรดานักเตะของลิเวอร์พูล และถือว่าใกล้เคียงกับกลุ่มซูเปอร์สตาร์ของพรีเมียร์ลีก ซึ่งเป็นตัวเลขที่ดาวเตะชาวอียิปต์พอใจ

 

แต่หลังจากนั้นซาลาห์ตกเป็นข่าวการย้ายทีมเป็นระยะ โดยเฉพาะข่าวลือการย้ายไปซาอุดีโปรลีก ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้ว อัล ฮิลาล สโมสรดังของซาอุดีอาระเบีย พยายามเกลี้ยกล่อมลิเวอร์พูลด้วยการยื่นข้อเสนอ 150 ล้านปอนด์ให้ เพียงแต่ลิเวอร์พูลซึ่งยังอยู่ในการคุมทีมของ เจอร์เกน คล็อปป์ ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวไป

 

อย่างไรก็ดี กลับไม่มีการเจรจาเรื่องสัญญาใหม่ของซาลาห์ ซึ่งรวมถึง เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค กัปตันทีม และ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ รองกัปตันทีมสายเลือดแท้ของสโมสรด้วย

 

ไม่มีดีล เพราะไม่มีคนดีล

 

ปัญหาเรื่องการเจรจาต่อสัญญาใหม่ของผู้เล่นกลุ่ม ‘เสาหลัก’ ของสโมสรอย่าง ซาลาห์, ฟาน ไดจ์ค และอเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เกิดจากหลายองค์ประกอบด้วยกัน

 

แต่เรื่องหลักคือ การที่สโมสรเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

 

ทุกอย่างเริ่มจากการตัดสินใจลาออกล่วงหน้าของ จูเลียน วอร์ด ทายาทในตำแหน่งผู้อำนวยการสโมสรของลิเวอร์พูล ที่รับช่วงต่อจากเจ้านายเก่าอย่าง ไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส์ ได้เพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น การอำลาตำแหน่งของเขาครั้งนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเรื่องของการเจรจาทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ-ขายผู้เล่น หรือแม้แต่เรื่องของการต่อสัญญา

 

โดยเฉพาะนักเตะระดับแกนหลักของสโมสรที่มีความสำคัญอย่างมาก แต่ก็ต้องอาศัยการตัดสินใจที่รอบคอบมากเช่นกัน การไม่มีคนทำหน้าที่โดยตรงในเรื่องนี้ทำให้ทุกอย่างถูกชะลอไปก่อน

 

ฤดูกาลที่แล้ว (2023/24) ลิเวอร์พูลต้องดึง ยอร์ก ชมัดท์เค อดีตผู้อำนวยการสโมสรโวล์ฟสบวร์ก ที่เป็นคนรู้จักกับคล็อปป์ เข้ามาช่วยงานเป็นการชั่วคราว แต่ก็รับผิดชอบเรื่องของการซื้อผู้เล่นเป็นหลัก (โดยเฉพาะจากบุนเดสลีกาอย่าง โดมินิก โซโบสไล และ วาตารุ เอนโดะ) ไม่ได้ยุ่งกับเรื่องของการต่อสัญญาใคร

 

เรื่องจึงค้างเติ่งอยู่แบบนี้ จนกระทั่งลิเวอร์พูลได้ ริชาร์ด ฮิวจ์ส มานั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการสโมสรคนใหม่ ภายใต้การนำของ ไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส์ อดีตผู้อำนวยการ ที่ไปนั่งตำแหน่งสูงกว่าในบทซีอีโอฟุตบอลของกลุ่ม Fenway Sports Group

 

 

คนดีลมาแล้ว แต่ดีลไม่เกิด?

 

“ผมแค่อยากจะสนุกกับมันไปแบบนี้ ตอนนี้ผมไม่คิดเรื่องสัญญาอีกแล้ว ผมรู้สึกว่าผมมีอิสระที่จะเล่นฟุตบอล และจากนั้นค่อยคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้นในปีหน้า” ซาลาห์กล่าวถึงเรื่องอนาคตในการเล่นของตัวเองแบบไม่ต้องให้ใครไปตีความ

 

“ผมคิดว่าผมลงสนามวันนี้ด้วยคิดว่านี่คงจะเป็นครั้งสุดท้าย (ที่โอลด์แทรฟฟอร์ด)

 

“ไม่มีใครที่สโมสรคุยกับผมเรื่องสัญญาใหม่ ดังนั้นผมจึงแค่เล่นฤดูกาลสุดท้าย และจากนั้นค่อยดูอีกครั้งตอนจบฤดูกาล”

 

จากคำพูดของซาลาห์ ทำให้แฟนลิเวอร์พูลหลายคนตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำงานของคนที่รับหน้าที่โดยตรงอย่างฮิวจ์ส ซึ่งก็โดนเพ่งเล็งอยู่แล้วจากฤดูร้อนที่เงียบกริบ ได้นักเตะเข้ามาเสริมทีมแค่ 2 คนคือ จอร์จี มามาดาชวิลี ประตูทีมชาติจอร์เจียจากบาเลนเซีย ที่กว่าจะย้ายมาจริงก็ต้องรอฤดูกาลหน้า และอีกคนคือ เฟเดริโก เคียซา ปีกทีมชาติอิตาลีจากยูเวนตุส ที่หลายคนมองว่าเป็นการซื้อลดแรงเสียดทาน

 

ตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าทำไมฮิวจ์สจึงไม่ยอมเปิการเจรจาสัญญากับซาลาห์ รวมถึงฟาน ไดจ์ค และอเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์

 

แต่ในรายของสตาร์ชาวอียิปต์เป็นไปได้สูงว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องของค่าเหนื่อยมหาศาล ที่จะผกผันกับอายุที่สโมสรซึ่งบริหารต้นทุนอย่างคุ้มค่าที่สุดอย่างลิเวอร์พูล อาจคิดว่าไม่คุ้มค่าที่จะจ่ายเงินมหาศาลเพื่อนักเตะที่มีอายุมากกว่า 30 ปี ซึ่งรวมถึงรายของฟาน ไดจ์ค ด้วย

 

แม้ว่าผลงานของซาลาห์จะสุดยอดแค่ไหนก็ตาม

 

เรื่องนี้มองในความรู้สึกอาจจะโหดร้าย แต่ในเชิงของธุรกิจแล้วเป็นเรื่องที่ ‘พอเข้าใจได้’ โดยเฉพาะเมื่อลิเวอร์พูลกลับมาอยู่ใต้แนวทางของเอ็ดเวิร์ดส์ที่วางไกด์ไลน์ให้สโมสรชัดเจน โดยมีฮิวจ์สปฏิบัติตาม การตัดสินใจต่อสัญญาโดยอิง ‘ความรู้สึก’ เหมือนครั้งที่คล็อปป์บีบสโมสรให้ต่อสัญญากับ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน อดีตกัปตันทีม จะไม่มีอีกต่อไป

 

 

อย่างไรก็ดี ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลง

 

ฤดูกาลเพิ่งเริ่มต้น ยังเหลือเวลาอีกหลายเดือนที่จะประเมินไปด้วยกัน เพราะ อาร์เน สลอต ก็เพิ่งรับตำแหน่งได้ไม่ถึง 2 เดือน

 

แต่ถ้ามันจะเป็นฤดูกาลสุดท้ายของซาลาห์กับลิเวอร์พูลจริงๆ นี่อาจจะเป็นปีที่เขาระเบิดฟอร์มสุดยอดที่สุดอีกครั้ง

 

“ผมอยากให้แฟนลิเวอร์พูลจดจำผมว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดนักเตะในประวัติศาสตร์ของสโมสรเทียบเท่ากับ สตีเวน เจอร์ราร์ด”

 

เรื่องนี้พูดก่อนหน้านี้อาจจะไม่รู้สึก แต่การที่ซาลาห์พูดตอนนี้ ในสถานการณ์นี้ และฟอร์มแบบนี้

 

เดอะค็อปเริ่มใจหายแล้ว

 

อ้างอิง:

The post “นี่คือปีสุดท้ายของผม” การทิ้งบอมบ์จากซาลาห์ แล้วทำไมลิเวอร์พูลไม่ยอมต่อสัญญา? appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Visualization’ วิธีฝึกจิตพิชิตประตูแบบ โม ซาลาห์ https://thestandard.co/visualization-mo-salah/ Fri, 15 Mar 2024 07:15:52 +0000 https://thestandard.co/?p=911499

จากคำปรามาสว่าเป็น ‘One Season Wonder’ หรือความมหัศจรรย […]

The post ‘Visualization’ วิธีฝึกจิตพิชิตประตูแบบ โม ซาลาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

จากคำปรามาสว่าเป็น ‘One Season Wonder’ หรือความมหัศจรรย์แค่เพียงชั่วฤดูกาลเดียว ล่าสุดเมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ ราชาแห่งอียิปต์และแอนฟิลด์ ทำประตูได้อีกแล้วในเกมยูฟ่ายูโรปาลีก ในนัดที่ลิเวอร์พูลถล่มสปาร์ตา ปราก ไปแบบขาดลอย 6-1

 

ประตูนี้ทำให้ซาลาห์สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ ด้วยการเป็นนักฟุตบอลคนแรกในประวัติศาสตร์ของลิเวอร์พูลที่ทำประตูรวมในทุกรายการได้ 20 ประตูต่อเนื่องกันเป็นเวลา 7 ฤดูกาลเข้าไปแล้ว

 

ความมหัศจรรย์ที่สุดของสตาร์วัย 31 ปีรายนี้จึงเป็นเรื่องของ ‘ความสม่ำเสมอ’ ​(Consistency) ที่สามารถรักษาระดับมาตรฐานการเล่นของตัวเองเอาไว้ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ ทั้งๆ ที่ลงเล่นในลีกฟุตบอลที่ดุดันที่สุดในโลก

 

หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพราะซาลาห์มีการดูแลสภาพร่างกายมาเป็นอย่างดี จึงสามารถยืนระยะได้ยาวนานขนาดนี้

 

แต่ความลับที่เจ้าตัวเพิ่งเปิดเผยออกมา จริงๆ แล้วสิ่งที่สร้างความแตกต่างคือเรื่องของ ‘ความคิด’ และ ‘จิตใจ’

 

กับวิธีที่เรียกว่า ‘Visualization’

 

 

สำหรับเกมกีฬา แน่นอนว่าพื้นฐานของความสำเร็จเกิดจากการฝึกฝนทางร่างกาย (Physical) ถ้าร่างกายเราดีกว่า แข็งแรงกว่า คล่องแคล่วกว่า ก็มีโอกาสที่จะเป็นผู้ชนะในการแข่งขันได้สูง

 

เพียงแต่ร่างกายไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญเพียงอย่างเดียว เพราะในเกมกีฬาบ่อยครั้งมันตัดสินกันที่ความคิดและจิตใจ ใครที่ฉลาดกว่า นิ่งกว่า ใจใหญ่กว่า ก็มีโอกาสจะเป็นผู้ชนะได้เช่นกัน ต่อให้เป็นรองทางเรื่องของร่างกายก็ตาม

 

ดังนั้นเรื่องราวของการฝึกความคิดและจิตใจจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญไม่น้อย โดยเฉพาะต่อนักกีฬาอาชีพที่ต้องลงแข่งขันกับเพื่อนนักกีฬาในระดับสูงด้วยกัน รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ บางอย่างสามารถสร้างจุดเปลี่ยนในเกมการแข่งขันได้

 

ถึงแม้ว่าเรื่องความคิดและจิตใจจะเป็นสิ่งที่ไม่สามารถจับต้องได้เหมือนมัดกล้ามของร่างกาย แต่นักกีฬาก็สามารถฝึกฝนจิตของตัวเอง เพื่อพิชิตเป้าหมายได้เช่นเดียวกัน

 

 

วิธีนี้เรียกว่า Visualization หรือจินตภาพ (จินตทัศน์) หรือการสร้างภาพขึ้นด้วยจิตของเรา

 

Visualization เป็นเครื่องมือในการฝึกจิตอย่างหนึ่งที่มีการพิสูจน์ว่า ช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของนักกีฬา เพิ่มพลังในการรักษาสมาธิ และลดความกดดันจากการแข่งขันให้กับนักกีฬาในช่วงเวลาที่นักกีฬากำลังสร้างความมั่นใจ

 

แล้วนักกีฬาต้องทำอย่างไร?

 

อย่างแรก พวกเขาต้องหาเวลาให้ตัวเองในการฝึกก่อน ให้มีเวลาได้อยู่ตามลำพังกับตัวเองจริงๆ

 

จากนั้นพวกเขาจะต้องจินตนาการถึงภาพหรือช่วงจังหวะเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับกีฬาที่เล่น เช่น ถ้าเป็นนักฟุตบอลแบบซาลาห์ที่เล่นในตำแหน่งปีก ก็จะสร้างภาพในจินตนาการถึงจังหวะการเล่นที่จะเกิดขึ้นในสนาม ยกตัวอย่างเช่น

 

เพื่อนวางบอลยาวข้ามฟากมาให้ทางฝั่งขวา

 

กระโดดเกี่ยวบอลลงมา

 

จัดระเบียบร่างกาย ลากจี้เข้าหากองหลังคู่แข่ง ดึงจังหวะโยกตัวออกเหมือนจะไปทางขวา

 

เสร็จแล้วโยกกลับมาทางซ้าย แต่งบอลเข้าเท้าข้างที่ถนัด

 

ยิงประตูด้วยการปั่นโค้ง (Curl) แบบข้างเท้าด้านใน (ไซด์โป้ง: Inside Foot)

 

ลูกพุ่งลอยไปในอากาศ ก่อนเสียบสามเหลี่ยมอย่างสวยงาม

 

 

ภาพจินตนาการแบบนี้มาจากสิ่งที่ซาลาห์เคยทำให้เห็นบ่อยๆ ในสนาม ซึ่งไม่มีใครรู้ได้ว่าจริงๆ แล้วซูเปอร์สตาร์ลูกหนังรายนี้สร้างจินตภาพของตัวเองอย่างไร มันอาจจะเป็นจังหวะการเล่นแบบอื่นที่แตกต่างออกไปก็ได้ เช่น ใช้ความเร็วกระชากหนี หรือแทนที่จะโยกเข้าซ้ายก็โยกออกขวา แล้วยิงด้วยเท้าข้างที่ไม่ถนัดแทน

 

แต่เมื่อฝึกฝนต่อเนื่อง ฝึกบ่อยๆ สมองจะจดจำและเรียนรู้ จนทำให้มีสมาธิ ไม่ตื่นไปกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในสนาม

 

ซาลาห์ให้สัมภาษณ์ความลับเรื่องนี้ในรายการ Men in Blazers ว่า “ผมใช้เวลาในยิมเกือบทุกวัน วันละชั่วโมงครึ่ง บางครั้งกลับมาบ้านผมก็ยังฝึกต่อ แต่การฝึกฝนเรื่องจิตใจเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่า

 

“ผมใช้เวลาวันละ 15 นาทีทุกวัน

 

“เชื่อผมเถอะว่ามันเป็นเรื่องที่ยาก ยากมากๆ ผมพยายามทำมาหลายปีแล้วด้วยการนั่งคนเดียวเป็นเวลา 15 นาที อาจจะเป็นช่วงก่อนนอนหรือช่วงหลังจากตื่นนอน ช่วง 15 นาทีนี้ยากยิ่งกว่าการเล่นในยิมชั่วโมงครึ่งอีก เพราะจิตของเรามันไปทุกหนทุกแห่ง

 

“มันเกี่ยวกับสิ่งที่เราอยากจะทำให้สำเร็จหรือสถานการณ์ที่เราต้องการสัมผัส เราจำเป็นต้องหลอกสมองของเรา หลอกตัวเอง เพื่อที่สมองจะไม่สามารถแยกได้ระหว่างเรื่องจริงหรือเรื่องไม่จริง เราต้องพยายามทำแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะเชื่อในความคิดนั้น”

 

 

สำหรับผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง

 

“ผมคิดถึงภาพประตูก่อนที่มันจะเกิดขึ้นจริง 90% หรือมากกว่าของประตูที่ผมยิงได้ เกิดขึ้นเพราะสิ่งนี้”

 

ทั้งนี้ Visualization นั้นไม่ได้สงวนเฉพาะสำหรับนักกีฬาเท่านั้น

 

ทุกคนสามารถฝึกฝนได้เช่นกัน โดยที่หากทำอย่างต่อเนื่องแล้วจะกลายเป็นพลังส่วนลึกของจิตใจ ที่จะสามารถพาเราไปสู่ความสำเร็จที่วาดหวังเอาไว้ได้ในอนาคต

 

ไม่ว่าจะอยากไปให้ไกลถึงไหน

 

ใช้หัวจิตและหัวใจของคุณวาดขึ้นมาได้เลย

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

อ้างอิง:

The post ‘Visualization’ วิธีฝึกจิตพิชิตประตูแบบ โม ซาลาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครื่องจักรสีแดงแห่ง ‘ลิเวอร์พูล’ ระเบิดพลังอีกครั้ง! https://thestandard.co/liverpool-players-scored-more-than-10-goals/ Thu, 22 Feb 2024 05:05:30 +0000 https://thestandard.co/?p=902934

กำลังอยู่ในช่วงร้อนแรงสุดๆ สำหรับบรรดา ‘แนวรุก’ หรือเคร […]

The post เครื่องจักรสีแดงแห่ง ‘ลิเวอร์พูล’ ระเบิดพลังอีกครั้ง! appeared first on THE STANDARD.

]]>

กำลังอยู่ในช่วงร้อนแรงสุดๆ สำหรับบรรดา ‘แนวรุก’ หรือเครื่องจักรสังหารประตูของลิเวอร์พูล หลังช่วยกันยิงจนพาให้ทัพหงส์แดงแซงชนะลูตันทาวน์ 4-1 ในเกมพรีเมียร์ลีกเมื่อคืนที่ผ่านมา

 

ตามรายงานของสำนักวิเคราะห์สถิติฟุตบอล Opta ระบุว่า ลิเวอร์พูลเป็นสโมสรแรกใน 5 ลีกใหญ่ของยุโรปที่มีนักเตะยิงประตูถึงหลัก 10 ลูกมากถึง 5 คน จากการลงเล่นทุกรายการในฤดูกาลนี้

 

โดย 5 แข้งที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘เครื่องจักรสีแดง’ ของลิเวอร์พูลในเวลานี้ที่ยิงเกิน 10 ประตู มีดังนี้

 

 

  • โมฮาเหม็ด ซาลาห์ 19 ประตู
  • ดีโอโก โชตา 14 ประตู
  • ดาร์วิน นูนเญซ 13 ประตู
  • โคดี กักโป 11 ประตู
  • หลุยส์ ดิอาซ 10 ประตู

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

The post เครื่องจักรสีแดงแห่ง ‘ลิเวอร์พูล’ ระเบิดพลังอีกครั้ง! appeared first on THE STANDARD.

]]>
3 นักเตะดังจะพลาดช่วยสโมสรเพราะไปรับใช้ชาติ https://thestandard.co/3-football-players-help-national-team/ Wed, 03 Jan 2024 06:43:38 +0000 https://thestandard.co/?p=883942 ทีมชาติ

เดือนมกราคมไปจนถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ จะมีฟุตบอลทีมชาติร […]

The post 3 นักเตะดังจะพลาดช่วยสโมสรเพราะไปรับใช้ชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทีมชาติ

เดือนมกราคมไปจนถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ จะมีฟุตบอลทีมชาติรายการใหญ่ๆ อย่าง เอเชียนคัพ และแอฟริกาคัพออฟเนชันส์ ซึ่งจะทำให้นักเตะชื่อดังในพรีเมียร์ลีกหลายคนพลาดการรับใช้สโมสรเพื่อไปช่วยทีมชาติ

 

นั่นรวมถึง โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ ที่กำลังโชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมกับลิเวอร์พูล, อังเดร โอนานา นายทวารมือ 1 ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และซนฮึงมิน แนวรุกดาวเด่นของท็อตแนม ฮอตสเปอร์ด้วย

 

และนี่คือเกมที่พวกเขาอาจพลาดการลงช่วยทีม โดยบางรายอาจไม่ได้พลาดทุกเกมที่อยู่ในนี้ นั่นขึ้นอยู่กับว่าทีมชาติของพวกเขาจะไปได้ไกลแค่ไหน หรือทีมชาติและสโมสรจะตกลงกันอย่างไร เพราะล่าสุดก็ดูเหมือนแมนฯ ยูไนเต็ดจะพยายามโน้มน้าวโอนานาให้อยู่ช่วยทีมจนจบเกมพบกับท็อตแนม ฮอตสเปอร์ก่อนเช่นกัน

 

 

ภาพประกอบ: เทียนจรัส วงศ์พิเศษกุล

อ้างอิง:

The post 3 นักเตะดังจะพลาดช่วยสโมสรเพราะไปรับใช้ชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
3 แข้งพรีเมียร์ลีกที่ยังค้าแข้งและยิงประตูทะลุ 100 ลูก! https://thestandard.co/premier-league-3-100-score-players/ Tue, 02 Jan 2024 04:48:42 +0000 https://thestandard.co/?p=883549 พรีเมียร์ลีก

3 แข้งพรีเมียร์ลีกที่ยิงประตูทะลุ 100 ลูก!   ปัจจุ […]

The post 3 แข้งพรีเมียร์ลีกที่ยังค้าแข้งและยิงประตูทะลุ 100 ลูก! appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรีเมียร์ลีก

3 แข้งพรีเมียร์ลีกที่ยิงประตูทะลุ 100 ลูก!

 

ปัจจุบันมีนักเตะเพียง 3 คนที่มีสถิติถลุงสกอร์ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เกิน 100 ประตู และยังค้าแข้งในลีก ซึ่งประกอบไปด้วย

 

🇪🇬 โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ – 153 ประตู

 

🏴󠁧󠁢󠁥󠁮󠁧󠁿 ราฮีม สเตอร์ลิง – 120 ประตู

 

🇰🇷 ซนฮึงมิน – 115 ประตู

 

พรีเมียร์ลีก

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

The post 3 แข้งพรีเมียร์ลีกที่ยังค้าแข้งและยิงประตูทะลุ 100 ลูก! appeared first on THE STANDARD.

]]>
มีโอกาสแต่ไม่มีสกอร์ ลิเวอร์พูลกับปัญหากองหน้าปืนฝืดที่หนืดกว่าที่คิด https://thestandard.co/liverpool-with-striker-problems/ Wed, 20 Dec 2023 10:30:03 +0000 https://thestandard.co/?p=879017 Darwin Nunez

34 ครั้ง คือจำนวนโอกาสลุ้นทำประตูของลิเวอร์พูลในเกม ‘แด […]

The post มีโอกาสแต่ไม่มีสกอร์ ลิเวอร์พูลกับปัญหากองหน้าปืนฝืดที่หนืดกว่าที่คิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Darwin Nunez

34 ครั้ง คือจำนวนโอกาสลุ้นทำประตูของลิเวอร์พูลในเกม ‘แดงเดือด’ กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ไม่มีสักครั้งที่บอลจะผ่านเส้นประตูของทีมคู่แข่งตลอดกาลได้

 

การเสมอในเกมที่แอนฟิลด์นั้นแม้จะไม่ได้ส่งผลเสียมากมายนัก แต่ในเรื่องของสภาพจิตใจส่งผลพอสมควร และทำให้มีการตั้งคำถามกลับมาถึงผลงานที่น่าผิดหวังสำหรับทีมของเจอร์เกน คล็อปป์

 

โดยล่าสุดประเด็นที่กำลังถกเถียงกันสนุกคือ ประสิทธิภาพของผู้เล่นในแนวรุกที่ก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะดี กับชื่อของผู้เล่นอย่าง โมฮัมเหม็ด ซาลาห์, โคดี กักโป,​ ดีโอโก โชตา และดาร์วิน นูนเญซ 

 

แต่ตอนนี้คนเดียวที่เป็นที่พึ่งพาของทีมก็ยังเป็นคนเดิมคือ ซาลาห์ที่ ‘รับจบ’ คนเดียวทั้งยิงและจ่าย

 

เกิดอะไรขึ้นกับแนวรุกของ ‘หงส์แดง’

 

 

นูนเญซ 10 นัดไม่มีประตู

 

กองหน้าที่ถูกพุ่งเป้ามากที่สุดย่อมหนีไม่พ้น ดาร์วิน นูนเญซ ในฐานะนักเตะ ‘หมายเลข 9’ ที่ถูกคาดหวังว่าจะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นคีย์แมนของทีมได้


ในช่วงก่อนหน้านี้ดาวยิงชาวอุรุกวัยทำผลงานได้ค่อนข้างร้อนแรง โดยเฉพาะนับตั้งแต่ที่ได้โอกาสลงเป็นตัวสำรองแล้วพลิกสถานการณ์ท้ายเกมเหมา 2 ประตูให้ลิเวอร์พูลบุกไปแซงเอาชนะนิวคาสเซิลได้ถึงเซนต์เจมส์พาร์ก ซึ่งช่วยเรียกความมั่นใจให้กับนูนเญซได้อย่างมาก

 

Thank you for your support! ประโยคขอบคุณน่ารักๆ ที่ทำให้แฟนบอลเดอะค็อปประทับใจ นำไปสู่ช่วงเวลาที่ดีสำหรับกองหน้าค่าตัวมหาศาลจากเบนฟิกาถึง 64 ล้านปอนด์ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากผลงานที่ดีกับทีมชาติอุรุกวัย เพราะได้การแนะแนวจากมาร์เซโล บิเอลซา ปรมาจารย์ลูกหนังที่ติวให้เป็นการส่วนตัว

 

แต่ปัญหาสำหรับนูนเญซคือเรื่องของความมั่นใจ ซึ่งความมั่นใจที่สะสมมาก่อนหน้านี้ค่อยๆ ถูกทำให้หายไป จากการที่มีโอกาสจะทำประตูได้หลายต่อหลายครั้ง แต่ไม่สามารถจบสกอร์ได้จริงๆ

 

ถึงจะมีส่วนร่วมกับเกม บางนัดเป็นผู้แอสซิสต์ช่วยให้เพื่อนทำประตู แต่สุดท้ายชีวิตของกองหน้าคือการยิงประตู เมื่อทำประตูไม่ได้ความมั่นใจก็เริ่มหาย และสำหรับนักเตะที่อารมณ์พลุ่งพล่านอย่างนูนเญซ ยิ่งทำไม่ได้ก็ยิ่งหงุดหงิด

 

ในเกมกับแมนฯ ยูไนเต็ด นูนเญซเล่นผิดและพลาดเต็มไปหมด จังหวะที่ควรยิงไม่กล้ายิง ถูกดักล้ำหน้าง่ายๆ และดูเหมือนจะสูญเสียความเยือกเย็นในการเล่นไปมาก สุดท้ายก็กลายเป็นเกมที่ 10 ติดต่อกันที่เขาทำประตูให้ลิเวอร์พูลไม่ได้

 

ผลงานนี้ต้องบอกว่าไม่ดีเลย แต่ในมุมของเป๊ป ไลน์เดอร์ส มือขวาของคล็อปป์ไม่เห็นด้วยกับเสียงวิจารณ์ เพราะหากจะมองให้ยุติธรรมจริงๆ ควรจะมอง ‘ประโยชน์’ ของเขาที่มีต่อทีม ซึ่งดาวยิงขวัญใจแฟนๆ (ในความเป็นจอมปั่นที่น่ารัก) ทำได้ดีขึ้นแทบทุกด้านเมื่อเทียบกับฤดูกาลที่แล้ว

 

ไม่ว่าจะเป็นการหาโอกาสในการทำประตู การประสานงานกับเพื่อนโดยเฉพาะคีย์แมนอย่างซาลาห์ การมีส่วนร่วมในเกมรุก การเชื่อมเกม ไปจนถึงการลงไปช่วยในเกมรับ

 

แต่นั่นก็ไม่สามารถปฏิเสธข้อเท็จจริงได้ว่า นูนเญซไม่มีสกอร์ และสิ่งที่เขาต้องทำคือการจบสกอร์ให้ดีกว่านี้ โดยเฉพาะเทคนิคของการยิงที่ไม่สามารถจะอาศัยการยิงที่หนักแน่นอย่างเดียว บางครั้งยิงไม่ต้องแรงแต่ทิศทางดีก็สามารถมีสกอร์ได้เหมือนกัน

 

 

เทพลีลา หาสกอร์ไม่เจอ

 

แต่นูนเญซไม่ใช่คนเดียวที่มีปัญหา!

 

เพราะสตาร์อย่าง ลูอิส ดิอาซ และโคดี กักโปเองก็หนืดไม่ได้น้อยหน้าไปกว่ากัน ดีไม่ดีหนืดกว่าด้วย เพราะฟอร์มของทั้งสองในฤดูกาลนี้ดรอปลงจากในฤดูกาลก่อนพอสมควร

 

ในรายของดิอาซ ความจริงถือว่าเริ่มต้นฤดูกาลได้ดี เป็นคนทำประตูแรกในเกมกับเชลซี ซึ่งต่อยอดจากช่วงพรีซีซันที่มีชื่อบนสกอร์บอร์ดบ่อยครั้ง และทำให้ถูกจับตามองว่าน่าจะมีสกอร์มากขึ้นกว่าที่ผ่านมา เพราะด้วยระบบการเล่นใหม่ดูเหมือนปีกชาวโคลอมเบียจะถูกขยับให้เข้ามาหาโอกาสจบสกอร์ในกรอบเขตโทษมากขึ้น

 

แต่เล่นไปเล่นมาตอนนี้ดิอาซกลับมาเป็นจอมม้วนเหมือนเดิม ประตูสุดท้ายในลีกที่เขาทำได้เป็นประตูสุดดราม่าในเกมที่ไล่ตีเสมอลูตัน ทาวน์ เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ซึ่งมีความพิเศษเพราะเป็นเกมที่กลับมาลงสนามช่วยทีมครั้งแรกหลังเกิดเหตุพ่อถูกลักพาตัว และใน 8 นัดหลังสุดมีสกอร์แค่ลูกเดียวในเกมยูโรปาลีกกับลัสก์ ซึ่งเป็นเกมที่ไม่ได้ยากด้วย

 

ปัญหาของดิอาซยังคงเป็นการเล่นตามใจฉันตามประสาปีกศิลปิน เน้นการครองบอลและพยายามเอาชนะคู่ต่อสู้ด้วยการลากเลื้อย ซึ่งน่าตื่นตาตื่นใจ แต่บ่อยครั้งเข้าก็พานเสียจังหวะกันไปหมด อีกทั้งดิอาซยังมีปัญหาเรื่องของบอลสุดท้ายไม่มีคุณภาพมากเท่าที่ควร ไม่ว่าจะเป็นการเปิดหรือการยิง

 

ขณะที่กักโปถือว่าเป็นผู้ประสบภัยในฤดูกาลนี้ เพราะมีปัญหาอาการบาดเจ็บช่วงต้นฤดูกาล เมื่อกลับมาตำแหน่งก็กลายเป็นของนูนเญซไปแล้ว โดยที่คล็อปป์ปักใจว่าจะใช้งานกองหน้าอุรุกวัยเป็นตัวหลักในบทหมายเลข 9 ทำให้เขาต้องถูกปรับบทบาทไปเรื่อยๆ

 

กองหน้าจอมเทคนิคชาวเนเธอร์แลนด์ต้องถูกสลับไปเล่นในบทอื่น เช่น ปีกซ้ายบ้าง กองกลางตัวรุกฝั่งซ้ายบ้าง ขวาบ้าง แล้วแต่ว่าตำแหน่งไหนจะขาด ซึ่งแม้กักโปจะเป็นนักเตะที่มีความสารพัดประโยชน์สูง แต่สถานการณ์แบบนี้ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา

 

ประตูในลีกนัดสุดท้ายของเขาคือเกมที่พ่ายท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ในวันที่ 30 กันยายนเลยทีเดียว และ 10 นัดหลังสุดเขาทำได้แค่ 2 ประตู ซึ่งก็เหมือนดิอาซคือมาในเกมกับลัสก์เช่นกัน

 

 

Joker ที่หายไป

 

นักเตะที่เหมือนจะนิ่งๆ แต่ความจริงแสนสำคัญสำหรับลิเวอร์พูลคือ ดีโอโก โชตา กองหน้าสไตล์มือสังหารในความเงียบ ที่โชคร้ายได้รับบาดเจ็บมาตั้งแต่ในเกมกับเบรนท์ฟอร์ดเมื่อ 5 สัปดาห์ที่แล้ว

 

ในเกมนั้นกองหน้าโปรตุกีสยิงได้ และเป็นประตูที่ 8 ของเขาในฤดูกาลนี้ ถือเป็นนักเตะที่ยิงได้สูงสุดเป็นอันดับ 2 ของทีมรองจากซาลาห์ ซึ่งเป็นเครื่องบ่งบอกได้ว่า โชตาเป็นนักเตะที่มีความสำคัญในการแบ่งเบาภาระเรื่องการจบสกอร์ของทีมได้มาก และการขาดหายไปของเขาในช่วง 5 สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็เป็นช่วงที่ลิเวอร์พูลเองเริ่มผลงานหนืดให้เห็นพอดีด้วย

 

ภาระในการทำประตูตกไปอยู่กับซาลาห์เป็นส่วนใหญ่ อาจมีผู้เล่นคนอื่นผลัดกันขึ้นมาช่วยทำประตูบ้าง เช่น เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ (ในช่วงที่ยังใส่ Predator สีขาว), เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ไปจนถึง วาตารุ เอ็นโด และฮาร์วีย์ เอลเลียตต์

 

แต่ถ้ามีนักเตะอย่างโชตาอยู่ในทีม บางครั้งอาจไม่ใช่เกมที่เล่นได้โดดเด่น หรือบางครั้งอาจเป็นตัวสำรองที่ถูกส่งลงสนามมา แต่นักเตะที่เล่นเกมเก่งพอๆ กับการเล่นในสนาม จะเป็นคนที่หาโอกาสในการทำประตูได้บ่อยๆ อาจมาบ้างไม่มาบ้างก็ยังดีกว่าไม่มาเลย

 

ข่าวดีในข่าวร้ายคือโชตาใกล้จะหายบาดเจ็บกลับมาแล้ว และอาจมีชื่อในเกมกับอาร์เซนอลคืนวันเสาร์นี้ (23 ธันวาคม)

 

 

ซาลาห์รับจบ

 

คนที่ยังเป็นที่พึ่งพาสำหรับลิเวอร์พูลเสมอ คือคนเดียวกับที่มีกระแสข่าวการย้ายไปซาอุดีอาระเบีย และแฟนบอลบางส่วนมองว่าเป็นข้อเสนอที่ดีสำหรับทีม

 

ซาลาห์ในฤดูกาลนี้มีการปรับเปลี่ยนบทบาทการเล่นของตัวเองพอสมควร โดยเน้นการมีส่วนร่วมกับการสร้างสรรค์เกมในฐานะ ‘The Creator’ ที่จะทำเกมในสไตล์ของตัวเองด้วย ไม่ได้รออยู่ริมเส้นเพื่อทะลวงเกมรับคู่ต่อสู้เพียงอย่างเดียวเหมือนเมื่อก่อน

 

การสร้างสรรค์สะท้อนจากจำนวนแอสซิสต์ในฤดูกาลนี้ ที่ยังไม่ถึงครึ่งทางที่ทำไปแล้ว 8 ครั้ง ไม่นับการสร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมอีกมาก โดยเฉพาะคนที่เซนส์ตรงกันอย่างนูนเญซ

 

อย่างไรก็ดี การที่ซาลาห์ทำได้ทุกอย่างแบบ ‘รับจบ’​ คนเดียว ก็ทำให้ปัญหาของลิเวอร์พูลย้อนกลับไปที่เดิม เพราะความรับผิดชอบในเรื่องของการทำประตูค่อยๆ กลับมาตกอยู่กับเขามากขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะในเรื่องของการทำสกอร์เองหรือการสร้างสรรค์เกม

 

ในขณะที่ทีมเริ่มค่อยๆ มีปัญหาทีละจุด ซึ่งไม่เฉพาะกองหน้าคนอื่นๆ ที่ปืนฝืด กองกลางอย่างโดมินิก โซโบสไล และไรอัน กราเฟนแบร์ก ที่เหมือนจะเริ่มต้นได้ดีกับชีวิตในแอนฟิลด์ ก็ค่อยๆ ฟอร์มดรอปลงมา ขณะที่ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ ก็เหมาะกับการลงมาเป็นตัวเปลี่ยนเกมมากกว่าจะเป็นตัวหลัก 

 

ส่วนเกมริมเส้นที่เคยเป็นอาวุธหนักนั้นหายไปหมดตั้งแต่มีการปรับระบบมาเล่น 4-3-3 / 3-Box-3 เพราะเทรนต์ถูกขยับมายืนตรงกลาง และเกมทางซ้ายนั้น คอสตาส ซิมิคาส ไม่สามารถทดแทนแอนดรูว์ โรเบิร์ตสันได้ในเรื่องประสิทธิภาพ

 

การสนับสนุนที่น้อยลง ค่อยๆ ส่งผลต่อพลังในเกมรุกของลิเวอร์พูล ซึ่งในระยะหลังต้องแก้ไขสถานการณ์กันอุตลุด การพลิกสถานการณ์กลับมาในเกมได้ถือเป็นเรื่องที่ชุบชูใจ แต่ในอีกทางก็สะท้อนว่าทีมยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอที่จะจัดการปิดเกมทุกอย่างได้อย่างง่ายดาย

 

อย่างไรก็ดี ถึงภาพรวมกองหน้าของลิเวอร์พูลจะดูมีปัญหา และอารมณ์ผิดหวังจากเกมแดงเดือดยังคุกรุ่น แต่ทีมของคล็อปป์ในเวอร์ชัน 2.0​ ก็ยังเป็นรองจ่าฝูง โดยที่มีโอกาสแก้ตัวในเกมสุดสัปดาห์นี้ที่จะพบกับอาร์เซนอล ซึ่งจะเป็นเกมชิงดำยกแรกในช่วงก่อนคริสต์มาส ที่มีสถิติที่น่าสนใจว่าหากทีมใดที่ได้ครองจ่าฝูงในวันบ็อกซิ่งเดย์ ก็มีโอกาสจะเป็นแชมป์ในบั้นปลายฤดูกาลสูง

 

ถ้าวันนั้นกองหน้าคนไหนสักคนที่ไม่ใช่ซาลาห์ช่วยทำประตูได้ เดี๋ยวทุกอย่างก็น่าจะดีขึ้นเอง

 

แต่อย่าลืมคืนนี้ที่ต้องเจอของหนักอย่างเวสต์แฮมในเกมลีกคัพก่อน บอกเลยว่าไม่ง่าย!

 

อ้างอิง:

The post มีโอกาสแต่ไม่มีสกอร์ ลิเวอร์พูลกับปัญหากองหน้าปืนฝืดที่หนืดกว่าที่คิด appeared first on THE STANDARD.

]]>