Mental Health Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/mental-health/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 24 Mar 2026 03:28:36 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Barry Keoghan เผยว่าคำวิจารณ์เรื่องรูปลักษณ์ ทำให้เขาไม่อยากออกไปใช้ชีวิตข้างนอกแล้ว https://thestandard.co/barry-keoghan-online-appearance-criticism/ Tue, 24 Mar 2026 03:28:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1190497 แบร์รี คีโอแกน นักแสดงหนุ่มชาวไอริชในระหว่างให้สัมภาษณ์

ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา Barry Keoghan ได้รับเสียงวิจาร […]

The post Barry Keoghan เผยว่าคำวิจารณ์เรื่องรูปลักษณ์ ทำให้เขาไม่อยากออกไปใช้ชีวิตข้างนอกแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบร์รี คีโอแกน นักแสดงหนุ่มชาวไอริชในระหว่างให้สัมภาษณ์

ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา Barry Keoghan ได้รับเสียงวิจารณ์และการล้อเลียนเรื่องรูปลักษณ์ลุคใหม่ในโซเชียลแทบจะทุกครั้งที่เขาไปปรากฏตัวร่วมงานอีเวนต์หรือให้สัมภาษณ์ในรายการต่างๆ ซึ่งเขาเองก็รับรู้ถึงถ้อยคำเหล่านั้นแล้วมันก็เริ่มส่งผลกระทบกับจิตใจของเขาโดยตรง

 

Barry Keoghan เปิดใจถึงประเด็นดังกล่าวผ่านทางรายการ The Morning Mash Up ของ SiriusXM ว่า เขาถูกรังแกบนโลกออนไลน์อย่างหนักหน่วงจนกระทั่งปัจจุบันเขาไม่รู้สึกอยากออกไปใช้ชีวิตข้างนอกแล้ว

 

“มีความเกลียดชังมากมายในโลกออนไลน์ มีการใช้คำพูดเสียดสีและเหยียดหยามรูปลักษณ์ของผมมากมายเหลือเกิน ทุกคนต้องผ่านจุดนี้กันทั้งนั้น แต่มันทำให้ผมรู้สึกอึดอัดและไม่มั่นใจอยู่ดี มันทำให้ผมเก็บตัวอยู่กับตัวเอง ไม่อยากออกไปพบปะกับผู้คน ไม่อยากออกไปข้างนอก ผมบอกคุณแบบบริสุทธิ์ใจอย่างซื่อๆ เลยนะ มันกลายเป็นปัญหาใหญ่แล้วล่ะ”

 

Barry Keoghan เผยว่า ที่จริงแล้วเขาเป็นคนไม่ใช้โซเชียลมีเดีย แต่บางโอกาสหลังจากที่ไปงานพรีเมียร์ภาพยนตร์หรืองานอีเวนต์ เขาก็จะเข้าไปดูแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ เพื่อเช็กกระแสตอบรับ และพบว่าตัวเองได้รับปฏิกิริยาที่ไม่น่ารักจากชาวเน็ตเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็ทำให้ Barry Keoghan กังวลด้วยว่าลูกชายของเขาจะคิดอย่างไร เมื่อโตพอที่จะอ่านและเข้าใจคอมเมนต์เหล่านี้

 

เมื่อพิธีกรถามถึงการตามหาความสงบในชีวิตส่วนตัว Barry Keoghan ตอบว่า “ผมไม่ต้องหลบซ่อนเพราะตอนนี้ผมกำลังหลบซ่อนอยู่แล้ว ผมไม่ออกไปไหนแล้วก็เพราะเรื่องนี้

 

เมื่อสิ่งเหล่านี้เริ่มเข้ามาปะปนกับการทำงานศิลปะของผม มันจึงกลายเป็นปัญหา เพราะตอนนี้ผมไม่อยากอยู่บนหน้าจอภาพยนตร์แล้วด้วยซ้ำไป”

 

ภาพ: Jamie McCarthy/WireImage

 

อ้างอิง https://variety.com/2026/film/news/barry-keoghan-online-hate-appearance-anxiety-1236696134/

The post Barry Keoghan เผยว่าคำวิจารณ์เรื่องรูปลักษณ์ ทำให้เขาไม่อยากออกไปใช้ชีวิตข้างนอกแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Dawdle Therapy แค่นั่งเหม่อ ปล่อยเวลาไหลไป ก็ฮีลใจได้แล้ว https://thestandard.co/life/dawdle-therapy-mental-health-healing/ Sun, 15 Mar 2026 03:00:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1187461 ภาพประกอบ Dawdle Therapy: ผู้หญิงนั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง ปล่อยความคิดให้ล่องลอยอย่างผ่อนคลาย

มีบางวันที่เราไม่ได้อยากทำอะไรเลย แค่อยากนั่งมองออกไปนอ […]

The post Dawdle Therapy แค่นั่งเหม่อ ปล่อยเวลาไหลไป ก็ฮีลใจได้แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบ Dawdle Therapy: ผู้หญิงนั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง ปล่อยความคิดให้ล่องลอยอย่างผ่อนคลาย

มีบางวันที่เราไม่ได้อยากทำอะไรเลย แค่อยากนั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง ปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปเรื่อยๆ โดยไม่มีจุดหมาย

 

แต่แทนที่จะยอมให้ตัวเองพักสักครู่ เรากลับรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาไถฟีด หรือนึกถึง To-do list ที่ค้างอยู่ในหัว เพราะในโลกที่พร่ำบอกว่าทุกนาทีต้อง “ได้อะไรบางอย่าง” การไม่ทำอะไรเลยจึงกลายเป็นความผิดที่ยอมรับไม่ได้

 

แต่ถ้าจริงๆ แล้วการนั่งเหม่อลอย หรือการใช้เวลาอย่างเนิบนาบโดยไม่มีเป้าหมาย คือสิ่งที่จิตใจของเราโหยหามากที่สุดล่ะ? หากเป็นเช่นนั้น เรามาทำความรู้จักกับแนวคิด Dawdle Therapy ศิลปะแห่งการปล่อยตัวปล่อยใจไปกับความเชื่องช้ากันเถอะ

 


 

ทำความรู้จัก Dawdle Therapy

 

Dawdle หมายถึงการอยู่เฉยๆ การนั่งเหม่อ เดินทอดน่อง หรือการใช้เวลาอย่างอ้อยอิ่ง ซึ่งฟังดูเหมือนนิสัยที่เราถูกสอนมาตลอดว่าไม่ดี แต่ Dawdle Therapy คือการพลิกมุมมองนั้น เปลี่ยนการ “เสียเวลา” ให้กลายเป็นการ “ดูแลจิตใจ” อย่างตั้งใจ

 

มันคือการอนุญาตให้ตัวเองได้นั่งอาบแดดอุ่นๆ ยามเช้า จิบชาร้อนช้าๆ หรือนอนมองเพดานไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องแสร้งทำเป็นว่ากำลังทำสมาธิ นี่ไม่ใช่ความขี้เกียจ แต่เป็นการพักอย่างสงบที่เปิดพื้นที่ให้ตัวเองได้ใคร่ครวญ สังเกตสิ่งรอบข้าง และรีเซ็ตระบบประสาทอย่างเป็นธรรมชาติ

 

เพราะสมองก็ต้องการเวลา ‘วิ่งเล่น’

 

งานวิจัยจากศูนย์สุขภาพ Henry Ford Health อธิบายว่า บางครั้งเราจำเป็นต้องดับเครื่องยนต์บ้าง เพราะการหยุดพักที่ถูกจังหวะสามารถเพิ่มความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และตัดสินใจได้อย่างน่าประหลาดใจ ไม่ต่างจากกล้ามเนื้อที่ต้องพักระหว่างเซต สมองก็ต้องการช่วงเวลาที่ไม่ต้องประมวลผลข้อมูลใดๆ เช่นกัน

 

ในทางวิทยาศาสตร์ การปล่อยให้จิตใจว่างจะกระตุ้น Default Mode Network (DMN) ในสมอง ซึ่งเชื่อมโยงกับการสะท้อนตัวตน การจัดเรียงความทรงจำ และการประมวลผลข้อมูลเชิงสร้างสรรค์ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมไอเดียดีๆ มักผุดขึ้นมาตอนเราอาบน้ำ หรือเดินเล่นไร้จุดหมาย ไม่ใช่ตอนที่เรานั่งขมวดคิ้วกดดันตัวเองอยู่หน้าจอ

 

บอกลาความเครียดที่สะสมอยู่ในทุก Notification

 

นักจิตบำบัดชี้ว่าในสังคมที่ให้รางวัลกับคนที่ Productivity สูงที่สุด ต้นทุนที่แอบซ่อนอยู่คือความรู้สึก ‘Burnout’ จากภายใน เมื่อเราชะลอตัวลง ร่างกายจะเข้าถึงสารสื่อประสาทที่ช่วยให้เกิดความสงบอย่าง GABA ซึ่งช่วยให้เราตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ด้วยสติและความตั้งใจ (Intention) มากกว่าปฏิกิริยาอัตโนมัติจากความเครียด

 

ศิลปะของการไม่ทำอะไร

 

Dawdle Therapy ไม่มีสูตรตายตัว ไม่ต้องตั้งเวลา ไม่ต้องนั่งท่าพิเศษ และไม่ต้องจดบันทึกลง Journal เพราะสาระสำคัญคือการปล่อยใจไปกับความเนิบนาบโดยไม่รู้สึกผิด ลองหาช่วงเวลาเล็กๆ ในวันธรรมดา เช่น ตอนที่กาแฟยังร้อนอยู่บนโต๊ะ หรือตอนเย็นที่แสงแดดเริ่มอ่อนลง แทนที่จะรีบหยิบโทรศัพท์ ลองนั่งอยู่กับความเงียบสักครู่ มองออกไปไกลๆ ปล่อยให้เวลาไหลผ่านไปโดยไม่ต้องควบคุม ความช้านั้นเองที่ทำให้เราสัมผัสถึงปัจจุบันขณะได้ชัดเจนที่สุด

 

ไม่ใช่ความขี้เกียจ แต่คือการดูแลตัวเอง

 

สิ่งที่ Dawdle Therapy สอนเราคือการแยกแยะระหว่างการไม่ทำอะไร กับการพักผ่อน เพราะการนั่งเหม่อที่มาพร้อมความรู้สึกผิด (Guilt) ไม่ได้ช่วยเยียวยาอะไรเลย แต่การยอมรับว่า “ตอนนี้ฉันไม่ต้องทำอะไรก็ได้” นั่นแหละคือยาฮีลใจที่ดีที่สุดครั้งหน้าที่รู้สึกอยากนั่งเหม่อ ไม่ต้องรีบหาอะไรทำ และไม่ต้องเปลี่ยนมันให้กลายเป็น Self-care Ritual ที่ต้องดูดีมีสาระ แค่นั่งลง มองออกไป และปล่อยให้เวลาไหลไป เพราะบางทีสิ่งที่จิตใจต้องการมากที่สุด ก็คือการ “ไม่ต้องต้องการอะไรเลย”

 

ภาพประกอบ Dawdle Therapy: ผู้หญิงนั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง ปล่อยความคิดให้ล่องลอยอย่างผ่อนคลาย 1ภาพประกอบ Dawdle Therapy: ผู้หญิงนั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง ปล่อยความคิดให้ล่องลอยอย่างผ่อนคลาย 2ภาพประกอบ Dawdle Therapy: ผู้หญิงนั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง ปล่อยความคิดให้ล่องลอยอย่างผ่อนคลาย 3ภาพประกอบ Dawdle Therapy: ผู้หญิงนั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง ปล่อยความคิดให้ล่องลอยอย่างผ่อนคลาย 4ภาพประกอบ Dawdle Therapy: ผู้หญิงนั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง ปล่อยความคิดให้ล่องลอยอย่างผ่อนคลาย 5ภาพประกอบ Dawdle Therapy: ผู้หญิงนั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง ปล่อยความคิดให้ล่องลอยอย่างผ่อนคลาย 6ภาพประกอบ Dawdle Therapy: ผู้หญิงนั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง ปล่อยความคิดให้ล่องลอยอย่างผ่อนคลาย 7ภาพประกอบ Dawdle Therapy: ผู้หญิงนั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง ปล่อยความคิดให้ล่องลอยอย่างผ่อนคลาย 8

The post Dawdle Therapy แค่นั่งเหม่อ ปล่อยเวลาไหลไป ก็ฮีลใจได้แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Harry Styles เปิดใจว่า ‘การเปิดตัวตนเป็นสาธารณะ’ เมื่อในอดีตส่งผลต่อชีวิตของเขา https://thestandard.co/harry-styles-public-life-past/ Sun, 15 Mar 2026 02:54:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1187512 แฮร์รี่ สไตล์ส ศิลปินนักร้องชื่อดัง

Harry Styles กำลังอยู่ในช่วงเดินสายโปรโมตผลงานชุดใหม่อย […]

The post Harry Styles เปิดใจว่า ‘การเปิดตัวตนเป็นสาธารณะ’ เมื่อในอดีตส่งผลต่อชีวิตของเขา appeared first on THE STANDARD.

]]>
แฮร์รี่ สไตล์ส ศิลปินนักร้องชื่อดัง

Harry Styles กำลังอยู่ในช่วงเดินสายโปรโมตผลงานชุดใหม่อย่างอัลบั้ม Kiss All The Time. Disco, Occasionally ซึ่งเขาก็มีโอกาสไปเยือนรายการของ Tom Power พร้อมพูดคุยถึงปมในใจจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต โดยเฉพาะกับเรื่อง ‘การเปิดชีวิตเป็นสาธารณะ’ ในขณะที่เขายังเป็นสมาชิกวง One Direction

 

เขาเล่าว่า ยุคที่เขาทำงานวงอยู่ ทีมงานมักจะกดดันให้พวกเขาเปิดเผยตัวตนหรือเปิดชีวิตของตัวเองให้สาธารณชนรับรู้ เพื่อให้ผู้คนเข้ามาทำความรู้จักกับเขาและวง ดังนั้นชีวิตของเขาในช่วงเวลานั้นไม่ค่อยมีความเป็นส่วนตัว จนกระทั่งเขามาเริ่มทำงานเดี่ยว เขาถึงได้ลองปิดกั้นตัวเอง พยายามรักษาความเป็นส่วนตัวเพื่อหาจุดที่ตัวเองสบายใจ และลองย้ายไปอยู่อิตาลีด้วย

 

“ตอนผมอยู่วง พวกเขาจะสนับสนุนให้เราเปิดเผยตัวตนออกไปเยอะมาก เพื่อให้ผู้คนทำความรู้จักกับเรา พอจบจากตรงนั้นแล้ว ผมเริ่มมาทำงานของตัวเอง มันก็จะมีช่วงที่ผมต้องเรียนรู้ว่าตรงไหนที่ผมจะรู้สึกสบายใจ และผมต้องพยายามดึงชีวิตบางส่วนให้กลับมาเป็นส่วนตัวมากขึ้น ซึ่งผมก็ต้องปรับตัวอยู่พักใหญ่เลย”

 

เขากล่าวต่อว่า “ประสบการณ์การเป็นคนของสาธารณะ มันทำให้ผมเข้าใจชัดเจนว่าเรื่องไหนที่เราจะรู้สึกว่าโอเคหรือไม่โอเค”

 

อย่างไรก็ตาม พอเขาย้ายไปอยู่อิตาลีสักระยะหนึ่ง เขาก็เริ่มตระหนักได้ว่าถ้าหากเขามัวแต่ปฏิเสธทุกอย่าง เขาจะกลายเป็นคนที่ปิดกั้นตัวเองจากโลกภายนอก ดังนั้นเขาจึงเริ่มตัดสินใจ ‘Say Yes’ กับคำเชิญชวนต่างๆ แล้วก็ออกไปทำอะไรใหม่ๆ หลายอย่าง จนสิ่งเหล่านี้จุดประกายให้เขาทำอัลบั้มใหม่นี้ได้สำเร็จนั่นเอง

 

ภาพ: Jeff Spicer/Redferns

 

อ้างอิง:

 

The post Harry Styles เปิดใจว่า ‘การเปิดตัวตนเป็นสาธารณะ’ เมื่อในอดีตส่งผลต่อชีวิตของเขา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เขาเป็น Toxic Boss หรือเราแค่ไม่ชอบ Feedback ที่ไม่อยากฟัง? https://thestandard.co/life/toxic-boss-feedback/ Thu, 12 Mar 2026 05:24:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1186698 ภาพประกอบแสดงถึงความอึดอัดใจเมื่อต้องเผชิญกับหัวหน้าที่อาจเป็น Toxic Boss หรือคำวิจารณ์ที่ยากจะรับฟัง

THE STANDARD LIFE อยากชวนผู้อ่านมาสำรวจเส้นบางๆ ในที่ทำ […]

The post เขาเป็น Toxic Boss หรือเราแค่ไม่ชอบ Feedback ที่ไม่อยากฟัง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงถึงความอึดอัดใจเมื่อต้องเผชิญกับหัวหน้าที่อาจเป็น Toxic Boss หรือคำวิจารณ์ที่ยากจะรับฟัง

THE STANDARD LIFE อยากชวนผู้อ่านมาสำรวจเส้นบางๆ ในที่ทำงานยุคใหม่ เพราะหลังๆ มานี้มักมีคอนเทนต์เกี่ยวกับคำว่า Toxic Boss เยอะมากๆ ในโลกออนไลน์ แค่หัวหน้าพูดแรงไปนิด วิจารณ์งานตรงเกินไป หรือกดดันเรื่องเดดไลน์มากหน่อย หลายคนก็รีบติดป้ายว่าเขาเป็นหัวหน้าที่ Toxic ทันที

 

แต่ในอีกมุมหนึ่ง คำถามที่น่าสนใจก็คือ เราเคยลองแยกแยะจริงๆ หรือยัง
ระหว่าง พฤติกรรมที่เป็นพิษจริงๆ กับ คำวิจารณ์ที่เรารู้สึกไม่สบายใจเมื่อได้ยิน
เพราะความจริงแล้ว Feedback ที่ดี มักไม่ใช่สิ่งที่ฟังแล้วรู้สึกดีเสมอไป

 


นักจิตวิทยาด้านการทำงานอย่าง Adam Grant ศาสตราจารย์ด้าน Organizational Psychology จาก University of Pennsylvania เคยอธิบายไว้ว่า “การเติบโตในที่ทำงานมักเกิดจากสิ่งที่เรียกว่า Challenge Network หรือกลุ่มคนที่กล้าบอกเราตรงๆ ว่าอะไรที่เรายังทำได้ไม่ดีพอ คนกลุ่มนี้อาจไม่ได้พูดในสิ่งที่เราชอบฟัง แต่พวกเขาช่วยให้เรามองเห็นจุดบอดของตัวเองได้ดีขึ้น”

 

นั่นทำให้คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ว่าหัวหน้า Toxic หรือไม่ แต่คือ สิ่งที่เขาพูด เป็นการทำร้าย หรือเป็นการพยายามทำให้งานดีขึ้น? หัวหน้าที่เป็นพิษจริงๆ มักมีรูปแบบพฤติกรรมที่ค่อนข้างชัดเจน เช่น การบูลี่ตัวตนของลูกน้อง การใช้ความกลัวเป็นเครื่องมือกดดันในการทำงาน การไม่ให้เครดิตผลงานตามความสามารถ หรือการทำให้คนในทีมรู้สึกไร้คุณค่าอย่างต่อเนื่อง นิสัยเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของมาตรฐานการทำงาน แต่เป็นเรื่องของอำนาจและการควบคุม

 

ในขณะที่ Feedback ที่ดี แม้จะฟังยาก แต่เป้าหมายของมันคือ
งานไม่ใช่ ตัวตนของเรา มันอาจมาในรูปของประโยคอย่าง
“งานชิ้นนี้ยังไม่ชัดพอ ลองกลับไปคิดใหม่”
หรือ “คุณทำได้ดีกว่านี้นะ”

 

ประโยคแบบนี้บางครั้งทำให้เรารู้สึกเหมือนถูกปฏิเสธ ทั้งที่จริงแล้วมันอาจเป็นเพียงการสะท้อนมาตรฐานที่สูงขึ้น ยิ่งเราอยู่ในยุคที่คัลเจอร์ในการทำงานให้ความสำคัญกับ Mental Health มากขึ้น การตั้งคำถามกับอำนาจในที่ทำงานเป็นเรื่องสำคัญ และหลายเคสก็สมควรถูกตั้งคำถามจริงๆ

 

ทีนี้มาลองดูมุมมองของนักวิจัยด้าน Emotional Resilience อย่าง Susan David จาก Harvard Medical School เธอก็เคยเตือนว่า “การเติบโตในชีวิตการทำงานต้องอาศัยสิ่งที่เรียกว่า Emotional Agility หรือความสามารถในการอยู่กับอารมณ์ไม่สบายใจโดยไม่รีบวิ่งหนีมัน”

 

มันตรงกับช่วงเวลาที่เราอาจเกิดความรู้สึกอึดอัดจาก Feedback ของหัวหน้า
นั่นอาจไม่ได้แปลว่ามีใครกำลังทำร้ายเรา หรือต้องการให้เราถูกบีบตายคามือ
มันอาจเป็นเพียงช่วงเวลาที่เรากำลังขยายขอบเขตของตัวเอง และท้าพิสูจน์ความสามารถและทักษะในการทำงานให้ดีขึ้นกว่าเดิม แน่นอนว่าไม่มีใครควรถูกทำร้ายจิตใจในที่ทำงาน แต่ในขณะเดียวกัน การทำงานก็ไม่ใช่พื้นที่ที่ทุกคำพูดจะอ่อนโยนเสมอ มันคือโลกจริง สนามจริง ที่ต้องรับให้ได้แบบมืออาชีพ

 

เส้นแบ่งระหว่าง Toxic Boss กับ Feedback ที่จริงใจตรงไปตรงมาจึงบางกว่าที่เราคิด และบางครั้ง การเติบโตของเราก็เริ่มต้นจากการถามตัวเองอย่างซื่อสัตย์ว่า

 

“สิ่งที่ฉันกำลังรู้สึกอยู่ตอนนี้ คือความไม่ยุติธรรมจริงๆ
หรือเป็นเพียงความจริงที่คุณยังไม่พร้อมจะฟัง?”

 

ภาพประกอบแสดงถึงความอึดอัดใจเมื่อต้องเผชิญกับหัวหน้าที่อาจเป็น Toxic Boss หรือคำวิจารณ์ที่ยากจะรับฟัง 1ภาพประกอบแสดงถึงความอึดอัดใจเมื่อต้องเผชิญกับหัวหน้าที่อาจเป็น Toxic Boss หรือคำวิจารณ์ที่ยากจะรับฟัง 2ภาพประกอบแสดงถึงความอึดอัดใจเมื่อต้องเผชิญกับหัวหน้าที่อาจเป็น Toxic Boss หรือคำวิจารณ์ที่ยากจะรับฟัง 3ภาพประกอบแสดงถึงความอึดอัดใจเมื่อต้องเผชิญกับหัวหน้าที่อาจเป็น Toxic Boss หรือคำวิจารณ์ที่ยากจะรับฟัง 4ภาพประกอบแสดงถึงความอึดอัดใจเมื่อต้องเผชิญกับหัวหน้าที่อาจเป็น Toxic Boss หรือคำวิจารณ์ที่ยากจะรับฟัง 5ภาพประกอบแสดงถึงความอึดอัดใจเมื่อต้องเผชิญกับหัวหน้าที่อาจเป็น Toxic Boss หรือคำวิจารณ์ที่ยากจะรับฟัง 6ภาพประกอบแสดงถึงความอึดอัดใจเมื่อต้องเผชิญกับหัวหน้าที่อาจเป็น Toxic Boss หรือคำวิจารณ์ที่ยากจะรับฟัง 7ภาพประกอบแสดงถึงความอึดอัดใจเมื่อต้องเผชิญกับหัวหน้าที่อาจเป็น Toxic Boss หรือคำวิจารณ์ที่ยากจะรับฟัง 8ภาพประกอบแสดงถึงความอึดอัดใจเมื่อต้องเผชิญกับหัวหน้าที่อาจเป็น Toxic Boss หรือคำวิจารณ์ที่ยากจะรับฟัง 9

The post เขาเป็น Toxic Boss หรือเราแค่ไม่ชอบ Feedback ที่ไม่อยากฟัง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 มายด์เซ็ตสุดพาวเวอร์ฟูล ของ Eileen Gu ที่ทำให้เธอไม่ใช่แค่นักกีฬา https://thestandard.co/life/eileen-gu-powerful-mindsets-success/ Mon, 02 Mar 2026 03:09:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1183252 ภาพ ไอรีน กู่ นักกีฬาระดับโลก ผู้มีมายด์เซ็ตที่ทรงพลังและหลากหลาย

Eileen Gu คือชื่อที่โลกรู้จักในฐานะเจ้าของผู้สร้างประวั […]

The post 10 มายด์เซ็ตสุดพาวเวอร์ฟูล ของ Eileen Gu ที่ทำให้เธอไม่ใช่แค่นักกีฬา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ไอรีน กู่ นักกีฬาระดับโลก ผู้มีมายด์เซ็ตที่ทรงพลังและหลากหลาย

Eileen Gu คือชื่อที่โลกรู้จักในฐานะเจ้าของผู้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้า 6 เหรียญโอลิมปิก แต่ถ้าถามว่าอะไรทำให้เธอน่าสนใจจริงๆ คำตอบไม่ใช่เหรียญรางวัลเท่านั้น แต่เรากำลังพูดถึงมายด์เซ็ตที่อยู่เบื้องหลังทุกสิ่งที่เธอเป็น ไม่ว่าจะในฐานะนักฟรีสกีระดับโลก นักศึกษา Stanford แฟชั่นไอคอน หรือ role model ของคนรุ่นใหม่ทั่วโลก นี่คือ 10 มายด์เซ็ตที่ทำให้ Eileen Gu เป็น Eileen Gu ขวัญใจคนรุ่นใหม่ ที่สอนให้เราเรียนรู้ว่าการอยู่ในโลกที่ทุกอย่างวัดกันที่ผลลัพธ์ การเลือกที่จะยัง Enjoy กับ Journey นั้น คือความกล้าหาญที่ใครก็เลียนแบบได้ยากที่สุด

 

1. Eileen Gu มองตัวเองเป็น “มากกว่านักกีฬา”

 

Eileen ไม่เคยยอมให้ใครหรืออะไรนิยามเธอด้วยกรอบแคบๆ เธอคือนักกีฬาที่เรียน Stanford คือนางแบบที่ชอบอ่านหนังสือปรัชญา มีนิสัยรักการเขียน Journal และเขียนความคิดสั้นๆ ในลักษณะ Poetic Reflection มายด์เซ็ตนี้คือการเชื่อว่า Identity ของคนๆ หนึ่งไม่ต้องพอดีกับกล่องใบไหน และการถือหลายบทบาทพร้อมกันคือการเปิดพื้นที่ให้ตัวเองเติบโตได้มากกว่าเดิม

 

2. ใช้ความกลัวเป็นเครื่องมือ ไม่ใช่อุปสรรค

 

เธอเล่นกีฬาที่ความเสี่ยงคือส่วนหนึ่งของทุกการแข่งขัน Eileen เลือกที่จะฟังและเรียนรู้จากความกลัว ไม่ใช่หนีมัน และไม่ได้มองว่าคืออุปสรรคที่ขัดขวางความสำเร็จ ทุกครั้งที่เธอรู้สึกกลัวหน้าสโลป เธอจะถามตัวเองว่า “ความกลัวนั้นกำลังบอกอะไร?”​ มายด์เซ็ตนี้เปลี่ยนความกลัวจากสิ่งที่หยุดเเธอ ให้กลายเป็นสิ่งที่นำทางเธอแทน

 

3. การล้มแต่ละครั้งคือการได้ Data ไม่ใช่ความล้มเหลว

 

เธอ Normalize ความผิดพลาดตั้งแต่ต้น และมองทุกครั้งที่ล้ม หรือทำพลาดว่าเป็นข้อมูลที่มีคุณค่า ไม่ใช่เหตุผลที่ต้องอับอาย หรือโทษตัวเอง มายด์เซ็ตนี้ทำให้เธอกล้าลองทริกใหม่ๆ ที่ไม่มีใครเคยหรือกล้าทำ เพราะเธอรู้ว่าแม้จะพลาดพลั้งไปบ้าง เธอก็ได้บางอย่างกลับมาเพื่อสอนตัวเองและปรับปรุงสกิลใหม่ๆ อยู่เสมอ

 

4. Joy สำคัญพอๆ กับ Goal

 

เหตุผลแรกที่ Eileen เริ่มเล่นสกีคือความสนุก ไม่ใช่การวิ่งไล่ล่าเหรียญรางวัล และเธอพยายามรักษาความรู้สึกนั้นไว้แม้จะอยู่บนเวทีโอลิมปิก มายด์เซ็ตนี้ทำให้เธอยังคงมีพลังงานที่ Authentic เพราะ Performance ของเธอไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยแรงกดดันอย่างเดียว แต่ด้วยความรักแท้ที่มีต่อสิ่งที่ทำ

 

5. Process คือรางวัล ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์

 

Eileen เคยพูดว่าเหรียญคือ Outcome แต่สิ่งที่มีความหมายกว่าคือ Process ว่าเธอได้เติบโต ได้เรียนรู้ และยังรู้สึกภูมิใจในตัวเองหรือเปล่า มายด์เซ็ตนี้ทำให้เธอไม่ผูกคุณค่าของตัวเองไว้กับผลลัพธ์ระยะสั้น และช่วยให้รักษา Mental Health ในโลกการแข่งขันสูงได้อย่างยั่งยืน

 

6. Hybrid คือจุดแข็ง ไม่ใช่จุดอ่อน

 

การเติบโตระหว่างสองวัฒนธรรม (ลูกครึ่งอเมริกัน-จีน) ทำให้เธอเคยรู้สึกว่าตัวเอง ไม่พอดีกับที่ไหนสักที่ แต่แทนที่จะเลือกข้าง เธอเลือก Embrace ความเป็น Hybrid Identity ของตัวเอง และเปลี่ยนความซับซ้อนของตัวตนให้กลายเป็นพลัง มายด์เซ็ตนี้ Resonate อย่างมากกับคนรุ่นใหม่ที่รู้สึกว่าตัวเองมีหลายเวอร์ชันในร่างเดียว

 

7. Self-Definition ต้องมาจากข้างในก่อนเสมอ

 

เธอไม่ยอมให้โลกภายนอกมาตัดสินว่าเธอควรเป็นใคร ไม่ว่าจะเป็นสื่อ แฟนๆ หรือแรงกดดันจากสังคม Eileen เชื่อว่าการนิยามตัวเองต้องเริ่มจากข้างใน แล้วค่อยสื่อสารออกไป ไม่ใช่กลับกัน มายด์เซ็ตนี้คือ Quiet Confidence แบบที่ไม่ต้องตะโกนให้ใครได้ยิน

 

8. เป็นคนทะเยอทะยานได้ แต่ไม่ต้องสูญเสียความอ่อนโยนในตัวเอง

 

Eileen พิสูจน์ให้เห็นว่าคนเราสามารถทั้ง Driven และ Gentle, Focused และ Curious, Disciplined และ Playful ได้ในเวลาเดียวกัน เธอไม่เชื่อว่าต้องเลือกระหว่างความแข็งแกร่งกับความอ่อนโยน เพราะทั้งสองอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล

 

9. การเติบโตไม่ต้องรีบพิสูจน์

 

Eileen ไม่เคยรีบพิสูจน์ตัวเองกับโลก เธอเติบโตในจังหวะของตัวเอง เรียนรู้ในแบบของตัวเอง และค่อยๆ สร้างตัวตนที่แท้จริงโดยไม่ต้องการ Validation จากภายนอก มายด์เซ็ตนี้ทำให้เธอยืนหยัดได้ท่ามกลางแรงกดดันที่คนส่วนใหญ่คงยุบตัวไปแล้ว

 

10. ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่ยังรู้สึกสนุกอยู่

 

ท้ายที่สุด สิ่งที่ Eileen ยึดไว้เสมอคือความรู้สึกว่า “ฉันยังสนุกกับสิ่งที่ทำอยู่ไหม” ความสำเร็จที่แท้จริงในนิยามของเธอไม่ใช่ตัวเลขหรือรางวัล แต่คือชีวิตที่ยังมีความสุขในทุกวันที่ตื่นมา มายด์เซ็ตนี้อาจเรียบง่ายที่สุด แต่ก็ทรงพลังที่สุดเช่นกัน

 

The post 10 มายด์เซ็ตสุดพาวเวอร์ฟูล ของ Eileen Gu ที่ทำให้เธอไม่ใช่แค่นักกีฬา appeared first on THE STANDARD.

]]>
Winter Olympic 2026 โอลิมปิกในความรู้สึกใหม่ เพราะเส้นชัยของชีวิตไม่ได้อยู่ที่เหรียญรางวัล https://thestandard.co/winter-olympic-2026-new-meaning/ Mon, 23 Feb 2026 13:22:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1181077 นักกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว 2026 แสดงศักยภาพบนลานน้ำแข็ง สะท้อนนิยามใหม่ของชัยชนะ

แค่รอยยิ้มของ อลิซา หลิว ก่อนการแสดงของเธอในช่วง Exhibi […]

The post Winter Olympic 2026 โอลิมปิกในความรู้สึกใหม่ เพราะเส้นชัยของชีวิตไม่ได้อยู่ที่เหรียญรางวัล appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว 2026 แสดงศักยภาพบนลานน้ำแข็ง สะท้อนนิยามใหม่ของชัยชนะ

แค่รอยยิ้มของ อลิซา หลิว ก่อนการแสดงของเธอในช่วง Exhibition Gala ก็ทำเอาโลกแทบหยุดหมุน

 

ก่อนที่นักสเกตลีลาขวัญใจคนใหม่ของทุกคนในชุดสีทองจะเริงระบำบนฟลอร์น้ำแข็งอย่างมีความสุขในแบบที่เราสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนผ่านรอยยิ้ม สายตาและท่าทาง ในชุดการแสดงที่เธอตั้งใจอย่างเต็มที่ไม่ต่างจากการพยายามเพื่อคว้าเหรียญทอง

 

ความแตกต่างนั้นอยู่ที่การแสดงชุดนี้เธอไม่ได้ทำเพื่อแข่งขันกับใครอีกแล้ว

 

เธอแค่ต้องการจะเป็นตัวเองให้เต็มที่ที่สุด และส่งมอบพลังแห่งความสุขให้กับทุกคนอีกสักครั้งก่อนที่เราจะบอกลากันหลังจบการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาว 2026 ที่มิลาน คอร์ตินา

 

การแข่งขันโอลิมปิกในความรู้่สึกใหม่

 

ในวันที่เหรียญรางวัลอาจไม่สำคัญเท่าชัยชนะในชีวิตจริง

 

นักกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว 2026 แสดงศักยภาพบนลานน้ำแข็ง สะท้อนนิยามใหม่ของชัยชนะ 2

 

2 สัปดาห์ของการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว 2026 ผ่านไปอย่างรวดเร็วเหลือเกิน

 

ระหว่างทางจากพิธีเปิดการแข่งขันในซาน ซิโร หนึ่งในเมกกะลูกหนังของวงการฟุตบอล ซึ่งได้จัดงานใหญ่ในระดับนานาชาติเป็นหนสุดท้ายก่อนที่จะเตรียมถูกทุบทิ้งภายในปี 2030 สู่พิธีปิดการแข่งขันในสนามกีฬาโอลิมปิกในเมืองเวโรนา เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมายเหลือเกิน

 

แน่นอนขึ้นชื่อว่าเป็นการแข่งขันโอลิมปิก หัวใจคือการแข่งขันที่ร้อนแรงด้วยสปิริตของนักกีฬาที่ลงสนามเพื่อชิงชัยความเป็นหนึ่งในประเภทกีฬาของพวกเขา

 

โอลิมปิกฤดูหนาวครั้งนี้มีการแข่งขัน 8 ประเภทกีฬาหลักด้วยกัน และแยกย่อยออกเป็นอีก 32 ชนิดกีฬา มีนักกีฬามากกว่า 3,500 คนจาก 93 ประเทศที่เข้าร่วมการแข่งขัน ซึ่งรวมถึงประเทศไทยของเราที่มีตัวแทนเข้าร่วมแข่งขันกับเขาด้วย (ต่อให้บ้านเราจะมีหิมะอยู่แค่ในสวนสนุกก็เถอะ!)

 

ในเรื่องของความนิยม โอลิมปิกฤดูหนาวอาจจะยังไม่สามารถเทียบกับโอลิมปิกฤดูร้อนที่เป็นกีฬามหาชนมากกว่าได้

 

แต่สิ่งที่สังเกตได้คือการแข่งขันที่มิลาน คอร์ตินา ในครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในแง่ของการรับรู้ และสามารถดึงให้แฟนกีฬาจากทั่วโลกทั้งคนที่เคยติดตามอยู่เดิมและเพิ่มเติมคือคนที่หลวมตัวหลวมใจลองติดตามชมดูให้เข้ามาสัมผัสกับมนต์เสน่ห์ของกีฬาในสายลมเย็นยะเยือกได้อย่างมากมาย

 

สิ่งที่ดึงดูดทุกคนนั้นไม่ใช่แค่เรื่องของความสามารถระดับโลกของนักกีฬาเพียงอย่างเดียว

 

หากแต่เป็นบุคลิกและตัวตนของนักกีฬา ที่ทุกคนต่างเป็นดวงดาวในแบบของตัวเอง

 

ตลอดช่วงของการแข่งขัน แฟนโอลิมปิกฤดูหนาวทุกคนได้ติดตามทั้งเรื่องราวการแข่งขันของเหล่านักกีฬาเหล่านี้อย่างชิดใกล้ จากการที่นักกีฬาก็เป็น Creator บอกเล่าเรื่องราวของพวกเขาในแบบฉบับของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมตัวสำหรับการแข่งขัน (แน่ละไม่มีใครเปิดเผยไม้เด็ดให้คนอื่นรู้!) และที่สนุกกว่านั้นคือการเปิดเผยให้เห็นมุมชีวิตในแบบนักกีฬาของพวกเขา

 

นอนอย่างไร กินอย่างไร ไปจนถึง Unboxing กระเป๋าที่เก็บเสื้อผ้าไปจนถึงวัสดุอุปกรณ์

 

มันทำให้เราใกล้กันในแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

 

นักกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว 2026 แสดงศักยภาพบนลานน้ำแข็ง สะท้อนนิยามใหม่ของชัยชนะ 3

 

มากกว่านั้นคือการที่สื่อเองก็พยายามนำเสนอเรื่องราวของนักกีฬาที่โดดเด่นหลายๆ คน

 

โดยที่ไม่ได้มุ่งไปเพียงแค่เรื่องของความเป็นเลิศ (Excellence) ในเชิงของการกีฬาหรือโฟกัสแค่เรื่องของผลการแข่งขันในสนามเพียงอย่างเดียว

 

แต่ยังบอกเล่าเรื่องราวของนักกีฬาเหล่านี้ด้วย

 

ต่อให้พวกเขาจะแพ้ในสนามก็ตาม

 

และในฐานะคนที่เขียนเรื่องราวของเกมกีฬามานานกว่า 2 ทศวรรษ พอจะบอกได้เลยครับว่าเรื่องราวของนักกีฬาเหล่านี้คือแบตเตอรี่ชีวิตชั้นดีที่จะเติมไฟและใจบันดาลแรงที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับทุกคน

 

มีนักกีฬาหลายคนที่ได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ

 

อลิซา หลิว เป็นหนึ่งในคนที่ได้รับความสนใจอย่างมาก ไม่ใช่เพียงเพราะเธอได้เหรียญทองจากการแข่งขันฟิกเกอร์สเกตประเภทหญิงเดี่ยวด้วยผลงานในระดับ ‘มาสเตอร์พีซ’ แต่เป็นเพราะเรื่องราวการต่อสู้ของเธอที่ทำให้ทุกคนอยากรู้จักและเข้าใจ

 

เด็กสาวที่เคยหันหลังให้กับสิ่งที่เธออยู่ด้วยมาทั้งชีวิตเพราะไม่รู้ว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่เธอรักจริงๆ หรือไม่ ก่อนจะไปใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง ไปดูเขาเอเวอเรสต์ ไปทำโน่นทำนี่ ก่อนที่จะค่อยๆ ค้นพบว่าสิ่งที่หัวใจของเธอต้องการที่แท้จริงนั้นคืออะไร

 

เธอกลับมาสู่ฟลอร์น้ำแข็งอีกครั้งพร้อมกับรอยยิ้มที่เคยหายไป

 

ฟังเท่านี้ต่อให้เธอจะไม่ได้เหรียญรางวัลใดๆ เลยก็ตามจากการแข่งขัน คนทั้งโลกก็พร้อมจะมอบเหรียญทองของชีวิตให้กับเธออยู่แล้ว

 

เช่นกันกับอีกหนึ่งสาวที่ถูกจับตามองในฐานะราชินีของโอลิมปิกฤดูหนาวตั้งแต่คราวก่อน กู่อ้ายหลิง (Eileen Gu) สาวนักกีฬาฟรีสกีจากประเทศจีน ซึ่งเป็นนักกีฬาหญิงที่ทำเงินรายได้สูงที่สุดของโลกคนปัจจุบันด้วย (แม้ว่ารายได้จากการแข่งขันกีฬาจะเป็นเพียงส่วนน้อยนิดก็ตาม)

 

ในการแข่งขันช่วงแรกเธอได้ 2 เหรียญเงินจากประเภทสโลปสไตล์และบิ๊กแอร์ ก่อนจะถูกตั้งคำถามจากผู้สื่อข่าวว่า “นี่เป็นการได้ 2 เหรียญเงิน หรือเป็นการเสีย 2 เหรียญทอง

 

คำตอบของสาววัย 22 ปีเจ้าของ 5 เหรียญทองโอลิมปิกที่โตเกินตัวทำให้โลกต้องหยุดฟังอย่างตั้งใจ

 

“ความสำเร็จจำเป็นต้องถูกตีกรอบด้วยคำว่าชัยชนะหรือความพ่ายแพ้”

 

มันเป็นคำตอบที่ทำให้ทุกคนได้ฉุกคิด และเปลี่ยนภาพลักษณ์ของการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวครั้งนี้ได้แทบจะทันที

 

ชัยชนะไม่ได้ถูกสงวนเอาไว้สำหรับเจ้าของเหรียญรางวัลที่ได้ยืนบนโพเดียมเท่านั้น แต่มันควรเป็นของทุกคนที่ทุ่มเท เสียสละ และกล้าหาญมากพอที่จะเข้าร่วมการแข่งขัน

 

นักกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว 2026 แสดงศักยภาพบนลานน้ำแข็ง สะท้อนนิยามใหม่ของชัยชนะ 4

 

ไม่เฉพาะนักกีฬาสาวแรกรุ่น เรายังได้เห็นเรื่องราวที่น่าประทับใจของ ลินเซย์ วอนน์ ตำนานนักกีฬาสกีอัลไพน์ที่เคยประกาศเลิกเล่นไปแล้วครั้งหนึ่งแต่ตัดสินใจที่จะกลับมาทั้งๆ ที่ประสบปัญหาอาการบาดเจ็บและมีความเสี่ยงมากมาย แต่สุดท้ายเธอขอเลือกที่จะให้โอกาสแก่ตัวเเอง

 

เพราะกระบวนการไม่มีวันเกิดถ้าปราศจากความกล้า และความสำเร็จไม่มีวันมาถ้าปราศจากความพยายาม

 

จะกีฬาหรือชีวิตจริง เราต้องกล้าและไว้ใจตัวเองว่าจะสามารถฝ่าฟันได้ทุกอย่าง

 

มิเคลา ชิฟฟริน กลับมาแข่งขันในสกีประเภทสลาโลมอีกครั้ง หลังจากที่เจออุปสรรคมากมายและไม่ได้เหรียญทองมากว่า 12 ปี บอกใครก็ยากจะเชื่อว่าเธอจะกลับมาประสบความสำเร็จได้

 

แต่ชิฟฟรินทำได้สำเร็จ ด้วยการตามหาสิ่งที่เคยหายไปให้กลับมา นั่นคือความเชื่อมั่นในตัวเอง

 

ความเชื่อ ความมั่นใจมันอาจจะหายไปได้ตามกาลเวลา แต่มันก็เป็นสิ่งที่สามารถสร้างมันกลับคืนมาได้ใหม่เช่นกัน

 

หรือ ทาลลูลาห์ เพราล์ซ นักกีฬาชาวฟิลิปปินส์คนแรกที่เข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาว

 

ต่อให้รู้ว่ายากจะประสบความสำเร็จในแง่ของผลการแข่งขัน แต่ความสำเร็จของเธอคืออย่างน้อยความกล้าหาญที่จะเข้าร่วมการแข่งขันในระดับสูงสุดของโลก (ซึ่งการที่เธอได้เข้าร่วมก็แปลว่าเธอต้องผ่านบททดสอบมหาหินมากมายมาแล้วเช่นกัน)​

 

รวมถึงการที่เธอได้เป็น ‘คนแรก’ ที่จะเปิดทางให้คนต่อๆ ไปได้ก้าวเดินตามมา

 

นักกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว 2026 แสดงศักยภาพบนลานน้ำแข็ง สะท้อนนิยามใหม่ของชัยชนะ 5

 

หรือแม้แต่ความผิดพลาดของอัจฉริยะอย่าง ‘Quad God’ อิเลีย มาลินิน ที่ทั้งสร้างตำนานของตัวเองด้วยการเป็นคนแรกในรอบ 50 ปีที่ทำท่าตีลังกากลับหลัง (Back flip) โชว์ในการแข่งขัน แต่กลับทำผิดพลาดมหันต์ในการแข่งขันจริงๆ ของตัวเอง

 

มันแสดงให้เห็นว่าต่อให้เก่งกาจดุจพระเจ้าแค่ไหน เราทุกคนต่างผิดและพลาดได้เสมอ

 

โดยที่มาลินิน ยังได้ส่งสัญญาณถึงเรื่องความสำคัญของสภาพจิตใจของนักกีฬา (Mental health) ที่สำคัญ ผ่านการแสดงในบทเพลง ‘Fear’ ในการแสดงช่วง Gala ที่เป็นการรูดม่านปิดฉากของการแข่งขันครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

 

เรื่องราวเหล่านี้เป็นเพียงแค่ส่วนเดียวของเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นในการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวที่เพิ่งจบลงไป ซึ่งเชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะยังมีเรื่องราวและสิ่งที่ประทับใจในแบบของตัวเอง (อยากชวนมาแบ่งปันกันด้วยนะครับ เรื่องดีๆ ส่งต่อกันให้เยอะๆ)

 

โอลิมปิกฤดูหนาวในครั้งนี้จึงเป็นโอลิมปิกฤดูหนาวในความรู้สึกใหม่ ที่เราไม่ได้ให้ความสำคัญกับแค่เรื่องของชัยชนะหรือความพ่ายแพ้อีกต่อไปแล้ว

 

หากแต่เป็นเรื่องราวของความฝัน ความพยายาม การผิดพลั้ง การแก้ไข ความกล้าหาญ และการทำเพื่อใครสักคน ที่รวมถึงเพื่อตนเอง

 

นี่คืองานเฉลิมฉลองของบทเพลงรักแห่งเกมกีฬา

 

ที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักแค่ไหน มันจะยังคงพิเศษในหัวใจตลอดไป

 

 

The post Winter Olympic 2026 โอลิมปิกในความรู้สึกใหม่ เพราะเส้นชัยของชีวิตไม่ได้อยู่ที่เหรียญรางวัล appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อโซเชียลคือ ‘บุหรี่ยุคใหม่’! ซักเคอร์เบิร์กขึ้นให้การคดีประวัติศาสตร์ หลังถูกฟ้องว่าจงใจออกแบบแอปให้เด็กเสพติดจนสุขภาพจิตเสียหาย https://thestandard.co/zuckerberg-social-media-addiction-lawsuit-kids/ Thu, 19 Feb 2026 12:07:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1180145 ภาพ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอ Meta ให้การในศาลคดีถูกฟ้องออกแบบแอปให้เด็กเสพติด

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของ Meta ขึ้นให้การต่อหน้าคณ […]

The post เมื่อโซเชียลคือ ‘บุหรี่ยุคใหม่’! ซักเคอร์เบิร์กขึ้นให้การคดีประวัติศาสตร์ หลังถูกฟ้องว่าจงใจออกแบบแอปให้เด็กเสพติดจนสุขภาพจิตเสียหาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอ Meta ให้การในศาลคดีถูกฟ้องออกแบบแอปให้เด็กเสพติด

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของ Meta ขึ้นให้การต่อหน้าคณะลูกขุนเป็นครั้งแรกเมื่อวันพุธ (18 ก.พ.) ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถื่นของสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้ข้อกล่าวหาที่ว่าแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียรวมถึง Instagram สร้างความเสียหายต่อสุขภาพจิตของเด็ก

 

รายงานจาก CNN ระบุว่า คดีนี้เป็นของ คาลีย์ หญิงสาววัย 20 ปี ที่กล่าวหาว่า Instagram และ YouTube ของ Google ถูกจงใจออกแบบมาให้เสพติด โดยเธอบอกว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้ดึงดูดเธอตั้งแต่สมัยประถม จนทำให้เกิดภาวะวิตกกังวล, ซึมเศร้า และภาวะหมกมุ่นกับรูปลักษณ์ของตนเอง (Body Dysmorphia)

 

ผลของคดีนี้อาจส่งผลกระทบต่อคดีอื่นๆ อีกหลายร้อยคดีจากครอบครัวที่ระบุว่าลูกๆ ของพวกเขาได้รับผลกระทบหรือเสียชีวิตเพราะโซเชียลมีเดีย ในขณะที่ Meta ปฏิเสธข้อกล่าวหาและยืนยันว่าได้ใช้มาตรการมากมายเพื่อปกป้องผู้ใช้งานวัยเยาว์

 

ใจความสำคัญของการให้การคือคำถามที่ว่า Meta รู้เรื่องความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับเยาวชนมากน้อยเพียงใด ซักเคอร์เบิร์กโต้แย้งว่าเขามุ่งหวังที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดึงดูดใจในระยะยาว ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้คนเสพติดในระยะสั้นและทำให้รู้สึกแย่กับตัวเอง

 

ทนายความของคาลีย์ได้เปิดเผยเอกสารภายในที่ อดัม มอสเซรี หัวหน้าของ Instagram ระบุว่าฟีเจอร์วิดีโอสั้น Reels ทำให้เวลาใช้งานพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีเป้าหมายส่วนตัวเพื่อเอาชนะ TikTok ในแง่ของเวลาที่ผู้คนใช้งานบนแพลตฟอร์ม

 

“จากที่ผมอ่าน เราพยายามเพิ่มมูลค่าให้กับบริการของเรา แต่ก็พยายามวัดความก้าวหน้าเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง TikTok ด้วย” ซักเคอร์เบิร์กกล่าว พร้อมเสริมว่าเวลาที่ใช้บนแอปคือตัวแทนในการวัดความสำเร็จของ Instagram เมื่อเทียบกับคู่แข่ง

 

นอกจากนี้ ทนายความยังได้แสดงเอกสารภายในปี 2022 เกี่ยวกับหมุดหมายความสำเร็จ (milestones) ของ Instagram ซึ่งระบุการคาดการณ์ว่าเวลาเฉลี่ยที่ผู้ใช้งานอยู่บนแพลตฟอร์มจะเพิ่มขึ้นจาก 40 นาทีในปี 2023 เป็น 46 นาทีในปี 2026 โดยซักเคอร์เบิร์กโต้แย้งว่า Milestones ไม่ใช่เป้าหมาย (Goals) แต่เป็นสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหากทุกอย่างเป็นไปด้วยดี

 

นอกจากนี้ ยังมีการถกเถียงเรื่องฟิลเตอร์ความงามของ Instagram ที่ผู้ใช้สามารถปรับแต่งรูปภาพได้ ทนายความแย้งว่าฟิลเตอร์เหล่านี้อาจทำร้ายการรับรู้ภาพลักษณ์ของวัยรุ่น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญที่ Meta ปรึกษาก็ได้ข้อสรุปในทำนองเดียวกัน

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทตัดสินใจอนุญาตให้มีฟิลเตอร์ดังกล่าวแต่ไม่แนะนำให้ใช้ โดยอ้างเรื่อง ‘เสรีภาพในการแสดงออก’ ซักเคอร์เบิร์กกล่าวเสริมว่า หากบริษัทไปห้ามไม่ให้ผู้ใช้เข้าถึงเครื่องมือเหล่านี้ ก็จะเป็นการตัดสินใจแทนผู้ใช้มากเกินไป

 

ทนายความยังนำอีเมลจากพนักงาน Meta คนหนึ่งซึ่งเป็นแม่ของลูกสาววัยรุ่นสองคนมาแสดง โดยพนักงานคนดังกล่าวเตือนเรื่องฟิลเตอร์ความงามและระบุว่าแรงกดดันต่อวัยรุ่นหญิงนั้นรุนแรงมาก พร้อมเขียนว่า “ฉันเคารพการตัดสินใจของคุณและสนับสนุนมัน แต่อยากบอกไว้เป็นหลักฐานว่า ฉันไม่คิดว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง”

 

ประเด็นสำคัญอีกเรื่องคือกลุ่มผู้ใช้งานเด็ก แม้ Instagram จะกำหนดให้ผู้ใช้ต้องมีอายุอย่างน้อย 13 ปี แต่เอกสารภายในปี 2015 ประเมินว่ามีผู้ใช้กว่า 4 ล้านคนที่มีอายุต่ำกว่าเกณฑ์ ซึ่งคิดเป็น 30% ของเด็กอายุ 10 ถึง 12 ปีทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา

 

อย่างไรก็ตาม Instagram ไม่ได้เริ่มขอให้ผู้ใช้ใหม่กรอกวันเกิดจนกระทั่งเดือนธันวาคม 2019 ก่อนหน้านั้นเพียงแค่ให้ยืนยันว่าอายุเกิน 13 ปี และเริ่มขอวันเกิดจากผู้ใช้เดิมในเดือนสิงหาคม 2021 ซึ่งหมายความว่าคาลีย์ไม่เคยถูกถามเรื่องอายุเลยตอนที่สมัครใช้งาน

 

ทนายความยังเปิดเผยเอกสารภายในที่มีข้อความว่า “ถ้าเราต้องการชนะใจวัยรุ่น เราต้องดึงพวกเขาเข้ามาตั้งแต่ตอนเป็นเด็กก่อนวัยรุ่น” ขณะที่ซักเคอร์เบิร์กโต้แย้งว่าปัจจุบัน Meta ใช้เทคโนโลยี AI เพื่อประเมินอายุของผู้ใช้และบังคับใช้มาตรการความปลอดภัย

 

เขาประเมินด้วยว่ากลุ่มวัยรุ่นสร้างรายได้ให้กับ Instagram ไม่ถึง 1% “วัยรุ่นส่วนใหญ่ไม่มีรายได้ที่นำไปใช้จ่ายได้อิสระ พวกเขาจึงไม่มีมูลค่าสำหรับผู้ลงโฆษณา” เขากล่าว

 

อย่างไรก็ตาม รายงานของ CNN ระบุว่า บรรดาผู้ปกครองและกลุ่มผู้สนับสนุนได้กล่าวอ้างมานานหลายปีแล้วว่า Meta พุ่งเป้าไปที่ผู้ใช้งานอายุน้อย ไม่ใช่เพราะอำนาจการซื้อในระยะสั้น แต่หวังว่าพวกเขาจะกลายเป็นผู้ใช้งานในระยะยาว

 

ทนายของ Meta ได้แสดงอีเมลปี 2018 ที่ซักเคอร์เบิร์กเขียนถึงทิม คุก ซีอีโอของ Apple แสดงความต้องการให้ “เทคโนโลยีช่วยพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คน” รวมถึง Facebook และ Instagram

 

ในระหว่างการพิจารณาคดี ทนายความได้นำโปสเตอร์ขนาดยาวที่ต้องใช้คนถือถึงเจ็ดคน ซึ่งเต็มไปด้วยภาพถ่ายหลายร้อยภาพจากบัญชี Instagram ของคาลีย์ เพื่อตอกย้ำถึงช่วงเวลานับไม่ถ้วนที่เธอใช้ไปบนแพลตฟอร์ม

 

ด้านนอกศาลมีพ่อแม่หลายคนที่บอกว่าลูกของตนได้รับความเสียหายหรือเสียชีวิตมารวมตัวกัน ในจำนวนนั้นมีผู้ปกครองที่เคยอยู่ในห้องฟังซักเคอร์เบิร์กให้การต่อสภาคองเกรสเมื่อปี 2024 ซึ่งในครั้งนั้นเขาได้หันไปขอโทษครอบครัวที่ระบุว่าลูกๆ ของพวกเขาได้รับผลกระทบจากแพลตฟอร์ม

 

หนึ่งในนั้นคือ แทมมี โรดริเกซ ผู้ปกครองที่สูญเสียลูกสาววัย 11 ปีจากการฆ่าตัวตายในปี 2021 หลังจากที่ลูกของเธอต้องดิ้นรนกับสิ่งที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นอาการเสพติด Instagram และ Snapchat

 

เธอเป็นคนแรกในบรรดาบุคคลกว่า 1,500 คนที่ยื่นฟ้องคดีแพ่งต่อแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ซึ่งผลลัพธ์ของคดีอาจขึ้นอยู่กับการตัดสินของคณะลูกขุนในคดีของคาลีย์ด้วย “ฉันเชื่อว่าจะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลง” เธอกล่าว

 

รายงานจาก Bloomberg ระบุว่าการพิจารณาคดีในลอสแอนเจลิสถือเป็นคดีแรกในลักษณะนี้ ซึ่งคดีของคาลีย์ดึงดูดการเปรียบเทียบกับการที่อุตสาหกรรมยาสูบขนาดใหญ่ต้องเผชิญกับการตรวจสอบเรื่อง ‘การเสพติดของผู้บริโภค’ เมื่อสามทศวรรษที่แล้ว

 

ปัจจุบันมีคดีในลักษณะเดียวกันมากกว่า 3,000 คดีที่ยื่นฟ้องจากเด็ก, วัยรุ่น และผู้ใหญ่ตอนต้น รวมถึงคดีจากเขตการศึกษาอีกกว่า 1,200 คดีทั่วสหรัฐอเมริกา

 

โจทก์ระบุว่าแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ได้ยืมเทคนิคทางพฤติกรรมมาจากอุตสาหกรรมการพนันและบุหรี่ โดยออกแบบฟีดที่สร้างจากอัลกอริทึมให้เลื่อนดูได้ไม่รู้จบ เพื่อชักจูงให้ผู้ใช้ที่อายุน้อยเข้าสู่สภาวะที่เรียกว่า Flow State ซึ่งผู้ใช้จะจดจ่อจนหยุดเลื่อนไม่ได้

 

ในสภาวะนั้น ผู้ใช้จะตอบสนองต่อการแจ้งเตือนที่เข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน ซึ่งเป็นการจัดการกับระดับโดปามีน กระตุ้นให้เกิดการตรวจสอบบัญชีซ้ำๆ และให้รางวัลตอบแทนเมื่อมีการใช้งานตลอดเวลา

 

บันทึกภายในที่ถูกเปิดเผยออกมาชี้ให้เห็นว่าบริษัทยักษ์ใหญ่รับรู้ว่าแพลตฟอร์มมีผลกระทบต่อเยาวชน โดยเฉพาะเยาวชนที่มีแนวโน้มถูกชักจูงให้ลองทำชาเลนจ์ที่อันตรายหรือถึงแก่ชีวิตได้ง่ายกว่า เนื่องจากความสามารถในการประเมินความเสี่ยงของพวกเขายังพัฒนาไม่เต็มที่

 

ในอดีตด่านป้องกันแรกสำหรับบริษัทโซเชียลมีเดียคือมาตรา 230 ของกฎหมายความเหมาะสมด้านการสื่อสาร ซึ่งเป็นกฎหมายสหรัฐฯ ปี 1996 ที่ปกป้องบริษัทจากความรับผิดชอบในเนื้อหา แต่ผู้พิพากษาในคดีปัจจุบันต่างตัดสินว่ามาตราดังกล่าวไม่สามารถปกป้องบริษัทจากข้อหาความประมาทเลินเล่อได้

 

หากบริษัทเหล่านี้แพ้คดีอย่างต่อเนื่อง แรงกดดันอาจเพิ่มสูงขึ้นจนทำให้ต้องยอมจ่ายเงินชดเชยที่อาจสูงแตะระดับหลักหมื่นล้านไปจนถึงแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามการประเมินของ Bloomberg Intelligence รวมทั้งอาจต้องปรับเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ภาพ: Wally Skalij/Getty Images

 

อ้างอิง:

The post เมื่อโซเชียลคือ ‘บุหรี่ยุคใหม่’! ซักเคอร์เบิร์กขึ้นให้การคดีประวัติศาสตร์ หลังถูกฟ้องว่าจงใจออกแบบแอปให้เด็กเสพติดจนสุขภาพจิตเสียหาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจแคนาดาระบุตัวหญิงข้ามเพศวัย 18 ปี ผู้ต้องสงสัยกราดยิงโรงเรียนมัธยม https://thestandard.co/canada-school-shooting-suspect/ Thu, 12 Feb 2026 05:23:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1177713 เจ้าหน้าที่ตำรวจแคนาดาปฏิบัติการในพื้นที่โรงเรียนมัธยม หลังเหตุกราดยิง

ดเวย์น แมคโดนัลด์ รองผู้บัญชาการตำรวจรัฐบริติชโคลัมเบีย […]

The post ตำรวจแคนาดาระบุตัวหญิงข้ามเพศวัย 18 ปี ผู้ต้องสงสัยกราดยิงโรงเรียนมัธยม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่ตำรวจแคนาดาปฏิบัติการในพื้นที่โรงเรียนมัธยม หลังเหตุกราดยิง

ดเวย์น แมคโดนัลด์ รองผู้บัญชาการตำรวจรัฐบริติชโคลัมเบีย ของแคนาดา แถลงว่า ผู้ต้องสงสัยในเหตุกราดยิงที่โรงเรียนมัธยมศึกษาทัมเบลอร์ริดจ์ (Tumbler Ridge) จนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 คน เป็นหญิงข้ามเพศวัย 18 ปีที่มีปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งก่อเหตุสังหารแม่วัย 39 ปี และน้องชายต่างมารดา วัย 11 ปี ก่อนที่จะบุกไปพร้อมอาวุธปืนและเปิดฉากกราดยิงในโรงเรียนดังกล่าวที่เขาเคยศึกษาอยู่ แต่ลาออกไปเมื่อ 4 ปีที่แล้ว

 

โดยยิงครูหญิงวัย 39 ปี รวมถึงนักเรียนหญิงวัย 12 ปีอีก3 คน และนักเรียนชายอีก 2 คน อายุ 12 ปี และ 13 ปี ซึ่งตำรวจสามารถยึดปืนยาวและปืนพกดัดแปลงได้ ขณะที่พบว่า ผู้ต้องสงสัยเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายหลังจากก่อเหตุ

 

เหตุการณ์นี้ถือเป็นสังหารหมู่ครั้งเลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของแคนาดา ที่แทบไม่เคยเกิดเหตุกราดยิงลักษณะนี้

 

ขณะที่ตำรวจเปิดเผยชื่อของผู้ต้องสงสัยรายนี้ ชื่อว่า เจสซี แวน รูทเซลาร์ (Jesse Van Rootselaar) ซึ่งเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้ระบุแรงจูงใจในการก่อเหตุ แต่จากการตรวจสอบประวัติ พบว่า เขาเคยถูกจับกุมตามกฎหมายสุขภาพจิตของรัฐมากกว่า 1 ครั้งเพื่อเข้ารับการประเมินอาการ

 

“ตำรวจได้ไปที่บ้านพักของครอบครัวผู้ต้องสงสัยหลายครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากกังวลเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตของผู้ต้องสงสัย” แมคโดนัลด์กล่าว และเผยว่า ผู้ต้องสงสัยนั้นเกิดมาเป็นเพศชาย แต่เริ่มเปลี่ยนมาระบุตัวตนว่าเป็นเพศหญิงเมื่อ 6 ปีที่แล้ว

 

ภาพ : REUTERS/Jennifer Gauthier

 

อ้างอิง :

The post ตำรวจแคนาดาระบุตัวหญิงข้ามเพศวัย 18 ปี ผู้ต้องสงสัยกราดยิงโรงเรียนมัธยม appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Art of Lingering: ศิลปะการใช้ชีวิตแบบไม่ต้องรีบไปไหน https://thestandard.co/life/slow-living-art-lingering/ Sat, 07 Feb 2026 01:00:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1174757 ภาพประกอบแนวคิด Sobremesa ศิลปะการใช้ชีวิตแบบไม่ต้องรีบหลังมื้ออาหาร

The Art of Lingering คือศิลปะของการไม่รีบลุก ไม่รีบปิด […]

The post The Art of Lingering: ศิลปะการใช้ชีวิตแบบไม่ต้องรีบไปไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิด Sobremesa ศิลปะการใช้ชีวิตแบบไม่ต้องรีบหลังมื้ออาหาร

The Art of Lingering คือศิลปะของการไม่รีบลุก ไม่รีบปิด และไม่รีบสรุป มันไม่ใช่การยึดติดกับอดีต และไม่ใช่การหยุดชีวิต แต่คือการอนุญาตให้ตัวเองอยู่กับช่วงเวลาที่กำลังมีความหมายต่อไป แนวคิดนี้สะท้อนชัดเจนในวัฒนธรรมสเปนที่เรียกว่า Sobremesa (โซ-เบร-เม-ซา) ช่วงเวลาหลังอาหารที่ผู้คนยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะ แม้มื้ออาหารจะจบไปแล้ว ในสเปนคัลเจอร์นี้ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นความฟุ่มเฟือยของเวลา แต่คือส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เป็นพื้นที่ตรงกลางระหว่างความอิ่มทางกายกับความอิ่มทางใจ อาหารทำหน้าที่เปิดประตู แต่สิ่งที่คนให้คุณค่าคือการได้อยู่ด้วยกันโดยไม่ต้องรีบ ไม่มี Agenda ไม่มี Productivity และไม่มีนาฬิกามาคอยเร่งเร้า

 

ถ้ามองในเชิงจิตวิทยา Sobremesa อาจคือช่วงที่ระบบประสาทเริ่มผ่อนคลายหลังการกิน ร่างกายเข้าสู่โหมด Parasympathetic สมองจึงพร้อมฟัง พร้อมเชื่อมโยง และพร้อมเปิดใจ นี่คือเหตุผลว่าทำไมบทสนทนาลึกๆ มักเกิดหลังอาหาร ไม่ใช่ระหว่างกิน และไม่ใช่ตอนที่ทุกคนลุกจากโต๊ะไปแล้ว เพราะเมื่อร่างกายรู้สึกปลอดภัย ใจก็กล้าเผยความจริงมากขึ้น

 

ลองนึกถึงบทสนทนาบางครั้ง ที่ไม่มีสาระสำคัญ ไม่มีประเด็นต้องถก แต่เรากลับไม่อยากลุกไปไหน เสียงหัวเราะเบาๆ ความเงียบที่ไม่อึดอัด หรือการนั่งอยู่ด้วยกันโดยไม่ต้องพูดอะไรเลย ช่วงเวลาเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องถูกนิยาม แต่กลับเป็นช่วงที่ใจรู้สึกอิ่มอย่างประหลาด หากเปรียบกับช่วงเวลาที่ใจกำลังอ่อนล้า วิธีนี้อาจเป็นการดูแลใจที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่การแก้ปัญหาให้เร็วที่สุด แต่คือการนั่งอยู่กับมันอย่างอ่อนโยน ให้เวลากับตัวเอง ให้เวลากับความรู้สึก และให้เวลากับชีวิตในแบบที่มันเป็น

 

“เพราะบางช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิต ไม่ได้เกิดขึ้นตอนที่เราลุกไปไหน แต่เกิดขึ้นตอนที่เราเลือกจะยังอยู่”

The post The Art of Lingering: ศิลปะการใช้ชีวิตแบบไม่ต้องรีบไปไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดลิสต์นานาชาติสั่งแบนโซเชียลเด็ก-เยาวชน มีประเทศไหนบ้าง https://thestandard.co/international-social-media-ban-youth/ Thu, 05 Feb 2026 13:41:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1174393 หลายประเทศเริ่มทยอยประกาศกฎหมายแบนสื่อโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กและเยาวชน

หลายประเทศในประชาคมโลกเริ่มทยอยประกาศบังคับใช้กฎหมายแบน […]

The post เปิดลิสต์นานาชาติสั่งแบนโซเชียลเด็ก-เยาวชน มีประเทศไหนบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
หลายประเทศเริ่มทยอยประกาศกฎหมายแบนสื่อโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กและเยาวชน

หลายประเทศในประชาคมโลกเริ่มทยอยประกาศบังคับใช้กฎหมายแบนสื่อโซเชียลมีเดียเด็กและเยาวชน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุที่ต่ำกว่า 14-16 ปี เพื่อทวงคืนชีวิตในวัยเด็กและปกป้องสุขภาพจิตของเด็กๆ จากภาวะซึมเศร้าและการเสพติดอัลกอริทึมของโซเชียลมีเดีย รวมถึงปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ที่รุนแรงขึ้น โดยมาตรการนี้ไม่ใช่เพียงแค่การห้ามเล่นโซเชียลมีเดีย แต่คือการบีบให้ยักษ์ใหญ่ Big Tech ทั้งหลายต้องรับผิดชอบต่ออนาคตของเยาวชนอย่างจริงจัง

 

หลายประเทศเริ่มทยอยประกาศกฎหมายแบนสื่อโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กและเยาวชน 1

 

อ้างอิง:

The post เปิดลิสต์นานาชาติสั่งแบนโซเชียลเด็ก-เยาวชน มีประเทศไหนบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลูกติดเจ้าหญิงนอร์เวย์ ถูกตำรวจจับกุมซ้ำ ก่อนวันนัดไต่สวน 38 ข้อหา รวมข่มขืน-ทำร้ายร่างกาย https://thestandard.co/marius-hoiby-re-arrested-charges/ Tue, 03 Feb 2026 08:26:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1173199 แฟ้มภาพ มาริอุส บอร์ก ฮอยบี และ เจ้าหญิงเม็ตเตอ-มาริต มกุฎราชกุมารีแห่งนอร์เวย์

สื่อต่างประเทศหลายสำนักรายงานว่า มาริอุส บอร์ก ฮอยบี (M […]

The post ลูกติดเจ้าหญิงนอร์เวย์ ถูกตำรวจจับกุมซ้ำ ก่อนวันนัดไต่สวน 38 ข้อหา รวมข่มขืน-ทำร้ายร่างกาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
แฟ้มภาพ มาริอุส บอร์ก ฮอยบี และ เจ้าหญิงเม็ตเตอ-มาริต มกุฎราชกุมารีแห่งนอร์เวย์

สื่อต่างประเทศหลายสำนักรายงานว่า มาริอุส บอร์ก ฮอยบี (Marius Borg Høiby) ลูกชายวัย 29 ปีของเจ้าหญิงเม็ตเตอ-มาริต มกุฎราชกุมารีแห่งนอร์เวย์ จากความสัมพันธ์ก่อนอภิเษกสมรสกับเจ้าชายโฮกุน มกุฎราชกุมารแห่งนอร์เวย์ ถูกตำรวจจับกุมซ้ำเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (1 กุมภาพันธ์) ในข้อหาทำร้ายร่างกาย ข่มขู่ด้วยมีด และละเมิดคำสั่งห้ามเข้าใกล้

 

เขาถูกควบคุมตัวอีกครั้ง ก่อนวันนัดไต่สวนพิจารณาคดีเพียงไม่กี่วัน ใน 38 ข้อหา ซึ่งรวมถึงการข่มขืนผู้หญิงจำนวน 4 คน การทำร้ายร่างกายอดีตคนรัก และการถ่ายคลิปวิดีโอผู้หญิงโดยไม่ได้รับความยินยอม

 

การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 4 แล้ว นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2024 โดยเขาปฏิเสธข้อหาหนัก แต่ยอมรับสารภาพในข้อหาที่มีความผิดสถานเบากว่า ทั้งยังเคยออกมาเปิดเผยว่า ตนเองมีอาการป่วยทางจิตหลายอย่าง และกำลังต่อสู้อยู่กับปัญหาการใช้สารเสพติด ซึ่งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาถูกควบคุมตัวรวมแล้วเพียงแค่หนึ่งสัปดาห์เท่านั้น ดังนั้น การที่ตำรวจยื่นคำร้องขอฝากขังเขาไว้เกือบตลอดช่วงเริ่มต้นของการพิจารณาคดีในครั้งนี้ จึงถือเป็นการเปลี่ยนท่าทีอย่างเห็นได้ชัดของเจ้าหน้าที่ตำรวจนอร์เวย์

 

เรื่องอื้อฉาวต่อเนื่องของราชวงศ์

 

แม้มาริอุสอาจจะไม่ใช่สมาชิกระดับสูงของราชวงศ์นอร์เวย์โดยตรง แต่ก็มีส่วนทำให้เกิดภาพลักษณ์เชิงลบต่อราชวงศ์อย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการเปิดเผยข้อมูลใหม่ที่ระบุว่าเจ้าหญิงเม็ตเตอ-มาริต มกุฎราชกุมารีแห่งนอร์เวย์ เคยติดต่อกับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ก่อคดีอาชญากรรมทางเพศ ผ่านทางอีเมล ระหว่างปี 2011-2014 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากที่เอปสตีนเคยถูกตัดสินว่า มีความผิดแล้ว

 

เจ้าหญิงเม็ตเตอ-มาริต ชมเอปสตีนว่าเป็น ‘คนมีเสน่ห์’ และเคยไปพักที่บ้านของเขาในฟลอริดาเป็นเวลา 4 วัน นอกจากนี้ยังมีอีเมลที่เจ้าหญิงถามเอปสตีนว่า ‘เหมาะสมหรือไม่’ ที่จะแนะนำวอลล์เปเปอร์รูปผู้หญิงเปลือยถือกระดานโต้คลื่นให้กับลูกชายวัย 15 ปีของเธอ

 

เจ้าหญิงยอมรับว่า ขณะนั้นใช้ ‘วิจารณญาณที่แย่มาก’ และรู้สึกอับอายต่อเหตุการณ์นี้ พร้อมแสดงความเสียใจต่อเหยื่อของเอปสตีน โดยอ้างว่าในขณะนั้นเธอไม่รู้เท่าทันถึงธาตุแท้ของเขา แม้หลักฐานจะชี้ว่า เจ้าหญิงเคยค้นหาข้อมูลของเขาใน Google และเห็นว่าประวัติของเอปสตีน ‘ดูไม่ค่อยดี’ ตั้งแต่ปี 2011

 

วิกฤตศรัทธาในสังคมนอร์เวย์

 

ทั้งสองเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ส่งผลให้ความนิยมของราชวงศ์ ‘ตกต่ำลง’ ประชาชนมีความโกรธแค้นและผิดหวัง ขณะที่นายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เจ้าหญิงเม็ตเตอ-มาริตโดยระบุว่า เห็นด้วยว่าเธอใช้วิจารณญาณที่ผิดพลาด ซึ่งถือเป็น ‘เรื่องไม่ปกติ’ ที่ผู้นำรัฐบาลจะออกมาวิพากษ์วิจารณ์ราชวงศ์เช่นนี้

 

แม้คาดว่า ประชาชนชาวนอร์เวย์จะยังคงสนับสนุนกษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5 แต่สถานะของเจ้าหญิงเม็ตเตอ-มาริตในฐานะ ‘พระราชินีในอนาคต’ กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนัก และรัฐสภากำลังจะมีการโหวตตามวาระเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงระบอบกษัตริย์ ซึ่งแม้จะไม่น่าผ่านความเห็นชอบ แต่คาดว่าจะมีเสียงสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นกว่าปีก่อนๆ

 

แฟ้มภาพ: Ian Gavan / Getty Images for Tempus Magazine

 

Rune Hellestad / Corbis via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ลูกติดเจ้าหญิงนอร์เวย์ ถูกตำรวจจับกุมซ้ำ ก่อนวันนัดไต่สวน 38 ข้อหา รวมข่มขืน-ทำร้ายร่างกาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สภาล่างฝรั่งเศส ลงมติเห็นชอบร่างกฎหมายแบนโซเชียลเยาวชนอายุต่ำกว่า 15 ปี https://thestandard.co/france-social-media-ban-youth/ Tue, 27 Jan 2026 05:16:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1169947 ภาพประกอบสภาล่างฝรั่งเศสผ่านกฎหมายแบนโซเชียลมีเดียสำหรับเยาวชนอายุต่ำกว่า 15 ปี

สภาผู้แทนราษฎรฝรั่งเศสได้ลงมติ ‘เห็นชอบ’ ร่างกฎหมายเพื่ […]

The post สภาล่างฝรั่งเศส ลงมติเห็นชอบร่างกฎหมายแบนโซเชียลเยาวชนอายุต่ำกว่า 15 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบสภาล่างฝรั่งเศสผ่านกฎหมายแบนโซเชียลมีเดียสำหรับเยาวชนอายุต่ำกว่า 15 ปี

สภาผู้แทนราษฎรฝรั่งเศสได้ลงมติ ‘เห็นชอบ’ ร่างกฎหมายเพื่อห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้งานโซเชียลมีเดีย ด้วยคะแนนเสียง 116 ต่อ 23 เสียง ซึ่งถือเป็น ‘ก้าวสำคัญ’ ในการควบคุมอิทธิพลของสื่อออนไลน์ที่มีต่อเด็ก โดยเหตุผลและแรงจูงใจหลักของกฎหมายฉบับนี้เกิดจากความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับ ผลกระทบทางสุขภาพจิต, การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ (Cyberbullying) และความรุนแรงในหมู่เยาวชน

 

เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเน้นย้ำว่าโซเชียลมีเดียไม่ใช่เรื่องที่ไม่มีพิษภัย โดยมองว่าเด็กๆ กำลังอ่านหนังสือน้อยลง นอนน้อยลง และเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นมากขึ้น ซึ่งร่างกฎหมายฉบับนี้ถือเป็นการต่อสู้ เพื่อปกป้อง ‘สมองของเด็กๆ’ และไม่ถูกครอบงำโดยสื่อโซเชียล

 

ขอบเขตและรายละเอียดร่างกฎหมาย

 

หลังจากนี้ร่างกฎหมายฉบับนี้จะถูกส่งต่อไปยังวุฒิสภาฝรั่งเศส หากกฎหมายผ่านมติเห็นชอบจากวุฒิสภาและมีผลบังคับใช้ เยาวชนอายุต่ำกว่า 15 ปีในฝรั่งเศสจะไม่สามารถใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ต่างๆ เช่น Snapchat, Instagram และ TikTok ได้

 

หน่วยงานกำกับดูแลจะแบ่งประเภทแพลตฟอร์ม และจัดทำรายชื่อโซเชียลมีเดียที่ถือว่า มีเกณฑ์ ‘อันตราย’ ซึ่งจะถูกห้ามเด็ดขาดสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ส่วนเว็บไซต์ที่ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ ‘อันตรายน้อยกว่า’ อาจเข้าถึงได้ หากได้รับการอนุมัติจากผู้ปกครอง

 

ร่างกฎหมายฉบับนี้ยังขยายผลของการห้ามใช้สมาร์ทโฟนให้ครอบคลุมถึงโรงเรียนมัธยมปลายด้วย จากเดิมที่มีผลบังคับใช้ในโรงเรียนระดับประถมและมัธยมต้นอยู่แล้ว

 

การบังคับใช้และกรอบเวลา

 

รัฐบาลฝรั่งเศสต้องการเร่งรัดให้ร่างกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ทันปีการศึกษาใหม่ที่จะเริ่มในเดือนกันยายนนี้ แพลตฟอร์มต่างๆ จะต้องติดตั้งระบบยืนยันตัวตน (Age-Verification) เพื่อบล็อกการเข้าถึงของเยาวชน อย่างไรก็ตาม มีการยอมรับว่าการบังคับใช้ ‘อาจทำได้ยาก’ โดยดูจากกรณีศึกษาของออสเตรเลียที่เด็กๆ พยายามหาวิธีหลบเลี่ยงระบบ

 

ฝรั่งเศสกำลังเดินตามรอยออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศแรกในโลกที่ออกกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดียเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ก่อนที่ รัฐบาลออสเตรเลียจะประกาศความสำเร็จในการบังคับใช้กฎหมายแบนโซเชียลมีเดียดังกล่าวเมื่อช่วงกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมานี้ โดยระบุว่า มีการปิดหรือระงับการเข้าถึงบัญชีผู้ใช้ที่เป็นเด็กเยาวชนไปแล้วประมาณ 4.7 ล้านบัญชี

 

กฎหมายของฝรั่งเศสได้รับแรงสนับสนุนจากประชาชนถึง 73% และเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเด็นที่สามารถเรียกคะแนนนิยมคืนให้กับประธานาธิบดีมาครงได้ ท่ามกลางวิกฤตทางการเมืองในประเทศ ขณะที่ประเทศอื่นๆ ในยุโรป เช่น อังกฤษ เดนมาร์ก สเปน และกรีซ ก็กำลังพิจารณามาตรการในลักษณะนี้เช่นเดียวกัน

 

แฟ้มภาพ: SeventyFour / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post สภาล่างฝรั่งเศส ลงมติเห็นชอบร่างกฎหมายแบนโซเชียลเยาวชนอายุต่ำกว่า 15 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 เรื่องที่ปีนี้สอนเราเรื่องสุขภาพใจ ให้รอดมาได้ทั้งปี https://thestandard.co/life/10-mental-health-lessons/ Mon, 22 Dec 2025 07:31:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1156832 10 เรื่องที่ปีนี้สอนเราเรื่องสุขภาพใจ ให้รอดมาได้ทั้งปี

ปีนี้ไม่ใช่ปีที่ใจเราแข็งแรงตลอดเวลาหลายช่วงเหมือนถูกทด […]

The post 10 เรื่องที่ปีนี้สอนเราเรื่องสุขภาพใจ ให้รอดมาได้ทั้งปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 เรื่องที่ปีนี้สอนเราเรื่องสุขภาพใจ ให้รอดมาได้ทั้งปี

ปีนี้ไม่ใช่ปีที่ใจเราแข็งแรงตลอดเวลาหลายช่วงเหมือนถูกทดสอบพร้อมกัน ทั้งงาน ความสัมพันธ์ ข่าวร้าย และความไม่แน่นอนที่ถาโถมเข้ามาโดยไม่ให้ตั้งตัว ความเหนื่อยล้าที่สะสม ความกังวลที่ไม่รู้จบ และความรู้สึกว่าต้องไหว ทั้งที่ข้างในอาจไม่ไหวเลย

 

แต่ท่ามกลางความสั่นคลอนนั้น ปีนี้ก็สอนบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับสุขภาพใจอย่างเงียบๆ เราเริ่มเห็นชัดขึ้นว่า ใจไม่ได้ต้องการคำปลอบโยนยิ่งใหญ่ แต่อยากได้พื้นที่ปลอดภัย อยากถูกเข้าใจ และอยากได้รับอนุญาตให้เป็นมนุษย์ธรรมดาที่มีวันที่ดีและวันที่พังได้เท่าๆ กัน

 

ปีนี้จึงไม่ใช่ปีแห่งความสมบูรณ์แบบ
แต่เป็นปีที่สอนให้เรา “อยู่กับใจตัวเองให้เป็น” มากขึ้นกว่าเดิม

 

หนึ่งในบทเรียนแรกที่ปีนี้สอนคือ สุขภาพใจไม่ได้แปลว่าเราต้องคิดบวกตลอดเวลา แต่คือการยอมรับทุกอารมณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่รีบตัดสินตัวเอง ความเศร้า ความกลัว ความเหนื่อย ไม่ได้ทำให้เราอ่อนแอ แต่มันคือสัญญาณว่าหัวใจเรากำลังต้องการการดูแล

 

ปีนี้ยังทำให้หลายคนเข้าใจว่า การพักไม่ใช่ความขี้เกียจ แต่เป็นกลไกการฟื้นฟูของสมองและระบบประสาท วันที่ไม่อยากคุยกับใคร วันที่อยากเงียบ วันที่อยากอยู่คนเดียว ไม่ได้แปลว่าเราผิดปกติ แต่อาจแปลว่าใจเรากำลังซ่อมแซมตัวเองอยู่

 

อีกสิ่งหนึ่งที่ชัดขึ้นคือ สุขภาพใจไม่ได้แยกขาดจากร่างกาย การนอนที่ไม่พอ การกินที่ขาดสมดุล และการใช้พลังงานเกินขีดจำกัด ส่งผลกับอารมณ์โดยตรง หลายคนเริ่มเรียนรู้ว่า แค่กลับมานอนให้พอ กินให้ดี และขยับร่างกายเล็กน้อย ใจก็เบาขึ้นได้มากกว่าที่คิด

 

ปีนี้ยังสอนว่า เราไม่จำเป็นต้องแบกทุกอย่างไว้คนเดียว การขอความช่วยเหลือไม่ใช่ความล้มเหลว แต่คือความกล้ารูปแบบหนึ่ง การได้พูดความรู้สึกออกมา ได้รับฟังโดยไม่ถูกแก้ ไม่ถูกตัดสิน คือสิ่งที่ช่วยประคองใจในวันที่หนักที่สุด

 

สุดท้ายแล้ว บทเรียนสำคัญที่สุดอาจเป็นการตระหนักว่า แค่ “ยังอยู่” ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้วในปีนี้ ไม่ต้องเก่ง ไม่ต้องเปลี่ยนชีวิต ไม่ต้องมีคำตอบครบทุกเรื่อง แค่ยังดูแลใจตัวเองได้ในวันที่โลกไม่ใจดี นั่นก็คือการรอดมาอย่างเข้มแข็งแล้ว

The post 10 เรื่องที่ปีนี้สอนเราเรื่องสุขภาพใจ ให้รอดมาได้ทั้งปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 วิธี ‘กู้ใจพัง’ ในวันที่โลกเต็มไปด้วยความเครียด โดยหมอเอิ้น-พิยะดา (ว.34867) https://thestandard.co/life/longevity-lab-drpiyada/ Wed, 03 Dec 2025 01:25:13 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1150832

ความกดดันจากที่ทำงาน บิลค่าใช้จ่ายที่น่าใจหาย หรือแค่กา […]

The post 5 วิธี ‘กู้ใจพัง’ ในวันที่โลกเต็มไปด้วยความเครียด โดยหมอเอิ้น-พิยะดา (ว.34867) appeared first on THE STANDARD.

]]>

ความกดดันจากที่ทำงาน บิลค่าใช้จ่ายที่น่าใจหาย หรือแค่การไถฟีดโซเชียลมีเดียแล้วเจอแต่เรื่องเครียดๆ จนพลังชีวิตลดฮวบ นี่อาจเป็นปัญหาคลาสสิกของคนเมืองที่ไม่ได้ทำร้ายแค่จิตใจ แต่ ‘ความเครียดเรื้อรัง’ กำลังเร่งกระบวนการชราในระดับเซลล์และกัดกิน Living Quality ของเราไปทีละน้อยโดยไม่รู้ตัว

 

ความจริงแล้วทางออกอาจไม่ได้อยู่ที่การหนีปัญหา แต่อยู่ที่การสร้าง ‘เกราะป้องกันทางใจ’ ให้แข็งแรงเพื่อให้เรามีทั้งคุณภาพชีวิตที่ดีในปัจจุบัน และมีอายุที่ยืนยาวอย่างแท้จริง

 

ถ้าใครที่รู้ตัวว่าแบตเตอรี่ชีวิตใกล้หมดเต็มที ลองมาทำตาม 5 วิธีดูแลใจ โดย หมอเอิ้น-พญ.พิยะดา หาชัยภูมิ (ว.34867) จิตแพทย์นักแต่งเพลง จาก Longevity Lab EP.6 ที่จะช่วยเปลี่ยนความเครียดสะสมให้กลายเป็นความเข้าใจและรับมือได้ดียิ่งขึ้น

 

พญ.พิยะดา หาชัยภูมิ (หมอเอิ้น) จิตแพทย์

 

1. เปลี่ยนจาก Work-Life Balance เป็น Work-Life Harmony

 

“โลกหมุนเร็วเท่าไหร่ โลกภายในเรายิ่งต้องช้าเท่านั้น การพักที่แท้จริง คือการที่ความคิด จิตใจ ลมหายใจ และร่างกาย ของเรามันประสานเป็นหนึ่งเดียวกัน”

 

พญ.พิยะดา หาชัยภูมิ (หมอเอิ้น) จิตแพทย์

 

2. อนุญาตให้ตัวเอง ‘หยุดวิ่ง’ เพื่อการนอนที่มีคุณภาพ

 

“สิ่งที่ทำร้ายหนูมากที่สุดคือ ‘มันหยุดวิ่งไม่ได้’ ถ้าเราอนุญาตให้ตัวเองหยุดวิ่งได้บ้าง การดูแลถึงจะเกิดขึ้น ให้ 1 ชั่วโมงก่อนนอนเป็นของขวัญที่ดีที่สุด ด้วยการไม่ทำให้สมองแอ็กทีฟ”

 

3. จัดการความคิดวนด้วยการเขียนบำบัด  

 

“การเขียนบำบัด คือการเขียนเพื่อเราจริงๆ ไม่ได้ต้องการให้คนอื่นเข้าใจ เราจะคิดอะไรก็ได้ จะรู้สึกอะไรก็ได้ แม้ว่ามันเป็นความรู้สึกที่เราไม่ชอบมันก็ตาม”

 พญ.พิยะดา หาชัยภูมิ (หมอเอิ้น) จิตแพทย์

 

พญ.พิยะดา หาชัยภูมิ (หมอเอิ้น) จิตแพทย์

 

4. ดึงชีวิตกลับมา อย่าปล่อยให้ Algorithm เป็นเจ้านาย

 

“ตอนแรกเราเหมือนเป็นผู้เลือกคอนเทนต์ แต่หลังๆ อัลกอริทึมเลือกเรา ถ้าเราบอกว่า โซเชียลฉันก็ต้องเช็ก…แสดงว่าชีวิตเป็นของโซเชียล”

 

พญ.พิยะดา หาชัยภูมิ (หมอเอิ้น) จิตแพทย์

 

5. เลิกแช่แข็งภาพจำแล้วมองคนข้างกายในเวอร์ชันปัจจุบัน

 

“เวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน ตัวเราเองก็เปลี่ยนไปทุกวัน พ่อแม่ก็เปลี่ยนไปทุกวัน แต่สังเกตนะสิ่งที่เหมือนเดิมคือเราไปฟรีซเขาไว้ เรา 40 ละ แม่ยังคิดว่าเรา 4 ขวบอยู่เลย ใครตื่นเรื่องนี้ก่อน คนนั้นมีความสุขก่อน”

 

 

 

The post 5 วิธี ‘กู้ใจพัง’ ในวันที่โลกเต็มไปด้วยความเครียด โดยหมอเอิ้น-พิยะดา (ว.34867) appeared first on THE STANDARD.

]]>
คุยกับ กานดา สายทุ้ม “ถ้างานที่รักและบ้านที่ใช่ คือ Living Quality ของการดูแลใจในทุกวัน” https://thestandard.co/life/kanda-saithum-living-quality-home/ Sat, 04 Oct 2025 08:00:21 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1125109 kanda-saithum-living-quality-home

LIFE จะชวนคุณมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ถ้างานที่รัก และส […]

The post คุยกับ กานดา สายทุ้ม “ถ้างานที่รักและบ้านที่ใช่ คือ Living Quality ของการดูแลใจในทุกวัน” appeared first on THE STANDARD.

]]>
kanda-saithum-living-quality-home

LIFE จะชวนคุณมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ถ้างานที่รัก และสถานที่ที่ใช่ คือทางออกของการดูแลใจล่ะ? ชีวิตแบบนี้มันจะดีแค่ไหนกันนะ?” โดยจะพาไปสำรวจมุมมองกับ กานดา สายทุ้ม Beauty Curator และ Scent Designer ผู้ที่ได้ค้นพบความหมายของ Living Quality ผ่านการใช้พื้นที่ของบ้านเพื่อขับเคลื่อนงานที่เธอรัก รวมถึงใช้ดูแลตัวเองแบบองค์รวมได้อย่างลงตัว

 

การเติบโตขึ้นในวงการความงามและแฟชั่นกว่า 20 ปี ทำให้เธอเข้าใจถึงความท้าทายในการรักษาสมดุลชีวิตที่ต้องอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันเธอเป็นเจ้าของแบรนด์น้ำหอมที่ปรุงกลิ่นเอง เป็นผู้ผลิตคอนเทนต์และโปรดักชันเฮาส์ รวมถึงเปิดสถานที่พักตากอากาศริมแม่น้ำ และได้ค้นพบความหมายของ Living Quality ในแบบของตัวเองที่แตกต่างไปจากเดิม 

 

การได้มีพื้นที่ที่เอื้อต่อการดูแลใจ เช่น การได้ทำโยคะในมุมสงบ, การได้สร้างสรรค์งานศิลปะในพื้นที่ที่สะท้อนตัวตน, หรือการได้ใช้ ‘ความหอม’ มาช่วยสร้างความสงบและสมดุลทางอารมณ์ในแต่ละวัน เหล่านี้คือช่วงเวลาที่เธอได้อนุญาตให้ตัวเองได้ ‘หายใจ’ และเติมเต็มพลังงานจากภายในอย่างแท้จริง



ทำงานที่รัก และบ้านที่เป็นพื้นที่แห่งความสุข

 

“งานที่ทำปัจจุบันนี้เป็นทั้งคนปรุงกลิ่น แล้วก็มีแบรนด์ของตัวเอง เราใช้พื้นที่ต่างๆ ภายในบ้านที่มี 4 ชั้น ทำงานสร้างสรรค์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคอนเทนต์ ทำโปรดักชั่นให้ตัวเอง แล้วก็ทำโปรดักชั่นเฮาส์ที่ผลิตให้กับแบรนด์อื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นภาพนิ่งหรือวิดีโอ ตอนนี้พยายามจะ ซิงค์งานต่างๆ เข้าด้วยกัน เพราะแต่ก่อนเราทำงานหลายอย่าง ต้องเปลี่ยนหมวกหลายรอบต่อวัน บางวันเป็นคนสื่อไปงานแบรนด์ต่างๆ วันเดียวกันแบรนด์ก็โทรมาในฐานะลูกค้าของเรา เลยตัดสินใจให้ พื้นที่ส่วนตัวของเรากลายเป็นเบสของทุกอย่าง ให้มันครบองค์ประกอบในที่เดียว ทำให้บ้านกลายเป็นพื้นที่ที่ตอบโจทย์ในทุกกิจกรรมและสามารถสร้างสรรค์งานที่รักได้ด้วย”

 

ความผูกพันกับบ้าน กลายมาเป็นรากฐานสำคัญของ Living Quality

 

“เราเป็นคนรักบ้าน และติดบ้านมาก เพราะรู้สึกว่ามีความสุขที่ได้อยู่บ้าน รู้สึกสงบ เรามีบ้านที่เราเลือกทำให้มันน่าอยู่ มีพื้นที่ดีๆ รอบบริเวณ ทั้งต้นไม้ พื้นที่เอาต์ดอร์สำหรับชมวิวหรือเล่นโยคะ ส่วนในห้องก็จัดให้ดูดี มีมุมทำงาน ห้องนอน เราเลยรู้สึกผูกพันกับบ้านมาก” 

 

ค้นพบแพสชันใหม่ที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก 

 

“มุมมองในชีวิตเปลี่ยนมาก แต่เพิ่งจะมาเปลี่ยนประมาณ 5 ปีนี้เอง หลังจากที่เราเริ่มเจอสิ่งที่ชอบมากขึ้นในชีวิต อย่างการเล่นโยคะ เชื่อมั้ย เราเล่นโยคะในวัย 45 ได้ดีกว่าตอนที่พี่อายุ 20 ด้วยซ้ำ ตัวอ่อนขึ้น แข็งแรงขึ้น ทำท่ายากได้มากขึ้น มันเป็นเหมือนการได้อยู่กับสิ่งที่ชอบแล้วเข้าใจมัน เราจะทำได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะอายุแค่ไหน ถ้ามันไม่อันตรายกับร่างเราเกินไป และเราก็งดดื่มแอลกอฮอล์ไปเลย ซึ่งแต่ก่อนจะเป็นคนที่กลับบ้านมาแล้วดื่ม ตื่นขึ้นมาก็จะรู้สึกว่าความสวยงามของบ้านในปัจจุบันนี้สวยขึ้น เราได้เห็น ได้มองท้องฟ้ามากขึ้น การใช้ชีวิตใน 45 ของเรามันสามารถชื่นชมสิ่งรอบๆ ตัวได้ง่ายขึ้น และมีความสุขแบบง่ายๆ มองเห็นความงดงามของสิ่งเล็กๆ น้อยๆ”

 

มุมโปรดในบ้าน ล้วนเป็นพื้นที่ชาร์จพลังใจ

 

“ที่บ้านริมน้ำของเรา มีการแบ่งพื้นที่ในบ้านออกอย่างชัดเจน และมีมุมโปรดที่ช่วยให้เราได้ชาร์จพลังงาน แล้วชั้น 4 บนสุดจะเป็นชั้นที่พี่มองเห็นริมน้ำทอดยาวไป มันเป็นคลองบางกอกน้อยที่คอนเนกต์กับเจ้าพระยา มุมนี้น่าจะเป็นมุมที่แขกมาแล้วชอบ เป็นมุมที่ปาร์ตี้ได้ ไม่กินเหล้าก็นั่งชมวิว ชมนกไป เป็นพื้นที่ที่ผ่อนคลายและสงบ” 

 

ในฐานะ Scent Designer เธอได้สร้างกลิ่นเฉพาะในบ้านที่ไม่เหมือนใคร

 

“บ้านของเราจะอบอวลไปด้วยกลิ่นของรอว์แมทีเรียลต่างๆ แต่จะมีกลิ่นหนึ่งซึ่งเราทำให้บ้านโค้ง ชื่อ ‘Gathering Cloud’ ภาษาไทยแปลว่า ‘รวมเมฆ’ ซึ่งรวมเมฆเป็นชื่อสะพานข้ามแม่น้ำที่อยู่หน้าบ้านฝั่งริมน้ำ เราเลยทำกลิ่นนี้ขึ้นมาเป็น


กลิ่นแรก Very First Scent ของแบรนด์ และเรามอบให้กับบ้านหลังนี้ เพราะมันเป็นกลิ่นที่รู้สึกว่ามันเป็นความรู้สึกของการ Neutral อยู่ตรงกลาง ไม่ทุกข์ไม่สุข

 

“ทุกคนที่เข้ามาในบ้าน จะเหมือนได้เดินเข้าไปในความเรียบ มีความรู้สึกเบา เหมือนก้อนเมฆจริงๆ ไม่อยากทุกข์ ไม่อยากสุข อยากวางโทรศัพท์ลง แล้วมองไปไกลๆ เราเรียกกลิ่นนี้ว่ากลิ่นเยียวยาหัวใจ เป็นกลิ่นของความรู้สึกว่า ทุกข์เข้ามาที่นี่ สุขเข้ามาที่นี่ สุขก็สุขน้อยลง ทุกข์ก็ทุกข์น้อยลง มันจะอยู่ In The Middle” 

 

การบาลานซ์ชีวิต 3 เสาหลักของการพักใจ

 

“วิธีการบาลานซ์ระหว่างการทำงานหลายอย่างกับการพักผ่อน เราเน้นการควบคุมเทคโนโลยีและการหาจุดเบรก ต้องขอบคุณเทคโนโลยีที่มีอยู่บนโลกในปัจจุบัน อย่าง AI ต่างๆ ที่ทำให้เราทำงานเร็วขึ้น แต่เราต้องคุมมัน ไม่ใช่ให้มันเป็นผู้นำเรา เมื่อเราใช้มันเสร็จ เราก็ต้องปลดปล่อย ในชีวิตของเรามี 3 อย่าง ที่เป็นสมดุลของชีวิต หนึ่งคือเรามีคนที่รักที่สุดคือคุณหรั่ง เขาเป็นเหมือนสามี เป็นเหมือนเพื่อนของเราที่เวลามีอะไรก็จะบอกเรา มันมากกว่าแฟน มากกว่าสามี ที่ช่วยบาลานซ์ในความเครียด ได้ระบาย สองคือการออกกำลังกาย แต่ก่อนเกลียดการออกกำลังกายมาก แต่สุดท้ายการออกกำลังกายทำให้เราเป็นคนอดทน และสามารถอดทนต่อการทำงานต่างๆ ที่ยากเย็นได้ มันได้ผลลัพธ์ที่เวิร์กมาก สามคือสัตว์เลี้ยง สัตว์เลี้ยงจะเป็นอะไรที่ดีมาก ยิ่งเลี้ยงนกยิ่งมีความสุข เราเรียกนกว่าเป็น ‘เบิร์ดเธราปี้’ มันอยู่ดีๆมันก็ยิ้ม สรุปคือการใช้เทคโนโลยีในการทำงานให้เร็วขึ้น แล้วหาเบรกทำในสิ่งที่ชอบ หาวิธีการออกกำลังกายอาจจะโยคะ หรือทำ HIIT สัก 20 นาทีเสร็จ แล้วมันได้ผลลัพธ์ที่ดีต่อชีวิตความเป็นอยู่จริงๆ” 

 

Living Quality ในแบบของความพอดี 

 

เมื่อให้คำจำกัดความ Living Quality กานดาสรุปด้วยความหมายที่เน้นความสมดุลระหว่างเป้าหมายกับการพักใจ

 

“Living quality สำหรับเราคือความพอดี การได้ทำในสิ่งที่บรรลุเป้าหมายเรา เมื่อเราพยายามผลักดันตัวเองให้ไปสู่เป้าหมาย ขณะเดียวกันเราก็จะมีสิ่งที่เป็นที่พึ่งพาใจให้กับตัวเองในยามท้อถอย นี่ก็คือการบาลานซ์ ช่วงเวลานั้นอันไหนจะมาก จะน้อย ก็ต้องใช้วิจารณญาณของตัวเอง ทุกวันนี้ความสุขของเราคือบ้าน  เราอยู่ช่วงในอายุที่รู้สึกว่า Success กับอะไรหลายๆ อย่าง ได้ทำงานหลายอย่าง แล้วเราอาจมีวันที่รู้สึกเครียด บ้านคือที่ที่ Feel Safe แล้วก็ชาร์จพลังเราได้ ดังนั้นบ้านคือพื้นที่แห่งความสุข”

 

การมีพื้นที่ที่ช่วยส่งเสริมการค้นหาความสุขในแบบของคุณเอง ไม่ว่าจะเป็นมุมสงบๆ สำหรับการพักผ่อนหรือพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมที่คุณรัก ลองสร้าง Living Quality ในแบบของคุณเองไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ที่พร้อมรองรับความสุขในทุกรูปแบบ มุมสบายๆ สำหรับทำโยคะยามเช้า หรือพื้นที่สำหรับสร้างสรรค์งานศิลปะที่คุณหลงใหล

The post คุยกับ กานดา สายทุ้ม “ถ้างานที่รักและบ้านที่ใช่ คือ Living Quality ของการดูแลใจในทุกวัน” appeared first on THE STANDARD.

]]>
Living Quality: ถ้าชีวิตเราไม่ได้มีแค่เรื่อง “ต้องสำเร็จ” ล่ะ? หยุดพักบ้างก็ได้ https://thestandard.co/life/living-quality-life-balance/ Sat, 20 Sep 2025 03:00:00 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1120354

ในจังหวะชีวิตที่เร่งรีบจนลืม ‘หายใจ’ คนเมือ […]

The post Living Quality: ถ้าชีวิตเราไม่ได้มีแค่เรื่อง “ต้องสำเร็จ” ล่ะ? หยุดพักบ้างก็ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในจังหวะชีวิตที่เร่งรีบจนลืม ‘หายใจ’ คนเมืองหลายคนต้องเผชิญกับการไล่ตามเป้าหมาย ยอดขาย หรือ KPI ที่ต้องทำให้สำเร็จ จนบางครั้งก็รู้สึกผิดเมื่อไม่ได้ทำอะไรที่มีประโยชน์หรือเมื่อหยุดพัก ความรู้สึกนี้กดดันให้ต้องพยายามทำทุกอย่างให้บรรลุเป้าหมาย แต่ในท้ายที่สุดกลับทำให้ใจเหนื่อยล้าเกินไป

 

LIFE จะชวนคุณมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ถ้าการตื่นเช้ามาเพื่อ ‘หายใจ’ ก่อนจะเริ่มวันทำงาน คือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่พอแล้วจะเป็นยังไง?” โดยพาไปสำรวจมุมมองกับ นุ่น-ภัทรศยา เชาว์รัศมีกุล บรรณาธิการ THE STANDARD LIFE ผู้ที่เข้าใจอินไซต์ของคนเมืองและได้ค้นพบความหมายของ Living Quality ในแบบของตัวเอง

 

การเติบโตขึ้นมาในกรุงเทพฯ และผ่านชั่วโมงบินในการทำงานด้านสื่อมาตลอด โลกเปลี่ยนไว เทรนด์คอนเทนต์เปลี่ยนตาม การวิ่งไล่ตามทุกอย่างให้ทันจึงเป็นความท้าทายที่แสนเหนื่อย แต่เธอก็ได้ตกผลึกและค้นพบความหมายของ Living Quality ในแบบของตัวเองที่แตกต่างไปจากเดิม มายด์เซ็ตใหม่คือคุณภาพชีวิตที่ดีไม่ได้มาจากการทำงานที่ต้องสำเร็จอยู่ตลอดเวลา แต่คือการได้ใช้ชีวิตในแบบที่เรียบง่ายและมีความสุข เช่น การได้ใช้เวลาทำ  slow morning จิบกาแฟช้าๆ หรือการได้ใช้เวลาบนโต๊ะอาหารกับครอบครัวอย่างเต็มที่โดยปราศจากความเร่งรีบใดๆ เหล่านี้คือช่วงเวลาที่เธอได้อนุญาตให้ตัวเองได้ ‘หายใจ’ และปล่อยวางจากความกดดันในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง 

 

เมื่อ “ความรู้สึกผิด” เข้ามาแทรกแซงการพักผ่อน

 

ในฐานะบรรณาธิการ นุ่น-ภัทรศยา ได้สัมผัสและมองเห็นเรื่องราวของผู้คนมากมายผ่านการทำงาน และพบว่าอินไซต์หนึ่งที่น่าสนใจของคนเมืองคือความรู้สึกผิดเมื่อไม่ได้ทำอะไรที่มีประโยชน์หรือเมื่อหยุดพัก ซึ่งความรู้สึกนี้เธอเองก็เคยเจอมากับตัว

 

“จริงๆ เรื่องนี้ก็เคยได้ยินมาบ้าง ที่คนทำงานบางกลุ่มอาจเกิดความรู้สึกผิดเวลาที่ไม่ได้ทำงาน หรือหยุดพัก มาคิดดูมันก็แปลกดีนะ แต่ก็เกิดขึ้นจริงกับคนยุคนี้ ต้องบอกว่าเรื่องนี้ค่อนข้างส่งผลกระทบกับเรานะ เพราะเราเองก็เคยเป็นและทุกวันนี้ก็ยังเป็นอยู่ จะเรียกว่าเป็นคนบ้างานก็ได้ อยากทำงานตลอดเวลา บางทีตื่นเช้ามาก็เช็กงานก่อน หรือก่อนนอนก็ยังทำงานไม่จบ รู้สึกว่าตอนที่ทำมันก็สนุกดี แต่จริงๆ แล้วมันบั่นทอนเราเหมือนกัน ทำให้นอนน้อยและนอนหลับได้ไม่เต็มที่”

 

เธอยังเล่าอีกว่าความรู้สึกนี้อาจมาจากบทบาทการเป็นหัวหน้าที่ต้องขับเคลื่อนทีมให้ไปสู่เป้าหมาย พอถึงวันที่อยากพักจึงกลับรู้สึกผิดว่ามันจะโอเคไหม มันจะแฟร์สำหรับทีมหรือลูกน้องที่เธอบริหารอยู่หรือเปล่า? 

 

ทางเลือก “ปล่อยวาง…เพื่อชีวิตที่ดีกว่า”

 

นุ่น-ภัทรศยา ยอมรับว่าในอดีตเธอเคยเป็นคนที่พยายามทำทุกอย่างในเช็กลิสต์ให้เสร็จ แต่เมื่อทำไม่เสร็จก็จะรู้สึกเฟล

 

“เรื่องงานเราพยายามตะบี้ตะบันทำ จนบางครั้งงานก็ออกมาไม่ดี ไม่ได้ชอบ ไม่ได้ภูมิใจ คือมันแค่เสร็จแต่มันไม่ได้ดี พอเจอปัญหาแบบนี้ก็เลยเริ่มคิดได้ว่าจริงๆ แล้วงานมันไม่เสร็จบ้างก็ได้ แค่เราต้องจัดลำดับความสำคัญของมัน ถ้างานที่สำคัญที่สุดของวันนั้นเสร็จแบบสมบูรณ์แล้วก็โอเคแล้ว ไม่ต้องรู้สึกเฟลจนมันทำลายสุขภาพจิตของตัวเอง พอเราคิดแบบนี้ได้ก็เริ่มปล่อยวางได้ คือยอมรับว่าไม่ต้องติ๊กถูกทุกข้อก็ได้ ถามว่าชีวิตเป็นยังไงเหรอ? ชีวิตก็ดีกว่าเดิมนะ คือเราจะไม่รู้สึกว่าเราเฟลทุกวัน การปรับมาเป็นแบบนี้มัน healthy กับเรามากขึ้น”​

 

การมีพื้นที่ส่วนตัวสำหรับชาร์จพลัง ไม่ว่าจะนั่งนิ่งๆ ในมุมโปรดและมี Slow Morning ในแบบของตัวเอง หรือการปล่อยวางจากความวุ่นวายด้วยการพัก เอนกาย และมองต้นไม้สีเขียวภายในบริเวณบ้าน ก็ช่วยให้เราได้ดีท็อกซ์ตัวเองจากความเหนื่อยล้าทางใจอย่างได้ผล 

 

ความสุขที่แท้จริงในแบบของ นุ่น-ภัทรศยา คืออะไร?

 

เมื่อพูดถึงการค้นหาความสุขในแบบของตัวเอง นุ่น-ภัทรศยา แนะนำว่าความสุขไม่ได้มาจากกรอบของสังคมหรือความคาดหวังจากคนอื่นเสมอไป

 

“หลายคนอาจคิดว่าการได้ออกไปกิน fine dining หรือเที่ยวหรูๆ คือชีวิตที่ดี แต่จริงๆ แล้ว ยิ่งไปทำแบบนั้นบ่อยๆ เรายิ่งรู้ว่าความสุขของเราคือมื้ออาหารที่เรียบง่าย คือมื้ออาหารที่กินแล้วนึกถึงตอนเด็กที่เรากินข้าวกันพร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัว สำหรับเราแล้ว มื้ออาหารที่มีความสุขคือการได้กินข้าวที่บ้าน เจอเมนูโปรดที่บ้านทำให้กินบ่อยๆ อย่างแกงจืด น้ำพริก ผัดผัก มันทำให้เห็นว่าความสุขของเรากับคนอื่นมันไม่เหมือนกัน เราอย่าไปเปรียบเทียบเลยว่าเห็นความสุขของคนอื่นแล้ว หมายความว่าเราจะต้องมีความสุขแบบนั้นด้วย เพราะความสุขมันเป็นเรื่องส่วนตัวมากๆ เราต้องลองค้นหาหลายๆ อย่าง”

 

เธอยังกล่าวอีกว่า “Living Quality ของเราทุกวันนี้คือการได้ตื่นมากินกาแฟตอนเช้าแก้วแรก ได้ออกกำลังกายตอนเช้า หรือแม้แต่การได้ล้างจาน เพราะการล้างจานทำให้เราได้ปล่อยวางจากมือถือ มันเป็นการทำ meditation อย่างหนึ่ง และได้ดีท็อกซ์ตัวเองจากดิจิทัล”

 

การมีพื้นที่ที่ช่วยส่งเสริมการค้นหาความสุขในแบบของคุณเอง ไม่ว่าจะเป็นมุมสงบๆ สำหรับการพักผ่อนหรือพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมที่คุณรัก ลองสร้าง Living Quality ในแบบของคุณเองไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ที่พร้อมรองรับความสุขในทุกรูปแบบ มุมสบายๆ สำหรับทำ Slow Morning ยามเช้า หรือห้องนั่งเล่นที่สามารถปรับเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่ออกกำลังกายได้ง่ายๆ ในทุกวัน

The post Living Quality: ถ้าชีวิตเราไม่ได้มีแค่เรื่อง “ต้องสำเร็จ” ล่ะ? หยุดพักบ้างก็ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Living Quality: ถ้าชีวิตดีๆ ที่เลือกได้ คือชีวิตที่ไม่ต้องสมบูรณ์แบบตลอดเวลา? https://thestandard.co/life/living-quality-imperfect-life/ Tue, 16 Sep 2025 10:04:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1119694 living-quality-imperfect-life

เราอยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยแรงกดดันให้ต้องประสบความสำเร […]

The post Living Quality: ถ้าชีวิตดีๆ ที่เลือกได้ คือชีวิตที่ไม่ต้องสมบูรณ์แบบตลอดเวลา? appeared first on THE STANDARD.

]]>
living-quality-imperfect-life

เราอยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยแรงกดดันให้ต้องประสบความสำเร็จและสมบูรณ์แบบอยู่เสมอ หลายคนจึงถูกหล่อหลอมให้เชื่อว่าการต้อง Productive ตลอดเวลาเป็นเรื่องปกติ และความสมบูรณ์แบบคือมาตรฐานที่ทุกคนต้องไปให้ถึง โดยเฉพาะคนที่อยู่ในวังวนของความเป็น Perfectionist หรือคนที่ต้องการความสมบูรณ์แบบในทุกเรื่อง พวกเขาจะรู้สึกว่าการหยุดนิ่งคือความล้มเหลว และการผิดพลาดคือสิ่งที่รับไม่ได้ ภาวะกดดันที่กลายเป็น “เรื่องปกติ” ของสังคมนี้กำลังบั่นทอนสุขภาพใจโดยไม่รู้ตัว

 

บทความนี้จะชวนคุณมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ถ้าเรายอมรับว่าความไม่สมบูรณ์แบบคือเรื่องปกติ ชีวิตจะเบาสบายขึ้นแค่ไหน?” โดยจะพาไปสำรวจมุมมองกับ ฟาง-รัฐโรจน์ จิตรพนา Host รายการ How do you live? ที่มีมุมมองน่าสนใจเกี่ยวกับ “คุณภาพชีวิต” ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของความสำเร็จ แต่คือการกลับมา ทำความเข้าใจในตัวเอง อีกครั้ง

 

เธอจะพาเราไปสำรวจและตกผลึกถึงกระบวนการค้นหาตัวตนที่แท้จริงในพื้นที่ที่เขาได้ explore และเรียนรู้ที่จะ ทบทวน และ ปรับสมดุล ให้กับชีวิตในแบบของตัวเอง เพื่อให้เราได้กลับมาค้นพบความสุขที่เรียบง่ายและเป็นอิสระจากกรอบของสังคม

 

เมื่อ “ความสุข” ไม่ใช่สิ่งชี้วัดจากภายนอก

 

ฟาง-รัฐโรจน์ มองว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดของคนเมืองยุคนี้คือการหลงลืมว่ามาตรวัดทางสังคมไม่ใช่ทั้งหมดของ “ความสุข” ซึ่งเธอมองว่าบางครั้งการไม่มีความสุขก็อาจไม่ใช่ปัญหาเสียทีเดียว แต่เป็นสัญญาณให้เราได้ทบทวนชีวิตและปรับจูนตัวเองใหม่

 

“เรามักหลงลืมว่ามาตรวัดทางสังคม ไม่ใช่ทั้งหมดของ ‘ความสุข’ เพราะรอบตัวเราเต็มไปด้วยมาตรวัด ทั้งชีวิตที่สำเร็จตามมาตรฐานของคนรุ่นราวคราวเดียวกัน หรือไลฟ์สไตล์ที่ดูดีได้รับยอดไลค์เยอะๆ เวลาลงในโซเชียล หรือความสัมพันธ์ที่สวยงามราวเทพนิยาย ซึ่งหลายครั้งเราอาจเผลอเอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นมาตรวัดความสุขของชีวิตเราเอง แต่ ‘ความสุข’ อาจไม่ใช่สิ่งที่วัดจากภายนอกที่คนอื่นมองเห็นเสมอไป สิ่งที่สำคัญกว่าอาจเกิดขึ้นจากภายในของการรู้จักตัวเองว่า อะไรคือสิ่งที่เรา ‘สุข’ จุดไหนคือความลงตัวในแบบของเราเอง แต่การไม่มีความสุขกับชีวิต ก็อาจไม่ใช่ปัญหาก็ได้ ถ้าเราจะมองว่าคนเราก็อาจต้องเจอจุดไม่สุขก่อนถึงจะรู้ตัว ว่าเราต้องปรับจูนวิธีมองชีวิต และแนวทางในการใช้ชีวิตของเราใหม่อย่างไร”

 

เมื่อความสมบูรณ์แบบในงานกลายเป็นเรื่องใหญ่

 

เธอยอมรับว่าตัวเองก็เคยเป็น Perfectionist เพราะในโลกทุนนิยมที่งานคือเรื่องใหญ่ ความสมบูรณ์แบบในงานจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็มีมุมมองหนึ่งที่ดีมากในการรับมือเรื่องนี้

 

“เพราะงานคือเรื่องใหญ่ของชีวิตในโลกทุนนิยม ความสมบูรณ์แบบในงานจึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ตามไปด้วย ฟางก็เป็น และยังแก้ไม่หายเลยค่ะ สิ่งที่สำคัญกว่าเรา Perfectionist หรือไม่ คือเรารู้ตัวหรือไม่ว่าเรากำลัง Perfectionist เมื่อไรที่สะกิดตัวเองได้บ่อยๆ เราก็จะเข้าใจตัวเอง รู้ตัวเอง และจัดวางความคาดหวังให้ไม่ล้นเกิน ไม่ทำร้ายคนอื่น และไม่ทำร้ายตัวเราเอง แต่เมื่อไรที่ไม่รู้ตัว มันล้นเกินไปแล้ว ก็คงไม่แปลกที่คนเราจะผิดพลาด และไม่สมบูรณ์แบบ การขอโทษตัวเอง การเรียนรู้ที่จะปรับตัวก็เป็นสิ่งที่น่าจะทำได้”

 

คุณเองก็สามารถสร้าง Living Quality ที่ดีได้จากสิ่งที่ไม่สมบูรณ์แบบ เพียงแค่รู้จักหยุดพักและยอมรับความต้องการของตัวเอง การได้มีพื้นที่ที่เอื้อให้คุณได้อยู่กับตัวเองอย่างเต็มที่



ยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบ ชีวิตจะเบาขึ้นจริงหรือ?

 

ในฐานะคนที่ ฟาง-รัฐโรจน์ คุ้นเคยกับการพูดคุยกับผู้คนมากมาย เธอมีข้อคิดที่น่าสนใจสำหรับคนที่มักจะตั้งคำถามว่า “หากเราอนุญาตให้ตัวเองได้อยู่กับปัจจุบันและยอมรับความไม่สมบูรณ์บ้าง ชีวิตจะเบาลงและมีความสุขมากขึ้นได้จริงหรือ?”

 

“ชีวิตไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ และไม่มีทางเป็น เราอาจต้องย้ำกับตัวเองบ่อยๆ เพราะโลกวันพรุ่งนี้จะเปลี่ยนไปอย่างพลิกฝ่ามืออย่างไร เรายังไม่อาจคาดเดาได้ 100% แม้แต่นักเศรษฐศาสตร์ นักการเมือง หรือผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ก็ยังมองเห็นความเกินคาดเดาของโลกในทุกวันนี้ ดังนั้นนับประสาอะไรกับชีวิตที่อยู่ท่ามกลางเรื่องมากมาย ไม่แน่ใจว่าการอยู่กับความไม่สมบูรณ์แบบได้จะทำให้เราสุขมากขึ้นไหม แต่ที่แน่ๆ คงทำให้เรายอมรับความจริงได้อย่างที่ชีวิตเป็นมากขึ้น”

 

การได้พักในพื้นที่ที่ช่วยให้คุณได้อยู่กับปัจจุบันและยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบได้มากขึ้น



สร้างสมดุลด้วยการ “เลือก” ให้ตัวเอง

 

จุดเปลี่ยนที่ทำให้ฟาง-รัฐโรจน์ เริ่มสร้างสมดุลให้กับชีวิต คือตอนที่รู้ตัวว่า “การเลือก” ให้เวลากับตัวเองกลายเป็นเรื่องยาก เธอได้เล่าถึงประสบการณ์ของตัวเองไว้ว่า

 

“ฟางรู้ตัวเมื่อร่างกายส่งสัญญาณของความเหนื่อยล้า อารมณ์ส่งสัญญาณของการแตกร้าว และเราต้องการการหยุด การสร้างสมดุลของฟาง คือการมอบเวลาให้กับตัวเอง อ่านหนังสือที่อยากอ่าน ฟังเพลงที่อยากฟัง พูดคุยและใส่ใจกับบทสนทนาตรงหน้า หาจังหวะที่ไม่เร่งรีบบ้างระหว่างวัน ซึ่งทำให้รู้ว่า ถ้าเราจะสมดุล เราต้องเลือกตัวเองทุกวัน ไม่ใช่เลือกเฉพาะตอนที่มันแตกร้าวไปแล้ว และอาจใช้เวลากู้คืนยาวนาน”

 

Living Quality ที่แท้จริงคือการได้ใช้ชีวิตในแบบที่เราเลือกเอง ไม่ใช่การทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ การได้มีพื้นที่ที่พร้อมรองรับทุกการเติบโตอย่างบ้านหรือคอนโดที่ออกแบบมาอย่างเข้าใจก็ช่วยให้คุณสร้างสมดุลในชีวิตได้ง่ายขึ้น เพราะไม่ว่าจะเป็นพื้นที่สำหรับพักผ่อน ทำงาน หรือทำกิจกรรมที่ชอบ ก็เป็นส่วนหนึ่งของการได้มี Living Quality ในแบบของเราเอง

 

การยอมรับว่าความไม่สมบูรณ์แบบเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต จะช่วยให้เราเบาสบายขึ้น และค้นพบความสุขที่แท้จริงที่ไม่ต้องถูกวัดค่าจากภายนอก นี่คือ Living Quality ในแบบฉบับที่คุณสร้างเองได้ และคุณจะพบว่ามันอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คุณคิดเสมอ

The post Living Quality: ถ้าชีวิตดีๆ ที่เลือกได้ คือชีวิตที่ไม่ต้องสมบูรณ์แบบตลอดเวลา? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Mental Health x Aesthetic: เมื่อโลกภายในก็สวยได้ https://thestandard.co/life/mental-health-x-aesthetic/ Sat, 17 May 2025 06:00:28 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1074706

บางครั้งการดูแลสุขภาพใจก็ไม่จำเป็นต้องเคร่งขรึมหรืออยู่ […]

The post Mental Health x Aesthetic: เมื่อโลกภายในก็สวยได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

บางครั้งการดูแลสุขภาพใจก็ไม่จำเป็นต้องเคร่งขรึมหรืออยู่ในกรอบแบบเดิมๆ เพราะวันนี้เราพบว่า ศิลปะ เสื้อผ้า และเสียงเพลง กลายเป็นภาษาที่อ่อนโยนและเข้าถึงจิตใจคนรุ่นใหม่ได้อย่างลึกซึ้ง นี่แหละคือพลังของ Mental Health x Aesthetic เมื่อความรู้สึกภายในไม่จำเป็นต้องซ่อน แต่สามารถ ‘จัดวาง’ และ ‘ออกแบบ’ ให้สวยงามในแบบของตัวเองได้ สุขภาพใจไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่คือความงดงามที่เรากล้ายอมรับ และเล่าออกมาอย่างมีสไตล์

 

ความรู้สึกก็มีโทนสีของมัน

ใครจะไปรู้ว่าเพลงเพลย์ลิสต์เพราะๆ ที่เปิดในวันฝนตกจะช่วยปลอบใจได้ดีกว่าถ้อยคำปลอบโยนใดๆ หรือเสื้อผ้าในโทนสีที่ชอบ เมื่อสวมใส่แล้วกลับทำให้เรารู้สึกปลอดภัยเหมือนได้ห่มผ้าห่มใจ Mental Health จึงไม่ได้อยู่แค่ในห้องนักบำบัด แต่มันอยู่ในทุกการเลือกเล็กๆ น้อยๆ ที่เราทำเพื่อตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการเขียน Journal การเลือกรูปวาดมาแปะไว้ข้างหัวเตียง การเปิดเพลงที่ชอบฟัง หรือแม้แต่การจัดห้องให้มีมุมสงบที่เราอยากนั่งเฉยๆ โง่ๆ สัก 5 นาที ก็คือการสร้างความสวยงามภายในเหมือนกัน 

 

เมื่อ Aesthetic เป็นการสื่อสารความรู้สึก

ในวันที่พูดไม่ออก หลายคนเลือกจะสื่อสารความเปราะบางผ่านการเลือกเพลงในเพลย์ลิสต์ หรือแต่งตัวด้วยโทนสีที่ตรงกับใจ ไม่ใช่เพื่อเรียกร้องความสนใจ แต่เพื่อบอกกับตัวเองว่า “ฉันจะใส่ใจและรักตัวฉันเอง” มันสำคัญต่อความรู้สึกโดยรวมมากนะ ลองเลือกแฟชั่นแบบ soft girl, sad girl หรือแม้แต่การออกแบบ Moodboard คือเครื่องมือที่ทำให้เราเชื่อมต่อกับตัวเองอย่างอ่อนโยน การยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบกลายเป็นความงามรูปแบบใหม่ที่คนรุ่นใหม่ให้ค่ามากขึ้นเรื่อยๆ

 

โลกภายในก็สวยได้

สุขภาพใจไม่จำเป็นต้องเข้มแข็งตลอดเวลา มันอาจเปราะบางแต่ก็มีรูปทรง มีโทน มีจังหวะของมัน เราไม่จำเป็นต้องแต่งหน้าให้สดใสในวันที่ใจไม่ไหว และก็ไม่ผิดที่เราจะอยากใช้ฟิลเตอร์โทนนุ่มๆ เพื่อรักษาอารมณ์ไว้ให้เบาขึ้น สิ่งสำคัญคือการรู้ว่าเราไม่ต้องซ่อนความรู้สึกไว้ในที่มืด แต่เราสามารถจัดวางมันไว้ในพื้นที่ที่ปลอดภัย ตกแต่งมันด้วยความรักตัวเองเล็กๆ และมองมันอย่างเข้าใจ นั่นแหละคือการดูแลใจที่สวยที่สุดจากภายในสู่ภายนอกอีกวิธีหนึ่ง

The post Mental Health x Aesthetic: เมื่อโลกภายในก็สวยได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Selena Gomez นำแบรนด์ Rare Beauty เตรียมจัดงาน Mental Health Summit ที่ LA วันที่ 1 พ.ค. นี้ https://thestandard.co/selenagomez-rare-beauty-mental-health-summit/ Sun, 27 Apr 2025 06:19:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1068625 Selena Gomez

Selena Gomez เตรียมพาแบรนด์ Rare Beauty จัดงาน Mental H […]

The post Selena Gomez นำแบรนด์ Rare Beauty เตรียมจัดงาน Mental Health Summit ที่ LA วันที่ 1 พ.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Selena Gomez

Selena Gomez เตรียมพาแบรนด์ Rare Beauty จัดงาน Mental Health Summit ประจำปีครั้งที่ 4 ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ ที่ลอสแอนเจลิส โดยเธอเผยว่า “ตอนที่เปิดตัว Rare Beauty ฉันอยากสร้างแบรนด์ที่มีความหมายลึกซึ้ง และมีวิสัยทัศน์ในการสร้างคอมมูนิตี้ที่อบอุ่น ซึ่งจะช่วยสร้างบทสนทนาเชิงบวกเกี่ยวกับการยอมรับตัวเองและสุขภาพจิต”

 

งานในปีนี้จะจัดขึ้นในย่านใจกลาง LA เป็นงานแบบวันเดียวที่จะต้อนรับแขกประมาณ 175 คน เพื่อร่วมพูดคุยเชิงโต้ตอบเกี่ยวกับการยอมรับตัวเองและสุขภาพจิต โดยไฮไลต์ของงานคือการพูดคุยกับ Jay Shetty ไลฟ์โค้ชและพอดแคสเตอร์ชื่อดังชาวอังกฤษ!

 

นับตั้งแต่เปิดตัวในเดือนกันยายน 2020 Rare Impact Fund ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไรของแบรนด์ได้ระดมทุนไปแล้วกว่า 20 ล้านดอลลาร์ โดย 1% ของยอดขายทั้งหมดจากผลิตภัณฑ์ Rare Beauty จะมอบให้กับกองทุนนี้เพื่อสนับสนุนองค์กรด้านสุขภาพจิต 30 แห่งใน 5 ทวีป ช่วยเหลือคนรุ่นใหม่กว่า 1.9 ล้านคนต่อปี เป้าหมายคือการระดมทุนให้ได้ 100 ล้านดอลลาร์

 

ทางด้าน Elyse Cohen ประธานของ Rare Impact Fund กล่าวว่า “เรารู้สึกภูมิใจที่ได้จัดเวทีอย่าง Rare Beauty Mental Health Summit เพื่อจัดการกับปัญหาสุขภาพจิตของคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญสำหรับ Gen Z”

The post Selena Gomez นำแบรนด์ Rare Beauty เตรียมจัดงาน Mental Health Summit ที่ LA วันที่ 1 พ.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 วิธีบำบัดความวิตกกังวลแบบตรงจุด เลือกให้เหมาะกับตัวคุณ https://thestandard.co/life/7-anxiety-relief-methods/ Tue, 18 Feb 2025 04:49:17 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1043157 7-anxiety-relief-methods

ปัจจุบันหลายคนกำลังเผชิญกับปัญหาความวิตกกังวล ซึ่งบางคร […]

The post 7 วิธีบำบัดความวิตกกังวลแบบตรงจุด เลือกให้เหมาะกับตัวคุณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
7-anxiety-relief-methods

ปัจจุบันหลายคนกำลังเผชิญกับปัญหาความวิตกกังวล ซึ่งบางครั้งอาจเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่ส่วนใหญ่มักมีที่มาจากรูปแบบความคิดด้านลบ ทักษะการรับมือที่ไม่เพียงพอ หรือความเชื่อที่ฝังลึกในจิตใต้สำนึก การบำบัดด้วยวิธีทางจิตวิทยาหรือการบำบัดด้วยการพูดคุย (Talk Therapy) จึงเป็นทางเลือกที่ได้ผลดีในการรักษา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเผยว่า การบำบัดทางจิตวิทยามีหลายรูปแบบที่มีประสิทธิภาพในการรักษาความวิตกกังวล ซึ่ง LIFE ได้รวบรวมทั้ง 7 วิธีมาฝากผู้อ่านแล้วดังนี้

 

  1. การบำบัดความคิดและพฤติกรรม (CBT) เป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผล โดยงานวิจัยในปี 2018 พบว่าได้ผลดีในการรักษาโรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD) โรควิตกกังวลทั่วไป (GAD) และภาวะเครียดเฉียบพลัน

 

  1. การบำบัดแบบยอมรับและมุ่งมั่น (ACT) เน้นการยอมรับความคิดและความรู้สึกที่ยากลำบากโดยไม่ตัดสิน พร้อมกับเรียนรู้ที่จะดำเนินชีวิตตามคุณค่าที่ตนเองให้ความสำคัญ

 

  1. การบำบัดด้วยการเผชิญหน้า (Exposure Therapy) เป็นการค่อยๆ เผชิญกับสิ่งที่กระตุ้นความกลัวหรือวิตกกังวลในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย

 

  1. การบำบัดความคิดด้วยสติ (MBCT) ผสมผสานการทำสมาธิแบบมีสติกับเทคนิค CBT เพื่อจัดการความคิดและอารมณ์ด้านลบ

 

  1. จิตบำบัดแนวจิตวิเคราะห์ (Psychodynamic Therapy) มุ่งแก้ไขความขัดแย้งในจิตใต้สำนึก

 

  1. การบำบัดเชิงพฤติกรรมแนวอภิปรัชญา (DBT) ช่วยพัฒนาทักษะการควบคุมอารมณ์และการแก้ปัญหา

 

  1. จิตบำบัดระหว่างบุคคล (IPT) เหมาะสำหรับผู้ที่มีความวิตกกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์และการเข้าสังคม

 

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ไม่มีวิธีการบำบัดแบบใดที่เหมาะกับทุกคน การเลือกวิธีบำบัดควรพิจารณาจากสาเหตุของความวิตกกังวลและความต้องการของแต่ละบุคคล เช่น หากความวิตกกังวลเกิดจากความเครียดในความสัมพันธ์ อาจเลือก IPT หรือหากมีสาเหตุจากบาดแผลในอดีต อาจเลือกจิตบำบัดแนวจิตวิเคราะห์

 

การบำบัดทางจิตวิทยาช่วยให้ผู้ป่วยสามารถระบุและเปลี่ยนแปลงรูปแบบความคิดด้านลบ เรียนรู้ทักษะการรับมือที่ดีต่อสุขภาพ จัดการกับปัญหาที่แท้จริง และได้รับการสนับสนุนและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการเยียวยาจิตใจและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

 

7 วิธีบำบัดความวิตกกังวลแบบตรงจุด 7 วิธีบำบัดความวิตกกังวลแบบตรงจุด 7 วิธีบำบัดความวิตกกังวลแบบตรงจุด 7 วิธีบำบัดความวิตกกังวลแบบตรงจุด 7 วิธีบำบัดความวิตกกังวลแบบตรงจุด 7 วิธีบำบัดความวิตกกังวลแบบตรงจุด 7 วิธีบำบัดความวิตกกังวลแบบตรงจุด 7 วิธีบำบัดความวิตกกังวลแบบตรงจุด 7 วิธีบำบัดความวิตกกังวลแบบตรงจุด

The post 7 วิธีบำบัดความวิตกกังวลแบบตรงจุด เลือกให้เหมาะกับตัวคุณ appeared first on THE STANDARD.

]]>