Honda Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/honda/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 07 Aug 2026 04:23:20 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 แอสตัน มาร์ติน B-Spec เปลี่ยนอะไร จนทำให้กลับมาสู้ในกลุ่มกลางได้อีกครั้ง https://thestandard.co/aston-martin-b-spec-upgrade-f1/ Tue, 28 Jul 2026 05:38:25 +0000 https://thestandard.co/aston-martin-b-spec-upgrade-f1/ เฟอร์นันโด อลอนโซ่ ขับรถแข่งแอสตัน มาร์ติน AMR26

แอสตัน มาร์ติน ทำผลงานได้ดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตาที่ฮังกาเ […]

The post แอสตัน มาร์ติน B-Spec เปลี่ยนอะไร จนทำให้กลับมาสู้ในกลุ่มกลางได้อีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เฟอร์นันโด อลอนโซ่ ขับรถแข่งแอสตัน มาร์ติน AMR26

แอสตัน มาร์ติน ทำผลงานได้ดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตาที่ฮังกาเรียน กรังด์ปรีซ์ โดยจบอันดับที่ 13 และ 14 และเบื้องหลังของเรื่องนี้ คือการอัปเกรดที่เรียกว่า B-Spec และนี่คือรายละเอียดที่ THE STANDARD SPORT เอามาฝากกัน

 

ภาพ: SOPA Images, Mark Sutton – Formula 1, NurPhoto, Marco Canoniero, Sona Maleterova / Getty Images

 

เฟอร์นันโด อลอนโซ่ ขับรถแข่งแอสตัน มาร์ติน AMR26 1เฟอร์นันโด อลอนโซ่ ขับรถแข่งแอสตัน มาร์ติน AMR26 2เฟอร์นันโด อลอนโซ่ ขับรถแข่งแอสตัน มาร์ติน AMR26 3เฟอร์นันโด อลอนโซ่ ขับรถแข่งแอสตัน มาร์ติน AMR26 4เฟอร์นันโด อลอนโซ่ ขับรถแข่งแอสตัน มาร์ติน AMR26 5เฟอร์นันโด อลอนโซ่ ขับรถแข่งแอสตัน มาร์ติน AMR26 6เฟอร์นันโด อลอนโซ่ ขับรถแข่งแอสตัน มาร์ติน AMR26 7

The post แอสตัน มาร์ติน B-Spec เปลี่ยนอะไร จนทำให้กลับมาสู้ในกลุ่มกลางได้อีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤต ‘หน้าผาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย’ เมื่อการฟื้นตัวอาจแค่ภาพลวงตา และจุดต่ำสุดที่ยังมาไม่ถึง https://thestandard.co/thai-automotive-crisis-ev-transition/ Fri, 19 Jun 2026 05:02:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1220509 ภาพโรงงานผลิตรถยนต์

ตัวเลขยอดผลิตรถยนต์ไทยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 ออกมา […]

The post วิกฤต ‘หน้าผาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย’ เมื่อการฟื้นตัวอาจแค่ภาพลวงตา และจุดต่ำสุดที่ยังมาไม่ถึง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโรงงานผลิตรถยนต์

ตัวเลขยอดผลิตรถยนต์ไทยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 ออกมาที่ 473,545 คัน เพิ่มขึ้น 4.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ผลิตได้ 455,312 คัน ฟังดูเหมือนสัญญาณบวกหลังจากอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเผชิญกับช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในรอบหลายปี

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

ขณะที่ผลประกอบการของหุ้นในกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย ก็ดูหมือนจะเริ่มฟื้นตัวได้ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ บริษัทอย่าง อาปิโก ไฮเทค (AH) กำไรเพิ่มขึ้น 2.6% หรือ สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี (SAT) กำไรเพิ่มขึ้น 12% ขณะที่ ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า (STANLY) ที่ปิดงบรอบปีในเดือนมีนาคม กำไรเพิ่มขึ้น 38%

 

แต่คำถามที่ตามมาคือ การโต 4% ของยอดผลิตรถยนต์ในปีนี้ พร้อมกับกำไรของบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยในครั้งนี้ คือสัญญาณการฟื้นตัวจริง หรือเป็นแค่ตัวเลขที่ดูดีบนพื้นฐานที่ยังเปราะบาง

 

ถกล บรรจงรักษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มองว่าการฟื้นตัวครั้งนี้มาจากรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นหลัก แต่ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยกลับได้รับคำสั่งซื้อไม่ถึง 10% ของความต้องการที่เพิ่มขึ้น

 

การเติบโตของ EV ที่ส่งมาไม่ถึงซัพพลายเออร์ไทย

 

หากไล่เลียงดูตัวเลขการผลิตของกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แยกตามประเภทรถ พบว่าภาพจริงซับซ้อนกว่านั้น รถยนต์นั่งส่วนบุคคลทุกขนาดเครื่องยนต์รวมกันในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้กลับ ติดลบ 1.15% เมื่อเทียบกับปีก่อน ตัวที่ทำให้ยอดรวมเป็นบวกคือรถกระบะดับเบิลแค็บที่โต 9.2% และรถ PPV ที่โต 8.3% ซึ่งทั้งสองกลุ่มยังเป็นเครื่องยนต์สันดาปภายในเป็นส่วนใหญ่

 

ส่วนรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) ที่ถูกมองว่าเป็นพระเอกของการเติบโตนั้น

 

ตัวเลขการผลิตจริงในประเทศ 4 เดือนแรกปีนี้อยู่ที่ 15,089 คัน เทียบกับ 14,082 คันในปีก่อน คือโตเพียง 7.2% ขณะที่ทั้งปี 2568 การผลิต BEV กระโดดจาก 9,520 คัน ในปี 2567 เป็น 70,913 คัน คือโตกว่า 645%

 

ช่องว่างระหว่างอัตราการโตของปีก่อนกับปีนี้สะท้อนว่า ยอดขาย EV ในตลาดยังโตแรงต่อเนื่อง แต่การผลิตจริงในประเทศกลับโตช้าลงมาก ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่แหล่งข่าวผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยเปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีนจำนวนมากยังพึ่งพาชิ้นส่วนและรถยนต์สำเร็จรูปนำเข้าจากจีนเป็นหลัก แม้จะตั้งโรงงานประกอบในไทยแล้วก็ตาม

 

ก่อนจะถึงก้นเหว ไทยเคยอยู่บนยอดเขามาก่อน

 

ก่อนจะเข้าใจว่าวันนี้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอยู่ตรงไหน ต้องย้อนกลับไปดูว่าเส้นทางการเติบโตของมันเริ่มต้นอย่างไร เพราะภาพ ‘หน้าผาของยานยนต์ไทย’ ที่อาจจะเกิดขึ้นในปี 2570 ไม่ใช่ครั้งแรกที่อุตสาหกรรมนี้เผชิญจุดเปลี่ยนใหญ่

 

จุดเริ่มต้นย้อนไปถึงปี 2504 เมื่อเกิดโรงงานประกอบรถยนต์ขึ้นในไทย ขณะที่รัฐบาลไทยเริ่มนโยบายทดแทนการนำเข้า ญี่ปุ่นเป็นชาติแรกที่เข้ามาอย่างจริงจัง นิสสันร่วมทุนกับสยามมอเตอร์สตั้งโรงงานในปี 2505 ก่อนที่รัฐบาลจะจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในปี 2509 เพื่อดึงดูดค่ายรถต่างชาติให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตมากขึ้น

 

มาสด้าและเมอร์เซเดส-เบนซ์ตามมาในช่วงทศวรรษ 2510 ขณะที่รัฐบาลก็ค่อย ๆ บังคับใช้กฎ local content (วัตถุดิบที่ผลิตในประเทศไทย) เข้มขึ้นในช่วงทศวรรษ 2513-2523 ผลที่ตามมาคือค่ายรถญี่ปุ่นต้องสร้างเครือข่ายซัพพลายเออร์ในประเทศขึ้นมาเอง นี่คือจุดกำเนิดของผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยรุ่นแรกๆ

 

จุดเปลี่ยนสำคัญต่อมาคือวิกฤตการเงินปี 2540 ตลาดในประเทศพังทลาย ค่ายรถต้องหันไปพึ่งการส่งออกเป็นทางรอด รัฐบาลตอบสนองด้วยการยกเลิกข้อกำหนด local content ในปี 2546 เปิดทางให้ไทยผูกเข้ากับเครือข่ายการผลิตระดับโลกได้เต็มที่มากขึ้น ตามมาด้วยโครงการ Eco Car ปี 2550 และข้อตกลงการค้าเสรีกับหลายประเทศ ทำให้ไทยกลายเป็นฐานส่งออกรถกระบะและรถนั่งขนาดเล็กที่สำคัญของโลก

 

อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยถึงกับประกาศแผน 6 ปีในปี 2545 เพื่อผลักดันให้ไทยเป็น “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย” และไทยก็ทำได้จริง ระหว่างปี 2543-2560 ยอดผลิตรถยนต์ไทยโตขึ้นถึง 383% กลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์อันดับหนึ่งของอาเซียนและติดอันดับ 10-12 ของโลก

 

จุดพีกที่สุดในประวัติศาสตร์การผลิตรถยนต์ไทยคือปี 2556 ซึ่งผลิตได้ถึง 2,457,057 คัน ตัวเลขนี้ไม่ได้มาจากพื้นฐานเศรษฐกิจปกติ แต่มาจากนโยบาย ‘รถยนต์คันแรก’ ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่คืนภาษีสรรพสามิตให้ผู้ซื้อรถใหม่คันแรกสูงสุด 100,000 บาทต่อคัน ระหว่างเดือนกันยายน 2554 ถึงธันวาคม 2555 มีผู้ใช้สิทธิ์เกือบ 1.26 ล้านคัน รัฐต้องคืนภาษีรวมกว่า 91,000 ล้านบาท ดึงดีมานด์การซื้อรถในอนาคตมาใช้ล่วงหน้า 1-2 ปี และสร้างยอดผลิตที่สูงเป็นประวัติการณ์ในปีถัดมา

 

แต่ผลพวงที่ตามมาคือหนี้ครัวเรือนไทยพุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากผู้กู้จำนวนมากที่กำลังซื้อไม่เพียงพอ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาหนี้ครัวเรือนระดับสูงที่ยังตามหลอกหลอนอุตสาหกรรมมาจนถึงทุกวันนี้ จากจุดพีกในปี 2556 ยอดผลิตไทยไม่เคยกลับไปแตะระดับนั้นได้อีก และค่อยๆ ไหลลงต่อเนื่องตลอดทศวรรษถัดมา

 

ผ่านจุดต่ำสุดทางตัวเลข แต่กำไรฟื้นจากการตัดต้นทุน ไม่ใช่ยอดขาย

 

ถกลฉายภาพว่าผลประกอบการของหุ้นกลุ่มยานยนต์ไทยดูเหมือนฟื้นตัวได้ในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา แต่ในความเป็นจริงยอดขายไม่ได้เติบโต กำไรที่ดีขึ้นมาจากการควบคุมต้นทุนและลดพนักงานบางส่วน

 

เดิมทีรัฐบาลกำหนดให้บริษัท EV ที่มาลงทุนในไทยต้องมีสัดส่วนการใช้ local content ราว 40-45% แต่ที่ผ่านมาจะเห็นว่าบริษัทผู้ผลิตยานยนต์จีนได้นำซัพพลายเออร์เข้ามาด้วย โดยมาจดทะเบียนเป็นบริษัทไทย ทำให้ยอดขายกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยไม่ได้เติบโตตามการเติบโตของ EV

 

ผลประกอบการของหุ้นกลุ่มยานยนต์ไทยดูเหมือนจะฟื้นตัวได้ในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ถกลมองว่า ในความเป็นจริงแล้วยอดขายของกลุ่มยานยนต์ไม่เติบโตขึ้นเลย แต่กำไรเติบโตเพราะการควบคุมต้นทุน เช่น การลดพนักงานบางส่วน รวมทั้งการควบคุมต้นทุนการผลิต

 

“ในมุมหนึ่งกลุ่มยานยนต์อาจผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว แต่ยังไม่ได้กลับมาเติบโตแรง เศรษฐกิจที่ชะลอตัวส่งผลต่อกำลังซื้อ ขณะที่ปัจจัยบวกใหม่ๆ ยังไม่เห็น”

 

อย่างไรก็ดี ในมุมของการลงทุน หุ้นกลุ่มยานยนต์ยังน่าสนใจในด้านอัตราเงินปันผลตอบแทนที่สูงระดับ 9-10%

 

ยานยนต์ไทยยังไม่พ้นจุดต่ำสุด และซัพพลายเชนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

 

แหล่งข่าวผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยเปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่าสถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนของไทยยังไม่ผ่านจุดต่ำสุด เนื่องจากกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศที่เข้ามารุมเร้าพร้อมกัน

 

ปัจจัยแรกที่ส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ปัจจัยเหนือการควบคุมอย่างปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อตัวเลขการส่งออกรถยนต์ โดยเฉพาะตลาดตะวันออกกลางที่ยอดส่งออกหายไปราว 20,000 คัน รวมถึงตลาดเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาที่ยอดส่งออกหดตัวลงเช่นกัน

 

แต่สิ่งที่น่ากังวลและส่งผลกระทบอย่างหนักคือปัจจัยพื้นฐานภายในประเทศ โดยเฉพาะปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งเข้ามาทำลายกำลังซื้อของคนไทยโดยตรง ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ในประเทศชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเจาะลึกลงไปถึงคำถามที่ว่า ทำไมยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ถึงยังเติบโตได้? แหล่งข่าวระบุว่า ต้นเหตุสำคัญมาจาก ‘สิทธิประโยชน์’ ที่ค่ายรถยนต์จากจีนได้เปรียบกว่าชาติต่างๆ อย่างมหาศาล โดยเฉพาะการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปทั้งคัน (CBU: Completely Built Up) จากต่างประเทศ ซึ่งได้อานิสงส์กำแพงภาษี 0%

 

นอกจากนี้ แม้จะมีการตั้งโรงงานประกอบในไทย แต่ชิ้นส่วนที่นำมาใช้ประกอบก็ยังคงเป็นชิ้นส่วนที่นำเข้ามาจากจีนแทบทั้งสิ้น ปรากฏการณ์นี้ทำให้เกิดระบบนิเวศการค้าที่คล้ายคลึงกับโมเดล ‘ทัวร์ศูนย์เหรียญ’ กล่าวคือ ค่ายรถจีนได้ประโยชน์ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ในขณะที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนชาวไทย (Local Supplier) กลับไม่ได้รับอานิสงส์หรือส่วนแบ่งทางธุรกิจจากเทรนด์นี้เลย

 

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า ล่าสุด ภาคเอกชนและผู้ผลิตกำลังอยู่ระหว่างการตั้งคณะทำงานร่วมกัน เพื่อผลักดันและหาข้อสรุปในประเด็นนี้อย่างเร่งด่วนเพื่อหาทางออกในเรื่องนี้ พร้อมเสนอแนะว่า ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องบังคับใช้กฎเกณฑ์ให้เกิดขึ้นจริง โดยต้องระบุให้ชัดเจนและเฉพาะเจาะจงไปเลยว่า ค่ายรถยนต์ต่างชาติจะต้องสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ หรือบังคับใช้สัดส่วนชิ้นส่วนที่มาจากบริษัทคนไทยเป็นมูลค่าเท่าใด เพื่อปกป้องและพยุงอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศ

 

ปัจจุบันไทยมีผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์มากที่สุดในอาเซียน-6 (ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์) ถึงประมาณ 2,100 ราย มากกว่าอินโดนีเซีย (1,500 ราย) และเวียดนาม (360 ราย) นั่นแปลว่าความเสี่ยงจากการที่ห่วงโซ่อุปทาน EV ไม่ไหลลงมาถึงผู้ผลิตท้องถิ่นจะกระทบคนจำนวนมากเป็นพิเศษ

 

ข้อมูลจากรายงาน PwC Automotive ASEAN Centre of Excellence ยังชี้ภาพเดียวกันจากมุมตลาดทุน กลุ่มชิ้นส่วน “เครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง และโลหะ” ของบริษัทจดทะเบียนในอาเซียนเทรดที่ multiple ต่ำกว่ากลุ่มยางและล้อ เพราะเป็นธุรกิจที่ใช้เงินทุนเข้มข้นและมาร์จิ้นบางกว่า สอดคล้องกับภาพที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยกำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้พอดี

 

เมื่อค่ายญี่ปุ่น-อเมริกันเดินออก ค่ายจีนเดินเข้า

 

สัญลักษณ์ของการเปลี่ยนมือครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเริ่มต้นชัดเจนตั้งแต่ปี 2563 เมื่อเจนเนอรัล มอเตอร์ส (GM) ประกาศถอนตัวจากตลาดไทยอย่างเป็นทางการ ยุติการขายรถเชฟโรเลตและขายโรงงานผลิตรถยนต์และเครื่องยนต์ที่ระยองให้กับเกรท วอลล์ มอเตอร์ส (GWM) ค่ายรถจีนที่ใช้โรงงานเดิมของ GM เป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและปิกอัพส่งออกไปทั่วอาเซียนและออสเตรเลีย ดีลนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นเชิงสัญลักษณ์ของการที่ทุนจีนเข้ามาแทนที่ทุนตะวันตกในฐานการผลิตของไทย

 

สี่ปีต่อมา ค่ายญี่ปุ่นก็เริ่มทยอยถอนตัวเช่นกัน ซูบารุประกาศยุติสายการผลิตที่โรงงานลาดกระบังหลังวันที่ 30 ธันวาคม 2567 หลังขาดทุนต่อเนื่องทุกปีนับตั้งแต่จดทะเบียนธุรกิจในไทย ตามมาด้วยซูซูกิที่ประกาศยุติการผลิตที่โรงงานปลวกแดง ระยอง ภายในสิ้นปี 2568 หลังขาดทุนสุทธิต่อเนื่อง 2 ปี ทั้งสองค่ายยังคงขายและให้บริการหลังการขายในไทยต่อไป เพียงแต่เปลี่ยนมาเป็นการนำเข้ารถสำเร็จรูปจากโรงงานในอาเซียน ญี่ปุ่น และอินเดียแทน ผู้บริหารค่ายรถญี่ปุ่นบางรายให้ความเห็นว่าการถอนตัวครั้งนี้ไม่ใช่เพราะ EV จีนเพียงอย่างเดียว เพราะส่วนแบ่งตลาดของ EV จีนตอนนั้นยังอยู่ที่ราว 10% เท่านั้น แต่เป็นผลรวมของเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและการขาดรุ่นรถใหม่มาทำตลาดมากกว่า

 

นักวิเคราะห์จาก Krungthai COMPASS ประเมินในช่วงนั้นว่าการหยุดสายผลิตของซูบารุและซูซูกิเป็นเพียง downside risk ที่จำกัด กระทบยอดผลิตโดยรวมเพียง 5,000-6,500 คันต่อปี แต่สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลขคือทิศทาง เพราะมันสะท้อนว่าฐานการผลิตที่ครั้งหนึ่งญี่ปุ่นและตะวันตกครองตลาด กำลังถูกแทนที่ด้วยทุนจีนทีละขั้น เหมือนที่ GWM เคยทำกับโรงงานของ GM มาก่อน

 

‘หน้าผา’ ที่ใกล้เข้ามา เส้นตาย EV 3.5 ปี 2570

 

นี่คือใจกลางของความเสี่ยงที่ SCB EIC เรียกว่า “หน้าผาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย” เดิมทีรัฐบาลกำหนดให้บริษัท EV ที่มาลงทุนในไทยต้องมีสัดส่วนการใช้ local content ราว 40-45% แต่ค่ายรถ EV จีนสามารถนำเข้ารถหรือชิ้นส่วนสำเร็จรูปจากจีนโดยใช้สิทธิภาษี 0% ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) และทำตลาดในประเทศได้ก่อนโดยยังไม่ต้องเร่งสร้างฐานการผลิตในช่วงแรก

 

กลไกที่ใช้บังคับให้ผลิตชดเชยการนำเข้าคือมาตรการ EV 3.0 (ปี 2565-2568) ที่กำหนดสัดส่วน 1:1 ภายในปี 2567 และเข้มขึ้นเป็น 1:1.5 ภายในปี 2568 ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยมาตรการ EV 3.5 (ปี 2567-2570) ซึ่งยกระดับสัดส่วนขึ้นไปอีกเป็น 1:2 สำหรับการผลิตชดเชยที่ทำได้ภายในปี 2569 และ 1:3 ภายในปี 2570

 

พูดง่าย ๆ คือยิ่งค่ายรถผลิตชดเชยช้า ยิ่งต้องผลิตมากขึ้นเพื่อตามให้ทันโควต้าที่นำเข้าไปก่อนหน้านี้ กรมสรรพสามิตประเมินว่ามาตรการ EV 3.5 ทั้งโครงการจะสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าได้ประมาณ 830,000 คันตลอด 4 ปี ใช้งบอุดหนุนรวมราว 34,000 ล้านบาท

 

นั่นคือผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเหลือเวลาไม่มากที่จะต้องยกระดับเทคโนโลยีเข้าไปร่วมในห่วงโซ่อุปทานการผลิตรถ EV ให้ได้ก่อนมาตรการ EV 3.5 สิ้นสุดในปี 2570 ความเสี่ยงคือหากผู้ผลิตต่างชาติไม่มีแรงจูงใจภาษีจากภาครัฐแล้ว แต่ต้นทุนการผลิต EV ในไทยยังแพงกว่าจีน ค่ายรถอาจเลือกนำเข้าจากจีนด้วยภาษี 0% แทนการลงทุนผลิตเพื่อขายในประเทศหรือส่งออกต่อไป

 

ที่น่าสนใจคือสถานการณ์ล่าสุดกลับซับซ้อนกว่าภาพ ‘ผลิตไม่ทันโควต้า’ เพียงด้านเดียว เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ได้ปรับเงื่อนไขมาตรการ EV 3 และ EV 3.5 ใหม่ โดยส่วนหนึ่งของเหตุผลคือเพื่อ “ลดหรือป้องกันปัญหาการผลิตล้นตลาดในประเทศ” (oversupply) สะท้อนว่าในบางกลุ่มผลิตภัณฑ์กลับมีกำลังผลิตมากเกินความต้องการแล้วด้วยซ้ำ บอร์ดอีวีจึงขยายเวลาจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศออกไปอีก 1 เดือน และเพิ่มกลไกใหม่ให้การผลิตเพื่อส่งออก 1 คัน นับเป็นการผลิตชดเชย 1.5 คัน เพื่อจูงใจให้ผู้ผลิตขยายตลาดส่งออกมากกว่าพึ่งตลาดในประเทศอย่างเดียว

 

ซึ่งคาดว่าจะช่วยดันยอดส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าขึ้นเป็นประมาณ 12,500 คันในปี 2568 และ 52,000 คันในปี 2569 ขณะเดียวกัน ตัวเลขจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า BEV ในรอบ 9 เดือนที่ผ่านมาก็เพิ่มขึ้นถึง 59% สะท้อนว่าฝั่งดีมานด์ยังโตต่อเนื่อง

 

ภาพที่ค่อย ๆ ปรากฏคือไทยกำลังเดินเข้าใกล้ทางแยกสำคัญในปี 2570 ฝั่งหนึ่งคือค่ายรถที่ลงทุนสร้างฐานผลิตจริงและผลิตทันโควต้า จะกลายเป็นผู้เล่นถาวรในระบบนิเวศ EV ไทย อีกฝั่งคือค่ายที่ยังไม่ได้ลงทุนจริงจัง อาจเลือกเดินออกหรือเปลี่ยนเป็นผู้นำเข้าล้วนๆ เหมือนที่ซูบารุและซูซูกิทำไปแล้วกับรถสันดาป

 

มาเลเซียให้บทเรียนที่ใกล้เคียงกันมากในช่วงเวลาเดียวกัน รายงาน PwC ASEAN-6 Automotive Market Snapshot ฉบับล่าสุดระบุว่ามาตรการยกเว้นภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป (CBU EV) ของมาเลเซียสิ้นสุดลงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 โดยไม่มีแผนต่ออายุ ทำให้เกิดการเร่งซื้อ EV ในช่วงปลายปี 2568 ก่อนมาตรการหมดอายุ

 

PwC คาดว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในมาเลเซียปี 2569 จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติหลังจากนั้น เป็นภาพของการเร่งซื้อก่อนมาตรการหมดอายุ ตามด้วยการชะลอตัวหลังมาตรการสิ้นสุดลง แบบเดียวกับที่ไทยอาจเผชิญซ้ำเมื่อมาตรการ EV 3.0 หมดอายุไปแล้วในเดือนมกราคม 2569 ซึ่ง PwC ประเมินว่าราคารถยนต์ไฟฟ้าในไทยอาจปรับขึ้นได้สูงสุดถึง 150,000 บาทต่อคันหลังหมดมาตรการ ขณะที่มาตรการ EV 3.5 ที่เหลืออยู่ก็ให้เงินอุดหนุนน้อยกว่าเดิม

 

อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตปี 2540 ตัวเลขการผลิตโดยรวมพ้นจุดต่ำสุดไปแล้วในทางสถิติ จาก -19.9% ในปี 2567 มาเป็น -0.9% ในปี 2568 และ +4% ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 แต่โครงสร้างข้างใต้ตัวเลขนี้ยังไม่ฟื้น รถยนต์นั่งส่วนบุคคลยังหดตัว การผลิต EV ในประเทศยังโตช้ากว่ายอดขายมาก ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยกว่า 2,100 รายยังไม่เห็นทางที่จะได้ส่วนแบ่งจากเทรนด์ EV อย่างเป็นรูปธรรม และเส้นตายมาตรการ EV 3.5 ในปี 2570 จะเป็นบทพิสูจน์ว่าค่ายรถ EV จีนจะเลือกลงหลักปักฐานในไทยอย่างจริงจัง หรือเลือกใช้ไทยเป็นแค่ประตูส่งออกชั่วคราวก่อนภาษี 0% จากความตกลง ACFTA จะดึงดูดให้นำเข้าจากจีนแทนการผลิตในประเทศ

 

ภาพ: Romilly Lockyer / Getty Images

The post วิกฤต ‘หน้าผาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย’ เมื่อการฟื้นตัวอาจแค่ภาพลวงตา และจุดต่ำสุดที่ยังมาไม่ถึง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Honda เบรกแผน EV โฟกัส Hybrid! ปรับโครงสร้างธุรกิจยานยนต์ ลุ้นกำไรปี 2029 https://thestandard.co/honda-puts-a-halt-to-ev-plans-focusing/ Fri, 15 May 2026 09:30:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1207572 Honda เบรกแผน EV โฟกัส Hybrid! ปรับโครงสร้างธุรกิจยานยนต์ ลุ้นกำไรปี 2029

Honda Motor แถลงความคืบหน้าทิศทางกลยุทธ์ (2026 Honda Bu […]

The post Honda เบรกแผน EV โฟกัส Hybrid! ปรับโครงสร้างธุรกิจยานยนต์ ลุ้นกำไรปี 2029 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Honda เบรกแผน EV โฟกัส Hybrid! ปรับโครงสร้างธุรกิจยานยนต์ ลุ้นกำไรปี 2029

Honda Motor แถลงความคืบหน้าทิศทางกลยุทธ์ (2026 Honda Business Briefing) เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2026 โดยประกาศ ‘ปรับโครงสร้างธุรกิจยานยนต์ครั้งใหญ่’ เพื่อสร้างความยืดหยุ่นท่ามกลางความผันผวนของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก พร้อมปักธงเป้าหมายกำไรจากการดำเนินงานทะลุ 1.4 ล้านล้านเยน (2.87 แสนล้านบาทไทย) ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ภายในปีงบประมาณ 2029

 

 
 

Honda เบรกแผน EV โฟกัส Hybrid! ปรับโครงสร้างธุรกิจยานยนต์ ลุ้นกำไรปี 2029 1

 

ชะลอ EV ลุย Hybrid เป็นหลัก

 

Honda ตัดสินใจชะลอการรุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์พลังงานไฮโดรเจน (FCEV) 100% ทั่วโลกภายในปี 2040 พร้อมประกาศระงับการก่อสร้างโรงงานแบตเตอรี่และระบบนิเวศ EV ในแคนาดาอย่างไม่มีกำหนด เพื่อลดความเสี่ยงและหันมาทบทวนทิศทางการลงทุนใหม่ให้สอดรับกับสภาวะตลาด

 

ทั้งนี้ Honda ประเมินว่า ‘รถยนต์ไฮบริด’ จะยังคงเป็นโปรดักต์หลักที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ดีที่สุดจนถึงปี 2030 โดยมีการวางกลยุทธ์ดังนี้:

 

  • เตรียมส่งรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ 15 รุ่นทั่วโลก ภายในปีงบประมาณ 2030 โดยเน้นหนักที่ตลาดอเมริกาเหนือ
  • มุ่งพัฒนาระบบไฮบริดรูปแบบใหม่ ชูจุดเด่นด้านการประหยัดน้ำมันที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นกว่า 10%
  • ตั้งเป้าลดต้นทุนการผลิตระบบไฮบริดลงมากกว่า 30% เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันที่แข็งแกร่งในระยะยาว

 

ปรับโครงสร้างธุรกิจ มุ่งเป้าฟื้นฟูกำไร

 

เพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาดโลก Honda เดินหน้ากลยุทธ์ ‘ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต’ โดยตั้งเป้ายกระดับศักยภาพขึ้น 20% ภายใน 5 ปีข้างหน้า ผ่านการใช้ชิ้นส่วนมาตรฐานร่วมกัน (Standardized Components) และการผนึกกำลังกับพาร์ตเนอร์ภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญ พร้อมดึงจุดเด่นด้านความรวดเร็วของฐานการผลิตในจีนและอินเดียมาสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

 

การประกาศในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการ ‘ปรับตัวตามสภาพความเป็นจริง’ ของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก โดย Honda เลือกที่จะ ‘ชะลอ’ การลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงในฝั่ง EV และหันกลับมาสร้างความได้เปรียบจากจุดแข็งดั้งเดิมอย่าง ‘เทคโนโลยีไฮบริด’ เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินและฟื้นฟูโครงสร้างธุรกิจให้แข็งแกร่งอย่างยั่งยืนในระยะยาว

 

อ้างอิง:

 

The post Honda เบรกแผน EV โฟกัส Hybrid! ปรับโครงสร้างธุรกิจยานยนต์ ลุ้นกำไรปี 2029 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Honda ยอมถอย เลิกขายรถยนต์ในเกาหลีใต้ ภายในสิ้นปี 2026 หลังขาดทุนหนัก-สู้เจ้าถิ่นไม่ไหว https://thestandard.co/honda-exit-south-korea-auto-market/ Fri, 24 Apr 2026 04:54:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1200789 ภาพกราฟิกแสดงข้อความ Honda ยุติจำหน่ายรถยนต์ใน เกาหลีใต้ พร้อมฉากหลังเป็นกรุงโซล

Honda เตรียมยุติการจำหน่ายรถยนต์ในประเทศเกาหลีใต้ ภายใน […]

The post Honda ยอมถอย เลิกขายรถยนต์ในเกาหลีใต้ ภายในสิ้นปี 2026 หลังขาดทุนหนัก-สู้เจ้าถิ่นไม่ไหว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อความ Honda ยุติจำหน่ายรถยนต์ใน เกาหลีใต้ พร้อมฉากหลังเป็นกรุงโซล

Honda เตรียมยุติการจำหน่ายรถยนต์ในประเทศเกาหลีใต้ ภายในสิ้นปี 2026 โดยเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ หลังจากประสบการขาดทุนอย่างหนัก

 

หากย้อนไปตั้งแต่ปี 2002 Honda เริ่มเข้าไปทำตลาดรถจักรยานยนต์ในเกาหลีใต้ครั้งแรก ก่อนขยายมาจำหน่ายรถยนต์ในปี 2004 ผ่านบริษัทลูก Honda Korea ซึ่งตั้งอยู่ในโซล ขณะนั้นมีพนักงานราว 84 คน และ แม้จะยุติการขายรถยนต์ แต่บริษัทจะยังคงดำเนินธุรกิจรถจักรยานยนต์ รวมถึงให้บริการหลังการขาย เช่น การบำรุงรักษา และ จัดหาอะไหล่ต่อไป

 

การตัดสินใจถอนตัวจากตลาดรถยนต์ในเกาหลีใต้เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของตลาดยานยนต์ทั้งระดับโลก และ ในประเทศ รวมถึงการแข่งขันสูง ปัจจุบันตลาดรถยนต์ถูกครองโดยผู้ผลิตท้องถิ่นอย่าง Hyundai Motor และ Kia ที่มีส่วนแบ่งรวมกันราว 90%

 

จุดนี้เองทำให้ Honda มียอดขายเพียง 1,458 คัน ในปีงบการเงินสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2026 ลดลงถึง 44% จากปีก่อนหน้า แม้จะมีการจำหน่ายรุ่นหลักอย่าง Accord และ CR-V ก็ตาม ทั้งหมดส่งผลให้บริษัทต้องทบทวนความคุ้มค่าในการดำเนินธุรกิจ

 

ส่วนในเชิงกลยุทธ์ ก่อนหน้านี้ Honda เคยตั้งเป้าในปี 2021 ว่า ภายในปี 2040 รถยนต์ใหม่ทั้งหมดทั่วโลกจะต้องเป็นรถปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ เช่น EV และรถเซลล์เชื้อเพลิง

 

แต่ทิศทางดังกล่าวเจอแรงกดดันมากขึ้น ล่าสุดบริษัทตัดสินใจยกเลิกการพัฒนารถยนต์ EV 3 รุ่นในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายสนับสนุน EV ภายใต้รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงความต้องการในตลาดที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ส่งผลให้คาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายและขาดทุนสูง

 

แรงกดดันดังกล่าวสะท้อนผ่านผลประกอบการ โดยบริษัทคาดว่าจะขาดทุนสุทธิสูงถึง 6.9 แสนล้านเยนในปีงบการเงินล่าสุด ซึ่งพลิกจากประมาณการเดิมที่คาดว่าจะมีกำไร 3 แสนล้านเยน และหากเป็นไปตามนี้ จะถือเป็นการขาดทุนสุทธิครั้งแรกนับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 1957

 

นอกจากนี้ บริษัทยังระบุว่า ผลการดำเนินงานที่อ่อนแอลงเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายในตลาดสหรัฐฯ ที่กระทบต่อรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป และไฮบริด รวมถึงความสามารถในการแข่งขันในตลาดเอเชียที่ลดลง จากการเร่งจัดสรรทรัพยากรไปยังธุรกิจ EV อีกทั้งยังได้ยุติโครงการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า Afeela ที่ร่วมกับ Sony Group

 

การถอนตัวจากตลาดเกาหลีใต้ครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า การปรับโครงสร้างของ Honda ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยี แต่ยังรวมถึงการทบทวนกลยุทธ์ในระดับภูมิภาค เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันในระยะกลางถึงระยะยาว โดย ‘โทชิฮิโระ มิเบะ’ ซีอีโอของ Honda มีกำหนดแถลงผลประกอบการประจำปี พร้อมชี้แจงทิศทางธุรกิจในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้

 

ภาพ: KELENY / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post Honda ยอมถอย เลิกขายรถยนต์ในเกาหลีใต้ ภายในสิ้นปี 2026 หลังขาดทุนหนัก-สู้เจ้าถิ่นไม่ไหว appeared first on THE STANDARD.

]]>
LIFE This Week สิ่งน่าทำที่เราอยากชวนคุณออกไปลองสัปดาห์นี้ 22-28 เมษายน 2569 https://thestandard.co/life/bangkok-activities-events-april-2026/ Wed, 22 Apr 2026 01:26:17 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1199746 ภาพรวมกิจกรรมและไลฟ์สไตล์ที่น่าสนใจประจำสัปดาห์ LIFE This Week วันที่ 22-28 เมษายน 2569

ผ่านพ้นเทศกาลความคึกคักไปได้ไม่ทันไร บรรยากาศช่วงปลายเด […]

The post LIFE This Week สิ่งน่าทำที่เราอยากชวนคุณออกไปลองสัปดาห์นี้ 22-28 เมษายน 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรวมกิจกรรมและไลฟ์สไตล์ที่น่าสนใจประจำสัปดาห์ LIFE This Week วันที่ 22-28 เมษายน 2569

ผ่านพ้นเทศกาลความคึกคักไปได้ไม่ทันไร บรรยากาศช่วงปลายเดือนแบบนี้ก็ดูเหมือนจะดรอปจังหวะลงมาอยู่ในโหมดสโลว์ไลฟ์อีกครั้ง หลายคนอาจจะกำลังมีความสุขกับการทิ้งตัวลงบนเตียงอยู่กับบ้าน หรือบางคนมีความเนือยๆ จากควันหลงวันหยุดยาวที่ผ่านมาอยู่ แต่หากจะอยู่เฉยๆ จนหมดเดือนก็คงเสียดายเวลาเช่นกัน

 

 
 

สัปดาห์นี้เราเลยอยากพาทุกคนลุกมาหาอินสไปเรชันใหม่ๆ รีเฟรชร่างกาย ชาร์จเอนเนอร์จีกันสักหน่อย กับลิสต์กิจกรรมที่เราคัดมาให้ครบ ทั้งคอมมูนิตี้สำหรับสายแอ็กทีฟที่อยากออกไปซิตี้รันรับแดดเช้า ปาร์ตี้พิลาทิสริมสระ หรือใครที่อยากหาเซฟโซนสงบๆ เราก็มีทั้งคอมมูนิตี้มาร์เก็ตฟีลสวนหลังบ้าน และงานอาร์ตเท่ๆ ให้ไปเดินเล่นกันเพลินๆ

 

ใครที่พร้อมบูสต์เอนเนอร์จีแล้ว ก็ตามไปปักหมุดเช็กอินกับกิจกรรมที่เราคัดมาให้สัปดาห์นี้กันได้เลย!

 

ภาพรวมกิจกรรมและไลฟ์สไตล์ที่น่าสนใจประจำสัปดาห์ LIFE This Week วันที่ 22-28 เมษายน 2569 1

 

ROLLING RUN : BIVE+ MOVE LIVELY by BioActive+

 

สำหรับใครที่เป็นสายแอ็กทีฟ เตรียมรองเท้าวิ่งคู่ใจให้พร้อม แล้วมาจอยกันที่งาน ‘ROLLING RUN : BIVE+ MOVE LIVELY’ สตาร์ทเช้าวันเสาร์ด้วยซิตี้รันรับลมชมเมืองระยะ 5 กิโลเมตร ก่อนจะกลับมารีเฟรชร่างกายขั้นสุดกับ Ice Bath Recovery แล้วปล่อยใจโฟลว์ไปกับเซ็ตเพลงของ DJ ในไวบ์ดีๆ ริมสระน้ำ เพราะฉะนั้นอย่าลืมที่จะแพ็กชุดว่ายน้ำตัวเก่งมาด้วยล่ะ เพราะนี่คือไฮไลต์ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนเอนเนอร์จีดีๆ ซึ่งกันและกัน

 

When: วันที่ 25 เมษายน 2569

Time: เวลา 06.00-11.00 น.

Where: The Standard, Bangkok Mahanakhon, สีลม, กรุงเทพฯ

 

ภาพรวมกิจกรรมและไลฟ์สไตล์ที่น่าสนใจประจำสัปดาห์ LIFE This Week วันที่ 22-28 เมษายน 2569 2

 

Block Party

 

สายแฮงเอาต์ที่รักความแอ็กทีฟเตรียมตัวให้พร้อม! เพราะ ‘Block Party’ ที่ PAC Sukhumvit 32 พร้อมรวมทุก Good Vibes ของคนเมืองมาไว้ในที่เดียว

 

เริ่มต้นด้วยการวิ่งชิลๆ ช่วงเย็น 16.45 น. ออกสตาร์ทจากสวนเบญจกิติ แล้วมาสนุกไปกับคลาสแอโรบิก หลังจากนี้ก็จะเริ่มเข้าสู่ช่วงเวลาของการปาร์ตี้ที่ทุกคนรอคอย ในเวลา 18.30 น. ทุกคนจะได้ปล่อยจอยไปกับบีตสนุกๆ จาก Live DJ พร้อมเสพงานศิลปะสตรีทอาร์ตโชว์พ่นสีสดๆ จาก Artist TU แถมยังมีทั้งของอร่อยและเครื่องดื่มแก้วโปรดให้เอนจอยกันแบบยาวๆ

 

When: วันที่ 25 เมษายน 2569

Time: เวลา 16.45-20.00 น.

Where: เริ่มต้นที่สวนเบญจกิติ (Benjakitti Park) แล้วไปจบที่ PAC – Peaches Active Club สุขุมวิท 32

 

ภาพรวมกิจกรรมและไลฟ์สไตล์ที่น่าสนใจประจำสัปดาห์ LIFE This Week วันที่ 22-28 เมษายน 2569 3

 

Lululemon Trail Run

 

หนีความวุ่นวายของเมืองกรุงไปคอนเนกต์กับธรรมชาติที่ชลบุรีกับ ‘lululemon trail run’ เซสชันวิ่งเทรลที่พร้อมพาทุกคนไปลุยเส้นทางธรรมชาติระยะ 7 กิโลเมตร ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือขาประจำก็สามารถวิ่งไปด้วยกันได้ ก่อนจะกลับมาพักเติมความสดชื่นในช่วงสายของวันและทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ ที่สำคัญอย่าลืมเตรียมร่างกายให้พร้อม ใส่รองเท้าวิ่งเทรลคู่เก่ง แล้วออกมาเอนจอยไปด้วยกันตลอดเส้นทางเลย!

 

When: วันที่ 25 เมษายน 2569

Time: เวลา 06.15-09.30 น.

Where: เขาฉลาก ต.บางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี

 

ภาพรวมกิจกรรมและไลฟ์สไตล์ที่น่าสนใจประจำสัปดาห์ LIFE This Week วันที่ 22-28 เมษายน 2569 4

 

Bangkok in Motion

 

เอาใจสายแอ็กทีฟที่หลงใหลการวิ่ง งานอาร์ต และคอมมูนิตี้คนเมือง! เพราะงาน ‘Bangkok in Motion’ ได้คอลแลบส์กันระหว่าง SeuXPhen, The M.O.V.E by Honda และ UNHOUR Cafe ทำให้เบลนด์ทุกอย่างเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

 

เริ่มต้นกันด้วยการแวะมาจอยสเปซนวัตกรรมสุดล้ำของ The M.O.V.E by Honda ในช่วงเย็นๆ ที่เดินได้อย่างไม่เสียเหงื่อ ไปพร้อมๆ กับเสพงานดีไซน์และฟัง Panel Talk รับอินสไปเรชันเจ๋งๆ จากศิลปินสตรีทอาร์ตชื่อดังอย่าง TRK ก่อนจะออกมาวิ่งซิตี้รันกับทีมเสือเผ่นกันต่อ แล้วจึงกลับมา ‘Sip the moment’ จิบเครื่องดื่มรีเฟรชร่างกายปิดท้าย พร้อมเมกเฟรนด์กับคอมมูนิตี้คนคอเดียวกัน

 

หากพร้อมแล้วละก็ลงทะเบียน และสวมรองเท้าคู่เก่งออกมาวิ่งกันเลย!

 

When: วันที่ 26 เมษายน 2569

Time: ตั้งแต่เวลา 16.30 น. เป็นต้นไป

Where: The M.O.V.E by Honda (Emsphere ชั้น G)

 

ภาพรวมกิจกรรมและไลฟ์สไตล์ที่น่าสนใจประจำสัปดาห์ LIFE This Week วันที่ 22-28 เมษายน 2569 5

 

Morning Coffee Run

 

หากการเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการได้จิบกาแฟคราฟต์ดีๆ สักแก้ว คือการปลุกเอนเนอร์จีให้พร้อมไปตลอดทั้งวัน เราว่างานนี้ตอบโจทย์สุดๆ กับ ‘Morning Coffee Run’ ที่จะพาทุกคนมาคอมพลีต Morning Routine ด้วยการออกไปซิตี้รันรับแดดอ่อนๆ ยามเช้ากับรูทวิ่งชิลๆ 3 km. โดยจะออกสตาร์ตกันที่ Halo Koffee สาขาสุขุมวิท 33/1 วิ่งลัดเลาะไปแวะพักดื่มน้ำเติมความเฟรชกันที่สาขาพร้อมพงษ์ ก่อนจะวิ่งวนกลับมาคูลดาวน์และให้รางวัลตัวเองด้วยการจิบกาแฟแก้วโปรดที่คัดสรรเมล็ดมาอย่างดีที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง

 

When: วันที่ 26 เมษายน 2569

Time: เวลา 06.00-07.15 น.

Where: ร้าน Halo Koffee สาขาสุขุมวิท 33/1

 

ภาพรวมกิจกรรมและไลฟ์สไตล์ที่น่าสนใจประจำสัปดาห์ LIFE This Week วันที่ 22-28 เมษายน 2569 6

 

RNFL CITY COMMUTER x YOUTHFULNEST CLUB

 

ออกมาสูดกลิ่นอายธรรมชาติใจกลางเมืองให้ฉ่ำปอด! กับซิตี้รันระยะ 5 กิโลเมตรในเช้าวันอาทิตย์จาก Youthfulnest club ที่ไม่ว่าจะเป็นนักวิ่งมือใหม่หรือขาประจำก็มาวิ่งดูแสงแรกไปด้วยกันได้ และอีกอย่างที่น่าสนใจคือทุกคนที่เข้าร่วมก็จะได้เสื้อวิ่งดีไซน์เก๋ไปใส่ฟรีๆ อีกด้วย

 

When: วันที่ 26 เมษายน 2569

Time: ตั้งแต่เวลา 06.00 น. เป็นต้นไป

Where: ลานอัฒจันทร์กลาง สวนเบญจกิติ

 

ภาพรวมกิจกรรมและไลฟ์สไตล์ที่น่าสนใจประจำสัปดาห์ LIFE This Week วันที่ 22-28 เมษายน 2569 7

 

YPS HOT SIS Pilates & Sauna Party

 

ชวนสาวๆ หยิบชุดว่ายน้ำตัวโปรดมาเปลี่ยนบรรยากาศวันหยุดให้เฟรชกว่าเดิม! กับงาน ‘YPS HOT SIS Pilates & Sauna Party’ ที่เบลนด์ Wellness เข้ากับปาร์ตี้ไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เริ่มจากบาลานซ์ร่างกายผ่านคลาส Poolside Pilates ริมสระน้ำพร้อมชมวิวเมืองสวยๆ ก่อนจะเพิ่มความสนุกเข้าไปอีกกับเกมในน้ำ แล้วจึงสวิตช์โหมดมารีเซ็ตตัวเองขั้นสุดด้วย Sauna และ Ice Bath

 

หลังจากที่ออกกำลังกายกันเสร็จก็เข้าสู่ช่วง ‘ปาร์ตี้’ ที่หลายคนน่าจะรอคอย เอนจอยไปกับบาร์บีคิว และบีตสนุกๆ จาก DJ หากว่าพร้อมแล้วก็เตรียมคัดชุดว่ายน้ำคุมโทนสีสันรับซัมเมอร์ให้พร้อม แล้วมาจอยกันเลย!

 

When: วันที่ 25 เมษายน 2569

Time: เวลา 15.00-20.00 น.

Where: โครงการ Town Hall สุขุมวิท 49

 

ภาพรวมกิจกรรมและไลฟ์สไตล์ที่น่าสนใจประจำสัปดาห์ LIFE This Week วันที่ 22-28 เมษายน 2569 8

 

Tai Chi & Beats

 

ลืมภาพจำไทเก๊กแบบเดิมๆ ไปได้เลย! เพราะ ‘World Tai Chi Day: Tai Chi & Beats’ ทวิสต์ไทเก๊กให้เข้ากับความคูลของไลฟ์สไตล์คนเมือง ผ่อนคลายร่างกายไปกับบีตรีมิกซ์จาก DJ GUNGUN นอกจากนี้ยังมีเวิร์กช็อปตกแต่งพัดให้ทุกคนได้วาดลวดลายกันแบบชิคๆ และจิบมัทฉะสุดพรีเมียมไปพร้อมกัน เตรียมหยิบรองเท้าผ้าใบที่ใส่แล้วกระชับมั่นใจทุกการเคลื่อนไหวแล้วมาที่งานนี้เลย!

 

When: วันที่ 26 เมษายน 2569

Time: เริ่มเซสชัน 1 เวลา 10.00-10.30 น. และเซสชัน 2 เวลา 11.00-11.30 น.

Where: theCOMMONS Thonglor (ทองหล่อ ซอย 17)

 

ภาพรวมกิจกรรมและไลฟ์สไตล์ที่น่าสนใจประจำสัปดาห์ LIFE This Week วันที่ 22-28 เมษายน 2569 9

 

House Lagom Market in the Backyard

 

กลับมาอีกครั้งกับ ‘House Lagom Market in the Backyard’ คอมมูนิตี้ของฮอปปิ้งมาร์เก็ตฟีลสวนหลังบ้านในไวบ์สุดอบอุ่น ที่จะเปลี่ยนสุดสัปดาห์ให้เต็มไปด้วยโมเมนต์ฮีลใจ ในงานนี้เราจะได้เดินช้อปไอเทมไลฟ์สไตล์กันเพลินๆ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า หนังสือ แผ่นเสียง หรือของสะสมสุดน่ารัก อีกทั้งมีเวิร์กช็อปสนุกๆ ให้ได้ลองทำกันตั้งแต่บ่ายสามถึงสามทุ่มเลยทีเดียว

 

แต่ถ้าใครอยากมาหาที่นั่งจิบกาแฟก่อน ตัวโครงการเขาเปิดให้ชิลกันยาวๆ ตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึงเที่ยงคืนเลย คลอไปด้วย Live Music และเสียงเพลงจาก DJ กลางสวน ส่วนใครที่มีน้องหมาน้องแมวบอกเลยว่าต้องชอบมาก เพราะที่นี่เปิดเป็น Pet-friendly อีกด้วย

 

When: วันที่ 25-26 เมษายน 2569

Time: เวลา 15.00-21.00 น.

Where: House Lagom, สุขุมวิท 20

 

ภาพรวมกิจกรรมและไลฟ์สไตล์ที่น่าสนใจประจำสัปดาห์ LIFE This Week วันที่ 22-28 เมษายน 2569 10

 

Crystal 101 Workshop

 

ทุกคนเชื่อในเรื่องของมวลพลังงานและการดึงดูดสิ่งดีๆ ไหม? ที่ ‘Crystal 101 Workshop’ จะพาเราไปลงลึกกับศาสตร์ของคริสตัลที่ไม่ได้เป็นแค่ไอเทมสวยงาม แต่เป็นแหล่งพลังงานที่สามารถเชื่อมโยงและส่งผลต่อจิตใจของเราได้จริงๆ ด้วย โดยในคลาสนี้จะได้เรียนรู้การสำรวจโลกภายใน (Self-discovery) พร้อมเรียนรู้วิธีจูนเอนเนอร์จีให้เข้ากับคริสตัลคู่ใจ ตั้งแต่วิธีเคลียร์มวลพลังงานเดิม ชาร์จพลังงานใหม่ จนกลายเป็นรูทีนที่ทำได้บ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน

 

ดังนั้น ใครที่อินกับเรื่องพลังงาน หรืออยากลองเปิดรับมวลพลังงานใหม่ๆ เพื่อเสริมความบาลานซ์ให้ตัวเอง เซสชันนี้คือพลาดไม่ได้เด็ดขาด! เพราะว่าทุกคนจะได้พลังบวกกลับไปแบบเต็มๆ

 

When: วันที่ 26 เมษายน 2569

Time: เวลา 10.00-12.00 น.

Where: Libra & Pisces ชั้น 2, Slowcombo

 

ภาพรวมกิจกรรมและไลฟ์สไตล์ที่น่าสนใจประจำสัปดาห์ LIFE This Week วันที่ 22-28 เมษายน 2569 11

 

ICONOSTASIS: No Masters, No Icons

 

ในยุคที่ AI สามารถเสกภาพสวยๆ ได้เพียงชั่วพริบตา ‘ICONOSTASIS: No Masters, No Icons’ นิทรรศการฟอร์มยักษ์ จะพาทุกคนมาตั้งคำถามถึงคุณค่าของศิลปะที่เกิดจากการลงมือทำด้วยฝีมือมนุษย์ ผ่านการรวมตัวของ 4 ศิลปินนานาชาติระดับท็อป และ 4 ศิลปินไทย

 

ภายในงานเราจะได้ชมจิตรกรรมกว่า 120 ชิ้น พร้อมผลงานชิ้นใหม่ที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่องานนี้โดยเฉพาะ และไฮไลต์อยู่ที่กำแพง Iconostasis wall ที่ผสานงานของศิลปินทั้ง 8 ท่านเข้ากับ 56 ชิ้นงานจากศิลปินรุ่นใหม่ของไทย

 

When: วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2569

Time: เวลา 10.00-18.00 น. (หยุดทุกวันจันทร์)

Where: MOCA BANGKOK ชั้น G

The post LIFE This Week สิ่งน่าทำที่เราอยากชวนคุณออกไปลองสัปดาห์นี้ 22-28 เมษายน 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปิดฉาก ‘Motor Show 2026’ ยอดจองรถทุบสถิติทะลุ 1.3 แสนคัน โตพุ่ง 71% พลังงานไฟฟ้าเบอร์หนึ่ง BYD ครองแชมป์ ขณะที่กลุ่มกระบะยังน่าห่วงจากพิษเศรษฐกิจและสงคราม https://thestandard.co/motor-show-2026-ev-byd-sales/ Mon, 06 Apr 2026 12:41:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1195278 ภาพสรุปยอดจอง Motor Show 2026 พุ่ง 1.3 แสนคัน โดยรถ EV และแบรนด์จีนกวาดส่วนแบ่งตลาด

เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยสำหรับงาน Bangkok Internationa […]

The post ปิดฉาก ‘Motor Show 2026’ ยอดจองรถทุบสถิติทะลุ 1.3 แสนคัน โตพุ่ง 71% พลังงานไฟฟ้าเบอร์หนึ่ง BYD ครองแชมป์ ขณะที่กลุ่มกระบะยังน่าห่วงจากพิษเศรษฐกิจและสงคราม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสรุปยอดจอง Motor Show 2026 พุ่ง 1.3 แสนคัน โดยรถ EV และแบรนด์จีนกวาดส่วนแบ่งตลาด

เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยสำหรับงาน Bangkok International Motor Show ครั้งที่ 47 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 มีนาคม ถึง 5 เมษายน 2569 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี โดยตลอด 12 วันของการจัดงานมีประชาชน ให้ความสนใจเนืองแน่นกว่าทุกปี อันเนื่องมาจากภาวะราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าช่วงราคา 400,000 – 600,000 บาท มีตัวเลือกเพิ่มขึ้นและราคาที่ประชาชนเป็นเจ้าของได้ง่าย

 

 
 

ทุบสถิติยอดจอง 1.3 แสนคัน สะท้อนกำลังซื้อฟื้นตัว

 

รายงานจากบริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้จัดงาน Bangkok International Motor Show ระบุว่า ตลอดระยะเวลาการจัดงานสามารถสร้างยอดจองรถยนต์ 132,951 คัน และรถจักรยานยนต์ 2,056 คัน ยอดผู้เข้าชมงานรวมทั้งสิ้น 1,798,312 คน สะท้อนถึงกำลังซื้อ และความเชื่อมั่นของตลาดที่เริ่มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง

 

เปิดลิสต์ Top 10 แบรนด์ยอดฮิต: ค่ายรถจีนกวาดกระดาน

 

สำหรับ 10 อันดับยอดจองรถยนต์สูงสุดในงาน Bangkok International Motor Show ครั้งที่ 47

 

  • BYD: 17,354 คัน
  • TOYOTA: 15,750 คัน
  • OMODA JAECOO: 15,088 คัน
  • MG: 10,537 คัน
  • DEEPAL+NEVO (เครือ CHANGAN): 8,573 คัน
  • GEELY: 7,811 คัน
  • CHERY: 7,509 คัน
  • GWM: 6,819 คัน
  • GAC: 6,287 คัน
  • HONDA: 5,907 คัน

 

เมื่อเทียบกับยอดจองรถยนต์ปี 2025 อยู่ที่ 77,379 คัน พบว่าเติบโตขึ้น 71.82% เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด ขณะที่ผู้เข้าชมงานในปี 2026 เติบโตขึ้นจากปีก่อน 12.32% ซึ่งเห็นได้จากช่วงการจัดงานในวันธรรมดาผู้เข้าชมงานหนาแน่นกว่าปีก่อนชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มแบรนด์รถยนต์ที่มีพลังงานไฟฟ้า ผู้ชมให้ความสนใจชนิดต่อแถวรอชมรถคันจริง หรือแม้กระทั่งคิวทดสอบรถที่เต็มอย่างรวดเร็วชนิดเปิดงานยังไม่ทัน 1 ชั่วโมงคิวเต็มแล้ว

 

หัวเลี้ยวหัวต่ออุตสาหกรรม: จากสันดาปสู่ ‘ยุคพลังงานใหม่’

 

จาตุรนต์ โกมลมิศร์​ รองประธานจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 เปิดเผยว่า แม้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความผันผวน และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ถึงกระนั้นงาน ‘Bangkok International Motor Show’ ยังคงเป็นงานแสดงยานยนต์ที่มีศักยภาพในการช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา

 

สำหรับไฮไลต์สำคัญของงานในปีนี้ คือการขยายตัวของกลุ่มยานยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) ซึ่งมีค่ายรถชั้นนำทั้งจากเอเชียและยุโรปนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่เข้ามาเปิดตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น ขณะเดียวกันรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในยังคงได้รับความสนใจ โดยเฉพาะในกลุ่มรถอเนกประสงค์และรถกระบะที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตจริง

 

ความสำเร็จของงานในครั้งนี้ไม่ได้วัดเพียงยอดจองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบทบาทของงานในการเป็น ‘แพลตฟอร์ม’ เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้จำหน่าย และผู้บริโภค ตลอดจนการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่การเปลี่ยนผ่านในยุคพลังงานใหม่อย่างเป็นรูปธรรม

 

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย โปรโมชันพิเศษ และกิจกรรมทดลองขับที่ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี รวมถึงการนำเสนอเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย ระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ และโซลูชันการเดินทางแห่งอนาคต สำหรับภาพรวมของงานในปีนี้ จึงถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของการเปลี่ยนผ่านทั้งด้านเทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภค และโครงสร้างตลาด โดยมีงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ทำหน้าที่เป็นเวทีหลักในการขับเคลื่อนและสร้างแรงส่งให้กับทั้งระบบอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย

 

จาตุรนต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จอันงดงามของการจัดงานในปีนี้ถือเป็นผลลัพธ์จากความมุ่งมั่นตั้งใจและการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขอขอบคุณคณะผู้บริหาร บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ที่เป็นส่วนสำคัญทำให้การจัดงานเป็นไปอย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย นอกจากนี้ ยังต้องขอขอบคุณทีมงานทุกท่านที่ได้ทุ่มเทแรงกายและแรงใจในการทำงานอย่างหนักตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

 

“ผมขอขอบคุณผู้เข้าร่วมงานทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นค่ายรถยนต์และจักรยานยนต์ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์ รวมถึงประชาชนที่ให้ความสนใจและมาเยี่ยมชมงานอย่างล้นหลาม ซึ่งทุกท่านมีส่วนร่วมสำคัญในการผลักดันให้เกิดความสำเร็จในวันนี้ และเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำคัญของงานแสดงยานยนต์นี้ในระดับประเทศและระดับภูมิภาค” จาตุรนต์กล่าว

 
ภาพสรุปยอดจอง Motor Show 2026 พุ่ง 1.3 แสนคัน โดยรถ EV และแบรนด์จีนกวาดส่วนแบ่งตลาด 1

 

ปัจจัยเสี่ยงฉุดรั้ง: เมื่อ ‘ราคาน้ำมัน-สงคราม’ กระทบกลุ่มกระบะ

 

ด้านสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เผยสถานการณ์รถยนต์ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 มองว่า ภาพรวมยังติดลบอยู่ แต่กลุ่มรถยนต์นั่งมีแนวโน้มเริ่มปรับตัวดีขึ้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นอานิสงส์ของมาตรการ EV จากรัฐบาลต่างๆ เพราะรถที่ขายได้มันไปกระจุกตัวอยู่รถประเภท xEV แต่การส่งออกยังไม่ค่อยสู้ดีนัก ส่วนที่ยังไม่ฟื้นคือกลุ่มรถกระบะนอกจากผลกระทบจากความเข้มงวดของสถาบันการเงิน สภาพเศรษฐกิจ ยิ่งสงครามตะวันออกอาจส่งผลกระทบต่อกลุ่มรถกระบะโดยตรงอีกด้วย

 
ภาพสรุปยอดจอง Motor Show 2026 พุ่ง 1.3 แสนคัน โดยรถ EV และแบรนด์จีนกวาดส่วนแบ่งตลาด 2

สุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

 

“กลุ่มรถกระบะเดิมมีผลกระทบด้านสถาบันการเงินอยู่ แล้วมาซ้ำเติมด้วยเรื่องสงครามตะวันออก เพราะ 2 เดือนที่ผ่านมามันยังไม่รวมสงคราม เดือนมีนาคมเราอาจจะได้เห็นบ้าง แต่ข้อดีอันหนึ่งคือถ้าผู้บริโภคยังไม่ตื่นตระหนก ยังมีการใช้จ่ายอยู่ ถ้ามันยุติเร็วการใช้จ่ายปกติก็จะไม่กระทบมาก แต่ถ้ามันยืดเยื้อผู้บริโภคอาจมีความกังวลใจและเซฟตัวเอง”

 

ขณะเดียวกันสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นอันเนื่องมาจากสงครามตะวันออกกลาง สุวัชร์กล่าวเพิ่มเติมว่า ในแง่จิตวิทยาถ้ารถที่ยังต้องใช้น้ำมันและน้ำมันปรับตัวขนาดนี้ มันก็มีส่วนที่อาจทำตลาดรถยนต์โดยเฉพาะกลุ่มน้ำมันหรือดีเซล เพราะซื้อมาไม่มีตังค์เติมน้ำมันก็มี และปรับตัวแบบสูงเยอะด้วย

 

“เมื่อเทียบกับภาวะปกติที่ปรับน้อยเป็นเปอร์เซ็นต์ต่ำ แต่อันนี้ปรับขึ้นมากระโดด เพราะฉะนั้นการคำนวณภาระที่ต้องใช้จ่ายเรื่องนี้สูงขึ้นเขาก็อาจต้องชะลอตัว ต้องรัดเข็มขัดตัวเองเพราะราคาน้ำมันส่งผลกระทบต่อสินค้าอื่นด้วย กำลังในการซื้อรถยนต์มันก็อาจจะลดน้อยลง” สุวัชร์กล่าว

 

Roadmap ปี 2026-2027: รับไม้ต่อมาตรการ EV 3.5

 

ด้านมาตรการสนับสนุนจากรัฐบาลในปัจจุบันได้เข้าสู่มาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 EV 3.5 ช่วงปีพ.ศ. 2567 – 2570 โดยขณะนี้บางผู้ผลิตได้เข้าสู่ช่วงการผลิตชดเชย โดยเงินอุดหนุนจะลดลงเหลือ 20,000 – 50,000 บาท สำหรับรถที่มีความจุแบตเตอรี่ไม่เกิน 50 kWh และ 50,000 – 100,000 บาท สำหรับรถที่มีความจุแบตเตอรี่เกิน 50 kWh ลดการเก็บภาษีสรรพสามิตจาก 8% เหลือ 2% และต้องมีการผลิตชดเชยในสัดส่วน 1:2 คัน (นำเข้า 1 คัน ผลิตคืน 2 คัน) ซึ่งมาตราการดังกล่าวมีผลไปจนถึงปี 2570

 

และในปีนี้มีผู้ผลิตหลายรายเข้าสู่กระบวนการผลิตชดเชย ซึ่งเตรียมเปิดสายการผลิต อาทิ HYUNDAI ที่เตรียมแนะนำรถยนต์ไฟฟ้า IONIQ 5 รุ่นผลิตในประเทศในช่วงกลางปีนี้ เช่นเดียวกับ CHERY Q รถยนต์ไฟฟ้าที่เปิดช่วงราคาไว้ไม่เกิน 500,000 บาท ก็เตรียมจะผลิตจากโรงงานในไทยที่จังหวัดระยองในช่วงกลางปีเช่นเดียวกัน

 

นี่คือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปภายหลังงานแสดงยานยนต์อย่าง Bangkok International Motor Show ปิดฉากลง นับเป็นแรงส่งให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีการขยับตัวและสร้างความคึกคักให้กับตลาดรถยนต์ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 ทั้งนี้งาน Bangkok International Motor Show ครั้งถัดไป จะจัดขึ้นในวันที่ 22 มีนาคม ถึง 4 เมษายน 2570 ณ อิมแพค เมืองทองธานี ซึ่งผู้จัดงานคาดว่าจะยิ่งใหญ่ และเข้มข้นกว่าทุกปีที่ผ่านมา

The post ปิดฉาก ‘Motor Show 2026’ ยอดจองรถทุบสถิติทะลุ 1.3 แสนคัน โตพุ่ง 71% พลังงานไฟฟ้าเบอร์หนึ่ง BYD ครองแชมป์ ขณะที่กลุ่มกระบะยังน่าห่วงจากพิษเศรษฐกิจและสงคราม appeared first on THE STANDARD.

]]>
F1 Break – การบ้านปิดเทอมของทีม กับงานเพิ่มเติมของแต่ละฝ่าย https://thestandard.co/f1-teams-fia-address-break-issues/ Mon, 30 Mar 2026 08:12:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1192733 Max Verstappen กำลังถูกเข็นรถกลับในระหว่างการแข่งขัน F1

หลังธงตาหมากรุกที่ซูซูกะ อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต โบกส […]

The post F1 Break – การบ้านปิดเทอมของทีม กับงานเพิ่มเติมของแต่ละฝ่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Max Verstappen กำลังถูกเข็นรถกลับในระหว่างการแข่งขัน F1

หลังธงตาหมากรุกที่ซูซูกะ อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต โบกสะบัด ตามมาด้วยการฉลองชัยที่ พาร์ค เฟอร์เม่ พร้อมกับรอยยิ้ม และความชุ่มฉ่ำจากแชมเปญบนโพเดียมผ่านไป นั่นหมานความว่า F1 จะห่างหายจากแฟนๆ ไปถึง 5 สัปดาห์

 

 
 

นี่เป็นการหยุดพักยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2020 ซึ่งเป็นผลกระทบจากโควิด-19 โดยกินเวลามากถึง 35 วัน

 

นี่ยังเป็นการพักเบรกที่รวดเร็วมากในศึก F1 เพราะเพิ่งผ่านมาแค่ 3 เรซเท่านั้น และทั้งหมดล้วนแต่เป็นความสำเร็จของ เมอร์ซีเดส AMG ที่ส่งนักขับไปคว้าอันดับ 1 ได้ทุกสนาม

 

อย่างไรก็ตาม การพักเบรกครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาด้วยความตั้งใจของฝ่ายจัด F1 หากต่อเป็นสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังไม่ใกล้เคียงจะสงบลง การสู้รบยังดำเนินต่อไป ทำให้ความปลอดภัยของนักขับและแฟนๆ ต้องกลายเป็นตัวเลือกแรก

 

การตัดสินใจยกเลิกเรซที่บาห์เรนกับซาอุดีอาระเบีย จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ และ หลีกเลี่ยงใม่ได้

 

แม้แฟนๆ จะต้องเหงากันสักหน่อย เพราะการแข่งขัน 2 เรซที่ควรจะเกิดขึ้นในเดือนเมษายนหายไป แต่ในทางตรงกันข้าม มันอาจจะกลายเป็น Golden Time ที่อาจจะปรับโฉมหน้าการแข่งขันในอีก 19 เรซ ที่เหลือ เมื่อ F1 กลับมาแข่งขันอีกครั้งใน ไมอามี กรังด์ปรีซ์ ในเดือน พฤษภาคม

 

แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น หลายฝ่าย ก็ต่างมีการบ้านที่ต้องสะสางให้สำเร็จก่อน เพื่อยกระดับทีมของพวกเขาในการแข่งขันในฤดูกาลนี้ เพื่อทวีความสนุกสำหรับแฟนๆ

 

การสงบจิตใจของ แม็กซ์ เวอร์สแตพเพน

 

“ทำอะไรก็ตามที่ทำให้ผมยิ้มได้”

 

นั่นคือคำตอบของ แม็กซ์ เวอร์สแตพเพน เมื่อถูกถามว่า เมื่อ F1 พักเบรก 5 สัปดาห์ เขาจะทำอะไร?

 

แฟนๆ คงทราบกันดีว่า ในช่วงหลัง แม็กซ์ ‘แวะชก’ ไปทั่ว หลังจากฤดูกาลนี้เปิดฉาก เขาแสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจน กับกฎการแข่งขัน ถึงขั้นกับคิดที่จะแขวนพวงมาลัย

 

ในขณะเดียวกัน นักขับแชมป์โลก 4 สมัย ยังแวะชกรถของทีมตัวเอง หลังจากผ่านมา 3 เรซแล้ว เขายังไม่สามารถขึ้นโพเดียมได้เลย

 

ส่วนหนึ่งของปัญหานี้ คือการปรับเปลี่ยนเพาเวอร์ยูนิต มาเป็น เรดบูลเพาเวอร์เทรน (RBPT) ที่ร่วมมือกับ ฟอร์ด และอีกส่วนก็เป็นเรื่องของกฎใหม่ด้วย

 

แม็กซ์ วิจารณ์กฎใหม่ว่าเป็น “yo-yo racing” ที่ทำให้ลำดับนักขับสลับไปมาอย่างรวดเร็วเกินไป เขาต้องออกจากการแข่งขันที่จีนและเริ่มแสดงความไม่พอใจต่อสื่อมวลชนถึงขั้นไล่นักข่าวออกจากการสัมภาษณ์

 

อย่างไรก็ตาม การที่แม็กซ์ แวะชกและฟาดงวงฟาดงาไปทั่วแบบนี้ ไม่ใข่เรื่องที่ดีทั้งสำหรับทีมและสำหรับตัวเขาเอง เพราะเขาอาจจะขับรถด้วยความคาใจตลอดเวลา และนั่นอาจจะเป็นอุปสรรคในการรีดเร้นศักยภาพที่ตัวเขามีออกมาอย่างเต็มที่

 

ดังนั้น หนึ่งในสิ่งสำคัญที่เขาควรทำในช่วงเบรก นอกจากเล่นเกม หรือทำอะไรให้ตัวเขาเองยิ้มได้แล้ว เขาน่าจะต้องหาทางสงบจิตใจในระหว่างที่ทีมกำลังพัฒนารถควบคู่ไปด้วย

 

เพื่อที่จะให้ตัวเขาออกมาจากช่วงเบรก แบบเฟรซที่สุด และกลับมาเป็น ซูเปอร์แม็กซ์ ที่ยอดเยี่ยมอีกครั้ง

 

วิลเลียมส์ กับการให้รถงดข้าวเหนียวมะม่วง

 

วิลเลียมส์เริ่มต้นฤดูกาลใหม่ภายใต้กฎใหม่ในปี 2026 ด้วยผลงานได้ไม่ดีเท่าที่คาดหวังไว้ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับคู่แข่งในกลุ่มกลางตาราง โดย ปัญหาสำคัญที่ทีมกำลังเผชิญคือ ตัวรถมีน้ำหนักเกิน (overweight) ซึ่งส่งผลกระทบต่อสมรรถภาพการแข่งขันอย่างชัดเจน

 

หลังจบเรซที่ ซูซูกะ อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต ทางด้าน เจมส์ วาวล์ส ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าทีมวิลเลียมส์ ต้องการ ‘ทุกๆ ชั่วโมงที่มี’ ในช่วงพักเบรก 5 สัปดาห์ ซึ่งนั่นตีความไอย่างชัดเจนว่า ทีมบอสของวิลเลียมส์รู้ดีว่า ทีมของเขามีปัญหาให้ต้องแก้ไขมากมายขนาดไหน

 

งานของวาวล์ส และ วิลเลียมส์ ในช่วง 5 สัปดาห์นี้ มีเรื่องสำคัญที่พวกเขาจะต้องทำให้ทุเลาลงพร้อมกัน 2 ข้อหลักๆ เพื่อให้รถของพวกเขา พร้อมสำหรับการแข่งขันอีกครั้ง

 

ข้อแรกและข้อสำคัญที่สุด นั่นคือการลดน้ำหนักรถ โดยต้องมุ่งเน้นการพัฒนาแชสซี เพื่อลดมวลของรถอย่างเหมาะสม นั่นจะทำให้เขารถของพวกเขาแบกน้ำหนักน้อยลง และทำเวลาได้ดีขึ้น

 

ข้อต่อมา คือเรื่องของการวิเคราะห์ข้อมูล โดยต้องตรวจสอบข้อมูลจากการแข่งขัน 3 รายการที่ผ่านมาอย่างละเอียดเพื่อทำความเข้าใจสิ่งที่ควรปรับปรุง

 

ซึ่งหาก วาวล์ส ยังยืนยันว่า เป้าหมายของพวกเขา คือการเป็นทีมกลางตารางของ F1 แล้วล่ะก็ เวลา 5 สัปดาห์นี้อาจจะยังไม่พอด้วยซ้ำ แต่นั่นก็ไม่ใช่ ภารกิจที่เป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว และเราหวังว่า จะได้เห็นฟอร์มของทีมวิลเลียมส์ กลับมายอดเยี่ยมอีกครั้งหลังจากพักเบรกผ่านพ้นไป

 

หายนะ ของ แอสตัน มาร์ติน

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า สถานการณ์ปัจจุบัน ทีมแอสตัน มาร์ติน ตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤตที่สุด หลังจากผ่านแข่งขัน 3 เรซแรก หลังจากที่นำรถเข้าเส้นชัยได้แค่ครั้งเดียวจาก 3 เรซ

 

ปัญหาสำคัญคือเครื่องยนต์ของ ฮอนด้า มีปัญหาแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงมากจน เอเดรียน นิวอี ถึงกับเตือนว่าอาจทำให้เกิด “เส้นประสาทเสียหายถาวร” ต่อคนขับ

 

นอกจากนี้ยังมีความระส่ำระสายภายในการบริหาร โดยนิวอี ได้ขึ้นมาเป็นหัวหน้าทีมแทน แอนดี้ โคเวลล์ หลังจากที่มีความขัดแย้งกันอย่างหนัก

 

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า เอเดรียน นิวอี จะกลับไปโฟกัสที่งานด้านเทคนิคเพียงอย่างเดียวเหมือนเดิม หลังจากมีการดึงตัว โจนาธาน วีทลีย์ จาก อาวดี มาดำรงตำแหน่งหัวหน้าทีมแทน

 

นี่นับว่าเป็นการแก้ปัญหาในด้านบริหารได้อย่างถูกฝาถูกตัว และถูกช่วงเวลา เพราะการที่ปัญหาในส่วนนี้ ถูกแก้ไข ทำให้ทีมสามารถโฟกัสกับการเพิ่มประสิทธิภาพรถได้อย่างเต็มที่

 

อย่างไรก็ตาม จากกฎที่ระบุไว้ว่า ทีมที่เครื่องยนต์มีประสิทธิภาพตามหลังเครื่องยนต์ที่ดีที่สุดเกิน 2% จะได้รับสิทธิ์อัปเกรดเพิ่มเติม แต่สิทธิ์นี้จะยังไม่เกิดขึ้นจนกว่าจะถึงการแข่งขันที่โมนาโกในเดือนมิถุนายน

 

นั่นหมายความว่า แอสตัน มาร์ติน จะต้องแก้ปัญหาแบบประคับประครองตัวไปอีกสักระยะ แต่ในช่วงเบรก 5 สัปดาห์นี้ พวกเขาต้องใช้เวลาเพื่อเฟ้นหาให้เจอว่า ปัญหาที่แท้จริงนั่นคืออะไร

 

เพื่อที่ว่าเมื่อถึงเวลาอัปเกรด พวกเขาจะสามารถทำได้อย่างทันท่วงที และนั่นอาจจะปรับโฉมหน้าของการแข่งขัน หลังจากนั้นไปก็ได้

 

Maintain and Improve

 

ทีมที่เข้าข่ายต้อง เมนเทน อาจจะเรียกได้ว่ามีแค่ เมอร์ซีเดส ทีมเดียวเท่านั้น เพราะในตอนนี้ พวกเขาเรียกได้ว่า นำหน้าทีมอื่นๆ อยู่อย่างชัดเจน ซึ่งนั่นพิสูจน์ได้จากการที่ชัยชนะใน 3 เรซที่ผ่านมาเป็นนักขับของทีมซิลเวอร์แอร์โรว์ ทั้งหมด

 

อันที่จริงแล้ว การพักเบรก 35 วันในครั้งนี้ จะพูดได้ว่า เมอร์ซีเดส เป็นทีมที่เสียประโยชน์ก็อาจจะว่าได้ เพราะคะแนนที่ควรจะกอบโกยได้ใน 2 เรซ หายไปยังใม่พอ แต่มันกลับเปิดโอกาสให้คู่แข่งของพวกเขาได้ตั้งตัวด้วย

 

นั่นรวมไปถึงคู่แข่งที่สำคัญอย่าง เฟอร์รารี ที่แม้ตอนนี้ คะแนนในตารางคะแนนจะห่างพอสมควร แต่การที่พวกเขาคว้าอันดับบนโพเดียมใน 3 เรซแรกได้ตลอด ก็ยังแสดงออกให้เห็นว่า พวกเขามีศักยภาพที่จะต้องสู้เพื่อแย่งแชมป์ในปีนี้ แต่ในตอนนี้พวกเขายังต้องพัฒนาอีก

 

นอกจาก เฟอร์รารีที่ต้องอยู่ในกลุ่มที่จำเป็นต้องพัฒนาแล้ว อีกที่ดูมีศักยภาพ แม้อาจจะปรากฎตัวบนโพเดียมช้าไปหน่อย คือทีมอย่าง แมคลาเรน

 

ในเรซล่าสุด ออสการ์ ปิอัสทรี พารถของทีมมะละกอ เช้าเส้นชัยเป็นอันดับ 2 แม้ว่ารถของเขาจะตามหลังรถของ คิมี อันโตเนลลี มากกว่า 10 วินาที แต่หลังจาก 2 เรซแรก ที่รถต้องเจอ DNS ไปถึง 3 ครั้ง ในเรซนี้ พวกเขาถือว่า อยู่ในทรงที่ดี

 

ขณะเดียวกัน ทีมอย่าง ฮาส กับ อัลพีน ก็อาจจะเรียกได้ว่า อยู่ในกลุ่มที่ต้อง เมนเทน ก็ว่าได้ เพราะปัจจุบัน พวกเขากลายเป็นทีมกลางตารางไปแล้ว โดย ฮาส ก้าวขึ้นมาอยู่อันดับ 4 และ อัลพีน รั้งอันดับ 5 แบบไม่มีใครคาดคิด

 

F1 กับปัญหาของตัวเองที่ต้องแก้

 

ไม่ใช่แค่ทีมต่างๆ ที่มีปัญหาต้องแก้ไข แต่ทาง FIA หรือ สหพันธ์ยานยนต์นานาชาติเอง ก็มีปัญหาที่ต้องจัดการให้เรียบร้อยในช่วง 5 สัปดาห์นี้เช้นกัน นั่นคือพวกเขาเตรียมจะพิจารณาทบทวนกฎเครื่องยนต์ปี 2026 ใหม่

 

สาเหตุการณ์กลับมาคิดใหม่ครั้งนี้ของ FIA เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุที่สนาม ซูซูกะ อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อ โอลิเวอร์ แบร์แมน หรือ น้องหมี จากทีม ฮาส ประสบอุบัติเหตุพุ่งชนแผงกั้นด้วยแรงกระแทกสูงถึง 50G ในระหว่างการแข่งขัน

 

อุบัติเหตุเกิดขึ้นขณะที่แบร์แมนพยายามแซง ฟรังโก โคลาปินโต โดยรถของโคลาปินโตแบตเตอรี่หมดและระบบเริ่มทำการเก็บเกี่ยวพลังงาน (harvesting) ทำให้ความเร็วลดลงกะทันหัน ในขณะที่แบร์แมน กำลังใช้พลังงานไฟฟ้าเร่งเครื่องเพื่อแซง ทำให้เกิดความเร็วที่ต่างกันมากจนน้องหมี ต้องหักหลบอย่างรุนแรงและเสียหลักชน

 

ยังโชคดีที่ แบร์แมน ไม่ได้เป็นอะไรมากจากเหตุการณ์นี้ แต่นั่นก็เพียงพอ ที่จะทำให้ FIA พิจารณาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงกฎอย่างจริงจัง

 

กฎปัจจุบันกำหนดให้มีการแบ่งกำลังระหว่างเครื่องยนต์สันดาป (ICE) และระบบไฮบริด (ไฟฟ้า) ในสัดส่วนอย่างละครึ่ง ซึ่ง FIA เริ่มยอมรับว่าอาจเป็น “ความผิดพลาด”

 

นักแข่งหลายคนแสดงความกังวลว่ารถต้องพึ่งพาพลังงานไฟฟ้ามากเกินไป และการจัดการพลังงานในช่วงที่รถวิ่งตามกันอย่างใกล้ชิดอาจนำไปสู่สถานการณ์ที่อันตราย

 

โดย มาตรการระยะสั้น FIA กำลังพิจารณาปรับปรุงข้อจำกัดในการปล่อยพลังงานไฟฟ้า และอาจมีการเปลี่ยนสัดส่วนระหว่าง ICE และระบบไฟฟ้าใหม่ รวมถึงความเป็นไปได้ในการเพิ่มระบบเก็บเกี่ยวพลังงานที่เพลาล้อคู่หน้าด้วย

 

การปรับเปลี่ยนกฎไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งทีมแข่ง นักแข่ง และผู้ผลิตเครื่องยนต์

 

ผู้ผลิตเครื่องยนต์ได้ลงทุนไปเป็นจำนวนมากกับกฎปัจจุบันเพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มของอุตสาหกรรมยานยนต์ การจะเปลี่ยนกฎในตอนนี้จึงต้องใช้เวลาในการวิจัยและทดสอบใหม่

 

อย่างไรก็ตาม FIA ได้ยอมรับถึงปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว และกำลังเร่งหาทางออกเพื่อทำให้การแข่งขัน F1 ทั้งรวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้นในอนาคต

 

โดยรายงานระบุว่า การประชุมครั้งสำคัญ เพื่อปรับเปลี่ยนกฎข้อนี้ จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายนนี้ ระหว่างที่มีการพักเบรกอยู่นั่นเอง

 

อ้างอิง

The post F1 Break – การบ้านปิดเทอมของทีม กับงานเพิ่มเติมของแต่ละฝ่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฮอนด้า ประเทศไทย สร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้า ใช้รถได้ ไม่ต้องกังวล ด้วยเครือข่าย​โชว์รูมและศูนย์บริการมากกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ สต็อกอะไหล่พร้อมเปลี่ยน ไม่ต้องรอนาน https://thestandard.co/honda-thailand-customer-confidence-service/ Sat, 21 Mar 2026 05:16:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1189737 ภาพศูนย์บริการฮอนด้าที่พร้อมให้บริการลูกค้าทั่วประเทศ พร้อมอะไหล่แท้สำรอง

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การซื้อรถยนต์ในสถานการณ์ตลาดรถยนต์ปั […]

The post ฮอนด้า ประเทศไทย สร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้า ใช้รถได้ ไม่ต้องกังวล ด้วยเครือข่าย​โชว์รูมและศูนย์บริการมากกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ สต็อกอะไหล่พร้อมเปลี่ยน ไม่ต้องรอนาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพศูนย์บริการฮอนด้าที่พร้อมให้บริการลูกค้าทั่วประเทศ พร้อมอะไหล่แท้สำรอง

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การซื้อรถยนต์ในสถานการณ์ตลาดรถยนต์ปัจจุบัน ประเด็น “ความน่าเชื่อถือ” และ “ความพร้อม” ของแบรนด์ในการยืนหยัดเคียงข้างลูกค้าตลอด Journey ของการใช้งาน นับตั้งแต่วันที่ได้ดู ได้ลอง Test Drive ตัวรถ

 

ไปจนถึงวันที่ตัดสินใจออกรถ ได้เข้ามาเป็นลูกค้าของแบรนด์จริง ๆ และได้ใช้บริการหลังการขาย และการขายต่อ ตลอด Lifespan หรืออายุขัยของการใช้งานรถยนต์คันนั้น ๆ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นต่อความรู้สึกผู้ใช้งานรถเป็นอย่างมาก

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในวันที่ตลาดมีตัวเลือกให้ผู้บริโภคมากมาย และแบรนด์ที่เข้ามาทำตลาดอย่างหลากหลาย ซึ่งในที่นี้ก็ถือเป็นเรื่องดีสำหรับลูกค้า เพราะยิ่งมีทางเลือกให้ตัดสินใจมากเท่าไร นั่นก็หมายความว่าพวกเขาย่อมเลือกรถและแบรนด์ที่ดีที่สุดให้กับตัวเองได้มากเท่านั้น พ่วงท้ายด้วยการได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุดด้วยเช่นกัน

 

แต่ในทางกลับกัน ประเด็นนี้ก็ยิ่งทำให้แบรนด์รถยนต์ทุกเจ้ายิ่งต้องทำเรื่องมาตรฐานด้านการสร้างความมั่นใจข้างต้นนี้ที่ถือเป็นค่า Default ของอุตสาหกรรมให้ยกระดับดีขึ้นไปอีกอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

 

ภาพศูนย์บริการฮอนด้าที่พร้อมให้บริการลูกค้าทั่วประเทศ พร้อมอะไหล่แท้สำรอง 1

 

“ฮอนด้า = พาร์ทเนอร์ที่คุณมั่นใจตลอดการใช้งาน” คำมั่นสัญญาที่ดูเรียบง่าย แต่จริงใจด้วยการทำให้เกิดขึ้นและสัมผัสได้จริง

 

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ทาง ฮอนด้า ประเทศไทย ได้เผยแพร่ Honda Brand Story “Honda Partner For Your Drive เพื่อนคู่ใจไดรฟ์ไปกับคุณ” ​เนื้อหาความยาวราว 2 นาที บอกเล่าประเด็นความมั่นใจของลูกค้าผู้ใช้งานรถยนต์ฮอนด้าตัวจริง เสียงจริง ที่มีต่อแบรนด์และรถยนต์ฮอนด้า ผ่านการสัมภาษณ์ผู้ใช้งานจริง

 

 

 

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ นับตั้งแต่ที่ฮอนด้า เข้ามาทำตลาดรถยนต์ประเทศไทยอย่างเป็นทางการโดยเริ่มเดินสายการผลิตในไทยเมื่อปี 2527 จวบจนถึงปัจจุบันก็นับเป็นระยะเวลากว่า 42 ปีแล้ว ตัวเลขดังกล่าวย่อมสะท้อนถึงความมั่นใจและการยืนหยัดของแบรนด์ที่ทำตลาดในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี

 

ซึ่งปัจจุบัน มีการเปิดเผยว่า ฮอนด้า ประเทศไทย มีเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการครอบคลุมมากกว่า 200 แห่งทั่วประเทศไทย ซึ่งพร้อมในการให้บริการหลังการขายกับลูกค้าผู้ใช้รถยนต์ฮอนด้ากว่า 2.6 ล้านคันในไทยในทุก ๆ เซกเมนต์

 

ภาพศูนย์บริการฮอนด้าที่พร้อมให้บริการลูกค้าทั่วประเทศ พร้อมอะไหล่แท้สำรอง 2

 

ที่สำคัญการที่ฮอนด้าประเทศไทยมีศูนย์กลางอะไหล่ประจำภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนียของฮอนด้า หรือ Honda’s Asian Parts Center (APC) ตั้งอยู่ในประเทศไทย จึงถือเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งและจุดตัดความได้เปรียบด้านความพร้อมในการให้บริการผู้ใช้งานรถยนต์ฮอนด้าแบบเต็ม


สูบชนิดที่ฮอนด้าระบุเป็นเมสเสจในการสื่อสารเลยว่า “อะไหล่พร้อม!” ซึ่งอาจจะแตกต่างจากแบรนด์รถยนต์เจ้าอื่น ๆ ที่ผู้ใช้งานอาจจะต้องรออะไหล่นานกว่า ในกรณีที่เกิดปัญหา ต้องซ่อมหรือเปลี่ยนเมื่อประสบอุบัติเหตุ หรือเมื่อเสื่อมสภาพ

 

ทั้งนี้ Honda’s Asian Parts Center (APC) ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยนั้น ถือเป็นคลังอะไหล่ที่มีขนาดใหญ่เป็นอย่างมาก โดยมีขนาดครอบคลุมพื้นที่กว่า 129,600 ตารางเมตร เทียบเท่าขนาดสนามฟุตบอล 18 สนาม ทั้งยังเป็นหัวใจสำคัญในการบริหารจัดการอะไหล่รถยนต์ฮอนด้า โดยอาศัยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่สะสมมานานกว่า 27 ปี 

 

ซึ่งฮอนด้าจะดำเนินการสำรองอะไหล่สำหรับรถยนต์แต่ละรุ่นกว่า 20 ปี! โดยเฉพาะชิ้นส่วนอะไหล่ที่มีความต้องการใช้งานสูง เพื่อสร้างความมั่นใจว่ารถยนต์ฮอนด้าทุกรุ่นจะได้รับการดูแลด้วยอะไหล่ที่ครบครันและครอบคลุมสูงสุด 

 

นั่นหมายความว่า เวลาที่คุณตัดสินใจซื้อรถยนต์ฮอนด้าสักคัน คุณสามารถใช้รถยนต์ฮอนด้าคันดังกล่าวได้ยาว ๆ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการยกเลิกผลิตโมเดลรุ่นนนั้น ๆ เลยแม้แต่น้อย

 

ไม่ว่าจะเป็นรถรุ่นปัจจุบัน หรือรถในตำนานอย่าง Honda Civic EG และ Honda Civic EK Coupe สปอร์ตคูเป้ยุค 90 ฮอนด้าก็ยังคงมีอะไหล่สำรองบางชิ้นที่เป็นอะไหล่ที่มีความต้องการใช้งานสูงของรถยนต์รุ่นนั้น เพื่อรองรับตลอดการใช้งาน 

 

สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นว่า การดูแลครอบครัวฮอนด้าไม่ได้จบลงเมื่อรถถูกส่งมอบ แต่ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องหลายสิบปี     

   

นอกจากนี้ มาตรฐานการจัดส่งอะไหล่ถึงมือดีลเลอร์ก็เป็นอีกมาตรวัดสำคัญ ซึ่ง ณ ปัจจุบัน มาตรฐานของฮอนด้าจะเร่งจัดส่งอะไหล่ให้ดีลเลอร์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลกภายใน 1 วัน และภายใน 2 วันสำหรับพื้นที่ต่างจังหวัด และ 3 วันสำหรับพื้นที่ห่างใกล้ เพื่อให้การบริการและการซ่อมเป็นไปอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วที่สุด

 

ภาพศูนย์บริการฮอนด้าที่พร้อมให้บริการลูกค้าทั่วประเทศ พร้อมอะไหล่แท้สำรอง 3

 

นวัตกรรมเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน สร้างสังคมปลอดมลพิษ

 

นอกจากประเด็นความมั่นใจที่มีต่อรถยนต์ บริการหลังการขายและอะไหล่ที่ไม่ต้องรอนาน ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนก็เป็นอีกหนี่งในความมุ่งมั่นสำคัญที่ฮอนด้าผลักดันมาโดยตลอด เพื่อส่งต่อสังคมที่ยั่งยืนให้แก่คนรุ่นหลัง ผ่านเป้าหมายการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 

 

โดย Honda’s Asian Parts Center ได้นำเป้าหมายนี้มาปรับใช้ในกระบวนการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้ง การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ , การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรด้วยการรีไซเคิลกระดาษเหลือใช้เพื่อผลิตเป็น กระดาษรังผึ้งสำหรับบรรจุภัณฑ์ ทดแทนการใช้พลาสติกและกระดาษใหม่ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งมิติที่ฮอนด้าได้ส่งต่อความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมผ่านกระบวนการทำงาน 

  

ทั้งนี้ ความเชื่อมั่นในแบรนด์ฮอนด้าส่วนหนึ่งถูกสร้างขึ้นจากรากฐานการผลิตที่แข็งแกร่งและสร้างการเติบโตของอุตสาหกรรม
ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง 

 

โดย ณ ปัจจุบัน อะไหล่ของฮอนด้ากว่า 90% ถูกผลิตขึ้นภายในประเทศไทย ซึ่งการใช้ชิ้นส่วนจากผู้ผลิตภายในประเทศนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุนและระบบขนส่ง
เท่านั้น แต่ยังทำให้ค่าเบี้ยประกันภัยของรถยนต์อยู่ในระดับที่คุ้มค่าและเข้าถึงได้ง่าย 

 

ทั้งยังถือเป็นการผลักดัน “การพัฒนาบุคลากรไทย” ให้มีศักยภาพพร้อมทั้งพัฒนาความรู้และทักษะ ตลอดจนความมั่นคงทางอาชีพและรายได้ เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน 

 

ภาพศูนย์บริการฮอนด้าที่พร้อมให้บริการลูกค้าทั่วประเทศ พร้อมอะไหล่แท้สำรอง 4

 

ฮอนด้าและความไว้วางใจที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

 

เนื้อหาบางส่วนของหนังโฆษณา “Honda Partner For Your Drive เพื่อนคู่ใจไดรฟ์ไปกับคุณ” ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของผู้ใช้งานรถยนต์ฮอนด้านั้น ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่ลงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า การซื้อและเป็นเจ้าของรถยนต์ฮอนด้า ก็เปรียบเสมือน “การลงทุนระยะยาว”

 

เหตุผลก็เพราะ แม้พวกเขาจะซื้อตัวรถยนต์มาใช้งานในชีวิตประจำวัน แต่สิ่งที่ได้กลับมาด้วย ก็คือมาตรฐานการดูแล ความใส่ใจของทีมช่าง หรือจำนวนศูนย์บริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นองค์ประกอบที่ทำให้มั่นใจในแบรนด์ฮอนด้า

 

ภาพศูนย์บริการฮอนด้าที่พร้อมให้บริการลูกค้าทั่วประเทศ พร้อมอะไหล่แท้สำรอง 5

 

แม้กระทั่งประเด็นเรื่อง “ราคาขายต่อ” ก็ถือเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยสำคัญเช่นกัน ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ฮอนด้า ประเทศไทย ก็ได้พิสูจน์ในเรื่องนี้เป็นอย่างดีว่าพวกเขาคือแบรนด์เจ้าตลาดที่ผู้บริโภคมั่นใจได้ถึงมาตรฐานที่ดีในทุกองค์ประกอบ จนเกิดเป็น Brand Perception ที่ดีจากรุ่นสู่รุ่นถ่ายทอดกันมาต่อเนื่องในแต่ละครอบครัว

 

จากลูกค้ารถยนต์ฮอนด้าในประเทศไทย มากกว่า 2.6 ล้านคัน ตลอดเวลากว่า 42 ปี ตอกย้ำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ฮอนด้าพร้อมส่งมอบผลิตภัณฑ์และการดูแลลูกค้าที่ดีเยี่ยมตลอดการใช้งาน ทั้งความพร้อมของอะไหล่ จากศูนย์กลางอะไหล่ระดับภูมิภาค ความเชี่ยวชาญของบุคลากร และการบริการที่เป็นเลิศของเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการที่ครอบคลุมกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ 

 

สิ่งเหล่านี้คือรากฐานสำคัญที่ทำให้ความเชื่อมั่นในแบรนด์ฮอนด้าถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นอย่างไม่เสื่อมคลาย 

 

เพราะสำหรับฮอนด้า พวกเขายืนยันว่า ลูกค้าทุกคนเปรียบเสมือนคนสำคัญในครอบครัว และฮอนด้าเองก็พร้อมที่จะเคียงข้างคุณในทุกการขับขี่และตลอดการใช้งานเช่นกัน

The post ฮอนด้า ประเทศไทย สร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้า ใช้รถได้ ไม่ต้องกังวล ด้วยเครือข่าย​โชว์รูมและศูนย์บริการมากกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ สต็อกอะไหล่พร้อมเปลี่ยน ไม่ต้องรอนาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอเดรียน นิวอี เตรียมลงจากตำแหน่งทีมบอส Aston Martin โฟกัสงานเทคนิคเต็มตัว https://thestandard.co/adrian-newey-aston-martin-f1-technical/ Fri, 20 Mar 2026 01:56:11 +0000 https://thestandard.co/adrian-newey-aston-martin-f1-technical/ เอเดรียน นิวอี ทีมบอส Aston Martin F1 กำลังมองการแข่งขัน

เอเดรียน นิวอี เตรียมก้าวถอยจากบทบาทผู้นำทีมของ Aston M […]

The post เอเดรียน นิวอี เตรียมลงจากตำแหน่งทีมบอส Aston Martin โฟกัสงานเทคนิคเต็มตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอเดรียน นิวอี ทีมบอส Aston Martin F1 กำลังมองการแข่งขัน

เอเดรียน นิวอี เตรียมก้าวถอยจากบทบาทผู้นำทีมของ Aston Martin F1 Team เพื่อกลับไปโฟกัสงานด้านเทคนิคเป็นหลัก หลังรับหน้าที่ทีมบอสควบคู่ตำแหน่ง Managing Technical Partner ในฤดูกาลนี้

 

รายงานระบุว่า บทบาททีมบอสของนิวอี้เป็นเพียงการดูแลชั่วคราว และทีมกำลังมองหาผู้มารับตำแหน่งถาวร โดยมี โจนาธาน วีตลีย์ ทีมบอสของ Audi เป็นตัวเต็ง แม้ยังไม่มีข้อตกลงอย่างเป็นทางการ

 

แหล่งข่าวเผยว่า โครงสร้างใหม่ของทีมยังคงให้นิวอี้มีบทบาทสำคัญ และผู้จัดการทีมคนใหม่จะยังรายงานตรงต่อเขา

 

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางผลงานที่ย่ำแย่ของ Aston Martin ในช่วงต้นฤดูกาล โดยเฉพาะปัญหาเครื่องยนต์จากพันธมิตร Honda ที่มีแรงสั่นสะเทือนรุนแรง จนส่งผลกระทบต่อการขับของนักแข่งอย่าง เฟร์นันโด อลอนโซ และ แลนซ์ สโตรลล์

 

ทั้งนี้ นิวอี้ยังคงเป็นกำลังสำคัญของทีมภายใต้แผนการระยะยาวของเจ้าของทีม ลอว์เรนซ์ สโตรลล์ ที่ต้องการผลักดัน Aston Martin สู่การเป็นทีมลุ้นแชมป์ในอนาคต

 

The post เอเดรียน นิวอี เตรียมลงจากตำแหน่งทีมบอส Aston Martin โฟกัสงานเทคนิคเต็มตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถ้ารถยังพังยับกันแบบนี้ มีโอกาสไหมที่ F1 จะเปลี่ยนแปลงกฎ? https://thestandard.co/f1-engine-problems-rule-change/ Wed, 18 Mar 2026 06:05:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1188697 รถแข่ง F1 ที่ได้รับความเสียหายจากปัญหาเครื่องยนต์

“ผมคิดว่าน่าจะมีรถที่เหลือแข่งจนจบแค่ครึ่งนึง”   ค […]

The post ถ้ารถยังพังยับกันแบบนี้ มีโอกาสไหมที่ F1 จะเปลี่ยนแปลงกฎ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
รถแข่ง F1 ที่ได้รับความเสียหายจากปัญหาเครื่องยนต์

“ผมคิดว่าน่าจะมีรถที่เหลือแข่งจนจบแค่ครึ่งนึง”

 

คำพูดของ มาร์ติน บรันเดิล อดีตนักขับเอฟวันตัวจริงและพิธีกรมากประสบการณ์ของ Sky Sports วิเคราะห์เรื่องโอกาสที่รถแข่ง 11 ทีมในฤดูกาลใหม่ 2026 จะประสบปัญหาไม่ทางใดก็ทางหนึ่งในการแข่งขันสนามแรกที่อัลเบิร์ต พาร์ค ในเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

 

เพราะถึงคำทำนายของเขาจะพลาดไปเพราะในออสเตรเลียน กรังด์ปรีซ์ มีรถที่แข่งไม่จบ 5 คัน ไม่ถึงครึ่งอย่างที่บรันเดิลมองไว้ แต่มาถึงเรซที่ 2 ที่เซี่ยงไฮ้เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา จำนวนรถที่ต้อง ‘DNF’ (Did not finish) ถอนตัวจากการแข่งเพิ่มขึ้นเป็น 7 คัน

 

ใกล้เคียงเข้าไปอีก!

 

มันนำมาซึ่งคำถามที่หลายคนก็แอบสงสัยเหมือนกันว่า ถ้ารถแข่งยังคงมีปัญหากันเยอะแยะมากมายต่อไปแบบนี้ มันจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงกฎบางอย่างของ F1 หรือไม่?

 

รถแข่ง F1 ที่ได้รับความเสียหายจากปัญหาเครื่องยนต์ 1

 

แต่ก่อนจะหาคำตอบ มาทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นกับรถแข่งในช่วง 2 เรซแรกที่ผ่านมาก่อน

 

โดยที่อัลเบิร์ต พาร์ค ลางไม่ดีนั้นเริ่มตั้งแต่การ DNS (Did not start) ของออสการ์ พิอาสตรี (McLaren) ที่เครื่องยนต์มีปัญหาจนทำให้ชนในช่วง Formation lap ซึ่งอีกคนคือ นิโค ฮุลเคนแบร์ก (Audi) ก็ไม่ได้ออกสตาร์ตเช่นกัน ขณะที่ไอแซค ฮัดจาร์ (Red Bull), วัลเทอรี บอตทาส (Cadillac) และเฟร์นานโด อลอนโซ ก็มีปัญหาแข่งไม่จบเหมือนกัน

 

ทั้งหมดเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเครื่องยนต์ที่เปลี่ยนแปลงตามกฎใหม่ในฤดูกาลนี้

 

สถานการณ์นั้นยิ่งหนักข้อขึ้นไปอีกในเรซที่ 2 ที่เซี่ยงไฮ้ เมื่อมีรถถึง 4 คันที่ไม่สามารถสตาร์ตได้ คือ อเล็กซ์ อัลบอน (Williams), กาเบรียล บอร์โตเลโต (Audi) และที่ช็อกทุกคนคือ 2 นักแข่งทีมแชมป์โลก แลนโด นอร์ริส และพิอาสตรี (McLaren) ก็มีปัญหาเรื่องเครื่องยนต์จนไม่สามารถออกสตาร์ตได้เหมือนกัน

 

ก่อนที่ในการแข่งจะมีรถต้องถอนตัว DNF อีก 3 คัน คือ แลนซ์ สโตรลล์ กับเฟร์นานโด อลอนโซ จาก Aston Martin และแม็กซ์ แวร์สเตพเพน แชมป์โลก 4 สมัยแห่ง Red Bull ที่ต้องถอนตัวในรอบที่ 45 เนื่องจากมีปัญหาเกี่ยวกับระบบ Energy Recovery System (ERS) ล้มเหลว

 

ในภาพรวมแล้วจึงค่อนข้างชัดเจนว่า ‘เครื่องยนต์’ – ไม่ว่าจะเป็นส่วนใดก็ตาม – ของรถแข่ง F1 ในฤดูกาลนี้ถือว่ามีปัญหาจริงๆ และมันก็ชวนสงสัยสำหรับหลายคนว่า FIA จะปล่อยให้มันเป็นปัญหาไปแบบนี้ มีรถแข่งที่แข่งไม่จบจำนวนมากเพราะเรื่องเดิมๆแบบนี้ต่อไปอีกนานไหม

 

หรือจะเปลี่ยนแปลงอะไรสักหน่อยเพื่อให้มันดีขึ้น? เพราะในสนามแข่งเองก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันสนุกอะไรขนาดนั้น

 

Mercedes มีรถที่แรงกว่าชาวบ้านอย่างเห็นได้ชัด รองลงมาคือ Ferrari และไม่ได้ทำให้การแข่งขันมันออกมาสนุกสนานสักเท่าไรเลย ไม่นับที่ทีมอื่นๆ ต้องระแวงว่าเครื่องยนต์จะพังไหม นักแข่งเองก็ต้องพะวงกับสไตล์การขับขี่ที่ต้องปรับตัวอย่างมากกับรถแข่งที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นรถ ‘ไฮบริด’ ไปแล้ว

 

รถแข่ง F1 ที่ได้รับความเสียหายจากปัญหาเครื่องยนต์ 2

 

ความจริงเรื่องนี้ที่ต้องทำความเข้าใจกันคือ กฎระเบียบที่ออกมาใหม่นั้นทุกทีมต่างรับรู้ รับทราบ และยินยอมที่จะปฏิบัติตามอย่างเท่าเทียมกัน เป็นการกดปุ่ม ‘Reset’ ทุกอย่าง เริ่มต้นกันใหม่

 

ที่เหลือคือการทำการบ้านของแต่ละทีมเองว่าจะออกแบบรถและเครื่องยนต์อย่างไรให้ออกมาดีที่สุด

 

ที่สำคัญคือหัวใจสำคัญของรถแข่ง F1 ไม่ใช่เรื่องของ ‘ความบันเทิง’ (Entertainment) เพราะมันคือการแข่ง ‘กีฬา’ (Sport) ดังนั้นกฎระเบียบอะไรก็ตามไม่ได้ถูกออกมาเพื่อให้มันเป็นการแข่งขันที่สนุก ตื่นเต้น เร้าใจที่สุด

 

ทุกอย่างทำเพื่อให้การแข่งขันเป็นไปอย่างยอดเยี่ยม บริสุทธิ์ และยุติธรรมสำหรับทุกฝ่าย

 

แต่ไม่ได้แปลว่ามันจะเปลี่ยนแปลงกฎหรืออะไรเลยไม่ได้

 

F1 ในช่วงเปิดฤดูกาลนี้มี ‘รูโหว่’ (Loophole) ในเรื่องกำลังอัดของเครื่องยนต์ที่ทำให้ Mercedes อาศัยช่องว่างของกฎตรงนี้ในการตีความให้ไม่ผิดกฎ แต่ก็ชิงความได้เปรียบในการแข่ง จาก 16:1 เป็น 18:1 ซึ่งมันเห็นได้ชัดใน 2 สนามแรกที่ จอร์จ รัสเซลล์ และอันเดรีย คิมี อันโตเนลลี ผลัดกันเข้าเป็น P1, P2 แบบสบายๆ

 

ประเด็นนี้ F1 รับรู้และเตรียมที่จะมีการปิดช่องโหว่ในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ ที่หลายๆ ทีมตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าถึงตรงนั้นจะได้โอกาสดีในการปรับแต่งอะไรสักหน่อย

 

แต่ในทางตรงกันข้ามมันหมายถึงยังเหลืออีก 11 สนามที่ Mercedes จะสามารถช่วงชิงความได้เปรียบจากคู่แข่งในระหว่างนี้ แม้ในมุมมองของบิ๊กบอสอย่าง โตโต วูล์ฟ เขามองว่ากฎใหม่ รถใหม่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไร การแข่งยิ่งสนุกด้วยซ้ำ สะท้อนจากการเห็นรถของ Mercedes บดบี้กับ Ferrari แซงมาแซงกลับกันหลายหนในช่วงแรกของการแข่ง

 

“ในมุมมองของความบันเทิง เราได้เห็นแล้วในวันนี้ว่าระหว่าง Ferrari กับ Mercedes เป็นการแข่งที่ดี”

 

อีกจุดที่จะมีการเปลี่ยนแปลงคือเรื่องของการเรียกพลังงานกลับคืน (Energy recovery) ซึ่งมี 2 ระดับคือ 250 kW ในแบบที่เรียกว่า ‘Super clipping’ กับ 350 kW โดยอย่างหลังจะเกิดขึ้นเมื่อนักแข่งถอนคันเร่งหรือเบรก แต่คาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในจุดนี้ให้สามารถเรียกพลังงานแบบ Super clipping ได้เต็มที่ 350 kW ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งอาจจะช่วยให้ทุกอย่างลงตัวขึ้น

 

หรืออีกแนวทางข้อเสนอคือการลดกำลังไฟฟ้าลงจาก 350 kW ลงเหลือ 300 kW หรือ 250 kW เพื่อที่จะให้อยู่ได้นานมากขึ้น

 

อย่างไรก็ดี หากจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นก็จะเป็นการเปลี่ยนแปลงในทางเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ (แต่สำคัญ) เสียมากกว่าที่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แบบกลับไปใช้สัดส่วนเครื่องยนต์น้ำมันกับไฟฟ้าใกล้เคียงของเดิม

 

เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ ทุกคนมูฟออนแล้ว และจะไปข้างหน้าเท่านั้น

 

รถแข่ง F1 ที่ได้รับความเสียหายจากปัญหาเครื่องยนต์ 3

 

ปัญหาที่ผ่านมาเป็นเชิงเทคนิคที่เป็นการบ้านสำหรับทีมวิศวกรของแต่ละทีมที่จะต้องหาทางปรับจูนและแก้ไขให้ได้

 

แม้กระทั่ง Aston Martin ที่ได้เอเดรียน นิวอี นักออกแบบรถในตำนานซึ่งผนึกกำลังกับการใช้เครื่องยนต์ของ Honda ที่รู้มือกันมานาน แต่ปรากฏว่าการเรื้อวงการไปหลายปีของ Honda ที่มีการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรมากทำให้รถแข่งของพวกเขามีปัญหาตั้งแต่พรีซีซันและยังมีปัญหาจนถึงตอนนี้

 

McLaren เองก็งานหยาบพอกันจากเรซที่จีน และพยายามที่จะหาทางจัดการแก้ไขอะไรๆ ให้มันดีขึ้น เช่นเดียวกับอีกหลายๆ ทีมที่ยังอยู่ระหว่างการหาส่วนผสมและสูตรที่ลงตัวที่สุดในการจะสร้างรถแข่งที่ดีที่สุดให้นักแข่งได้ขับ

 

ความโชคร้ายที่การแข่งขันที่บาห์เรนและซาอุดีอาระเบียต้องยกเลิกไปจากปัญหาสงครามในภูมิภาคอาหรับในเดือนหน้า อาจจะเป็นช่วงจังหวะเวลาโอกาสที่ดีสำหรับทุกทีมที่จะระดมสรรพกำลังในการแก้ไขปัญหาทุกอย่างให้ได้

 

บนความหวังว่าถ้าหากทำได้จริงๆ เราจะได้ดูการแข่งที่เข้มข้นเร้าใจแบบบเต็มที่อีกครั้งเหมือนเดิม

 

เพิ่มเติมคือความสุขของทั้งนักแข่ง เพราะนักแข่งจำนวนไม่น้อยที่บ่นเรื่องของการแข่งที่ไม่สนุก เต็มไปด้วยปัญหา และหลายคนพะวงว่ามันจะทำให้สูญเสียจิตวิญญาณของรถแข่งและการแข่งขันไป

 

เพราะเราอยากดู F1 จริงๆ ที่ไม่ใช่ Mario Kart

 

อ้างอิง

The post ถ้ารถยังพังยับกันแบบนี้ มีโอกาสไหมที่ F1 จะเปลี่ยนแปลงกฎ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Beyond the Limit ปรัชญาและแรงบันดาลใจที่ Ayrton Senna ฝากไว้ในโลก F1 https://thestandard.co/ayrton-senna-f1-beyond-limit/ Thu, 05 Mar 2026 02:05:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1184427 ภาพ Ayrton Senna ตำนานนักแข่ง F1 ชาวบราซิล ในรถแข่ง McLaren Honda ที่เต็มไปด้วยปรัชญาและแรงบันดาลใจ

แม้วันนี้ชื่อของ ไอร์ตัน เซนนา จะกลายเป็นตำนานผู้ล่วงลั […]

The post Beyond the Limit ปรัชญาและแรงบันดาลใจที่ Ayrton Senna ฝากไว้ในโลก F1 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ Ayrton Senna ตำนานนักแข่ง F1 ชาวบราซิล ในรถแข่ง McLaren Honda ที่เต็มไปด้วยปรัชญาและแรงบันดาลใจ

แม้วันนี้ชื่อของ ไอร์ตัน เซนนา จะกลายเป็นตำนานผู้ล่วงลับ แต่จิตวิญญาณและปรัชญาชีวิตที่เขาฝากไว้ในโลกแห่ง F1 ยังคงทำหน้าที่ส่งต่อแรงบันดาลใจอย่างไม่รู้จบ

 

 

เพราะสำหรับเซนนา การแข่งขันรถ F1 มันคือเรื่องราวที่มากกว่าความเร็ว แต่ยังเปี่ยมด้วยบทเรียนเกี่ยวกับความกล้า ความมุ่งมั่น และการก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง

 

 

และนี่คือมรดกทางความคิดจากหนึ่งในนักแข่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ทิ้งไว้ให้โลกมอเตอร์สปอร์ตจดจำตลอดกาล

 

 

 

ภาพ Ayrton Senna ตำนานนักแข่ง F1 ชาวบราซิล ในรถแข่ง McLaren Honda ที่เต็มไปด้วยปรัชญาและแรงบันดาลใจ 1ภาพ Ayrton Senna ตำนานนักแข่ง F1 ชาวบราซิล ในรถแข่ง McLaren Honda ที่เต็มไปด้วยปรัชญาและแรงบันดาลใจ 2ภาพ Ayrton Senna ตำนานนักแข่ง F1 ชาวบราซิล ในรถแข่ง McLaren Honda ที่เต็มไปด้วยปรัชญาและแรงบันดาลใจ 3ภาพ Ayrton Senna ตำนานนักแข่ง F1 ชาวบราซิล ในรถแข่ง McLaren Honda ที่เต็มไปด้วยปรัชญาและแรงบันดาลใจ 4ภาพ Ayrton Senna ตำนานนักแข่ง F1 ชาวบราซิล ในรถแข่ง McLaren Honda ที่เต็มไปด้วยปรัชญาและแรงบันดาลใจ 5ภาพ Ayrton Senna ตำนานนักแข่ง F1 ชาวบราซิล ในรถแข่ง McLaren Honda ที่เต็มไปด้วยปรัชญาและแรงบันดาลใจ 6

The post Beyond the Limit ปรัชญาและแรงบันดาลใจที่ Ayrton Senna ฝากไว้ในโลก F1 appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทินควงเนวินเปิดงาน MotoGP 2026 มั่นใจทุบสถิติ คาดเงินสะพัดกว่า 5,000 ล้านบาท https://thestandard.co/anutin-newin-motogp-2026-buriram/ Sun, 01 Mar 2026 11:04:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1183184 อนุทิน ชาญวีรกูล และ เนวิน ชิดชอบ ร่วมเปิดงาน MotoGP 2026 ที่สนามบุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต

วันนี้ (1 มีนาคม) ที่สนามบุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซ […]

The post อนุทินควงเนวินเปิดงาน MotoGP 2026 มั่นใจทุบสถิติ คาดเงินสะพัดกว่า 5,000 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล และ เนวิน ชิดชอบ ร่วมเปิดงาน MotoGP 2026 ที่สนามบุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต

วันนี้ (1 มีนาคม) ที่สนามบุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ เดินทางถึงพื้นที่จัดงานเพื่อปฏิบัติภารกิจและร่วมชมการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการ ‘PT Grand Prix Thailand 2026’

 

ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้เดินเยี่ยมชมบูธนิทรรศการของค่ายรถจักรยานยนต์ชั้นนำ เริ่มต้นที่บูธยามาฮ่า โดยมีคณะผู้บริหารให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ซึ่งนายกฯ ได้ทดลองนั่งรถแข่งสร้างสีสันให้กับผู้ร่วมงาน จากนั้นได้เข้าเยี่ยมชมบูธฮอนด้า พร้อมพบปะ ก้อง-สมเกียรติ จันทรา นักบิดขวัญใจชาวไทยสังกัดทีม LCR Honda ก่อนจะเดินชมบูธดูคาติ, PT และช้าง ตามลำดับ

 

ต่อมา นายกรัฐมนตรีและคณะได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน โดยมี เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ร่วมโต๊ะอาหารและพูดคุยในบรรยากาศเป็นกันเอง ก่อนจะเป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขัน MotoGP ประจำปี 2569 อย่างเป็นทางการ โดยมีเนวินร่วมเคียงข้างในพิธี ซึ่งการเปิดตัวสะท้อนเอกลักษณ์ไทยอย่างสง่างาม ผ่านการแสดงหนังใหญ่และการบรรเลงเพลงชาติไทยโดยวงเซาะกราวซิมโฟนีออร์เคสตรา

 

ปิดท้ายด้วยนายกรัฐมนตรีและภริยา ร่วมชมการแข่งขันบนอัฒจันทร์ท่ามกลางเสียงเชียร์ ก่อนเป็นประธานมอบรางวัลให้แก่ผู้ชนะการแข่งขัน

 

จากนั้น นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ถึงการจัดงาน MotoGP 2026 ว่า ปีนี้น่าจะเป็นปีที่เราทำลายสถิติกว่าทุกปี เพราะมีผู้เข้ามาร่วมแข่งขันจากทั่วโลกมากมาย และมีผู้สนใจเข้าชมจำนวนมาก บัตรทุกที่นั่งขายหมดในเวลาอันรวดเร็ว และมีการออกร้านนำสินค้าผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของผู้ผลิตจักรยานยนต์มา มองว่ามีความคึกคักมาก คาดการณ์ว่าในช่วง 3-4 วัน ที่มีการแข่งขัน MotoGP น่าจะมีการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เราทำมา 7 ปี และเป็นเรื่องที่รัฐบาล โดยการกีฬาแห่งประเทศไทยเป็นผู้จัด ไม่ใช่เป็นเอกชนอย่างที่เป็นข่าว เราลงทุนไม่เท่าไหร่แต่สิ่งที่ได้กลับมานอกจากเรื่องของการท่องเที่ยวที่ทำให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักของทั่วโลก ยังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจทำให้มีเงินสะพัดไม่ใช่แค่จังหวัดบุรีรัมย์ แต่รวมถึงจังหวัดใกล้เคียงด้วย

 

ส่วนเสียงตอบรับจากชาวต่างชาติ นายกรัฐมนตรีระบุว่า ชาวต่างชาติที่ตนเจอบอกว่าโชคดีในวันนี้ ถ้าจัดหลังจากนี้แล้วมีเหตุการณ์ที่ตะวันออกกลางก็คงต้องเลื่อน ตอนนี้ทราบว่าอีเวนต์ระดับโลกต่างๆ ที่อยู่ในยุโรป ได้ถูกยกเลิกหรือเลื่อนออกไปหมดแล้ว ถือว่าเราโชคดี ทำให้นักท่องเที่ยว คนต่างประเทศที่เข้ามาชมมาถึงประเทศไทยก่อน แต่เราก็ต้องไปดูแลพวกเขาด้วย ภายหลังจากการแข่งขันคนต่างประเทศทั้ง ผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์ นักแข่ง ผู้จัด ผู้ชม รวมถึงนักท่องเที่ยวที่มา เนื่องจากขณะนี้ตั๋วเครื่องบินกลับไปยังประเทศของเขาหายากมาก เราก็ต้องหาวิธีอำนวยความสะดวก เนื่องจากโรงแรมในพื้นที่จัดงานก็เต็มหมด

 

อนุทิน ชาญวีรกูล และ เนวิน ชิดชอบ ร่วมเปิดงาน MotoGP 2026 ที่สนามบุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต 1อนุทิน ชาญวีรกูล และ เนวิน ชิดชอบ ร่วมเปิดงาน MotoGP 2026 ที่สนามบุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต 2อนุทิน ชาญวีรกูล และ เนวิน ชิดชอบ ร่วมเปิดงาน MotoGP 2026 ที่สนามบุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต 3อนุทิน ชาญวีรกูล และ เนวิน ชิดชอบ ร่วมเปิดงาน MotoGP 2026 ที่สนามบุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต 4อนุทิน ชาญวีรกูล และ เนวิน ชิดชอบ ร่วมเปิดงาน MotoGP 2026 ที่สนามบุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต 5อนุทิน ชาญวีรกูล และ เนวิน ชิดชอบ ร่วมเปิดงาน MotoGP 2026 ที่สนามบุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต 6อนุทิน ชาญวีรกูล และ เนวิน ชิดชอบ ร่วมเปิดงาน MotoGP 2026 ที่สนามบุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต 7อนุทิน ชาญวีรกูล และ เนวิน ชิดชอบ ร่วมเปิดงาน MotoGP 2026 ที่สนามบุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต 8อนุทิน ชาญวีรกูล และ เนวิน ชิดชอบ ร่วมเปิดงาน MotoGP 2026 ที่สนามบุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต 9อนุทิน ชาญวีรกูล และ เนวิน ชิดชอบ ร่วมเปิดงาน MotoGP 2026 ที่สนามบุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต 10อนุทิน ชาญวีรกูล และ เนวิน ชิดชอบ ร่วมเปิดงาน MotoGP 2026 ที่สนามบุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต 11อนุทิน ชาญวีรกูล และ เนวิน ชิดชอบ ร่วมเปิดงาน MotoGP 2026 ที่สนามบุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต 12อนุทิน ชาญวีรกูล และ เนวิน ชิดชอบ ร่วมเปิดงาน MotoGP 2026 ที่สนามบุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต 13อนุทิน ชาญวีรกูล และ เนวิน ชิดชอบ ร่วมเปิดงาน MotoGP 2026 ที่สนามบุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต 14อนุทิน ชาญวีรกูล และ เนวิน ชิดชอบ ร่วมเปิดงาน MotoGP 2026 ที่สนามบุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต 15อนุทิน ชาญวีรกูล และ เนวิน ชิดชอบ ร่วมเปิดงาน MotoGP 2026 ที่สนามบุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต 16อนุทิน ชาญวีรกูล และ เนวิน ชิดชอบ ร่วมเปิดงาน MotoGP 2026 ที่สนามบุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต 17อนุทิน ชาญวีรกูล และ เนวิน ชิดชอบ ร่วมเปิดงาน MotoGP 2026 ที่สนามบุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต 18

The post อนุทินควงเนวินเปิดงาน MotoGP 2026 มั่นใจทุบสถิติ คาดเงินสะพัดกว่า 5,000 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
Honda LPGA Thailand 2026 ทำสถิติยอดผู้ชมในสนามทะลุ 5.3 หมื่นคน https://thestandard.co/honda-lpga-thailand-2026-record-attendance/ Mon, 23 Feb 2026 04:14:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1180891 ภาพบรรยากาศการแข่งขัน Honda LPGA Thailand 2026 ที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ปิดฉากลงอย่างยิ่งใหญ่สำหรับศึกกอล์ฟระดับโลก Honda LPGA […]

The post Honda LPGA Thailand 2026 ทำสถิติยอดผู้ชมในสนามทะลุ 5.3 หมื่นคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศการแข่งขัน Honda LPGA Thailand 2026 ที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ปิดฉากลงอย่างยิ่งใหญ่สำหรับศึกกอล์ฟระดับโลก Honda LPGA Thailand 2026 ณ สยามคันทรีคลับ โอลด์คอร์ส ซึ่งปีนี้ไม่เพียงเป็นปีแห่งการฉลองชัยของแฟนกอล์ฟชาวไทย จากความสำเร็จของ โปรจีโน่-อาฒยา ฐิติกุล มือ 1 ของโลก ที่ระเบิดฟอร์มคว้าแชมป์ในบ้านเกิดได้เป็นครั้งแรก พร้อมรับเงินรางวัล 270,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.4 ล้านบาท)

 

ขณะเดียวกัน บรรยากาศการแข่งขันยังสะท้อนความนิยมของกอล์ฟที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อยอดผู้เข้าชมรวมตลอด 4 วันทะลุกว่า 53,173 คน สร้างสถิติสูงสุดตลอดกาลนับตั้งแต่จัดการแข่งขันครั้งแรกในปี 2006 และยังทำลายสถิติปีที่ผ่านมา (ประมาณ 50,165 คน ซึ่งเป็นปีที่ทะลุหลัก 5 หมื่นครั้งแรก)

 

โดยเฉพาะในรอบสุดท้ายที่มีแฟนกอล์ฟตบเท้าเข้าสนามมากถึง 18,577 คน ทำให้กลายเป็นหนึ่งในวันที่คึกคักที่สุดในประวัติศาสตร์ของรายการ

The post Honda LPGA Thailand 2026 ทำสถิติยอดผู้ชมในสนามทะลุ 5.3 หมื่นคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกรซ คิม เปิดคลินิกสุดพิเศษกับ adidas Golf Experience สร้างโมเมนตัมก่อนลุย Honda LPGA Thailand 2026 https://thestandard.co/grace-kim-adidas-golf-honda-lpga/ Wed, 18 Feb 2026 03:21:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1179585 เกรซ คิม จัด adidas Golf Experience พร้อมนักกอล์ฟทีมชาติไทย และสื่อมวลชน ณ สยาม คันทรี คลับ พัทยา

อาดิดาส กอล์ฟ ประเทศไทย จัดกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “Grac […]

The post เกรซ คิม เปิดคลินิกสุดพิเศษกับ adidas Golf Experience สร้างโมเมนตัมก่อนลุย Honda LPGA Thailand 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกรซ คิม จัด adidas Golf Experience พร้อมนักกอล์ฟทีมชาติไทย และสื่อมวลชน ณ สยาม คันทรี คลับ พัทยา

อาดิดาส กอล์ฟ ประเทศไทย จัดกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “Grace Kim X adidas Golf Experience” ต้อนรับการมาของ เกรซ คิม แชมป์เมเจอร์จาก The Amundi Evian Championship 2025 ณ Siam Country Club Pattaya Waterside เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

 

ภายในงาน เกรซ คิม วัย 25 ปี นักกอล์ฟทีมอาดิดาส ได้ร่วมจัดกอล์ฟคลินิก แชร์เทคนิคการเล่น และโชว์ทริคช็อต ให้กับสื่อมวลชน แขกพิเศษ และนักกอล์ฟทีมชาติไทย สร้างบรรยากาศคึกคักก่อนเปิดฉากศึกใหญ่ Honda LPGA Thailand 2026

 

ปัจจุบัน เกรซ คิม รั้งอันดับ 23 ของโลกจาก Rolex Ranking และถือเป็นหนึ่งในนักกอล์ฟดาวรุ่งที่น่าจับตามอง ด้วยสไตล์การเล่นที่ดุดัน แม่นยำ และรับมือกับแรงกดดันได้อย่างยอดเยี่ยม โดยทั้ง 2 แชมป์ LPGA ที่เธอคว้ามาได้ ล้วนเกิดจากการเพลย์ออฟ

 

แฟนกอล์ฟชาวไทยเตรียมส่งกำลังใจให้เธออีกครั้ง ในการแข่งขัน Honda LPGA Thailand 2026 ระหว่างวันที่ 19-22 กุมภาพันธ์นี้ ที่สยาม คันทรี คลับ พัทยา โอลด์ คอร์ส

 

#adidasgolfthailand #adidasgolf #adipower #adidasgolfapparel

 

เกรซ คิม จัด adidas Golf Experience พร้อมนักกอล์ฟทีมชาติไทย และสื่อมวลชน ณ สยาม คันทรี คลับ พัทยา 1เกรซ คิม จัด adidas Golf Experience พร้อมนักกอล์ฟทีมชาติไทย และสื่อมวลชน ณ สยาม คันทรี คลับ พัทยา 2เกรซ คิม จัด adidas Golf Experience พร้อมนักกอล์ฟทีมชาติไทย และสื่อมวลชน ณ สยาม คันทรี คลับ พัทยา 3เกรซ คิม จัด adidas Golf Experience พร้อมนักกอล์ฟทีมชาติไทย และสื่อมวลชน ณ สยาม คันทรี คลับ พัทยา 4เกรซ คิม จัด adidas Golf Experience พร้อมนักกอล์ฟทีมชาติไทย และสื่อมวลชน ณ สยาม คันทรี คลับ พัทยา 5เกรซ คิม จัด adidas Golf Experience พร้อมนักกอล์ฟทีมชาติไทย และสื่อมวลชน ณ สยาม คันทรี คลับ พัทยา 6เกรซ คิม จัด adidas Golf Experience พร้อมนักกอล์ฟทีมชาติไทย และสื่อมวลชน ณ สยาม คันทรี คลับ พัทยา 7เกรซ คิม จัด adidas Golf Experience พร้อมนักกอล์ฟทีมชาติไทย และสื่อมวลชน ณ สยาม คันทรี คลับ พัทยา 8

The post เกรซ คิม เปิดคลินิกสุดพิเศษกับ adidas Golf Experience สร้างโมเมนตัมก่อนลุย Honda LPGA Thailand 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรดบูลล์ เรซซิง, แมคลาเรน, แอสตัน มาร์ติน ทีมไหนปัง-ทีมไหนพัง หลัง F1 บาห์เรน-พรีซีซันเทสต์ 2026 https://thestandard.co/f1-bahrain-test-2026-teams/ Sun, 15 Feb 2026 07:33:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1178699 ภาพรวมการทดสอบพรีซีซัน F1 2026 ที่บาห์เรน พร้อมเปรียบเทียบฟอร์มทีม เรดบูลล์ แมคลาเรน และแอสตัน มาร์ติน

หลัง 3 วันในศึกพรีซีซันเทสต์ครั้งแรก ที่บาห์เรน อินเตอร […]

The post เรดบูลล์ เรซซิง, แมคลาเรน, แอสตัน มาร์ติน ทีมไหนปัง-ทีมไหนพัง หลัง F1 บาห์เรน-พรีซีซันเทสต์ 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรวมการทดสอบพรีซีซัน F1 2026 ที่บาห์เรน พร้อมเปรียบเทียบฟอร์มทีม เรดบูลล์ แมคลาเรน และแอสตัน มาร์ติน

หลัง 3 วันในศึกพรีซีซันเทสต์ครั้งแรก ที่บาห์เรน อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต ในชาคีร์ ประเทศบาห์เรน ทำให้แฟนๆ ได้เห็นภาพรวมของฤดูกาล 2026 ที่กำลังจะเปิดฉากขึ้นอีกสักหน่อยหลังจากภาพแรกที่หลายคนได้เห็นก่อนหน้านี้ในศึกเชกดาวน์ที่ บาร์เซโลนา

 

สถานการณ์หลังจาก 3 วันที่ ชาคีร์ มีทั้ง ‘เหนือความคาดหมาย’, ‘สมความคาดหมาย’ และ ‘ไม่ถึงความคาดหมาย’ สำหรับแต่ละทีม

 

สำหรับสื่อหลายสำนักแล้ว สถานการณ์ในพิตเลนยังคงมีความเห็นที่แตกต่างกันและยังคงมองว่าไม่มีใครอยากยอมรับตำแหน่ง “ทีมเต็ง” ในตอนนี้

 

แต่หากจะต้องฟันธงแล้วล่ะก็ ต้องยอมรับว่า เรดบูลล์ เรซซิง มีข้อได้เปรียบและทำได้เหนือความคาดหมาย ทั้งที่ต้องใช้เพาเวอร์ยูนิตใหม่ที่ได้รับความร่วมมือกับฟอร์ด ในชื่อ ‘เรดบูลล์ ฟอร์ด เพาเวอร์เทรนส์’ หรือ ‘RBPT’

 

ยิ่งเมื่อการทดสอบรถในวันที่ 3 แต่ละทีมเน้นไปที่การเก็บจำนวนรอบที่สูงเพื่อทดสอบการปรับการตั้งค่ารถ รวมถึงเรียนรู้เกี่ยวกับหน่วยพลังงานและแชสซีใหม่ภายใต้กฎระเบียบปี 2026 ด้วยแล้ว

 

นั่นทำให้ทีมคู่แข่งอย่าง เมอร์ซีเดส และ เฟอร์รารี ต่างมองว่า เรดบูลล์ คือผู้นำที่แท้จริงในการทดสอบครั้งนี้ โดยเฉพาะในด้านเพาเวอร์ยูนิต ที่ดูเหมือนจะนำหน้าคู่แข่งอยู่ก้าวหนึ่ง หลังพวกเขาแสดงให้เห็นถึงความทนทานอย่างมาก โดยวิ่งไปได้ 120 รอบในวันสุดท้าย

 

ขณะที่ทาง ปิแอร์ วาเช ผู้อำนวยการเทคนิคของทีม เรดบูลล์ เรซซิง เปิดเผยว่าพอใจกับทิศทางการปรับตั้งค่ารถของทั้ง แม็กซ์ เวอร์สแตพเพน และ ไอแซ็ค ฮัดจาร์ แต่ยังคงถ่อมตัวโดยระบุว่าทีมยังตามหลังทั้ง เมอร์ซีเดส, แมคลาเรน และ เฟอร์รารี อยู่ โดยเฉพาะในแง่ของความเร็วและความสมดุล

 

ขณะที่ทาง เมอร์ซีเดส ประมาณการว่า เรดบูลล์ จะเร็วขึ้นถึง 1 วินาทีบนทางตรง เนื่องจากการทำงานของระบบชาร์จไฟและการปล่อยพลังงานที่เหนือกว่า

 

แต่หากพูดถึงทีมที่ประสบความสำเร็จในแง่ของความเร็วแล้วล่ะก็ ดาวเงิน กับ ม้าลำพอง ถือว่าเป็นแถวหน้าของการทดสอบรถในครั้งนี้

 

เมอร์ซีเดส ครองตำแหน่งทำเวลาดีที่สุด ทั้งในอันดับ 1 และ 2 ของตารางเวลาที่ชาคีร์ โดย คิมี อันโตเนลลี ทำเวลามาเป็นอันดับ 1 ด้วยเวลาต่อรอบ 1 นาที 33.669 วินาที ในวันที่ 3 ของการทดสอบ

 

ส่วนจอร์จ รัสเซลล์ ก็ไม่น้อยหน้า ทำเวลาแตะ 1.33 นาทีได้เช่นกันในวันที่ 3 ที่ 1 นาที 33.918 วินาที นั่นหมายความว่า จอร์จ ตามหลัง คิมี เพียงแค่ 0.246 วินาทีเท่านั้น

 

และมีเพียงแค่ทีมซิลเวอร์แอร์โรว์ ทีมเดียวเท่านั้น ที่ทำเวลาแตะ 1.33 นาทีต่อรอบได้!

 

แต่ถึงอย่างนั้น ทีมเฟอร์รารี ก็ถือว่าไม่น่อยหน้า พวกเขาใช้รถ ‘Spec-A’ ในการทดสอบ โดย จอมเก๋าอย่าง เซอร์ลูอิส แฮมิลตัน ขับไปได้ถึง 150 รอบ ในการทดสอบรถวันสุดท้าย

 

แฮมิลตัน ทดสอบยาง Pirelli ตั้งแต่คอมพาวด์ C1 ถึง C3 และรู้สึกพอใจกับความคืบหน้าของรถ SF-26 แม้จะระบุว่ารถรุ่นนี้มีความซับซ้อนในการหาช่วงอุณหภูมิทำงานที่เหมาะสม โดยเฉพาะเรื่องยาง ก่อนหน้านี้ก็ตาม

 

แฮมิลตัน ทำเวลาได้ดีเป็นอันดับ 3 จากบรรดานักขับทั้งหมด ที่ 1 นาที 34.209 วินาที ส่วน ชาร์ลส์ เลอแคลร์ ก็ทำเวลามาเป็นที่ 4 ด้วยเวลาตามหลังมาติดๆ ที่ 1 นาที 34.273 วินาที ตามหลังท่านเซอร์แค่ 0.064 วินาทีเท่านั้น

 

โดย เลอแคลร์ เชื่อว่า แม้พวกเขาจะทำผลงานได้น่าประทับใจ แต่ทีมเมอร์ซีเดส ก็ยังไม่ได้แสดงความเร็วที่แท้จริงออกมา อย่างไรก็ตาม เฟอร์รารี ก็ได้รับคำชมเกี่ยวกับความแข็งแกร่งเป็นพิเศษในเรื่อง การออกตัว เนื่องจากเครื่องยนต์สามารถลดอาการ Turbo Lag ได้ดีกว่าทีมอื่น

 

แม้แต่ทาง อันเดรีย สเตลลา หัวหน้าทีมแมคลาเรน ทีมแชมป์โลกประเภททีมผู้ผลิต ก็ให้ยังให้ความเห็นว่า ในขณะนี้ เฟอร์รารี และ เมอร์ซีเดส คือทีมที่ดีที่สุด

 

ส่วนทีมที่ทำได้สมความคาดหมาย ก็คงหนีไม่พ้น 2 ทีมที่วิ่งทดสอบไปมากที่สุดที่ 422 รอบเท่ากันอย่าง แมคลาเรน กับ วิลเลียมส์

 

โดยทีมแชมป์โลก ทำผลงานได้น่าประทับใจในการทดสอบวันที่ 3 และทำให้นักขับของพวกเขาทั้ง 2 คน ทำเวลาตามหลัง เมอร์ซีเดส และ เฟอร์รารี เข้ามาในอันดับที่ 5 และ 6 ตามลำดับ

 

ขณะที่ วิลเลียมส์ หลังจากพลาดการวิ่งที่บาร์เซโลนาเนื่องจากปัญหาการผลิต พวกเขาก็สามารถกลับมาทำผลงานได้ดีในบาห์เรน

 

พวกเขาชดเชยเวลาที่เสียไปจากการอดวิ่งเชกดาวน์ ด้วยการทำระยะรวมมากที่สุดร่วมกับ แมคลาเรน ที่ 422 รอบ ซึ่งเทียบเท่ากับระยะทางการแข่งกรังด์ปรีซ์ ถึง 7 เรซครึ่ง

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะวิ่งได้เยอะ แต่รถยังมีปัญหาเรื่องน้ำหนักเกิน และการควบคุมที่ค่อนข้างยาก นั่นเป็นสาเหตุทำให้พวกเขาทำเวลาได้ไม่ดีเท่าที่ควร โดย อเล็กซ์ อัลบอน ทำเวลาเป็นอันดับ 15 ที่ 1 นาที 36.793 วินาที ส่วน คาร์ลอส ไซนซ์ รั้งที่ 18 ด้วยเวลา 1 นาที 37.186 วินาที

 

แม้วิลเลียมส์ ยังมีจุดที่ต้องเร่งแก้ไข แต่อย่างน้อยพวกเขาก็นับว่าหมดห่วงเรื่องปัญหาความทนทาน และสามารถมุ่งเป้าหมายไปที่การทำเวลาให้ต่ำที่สุดก่อนการแข่งขันสนามแรกจะเริ่มต้นขึ้นได้แล้ว

 

อีกหนึ่งทีมที่สมความคาดหมาย คงต้องยกให้ คาดิลแลค ที่สร้างความประทับใจให้กับคนในพิตเลนด้วยการเตรียมตัวที่เป็นมืออาชีพ

 

แม้จะเริ่มต้นในศึก F1 จากศูนย์ แต่พวกเขาสามารถวิ่งได้ระยะทางรวมกว่า 1,700 กม. ซึ่งมากกว่าทีมเก่าแก่อย่าง อัลพีน, เมอร์ซีเดสและ แอสตัน มาร์ติน เสียอีก

 

แม้จะพบปัญหาบ้างเล็กน้อย เช่น ระบบคันเร่งในรถของ เซร์คิโอ เปเรซ และระบบหล่อเย็นในรถของ วัลต์เตรี บอตตาส ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติสำหรับทีมใหม่ แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่เกินกว่าจะแก้ไขได้ทันก่อนศึก F1 สนามแรก

 

มาถึงทีมที่น่าผิดหวัง จนหลายคนมองว่าอาจจะเป็น ‘วิกฤต’ เลยก็ว่าได้ นั่นคือแอสตัน มาร์ติน

 

แม้จะเป็นรถคันแรกของทีมที่ออกแบบโดย เอเดรียน นิวอี แต่ทีม แอสตัน มาร์ติน ยอมรับว่าพวกเขากำลัง ‘ตามหลังอย่างชัดเจน”’

 

นิวอี ออกมายอมรับว่าทีมเข้าทำการทดสอบในอุโมงค์ลมช้ากว่าคู่แข่งถึง 4 เดือน ทำให้มีเวลาเตรียมตัวน้อยมาก นั่นนำมาสู่สภาพที่ไม่พร้อมเท่าที่ควรในสนามทดสอบจริง

 

นอกจากนี้ตลอด 3 วันที่ทำการทดสอบที่ชาคีร์ พวกเขาทำระยะทางได้เพียง 202 รอบ ซึ่งน้อยที่สุดในบรรดาทุกทีม เนื่องจากพบปัญหาเล็กๆ น้อยๆ รบกวนตลอดการทดสอบ

ในวันสุดท้าย แลนซ์ สโตรลล์ ขับไปได้ 72 รอบ ซึ่งยังไม่ถึงครึ่งของจำนวนรอบที่ ออสการ์ ปิอัสทรี จากแมคลาเรน ทำได้ในวันเดียวกัน

 

ปัญหาของ แอสตัน มาร์ติน ไม่ใช่แค่เรื่องของการเริ่มต้นที่ช้ากว่าทุกทีมเท่านั้น แต่พวกเขายังต้องปรับตัวกับ เครื่องยนต์ใหม่จาก ฮอนดา, เชื่อเพลิงจาก อารัมโค รวมถึงการผลิตเกียร์และระบบช่วงล่างเองเป็นครั้งแรกด้วย

 

นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่มากเมื่อเทียบกับเวลาที่เหลืออีกแค่ราว 3-4 วัน ก่อนที่การทดสอบครั้งที่สองและครั้งสุดท้ายจะมีขึ้นที่สนามเดียวกันในบาห์เรน ระหว่างวันที่ 18-20 กุมภาพันธ์

 

โดยการทดสอบครั้งสุดท้ายที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า แต่ละทีมจะเริ่มเน้นไปที่การรีดสมรรถนะ และการจำลองการแข่งจริง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับสนามแรกที่ออสเตรเลีย

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยเชื่อว่าอาจต้องรอจนถึงการแข่งขันผ่านไป 3-4 สนาม จึงจะเห็นภาพที่ชัดเจนว่าใครคือผู้นำที่แท้จริงในยุคกฎใหม่ของ F1 ที่ใกล้จะเปิดฉากเข้ามาทุกขณะ

 

อ้างอิง

The post เรดบูลล์ เรซซิง, แมคลาเรน, แอสตัน มาร์ติน ทีมไหนปัง-ทีมไหนพัง หลัง F1 บาห์เรน-พรีซีซันเทสต์ 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดภาพร่างแรก AMR26 รถ Aston Martin คันแรกของยุค นิวอี https://thestandard.co/aston-martin-amr26-newey-test/ Fri, 30 Jan 2026 04:29:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1171396 ภาพรถแข่ง Aston Martin AMR26 สีเขียว ลงสนามทดสอบ Shakedown ครั้งแรกที่บาร์เซโลนา มี แลนซ์ สโตรลล์ เป็นผู้ขับ

Aston Martin F1 Team นำรถลงวิ่งทดสอบครั้งแรก ซึ่งนับเป็ […]

The post เปิดภาพร่างแรก AMR26 รถ Aston Martin คันแรกของยุค นิวอี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรถแข่ง Aston Martin AMR26 สีเขียว ลงสนามทดสอบ Shakedown ครั้งแรกที่บาร์เซโลนา มี แลนซ์ สโตรลล์ เป็นผู้ขับ

Aston Martin F1 Team นำรถลงวิ่งทดสอบครั้งแรก ซึ่งนับเป็นรถ Aston Martin คันแรกในยุคของ เอเดรียน นิวอี โดยออกสู่แทร็กในรอบ Shakedown ที่บาร์เซโลนา พร้อมให้ แลนซ์ สโตรลล์ รับหน้าที่ขับทดสอบ

 

อย่างไรก็ตาม ระหว่างการทดสอบได้เกิด ธงแดง ขึ้นก่อนหมดเวลาไม่นาน หลังรถของสโตรลล์ชะลอและหยุดบริเวณทางเข้าพิท ส่งผลให้การวิ่งในช่วงท้ายต้องยุติลง โดยสื่อท้องถิ่นรายงานว่านักขับชาวแคนาเดียนทำเวลาได้ดีที่สุดราว 1 นาที 46 วินาที และได้ลงสนามเพียงไม่กี่รอบเท่านั้น

 

หลังการทดสอบ สโตรลล์เผยว่ารู้สึกดีที่ได้กลับมาหลังพวงมาลัยอีกครั้ง แม้ทีมจะมีเวลาเตรียมรถค่อนข้างจำกัด พร้อมยอมรับว่ารถปี 2026 เป็นโปรเจกต์ขนาดใหญ่และซับซ้อน โดยการได้ทดลองใช้ขุมพลังใหม่จาก Honda ถือเป็นก้าวสำคัญและน่าตื่นเต้นสำหรับทีม

 

ทั้งนี้ Aston Martin มีกำหนดการเปิดตัวรถอย่างเป็นทางการ ในวันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์นี้

 

ภาพรถแข่ง Aston Martin AMR26 สีเขียว ลงสนามทดสอบ Shakedown ครั้งแรกที่บาร์เซโลนา มี แลนซ์ สโตรลล์ เป็นผู้ขับ 1ภาพรถแข่ง Aston Martin AMR26 สีเขียว ลงสนามทดสอบ Shakedown ครั้งแรกที่บาร์เซโลนา มี แลนซ์ สโตรลล์ เป็นผู้ขับ 2ภาพรถแข่ง Aston Martin AMR26 สีเขียว ลงสนามทดสอบ Shakedown ครั้งแรกที่บาร์เซโลนา มี แลนซ์ สโตรลล์ เป็นผู้ขับ 3

 

อ้างอิง:

The post เปิดภาพร่างแรก AMR26 รถ Aston Martin คันแรกของยุค นิวอี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Suzuki เทขายโรงงานระยองให้ Ford หลังพ่ายศึกรถจีน ปิดฉากฐานผลิต 14 ปีในไทย สะท้อนจุดเปลี่ยนที่ ‘เจ้าตลาดเดิม’ อยู่ยาก https://thestandard.co/suzuki-ford-thailand-plant-sale/ Mon, 26 Jan 2026 01:38:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1169397 โรงงานผลิตรถยนต์ Suzuki ในจังหวัดระยอง ที่กำลังจะถูกขายให้ Ford ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดรถยนต์

ท่ามกลางสมรภูมิยานยนต์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว Nikkei […]

The post Suzuki เทขายโรงงานระยองให้ Ford หลังพ่ายศึกรถจีน ปิดฉากฐานผลิต 14 ปีในไทย สะท้อนจุดเปลี่ยนที่ ‘เจ้าตลาดเดิม’ อยู่ยาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรงงานผลิตรถยนต์ Suzuki ในจังหวัดระยอง ที่กำลังจะถูกขายให้ Ford ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดรถยนต์

ท่ามกลางสมรภูมิยานยนต์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว Nikkei Asia ได้รายงานข่าวใหญ่เมื่อวันเสาร์ที่ 24 มกราคม ว่า Suzuki Motor ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากญี่ปุ่น ได้บรรลุข้อตกลงขายโรงงานประกอบรถยนต์ในจังหวัดระยองให้กับ Ford Motor ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากสหรัฐฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นการปิดฉากฐานการผลิตของ Suzuki ในไทยอย่างสมบูรณ์ หลังต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลจากการรุกคืบของคู่แข่งสัญชาติจีน

 

Nikkei Asia ระบุว่า Suzuki ได้ลงนามในข้อตกลงขายโรงงานดังกล่าวให้กับ Ford แล้ว โดยคาดว่ากระบวนการโอนที่ดินและสินทรัพย์จะเสร็จสิ้นภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า

 

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2555 Suzuki ได้ทุ่มเงินลงทุนกว่า 2 หมื่นล้านเยน (ประมาณ 4,000 ล้านบาท) เพื่อก่อสร้างโรงงานแห่งนี้ โดยมีกำลังการผลิตรวม 80,000 คันต่อปี เพื่อผลิตรถยนต์รุ่นยอดนิยมอย่าง Swift แต่ทว่ายอดการผลิตที่เคยพุ่งสูงสุดเกือบ 60,000 คัน กลับดิ่งลงเหลือเพียงราว 4,400 คัน ในปี 2567 จนนำมาสู่การประกาศยุติการผลิตภายในสิ้นปี 2568

 

โฆษกของ Suzuki ได้ให้สัมภาษณ์กับ Nikkei Asia เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาถึงเบื้องหลังการตัดสินใจว่า “เราตัดสินใจขายโรงงานเนื่องจากรถยนต์ซับคอมแพกต์ไม่สามารถเจาะตลาดได้ตามที่คาดการณ์ไว้ ประกอบกับการพิจารณาถึงผลกระทบจาก ‘ค่าเงินบาทแข็ง’ และปัจจัยอื่นๆ”

 

นอกจากนี้ แหล่งข่าววงในยังเปิดเผยกับ Nikkei Asia ว่า ก่อนหน้านี้ Suzuki ได้เดินสายทาบทามบริษัทหลายแห่งเพื่อเสนอขายโรงงาน ซึ่งรวมถึงผู้นำรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนอย่าง BYD แต่ท้ายที่สุด Ford เป็นผู้ชนะในดีลนี้เนื่องจากสามารถตกลงเงื่อนไขต่างๆ ได้ลงตัวที่สุด

 

ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง ทาง Ford Motor ได้มีการเคลื่อนไหวอย่างเป็นทางการก่อนหน้านี้ โดยเมื่อวันที่ 22 มกราคม ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์ต่อสื่อมวลชนไทยถึงการลงนามสัญญาฉบับนี้ เพื่อต้อนรับการก้าวเข้าสู่ปีที่ 30 ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย

 

แถลงการณ์ของ Ford ระบุรายละเอียดของสินทรัพย์ว่า พื้นที่โครงการนี้ครอบคลุมอาณาบริเวณกว่า 412.5 ไร่ (66 เฮกตาร์) พร้อมพื้นที่อาคารรวม 65,000 ตารางเมตร จุดยุทธศาสตร์สำคัญคือทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่ติดกับโรงงาน ‘ฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง’ (FTM) ในปัจจุบัน และตั้งอยู่ในเขตปลอดอากร ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ได้เป็นอย่างดี

 

อังเดร คาวาลาโร ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ กลุ่มตลาดนานาชาติ ของ Ford กล่าวในแถลงการณ์ว่า “การลงทุนในครั้งนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงบทบาทสำคัญของประเทศไทย ภายในเครือข่ายการผลิตระดับโลกของ Ford การเข้าซื้อโรงงานจะช่วยเสริมขีดความสามารถและสร้างความยืดหยุ่นในการผลิตอย่างมีนัยสำคัญ”

 

ด้าน รัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “ในวาระที่ฟอร์ดกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 30 ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย การเข้าซื้อโรงงานที่มีศักยภาพและเทคโนโลยีล้ำสมัยแห่งนี้คือหลักฐานสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ของ Ford ที่มีต่อประเทศไทย” พร้อมระบุว่า Ford ได้ลงทุนสะสมในไทยไปแล้วมากกว่า 1.33 แสนล้านบาท ตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา

 

รายงานของ Nikkei Asia ระบุว่า ปัจจุบัน Ford ใช้ฐานการผลิตในไทยสำหรับผลิตรถกระบะขนาดกลางรุ่นยอดนิยมอย่าง Ranger และรถยนต์อเนกประสงค์ Everest เพื่อส่งออกไปยังตลาดต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การได้โรงงานของ Suzuki มาเสริมทัพจึงเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการขยายการดำเนินงานในอนาคต

 

การเปลี่ยนมือเจ้าของโรงงานครั้งนี้ สะท้อนภาพรวมที่ Nikkei Asia ชี้ให้เห็นว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรุนแรง แม้ไทยจะเป็นฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค แต่ส่วนแบ่งตลาดของค่ายรถญี่ปุ่นที่เคยสูงถึง 90% ในปี 2563 กลับลดลงเหลือ 69% ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568

 

สวนทางกับค่ายรถยนต์จากจีนอย่าง BYD ที่เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดและชิงส่วนแบ่งตลาดไปได้ถึง 21% ซึ่งสถานการณ์นี้บีบให้ค่ายรถญี่ปุ่นรายอื่นต้องปรับตัว ไม่ว่าจะเป็น Honda ที่ลดกำลังการผลิต, Nissan ที่ยุติสายการผลิตในโรงงานบางแห่ง หรือ Mitsubishi ที่มีแผนจะหยุดการดำเนินงานในโรงงานประกอบรถยนต์หนึ่งในสามแห่งภายในกลางปี 2570

 

ภาพ : Thampapon / Shutterstock

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 เยน เท่ากับ 0.20 บาท เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569

 

อ้างอิง:

The post Suzuki เทขายโรงงานระยองให้ Ford หลังพ่ายศึกรถจีน ปิดฉากฐานผลิต 14 ปีในไทย สะท้อนจุดเปลี่ยนที่ ‘เจ้าตลาดเดิม’ อยู่ยาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Honda รีแบรนด์! เปิดตัว “H Mark” โลโก้ใหม่ เตรียมใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในปี 2027 https://thestandard.co/honda-rebranding-new-h-mark-logo/ Wed, 21 Jan 2026 02:25:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1167574 Honda รีแบรนด์ เปิดตัว H Mark โลโก้ใหม่ เตรียมใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในปี 2027

Honda Motor Co., Ltd. ประกาศเปิดตัว ‘H Mark’ โลโก้ดีไซน […]

The post Honda รีแบรนด์! เปิดตัว “H Mark” โลโก้ใหม่ เตรียมใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในปี 2027 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Honda รีแบรนด์ เปิดตัว H Mark โลโก้ใหม่ เตรียมใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในปี 2027

Honda Motor Co., Ltd. ประกาศเปิดตัว ‘H Mark’ โลโก้ดีไซน์ใหม่ สำหรับธุรกิจยานยนต์ทั่วโลกอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2026 โดยนับเป็นความเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญ ที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ใหม่ในการเร่งเครื่องสู่ ‘ยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้า’ และเทคโนโลยีอัจฉริยะอย่างเต็มรูปแบบ

 

 
 

ดีไซน์ใหม่สื่อถึงการเปลี่ยนแปลงที่ไร้ขอบเขต

 

Honda รีแบรนด์ เปิดตัว H Mark โลโก้ใหม่ เตรียมใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในปี 2027 1

เครื่องหมาย H ใหม่ ที่สื่อถึงธุรกิจรถยนต์ของ Honda

 

โลโก้ H mark เวอร์ชันใหม่ได้รับการออกแบบให้มีความเรียบง่ายในสไตล์ 2D โดยไม่มีกรอบสี่เหลี่ยมแบบเดิม ดีไซน์ของตัว H ถูกปรับให้เปรียบเสมือน ‘มือทั้งสองข้างที่ยื่นออกไป’ (Two outstretched hands) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนความมุ่งมั่นของ Honda ในการขยายขอบเขตความเป็นไปได้ใหม่ๆ ด้านการเดินทาง (Mobility) พร้อมกับความตั้งใจที่จะตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานอย่างจริงใจ

 

แผนการปรับใช้เชิงพาณิชย์

 

Honda รีแบรนด์ เปิดตัว H Mark โลโก้ใหม่ เตรียมใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในปี 2027 2

Honda 0 Series

 

โลโก้ใหม่จะถูกนำไปใช้กับ ‘ยานยนต์ยุคใหม่’ เป็นกลุ่มแรก ตามแผนงานที่กำหนดไว้ ซึ่งจะยังไม่มีการเปลี่ยนไปใช้กับรถทุกรุ่นในทันที

 

  • เริ่มต้นปี 2027: จะเริ่มใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รุ่นใหม่ โดยเฉพาะตระกูล Honda 0 Series และรถยนต์ไฮบริด (HEV) รุ่นใหม่ที่จะออกสู่ตลาดตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป
  • ครอบคลุมทุกช่องทาง: เตรียมปรับเปลี่ยนโลโก้ในทุกช่องทางการสื่อสาร ทั้งโชว์รูม ศูนย์บริการ และสื่อการตลาด เพื่อสร้างภาพลักษณ์องค์กร (Corporate Identity) ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั่วโลก

 

ความสำคัญเชิงธุรกิจ

 

Honda รีแบรนด์ เปิดตัว H Mark โลโก้ใหม่ เตรียมใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในปี 2027 3

ภาพจาก: https://1000logos.net/honda-logo/

 

การรีแบรนด์ครั้งนี้ เปรียบเสมือนการประกาศจุดยืนครั้งสำคัญต่อ นักลงทุนและตลาดโลก ว่า Honda พร้อมแล้วที่จะทรานส์ฟอร์มองค์กรเพื่อชิงส่วนแบ่งใน ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างเต็มตัว การออกแบบโลโก้ที่กลับไปสู่รากฐานเดิมแต่ยังผสานความทันสมัย จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีและทิศทางใหม่ขององค์กร

 

อ้างอิง:

The post Honda รีแบรนด์! เปิดตัว “H Mark” โลโก้ใหม่ เตรียมใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในปี 2027 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Aston Martin x Honda จับมือเป็นพันธมิตร ลุยสนาม F1 2026 https://thestandard.co/aston-martin-honda-partnership-f1-2026/ Tue, 20 Jan 2026 13:18:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1167426 Aston Martin x Honda จับมือเป็นพันธมิตร ลุยสนาม F1 2026

Aston Martin และ Honda จัดงานเปิดตัวความร่วมมือในฐานะพั […]

The post Aston Martin x Honda จับมือเป็นพันธมิตร ลุยสนาม F1 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Aston Martin x Honda จับมือเป็นพันธมิตร ลุยสนาม F1 2026

Aston Martin และ Honda จัดงานเปิดตัวความร่วมมือในฐานะพันธมิตรโรงงาน F1 อย่างเป็นทางการ ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยมี ลอว์เรนซ์ สโตรลล์ ประธานบริหาร Aston Martin Aramco, โทชิฮิโระ มิเบะ ประธานฮอนด้า และ สเตฟาโน โดเมนิคาลี ซีอีโอฟอร์มูลาวัน เข้าร่วมงาน

 

ภายใต้กติกาใหม่ฤดูกาล 2026 Aston Martin จะเปลี่ยนจากเครื่องยนต์เมอร์เซเดส มาใช้ Power Unit ของ Honda พร้อมผนึกกำลังพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ โดยมี แอนดี คาวเวลล์ และ เอเดรียน นิวอี้ เป็นแกนหลักวางรากฐานทีม ขณะที่ Honda เตรียมส่งเครื่องยนต์รุ่นใหม่ RA626H รองรับยุคไฮบริดและเชื้อเพลิงยั่งยืน

 

ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของทั้งสองฝ่ายในการล่าแชมป์ F1 ในอนาคต โดยโปรแกรมทดสอบแรกของทีมจะเริ่มที่บาร์เซโลนา ระหว่างวันที่ 26-30 มกราคม ก่อนเปิดตัวทีมอย่างเป็นทางการที่ซาอุดีอาระเบียในวันที่ 9 กุมภาพันธ์นี้

 

Aston Martin x Honda จับมือเป็นพันธมิตร ลุยสนาม F1 2026 1Aston Martin x Honda จับมือเป็นพันธมิตร ลุยสนาม F1 2026 2

The post Aston Martin x Honda จับมือเป็นพันธมิตร ลุยสนาม F1 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ญี่ปุ่น-ไทย พันธมิตรเก่ากับโจทย์ใหม่ในสมรภูมิเศรษฐกิจอาเซียน https://thestandard.co/japan-thailand-shaping-aseans-next-frontier/ Wed, 12 Nov 2025 02:15:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1142275

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่าง […]

The post ญี่ปุ่น-ไทย พันธมิตรเก่ากับโจทย์ใหม่ในสมรภูมิเศรษฐกิจอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่าง ไทยและญี่ปุ่น ได้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในภาค อุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งญี่ปุ่นถือเป็นนักลงทุนรายสำคัญที่มีบทบาทในการพัฒนาเทคโนโลยี การผลิต และห่วงโซ่อุปทานของไทยจนกลายเป็น “Detroit of Asia” ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์นี้ไม่เพียงช่วยยกระดับศักยภาพการแข่งขันของทั้งสองประเทศ แต่ยังเป็นแรงขับสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและเทคโนโลยีใหม่ในอนาคต

 

เวทีเสวนา “Japan–Thailand: Shaping ASEAN’s Next Frontier” ที่จัดโดย Nikkei Asia ร่วมกับ The Standard ภายในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025: Thailand’s Next Frontier พรมแดนใหม่เศรษฐกิจไทย เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา จึงกลายเป็นพื้นที่สะท้อนมุมมองและโอกาสของภาคธุรกิจไทย-ญี่ปุ่น ตลอดจนอนาคตเศรษฐกิจของภูมิภาค โดยมี 3 ผู้นำจากองค์กรภาคธุรกิจขนาดใหญ่ของทั้งสองประเทศ ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างเข้มข้น ได้แก่

 

  • วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการและรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จํากัด (มหาชน)
  • โคจิ อิวานามิ (Koji Iwanami) ประธานและ CEO บริษัท Honda Automobile (Thailand) จำกัด
  • บุนเซอิ โอคุโบะ (Bunsei Okubo) ประธานกลุ่มธุรกิจธนกิจพาณิชย์เกี่ยวกับญี่ปุ่น (JPC Banking) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)

 

ขณะที่ผู้ดำเนินรายการคือ โทโยอะกิ ฟูจิวาระ (Toyoaki Fujiwara) ผู้จัดการฝ่ายกิจกรรมและการประชุมระดับโลกของ Nikkei Incorporation ชี้ถึงความท้าทายอันน่ากังวลที่ญี่ปุ่นและไทยกำลังเผชิญ ทั้งการแข่งขันระดับโลก การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี และการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย แต่คำถามสำคัญคือ เราจะร่วมกันขับเคลื่อนอนาคต ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้อย่างไร?

 

ไทยต้องมีผู้นำที่มองไกล

 

วิกรมเปิดประเด็นในการสนทนาอย่างเฉียบคมว่า ความท้าทายของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ ‘ผู้นำและนโยบาย’ โดยยกตัวอย่างอินโดนีเซียภายใต้การนำของประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตเฉลี่ยกว่า 5-6% ต่อปี ซึ่งเขาเชื่อมั่นว่า

 

“ถ้าไทยมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์แบบนั้น เราสามารถโตได้มากกว่า 2% แน่นอน”

 

เขาย้ำว่าจุดแข็งของไทยมีทั้งภูมิศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐาน และความสัมพันธ์อันยาวนานกับชาติมหาอำนาจ

 

“อเมริกามีพนักงานสถานทูตในไทยกว่า 4,300 คน มากที่สุดในโลก สะท้อนว่าไทยคือพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์สำคัญ” เขากล่าว

 

ในมุมมองของวิกรม ความสัมพันธ์นี้ไม่ควรใช้เพียงด้านการทูต แต่ต้อง “แปลงเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ” โดยไทยควรใช้สถานะของตนเป็น ฐานความร่วมมือ ระหว่างญี่ปุ่น จีน และสหรัฐฯ ซึ่งไม่ใช่การเลือกข้าง แต่เป็นการใช้ทุกฝ่ายเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย

 

“เราควรให้ญี่ปุ่นกับจีนร่วมผลิตในไทย แล้วส่งออกสู่ตลาดตะวันตก นี่คืออนาคตที่ควรเป็น”

 

จากฐานการผลิตสู่ศูนย์กลางนวัตกรรม

 

โอคุโบะ ตัวแทนภาคธนาคาร ชี้ว่าไทยมี ‘ภารกิจสองด้าน’ คือเสริมความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น การผลิตยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ และสร้างอุตสาหกรรมใหม่สำหรับอนาคต

 

เขามองว่า “ไทยมีศักยภาพจะเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมของภูมิภาค” หากสามารถผสานจุดแข็งของญี่ปุ่นด้านเทคโนโลยีเข้ากับทรัพยากรและตลาดของไทยได้

 

“MUFG และกรุงศรีฯ พร้อมสนับสนุนทั้งภาคการเงินและเครือข่ายการลงทุน เพื่อสร้างระบบนิเวศธุรกิจใหม่ ไม่ใช่แค่ปล่อยกู้”

 

เขาเสนอว่า ไทยควรพัฒนา 3 ด้านหลักเพื่อดึงดูดการลงทุนใหม่ ได้แก่

 

1.พลังงานสะอาดและเสถียร สำหรับอุตสาหกรรมอนาคต

2.ทรัพยากรมนุษย์คุณภาพสูง ที่เข้าใจเทคโนโลยีใหม่

3.นโยบายและสิทธิประโยชน์การลงทุนที่มั่นคง

 

เขายกตัวอย่างความร่วมมือที่ธนาคารจัดทำขึ้น เช่น โครงการจับคู่ธุรกิจระหว่างสตาร์ตอัปญี่ปุ่นกับบริษัทไทยกว่า 400 คู่ ซึ่งก่อให้เกิดผลลัพธ์จริง หรือการร่วมพัฒนาสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ระหว่างสตาร์ตอัปญี่ปุ่นกับเครือข่ายค้าปลีกไทย

 

“นี่คือตัวอย่างว่าการสร้างนวัตกรรมข้ามพรมแดน ที่จะกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น”

 

Honda กับบทบาท “เติบโตไปพร้อมสังคมไทย”

 

อิวานามิ ประธานและ CEO บริษัท Honda Automobile (Thailand) ยืนยันว่า “ประเทศไทยคือพันธมิตรที่ไว้ใจได้ที่สุดของ Honda ในเอเชีย” เพราะมีตลาดที่มั่นคง แรงงานฝีมือดี และซัพพลายเชนที่แข็งแรง เขาย้ำว่า “ความสำเร็จของ Honda มาจากคนไทย”

 

ประเด็นความท้าทายอย่างการแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กับค่ายจีนที่รุกแรง เขาให้คำตอบอย่างมั่นใจว่า “Honda ไม่แข่งที่ความเร็ว แต่แข่งที่ความเชื่อมั่นและความทนทาน”

 

โดยบริษัทจะเดินบนสองเส้นทางคู่กัน ทั้งยานยนต์ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ พร้อมทั้งลงทุนพัฒนาแบตเตอรีและระบบจัดการพลังงานที่ผลิตได้เอง

 

“เราจะพัฒนาคนควบคู่กับเทคโนโลยี ทำงานกับโรงเรียนและซัพพลายเออร์ เพื่อสร้างแรงงานที่มีทักษะทั้งเชิงเทคนิคและดิจิทัล เพราะอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต้องเป็นฐานผลิตที่มีนวัตกรรม ไม่ใช่แค่ฐานแรงงานราคาถูกอีกต่อไป”

 

เขายืนยันว่าแนวคิดของ Honda จะยังคงมุ่งเน้นที่สามเสาหลักคือ “สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และผู้คน (Environment, Safety, People)” เพื่อเติบโตไปพร้อมกับสังคมไทย

 

อนาคตความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น

 

ช่วงท้ายของการเสวนา ฟูจิวาระได้ตั้งคำถามสำคัญถึงอนาคตของความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น ว่าจะปรับตัวอย่างไรท่ามกลางการแข่งขันระดับโลกและความไม่แน่นอนทางการเมืองของทั้งสองประเทศ

 

วิกรมเสนอว่า ไทยควรเรียนรู้จากดูไบและสิงคโปร์ ในการเป็นประเทศที่ปลอดภัยและเป็นมิตรกับการลงทุนจากต่างชาติ (FDI)

 

“นโยบายที่ดีไม่ต้องใช้เงิน แค่เปิดกว้างและทำให้นักลงทุนมั่นใจ” เขากล่าว และเชื่อว่า หากรัฐบาลไทยบริหารนโยบายเศรษฐกิจด้วยวิสัยทัศน์เช่นนี้ GDP ของประเทศจะโตได้เกิน 5-6% อย่างแน่นอน

 

ขณะที่โอคุโบะเสริมว่า ความสม่ำเสมอของนโยบายเป็นสิ่งที่นักลงทุนต่างชาติต้องการมากที่สุด

 

“เมื่อไทยสร้างความเชื่อมั่นได้ การลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมอนาคต เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ หรือพลังงานสะอาด จะหลั่งไหลเข้ามา”

 

ขณะที่อิวานามิกล่าวทิ้งท้ายว่า “หากไทยรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและนโยบายได้ Honda และนักลงทุนญี่ปุ่นจะยังคงลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพราะบริษัทต้องการเติบโตไปพร้อมกับประเทศไทย”

The post ญี่ปุ่น-ไทย พันธมิตรเก่ากับโจทย์ใหม่ในสมรภูมิเศรษฐกิจอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>